Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โลกอุดร_ภิกขุ

โลกอุดร_ภิกขุ

Published by akkarasubun, 2021-05-10 04:06:19

Description: โลกอุดร_ภิกขุ

Search

Read the Text Version

50 เห็นพระ​สาวก​ผู​เลิศ​ทาง​ธุดงค​นาม​วา มหา​นิสภ​เถระ เลื่อมใส​ใน​ ปฏิปทา​ของ​ทาน จึง​นิมนต​พระ​ปทุมุตตร​พุทธเจา พรอม​พระสงฆ​ มา​ถวาย​ภตั ตาหาร แลวต​ ้งั ค​ วาม​ปรารถนาต​ ำแหนง​นน้ั พระพทุ ธเจา ​ทรงต​ รวจด​ดู ว ย​พุทธ​ญาณเ​หน็ วา ความ​ปรารถนา​ ของ​เขา​จะ​สำเร็จ​แนนอน จึง​ทรง​พยากรณ​วา “ใน​อนาคตกาล​ ประมาณ​แสน​กัปป​ พระพุทธเจา พระนาม​วา​โค​ดม จัก​อุบัติข้ึน ทานจัก​เปน​สาวก​ที่ ๓ ของ​พระพุทธเจา​นั้น มี​ช่ือวา มหา​กัสสป​ เถระ” อุบาสก​นน้ั ไดฟ​ ง ​คำ​นน้ั แ​ ลว รสู กึ ​เหมอื นดงั ​วาความ​ปรารถนา​ น้ัน ประดุจ​จะ​สำเร็จ​ได​ใน​วันพรุงน้ี จึง​ได​กระทำ​บุญกรรม​ตางๆ มาตลอดห​ ลายพ​ ทุ ธนั ดร ในช​ าตส​ิ ดุ ทา ยไ​ดม​ าเ​กดิ เ​ปน พ​ ระมหากสั สป​ เถระ​ตามค​ ำ​พยากรณท​ ุกประการ สืบสาน​พทุ ธ​กจิ พระมหากสั สปเ​ถระ ไดร บั ก​ ารส​ รรเสรญิ จ​ ากพ​ ระศาสดาใ​นเ​รอ่ื ง​ การ​ถือธุดงค​เปน​วัตร แม​พระศาสดา​ตรัส​สรรเสริญ​พระ​เถระ แต​ ทา นก​ ไ​็ มไ ดท​ นงต​ นว​ า จ​ ะเ​ลศิ ก​ วา ผ​ อู น่ื ทา นก​ ไ็ ดอ​ อกโ​ปรดเ​วไนยส​ ตั ว​ อย​ูเสมอ ทา นเ​ปนท​่ีเคารพ​และย​ กยอ ง​อยางส​ งู ใ​นห​ มู​ภกิ ษุ หมเู​ทพ​ เทวดา และ​มนษุ ยท​ ้งั หลาย ในห​ ลายๆ​ครง้ั แมเ​ ทพเ​ทวดาก​ ย​็ งั ม​ าอ​ ปุ ฏ ฐากท​ า น ดงั เ​รอื่ งท​ ถ​่ี กู ​ จารึก​ไว​ใน​พระไตรปฎก​จน​เปนธรรม​วาทะ​ของ​ทาน​พระมหากัสสป ทา น​ได​ถือ​ธุดงควัตร ออกส​ ่งั สอน​เทศนาธ​ รรม เผยแพรพ​ ระศาสนา โปรด​พทุ ธบรษิ ทั แม​เ ทพเ​ทวดา​ก็ย​ ัง​อยากใ​ห​ท า น​โปรด

51 ครง้ั หนง่ึ ท​ า นพ​ ระมหากสั สป อยทู ป่ี ป ผ​ ลค​ิ หู า เขา ฌานแ​ ลว ออก​ ใน​วันที่ ๗ ​เม่ือ​ออกจาก​ฌาน​แลว​ทาน​ได​พิจารณา​ดวย​ทิพยจักษุ เพ่ือพจิ ารณาบุคคลทีค่ วรโปรด เหน็ หญิงรกั ษานาขา้ วสาลคี นหนง่ึ เดด็ รวงขา้ วสาลที ำขา้ วตอกอยู่ ทา่ น​ไดเ​ หน็ วา ​หญงิ ​นี้ม​ ​ีศรทั ธา​จงึ ไ​ด​ เดนิ ทาง​ไป​โปรด นาง​กุลธิดา​พอ​เห็น​พระ​เถระ​ก็​มี​จิต​เล่ือมใส จึง​ได​นำ​ขาวตอก​ ไป​ถวาย​พระ​เถระแ​ ลว ไหวด​ ว ยเ​บญจางคประดษิ ฐแ​ ละไ​ดท​ ำความ​ ปรารถนา ขอ​เปน ​ผมู ีสว น​แหงธ​ รรมท​ ีท​่ าน​เหน็ ​แลว ใน​ระหวาง​นาง​เดินทาง​กลับ​ นาง​ได​นึกถึง​ทาน​ที่​ตน​ได​ถวาย​ไป​ เกิด​จิต​เปน​กุศล​อยู แต​บน​ทาง​ที่​นาง​เดินทาง​กลับ​น้ัน นาง​ได​ถูก​งู​ พษิ รา ย​กัด และถ​ งึ แ​ กค​ วามต​ าย ณ ทน​่ี นั้ ​เอง​ ดว ยจ​ ติ อ​ นั เปน ก​ ศุ ลก​ อ นท​ จ่ี ะต​ าย นางจ​ งึ ไ​ดไ​ ปเ​กดิ ใ​นว​ มิ านท​ อง ใน​ภพ​ดาวดึงส ประดับ​เคร่ือง​อลังการ แวดลอม​ดวย​นางอัปสร ๑ พัน ท่ี​ประตู​วิมาน​อัน​ประดับ​ดวย​ขัน​ทองคำ เต็มไปดวย​ขาวตอก​ ทองคำ​หอย​ระยา ​อยู นาง​เทพธิดา​นั้น​ตองการจะ​ทราบ​วา​ตน​ทำกรรม​เชนไร​จึง​ได​ สมบัติ​นี้ เม่ือ​พิจารณา​แลวจึง​ได​รูวา สมบัติ​นี้​ได​มา​เพราะ​ผล​แหง​ ขาวตอก​ท่ี​ถวาย​พระมหากัสสป​เถระ​ นาง​จึง​คิดวา สมบัติ​ที่​นาง​ ได​เชนนี้​เปน​เพราะ​ได​กระทำ​กรรม​ไว​เพียง​นิดหนอย นาง​ไม​ควร​ ประมาท ควร​จะ​กระทำการ​ปฏิบัติ​แก​พระ​มหา​เถระ​นั้น เพ่ือ​ทำ​ สมบัต​ินัน้ ใ​หถ​ าวร​ นาง​จงึ ไ​ปยังท​ ีพ่​ ำนกั ​ของพ​ ระ​มหาเ​ถระ แลว ไป​ปด กวาด​บริเวณ​ ท่พ​ี ำนกั ​ของพ​ ระเ​ถระ แลวต​ ั้งน​ ำ้ ​ฉัน​นำ้ ​ใช​ไ ว​แ ตเ​ชา ตรู

52 พระ​เถระ​เห็น​เชนนั้น สำคัญ​วา​ภิกษุ​หนุม​หรือ​สามเณร​บาง​รูป​ ทำให​ทาน ใน​วันรุงข้ึน​นาง​ก็ได​ทำ​เชน​เดียวกัน​อีก ฝาย​พระ​เถระ​ก็​ เขาใจ​เชน​เดิม จนกระทั่ง​ใน​วันท่ี ๓ พระ​เถระ​ไดยิน​เสียง​ไมกวาด​ ของ​นาง​และ​เห็น​รัศมี​ของ​นาง​ฉาย​เขา​ไปทาง​ชอง​ลูกดาล ทาน​จึง​ เปดประต​ูออกมาถาม​วา “นัน่ ​ใคร?” นางเ​ทพธดิ าจ​ งึ ต​ อบ แลว เ​ลา เ​รอ่ื งค​ วามป​ ระสงคข​ องต​ นใ​หพ​ ระ​ เถระ​ฟง พระ​เถระ​จึง​หาม​มใิ​หน​ างก​ ระทำต​ อ ไป ธรรม​วาทะ โดย​ทาน​ได​กลาว​วา “ดูกอน​นาง​เทพธิดา เธอ​จง​หลีก​ไป เธอ​ อยา​ทำให​เราต​ อ งถ​ กู ​พระ​ธรรมกถึกท​ ั้งหลายใ​นภ​ ายหนา นั่ง​ถือพ​ ดั ​ อัน​วิจิตร​พูดวา มี​นาง​เทพธิดา​ผู​หนึ่งมา​ทำ​วัตรปฏิบัติ เขาไป​ต้ัง​น้ำ​ ฉัน​น้ำ​ใช​ถวาย​พระมหากัสสป​เถระ ต้ังแต​นี้​ไป​เธอ​อยา​มา ณ ท่ีนี้​ อกี จง​กลับ​ไปเ​สยี ” ผใู ดไ​มม ค​ี วามเ​คารพใ​นเ​พอื่ นพ​ รหมจรรย ผน​ู นั้ ย​ อ มอ​ ยห​ู า งพ​ ระ​ สัทธรรม เหมือน​แผนดิน​ท่ีอยู​หาง​จาก​ฟา ผู​ท่ี​มี​หิริ​และ​โอตตัปปะ​ ประจำใจ​ตลอด​เวลา ประพฤติ​พรหมจรรย​ยอม​งอกงาม ภพ​ใหม​ ยอ มไ​มม ี ภกิ ษผ​ุ ฟ​ู งุ ซา นง​อ นแงน ถงึ จ​ ะห​ ม ผ​ า บ​ งั สกุ ลุ ก​ ไ​็ มง าม ไมต​ า ง​ จากล​ งิ ห​ ม ห​ นงั เ​สอื ภกิ ษผ​ุ ไ​ู มฟ​ งุ ซา นม​ นั่ คง มป​ี ญ ญา สำรวมอ​ นิ ทรยี ​ หม​ผา​บงั สุกลุ ยอ มง​ามเ​หมือน​ราชสหี  บนย​ อดข​ นุ เขา” นาง​เทพธดิ าจ​ งึ ​ออ นวอน​ใน​ความป​ ระสงคข​ องต​ น​ซำ้ แ​ ลว ซ​ ำ้ ​อกี พระเ​ถระเ​หน็ วา น​ างเ​ทพธดิ าด​ อ้ื ดงึ ไ​มย อมฟ​ ง ถ​ อ ยคำ จงึ ป​ รบมอื ​ ขน้ึ ดว ยเ​สยี งป​ รบมอื ข​ บั ไลข​ องพ​ ระม​ หาเ​ถระด​ งั กลา ว นางเ​ทพธดิ า​

53 ไม​อาจ​อยู​ในท่ี​น้ัน​ได จึง​เหาะ​ขึ้น​ใน​อากาศ ยืน​ประนมมือ​รองไห ครำ่ ครวญอ​ ยู พระศาสดาป​ ระทบั น​ ง่ั ใ​นพ​ ระค​ นั ธกฎุ ี ทรงส​ ดบั เ​สยี งน​ างเ​ทพธดิ า​ น้ัน​รองไห จึง​ทรง​แผ​พระ​รัศมี​ดุจ​ประทับ​น่ัง​ตรัส​อยู​ตรงหนา​นาง​ เทพธดิ า ตรสั ว​ า “เทพธิดา การ​ทำความ​สังวร (ใน​สม​ณ​จริยา) เปน​หนาท่ี​ของ​ กสั สปะผ​ บ​ู ตุ รข​ องเ​รา แตก​ ารก​ ำหนดว​า นเ​ี้ ปน ป​ ระโยชนข​ องเ​รา แลว ​ มงุ ก​ ระทำแ​ ตบ​ ญุ ยอ มเ​ปน ห​ นา ทข​่ี องผ​ ท​ู ต​ี่ อ งการบ​ ญุ เพราะว​ า การ​ ทำบญุ ​ทำใหเ กดิ ​สขุ แ​ ต​อยา งเดียว ทั้งใ​นภ​ พ​น้ี ทัง้ ​ในภ​ พหนา ” ดังนี้เม่ือจบพระเทศนาของพระพุทธองค นาง​เทพธิดา​น้ัน จึง​ ได​บรรล​ุโสดาปตติผล นโิ รธสมาบัติ ครั้งหนึ่ง​พระมหากัสสป​เถระ​ได​เขา​นิโรธสมาบัติ เปนเวลา ๗ วนั เม่อื ​ทาน​ออกจากส​ มาบัต​แิ ลว จึง​ดำริท​ ่ีจะอ​ อกเ​ที่ยว​บณิ ฑบาต

54 ตามลำดบั ต​ รอกใ​นก​ รงุ ร​าชค​ ฤห เพอ่ื โ​ปรดค​ นย​ ากไร ดว ยเ​หตว​ุ า การ​ ถวาย​ทาน​แด​พระภิกษุ​ที่​ออกจาก​สมาบัติ​น้ัน​จะ​ไดรับ​ผลบุญ​ใน​ ปจ จบุ ัน​โดย​ฉบั พลันท​ นั ตา ขณะน้ัน นางอัปสร​ประมาณ ๕๐๐ ผู​เปน​บริจาริกา​ของ​ พระอินทร เกิด​ความ​ปรารถนา​ที่จะ​ได​บุญ​เชนนั้น จึง​ตระเตรียม​ บิณฑบาต ๕๐๐ ท่ี แลว​ถือ​มา​ยืน​อยู​ใน​ระหวางทาง กลาว​นิมนต​ ทา นพ​ ระมหากสั สป​เถระ พระ​เถระ​ได​ปฏิเสธ​ โดย​กลาว​วา​ทาน​ประสงค​จะ​สงเคราะห​แก​ คน​เข็ญใจ เหลา​นาง​เทพธิดา​จึง​ได​ออนวอน​อีก พระ​เถระ​เห็นวา​ นาง​เทพธิดา​ดื้อดึง​จึง​ดีดน้ิวไล​นาง​เทพธิดา​เหลานั้น​ให​ไป​เสีย นาง​ เทพธิดา​เหลาน้ัน เมื่อ​พระ​เถระ​ดีดน้ิว​ไล​ก็​ไม​อาจ​อยู​ได จึง​เหาะ​ กลับ​ไปยัง​เทวโลก​ตามเดิม ทาว​สักกะ​จึง​ตรัส​ถาม นาง​เทพธิดา​ก็​ เลา เ​นอื้ ความใ​หแ​ กท​ า วส​ กั กะฟ​ ง พ​ ระองคฟ​ ง แ​ ลว กเ​็ กดิ ค​ วามต​ อ งการ​ อยาก​ใสบ าตร​ขน้ึ ม​ า​ดวยเ​หตทุ​ ีว่ า องคอ ัม​รนิ ท​ รอ ินทราธร​ิ าช​ทา ว​สกั กะจ​ อม​เทพ คร้ังหน่ึง พระอินทร​หรือ​ทาว​สักก​เทว​ราช​เสด็จ​ออกมา​นอก​ วิมาน ทรง​พบ​กับ​เทพบุตร ๓ องค​พา​บริวาร​มา​เลน​นักขัตฤกษ เทพบุตร ๓ องค​นั้น​มี​รัศมี​ทิพย​สวาง​ผองใส​จน​ขม​รัศมี​ของ​ทาว​ สักก​เทว​ราช​ให​หมอง​ลง ทาว​สักก​เทว​ราช​จึง​รีบ​เสด็จ​กลับ​เวชยันต​ ปราสาท​ทันที​ดวย​ความ​อาย​วา​พระองค​เปน​ถึง​จอม​เทพ แต​รัศมี​ สวาง​สู​เทพ​บรวิ ารไ​มได พระองค​ทรง​พิจารณา​วา​ ทำ​อยางไร​ดี​หนอ​รัศมี​ของ​พระองค​

55 จึง​จะ​สวาง​รุงเรือง​ขึ้น เมื่อ​ทอดพระเนตร​เห็น​พวก​นางอัปสร​ บาทบริจาริกา​กลับ​มาจาก​เมือง​มนุษย จึง​ตรัส​ถาม​วา​พวก​เธอ​ไป​ ไหน​กัน​มา นางอัปสร​กราบทูล​วา​ไป​ใสบาตร​พระมหากัสสป​เถระ​ที่​ เพง่ิ อ​ อกจากน​ โิ รธสมาบตั ิ แตพ​ ระเ​ถระไ​มร​ บั บาตร บอกวา อ​ านสิ งส​ การ​ใสบาตร​พระ​ท่ี​เพิ่ง​ออกจาก​นิโรธสมาบัติ​น้ัน​สูงมาก ทาน​จะ​ใช​ สงเคราะห​พวก​คน​เขญ็ ใจ​ ทา วส​ กั กเ​ทวร​าชไ​ดฟ​ ง ด​ งั นน้ั เกดิ ค​ วามค​ ดิ วา จ​ ะต​ อ งไ​ปใ​สบ าตร​ พระเ​ถระใ​หจ​ งไ​ด จงึ เ​สดจ็ ม​ าเ​มอื งม​ นษุ ยพ​ รอ มกบั พ​ ระนางส​ ชุ าดา ท​ี่ เปน พ​ ระเทวี ทา วส​ กั กะจ​ ำแลงเ​พศเ​ปน ช​ า งห​ กู ช​ รา ฟน ห​ กั ผมหงอก หลัง​โกง สวน​พระนาง​สุชาดา​ก็​แปลงเพศ​เปน​หญิง​ชรา​ดุจ​เดียวกัน ท้ังสอง​เนรมิต​เรือน​เกาๆ ดัก​อยู​กลาง​ทาง​ที่​พระมหากัสสป​จะ​มา​ บิณฑบาต ฝาย​พระมหากัสสป​เถระ เม่ือ​ออกจาก​นิโรธสมาบัติ​แลวก็​เดิน​ บายหนา เ​ขา ​เมอื ง หวงั จ​ ะส​ งเคราะห​พ วก​คนเ​ขญ็ ใจ ครัน้ ​ผา น​เรือน​ ของ​ชาง​หูก​จำแลง​นั้น ก็​เห็น​ชาง​หูก​ชรา​กำลัง​ขึง​หูก ภรรยา​ชวยก​ รอ​ดาย พระ​เถระ​ไมได​คาดคิด จึง​ไมได​ใช​ญาณ​ตรวจดู ทาน​คิด​ เพียงวา​สอง​คน​น้ี​แก​แลว​ยัง​ตอง​ลำบาก​ทำงาน​กัน​อยู ใน​เมือง​น้ี​คง​ ไมมีใคร​เข็ญใจ​มากกวา​น้ี​อีกแลว พระ​เถระ​จึง​หยุดอยู​หนา​เรือน​รอ​ รบั บ​ ณิ ฑบาต ​ ฝา ยส​ องส​ ามภี รรยาน​ น้ั ท​ ำเปน ต​ าฝ​ า ฟางเ​หมอื นไ​มเ หน็ ทำงาน​ ของ​ตน​ตอไป​อยู​ครูหน่ึง แลว​ชาย​ชรา​จึง​เดิน​กระยองกระแยง​ ออกจากเ​รอื นม​ าด​ ใ​ู กลๆ พอเ​หน็ พ​ ระเ​ถระก​ แ​็ สรง ทำด​ ใี จบ​ อกภ​ รรยา​ วา “น่ี​เธอ เปนบุญ​หา​ยาก​ยิ่งนัก​ท่ี​พระมหากัสสป​เถระ​มายัง​ประตู​

