นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก 6. แนวความคิดเกี่ยวกับการตลาดการเมือง 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1 . แแลนะวกคลวุ่มามผคลิดปเรกะี่ยโยวกชนับ์ พรรคการเมือง “บคุ คลยอ่ มมเี สรภี าพบรบิ รู ณใ์ นรา่ งกาย การพดู การเขยี น การพิมพ์ การโฆษณา การศึกษาอบรม การชุมนุม สาธารณะ การต้ังสมาคมการต้ังคณะพรรคการเมือง การอาชพี ทง้ั นีภ้ ายใตบ้ งั คับแห่งกฎหมาย” รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ.2489 มาตรา 14 วิสุทธิ์ โพธิแท่น (2544:3) ได้ให้ความหมายพรรค การเมืองว่า หมายถึง กลุ่มคนที่มีแนวคิดทางการเมืองหรือ มีผลประโยชน์บางอย่างร่วมกัน ซึ่งรวมตัวกันจัดตั้งเป็นองค์การ ดำเนินกิจการทางการเมือง เพื่อแสวงหาการมีอิทธิพลในรัฐ หรือได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยการส่ง ผู้สมัคร เข้าชิงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งเป็นตัวแทนในการรวบรวม ผลประโยชน์ที่หลากหลายให้แก่คนกลุ่มต่างๆ ในสังคม ขณะที่ เอ็ดมันด์ เบอร์ค (Burke,อ้างถึงใน ปรีชา หงษ์ไกรเสิศ, 2546:13) นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่า “นักการเมืองชั้นเลว เป็นคนชั้นเลวที่สุดในหมู่มนุษย์” ได้ให้นิยามของพรรคการเมือง ว่า หมายถึง คณะบุคคลที่รวมตัวกันเพื่อช่วยส่งเสริม ผลประโยชน์ของชาติ โดยการรวมตัวนั้นตั้งอยู่บนหลักการ บางประการที่พวกเขาทั้งหลาย มีความเห็นพ้องต้องกัน 34
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวข้อง แชท ชไนเดอร์ (Schattschneider,อ้างถึงใน ปรีชา หงษ์ไกรเลิศ, 2546 : 13) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน นิยามว่า พรรคการเมือง คือการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่อาศัยความ สามัคคีร่วมกัน และความพยายามร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่ง อำนาจในการปกครองประเทศ ขณะที่ ลาพาลอมบารา และ ไวเนอร์ (La Palombara and Weiner, 1966 : p. 6) ได้ให้ความ หมายของพรรคการเมืองว่า หมายถึง การรวมตัวกันของกลุ่ม คนเป็นองค์การที่มีความต่อเนื่อง มีอายุยืนยาว เพราะมีการ สืบทอดจากสมาชิกรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งและมีสาขาพรรค กระจายอยู่ทั่วประเทศตามชุมชนต่างๆ และต้องติดต่อสัมพันธ์ กับประชาชนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ไม่เฉพาะแต่เวลา หาเสียงเลือกตั้งเท่านั้น และองค์กรนี้ด้องมีเจตนาเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจ และตำแหน่งทางการเมืองหรือมีจุดมุ่งหมายเพื่อ จัดตั้งรัฐบาล และรับผิดชอบการบริหารประเทศ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 4 ได้ให้นิยาม “พรรคการเมือง” ไว้ดังนี้ “พรรคการเมือง หมายความว่า คณะบุคคลที่รวมตัวกัน จัดตั้งเป็นพรรคการเมืองโดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อสร้าง เจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งที่จะส่งสมาชิก เข้ารับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีการดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง” ขณะที่ ทรูแมน (Trueman, 1955: 37) ได้อธิบาย ความหมายของกลุ่มผลประโยชน์ไว้อย่างกว้างๆ ว่าเป็นกลุ่ม 35
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ของบุคคลที่มีทัศนคติ หรือผลประโยชน์บางอย่างร่วมกันโดยมี ความถี่ในการติดต่อสัมพันธ์กัน (Interaction) พอสมควร สำหรับ อัลมอลด์ และ เพาเวลล์ (Almond and Powell, 1966 : 75) นิยามความหมายของกลุ่มผลประโยชน์ว่าเป็นกลุ่มของบุคคล ที่เกี่ยวพันด้วยผลประโยชน์เฉพาะอย่าง สมาชิกมีความ ตระหนักในความเกี่ยวพันกัน จากความหมายและคำนิยามดังกล่าว จะเห็นว่า พรรคการเมืองมีฐานะเป็นองค์กรสถาบันทางการเมืองซึ่งมีภาระ ความรับผิดชอบต่อสาธารณชนในการบริหารประเทศ โดยผ่าน ประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งก็คือนักการเมืองโดยผ่าน กระบวนการเลือกตั้ง โดยผ่านพรรคการเมืองและกลุ่ม ผลประโยชน์ที่มารวมตัวกันเพื่อมีอิทธิพลต่อการกำหนด นโยบายสาธารณะ รัฐธรรมนูญไทยและการปกครองของไทย รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็น กฎหมายที่เป็นหลักที่ใช้ในการปกครองประเทศ กล่าวได้ว่า ในการปกครองแบบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญจัดเป็น อ ง ค ์ ป ร ะ ก อ บ ห น ึ ่ ง ข อ ง ก า ร ป ก ค ร อ ง แ บ บ ป ร ะ ช า ธ ิ ป ไ ต ย อันเป็นการปกครองที่มุ่งในจุดหมายการปกครองเพื่อประชาชน โดยอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญ ยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ในการปกครองประเทศของทุก ภาคส่วนในการเมืองหรือกล่าวโดยสรุปว่า “รัฐธรรมนูญ คือ กติกาหลักในการเมือง” การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยคณะราษฎร ซึ่งนำโดย 36
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นับเป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งสำคัญที่สุดในการเมืองการปกครองของไทย เพราะเป็นการ เปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ มีเป้าหมาย จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขเป็นหลักในการปกครอง เมื่อคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้สำเร็จแล้ว ก็มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก แม้จะเป็นกฎหมายที่ใช้ชั่วคราวก็ตาม และหลักจากนั้นประเทศ ไทยก็ปกครองโดยมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักมาโดยตลอด แม้จะมี การยุบเลิกรัฐธรรมนูญบ้างก็เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว ในที่สุด ก็จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนเสมอไป คงกล่าว ได้ว่า การปกครองของไทยนั้นพยายามที่จะยึดหลักการ ปกครองโดยกฎหมาย คือ ให้มีบทบัญญัติ กฎเกณฑ์ กติกา ที่แน่นอนเป็นแนวทางในการปกครอง ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ม ี ก า ร ใ ช ้ ร ั ฐ ธ ร ร ม นู ญ แ ล ะ ธ ร ร ม นู ญ การปกครอง จนกระทั่งถึงฉบับปัจจุบันที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550 รวมแล้ว 18 ฉบับ ทุกฉบับจะประกาศ เจตนารมณ์ที่จะสร้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขขึ้น แม้บทบัญญัติของธรรมนูญ แต่ละฉบับ จะเป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ตามหลักสากล เช่น ในทุกฉบับจะต้องมีสมาชิกรัฐสภาประเภทแต่งตั้งเข้ามาทำ 37
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก หน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยร่วมกันสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่มาจาการเลือกตั้งอยู่เสมอ รัฐสภาบางสมัยมีสมาชิก ที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด เป็นต้น ก็เป็นเพราะเหตุผลและ ความจำเป็นบางประการตามสถานการณ์ในขณะนั้น ดังนั้นจนถึงในปัจจุบัน (สิงหาคม พ.ศ.2554) ประเทศ ไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 18 ฉบับ ซึ่งมีระยะเวลาและ หลักการสำคัญ สรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ 38
ตารางท่ี 3-1 ตารางเปรยี บเทียบระยะเวลาทใ่ี ช้รฐั ธรรมนูญ ฉบบั ที่ รายชือ่ รัฐธรรมนญู ระยะเวลาท่ีใช ้ หมายเหตุ 1 พระราชบัญญัติธรรมนญู การปกครองแผ่นดินสยาม 27 มิ.ย.2475-10 ธ.ค.2475 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ชั่วคราว พุทธศักราช 2475 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (ไทย) 10 ธ.ค.2475- 9 พ.ค.2489 ถกู ยกเลิกเพราะล้าสมัย พุทธศักราช 2475 การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง 39 3 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2489 9 พ.ค.2489-8 พ.ย.2490 ถกู ยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร 4 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับ ชั่วคราว) 9 พ.ย.2490-23 มี.ค.2492 รัฐธรรมนญู ชั่วคราว พุทธศักราช 2490 (รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม) 5 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492 23 มี.ค.2492-29 พ.ย.2494 ถกู ยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร (รัฐประหารเงียบ) 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2475 8 มี.ค.2495-20ต.ค.2501 ถกู ยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 7 ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักรไทย 28 ม.ค. 2502-20 มิ.ย. 2511 รัฐธรรมนญู ชั่วคราว พุทธศักราช 2502 8 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2511 20 มิ.ย.2511 ถกู ยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ฉบบั ที ่รายช่ือรฐั ธรรมนญู ระยะเวลาที่ใช ้หมายเหตุ 40 9 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย 25 ธ.ค.2515-7 ต.ค.2517 รัฐธรรมนูญชั่วคราว พุทธศักราช 2515 10 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2517 7 ต.ค.2517-6 ต.ค.2519 ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครอง แผ่นดิน 11 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2519 22 ต.ค.2519-20 ต.ค.2520 ถกู ยกเลิกโดยคณะปฏิวัติ 12 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2520 9 พ.ย.2520-22 ธ.ค.2521 รัฐธรรมนญู ชั่วคราว 13 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2521 22 ธ.ค.2521-23 ก.พ.2534 ถกู ยกเลิกโดยคณะรสช. 14 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย 1 มี.ค.2534-9 ธ.ค.2534 รัฐธรรมนูญชั่วคราว พุทธศักราช 2534 15 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2534 9 ธ.ค. 2534-11 ต.ค.2540 ถกู ยกเลิกโดยรัฐธรรมนญู 2540 16 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 11 ต.ค.2540-1 ต.ค.2549 ถูกยกเลิกโดยคณะ คปค. 17 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย 1 ต.ค.2549-24 ส.ค.2550 ถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญ 2550 พุทธศักราช 2549 (รัฐธรรมนญู ชั่วคราว) 18 รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 24 ส.ค.2550-ปัจจุบัน -
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวข้อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 98 ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 500 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบ บัญชีรายชื่อตามมาตรา 99 จำนวน 100 คน และสมาชิกซึ่งมา จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา 102 จำนวน 400 คน ขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 93 ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 480 คน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่ง เขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน “แบ่งเขตเรียงเบอร์” และสมาชิก ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวน 80 คน “แบบ สัดส่วน” สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาวาระดุรง ตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยส่วนใหญ่จะมี กำหนด 4 ปี มีหน้าที่ในการตรากฎหมาย การควบคุมการ บริหารราชการแผ่นดิน และการให้ความเห็นชอบตามกฎหมาย สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครนายกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งแรกภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554 (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 93-98) ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 500 คน โดยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถจำแนกที่มาของ ส.ส. แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต มาจาก การเลือกต้ังของประชาชน ในแต่ละเขตเลือกตั้งจากทั้ง ประเทศ และให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้น เลือกตัวแทนจาก 41
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่สังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การกำหนดเขตเลือกตั้งให้ใช้เกณฑ์ ของจำนวนประชากรในแต่ละครั้งที่มีการเลือกตั้งเป็นสำคัญ โดยอาศัยสัดส่วนของจำนวนประชากรต่อจำนวนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร โดยมีจำนวน 375 คน มาจากเขตเลือกตั้งโดยการ แบ่งเขตเลือกตั้งทั่วประเทศออกเป็น 375 เขต ในแต่ละเขต เลือกตั้ง ส.ส.ได้ 1 คน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก เป็น ส.ส. และ 2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ โดย มีจำนวน 125 คน โดยพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบ บัญชีรายชื่อจะจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครไว้เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับจำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ รายชื่อใครจะอยู่ลำดับใด นั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคจะดำเนินการ การเลือกตั้งแบบนี้ ถือประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หมายถึงทั้งประเทศจะมีผู้สมัคร แบบบัญชีรายชื่อชุดเดียวกัน ภาพที่ 3-1 บัตรเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร แบบแบง่ เขตเลือกต้ัง ที่มา : วิกิพีเดีย 42
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง กลไกการทำงานของพรรคการเมือง พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่สำคัญต่อระบบการเมือง และการดำเนินงานของระบบการเมือง ประกอบด้วยบทบาท สำคัญดังต่อไปนี้ (จักษ์ พันธ์ชเู พชร, 2549: 458-460) 1. พรรคการเมืองทำหน้าที่ในกระบวนการกล่อมเกลา ทางการเมือง (Political Socialization) ให้ความรู้ทางการเมืองแก่ ประชาชน และส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน ทางการเมือง (Citizen Participation) 2. พรรคการเมืองทำหน้าที่คัดเลือกชนชั้นนำทาง การเมือง (Recruitment of Elite) ทำให้เกิดชนชั้นนำทาง การเมืองเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและดำเนินกิจการ ทางการเมืองในการแบ่งปันผลประโยชน์ทางการเมือง 3. พรรคการเมืองเป็นช่องทางการสื่อสารทางการเมือง (Political Communication) ที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับกลุ่มผู้มี อำนาจทางการเมือง และระหว่างบุคคลในสังคมการเมืองด้วย กัน จากการสื่อสารทางการเมืองจะนำไปสู่กระบวนการกล่อม เกลาทางการเมืองและการกำหนดนโยบาย (Policy Making) 4. พรรคการเมืองเป็นช่องทางสำคัญในการกำหนด ประเด็นผลประโยชน์และข้อเรียกร้องทางการเมือง (Interest Aggregation) เพื่อกำหนดเป็นนโยบายของพรรคให้ตอบสนอง ต่อความต้องการของประชาชน 5. ภายหลังที่พรรคการเมืองสามารถเข้าไปมีอำนาจใน คณะรัฐบาลก็จะสามารถทำหน้าที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ 43
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก (Policy Implementation) เพื่อให้เกิดผลในทางรูปธรรม รวมไปถึง การทำหน้าที่วินิจฉัยกฎหมาย (Adjudication) ในฐานะองค์กร นิติบัญญัติ 6. พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกลไกในการ ต่อรองผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนโดยส่วนรวม และ แก้ไขความขัดแย้งของบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่าง โดยการ กำหนดนโยบายตามแนวทางกว้างๆ เพื่อให้ประชาชนโดย ส่วนรวมยอมรับได้ 7. ในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือ ประกันเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน ในฐานะ องค์กรที่ช่วยพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้เกิด การพัฒนาทางการเมือง 8. พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือในการสร้างประชามติ เพื่อให้รัฐบาลสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน และ พรรคการเมืองยังมีส่วนร่วมผลักดันให้การปฏิบัติตามนั้นเกิด ผลอย่างประสิทธิภาพ 9. พรรคการเมืองทำหน้าที่ในการผสมผสาน (Integration) หรือการสร้างชาติ (Nation-building) โดยการ ประสานความแตกต่างของสมาชิกในประชาคมการเมืองนั้น ให้เป็นพรรคการเมืองที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Party Solidarity) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างชาติในประเทศ ที่เกิดใหม่ เนื่องจากประชาคมการเมืองของประเทศยังขาด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พรรคการเมืองลักษณะนี้จึงเรียก ว่า พรรคชาติ (Party-States) 44
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง 10. พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่สร้างความชอบธรรม ทางการเมือง (Political Legitimacy) ให้กับรัฐบาลและระบบ การเมืองทั้งหมด ภาพที่ 3-2 แผนภาพกลไกการทำงานของพรรคการเมือง ที่มา : ระบบพรรคการเมืองที่พึงปรารถนาของคนไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า พัฒนาโดย ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ และคณะ เว็บไซต์ : vclass.mgt.psu.ac.th จากภาพที่ 3-2 แผนภาพกลไกการทำงานของพรรค การเมืองข้างต้นพัฒนาโดย ผศ. ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ และ คณะ (สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) มาจากตัวแบบระบบการเมือง ของ David Easton (1965 : 112) มองนโยบายสาธารณะในฐานะ ผลผลิตของระบบการเมือง ตัวระบบการเมืองได้รับอิทธิพลและ แรงผลักดันจากความต้องการของประชาชนผ่านการสรรหา ตัวแทนที่มาจากพรรคการเมืองด้วยกระบวนการเลือกตั้ง และ 45
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก นำเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อเข้ามาบริหารประเทศและกำหนด นโยบายสาธารณะ ดั้งนั้นนโยบายสาธารณะจึงเป็นผลผลิตของ ระบบ ระบบการเมืองจะใช้อำนาจในการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้ กับสังคม ซึ่งมีผลต่อเนื่องไปยังสภาพแวดล้อม ผลของนโยบาย สาธารณะจะตกอยู่กับประชาชน โดยประเมินว่านโยบาย ดังกล่าวตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากน้อย เพียงใด และมีผลย้อนกลับไปสู่ความต้องการและเสียง สนับสนุนของประชาชนในการเลือกตั้งคราวต่อไป พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมืองเปรียบเสมือนสื่อกลางที่ทำหน้าที ่ เชื่อมโยงความต้องการของประชาชนเชื่อมต่อกับรัฐบาล โดย ประชาชนเสนอความคิดเห็น ความต้องการไปให้พรรคการเมือง เพื่อผลักดันความคิดเห็นหรือความต้องการเข้าสู่กระบวนการ ทางการเมือง (ดังภาพที่ 3-2) การแบ่งระบบพรรคการเมือง มีวิธีการแบ่งที่หลากหลายตามหลักเกณฑ์ที่ยึดถือแตกต่างกัน เช่น การแบ่งพรรคการเมืองตามลักษณะอุดมการณ์ เช่น พรรค คอมมิวนิสต์ และ พรรคการเมืองไม่เน้นอุดมการณ์ แต่เน้น ผลประโยชน์ หรือ การแบ่งพรรคการเมืองตามโครงสร้าง บริบททางการเมืองของไทยจะเกี่ยวข้องกับพรรค การเมืองและระบบพรรคการเมือง(Party system) ของไทยอย่าง แยกไม่ออก การที่พรรคการเมืองไทยมีความอ่อนแอและ ไม่สามารถสร้างแรงผลักดันการเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีทาง ประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งก็คือ ปัญหาของ พรรคการเมืองไทยเองโดยตรง นอกจากนั้นยังมีปัญหาสำคัญ 46
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อื่นๆ เช่น ปัญหาทางด้านความเป็นตัวแทน ผู้ดำรงตำแหน่ง ที่มาจากการเลือกตั้ง ปัญหาการเลือกตั้ง การทุจริตในการ เลือกตั้ง ระบบอุปถัมภ์ซึ่งฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่าง ยาวนาน ปัญหาการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารต่างทาง การเมืองและสิทธิความเป็นพลเมืองของประชาชน การรวม กลุ่มทางการเมือง เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบ ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนไม่มีความเข้มแข็งพอ ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์ที่สำคัญในสังคมไทยก็คือ กลุ่มข้าราชการ กลุ่มทุนธุรกิจ สื่อมวลชน ตลอดจนสหภาพและ องค์กรต่างๆ อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ แก่พรรคการเมือง หรือสร้างความแตกแยกและอ่อนแอแก่พรรค ไต้เช่นกัน กล่าวคือ พรรคการเมืองไทยในอดีตถูกครอบงำโดย กลุ่มข้าราชการทหาร โดยมีกลุ่ม พ่อค้า นายทุนคอยสนับสนุน ด้านการเงิน ทำให้นโยบายต่างๆ เอื้อต่อธุรกิจของคนกลุ่มเหล่า นี้ ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2520-2540 พรรคการเมืองไทยจะเป็นการ รวมตัวระหว่างอดีตข้าราชการและพ่อค้านักธุรกิจรวมทั้งอาชีพ อิสระอื่นๆ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนพรรค ในเรื่องการ รักษาอำนาจและการสร้างเครือข่ายกับกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น และหัวคะแนนต่างๆ เพื่อช่วยขยายฐานเสียงของพรรค ซึ่งพรรค ที่จะชนะการเลือกตั้งได้นั้น จะต้องอาศัยความช่วยเหลือจาก กลุ่มธุรกิจเพื่อใช้เงินหาเสียง และเมื่อพรรคได้เป็นรัฐบาล ก็จะ ตอบแทนกลุ่มเหล่านี้ด้วยการให้สัมปทานต่างๆ อันนำไปสู่การ คอรัปชั่น 47
