นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก 4 ปีเท่ากัน การเลือกตั้งจึงเลือกเฉพาะสมาชิกประเภทที่หนึ่ง เท่านั้น การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม คือ ประชาชนเลือกตัวแทนของตนไปทำหน้าที่เลือกผู้แทนราษฎร อีกต่อหนึ่ง โดยมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้กรมการอำเภอ ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนตำบล ซึ่งผู้แทนตำบลจะเป็นผู้เลือกตั้ง ผู้แทนราษฎร และให้แต่ละจังหวัดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คนต่อราษฎรสองแสนคน การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้แทนราษฎร ที่ได้รับเลือกตั้งทั่วประเทศจำนวน 78 คน รวมกับสมาชิก ประเภทที่สองเป็น 156 คน สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรของจังหวัดนครนายกคนแรก คือ พ.อ.พระยาวิเศษ- สิงหนาท (สาหร่าย รัตกสิกร) โดยดำรงตำแหน่ง ส.ส.เพียง สมัยเดียว การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 (7 พฤศจิกายน 2480) เนื่องด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกนั้นจะหมด วาระลงในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2480 จึงมีพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่หนึ่ง ขึ้นใหม่ในวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2480 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ต่างไปจากครั้งแรก คือ ประชาชนสามารถไปใช้สิทธิออกเสียง เลือกตั้งได้โดยตรง ซึ่งนับว่าเป็นการเลือกตั้งทางตรงครั้งแรก ของไทย ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยถือเอาจังหวัด เป็นเขตเลือกตั้งหนึ่งเขตมีได้หนึ่งคน จังหวัดที่มีราษฎรเกิน 200,000 คนให้มีเขตเลือกตั้งเพิ่มอีก 1 เขตต่อจำนวนพลเมือง 84
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” ทุก ๆ 200,000 คน ส.ส.อยู่ในวาระ 4 ปีมีผู้มาใช้สิทธิ 40.22% การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 91 คน รวมกับสมาชิกประเภทที่สองเป็น 182 คน ภาย หลังการเลือกตั้งครั้งที่ 2 พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้รับ พระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก มีสถิติผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุด ร้อยละ80.50 (ที่มา: กองวิชาการประวัติศาสตร์ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า) สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก คนที่สอง คือ พระยาสัจจา ภิรมย์อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ) โดยดำรงตำแหน่ง ส.ส. เพียงสามเดือน พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ให้ นายดิเรก ชัยนาม เลขาธิการรัฐมนตรีมาเชิญให้เป็นรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม 2480 – 16 ธันวาคม 2481 การเลือกตั้งทั่วไปครั้งท่ี 3 (12 พฤศจิกายน 2481) การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแบบแบ่งเขต (เขตละ 1 คน) เหมือนครั้งที่สองใช้อัตราส่วนราษฎร 200,000 คนต่อส.ส.1 คน อยู่ในวาระครั้งละ 4 ปี สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ประกอบด้วย ส.ส. 2 ประเภทๆ ละ 91 คน คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจาก การเลือกตั้ง และสมาชิกประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้งโดยเป็น ผู้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 1และ ชุดที่ 2 มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 91 คนเท่าเดิม รวมกับสมาชิกประเภทที่สองเป็น 182 คน การเลือกตั้งครั้งนี้ 85
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก จอมพล ป.พิบูลสงครามได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากในช่วงการดำรงตำแหน่ง ของส.ส.ชุดนี้ เป็นช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้รัฐบาล ไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเลือกสมาชิกประเภทที่ 1 ได้ มีผลทำให้ต้องขยายกำหนดเวลาอยู่ในตำแหน่ง ส.ส. ออกไปอีกไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามที่ รัฐบาลเสนอ 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2485 และครั้งที่ 2 วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2487 สิ้นสุดวาระเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2488 มีสาเหตุมาจากสภาผู้แทนราษฎรมีมต ิ ไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม ที่รัฐบาลเสนอเพื่อให้ลงโทษผู้ก่อให้เกิดการปกครองตาม ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งออกตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วย การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2485 เนื่องจากมีกรณีพิพาทอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก มีสถิติผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุด ร้อยละ 67.36 (ที่มา: กองวิชาการประวัติศาสตร์ส่วนการศึกษา โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า) สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายกคนที่สามคือนายเย็น ศิริมหา โดยดำรงตำแหน่ง ส.ส.เพียงสมัยเดียว การเลือกตั้งท่ัวไปครั้งที่ 4 (6 มกราคม 2489) กำหนดให้มีการเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม 2489 สภา ผู้แทนราษฎรชุดนี้ ประกอบด้วย ส.ส. 2 ประเภทๆ ละ 96 คน 86
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งเป็นการเลือกตั้ง โดยตรงแบบแบ่งเขต (เขตละ 1 คน) ใช้อัตราส่วนราษฎร 200,000 คน ต่อ ส.ส. 1 คน อยู่ในวาระ 4 ปี และสมาชิก ประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง โดยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง มาจากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 1-3 สมาชิกประเภทที่ 1 ที่มาจาก การเลือกตั้ง สิ้นสุดลงเพราะรัฐประหาร ซึ่งนำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 สมาชิกประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง สิ้นสุดลงเพราะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ฉบับที่ 3) เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2489 ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 “รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจกั รไทย พ.ศ.2489” กำหนดให้รัฐสภามี 2 สภา คือ 1. สภาผู้แทน สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง แบ่ง เขตเลือกตั้งราษฎร 100, 000 คนต่อ ส.ส. 1 คน อยู่ในวาระ 4 ปี ระยะเริ่มแรกให้ผู้แทนอยู่ในตำแหน่งก่อนวันใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2489 จำนวน 96 คน ทำหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2489 มีการ เลือกตั้งเพิ่มใน 47 จังหวัด ได้ส.ส. เพิ่ม 82 คน รวม 178 คน2 2. พฤฒสภา สมาชิกมาจากการเลือกตั้ง โดยทางอ้อม มีจำนวน 80 คน อยู่ในวาระ 6 ปี ในระยะเริ่มแรก ทำให้ผู้แทน ที่มีอยู่แล้ว 96 คน ทำหน้าที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็น 2 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 ได้กำหนดให้ สมาชิกพฤฒสภามีจำนวน 80 คน มีวาระ 6 ปี มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ของ ส.ส. ที่มีอยู่แต่เดิม 96 คน ทำหน้าที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกพฤฒิสภา พฤฒสภาสิ้นสุดลงพร้อมกับสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 5 87
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก สมาชิกพฤฒสภา จำนวน 80 คน เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2489 ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ นอกจากจะได้มีการเลือกตั้ง ส.ส. เพิ่มใน 47 จังหวัด จำนวน 82 คน และให้ ส.ส. เดิม 96 คน เลือกสมาชิกพฤฒสภา ในวาระเริ่มแรก 80 คนแล้ว ก็ไม่มีการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ สมาชิกพฤฒสภาอีก รัฐธรรมนูญ ก็มาถูกยกเลิกโดยการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 สภาผู้แทนและพฤฒสภาต่างก็สิ้นสุดลง โดยการรัฐประหารเช่น เดียวกัน สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายกในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 4 ไม่ปรากฏ หลักฐาน การเลือกต้ังทั่วไปครั้งท่ี 5 (29 มกราคม 2491) ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 “รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจกั รไทย (ฉบับชวั่ คราว) พ.ศ.2490” กำหนดให้รัฐสภา มี 2 สภา คือ 1. สภาผู้แทน สมาชิกมาจากการเลือกตั้งโดยตรง “รวมเขตจังหวัด” (จังหวัดละ 1 คน) ราษฎร 200,000 คน ต่อส.ส.1 คน อยู่ในวาระ 4 ปี เลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2491 จำนวน ส.ส. 99 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 29.50% ต่อมาในวันที่ 5 มิถุนายน 2492 มีการเลือกตั้งเพิ่มใน 19 จังหวัด จำนวน 21 คน ทำให้สภาผู้แทน มีสมาชิกทั้งหมด 120 คน 2. วุฒิสภา สมาชิกมาจากการแต่งตั้งอยู่ในวาระ 6 ปี และเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2490 ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 88
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” วุฒิสมาชิกจำนวน 100 คน สมาชิกสภาผู้แทนและวุฒิสมาชิก ชุดนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 โดยการ รัฐประหารนำโดย พล.อ.ผิน ชุณหะวัณ จากการทำรัฐประหารนำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เมื่อ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490 มีผลให้ 1. รัฐธรรมนญู ฉบับที่ 3 สิ้นสุดลง 2. คณะรัฐมนตรีชุดที่ 18 และรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย พฤตสภาและสภาผู้แทนสิ้นสุดลง 3. กำหนดให้มีการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ภายใน 15 วัน และเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรภายใน 90 วัน นับแต่วัน ใช้รัฐธรรมนูญประกอบเป็นรัฐสภา แต่เมื่อยังไม่มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทน ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาไปก่อน พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 4 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2491 จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดที่ 20 มีรัฐมนตรี 24 คน คณะรัฐมนตรี ชุดนี้ได้กราบถวายบังคมลาออกเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2491 โดยอ้างว่าคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 บังคับให ้ ลาออกจากตำแหน่งภายใน 24 ชั่วโมง รวมเวลาที่อยู่ใน ตำแหน่งครั้งสุดท้าย 1 เดือน 18 วัน รวม 47 สมัย เป็นเวลา ทั้งสิ้น 1 ปี 7 เดือน 21 วัน จอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 3) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2491 89