56 กระทอ ม​ของเ​รา เราม​ ​อี ะไร​พอ​จะใ​สบาตรไ​ดบ​ า งไ​หม” หญงิ ช​ ราท​ ำเปน ก​ ลุ กี จุ อด​ ใ​ู นค​ รวั แลว ต​ อบว​า ม​ี แลว กค​็ ดข​ า วสกุ ​ ใน​หมอ​ออกมา​ใสบาตร​จน​เต็ม ​แต​ขาว​ท่ี​ใสบาตร​น้ัน​เปน​ขาวทิพย จงึ ส​ ง กลนิ่ ​หอมขจรขจาย​ไป​ท่วั ​ทง้ั พ​ ระนคร พระเ​ถระฉ​ กุ คดิ ว​ า ส​ องส​ ามภี รรยาน​ เ​ี้ ปน ค​ นย​ ากจน แตอ​ าหารน​ ​้ี กลับ​ม​ีกล่นิ ห​ อม​ราวกบั ​อาหารข​ องท​ าว​สกั กะ สองส​ ามีภรรยา​น้​ีเปนใ​ครก​ นั ห​ นอ พอ​พิจารณา​ดู​ดวย​ญาณ​ก็​รูวา​ท้ังสอง​คน​น้ี​คือ​ทาว​สักก​เทว​ราช​ และพ​ ระนางส​ ชุ าดา พระเ​ถระจ​ งึ ก​ ลา วว​า ​“พระองคเ​ ปน ท​ า วส​ กั กเ​ทว​ ราช เหตุใดจ​ งึ ​มา​แยง ส​ มบัติท​ ค่​ี วร​แก​คน​เขญ็ ใ​จเสีย​เลา ใครก​ ็​ตามที่​ ได​ใสบาตร​อาตมา​ภาพ​ใน​วันนี้ เขา​จะ​พึง​ได​ตำแหนง​เสนาบดี​หรือ​ ตำแหนง​เศรษฐอ​ี ยาง​แนน อน” ทาว​สักก​เทว​ราช​ตรัส​ตอบ​วา “คน​เข็ญใจ​ย่ิงกวา​ขาพเจา​น้ี​ไมมี​ อีกแลว​พระคุณเจา ”

57 พระ​เถระ​จึง​ถาม​วา “พระองค​เสวย​ทิพย​สมบัติ​ใน​เทวโลก จะ​ เปน​คนเ​ขญ็ ใจ​ไดอ​ ยางไร”​ ทาว​สักกะ​ทรง​ตอบ​วา “ขาพเจา​ทำบุญ​ไว​มาก​จึง​ได​ทิพย​สมบัติ​ ทง้ั หลาย แตบ​ ญุ เ​หลา นน้ั ก​ ม​็ อ​ี านสิ งสเ​ พยี งน​ อ ยนดิ เพราะเ​ปน บญุ ท​ ​ี่ ทำไ​วค​ รง้ั โ​ลกว​ า งจ​ ากพ​ ระศาสนา บดั นม​้ี พ​ี ระพทุ ธศาสนาบ​ งั เ​กดิ ขน้ึ ​ แลว เทพบุตร ๓ องค คือจูฬ​รถ​เทพบุตร มหา​รถ​เทพบุตร และ​ อเนกวณ​ั ณ​ เ​ทพบตุ ร ไดท​ ำบญุ ใ​นพ​ ระศาสนาจ​ งึ ไ​ดอ​ านสิ งสม​ าก เมอื่ ​ ไปอ​ บุ ตั ใ​ิ นเ​ทวโลก เขาเ​หลา นน้ั จ​ งึ ม​ ร​ี ศั มร​ี งุ เรอื งม​ าก ถมท​ บั ร​ศั มข​ี อง​ ขา พเจา ​จนห​ มด จนข​ าพเจา ​ไมอ​ าจสูห้ นา้ ต้องหลบเขา้ วิมาน จะหา​ ใคร​เขญ็ ใจ​เทา​ขาพเจา​นี้​ได​อ กี เ​ลา ” พระก​ สั สปเ​ถระจ​ งึ บ​ อกวา “ตอ ไปพ​ ระองคอ​ ยา ไ​ปแ​ ยง ส​ มบตั ข​ิ อง​ พวก​คน​จน​อกี เ​ลย” ทาว​สักก​เทว​ราช​และ​พระนาง​สุชาดา​อภิวาท​พระ​เถระ ทรง​ทำ​ ประทักษิณ แลว​เหาะ​กลับ​สู​เทวโลก ​ทรง​เปลง​อุทาน ๓ คร้ัง ใน​ อากาศ​กลางหาว​วา “โอ ทาน​ที่​เปน​ทาน​อยาง​เย่ียม เรา​ได​ตั้งไว​ ดแี ลว​ใน​ทานพ​ ระ​กสั สปะ” พระผ​ ม​ู พ​ี ระภ​ าคเ​จา ป​ ระทบั ย​ นื อ​ ยใ​ู นพ​ ระว​ หิ าร ไ​ดท​ รงส​ ดบั เ​สยี ง​ ของท​ า ว​สักกะ​นั้น จงึ ​ตรสั ​เรียกภ​ ิกษุ​ทง้ั หลายม​ าแลว ตรสั ว​ า “ภกิ ษ​ุ ทั้งหลาย พวก​เธอ​จง​ดู​ทาว​สักกะ​ผู​เปน​จอม​แหง​เหลา​เทพเจา ทรง​ เปลง ​อทุ าน เสด็จ​ไป​ทางอากาศ” ภกิ ษเ​ุ หลา นนั้ จ​ งึ ท​ ลู ถามเ​รอ่ื งราว พระศาสดาจ​ งึ ต​ รสั ว​า “ทา วเ​ธอ​ ลวง​ถวาย​บิณฑบาต​แก​กัสสปะ​ผู​บุตร​ของ​เรา คร้ัน​ถวาย​บิณฑบาต​ นัน้ แ​ ลว ดพ​ี ระทยั จึง​ทรง​เปลง ​อุทานไ​ป”

58 ภกิ ษจ​ุ งึ ถ​ ามว​ า ทา วส​ กั กะท​ ราบไ​ดอ​ ยา งไรว​ า “ถวายบ​ ณิ ฑบาต​ แก​พระ​เถระ​เปน ส​ ง่ิ ส​ มควร พระพทุ ธเจาขา ?” พระศาสดาจ​ ึง​ตรสั ว​ า “ภิกษุ​ทงั้ หลาย ทงั้ ​เหลา ​เทพเจา ท้งั เ​หลา ​ มนษุ ยย​ อ มพ​ อใจภกิ ษผ​ุ ถ​ู อื ก​ ารเ​ทยี่ วบ​ ณิ ฑบาตเ​ปน ว​ ตั ร เชน ก​ สั สปะ​ บุตร​ของ​เรา” ดงั นแ​ี้ ลว แมพ​ ระองคเ​ องก​ ท​็ รงเ​ปลง อ​ ทุ านแ​ ลว ดว ยพ​ ระโสตธ​ าต​ุ อันเปน ​ทิพย หมดจด ลว ง​เสยี ซ​ ึ่งโสต​ของ​มนุษยค​ รงั้ ​นน้ั แล พระผ​ ม​ู พ​ี ระภ​ าคเ​จา ท​ รงท​ ราบเ​นอ้ื ความน​ น้ั แ​ ลว ทรงเ​ปลง อ​ ทุ าน​ นี้ ใน​เวลาน้ัน​วา “เทวดา​และ​มนุษย ยอม​พอใจ แก​ภิกษุ​ผู​ถือ​การ​ เที่ยว​บิณฑบาต​เปน​วัตร ผู​เล้ียง​ตัวเอง มิใช​เลี้ยง​ผูอ่ืน ผู​ม่ันคง ผู​ เขา ไป​สงบ​แลว มสี​ ตท​ิ กุ เมือ่ ” ทรง​เปลง​อุทาน​นี้​แลว จึง​ตรัส​วา “ภิกษุ​ทั้งหลาย ทาว​สักกะ​ผู​ เปน​จอม​แหง​เหลา​เทพเจา ได​เสด็จ​มา​ถวาย​บิณฑบาต​แก​บุตร​ของ​ เรา เพราะ​กลิ่นศ​ ีล” ดังนี​แ้ ลว ตรสั ​พระ​คาถา​นีว​้ า กลิน่ ​หอม​ทง้ั หลาย เชนก​ ลน่ิ ​หอม​ จากด​ อกไม กลนิ่ ห​ อมจ​ ากแ​ กน ไมท​ ม​ี่ ก​ี ลนิ่ ห​ อมเ​ปน ตน ยอ มห​ อมไ​ป​ ตามลม​เทาน้ัน ไม​สามารถห​ อมท​ วนลมไ​ด เทยี บไ​มไ ด​เ ลย​กบั ​กล่นิ ​ ของ​ศีล กลิน่ ​ของค​ ุณค​ วาม​ดี กลิ่นข​ อง​ศลี กล่นิ ข​ อง​คุณค​ วาม​ดี เปน​ สิ่ง​ท่เี​ลศิ เปน ส​ ิ่ง​ที่ป​ ระเสรฐิ ยอมฟ​ งุ ​ไปโ​ดย​รอบ กลิ่น​ของ​ผู​มี​ศีล​ท้ังหลาย เปน​กลิ่น​ชั้นสูง ยอม​หอม​ฟุง​ไป​ใน​ เทพเจา​และ​เหลา​มนุษย แมแต​ทาว​สักกะ ผู​เปน​จอม​แหง​เทพ​ใน​ สวรรค​ช้ัน​ดาวดึงส ก็​ประสงค​ท่ี​ถวาย​ทาน​พระมหากัสสป​เถระ ก็​ เพราะ​กลน่ิ ​ศีล เพราะ​กล่ินค​ วามด​ ี ของ​พระมหากสั สป

59 อป​ฺปมต​ฺโต อยํ ​คนฺโธ ​ยวฺ ายํ ​ตครจนทฺ น ี โย จ สีล​ วตํ ​คนฺโธ วา​ติ เท​เวสุ ​อุตตฺ โม ความว​ า สว นก​ ลน่ิ ศ​ ลี ข​ องผ​ ม​ู ศ​ี ลี ท​ ง้ั หลายใ​ด กลน่ิ ศ​ ลี น​ นั้ หาเ​ปน ​ กลนิ่ เ​ลก็ นอ ย เหมอื นก​ ลนิ่ ใ​นก​ ฤษณาแ​ ละจ​ นั ทนแ ดงไ​ม คอื เปน ก​ ลน่ิ ​ อนั โ​อฬาร แผซ า นไ​ปเ​หลอื เกนิ ดว ยเ​หตน​ุ น้ั แล กลนิ่ ศ​ ลี จ​ งึ เ​ปน ก​ ลน่ิ ​ สูงสุด คอื ป​ ระเสรฐิ เลิศ ฟงุ ไ​ป​ใน​เหลาเ​ทพเจา​และ​เหลา​มนษุ ย เม่ือ​สมเด็จพระ​สัมมาสัม​พุทธเจา​เทศนา​เกิด​ประโยชน​แก​ มหาชน​แลว​ใน​เวลาจบ​เทศนา ชน​เปนอันมาก​บรรลุ​อริยผล​ ทั้งหลาย มี​โสดาปตติผล​เปนตน เทศนา​เกิด​ประโยชน​แก​มหาชน​ แลว ดงั นี้แล พระมหากัสสป​กับ​เดก็ ๕๐๐ คน วนั หนง่ึ พ​ ระศาสดาม​ ภ​ี กิ ษุ ๕๐๐ เปน บ​ รวิ ารพ​ รอ มดว ยพ​ ระอ​ สตี ​ิ มหาเ​ถระ เสดจ็ เ​ขา ไปก​ รงุ ร​าชค​ ฤห เพอื่ บ​ ณิ ฑบาต ไดท​ อดพระเนตร​ เหน็ ​เดก็ ๕๐๐ คน ยก​กระเชา ข​ นม​ออกจาก​เมอื งแลวไปสวนในวัน มหรสพวนั หนึง่ เด็กเหล่านนั้ ก็เพยี งแต่ถวายบังคมพระศาสดาแลว ​ ก​็หลีก​ไป ไมป​ วารณาเ​พ่อื ถ​ วายข​ นมแ​ ก​ภ ิกษ​แุ มส​ ัก​รปู ​หน่ึง​ พระศาสดา​ตรัส​ถาม​กับ​ภิกษุ​ท้ังหลาย ใน​กาล​ท่ี​เด็ก​เหลานั้น​ ไปแลว ว​ า “ภิกษุท​ ้งั หลาย เธอ​ทง้ั หลาย จกั ​ฉันขนม​ไหม” ภิกษ​ุทูลถามว​ า “ขนมท​ ไี่ หน​พระพทุ ธเจา ขา” พระศาสดาตรสั ว​า “เธอท​ งั้ หลายไ​มเ หน็ พ​ วกเ​ดก็ ถ​ อื ก​ ระเชา ข​ นม​ เดนิ ผานไ​ปแลว ​หรอื ?” ภิกษุ​ตอบ​วา “พวก​เด็ก​นั้น ไม​ถวาย​ขนม​แก​ใครๆ พระพุทธ

60 เจา ขา” พระศาสดา​ตรัส​วา “ภิกษุ​ทั้งหลาย เด็ก​เหลาน้ัน​ไม​นิมนต​เรา​ หรือ​พวก​เธอ​ดวย​ขนม​ก็​จริง ถึงกระนั้น ภิกษุ​ผู​เปน​เจาของ​ขนม ก็​ กำลงั ​มาข​ า งหลงั เรา​ทงั้ หลายฉ​ ันข​ นมเ​สีย​กอน​แลวจึงไ​ป” ตามธรรมดา​แหงพระพุทธเจา​ท้ังหลาย ยอม​ไมมี​ความ​ริษยา​ ใน​บุคคล​ใดๆ ​เลย เพราะฉะน้ันพระศาสดา​จึง​ตรัส​คำน​ ้ี​แลว จึง​พา​ ภิกษุสงฆ​ไปป​ ระทับน​ ั่งใ​ต​รม เงา​โคนไ​มต น ห​ น่งึ ตอมา​พวก​เด็กเ​มอื่ ​เห็น​พระมหากัสสปเ​ถระ​เดนิ ม​ า​ขางหลัง ก็​ บงั เกดิ ค​ วามร​กั ​และเ​ลอื่ มใสพ​ ระม​ หาเ​ถระข​ น้ึ อ​ ยา งเ​ตม็ เปย ม จงึ ว​ าง​ กระเชา ไหวพ ระเ​ถระด​ ว ยเ​บญจางคประดษิ ฐ แลว ย​ กข​ นมพ​ รอ มทงั้ ​ กระเชา ​ถวาย​แกพ​ ระเ​ถระ พระ​เถระ​จึง​กลาว​แก​เด็ก​เหลาน้ัน​วา “น่ัน​พระศาสดา​พา​พระ ภิกษุสงฆ​ไป​ประทับ​น่ัง​แลว​ที่​โคน​ไม พวก​เธอ​จง​ถือ​ไทยธรรม​ไป​ แบง สวน​ถวาย​ภกิ ษสุ งฆเ​ ถิด” พวกเ​ดก็ จ​ งึ ก​ ลบั ไ​ปพ​ รอ มกบั พ​ ระเ​ถระ ถ​ วายข​ นมพ​ ระบรมศาสดา​ และ​หมู​ภิกษุสงฆ แลว ​ได​ถ วาย​น้ำ หลงั จากฉ​ นั ข​ นมเ​สรจ็ ภกิ ษท​ุ งั้ หลายไ​ดพ​ ดู อ​ อกไปว​ า “พวกเ​ดก็ ​ ถวาย​ภักษา​เพราะ​เห็นแกหนา​พระ​มหา​กัสสป​เถระ ใน​ครั้งแรก​ไม​ ตอนรับ​พระ​สัมมาสัม​พุทธเจา หรือ​พระ​มหา​เถระ​อื่น​ท้ังหลาย​ดวย​ ขนม ตอ เมอ่ื เ​หน็ พ​ ระมหากสั สปเ​ถระแ​ ลว จงึ ถ​ อื เอาข​ นมพ​ รอ มดว ย​ กระเชา​นนั่ ​มาถวาย” พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่าน้นั แลว้ จึงตรัส​วา “ภิกษุ​ทั้งหลาย ภิกษุ​ผู​เชนกับ​มหา​กัสสปะ​ผู​บุตร​ของ​เรา ยอม​

61 เปน ท​ รี่ กั ข​ องเ​หลา เทวดาแ​ ละม​ นษุ ยท​ งั้ หลาย ยอ มท​ ำบ​ ชู าด​ ว ยป​ จ จยั ๔ แก​เธอ​โดย​แท” แลว​ตรัส​พระ​คาถา​แสดง​แก​เหลา​เด็ก​ท้ัง ๕๐๐ คน​น้ัน ​ใน​กาล​ จบ​พระธรรม​เทศนา เด็ก​เหลาน้ัน​ท้ังหมด ก็ได​บรรลุ​โสดาปตติผล ดงั น้ี หญิงเ​ขญ็ ใจ สมยั น​ น้ั ในก​ รงุ ร​าชค​ ฤหม​ ค​ี รอบครวั ห​ นงึ่ เ​ปน อ​ หวิ าตกโรค คนใน​ ครอบครัว​น้ัน​ตาย​กัน​หมด เหลือ​หญิง​คน​หนึ่ง หญิง​น้ัน​ได​ทิ้ง​เรือน​ หนีไปพ่ึง​เรือน​ของ​คน​อื่น อาศัยอยู​ดานหลัง​เรือน​ของ​เขา พวก​ผู​ คนใน​เรือน​นน้ั ​คิดส​ งสาร ใหอาหารท​ ี่เหลือ​ใน​หมอ ​ขาวแ​ ก​นาง นาง​ เล้ียงชวี ิต​อย​ูดว ย​อาหาร​ของ​ผคู นเ​หลา นั้น วนั น​ น้ั ท​ า นพ​ ระมหากสั สป เขา น​ โิ รธสมาบตั ิ ๗ วนั เมอื่ อ​ อกจาก​ นโิ รธ​น้นั แ​ ลว พิจารณา​หาผ​ ูท​ ่สี​ มควรจะ​อนุเคราะห ไดเ​หน็ ห​ ญิงน​ นั้ ​

