Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โลกอุดร_ภิกขุ

โลกอุดร_ภิกขุ

Published by akkarasubun, 2021-05-10 04:06:19

Description: โลกอุดร_ภิกขุ

Search

Read the Text Version

100 จนช​ ว่ั ร​ะยะเวลาห​ นงึ่ เ​มอื่ พ​ ระมหากษตั รยิ แ​ ละพ​ ระป​ ระยรู ญาต​ิ ของท​ งั้ สองน​ คร ไดเ​ ปย มศ​ รทั ธาใ​นบ​ วรพ​ ทุ ธศาสนา​และเขา ใจใ​นว​ ถิ ​ี ของพ​ ระก​ มุ ารแ​ ลว พระอรหนั ตท​ ง้ั ส​ ามอ​ งคจ​ งึ ไ​ดน​ ำพ​ ระก​ มุ ารท​ ง้ั ๓ มา​ท่​พี ระ​ธาตุพนม บรรลุ​สมาบัต ิ ๘ ขณะนั้น​เอง​เม่ือ​พระ​กุมาร​ท้ัง​สาม​มาถึง และ​ได​กม​กราบ​ถวาย​ สักการะ​นมัสการ​พระ​ธาตุพนม ดวย​มหา​กุศล​และ​บุญญาธิการ​ ท้ังหลาย​ท่ี​พระ​กุมาร​ท้ัง​สาม​ได​สั่งสม​มา​ท้ัง​แสน​มหา​กัปป เกิด​ ปาฏหิ ารยิ ใ​ นบ​ ญุ ญาบ​ ารมี อธษิ ฐานบ​ ารมท​ี ไ​่ี ดบ​ ำเพญ็ ไ​ว ทำใหพ​ ระ​ กุมารท​ งั้ ​สามเกดิ ​ภาพ​นมิ ิต​รแู จง ​ถงึ ค​ วามเ​ปนไปใ​น​สังสารวฏั แผน ฟ​ า ห​ มนุ ควา ง แผน ดนิ ​ หมุนวน เหมือน​กระจก​ที่​กาง​ กัน​ไว​แตก​ระเบิด​ออก ความ​ แจมแจง​ใน​แตละ​ภพ​แลน​เขาสู​ คลอง​จักษุ ภาพ​แลว​ภาพ​เลา เรอ่ื งแ​ ลว เ​รอ่ื งเลา ดว ยเ​วลาอ​ นั ​ รวดเร็ว​และ​ชัดเจน​ยิ่ง จน​ชาติ​ สุดทาย​ที่​ได​เห็น​คือ​ภาพ​ของ​ พญา​ทั้ง ๕ รวมกัน​สราง​พระ​ ธาตพุ นม และ​ไดต​ ัง้ อ​ ธษิ ฐาน เมอ่ื พ​ ระก​ มุ ารท​ ง้ั ๓ ลมื ตา ปญ ญาญ​ าณแ​ หง ก​ ารร​แู จง เ​รม่ิ ​

101 บัง​เกิดขึ้น พระ​กุมาร​ท้ัง​สาม​ได​เกิด​บรรลุฌา​ณ ๔ ใน​ขณะน้ัน​เอง​ จากนนั้ พ​ ระอรหนั ตท​ งั้ ส​ ามจ​ งึ ไ​ดก​ ระทำการบ​ รรพชาใ​หแ​ กพ​ ระก​ มุ าร​ ทง้ั ​สาม​ที่​พระธ​ าตพุ นม ขณะ​ท่ี​พระ​กุมาร​ท้ัง​สาม​ปลงผม​ใกล​เสร็จ​เกิด​การ​ตรึกตรอง​ขอ​ ธรรม​ตอ​ยอด​ทาง​ปญญา เสมือน​พลังงาน​พายุ​หมุนวน​จน​ทะลวง​ ข้ึนส​ ​ูนภาอ​ ากาศ เวลานน้ั เ​อง​เมือ่ ก​ ระทำการบ​ รรพชา​พระ​กมุ ารท​ ั้ง​ สามใ​กลจ​ ะแ​ ลว เสรจ็ พระก​ มุ ารท​ งั้ ส​ ามก​ บ​็ รรลส​ุ มาบตั ิ ๘ ในฉ​ บั พลนั ​ ทนั ตา โดยร​ะยะเวลา​ใกลเคียง​กัน ถวายตวั ​เปน ​ศิษย​พระมหากสั สป เมอ่ื เ​ณรท​ ง้ั ส​ ามร​ปู เ​สรจ็ สน้ิ พ​ ธิ บ​ี รรพชาแ​ ลว พระอรหนั ตท​ งั้ ส​ าม​ องค​จงึ ​นำต​ วั เ​ณรท​ ้งั ส​ ามร​ปู กลบั ส​ ูช​ มพทู วีป​เพอ่ื ก​ ราบ​พบ “หลวงป​ ​ู มหาก​ สั สปะ” (เปน ค​ ำท​ ห​่ี ลวงป​ ใ​ู หญท​ งั้ ส​ ามอ​ งคเ​ รยี กพ​ ระมหากสั สป​ แต​ในบ​ างครง้ั ​หลวง​ปทู​ ง้ั ​สาม​องค​ก ็​เรียกพ​ ระมหากัสสปวา “หลวงป​ ู​ ใหญ”) โดย​ทั้งหมด​ได​ใช​อิทธิฤทธ์ิ​เหาะ​กลับมา​ทางอากาศ​มา​ท่ี​กุกกุฏ​ สัมป​ าต​บรรพต ตัง้ อย​แู ถบใ​กลเ​มอื งร​าช​คฤห​ม หานคร ใน​เดอื นยี่ป​ ​ เดยี วกนั (พ.ศ.๒๖) และเ​มอ่ื ม​ าถงึ เ​ณรท​ ง้ั ส​ ามจ​ งึ ไ​ดบ​ วชเณรอ​ กี ครง้ั (เพอ่ื ใหถ​ กู ตอ ง​ ตาม​พุทธ​บญั ญัต)ิ โดยท​ า น​หลวงป​ ู​ม หาก​ สั สปะไ​ดใ​หเ​ณรท​ ัง้ ส​ ามร​ูป​ บวชโ​ดยล​ ำดบั น​ น้ั ดว ยก​ ารป​ ระทานโ​อวาท ๓ ขอ คอื ๑. เธอ​พึง​ศึกษา​อยาง​นี้​วา เราจัก​เขาไป​ต้ัง​ความ​ละอาย และ​ ความ​เกรง​ไว​ใน​ภิกษุ​ท้ังท่ี​เปน​ผูเฒา ทั้งที่​เปน​ผู​ใหม ทั้งท่ี​เปน​ผู​

102 ปานกลาง อยา งแ​ รงกลา เธอ​พึง​ศกึ ษา​อยา ง​น้ีแหละ ๒. เธอ​พึง​ศึกษา​อยาง​นี้​วา​เราจัก​ฟงธรรม​อัน​ใด​อัน​หน่ึง ซ่ึง​ ประกอบดว ยก​ ศุ ล เราเ​งย่ี หล​ู งฟ​ ง ธรรมน​ น้ั ท​ ง้ั หมด ทำใ​นใจใ​หส​ ำเรจ็ ​ ประโยชน รวบรวมไ​วท​ ง้ั หมดด​ วยใจ เธอ​พึง​ศึกษาอ​ ยา ง​นแี้ ล ๓. เธอ​พึง​ศึกษา​อยาง​นี้​วา ก็​สติ​ที่​เปนไป​ใน​กาย​ของ​เรา ซ่ึง​ ประกอบดวย​ความ​สำราญ จัก​ไม​ละ​เรา​เสีย เธอ​พึง​ศึกษา​อยาง​ น้แี ล เม่ือ​เณร​ท้ัง​สาม​รูป​ได​บวช​โดย​รับ​โอวาท​ธรรม ๓ ประการ​และ​ ถอื ธดุ งคว​ ตั ร ๑๓ คอื ถอื บ​ งั ส​ กุ ลุ กิ ธ​ ดุ งค เตจ​ ว​ี รกิ ธ​ ดุ งค บณ​ิ ฑบ​ าตกิ า​ ธุดงค ​สัปป​ทาน​จาริก​ธุดงค เอกา​สนิก​ธุดงค ​ปตต​บินฑิก​ธุดงค​ ขลป​ุ จฉาภตั ​ตกิ ​ธุดงค อารัญญิก​ธดุ งค รุก​ขมลกิ ธ​ ดุ งค ​อัพโภกาส​ ิก​ ธดุ งค โ​สสานกิ ธ​ ดุ งค ย​ ถาลนั ตต​ กิ ธ​ ดุ งค เ​นสชั ชกิ ธ​ ดุ งค กบั ท​ า นห​ ลวง​ ปม​ู หาก​ สั สปแลว ​กไ็ ดอ​ ยด​ู แู ล อปุ ฏ ฐากร​บั ใช​ และศ​ กึ ษาข​ อ พ​ ระธรรม และ​พระไตรปฎก เณร​ทั้ง​สาม​เรียนรู​ได​อยาง​รวดเร็ว​แตกฉาน​ใน​ พระไตรปฎ ก เปน ทพ่​ี อใจ​แก​หลวง​ปู​มหาก​ ัสสป​เปน ​ย่งิ นกั สำเร็จ​อรหันต ในช​ ว งก​ อ นเ​ขา พรรษาข​ องป​ น​ น้ั ​สามเณรท​ ง้ั ส​ ามไ​ดเ​ รง ท​ ำความ​ เพยี รอ​ ยา งย​ ง่ิ ยวด และก​ อ นเ​ขา พรรษาใ​นค​ นื หนงึ่ เ​ปน ว​ นั อโุ บสถศ​ ลี ขึ้น ๑๕ คำ่ แสง​จนั ทรา​กระจางฟ​ า ใน​ราตรี​น้ัน ​เมื่อสามเณรท้ังสามเจริญวิปัสสนาแล้ว หลวงปู่​ มหากัสสปะได้อบรมข้อธรรมเร่ืองทางสายกลาง เม่ือนั้นเอง​ สามเณรทง้ั สามสำเรจ็ เปน อ​ รหนั ต ผถ​ู งึ พ​ รอ มดว ยป​ ฏสิ มั ภทิ าญ​ าณ​

103 ในช​ ว งเวลาไ​ลเ ลยี่ กนั โดยส​ ามเณรรต​ั นก​ มุ ารส​ ำเรจ็ ก​ อ น ตอ มาม​ หา​ กุมาร​สำเร็จ​เปน​องค​ที่ ๒ และ​จุล​กุมาร​สำเร็จ​เปน​องค​ท่ี ๓ (มหา​ กุมาร​แทจริง​มี​อาวุโส​กวา​แต​สำเร็จ​เปน​องค​ที่ ๒ เพราะ​พิจารณา​ ธรรม​นาน​กวา สำเรจ็ ​ชา​กวา จลุ ก​ มุ าร​ย่ิง​พจิ ารณา​ธรรมน​ าน​กวาจ​ ึง​ สำเรจ็ ​เปนอ​ งค​ท ี่ ๓) ขณะนนั้ ​เหลา ​กอนเ​มฆบ​ นท​ องฟา ห​ ลบห​ ายไป​สน้ิ แสง​จันทรา​ กลม​โต​เต็มดวง​สองสวาง​มายัง​พื้นปฐพี ได​ทรงกลด​เปน​วงกวาง​ สองสวาง​ไป​ทั่ว​บริเวณ แผน​ฟา​แผนดิน​สะเทือน เทพ​เทวดา​ อนุโมทนา​สาธุการ​นับ​แสน​โกฏิ​จักรวาล หลัง​ออกพรรษา​ใน​ป​น้ัน​ หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​พรอม​คณะสงฆ​จำนวน​หน่ึง จึง​ได​พา​เณร​ท้ัง​ สาม​องค​อ อกธ​ ดุ งคว​ ตั ร​เปนค​ ร้งั แรก ตามรอย​บาทพ​ ระศาสดา ครั้งแรก​แหง​การ​ธุดงค​วัตร หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​ได​พาไป​ท่ี​สวน​ ลุมพินี​วัน อันเปน​สถานที่ๆ​สมเด็จพระ​สัมมาสัม​พุทธเจา​ประสูติ​ และท​ รง​ดำเนนิ ​ยา งพ​ ระบาท ๗ กา ว​พรอ ม​เปลง ​อาภิส​วาจา เม่ือ​สามเณร​ท้ัง ๓ มาถึง หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​ได​ยก​ขอ​ธรรม​ ข้ึน​มา​สั่งสอน และ​ให​แยกยาย​กับ​เจริญ​กรรมฐาน​วิปสสนา​อยู ๓ เดอื น จากนั้น​ทั้ง​คณะ​ก็ได​จารึก​ไปยัง​กรุง​กบิล​พัสดุ และ​ได​ฟง​หลวง​ ปู​มหา​กัสสปะเทศนา​บรรยาย​ธรรม​แหง​สถานที่​ตางๆ​ ของ​เจาชาย​ สิ​ทธัตถะ เชน พจิ ารณา​ปราสาท ๓ ฤดู พจิ ารณา​บรเิ วณ​ทเ​ี่ จา ชาย​ ส​ ท​ิ ธตั ถะพ​ บก​ บั เ​ทวทตู ท​ งั้ ๔ พจิ ารณาป​ ระตเู มอื งท​ เ​่ี จา ชายส​ ท​ิ ธตั ถะ​