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก จัดตั้งคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 21 มีรัฐมนตรี 26 คน ในสมัยนี้ได้มี การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 โดยมีคณะกรรมการยกร่าง รัฐธรรมนูญร่างเสร็จเสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ร่างเสร็จ และเสนอต่อรัฐสภา เมื่อเห็นชอบคณะอภิรัฐมนตร ี ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามประกาศใช้เมื่อ วันที่ 23 มีนาคม 2492 จากการทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ ของคณะบริหารประเทศชั่วคราวนำโดยพล.อ.ผิน ชุณหะวัน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 มีผลทำให้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 5 สิ้นสุดลง รวมทั้งคณะรัฐมนตรีชุดที่ 22 และรัฐสภาสิ้นสุดลง ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2494 ได้มีประกาศพระบรม ราชโองการให้ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยนำ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 มาใช้บังคับ โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 ซึ่งเป็นวันที่ทำรัฐประหาร สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คนที่สี่ คือ นายชิตร โปษยานนท์ โดยดำรงตำแหน่ง ส.ส.เพียงสมัยเดียว การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 6 (26 กุมภาพันธ์ 2495) การเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2495 จำนวนสมาชิก ประเภทที่ 1 หรือ ส.ส.123 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบรวม เขตรวมจังหวัด (จังหวัดละ 1 เขต) ราษฎร 200, 000 คนต่อ ส.ส.1 คน แต่ละคนอยู่ในวาระ 5 ปี เมื่อเลือกตั้งแล้ว สภาผู้แทน ราษฎรประกอบด้วยสมาชิกดังนี้ 90
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถิ่น” สมาชิกประเภทที่ 1 123 คน (เลือกตั้งใหม่) สมาชิกประเภทที่ 2 123 คน (แต่งตั้งชุดเดิม) รวม 246 คน ต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 6 “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” พ.ศ.2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2495 รูปแบบรัฐสภาก็คงรูปแบบเดิมและมีบทเฉพาะกาล ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 ประเภท ยังคงทำหน้าที่ต่อไป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ แต่ละประเภทสิ้นสุดลง ดังนี้ สมาชิกประเภทที่ 1 สิ้นสุดลงตามวาระ 5 ปี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2500 แล้วมีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 สมาชิกประเภทที่ 2 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 เพราะการรัฐประหารซึ่งนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คนที่ห้า คือ นายทองพูน ฉิมทิม โดย ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เพียงสมัยเดียว การเลือกตั้งท่ัวไปคร้ังท่ี 7 (26 กุมภาพันธ์ 2500) การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 จำนวน ส.ส. 160 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบ “รวมเขตจังหวัด” โดย เขตจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ใช้อัตราราษฎร 150,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน ส.ส.อยู่ในวาระ 5 ปี มีผู้มาใช้สิทธิ 57.50% จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับโปรดเกล้าฯ โดยได้รับ 91
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายก รัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 8 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2500 จัดตั้ง คณะรัฐมนตรีชุดที่ 26 มีรัฐมนตรีรวม 29 คน เนื่องจากความแตกแยกภายในของคณะรัฐประหาร ประกอบกับพรรคการเมืองในอดีตกลับเข้ามาเข้มแข็งอีกครั้ง และกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ไม่สุจริต มีการโกงการเลือกตั้ง ทำให้นักศึกษาชุมนุมประท้วง และประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่สุจริต ทำให้รัฐบาลสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 จากการ รัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมเวลาที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 8 นาน 5 เดือน 26 วัน รวมทั้งสิ้น 8 สมัย เป็นเวลาทั้งสิ้น 15 ปี 23 วัน ทางการภายใต้การบริหารของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูล สงคราม ได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 160 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรง วิธีรวมเขตจังหวัด ถือเกณฑ์จำนวนราษฎร 150,000 คนต่อผู้แทนราษฎรหนึ่งคน ทั้งนี้การเลือกตั้งดังกล่าวได้ถกู วิพากษ์วิจารณ์โดยทั่วไปว่ามีการ ทุจริตหลายรูปแบบ จนเรียกกันว่า “การเลือกตั้งสกปรก” เช่น มีการแอบอ้างชื่อไปลงคะแนนแทน การลงคะแนนซ้ำ การถูกตัด รายชื่อออกจากผู้มีสิทธิลงคะแนน ฯลฯ จนเกิดการรวมตัว ประท้วงของนักศึกษาและประชาชนในคืนวันเลือกตั้งขยาย วงกว้างออกไปเรื่อยๆ แม้ว่าการเลือกตั้งจะจบด้วยชัยชนะของ พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลอย่างพรรคเสรีมนังคศิลา 92
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถ่ิน” สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร คนที่หก คือ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงครามภรรยา ท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดย ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เพียงสมัยเดียวโดยลงสมัครเลือกตั้งในนาม ของพรรคเสรีมนังคศิลา3 ปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 7 เดือนกว่า ก็สิ้นสุดสมาชิกภาพลงในวันที่ 16 กันยายน 2500 เนื่องมาจาก ความวุ่นวายที่มีเรื่อยมาหลังการเลือกตั้ง จนขยายวงกว้าง ออกไปเรื่อยๆ กระทั่งเกิดการยึดอำนาจการปกครองประเทศ โดยคณะทหาร ภายใต้การนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ด้วยเหตุผลที่รัฐบาลไม่อาจเป็นที่ยอมรับของประชาชน และ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยภายใน ประเทศได้ การเลือกต้ังทั่วไปคร้ังท่ี 8 (15 ธันวาคม 2500) การเลือกตั้งทั่วไปกำหนดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500 จำนวน ส.ส.160 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรง “แบบรวมเขต จังหวัด” ใช้อัตราราษฎร 150,000 คน ต่อ ส.ส. 1 คน ส.ส.อยู่ใน วาระ 5 ปี มีผู้มาขอใช้สิทธิ 44.07% พล.ท.ถนอม กิตติขจร ได้รับโปรดเกล้าฯ โดยได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทน ราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2501 จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดที่ 28 รวม 30 คน รัฐบาลสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ด้วยการปฏิวัติโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยึดอำนาจจากพล.ท.ถนอม กิตติขจร 3 การเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 26 ก.พ.2500 พรรคเสรีมนังคศิลาได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด คือ 79 คน จาก ทั้งสิ้น 160 คน 93
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก อีกครั้ง โดยได้ยกเลิกประกาศเรื่อง การใช้รัฐธรรมนูญ การปกครองราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 18 กันยายน 2500 และ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2502 รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 1 นาน 9 เดือน 19 วัน สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คนที่เจ็ด คือ นายดุสิต บุญธรรม โดย ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เพียงสมัยเดียว การเลือกตั้งทั่วไปคร้ังที่ 9 (10 กุมภาพันธ์ 2512) การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 จำนวน ส.ส. 219 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบ “รวมเขตจังหวัด” ใช้อัตราราษฎร 150,000 คนต่อส.ส.1 คน ส.ส.อยู่ในวาระ 4 ปี มีผู้ขอมาใช้สิทธิ 49.16% จอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าพรรค สหประชาไทย ไดร้ บั โปรดเกลา้ ฯ ใหด้ ำรงตำแหนง่ นายกรฐั มนตรี สมัยที่ 2 และมีการเคลื่อนไหวอย่างกว้างขวางให้มีการเลือกตั้ง ขึ้น ภายหลังการร่างรัฐธรรมนูญที่ใช้เวลานานเกือบ 10 ปี รัฐบาลที่นำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2511 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 25114 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตาม รัฐธรรมนูญดังกล่าวในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2512 หลังการ เลือกตั้ง จอมพลถนอม กิตติขจร อีกเป็นสมัยที่ 3 แต่การบริหาร ก็เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น เกิดเหตุความขัดแย้งระหว่างสมาชิก 4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ได้กำหนดให้มี วุฒิสภาขึ้นอีกสภาหนึ่ง 94
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถ่ิน” สภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน เป็นเหตุให้ จอมพลถนอม กิตติขจรตัดสินใจทำการปฏิวัติตนเองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ.2511 และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองอาณาจักร พุทธศักราช 2515 รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตร ี ในสมัยที่ 3 ทั้งสิ้น 2 ปี 8 เดือน 10 วัน และเดินทางออก นอกประเทศพร้อมกับผู้นำคนสำคัญ สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คนที่แปด คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา โดยดำรงตำแหน่งส.ส.เพียงสมัยเป็นสมัยแรกจาก พรรคสหประชาไทย และได้สิ้นสุดสมาชิกภาพลง เนื่องจาก คณะปฏิวัติภายใต้การนำของจอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการ ปกครองประเทศจากรฐั บาลทต่ี วั เองดำรงตำแหนง่ นายกรฐั มนตรี หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การยึดอำนาจรัฐบาลตัวเองเพื่อขจัด ศัตรูทางการเมือง และเพิ่มเสถียรภาพให้กับกลุ่มการเมือง ฝ่ายตน ซึ่งคณะปฏิวัติยังได้ออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ซึ่งเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ยกเลิกวุฒิสภา สภา ผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรชุดนี้สิ้นสุดสมาชิกภาพลง การเลือกต้ังทั่วไปครั้งที่ 10 (26 มกราคม 2518) ภายหลังจากที่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สิ้นสุดลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้มีพระบรม 95