62 ถงึ ว​ าระใ​กลต​ าย และเ​หน็ ก​ รรมใ​นอดตี ข​ องน​ างจ​ ะน​ ำไปสน​ู รก แตก​ ​็ ยัง​เห็น​โอกาส​ที่​นาง​จะ​ได​ทำบุญ ทาน​ได​พิจารณา​วา เม่ือ​เรา​ไปยัง​ บาน​น้ัน หญิง​คน​นี้จัก​ถวาย​อาหาร​ที่​ตน​ได​มา และ​ผลบุญ​นั้น​นาง​ จะ​ได​ไป​เกิดใ​น​เทวโลกช​ ัน้ น​ มิ มานรดี​ ดงั นนั้ ใ​นเ​วลาเ​ชา ทา นจ​ งึ เ​ดนิ ม​ งุ หนา ไ​ปยงั ท​ อี่ ยข​ู องน​ าง แลว จงึ ​ ยืน​อยู​ขา งหนา​เรอื น​ของห​ ญงิ น​ นั้ นาง​เห็น​พระ​เถระ​แลว คิดวา​พระ​เถระ​น้ี​เปน​พระ​เถระ​ผูใหญ ในท่นี ี้​ก​็ไมมข​ี องกนิ หรือ​ของ​เค้ยี ว ซ่ึงค​ วรท​ จี่ ะถ​ วายแ​ ก​พ ระ​เถระน​ ้ี จะม​ ก​ี เ​็ พยี งเศษอาหารอ​ นั จ​ ดื เ​ยน็ ไ​มม รี ส เตม็ ไปดว ยห​ ญา แ​ ละผ​ งธลุ ี ซึ่งอยใู่ นภาชนะสกปรกนี้ เรา​ไม​อ าจจะ​ถวาย​แก​พ ระเ​ถระ​เชนนไ้​ี ด นาง​จึง​กลาวว​ า “ขอ​ทา น​จง​โปรดสตั ว​ข างหนาเ​ถิด” แตพ​ ระเ​ถระย​ งั คงย​ นื น​ งิ่ ใ​นทน​ี่ นั้ ผคู นอ​ ยใ​ู นเ​รอื นน​ ำภ​ กั ษาเ​ขา ไป​ ถวาย พระ​เถระ​กไ​็ มรบั หญงิ เ​ขญ็ ใจน​ น้ั จงึ ร​วู า พ​ ระเ​ถระป​ ระสงคจ​ ะร​บั เ​ฉพาะอ​ าหารข​ อง​ เรา จงึ ​มาใ​นที่นี​ก้ ็​เพ่อื ​อนุเคราะห​เรา​เทา น้นั นางจ​ งึ ​มี​จติ ใจ​เลอื่ มใส เกดิ ​ความ​เอื้อเฟอ กเ็​กลยี่ ​ขา วตงั ​น้ันล​ ง​ใน​บาตรข​ องพ​ ระเ​ถระ พระเ​ถระแ​ สดงอาการว​า จ​ ะฉ​ นั เ​พอื่ เ​พม่ิ ค​ วามเ​ลอ่ื มใสข​ องน​ างใ​ห​ มากขน้ึ ผูคนป​ ู​อาสนะ​แลว พระ​เถระ​กน็​ ่ัง​บน​อาสนะน​ ้นั ​ฉนั ข​ าวตงั ​ นนั้ ดื่ม​น้ำ​แลว ​ชักม​อื ออกจากบ​ าตร ทำ​อนโุ มทนาแ​ ก​ห ญงิ ​เข็ญใจ นัน้ ​แลว ก็ไ​ป ใน​คนื ​นน้ั ​นางก​ ็ส​ ิ้นชีวิต ก็​ไป​บังเกิด​รวมกบั เ​หลาเทพใ​น​สวรรค​ ช้ันน​ ิมมานรดี

63 เกดิ ร​ ว มสมัย​กบั ​พระโพธสิ ตั ว ทา นไ​ด​เกดิ ​รว ม​ชาติ​กับพ​ ระโพธิสตั ว​อ ยู​ห ลายช​ าติ ดงั ท่​ปี รากฏ​ ใน​ชาดก​ตางๆ เชน - เกดิ เ​ปน พ​ ระส​ รู ะ ครง้ั พระพทุ ธองคเ​ สวยพระชาตเ​ิ ปน พ​ ระเจา ​ จันทราช ใน ​จันทก​ มุ ารช​ าดก - เกดิ เ​ปน น​ อ งชายห​ นงึ่ ใ​น ๖ คน ครงั้ พระพทุ ธองคเ​ สวยพระชาต​ิ เปน ​มหากัญจ​ นด​ าบส ใน ​ภิงสจ​ รยิ า​ชาดก - เกิด​เปน​ทุกูละ​ดาบส คร้ังพระพุทธองค​เสวยพระชาติ​เปน​ สวุ รรณส​ าม ใน สุวรรณ​สาม​ชาดก - เกิด​เปน​บิดา​ของ​มาณพ​ผู​เสาะหา​วิชา ครั้งพระพุทธองค​ เสวยพระชาตเ​ิ ปน​อาจารย ใน ​อสาต​มนั ตช​ าดก พระ​สัมมาสัม​พุทธเจา​ เสด็จ​ปรนิ ิพพาน พ​ ระส​ มั มาสมั พ​ ทุ ธเจา ไ​ดเ​ สดจ็ ​ โปรดสัตว​และ​แสดง​พระธรรม​ เทศนา ตลอด​ระยะเวลา ๔๕ พรรษา ทรง​สดบั ​วา อีก ๓ เดอื น​ ขางหนา​จะ​ปรินิพพาน จึง​ได​ทรง​ ปลง​อายุ​สงั ขาร ขณะนน้ั พ​ ระองค​ ได​ประทับ​จำพรรษา ณ เวฬคุ าม ใกลเ​มอื งเ​วลาส​ ี แควน ​วชั ช​ ี โดยก​ อนเ​สดจ็ ด​ ับขันธป​ ริ นพิ พาน ๑ วัน พระองค​ไ ด​เสวยส​ ุกร​ มัทท​วะ​ท่ี​นาย​จุนทะ​ทำ​ถวาย แต​เกิด​อาพาธ​ลง ทำให​พระ​อานนท​

64 โกรธ แตพ​ ระองคต​ รสั ว​ า “บณิ ฑบาตท​ ม​ี่ อ​ี านสิ งสท​ ส่ี ดุ มี ๒ ประการ คือเม่อื ​ตถาคตเสวยบ​ ิณฑบาตแ​ ลว ​ตรัสรู และป​ รนิ พิ พาน” และ​มี​พระ​ดำรัส​วา “โย โว อานนท ธมม จ ว​ นิ โย ม​ยา เท​ส​ิโต​ ปญญต​โต โส โว ม​ มจจเยน ​สตถา” อัน​แปล​วา “ดูกอน​อานนท ธรรม​และ​วินัย​อัน​ท่ี​เรา​แสดง​แลว บัญญัติ​แลว​แก​เธอ​ทั้งหลาย ธรรมวินัย​นั้น จัก​เปน​ศาสดา​ของ​เธอ​ ท้ังหลาย เม่อื เ​ราล​ ว งลบั ​ไปแลว” พระพุทธเจา​ทรง​ประชวร​หนัก แต​ทรง​อดกล้ัน​มุงหนา​ไปยัง​ เมืองกุ​สิ​นารา ประทับ ณ ปา​สาละ เพื่อ​เสด็จ​ดับขันธ​ปรินิพพาน โดย​กอน​ทจ่ี ะเ​สดจ็ ด​ บั ขนั ธป​ รนิ ิพพาน​น้นั พระองค​ไ ด​อ ปุ สมบท​แก​ พระ​สุภัททะ​ปริพาชก ซึ่ง​ถือไดวา “พระ​สุภภัททะ” คือ​สาวก​องค​ สุดทาย​ทพี่​ ระพทุ ธองค​ทรงบ​ วช​ให ใน​ทามกลาง​คณะสงฆ​ทั้งท่ี​เปน​พระอรหันต และ​ปุถุชน​จาก​ แควน​ตางๆ รวมท้ัง​เทวดา ท่ีมา​รวมตัวกัน​ใน​วันนี้ ใน​ครานั้น​ พระองค​ทรง​มี​ปจฉิม​โอวาท​วา “ดูกอน​ภิกษุ​ท้ังหลาย เรา​ขอ​บอก​ เธอ​ท้ังหลาย ​สังขาร​ทั้งปวง​มี​ความ​เสื่อมสลาย​ไป​เปนธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชนต์ นเอง และประโยชน์ของผ้อู ่ืนให้สมบูรณ์ ดว้ ย​ความ​ไมป​ ระมาทเ​ถดิ ” (อปป​มาเ​ทน สม​ปาเ​ทต) จากนนั้ ไ​ดเ​ สดจ็ ด​ บั ขนั ธป​ รนิ พิ พาน ใตต​ น ส​ าละ ณ สาลว​โนทยาน ของ​เหลา ​มลั ล​กษตั รยิ  เมอื งกุ​สิ​นารา แควน​มลั ละ ใน​วันข​ ้ึน ๑๕ คำ่ เดอื น ๖ รวมพ​ ระช​ นม ๘๐ พรรษา และว​ นั นถ​้ี อื เ​ปน การเ​รม่ิ ตน ข​ อง​ พทุ ธศกั ราช

65 ถวายพระเพลิงส​ มเดจ็ พระสัมมาสมั ​พุทธเจา พธิ ถ​ี วายพระเพลงิ พ​ ระบ​ รมศ​ พม​ ข​ี น้ึ ใ​นว​ นั ที่ ๘ หลงั จากพ​ ระผ​ ม​ู ​ี พระ​ภาค​เจา ​เสด็จป​ รนิ ิพพาน​ใตต​ นส​ าละ​ในร​าตรี ๑๕ คำ่ เดอื น ๖ โดยพ​ วกก​ ษตั รยิ ม​ ลั ละจ​ ดั บ​ ชู าด​ ว ยข​ องหอม ดอกไม และเ​ครอ่ื งดนตร​ี ทกุ ชนดิ ทม​่ี อ​ี ยใ​ู นเมอื งกส​ุ น​ิ าราต​ ลอด ๗ วนั แลว ใ​หก​ ษตั รยิ ม​ ลั ละ ๘ องค ซง่ึ ​ทรง​เปนป​ ระธานแ​ กก​ ษัตรยิ ท​ ้ังปวง สรง​เกลา นงุ หม​ผาใ​หม อญั เชญิ พ​ ระส​ รรี ะไ​ปทางท​ ศิ ตะวนั ออกของพ​ ระนคร เพอื่ ถ​ วายพระ​ เพลงิ ​ พวก​กษัตริย​มัลละ​ถามถึง​วิธีปฏิบัติ​พระ​สรีระ​กับ​พระ​อานนท​ เถระ แลว​ทำตาม​คำ​ของ​พระ​เถระ​น้ัน​คือ หอ​พระ​สรีระ​ดวย​ผา​ ใหม​แลว​ซับ​ดวย​สำลี แลว​ใช​ผา​ใหม​หอ​ทับ​อีก ทำ​เชนนี้​จน​หมด​ผา ๕๐๐ คู แลว ​เชญิ ล​ ง​ใน​ราง​เหล็กท​ ีเ​่ ตมิ ด​ ว ยน​ ้ำมนั แลว ท​ ำจ​ ติ กาธาน​ ดวย​ดอกไมจ​ ันทน และ​ของหอมท​ ุกชนิด จากนน้ั อ​ ัญเชิญ พวกเ​จา ​ มัลละ​ซ่ึง​ทรง​เปน​ประธาน​แก​กษัตริย​ท้ังปวง ๔ คน สระสรง​เกลา และ​นุงหม​ผา​ใหม พยายาม​จุด​ไฟ​ท่ี​เชิงตะกอน แต​ก็​ไม​อาจ​ให​ไฟ​ ตดิ ไ​ด จงึ ส​ อบถามส​ าเหตก​ุ บั พ​ ระอ​ นร​ุ ทุ ธะ (พระเ​อตทคั คะผ​ เ​ู ลศิ ท​ าง​ ทิพยจักษุญาณ คอื ​มี​ตาทิพย) พระ​อนรุ​ทุ ธะ​เถระ จึงแ​ จงแ​ กค​ น​ทงั้ ปวง​วา “เพราะ เทพ เทวดา มี​ความ​ประสงค​ให​รอ​พระมหากัสสป และ​ภิกษุ​หมู​ใหญ ๕๐๐ รูป ผู​กำลัง​เดินทาง​มา​เพ่ือ​ถวายบังคม​พระบาท​เสีย​กอน ไฟ​ก็​จะ​ ลกุ ไหม” กเ​็ ทวดาเหลา นนั้ เคยไ​ดอ​ ปุ ฏ ฐากพ​ ระเ​ถระ และพ​ ระส​ าวกผ​ ใู หญ​ มาก​ อ น จงึ ไ​ม​ยินดท​ี ไ​่ี มเ ห็นพ​ ระมหากัสสปอ​ ยใู​นพ​ ิธี

66 และ​เมื่อ​ภิกษุ​หมู ๕๐๐ รูป​โดย​มี​พระมหากัสสป​เปน​ประธาน​ เดินทาง​มาพรอมกัน ณ ที่​ถวายพระเพลิง​แลว ครั้น​ถึง​เชิงตะกอน พระมหากัสสป​เถระ​กระทำ​จีวร​บัง​เฉียง​พระ​อังสา​เบื้อง​ซาย ถวาย​ อญั ชลเ​ี หนอื เ​ศยี รเ​กลา ทำป​ ระทกั ษณิ าว​ ตั ร เขา สเ​ู บอื้ งพ​ ระบาท ทำ​ สจั จะ​อธิษฐาน​บารมี​วา “ขาพเจา​เปน​ผูเดียว​ที่​ได​รวม​พุทธ​บริโภค (ใช​ผา​สังฆาฏิ​รวมกับ​ พระพุทธเจา ) และ​ขาพ​ ระองคเ​ คารพ​รัก​เทดิ ทูน​พระพุทธองค​เหนอื ​ เศยี รเ​กลา ขา ​พระองคจกั ส​ บื ทอดพ​ ระศาสนาใ​ห​ดำร​งคไ​ว​ต ามพ​ ุทธ​ บัญชา ขอให​พระบาท​อัน​ประดับ​ดวย​จักรรั​ตน​จง​ออกจาก​หีบ​ทอง​ รองรับ​อภิวาท​บงั คม​จาก​หัตถท​ ั้งสองแ​ หง ​ขาพเจา ” ขณะนั้น​พระศาสดา​ทรง​กระทำ​พระ​ปาฏิหาริย​ให​พระบาท​ ท้ังสอง​ยื่น​แทรก​ผา ๕๐๐ ชั้น​ออก​มาจาก​พระ​หีบ​ทอง เพ่ือให​ พระมหากสั สปเ​ถระก​ ระทำส​ กั การะ จากนนั้ พ​ ระบาทก​ ค​็ นื กลบั เ​ขา ส​ู หบี ​ทอง​ไฟจ​ งึ ล​ ุกโชนข​ ้ึน​เอง​โดย​ไม​ต อ ง​มใ​ี คร​จดุ ทนั ใดนนั้ พร​ะอร​ุ งั คธ​ าตท​ุ ห​ี่ มุ หอ ด​ ว ยผ​ า ก​ มั พลก​ แ​็ สดงป​ าฏหิ ารยิ ​

67 เสดจ็ อ​ อกจากพ​ ระห​ บี ท​ อง มาป​ ระดษิ ฐานอ​ ยเ​ู หนอื ฝ​ า มอื เ​บอ้ื งข​ วา​ แหง ​พระมหากัสสป​เถระอ​ คั รส​ าวก ขณะนน้ั เตโชธาตก​ุ บ​็ งั เกดิ ลกุ เ​ปน เ​ปลวข​ นึ้ ท​ ำลายพ​ ระส​ รรี ะข​ อง​ พระศาสดา สวน​พระบรมธาตุ​สวน​ศรีษะ​น้ัน ฆฏิ​การ​พรหม​อัญเชิญ​ไป​ ประดษิ ฐานไ​ว​ใน​พรหม​โลก พระธาตุ พระ​เขี้ยวแกว โทณพราหมณ์ได้อัญเชิญซ่อนไว้ท่ี​ มวยผ​ ม พระอนิ ทรอ​ ญั เชญิ ไ​ปป​ ระดษิ ฐานไ​วใ​ นช​ นั้ ด​ าวดงึ ส พระธาตุ พระ​รากขวัญ​น้ัน พญานาค​อัญเชิญ​ไป​ประดิษฐาน​ไว​ใน​เมือง​นาค พระบรมธาตท​ุ อ​ี่ อกพ​ ระนามม​ าข​ า งบนน​ ้ี มไิ ดเ​ ปน อ​ นั ตรายด​ ว ยเ​พลงิ ยัง​ปกติ​อย​ตู ามเดิม สวน​พระบรมธาตนุ​ อกนั้น​ยอยยับ​ไป​เปน ๓ ขนาด ขนาดใหญ​ เทา​เมล็ด ถ่ัว​แตก ขนาดที่​สองเทา​เมล็ด​ขาวสาร​หัก ขนาดท่ี​สาม​ เทา​เมล็ด​พันธุ​ผักกาด พระเจาอ​ชาต​ศัตรู นำ​เอาไป​ประดิษฐาน​ไว​ ในถ​ ำ้ ​สัตตปณ​ ค​ หู า​ หลงั จากทพ​่ี ระเ​พลงิ เ​ผาซ​ ง่ึ เ​ผาไหมพ​ ระพทุ ธส​ รรี ะด​ บั ม​ อดล​ งแ​ ลว บรรดา​กษัตรยิ ​มลั ละ​ทงั้ หลาย จงึ ไ​ดอ​ ญั เชิญพ​ ระบรมสารรี กิ ธาต​ุทั้ง​ หมดลงใ​นห​ บี ท​ องแ​ ลว น​ ำไปร​กั ษาไ​วภ​ ายในน​ ครกส​ุ น​ิ ารา สว นเ​ครอื่ ง​ บรขิ ารต​ า งๆ ของพ​ ระพทุ ธเจา ไ​ดม​ ก​ี ารอ​ ญั เชญิ ไ​ปป​ ระดษิ ฐานต​ ามท​่ี ตางๆ อาทิ ผา​ไตรจีวร อัญเชิญ​ไป​ประดิษฐาน​ท่ี​แควน​คัน​ธาระ บาตร​อญั เชิญไ​ปป​ ระดิษฐานท​ ่เ​ี มืองป​ าต​ล​ีบุตร เปนตน และเ​มอื่ บ​ รรดาก​ ษตั รยิ จ​ ากแ​ ควน ต​ า งๆ ไดท​ ราบว​า พ​ ระพทุ ธเจา ​ ได​เสด็จ​ดับ​ขันธ​ปรินิพพาน​ที่​นครกุ​สิ​นารา จึง​ได​สง​ตัวแทน​ไป​ขอ​