104 เสดจ็ ห​ นอ​ี อกบ​ รรพชา เจรญิ ว​ ปิ ส สนาท​ บ​่ี รเิ วณท​ ร​่ี มิ ฝง แ​ มน ำ้ อโนม​ า​ นที ท่​ีเจาชาย​สท​ิ ธัตถะต​ ดั ​พระเ​มาลี และออกบวช จากนั้น​จาริก​ไปยัง​มคธ​ชนบท บรรลุ​ถึง​ตำบล​อุรุ​เวลา เสนา​ นิคม ซ่ึง​เปน​สถานที่​บำเพ็ญ​ทุกข​กิริยา หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​ได​พา​ จารกึ ไ​ปยงั ฝ​ ง แ​ มน ำ้ เ​นรญั ช​ รา ทรงล​ อยถ​ าดเ​สย่ี งพ​ ระบ​ ารมี หลวงป​ ​ู มหา​กัสสปะ​ได​ปลุก​พญากาฬ​นาคราช​ข้ึน​มา เพ่ือ​วิสัชนา​ธรรม​ถึง​ ครั้งท​ ่พ​ี ระพุทธองค​ล อย​ถาดท​ องเ​สยี่ งทาย หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​ได​พา​คณะ​เดินทาง​ตอไป​เพื่อ​เจริญ​ กรรมฐาน​ยัง​ตน​พระ​ศรีมหาโพธิ​ท่ี​ตรัสรู​อนุตร​สัมมา​สัมโพธิ​ญาณ หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​ได​พา​สามเณร​ทั้ง​สาม​จารึก​ไปยัง​ท่ี​ตางๆ​ มากมาย ลวนเ​ปนทีส​่ ำคัญย่ิง ทั้ง​ปา ​อสิ ปิ ​ตนม​ ฤคทายวัน ซงึ่ เ​ปน ท​่ี แสดงป​ ฐมเทศนา​แกป​ ญ จวคั คยี  วดั ​เวฬวุ ัน ที่​แสดง​ยมกป​ าฏหิ ารยิ ​ นคร​สาวัตถี ใต​ไมค ​ณั ฑ​ ามพ​พฤกษ (ไมม​ ะมว ง) สถานที่ป​ รนิ ิพพาน​ ของ​พระพุทธองค ท​เี่ มืองก​สุ ​นิ ารา ฯลฯ

105 ตลอดร​ะยะเวลา​หลายป​  หลวงป​ ู​มหา​กัสสปะไ​ด​พา​เณร​ท้ังส​ าม​ ออก​ธดุ งคว​ ัตร จารกึ ไ​ปยงั ​เมืองต​ า งๆ หลวงป​ ​ูมหา​กัสสปะบ​ ำเพญ็ ​ บารม​ีมา​มาก​สุดประมาณ ไมว า ​จะไ​ปยงั เ​มืองใ​ด เหลา​กษตั ริยข​ อง​ แตละเ​มอื ง​จะถ​ วายก​ ารต​ อ นรับ​อยาง​สม​พระเ​กียรติ ใน​แตละคร้ัง​ท่ี​ออก​ธุดงค​วัตร ถา​ถึง​ชวง​เขาพรรษา​หลวง​ปู​มหา​ กัสสปะ​ก็​จะ​พา​เณร​ท้ัง​สาม​เขา​จำพรรษา​ตาม​วัด​ตางๆ​ ท่ี​กำเนิด​ขึ้น​ แตค​ รงั้ พ​ ทุ ธกาลเ​พอ่ื ศ​ กึ ษาข​ อ มลู รว มบ​ รู ณะ หรอื ว​ างร​ะบบ รากฐาน จัดการส​ ิ่งต​ า งๆ เม่ืออ​ อกพรรษา​ทา น​กไ็​ป​ตอ บา งค​ รัง้ ก​ ​ใ็ หภ​ กิ ษ​ุอืน่ ​ ตาม​ธดุ งคว​ ัตรด​ วย บา ง​ครั้ง​ก​็ไปกับเ​ณร​ทง้ั ​สามเ​ทาน้นั หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​ยัง​ได​เคย​พา​เณร​ทั้ง​สาม​รูป​ไป​กราบ​พบ​ พระอรหนั ตท​ ่​ีม​ีความ​สำคัญ​หลายๆ อ​ งค เพอ่ื ใหเ​ณร​ทั้ง​สาม​รบั ฟง​ คำ​สง่ั สอนเ​ทศนา เชน เคย​พาเ​ณรท​ งั้ ส​ าม​ไป​กราบ​พบพระอ​ านนท​ หลายครั้งห​ ลายคราว อุปสมบท จนก​ ระท​ ง้ั เ​ณรท​ งั้ ส​ ามม​ อี ายค​ุ รบ ๒๐ ป หลวงป​ ม​ู หาก​ สั สปะ จงึ ​ ได​อุปสมบท​เปน​ภิกษุ​โดย​วิธี รับ​โอวาท​ธรรม ๓ ประการ​รับ​พระ​ กรรมฐานแ​ ละ​ธดุ งควตั ร ๑๓ จากห​ ลวงป​ ​มู หา​กัสสปะ และ​เณร​ทั้ง​ สาม​รูปไ​ด​ฉ ายา​ทางธรรม​โดย ๑. รั​ตน​กมุ าร เ​มือ่ ​อปุ สมบทเ​ปนภ​ กิ ษุแ​ ลว ​ไดฉ​ ายา​วา พ​ ระพุทธ​ รกั ขิต ๒. มหาก​ ุมาร เ​มือ่ อ​ ปุ สมบท​เปน ​ภกิ ษ​ุแลวไ​ด​ฉายาว​ า​พระธรรม​ รักขิต

106 และ ๓. จุล​กุมาร​เมื่อ​อุปสมบท​เปน​ภิกษุ​แลว​ได​ฉายา​วา​พระ​ สังฆ​รักขติ ชวง​ท่ี​ทาน​ท้ัง​สาม​อุปสมบท​ใหมๆ​ ก็ได​เดิน​ธุดงค​ไป​ใน​เขต​ ชมภ​ ท​ู วปี พมา และจ​ นี เปน เวลาน​ านจ​ งึ ไ​ดก​ ลบั มา หลงั จากก​ ลบั มา​ พระมหากัสสปมี​อาการ​อาพาธ​หนัก​ หลวง​ปู​ใหญ​ทั้ง​สามก็ได​เฝา​ ปรนนิบตั ​ิรบั ใชพ​ ระมหากสั สป และป​ ฏบิ ัตธ​ิ รรม ฟง เ​ทศนา หลวง​ปมู​ หา​กสั สปะ​เขา​นิพพาน หลงั พ​ ทุ ธกาลม​ าโ​ดยต​ ลอดเ​ปน เวลา ๔๐ ป หลวงป​ ม​ู หาก​ สั สปะ​ เปนเสมือน​สังฆราชา​แหง​สงฆ​ทั้งหลาย เม่ือ​หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​ อาพาธ​หนัก​ทาน​จึง​ได​เรียก​พระภิกษุ ทั้ง ๓ รูป คือ ๑. พระพุทธ​ รกั ขิต ๒. พระธรรม​รกั ขิต ๓. พระส​ ังฆ​รักขิต เขา มา​รบั ​โอวาทค​ ร้งั ​ สดุ ทาย และไ​ด​ม​บี ญั ชาใ​ห​ทา น​ท้งั ส​ ามด​ แู ล​พระภกิ ษุ สามเณร​ตาม​ อาราม​ท่ัวไป ดูแล​พระศาสนา​ในท่ี​ตางๆ ให​ย ัง่ ยนื ​สบื ไป โดย​ทาน​ไดแ​ บงห​ นา ที​ใ่ หพ​ ระพุทธ​รกั ขิต ดูแลส​ งั ขาร​ของท​ า น​ท่ี​ เขา​กุกกุฎ​ปาต​บรรพต เปนยอด​สูงสุด​ใน​แถบ​นั้น​อยู​เทือก​เดียว​กับ​ หมิ าลยั และ​ดแู ลศ​ าสนา​ฝายม​ หายาน (ทาน​รดู​ ว ย​อรยิ ​ญาณ​วิถี วา ​ ศาสนาจ​ ะ​แตกออก​เปน ​นกิ าย​ใหม) และท​ างช​ มพูทวีป​ตอนใต พระธรรม​รักขิต และ​พระ​สังฆ​รักขิต ​ชวยกัน​ดูแล​ฝาย​เถรวาท​​ ทงั้ หมด แลว ​ส่ังสอนต​ อ ภ​ กิ ษุ​ทั้งหลายว​ า อยาป​ ระมาท อุตสา ห​พยายาม​ อยา​ให​ขาด​เวลา จง​ปฏิบัติ​ตาม​คำ​สั่งสอน​ของ​พระบรมศาสดา ตัว​ ทานน​ นั้ ส​ ิน้ อาย​ุแลว จะ​นพิ พาน ณ เพลาเ​ย็นว​ ันนแ​ี้ ลว

107 อนึ่ง​เลา​พระภิกษุ​ทั้งหลาย จะ​ใคร​เห็น​เรา​ใน​ขณะเมื่อ​เขาสู​ พระนพิ พาน จง​ไปป​ ระชมุ ​อย​ูแทบ​เชงิ เขา​กกุ กุฎป​ าต​บรรพต​นนั้ เ​ถดิ พระ​มหา​เถระ​บอกเลา​พระสงฆ​ดังนี้​แลว จึง​จะ​บิณฑบาต ทาน​จึง​ ออกจากเ​วฬุวน​ า​ราม เพ่อื ไ​ปบ​ ิณฑบาต เขา สูเ​มอื ง​ราชค​ ฤห เทีย่ ว​ บิณฑบาตพ​ อสมควรแ​ ลว จึงกลับม​ าสท​ู ส่​ี ำราญ กระทำภ​ ัตกิจ​ เม่ือ​กระทำ​ภัตกิจ​เสร็จ​แลวจึง​ดำริ​วา พระเจาอ​ชาต​ศัตรู​มี​ อุปการะ​แก​ทาน​เปนอันมาก มี​ศรัทธา​บริจาค​จตุปจจัย​ถวาย​ พระสงฆม​ ไิ ด​ข าด เคารพนบนอบ​ใน​พระรตั นตรัย ชว ยท​ า นใ​นก​ าร​ ปฐม​สังคายนา จึง​จะ​ไป​บอกเลา ให​พระเจาอ​ชาต​ศัตรู​รู​กอน​จึง​จะ​ สมควร คิด​แลว​ทาน​จึง​เขาไป​ใน​เมือง​ราช​คฤห มุงสู​หนา​พระ​ลาน​ หลวง เวลาน้ัน​พระเจาอ​ชาต​ศัตรู​บรรทม​อยู ทาน​จึง​ได​แจง​แก​บรรดา​ อำมาตย​ท้ังหลาย​วา ทาน​ประสงค​จะ​มาลา​พระเจาอ​ชาต​ศัตรู เพื่อ​เขาสู​พระนิพพาน​ใน​เวลา​เย็น​วันน้ี จากน้ัน​ทาน​ก็​กลับ​สู​เวฬุ​ ว​นา​ราม วัตร​ปฎิบั​ติ​สิ่ง​ใด​ท่ี​ควร​จะ​กระทำ ทาน​ก็​ทำสำเร็จ​เสร็จส้ิน​ เรียบรอ ยท​ กุ ประการ ​ แลวจึง​จาก​เวฬุวัน​พรอมพระสงฆ์เป็นอันมาก เดินทางไป ยังกุกกุฏบรรพต ไปถึงเมื่อเวลาเย็น แลว​ทาน​ก็​แสดง​ปาฏิหาริย​ ตางๆ พรอม​เทศนา​โปรด​มหาชน​ท้ังปวง ให​ลุลวง​เขาสู​อริย​ภูมิ​ เปนอันมาก จากนั้น​ทาน​ได​อำลา​พระสงฆ​ท้ังหลาย​วา ให​อุตสาหะ​เจริญ สมณธรรม อยา ป​ ระมาทใ​นค​ ำส​ งั่ สอนข​ องพ​ ระบรมศาสดา เราจ​ ะล​ า​ ทา นท​ ง้ั หลายเ​ขา สพ​ู ระนพิ พานแ​ ลว จากนนั้ ท​ า นจ​ งึ เ​ขา ไ​ปสร​ู ะหวา ง​

