50 เห็นพระสาวกผูเลิศทางธุดงคนามวา มหานิสภเถระ เลื่อมใสใน ปฏิปทาของทาน จึงนิมนตพระปทุมุตตรพุทธเจา พรอมพระสงฆ มาถวายภตั ตาหาร แลวต ้งั ค วามปรารถนาต ำแหนงนน้ั พระพทุ ธเจา ทรงต รวจดดู ว ยพุทธญาณเหน็ วา ความปรารถนา ของเขาจะสำเร็จแนนอน จึงทรงพยากรณวา “ในอนาคตกาล ประมาณแสนกัปป พระพุทธเจา พระนามวาโคดม จักอุบัติข้ึน ทานจักเปนสาวกที่ ๓ ของพระพุทธเจานั้น มีช่ือวา มหากัสสป เถระ” อุบาสกนน้ั ไดฟ ง คำนน้ั แ ลว รสู กึ เหมอื นดงั วาความปรารถนา น้ัน ประดุจจะสำเร็จไดในวันพรุงน้ี จึงไดกระทำบุญกรรมตางๆ มาตลอดห ลายพ ทุ ธนั ดร ในช าตสิ ดุ ทา ยไดม าเกดิ เปน พ ระมหากสั สป เถระตามค ำพยากรณท ุกประการ สืบสานพทุ ธกจิ พระมหากสั สปเถระ ไดร บั ก ารส รรเสรญิ จ ากพ ระศาสดาในเรอ่ื ง การถือธุดงคเปนวัตร แมพระศาสดาตรัสสรรเสริญพระเถระ แต ทา นก ไ็ มไ ดท นงต นว า จ ะเลศิ ก วา ผ อู น่ื ทา นก ไ็ ดอ อกโปรดเวไนยส ตั ว อยูเสมอ ทา นเปนท่ีเคารพและย กยอ งอยางส งู ในห มูภกิ ษุ หมเูทพ เทวดา และมนษุ ยท ้งั หลาย ในห ลายๆครง้ั แมเ ทพเทวดาก ย็ งั ม าอ ปุ ฏ ฐากท า น ดงั เรอื่ งท ถ่ี กู จารึกไวในพระไตรปฎกจนเปนธรรมวาทะของทานพระมหากัสสป ทา นไดถือธุดงควัตร ออกส ่งั สอนเทศนาธ รรม เผยแพรพ ระศาสนา โปรดพทุ ธบรษิ ทั แมเ ทพเทวดาก็ย ังอยากใหท า นโปรด
51 ครง้ั หนง่ึ ท า นพ ระมหากสั สป อยทู ป่ี ป ผ ลคิ หู า เขา ฌานแ ลว ออก ในวันที่ ๗ เม่ือออกจากฌานแลวทานไดพิจารณาดวยทิพยจักษุ เพ่ือพจิ ารณาบุคคลทีค่ วรโปรด เหน็ หญิงรกั ษานาขา้ วสาลคี นหนง่ึ เดด็ รวงขา้ วสาลที ำขา้ วตอกอยู่ ทา่ นไดเ หน็ วา หญงิ นี้ม ีศรทั ธาจงึ ได เดนิ ทางไปโปรด นางกุลธิดาพอเห็นพระเถระก็มีจิตเล่ือมใส จึงไดนำขาวตอก ไปถวายพระเถระแ ลว ไหวด ว ยเบญจางคประดษิ ฐแ ละไดท ำความ ปรารถนา ขอเปน ผมู ีสว นแหงธ รรมท ีท่ านเหน็ แลว ในระหวางนางเดินทางกลับ นางไดนึกถึงทานที่ตนไดถวายไป เกิดจิตเปนกุศลอยู แตบนทางที่นางเดินทางกลับน้ัน นางไดถูกงู พษิ รา ยกัด และถ งึ แ กค วามต าย ณ ทน่ี นั้ เอง ดว ยจ ติ อ นั เปน ก ศุ ลก อ นท จ่ี ะต าย นางจ งึ ไดไ ปเกดิ ในว มิ านท อง ในภพดาวดึงส ประดับเคร่ืองอลังการ แวดลอมดวยนางอัปสร ๑ พัน ท่ีประตูวิมานอันประดับดวยขันทองคำ เต็มไปดวยขาวตอก ทองคำหอยระยา อยู นางเทพธิดานั้นตองการจะทราบวาตนทำกรรมเชนไรจึงได สมบัตินี้ เม่ือพิจารณาแลวจึงไดรูวา สมบัตินี้ไดมาเพราะผลแหง ขาวตอกท่ีถวายพระมหากัสสปเถระ นางจึงคิดวา สมบัติที่นาง ไดเชนนี้เปนเพราะไดกระทำกรรมไวเพียงนิดหนอย นางไมควร ประมาท ควรจะกระทำการปฏิบัติแกพระมหาเถระนั้น เพ่ือทำ สมบัตินัน้ ใหถ าวร นางจงึ ไปยังท ีพ่ ำนกั ของพ ระมหาเถระ แลว ไปปด กวาดบริเวณ ท่พี ำนกั ของพ ระเถระ แลวต ั้งน ำ้ ฉันนำ้ ใชไ วแ ตเชา ตรู
52 พระเถระเห็นเชนนั้น สำคัญวาภิกษุหนุมหรือสามเณรบางรูป ทำใหทาน ในวันรุงข้ึนนางก็ไดทำเชนเดียวกันอีก ฝายพระเถระก็ เขาใจเชนเดิม จนกระทั่งในวันท่ี ๓ พระเถระไดยินเสียงไมกวาด ของนางและเห็นรัศมีของนางฉายเขาไปทางชองลูกดาล ทานจึง เปดประตูออกมาถามวา “นัน่ ใคร?” นางเทพธดิ าจ งึ ต อบ แลว เลา เรอ่ื งค วามป ระสงคข องต นใหพ ระ เถระฟง พระเถระจึงหามมใิหน างก ระทำต อ ไป ธรรมวาทะ โดยทานไดกลาววา “ดูกอนนางเทพธิดา เธอจงหลีกไป เธอ อยาทำใหเราต อ งถ กู พระธรรมกถึกท ั้งหลายในภ ายหนา นั่งถือพ ดั อันวิจิตรพูดวา มีนางเทพธิดาผูหนึ่งมาทำวัตรปฏิบัติ เขาไปต้ังน้ำ ฉันน้ำใชถวายพระมหากัสสปเถระ ต้ังแตนี้ไปเธออยามา ณ ท่ีนี้ อกี จงกลับไปเสยี ” ผใู ดไมม คี วามเคารพในเพอื่ นพ รหมจรรย ผนู นั้ ย อ มอ ยหู า งพ ระ สัทธรรม เหมือนแผนดินท่ีอยูหางจากฟา ผูท่ีมีหิริและโอตตัปปะ ประจำใจตลอดเวลา ประพฤติพรหมจรรยยอมงอกงาม ภพใหม ยอ มไมม ี ภกิ ษผุ ฟู งุ ซา นงอ นแงน ถงึ จ ะห ม ผ า บ งั สกุ ลุ ก ไ็ มง าม ไมต า ง จากล งิ ห ม ห นงั เสอื ภกิ ษผุ ไู มฟ งุ ซา นม นั่ คง มปี ญ ญา สำรวมอ นิ ทรยี หมผาบงั สุกลุ ยอ มงามเหมือนราชสหี บนย อดข นุ เขา” นางเทพธดิ าจ งึ ออ นวอนในความป ระสงคข องต นซำ้ แ ลว ซ ำ้ อกี พระเถระเหน็ วา น างเทพธดิ าด อ้ื ดงึ ไมย อมฟ ง ถ อ ยคำ จงึ ป รบมอื ขน้ึ ดว ยเสยี งป รบมอื ข บั ไลข องพ ระม หาเถระด งั กลา ว นางเทพธดิ า
53 ไมอาจอยูในท่ีน้ันได จึงเหาะขึ้นในอากาศ ยืนประนมมือรองไห ครำ่ ครวญอ ยู พระศาสดาป ระทบั น ง่ั ในพ ระค นั ธกฎุ ี ทรงส ดบั เสยี งน างเทพธดิ า น้ันรองไห จึงทรงแผพระรัศมีดุจประทับน่ังตรัสอยูตรงหนานาง เทพธดิ า ตรสั ว า “เทพธิดา การทำความสังวร (ในสมณจริยา) เปนหนาท่ีของ กสั สปะผ บู ตุ รข องเรา แตก ารก ำหนดวา นเี้ ปน ป ระโยชนข องเรา แลว มงุ ก ระทำแ ตบ ญุ ยอ มเปน ห นา ทข่ี องผ ทู ตี่ อ งการบ ญุ เพราะว า การ ทำบญุ ทำใหเ กดิ สขุ แ ตอยา งเดียว ทั้งในภ พน้ี ทัง้ ในภ พหนา ” ดังนี้เม่ือจบพระเทศนาของพระพุทธองค นางเทพธิดาน้ัน จึง ไดบรรลุโสดาปตติผล นโิ รธสมาบัติ ครั้งหนึ่งพระมหากัสสปเถระไดเขานิโรธสมาบัติ เปนเวลา ๗ วนั เม่อื ทานออกจากส มาบัตแิ ลว จึงดำริท ่ีจะอ อกเที่ยวบณิ ฑบาต
54 ตามลำดบั ต รอกในก รงุ ราชค ฤห เพอ่ื โปรดค นย ากไร ดว ยเหตวุ า การ ถวายทานแดพระภิกษุที่ออกจากสมาบัติน้ันจะไดรับผลบุญใน ปจ จบุ ันโดยฉบั พลันท นั ตา ขณะน้ัน นางอัปสรประมาณ ๕๐๐ ผูเปนบริจาริกาของ พระอินทร เกิดความปรารถนาที่จะไดบุญเชนนั้น จึงตระเตรียม บิณฑบาต ๕๐๐ ท่ี แลวถือมายืนอยูในระหวางทาง กลาวนิมนต ทา นพ ระมหากสั สปเถระ พระเถระไดปฏิเสธ โดยกลาววาทานประสงคจะสงเคราะหแก คนเข็ญใจ เหลานางเทพธิดาจึงไดออนวอนอีก พระเถระเห็นวา นางเทพธิดาดื้อดึงจึงดีดน้ิวไลนางเทพธิดาเหลานั้นใหไปเสีย นาง เทพธิดาเหลาน้ัน เมื่อพระเถระดีดน้ิวไลก็ไมอาจอยูได จึงเหาะ กลับไปยังเทวโลกตามเดิม ทาวสักกะจึงตรัสถาม นางเทพธิดาก็ เลา เนอื้ ความใหแ กท า วส กั กะฟ ง พ ระองคฟ ง แ ลว กเ็ กดิ ค วามต อ งการ อยากใสบ าตรขน้ึ ม าดวยเหตทุ ีว่ า องคอ ัมรนิ ท รอ ินทราธริ าชทา วสกั กะจ อมเทพ คร้ังหน่ึง พระอินทรหรือทาวสักกเทวราชเสด็จออกมานอก วิมาน ทรงพบกับเทพบุตร ๓ องคพาบริวารมาเลนนักขัตฤกษ เทพบุตร ๓ องคนั้นมีรัศมีทิพยสวางผองใสจนขมรัศมีของทาว สักกเทวราชใหหมองลง ทาวสักกเทวราชจึงรีบเสด็จกลับเวชยันต ปราสาททันทีดวยความอายวาพระองคเปนถึงจอมเทพ แตรัศมี สวางสูเทพบรวิ ารไมได พระองคทรงพิจารณาวา ทำอยางไรดีหนอรัศมีของพระองค
55 จึงจะสวางรุงเรืองขึ้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นพวกนางอัปสร บาทบริจาริกากลับมาจากเมืองมนุษย จึงตรัสถามวาพวกเธอไป ไหนกันมา นางอัปสรกราบทูลวาไปใสบาตรพระมหากัสสปเถระที่ เพง่ิ อ อกจากน โิ รธสมาบตั ิ แตพ ระเถระไมร บั บาตร บอกวา อ านสิ งส การใสบาตรพระท่ีเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติน้ันสูงมาก ทานจะใช สงเคราะหพวกคนเขญ็ ใจ ทา วส กั กเทวราชไดฟ ง ด งั นน้ั เกดิ ค วามค ดิ วา จ ะต อ งไปใสบ าตร พระเถระใหจ งได จงึ เสดจ็ ม าเมอื งม นษุ ยพ รอ มกบั พ ระนางส ชุ าดา ที่ เปน พ ระเทวี ทา วส กั กะจ ำแลงเพศเปน ช า งห กู ช รา ฟน ห กั ผมหงอก หลังโกง สวนพระนางสุชาดาก็แปลงเพศเปนหญิงชราดุจเดียวกัน ท้ังสองเนรมิตเรือนเกาๆ ดักอยูกลางทางที่พระมหากัสสปจะมา บิณฑบาต ฝายพระมหากัสสปเถระ เม่ือออกจากนิโรธสมาบัติแลวก็เดิน บายหนา เขา เมอื ง หวงั จ ะส งเคราะหพ วกคนเขญ็ ใจ ครัน้ ผา นเรือน ของชางหูกจำแลงนั้น ก็เห็นชางหูกชรากำลังขึงหูก ภรรยาชวยก รอดาย พระเถระไมไดคาดคิด จึงไมไดใชญาณตรวจดู ทานคิด เพียงวาสองคนน้ีแกแลวยังตองลำบากทำงานกันอยู ในเมืองน้ีคง ไมมีใครเข็ญใจมากกวาน้ีอีกแลว พระเถระจึงหยุดอยูหนาเรือนรอ รบั บ ณิ ฑบาต ฝา ยส องส ามภี รรยาน น้ั ท ำเปน ต าฝ า ฟางเหมอื นไมเ หน็ ทำงาน ของตนตอไปอยูครูหน่ึง แลวชายชราจึงเดินกระยองกระแยง ออกจากเรอื นม าด ใู กลๆ พอเหน็ พ ระเถระก แ็ สรง ทำด ใี จบ อกภ รรยา วา “น่ีเธอ เปนบุญหายากยิ่งนักท่ีพระมหากัสสปเถระมายังประตู