68 แบง​พระบรมสารีริกธาตุ เพ่ือ​นำ​กลับมา​สักการะ​ยัง​แควน​ของ​ตน​ แตก​ ถ​็ กู ก​ ษตั รยิ ม​ ลั ละป​ ฏเิ สธ จงึ ท​ ำใหท​ ง้ั ส​ องฝา ยข​ ดั แยง แ​ ละเ​ตรยี ม​ ทำสงคราม​กัน แตใ​ นส​ ดุ เ​หตกุ ารณก​ ม​็ ไิ ดบ​ านปลาย เนอ่ื งจากโทณ​ พ​ ราหมณไ​ ด​ เขา มาเ​ปน ต​ วั กลางเ​จรจาไ​กลเ กลย่ี เพอ่ื ย​ ตุ ค​ิ วามข​ ดั แยง โ​ดยเ​สนอให​ แบง พ​ ระบรมสารรี กิ ธาตอ​ุ อกเ​ปน ๗ สว นเ​ทา ๆ กนั ซง่ึ ก​ ษตั รยิ แ​ ตล ะ​ เมือง ทรง​สราง​เจดีย​ท่ี​บรรจุ​พระบรมสารีริกธาตุ ตาม​เมือง​ตางๆ ดังน้ี ๑. กษตั ริยล จิ ​ฉวี ทรงส​ รางเ​จดยี ​บรรจไ​ุ วท​ ี​่เมอื งเวส​ าลี ๒. กษตั รยิ ศ​ ากยะ ทรงส​ ราง​เจดีย​บรรจไ​ุ ว​ท​เี่ มืองก​ บลิ พ​ ัสดุ ๓. กษตั ริยถ​ ูล​ ยิ ะ ทรง​สราง​เจดียบ​ รรจไุ​วท​ เี​่ มือง​อลั ลกปั ปะ ๔. กษัตริย​โกลยิ ะ ทรง​สรา ง​เจดยี ​บรรจุ​ไวท​ ​่ีเมอื งร​ามคาม ๕. มหา​พราหมณ สรางเ​จดยี บ​ รรจุไ​วท​ เ​่ี มือง​เวฏฐท​ ีป​กะ ๖. กษตั รยิ ม​ ัลละแ​ หง ​เมอื งป​ าวา ทรง​สรา ง​เจดยี บ​ รรจุไ​วท​ ่เ​ี มือง​ ปาวา ๗. พระเจา อ​ชาตศ​ ตั รู ทรงส​ รางเ​จดยี บ​ รรจไุ​วท​ ​่ีเมอื งร​าช​คฤห ๘.​มลั ลก​ ษตั ริยแ​ หงกส​ุ ​ินารา ทรง​สรา ง​เจดยี ​บรรจุ​ไว​ทเี่​มืองกส​ุ ิ​ นารา ๙. กษตั รยิ เ​ มอื งโ​มรยิ ะ ทรงส​ รา งส​ ถปู บ​ รรจพ​ุ ระอ​ งั คาร (องั คาร​ สถปู ) ที่​เมืองปป​ผล​วิ นั ๑๐. โท​ณ​พราหมณ สราง​สถูป​บรรจุ​ทะนาน​ตวง​พระบรมสารี ริกธาตุ ท่ี​เมืองกุ​สิ​นารา (ทะนาน​ตวง​พระบรมสารีริกธาตุ​แจก, คำ​ วา ตุมพะ แปล​วา ทะนาน, บางท​ีเรยี กส​ ถปู ​นี้​วา ตุมพส​ ถปู )

69 สำหรับ​กรณี​ของ​กษัตริย​เมือง​โมริยะ​นั้น ได​สง​ผูแทน​มา​หลัง จากที่โทณ​ ​พราหมณ​แ บง​พระบรมสารรี กิ ธาตใ​ุ หท​ ้ัง ๗ เมอื งไปแ​ ลว จงึ ​ได​อัญเชิญพ​ ระอ​ งั คาร​ไปแ​ ทน สว นโทณ​ พ​ ราหมณ กไ็ ดส​ รา งส​ ถปู บ​ รรจท​ุ ะนานท​ ใ​่ี ชส​ ำหรบั ต​ วง​ พระบรมสารรี กิ ธาตส​ุ ำหรบั ต​ นเ​อง และผ​ คู นไ​ดส​ กั การะด​ งั ทไ​่ี ดก​ ลา ว​ ไป พระเ​กยี รติคุณข​ องท​ า นพ​ ระ​มหา​กสั สป​เถระ พระมหากสั สปเ​ถระ ไ​ดร บั ก​ ารย​ กยอ งใ​หเ​ ปน พ​ ระเ​ถระช​ น้ั ผ​ ใู หญ​ ของ​พระพุทธองค วา​โดย​ลำดับ​แลวก็​จัด​อยู​ใน​ลำดับที่​สาม​ของ​หมู​ พระ​มหาสาวก รอง​จาก​พระสา​รี​บุตร และพระ​โมคคัล​ลา​นะ ซ่ึง​ เปน​พระ​อัคร​สาวก​เบ้ือง​ขวา​และ​เบ้ือง​ซาย สม​ดังท่ี​ทาน​ไดรับ​พุทธ​ พยากรณจ​ ากพ​ ระป​ ทมุ ตุ ตระพ​ ทุ ธเจา วา ท​ า นจ​ ะเ​ปน พ​ ระส​ าวกท​ ี่ ๓ ของพ​ ระ​โค​ดม​พทุ ธเจา แตใ​ นทางป​ ฏบิ ตั ิ ในส​ มยั พ​ ทุ ธกาลน​ นั้ พระอ​ คั รส​ าวกท​ ง้ั สองต​ า ง​ กไ็ ด​นิพพานไ​ปกอ น​พระพุทธองคท​ ้ังสิ้น สวนพ​ ระมหากัสสป​มีอายุ​ ตอ มาห​ ลงั พ​ ระพทุ ธเจา ป​ รนิ พิ พาน จงึ น​ บั ไ​ดว​ า ท​ า นเ​ปน ป​ ระธานข​ อง​ เหลา​ภิกษห​ุ ลงั พ​ ระพทุ ธป​ รนิ พิ พาน ทา นไ​ดร บั ก​ ารย​ กยอ งจ​ ากพ​ ระพทุ ธองคเ​ ปน อนั มาก รวมทง้ั ก​ าร​ สถาปนา​เปน เ​อตทคั คะ เปน ยอด​ของภ​ ิกษผุ​ ูท รงธ​ ุดงค ๑๓ ซง่ึ ​ตาม​ อรรถกถาไ​ดก​ ลา วไ​วว​ า โดยป​ กตม​ิ หาสาวกผ​ จ​ู ะไ​ดร บั ก​ ารแ​ ตง ตงั้ เ​ปน ​ เอตทัคคะ​ทาง​ดาน​ใด​ดาน​หน่ึง​น้ัน ก็​ยอมจะ​ตอง​ได​มา​ดวย​เหตุ ๔ ประการค​ อื

70 ๑. โดยเ​หต​ุเกดิ เรอ่ื ง ๒. โดย​การม​ าก​ อน ๓. โดยเ​ปน ผ​ ชู ำ่ ชอง​ชำนาญ ๔. โดยเ​ปน ผ​ ​ยู ง่ิ ด​ ว ย​คณุ ในเ​หตุ ๔ อยา งน​ นั้ พระเ​ถระบ​ างร​ปู ยอ มไ​ดต​ ำแหนง เ​อตทคั คะ โดย​เหต​ุอยา งเดียว บางร​ูป​ได​โดยเ​หตุ ๒ อยาง บางร​ูปไ​ด​โดย​เหตุ ๓ อยาง บาง​รปู ​ได​ดว ยเ​หตุ ท้งั ๔ อยา ง ทาน​พระมหากัสสปเ​ถระ​ ก็​เปน ​ทาน​หนึง่ ท​ ี​ไ่ ดต​ ำแหนงด​ งั กลาวด​ วย​เหต​คุ รบ​ทั้ง ๔ อยาง ๑. โดย​เหต​ุเกิดเรือ่ ง เรอ่ื ง​ที่​เปนเ​หตุก​ ็​คอื ​เรอื่ งพ​ ระศาสดาท​ รง​ ทรง​เปลี่ยน​จีวร​กับ​พระ​มหา​เถระ ดวย​ทรง​พิจารณา​วา อันวา​จีวร​ ท่ี​เกา​เน่ือง​เพราะ​ใช​ของ​พระพุทธเจา​ท้ังหลาย​นี้ ถึง​เกา​แลว​คน​ที่​มี​ คณุ ​เพยี ง​นดิ หนอย​ไม​อ าจ​ครองไ​ด จีวร​เกา ​ดังกลาวน​ ี้ เฉพาะบุคคล​ ผู​อาจสามารถ​ใน​การ​บำเพ็ญ​ขอปฏิบัติ ผู​ถือ​ผา​บังสุกุล​มา​แตเดิม เชน ​พระ​มหาเ​ถระ​จงึ ​จะ​ควร​รับ​เอา และไ​มเคย​มีก​ าร​ประทานจ​ วี รท​ ี่​ ทรงห​ ม​แลว​แก​พระ​สาวก​องคใ​ดเ​ลย

71 ๒. โดยก​ ารม​ าก​ อ น กค​็ อื ทา นพ​ ระเ​ถระน​ ม​้ี ใิ ชเ​ ปน ผ​ ทู รงธด​ุ งคค​ ณุ ​ มาก แตใ​ นป​ จ จุบัน​เทา น้นั ถงึ ใ​นอดตี แมท​ า นบ​ วชเ​ปน ฤ​าษี ทา น​ก​็ เปน ​ผู​บำเพ็ญบ​ ารมี​ในทางท​ รงธดุ​ งคค​ ณุ ม​ าก มาถงึ ๕๐๐ ชาติ ๓. โดยเ​ปน ผ​ ชู ำ่ ชองช​ ำนาญ กค​็ อื เมอื่ ท​ า นอ​ ยท​ู า มกลางบ​ รษิ ทั ๔ เมอื่ แ​ สดงธรรม ยอ มไ​มล​ ะเวน ท​ จ่ี ะแ​ สดงกถาว​ ตั ถุ ๑๐ ซง่ึ เ​ปน ธรรม​ ทช​่ี กั นำใ​หพ​ ทุ ธบรษิ ทั มค​ี วามป​ รารถนาน​ อ ย มค​ี วามส​ นั โดษ มค​ี วาม​ สงดั ​กาย สงัดใ​จ ชกั นำ​ให​ไมค​ ลุกคลี​ดวยห​ มู ชักนำ​ให​ป รารภค​ วาม​ เพยี ร ฯลฯ ซ่งึ เ​ปนคุณข​ องก​ ารท​ รง​ธุดงควัตร​ทั้งส้ิน ๔. โดย​เปน​ผู​ยิ่ง​ดวย​คุณ ก็​คือ เวน​พระ​สัมมาสัม​พุทธเจา​เสีย สาวก​อ่ืน​ผู​เสมอเหมือน​พระมหากัสสป ดวยธุ​ดงค​คุณ ๑๓ ไมมี เพราะฉะนัน้ พ​ ระ​เถระ​ไดโ​ ดยย​ ง่ิ ​ดวยค​ ณุ ​อยาง​น้ี นอกจากจ​ ะไ​ดร บั ก​ ารส​ ถาปนาเ​ปน เ​อตทคั คะแ​ ลว ทา นย​ งั ไ​ดร บั ​ การ​ยกยอ ง​จาก​พระพุทธองค​อกี ​หลาย​ประการ ดังท​ที่ า นไ​ดป​ รารภ​ เมอ่ื ค​ รง้ั ส​ ภุ ทั ทะภ​ กิ ษก​ุ ลา วจ​ าบจว งพ​ ระพทุ ธองค เมอ่ื ท​ ราบข​ า วก​ าร​ เสด็จ​ดบั ข​ ันธป​ รนิ ิพพาน​และป​ รารถนาจ​ ะ​กระทำส​ ังคายนาว​ า “ทรงยกยอ่ งเราเป็นกายสักขี (มวี ิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์) ทรง​มอบ​ความ​เปน​สกลศา​สน​ทายาท ๓ คร้ัง” (พระ​สุตตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๑) ตัวเรา​อัน​พระ​ผู​มี​พระ​ภาค​ เจา ​ตรสั ​วา ดูกอ น​กสั สปะ เธอจกั ห​ ม ไ​ด​ห รอื ไม ซงึ่ ​ผา ปา น​บังสกุ ุลท​ ​่ี ใชเ​กา​แลว ​ของ​เรา ดงั นี้ ทรงอ​ นเุ คราะหด​ ว ยสา​ธาร​ณบ​ รโิ ภค​ในจ​ วี ร และด​ ว ยก​ ารส​ ถาปนาไ​วเ​ สมอก​ บั พ​ ระองคใ​ นธ​ รรมอ​ นั ย​ งิ่ ข​ องม​ นษุ ย ตาง​โดยอ​ น​ปุ ุพพว​ ิหาร ๙ และ​อภิญญา ๖ เปน ตน โดยนัย​เปนตน ​ อยา งน​ ว​้ี า ดกู อ นภ​ กิ ษท​ุ ง้ั หลาย เราต​ อ งการล​ ะจ​ ากก​ าม ทง้ั หลาย ละ​

72 จาก​อกศุ ล​ธรรม​ทัง้ หลาย เขาถงึ ​ปฐมฌาน​อยู​เพียงใด ดูกอน ภกิ ษ​ุ ท้ังหลาย แม​กัสสปะ​ตองการ​ละ​จาก​กาม​ทั้งหลาย ละ​จาก​อกุศล​ ธรรมทง้ั หลาย เขา ถงึ ป​ ฐมฌานอ​ ยเ​ู พยี งนนั้ ดงั น้ี (พระส​ ตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนิกาย สลี ข​ ันธ​วรรค เลม ๑ ภาค ๑) ยงิ่ กวา นนั้ ย​ งั ส​ รรเสรญิ ดว ยค​ วามเ​ปน ผ​ ม​ู จ​ี ติ ไ​มต​ ดิ อยใ​ู นต​ ระกลู เหมอื นส​ นั่ ​มือใ​น​อากาศ และด​ วย​ปฏปิ ทา​เปรียบ​ดว ย​พระจนั ทรว า “ดกู อ นภ​ กิ ษท​ุ ง้ั หลาย ก​ สั สปะเ​ปรยี บเ​หมอื นด​ วงจนั ทร เขา ไ​ปหา​ ตระกลู ไมค​ ะนองก​ ายไ​มค​ ะนองจ​ ติ เปน ผ​ ใ​ู หมเ​ ปน นติ ย ไมท​ ะนงตวั ​ ใน​ตระกลู ” (พระส​ ุตตนั ตปฎ ก ​ขทุ ทก​นิกาย เถรค​ าถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔) และ​ใน​พระส​ ตุ ตันตปฎก ​ขุททก​นกิ าย เถรค​ าถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ พระพทุ ธองคท​ รงต​ รสั แ​ กพ​ ราหมณว​ า “ในห​ มม​ู นษุ ยท​ งั้ ปวง ผูใด​เปน​กษัตริย หรือ​เปนพราหมณ​สืบ​วงศตระกูล​มา​เปนลำดับๆ ต้ัง ๑๐๐ ชาติ ถึง​พรอมดวย​ไตรเพท ถึงแม​จะ​เปน​ผู​เลาเรียน​มนต เปน ผ​ ถ​ู งึ ฝ​ ง แ​ หง เ​วท ๓ การก​ ราบไหวผ​ น​ู น้ั แ​ มบ​ อ ยๆ ยอ มไ​มถ งึ เ​สย้ี ว​ ท่ี ๑๖ ซึ่ง​จำแนก​ออก ๑๖ คร้ัง ของ​บุญ​ที่​ไหวพระ​กัสสปะนี้​เพียง​ ครง้ั เดียวเลย” เปน ป​ ระธานใ​นก​ ารท​ ำ​ปฐม​สังคายนา ทา นพ​ ระมหากสั สป ผเ​ู ปน ส​ งั ฆเถระข​ องภ​ กิ ษป​ุ ระมาณเ​จด็ แ​ สน​ รูปที่ประชุม​กัน​ใน​วัน​แบง​พระบรมสารีริกธาตุของ​พระ​ผู​มี​พระ​ภาค​ เจา ​มา​ระลึกถึง​คำ​ของ​สุภัททะกลาว​เมื่อ​พระ​ผู​มี​พระ​ภาค​เจา​เสด็จ​ ปรินิพพาน​ได ๗ วัน และ​ดำริ​ของ​ทาน​ที่จะ​กระทำ​ปฐม​สังคายนา​

