นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 84 คร้งั ท ่ี วัน/เดือน/ปี ที่เลือกตัง้ รายชอ่ื สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลอื กตงั้ ท่ ี พรรคการเมืองท่สี ังกัด 18 13 ก.ย. 2535 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติพัฒนา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 1 ชาติพัฒนา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกลู 1 ชาติพัฒนา พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ 2 ชาติพัฒนา นายยุทธศิลป์ ฐาปนะกุล 2 ชาติพัฒนา นายจำลอง ครุฑขุนทด 2 ชาติพัฒนา นายกฤษฎาง แถวโสภา 3 ประชาธิปัตย์ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี 3 ชาติพัฒนา พลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล 3 ชาติพัฒนา นายกร ทัพพะรังสี 4 ชาติพัฒนา นายวิรัช รัตนเศรษฐ 4 ชาติไทย นายลำพอง พิลาสมบัติ 4 ชาติพัฒนา นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ 5 ประชาธิปัตย์ นายตรีเพชร พรหมนิติพันธุ์ 5 ชาติไทย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ 5 ชาติพัฒนา
ครงั้ ท ี่ วนั /เดือน/ปี ท่เี ลือกต้งั รายชือ่ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร เขตเลอื กตั้งท ่ี พรรคการเมอื งท่ีสงั กัด 19 2 ก.ค. 2538 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 1 ชาติพัฒนา พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติพัฒนา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล 1 ชาติพัฒนา พลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล 2 ชาติพัฒนา นายสกุล ศรีพรหม 2 ชาติไทย ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี 2 ชาติไทย นายกร ทัพพะรังสี 3 ชาติพัฒนา นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก 3 ชาติพัฒนา นายลำพอง พิลาสมบัติ 3 ชาติพัฒนา นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 4 นำไทย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ 4 ชาติพัฒนา นายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ 4 ประชาธิปัตย์ นายจำลอง ครุฑขุนทด 5 ชาติพัฒนา นายรักษ์ ด่านกุล 5 ชาติพัฒนา นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม 6 ชาติพัฒนา พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ 6 นำไทย นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 85
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 86 ครง้ั ท ่ี วนั /เดอื น/ปี ทเ่ี ลือกต้งั รายช่ือสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร เขตเลือกต้ังที ่ พรรคการเมอื งท่ีสังกดั 20 17 พ.ย. 2539 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 1 ชาติพัฒนา พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติพัฒนา นายประวิช รัตนเพียร 1 ชาติพัฒนา พลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล 2 ชาติพัฒนา นายสกุล ศรีพรหม 2 ชาติพัฒนา นายกฤษฎาง แถวโสภา 3 ชาติพัฒนา นายกร ทัพพะรังสี 3 ชาติพัฒนา นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก 3 ชาติพัฒนา นายวริ ชั รตั นเศรษฐ (ลาออก/ ไมม่ เี ลอื กตง้ั ใหม)่ 4 ชาติไทย นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 4 ความหวังใหม่ นายประทีป กรีฑาเวช 4 ชาติพัฒนา นายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ 5 ประชาธิปัตย์ นายจำลอง ครุฑขุนทด 5 ชาติพัฒนา นายรักษ์ ด่านกุล 6 ชาติพัฒนา นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม 6 ชาติพัฒนา พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ 6 ประชาธิปัตย์
ครงั้ ท ่ี วนั /เดอื น/ปี ที่เลือกต้งั รายชอ่ื สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร เขตเลือกต้ังท่ ี พรรคการเมอื งท่สี ังกดั 21 6 ม.ค. 2544 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ 1 ชาติพัฒนา นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล 2 ชาติพัฒนา นายประวิช รัตนเพียร 3 ชาติพัฒนา นายประทีป กรีฑาเวช 4 ชาติพัฒนา นางพิชญ์สินี มุ่งฝากกลาง 5 ไทยรักไทย นายวัชรา ณ วังขนาย 6 ไทยรักไทย นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก 7 ชาติพัฒนา ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี 8 ไทยรักไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 9 ไทยรักไทย นายสุพร อัตถาวงศ์ 10 ไทยรักไทย นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม 11 ชาติพัฒนา พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ 12 ไทยรักไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง 13 ไทยรักไทย นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ 14 ชาติพัฒนา นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ 15 ชาติพัฒนา นายสมศักดิ์ โสมกลาง 16 ชาติพัฒนา นายพงษ์พิช รุ่งเป้า 17 ชาติพัฒนา นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 87
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 88 ครงั้ ท่ี วนั /เดอื น/ปี ทเ่ี ลอื กตั้ง รายชือ่ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร เขตเลอื กตัง้ ท่ี พรรคการเมอื งท่สี ังกดั 22 6 ก.พ. 2548 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ 1 ไทยรักไทย นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล 2 ไทยรักไทย นายประเสริฐ บุญชัยสุข 3 ไทยรักไทย นายอุทัย มิ่งขวัญ 4 ไทยรักไทย นางทัศนียา รัตนเศรษฐ 5 มหาชน นายวัชรา ณ วังขนาย 6 ไทยรักไทย นายพงษ์พิช รุ่งเป้า 7 ไทยรักไทย นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก 8 ไทยรักไทย นายสมศักดิ์ โสมกลาง 9 ไทยรักไทย ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี 10 ไทยรักไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 11 ไทยรักไทย นายสุพร อัตถาวงศ์ 12 ไทยรักไทย นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม 13 ไทยรักไทย พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ 14 ไทยรักไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง 15 ไทยรักไทย นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ 16 ไทยรักไทย
คร้งั ที ่ วัน/เดือน/ปี ท่เี ลอื กต้ัง รายชือ่ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร เขตเลือกตัง้ ท่ี พรรคการเมอื งท่สี งั กดั 23 23 ธ.ค. 2550 นายวัชรพล โตมลศักดิ์ 1 รวมชาติพัฒนา นายประเสริฐ บุญชัยสุข 1 รวมชาติพัฒนา นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล 1 รวมชาติพัฒนา นายประนอม โพธิ์คำ 2 เพื่อแผ่นดิน นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล 2 เพื่อแผ่นดิน พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ 2 พลังประชาชน นายบุญเลิศ ครุฑขุนทด 3 พลังประชาชน นางลินดา เชิดชัย 3 พลังประชาชน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง 3 พลังประชาชน นางทัศนียา รัตนเศรษฐ 4 รวมชาติพัฒนา นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 89 ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี 4 เพื่อแผ่นดิน นายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ 4 เพื่อแผ่นดิน นายภิรมย์ พลวิเศษ 5 พลังประชาชน นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ 5 รวมชาติพัฒนา นายมชี ยั จติ รพ์ พิ ฒั น์ (ไดร้ บั ใบเหลอื งจาก กกต.) 6 เพื่อแผ่นดิน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ (แทนนายมีชัย) 6 พลังประชาชน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี 6 เพื่อแผ่นดิน
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 90 คร้ังท ี่ วนั /เดือน/ปี ทีเ่ ลอื กตั้ง รายชอื่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลอื กตง้ั ท่ี พรรคการเมอื งที่สงั กดั 24 3 ก.ค. 2554 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล 1 ชาติพัฒนา นายวัชรพล โตมรศักดิ์ 2 ชาติพัฒนา นายประเสริฐ บุญชัยสุข 3 ชาติพัฒนา นางทัศนียา รัตนเศรษฐ 4 เพื่อไทย นายโกศล ปัทมะ 5 เพื่อไทย นายสุชาติ ภิญโญ 6 เพื่อไทย นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ 7 เพื่อไทย นายจรญู พงศ์ พันธุ์ศรีนคร 8 เพื่อไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี 9 ชาติพัฒนา นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ 10 ภมู ิใจไทย นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ 11 เพื่อไทย นายประนอม โพธิ์คำ 12 ภูมิใจไทย นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ 13 เพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง 14 เพื่อไทย นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ 15 ภูมิใจไทย ที่มา: ห้องสมุดรัฐสภา และสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง จังหวัดนครราชสีมา
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา 4.3 วิเคราะห์การเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 4.3.1 เครือข่ายและความสัมพันธ์ของนักการเมืองในจังหวัด นครราชสีมา การทำความเขา้ ใจเครอื ขา่ ยความสมั พนั ธข์ องนกั การเมอื ง ในจังหวัดนครราชสีมา อาจจะมองผ่านการแบ่งเป็นตระกูล การเมืองที่เคยมีสมาชิกลงสมัคร ส.ส. ในนามอิสระและในนาม พรรคการเมืองต่าง ๆ ก็จะทำให้เข้าใจเส้นทางการเจริญเติบโต และปัจจัยที่ส่งผลสำเร็จทางการเมืองของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้ มากยิ่งขึ้น 91
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 92 ตารางที่ 4.3 จำแนกตระกูลการเมอื งจังหวัดนครราชสมี า ลำดบั ตระกูล พรรคท่ีสังกดั จำนวนครง้ั ท่ ี พงษ์โสภณ ไม่สังกัดพรรคการเมือง, ประชาธิปัตย์ ทีไ่ ด้รบั เลือกตงั้ 1 6 2 ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร ไม่สังกัดพรรคการเมือง, เสรีมนังคศิลา 4 3 นิตยสุทธิ์ ไม่สังกัดพรรคการเมือง 3 4 อินทรโกมาลย์สุต พรรคเสรีมนังคศิลา, ประชาธิปัตย์ 4 5 กมลเพ็ชร พรรคเสรีมนังคสิลา, ไม่สังกัดพรรคการเมือง 2 6 ตันติเวชกุล ไม่สังกัดพรรคการเมือง, สหภูมิ 3 7 ชุณหะวัณ ชาติไทย, ชาติพัฒนา 8 8 เลาวัณย์ศิริ ชาติไทย, ความหวังใหม่ 9 9 กรีฑาเวช ชาติไทย, ความหวังใหม่ 2 10 ศรีพรหม ชาติไทย 2 11 ครุฑขุนทด ชาติไทย, ปวงชนชาวไทย, สามัคคีธรรม, ชาติพัฒนา, พลังประชาชน 7
