Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

Description: เล่มที่54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

Search

Read the Text Version

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้แล้วยังมีตระกูลการเมืองอื่น ๆ ในยุคนี้ ที่มี พื้นฐานมาจากการทำธุรกิจ เช่น นายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ พื้นฐานครอบครัวทำธุรกิจได้รับสัมปทานป่าไม้ในภาคอีสาน ตอนบน นายวิรัช รัตนเศรษฐ พื้นฐานครอบครัวก็มาจากทำ ธุรกิจสัมปทานป่าไม้ในภาคอีสานเช่นกัน และตระกูลเชิดชัย เริ่มด้วยผู้นำตระกูล นายวิชัย เชิดชัย อิทธิพลบารมีของคนคนนี้ ครอบฟ้าคลุมแผ่นดินเมืองโคราชและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขาเป็น 1 ใน 3 คหบดีของภาคนี้ที่ได้รับการยอมรับว่า “รวยจริง” เขาไม่ใช่นักการเมือง แต่เขามีเงิน และในความ ไม่สมประกอบทางการเมือง เงินมิใช่หรือที่คือพระเจ้าโน้มน้าว เสียงประชาชนให้เป็นเสียงสวรรค์แก่นักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ได้ทุกเมื่อ ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่เขาไม่อาจค้นหาได้อีกแล้ว ในชีวิตนี้ก็คือ การได้เมียที่ดีคนหนึ่งซึ่งมีค่ายิ่งกว่าเพชรน้ำงาม เม็ดใด ๆ ทั้งสิ้นนั่นคือ นางสุจินดา เชิดชัย หรือ เจ๊เกียว ธุรกิจ ของเขาเกี่ยวข้องกับรถยนต์ เขาเป็นเจ้าของกิจการเดินรถภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้ได้รับสัมปทานรถไฟปรับอากาศของ การรถไฟฯ เป็นผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง และที่สุดเขา เป็นเจ้าของอู่ต่อรถใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีนักลงทุนจากต่างประเทศมาเกี้ยวให้ร่วมทุนต่อรถอยู่เป็น ประจำ รถโดยสารที่วิ่งกันขวักไขว่บนท้องถนนกว่า 30% เป็นผลผลิตจากอู่ของเขา พัฒนาการอย่างหนึ่งของธุรกิจภูมิภาคที่กำลังเป็น ประเพณีนิยมนั่นก็คือ การสร้างความเข้มแข็งโดยผูกมัดกับ หนทางทางการเมือง ทุกคนเกิดสำนึกที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องของ นกมีหู หนูมีปีก ที่จะทำให้ความฝันทางการค้าเป็นจริงหรือ 134

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เติบใหญ่ขึ้นมาได้ พ่อค้าภูธรหากไม่เล่นการเมืองด้วยตนเอง ก็มักส่งเสริมให้ลูกหลานเข้าไปมีวิถีชีวิตผูกพัน หรือไม่ก็ต้องเป็น “นักการเมือง” ที่สามารถสั่งกันได้ด้วย “อำนาจเงิน” และ “อิทธิพลบารมี” “เชิดชัยอุตสาหกรรม” ก็อยู่ในข่ายนี้ แม้ว่า ตัวของวิชัยจะไม่ใช่นักการเมืองสมบูรณ์แบบ แต่ไม่อาจจะ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไปได้ว่า ทุกยุคสมัย การเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสนามเล็กหรือใหญ่ เขาได้เข้าไปมีส่วน เกี่ยวข้องอย่างมากมาย โดยเฉพาะกับพรรคการเมือง อย่างพรรคชาติไทยที่วิชัยเป็นแม่เหล็กทางการเงินให้ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ธุรกิจของ “เชิดชัยอุตสาหกรรม” เติบโต มาได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอนุเคราะห์ทางการเมืองที่มีให้ เขาตลอดมาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พรรค ชาติไทยเป็นรัฐบาล วิชัยมีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับพลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย และรองนายก- รัฐมนตรีคนปัจจุบัน ความรักใคร่กลมเกลียวของคนทั้งคู่ เชื่อมโยงโดยผ่านชุบ ชัยฤทธิชัย ทนายความชื่อดัง กล่าวกันว่า แท้จริงที่พลตรีชาติชายได้รับเลือกตั้งนั้น หากไม่ได้วิชัยแล้ว ชาติชายก็มีสิทธิ “ปิ๋ว” ได้ไม่ยากนัก “เครดิตส่วนตัวของ ท่านรองนายกฯ กับคนโคราชเสื่อมถอยไปมากในระยะหลัง ดีที่ว่ายังมีเฮียไซเป็นฐานคะแนนใหญ่ที่เงินถึง จึงลอยตัวผ่าน การทดสอบไปได้” นอกจากจะเป็นฐานคะแนนให้พรรค ชาติไทย ยังหันมาสร้างกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่น “กลุ่ม ประสานมิตร” โดยยอมรับภาระเป็นท้องพระคลังส่งผู้สมัคร ลงรับเลือกตั้ง ทั้งสมาชิกสภาเทศบาล และสมาชิกสภาจังหวัด แต่การลงเล่นการเมืองสังกัด “กลุ่มประสานมิตร” นี่ไม่ใช่เรื่อง 135

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ง่าย ๆ คนอย่างวิชัยมีความเข้มงวดพอตัว ดังนั้นทุกคนที่มาลง จะต้องลงขันของตัวเองส่วนหนึ่ง และถ้าใครไม่มีจริง ๆ สามารถ นำหลักทรัพย์มาจำนองไว้กับวิชัยได้ ซึ่งปัจจุบันทำให้เกิดคดี ฟ้องร้องกันขึ้นระหว่างอดีตผู้จัดการแบงก์กสิกรไทยกับผู้บริหาร ของกลุ่ม ทุกอย่างเป็นไปอย่างสมใจนึก “กลุ่มประสานมิตร” ชนะเลือกตั้งทั้งสองสนามอย่างขาดลอย สามารถเข้าไปเป็น ฝ่ายบริหารทั้งสภาเทศบาล และสภาจังหวัดอย่างที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อนของเมืองโคราช 4) กลุ่มราษฎร ราษฎรไทยคือฐานกำลังหลักของ ระบอบประชาธิปไตย คือเป้าหมายของคณะราษฎรที่จะ ปลุกปั้นขึ้นมา เพื่อแบกรับภารกิจในการสถาปนาประชาธิปไตย ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ แต่ในระยะแรกราษฎรไทยยังกระจัด- กระจาย ยังไม่ได้รับการจัดตั้งเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็ง ยังไม่ได้ รับการศึกษาในเรื่องประชาธิปไตยที่เป็นระบอบใหม่ การเข้า ร่วมขบวนการประชาธิปไตยยังต้องรอเวลาสำหรับราษฎร ในจังหวัดนครราชสีมา แม้จะผ่านประวัติศาสตร์อันขมขื่นมา พอจะมีสำนึกในทางการเมืองเรื่องปกครองตนเอง แต่ส่วนใหญ่ ก็มีฐานะยากจนการจะส่งบุตรหลานให้เรียนสูงกว่าระดับ ประถมศึกษาจึงเป็นเรื่องยาก ในระยะต่อ ๆ มา แม้จะมี ลูกหลานชาวนาได้เป็นผู้แทนราษฎรแต่ก็มีจำนวนน้อยเต็มที ทั้งนี้เนื่องจากระบบเลือกตั้งผู้แทนในประเทศไทยมิได้กำหนด สัดส่วน ส.ส. ตามจำนวนประชากรของแต่ละกลุ่มชน เช่นว่า ชาวนาเป็นคนหมู่มากก็ให้มี ส.ส. มาก ดังนี้การเลือกตั้งโดยตรง จากประชาชนตามรัฐธรรมนูญในฉบับต่อ ๆ มา ก็ยังเป็นเพียง กติกาที่เอื้อให้กับคนที่ได้เปรียบในสังคม คือคนมีบารมี มีการ 136

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ศึกษาสูง ฐานะดี มีอำนาจเงินมากกว่าตัวแทนของคนยาก คนจน หรือคนส่วนใหญ่มีโอกาสน้อยกว่าน้อย ตัวอย่าง ของ ส.ส. ที่มาจากกลุ่มราษฎร เช่น นายจำลอง ครุฑขุนทด ลูกหลานชาวนา ไต่เต้ายกระดับการศึกษาจนจบการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ประกาศนียบัตรชั้นสูง เนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษา กฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เคยทำงานเป็นทนายความ แต่ต่อมาได้เข้าสู่งานการเมืองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคชาติไทย เมื่อ พ.ศ. 2523 ต่อมาได้ย้ายไปสังกัดพรรคปวงชนชาวไทย ในระหว่าง พ.ศ. 2531-2535 และย้ายมาสังกัดพรรคชาติพัฒนา ซึ่งต่อมาได้มีการ ยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย จำลอง ครุฑขุนทด เคยได้รับ การแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2533 เป็น เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2535 กระทั่งใน พ.ศ. 2539 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้รับการแต่งตั้ง อีกครั้งในรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร พ.ศ. 2544 ฐานเสียงหลักเป็นกลุ่มสตรีแม่บ้านจากชุมชนและหมู่บ้าน ต่าง ๆ ในอำเภอด่านขุนทด และอำเภอเทพารักษ์ ช่วงท่ีสาม ตระกูลการเมืองที่โดดเด่นในช่วงต้ังแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) การเมืองในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิด กระแสทักษิณฟีเวอร์ โดยเริ่มมาจากที่ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมือง สังกัดพรรคพลังธรรม ใน พ.ศ. 2537 โดยการชักนำของพลตรีจำลอง ศรีเมือง ต่อมาจึงก่อตั้ง พรรคไทยรักไทย ใน พ.ศ. 2541 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค 137

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในสภาอย่าง ถล่มถลาย โดยผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต พรรคไทยรักไทย กวาด ส.ส. ได้จำนวน 7 คน พรรคชาติพัฒนาที่มีนายกร ทัพพะรังสี เป็นหัวหน้าพรรคแทนพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ทีเสียชีวิตไป และมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นเลขาธิการพรรค กวาด ส.ส. ได้จำนวน 10 คน จาก 17 เขตเลือกตั้ง นั่น เป็นการ ส่งสัญญาณว่าการเมืองได้เปลี่ยนแปลงจากการเมืองระดับ จังหวัด จากความนิยมชมชอบตัว ส.ส. เป็นรายบุคคล เป็นความนิยมชมชอบในตัวนโยบายของพรรค ซึ่งนับแต่นี้ ทุกพรรคการเมืองจะต้องต่อสู้ในการออกนโยบายใหม่ ๆ ที่จะ ตอบสนองประชาชนให้มากที่สุด แต่ในช่วงดังกล่าวนี้กระแส ความนิยมของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ในจังหวัด นครราชสีมายังมีอยู่มาก ทั้งจากกระแสนิยมในตัวนโยบายและ กระแสความนิยมในตัวของพันตำรวจโททักษิณเอง ทำให้เมื่อมี การเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้กวาด ส.ส. แบบแบ่งเขตในจังหวัดนครราชสีมาไปถึง 15 คน จาก 16 เขต เลือกตั้ง (มีการยุบเขต 17) โดยมีเพียง ส.ส. คนเดียวที่ได้รับการ เลือกตั้งเข้ามาที่ไม่ได้สังกัดพรรคไทยรักไทย คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ จากพรรคมหาชน จากเขต 5 อำเภอโนนสูงและ อำเภอขามสะแกแสง การเมืองในช่วงนี้ เป็นช่วงที่พรรคขนาด ใหญ่ เงินทุนมหาศาล นโยบายพรรคที่ประชาชนจับต้องได้ ได้เปรียบพรรคขนาดเล็กในท้องถิ่น พันตำรวจโททักษิณดำรง ตำแหน่งจนครบวาระสี่ปี นับเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งดำรงตำแหน่งจนครบวาระเป็น 138

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา คนแรกในประวัติศาสตร์ และจากผลการเลือกตั้งเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 ทำให้พันตำรวจโททักษิณดำรงตำแหน่งนายก- รัฐมนตรีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ การบริหารงานของพรรคไทยรักไทยเป็นที่รับทราบ โดยทั่วไปในการเน้นนโยบายประชานิยมผ่านโครงการต่าง ๆ ที่เคยหาเสียงไว้ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน, โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร, โครงการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และบ้านเอื้ออาทร แต่หลายโครงการ มีปัญหาในการดำเนินการ และมีคำถามเรื่องความโปร่งใส และ ความพร้อมตรวจสอบการครอบงำของนักธุรกิจในการเมืองไทย และปัญหาของกระบวนการเลือกตั้งที่ไม่ส่อให้เห็นความเท่า เทียมกันของคนในสังคมในการเข้าสู่อำนาจรัฐและอำนาจ ทางการเมือง การใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือของเผด็จการ ที่มาในรูปของนักเลือกตั้งระบอบประชาธิปไตยในการผูกขาด อำนาจในสภา ด้วยรูปแบบการเลือกตั้งที่เป็นปัญหาในวงจร อุบาทว์ใหม่ การเมืองในช่วงทักษิณซึ่งสะท้อนความอ่อนแอที่ ระบบการเมืองในแง่คุณภาพประชาธิปไตย (Quality of Democracy) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือการไม่ได้เป็นปัญหา ที่รูปแบบของประชาธิปไตย การเมืองช่วงทักษิณมีข้อเท็จจริง ของความเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ปัญหาการคุกคามสื่อ การแทรกแซงองค์กลาง และปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นใน รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน ในขณะเดี่ยวกันภาค ประชาสังคมได้ถูกปรนเปรอด้วยนโยบายประชานิยมที่ยิ่งทำให้ การเมืองแบบรัฐสภาก่อปัญหาความเป็น “เผด็จการด้วยการ เลือกตั้ง” กลุ่มทหารที่เรียกตัวเองว่าคณะมนตรีความมั่นคง 139

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา แห่งชาติ (คมช.) จึงมีความพยายามที่จะขจัดวงจรอุบาทว์ใหม่นี้ โดยทำการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งนับตั้งแต่ วันนั้นมาก็ได้เป็นสาเหตุของความขัดแย้งของกลุ่มที่สนับสนุน ทักษิณ กับกลุ่มที่ไม่สนับสนุนทักษิณ ใ น ช ่ ว ง น ี ้ ต ร ะ กู ล ก า ร เ ม ื อ ง ท ี ่ โ ด ด เ ด ่ น ใ น จ ั ง ห ว ั ด นครราชสีมามีการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ เพื่อความอยู่รอด ของตนเอง โดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ได้นำลูกพรรคเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพรรคไทยรักไทย ทำให้ สมาชกิ พรรคไดร้ บั การเลอื กตง้ั เปน็ ส.ส. ในนามพรรคไทยรกั ไทย หลายคน ต่อมาหลังจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 นายสุวัจน์ ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เนื่องจากดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกเพิกถอนสิทธิทาง การเมืองเป็นเวลา 5 ปี ตามคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ของคณะตุลาการ รัฐธรรมนูญ นายสุวัจน์จึงได้พาลูกทีมกลุ่มลำตะคอง ไปร่วม จัดตั้งพรรครวมชาติพัฒนาขึ้น โดยประกาศจะยึดพื้นที่จังหวัด นครราชสีมาเป็นเรือนตาย และชูนโยบายว่าเป็นพรรคของ ชาวโคราช นอกจากนี้ยังมีตระกูลการเมืองอื่นที่ปรับตัวเช่นกัน คือ ตระกูลรัตนเศรษฐ ที่ย้ายไปสังกัดพรรคมหาชน ที่มีพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นหัวพรรค และได้รับการเลือกตั้งเข้ามา เพียงคนเดียว ก่อนตัดสินใจย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็น พรรคในเครือข่ายของอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ และได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส. ทั้งตระกูลถึง 3 คน ในส่วนตระกูลสุวรรณฉวีได้แยกตัวออกไปตั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน และสามารถได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. พร้อมกันทั้งแม่และลูก 140

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา คือ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ในปี 2550 ต่อมาตระกูลสุวรรณฉวีได้ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา หลังจากผู้นำตระกูล คือ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี เสียชีวิต ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ ได้ผันตัวเอง ไปลงสนามการเมืองระดับท้องถิ่น และได้รับการเลือกตั้งเป็น นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั จากฐานเสยี งเดมิ ทเ่ี หนยี วแนน่ ในเขตอำเภอครบุรี เสิงสาง และได้รับฐานเสียงสนับสนุนจาก พรรคชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หนุนส่ง เอาชนะ นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.คนเก่าที่ได้รับ การสนับสนุนจากฐานเสียงพรรคเพื่อไทยบางส่วนจากกลุ่ม นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นที่น่าสังเกตว่ามีนักการเมืองหลายคน ได้แจ้งเกิดในช่วงนี้ และยังได้รับการเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง หลายคน โดยผู้วิจัยจะได้กล่าวถึงเป็นรายตระกลู ดังนี้ ตระกูลวงศ์ไตรรัตน์ นำโดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ประวัตินายบุญจงจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนราชสีมา วิทยาลัย จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร- มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายบุญจงเริ่มต้นชีวิตการเมืองท้องถิ่น โดยเป็นสมาชิกสภา จังหวัด (สจ.) อำเภอโชคชัย นครราชสีมา ติดต่อกัน 2 สมัย เป็นเวลา 10 ปี จากนั้นขึ้นมาเป็นรองนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดนครราชสีมา และก้าวขึ้นมาเล่นการเมืองระดับชาติ ในนามของพรรคไทยรักไทย และได้เป็น ส.ส. นครราชสีมา สมัยแรกในปี 2544 จากนั้นนายบุญจงก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย อีกครั้งในปี 2548 จนกระทั่งเป็น 141

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ส.ส. นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ในปี 2550 โดยใน ระหว่างอยู่ร่วมพรรคพลังประชาชน นายบุญจงถือเป็น ส.ส. คนหนึ่งที่มีบทบาทในการคุมมวลชนในพื้นที่ภาคตะวันออก- เฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หรือคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ ทำให้สนิทสนมกับ นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ที่มี ส.ส. ในกลุ่มอยู่ ราว 30 คน มีบทบาทอย่างสูงในการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค ประชาธิปัตย์ เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และเป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ ส.ส. เดิมของพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคพลังประชาชน ซึ่งถูกตัดสินยุบพรรค เข้าสังกัด และร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก- รัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบุญจงได้รับ ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) และ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 พรรคภูมิใจไทยได้มีมติให้ นายบุญจง ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค คนที่ 1 ต่อมาใน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ได้ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 1 ให้หมดสมาชิก ภาพ เนื่องจากถือหุ้นในกิจการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 และมาตรา 48 รวมทั้งได้หุ้นมาหลังจากได้รับ เลือกตั้งเป็น ส.ส. และได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554 นายบุญจงได้รับเลือกตั้งเป็นรองหัวหน้า 142

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งก่อนหน้า นั้นนายบุญจงเป็นผู้ที่ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค แทน นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล ที่ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค เมื่อ เดือนกันยายน พ.ศ. 2555 ตระกูลชาญนุกูล นำโดยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ประวัตินายแพทย์วรรณรัตน์เกิดเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2492 ที่อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของ นายเหล็ง กับนางสวาท ชาญนุกูล จบการศึกษา วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และแพทยศาสตรบ์ ณั ฑติ จากจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ประเทศสหรฐั อเมรกิ า เรม่ิ ตน้ ทำงานเปน็ อายรุ แพทย์ ทโ่ี รงพยาบาล มหาราชนครราชสีมา ชีวิตครอบครัวสมรสกับนางเต็มศิริ ชาญนุกูล ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพี่สาวของภรรยานายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มีบุตรชาย 1 คน คือ นายตะวัน ชาญนุกูล นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา 6 สมัย สังกัดพรรคชาติพัฒนา (พ.ศ. 2535/ 2, 2538, 2544) สังกัดพรรคไทยรักไทย (พ.ศ. 2548), พ.ศ. 2550 สังกัดพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พ.ศ. 2554 และเคยเป็น ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปี 2537 และ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ปี 2537 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ได้รับเลือกตั้งจาก สมาชิกพรรคให้เป็นหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (เดิมชื่อ พรรค รวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน) 143

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ในปี 2551 สืบต่อจากพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร ในปี 2551 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อมาในรัฐบาลของนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 จึงได้ขอออกจากตำแหน่งเนื่องจากเหตุผลด้าน สุขภาพ ตระกูลบุญชัยสุข นำโดยนายประเสริฐ บุญชัยสุข ประวัตินายประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ที่อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรของนายมาโนช กับ นางเหรียญ บุญชัยสุข สำเร็จการศึกษาสาขาพาณิชยกรรม จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตนครราชสีมา ปริญญาตรีนิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ชีวิตครอบครัวสมรส กับนางคู่ขวัญ บุญชัยสุข ปัจจุบันรับราชการสังกัดเทศบาลนคร นครราชสีมา มีบุตร 2 คน ประเสริฐ บุญชัยสุข ประกอบอาชีพ ทนายความ มีสำนักงานชื่อว่า “สำนักงานกฎหมายนาย ประเสริฐ บุญชัยสุข” ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองนครราชสีมา และ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) 2 สมัย และเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) ต่อมาได้ลงสมัครรับ เลือกตั้งครั้งแรกในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดพรรคชาติพัฒนา แต่แพ้ให้กับนายประกิจ พลเดช จากพรรคไทยรักไทย ได้รับ 144

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 สังกัดพรรคไทยรักไทย และได้รับ เลือกตั้งอีกใน พ.ศ. 2550 และพ.ศ. 2554 ประเสริฐ บุญชัยสุข ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมาธิการอุตสาหกรรมสภาผู้แทน ราษฎร ในปี พ.ศ. 2554 ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 ได้รับ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) ตระกูลอัตถาวงศ์ นำโดยนายสุพร อัตถาวงศ์ ต่อมา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ประวัตินายสุภรณ์ เกิดเมื่อ วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2507 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตร ของนายประวัติ และนางสุ้น อัตถาวงศ์ สำเร็จการศึกษา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) และปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาบณั ฑติ จากมหาวทิ ยาลยั รามคำแหง นายสภุ รณ์ อตั ถาวงศ์ เริ่มทำงานที่บริษัทเอกชนในกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าหน้าที่ กองหนังสือเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศ และใช้เวลาว่าง ในการเป็นผู้ช่วยผู้ดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคกิจสังคม เป็นผู้ช่วยทำงานให้ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ต่อมา จึงได้ย้ายติดตามนายมนตรี ด่านไพบูลย์ มาสังกัดพรรค ความหวังใหม่ หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าอาสา สมัครรณรงค์เลือกตั้งของพรรคพลังธรรมในปี พ.ศ. 2538 และ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา สังกัด 145

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา พรรคประชาธิปัตย์ ในปี พ.ศ. 2539 แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2544 นายสุภรณ์ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง อีกครั้งในสังกัดพรรคไทยรักไทย และได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. ครั้งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549 ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย นายสุภรณ์เข้าร่วม ชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่ม นปช. จนกระทั่งรัฐบาลสั่งการ ปฏิบัติการณ์กระชับวงล้อมในวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 และแกนนำ นปช. ประกาศสลายการชุมนุมไปเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ที่สี่แยกราชประสงค์ นายสุภรณ์ได้ส่ง ตัวแทนชี้แจงว่าจะเข้ามอบตัวต่อ ศอฉ. หลังจากยกเลิกเคอร์ฟิว จากนั้นก็หายตัวไปและไม่ติดต่อกลับมาอีก แหล่งข่าวจำนวน หนึ่งอ้างว่านายสุภรณ์ไปหลบซ่อนตัวในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็ ไม่มีหลักฐานยืนยันแต่ประการใด ตระกลู จนั ทรรวงทอง นำโดยนายประเสรฐิ จนั ทรรวงทอง ประวัตินายประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2503 จบการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร จบปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขา เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบปริญญาโท มหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จาก สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นายประเสริฐมีฐานเสียง ในอำเภอสีคิ้ว เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัด นครราชสีมา 2 สมัย ต่อมาได้เป็น ส.ส. พรรคไทยรักไทยในปี พ.ศ. 2544 และพ.ศ. 2548 ก่อนที่พรรคจะถูกยุบ และย้ายไป 146

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคพลังประชาชน นายประเสริฐลงสมัครรับเลือกตั้ง อีกครั้งและได้รับเลือก ก่อนที่พรรคพลังประชาชนจะถูกตัดสิน ยุบพรรค ทำให้นายประเสริฐต้องย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย ในเวลาต่อมา โดยนายประเสริฐเป็นหนึ่งในผู้ที่ร่วมการ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะด้วย ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมคณะทำงานโฆษก พรรคว่า การประชุมเป็นการแบ่งหน้าที่การทำงานของรอง โฆษกพรรคที่มีการตั้งขึ้นเพิ่มเติมอีก 8 คน จากเดิมที่มี รองโฆษกเพียงคนเดียว โดยเป็น ส.ส. ถึง 6 คน คือ นายชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส. ฉะเชิงเทรา นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส. ลพบุรี ร้อยโทปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส. ขอนแก่น นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย สำหรับคนนอกที่มารับตำแหน่ง รองโฆษก อีก 2 คน คือ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายพิทยา พุกกะมาน อดีตผู้สมัคร ส.ส. สัดส่วน รวมขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีรองโฆษก 9 คน เพื่อต้องการให้มีการประสานเชื่อมโยงกับการทำงานในสภาฯ ของ ส.ส. ด้วยกันให้มากขึ้น เพราะบางครั้งข้อมูลที่พรรคได้รับ มานั้นมาจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทน ราษฎร ที่มี ส.ส. พรรคเพื่อไทยเป็นคณะกรรมาธิการ ในปี พ.ศ. 2554 ได้รับ แต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปราม การฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ต่อมาได้รับ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล 147

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม ยิ่งลักษณ์ 3) จนกระทั่งพ้น จากตำแหน่งรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2556 ตระกูลปัทมะ นำโดยนายนพดล ปัทมะ ประวัต ิ นายนพดล เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2504 ที่อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนโยธินบูรณะ ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 สำเร็จ การศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม อันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นเดียวกับสุรพล นิติไกรพจน์, อภิชาติ ดำดี, วสันต์ ภัยหลีกลี้, วิฑูรย์ นามบุตร, สมคิด เลิศไพฑูรย์, อัญชลี วานิช เทพบุตร และบุญสม อัครธรรมกุล และนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ โดยทุนมูลนิธิอา นันทมหิดล พ.ศ. 2531 ต่อมาใน พ.ศ. 2533 สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัย ลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล และ เนติบัณฑิตอังกฤษแห่งสำนักลินคอร์นอินน์ (Lincoln’s lnn) โดยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล พ.ศ. 2534 นพดล ปัทมะ เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร สังกัดพรรค ประชาธิปัตย์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2539 ถึงปี พ.ศ. 2544 เคยดำรง ตำแหน่งเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (2538- 2539) เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (2542-2544) และเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (2542-2544) ต่อมาใน การเลือกตั้ง พ.ศ. 2548 ลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ เขต 17 (ลาดพร้าว) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 17,823 คะแนน เป็น 148

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา อันดับที่ 2 ซึ่งไม่ได้รับการเลือกตั้ง จึงได้ตัดสินใจลาออกจาก พรรคประชาธิปัตย์ ต่อจากนั้นได้ย้ายเข้ามาร่วมงานการเมือง กับพรรคไทยรักไทย และเข้ามารับหน้าที่กรรมการผู้ช่วย รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ยงยุทธ ติยะไพรัช) ใน พ.ศ. 2549 และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช (6 กุมภาพันธ์ 2551-14 กรกฎาคม 2551) แต่ก็ต้องลาออกจาก ตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบภายหลังจากที่ได้ลงนาม คำแถลงการณ์ร่วมกับประเทศกัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินว่า คำแถลงการณ์ร่วมเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ปัจจุบันนายนพดล ปัทมะ ทำหน้าที่ทนายความประจำ ตระกูลชินวัตร เป็นผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทยของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนพดล ปัทมะ ผลักดันให้น้องชาย คือ นายโกศล ปัทมะ ลงสมัครรับ เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมาเป็น ครั้งแรก ในเขต 5 ฐานเสียงบ้านเกิดอำเภอสีดา สังกัดพรรค เพื่อไทย โดยในช่วงระยะแรก นายโกศลมีคะแนนนิยมเป็น รองนายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส. และผู้สมัครจากพรรค ภูมิใจไทย แต่เนื่องจากนายภิรมย์ข้ามเขตไปหาเสียงให้ภรรยา บ่อยครั้ง ประกอบกับการเดินทางมาปราศรัยใหญ่ของนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย มีประชาชนเข้าร่วมฟังการปราศรัยกว่า 20,000 คน ผลการ เลือกตั้งนายโกศล สามารถเอาชนะนายภิรมย์ได้กว่า 10,000 คะแนน 149

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา กล่าวโดยสรุป การเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ในช่วงตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) การเมืองในช่วงนี้ เปน็ ชว่ งทเ่ี กดิ กระแสทกั ษณิ ฟเี วอร ์ ความนยิ มในตวั พนั ตำรวจโท ทักษิณ และนโยบายพรรคไทยรักไทย ทำให้ประชาชนใน จังหวัดนครราชสีมา เทคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย เป็นจำนวนมาก ทำให้พรรคอื่น ๆ เช่น พรรคชาติพัฒนา พรรคมหาชน สูญเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรฯ ไปเป็นจำนวน มาก ในช่วงนี้ตระกูลการเมืองในจังหวัดนครราชสีมามีการ ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น ตระกูลลิปตพัลลภ นำโดย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้พาลูกทีมย้ายไปสังกัดพรรค ไทยรักไทยในการเลือกตั้ง ปี 2548 และทำให้ลูกทีมกลุ่มเพื่อน สุวัจน์ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาหลายคน ตระกูลรัตนเศรษฐ จากเดิมที่สังกัดพรรคมหาชน แต่สามารถเอาชนะผู้สมัครจาก พรรคไทยรักไทยได้ คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ก็ได้ตัดสินใจย้ายพรรคไปสังกัดพรรค เพื่อไทยทั้งตระกูล ทำให้การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ตระกูล รัตนเศรษฐ ได้รับการเลือกตั้งทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และ แบบแบ่งเขต ทั้งพ่อ-แม่-ลูก จำนวน 3 คน ตระกูลสุวรรณฉวี นำโดยว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี หลังจากเหตุการณ์ยุบ พรรคไทยรักไทยก็ได้ไปจัดตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินร่วมกับนายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ ในนาม 3 พี ก็สามารถได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. 2 คน ทั้ง แม่-ลูก ในการ เลือกตั้งปี 2550 ต่อมาเมื่อผู้นำตระกูลคือ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี เสียชีวิต ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และบุตรชาย ก็ได้ย้ายไปสังกัดกับพรรคชาติพัฒนา 150

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ของกลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ ได้ผันตัวเองไปลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครราชสีมา และได้รับการเลือกตั้ง ส่วนบุตรชายก็ได้รับ การเลือกตั้งเข้ามาในนามพรรคชาติพัฒนา นอกจากนี้แล้วยังมีตระกูลการเมืองได้แจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ หลายตระกูล เช่น ตระกูลวงศ์ไตรรัตน์ นำโดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คนสนิทนายเนวิน ชิดชอบ ตระกูลชาญนุกูล นำโดยนายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล คู่เขยของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัย รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตระกูลบุญชัยสุข นำโดย นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม. ยิ่งลักษณ์ 3) ตระกูลอัตถาวงศ์ นำโดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดตี แกนนำกลมุ่ แนวรว่ มประชาธปิ ไตยตอ่ ตา้ นเผดจ็ การแหง่ ชาติ (นปช.) ตระกลู จนั ทรรวงทอง นำโดยนายประเสรฐิ จนั ทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) และสุดท้ายตระกูล ปัทมะ นำโดยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ปัจจุบัน นายนพดล ปัทมะ ทำหน้าที่ทนายความประจำตระกูลชินวัตร เป็นผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทยของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 151

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา 4.3.4 วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จทางการเมืองของ ตระกูลการเมืองท่ีโดดเด่นในช่วงตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) การเมืองในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดกระแสทักษิณฟีเวอร์ โดยเริ่มมาจากที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมือง สังกัดพรรคพลังธรรม ใน พ.ศ. 2537 โดยการชักนำของพลตรี จำลอง ศรีเมือง ต่อมาจึงก่อตั้งพรรคไทยรักไทยใน พ.ศ. 2541 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับ เสียงข้างมากในสภาอย่างถล่มถลาย โดยผลการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขต พรรคไทยรักไทยกวาด ส.ส. ได้จำนวน 7 คน พรรค ชาติพัฒนาที่มีนายกร ทัพพะรังสี เป็นหัวหน้าพรรคแทนพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เสียชีวิตไป และมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นเลขาธิการพรรค กวาด ส.ส. ได้จำนวน 10 คน จาก 17 เขต เลือกตั้ง นั่น เป็นการส่งสัญญาณว่าการเมืองได้เปลี่ยนแปลง จากการเมืองระดับจังหวัด จากความนิยมชมชอบตัว ส.ส. เป็น รายบุคคล เป็นความนิยมชมชอบในตัวนโยบายของพรรค ซึ่งนับแต่นี้ทุกพรรคการเมืองจะต้องต่อสู้ในการออกนโยบาย ใหม่ ๆ ที่จะตอบสนองประชาชนให้มากที่สุด แต่ในช่วง ดังกล่าวนี้กระแสความนิยมของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ในจังหวัดนครราชสีมายังมีอยู่มากทั้งจากกระแสนิยมในตัว นโยบายและกระแสความนิยมในตัวของพันตำรวจโททักษิณเอง ทำให้เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2548 พรรคไทยรักไทย ได้กวาด ส.ส. แบบแบ่งเขตในจังหวัดนครราชสีมาไปถึง 15 คน จาก 16 เขตเลือกตั้ง (มีการยุบเขต 17) โดยมีเพียง ส.ส. 152

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา คนเดียวที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาที่ไม่ได้สังกัดพรรคไทยรักไทย คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ จากพรรคมหาชน จากเขต 5 อำเภอโนนสูง และอำเภอขามสะแกแสง การเมืองในช่วงนี้ เป็นช่วงที่พรรคขนาดใหญ่ เงินทุนมหาศาล นโยบายพรรค ที่ประชาชนจับต้องได้ ได้เปรียบพรรคขนาดเล็กในท้องถิ่น ในช่วงนี้ตระกูลการเมืองในจังหวัดนครราชสีมา มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น ตระกูลลิปตพัลลภ นำโดย นายสวุ จั น์ ลปิ ตพลั ลภ ไดพ้ าลกู ทมี ยา้ ยไปสงั กดั พรรคไทยรกั ไทย ในการเลือกตั้ง ปี 2548 และทำให้ลูกทีมกลุ่มเพื่อนสุวัจน์ ได้รับ การเลือกตั้งเข้ามาหลายคน ตระกูลรัตนเศรษฐ จากเดิมที่สังกัด พรรคมหาชน แต่สามารถเอาชนะผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ได้ คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยานายวิรัช รัตนเศรษฐ ก็ได้ตัดสินใจย้ายพรรคไปสังกัดพรรคเพื่อไทยทั้งตระกูล ทำให้ การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ตระกูลรัตนเศรษฐ ได้รับการเลือกตั้ง ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต ทั้งพ่อ-แม่-ลูก จำนวน 3 คน ตระกูลสุวรรณฉวี นำโดยว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี หลังจากเหตุการณ์ยุบพรรคไทยรักไทย ก็ได้ไปจัดตั้งพรรค เพื่อแผ่นดินร่วมกับนายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ ในนาม 3 พี ก็สามารถได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. 2 คน ทั้ง แม่-ลูก ในการเลือกตั้งปี 2550 ต่อมาเมื่อผู้นำ ตระกูลคือ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี เสียชีวิต ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และบุตรชาย ก็ได้ย้ายไป สังกัดกับพรรคชาติพัฒนาของกลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ได้ผันตัวเองไปลงชิงตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และได้รับการ 153