73 จึง​ได​แสดง​ดำรนิ​ น้ั ​ตอส​ งฆท​ ้ังหลาย ภกิ ษทุ​ ง้ั หลาย​กลา วว​ า ถา ​กระนัน้ ขอพ​ ระเ​ถระจง​คัดเลือก​ภิกษุ ทง้ั หลายเ​ถดิ ข​ อรับ ครั้งนั้น ทาน​พระมหากัสสป​เถระ จึง​คัดเลือก​พระอรหันต​ได ๔๙๙ รูป หยอน ๕๐๐ รูปอ​ ยอู​ งค​หนง่ึ เหตุ​ท่ี​พระมหากสั สป​เถระ​ ทำใหห​ ยอ น ๕๐๐ อยร​ู ปู ห​ นงึ่ อรรถกถาก​ ลา วไ​วว​ า เพอ่ื ไ​วใ​ หโ อกาส​ แกท​ าน​พระอ​ านนทเ​ถระ​ เพราะพระม​ หาเ​ถระไ​ดพ​ จิ ารณาว​ า การก​ ระทำส​ งั คายนาน​ น้ั ม​ี เหตท​ุ งั้ ไ​มค​ วรเ​ลอื ก และเหตท​ุ ค​่ี วรเ​ลอื กพ​ ระอ​ านนทเ​ ขา รว มก​ ระทำ​ สังคายนา เหตุ​ท่ี​ไม​ควร​เลือก​ก็เพราะวา​พระ​อานนท​นั้น​เปน​พระ​ เสขะ (ยัง​ไม​บรรลุ​พระอรหันต​ในขณะ​วัน​คัดเลือก) ยังมี​กิจ​ที่​ตอง​ ทำ​อยู จึงไ​ม​ควร​เลอื ก แต​ถา​เวน​ทาน​พระ​อานนท​เสีย​ก็​ไม​อาจ​ทำ​สังคายนา​ธรรม​ได ดว ยธ​ รรมท​ ง้ั หลายข​ อ ใ​ดข​ อ ห​ นงึ่ ซง่ึ พ​ ระพทุ ธองคท​ รงแ​ สดงแ​ ลว ไมม ​ี ธรรม​ขอ​ใด​ที่​พระ​อานนท​ไมได​รับฟง​ตอ​พระ​พักตร​ของ​พระ​ผู​มี​พระ​ ภาค​เจา (ดว ยเ​หตทุ​ ​ีท่ า น​ขอพ​ ร​ตอ ​พระศาสดา​กอ น​ท่จี ะร​ับเ​ปน พ​ ทุ ธ​ อุปฏ ฐาก วา​ถา พ​ ระพทุ ธองค​ไปท​ รงแ​ สดงธรรม​ในท​่ซี ึ่ง​พระอ​ านนท​ ไมไ ดอ​ ยด​ู ว ย พระพทุ ธองคจ​ ะต​ อ งแ​ สดงธรรมน​ น้ั ต​ อ พ​ ระอ​ านนทอ​ กี ​ ครงั้ หนง่ึ เนอื่ งจากพ​ ระอ​ านนทเ​ กรงข​ อ ครหาข​ องผ​ ท​ู จี่ ะก​ ลา วว​า เปน ​ พระพทุ ธ​อุปฏ ฐาก ใ​กล​ชดิ ​พระพทุ ธเจาแ​ ต​ไ มเ คยไ​ดยิน​ธรรม​ขอ​นน้ั ​ ขอ น​ )ี้ ​ฉ​ ะน​ น้ั จ​ งึ ไ​มอ​ าจเ​วน เ​สยี ไ​ด เ​พราะวา ท​ า นพ​ ระอ​ านนทน​ นั้ แ​ ม​ เปน​เสขะอ​ ยู ​แตก​ ​น็ า ​ท่​ีพระมหากัสสป​เถระจ​ ะ​เลอื ก เ​พราะ​เปน ​ผ​ูมี​ อุปการะ​มาก​ตอ​การ​ทำ​สังคายนา​ธรรม ​แต​ท่ี​พระมหากัสสป​เถระ​

74 ตัดสิน​ใจ​ไม​เลือก​พระ​อานนท​เถระ ​ก็​เพราะ​จะ​หลีกเล่ียง​การ​ตำหนิ​ ติเตียนจ​ าก​บคุ คลท​ ​ี่ไม​เขา ใ​จ ​อัน​ที่จริง​แลว ​ทาน​พระมหากัสสป​เถระ​มี​ความ​สนิทสนม​อยาง​ เหลือเกิน​กับ​ทาน​พระ​อานนท ​ดังเชน ​ถึง​ทาน​พระ​อานนท​จะ​มี​ ผม​บน​ศีรษะ​หงอก​แลว ​พระมหากัสสป​เถระ​ก็​ยัง​สั่งสอน​ทาน​พระ​ อานนท​เถระ ​ดวย​วาทะ​เหมอื นห​ น่ึงว​ า ​ทาน​พระอ​ านนท​ยงั เปน เ​ด็ก​ อยู ​เชน วา “​​เด็ก​คนน​ ี้ไ​มรูจ ัก​ประมาณ​เสยี ​เลย” ​เปนตน ​(​ดว ย​ความ​ สัมพันธ​กัน​กับ​พระ​อานนท​ใน​หลาย​ภพ​ชาติ ​และ​พระมหากัสสป​ ได​บรรลุ​อรหันต​ผล​พรอม​ปฏิสัมภิทา​แลว​ แม​พระ​อานนท​จะ​อายุ​ มากกวา ​และ​เปน​สหชาติ​ของ​พระศาสดา​พระ​อานนท​ก็​ยัง​เคารพ​ เชื่อฟง​พระมหากสั สป)​​ อีก​ประการ​หน่งึ ​ทา น​พระ​อานนท​น​ี้เกิดใ​น​ตระกูลศ​ ากยะ เ​ปน ​ พระอ​ นชุ าข​ องพ​ ระต​ ถาคต เ​ปน โ​อรสข​ องพ​ ระเจา อ​ า ใ​นก​ ารค​ ดั เลอื ก​ พระอ​ านนท ภ​ กิ ษท​ุ งั้ หลายจ​ ะส​ ำคญั ว​ า ท​ า นล​ ำเอยี ง​เ​ลอื กเ​พราะร​กั ​ จะพ​ งึ ต​ ำหนต​ิ เิ ตยี นว​ า พ​ ระมหากสั สปเ​ถระ ล​ ะเวน เ​หลา ภ​ กิ ษผ​ุ บ​ู รรล​ุ อรหนั ต​ปฏิสัมภิทาอ​ งคอ​ ื่นไ​ปเ​สยี แ​ ลว ไปเ​ลือกพ​ ระอ​ านนท ผ​ ู​ยงั ไ​ม​ บรรลุ​อรหตั ผล​​ พระ​เถระ​เพื่อ​จะ​หลีกเล่ียง​คำ​ตำหนิ​ติเตียน​นั้น ​จึง​คิดวา ​“​ถา​ เวน​พระ​อานนท​เสีย ​ก็​ไม​อาจ​ทำ​สังคายนา​กัน​ได ​แต​เรา​จะ​เลือก​ กต็ อเม่ือภ​ กิ ษุท​ งั้ หลาย​อนุมตั ​เิ ทา​นั้น”​ด​ งั นจ​ี้ งึ ​ไม​เลอื กเ​อง ​ ครัง้ น​ นั้ ​ภิกษทุ​ ั้งหลาย​พาก​ นั ร​อ งขอ​พระเ​ถระ ​เพอ่ื ​ให​ทา นเ​ลือก​ อานนทเ​ สยี เ​องเลย ดงั นน้ั ทา นพ​ ระมหากสั สปเ​ถระ จงึ ไ​ดเ​ ลอื กท​ า น​ พระ​อานนท​ดวย​ดังนี้ พระ​เถระ​จึง​ได​มี​จำนวน​ครบ ๕๐๐ รวมทั้ง​

75 ทา นพ​ ระอ​ านนท ทพ​ี่ ระเ​ถระเ​ลอื กโ​ดยอ​ นมุ ตั ข​ิ องภ​ กิ ษท​ุ งั้ หลาย ดว ย​ ประการ​ฉะน้ี เลอื กส​ ถานท​ที่ ำ​สงั คายนา เมื่อ​เลือก​ไดพ​ ระสงฆ​ครบท​ ง้ั ๕๐๐ รูป​แลว พระ​เถระท​ ัง้ หลาย​ ปรกึ ษาก​ นั ว​า พวกเราค​ วรจ​ ะส​ งั คายนาพ​ ระธรรมแ​ ละพ​ ระว​ นิ ยั ท​ ไี่ หน​ ดีห​ นอ ครน้ั แลวเ​หน็ พอ งต​ องกัน​วา พระนครร​าชค​ ฤห ม​โี คจรคาม​ มาก มี​เสนาสนะ​เพียงพอ สมควร​ท่ี​พวกเรา​จะ​อยูจำพรรษา​ใน​ พระนครร​าชค​ ฤห สงั คายนา​พระธรรม​และพ​ ระว​ ินัย ภกิ ษพ​ุ วกอ​ น่ื ไ​มค​ วรเ​ขา จ​ ำพรรษาใ​นพ​ ระนครร​าชค​ ฤห ดว ยเ​กรง​ วา เ​พราะจ​ ะม​ วี ส​ิ ภาคบ​ คุ คลบ​ างคนเ​ขา ไ​ปสท​ู า มกลางส​ งฆซ​ งึ่ ก​ ำลงั ท​ ำ​ สงั คายนา​อยู แลว จะ​คดั คานถ​ าวรก​ รรมข​ อง​พวกทาน​นี้​เสยี ​ ครงั้ นนั้ พระมหากสั สปเ​ถระพจิ ารณาว​า นบั แตว​ นั ทพ​ี่ ระต​ ถาคต​ ปรินิพพาน​มา จนถึง​บัดนี้​ เปนอัน​ลวง​ไปแลว​ก่ึง​เดือน บัดนี้​ฤดู​

76 คมิ หนั ตย​ งั เ​หลอื อยเ​ู ดอื นค​ รงึ่ ดถิ ท​ี จ่ี ะเ​ขา จ​ ำพรรษาก​ ใ​็ กลเ​ ขา ม​ าแลว จึง​ชักชวน​หมู​พระสงฆ​ที่จะ​ทำ​สังคายนา​ให​เดินทาง​ไปยัง​กรุง​ราช​ คฤห แลว​กไ็ ด​พา​เอา​ภกิ ษสุ งฆก​ ง่ึ หน่ึง​เดินทางไ​ปทาง​หนึง่ สวน​พระ​อนุ​รุทธ​เถระ​ก็​พา​เอา​ภิกษุสงฆ​ก่ึงหน่ึง​เดิน​ไป​อีก​ทาง​ หนง่ึ ทา นพ​ ระอ​ านนทเ​ ถระน​ น้ั ถ​ อื เอาบ​ าตรแ​ ละจ​ วี รข​ องพ​ ระผ​ ม​ู พ​ี ระ​ ภาคเ​จา พรอ มดว ยภ​ กิ ษสุ งฆ ทม​ี่ ค​ี วามป​ ระสงคจ​ ะเ​ดนิ ท​ างผา นก​ รงุ ​ สาวตั ถ​ีไปยังก​ รงุ ร​าชค​ ฤห กห​็ ลีก​จาริก​ไปทาง​กรงุ ​สาวัตถี​สมยั น​ ั้น ใน​กรุง​ราช​คฤห​มี​วัด​ใหญ​อยู ๑๘ วัด ทุก​วัด​มี​ขยะ​ที่​เขา​ท้ิง​ตก​ เร่ียราด​เต็มไปหมด เพราะ​ใน​ชวงเวลา​ท่ี​พระ​ผู​มี​พระ​ภาค​เจา​เสด็จ​ ปรนิ พิ พาน ภิกษทุ​ ัง้ หลายต​ างก​ ท​็ อดทิง้ ว​ ดั ​และบ​ รเิ วณ​ไปก​ ันห​ มด คร้ังน้ัน พระ​เถระ​ท้ังหลาย​คิด​กัน​วา เรา​จะ​ชวยกัน​ปฏิสังขรณ​ วิหาร​ที่​ชำรุด​ทรุดโทรม​ใน​ตลอด​เดือน​แรก​แหง​พรรษา เพื่อ​บูชา​ พระพุทธ​ดำรัส​ และ​ปลดเปลื้อง​คำ​ตำหนิ​ติเตียน​ของ​พวก​เดียรถีย ดว ยวา พ​ วกเ​ดยี รถยี พ​ าก​ นั ต​ เิ ตยี นว​ า พวกส​ าวกข​ องพ​ ระส​ มณ​ โ​คด​ ม เมอื่ ศ​ าสดาย​ งั มช​ี วี ติ อ​ ยู กช​็ ว ยกนั ท​ ะนบุ ำรงุ ครนั้ ศ​ าสดาป​ รนิ พิ พาน​ แลว ก็​พาก​ นั ท​ อด​ท้ิงไป

77 ดังน้ัน​ใน​เดือน​แรก​ของ​พรรษา​ทาน​จึง​ได​ทำการ​บูรณะ​พระ อารามท​ งั้ ๑๘ แหง โดยม​ พ​ี ระเจา อช​ าตศ​ ตั รท​ู รงถ​ วายก​ ารช​ ว ยเหลอื ​ ใน​คร้ังน้ัน แลวจึง​ได​เริ่ม​กระทำการ​ปฐม​สังคายนา โดย​มี​พระเจา อ​ชาต​ศัตรู​เปน​องค​อุปฏฐาก​การ​ทำ​สังคายนา​ใน​ครั้งนั้น โดย​ โปรด​เกลาฯ ให​สราง​สถาน​ท่ีน่ัง​ประชุม​สำหรับ​ภิกษุ​ทั้งหลาย​ผูทำ​ สังคายนาท​ ​่ีปาก​ถำ้ ส​ ัตตบรรณ ขา ง​ภเู ขาเ​วภาร​บรรพต พระ​อานนทบ​ รรลุอ​ รหันต ใน​วนั กอ น​การท​ ำ​สงั คายนา ทาน​พระ​อานนท​ค ดิ วา พรงุ นเี้​ปน​ วนั ป​ ระชมุ แตก​ ารท​ เ​่ี ราย​ งั เปน เ​สขบคุ คลอ​ ยน​ู น้ั จ​ ะไ​ปเ​ขา รว มป​ ระชมุ ​ นั้น​ไมเ​หมาะสม ใน​คืน​นั้น​จึง​เรง​ทำความ​เพียร​จน​เกือบ​ตลอด​ราตรี​ก็​ยัง​ไม​บรรลุ​ ธรรม ครัน้ ใ​น​เวลาใ​กล​รงุ จ​ ึงเ​อนกายล​ งด​ ว ย​ต้งั ใจ​วา เราเ​รงท​ ำความ​ เพยี ร​จนเ​กินไป จึงด​ ำริท​ จี่ ะ​นอนพ​ ัก​สกั ​ครูหนึ่ง แตข​ ณะ​ท่​เี อนตัวล​ ง ศรี ษะย​ งั ไ​มท นั ถ​ งึ ห​ มอน​และเ​ทา ย​ งั ไ​มท นั พ​ น จ​ ากพ​ นื้ ในร​ะหวา งน​ น้ั จติ ไ​ด​หลุดพน ​จาก​อา​สวะ บรรลธ​ุ รรม​เปน พ​ ระอรหันต ในก​ ารส​ งั คายนาน​ น้ั มพ​ี ระมหากสั สปเ​ถระเ​ปน ป​ ระธาน มห​ี นา ท​ี่ ซกั ถาม​เกีย่ วกบั พ​ ระ​ธรรมวินยั โดยพร​ะอ​ุบาลี เปนผ​ ูชแ้ี จงเ​กยี่ วกับ​ ขอบัญญัติ​พระ​วินัย และพระ​อานนท​เปน​ผูชี้แจง​เกี่ยวกับ​พระ​สูตร และพ​ ระ​อภธิ รรม​ในก​ ารส​ งั คายนา เหลา พ​ ระสงฆ​มม​ี ต​ิใหส​ ังคายนาส​ ตุ ตนั ตปฎก​กอน โดยเ​ริม่ จาก สงั คายนาท​ ฆี นกิ าย สงั คายนาม​ ชั ฌมิ นกิ าย สงั คายนาส​ งั ยตุ ตน​ กิ าย สงั คายนาอ​ งั ค​ ตุ ตรน​ กิ าย ไปต​ ามลำดบั ครน้ั ส​ งั คายนาท​ ฆี นกิ ายแ​ ลว

78 พระ​ธรรรมสังคา​หก​เถระ​กลาว​วา นิกาย​น้ี​ชื่อ​ทีฆนิกาย แลว​มอบ​ ทา น​พระ​อานนท ใหไ​ป​สอน​ลกู ศษิ ยข​ อง​ทา น​ ตอจาก​การ​สังคายนา​คัมภีร​ทีฆนิกาย​นั้น พระธรรม​สังคา​หก​ เถระ ท้ังหลาย​ได​สังคายนา​มัชฌิมนิกาย แลว​มอบ​แก​ศิษย​ของ​ พระธรรม​เสนาบดีสา​รี​บุตร​เถระ​วา ทาน​ท้ังหลาย​จง​บริหาร​คัมภีร​ มชั ฌิมนิกาย​น้​ตี อจากก​ ารส​ ังคายนา​คมั ภีร​มัชฌิมนิกาย​นนั้ พระ​ธรรรมสังคา​หก​เถระ ท้ังหลาย​ได​สังคายนา​สังยุตต​นิกาย แลว ม​ อบแ​ กพ​ ระมหากสั สปเ​ถระ ใหไ​ ปส​ อนล​ กู ศษิ ยข​ องท​ า น ตอ จาก​ การ​สังคายนา​คัมภีร​สังยุตต​นิกาย​นั้น พระธรรม​สังคา​หก​เถระ​ ทั้งหลาย​ได​สังคายนาอ​ ังค​ ตุ ตร​นกิ าย แลว ​มอบแ​ กพ​ ระอ​ น​ุรทุ ธ​เถระ​ ให​ไป​สอน​ลูกศิษย​ของ​ทา น ในก​ ารส​ งั คายนาน​ นั้ ไ​ดก​ ำหนดแ​ ยกธ​ รรมอ​ อกเ​ปน ห​ มวดหมู เมอ่ื ​ สงั คายนาแ​ ลว จงึ ร​อ ยกรองไ​วว​ า นพ​ี้ ระธรรม นพ​ี้ ระว​ นิ ยั นป​้ี ฐมพ​ ทุ ธ​ พจน นีม​้ ชั ฌิมพ​ ทุ ธ​พจน นีป้​ จ ฉมิ ​พทุ ธพ​ จน น้พี​ ระว​ นิ ัย​ปฎก นี​พ้ ระ​ สุตตันตปฎก น้ี​พระอภิธรรมปฎก นี้​ทีฆนิกาย นี้​มัชฌิมนิกาย น้ี​ สังยุตต​นิกาย น้ี​อัง​คุตตร​นิกาย น้ี​ขุททก​นิกาย นี้​องค ๙ มี​สุตตะ​ เปน ตน นี้ ๘๔,๐๐๐ พระธ​ รรมขนั ธ ​นอกจากน้ันก็ยังแยกเป็นประเภทท่ีควรรวบรวมไว้ แม้อ่ืนๆ ซงึ่ มหี ลายชนดิ มอี ทุ านสงั คหะ วคั คส​ งั คหะ เปยยาลส​ งั คหะ นบิ าต​ สงั คหะ เชน เอกน​ ิบาต และท​ ุกนบิ าต เปนตน ส​ ังยุตตส​ ังคหะ​และ​ ปณณาสก​สังคหะ​ที่​ปรากฏ​อยู​ใน​พระไตรปฎก ได​รอยกรอง​อยู ๗ เดือน​จึง​สำเร็จ ใน​เวลาจบ​การ​รอยกรอง​พระพุทธ​พจน​นั้น มหา​ปฐพี​นี้​เหมือน​