56 กระทอ มของเรา เราม อี ะไรพอจะใสบาตรไดบ า งไหม” หญงิ ช ราท ำเปน ก ลุ กี จุ อด ใู นค รวั แลว ต อบวา มี แลว กค็ ดข า วสกุ ในหมอออกมาใสบาตรจนเต็ม แตขาวท่ีใสบาตรน้ันเปนขาวทิพย จงึ ส ง กลนิ่ หอมขจรขจายไปท่วั ทง้ั พ ระนคร พระเถระฉ กุ คดิ ว า ส องส ามภี รรยาน เี้ ปน ค นย ากจน แตอ าหารน ้ี กลับมีกล่นิ ห อมราวกบั อาหารข องท าวสกั กะ สองส ามีภรรยาน้ีเปนใครก นั ห นอ พอพิจารณาดูดวยญาณก็รูวาท้ังสองคนน้ีคือทาวสักกเทวราช และพ ระนางส ชุ าดา พระเถระจ งึ ก ลา ววา “พระองคเ ปน ท า วส กั กเทว ราช เหตุใดจ งึ มาแยง ส มบัติท ค่ี วรแกคนเขญ็ ใจเสียเลา ใครก ็ตามที่ ไดใสบาตรอาตมาภาพในวันนี้ เขาจะพึงไดตำแหนงเสนาบดีหรือ ตำแหนงเศรษฐอี ยางแนน อน” ทาวสักกเทวราชตรัสตอบวา “คนเข็ญใจย่ิงกวาขาพเจาน้ีไมมี อีกแลวพระคุณเจา ”
57 พระเถระจึงถามวา “พระองคเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก จะ เปนคนเขญ็ ใจไดอ ยางไร” ทาวสักกะทรงตอบวา “ขาพเจาทำบุญไวมากจึงไดทิพยสมบัติ ทง้ั หลาย แตบ ญุ เหลา นน้ั ก ม็ อี านสิ งสเ พยี งน อ ยนดิ เพราะเปน บญุ ท ี่ ทำไวค รง้ั โลกว า งจ ากพ ระศาสนา บดั นม้ี พี ระพทุ ธศาสนาบ งั เกดิ ขน้ึ แลว เทพบุตร ๓ องค คือจูฬรถเทพบุตร มหารถเทพบุตร และ อเนกวณั ณ เทพบตุ ร ไดท ำบญุ ในพ ระศาสนาจ งึ ไดอ านสิ งสม าก เมอื่ ไปอ บุ ตั ใิ นเทวโลก เขาเหลา นน้ั จ งึ ม รี ศั มรี งุ เรอื งม าก ถมท บั รศั มขี อง ขา พเจา จนห มด จนข าพเจา ไมอ าจสูห้ นา้ ต้องหลบเขา้ วิมาน จะหา ใครเขญ็ ใจเทาขาพเจานี้ไดอ กี เลา ” พระก สั สปเถระจ งึ บ อกวา “ตอ ไปพ ระองคอ ยา ไปแ ยง ส มบตั ขิ อง พวกคนจนอกี เลย” ทาวสักกเทวราชและพระนางสุชาดาอภิวาทพระเถระ ทรงทำ ประทักษิณ แลวเหาะกลับสูเทวโลก ทรงเปลงอุทาน ๓ คร้ัง ใน อากาศกลางหาววา “โอ ทานที่เปนทานอยางเย่ียม เราไดตั้งไว ดแี ลวในทานพ ระกสั สปะ” พระผ มู พี ระภ าคเจา ป ระทบั ย นื อ ยใู นพ ระว หิ าร ไดท รงส ดบั เสยี ง ของท า วสักกะนั้น จงึ ตรสั เรียกภ ิกษุทง้ั หลายม าแลว ตรสั ว า “ภกิ ษุ ทั้งหลาย พวกเธอจงดูทาวสักกะผูเปนจอมแหงเหลาเทพเจา ทรง เปลง อทุ าน เสด็จไปทางอากาศ” ภกิ ษเุ หลา นนั้ จ งึ ท ลู ถามเรอ่ื งราว พระศาสดาจ งึ ต รสั วา “ทา วเธอ ลวงถวายบิณฑบาตแกกัสสปะผูบุตรของเรา คร้ันถวายบิณฑบาต นัน้ แ ลว ดพี ระทยั จึงทรงเปลง อุทานไป”
58 ภกิ ษจุ งึ ถ ามว า ทา วส กั กะท ราบไดอ ยา งไรว า “ถวายบ ณิ ฑบาต แกพระเถระเปน ส ง่ิ ส มควร พระพทุ ธเจาขา ?” พระศาสดาจ ึงตรสั ว า “ภิกษุทงั้ หลาย ทงั้ เหลา เทพเจา ท้งั เหลา มนษุ ยย อ มพ อใจภกิ ษผุ ถู อื ก ารเทยี่ วบ ณิ ฑบาตเปน ว ตั ร เชน ก สั สปะ บุตรของเรา” ดงั นแี้ ลว แมพ ระองคเ องก ท็ รงเปลง อ ทุ านแ ลว ดว ยพ ระโสตธ าตุ อันเปน ทิพย หมดจด ลว งเสยี ซ ึ่งโสตของมนุษยค รงั้ นน้ั แล พระผ มู พี ระภ าคเจา ท รงท ราบเนอ้ื ความน น้ั แ ลว ทรงเปลง อ ทุ าน นี้ ในเวลาน้ันวา “เทวดาและมนุษย ยอมพอใจ แกภิกษุผูถือการ เที่ยวบิณฑบาตเปนวัตร ผูเล้ียงตัวเอง มิใชเลี้ยงผูอ่ืน ผูม่ันคง ผู เขา ไปสงบแลว มสี ตทิ กุ เมือ่ ” ทรงเปลงอุทานนี้แลว จึงตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย ทาวสักกะผู เปนจอมแหงเหลาเทพเจา ไดเสด็จมาถวายบิณฑบาตแกบุตรของ เรา เพราะกลิ่นศ ีล” ดังนีแ้ ลว ตรสั พระคาถานีว้ า กลิน่ หอมทง้ั หลาย เชนก ลน่ิ หอม จากด อกไม กลนิ่ ห อมจ ากแ กน ไมท มี่ กี ลนิ่ ห อมเปน ตน ยอ มห อมไป ตามลมเทาน้ัน ไมสามารถห อมท วนลมได เทยี บไมไ ดเ ลยกบั กล่นิ ของศีล กลิน่ ของค ุณค วามดี กลิ่นข องศลี กล่นิ ข องคุณค วามดี เปน สิ่งท่เีลศิ เปน ส ิ่งที่ป ระเสรฐิ ยอมฟ งุ ไปโดยรอบ กลิ่นของผูมีศีลท้ังหลาย เปนกลิ่นชั้นสูง ยอมหอมฟุงไปใน เทพเจาและเหลามนุษย แมแตทาวสักกะ ผูเปนจอมแหงเทพใน สวรรคช้ันดาวดึงส ก็ประสงคท่ีถวายทานพระมหากัสสปเถระ ก็ เพราะกลน่ิ ศีล เพราะกล่ินค วามด ี ของพระมหากสั สป
59 อปฺปมตฺโต อยํ คนฺโธ ยวฺ ายํ ตครจนทฺ น ี โย จ สีล วตํ คนฺโธ วาติ เทเวสุ อุตตฺ โม ความว า สว นก ลน่ิ ศ ลี ข องผ มู ศี ลี ท ง้ั หลายใด กลน่ิ ศ ลี น นั้ หาเปน กลนิ่ เลก็ นอ ย เหมอื นก ลนิ่ ในก ฤษณาแ ละจ นั ทนแ ดงไม คอื เปน ก ลน่ิ อนั โอฬาร แผซ า นไปเหลอื เกนิ ดว ยเหตนุ น้ั แล กลนิ่ ศ ลี จ งึ เปน ก ลน่ิ สูงสุด คอื ป ระเสรฐิ เลิศ ฟงุ ไปในเหลาเทพเจาและเหลามนษุ ย เม่ือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาเทศนาเกิดประโยชนแก มหาชนแลวในเวลาจบเทศนา ชนเปนอันมากบรรลุอริยผล ทั้งหลาย มีโสดาปตติผลเปนตน เทศนาเกิดประโยชนแกมหาชน แลว ดงั นี้แล พระมหากัสสปกับเดก็ ๕๐๐ คน วนั หนง่ึ พ ระศาสดาม ภี กิ ษุ ๕๐๐ เปน บ รวิ ารพ รอ มดว ยพ ระอ สตี ิ มหาเถระ เสดจ็ เขา ไปก รงุ ราชค ฤห เพอื่ บ ณิ ฑบาต ไดท อดพระเนตร เหน็ เดก็ ๕๐๐ คน ยกกระเชา ข นมออกจากเมอื งแลวไปสวนในวัน มหรสพวนั หนึง่ เด็กเหล่านนั้ ก็เพยี งแต่ถวายบังคมพระศาสดาแลว ก็หลีกไป ไมป วารณาเพ่อื ถ วายข นมแ กภ ิกษแุ มส ักรปู หน่ึง พระศาสดาตรัสถามกับภิกษุท้ังหลาย ในกาลท่ีเด็กเหลานั้น ไปแลว ว า “ภิกษุท ้งั หลาย เธอทง้ั หลาย จกั ฉันขนมไหม” ภิกษุทูลถามว า “ขนมท ไี่ หนพระพทุ ธเจา ขา” พระศาสดาตรสั วา “เธอท งั้ หลายไมเ หน็ พ วกเดก็ ถ อื ก ระเชา ข นม เดนิ ผานไปแลว หรอื ?” ภิกษุตอบวา “พวกเด็กนั้น ไมถวายขนมแกใครๆ พระพุทธ
60 เจา ขา” พระศาสดาตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย เด็กเหลาน้ันไมนิมนตเรา หรือพวกเธอดวยขนมก็จริง ถึงกระนั้น ภิกษุผูเปนเจาของขนม ก็ กำลงั มาข า งหลงั เราทงั้ หลายฉ ันข นมเสียกอนแลวจึงไป” ตามธรรมดาแหงพระพุทธเจาท้ังหลาย ยอมไมมีความริษยา ในบุคคลใดๆ เลย เพราะฉะน้ันพระศาสดาจึงตรัสคำน ้ีแลว จึงพา ภิกษุสงฆไปป ระทับน ั่งใตรม เงาโคนไมต น ห น่งึ ตอมาพวกเด็กเมอื่ เห็นพระมหากัสสปเถระเดนิ ม าขางหลัง ก็ บงั เกดิ ค วามรกั และเลอื่ มใสพ ระม หาเถระข น้ึ อ ยา งเตม็ เปย ม จงึ ว าง กระเชา ไหวพ ระเถระด ว ยเบญจางคประดษิ ฐ แลว ย กข นมพ รอ มทงั้ กระเชา ถวายแกพ ระเถระ พระเถระจึงกลาวแกเด็กเหลาน้ันวา “น่ันพระศาสดาพาพระ ภิกษุสงฆไปประทับน่ังแลวที่โคนไม พวกเธอจงถือไทยธรรมไป แบง สวนถวายภกิ ษสุ งฆเ ถิด” พวกเดก็ จ งึ ก ลบั ไปพ รอ มกบั พ ระเถระ ถ วายข นมพ ระบรมศาสดา และหมูภิกษุสงฆ แลว ไดถ วายน้ำ หลงั จากฉ นั ข นมเสรจ็ ภกิ ษทุ งั้ หลายไดพ ดู อ อกไปว า “พวกเดก็ ถวายภักษาเพราะเห็นแกหนาพระมหากัสสปเถระ ในครั้งแรกไม ตอนรับพระสัมมาสัมพุทธเจา หรือพระมหาเถระอื่นท้ังหลายดวย ขนม ตอ เมอ่ื เหน็ พ ระมหากสั สปเถระแ ลว จงึ ถ อื เอาข นมพ รอ มดว ย กระเชานนั่ มาถวาย” พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่าน้นั แลว้ จึงตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผูเชนกับมหากัสสปะผูบุตรของเรา ยอม
61 เปน ท รี่ กั ข องเหลา เทวดาแ ละม นษุ ยท งั้ หลาย ยอ มท ำบ ชู าด ว ยป จ จยั ๔ แกเธอโดยแท” แลวตรัสพระคาถาแสดงแกเหลาเด็กท้ัง ๕๐๐ คนน้ัน ในกาล จบพระธรรมเทศนา เด็กเหลาน้ันท้ังหมด ก็ไดบรรลุโสดาปตติผล ดงั น้ี หญิงเขญ็ ใจ สมยั น น้ั ในก รงุ ราชค ฤหม คี รอบครวั ห นงึ่ เปน อ หวิ าตกโรค คนใน ครอบครัวน้ันตายกันหมด เหลือหญิงคนหนึ่ง หญิงน้ันไดทิ้งเรือน หนีไปพ่ึงเรือนของคนอื่น อาศัยอยูดานหลังเรือนของเขา พวกผู คนในเรือนนน้ั คิดส งสาร ใหอาหารท ี่เหลือในหมอ ขาวแ กนาง นาง เล้ียงชวี ิตอยูดว ยอาหารของผคู นเหลา นั้น วนั น น้ั ท า นพ ระมหากสั สป เขา น โิ รธสมาบตั ิ ๗ วนั เมอื่ อ อกจาก นโิ รธน้นั แ ลว พิจารณาหาผ ูท ่สี มควรจะอนุเคราะห ไดเหน็ ห ญิงน นั้