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็น นายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะรัฐบาล และดำเนินการร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ขึ้น ซึ่งได้ ประกาศให้ใช้เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 และกำหนดให้มีการ เลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2518 จำนวน ส.ส.ทั้งสิ้น 269 คน เป็นการเลือกตั้งแบบผสม (เขตละไม่เกิน 3 คน) ใช้ อัตราราษฎร 150,000 คน ต่อ ส.ส. 1 คน ส.ส. อยู่ในวาระ 4 ปี มีผู้มาใช้สิทธิ 47.17% การเลือกตั้งครั้งนี้มีการตื่นตัวทางการเมืองเป็นอย่าง มาก เนื่องจากผู้สมัครส.ส.ทุกคนต้องสมัครในนาม พรรคการเมือง จึงทำให้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองในช่วง ก่อนการเลือกตั้งกว่า 44 พรรค และหลายพรรคส่งสมาชิกพรรค สมัครแข่งขันรับการเลือกตั้ง หลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มี พรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากเด็ดขาด พรรคประชา- ธิปัตย์ได้รับเสียงข้างมากที่สุดร่วมกับพรรคเกษตรสังคม จึงจัด ตั้งรัฐบาลผสม ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคที่มีส.ส.มากที่สุด จึงได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2518 มีรัฐมนตรีรวม 30 คน เมื่อแถลงนโยบายวันที่ 6 มีนาคม 2518 รัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร เป็นเหตุให้ คณะรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลง รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช สมัยที่ 2 เพียง 28 วัน ต่อมาพรรคการเมืองกิจสังคมภายใต้การนำของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับความไว้วางใจในการจัดตั้งรัฐบาล 96
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถ่ิน” และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2518 มีรัฐมนตรีรวม 26 คน รัฐบาลชุดนี้ต้องบริหาร ประเทศภายใต้ความกดดันต่าง ๆ อันเกิดจากความขัดแย้งจาก ส.ส.ของพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล และได้มี ส.ส.กลุ่มหนึ่ง เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จึงตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2519 เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 1 ปี 1 เดือน 6 วัน สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา ในนาม พรรคธรรมสังคมของนายทวิช กลิ่นประทุม โดยพ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชาดำรงตำแหน่ง ส.ส.เป็นสมัยที่สอง การเลือกตั้งทั่วไปคร้ังที่ 11 (4 เมษายน 2519) หลังรัฐบาลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2519 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 90 วัน ซึ่งจัดให้มีขึ้นในวันที่ 4 เมษายน 2519 จำนวน ส.ส. 279 คน เป็นการเลือกตั้งทางตรงแบบผสม ระหว่างเขตกับ แบ่งเขต (เขตละไม่เกิน 3 คน) ใช้อัตราราษฎร 150,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน ส.ส.อยู่ในวาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัครทุกคน ต้องสังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดเพียงพรรคเดียว ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครเพียง 39 พรรค ส่วนอีก 16 พรรค ไม่ส่งผู้สมัครแม้แต่เขตเดียว มีผู้มาใช้สิทธิ 43.99% ผู้สมัครส.ส.ทุกคนต้องสังกัดพรรคการเมือง หลังการเลือกตั้ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการ 97
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สมัยที่ 3) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2519 ต่อมารัฐบาลบริหารประเทศภายใต้วิกฤติการณ์ทาง การเมือง ซึ่ง ส.ส.ได้เสนอญัตติด่วนให้รัฐบาลแถลงถึงมาตรการ รักษาความสงบ กรณีจอมพลถนอม กิตติขจร เดินทางกลับ มายังประเทศไทย ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล อย่างรุนแรง และมีการเดินขบวนขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร ออกไปนอกประเทศ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงตัดสินใจลาออก จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2519 รวม เวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ทั้งสิ้น 5 เดือน 5 วัน เมื่อรัฐบาลชุดก่อนได้ลาออกไปแล้ว ส.ส.เสียงข้างมาก ยังคงยืนยันให้ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย หนึ่งเป็นสมัยที่ 4 วันที่ 5 ตุลาคม 2519 รัฐบาลยังไม่ทันได้แถลง นโยบายขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการชุมนุม ของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนก่อให้เกิด การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยึดอำนาจการปกครองภายใต้ การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 รวมเวลาที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 4 เพียง 12 วัน รวมทั้งสิ้น 4 สมัย เป็นเวลา 10 เดือน 28 วัน สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา ในนาม 98
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถิ่น” พรรคกิจสังคมได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยที่สาม ปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างวันที่ 4 เมษายน 2519 – 6 ตุลาคม 2519 ก็สิ้นสุด สมาชิกภาพลง รวมระยะเวลาดำรงตำแหน่งเพียง 6 เดือน เนื่องจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยมีสาเหตุสำคัญจากการชุมนุมประท้วงขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางกลับประเทศ ในฐานะสามเณร ของกลุ่มศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย (ศนท.) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2519 เรื่อยมา จนเกิดการ กระทบกระทั่งที่รุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับระหว่าง ศนท.กับ กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน นวพล และชมรมวิทยุสมัคร เล่น ฯลฯ กระทั่งกลายเป็นภาพความขัดแย้งที่รุนแรงและชัดเจน ในสังคมไทยขณะนั้น การเลือกต้ังท่ัวไปคร้ังท่ี 12 (22 เมษายน 2522) ภายหลังการรัฐประหารนำโดยพล ร.อ. สงัด ชลออยู ่ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2520 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ได้รับ โปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2520 นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 รัฐบาลสิ้นสุดลงโดยให้มีการ เลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 และกำหนดให้รัฐสภา มีสองสภาเช่นเดิม คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และเมื่อ การเลือกตั้งครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2522 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอีกสมัยหนึ่งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2522 99
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบผสม (เขตละ ไม่เกิน 3 คน) ใช้อัตราราษฎร 150, 000 คนต่อ ส.ส. 1 คน ส.ส.อยู่ในวาระ 4 ปี มีผู้มาใช้สิทธิ 43.90% มีรัฐมนตรีรวม 44 คน การเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่มีการจัดตั้งพรรคการเมือง โดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ได้มีการหาเสียงในรูปแบบของ พรรคการเมือง รัฐบาลชุดนี้มีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรี 1 ครั้งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2523 การบริหารประเทศในขณะนั้นประสบ ปัญหาต่างๆ ทำให้รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชกับคณะเป็นผู้เสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี ทำให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจลาออก รวมเวลา ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ สมัยที่ 2 เป็นเวลา 9 เดือน 19 วัน และถ้ารวม 2 สมัย เป็นเวลา ทั้งสิ้น 2 ปี 3 เดือน 19 วัน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับโปรด เกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 รัฐมนตรีรวม 37 คน การบริหาร ประเทศในขณะนั้นต้องประสบกับปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมัน การจัดซื้อน้ำมันดิบจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เกิดปัญหา ที่เรียกว่า “กรณีเทเล็กซ์อัปยศ” ทำให้รัฐบาลต้องปรับ คณะรัฐมนตรี หลังจากการปรับรัฐบาลอีกเป็นครั้งที่ 2 เกิดการ เปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล คณะรัฐมนตรีชุดนี้ สิ้นสุดลงโดยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2526 เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 3 ปี 1 เดือน 27 วัน 100
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจงั หวดั นครนายกคนทเ่ี กา้ คอื นายวานชิ พาณชิ เกรยี งไกร ในนามพรรคเสรีธรรม ดำรงตำแหน่ง ส.ส.สมัยแรก ฐานเสียง ของนายวานิชอยู่ในเขตอำเภอองครักษ์และอำเภอปากพลี และ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพลังหนุ่ม สามารถเอาชนะคู่แข่ง อย่าง พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา ส.ส.เก่าสามสมัย ด้วยคะแนน เพียง 591 คะแนน การเลือกตั้งท่ัวไปครั้งที่ 13 (18 เมษายน 2526) เลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2526 จำนวน ส.ส. 324 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบผสม (เขตละไม่เกิน 3 คน) ใช้อัตราราษฎร 150,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 50.76% การเลือกตั้งครั้งนี้กฎหมายบังคับให้พรรคการเมืองต้อง ส่งสมาชิกเข้าสมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดที่จะมีในการเลือกตั้งครั้งนั้น ภายหลังการเลือกตั้ง ครั้งนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2526 มีรัฐบาลรวม 44 คน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.พรรค กิจสังคม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชากรไทย และพรรค ชาติประชาธิปไตย รวม 209 เสียง มีพล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2526 และ คณะรัฐมนตรีของรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ สิ้นสุดลง โดยการยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2529 เนื่องจากรัฐบาลมีความขัดแย้งกับสภา ในกรณีที่สภาไม่อนุมัติ 101
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกรมการขนส่ง ทางบก พ.ศ.2522 พ.ศ.2529” เมื่อสภาไม่อนุมัติรัฐบาล จึงตัดสินใจยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ รวมเวลา ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เป็นเวลา 3 ปี 3 เดือน 5 วัน สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา ในนาม พรรคกิจสังคมได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยที่สี่ ในครั้งนี้ นายวานิช ไม่ได้ลงสมัครแข่งขัน ทำให้ พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา ประสบ ความสำเร็จอย่างง่ายดาย สามารถทำคะแนนห่างจากผู้สมัคร อื่นถึง 16,000 คะแนน การเลือกตั้งทั่วไปคร้ังที่ 14 (27 กรกฎาคม 2529) การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2529 จำนวน ส.ส. 347 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบผสม (เขตละไม่เกิน 3 คน) ใช้อัตราราษฎร 150, 000 คนต่อ ส.ส. 1 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 61.43% ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนต้องลงสมัครในนามของ พรรคการเมืองและพรรคการเมืองนั้นจะต้องส่งสมาชิกเข้าสมัคร รับเลือกตั้งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด สำหรับกรณีที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 13) กำหนดให้ใช ้ วิธีการเลือกตั้งเป็นแบบคณะ “รวมเขตรวมเบอร์” หรือเป็น คณะเบอร์เดียวนั้น ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 พ.ศ.2528 เปลี่ยนแปลงให้กลับไปใช้วิธีเดิม คือ แบบผสม เขตละไม่เกิน 3 คน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 102