ลำดับ ตระกูล พรรคทีส่ ังกดั จำนวนครง้ั ที่ ทไี่ ดร้ บั เลือกตงั้ 12 ด่านกุล สยามประชาธิปไตย, ชาติไทย, พลังประชาชน 13 ทัพพะรังสี ชาติไทย, ชาติพัฒนา 3 14 พิลาสมบัติ ชาติไทย, ชาติพัฒนา 5 15 กล้าผจญ ชาติไทย 2 16 ลิปตพัลลภ ปวงชนชาวไทย, สามัคคีธรรม, ชาติพัฒนา, ไทยรักไทย 2 17 ชาญนุกูล ชาติพัฒนา 8 18 เพศประเสริฐ ความหวังใหม่, ชาติพัฒนา, พลังประชาชน,นำไทย, ประชาธิปัตย์ 6 19 หงษ์ภักดี ชาติไทย 5 20 สุวรรณฉวี สามัคคีธรรม, ชาติไทย, เพื่อแผ่นดิน, ชาติพัฒนา 2 21 สุโกศล กิจสังคม,ชาติพัฒนา 6 22 รัตนเศรษฐ ชาติไทย, มหาชน,รวมชาติพัฒนา, เพื่อไทย 2 23 พร้อมพันธุ์ ประชาธิปัตย์ 8 นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 6 93
ลำดับ นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา จำนวนครง้ั ท่ี 94 ทไ่ี ด้รบั เลอื กตง้ั 24 ตระกลู พรรคทส่ี ังกัด 25 3 26 สภาวสุ ชาติไทย, กิจสังคม, ชาติพัฒนา 2 27 รัตนเพียร ชาติพัฒนา 3 28 คำสิงห์นอก ชาติพัฒนา 4 29 วงศ์ไตรรัตน์ ไทยรักไทย, ภมู ิใจไทย 2 30 ณ วังขนาย ไทยรักไทย 2 31 โสมกลาง ชาติพัฒนา, ไทยรักไทย 2 32 อัตถาวงศ์ ไทยรักไทย, เพื่อไทย 3 33 พันธ์เกษม ชาติพัฒนา 3 34 จันทรรวงทอง ไทยรักไทย, พลังประชาชน, เพื่อไทย 2 35 โตมรศักดิ์ รวมชาติพัฒนา, ชาติพัฒนา 3 36 โตมรศักดิ์ ไทยรักไทย, รวมชาติพัฒนา, ชาติพัฒนา 2 โพธิ์คำ เพื่อแผ่นดิน, ภูมิใจไทย 1 เชิดชัย พลังประชาชน
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา จากตารางข้างต้นจะมองเห็นภาพตระกูลการเมือง ในจังหวัดนครราชสีมาที่มีบทบาทสำคัญตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน (2556) จำนวน 36 ตระกูล โดยเลือกเฉพาะตระกูล ที่เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ยกเว้นเฉพาะตระกูลเชิดชัย เพียงตระกูล เดียว ที่ถึงแม้จะเคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเมื่อปี 2550 เพียงครั้งเดียว แต่ตระกูลนี้ก็มีบทบาท ต่อการเมืองในจังหวัดนครราชสีมาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับ จังหวัดเป็นอย่างมาก โดยจะได้กล่าวถึงในส่วนต่อไป โดยผู้วิจัย จะแบ่งการเมืองในจังหวัดนครราชสีมาเป็น 3 ช่วงใหญ่ คือ ช่วงตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 ช่วงตั้งแต่ปี 2518 ถึงก่อน ปี 2544 และช่วงตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) ในช่วงแรกตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 เป็นการเมือง ในยุคที่มีขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันม ี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครราชสมี าชดุ แรก คอื พนั เอกพระยาเสนาภมิ ขุ (แสง เตมยิ าจล) และนายสนิท เจริญรัฐ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย ตราบจนปัจจุบัน โดยเกิดขึ้นเมื่อ วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ในขณะนั้นประเทศไทย (ยังคงใช้ชื่อว่า สยาม) แบ่งการปกครองเป็นจังหวัด มีจังหวัด ทั้งสิ้น 70 จังหวัด ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้วสามารถเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ประเภทที่หนึ่ง ได้ทั้งหมด 78 คน และบวกรวมกับสมาชิก 95
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา สภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่สอง ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ขึ้นอีก 78 คน รวมทั้งสิ้นเป็น 156 คน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ กรมการอำเภอ ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนตำบลขึ้นทั่วประเทศ ในวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 จากนั้น ผู้แทนตำบลก็จะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกขั้นหนึ่ง หลังจากนั้น จะเป็นผู้แทนตระกูลสำคัญของจังหวัด นครราชสีมาสลับกันเข้ามาเป็นผู้แทน เช่น นาวาอากาศเอก เลื่อน พงษ์โสภณ (2480) ซึ่งเคยทำงานกับบริษัท ขนส่ง จำกัด ที่จังหวัดนครราชสีมา มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหลายคน จึงเกิดความสนใจในเรื่องการเมือง เนื่องจากมีความปรารถนา จะช่วยเหลือประเทศชาติ นาวาอากาศเอกเลื่อนตัดสินใจลง สมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ในสังกัดพรรค ประชาธิปัตย์ แต่ด้วยมีทุนรอนน้อยจึงมิได้ตั้งความหวังไว้มาก นัก ทว่าบังเอิญได้รับเลือกตั้ง จึงเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเล่นการเมือง และลาออกจากงานตั้งแต่บัดนั้น ทั้งนี้ นาวาอากาศเอกเลื่อน ได้รับเลือกตั้งถึง 6 สมัย เป็นเวลาประมาณ 25 ปี โดยนาวา- อากาศเอกเลื่อนยังร่วมกับคณะนายทหารเข้ากระทำรัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลควง อภัยวงศ์ และรัฐมนตร ี ช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ องคก์ ารนำ้ ตาลไทย เปน็ ระยะเวลา 10 ปี และไดร้ ับพระราชทาน ยศเป็น นาวาอากาศเอก เมื่อปี พ.ศ. 2500 นอกจากนี้แล้วยังมี หลายตระกูลที่สลับขึ้นมาเป็น ส.ส. เช่น ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร 96
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา (2489) เป็นอดีตข้าราชการครูที่มีเครือข่ายคนในตระกูลส่วนมาก รับราชการ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตร ี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้แล้วยังมีผู้แทนหลายคน ที่เคยได้รับ การเลือกตั้งเป็นผู้แทนหลายครั้ง เช่น ร้อยโทอู๊ด นิตยสุทธิ์, นายยศ อินทรโกมาลย์สุต อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และอดีต ส.ส. 4 สมัย และนายอารีย์ ตินติเวชกุล กล่าวโดยรวมในช่วงแรก คือ ตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 มีผู้แทนจาก 3 ตระกูล ที่มีความโดดเด่นที่สุด คือ นาวาอากาศ เอกเลื่อน พงษ์โสภณ, ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร และนายยศ อินทร- โกมาสย์สุต ซึ่งเคยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี 4.3.2 วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของตระกูลการเมือง ในช่วงแรกตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 1) กลุ่มเจ้านายท้องถ่ินเดิม กลุ่มเจ้านายท้องถิ่นเดิม ถูกลดทอนอำนาจลงจากการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ก็ปรับ ตวั เองเขา้ สรู่ ะบบราชการแบบใหม่ โดยผา่ นชอ่ งทางทางการศกึ ษา คือส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ สำเร็จแล้วกลับ มารับราชการ ซึ่งยังขาดแคลนผู้มีการศึกษาสูงอยู่มาก นอกจากนน้ั กผ็ นั เขา้ สกู่ ารเมอื งโดยการสมคั รเลอื กตง้ั นกั การเมอื ง เหล่านี้ ล้วนเป็นลูกหลานของเจ้าเมืองหรือเจ้านายท้องถิ่นเดิม ที่ผันตัวเองเข้าสู่การเมืองโดยการเลือกตั้ง อีกช่องทางหนึ่งก็คือ แต่งงานกับลูกหลานเชื้อสายเจ้าเมืองท้องถิ่น นอกจากนั้น ชนชนั้ นำในท้องถิน่ ยังปรบั ตวั ไปทางคา้ ขาย ขยายฐานเศรษฐกิจ 97
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ไปแตง่ งานกับชาวจนี หรอื เสรมิ ฐานะทางสังคมด้วยการแตง่ งาน กับข้าราชการและเจ้านาย ทำให้มีโอกาสดีกว่าคนระดับล่าง ในการเข้าสู่การเมือง 2) กลุ่มข้าราชการแบบใหม่ จากการปฏิรูประบบ ราชการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดข้าราชการแบบใหม่ขึ้น ซึ่งได้รับการศึกษาดี มีความรู้ ก่อนเข้าสู่ระบบราชการ ทั้ง ข้าราชการเก่าและข้าราชการใหม่เข้าสู่การเมืองได้โดยการ สมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ที่ยังรับราชการก็มีบทบาท ต่อนักการเมืองและต่อการเลือกตั้ง โดยมิอาจละเลยได้ แต่ ส่วนใหญ่เป็นฐานกำลังของฝ่ายอนุรักษนิยม 3) กลุ่มพระสงฆ์อีสาน ก่อนระบบการศึกษาแบบ โรงเรียนจะเข้ามามีบทบาทในชุมชน ตำบล หมู่บ้านอีสานนั้น การศึกษาในวัดมีบทบาทสำคัญมาก วัดเป็นที่ตั้งสำนักเรียน ของภิกษุและสามเณร และจัดการเรียนการสอนให้กับอนุชน ลูกหลานชาวบ้านด้วย ในอดีตเด็กวัดได้ดิบได้ดีกันหลายคน พระสงฆ์-สามเณร เมื่อเรียนธรรม-บาลี จนเป็นมหาเปรียญ สึกออกมาเป็นปัญญาชน เป็นผู้นำชุมชน สามารถสมัครเป็น ผแู้ ทนตำบล หรอื ไตเ่ ตา้ เขา้ สกู่ ารเมอื งระดบั ชาตเิ ปน็ ผแู้ ทนราษฎร ได้ก็มีหลายคน ลูกหลานชาวนายากจน อาศัยบวชเรียน ยกระดับความรู้และฐานะทางสังคมของตน มีมาตั้งแต่สมัย อดีตตราบเท่าปัจจุบัน ผู้บวชไม่สึกเอาดีทางพุทธศาสนา ได้รับ ตำแหน่งชั้นยศเป็นเจ้าคุณชั้นต่าง ๆ กระทั่งเป็นสมเด็จก็มี พระสงฆ์อีสานไม่ได้เล่นการเมือง (เพราะมีข้อห้าม) แต่ก็มี บทบาทนำทั้งในด้านการศึกษาและด้านสังคม กระทั่งความคิด 98
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ทางการเมืองที่ดี มีคุณธรรม และก็ประสบชะตากรรมไม่ต่าง จากนักการเมืองชั้นแนวหน้าของอีสานแต่อย่างใด 4) กลุ่มพ่อค้านักธุรกิจอีสาน พ่อค้านักธุรกิจอีสาน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ระยะแรกของระบบใหม่ยังไม่เข้ามามี บทบาททางการเมืองโดยตรงมากนัก อาจเป็นเพียงผู้สนับสนุน อยู่เบื้องหลังผู้สมัครเลือกตั้งที่เป็นพรรคพวก และที่จะม ี ผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน ส่วนชาวอีสานผู้เป็นพ่อค้า นายฮ้อย และมองเห็นคุณค่าของการศึกษา ส่งบุตรให้เรียนสูง ถึงขั้นมหาวิทยาลัย จบมาเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือหรือ รับราชการ แล้วผันตัวเองเข้าสู่การเมืองก็มี พ่อค้านักธุรกิจจะมี บทบาททางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ ตามการพัฒนาทุนนิยม ในประเทศไทย 5) กลุ่มราษฎร ราษฎรไทยคือฐานกำลังหลักของ ระบอบประชาธปิ ไตย คอื เปา้ หมายของคณะราษฎรทจ่ี ะปลกุ ปน้ั ขึ้นมา เพื่อแบกรับภารกิจในการสถาปนาประชาธิปไตยให้เป็น จริงขึ้นมาได้ แต่ในระยะแรกราษฎรไทยยังกระจัดกระจาย ยังไม่ ได้รับการจัดตั้งเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็ง ยังไม่ได้รับการศึกษา ในเรื่องประชาธิปไตยที่เป็นระบอบใหม่ การเข้าร่วมขบวนการ ประชาธิปไตยยังต้องรอเวลา สำหรับราษฎรในจังหวัด นครราชสีมา แม้จะผ่านประวัติศาสตร์อันขมขื่นมา พอจะมี สำนึกในทางการเมืองเรื่องปกครองตนเอง แต่ส่วนใหญ่ก็มี ฐานะยากจนการจะส่งบุตรหลานให้เรียนสูงกว่าระดับประถม ศึกษาจึงเป็นเรื่องยาก จะเข้าสู่การเมืองได้ก็เพียงเป็นผู้แทน ตำบล เพื่อจะไปเลือกผู้แทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง ตามกติกาใน 99
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร 2 ประเภท คือประเภทท่ี 1 และประเภทท่ี 2 อยา่ งละครง่ึ ประเภทที่ 1 เลือกทางอ้อมโดยผู้แทนตำบล ประเภทที่ 2 ทรง แต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ ในระยะแรกของการเลือกตั้ง ตามระบอบใหม่ยังไม่มีผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากชนชั้นชาวนาเลย สักคน ในระยะต่อ ๆ มา แม้จะมีลูกหลานชาวนาได้เป็นผู้แทน ราษฎรแต่ก็มีจำนวนน้อยเต็มที ทั้งนี้เนื่องจากระบบเลือกตั้ง ผู้แทนในประเทศไทยมิได้กำหนดสัดส่วน ส.ส. ตามจำนวน ประชากรของแต่ละกลุ่มชน เช่นว่า ชาวนาเป็นคนหมู่มากก็ให้มี ส.ส. มาก ดังนี้ การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนตาม รัฐธรรมนูญในฉบับต่อ ๆ มา ก็ยังเป็นเพียงกติกาที่เอื้อให้กับ คนที่ได้เปรียบในสังคม คือคนมีบารมี มีการศึกษาสูง ฐานะดี มอี ำนาจเงนิ มากกวา่ ตวั แทนของคนยากคนจน หรอื คนสว่ นใหญ่ มีโอกาสน้อยกว่าน้อย ผู้แทนยุคแรกของจังหวัดนครราชสีมา (2476-2512) รัฐบาลพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) (นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ ไทยตามระบอบใหม่) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2476 จัดให้มีการ เลือกตั้งผู้แทนทั้งในระดับตำบลและระดับจังหวัดขึ้น ผู้แทน ราษฎรอีสานจากการเลือกตั้งครั้งแรกในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 มีทั้งหมด 19 คน คิดเป็นร้อยละ 24.35 ของผู้แทนทั้ง ประเทศ (ประเภทที่ 1) ที่มีทั้งหมด 78 คน (ดารารัตน์ เมตตา- ริกานนท์, 2546) 100
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ในจำนวน ส.ส. อีสาน 19 คนนี้ มาจากบุคคลผู้เป็น ข้าราชการ ทั้งข้าราชการบำนาญและข้าราชการประจำเป็นส่วน ใหญ่ มีตำแหน่งเป็นขุน, หลวง, พระ, พระยา หรือตำแหน่งทาง ทหาร ตำรวจนำหน้าชื่อ ซึ่งคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าท่านเหล่านี้ เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นส่วนใหญ่ เฉพาะจังหวัดนครราชสีมา ส.ส. รุ่นแรก มี 2 คน คือ 1) พันเอกพระยาเสนาภิมุข (แสง เตมิยาจล) อดีตข้าราชการทหาร และ 2) นายสนิท เจริญรัฐ ส.ส. ผู้มีอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์จากนครราชสีมา หลังจากนั้น จะเป็นผู้แทนตระกูลสำคัญของจังหวัดนครราชสีมาสลับกัน เข้ามาเป็นผู้แทน เช่น นาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ เคยได้ รับเลือกตั้งถึง 6 สมัย เป็นเวลาประมาณ 25 ปี โดยนาวาอากาศ เอกเลื่อน ยังร่วมกับคณะนายทหารเข้ากระทำรัฐประหาร เมื่อ วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลพันตรีควง อภัยวงศ์ และรัฐมนตร ี ช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) นอกจากนี้แล้วยังมีหลาย ตระกูลที่สลับขึ้นมาเป็น ส.ส. เช่น ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร เป็นอดีต ข้าราชการครูที่มีเครือข่ายคนในตระกูลส่วนมากรับราชการ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้แล้วยังมีผู้แทนหลายคน ที่เคยได้รับการเลือกตั้งเป็น ผู้แทนหลายครั้ง เช่น ร้อยโทอู๊ด นิตยสุทธิ์ อดีตข้าราชการทหาร นายยศ อินทรโกมาลย์สุต อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และ 101
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และอดีต ส.ส. 4 สมัย ช่วงที่สอง คือ ตั้งแต่ปี 2518 ถึงก่อนปี 2544 เป็นช่วงที่ การเมืองในจังหวัดนครราชสีมาเริ่มเบ่งบาน นักการเมืองที ่ โดดเด่นที่สุดในช่วงนี้ คือ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีต นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย รองนายกรัฐมนตรี และเคย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในหลายกระทรวง คือ กระทรวงการ ต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงกลาโหม พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เกิดที่ตำบลพลับพลาไชย จังหวัด พระนคร เดิมมีชื่อว่า “สมบูรณ์ ชุณหะวัณ” เป็นบุตรของ จอมพลผิน ชุณหะวัณ กับคุณหญิงวิบูลย์ลักษม์ ชุณหะวัณ พลเอกชาติชายสมรสกับท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ (สกุลเดิม โสพจน์) พระญาติของสมเด็จพระศรีนครินทรา- บรมราชชนนี มีบุตรชาย คือ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีต สมาชิกวุฒิสภา และบุตรสาว คือ วาณี ชุณหะวัณ (อดีตภริยา นายระวี หงษ์ประภาส มีบุตรสาวชื่อ ปวีณา หงส์ประภาส) พลเอก ชาติชายเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี โรงเรียนเทพศิรินทร์ และโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายทหารม้า และ โรงเรียนยานเกราะกองทัพบก (อาร์เมอร์สคูล) รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา พลเอก ชาติชายมีพี่สาว 3 คน และน้องสาว 1 คน พี่สาวคนโต คือ คุณหญิงอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ ภริยา พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ผู้ทรง 102
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา อิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย ในช่วงก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 พี่สาวคนที่สอง คือ นางพร้อม ทัพพะรังสี ภริยา นายอรุณ ทัพพะรังสี นางพร้อมและนายอรุณ อดีตอธิบดีกรม บัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีบุตร คือ นายกร ทัพพะรังสี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยที่พลเอกชาติชายให้ไว้วางใจอย่างสูง พี่สาวคนที่สาม คือ ท่านผู้หญิงเจริญ อดิเรกสาร ภริยา พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย คนแรก ท่านผู้หญิงเจริญ และพลตำรวจเอกประมาณมีบุตร คือ นายปองพล อดเิ รกสาร นอ้ งสาวคนเลก็ คอื นางพรสม เชย่ี วสกลุ เป็นภริยาของนายเฉลิม เชี่ยวสกุล อดีตรองผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และอดีตประธาน กรรมการธนาคารนครหลวงไทย มีบุตร คือ นายเฉลิมพงษ์ เชี่ยวสกุล เจ้าของเวทีมวยราชดำเนิน พลเอก ชาติชายมีส่วนร่วมในการรัฐประหารใน พ.ศ. 2490 และรัฐประหารใน พ.ศ. 2494 ตามบิดา คือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้เป็นหัวหน้าในการรัฐประหารทั้งสองครั้งนี้ โดยขณะมียศเพียงแค่ร้อยตรี และร้อยเอกเท่านั้น หลังจากนั้น เริ่มบทบาททางการเมืองอย่างแท้จริงในรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ ในปี 2501 ได้ถูกเหตุการณ์ทางการเมืองผันแปร ช ี ว ิ ต ไ ป เ ป ็ น อ ุ ป ทู ต อ ั ค ร ร า ช ทู ต ว ิ ส า ม ั ญ ผู ้ ม ี อ ำ น า จ เ ต ็ ม เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำประเทศ อาร์เจนตินา และเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ประจำ ประเทศออสเตรีย ตุรกี สำนักวาติกัน และเอกอัครราชทูตผู้แทน ถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ตามลำดับ 103
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ปี 2515 พลเอก ชาติชายเดินทางกลับประเทศไทยเข้ารับ ตำแหน่งอธิบดีกรมการเมือง กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งนับ เป็นตำแหน่งสุดท้ายในชีวิตข้าราชการประจำ เนื่องจาก ในปลายปี 2515 นี้เอง พลเอก ชาติชายที่ขณะนั้นยังมียศเป็น พลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 32 ของไทย ที่มีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นพลเอกชาติชายก็ได้เข้าสู่วงการเมืองอย่าง เต็มตัว ต่อมาในปี 2518 พลเอกชาติชายได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา และได้รับ เลือกตั้งต่อเนื่องกันมาอีกรวม 8 สมัย เหตุผลสำคัญที่ พลเอก ชาติชายลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดนครราชสีมา มาจาก ปัจจัยสำคัญ 3 ประการด้วยกัน กล่าวคือ ประการท่ีหนึ่ง จอมพลผิน ชุณหะวัณผู้เป็นบิดาเคย ดำรงตำแหน่งในทางการทหารที่จังหวัดนครราชสีมา มาตั้งแต่ เป็น “เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 3” เป็น “รองผู้บัญชาการ มณฑลทหารบกที่ 3” จนกระทั่งเป็น “ผู้บัญชาการมณฑลทหาร บกที่ 3 “ ซึ่งมีศักดิ์ศรีและฐานะเท่ากับตำแหน่ง “แม่ทัพภาค ที่ 2” ในปัจจุบัน ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบกที่ 3” และภายหลังต่อมาเมื่อเป็น “ผู้บัญชาการทหาร บก” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ก็ได้สร้างความเจริญให้พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาทั้งวัดวาอาราม โรงเรียน สุขศาลา และถาวรวัตถุเป็นจำนวนมาก 104
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ประการที่สอง จังหวัดนครราชสีมาถือได้ว่าเป็น จังหวัดของทหารไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจังหวัดลพบุรี โดยมีค่ายสุร นารีเป็นกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ทั้งยังเป็นสถานที่ตั้ง ของกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 3 กองบัญชาการกองพล ทหารราบที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 เป็นต้น ขณะที่ พล.อ. ชาติชายเองก็มี “เลือดทหาร” เข้มข้นตั้งแต่รุ่นบิดาจนตกทอด มาถึงตน ประการท่ีสาม สืบเนื่องมาจากรากฐานการเป็นทหาร มาอย่างยาวนาน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 3 อันครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบตลอดทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกบั การจดั ตง้ั บรษิ ทั ทหารสามคั คี จำกดั ในยคุ รฐั ประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ทำให้ตระกูล “ชุณหะวัณ และ กลุ่มซอยราชครู” มีธุรกิจร่วมกับพ่อค้าเชื้อสายจีนทางภาค ตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแนบแน่นยาวนาน พลเอกชาติชาย ได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรีอีกหลาย สมัยในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรองนายกรัฐมนตรี ในปี 2517 พลเอกชาติชายไดร้ ่วมกับ พลตรปี ระมาณ อดเิ รกสาร ผู้มีศักดิ์เป็นพี่เขย และพลตรีศิริ สิริโยธิน ก่อตั้งพรรคชาติไทย ขึ้น โดยมี พลตรีประมาณเป็นหัวหน้าพรรค และต่อมาในปี 2529 พลเอกชาติชายขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค คนที่ 2 สามารถนำพรรคชาติไทย ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเป็น อันดับหนึ่งในปี 2531 ในชั้นต้นมีการทาบทาม พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อเป็นสมัย 105
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ที่ 4 แต่พลเอกเปรมปฏิเสธและประกาศวางมือทางการเมือง พลเอกชาติชายจึงได้รับการสนับสนุน ให้ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 17 ของประเทศไทย พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เข้ารับตำแหน่งนายก- รฐั มนตรี เมอ่ื วนั ท่ี 4 สงิ หาคม พ.ศ. 2531 มกี ารปรบั คณะรฐั มนตรี 1 ครั้งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ได้ดำรงตำแหน่งในฐานะ นายกรัฐมนตรี เป็นระยะเวลารวมประมาณ 2 ปีครึ่ง ผลงาน ที่โดดเด่นมากของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ได้แก่ การดำเนิน นโยบายต่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่ม อินโดจีน เช่น การประสานงานให้มีการเจรจาร่วมระหว่างเขมร 4 ฝ่าย เพื่อยุติการสู้รบและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาล ประเทศกัมพูชา ภายใต้การนำของสมเด็จสีหนุขึ้น นโยบาย ต่างประเทศของรัฐบาลพลเอกชาติชายมีชื่อเรียกที่รู้จักกันอย่าง แพร่หลาย คือ นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ทางด้านเศรษฐกิจได้อนุมัติโครงการเพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ เช่น โครงการ โทรศัพท์พื้นฐาน 3 ล้านเลขหมาย โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ทะเลภาคใต้ โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขต กรุงเทพมหานคร และโครงการทางด่วนยกระดับ ตัวเลข ความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงนั้น ร้อนแรง ถึงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี กระทั่งมีการคาดหมายโดยทั่วไปว่า ประเทศไทยจะเป็น “เสือตัวที่ 5” ของเอเชีย (Fifth Asian Tiger) ต่อจาก “4 เสือเศรษฐกิจของเอเชีย” คือ เกาหลีใต้, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และไต้หวัน 106
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีชื่อที่เรียกเป็นที่รู้จักทั่วไป ว่า “น้าชาติ” มีคำพูดติดปากเมื่อให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “No Problem” หมายถึง “ไม่มีปัญหา” จนเป็นที่จดจำได้ทั่วไป ซึ่งศิลปินเพลง แอ๊ด คาราบาว ได้นำไปประพันธ์เป็นเพลง ล้อการเมืองชื่อ “โนพลอมแพลม” การบริหารงานของรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน เริ่มประสบปัญหาในช่วงท้ายของ วาระการดำรงตำแหน่ง เมื่อถูกโจมตีว่ามีการทุจริต หา ผลประโยชน์ในโครงการลงทุนของรัฐ จนมีคำกล่าวโจมต ี การทำงานของคณะรัฐมนตรีรัฐบาลพลเอกชาติชายว่าเป็น “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ขณะที่การทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ที่มีสัดส่วน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเป็นจำนวนมากก็ถูกโจมตีว่ามี สภาพเป็น “เผด็จการรัฐสภา” พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ บริหารประเทศจนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ก็ถูกยึด อำนาจการปกครองโดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ภายใต้การนำของ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์, พลเอก สุจินดา คราประยูร, พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล และพลเอก อิสระพงศ์ หนุนภักดี ที่ต่อมานำไปสู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ใน พ.ศ. 2535 ภายหลังถูกรัฐประหารโดยคณะ รสช. พลเอก ชาติชาย ได้เดินทางไปพำนักอยู่ในอังกฤษระยะหนึ่ง ก่อนจะเดินทาง กลับประเทศไทย และก่อตั้งพรรคชาติพัฒนา ขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนแรก ต่อมาได้นำพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2535 โดยพลเอกชาติชายชนะเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นการ 107
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เริ่มต้นบทบาททางการเมืองใหม่อีกครั้ง ปลายปี 2540 เมื่อ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ในตอนแรกพรรคร่วมรัฐบาลเดิมในขณะนั้นมีมติร่วมกันที่จะ สนับสนุนพลเอก ชาติชายขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง แต่ในที่สุดพรรคกิจสังคม ที่มีนายมนตรี พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค ได้เปลี่ยนไปสนับสนุนนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แทน ตามมาด้วยพรรคประชากรไทย ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค เกิดกรณี ส.ส. “กลุ่มงูเห่า” ที่แสดงตัวสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เช่นเดียวกัน ทำให้ในที่สุดผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่กลายเป็น นายชวน หลีกภัย ที่ได้เป็น นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 แทนที่จะ เป็นพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน นักการเมืองที่มีความโดดเด่นอีกคนในยุคนี้ คือ นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง มหาดไทย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สงั กดั พรรคไทยรกั ไทย และอดตี ประธานทป่ี รกึ ษานายกรฐั มนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ สำเร็จ การศึกษาปริญญาตรี พาณิชยศาสตรบัณฑิต จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา 9 สมัย สุขุมเคยดำรง ตำแหน่งสำคัญทางการเมือง อาทิ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธาน กรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ สภา ผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 108
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ด้านแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายก- รัฐมนตรี) นายกสมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน นอกจาก ผลงานด้านการเมืองยังมีผลงานในการริเริ่มเกี่ยวกับทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม อาทิ เป็นผู้ริเริ่มให้สร้างฝายยาง (เขื่อนยาง) มาใช้เก็บน้ำเป็นผลสำเร็จ เป็นผู้ริเริ่มขุดคลองประปาน้ำดิบ แห่งที่ 2 ให้แก่กรุงเทพมหานคร เป็นคณะกรรมการทรัพยากร น้ำแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาล นักการเมืองลำดับต่อมาที่มีความโดดเด่นและมีบทบาท สูงในทางการเมืองของจังหวัดนครราชสีมาและประเทศไทย คือ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตรัฐมนตรีว่าการทบวง มหาวิทยาลัย และอดีตรัฐมนตรีว่าการหลายกระทรวง เป็นหนึ่ง ในแกนนำพรรครวมชาติพัฒนา (ปัจจุบันคือ พรรคชาติพัฒนา เพื่อแผ่นดิน) แต่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เนื่องจากถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เกิดวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เป็นบุตรของ นายวิศว์ ลิปตพัลลภ และนางจรัสพิมพ์ ลิปตพัลลภ นับเป็น บุตรคนที่ 3 ในพี่น้องทั้งหมด 5 คน พื้นฐานมาจากธุรกิจรับ เหมาก่อสร้างในนามบริษัทประยูรวิศว์การช่างซึ่งเป็นธุรกิจของ ครอบครัว สุวัจน์ ลิปตพัลลภ จบการศึกษาจากโรงเรียน อัสสัมชัญธนบุรี และโรงเรียนเซนต์คาเบรียล สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยเพอร์ดู รัฐอินเดียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา สมรส 109
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา กับพลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายพสุ ลิปตพัลลภ และนางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ นายสุวัจน์เริ่มเข้าสู่การเมือง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 ตามคำชักชวนของพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก พรรคปวงชนชาวไทย เหตุผลสำคัญที ่ นายสุวัจน์เลือกลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัด นครราชสีมา มีด้วยกัน 3 ประการกล่าวคือ ประการท่ีหนึ่ง นายวิศว์ ลิปตพัลลภ ผู้เป็นบิดาของ นายสุวัจน์ ได้ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ในนามบริษัท ประยูรวิศว์การช่าง รับเหมางานก่อสร้างมาแล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญคือ นายวิศว์ได้เข้าไปประมูลงานในจังหวัด นครราชสีมา คือ งานซ่อมถนนในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา เมื่อปี 2525 มูลค่า 5 ล้านบาทเศษ ทำให้นายวิศว์ได้รู้จัก นายกเทศมนตรแี ละผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นครราชสมี า นอกจากนน้ั แล้วนายวิศว์ยังได้ช่วยสร้างถนนฟรีถึง 15 สายในตัวเมือง นครราชสมี า เพราะตอนนน้ั จงั หวดั นครราชสมี าไมม่ งี บประมาณ คิดเป็นเงินกว่า 17 ล้านบาท และได้สร้างลานจอดรถให้กับ โรงพยาบาลมหาราช และที่สำคัญคือได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 สร้างอนุสาวรีย์กล้ากลางสมร อนุสาวรีย์ของนายทหารที่เสีย ชีวิตจากการปราบปรามผู้ก่อการร้าย 82 คน ในกรมทหารราบที่ 23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ผลจากการเป็นผู้ช่วยเหลือราชการ อย่างต่อเนื่อง ทำให้นายวิศว์ได้รับพระราชทานเครื่องราช- อิสริยาภรณ์ประถมภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) และทำให้รู้จักสนิท สนมกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดเป็นจำนวนมาก 110
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะได้รู้จักนายทหารผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มี บทบาทสำคัญในการผลักดันให้นายสุวัจน์เข้าสู่แวดวงการเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายทหารผู้นั้น คือ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ประการที่สอง นายวิศว์มีความสนิทสนมกับพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีอุปนิสัยเหมือนกัน คือ เป็นคนจริงใจ คบกันเหมือนเพื่อน ไปมาหาสู่กันเป็น ประจำ ต่อมาพลเอกอาทิตย์ถูกปลดกลางอากาศจากตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก เหลือเพียงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร สูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว และเมื่อเกษียณก็ตัดสินใจตั้งพรรค ปวงชนชาวไทยขึ้น เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2531 และ พลเอก อาทิตย์ได้ชวนนายวิศว์ให้ร่วมก่อตั้งพรรคและลงสมัคร รับเลือกตั้ง ด้วยความที่นายวิศว์เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจเพื่อน พอถกู เชิญก็รับปากทันที ประการท่ีสาม เมื่อนายวิศว์รับปากพลเอก อาทิตย์ แล้ว ก็รีบกลับมาบ้านมาบอกภรรยาและลูก ๆ ว่าจะลงสมัครรับ เลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทุกคนในครอบครัว ต่างไม่เห็นด้วย เนื่องจากขณะนั้นนายวิศว์อายุมากแล้ว แต่ นายวิศว์เป็นคนรักษาคำพูด จึงบอกลูก ๆ ว่า ถ้าไม่ให้นายวิศว์ สมัคร ส.ส. ก็ต้องให้ลูกคนใดคนหนึ่งลงสมัคร ส.ส. แทน ผลก็คือลูก ๆ ทุกคนมีมติให้นายสุวัจน์ลงสมัคร ส.ส. แทน นายวิศว์ เนื่องจากนายสุวัจน์มีภรรยาเป็นชาวโคราช ถือเป็น เขยโคราช จบปริญญาโทจากต่างประเทศ และมีความสนใจ การเมือง นั่นคือจุดเริ่มต้นของบทบาททางการเมืองของ นายสุวัจน์เป็นต้นมา 111
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง ณ ขณะนั้นนายสุวัจน์จะต้องลงสมัครแข่งขันในเขต เลือกตั้งเดียวกันกับพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเป็น ส.ส. มาแล้วถึง 3 สมัย กลยุทธ์ที่นายสุวัจน์ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง สมัยแรก คือ เข้าขอความช่วยเหลือจากนายประสาร มฤคพิทักษ์ และนายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการให้ช่วยนำ นักศึกษาจำนวนมากมาหาเสียง และเริ่มทำโพลว่าคนโคราช ต้องการอะไรจาก ส.ส. ซึ่งพบคำตอบว่า คนโคราชเบื่อ ส.ส. ที่เจอตัวเฉพาะหาเสียง ไม่เคยพัฒนาโคราช และต้องการถนน เมื่อได้ข้อมูลดังนั้น นายสุวัจน์จึงหาเสียงบอกกล่าวกับ ชาวโคราช เขต 1 ว่า โคราชต้องมีถนน 4 เลน โคราชต้องมี มหาวิทยาลัย โคราชต้องมีถนนลาดยางอย่างทั่วถึง ผลจาก การทำโพลทำให้รู้ความต้องการชาวโคราชโดยตรงและหาเสียง ได้ตรงความต้องการ ผลจากการที่บิดานายสุวัจน์ได้ช่วยเหลือ สังคมในเมืองโคราชไว้มาก ผลจากการที่ชาวโคราชรักใคร่ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ในคราวปราบกบฏ 1-3 เมษายน 2524 และผลจากการที่เป็นเขยคนโคราช ลูกเขยนายอุบลและนาง ระเบียบ ศิริภูมิ เจ้าของร้านผ้าไหมเก่าแก่สามเจริญไหมไทย จึงทำให้ผลการเลือกตั้งนายสุวัจน์ผู้สมัครหน้าใหม่ ได้รับ การเลือกตั้งเป็นลำดับที่หนึ่ง เอาชนะที่สอง คือ พลเอกชาติชาย ได้อย่างขาดลอย ต่อมาใน พ.ศ. 2533 ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน (1) พ.ศ. 2534 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ในรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน (2) ภายหลัง การยุบสภาใน พ.ศ. 2535 นายสุวัจน์ได้เข้าร่วมกับพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ, นายกร ทัพพะรังสี และสมาชิกอีกจำนวน 112
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา หนึ่ง จัดตั้งพรรคชาติพัฒนาขึ้น ในรัฐบาลของพลเอกสุจินดา คราประยูร ได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และใน พ.ศ. 2538 เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาล ของนายชวน หลีกภัย พ.ศ. 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวง คมนาคม ในรัฐบาลของชวลิต ยงใจยุทธ และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ใน พ.ศ. 2545 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ ทบวงมหาวิทยาลัย รัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (1) และ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เป็นรองนายกรัฐมนตรี ต่อจากนั้น ไม่นานก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร (2) นายสุวัจน์เข้ารับ ตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ต่อจากนายกร ทัพพะรังสี ซึ่งลาออกไปร่วมกับพรรคไทยรักไทย และต่อมาใน พ.ศ. 2548 นายสุวัจน์จึงประกาศยุบพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมกับพรรค ไทยรักไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 จึงได้นำสมาชิก ในกลุ่มย้ายไปสังกัดพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นอกจากนี้แล้วยังมีนักการเมืองที่มีความโดดเด่น อีกหลายคน เช่น นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เข้าสู่วงการเมือง ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2529 สังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่เขต 5 อำเภอบัวใหญ่ เนื่องจากบิดา ของนายนิพนธ์อพยพมาจากเมืองจีนตั้งรกรากในอำเภอบัวใหญ่ 113
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา และได้รับสัมปทานป่าไม้ในเขตภาคอีสานตอนบน นายนิพนธ์ ได้รับการเลือกตั้งอีกหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทั่งในปี 2537 ขณะดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนิพนธ์ถูก พรรคชาติไทย ในฐานะพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โจมตีกรณีเกิดทุจริตในการแจกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น นายนิพนธ์ได้แสดงความ รับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี แต่พรรค ฝ่ายค้านยังคงนำมาเป็นประเด็นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเหตุให้นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา ก่อนมีการลงมติ แม้ว่านับตั้งแต่ถูกโจมตีในปี 2537 นายนิพนธ์จะไม่เคย ถูกฟ้องร้อง ดำเนินคดีในชั้นศาลเกี่ยวกับกรณี ส.ป.ก. 4-01 แต่อย่างใดจนถึงปัจจุบัน แต่ยังคงมีการนำกรณีดังกล่าวมา อ้างอิง เพื่อโจมตีทางการเมืองต่อพรรคประชาธิปัตย์มาโดย ตลอดในปี 2540 หลังการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และพรรคประชาธิปัตย์สามารถ กลับขั้วการเมืองจัดตั้งรัฐบาล นายนิพนธ์ได้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชวน หลีกภัย ต่อมาปลายปี 2551 นายนิพนธ์ได้กลับมาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายก- รัฐมนตรี อีกครั้งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อพรรค ประชาธิปัตย์สามารถกลับขั้วการเมืองจัดตั้งรัฐบาล ในการดำรง ตำแหน่งครั้งนี้นายนิพนธ์ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน 114
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา อีกครั้ง เมื่อพยายามขับรถฝ่าคนกลุ่มเสื้อแดงที่หน้ากระทรวง มหาดไทย แต่ถูกรุมทุบรถและทำร้ายร่างกายโดยกลุ่มคน เสื้อแดง ในวันที่ 12 เมษายน 2552 ต่อมา นายนิพนธ์ได้ลาออก จากตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เหตุเนื่องจากไม่พอใจ เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้นายนิพนธ์ ให้การสนับสนุนพลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมาย แต่นายอภิสิทธิ์ ให้การสนับสนุน พลตำรวจเอกปทีป ตันประเสริฐ และแต่งตั้ง ให้ พลตำรวจเอกปทีปเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติในที่สุด นายนิพนธ์เป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และโรงเลื่อย เช่น โรงเลื่อยจักรไทยพูนสิน, บริษัท ไทยประสิทธิ์ ทำไม้ จำกัด และบริษัท ชนาพันธ์ จำกัด นับเป็นแหล่งทุน เก่าแก่รายหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ และยังเป็นพี่ชายของ นางศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ภรรยานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย นักการเมืองในช่วงนี้ที่มีที่ความโดดเด่น คือ นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาราช อดีตรองนายก- รัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายกระทรวง เป็นบุตรของนายอรุณ ทัพพะรังสี (บุตร เจ้าพระยานราธรหิรัญรัฐ กับคุณหญิงหวาน) และนางพร้อม ทัพพะรังสี (สกุลเดิม “ชุณหะวัณ” เป็นบุตรีของ จอมพลผิน ชุณหะวัณ) เนื่องจากสืบเชื้อสายจากนักการเมือง ซอยราชครู ทำให้ได้รับการขนานนามให้เป็น “ทายาทราชครู รุ่นที่ 3” นายกรเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อตุ สาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายกร ทัพพะรังสี 115
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เข้ารับการศึกษาแห่งแรกที่ โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ ใกล้วิทยาลัยครูสวนสุนันทา มีเพื่อนคนแรกที่เรียนห้องเดียวกัน นั่งโต๊ะติดกัน และยังคบหากันมากว่า 50 ปี คือ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้า และการพัฒนา (UNCTAD) และอดีตผู้อำนวยการองค์การการ ค้าโลก (WTO) เรียนต่อชั้นประถมที่ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล และได้อยู่ห้องเดียวกับเพื่อนที่ชื่อ ศุภชัย พานิชภักดิ์ อีก หลังจากจบจากเซนต์คาเบรียล จึงไปเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม สามพรานเป็นเวลา 1 ปี โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นที่มีชื่อเสียง คือ พลตำรวจโท สุนทร ซ้ายขวัญ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ หลังจากนั้นไปเข้าเรียนต่อที่ วิลบราแฮม อะแคเดมี่ (Wilbraham Academy) โรงเรียนประจำระดับเตรียมอุดมศึกษา ใกล้เมืองสปริงฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่ มหาวิทยาลัยคลาร์ค เมืองวสู เตอร์ รัฐแมสซาชเู ซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นายกรมีเพื่อนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันในตระกูล คือ นายปองพล อดิเรกสาร และ ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ซึ่งเรียน โรงเรียนเดียวกัน และอยู่บ้านบริเวณเดียวกัน ทั้งที่ซอยราชครู และที่สหรัฐอเมริกา เมื่อนายกรสำเร็จการศึกษากลับมา เมืองไทย ได้เข้าเริ่มงานแห่งแรกที่สถานทูตแคนาดาในตำแหน่ง “ผู้ช่วยทูตการค้า” รับผิดชอบด้านวิวัฒนาการ และพัฒนา เศรษฐกิจทางด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยเป็น คนไทยคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ หลังจากทำงานที่สถานทูต แคนาดาได้ 6 ปี จึงเริ่มเข้าสู่วงการเมืองโดยรับหน้าที่เป็น เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้กับ 116
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ผู้เป็นน้าชาย และขณะนั้นกำลัง เริ่มก่อตั้ง พรรคชาติไทย ทำให้นายกรได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง พรรคชาติไทยมาตั้งแต่ต้น และลงสมัครเป็น ส.ส. หลายสมัย ในเขตพื้นที่อำเภอชุมพวง ได้ทำงานการเมืองอย่างต่อเนื่อง นับแต่นั้นมานายกร ทัพพะรังสี ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ใน พ.ศ. 2541 หลังจากถึงแก่อสัญกรรมของพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ หลังการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2548 แล้ว ซึ่งพรรค ไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก นายกรได้ลาออกจากพรรค ชาติพัฒนา และเข้าสังกัดกับทางพรรคไทยรักไทย เมื่อถึงคราว วิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2550 เมื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ยุบสภาลงใน วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 แล้ว นายกรก็ได้ลาออกจาก พรรคไทยรักไทยและทุกตำแหน่งทันทีในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ คือวันรุ่งขึ้นเลย และยุติบทบาททางการเมืองไปชั่วระยะหนึ่ง จนกระทั่งเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคประชาราช ซึ่งนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประกาศจะสนับสนุนนายกรให้เป็น นายกรัฐมนตรี แต่ในปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 นายกรได้ ลาออกจากพรรคประชาราช กลับไปเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย อีกครั้ง นักการเมืองคนอื่น ๆ ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กันในช่วงนี้ คือ นายจำลอง ครุฑขุนทด อดีต ส.ส. หลายสมัย จากพื้นที่ อำเภอด่านขุนทด อดีต ส.ส. พรรคไทยรักไทย และรองหัวหน้า พรรคไทยรักไทย จำลอง ครุฑขุนทด เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2490 ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา สำเร็จ การศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จาก 117
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประกาศนียบัตรชั้นสูง เนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่ง เนติบัณฑิตยสภา เคยทำงานเป็นทนายความ แต่ต่อมาได้เข้าสู่ งานการเมืองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคชาติไทย เมื่อ พ.ศ. 2523 ต่อมาได้ย้ายไปสังกัด พรรคปวงชนชาวไทย ในระหว่าง พ.ศ. 2531-2535 และย้ายมา สังกัดพรรคชาติพัฒนา ซึ่งต่อมาได้มีการยุบรวมเข้ากับ พรรคไทยรักไทย จำลอง ครุฑขุนทด เคยได้รับการแต่งตั้งเป็น รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2533 เป็นเลขานุการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2535 กระทั่งใน พ.ศ. 2539 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับการแต่งตั้งอีกครั้ง ในรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร พ.ศ. 2544 และเป็น รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิ ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรค ไทยรักไทยซึ่งถกู ยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 นักการเมืองคนต่อมาที่มาความโดดเด่นในช่วงนี้ คือ พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ อดีตรองหัวหน้าพรรค เพอ่ื ไทย (แกนนำกลมุ่ อสี านพฒั นา) อดตี สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และอดีตโฆษกกระทรวงมหาดไทย พันตำรวจโทสมชาย เกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ที่จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัย ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รัฐศาสตร- 118
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา มหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกานปูร์ ประเทศ อินเดีย พันตำรวจโทสมชายเคยรับราชการตำรวจ และได้ ลาออกจากราชการในขณะที่มียศเป็นพันตำรวจโท จากนั้น จึงได้เข้าทำงานการเมืองในปี 2535 โดยลงสมัครเขตพื้นที่ อำเภอปากช่อง และดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานกรรมาธิการการทหาร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม และโฆษกกระทรวง มหาดไทย พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ เคยเป็น กรรมการบริหารพรรคนำไทย ซึ่งนำโดย ดร.อำนวย วีรวรรณ เมื่อปี 2538 และเขาเป็นสมาชิกกลุ่ม 16 ต่อมาจึงได้ย้ายมา ร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังได้เข้าร่วมกับพรรคไทย รักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยตามลำดับ นอกจากนั้นยังได้รับแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 ได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย และไปร่วมงานกับพรรค มาตุภูมิ ของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน น อ ก จ า ก น ี ้ แ ล ้ ว ย ั ง ม ี ต ร ะ กู ล ก า ร เ ม ื อ ง ท ี ่ โ ด ด เ ด ่ น คือ ตระกูลสุวรรณฉวี นำโดยว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 ที่เขตดุสิต กรงุ เทพมหานคร เปน็ บตุ รของนายจำรสั กบั นางสำเภา สวุ รรณฉวี สมรสกับร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี บุตรสาว นายเลิศ หงส์ภักดี (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และอดีต ส.ส. นครราชสีมา 2 สมัย) มีบุตรชาย 3 คน คือ 1) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี อดีต ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา 2 สมัย 2) นายพีรพร 119
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา สุวรรณฉวี และ 3) นายณัฐวัชร์ สุวรรณฉวี ไพโรจน์สำเร็จ การศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต และปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2514 และ พ.ศ. 2517 ตามลำดับ ไพโรจน์เริ่มรับราชการ ในสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จนได้รับ ตำแหน่งนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ใน พ.ศ. 2529 และตำแหน่งนายอำเภอเขาย้อย อำเภอท่ายาง และอำเภอ เมืองสระบุรีเป็นอำเภอสุดท้าย จึงได้ลาออกมาสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขตพื้นที่ อำเภอครบุรี เมื่อปี 2535 สังกัดพรรคสามัคคีธรรม ต่อมา ในการเลือกตั้งเดือนกันยายน พ.ศ. 2535 จึงได้ย้ายมาสังกัด พรรคชาติพัฒนา เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม 16 และย้ายมาสังกัด พรรคชาติไทย ในปี 2538 ซึ่งไพโรจน์เป็นหนึ่งในแกนนำ ที่ต่อต้านรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ในเรื่อง สปก. 4-01 จนต่อมา ไพโรจน์ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา ต่อมาได้ย้ายมาสังกัด พรรคความหวังใหม่ และรับตำแหน่งผู้อำนวยการพรรค จนกระทั่งได้มีการยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย ในปี 2544 และไพโรจน์ก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เนื่องจากเป็นกรรมการ บริหารพรรคไทยรักไทยด้วย หลังการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ไพโรจน์เป็นนักการเมืองที่มีบทบาทในการสนับสนุนพรรค เพื่อแผ่นดิน หลังการเลือกตั้งในปี 2550 และมีส่วนในการ ผลักดันให้ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ภรรยา เข้ารับ ตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการจัดตั้งของรัฐบาลซึ่งนำโดย 120
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2551 ไพโรจน์เป็นบุคคลหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญในการนำสมาชิกในกลุ่มให้การสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นหนึ่งในสาม บุคคลที่มีบทบาทสำคัญในนาม “3พี” (ไพโรจน์ สุวรรณฉวี, พินิจ จารุสมบัติ และปรีชา เลาหพงศ์ชนะ) ลำดับต่อมาตระกูลการเมืองที่มีความโดดเด่น คือ ตระกูลสภาวสุ นำโดยนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในรัฐบาล ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เกิดวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรของ นายประมวล สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคุณหญิง ศรีประพาฬ สภาวสุ ด้วยนายประมวล ต้องการให้บุตรชาย ได้เป็น ส.ส. จึงได้ฝากฝังบุตรชาย คือ นายกอร์ปศักดิ์ กับ นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ ส.ส. ผูกขาดในพื้นที่ให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ในทางการเมือง นายกอร์ปศักดิ์จึงเปรียบเสมือนผู้สมัคร ส.ส. ประเภทหมาหลง ที่ต้องอาศัยพี่เลี้ยงเจ้าถิ่นหอบหิ้วเข้าสภา ซึ่งก็ส่งผลทำให้นายกอร์ปศักดิ์ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา เขตพื้นที่อำเภอบัวใหญ่ ถึง 3 สมัย เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์ ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 นายกอร์ปศักดิ์ได้ลงในระบบบัญชีรายชื่อและได้เป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค และในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 นายกอร์ปศักดิ์ได้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่เขตที่ 5 กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยด้วยเขตปทุมวัน แต่นายกอร์ปศักดิ์ไม่ได้รับ 121
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา การเลือกตั้ง หลังจากนั้น นายกอร์ปศักดิ์ได้เขียนหนังสือออกมา หลายเล่ม ซึ่งส่วนมากเป็นหนังสือเกี่ยวกับการเปิดโปง การทุจริตในวงการการเมืองหลายเล่ม เช่น ใครว่าคนรวยไม่โกง เป็นต้น ในช่วงการรณรงค์เลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นายกอร์ปศักดิ์ได้รับการแต่งตั้งเป็น ประธานคณะกรรมการ ขับเคลื่อนวาระประชาชน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ตามข้อบังคับ พรรค และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาลของ พรรคประชาธิปัตย์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้รับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ต่อมา ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ได้ถูกปรับให้เป็น เลขาธิการ นายกรัฐมนตรี จากกรณีชุมชนพอเพียง แทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออกจากตำแหน่ง และในเดือนธันวาคมของปี เดียวกัน ได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เพื่อไปเตรียมการ เลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้ง ใน พ.ศ. 2554 ตระกูลการเมืองที่โดดเด่นต่อมา คือ ตระกูลรัตนเศรษฐ นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย และ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมาหลายสมัย พื้นฐานครอบครัวทำธุรกิจค้าไม้ และได้รับสัมปทานไม้ในพื้นที่ ภาคอีสาน ซึ่งตระกูลนี้ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. พร้อมกันถึง 3 คน เมื่อปี 2554 วิรัช รัตนเศรษฐ เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 122
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2501 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ และปริญญาโท สาขารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้านชีวิตครอบครัวสมรสกับนางทัศนียา รัตนเศรษฐ ส.ส. หนึ่ง เดียวของจังหวัดนครราชสีมา ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 ที่ไม่ได้ สังกัดพรรคไทยรักไทย แต่ในการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ทั้งคู่แจ้งสถานะเป็น “หย่า” ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ 1) นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ อดีต ส.ส. นครราชสีมา พรรค เพื่อไทย 2) นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ และ 3) นายตติรัฐ รัตนเศรษฐ นายวิรัชเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครราชสีมาหลายสมัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา เคยดำรง ตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคมหาชน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และในรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ได้รับแต่งตั้ง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการ เลือกตั้ง พ.ศ. 2554 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชี รายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 32 ตระกูลการเมืองสุดท้ายที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก ของการเมืองนครราชสีมาในช่วงนี้ คือ ตระกูลเชิดชัย เริ่มด้วย ผู้นำตระกูล นายวิชัย เชิดชัย ความรู้จบชั้นประถมปีที่ 4 ความสำเร็จของเขากับ “เชิดชัยอุตสาหกรรม” การพัฒนาธุรกิจ ของเขายังชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนทุนของธุรกิจภูมิภาคที่นับวัน เริ่มจะปรับเปลี่ยนศักยภาพตัวเองไปสู่ความเป็นอินเตอร์มากขึ้น อิทธิพลบารมีของคนคนนี้ ครอบฟ้าคลุมแผ่นดินเมืองโคราช และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขาเป็น 1 ใน 3 คหบดีของภาคนี้ ที่ได้รับการยอมรับว่า “รวยจริง” ไม่ใช่รวยขี้ครอกหรือรวยขี้โอ่ อย่างคนรวยบางคน ฐานะความมั่งคั่งของเขาไม่ได้วัดที่จำนวน 123
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เงิน โอ.ดี. ในธนาคาร หากสามารถรับรู้กันได้ถึงจำนวนเงินสด ที่ไม่ผิดอะไรไปกับขุนคลังอันยิ่งใหญ่ พร้อมด้วยที่ดินราคา ค่างวดมหาศาลอีกหลายพันไร่ เพราะเป็นเรื่องจริงที่ไม่ต้อง เสกสรรปั้นแต่ง พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง “จำต้อง” มอบ ความไว้เนื้อเชื่อใจให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดชะตากรรม ทางการเมืองของพรรคในภาคนี้ด้วยความเต็มใจยิ่ง ทั้งนี้ แลกกับผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ “จำต้อง” มอบให้เขาโดยไม่มี สิทธิปฏิเสธถ้าได้เป็นรัฐบาล เขาไม่ใช่นักการเมือง แต่เขามีเงิน และในความไม่สมประกอบทางการเมือง เงินมิใช่หรือ ที่คือพระเจ้าโน้มน้าวเสียงประชาชนให้เป็นเสียงสวรรค์แก ่ นักการเมืองคนใดคนหนึ่งได้ทุกเมื่อ ความโชคดีอีกอย่างหนึ่ง ที่เขาไม่อาจค้นหาได้อีกแล้วในชีวิตนี้ก็คือ การได้เมียที่ดีคนหนึ่ง ซึ่งมีค่ายิ่งกว่าเพชรน้ำงามเม็ดใด ๆ ทั้งสิ้นนั่นคือ นางสุจินดา เชิดชัย หรือ เจ๊เกียว จากคนที่มือเปล่าเล่าเปลือยเมื่อสามสิบปี ก่อน จากเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายวันตายพรุ่งเมื่อใด เขากลับก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ทั้งนี้ด้วยความ วิริยะอุตสาหะ ความเชื่อมั่นกล้าได้กล้าเสียของตนเป็นที่ตั้ง และมั่นคงดั่งหินผาไม่รู้สึกกร่อนด้วยความ “หิน” ของเมีย พฤติกรรม “หิน” ทางการค้าของเมีย เขาขึ้นชื่อลือชาไปทั่วทุก หัวระแหง หินขนาดที่ว่าการที่คนงานจะขอเบิกเงินได้นั้นจะต้อง ให้งานแล้วเสร็จสมบูรณ์ 100% เสียก่อน ถ้าไม่เป็นอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องมาพูดกัน เขาไม่ใช่วิศวกร ไม่ใช่นักประดิษฐ์ที่ผ่านการ รับรองจากสถาบันใด ๆ ทั้งในและต่างประเทศ แต่เขาเป็น นักปฏิบัติที่เกิดขึ้นในสายเลือดและมีความยากจนเป็นตัวเพาะ บ่มให้แก่กล้า ความสำเร็จที่ควรค่าแก่การชื่นชมจึงทำให้ 124
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เด็กประถม 4 คนนี้ได้รับพระราชทานปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2528 และได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษในเวลาถัดมา ธุรกิจของเขา เกี่ยวข้องกับรถยนต์ เขาเป็นเจ้าของกิจการเดินรถภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้ได้รับสัมปทานรถไฟปรับอากาศของ การรถไฟฯ เป็นผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง และที่สุดเขา เป็นเจ้าของอู่ต่อรถใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีนักลงทุนจากต่างประเทศมาเกี้ยวให้ร่วมทุนต่อรถอยู่เป็น ประจำ รถโดยสารที่วิ่งกันขวักไขว่บนท้องถนนกว่า 30% เป็นผลผลิตจากอู่ของเขา พัฒนาการอย่างหนึ่งของธุรกิจภูมิภาคที่กำลังเป็น ประเพณีนิยมนั่นก็คือ การสร้างความเข้มแข็งโดยผูกมัดกับ หนทางทางการเมือง ทุกคนเกิดสำนึกที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องของ นกมีหู หนูมีปีก ที่จะทำให้ความฝันทางการค้าเป็นจริงหรือเติบ ใหญ่ขึ้นมาได้ พ่อค้าภูธรหากไม่เล่นการเมืองด้วยตนเอง ก็มัก ส่งเสริมให้ลูกหลานเข้าไปมีวิถีชีวิตผูกพัน หรือไม่ก็ต้องเป็น “นักการเมือง” ที่สามารถสั่งกันได้ด้วย “อำนาจเงิน” และ “อิทธิพลบารมี” “เชิดชัยอุตสาหกรรม” ก็อยู่ในข่ายนี้ แม้ว่าตัว ของวิชัยจะไม่ใช่นักการเมืองสมบูรณ์แบบ แต่ไม่อาจจะ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไปได้ว่า ทุกยุคสมัคร การเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสนามเล็กหรือใหญ่ เขาได้เข้าไปมี ส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากมาย โดยเฉพาะกับพรรคการเมือง อย่างพรรคชาติไทยที่วิชัยเป็นแม่เหล็กทางการเงินให้ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ธุรกิจของ “เชิดชัยอุตสาหกรรม” เติบโต มาได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอนุเคราะห์ทางการเมืองที่มีให้ 125
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เขาตลอดมาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พรรค ชาติไทยเป็นรัฐบาล วิชัยมีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับ พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย และรองนายก- รัฐมนตรีคนปัจจุบัน ความรักใคร่กลมเกลียวของคนทั้งคู ่ เชื่อมโยงโดยผ่าน ชุบ ชัยฤทธิชัย ทนายความชื่อดัง กล่าวกันว่า แท้จริงที่พลตรีชาติชายได้รับเลือกตั้งนั้น หากไม่ได้วิชัยแล้ว ชาติชายก็มีสิทธิ “ปิ๋ว” ได้ไม่ยากนัก “เครดิตส่วนตัวของ ท่านรองนายกฯ กับคนโคราชเสื่อมถอยไปมากในระยะหลัง ดีที่ว่ายังมีเฮียไซเป็นฐานคะแนนใหญ่ที่เงินถึงจึงลอยตัวผ่าน การทดสอบไปได้” ถึงกระนั้นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา สายสัมพันธ์ของคนทั้งคู่เกือบมีอันขาดสะบั้นเสียแล้ว เมื่อ ชาติไทยประกาศจะกวาดพื้นที่เมืองโคราชให้ได้มากที่สุด ความหวังนี้วิชัยยอมรับและพร้อมช่วยเหลือทุกด้านโดยเฉพาะ เรื่องการเงิน แต่พอหาเสียงไปได้ระยะหนึ่ง ปรากฏเงินจาก พรรคขาดหายไปดื้อ ๆ เล่นเอาวิชัย “โกรธมาก” “จะเอายังไง กันขืนให้จ่ายคนเดียวก็ฉิบหาย” คนอารมณ์เยือกเย็นอย่างเขา อดไม่ได้ที่จะคายความเคืองโกรธออกมากับคนสนิทเป็นอาการ โกรธที่ไม่ค่อยพบบ่อยนักในตัวนักธุรกิจผู้นี้ การช๊อตอย่างไม่มี ต้นสายปลายเหตุ ถึงกับทำให้วิชัยประกาศที่จะหันไปสนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์แทน ทั้งนี้ พร้อมให้ความช่วยเหลือทุก รูปแบบ หนุนส่งให้พรรคการเมืองพรรคนี้ได้เป็นพรรครัฐบาล “ท่าทีของเฮียไซที่แสดงออกมา ทำให้คุณชุบต้องวิ่งประสาน รับรองชาติชายเป็นการด่วน ในที่สุดก็ตกลงกันได้ เฮียไซและ กลุ่มการเมืองท้องถิ่นของเขาจึงกลับมาสนับสนุนพรรคชาติไทย ตามเดิม” 126
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา การหวนกลับมาช่วยเหลือไม่ผิดหวังเสียด้วย เมื่อ นายบรรหาร ศิลปอาชา คนที่วิชัยและภรรยาเคารพนับถือได้ เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สัมปทานการเดินรถไฟ ปรับอากาศทั่วประเทศ 6 สาย ก็มีอันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บริษัท เชิดชัยดีเซลราง จำกัด ที่มีวิชัย เชิดชัย เป็นหัวเรือใหญ่ อย่างเหมาะเจาะ เรียกว่าดำเนินงานกันไปเลยเจ้าเดียว ซึ่งกิจการเดินรถไฟปรับอากาศนี้ นับวันจะเป็นดาวรุ่ง และ เป็นตัวทำเงินให้กับเชิดชัยอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่คาดคิด ดูเหมือนว่าวิชัยจะหลงเสน่ห์การเมืองว่ามีส่วนเกื้อกูลให้การค้า รุ่งโรจน์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากจะเป็นฐานคะแนนให้พรรค ชาติไทย ยังหันมาสร้างกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่น “กลุ่ม ประสานมิตร” โดยยอมรับภาระเป็นท้องพระคลังส่งผู้สมัคร ลงรับเลือกตั้ง ทั้งสมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกสภาจังหวัด แต่การลงเล่นการเมืองสังกัด “กลุ่มประสานมิตร” นี่ไม่ใช่เรื่อง ง่าย ๆ คนอย่างวิชัยมีความเข้มงวดพอตัว ดังนั้นทุกคนที่มาลง จะต้องลงขันของตัวเองส่วนหนึ่ง และถ้าใครไม่มีจริง ๆ สามารถ นำหลักทรัพย์มาจำนองไว้กับวิชัยได้ ซึ่งปัจจุบันทำให้เกิดคดี ฟ้องร้องกันขึ้นระหว่างอดีตผู้จัดการแบงก์กสิกรไทยกับผู้บริหาร ของกลุ่ม ทุกอย่างเป็นไปอย่างสมใจนึก “กลุ่มประสานมิตร” ชนะเลือกตั้งทั้งสองสนามอย่างขาดลอย สามารถเข้าไปเป็น ฝ่ายบริหารทั้งสภาเทศบาลและสภาจังหวัดอย่างที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อนของเมืองโคราช และนับจากวันนั้นเป็นต้นมาไป จนกว่าจะครบกำหนด 4 ปี ความเป็นไปของเมืองโคราช ถูกกำหนดเอาไว้แล้วด้วยความคิดของเขา วิชัย เชิดชัย อดีต คนขายขนมไข่ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักธุรกิจที่ครบถ้วนกระบวนยุทธ์ คนหนึ่งของประเทศ 127
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา กล่าวโดยสรุป การเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ช่วงที่ สอง คือ ตั้งแต่ปี 2518 ถึงก่อนปี 2544 มีตระกูลนักการเมือง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นมาเป็นผู้แทนของชาวจังหวัด นครราชสีมา ซึ่งด้วยความที่เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ ทำให้มี ผู้แทนจำนวนมาก และผู้แทนในแต่ละพื้นที่ก็มีตระกูลที่แทบจะ มีผลผูกขาดในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นส่วนประสมที่ลงตัวระหว่าง ชนชั้นข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ ทนายความ ทำให้ในช่วงนี ้ มีตระกูลนักการเมืองที่โดดเด่นหลายคน เช่น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ อดีต ส.ส. 9 สมัย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายจำลอง ครุฑขุนทด อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตแกนนำกลุ่ม 16 ผู้ผลักดันให้ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิงระนอง รักษ์ สุวรรณฉวี เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการจัดตั้ง ของรัฐบาล ซึ่งนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2551 ตระกูลการเมืองลำดับต่อมาที่มีความโดดเด่นในจังหวัด นครราชสีมา คือ ตระกูล สภาวสุ นำโดยนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่าย เศรษฐกิจ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับต่อมา คือ ตระกูล รัตนเศรษฐ นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยนายชวน 128
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และท้ายที่สุด คือ ตระกูลเชิดชัย เจ้าของอู่ต่อรถใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ กลุ่มทุนท้องถิ่นที่สนับสนุนให้พรรคชาติไทยได้จัดตั้งรัฐบาล สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ตระกูล เชิดชัยได้หลงเสน่ห์การเมืองมากขึ้น เพราะมีส่วนเกื้อกูลให้ การค้ารุ่งโรจน์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากจะเป็นฐานคะแนน ให้พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย ยังหันมาสร้างกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่นของ ตนเองในนาม “กลุ่มประสานมิตร” โดยชนะเลือกตั้งทั้ง สองสนามอย่างขาดลอย สามารถเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารทั้ง สภาเทศบาลและสภาจังหวัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของ เมืองโคราช 4.3.3 วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของตระกูลการเมือง ในช่วงท่ีสองต้ังแต่ปี 2518 ถึงก่อนปี 2544 1) กลุ่มข้าราชการแบบใหม่ จากการปฏิรูประบบ ราชการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดข้าราชการแบบใหม่ขึ้น ซึ่งได้รับการศึกษาดีมีความรู้ ก่อนเข้าสู่ระบบราชการ ทั้ง ข้าราชการเก่าและข้าราชการใหม่เข้าสู่การเมืองได้โดยการ สมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ที่ยังรับราชการก็มีบทบาท ต่อนักการเมืองและต่อการเลือกตั้งโดยมิอาจละเลยได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นฐานกำลังของฝ่ายอนุรักษนิยม ตัวอย่าง ส.ส. ที่มาจากกลุ่มข้าราชการแบบใหม่ เช่น พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน อดีตนายกรัฐมนตรี อดีต ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา 8 สมัย ซึ่งจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ พบว่า ประการที่หนึ่ง จอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้เป็นบิดาเคยดำรง 129
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ตำแหน่งในทางการทหารที่จังหวัดนครราชสีมามาตั้งแต่เป็น “เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 3” เป็น “รองผู้บัญชาการมณฑล ทหารบกที่ 3” จนกระทั่งเป็น “ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 3 “ ซึ่งมีศักดิ์ศรีและฐานะเท่ากับตำแหน่ง “แม่ทัพภาคที่ 2” ในปัจจุบัน ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการมณฑล ทหารบกที่ 3” และภายหลังต่อมาเมื่อเป็น “ผู้บัญชาการ ทหารบก” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตร ก็ได้สร้างความเจริญให้พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาทั้ง วัดวาอาราม โรงเรียน สุขศาลา และถาวรวัตถุเป็นจำนวนมาก ประการที่สอง จังหวัดนครราชสีมาถือได้ว่าเป็นจังหวัดของ ทหารไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจังหวัดลพบุรี โดยมีค่ายสุรนารีเป็น กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 3 กองบัญชาการกองพล ทหารราบที่ 3 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 เป็นต้น ขณะที่พลเอก ชาติชายเองก็มี “เลือดทหาร” เข้มข้นตั้งแต่รุ่นบิดาจนตกทอด มาถึงตน ประการที่สาม สืบเนื่องมาจากรากฐานการเป็นทหาร มาอย่างยาวนาน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 3 อันครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบตลอดทั้งภาคตะวันออก- เฉียงเหนือ ประกอบกับการจัดตั้งบริษัท ทหารสามัคคี จำกัด ในยุครัฐประหาร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ทำให้ตระกูล “ชุณหะวัณ และกลุ่มซอยราชครู” มีธุรกิจร่วมกับพ่อค้าเชื้อสาย จีนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแนบแน่นยาวนาน 2) กลุ่มพระสงฆ์อีสาน ก่อนระบบการศึกษาแบบ โรงเรียนจะเข้ามามีบทบาทในชุมชนตำบลหมู่บ้านอีสานนั้น การศึกษาในวัดมีบทบาทสำคัญมาก วัดเป็นที่ตั้งสำนักเรียน 130
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ของภิกษุและสามเณร และจัดการเรียนการสอนให้กับอนุชน ลูกหลานชาวบ้านด้วย ในอดีตเด็กวัดได้ดิบได้ดีกันหลายคน พระสงฆ์ สามเณร เมื่อเรียนธรรม-บาลี จนเป็นมหาเปรียญ สึกออกมาเป็นปัญญาชน เป็นผู้นำชุมชน สามารถสมัครเป็น ผู้แทนตำบล หรือไต่เต้าเข้าสู่การเมืองระดับชาติเป็นผู้แทน ราษฎรได้ก็มีหลายคน ลูกหลานชาวนายากจนอาศัยบวชเรียน ยกระดับความรู้และฐานะทางสังคมของตนมีมาตั้งแต่สมัยอดีต ตราบเท่าปัจจุบัน ผู้บวชไม่สึกเอาดีทางพุทธศาสนาได้รับ ตำแหน่งชั้นยศเป็นเจ้าคุณชั้นต่าง ๆ กระทั่งเป็นสมเด็จก็มี พระสงฆ์อีสานไม่ได้เล่นการเมือง (เพราะมีข้อห้าม) แต่ก็มี บทบาทนำทั้งในด้านการศึกษาและด้านสังคม กระทั่งความคิด ทางการเมืองที่ดี มีคุณธรรม และก็ประสบชะตากรรมไม่ต่าง จากนักการเมืองชั้นแนวหน้าของอีสานแต่อย่างใด ตัวอย่าง ส.ส.ที่มาจากกลุ่มพระสงฆ์ เช่น ศาสตราจารย์ ดร.บุญทัน ดอกไธสง อดีตรองประธานวุฒิสภา และอดีต ส.ส. จังหวัด นครราชสีมา ลูกหลานชาวนายากจน อาศัยบวชเรียนยกระดับ ความรู้และฐานะทางสังคมของตน จนจบการศึกษาระดับ ปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา รับราชการเป็นอาจารย์ประจำที่ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จนได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ (นิด้า) เป็นต้น 3) กลุ่มพ่อค้านักธุรกิจอีสาน พ่อค้านักธุรกิจอีสาน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนระยะแรกของระบบใหม่ยังไม่เข้ามามี บทบาททางการเมืองโดยตรงมากนัก อาจเป็นเพียงผู้สนับสนุน อยู่เบื้องหลังผู้สมัครเลือกตั้งที่เป็นพรรคพวก และที่จะม ี 131
นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน ส่วนชาวอีสานผู้เป็นพ่อค้า นายฮ้อย และมองเห็นคุณค่าของการศึกษา ส่งบุตรให้เรียนสูง ถึงขั้นมหาวิทยาลัย จบมาเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือหรือ รับราชการ แล้วผันตัวเองเข้าสู่การเมืองก็มี พ่อค้านักธุรกิจจะมี บทบาททางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ ตามการพัฒนาทุนนิยม ในประเทศไทย ตัวอย่าง ส.ส. ที่มาจากกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจ เช่น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ซึ่งจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความ สำเร็จ พบว่า (1) นายวิศว์ ลิปตพัลลภ ผู้เป็นบิดาของนายสุวัจน์ได้ทำ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ในนามบริษัทประยูรวิศว์ การช่าง รับเหมางานก่อสร้างมาแล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญคือ นายวิศว์ได้เข้าไปประมูลงานในจังหวัดนครราชสีมา คือ งานซ่อมถนนในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา เมื่อปี 2525 มูลค่า 5 ล้านบาทเศษ ทำให้นายวิศว์ได้รู้จักนายกเทศมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนั้นแล้วนายวิศว์ ยังได้ช่วยสร้างถนนฟรีถึง 15 สายในตัวเมืองนครราชสีมา เพราะตอนนั้นจังหวัดนครราชสีมาไม่มีงบประมาณ คิดเป็นเงิน กว่า 17 ล้านบาท และได้สร้างลานจอดรถให้กับโรงพยาบาล มหาราช และที่สำคัญคือได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 สร้าง อนุสาวรีย์กล้ากลางสมร อนุสาวรีย์ของนายทหารที่เสียชีวิตจาก การปราบปรามผู้ก่อการร้าย 82 คน ในกรมทหารราบที่ 23 ค่าย สุรธรรมพิทักษ์ ผลจากการเป็นผู้ช่วยเหลือราชการอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้นายวิศว์ได้รับพระราชทานเครื่องราช- อิสริยาภรณ์ประถมภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) และทำให้รู้จักสนิท สนมกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดเป็นจำนวนมาก 132
นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะได้รู้จักนายทหารผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มี บทบาทสำคัญในการผลักดันให้นายสุวัจน์เข้าสู่แวดวงการเมือง จงั หวดั นครราชสมี า นายทหารผนู้ น้ั คอื พลเอกอาทติ ย์ กำลงั เอก (2) นายวิศว์มีความสนิทสนมกับพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เป็นอย่างมากเนื่องจากมีอุปนิสัยเหมือนกัน คือ เป็นคนจริงใจ คบกันเหมือนเพื่อนไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ต่อมาพลเอกอาทิตย์ถูกปลดกลางอากาศจากตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก เหลือเพียงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร สูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว และเมื่อเกษียณก็ตัดสินใจตั้ง พรรคปวงชนชาวไทยขึ้น เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2531 และพลเอกอาทิตย์ได้ชวนนายวิศว์ให้ร่วมก่อตั้งพรรคและ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยความที่นายวิศว์เป็นคนที่เห็นอก เห็นใจเพื่อนพอถูกเชิญก็รับปากทันที (3) เมื่อนายวิศว์รับปากพลเอกอาทิตย์แล้ว ก็รีบกลับมา บ้านมาบอกภรรยาและลูก ๆ ว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทุกคนในครอบครัวต่างไม่เห็นด้วย เนื่องจากขณะนั้นนายวิศว์อายุมากแล้ว แต่นายวิศว์เป็นคน รักษาคำพูด จึงบอกลูก ๆ ว่า ถ้าไม่ให้นายวิศว์สมัคร ส.ส. ก็ต้องให้ลูกคนใดคนหนึ่งลงสมัคร ส.ส. แทน ผลก็คือลูก ๆ ทุกคนมีมติให้นายสุวัจน์ลงสมัคร ส.ส. แทนนายวิศว์ เนื่องจาก นายสุวัจน์มีภรรยาเป็นชาวโคราช ถือเป็นเขยโคราช จบ ปริญญาโทจากต่างประเทศ และมีความสนใจการเมือง นั่นคือ จุดเริ่มต้นของบทบาททางการเมืองของนายสุวัจน์ เป็นต้นมา 133
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292