62 ถงึ ว าระใกลต าย และเหน็ ก รรมในอดตี ข องน างจ ะน ำไปสนู รก แตก ็ ยังเห็นโอกาสที่นางจะไดทำบุญ ทานไดพิจารณาวา เม่ือเราไปยัง บานน้ัน หญิงคนนี้จักถวายอาหารที่ตนไดมา และผลบุญนั้นนาง จะไดไปเกิดในเทวโลกช ัน้ น มิ มานรดี ดงั นนั้ ในเวลาเชา ทา นจ งึ เดนิ ม งุ หนา ไปยงั ท อี่ ยขู องน าง แลว จงึ ยืนอยูขา งหนาเรอื นของห ญงิ น นั้ นางเห็นพระเถระแลว คิดวาพระเถระน้ีเปนพระเถระผูใหญ ในท่นี ี้ก็ไมมขี องกนิ หรือของเค้ยี ว ซ่ึงค วรท จี่ ะถ วายแ กพ ระเถระน ้ี จะม กี เ็ พยี งเศษอาหารอ นั จ ดื เยน็ ไมม รี ส เตม็ ไปดว ยห ญา แ ละผ งธลุ ี ซึ่งอยใู่ นภาชนะสกปรกนี้ เราไมอ าจจะถวายแกพ ระเถระเชนนไ้ี ด นางจึงกลาวว า “ขอทา นจงโปรดสตั วข างหนาเถิด” แตพ ระเถระย งั คงย นื น งิ่ ในทนี่ นั้ ผคู นอ ยใู นเรอื นน ำภ กั ษาเขา ไป ถวาย พระเถระกไ็ มรบั หญงิ เขญ็ ใจน น้ั จงึ รวู า พ ระเถระป ระสงคจ ะรบั เฉพาะอ าหารข อง เรา จงึ มาในที่นีก้ ็เพ่อื อนุเคราะหเราเทา น้นั นางจ งึ มีจติ ใจเลอื่ มใส เกดิ ความเอื้อเฟอ กเ็กลยี่ ขา วตงั น้ันล งในบาตรข องพ ระเถระ พระเถระแ สดงอาการวา จ ะฉ นั เพอื่ เพม่ิ ค วามเลอ่ื มใสข องน างให มากขน้ึ ผูคนป ูอาสนะแลว พระเถระกน็ ่ังบนอาสนะน ้นั ฉนั ข าวตงั นนั้ ดื่มน้ำแลว ชักมอื ออกจากบ าตร ทำอนโุ มทนาแ กห ญงิ เข็ญใจ นัน้ แลว ก็ไป ในคนื นน้ั นางก ็ส ิ้นชีวิต ก็ไปบังเกิดรวมกบั เหลาเทพในสวรรค ช้ันน ิมมานรดี
63 เกดิ ร ว มสมัยกบั พระโพธสิ ตั ว ทา นไดเกดิ รว มชาติกับพ ระโพธิสตั วอ ยูห ลายช าติ ดงั ท่ปี รากฏ ในชาดกตางๆ เชน - เกดิ เปน พ ระส รู ะ ครง้ั พระพทุ ธองคเ สวยพระชาตเิ ปน พ ระเจา จันทราช ใน จันทก มุ ารช าดก - เกดิ เปน น อ งชายห นงึ่ ใน ๖ คน ครงั้ พระพทุ ธองคเ สวยพระชาติ เปน มหากัญจ นด าบส ใน ภิงสจ รยิ าชาดก - เกิดเปนทุกูละดาบส คร้ังพระพุทธองคเสวยพระชาติเปน สวุ รรณส าม ใน สุวรรณสามชาดก - เกิดเปนบิดาของมาณพผูเสาะหาวิชา ครั้งพระพุทธองค เสวยพระชาตเิ ปนอาจารย ใน อสาตมนั ตช าดก พระสัมมาสัมพุทธเจา เสด็จปรนิ ิพพาน พ ระส มั มาสมั พ ทุ ธเจา ไดเ สดจ็ โปรดสัตวและแสดงพระธรรม เทศนา ตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษา ทรงสดบั วา อีก ๓ เดอื น ขางหนาจะปรินิพพาน จึงไดทรง ปลงอายุสงั ขาร ขณะนน้ั พ ระองค ไดประทับจำพรรษา ณ เวฬคุ าม ใกลเมอื งเวลาส ี แควน วชั ช ี โดยก อนเสดจ็ ด ับขันธป ริ นพิ พาน ๑ วัน พระองคไ ดเสวยส ุกร มัททวะท่ีนายจุนทะทำถวาย แตเกิดอาพาธลง ทำใหพระอานนท
64 โกรธ แตพ ระองคต รสั ว า “บณิ ฑบาตท มี่ อี านสิ งสท ส่ี ดุ มี ๒ ประการ คือเม่อื ตถาคตเสวยบ ิณฑบาตแ ลว ตรัสรู และป รนิ พิ พาน” และมีพระดำรัสวา “โย โว อานนท ธมม จ ว นิ โย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว ม มจจเยน สตถา” อันแปลวา “ดูกอนอานนท ธรรมและวินัยอันท่ีเราแสดงแลว บัญญัติแลวแกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเปนศาสดาของเธอ ท้ังหลาย เม่อื เราล ว งลบั ไปแลว” พระพุทธเจาทรงประชวรหนัก แตทรงอดกล้ันมุงหนาไปยัง เมืองกุสินารา ประทับ ณ ปาสาละ เพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยกอนทจ่ี ะเสดจ็ ด บั ขนั ธป รนิ ิพพานน้นั พระองคไ ดอ ปุ สมบทแก พระสุภัททะปริพาชก ซึ่งถือไดวา “พระสุภภัททะ” คือสาวกองค สุดทายทพี่ ระพทุ ธองคทรงบ วชให ในทามกลางคณะสงฆทั้งท่ีเปนพระอรหันต และปุถุชนจาก แควนตางๆ รวมท้ังเทวดา ท่ีมารวมตัวกันในวันนี้ ในครานั้น พระองคทรงมีปจฉิมโอวาทวา “ดูกอนภิกษุท้ังหลาย เราขอบอก เธอท้ังหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเปนธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชนต์ นเอง และประโยชน์ของผ้อู ่ืนให้สมบูรณ์ ดว้ ยความไมป ระมาทเถดิ ” (อปปมาเทน สมปาเทต) จากนนั้ ไดเ สดจ็ ด บั ขนั ธป รนิ พิ พาน ใตต น ส าละ ณ สาลวโนทยาน ของเหลา มลั ลกษตั รยิ เมอื งกุสินารา แควนมลั ละ ในวันข ้ึน ๑๕ คำ่ เดอื น ๖ รวมพ ระช นม ๘๐ พรรษา และว นั นถ้ี อื เปน การเรม่ิ ตน ข อง พทุ ธศกั ราช
65 ถวายพระเพลิงส มเดจ็ พระสัมมาสมั พุทธเจา พธิ ถี วายพระเพลงิ พ ระบ รมศ พม ขี น้ึ ในว นั ที่ ๘ หลงั จากพ ระผ มู ี พระภาคเจา เสด็จป รนิ ิพพานใตต นส าละในราตรี ๑๕ คำ่ เดอื น ๖ โดยพ วกก ษตั รยิ ม ลั ละจ ดั บ ชู าด ว ยข องหอม ดอกไม และเครอ่ื งดนตรี ทกุ ชนดิ ทม่ี อี ยใู นเมอื งกสุ นิ าราต ลอด ๗ วนั แลว ใหก ษตั รยิ ม ลั ละ ๘ องค ซง่ึ ทรงเปนป ระธานแ กก ษัตรยิ ท ้ังปวง สรงเกลา นงุ หมผาใหม อญั เชญิ พ ระส รรี ะไปทางท ศิ ตะวนั ออกของพ ระนคร เพอื่ ถ วายพระ เพลงิ พวกกษัตริยมัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท เถระ แลวทำตามคำของพระเถระน้ันคือ หอพระสรีระดวยผา ใหมแลวซับดวยสำลี แลวใชผาใหมหอทับอีก ทำเชนนี้จนหมดผา ๕๐๐ คู แลว เชญิ ล งในรางเหล็กท ีเ่ ตมิ ด ว ยน ้ำมนั แลว ท ำจ ติ กาธาน ดวยดอกไมจ ันทน และของหอมท ุกชนิด จากนน้ั อ ัญเชิญ พวกเจา มัลละซ่ึงทรงเปนประธานแกกษัตริยท้ังปวง ๔ คน สระสรงเกลา และนุงหมผาใหม พยายามจุดไฟท่ีเชิงตะกอน แตก็ไมอาจใหไฟ ตดิ ได จงึ ส อบถามส าเหตกุ บั พ ระอ นรุ ทุ ธะ (พระเอตทคั คะผ เู ลศิ ท าง ทิพยจักษุญาณ คอื มีตาทิพย) พระอนรุทุ ธะเถระ จึงแ จงแ กค นทงั้ ปวงวา “เพราะ เทพ เทวดา มีความประสงคใหรอพระมหากัสสป และภิกษุหมูใหญ ๕๐๐ รูป ผูกำลังเดินทางมาเพ่ือถวายบังคมพระบาทเสียกอน ไฟก็จะ ลกุ ไหม” กเ็ ทวดาเหลา นนั้ เคยไดอ ปุ ฏ ฐากพ ระเถระ และพ ระส าวกผ ใู หญ มาก อ น จงึ ไมยินดที ไ่ี มเ ห็นพ ระมหากัสสปอ ยใูนพ ิธี
66 และเมื่อภิกษุหมู ๕๐๐ รูปโดยมีพระมหากัสสปเปนประธาน เดินทางมาพรอมกัน ณ ที่ถวายพระเพลิงแลว ครั้นถึงเชิงตะกอน พระมหากัสสปเถระกระทำจีวรบังเฉียงพระอังสาเบื้องซาย ถวาย อญั ชลเี หนอื เศยี รเกลา ทำป ระทกั ษณิ าว ตั ร เขา สเู บอื้ งพ ระบาท ทำ สจั จะอธิษฐานบารมีวา “ขาพเจาเปนผูเดียวที่ไดรวมพุทธบริโภค (ใชผาสังฆาฏิรวมกับ พระพุทธเจา ) และขาพ ระองคเ คารพรักเทดิ ทูนพระพุทธองคเหนอื เศยี รเกลา ขา พระองคจกั ส บื ทอดพ ระศาสนาใหดำรงคไวต ามพ ุทธ บัญชา ขอใหพระบาทอันประดับดวยจักรรัตนจงออกจากหีบทอง รองรับอภิวาทบงั คมจากหัตถท ั้งสองแ หง ขาพเจา ” ขณะนั้นพระศาสดาทรงกระทำพระปาฏิหาริยใหพระบาท ท้ังสองยื่นแทรกผา ๕๐๐ ชั้นออกมาจากพระหีบทอง เพ่ือให พระมหากสั สปเถระก ระทำส กั การะ จากนนั้ พ ระบาทก ค็ นื กลบั เขา สู หบี ทองไฟจ งึ ล ุกโชนข ้ึนเองโดยไมต อ งมใี ครจดุ ทนั ใดนนั้ พระอรุ งั คธ าตทุ หี่ มุ หอ ด ว ยผ า ก มั พลก แ็ สดงป าฏหิ ารยิ
67 เสดจ็ อ อกจากพ ระห บี ท อง มาป ระดษิ ฐานอ ยเู หนอื ฝ า มอื เบอ้ื งข วา แหง พระมหากัสสปเถระอ คั รส าวก ขณะนน้ั เตโชธาตกุ บ็ งั เกดิ ลกุ เปน เปลวข นึ้ ท ำลายพ ระส รรี ะข อง พระศาสดา สวนพระบรมธาตุสวนศรีษะน้ัน ฆฏิการพรหมอัญเชิญไป ประดษิ ฐานไวในพรหมโลก พระธาตุ พระเขี้ยวแกว โทณพราหมณ์ได้อัญเชิญซ่อนไว้ท่ี มวยผ ม พระอนิ ทรอ ญั เชญิ ไปป ระดษิ ฐานไวใ นช นั้ ด าวดงึ ส พระธาตุ พระรากขวัญน้ัน พญานาคอัญเชิญไปประดิษฐานไวในเมืองนาค พระบรมธาตทุ อี่ อกพ ระนามม าข า งบนน ้ี มไิ ดเ ปน อ นั ตรายด ว ยเพลงิ ยังปกติอยตู ามเดิม สวนพระบรมธาตนุ อกนั้นยอยยับไปเปน ๓ ขนาด ขนาดใหญ เทาเมล็ด ถ่ัวแตก ขนาดที่สองเทาเมล็ดขาวสารหัก ขนาดท่ีสาม เทาเมล็ดพันธุผักกาด พระเจาอชาตศัตรู นำเอาไปประดิษฐานไว ในถ ำ้ สัตตปณ ค หู า หลงั จากทพ่ี ระเพลงิ เผาซ ง่ึ เผาไหมพ ระพทุ ธส รรี ะด บั ม อดล งแ ลว บรรดากษัตรยิ มลั ละทงั้ หลาย จงึ ไดอ ญั เชิญพ ระบรมสารรี กิ ธาตุทั้ง หมดลงในห บี ท องแ ลว น ำไปรกั ษาไวภ ายในน ครกสุ นิ ารา สว นเครอื่ ง บรขิ ารต า งๆ ของพ ระพทุ ธเจา ไดม กี ารอ ญั เชญิ ไปป ระดษิ ฐานต ามท่ี ตางๆ อาทิ ผาไตรจีวร อัญเชิญไปประดิษฐานท่ีแควนคันธาระ บาตรอญั เชิญไปป ระดิษฐานท ่เี มืองป าตลีบุตร เปนตน และเมอื่ บ รรดาก ษตั รยิ จ ากแ ควน ต า งๆ ไดท ราบวา พ ระพทุ ธเจา ไดเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นครกุสินารา จึงไดสงตัวแทนไปขอ
