Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

Description: เล่มที่54นักการเมืองถิ่นนครราชสีมา

Search

Read the Text Version

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ราษฎรซึ่งมาจากชนชั้นชาวนาเลยสักคน ในระยะต่อ ๆ มา แม้จะมีลูกหลานชาวนาได้เป็นผู้แทนราษฎรแต่ก็มีจำนวนน้อย เต็มที ทั้งนี้เนื่องจากระบบเลือกตั้งผู้แทนในประเทศไทยมิได้ กำหนดสัดส่วน ส.ส. ตามจำนวนประชากรของแต่ละกลุ่มชน เช่นว่า ชาวนาเป็นคนหมู่มากก็ให้มี ส.ส. มาก ดังนี้ การเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนตามรัฐธรรมนูญในฉบับต่อ ๆ มา ก็ยัง เป็นเพียงกติกาที่เอื้อให้กับคนที่ได้เปรียบในสังคม คือคนมี บารมี มีการศึกษาสูง ฐานะดี มีอำนาจเงินมากกว่าตัวแทนของ คนยากคนจน หรือคนส่วนใหญ่มีโอกาสน้อยกว่าน้อย ผู้แทนยุคแรกของจังหวัดนครราชสีมา (2476-2512) รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายก- รัฐมนตรีต่อจาก พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา (นายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทยตามระบอบใหม่) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2476 จัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนทั้งในระดับตำบล และระดับ จังหวัดขึ้น ผู้แทนราษฎรอีสานจากการเลือกตั้งครั้งแรกในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 มีทั้งหมด 19 คน คิดเป็นร้อยละ 24.35 ของผู้แทนทั้งประเทศ (ประเภทที่ 1) ที่มีทั้งหมด 78 คน (ดารา รัตน์ เมตตาริกานนท์, 2546) ในจำนวน ส.ส. อีสาน 19 คนนี้ มาจากบคุ คลผเู้ ปน็ ขา้ ราชการทง้ั ขา้ ราชการบำนาญและขา้ ราชการ ประจำเป็นส่วนใหญ่ มีตำแหน่งเป็นขุน, หลวง, พระ, พระยา หรือตำแหน่งทางทหารตำรวจนำหน้าชื่อ ซึ่งคาดการณ์ได ้ ไม่ยากว่าท่านเหล่านี้เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นส่วนใหญ่ เฉพาะ จังหวัดนครราชสีมา ส.ส. รุ่นแรก มี 2 คน คือ 1) พันเอกพระยา เสนาภิมุข (แสง เตมิยาจล) อดีตข้าราชการทหาร และ 2) นายสนิท เจริญรัฐ ส.ส. ผู้มีอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์จาก 184

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ นครราชสีมา หลังจากนั้น จะเป็นผู้แทนตระกูลสำคัญของ จังหวัดนครราชสีมาสลับกันเข้ามาเป็นผู้แทน เช่น นาวาอากาศ เอกเลื่อน พงษ์โสภณ เคยได้รับเลือกตั้งถึง 6 สมัย เป็นเวลา ประมาณ 25 ปี โดยนาวาอากาศเอกเลื่อนยังร่วมกับคณะ นายทหารเข้ากระทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลควง อภัยวงศ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ในรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้ แล้วยังมีหลายตระกูลที่สลับขึ้นมาเป็น ส.ส. เช่น ขุนคงฤทธิ์ ศึกษากร (2489) เป็นอดีตข้าราชการครูที่มีเครือข่ายคนใน ตระกูลส่วนมากรับราชการ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้แล้วยังมีผู้แทนหลายคน ที่เคย ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนหลายครั้ง เช่น ร้อยโทอู๊ด นิตยสุทธิ์ อดีตข้าราชการทหาร นายยศ อินทรโกมาลย์สุต อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และอดีต ส.ส. 4 สมัย ช่วงท่ีสอง คือ ตั้งแต่ปี 2518 ถึงก่อนปี 2544 มี ตระกูลนักการเมืองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นมาเป็นผู้แทนของ ชาวจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งด้วยความที่เป็นจังหวัดที่มีขนาด ใหญ่ ทำให้มีผู้แทนจำนวนมาก และผู้แทนในแต่ละพื้นที่ก็มี ตระกูลที่แทบจะมีผลผูกขาดในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นส่วนประสม ที่ลงตัวระหว่างชนชั้นข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ ทนายความ ทำให้ในช่วงนี้มีตระกูลนักการเมืองที่โดดเด่นหลายคน เช่น 185

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ อดีต ส.ส. 9 สมัย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รองนายกรัฐมนตรี นายจำลอง ครุฑขุนทด อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันตำรวจโท สมชาย เพศประเสริฐ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตแกนนำกลุ่ม 16 ผู้ผลักดัน ให้ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เข้ารับ ตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาล ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการจัดตั้งของรัฐบาลซึ่งนำโดย พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2551 ตระกูลการเมืองลำดับต่อมาที่มีความโดดเด่นในจังหวัด นครราชสีมา คือ ตระกูลสภาวสุ นำโดยนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับต่อมา คือ ตระกูล รัตนเศรษฐ นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และท้ายที่สุด คือ ตระกูลเชิดชัย เจ้าของอู่ต่อรถใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ กลุ่มทุนท้องถิ่นที่สนับสนุนให้พรรคชาติไทยได้จัดตั้งรัฐบาล นายสมัยพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ตระกูลเชิดชัยได้หลงเสน่ห์การเมืองมากขึ้น เพราะมีส่วนเกื้อกูล ให้การค้ารุ่งโรจน์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากจะเป็นฐาน คะแนนให้พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน 186

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ และพรรคเพื่อไทย ยังหันมาสร้างกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่น ของตนเอง ในนาม “กลุ่มประสานมิตร” โดยชนะเลือกตั้ง ทั้งสองสนามอย่างขาดลอย สามารถเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร ทั้งสภาเทศบาลและสภาจังหวัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ของเมืองโคราช วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของตระกูลการเมืองในช่วงท่ี สองต้ังแต่ปี 2518 ถึงก่อนปี 2544 1) กลุ่มข้าราชการแบบใหม่ จากการปฏิรูประบบ ราชการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดข้าราชการแบบใหม่ขึ้น ซึ่งได้รับการศึกษาดีมีความรู้ ก่อนเข้าสู่ระบบราชการ ทั้งข้าราชการเก่าและข้าราชการใหม่เข้าสู่การเมืองได้โดยการ สมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร ที่ยังรับราชการก็มีบทบาท ต่อนักการเมืองและต่อการเลือกตั้ง โดยมิอาจละเลยได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นฐานกำลังของฝ่ายอนุรักษนิยม ตัวอย่าง ส.ส. ที่มาจากกลุ่มข้าราชการแบบใหม่ เช่น พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน อดีตนายกรัฐมนตรี อดีต ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา 8 สมัย ซึ่งจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ พบว่า ประการที่หนึ่ง จอมพลผิน ชุณหะวัณ ผู้เป็นบิดาเคยดำรง ตำแหน่งในทางการทหารที่จังหวัดนครราชสีมามาตั้งแต่เป็น “เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 3” เป็น “รองผู้บัญชาการมณฑล ทหารบกที่ 3” จนกระทั่งเป็น “ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 3 “ ซึ่งมีศักดิ์ศรีและฐานะเท่ากับตำแหน่ง “แม่ทัพภาคที่ 2” ในปัจจุบัน ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง “ผู้บัญชาการมณฑลทหาร บกที่ 3” และภายหลังต่อมาเมื่อเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร 187

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ก็ได้สร้างความเจริญให้พื้นที่จังหวัดนครราชสีมาทั้งวัดวาอาราม โรงเรียน สุขศาลา และถาวรวัตถุเป็นจำนวนมาก ประการที่สอง จังหวัดนครราชสีมาถือได้ว่าเป็นจังหวัดของทหารไม่ยิ่งหย่อนไป กว่าจังหวัดลพบุรี โดยมีค่ายสุรนารีเป็นกองบัญชาการกองทัพ ภาคที่ 2 ทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของกองบัญชาการมณฑลทหาร บกที่ 3 กองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 กองบัญชาการ ช่วยรบที่ 2 เป็นต้น ขณะที่พลเอกชาติชายเองก็มี “เลือด ทหาร” เข้มข้นตั้งแต่รุ่นบิดาจนตกทอดมาถึงตน ประการที่สาม สืบเนื่องมาจากรากฐานการเป็นทหารมาอย่างยาวนาน ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 3 อันครอบคลุมพื้นที่รับ ผิดชอบตลอดทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับการจัด ตั้งบริษัท ทหารสามัคคี จำกัด ในยุครัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ทำให้ตระกูล “ชุณหะวัณ และกลุ่มซอย ราชครู” มีธุรกิจร่วมกับพ่อค้าเชื้อสายจีนทางภาคตะวันออก เฉียงเหนืออย่างแนบแน่นยาวนาน 2) กลุ่มพระสงฆ์อีสาน ก่อนระบบการศึกษาแบบ โรงเรียนจะเข้ามามีบทบาทในชุมชนตำบลหมู่บ้านอีสานนั้น การศึกษาในวัดมีบทบาทสำคัญมาก วัดเป็นที่ตั้งสำนักเรียน ของภิกษุและสามเณร และจัดการเรียนการสอนให้กับอนุชน ลูกหลานชาวบ้านด้วย ในอดีตเด็กวัดได้ดิบได้ดีกันหลายคน พระสงฆ์-สามเณร เมื่อเรียนธรรม-บาลี จนเป็นมหาเปรียญ สึกออกมาเป็นปัญญาชน เป็นผู้นำชุมชน สามารถสมัครเป็น ผู้แทนตำบล หรือไต่เต้าเข้าสู่การเมืองระดับชาติเป็นผู้แทน ราษฎรได้ก็มีหลายคน ลูกหลานชาวนายากจน อาศัยบวชเรียน 188

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ยกระดับความรู้และฐานะทางสังคมของตน มีมาตั้งแต่สมัย อดีตตราบเท่าปัจจุบัน ผู้บวชไม่สึกเอาดีทางพุทธศาสนา ได้รับ ตำแหน่งชั้นยศเป็นเจ้าคุณชั้นต่าง ๆ กระทั่งเป็นสมเด็จก็มี พระสงฆ์อีสานไม่ได้เล่นการเมือง (เพราะมีข้อห้าม) แต่ก็มี บทบาทนำทั้งในด้านการศึกษาและด้านสังคม กระทั่งความคิด ทางการเมืองที่ดี มีคุณธรรม และก็ประสบชะตากรรมไม่ต่าง จากนักการเมืองชั้นแนวหน้าของอีสานแต่อย่างใด ตัวอย่าง ส.ส. ที่มาจากกลุ่มพระสงฆ์ เช่น ศาสตราจารย์ ดร.บุญทัน ดอกไธสง อดีตรองประธานวุฒิสภา และอดีต ส.ส. จังหวัด นครราชสีมา ลูกหลานชาวนายากจน อาศัยบวชเรียนยกระดับ ความรู้และฐานะทางสังคมของตน จนจบการศึกษาระดับ ปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา รับราชการเป็นอาจารย์ประจำ ที่สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จนได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้น 3) กลุ่มพ่อค้านักธุรกิจอีสาน พ่อค้านักธุรกิจอีสาน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนระยะแรกของระบบใหม่ยังไม่เข้ามามี บทบาททางการเมืองโดยตรงมากนัก อาจเป็นเพียงผู้สนับสนุน อยู่เบื้องหลังผู้สมัครเลือกตั้งที่เป็นพรรคพวก และที่จะม ี ผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนส่วนชาวอีสานผู้เป็นพ่อค้า นายฮ้อย และมองเห็นคุณค่าของการศึกษา ส่งบุตรให้เรียนสูง ถึงขั้นมหาวิทยาลัย จบมาเป็นครูบาอาจารย์สอนหนังสือหรือ รับราชการ แล้วผันตัวเองเข้าสู่การเมืองก็มี พ่อค้านักธุรกิจจะมี บทบาททางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ ตามการพัฒนาทุนนิยม 189

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ในประเทศไทย ตัวอย่าง ส.ส. ที่มาจากกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจ เช่น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ซึ่งจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่ง ความสำเร็จพบว่า ประการที่หน่ึง นายวิศว์ ลิปตพัลลภ ผู้เป็นบิดาของ นายสุวัจน์ได้ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ในนามบริษัท ประยูรวิศว์การช่าง รับเหมางานก่อสร้างมาแล้วทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญคือ นายวิศว์ได้เข้าไปประมูลงานในจังหวัด นครราชสีมา คือ งานซ่อมถนนในเขตเทศบาลเมืองนครราชสีมา เมื่อปี 2525 มูลค่า 5 ล้านบาทเศษ ทำให้นายวิศว์ ได้รู้จักนายก เทศมนตรี และผวู้ า่ ราชการจงั หวดั นครราชสมี า นอกจากนน้ั แล้ว นายวศิ วย์ งั ไดช้ ว่ ยสรา้ งถนนฟรถี งึ 15 สายในตวั เมอื งนครราชสมี า เพราะตอนนั้นจังหวัดนครราชสีมาไม่มีงบประมาณ คิดเป็นเงิน กว่า 17 ล้านบาท และได้สร้างลานจอดรถให้กับโรงพยาบาล มหาราช และที่สำคัญคือได้ร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 สร้าง อนุสาวรีย์กล้ากลางสมร อนุสาวรีย์ของนายทหารที่เสียชีวิตจาก การปราบปรามผู้ก่อการร้าย 82 คน ในกรมทหารราบที่ 23 ค่าย สุรธรรมพิทักษ์ ผลจากการเป็นผู้ช่วยเหลือราชการอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้นายวิศว์ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประถมภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) และทำให้รู้จักสนิทสนมกับ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะได้ รู้จักนายทหารผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันให้นายสุวัจน์เข้าสู่แวดวงการเมืองจังหวัด นครราชสีมา นายทหารผู้นั้น คือ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ประการที่สอง นายวิศว์มีความสนิทสนมกับพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก เป็นอย่างมากเนื่องจากมีอุปนิสัยเหมือนกัน 190

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ คือ เป็นคนจริงใจ คบกันเหมือนเพื่อนไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ต่อมา พลเอก อาทิตย์ถูกปลดกลางอากาศจากตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก เหลือเพียงตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร สูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว และเมื่อเกษียณก็ตัดสินใจตั้งพรรค ปวงชนชาวไทยขึ้น เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อปี 2531 และ พลเอก อาทิตย์ได้ชวนนายวิศว์ให้ร่วมก่อตั้งพรรคและลงสมัคร รับเลือกตั้ง ด้วยความที่นายวิศว์เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจเพื่อน พอถกู เชิญก็รับปากทันที ประการท่ีสาม เมื่อนายวิศว์รับปากพลเอก อาทิตย์แล้ว ก็รีบกลับมาบ้านมาบอกภรรยาและลูก ๆ ว่า จะลงสมัครรับ เลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทุกคนในครอบครัว ต่างไม่เห็นด้วย เนื่องจากขณะนั้นนายวิศว์อายุมากแล้ว แต ่ นายวิศว์เป็นคนรักษาคำพูด จึงบอกลูก ๆ ว่า ถ้าไม่ให้นายวิศว์ สมัคร ส.ส. ก็ต้องให้ลูกคนใดคนหนึ่งลงสมัคร ส.ส. แทน ผล ก็คือลูก ๆ ทุกคนมีมติให้นายสุวัจน์ลงสมัคร ส.ส. แทนนายวิศว์ เนื่องจากนายสุวัจน์มีภรรยาเป็นชาวโคราช ถือเป็นเขยโคราช จบปริญญาโทจากต่างประเทศ และมีความสนใจการเมือง นั่นคือจุดเริ่มต้นของบทบาททางการเมืองของนายสุวัจน์ เป็นต้นมา นอกจากนี้แล้วยังมีตระกูลการเมืองอื่น ๆ ในยุคนี้ ที่มี พื้นฐานมาจากการทำธุรกิจ เช่น นายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ พื้นฐานครอบครัวทำธุรกิจได้รับสัมปทานป่าไม้ในภาคอีสาน ตอนบน นายวิรัช รัตนเศรษฐ พื้นฐานครอบครัวก็มาจากทำ ธุรกิจสัมปทานป่าไม้ในภาคอีสานเช่นกัน และตระกูลเชิดชัย 191

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เริ่มด้วยผู้นำตระกูล นายวิชัย เชิดชัย อิทธิพลบารมีของคนคนนี้ ครอบฟ้าคลุมแผ่นดินเมืองโคราชและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขาเป็น 1 ใน 3 คหบดีของภาคนี้ที่ได้รับการยอมรับว่า “รวยจริง” เขาไม่ใช่นักการเมือง แต่เขามีเงิน และในความ ไม่สมประกอบทางการเมือง เงินมิใช่หรือที่คือพระเจ้าโน้มน้าว เสียงประชาชนให้เป็นเสียงสวรรค์แก่นักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ได้ทุกเมื่อ ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่เขาไม่อาจค้นหาได้อีกแล้ว ในชีวิตนี้ก็คือ การได้เมียที่ดีคนหนึ่งซึ่งมีค่ายิ่งกว่าเพชรน้ำงาม เม็ดใด ๆ ทั้งสิ้นนั่นคือ นางสุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว ธุรกิจ ของเขาเกี่ยวข้องกับรถยนต์ เขาเป็นเจ้าของกิจการเดินรถภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้ได้รับสัมปทานรถไฟปรับอากาศของ การรถไฟฯ เป็นผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง และที่สุดเขา เป็นเจ้าของอู่ต่อรถใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ ซึ่งมีนักลงทุนจากต่างประเทศมาเกี้ยวให้ร่วมทุนต่อรถอยู่เป็น ประจำ รถโดยสารที่วิ่งกันขวักไขว่บนท้องถนนกว่า 30% เป็น ผลผลิตจากอู่ของเขา พัฒนาการอย่างหนึ่งของธุรกิจภูมิภาคที่กำลังเป็น ประเพณีนิยมนั่นก็คือ การสร้างความเข้มแข็งโดยผูกมัดกับ หนทางทางการเมือง ทุกคนเกิดสำนึกที่ว่าการเมืองเป็นเรื่องของ นกมีหู หนูมีปีก ที่จะทำให้ความฝันทางการค้าเป็นจริงหรือ เติบใหญ่ขึ้นมาได้ พ่อค้าภูธรหากไม่เล่นการเมืองด้วยตนเอง ก็มักส่งเสริมให้ลูกหลานเข้าไปมีวิถีชีวิตผูกพัน หรือไม่ก็ต้องเป็น “นักการเมือง” ที่สามารถสั่งกันได้ด้วย “อำนาจเงิน” และ “อิทธิพลบารมี” “เชิดชัยอุตสาหกรรม” ก็อยู่ในข่ายนี้แม้ว่า ตัวของวิชัยจะไม่ใช่นักการเมืองสมบูรณ์แบบ แต่ไม่อาจจะ 192

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ไปได้ว่า ทุกยุคสมัครการ เลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสนามเล็กหรือใหญ่ เขาได้เข้าไปมีส่วน เกี่ยวข้องอย่างมากมาย โดยเฉพาะกับพรรคการเมือง อย่างพรรคชาติไทยที่วิชัยเป็นแม่เหล็กทางการเงินให้ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ธุรกิจของ “เชิดชัยอุตสาหกรรม” เติบโต มาได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความอนุเคราะห์ทางการเมืองที่มีให้ เขาตลอดมาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พรรค ชาติไทยเป็นรัฐบาล วิชัยมีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับพลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย และรองนายก- รัฐมนตรีคนปัจจุบัน ความรักใคร่กลมเกลียวของคนทั้งคู่ เชื่อมโยงโดยผ่านชุบ ชัยฤทธิชัย ทนายความชื่อดัง กล่าวกันว่า แท้จริงที่พลตรีชาติชายได้รับเลือกตั้งนั้น หากไม่ได้วิชัยแล้ว ชาติชายก็มีสิทธิ “ปิ๋ว” ได้ไม่ยากนัก “เครดิตส่วนตัวของท่าน รองนายกฯ กับคนโคราชเสื่อมถอยไปมากในระยะหลังดีที่ว่า ยังมีเฮียไซเป็นฐานคะแนนใหญ่ที่เงินถึงจึงลอยตัวผ่านการ ทดสอบไปได้” นอกจากจะเป็นฐานคะแนนให้พรรคชาติไทย ยังหันมาสร้างกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่น “กลุ่มประสานมิตร” โดยยอมรับภาระเป็นท้องพระคลังส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ทั้งสมาชิกสภาเทศบาลและสมาชิกสภาจังหวัด แต่การลงเล่น การเมืองสังกัด “กลุ่มประสานมิตร” นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ คนอย่างวิชัยมีความเข้มงวดพอตัว ดังนั้นทุกคนที่มาลงจะต้อง ลงขันของตัวเองส่วนหนึ่ง และถ้าใครไม่มีจริง ๆ สามารถนำ หลักทรัพย์มาจำนองไว้กับวิชัยได้ ซึ่งปัจจุบันทำให้เกิดคดีฟ้อง ร้องกันขึ้นระหว่างอดีตผู้จัดการแบงก์กสิกรไทยกับผู้บริหารของ กลุ่มทุกอย่างเป็นไปอย่างสมใจนึก “กลุ่มประสานมิตร” 193

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ชนะเลือกตั้งทั้งสองสนามอย่างขาดลอย สามารถเข้าไปเป็น ฝ่ายบริหารทั้งสภาเทศบาล และสภาจังหวัดอย่างที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อนของเมืองโคราช 4) กลุ่มราษฎร ราษฎรไทยคือฐานกำลังหลักของ ระบอบประชาธิปไตย คือเป้าหมายของคณะราษฎรที่จะปลุก ปั้นขึ้นมา เพื่อแบกรับภารกิจในการสถาปนาประชาธิปไตยให้ เป็นจริงขึ้นมาได้ แต่ในระยะแรกราษฎรไทยยังกระจัดกระจาย ยังไม่ได้รับการจัดตั้งเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็งยังไม่ได้รับการ ศึกษาในเรื่องประชาธิปไตยที่เป็นระบอบใหม่ การเข้าร่วม ขบวนการประชาธิปไตยยังต้องรอเวลาสำหรับราษฎรในจังหวัด นครราชสีมา แม้จะผ่านประวัติศาสตร์อันขมขื่นมา พอจะมี สำนึกในทางการเมืองเรื่องปกครองตนเอง แต่ส่วนใหญ่ก็มี ฐานะยากจนการจะส่งบุตรหลานให้เรียนสูงกว่าระดับประถม ศึกษาจึงเป็นเรื่องยาก จะเข้าสู่การเมืองได้ก็เพียงเป็นผู้แทน ตำบล เพื่อจะไปเลือกผู้แทนราษฎรอีกทอดหนึ่ง ตามกติกาใน กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร 2 ประเภท คอื ประเภทท่ี 1 และประเภทท่ี 2 อยา่ งละครง่ึ ประเภทที่ 1 เลือกทางอ้อมโดยผู้แทนตำบล ประเภทที่ 2 ทรง แต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ ในระยะแรกของการเลือกตั้ง ตามระบอบใหม่ยังไม่มีผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากชนชั้นชาวนาเลย สักคน ในระยะต่อ ๆ มา แม้จะมีลูกหลานชาวนาได้เป็นผู้แทน ราษฎรแต่ก็มีจำนวนน้อยเต็มที ทั้งนี้เนื่องจากระบบเลือกตั้ง ผู้แทนในประเทศไทยมิได้กำหนดสัดส่วน ส.ส.ตามจำนวน ประชากรของแต่ละกลุ่มชน เช่นว่า ชาวนาเป็นคนหมู่มากก็ให้มี ส.ส. มาก ดังนี้ การเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนตาม 194

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ รัฐธรรมนูญในฉบับต่อ ๆ มา ก็ยังเป็นเพียงกติกาที่เอื้อให้กับ คนที่ได้เปรียบในสังคม คือคนมีบารมี มีการศึกษาสูง ฐานะดี มีอำนาจเงินมากกว่าตัวแทนของคนยากคนจน หรือคนส่วน ใหญ่มีโอกาสน้อยกว่าน้อย ตัวอย่าง ส.ส. ที่มาจากกลุ่มราษฎร เช่น นายจำลอง ครุฑขุนทด ลูกหลานชาวนา ไต่เต้ายกระดับ การศึกษาจนจบการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และประกาศนียบัตรชั้นสูง เนติบัณฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เคย ทำงานเป็นทนายความ แต่ต่อมาได้เข้าสู่งานการเมือง เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรค ชาติไทย เมื่อ พ.ศ. 2523 ต่อมาได้ย้ายไปสังกัดพรรคปวงชน ชาวไทย ในระหว่าง พ.ศ. 2531-2535 และย้ายมาสังกัดพรรค ชาติพัฒนา ซึ่งต่อมาได้มีการยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทย จำลอง ครุฑขุนทด เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ใน พ.ศ. 2533 เป็นเลขานุการรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2535 กระทั่ง ใน พ.ศ. 2539 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ และได้รับการแต่งตั้งอีกครั้งในรัฐบาลของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร พ.ศ. 2544 ฐานเสียงหลักเป็นกลุ่ม สตรีแม่บ้านจากชุมชนและหมู่บ้านต่าง ๆ ในอำเภอด่านขุนทด และอำเภอเทพารักษ์ ในช่วงตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) การเมือง ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดกระแสทักษิณฟีเวอร์ ความนิยมในตัว พันตำรวจโท ทักษิณ และนโยบายพรรคไทยรักไทย ทำให้ ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา เทคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรค 195

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา ไทยรักไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้พรรคอื่น ๆ เช่น พรรค ชาติพัฒนา พรรคมหาชน สญู เสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรฯ ไป เ ป ็ น จ ำ น ว น ม า ก ใ น ช ่ ว ง น ี ้ ต ร ะ กู ล ก า ร เ ม ื อ ง ใ น จ ั ง ห ว ั ด นครราชสีมามีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น ตระกูล ลิปตพัลลภ นำโดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้พาลูกทีมย้ายไป สังกัดพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง ปี 2548 และทำให้ลูกทีม กลุ่มเพื่อนสุวัจน์ ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาหลายคน ตระกูล รัตนเศรษฐ จากเดิมที่สังกัดพรรคมหาชน แต่สามารถเอาชนะ ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทยได้ คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยานายวิรัช รัตนเศรษฐ ก็ได้ตัดสินใจย้ายพรรคไปสังกัด พรรคเพื่อไทยทั้งตระกูล ทำให้การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ตระกูล รัตนเศรษฐ ได้รับการเลือกตั้งทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และแบบ แบ่งเขต ทั้งพ่อ-แม่-ลูก จำนวน 3 คน ตระกูลสุวรรณฉวี นำโดย ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี หลักจากเหตุการณ์ยุบพรรค ไทยรักไทย ก็ได้ไปจัดตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินร่วมกับนายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหะ-พงษ์ชนะ ในนาม 3 พี ก็สามารถได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. 2 คน ทั้ง แม่-ลูก ในการ เลือกตั้งปี 2550 ต่อมาเมื่อผู้นำตระกูลคือ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี เสียชีวิต ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และบุตรชาย ก็ได้ย้ายไปสังกัดกับพรรคชาติพัฒนา ของกลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ ได้ผันตัวเองไปลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครราชสีมา และได้รับการเลือกตั้ง ส่วนบุตรชายก็ได้รับการ เลือกตั้งเข้ามาในนามพรรคชาติพัฒนา 196

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ นอกจากนี้แล้วยังมีตระกูลการเมืองได้แจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ หลายตระกูล เช่น ตระกูลวงศ์ไตรรัตน์ นำโดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คนสนิทนายเนวิน ชิดชอบ ตระกูลชาญนุกูล นำโดยนายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล คู่เขยของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัย รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตระกูลบุญชัยสุข นำโดย นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม. ยิ่งลักษณ์ 3) ตระกูลอัตถาวงศ์ นำโดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ตระกูลจันทรรวงทอง นำโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) และ สุดท้ายตระกูลปัทมะ นำโดยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ปัจจุบันนายนพดล ปัทมะ ทำหน้าที่ทนายความ ประจำตระกูลชินวัตร เป็นผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทย ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จทางการเมืองของตระกูล การเมืองท่ีโดดเด่นในช่วงต้ังแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) การเมืองในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดกระแสทักษิณฟีเวอร์ โดยเริ่มมาจากที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เข้าสู่วงการเมือง 197

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคพลังธรรมใน พ.ศ. 2537 โดยการชักนำของพลตรี จำลอง ศรีเมือง ต่อมาจึงก่อตั้งพรรคไทยรักไทยใน พ.ศ. 2541 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2544 ซึ่งพรรคไทยรักไทยได้รับ เสียงข้างมากในสภาอย่างถล่มถลาย โดยผลการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขต พรรคไทยรักไทยกวาด ส.ส. ได้จำนวน 7 คน พรรค ชาติพัฒนาที่มีนายกร ทัพพะรังสี เป็นหัวหน้าพรรคแทนพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ทีเสียชีวิตไป และมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นเลขาธิการพรรค กวาด ส.ส. ได้จำนวน 10 คน จาก 17 เขต เลือกตั้ง นั่นเป็นการส่งสัญญาณว่าการเมืองได้เปลี่ยนแปลง จากการเมืองระดับจังหวัด จากความนิยมชมชอบตัว ส.ส. เป็น รายบุคคล เป็นความนิยมชมชอบในตัวนโยบายของพรรค ซึ่งนับแต่นี้ทุกพรรคการเมืองจะต้องต่อสู้ในการออกนโยบาย ใหม่ ๆ ที่จะตอบสนองประชาชนให้มากที่สุด แต่ในช่วง ดังกล่าวนี้กระแสความนิยมของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ในจังหวัดนครราชสีมายังมีอยู่มากทั้งจากกระแสนิยมในตัว นโยบาย และกระแสความนิยมในตัวของพันตำรวจโท ทักษิณ เองทำให้เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้ กวาด ส.ส. แบบแบ่งเขตในจังหวัดนครราชสีมา ไปถึง 15 คน จาก 16 เขตเลือกตั้ง (มีการยุบเขต 17) โดยมีเพียง ส.ส. คนเดียวที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาที่ไม่ได้สังกัดพรรคไทยรักไทย คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ จากพรรคมหาชน จากเขต 5 อำเภอโนนสูง และอำเภอขามสะแกแสง การเมืองในช่วงนี้ เป็นช่วงที่พรรคขนาดใหญ่ เงินทุนมหาศาล นโยบายพรรคที่ ประชาชนจับต้องได้ ได้เปรียบพรรคขนาดเล็กในท้องถิ่น 198

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในช่วงนี้ตระกูลการเมืองในจังหวัดนครราชสีมา มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น ตระกูลลิปตพัลลภ นำโดย นายสวุ จั น์ ลปิ ตพลั ลภ ไดพ้ าลกู ทมี ยา้ ยไปสงั กดั พรรคไทยรกั ไทย ในการเลือกตั้งปี 2548 และทำให้ลูกทีมกลุ่มเพื่อนสุวัจน์ได้รับ การเลือกตั้งเข้ามาหลายคน ตระกูลรัตนเศรษฐ จากเดิมที่สังกัด พรรคมหาชน แต่สามารถเอาชนะผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ได้ คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยานายวิรัช รัตนเศรษฐ ก็ได้ตัดสินใจย้ายพรรคไปสังกัดพรรคเพื่อไทยทั้งตระกูล ทำให้ การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ตระกูลรัตนเศรษฐได้รับการเลือกตั้ง ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต ทั้งพ่อ-แม่-ลูก จำนวน 3 คน ตระกูลสุวรรณฉวี นำโดยว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี หลักจากเหตุการณ์ยุบพรรคไทยรักไทย ก็ได้ไปจัดตั้งพรรค เพื่อแผ่นดินร่วมกับนายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ ในนาม 3 พี ก็สามารถได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. 2 คน ทั้งแม่-ลูกในการเลือกตั้งปี 2550 ต่อมาเมื่อผู้นำ ตระกูลคือ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี เสียชีวิต ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และบุตรชาย ก็ได้ย้ายไป สังกัดกับพรรคชาติพัฒนาของกลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ได้ผันตัวเองไปลงชิงตำแหน่งนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และได้รับการเลือกตั้ง ส่วนบุตรชายก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาในนามพรรคชาติพัฒนา นอกจากนี้แล้วยังมีตระกูลการเมืองได้แจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ หลายตระกูล เช่น ตระกูลวงศ์ไตรรัตน์ นำโดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 199

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา คนสนิทนายเนวิน ชิดชอบ ตระกูลชาญนุกูล นำโดยนายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล คู่เขยของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัย รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตระกูลบุญชัยสุข นำโดย นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม. ยิ่งลักษณ์ 3) ตระกูลอัตถาวงศ์ นำโดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ตระกูลจันทรรวงทอง นำโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ใน รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) และ สุดท้ายตระกูลปัทมะ นำโดยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ปัจจุบันนายนพดล ปัทมะ ทำหน้าที่ทนายความ ประจำตระกูลชินวัตรเป็นผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทย ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 5 . 1 . 2 เ ค รื อ ข่ า ย ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ข อ ง นั ก ก า ร เ มื อ ง กั บ พรรคการเมืองและฐานเสียงการเมืองภายในจังหวัด จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทั้งจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกทำให้ผู้วิจัยพบว่าความสัมพันธ์ของ นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมากับพรรคการเมืองและฐาน เสียงการเมืองภายในจังหวัดเป็นไปตามกระแสความนิยมชม ชอบในตัวบุคคล พรรคการเมือง กระสุนดินดำ (เงินสนับสนุน) 200

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ และนโยบายของพรรคเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้จากการวิเคราะห์ ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ชุดที่ 24 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ดังนี้ เขตเลือกตั้ง 1 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนายังคงรักษาเก้าอี้ ส.ส. ได้เหมือนเดิม โดยนายแพทย์วรรณรัตน์อาศัยฐานเสียงเดิมของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ยังเหนียวแน่นตั้งแต่สมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ประสานมิตรของนายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนคร นครราชสีมาอีกด้วย ส่วนคู่แข่งอย่างนายบรรพต เชิดชัย จาก พรรคภูมิใจไทย และนายสมโภชน์ ปราสาทไทย จากเพื่อไทย เจาะฐานเสียงได้ยากเพราะพื้นที่เขตเมือง คือ ฐานที่มั่นที่ สำคัญที่สุดของพรรคชาติพัฒนา เขตเลือกตั้งท่ี 2 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ พรรค ชาติพัฒนา รักษาเก้าอี้ ส.ส. ไว้ได้อย่างไร้ปัญหาเพราะเป็น ส.ส. แชมป์เก่าขยันทำการบ้านลงพื้นที่สม่ำเสมอ อ่อนน้อมถ่อม ตน และแนบแน่นกับนายก อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และ กลุ่มแม่บ้านอย่างยิ่ง ส่วนคู่แข่งอย่างนายประพิศ นวมโคกสูง จากพรรคภูมิใจไทย และนายสุธรรม พรสันเทียะ จากเพื่อไทย หนทางที่จะพลิกชนะริบหรี่เหลือเกิน เขตเลือกต้ังที่ 3 นายประเสริฐ บุญชัยสุข จากพรรค ชาติพัฒนา เป็นอดีต ส.ส. ที่มีฐานเสียงแน่นในเขตอำเภอ เมืองฯ และอำเภอขามทะเลสอ อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุน จากนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เต็มที่ทำให้ยึดเก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ 201

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เอาไว้ได้ ถึงแม้คู่แข่งจากเพื่อไทย นางลินดา เชิดชัย ทายาท รถทัวร์นครชัย และสะใภ้เจ๊เกียว นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าแม่ รถทัวร์เชิดชัยพันล้าน และมีสามี นายอัสนี เชิดชัย คอยวาง กระสุนให้ แต่เพราะนางลินดาย้ายมาจากเขตอื่นการจัดตั้ง หัวคะแนนจึงเป็นไปแบบหลวม ๆ ฐานเสียงหลักของนางลินดา อยู่ในเขตอำเภอสูงเนิน ถึงแม้นางลินดาจะมีกระสุนยิงจะถล่ม เต็มพื้นที่แต่ก็ไม่ตรงเป้าเท่าที่ควร ทำให้นายประเสริฐ ซึ่งเวลา นี้มีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คอยลุ้นจนตัวโก่งอยู่ข้างหลังจึงเฉือน เอาชนะไปได้อย่างหวุดหวิดแค่ปลายจมูก เขตเลือกตั้งที่ 4 เขตนี้นางทัศนียา รัตนเศรษฐ อดีต ส.ส. แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทยยังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้อย่าง เหนียวแน่น ทั้งจากกระแสพรรคเพื่อไทยในเขตนี้กำลังพุ่งแรง โดยมีและเป็นฐานเสียงเดิมของสามี คือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นคนวางแผนหาเสียงและจัดแถวหัวคะแนนอย่างแน่นหนาใน ขณะที่คู่แข่งจากพรรคอื่นไม่ว่าจะเป็น สจ.สมเกียรติ ตันดิลก ตระกูล จากพรรคภูมิใจไทย และ สจ.สุธาสินี ศิริโภคานนท์ จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินกระดูกทางการเมืองยังเป็น รองหลายขุม เขตเลือกต้ังที่ 5 กระแสเสื้อแดงในเขตนี้แรงเหลือเกิน ทำให้นายโกศล ปัทมะ น้องชายนายนพดล ปัทมะ ทนายความ ส่วนตัวพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร สามารถเบียดเอาชนะ นายภิรมย์ พลวิเศษ แชมป์เก่าจากพรรคภูมิใจไทยแบบเฉียดฉิว ถึงแม้พื้นที่นี้นายภิรมย์มีผลงานผลักดันงบประมาณสร้างถนน ไร้ฝุ่นหลายสาย และตุนกระสุนดินดำไว้มากพอสมควรม ี 202

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ฐานเสียงหลักเป็น นายก อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้านในเขต อำเภอบัวใหญ่ และอำเภอบัวลายสนับสนุน อีกทั้งมีแรงเสริม เติมเต็มไม่ขาดสายจากนายเนวิน ชิดชอบ แต่เนื่องจาก นายภิรมย์ประมาทห่วงแต่หาเสียงช่วยภรรยา คือ นางอรทัย พลวิเศษ ในเขตเลือกตั้งที่ 6 มากกว่าช่วยตัวเอง ทำให้เขตนี้ นายโกศลจึงสามารถพลิกกลับมาชนะได้ เขตเลือกต้ังที่ 6 นายสุชาติ ภิญโญ อดีตสมาชิกสภา จังหวัด (สจ.) อำเภอแก้งสนามนาง จากเพื่อไทยที่ได้กระแส พรรคที่กำลังมาแรงและกระสุนดินดำไม่อั้นทำให้สามารถ โค่นเอาชนะนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ แชมป์เก่าจากพรรค ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่นายสมชัยน่าจะมีภาษีดีกว่า คนอื่น โดยสมชัยมีฐานเสียงหลักอยู่ในเขตบ้านเกิดอำเภอคง รวมถึงอำเภอขามสะแกแสง และอำเภอพระทองคำ โดยมี สจ. ทั้งสามอำเภอจัดแถวหัวคะแนนสนับสนุนเต็มที่ ขณะเดียวกัน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็สั่งสู้ยิบตา โดยมีคู่แข่งสองคน คือ นางอรทัย พลวิเศษ จากภูมิใจไทย นางอรทัยมีฐานเสียงเป็น นายกเทศมนตรี, อบต., กำนัน และผู้ใหญ่บ้านโดยมีแรงหนุน จากนายภิรมย์ พลวิเศษ สามี และนายเนวิน ชิดชอบ แต่ หัวคะแนนยังถือว่าไม่แกร่งพอ เขตเลือกตั้งท่ี 7 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ จากพรรค เพื่อไทย บุตรชายนายวิรัช รัตนเศรษฐ นายอธิรัฐ อาศัย ฐานเสียงเดิมของพ่อ และกระแสพรรคเพื่อไทยช่วยดันส่งเข้า สภาได้ ในขณะที่นายพีรพร สุวรรณฉวี จากชาติพัฒนาเพื่อ- แผ่นดิน หลังขาดเสาหลักอย่างคุณพ่อว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ 203

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา สุวรรณฉวี ขงเบ้งทางการเมืองที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ก็ขาด คนวางแผนจัดการและขาดบารมีอีกทั้งท่อน้ำเลี้ยงก็หดหาย ไปด้วย และนายนริศ เรืองธนานุรักษ์ หรือ เสี่ยขิก จากพรรค ภูมิใจไทย เสือเฒ่าที่ไม่สิ้นลายผู้รับเหมารายใหญ่เมืองโคราช ที่ได้แรงหนุนจากเนวิน ชิดชอบ จะเทหมดหน้าตักในช่วงก่อนถึง วันเลือกตั้งแต่ก็ไม่สามารถเบียดเข้าสภาได้ เขตเลือกตั้งท่ี 8 เขตนี้เก้าอี้ ส.ส. ตกเป็นของ นายจรูญพงษ์ พันธุ์ศรีนคร หรือ สจ.แดงจากเพื่อไทยที่ได้แรง หนุนจากกระแสพรรคเพื่อไทยภายใต้การดูแลของนายวิรัช รัตนเศรษฐ กระแสพรรคยังแรงกระสุนดินดำไม่อั้นทำให้เอาชนะ คู่แข่งอย่างนายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ พรรคชาติพัฒนา- เพื่อแผ่นดิน ในฐานะ ส.ส. แชมป์เก่า ถึงแม้นายอนุวัฒน์ จะกระเป๋าหนักกว่าคู่แข่งอีกทั้งหัวคะแนนก็ยังแน่นปึ๊ก ฐานเสียงหลักอยู่อำเภอพิมาย โดยมีนายประกิจ วิเศษจินดา วัฒน์ หรือ เสี่ยกี่ ผู้เป็นพ่อคอยสนับสนุนเต็มที่แต่ก็ยัง ไม่สามารถพลิกกลับมาชนะได ้ ขณะที่คู่แข่งอีกคนเป็นศึก สายเลือด คือ อาแท้ ๆ ของนายอนุวัฒน์ คือ นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา จากภูมิใจไทย ไล่กวดหายใจรดต้นคอมา ติด ๆ แต่ก็ตามไม่ทัน เขตเลือกตั้งที่ 9 เขตนี้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี จาก พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินสามารถเอาชนะเป็น ส.ส. อีกสมัย เพราะเป็นอดีต ส.ส. อาศัยฐานเสียงเดิม และคะแนนสงสาร ของพ่อ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ที่เสียชีวิตอย่าง กะทันหัน พลพีร์มี สจ., นายกเทศมนตรี, นายก อบต., กำนัน 204

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอจักราช และอำเภอห้วยแถลงหลาย ตำบลให้การสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีกระสุนที่คุณพ่อสะสมไว้ ให้อยู่พอสมควร ในขณะที่คู่แข่งอย่าง เจ๊แต๋ว นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้อำนาจรัฐผนึกกำลัง กันลงไปช่วยทุกรูปแบบโดยมีแรงหนุนจากค่ายบุรีรัมย์ผลักดัน เต็มที่โอกาสจะเบียดเข้าป้ายก็มีอยู่มาก แต่สุดท้ายนายพลพีร์ ก็สาดกระสุนเข้าเป้ามากกว่าและเฉือนเจ๊แต๋วเข้าสภาไปได้ เขตเลอื กต้ังท่ี 10 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้า พรรคภูมิใจไทย ดีกรี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย มีความ พร้อมทั้งอำนาจรัฐ และกระสุนดินดำโดยฐานเสียงนายบุญจง แน่นในเขตอำเภอโชคชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จึงผ่าน เข้าสภาด้วยการเอาชนะนายซ้าย ผลกระโทก อดีตสมาชิกสภา จังหวัด (สจ.) อำเภอโชคชัย จากเพื่อไทยได้ไม่ยากเย็นนัก เขตเลือกต้ังที่ 11 เขตนี้เป็นเขตของคนเสื้อแดง กระแสพรรคแรงและกระสุนดินดำไม่อั้นทำให้นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ พี่ชายแรมโบ้อีสาน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คว้า เก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ไปได้ เอาชนะคู่แข่งอย่าง นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล จากพรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส. แชมป์เก่า และเป็นเจ้าของโรงแป้งมันสำปะหลังเอี่ยมเฮง ฐานเสียง นางจิตรวรรณเป็นเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังในอำเภอ เสิงสาง และอำเภอครบุรี ถึงแม้นางจิตรวรรณมีกระสุนดินดำ จัดให้แบบเต็ม ๆ แต่ก็สู้กระแสพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ไม่ไหว 205

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 12 นายประนอม โพธิ์คำ อดีต ส.ส. จากพรรคภูมิใจไทย และเป็นเจ้าพ่อภูเขาทองแห่งอำเภอ วังน้ำเขียว มีฐานเสียงแน่นในอำเภอวังน้ำเขียว และบางตำบล ของอำเภอปักธงชัย และยังมีอำนาจรัฐและ สจ. ทั้งอำเภอ ปักธงชัย และอำเภอวังน้ำเขียว รวมถึงเสี่ยเน นายเนวิน ชิดชอบ และเสี่ยหนู นายอนุทิน ชาญวีรกุล แกนนำพรรคภูมิใจ ไทยคอยส่งท่อน้ำเลี้ยงจัดให้แบบหนัก ๆ งัดทุกกลยุทธ์ออกมาสู้ ทุกรูปแบบ ทำให้เอาชนะคู่แข่งอย่างนายสมศักดิ์ พันธุ์เกษม อดีต ส.ส. จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน คนสนิทนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ไปได้อย่างไม่ยากเย็น เขตเลือกตั้งท่ี 13 เขตนี้กระแสพรรคและคนเสื้อแดง ช่วยหนุนส่งให้นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ จากพรรคเพื่อไทยพลิก ล็อกเอาชนะ ส.ส. ผูกขาดหลายสมัยอย่างพันตำรวจโทสมชาย เพศประเสริฐ ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปสังกัดพรรคมาตุภูมิ ตาม คำเชิญของพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรี ความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ถึงแม้ว่าจะโดดเด่นด้วยบุคลิก ส่วนตัวและบารมีและความเก๋าที่มีอยู่ และแรงสนับสนุนจากทั้ง นายกเทศมนตรี, อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในเขต อำเภอปากช่องท่วมท้น แต่ก็ต้องพ่ายต่อกระแสพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงที่มีมากกว่า เขตเลือกตั้งท่ี 14 เก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ผูกขาดไปแล้ว สำหรับคนหน้าเดิมอย่างนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต ส.ส. จากพรรคเพื่อไทย เพราะนายประเสริฐเป็นขวัญใจชาวอำเภอ สีคิ้ว มีฐานเสียงแน่นในทุกกลุ่ม ทุกตำบลและมีองค์กรปกครอง 206

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ส่วนท้องถิ่นคอยสนับสนุน โอกาสที่คู่แข่งอย่างนายประเสริฐ ตรงจันทึก จากพรรคภมู ิใจไทยที่จะเจาะพื้นที่จึงเป็นไปได้ยาก เขตเลือกต้ังท่ี 15 เขตเลือกตั้งนี้นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ หรือ สจ.ต๋อง จากภูมิใจไทยเบียดเอาชนะโดยสู้กันอย่างสูสีกับ แชมป์เก่านายบุญเลิศ ครุฑขุนทด ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปสังกัด ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และนายรชตะ ด่านกุล หรือ สจ.ซี จาก เพื่อไทย โดยทั้งสามคนต่างก็มีฐานเสียงหลักในเขตอำเภอ ด่านขุนทด โดยนายวิสิทธิ์ได้อำนาจรัฐหนุนช่วยทุกรูปแบบ โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนหลัก และมีท่อน้ำเลี้ยงทั้งจาก นายเนวิน และนายอนุทินคอยหนุน ส่วนนายบุญเลิศได้ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และนายจำลอง ครุฑขุนทด พี่ชายเป็น กุนซือ โดยฐานเสียงหลักเป็นกลุ่มสตรีแม่บ้านจากชุมชนและ หมู่บ้านต่าง ๆ ในอำเภอด่านขุนทด และอำเภอเทพารักษ์ ส่วน สจ.ซี นายรชตะ ด่านกุล จากเพื่อไทย มีกลุ่ม นายก อบต., กำนัน และผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอด่านขุนทดคอยเชียร์ แต่เมื่อ ใกล้ถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนนท่อน้ำเลี้ยงของนายรชตะเริ่ม แห้งขอด สุดท้ายนายวิสิทธิ์เบียดเอาชนะไปได้อย่างสสู ี การเมืองในโคราชมีการเคลื่อนไหวขึ้นอีกระลอก หลงั จากเกดิ การทำรฐั ประหารเมอื งปี 2549 กลมุ่ อำมาตยาธปิ ไตย พยายามทำให้พรรคของเครือข่ายพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อ่อนแอลง ทั้งการสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์กรรมการ บริหารพรรค 111 คน ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมา- ธิปไตย และพรรคชาติไทย และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ทั้ง 3 พรรค รวม 109 คน ทำให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในพรรค 207

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และ พรรคชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลำตะคองที่มีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นหัวหน้ากลุ่ม กลุ่มเพื่อแผ่นดินที่มี 3 พี เป็น หัวหน้ากลุ่ม คือ 1) นายพินิจ จารุสมบัติ 2) ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี และ 3) นายปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ กลุ่มภูมิใจไทย ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้า กลุ่ม กลุ่มมัชฌิมาที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นหัวหน้ากลุ่ม ก็มีการต่อสายคุยกันเป็นวงกว้าง ดังจะเห็นได้จากกรณีของ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ประกาศจับมือกับพรรครวมชาติพัฒนา (รชพ.) แล้วผลักดัน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ขึ้นเป็นผู้นำทางการเมืองนั้น เป็นไปเพื่อ เสริมความเข้มแข็งให้กลุ่มตัวเอง โดยมุ่งประกาศตัวเป็นพรรค ของคนโคราช และเหตุการณ์ทางการเมืองในเขตอำเภอเมือง นั้น นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้ากลุ่มลำตะคองก็เริ่มผูกมิตร กับกลุ่มเพื่อไทยแล้ว หลังจากที่รู้ว่ากระแสความนิยมเริ่มลดลง เพราะในเขตเทศบาลนครนครราชสีมาปัจจุบันมีนายสุรวุฒิ เชิดชัย หัวหน้ากลุ่มประสานมิตร บุตรชายเจ๊เกียว นางสุจินดา เชิดชัย ซึ่งเป็นกลุ่มพรรคเพื่อไทยเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาล นครอยู่ การจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ งานสงกรานต์, งานตรุษจีน, งานย่าโม, งานเข้าพรรษา ออกพรรษา หรือแม้กระทั่งงาน ประชานิยมอื่นในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา จึงถูกผูกขาด ไว้แต่เพียงกลุ่มเดียว ปล่อยให้กลุ่มของนายสุวัจน์ต้องออกไป จัดอยู่ที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ของร้อยตำรวจเอกคมกริช อินทรักษา นายกเทศมนตรีตำบล ปรุใหญ่ ห่างจากตัวเมืองเกือบ 20 กิโลเมตร ช่วงหลัง ๆ จึงต้อง 208

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ มาจับมือกับนายสุรวุฒิเพื่อให้มีพื้นที่เล่นในเขตเทศบาลนคร มากขึ้น ส่วนการเมืองระดับท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา ก็น่าจับตาเช่นกัน เพราะจากเหตุการณ์พรรคเพื่อไทยแตกแยก ส.ส. แยก 2 สาย ชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นครราชสีมา กลุ่ม การเมืองใหญ่ในโคราชส่งผู้สมัครชิงฐานเสียงพร้อมหน้าดึง เสื้อแดงสนับสนุน 2 ผู้สมัคร หลังจากที่นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้สิ้นสุดวาระลงในวันที่ 9 ก.พ.2555 ถือเป็นศึกช้างชนช้าง บนเวทีเลือกตั้งนายก อบจ.นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีโครงสร้างใหญ่ที่สุดในภาค อีสาน ภายใต้การบริหารงบประมาณปีละกว่า 1.5 พันล้านบาท ส่งผลให้การชิงชัยระหว่างคู่แคนดิเดตเป็นไปอย่างสุดสูสี โดยแชมป์เก่าอย่างหมอแหยง นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก อดีตนายก อบจ.เมืองโคราช ที่เพิ่งหมดวาระไปหมาด ๆ ก็ประกาศท้าชน ขอทวงเก้าอี้คืนอีกสมัย ด้วยยุทธศาสตร์เก่า เข้าถึงมวลชน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ใน 32 อำเภอ ที่มีอยู่กว่า 5 หมื่นคน เป็นแกนขับเคลื่อนสำคัญ เพราะเคยใช้กลยุทธ์นี้ ทำให้ชนะมาอย่างถล่มทลายในศึก เลือกตั้งสมัยที่แล้ว ในครั้งนี้ก็เช่นกันหมอแหยงก็คงเก็บกิน บุญเก่า จากที่เคยนำ อสม. ทุกตำบลไปจับกลุ่ม สร้างมวลชน ในกิจกรรมสัมมนาต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะการเดินเคาะ ประตูบ้าน นำชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงเข้าโครงการคัดกรอง 5 โรคร้าย ใช้งบประมาณไปกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งมีเพียง อสม. เทศบาลเมืองปากช่อง แห่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้เข้าร่วม 209

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ ในช่วง 2 ปีสุดท้ายบนเก้าอี้นายก อบจ. หมอแหยง ได้จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน หรือ อสก. ซึ่งมี ทั้งผู้ปลูกมันสำปะหลัง, ข้าว และอ้อย กว่า 2 หมื่นคน เข้าไปมี บทบาท เคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรม จึงนับว่าเป็นฐาน จัดตั้งได้อีกกลุ่มหนึ่ง สำหรับคู่แข่งคนสำคัญที่ครบเครื่องทั้งบุ๋นและบู๊อย่าง ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีต รมว. กระทรวงไอทีซี ภรรยาว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำกลุ่ม 3 พี ผู้ล่วงลับ ที่ในช่วงต้นปีได้มีการนัด ส.อบจ. กลุ่มยังเติร์ก และ นักการเมืองระดับชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับหมอแหยงมาจับ เข่าคุยเพื่อเฟ้นหาตัวเลือกที่เหมาะสมลงท้าชิงเก้าอี้นายก อบจ. กระทั่งมีการชูระนองรักษ์เป็นตัวเลือกเพื่อลงชิงชัย โดยมี นโยบายสำคัญ คือ ตั้งกองทุน 200 ล้านบาทให้กับท้องถิ่น ด้านแก้ว ด๊ะดาด หรือนายวิทูร ชาติปฏิมาพงษ์ อดีตนายก อบจ. หลายสมัย ที่เคยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว แต่ ด้วยศักดิ์ศรี และความเป็นลูกหม้อท้องถิ่น ก็พร้อมรอเป็นตาอยู่ หากว่าผู้สมัคร 2 ตัวเก็งเล่นกันแรงเกินไป จนอาจถูกใบแดงจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และแม้ว่าวิทูรจะมีสาย สัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต รมช. กระทรวง มหาดไทย แต่กระนั้นก็ยังไร้ซึ่งแรงหนุนนำจากขั้วการเมือง ระดับชาติ หรือแม้แต่ฐานมวลชนกลุ่มใด ๆ ทำให้ถูกมองว่าเป็น ม้านอกสายตา ขณะที่สถานการณ์โดยทั่วไป ก่อนจะถึงวันรับ สมัคร หมอแหยงได้ลงทุนถอดเสื้อสีน้ำเงิน หันมาสวมใส่สีแดง ซง่ึ ได้สร้างความกังขาให้กบั แฟนพนั ธุแ์ ท้พรรคภมู ใิ จไทยท่ไี ด้รบั รู้ อาการเปลี่ยนหัวแบบฟ้าผ่า จากนั้นแรมโบ้อีสาน นายสุภรณ์ 210

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ อัตถาวงษ์ แกนนำ นปช. ใหญ่ ได้ประกาศมติ นปช.โคราช หนุนหมอแหยง ลงชิงตำแหน่งนายก อบจ. ตามด้วยสื่อท้องถิ่น ประโคมข่าวพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร สายตรงหนุน หมอแหยงลงชิงนายก อบจ. โคราช แต่สุดท้าย ก็เป็นเพียง ข่าวโคมลอย เมื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. โคราช และ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายโกศล ปัทมะ ส.ส. โคราชอกี ราย นอ้ งชายของนายนพดล ปทั มะ ทป่ี รกึ ษากฎหมาย พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ออกมาย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีมติ สนับสนุนใคร ปล่อยเสรีให้ ส.ส. ช่วยใครก็ได้ พร้อมตบหน้าซ้ำ กรณีอ้างถึงนายใหญ่ที่ให้การสนับสนุนหมอแหยงไม่เป็นความ จริง ส่วนแรมโบ้อีสานยังคงเล่นไม่เลิก อ้างมติแกนนำแดง 32 อำเภอ บี้ปลดกลางอากาศนายอนุวัฒน์ ทินราช ประธาน นปช. โคราช พร้อมเสนอตั้งนายอุบล เอื้อศรี อดีต ส.ว. นครราชสีมา คนสนิทหมอแหยงมาทำหน้าที่แทน ไม่เพียงแค่นี้ นายอนุวัฒน์แก้เกมด้วยการอ้างแกนนำเสื้อแดงเสนอปลด แรมโบ้อีสานพ้นเก้าอี้ประธานที่ปรึกษา นปช. โคราชเช่นกัน พร้อมประกาศว่าการกระทำของนายสุภรณ์ได้สร้างความ แตกแยกให้กับสังคมคนเสื้อแดง ทำให้มวลชนเสื้อแดงโคราช รวมกันไม่ติด ทั้งที่ในโคราชมีคนเสื้อแดงอยู่กว่า 40 เครือข่าย จาก 32 อำเภอ แต่ที่เคลื่อนไหวเด่น ๆ มีสีสันในเขตจังหวัด นครราชสีมา มีเพียงกลุ่มของนายอนุวัฒน์และกลุ่มของตี่ไก่ อำเภอเมืองฯ ทนายหมู ปากช่อง และกลุ่มแรมโบ้อีสาน เท่านั้น ที่เหลือเป็นแค่ตัวประกอบในการช่วงชิงฐานมวลชน เสื้อแดง 211

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา วิเคราะห์ได้จากฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ ส.ส. 8 คน จาก 15 เขตเลือกตั้งและคะแนนบัญชีรายชื่ออีกกว่า 7 แสนคะแนน จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 1.3 ล้านคนของจังหวัด นครราชสีมาในการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2554 ทีนี้ หากผู้สมัครรายใดก้าวไปยึดครองเสียงเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสคว้า ชัยชนะสูง ส่วนสถิติในการเลือกตั้งนายก อบจ. นครราชสีมา มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิกว่า 50% ซึ่งผลรวมคะแนนนายก อบจ. สมัยที่ผ่านมาหมอแหยงได้ 607,598 คะแนน การเลือกตั้งครั้งนี้ หากได้มากกว่า 5 แสนคะแนน ก็น่าจะเป็นผู้ชนะ คะแนนบัญชี ราชชื่อพรรคเพื่อไทยในจังหวัดนครราชสีมาที่มีกว่า 7 แสน คะแนน มิใช่เป็นของคนเสื้อแดงทั้งหมด ส่วนใหญ่จะเป็น คนหลากสีเสื้อได้เทแต้มให้ เพราะนิยมชมชอบนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเบื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมไปถึง นโยบายเพื่อไทยโดนใจคนรากหญ้า หรือแม้กระทั่งเพื่อแสวงหา ความปรองดอง แต่ในช่วงไคลแมกซ์ หากเป่านกหวีด ขอคะแนนจากแฟนพันธุ์แท้เสื้อแดงเต็มที่น่าจะมีไม่เกิน 3 แสนคะแนน เมื่อเป็นเช่นนี้คะแนนจัดตั้งจากคนเสื้อแดงที่ได้ แบ่งขั้วเสียงจะแตกออกไปอีก ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังชัยชนะหนที่แล้วของหมอแหยง ส่วนหนึ่ง มาจากทีมงานของระนองรักษ์ ที่วางยุทธศาสตร์ ทั้งบนดิน- ใต้ดิน แต่การฟาดฟันเที่ยวนี้ ทีมงานที่เคยช่วยเหลือได้หันไปอยู่ กับเจ้านายเดิมส่งผลให้ระนองรักษ์กุมความได้เปรียบอยู่มิใช่ น้อยเมื่อสำรวจฐานคะแนน จาก ส.ส. 15 เขต ที่ประกาศตัว หนุนระนองรักษ์ นำทีมโดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำ คนสำคัญพรรคชาติพัฒนา ที่มาพร้อมกับนายแพทย์วรรณรัตน์ 212

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ชาญนุกูล ส.ส. เขต 1 นครราชสีมา, วัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส. เขต 2, ประเสริฐ บุญชัยสุข ส.ส. เขต 3 และลูกชายหัวแก้ว หัวแหวน พลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส เขต 9 พรรคเพื่อไทย ตามมา ด้วย โกศล ปัทมะ ส.ส. เขต 5, จรูญพงษ์ พันธ์ศรีนคร ส.ส. เขต 8, ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. เขต 14 พรรคภูมิใจไทย และประนอม โพธิ์คำ ส.ส. เขต 12 ทางด้านหมอแหยง มีแรมโบ้อีสานเป็นแกนสำคัญ ที่มาพร้อมกับวิรัช รัตนเศรษฐ และสมพล เกยุราพันธุ์ ที่ได้รับใบสั่งจากมุ้งวังทองหลางของ คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ส่วน ส.ส. เขตที่ให้การ สนับสนุนก็มีทั้งนางทัศนียา อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส. เขต 4 และ เขต 7 รวมไปถึงนายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ส.ส. เขต 11 ส่วน ส.ส. เพื่อไทยอีก 2 เขต ทั้งนายสุชาติ ภิญโญ และนายศิริสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่เหมือนกับ ส.ส. ค่ายภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวชัดเจน เพราะต้องการแสวงหามิตร ดีกว่าสร้าง ศัตรู ซึ่งเป็นไปตามที่แก้ว ด๊ะดาด ออกมายืนยัน! กลบกระแส ข่าวที่ระบุว่าได้ทาบทามนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต มท.2 แกนนำภูมิใจไทย และนายวิสิทธิ์ ทิพยาภรณ์ ส.ส. เขต 15 ลงช่วยหาเสียง เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวการตอบแทนด้วย โควตารองนายก อบจ. ซึ่งแก้ว ด๊ะดาด ก็ยืนกรานว่าไม่เป็น ความจริง แม้ทั้ง 2 คน จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเมื่อครั้งยังเป็น นายก อบจ. นครราชสีมา ก็ตามที เมื่อแยกฐานคะแนน ส.อบจ. ทั้ง 48 เขต มีที่จงรักภักดี กับหมอแหยง และระนองรักษ์ อยู่ฝ่ายละกว่า 10 เขต ส่วนแก้ว ด๊ะดาด เป็นรองในการช่วงชิงฐานนักการเมือง แต่ก็มิใช่หนทาง การต่อสู้จะตีบตัน เพราะตอนนี้กลุ่มนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 10 213

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ที่มีภูมิลำเนาในเขตอีสาน และอดีตแม่ทัพภาค ที่ 2 รวมทั้ง ทหาร ตำรวจ และกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ได้ลงขันช่วยเหลือ อย่างลับ ๆ หวังให้นายวิทูรฝ่าด่านอรหันต์ เบียดมาเป็นนายก อบจ. ในช่วงบั้นปลายชีวิต อย่างไรก็ดีผู้สมัครแต่ละราย ต่างเฝ้าระวังจับผิดซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะ อสม. ตัวแปร สำคัญ ซึ่งเป็นคะแนนจัดตั้งที่สามารถต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ เพื่อ มิให้เป็นข้อครหา นายแพทย์วิชัย ขัตติยวิทยากุล นายแพทย์ สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา จึงออกหนังสือสั่งการ กำชับ บุคลากรในสังกัดวางตัวเป็นกลาง ห้ามจัดกิจกรรมในช่วงนี้ พร้อมขอตัวข้าราชการ อสม. คนใกล้ชิดหมอแหยง ที่มาช่วย ราชการ อบจ. กว่า 2 ปี กลับคืนต้นสังกัด รวมไปถึงข้าราชการ ที่สังกัดสำนักงานเกษตรฯ ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฏว่าร้อยตรี หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี สามารถเอาชนะคู่แข่งอย่าง นายแพทย์สำเริง แหยงกระโทก ไปได้อย่างเฉียดฉิวทิ้งความ แตกแยกในทีมโคราชของพรรคเพื่อไทยเอาไว้ สำหรับผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมา หรือ ส.อบจ. นครราชสีมา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2555 จำนวน 48 ที่นั่ง จาก 32 อำเภอ ปรากฏว่าอำเภอเมืองฯ ทั้ง 8 เขต กลุ่มโคราชชาติพัฒนาจากการสนับสนุนของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ได้ 7 ที่นั่ง แพ้ในเขต 4 แต่มาได้ในเขต อ.สูงเนิน รวมกับกลุ่มร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ฐานเสียงของว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี พื้นที่ อ.ห้วยแถลง อ.จักราช อีก 2 คน รวมเป็น 10 คน ส่วนกลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทย ในซีกของนายวิรัช รัตนเศรษฐ และซีกกลุ่มของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. 214

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ พรรคเพื่อไทย รวมทั้งซีกของกลุ่มนายสุชาติ ภิญโญ ส.ส. พรรคเพื่อไทย กับนายอนุวัฒน์ ทินราช ประธานคนเสื้อแดง นปช. จ.นครราชสีมา รองนายก อบจ. นครราชสีมา ทั้งกลุ่ม ของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ใช้กันในนาม กลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทยเกือบทั้งจังหวัด ได้กว่า 30 คน และ กลมุ่ ของนายสมศกั ด์ิ พนั ธเ์ุ กษม 1 คน สว่ นกลมุ่ ของนายบญุ จง วงศ์ไตรรัตน์ และนายประนอม โพธิ์คำ แกนนำพรรคภูมิใจไทย จำนวน 2 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้สมัครอิสระ ทั้งนี้ ส.อบจ. ส่วนใหญ่จะเป็นอดีต สจ. คนหน้าเดิม โดยสรุปภาพรวมกลุ่มใน นามสมาชิกพรรคเพื่อไทยได้กวาดที่นั่ง ส.อบจ. มากที่สุด แต่ใน ส่วนของกลุ่มโคราชชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ มี ส.อบจ. อยู่ในกำมือ 10 คนที่สามารถยกมือในสภา อบจ. ได้ พร้อมกันและเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย พร้อมกับได้วางตัว นายกิตติพงศ์ วงศ์สุรเวท ส.อบจ. เขต 1 อ.เมืองฯ มือขวา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ โดยได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มร้อยตรี หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ทำหน้าที่ประธานสภา อบจ. ค่อนข้างสดใส แต่หากกลุ่มสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกกลุ่มรวม ทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงกลมเกลียวกัน จะมีเสียงในสภาฯ ท่วมท้น ทั้งนี้ทั้งเพื่อไทยกับนายสุวัจน์สามารถไปด้วยกันได้ กล่าวโดยสรุปความสัมพันธ์ของนักการเมืองและ ฐานเสียงการเมืองภายในจังหวัดนครราชสีมา การเมืองโคราช ไม่เคยมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกิดขึ้น ทุกฝ่ายพร้อมเสมอ ที่จะมาอยู่ร่วมกัน ฐานเสียงของพรรคชาติพัฒนา จะอยู่ในเขต อำเภอเมืองฯ เป็นส่วนใหญ่ ฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย ฐานเสียงจะอยู่ต่างอำเภอ เนื่องจากเป็นจังหวัด 215

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ใหญ่ ทกุ ครง้ั ทม่ี กี ารเลอื กตง้ั จะถกู คาดหวงั จากทกุ พรรคการเมอื ง ซึ่งในปัจจุบันนี้ (พ.ศ. 2556) การเลือกตั้ง ส.ส. ระดับแบ่งเขต จังหวัดนครราชสีมา มี ส.ส. ถึง 15 คน ถ้ารวมกับระบบบัญชี รายชื่อ ประชากรนครราชสีมามีมากกว่า 2,600,000 คน ซึ่ง คิดเป็นสัดส่วนได้ไม่ต่ำกว่า 4 คน ซึ่งรวม ๆ แล้ว จังหวัด นครราชสีมาจะมี ส.ส. ทั้งหมดเกือบ 20 คน โคราชสนาม เลือกตั้งที่ใหญ่ เป็นที่ 2 ของประเทศ ถูกหลายกลุ่มการเมือง จับตา และหมายปองในการเผด็จชัยให้สำเร็จ จากสนามใหญ่ มาถึงระดับท้องถิ่น กระแสการเมืองของคนโคราช เปลี่ยนแปร ได้ง่ายก็เนื่องจากตัวแปร ของคนในเมือง หรือ อำเภอเมืองฯ ที่เป็นหลักในการเทคะแนนตามความคิดความอ่าน อย่างตรง ไปตรงมา หรือจะบอกว่าเงิน อาจไม่ใช้ปัจจัยหลักเหมือนใน กรุงเทพฯ โคราชเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวเป็นเมือง หลวงของอีสาน มีเศรษฐกิจที่ดี มีชัยภูมิเด่น มีทางเชื่อมโยง ครบทั่ว อินโดจีนและมีการเมืองที่ไม่ทำลายล้างกัน โคราชเป็น พื้นที่พิเศษในระดับหนึ่ง โคราชเป็นพื้นที่ท้องถิ่นนิยมระดับสงู 5.1.3 รูปแบบวิธีการหาเสียงในการเลือกต้ังของนักการเมือง ในจังหวัดนครราชสีมา รูปแบบการหาเสียงในยุคแรก (2476 ถึงก่อนปี 2518) จะใช้วิธีการที่ตัวผู้สมัคร ส.ส. เข้าไปหาเสียงด้วยตนเองใน หมู่บ้านและในชุมชน โดยไปจัดแสดงมหรสพฉายภาพยนตร์ แล้วขึ้นปราศรัยหาเสียง มีการติดใบปลิวหาเสียง บางครั้งใช้วิธี หาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน ผู้สมัครหาสุราไปดื่มและกินต้มไก่ กับชาวบ้าน การหาเสียงนอกจากใช้รูปแบบเดิมโดยจัดมหรสพ 216

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ โดยฉายหนัง มีดนตรีแสดง มีบริการตัดผมฟรี ผู้สมัครจะขึ้น ปราศรัยหาเสียง และเริ่มมีการแจกสิ่งของอุปโภค บริโภค ให้ชาวบ้าน เช่น หมากพลู ยาแก้ปวด น้ำปลา ปลากระป๋อง รองเท้า เป็นต้น ยุคท่ีสอง (2518 ถึงก่อนปี 2544) ยุคนี้เงินเริ่มเข้ามามี บทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ โดยมีการแจกเงินควบคู่กับสิ่งของ เช่น เสื้อ ผ้าถุง ลูกเป็ด ลูกปลา กล้าไม้ เป็นต้น และเริ่มมีการ จัดตั้งหัวคะแนน ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำสตรี ครู หรือข้าราชการในท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครป้องกันภัยพลเรือน (อปพร.) โดยจัดตั้งถึง ระดับชุมชนหมู่บ้าน ทำให้การควบคุมคะแนนเสียงของผู้สมัคร มีประสิทธิภาพมาก และไม่ต้องลงไปปราศรัยหาเสียงเอง เหมือนเมื่อก่อน เพราะมีการนำการจัดการเครือข่ายแบบธุรกิจ ขายตรงมาให้กับเครือข่ายหัวคะแนน นอกจากนี้ยังมีการ ติดตามดูแลเครือข่ายหัวคะแนนอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดเงิน กองทุนให้กลุ่มแม่บ้าน การจัดอบรมและพาไปดูงานต่างจังหวัด และแจกเบี้ยเลี้ยง การจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นระยะ สำหรับ หัวคะแนนฝ่ายตรงข้ามจะใช้การข่มขู่ การปิดหมู่บ้านไม่ให้ เข้าไปแจกเงินหาเสียงของคู่แข่งให้ชาวบ้านได้ สำหรับการทุจริต ในกระบวนการจดั การเลอื กตง้ั เชน่ การเวยี นเทยี น การสวมสทิ ธิ การมีชื่อคนตายในทะเบียนบ้าน การซื้อกรรมการบางคนหรือ ซื้อยกหน่วยก็มีพบเห็นกันบ้างซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสลับ ซับซ้อนของการทุจริตในการเลือกตั้งมีมากขึ้นเป็นลำดับ ตัวอย่างการหาเสียงในยุคนี้ที่เด่นชัด คือ กรณีของนายประจัญ กล้าผจญ อดีต ส.ส. 2 สมัย นายประจัญ กล้าผจญ เคยรับ 217

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา ราชการครูมากว่า 23 ปี ใช้รูปแบบวิธีการหาเสียงด้วยการ ขี่จักรยานไปตามหมู่บ้าน โดยมีชอล์กติดตัวไปด้วย ไปถึง บ้านไหนก็เขียนเบอร์ที่ตนเองสมัครไว้บ้านนั้น เพื่อให้ชาวบ้าน จดจำ หาเสียงแบบให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านโดยไม่ใช้ เงินซื้อเสียง เป็นต้น ยุคท่ีสาม (2544 ถึงปัจจุบัน (2556)) ยุคนี้นโยบาย ของพรรคเป็นส่วนสำคัญที่จะตัดสินได้ว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับ การเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพราะเป็นยุคแห่งการแข่งขันการออก นโยบาย ไม่ว่าจะพรรคขนาดใหญ่ หรือพรรคขนาดเล็ก ต่าง แข่งขันช่วงชิงฐานเสียงในจังหวัดด้วยการออกนโยบายในรูป แบบประชานิยมออกมาปรนเปรอชาวบ้านอยู่ตลอด และเงิน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับการ เลือกตั้ง นอกจากนั้นแล้วรูปแบบการจัดตั้งหัวคะแนนยังมี การนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น จนถึง ระดับจังหวัด การปราศรัย มีทั้งการปราศรัยใหญ่ ปราศรัยย่อย และปราศรัยแบบจรยุทธ ในการปราศรัยใหญ่พรรคการเมืองต้น สังกัดจะลงมาช่วย ถ้าหัวหน้าพรรคมาไม่ได้ก็มีกรรมการบริหาร พรรคระดับรองลงมา หรือหัวหน้าทีมสำหรับภูมิภาคนั้น ๆ หรือ หัวหน้าทีมจังหวัดนั้น ๆ ไปปราศรัยช่วย ส่วนปราศรัยย่อยนั้น แต่ละคนจะมีรถติดเครื่องขยายเสียงเคลื่อนที่ไปตามหมู่บ้าน ชุมชน หากมีงานบุญเทศกาลประเพณีต่าง ๆ ก็จะถือโอกาส ปราศรัยหาเสียงไปด้วย สำหรับการปราศรัยแบบจรยุทธนั้นจะ มีแกนนำแต่ละหมู่บ้านรวมกลุ่มไว้ให้บางกลุ่ม 5-10 คน เมื่อ ผู้สมัครไปถึงที่หมายก็จะปราศรัยพูดคุยด้วย การช่วยเหลือ อุปถัมภ์ในรูปแบบต่าง ๆ แล้วแต่สถานการณ์แวดล้อม หรือ 218

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ วัฒนธรรมชุมชน เช่น การให้บริการรถรับ-ส่งผู้ป่วยหรือบาดเจ็บ ระหว่างบ้าน-ไปโรงพยาบาล หากตายก็มีหีบศพบริการนำศพ ส่งบ้าน-วัด การให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์จัดกีฬาในชุมชน การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร การช่วยเหลือในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์งานประเพณีต่าง ๆ และการลงพื้นที่เยี่ยมเยียน พบปะพูดคุย หรือ “เคาะประตูบ้าน” อย่างสม่ำเสมอ เวลา มีงานบุญประเพณีต่าง ๆ ส.ส. ทุกคนขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น งานกฐิน ผ้าป่า สงกรานต์ แข่งเรือ ประกวดสรภัญญะ วันเด็ก วันแม่ วันพ่อ งานแต่ง งานบวช งานศพ ฯลฯ ส.ส. ทุกคนไป ร่วมไม่ได้ต้องจัดให้มีผู้แทน ส.ส. หรือแกนนำของเครือข่ายไป แทน หากใครขาดการร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะมีเสียงตำหนิว่า “ตีนไม่ติดดิน” ไม่ร่วมทุกข์-ร่วมสุข กับชาวบ้าน 5.2 อภิปรายผล 5.2.1 ตระกูลการเมืองในจังหวัดนครราชสีมาท่ีมีบทบาท สำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (2556) มีจำนวน 36 ตระกูล โดยเลือกเฉพาะตระกูลที่เคยได้รับ การเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ยกเว้นเฉพาะตระกูลเชิดชัย เพียงตระกูล เดียว ที่ถึงแม้จะเคยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเมื่อปี 2550 เพียงครั้งเดียว แต่ตระกูลนี้ก็มีบทบาท ต่อการเมืองในจังหวัดนครราชสีมาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับ จังหวัดเป็นอย่างมาก โดยจะได้กล่าวถึงในส่วนต่อไป โดย ผู้วิจัยจะแบ่งการเมืองในจังหวัดนครราชสีมาเป็น 3 ช่วงใหญ่ 219

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา คือ ช่วงตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 ช่วงตั้งแต่ปี 2518 ถึงก่อน ปี 2544 และช่วงตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) ช่วงแรกต้ังแต่ปี 2476 ถึงก่อนปี 2518 เป็นการเมือง ในยุคที่มีขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันม ี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครราชสีมาชุดแรก คือ พันเอกพระยาเสนาภิมุข (แสง เตมิยาจล) และนายสนิท เจริญรัฐ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นการเลือกตั้ง ทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวของไทย ตราบจนปัจจุบัน โดย เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ในขณะนั้น ประเทศไทย (ยังคงใช้ชื่อว่า สยาม) แบ่งการปกครองเป็นจังหวัด มีจังหวัดทั้งสิ้น 70 จังหวัด ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร สยาม พุทธศักราช 2475 แล้วสามารถเลือกสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร (ส.ส.) ประเภทที่หนึ่ง ได้ทั้งหมด 78 คน และบวกรวม กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่สอง ที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งขึ้นอีก 78 คน รวมทั้งสิ้นเป็น 156 คน ซึ่งการ เลือกตั้งครั้งนั้น เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม โดยได้มีพระราช- กฤษฎีกากำหนดให้กรมการอำเภอ ดำเนินการเลือกตั้งผู้แทน ตำบลขึ้นทั่วประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 จากนั้นผู้แทนตำบลก็จะไปเลือกสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรอีกขั้นหนึ่ง หลังจากนั้น จะเป็นผู้แทนตระกูลสำคัญของจังหวัด นครราชสีมาสลับกันเข้ามาเป็นผู้แทน เช่น นาวาอากาศเอก 220

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เลื่อน พงษ์โสภณ (2480) ซึ่งเคยทำงานกับบริษัท ขนส่ง จำกัด ที่จังหวัดนครราชสีมา มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหลายคน จึงเกิดความสนใจในเรื่องการเมือง เนื่องจากมีความปรารถนา จะช่วยเหลือประเทศชาติ นาวาอากาศเอกเลื่อนตัดสินใจ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา ในสังกัด พรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยมีทุนรอนน้อยจึงมิได้ตั้งความหวังไว้ มากนัก ทว่าบังเอิญได้รับเลือกตั้ง จึงเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเล่น การเมือง และลาออกจากงานตั้งแต่บัดนั้น ทั้งนี้ นาวาอากาศ เอกเลื่อนได้รับเลือกตั้งถึง 6 สมัย เป็นเวลาประมาณ 25 ปี โดยนาวาอากาศเอกเลื่อนยังร่วมกับคณะนายทหาร เข้ากระทำ รัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ต่อมาได้รับ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ในรัฐบาลควง อภัยวงศ์ และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การน้ำตาลไทย เป็นระยะเวลา 10 ปี และ ได้รับพระราชทานยศเป็น นาวาอากาศเอก เมื่อ พ.ศ. 2500 นอกจากนี้แล้วยังมีหลายตระกูลที่สลับขึ้นมาเป็น ส.ส. เช่น ขุนคงฤทธิ์ศึกษากร (2489) เป็นอดีตข้าราชการครูที่มีเครือข่าย คนในตระกูลส่วนมากรับราชการ ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาล จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นอกจากนี้แล้วยังมีผู้แทน หลายคน ที่เคยได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนหลายครั้ง เช่น ร้อยโทอู๊ด นิตยสุทธิ์ นายยศ อินทรโกมาลย์สุต และนายอารีย์ ตินติเวชกุล กล่าวโดยรวมในช่วงแรก คือ ตั้งแต่ปี 2476 ถึงก่อน ปี 2518 มีผู้แทนจาก 2 ตระกูล ที่มีความโดดเด่นที่สุด คือ 221

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา นาวาอากาศเอกเลื่อน พงษ์โสภณ และขุนคงฤทธิ์ศึกษากร ซึ่งเคยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ช่วงที่สอง คือ ต้ังแต่ปี 2518 ถึงก่อนปี 2544 มี ตระกูลนักการเมืองผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นมาเป็นผู้แทนของ ชาวจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งด้วยความที่เป็นจังหวัดที่มีขนาด ใหญ่ ทำให้มีผู้แทนจำนวนมาก และผู้แทนในแต่ละพื้นที่ก็มี ตระกูลที่แทบจะมีผลผูกขาดในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นส่วนประสม ที่ลงตัวระหว่างชนชั้นข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ ทนายความ ทำให้ในช่วงนี้มีตระกูลนักการเมืองที่โดดเด่นหลายคน เช่น พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุขุม เลาวัณย์ศิริ อดีต ส.ส. 9 สมัย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รองนายกรัฐมนตรี นายจำลอง ครุฑขุนทด อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พันตำรวจโท สมชาย เพศประเสริฐ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่าที่ ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตแกนนำกลุ่ม 16 ผู้ผลักดันให้ ภรรยา คือ ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรี ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการจัดตั้งของรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรค ประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2551 ตระกูลการเมืองลำดับต่อมาที่มีความโดดเด่นในจังหวัด นครราชสีมา คือ ตระกูลสภาวสุ นำโดยนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่าย เศรษฐกิจ ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ 222

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับต่อมา คือ ตระกูล รัตนเศรษฐ นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และท้ายที่สุด คือ ตระกูลเชิดชัย เจ้าของอู่ต่อรถใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ กลุ่มทุนท้องถิ่นที่สนับสนุนให้พรรคชาติไทยได้จัดตั้งรัฐบาลสมัย พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ตระกูลเชิดชัย ได้หลงเสน่ห์การเมืองมากขึ้น เพราะมีส่วนเกื้อกูลให้การค้า รุ่งโรจน์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากจะเป็นฐานคะแนนให้พรรค ชาติไทย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรค เพื่อไทย ยังหันมาสร้างกลุ่มการเมืองระดับท้องถิ่นของตนเอง ในนาม “กลุ่มประสานมิตร” โดยชนะเลือกตั้งทั้งสองสนาม อย่างขาดลอย สามารถเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารทั้งสภาเทศบาล และสภาจังหวัดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนของเมืองโคราช ในช่วงตั้งแต่ปี 2544 ถึงปัจจุบัน (2556) การเมือง ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดกระแสทักษิณฟีเวอร์ ความนิยมในตัวพัน ตำรวจโททักษิณ และนโยบายพรรคไทยรักไทย ทำให้ประชาชน ในจังหวัดนครราชสีมา เทคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรค ไทยรักไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้พรรคอื่น ๆ เช่น พรรค ชาติพัฒนา พรรคมหาชน สูญเสียที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรฯ ไป เป็นจำนวนมาก ในช่วงนี้ตระกูลการเมืองในจังหวัดนครราชสีมา มีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น ตระกูลลิปตพัลลภ นำโดย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้พาลูกทีมย้ายไปสังกัดพรรค ไทยรักไทยในการเลือกตั้ง ปี 2548 และทำให้ลูกทีมกลุ่มเพื่อน สุวัจน์ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาหลายคน ตระกูลรัตนเศรษฐ 223

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา จากเดิมที่สังกัดพรรคมหาชน แต่สามารถเอาชนะผู้สมัครจาก พรรคไทยรักไทยได้ คือ นางทัศนียา รัตนเศรษฐ ภรรยา นายวิรัช รัตนเศรษฐ ก็ได้ตัดสินใจย้ายพรรคไปสังกัดพรรค เพื่อไทยทั้งตระกูล ทำให้การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ตระกูล รัตนเศรษฐ ได้รับการเลือกตั้งทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และ แบบแบ่งเขต ทั้งพ่อ-แม่-ลูก จำนวน 3 คน ตระกูลสุวรรณฉวี นำโดยว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี หลังจากเหตุการณ์ยุบ พรรคไทยรักไทย ก็ได้ไปจัดตั้งพรรคเพื่อแผ่นดินร่วมกับ นายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ ในนาม 3 พี ก็สามารถได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. 2 คน ทั้ง แม่-ลูก ในการเลือกตั้งปี 2550 ต่อมาเมื่อผู้นำตระกูลคือ ว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี เสียชีวิต ภรรยาคือร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และบุตรชาย ก็ได้ย้ายไปสังกัดกับพรรคชาติพัฒนา ของกลุ่มนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ ได้ผันตัวเองไปลงชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นครราชสีมา และได้รับการเลือกตั้ง ส่วนบุตรชายก็ได้รับการ เลือกตั้งเข้ามาในนามพรรคชาติพัฒนา นอกจากนี้แล้วยังมีตระกูลการเมืองได้แจ้งเกิดขึ้นมาใหม่ หลายตระกูล เช่น ตระกูลวงศ์ไตรรัตน์ นำโดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คนสนิทนายเนวิน ชิดชอบ ตระกูลชาญนุกูล นำโดยนายแพทย์ วรรณรัตน์ ชาญนุกูล คู่เขยของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัย 224

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตระกูลบุญชัยสุข นำโดย นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม. ยิ่งลักษณ์ 3) ตระกูลอัตถาวงศ์ นำโดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) ตระกูลจันทรรวงทอง นำโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์ 3) และ สุดท้ายตระกูลปัทมะ นำโดยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ปัจจุบันนายนพดล ปัทมะ ทำหน้าที่ทนายความ ประจำตระกูลชินวัตรเป็นผู้แทนทางกฎหมายในประเทศไทย ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสอดคล้องกับบทความวิชาการของพรชัย เทพปัญญา (2548) ผลการศึกษาพบว่า ทฤษฎีชนชั้นนำนี้จะเป็นในเรื่อง การปกครอง การเมือง และเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของชนชั้นนำ ทั้งนั้น ชนชั้นนำจะอยู่ในระบบการเมืองทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็น ระบบเผด็จการหรือประชาธิปไตย แม้กระทั่งในสังคมอเมริกัน ที่นักวิชาการมักจะชื่นชม และบอกว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น แท้จริงก็เป็นระบบชนชั้นนำ แต่เป็นในลักษณะที่เรียกว่า Plural Elitist Model ซึ่ง Dye และ Zeigler เขียนไว้ในหนังสือที่มีชื่อว่า “The Irony of democracy” ว่าสังคมอเมริกันเป็นสังคมที่แข่งขัน กันระหว่างชนชั้นนำหลายกลุ่ม โดยวิถีประชาธิปไตยเป็นสนาม แข่งขัน โดยมีประชาชนเป็นผู้ควบคุมชนชั้นนำโดยการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งก็ถูกกำหนดไว้โดยกฎเกณฑ์ กติกาที่สร้างขึ้น 225

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา โดยชนชั้นนำ โดยมีคำว่าประชาธิปไตยบังหน้าอยู่ พอกล่าวถึง ประเด็นนี้ทำให้มองดูรัฐธรรมนูญของไทยที่มีนักวิชาการหรือ ผู้ที่ร่างเองบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญของ ประชาชน แต่ในความเป็นจริงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็น รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยชนชั้นนำ เราลองมองดูถึงโครงสร้างของ ผู้ร่างตั้งแต่ประธาน มาจนถึงกรรมการ เก้าสิบเก้าคน จะเห็นได้ ว่าเป็นบุคคลที่เป็นชนชั้นนำทั้งสิ้น อาจจะแตกต่างแต่เพียง สถานภาพทางเศรษฐกิจ ทางสังคม และทางการเมืองเท่านั้น ประชาชนจริง ๆ จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยถ้ามีก็น้อยมาก ซึ่งตรงกับที่ Dye และ Zeigler ได้อธิบายไว้ว่า ระบบการเมือง จะมีโครงสร้างคล้ายกับรูปพีระมิด กล่าวคือ อำนาจจะมารวม อยู่ที่ยอดของพีระมิด และอำนาจนั้นเกิดมาจากบทบาทหรือ ตำแหน่งที่ได้มาจากสถานภาพทางสังคมและทางเศรษฐกิจ ดังนั้นผู้ทรงอำนาจมักจะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญในธุรกิจ การเงิน การทหาร หรือสถานภาพทางการเมืองอื่น ๆ อำนาจจะ อยู่ในกลุ่มชนชั้นนำตลอดเวลา ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งแต่ อำนาจทั้งหลายก็ยังคงอยู่ในมือของคนกลุ่มเดิมอย่างไม่เคย เปลี่ยนแปลง V. Pareto ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “The Mind And Society” อ้างมาจาก T.B. Bottomor ว่า การหมุนเวียนของ ชนชั้นนำ (The Circulation Of Elite) ไว้ 3 ประการด้วยกัน คือ ในประการแรกเป็นการหมุนเวียนในเฉพาะกลุ่มของพวก ชนชั้นนำด้วยกัน จากประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าระบบ การเมืองไทยก็มีลักษณะเช่นนี้ การสืบทอดมรดกทางการเมือง มีอยู่ให้เห็นเป็นประจำจากพ่อไปสู่ลูก จากสามีไปสู่ภรรยา จากพี่ไปสู่น้อง ซึ่งการมองปัญหานี้เป็นการมองเฉพาะในระบบ 226

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เครือญาติ แต่ที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือ การหมุนเวียนของชนชั้นนำ ภายในระบบทุน ซึ่งปราศจากการแข่งขันแต่จะเป็นลักษณะ ความร่วมมือที่จะยึดประเทศ และสูบเอาทรัพยากรของประเทศ เป็นประโยชน์ส่วนตน ในประการที่สอง เป็นการหมุนเวียน ระหว่างชนชั้นนำกับมวลชนสำหรับการหมุนเวียนในประการนี้ สามารถเกิดขึ้นได้สองลักษณะด้วยกัน กล่าวคือ ในลักษณะ แรก มวลชนได้เปลี่ยนสถานภาพตนเองไปเป็นชั้นผู้นำ หรือใน ลักษณะที่สองได้แก่ การรวมตัวของมวลชนขึ้นเพื่อจะตั้งกลุ่ม ชนชั้นนำใหม่ขึ้นมา เพื่อต่อสู้กับชนชั้นนำ ที่มีอำนาจอยู่ สำหรับ ลักษณะที่สองจะเกิดขึ้นได้ยาก สอดคล้องกับงานวิจัยของศรุดา สมพอง (2550) ผลการศึกษาพบว่า 1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) จะเป็นบุคคล ในกลุ่มชนชั้นนำของจังหวัด มีสถานภาพทางเศรษฐกิจ และ สังคมที่ดี เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัด โดยมีปัจจัยพื้นฐานทาง ด้านอาชีพการับราชการโดยเฉพาะการเป็นสมาชิกองค์การ ปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน 2) ลักษณะทางการเมืองใน จังหวัดฉะเชิงเทราจะเป็นการสืบทอดอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มเครือญาติ และการได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มตระกูลฉายแสง นำโดยนายอนันต์ ฉายแสง และกลุ่ม ตระกูลตันเจริญ นำโดยนายสุชาติ ตันเจริญ 3) ในการสังกัด พรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัด ฉะเชิงเทรา จะไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เพราะลักษณะ การลงคะแนนของประชาชนทั่วไปจะยึดที่ตัวบุคคลเป็นหลัก 227

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา 4) วิธีที่ใช้ในการหาเสียงของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยทั่วไปจะใช้การลงพื้นที่พบปะประชาชน ในพื้นที่ การปราศรัยบนเวที การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ การใช้รถขยายเสียงวิ่งตามท้องถนน แต่ที่สำคัญจะใช้วิธีการ ผ่านทาง “หัวคะแนน” ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบารมีในพื้นที่ เช่น สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมาชิกองค์การ บริหารส่วนตำบล (อบต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เป็นต้น สอดคล้องกับงานวิจัยของนพรัตน์ วงศ์วิทยาพาณิชย์ (2555) ผลการศึกษาพบว่า นักการเมืองถิ่นจังหวัดสระแก้ว ทั้งหมดตกอยู่ภายใต้การดูแลของ “ตระกูลเทียนทอง” มาเป็น เวลาเนิ่นนานกว่า 30 ปี แล้ว และยังมีแนวโน้มว่าจะคงอยู่ต่อ เนื่องไปอีกนาน จนกว่าที่กลุ่มเทียนทองจะเลิกเล่นการเมือง หรือมีกลุ่มการเมืองอื่นที่จะสามารถเข้ามาแข่งขัน แต่ก็ยากนัก เพราะคงต้องใช้เวลายาวนาน กว่าที่นักการเมืองกลุ่มอื่น ที่ต้องการจะลงแข่งกับกลุ่มเทียนทองนั้น จะสามารถเข้ามา ประสานเชื่อมโยงผลประโยชน์ระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง หน่วยงานภาครัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอการค้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่ม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชนต่าง ๆ ภาคประชาชน องค์กรเอกชน ตลอดจนต้องสามารถประสานประโยชน์บนเวที การเมืองระดับประเทศ และสมาชิกวุฒิสภาพในระดับจังหวัด เพื่อแข่งขันกับกลุ่มเทียนทองให้ได้ อันเป็นไปตามลักษณะ “โครงสร้างทางการเมืองแบบขั้วเดียวหรือแบบรวมศนู ย์” 228

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.2.2 ความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับพรรคการเมือง และฐานเสียงการเมืองภายในจังหวัด จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทั้งจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกทำให้ผู้วิจัยพบว่าความสัมพันธ์ของ นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมากับพรรคการเมืองและ ฐานเสียงการเมืองภายในจังหวัดเป็นไปตามกระแสความ นิยมชมชอบในตัวบุคคล พรรคการเมือง กระสุนดินดำ (เงินสนับสนุน) และนโยบายของพรรคเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้ จากการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย เป็นการทั่วไป ชุดที่ 24 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ดังนี้ เขตเลือกตั้ง 1 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนายังคงรักษาเก้าอี้ ส.ส. ได้เหมือนเดิม โดยนายแพทย์วรรณรัตน์อาศัยฐานเสียงเดิมของนายสุวัจน ์ ลิปตพัลลภ ที่ยังเหนียวแน่นตั้งแต่สมัยพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ประสานมิตรของนายสุรวุฒิ เชิดชัย นายกเทศมนตรีนคร นครราชสีมาอีกด้วย ส่วนคู่แข่งอย่างนายบรรพต เชิดชัย จาก พรรคภูมิใจไทย และนายสมโภชน์ ปราสาทไทย จากเพื่อไทย เจาะฐานเสียงได้ยากเพราะพื้นที่เขตเมือง คือ ฐานที่มั่นที่ สำคัญที่สุดของพรรคชาติพัฒนา เขตเลือกตั้งที่ 2 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ พรรค ชาติพัฒนารักษาเก้าอี้ ส.ส. ไว้ได้อย่างไร้ปัญหา เพราะเป็น ส.ส. แชมป์เก่าขยันทำการบ้านลงพื้นที่สม่ำเสมอ อ่อนน้อม ถ่อมตน และแนบแน่นกับนายก อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และ 229

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มแม่บ้านอย่างยิ่ง ส่วนคู่แข่งอย่างนายประพิศ นวมโคกสูง จากพรรคภูมิใจไทยและนายสุธรรม พรสันเทียะ จากเพื่อไทย หนทางที่จะพลิกชนะริบหรี่เหลือเกิน เขตเลือกตั้งที่ 3 นายประเสริฐ บุญชัยสุข จากพรรค ชาติพัฒนา เป็นอดีต ส.ส. ที่มีฐานเสียงแน่นในเขตอำเภอ เมืองฯ และอำเภอขามทะเลสอ อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุน จากนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เต็มที่ทำให้ยึดเก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ เอาไว้ได้ ถึงแม้คู่แข่งจากเพื่อไทย นางลินดา เชิดชัย ทายาท รถทัวร์นครชัย และสะใภ้เจ๊เกียว นางสุจินดา เชิดชัย เจ้าแม ่ รถทัวร์เชิดชัยพันล้านและมีสามี นายอัสนี เชิดชัย คอยวาง กระสุนให้ แต่เพราะนางลินดาย้ายมาจากเขตอื่นการจัดตั้ง หัวคะแนนจึงเป็นไปแบบหลวม ๆ ฐานเสียงหลักของนางลินดา อยู่ในเขตอำเภอสูงเนิน ถึงแม้นางลินดาจะมีกระสุนยิงจะถล่ม เต็มพื้นที่แต่ก็ไม่ตรงเป้าเท่าที่ควร ทำให้นายประเสริฐซึ่งเวลานี้ มีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ คอยลุ้นจนตัวโก่งอยู่ข้างหลังจึงเฉือน เอาชนะไปได้อย่างหวุดหวิดแค่ปลายจมกู เขตเลือกตั้งที่ 4 เขตนี้นางทัศนียา รัตนเศรษฐ อดีต ส.ส. แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทยยังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้อย่าง เหนียวแน่น ทั้งจากกระแสพรรคเพื่อไทยในเขตนี้กำลังพุ่งแรง โดยมีและเป็นฐานเสียงเดิมของสามี คือ นายวิรัช รัตนเศรษฐ เป็นคนวางแผนหาเสียงและจัดแถวหัวคะแนนอย่างแน่นหนาใน ขณะที่คู่แข่งจากพรรคอื่นไม่ว่าจะเป็น สจ.สมเกียรติ ตันดิลก ตระกูล จากพรรคภูมิใจไทย และ สจ.สุธาสินี ศิริโภคานนท์ จากพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินกระดูกทางการเมืองยังเป็น รองหลายขุม 230

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เขตเลือกต้ังที่ 5 กระแสเสื้อแดงในเขตนี้แรงเหลือเกิน ทำให้นายโกศล ปัทมะ น้องชายนายนพดล ปัทมะ ทนายความ ส่วนตัวพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร สามารถเบียดเอาชนะ นายภิรมย์ พลวิเศษ แชมป์เก่าจากพรรคภูมิใจไทยแบบเฉียดฉิว ถึงแม้พื้นที่นี้นายภิรมย์มีผลงานผลักดันงบประมาณสร้างถนน ไร้ฝุ่นหลายสายและตุนกระสุนดินดำไว้มากพอสมควรมีฐาน เสียงหลักเป็นนายก อบต., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้านในเขตอำเภอ บัวใหญ่ และอำเภอบัวลายสนับสนุนอีกทั้งมีแรงเสริมเติมเต็ม ไม่ขาดสายจากนายเนวิน ชิดชอบ แต่เนื่องจากนายภิรมย์ ประมาทห่วงแต่หาเสียงช่วยภรรยา คือ นางอรทัย พลวิเศษ ในเขตเลือกตั้งที่ 6 มากกว่าช่วยตัวเอง ทำให้เขตนี้นายโกศล จึงสามารถพลิกกลับมาชนะได้ เขตเลือกต้ังท่ี 6 นายสุชาติ ภิญโญ อดีตสมาชิกสภา จังหวัด (สจ.) อำเภอแก้งสนามนาง จากเพื่อไทยที่ได้กระแส พรรคที่กำลังมาแรงและกระสุนดินดำไม่อั้นทำให้สามารถ โค่นเอาชนะนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ แชมป์เก่าจาก พรรค ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ทั้ง ๆ ที่นายสมชัยน่าจะมีภาษีดีกว่า คนอื่นโดยสมชัยมีฐานเสียงหลักอยู่ในเขตบ้านเกิดอำเภอคง รวมถึงอำเภอขามสะแกแสง และอำเภอพระทองคำ โดยมี สจ. ทั้งสามอำเภอจัดแถวหัวคะแนนสนับสนุนเต็มที่ ขณะเดียวกัน นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภก็สั่งสู้ยิบตา โดยมีคู่แข่งสองคนคือ นางอรทัย พลวิเศษ จากภูมิใจไทย นางอรทัยมีฐานเสียงเป็น นายกเทศมนตรี, อบต., กำนัน และผู้ใหญ่บ้านโดยมีแรงหนุน จากนายภิรมย์ พลวิเศษ สามี และนายเนวิน ชิดชอบ แต ่ หัวคะแนนยังถือว่าไม่แกร่งพอ 231

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกต้ังท่ี 7 นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ จากพรรค เพื่อไทย บุตรชายนายวิรัช รัตนเศรษฐ นายอธิรัฐอาศัย ฐานเสียงเดิมของพ่อ และกระแสพรรคเพื่อไทยช่วยดันส่งเข้า สภาได้ ในขณะที่นายพีรพร สุวรรณฉวี จากชาติพัฒนาเพื่อ- แผ่นดิน หลังขาดเสาหลักอย่างคุณพ่อ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ขงเบ้งทางการเมืองที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับก็ขาด คนวางแผนจัดการและขาดบารมีอีกทั้งท่อน้ำเลี้ยงก็หดหายไป ด้วย และนายนริศ เรืองธนานุรักษ์ หรือเสี่ยขิก จากพรรค ภูมิใจไทยเสือเฒ่าที่ไม่สิ้นลายผู้รับเหมารายใหญ่เมืองโคราช ที่ได้แรงหนุนจากเนวิน ชิดชอบ จะเทหมดหน้าตักในช่วงก่อนถึง วันเลือกตั้งแต่ก็ไม่สามารถเบียดเข้าสภาได้ เขตเลือกตั้งที่ 8 เขตนี้เก้าอี้ ส.ส. ตกเป็นของ นายจรูญพงษ์ พันธุ์ศรีนคร หรือ สจ.แดง จากเพื่อไทยที่ได้ แรงหนุนจากกระแสพรรคเพื่อไทยภายใต้การดูแลของนายวิรัช รัตนเศรษฐ กระแสพรรคยังแรงกระสุนดินดำไม่อั้นทำให้เอาชนะ คู่แข่งอย่างนายอนุวัฒน์ วิเศษจินดาวัฒน์ พรรคชาติพัฒนา- เพื่อแผ่นดิน ในฐานะ ส.ส. แชมป์เก่า ถึงแม้นายอนุวัฒน์ จะกระเป๋าหนักกว่าคู่แข่งอีกทั้งหัวคะแนนก็ยังแน่นปึ๊ก ฐานเสียงหลักอยู่อำเภอพิมาย โดยมีนายประกิจ วิเศษจินดา วัฒน์ หรือ เสี่ยกี่ ผู้เป็นพ่อคอยสนับสนุนเต็มที่แต่ก็ยังไม่ สามารถพลิกกลับมาชนะได้ ขณะที่คู่แข่งอีกคนเป็นศึก สายเลือด คือ อาแท้ ๆ ของนายอนุวัฒน์ คือ นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา จากภูมิใจไทย ไล่กวดหายใจรดต้นคอมา ติด ๆ แต่ก็ตามไม่ทัน 232

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ เขตเลือกตั้งท่ี 9 เขตนี้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี จาก พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินสามารถเอาชนะเป็น ส.ส. อีกสมัย เพราะเป็นอดีต ส.ส. อาศัยฐานเสียงเดิมและคะแนนสงสารของ พ่อ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณฉวี ที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน พลพีร์มี สจ., นายกเทศมนตรี, นายก อบต., กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตอำเภอจักราช และอำเภอห้วยแถลงหลายตำบลให้การ สนับสนุน นอกจากนี้ยังมีกระสุนที่คุณพ่อสะสมไว้ให้อยู่ พอสมควร ในขณะที่คู่แข่งอย่างเจ๊แต๋ว นางทัศนาพร เกษเมธีการุณ จากพรรคภูมิใจไทย ที่ได้อำนาจรัฐผนึกกำลัง กันลงไปช่วยทุกรูปแบบโดยมีแรงหนุนจากค่ายบุรีรัมย์ผลักดัน เต็มที่โอกาสจะเบียดเข้าป้ายก็มีอยู่มากแต่สุดท้ายนายพลพีร ์ ก็สาดกระสุนเข้าเป้ามากกว่าและเฉือนเจ๊แต๋วเข้าสภาไปได้ เขตเลือกต้ังท่ี 10 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองหัวหน้า พรรคภูมิใจไทย ดีกรี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย มีความ พร้อมทั้งอำนาจรัฐและกระสุนดินดำโดยฐานเสียง นายบุญจง แน่นในเขตอำเภอโชคชัย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จึงผ่าน เข้าสภาด้วยการเอาชนะนายซ้าย ผลกระโทก อดีตสมาชิก สภาจังหวัด (สจ.) อำเภอโชคชัย จากเพื่อไทยได้ไม่ยากเย็นนัก เขตเลือกต้ังท่ี 11 เขตนี้เป็นเขตของคนเสื้อแดง กระแสพรรคแรงและกระสุนดินดำไม่อั้น ทำให้นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ พี่ชายแรมโบ้อีสาน นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คว้าเก้าอี้ ส.ส. เขตนี้ไปได้ เอาชนะคู่แข่งอย่างนางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล จากพรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส. แชมป์เก่าและ 233