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก การมีกลุ่มทุนที่มั่นคงคอยสนับสนุนนั้น ถือเป็นประโยชน์ ต่อพรรคอย่างมหาศาล นอกเหนือจากการใช้เงินไปทำกิจกรรม ต่างๆ แล้ว ยังสามารถเป็นเครื่องมือจูงใจให้คน ที่มีความ สามารถเข้ามาอยู่ในพรรคได้อีกด้วย รวมทั้งมีโอกาสใช้การ รณรงค์หาเสียงโดย ผ่านสื่อมวลชน ซึ่งต้องใช้เงินเป็นจำนวน มหาศาล แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า เพราะใน ปัจจุบัน การตลาดถือเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบหนึ่งที่พรรคต่างๆ สามารถนำมาใช้ในการหาเสียง ซึ่งทำให้พรรคต่างๆ ใน ต่างประเทศ นำมาใช้จนประสบผลสำเร็จในการเลือกตั้ง เพราะ ทำให้เกิดการรณรงค์อย่างถาวรและสร้างภาพลักษณ์ในแง่ด ี ใหแ้ กป่ ระชาชน ทำใหพ้ รรคมโี อกาสประสบชยั ชนะในการเลอื กตง้ั อันจะส่งผลให้พรรคได้ความนิยมมากขึ้น และทำให้พรรค มีเสถียรภาพมากขึ้น ผิดกับพรรคที่มีเงินทุนน้อย โอกาสในการ ชนะการเลือกตั้งก็น้อยตามไปด้วย เพราะนอกจากจะพ่ายแพ้ ต่อกลยุทธ์การหาเสียงของพรรคใหญ่แล้ว ยังขาดเงินทุนในการ สรรหาหรือรักษาคนดีๆ ให้อยู่กับพรรค โอกาสที่จะหมดบทบาท ทางการเมืองก็มีสูง อันอาจนำไปสู่การยุบหรือรวมตัวกับ พรรคใหญ่ นอกจากอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจด้านความมั่งคั่งทาง การเงินที่ทำให้พรรคมีความมั่นคง มากขึ้น การเข้ามาของกลุ่ม ธุรกิจหลายๆ กลุ่มก็มีผลต่อเสถียรภาพของพรรคด้วยเช่นกัน กล่าวคือ การที่มีกลุ่มย่อยหลายๆ กลุ่มอยู่ในพรรค โดยมิได้มา รวมกลุ่มกันบนพื้นฐานของ อุดมการณ์ทางการเมือง แต่มารวม ตัวกันเพื่อสนับสนุนบุคคล หรือรวมกันเพื่อผลประโยชน์ หรือ รวมตัวกันบนพื้นฐานของกลุ่ม เช่น สายนักการเมืองรุ่นเก่า 48
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง สายนักวิชาการ สายนายทุนสื่อสาร สายนายทุนการเงิน ก็อาจ ทำให้สนับสนุนบุคลากรที่ต่างกัน จนอาจนำไปสู่การแย่งชิง ผลประโยชน์และความขัดแย้งขึ้นในพรรคได้ ทั้งนี้เนื่องจาก แต่ละกลุ่มก็มีส่วนสนับสนุนพรรคที่แตกต่างกันไป แต่ทุกกลุ่ม ก็ย่อมต้องการผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนไปทั้งสิ้น ดังนั้น พรรคใดที่ไม่สามารถสร้างความพอใจให้กับกลุ่มธุรกิจ ที่เข้ามาอุดหนุนพรรค ก็อาจทำให้กลุ่มธุรกิจนั้นถอนตัวและ เคลื่อนย้ายทุนไปอยู่ที่พรรคอื่น จนทำให้พรรคนั้นต้องยุบพรรค หรือรวมตัวกับพรรคอื่นในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นหากกลุ่มธุรกิจ มีความขัดแย้งกันสูงในด้านการแย่งชิงผลประโยชน์ก็อาจนำไป สู่การเกิดการทุจริตได้ ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้พรรคเกิดความ เสียหาย จนอาจนำไปสู่การล่มสลายของพรรค หากพรรคนั้น เ ป ็ น พ ร ร ค ร ่ ว ม ร ั ฐ บ า ล ก ็ อ า จ ท ำ ใ ห ้ ร ั ฐ บ า ล ช ุ ด น ั ้ น พ ล อ ย ไร้เสถียรภาพไปด้วย ซึ่งการที่กลุ่มธุรกิจหรือชนชั้นนำมีส่วน สำคัญอย่างมากในการสนับสนุนด้านการเงิน ของพรรค การเมือง ประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐฯ เยอรมนี รวมทั้ง ประเทศไทย ที่คำนึงถึงความอันตรายในเรื่องเงินอุดหนุนพรรค จึงได้กำหนดให้รัฐเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง เพื่อให้การทำงานของพรรคก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน มากที่สุด มิใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ต่างก็เป็นสถาบัน ทางการเมืองที่มีความสำคัญต่อการเมือง และกระบวนการ ทางการเมือง (Political Process) โดยเฉพาะการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยที่ทั้งสองสถาบันมีบทบาทหน้าที่เชื่อมโยงกัน โดยที่กลุ่มผลประโยชน์มีบทบาทในการเรียกร้องหรือการ 49
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก แสดงออกซึ่งผลประโยชน์นั้นนำเสนอต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตาม แมว้ า่ ทง้ั สองสถาบนั จะทำหนา้ ทเ่ี ชอ่ื มโยงกนั แตว่ า่ มคี วามแตกตา่ ง กันในประเด็นหลัก ดังตารางต่อไปนี้ (จุมพล หนิมพานิช, 2546: 25) ตารางที่ 3-2 เปรยี บเทยี บความแตกต่างระหว่าง พรรคการเมอื งและกลุ่มผลประโยชน ์ ประเด็นความแตกต่าง พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ 1. เหตุผลของการมารวม มีอุดมการณ์และความคิด มีผลประโยชน์ร่วมกัน ตัวกัน คล้ายคลึงกัน 2. บทบาทหน้าที่หลัก รวบรวม กลั่นกรองผล แสดงออกซึ่งผลประโยชน์ ประโยชน์ ข้อเรียกร้องและความ ต้องการต่างๆ 3. เป้าหมายของการมา ต้องการเป็นรัฐบาล ใช้อำนาจต่อการกำหนด รวมตัวกัน นโยบายของรัฐบาล ที่มา : กลุ่มผลประโยชน์กับการเมืองไทย รัฐสภาสาร ปีที่ 51 ฉบับที่ 9 หน้า 25 จากตารางที่ 3-2 จะเห็นความแตกต่างที่ปรากฏชัดเจน ระหว่างพรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ก็คือ กลุ่ม ผลประโยชน์ไม่ต้องการเข้าไปจัดตั้งรัฐบาล เพียงแต่ต้องการมี อิทธิพลเหนือการตัดสินใจหรือนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้ รัฐบาลสนองตอบต่อข้อเรียกร้องหรือความต้องการของตน ในขณะที่พรรคการเมืองมีเจตนารมณ์หรือการตกลงร่วมกันที่จะ แสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การมีโอกาสเข้าไปจัด ตั้งรัฐบาล สำหรับประเทศไทยกลุ่มผลประโยชน์ที่มีบทบาท ทางการเมืองมากที่สุดจะเป็นกลุ่มที่มีบทบาททางด้านเศรษฐกิจ 50
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าว เป็นต้น(จุมพล หนิมพานิช, 2546 : 25) ปัจจัยด้านการเงินของพรรคการเมือง จากการศึกษาของโคล (Cole, 2002: abstract) พบว่า การที่พรรคขาดเงินทุนที่มั่นคง จะทำให้กิจกรรมต่างๆ ของพรรค ชะงักงันโดยเฉพาะการ หาเสียงเลือกตั้งและการสรรหาสมาชิก ที่มีคุณภาพเข้าสู่พรรค พรรคที่ไม่สามารถหาทุนได้ จึงง่ายต่อ การล่มสลาย ดังเช่น พรรคสังคมนิยมของสเปน ที่อยู่ได้เพียง เพราะเงินช่วยเหลือจากรัฐ แต่ขาดการสนับสนุนจากคนทั่วไป และเมื่อพรรคไม่ได้รับเลือกตั้งเงินทุนที่ได้รับก็มีน้อยลง จนต้อง ยุบไปในที่สุด จากการศึกษาของ รัตพงษ์ สอนสุภาพ (2546) พบว่า พรรคที่มีแหล่งเงินทุนที่หลากหลายและมีเงินใช้จ่าย อย่าง พอเพียงจะทำให้พรรคมีการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง สามารถ นำเงินมาใช้จ่ายในกิจการ ต่างๆ โดยเฉพาะการหาเสียง เลือกตั้งที่ต้องใช้วงเงินสูง ซึ่งแหล่งทุนส่วนใหญ่ของพรรคมัก มาจากเงินบริจาคของกลุ่มธุรกิจ เช่น พรรคไทยรักไทย ที่มี แหล่งทุนจากกลุ่มชินวัตร กลุ่มมหากิจสิริ กลุ่มเจียรวนนท์ฯลฯ แต่ต้องระมัดระวังมิให้เกิดภาพลักษณ์ในแง่ลบได้ เช่น พรรค อนุรักษ์นิยมของอังกฤษ ที่รับเงินจากนักธุรกิจที่มีภาพลักษณ์ ไม่ดีและให้เงินพรรคเพื่อหวังได้สัญชาติอังกฤษ หรือหลบหนี ออกนอกประเทศหรือได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนาง ดังนั้น พรรคควรมีแหล่งทุนหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะการสนับสนุนจาก 51
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก สมาชิก เพื่อให้พรรคทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของ คนในพรรค มิใช่ทำเพื่อความต้องการ ของกลุ่มทุนอย่างเดียว โ ด ย ท ั ่ ว ไ ป แ ล ้ ว พ ร ร ค ก า ร เ ม ื อ ง แ ต ่ ล ะ พ ร ร ค ม ั ก จ ะ ม ี ก ล ุ ่ ม ผลประโยชน์ต่างๆ ที่คอย สนับสนุนพรรคในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะด้านเงินทุน เช่น กลุ่มพ่อค้านายทุนที่สนับสนุน พรรครีพับลิกัน (Republican) ในอเมริกา กลุ่มนักธุรกิจของ ฟิลิปปินส์ที่สนับสนุนพรรค พีดีพี-ลาบัน (PDP-Laban) (สีดา สอนศรี, 2546: 143) หรือพรรคดีซี (DC: Democratic Christian) ของอิตาลีสามารถครองอำนาจเด็ดขาดระหว่าง ค.ศ. 1965- 1980 ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจและกลุ่มมาเฟีย แ ต ่ ก ็ ท ำ ใ ห ้ เ ก ิ ด ก า ร ฉ ้ อ ร า ษ ฎ ร ์ บ ั ง ห ล ว ง ต า ม ม า จ น พ ร ร ค เสียอำนาจในที่สุด 2 . แแลนะวรคะิดบเบกเ่ียควรกือับญระาบตบิ อุปถัมภ์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (2536 : 171-172) ได้อธิบายคำว่า “ระบบอุปถัมภ์” หมายถึงระบบความสัมพันธ์ของคน 2 ฝ่าย ซึ่งไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ ด้าน ต่างฝ่ายต่างก็มาแลกเปลี่ยน สินค้าและบริการของกันและกัน แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ เหมือนกัน ผู้ใหญ่อาจให้สินค้าแก่ผู้น้อย ในขณะที่ผู้น้อยให้ บริการแก่ผู้ใหญ่หรือกลับกันตามแต่กรณี ความสัมพันธ์ ลักษณะนี้ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพียงเพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เท่านั้น แต่ต้องมีอุดมการณ์ที่ช่วยจรรโลงความสัมพันธ์อย่างนี้ เอาไว้ เช่นเดียวกับ เอกวิทย์ ณ ถลาง (2520 : 40) ได้อธิบายถึง คุณค่าของคนในแต่ละระดับ ซึ่งต่างบารมีกัน โดยคุณค่าของ 52
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง คนขึ้นอยู่กับระดับฐานันดรในสังคมและอำนาจวาสนาที่ “เบื้องบน” หรือ “หน่วยเหนือ” คือผู้ที่อยู่สูงกว่าจะบันดาลให้ และเห็นว่าที่มาของระบบอุปถัมภ์มาจากระบบความสัมพันธ์ เชิงอำนาจระหว่างคนที่อยู่ต่างระดับฐานันดรหรือระหว่าง “เจ้ากับข้า” “นายกับบ่าว” และ “หลวงกับราษฎร์” ด้วยระบบ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแนวดิ่งมีความสำคัญมากกว่าความ สัมพันธ์ในแนวราบ ขณะที่ “ระบบเครือญาติ” ตามความหมาย ของบาเลนเดียร์ (Bakabdier,1970 : 50-51) หมายถึง การศึกษา เกี่ยวกับโครงสร้างของความสัมพันธ์ทางด้านสายเลือด (lineage organization) เช่น ลูกชายของลูก ลูก พ่อ พ่อของพ่อ พ่อของพ่อ ของพ่อ ฯลฯ จะทำให้เห็นความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจซึ่งมี พื้นฐานมาจากหลักของการสืบสายโลหิต ระบบอุปถัมภ์ในสังคมการเมืองไทย ระบบอุปถัมภ์และระบบเครือญาติ เป็นคำที่สังคมไทย และคนไทยได้ยิน ได้รับรู้และรับทราบมาโดยตลอด บางคนได้ สัมผัสหรือมีประสบการณ์ตรง บางคนเพียงแต่รับรู้จากบุคคล อื่น แต่อย่างไรก็ตาม พอสรุปได้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในสังคมไทย มาจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างระบบอุปถัมภ์หลังจากทำการงานวิจัย ในหัวข้อ บทบาททางการเมืองของเจ้าพ่อท้องถิ่นในกระแส โลกาภิวัฒน์กรณีศึกษาจังหวัดระยอง (ชัยยนต์และโอฬาร, 2549) กล่าวว่า ในอดีตผู้อุปถัมภ์ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ หรือ ข้าราชการเกษียณ แต่ผู้อุปถัมภ์ในปัจจุบันคือ กลุ่มนักธุรกิจ การเมือง ที่ทุ่มทุนซื้อเสียงผ่านผู้นำชุมชน เพื่อเขาไปแสวงหา กำไรจากการกินเปอร์เซ็นต์ในงานพัฒนาประเทศ แสวงหา อำนาจเพื่อปกป้องธุรกิจที่ผิดกฎหมายของตัวเอง เอื้อประโยชน์ 53