68 แบงพระบรมสารีริกธาตุ เพ่ือนำกลับมาสักการะยังแควนของตน แตก ถ็ กู ก ษตั รยิ ม ลั ละป ฏเิ สธ จงึ ท ำใหท ง้ั ส องฝา ยข ดั แยง แ ละเตรยี ม ทำสงครามกัน แตใ นส ดุ เหตกุ ารณก ม็ ไิ ดบ านปลาย เนอ่ื งจากโทณ พ ราหมณไ ด เขา มาเปน ต วั กลางเจรจาไกลเ กลย่ี เพอ่ื ย ตุ คิ วามข ดั แยง โดยเสนอให แบง พ ระบรมสารรี กิ ธาตอุ อกเปน ๗ สว นเทา ๆ กนั ซง่ึ ก ษตั รยิ แ ตล ะ เมือง ทรงสรางเจดียท่ีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองตางๆ ดังน้ี ๑. กษตั ริยล จิ ฉวี ทรงส รางเจดยี บรรจไุ วท ี่เมอื งเวส าลี ๒. กษตั รยิ ศ ากยะ ทรงส รางเจดียบรรจไุ วทเี่ มืองก บลิ พ ัสดุ ๓. กษตั ริยถ ูล ยิ ะ ทรงสรางเจดียบ รรจไุวท เี่ มืองอลั ลกปั ปะ ๔. กษัตริยโกลยิ ะ ทรงสรา งเจดยี บรรจุไวท ่ีเมอื งรามคาม ๕. มหาพราหมณ สรางเจดยี บ รรจุไวท เ่ี มืองเวฏฐท ีปกะ ๖. กษตั รยิ ม ัลละแ หง เมอื งป าวา ทรงสรา งเจดยี บ รรจุไวท ่เี มือง ปาวา ๗. พระเจา อชาตศ ตั รู ทรงส รางเจดยี บ รรจไุวท ่ีเมอื งราชคฤห ๘.มลั ลก ษตั ริยแ หงกสุ ินารา ทรงสรา งเจดยี บรรจุไวทเี่มืองกสุ ิ นารา ๙. กษตั รยิ เ มอื งโมรยิ ะ ทรงส รา งส ถปู บ รรจพุ ระอ งั คาร (องั คาร สถปู ) ที่เมืองปปผลวิ นั ๑๐. โทณพราหมณ สรางสถูปบรรจุทะนานตวงพระบรมสารี ริกธาตุ ท่ีเมืองกุสินารา (ทะนานตวงพระบรมสารีริกธาตุแจก, คำ วา ตุมพะ แปลวา ทะนาน, บางทีเรยี กส ถปู นี้วา ตุมพส ถปู )
69 สำหรับกรณีของกษัตริยเมืองโมริยะนั้น ไดสงผูแทนมาหลัง จากที่โทณ พราหมณแ บงพระบรมสารรี กิ ธาตใุ หท ้ัง ๗ เมอื งไปแ ลว จงึ ไดอัญเชิญพ ระอ งั คารไปแ ทน สว นโทณ พ ราหมณ กไ็ ดส รา งส ถปู บ รรจทุ ะนานท ใ่ี ชส ำหรบั ต วง พระบรมสารรี กิ ธาตสุ ำหรบั ต นเอง และผ คู นไดส กั การะด งั ทไ่ี ดก ลา ว ไป พระเกยี รติคุณข องท า นพ ระมหากสั สปเถระ พระมหากสั สปเถระ ไดร บั ก ารย กยอ งใหเ ปน พ ระเถระช น้ั ผ ใู หญ ของพระพุทธองค วาโดยลำดับแลวก็จัดอยูในลำดับที่สามของหมู พระมหาสาวก รองจากพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ซ่ึง เปนพระอัครสาวกเบ้ืองขวาและเบ้ืองซาย สมดังท่ีทานไดรับพุทธ พยากรณจ ากพ ระป ทมุ ตุ ตระพ ทุ ธเจา วา ท า นจ ะเปน พ ระส าวกท ี่ ๓ ของพ ระโคดมพทุ ธเจา แตใ นทางป ฏบิ ตั ิ ในส มยั พ ทุ ธกาลน นั้ พระอ คั รส าวกท ง้ั สองต า ง กไ็ ดนิพพานไปกอ นพระพุทธองคท ้ังสิ้น สวนพ ระมหากัสสปมีอายุ ตอ มาห ลงั พ ระพทุ ธเจา ป รนิ พิ พาน จงึ น บั ไดว า ท า นเปน ป ระธานข อง เหลาภิกษหุ ลงั พ ระพทุ ธป รนิ พิ พาน ทา นไดร บั ก ารย กยอ งจ ากพ ระพทุ ธองคเ ปน อนั มาก รวมทง้ั ก าร สถาปนาเปน เอตทคั คะ เปน ยอดของภ ิกษผุ ูท รงธ ุดงค ๑๓ ซง่ึ ตาม อรรถกถาไดก ลา วไวว า โดยป กตมิ หาสาวกผ จู ะไดร บั ก ารแ ตง ตงั้ เปน เอตทัคคะทางดานใดดานหน่ึงน้ัน ก็ยอมจะตองไดมาดวยเหตุ ๔ ประการค อื
70 ๑. โดยเหตุเกดิ เรอ่ื ง ๒. โดยการม าก อน ๓. โดยเปน ผ ชู ำ่ ชองชำนาญ ๔. โดยเปน ผ ยู ง่ิ ด ว ยคณุ ในเหตุ ๔ อยา งน นั้ พระเถระบ างรปู ยอ มไดต ำแหนง เอตทคั คะ โดยเหตุอยา งเดียว บางรูปไดโดยเหตุ ๒ อยาง บางรูปไดโดยเหตุ ๓ อยาง บางรปู ไดดว ยเหตุ ท้งั ๔ อยา ง ทานพระมหากัสสปเถระ ก็เปน ทานหนึง่ ท ีไ่ ดต ำแหนงด งั กลาวด วยเหตคุ รบทั้ง ๔ อยาง ๑. โดยเหตุเกิดเรือ่ ง เรอ่ื งที่เปนเหตุก ็คอื เรอื่ งพ ระศาสดาท รง ทรงเปลี่ยนจีวรกับพระมหาเถระ ดวยทรงพิจารณาวา อันวาจีวร ท่ีเกาเน่ืองเพราะใชของพระพุทธเจาท้ังหลายนี้ ถึงเกาแลวคนที่มี คณุ เพยี งนดิ หนอยไมอ าจครองได จีวรเกา ดังกลาวน ี้ เฉพาะบุคคล ผูอาจสามารถในการบำเพ็ญขอปฏิบัติ ผูถือผาบังสุกุลมาแตเดิม เชน พระมหาเถระจงึ จะควรรับเอา และไมเคยมีก ารประทานจ วี รท ี่ ทรงห มแลวแกพระสาวกองคใดเลย
71 ๒. โดยก ารม าก อ น กค็ อื ทา นพ ระเถระน ม้ี ใิ ชเ ปน ผ ทู รงธดุ งคค ณุ มาก แตใ นป จ จุบันเทา น้นั ถงึ ในอดตี แมท า นบ วชเปน ฤาษี ทา นก็ เปน ผูบำเพ็ญบ ารมีในทางท รงธดุ งคค ณุ ม าก มาถงึ ๕๐๐ ชาติ ๓. โดยเปน ผ ชู ำ่ ชองช ำนาญ กค็ อื เมอื่ ท า นอ ยทู า มกลางบ รษิ ทั ๔ เมอื่ แ สดงธรรม ยอ มไมล ะเวน ท จ่ี ะแ สดงกถาว ตั ถุ ๑๐ ซง่ึ เปน ธรรม ทช่ี กั นำใหพ ทุ ธบรษิ ทั มคี วามป รารถนาน อ ย มคี วามส นั โดษ มคี วาม สงดั กาย สงัดใจ ชกั นำใหไมค ลุกคลีดวยห มู ชักนำใหป รารภค วาม เพยี ร ฯลฯ ซ่งึ เปนคุณข องก ารท รงธุดงควัตรทั้งส้ิน ๔. โดยเปนผูยิ่งดวยคุณ ก็คือ เวนพระสัมมาสัมพุทธเจาเสีย สาวกอ่ืนผูเสมอเหมือนพระมหากัสสป ดวยธุดงคคุณ ๑๓ ไมมี เพราะฉะนัน้ พ ระเถระไดโ ดยย ง่ิ ดวยค ณุ อยางน้ี นอกจากจ ะไดร บั ก ารส ถาปนาเปน เอตทคั คะแ ลว ทา นย งั ไดร บั การยกยอ งจากพระพุทธองคอกี หลายประการ ดังทที่ า นไดป รารภ เมอ่ื ค รง้ั ส ภุ ทั ทะภ กิ ษกุ ลา วจ าบจว งพ ระพทุ ธองค เมอ่ื ท ราบข า วก าร เสด็จดบั ข ันธป รนิ ิพพานและป รารถนาจ ะกระทำส ังคายนาว า “ทรงยกยอ่ งเราเป็นกายสักขี (มวี ิหารธรรมเสมอด้วยพระองค์) ทรงมอบความเปนสกลศาสนทายาท ๓ คร้ัง” (พระสุตตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม ๒ ภาค ๑) ตัวเราอันพระผูมีพระภาค เจา ตรสั วา ดูกอ นกสั สปะ เธอจกั ห ม ไดห รอื ไม ซงึ่ ผา ปา นบังสกุ ุลท ่ี ใชเกาแลว ของเรา ดงั นี้ ทรงอ นเุ คราะหด ว ยสาธารณบ รโิ ภคในจ วี ร และด ว ยก ารส ถาปนาไวเ สมอก บั พ ระองคใ นธ รรมอ นั ย งิ่ ข องม นษุ ย ตางโดยอ นปุ ุพพว ิหาร ๙ และอภิญญา ๖ เปน ตน โดยนัยเปนตน อยา งน ว้ี า ดกู อ นภ กิ ษทุ ง้ั หลาย เราต อ งการล ะจ ากก าม ทง้ั หลาย ละ
72 จากอกศุ ลธรรมทัง้ หลาย เขาถงึ ปฐมฌานอยูเพียงใด ดูกอน ภกิ ษุ ท้ังหลาย แมกัสสปะตองการละจากกามทั้งหลาย ละจากอกุศล ธรรมทง้ั หลาย เขา ถงึ ป ฐมฌานอ ยเู พยี งนนั้ ดงั น้ี (พระส ตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนิกาย สลี ข ันธวรรค เลม ๑ ภาค ๑) ยงิ่ กวา นนั้ ย งั ส รรเสรญิ ดว ยค วามเปน ผ มู จี ติ ไมต ดิ อยใู นต ระกลู เหมอื นส นั่ มือในอากาศ และด วยปฏปิ ทาเปรียบดว ยพระจนั ทรว า “ดกู อ นภ กิ ษทุ ง้ั หลาย ก สั สปะเปรยี บเหมอื นด วงจนั ทร เขา ไปหา ตระกลู ไมค ะนองก ายไมค ะนองจ ติ เปน ผ ใู หมเ ปน นติ ย ไมท ะนงตวั ในตระกลู ” (พระส ุตตนั ตปฎ ก ขทุ ทกนิกาย เถรค าถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔) และในพระส ตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย เถรค าถา เลม ๒ ภาค ๓ ตอน ๔ พระพทุ ธองคท รงต รสั แ กพ ราหมณว า “ในห มมู นษุ ยท งั้ ปวง ผูใดเปนกษัตริย หรือเปนพราหมณสืบวงศตระกูลมาเปนลำดับๆ ต้ัง ๑๐๐ ชาติ ถึงพรอมดวยไตรเพท ถึงแมจะเปนผูเลาเรียนมนต เปน ผ ถู งึ ฝ ง แ หง เวท ๓ การก ราบไหวผ นู น้ั แ มบ อ ยๆ ยอ มไมถ งึ เสย้ี ว ท่ี ๑๖ ซึ่งจำแนกออก ๑๖ คร้ัง ของบุญที่ไหวพระกัสสปะนี้เพียง ครง้ั เดียวเลย” เปน ป ระธานในก ารท ำปฐมสังคายนา ทา นพ ระมหากสั สป ผเู ปน ส งั ฆเถระข องภ กิ ษปุ ระมาณเจด็ แ สน รูปที่ประชุมกันในวันแบงพระบรมสารีริกธาตุของพระผูมีพระภาค เจา มาระลึกถึงคำของสุภัททะกลาวเมื่อพระผูมีพระภาคเจาเสด็จ ปรินิพพานได ๗ วัน และดำริของทานที่จะกระทำปฐมสังคายนา
