Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

Description: เล่มที่54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

Search

Read the Text Version

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา 2.2.3.2 การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มีส่วนราชการสังกัดส่วนภูมิภาคประจำจังหวัด 30 หน่วย ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมาแบ่งการปกครองออกเป็น 32 อำเภอ 289 ตำบล 3,743 หมู่บ้าน 2.2.3.3 การบริหารราชการส่วนท้องถ่ิน มี 3 รปู แบบ คือ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (2) เทศบาล 89 แห่ง ประกอบด้วย - เทศบาลนคร 1 แห่ง คือ เทศบาลนคร นครราชสีมา - เทศบาลเมือง 4 แห่ง คือ เทศบาลเมือง ปากช่อง, เทศบาลเมืองบัวใหญ่, เทศบาลเมืองสีคิ้ว และ เทศบาลเมืองเมืองปัก - เทศบาลตำบล 84 แห่ง - องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบล จำนวน 244 แหง่ 2.2.3.4 จำนวนประชากร จังหวัดนครราชสีมา มีจำนวนประชากร ณ 31 ธันวาคม 2555 จำนวนทั้งสิ้น 2,601,167 คน เป็นชาย จำนวน 1,286,164 คน เป็นหญิงจำนวน 1,315,003 คน 34

บ3ทท ี่ แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง 3.1 แนวคิดประชาธิปไตยกับการเมืองไทย 3.1.1 เหตุการณ์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (โกวิท วงศ์สุรวัฒน์, 2553) ประเทศไทยต่างจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออก- เฉียงใต้ คือ ไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของประเทศจักรวรรดินิยม ตะวันตก เพียงแต่ต้องเสียดินแดนบางส่วน เช่น มณฑลบูรพา (เขมรส่วนใน คือ พระตะบอง, เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้แก่ ฝรั่งเศสใน พ.ศ. 2449 และเสียไทรบุรี ปะลิศ, กลันตัน, ตรังกานู แก่อังกฤษใน พ.ศ. 2452) เพื่อแลกอำนาจศาลคืนมาจาก

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ฝรั่งเศส และอังกฤษ และต่อมาใน พ.ศ. 2475 ได้มีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้มีการปกครองภายใต้ ระบอบเผด็จการทหารอย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี นับตั้ง แต่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม ผู้ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมก่อการ เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญา- สิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย ์ อยภู่ ายใตร้ ฐั ธรรมนญู ใน พ.ศ. 2475 จอมพลแปลก พบิ ลู สงคราม ได้นำประเทศไทยเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ คือ ญี่ปุ่น, เยอรมนี และอิตาลี ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นผู้ใช้อำนาจทาง การเมืองอย่างเด็ดขาดระหว่าง พ.ศ. 2481-2500 (แต่ระหว่าง พ.ศ. 2488-2491 ไทยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลพลเรือน) ใน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการปฏิวัติยึด อำนาจจากจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2502 ได้ใช้อำนาจเด็ดขาดจนถึงแก่ อสัญกรรมใน พ.ศ. 2506 และจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ขึ้น สืบต่ออำนาจและได้ยุบรัฐสภาแล้วประกาศกฎอัยการศึก โดยบริหารประเทศภายใต้คณะกรรมาธิการบริหารแห่งชาติ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2515 จอมพลถนอม กิตติขจร ประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญปกครองราชอาณาจักรที่ทำให้ตนมีอำนาจ เด็ดขาด และได้แต่งตั้งสมาชิกธรรมนูญแห่งชาติที่เป็นตำรวจ และทหารจำนวน 200 คน จากจำนวนทั้งสิ้น 299 คน ธรรมนูญ การปกครองฉบบั นห้ี ลงั จากจอมพลถนอม กติ ตขิ จร หมดอำนาจ 36

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ใน พ.ศ. 2516 แล้วรัฐบาลใหม่ที่มีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็น นายกรัฐมนตรีได้ใช้ต่อมาอีก 1 ปี ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 รัฐบาลทหารของจอมพล ถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ได้ถูกพลัง ประชาชน นิสิต และนักศึกษาปลดออกจากอำนาจเผด็จการ ทหาร (ซึ่งได้บริหารประเทศมาตั้งแต่ พ.ศ. 2506) หลังจากเกิด เหตุการณ์วันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sunday) แล้วรัฐบาล พลเรือนของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ปกครองประเทศต่อมา ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ได้เกิดการจลาจลร้ายแรง ซึ่งมีผลให้รัฐบาลที่มีจากการเลือกตั้ง ซึ่งมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีต้องล้มไป (การจลาจลดังกล่าวเป็นผลทำให้ คนไทยบางกลุ่มแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ทำการรบราฆ่าฟันจน ล้มตายเรื่อยมาถึง พ.ศ. 2525 จึงได้ยุติการสู้รบต่อกัน) และ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพียง 1 ปี ก็เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้ง ในครั้งนี้ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ ใน พ.ศ.2522 พลเอกเกรียงศักดิ์ได้ประกาศยุบสภาแล้วจัดให้มี การเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 ซึ่งปรากฏ ผลต่อมาว่าได้รัฐบาลใหม่ที่มีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ถูกกลุ่ม ทหารหนุ่มที่มีชื่อว่า “ยังเติร์ก” ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกในวันที่ 1-4 เมษายน พ.ศ. 2524 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2528 นำโดย พลเอกเสริม ณ นคร 37

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา แต่ไม่สำเร็จทั้งสองครั้ง พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บริหารประเทศถึง 8 ปี 5 เดือน และได้ ขอลาออกจากตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 เพื่อเปิด โอกาสให้มีการเลือกตั้งทั่วไป จึงได้พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตร ี จัดตั้งรัฐบาลผสมบริหารประเทศต่อไปนานถึง 2 ปี 7 เดือน ส่วนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐบุรุษ และประธานองคมนตรีในปัจจุบัน (สืบแทนนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งมีสุขภาพไม่ดี และได้ถึงแก่ อสัญกรรมใน พ.ศ. 2544 อายุ 95 ปี) ต่อมาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ได้เกิดการ รัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ได้โค่นล้มรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี คนที่ 18 คือ นายอานันท์ ปันยารชุน ต่อมาได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535 ปรากฏว่า นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้า พรรคสามัคคีธรรมได้คะแนนสูงสุดพร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่นายณรงค์ วงศ์วรรณ ถูกกล่าวหาว่าไปพัวพันกับการค้า ยาเสพติด จึงทำให้พลเอก สุจินดา คราประยูร ซึ่งไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง แต่อยู่ในกลุ่มคณะรัฐประหาร รสช. ได้เข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 19 แต่อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 เดือน ก็เกิดการเดินขบวนประท้วงขับไล่พลเอกสุจินดา คราประยูร เหตุการณ์ลุกลามเป็นการจลาจลนองเลือดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ทำให้นายอานันท์ ปันยารชุน ต้องกลับมาเป็นนายก- รัฐมนตรี คนที่ 20 ต่อมาได้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 13 38

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง กันยายน พ.ศ. 2535 ปรากฏว่า นายชวน หลักภัย หัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีร่วมกับ คณะรัฐบาลที่มาจากหลายพรรค แต่นายชวนต้องทำการยุบ สภาจากกรณีอื้อฉาว สปก. 4-01 และจากการที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง ลาออกจากการร่วมรัฐบาล ต่อมามีการเลือกตั้งทั่วไป ขึ้นใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 และเป็นปีที่รัฐธรรมนูญ กำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง เลือกตั้งเป็นครั้งแรก ปรากฏว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของไทย บริหารประเทศได้เพียง 1 ปี ก็ต้องยุบสภาหลังจากถูก พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในขณะนั้นกล่าวโจมตีเรื่อง เชื้อชาติของท่านอย่างรุนแรง และถูกกดดันจากพรรคร่วม รัฐบาล ทำให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ ในครั้งนี้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ได้คะแนนเสียง เลือกตั้งเข้ามามากกว่าพรรคอื่นจึงจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น โดย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 9 เดือน จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่ง (เนื่องจากถูกประท้วง ขับไล่รายวันจากการทุ่มค่าเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐฯ ประจวบ กับเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่รัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้แตกสลายลง ทำให้พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ต้อง ประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว (Managed Float) ขึ้นในเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2540 รัฐบาลไทยต้องไปขอความช่วยเหลือ และกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มากู้ เศรษฐกิจที่ระบบการเงินการธนาคารของชาติที่พังพินาศ) 39

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรค คือ นายชวน หลีกภัย ได้ชิงชัยกับพรรคร่วมรัฐบาลเก่า และได้ ชัยชนะจากการแปรพักตร์ของ 12 ส.ส. จากพรรคประชากรไทย ที่มาเข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลผสม เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 นับว่าเป็นสมัยที่ 2 ของนายกรัฐมนตรีนายชวน หลีกภัย ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 ไทยได้จัดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภา เป็นครั้งแรก มีกำหนดวาระ 6 ปี ซึ่งแต่ก่อนวุฒิสภามาจาก การแต่งตั้ง รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ได้บริหารต่อไปอีก เกือบ 3 ปี จึงได้ยุบรัฐสภา จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ปรากฏว่า พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ในสมัย รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ไทยได้เป็น ประเทศเจ้าภาพจัดกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2541 ที่กรุงเทพฯ รัฐบาลได้เฉลิมฉลองถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระชนมายุ ครบ 72 พรรษา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 และเป็นเจ้าภาพ จัดประชุม UNTAD (องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและ พัฒนา ขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543 แต่รัฐบาลต้องมาเผชิญกับการขึ้นราคาน้ำมันของ กลุ่ม OPEC อย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะ เติบโตถึง 4.5% ต้องถดถอยลงมา โดยเขยิบขึ้นไปไม่ถึงการ ประเมินของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ตามสถิติ พ.ศ.2533 ไทยมีประชากร 60 ล้านคน โดยประชากรร้อยละ 30.4 อาศัยอยู่ในจังหวัดภาคกลาง ร้อยละ 40