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถิ่น” 2529 จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดที่ 44 โดยได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และ พรรคราษฎร คณะรัฐมนตรีชุดที่ 44 สิ้นสุดลงโดยการยุบสภาผู้แทน ราษฎรเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2531 ทั้งนี้เพราะความขัดแย้ง ในพรรคร่วมรัฐบาลก่อนที่จะถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรี ทั้งคณะในวันที่ 9 พฤษภาคม 2535 เกี่ยวกับการคัดค้าน ร่าง พรบ.ลิขสิทธิ์ ที่รัฐบาลเสนอ เป็นเหตุให้รัฐมนตรีของพรรค ประชาธิปัตย์ทั้ง 16 คนลาออก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงตัดสินใจยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ รวมเวลาที่ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 ทั้งสิ้น 1 ปี 11 เดือน 29 วัน รวม 3 สมัยเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือน 1 วัน การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น 13 คน จาก 13 พรรคการเมือง โดยสามารถมีส.ส.ได้เพียงคนเดียว ใน บรรดาผู้สมัครเหล่านี้ผู้ที่ได้รับความสนใจได้แก่ พ.ต.ท.บุญเลิศ เลศิ ปรชี า จากพรรคสหประชาธปิ ไตย นายวานชิ พานชิ เกรยี งไกร จากพรรครวมไทย การเมืองจังหวัดนครนายกในช่วงนี้เป็นการ แข่งขัน “ระบบพรรคพวก” ด้วยการสนับสนุนของกลุ่มการเมือง ระดับท้องถิ่น คือ กลุ่มฟ้าใหม่ที่สนับสนุน พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา จากพรรคสหประชาธิปไตย และกลุ่มพลังหนุ่ม ที่สนับสนุนนายวานิช พาณิชเกรียงไกร นอกจากนี้ยังม ี นายเสนอ มนต์กันภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับการ สนับสนุนจากนายวีระ มุกสิกพงศ์และมีฐานเสียงในกลุ่มครู และเขตอำเภอบ้านนา ได้คะแนนเป็นลำดับที่สาม และอดีต 103
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก รัฐมนตรีช่วยบุญยงค์ วัฒนพงศ์ อดีต ส.ส.สามสมัยจากจังหวัด อุตรดิตถ์ ย้ายมาสังกัดพรรคชาติไทย โดยมีความสนิทสนมกับ ผู้ว่าฯ นายปัญญา ฤกษ์อุไรเป็นอย่างดี และนายชำนาญ พิเชษฐ์พันธ์ จากพรรคราษฎร ทางด้าน พ.ต.ท.บุญเลิศ และ ร.ต.บุญยงค์นั้นเป็นคนระดับรัฐมนตรีมาก่อน สำหรับผู้ที่ได้รับ การเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก คือ นายวานิช พาณิชเกรียงไกร ในนามพรรครวมไทย ดำรง ตำแหน่ง ส.ส.เป็นสมัยที่สอง การเลือกต้ังทั่วไปครั้งที่ 15 (24 กรกฎาคม 2531) การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 จำนวน ส.ส. 357 คน เป็นการเลือกตั้งแบบผสม (เขตละไม่เกิน 3 คน) ใช้ อัตราราษฎร 150,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 63.56% ผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนจะต้องสังกัดพรรคการเมือง และพรรค การเมืองนั้นจะต้องส่งสมาชิกเข้าสมัครเลือกตั้งไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ผลจากการเลือกตั้ง พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อวันท่ี 4 สิงหาคม 2531 นบั เปน็ นายกรฐั มนตรี คนที่ 17 มีรัฐมนตรีรวม 44 คน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชาธิปัตย์ พรรค ราษฎร พรรคมวลชน และพรรคสหประชาธิปไตยรวม 6 พรรค ในช่วงของการบริหารงาน รัฐบาลได้มีการปรับปรุง คณะรัฐมนตรีหลายครั้ง และเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2533 พรรค ปวงชนชาวไทยซึ่งมี ส.ส.17 คน ได้เข้าร่วมรัฐบาล การปรับ คณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่าง 104
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถิ่น” รัฐมนตรีของพรรคกิจสังคม และรัฐบาลยังเกิดความขัดแย้งกับ ผู้นำกองทัพกรณี โมบายยูนิต รัฐบาลจึงได้ปรับคณะรัฐมนตรี อีกเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2533 ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ลดน้อยลงไป และมีรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที ่ โดยมิชอบ ทำให้พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2533 ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกเป็นสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2533 จัดตั้งคณะรัฐมนตรี มีจำนวน 44 คน พรรคร่วมรัฐบาลของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ได้แก่ พรรคชาติไทย พรรคเอกภาพ พรรคประชากรไทย พรรคราษฎร พรรคปวงชนชาวไทย รวม 5 พรรค จำนวน ส.ส. ร่วมรัฐบาล 227 คน รัฐบาลสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 โดยการ ปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบ เรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ภายใต้การนำของพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ทั้งสิ้น 2 เดือน 14 วัน และถ้ารวมเวลาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 2 ปี 6 เดือน 19 วัน สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คือ พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา ในนาม พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกเป็นส.ส.สมัยที่ห้าและเป็นสมัย สุดท้าย โดยดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม 2531 – 23 กุมภาพันธ์ 2534 สิ้นสุดสมาชิกภาพลง เนื่องจากการ ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินของคณะรักษาความสงบ เรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 สาเหตุ 105
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก เกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายกองทัพโดยเฉพาะ ก ล ุ ่ ม น า ย ท ห า ร จ ป ร . 5 ท ี ่ ก ร ะ ท บ ก ร ะ ท ั ่ ง ก ั บ ร ั ฐ บ า ล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถึงแม้ว่าจะทำการปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาแล้วก็ตาม รวมถึงการลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่แต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อ คณะทหารซึ่งนำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้า รสช. และคณะเข้ายึดอำนาจจาก รัฐบาล ประกาศล้มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 และสั่งยุบสภาผู้แทนราษฎรลง การเลือกตั้งทั่วไปคร้ังท่ี 16 (22 มีนาคม 2535) ภายหลังการยึดอำนาจการปกครองของคณะรักษา ความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ส่งผลให้มีการยกเลิก รัฐธรรมนูญฉบับที่ 13 วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และ คณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และในระหว่างที่ยังมิได้ตั้ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบ เรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ปฏิบัติหน้าที่แทน ต่อมาในวันที่ 1 ม ี น า ค ม 2 5 3 4 ไ ด ้ ป ร ะ ก า ศ ใ ช ้ ธ ร ร ม นู ญ ก า ร ป ก ค ร อ ง ราชอาณาจักร พ.ศ.2534 (ฉบับที่ 14 ฉบับชั่วคราว) กำหนดให้มี “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” สมาชิกจากการแต่งตั้งจำนวน 200-300 คน นายอานันท์ ปันยารชุน ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2534 นับเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย มีรัฐมนตรีรวม 34 คน รัฐบาล สิ้นสุดลงจากการเลือกตั้งทั่วไปตามบทเฉพาะกาลของ รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 รวมระยะเวลาอยู่ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 1 ปี 1 เดือน 5 วัน 106
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” การเลือกตั้งครั้งที่ 16 มีขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2535 จำนวน ส.ส.360 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบผสม (เขตละ ไม่เกิน 3 คน) ใช้อัตราราษฎรเฉลี่ยจำนวนราษฎรทั้งประเทศต่อ ส.ส. 360 คน ประมาณ 150,000 คนขึ้นไปต่อ ส.ส. 1 คน มีผู้มา ใช้สิทธิ์ 59.28% ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนจะต้องสังกัดพรรคการเมือง และพรรคการเมืองนั้นจะต้องส่งสมาชิกเข้าสมัคร ส.ส. ไม่น้อยกว่า 120 คน พล.อ. สุจินดา คราประยูร ได้รับ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ของไทย แม้มิได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แต่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. แต่รัฐบาลชุดนี้ต้องสิ้นสุดลงจากการลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 เนื่องจากเกิดเหตุการณ์จลาจล “พฤษภาทมิฬ” รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 เดือน 3 วัน และภายหลังเหตุการณ์นี้ นายอานันท์ ปันยารชุน ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2535 และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญตามที่ประชาชนเรียกร้อง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ดังกล่าวจึงได้มีการยุบสภาในวันที่ 30 มิถุนายน 2535 สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายก คนที่สิบ คือ นายเดช บุญ-หลง ในสังกัดพรรคชาติไทยได้รับเลือกเป็นส.ส.สมัยแรก การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 17 (13 กันยายน 2535) การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535 จำนวน 360 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบผสม (เขตละไม่เกิน 3 คน) อัตรา เฉลี่ยราษฎรทั้งประเทศต่อ ส.ส. 360 คน 150,000 คนขึ้นไป 107
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก ต่อ ส.ส. 1 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 61.61% ผู้สมัคร ส.ส. ทุกคน จะต้องสังกัดพรรคการเมืองและพรรคการเมืองนั้นจะต้องส่ง สมาชิกเข้าสมัคร ส.ส.ไม่น้อยกว่า 120 คน นายชวน หลีกภัยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2535 นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 20 จัดตั้ง คณะรัฐมนตรีรวม 49 คน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคกิจสังคม และพรรคเอกภาพ รวม 5 พรรค จำนวน ส.ส. 207 คน คงเหลือพรรคที่เป็นฝ่ายค้าน 6 พรรค รวม ส.ส.153 คน ขณะที่รัฐบาลชวน 1 ได้บริหารประเทศนั้น มีการปรับ คณะรัฐมนตรี 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2536 โดยปรับพรรคกิจสังคมออกและพรรคเสรีธรรมเข้ามาแทน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2537 มีการปรับพรรคความหวังใหม่ ออก แล้วนำพรรคชาติพัฒนาเข้ามาแทนรัฐบาลต้องประสบกับ ปัญหาเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มี พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ทำให้รัฐบาลตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 ปี 9 เดือน 20 วัน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด นครนายกผู้ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่13 กันยายน 2535 ได้แก่ นายเดช บุญ-หลง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยที่สอง โดยมีผู้สมัคร ทั้งหมด 5 คน คือ นายสนิท รุจิณรงค์อดีตข้าราชการและ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรค 108