79 เกิด​ความ​ปราโมทย และ​ให​สาธุการ​วา พระมหากัสสป​เถระ ทำ​ พระศาสนา​ของ​พระ​ทศพล​นี้​ให​สามารถ​ย่ังยืน​ตอ​ไปได​ตลอดกาล ๕,๐๐๐ พระ​วรรษา ดังน้ี ปฐพี​ก็​หวั่นไหว​เอนเอียง สะเทือน​ สะทานเ​ปน ​อเนก​ประการ ท่ัวท​ ้ังไ​ตรภพ และเ​หตุอ​ ัศจรรยท​ ง้ั หลาย​ เปนอันมาก​กไ็ ด​ปรากฏ​แลว พทุ ธบ​ ญั ชา หลังจากพ​ ระพุทธเจาน​ ิพพาน ๘ ป พระมหากัสสปพ​ รอมดว ย​ พระอรหันต ๕๐๐ องค ได​อัญเชิญพ​ระอุ​รังค​ธาตุ​มาสู​สุวรรณภูมิ พระ​เถระ​ท้ังหลาย​จะ​ผานมา​ทาง​เมือง​หนอง​หาร​หลวง​ของ​พญา​ สุวรรณ​ภงิ คาร เมื่อ​พญา​คำ​แดง เมือง​หนอง​หาร​นอย​ทราบ​ขาว​พระ​เถระ พระองคจ​ งึ ไ​ดน​ ำเ​อาข​ า วของเ​งนิ ทองข​ นบ​ รรทกุ บ​ นห​ ลงั ช​ า งห​ ลงั ม​ า แลว พ​ ระองคเ​ สดจ็ ข​ น้ึ ท​ รงช​ า งม​ งคล พาท​ หาร บรวิ ารเ​สดจ็ ม​ าสเ​ู มอื ง​ หนอง​หาร​หลวง เพอ่ื จะ​นำ​เอาพ​ระอร​ุ งั คธ​ าตุ ไปส​ูพระนคร ชาวเมือง​หนอง​หาร​หลวง​เห็น​ดังนั้น ก็​พา​กัน​แตกตื่น​เขาใจ​ วา​ขาศึก​ยก​เขามา​รบกวน จึง​ได​นำ​ความ​เขาไป​กราบทูล​พญา​ สุวรรณ​ภิงคาร พญา​สุวรรณ​ภิงคาร​จึง​ตรัส​สงให​อำมาตย​ออกไป​ ตรวจตรา​ดู ก็​รูวา​พญา​คำ​แดง ซ่ึง​เปน​พระ​อนุชา​ของ​พระองค นำเคร่ืองไทยทานเสด็จมา อำมาตย์จึงได้นำความเข้ามากราบทูล เมอื่ พ​ ระองคท​ รงท​ ราบว​ า พ​ ระอ​ นชุ าเ​สดจ็ ม​ าท​ รงย​ นิ ดย​ี งิ่ นกั จงึ ต​ รสั ​ สั่งให​อำมาตย​ผูใหญ​ออกไป​ตอน​รับเชิญ​เสด็จ​เขามา​ให​ทัน​ใน​เพลา​ น้ัน​เพ่ือ​รอ​ถวาย​นมัสการ​พระมหากัสสป​พรอมดวย​พระอรหันต ๕๐๐ องค

80 สราง​พระธาตุภ​ ู​เพ็ก ​และ​พระธาตุ​นารายณ​เจ​งเวง ระหวา งน​ น้ั พ​ ญาท​ งั้ สองจ​ งึ ส​ ง่ั ใหไ​ พรพ ล กอ อ​ โุ มงคบ​ นย​ อดดอย​ แทน (ภ​ูเพ็ก) ทพ่​ี ระศาสดา​เคยเ​สด็จ​มาป​ ระทับแตเ​มอื่ ​ครั้ง​กอน ไพรพล​โยธา​ท้ังหลาย เมื่อ​ไดยิน​รับสั่ง​ดังนั้น จึง​พูด​กัน​ข้ึน​เปน​ เชิง​แขงขัน พนัน​วา ฝาย​ชายจะ​กอ​อุโมงค​บน​ดอย​แทน ฝาย​หญิง​ กใ็​ห​ก อ ​อุโมงค​ข ึ้น​อกี ​แหง ​หน่ึงใ​นท​ี่นนั้ เ​หมอื นกัน แขง ขันก​ นั ก​ บั ฝ​ าย​ ชาย และ​ให​ขอ​สัญญา​กัน​ไว​ทั้ง ๒ ฝาย​วา นับต้ังแต​วันรุงข้ึน​พอ​ เหน็ ​ลายมือ ใหล​ งมอื ก​ อไ​ป​จนถงึ ​ดาว​เพก็ (ดาว​ประกายพ​ ฤกษ) ขึ้น​ ของ​คนื ​วัน​นัน้ ใ​หแ​ ลวเสรจ็ ถาหากวาฝ​ า ยใ​ดเ​สร็จท​ นั ต​ ามข​ อส​ ัญญา​ น้ัน สถานท​น่ี ้นั ​จะไ​ดเ​ปน ทป่ี​ ระดษิ ฐานพร​ะอ​รุ งั ค​ธาตุ พญา​สวุ รรณ​ ภงิ คาร พญา​คำ​แดง ท้ัง ๒ พระองค กท็​ รง​เหน็ ชอบด​ วย คร้ัน​ถึง​วัน​กำหนด จึง​ล่ันฆอง​ข้ึน​ให​เปน​สัญญาณ​แก​กัน ฝาย​ หญิง​ชาวเมือง​หนอง​หาร​หลวง​และ​หญิง​ชาวเมือง​หนอง​หาร​นอย จงึ ร​วมกำลงั ก​ นั โ​ดยม​ พ​ี ระนางเ​จง​เวง มเหสข​ี องพ​ ญาส​ วุ รรณภ​ งิ คาร​ เปน​ผูนำ ​โดย​ได​เลือก​ทำเล​ที่ราบ เพ่ือ​กอ​อุโมงค​แขงขัน​กับ​ฝาย​ ชาย ฝาย​หญิง​ท้ังหลาย​ได​กลาว​วา ​ถึงแมผู้ชายใช่จะมีกำลังเสมอ ด้วยพระนารายณ์นั้นเล่า ก็มีมือ ๒ มือ และมีน้ิวข้างละ ๕ นิ้ว เหมือนกัน (อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ได​เขามา​ใน​ดินแดน​แถบ​

81 พระธาตนุ​ ารายณ​เจ​งเวง​ นก้ี​ อนพ​ ุทธศาสนา​แลว ) กลา วด​ งั น้นั แ​ ลว ก​ล็ งมือ​กอ ฝาย​ชาย​อวดอ​ า งวา ตัวม​ ก​ี ำลัง​ยิง่ กวา ​ฝา ย​หญิง ประมาท​จงึ ก​ อ ​ บันได​ขึ้นไ​ปกอน ไมยอมก​ อตวั ​ปราสาท​ ทนั ใดนั้น ยังมี​ชายผ​ ูเ ฒาค​ นห​ นึง่ ​อยใู​น​หมน​ู ้นั ​ดวย จงึ พ​ ูด​ขึ้นว​ า ​ ให​กอ​อุโมงค​ให​ทัน​ดาว​เพ็ก​ขึ้น​เสีย​กอน เมื่อ​หิน​มี​เหลือ​จึง​คอย​กอ​ บนั ไดต​ อ ไป เขาท​ ง้ั หลายก​ ม​็ ไิ ดเ​ ชอื่ ฟง ถ​ อ ยคำ พวกผ​ ชู ายจ​ งึ ก​ ลา วแ​ ก​ ผเู ฒา น​ น้ั ว​ า ทำไมจ​ ะไ​มท นั เขาท​ ง้ั หลายก​ ลา วด​ งั น้ี แลว จงึ ล​ งมอื ก​ อ ​ อโุ มงค​นั้นก​ อ​เปน ​รูป​เตาข​ ้ึนไ​ว​ท้ัง ๔ ดา น ได​เพียงเ​ทา น้ัน เม่ือ​ฝาย​หญิง​เห็น​ฝาย​ชาย​จะ​กอ​เสร็จ​กอน จึง​ใชอุบาย​ออกไป​ พดู จาเ​ลา โลมเ​ยา หยอกพ​ วกช​ ายท​ ก​่ี ำลงั ข​ นห​ นิ อ​ ยน​ู น้ั ชายเ​หลา นน้ั ​ เหน็ ฝ​ า ยห​ ญงิ ม​ าก​ ระทำเ​ชน นนั้ กพ​็ าก​ นั ว​ างห​ นิ ก​ องไ​ว ณ ทน​ี่ น้ั แลว ​ พาก​ ัน​ขึน้ ไ​ปบ​ น​ภู​ท่ี​กอ อ​ ุโมงค ทำ​โคม​จดุ ไ​ฟ​ขน้ึ ​แขวน​ไว จึงก​ ลาว​กัน​ วา​ดาวเ​พ็ก​ข้นึ ​แลว ๆ แลว ก​็พาก​ นั ต​ าม​ฝาย​หญงิ ไ​ป แมผ​ ทู​ ก่​ี ออ​ ยบ​ู น​ ดอย​นนั้ ร​ู กต็ าม​กนั ลงไ​ป​หมดสิ้น

82 อุโมงค​ที่​ผูชาย​ทั้งหลาย​กอ นั้น​ไม​เสร็จ สวน​อุโมงค​ที่​ผูหญิง​ ทงั้ หลายก​ อ น​ นั้ ผชู ายท​ ง้ั หลายพ​ ากนั ไปก​ อ ช​ ว ย จงึ ไ​ดเ​ สรจ็ ก​ อ นด​ าว​ ประกาย​พฤกษ​ขึ้น พอ​เวลาใ​กลร​งุ ​พระมหากัสสปเ​ถระเ​จา พ​ รอมดวย​พระอรหนั ต ๕๐๐ องค นำ​เอาพ​ระอุ​รังค​ธาตุ​อัญเชิญ​ไป​ประดิษฐาน​ไว​บน​แทน​ อโุ มงคท​ ย​่ี งั ไ​มเ​ สรจ็ น​ น้ั ก​ อ น จงึ ไ​ดเ​ ขา ไปบ​ ณิ ฑบาตใ​นเ​มอื งห​ นองห​ าร​ หลวง พญาส​ วุ รรณภ​ งิ คาร พญาค​ ำแ​ ดง พรอ มดว ยชาวเมอื งท​ ง้ั หลาย​ พรอ มกนั ใ​สบ าตร แลว จงึ ไ​ดจ​ ดั เ​ครอื่ งส​ กั ก​ ารบ​ ชู า เปน ตน วา ดอกไม ธูป เทียน​ให​พรอมสรรพ พญา​สุวรรณ​ภิงคาร​เสด็จ​พา​เหลา​บริวาร​ ตาม​พระอรหันต​ข้ึน​ไป​บน​เขา นมัสการพ​ระอุ​รังค​ธาตุ​และ​ทักษิณา​ วัตร ๓ รอบ แล้วจงึ ไดส้ ระสรงสุคันธรสพระอุรงั คธาตุ ขณะน้ันพระองค​ท อดพระเนตร​อโุ มงค​เหน็ ​ไมเ​ สรจ็ ทรง​กรวิ้ ​แก​ ชาวเมอื งท​ ง้ั หลาย เมอ่ื ท​ รงท​ ราบร​ายละเอยี ด จงึ ก​ รว้ิ แ​ กพ​ วกผ​ หู ญงิ ​ ท้ังหลาย จงึ ต​ รสั ​วา จ​ ะ​ทรง​กระทำโ​ทษ​แกห​ ญิงท​ งั้ หลาย ครงั้ นน้ั พระมหากสั สปเ​ถระเ​จา ทรงร​ำพงึ ถ​ งึ ว​ ริ ทุ ธป​ ญ หาธ​ รรม จงึ ไ​ดน​ ำมาเ​ทศนาแ​ ดพ​ ญาส​ วุ รรณภ​ งิ คารว​ า “ก​ สึ ุ อณ​ุ โ​ห ชาโ​ต อ​ คคฺ ​ิ นา ก​ สึ ุ มณนิ​ า อต​ ิโรจ​ติ ​อสรโิ ร จร​ติ ​อจติ ตฺ โก นโร ชา​มิ” ดูกร มหาราช พระพุทธเจา​ทรง​ตรัส​เทศนา​ธรรม​วิรุทธ​ปญหา​ อันนว​้ี า อะไร​รอน​ไปย​ ิง่ กวา ไ​ฟ อะไรร​งุ เรอื ง​สวา ง​ยง่ิ ไ​ปก​ วา ​แกวมณี อะไรไ​มม ี​ตวั ตนร​เู​ดินเท่ยี ว​ไปมาไ​ด อะไรไ​มม จี​ ติ ใจ​ร​ูกินย​ ังค​ น​ไดน​ ั้น​ เลา ​มหาบพติ ร พญา​สุวรรณ​ภิงคาร​ทรง​ตอบ​ปญหา​ของ​พระมหากัสสป​เถระ​

83 เจา​ไมได จึง​ได​รับส่ัง​ถาม​พระมหากัสสป​เถระ​เจา​วา ปญหา​นี้​ขอ​ พระผูเปน เจา ​จงอ​ ธบิ าย​ใหข​ าพเจา​แจง ​ดว ยเ​ทอญ พระมหากสั สป​เถระเ​จา จ​ ึงอ​ ธบิ าย​ถวาย​เปน ​ขอ ๆ ไป​วา สิ่งท​ ่ี​รอ นย​ งิ่ ​ไปก​ วา​ไฟ​น้นั ไดแ ก ราคะ​ตัณหา สง่ิ ​ที​ร่ งุ เรืองส​ วาง​ยงิ่ ไ​ปก​ วาแ​ กว มณ​นี ัน้ ไดแก สตปิ ญ ญา สิ่ง​ทไ​่ี มม ี​ตวั ตน​รู เดินเทยี่ ว​ไปมา​ไดน​ ้ัน ไดแก นามธรรม สง่ิ ​ที่​ไมมจ​ี ติ ใจ​ร​กู ิน​ยังค​ น​ไดน​ ้นั ไดแ ก ความ​ชรา ที่วา​ราคะ​ตัณหา​รอน​ยิ่งกวา​ไฟ​นั้น เมื่อ​บัง​เกิดขึ้น​แลว จะ​เอา​ น้ำ​มา​ดับ​สัก​เทาใด ก็​ไม​สามารถ​จะ​ดับ​ได สวน​ไฟ​นั้น เม่ือ​บังเกิด​ ลกุ ลามข​ น้ึ สามารถจ​ ะเ​อาน​ ำ้ ม​ าด​ บั ไ​ด พระพทุ ธเจา และพ​ ระป​ จ เจก​ พุทธเจา​พรอมดวย​พระ​ขีณาสพ​ท้ังหลาย ประดุจ​ดั่ง​ตัว​อาตมา​ ทั้งหลาย​นี้ ได​ตัด​เสีย​แลว​ยัง​ตัณหา ก็​บัดน้ี​ผูหญิง​ท้ังหลาย​เขามา​ คลุกคลี​เยาหยอก​ยัง​ชาย​ทั้งหลายๆ มิได​สังวร​จิตใจ​ของ​ตน​ดวยดี อโุ มงคจ​ งึ ไ​มแ​ ลว เสรจ็ ด​ ว ยเ​หตนุ ี้ พญาส​ วุ รรณภ​ งิ คารไ​ดท​ รงส​ ดบั ย​ งั ​ ปญหา ก​ท็ รง​ดบั เ​สยี ​ได​ยังค​ วาม​กรว้ิ ​แกค​ นท​ ้ังหลาย บรรจ​ุพระอ​ ังคาร​ธาตุ พระมหากัสสป​เถระ​เจา​จึง​ทูล​ตอไป​วา อุโมงค​อันน้ี​ถึงแม​กอ​ เสร็จ​แลว ก็​จะ​ไมได​ประดิษฐานพ​ระอุ​รังค​ธาตุ​ไว​ใน​ที่นี่ เมื่อ​สมัย​ พระพุทธเจา​ยังมี​พระ​ชนม​ชีพ​อยู ได​เสด็จ​มา​สถิต​ยัง​แทน​ที่น้ี​ก็​จริง แต​พระพทุ ธองคท​ รงร​ับสง่ั อ​ าตมา​ไวว​ า ใหอ​ าตมา​นำเ​อาพ​ระอ​ุรงั ค​ ธาต​ุน​ไี้ ป​ประดิษฐาน​ท​ี่ภ​กู ำพรา ทันใดน้ัน พญา​สุวรรณ​ภิงคาร​จึง​ตรัส​วา ถา​เชนนั้น​ขาพเจา​จะ​

84 พระธาตุ​ภูเพ็ก​มุสา ขอแ​ บงเ​อาพ​ระอ​ุรงั ค​ธาต​ุไว​ค รึง่ ​หนึง่ แลว ​ขา พเจาจ​ ะ​กอ อ​ ุโมงค​น ใ​ี้ ห​ แลวเสร็จ จะ​ไดฐ าปนาพ​ระอรุ​งั ค​ธาตไุ​ว​ใ นที่น้ี พระมหากสั สปเ​ถระเ​จา ท​ ลู ห​ า มว​า ขอม​ หาบพติ รอ​ ยา ไ​ดผ​ ดิ พ​ ทุ ธ​ บัญชา​ของพ​ ระศาสดา​เลย ไม​เปนมงคลแ​ กบ​ านเมือง โบราณธ​ รรม พุทธเจา​ทกุ ๆ พระองคท​ รงต​ รัสไ​วว​ า ทาวพญา​มหากษัตริยอ​ งค​ใด​ ไม​เชื่อ​พุทธวจนะ ทรง​เขา​พระทัย​เอง​วา​เปน​กุศล เทวดา​ทั้งหลาย​ พรอมดวย​มเหสักข อา​รักข​ท่ี​รักษา​ภูมิ​สถาน​บานเมือง และ​รักษา​ พระบรมธาตุ​พระพุทธเจา ยอม​ติเตียน​และ​โกรธา​มาก​นัก ไม​ให​มี​ ความ​เจรญิ ​แกบ​ า นเมอื งอ​ ยาง​แทจรงิ พญา​สุวรรณ​ภิงคาร​ได​ฟง​ดังนั้น จึง​ทรง​เห็นควร​ตาม​พระ มหากัสสป ทาน​พระมหากัสสป​จงึ ไ​ด​แบง สวน​พระอ​ งั คารธ​ าตุ (เถา​ กระดกู ) ให​พ ญาส​ วุ รรณ​ภิงคาร​แทน ฝาย​พญา​สุวรรณ​ภิงคาร​จึง​แบง​ไป​ใสไว​อุโมงค​ที่​กอ​กัน​ขึ้น​ ท้งั สอง​แหง ​ซึ่ง​พระมหากัสสป​เถระไ​ดเ​รียกช่ือ​อุโมงค​นารายณ​ตาม​