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง 35.2 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 12.5 อยู่ในจังหวัด ภาคใต้ ร้อยละ 21.9 อยู่ในจังหวัดภาคเหนือ รัฐบาลพยายาม ทำให้ช่องว่างระหว่างคนรวยในตัวเมืองใหญ่และคนจนตาม ชนบทแคบเข้ามาให้ได้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับ มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างมากมายในหน่วยงานของรัฐบาล และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในหลาย ๆ ธนาคารของรัฐ และเอกชนภายใต้นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นก็ได้พยายามแก้ไข ซึ่งนับว่าเป็น ปัญหาหนักหน่วงที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาให้จงได้ การบริหารงานของพรรคไทยรักไทยเป็นที่รับทราบ โดยทั่วไป ในการเน้นนโยบายประชานิยมผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ เคยหาเสียงไว้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และบ้านเอื้ออาทร แต่หลายโครงการมีปัญหา ในการดำเนินการ และมีคำถามเรื่องความโปร่งใส และความ พร้อมตรวจสอบ การครอบงำของนักธุรกิจในการเมืองไทย และปัญหาของกระบวนการเลือกตั้งที่ไม่ส่อให้เห็นความ เท่าเทียมกันของคนในสังคมในการเข้าสู่อำนาจรัฐและอำนาจ ทางการเมือง การใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือของเผด็จการ ที่มาในรูปของนักเลือกตั้งระบอบประชาธิปไตยในการผูกขาด อำนาจในสภาด้วยรูปแบบการเลือกตั้งที่เป็นปัญหาในวงจร อุบาทว์ใหม่การเมืองในช่วงทักษิณซึ่งสะท้อนความอ่อนแอ ที่ระบบการเมืองในแง่คุณภาพประชาธิปไตย (Quality of Democracy) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือการไม่ได้เป็นปัญหา 41

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ที่รูปแบบของประชาธิปไตย การเมืองช่วงทักษิณมีข้อเท็จจริง ของความเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ปัญหาการคุกคามสื่อ การแทรกแซงองค์กรกลาง และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นใน รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน ในขณะเดี่ยวกันภาค ประชาสังคมได้ถูกปรนเปรอด้วยนโยบายประชานิยมที่ยิ่งทำให้ การเมืองแบบรัฐสภาก่อปัญหาความเป็น “เผด็จการด้วยการ เลือกตั้ง” กลุ่มทหารที่เรียกตัวเองว่า คมช. (คือ “คณะมนตรี ความมั่นคงแห่งชาติ” ซึ่งแปรสภาพมาจาก “คณะปฏิรูปการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข” หรือ คปค.)จึงมีความพยายามที่จะขจัดวงจรอุบาทว์ ใหม่นี้โดยทำการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งนับ ตั้งแต่วันนั้นมาก็ได้เป็นสาเหตุของความขัดแย้งของกลุ่มที่ สนับสนุนทักษิณ กับกลุ่มที่ไม่สนับสนุนทักษิณ (ทิวากร แก้วมณี, 2555) 3.2 แนวคิดประชาธิปไตยไทยจากมุมมองทฤษฎี ชนช้ันนำ (พรชัย เทพปัญญา, 2548) การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องที่สนใจกันมาก ช่วงก่อน พ.ศ. 2540 คือในสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา ความ ล้มเหลวของระบบการเมืองเก่า ข้าราชการมีอำนาจ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจ ปัญหาการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง การทุจริตคอร์รัปชั่น เกิดขึ้นตลอดเวลาในระบบการเมืองไทยใน ยุคนั้น ความคิดการปฏิรูปการเมืองก็เกิดขึ้นมา โดยมี รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นคำตอบในการปฏิรูปการเมือง โดยให้ ความสำคัญต่อประชาชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน 42

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง มากขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือทำการเมืองให้เป็นเรื่องของพลเมือง มากกว่าของนักการเมือง หรือข้าราชการนั้นเอง แต่อย่างไร ก็ตามในการปฏิรูปการเมืองในครั้งนั้นก็มีความขัดแย้งในด้าน ความคิดกันพอสมควร ส่วนหนึ่งมองการปฏิรูปโดยมีบริบทของ กฎหมายเป็นหลัก โดยมีความเชื่อว่า ถ้ารัฐธรรมนูญดี ทุกอย่าง จะดีไปหมด ถ้าเรายังจำกันได้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในการปฏิรูปการเมืองในครั้งนั้น ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า การปฏิรูปการเมืองเป็นเสมือนหนึ่งยาที่จะแก้สารพัดโรคได้ แม้แต่กระทั่งในเรื่องของเศรษฐกิจ และสังคม จากกระแสหลักโดยมองบริบทของกฎหมายเป็นหลัก ได้รับอิทธิพลจากกลุ่มนักวิชาการทางกฎหมายมหาชนที่มีความ เชื่อในลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งเชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่ดีจะทำให้ ทุกสิ่งทุกอย่างดีไปหมด ในทางรัฐศาสตร์การวิวัฒนาการเป็น สิ่งจำเป็นมากทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย เปน็ สง่ิ สำคญั ทจ่ี ะทำใหป้ ระชาชนเรยี นรถู้ งึ สง่ิ ตา่ ง ๆ ทางการเมอื ง ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อกล่าวถึงการสร้างจิตสำนึกทางการเมือง ของประชาชน นักวิชาการมักจะพูดกันเสมอว่าต้องสร้าง จิตสำนึกให้ประชาชน จิตสำนึกจะเกิดขึ้นเองในกระบวนการ เรียนรู้ทางการเมือง หรือกล่าวอย่างง่าย ๆ คือ ปัจเจกชน ต้องพัฒนาด้วยตัวเขาเอง การลองผิดลองถูกดูเหมือนจะเป็น สิ่งที่ไม่ดี แต่ว่ามันเป็นเรื่องของวิวัฒนาการที่จะพัฒนานำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น องค์กรอิสระซึ่งเป็นกลไกส่วนหนึ่งที ่ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ภูมิใจว่าน่าจะเป็นองค์กรกลางที่ทำ หน้าที่เพื่อความถูกต้องของประเทศชาติและของสังคม ตอนนี้ เขาคงเห็นกันแล้วว่าผลที่ออกมาเป็นอย่างไร สำหรับบทความ 43

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ที่จะเสนอต่อไปนี้ เป็นการวิเคราะห์การเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย โดยใช้ตัวแบบทฤษฎีของชนชั้นนำ (Elitist Theory) กล่าวคือ ทฤษฎีชนชั้นนำจะเป็นในเรื่องการปกครอง การเมือง และเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของชนชั้นนำทั้งนั้น ชนชั้นนำจะอยู่ใน ระบบการเมืองทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบเผด็จการหรือ ประชาธิปไตย แม้กระทั่งในสังคมอเมริกันที่นักวิชาการมักจะ ชื่นชม และบอกว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น แท้จริงก็เป็นระบบ ชนชั้นนำ แต่เป็นในลักษณะที่เรียกว่า Plural Elitist Model ซึ่ง Dye และ Zeigler เขียนไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า “The Irony of Democracy” ว่าสังคมอเมริกันเป็นสังคมที่แข่งขันกันระหว่าง ชนชั้นนำหลายกลุ่ม โดยวิถีประชาธิปไตยเป็นสนามแข่งขัน โดยมีประชาชนเป็นผู้ควบคุมชนชั้นนำโดยการเลือกตั้ง แต่การ เลือกตั้งก็ถูกกำหนดไว้โดยกฎเกณฑ์ กติกาที่สร้างขึ้นโดยชนชั้น นำ โดยมีคำว่าประชาธิปไตยบังหน้าอยู่ พอกล่าวถึงประเด็นนี้ ทำให้มองดูรัฐธรรมนูญของไทยที่มีนักวิชาการหรือผู้ที่ร่างเอง บอกวา่ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ปี 2550 นเ้ี ปน็ รฐั ธรรมนญู ของประชาชน แต่ในความเป็นจริงรัฐธรรมนญู ฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนญู ที่ร่างโดย ชนชั้นนำ เราลองมองดูถึงโครงสร้างของผู้ร่างตั้งแต่ประธาน มาจนถึงกรรมการ เก้าสิบเก้าคน จะเห็นได้ว่าเป็นบุคคลที่เป็น ชนชั้นนำทั้งสิ้น อาจจะแตกต่างแต่เพียงสถานภาพทาง เศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมืองเท่านั้น ประชาชนจริง ๆ จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยถ้ามีก็น้อยมาก ซึ่งตรงกับที่ Dye และ Zeigler ได้อธิบายไว้ว่า ระบบการเมืองจะมีโครงสร้างคล้ายกับ รูปพีระมิด กล่าวคือ อำนาจจะมารวมอยู่ที่ยอดของพีระมิด และ 44

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง อำนาจนน้ั เกดิ มาจากบทบาท หรอื ตำแหนง่ ทไ่ี ดม้ าจากสถานภาพ ทางสังคมและทางเศรษฐกิจ ดังนั้นผู้ทรงอำนาจมักจะเป็นผู้ที่มี ตำแหน่งสำคัญในธุรกิจ การเงิน การทหาร หรือสถานภาพ ทางการเมืองอื่น ๆ อำนาจจะอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำตลอดเวลา ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งแต่อำนาจทั้งหลายก็ยังคงอยู่ในมือของ คนกลุ่มเดิมอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง สัจธรรมในการกล่าวเรื่องนี้ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเจนจาก การเมืองไทย เราจะเห็นได้ว่ามีคนไม่กี่คนไม่กี่ตระกูลที่มีอำนาจ ทางการเมืองอยู่ และหลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สถานการณ์ของประชาธิปไตยยิ่งเลวร้ายลงไปอีก การแบ่งชั้น ของพรรคการเมืองมีอยู่ การมีส่วนร่วมของประชาชนก็อยู่ ภายใต้เงื่อนไขของระบบทุน การเลือกตั้งเป็นเพียงสัญลักษณ์ ของประชาธิปไตย และเป็นเพียงรางวัลทางการเมือง Political Reward เท่านั้น เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจว่าทฤษฎีชนชั้นนำ ยอมรับแนวความคิดที่จะเปิดโอกาสให้พวกมวลชนได้มีโอกาส เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการเมืองในสถานะของผู้ปกครอง เช่นกัน แต่เงื่อนไขอันนี้เกิดมาจากสภาวะจำยอมของผู้ปกครอง เอง กลัวว่าจะเกิดการปฏิวัติโดยพวกมวลชน แต่อย่างไรก็ตาม ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของพวกมวลชนที่จะเข้าไปสู่ ศูนย์กลางของอำนาจนั้นจะเป็นไปในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโดยการปฏิวัติ V. Pareto ได้กล่าวไว้ ในหนังสือ “The Mind And Society” อ้างมาจาก T.B. Bottomor ว่า การหมุนเวียนของชนชั้นนำ (The Circulation of Elite) ไว้ 3 ประการด้วยกัน คือ ในประการแรก เป็นการหมุนเวียนใน เฉพาะกลุ่มของพวกชนชั้นนำด้วยกัน จากประเด็นนี้จะเห็นได้ 45

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ชัดเจนว่าระบบการเมืองไทยก็มีลักษณะเช่นนี้ การสืบทอด มรดกทางการเมืองมีอยู่ให้เห็นเป็นประจำจากพ่อไปสู่ลูก จาก สามีไปสู่ภรรยา จากพี่ไปสู่น้อง ซึ่งการมองปัญหานี้เป็นการ มองเฉพาะในระบบเครือญาติ แต่ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือ การหมุนเวียนของชนชั้นนำภายในระบบทุน ซึ่งปราศจากการ แข่งขันแต่จะเป็นลักษณะความร่วมมือที่จะยึดประเทศ และ สูบเอาทรัพยากรของประเทศเป็นประโยชน์ส่วนตน ในประการ ที่สอง เป็นการหมุนเวียนระหว่างชนชั้นนำกับมวลชน สำหรับ การหมุนเวียนในประการนี้ สามารถเกิดขึ้นได้สองลักษณะด้วย กัน กล่าวคือ ในลักษณะแรก มวลชนได้เปลี่ยนสถานภาพ ตนเองไปเป็นชั้นผู้นำ หรือในลักษณะที่สอง ได้แก่ การรวมตัว ของมวลชนขึ้นเพื่อจะตั้งกลุ่มชนชั้นนำใหม่ขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับ ชนชั้นนำ ที่มีอำนาจอยู่ สำหรับลักษณะที่สองจะเกิดขึ้นได้ยาก สำหรับระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน (2556) ระบบทุน ดูเหมือนว่าจะใหญ่กว่าระบบการเมือง และระบบราชการ เราเคยคิดกันว่าให้รวยขนาดไหนก็ซื้อประเทศไม่ได้ แต่ตอนนี้ ไม่ค่อยแน่ใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบโลกาภิวัฒน์ (Globalization) เป็นตัวกระตุ้นระบบทุนให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญรวมพรรคการเมือง สาเหตุของการรวม พรรคการเมืองขนาดกลาง และขนาดเล็กกับพรรคการเมือง ใหญ่คืออะไร คำตอบก็คือเงินนั้นเอง เพราะฉะนั้นแนวคิด ของการแข่งขันทางการเมืองจึงเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ที ่ ระบบทุนใหญ่ขึ้นและเบ็ดเสร็จมากขึ้น ในประการสุดท้าย การหมุนเวียนของชนชั้นผู้นำนั้น เป็นการหมุนเวียนระหว่าง ผลประโยชน์เดิมที่กำลังหมดลงไปกับผลประโยชน์ใหม่ที่เข้ามา 46

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง แทน สำหรับระบบการเมืองไทยจะเห็นการหมุนเวียนระหว่าง ผลประโยชน์เดิมกับผลประโยชน์ใหม่อย่างชัดเจน ผลประโยชน์ เดิมของระบบการเมืองไทยที่ถือว่าเป็นชนชั้นนำ คือ ทหาร และ ข้าราชการซึ่งนักสังคมวิทยานามอุโฆษ C. Wright Mills ซึ่ง กล่าวไว้ในหนังสือ “The Power Elite” ได้จำแนกชนชั้นนำออก เปน็ สามกลมุ่ ใหญไ่ ดแ้ ก่ ขา้ ราชการ (Government Bureaucracies) ผู้บัญชาการทหาร (Military Commanders) และกลุ่มเศรษฐกิจ (Economic Elite) ในปัจจุบันระบบการเมืองไทยได้ถูกเปลี่ยนมือจากทหาร และข้าราชการ มาเป็นระบบทุนอย่างเต็มรูปแบบ ระบบทุน ขนาดใหญ่นั้นค่อนข้างอันตรายต่อประเทศ เพราะจะขาด การถ่วงดุลจากทหารและข้าราชการ และสิ่งที่แย่ไปกว่านี้คือ สถาบันทหารได้ถูกแยกออกจากการเมืองโดยสิ้นเชิง โดยมีการ สร้างภาพโดยระบบทุนให้เห็นถึงความน่ากลัว การใช้อำนาจ และความเป็นเผด็จการ เพราะฉะนั้นสถานภาพทางการเมือง ของทหารจึงต้องกำจัดออกจากระบบการเมืองอย่างสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่ในอดีตสถาบันทหารเคยอยู่ในสถานภาพผู้เฝ้ามอง ตรวจสอบ และเปลี่ยนแปลงในตัวระบบการเมือง จากที่ได้ กล่าวในเบื้องต้นแล้วว่า การเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย แบบชนชั้นนำนั้น เป็นเพียงแต่สัญลักษณ์ทางประชาธิปไตย แต่ไม่ได้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนเลย ถ้าจะมี อานิสงส์ถึงประชาชนบ้างก็คงจะเป็นเศษเนื้อที่ประทังชีวิตไม่ให้ ตายเท่านั้น จากกรณีศึกษาแนวคิดของชนชั้นนำ ในเรื่อง นโยบายสาธารณะ (Public Policy) นั้น จะไม่สะท้อนถึงความ ต้องการของมวลชน แต่จะแสดงให้เห็นถึงความต้องการของ 47

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา พวกตนเอง ถึงแม้ในบางครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบาย สาธารณะ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นเพราะพวกชนชั้นนำ ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงค่านิยมของตนไม่ใช่เพื่อประชาชน ดังนั้นนโยบายสาธารณะจึงมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง ช้า ๆ และมีขั้นตอน แต่อย่างไรก็ตามพวกชนชั้นนำอาจจะต้อง สนองตอบความต้องการของประชาชนบ้าง ถ้าเป็นไปเพื่อการ รักษาสถานภาพของตน หลังจากการเปลี่ยนแปลงโดยคณะราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2475 คำถามสำคัญที่ถามอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ว่าการ เปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อใคร สำหรับคำตอบคงมีชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ คณะราษฎรมีอำนาจ และหลังจาก พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ชนชั้นนำเป็นพวกขุนนางทั้งสิ้น หลังคณะราษฎรได้ขึ้นปกครอง ประเทศก็เกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำเอง เช่น ความ ขัดแย้งระหว่างนายปรีดี พนมยงค์ กับพระยามโนปกรณ์ ทำให้ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องเดินทางออกนอกประเทศ ความขัดแย้ง ภายในคณะราษฎรก็ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 พันเอกพระยาพหลฯ ก็ได้ร่วมกับพันโท หลวงพิบูลสงคราม และนาวาตรีหลวง ศุภชลาศัย ก่อการ รัฐประหารเป็นผลสำเร็จ และให้พันเอกพระยาพหลฯ ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากข้อขัดแย้งภายในของคณะราษฎร สิ่งที่ถูกกล่าวอ้างตลอดเวลาก็คือเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม อนุรักษ์นิยมกับกลุ่มก้าวหน้า ซึ่งมีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่อย่างไรก็ตามสามารถสรุปความได้ว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำในยุคนั้น หลังจากหมดยุค 48

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ของคณะราษฎร การเมืองไทยก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก จะเห็นได้ว่ามีกบฏ รัฐประหารอยู่ตลอดเวลา มีการเลือกตั้งสลับ เป็นบางครั้งจนกระทั่งนักวิชาการสรุปว่าเป็นวัฏจักรแห่งความ ชั่วร้าย ดังภาพที่ 3.1 ภาพท่ี 3.1 วฏั จักรแหง่ ความช่วั รา้ ย สรุปได้ว่าในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2475-2500 ได้มีการปฏิวัติ รัฐประหารประมาณ 10 ครั้งด้วยกัน การเมืองไทยหลัง พ.ศ. 2500 ก็มีลักษณะที่ไม่ได้แตกต่างมากมายนักกับในช่วงแรก ทหารยังคงมีอำนาจเช่นเดิม ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็คือจอมพลถนอม กิตติขจร การเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองไทยที่สำคัญอีกครั้ง ได้แก่การปฏิวัติโดยนักศึกษา และประชาชนเมื่อ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เหตุการณ์ในครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นครั้งแรกใน วิวัฒนาการของการเมืองไทยที่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบ การเมืองได้ หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้มี 49

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ออกมาใช้ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีความเป็นประชาธิปไตยมากในยุค นั้น แต่อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ 2517 ก็ใช้ได้เพียงชั่วคราวและ ได้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยมี พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้า และพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นเลขาธิการได้ เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศเป็นผลสำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 2521 ได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับใหม่เกิดขึ้น โดยมีพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายก- รัฐมนตรี หลังจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ก็เป็นพลเอกเปรม ตณิ สลู านนท์ และพลเอกชาตชิ าย ชณุ หะวณั เปน็ นายกรฐั มนตรี คนสุดท้ายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และถูกปฏิวัติโดยกลุ่มทหาร ซึ่งนำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ก็ได้มี รัฐธรรมนูญ ปี 2534 ประกาศใช้และได้เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมฬิ ขน้ึ สมยั ทพ่ี ลเอกสจุ นิ ดา คาประยรู เปน็ นายกรฐั มนตรี ในที่สุดต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2535 รัฐบาลในช่วงสุดท้ายของรัฐธรรมนูญ ปี 2534 ได้แก่ รัฐบาล ของนายชวนหลีกภัย เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2535 รัฐบาลของ นายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 และ รัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 และรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 จากช่วงประวัติศาสตร์การเมืองไทยก่อนการปฏิรูป การเมือง (พ.ศ. 2517-2539) จะเห็นได้ว่าไม่ได้แตกต่างกันกับ 50

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง การเมืองไทยในระหว่างปี 2475-2500 เท่าไรนัก การเมืองไทย ยังมีลักษณะแก่งแย่งอำนาจระหว่างนักการเมืองและทหาร อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้นักการเมืองและทหารก็อาศัยฐานอำนาจ ของประชาชนมาสร้างความชอบธรรมในการปกครองประเทศ นักการเมืองใช้วิธีการเลือกตั้ง ส่วนทหารใช้วิธีการปฏิวัติ กล่าวหาว่านักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น สำหรับระบบทุนใน การเมืองในยุคก่อนปฏิรูปการเมือง ยังไม่มีบทบาทมากนัก ส่วนใหญ่จะอยู่เบื้องหลังของสถาบันหลักคือทหาร และ นักการเมือง ระบบทุนตระหนักแต่เพียงความอยู่รอดของธุรกิจ หรือความเจริญเติบโตทางธุรกิจมากกว่าการเข้าสู่การเมือง เต็มตัว มีเพียงบางครั้ง ที่เข้ามาในลักษณะของตัวประกอบ โดยเข้ามาในตำแหน่งรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3.3 งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง สุเชาว์ มีหนองหว้า และกิติรัตน์ สีหบัณฑ์ (2549) ทำการศึกษานักการเมืองถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี พบว่า รูปแบบและวิธีการหาเสียงของนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้ง ในสมัยแรกที่มีการเลือกตั้งกับในปัจจุบันแตกต่างกัน กล่าวคือ ในสมัยแรกจากการเลือกตั้งของจังหวัดอุบลราชธานีที่ม ี นักการเมืองได้รับเลือกตั้ง เช่น นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์, นายเลียง ไชยกาล และนายฟอง สิทธิธรรม การหาเสียง ใช้รูปแบบของการออกปราศรัยตามท้องถิ่นต่าง ๆ ในเขต เลือกตั้ง และการใช้กลุ่มเครือญาติ เพื่อนสนิทช่วยในการ หาเสียงแต่รูปแบบและวิธีการหาเสียงนักการเมืองในจังหวัด อุบลราชธานีในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการใช้การ 51

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา จัดตั้งระบบหัวคะแนนจัดได้ว่าเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่จะทำให้ ผู้สมัครได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ผู้สมัครยังจะ ต้องมีความสามารถและเอาใจใส่ต่อการให้บริการประชาชน ในเขตเลือกตั้ง ซึ่งรูปแบบและวิธีการหาเสียงดังกล่าวสำคัญ มาก อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครที่เป็น คนมีความรู้ความสามารถ คบง่าย พึ่งพาได้ ก็เป็นปัจจัยที่ สำคัญประกอบกัน ศรุดา สมพอง (2550) ทำการศึกษานักการเมืองถิ่น จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า 1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดฉะเชิงเทราตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) จะเป็น บุคคลในกลุ่มชนชั้นนำของจังหวัด มีสถานะภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมที่ดี เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัด โดยมีปัจจัยพื้นฐาน ทางด้านอาชีพ การรับราชการโดยเฉพาะการเป็นสมาชิก องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน 2) ลักษณะทางการเมือง ในจังหวัดฉะเชิงเทราจะเป็นการสืบทอดอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเครือญาติ และการได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตระกูลฉายแสง นำโดยนายอนันต์ ฉายแสง และ กลุ่มตระกูลตันเจริญ นำโดยนายสุชาติ ตันเจริญ 3) ในการ สังกัดพรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด ฉะเชิงเทราจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เพราะลักษณะ การลงคะแนนของประชาชนทั่วไปจะยึดที่ตัวบุคคลเป็นหลัก 4) วิธีที่ใช้ในการหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยทั่วไปจะใช้การลงพื้นที่พบปะประชาชน ในพื้นที่ การปราศรัยบนเวที การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ 52

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การใช้รถขยายเสียงวิ่งตามท้องถนน แต่ที่สำคัญจะใช้วิธีการ ผ่านทาง “หัวคะแนน” ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบารมีในพื้นที่ เช่น สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมาชิกองค์การ บริหารส่วนตำบล (อบต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เป็นต้น ไชยวุฒิ มนตรีรักษ์ (2551) ทำการศึกษานักการเมือง ถิ่นจังหวัดเลย พบว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ให้การสนับสนุน นักการเมืองและความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับประชาชน ในช่วงการเลือกตั้งระหว่าง พ.ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2500 ส่วนใหญ่ เป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ ทั้งในแบบเครือญาติตระกูล และเครือญาติเกื้อกูล การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2512 เป็นยุคแรก ที่นักธุรกิจเข้ามาสู่การเมืองระดับชาติ โดยมีความสัมพันธ์ เครือข่ายธุรกิจระหว่างจังหวัด ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่ม ธุรกิจค้าไม้ และสมาชิกสภาจังหวัดเลยที่มาจากภาคตะวันออก เริ่มมีการใช้เงินซื้อเสียง การใช้อิทธิพลข่มขู่หัวคะแนน และ การสร้างระบบอุปถัมภ์กับหัวคะแนน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งช่วง พ.ศ. 2531 ถึง พ.ศ. 2535 เป็นช่วงการเมืองสองสภาพ โดย นักการเมืองถิ่นส่วนหนึ่งมีพฤติกรรมทางการเมืองเชิง อุดมการณ์ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นแบบธนกิจการเมือง (Political Finance) การเลือกตั้งหลังจาก พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา นักการเมืองถิ่นกลุ่มคุณภาพยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย พ่ายแพ้การเลือกตั้ง กลุ่มที่มีความเข้มแข็งทางการเมืองมีอยู่ 3 ตระกูล คือ ตระกูลแสงเจริญรัตน์ ตระกูลเร่งสมบูรณ์สุข และ ตระกูลทิมสุวรรณ โดยทุกตระกูลมีอาชีพธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และการสมั ปทานแรธ่ าตุ แตไ่ ดจ้ ดั แบง่ ขอบเขตพน้ื ทท่ี างการเมอื ง 53

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา อย่างประนีประนอม อิงประโยชน์ทางธุรกิจ และจัดสรรอำนาจ ทางการเมืองอย่างลงตัว ทำให้ยังคงมีบทบาท มีอิทธิพล ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2548 ทำให้ไม่เกิดสภาพ การแข่งขันในตลาดการเมืองอย่างแท้จริง พิชญ์ สมพอง (2551) ทำการศึกษานักการเมืองถิ่น จังหวัดยโสธร พบว่า นักการเมืองถิ่นยโสธรจำแนกได้ 3 กลุ่ม ใหญ่ คือ กลุ่มนักสื่อสารมวลชน กลุ่มครู อาจารย์ ข้าราชการ เก่า และนักกฎหมาย กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น และนักธุรกิจ เครือข่ายสัมพันธ์ที่พบจะเป็นบิดา-บุตร 1 คู่ นอกนั้นจะเป็นการ เชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับ ท้องถิ่น กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และกลุ่มผลประโยชน์ ทางสังคม และวัฒนธรรม พรรคการเมืองคือ กลุ่มผลประโยชน์ ทางการเมอื ง มบี ทบาทสงู ตอ่ นกั การเมอื งถน่ิ ยโสธร นกั การเมอื ง ถิ่นยโสธรมีการเปลี่ยนสังกัดพรรคตามวาระของรัฐบาล โดย พรรคใดเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ นักการเมืองถิ่นยโสธร ก็สังกัดพรรคนั้น ส่วนกลวิธีสำคัญในการหาเสียง ได้แก่ การลงพื้นที่พบปะประชาชนโดยสม่ำเสมอ การให้ความอุปถัมภ์ ช่วยเหลือในรปู แบบต่าง ๆ รักฏา เมธีโภคพงษ์ และวีระ เลิศสมพร (2551) ทำการศึกษานักการเมืองถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ความนิยม พรรคการเมืองของประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนถึง พ.ศ. 2539 พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมจาก ประชาชน และได้ที่นั่ง ส.ส. จากจังหวัดเชียงใหม่ค่อนข้าง สม่ำเสมอ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย 54

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ ยกเว้นในการเลือกตั้งครั้งที่ 15 (24 กรกฎาคม 2531) การเลือกตั้งครั้งที่ 18 (2 กรกฎาคม 2538) และในช่วง พ.ศ. 2544-2548 ซึ่งกระแสความนิยมของพรรค ไทยรักไทยในจังหวัดเชียงใหม่มีสูง วิธีการและกลวิธีการ หาเสียงในการเลือกตั้งของนักการเมืองถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ มีหลายรูปแบบ ได้แก่ การใช้ความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น การหาเสียงแบบเข้าถึงชาวบ้าน การแจกใบปลิว และการใช้ เครือข่าย ส่วนบทบาทและความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ และกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ พบว่า ครอบครัว วงศาคณาญาติ เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ ลูกค้า รวมทั้งภูมิลำเนาเดิม ล้วนเป็นปัจจัย สำคัญที่มีส่วนสนับสนุนทางการเมืองแก่นักการเมืองในจังหวัด เชียงใหม่ให้ได้รับการเลือกตั้ง กฤษณา ไวสำรวจ (2552) ทำการศึกษานักการเมือง ถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม พบว่า อัตลักษณ์ของนักการเมืองถิ่น จังหวัดสมุทรสงครามแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภท คือ การเป็น 1) คนถิ่น 2) อดีตขุนนาง สายราชนิกุล 3) กลุ่มอาชีพราชการ คร ู 4) นักธุรกิจท้องถิ่น ผู้มีบารมีในท้องถิ่น และ5) นักการเมือง หญิงพื้นเพชาวบ้าน และการเป็นแกนนำเครือข่ายประชาชน ส่วนเครือข่ายในการสนับสนุนของบรรดานักการเมืองในจังหวัด สมุทรสงครามวางอยู่บนฐานของเครือญาติ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามด้วยพรรคการเมือง กลุ่มเยาวชน กลุ่มเครือข่ายเอกชน (NGOs) การใช้อัตลักษณ์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะคุณลักษณะของ ความเป็นหญิง (Femininity) วัฒนธรรมวิถีที่ใช้ในการหาเสียง จัดตั้งฐานเสียงอยู่บนพื้นฐานของเครือญาติ เครือข่ายเพื่อน 55

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา พรชัย เทพปัญญา (2552) ทำการศึกษานักการเมือง ถิ่นจังหวัดชลบุรี พบว่า 1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ชลบุรี ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) จะเป็นบุคคลที่อยู่ใน กลุ่มชนชั้นนำของจังหวัด มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ดี เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัด โดยมีพื้นฐานสำคัญจากการ เป็นผู้นำในท้องถิ่น และเคยร่วมทำงานอยู่ในกลุ่มการเมือง ท้องถิ่นมาก่อน ซึ่งเป็นการสืบทอดอำนาจทางการเมืองในกลุ่ม เครือญาติ และคนรู้จักที่มีความสนิทสนมกัน 2) ลักษณะ การเมืองในจังหวัดชลบุรี จะมีการแข่งขันกันอยู่ 2 กลุ่มชัดเจน ระหว่างกลุ่มเรารักชลบุรี ที่มีตระกูลคุณปลื้ม เป็นแกนนำสำคัญ มีฐานคะแนนอยู่ที่กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น เช่น สมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) สมาชิกสภาองค์การบริหาร ส่วนตำบล (ส.อบต.) และผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กับ กลุ่มการเมืองที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบัน ที่มีฐาน คะแนนจากกลุ่มประชาชนทั่วไป และอาศัยกระแสพรรคเป็น สำคัญ 3) การสังกัดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และมีกระแสที่ดี ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี จะส่งผลต่อคะแนน เสียงเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนจังหวัดชลบุรีมีความนิยมที่ จะเลือกลงคะแนนตามกระแสของพรรคที่มีแนวโน้มจะได้จัดตั้ง รัฐบาล และหัวหน้าพรรคจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี 4) วิธีการ หาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี จะเน้นที่การลงพื้นที่พบปะกับประชาชนเป็นสำคัญ มีการ ปราศรัยย่อยในพื้นที่ การปราศรัยใหญ่บนเวที การใช้สื่อต่าง ๆ ในการประชาสัมพันธ์ 56

แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ณัชชานุช พิชิตธนารัตน์ (2554) ทำการศึกษา นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบุรี พบว่า 1) ภูมิหลังของ นักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบุรี จำแนกได้ 6 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มนักกฎหมาย (2) กลุ่มนักการศึกษา (3) กลุ่มข้าราชการ ทหารและฝ่ายปกครอง (4) กลุ่มนักธุรกิจ ผู้กว้างขวางและ นักการเมืองท้องถิ่น (5) กลุ่มนักสื่อสารมวลชน และ (6) กลุ่ม นักเคลื่อนไหว ซึ่งพบว่าภูมิหลังดังกล่าวไม่สามารถแบ่งแยก ออกจากกันได้โดยเด็ดขาด เนื่องจากบางคนมีภูมิหลังที ่ หลากหลาย ด้านอาชีพและบทบาททางสังคม กลวิธีในการ หาเสียงเลือกตั้งของนักการเมืองถิ่นจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ (1) การให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์ในรูปแบบต่าง ๆ (2) การลง พื้นที่พบปะประชาชนแบบเคาะประตูบ้าน (3) การเข้าร่วม กิจกรรมทางสังคม (4) การใช้บัตรหาเสียงขนาดเล็ก ใบปลิว โปสเตอร์ และรถกระจายเสียงเป็นสื่อในการหาเสียง (5) สื่อ สิ่งพิมพ์เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการ หาเสียง (6) การปราศรัยหาเสียง (7) การให้เงินและสิ่งของ เพื่อซื้อเสียง (8) การสัญญาว่าจะให้ และ (9) การจัดมหรสพ และเลี้ยงสุราอาหาร นพรัตน์ วงศ์วิทยาพาณิชย์ (2555) ทำการศึกษา นักการเมืองถิ่นจังหวัดสระแก้ว พบว่า นักการเมืองถิ่นจังหวัด สระแก้วทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การดูแลของ “ตระกูลเทียนทอง” มาเป็นเวลาเนิ่นนานกว่า 30 ปี แล้ว และยังมีแนวโน้มว่าจะคง อยู่ต่อเนื่องไปอีกนาน จนกว่าที่กลุ่มเทียนทองจะเลิกเล่น การเมือง หรือมีกลุ่มการเมืองอื่นที่จะสามารถเข้ามาแข่งขัน แต่ก็ยากนักเพราะคงต้องใช้เวลายาวนาน กว่าที่นักการเมือง 57

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มอื่นที่ต้องการจะลงแข่งกับกลุ่มเทียนทองนั้น จะสามารถ เข้ามาประสานเชื่อมโยงผลประโยชน์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอการค้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลมุ่ ผลประโยชนท์ างเศรษฐกจิ ภาคเอกชนตา่ ง ๆ ภาคประชาชน องค์กรเอกชน ตลอดจนต้องสามารถประสานประโยชน์บนเวที การเมืองระดับประเทศ และสมาชิกวุฒิสภาพในระดับจังหวัด เพื่อแข่งขันกับกลุ่มเทียนทองให้ได้ อันเป็นไปตามลักษณะ “โครงสร้างทางการเมืองแบบขั้วเดียวหรือแบบรวมศูนย์” 58

บ4ทท ่ี นักการเมืองถิ่น จังหวัดนครราชสีมา 4.1 เขตการเลือกตั้ง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ต้ังแต่ พ.ศ. 2476 ถึงปัจจุบัน (2556) หลังจากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 จึงมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเปน็ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 โดยการเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็น “การเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย” โดยจังหวัดนครราชสีมามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรก คือ พันเอกพระยาเสนาภิมุข (แสง เตมิยาจล) และ นายสนทิ เจรญิ รฐั

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา นักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรมากครั้งท่ีสดุ คือ 9 สมัย ได้แก่ นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสตรีคนแรกของจังหวัด นครราชสีมา คือ นางศรีสกุล เตชะไพบูลย์ (จากการเลือกตั้ง พ.ศ.2531) ตระกูลการเมืองที่ได้รับเลือกต้ังมากที่สุด คือ รัตนเศรษฐ (3 คน) ได้แก่ นายวิรัช รัตนเศรษฐ, นางทัศนียา รัตนเศรษฐ และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ สุวรรณฉวี (3 คน) ได้แก่ วา่ ทร่ี อ้ ยตรไี พโรจน์ สวุ รรณฉว,ี รอ้ ยตรหี ญงิ ระนองรกั ษ์ สวุ รรณฉวี และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี 60

ตารางท่ี 4.1 เขตเลือกต้งั จังหวัดนครราชสีมา การเลอื กตัง้ เขตการเลอื กต้งั จำนวน ส.ส. 2 คน (เขตละ 2 คน) พ.ศ. 2476 เขตเลือกตั้งที่ 1 : ทั้งจังหวัด 3 คน (เขตละ 3 คน) พ.ศ. 2480 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา, อำเภอโนนวัด และ อำเภอกระโทก พ.ศ. 2481 เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอโนนลาว, อำเภอสูงเนิน, อำเภอจันทึก, อำเภอปักธงชัย พ.ศ. 2489 และ อำเภอด่านขุนทด เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอพิมาย และ อำเภอบัวใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา, อำเภอโชคชัย และ อำเภอครบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอโนนไทย, อำเภอสูงเนิน, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปักธงชัย และ อำเภอด่านขุนทด เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอบัวใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอพิมาย และ อำเภอโนนสูง นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 61

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา การเลือกตั้ง เขตการเลอื กตงั้ จำนวน ส.ส. 62 4 คน (เขตละ 4 คน) พ.ศ. 2491 เขตเลือกตั้งที่ 1 : ทั้งจังหวัด พ.ศ. 2492 พ.ศ. 2495 5 คน (เขตละ 5 คน) พ.ศ. 2500 (1) 6 คน (เขตละ 6 คน) พ.ศ. 2500 (2) พ.ศ. 2512 9 คน (เขตละ 9 คน) พ.ศ. 2518 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา, อำเภอสูงเนิน, อำเภอขามทะเลสอ, 11 คน พ.ศ. 2519 อำเภอโนนไทย และ อำเภอขามสะแกแสง (เขต 1-3 เขตละ 3 คน ส่วนเขต 4 เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอจักราช, อำเภอพิมาย, เขตละ 2 คน) อำเภอชุมพวง และ อำเภอห้วยแถลง เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอโนนสูง, อำเภอคง, อำเภอบัวใหญ่ และ อำเภอประทาย เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปักธงชัย และ อำเภอ ปากช่อง

การเลือกต้งั เขตการเลอื กตัง้ จำนวน ส.ส. พ.ศ. 2522 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา, อำเภอโชคชัย, อำเภอครบุรี และ 12 คน กิ่งอำเภอเสิงสาง (4 เขต เขตละ 3 คน) เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปากช่อง, อำเภอ ปักธงชัย, อำเภอสงู เนิน และ อำเภอขามทะเลสอ เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอโนนสูง, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอ โนนไทย, อำเภอจักราช, อำเภอห้วยแถลง และ กิ่งอำเภอบ้านเหลื่อม เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอบัวใหญ่, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย และ อำเภอ ชุมพวง พ.ศ. 2526 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา, อำเภอสูงเนิน และ อำเภอโนนไทย 13 คน นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 63 เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปากช่อง, อำเภอ (เขต 1-3 เขตละ 3 คน ปักธงชัย และ อำเภอขามทะเลสอ ส่วนเขต 4-5 เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอโนนสูง, อำเภอจักราช, เขตละ 2 คน) อำเภอห้วยแถลง และ อำเภอเสิงสาง เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย และ อำเภอชุมพวง เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอบัวใหญ่, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง และ กิ่งอำเภอบ้านเหลื่อม

การเลือกตง้ั นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เขตการเลอื กตัง้ จำนวน ส.ส. 64 พ.ศ. 2529 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา และ อำเภอสูงเนิน 15 คน เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปากช่อง และอำเภอ (5 เขต เขตละ 3 คน) ปักธงชัย เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอจักราช, อำเภอห้วยแถลง, อำเภอเสิงสาง และ กิ่งอำเภอหนองบุนนาก เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอโนนสูง, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย และอำเภอ ชุมพวง เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอบัวใหญ่, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอ ขามทะเลสอ, อำเภอโนนไทย, กิ่งอำเภอบ้านเหลื่อม และกิ่งอำเภอแก้งสนามนาง พ.ศ. 2531 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา และ อำเภอสูงเนิน เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปากช่อง และ อำเภอ ปักธงชัย เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอจักราช, อำเภอห้วยแถลง, อำเภอเสิงสาง และ กิ่งอำเภอหนองบุนนาก เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอโนนสูง, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย และ อำเภอ ชุมพวง เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอบัวใหญ่, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอ ขามทะเลสอ, อำเภอโนนไทย, อำเภอบ้านเหลื่อม และกิ่งอำเภอแก้งสนามนาง

การเลอื กตัง้ เขตการเลือกตงั้ จำนวน ส.ส. พ.ศ. 2535 (1) เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา และ อำเภอสูงเนิน เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปากช่อง และอำเภอ ปักธงชัย เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอจักราช, อำเภอห้วยแถลง, อำเภอเสิงสาง และ อำเภอหนองบุนนาก เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอโนนสูง, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย, อำเภอชุมพวง และ กิ่งอำเภอโนนแดง เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอบัวใหญ่, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอ ขามทะเลสอ, อำเภอโนนไทย, อำเภอบ้านเหลื่อม และกิ่งอำเภอแก้งสนามนาง พ.ศ. 2535 (2) เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา และ อำเภอสูงเนิน เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอปากช่อง, อำเภอ ปักธงชัย และ กิ่งอำเภอวังน้ำเขียว เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอจักราช, อำเภอห้วยแถลง, อำเภอเสิงสาง และ อำเภอหนองบุนนาก เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอโนนสูง, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย, อำเภอชุมพวง และ กิ่งอำเภอโนนแดง เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอบัวใหญ่, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอ ขามทะเลสอ, อำเภอโนนไทย, อำเภอบ้านเหลื่อม และกิ่งอำเภอแก้งสนามนาง นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 65

การเลือกตัง้ นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เขตการเลือกตั้ง จำนวน ส.ส. 66 พ.ศ. 2538 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา และ อำเภอสูงเนิน 16 คน เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอจักราช, อำเภอห้วยแถลง, (เขต 1-4 เขตละ 3 คน อำเภอเสิงสาง และ อำเภอหนองบุนนาก ส่วนเขต 5-6 เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอโนนสูง, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย, อำเภอชุมพวง เขตละ 2 คน) และ กิ่งอำเภอเมืองยาง เขตเลือกตั้งที่ 4 :อำเภอบัวใหญ่, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอ โนนไทย, อำเภอบ้านเหลื่อม, อำเภอแก้งสนามนาง และ อำเภอโนนแดง เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอขามทะเลสอ และ กิ่งอำเภอสำนักตระคร้อ เขตเลือกตั้งที่ 6 : อำเภอปากช่อง, อำเภอปักธงชัย และกิ่งอำเภอวังน้ำเขียว พ.ศ. 2539 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา และ อำเภอสงู เนิน เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอครบุรี, อำเภอโชคชัย, อำเภอจักราช, อำเภอห้วยแถลง, อำเภอเสิงสาง และ อำเภอหนองบุนนาก เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอโนนสูง, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย, อำเภอชุมพวง, กิ่งอำเภอเมืองยาง และ กิ่งอำเภอลำทะเมนชัย เขตเลือกตั้งที่ 4 :อำเภอบัวใหญ่, อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอ โนนไทย, อำเภอบ้านเหลื่อม, อำเภอแก้งสนามนาง, อำเภอโนนแดง และ กิ่งอำเภอพระทองคำ เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอสีคิ้ว, อำเภอขามทะเลสอ และ กิ่งอำเภอเทพารักษ์ เขตเลือกตั้งที่ 6 : อำเภอปากช่อง, อำเภอปักธงชัย และกิ่งอำเภอวังน้ำเขียว

การเลอื กต้ัง เขตการเลอื กตง้ั จำนวน ส.ส. 17 คน พ.ศ. 2544 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ ตำบลในเมือง) เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ เทศบาลนครนครราชสีมา (เขตละ 1 คน) ตำบลไชยมงคล ตำบลหนองบัวศาลา ตำบลหนองไผ่ล้อม ตำบลหัวทะเล ตำบล บ้านเกาะ ตำบลหนองกระทุ่ม ตำบลบ้านโพธิ์ ตำบลพะเนา ตำบลมะเริง ตำบล หนองระเวียง ตำบลตลาด ตำบลหมื่นไวย และ ตำบลหนองไข่น้ำ) เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ ตำบลปรุใหญ่ ตำบล บ้านใหม่ ตำบลโคกกรวด ตำบลสุรนารี ตำบลหนองจะบก และ ตำบลโพธิ์กลาง) และ อำเภอสงู เนิน เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ ตำบลสีมุม ตำบลพลกรัง ตำบลพุดซา ตำบลจอหอ และตำบลโคกสูง), อำเภอขามทะเลสอ และอำเภอ โนนไทย เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอโนนสูง, และ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ (เฉพาะตำบล หนองงูเหลือม และ ตำบลพระพุทธ) เขตเลือกตั้งที่ 6 : อำเภอบัวใหญ่, อำเภอแก้งสนามนาง และอำเภอบ้านเหลื่อม เขตเลือกตั้งที่ 7 : อำเภอประทาย (เฉพาะ ตำบลโคกกลาง ตำบลดอนมัน และ ตำบลตลาดไทร), อำเภอชุมพวง (ยกเว้น ตำบลประสุข), กิ่งอำเภอลำทะเมนชัย และกิ่งอำเภอเมืองยาง เขตเลือกตั้งที่ 8 : อำเภอจักราช และอำเภอห้วยแถลง เขตเลือกตั้งที่ 9 : อำเภอโชคชัย, อำเภอหนองบุนนาก และอำเภอ เฉลิมพระเกียรติ (ยกเว้น ตำบลหนองงูเหลือม และตำบลพระพุทธ) นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 67

การเลอื กตงั้ นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เขตการเลือกตง้ั จำนวน ส.ส. 68 เขตเลือกตั้งที่ 10 : อำเภอครบุรี และอำเภอเสิงสาง เขตเลือกตั้งที่ 11 : อำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอปักธงชัย 16 คน เขตเลือกตั้งที่ 12 : อำเภอปากช่อง (ยกเว้นตำบลหนองสาหร่าย) (เขตละ 1 คน) เขตเลือกตั้งที่ 13 : อำเภอปากช่อง (เฉพาะตำบลหนองสาหร่าย) และอำเภอสีคิ้ว เขตเลือกตั้งที่ 14 : อำเภอคง (ยกเว้น ตำบลเทพาลัย), อำเภอขามสะแกแสง และ กิ่งอำเภอพระทองคำ เขตเลือกตั้งที่ 15 : อำเภอด่านขุนทด และกิ่งอำเภอเทพารักษ์ เขตเลือกตั้งที่ 16 : อำเภอพิมาย และ อำเภอชุมพวง (เฉพาะตำบลประสุข) เขตเลือกตั้งที่ 17 : อำเภอคง (เฉพาะ ตำบลเทพาลัย), อำเภอโนนแดง, อำเภอ ประทาย (ยกเว้น ตำบลโคกกลาง ตำบลดอนมัน และตำบลตลาดไทร), กิ่งอำเภอ สีดา และกิ่งอำเภอบัวลาย พ.ศ. 2548 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ เทศบาลนครนครราชสีมา) เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะตำบลหนองไผ่ล้อม ตำบลโพธิ์ กลาง ตำบลหนองบัวศาลา ตำบลหนองระเวียง ตำบลพะเนา ตำบลมะเริง ตำบลหัวทะเล ตำบลตลาด ตำบลบ้านเกาะ ตำบลจอหอ ตำบลบ้านโพธิ์ ตำบล หนองไข่น้ำ ตำบลโคกสูง ตำบลพุดซา ตำบลพลกรัง และ ตำบลสีมุม) เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ ตำบลหมื่นไวย ตำบลหนอง กระทุ่ม ตำบลหนองจะบก ตำบลปรุใหญ่ ตำบลบ้านใหม่ ตำบลสุรนารี ตำบล ไชยมงคล และ ตำบลโคกกรวด) และอำเภอสูงเนิน เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอขามทะเลสอ, อำเภอโนนไทย และกิ่งอำเภอพระทองคำ

การเลือกตง้ั เขตการเลือกตงั้ จำนวน ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอโนนสูง และ อำเภอขามสะแกแสง เขตเลือกตั้งที่ 6 : อำเภอบ้านเหลื่อม, อำเภอแก้งสนามนาง, อำเภอบัวใหญ่, กิ่งอำเภอบัวลาย และ กิ่งอำเภอสีดา เขตเลือกตั้งที่ 7 : อำเภอประทาย, อำเภอคง และอำเภอโนนแดง เขตเลือกตั้งที่ 8 : อำเภอชุมพวง, กิ่งอำเภอเมืองยาง และ กิ่งอำเภอลำทะเมนชัย เขตเลือกตั้งที่ 9 : อำเภอพิมาย เขตเลือกตั้งที่ 10 : อำเภอห้วยแถลง และอำเภอจักราช เขตเลือกตั้งที่ 11 : อำเภอเฉลิมพระเกียรติ, อำเภอโชคชัย และอำเภอหนอง บุญมาก เขตเลือกตั้งที่ 12 : อำเภอเสิงสาง และอำเภอครบุรี เขตเลือกตั้งที่ 13 : อำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอปักธงชัย เขตเลือกตั้งที่ 14 : อำเภอปากช่อง เขตเลือกตั้งที่ 15 : อำเภอสีคิ้ว เขตเลือกตั้งที่ 16 : อำเภอด่านขุนทด และกิ่งอำเภอเทพารักษ์ นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 69

การเลอื กต้งั นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เขตการเลือกตง้ั จำนวน ส.ส. 70 พ.ศ. 2550 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา และอำเภอขามทะเลสอ 16 คน เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอปากช่อง, อำเภอปักธงชัย, อำเภอวังน้ำเขียว, อำเภอ (เขต 1-4 เขตละ 3 คน เสิงสาง และ อำเภอครบุรี ส่วนเขต 5-6 เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอสีคิ้ว, อำเภอสูงเนิน, อำเภอด่านขุนทด, อำเภอ เขตละ 2 คน) เทพารักษ์, อำเภอพระทองคำ และ อำเภอโนนไทย เขตเลือกตั้งที่ 4 :อำเภอโนนสูง, อำเภอโนนแดง, อำเภอประทาย, อำเภอพิมาย, อำเภอชุมพวง, อำเภอเมืองยาง และอำเภอลำทะเมนชัย เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอคง, อำเภอบ้านเหลื่อม, อำเภอ แก้งสนามนาง, อำเภอบัวใหญ่, อำเภอบัวลาย และ อำเภอสีดา เขตเลือกตั้งที่ 6 : อำเภอโชคชัย, อำเภอหนองบุญมาก, อำเภอจักราช, อำเภอ ห้วยแถลง และ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2554 เขตเลือกตั้งที่ 1 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ ตำบลในเมือง ตำบล 15 คน หนองไผ่ล้อม และตำบลหนองจะบก) (เขตละ 1 คน) เขตเลือกตั้งที่ 2 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ ตำบลบ้านเกาะ ตำบล โพธิ์กลาง ตำบลหนองบัวศาลา ตำบลหัวทะเล ตำบลจอหอ ตำบลตลาด ตำบลบ้านโพธิ์ ตำบลพะเนา ตำบลมะเริง ตำบลหนองระเวียง ตำบลโคกสูง ตำบลหมื่นไวย และตำบลหนองไข่น้ำ)

การเลือกตง้ั เขตการเลอื กต้งั จำนวน ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 3 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะ ตำบลปรุใหญ่ ตำบลพลกรัง ตำบลบ้านใหม่ ตำบลพุดซา ตำบลโคกกรวด ตำบลสุรนารี ตำบลหนองกระทุ่ม และตำบลสีมุม), อำเภอขามทะเลสอ และ อำเภอสงู เนิน เขตเลือกตั้งที่ 4 : อำเภอโนนสูง และ อำเภอโนนไทย (เฉพาะตำบลโนนไทย ตำบลด่านจาก ตำบลกำปัง ตำบลสายออ ตำบลถนนโพธิ์ และ ตำบลมะค่า) เขตเลือกตั้งที่ 5 : อำเภอแก้งสนามนาง, อำเภอบัวใหญ่, อำเภอบัวลาย และ อำเภอสีดา เขตเลือกตั้งที่ 6 : อำเภอคง, อำเภอขามสะแกแสง, อำเภอพระทองคำ และ อำเภอบ้านเหลื่อม เขตเลือกตั้งที่ 7 : อำเภอประทาย, อำเภอลำทะเมนชัย, อำเภอเมืองยาง และ อำเภอโนนแดง เขตเลือกตั้งที่ 8 : อำเภอพิมาย และ อำเภอชุมพวง (เฉพาะตำบลท่าลาด ตำบล ประสุข ตำบลชุมพวง ตำบลโนนยอ และตำบลหนองหลัก) เขตเลือกตั้งที่ 9 : อำเภอห้วยแถลง, อำเภอจักราช และอำเภอชุมพวง (เฉพาะ ตำบลสาหร่าย ตำบลตลาดไทร ตำบลโนนตูม และตำบลโนนรัง) เขตเลอื กตง้ั ท่ี 10 : อำเภอเฉลมิ พระเกยี รต,ิ อำเภอโชคชยั และอำเภอหนองบญุ มาก เขตเลือกตั้งที่ 11 : อำเภอครบุรี และอำเภอเสิงสาง นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 71

การเลือกตง้ั นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เขตการเลอื กตัง้ จำนวน ส.ส. 72 เขตเลือกตั้งที่ 12 : อำเภอเมืองนครราชสีมา (เฉพาะตำบลไชยมงคล), อำเภอ ปักธงชัย และ อำเภอวังน้ำเขียว เขตเลือกตั้งที่ 13 : อำเภอปากช่อง (ยกเว้น ตำบลจันทึก) เขตเลือกตั้งที่ 14 : อำเภอสีคิ้ว, อำเภอสูงเนิน (เฉพาะ ตำบลเสมา ตำบลมะเกลือ ใหม่ และตำบลมะเกลือเก่า) และ อำเภอปากช่อง (เฉพาะตำบลจันทึก) เขตเลือกตั้งที่ 15 : อำเภอด่านขุนทด, อำเภอเทพารักษ์ และ อำเภอโนนไทย (เฉพาะตำบลสำโรง ตำบลค้างพลู ตำบลบ้านวัง และตำบลบัลลังก์) ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง จังหวัดนครราชสีมา

4.2 รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 ถึงปัจจุบัน (2556) ตารางที่ 4.2 รายช่ือสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรจังหวดั นครราชสมี า ตง้ั แต่ พ.ศ. 2476 ถึงปัจจบุ ัน (2556) ครงั้ ที่ วนั /เดอื น/ปี ที่เลือกต้งั รายชอื่ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร เขตเลอื กตั้งที่ พรรคการเมอื งที่สงั กัด 1 15 พ.ย. 2476 พันเอกพระยาเสนาภิมุข (แสง เตมิยาจล) 1 ไม่สังกัด นายสนิท เจริญรัฐ 1 ไม่สังกัด 2 7 พ.ย. 2480 นายเลื่อน พงษ์โสภณ 1 ไม่สังกัด ร้อยตรีปุ่น สิทธิเวทย์ 2 ไม่สังกัด นายเอี่ยม สุภาพกุล 3 ไม่สังกัด นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 73 ไม่สังกัด 3 12 พ.ย. 2481 นายกำปัน ภูมิพาณิชย์(ศาลสั่งให้เลือกตั้งใหม่) 1 ไม่สังกัด ไม่สังกัด พระประสงค์เกษมราษฎร์ (แทนนายกำปั่น) 2 ไม่สังกัด ร้อยโทอู๊ด นิตยสุทธิ์ 3 นายเอื่ยม สุภาพกุล 3

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 74 ครงั้ ท่ ี วนั /เดอื น/ปี ที่เลอื กตั้ง รายชอ่ื สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร เขตเลอื กต้งั ที่ พรรคการเมืองท่สี ังกดั 4 6 ม.ค. 2489 นายเลื่อน พงษ์โสภณ 1 ไม่สังกัด นายมนตรี วีระแพทย์ 2 ไม่สังกัด นายทองคำ คลังอาวุธ 3 ไม่สังกัด 5 29 ม.ค. 2491 ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร 1 ไม่สังกัด พลตรีไชยยันต์ เกรียงเดชพิชัย 1 ไม่สังกัด ร้อยโทสัมพันธ์ ขันธะชวนะ (ลาออก) 1 ไม่สังกัด หลวงระงับประจันตคาม (แทนร้อยโทสัมพันธ์) 1 ไม่สังกัด นายเลื่อน พงษ์โสภณ (ลาออก) 1 ไม่สังกัด ร้อยเอกขุนสุรจิตรจรุรงค์ (แทนนายเลื่อน) 1 ไม่สังกัด 6 5 มิ.ย. 2492 นายอนันต์ ขันธะชวนะ (เลือกตั้งเพิ่ม) 1 ไม่สังกัด

คร้ังที ่ วัน/เดือน/ปี ที่เลือกตั้ง รายชื่อสมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร เขตเลอื กตัง้ ท่ี พรรคการเมืองที่สงั กดั 7 26 ก.พ. 2495 นายเลื่อน พงษ์โสภณ 1 ไม่สังกัด ร้อยโทอู๊ด นิตยสุทธิ์ 1 ไม่สังกัด ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร 1 ไม่สังกัด นายยศ อินทรโกมาลย์สุต 1 ไม่สังกัด นายอารี ตันติเวชกุล 1 ไม่สังกัด 8 26 ก.พ. 2500 นายยศ อินทรโกมาย์สุต 1 เสรีมนังคศิลา นายจรัล กมลเพ็ชร 1 เสรีมนังคศิลา นายน้อย ทินราช 1 ประชาธิปัตย์ นายคำมลู สุทธิจันทึก 1 ประชาธิปัตย์ นายอารีย์ ตันติเวชกุล 1 ไม่สังกัด ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร 1 เสรีมนังคศิลา นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 75

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 76 ครั้งท่ ี วัน/เดือน/ปี ทเี่ ลือกตงั้ รายชื่อสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร เขตเลือกตัง้ ท่ ี พรรคการเมืองที่สงั กัด 9 15 ธ.ค. 2500 นายเลื่อน พงษ์โสภณ 1 ไม่สังกัด นายจรัล กมลเพ็ชร 1 ไม่สังกัด ร้อยโทสัมพันธ์ ขันธชวนะ 1 สหภมู ิ พลตรีเนตร เขมะโยธิน 1 สหภมู ิ นายอารีย์ ตันติเวชกุล 1 สหภูมิ ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร 1 ไม่สังกัด 10 10 ก.พ. 2512 นายประภาส อินทรกำแหง 1 สหประชาไทย นายยศ อินทรโกมาลย์สุต 1 สหประชาไทย นายสุวรรณ ธนกัญญา 1 สหประชาไทย ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร(เสียชีวิต) 1 ไม่สังกัด พลโทเฉลมิ อนิ ทะกนก (แทนขนุ คงฤทธศ์ิ กึ ษากร) 1 ไม่สังกัด นายสว่าง อุณาพรหม 1 ไม่สังกัด นายประยงค์ ชาตะวราหะ 1 สหประชาไทย นายวิมพ์ วิมลมาศ 1 สหประชาไทย นายน้อย ทินราช 1 ไม่สังกัด นายสมพล เกยุราพันธุ์ 1 ไม่สังกัด

ครงั้ ท ี่ วัน/เดอื น/ปี ทเ่ี ลือกตง้ั รายช่ือสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร เขตเลือกตงั้ ที่ พรรคการเมอื งที่สังกัด 11 26 ม.ค. 2518 พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติไทย นายเจริญ เปรมฤทัยรัตน์ 1 ประชาธิปัตย์ นายสุวรรณ ธนกัญญา 1 ธรรมสังคม นายบุญทัน ดอกไธสง 2 ธรรมสังคม นายองอาจ ตั้งสถิตชัย 2 ประชาธรรม นายสนิท วงศ์เบญจรัตน์ 2 ชาติไทย ร้อยเอกเต็มศักดิ์ ช่างหล่อ 3 ฟื้นฟูชาติไทย พันจ่าเอกชศู ักดิ์ ทาระคำ 3 ฟื้นฟูชาติไทย นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 3 ชาติไทย นายมงคล สุคนธขจร 4 ชาติไทย นายมนญู สันติวงศ์ 4 ประชาธรรม นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 77

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 78 ครง้ั ที ่ วนั /เดอื น/ปี ทเี่ ลือกต้งั รายชอื่ สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตัง้ ท ี่ พรรคการเมืองที่สงั กดั 12 4 เม.ย. 2519 พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติไทย นายเจริญ เปรมฤทัยรัตน์ 1 ประชาธิปัตย์ นายวิชิต ศุขะวิริยะ 1 กิจสังคม นายสุรพล ทิพยรักษ์ 2 ประชาธิปัตย์ นายองอาจ ตั้งสถิตชัย 2 กิจสังคม นายเปลื้อง พลโยธา 2 ประชาธิปัตย์ นายยศ อินทรโกมาลย์สุต 3 กิจสังคม นายพิเชษฐ์ คิดเห็น 3 สังคมชาตินิยม นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 3 ชาติไทย นายมงคล สุคนธขจร 4 ชาติไทย นายจุฬ เทียมรัตย์ 4 ประชาธิปัตย์

คร้งั ท ่ี วัน/เดือน/ปี ท่ีเลือกตง้ั รายชอ่ื สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งท่ ี พรรคการเมอื งท่สี ังกดั 13 22 เม.ย. 2522 นายประทีป กรีฑาเวช 1 ประชาธิปัตย์ นายสุเทพ วงศ์กำแหง 1 พลังใหม่ นายสกุล ศรีพรหม 1 ชาติไทย นายสมบรู ณ์ จีระมะกร 2 ประชาธิปัตย์ นายมงคล สุคนธขจร 2 ชาติไทย นายจำลอง ครุฑขุนทด 2 ชาติไทย นายประสาน ด่านกุล 2 สยามประชาธิปัตย์ นายสมส่วน ศรีนอก 3 กิจสังคม นายไสว อุณาพรหม 3 ชาติไทย นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 3 ชาติไทย นายยศ อินทรโกมาลย์สุต 4 กิจสังคม นายประจวบ ตั้งชัยศักดิ์ (เสียชีวิต) 4 กิจสังคม นายสุนทร ทาซ้าย (แทนนายประจวบ) 4 กิจสังคม นายประจัญ กล้าผจญ 4 ชาติไทย นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 79

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 80 คร้งั ที ่ วัน/เดือน/ปี ทเ่ี ลอื กตง้ั รายชือ่ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร เขตเลือกต้งั ที่ พรรคการเมืองท่ีสังกัด 14 18 เม.ย. 2526 พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติไทย นายเจริญ เปรมฤทัยรัตน์ (เสียชีวิต) 1 ประชาธิปัตย์ พันตรีเทิดฤทธิ์ บุญญฤทธิ์ (แทนนายเจริญ) 1 ชาติไทย นายน่วม เศรษฐจันทร 1 ชาติไทย นายสมบรู ณ์ จีระมะกร 2 ประชาธิปัตย์ นายประสาน ด่านกุล 2 ชาติไทย นายสำรวย เจตนาดี 2 ชาติไทย นายเลิศ หงส์ภักดี 3 ชาติไทย นายกร ทัพพะรังสี 4 ชาติไทย นายลำพอง พิลาสมบัติ 4 ชาติไทย นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 5 ชาติไทย นายประจัญ กล้าผจญ 5 ชาติไทย

คร้งั ท ี่ วัน/เดอื น/ปี ที่เลือกตง้ั รายชือ่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกต้งั ที ่ พรรคการเมอื งทีส่ งั กดั 15 27 ก.ค. 2529 พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติไทย พันตรีเทิดฤทธิ์ บุญญฤทธิ์ 1 ชาติไทย นายบุญถึง ผลพาณิชย์ 1 ราษฎร นายสนั่น พยัคฆกุล 2 ประชาธิปัตย์ นายประสาน ด่านกุล 2 สหประชาธิปไตย นายสมบรู ณ์ จีระมะกร 2 ประชาธิปัตย์ นายสกุล ศรีพรหม 3 ชาติไทย ว่าที่ร้อยตรีวิชัย จิตรพิทักษ์เลิศ 3 ชาติไทย นายเลิศ หงส์ภักดี 3 ชาติไทย นายกร ทัพพะรังสี 4 ชาติไทย นายวิรัช รัตนเศรษฐ 4 ชาติไทย นายมานะศักดิ์ อินทรโกมาลย์สุต 4 ประชาธิปัตย์ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ 5 ประชาธิปัตย์ นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 5 ชาติไทย นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ 5 ชาติไทย นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 81

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 82 ครงั้ ที่ วนั /เดอื น/ปี ท่เี ลอื กตั้ง รายชื่อสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร เขตเลือกต้งั ที่ พรรคการเมืองที่สังกัด 16 24 ก.ค. 2531 พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ 1 ชาติไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 1 ปวงชนชาวไทย นายบุญถึง ผลพาณิชย์ 1 ราษฎร นายสนั่น พยัคฆกุล 2 ประชาธิปัตย์ นายประสาน ด่านกุล 2 ประชาชน นายจำลอง ครุฑขุนทด 2 ปวงชนชาวไทย นายสกุล ศรีพรหม 3 ชาติไทย นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ 3 ประชาชน นายประทีป กรีฑาเวช 3 ปวงชนชาวไทย นายกร ทัพพะรังสี 4 ชาติไทย นายวิรัช รัตนเศรษฐ 4 ชาติไทย นายลำพอง พิลาสมบัติ 4 ประชาธิปัตย์ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ 5 ประชาธิปัตย์ นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 5 ชาติไทย นางศรีสกุล เตชะไพบลู ย์ 5 ประชาธิปัตย์

ครงั้ ท่ี วัน/เดือน/ปี ท่ีเลือกต้ัง รายชอ่ื สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตงั้ ท ี่ พรรคการเมอื งท่ีสงั กดั 17 22 มี.ค. 2535 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ 1 สามัคคีธรรม นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ 1 สามัคคีธรรม พันตรีเทิดฤทธิ์ บุญญฤทธิ์ 1 ชาติไทย พันตำรวจโทสมชาติ เพศประเสริฐ 2 ความหวังใหม่ พลเอกปัญญา สิงห์ศักดา 2 ความหวังใหม่ นายจำลอง ครุฑขุนทด 2 สามัคคีธรรม นายกฤษฎาง แถวโสภา 3 ประชาธิปัตย์ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี 3 สามัคคีธรรม พลตำรวจตรีวุฒิ สุโกศล 3 กิจสังคม นายกร ทัพพะรังสี 4 ชาติไทย นายวิรัช รัตนเศรษฐ 4 ชาติไทย นายลำพอง พิลาสมบัติ 4 ชาติไทย นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ 5 ประชาธิปัตย์ นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ 5 ความหวังใหม่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ 5 กิจสังคม นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 83