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถ่ิน” ประชาธิปัตย์ พ.จ.อ.ประยูร วงศ์นครสว่าง ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคความหวังใหม่ นายเสนอ มนต์กันภัย ผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคพลังธรรม นายประมวล พูลศรี ผู้สมัครหมายเลข 4 พรรค เสรีธรรม และนายเดช-บุญหลง ผู้สมัครหมายเลข 5 พรรค ชาติพัฒนา สรุปผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 35 จากข้อมูล การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครนายก มีประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนจำนวนทั้งสิ้น 142,968 คน แยกเป็นชายจำนวน 69,260 คน เป็นหญิงจำนวน 73,708 คน ในจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ประมาณร้อยละ 75 มีอาชีพทางการเกษตร ประมาณร้อยละ 15 เป็นข้าราชการ อีกประมาณร้อยละ 10 ประกอบอาชีพอื่นๆ เปรียบเทียบกับ ข้อมูลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 35 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งสิ้น 146,763 คน มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 72,500 คนหรือร้อยละ 49.40 ไม่ลงคะแนน 1,219 คน บัตรเสีย 3,018 คน หรือร้อยละ 4.23 พบว่ามีประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.47 และมจี ำนวนบตั รเสยี ลดนอ้ ยลง (ทม่ี า: รายงานผลการดำเนนิ งาน ขององค์กรกลางการเลือกตั้งจังหวัดนครนายก, 2535 หน้า 1) การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 18 (2 กรกฎาคม 2538) การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 จำนวน ส.ส. 391 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแบบแบ่งเขตกับรวมเขต ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง (เขตละไม่เกิน 3 คน และไม่น้อย กว่า 2คน)ผู้มาใช้สิทธิ 62.04% สำหรับปีนี้ผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 109
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้งมีสิทธิ เลือกตั้งเป็นครั้งแรก ผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนจะต้องสังกัด พรรคการเมือง และพรรคการเมืองจะต้องส่งสมาชิกเข้าสมัคร ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 จำนวน 98 คนของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ส.ส.จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2538 นับเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ส. พรรค ชาติไทย พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคกิจสังคม พรรคนำไทย พรรคประชากรไทย และพรรคมวลชน รวม 7 พรรค จำนวน ส.ส.233 คน ส่วนพรรคฝ่ายค้านมี 4 พรรค จำนวน ส.ส.158 คน รัฐบาลมีการปรับคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง และมี 2 ครั้งที่ รัฐมนตรีของพรรคพลังธรรมและพรรคประชากรไทยทั้งหมด ลาออก แต่ก็ได้มีการเสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลเดิม เข้าดำรงตำแหน่งเดิมอีก ต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2538 นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคฝ่ายค้านที่มี ส.ส.ในสังกัดพรรคมากที่สุด คือมีจำนวน 86 คน ได้รับโปรด เกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังความขัดแย้งในการสรรหานายกรัฐมนตรีระหว่างพรรค ร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงได้ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 27 กันยายน 2539 ในปี พ.ศ.2538 จังหวัดนครนายกมีสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรเพิ่มอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง 110
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” ในคราวนี้ ได้แก่ นายเดช บุญ-หลง และนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นักธุรกิจโรงสีข้าวส่งออกต่างประเทศ ในการ สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ. 2538 นั้น นอกจากนักธุรกิจอย่างนายเดช บุญ-หลง และนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์แล้ว ยังมีนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร อดีต ประธานหอการค้า จังหวัดนครนายก อดีตประธานหอการค้า เขต 2 และกรรมการหอการค้าไทย โดดลงสมัครผู้แทนราษฎร ควบคู่กับนายเดช บุญ-หลง พรรคชาติไทย แต่นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร สอบตก พรรคชาติไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี บริหาร ประเทศได้ปีเศษ จึงยุบสภาปี 2539 ปรากฏว่านายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ และนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร แห่งพรรคชาติไทย ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ส่วนนายเดช บุญ-หลงนั้นสอบตก การเลือกตั้งท่ัวไปคร้ังท่ี 19 (17 พฤศจิกายน 2539) การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 จำนวน ส.ส. 393 คน เป็นการเลือกตั้งโดยตรง แบบผสม (เขตละไม่เกิน 3 คน และไม่น้อยกว่า 2 คน) ใช้อัตราราษฎร 150,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน ผู้มาใช้สิทธิ 62.42% ผู้สมัครส.ส.ทุกคนต้องสังกัด พรรคการเมืองและพรรคการเมืองจะต้องส่งสมาชิกเข้าสมัคร ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 จำนวน 99 คน ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพ.ศ.2539 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 111
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก จัดตั้งคณะรัฐมนตรีรวม 49 คน การเข้ามาบริหารประเทศของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ อย่างรุนแรง ทั้งภายในประเทศและภูมิภาคเอเชีย กระทั่ง รัฐบาลตัดสินใจประกาศลดค่าเงินบาทเพื่อแก้ปัญหา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 แต่กลับยิ่งส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน การคลังของประเทศ และการดำรงชีพของประชาชน ทำให้มีมติ ยื่นไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน จึงต้องประกาศลาออกจาก ตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 รวมเวลาในการดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 11 เดือน 12 วัน และนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้น ขึ้นดำรงตำแหน่งพร้อม กับวีรกรรมของ”กลุ่มงูเห่า” ในพรรคประชากรไทย ให้กล่าวขาน มาจนทุกวันนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายกในครั้งนี้ คือนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ในนามพรรคชาติไทย ได้รับเลือกเป็นส.ส.สมัยแรก และ เป็นส.ส.คนที่สิบสองของจังหวัดนครนายก ขณะที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยที่สอง จังหวัดนครนายกมี ส.ส. 2 คน ปฏิบัติหน้าที่ตั้ง แต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 – 9 พฤศจิกายน 2543 จึงสิ้นสุด สมาชิกภาพลง เนื่องจากนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นเวลาก่อนสิ้นสุดวาระเพียงไม่กี่วัน และเปิดโอกาสให้มี การเลือกตั้งในระบบใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ วันที่ 11 ตุลาคม 2540 112
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถิ่น” การเลือกต้ังท่ัวไปครั้งท่ี 20 (6 มกราคม 2544) นายชวน หลีกภัยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับโปรด เกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 20 สมัยที่ 2 เป็นรัฐบาล เฉพาะกิจเพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. เมื่อแล้วเสร็จจึงได้ประกาศยุบสภา ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2543 แล้วกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 6 มกราคม 2544 การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้ง ครั้งแรกในระบบใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยเป็นการเลือกตั้ง ทางตรงแบบผสม แบ่งการเลือกตั้งออกเป็น 2 ระบบ ได้แก่ ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คน จำนวน 400 คน มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน 400 คน จาก 400 เขตเลือกตั้ง (เขตเลือกตั้ง 1 เขต มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คน) และระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) จำนวน 100 คน จากทั่วประเทศ โดยพรรคจะส่งรายชื่อผู้สมัคร ด้วยวิธีเรียงลำดับไม่เกินพรรคละ 100 คน บุคคลในรายชื่อ จะต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครแบบแบ่งเขตหรือผู้สมัครในบัญชีรายชื่อ พรรคอื่น และจะต้องประกอบด้วยรายชื่อจากภูมิภาคต่างๆ อย่างเป็นธรรม รวมจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสิ้น 500 คนจากผลการเลือกตั้งในครั้งนั้น พรรคไทยรักไทย นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและบริหาร ประเทศ 113
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก วันที่ 30 มิถุนายน 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดนครนายก เนื่องมาจากเรื่อง มีผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (ส.ส.11) ไปใช้ สิทธิ์เลือกตั้งนั้น สรุปผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 18 ส.ค. 44 เป็น วันเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ 4 ของนครนายก เขต 2 (บ้านนา- องครักษ์) ผู้ที่ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งเป็นอดีต ส.ส. คนเดิม คือ นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร แห่งพรรคชาติไทย ได้คะแนนเสียง 23,717 คะแนน ส่วนนายวิกิจ อิสระเสนารักษ์ แห่งพรรค ประชาธิปัตย์ ได้คะแนนเสียง 17,361 คะแนน คะแนนห่างกันถึง 6,356 คะแนน (ที่มา: หนังสือพิมพ์เสียงชาวบ้าน,ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 ประจำวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2544, หน้า 1) สรุปผลผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายกในครั้งนี้ คือนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ในนามพรรคชาติไทย ได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยที่สอง ปฏิบัติ หน้าที่ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2544 และลาออกในวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 ในคราวนี้นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ได้ลงสมัคร ในนามพรรคชาติไทย แต่โดนใบเหลือง และได้รับเลือกตั้งใหม่ วันที่ 18 สิงหาคม 2544 ลาออกจากพรรคชาติไทยในวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 ซึ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส.สมัยแรก นับเป็น ส.ส. คนที่สิบสาม ของจังหวัดนครนายก ในเขตเลือกตั้งที่ 1 นายวัฒนชัย อิสระเสนารักษ์ ซึ่งเป็น น้องชายของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ซึ่งขณะนั้น นายชาญชัย ประสบปัญหาเรื่องวุฒิการศึกษาปลอม จึงส่ง น้องชายลงสมัครแทน ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แข่งกับ 114
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร ที่ขอลาออกจากพรรคชาติไทย มาสังกัดพรรคไทยรักไทย นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น หัวหน้าพรรค ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 มีนายวิกิจ อิสระเสนารักษ์ เป็นน้องชายของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อีกคนหนึ่ง ลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ มีคู่แข่งคือวุฒิชัย กิตติธเนศวร น้องชายนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร แห่งพรรค ไทยรักไทย ผลปรากฏว่าตระกูลอิสระเสนารักษ์ชนะคู่แข่ง ทั้งสองเขต แต่มีการร้องเรียนต่อกกต.จังหวัดนครนายก อย่างมากมาย นำไปสู่การประท้วงผลเลือกตั้ง โดยมีผู้นำ การประท้วงคือ นายชูชาติ สีคร้าม อดีตผู้บริหารโรงเรียน อดีต ผู้แทนข้าราชการครูในคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (กปช.) โดยมีสาเหตุในการประท้วง คือ การกล่าวหาเจ้าหน้าที ่ ที่นับคะแนนไม่สุจริตและไม่โปร่งใส ในเขตเลือกตั้งที่ 1 นับคะแนนรวมตามกฎหมายการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ณ สนาม กีฬา โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และเขตเลือกตั้งที่ 2 นับคะแนนรวม ณ สนามกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตองครักษ์ (มศว. องครักษ์) เป็นเหตุให้ กกต.ส่วนกลาง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่กว่าจะยุติและ กกต.ประกาศผล เป็นทางการ รวมทั้งสองเขตเลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ จำนวน 7 ครั้ง แบ่งเป็น เขตเลือกตั้งที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เขตเลือกตั้งที่ 2 จำนวน 4 ครั้ง ผลการเลือกตั้งอย่างเป็น ทางการสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการประกาศเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 คือ นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร และเขตเลือกตั้งที่ 2 คือ นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร การเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ทำลายสถิติของการเลือกตั้ง 115
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ที่มีจำนวนครั้งมากที่สุดทั้งในประวัติศาสตร์ของจังหวัด นครนายกและในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จากการประท้วง ครั้งใหญ่ของประชาชนในจังหวัดได้ส่งผลต่อการสรรหาสภา ผู้แทนราษฎรที่รอคอยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 500 ซึ่งอยู่ ในจังหวัดนครนายกแห่งนี้นั่นเอง สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2549 ตระกูลกิตติธเนศวร คือ นายสิทธิชัย กิตติธเนศวร และนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ได้รับเลือกทั้งคู่ การเลือกต้ังทั่วไปคร้ังท่ี 21 (6 กุมภาพันธ์ 2548) การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ เป็นการ เลือกตั้งแบบผสม คือ 1. มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขต จำนวน 400 คน จาก 400 เขตเลือกตั้ง (เขตเลือกตั้ง 1 เขตมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คน) 2. มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งแบบ บัญชีรายชื่อ (Party List)จำนวน 100 คน จากทั่วประเทศ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยชนะการ เลือกตั้งอย่างท่วมท้น (ส.ส. 377 คน) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 โดยเน้นสานต่อนโยบาย 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง แต่อายุของสภา ผู้แทนราษฎรชุดนี้อยู่ได้เพียงปีเศษก็สิ้นสุดสมาชิกภาพ เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีการประกาศยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 116
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถิ่น” สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายกในครั้งนี้ คือนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร เขต 1 และ วุฒิชัย กิตติธเนศวร เขต 2 ในนามพรรคไทยรักไทย ที่มาจากระบบแบ่งเขต และนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ จาก ระบบบัญชีรายชื่อ เป็น ส.ส. ประชาชนผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนน จำนวนทง้ั สน้ิ 143,829 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 77.21 บตั รดี 136,957 ใบ คิดเป็นร้อยละ 95.22 บัตรเสีย 5,031 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.50 บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,841 ใบ คิดเป็นร้อยละ 1.28 (ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) การเลือกตั้งทั่วไปคร้ังที่ 22 (2 เมษายน 2549) เมื่อการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 สิ้นสุดลง ปรากฏ ว่ามีถึง 40 เขตเลือกตั้งที่พรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรค เดียว แต่ไม่สามารถผ่านเกณฑ์ 20% ได้ กกต.จึงจัดการ เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 23 เมษายน 2549 ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีบางเขตที่ผู้สมัครพรรคเล็กย้ายเขตเลือกตั้งมาประกบกับ พรรคไทยรักไทย เพื่อที่ไม่ต้องใช้เกณฑ์ 20% ตัดสิน แต่ก็ยังมี บางเขตที่พรรคไทยรักไทยต้องส่งผู้สมัครเพียงคนเดียว ภายหลังการเลือกตั้งวันที่ 23 เมษายน ก็ยังคงมีอีก 14 เขต การเลือกตั้ง ใน 9 จังหวัดที่ยังไม่มีผู้ชนะ กกต.จึงต้องประกาศ ให้จัดการเลือกตั้งอีกเป็นรอบที่ 3 ในวันที่ 29 เมษายน 2549 แต่ ยังไม่ถึงวันเลือกตั้ง ในวันที่ 28 เมษายน ศาลปกครองก็มีคำสั่ง ให้ระงับการเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายน ไว้ชั่วคราว เนื่องจากมี ผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 และ 23 เมษายน ที่ผ่านมา ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 117
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติด้วยคะแนน 8 ต่อ 6 เสียง เห็นว่าการ เลือกตั้ง ส.ส. ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นต้นมาขัดต่อ รัฐธรรมนูญ และให้มีการพิจารณาเพิกถอนการเลือกตั้งตั้งแต่ เริ่มกระบวนการจัดการการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการ เลือกตั้งทั้งหมด (โมฆะ) และมีคะแนน 9-5 เสียง ให้มีการ เลือกตั้งใหม่ สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายกในครั้งนี้ คือนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร เขต 1 และ วุฒิชัย กิตติธเนศวร เขต 2 ในนามพรรคไทยรักไทย แต่เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ จึงถือว่าผู้ที่ชนะเลือกตั้งทั้งหมดไม่ได้เป็น ส.ส. การเลือกต้ังท่ัวไปคร้ังที่ 23 (23 ธันวาคม 2550) ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย (พ.ศ.2550) จึงมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้น ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้ง ทางตรงแบบผสม โดยแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ ระบบสัดส่วน โดยแบ่งพื้นที่ 76 จังหวัดออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัดที่ ส.ส. ได้กลุ่ม ละ 10 คน รวม 80 คน ส่วนระบบแบ่งเขต แต่ละเขตมี ส.ส.ได้ ไม่เกิน 3 คน ส.ส.ในระบบนี้มี 400 คน รวมสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจำนวน 480 คน สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2550 – 10 พฤษภาคม 2554 ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส.เข้าสู่ สภา ฯ มากที่สุดจำนวน 233 คน แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล 118
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” พรรคเดียวได้ จึงเกิดรัฐบาลผสม จากพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรค ได้แก่ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรค มัชฌาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรค ประชาราช โดยมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 (29 ม.ค 2551-24 ก.ย.2551) และวันที่ 9 กันยายน 2551 คณะตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 9 ต่อ 0 ให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่ง กรณีจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ประกอบ มาตรา 182 วรรค 7 แต่เป็นความผิดเฉพาะตัว จึงให้รัฐมนตรี รักษาการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา 181 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2551 นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ได้รับเลือกจากสภา ผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผลการลง คะแนนปรากฏว่านายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ได้ 298 เสียง ทำให้ได้ รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ จึงได้รับความเป็น ชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 (18 ก.ย.2551- 2 ธ.ค.2551) สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ร า ษ ฎ ร จ ั ง ห ว ั ด น ค ร น า ย ก ใ น ค ร ั ้ ง น ี ้ ค ื อ น า ย ช า ญ ช ั ย อิสระเสนารักษ์ ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ในนามพรรคพลังประชาชน ทำให้จังหวัด น ค ร น า ย ก ม ี ส ม า ช ิ ก ส ภ า ผู ้ แ ท น ร า ษ ฎ ร ท ี ่ ม า จ า ก พ ร ร ค ประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนแบ่งกันคนละพรรค และคนละตระกูล แต่เนื่องจาก กกต.มีมติให้ใบเหลืองแก่ 119