108 ภเู ขาท​ ง้ั ส​ ามล​ กู แลว พ​ ระม​ หาเ​ถระจ​ งึ ข​ น้ึ ส​ ท​ู ไ​่ี สยาสน เขา สผ​ู ลส​ มาบตั ิ เมื่อ​ออกจาก​ผล​สมาบตั แิ​ ลว จึงต​ ั้ง​อธษิ ฐานไ​ว​วา ทา นเ​ขา สน​ู พิ พานแ​ ลว เ​มอ่ื ใด ภเู ขาท​ ง้ั ส​ ามล​ กู น​ จ​้ี งม​ าป​ ระชมุ ก​ นั ​ เปนล​ กู เ​ดียว ใหป​ รากฏเ​ปน​หอ งหบั อ​ ยูภ​ ายใน​ภผู า อุปมา​ดงั ห​ อง​ท่ี​ ไสยาสน เม่ือ​พระ​มหา​เถระ​อธิษฐาน​แลว จึง​เอน​องค​ลง​เหนือ​แทน​ท่ี​ ไสยาสน​โดย​บูรพ​เบ้ือง​ทักขิณา ลำดับ​หัตถ​บาท​เปน​ระเบียบ บาย​ พระ​เศียร​สู​อุดร​ทิศา ก็​ดับ​เบญจขันธ เขาสู​พระ​อมต​มหา​นิพพาน สูญสิ้น​ทั้ง​วิบาก​ขันธ​และ​กรรมมัช​รูป​ไมเหลือ มิได​สืบตอ​รูปกาย​ให​ ปรากฏ​ใน​ภพหนา ก็​ปรากฏ​ชอื่ วา อนุ​ปาท​ เิ สส​ปรินพิ พาน บพุ กรรมเ​ก่ยี วเน่อื งก​ บั ​พระศ​ รีอ​ าริยเ​มตไตรย หลวงป​ ม​ู หาก​ สั สปะแ​ มไ​ ดน​ พิ พานแ​ ลว แตส​ รรี ะส​ งั ขารข​ องท​ า น​ ยัง​คงไว เพ่ือ​รอ​สมเด็จพระ​ศรี​อาริย​เมตไตรย​ซึ่ง​เปน​พระพุทธเจา​ องค​ตอไป มา​ตรัสรู​อนุตร​สัมมา​สัมโพธิ​ญาณ แลว​นำ​พระ​ศพ​ พระมหากัสสป​มาเ​ผาบ​ นฝ​ ามอื ​ทา น ดว ย​เตโชก​สนิ (ก​สิน​ไฟ) จงึ ​จะ​ ทำลาย​สรีระ​สังขารข​ องหลวงป​ ​มู หาก​ ัสสปะ​อยา ง​สมบรู ณ ​ ดังนั้น​ ขณะนี้​ระหวาง​รอ​สมเด็จพระ​ศรี​อาริยเมตไตรย พระ พุทธรกั ขิตมีหน้าท่ีดแู ล​สังขาร​ของ​ทา น​ไป​จนส​ น้ิ พ​ ุทธกาล​น​้กี อ น มูลเหตุ​ท่ี​หลวง​ปู​มหา​กัสสปะ​กับ​พระ​ศรี​อาริย​เมตไตรย​ เก่ยี วเนือ่ ง​กันค​ อื ชาติ​หนึ่ง​พระโพธิสัตว​ทรง​บังเกิด​เปน​มนุษย​ตระกูล​กษัตริย ท่ี​ นครส​ ร​ิ มิ ด​ ี ทรงพ​ ระนามว​า พระเจา ส​ ตั ตต​ุ าปน​ ะ ทรงม​ พ​ี ระร​าชสมบตั ​ิ

109 เพยี บพรอ ม แวดลอ มด​ ว ยข​ า ร​าชบ​ รพิ ารท​ จ​่ี งรกั ภกั ดี ทรงค​ รองร​าชย​ ดว ย​ทศพธิ ราชธรรม ประชาราษฎรอ​ ยร​ู ม เยน็ เ​ปนสขุ ​โดย​ทัว่ หนา พระเจา​สัตตุ​ตาป​นะ​โปรด​การ​ประพาส​คลอง​ชาง​เปน​อยางย่ิง วันหนึ่ง​ทรง​ทราบ​ขาว​เรื่อง​มี​ชางเผือก จึง​เสด็จ​ไป​คลอง​ได​มา​โดย​ ไมย าก โปรดใหน​ ำมาข​ น้ึ ระวางเ​ปน ช​ า งม​ งคลค​ ชสาร ทรงม​ ร​ี บั ส​ งั่ ให​ นาย​หัตถาจารย (ควาญ​ชา งผ​ ูเ​ชย่ี วชาญต​ ำราคชเ​วท) ฝกหัด​ให​ช า ง​ เช่ือง ชำนาญ​พธิ ใี​ชง านไ​ด​อยา งด​ ​ีภายใน ๗ วนั พอ​วนั ที่ ๘ พระองค​ทรงป​ ระทบั บ​ นห​ ลงั ช​ าง​มงคล​คชสาร​เสด็จ​ ชม​เมอื งจ​ นถ​ ึงเวลา​เย็น ทรงส​ ดับข​ าวว​ า ในร​าตรี​กอน​ม​ชี าง​ปา ​โขลง​ ใหญ​บกุ ​เขา ​ทำลายอ​ ทุ ยานพ​ งั ยับเยิน จงึ ​ทรงช​ างไ​ปท​ อดพระเนตร ทันทีที่​เขา​เขต​พระ​ราช​อุทยาน ชาง​มงคล​คชสาร​ของ​พระองค​ ซงึ่ ​เยอ้ื งยาง​เปน ​สงา ​อยางด​ ก​ี ​พ็ ลนั ​มอ​ี าการเ​ปลย่ี นแ​ ปรไป สลัดน​ าย​ หัตถาจารย​ตกลง แลว​ตั้งหนา​ว่ิง​เตลิด​เขา​ปา แม​พระราชา​จะ​ทรง​ ลงทัณฑ​โดย​พระ​ขอค​ มกริบ​เพือ่ บ​ ังคบั ชางทรง​ก​ไ็ ม​เ กรงกลัว ยังคง​

110 วิง่ ​ตะลยุ ​ฝา ​ดงไมไ​ มค ิด​ชวี ติ พระเจา​สัตตุ​ตาป​นะ ทรง​เห็นวา​พระองค​อาจ​ถูก​กิ่ง​ไม​ทำ อันตราย​ถึง​แก​พระ​ชนม​ชีพ​จึง​ทรง​ควา​ก่ิง​มะเดื่อ โหน​พระวร​กาย​ ขนึ้ ป​ ระทบั อ​ ยบ​ู นก​ ง่ิ ไ​มพ​ น อนั ตรายใ​นค​ รงั้ ก​ ระนน้ั จงึ ท​ รงพ​ โิ รธอ​ ยา ง​ มาก เม่ือ​ทรง​ซักถาม​นาย​หัตถาจารย​ถึง​สาเหตุ นาย​หัตถาจารย​ กราบทูล​วา ​เปน​เพราะ​ชาง​มงคลคชสารได้กลิ่นนางช้างที่ราวป่า​ ด้วยอำนาจมนต์ (ราคะ) ดำก​ ฤษณา จงึ เ​กิด​มัวเมา​ดว ยไ​ฟ​ราคะ ลมื ​ สน้ิ ท​ กุ สงิ่ ท​ กุ อยา งแ​ มแ ตค​ วามเ​จบ็ ปวดจ​ ากข​ อสบั เมอื่ ไ​ดพ​ บน​ างช​ า ง​ และเ​สพสงั วาสเ​สรจ็ ก​ จิ ต​ ามป​ ระสงคแ​ ลว จะเ​ชอ่ื งแ​ ละก​ ลบั มาอ​ ยใ​ู น​ อำนาจม​ นต​ต ามเดมิ เหตุการณ​เปนไป​ตามที่​นาย​หัตถาจารย​กราบทูล ใน​วันถัด​มา​ ชาง​มงคล​คชสาร​ก็​กลับมา​นาย​หัตถาจารย​ทูล​วา “ข้ึน​ชื่อวา​มนต​ ดำ​กฤษณา​นี้ ยอม​มีค​ มเ​ฉียบแหลมย​ ่ิง เกนิ ก​ วา ​คมแ​ หง​พระแสง​ขอ​ เปน​รอย​เทา​พัน​ทวี อนึ่ง ถา​จะ​วา​ขาง​รอน​เลา ขึ้น​ชื่อวา​รอน​แหง​ เพลงิ คือ​มนตด​ ำก​ ฤษณาน​ ้ี ยอ ม​รอนรุมอ​ ย​ูในท​ รวงข​ อง​สตั วอ​ ยาง​ เหลือลน ยิง่ กวา​ความ​รอ นแ​ หง​เพลงิ ​ตามปกต​ิเปน ​ไหนๆ อน่งึ ถา ​ จะว​ า ไ​ปข​ า งเ​ปน พษิ เ​ลา ขนึ้ ช​ อื่ วา พ​ ษิ ค​ อื ม​ นตด​ ำก​ ฤษณาน​ ี้ ยอ มม​ พ​ี ษิ ​ ซึมซาบ​ฉุนเฉียว​เรี่ยวแรง​รวดเร็ว​ยิ่ง เกิน​กวา​พิษ​แหง​จตุรพิธ​ภุชงค คอื พษิ แ​ หง พ​ ญาน​ าคราชท​ งั้ ส​ ช​ี่ าติ สต​ี่ ระกลู เ​ปน ไ​หนๆ เพราะเ​หตนุ ​้ี พระองค​จึง​มิ​สามารถ​หยุดย้ังด​ วย​กำลงั ​พระแสง​ขอไ​ด พระ​เจา ขา !” “แลว​ไฉน​พญา​คชสาร​น้ี จึง​กลับมา​โดย​ลำพัง​ใจ​ของ​ตน​เอง” พระราชาท​ รงถ​ ามข​ น้ึ ห​ ลงั จากทฟ​ี่ ง น​ ายห​ ตั ถาจารยอ​ ธบิ ายเ​ปน เวลา​

111 นาน ‘การท​ พ​่ี ญาค​ ชสารก​ ลบั มาใ​นค​ รงั้ นี้ ใชว​ า จ​ ะม​ าโ​ดยเ​จตนาก​ ห​็ าไม แต​เปน ​เพราะก​ ำลัง​อำ​นาจ​ มน​ตรา​มหาโ​อสถ​ของข​ าพระพทุ ธเจา” เมื่อ​ทรง​สดับ​ดังน้ัน​แลว พระองค​จึง​ตรัส​สั่งให​นาย​หัตถาจารย​ แสดง​กำลังมน​ตรา​มหา​โอสถ​ให​ทรง​ทอดพระเนตร สวน​นาย​ หัตถาจารย​ก็ได​ให​บริวาร​ไป​นำ​เอา​กอน​เหล็ก​กอน​ใหญ​มา แลว​ให​ ชา งทอง​เอา​ใส​เตาสูบ เผาด​ วย​เพลงิ ใ​ห​ก อ น​เหลก็ ​นน้ั ​สกุ ​แดง​แลวจึง​ เอา​คีม​คีบ​ออกจาก​เตา เรียก​ชาง​มงคล​คชสาร​เขา​มาแลว​รายมนต​ พลาง​บังคบั ใ​ห​คชสาร​จบั เ​อาก​ อนเ​หลก็ ​แดง​นั้น​ดว ยค​ ำก​ ำชบั สงั่ วา่ “ดกู รพ​ ญาน​ าคนิ ทรผ​ ป​ู ระเสรฐิ จงห​ ยบิ เ​อาก​ อ นเ​หลก็ น​ น้ั ณ บดั นี้ แมน เ​รา​ยังไ​มไ ด​บ อก​ให​วาง ทาน​จงอ​ ยา​ไดว​ าง​เลย​เปน อันขาด” ครัน้ ช​ าง​มงคลคชสาร​ได​ฟง​คำส​ งั่ บ​ งั คับ กย็​ นื่ ง​วง​ออกมาจ​ บั ​เอา​ กอ นเ​หลก็ ท​ ล​่ี กุ เปน ไฟ แมว า จ​ ะร​อ นง​วงเ​หลอื หลายจ​ นง​วงไ​หมเ​ ปน ​ เปลว​ควนั ข​ ึ้น​ก็ดี ก​็ไมอ​ าจจะท​ ้ิงก​ อ น​เหลก็ ​นั้น​เสีย​ไดด​ ว ยก​ ลัว​ตออ​ ำ​ นา​จมน​ตรา​ของ​นาย​หัตถาจารย​เปนกำลัง เม่ือ​พระราชา​ทอดพระเนตร​เห็น​งวงชาง​มงคล​คชสาร​ถูก​เพลิง ไหม​เชนนั้น ก็​ทรง​สงสาร​เวทนา​และ​เกรง​ชาง​มงคล​คชสาร​จะ​ถึง​แก​ ความ​ตาย จึง​ดำรัส​สั่งให​นาย​หัตถาจารย​บอก​ให​ชาง​มงคล​คชสาร​ ท้ิง​กอน​เหลก็ ​นนั้ เ​สยี ทรง​หวนคิดถึง​อำนาจ​มนต​ดำ​กฤษณา​ของ​ชาง​มงคล​คชสาร พรอ มกบั ค​ ำช​ กั อ​ ปุ มาอ​ ธบิ ายข​ องน​ ายห​ ตั ถาจารย ทรงย​ งิ่ ส​ งั เวชใ​นใจ​ หนกั หนา จึง​เปลง ส​ งั เวช​เวทวี​ า “โอหนอ...นาสมเพช​หนักหนา ดวย​ฝูงสัตว​มา​ติด​ตอง​ของขัด​