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เลือกตั้ง ส่วนบุตรชายก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในนามพรรค ชาติพัฒนา นอกจากนี้แล้วยังมีตระกูลการเมืองได้แจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ หลายตระกูล เช่น ตระกูลวงศ์ไตรรัตน์ นำโดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คนสนิทนายเนวิน ชิดชอบ ตระกูลชาญนุกูล นำโดยนายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล คู่เขยของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัย รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตระกูลบุญชัยสุข นำโดย นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม. ยิ่งลักษณ์ 3) ตระกูลอัตถาวงศ์ นำโดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ตระกูลจันทรรวงทอง นำโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม. ยิ่งลักษณ์ 3) และ สุดท้ายตระกูลปัทมะ นำโดยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ปัจจุบันนายนพดล ปัทมะ ทำหน้าที่ทนายความ ประจำตระกูลชินวัตร เป็นผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทย ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 154

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา 4 . 4 วิ เ ค ร า ะ ห์ เ ค รื อ ข่ า ย ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ข อ ง นั ก ก า ร เ มื อ ง กั บ พ ร ร ค ก า ร เ มื อ ง แ ล ะ ฐ า น เ สี ย ง การเมืองภายในจังหวัด จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทั้งจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกทำให้ผู้วิจัยพบว่าความสัมพันธ์ของ นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมากับพรรคการเมืองและฐาน เสียงการเมืองภายในจังหวัดเป็นไปตามกระแสความนิยมชม ชอบในตัวบุคคล พรรคการเมือง กระสุนดินดำ (เงินสนับสนุน) และนโยบายของพรรคเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้จากการวิเคราะห์ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ชุดที่ 24 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ดังนี้ เขตเลือกต้ัง 1 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนายังคงรักษาเก้าอี้ ส.ส. ได้เหมือนเดิม โดยนายแพทย์วรรณรัตน์อาศัยฐานเสียงเดิมของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ยังเหนียวแน่นตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ประสานมิตรของนายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนคร นครราชสีมาอีกด้วย ส่วนคู่แข่งอย่างนายบรรพต เชิดชัย จาก พรรคภูมิใจไทย และนายสมโภชน์ ปราสาทไทย จากเพื่อไทย เจาะฐานเสียงได้ยากเพราะพื้นที่เขตเมือง คือ ฐานที่มั่นที่ สำคัญที่สุดของพรรคชาติพัฒนา เขตเลือกตั้งท่ี 2 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ พรรค ชาติพัฒนา รักษาเก้าอี้ ส.ส. ไว้ได้อย่างไร้ปัญหา เพราะเป็น ส.ส. แชมป์เก่าขยันทำการบ้านลงพื้นที่สม่ำเสมอ อ่อนน้อม 155

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ถ่อมตน และแนบแน่นกับนายก อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และ กลุ่มแม่บ้านอย่างยิ่ง ส่วนคู่แข่งอย่างนายประพิศ นวมโคกสูง จากพรรคภูมิใจไทย และนายสุธรรม พรสันเทียะ จากเพื่อไทย หนทางที่จะพลิกชนะริบหรี่เหลือเกิน เขตเลือกตั้งที่ 3 นายประเสริฐ บุญชัยสุข จากพรรค ชาติพัฒนา เป็นอดีต ส.ส. ที่มีฐานเสียงแน่นในเขตอำเภอ เมืองฯ และอำเภอขามทะเลสอ อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุน จากนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เต็มที่ ทำให้ยึดเก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ เอาไว้ได้ ถึงแม้คู่แข่งจากเพื่อไทย นางลินดา เชิดชัย ทายาท รถทัวร์นครชัย และสะใภ้เจ๊เกียว นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่รถ ทัวร์เชิดชัยพันล้านและมีสามี นายอัสนี เชิดชัย คอยวางกระสุน ให้แต่เพราะนางลินดาย้ายมาจากเขตอื่นการจัดตั้งหัวคะแนน จึงเป็นไปแบบหลวม ๆ ฐานเสียงหลักของนางลินดาอยู่ในเขต อำเภอสูงเนิน ถึงแม้นางลินดาจะมีกระสุนยิงจะถล่มเต็มพื้นที่ แต่ก็ไม่ตรงเป้าเท่าที่ควร ทำให้นายประเสริฐ ซึ่งเวลานี้มี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คอยลุ้นจนตัวโก่งอยู่ข้างหลังจึงเฉือน เอาชนะไปได้อย่างหวุดหวิดแค่ปลายจมูก เขตเลือกต้ังที่ 4 เขตนี้นางทัศนียา รัตนเศรษฐ อดีต ส.ส. แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทยยังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้อย่าง เหนียวแน่น ทั้งจากกระแสพรรคเพื่อไทยในเขตนี้กำลังพุ่งแรง โดยมีและเป็นฐานเสียงเดิมของสามี คือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นคนวางแผนหาเสียงและจัดแถวหัวคะแนนอย่างแน่นหนาใน ขณะที่คู่แข่งจากพรรคอื่นไม่ว่าจะเป็น สจ. สมเกียรติ ตันดิลก ตระกูล จากพรรคภูมิใจไทย และสจ. สุธาสินี ศิริโภคานนท์ 156

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินกระดูกทางการเมืองยังเป็น รองหลายขุม เขตเลือกต้ังท่ี 5 กระแสเสื้อแดงในเขตนี้แรงเหลือเกิน ทำให้นายโกศล ปัทมะ น้องชายนายนพดล ปัทมะ ทนายความ ส่วนตัว พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร สามารถเบียดเอาชนะ นายภิรมย์ พลวิเศษ แชมป์เก่าจากพรรคภูมิใจไทยแบบเฉียดฉิว ถึงแม้พื้นที่นี้นายภิรมย์มีผลงานผลักดันงบประมาณสร้างถนน ไร้ฝุ่นหลายสาย และตุนกระสุนดินดำไว้มากพอสมควรมีฐาน เสียงหลักเป็น นายก อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอ บัวใหญ่ และอำเภอบัวลายสนับสนุน อีกทั้งมีแรงเสริมเติมเต็ม ไม่ขาดสายจากนายเนวิน ชิดชอบ แต่เนื่องจากนายภิรมย์ ประมาทห่วงแต่หาเสียงช่วยภรรยา คือ นางอรทัย พลวิเศษ ในเขตเลือกตั้งที่ 6 มากกว่าช่วยตัวเอง ทำให้เขตนี้นายโกศล จึงสามารถพลิกกลับมาชนะได้ เขตเลือกตั้งท่ี 6 สุชาติ ภิญโญ อดีตสมาชิกสภา จังหวัด (สจ.) อำเภอแก้งสนามนาง จากเพื่อไทยที่ได้กระแส พรรคที่กำลังมาแรงและกระสุนดินดำไม่อั้นทำให้สามารถ โค่นเอาชนะนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ แชมป์เก่าจากพรรค ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่นายสมชัยน่าจะมีภาษีดีกว่า คนอื่น โดยสมชัยมีฐานเสียงหลักอยู่ในเขตบ้านเกิดอำเภอคง รวมถึงอำเภอขามสะแกแสง และอำเภอพระทองคำ โดยมี สจ. ทั้งสามอำเภอจัดแถวหัวคะแนนสนับสนุนเต็มที่ ขณะเดียวกัน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็สั่งสู้ยิบตา โดยมีคู่แข่งสองคนคือ นางอรทัย พลวิเศษ จากภูมิใจไทย นางอรทัยมีฐานเสียงเป็น 157

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา นายกเทศมนตรี, อบต., กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน โดยมีแรงหนุน จากนายภิรมย์ พลวิเศษ สามี และนายเนวิน ชิดชอบ แต่ หัวคะแนนยังถือว่าไม่แกร่งพอ เขตเลือกต้ังที่ 7 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ จากพรรค เพื่อไทยบุตรชายนายวิรัช รัตนเศรษฐ นายอธิรัฐอาศัยฐานเสียง เดิมของพ่อ และกระแสพรรคเพื่อไทยช่วยดันส่งเข้าสภาได้ ในขณะที่นายพีรพร สุวรรณฉวี จากชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน หลังขาดเสาหลักอย่างคุณพ่อว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ขงเบ้งทางการเมืองที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับก็ขาดคนวางแผน จัดการและขาดบารมี อีกทั้งท่อน้ำเลี้ยงก็หดหายไปด้วย และ นายนริศ เรืองธนานุรักษ์ หรือเสี่ยขิก จากพรรคภูมิใจไทย เสือเฒ่าที่ไม่สิ้นลายผู้รับเหมารายใหญ่เมืองโคราชที่ได้แรงหนุน จากเนวิน ชิดชอบ จะเทหมดหน้าตักในช่วงก่อนถึงวันเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถเบียดเข้าสภาได้ เขตเลือกต้ังที่ 8 เขตนี้เก้าอี้ ส.ส. ตกเป็นของ นายจรูญพงษ์ พันธุ์ศรีนคร หรือ สจ.แดง จากเพื่อไทยที่ได้ แรงหนุนจากกระแสพรรคเพื่อไทยภายใต้การดูแลของนายวิรัช รัตนเศรษฐ กระแสพรรคยังแรง กระสุนดินดำไม่อั้นทำให้ เอาชนะคู่แข่งอย่างนายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ พรรค ชาตพิ ฒั นาเพอ่ื แผน่ ดนิ ในฐานะ ส.ส. แชมปเ์ กา่ ถงึ แมน้ ายอนวุ ฒั น์ จะกระเป๋าหนักกว่าคู่แข่งอีกทั้งหัวคะแนนก็ยังแน่นปึ๊ก ฐานเสียงหลักอยู่อำเภอพิมาย โดยมีนายประกิจ วิเศษจินดา วัฒน์ หรือเสี่ยกี่ ผู้เป็นพ่อคอยสนับสนุนเต็มที่แต่ก็ยังไม่สามารถ พลิกกลับมาชนะได้ ขณะที่คู่แข่งอีกคนเป็นศึกสายเลือด คือ 158

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา อาแท้ ๆ ของนายอนุวัฒน์ คือ นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา จากภมู ิใจไทยไล่กวดหายใจรดต้นคอมาติด ๆ แต่ก็ตามไม่ทัน เขตเลือกตั้งท่ี 9 เขตนี้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี จาก พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินสามารถเอาชนะเป็น ส.ส. อีกสมัย เพราะเป็น อดีต ส.ส. อาศัยฐานเสียงเดิมและคะแนนสงสาร ของพ่อว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน พลพรี ์ มี สจ., นายกเทศมนตรี, นายก อบต., กำนนั , ผ้ใู หญ่บ้าน ในเขตอำเภอจักราช และอำเภอห้วยแถลงหลายตำบล ให้การ สนับสนุนนอกจากนี้ยังมีกระสุนที่คุณพ่อสะสมไว้ให้อยู่พอ สมควร ในขณะทค่ี แู่ ขง่ อยา่ ง เจแ๊ ตว๋ นางทศั นาพร เกษเมธกี ารณุ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้อำนาจรัฐผนึกกำลังกันลงไปช่วยทุก รูปแบบโดยมีแรงหนุนจากค่ายบุรีรัมย์ผลักดันเต็มที่ โอกาสจะ เบียดเข้าป้ายก็มีอยู่มากแต่สุดท้ายนายพลพีร์ก็สาดกระสุน เข้าเป้ามากกว่าและเฉือนเจ๊แต๋วเข้าสภาไปได้ เขตเลือกตั้งท่ี 10 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้า พรรคภูมิใจไทย ดีกรีรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย มีความ พร้อมทั้งอำนาจรัฐและกระสุนดินดำ โดยฐานเสียงนายบุญจง แน่นในเขตอำเภอโชคชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จึงผ่าน เข้าสภาด้วยการเอาชนะนายซ้าย ผลกระโทก อดีตสมาชิกสภา จังหวัด (สจ.) อำเภอโชคชัย จากเพื่อไทยได้ไม่ยากเย็นนัก เขตเลือกตั้งท่ี 11 เขตนี้เป็นเขตของคนเสื้อแดง กระแส พรรคแรงและกระสุนดินดำไม่อั้น ทำให้นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ พี่ชายแรมโบ้อีสาน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 159

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา คว้าเก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ไปได้ เอาชนะคู่แข่งอย่างนางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล จากพรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส. แชมป์เก่าและ เป็นเจ้าของโรงแป้งมันสำปะหลังเอี่ยมเฮง ฐานเสียงนางจิตร วรรณเป็นเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังในอำเภอเสิงสาง และ อำเภอครบุรี ถึงแม้นางจิตรวรรณมีกระสุนดินดำจัดให้แบบ เต็ม ๆ แต่ก็สู้กระแสพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงไม่ไหว เขตเลือกต้ังท่ี 12 นายประนอม โพธิ์คำ อดีต ส.ส. จากพรรคภูมิใจไทย และเป็นเจ้าพ่อภูเขาทองแห่งอำเภอวังน้ำ เขียว มีฐานเสียงแน่นในอำเภอวังน้ำเขียว และบางตำบลของ อำเภอปักธงชัย และยังมีอำนาจรัฐและ สจ. ทั้งอำเภอปักธงชัย และอำเภอวังน้ำเขียว รวมถึงเสี่ยเน นายเนวิน ชิดชอบ และ เสี่ยหนู นายอนุทิน ชาญวีรกุล แกนนำพรรคภูมิใจไทยคอย ส่งท่อน้ำเลี้ยงจัดให้แบบหนัก ๆ งัดทุกกลยุทธ์ออกมาสู้ทุก รูปแบบ ทำให้เอาชนะคู่แข่งอย่าง นายสมศักดิ์ พันธุ์เกษม อดีต ส.ส. จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินคนสนิทนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ไปได้อย่างไม่ยากเย็น เขตเลือกต้ังที่ 13 เขตนี้กระแสพรรคและคนเสื้อแดง ช่วยหนุนส่งให้นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ จากพรรคเพื่อไทย พลิกล็อกเอาชนะ ส.ส. ผูกขาดหลายสมัยอย่างพันตำรวจโท สมชาย เพศประเสริฐ ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคมาตุภูมิ ตามคำเชิญของพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน อดีตประธาน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ถึงแม้ว่าจะโดดเด่น ด้วยบุคลิกส่วนตัวและบารมีและความเก๋าที่มีอยู่ และ แรงสนับสนุนจากทั้งนายกเทศมนตรี, อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน 160

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา และชาวบ้านในเขตอำเภอปากช่องท่วมท้น แต่ก็ต้องพ่ายต่อ กระแสพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงที่มีมากกว่า เขตเลือกต้ังท่ี 14 เก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ผูกขาดไปแล้ว สำหรับคนหน้าเดิมอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต ส.ส. จากพรรคเพื่อไทย เพราะนายประเสริฐเป็นขวัญใจชาวอำเภอ สีคิ้ว มีฐานเสียงแน่นในทุกกลุ่ม ทุกตำบล และมีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นคอยสนับสนุน โอกาสที่คู่แข่งอย่าง นายประเสริฐ ตรงจันทึก จากพรรคภูมิใจไทยที่จะเจาะพื้นที่ จึงเป็นไปได้ยาก เขตเลือกตงั้ ท่ี 15 เขตเลือกตั้งนี้นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ หรือ สจ.ต๋อง จากภูมิใจไทย เบียดเอาชนะโดยสู้กันอย่างสูสีกับ แชมป์เก่านายบุญเลิศ ครุฑขุนทด ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปสังกัด ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และนายรชตะ ด่านกุล หรือ สจ. ซี จาก เพื่อไทย โดยทั้งสามคนต่างก็มีฐานเสียงหลักในเขตอำเภอ ด่านขุนทด โดยนายวิสิทธิ์ได้อำนาจรัฐหนุนช่วยทุกรูปแบบ โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนหลัก และมีท่อน้ำเลี้ยงทั้งจาก นายเนวิน และนายอนุทิน คอยหนุน ส่วนนายบุญเลิศ ได ้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และนายจำลอง ครุฑขุนทด พี่ชายเป็น กุนซือ โดยฐานเสียงหลักเป็นกลุ่มสตรีแม่บ้านจากชุมชน และ หมู่บ้านต่าง ๆ ในอำเภอด่านขุนทด และอำเภอเทพารักษ์ ส่วน สจ. ซี นายรชตะ ด่านกุล จากเพื่อไทย มีกลุ่มนายก อบต., กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอด่านขุนทดคอยเชียร์แต่เมื่อ ใกล้ถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนนท่อน้ำเลี้ยงของนายรชตะเริ่มแห้ง ขอด สุดท้ายนายวิสิทธิ์เบียดเอาชนะไปได้อย่างสสู ี 161

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา การเมืองในโคราชมีการเคลื่อนไหวขึ้นอีกระลอก หลังจากเกิดการทำรัฐประหารเมือง ปี 2549 กลุ่มอำมาตยา- ธิปไตย พยายามทำให้พรรคของเครือข่ายพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อ่อนแอลง ทั้งการสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรค 111 คน ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย และตัดสิทธิ์กรรมการ บริหารพรรคทั้ง 3 พรรค รวม 109 คน ทำให้กลุ่มการเมือง ต่าง ๆ ในพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมา- ธิปไตย และพรรคชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลำตะคองที่มี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นหัวหน้ากลุ่ม กลุ่มเพื่อแผ่นดินที่มี 3 พี เป็นหัวหน้ากลุ่ม คือ 1) นายพินิจ จารุสมบัติ 2) ว่าที ่ ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี และ 3) นายปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ กลุ่มภูมิใจไทยที่มีนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้ากลุ่ม กลุ่มมัชฌิมาที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น หัวหน้ากลุ่ม ก็มีการต่อสายคุยกันเป็นวงกว้าง ดังจะเห็นได ้ จากกรณีของว่าที่รอยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรค เพื่อแผ่นดิน (พผ.) ประกาศจับมือกับพรรครวมชาติพัฒนา (รชพ.) แล้วผลักดันนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ขึ้นเป็นผู้นำทาง การเมืองนั้น เป็นไปเพื่อเสริมความเข้มแข็งให้กลุ่มตัวเอง โดยมุ่งประกาศตัวเป็นพรรคของคนโคราช และเหตุการณ์ ทางการเมืองในเขตอำเภอเมืองฯ นั้น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้ากลุ่มลำตะคองก็เริ่มผูกมิตรกับกลุ่มเพื่อไทยแล้ว หลังจากที่รู้ว่ากระแสความนิยมเริ่มลดลง เพราะในเขตเทศบาล นครนครราชสีมาปัจจุบันมีนายสุรวุฒิ เชิดชัย หัวหน้ากลุ่ม ประสานมิตร บุตรชายเจ๊เกียว นางสุจินดา เชิดชัย ซึ่งเป็นกลุ่ม 162

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทยเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครอยู่ การจัด กิจกรรมต่าง ๆ อาทิ งานสงกรานต์, งานตรุษจีน, งานย่าโม, งานเข้าพรรษา, ออกพรรษา หรือแม้กระทั่งงานประชานิยมอื่น ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จึงถูกผูกขาดไว้แต่เพียง กลุ่มเดียว ปล่อยให้กลุ่มของนายสุวัจน์ต้องออกไปจัดอยู่ที่ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของ ร้อยตำรวจเอกคมกริช อินทรักษา นายกเทศมนตรีตำบล ปรุใหญ่ ห่างจากตัวเมืองเกือบ 20 กิโลเมตร ช่วงหลัง ๆ จึงต้อง มาจับมือกับนายสุรวุฒิเพื่อให้มีพื้นที่เล่นในเขตเทศบาลนคร มากขึ้น ส่วนการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา ก็น่าจับตาเช่นกัน โดยเฉพาะสนามการเลือกตั้งนายกองค์การ บริหารส่วนจังหวัด เพราะจากเหตุการณ์พรรคเพื่อไทยมีความ แตกแยก ส.ส. แยก 2 สาย ชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นครราชสีมา กลุ่มการเมืองใหญ่ในโคราชส่งผู้สมัครชิงฐานเสียงพร้อมหน้าดึง เสื้อแดงสนับสนุน 2 ผู้สมัคร หลังจากที่นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้สิ้นสุดวาระลงในวันที่ 9 ก.พ. 2555 ถือเป็นศึกช้างชนช้าง บนเวทีเลือกตั้งนายก อบจ.นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีโครงสร้างใหญ่ที่สุดในภาค อีสาน ภายใต้การบริหารงบประมาณปีละกว่า 1.5 พันล้านบาท ส่งผลให้การชิงชัยระหว่างคู่แคนดิเดตเป็นไปอย่างสุดสูสี โดยแชมป์เก่าอย่างหมอแหยง นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.เมืองโคราช ที่เพิ่งหมดวาระไปหมาด ๆ ก็ประกาศท้าชนขอทวงเก้าอี้คืนอีกสมัย ด้วยยุทธศาสตร์เก่า 163

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เข้าถึงมวลชน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ใน 32 อำเภอ ที่มีอยู่กว่า 5 หมื่นคน เป็นแกนขับเคลื่อนสำคัญ เพราะเคยใช้กลยุทธ์นี้ ทำให้ชนะมาอย่างถล่มทลายในศึก เลือกตั้งสมัยที่แล้ว ในครั้งนี้ก็เช่นกัน หมอแหยงก็คงเก็บกิน บุญเก่า จากที่เคยนำ อสม. ทุกตำบลไปจับกลุ่ม สร้างมวลชน ในกิจกรรมสัมมนาต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการเดินเคาะ ประตูบ้าน นำชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงเข้าโครงการคัดกรอง 5 โรคร้าย ใช้งบประมาณไปกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งมีเพียง อสม.เทศบาลเมืองปากช่องแห่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้เข้าร่วม นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีสุดท้ายบนเก้าอี้นายก อบจ. หมอแหยงได้ จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน หรือ อสก. ซึ่งมีทั้ง ผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าว และอ้อย กว่า 2 หมื่นคน เข้าไปมี บทบาทเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม จึงนับว่าเป็นฐาน จัดตั้งได้อีกกลุ่มหนึ่ง สำหรับคู่แข่งคนสำคัญที่ครบเครื่องทั้งบุ๋นและบู๊อย่าง ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมว.กระทรวงไอทีซี ภรรยาว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่ม 3 พี ผู้ล่วงลับที่ในช่วงต้นปีได้มีการนัด ส.อบจ.กลุ่มยังเติร์ก และ นักการเมืองระดับชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับหมอแหยงมา จับเข่าคุยเพื่อเฟ้นหาตัวเลือกที่เหมาะสมลงท้าชิงเก้าอี้นายก อบจ. กระทั่งมีการชูระนองรักษ์เป็นตัวเลือกเพื่อลงชิงชัย โดยมีนโยบายสำคัญคือตั้งกองทุน 200 ล้านบาทให้กับท้องถิ่น ด้านแก้ว ด๊ะดาด หรือนายวิทูร ชาติปฏิมาพงษ์ อดีตนายก อบจ.หลายสมัย ที่เคยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว แต่ด้วย ศักดิ์ศรีและความเป็นลูกหม้อท้องถิ่นก็พร้อมรอเป็นตาอยู่ 164

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา หากว่าผู้สมัคร 2 ตัวเก็งเล่นกันแรงเกินไป จนอาจถูกใบแดงจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และแม้ว่าวิทูรจะมีสาย สัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต รมช.กระทรวง มหาดไทย แต่กระนั้นก็ยังไร้ซึ่งแรงหนุนนำจากขั้วการเมือง ระดับชาติ หรือแม้แต่ฐานมวลชนกลุ่มใด ๆ ทำให้ถูกมองว่าเป็น ม้านอกสายตา ขณะที่สถานการณ์โดยทั่วไป ก่อนจะถึงวันรับ สมัคร หมอแหยงได้ลงทุนถอดเสื้อสีน้ำเงินหันมาสวมใส่สีแดง ซึ่งได้สร้างความกังขาให้กับแฟนพันธุ์แท้พรรคภูมิใจไทยที่ได้ รับรู้อาการเปลี่ยนหัวแบบฟ้าผ่า จากนั้นแรมโบ้อีสาน นายสุภรณ์ อัตถาวงษ์ แกนนำ นปช.ใหญ่ ได้ประกาศมติ นปช.โคราช หนุนหมอแหยง ลงชิงตำแหน่งนายก อบจ. ตาม ด้วยสื่อท้องถิ่นประโคมข่าว พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร สายตรงหนุนหมอแหยง ลงชิง นายก อบจ.โคราช แต่สุดท้าย ก็เป็นเพียงข่าวโคมลอย เมื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. โคราช และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายโกศล ปัทมะ ส.ส. โคราชอีกราย น้องชายของนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา กฎหมายพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ออกมาย้ำว่าพรรค เพื่อไทยไม่มีมติสนับสนุนใคร ปล่อยเสรีให้ ส.ส. ช่วยใครก็ได้ พร้อมตบหน้าซ้ำกรณีอ้างถึงนายใหญ่ที่ให้การสนับสนุน หมอแหยงไม่เป็นความจริง ส่วนแรมโบ้อีสานยังคงเล่นไม่เลิก อ้างมติแกนนำแดง 32 อำเภอ บี้ปลดกลางอากาศนายอนุวัฒน์ ทินราช ประธาน นปช. โคราช พร้อมเสนอตั้งนายอุบล เอื้อศรี อดีต ส.ว. นครราชสีมา คนสนิทหมอแหยงมาทำหน้าที่แทน ไม่เพียงแค่นี้นายอนุวัฒน์แก้เกมด้วยการอ้างแกนนำเสื้อแดง เสนอปลดแรมโบ้ อีสาน พ้นเก้าอี้ประธานที่ปรึกษา นปช. 165

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา โคราช เช่นกัน พร้อมประกาศว่าการกระทำของนายสุภรณ์ ได้สร้างความแตกแยกให้กับสังคมคนเสื้อแดง ทำให้มวลชน เสื้อแดงโคราชรวมกันไม่ติด ทั้งที่ในโคราชมีคนเสื้อแดงอยู่กว่า 40 เครือข่าย จาก 32 อำเภอ แต่ที่เคลื่อนไหวเด่น ๆ มีสีสัน ในเขตจังหวัดนครราชสีมา มีเพียงกลุ่มของนายอนุวัฒน์ และ กลุ่มของตี่ไก่ อำเภอเมืองฯ ทนายหมู ปากช่อง และกลุ่มแรม โบ้อีสาน เท่านั้น ที่เหลือเป็นแค่ตัวประกอบ ในการช่วงชิงฐาน มวลชนเสื้อแดง วิเคราะห์ได้จากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ ส.ส. 8 คนจาก 15 เขตเลือกตั้ง และคะแนนบัญชีรายชื่ออีกกว่า 7 แสนคะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 1.3 ล้านคนของจังหวัด นครราชสีมาในการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2554 ทีนี้ หากผู้สมัครรายใดก้าวไปยึดครองเสียงเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสคว้า ชัยชนะสูง ส่วนสถิติในการเลือกตั้งนายก อบจ. นครราชสีมา มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิกว่า 50% ซึ่งผลรวมคะแนนนายก อบจ. สมัยที่ผ่านมาหมอแหยงได้ 607,598 คะแนน การเลือกตั้งครั้งนี้ หากได้มากกว่า 5 แสนคะแนน ก็น่าจะเป็นผู้ชนะคะแนนบัญชี ราชชื่อพรรคเพื่อไทยในจังหวัดนครราชสีมาที่มีกว่า 7 แสน คะแนน มิใช่เป็นของคนเสื้อแดงทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็นคน หลากสีเสื้อได้เทแต้มให้ เพราะนิยมชมชอบนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเบื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมไปถึงนโยบาย เพื่อไทยโดนใจคนรากหญ้า หรือแม้กระทั่งเพื่อแสวงหาความ ปรองดอง แต่ในช่วงไคลแมกซ์ หากเป่านกหวีดขอคะแนนจาก แฟนพันธุ์แท้เสื้อแดงเต็มที่น่าจะมีไม่เกิน 3 แสนคะแนน เมื่อเป็นเช่นนี้คะแนนจัดตั้งจากคนเสื้อแดงที่ได้แบ่งขั้วเสียง 166

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา จะแตกออกไปอีก ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังชัยชนะหนที่แล้วของหมอแหยง ส่วนหนึ่งมา จากทีมงานของระนองรักษ์ที่วางยุทธศาสตร์ ทั้งบนดิน-ใต้ดิน แต่การฟาดฟันเที่ยวนี้ ทีมงานที่เคยช่วยเหลือได้หันไปอยู่กับ เจ้านายเดิมส่งผลให้ระนองรักษ์กุมความได้เปรียบอยู่มิใช่น้อย เมื่อสำรวจฐานคะแนน จาก ส.ส. 15 เขต ที่ประกาศตัวหนุน ระนองรักษ์ นำทีมโดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำคนสำคัญ พรรคชาตพิ ัฒนา ท่มี าพรอ้ มกับ นายแพทยว์ รรณรตั น์ ชาญนุกลู ส.ส. เขต 1 นครราชสีมา, วัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส. เขต 2, ประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส. เขต 3 และลูกชายหัวแก้วหัวแหวน พลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส เขต 9 พรรคเพื่อไทย ตามมาด้วย โกศล ปัทมะ ส.ส. เขต 5, จรูญพงษ์ พันธ์ศรีนคร ส.ส. เขต 8, ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. เขต 14 พรรคภูมิใจไทย และ ประนอม โพธิ์คำ ส.ส. เขต 12 ทางด้านหมอแหยง มีแรมโบ้ อีสานเป็นแกนสำคัญที่มาพร้อมกับวิรัช รัตนเศรษฐ และสมพล เกยุราพันธุ์ ที่ได้รับใบสั่งจากมุ้งวังทองหลางของคุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ส่วน ส.ส. เขตที่ให้การสนับสนุนก็มีทั้ง นางทัศนียา อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส. เขต 4 และเขต 7 รวมไปถึง นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ส.ส. เขต 11 ส่วน ส.ส. เพื่อไทยอีก 2 เขต ทั้งนายสุชาติ ภิญโญ และนายศิริสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่เหมือนกับ ส.ส. ค่ายภูมิใจไทยที่ประกาศตัว ชัดเจนเพราะต้องการแสวงหามิตร ดีกว่าสร้างศัตรูซึ่งเป็นไป ตามที่ แก้ว ด๊ะดาด ออกมายืนยัน! กลบกระแสข่าวที่ระบุว่าได้ ทาบทามนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต มท.2 แกนนำภูมิใจไทย และนายวิสิทธิ์ ทิพยาภรณ์ ส.ส. เขต 15 ลงช่วยหาเสียง เพราะ 167

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวการตอบแทนด้วยโควตา รองนายก อบจ. ซึ่งแก้ว ด๊ะดาด ก็ยืนกรานว่าไม่เป็นความจริง แม้ทั้ง 2 คน จะ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเมื่อครั้งยังเป็นนายก อบจ. นครราชสีมา ก็ตามที เมื่อแยกฐานคะแนน ส.อบจ. ทั้ง 48 เขต มีที่จงรักภักดี กับหมอแหยง และระนองรักษ์ อยู่ฝ่ายละกว่า 10 เขต ส่วนแก้ว ด๊ะดาด เป็นรองในการช่วงชิงฐานนักการเมือง แต่ก็มิใช่หนทาง การต่อสู้จะตีบตัน เพราะตอนนี้กลุ่มนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 10 ที่มีภูมิลำเนาในเขตอีสาน และอดีตแม่ทัพภาค ที่ 2 รวมทั้ง ทหาร ตำรวจ และกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ได้ลงขันช่วยเหลือ อย่างลับ ๆ หวังให้นายวิทูรฝ่าด่านอรหันต์เบียดมาเป็นนายก อบจ. ในช่วงบั้นปลายชีวิต อย่างไรก็ดีผู้สมัครแต่ละรายต่าง เฝ้าระวังจับผิดซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะ อสม. ตัวแปรสำคัญ ซึ่งเป็นคะแนนจัดตั้งที่สามารถต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ เพื่อมิให้เป็น ข้อครหานายแพทย์วิชัย ขัตติยวิทยากุล นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา จึงออกหนังสือสั่งการ กำชับบุคลากรใน สังกัดวางตัวเป็นกลาง ห้ามจัดกิจกรรมในช่วงนี้ พร้อมขอตัว ข้าราชการ อสม. คนใกล้ชิดหมอแหยง ที่มาช่วยราชการ อบจ. กว่า 2 ปี กลับคืนต้นสังกัด รวมไปถึงข้าราชการที่สังกัดสำนัก งานเกษตรฯ ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฏว่าร้อยตรีหญิงระนอง รักษ์ สุวรรณฉวี สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่างนายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก ไปได้อย่างเฉียดฉิวทิ้งความแตกแยกในทีมโคราช ของพรรคเพื่อไทยเอาไว้ สำหรับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมา หรือ ส.อบจ. นครราชสีมา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2555 168

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 48 ที่นั่ง จาก 32 อำเภอ ปรากฏว่าอำเภอเมืองฯ ทั้ง 8 เขต กลุ่มโคราชชาติพัฒนาจากการสนับสนุนของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ได้ 7 ที่นั่ง แพ้ในเขต 4 แต่มาได้ในเขต อ.สูงเนิน รวมกับกลุ่มร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ฐานเสียงของว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี พื้นที่ อ.ห้วยแถลง, อ.จักราช อีก 2 คน รวมเป็น 10 คน ส่วนกลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในซีกของนายวิรัช รัตนเศรษฐ และซีกกลุ่มของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. พรรคเพื่อไทย รวมทั้งซีกของกลุ่มนายสุชาติ ภิญโญ ส.ส. พรรคเพื่อไทย กับนายอนุวัฒน์ ทินราช ประธานคนเสื้อแดง นปช. จ.นครราชสีมา รองนายก อบจ. นครราชสีมา ทั้งกลุ่ม ของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ใช้กันในนาม กลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทยเกือบทั้งจังหวัด ได้กว่า 30 คน และกลุ่มของนายสมศักดิ์ พันธุ์เกษม 1 คน ส่วนกลุ่มของ นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ และนายประนอม โพธิ์คำ แกนนำ พรรคภูมิใจไทย จำนวน 2 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้สมัครอิสระ ทั้งนี้ ส.อบจ. ส่วนใหญ่จะเป็นอดีต ส.จ. คนหน้าเดิม โดยสรุป ภาพรวมกลุ่มในนามสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้กวาดที่นั่ง ส.อบจ. มากที่สุด แต่ในส่วนของกลุ่มโคราชชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มี ส.อบจ. อยู่ในกำมือ 10 คนที่สามารถยกมือ ในสภา อบจ. ได้พร้อมกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย พร้อมกับได้วางตัวนายกิตติพงศ์ วงศ์สุรเวท ส.อบจ. เขต 1 อ.เมืองฯ มือขวานายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ โดยได้แรงสนับสนุน จากกลุ่มร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ทำหน้าที่ประธาน สภา อบจ. ค่อนข้างสดใส แต่หากกลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทย 169

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ทุกกลุ่มรวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงกลมเกลียวกัน จะมีเสียงใน สภาฯ ท่วมท้น ทั้งนี้ทั้งเพื่อไทยกับนายสุวัจน์สามารถไปด้วย กันได้ กล่าวโดยสรุปความสัมพันธ์ของนักการเมืองและ ฐานเสียงการเมืองภายในจังหวัดนครราชสีมา การเมืองโคราช ไม่เคยมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกิดขึ้น ทุกฝ่ายพร้อมเสมอที่ จะมาอยู่ร่วมกัน ฐานเสียงของพรรคชาติพัฒนา จะอยู่ในเขต อำเภอเมืองฯ เป็นส่วนใหญ่ ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย ฐานเสียงจะอยู่ต่างอำเภอ เนื่องจากเป็น จังหวัดใหญ่ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งจะถูกคาดหวังจากทุก พรรคการเมือง ซึ่งในปัจจุบันนี้ (พ.ศ. 2556) การเลือกตั้ง ส.ส. ระดับแบ่งเขต จังหวัดนครราชสีมา มี ส.ส. ถึง 15 คน ถ้ารวม กับระบบบัญชีรายชื่อ ประชากรนครราชสีมามีมากกว่า 2,600,000 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนได้ไม่ต่ำกว่า 4 คน ซึ่งรวม ๆ แล้ว จังหวัดนครราชสีมาจะมี ส.ส. ทั้งหมดเกือบ 20 คน โคราชสนามเลือกตั้งที่ใหญ่ เป็นที่ 2 ของประเทศ ถูกหลายกลุ่ม การเมืองจับตา และหมายปองในการเผด็จชัยให้สำเร็จ จาก สนามใหญ่มาถึงระดับท้องถิ่น กระแสการเมืองของคนโคราช เปลี่ยนแปรได้ง่ายก็เนื่องจากตัวแปรของคนในเมือง หรืออำเภอ เมืองฯ ที่เป็นหลักในการเทคะแนนตามความคิดความอ่านอย่าง ตรงไปตรงมา หรือจะบอกว่าเงิน อาจไม่ใช้ปัจจัยหลักเหมือนใน กรุงเทพฯ โคราชเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นเมือง หลวงของอีสาน มีเศรษฐกิจที่ดี มีชัยภูมิเด่น มีทางเชื่อมโยง ครบทั่วอินโดจีน และมีการเมืองที่ไม่ทำลายล้างกัน โคราชเป็น พื้นที่พิเศษในระดับหนึ่ง โคราชเป็นพื้นที่ท้องถิ่นนิยมระดับสูง 170

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา 4.5 รูปแบบวิธีการหาเสียง รูปแบบการหาเสียงในยุคแรก (2476 ถึงก่อนปี 2518) จะใช้วิธีการที่ตัวผู้สมัคร ส.ส. เข้าไปหาเสียงด้วยตนเอง ในหมู่บ้านและในชุมชน โดยไปจัดแสดงมหรสพฉายภาพยนตร์ แล้วขึ้นปราศรัยหาเสียง มีการติดใบปลิวหาเสียง บางครั้ง ใช้วิธีหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน ผู้สมัครหาสุราไปดื่มและ กินต้มไก่กับชาวบ้าน การหาเสียงนอกจากใช้รูปแบบเดิมโดยจัด มหรสพโดยฉายหนัง มีดนตรีแสดง มีบริการตัดผมฟรี ผู้สมัครจะขึ้นปราศรัยหาเสียง และเริ่มมีการแจกสิ่งของอุปโภค บริโภค ให้ชาวบ้าน เช่น หมากพลู ยาแก้ปวด น้ำปลา ปลากระป๋อง รองเท้า เป็นต้น ยุคท่ีสอง (2518 ถึงก่อนปี 2544) ยุคนี้เงินเริ่มเข้ามา มีบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ โดยมีการแจกเงินควบคู่กับสิ่งของ เช่น เสื้อ ผ้าถุง ลูกเป็ด ลูกปลา กล้าไม้ เป็นต้น และเริ่มมี การจัดตั้งหัวคะแนน ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำสตรี ครู หรือข้าราชการในท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครป้องกันภัยพลเรือน (อปพร.) โดยจัดตั้ง ถึงระดับชุมชนหมู่บ้าน การควบคุมคะแนนเสียงของผู้สมัคร มีประสิทธิภาพมาก และไม่ต้องลงไปปราศรัยหาเสียงเอง เหมือนเมื่อก่อน เพราะมีการนำการจัดการเครือข่ายแบบธุรกิจ ขายตรงมาให้กับเครือข่ายหัวคะแนน นอกจากนี้ยังมีการ ติดตามดูแลเครือข่ายหัวคะแนนอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดเงิน กองทุนให้กลุ่มแม่บ้าน การจัดอบรมและพาไปดูงานต่างจังหวัด และแจกเบี้ยเลี้ยง การจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นระยะ สำหรับ 171

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา หัวคะแนนฝ่ายตรงข้ามจะใช้การข่มขู่ การปิดหมู่บ้านไม่ให้ เข้าไปแจกเงินหาเสียงของคู่แข่งให้ชาวบ้านได้ สำหรับ การทุจริตในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง เช่น การเวียนเทียน การสวมสิทธิการมีชื่อคนตายในทะเบียนบ้าน การซื้อกรรมการ บางคนหรือซื้อยกหน่วยก็มีพบเห็นกันบ้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความสลับซับซ้อนของการทุจริตในการเลือกตั้งมีมากขึ้น เป็นลำดับ ตัวอย่างการหาเสียงในยุคนี้ที่เด่นชัด คือ กรณีของ นายประจญั กลา้ ผจญ อดตี ส.ส. 2 สมยั นายประจญั กลา้ ผจญ เคยรับราชการครูมากว่า 23 ปี ใช้รูปแบบวิธีการหาเสียงด้วย การขี่จักรยานไปตามหมู่บ้าน โดยมีชอล์กติดตัวไปด้วย ไปถึง บ้านไหนก็เขียนเบอร์ที่ตนเองสมัครไว้บ้านนั้น เพื่อให้ชาวบ้าน จดจำ หาเสียงแบบให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านโดยไม่ใช้ เงินซื้อเสียง เป็นต้น ยุคท่ีสาม (2544 ถึงปัจจุบัน (2556)) ยุคนี้นโยบาย ของพรรคเป็นส่วนสำคัญที่จะตัดสินได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับ การเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพราะเป็นยุคแห่งการแข่งขันการออก นโยบาย ไม่ว่าจะพรรคขนาดใหญ่ หรือพรรคขนาดเล็ก ต่างแข่งขันช่วงชิงฐานเสียงในจังหวัดด้วยการออกนโยบายใน รูปแบบประชานิยมออกมาปรนเปรอชาวบ้านอยู่ตลอด และ เงินยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับ การเลือกตั้ง นอกจากนั้นแล้วรูปแบบการจัดตั้งหัวคะแนนยังมี การนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึง ระดับจังหวัด การปราศรัย มีทั้งการปราศรัยใหญ่ ปราศรัยย่อย และปราศรัยแบบจรยุทธ ในการปราศรัยใหญ่พรรคการเมือง ต้นสังกัดจะลงมาช่วย ถ้าหัวหน้าพรรคมาไม่ได้ก็มีกรรมการ 172

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา บริหารพรรคระดับรองลงมา หรือหัวหน้าทีมสำหรับภูมิภาค นั้น ๆ หรือหัวหน้าทีมจังหวัดนั้น ๆ ไปปราศรัยช่วย ส่วน ปราศรัยย่อยนั้นแต่ละคนจะมีรถติดเครื่องขยายเสียงเคลื่อนที่ ไปตามหมู่บ้าน ชุมชน หากมีงานบุญเทศกาลประเพณีต่าง ๆ ก็จะถือโอกาสปราศรัยหาเสียงไปด้วย สำหรับการปราศรัยแบบ จรยุทธนั้นจะมีแกนนำแต่ละหมู่บ้านรวมกลุ่มไว้ให้บางกลุ่ม 5-10 คน เมื่อผู้สมัครไปถึงที่หมายก็จะปราศรัยพูดคุยด้วย การช่วยเหลืออุปถัมภ์ในรูปแบบต่าง ๆ แล้วแต่สถานการณ์ แวดล้อม หรือวัฒนธรรมชุมชน เช่น การให้บริการรถรับ-ส่ง ผู้ป่วยหรือบาดเจ็บระหว่างบ้านไปโรงพยาบาล หากตายก็ม ี หีบศพบริการนำศพส่งบ้าน-วัด การให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์ จัดกีฬาในชุมชน การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร การช่วยเหลือ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานประเพณีต่าง ๆ และ การลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพบปะพูดคุย หรือ “เคาะประตูบ้าน” อย่างสม่ำเสมอ เวลามีงานบุญประเพณีต่าง ๆ ส.ส. ทุกคน ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานกฐิน ผ้าป่า สงกรานต์ แข่งเรือ ประกวดสรภัญญะ วันเด็ก วันแม่ วันพ่อ งานแต่ง งานบวช งานศพ ฯลฯ ส.ส. ทุกคนไปร่วมไม่ได้ต้องจัดให้มีผู้แทน ส.ส. หรือแกนนำของเครือข่ายไปแทน หากใครขาดการร่วมกิจกรรม ดังกล่าวจะมีเสียงตำหนิว่า “ตีนไม่ติดดิน” ไม่ร่วมทุกข์-ร่วมสุข กับชาวบ้าน 173

บ5ทท ่ี สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย จากการศึกษาเอกสาร และสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลให้ ข้อมูลในท้องถิ่นพอสรุป และอภิปรายผลการศึกษาโครงการ สำรวจนักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ได้ดังนี้ 5.1.1 สรุปนักการเมืองท่ีเคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรในจังหวัดนครราชสีมา (ดูรายละเอียดในตารางท่ี 4.2) เมื่อจำแนกเครือข่ายและความสัมพันธ์ของนักการเมือง ในจังหวัดนครราชสีมาทำให้ทราบถึงภูมิหลังของแต่ละบุคคล โดยสามารถจำแนกได้ว่ามาจากตระกูลการเมืองในจังหวัด นครราชสีมา ได้ดังนี้

ตารางที่ 5.1 จำแนกตระกูลการเมืองจงั หวดั นครราชสีมา ลำดบั ที่ ตระกลู พรรคทส่ี งั กดั จำนวนคร้งั ท่ี ได้รับเลือกต้ัง 1 พงษ์โสภณ ไม่สังกัดพรรคการเมือง, ประชาธิปัตย์ 2 ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร ไม่สังกัดพรรคการเมือง, เสรีมนังคศิลา 6 3 นิตยสุทธิ์ ไม่สังกัดพรรคการเมือง 4 4 อินทรโกมาลย์สุต พรรคเสรีมนังคศิลา, ประชาธิปัตย์ 3 5 กมลเพ็ชร พรรคเสรีมนังคสิลา, ไม่สังกัดพรรคการเมือง 4 6 ตันติเวชกุล ไม่สังกัดพรรคการเมือง, สหภมู ิ 2 7 ชุณหะวัณ ชาติไทย, ชาติพัฒนา 3 8 เลาวัณย์ศิริ ชาติไทย, ความหวังใหม่ 8 9 กรีฑาเวช ชาติไทย, ความหวังใหม่ 9 10 ศรีพรหม ชาติไทย 2 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 2 175

ลำดับที ่ นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ตระกลู พรรคที่สงั กดั จำนวนครง้ั ที่ 176 ไดร้ ับเลือกตั้ง 11 ครุฑขุนทด ชาติไทย, ปวงชนชาวไทย, สามัคคีธรรม, ชาติพัฒนา, พลังประชาชน 7 12 ด่านกุล 13 ทัพพะรังสี สยามประชาธิปไตย, ชาติไทย, พลังประชาชน 3 14 พิลาสมบัติ 15 กล้าผจญ ชาติไทย, ชาติพัฒนา 5 16 ลิปตพัลลภ 17 ชาญนุกูล ชาติไทย, ชาติพัฒนา 2 18 เพศประเสริฐ 19 หงษ์ภักดี ชาติไทย 2 20 สุวรรณฉวี 21 สุโกศล ปวงชนชาวไทย, สามัคคีธรรม, ชาติพัฒนา, ไทยรักไทย 8 ชาติพัฒนา 6 ความหวังใหม่, ชาติพัฒนา, พลังประชาชน, นำไทย, ประชาธิปัตย์ 5 ชาติไทย 2 สามัคคีธรรม, ชาติไทย, เพื่อแผ่นดิน, ชาติพัฒนา 6 กิจสังคม, ชาติพัฒนา 2

ลำดับท ี่ ตระกูล พรรคท่ีสังกัด จำนวนคร้งั ท่ี ได้รับเลอื กตงั้ 22 รัตนเศรษฐ ชาติไทย, มหาชน, รวมชาติพัฒนา, เพื่อไทย 23 พร้อมพันธุ์ ประชาธิปัตย์ 8 24 สภาวสุ ชาติไทย, กิจสังคม, ชาติพัฒนา 6 25 รัตนเพียร ชาติพัฒนา 3 26 คำสิงห์นอก ชาติพัฒนา 2 27 วงศ์ไตรรัตน์ ไทยรักไทย, ภมู ิใจไทย 3 28 ณ วังขนาย ไทยรักไทย 4 29 โสมกลาง ชาติพัฒนา, ไทยรักไทย 2 30 อัตถาวงศ์ ไทยรักไทย, เพื่อไทย 2 31 พันธ์เกษม ชาติพัฒนา 2 32 จันทรรวงทอง ไทยรักไทย, พลังประชาชน, เพื่อไทย 3 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 3 177

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ตระกูล จำนวนคร้งั ที่ 178 ได้รบั เลอื กตั้ง ลำดบั ท่ี พรรคท่สี ังกดั 2 33 โตมรศักดิ์ รวมชาติพัฒนา, ชาติพัฒนา 3 34 บุญชัยสุข ไทยรักไทย, รวมชาติพัฒนา, ชาติพัฒนา 2 35 โพธิ์คำ เพื่อแผ่นดิน, ภูมิใจไทย 1 36 เชิดชัย พลังประชาชน

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ จากตารางข้างต้นจะมองเห็นภาพตระกูลการเมือง ในจังหวัดนครราชสีมาที่มีบทบาทสำคัญตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน (2556) จำนวน 36 ตระกูล โดยเลือกเฉพาะตระกูล ที่เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ยกเว้นเฉพาะตระกูลเชิดชัย เพียงตระกูล เดียวที่ถึงแม้จะเคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเมื่อปี 2550 เพียงครั้งเดียว แต่ตระกูลนี้ก็มีบทบาท ต่อการเมืองในจังหวัดนครราชสีมาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับ จังหวัดเป็นอย่างมากโดยจะได้กล่าวถึงในส่วนต่อไป โดยผู้วิจัย จะแบ่งการเมืองในจังหวัดนครราชสีมาเป็น 3 ช่วงใหญ่ คือ ช่วงตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 ช่วงตั้งแต่ปี 2518 ถึงก่อนปี 2544 และช่วงตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) ช่วงแรกตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 เป็นการเมือง ในยุคที่มีขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันม ี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครราชสมี าชดุ แรก คอื พนั เอกพระยาเสนาภมิ ขุ (แสง เตมยิ าจล) และนายสนิท เจริญรัฐ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย ตราบจนปัจจุบัน โดยเกิดขึ้น เมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ในขณะนั้นประเทศไทย (ยังคงใช้ชื่อว่า สยาม) แบ่งการปกครองเป็นจังหวัด มีจังหวัด ทั้งสิ้น 70 จังหวัด ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้วสามารถเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ประเภทที่หนึ่ง ได้ทั้งหมด 78 คน และบวกรวมกับสมาชิก 179

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา สภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่สอง ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ขึ้นอีก 78 คน รวมทั้งสิ้นเป็น 156 คน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ กรมการอำเภอ ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนตำบลขึ้นทั่วประเทศ ในวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 จากนั้น ผู้แทนตำบลก็จะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกขั้นหนึ่ง หลังจากนั้น จะเป็นผู้แทนตระกูลสำคัญของจังหวัด นครราชสมี าสลบั กนั เขา้ มาเปน็ ผแู้ ทน เชน่ นาวาอากาศเอกเลอ่ื น พงษ์โสภณ (2480) ซึ่งเคยทำงานกับบริษัท ขนส่ง จำกัด ที่จังหวัดนครราชสีมา มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหลายคน จึงเกิดความสนใจในเรื่องการเมือง เนื่องจากมีความปรารถนา จะช่วยเหลือประเทศชาตินาวาอากาศเอกเลื่อนตัดสินใจ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัดนครราชสีมาในสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยมีทุนรอนน้อยจึงมิได้ตั้งความหวังไว้ มากนัก ทว่าบังเอิญได้รับเลือกตั้ง จึงเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเล่น การเมอื ง และลาออกจากงานตง้ั แตบ่ ดั นน้ั ทง้ั น้ี นาวาอากาศเอก เลื่อนได้รับเลือกตั้งถึง 6 สมัย เป็นเวลาประมาณ 25 ปี โดยนาวาอากาศเอกเลื่อนยังร่วมกับคณะนายทหารเข้ากระทำ รัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ต่อมาได้รับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลควง อภัยวงศ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาล จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การน้ำตาลไทย เป็นระยะเวลา 10 ปี และได้ รับพระราชทานยศเป็นนาวาอากาศเอก เมื่อ พ.ศ. 2500 นอกจากนี้แล้วยังมีหลายตระกูลที่สลับขึ้นมาเป็น ส.ส. เช่น 180

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร (2489) เป็นอดีตข้าราชการครูที่มีเครือข่าย คนในตระกูลส่วนมากรับราชการ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาล จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้แล้วยังมีผู้แทนหลาย คน ที่เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนหลายครั้ง เช่น ร้อยโทอู๊ด นิตยสุทธิ์ นายยศ อินทรโกมาลย์สุต และนายอารีย์ ตินติเวชกุล กล่าวโดยรวมในช่วงแรก คือ ตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 มีผู้แทนจาก 2 ตระกูล ที่มีความโดดเด่นที่สุด คือ นาวาอากาศ เอก เลื่อน พงษ์โสภณ และขุนคงฤทธิ์ศึกษากร ซึ่งเคยได้รับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของตระกูลการเมืองในช่วงแรก ตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 1) กลุ่มเจ้านายท้องถิ่นเดิม กลุ่มเจ้านายท้องถิ่นเดิม ถูกลดทอนอำนาจลงจากการปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ก็ปรับตัวเองเข้าสู่ระบบราชการแบบใหม่ โดยผ่านช่องทาง ทางการศึกษา คือ ส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ สำเร็จแล้วกลับมารับราชการ ซึ่งยังขาดแคลนผู้มีการศึกษาสูง อยู่มาก นอกจากนั้น ก็ผันเข้าสู่การเมืองโดยการสมัครเลือกตั้ง นักการเมืองเหล่านี้ล้วนเป็นลูกหลานของเจ้าเมืองหรือเจ้านาย ท้องถิ่นเดิม ที่ผันตัวเองเข้าสู่การเมืองโดยการเลือกตั้ง อีก ช่องทางหนึ่งก็คือแต่งงานกับลูกหลานเชื้อสายเจ้าเมืองท้องถิ่น นอกจากนั้นชนชั้นนำในท้องถิ่นยังปรับตัวไปทางค้าขาย ขยาย ฐานเศรษฐกิจไปแต่งงานกับชาวจีน หรือเสริมฐานะทางสังคม ด้วยการแต่งงานกับข้าราชการและเจ้านาย ทำให้มีโอกาสดีกว่า คนระดับล่างในการเข้าสู่การเมือง 181

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา 2) กลุ่มข้าราชการแบบใหม่ จากการปฏิรูประบบ ราชการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดข้าราชการแบบใหม่ขึ้น ซึ่งได้รับการศึกษาดีมีความรู้ ก่อนเข้าสู่ระบบราชการ ทั้งข้าราชการเก่าและข้าราชการใหม่เข้าสู่การเมืองได้โดยการ สมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ที่ยังรับราชการก็มีบทบาท ต่อนักการเมืองและต่อการเลือกตั้ง โดยมิอาจละเลยได้ แต่ ส่วนใหญ่เป็นฐานกำลังของฝ่ายอนุรักษนิยม 3) กลุ่มพระสงฆ์อีสาน ก่อนระบบการศึกษาแบบ โรงเรียนจะเข้ามามีบทบาทในชุมชนตำบลหมู่บ้านอีสานนั้น การศึกษาในวัดมีบทบาทสำคัญมาก วัดเป็นที่ตั้งสำนักเรียน ของภิกษุและสามเณร และจัดการเรียนการสอนให้กับอนุชน ลูกหลานชาวบ้านด้วย ในอดีตเด็กวัดได้ดิบได้ดีกันหลายคน พระสงฆ์ สามเณร เมื่อเรียนธรรม-บาลี จนเป็นมหาเปรียญ สึกออกมาเป็นปัญญาชน เป็นผู้นำชุมชน สามารถสมัครเป็น ผู้แทนตำบล หรือไต่เต้าเข้าสู่การเมืองระดับชาติเป็นผู้แทน ราษฎรได้ก็มีหลายคน ลูกหลานชาวนายากจน อาศัยบวชเรียน ยกระดับความรู้และฐานะทางสังคมของตน มีมาตั้งแต่สมัย อดีตตราบเท่าปัจจุบัน ผู้บวชไม่สึกเอาดีทางพุทธศาสนา ได้รับ ตำแหน่งชั้นยศเป็นเจ้าคุณชั้นต่าง ๆ กระทั่งเป็นสมเด็จก็มี พระสงฆ์อีสานไม่ได้เล่นการเมือง (เพราะมีข้อห้าม) แต่ก็มี บทบาทนำทั้งในด้านการศึกษาและด้านสังคม กระทั่งความคิด ทางการเมืองที่ดี มีคุณธรรม และก็ประสบชะตากรรมไม่ต่าง จากนักการเมืองชั้นแนวหน้าของอีสานแต่อย่างใด 4) กลุ่มพ่อค้านักธุรกิจอีสาน พ่อค้านักธุรกิจอีสาน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ระยะแรกของระบบใหม่ยังไม่เข้ามามี 182

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ บทบาททางการเมืองโดยตรงมากนัก อาจเป็นเพียงผู้สนับสนุน อยู่เบื้องหลังผู้สมัครเลือกตั้งที่เป็นพรรคพวก และที่จะม ี ผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนส่วนชาวอีสาน ผู้เป็นพ่อค้า นายฮ้อย และมองเห็นคุณค่าของการศึกษา ส่งบุตรให้เรียนสูง ถึงขั้นมหาวิทยาลัย จบมาเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือหรือรับ ราชการ แล้วผันตัวเองเข้าสู่การเมืองก็มี พ่อค้านักธุรกิจจะมี บทบาททางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ ตามการพัฒนาทุนนิยม ในประเทศไทย 5) กลุ่มราษฎร ราษฎรไทยคือฐานกำลังหลักของ ระบอบประชาธิปไตย คือเป้าหมายของคณะราษฎรที่จะ ปลุกปั้นขึ้นมา เพื่อแบกรับภารกิจในการสถาปนาประชาธิปไตย ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ แต่ในระยะแรกราษฎรไทยยัง กระจัดกระจาย ยังไม่ได้รับการจัดตั้งเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็ง ยังไม่ได้รับการศึกษาในเรื่องประชาธิปไตยที่เป็นระบอบใหม่ การเข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยยังต้องรอเวลาสำหรับ ราษฎรในจังหวัดนครราชสีมา แม้จะผ่านประวัติศาสตร์ อันขมขื่นมา พอจะมีสำนึกในทางการเมืองเรื่องปกครองตนเอง แต่ส่วนใหญ่ก็มีฐานะยากจนการจะส่งบุตรหลานให้เรียนสูงกว่า ระดับประถมศึกษาจึงเป็นเรื่องยาก จะเข้าสู่การเมืองได้ก็เพียง เป็นผู้แทนตำบล เพื่อจะไปเลือกผู้แทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง ตามกติกาในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งกำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 และ ประเภทที่ 2 อย่างละครึ่ง ประเภทที่ 1 เลือกทางอ้อมโดย ผู้แทนตำบล ประเภทที่ 2 ทรงแต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ ในระยะแรกของการเลือกตั้งตามระบอบใหม่ยังไม่มีผู้แทน 183