100 จนช ว่ั ระยะเวลาห นงึ่ เมอื่ พ ระมหากษตั รยิ แ ละพ ระป ระยรู ญาติ ของท งั้ สองน คร ไดเ ปย มศ รทั ธาในบ วรพ ทุ ธศาสนาและเขา ใจในว ถิ ี ของพ ระก มุ ารแ ลว พระอรหนั ตท ง้ั ส ามอ งคจ งึ ไดน ำพ ระก มุ ารท ง้ั ๓ มาท่พี ระธาตุพนม บรรลุสมาบัต ิ ๘ ขณะนั้นเองเม่ือพระกุมารท้ังสามมาถึง และไดกมกราบถวาย สักการะนมัสการพระธาตุพนม ดวยมหากุศลและบุญญาธิการ ท้ังหลายท่ีพระกุมารท้ังสามไดสั่งสมมาท้ังแสนมหากัปป เกิด ปาฏหิ ารยิ ใ นบ ญุ ญาบ ารมี อธษิ ฐานบ ารมที ไ่ี ดบ ำเพญ็ ไว ทำใหพ ระ กุมารท งั้ สามเกดิ ภาพนมิ ิตรแู จง ถงึ ค วามเปนไปในสังสารวฏั แผน ฟ า ห มนุ ควา ง แผน ดนิ หมุนวน เหมือนกระจกที่กาง กันไวแตกระเบิดออก ความ แจมแจงในแตละภพแลนเขาสู คลองจักษุ ภาพแลวภาพเลา เรอ่ื งแ ลว เรอ่ื งเลา ดว ยเวลาอ นั รวดเร็วและชัดเจนยิ่ง จนชาติ สุดทายที่ไดเห็นคือภาพของ พญาทั้ง ๕ รวมกันสรางพระ ธาตพุ นม และไดต ัง้ อ ธษิ ฐาน เมอ่ื พ ระก มุ ารท ง้ั ๓ ลมื ตา ปญ ญาญ าณแ หง ก ารรแู จง เรม่ิ
101 บังเกิดขึ้น พระกุมารท้ังสามไดเกิดบรรลุฌาณ ๔ ในขณะน้ันเอง จากนนั้ พ ระอรหนั ตท งั้ ส ามจ งึ ไดก ระทำการบ รรพชาใหแ กพ ระก มุ าร ทง้ั สามที่พระธ าตพุ นม ขณะท่ีพระกุมารท้ังสามปลงผมใกลเสร็จเกิดการตรึกตรองขอ ธรรมตอยอดทางปญญา เสมือนพลังงานพายุหมุนวนจนทะลวง ข้ึนส ูนภาอ ากาศ เวลานน้ั เองเมือ่ ก ระทำการบ รรพชาพระกมุ ารท ั้ง สามใกลจ ะแ ลว เสรจ็ พระก มุ ารท งั้ ส ามก บ็ รรลสุ มาบตั ิ ๘ ในฉ บั พลนั ทนั ตา โดยระยะเวลาใกลเคียงกัน ถวายตวั เปน ศิษยพระมหากสั สป เมอ่ื เณรท ง้ั ส ามรปู เสรจ็ สน้ิ พ ธิ บี รรพชาแ ลว พระอรหนั ตท งั้ ส าม องคจงึ นำต วั เณรท ้งั ส ามรปู กลบั ส ูช มพทู วีปเพอ่ื ก ราบพบ “หลวงป ู มหาก สั สปะ” (เปน ค ำท ห่ี ลวงป ใู หญท งั้ ส ามอ งคเ รยี กพ ระมหากสั สป แตในบ างครง้ั หลวงปทู ง้ั สามองคก ็เรียกพ ระมหากัสสปวา “หลวงป ู ใหญ”) โดยทั้งหมดไดใชอิทธิฤทธ์ิเหาะกลับมาทางอากาศมาท่ีกุกกุฏ สัมป าตบรรพต ตัง้ อยแู ถบใกลเมอื งราชคฤหม หานคร ในเดอื นยี่ป เดยี วกนั (พ.ศ.๒๖) และเมอ่ื ม าถงึ เณรท ง้ั ส ามจ งึ ไดบ วชเณรอ กี ครง้ั (เพอ่ื ใหถ กู ตอ ง ตามพุทธบญั ญัต)ิ โดยท า นหลวงป ูม หาก สั สปะไดใหเณรท ัง้ ส ามรูป บวชโดยล ำดบั น น้ั ดว ยก ารป ระทานโอวาท ๓ ขอ คอื ๑. เธอพึงศึกษาอยางนี้วา เราจักเขาไปต้ังความละอาย และ ความเกรงไวในภิกษุท้ังท่ีเปนผูเฒา ทั้งที่เปนผูใหม ทั้งท่ีเปนผู
102 ปานกลาง อยา งแ รงกลา เธอพึงศกึ ษาอยา งน้ีแหละ ๒. เธอพึงศึกษาอยางนี้วาเราจักฟงธรรมอันใดอันหน่ึง ซ่ึง ประกอบดว ยก ศุ ล เราเงย่ี หลู งฟ ง ธรรมน น้ั ท ง้ั หมด ทำในใจใหส ำเรจ็ ประโยชน รวบรวมไวท ง้ั หมดด วยใจ เธอพึงศึกษาอ ยา งนแี้ ล ๓. เธอพึงศึกษาอยางนี้วา ก็สติที่เปนไปในกายของเรา ซ่ึง ประกอบดวยความสำราญ จักไมละเราเสีย เธอพึงศึกษาอยาง น้แี ล เม่ือเณรท้ังสามรูปไดบวชโดยรับโอวาทธรรม ๓ ประการและ ถอื ธดุ งคว ตั ร ๑๓ คอื ถอื บ งั ส กุ ลุ กิ ธ ดุ งค เตจ วี รกิ ธ ดุ งค บณิ ฑบ าตกิ า ธุดงค สัปปทานจาริกธุดงค เอกาสนิกธุดงค ปตตบินฑิกธุดงค ขลปุ จฉาภตั ตกิ ธุดงค อารัญญิกธดุ งค รุกขมลกิ ธ ดุ งค อัพโภกาส ิก ธดุ งค โสสานกิ ธ ดุ งค ย ถาลนั ตต กิ ธ ดุ งค เนสชั ชกิ ธ ดุ งค กบั ท า นห ลวง ปมู หาก สั สปแลว กไ็ ดอ ยดู แู ล อปุ ฏ ฐากรบั ใช และศ กึ ษาข อ พ ระธรรม และพระไตรปฎก เณรทั้งสามเรียนรูไดอยางรวดเร็วแตกฉานใน พระไตรปฎ ก เปน ทพ่ี อใจแกหลวงปูมหาก ัสสปเปน ย่งิ นกั สำเร็จอรหันต ในช ว งก อ นเขา พรรษาข องป น น้ั สามเณรท ง้ั ส ามไดเ รง ท ำความ เพยี รอ ยา งย ง่ิ ยวด และก อ นเขา พรรษาในค นื หนงึ่ เปน ว นั อโุ บสถศ ลี ขึ้น ๑๕ คำ่ แสงจนั ทรากระจางฟ า ในราตรีน้ัน เมื่อสามเณรท้ังสามเจริญวิปัสสนาแล้ว หลวงปู่ มหากัสสปะได้อบรมข้อธรรมเร่ืองทางสายกลาง เม่ือนั้นเอง สามเณรทง้ั สามสำเรจ็ เปน อ รหนั ต ผถู งึ พ รอ มดว ยป ฏสิ มั ภทิ าญ าณ
103 ในช ว งเวลาไลเ ลยี่ กนั โดยส ามเณรรตั นก มุ ารส ำเรจ็ ก อ น ตอ มาม หา กุมารสำเร็จเปนองคที่ ๒ และจุลกุมารสำเร็จเปนองคท่ี ๓ (มหา กุมารแทจริงมีอาวุโสกวาแตสำเร็จเปนองคที่ ๒ เพราะพิจารณา ธรรมนานกวา สำเรจ็ ชากวา จลุ ก มุ ารย่ิงพจิ ารณาธรรมน านกวาจ ึง สำเรจ็ เปนอ งคท ี่ ๓) ขณะนนั้ เหลา กอนเมฆบ นท องฟา ห ลบห ายไปสน้ิ แสงจันทรา กลมโตเต็มดวงสองสวางมายังพื้นปฐพี ไดทรงกลดเปนวงกวาง สองสวางไปทั่วบริเวณ แผนฟาแผนดินสะเทือน เทพเทวดา อนุโมทนาสาธุการนับแสนโกฏิจักรวาล หลังออกพรรษาในปน้ัน หลวงปูมหากัสสปะพรอมคณะสงฆจำนวนหน่ึง จึงไดพาเณรท้ัง สามองคอ อกธ ดุ งคว ตั รเปนค ร้งั แรก ตามรอยบาทพ ระศาสดา ครั้งแรกแหงการธุดงควัตร หลวงปูมหากัสสปะไดพาไปท่ีสวน ลุมพินีวัน อันเปนสถานที่ๆสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาประสูติ และท รงดำเนนิ ยา งพ ระบาท ๗ กา วพรอ มเปลง อาภิสวาจา เม่ือสามเณรท้ัง ๓ มาถึง หลวงปูมหากัสสปะไดยกขอธรรม ข้ึนมาสั่งสอน และใหแยกยายกับเจริญกรรมฐานวิปสสนาอยู ๓ เดอื น จากนั้นทั้งคณะก็ไดจารึกไปยังกรุงกบิลพัสดุ และไดฟงหลวง ปูมหากัสสปะเทศนาบรรยายธรรมแหงสถานที่ตางๆ ของเจาชาย สิทธัตถะ เชน พจิ ารณาปราสาท ๓ ฤดู พจิ ารณาบรเิ วณทเี่ จา ชาย ส ทิ ธตั ถะพ บก บั เทวทตู ท งั้ ๔ พจิ ารณาป ระตเู มอื งท เ่ี จา ชายส ทิ ธตั ถะ
104 เสดจ็ ห นอี อกบ รรพชา เจรญิ ว ปิ ส สนาท บ่ี รเิ วณท ร่ี มิ ฝง แ มน ำ้ อโนม า นที ท่ีเจาชายสทิ ธัตถะต ดั พระเมาลี และออกบวช จากนั้นจาริกไปยังมคธชนบท บรรลุถึงตำบลอุรุเวลา เสนา นิคม ซ่ึงเปนสถานที่บำเพ็ญทุกขกิริยา หลวงปูมหากัสสปะไดพา จารกึ ไปยงั ฝ ง แ มน ำ้ เนรญั ช รา ทรงล อยถ าดเสย่ี งพ ระบ ารมี หลวงป ู มหากัสสปะไดปลุกพญากาฬนาคราชข้ึนมา เพ่ือวิสัชนาธรรมถึง ครั้งท ่พี ระพุทธองคล อยถาดท องเสยี่ งทาย หลวงปูมหากัสสปะไดพาคณะเดินทางตอไปเพื่อเจริญ กรรมฐานยังตนพระศรีมหาโพธิท่ีตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หลวงปูมหากัสสปะไดพาสามเณรทั้งสามจารึกไปยังท่ีตางๆ มากมาย ลวนเปนทีส่ ำคัญย่ิง ทั้งปา อสิ ปิ ตนม ฤคทายวัน ซงึ่ เปน ท่ี แสดงป ฐมเทศนาแกป ญ จวคั คยี วดั เวฬวุ ัน ที่แสดงยมกป าฏหิ ารยิ นครสาวัตถี ใตไมค ณั ฑ ามพพฤกษ (ไมม ะมว ง) สถานที่ป รนิ ิพพาน ของพระพุทธองค ทเี่ มืองกสุ นิ ารา ฯลฯ
105 ตลอดระยะเวลาหลายป หลวงป ูมหากัสสปะไดพาเณรท้ังส าม ออกธดุ งคว ัตร จารกึ ไปยงั เมืองต า งๆ หลวงป ูมหากัสสปะบ ำเพญ็ บารมีมามากสุดประมาณ ไมว า จะไปยงั เมืองใด เหลากษตั ริยข อง แตละเมอื งจะถ วายก ารต อ นรับอยางสมพระเกียรติ ในแตละคร้ังท่ีออกธุดงควัตร ถาถึงชวงเขาพรรษาหลวงปูมหา กัสสปะก็จะพาเณรท้ังสามเขาจำพรรษาตามวัดตางๆ ท่ีกำเนิดขึ้น แตค รงั้ พ ทุ ธกาลเพอ่ื ศ กึ ษาข อ มลู รว มบ รู ณะ หรอื ว างระบบ รากฐาน จัดการส ิ่งต า งๆ เม่ืออ อกพรรษาทา นกไ็ปตอ บา งค รัง้ ก ใ็ หภ กิ ษุอืน่ ตามธดุ งคว ัตรด วย บา งครั้งก็ไปกับเณรทง้ั สามเทาน้นั หลวงปูมหากัสสปะยังไดเคยพาเณรทั้งสามรูปไปกราบพบ พระอรหนั ตท ่ีมีความสำคัญหลายๆ อ งค เพอ่ื ใหเณรทั้งสามรบั ฟง คำสง่ั สอนเทศนา เชน เคยพาเณรท งั้ ส ามไปกราบพบพระอ านนท หลายครั้งห ลายคราว อุปสมบท จนก ระท ง้ั เณรท งั้ ส ามม อี ายคุ รบ ๒๐ ป หลวงป มู หาก สั สปะ จงึ ไดอุปสมบทเปนภิกษุโดยวิธี รับโอวาทธรรม ๓ ประการรับพระ กรรมฐานแ ละธดุ งควตั ร ๑๓ จากห ลวงป มู หากัสสปะ และเณรทั้ง สามรูปไดฉ ายาทางธรรมโดย ๑. รัตนกมุ าร เมือ่ อปุ สมบทเปนภ กิ ษุแ ลว ไดฉ ายาวา พ ระพุทธ รกั ขิต ๒. มหาก ุมาร เมือ่ อ ปุ สมบทเปน ภกิ ษุแลวไดฉายาว าพระธรรม รักขิต
106 และ ๓. จุลกุมารเมื่ออุปสมบทเปนภิกษุแลวไดฉายาวาพระ สังฆรักขติ ชวงท่ีทานท้ังสามอุปสมบทใหมๆ ก็ไดเดินธุดงคไปในเขต ชมภ ทู วปี พมา และจ นี เปน เวลาน านจ งึ ไดก ลบั มา หลงั จากก ลบั มา พระมหากัสสปมีอาการอาพาธหนัก หลวงปูใหญทั้งสามก็ไดเฝา ปรนนิบตั ิรบั ใชพ ระมหากสั สป และป ฏบิ ัตธิ รรม ฟง เทศนา หลวงปมู หากสั สปะเขานิพพาน หลงั พ ทุ ธกาลม าโดยต ลอดเปน เวลา ๔๐ ป หลวงป มู หาก สั สปะ เปนเสมือนสังฆราชาแหงสงฆทั้งหลาย เม่ือหลวงปูมหากัสสปะ อาพาธหนักทานจึงไดเรียกพระภิกษุ ทั้ง ๓ รูป คือ ๑. พระพุทธ รกั ขิต ๒. พระธรรมรกั ขิต ๓. พระส ังฆรักขิต เขา มารบั โอวาทค ร้งั สดุ ทาย และไดมบี ญั ชาใหทา นท้งั ส ามด แู ลพระภกิ ษุ สามเณรตาม อารามท่ัวไป ดูแลพระศาสนาในท่ีตางๆ ใหย ัง่ ยนื สบื ไป โดยทานไดแ บงห นา ทีใ่ หพ ระพุทธรกั ขิต ดูแลส งั ขารของท า นท่ี เขากุกกุฎปาตบรรพต เปนยอดสูงสุดในแถบนั้นอยูเทือกเดียวกับ หมิ าลยั และดแู ลศ าสนาฝายม หายาน (ทานรดู ว ยอรยิ ญาณวิถี วา ศาสนาจ ะแตกออกเปน นกิ ายใหม) และท างช มพูทวีปตอนใต พระธรรมรักขิต และพระสังฆรักขิต ชวยกันดูแลฝายเถรวาท ทงั้ หมด แลว ส่ังสอนต อ ภ กิ ษุทั้งหลายว า อยาป ระมาท อุตสา หพยายาม อยาใหขาดเวลา จงปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา ตัว ทานน นั้ ส ิน้ อายุแลว จะนพิ พาน ณ เพลาเย็นว ันนแี้ ลว
107 อนึ่งเลาพระภิกษุทั้งหลาย จะใครเห็นเราในขณะเมื่อเขาสู พระนพิ พาน จงไปป ระชมุ อยูแทบเชงิ เขากกุ กุฎป าตบรรพตนนั้ เถดิ พระมหาเถระบอกเลาพระสงฆดังนี้แลว จึงจะบิณฑบาต ทานจึง ออกจากเวฬุวน าราม เพ่อื ไปบ ิณฑบาต เขา สูเมอื งราชค ฤห เทีย่ ว บิณฑบาตพ อสมควรแ ลว จึงกลับม าสทู ส่ี ำราญ กระทำภ ัตกิจ เม่ือกระทำภัตกิจเสร็จแลวจึงดำริวา พระเจาอชาตศัตรูมี อุปการะแกทานเปนอันมาก มีศรัทธาบริจาคจตุปจจัยถวาย พระสงฆม ไิ ดข าด เคารพนบนอบในพระรตั นตรัย ชว ยท า นในก าร ปฐมสังคายนา จึงจะไปบอกเลา ใหพระเจาอชาตศัตรูรูกอนจึงจะ สมควร คิดแลวทานจึงเขาไปในเมืองราชคฤห มุงสูหนาพระลาน หลวง เวลาน้ันพระเจาอชาตศัตรูบรรทมอยู ทานจึงไดแจงแกบรรดา อำมาตยท้ังหลายวา ทานประสงคจะมาลาพระเจาอชาตศัตรู เพื่อเขาสูพระนิพพานในเวลาเย็นวันน้ี จากน้ันทานก็กลับสูเวฬุ วนาราม วัตรปฎิบัติสิ่งใดท่ีควรจะกระทำ ทานก็ทำสำเร็จเสร็จส้ิน เรียบรอ ยท กุ ประการ แลวจึงจากเวฬุวันพรอมพระสงฆ์เป็นอันมาก เดินทางไป ยังกุกกุฏบรรพต ไปถึงเมื่อเวลาเย็น แลวทานก็แสดงปาฏิหาริย ตางๆ พรอมเทศนาโปรดมหาชนท้ังปวง ใหลุลวงเขาสูอริยภูมิ เปนอันมาก จากนั้นทานไดอำลาพระสงฆท้ังหลายวา ใหอุตสาหะเจริญ สมณธรรม อยา ป ระมาทในค ำส งั่ สอนข องพ ระบรมศาสดา เราจ ะล า ทา นท ง้ั หลายเขา สพู ระนพิ พานแ ลว จากนนั้ ท า นจ งึ เขา ไปสรู ะหวา ง
108 ภเู ขาท ง้ั ส ามล กู แลว พ ระม หาเถระจ งึ ข น้ึ ส ทู ไ่ี สยาสน เขา สผู ลส มาบตั ิ เมื่อออกจากผลสมาบตั แิ ลว จึงต ั้งอธษิ ฐานไววา ทา นเขา สนู พิ พานแ ลว เมอ่ื ใด ภเู ขาท ง้ั ส ามล กู น จ้ี งม าป ระชมุ ก นั เปนล กู เดียว ใหป รากฏเปนหอ งหบั อ ยูภ ายในภผู า อุปมาดงั ห องท่ี ไสยาสน เม่ือพระมหาเถระอธิษฐานแลว จึงเอนองคลงเหนือแทนท่ี ไสยาสนโดยบูรพเบ้ืองทักขิณา ลำดับหัตถบาทเปนระเบียบ บาย พระเศียรสูอุดรทิศา ก็ดับเบญจขันธ เขาสูพระอมตมหานิพพาน สูญสิ้นทั้งวิบากขันธและกรรมมัชรูปไมเหลือ มิไดสืบตอรูปกายให ปรากฏในภพหนา ก็ปรากฏชอื่ วา อนุปาท เิ สสปรินพิ พาน บพุ กรรมเก่ยี วเน่อื งก บั พระศ รีอ าริยเมตไตรย หลวงป มู หาก สั สปะแ มไ ดน พิ พานแ ลว แตส รรี ะส งั ขารข องท า น ยังคงไว เพ่ือรอสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งเปนพระพุทธเจา องคตอไป มาตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แลวนำพระศพ พระมหากัสสปมาเผาบ นฝ ามอื ทา น ดว ยเตโชกสนิ (กสินไฟ) จงึ จะ ทำลายสรีระสังขารข องหลวงป มู หาก ัสสปะอยา งสมบรู ณ ดังนั้น ขณะนี้ระหวางรอสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย พระ พุทธรกั ขิตมีหน้าท่ีดแู ลสังขารของทา นไปจนส น้ิ พ ุทธกาลน้กี อ น มูลเหตุท่ีหลวงปูมหากัสสปะกับพระศรีอาริยเมตไตรย เก่ยี วเนือ่ งกันค อื ชาติหนึ่งพระโพธิสัตวทรงบังเกิดเปนมนุษยตระกูลกษัตริย ท่ี นครส ริ มิ ด ี ทรงพ ระนามวา พระเจา ส ตั ตตุ าปน ะ ทรงม พี ระราชสมบตั ิ
109 เพยี บพรอ ม แวดลอ มด ว ยข า ราชบ รพิ ารท จ่ี งรกั ภกั ดี ทรงค รองราชย ดว ยทศพธิ ราชธรรม ประชาราษฎรอ ยรู ม เยน็ เปนสขุ โดยทัว่ หนา พระเจาสัตตุตาปนะโปรดการประพาสคลองชางเปนอยางย่ิง วันหนึ่งทรงทราบขาวเรื่องมีชางเผือก จึงเสด็จไปคลองไดมาโดย ไมย าก โปรดใหน ำมาข น้ึ ระวางเปน ช า งม งคลค ชสาร ทรงม รี บั ส งั่ ให นายหัตถาจารย (ควาญชา งผ ูเชย่ี วชาญต ำราคชเวท) ฝกหัดใหช า ง เช่ือง ชำนาญพธิ ใีชง านไดอยา งด ีภายใน ๗ วนั พอวนั ที่ ๘ พระองคทรงป ระทบั บ นห ลงั ช างมงคลคชสารเสด็จ ชมเมอื งจ นถ ึงเวลาเย็น ทรงส ดับข าวว า ในราตรีกอนมชี างปา โขลง ใหญบกุ เขา ทำลายอ ทุ ยานพ งั ยับเยิน จงึ ทรงช างไปท อดพระเนตร ทันทีที่เขาเขตพระราชอุทยาน ชางมงคลคชสารของพระองค ซงึ่ เยอ้ื งยางเปน สงา อยางด กี พ็ ลนั มอี าการเปลย่ี นแ ปรไป สลัดน าย หัตถาจารยตกลง แลวตั้งหนาว่ิงเตลิดเขาปา แมพระราชาจะทรง ลงทัณฑโดยพระขอค มกริบเพือ่ บ ังคบั ชางทรงกไ็ มเ กรงกลัว ยังคง
110 วิง่ ตะลยุ ฝา ดงไมไ มค ิดชวี ติ พระเจาสัตตุตาปนะ ทรงเห็นวาพระองคอาจถูกกิ่งไมทำ อันตรายถึงแกพระชนมชีพจึงทรงควาก่ิงมะเดื่อ โหนพระวรกาย ขนึ้ ป ระทบั อ ยบู นก ง่ิ ไมพ น อนั ตรายในค รงั้ ก ระนน้ั จงึ ท รงพ โิ รธอ ยา ง มาก เม่ือทรงซักถามนายหัตถาจารยถึงสาเหตุ นายหัตถาจารย กราบทูลวา เปนเพราะชางมงคลคชสารได้กลิ่นนางช้างที่ราวป่า ด้วยอำนาจมนต์ (ราคะ) ดำก ฤษณา จงึ เกิดมัวเมาดว ยไฟราคะ ลมื สน้ิ ท กุ สงิ่ ท กุ อยา งแ มแ ตค วามเจบ็ ปวดจ ากข อสบั เมอื่ ไดพ บน างช า ง และเสพสงั วาสเสรจ็ ก จิ ต ามป ระสงคแ ลว จะเชอ่ื งแ ละก ลบั มาอ ยใู น อำนาจม นตต ามเดมิ เหตุการณเปนไปตามที่นายหัตถาจารยกราบทูล ในวันถัดมา ชางมงคลคชสารก็กลับมานายหัตถาจารยทูลวา “ข้ึนชื่อวามนต ดำกฤษณานี้ ยอมมีค มเฉียบแหลมย ่ิง เกนิ ก วา คมแ หงพระแสงขอ เปนรอยเทาพันทวี อนึ่ง ถาจะวาขางรอนเลา ขึ้นชื่อวารอนแหง เพลงิ คือมนตด ำก ฤษณาน ้ี ยอ มรอนรุมอ ยูในท รวงข องสตั วอ ยาง เหลือลน ยิง่ กวาความรอ นแ หงเพลงิ ตามปกติเปน ไหนๆ อน่งึ ถา จะว า ไปข า งเปน พษิ เลา ขนึ้ ช อื่ วา พ ษิ ค อื ม นตด ำก ฤษณาน ี้ ยอ มม พี ษิ ซึมซาบฉุนเฉียวเรี่ยวแรงรวดเร็วยิ่ง เกินกวาพิษแหงจตุรพิธภุชงค คอื พษิ แ หง พ ญาน าคราชท งั้ ส ชี่ าติ สตี่ ระกลู เปน ไหนๆ เพราะเหตนุ ้ี พระองคจึงมิสามารถหยุดย้ังด วยกำลงั พระแสงขอได พระเจา ขา !” “แลวไฉนพญาคชสารน้ี จึงกลับมาโดยลำพังใจของตนเอง” พระราชาท รงถ ามข น้ึ ห ลงั จากทฟี่ ง น ายห ตั ถาจารยอ ธบิ ายเปน เวลา
111 นาน ‘การท พ่ี ญาค ชสารก ลบั มาในค รงั้ นี้ ใชว า จ ะม าโดยเจตนาก ห็ าไม แตเปน เพราะก ำลังอำนาจ มนตรามหาโอสถของข าพระพทุ ธเจา” เมื่อทรงสดับดังน้ันแลว พระองคจึงตรัสสั่งใหนายหัตถาจารย แสดงกำลังมนตรามหาโอสถใหทรงทอดพระเนตร สวนนาย หัตถาจารยก็ไดใหบริวารไปนำเอากอนเหล็กกอนใหญมา แลวให ชา งทองเอาใสเตาสูบ เผาด วยเพลงิ ใหก อ นเหลก็ นน้ั สกุ แดงแลวจึง เอาคีมคีบออกจากเตา เรียกชางมงคลคชสารเขามาแลวรายมนต พลางบังคบั ใหคชสารจบั เอาก อนเหลก็ แดงนั้นดว ยค ำก ำชบั สงั่ วา่ “ดกู รพ ญาน าคนิ ทรผ ปู ระเสรฐิ จงห ยบิ เอาก อ นเหลก็ น น้ั ณ บดั นี้ แมน เรายังไมไ ดบ อกใหวาง ทานจงอ ยาไดว างเลยเปน อันขาด” ครัน้ ช างมงคลคชสารไดฟงคำส งั่ บ งั คับ กย็ นื่ งวงออกมาจ บั เอา กอ นเหลก็ ท ล่ี กุ เปน ไฟ แมว า จ ะรอ นงวงเหลอื หลายจ นงวงไหมเ ปน เปลวควนั ข ึ้นก็ดี ก็ไมอ าจจะท ้ิงก อ นเหลก็ นั้นเสียไดด ว ยก ลัวตออ ำ นาจมนตราของนายหัตถาจารยเปนกำลัง เม่ือพระราชาทอดพระเนตรเห็นงวงชางมงคลคชสารถูกเพลิง ไหมเชนนั้น ก็ทรงสงสารเวทนาและเกรงชางมงคลคชสารจะถึงแก ความตาย จึงดำรัสสั่งใหนายหัตถาจารยบอกใหชางมงคลคชสาร ท้ิงกอนเหลก็ นนั้ เสยี ทรงหวนคิดถึงอำนาจมนตดำกฤษณาของชางมงคลคชสาร พรอ มกบั ค ำช กั อ ปุ มาอ ธบิ ายข องน ายห ตั ถาจารย ทรงย งิ่ ส งั เวชในใจ หนกั หนา จึงเปลง ส งั เวชเวทวี า “โอหนอ...นาสมเพชหนักหนา ดวยฝูงสัตวมาติดตองของขัด
112 อยดู ว ยมนตด ำก ฤษณา อันม ีพิษพ ลิ กึ นาสะพรงึ กลัวรา ยกาจย่งิ นัก ราคะ คือความกำหนัดนี้ ยอมมีมหันตโทษมหาศาล เพราะเพลิง ราคะมีกำลังหยาบชากลาแข็ง รอนรุมสุมทรวงสัตวท้ังหลายอยู อยา งน้ี สตั วท ั้งหลายจึงต องถกู ก เิ ลสราคะย ำ่ ยีบ ีฑา นำทุกขมาทมุ ถมใหจ มอยใู นอ ูแอง อ า วโลกโอฆสงสารไมมีวันสน้ิ สุดลงได เพราะราคะกิเลสนี้แล สัตวท้ังหลายจึงตองไปตกหมกไหมอยู ในมหานรกท้ังแปดขุม และสัตวท้ังหลายบางหมูตองไปเกิดอยูใน กำเนดิ เดยี รจั ฉาน สตั วท ัง้ หลายต องบ ายหนา ไปสอู บายภูมิ ก็เพราะมนตดำกฤษณานี้เปนประการสำคัญ สัตวท้ังหลาย ที่เบียดเบียนบีฑาซึ่งกันและกัน ก็เพราะอำนาจมนตดำกฤษณา ทำใหตองระทมตรมทุกขถึงซึ่งความพินาศนานับประการ ไมเวน แมแ ตบ ตุ รธดิ า มารดาบ ดิ า ภรรยาส ามที ร่ี กั เปน ห นกั หนา กย็ งั ต อ ง เบยี ดเบยี นบีฑาฆ าก ันเพราะอ ำนาจดำน้ีม านักตอนกั มใิ ยถ งึ ค นอ นื่ ท ม่ี ใิ ชญ าตเิ ลา กย็ ง่ิ ฆ า ก นั เปน ม อี ำนาจด ำก ฤษณา นเ้ี ปน เหตพุ น้ื ฐาน บางค รายอ มจ า ยท รพั ยส นิ ไปในทางไรป ระโยชน
113 บางทียอมเสื่อมจากยศและเกียรติคุณ บางทียอมประกอบกรรม อกุศลทำใหสิ้นสุข และเมื่อจิตใจเบือนจากกุศลยอมไปสูทุคติภพ บางทีใหลุอำนาจแก ความโลภ โกรธ หลง จนตองเจริญโทษทุก ภพทุกชาติท่ีเกิด ใหถือกำเนิดในอบายภูมิทั้งส่ี เพียงเทานี้ก็หาไม บางครายอมทำตนใหพินาศจากศีลสมาทาน บางกาลทำใหคน เสื่อมจ ากฌ านภาวนาสมาธิจิตเปน นจิ กาล ราคะก เิ ลสจ งึ เปน เหตใุ หเ กดิ ท กุ ขม หนั ตโทษใหเ สวยท กุ ขเวทนา เปน เหตุใหส ัตวท ัง้ หลายตอ งม ีค วามเศราหมองต า งๆ มากมาย” เมื่อตรัสเชนน้ันแลว ก็มอบรางวัลใหแกนายหัตถาจารยเปน อันมาก แลวคำนึงในพระราชหฤทัยวา “สัตวท้ังหลายในโลกนี้จัก พนจากอำนาจมนตดำกฤษณาอันเปนทุกขภัยในวัฏฏะนี้ไดดวย ประการใด?” แลว จงึ เหน็ แ จง ในพ ระราชห ฤทยั ว า ธรรมท งั้ หลายอ น่ื น อกจาก “พุทธกรณธรรม” แลวก็ไมเห็นวาส่ิงอื่นจะเปล้ืองตนใหพนจาก วัฏสงสารได ดังน้ัน พระองคจึงหยั่งพระราชหฤทัยลงเท่ียงแทถือเอา “พระพทุ ธภูมิ” ปณธิ านวา “เราไดต รสั รซู งึ่ พ ระโพธญิ าณแ ลว กจ็ กั ท ำส ตั วท ง้ั หลายใหร ดู ว ย เราพนจากท ุกขใ นว ฏั สงสารเมอื่ ใด กจ็ กั ทำส ัตวท้งั หลายใหพน จาก ทุกขในวฏั สงสารเม่อื น้ันดวย” คร้ันทรงกระทำปณิธานปรารถนาเฉพาะพระพุทธภูมิในพระ ราชหฤทัยดวยประการฉะนั้นแลว ก็ทรงสละราชสมบัติ ดำรงเพศ เปน พ ระด าบสบ ำเพญ็ พรต ป ฏบิ ตั ชิ อบอ ยตู ราบส นิ้ อายขุ ยั แ ลว ก ไ็ ด
114 ขนึ้ ไปบังเกิดในสวรรคเ์ ทวโลก เสวยสขุ อยสู่ น้ิ กาลนาน - พระเจาส ตั ตตุ าปนะ คอื พระสมณ โคด มสมั มาสมั พ ุทธเจา - ชา งมงคลคชสาร คือ หลวงป ูมหากัสสปเถระเจา - นายหตั ถาจารยควา - ชาง คือ พระศรอี ารยิ เมตไตรยสมั มาสมั พ ทุ ธเจา ผลจากการกระทำในชาติน้ี นำไปสูบุพกรรมระหวางนาย หัตถาจารย และชางม งคลค ชสาร จึงรอก ารต รสั รูข องพระศรอี าริย เมตไตรยสมั มาสัมพทุ ธเจาดวยเหตุนี้ สงั คายนา หลวงปูใหญทั้งสาม ๑. พระพุทธรักขิต ๒. พระธรรมรักขิต ๓. พระส งั ฆรกั ขติ ไดป ฏบิ ตั หิ นา ทต่ี า งๆ ต ามทไี่ ดร บั ม อบหมายม า โดยต ลอด ทา นเปน กำลงั ส ำคญั ในก ารท ำส งั คายนาพ ระไตรปฎ กใน ทุกๆครัง้ ตง้ั แตการส ังคายนาครงั้ ท ส่ี อง เมืองเวสาลี สถานท่ีทำทุตยิ ส ังคายนา การทำสังคายนาค รง้ั ทส่ี องเกดิ ขน้ึ เมื่อ พ.ศ.๑๐๐ ทว่ี าลิการาม เมอื งเวส าลี แควน ว ชั ช ี ประเทศอ นิ เดยี โดยม พี ระย สกากณั ฑกบ ตุ ร เปน ผ ชู ักชวน พระเถระผ ใู หญท เี่ ขา รว มท ำส งั คายนาค รง้ั นไ้ี ดแ ก พระสพั พ กาม ี พระสาฬหะ พระข ชุ ชโสภิตะ พระว าสภคามกิ ะ (ท้งั ส ่รีูปน้ีเปนชาว ปาจีนกะ) พระเรวตะ พระสัมภูตะ สาณวาสี พระยสะ กากัณฑก บุตร และพระสุมนะ (ทั้งส่ีรูปน้ีเปนชาวปาฐา) ในการนี้พระเรวตะ
115 ทำหนาท่เีปนประธานผูคอยซักถาม และพ ระสพั พ กาม เี ปน ผนู ำใน การวสิ ัชนาขอว ินยั การทำสังคายนาคร้ังน้ีมีพระสงฆมาประชุมรวมกัน ๗๐๐ รูป ดำเนินการอยูเปน เวลา ๘ เดือน จึงเสรจ็ สิ้น ขอปรารภในการทำสังคายนาครั้งน้ีเกิดข้ึนเม่ือ พระยสะกา กัณฑกบตุ ร พบเหน็ ข อปฏบิ ัติย อ หยอ น ๑๐ ประการท างพระว ินยั ของภกิ ษุว ชั ชีบุตร เชน ควรเก็บเกลือไวใ นเขาสัตวเ พอ่ื รับประทาน ได ควรฉันอาหารย ามวกิ าลได ควรรับเงินทองได เปน ตน พระยสะกากัณฑกบุตร จึงชวนพระเถระตางๆ ใหชวยกัน วินจิ ฉยั แกค วามถอื ผดิ ครั้งน้ี การสงั คายนาค ร้งั ท่ีสาม การท ำส งั คายนาค รงั้ ท ส่ี ามเกดิ ขน้ึ เมอื่ พ.ศ. ๒๓๔ ทอี่ โศการาม กรุงปาฏลีบุตร แควนมคธ ประเทศอินเดีย โดยมีพระโมคคลีบุตร ตสิ สเถระ เปน ป ระธาน การท ำส งั คายนาค รงั้ นมี้ พี ระสงฆม าป ระชมุ รวมกัน ๑,๐๐๐ รปู ดำเนนิ การอ ยูเ ปนเวลา ๙ เดอื น จงึ เสรจ็ สน้ิ ขอปรารภในการทำสังคายนาคร้ังนี้เกิดขึ้นเม่ือพวกเดียรถีย หรือนักบวชศาสนาอื่นมาปลอมบวช แลวแสดงลัทธิศาสนาและ ความเห็นของตนวาเปนพระพุทธศาสนา พระโมคคลีบุตรติสส เถระ จึงไดขอความอุปถัมภจากพระเจาอโศกมหาราชสังคายนา พระธรรมวินัย เพื่อกำจดั ค วามเหน็ ของพวกเดียรถียออกไป ในการทำสังคายนาคร้ังนี้ พระโมคคลีบุตรติสสเถระ ไดแตง คมั ภรี ก ถาว ตั ถุ ซง่ึ เปน ค มั ภรี ห นง่ึ ในพ ระอ ภธิ รรมไวด ว ย และเมอ่ื ท ำ
116 สงั คายนาเสรจ็ แ ลว กม็ กี ารสงค ณะทตู ไปประกาศพ ระพุทธศาสนา ในประเทศต างๆ การสงั คายนาค ร้ังท ี่สี่ การท ำส งั คายนาค รงั้ นเ้ี กดิ ขน้ึ เมอื่ พ.ศ. ๔๖๐ ทอี่ าโลกเลณ ส ถาน มตเลชนบท ประเทศศรลี งั กา โดยมพี ระรกั ขติ มหาเถระเปน็ ประธาน การทำสังคายนาคร้ังนี้ เพ่ือตองการจารึกพระพุทธวัจนะใหเปน ลายลักษณอกั ษร ในก ารส งั คายนาท กุ ครงั้ หลวงป ใู หญท ง้ั ส ามอ งคจ ะม สี ว นสำคญั ในการรวมทำสังคายนามาโดยตลอด ในสวนมากทานท้ังสามก็ จะถือธุดงคจารึกไปดวยกันท้ังสามรูป เพื่อเจริญวิปสสนา และ โปรดสตั วตามสมควร และในหลายๆ ครั้ง ทานทั้งสามก็ไดแยกกันไปเผยแพร พระพทุ ธศาสนา หากท า นท ราบโดยอ รยิ ญ าณว ถิ ี วา ผ ใู ดม วี าสนาจ ะ ไดบ รรลธุ รรม ทา นก จ็ ะไปโปรดผ นู นั้ และเมอื่ ท า นไปโปรดบ คุ คลใน พน้ื ท ใี่ ดๆ เมอื่ ค นเหลา นน้ั ม ศี กั ยภาพพ อท า นก จ็ ะใหบ คุ คลเหลา นน้ั ดูแลพระศาสนาในพื้นที่ของตน เปนการบมเพาะเมล็ดพันธทาง ศาสนา ใหแผกิ่งกานสาขาเกิดรมเงาใหไดเปนท่ีพึ่งพิงแหงหมูชน แลวทา นก็จะธ ุดงคไปยงั ท ่ีอน่ื ๆตอ ไป หลวงปูใหญทั้งสามไดมีความวิริยะ อุตสาหะ เผยแพรพระ ศาสนาอ ยา งเตม็ กำลงั ค วามส ามารถ ทา นไดด ำรใิ หห มชู นท ง้ั หลาย รวมกลุมสรางเมืองขึ้นในหลายๆ เมือง เพื่อจะเปนศูนยกลางใน การเผยแพรพ ระศาสนาในแตล ะพน้ื ที่ โดยแตล ะท ีก่ ็เกดิ ขน้ึ ต้งั อยู
117 ดบั ไปตามก ฎแ หง ไตรลกั ษณ มกี ารอ พยพล ะทง้ิ ถ นิ่ ฐานก นั ในแ ตล ะ ยคุ สมยั เพราะภ ยั ส งครามบ า ง ภยั ธ รรมชาตบิ า ง แตห ลวงป ทู งั้ ส าม ทา น กไ็ มย อ ทอ ต อ อ ปุ สรรค ทา นก เ็ ผยแพรพ ระธรรมค ำส งั่ สอนข อง สมเด็จพระส มั มาสมั พ ุทธเจา เต็มกำลงั เต็มบ ารมีของทา น ในย ุคหลงั ๆ ตง้ั แต พ.ศ.๑๕๐๐ ปล ว งม าหลวงป ูใ หญท ง้ั สาม จึงไดแยกยายกันไปเผยแผพระศาสนา มีลูกศิษยมากมาย แบง เปน สายพระธรรมทูตหลายสาย จนเปนคณะธ รรมท ตู แลวในชวงหลังนี้ เคยมีผูไดประสบพบเจอหลวงปูใหญ แลว มีการกลาววา หลวงปูใหญมี ๓๖ องค ซ่ึงก็คือสายพระธรรมทูต ซึ่งเปนลูกศิษยของหลวงปูใหญทั้งสามคือ ๑. พระพุทธรักขิต ๒. พระธรรมรกั ขติ ๓. พระส ังฆรกั ขติ น้เีอง ไดม กี ารช มุ นมุ เหลา ล กู ศษิ ยอ ยเู สมอ เพอื่ ท หี่ ลวงป ใู หญท ง้ั ส าม จะไดอบรมสั่งสอนขอวัตรปฏิบัติเพ่ิมเติม และมอบหมายหนาที่ ตอ ไป ชวงระยะหลังมานี้เมื่อบานเมืองมีความเจริญขึ้นมาก และ
118 หลวงปูใหญท้ังสามทานไดเห็นวา ศาสนาต้ังม่ันเจริญอยูได พอสมควร หลวงปูพระพุทธรักขิตทานจึงไดไปจำพรรษาที่แถบ ชมพทู วปี เพอ่ื ด แู ลพ ระส รรี ะส งั ขารข องพ ระมหากสั สป ทา นไดเ ปน ผดู แู ลพ ทุ ธศาสนาฝ า ยม หายาน ตลอดจนพ ระศาสนาท างช มพทู วปี ตอนใต สวนหลวงปูพระธรรมรักขิต ทานไดยายมาจำพรรษาที่ภูเขา ควายนอย เขตเมอื งเวียงจันทร ประเทศลาว (หลวงปูต นบ ญุ สมัย ท่ีทานบรรพชาเปนสามเณร ทานไดถวายการรับใชหลวงปูใหญ พระธรรมรกั ขิต ท่ภี ูเขาควายนเี้ ปน เวลาเกือบ ๓ ป) และหลวงปูพระสังฆรักขิต ทานไดมาจำพรรษาอยูท่ีเขาพิลาศ โรงธรรม ในดงพญาไฟ (ในหมูลูกศิษยของหลวงปูใหญทั้งสาม จะเรียกลูกศิษยของพระสังฆรักขิตท่ีดงพญาไฟนี้วา “ศิษยในดง”) ปจจุบันคือเขตรอยตอของ อ.ปากชอง จ.นครราชสีมา (ปจจุบัน ทางราชการเปล่ียนช ่ือเปนด งพญาเย็นแลว) โดยหลวงปใู หญท ง้ั สององคช วยกนั ดูแลฝ า ยเถรวาทท้ังหมด หลวงปูใหญทงั้ สามไดบ ำเพ็ญกรณียกิจ เพ่อื ความเจริญมน่ั คง แหง พ ระศาสนาแ ละส งเคราะหเ หลา ม หาชนท ง้ั หลาย โดยไมย อ ทอ ตอ อ ปุ สรรคต า งๆ และด ว ยจ ติ ใจท แี่ นว แนม นั่ คง เพอ่ื น ำค วามย งั่ ยนื มัน่ คง ในพ ระพทุ ธศาสนาใหบ งั เกิดขึ้นในภายภ าคหนา สบื ไป.
119 ยินดีในทุกข์ ยามใดท่เี ธอยินดีในความทกุ ขท์ เ่ี กดิ ขึ้น ยามน้นั ปัญญาของเธอกำลงั เบง่ บาน จงยมิ้ รับกบั ทกุ ขท์ ่ีเกดิ ข้ึน เพราะน่นั คอื เส้นชยั ของเธอ ทุกขม์ ิได้มใี ห้วิตก ทุกข์ทง้ั หลายทีม่ ี ก็เพยี งเพ่อื ให้เกิดปัญญา จิตทีเ่ ร่ารอ้ นด้วยความโง่เขลา ยอ่ มเปน็ เหย่อื ของมจั จรุ าช
120 รูปตนแบบบุษบกพ ระสเิ นรรุ าช
121 บุษบกพระสเิ นรุราช วดั ป า ท งุ ก ลุ าเฉลมิ ร าชไดจ ดั ส รา งบ ษุ บกพ ระส เิ นรรุ าช เพอ่ื ใชเ ปน บ ษุ บกส ำหรบั ป ระดษิ ฐานพ ระบรมสารรี กิ ธาตทุ บ่ี รรจอุ ยู ในผอบทองคำ ภายในพระมหาธาตเุ จดยี ศรีทศพลญาณเฉลมิ ราชชยั ม งคล บุษบกนี้สรางโดยจำลองรูปแบบของเขาพระสิเนรุ (สันสกฤต) หรือเขาพระสุเมรุ (บาลี) ซ่ึงเปนแกนกลางของจักรวาลและเปน ท่ีต้ังของสวรรคช้ันตางๆ ข้ึนไปจนถึงชั้นที่เปนธรรมของจักรวาล ซ่ึงบ ษุ บกจะประดษิ ฐานอยบู นย อดข องเขาพระสเิ นรุ เพ่ือเปนการ รำลกึ แ ละบ ชู าค ณุ ข องพ ระพทุ ธเจา ซ ง่ึ ถ อื เปน มงคลส งู สดุ ในจ กั รวาล และเปน การบ ชู าค ณุ ข องธ รรมะท พี่ ระพทุ ธองคไ ดต รสั รแู ละส ง่ั สอน ซง่ึ ถ อื เปน แ กนห ลกั ข องจ กั รวาลท ท่ี ำใหโ ลกน มี้ คี วามม นั่ คงด ำรงคอ ยู ไดดวยธรรมของพระองค บษุ บกพ ระส เิ นรรุ าชท ที่ างว ดั จ ดั ส รา งในค รง้ั นี้ มคี วามส งู ๒๙๒ เซนติเมตร หลอดวยทองเหลือง โดยสวนยอดของบุษบกนั้นหลอ ดว ยทองคำแ ละเงินบรสิ ทุ ธิ์
122 ประวัติเขาพ ระสุเมรุ พระสเิ นรุ (Sineru) หรอื เขาพระส เุ มรุ (Sumeru) ตามค วามเชอื่ ในเรอ่ื งพ ทุ ธจ กั รวาลน นั้ จกั รวาลม โี ครงสรา งเปน ทรงกลมซ งึ่ ม เี ขาพ ระส เุ มรเุ ปน แ กนกลาง จงึ ก ลา วไดว า เขาพ ระส เุ มรุ เปน ภ เู ขาท เี่ ปน หลกั ข องโลกแ ละเปน แ กนกลางข องจ กั รวาล โดยใน ตำนานการกำเนิดของเขาพระสุเมรุน้ัน พระศิวะมีพระประสงคจะ ประดษิ ฐานภ เู ขาใหญใ หเ ปน หลกั ข องโลก พระองคจ งึ ท รงเอา พระ จฑุ ามณี (ปน ปก ผม) ปก ล งท ใ่ี จกลางข องจ กั รวาล แลว บ นั ดาลใหเ ปน เขาพ ระส เุ มรุ หลงั จากนนั้ จ งึ ท รงเอาส งั วาลยม าว นรอบเขาพ ระส เุ มรุ ๗ รอบ แลว บนั ดาลใหเ ปน เทอื กเขา ๗ ทวิ เรียกวา สัตบริภัณฑครี ี เพ่ือใหเปน ที่สถิตยของทวยเทพท ั้งหลายในจ กั รวาล
123 ตามตำนานเขาพระสุเมรนุ ี้ลอยสูงจากพื้นนำ้ ๘๔,๐๐๐ โยชน โดยมีเขา ๓ ลูกรองรับเปนฐานอยูขางใตเรียกวา ตรีกูฏ (สามเสา หรือสามยอด) และมีเทือกเขาลอมรอบเขาพระสุเมรุ ๗ ทิว รวม เรยี กวา สตั ตบริภัณ ฑคีรี ซึง่ ป ระกอบไปด ว ย ๑. ทิวเขายุคนธร เปนคันขอบของเขาพระสุเมรุ และเปนท่ี ทรงไวของพ ระอาทิตย และพ ระจันทร ๒. ทิวเขาก รวกิ เปนท ี่อยขู องนก “กรวิก” ๓. ทิวเขาอสิ นิ ธร เปนทพิ ยพ ิมานของม หิทสรเทวบตุ ร ๔. ทวิ เขาสทุ ศั นะ เปน ที่เกดิ ของท ิพยโอสถ วานย าวเิ ศษ ๕. ทิวเขาเนมินธร เปนท่ีเกิดของปทุมชาติขนาดใหญเทากง รถและกงเกวียน
124 ๖. ทวิ เขาวนิ ันตกะ เปนท ่ีอยขู องมารดาพญาครุฑ ๗. ทวิ เขาอ ัสสกณั ณ ะ เปนที่เกิดของไมก ำยาน ระหวางเทือกเขาแตละทิวจะถูกสลับคั่นดวยแมน้ำสีทันดรทั้ง เจ็ด รวมเรียกวา “มหานทีสีทันดร” และถัดจากเขาอัสสกัณณะ ซ่ึงมีความสูงนอยท่ีสุดออกมาเปนทะเลน้ำเค็ม ที่เรียกวา “โลณ สมุทร” ซ่ึงที่สุดขอบของโลณสมุทรจะมีภูเขาเหล็กก้ันไว เรียกวา ขอบจกั รวาล พน ไปจากน้นี อกน้ันเปน เขตน อกขอบจกั รวาล ซ่ึงโล ณสมุทรรอบเขาพ ระสุเมรใุ นท ศิ ต างๆ คอื เหนอื ใต ออก ตก กจ็ ะ มีล ักษณะแ ละรายละเอียดท ่ีแ ตกตางกนั ไป
125 ชมพูทวีป คืออินเดีย อยูตอนใตเขาพระส ุเมรุ รูปเหมือนเกวียน มีต นไมห วาม าก ทศิ เหนอื ม ีม หาสมทุ ร ชอื่ - ปตสาคร มนี ำ้ ส ีเหลอื ง ทศิ ตะวนั ตกม มี หาสมทุ รช อื่ - ผลกิ ส าคร มนี ำ้ ใสสะอาดเหมอื น แกวผลึก ทิศตะวันออกมีมหาสมุทรช่ือ - ขีรสาคร เกษียรสมุทร น้ำ สขี าว และทศิ ใตม ีม หาสมทุ รช ่อื - นลิ ส าคร มีนำ้ สีเขยี ว ซึ่งในแตละมหาสมุทรก็มีทวีปและเกาะซ่ึงอยูตรงทิศท้ังส่ีของ เขาพ ระสุเมรุดว ยคอื อตุ รกรุ ทุ วปี อยเู หนอื ข องภ เู ขาพ ระส เุ มรุ มพี นื้ ทเ่ี ปน รปู ส เ่ี หลยี่ ม เน้อื ทก่ี วาง ๘,๐๐๐ โยชน เปนท ีร่ าบ มตี น ไมนานาชนดิ คนรปู ราง งาม ในแผน ดินอ ตุ รกุรมุ ตี น กลั ปพฤกษต น ห นึง่ ถาอยากไดอะไร ก็ ไปนึกเอาท ตี่ น กัลปพฤกษ
126 ชมพทู วปี คอื อ นิ เดยี อ ยตุ อนใตเ ขาพ ระส เุ มรุ รปู เหมอื นเกวยี น มตี น ไมห วา ม าก ในท วปี น ้ี ดา นต ะวนั ออกม ตี น ชมพ ู (บา งก เ็ รยี กไม หวา ) สงู ๑๐๐๐ โยชน กวา งโดยรอบ ๑๐๐๐ โยชน นำ้ ข องช มพไู หล ลงมาเปน แ มน ำ้ ส ทู ศิ ตะวนั ตก เปน นำ้ ก ายสทิ ธ์ิ ถกู ส ง่ิ ใดส งิ่ น น้ั ก ลาย เปนสีทอง มีนามวา พังครนที เปนน้ำไหล ลงมาเปนแมน้ำชมพู ประชาชนใชน ำ้ น กี้ นิ ไมเ กดิ ดรคภ ยั ไขเ จบ็ ไมม กี ลน่ิ ตวั ไมร สุ กึ เหนอ่ื ย และไมช รา น้ำลาดด นิ สองขา งฝ ง ไดร บั โอชะดดู น้ำชมพูไวต องล ม โชยงวดเปน ท อง เรยี กวา ทองช มพนู ชุ ซง่ึ พ วกน กั สทิ ธเ์ิ อาไปท ำเปน เคร่อื งป ระดบั ป พุ พวเิ ทหะ ตงั้ อยทู างต ะวนั ออกข องเขาพ ระส เุ มรุ มรี ปู เหมอื น
127 พระจนั ทรเ ตม็ ดวง เนอ้ื ทก่ี วา ง ๗๐๐๐ โยชน มเี กาะ ๔๐๐ เกาะ คน หนากลมเหมอื นดวงจันทร อมรโคย าน ตงั้ อยทู างตะวันตกข องเขาพระส เุ มรุ มรี ปู เหมอื น พระจนั ทร ครงึ่ ซกี เปน แผน ดนิ ก วา ง ๙๐๐๐ โยชน ประกอบดว ย เกาะ และแ มน ำ้ ใหญน อ ย มไี มก ระทมุ ป ระจำท วปี น ี้ คนห นา เหมอื น ดงั่ เดือนแ รม จมกู โดง คางแหลม ที่ยอดเขาพ ระส เุ มรุน้นั เปน ทีต่ ้ังข องส วรรคช ้ันด าวดึงส ซ่ึงเปน สวรรคชนั้ ท่ี ๒ จากส วรรคท ้งั ๖ ชั้น โดยในส วรรคช ้ันนม้ี นี ครไตร ตรึงสซึ่งเปนเมืองของพระอินทร อยูใจกลางสวรรค และนอกจาก นครไตรต รงึ สแ ลว ในส วรรคช น้ั น ย้ี งั มเี มอื งอ กี ๓๒ เมอื งอ ยรู อบน คร ไตรต รงึ ส โดยต ง้ั อยทู ศิ ล ะ ๘ เมอื งซ ง่ึ ม เี ทวดา ๓๒ องคเ ปน ผ คู รอง เมืองแ ตล ะเมอื ง สวรรคท ั้ง ๖ ชั้นที่กลาวมาไดแก ๑. สวรรคชั้นจตุมหาราชิก อยูต่ำกวายอดเขาพระสุเมรุ ๔๖,๐๐๐ โยชน โดยสวรรคช้ันนี้เปนที่อยูของทาวจตุโลกบาลทั้ง ๔ อนั ไดแ ก “ทาวกุเวร” หรือบางทีเรียก วา ทาวเวสสุวรรณ รักษาทาง ทศิ อุดร มีพวกย กั ษเ ปน บ รวิ าร “ทาวธ ตรฐ” รักษาท างทศิ บูรพา มีพวกค นธรรพเ ปน บรวิ าร
128 สวรรคชั้นดาวดึงส มี วิมานอ ยูบ นเขาพระสุเมรุ มีพระอินทรเปนใหญ “ทา วว ริ ฬุ หก” รกั ษาท างท ศิ ทกั ษณิ มี พวก มุ ภณั ฑ (อสรู จ ำพวก หนง่ึ ) เปน บริวาร “ทาววริ ุฬป กษ” รักษาท างทิศประจิม มีฝูงนาคเปนบริวาร ๒. สวรรคช นั้ ด าวดงึ ส มวี มิ านอ ยบู นเขาพ ระส เุ มรุ มพี ระอนิ ทร เปนใหญ ๓. สวรรคชั้นยามะ มีทาวสยามเทวราชเปนผูปกครอง ๔. สวรรคช ้ันด ุสิต มที าวสนั นสุ ติ เปน ใหญ สวรรคชน้ั น้ีกลาว กนั วา ม คี วามศ กั ดส์ิ ทิ ธ์ิ คอื เปน ท เี่ กดิ แ หง พ ระโพธสิ ตั วใ นช าตทิ กี่ ำลงั บำเพ็ญบารมี และยังเปนสวรรคช้ัน ที่พุทธบิดามารดา และผูมี บุญวาสนาอ ื่นๆ อีกมาก เคยถ อื กำเนิดเปนเทวดา ในส วรรคช ้ันน้ี ๕. สวรรคชั้นนิมมานรดี มีทาวสุนิมมิตเปนผูปกครอง เทวดา
129 ผสู ถิตในสวรรคชัน้ น ีม้ ีบ ุญญานภุ าพ มาก มคี วามประสงคส ิ่งใด ก็ เนรมิตไดส มความป ราถนา ๖. สวรรคช น้ั ป รนมิ ม ติ วส วสั ดี มที า วป รนิ มิ ม ติ วส วสั ดี ปกครอง สวรรคช นั้ น มี้ คี วามเปน อยู สขุ สบายก วา ท กุ ช น้ั แมจ ะเนรมติ อ ะไร ก็ มีเทวดาชน้ั ท ่ี ๕ เนรมติ ให และเหนือปรนิมมิตว สวัตตีคือ รูปภมู ิ ๑๖ ชั้น และอ รูปภูมิ ๔ ช้นั
130 ศาสนส ถาน การสรางศาสนถานภายในวัดปาทุงกุลาเฉลิมราช ไดเริ่ม ต้ังแตที่หลวงปูตนบุญ ไดรับมอบหมายใหมาพัฒนาวัดราง แหง น้ี โดยเร่ิมจากปรับปรงุ ซอมแซมศ าลา ปรับพ ื้นท่ี สรางพระพทุ ธ ศริ ิราชน าคพนั ธป รวิ ัตร (หลวงพอทนั ใจ) พระพทุ ธเจา ๕ พระองค (ปูน) พระมหาธาตุเจดียศรีนาคพันธปริวัตร พระมหาธาตุเจดีย ศรที ศพลญ าณเฉลมิ ราชช ยั มงคล พระพุทธเจา ๕ พระองค (สำรดิ ) สรา งถนนค อนกรตี ตดิ ตงั้ เสาไฟฟา แ ละเดนิ ส ายไฟฟา สรา งอ าคาร สำนักงาน เรือนพักญาติธรรม หอฉัน กุฎิพระสงฆ กุฎิแมชี และ สรางหอ งสขุ าท ่ไี ดม าตรฐาน เปนตน
131 ขณะน้ีทางวัดกำลังดำเนินการกอสราง หอ ระฆัง กำแพงแกวรอบพระมหาธาตุเจดีย ศรีทศพลญาณเฉลิมราชชัยมงคล โรงเก็บน้ำ (แท็งคน้ำ) ลานเจดยี วหิ ารวิสทุ ธมิ รรค การสรางศาสนสถานตางๆ ภายในวัดปา ท งุ ก ลุ าเฉลมิ ราช ยงั คงต อ งด ำเนนิ ต อ ไปใหส ำเรจ็ เพ่ือใหวัดนี้เปนศูนยกลางทางพุทธศาสนา ที่ พทุ ธศาสนกิ ชนในอ ำเภอเกษตรวสิ ยั และจ งั หวดั ใกลเคียงจ ะไดม าป ฏิบตั ธิ รรม เพือ่ ความห ลดุ พน จากส ังสารวัฏน ้ี
132
133 ประตูพระมหาธาตุเจดยี ์ ทวารบศารลีทศ(Dพvลaญrาaณpala) หลงั จากท วี่ ดั ป า ท งุ ก ลุ าเฉลมิ ร าชไดส รา งอ งคพ ระมหาธาตุ เจดียศรีทศพลญาณเฉลิมราชชัยมงคลเสร็จเปนท่ีเรียบรอย แลว ขณะน้ีทางวัดกำลังดำเนินการจัดทำ ประตเู จดยี ซง่ึ ป ระตนู จ้ี ะเปน ป ระตทู จี่ ะเปด เขา ไปยงั ห อ งโถงภ ายในพ ระมหาธาตเุ จดยี ฯ ที่ซ่ึงเปนที่ต้ังของบุษบกพระสิเนรุราช อัน เปนที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุ อยูในผอบทองคำ อันเปนหัวใจสำคัญของพระมหาธาตุเจดียศรี ทศพลญ าณเฉลิมราชชยั มงคล ประตเู จดยี ค นู เี้ ปน ป ระตทู มี่ คี วามส ำคญั กบั พ ระมหาธาตเุ จดยี ฯ เปน อ ยา งยงิ่ เพราะป ระตคู นู น้ี อกจากจ ะเปน ป ระตขู องเจดยี แ ลว ยงั
134 จะเปนที่สถิตยของนาคะเทวะ ๒ องคที่จะมาทำหนาที่เปนผูดูแล พระมหาธาตเุ จดยี ศ รที ศพลญาณฯอ กี ดว ย ดังนั้นในก ารเลอื กแบบ และเลอื กไมจ ะตอ งเลอื กใหถ ูกตองตามของแตล ะอ งค ขนาดของประตู ๑ บาน อยทู ีข่ นาดสงู ๓ เมตร กวา ง ๖๐ เซนตเิ มตร หนา ๑๐ เซนติเมตร ซ่ึงไมที่ใชในการทำประตูเปนไม เกาท่ีผานการปรับธาตุจากกาล เวลาม าเรยี บรอ ยแ ลว โดยไมท จ่ี ะ นำมาแกะสลักเปนบานประตูรูป องคจันทะรานาคะเทวีเปนไม ตะเคียนทอง สวนไมที่จะนำมา แกะสลักเปนบานประตู รูปองค สรุ ิยันตะน าคะเทวาเปนไมป ระดู ประวัติท วารบาล “ทวารบาล” มาจากค ำวา “ทวาร” ทแี่ ปลว า “ประต”ู และ “บาล” ซง่ึ แปลวา “รักษา, ปกครอง” “ทวารบาล” จึงมีความหมายวา “ผูรักษาประตู” ซ่ึงจากคำ แปลกอใหเกิดการตีความตอประติมากรรมประเภททวารบาล วา คือ รูปของสัตว อสูร เทพ เทวดา และมนุษย หรือส่ิงมีชีวิตใดๆ กต็ าม ทตี่ งั้ อยบู รเิ วณบ านประตู ชอ งท างผา นเขา อ อก ชอ งห นา ตา ง
135 หรือราวบันได แตหากประติมากรรม ชนิดเดียวกันนี้ไปตั้งอยูบริเวณอ่ืน ที่มิใชประตู หรือชองหนาตาง หรือ ทางเขาออก ก็ไมสามารถจะกลาววา เปนทวารบาล สำหรับกำเนิดของการสรางทวาร- บาลน้ัน นาจะเกิดมาจากความเช่อื ท่ีวา “เทวดา” เปนผูกระทำใหเกิดสิ่งตางๆ เหนอื ธ รรมชาติ และไดร บั ก ารพ ฒั นาม า เปนความเช่ือในเรื่องของเทพผูพิทักษ รักษาป ระตหู รอื สถานท่ี จากคติความเชื่อเทพผูพิทักษรักษา ประตนู ้ี ไดน ำมาใชก บั งานป ระตมิ ากรรม สถาปตยกรรม และจิตรกรรม ดว ยเหตุ ทชี่ าวฮนิ ดตู อ งการใหม เี ทพป กปก รกั ษา สถานท่ีสำคัญทางศาสนา เนื่องจาก มนุษยทั่วไปไมมีศักยภาพเพียงพอที่จะ ปองกันภัยจากส่ิงท่ีมองไมเห็นดวยตา ทั้งน้ี เนื่องจากศาสนสถานเหลาน้ัน สรางข้ึนตามคติวาเปนสถานที่อัน เทพเจาสูงสุดประทับอยู จึงไดจำลอง เขาไกรลาสมาไวยังโลกมนุษยแลวเกิด คตกิ ารส รางทวารบาลข ึ้นม า
136 สวนเร่ืองราวของ”ทวารบาล” (Dvarapala) จากคติความเชื่อ เกาแกข องฮินดู มีค วามเช่ือกนั วา ทวารบาลค อื “บริวารเอก” แหง องคพระศวิ ะ ท่ีมีหนาที่ด ูแลว มิ านข องพ ระองคบ นยอดเขาไกรลาส เปนเทพเจาผูทรงอำนาจ เปนผูพิทักษรักษาสถานที่ศักด์ิสิทธิ์ จึง มักนิยมสลักรูปทวารบาลไวท่ีหนาศาสนสถาน เพ่ือจุดประสงคให เทพทวารบาลปกปองมิใหความช่ัวราย ท้ังท่ีมองเห็นและไมเห็น ผา นเขามา เฉกเชนก บั ก ารป กปก ษรักษาวมิ านแ หง องคพ ระศวิ ะ คติความเช่ือในไศวะนิกาย ผูบูชามหาเทพ ไดอธิบายรูปของ เทพท วารบาลท ั้ง ๒ องคไ วว า ทางด า นขวา ของประตู เปนที่สถิตของ “นันทิเกศวร” ผูมีใบหนาย้ิมแยม สวมกะบังหนาและ ชฎามงกฎุ รปู กรวยเปน เคร่อื งประดับ ท่หี ู ท้ังสองขางประดับดวยตุมหูขนาดใหญ สวมกรองศอแผนขนาดใหญมีอุบะ ส้ันๆ หอยประดับ ท่ีแขนและเทา ประดับดวยกำไลรัดตนแ ขน กำไล มอื แ ละก ำไลข อ เทา มลี กั ษณะข อง ความเมตตาเปน ทร่ี ับรู สวนเทพทวารบาลท่ีสถิต อยูทางดานซายของทวาร คือ “มหาก าล” หรือ “อสูรทวารบาล” มลี กั ษณะใบห นา ทดี่ รุ า ย นยั นต า โปน จมูกแบน ริมฝปากหนา
137 แสดงอาการแสยะย้ิม มีเคราเล็กนอย อาภรณเคร่ืองประดับสวม กะบ งั หนา แ ละช ฎาม งกฎุ ปลอ ยผ มย าวค ลมุ ไหล สวมต า งหทู รงกลม ขนาดใหญ สรอยคอทำเปนแผงรูปสามเหล่ียมขนาดใหญมีอุบะ เลก็ ๆ หอ ยป ระดบั ทแี่ ขนแ ละท า ม กี ำไลรดั ต น แ ขน กำไลข อ มอื แ ละ กำไลข อ เทา ป ระดบั จำหลกั อ ยใู นท า ย นื ก มุ ก ระบองไวด า นหนา ว าง อยูที่กงึ่ กลาง ช่ือของ “มหาก าล พระกาฬ พระก าล กาล” แปลความหมาย วา “เวลา - กาลเวลา” ทีม่ ืดมดิ ไมอ าจมองเหน็ ห รอื หยั่งรู ไมอาจ ฉดุ รงั้ ห รอื ต า นทาน พระก าลจ ะก ลนื ก นิ ท กุ ส รรพสงิ่ โดยไมม ใี ครรตู วั ทกุ ช วี ติ จ งึ ไมเ คยห ลดุ พน จ ากอ ำนาจแ หง ก าลเวลา กาลเวลาจ งึ เปน “สมมตุ ิ - เทพ” ทน่ี า เกรงกลวั แ ละห วาดหวน่ั ข องม นษุ ย ดว ยอ ำนาจ
138