112 อยด​ู ว ย​มนตด​ ำก​ ฤษณา อันม​ ี​พิษพ​ ลิ กึ ​นา​สะพรงึ กลัวร​า ยกาจ​ย่งิ นัก ราคะ คือ​ความ​กำหนัด​นี้ ยอม​มี​มหันตโทษ​มหาศาล เพราะ​เพลิง​ ราคะ​มี​กำลัง​หยาบชา​กลา​แข็ง รอนรุม​สุม​ทรวง​สัตว​ท้ังหลาย​อยู​ อยา ง​น้ี สตั วท​ ั้งหลาย​จึงต​ อง​ถกู ก​ เิ ลส​ราคะย​ ำ่ ยีบ​ ีฑา นำ​ทุกข​มา​ทมุ ​ ถม​ให​จ ม​อยใ​ู นอ​ ู​แอง อ​ า วโ​ลกโ​อฆสงสาร​ไมมีวัน​สน้ิ สุดลงไ​ด เพราะ​ราคะ​กิเลส​นี้แล สัตว​ท้ังหลาย​จึง​ตอง​ไป​ตก​หมกไหม​อยู​ ใน​มหา​นรก​ท้ัง​แปด​ขุม และ​สัตว​ท้ังหลาย​บาง​หมู​ตอง​ไป​เกิด​อยู​ใน​ กำเนดิ เ​ดยี รจั ฉาน สตั ว​ท ัง้ หลายต​ องบ​ ายหนา ไ​ปส​อู บายภูมิ ก็​เพราะ​มนต​ดำ​กฤษณา​นี้​เปน​ประการ​สำคัญ สัตว​ท้ังหลาย​ ที่​เบียดเบียน​บีฑา​ซึ่ง​กันและกัน​ ก็​เพราะ​อำนาจ​มนต​ดำ​กฤษณา ทำให​ตอง​ระทมตรม​ทุกข​ถึง​ซึ่ง​ความ​พินาศ​นา​นับ​ประการ ไมเวน​ แมแ ตบ​ ตุ รธดิ า มารดาบ​ ดิ า ภรรยาส​ ามท​ี ร่ี กั เ​ปน ห​ นกั หนา กย​็ งั ต​ อ ง​ เบยี ดเบยี น​บีฑาฆ​ าก​ ันเ​พราะอ​ ำนาจ​ดำ​น้ีม​ า​นัก​ตอ​นกั มใ​ิ ยถ​ งึ ค​ นอ​ นื่ ท​ ม​่ี ใิ ชญ​ าตเ​ิ ลา กย​็ ง่ิ ฆ​ า ก​ นั เ​ปน ม​ อ​ี ำนาจด​ ำก​ ฤษณา​ นเ​้ี ปน เ​หตพ​ุ น้ื ฐาน บางค​ รายอ​ มจ​ า ยท​ รพั ยส นิ ไ​ปใ​นทางไ​รป ระโยชน

113 บางที​ยอม​เสื่อม​จาก​ยศ​และ​เกียรติคุณ บางที​ยอม​ประกอบ​กรรม​ อกุศล​ทำให​สิ้น​สุข และ​เมื่อ​จิตใจ​เบือน​จาก​กุศล​ยอม​ไปสู​ทุคติ​ภพ บางที​ให​ลุอำนาจ​แก ความ​โลภ โกรธ หลง จน​ตอง​เจริญ​โทษ​ทุก​ ภพ​ทุก​ชาติ​ท่ีเกิด ให​ถือกำเนิด​ใน​อบายภูมิ​ทั้ง​ส่ี เพียง​เทานี้​ก็​หาไม บางครา​ยอม​ทำตน​ให​พินาศ​จาก​ศีล​สมาทาน บาง​กาล​ทำให​คน​ เสื่อมจ​ ากฌ​ าน​ภาวนา​สมาธิ​จิตเ​ปน ​นจิ กาล ราคะก​ เิ ลสจ​ งึ เ​ปน เ​หตใ​ุ หเ​ กดิ ท​ กุ ขม​ หนั ตโทษใ​หเ​ สวยท​ กุ ขเวทนา เปน ​เหตุ​ให​ส ัตวท​ ัง้ หลาย​ตอ งม​ ีค​ วามเ​ศราหมองต​ า งๆ มากมาย” เมื่อ​ตรัส​เชนน้ัน​แลว ก็​มอบ​รางวัล​ให​แก​นาย​หัตถาจารย​เปน อันมาก แลว​คำนึง​ใน​พระ​ราช​หฤทัย​วา “สัตว​ท้ังหลาย​ใน​โลก​นี้จัก​ พน​จาก​อำนาจ​มนต​ดำ​กฤษณา​อันเปน​ทุกข​ภัย​ใน​วัฏฏะ​นี้​ได​ดวย​ ประการใด?” แลว จงึ เ​หน็ แ​ จง ใ​นพ​ ระร​าชห​ ฤทยั ว​ า ธรรมท​ งั้ หลายอ​ น่ื น​ อกจาก “พุทธ​กร​ณ​ธรรม” แลวก็​ไม​เห็นวา​ส่ิง​อื่น​จะ​เปล้ือง​ตน​ให​พน​จาก​ วัฏสงสารไ​ด ดังน้ัน​ พระองค​จึง​หยั่ง​พระ​ราช​หฤทัย​ลง​เท่ียงแท​ถือเอา “พระพทุ ธ​ภูมิ” ปณธิ าน​วา “เราไ​ดต​ รสั รซ​ู งึ่ พ​ ระโ​พธญิ าณแ​ ลว กจ็ กั ท​ ำส​ ตั วท​ ง้ั หลายใ​หร​ ด​ู ว ย เรา​พน​จากท​ ุกข​ใ นว​ ฏั สงสารเ​มอื่ ใด กจ็ กั ​ทำส​ ัตว​ท้งั หลายใ​ห​พน ​จาก​ ทุกข​ใน​วฏั สงสารเ​ม่อื น้ัน​ดวย” คร้ัน​ทรง​กระทำ​ปณิธาน​ปรารถนา​เฉพาะ​พระพุทธ​ภูมิ​ใน​พระ​ ราช​หฤทัย​ดวย​ประการ​ฉะนั้น​แลว ก็​ทรง​สละ​ราชสมบัติ ​ดำรง​เพศ​ เปน พ​ ระด​ าบสบ​ ำเพญ็ พรต ป​ ฏบิ ตั ช​ิ อบอ​ ยต​ู ราบส​ นิ้ อายขุ ยั แ​ ลว ก​ ไ็ ด​

114 ขนึ้ ​ไป​บังเกิด​ในสวรรคเ์ ทวโลก เสวยสขุ อยสู่ น้ิ กาลนาน - พระเจาส​ ตั ตต​ุ าป​นะ คอื พระ​สมณ​ ​โคด​ ม​สมั มาสมั พ​ ุทธเจา - ชา ง​มงคล​คชสาร คือ หลวงป​ ​ูมหา​กัสสปเ​ถระเ​จา - นาย​หตั ถาจารยควา - ชาง คือ พระ​ศรอ​ี ารยิ ​เมตไตรย​สมั มาสมั พ​ ทุ ธเจา ผล​จาก​การ​กระทำ​ใน​ชาติ​น้ี นำไปสู​บุพกรรม​ระหวาง​นาย​ หัตถาจารย และ​ชางม​ งคลค​ ชสาร จึงร​อก​ ารต​ รสั รูข​ อง​พระ​ศรอ​ี าริย​ เมตไตรย​สมั มาสัม​พทุ ธเจา​ดวยเ​หตุนี้ สงั คายนา หลวง​ปู​ใหญ​ทั้ง​สาม ๑. พระพุทธ​รักขิต ๒. พระธรรม​รักขิต ๓. พระส​ งั ฆร​กั ขติ ไดป​ ฏบิ ตั ห​ิ นา ทต​่ี า งๆ ต​ ามทไ​ี่ ดร บั ม​ อบหมายม​ า​ โดยต​ ลอด ทา นเ​ปน กำลงั ส​ ำคญั ใ​นก​ ารท​ ำส​ งั คายนาพ​ ระไตรปฎ กใ​น​ ทุกๆ​ครัง้ ตง้ั แต​การส​ ังคายนา​ครงั้ ท​ ส่ี อง เมืองเว​สาลี สถานท่ี​ทำทุ​ตยิ ส​ ังคายนา การ​ทำ​สังคายนาค​ รง้ั ​ทส่ี องเ​กดิ ขน้ึ ​เมื่อ พ.ศ.๑๐๐ ทว่​ี าลิกา​ราม เมอื งเวส​ าลี แควน ว​ ชั ช​ ี ประเทศอ​ นิ เดยี โดยม​ พ​ี ระย​ สกากณ​ั ฑกบ​ ตุ ร เปน ผ​ ชู ักชวน พระเ​ถระผ​ ใู หญท​ เ​ี่ ขา รว มท​ ำส​ งั คายนาค​ รง้ั นไ​้ี ดแ ก พระสพั พ​ กาม​ ี พระ​สาฬหะ พระข​ ชุ ชโสภิตะ พระว​ าสภคา​มกิ​ ะ (ท้งั ส​ ่รี​ูป​น้ี​เปน​ชาว​ ปาจีน​กะ) พ​ระเรวตะ พระสัม​ภูตะ สา​ณ​วาสี พระยสะ ​กากั​ณฑก​ บุตร และ​พระ​สุมนะ (ทั้ง​ส่ีร​ูป​น้ีเ​ปน​ชาว​ปาฐา) ในการนี้พ​ระเรวตะ​

115 ทำหนาท่เี​ปน​ประธาน​ผ​ูคอย​ซักถาม และพ​ ระสพั พ​ กาม​ ​เี ปน ​ผนู ำใ​น​ การ​วสิ ัชนา​ขอว​ ินยั การ​ทำ​สังคายนา​คร้ังน้ี​มี​พระสงฆ​มา​ประชุม​รวมกัน ๗๐๐ รูป ดำเนินการ​อยู​เปน เวลา ๘ เดือน จึงเ​สรจ็ สิ้น ขอ​ปรารภ​ใน​การ​ทำ​สังคายนา​ครั้งน้ี​เกิดข้ึน​เม่ือ พระ​ยสะกา​ ก​ัณฑก​บตุ ร พบเหน็ ข​ อปฏบิ ัติย​ อ หยอ น ๑๐ ประการท​ าง​พระว​ ินยั ​ ของ​ภกิ ษุว​ ชั ​ชี​บุตร เชน ควรเ​ก็บ​เกลือไ​วใ​ น​เขาสัตวเ​ พอ่ื ​รับประทาน​ ได ควร​ฉัน​อาหารย​ ามวกิ าลไ​ด ควร​รับ​เงินทอง​ได เปน ตน พระยสะ​กากั​ณฑก​บุตร​ จึง​ชวน​พระ​เถระ​ตางๆ ให​ชวยกัน​ วินจิ ฉยั แก​ค วาม​ถอื ​ผดิ ​ครั้งน้ี การ​สงั คายนาค​ ร้งั ​ท่ี​สาม การท​ ำส​ งั คายนาค​ รงั้ ท​ ส​่ี ามเ​กดิ ขน้ึ เ​มอื่ พ.ศ. ๒๓๔ ทอี่ โ​ศการ​าม กรุง​ปาฏ​ลี​บุตร แควนมคธ ประเทศ​อินเดีย โดย​มี​พระ​โมคค​ลี​บุตร​ ตสิ สเ​ถระ เปน ป​ ระธาน การท​ ำส​ งั คายนาค​ รงั้ นม​ี้ พ​ี ระสงฆม​ าป​ ระชมุ ​ รวมกัน ๑,๐๐๐ รปู ดำเนนิ การอ​ ย​ูเ ปนเวลา ๙ เดอื น จงึ ​เสรจ็ สน้ิ ขอ​ปรารภ​ใน​การ​ทำ​สังคายนา​คร้ังนี้​เกิดขึ้น​เม่ือ​พวก​เดียรถีย หรือ​นักบวช​ศาสนา​อื่น​มา​ปลอม​บวช แลว​แสดง​ลัทธิ​ศาสนา​และ​ ความเห็น​ของ​ตน​วา​เปน​พระพุทธศาสนา พระ​โมคค​ลี​บุตรติสส​ เถระ จึง​ได​ขอ​ความ​อุปถัมภ​จาก​พระเจา​อโศก​มหาราช​สังคายนา​ พระ​ธรรมวินัย ​เพื่อ​กำจดั ค​ วามเหน็ ​ของ​พวก​เดียรถีย​ออกไป ใน​การ​ทำ​สังคายนา​คร้ังนี้ พระ​โมคค​ลี​บุตร​ติสส​เถระ ได​แตง​ คมั ภรี ก ถาว​ ตั ถุ ซง่ึ เ​ปน ค​ มั ภรี ห​ นง่ึ ใ​นพ​ ระอ​ ภธิ รรมไ​วด​ ว ย และเ​มอ่ื ท​ ำ​

116 สงั คายนา​เสรจ็ แ​ ลว กม็​ ก​ี าร​สงค​ ณะทตู ​ไป​ประกาศพ​ ระพุทธศาสนา​ ในประเทศต​ างๆ การ​สงั คายนาค​ ร้ังท​ ี่​สี่ การท​ ำส​ งั คายนาค​ รงั้ นเ​้ี กดิ ขน้ึ เ​มอื่ พ.ศ. ๔๖๐ ทอ​ี่ าโลกเลณ​ ส​ ถาน มตเลชนบท ประเทศศรลี งั กา โดยมพี ระรกั ขติ มหาเถระเปน็ ประธาน การ​ทำ​สังคายนา​คร้ังนี้​ เพ่ือ​ตองการ​จารึก​พระพุทธวัจ​นะให​เปน​ ลายลักษณ​อกั ษร ในก​ ารส​ งั คายนาท​ กุ ครงั้ ​หลวงป​ ใ​ู หญท​ ง้ั ส​ ามอ​ งคจ​ ะม​ ส​ี ว นสำคญั ​ ใน​การ​รวม​ทำ​สังคายนามา​โดย​ตลอด ใน​สวนมาก​ทาน​ท้ัง​สาม​ก็​ จะ​ถือธุดงค​จารึก​ไปดวยกัน​ท้ัง​สาม​รูป เพื่อ​เจริญ​วิปส​สนา และ​ โปรดสตั ว​ตามสมควร และใน​หลายๆ​ ครั้ง​ ทาน​ทั้ง​สาม​ก็ได​แยกกัน​ไป​เผยแพร​ พระพทุ ธศาสนา หากท​ า นท​ ราบโ​ดยอ​ รยิ ญ​ าณว​ ถิ ี วา ผ​ ใู ดม​ ว​ี าสนาจ​ ะ​ ไดบ​ รรลธ​ุ รรม ทา นก​ จ​็ ะไ​ปโ​ปรดผ​ น​ู นั้ และเ​มอื่ ท​ า นไ​ปโ​ปรดบ​ คุ คลใ​น​ พน้ื ท​ ใี่ ดๆ เมอื่ ค​ นเ​หลา นน้ั ม​ ศ​ี กั ยภาพพ​ อท​ า นก​ จ​็ ะใ​หบ​ คุ คลเ​หลา นน้ั ดูแล​พระศาสนาใน​พื้นที่​ของ​ตน เปนการ​บม​เพาะเมล็ด​พันธ​ทาง​ ศาสนา ให​แผ​กิ่ง​กาน​สาขา​เกิด​รมเงา​ให​ได​เปน​ท่ีพึ่งพิง​แหง​หมูชน แลว​ทา น​ก็​จะธ​ ุดงคไ​ปยงั ท​ ่ีอน่ื ๆ​ตอ ไป หลวง​ปู​ใหญ​ทั้ง​สาม​ได​มี​ความ​วิริยะ อุตสาหะ เผยแพร​พระ ศาสนาอ​ ยา งเ​ตม็ กำลงั ค​ วามส​ ามารถ ทา นไ​ดด​ ำรใ​ิ หห​ มชู นท​ ง้ั หลาย รวมกลุม​สราง​เมืองขึ้น​ใน​หลายๆ ​เมือง เพื่อจะ​เปน​ศูนยกลาง​ใน​ การ​เผยแพรพ​ ระศาสนา​ใน​แตล ะ​พน้ื ที่ โดย​แตล ะท​ ีก​่ ็เ​กดิ ขน้ึ ต้งั อยู

117 ดบั ไ​ปตามก​ ฎแ​ หง ไ​ตรลกั ษณ มก​ี ารอ​ พยพล​ ะทง้ิ ถ​ นิ่ ฐานก​ นั ใ​นแ​ ตล ะ​ ยคุ สมยั เพราะภ​ ยั ส​ งครามบ​ า ง ภยั ธ​ รรมชาตบ​ิ า ง แตห​ ลวงป​ ท​ู งั้ ส​ าม​ ทา น กไ​็ มย อ ทอ ต​ อ อ​ ปุ สรรค ทา นก​ เ​็ ผยแพรพ​ ระธรรมค​ ำส​ งั่ สอนข​ อง​ สมเด็จพระส​ มั มาสมั พ​ ุทธเจา เต็มกำลงั เ​ต็มบ​ ารมี​ของ​ทา น ในย​ ุค​หลงั ๆ ​ตง้ั แต พ.ศ.๑๕๐๐ ป​ล ว งม​ า​หลวงป​ ูใ​ หญ​ท ง้ั ​สาม​ จึง​ได​แยกยาย​กัน​ไป​เผยแผ​พระศาสนา​ มี​ลูกศิษย​มากมาย แบง​ เปน สาย​พระธรรม​ทูต​หลาย​สาย จนเ​ปน​คณะธ​ รรมท​ ตู แลว​ใน​ชวงหลัง​นี้ เคย​มี​ผู​ได​ประสบ​พบ​เจอ​หลวง​ปู​ใหญ แลว​ มี​การ​กลาว​วา หลวง​ปู​ใหญ​มี ๓๖ องค ซ่ึง​ก็​คือ​สาย​พระธรรม​ทูต​ ซึ่ง​เปน​ลูกศิษย​ของหลวง​ปู​ใหญ​ทั้ง​สาม​คือ ๑. พระพุทธ​รักขิต ๒. พระธรรมร​กั ขติ ๓. พระส​ ังฆร​กั ขติ ​น้เี​อง ไดม ก​ี ารช​ มุ นมุ เ​หลา ล​ กู ศษิ ยอ​ ยเ​ู สมอ เพอื่ ท​ ห​ี่ ลวงป​ ใ​ู หญท​ ง้ั ส​ าม​ จะ​ได​อบรมสั่งสอน​ขอ​วัตรปฏิบัติ​เพ่ิมเติม และ​มอบหมาย​หนาที่​ ตอ ไป ชวง​ระยะหลัง​มา​นี้​เมื่อ​บานเมือง​มี​ความ​เจริญ​ขึ้น​มาก ​และ​

118 หลวง​ปู​ใหญ​ท้ัง​สาม​ทาน​ได​เห็นวา ศาสนา​ต้ังม่ัน​เจริญ​อยู​ได​ พอสมควร หลวง​ปู​พระพุทธ​รักขิต​ทาน​จึง​ได​ไป​จำพรรษา​ที่​แถบ​ ชมพทู วปี ​เพอ่ื ด​ แู ลพ​ ระส​ รรี ะส​ งั ขารข​ องพ​ ระมหากสั สป ทา นไ​ดเ​ ปน ​ ผดู แู ลพ​ ทุ ธศาสนาฝ​ า ยม​ หายาน ตลอดจนพ​ ระศาสนาท​ างช​ มพทู วปี ​ ตอนใต สวน​หลวง​ปู​พระธรรม​รักขิต​ ทาน​ได​ยาย​มา​จำพรรษา​ที่​ภูเขา​ ควาย​นอย เขตเมอื ง​เวียง​จันทร ประเทศ​ลาว (หลวง​ป​ูต นบ​ ญุ สมัย​ ท่ี​ทาน​บรรพชา​เปน​สามเณร ​ทาน​ได​ถวาย​การ​รับใช​หลวง​ปู​ใหญ​ พระธรรม​รกั ขิต ท่​ภี ูเขา​ควาย​นเี​้ ปน เวลาเ​กือบ ๓ ป) และ​หลวง​ปู​พระ​สังฆ​รักขิต ​ทาน​ได​มา​จำพรรษา​อยูท่ี​เขาพิ​ลาศ​ ​โรง​ธรรม ใน​ดง​พญาไฟ (ใน​หมู​ลูกศิษย​ของหลวง​ปู​ใหญ​ทั้ง​สาม​ จะ​เรียก​ลูกศิษย​ของ​พระ​สังฆ​รักขิต​ท่ี​ดง​พญาไฟ​นี้​วา “ศิษย​ใน​ดง”) ปจจุบัน​คือ​เขต​รอยตอ​ของ อ.ปากชอง จ.นครราชสีมา (ปจจุบัน​ ทางราชการ​เปล่ียนช​ ่ือเ​ปนด​ ง​พญา​เย็น​แลว) โดย​หลวง​ป​ใู หญท​ ง้ั สอง​องคช​ วยกนั ​ดูแลฝ​ า ย​เถรวาท​ท้ังหมด หลวง​ปู​ใหญ​ทงั้ ​สาม​ไดบ​ ำเพ็ญ​กรณียกิจ เพ่อื ​ความ​เจริญ​มน่ั คง​ แหง พ​ ระศาสนาแ​ ละส​ งเคราะหเ​ หลา ม​ หาชนท​ ง้ั หลาย โดยไ​มย อ ทอ ​ ตอ อ​ ปุ สรรคต​ า งๆ และด​ ว ยจ​ ติ ใจท​ แ​ี่ นว แนม​ นั่ คง เพอ่ื น​ ำค​ วามย​ งั่ ยนื มัน่ คง ในพ​ ระพทุ ธศาสนา​ใหบ​ งั เ​กิดขึ้นใ​นภายภ​ าคหนา ​สบื ไป.

119 ยินดีในทุกข์ ยามใดท่เี ธอยินดีในความทกุ ขท์ เ่ี กดิ ขึ้น ยามน้นั ปัญญาของเธอกำลงั เบง่ บาน จงยมิ้ รับกบั ทกุ ขท์ ่ีเกดิ ข้ึน เพราะน่นั คอื เส้นชยั ของเธอ ทุกขม์ ิได้มใี ห้วิตก ทุกข์ทง้ั หลายทีม่ ี ก็เพยี งเพ่อื ให้เกิดปัญญา จิตทีเ่ ร่ารอ้ นด้วยความโง่เขลา ยอ่ มเปน็ เหย่อื ของมจั จรุ าช ​

120 รูป​ตนแบบ​บุษบกพ​ ระ​สเิ นรร​ุ าช​

121 บุษบกพระสเิ นรุราช วดั ป​ า ท​ งุ ก​ ลุ าเ​ฉลมิ ร​ าชไ​ดจ​ ดั ส​ รา งบ​ ษุ บกพ​ ระส​ เิ นรร​ุ าช เพอ่ื ​ ใชเ​ ปน บ​ ษุ บกส​ ำหรบั ป​ ระดษิ ฐานพ​ ระบรมสารรี กิ ธาตท​ุ บ​่ี รรจอ​ุ ย​ู ในผ​อบ​ทองคำ ภายใน​พระมหาธาตเ​ุ จดยี ​ศรี​ทศพล​ญาณเ​ฉลมิ ​ ราช​ชยั ม​ งคล บุษบก​นี้​สราง​โดย​จำลอง​รูปแบบ​ของ​เขา​พระ​สิเนรุ (สันสกฤต) หรือ​เขา​พระ​สุเมรุ (บาลี) ซ่ึง​เปน​แกนกลาง​ของ​จักรวาล​และ​เปน​ ท่ีต้ัง​ของ​สวรรค​ช้ัน​ตางๆ ข้ึน​ไป​จนถึง​ชั้น​ที่​เปนธรรม​ของ​จักรวาล ซ่ึงบ​ ษุ บก​จะ​ประดษิ ฐาน​อยบู​ นย​ อดข​ อง​เขา​พระ​สเิ นรุ เพ่ือเ​ปนการ​ รำลกึ แ​ ละบ​ ชู าค​ ณุ ข​ องพ​ ระพทุ ธเจา ซ​ ง่ึ ถ​ อื เ​ปน มงคลส​ งู สดุ ใ​นจ​ กั รวาล และเ​ปน การบ​ ชู าค​ ณุ ข​ องธ​ รรมะท​ พ​ี่ ระพทุ ธองคไ​ ดต​ รสั รแ​ู ละส​ ง่ั สอน ซง่ึ ถ​ อื เปน แ​ กนห​ ลกั ข​ องจ​ กั รวาลท​ ท​่ี ำใหโ​ ลกน​ ม​ี้ ค​ี วามม​ นั่ คงด​ ำร​งคอ​ ย​ู ได​ดวย​ธรรม​ของ​พระองค บษุ บกพ​ ระส​ เิ นรร​ุ าชท​ ที่ างว​ ดั จ​ ดั ส​ รา งใ​นค​ รง้ั นี้ มค​ี วามส​ งู ๒๙๒ เซนติเมตร หลอ​ดวย​ทองเหลือง โดย​สวนยอด​ของ​บุษบก​นั้น​หลอ​ ดว ย​ทองคำแ​ ละ​เงิน​บรสิ ทุ ธิ์

122 ประวัติเ​ขาพ​ ระ​สุเมรุ พระ​สเิ นรุ (Sineru) หรอื ​เขา​พระส​ เุ มรุ (Sumeru) ตามค​ วามเ​ชอื่ ใ​นเ​รอ่ื งพ​ ทุ ธจ​ กั รวาลน​ นั้ จกั รวาลม​ โ​ี ครงสรา งเ​ปน ​ ทรงกลมซ​ งึ่ ม​ เ​ี ขาพ​ ระส​ เุ มรเ​ุ ปน แ​ กนกลาง จงึ ก​ ลา วไ​ดว​ า เ​ขาพ​ ระส​ เุ มร​ุ เปน ภ​ เู ขาท​ เ​ี่ ปน หลกั ข​ องโลกแ​ ละเ​ปน แ​ กนกลางข​ องจ​ กั รวาล โดยใ​น​ ตำนาน​การ​กำเนิด​ของ​เขา​พระ​สุเมรุ​น้ัน พระศิวะ​มี​พระ​ประสงค​จะ​ ประดษิ ฐานภ​ เู ขาใ​หญใ​ หเ​ ปน หลกั ข​ องโลก พระองคจ​ งึ ท​ รงเ​อา พระ​ จฑุ ามณี (ปน ปก ผม) ปก ล​ งท​ ใ​่ี จกลางข​ องจ​ กั รวาล แลว บ​ นั ดาลใ​หเ​ ปน ​ เขาพ​ ระส​ เุ มรุ หลงั จากนนั้ จ​ งึ ท​ รงเ​อาส​ งั วาลยม​ าว​ นรอบเ​ขาพ​ ระส​ เุ มรุ ๗ รอบ แลว ​บนั ดาล​ใหเ​ ปน ​เทอื กเขา ๗ ทวิ เรียกวา ส​ัตบ​ริภ​ัณฑ​ครี ี เพ่ือให​เปน ที​่สถิตย​ของ​ทวยเทพท​ ั้งหลายใ​นจ​ กั รวาล

123 ตาม​ตำนาน​เขา​พระ​สุเมรน​ุ ี้​ลอยสูง​จาก​พื้นนำ้ ๘๔,๐๐๐ โยชน โดย​มี​เขา ๓ ลูก​รองรับ​เปน​ฐาน​อยู​ขางใต​เรียกวา ตรีกูฏ (สามเสา​ หรือ​สาม​ยอด) และ​มี​เทือกเขา​ลอมรอบ​เขา​พระ​สุเมรุ ๗ ทิว รวม​ เรยี กวา สตั ​ตบร​ิภัณ​ ฑ​คีรี ซึง่ ป​ ระกอบไ​ปด​ ว ย ๑. ทิวเขา​ยุคนธร เปน​คัน​ขอบ​ของ​เขา​พระ​สุเมรุ และ​เปนท่ี​ ทรงไว​ของพ​ ระอาทิตย และพ​ ระจันทร ๒. ทิวเขาก​ รวกิ เปนท​ ี่อยขู​ อง​นก “กรวิก” ๓. ทิวเขา​อสิ นิ ธร เปน​ทพิ ยพ​ ิมาน​ของม​ หิทสรเ​ทว​บตุ ร ๔. ทวิ เขาสท​ุ ศั นะ เปน ​ที่เกดิ ​ของท​ ิพยโ​อสถ วานย​ าวเิ ศษ ๕. ทิวเขา​เนมินธร เปน​ท่ีเกิด​ของ​ปทุม​ชาติ​ขนาดใหญ​เทากง​ รถ​และ​กงเกวียน

124 ๖. ทวิ เขา​วนิ ันต​กะ เปนท​ ่ีอย​ขู อง​มารดา​พญา​ครุฑ ๗. ทวิ เขาอ​ ัสสก​ณั ณ​ ะ เปน​ที่เกิด​ของไ​มก​ ำยาน ระหวาง​เทือกเขา​แตละ​ทิว​จะ​ถูก​สลับ​คั่น​ดวย​แมน้ำ​สีทันดร​ทั้ง​ เจ็ด รวม​เรียกวา “มหา​นที​สีทันดร” และ​ถัดจาก​เขา​อัสสกั​ณ​ณะ ซ่ึง​มี​ความ​สูง​นอยท่ีสุด​ออกมา​เปน​ทะเล​น้ำเค็ม ที่​เรียกวา “โล​ณ​ สมุทร” ซ่ึง​ที่​สุดขอบ​ของโล​ณ​สมุทร​จะ​มี​ภูเขา​เหล็ก​ก้ัน​ไว เรียกวา​ ขอบ​จกั รวาล พน ไป​จากน้น​ี อกน้ัน​เปน ​เขตน​ อก​ขอบ​จกั รวาล ซ่ึงโล​ ณ​สมุทร​รอบ​เขาพ​ ระ​สุเมรใ​ุ นท​ ศิ ต​ างๆ คอื เหนอื ใต ออก ตก ก​จ็ ะ​ มีล​ ักษณะแ​ ละ​รายละเอียดท​ ่ีแ​ ตกตางกนั ​ไป

125 ชมพูทวีป คือ​อินเดีย ​ อยู​ตอนใตเ​ขา​พระส​ ุเมรุ รูปเ​หมือน​เกวียน มีต​ นไมห​ วาม​ าก ทศิ เหนอื ม​ ีม​ หาสมทุ ร ชอื่ - ปต​สาคร มนี​ ำ้ ส​ ี​เหลอื ง ทศิ ตะวนั ตกม​ ม​ี หาสมทุ รช​ อื่ - ผลกิ ส​ าคร มน​ี ำ้ ใ​สสะอาดเ​หมอื น​ แกวผลึก ทิศตะวันออก​มี​มหาสมุทร​ช่ือ - ขีร​สาคร เกษียรสมุทร น้ำ​ สขี าว และ​ทศิ ใตม​ ีม​ หาสมทุ รช​ ่อื - นลิ ส​ าคร มี​นำ้ ​สีเขยี ว ซึ่ง​ใน​แตละ​มหาสมุทร​ก็​มี​ทวีป​และ​เกาะ​ซ่ึง​อยู​ตรง​ทิศ​ท้ัง​ส่ี​ของ​ เขาพ​ ระ​สุเมร​ุดว ย​คอื อตุ รกรุ ท​ุ วปี อยเ​ู หนอื ข​ องภ​ เู ขาพ​ ระส​ เุ มรุ มพ​ี นื้ ทเ​่ี ปน ร​ปู ส​ เ่ี หลยี่ ม เน้อื ทก่​ี วาง ๘,๐๐๐ โยชน เปนท​ ีร่ าบ ม​ตี น ไม​นานา​ชนดิ คน​รปู ราง​ งาม ใน​แผน ดินอ​ ตุ รกุรมุ​ ต​ี น ​กลั ปพฤกษต​ น ห​ นึง่ ถา​อยากได​อะไร ก็​ ไป​นึก​เอาท​ ตี่​ น ​กัลปพฤกษ

126 ชมพทู วปี คอื อ​ นิ เดยี อ​ ยต​ุ อนใตเ​ ขาพ​ ระส​ เุ มรุ รปู เ​หมอื นเ​กวยี น มต​ี น ไมห​ วา ม​ าก ในท​ วปี น​ ้ี ดา นต​ ะวนั ออกม​ ต​ี น ชมพ​ ู (บา งก​ เ​็ รยี กไ​ม​ หวา ) สงู ๑๐๐๐ โยชน กวา งโ​ดยร​อบ ๑๐๐๐ โยชน นำ้ ข​ องช​ มพไู หล​ ลงมาเ​ปน แ​ มน ำ้ ส​ ท​ู ศิ ตะวนั ตก เปน นำ้ ก​ ายสทิ ธ์ิ ถกู ส​ ง่ิ ใ​ดส​ งิ่ น​ น้ั ก​ ลาย​ เปน​สีทอง มี​นาม​วา พังคร​นที เปน​น้ำไหล ลงมา​เปน​แมน้ำ​ชมพู ประชาชนใ​ชน​ ำ้ น​ ก​ี้ นิ ไ​มเ​ กดิ ดรคภ​ ยั ไ​ขเ​ จบ็ ไมม ก​ี ลน่ิ ตวั ไมร ส​ุ กึ เ​หนอ่ื ย และ​ไมช​ รา น้ำ​ลาดด​ นิ ​สอง​ขา งฝ​ ง ไดร บั ​โอชะ​ดดู น้ำ​ชมพูไวต​ องล​ ม โชยง​วดเ​ปน ท​ อง เรยี กวา ทองช​ มพน​ู ชุ ซง่ึ พ​ วกน​ กั สทิ ธเ​์ิ อาไปท​ ำเปน เคร่อื งป​ ระดบั ป​ พุ พวเ​ิ ทหะ ตงั้ อยท​ู างต​ ะวนั ออกข​ องเ​ขาพ​ ระส​ เุ มรุ มร​ี ปู เ​หมอื น​

127 พระจนั ทรเ​ ตม็ ดวง เนอ้ื ทก​่ี วา ง ๗๐๐๐ โยชน มเ​ี กาะ ๔๐๐ เกาะ คน​ หนา​กลม​เหมอื น​ดวงจันทร อมร​โคย​ าน ตงั้ อย​ทู างตะวันตกข​ อง​เขา​พระส​ เุ มรุ ม​รี ปู ​เหมอื น​ พระจนั ทร ครงึ่ ซกี เปน ​แผน ดนิ ก​ วา ง ๙๐๐๐ โยชน ประกอบดว ย​ เกาะ และแ​ มน ำ้ ใ​หญน​ อ ย มไ​ี มก​ ระทมุ ป​ ระจำท​ วปี น​ ี้ คนห​ นา เ​หมอื น​ ดงั่ ​เดือนแ​ รม จมกู โดง คาง​แหลม ท​ี่ยอดเขาพ​ ระส​ เุ มรุ​น้นั ​เปน ​ทีต่ ้ังข​ องส​ วรรคช​ ้ันด​ าวดึงส ซ่ึง​เปน ​ สวรรค​ชนั้ ​ท่ี ๒ จากส​ วรรคท​ ้งั ๖ ชั้น โดยใ​นส​ วรรคช​ ้ัน​นม​้ี น​ี ครไ​ตร​ ตรึงส​ซึ่ง​เปน​เมือง​ของ​พระอินทร อยู​ใจกลาง​สวรรค และ​นอกจาก​ นครไ​ตรต​ รงึ สแ​ ลว ใ​นส​ วรรคช​ น้ั น​ ย​้ี งั มเ​ี มอื งอ​ กี ๓๒ เมอื งอ​ ยร​ู อบน​ คร​ ไตรต​ รงึ ส โดยต​ ง้ั อยท​ู ศิ ล​ ะ ๘ เมอื งซ​ ง่ึ ม​ เ​ี ทวดา ๓๒ องคเ​ ปน ผ​ คู รอง​ เมืองแ​ ตล ะเ​มอื ง สวรรคท​ ั้ง ๖ ชั้น​ที่​กลาว​มา​ไดแก ๑. สวรรค​ชั้น​จตุ​มหา​ราชิก อยู​ต่ำกวา​ยอดเขา​พระ​สุเมรุ ๔๖,๐๐๐ โยชน โดย​สวรรค​ช้ัน​นี้​เปน​ที่อยู​ของ​ทาว​จตุโลกบาล​ทั้ง ๔ อนั ​ไดแ ก “ทาวกุเวร” หรือ​บางที​เรียก วา ทาวเวส​สุวรรณ รักษา​ทาง​ ทศิ อุดร ม​ีพวกย​ กั ษเ​ ปน บ​ รวิ าร “ทาวธ​ ตรฐ” รักษาท​ าง​ทศิ บูรพา มี​พวกค​ นธรรพเ​ ปน ​บรวิ าร

128 สวรรค​ชั้น​ดาวดึงส มี​ วิมานอ​ ยูบ​ น​เขา​พระ​สุเมรุ มี​พระอินทรเ​ปนใหญ “ทา วว​ ริ ฬุ หก” รกั ษาท​ างท​ ศิ ทกั ษณิ มี พวก​ มุ ภณั ฑ (อสรู จ​ ำพวก​ หนง่ึ ) เปน ​บริวาร “ทาว​วริ ุฬป​ กษ” รักษาท​ าง​ทิศประจิม ม​ีฝูง​นาคเ​ปน​บริวาร ๒. สวรรคช​ นั้ ด​ าวดงึ ส มว​ี มิ านอ​ ยบ​ู นเ​ขาพ​ ระส​ เุ มรุ มพ​ี ระอนิ ทร​ เปนใหญ ๓. สวรรค​ชั้น​ยามะ มี​ทาว​สยามเ​ทว​ราชเ​ปน​ผูปกครอง ๔. สวรรคช​ ้ันด​ ุสิต มที​ าว​สนั นส​ุ ติ เปน ใหญ สวรรค​ชน้ั ​น้​ีกลาว​ กนั ว​า ม​ ค​ี วามศ​ กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ คอื เปน ท​ เี่ กดิ แ​ หง พ​ ระโพธสิ ตั วใ​ นช​ าตท​ิ ก​ี่ ำลงั ​ บำเพ็ญ​บารมี และ​ยังเปน​สวรรค​ช้ัน ที่​พุทธ​บิดามารดา และ​ผู​มี​ บุญวาสนาอ​ ื่นๆ อีก​มาก เคยถ​ อื กำเนิดเ​ปน​เทวดา ในส​ วรรคช​ ้ัน​น้ี ๕. สวรรค​ชั้น​นิมมานรดี มี​ทา​วสุนิม​มิต​เปน​ผูปกครอง เทวดา​

129 ผสู​ ถิตใ​น​สวรรค​ชัน้ น​ ีม​้ ีบ​ ุญญานภุ าพ มาก มค​ี วาม​ประสงคส​ ิ่ง​ใด ก็​ เนรมิตไ​ด​ส ม​ความป​ ราถ​นา ๖. สวรรคช​ น้ั ป​ รนมิ ม​ ติ วส​ วสั ดี มท​ี า วป​ รนิ มิ ม​ ติ วส​ วสั ดี ปกครอง สวรรคช​ นั้ น​ ม​ี้ ค​ี วามเ​ปน อยู สขุ สบายก​ วา ท​ กุ ช​ น้ั แมจ​ ะเ​นรมติ อ​ ะไร ก​็ มี​เทวดา​ชน้ั ท​ ่ี ๕ เนรมติ ใ​ห และเ​หนือ​ปรนิม​มิตว​ สวัตตี​คือ รูป​ภมู ิ ๑๖ ชั้น และอ​ รูป​ภูมิ ๔ ช้นั

130 ศาสนส​ ถาน การ​สรางศา​สนถาน​ภายใน​วัด​ปา​ทุง​กุลา​เฉลิม​ราช ได​เริ่ม​ ต้ังแต​ที่​หลวง​ปู​ตน​บุญ ไดรับ​มอบหมายให​มา​พัฒนา​วัด​ราง​ แหง น้ี โดย​เร่ิมจาก​ปรับปรงุ ซอมแซมศ​ าลา ปรับพ​ ื้นท่ี สราง​พระพทุ ธ​ ศริ ​ิราชน​ าคพนั ธ​ป รวิ ัตร (หลวงพอ​ทนั ใจ) พระพทุ ธเจา ๕ พระองค (ปูน) พระมหาธาตุ​เจดีย​ศรี​นาคพันธ​ปริวัตร พระมหาธาตุ​เจดีย​ ศร​ที ศพลญ​ าณเ​ฉลมิ ร​าชช​ ยั ​มงคล พระพุทธเจา ๕ พระองค (สำรดิ ) สรา งถนนค​ อนกรตี ตดิ ตงั้ เ​สาไฟฟา แ​ ละเ​ดนิ ส​ ายไฟฟา สรา งอ​ าคาร​ สำนักงาน เรือน​พัก​ญาติ​ธรรม หอ​ฉัน ​กุฎิ​พระสงฆ ​กุฎิ​แมชี และ​ สราง​หอ งสขุ าท​ ่​ไี ดม าตรฐาน เปนตน

131 ขณะน้ี​ทาง​วัด​กำลัง​ดำเนินการ​กอสราง​ หอ ระฆัง กำแพง​แกว​รอบ​พระมหาธาตุ​เจดีย​ ศรี​ทศพล​ญาณ​เฉลิม​ราช​ชัย​มงคล โรง​เก็บ​น้ำ (แท็งค​น้ำ) ลาน​เจดยี  วหิ ารว​ิสทุ ธ​มิ รรค การ​สราง​ศาสนสถาน​ตางๆ ภายใน​วัด​ปา​ ท​ งุ ก​ ลุ าเ​ฉลมิ ร​าช ยงั คงต​ อ งด​ ำเนนิ ต​ อ ไปใ​หส​ ำเรจ็ เพ่ือให​วัด​นี้​เปน​ศูนยกลาง​ทาง​พุทธศาส​นา ที่​ พทุ ธศาสนกิ ชนใ​นอ​ ำเภอเ​กษตรวสิ ยั และจ​ งั หวดั ​ ใกลเคียงจ​ ะไ​ดม​ าป​ ฏิบตั ธ​ิ รรม ​เพือ่ ​ความห​ ลดุ พน ​ จากส​ ังสารวัฏน​ ้ี

132

133 ประตูพระมหาธาตุเจดยี ์ ทวารบศารลีทศ(Dพvลaญrาaณpala) หลงั จากท​ วี่ ดั ป​ า ท​ งุ ก​ ลุ าเ​ฉลมิ ร​ าชไ​ดส​ รา งอ​ งคพ​ ระมหาธาต​ุ เจดีย​ศรี​ทศพล​ญาณ​เฉลิม​ราช​ชัย​มงคล​เสร็จ​เปนท่ี​เรียบรอย​ แลว ขณะน้ี​ทาง​วัด​กำลัง​ดำเนินการ​จัด​ทำ ประตเ​ู จดยี  ซง่ึ ป​ ระตน​ู จ​้ี ะเ​ปน ป​ ระตท​ู จี่ ะเ​ปด ​ เขา ไ​ปยงั ห​ อ งโถงภ​ ายในพ​ ระมหาธาตเ​ุ จดยี ฯ ที่​ซ่ึง​เปน​ที่ต้ัง​ของ​บุษบก​พระ​สิเนรุ​ราช อัน​ เปนที่​ประดิษฐาน​พระบรมสารีริกธาตุ​ที่​บรรจุ​ อยู​ในผ​อบ​ทองคำ อันเปน​หัวใจสำคัญ​ของ​พระมหาธาตุ​เจดีย​ศรี​ ทศพลญ​ าณ​เฉลิม​ราช​ชยั มงคล ประตเ​ู จดยี ค​ น​ู เ​ี้ ปน ป​ ระตท​ู ม​ี่ ค​ี วามส​ ำคญั กบั พ​ ระมหาธาตเ​ุ จดยี ฯ เปน อ​ ยา งยงิ่ เพราะป​ ระตค​ู น​ู น​้ี อกจากจ​ ะเ​ปน ป​ ระตข​ู องเ​จดยี แ​ ลว ยงั ​

134 จะ​เปนที่​สถิตย​ของ​นาคะ​เทวะ ๒ องค​ที่จะ​มา​ทำหนาที่​เปน​ผูดูแล​ พระมหาธาต​เุ จดยี ​ศ ร​ที ศพล​ญาณฯอ​ กี ดว ย ดังนั้นใ​นก​ ารเ​ลอื ก​แบบ และ​เลอื กไ​ม​จ ะ​ตอ งเ​ลอื ก​ใหถ​ ูกตอง​ตาม​ของ​แตล ะอ​ งค ขนาด​ของ​ประตู ๑ บาน​ อยทู ีข​่ นาด​สงู ๓ เมตร กวา ง ๖๐ เซนตเิ มตร หนา ๑๐ เซนติเมตร ซ่ึง​ไม​ที่​ใช​ใน​การ​ทำประตู​เปน​ไม​ เกา​ท่ี​ผาน​การ​ปรับ​ธาตุ​จาก​กาล​ เวลาม​ าเ​รยี บรอ ยแ​ ลว โดยไ​มท​ จ่ี ะ​ นำมา​แกะสลัก​เปน​บานประตู​รูป​ องค​จันทะรา​นาคะ​เทวี​เปน​ไม​ ตะเคียนทอง สวน​ไม​ที่จะ​นำมา​ แกะสลัก​เปน​บานประตู รูป​องค​ สรุ ิยันตะน​ าคะ​เทวา​เปนไ​มป​ ระดู ประวัติท​ วารบาล “ทวารบาล” มาจากค​ ำว​า “ทวาร” ทแ​ี่ ปลว​ า “ประต”ู และ “บาล” ซง่ึ ​แปล​วา “รักษา, ปกครอง” “ทวารบาล” จึง​มีความหมาย​วา “ผูรักษา​ประตู” ซ่ึง​จาก​คำ​ แปล​กอ​ให​เกิด​การ​ตีความ​ตอ​ประติมากรรม​ประเภท​ทวารบาล วา​ คือ รูป​ของ​สัตว อสูร เทพ เทวดา และ​มนุษย หรือ​ส่ิงมีชีวิต​ใดๆ กต็ าม ทต​ี่ งั้ อยบ​ู รเิ วณบ​ านประตู ชอ งท​ างผา นเ​ขา อ​ อก ชอ งห​ นา ตา ง

135 หรือ​ราวบันได แต​หาก​ประติมากรรม​ ชนิด​เดียวกัน​นี้​ไป​ตั้งอยู​บริเวณ​อ่ืน​ ที่​มิใช​ประตู หรือ​ชอง​หนาตาง หรือ​ ทางเขาออก ก็​ไม​สามารถ​จะ​กลาว​วา​ เปน​ทวารบาล สำหรับ​กำเนิด​ของ​การ​สราง​ทวาร- บาล​น้ัน นาจะเ​กิด​มาจาก​ความ​เช่อื ​ท่ีวา “เทวดา” เปน​ผูกระทำ​ให​เกิด​สิ่ง​ตางๆ เหนอื ธ​ รรมชาติ และไ​ดร บั ก​ ารพ​ ฒั นาม​ า​ เปนความ​เช่ือ​ใน​เรื่อง​ของ​เทพ​ผูพิทักษ​ รักษาป​ ระตหู​ รอื ​สถานท่ี จาก​คติ​ความ​เชื่อ​เทพ​ผูพิทักษ​รักษา​ ประตน​ู ้ี ไดน​ ำมาใ​ชก บั ง​านป​ ระตมิ ากรรม สถาปตยกรรม และ​จิตรกรรม ดว ยเ​หต​ุ ทช​ี่ าวฮนิ ดต​ู อ งการใ​หม​ เ​ี ทพป​ กปก รกั ษา​ สถานท่ี​สำคัญ​ทาง​ศาสนา เนื่องจาก​ มนุษย​ทั่วไป​ไมมี​ศักยภาพ​เพียง​พอที่จะ​ ปองกันภัย​จาก​ส่ิง​ท่ี​มองไมเห็น​ดวย​ตา ทั้งน้ี เนื่องจาก​ศาสนสถาน​เหลาน้ัน​ สรางข้ึน​ตาม​คติ​วา​เปน​สถานที่​อัน​ เทพเจา​สูงสุด​ประทับ​อยู จึง​ได​จำลอง​ เขา​ไกรลาส​มา​ไว​ยัง​โลกมนุษย​แลว​เกิด​ คตกิ​ ารส​ ราง​ทวารบาลข​ ึ้นม​ า

136 สวน​เร่ืองราว​ของ”ทวารบาล” (Dvarapala) จาก​คติ​ความ​เชื่อ​ เกาแก​ข อง​ฮินดู มีค​ วาม​เช่ือ​กนั ​วา ทวารบาลค​ อื “บริวารเ​อก” แหง ​ องค​พระศวิ ะ ท่ี​ม​ีหนาที่ด​ ูแลว​ มิ านข​ องพ​ ระองค​บ น​ยอดเขาไ​กรลาส เปน​เทพเจา​ผู​ทรงอำนาจ เปน​ผูพิทักษ​รักษา​สถานที่​ศักด์ิสิทธิ์ จึง​ มัก​นิยม​สลัก​รูป​ทวารบาล​ไว​ท่ี​หนา​ศาสนสถาน เพ่ือ​จุดประสงค​ให​ เทพ​ทวารบาล​ปกปอง​มิ​ให​ความ​ช่ัวราย ท้ังท่ี​มองเห็น​และ​ไมเห็น​ ผา นเขามา เฉกเชนก​ บั ก​ ารป​ ก​ปก ษร​ักษา​วมิ านแ​ หง ​องคพ​ ระศวิ ะ คติ​ความ​เช่ือ​ใน​ไศวะ​นิกาย ผู​บูชา​มหาเทพ ได​อธิบาย​รูป​ของ​ เทพท​ วารบาลท​ ั้ง ๒ องค​ไ วว​ า ทางด​ า นขวา​ ของ​ประตู เปนที่​สถิต​ของ “นันทิ​เกศวร” ผู​มี​ใบหนา​ย้ิมแยม สวม​กะ​บังหนา​และ​ ชฎา​มงกฎุ ​รปู กรวย​เปน ​เคร่อื ง​ประดับ ท่หี​ ู​ ท้ังสอง​ขาง​ประดับ​ดวย​ตุมหู​ขนาดใหญ สวม​กรองศอ​แผน​ขนาดใหญ​มี​อุบะ​ ส้ันๆ หอย​ประดับ ท่ี​แขน​และ​เทา​ ประดับ​ดวย​กำไล​รัด​ตนแ​ ขน กำไล​ มอื แ​ ละก​ ำไลข​ อ เทา มล​ี กั ษณะข​ อง​ ความ​เมตตา​เปน ทร​่ี ับรู สวน​เทพ​ทวารบาล​ท่ี​สถิต​ อยู​ทาง​ดานซาย​ของ​ทวาร คือ “มหาก​ าล” หรือ “อสูร​ทวารบาล” มล​ี กั ษณะใ​บห​ นา ทด​ี่ รุ า ย นยั นต า​ โปน จมูกแบน ริมฝปาก​หนา

137 แสดงอาการ​แสยะ​ย้ิม มี​เครา​เล็กนอย อาภรณ​เคร่ือง​ประดับ​สวม​ กะบ​ งั หนา แ​ ละช​ ฎาม​ งกฎุ ปลอ ยผ​ มย​ าวค​ ลมุ ไ​หล สวมต​ า งหท​ู รงกลม​ ขนาดใหญ สรอยคอ​ทำเปน​แผง​รูป​สามเหล่ียม​ขนาดใหญ​มี​อุบะ​ เลก็ ๆ หอ ยป​ ระดบั ทแ​ี่ ขนแ​ ละท​ า ม​ ก​ี ำไลร​ดั ต​ น แ​ ขน กำไลข​ อ มอื แ​ ละ​ กำไลข​ อ เทา ป​ ระดบั จำหลกั อ​ ยใ​ู นท​ า ย​ นื ก​ มุ ก​ ระบองไ​วด​ า นหนา ว​ าง​ อยูที​่กงึ่ กลาง ช่ือ​ของ “มหาก​ าล พ​ระกาฬ พระก​ าล กาล” แปลความ​หมาย​ วา “เวลา - กาล​เวลา” ที​ม่ ืดมดิ ​ไมอ​ าจ​มองเหน็ ห​ รอื ​หยั่งรู ไม​อาจ​ ฉดุ รงั้ ห​ รอื ต​ า นทาน พระก​ าลจ​ ะก​ ลนื ก​ นิ ท​ กุ ส​ รรพสงิ่ โ​ดยไ​มม ใี ครร​ตู วั ทกุ ช​ วี ติ จ​ งึ ไ​มเ คยห​ ลดุ พน จ​ ากอ​ ำนาจแ​ หง ก​ าลเ​วลา กาลเ​วลาจ​ งึ เ​ปน “สมมตุ ิ - เทพ” ทน​่ี า เ​กรงกลวั แ​ ละห​ วาดหวน่ั ข​ องม​ นษุ ย ดว ยอ​ ำนาจ​

138

139 แหง ก​ าลท​ ไ​่ี มม ท​ี ส​ี่ น้ิ สดุ มนษุ ยจ​ งึ ไ​ดส​ รา งร​ปู แ​ หง ก​ าลเ​วลาข​ นึ้ ม​ าเ​ปน ​ เทพเจา พ​ ระก​ าลผ​ ม​ู ก​ี ายส​ ด​ี ำทะมนึ และเ​ปน เ​ทพแ​ หง ท​ ต​่ี าย ของท​ กุ ​ สรรพส่งิ เม่ือ​ตระหนักถึง​พลังอำนาจ พระ​กาล​จึง​ถูก​เลือก​มา​เปน​เทพ​ ผูพทิ กั ษ​ว มิ านพ​ ระศวิ ะ คกู​ บั “นนท​ิ เกศวร” เทพบุตร​ผู​ถือกำเนิด​จาก​ สีขาง​ของ​องค​พระศิวะ มี​พระนาม​ วา “มหากาฬ – กาล” ตาม​เทวาลัย​ พระศิวะ​จึง​ปรากฏ​รูปสลัก​เทพ​ ทวารบาล​ท้ังสอง​องค ต้ังอยู​ตรง​ ดานหนา​ของ​ประตู​ทางเขา เปน​ รูป​ลักษณะ​ของ​เทพบุตร​แทน​เทพ​ ทวารบาล​นนทิ​เกศวร และ​รูป​ยักษ แทน​เทพ​ทวารบาล​มหากาฬ

140 ลานรอบพระมหาธาตุเจดีย์ ศรที ศพลญาณเฉลิมราชชยั มงคล การ​สราง​พระมหาธาตุ​เจดีย​ศรี​ทศพล​ญาณ​เฉลิม​ราช​ชัย​มงคล (ภายนอก) เสรจ็ เ​รยี บรอ ยแ​ ลว แตก​ ำลงั ด​ ำเนนิ การก​ อ สรา ง กำแพง​ แกว ร​อบพ​ ระมหาธาตเ​ุ จดยี  การเ​ทปนู บ​ รเิ วณล​ านร​อบพ​ ระมหาธาต​ุ เจดียฯ ก็​เปน​ส่ิงจำเปน​เพื่อ​จัด​กิจกรรม​สวดมนต หรือเพ่ือให​ พทุ ธศาสนกิ ชนส​ ามารถเ​ดนิ เ​ขา ไปก​ ราบส​ กั การะพระมหาธาตเ​ุ จดยี ​ ศรี​ทศพล​ญาณ​เฉลิม​ราช​ชัย​มงคลได​อยาง​สะดวกสบาย ไม​ตอง​ เดินย่ำ​ดิน​โคลนใน​หนาฝน ซ่ึง​ดิน​จะ​แฉะ ทำใหเกิด​เปน​หลุม เปน​ บอ จนไ​ม​สามารถ​จดั ​กิจกรรม​บรเิ วณ​รอบพ​ ระมหาธาตุ​เจดยี ฯ ดังน้ัน​ทาง​วัด​จึง​ได​ดำเนินการ​เทคอนกรีต​เสริม​เหล็ก​เพ่ือ​ความ​ แข็งแรง โดย​รอบ​บริเวณ​พระมหาธาตุ​เจดียฯ คา​ใชจาย​ท้ังหมด​

141 ประมาณ ๖,๓๐๐,๐๐๐ บาท จึง​ขอ​เชิญ​ผู​มี​จิต​ศรัทธา​รวม​เปน​ เจาภาพ​สราง​ลาน​คอนกรีต​เสริม​เหล็ก ตารางเมตร​ละ ๓๐๐ บาท สามารถต​ ดิ ตอ บ​ รจิ าคไ​ดท ส​่ี ำนกั ง​านวดั หรอื พระธ​ รี พงษ ธ​ รี ปญ โญ หรอื คณุ ม​ าวนิ โ​มระพ​ ตั ร หรอื โ​อนเงนิ เ​ขา ธ​ นาคารบ​ ญุ (รายละเอยี ด​ ทา ย​เลม) ใน​แตล ะเ​ดือน ซ่ึงท​ า น​จะไ​ดรับอ​ านสิ งส ทกุ เดอื น การอ​สานราิสงง​ลสาแ​นห​เจง ด​ ีย ลาน​เจดีย​เปน​สถานท่ี​ท่ี​ใช​ใน​การ​ประกอบ​พิธีกรรม​ทาง​พุทธ ศาสนา​นปั ​ปการ เชน ตักบาตร แสดงธรรม เปนตน ดังนน้ั ก​ ารร​วม​ สรา ง​ลาน​เจดยี  จะ​ไดอ​ านิสงส​คือ ๑. จะ​เปน​ผู​มบี​ รวิ าร​มาก ๒. เปน ท​ ร่ี ัก​ของเ​ทวดา​และม​ นษุ ย​ท ้ังหลาย ๓. มผ​ี ิวพรรณว​ รรณะผ​ อ งใส ๔. มส​ี ุขภาพ​แข็งแรง ๕. มก​ี ลั ยาณมติ ร​ที่​ดี ๖. เปน ผ​ ู​มจี​ ติ ใจ​สดใสช​ น่ื บาน ๗. สามารถล​ ด​ความเ​ห็นแกต ัว เขา ถึงธ​ รรมไ​ดโ​ดย​งา ย ๘. นึกถงึ บ​ ุญค​ ราว​ใด ​สุคติก​ ็​เปน ที​่ไป

142

143 กำแพงแกว้ สืบ​เนื่องจาก​ทาง​วัด​ได​ดำเนินการ​สรางพระมหาธาตุ​เจดีย​ศรี​ ทศพล​ญาณ​เฉลิม​ราช​ชัย​มงคล โดย​ลักษณะ​รูปพรรณ​สัน​ฐาน​ จำลอง​แบบจ​ ากพระ​ธาตพุ นม เสรจ็ ​เรียบรอย​แลว (ภายนอก) ดังน้ัน​หลวง​ปู​ตน​บุญ​จึง​ได​ดำริ​ให​สราง​กำแพง​โดย​รอบ​องค​ พระมหาธาตุ​เจดียฯ ประดับ​ดวย​องค​พญา​นาคราช​ประจำ​ท้ัง ๔ ทศิ ทิศ​ละ ๑๐ ชอง ดานใน​กำแพง​แกว ​เปน​ภาพ​แหง ส​ ุริยะจ​ ักรวาล เทวดาน​ พเคราะห ทใ​่ี หค ณุ แ​ ละโ​ทษแ​ กจ​ กั รราศต​ี า งๆ ดา นซ​ มุ ประต​ู ทำเปน​หนาจ่ัว ๔ ดาน ๔ ทิศ ประทับ​องค​มหา​นาคราช ซึ่ง​เปน​ ตนตระกลู ข​ องพ​ ญางู​ทั้ง​สี่ต​ ระกูล

144 ใน​การ​สอราา นงสิ​กำงแสพ​ ง​แกว อานิสงส​น ​้จี ะ​สงผลให​ผสู รา งม​ ช​ี วี ิตแ​ ละ​ ทรัพยส ินม​ ่นั คง ปลอดภัย​จาก​อนั ตรายทัง้ ปวง ทง้ั โลกน​ ​ี้และโ​ลกหนา ถือเ​ปน การค​ ้ำชู พระพทุ ธศาสนา​ใหม​ ่นั คง

145 ทางว​ ดั ก​ ำลงั ด​ ำเนนิ การก​ อ สรา งก​ ำแพงแ​ กว ​และซ​ มุ ประตู และ​ ยังขาด​ปจจัย​อยู​เปน​จำนวน​มาก โดย​ซุมประตู​พญางู​ทั้ง​ส่ี​ตระกูล​ มี​คา​ใชจาย​ประตู​ละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท กำแพง​ชอง​ละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จึง​ขอ​เชิญ​ผู​มี​จิต​ศรัทธา​เปน​เจาภาพ​รวมกัน​สราง​มหา​กุศล​ใน​ การส​ รา ง​กำแพงแ​ กว .

146 วหิ าร “วิส​ ุทธมิ​ รรค” ทาง​วัด​ปา​ทุง​กุลา​เฉลิม​ราช​ โดย​หลวง​ปู​ตน​บุญ ติ​กฺขปญโญ​ กำลัง​ดำเนินการ​จัด​สราง​วิหารวิ​สุทธิ​มรรค​ข้ึน​เพื่อ​ประดิษฐาน พระพุทธเจา ท​ ั้ง ๕ พระองค ซึ่งด​ ำเนนิ การเ​ทท​ องห​ ลอ (หลอ ​ดว ย​ สำรดิ ) เสรจ็ สนิ้ เ​รยี บรอ ยแ​ ลว ดว ยแ​ รงแ​ หง ศ​ รทั ธาข​ องพ​ ทุ ธศาสนกิ ชน​ ทงั้ หลาย อนั ม​ ช​ี าวบา นโ​พนต​ มู และห​ มบู า นใ​กลเ คยี ง ทง้ั ใ​นจ​ งั หวดั ​ รอ ยเอด็ และจ​ ังหวัด​อื่นๆ

147 โดย​วหิ ารจ​ ะม​ ี ขนาด​กวา ง ๙ เมตร ยาว ๒๕ เมตร มี​มขุ ย​ าว​ อีก ๒ เมตร เสา​วหิ ารม​ ​ที ้งั หมด ๒๗ ตน ม​มี ุขท​ ง้ั ๒ ดา น ม​ีบนั ได​ ทางข้ึน​ทั้ง ๓ ดาน หลังคา​มุง​กระเบ้ือง และ​ประดับ​ดวย​ฉัตร​บน​ หลังคา เพราะ​ฉตั ร​เปน ​เครือ่ งป​ ระดับอ​ าคาร เพือ่ ส​ ม​พระเ​กียรติใ​น​ การป​ ระดิษฐานพ​ ระพทุ ธเจา​ท้ัง ๕ พระองค อานสิ งส​การ​สรางว​ ิหาร การ​สราง​วิหาร ศาลา กุฏิ และ​เสนาสนะ​ตางๆ เชน กำแพง ลานธ​ รรม ถวายเ​ปน ส​ มบตั ใ​ิ นพ​ ระพทุ ธศาสนา ถอื วา เ​ปน ว​ หิ ารท​ าน พระ​สัมมาสัม​พุทธเจา​ทรง​ตรัส​ไว​วาการ​ถวาย​วิหาร​ทาน​มี​อานิสงส​ มาก​ดังน้ี “แม​ถวาย​ทาน​แด​องค​สมเด็จพระ​สัมมาสัม​พุทธเจา ๑๐๐ ครั้ง ยงั มี​อานสิ งส​ไม​เทา ถ​ วายส​ ังฆทาน​ครง้ั ​เดียว” “แมก​ ารถ​ วายส​ งั ฆทาน ๑๐๐ ครงั้ ยงั มอ​ี านสิ งสไ​ มเ​ ทา ถ​ วายวหิ าร​ ทาน ครง้ั เ​ดียว”

148

149 หอระฆัง หลวง​ปู​ตน​บุญ ติ​กฺขปญโญ ดำริ​ให​ ดำเนินการ​จัด​สรางหอระฆัง​ขึ้น สำหรับ​ใช​ เปนที่​ประดิษฐาน​ระฆัง เพ่ือ​เปนการ​ให​ อาณัติสัญญาณ​ใน​การ​ทำ​สังฆกรรม​ของ​ พระภิกษุ​สามเณร โดย พล.ต.อ.วิเชียร พจนโ​พธศิ์​ รี พรอมค​ ณะ​ผูม​ ี​จติ ​ศรัทธา​และ​ ศษิ ยานศุ ษิ ย ไดร​ ว มกนั ท​ ำพธิ ว​ี างศ​ ลิ าฤกษ ใน​ วนั เสารท​ ี่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๕ หอระฆัง​นี้​มี ขนาด​ฐาน​ยาว ๑๑ เมตร กวาง ๑๑ เมตร สูงประมาณ ๑๙ เมตร ขณะน้ี​กำลัง​ดำเนินการ​กอสราง​อยู ทานผู​ มี​จิต​ศรัทธา​ทาน​ใด​จะ​รวม​บริจาค​เงิน​เพื่อ​ สราง​หอระฆัง สามารถ​ติดตอ​สอบถาม​ไดที่​ สำนักงาน หรือพระ​ธรี ะพ​ งษ ธ​ ีรปญ โญ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook