Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 33นักการเมืองถิ่นชุมพร

33นักการเมืองถิ่นชุมพร

Description: เล่มที่33นักการเมืองถิ่นชุมพร

Search

Read the Text Version

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร 16 จทดัางอเงศแครกผษรฐนใกนภิจกาาแรลพระณกทรางี่รค2ศห ึการษเใูปสานทยีแี่ไงกบมเลาสบอื ูงรกนขรตักณอ้งั โดงดรยงักงนกาคี้ารร์หจจดัาัดตเั้งอสจงียากคงรเ์กะลบรบืออหกยัวตค่าะั้งงแ ไนมน่เโปดย็นมทีรูปาแงบกบาขรอ งการ ผสู มคั รรบั เลอื กต้ัง ญาติพ่นี อง หรอื เพื่อน ๆ ซ่ึงเปน แกนการวางแผน ญาตใ/ินเพเขอ่ื ตนอๆําเภทอีร่ /ับตผาํ บิดชลอบ ญาต/ิ เพื่อน ๆ ทร่ี ับผิดชอบ ญาต/ิ เพื่อน ๆ ที่รบั ผดิ ชอบ ในเขตอาํ เภอ/ตาํ บล ในเขตอาํ เภอ/ตําบล หัวคะแนน หวั คะแนน หวั คะแนน แผทนี่มภาพ:ทพ่ี 2รชรูปัยแบเทบพขอปงัญกาญรจัดาอ. งนคัก รกอายรา เงมไมือเงปถนิ่นทาจงังกหารวใัดนชกาลรบรณุรี.รง คหาเสียงเลือกตัง้ ท่มี า : พ รชสัยถเทาพบปันญพญราะ.ปนกักกเการลเ้าม,ือ2ง5ถ5ิ่น2จ ังหวัดชลบรุ .ี สถาบันพระปกเกลา , 2552 การจัดองคกรในการรณรงคหาเสียงเลือกตั้งอยางเปนทางการ หรือเปนระบบเปนการ บชรปบัดัรรสทผิหัเบจดิาปำานรชรคยทงอุงง่ิรบกัญรขัพะม้นึายบีโเกคาแรกบรกตาแงี่ยรกหสลรบม็ วรระจุคีปา กใืคองญัดหหลับเหคอนไปามอวางใทาด็นงนคมี่แีเกคทรตส์กาาก์กํะารทรตโคบรต่ีคใาัญมแวงนบกยรเากกนังไเ่ีกยกมตปาาวาสขรร็กมนาปึร้นับภมกฏณาาอิบรรามงกถัตรครจิีทกงิงกทปาดารคนี่ปแมรรเฏท์หปาับแิบนกนาตับกปขรเิันะ้ึนม่สงรบไเี งดปมุียงบาใาีกทรนงหนาาะบเมรงลาาบแกแงยบือาเบงบรวงากมลงแน่งาาตาขหกลนรอั้งเูปนกะงแอแิแนบใ้าตบยไหงปทลบห่าะ้คขีโ่คนงหดอาววเนยงทปกจาวา่ีคยนา็นมมวรงกจาาาันดมร องรคกับรใผนิดกาชรรอณบรงมคห ีโาคเสรียงงสเลรือก้าตง้ังหมนรี ปู ้าแบทบี่แดตงั ตกอไตปน่าี้ งกันตามภารกิจที่ปฏิบัติ มีเป้าหมายงานของแต่ลผะสู หมคันร่วรบัยเงลาือกนตชั้งัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็มีปัญหา ใจนัดกกาารรโบตร้แิหยา้งรกทารผรัพูจปยัดฏกาาิบกรรรัตณบิงรุคางคนคหลเปาไเสม็นีย่ดรงะหีเทบรือ่าบญททาี่คตาวพิ งรนี่ กอ ไางมร่สมาามกาเกรถินทไปดแโทดนย ฝากยแันผนไงดาน้ในบฝาายงปเฏวิบลตั าิงานรูปฝแายบขบา วแขลอะปงรกะชาาสรัมจพัดันธอ งคฝ์กา ยรกใารนเงกิน ารฝรา ณยวสัรดงแุ คละ ์ เสบียง แผหนาภเาสพีย3งรเปู ลแบือบกขอตงกั้งารจมัดอีรงูปคก แรใบนกบารดรณังรตงค่อหาไเสปียนงเลี้ ือกตง้ั อยางเปนทางการหรือเปนระบบ ท่ีมา : พรชยั เทพปญญา.นกั การเมืองถิ่นจังหวัดชลบุร.ี สถาบันพระปกเกลา, 2552 ท่ีกลาวมาขาอ งยตางนไจรกะมต็ าีทม้ังขรปูอดแบีแบลขะอขงอกเสารียจคัดวอบงคคูกกัรนใไนปกาดรังรนณั้นรใงนคกหาารเสจียัดงอเลงคือกกรตรั้งณในรงทคุกหราูปเแสบียบง เลอื กตั้งดี แล ะมีความคลองตัวในการปฏิบัติงาน เหมาะสมกับทุกสภาพพื้นท่ี ควรมีการใชท้ัง 2 ระบบผสมผสานอยูในองคกรเดยี วกัน ดงั น้ี 32

การจัดองคกรในการรณรงคหาเสียงเลือกตั้งอยางเปนทางการ หรือเปนระบบเปนการ ปรับปรุงระบบและใหความสําคัญเก่ียวกับองทคบกทรวมนาเกอขกึ้สนามรีกงาารนแวบิจังยงแาลนะแทบฤษงหฏีทนี่เากที่ยี่คววข้อามง รบั ผิดชอบมโี ครงสรา งหนา ท่แี ตกตางกันตามภารกิจที่ปฏิบตั ิ มเี ปาหมายงานของแตละหนวยงาน ชัดเจนยิ่งขน้ึ แแตผก ็มนีปภญ าหพาใน3การรูปโตแแ ยบง กบาขรปอฏงิบกัตาิงารนจเปัดนอระงบคบ์กทรางใกนากรมาารกรเกณินไรปงโคดย์ จนการ บองรคิหการรใทนรกัพายรารณกรหรบงาุคคหเคสาลเียไสมยีงดงเีเเลทลาอืือทกกี่คตวตง้ั รมั้งไีรอมูปสยแาบ่ามบงาดเรงัปถตท็นอดไทปแทนาี้นงกกันาไดรใหนบราืองเเปวล็นารรูปะแบบบบข องการจัด ผูสมัครรบั เลือกต้ัง ผจู ัดการรณรงคห าเสยี งหรือญาตพิ ่ีนอง ฝา ยแผนงาน ฝา ยปฏิบตั งิ าน ฝายขา วและประชาสมั พันธ ฝายการเงนิ ฝา ยวสั ดแุ ละเสบียง แทผ่มี นาท ภ: าพี่ม พราช 3ยั :อรสพเยูปทถารแพงบชาปไบบัยรญขกันอ็ตญเงทพากามาพร.รนจะรปกัปูดัปัญอกแกงบาคญเรบกกเรขามลใอน.อื้ากงนง,กาถรักา2ริ่นรณ5กจจ5ราัดงัง2รคอห เหงวมคาัดเือกสชรียงลใงถนเบลิ่นกืรุอาจ.กี รสตังรถ้ังหณอาวยรบงาัดันงคชเพปห ลรนาะทเบสปาุรียงกกี.งเากเ รลลหอื รากือ, เต2ป5้ังน5รใ2ะนบทบุกรูปแบบ ที่กลา วมาขางตนจะมีท้ังขอดีและขอเสียควบคูกันไป ดังน้ันในการจัดองคกรรณรงคหาเสียง เลอื กต้งั ดี และมอีคยวา่ามงคไลรอกงต็ตัวใานมการรปูปฏแิบัตบิงบานขเอหมงากะสามรกจับัดทกุอสงภคาพ์กพร้ืนใทน่ี คกวารมรีกราณรใชรทงั้งค2์ ระบบหผสามเผสสียานงอเยลูในืออกงคตก ั้รงเดใียนวกทนั ุกดังรนูปี้ แบบที่กล่าวมาข้างต้นจะมีทั้งข้อดี และข้อเสียควบคู่กันไป ดังนั้นในการจัดองค์กรรณรงค์หาเสียง เลือกตั้งดี และมีความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน เหมาะสมกับ ทุกสภาพพื้นที่ ควรมีการใช้ทั้ง 2 ระบบผสมผสานอยู่ในองค์กร เดียวกัน ดังนี้ 33

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร แผนภาพที่ 4 รปู แบบการผสมผสานระหว่างการจัดองค์กร ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ กับการจัดองค์กรในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการหรือเป็นระบบ 17 ผูส มคั รรบั เลือกตง้ั ผูจ ัดการรณรงคหาเสยี ง/ญาติพน่ี อ ง/เพ ่ือนๆ ที่เปนแกนหลัก ฝา ยปฏิบตั งิ าน ฝา ยขา วและประชาสัมพันธ ฝายแผนงาน ญาต/ิ เพ่ือนๆ ทรี่ ับผดิ ชอบในเขตอําเภอ/ ตําบล ฝายการเงนิ ฝา ยวัสดุและเสบียง หวั คะแนน แทผ่มี นา ทภ:ี่มาพ พารชท ัย:่ี เ4ปสพเทนรถรพูปทชาาแปงบัยบญกบาันญรเกกทพาาบั พ.รกรนผาะปักสรจปกมัญัดผากอรสญงเเคกามนกาลอื รร.ใ้าะงนนถหก, ่นิาวัก2รา จร5กงณงั ก5าหรา2งรวรค เจัดหมดั าชเอือสลงงียบคงถุรกเล.ีิ่นรือสใจกนถตังกา้ังบหาอรันยวรพาณัดงรเรชปะงปนลคทกหบาเากงุรกเลสี.าารีย ,หง2รเือล5เ5ือป2กน ตระ้ังบอบยางไม แนว คิดเก่ียวกับสามเขตยุทธศาสตร แนวสาคมิดเขเตกย่ียุทวธศกาับสตสรา หมมเาขยตถงึ ยกุทาธรจศําาแนสกตกรล์ ุมประชาชนผูมีสิทธิออกเสียงเลือกต้ัง หรือ เกขลตมุ เผรเปาู้มาเเขหนีตสมอ่ื เาปงิทยจนเาปธสกกนลิาอาพ3มงอื้นพแฐเก้นืลขาทะนเตเี่เสพขปยตรา ียรเหุทขคมงากธาเายศลรเเพมาือื่อือสเกงปตขนตอกรงัุญ้์งไทหแยหจมไนมราําเืไปอยปนถกสพูผึงลรลรคสุ่กมําขาเอเรปงร็จมจต้าวาำลมหชแเปนมนา(หาMกมยกaาsยเลsปทPุ่ม่ีตa็นอrปtงyกร)3าะดรังชพนคา้ัืนอื้นชทนี่ ประชเาปชน้าผหมู สี มิทธาอิ ยอกเเสพยี ืง่อเลเอื ปกต็น้งั ทกีเ่ ปุญน ฐาแนคจะนแนำนเไสปยี งสขอู่ผงฝลายสเราำหเรรือ็จฝาตยเาขามจึงเมปีไม้ามาหกนมักาย สเปวนนกทใลหาี่ตญงม้อเปีลงนกั ษกมณวาละรเชฉนยคเเมฉยือยหเเมรขยือเตทฉีย่่ือเงัยรไชมาาทไ ดาเงอขกยาตูฝรเามเยปือใงด็นซ่ึงจกแะบลมงลีไาดักเงปษนณแกะลลเปมุ ะเนฉเกยขเลมตายงไรเมเขดาียกางกส วาาแลเระียเฉกยวเมายมปวญ ลหชาน กลุมเฉเยนเมื่อยงไรจเดาียกงสาพ(Iื้นgnฐoาraนntพPรaรssคivกe)ากรลเุม มนี้เือปน งกขลมุอทงี่มไีมทากยท่ีสไดุ มใน่เบปรร็นดาพผูมรี รค สทิ ธขิ์อออกเงสมยี งวเลลือกชตน้งั เ(ปMนผaทู s่ีมsคี วPามaรrนู tอyย)แลดะไังมนสนั้นใจเปรอื่ รงกะารชเมาอื ชง นกผารู้อมอีสกไิทปใธชสิอิทอธจิ์ กะยเดืสทีย่ี ง ตกาวั รบรไเคุ ณลมครลืองก่มเคปลกทานุม ่ีเตหกหเฉลมั้งนยักาทเะักมหสี่รเยมือปปสกกบัญ็าน่วบรหชนฐคุ าักคาใจ(ลIหูงนกnลตtญคeุมลlนอะle่เด้ีคcแปจวtuรนน็นจaกะนlามใรPชเรวaแสว sนมลsียวมiทvชืองeาท)นงขุจกกเรอาลฉิตรมุ งรใยนณนฝ้เีรรปเูป่างมนแคยกบดยลบาเุมทนรตขลาาี่ยองกึ งังๆหคนไรชมดือนงั ่ไชนฝดัน้้ัน่าก้อแลยนายวเงทู่ขฝไาดา่างแใจยนกึงใมด ี ขาราจชกะามร พีลนกัักงาษนรณัฐวสิะาเหปกจิ ็นแลกะลผูป าระงกมอบาธกุรกกจิ พวอ ่าคาทเรี่มีกียารกศวึกษ่าามเปวนลกลชุมบนุคเคปลท็น่ีรูเกรื่อลง าง การเมืองคอนขางดี แตไมคอยสนใจเกี่ยวกับการไปใชสิทธิ์เลือกตั้ง โดยคิดวาการเลือกต้ังมิใช ความหวัง หรือทางออกของการแกปญหาในการดํารงชีพของกลุมตน หรือไมมีความศรัทธาใน 34พรรคการเมอื ง และนักการเมืองทีล่ งสมัคร แตก ลมุ นจี้ ะมีความตื่นตวั ในการไปใชส ทิ ธ์ิเลอื กต้ังเม่ือ มคี วามขัดแยง ในประเดน็ การเมอื ง (Issue Politics) แนวทางรณรงคท่เี หมาะสมกับคนกลุมน้ีควร เปนแนวทางการรณรงคดานกวาง

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เก่ียวข้อง มีลักษณะเฉยเมย หรือเฉื่อยชาทางการเมือง ซึ่งแบ่งได้เป็น กลุ่มเฉยเมยไร้เดียงสา และเฉยเมยปัญหา กลุ่มเฉยเมยไร้เดียงสา (Ignorant Passive) กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีมากที่สุดในบรรดาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง เป็นผู้ ที่มีความรู้น้อยและไม่สนใจเรื่องการเมือง การออกไปใช้สิทธิ์จะ ยืดที่ตัวบุคคลเป็นหลัก หรือการชักจูง ตลอดจนการร่วมมือ ทุจริตในรูปแบบต่างๆ ดังนั้น แนวทางในการรณรงค์ที่เหมาะสม กับบุคคลกลุ่มนี้ควรจะใช้แนวทางการรณรงค์ด้านลึก กลุ่มเฉยเมยปัญหา (Intellectual Passive) กลุ่มนี้ เปน็ กลมุ่ ของคนชนชน้ั กลาง ไดแ้ ก่ ขา้ ราชการ พนกั งานรฐั วสิ าหกจิ และผู้ประกอบธุรกิจ พ่อค้าที่มีการศึกษา เป็นกลุ่มบุคคลที่รู้ เรื่องการเมืองค่อนข้างดี แต่ไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับการไปใช้สิทธิ์ เลือกตั้ง โดยคิดว่าการเลือกตั้งมิใช่ความหวัง หรือทางออกของ การแก้ปัญหาในการดำรงชีพของกลุ่มตน หรือไม่มีความศรัทธา ในพรรคการเมือง และนักการเมืองที่ลงสมัคร แต่กลุ่มนี้จะมี ความตื่นตัวในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเมื่อมีความขัดแย้งใน ประเด็นการเมือง (Issue Politics) เลือกตงั้ โดยคดิ วา่ การเลือกต้งั มิใช่ความหวัง แนวทางรณรงค์ที่เหมาะสมกับคนกลุ่มนี้ควรเป็น แนวทางการรณรงค์ด้านกว้าง เมื่อจุดชี้ขาดของการได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอยู่ที่ การช่วงชิงมวลชน ทั้งประเภทเฉยเมยไร้เดียงสา และเฉยเมย ปัญหา แนวทางการรณรงค์จะต้องจำแนกพื้นที่ออกเป็นเขต ยุทธศาสตร์ (Target Areas) และจำแนกกลุ่มบุคคลเป้าหมาย (Target Group) โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตเรา เขตเป็นกลาง และ 35

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร เขตเขา ตามแนวคิด 3 ยุทธศาสตร์ 8 ระดับความมั่นคง ดังนี้ 1. เขตเรา หมายถึง พื้นที่ฐานคะแนนเดิมของเรา ร้อยละ 60 ขึ้นไป ของผู้ที่มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ทั้งหมด (Voting Turn-out) จำแนกเป็น 3 ระดับ คือ 1.1 ระดับเรา – มั่นคงมาก หมายถึง พื้นที่ฐาน คะแนนเดิมของฝ่ายเราร้อยละ 80 ขึ้นไป 1.2 ระดับเรา – มั่นคง หมายถึง พื้นที่ที่มีฐาน คะแนนเดิมของฝ่ายเราร้อยละ 70 - 79 1.3 ระดับเรา – ค่อนข้างมั่นคง หมายถึง พื้นที่ที่มี ฐานคะแนนเดิมของฝ่ายเราร้อยละ 60 - 69 2. เขตเป็นกลาง หมายถึง พื้นที่ที่มีฐานคะแนนเดิม ของเราร้อยละ 45 - 59 จำแนกเป็น 2 ระดับ คือ 2.1 ระดับกลาง – โน้มเอียงเรา หมายถึง พื้นที่ที่มี ฐานคะแนนเดิมของฝ่ายเราร้อยละ 50 - 59 2.2 ระดับกลาง – โน้มเอียงเขา หมายถึง พื้นที่ที่มี ฐานคะแนนเดิมของฝ่ายเรา ร้อยละ 40 - 49 3. เขตเขา หมายถึง พื้นที่ที่มีฐานคะแนนเดิมของเรา ต่ำกว่าร้อยละ 40 จำแนกเป็น 3 ระดับคือ 3.1 ระดับเขา – ค่อนข้างมั่นคง หมายถึง พื้นที่ที่มี ฐานคะแนนเดิมของฝ่ายเรา ร้อยละ 30-39 3.2 ระดับเขา – มั่นคง หมายถึง พื้นที่ที่มีฐาน คะแนนเดิม ของฝ่ายเรา ร้อยละ 20-29 3.3 ระดับเขา – มั่นคงมาก หมายถึง พื้นที่ที่มีฐาน คะแนนเดิมของฝ่ายเราต่ำกว่าร้อยละ 20 36

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เก่ียวข้อง การช่วงชิงมวลชนนี้ จำเป็นต้องเริ่มจากเขตยุทธศาสตร์ เราก่อน โดยพยายามจัดตั้งและกระชับองค์กรจัดตั้งของฝ่ายเรา และจึงออกไปเคลื่อนไหวชิงมวลชนเฉยเมยทั้งสองกลุ่ม และ อาจทจ่ี ะไป หรอื ไมไ่ ปกไ็ ด้ ในการทจ่ี ะเขา้ ไปเคลอ่ื นไหวในเขตเขา ที่นี้แล้วแต่สถานการณ์ของการรณรงค์ที่เข้มข้นหรือไม่ ในช่วง ปลายของฤดูหาเสียง (พรชัย เทพปัญญา, 2552, น. 17-19) แผนภาพที่ 5 ความคิดสามเขตยุทธศาสตร์ 19 พรรค/นักการเมอื ง ที่มีการแขงขันสูง กลุม เฉยเมยไรเดยี งสา เ ขตเปนกลาง กลุมเฉยเมยปญหา เขตเปนกลาง แกนหลกั แกนรอง แผน ภาพท่ี 5 ความคดิ สามเขตยุทธศาสตร เขตเรา ทมี่ าท:ี่มพารช:ัยพเทรพชปัยญ ญเทาพ.นปักกัญารญเมาือ.งถนิ่นักจกงั าหรวเัดมชือลบงถรุ .ี ิ่นสจถาังบหันวพัดระชปลกบเกลุรี.า, 2552. แนว คว าม คดิ สเกถี่ยาวบกันบั กพารระหปาเกสเยี กงเลล้าอื ,กต25ั้ง52 การหาเสยี งมที ้ังแนวทางท่สี จุ รติ และทุจรติ โดยแนวทางสุจริตน้ันแยกได 2 ดาน คือ ดาน กวา งและดานลึก หรือในเชิงแนวนาบกับแนวดิ่ง โดยพิจารณาจากกลุมเปาหมายเปน หลัก สวน แนวทางทจุ ริตกแ็ ยกไดในทาํ นองเดียวกัน โดยทั่วไปการทุจริตในการเลอื กตั้งมักจะเกิดจากผูสมคั ร ท่ไี มเคยมีฐานมวลชนมากอน แตมีฐานทางเศรษฐกิจดี และมีความมุงหวังวาแพไมได แมวาจะ ไมไ ดเตรยี มการท่จี ะทุจรติ มากอ น หากแตว า ในชว งฤดูการหาเสียงเลือกตง้ั นัน้ อยูในสภาพสสู ีกับคู แขงขนั จึงจาํ ตองทจุ ริตเพอ่ื ใหไ ดชยั ชนะ การหาเสียงดานกวาง หมายถึง การใชส่ือประชาสัมพันธตาง ๆ โดยไมเนน 37 กลุมเปา หมาย แบง ได 2 ลกั ษณะ คอื - การใชส ่ือโฆษณาประชาสัมพนั ธ เชน คทั เอาท โปสเตอร แผนใบปลิว ออกรายการวิทยุ

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร แนวความคิดเก่ียวกับการหาเสียงเลือกต้ัง การหาเสียงมีทั้งแนวทางที่สุจริตและทุจริต โดยแนวทาง สุจริตนั้นแยกได้ 2 ด้าน คือ ด้านกว้างและด้านลึก หรือในเชิง แนวนาบกับแนวดิ่ง โดยพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก ส่วนแนวทางทุจริตก็แยกได้ในทำนองเดียวกัน โดยทั่วไปการ ทุจริตในการเลือกตั้งมักจะเกิดจากผู้สมัครที่ไม่เคยมีฐานมวล ชนมาก่อน แต่มีฐานทางเศรษฐกิจดี และมีความมุ่งหวังว่าแพ้ ไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ได้เตรียมการที่จะทุจริตมาก่อน หากแต่ว่าใน ช่วงฤดูการหาเสียงเลือกตั้งนั้นอยู่ในสภาพสูสีกับคู่แข่งขันจึงจำ ต้องทุจริตเพื่อให้ได้ชัยชนะ การหาเสยี งดา้ นกวา้ ง หมายถงึ การใชส้ อ่ื ประชาสมั พนั ธ์ ต่าง ๆ โดยไม่เน้นกลุ่มเป้าหมาย แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ - การใช้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น คัทเอาท์ โปสเตอร์ แผ่นใบปลิว ออกรายการวิทยุ และ โทรทัศน์ ใช้รถโฆษณาหาเสียง เป็นต้น - การปราศรัยบนเวที เช่น การจัดเวทีปราศรัยใหญ่ และการปราศรัยย่อย การหาเสียงด้านกว้างแบบสุจริต คือ ต้องมีมารยาท ทางการเมือง ไม่ใช้วิธีโจมตีคู่แข่ง ไม่ฉวยโอกาสแอบอ้างผลงาน ของผู้อื่น เป็นต้น การหาเสียงด้านกว้างแบบทุจริต คือ การทำลายป้าย โปสเตอร์คู่แข่ง การใส่ร้ายป้ายสี การโจมตีคู่แข่งด้วยแผ่น ใบปลิว และใช้การปราศรัยบนเวที รวมทั้งการฉวยโอกาสเอา 38

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เก่ียวข้อง สถานการณ์ที่ประชาชนมีความสงสัย ลังเลใจ ในเรื่องหนึ่งมา โจมตีหรือทำลายคู่แข่ง เพื่อสร้างคะแนนเสียงให้ตนทางสื่อ ประชาสัมพันธ์ และการปราศรัยบนเวที ข้อดีของการหาเสียงด้านกว้าง คือ ทำให้ประชาชนได้ ทราบถึงประวัติ และความเป็นมาของผู้สมัครรับเลือกตั้ง รู้นโยบายของพรรคที่ผู้สมัครสังกัดอยู่ ข้อเสียของการหาเสียงด้านกว้าง คือ ขาดความดึงดูดใจ ให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไปลงคะแนน ยกเว้นในกลุ่มประชาชนที่มี ความตื่นตัวทางการเมืองสูงอยู่แล้ว การหาเสียงด้านลึก หมายถึง การหาเสียงที่จะเน้น เฉพาะกลุ่มเป้าหมายในลักษณะเข้าพบประชิดตัวเพื่อหวัง คะแนน แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ - การใช้ระบบตัวแทน จะมีอาสาสมัครหรือหัวคะแนน เข้าพบประชาชนโดยที่ตัวผู้สมัครเองไม่ต้องลงพื้นที่ - การเข้าพบมวลชนโดยตรง ผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิน เคาะประตูบ้าน หรือพบปะประชาชนด้วยตัวเอง หรือจะเป็นในลักษณะการประชุมกลุ่มย่อย หรือ พูดคุย ปรึกษาในด้านปัญหา หรือความต้องการของ กลุ่มอาชีพนั้น ๆ หรือการเข้าร่วมงานประเพณี หรือ กิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน การหาเสียงด้านลึกแบบสุจริต ได้แก่ การเยี่ยมเยียน พบปะประชาชนในท้องถิ่น การเคาะประตูบ้าน การใช้อาสา สมัครเข้าชี้แจงกับประชาชน เป็นต้น 39

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร การหาเสียงด้านลึกแบบทุจริต ได้แก่ การแจกเงิน แจกสิ่งของ การซื้อบัตรประชาชน การปล่อยข่าวทำลายคู่แข่ง การทุจริตบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ การซื้อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อ เอื้อประโยชน์กับฝ่ายตน ข้อดีของการหาเสียงด้านลึก คือ การสร้างความผูกพัน สนิทสนมส่วนตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งกับประชาชน อันเป็นการสอดคล้องกับวัฒนธรรม การยึดถือตัวบุคคลของ คนไทย ข้อเสียของการหาเสียงด้านลึก คือ การใช้เวลาที่มาก เกินไปจนไม่สามารถทำได้ทุกพื้นที่ และมักจะถูกเรียกร้อง ผลประโยชน์อยู่เสมอ ดังนั้น การใช้แนวทางด้านนี้จำเป็นที่จะ ต้องมีการจำแนกกลุ่มและระดับของกลุ่มบุคคล ว่าจำเป็นต้องมี ความใกล้ชิดหรือไม่ ขนาดไหน เพียงใด เพราะเป็นการขัดแย้ง ระหว่างประสิทธิผลของแนวทาง กับการสูญเสียเวลา และ ผลตอบแทนของความใกล้ชิด การหาเสียงแบบด้านกว้างและด้านลึกในอดีตที่ผ่านมา นั้น มักมีข้อผิดพลาด คือ มีการใช้จ่ายกับการใช้สื่อโฆษณาเกิน ความจำเป็น และการไม่ประสานงานกันระหว่างแนวทางด้าน ลึก กับแนวทางด้านกว้าง เกี่ยวกับการปราศรัย จึงทำให้ขาด การขานรับ และการเสริมพลังซึ่งกันและกันของสองแนวทาง (พรชัย เทพปัญญา, 2552, น. 20) การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่สำคัญ และเพื่อมุ่งหวังสู่ การได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งของผู้สมัครนั้น จะต้องใช้ทั้ง รูปแบบที่สุจริตและทุจริตผสมกันไป เพราะในบางครั้งการ 40

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เก่ียวข้อง หาเสียงเลือกตั้งเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองในช่วงระยะ เวลาหนึ่งนั้น เป็นส่วนผลักดันให้เกิดกระแสความนิยมหรือการ ลดความนิยมในตัวผู้สมัครบางคน จนเกิดผลแห่งชัยชนะหรือ ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นได้ เช่น การให้ตัวแทนให้ข่าว หรือการบอก กล่าวให้ประชาชนทราบถึงความจริงในด้านลบในตัวผู้สมัครรับ เลือกตั้งที่เป็นคู่แข่งขันในสิ่งที่ประชาชนยังไม่ทราบมาก่อน แต่ ตอ้ งกระทำดว้ ยความระมดั ระวงั และไมใ่ หม้ หี ลกั ฐานใหจ้ บั ผดิ ได ้ แนวคิดเกี่ยวกับการแบ่งช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้ง ในการหาเสียงเลือกตั้งสิ่งที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การได้รับทราบถึงคะแนนนิยมของตน เพราะหากไม่รู้ หรือ ไม่สามารถที่จะประเมินได้ ก็จะมีความเสี่ยงสูงในการที่จะทำให้ ไม่ได้รับการเลือกตั้ง ดังนั้น เครื่องมือที่จะช่วยให้ทราบถึง คะแนนนิยมเพื่อแก้ไขในปัญหานี้ คือ การทำ “โพล” (Poll) หรือ การประเมินฐานคะแนนนิยมของตน สิ่งที่สำคัญของการ ประเมินฐานคะแนนนิยมนอกเหนือจากการตรวจสอบคะแนน นิยมในตัวผู้สมัครและพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นตัวชี้แนวทาง ก า ร เ ค ล ื ่ อ น ไ ห ว แ ล ะ ช ่ ว ง ช ิ ง ม ว ล ช น ไ ด ้ อ ย ่ า ง ม ี ป ร ะ ส ิ ท ธ ิ ภ า พ กล่าวคือ เมื่อเราทราบลักษณะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม ของแต่ละชุมชน การรับรู้ของมวลชน การรู้จุดเด่นและจุดด้อย ของพรรคการเมือง และคู่แข่งขันทางการเมือง ความต้องการใน ระยะสั้น และระยะยาวของมวลชนในชุมชนนั้นๆ จะทำให้เรา สามารถปรับกลยุทธ์ในการหาเสียงในแต่ละพื้นที่ แต่ละชุมชน ได้ตรงตามความต้องการของมวลชน อันเป็นการเสริมข้อเด่น ลดข้อด้อยของตน ยุทธวิธีการหาเสียงอาจจะต้องมีการปรับตั้ง 41

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร แต่นโยบายการหาเสียงทั้งในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ตลอดจน แนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อจัดตั้งมวลชนในแต่ละชุมชนเพื่อ กระชับความเข้มแข็งให้องค์กรสามารถขยายฐานมวลชนได้ใน ระดับต่อไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการทำ “โพล” (Poll) จะเป็น เครื่องมือที่จำเป็นในการประเมินคะแนนนิยมของผู้สมัครก็ตาม แต่สิ่งสำคัญยิ่งไปกว่าก็คือ การจัดระบบระยะยาวในการหา เสียงเลือกตั้งเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากมวลชนส่วนใหญ่ใน การไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ระยะเวลาการหาเสียงเลือกต้ังแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้ 1. ช่วงต้นฤดูการหาเสียง (สัปดาห์แรก – สัปดาห์ที่ 3 ของวันปิดรับสมัคร) สิ่งที่ทีมงานต้องทำในช่วงนี้คือ การสำรวจคะแนน นิยมเพื่อทราบถึงฐานคะแนนของผู้สมัครแต่ละคน แต่ละ พรรคการเมืองว่าเป็นอย่างไรในแต่ละพื้นที่ จากนั้นจึงนำฐาน คะแนนของแต่ละพื้นที่มากำหนดเป็นเขตยุทธศาสตร์สามเขต คือ เขตเขา เขตเรา และเขตเป็นกลาง เพื่อกำหนดยุทธวิธีใน การหาเสียงเลือกตั้งในช่วงต้นฤดูการเลือกตั้ง คือ การทำให้ มวลชนได้รับรู้เกี่ยวกับตัวผู้สมัคร พรรคการเมือง และหมายเลข ผู้สมัคร การดำเนินการเคลื่อนไหวจะเป็นพื้นที่เขตเราเป็นหลัก ในขณะที่เขตเป็นกลาง และเขตเขา จะดำเนินการเพียงเพื่อหา ตัวผู้นำท้องถิ่นที่มีมวลชนให้ความเชื่อถือ รวมทั้งศึกษาระดับ อิทธิพล และการเคลื่อนไหวของฝ่ายคู่แข่ง 42

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีท่ีเก่ียวข้อง 2. ช่วงกลางฤดูการหาเสียงเลือกตั้ง (สัปดาห์ที่ 4 – สัปดาห์ที่ 5) ในช่วงกลางฤดูจะมีการสำรวจคะแนนนิยมเป็นครั้งที่ 2 เพื่อประเมินการเคลื่อนไหวในช่วงต้นฤดูว่าฐานคะแนนเสียง มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนยุทธวิธี การเคลื่อนไหวให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้ เปลี่ยนแปลงไป การเคลื่อนไหวในช่วงนี้จะเริ่มขยายอิทธิพล ในเขตที่เป็นกลาง ในขณะเดียวกันก็พยายามสร้างหัวคะแนน ในพื้นที่ฝ่ายคู่แข่ง ส่วนเป้าหมายของการหาเสียงในช่วงกลาง ฤดู คือ การรุกคืบขยายมวลชนในเขตเป็นกลาง 3. ช่วงปลายฤดูการหาเสียงเลือกตั้ง (สัปดาห์ที่ 6 – วันสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง) เป้าหมายของการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงปลายฤดู คือ การรักษาพื้นที่ของฝ่ายเราไว้ ในขณะเดียวกันก็ทำการ เคลื่อนไหวในช่วงกลางฤดูได้ ซึ่งอาจที่จะรุกคืบเข้าไปขยายฐาน มวลชนในเขตพื้นที่ของคู่แข่งขัน และคอยป้องกันไม่ให้คู่แข่งใช้ ยุทธวิธีฉ้อฉล เช่น การซื้อเสียงหรือการโกงในหน่วยเลือกตั้ง (พรชัย เทพปัญญา, 2552, น. 24) การแบ่งช่วงระยะเวลาในการหาเสียงเลือกตั้งจะเป็น ตัวชี้ขาดที่มีผลต่อการพ่ายแพ้ การชนะการเลือกตั้งได้ในระดับ ที่สำคัญพอสมควร เพราะถ้ามีการวางแผนผิดพลาดก็จะเกิด เป็นความไม่ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน มีความไม่เข้าในในกลุ่ม ผู้สนับสนุนหรือแกนนำของผู้สมัครรับเลือกตั้ง จนทำให้เกิดการ สับสน อาจไม่มีการปฏิบัติงานทางการเมืองให้กับผู้สมัครรับ 43

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร เลือกตั้งที่ตนสนับสนุนอยู่ในระยะเบื้องต้นได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการ เลือกตั้งที่จะทำให้พ่ายแพ้คู่แข่งขันได้ 7. พรรคการเมอื งกับการคดั เลือกผ้สู มัครรบั เลือกต้ัง พรรคการเมืองโดยมากจะคัดเลือกผู้สมัครโดยจะ พิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่จะส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนี้ 1. ชื่อเสียงของผู้สมัครเป็นที่รู้จัก และยอมรับนับถือของ ประชาชนในเขตเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด เพราะ หากมีชื่อเสียงเป็นที่นิยม ย่อมสะท้อนถึงโอกาสที่จะ ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตนั้น 2. ฐานเสียง คือ การได้รับการสนับสนุนของประชาชน ในเขตเลือกตั้งต่อผู้สมัคร เช่น การมีเครือญาติ พี่น้อง พรรคพวก บุคคลที่เคารพนับถือ เป็นต้น โดยที่กลุ่มเหล่านี้พร้อมที่จะลงคะแนนเสียงให้แก ่ ผู้สมัครฐานเสียงนี้ครอบคลุมถึงการจัดตั้งตัวแทน หรือหัวคะแนนที่จะช่วยในการหาเสียงอีกด้วย 3. ความประพฤติและการประกอบอาชีพ พรรค การเมืองจะพิจารณาการประพฤติตัวของผู้สมัคร จากความรู้สึกของประชาชนจากเขตเลือกตั้งนั้น ว่าเห็นเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี ส่วนในด้านอาชีพก็จะ ต้องประกอบอาชีพที่ประชาชนไม่รังเกียจและไม่ผิด กฎหมาย 4. ฐานะทางเศรษฐกิจ โดยทั่วไปแล้วพรรคการเมือง 44

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง จะให้ความสนใจกับผู้สมัครที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี เพราะจะได้ไม่เป็นภาระในเรื่องค่าใช้จ่ายของพรรค มากนัก สำหรับวิธีการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคมีวิธี การสำคัญอยู่ 3 วิธี ได้แก่ 1. คัดเลือกผ่านกลไกพรรค จะเป็นสาขาพรรค หรือ ศูนย์ประสานงาน 2. คัดเลือกผ่านกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรค 3. คัดเลือกจากผู้แทนราษฎรของพรรค ในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคจะให้การสนับสนุนด้าน วิชาการ ด้านบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ และด้านเงินทุนการใช้ อาสาสมัคร การใช้ผู้นำพรรคหรือผู้ที่มีชื่อเสียงของพรรคช่วย การหาเสียง การเสนอนโยบายพรรค และแนวทางแก้ไขปัญหา รวมทั้งกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการหาเสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ ผู้สมัครได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร (พรชัย เทพปัญญา, 2552, น. 25) 8. กลเม็ดการโกงเลือกตั้ง ลิขิต ธีรเวคิน (2543) กล่าวว่ากลเม็ดการโกงการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง และผิดระเบียบของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ที่สำคัญยังสะท้อนถึงอุปสรรค ในการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด้อยพัฒนา ทางการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งและประชาชนที่เห็นแก่ อามิสสินจ้าง หรือที่เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่าย หัวคะแนน กลเม็ด 45

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร การโกงการเลือกตั้งเห็นได้จากการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกมีดังต่อ ไปนี้คือ (พรชัย เทพปัญญา, 2552 น. 27) 1. ซื้อเสียงเลือกตั้งโดยผ่านหัวคะแนน คือ บุคคลที่รับ หน้าที่ในการรับเงินส่วนหนึ่งซื้อเสียงจากประชาชน และกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัว โดย มากจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น และบ่อยครั้งที่ เป็นราชการระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นการซื้อเสียงที่เห็น กันอย่างชัดเจนที่สุด 2. การใช้เงินซื้อเสียงหน้าหน่วยเลือกตั้งในวัน ที่ลงคะแนน ซึ่งเรียกกันว่า “ซื้อปลาสด” หรือ “ยิงเผาขน” ประชาชนที่มายังหน่วยเลือกตั้งก็ซื้อกัน ตรงนั้นเลย หรือที่เรียกกันว่า buying on the spot 3. จ้างรถประจำทาง สองแถว รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รับคนมาลงคะแนนเสียงโดยไม่เสียค่าบริการ พร้อมทั้งได้รับเงินด้วย 4. หัวคะแนนไปสัญญาว่าเมื่อลงคะแนนให้จะให้เงิน หลังวันประกาศผลเป็นค่าตอบแทน 5. แจกเงินในปั๊มน้ำมันย่อย หรือที่เรียกว่าปั๊มลอย ซึ่งก็ คือปั๊มที่มีถังน้ำมันและมีเครื่องสูบน้ำมันที่เป็นหลอด แก้ว โดยให้คนไปเติมน้ำมันฟรี เพื่อแลกกับคะแนน เสียง 6. แจกขา้ วสาร อาหารแหง้ นำ้ ปลา นำ้ มนั พชื ผา้ ขาวมา้ 46

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง 7. เอาเงินไปวางไว้ในร้านค้าย่อย แล้วบอกให้ประชาชน ไปเบิกของได้ในจำนวนที่กำหนดไว้ เพื่อแลกกับ การลงคะแนนเสียงให้ 8. รับรองว่าจะประกันราคาพืชไร่ สร้างถนน สร้างฝาย กั้นน้ำ ถ้าหากได้รับเลือกตั้ง 9. เอาเงินไปวางไว้ให้กับบุคคลที่ไว้ใจเพื่อให้ไปเล่นการ พนัน โดยต่อให้เบอร์ของตนเป็นผู้รับเลือก และได้ รางวัลสูงเพื่อคนที่เล่นการพนันจะเทคะแนนเสียงให้ และจงู ใจผู้อื่นลงคะแนนเสียงให้ 10. เปิดให้แทงแบบยี่กี ซึ่งเป็นการพนันแบบจีน โดยให้ รางวัลแบบ 10 เท่า เพื่อตอบแทนกับการสนับสนุน โดยการให้พรรคพวกมาลงคะแนนเสียงให้ 11. ใช้ข้าราชการฝ่ายปกครองและตำรวจร่วมมือกับ นายบ่อนให้ช่วยซื้อเสียง มิฉะนั้นจะสั่งปิดสถาน บริการ 12. ใช้อิทธิพลแจกยาบ้าให้กับผู้ที่ติดยา เพื่อเป็นรางวัล ให้กับการที่ไปลงคะแนนเสียงให้ 13. ให้ข้าราชการไปบังคับ ขู่เข็ญ กับชาวบ้านให้มาลง คะแนนเสียงให้ เป็นการใช้อิทธิพลที่ผิดกฎหมาย 14. เลี้ยงโต๊ะจีนย่อยในบ้าน ครั้งละ 2 โต๊ะ เพื่อไม่ให้ เป็นการเอิกเกริก โดยได้รับการสนับสนุนการ ลงคะแนนเสียงให้เป็นการตอบแทน 47

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร 15. ใช้อำนาจแฝงโดยการจัดงานเลี้ยง จากนั้นก็ปรากฏ ตัวเพื่อเป็นการสร้างบุญคุณ ซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย เลือกตั้ง 16. ใช้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข่มขู่ หลอกลวงชาวบ้านว่า ผู้สมัครรายอื่นไม่มีผลงาน จะไม่ทำประโยชน์ให้กับ ชุมชน จึงไม่ควรลงคะแนนเสียงให้ 17. ใช้ข้าราชการที่วางตัวไม่เป็นกลาง เอื้ออำนวยต่อการ ลงคะแนนเสียงที่เป็นประโยชน์ต่อตน ข้าราชการ ดังกล่าวมักจะได้รับคำสั่งมาอีกทีหนึ่ง 18. ใช้วิธีการล๊อคเขตไม่ให้ผู้สมัครคนอื่นเข้าไปในเขต โดยการทำลายโปสเตอร์ แผ่นพับประกาศต่างๆ 19. ใช้ความสัมพันธ์จากองค์กรจัดตั้งมวลชน เช่น มูลนิธิ สมาคม NGOs โดยมีการบริจาคแบบแอบแฝงเพื่อให้ มีการสนับสนุนทางการเมือง 20. ขอให้พรรคการเมือง หรือนักการเมืองช่วยเหลือใน ด้านคะแนนจากคะแนนจัดตั้ง โดยคะแนนดังกล่าว เป็นคะแนนพื้นฐานที่สำคัญ 21. ซื้อกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดและซื้อกรรมการอ่าน คะแนนเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อตนเอง 48

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีท่ีเกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เก่ียวข้อง ณรงค์ บญุ สวยขวญั (2549) ไดศ้ กึ ษาเรอ่ื ง นกั การเมอื งถน่ิ จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ปฏิบัติการทางการเมือง นครศรีธรรมราชนั้นสัมพันธ์กับบริบทการเมืองระดับชาติ และ บริบทสังคมวิทยา การเมืองแบบดั้งเดิมตามวิธีของชาว นครศรีธรรมราช โดยแบ่งช่วงเวลาการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยออกเป็นสามช่วง โดยมีคุณลักษณะของแต่ละ ช่วงต่างกันไป ประกอบด้วยช่วงแรก พ.ศ. 2475 – 2500 ยุคเทคนิควิธีการหาเสียง ช่วงที่สอง พ.ศ. 2500 – 2535 ยุคสถาปนาพรรคประชาธิปัตย์ เน้นการปราศรัยอภิปราย ด้วยลีลาดุดัน กลายเป็นดาวสภา หางบประมาณลงสู่เขต ต่อสู้กับลัทธิ และอิทธิพลเพื่อประชาธิปไตย ช่วงที่สามหลัง พ.ศ. 2535 ยุคจรรโลงประชาธิปไตย และยุคจรรโลงความเป็น ประชาธิปัตย์ในนครศรีธรรมราช บูฆอรี ยีหมะ (2549) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมืองถิ่น จังหวัดปัตตานี พบว่า การเมืองปัตตานีสามารถแบ่งพัฒนาการ ได้เป็น 3 ยุค คือ ยุคแรก ระหว่าง พ.ศ. 2476 – 2528 เป็นการต่อสู้ช่วงชิง ทางการเมืองระหว่างตระกูลอดีตเจ้าเมืองกับตระกูลนักการ ศาสนาและเครือข่าย ยุคที่สอง ระหว่าง พ.ศ. 2529 – 2547 เป็นการก่อตั้งกลุ่ม การเมืองเพื่อเป็นกลไกในการต่อรองกับพรรคการเมืองและ กลยุทธ์ในการชนะการเลือกตั้ง คือ กลุ่มวาดะห์ และกลุ่มญมา อะฮอ์ ลุ ามะหป์ ตั ตานดี ารสุ สลาม (ชมุ ชนนกั ปราชญแ์ หง่ ปตั ตาน)ี 49

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร ยุคปัจจุบัน ระหว่าง พ.ศ. 2548 – ปัจจุบัน การเกิด วิกฤติความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อให้เกิดความ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่ออดีตนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงต้อง พ่ายแพ้ให้กับนักการเมืองหน้าใหม่ พิชญ์ สมพอง (2551) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมืองถิ่น จังหวัดยโสธร พบว่า นักการเมืองถิ่นยโสธรจำแนกได้ 3 กลุ่ม ใหญ่ คือ กลุ่มนักสื่อสารมวลชน กลุ่มครู อาจารย์ ข้าราชการ เก่า และนักกฎหมาย กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น และนักธุรกิจ เครือข่ายสายสัมพันธ์ที่พบ จะเป็นบิดา-บุตร 1 คู่ นอกนั้น จะเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง ในระดับท้องถิ่น กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และกลุ่ม ผลประโยชน์ทางสังคม และวัฒนธรรม พรรคการเมือง คือ กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง มีบทบาทสูงต่อนักการเมืองถิ่น ยโสธร นักการเมืองถิ่นยโสธรมีการเปลี่ยนสังกัดพรรคตามวาระ ของรัฐบาล โดยพรรคใดเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ นักการเมือง ถิ่นยโสธรก็สังกัดพรรคนั้น ส่วนกลวิธีสำคัญในการหาเสียงได้แก่ การลงพื้นที่ พบประชาชนโดยสม่ำเสมอ การให้ความอุปถัมภ์ ช่วยเหลือในรปู แบบต่างๆ รักฎา เมธีโภคพงษ์ และ วีระ เลิศสมพร (2551) ได้ศึกษา เรื่อง นักการเมืองถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า นักการเมืองถิ่น จังหวัดเชียงใหม่สามารถจำแนกได้ดังนี้ คือ อดีตข้าราชการใน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรทางการศึกษา นักธุรกิจ บุคคลที่มีตำแหน่งในสมาคม/ชมรม อดีตข้าราชการในการ บริหารราชการส่วนภูมิภาค นักกฎหมาย และบุคลากรด้าน 50

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีท่ีเกี่ยวข้อง สื่อมวลชน ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนักการเมืองชาย มีนักการเมืองหญิงเพียง 4 คน โดยในจำนวนนี้มีความสัมพันธ์ กับนักการเมืองคือ เป็นคู่สมรส 2 คน และญาติ 1 คน สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่ง 7 สมัย คือ นายไกรสร ตันติพงศ์ รองลงมาคือ 6 สมัย ได้แก่ นายทองดี อสิ ราชวี นิ นายเจรญิ เชาวป์ ระยรู และนายสรุ พนั ธ์ ชินวัตร พรชัย เทพปัญญา (2552) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมืองถิ่น จังหวัดชลบุรี พบว่า 1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดชลบุรี ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) จะเป็นบุคคลที่อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำของ จังหวัด มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี เป็นที่รู้จักของ คนในจังหวัด โดยมีพื้นฐานสำคัญจากการเป็นผู้นำท้องถิ่น และ เคยร่วมทำงานอยู่ในกลุ่มการเมืองท้องถิ่นมาก่อน ซึ่งเป็นการ สืบทอดอำนาจทางการเมืองในกลุ่มเครือญาติ และคนรู้จักที่มี ความสนิทสนมกัน 2. ลักษณะการเมืองในจังหวัดชลบุรี จะมีการแข่งขันกัน อยู่ 2 กลุ่มชัดเจน ระหว่างกลุ่มเรารักชลบุรี ที่มีตระกูลคุณปลื้ม เป็นแกนนำสำคัญ มีฐานคะแนนอยู่ที่กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น เช่น สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.จ.) สมาชิกองค์การ บริหารส่วนตำบล (อ.บ.ต.) และผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กับกลุ่มการเมืองที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบัน ที่มีฐาน คะแนนจากกลุ่มทั่วไป และอาศัยกระแสพรรคเป็นสำคัญ 51

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร 3. การสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และมีกระแสที่ดี ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี จะส่งผลต่อคะแนน เสียงเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนจังหวัดชลบุรีมีความนิยมที่ จะเลือกลงคะแนนตามกระแสของพรรคที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้ง รัฐบาล และหัวหน้าพรรคจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี 4. วิธีการหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี จะเน้นที่การลงพื้นที่พบปะกับประชาชนเป็น สำคัญ มีการปราศรัยย่อยในพื้นที่ การปราศรัยใหญ่บนเวที การใชส้ อื่ ตา่ งๆ ในการประชาสมั พนั ธ์ เชน่ ป้ายหาเสยี ง แผน่ พับ แนะนำตัว รถปิ๊คอัพติดเครื่องเสียงใช้วิ่งในพื้นที่ การใช้สื่อ โทรทัศน์เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น และการใช้หัวคะแนน จากความ สัมพันธ์ส่วนตัวของผู้สมัคร ภาคภูมิ ฤกขะเมธ (2551) ได้ศึกษาเรื่อง นักการเมือง ถิ่นจังหวัดตาก พบว่า นักการเมืองถิ่นจังหวัดตาก มี 2 กลุ่ม ได้แก่ ตระกูลไชยนันท์ นับตั้งแต่นายเทียม นายเทิดพงษ์ และ นายธนิตพล ไชยนันท์ รวมทั้งนายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ และหากจัดกลุ่มที่มาจากเครือข่ายนักการเมืองบ้านจีน นายหมัง สายชุ่มอินทร์ และนายเฉลียว วัชรพุกก์ ก็จะรวมอยู่ ในกลุ่มนี้ด้วย ขณะที่ ตระกูลตันติสุนทร เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ เป็นนักธุรกิจพ่อค้าในจังหวัดได้แก่ นายอุดร นายรักษ์ และ นายธนญ ตันติสุนทร และหากแบ่งกลุ่มทางภมู ศิ าสตร์ จะพบวา่ ทั้งหมดเป็นนักการเมืองถิ่นในฝั่งตะวันออก สำหรับนักการเมือง ถิ่นในฝั่งตะวันตก ได้แก่ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ และ นายแพทย์ถาวร กาสมสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมด 52

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง ที่กล่าวมานี้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผูกขาดการเมืองถิ่น จังหวัดตาก ยกเว้นนายอุดร ตันติสุนทร นายเฉลียว วัชรพุกก์ และนายหมัง สายชุ่มอินทร์ กลวิธีในการหาเสียงมีความ ใกล้เคียงกัน คือ ใช้บัตรแนะนำตัว แผ่นพับใบปลิว การโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยขับรถขยายเสียง การปราศรัย สาเหตุที่ทำให้ได้รับเลือกตั้ง เกิดจากการเข้าถึงประชาชนอย่าง สม่ำเสมอ ความจริงใจ ความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือรวม ถึงบุคลิกลักษณะที่อ่อนน้อม ถ่อมตน ไม่ก้าวร้าว ประกอบกับ มีความพร้อมทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจ ทางการศึกษา และ หากเป็นนักการเมืองอาชีพ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนก็เป็น สิ่งสนับสนุนทำให้ได้รับการเลือกตั้ง สรุป จากกรอบแนวคิด เกี่ยวกับปรัชญาการเมือง ระบบการเมือง การเลือกตั้งนักการเมือง การเรียกร้อง ผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ การเป็นตัวแทนการเลือกตั้ง การหาเสียงเลือกตั้ง และทฤษฎีว่าด้วยชนชั้นนำ (Elitist theory) ผู้วิจัยได้นำเอา แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็น กรอบในการวิเคราะห์และอธิบายถึงลักษณะเครือข่าย และความสัมพันธ์ของนักการเมือง ความสัมพันธ์ของกลุ่ม ผลประโยชน์ ทม่ี สี ว่ นในการสนบั สนนุ ทางการเมอื งแกน่ กั การเมอื ง บทบาทและความสัมพันธ์ของพรรคการเมืองกับนักการเมือง และวิธีการหาเสียงในการเลือกตั้งของนักการเมืองในจังหวัด ชุมพร โดยสามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองของ นักการเมืองถิ่นชุมพร ได้เป็นอย่างดี ซึ่งล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับความสัมพันธ์ของนักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ของพรรคการเมืองกับนักการเมือง มักจะมีความ 53

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร สัมพันธ์ที่มีโครงสร้างเกี่ยวข้องกับอำนาจ เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จึงเกิดช่องทางที่นักการเมือง สามารถหาช่องทาง กำหนดแนวทางการเมืองตามความต้องการของนักการเมือง และทำให้การเมืองกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้มีอำนาจ มีบารมี ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าเป็นฐานสำคัญทางการเมือง ซึ่งสรุปแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร ได้ ดังนี้ เครือข่ายและความสัมพันธ์ของนักการเมืองในจังหวัดชุมพร บวรศักดิ์ อุวรรณโณ (2550) ได้เสนอแนวคิดพลวัตของ การเมืองไทยขึ้นกับส่วนประกอบของสังคมและการเมือง 4 ส่วน คือ 1. สถาบันพระมหากษัตริย์ 2. ข้าราชการทหารและพลเรือน 3. ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ 4. ประชาชนใน ชนบทความสัมพันธ์เชิงอำนาจของ 4 ส่วนนี้ ทำให้เกิดพลวัต ทางการเมือง และสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งก่อให้ เกิดรัฐบาล และทำลายรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย กล่าว ในส่วนสุดท้าย คือ ประชาชนส่วนใหญ่ในชนบทนั้นไม่มีอำนาจ ต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ทั้งยังไม่อาจเข้าถึง ทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศ ช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่ม คนจนที่สุดกับคนรวย ความไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร และไม่สามารถต่อรองในระบอบเศรษฐกิจแบบตลาดนี้เอง ประกอบกับความด้อยโอกาสในด้านการศึกษาทำให้คนส่วน ใหญ่ในชนบทต้องพึ่งพาการช่วยเหลือของกลุ่มอื่นในสังคม กระบวนการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงไม่ได้มีความหมายเชิงการเมือง การเลือกตั้งผู้แทนเข้าไป 54

ทบทวนเอกสาร งานวิจัย และทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนเท่านั้น แต่มีความหมายเชิง เศรษฐกิจของการแลกเปลี่ยนในระบบอุปถัมภ์ด้วย การซื้อเสียง จึงไม่ใช่เพียงการเอาเงินไปแจกแล้วประชาชนจะลงคะแนนให้ แต่หมายถึงการตอบแทนบุญคุณที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเคยช่วย เหลืออุปถัมภ์คนในเขตเลือกตั้งมาก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพ ความสัมพันธ์ของนักการเมืองถิ่นในจังหวัดชุมพรดังนี้ 1. เครือข่ายและความสัมพันธ์ของนักการเมืองใน จังหวัดชุมพร ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จนถึงปัจจุบัน นักการเมือง มีความสัมพันธ์กับข้าราชการอย่างแนบแน่น เช่น ข้าราชการครู แพทย์ ตำรวจ ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับ นักการเมือง เช่นนักการเมืองระดับประเทศกับนักการเมือง ท้องถิ่นมีการพึ่งพาอาศัยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมือง กับผู้นำชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำทางศาสนา ความ สัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับกลุ่มผลประโยชน์ในจังหวัด ชุมพร เช่น กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ หลังจาก พ.ศ. 2526 เป็นต้นมา เครือข่ายทางการเมืองมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มการเมืองกับนักธุรกิจ การสร้าง ผลประโยชน์ที่อยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน การสร้าง ระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองกับการเลือกตั้งสมาชิกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชุมพร 2. บทบาทและความสัมพันธ์ของพรรคการเมืองกับ นักการเมืองในจังหวัดชุมพร จากข้อมูลของ การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2476 ถึงปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์มีความสัมพันธ์กับ นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพรมากที่สุด รองลงมาเป็นพรรค 55

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร กิจสังคม ซึ่งเคยครองพื้นที่จังหวัดชุมพรมาก่อนพรรค ประชาธิปัตย์ หลังจาก พ.ศ. 2526 เป็นต้นมา นักการเมือง ในจังหวัดชุมพรมีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์อย่าง เหนียวแน่น วิธีการหาเสียงในการเลือกต้ังของนักการเมืองในจังหวัดชุมพร พรชัย เทพปัญญา (2552) เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งการหาเสียงมีทั้งแนวทางที่สุจริตและทุจริต โดยแนวทาง สุจริตนั้นแยกได้ 2 ด้าน คือ ด้านกว้างและด้านลึก หรือในเชิง แนวนาบกับแนวดิ่ง โดยพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก ส่วนแนวทางทุจริตก็แยกได้ในทำนองเดียวกัน โดยทั่วไปการ ทุจริตในการเลือกตั้งมักจะเกิดจากผู้สมัครที่ไม่เคยมีฐานมวล ชนมาก่อน แต่มีฐานทางเศรษฐกิจดี และมีความมุ่งหวังว่าแพ้ ไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ได้เตรียมการที่จะทุจริตมาก่อน หากแต่ว่าใน ช่วงฤดูการหาเสียงเลือกตั้งนั้นอยู่ในสภาพสูสีกับคู่แข่งขันจึงจำ ต้องทุจริตเพื่อให้ได้ชัยชนะ โดยวิธีการหาเสียงของนักการเมือง ในจังหวัดชุมพร มีพัฒนาการมาเป็นระยะ ซึ่งในอดีตการหา เสียงมักจะใช้กลุ่มผู้นำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นฐานเสียง รูปแบบการหาเสียงโดยการลงพื้นที่ไปพบกับผู้นำชุมชน เดินเคาะประตูบ้าน การแจกแผ่นพับ การปราศรัยย่อย ก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้ ต่อมารูปแบบการหาเสียงเริ่มมี การเปลี่ยนแปลง รูปแบบการปราศรัยที่เปลี่ยนแปลงไปจาก อดีต เช่น มีการนำเอานโยบาย นำเอาบุคคลที่เป็นหัวหน้าพรรค และแกนนำพรรค กระแสพรรคมาเป็นจุดขายในการหาเสียง 56

บ3ทท ี่ รายงานผลการศึกษา 1. ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดชุมพร 1.1 สรุปประวัติและความเป็นมาของจังหวัดชุมพร ชมุ พร มฐี านะเปน็ เมอื งสบิ สองนกั ษตั รของนครศรธี รรมราช ใช้รูปแพะเป็นตราเมือง เป็นเมืองหน้าด่านฝ่ายเหนือ ใน พ.ศ.1997 แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปรากฏใน กฎหมายตราสามดวง

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร เมอื งชมุ พรเปน็ เมอื งตรอี าณาจกั รฝา่ ยใตข้ องกรงุ ศรอี ยธุ ยา มีเมืองขึ้นคือ เมืองปะทิว, เมืองตะโก, เมืองหลังสวน, เมือง ระนอง, เมืองกระบุรี ในสมัยรัตนโกสินทร์ พม่ายกกองทัพเข้ามา เมื่อ พ.ศ.2328 ตีได้เมืองระนอง, กระบี่, ชุมพร, ไชยา และ นครศรีธรรมราช และเผาเมืองชุมพร รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบรมมหาสุรสิงหนาทเสด็จยกทัพไปขับไล่พม่า ในรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเป็นมณฑลชุมพร ต่อมาได้รวมกับมณฑลสุราษฎร์ธานี เมื่อยุบสุราษฎร์ธานี ชุมพรจึงไปขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราช จนกระทั่งยุบการ ปกครองระบอบมณฑลเป็นจังหวัด ชุมพรจึงมีฐานะเป็นจังหวัด โดยโอนหลังสวนเข้าไว้ในเขตการปกครองด้วย 1.1.1 ประวัติการตั้งเมอื ง คำว่า “จังหวัดชุมพร” เพิ่งเริ่มใช้ในปี 2453 โดย ทางราชการได้เปลี่ยนนามท้องที่ที่เรียกว่า เมืองอันเป็นส่วนหนึ่ง ของมณฑลว่า “จังหวัด” ส่วนคำว่าเมืองให้ใช้สำหรับเรียก ตำบลที่ประชาชนได้เคยเรียกว่าเมืองมาแล้วแต่เดิมอันเป็นเขต ชุมชนเท่านั้น ในสมัยโบราณมีชื่อว่า “เมืองชุมพร” เมืองชุมพร เป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่ง แต่จะตั้งเมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่นอน เพิ่งมาปรากฏตามตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชฉบับ ของหอสมุดแห่งชาติ เมืองชุมพรใช้ตรารูปสัตว์ประจำปีเป็นตรา ของเมือง คือ ถือตราแพะ เมืองชุมพรในสมัยนั้นปรากฏว่า เป็น เมืองด่านเพราะอยู่ระหว่างช่องแคบมลายู เป็นเมืองด่านหรือ แคว้นเทพนคร หรือแคว้นอู่ทอง ในสมัยต่อมาไม่มีหลักฐานที่ อ้างอิงหรือกล่าวถึง เมืองชุมพรไว้เลย จึงมีผู้เข้าใจว่าเมืองชุมพร 58

รายงานผลการศึกษา เปน็ เมอื งทต่ี ง้ั ขน้ึ ในสมยั อยธุ ยา เมอ่ื พทุ ธศกั ราช 1997 ในแผน่ ดนิ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระเจ้าอยู่หัวในสมัยอยุธยาเป็น ราชธานี ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งได้โปรดให้ชำระขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ว่า ได้มีพระบรม ราชโองการตรสั เหนอื เกลา้ สง่ั วา่ บรรดาขา้ ราชการอยบู่ นหวั เมอื ง ปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือทั้งปวงให้ถือศักดินาตามพระราชบัญญัติ เมอื งตรถี อื ศกั ดนิ า 5,000 ไร่ เปน็ อนั รบั รวู้ า่ เมอื งชมุ พรเปน็ เมอื งตรี และเกิดขึ้นแล้วในแผ่นดินของพระองค์ เมืองชุมพรจะต้องเป็น เมืองเล็กมาก่อน จึงไม่มีหลักฐานในประวัติศาสตร์ไว้ให้เห็นชัด เพง่ิ มาปรากฏแนช่ ดั ขน้ึ วา่ เมอื งชมุ พรเปน็ หวั เมอื งหนง่ึ ในหวั เมอื ง ปักษ์ใต้ตั้งแต่ พ.ศ. 1997 เป็นต้นมา หรือประมาณ 503 ปีเศษ แล้ว 1.1.2 ประวัตทิ ่ีตัง้ เมอื ง เมืองชุมพรไม่มีหลักฐานการตั้งเมืองที่แน่นอน ทั้งนี้เมืองชุมพรไม่มีโบราณวัตถุที่เป็นพยานหลักฐานว่าเป็น เมืองแต่โบราณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรง- ราชานุภาพได้ทรงเรียบเรียงไว้ในตำนานเมืองระนอง ความตอน หนึ่งว่า เมืองชุมพรประหลาดผิดกับเมืองอื่นในแหลมมลายู เมืองที่ตั้งมาแต่โบราณ เช่นเมืองไชยา เมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น ล้วนมีโบราณวัตถุและมีตัวเมืองปรากฏอยู่บ้าง รู้ได้ว่า เป็นเมืองมาแต่โบราณ แต่เมืองชุมพรยังไม่ได้พบโบราณสถาน วัตถุเป็นสำคัญแต่อย่างใด อาจจะเป็นด้วยเหตุ 2 ประการ คือ มีที่นาไม่พอกับคนประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งอยู่ตรงคอคอด แหลมมลายู มักเป็นสมรภูมิรบพุ่งกันตรงนี้ จึงไม่สร้างเมือง 59

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร ถาวรไว้ แต่ก็ต้องรักษาไว้เป็นเมืองด่าน นอกจากเหตุผล 2 ประการดังกล่าวแล้ว พิจารณาจากสภาพตามธรรมชาติแล้ว ยังมีเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง คือ ที่ท้องที่ตั้งจังหวัดชุมพรเป็นที่ราบ ต่ำน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎร เรือกสวนไร่นาเสียหายอยู่เสมอ บางปีน้ำท่วม 2-3 ครั้ง ภัยจากน้ำท่วมอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ ไม่นิยมสร้างถาวรวัตถุไว้ให้ปรากฏแก่ชนรุ่นหลังก็ได้ แม้แต่ บ้านเรือนราษฎรในเมืองก็ไม่ปรากฏว่าได้ก่อสร้างอาคารถาวร เป็นเรือนตึก หรือคอนกรีต เพิ่งจะมีตึกขึ้นเป็นครั้งแรกในตลาด ชุมพร เมื่อ พ.ศ. 2491 นี้เอง เมื่อตรวจสอบหลักฐานที่พอเชื่อถือได้พบว่าเมื่อ พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ พระราชดำเนินประพาสแหลมมลายู ได้เสด็จประทับที่เมือง ชุมพรแล้วทรงม้า ทรงช้างพระที่นั่ง ไปยังเมืองกระบุรี จังหวัด ระนอง พลับพลาที่ประทับที่ชุมพรอยู่ทางใต้ของคลองท่าตะเภา โดยมีทุ่งตีนสาย หนองหว้า หนองหวาย ตำบลกรอกธรณี ปัจจุบันขึ้นกับคลองท่าตะเภา โดยมีทุ่งตีนสาย หนองหว้า หนองหวาย ตำบลกรอกธรณี (ปัจจุบันคือตำบลตากแดด) ยังปรากฏหลักฐานอยู่ทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอม- เกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเรือข้ามไปที่บ้านท่าตะเภา ขึ้นที่หน้าบ้าน เจ้าเมืองก่อนแล้วเสด็จพระราชดำเนินไปตามริมฝั่งบ้านเรือน ราษฎร จึงเป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อพ.ศ. 2433 เมืองชุมพรได้มาตั้งอยู่ ที่คลองท่าตะเภาแล้ว ตัวเมืองและสถานที่ราชการหาใช่ที่อยู่ใน ปัจจุบันนี้ไม่ อยู่คนละฝั่งแม่น้ำกับทุ่งตีนสายและบริเวณบ้าน ท่าตะเภาเหนือ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 60

รายงานผลการศึกษา ได้เสด็จโดยทางเรือพระที่นั่ง 12 กรรเชียง ถึงพลับพลาที่ท่า ตะเภาเหนือไปถึงหมู่บ้านที่เป็นเมืองชุมพร เวลาจวนค่ำเสด็จ พระราชดำเนินที่หมู่บ้านท่าตะเภาอำเภอเมืองชุมพรตลาด ท่าตะเภาเดิมอยู่ตรงข้ามบ้านทุ่งตีนสาย บริเวณระหว่าง ที่ทำการป่าไม้จังหวัดกับตลาดในปัจจุบันนี้ตลาดท่าตะเภานี ้ แต่เดิมเป็นป่ามีเสือชุกชุมมากจนขึ้นชื่อว่า เสือชุมพรดุมาก เมื่อทางราชการตัดทางรถไฟสายใต้ผ่านตัวเมืองชุมพร ป่าเสือ ก็กลายสภาพเป็นตลาดการค้า ต่อมาตัวเมืองได้ย้ายอีกแต่ไม่ ทราบว่าเมื่อใด เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่นอนแต่จะต้อง หลังจาก พ.ศ. 2433 แล้ว ปรากฏว่าเมื่อพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดการปกครองท้องที่ใหม่ โดย แบ่งการปกครองออกเป็นเมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน หลายเมืองรวมเป็นมณฑลเทศาภิบาล ในปีพุทธศักราช 2439 ได้ตั้งมณฑลชุมพรขึ้น ตั้งศาลารัฐบาล ณ จังหวัดชุมพร ปรากฏ หลักฐานว่าตัวเมืองชุมพร ได้ย้ายที่ทำการมาตั้งอยู่ริมคลองท่า ตะเภา คือ ที่ปลูกบ้านพักนายอำเภอเมืองชุมพรอยู่ใกล้จวนผู้ว่า ราชการจังหวัดในปัจจุบัน 1.1.3 ประวัติคำว่าชุมพร คำว่า “ชุมพร” ตามอักษรแยกได้เป็น 2 คำ คือ “ชุม” คำหนึ่งและ “พร” คำหนึ่ง คำว่า “ชุม” ตามปทานุกรม ของกระทรวงศึกษาธิการ แปลว่า รวม,ชุก,มาก รวมกันอยู่ คำว่า “พร” แปลว่า ของดี, ของที่เลือกเอา,ของประเสริฐ คำว่า ชุมพร ตามตัวอักษร จึงแปลได้ความว่าเป็นที่รวมของประเสริฐ แต่ชื่อเมืองชุมพรนั้น ไม่มีความหมายเฉพาะตามตัวอักษร 61

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร ชุมพร ชื่อนี้มีความหมาย หรือประวัติความเป็น มาอย่างไร ยากที่จะค้นคว้าหาหลักฐานได้ การที่จะสืบสวนไป ว่ามีความอย่างใด ก็ต้องพิจารณาประวัติศาสตร์หรือความเป็น มาแต่โบราณสมัย พิจารณาดูตามเหตุผล เท่าที่รวบรวมและ พิจารณาดู พอจะแยกออกได้เป็น 3 ประการ คือ (1) เนื่องด้วยเมืองชุมพร ว่าโดยสภาพเป็นเมือง หน้าด่านในทางภาคใต้ เพราะสมัยโบราณยัง ไม่มีรถไฟ เรือยนต์ หรือ เรือกลไฟ ใช้ในกองทัพ และพื้นที่ก็เป็นคอคอดที่แคบของแหลมมลายู การยกทัพต้องยกมาทางบก และตั้งค่ายที่ ชุมพร ฉะนั้น การสงครามหรือการรบทุกครั้ง ไม่ว่าจะรบกับพม่าหรือปราบกบฏภายใน ราชอาณาจักรก็ตาม เมื่อยกทัพหลวงมาครั้งใด เมืองชุมพรก็ต้องเป็นที่ชุมนุมพลหรือชุมนุม กองทัพ ชาวชุมพรในสมัยโบราณได้ชื่อว่าเป็น นักรบ เมื่อพม่าได้เคลื่อนทัพเข้ามาในดินแดน ทางเมืองท่าแซะและตำบลรับร่อ เจ้าเมืองจะ เกณฑ์ไพร่พลเข้าป้องกันอย่างเข้มแข็งและเมือง ชุมพรต้องร่วมสมทบกับกองทัพด้วย จะเห็นได้ ว่าเมืองชุมพรมีส่วนร่วมในการสงครามเกือบทุก ครั้งตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนกระทั่ง ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จึงเชื่อกันว่าชุมพรมาจาก คำว่า “ประชุมพล” หรือ”ชุมนุมพล” นั่นเอง คำว่าประชุมพล แปลได้ความว่า รวมกำลัง ทั้งนี้โดยเหตุที่ว่า ก่อนจะยาตราทัพต้องมา 62

รายงานผลการศึกษา ประชุมพลหรือรวมกำลังออกเป็นหมวดหมู่ ทุกครั้ง แต่คำว่าประชุมพลนี้เรียกผิดเพี้ยน ไปจากเดิมจนกลายเป็นชุมพร เพราะคนไทย ทางใต้ชอบพูดคำสั้นๆ จึงตัดคำว่าประออกเสีย ส่วนคำว่าพลต่อมาใช้คำว่าพรแทน เพราะการ เพย้ี นไปจากเดมิ จงึ กลายเปน็ ชมุ พรมาจนทกุ วนั น้ี ซึ่งตามธรรมดา ชื่อเมือง ชื่อตำบล มักจะเรียก เพี้ยนไปจากเดิมเสมอ อย่างไรก็ดีเมืองชุมพร นับว่าเป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์มาแต่ สมัยโบราณจนกระทั่งปัจจุบัน แม้แต่สมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกที่ปากน้ำ ชุมพรแล้วจึงยาตราทัพต่อไปยังประเทศพม่า ตามแผนการที่วางไว้ขณะนี้ชุมพรยังมีความ สำคัญทางยุทธศาสตร์ จะเห็นได้ว่าเป็นจังหวัด ทหารบกและมีกองกำลัง ร. 25 พัน 1 ตั้งอยู่ ฉะนั้น ความหมายจากคำว่าประชุมพล จึงมี ความหมายตรงกับประวัติศาสตร์ของเมืองที่ว่า เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ (2) โดยเหตุที่ที่ตั้งเมืองเดิม อยู่บ้านประเดิมฝั่งขวา ของคลองชุมพร ที่คลองชุมพรมีต้นไม้ชนิดหนึ่ง อยู่ทั่วไปทั้งสองฟากคลองเรียกกันว่า “มะเดื่อ ชุมพร” เป็นพืชยืนต้น ปัจจุบันก็มีอยู่มาก ใช้ เปลือกและต้นทำยาสมุนไพร คลองนี้เดิมยังคง ไม่มีชื่อ ภายหลังจึงถูกตั้งชื่อว่า คลองชุมพร 63

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร ตามต้นไม้ไปด้วย เพราะตามปกติการตั้งชื่อ ท้องที่หรือแม่น้ำลำคลองมักจะเรียกตามชื่อ ต้นไม้หรือตามสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ ณ ที่นั้น เช่นเดียวกับที่อำเภอท่าแซะมีชื่อต้นไม้แซะซึ่ง ขึ้นอยู่ข้างคลอง ต่อมาเมืองที่มาตั้งจึงมีชื่อตาม ต้นไม้ไปด้วย เช่นเดียวกับชื่อชุมพร อาจเรียก ตามชื่อคลองหรือชื่อต้นไม้ก็เป็นได้ คำว่าชุมพร นอกจากจะมีต้นไม้แล้ว ยังเรียกชื่อหวายชนิด หนึ่ง ซึ่งเป็นสินค้าของชุมพร คือหวายชุมพร อีกด้วย ซึ่งมีอยู่มากมายตามต้นคลองชุมพร โดยทั่วไป (3) ตามตัวอักษรที่แปลว่า เป็นที่รวมของประเสริฐ หรือของดีนั้น ผู้ที่จะให้ของประเสริฐได้ ต้องเป็น บุคคลที่มีอำนาจหรืออิทธิพลยิ่งกว่าบุคคล ธรรมดา จึงอาจหมายถึงเทวดาเป็นผู้ให้ หรือ เป็นสถานที่ที่เทวดาประทานพรทั้งหลายให้ ซึ่ง ตามธรรมดาบุคคลชอบสิ่งที่เจริญหรือเป็น มงคล จึงต้องการให้ชื่อเมืองเป็นมงคลนาม เป็นที่รวมแต่สิ่งที่เป็นมงคลทั้งหลาย ต่อมาได้ เรียกผิดเพี้ยนไปคงเหลือแต่ชุมพร เพราะคน ไทยทางใต้ชอบเรียกคำสั้นๆ ตามความหมาย ที่มาจากคำว่า “ประชุมพร” เมื่อได้ทราบประวัติความเป็นมาทั้งสามประการแล้ว จะเห็นได้ว่า คำว่าประชุมพรนั้นมีเหตุผลทางประวัติศาสตร ์ 64

รายงานผลการศึกษา สมกับที่จารึกไว้ว่า ชาวชุมพรมีน้ำใจเป็นนักรบ เพราะการตั้งชื่อ เมืองหรือการตั้งชื่อใดๆ ก็ตาม ย่อมจะมีความหมายสำคัญใน ชื่อที่ตั้งนั้น ส่วนที่ว่าชุมพรมาจากคำว่ามะเดื่อชุมพรนั้นหรือมา จากเทวดาประชุมพรให้ก็ดี สันนิษฐานว่ามาคิดค้นหาเหตุผล ภายหลังไม่มีความหมายตรงตามประวัติศาสตร์ 1.2 ตราประจำจังหวัดชุมพร ภาพคนยืน หมายถึง เทวดาทป่ี ระทานพรใหแ้ กช่ าวเมอื ง กองทัพที่จะยก ออกไปทำศึก ภาพต้นไม้ทั้งสองข้าง หมายถึง ต้นมะเดื่อซึ่งในพื้นที่ ของจังหวัดมีต้นไม้ชนิดนี้อยู่ มากมาย ภาพค่ายและหอกรบ หมายถึง จังหวัดนี้เคยเป็นที่ชุมนุม บรรดานักรบทั้งหลาย ซึ่งนัดให้ มาพร้อมกัน ณ ที่แห่งนี้ก่อนที่ จะเดินทัพออกไปสู้รบกับ ข้าศึก ทั้งนี้ เพราะชุมพรเป็นเมือง หน้าด่านมาแต่โบราณ 1.3 คำขวัญจังหวัด ประตูภาคใต้ ไหว้เสดจ็ ในกรม ชมไร่กาแฟ แลหาดทรายรี ดกี ลว้ ยเลบ็ มือ ข้นึ ชือ่ รงั นก 65

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร 1.4 ดอกไม้ประจำจังหวัดชุมพร ดอกพุทธรักษา ชื่อทั่วไป : พุทธรักษา ลักษณะ : เป็นพรรณไม้ ล้มลุก เนื้ออ่อนอวบน้ำ ลำต้นสูง ประมาณ 1 - 2 เมตร มีลำต้นอยู่ ใต้ดินเรียกว่า เหง้า เจริญเติบโต โดยแตกหน่อเป็นกอ คล้ายกล้วย ใบมีขนาดใหญ่สีเขียวโคนใบ และปลายใบรีแหลมขอบใบเรียบ กลางใบเป็นเส้นนูนเห็นชัด ใบมีก้านใบยาวเป็นกาบใบหุ้มลำต้นซ้อนสลับกัน ออกดอกเป็น ช่อตรงส่วนยอดของลำต้น ช่อดอกยาวประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร ประกอบด้วยดอก 8 - 10 ดอก และมีกลีบดอก บางนิ่ม ขนาดของดอกและสีสันแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ 1.5 ต้นไม้ประจำจังหวัดชุมพร ต้นมะเดื่ออุทุมพร ชื่อทั่วไป: ต้นมะเดื่อชุมพร ถิ่นกำเนิด : ในศรีลังกา จีนตอนใต้ เอเชียใต้ และตะวัน ออกเฉียงใต้ ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง 20-50 เมตร กิ่งอ่อน มีขนสีน้ำตาลแดงปก คลุม บางๆ ต่อมา จะหลุดร่วง ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่ 66

รายงานผลการศึกษา ถึงรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบทู่ถึง กลมก้านใบยาว 10.5 เซนติเมตร ดอกเล็ก ออกเป็นกระจุก มีผลเป็นรูปไข่กลับ เมื่อสุกสีแดงเข้มถึงสีม่วง 1.6 ธงประจำจังหวัดชุมพร 67

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร 1.7 แผนท่ีจังหวัดชุมพร 68

รายงานผลการศึกษา 1.8 ลักษณะภูมิประเทศ จังหวัดชุมพร นับเป็นประตูสู่ภาคใต้ (เมื่อเดินทางมา จากภาคกลาง) มีพื้นที่ทางเหนือติดต่อกับอำเภอบางสะพาน น้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางตะวันออกติดชายฝั่งอ่าวไทย ดา้ นใตต้ ดิ กบั อำเภอทา่ ชนะ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี และทางตะวนั ตก ติดต่อกับจังหวัดระนอง และส่วนหนึ่งติดกับประเทศสหภาพ พม่า สภาพพื้นที่ทั่วไปไม่มีภูเขาสูง เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำสำคัญ หลายสาย เชน่ แมน่ ำ้ ทา่ ตะเภา ในอำเภอเมอื งชมุ พร มคี วามยาว 33 กิโลเมตร แม่น้ำสวี ในอำเภอสวี มีความยาว 50 กิโลเมตร และแมน่ ำ้ หลงั สวน ในอำเภอหลงั สวน มคี วามยาว 100 กโิ ลเมตร แม่น้ำทุกสายไหลลงสู่อ่าวไทย ในทะเลนอกฝั่งของจังหวัดชุมพร มีเกาะน้อยใหญ่เกือบ 50 เกาะ สภาพพื้นที่ของจังหวัดชุมพร แบ่งเป็น 3 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ พื้นที่ราบตอนกลาง พื้นที่ราบชายฝั่งทะเล พื้นที่ทางทิศ 69

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร ตะวันตกเป็นที่สูงและภูเขา ทิวเขาที่สำคัญคือ ทิวเขาตะนาวศรี ซึ่งเป็นพรหมแดนทางธรรมชาติระหว่างประเทศ ถัดจากแนวที่ สูงมาทางด้านตะวันออก เป็นที่ราบตอนกลางซึ่งมีลักษณะเป็น ที่ราบลูกคลื่นและที่ราบลุ่ม เป็นเขตเกษตรกรรมที่สำคัญ สำหรับพื้นที่ทางตะวันออกเป็นที่ราบชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 222 กิโลเมตร ลักษณะชายหาดของจังหวัดชุมพรค่อนข้างเรียบ มคี วามโคง้ เวา้ นอ้ ย ความกวา้ งของจงั หวดั โดยเฉลย่ี 36 กโิ ลเมตร 1.9 ภูมิอากาศ จังหวัดชุมพร เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บนแหลมมาลายู ระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทย เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากลมมรสมุ ทง้ั 2 อยา่ ง กลา่ วคอื ลมมรสมุ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื จะพัดผ่านในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม และลมมรสุม ตะวันออกเฉียงใต้จะพัดผ่านจังหวัดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงปลายเดือนกันยายนของทุกปี ทำให้จังหวัดชุมพรเป็นจังหวัด ที่มีช่วงฤดูฝนยาวนานเกือบตลอดปี มีฝนตกเฉลี่ยปีละ 150 - 200 วัน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละประมาณ1,500 มิลลิเมตร สภาพอากาศจงึ ชมุ่ ชน้ื อยเู่ สมอ มคี วามชน้ื สมั พนั ธเ์ ฉลย่ี 77 - 79 % อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 27 - 28 องศา ไม่ร้อนจัด ไม่หนาวจัด เหมาะกับการเกษตรทุกชนิดฤดูกาลแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ เริ่มฤดู ฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนพฤศจิกายน ฤดูหนาวเริ่มตั้ง แต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือน มีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม 70

รายงานผลการศึกษา 1.10 อาณาเขตและที่ต้ังของจังหวัดชุมพร จังหวัดชุมพร ตั้งอยู่ทาง ภาคใต้ ของ ประเทศไทย บน แหลมมลายู บริเวณ คอคอดกระ อยู่ห่างจาก กรุงเทพฯ ตาม ทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 4 (ถนน เพชรเกษม) ระยะทาง ประมาณ 463 กิโลเมตร และทาง รถไฟสายใต้ประมาณ 485 กิโลเมตร มีความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร กว้างโดยเฉลี่ย ประมาณ 36 กิโลเมตร โดยมี อาณาเขต ติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ เขตอำเภอท่าแซะ และอำเภอปะทิว ตดิ ตอ่ กบั อำเภอบางสะพานนอ้ ย จ. ประจวบครี ขี นั ธ ์ ทิศใต้ ติดต่อกับ เขตอำเภอละแม และอำเภอพะโต๊ะ ติดต่อกับอำเภอท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ทิศตะวันออก ติดต่อกับ เขตอำเภอปะทิว อำเภอเมืองชุมพร อำเภอสวี อำเภอทุ่งตะโก อำเภอหลังสวน และ อำเภอละแม จดอ่าวไทย ทิศตะวันตก ติดต่อกับ เขตอำเภอเมืองชุมพร อำเภอท่าแซะ อำเภอสวี อำเภอหลังสวน อำเภอพะโต๊ะ ติดต่อ กับจังหวัดระนอง และทิศตะวันตกของ อำเภอ ท่าแซะติดต่อกับสหภาพพม่า 1.11 จำนวนประชากรและการแบ่งเขตการปกครองจังหวัดชุมพร 1. อำเภอเมือง จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 675,103 จำนวน หลังคาเรือน 32,291 จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 42,973 คน เพศหญิง 42,978 คน ความหนาแน่นประชากร/ตร.กม. 71

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร 2. อำเภอท่าแซะ จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 1,531,218 จำนวนหลังคาเรือน 25,442 จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 37,802 คน เพศหญิง 37,120 คน ความหนาแน่นประชากร/ ตร.กม. 3. อำเภอปะทิว จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 672,412 จำนวน หลังคาเรือน 13,291จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 19,384 คน เพศหญิง 19,116 คน ความหนาแน่นประชากร/ตร.กม. 4. อำเภอสวี จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 799,578 จำนวน หลังคาเรือน 24,159 จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 33,209 คน เพศหญิง 33,101 คน ความหนาแน่นประชากร/ตร.กม. 5. อำเภอทุ่งตะโก จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 291,785 จำนวนหลังคาเรือน 7,006 จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 9,855 คน เพศหญิง 9,888 คน ความหนาแน่นประชากร/ตร.กม. 6. อำเภอหลังสวน จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 727,285 จำนวนหลังคาเรือน 17,105 จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 25,722 คน เพศหญิง 26,249 คน ความหนาแน่นประชากร/ ตร.กม. 7. อำเภอพะโต๊ะ จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 296,140 จำนวนหลังคาเรือน 8,271 จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 10,970 คน เพศหญิง10,041 คน ความหนาแน่นประชากร/ ตร.กม. 8. อำเภอละแม จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 1,017,328 จำนวนหลังคาเรือน 8,902 จำนวนประชากรแยกเป็นเพศชาย 72

รายงานผลการศึกษา 12,725 คน เพศหญิง 12,552 คน ความหนาแน่นประชากร/ ตร.กม. รวมทั้งจังหวัด จำนวนพื้นที่ (ตร.กม.) 6,010.849 จำนวน หลังคาเรือน 172,820 จำนวนประชากรแยกเป็นประชากรชาย 240,186 ประชากรหญิง 241,112 รวมประชากรทั้งหมด 481,298 ความหนาแน่นประชากร/ตร.กม. (ร้อยละ 80.08) (สำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดชุมพร) 1.12 การบริหารราชการ จังหวัดชุมพร มีรูปแบบการปกครองและการบริหารราช การแผ่นดิน 3 รปู แบบ คือ 1) การบริหารราชการส่วนกลาง ประกอบด้วยส่วน ราชการสังกัดส่วนกลาง ซึ่งตั้งหน่วยงานในพื้นที่ จังหวัด จำนวน 95 หน่วยงาน 2) การบริหารราชการส่วนภูมิภาค จัดรูปแบบการ ปกครอง และการบริหารราชการออกเป็น 2 ระดับ คือระดับจังหวัด ประกอบด้วย ส่วนราชการประจำ จังหวัด จำนวน 29 หน่วยงาน ระดับอำเภอ ประกอบ ด้วย 8 อำเภอ 70 ตำบล 743 หมู่บ้าน 3) การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย 1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด 2 เทศบาลเมือง 3 เทศบาลตำบล และ 4 องค์การบริหารส่วนตำบล (www.Cpnlocal.net) 73

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร 1.13 การเมืองการปกครอง ใน พ.ศ. 2439 หรือประมาณ 115 ปีที่แล้วเมืองชุมพร ได้ถูกจัดตั้งให้เป็นมณฑลชุมพร โดยมีพื้นที่ประกอบด้วย 4 เมือง คือ ชุมพร หลังสวน ไชยา และกาญจนดิษฐ์ ซึ่ง สองเมืองหลังปัจจุบันเป็นอำเภอไชยา และอำเภอกาญจนดิษฐ์ ขึ้นกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนการจัดตั้งมณฑลชุมพร ใน พ.ศ. 2439 หัวเมืองมณฑลนี้มีลักษณะการปกครองแบบ กินเมือง คือใช้กฎหมายตราสามดวงเป็นแบบแผนในการ ปกครอง โดยดัดแปลงให้เข้ากับประเพณีของท้องถิ่น แต่ยังคง ให้อำนาจเจ้าเมืองปกครองตามแบบกินเมือง โดยตกอยู่ภายใต้ อำนาจของตระกลู ณ นคร ตอ่ มาทางกรงุ เทพฯ เรม่ิ คลางแคลงใจ ต่อตระกูล ณ นคร จึงพยายามจะกระชับอำนาจ โดยจำกัด อำนาจของตระกูล ณ นคร แล้วเปิดโอกาสให้ตระกูล ณ ระนอง ขยายอำนาจเข้ามา แต่ขณะนั้นการคุกคามของมหาอำนาจ ยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น คือมีทั้งอังกฤษ และฝรั่งเศส ทำให ้ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพต้องทรงเริ่มจัดการปกครองเสียใหม่ ตามพระราชประสงคใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั โดยทรงจัดตั้งมณฑลชุมพรขึ้นและทรงแต่งตั้งให้พระยา- รัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูล ณ ระนอง สาเหตขุ องการจดั ตงั้ มณฑลชุมพร พ.ศ. 2439 การจัดตั้งมณฑลชุมพรใน พ.ศ. 2439 มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือกรุงเทพฯ ไม่มีประสิทธิภาพในการควบคุมกำลัง คน และการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก 74

รายงานผลการศึกษา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าถึงการ ปกครองไทยก่อนการดึงอำนาจเข้าสู่พระราชวงศ์จักรีใน พ.ศ. 2435 ว่าหัวเมืองชั้นในมีขอบเขต คือ ทางเหนือตั้งแต่เมือง ชัยนาทลงมา และทางใต้ตั้งแต่เมืองประจวบคีรีขันธ์ขึ้นไป หัวเมืองมณฑลชุมพรอยู่ใต้เมืองประจวบคีรีขันธ์ลงไป แสดงว่า ทรงจัดให้หัวเมืองมณฑลนี้เป็นหัวเมืองชั้นนอก คงเป็นเพราะ ทรงเห็นสภาพแท้จริงก่อนทรงรับงานจากสมุหพระกลาโหม ใน พ.ศ. 2435 คือสภาพที่กรุงเทพฯ ไม่มีประสิทธิภาพในการ ควบคุมกำลังคนของหัวเมืองเหล่านี้ ตามหลักฐานทางราชการ ระบุว่า หัวเมืองมณฑลชุมพรกับกรุงเทพฯ มีความสัมพันธ์ต่อ กันในระบบกินเมือง กล่าวคือ กรุงเทพฯ ต้องการเงิน และกำลัง คนจากหัวเมืองมณฑลชุมพร หัวเมืองเหล่านี้แม้จะมีหน้าที่ ตอบแทนตามระบบแต่มักจะละเลยทั้งๆ ที่ถูกเกณฑ์บ่อยครั้ง ตามสภาพที่มีของป่ามาก ทำให้มีการค้างส่วย หรือเงินแทน ส่วยทับถมทวี สาเหตุการเลือกพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) เปน็ ขา้ หลวงเทศาภิบาลมณฑลชุมพร กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงจัดตั้งมณฑลชุมพรขึ้น ใน พ.ศ. 2439 โดยตั้งเป้าหมายจะให้เป็นมณฑลทำนุบำรุง ก า ร ค ้ า จ ึ ง ท ร ง ค ั ด เ ล ื อ ก ข ้ า ห ล ว ง เ ท ศ า ภ ิ บ า ล จ า ก บ ุ ค ค ล ที่มีคุณสมบัติเด่นในทางที่จะสนองเป้าหมายดังกล่าว พระยา รัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ในฐานะบุตรคนโตแห่งตระกูล ณ ระนอง กลายเป็นบุคคลมีคุณสมบัติเหมาะสมกับสถานการณ์นี้ มากที่สุด โดยมีสาเหตุ 4 ประการ คือ 75

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร ประการแรก กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงแน่พระทัยว่า พระยารัตนเศรษฐีในฐานะบุตรชายคนโตของตระกูล ณ ระนอง มีความสามารถในการจัดทะนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นเมือง ค้าขายได้ ที่จริงทางกรุงเทพฯ แต่งตั้งให้พระยารัตนเศรษฐีเป็น เจ้าเมืองแทนบิดามาตั้งแต่ พ.ศ. 2420 และแม้ว่าผลงานส่วนตัว จะไม่เด่นเท่าบิดา แต่ดูเหมือนทางกรุงเทพฯ ไว้ใจกว่าขุนนาง ท้องถิ่นตระกลู อื่นๆ ในแถบเดียวกัน ประการที่สอง กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงต้องการ จะใช้ทั้งพระยาทิพยโกษา และพระยารัตนเศรษฐี จึงจำเป็นต้อง แยกให้พระยารัตนเศรษฐีไปอยู่เขตอื่น เพราะทั้งสองคนขัดแย้ง กันหลายเรื่องนับจาก พ.ศ. 2435 เป็นต้นมา เนื่องจากทาง กรุงเทพฯ ได้ส่งพระยาทิพยโกษาไปกำกับราชการหัวเมืองฝ่าย ทะเลตะวันตกตั้งแต่ พ.ศ. 2434 เพื่อสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจให้แก่กรุงเทพฯ โดยอาศัยเครื่องมือทางการคลัง ยกเลิกระบบภาษีเหมาเมือง และการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ทำให้มี ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์ โดยเฉพาะตระกูล ณ ระนองไม่พอใจ เพราะเคยได้รับผลประโยชน์จากระบบเหมาเมือง ประการที่สาม ตระกูล ณ ระนอง เป็นที่โปรดปรานของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศ์ ศานุวงศ์ โดยเฉพาะกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ประการสุดท้าย ทางกรุงเทพฯ ปฏิเสธตระกูล ณ นคร ดังจะเห็นได้จากกระบวนการจำกัดอำนาจของตระกูลนี ้ ภายหลังการถึงอสัญกรรมของเจ้าพระยานคร (น้อย) ใน พ.ศ. 2382 ทั้งในหัวเมืองมณฑลชุมพร และหัวเมืองอื่นๆ เช่น ใน 76

รายงานผลการศึกษา พ.ศ. 2414 ที่เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยานคร (หนูพร้อม) เจ้าเมืองถูกติเตียนว่าไม่ไปรับเสด็จที่เมืองไทรบุรี แล้วถูก ฟ้องร้อง และถูกเรียกตัวกลับกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2418 เพิ่งได้ รับอนุญาตให้กลับเมืองก่อนมีการจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ. 2439 เพียงเล็กน้อย การยบุ มณฑลชุมพรในปี พ.ศ. 2468 สาเหตุของการยุบมณฑลชุมพร มีสาเหตุมาจากการที่ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงไม่วางพระทัยตระกูล ณ นคร เนื่องจากการกระทำของกลุ่มผู้ปกครองท้องถิ่นมณฑลชุมพร ตระกูล ณ นคร ในบริษัทบ่อถ่านศิลาฯ พระองค์จึงทรงผลักดัน ให้ผู้รั้งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยยุบมณฑลชุมพร เพื่อจะได้ กำจัดอำนาจของตระกูล ณ นครออกไปจากบริษัทบ่อถ่านหิน ศิลาฯ โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์อุปราชภาค ปักษ์ใต้ และสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชทรงได้รับ แต่งตั้งผู้รั้งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และทรงรับนโยบายการ ยุบรวมหน่วยงานและปลดข้าราชการกระทรวงนี้ตามหลักการ ของกรรมการองค์มนตรีฯ คือต้องยุบรวมมณฑลเสียบ้าง อย่างไรก็ดีความเห็นดังกล่าวคงมีผลต่อการปฏิบัติงาน ในสมัยของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เพราะ ปรากฏหลักฐานว่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีส่วนร่วม ในการตัดสินพระทัยของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ดังจะเห็นได้จากเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ยุบ มณฑลชุมพร มหาราษฏร์ ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานีใน 77

นักการเมืองถ่ินจังหวัดชุมพร งบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2469 ก่อนจำนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม อภิรัฐมนตรีสภาเพื่อหาข้อยุติในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเรื่องไป ถวายอภิรัฐมนตรีทุกพระองค์เพื่อพิจารณาและออกความเห็น กลับปรากฏหลักฐานเฉพาะบันทึกความเห็นของกรมพระยา- ดำรงราชานุภาพเพียงพระองค์เดียว โดยทรงออกความเห็นสั้นๆ ว่า “เป็นการสมควรแล้ว” ดังนั้นรุ่งขึ้นของวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2468 ทางรัฐบาลประกาศเลิกมณฑลชุมพร โดยอ้างว่า “การคมนาคมสะดวกขึ้น และจะเจริญต่อไปเป็นลำดับ สมควร ให้สมุหเทศาภิบาลรับผิดชอบในท้องที่กว้างออกไป ให้ยก จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังสวน และชุมพรไปรวมกับมณฑล นครศรีธรรมราช มณฑลชุมพรจึงเป็นมณฑลเดียวในหัวเมือง แหลมมาลายทู ี่ถูกยุบเลิกในปีงบประมาณแผ่นดิน พ.ศ. 2469 ส่วนการปกครองในรูปแบบจังหวัดเพิ่งเริ่มใช้ในปี 2453 ปัจจุบันจังหวัดชุมพร ได้กำหนดเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร แบบเขตรวมทั้งจังหวัด มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจำนวน 3 คน 2. นักการเมืองถิ่นในจังหวัดชุมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 – ปัจจุบัน (พ.ศ. 2550) ย้อนหลังไปเมื่อ 77 ปีที่แล้ว วันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร และเป็นวันสำคัญของหลักการปกครองในระบอบ 78

รายงานผลการศึกษา ประชาธิปไตยไทย ภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการปฏิวัติของ คณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และได้นำพระราช บ ั ญ ญ ั ต ิ ธ ร ร ม นู ญ ก า ร ป ก ค ร อ ง แ ผ ่ น ด ิ น ส ย า ม ช ั ่ ว ค ร า ว พุทธศักราช 2475 มาบังคับใช้ชั่วคราว การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คร้ังที่ 1 (15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476) การประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย ในวนั ท่ี 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้บัญญัติใน มาตรา 16 ให้รัฐสภามีรูปแบบสภาเดียว คือสภาผู้แทนประกอบ ด้วยสมาชิก 2 ประเภท มีจำนวนเท่ากัน คือสมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน และประเภทที่ 2 มาจากการ แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ สมาชิกสภาผู้แทนประเภทที่ 1 มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 ซึ่งเป็นการ เลือกตั้งทางอ้อมมีสมาชิกสภาผู้แทน ประเภทที่ 1 รวม 78 คน โดยถือจำนวนราษฎรสองแสนคน ต่อสมาชิกสภาผู้แทนหนึ่งคน เป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตจังหวัด สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ จังหวัดชุมพรมีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน คือ หลวงสโมสรราชกิจ (คออยู่จีน ณ ระนอง) ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนแรกของจังหวัดชุมพร และมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย โดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 ชุดนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 79

นักการเมืองถิ่นจังหวัดชุมพร 9 ธันวาคม พ.ศ. 2480 เพราะถึงคราวออกตามวะระที่กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งท่ี 2 (7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480) การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 มีขึ้นเมื่อ วันท่ี 7 พฤศจกิ ายน 2480 เป็นการเลอื กตงั้ ทางตรง แบบแบ่งเขต แตล่ ะเขตมผี แู้ ทนราษฎรไดห้ นง่ึ คน ถอื จำนวนราษฎรสองแสนคน ต่อผู้แทนราษฎรหนึ่งคน ให้ราษฎรใช้สิทธิเลือกตั้งผู้แทนราษฏร โดยตรง นับเป็นการเลือกตั้งทางตรงครั้งแรกของประเทศไทย และเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่ 2 อยู่ในวาระ คราวละ 4 ปี ได้ผู้แทนราษฎรจำนวน 91 คน สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ จังหวัดชุมพรมีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน คือ พ.ต.หลวงอภิบาลภูวนารถ (สังข์ นาควัจนะ) ไดร้ ับการเลือกตง้ั เปน็ สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร ของจังหวัดชุมพร มีพระยาพหลพลพยุหเสนา ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 5 และเป็นสมัยสุดท้าย สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 ชุดนี้ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2481 โดยพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก รัฐบาลแพ้มติของสภา กรณี ส.ส. เสนอญัตติขอแก้ไขข้อบังคับ ของสภาผู้แทนราษฎร 80

รายงานผลการศึกษา การเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3 (12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481) การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ครั้งที่ 3 เกิดจากม ี พระราชบัญญัติยุบสภาผู้แทน ภายหลังจากรัฐบาลแพ้การ ลงมติของการพิจารณาวิธีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำปี ซึ่งผลทำให้พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481 ทำให้สภาผู้แทนสิ้นสุดลงและได้ กำหนดให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนขึ้นใหม่ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2481 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทท่ี 1 จำนวน 91 คน เปน็ การเลอื กตง้ั ทางตรง แบบแบง่ เขต มีผู้แทนราษฎรได้หนึ่งคน ถือจำนวนราษฎรสองแสนคนต่อ ผู้แทนราษฎรหนึ่งคน อยู่ในวาระ 4 ปี สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ จังหวัดชุมพรมีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน คือ นายเยียน ชุมวรฐายี (หลวงศรี สุพรรณดิฐ) ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของจังหวัดชุมพร มีพลเอกหลวงพิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีสมัยแรก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481-6 มีนาคม 2485 ต่อมา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2488 ได้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพิ่มเติมอีก 4 คน รวมเป็น 95 คน เนื่องจากประเทศไทยได้ดินแดน 4 จังหวัดเพิ่มขึ้นได้แก่ จังหวัด นครจำปาศักดิ์ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลย์สงคราม และ จังหวัดลานช้าง (ปัจจุบันไม่มี 4 จังหวัดนี้แล้ว) สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ประเภทที่ 1 ชุดนี้ได้มีการขยายวาระเป็นสมาชิก 81