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ในการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมให้กลุ่มนายทุนที่เป็นพวกพ้อง และเหตุที่การซื้อเสียงในเมืองไทยยังเฟื่องฟอู ยู่ได้ เพราะระบบนี้ เป็นการอุปถัมภ์ทั้งชีวิต ผู้อุปถัมภ์จะช่วยเหลือชาวบ้านตั้งแต่ เงินค่าคลอดบุตร ทุนการศึกษา จนถึงเงินค่ารักษาโรคยามชรา จนกลายเป็นหนี้บุญคุณ การซื้อเสียงจึงเป็นเรื่องเล็กน้อย สำหรับคนจน จากงานเสวนา “บูรณาการงานวิจัย เรื่อง นักการเมือง ถิ่น” ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ในการเมืองไทยมีระบบอุปถัมภ์ที่ส่ง ผลกระทบต่อการเลือกตั้งอย่างมาก ระบบเครือญาตินั้นเป็น ส่วนหนึ่งของระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันระบบอุปถัมภ์ก็เป็น ส่วนหนึ่งของระบบเครือญาติ ทั้งสองระบบนี้สัมพันธ์ใกล้ชิด อย่างที่แยกออกจากกันได้ยาก ทั้งระบบอุปถัมภ์และระบบ เครือญาติได้ฝังรากลึกและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอดช่วง เวลา 79 ปี และเมื่อวิเคราะห์เชื่อมโยงระบบอุปถัมภ์ในสังคม การเมืองไทย สามารถสรุปได้ 4 ประการ ดังนี้ (ปัทมา, 2552:7) 1. ระบบอุปถัมภ์ทำให้ “ทายาททางการเมือง” ได้รับ ชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลให้อำนาจทางการเมืองทั้งใน ระดับชาติและระดับพื้นที่ถูกผูกขาดอยู่เพียงไม่กี่กลุ่มการเมือง หรือตระกลู เท่านั้น 2. ทายาททางการเมืองมี 2 ประเภท คือ ทายาทซึ่งเป็น บุคคลที่สืบเชื้อสายเดียวกัน และทายาทซึ่งเป็นบุคคลอื่นนอก เหนือจากสืบเชื้อสายเดียวกัน ซึ่งทายาททั้งสองประเภท ดังกล่าวมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดทั้งในส่วนตัวและในหน้าที่ การงานในฐานะเป็น “ผู้แทน” ของประชาชน 54
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง 3.การพิจารณาตัดสินใจเลือก “ผู้แทน” ของประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยึดระบบอุปถัมภ์เป็นหลัก โดยที่ส่วนใหญ ่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะรับบทเป็นผู้รับการอุปถัมภ์มากกว่า ส่วน ผู้แทนเป็นได้ทั้งผู้อุปถัมภ์และบางครั้งเป็นผู้รับการอุปถัมภ์ด้วย โดยที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีการตอบแทนผู้อุปถัมภ์โดยการ ลงคะแนนเสียงให้ อีกทั้งยังชักชวนแนะนำผู้ใกล้ชิดให้ลง คะแนนให้ด้วย เนื่องจากผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่ให้คุณค่ากับความ ซื่อสัตย์หรือบุญคุณของผู้อุปถัมภ์ ทั้งนี้รูปแบบการอุปถัมภ์มีหลากหลายถูกพัฒนาและ ปรับรูปแบบให้มีประสิทธิผลในแต่ละยุคแต่ละสมัย อาจเป็นการ อุปถัมภ์โดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ อื่นใด หรือแม้แต่การจัดทำนโยบายเพื่อประโยชน์ของผู้มีสิทธิ เลือกตั้งก็ตาม ส่วนทรัพย์สินที่ใช้ในเครือข่ายระบบอุปถัมภ์นั้น อาจเป็นของผู้อุปถัมภ์และกลุ่มผู้สนับสนุนผู้อุปถัมภ์ หรือเป็น ทรัพย์สินของแผ่นดินที่ถูกนำมาใช้ในระบบอุปถัมภ์ได้ หาก ผู้อุปถัมภ์ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทน และมีเสียงข้างมาก ได้ร่วมเป็นรัฐบาล 4. การพิจารณาตัดสินใจเลือก “ผู้แทน” ของผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ส่วนใหญ่พิจารณาจากบทบาทอำนาจหน้าที่ที่ควรจะ เป็นตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดน้อยมาก กล่าวคือ แทนที่จะเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีคุณสมบัติและความรู ้ ความสามารถในการทำหน้าที่พิจารณาออกกฎหมายเพื่อบังคับ ใช้สังคม หรือทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐอื่นด้วย กลับเลือกโดยพิจารณา 55
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก จากผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นการเฉพาะหน้าหรือชั่วครั้งชั่วคราว ภายใต้ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาอย่างยาวนาน ในขณะ เดียวกันผู้แทนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ดังกล่าว มากนัก แต่เน้นหนักไปในการทำประโยชน์หรือช่วยแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนในพื้นที่เขตเลือกตั้งเป็นหลัก สาเหตุของปรากฏการณ์ตามข้อ 3 และ 4 นั้น อาจเกิด จากการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้แทนยังขาดความรู้ความเข้าใจ อย่างถูกต้อง หรือขาดความตระหนักและให้ความสำคัญกับ เรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ มีแนว โน้มว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจเลือกโดยพิจารณาจากนโยบาย ของพรรคการเมือง แต่ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะนโยบายที่มี ลักษณะเป็นนโยบายประชานิยมมากกว่าลักษณะอื่นๆ 3. แนวคิดเก่ียวกับอำนาจและอิทธิพล เมื่อพูดถึงอำนาจคนส่วนใหญ่จะรู้สึกเป็นเรื่องน่ารังเกียจ โดยเฉพาะเมื่อต้องมีผลกระทบกับตน แต่ชีวิตจริงในองค์การนั้น อำนาจเป็นสิ่งจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ถ้าต้องการให้การ ดำเนินงานขององค์การบรรลุตามเป้าหมาย จากการวิจัยทาง พฤติกรรมองค์การทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจมากขึ้นว่า บุคคล ที่อยู่ในองค์การมีวิธีการได้อำนาจและใช้อำนาจอย่างไรจึงจะ บังเกิดผลดีต่อการปฏิบัติงานและได้รับความร่วมมือจากผู้ที่ถูก กระทบจากอำนาจด้วยความเต็มใจ ในบทนี้จะกล่าวถึงอำนาจ ในแง่ขอบเขตและความหมายโดยเฉพาะคำที่ใช้แทนหรือ เกี่ยวข้องกัน เช่นคำว่า “Power” (พลังอำนาจ) “Influence” 56
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง (อิทธิพล) และ “Authority” (อำนาจหน้าที่) แหล่งที่มาและวิธีใช้ อำนาจอย่างเหมาะสมเพื่อกำกับการดำเนินงานขององค์การให้ ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการใช้อำนาจ ที่อยู่นอกเหนือระบบขององค์การซึ่งเรียกว่า อำนาจเชิงการเมือง ในองค์การ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวไม่ว่าจะเป็นอำนาจการเมือง แบบที่มีจริยธรรมหรือแบบที่ไร้จริยธรรมก็ตาม จึงเป็นหน้าที่ของ ผู้นำจะต้องบริหารจัดการอำนาจเชิงการเมืองที่มีอยู่ในองค์การ ให้เกิดผลในเชิงสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อองค์การ ในการบริหารงานนั้นผู้นำต้องใช้ “อำนาจ” ให้ผู้อื่น ปฏิบัติตามเพื่อการบรรลุเป้าหมายขององค์การ “อำนาจ” ในที่นี้มีความหมายรวมถึงคำ 3 คำ ในภาษาอังกฤษคือ Power, Influence และ Authority (เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์, 2540) ได้ให้ ความหมายของคำ แต่ละคำดังนี้ Power (พลังอำนาจ) เป็นอำนาจที่ซ่อนเร้นภายใน (Potential force) ของผู้นำเป็นอำนาจที่พร้อมจะให้ผู้นำได้นำไป ใช้ ผู้นำได้รับพลังอำนาจจากหน่วยงานหรือองค์การโดยได้สิทธิ ที่จะสั่งการ ประเมินผล ให้รางวัลหรือลงโทษภายในขอบเขต ที่กำหนด Influence (อิทธิพล) เป็นคำที่มิได้แสดงความหมาย ในทางที่ไม่ดี อิทธิพลเป็นรูปหนึ่งของอำนาจ (Force) และเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยที่การกระทำของบุคคลหนึ่ง มีผลกระทบต่อความคิด ทัศนคติ หรือการกระทำ ของอีก บุคคลหนึ่ง การใช้อิทธิพลมีรูปแบบต่างๆ เช่น การจูงใจ การเกลี้ยกล่อม การเสนอแนะ เป็นต้น โดยเมื่อผู้นำใช้อิทธิพล 57
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก ผู้ตามจะเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ทั้งๆ ที่ผู้ตามมีสิทธิที่จะใช ้ ดุลยพินิจว่าควรจะปฏิบัติตามหรือไม่ Authority (อำนาจหน้าท่ี หรือสิทธิอำนาจ) เป็น อำนาจที่องค์การมอบให้กับผู้ดำรงตำแหน่ง เพื่อที่จะได้ปฏิบัติ ภารกิจขององค์การได้สำเร็จ เมื่อบุคคลได้รับมอบหมายหน้าที่ ให้ปฏิบัติ บุคคลนั้นก็จะมีอำนาจและความรับผิดชอบ ดังนั้น อำนาจหน้าที่จึงเป็นสิทธิที่ผู้นำจะทำทุกอย่างในสิ่งที่จำเป็นเพื่อ ปฏิบัติสิ่งที่ต้องรับผิดชอบให้สำเร็จ อำนาจหน้าที่เป็นสิทธิที่ผู้นำ จะตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไร สิทธิที่จะปฏิบัติสิ่งนั้นเองหรือ มอบให้ผู้อื่นปฏิบัติ อำนาจหน้าที่จะเกิดขึ้นได้ถ้าผู้ตามยอมรับ ประเภทอำนาจ แนวคิดการจัดแบ่งประเภทอำนาจโดยยึดแหล่งที่มาเป็น เกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางอีกแนวคิดหนึ่งคือ การแบ่งอำนาจจากแหล่งที่มาออกเป็น 2 ส่วน (Two-factor conceptualization) ที่มีความสำคัญพอๆ กัน คือ อำนาจโดย ตำแหน่ง (position power) กับ อำนาจส่วนบุคคล (Personal power) (Yukl, 1998) โดย ยุคล์และฟอลย์ (Yukl & Falbe, 1991) ได้วิจัยพบว่า แม้ว่าอำนาจทั้งสองประเภทจะมีลักษณะเด่นๆ ที่เป็นอิสระแยกจากกันก็ตาม แต่ก็ยังมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ที่ซ้ำซ้อนซึ่งกันและกัน ทั้งอำนาจโดยตำแหน่งและอำนาจบุคคล ต่างมีความเกี่ยวข้องปฏิบัติสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะที่สลับ ซับซ้อนจนบางครั้งยากที่แยกอำนาจทั้งสองออกจากกัน นอกจากนั้นพบว่ามีอำนาจอีกประเภทหนึ่งที่แตกต่างออกไปอีก คือ อำนาจการเมือง (Political power) 58
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง 4. แนวความคิดเกี่ยวกับการสื่อสาร ทางการเมือง อัลมอลด์ และ เพาเวลล์ (Almond and Powell, 1966: 165-166) กล่าวว่า การสื่อสารด้านการเมือง คือ หน้าที่ของ ระบบในขั้นพื้นฐาน (Basic System Function) ซึ่งจะมีผลในการ รักษาและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมืองและโครงสร้าง ทางการเมือง ความจริงแล้วอาจกล่าวได้ว่า ความเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่ในระบบการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้องกับความ เปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการสื่อสารซึ่งมักเป็นทั้งในรูปของ ต้นเหตุและผลลัพธ์ คาร์ล ดับเบิ้ลยู. ดอยช์ (Karl W.Deutsch, 1964: 390-406) ได้ชี้ให้เห็นถึงการสื่อสารและการควบคุมว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ของระบบการเมือง เป็นเสมือนเส้นประสาท (The Nerves of Government) ของระบบการเมือง ทั้งนี้เขาได้อธิบายถึง กระบวนการสื่อสารทางการเมืองว่า เป็นเรื่องของการแสดงออก ซึ่งความเรียกร้องต้องการของประชาชน การตอบสนองของรัฐ อันนำไปสู่การตัดสินตกลงใจ อันเป็นผลจากการสื่อสารทาง การเมืองในสังคมนั้น ระบบการเมืองจะสามารถดำรงอยู่และมี บรู ณภาพได้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะ “ตอบสนอง” ต่อการ เรียกร้องต้องการทางการเมือง การสื่อสารทางการเมืองเป็นตัวกลางหรือสื่อกลาง ระหว่างสมาชิกของระบบการเมือง กล่าวคือ เป็นช่องทางใน การเสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและนโยบาย ต่างๆ ของรัฐบาลให้ประชาชนได้รับรู้ ในขณะเดียวกันก็จะเป็น 59
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก กระบวนการในการนำเอาข้อเรียกร้องและความต้องการของ ประชาชนไปให้รัฐบาลได้รับรู้เช่นกัน ความสำคัญของการสื่อสารทางการเมือง พฤทธิสาณ ชุมพล (2540:209-210) กล่าวถึงความสำคัญ ของการสื่อสาร คือ การได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น พลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้เพราะสามารถ เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นหรือทัศนคติของบุคคล ตลอดจนอาจ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและแบบแผนแห่งความ เป็นอยู่ในสังคมได้ ในทำนองเดียวกันการสื่อสารทางการเมือง เองก็เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาทางการเมืองของระบบ การเมืองด้วย กล่าวคือ การสื่อสารทางการเมืองจะทำให้ ประชาชนได้รับรู้และเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ทางการเมือง เมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ก็อาจจะก่อให้ เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งนับได้ ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญและจำเป็นของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของ ประชาชนระบบการเมืองจะทำให้รัฐบาลสามารถรับรู้ถึงความ ต้องการของประชาชน และสามารถสนองตอบความต้องการ ของประชาชนได้อย่างทั่วถึง เสถียร เชยประทับ (2551) ได้เสนอถึงความสัมพันธ์ ระหว่างการสื่อสาร การเมือง และประชาธิปไตย โดยมองว่า การเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยเป็นการเมืองผ่านตัวกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารการเมืองผ่านสื่อมวลชน เป็นตัวกลางสำคัญยิ่งประการหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินการ 60
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยได้ เน้นการเมืองการแสดง (Performance politics) ในกระบวนการ ประชาธิปไตยนั้น ยิ่งผู้ปฏิบัติการทางการเมืองกับสื่อมวลชน มีการพึ่งพากันมากขึ้นจะส่งผลให้การเมืองนั้นเข้าไปสู่การเป็น ศิลปะการแสดง (Performance Art) มากขึ้นตามไปด้วย วัฒนธรรมและประชาธิปไตยจะถูกเซาะกร่อน หากมีการนำ ศิลปะการจูงใจมาใช้ในทางการเมืองและผ่านการเมือง การแสดงมากขึ้น เพราะมักขาดการใช้เหตุผลและขาดสาระ อันจะส่งผลให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเกิดความเฉยชา และ เกิดประชานิยมอย่างตื้นๆ อย่างไรก็ตามหากมองในเชิงบวก การเมืองผ่านสื่อมวลชนที่พัฒนาแล้วจะทำให้เกิดการสื่อสาร การเมืองมวลชน (Mass political communication) ซึ่งจะช่วย ให้การเมืองสามารถเข้าถึงมวลชนได้อย่างรวดเร็วและ กว้างขวาง เป็นการขยายตลาดของข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ให้กว้างขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในฐานะเป็นผู้มี อำนาจอย่างแท้จริงในการตัดสินใจทางการเมือง ไบรอัน แม็กแนร์ (Brian McNair,1999: 21) เสนอกรอบ แนวคิดองค์ประกอบทางการเมืองโดยทำการศึกษาผ่านกรณี ศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษพบว่า ประกอบด้วย 3 ภาคส่วนได้แก่ องค์กรทางการเมือง องค์กรสื่อ และประชาชน ทั้งนี้องค์กรทางการเมืองมีความหมายในมุม กว้างที่ครอบคลุมทั้งรัฐบาล พรรคการเมือง องค์กรสาธารณะ กลุ่มอิทธิพล และกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติการทางการเมือง (Political actors) โดยตรง ในขณะที่ประชาชนมีฐานะเป็นกลุ่มเป้าหมายทาง 61
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก การเมืองของบรรดาองค์กรทางการเมือง ถ้าหากปราศจาก ประชาชนแล้ว ข้อมูลข่าวสารหรือเนื้อหาทางการเมืองย่อมไม่มี ความหมาย ฉะนั้นการทำความเข้าใจกระบวนการทางการเมือง แบบประชาธิปไตยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำการวิเคราะห์ สื่อมวลชนในสังคมด้วย ทฤษฎีการส่ือสารทางการเมือง นอกจากสื่อมวลชนจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างตัว บุคคลของนักการเมืองให้เป็นที่ยอมรับแล้ว รัฐบาลเองจำเป็น ต้องใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือในการนำเสนอข่าวของรัฐบาลไป สู่ประชาชนไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาล หรือ การนำเสนอนโยบายต่างๆ ออกมาหรือแม้กระทั่งการใช้ สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือในการรับฟังเสียงสะท้อนกลับจาก ประชาชนในประเด็นต่างๆ ขณะเดียวกันประชาชนเองก็ได้รับ ทราบข้อมูลข่าวสารทางการเมืองจากสื่อมวลชน ที่สำคัญ ประชาชนยังสามารถใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือในการนำเสนอ ข้อเรียกร้องต่างๆ ไปยังรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการได้ด้วย จากความหมายและความสำคัญของการสื่อสารที่มีต่อ การเมืองที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เราอาจสรุปได้ว่าการสื่อสาร ทางการเมือง (Political Communication) หมายถึง การถ่ายทอด ข่าวสารหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทางการเมืองระหว่าง รัฐบาล ประชาชน รวมถึงกลุ่มต่างๆ ในสังคม การสื่อสาร ทางการเมืองเป็นเครื่องมือที่สำคัญในระบบการเมือง หากพิจารณาตามแนวทางทฤษฎีระบบจะพบว่า การสื่อสาร ทางการเมืองเป็นทั้งปัจจัยนำเข้า (Input) และปัจจัยส่งออก 62
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (Output) ของระบบการเมือง กล่าวคือ ประชาชนสามารถ ส่งผ่านข้อเรียกร้อง รวมถึงความคิดเห็นต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล นโยบายหรือผลงานของรัฐบาล ผ่านช่องทางการสื่อสาร ทางการเมืองว่าเป็นกลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง ผู้แทน ของประชาชน รวมถึงสื่อมวลชนไปสู่รัฐบาล ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล เองสามารถนำเสนอนโยบาย ข่าวสารจากทางรัฐบาลไปสู่ ประชาชนโดยผ่านช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่ สำหรับประเทศ ที่ปกครองในระบอบเผด็จการรัฐบาลอาจใช้การสื่อสารทาง การเมืองเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวหรือโฆษณาชวนเชื่อให้ ประชาชนเชื่อมั่นและยอมรับในรัฐบาล จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ ภายใต้ระบบการปกครองแบบใด การสื่อสารทางการเมืองก็มี ความสำคัญต่อการดำรงอยู่และการพัฒนาระบบการเมือง ทั้งสิ้น 5 . ทแนางวกคาวราเมมคือิดงเ ก่ียวกับการรณรงค์ การรณรงค์ทางการเมือง คือ ภารกิจหน้าที่ที่พรรค การเมืองที่ดีควรต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะ เป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง หรือหลังจากการเลือกตั้งก็ตาม โดยที่ พรรคการเมืองจะทำหน้าที่เป็นเสมือนองค์กรที่จะค้นหาว่า กระบวนการหรือวิธีการใดที่เหมาะสมที่จะดึงดูดหรือโน้มน้าวใจ ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้เลือกผู้สมัครจากพรรคตนให้ เข้าไปมีที่นั่งในสภาได้มากที่สุด พร้อมทั้งต้องรักษาภาพลักษณ์ ที่ดีต่าง ๆ ของพรรคให้ออกสู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังต้องคอยตรวจสอบความต้องการของประชาชนผู้มีสิทธ ิ 63
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก เลือกตั้งว่า ณ ปัจจุบันเขามีความต้องการอย่างไร และนำความ ต้องการเหล่านั้นมาแปลงเป็นนโยบายพรรค แนวคิดเก่ียวกับกับการรณรงค์ทางการเมือง ในอดีตการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ไ ม ่ ว ่ า จ ะ ก ร ะ ท ำ โ ด ย ผู ้ ส ม ั ค ร ร ั บ เ ล ื อ ก ต ั ้ ง หรือพรรคการเมืองยังมีการนำระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ แลกเปลี่ยน และปัจจัยทางสังคม หรือภูมิหลังของบุคลเป็นหลัก โดยมิได้เห็นความสำคัญหรือมีความเชื่อในสำนึกเหตุผล ทำให้ การรณรงค์ทางการเมืองโดยเฉพาะช่วงการเลือกตั้งเป็นการ แข่งขันในลักษณะของการให้ผลประโยชน์ในรูปของเงินทอง และสิ่งของแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยผ่านระบบอุปถัมภ์ หรือผู้นำ ในชุมชนต่างๆ รวมทั้งมีการโจมตีให้ร้ายแก่ผู้สมัครหรือ พรรคการเมืองคู่แข่งด้วยวิธีการต่างๆ วิธีการรณรงค์ทางการเมืองของพรรคการเมืองแบ่งออก ได้ ดังนี้ (นครินทร์, 2554) 1. การรณรงค์ทางการเมืองผ่านทางสาร (Campaign message) เป็นการรณรงค์ที่พรรคการเมืองจะจัดเตรียมสารและ วาทะทางการเมืองซึ่งต้องแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้อง ระหว่างความคิด จุดยืน และตัวตนของผู้สมัครรับเลือกตั้ง กับนโยบายของพรรค และจำต้องเผยแพร่สารและวาทะ ทางการเมืองต่างๆ ออกสู่สาธารณะอย่างเป็นประจำ เพื่อให้ผู้มี สิทธิเลือกตั้งรู้สึกประทับใจ อีกทั้งพรรคและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ยังต้องคอยเตรียมสาร และวาทะทางการเมืองเพื่อตอบโต้ พรรคการเมืองคู่แข่งที่พยายามจะโจมตีสาร หรือวาทะทาง 64
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง การเมืองของผู้สมัครพรรคตรงกันข้ามด้วยการชูนโยบายที่ดีกว่า หรือต้องคอยพยายามเตรียมการตั้งรับกับคำถามอันเกี่ยวกับ พฤติกรรม บุคลิกลักษณะต่างๆ ของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง คู่แข่ง ด้วยข้อความที่สั้นได้ใจความและสามารถจะแสดงถึง ด้านลบของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้ง ประธานาธิบดีหรัฐอเมริกาปี ค.ศ.2008 ผู้ลงสมัครชิงตำแหน่ง ประธานาธิบดี นายจอนห์ แม็กเคน (John McCain) ใช้สารที่สื่อ เน้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นถึงความรักในชาติอเมริกัน (Patriotism) กับประสบการณ์ทางการเมืองที่อย่างนานของเขา (Political experience) ต่อมาก็ได้เปลี่ยนสารเป็น “ผู้ที่มีความคิด เป็นอิสระ (Maverick)” ทางด้านบารัก โอบามา (Barack Obama) ผู้แข่งขัน ได้ใช้สารคำว่า “เปลี่ยน (Change)” เพียงคำเดียวเพื่อ โจมตีสารทางการเมืองของนายจอนห์ แม็กเคน ทั้งหมด 2. การเงินกับการรณรงค์ทางการเมือง (Campaign finance) การรณรงค์ทางการเมืองที่ดีสามารถทำให้พรรค การเมืองมีเงินทุนเพิ่มขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไป ด้วยการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องออกพบปะสาธารณชน หรือ กลุ่มผลประโยชน์อยู่เป็นประจำและหากสาร วาทะทาง การเมือง หรือนโยบายของพรรคประทับใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือ กลุ่มผลประโยชน์ พวกเขาจะบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมือง เพื่อสนับสนุนพรรคที่เขาชื่นชอบ 3. การรณรงค์ทางการเมืองยุคใหม่ ในปัจจุบันเป็นที่ ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า พรรคการเมืองได้นำเทคนิคทาง การบริหารธุรกิจมาใช้ในการรณรงค์ทางการเมืองอย่าง 65
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก แพร่หลาย ลักษณะของโครงสร้างองค์กรพรรคการเมือง การดำเนินการบริหารพรรคต่างๆ มีสภาพไม่แตกต่างจากบริษัท หากต่างแต่เพียงอย่างเดียว คือตัวสินค้า เพราะพรรคการเมือง จะขายนโยบายและผู้สมัครให้แก่ประชาชน ดังนั้นในการ รณรงค์ทางการเมืองพรรคการเมืองจึงมีการจัดตั้งทีมรณรงค์ ทางการเมือง(Political consultants and the campaign’s staff) เช่นเดียวทีมขาย ประกอบกับการใช้เทคนิคการทำตลาด ทางการเมือง (Political Marketing) อาทิ การสร้างภาพลักษณ ์ ในตัวพรรค (Brand Royalty) นโยบายและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในแต่ละคนให้ตรงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยการทำโพลล์สำรวจว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการสิ่งใด ปรับภาพลักษณ์ให้เป็นที่สะดุดใจ และสร้างให้เกิดความประทับใจทันทีเมื่อแรกพบ ปรับสารและ วาทะทางการเมืองตลอดจนนโยบายให้เป็นข้อความที่สั้น กระชับและตรึงใจผู้สิทธิเลือกตั้งทันทีเมื่อได้ยิน โดยการใช้ เทคนิคการโฆษณาต่างๆ (Advertising and propaganda) ไม่ว่าจะ เป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ เข้ามา ช่วยเสริม อีกทั้งยังมีการจัดตั้งตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวให้กับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคน เพื่อให้ผู้จัดการสามารถเป็นทั้ง ผู้ช่วยที่คอยปรับบุคลิก สารและวาทะทางการเมือง ให้คำ ปรึกษาในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรณรงค์ทางการเมือง เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเมื่อแรกพบเห็น และจัดทำสำรวจโพลล์ทั้งเพื่อวัดความนิยมในตัวผู้สมัคร วัดความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัดความนิยมของ ผู้สมัครในพรรคคู่แข่ง (Benchmark) หรือแม้กระทั่งต้อง ตอบคำถามต่างๆ กับสื่อมวลชนแทนผู้สมัคร 66
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง 4. เทคนิคการรณรงรงค์ทางการเมือง มีตั้งแต่เทคนิค แบบเก่า เช่น การเยื่ยมเด็กตามโรงเรียน พบปะคนชรา ปรากฏ ตัวในหมู่บ้านเล็กๆ (Whistlestop tour) เดินตลาด เคาะประตู บ้าน ลงหนังสือพิมพ์ ส่งจดหมายไปยังสมาชิกพรรค จัดงาน เลี้ยงเชิญสมาชิกพรรคเพื่อเพิ่มผู้สนับสนุน เผชิญหน้ากับ ผู้สมัครคู่แข่งในที่ต่างๆ ไปจนกระทั่งเทคนิคสมัยใหม่ด้วยการ เปิดเว็บไซด์ผู้สมัคร ส่งจดหมายทาง e-mail อันเป็นเทคนิคที่เข้า ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มากที่สุด เร็วที่สุด และทันสมัยที่สุด หรือ การหันไปรณรงค์ทางการเมืองในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งเล็กๆ (Microtargeting) ของสังคม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการปฏิรูปการเมือง โดย วางกฎกติกาทางการเมืองใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลง ระบบการเลือกตั้ง อันมีทั้งการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และ การเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง รวมทั้งยังมี คณะกรรมการเลือกตั้ง อันเป็นองค์กรอิสระ เข้ามาทำหน้าที่ ควบคุมและจัดการเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองต้องปรับ กลยุทธ์ในการณรงค์หาเสียงและสร้างจุดขายเพื่อหาคะแนน นิยมให้ตนเองมากกว่าแต่ก่อน จึงได้เกิดมิติใหม่ในการณรงค์ หาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองมีการ นำเสนอนโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองผ่านสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น มีการใช้ริเริ่มที่จะนำรูปแบบการณรงค์ ทางการเมืองเพื่อการหาเสียงเลือกตั้งแบบใหม่ของต่างประเทศ 67
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก มาใช้ ด้วยวิธีการทำการตลาดทางการเมือง (Political Marketing) และคงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พรรคไทยรักไทยเป็นพรรค การเมืองแรกที่ประสบความสำเร็จในการรณรงค์หาเสียงเพื่อ การเลือกตั้งภายหลังการประกาศใช้ รัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย 2540 ดังที่ นันทนา นันทวโรภาส (2549) ได้กล่าวสรุปไว้ในงาน วิจัยเรื่อง “ชนะเลือกตั้งด้วยพลังการตลาด” ว่าพรรคไทยรักไทย ได้นำกรอบแนวคิดการตลาดทางการเมืองทุกชนิดมาใช้ได้อย่าง เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมการเมืองไทยทั้งการแบ่ง ส่วนตลาดผู้เลือกตั้ง (Voter segmentation) ที่สามารถจำแนกได้ ละเอียดชัดเจนและเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม การจัดวางตำแหน่งของ พรรคและหัวหน้าพรรค (Product positioning) เป็นตำแหน่ง ที่แตกต่างและสร้างประโยชน์แก่พรรค ขณะเดียวกันพรรคก็ใช้ ส่วนผสมของการตลาด 4Ps อย่างมีประสิทธิภาพโดยการใช้ การวิจัย (Polling) เป็นตัวนำในการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product) คือ นโยบายที่ตอบสนองความพอใจของผู้เลือกตั้ง และใช้ทั้งการตลาดแบบผลักดัน (Push marketing) ผ่านกิจกรรม ต่างๆ และการตลาดแบบดึงดูด (Pull marketing) ผ่านทาง สื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง โดยมีกลไกของรัฐเป็นตัวสนับสนุน โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งเมื่อพิจารณาผลการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 ที่พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้งสูงถึง 377 ที่นั่งย่อมเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของการรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้งภายใต้กรอบการตลาดเป็นอย่างดี 68
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวข้อง ความสำเร็จในการนำการตลาดทางการเมืองมาใช้ใน การรณรงค์ทางการเมืองเพื่อหาเสียงเลือกตั้งของไทยรักไทยนั้น ส่งผลให้พรรคอื่นๆ จำต้องปรับกลยุทธ์ในการรณรงค์ทาง การเมืองให้ทันต่อกระแสความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ชาวไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ด้วยการ Re-Branding พรรคประชาธิปัตย์ หรือการปรับใช้เทคนิคการ Branding นักการเมือง ของพรรคชาติไทย เป็นต้น แนวโน้มในการรณรงค์ ทางการเมืองเพื่อหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองไทย 1. พรรคการเมืองมีแนวโน้มในการรณรงค์หาเสียง โดย เน้นการประกาศนโยบายสาธารณะแบบประชานิยม ดังเช่นที่ นิยม รัฐอมฤต ได้กล่าวว่า “...ทิศทางของพรรคการเมืองไทย ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะยังไม่มีอะไรมากไปกว่าการแข่งขัน เพื่อให้ตนเองได้มี ส.ส.มากที่สุด และยุทธวิธีที่หนีไม่พ้นก็คือ การใช้เงิน และระบบอุปถัมภ์ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การแข่งขันประกาศนโยบายประชานิยม โดยมุ่งหวังที่จะสร้าง คะแนนนิยมจากประชาชน” (นิยม, 2550). 2. ประชาชนที่มีความใกล้ชิดกับข้อมูลข่าวสารจะให้ ความสำคัญกับนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้น 3. สื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และอื่นๆ จะเข้ามามีบทบาทในการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อการหาเสียง เลือกตั้งของพรรคการเมืองมากขึ้น 4. เงินยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการรณรงค์ทาง การเมืองเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง แต่อาจมิใช่ปัจจัยชี้ขาดถึง ผลสำเร็จของการเลือกตั้ง เพราะหากใช้จ่ายเงินในทางที่ผิด 69
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครนายก ไม่เป็นไปตามกฎหมายอาจจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ (พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 49 และ มาตรา 60) 5. จะมีการใช้ข้อมูลสารสนเทศสำหรับวางแผนและ ดำเนินการในการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง มากขึ้น เช่น มีการทำแบบสำรวจโพลล์ เพื่อค้นหาความ ต้องการของประชาชนมากำหนดเป็นนโยบายของพรรค การเมืองเพื่อใช้ในการหาเสียงมากขึ้น รวมทั้งมีการสำรวจความ นิยมของพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อ นำข้อมูลมาปรับกลยุทธ์ในการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อหาเสียง เลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพตรงใจกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีการปรับ วาทะทางการเมืองให้สั้น กระชับ เพื่อดึงดูดใจ และให้ผู้มีสิทธิ เลือกตั้งประทับใจในช่วงเวลาอันรวดเร็วและตรงจุดความ ต้องการ 6. พรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งจะรณรงค์ หาเสียงเลือกตั้งควบคู่ไปกับการจับจ้องพฤติการณ์การหาเสียง เลือกตั้งของคู่แข่งมากยิ่งขึ้น เพื่อหวังผลในการร้องเรียน ร้องคัดค้านอันจะนำมาสู่การไม่ประกาศผลการเลือกตั้งจาก ก.ก.ต. (กรณีที่ตนเองแพ้การเลือกตั้ง) และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่ายตรงข้าม (พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 114) 70
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง 6. แนวความคิดเก่ียวกับการตลาดการเมือง การตลาดทางการเมือง หมายถึง วิธีการจูงใจ เพื่อ ผลักดันส่งเสริมนักการเมืองและนโยบายพรรคการเมือง โดยนำ เครื่องมือสื่อสารมาใช้โฆษณาและประชาสัมพันธ์ จึงเปรียบได้ กับองค์กรธุรกิจที่มุ่งผลักดัน สนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือบริการ ของตน แต่มีความแตกต่างกันตรงที่เป้าหมายปลายทาง เนื่องจากพรรคการเมืองต้องการคะแนนเสียง ในขณะที่องค์กร ธุรกิจต้องการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ ให้นำมาซึ่งผลกำไร และรายได้สูงสุดที่มากกว่าต้นทุนของผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น เพื่อการอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งพรรคการเมืองไม่สามารถคิดเรื่อง ต้นทุนกำไรได้ แต่ก็มีจุดเหมือนคือความต้องการอยู่รอดของ พรรคการเมืองให้เป็นสถาบันการเมือง การตลาดทางการเมืองจึงมีความหมายกว้าง รวมถึง การประเมินผล และการออกแบบนโยบายและกลยุทธ์ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมือง ต้องติดตามผลและประเมินคะแนนนิยมของพรรคสม่ำเสมอ เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงนโยบาย และกลยุทธ์หาเสียงเลือกตั้ง ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แนวความคิดเก่ียวกับการตลาดทางการเมือง วิษณุ บุญมารัตน์ (2548) กล่าวถึงแนวคิดการตลาด ทางการเมืองว่า คือ นำการตลาดที่หมายถึงการตอบสนอง ความต้องการในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค และ ต่อองค์กรธุรกิจที่นำเสนอผลิตภัณฑ์หรือบริการ มารวมกับ การเมืองที่ยังไม่มีคิดถึงผลกำไรหรือขาดทุน แต่เน้นจัดสรร 71
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ทรัพยากรในสังคมได้เหมาะสมเท่าเทียม หรือเหลื่อมล้ำกัน ให้น้อยที่สุด การตลาดทางการเมืองจัดอยู่ในภาคบริการ ซึ่งมีความ แตกต่างกับการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ ดังนี้ 1. สินค้าบริการจะใช้ความมีชื่อเสียง น่าเชื่อถือ และ คำมั่นสัญญาเป็นสิ่งสำคัญชักจูงให้ผู้บริโภคซื้อบริการ เนื่องจากสินค้าทางภาคบริการไม่สามารถทดลองใช้ได้ก่อนทาง กายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสจับต้อง ทดลอง ชิม 2. สินค้าบริการจะไม่สามารถแยกขั้นตอนระหว่างการ ผลิต การขาย และจัดส่งสินค้าได้ เพราะสินค้าบริการจะดำเนิน กระบวนการต่อเนื่อง เมื่อมีการเลือกใช้บริการแล้วเท่านั้น รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ (2544) ได้วิเคราะห์ถึงตลาด การเมืองว่า มีลักษณะเป็นตลาดปริวรรตสาธารณะ (Public Exchange Market) ในขณะที่ตลาดสินค้าและบริการทั่วไปเป็น ตลาดปริวรรตเอกชน (Private Exchange Market) การที่การเมือง มีลักษณะเป็นตลาดปริวรรตสาธารณะ ก็หมายความว่า สิ่งที่ ซื้อขายกันในตลาดการเมืองนั้นเป็นการซื้อขายและแลกเปลี่ยน “บริการการเมือง” (Political Services) โดยมีราษฎรผู้มีสิทธิ เลือกตั้งเป็นผู้ซื้อ และนักการเมืองเป็นผู้ยึดกุมอำนาจการ บริหารเป็นผู้ขายสินค้า “บริการการเมือง” ซึ่งเป็นสินค้าที่มี สรรพคุณในการผลิตความสุขให้แก่ราษฎร สินค้าชนิดนี้ก็คือ นโยบายทางการเมือง ตลาดการเมืองจึงเป็นตลาดนโยบาย (Policy Market) ที่พ่อค้าคือนักการเมืองหรือผู้ผลิตนโยบายเสนอ ขายนโยบายพรรคการเมืองเพื่อแลกกับคะแนนเสียงของราษฎร 72
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้ซื้อนโยบาย โดยเห็นว่าตลาดการเมืองไทยเป็นตลาดที่ มิได้มีการแข่งขันสมบูรณ์ (Imperfect Competition) ด้วยเหตุผล อย่างน้อย 4 ประการ กล่าวคือ ประการแรก ในตลาดการเมืองไทยยังมีทำนบกีดขวาง สินค้าที่ดีมีคุณภาพเข้าสู่ตลาด (Barriers to Entry) โดยเฉพาะ อย่างยิ่งผู้ไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้ที่มิได้อยู่ในชนชั้นนำทาง อำนาจ (Power Elite) และผู้ที่ไม่มีเครือข่ายความสัมพันธ์ ทางการเมืองและมิได้จัดระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ทำนบ กีดขวางดังกล่าว จะเห็นได้จากตลาดการเมืองไทยต้องมี รายจ่ายในการรณรงค์หาเสียงมาก ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะ การรณรงค์ในการหาเสียงเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงรายจ่ายใน การซื้อเสียงอีกด้วย การบังคับให้ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง รวมทั้งอิทธิพลของหลักความเชื่อที่ว่า “พรรคใหญ่ดีกว่า พรรคเล็ก” ประการที่สอง ตลาดการเมืองไทยยังมีการกระจุกตัวของ อำนาจการเมือง (Power Concentration) กล่าวคืออำนาจ การเมืองในสังคมไทยมีการกระจุกตัวในฐานะเป็นแหล่งที่มา ของทรัพย์สินศฤงคารที่สามารถใช้เป็นฐานขยายอำนาจ การสร้างเครือข่ายทางการเมือง รวมตลอดจนการขยายระบบ ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ไม่มีความเป็น ธรรมในการกระจายรายได้และความไม่เป็นธรรมในการ กระจายทรัพย์สิน ผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและทางการเมือง ย่อมสามารถใช้ฐานะของตนทางการเมืองผลักดันนโยบาย ในทางที่เกื้อผลประโยชน์แก่ตนและพวกพ้องมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ 73
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก ไม่นับรวมการใช้อำนาจในทางฉ้อฉลคอรัปชั่น ซึ่งเป็นลักษณะ ที่เด่นในตลาดการเมืองไทยในปัจจุบันอีกด้วย ประการที่สาม ตลาดการเมืองไทยยังขาดความสมบูรณ์ ของสารสนเทศทางการเมือง (Political Information Imperfection) กล่าวคือ ประชาชนในฐานะผู้ซื้อโดยการเลือกตั้งยังไม่มีหรือ ยังไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมือง พรรคการเมือง นโยบายทางการเมืองและพฤติกรรมทางการเมืองอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้า “บริการการเมือง” นอกจากจะไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้องแล้ว ประชาชนยังต้องเผชิญหน้ากับการโฆษณา ชวนเชื่อหรือการโกหกทางการเมืองอีกด้วย นักการเมืองจึงเป็น “สินค้าที่ผู้บริโภคหาข้อมูลจากประสบการณ์การบริโภค” กล่าวคือ ประชาชนในฐานะผู้ซื้อหรือบริโภคจะตัดสินใจซื้อ สินค้านี้จากการมีข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ในการบริโภค มิได้แสวงหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ หากแต่รับทราบว่า สินค้า หรือบริการนั้นดีหรือเลวอย่างไรจากประสบการณ์บริโภคนั่นเอง ดังนั้นกว่าจะรู้ว่าสินค้ามีคุณภาพมากน้อยก็ต่อเมื่อได้ชิมหรือ ลิ้มรสแล้ว ประการสุดท้าย ตลาดการเมืองไทยยังขาดการมีส่วน ร่วมทางการเมืองของประชาชน (People Participation) อย่าง แท้จริง แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะให้สิทธิและอำนาจ แก่ประชาชนไว้มากกว่าที่เคยเป็นมาก็ตาม แต่รัฐบาลและ นักการเมืองยังขาดความจริงใจในการให้ประชาชนได้เข้ามาสู่ ตลาดการเมืองแห่งนี้ 74
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ภาคภูมิ ฤกขะเมธ (2552) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมืองถิ่น จังหวัดตาก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานักการเมืองถิ่นที่เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับเลือกตั้ง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นการศึกษาภูมิหลัง รูปแบบ ความสัมพันธ์เครือญาติ เครือข่ายนักการเมือง วิธีการหาเสียง ตลอดจนวิเคราะห์การเมืองถิ่นจังหวัดตาก จากการเก็บรวบรวม ข้อมูลเอกสาร หลักฐาน และการสัมภาษณ์ โดยใช้เทคนิคการ เชื่อมโยงบุคคลต่อบุคคล (Snowball technique)ตลอดจน สังเกตการณ์ในพื้นที่ ผลการศึกษาพบว่า นักการเมืองถิ่น จังหวัดตากมี 2 กลุ่มตระกูลใหญ่ที่วางรากฐานการเมือง ได้แก่ ตระกูลไชยนันทน์และตระกูลตันติสุนทร ซึ่งทั้งหมดเป็น นักการเมืองถิ่นในฝั่งตะวันออก และกลวิธีในการหาเสียง มีความใกล้เคียงกันคือใช้บัตรแนะนำตัวเอง แผ่นพับใบปลิว การโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยขับรถขยายเสียง การปราศรัย สาเหตุที่ทำให้ได้รับเลือกเกิดจากการเข้าถึงประชาชนอย่าง สม่ำเสมอ ความจริงใจ ความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ รวมถึงบุคลิกลักษณะที่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ก้าวร้าว ประกอบ กับมีความพร้อมทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา และหากเป็นนักการเมืองอาชีพทีไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนก็เป็น สิ่งสนับสนุนทำให้ได้รับการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามหากสามารถ สร้างเครือข่ายให้เกิดการยอมรับและศรัทธา และการรับรู้จาก ประชาชนในระยะสั้นได้ก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้รับ เลือกตั้ง และด้วยโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมทาง 75
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก การเมืองแบบไพร่ฟ้า ทำให้ประชาชนชาวตากยึดถือตัวบุคคล ดังนั้นไม่ว่านโยบายพรรคจะดีเพียงใดก็จะไม่ใช่ปัจจัยหลักใน การได้รับเลือกตั้งในจังหวัดตาก ศรุดา สมพอง (2550) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมืองถิ่น จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อรู้จักและเข้าใจบทบาท พฤติกรรมของนักการเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการศึกษา พบว่า ประการแรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด ฉะเชิงเทราตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) จะเป็นบุคคล ในทางกลุ่มชนชั้นนำของจังหวัด มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและ สังคมที่ดี เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัด โดยมีปัจจัยที่สำคัญจาก พื้นฐานทางด้านอาชีพการรับราชการ โดยเฉพาะการเป็น สมาชิกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน ประการที่สอง ลักษณะทางการเมืองในจังหวัดฉะเชิงเทราจะเป็นการสืบทอด อำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเครือญาติและการได้รับ การสนับสนุนจากกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ ด้วยกัน 2 กลุ่มคือ กลุ่มตระกูลฉายแสง นำโดยนายอนันต์ ฉายแสงและกลุ่มตระกูลตันเจริญ นำโดยนายสุชาติ ตันเจริญ ประการที่สาม ในการสังกัดพรรคการเมืองของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรในจังหวัดฉะเชิงเทรา จะไม่ได้ให้ความสำคัญ มากนัก เพราะลักษณะการลงคะแนนของประชาชนทั่วไปจะยึด ที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ประการสุดท้าย วิธีที่ใช้ในการหาเสียงของ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดฉะเชิงเทรา โ ด ย ท ั ่ ว ไ ป จ ะ ใ ช ้ ก า ร ล ง พ ื ้ น ท ี ่ พ บ ป ะ ป ร ะ ช า ช น ใ น พ ื ้ น ท ี ่ การปราศรัยบนเวที การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ การใช ้ รถขยายเสียงวิ่งตามท้องถนน แต่ที่สำคัญจะใช้วิธีการผ่านทาง 76
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง “หัวคะแนน” ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบารมีในพื้นที่ เช่น สมาชิกองค์การ บริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เป็นต้น ณรงค์ บุญสวยขวัญ (2548) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมือง ถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราช จากผลการศึกษาพบว่า ปฏิบัติการ ทางการเมืองนครศรีธรรมราชนั้นสัมพันธ์กับบริบทการเมือง ระดับชาติและบริบทสังคมวิทยาการเมืองแบบดั้งเดิมตามวิธี ของชาวนครศรีธรรมราช โดยแบ่งช่วงเวลาการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยออกเป็นสามช่วง ประกอบด้วย ยุคเทคนิควิธีการ หาเสียง ยุคสถาปนาพรรคประชาธิปัตย์ และยุคการจรรโลง ประชาธิปไตยและยุคจรรโลงตามลำดับ ดังนั้นการกล่าวถึง การเมืองนครศรีธรรมราชต้องเพ่งพินิจไปที่นักการเมืองจาก พรรคประชาธิปัตย์ เพราะความต่อเนื่องในการชนะเลือกตั้ง โดยมีลักษณะพัฒนาการจากระบบแบบเดิมหรือสังคมการเมือง ไทยแบบโบราณที่มีตัวแทนแบบอำนาจนิยมที่มีสายใยทาง ศาสนาไปสู่การเมืองระบบตัวแทนในระบอบประชาธิปไตยอย่าง เข้มข้น สู่การเมืองแบบใหม่ที่เน้นความสำคัญต่อระบบตัวแทน จึงประสบความสำเร็จในนครศรีธรรมราชสูงมาก ส่งผลให้ ประชาชนกลายเป็นผู้รับอุปถัมภ์ โดยมีผู้ให้อุปถัมภ์รายใหม่ คือ นักการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง โดยเน้นกลวิธีการหาเสียงมากกว่า การเมืองเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทุกกลุ่มการเมืองแย่ง ชิงการนำกันแต่ไม่ยอมพ่ายแพ้ออกจากความเป็นประชาธิปัตย์ สำหรับกระบวนการสร้างเครือข่ายการหาเสียง ในช่วงแรกมีการ ใช้พรรคพวก ญาติ เครือข่ายวิชาชีพครู เครือข่ายสถาบัน การศึกษาหรือชมรมศิษย์เก่าของสถาบันการศึกษา ในช่วง 77
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก การจรรโลงประชาธิปัตย์นั้นมีการใช้เครือข่ายสตรีซึ่งเป็นกลุ่มที่ ต่อยอดกลุ่มทางสังคมที่ทางราชการสร้างขึ้นมา การใช้กลไก ศาสนามาเป็นกลไกผลสร้างความเป็นนักการเมืองแบบ ประชาธิปัตย์ จากนั้นก็สร้างอุดมการณ์แบบประชาธิปัตย์ขึ้นมา และนักการเมืองท้องถิ่นที่พยายามสร้างความเป็นประชาธิปัตย์ นี้คือมาตรฐานทางการเมืองถิ่นนครศรีธรรมราชที่สามารถ จรรโลงอำนาจทางการเมืองด้วยการชนะการเลือกตั้งตลอดมา นิรันดร์ กุลฑานันท์ (2549) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมือง ถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่าง นักการเมืองมีความสัมพันธ์กันผ่านการทำธุรกิจและการ แบ่งปันผลประโยชน์ งบประมาณพัฒนาที่ลงมาในพื้นที่เลือกตั้ง มีความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกันบ้าง และสัมพันธ์กับกลุ่ม ผลประโยชน์ต่างๆ เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม องค์กร กู้ภัย เป็นต้น ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับ พรรคการเมืองจะสัมพันธ์ผ่านมุ้งการเมืองที่ตนสังกัดอยู่ สำหรับ ด้านวิธีการหาเสียงในการเลือกตั้ง มีพัฒนาการมาตั้งแต่การ เคาะประตูบ้าน จัดมหรสพแล้วปราศรัยหาเสียง ทำโปสเตอร์ แผ่นป้ายโฆษณา มาจนถึงการแจกสิ่งของ อาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้า และในท้ายที่สุดคือแจกเงิน สำหรับรูปแบบการจัดตั้ง หัวคะแนนเริ่มจากง่าย ๆ อาศัยผู้นำท้องถิ่นมาเป็นการวาง เครือข่ายคล้ายธุรกิจขายตรง มีสัดส่วนหัวคะแนนต่อผู้ใช้สิทธิ เล็กลง และนอกจากนี้ยังใช้วิธีการหาเสียงโดยจัดตั้งกองทุนให้ กลุ่มชาวบ้าน การอบรมและพาไปศึกษาดูงาน การจัดเลี้ยง การแจกเบี้ยเลี้ยง เป็นต้น 78
การทบทวนเอกสารงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง สุเชาวน์ มีหนองหว้า และกิติรัตน์ สีหบัณฑ์ (2549) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมืองถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ผลการศึกษา พบว่า เมื่อใช้เกณฑ์ภูมิหลังและอาชีพของนักการเมืองใน จังหวัดอุบลราชธานีตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 ยุค คือ ยุคของนักการเมืองที่เป็นข้าราชการระหว่างปี พ.ศ.2476 - พ.ศ.2514 และยุคของนักการเมืองที่เป็นนักธุรกิจ พ่อค้าระหว่างปี พ.ศ.2518-ปัจจุบัน (พ.ศ.2548) สำหรับเครือข่าย ของนักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ที่มีส่วนให้การสนับสนุน ทางการเมืองแก่นักการเมืองในจังหวัดอุบลราชธานีนั้น มีการ รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อให้ความช่วยเหลือกันในการเลือกตั้ง เช่น ในสมัยแรกๆ ภายหลังการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2518 เริ่มมีการ รวมกลุ่มทางการเมืองที่มีนายสุทัศน์ เงินหมื่นเป็นผู้นำ ต่อมา มีกลุ่มของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช และกลุ่มของนายไชยศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์ เป็นผู้นำ ส่วนในปัจจุบันมีกลุ่มการเมือง สำคัญ 2 กลุ่มคือกลุ่มที่มีนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ เป็นผู้นำ กับกลุ่มที่มีนายเกรียง กัลป์ตินันท์ เป็นผู้นำ แม้ว่าจะอยู่ใน พรรคการเมืองเดียวกัน โดยกลุ่มการเมืองเหล่านี้จะลงสมัคร ในนามพรรคการเมืองเดียวกันและเมื่อย้ายพรรคก็จะย้ายไป สังกัดพรรคใหม่คล้ายกัน ขณะเดียวกันหัวหน้ากลุ่มก็อาจมี ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับชาติที่เป็นแกนนำ ในระดับรองหัวหน้าหรือหัวหน้าพรรคการเมืองด้วย ในส่วน รูปแบบและวิธีการหาเสียงของนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง ในสมัยแรกกับสมัยปัจจุบันมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ในสมัยแรกการหาเสียงใช้รูปแบบของการออกปราศรัยตาม ท้องถิ่นต่างๆ ในเขตเลือกตั้ง และการใช้กลุ่มเครือญาติ เพื่อน 79
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก สนิทช่วยในการหาเสียง แต่รูปแบบและวิธีการหาเสียงในยุค ปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการจัดตั้งระบบหัวคะแนน ในหมู่บ้านและชุมชนกระจายครอบคลุมเขตเลือกตั้ง ซึ่งปัจจัย เกี่ยวกับความสามารถในการจัดตั้งหัวคะแนนจัดได้ว่าเป็น ปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่จะทำให้ผู้สมัครได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง นอกจากนี้ผู้สมัครยังจะต้องมีความสามารถและเอาใจใส่ต่อการ ให้บริการประชาชนในเขตเลือกตั้ง เช่นการดูแลทุกข์สุขของ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนที่มาขอความช่วยเหลือจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง การเข้าร่วม ในกิจกรรมงานบุญประเพณีที่ชาวบ้านในชุมชนจัดขึ้นอย่าง สม่ำเสมอตลอดเวลา ซึ่งรูปแบบและวิธีการหาเสียงดังกล่าว สำคัญมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร ที่เป็นคนมีความรู้ความสามารถ คบง่าย พึ่งพาได้ ก็เป็นปัจจัย ที่สำคัญประกอบกัน 80
บ4ทท ี่ ภาพรวมของ “การเมืองถ่ิน” และ “นักการเมืองถ่ิน” จังหวัดนครนายก ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยคณะราษฎรซึ่งนำโดยพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่สุดในการเมืองการปกครองของไทย เพราะเป็นการเปลี่ยน จากระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น ระบอบการปกครองโดยรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายจะสถาปนา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเป็นหลัก ในการปกครอง การเลือกตั้งถูกใช้เป็นกลไกหลักในการใช้ อำนาจอธิปไตยหรือการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยการใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนที่ม ี นโยบายตรงกับความต้องการของตนเองให้ไปใช้อำนาจ อธิปไตยแทนตนด้วยความชอบธรรม ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คณะราษฎร ได้จัดให้มีการเลือกตั้งครั้งแรกในวันที่ 15 พฤศจิกายน
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครนายก พ.ศ.2476 ในการเลือกตั้งครั้งแรก เป็นการเลือกตั้งโดยทางอ้อม คือ ประชาชนเป็นผู้เลือกผู้แทนตำบล ผู้แทนตำบลเลือกผู้แทน จังหวัดซึ่งเป็น ส.ส. ประเภทที่ 1 และมี ส.ส. ประเภทที่ 2 ได้จากการแต่งตั้งในจำนวนเท่ากัน ประกอบกันเป็นรัฐสภา สภามีวาระสมัยละ 4 ปี ทั้งนี้เนื่องมาจากคณะราษฎรเห็นว่า ประชาชนในประเทศยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในระบบ การเมืองรูปแบบใหม่ จึงให้เลือกตั้งโดยอ้อมก่อน รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรสยาม (ไทย) พุทธศักราช 2475 ยังมี บทเฉพาะกาลไว้ว่า จนกว่าประชาชนทั่วประเทศจะจบการ ศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 จำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชาชน ทั้งหมด หรือไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า (คือในปี พ.ศ. 2485) จะให้มี การเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งหมดและไม่มี ส.ส. ประเภทแต่งตั้งอีก ต่อไป ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเก่าหรือ ไม่ก็มีเชื้อสายของตระกูลผู้ปกครองเก่า ในจังหวัดนครนายก ก็เช่นเดียวกัน ในบทนี้ผู้เขียนได้นำเสนอสาระตามวัตถุประสงค์การ วิจัย โดยพิจารณาจากการเลือกตั้งในระดับชาติสู่ระดับท้องถิ่น เพื่อศึกษาความเป็นมาของนักการเมืองถิ่น เครือข่ายและความ สัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ ที่มีส่วนในการสนับสนุนทาง การเมือง บทบาทและความสัมพันธ์ของพรรคการเมืองและ นักการเมือง กลยุทธ์ในการหาเสียงและการรักษาฐานเสียง ในการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังได้พิจารณาแนวโน้มทิศทาง ทางการเมืองในจังหวัดนครนายก ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของการวิจัยดังกล่าว 82
ภาพรวมของ”การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถ่ิน” 1. การเลือกต้ังและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของจังหวัดนครนายก ต้ังแต่ พ.ศ. 2476 ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2554) การเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีขึ้นตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฏหมายว่าด้วยการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2554) ของประเทศไทยและของจังหวัดนครนายก มีลำดับ ดังนี้ การเลือกต้ังท่ัวไปครั้งท่ี 1 (15 พฤศจิกายน พ.ศ.2476) ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 พระราชบัญญัติธรรมนูญ การปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 กำหนดให้มีการ เลือกตั้งครั้งแรก เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบ ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา ประชาชนจงึ ไดใ้ ชส้ ทิ ธเิ ลอื กตง้ั เปน็ ครง้ั แรกในวนั ท่ี 15 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2476 ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ซึ่งกำหนดให้รัฐสภาไทยเป็นระบบสภาเดียว เรียกว่า “สภาผู้แทนราษฎร” ประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ ประเภทที่หนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และ สมาชกิ ประเภททส่ี องมาจากการแตง่ ตง้ั โดยพระบรมราชโองการ1 สมาชกิ ทง้ั สองประเภทมจี ำนวนเทา่ กนั และอยใู่ นตำแหนง่ คราวละ 1 ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ทำให้คงอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 1-4 รวมเวลาอยู่ในตำแหน่งนานถึง 12 ปี 5 เดือน 1 วัน (นคร พจนวรพงษ์ และอุกฤษ พจนวรพงษ์,2543 : 108) 83
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250