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้ชนะเลือกตั้ง ส.ส. เขต 1 กกต. มีมติให้จัดการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2551 การเลือกต้ังทั่วไปคร้ังที่ 24 (3 กรกฎาคม 2554) การเลือกตั้งครั้งนี้ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช 2550 ตามความในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ผู้แทนราษฎร พ.ศ.2554 ที่กำหนดให้ยุบสภาในวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่พรรคประชาธิปัตย์เป็น แกนนำรัฐบาล และได้มีการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ทำให้คะแนนนิยมของ รัฐบาลลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ ต้องมีการเลือกตั้งก่อนสภาผู้แทนราษฎรจะครบวาระ โดย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วย สมาชิกจำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 375 เขต และสมาชิกซึ่งมาจาก การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน ในการเลือกตั้ง ครั้งนี้หมายเลขผู้สมัครที่จับในระบบบัญชีรายชื่อจะใช้กับระบบ แบ่งเขตเลือกตั้งด้วย โดยแต่ละพรรคจะใช้หมายเลขเดียวกัน ทั้งสองระบบทั่วประเทศ เรียกว่า “เขตเดียวเบอร์เดียว” การแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นจะแบ่งเป็น 375 เขต โดยยึดหลักให้ แต่ละเขตนั้นมีจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกันให้มากที่สุด ดังนั้นในแต่ละเขตจะมีผู้แทนได้เขตละ 1 คนอย่างเท่าเทียมกัน และผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสามารถกาบัตรเลือกผู้สมัคร ได้เพียงคนเดียว 120
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถิ่น” ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งผู้แทน ราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง คือ 265 เสียง นับเป็นครั้งที่สองในรอบ ทศวรรษที่มีพรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภา ผู้แทนราษฎร โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ประเทศไทย และ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก โดยได้ที่นั่งผู้แทนราษฎร 159 เสียง จังหวัดนครนายกมีเขตเลือกตั้ง 1 เขต จำนวนประชากร 252,734 คน เขตเลือกตั้งที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ 41 ตำบล 408 หมู่บ้าน 1. อำเภอเมืองนครนายกมี 1 เทศบาลเมือง 1 เทศบาล ตำบล 13 ตำบล 125 หมู่บ้าน 2. อำเภอปากพลี มี 1 เทศบาลตำบล 7 ตำบล 51 หมู่บ้าน 3. อำเภอบ้านนามี 1 เทศบาลตำบล 10 ตำบล 116 หมู่บ้าน 4. อำเภอองครักษ์มี 1 เทศบาลตำบล 11 ตำบล 116 หมู่บ้าน จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 1 หน่วย 121
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ตารางที่ 4-1 ผลการเลือกตง้ั สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร จงั หวัดนครนายกเมื่อวันท่ี 3 ก.ค. 2554 ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ข่าวไทยรัฐออนไลน์ สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดนครนายกในครั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากสัดส่วน ประชากรต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัด นครนายกที่เดิมมีอยู่ 2 คน ได้ถูกลดลงเหลือเพียงคนเดียว และผู้ที่ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ คือนายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 16 ซึ่งย้ายมาจาก พรรคเพื่อไทย 122
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” 2. ประวัตินักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก ในส่วนนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำเสนอประวัติ นักการเมืองโดยเฉพาะบุคคลที่เป็นตำนานและมีความสำคัญ ในแต่ละช่วงเวลาหรือในแต่ละยุค โดยศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์จากตัวนักการเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือ สัมภาษณ์ จากครอบครัว บุคคลผู้ใกล้ชิด หัวคะแนน ประชาชน หรือ นักการเมืองร่วมสมัยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการ เลือกตั้งในยุคนั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก โดยประเด็นศึกษา ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ซึ่งจะขอนำเสนอ เรียงตามลำดับก่อนหลังการได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ดังนี้ พ.อ.พระยาวิเศษสิงหนาท (สาหร่าย รัตกสิกร) พ.อ.พระยาวิเศษสิงหนาท (สาหร่าย รัตกสิกร) เกิดเมื่อ วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2426 ที่ จังหวัดนครนายก บิดาชื่อฉาย มารดาชื่อเล็ก เมื่ออายุ 9 ปีได้ไปศึกษาวิชาที่วัดโพธิ์ไทร ชีวิต ราชการเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เป็นพลหหารเมื่ออายุ 16 ปี สมรสกับ คุณหญิงระเบียบ (สกุลเดิม คงพันธุ์) มีบุตรด้วยกัน 6 คน ได้แก่ 1. นายแพทย์รวิรัศ รัตกสิกร 2. น.ส.นวลจันทร์ รัตกสิกร 3. นายแสงอรุณ รัตกสิกร 4. น.ส.แสงจันทร์ รัตกสิกร 5. น.ส.ศรีจันทร์ รัตกสิกร 6. นายอุทัย รัตกสิกร เมื่อรัฐบาล ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศใน พ.ศ.2476 ได้สมัคร ผู้แทนที่จังหวัดนครนายก และได้รับเลือกเป็นผู้แทนคนแรกของ จังหวัดนั้น จากคำสัมภาษณ์นางสาวแสงจันทร์ รัตกสิกร บุตรสาวของ พ.อ.พระยาวิเศษสิงหนาท ได้เล่าถึงเหตุการณ์ 123
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก เมื่อครั้งที่มีการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกว่า “การเลือกตั้ง ในครั้งนั้น ไม่มีการแข่งขันหรือไม่มีคู่แข่งเช่นทุกวันนี้ ทาง รัฐบาลมาเชิญให้ท่านเป็น ส.ส.ของจังหวัดนครนายก และ บทบาทของท่านในสมัยที่เป็นผู้แทนราษฎร ได้เสนอกระทู้ขอให้ รัฐบาลลดหย่อนผ่อนโทษนักการเมืองชุด พ.ศ.2476 เป็นกระทู้ที่ ครึกโครมเรื่องหนึ่ง เมื่ออายุของผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงใน พ.ศ.2480 รัฐบาลก็ได้เชิญให้ท่านเป็นอีกสมัย แต่ท่านได้ ตัดสินใจที่จะกลับไปใช้ชีวิตทำสวนและเลี้ยงไก่ที่สวนบางซื่อ” (แสงจันทร์ รัตกสิกร,สัมภาษณ์, 18 ตุลาคม 2554) พ.อ.พระยา วิเศษสิงหนาท จึงเป็นพระยาคนแรกของจังหวัดนครนายก ในรอบร้อยปีนี้ที่ขึ้นมาจากลูกชาวนาจากพลทหารมาเป็น นายพันเอก ชาวนครนายกรุ่นราวคราวท่านจะเรียกกันอย่าง สนิทปากว่า “คุณพระยา” ท่านเป็นที่รักและรู้จักของประชาชน ชาวจังหวัดนครนายก และได้ปฏิบัติตนตามที่ท่านได้ถือน้ำพระ พิพัฒสัตยาทุกประการ นับตั้งแต่ออกรับราชการเป็นร้อยตรี หร่ายและจบชีวิตอย่างสงบที่บ้านสะพานหันในยศ พ.อ.พระยา วิเศษสิงหนาท พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ) พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ) เป็น หลานของหลวงรักษ์สมบัติ (อ้น)กับนางสุก คนบ้านกระเบื้อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นบุตรชายของพระยาพิบูล สงคราม (จอน) ผู้ว่าราชการเมืองนครนายก กับนางสาย บุตรี พระเทพาธิบดี (ทองคำ เทพาคำ) สายสกุลศรีเพ็ญ มีเชื้อสาย เปอร์เซียผสมมอญ ต้นสกุลคือพระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) 124
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถิ่น” ได้บรรดาศักดิ์ในรัชกาลที่ 3 เกิดแต่รัชกาลที่ 1 ต้นตระกูลฝ่าย บิดาท่านเป็นแขกเปอร์เซียร์สืบย้อนไปได้ถึงท่านเฉกมะหะหมัด เข้ามารับราชการในราชสำนักพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้า ประสาททอง สมัยอยุธยา ส่วนฝ่ายมารดาเป็นมอญ สายพระยารามัญวงษ์ ชื่อสกุล ศรีเพ็ญ พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานตั้งขึ้นจาก ศรี คือ นามบรรดาศักดิ์ และ เพ็ญ มาจากนามท่านทองเพ็ง (เพ็ญกับ เพ็งมีความหมายอย่างเดียวกัน) พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี มีภรรยาชื่อเหลี่ยม เป็นบุตรีของนายเกิด คชวัฒน์ มีบุตรด้วยกัน 6 คน ถึงแก่กรรม 2 คน คงอยู่ 4 คน ได้แก่ 1. นายสง่า ศรีเพ็ญ 2. นายสงัด ศรีเพ็ญ 3. ศ.นายแพทย์ สรรค์ ศรีเพ็ญ 4. นายสัคค์ ศรีเพ็ญ เมื่ออายุได้ 15 ปี พ.ศ.2441 เริ่มรับราชการชั้นต้น เป็นเสมียน กองมหาดไทย เมืองนครนายก ต่อมาท่านได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนวิจิตรธานี เมื่อ พ.ศ.2447 ในตำแหน่ง จ่าเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งต่อมาได้เป็นนายอำเภอบางคล้า เมืองฉะเชิงเทรา เมื่ออายุ 23 ปี และ พ.ศ.2450 ได้ย้ายไปเป็น นายอำเภอบ้านนา เมืองนครนายก เพียง 3 เดือน ได้ไปเป็น รองปลัดเมืองนครนายก (ต่อมาเรียกตำแหน่งนี้ว่า สัสดี แล้ว เปลี่ยนเป็นเสมียนตรา) เป็นตำแหน่งชั้นรองกรมการ พ.ศ.2452 ย้ายไปเป็นเสมียนตรามณฑลปราจีน เมืองฉะเชิงเทรา พ.ศ.2454 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงเดชะวิไชย ระหว่าง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิชิตสงคราม (พ.ศ. 2458-2461) จากนั้นเป็นผู้ว่าราชการ จังหวัดอุทัยธานี (พ.ศ.2461-.2462) ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี 125
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก (พ.ศ.2462-2471) ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (พ.ศ.2471-2473) และผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พ.ศ.2473-2474) ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี ถ้ารวมตั้งแต่แรกรับราชการมาตั้งแต่ พ.ศ.2441 จนถึงวันที่ พ.ศ.2474 รวม 33 ปี 7 เดือน ต่อมา ทางราชการได้ประกาศให้มีเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2480 ซึ่งต่างจากการเลือกตั้ง ครั้งแรกที่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ครั้งนี้ประชาชนสามารถ ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้โดยตรง ซึ่งนับว่าเป็นการเลือกตั้ง ทางตรงครั้งแรกของไทย พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี จึงตัดสินใจว่าจะลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก โดยลาออกจากตำแหน่งข้าหลวงใหญ่มาเป็นผู้แทนราษฎร 3 เดือน พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้ให้ นายดิเรก ชัยนาม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี มาเชิญให้เป็น รัฐมนตรี (21 ธ.ค.2480 – 16ธ.ค.2481) ในระหว่างที่ยังมิได้ตั้ง รัฐมนตรีใหม่ รัฐมนตรีเก่าต้องรักษาการต่อไปก่อน นอกจากนี้ ยังได้รับแต่งตั้งเป็นวุฒิสภา ชุดที่ 2 (สมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2489) และวุฒิสมาชิกใหม่ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2493 (ที่มา: จากหนังสือเล่าให้ลูกฟัง ของพระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี กระทรวงมหาดไทย พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทาน เพลิงศพ พระยาสัจจาภิรมย์อุดมราชภักดี (สรวง ศรีเพ็ญ) วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2502) 126
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถิ่น” นายเย็น ศิริมหา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก ในการ เลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 3 โดยปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 12 พฤศจิกายน 2481 – 14 ตุลาคม 2488 นายชิตร โปษยานนท์ (29 มกราคม 2491- 28 พฤศจิกายน 2494) เกิดเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.247 ณ ตำบล วังกระโจม อำเภอเมืองนครนายก เป็นบุตรหลวงวารีราชายุกต์ (ซิ่ว โปษยานนท์) และนางเฮียง เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน พี่น้อง 9 คน ต้นตระกูลโปษยานนท์มาจาก ตระกูล “กิม” หรือ เรียกว่า “แซ่กิม” มีความหมายเป็น “ทอง” คุณทวด คือ เจ้าสัวล่อแช ซึ่งเป็นบุคคลแรกของตระกูลที่เข้ามาตั้งรกราก ในเมืองไทย ในต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ทำมาค้าขายโดยอาศัย อยู่บนแพ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ที่ตั้งบ้านโปษ์กี่ในปัจจุบัน) กิจการค้าดีมีฐานะมั่นคงขึ้นจึงได้สร้าง “เก๋งจีน” ขึ้นและใช้ชื่อ ยี่ห้อว่า “โปษ์กี่” ต้นตระกูลโปษยานนท์ รับราชการในกรม ท่าเรือ ท่าเรือฮวงจุ่งโล้งเป็นท่าเรือสินค้าที่ใหญ่ในฝั่งธนบุรี ต่อมาหลวงพิพัฒนธนากร สังกัดกระทรวงมหาสมบัติได้รับ พระราชทานนามสกลุ จากรชั กาลท่ี 6 จงึ ไดส้ กลุ วา่ “โปษยานนท”์ เป็นอันดับที่ 686 เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2546 นายชิตร โปษยานนท์ สมรสกับนางสาวประชุมวงศ์ อภัยวงษ์ บุตรีพระยา อภัยภูเบศร์ เมื่อ พ.ศ. 2478 มีบุตรธิดา 4 คน ได้รับการศึกษาชั้นต้นที่จังหวัดนครนายก ต่อมา พ.ศ. 2460 บิดาได้ส่งตัวไปศึกษาที่กรุงเทพฯ อยู่ในความปกครอง 127
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก ของอา คือ มหาอำมาตย์ตรีพระยาพิพัฒนธนากร แล้วศึกษาต่อ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ขณะอายุ 13 ปี จากนั้นศึกษาต่อ ณ โรงเรียนราชวิทยาลัยจนจบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 8 พ.ศ.2465 จึงสอบเข้ารับราชการเป็นเสมียนสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา (กรมร่างกฎหมาย) ประมาณ 2 ปี บิดาถึงแก่กรรม จึงลาออกจากราชการกลับไปช่วยมารดาทำการค้าดูแลกิจการ ด้านโรงสีและนาที่จังหวัดนครนายก ระหว่างนั้นได้ขวนขวาย ศึกษาวิชากฎหมายด้วยตนเองควบคู่ไปกับการทำงานจน สามารถสอบวิชากฎหมายที่กรุงเทพฯ ศึกษาจนสำเร็จเป็น เนติบัณฑิต พ.ศ. 2475 ได้ศึกษาตำราภาษาอังกฤษได้อย่างแตกฉาน ทั้งด้านการอ่าน พูด และเขียน พ.ศ. 2476-2477 รับราชการในกรมสรรพสามิต ดำรง ตำแหน่งอัยการ มีความเจริญรุ่งเรืองจนได้รับตำแหน่งเป็น รองอธิการบดีกรมสรรพสามิต เมื่อ พ.ศ.2500 จนเกษียณอายุ ราชการเมื่อพ.ศ.2510 แล้วได้เป็นที่ปรึกษาองค์การสุรา 2 ปี โดยเฉพาะเป็นกำลังสำคัญในการบริหารกิจการด้านปราบปราม ยาเสพติดให้โทษของประเทศไทย นอกจากนั้นนายชิตร โปษยานนท์ยังดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ดังนี้ พ.ศ.2491-2494 เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก พ.ศ.2499-2520 เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปประชุมคณะกรรมาธิการ ยาเสพติดแห่งสหประชาชาติต่อเนื่องทุกปี 128
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” พ.ศ.2504 เป็นประธานอนุกรรมการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2516-2520 เป็นกรรมการในคณะกรรมาธิการยาเสพติดแห่ง สหประชาชาติ พ.ศ.2520 เป็นกรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม ยาเสพติดให้โทษ ในบั้นปลายชีวิตนั้นนายชิตร โปษยานนท์มีสุขภาพดี เพราะออกกำลังกายสม่ำเสมอด้วยวิธีโยคะ ได้พักผ่อน สุดสัปดาห์ที่จังหวัดนครนายกเพื่อดูแลกิจการสวนผลไม้ คือ “สวนสีดา” ซึ่งเป็นสถานที่รู้จักกันดี โดยเฉพาะมีพันธุ์เงาะ เป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดในสมัยนั้น นอกจากนั้น ยังได้พัฒนาและนำความเจริญมาสู่จังหวัดนครนายกหลายด้าน เช่น สร้างสะพานข้ามแม่น้ำจังหวัดนครนายกไปสู่ตลาด วังกระโจม คือ สะพานโปษยานนท์ (ชาวบ้านเรียกว่าสะพานดำ) สร้างท่าน้ำ 2 แห่งและศาลาท่าน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สำคัญมาก ในสมัยนั้น นายชิตร โปษยานนท์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ “ปฐมาภรณ์มงกุฎไทย” เมื่อพ.ศ.2508 และถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.2520 นายทองพูน ทิมฉิม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก ในการ เลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 6 โดยปฏิบัติหน้าที่ระหว่างวันที่ 26 129
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก กุมภาพันธ์ พ.ศ.2495- 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 ไม่ปรากฏ หลักฐานประวัติบุคคล แต่จากคำสัมภาษณ์อาจารย์ สมจิตร เสือหล้า ข้าราชการบำนาญ ได้เล่าถึงนายทองพูน ทิมฉิม ว่า “นายทองพูนเป็นเป็นลูกชาวนา แหวกแนวมากเวลาหาเสียงจะ ขี่รถจักรยาน เขาได้เบอร์ 4 เขาก็เอาป้ายปักไว้ข้างๆ บนป้าย เขียนว่า “ใครๆ ก็เลือกไอ้พูนทั้งนั้น” ขี่จักรยานไปตามท้องไร่ ท้องนา ตอนนั้นช่วงเลือกตั้งเป็นฤดูเกี่ยวข้าวพอดี เขาก็เข้าไป คลุกคลีกับประชาชนปรากฏว่าปีนั้นนายทองพูนชนะถล่มทลาย เลย ที่นี้ในรัฐบาลยุคนั้นเกิดข้าวยากมากแพง รัฐบาลเขาจัดสรร งบประมาณพวกจอบพวกเสียม อะไรๆ มาให้กับประชาชน ปรากฏว่านายทองพูนนำไปขายหมด จึงถูกสอบสวนกรณี กินกระสอบ กินจอบกินเสียม ปรากฏว่าในสมัยต่อมา นายทองพูนลงเลือกไม่ได้เลย เพราะชาวบ้านมีเรื่องใหม่ที่ ตื่นเต้นกว่า คือ ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ลงสมัคร ส.ส. ในสมัยต่อมา” (สมจิตร เสือหล้า,สัมภาษณ์, 1 ตุลาคม 2554) ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเกี่ยวกับ ส.ส.ชาวนา ทองพูน ทิมฉิมที่ทราบจากคำบอกเล่าของบุคคลร่วมสมัย ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2446 ณ จังหวัดพิษณุโลก เป็นบุตรคนแรกในตระกูลพันธุ์กระวี (ขณะนั้นยังไม่มีการ บัญญัตินามสกุล) ได้ไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ เป็นนักเรียน ประจำ ณ โรงเรียนสตริวิทยา แล้วจึงกลับไปศึกษาต่อที่โรงเรียน ประจำจังหวัดพิษณุโลก และย้ายมาศึกษา ณ โรงเรียนผดุงนารี เป็นโรงเรียนสตรีที่คณะมิชชันนารีตั้งขึ้น เมื่ออายุ 14 ปี 130
ภาพรวมของ”การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถิ่น” ได้แต่งงานกับ ร้อยโทแปลก ขีตตะสังคะ (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2459 แล้วย้ายตามสามี เข้ากรุงเทพฯ จน “ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ” ศึกษาจบ หลักสูตร และย้ายกลับเข้ากรมเดิมที่พิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.2467 แล้วจึงย้ายไปประจำปืน 1 ร.อ. และได้รับทุนไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศส ท่านผู้หญิงละเอียด จึงย้ายกลับไปอยู่กับบิดา มารดาที่พิษณุโลก ได้เป็นครูในโรงเรียนผดุงนารีเป็นเวลา 3 ปี เมื่อสามีกลับจากฝรั่งเศสเป็นผู้บังคับกองตรวจอากาศในกรม จเรทหารปืนใหญ่ และย้ายตามสามีซึ่งขณะนั้นมียศเป็นพันตรี หลวงพิบูลสงครามมาอยู่กรุงเทพฯ พันตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้เลื่อนยศสูงขึ้นเป็นจอมพล จนกระทั่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ท่านผู้หญิง ละเอียดมีบทบาทสำคัญในฐานะภรรยานักการเมือง ได้ปฏิบัติ หน้าที่ภรรยาที่ดีครบถ้วน มีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเมื่อมี ภัยเฉพาะหน้า เช่น ครั้งที่จอมพล ป. ถูกปองร้ายถึง 3 ครั้ง จะห่วงใยคอยช่วยเหลือป้องกันอันตรายทุกวิถีทาง จนเมื่อ พ.ศ.2498 จอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับเชิญไปเยือนประเทศ ต่างๆ ในเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ระหว่างประเทศเป็นทางการ ท่านผู้หญิงละเอียดก็ได้รับเชิญ ในฐานะภรรยานายกรัฐมนตรี ได้ปฏิบัติหน้าที่สมากับเป็นที่รู้จัก ของนานาประเทศ และยังริเริ่มนำแบบอย่างที่ดีและเหมาะสม มาดำเนินการเพื่อความเจริญของสตรีไทยหลายอย่าง จนถึง พ.ศ.2500 เกิดรัฐประหาร จอมพล ป. ต้องลี้ภัยทางการเมือง ออกนอกประเทศ ท่านผู้หญิงขณะที่เป็นประธานในการประชุม 131
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก สหสัมพันธ์สมาคมสหประชาชาติ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด ์ ได้บินไปสมทบและติดตามจอมพล ป. ไปทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งจอมพล ป.ถึงแก่อสัญกรรม จึงนำอัฐิกลับประเทศไทย เมื่อครั้งที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรียังมี ชีวิตนั้นได้ต่อต้านสงครามเย็นด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ให้มั่นคง เป็นเกราะป้องกันญี่ปุ่นที่พยายามคืบคลานในการ กลืนประเทศไทยตลอดเวลา เป็นต้นว่าให้ประเทศไทยเปิดสอน ภาษาญี่ปุ่นในโรงเรียน อย่างไรก็ตามการส่งเสริมวัฒนธรรม ในระยะนั้นได้แผ่ขยายไปทั่วอาณาเขต ท่านผู้หญิงละเอียด มีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะการส่งเสริมภาษาไทยทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรอง ได้ประพันธ์บทร้อยกรองถ้อยคำง่ายๆ แต่กินใจ ให้ข้อคิด เนื้อเพลงปลุกใจให้เกิดความรักชาติ รักภาษาไทย และเกิดความสามัคคี นอกจากนั้นยังเป็นประธานสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง เพราะมีส่วนช่วยบ้านเมืองในยามคับขันได้อย่างดีเช่นเดียวกับ สตรีในสมัยก่อน แม้มิใช่เวลาจับอาวุธเข้าต่อสู้ข้าศึก แต่กลับ เป็นสงครามทางวัฒนธรรมซึ่งจะค่อยๆ กลืนชาติอย่างเยือกเย็น ท่านริเริ่มให้แม่บ้านทั้งหลายบริหารบ้านของตนและพบปะ สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดซึ่งกันและกันให้มีความ รอบรู้กว้างขวางและมีส่วนช่วยบ้านเมือง จึงตั้งสโมสร วัฒนธรรมหญิงเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ แล้วขยายออกไป จนครบทุกจังหวัด ให้บรรดาภรรยาข้าราชการในจังหวัด รับสนองนโยบายของทางราชการด้านวัฒนธรรมไปปฏิบัติ ให้ได้ผล ท่านผู้หญิงได้ออกตรวจตราและคอยแนะนำโดยทั่ว 132
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” อย่างไรก็ตามการริเริ่มในเรื่องดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความภาค ภูมิใจว่าประเทศไทยมีความเจริญทัดเทียมอารยประเทศในเรื่อง ความสามารถของสตรี เพราะท่านผู้หญิงได้บุกเบิกงานเพื่อ พัฒนาสตรีไทยเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมสืบต่อมาจนทุกวันนี้ อาทิ เสนอความเห็นชอบให้สตรีไทยได้รับสิทธิเสมอภาคในการ รับราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เท่าเทียมชาย จนประสบผลสำเร็จในการยกสถานภาพสตรีดังที่ปรากฏ ในปัจจุบัน และการก่อตั้งสภาสตรีแห่งชาติเมื่อ พ.ศ.2497 นอกจากนั้นยังได้เชิญสมาคมสตรีต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อปรึกษา หารือกันในการร่างข้อบังคับสภาสตรีแห่งชาติ แต่ไม่ทัน จดทะเบียนองค์การสภาสตรีแห่งชาติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะท่านพ้นหน้าที่ไปก่อน หลังจากนั้นหม่อมงามจิตร บุรฉัตร ให้เลขานุการสโมสรวัฒนธรรมหญิงดำเนินการต่อจนเป็น ผลสำเร็จ มีองค์การต่างๆ เป็นสมาชิกสามัญ องค์การดังกล่าว ไม่ใช่องค์การรัฐบาล ไม่เป็นฝ่ายพรรคการเมืองใด พ.ศ.2487 ได้เริ่มจัดการศึกษาสังคมสงเคราะห์แห่ง ประเทศไทยเพื่อให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข แล้วจัดตั้ง กรมประชาสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งท่านผู้หญิงได้อบรมผู้ปฏิบัติงาน เกี่ยวกับการสงเคราะห์ประชาชนและก่อตั้งสถานศึกษาการ สังคมสงเคราะห์เมื่อ พ.ศ. 2497 จนถึง พ.ศ.2501 รัฐบาลจึงตั้ง คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้น มีผู้ได้รับ การอบรมการสงเคราะห์ในครั้งนั้นเป็นคณบดีคณะสังคม สงเคราะห์ศาสตร์ 2 คน 133
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250