85 คำ​หญิง​ทั้งหลายกลาวเม่ือแรกจะก่อน้ันว่า “ใคร​จะ​มี​กำลัง​เสมอ​ ดวย​พระนารายณ​นั้น​เลา ผูชาย​ก็​มี​มือ​ขาง​ละ ๕ น้ิว​เหมือนกัน​ นนั้ แหละ” อุโมงค​น ้ผ​ี ูเ ฒา​คน​แกท​ ้งั หลายจ​ ึงใ​ห​ชอ่ื วา “อโุ มงค​อติ ถี​มายา” พญา​สุวรรณ​ภิงคาร​จึง​ตรัส​วา ทาน​ท้ังหลาย​อยา​ได​คาน​คำ​ พระมหากสั สป​เถระ​เลย ใหเ​ รยี ก “พระธาต​นุ ารายณ” ตาม​คำ​ของ​ พระอรหันต​น น้ั ​เทอญ สวน​อุโมงค​ท่ี​ผูชาย​กอ​ไมสำเร็จ​น้ัน​ให​ช่ือวา “ภู​เพ็ก​มุสา” ตาม​ เหตุ​อันนัน้ พญาท​ ั้ง ๕ จากนนั้ พ​ ระมหากสั สปแ​ ละพ​ ระอรหนั ตท ง้ั หลายพ​ รอ มพ​ ญาท​ ง้ั ๒ พน่ี อ ง กไ็ ดด​ ำเนินตอ ​ไปยงั ภ​ กู​ ำพรา ทา วพญา​ท้งั หลาย ม​ีพญาจ​ ุลณี​พรหมทตั พญาอ​ นิ ทปฐ พญา​ นนั ทเสน รข​ู า วว​า พระมหากสั สปเ​ถระจ​ ะอ​ ญั เชญิ พร​ะอร​ุ งั คธ​ าตข​ุ อง​ พระศาสดาม​ าป​ ระดษิ ฐานไ​วท​ ภ​ี่ ก​ู ำพรา ดงั นนั้ พญาจ​ ลุ ณพ​ี รหมทตั พญาอ​ นิ ทปฐ พญาน​ นั ทเสน ทง้ั ๓ พระองคพ​ รอ มดว ยไ​พรพ ลโ​ยธา เสด็จม​ า​ประทับ​และพ​ ัก​ท​ฝ่ี ง ​แมน ้ำธนน​ ท​ี ใต​ปากเ​ซ ท่ี​นั้น พญา​สุวรรณ​ภิงคาร พญา​คำ​แดง ได​ทอดพระเนตร​ เครอ่ื งศาต​ ราวธุ ย​ ทุ ธภณั ฑแ​ ละไ​พรพ ลโ​ยธาข​ องพ​ ญาท​ ง้ั ๓ กบ​็ งั เกดิ ​ ความ​สงสยั ดว ยเ​หตุวา​พญาท​ ั้ง ๒ พ่ีนอ ง มไิ ด​ต ระเตรียมไ​พรพล​

86 โยธา และม​ ไิ ด​น ำ​เอาเ​คร่ืองศาต​ ราวธุ ​ยุทธภัณฑ​มาด​ ว ย คร้ังน้ัน พระมหากัสสป​เถระ​เจา​รู​ใน​น้ำ​พระทัย​ของ​พระราชา​ ทงั้ ๒ พระมหากสั สปเ​ถระเ​จา ก​ ม​็ ค​ี วามย​ นิ ดท​ี จ่ี ะม​ ใ​ิ หน​ ำ้ พ​ ระทยั ข​ อง​ พระราชาท​ ง้ั หลายก​ ระดา งกระเดอ่ื งต​ อ กนั พระม​ หาเ​ถระเ​จา ม​ ค​ี วาม​ ปรารถนาอ​ ย​ูแตจ​ ะ​ใหพ​ ระราชา​ทัง้ ๕ มน​ี ำ้ พ​ ระทยั อ​ นั ​เบิกบาน จงึ ​ ไดอ​ อกไป​เชิญท​ าวพญาท​ ง้ั ๕ เขา มาป​ ระทับส​ นทนาซ​ ่งึ ก​ ันและกัน ณ ทา มกลางพ​ ระอรหนั ตท​ ั้งหลาย แลว จงึ ต​ รสั ส​ งั่ สอนพ​ ญาท​ งั้ ๕ วา “ค​ จฉฺ นต​ฺ ิ น​ รคจฉฺ นต​ฺ ”ิ น้ี แปล​ วา ผป​ู ระเสรฐิ ต​ อ ผ​ ป​ู ระเสรฐิ เดนิ ทางม​ าเ​จอะกนั เ​ขา ยงั ซ​ ำ้ ป​ ระเสรฐิ ​ กวา​กอ น บทน​ พ​ี้ ระม​ หาเ​ถระเ​จา ม​ องเหน็ ใ​นท​ า วพญาท​ ง้ั ๕ ไดส​ รา งส​ มบญุ ​ สมภารม​ าแลว แสนม​ หาก​ ปั ป ซำ้ ไ​ดม​ าเ​จอะกนั ยง่ิ ซ​ ำ้ ป​ ระเสรฐิ ย​ ง่ิ ๆ ขึน้ ​ไป​กวา​แตกอน บท​วา “โ​กเว น​ รโกเว” นี้ แปล​วา ผฉู ลาดต​ อ​ผฉู ลาดเ​ทียวท​ าง​ มา​เจอะกนั เ​ขา กย็​ ่งิ ซ​ ำ้ ​ฉลาดร​​ูดีงามย​ ิ่งกวา แ​ ตก อน บท​วา “​เญยย​ฺ า น​ รเญยฺ​ยา” น้ี แปลว​ า ผูรู​ตอ ผ​ รู ู เทียว​ทาง​มา​ เจอะกัน​เขา ก็​ยิ่ง​ร​หู ลัก​นักปราชญ​เ พม่ิ เติมข​ ึน้ ไ​ป​ย่งิ กวา เ​กา บท​วา “​สากนฺต​ ิ น​รส​ากนฺ​ติ” น้ี แปลว​ า ผ​รู กั ​ตอ​ผูร​ัก เทียว​ทาง​ มา​เจอะกันเ​ขา ก็​ยิง่ ซ​ ้ำ​รกั ​กันย​ ง่ิ กวา​เกา พระมหากสั สป​อธิบาย​คาถา​บทน​ ้ี​วา ตาง​คนต​ า ง​เปน​ทาวพญา​ มี​บุญญาธิการ​ส่ังสม​เปน​กัปป​กัลป เปน​ผูฉลาด​รู​หลัก​รัก​ตน เขาใจ​ ใน​วัฏฏะ​สงสาร มี​หัวใจ​เปนมงคล และ​รัก​และ​ต้ังม่ัน​ใน​แกว​ทั้ง ๓ (พระรัตนตรัย) เพ่ือ​เปน​ปจจัย​ไปสู​พระนิพพาน ไมมี​ความ​ช่ืนชม​

87 ใน​การส​ งคราม บท​วา “โจรํ นร​โจรํ” น้ี แปลว​ า ผ​ูเปน​โจรต​ อ ผ​ ​เู ปน โ​จร​เทียว​ทาง​ มา​เจอะกัน​เขา ยิ่ง​ซ้ำ​ชวน​กัน​ประพฤติ​เปน​โจร เท่ียว​ฆาฟน​แยงชิง​ ยงิ่ ขน้ึ ​กวา แ​ ตกอน บทว​า “เ​ถโน น​ รเถโน” นี้ แปลว​า ผชู ำนาญใ​นก​ ารล​ กั ขโมย เทยี ว​ ทาง​มาเ​จอะกัน​เขา ก​็ยง่ิ ซ​ ำ้ ช​ วน​กัน​ไปเท่ียวส​ ักข​ โมย​ยง่ิ กวาแตก่ อ่ น บทว่า “นรา นเุ ร นุเร” น้ี แปลวา่ คนทั้งหลายผู้ที่เป็นสปั ปุรษุ ม​ี ความ​เพียร​เทียว​ทาง​มา​เจอะกัน​เขา ก็​ยิ่ง​ซ้ำ​ชวน​กัน​กระทำ​ความ​ เพียรย​ ่งิ ข้นึ ​กวา ​แตกอน อธิบาย​วา​พญา​ท้ัง ๓ ที่มา​นี้ ถึงแม​จะ​มี​เคร่ืองศา​ตราวุธ​ กระทำ​ยุทธ​สงคราม​มา​ดวย​ก็​จริง ก็​หา​ใช​พระราชา​ท้ัง ๓ มี​พระ​ ราชประสงค​เชนนั้น หาก​แต​พระราชา​ทั้ง ๓ เปน​สัตบุรุษ​ผู​มี​ความ​ เพียร​เสมอกัน คร้ังน้นั พญาส​ ุวรรณภ​ งิ คาร พญา​คำ​แดง พญา​จลุ ณพ​ี รหมทัต พญา​อินทปฐ และ​พญา​นันทเสน ได​ทรง​สดับ​พระมหากัสสป​ เถระ​เจาอธิบาย​ใน​คาถา​น้ันๆ มีพระทัย​ชุมชื่น​และ​มี​ความ​เสนหา​ กลมเกลียว ผูกพนั ​ซงึ่ ​กนั และกนั สรางพ​ ระ​ธาตุพนม พญา​ทั้ง ๕ จึง​ตรัส​ส่ังให​บริวาร​แหง​ตน ไป​ขน​เอา​หิน​มา​กอ​ อุโมงค​เพ่ือ​ประดิษฐานพ​ระอุ​รังค​ธาตุ พระมหากัสสป​เถระ​เจา พรอมดวย​พระอรหันต​ทั้งหลาย จึง​ทูล​วา​หิน​เหลาน้ัน​จะ​ไมเหมาะ​ ไมค​ วร (เรอ่ื งค​ วามค​ งทน) ใหป​ น ด​ นิ ด​ บิ ก​ อ เ​ปน อ​ โุ มงคแ​ ลว เ​อาไ​ฟเผา​

88 เอา​เทอญ เพื่อ​ความถ​ าวร​ใน​พระพทุ ธศาสนาภ​ ายหนา พระอรหันต​ท้ังหลาย​กลาว​ดังน้ี ทาวพญา​ท้ัง ๕ จึง​ตรัส​สั่งให​ คน​ทง้ั หลายป​ น​ดิน​ดบิ และ​ใหท​ ำ​แมพ ิมพ​เ ทา ​ฝา มอื พระมหากัสสป​ เถระ​เจา ​เปนแ​ บบ​ตัวอยาง​ปน​ดนิ ด​ บิ น​ นั้ เม่ือ​ปน​ได​พอแลว พญา​สุวรรณ​ภิงคาร พระองค​เริ่ม​ขุด​หลุม​​ ดวย​พระองค​เอง​กอน พญา​จุลณี​พรหมทัต พญา​อินทปฐ และ​ พญา​นันทเสน จึง​ขุด​เปน​ลำดับตอไป ​เสนา​อำมาตย​และ​อาณา ประชาราษฎร​ท ัง้ หลายจงึ ไดข้ ุดตอ่ ไป หลุม​น้ัน​ลึก ๒ ศอก​ของ​พระมหากัสสป​เถระ​เจา กวาง ๒ วา​ ของ​พระมหากสั สปเ​ถระเ​จา เทา กนั ​ทงั้ ๔ ดา น ทา วพญาท​ ้ัง ๔ จงึ ​ แบง ปน ก​ นั ก​ อ อ​ งคล​ ะด​ า น (พญาส​ วุ รรณภ​ งิ คารข​ ดุ ต​ รงกลางจ​ งึ เ​หลอื ๔ ดา น) พญา​จุลณี​พรหมทัต​ทรง​กอ​ดาน​ตะวันออก และ​ทรง​บริจาค​ พระ​ราชท​ รพั ย​และ​วัตถุส​ ่ิง​อ่ืน​รอง​บูชา​ไว​ภายใต​ดาน​ท​่ีพระองค​ทรง​ กอ​นั้น เงิน ๕,๕๕๐ หนวย โดย​ใน​หนวย​หน่ึง​เทากับ ๔๐๐ บาท ทองคำ ๕๕๐ หนว ย หนว ยห​ นึ่ง​หนัก ๓๐๐ บาท ฆอง ๑๙ กำ ๙

89 ลกู ๑๗ กำ ๗ ลกู พญาอ​ นิ ทปฐ ท​ รงก​ อ ด​ า นใ​ต และท​ รงบ​ รจิ าคพ​ ระร​าชท​ รพั ยบ​ ชู า​ ไว เงนิ หนงึ่ โ​กฏิ มงกฎุ ท​ องคำห​ นกั ๓๓,๓๓๐ บาท ทรงห​ ลอ เ​ปน ร​ปู ​ เรือรอง​ไวภ​ ายใตด​ าน​ที่พ​ ระองค​กอ พญาค​ ำแ​ ดงท​ รงก​ อ ด​ า นต​ ะวนั ตก และท​ รงบ​ รจิ าคพ​ ระร​าชท​ รพั ย​ บชู า เปน ตน วา กระโถนท​ องคำล​ กู ห​ นง่ึ หนกั ๖๐,๐๐๐ บาท แลว เ​อา​ แหวนใ​สใ นก​ ระโถนน​ น้ั ใ​หเ​ ตม็ เงนิ ๓๐๐,๐๐๐ บาท มงกฎุ แ​ กว มรกต​ คห​ู นง่ึ พานท​ องคำค​ ห​ู นงึ่ พานท​ องคำ ๙,๐๐๐ ลกู แลว เ​อาห​ นิ ม​ กุ ด​ มาท​ ำเปน ห​ บี ใ​สข​ า วของน​ น้ั ๆ นำล​ งไ​ปร​องไ​วภ​ ายใตด​ า นท​ พ​ี่ ระองค​ กอ พญา​นันทเสน​ทรง​กอ​ดาน​เหนือ พระองค​ทรง​บริจาค​วัตถุ​ ขาวของ เปน ตน วา ขนั ท​ องคำ​ลกู ห​ นงึ่ หนกั ๙,๐๐๐ บาท แลว ​เอา​ แหวน​ทองคำบ​ รรจ​ลุ ง​ใน​ขนั น​ นั้ ​ใหเ​ ต็มบ​ ริบรู ณ ขนั เงนิ ลูกหน่งึ หนกั ๙,๐๐๐ บาท แล้วเอาปนิ่ ทองคำบรรจุลงในนัน้ ให้เตม็ บรบิ รู ณ์ ลูก​ เงนิ ๒ ลกู หนัก ๑๙,๐๐๐ บาท แลว​นำม​ า​บรรจลุ​ งใ​นล​ กู เ​งนิ ​ใหเ​ตม็ ​ ทัง้ ๒ ลูกๆ ละ ๕๐ คๆู หน่งึ ห​ นกั ๒๐บาท เงนิ ๙๐,๐๐๐ บาท บรรจ​ลุ ง​ในฆ​ อ ง ๑๗ กำ ๗ ลูก ๑๕ กำ ๕ ลูก ๑๓ กำ ๓ ลกู บชู า​ รอง​ไว​ภายใต​ด าน​ทพ​่ี ระองคก​ อ พญาส​ วุ รรณภ​ งิ คาร ทรงไ​ดก​ อ สรา งส​ ว นบนพ​ ระเ​จดยี ท​ เ​่ี ปน ฐ​ าน​ รองรบั ป​ ลอ งไฉนข​ องเ​จดยี ท​ เ​่ี รยี กวา “ฝาละม”ี พระองคท​ รงบ​ รจิ าค​ วตั ถข​ุ า วข​ องถวายบ​ ชู า เปน ตน วา มงกฎุ ท​ องคำค​ ห​ู นงึ่ หนกั ม​ งกฎุ ล​ ะ ๓๐,๐๐๐ บาท สังวาลย​ท องคำค​ ​ูหน่ึง หนกั ส​ ังวาลยล​ ะ ๓๐๐,๐๐๐ บาท กระโถนท​ องคำ​ลกู ​หนึง่ หนกั ๙๐,๐๐๐ บาท แลว เ​อา​แหวน​

90 ทองคำ​และ​กระจอนหู บรรจุ​ลง​ใน​กระโถน​ให​เต็ม พาน​ทองคำ​ลูก​ หน่งึ หนัก ๗๐,๐๐๐ บาท บรรจ​ลุ ง​ใน​พานน​ ้ัน​ใหเ​ต็ม ลกู ​ทองคำ ๙ ลกู ๆ หน่งึ หนกั ๒,๐๐๐ บาท ลูก​เงนิ ๙ ลูก หนักล​ ูกล​ ะ ๕,๐๐๐ บาท ลูก​นาก ๗ ลูก หนัก​ลูก​ละ ๕,๐๐๐ บาท รอง​ไว ณ ภายใต​ อุโมงค​ท า มกลาง​ทาวพญา​ทง้ั หลาย พระบรมสารรี กิ ธาตุแ​ สดง​ปาฏิหาริย เมอ่ื พ​ ญาท​ งั้ ๕ จะท​ รงก​ อ อ​ โุ มงคน​ น้ั พระมหากสั สปเ​ถระเ​จา จ​ งึ ​ บอก​ให​เ อา​ไหน​ ้ำ​ใหมม​ า​ตง้ั ไว​ด า น​ละล​ กู จารกึ ค​ าถา​มงคล​โลก​ใส​ลง​ ไว​ในไ​ห​ทุก​ลกู แลว ​สวดร​าหุล​ปริตต​สตู ร ใหท​ า วพญาท​ งั้ ๕ มพ​ี ญาส​ วุ รรณภ​ งิ คารเ​ปน ป​ ระธาน ทรงต​ กั นำ้ ​ ใน​ไห​นั้น​ประพรม​อุโมงค ให​ตลอด​ท้ัง ๔ ดาน แลวทำ​ประทักษิณ​ เวยี นขวา ๓ รอบ พญาจ​ ลุ ณพ​ี รหมทตั ท​ รงตกั เ​อานำ้ ในไหประพรมด้านตะวนั ออก แลว จึง​ใหก​ อ​ขึน้ พญา​อินทปฐ พญาค​ ำแ​ ดง และพญา​นันทเสน ก​็ ทรง​กระทำ​เหมือนดัง​พญา​จุลณี​พรหมทัต​น้ัน เม่ือ​ทรง​กอ​ดาน​ใด​ก็​ เอา​น้ำ​ประพรมด​ า น​นัน้ แลว จึงใ​ห​กอ ข​ น้ึ ไ​ป ทา วพญาท​ งั้ ๕ พรอ มกนั ก​ อ อ​ โุ มงคเ​ ปน ร​ปู เ​ตาข​ นึ้ ไ​ป แตพ​ นื้ ดนิ ​ เปน​สี่เหลี่ยม สูงขึ้น​ไปวา​หน่ึง​แลว​หยุดไว ตอ​แต​นั้น​ขึ้น​ไป พญา​ สุวรรณ​ภิงคาร ทรง​กอ​เปน​รูป​ฝา​ตลอด​ขึ้น​ไป​จน​ถึงท่ีสุด​ปลาย​ยอด ไดวา​หนึ่ง​ของ​พระมหากัสสป​เถระ​เจา วัด​แต​ฐาน​ข้ึน​ไปถึง​ยอด​สุด​ ได ๒ วา ของ​มหา​กัสสปะเ​ถระเ​จา แลวท​ ำประตเ​ู ตา​ไว​ทั้ง ๔ ดา น จงึ ใ​ห​เอา ไมจว​ ง ไม​จันทน ไมก​ ลัมพัก ไม​ค ันธ​รส ไมช​ มภ​ ู ไม​นโิ ครธ