73 จึงไดแสดงดำรนิ น้ั ตอส งฆท ้ังหลาย ภกิ ษทุ ง้ั หลายกลา วว า ถา กระนัน้ ขอพ ระเถระจงคัดเลือกภิกษุ ทง้ั หลายเถดิ ข อรับ ครั้งนั้น ทานพระมหากัสสปเถระ จึงคัดเลือกพระอรหันตได ๔๙๙ รูป หยอน ๕๐๐ รูปอ ยอู งคหนง่ึ เหตุท่ีพระมหากสั สปเถระ ทำใหห ยอ น ๕๐๐ อยรู ปู ห นงึ่ อรรถกถาก ลา วไวว า เพอ่ื ไวใ หโ อกาส แกท านพระอ านนทเถระ เพราะพระม หาเถระไดพ จิ ารณาว า การก ระทำส งั คายนาน น้ั มี เหตทุ งั้ ไมค วรเลอื ก และเหตทุ ค่ี วรเลอื กพ ระอ านนทเ ขา รว มก ระทำ สังคายนา เหตุท่ีไมควรเลือกก็เพราะวาพระอานนทนั้นเปนพระ เสขะ (ยังไมบรรลุพระอรหันตในขณะวันคัดเลือก) ยังมีกิจที่ตอง ทำอยู จึงไมควรเลอื ก แตถาเวนทานพระอานนทเสียก็ไมอาจทำสังคายนาธรรมได ดว ยธ รรมท ง้ั หลายข อ ใดข อ ห นงึ่ ซง่ึ พ ระพทุ ธองคท รงแ สดงแ ลว ไมม ี ธรรมขอใดที่พระอานนทไมไดรับฟงตอพระพักตรของพระผูมีพระ ภาคเจา (ดว ยเหตทุ ีท่ า นขอพ รตอ พระศาสดากอ นท่จี ะรับเปน พ ทุ ธ อุปฏ ฐาก วาถา พ ระพทุ ธองคไปท รงแ สดงธรรมในท่ซี ึ่งพระอ านนท ไมไ ดอ ยดู ว ย พระพทุ ธองคจ ะต อ งแ สดงธรรมน น้ั ต อ พ ระอ านนทอ กี ครงั้ หนง่ึ เนอื่ งจากพ ระอ านนทเ กรงข อ ครหาข องผ ทู จี่ ะก ลา ววา เปน พระพทุ ธอุปฏ ฐาก ใกลชดิ พระพทุ ธเจาแ ตไ มเ คยไดยินธรรมขอนน้ั ขอ น )ี้ ฉ ะน น้ั จ งึ ไมอ าจเวน เสยี ได เพราะวา ท า นพ ระอ านนทน นั้ แ ม เปนเสขะอ ยู แตก น็ า ท่ีพระมหากัสสปเถระจ ะเลอื ก เพราะเปน ผูมี อุปการะมากตอการทำสังคายนาธรรม แตท่ีพระมหากัสสปเถระ
74 ตัดสินใจไมเลือกพระอานนทเถระ ก็เพราะจะหลีกเล่ียงการตำหนิ ติเตียนจ ากบคุ คลท ี่ไมเขา ใจ อันที่จริงแลว ทานพระมหากัสสปเถระมีความสนิทสนมอยาง เหลือเกินกับทานพระอานนท ดังเชน ถึงทานพระอานนทจะมี ผมบนศีรษะหงอกแลว พระมหากัสสปเถระก็ยังสั่งสอนทานพระ อานนทเถระ ดวยวาทะเหมอื นห น่ึงว า ทานพระอ านนทยงั เปน เด็ก อยู เชน วา “เด็กคนน ี้ไมรูจ ักประมาณเสยี เลย” เปนตน (ดว ยความ สัมพันธกันกับพระอานนทในหลายภพชาติ และพระมหากัสสป ไดบรรลุอรหันตผลพรอมปฏิสัมภิทาแลว แมพระอานนทจะอายุ มากกวา และเปนสหชาติของพระศาสดาพระอานนทก็ยังเคารพ เชื่อฟงพระมหากสั สป) อีกประการหน่งึ ทา นพระอานนทนี้เกิดในตระกูลศ ากยะ เปน พระอ นชุ าข องพ ระต ถาคต เปน โอรสข องพ ระเจา อ า ในก ารค ดั เลอื ก พระอ านนท ภ กิ ษทุ งั้ หลายจ ะส ำคญั ว า ท า นล ำเอยี งเลอื กเพราะรกั จะพ งึ ต ำหนติ เิ ตยี นว า พ ระมหากสั สปเถระ ล ะเวน เหลา ภ กิ ษผุ บู รรลุ อรหนั ตปฏิสัมภิทาอ งคอ ื่นไปเสยี แ ลว ไปเลือกพ ระอ านนท ผ ูยงั ไม บรรลุอรหตั ผล พระเถระเพื่อจะหลีกเล่ียงคำตำหนิติเตียนนั้น จึงคิดวา “ถา เวนพระอานนทเสีย ก็ไมอาจทำสังคายนากันได แตเราจะเลือก กต็ อเม่ือภ กิ ษุท งั้ หลายอนุมตั เิ ทานั้น”ด งั นจี้ งึ ไมเลอื กเอง ครัง้ น นั้ ภิกษทุ ั้งหลายพาก นั รอ งขอพระเถระ เพอ่ื ใหทา นเลือก อานนทเ สยี เองเลย ดงั นน้ั ทา นพ ระมหากสั สปเถระ จงึ ไดเ ลอื กท า น พระอานนทดวยดังนี้ พระเถระจึงไดมีจำนวนครบ ๕๐๐ รวมทั้ง
75 ทา นพ ระอ านนท ทพี่ ระเถระเลอื กโดยอ นมุ ตั ขิ องภ กิ ษทุ งั้ หลาย ดว ย ประการฉะน้ี เลอื กส ถานทที่ ำสงั คายนา เมื่อเลือกไดพ ระสงฆครบท ง้ั ๕๐๐ รูปแลว พระเถระท ัง้ หลาย ปรกึ ษาก นั วา พวกเราค วรจ ะส งั คายนาพ ระธรรมแ ละพ ระว นิ ยั ท ไี่ หน ดีห นอ ครน้ั แลวเหน็ พอ งต องกันวา พระนครราชค ฤห มโี คจรคาม มาก มีเสนาสนะเพียงพอ สมควรท่ีพวกเราจะอยูจำพรรษาใน พระนครราชค ฤห สงั คายนาพระธรรมและพ ระว ินัย ภกิ ษพุ วกอ น่ื ไมค วรเขา จ ำพรรษาในพ ระนครราชค ฤห ดว ยเกรง วา เพราะจ ะม วี สิ ภาคบ คุ คลบ างคนเขา ไปสทู า มกลางส งฆซ งึ่ ก ำลงั ท ำ สงั คายนาอยู แลว จะคดั คานถ าวรก รรมข องพวกทานนี้เสยี ครงั้ นนั้ พระมหากสั สปเถระพจิ ารณาวา นบั แตว นั ทพี่ ระต ถาคต ปรินิพพานมา จนถึงบัดนี้ เปนอันลวงไปแลวก่ึงเดือน บัดนี้ฤดู
76 คมิ หนั ตย งั เหลอื อยเู ดอื นค รงึ่ ดถิ ที จ่ี ะเขา จ ำพรรษาก ใ็ กลเ ขา ม าแลว จึงชักชวนหมูพระสงฆที่จะทำสังคายนาใหเดินทางไปยังกรุงราช คฤห แลวกไ็ ดพาเอาภกิ ษสุ งฆก ง่ึ หน่ึงเดินทางไปทางหนึง่ สวนพระอนุรุทธเถระก็พาเอาภิกษุสงฆก่ึงหน่ึงเดินไปอีกทาง หนง่ึ ทา นพ ระอ านนทเ ถระน น้ั ถ อื เอาบ าตรแ ละจ วี รข องพ ระผ มู พี ระ ภาคเจา พรอ มดว ยภ กิ ษสุ งฆ ทมี่ คี วามป ระสงคจ ะเดนิ ท างผา นก รงุ สาวตั ถีไปยังก รงุ ราชค ฤห กห็ ลีกจาริกไปทางกรงุ สาวัตถีสมยั น ั้น ในกรุงราชคฤหมีวัดใหญอยู ๑๘ วัด ทุกวัดมีขยะที่เขาท้ิงตก เร่ียราดเต็มไปหมด เพราะในชวงเวลาท่ีพระผูมีพระภาคเจาเสด็จ ปรนิ พิ พาน ภิกษทุ ัง้ หลายต างก ท็ อดทิง้ ว ดั และบ รเิ วณไปก ันห มด คร้ังน้ัน พระเถระท้ังหลายคิดกันวา เราจะชวยกันปฏิสังขรณ วิหารที่ชำรุดทรุดโทรมในตลอดเดือนแรกแหงพรรษา เพื่อบูชา พระพุทธดำรัส และปลดเปลื้องคำตำหนิติเตียนของพวกเดียรถีย ดว ยวา พ วกเดยี รถยี พ าก นั ต เิ ตยี นว า พวกส าวกข องพ ระส มณ โคด ม เมอื่ ศ าสดาย งั มชี วี ติ อ ยู กช็ ว ยกนั ท ะนบุ ำรงุ ครนั้ ศ าสดาป รนิ พิ พาน แลว ก็พาก นั ท อดท้ิงไป
77 ดังน้ันในเดือนแรกของพรรษาทานจึงไดทำการบูรณะพระ อารามท งั้ ๑๘ แหง โดยม พี ระเจา อช าตศ ตั รทู รงถ วายก ารช ว ยเหลอื ในคร้ังน้ัน แลวจึงไดเริ่มกระทำการปฐมสังคายนา โดยมีพระเจา อชาตศัตรูเปนองคอุปฏฐากการทำสังคายนาในครั้งนั้น โดย โปรดเกลาฯ ใหสรางสถานท่ีน่ังประชุมสำหรับภิกษุทั้งหลายผูทำ สังคายนาท ่ีปากถำ้ ส ัตตบรรณ ขา งภเู ขาเวภารบรรพต พระอานนทบ รรลุอ รหันต ในวนั กอ นการท ำสงั คายนา ทานพระอานนทค ดิ วา พรงุ นเี้ปน วนั ป ระชมุ แตก ารท เ่ี ราย งั เปน เสขบคุ คลอ ยนู น้ั จ ะไปเขา รว มป ระชมุ นั้นไมเหมาะสม ในคืนนั้นจึงเรงทำความเพียรจนเกือบตลอดราตรีก็ยังไมบรรลุ ธรรม ครัน้ ในเวลาใกลรงุ จ ึงเอนกายล งด ว ยต้งั ใจวา เราเรงท ำความ เพยี รจนเกินไป จึงด ำริท จี่ ะนอนพ ักสกั ครูหนึ่ง แตข ณะท่เี อนตัวล ง ศรี ษะย งั ไมท นั ถ งึ ห มอนและเทา ย งั ไมท นั พ น จ ากพ นื้ ในระหวา งน น้ั จติ ไดหลุดพน จากอาสวะ บรรลธุ รรมเปน พ ระอรหันต ในก ารส งั คายนาน น้ั มพี ระมหากสั สปเถระเปน ป ระธาน มหี นา ที่ ซกั ถามเกีย่ วกบั พ ระธรรมวินยั โดยพระอุบาลี เปนผ ูชแ้ี จงเกยี่ วกับ ขอบัญญัติพระวินัย และพระอานนทเปนผูชี้แจงเกี่ยวกับพระสูตร และพ ระอภธิ รรมในก ารส งั คายนา เหลา พ ระสงฆมมี ติใหส ังคายนาส ตุ ตนั ตปฎกกอน โดยเริม่ จาก สงั คายนาท ฆี นกิ าย สงั คายนาม ชั ฌมิ นกิ าย สงั คายนาส งั ยตุ ตน กิ าย สงั คายนาอ งั ค ตุ ตรน กิ าย ไปต ามลำดบั ครน้ั ส งั คายนาท ฆี นกิ ายแ ลว
78 พระธรรรมสังคาหกเถระกลาววา นิกายน้ีชื่อทีฆนิกาย แลวมอบ ทา นพระอานนท ใหไปสอนลกู ศษิ ยข องทา น ตอจากการสังคายนาคัมภีรทีฆนิกายนั้น พระธรรมสังคาหก เถระ ท้ังหลายไดสังคายนามัชฌิมนิกาย แลวมอบแกศิษยของ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระวา ทานท้ังหลายจงบริหารคัมภีร มชั ฌิมนิกายน้ตี อจากก ารส ังคายนาคมั ภีรมัชฌิมนิกายนนั้ พระธรรรมสังคาหกเถระ ท้ังหลายไดสังคายนาสังยุตตนิกาย แลว ม อบแ กพ ระมหากสั สปเถระ ใหไ ปส อนล กู ศษิ ยข องท า น ตอ จาก การสังคายนาคัมภีรสังยุตตนิกายนั้น พระธรรมสังคาหกเถระ ทั้งหลายไดสังคายนาอ ังค ตุ ตรนกิ าย แลว มอบแ กพ ระอ นุรทุ ธเถระ ใหไปสอนลูกศิษยของทา น ในก ารส งั คายนาน นั้ ไดก ำหนดแ ยกธ รรมอ อกเปน ห มวดหมู เมอ่ื สงั คายนาแ ลว จงึ รอ ยกรองไวว า นพี้ ระธรรม นพี้ ระว นิ ยั นป้ี ฐมพ ทุ ธ พจน นีม้ ชั ฌิมพ ทุ ธพจน นีป้ จ ฉมิ พทุ ธพ จน น้พี ระว นิ ัยปฎก นีพ้ ระ สุตตันตปฎก น้ีพระอภิธรรมปฎก นี้ทีฆนิกาย นี้มัชฌิมนิกาย น้ี สังยุตตนิกาย น้ีอังคุตตรนิกาย น้ีขุททกนิกาย นี้องค ๙ มีสุตตะ เปน ตน นี้ ๘๔,๐๐๐ พระธ รรมขนั ธ นอกจากน้ันก็ยังแยกเป็นประเภทท่ีควรรวบรวมไว้ แม้อ่ืนๆ ซงึ่ มหี ลายชนดิ มอี ทุ านสงั คหะ วคั คส งั คหะ เปยยาลส งั คหะ นบิ าต สงั คหะ เชน เอกน ิบาต และท ุกนบิ าต เปนตน ส ังยุตตส ังคหะและ ปณณาสกสังคหะที่ปรากฏอยูในพระไตรปฎก ไดรอยกรองอยู ๗ เดือนจึงสำเร็จ ในเวลาจบการรอยกรองพระพุทธพจนนั้น มหาปฐพีนี้เหมือน
79 เกิดความปราโมทย และใหสาธุการวา พระมหากัสสปเถระ ทำ พระศาสนาของพระทศพลนี้ใหสามารถย่ังยืนตอไปไดตลอดกาล ๕,๐๐๐ พระวรรษา ดังน้ี ปฐพีก็หวั่นไหวเอนเอียง สะเทือน สะทานเปน อเนกประการ ท่ัวท ้ังไตรภพ และเหตุอ ัศจรรยท ง้ั หลาย เปนอันมากกไ็ ดปรากฏแลว พทุ ธบ ญั ชา หลังจากพ ระพุทธเจาน ิพพาน ๘ ป พระมหากัสสปพ รอมดว ย พระอรหันต ๕๐๐ องค ไดอัญเชิญพระอุรังคธาตุมาสูสุวรรณภูมิ พระเถระท้ังหลายจะผานมาทางเมืองหนองหารหลวงของพญา สุวรรณภงิ คาร เมื่อพญาคำแดง เมืองหนองหารนอยทราบขาวพระเถระ พระองคจ งึ ไดน ำเอาข า วของเงนิ ทองข นบ รรทกุ บ นห ลงั ช า งห ลงั ม า แลว พ ระองคเ สดจ็ ข น้ึ ท รงช า งม งคล พาท หาร บรวิ ารเสดจ็ ม าสเู มอื ง หนองหารหลวง เพอ่ื จะนำเอาพระอรุ งั คธ าตุ ไปสูพระนคร ชาวเมืองหนองหารหลวงเห็นดังนั้น ก็พากันแตกตื่นเขาใจ วาขาศึกยกเขามารบกวน จึงไดนำความเขาไปกราบทูลพญา สุวรรณภิงคาร พญาสุวรรณภิงคารจึงตรัสสงใหอำมาตยออกไป ตรวจตราดู ก็รูวาพญาคำแดง ซ่ึงเปนพระอนุชาของพระองค นำเคร่ืองไทยทานเสด็จมา อำมาตย์จึงได้นำความเข้ามากราบทูล เมอื่ พ ระองคท รงท ราบว า พ ระอ นชุ าเสดจ็ ม าท รงย นิ ดยี งิ่ นกั จงึ ต รสั สั่งใหอำมาตยผูใหญออกไปตอนรับเชิญเสด็จเขามาใหทันในเพลา น้ันเพ่ือรอถวายนมัสการพระมหากัสสปพรอมดวยพระอรหันต ๕๐๐ องค
80 สรางพระธาตุภ ูเพ็ก และพระธาตุนารายณเจงเวง ระหวา งน น้ั พ ญาท งั้ สองจ งึ ส ง่ั ใหไ พรพ ล กอ อ โุ มงคบ นย อดดอย แทน (ภูเพ็ก) ทพ่ี ระศาสดาเคยเสด็จมาป ระทับแตเมอื่ ครั้งกอน ไพรพลโยธาท้ังหลาย เมื่อไดยินรับสั่งดังนั้น จึงพูดกันข้ึนเปน เชิงแขงขัน พนันวา ฝายชายจะกออุโมงคบนดอยแทน ฝายหญิง กใ็หก อ อุโมงคข ึ้นอกี แหง หน่ึงในที่นนั้ เหมอื นกัน แขง ขันก นั ก บั ฝ าย ชาย และใหขอสัญญากันไวทั้ง ๒ ฝายวา นับต้ังแตวันรุงข้ึนพอ เหน็ ลายมือ ใหล งมอื ก อไปจนถงึ ดาวเพก็ (ดาวประกายพ ฤกษ) ขึ้น ของคนื วันนัน้ ใหแ ลวเสรจ็ ถาหากวาฝ า ยใดเสร็จท นั ต ามข อส ัญญา น้ัน สถานทน่ี ้นั จะไดเปน ทป่ี ระดษิ ฐานพระอรุ งั คธาตุ พญาสวุ รรณ ภงิ คาร พญาคำแดง ท้ัง ๒ พระองค กท็ รงเหน็ ชอบด วย คร้ันถึงวันกำหนด จึงล่ันฆองข้ึนใหเปนสัญญาณแกกัน ฝาย หญิงชาวเมืองหนองหารหลวงและหญิงชาวเมืองหนองหารนอย จงึ รวมกำลงั ก นั โดยม พี ระนางเจงเวง มเหสขี องพ ญาส วุ รรณภ งิ คาร เปนผูนำ โดยไดเลือกทำเลที่ราบ เพ่ือกออุโมงคแขงขันกับฝาย ชาย ฝายหญิงท้ังหลายไดกลาววา ถึงแมผู้ชายใช่จะมีกำลังเสมอ ด้วยพระนารายณ์นั้นเล่า ก็มีมือ ๒ มือ และมีน้ิวข้างละ ๕ นิ้ว เหมือนกัน (อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ไดเขามาในดินแดนแถบ
81 พระธาตนุ ารายณเจงเวง นก้ี อนพ ุทธศาสนาแลว ) กลา วด งั น้นั แ ลว กล็ งมือกอ ฝายชายอวดอ า งวา ตัวม กี ำลังยิง่ กวา ฝา ยหญิง ประมาทจงึ ก อ บันไดขึ้นไปกอน ไมยอมก อตวั ปราสาท ทนั ใดนั้น ยังมีชายผ ูเ ฒาค นห นึง่ อยใูนหมนู ้นั ดวย จงึ พ ูดขึ้นว า ใหกออุโมงคใหทันดาวเพ็กขึ้นเสียกอน เมื่อหินมีเหลือจึงคอยกอ บนั ไดต อ ไป เขาท ง้ั หลายก ม็ ไิ ดเ ชอื่ ฟง ถ อ ยคำ พวกผ ชู ายจ งึ ก ลา วแ ก ผเู ฒา น น้ั ว า ทำไมจ ะไมท นั เขาท ง้ั หลายก ลา วด งั น้ี แลว จงึ ล งมอื ก อ อโุ มงคนั้นก อเปน รูปเตาข ้ึนไวท้ัง ๔ ดา น ไดเพียงเทา น้ัน เม่ือฝายหญิงเห็นฝายชายจะกอเสร็จกอน จึงใชอุบายออกไป พดู จาเลา โลมเยา หยอกพ วกช ายท ก่ี ำลงั ข นห นิ อ ยนู น้ั ชายเหลา นน้ั เหน็ ฝ า ยห ญงิ ม าก ระทำเชน นนั้ กพ็ าก นั ว างห นิ ก องไว ณ ทนี่ น้ั แลว พาก ันขึน้ ไปบ นภูท่ีกอ อ ุโมงค ทำโคมจดุ ไฟขน้ึ แขวนไว จึงก ลาวกัน วาดาวเพ็กข้นึ แลว ๆ แลว ก็พาก นั ต ามฝายหญงิ ไป แมผ ทู ก่ี ออ ยบู น ดอยนนั้ รู กต็ ามกนั ลงไปหมดสิ้น
82 อุโมงคที่ผูชายทั้งหลายกอ นั้นไมเสร็จ สวนอุโมงคที่ผูหญิง ทงั้ หลายก อ น นั้ ผชู ายท ง้ั หลายพ ากนั ไปก อ ช ว ย จงึ ไดเ สรจ็ ก อ นด าว ประกายพฤกษขึ้น พอเวลาใกลรงุ พระมหากัสสปเถระเจา พ รอมดวยพระอรหนั ต ๕๐๐ องค นำเอาพระอุรังคธาตุอัญเชิญไปประดิษฐานไวบนแทน อโุ มงคท ย่ี งั ไมเ สรจ็ น น้ั ก อ น จงึ ไดเ ขา ไปบ ณิ ฑบาตในเมอื งห นองห าร หลวง พญาส วุ รรณภ งิ คาร พญาค ำแ ดง พรอ มดว ยชาวเมอื งท ง้ั หลาย พรอ มกนั ใสบ าตร แลว จงึ ไดจ ดั เครอื่ งส กั ก ารบ ชู า เปน ตน วา ดอกไม ธูป เทียนใหพรอมสรรพ พญาสุวรรณภิงคารเสด็จพาเหลาบริวาร ตามพระอรหันตข้ึนไปบนเขา นมัสการพระอุรังคธาตุและทักษิณา วัตร ๓ รอบ แล้วจงึ ไดส้ ระสรงสุคันธรสพระอุรงั คธาตุ ขณะน้ันพระองคท อดพระเนตรอโุ มงคเหน็ ไมเ สรจ็ ทรงกรวิ้ แก ชาวเมอื งท ง้ั หลาย เมอ่ื ท รงท ราบรายละเอยี ด จงึ ก รว้ิ แ กพ วกผ หู ญงิ ท้ังหลาย จงึ ต รสั วา จ ะทรงกระทำโทษแกห ญิงท งั้ หลาย ครงั้ นน้ั พระมหากสั สปเถระเจา ทรงรำพงึ ถ งึ ว ริ ทุ ธป ญ หาธ รรม จงึ ไดน ำมาเทศนาแ ดพ ญาส วุ รรณภ งิ คารว า “ก สึ ุ อณุ โห ชาโต อ คคฺ ิ นา ก สึ ุ มณนิ า อต ิโรจติ อสรโิ ร จรติ อจติ ตฺ โก นโร ชามิ” ดูกร มหาราช พระพุทธเจาทรงตรัสเทศนาธรรมวิรุทธปญหา อันนว้ี า อะไรรอนไปย ิง่ กวา ไฟ อะไรรงุ เรอื งสวา งยง่ิ ไปก วา แกวมณี อะไรไมม ีตวั ตนรเูดินเท่ยี วไปมาได อะไรไมม จี ติ ใจรูกินย ังค นไดน ั้น เลา มหาบพติ ร พญาสุวรรณภิงคารทรงตอบปญหาของพระมหากัสสปเถระ
83 เจาไมได จึงไดรับส่ังถามพระมหากัสสปเถระเจาวา ปญหานี้ขอ พระผูเปน เจา จงอ ธบิ ายใหข าพเจาแจง ดว ยเทอญ พระมหากสั สปเถระเจา จ ึงอ ธบิ ายถวายเปน ขอ ๆ ไปวา สิ่งท ่ีรอ นย งิ่ ไปก วาไฟน้นั ไดแ ก ราคะตัณหา สง่ิ ทีร่ งุ เรืองส วางยงิ่ ไปก วาแ กว มณนี ัน้ ไดแก สตปิ ญ ญา สิ่งทไ่ี มม ีตวั ตนรู เดินเทยี่ วไปมาไดน ้ัน ไดแก นามธรรม สง่ิ ที่ไมมจี ติ ใจรกู ินยังค นไดน ้นั ไดแ ก ความชรา ที่วาราคะตัณหารอนยิ่งกวาไฟนั้น เมื่อบังเกิดขึ้นแลว จะเอา น้ำมาดับสักเทาใด ก็ไมสามารถจะดับได สวนไฟนั้น เม่ือบังเกิด ลกุ ลามข น้ึ สามารถจ ะเอาน ำ้ ม าด บั ได พระพทุ ธเจา และพ ระป จ เจก พุทธเจาพรอมดวยพระขีณาสพท้ังหลาย ประดุจดั่งตัวอาตมา ทั้งหลายนี้ ไดตัดเสียแลวยังตัณหา ก็บัดน้ีผูหญิงท้ังหลายเขามา คลุกคลีเยาหยอกยังชายทั้งหลายๆ มิไดสังวรจิตใจของตนดวยดี อโุ มงคจ งึ ไมแ ลว เสรจ็ ด ว ยเหตนุ ี้ พญาส วุ รรณภ งิ คารไดท รงส ดบั ย งั ปญหา กท็ รงดบั เสยี ไดยังค วามกรว้ิ แกค นท ้ังหลาย บรรจุพระอ ังคารธาตุ พระมหากัสสปเถระเจาจึงทูลตอไปวา อุโมงคอันน้ีถึงแมกอ เสร็จแลว ก็จะไมไดประดิษฐานพระอุรังคธาตุไวในที่นี่ เมื่อสมัย พระพุทธเจายังมีพระชนมชีพอยู ไดเสด็จมาสถิตยังแทนที่น้ีก็จริง แตพระพทุ ธองคท รงรับสง่ั อ าตมาไวว า ใหอ าตมานำเอาพระอุรงั ค ธาตุนไี้ ปประดิษฐานที่ภกู ำพรา ทันใดน้ัน พญาสุวรรณภิงคารจึงตรัสวา ถาเชนนั้นขาพเจาจะ
84 พระธาตุภูเพ็กมุสา ขอแ บงเอาพระอุรงั คธาตุไวค รึง่ หนึง่ แลว ขา พเจาจ ะกอ อ ุโมงคน ใี้ ห แลวเสร็จ จะไดฐ าปนาพระอรุงั คธาตไุวใ นที่น้ี พระมหากสั สปเถระเจา ท ลู ห า มวา ขอม หาบพติ รอ ยา ไดผ ดิ พ ทุ ธ บัญชาของพ ระศาสดาเลย ไมเปนมงคลแ กบ านเมือง โบราณธ รรม พุทธเจาทกุ ๆ พระองคท รงต รัสไวว า ทาวพญามหากษัตริยอ งคใด ไมเชื่อพุทธวจนะ ทรงเขาพระทัยเองวาเปนกุศล เทวดาทั้งหลาย พรอมดวยมเหสักข อารักขท่ีรักษาภูมิสถานบานเมือง และรักษา พระบรมธาตุพระพุทธเจา ยอมติเตียนและโกรธามากนัก ไมใหมี ความเจรญิ แกบ า นเมอื งอ ยางแทจรงิ พญาสุวรรณภิงคารไดฟงดังนั้น จึงทรงเห็นควรตามพระ มหากัสสป ทานพระมหากัสสปจงึ ไดแบง สวนพระอ งั คารธ าตุ (เถา กระดกู ) ใหพ ญาส วุ รรณภิงคารแทน ฝายพญาสุวรรณภิงคารจึงแบงไปใสไวอุโมงคที่กอกันขึ้น ท้งั สองแหง ซึ่งพระมหากัสสปเถระไดเรียกช่ืออุโมงคนารายณตาม
85 คำหญิงทั้งหลายกลาวเม่ือแรกจะก่อน้ันว่า “ใครจะมีกำลังเสมอ ดวยพระนารายณนั้นเลา ผูชายก็มีมือขางละ ๕ น้ิวเหมือนกัน นนั้ แหละ” อุโมงคน ้ผี ูเ ฒาคนแกท ้งั หลายจ ึงใหชอ่ื วา “อโุ มงคอติ ถีมายา” พญาสุวรรณภิงคารจึงตรัสวา ทานท้ังหลายอยาไดคานคำ พระมหากสั สปเถระเลย ใหเ รยี ก “พระธาตนุ ารายณ” ตามคำของ พระอรหันตน น้ั เทอญ สวนอุโมงคท่ีผูชายกอไมสำเร็จน้ันใหช่ือวา “ภูเพ็กมุสา” ตาม เหตุอันนัน้ พญาท ั้ง ๕ จากนนั้ พ ระมหากสั สปแ ละพ ระอรหนั ตท ง้ั หลายพ รอ มพ ญาท ง้ั ๒ พน่ี อ ง กไ็ ดด ำเนินตอ ไปยงั ภ กู ำพรา ทา วพญาท้งั หลาย มีพญาจ ุลณีพรหมทตั พญาอ นิ ทปฐ พญา นนั ทเสน รขู า ววา พระมหากสั สปเถระจ ะอ ญั เชญิ พระอรุ งั คธ าตขุ อง พระศาสดาม าป ระดษิ ฐานไวท ภี่ กู ำพรา ดงั นนั้ พญาจ ลุ ณพี รหมทตั พญาอ นิ ทปฐ พญาน นั ทเสน ทง้ั ๓ พระองคพ รอ มดว ยไพรพ ลโยธา เสด็จม าประทับและพ ักทฝ่ี ง แมน ้ำธนน ที ใตปากเซ ท่ีนั้น พญาสุวรรณภิงคาร พญาคำแดง ไดทอดพระเนตร เครอ่ื งศาต ราวธุ ย ทุ ธภณั ฑแ ละไพรพ ลโยธาข องพ ญาท ง้ั ๓ กบ็ งั เกดิ ความสงสยั ดว ยเหตุวาพญาท ั้ง ๒ พ่ีนอ ง มไิ ดต ระเตรียมไพรพล
86 โยธา และม ไิ ดน ำเอาเคร่ืองศาต ราวธุ ยุทธภัณฑมาด ว ย คร้ังน้ัน พระมหากัสสปเถระเจารูในน้ำพระทัยของพระราชา ทงั้ ๒ พระมหากสั สปเถระเจา ก ม็ คี วามย นิ ดที จ่ี ะม ใิ หน ำ้ พ ระทยั ข อง พระราชาท ง้ั หลายก ระดา งกระเดอ่ื งต อ กนั พระม หาเถระเจา ม คี วาม ปรารถนาอ ยูแตจ ะใหพ ระราชาทัง้ ๕ มนี ำ้ พ ระทยั อ นั เบิกบาน จงึ ไดอ อกไปเชิญท าวพญาท ง้ั ๕ เขา มาป ระทับส นทนาซ ่งึ ก ันและกัน ณ ทา มกลางพ ระอรหนั ตท ั้งหลาย แลว จงึ ต รสั ส งั่ สอนพ ญาท งั้ ๕ วา “ค จฉฺ นตฺ ิ น รคจฉฺ นตฺ ”ิ น้ี แปล วา ผปู ระเสรฐิ ต อ ผ ปู ระเสรฐิ เดนิ ทางม าเจอะกนั เขา ยงั ซ ำ้ ป ระเสรฐิ กวากอ น บทน พี้ ระม หาเถระเจา ม องเหน็ ในท า วพญาท ง้ั ๕ ไดส รา งส มบญุ สมภารม าแลว แสนม หาก ปั ป ซำ้ ไดม าเจอะกนั ยง่ิ ซ ำ้ ป ระเสรฐิ ย ง่ิ ๆ ขึน้ ไปกวาแตกอน บทวา “โกเว น รโกเว” นี้ แปลวา ผฉู ลาดต อผฉู ลาดเทียวท าง มาเจอะกนั เขา กย็ ่งิ ซ ำ้ ฉลาดรูดีงามย ิ่งกวา แ ตก อน บทวา “เญยยฺ า น รเญยฺยา” น้ี แปลว า ผูรูตอ ผ รู ู เทียวทางมา เจอะกันเขา ก็ยิ่งรหู ลักนักปราชญเ พม่ิ เติมข ึน้ ไปย่งิ กวา เกา บทวา “สากนฺต ิ นรสากนฺติ” น้ี แปลว า ผรู กั ตอผูรัก เทียวทาง มาเจอะกันเขา ก็ยิง่ ซ ้ำรกั กันย ง่ิ กวาเกา พระมหากสั สปอธิบายคาถาบทน ้ีวา ตางคนต า งเปนทาวพญา มีบุญญาธิการส่ังสมเปนกัปปกัลป เปนผูฉลาดรูหลักรักตน เขาใจ ในวัฏฏะสงสาร มีหัวใจเปนมงคล และรักและต้ังม่ันในแกวทั้ง ๓ (พระรัตนตรัย) เพ่ือเปนปจจัยไปสูพระนิพพาน ไมมีความช่ืนชม
87 ในการส งคราม บทวา “โจรํ นรโจรํ” น้ี แปลว า ผูเปนโจรต อ ผ เู ปน โจรเทียวทาง มาเจอะกันเขา ยิ่งซ้ำชวนกันประพฤติเปนโจร เท่ียวฆาฟนแยงชิง ยงิ่ ขน้ึ กวา แ ตกอน บทวา “เถโน น รเถโน” นี้ แปลวา ผชู ำนาญในก ารล กั ขโมย เทยี ว ทางมาเจอะกันเขา ก็ยง่ิ ซ ำ้ ช วนกันไปเท่ียวส ักข โมยยง่ิ กวาแตก่ อ่ น บทว่า “นรา นเุ ร นุเร” น้ี แปลวา่ คนทั้งหลายผู้ที่เป็นสปั ปุรษุ มี ความเพียรเทียวทางมาเจอะกันเขา ก็ยิ่งซ้ำชวนกันกระทำความ เพียรย ่งิ ข้นึ กวา แตกอน อธิบายวาพญาท้ัง ๓ ที่มานี้ ถึงแมจะมีเคร่ืองศาตราวุธ กระทำยุทธสงครามมาดวยก็จริง ก็หาใชพระราชาท้ัง ๓ มีพระ ราชประสงคเชนนั้น หากแตพระราชาทั้ง ๓ เปนสัตบุรุษผูมีความ เพียรเสมอกัน คร้ังน้นั พญาส ุวรรณภ งิ คาร พญาคำแดง พญาจลุ ณพี รหมทัต พญาอินทปฐ และพญานันทเสน ไดทรงสดับพระมหากัสสป เถระเจาอธิบายในคาถาน้ันๆ มีพระทัยชุมชื่นและมีความเสนหา กลมเกลียว ผูกพนั ซงึ่ กนั และกนั สรางพ ระธาตุพนม พญาทั้ง ๕ จึงตรัสส่ังใหบริวารแหงตน ไปขนเอาหินมากอ อุโมงคเพ่ือประดิษฐานพระอุรังคธาตุ พระมหากัสสปเถระเจา พรอมดวยพระอรหันตทั้งหลาย จึงทูลวาหินเหลาน้ันจะไมเหมาะ ไมค วร (เรอ่ื งค วามค งทน) ใหป น ด นิ ด บิ ก อ เปน อ โุ มงคแ ลว เอาไฟเผา
88 เอาเทอญ เพื่อความถ าวรในพระพทุ ธศาสนาภ ายหนา พระอรหันตท้ังหลายกลาวดังน้ี ทาวพญาท้ัง ๕ จึงตรัสสั่งให คนทง้ั หลายป นดินดบิ และใหท ำแมพ ิมพเ ทา ฝา มอื พระมหากัสสป เถระเจา เปนแ บบตัวอยางปนดนิ ด บิ น นั้ เม่ือปนไดพอแลว พญาสุวรรณภิงคาร พระองคเริ่มขุดหลุม ดวยพระองคเองกอน พญาจุลณีพรหมทัต พญาอินทปฐ และ พญานันทเสน จึงขุดเปนลำดับตอไป เสนาอำมาตยและอาณา ประชาราษฎรท ัง้ หลายจงึ ไดข้ ุดตอ่ ไป หลุมน้ันลึก ๒ ศอกของพระมหากัสสปเถระเจา กวาง ๒ วา ของพระมหากสั สปเถระเจา เทา กนั ทงั้ ๔ ดา น ทา วพญาท ้ัง ๔ จงึ แบง ปน ก นั ก อ อ งคล ะด า น (พญาส วุ รรณภ งิ คารข ดุ ต รงกลางจ งึ เหลอื ๔ ดา น) พญาจุลณีพรหมทัตทรงกอดานตะวันออก และทรงบริจาค พระราชท รพั ยและวัตถุส ่ิงอ่ืนรองบูชาไวภายใตดานท่ีพระองคทรง กอนั้น เงิน ๕,๕๕๐ หนวย โดยในหนวยหน่ึงเทากับ ๔๐๐ บาท ทองคำ ๕๕๐ หนว ย หนว ยห นึ่งหนัก ๓๐๐ บาท ฆอง ๑๙ กำ ๙
89 ลกู ๑๗ กำ ๗ ลกู พญาอ นิ ทปฐ ท รงก อ ด า นใต และท รงบ รจิ าคพ ระราชท รพั ยบ ชู า ไว เงนิ หนงึ่ โกฏิ มงกฎุ ท องคำห นกั ๓๓,๓๓๐ บาท ทรงห ลอ เปน รปู เรือรองไวภ ายใตด านที่พ ระองคกอ พญาค ำแ ดงท รงก อ ด า นต ะวนั ตก และท รงบ รจิ าคพ ระราชท รพั ย บชู า เปน ตน วา กระโถนท องคำล กู ห นง่ึ หนกั ๖๐,๐๐๐ บาท แลว เอา แหวนใสใ นก ระโถนน น้ั ใหเ ตม็ เงนิ ๓๐๐,๐๐๐ บาท มงกฎุ แ กว มรกต คหู นง่ึ พานท องคำค หู นงึ่ พานท องคำ ๙,๐๐๐ ลกู แลว เอาห นิ ม กุ ด มาท ำเปน ห บี ใสข า วของน น้ั ๆ นำล งไปรองไวภ ายใตด า นท พี่ ระองค กอ พญานันทเสนทรงกอดานเหนือ พระองคทรงบริจาควัตถุ ขาวของ เปน ตน วา ขนั ท องคำลกู ห นงึ่ หนกั ๙,๐๐๐ บาท แลว เอา แหวนทองคำบ รรจลุ งในขนั น นั้ ใหเ ต็มบ ริบรู ณ ขนั เงนิ ลูกหน่งึ หนกั ๙,๐๐๐ บาท แล้วเอาปนิ่ ทองคำบรรจุลงในนัน้ ให้เตม็ บรบิ รู ณ์ ลูก เงนิ ๒ ลกู หนัก ๑๙,๐๐๐ บาท แลวนำม าบรรจลุ งในล กู เงนิ ใหเตม็ ทัง้ ๒ ลูกๆ ละ ๕๐ คๆู หน่งึ ห นกั ๒๐บาท เงนิ ๙๐,๐๐๐ บาท บรรจลุ งในฆ อ ง ๑๗ กำ ๗ ลูก ๑๕ กำ ๕ ลูก ๑๓ กำ ๓ ลกู บชู า รองไวภายใตด านทพ่ี ระองคก อ พญาส วุ รรณภ งิ คาร ทรงไดก อ สรา งส ว นบนพ ระเจดยี ท เ่ี ปน ฐ าน รองรบั ป ลอ งไฉนข องเจดยี ท เ่ี รยี กวา “ฝาละม”ี พระองคท รงบ รจิ าค วตั ถขุ า วข องถวายบ ชู า เปน ตน วา มงกฎุ ท องคำค หู นงึ่ หนกั ม งกฎุ ล ะ ๓๐,๐๐๐ บาท สังวาลยท องคำค ูหน่ึง หนกั ส ังวาลยล ะ ๓๐๐,๐๐๐ บาท กระโถนท องคำลกู หนึง่ หนกั ๙๐,๐๐๐ บาท แลว เอาแหวน
90 ทองคำและกระจอนหู บรรจุลงในกระโถนใหเต็ม พานทองคำลูก หน่งึ หนัก ๗๐,๐๐๐ บาท บรรจลุ งในพานน ้ันใหเต็ม ลกู ทองคำ ๙ ลกู ๆ หน่งึ หนกั ๒,๐๐๐ บาท ลูกเงนิ ๙ ลูก หนักล ูกล ะ ๕,๐๐๐ บาท ลูกนาก ๗ ลูก หนักลูกละ ๕,๐๐๐ บาท รองไว ณ ภายใต อุโมงคท า มกลางทาวพญาทง้ั หลาย พระบรมสารรี กิ ธาตุแ สดงปาฏิหาริย เมอ่ื พ ญาท งั้ ๕ จะท รงก อ อ โุ มงคน น้ั พระมหากสั สปเถระเจา จ งึ บอกใหเ อาไหน ้ำใหมม าตง้ั ไวด า นละล กู จารกึ ค าถามงคลโลกใสลง ไวในไหทุกลกู แลว สวดราหุลปริตตสตู ร ใหท า วพญาท งั้ ๕ มพี ญาส วุ รรณภ งิ คารเปน ป ระธาน ทรงต กั นำ้ ในไหนั้นประพรมอุโมงค ใหตลอดท้ัง ๔ ดาน แลวทำประทักษิณ เวยี นขวา ๓ รอบ พญาจ ลุ ณพี รหมทตั ท รงตกั เอานำ้ ในไหประพรมด้านตะวนั ออก แลว จึงใหก อขึน้ พญาอินทปฐ พญาค ำแ ดง และพญานันทเสน ก็ ทรงกระทำเหมือนดังพญาจุลณีพรหมทัตน้ัน เม่ือทรงกอดานใดก็ เอาน้ำประพรมด า นนัน้ แลว จึงใหกอ ข น้ึ ไป ทา วพญาท งั้ ๕ พรอ มกนั ก อ อ โุ มงคเ ปน รปู เตาข นึ้ ไป แตพ นื้ ดนิ เปนสี่เหลี่ยม สูงขึ้นไปวาหน่ึงแลวหยุดไว ตอแตนั้นขึ้นไป พญา สุวรรณภิงคาร ทรงกอเปนรูปฝาตลอดขึ้นไปจนถึงท่ีสุดปลายยอด ไดวาหนึ่งของพระมหากัสสปเถระเจา วัดแตฐานข้ึนไปถึงยอดสุด ได ๒ วา ของมหากัสสปะเถระเจา แลวท ำประตเู ตาไวทั้ง ๔ ดา น จงึ ใหเอา ไมจว ง ไมจันทน ไมก ลัมพัก ไมค ันธรส ไมช มภ ู ไมนโิ ครธ
91 และไมรงั มาทำเปน ฟนเผา ๓ วนั ๓ คนื สุกด แี ลว ใหข นเอาห นิ ทเี่ ปนมงคลม ากลบลงในห ลมุ น ัน้ พ ระมหากสั สปเถระเจา พรอ มดว ยพ ระอรหนั ตก บั ท ง้ั ท า วพญา ทงั้ ๕ จงึ ไปนำเอาพระอุรังคธาตุเขาไป “ฐาปนา” ไวในอ ุโมงคน ั้น แลว ใหปดประตูไวท ัง้ ๔ ดา น ขณะนั้นพระอุรังคธาตุท่ีหุมหอไวดวยผากัมพล ทรงกระทำ ปาฏิหาริยเสด็จออกมาประดิษฐานอยูบนฝามือขวาของพระมหา กัสสปเถระเจา พระอรหนั ตพ รอ มดว ยท า วพญาท งั้ ๕ กบั ท ง้ั เสนาอ ำมาตย เหน็ เปนอัศจรรย ดังน้ัน กเ็ ปลงอ อกยงั เสียงส าธกุ ารข้ึนพรอ มกัน จากนั้น พระอุรังคธาตุก็กระทำปาฏิหาริยเสด็จกลับไป ประดิษฐานในอุโมงค ผากัมพลก็คล่ีคลายขยายออกรองรับพระ อุรังคธาตุก็เสด็จเขาไปป ระดษิ ฐานอยูดังเกา ทาวพญาทั้ง ๕ จึงไดพรอมกันสรางบานประตูอุโมงคดวยไม ประดู ใสดานป ด ไว ปริศนาธรรม พ ญ า สุ ว ร ร ณ ภิ ง ค า ร พระองคไ ดใ หส รา งรปู ม า พ ลาหก ตัวหันหนามาทางทิศเหนือ เพ่ือแสดงวาพระอุรังคธาตุ พระพุทธเจาไดเสด็จมาทาง ทศิ เหนอื น นั้ และอ อกมาก ระทำ
92 ปาฏิหาริย และเพื่อใหเห็นวาพระพุทธเจาทรงพุทธพยากรณไววา ศาสนาจ ะเจริญรงุ เรืองจากทิศเหนอื จ รดไปท ิศใต พระมหากัสสปเถระเจา ก็ไดใหสรางรูปมาอาชาไนย ไวอีก ตัวหน่ึงคูกันโดยหันหนาดานเหนือเชนกัน เพื่อเปนปริศนาธรรม ใหรูวา พญาศรีโคตบูรนั้น จะไดฐาปนาพระอุรังคธาตุไวค้ำชู พระพทุ ธศาสนาตลอด ๕,๐๐๐ พระว รรษา มา อ าชาไนยและม า พ ลาหกน ี้ ปจ จบุ นั อ ยขู า งบ นั ไดท างขนึ้ ห อ พระแกว เสาอ ินทขิล พญาท งั้ ๕ ทรงแ ตง ใหค นท ง้ั หลายไปน ำเอาห นิ ม าจากแ ดนไกล เพอ่ื ท ำเสาห ลกั ชยั ห รอื ท เี่ รยี กก นั ว า “เสาอ นิ ทขลิ ” ไวใ นพ ระศาสนา เพอ่ื เปน ศ ภุ นมิ ติ ใหพ ระธาตยุ นื ยงค พู ระศาสนาจ นค รบ ๕,๐๐๐ พระ
93 วรรษา ตามพ ทุ ธดำรสั โดย - เสาท ี่ ๑ ใหค นไปน ำห นิ ท เ่ี มอื งกสุ นิ ารายม าก อ นห นงึ่ สลกั เปน เสาและทำเปนรูปอ จั ฉมุขี (ลกั ษณะคลา ยส ิงห) ไวท ่ีโคนเสา ๑ ตวั ฝงไวทิศทางเหนอื หมายถงึ เมืองมงคลในชมพทู วปี - เสาท่ี ๒ ใหคนไปนำหินท่ีเมืองพาราณสี สลักเปนเสา และ ทำเปน รูปอ ัจฉมขุ ีไวทโ่ีคนเสาฝงไวท ิศตะวนั ออกเฉยี งใต หมายถงึ ความเป็นสริ มิ งคลตอ่ แคว้นทงั้ หมดท้ังปวง - เสาที่ ๓ ใหคนไปนำหินท่ีเมืองลังกา สลักเปนเสาฝงไวดาน ตะวันตกเฉียงใต - เสาท ี่ ๔ ใหค นไปน ำหนิ ท่ีเมืองต กั ศิลาก อนห น่งึ สลกั เปน เสา ฝง ไวดานต ะวันตกเฉียงเหนือ ครั้งน้นั พระมหากสั สปเถระเจา พรอ มดวยพระอรหันต ๕๐๐ จึงกระทำทักษิณาวัตร ๓ รอบ ทาวพญาทั้งหลายจึงไดพรอมกัน อธิษฐานขาวของเงินทองพรอมดวยเครื่องอุปโภคท้ังสิ้น ประดิษ ฐานสกั การบชู ารองไวภ ายใตพ นื้ อ โุ มงค ขณะนน้ั พญาท งั้ ๕ จงึ ไดอ ธษิ ฐาน โดยพญาส วุ รรณภ งิ คารแ ละ พญาค ำแ ดงท งั้ ๒ พระองคท รงอ ธษิ ฐานป รารถนาว า ขอใหไ ดบ วช ในพ ระพุทธศาสนาส ำเร็จเปน พ ระอรหนั ต และขอใหข า พเจาท ั้ง ๒ พี่นองน้ีจ งอ ยา ไดพลดั พ รากจากกนั ไปไดเทอญ พญาอินทปฐอธิษฐานขอใหไดบวชในพระพุทธศาสนาสำเร็จ เปน พระอรหันตเชน กัน สวนพญาจุลณีพรหมทัต และพญานันทเสน ทรงไดอธิษฐาน ตั้งความปรารถนาขอสำเร็จโพธิญาณ
94 คร้ังน้ัน พระอรหันตท้ัง ๕๐๐ มีพระมหากัสสปเถระเจาเปน ประธาน พรอมกันอนุโมทนาในความปรารถนาของพระราชาท้ัง ๕ วา ขอใหค วามปรารถนานนั้ ๆ จงส ัมฤทธิ์ตามพระราชประสงค ทกุ ประการเทอญ
95
96
97 ชาติที่สอง กำเนิดก ุมารทั้งส าม หลงั จากส รา งพ ระธาตุพนมเสรจ็ เพียงไมก ีป่ พญาทง้ั ๕ ก็ ทยอยเสด็จสวรรคตตามบุพกรรมของแ ตละองคใ นช าตนิ นั้ ครั้นพุทธกาลลวงแลว ๑๗ พรรษา (พ.ศ.๑๗) เมื่อน้ัน พระมหากัสสปเถระยังคงดำรงธาตุขันธอยู ท่ีถ้ำปปผลิคูหา ณ เชิงเขาภารบรรพต ทานไดเขาสมาบัติ ทรงอริยญาณวิถี ตรวจ บุพกรรมของท า น วาย ังมีบ ุพกรรมใดห ลงเหลอื อยหู รอื ไม เมอ่ื ท า นต รวจบ พุ กรรมแ ลว จงึ ไดท ราบว า ย งั มบี พุ กรรมรว มกบั เจาพญาท้ังสามอยู และเห็นถึงหนาที่อันยิ่งใหญ ท่ีจะตองดูแล ทะนุบำรุงพระศาสนาใหดำรงสืบไปจนครบ ๕๐๐๐ ป และบัดนี้ พญาท ง้ั ส ามไดถ อื กำเนดิ ใหมข น้ึ ค รบท งั้ ส ามค นแ ลว โดยเกดิ ท เ่ี มอื ง อนิ ทปฐ นคร ๑ คนและเกดิ ท ี่แถบเมอื งล าว อกี ๒ คน ในสว นพ ญาท ้งั ๓ คือ พญาอ ินทปฐ พญาสวุ รรณภ งิ คาร และ พญาคำแดง เมื่อไดถือกำเนิดข้ึนในชาติที่สองนี้ เปนราชกุมารท่ี อายุไลเล่ียกัน โดยพญาอินทปฐทานเกิดที่เมืองอินทปฐนครเชน
98 เดิม โดยเกิดใหมเปนบุตรของบุตรชายตนเองที่ขึ้นครองราชย มี พระนามวา “รัต นก ุมาร” พญาส วุ รรณภ งิ คารแ ละพ ญาค ำแ ดงท า นไดเ กดิ เปน พ น่ี อ งก นั ที่ เมืองลาว (ปจจุบันเปนเขตภูเขาควาย เมืองเวียงจันทน) เปนบุตร ของกษัตริย โดยพญาส ุวรรณภงิ คารท า นมีชอื่ วา “มหาก มุ าร” เปน พ่ี (ในทัง้ หมด ๓ องคท า นก ็อ าวุโสที่สุด) พญาคำแ ดงทา นม ชี อื่ วา จุลกมุ าร เปน นอ ง ดงั นน้ั ราชก มุ ารท ง้ั ส าม คอื ๑. รตั นก มุ าร แ หง เมอื งอ นิ ทปฐ น คร ๒. มหากมุ ารและ ๓. จุลก ุมาร แหงเมอื งล าว ในวันที่กุมารทั้งสามถือกำเนิด ไดมีสิ่งอัศจรรยอันเปน มหามงคลเกิดขึ้นในแผนดิน พระอาทิตยทรงกลด เกิดแผนดิน ส่ันสะเทือน ความอุดมสมบูรณบังเกิดข้ึนในแผนดิน ดวยมหา อานิสงสท่ีทานท้ังสามไดบำเพ็ญมามากหาประมาณมิไดในแสน กัปปกัลป ทำใหทานท้ังสามมีลักษณะงดงาม ผิวพรรณผองใส สง่างาม สรา้ งความปิติยนิ ดแี กพระประยูรญาตแิ ละขัตต ยิ ว งศ และดวยแรงแหงอธิษฐานบารมี ดวยแรงแหงสัจจะบารมี ท่ี กุมารท้ังสามไดบำเพ็ญมาแตครั้งอดีต ที่ไดตั้งจิตรวมกันในการ สรางพระอุรังคธาตุ และอธิษฐานขอใหไดบวชในพระพุทธศาสนา สำเรจ็ เปน พระอรหนั ต สูกาสาวพัสตร ดังน้ัน ใน พ.ศ.๒๖ เมื่อกุมารท้ังสามอายุ ๘-๙ ขวบป พระมหากัสสปเถระไดพิจารณาเห็นแลวดวยอริยญาณวิถี วา
99 ถึงเวลาอันสมควรที่กุมารท้ังสามจะเขาสูรมกาสาวพัสตรแลว จึง ไดมีบัญชาใหพระอรหันตท้ังสามองคซึ่งเปนผูถึงพรอมดวย ปฏิสัมภิทาญาณ ลวงเขาสูดินแดนสุวรรณภูมิแหลมทอง เพ่ือไป รับตัวกุมารท้ังสามมาบรรพชา อุปสมบท และอบรมส่ังสอนให เปน กำลังหลกั ข องพระพทุ ธศาสนาสบื ไป โดยพระเถระท ้งั ๓ ทีร่ ับบญั ชาจากพ ระมหากัสสปมีนามวา ๑. พระพทุ ธรกั ขติ ๒. พระธรรมรกั ขติ ๓. พระส งั ฆรกั ขติ (ชอื่ ท ง้ั ส ามน ี้ เปน ช อ่ื ข องพ ระอรหนั ตท ง้ั ส ามอ งคท มี่ ารบั ก มุ ารท งั้ ส ามไปบ วช และ เม่ือพระอรหันตท ้งั สามอ งคเ ขาน ิพพานแ ลวพระก ุมารท ั้งสามก ็ได อุปสมบทเปนภิกษุ ก็ไดใชชื่อท้ังสามน้ีแทน ดังน้ันช่ือพระอรหันต ทง้ั สามองคท ม่ี ารับ กับช อื่ ห ลวงป ูใหญทงั้ สามอ งคนจี้ ะซ ้ำก ัน) เมื่อพระอรหันตทั้งสามองคไดมาถึงยังแถบสุวรรณภูมิแหลม ทองแ ลว เปน ช ว งตน เดอื นอา ย พทุ ธกาลล ว งแ ลว ๒๖ พรรษา พระ เถระท ้ังสามจึงไดแ บงหนาท่ีกัน โดยพ ระพทุ ธรกั ขิต ทา นไดด ำเนิน เขา ไปยังเมอื งอินทปฐ นคร เพื่อรบั ตวั รตั นก มุ าร แหง เมอื งอินทปฐ นคร พ ระธรรมรักขิตและพระสังฆรกั ขติ ท านดำเนนิ เขา ไปยงั แถบ เมอื งล าวเพื่อรับต วั ม หาก มุ ารและจ ุลก ุมาร พระอรหนั ตท ง้ั ส ามอ งคเ มอื่ ไดแ ยกยา ยเขา ไปในเมอื งแ ลว ก ไ็ ดใ ช กศุ โลบายต ามสมควร เพอื่ ใหพ ระมหากษตั รยิ แ ละพ ระป ระยรู ญาติ เกิดศรัทธาต้ังม่ันในบวรพุทธศาสนา ตั้งแตอบรมเทศนาส่ังสอน แสดงธรรม แสดงอ ทิ ธวิ ธิ ี เหาะเหนิ เดนิ อากาศ ฯลฯ เพอ่ื ใหก ษตั รยิ เหลาน้ัน แจงในธรรม เกิดศรัทธาและยินยอมใหราชกุมารออก บรรพชา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308