139 แหง ก าลท ไ่ี มม ที สี่ น้ิ สดุ มนษุ ยจ งึ ไดส รา งรปู แ หง ก าลเวลาข นึ้ ม าเปน เทพเจา พ ระก าลผ มู กี ายส ดี ำทะมนึ และเปน เทพแ หง ท ต่ี าย ของท กุ สรรพส่งิ เม่ือตระหนักถึงพลังอำนาจ พระกาลจึงถูกเลือกมาเปนเทพ ผูพทิ กั ษว มิ านพ ระศวิ ะ คกู บั “นนทิ เกศวร” เทพบุตรผูถือกำเนิดจาก สีขางขององคพระศิวะ มีพระนาม วา “มหากาฬ – กาล” ตามเทวาลัย พระศิวะจึงปรากฏรูปสลักเทพ ทวารบาลท้ังสององค ต้ังอยูตรง ดานหนาของประตูทางเขา เปน รูปลักษณะของเทพบุตรแทนเทพ ทวารบาลนนทิเกศวร และรูปยักษ แทนเทพทวารบาลมหากาฬ
140 ลานรอบพระมหาธาตุเจดีย์ ศรที ศพลญาณเฉลิมราชชยั มงคล การสรางพระมหาธาตุเจดียศรีทศพลญาณเฉลิมราชชัยมงคล (ภายนอก) เสรจ็ เรยี บรอ ยแ ลว แตก ำลงั ด ำเนนิ การก อ สรา ง กำแพง แกว รอบพ ระมหาธาตเุ จดยี การเทปนู บ รเิ วณล านรอบพ ระมหาธาตุ เจดียฯ ก็เปนส่ิงจำเปนเพื่อจัดกิจกรรมสวดมนต หรือเพ่ือให พทุ ธศาสนกิ ชนส ามารถเดนิ เขา ไปก ราบส กั การะพระมหาธาตเุ จดยี ศรีทศพลญาณเฉลิมราชชัยมงคลไดอยางสะดวกสบาย ไมตอง เดินย่ำดินโคลนในหนาฝน ซ่ึงดินจะแฉะ ทำใหเกิดเปนหลุม เปน บอ จนไมสามารถจดั กิจกรรมบรเิ วณรอบพ ระมหาธาตุเจดยี ฯ ดังน้ันทางวัดจึงไดดำเนินการเทคอนกรีตเสริมเหล็กเพ่ือความ แข็งแรง โดยรอบบริเวณพระมหาธาตุเจดียฯ คาใชจายท้ังหมด
141 ประมาณ ๖,๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงขอเชิญผูมีจิตศรัทธารวมเปน เจาภาพสรางลานคอนกรีตเสริมเหล็ก ตารางเมตรละ ๓๐๐ บาท สามารถต ดิ ตอ บ รจิ าคไดท ส่ี ำนกั งานวดั หรอื พระธ รี พงษ ธ รี ปญ โญ หรอื คณุ ม าวนิ โมระพ ตั ร หรอื โอนเงนิ เขา ธ นาคารบ ญุ (รายละเอยี ด ทา ยเลม) ในแตล ะเดือน ซ่ึงท า นจะไดรับอ านสิ งส ทกุ เดอื น การอสานราิสงงลสาแนหเจง ด ีย ลานเจดียเปนสถานท่ีท่ีใชในการประกอบพิธีกรรมทางพุทธ ศาสนานปั ปการ เชน ตักบาตร แสดงธรรม เปนตน ดังนน้ั ก ารรวม สรา งลานเจดยี จะไดอ านิสงสคือ ๑. จะเปนผูมบี รวิ ารมาก ๒. เปน ท ร่ี ักของเทวดาและม นษุ ยท ้ังหลาย ๓. มผี ิวพรรณว รรณะผ อ งใส ๔. มสี ุขภาพแข็งแรง ๕. มกี ลั ยาณมติ รที่ดี ๖. เปน ผ ูมจี ติ ใจสดใสช น่ื บาน ๗. สามารถล ดความเห็นแกต ัว เขา ถึงธ รรมไดโดยงา ย ๘. นึกถงึ บ ุญค ราวใด สุคติก ็เปน ที่ไป
142
143 กำแพงแกว้ สืบเนื่องจากทางวัดไดดำเนินการสรางพระมหาธาตุเจดียศรี ทศพลญาณเฉลิมราชชัยมงคล โดยลักษณะรูปพรรณสันฐาน จำลองแบบจ ากพระธาตพุ นม เสรจ็ เรียบรอยแลว (ภายนอก) ดังน้ันหลวงปูตนบุญจึงไดดำริใหสรางกำแพงโดยรอบองค พระมหาธาตุเจดียฯ ประดับดวยองคพญานาคราชประจำท้ัง ๔ ทศิ ทิศละ ๑๐ ชอง ดานในกำแพงแกว เปนภาพแหง ส ุริยะจ ักรวาล เทวดาน พเคราะห ทใ่ี หค ณุ แ ละโทษแ กจ กั รราศตี า งๆ ดา นซ มุ ประตู ทำเปนหนาจ่ัว ๔ ดาน ๔ ทิศ ประทับองคมหานาคราช ซึ่งเปน ตนตระกลู ข องพ ญางูทั้งสี่ต ระกูล
144 ในการสอราา นงสิกำงแสพ งแกว อานิสงสน ้จี ะสงผลใหผสู รา งม ชี วี ิตแ ละ ทรัพยส ินม ่นั คง ปลอดภัยจากอนั ตรายทัง้ ปวง ทง้ั โลกน ี้และโลกหนา ถือเปน การค ้ำชู พระพทุ ธศาสนาใหม ่นั คง
145 ทางว ดั ก ำลงั ด ำเนนิ การก อ สรา งก ำแพงแ กว และซ มุ ประตู และ ยังขาดปจจัยอยูเปนจำนวนมาก โดยซุมประตูพญางูทั้งส่ีตระกูล มีคาใชจายประตูละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท กำแพงชองละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท จึงขอเชิญผูมีจิตศรัทธาเปนเจาภาพรวมกันสรางมหากุศลใน การส รา งกำแพงแ กว .
146 วหิ าร “วิส ุทธมิ รรค” ทางวัดปาทุงกุลาเฉลิมราช โดยหลวงปูตนบุญ ติกฺขปญโญ กำลังดำเนินการจัดสรางวิหารวิสุทธิมรรคข้ึนเพื่อประดิษฐาน พระพุทธเจา ท ั้ง ๕ พระองค ซึ่งด ำเนนิ การเทท องห ลอ (หลอ ดว ย สำรดิ ) เสรจ็ สนิ้ เรยี บรอ ยแ ลว ดว ยแ รงแ หง ศ รทั ธาข องพ ทุ ธศาสนกิ ชน ทงั้ หลาย อนั ม ชี าวบา นโพนต มู และห มบู า นใกลเ คยี ง ทง้ั ในจ งั หวดั รอ ยเอด็ และจ ังหวัดอื่นๆ
147 โดยวหิ ารจ ะม ี ขนาดกวา ง ๙ เมตร ยาว ๒๕ เมตร มีมขุ ย าว อีก ๒ เมตร เสาวหิ ารม ที ้งั หมด ๒๗ ตน มมี ุขท ง้ั ๒ ดา น มีบนั ได ทางข้ึนทั้ง ๓ ดาน หลังคามุงกระเบ้ือง และประดับดวยฉัตรบน หลังคา เพราะฉตั รเปน เครือ่ งป ระดับอ าคาร เพือ่ ส มพระเกียรติใน การป ระดิษฐานพ ระพทุ ธเจาท้ัง ๕ พระองค อานสิ งสการสรางว ิหาร การสรางวิหาร ศาลา กุฏิ และเสนาสนะตางๆ เชน กำแพง ลานธ รรม ถวายเปน ส มบตั ใิ นพ ระพทุ ธศาสนา ถอื วา เปน ว หิ ารท าน พระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสไววาการถวายวิหารทานมีอานิสงส มากดังน้ี “แมถวายทานแดองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ๑๐๐ ครั้ง ยงั มีอานสิ งสไมเทา ถ วายส ังฆทานครง้ั เดียว” “แมก ารถ วายส งั ฆทาน ๑๐๐ ครงั้ ยงั มอี านสิ งสไ มเ ทา ถ วายวหิ าร ทาน ครง้ั เดียว”
148
149 หอระฆัง หลวงปูตนบุญ ติกฺขปญโญ ดำริให ดำเนินการจัดสรางหอระฆังขึ้น สำหรับใช เปนที่ประดิษฐานระฆัง เพ่ือเปนการให อาณัติสัญญาณในการทำสังฆกรรมของ พระภิกษุสามเณร โดย พล.ต.อ.วิเชียร พจนโพธศิ์ รี พรอมค ณะผูม ีจติ ศรัทธาและ ศษิ ยานศุ ษิ ย ไดร ว มกนั ท ำพธิ วี างศ ลิ าฤกษ ใน วนั เสารท ี่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๕ หอระฆังนี้มี ขนาดฐานยาว ๑๑ เมตร กวาง ๑๑ เมตร สูงประมาณ ๑๙ เมตร ขณะน้ีกำลังดำเนินการกอสรางอยู ทานผู มีจิตศรัทธาทานใดจะรวมบริจาคเงินเพื่อ สรางหอระฆัง สามารถติดตอสอบถามไดที่ สำนักงาน หรือพระธรี ะพ งษ ธ ีรปญ โญ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308