91 และไ​ม​รงั มา​ทำเปน ฟน​เผา ๓ วนั ๓ คนื สุกด​ แี ลว ให​ข นเ​อาห​ นิ ​ ทเ​ี่ ปนมงคลม​ า​กลบ​ลงใ​นห​ ลมุ น​ ัน้ พ​ ระมหากสั สปเ​ถระเ​จา พรอ มดว ยพ​ ระอรหนั ตก​ บั ท​ ง้ั ท​ า วพญา​ ทงั้ ๕ จงึ ไ​ป​นำ​เอาพร​ะอุ​รังค​ธาตุ​เขาไป “ฐาปนา” ไว​ในอ​ ุโมงค​น ั้น แลว ​ให​ปดประตูไ​วท​ ัง้ ๔ ดา น ขณะนั้นพ​ระอุ​รังค​ธาตุ​ท่ี​หุมหอ​ไว​ดวย​ผา​กัมพล ทรง​กระทำ​ ปาฏิหาริย​เสด็จ​ออกมา​ประดิษฐาน​อยู​บน​ฝา​มือขวา​ของ​พระมหา กัสสป​เถระ​เจา พระอรหนั ตพ​ รอ มดว ยท​ า วพญาท​ งั้ ๕ กบั ท​ ง้ั เ​สนาอ​ ำมาตย เหน็ ​ เปน​อัศจรรย ดังน้ัน กเ​็ ปลงอ​ อก​ยงั ​เสียงส​ าธกุ าร​ข้ึน​พรอ มกัน จากนั้น พ​ระอุ​รังค​ธาตุ​ก็​กระทำ​ปาฏิหาริย​เสด็จ​กลับ​ไป​ ประดิษฐาน​ใน​อุโมงค ผา​กัมพล​ก็​คล่ี​คลาย​ขยาย​ออก​รองรับพ​ระ​ อ​ุรังค​ธาต​ุก็​เสด็จ​เขาไปป​ ระดษิ ฐาน​อย​ูดัง​เกา ทาวพญา​ทั้ง ๕ จึง​ได​พรอมกัน​สราง​บานประตู​อุโมงค​ดวย​ไม​ ประดู ใสดานป​ ด ไว ปริศนาธรรม พ ญ า ​สุ ว ร ร ณ ​ภิ ง ค า ร พระองคไ​ ดใ​ หส​ รา งร​ปู ม​ า พ​ ลาหก​ ตัว​หันหนา​มา​ทาง​ทิศเหนือ​ เพ่ือ​แสดงวาพ​ระอุ​รังค​ธาตุ​ พระพุทธเจา​ได​เสด็จ​มา​ทาง​ ทศิ เหนอื น​ นั้ ​และอ​ อกมาก​ ระทำ​

92 ปาฏิหาริย และ​เพื่อให​เห็นวา​พระพุทธเจา​ทรง​พุทธ​พยากรณ​ไว​วา​ ศาสนาจ​ ะเ​จริญร​งุ เรือง​จาก​ทิศเหนอื จ​ รด​ไปท​ ิศใต  พระมหากัสสป​เถระ​เจา ก็ได​ให​สราง​รูป​มา​อาชาไนย ไว​อีก​ ตัว​หน่ึง​คู​กัน​โดย​หัน​หนาดาน​เหนือ​เชนกัน เพื่อ​เปน​ปริศนาธรรม​ ให​รูวา พญา​ศรี​โค​ตบูร​นั้น จะ​ได​ฐาปนาพ​ระอุ​รังค​ธาตุ​ไว​ค้ำชู​ พระพทุ ธศาสนา​ตลอด ๕,๐๐๐ พระว​ รรษา มา อ​ าชาไนย​และม​ า พ​ ลาหกน​ ​ี้ ปจ จบุ นั อ​ ยข​ู า งบ​ นั ไดท​ างขนึ้ ห​ อ​ พระ​แกว เสาอ​ ินทขิล พญาท​ งั้ ๕ ทรงแ​ ตง ใ​หค​ นท​ ง้ั หลายไ​ปน​ ำเ​อาห​ นิ ม​ าจากแ​ ดนไ​กล​ เพอ่ื ท​ ำเ​สาห​ ลกั ชยั ห​ รอื ท​ เ​ี่ รยี กก​ นั ว​ า “เสาอ​ นิ ทขลิ ” ไวใ​ นพ​ ระศาสนา เพอ่ื เ​ปน ศ​ ภุ นมิ ติ ใ​หพ​ ระธาตย​ุ นื ยงค​ พ​ู ระศาสนาจ​ นค​ รบ ๕,๐๐๐ พระ​

93 วรรษา ตามพ​ ทุ ธ​ดำรสั โดย - เสาท​ ี่ ๑ ใหค​ นไ​ปน​ ำห​ นิ ท​ เ​่ี มอื งกส​ุ น​ิ าร​ายม​ าก​ อ นห​ นงึ่ ​สลกั เ​ปน ​ เสา​และ​ทำเปน​รูปอ​ จั ฉมุขี (ลกั ษณะ​คลา ยส​ ิงห) ไวท​ ่​ีโคน​เสา ๑ ตวั ฝง​ไว​ทิศ​ทางเหนอื ​หมายถงึ เ​มือง​มงคลใ​น​ชมพทู วปี - เสา​ท่ี ๒ ให​คน​ไป​นำ​หิน​ท่ี​เมือง​พารา​ณ​สี สลัก​เปน​เสา และ​ ทำเปน ร​ูปอ​ ัจฉมขุ ีไ​ว​ทโ่ี​คนเ​สา​ฝงไ​วท​ ิศตะวนั ออกเ​ฉยี งใ​ต ​หมายถงึ ความเป็นสริ มิ งคลตอ่ แคว้นทงั้ หมดท้ังปวง - เสา​ที่ ๓ ให​คน​ไป​นำ​หิน​ท่ี​เมือง​ลังกา สลัก​เปน​เสา​ฝง​ไว​ดาน​ ตะวันตกเ​ฉียงใ​ต - เสาท​ ี่ ๔ ให​ค นไ​ปน​ ำ​หนิ ​ท่ีเ​มืองต​ กั ​ศิลาก​ อนห​ น่งึ ​สลกั ​เปน เ​สา​ ฝง ​ไว​ดานต​ ะวันตกเฉียงเหนือ ครั้งน้นั พระมหากสั สปเ​ถระเ​จา พรอ มดวย​พระอรหันต ๕๐๐​ จึง​กระทำ​ทักษิณา​วัตร ๓ รอบ ทาวพญา​ทั้งหลาย​จึง​ได​พรอมกัน​ อธิษฐาน​ขาวของ​เงินทอง​พรอมดวยเครื่อง​อุปโภค​ท้ังสิ้น ประดิษ ฐาน​สกั ​การ​บชู า​รองไ​วภ​ ายใต​พ นื้ อ​ โุ มงค ขณะนน้ั พญาท​ งั้ ๕ จงึ ไ​ดอ​ ธษิ ฐาน โ​ดยพญาส​ วุ รรณภ​ งิ คารแ​ ละ​ พญาค​ ำแ​ ดงท​ งั้ ๒ พระองคท​ รงอ​ ธษิ ฐานป​ รารถนาว​ า ขอใหไ​ ดบ​ วช​ ในพ​ ระพุทธศาสนาส​ ำเร็จเ​ปน พ​ ระอรหนั ต และ​ขอใหข​ า พเจาท​ ั้ง ๒ พี่นอง​น้ีจ​ งอ​ ยา ไ​ด​พลดั พ​ รากจากกนั ​ไปได​เทอญ พญา​อินทปฐ​อธิษฐาน​ขอให​ได​บวช​ใน​พระพุทธศาสนา​สำเร็จ​ เปน ​พระอรหันต​เชน กัน สวน​พญา​จุลณี​พรหมทัต และ​พญา​นันทเสน ทรง​ได​อธิษฐาน​ ตั้ง​ความ​ปรารถนา​ขอ​สำเร็จ​โพธิญาณ

94 คร้ังน้ัน พระอรหันต​ท้ัง ๕๐๐ มี​พระมหากัสสป​เถระ​เจา​เปน​ ประธาน พรอมกัน​อนุโมทนา​ใน​ความ​ปรารถนา​ของ​พระราชา​ท้ัง ๕ วา ขอใหค​ วาม​ปรารถนา​นนั้ ๆ จงส​ ัมฤทธิ์​ตาม​พระ​ราชประสงค​ ทกุ ประการเ​ทอญ

95

96

97 ชาติ​ที่สอง ​กำเนิดก​ ุมาร​ทั้งส​ าม หลงั จากส​ รา งพ​ ระ​ธาตุพนมเ​สรจ็ ​เพียง​ไมก​ ีป่​  พญา​ทง้ั ๕ ก​็ ทยอยเ​สด็จ​สวรรคต​ตาม​บุพกรรม​ของแ​ ตละ​องค​ใ นช​ าต​นิ นั้ ครั้น​พุทธกาล​ลวง​แลว ๑๗ พรรษา (พ.ศ.๑๗) เมื่อน้ัน พระมหากัสสปเถระ​ยังคง​ดำรง​ธาตุ​ขันธ​อยู ท่ี​ถ้ำปป​ผลิ​คูหา ณ เชิงเขาภาร​บรรพต ทาน​ได​เขา​สมาบัติ​ ทรง​อริย​ญาณ​วิถี ตรวจ​ บุพกรรม​ของท​ า น วาย​ ังมีบ​ ุพกรรม​ใดห​ ลง​เหลอื อย​หู รอื ไม เมอ่ื ท​ า นต​ รวจบ​ พุ กรรมแ​ ลว จงึ ไ​ดท​ ราบว​ า ย​ งั มบ​ี พุ กรรมร​ว มกบั ​ เจา​พญา​ท้ัง​สาม​อยู และ​เห็น​ถึง​หนาที่​อัน​ยิ่งใหญ ท่ีจะ​ตอง​ดูแล ทะนุบำรุง​พระศาสนา​ให​ดำรง​สืบไป​จน​ครบ ๕๐๐๐ ป และ​บัดนี้​ พญาท​ ง้ั ส​ ามไ​ดถ​ อื กำเนดิ ใ​หมข​ น้ึ ค​ รบท​ งั้ ส​ ามค​ นแ​ ลว โดยเ​กดิ ท​ เ​่ี มอื ง​ อนิ ทปฐ ​นคร ๑ คน​และเ​กดิ ท​ ี่​แถบเ​มอื งล​ าว อกี ๒ คน ใน​สว นพ​ ญาท​ ้งั ๓ คือ พญาอ​ ินทปฐ พญา​สวุ รรณภ​ งิ คาร และ​ พญา​คำ​แดง เมื่อ​ได​ถือกำเนิด​ข้ึน​ใน​ชาติ​ที่สอง​นี้ เปน​ราช​กุมาร​ท่ี​ อายุ​ไลเล่ียกัน โดย​พญา​อินทปฐ​ทาน​เกิด​ที่​เมือง​อินทปฐ​นคร​เชน​

98 เดิม โดย​เกิดใหม​เปน​บุตร​ของ​บุตรชาย​ตน​เอง​ที่​ขึ้น​ครอง​ราชย มี​ พระนาม​วา “รัต​ นก​ ุมาร” พญาส​ วุ รรณภ​ งิ คารแ​ ละพ​ ญาค​ ำแ​ ดงท​ า นไ​ดเ​ กดิ เ​ปน พ​ น่ี อ งก​ นั ท​ี่ เมือง​ลาว (ปจจุบัน​เปน​เขตภูเขา​ควาย เมือง​เวียงจันทน) เปน​บุตร​ ของ​กษัตริย โดย​พญาส​ ุวรรณ​ภงิ คารท​ า น​มี​ชอื่ วา “มหาก​ มุ าร” เปน​ พ่ี (ใน​ทัง้ หมด ๓ องคท​ า นก​ ็อ​ าวุโส​ที่สุด) พญา​คำแ​ ดง​ทา นม​ ชี​ อื่ วา ​ จุล​กมุ าร ​เปน ​นอ ง ดงั นน้ั ร​าชก​ มุ ารท​ ง้ั ส​ าม คอื ๑. รต​ั นก​ มุ าร แ​ หง เ​มอื งอ​ นิ ทปฐ น​ คร ๒. มหา​กมุ าร​และ ๓. จุลก​ ุมาร แหง​เมอื งล​ าว ใน​วันที่​กุมาร​ทั้ง​สาม​ถือกำเนิด ได​มี​สิ่ง​อัศจรรย​อันเปน​ มหา​มงคล​เกิดขึ้น​ใน​แผนดิน พระอาทิตย​ทรงกลด เกิด​แผนดิน​ ส่ันสะเทือน ความ​อุดมสมบูรณ​บัง​เกิดข้ึน​ใน​แผนดิน ดวย​มหา​ อานิสงส​ท่ี​ทาน​ท้ัง​สาม​ได​บำเพ็ญ​มา​มาก​หา​ประมาณ​มิได​ใน​แสน​ กัปป​กัลป ทำให​ทาน​ท้ัง​สาม​มี​ลักษณะ​งดงาม ผิวพรรณ​ผองใส สง่างาม สรา้ งความปิติยนิ ดแี ก​พระ​ประยูรญาต​แิ ละขัตต​ ยิ ว​ งศ และ​ดวย​แรง​แหง​อธิษฐาน​บารมี ดวย​แรง​แหง​สัจจะ​บารมี ท่ี​ กุมาร​ท้ัง​สาม​ได​บำเพ็ญ​มา​แต​ครั้ง​อดีต ที่​ได​ตั้ง​จิต​รวมกัน​ใน​การ​ สรางพ​ระอุ​รังค​ธาตุ และ​อธิษฐาน​ขอให​ได​บวช​ใน​พระพุทธศาสนา​ สำเรจ็ ​เปน ​พระอรหนั ต ส​ูกาสาวพัสตร  ดังน้ัน ใน พ.ศ.๒๖ เมื่อ​กุมาร​ท้ัง​สาม​อายุ ๘-๙ ขวบ​ป พระมหากัสสป​เถระ​ได​พิจารณา​เห็น​แลวดวย​อริย​ญาณ​วิถี วา​

99 ถึงเวลา​อัน​สมควร​ที่​กุมาร​ท้ัง​สาม​จะ​เขาสู​รม​กาสาวพัสตร​แลว จึง​ ​ได​มี​บัญชา​ให​พระอรหันต​ท้ัง​สาม​องค​ซึ่ง​เปน​ผู​ถึง​พรอมดวย​ ปฏิสัมภิทา​ญาณ ลวง​เขาสู​ดินแดน​สุวรรณภูมิ​แหลมทอง เพ่ือ​ไป​ รับ​ตัว​กุมาร​ท้ัง​สาม​มาบรรพชา อุปสมบท และ​อบรมส่ังสอน​ให​ เปน กำลัง​หลกั ข​ อง​พระพทุ ธศาสนา​สบื ไป โดย​พระ​เถระท​ ้งั ๓ ทีร​่ ับ​บญั ชา​จากพ​ ระมหากัสสป​มี​นาม​วา ๑. พระพทุ ธร​กั ขติ ๒. พระธรรมร​กั ขติ ๓. พระส​ งั ฆร​กั ขติ (ชอื่ ท​ ง้ั ส​ ามน​ ​ี้ เปน ช​ อ่ื ข​ องพ​ ระอรหนั ตท​ ง้ั ส​ ามอ​ งคท​ มี่ าร​บั ก​ มุ ารท​ งั้ ส​ ามไ​ปบ​ วช และ​ เม่ือ​พระอรหันตท​ ้งั ​สามอ​ งค​เ ขาน​ ิพพานแ​ ลว​พระก​ ุมารท​ ั้ง​สามก​ ็ได​ อุปสมบท​เปน​ภิกษุ ก็ได​ใช​ชื่อ​ท้ัง​สาม​น้ี​แทน ดังน้ัน​ช่ือ​พระอรหันต​ ทง้ั ​สาม​องคท​ ม่ี า​รับ กับช​ อื่ ห​ ลวงป​ ​ูใหญ​ทงั้ ​สามอ​ งค​นจี้​ ะซ​ ้ำก​ ัน) เมื่อ​พระอรหันต​ทั้ง​สาม​องค​ได​มาถึง​ยัง​แถบ​สุวรรณภูมิ​แหลม ทองแ​ ลว เปน ช​ ว งตน เ​ดอื นอา ย พทุ ธกาลล​ ว งแ​ ลว ๒๖ พรรษา พระ​ เถระท​ ้ัง​สาม​จึงไ​ด​แ บง​หนาท่ี​กัน โดยพ​ ระพทุ ธร​กั ขิต ทา นไ​ดด​ ำเนิน​ เขา ​ไปยัง​เมอื ง​อินทปฐ ​นคร เพื่อ​รบั ​ตวั รตั​ นก​ มุ าร ​แหง เ​มอื ง​อินทปฐ​ นคร พ​ ระธรรม​รักขิต​และ​พระสังฆ​รกั ขติ ท​ าน​ดำเนนิ เ​ขา ไ​ปยงั ​แถบ​ เมอื งล​ าวเ​พื่อ​รับต​ วั ม​ หาก​ มุ าร​และจ​ ุลก​ ุมาร พระอรหนั ตท​ ง้ั ส​ ามอ​ งคเ​ มอื่ ไ​ดแ​ ยกยา ยเ​ขา ไปใ​นเ​มอื งแ​ ลว ก​ ไ็ ดใ​ ช​ กศุ โลบายต​ ามสมควร เพอื่ ใหพ​ ระมหากษตั รยิ แ​ ละพ​ ระป​ ระยรู ญาต​ิ เกิด​ศรัทธา​ต้ังม่ัน​ใน​บวร​พุทธศาสนา ตั้งแต​อบรม​เทศนา​ส่ังสอน แสดงธรรม แสดงอ​ ทิ ธว​ิ ธิ ี เหาะเ​หนิ เ​ดนิ อากาศ ฯลฯ เพอ่ื ใหก​ ษตั รยิ ​ เหลาน้ัน แจง​ใน​ธรรม เกิด​ศรัทธา​และ​ยินยอมให​ราช​กุมาร​ออก​ บรรพชา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook