Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรรายวิชาวัดสวยงาม คู่นามบางใหญ่

หลักสูตรรายวิชาวัดสวยงาม คู่นามบางใหญ่

Description: หลักสูตรรายวิชาวัดสวยงาม คู่นามบางใหญ่

Search

Read the Text Version

90 อยู่ในราชสกุล “ปราโมช” ช่ือ หม่อมเจ้าหญิงคอยท่า ปราโมท จึงได้ตั้งช่ือวัดว่า “วัดท่า” ต่อมาวัด ไดร้ ับการทานุบารงุ ให้เจริญขนึ้ มาตามลาดับเริ่มต้ังแต่ พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา จึงได้เพิ่มเติมนามวัดเป็น “วัดท่าบันเทิงธรรม” วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประมาณ พ.ศ. 2389 เขตวิสุงคามสีมา กวา้ ง 8 เมตร ยาว 22 เมตร ประกอบพธิ ีผกู พทั ธสีมา พ.ศ. 2389 สงั กดั คณะสงฆ์ธรรมยตุ ิกนิกาย นิศาล บุญผูก.//(2561).//นนทบรุ ีศรมี หานคร.// หน้า 283.) 3. ความสาคญั ของวัดท่าบนั เทงิ ธรรม วัดท่าบันเทิงธรรม เป็นวัดเก่าแก่ท่ีสร้างขึ้นมาต้ังแต่สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จ พระนัง่ เกลา้ เจ้าอยู่หวั ประมาณปี พ.ศ. 2385 หรือประมาณปี พ.ศ. 2386 จนถึงปัจจุบันมีอายุ 177 ปี สร้างโดยหม่อมเจ้าหญิงคอยท่า ปราโมช พระราชนัดดาในรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หลา้ นภาลยั มีหลวงพอ่ หมอ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยท่ีศักด์ิสิทธิ์ มีพระวิหารเก่าแก่ ท่ีสร้างขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ เจ้าอย่หู วั กลา่ วโดยสรปุ วัดทา่ บันเทงิ ธรรม เปน็ วัดทเ่ี ก่าแก่สรา้ งขึน้ มาต้งั แต่สมัยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนประมาณปี พ.ศ. 2385 หรือประมาณปี พ.ศ. 2386 จนถงึ ปจั จุบันมอี ายุรวม 177 ปี 4. บุคคลสาคัญทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับวัดท่าบนั เทงิ ธรรม 4.1 พระวิจิตรธรรมภาณี (สงิ ห์ สุขปญุ โญ)

91 ประวัติของ พระวิจิตรธรรมภาณี (สิงห์ สุขปุญโญ) เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2458 มรณภาพ เมอ่ื วนั ท่ี 21 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2545 ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสรูปแรก หลังจากท่ี วัดท่าบันเทิงธรรมเป็นวัดร้างไม่มีเจ้าอาวาส และมีหลวงพ่อพรหม นนฺทโย ซ่ึงคอยดูแลอารามแห่งนี้ เพียงรูปเดียว แต่เนื่องจากหลวงพ่อพรหม นนฺทโยชราภาพมากแล้ว เจ้าคณะจังหวัดฝ่ายธรรมยุติ จึงได้ทาการนิมนต์พระอาจารย์ สิงห์ หรือพระวิจิตรธรรมภาณี (สิงห์ สุขปุญโญ) มารับตาแหน่งเป็น เจ้าอาวาสวดั ทา่ บันเทิงธรรม ต่อมาภายหลัง หลวงพ่อสิงห์ หรือพระวิจิตรธรรมภาณี (สิงห์ สุขปุญโญ) ท่านเป็นพระสายปฏิบัติเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ม่ัน เม่ือท่านเห็นว่าวัดท่าบันเทิงธรรมนี้ มีความเจริญ ขน้ึ มากแลว้ ท่านจึงขอลาออกจากตาแหนง่ เจา้ อาวาส เพ่อื เดินธุดงค์ไปตามทางที่ท่านกาหนด ผลงานที่สาคัญ พระวิจิตรธรรมภาณี ได้พัฒนาวัดท่าบันเทิงธรรม จากสภาพ วัดร้างจนประชนชนศรัทธากลับมาร่วมกันทานุบารุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญขึ้น และได้ก่อตั้ง โรงเรียนวัดท่าบันเทิงธรรม ในปี พ.ศ. 2498 เพ่ือเป็นสถานท่ีศึกษาหาความรู้ โดยที่ไม่มีหน่วยงานใด เข้ามาให้ความช่วยเหลือ ค่าตอบแทนของครูผู้สอน และค่าก่อสร้างอาคารเรียนได้จากจตุปัจจัยของ พระวจิ ติ รธรรมภาณี 4.2 พระครูมงคลธรรมมานวุ ตั ร (จานงค)์ – ประวัตขิ อง พระครูมงคลธรรมมานุวัตร (จานงค์) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2437 มรณภาพ เม่ือวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2533 อายุ 56 ปี ท่านเป็นเจ้าอาวาส พระอาจารย์สอนหนังสือ เจ้าคณะ อาเภอบางใหญ่ คณะสงฆธ์ รรมยตุ ิจงั หวัดนนทบุรี

92 พระครูมงคลธรรมมานุวัตร (จานงค์) ได้ย้ายมาจากวัดบางขวาง มาดารงตาแหน่ง เป็นเจ้าอาวาสตอ่ จากหลวงพอ่ สงิ ห์ หรอื พระวิจติ รธรรมภาณี (สิงห์ สุขปุญโญ) เน่ืองจากท่านเป็นพระ ท่ีมีจริยวัตรเรียบร้อย นิสัย คือ ตรง ดุ ชอบให้การศึกษา ชอบช่วยเหลือผู้ท่ีตกทุกข์ได้ยาก จึงทาให้ พระอาจารย์นงค์ หรือพระครมู งคลธรรมมานุวัตร มีลูกศิษย์จานวนมาก ผลงานท่ีสาคัญ พระครูมงคล ธรรมมานุวัตร ได้ทานุบารุงพระศาสนามาเป็นลาดับ โดยได้ซ่อมบารุงพระอุโบสถ์เก่าแก่ของวัดท่า บนั เทงิ ธรรม ซ่ึงสร้างข้ึนต้ังแต่สมัยรัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะเป็น แบบพมิ พร์ าชนยิ ม และได้สร้างวัตถุและสิ่งก่อสร้างขึ้นอีกมากมาย เช่น ศาลาการเปรียญหลังปัจจุบัน เมรุ เขือ่ นไมส้ ักรอบวดั และโรงเรียนวดั ทา่ บันเทิงธรรม เปน็ ตน้ 4.3 พระครปู ระสานวตั รคณุ (ประสาน พฒั นาดี) ประวตั ิของ พระครปู ระสานวตั รคณุ (ประสาน พฒั นาดี) ชาตะ ไมป่ รากฏขอ้ มูล มรณภาพ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2544 ทา่ นเป็นเจ้าอาวาส เปน็ พระสอนบาลไี วยกรณ์ ผลงานท่ีสาคัญ ได้แก่ ผลงานที่ 1 ได้กราบทูลเชิญ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหา สังฆปริณายก ทรงเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ พระอุโบสถ์หลวงพ่อหมอหลังใหม่ (เป็นวัดแรกใน อาเภอบางใหญ่ ท่อี งค์สมเด็จพระญาณสงั วรสมเด็จพระสงั ฆราชสกลมหาสังฆปริณายกเสด็จมา)

93 ผลงานท่ี 2 เป็นผู้ขอพระบรมราชานุญาตทูลเชิญ ตราพระบรมสัญญลักษณ์ กาญจนาภเิ ษกฉลองศิริราชสมบัติ 50 ปี ข้นึ ประดษิ ฐาน ณ หนา้ บันพระอุโบสถห์ ลังใหม่ ผลงานที่ 3 เป็นผนู้ าการกอ่ สรา้ งอโุ บสถห์ ลงั ใหม่ มีความงดงาม สูงโปร่ง เรียบง่าย มูลคา่ ประมาณ 8 ล้าน สรา้ งเสรจ็ ภายใน 3 ปี (นับว่าเร็วมาก) ผลงานท่ี 4 เปน็ ผู้นาสร้างกฏุ ไิ ม้ทรงไทย 4 หลังตดิ กัน มลู คา่ ประมาณ 10 ลา้ น ผลงานท่ี 5 เปน็ ผนู้ าสรา้ งวิหารหินออ่ นประดิษฐานหลวงพอ่ ขาว ผลงานท่ี 6 เป็นผนู้ าสรา้ งเข่อื นปูนแทนเขอ่ื นไมส้ ักที่ชารุดรอบพืน้ ท่ี 13 ไร่ ผลงานท่ี 7 เป็นผู้นาสรา้ งถนนคอนกรตี เขา้ วดั ผลงานที่ 8 เปน็ ผ้นู าสรา้ งกุฏเิ จ้าอาวาสหลงั ใหมส่ ูง 3 ชน้ั ผลงานที่ 9 เป็นผู้สร้างเหรียญหลวงพ่อหมอ ทโี่ ด่งดงั พระครูประสานวัตรคุณ (ประสาน พัฒนาดี) มรณภาพเมื่อ วันท่ี 23 ตุลาคม 2544 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากรัชกาลท่ี 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอ ดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานน้าหลวงและไฟพระราชทานเพลิงศพ พระครูประสาน วัตรคุณ (ประสาน พฒั นาดี) เปน็ เจ้าอาวาสอกี องค์หน่งึ ทีส่ รา้ งผลงานไว้อยา่ งมากมาย 4.4 พระครูวุฒิการโกศล (หลวงพอ่ วุฒิ) ประวัติของพระครูวุฒิการโกศล (หลวงพ่อวุฒิ) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ในปัจจุบัน อายุ 95 ปี และยังมีสุขภาพทแ่ี ข็งแรง สามารถนาพระภิกษุสามเณร รว่ มทากิจวตั รของสงฆ์ได้เป็นปกติ

94 กล่าวโดยสรุป วัดท่าบนั เทิงธรรมมบี ุคคลสาคัญ คอื พระวิจติ รธรรมภาณี (สิงห์ สขุ ปุญโญ) เป็นเจา้ อาวาสรปู แรก หลังจากที่วดั ท่าบันเทิงธรรมเป็นวัดร้าง ได้พัฒนาจนประชนชนกลับมา ศรัทธาและได้ก่อตั้ง โรงเรยี นวดั ทา่ บนั เทิงธรรม ในปี พ.ศ. 2498 พระครูมงคลธรรมมานุวัตร (จานงค์) ได้ซอ่ มบารุงพระอโุ บสถเ์ ก่า ซง่ึ สร้างขึ้นต้งั แต่สมัยรัชกาลที่ 4 มีลักษณะเป็นแบบพระราชนิยม และได้ สร้างศาลาการเปรียญ เมรุ และเขื่อนไม้สักรอบวัด เป็นต้น พระครูประสานวัตรคุณ (ประสาน พัฒนา ด)ี ได้กราบทลู เชญิ สมเด็จพระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธาน ในพิธีวางศลิ าฤกษ์ พระอโุ บสถหลวงพอ่ หมอหลังใหม่ สร้างกุฏิไมท้ รงไทย 4 หลังติดกัน สร้างวิหารหิน อ่อนประดษิ ฐานหลวงพ่อขาว สร้างกฏุ เิ จ้าอาวาสหลงั ใหมส่ งู 3 ช้ัน สร้างเหรียญหลวงพ่อหมอที่โด่งดัง และพระครวู ฒุ กิ ารโกศล เจา้ อาวาสรปู ปัจจุบัน 5. วตั ถแุ ละสิง่ กอ่ สร้างของวัดท่าบนั เทิงธรรม 5.1 วัตถุของวัดทา่ บันเทิงธรรม 5.1.1 หลวงพ่อหมอ หลวงพ่อหมอ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ต้ังอยู่ในพระวิหารของวัดท่า บันเทิงธรรม เหตุที่ท่านได้รับการขนานนามว่า หลวงพ่อหมอ ก็เพราะเมื่อชาวบ้านมาขอพรจากท่าน ให้หายจากโรคภัยคาขอมักสัมฤทธิ์ผล จึงเป็นท่ีเคารพสักการบูชาของประชาชนในชุมชนเป็น อยา่ งมาก

95 5.2 ส่ิงก่อสรา้ ง 5.2.1 พระอุโบสถ อุโบสถทรงไทยของวัดสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2540 มีลักษณะ หลังคาลด 3 ช้ัน ประดบั ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หน้าบันดา้ นหนึง่ ประดิษฐานพระพทุ ธรปู ปางห้ามพระแก่นจันทน์ ประกอบปูนปน้ั ลายกา้ นขด ส่วนหน้าบันอีกด้านประกอบตราสัญลักษณ์ครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ซุ้มประตู หน้าต่างเป็นปูนปั้นปิดทองประดับกระจก บานประตูหน้าต่างเป็นไม้แกะสลัก เร่ืองพุทธ ประวัติ ประดับกระจกสี ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูป จาลองมาจากหลวงพ่อหมอ ประดษิ ฐานอยู่ในพระวิหารของวัด นอกจากนี้ภายในอุโบสถยังมีพระแก้ว มรกตจาลอง และพระอัครสาวก 2 องค์ ยนื ประนมหัตถอ์ ยดู่ า้ นข้างพระประธาน

96 5.2.2 พระวิหาร วิหารของวัดท่าบันเทิงธรรม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสังเกตจากการตกแต่งแบบพระราชนิยม คือหลังคาไม่มี ช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ของจีน เช่น สิงห์ หงส์ และ มงั กร ซุม้ ประตูหน้าตา่ งเปน็ ปูนป้ัน รูปใบไม้ ดอกไม้ บานประตูหน้าต่างตกแต่งด้วยลายรดน้ารูปต้นไม้ ภายในวหิ ารประดิษฐานพระประธาน คือ หลวงพอ่ หมอ

97 5.2.3 รอยพระพุทธบาท รอยพระพุทธบาทจาลอง โดยความเช่ือท่ีว่าเป็นรอยเท้าของพระพุทธเจ้า มีความสาคัญมาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมี การสร้างพระพุทธรูป เมื่อภายหลังท่ีมีการสร้างพระพุทธรูปข้ึน รอยพระพุทธบาทได้กลายเป็น สญั ลกั ษณ์ เพอ่ื แสดงถึงความเป็นดนิ แดนสิรมิ งคล ซงึ่ เป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปถึง ณ ที่นั้น ตอ่ มาจงึ มกี ารสร้างรอยพระพทุ ธบาทขึน้ เพ่ือใช้เป็นเครอ่ื งหมายหรือสัญลักษณ์ว่า พระพุทธเจ้าได้เคย เสด็จมา หรือพระพุทธศาสนาได้ถูกเผยแผ่มายังสถานที่น้ันแล้ว รอยพระพุทธบาทของวัดท่าบันเทิง ธรรมมภี าพมงคล 108 ทีส่ อ่ื ความหมายถึงภาพสวรรค์ และรปู พรหมมีประมาณ 24 ภาพ ประกอบด้วย สวรรค์ 6 ช้ัน รูปพรหม 16 ชั้น รอยพระพุทธบาทน้ีสร้างตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จ พระนัง่ เกล้าเจา้ อยู่แห่งกรงุ รัตนโกสินทร์ มีการสมโภชและพระปิดทองเปน็ งานประจาทกุ ปี กล่าวโดยสรุป วัดท่าบันเทิงธรรมมีวัตถุที่สาคัญ คือ หลวงพ่อหมอ เปน็ พระพทุ ธรปู ปางมารวิชัยตั้งอยู่ภายในพระวิหาร เป็นท่ีเคารพสักการะบูชาของประชาชนในชุมชน และมสี ง่ิ ก่อสร้างสาคัญ ได้แก่ พระอุโบสถทรงไทยของวัดสร้างข้ึนใน พ.ศ. 2540 มีลักษณะหลังคาลด 3 ชัน้ ประดับช่อฟา้ ใบระกา และหางหงส์ หนา้ บันด้านหนง่ึ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามพระแก่น จันทน์ พระวิหารของวัดท่าบันเทิงธรรม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยสังเกตจากการตกแต่งแบบ พระราชนิยม คือ หลังคาไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับด้วยกระเบ้ืองเคลือบเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ของจีน และรอยพระพุทธบาทของวัดท่าบันเทิงธรรม มีภาพมงคล 108 ที่ส่ือความหมายถึงภาพ

98 สวรรค์ และรปู พรหมมปี ระมาณ 24 ภาพ ประกอบด้วย สวรรค์ 6 ชน้ั รูปพรหม 16 ช้ัน รอยพระพุทธ บาทน้ีสร้างในสมัยปลายรชั กาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสนิ ทร์ 6. ประเพณสี าคัญ 6.1 ประเพณีเทศนม์ หาชาติพระเวสสนั ดรชาดก ประเพณีเทศน์มหาชาติพระเวสสันดรชาดก เป็นบุญพิธีที่นิยมจัดให้มีกันมาแต่ โบราณ ปกตินิยมจัดหลังฤดูทอดกฐินผ่านไปแล้ว นิยมจัดเป็นงานสองวัน คือ วันแรกเป็นวันเทศน์ เวสสันดรชาดกท้ัง 13 กัณฑ์ และวันท่ีสองเป็นวันเทศน์จตุราริยสัจจกถาท้ายเวสสันดรชาดก โดยมี ความเช่ือว่าถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์มหาชาติแล้วจะได้กุศลแรงและหากใครต้ังใจฟังให้จบในวันเดียวจะได้ เกิดร่วมและพบพระศรีอริยเมตรัยโพธิสัตว์ ซ่ึงจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต การเทศน์ มหาชาตพิ ระเวสสนั ดรชาดก เรมิ่ ด้วยการระดมกาลงั คน ประชุมปรึกษาหารือแบ่งหน้าท่ีกันรับผิดชอบ และวางแผนดาเนินงาน เช่น จัดทาความสะอาดบริเวณวัดประดับตกแต่งธรรมาสน์ ศาลาการเปรียญ เตรียมต้นกล้วย ต้นอ้อย ตลอดทั้งจัดทาธงทิวประดับประตูกาแพงวัด เป็นต้น การเตรียมงานเทศน์ มหาชาติ จึงเป็นประเพณีท่ีสร้างสรรค์ความสมานสามัคคีของประชาชน ทาให้ประชาชนรู้จัก การทางานเป็นหมู่คณะ รู้จักแบ่งหน้าทีแ่ ละรบั ผิดชอบร่วมกัน การเทศน์มหาชาติพระเวสสันดรชาดก อาจมีการฟังเทศน์ต่อเน่ืองกันไปถึง 7 วัน โดยแบ่งการเทศน์เป็นวันแรกเทศน์ธรรมวัตร วันที่สองเทศน์คาถาพัน ก่อนท่ีจะเทศน์มหาชาติ ก็จะเทศน์เร่ืองอื่นไปเร่ือย ๆ พอถึงวันสุดท้ายก็จะเทศน์ด้วยคัมภีร์ชื่อ มาลัยต้น มาลัยปลาย และ อานิสงส์มหาชาติ รุ่งข้ึนเวลาเช้ามืดก็จะเร่ิมเทศน์มหาชาติต้ังแต่กัณฑ์ทศพรเร่ือยไป จนครบท้ัง

99 13 กณั ฑ์ ซ่งึ มกั จะแล้วเสร็จประมาณ เวลา 17.00 น. แลว้ จะมีการเทศน์ธรรมพุทธาภิเษกปฐมสมโพธิ สวดมนต์เจ็ดตานานย่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และสวดพุทธาภิเษก ปัจจุบันนิยมเทศน์ให้จบภายใน วันเดียว การเทศน์มหาชาติพระเวสสันดรชาดก มีวิธีเทศน์เป็นทานองโดยเฉพาะ จะต้อง ไดร้ ับการฝกึ อบรมจากทา่ นผทู้ รงคุณวฒุ ิทางนเี้ ปน็ พิเศษ ส่วนการเทศน์จตุราริยสัจจกถา มีระเบียบพิธี การเทศน์มหาชาติ ดังน้ี ข้ันตอนท่ี 1 ตกแต่งบริเวณพิธีให้มีบรรยากาศคล้ายอยู่ในป่า ตามเน้ือเรื่อง เวสสันดรชาดก โดยนาเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย ใบมะพร้าว และก่ิงไม้มาผูกตามเสาและบริเวณรอบ ๆ ธรรมาสน์ ประดบั ธงทวิ ราชวัตฉิ ตั รธงปักไวต้ ามสมควร ข้ันตอนที่ 2 ต้ังขันสาครใหญ่ หรือจะใช้อ่างใหญ่ที่สมควรก็ได้ใส่น้าสะอาดเต็ม สาหรับปักเทียนบูชาประจากัณฑ์ ในระหว่างท่ีพระเทศน์ น้าในภาชนะที่ตั้งนี้เสร็จพิธีแล้ว ถือว่าเป็น น้าพระพุทธมนตท์ สี่ าคัญ ภาชนะใส่น้าน้ีตั้งหนา้ ธรรมาสน์กลางบริเวณพิธี ข้ันตอนท่ี 3 เตรียมเทียนเล็ก ๆ จานวน 1,000 เล่ม แล้วนับแยกจานวนเป็น มัด มัดหน่ึงมีจานวนเท่าคาถาของกัณฑ์หน่ึง แล้วทาเครื่องหมายไว้ให้ทราบว่ามัดไหนสาหรับบูชา คาถากณั ฑใ์ ด เมอื่ ถึงคราวเทศน์กัณฑ์น้ันก็จะเอาเทียนมัดน้ันออกจุดบูชาติดรอบ ๆ ภาชนะน้า ต่อกัน ไปจนจบกัณฑ์ให้หมดมัดพอดี ครบ 13 กณั ฑ์ จานวน 1,000 เล่ม เทา่ จานวนคาถา บางแห่งนิยมทาธง เล็ก ๆ 1,000 คัน แบ่งจานวนเท่าคาถาประจากัณฑ์เช่นเดียวกับเทียน แล้วปักธงบูชาระหว่างกัณฑ์ บนหยวกกล้วย แต่การใช้ธงไม่เป็นท่ีนิยมเช่นเทียน การจุดเทียนหรือปักธงบูชากัณฑ์ดังกล่าวเป็น หน้าที่ของเจ้าภาพผู้รบั กณั ฑน์ ั้น ๆ กล่าวโดยสรุป วัดทา่ บนั เทิงธรรม มีประเพณที สี่ าคญั คอื ประเพณเี ทศน์มหาชาติ พระเวสสันดรชาดก เป็นประเพณีที่จัดมาแต่โบราณ จะจัดหลังฤดูทอดกฐินผ่านไปแล้วจนตลอด ฤดูหนาว โดยนิยมจัดเป็นงานสองวัน คือ วันแรกเป็นวันเทศน์เวสสันดรชาดกท้ัง 13 กัณฑ์ และวันที่ สองเป็นวันเทศน์จตุราริยสัจจกถาท้ายเวสสันดรชาดก การเทศน์มหาชาติพระเวสสันดรชาดก มี ระเบียบพิธีการเทศน์มหาชาติ โดยเร่ิมต้นจากการตกแต่งบริเวณพิธีให้มีบรรยากาศคล้ายอยู่ในป่า ตามเน้ือเร่ืองเวสสันดรชาดก โดยนาเอาต้นกล้วย ต้นอ้อย ใบมะพร้าว และก่ิงไม้มาผูกตามเสาและ บริเวณ รอบ ๆ ธรรมาสน์ ประดับธงทิวราวัติ ฉัตรธงปักไว้ตามสมควร ตั้งขันสาครใหญ่กลางบริเวณ พิธีใสน่ า้ สะอาด สาหรบั ปกั เทยี นบชู าประจากัณฑ์ เตรยี มเทยี นเลก็ ๆ จานวน 1,000 เลม่ แล้วนับแยก จานวนเป็นมัด มัดหน่ึงมีจานวนเท่าคาถาของกัณฑ์หน่ึง เมื่อถึงคราวเทศน์กัณฑ์นั้นก็จะเอาเทียนมัด น้ันออกจุดบูชาติดรอบ ๆ ภาชนะน้า ต่อกันไปจนจบกัณฑ์ให้หมดมัดพอดี ครบ 13 กัณฑ์ จานวน 1,000 เลม่ เท่าจานวนคาถา

100 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 1. กาหนดประเดน็ ศึกษาค้นคว้ารว่ มกัน 2. ศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองจากสื่อการเรียนรทู้ ่หี ลากหลาย 3. บันทึกผลการศึกษาคน้ ควา้ ลงในเอกสารการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง (กรต.) 4. พบกลุ่ม อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผลการศึกษาค้นคว้า คิดวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ คิดสังเคราะหส์ รปุ ผลการเรยี นร้ทู ่ีได้ใหมร่ ว่ มกัน บันทึกลงในเอกสารการเรียนรู้ด้วย ตนเอง (กรต.) 5. สรุปผลการเรยี นรู้ท่ไี ด้ไปทาแบบฝึกหัด หรอื กจิ กรรมตามใบงานทมี่ อบหมาย 6. บันทึกผลการเรียนรู้ท่ีได้จากการศึกษา และฝึกปฏิบัติ บันทึกลงในเอกสารการเรียนรู้ ด้วยตนเอง (กรต.) สื่อและแหลง่ เรียนรู้ กกกกกกกหวั เร่อื งท่ี 4 วัดท่าบันเทงิ ธรรม 1. ส่ือเอกสาร ได้แก่ 1.1 ใบความรทู้ ่ี 4 ประวัติของตาบลและวัดในตาบลบางใหญ่ 1.2 ใบงานที่ 4 วัดท่าบันเทิงธรรม 1.3 หนังสอื เรียน สาระการพัฒนาสังคม รายวิชา สค33162 วดั สวยงาม คูน่ าม บางใหญ่ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 1.4 หนงั สือทีเ่ ก่ยี วข้อง 1.4.1 วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ เอกลักษณ์ และ ภูมปิ ญั ญา จังหวัดนนทบรุ ี กรมศลิ ปกร ปที ีพ่ ิมพ์ 2542 1.4.2 นนทบุรศี รีมหานคร นิศาล บุญผูก ปีทพ่ี ิมพ์ 2561 มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช 2. สอ่ื อิเล็กทรอนิกส์ ไดแ้ ก่ 2.1 ประเพณีสาคญั ของวัดท่าบันเทิงธรรม มาตรฐานการทอ่ งเท่ียว กรมการทอ่ งเทีย่ ว สบื คน้ จาก http://kanchanapisek.or.th/ kp8/culture/nbr/n3.html 2.2 วัดทา่ บันเทิงธรรม จงั หวัดนนทบรุ ี สืบคน้ จาก http://wattabun teongtom2011.blogspot.com 2.3 ประวัตวิ ดั ทา่ บันเทิงธรรม อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สืบคน้ จาก https://www.youtube.com /watch?v=8pVZxkMTpsw

101 3. สื่อบุคคลและภูมปิ ญั ญา 3.1 พระคมน์ ขนตฺ ิวโร ท่อี ยูเ่ ลขท่ี 41 หมู่ท่ี 1 ตาบลบางใหญ่ อาเภอบางใหญ่ จังหวัด นนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 085-130-7270 4. สอ่ื แหลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน 4.1 หอ้ งสมุดประชาชนอาเภอบางใหญ่ ต้ังอยู่เลขที่ 47 หมู่ที่ 4 กศน.อาเภอบางใหญ่ จังหวดั นนทบรุ ี หมายเลขโทรศพั ท์ 4.2 วดั ทา่ บนั เทงิ ธรรม ตงั้ อยเู่ ลขที่ 1 หมทู่ ่ี 1 อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบรุ ี หมายเลขโทรศพั ท์ 085-130-7270 การวดั และประเมินผล 1. ประเมินความก้าวหน้า ดว้ ยวธิ ีการ ดงั นี้ 1.1 การสงั เกต 1.2 การซกั ถาม การตอบคาถาม 1.3 ตรวจเอกสารการเรียนร้ดู ้วยตนเอง (กรต.) 2. ประเมินผลรวม ดว้ ยวิธีการ ดงั นี้ 2.1 ตอบแบบทดสอบวดั ความรู้ หวั เรือ่ งที่ 4 จานวน 3 ขอ้ 2.2 ตอบแบบสอบถามวดั เจตคติ

102 หัวเรือ่ งท่ี 5 วัดบางโค สาระสาคญั 1. ทต่ี ้ัง แผนท่ี และพกิ ัดทางภูมศิ าสตร์ 1. วัดบางโค ต้ังอยู่เลขท่ี 1 หมู่ที่ 14 ตาบลบางแม่นาง อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และมพี ิกดั ทางภมู ศิ าสตร์ตั้งอยทู่ ่ี ละตจิ ูด 13.850297 ลองจจิ ดู 100.402489 2. ประวตั ิความเปน็ มาของวดั บางโค 1. วดั บางโค สรา้ งขน้ึ เม่ือสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั เมือ่ วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2399 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง ต้ังอยู่บริเวณริมคลองบางโค ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันท่ี 10 เมษายน พ.ศ. 2432 สงั กัดคณะสงฆม์ หานกิ าย มพี ื้นที่ 12 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา มีคลองผ่าน 2 สาย คือ คลองบางโค ผ่านทางทิศตะวันตก และคลองบางใหญ่ ผา่ นทางทิศไต้ 3. ความสาคญั ของวัดบางโค วัดบางโคเป็นวัดที่สร้างข้ึนในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2399 ปัจจุบันมีอายุรวม 163 ปี เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวตาบลบางแม่นาง มี พระพทุ ธรูปปางมารวชิ ัยองคใ์ หญ่ ประดษิ ฐานอยใู่ นพระอุโบสถ มีหลวงพ่อขาวศักดิ์สิทธ์ิ มีมณฑปและ รอยพระพทุ ธบาทจาลอง 4. บคุ คลสาคญั ที่เกย่ี วข้องกบั วดั บางโค 1. วดั บางโคมบี คุ คลสาคัญดังนี้ พระครนู นทสิกขกจิ (หลวงปู่ยอด ธมฺมธโร) เป็นผู้สร้างรอย พระพุทธบาทจาลอง พระครูสุภัทวราภรณ์ หรือหลวงพ่อประเสริฐ สุภทฺโท (ศรีพุฒ) เป็นผู้สร้างวิหาร หลวงพ่อขาว และพระปลัดประจวบ โชติคุโณ เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน มีผลงานท่ีสาคัญ เช่น ให้ อาคารเอนกประสงค์ใช้เป็นท่ีทาการ กศน.ตาบลบางแม่นาง ปรังปรุงเมรุให้เป็นแบบไฟฟ้า สร้าง ห้องนา้ ซ่อมแซมถนน ซ่อมแซมซุ้มประตทู างเข้าวัด เปน็ ตน้ 5. วัตถแุ ละสง่ิ ก่อสร้างของวัดบางโค วตั ถุสาคัญของวดั บางโค ได้แก่ รปู ปั้นหลวงพ่อขาว เปน็ พระพุทธปฏิมากรปูนป้ันที่ ศักดสิ์ ทิ ธ์ิ สิ่งก่อสร้างทีส่ าคัญ ไดแ้ ก่ พระอุโบสถ เป็นทีป่ ระดิษฐานพระพทุ ธรูปปางมารวิชยั องค์ใหญ่ และวิหารหลวงพ่อขาว ซึง่ เป็นท่ีประดิษฐานรปู ปน้ั หลวงพ่อขาว อันเปน็ ทีเ่ คารพสักการะของ

103 ประชาชนในชุมชนบางแม่นาง และรอยพระพุทธบาทจาลอง สร้างขึ้นในสมัยพระครูนนทสิกขกิจ (หลวงปู่ยอด ธมมฺ ธโร) เป็นเจ้าอาวาส 6. ประเพณสี าคญั ของวัดบางโค 1. ประเพณที ส่ี าคัญทวี่ ดั บางโคจดั ขนึ้ คือ ประเพณีการทาบุญตักบาตรพระ 108 ทางนา้ เร่มิ ในวนั แรม 8 ค่า เดอื น 12 และประเพณสี รงน้าพระวันสงกรานต์ ซงึ่ ตรงกับวันที่ 13 เมษายน ของ ทกุ ๆ ปี ถอื เปน็ “วันขน้ึ ปีใหม่” ตามธรรมเนียมไทย โดยในวนั สงกรานต์ นอกจากประเพณีรดนา้ ดา หัวขอพรญาติผู้ใหญ่ ตามทีป่ ระชาชนชาวไทยถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลาทีย่ าวนานแลว้ ก็ ยงั มกี จิ กรรมท่คี วรปฏบิ ัติ เพื่อสืบทอดความดีงามและคุณคา่ ของประเพณีวนั สงกรานต์ คือ การทาบญุ ตักบาตร การทาบญุ อทุ ศิ สว่ นกศุ ลให้แก่บรรพบรุ ุษ การสรงน้าพระ การรดนา้ ขอพร การเลน่ รดน้า และกิจกรรมรืน่ เริงอน่ื ๆ ตัวชี้วัด 1. สามารถจดั ทาพกิ ัดทางภูมิศาสตร์ของวดั บางโคได้ 2. บอกประวตั ิความเปน็ มาของวัดบางโคได้ 3. อธิบายความสาคัญของวัดบางโคได้ 4. บอกรายละเอียดของบคุ คลสาคญั ที่เก่ยี วขอ้ งกับวดั บางโคได้ 5. บอกความแตกตา่ งระหวา่ งวัตถุและสิง่ ก่อสร้างของวดั บางโคได้ 6. บอกการปฏบิ ตั ิตนเม่ือเข้ารว่ มประเพณที ่ีสาคัญของวดั บางโคทีจ่ ดั ขน้ึ ได้ 7. เห็นคุณคา่ ความสาคัญของวัดบางโค ขอบขา่ ยเน้อื หา 1. ที่ตัง้ แผนท่ี และพิกัดทางภมู ิศาสตร์ 2. ประวตั ิความเปน็ มาของวดั บางโค 3. ความสาคญั ของวัดบางโค 4. บคุ คลสาคญั ที่เก่ยี วข้องกับวัดบางโค 5. วตั ถุและสิ่งก่อสรา้ งของวดั บางโค 6. ประเพณีสาคัญท่ีจัดขน้ึ

104 เนอ้ื หา 1. ทตี่ ง้ั แผนที่ และพิกดั ทางภมู ศิ าสตร์ 1.1 ท่ตี ั้งวดั บางโค วัดบางโคตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ท่ี 14 บ้านวัดบางโค ตาบลบางแม่นาง อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี รหัสไปรษณีย์ 11140 มีพื้นท่ี 12 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือยาว 3 เสน้ 10 วา (140 เมตร) ติดกับท่ีดินนางวัน โภชพันธ์ ทิศใต้ยาว 3 เส้น 5 วา (130 เมตร) ติดต่อกับ คลองบางใหญ่ ทิศตะวันออกยาว 5 เส้น 14 วา (228 เมตร) ติดต่อกับที่ดินนางวัน โภชพันธ์ ทิศ ตะวันตกยาว 5 เส้น 14 วา (228 เมตร) ติดต่อกับคลองบางโค มีที่ดินธรณีสงฆ์ 1 แปลง มีเน้ือที่ จานวน 6 ไร่ 2 งาน 5 ตารางวา ลักษณะพ้ืนท่ีโดยท่ัวไปของวัดบางโคเป็นที่ราบลุ่ม มีการสัญจรน้า มีลาคลองผา่ น 2 สาย คอื คลองบางโคผ่านทางทศิ ตะวนั ตก และคลองบางใหญผ่ า่ นทางทิศใต้

105 1.2 แผนที่ 1.3 พิกดั ทางภูมศิ าสตร์ อยทู่ ่ี ละติจูด 13.850297 ลองจจิ ูด 100.402489 กกกกกกก 2. ประวัติความเปน็ มาของวัดบางโค . วดั บางโค สร้างขนึ้ เมื่อสมยั รชั กาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว เมอื่ วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2399 ไม่ทราบนามและประวัติผู้สร้าง ตั้งอยู่บริเวณริมคลองบางโค ได้รับ พระราชทานวิสงุ คามสมี า เม่ือวันท่ี 10 เมษายน พ.ศ. 2432 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย กกกกกกก 3. ความสาคัญของวดั บางโค วดั บางโค เป็นวดั เกา่ แก่ท่สี ร้างขนึ้ ในสมยั รชั กาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า อยู่หัว เม่ือปี พ.ศ. 2399 จนถึงปัจจุบันมีอายุรวม 163 ปี เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชาวตาบล บางแม่นาง มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ มีวิหารหลวงพ่อขาว ศกั ด์ิสิทธิ์ และรอยพระพทุ ธบาทจาลอง

106 4. บคุ คลสาคญั ท่ีเก่ียวข้องกับวดั บางโค 4.1 พระครูนนทสกิ ขกิจ หรือหลวงปยู่ อด ธมฺมธโร กกกก พระครูนนทสกิ ขกิจ หรือหลวงปยู่ อด ธมมฺ ธโร อดตี เจ้าอาวาสวัดบางโค เกิดเม่ือ วนั ท่ี 4 พฤศจิกายน 2412 ตรงกับวนั พฤหสั บดีข้นึ 1 คา่ เดือน 12 ปีมะเส็ง ทา่ นเปน็ ผู้สรา้ งรอยพระ พทุ ธบาทจาลอง ไวใ้ ห้ประชาชนบา้ นวดั บางโคได้สักการะบูชา 4.2 พระครสู ุภทั วราภรณ์ หรือหลวงพอ่ ประเสริฐ สุภทฺโท (ศรพี ุฒ) ปxx กกกกกกก

107 พระครูสุภัทวราภรณ์ หรือหลวงพ่อประเสริฐ สุภทฺโท (ศรีพุฒ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางโค เดิมช่ือ ประเสริฐ ศรีพุฒิ เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2473 ตรงกับวันศุกร์ แรม 2 ค่า เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้านเลขที่ 9 หมู่ 1 ตาบลบางศรเี มือง อาเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เป็นบุตรของนายแฟ้ม นางปลิว ศรีพุฒ อุปสมบทเม่ือวันท่ี 16 มีนาคม พ.ศ. 2512 ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 14 ค่า เดือน 4 ปีวอก ณ วัดบางโค ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ไดร้ ับการแตง่ ตง้ั ใหเ้ ปน็ เจ้าอาวาสวัดบางโค ผลงานท่ีสาคัญ คือ ท่าน เปน็ ผู้สรา้ งวิหารหลวงพอ่ ขาว 4.3 พระปลดั ประจวบ โชตคิ โุ ณ พระปลัดประจวบ โชติคุโณ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ผลงานท่ีสาคัญ เช่น ให้ อาคารเอนกประสงค์เป็นท่ีทาการ กศน.ตาบลบางแม่นาง ท่านเห็นว่าการศึกษามีความสาคัญมากกับ เยาวชน และประชาชนที่พลาดโอกาส ปรังปรุงเมรุให้เป็นแบบไฟฟ้า สร้างห้องน้าเพ่ิมเติม ซ่อมแซม ถนน ซอ่ มแซมซุม้ ประตูทางเขา้ วดั เป็นต้น กล่าวโดยสรุป วัดบางโคมีบุคคลสาคัญดังน้ี พระครูนนทสิกขกิจ (หลวงปู่ยอด ธมฺมธโร) เป็นผู้สร้างรอยพระพุทธบาทจาลอง พระครูสุภัทวราภรณ์ หรือหลวงพ่อประเสริฐ สุภทฺโท (ศรีพุฒ) เป็นผู้สร้างวิหารหลวงพ่อขาว และพระปลัดประจวบ โชติคุโณ เป็นเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน มีผลงานที่สาคัญ เช่น ให้อาคารเอนกประสงค์ใช้เป็นท่ีทาการ กศน.ตาบลบางแม่นาง ปรังปรุงเมรุให้ เป็นแบบไฟฟ้า สร้างหอ้ งนา้ ซอ่ มแซมถนน ซ่อมแซมซุ้มประตทู างเข้าวัด เปน็ ต้น

108 1. วัตถแุ ละสิง่ ก่อสร้างของวดั บางโค 5.1 วัตถุภายในวัดบางโค 5.1.1 รปู ปัน้ หลวงพอ่ ขาว หลวงพอ่ ขาวเป็นพระพทุ ธรูปปูนปั้นท่ศี ักดิ์สิทธิ์ ขดุ ค้นพบได้จากบริเวณทีต่ ง้ั วดั ดอนสะแกในปัจจบุ นั เมื่อประมาณ 100 ปีมาแลว้ การขุดพบหลวงพ่อขาวในครง้ั นัน้ ไม่ปรากฏ ประวตั ิผ้คู น้ พบ และไดน้ ามาประดษิ ฐานไว้ ณ วดั บางโค 5.2 สงิ่ ก่อสร้างภายในวัดบางโค 5.2.1 พระอโุ บสถของวดั บางโค กกกกกกกกก

109 พระอุโบสถวัดบางโค เป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ และยังมีพระพุทธรปู ที่สาคัญอยู่หลายองค์ เปน็ ท่ีเคารพสกั การบูชา ประกอบพิธกี รรม และสังฆกรรมท่ี ศักดส์ิ ทิ ธทิ์ างศาสนา เช่น พธิ ีบวชนาค พิธเี วียนเทยี นในวนั สาคญั ทางพระพุทธศาสนา เปน็ ตน้ 5.2.2 วหิ ารหลวงพ่อขาว วิหารหลวงพ่อขาว เป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นหลวงพ่อขาวศักดิ์สิทธ์ิ วิหารหลังน้ี สร้างข้ึนเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยเจ้าอาวาส พระครูสุภัทวราภรณ์ หรือหลวงพ่อประเสริฐ สุภทฺโท (ศรีพุฒ) มีลักษณะเป็นอาคารทรงจัตุรมุข วิหารตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าวัดบางโค ซ่ึงเป็นที่ เคารพสกั การะของประชาชนในชุมชนตาบลบางแม่นางและตาบลใกลเ้ คียง 5.2.3 รอยพระพุทธบาทจาลอง

110 รอยพระพุทธบาทจาลอง สร้างขึ้นสมัยพระครูนนทสิกขกิจ (หลวงปู่ยอด ธมฺมธโร) เปน็ เจา้ อาวาส เพือ่ เป็นอนุสรณแ์ ก่อนชุ นรุ่นหลงั ไว้เปน็ ท่ีเคารพสกั การะบชู า กล่าวโดยสรุป วัตถุสาคัญของวัดบางโค ได้แก่ รูปปั้นหลวงพ่อขาว เป็นพระพุทธ ปฏมิ ากรปนู ป้นั ท่ศี กั ด์สิ ทิ ธ์ิ สิ่งกอ่ สร้างสาคัญ ไดแ้ ก่ พระอุโบสถ เปน็ ทปี่ ระดิษฐานพระพุทธรูปปางมาร วิชัยองค์ใหญ่ และวิหารหลวงพ่อขาว ซ่ึงเป็นที่ประดิษฐานรูปป้ันหลวงพ่อขาว อันเป็นที่เคารพ สักการะของประชาชนในชุมชนบางแม่นาง และรอยพระพุทธบาทจาลอง สร้างโดยพระครูนนทสิกข กิจ (หลวงปู่ยอด ธมฺมธโร) กกกกกกก6. ประเพณีสาคัญท่ีจัดขน้ึ กกกกกกก 6.1 ประเพณตี ักบาตรพระ 108 ทางน้า กกกกกกกกก ประเพณีการทาบุญตกั บาตรพระ 108 ทางนา้ เป็นประเพณีหลังวันออกพรรษาเร่ิม ในวันแรม 8 คา่ เดอื น 12 พิธีกรรมของประเพณจี ะเร่มิ ตั้งแต่วันแรม 7 ค่า เดือน 12 โดยเร่ิมพิธีต้ังแต่ ภาคบา่ ย วัดตามรมิ คลองจะมีการแห่พระพุทธรูปที่มีช่ือเสียงของแต่ละวัดแห่ไปตามลาน้า โดยการจัด ขบวนแห่อย่างสวยงามมีการราประกอบ การจัดขบวนแห่เพ่ือประกาศให้ประชาชนได้ทราบทั่วกันว่า จะมีพิธีการทาบุญตักบาตรพระ 108 ทางน้าขึ้น อีกคร้ังหนึ่งในวันรุ่งขึ้นในวันแรม 8 ค่า เดือน 12 ประเพณี การทาบุญตักบาตรพระ 108 ทางน้า เป็นประเพณีท่ีปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน ในอาเภอ บางกรวย และอาเภอบางใหญ่

111 6.2 ประเพณสี รงนา้ พระวนั สงกรานต์ วันสงกรานต์ ซึ่งตรงกับวันท่ี 13 เมษายน ของทุก ๆ ปี ถือว่าเป็น \"วันขึ้นปีใหม่\" ตามธรรมเนียมไทย โดยในวันสงกรานต์ นอกจากประเพณีรดน้าดาหัวขอพรญาติผู้ใหญ่ ตามที่ ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว ก็ยังมีกิจกรรมร่ืนเริงอื่น ๆ อีก อาทเิ ชน่ การละเลน่ การสรงน้าพระ การรดนา้ ดาหวั ผใู้ หญ่ เปน็ ต้น คาวา่ “สงกรานต์” หมายถึง การเคลือ่ นย้ายของดวงอาทติ ยจ์ ากราศหี นึ่งเขา้ ไปอกี ราศีหนงึ่ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในทกุ ๆ ปี แต่ในช่วงเวลาท่ดี วงอาทิตย์เคลอื่ นยา้ ยจากราศีมีนเพ่ือเข้าสู่ ราศเี มษนนั้ จะเรียกว่า “มหาสงกรานต์” หรอื “สงกรานต์” ซง่ึ เป็นวนั ขึน้ ปใี หมต่ ามคติพราหมณ์ และ เมอื่ นับทางสุริยะคติ “สงกรานต์” อยู่ระหวา่ งวันที่ 13 - 15 เมษายนของทกุ ปี แตห่ ากดูตามประกาศ วนั สงกรานต์ และการคานวณตามหลกั โหราศาสตร์จะมีการคลาดเคล่ือนไมต่ รงกนั บ้าง เช่น วัน มหาสงกรานต์ อาจจะเป็นวนั ท่ี 14 เมษายนแทนท่จี ะเปน็ วนั ที่ 13 เมษายนก็เป็นได้ ดังนั้นเพอ่ื ให้ จดจาได้งา่ ย จงึ กาหนดเรยี กตามทกี่ ลา่ วกนั มา กิจกรรมท่ีควรประพฤติปฏิบัติในวันสงกรานต์ เพื่อสืบทอดความดีงามและคุณค่า ของประเพณีนมี้ ีดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การทาบุญตักบาตรนาอาหารไปถวายพระท่ีวัด เพ่ือสืบทอดทานุ บารุงพระพุทธศาสนา และเพ่อื กลอ่ มเกลาจิตใจใหร้ ู้จกั การให้ การเสียสละ โดยมิมุ่งหวงั ส่ิงตอบแทน กจิ กรรมท่ี 2 การทาบุญอุทศิ สว่ นกศุ ลให้แกบ่ รรพบรุ ุษ เพ่อื แสดงความกตญั ญตู อ่ ผู้ มีพระคุณทลี่ ว่ งลบั ไปแล้ว

112 กิจกรรมท่ี 3 การสรงน้าพระ ท้งั พระภกิ ษุสงฆ์ และพระพทุ ธรปู เพือ่ ความเป็น สิริมงคล และแสดงความเคารพต่อปชู นยี บคุ คลท่ดี ารงสบื ทอดพระพุทธศาสนา กจิ กรรมที่ 4 การรดนา้ ขอพร เปน็ การแสดงความความเคารพและแสดงความ กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ โดยเฉพาะผู้อาวุโสน้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโสมาก เช่น ลูกกับพ่อ-แม่ หลานกับตา-ยาย พุทธศาสนิกชนต่อพระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น เป็นการแสดงความสุภาพอ่อนน้อม อ่อนโยน และขอรับพร ซึ่งผู้อาวุโสกว่าเหล่าน้ันจะได้อวยชัยให้พรให้อยู่เย็นเป็นสุข และได้ข้อคิด เตอื นใจเพ่อื เร่มิ ตน้ ปใี หม่อย่างไมป่ ระมาท กิจกรรมที่ 5 การเลน่ รดน้า เพอ่ื เชอื่ มความสมั พนั ธ์ระหว่างญาติพนี่ อ้ งและมติ ร สหาย ด้วยการรดน้าเพียงเล็กน้อยลงที่ไหล่หรือที่มือ พร้อมกับคาอวยพรให้มีความสุข การละเล่น รื่นเริงต่าง ๆ น้ัน เพ่ือเชื่อมความสามัคคีและเพื่อความสนุกสนาน รวมท้ังการสืบสานมรดกทาง วัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป นอกจากน้ี ในแตล่ ะท้องถิ่นย่อมมคี ่านยิ ม และธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับประเพณี สงกรานต์ท่ีแตกต่างกันก็สมควรให้ปฏิบัติไปตามน้ัน เพื่อเป็นการเคารพภูมิปัญญาของบรรพบุรุษท่ีได้ กล่นั กรองเลือกสรรแล้วว่าเหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง กล่าวโดยสรุป ประเพณีท่ีสาคัญท่ีวัดบางโคจัดขึ้น คือ ประเพณีการทาบุญ ตักบาตรพระ 108 ทางน้า เริ่มในวันแรม 8 ค่า เดือน 12 และประเพณีสรงน้าพระวันสงกรานต์ ซ่ึงตรงกับวันท่ี 13 เมษายน ของทุก ๆ ปี ถือเป็น “วันข้ึนปีใหม่” ตามธรรมเนียมไทย โดยในวัน สงกรานต์ นอกจากประเพณีรดน้าดาหัวขอพรญาติผู้ใหญ่ ตามที่ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติสืบทอด กันมาเปน็ ระยะเวลาท่ียาวนานแล้วก็ยังมีกิจกรรมที่ควรปฏิบัติ เพ่ือสืบทอดความดีงามและคุณค่าของ ประเพณีวันสงกรานต์ คือ การทาบุญตักบาตร การทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ การสรง น้าพระ การรดนา้ ขอพร การเล่นรดนา้ และกิจกรรมร่นื เรงิ อน่ื ๆ การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ 1. กาหนดประเดน็ ศึกษาคน้ คว้าร่วมกัน 2. ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากสื่อการเรียนรู้ท่หี ลากหลาย 3. บนั ทกึ ผลการศึกษาคน้ ควา้ ลงในเอกสารการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง (กรต.) 4. พบกลุ่ม อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผลการศึกษาค้นคว้า คิดวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ คิดสังเคราะหส์ รุปผลการเรยี นร้ทู ่ีไดใ้ หม่รว่ มกัน บนั ทึกลงในเอกสารการเรียนรู้ด้วย ตนเอง (กรต.) 5. สรปุ ผลการเรยี นรู้ท่ีได้ไปทาแบบฝึกหัด หรือกจิ กรรมตามใบงานทม่ี อบหมาย

113 6. บันทึกผลการเรียนรู้ที่ได้จากการศึกษา และฝึกปฏิบัติ บันทึกลงในเอกสารการเรียนรู้ ด้วยตนเอง (กรต.) สอื่ และแหล่งเรยี นรู้ หัวเรือ่ งที่ 5 วัดบางโค 1. ส่ือเอกสาร ไดแ้ ก่ 1.1 ใบความรู้ที่ 5 ประวัติตาบลและวดั ในตาบลบางแมน่ าง 1.2 ใบงานที่ 5 วัดบางโค 1.3 หนังสอื เรยี น สาระการพฒั นาสังคม รายวิชา สค33162 วัดสวยงาม คูน่ าม บางใหญ่ ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 1.4 หนังสือท่เี ก่ียวข้อง 1.4.1 วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จงั หวัดนนทบุรี กรมศลิ ปากร ปที พี่ มิ พ์ 2542 1.4.2 ประวัติวัดทว่ั ราชอาณาจักร ผู้แตง่ กรมการศาสนา ม.ป.พ. 1.4.3 วัดพัฒนา สานักงาน พระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์การศาสนา ปีทพ่ี มิ พ์ 2545 2. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไดแ้ ก่ 2.1 วัดบางโค สบื ค้นจาก www.facebook.com./pg/kchaichin naphat/about/ref=page-internal 2.2 วดั บางโค สืบคน้ จาก www bangmaenang.go.th 2.3 วดั บางโค สบื ค้นจาก http://www.crowniproperty.or.th/ pubtic/upload/media/ Re mende%20Books /59-06-042-001-32672dpi-3.pdf 3. สื่อบุคคลและภมู ิปัญญา 3.1 พระปลัดประจวบ โชตคุโณ เจ้าอาวาสวัดบางโค องค์ปัจจุบัน ท่ีอยู่ วัดบางโค เลขที่ 1 หมู่ 14 ตาบลบางแม่นาง อาเภอบางใหญ่ จังหวดั นนทบุรี หมายเลขโทรศพั ท์ 089-007-9726 3.2 พระไชยชินพัฒน์ อุทโย ที่อยู่ วัดบางโค เลขท่ี 1 หมู่ที่ 14 ตาบลบางแม่นาง อาเภอบางใหญ่ จงั หวัดนนทบุรี หมายเลขโทรศพั ท์ 085-917-8029 4. ส่ือแหล่งเรยี นรใู้ นชมุ ชน 4.1 หอ้ งสมุดประชาชนอาเภอบางใหญ่ ต้ังอยู่เลขที่ 47 หมู่ที่ 4 กศน.อาเภอบางใหญ่ จงั หวดั นนทบุรี หมายเลขโทรศพั ท์ 02-926-5846

114 4.2 วัดบางโค เลขที่ 1 หมู่ที่ 14 ตาบลบางแม่นาง อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 02-833-1382 การวดั และประเมินผล ddddd 1. ประเมินความก้าวหนา้ ดว้ ยวธิ ีการ 1.1 การสังเกต 1.2 การซกั ถาม การตอบคาถาม 1.3 ตรวจเอกสารการเรียนร้ดู ้วยตนเอง (กรต.) 2. ประเมินผลรวม ดว้ ยวธิ กี าร 2.1 ตอบแบบทดสอบวดั ความรู้ หัวเรือ่ งที่ 5 จานวน 3 ข้อ 2.2 ตอบแบบสอบถามวัดเจตคติ

115 หัวเรือ่ งท่ี 6 วัดยคุ นั ธราวาส สาระสาคัญ 1. ทต่ี ั้ง แผนที่ และพกิ ดั ทางภมู ิศาสตร์ วดั ยุคันธราวาส ตงั้ อยเู่ ลขท่ี 22 หมู่ที่ 7 ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี และพกิ ดั ทางภูมิศาสตร์ อยทู่ ี่ ละตจิ ดู 13.837159 ลองจิจูด 100.429580 2. ประวตั ิความเป็นมาของวัดยุคนั ธราวาส วัดยคุ ันธราวาส สันนิษฐานวา่ สร้างข้นึ เมอื่ ปี พ.ศ. 2410 โดยพระบาทสมเดจ็ พระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร และมีวัสดุสัมภาระต่าง ๆ ท่ีเหลือจากการก่อสร้าง จึงนามาสร้างวัดยุคันธราวาส เดิมช่อื ว่า วัดยคุ ันธร เปน็ วดั ปรวิ าสกรรม หรือวัดที่พระสงฆ์ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทาตนให้บริสุทธิ์ของ พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่ือปี พ.ศ. 2440 และภายในวัดมี พระแทน่ ที่ประทบั ของรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว เพอื่ ใหร้ าลึกถงึ พระองค์ 3. ความสาคญั ของวดั ยคุ นั ธราวาส วดั ยุคันธราวาส เปน็ วัดเก่าแกส่ ร้างขึ้นต้งั แตป่ ี พ.ศ. 2410 ปัจจบุ ันมอี ายุรวม 152 ปี สรา้ งโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั (รชั กาลท่ี 4) และสมเดจ็ พระสงั ฆราช (สา ปุสฺสเทโว) และวัดยุคันธราวาส เป็นวัดหน่ึงใน 18 วัด ท่ีได้รับพระราชทาน “พระนิรันตราย” จากรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 4. บคุ คลสาคญั ที่เกีย่ วขอ้ งกบั วัดยุคนั ธราวาส พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว (รชั กาลที่ 4) และสมเด็จพระสงั ฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามข้ึนท่ี กรุงเทพมหานคร และเนื่องจากมีวัสดุสัมภาระต่าง ๆ ท่ีเหลือจากการก่อสร้างจานวนหนึ่ง จึงนามา ก่อสร้างวัดยุคันธราวาส และวัดยุคันธราวาสเป็นวัดท่ีใช้ปริวาสของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ใน พระวนิ ัย ปรวิ าส แปลวา่ อยกู่ รรม หรืออยู่ชดใช้ ซง่ึ พระสงฆ์ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้จะต้อง ประพฤติ เป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจานวนวันท่ีปิดอาบัติ ทาตนให้บริสุทธิ์อยู่กรรมจึงจะ พ้นได้ ระหว่างอยู่ปริวาสต้องประพฤติวัตรต่าง ๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตน และ ประจานตน และพระมหาบญุ ธาตุ ธมมฺ ธโร เปน็ เจ้าอาวาสรูปปจั จบุ ัน

116 5. โบราณสถาน และโบราณวัตถุของวดั ยคุ ันธราวาส วัดยุคันธราวาสมีโบราณสถาน คือ พระอุโบสถสร้างข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2410 และ โบราณวัตถุ คือ พระนิรันตราย หมายถึง ปราศจากอันตรายนิรันดร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระราชทานพระนามด้วยพระองค์เอง ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รชั กาลท่ี 5) จงึ โปรดเกลา้ โปรดกระหม่อมใหน้ ายช่างทาการกะไหล่ทองท้ัง 18 องค์ให้แล้วเสร็จ และพระราชทานไปตามวัดคณะธรรมยุติกนิกาย จานวน 18 วัด ตามพระราช ประสงค์ของพระบรมราชชนก โดยวัดยุคันธราวาส ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เป็น 1 ใน 18 วดั ทีไ่ ดร้ บั พระราชทานพระนริ นั ตราย 6. ประเพณีสาคญั ประเพณีสาคัญของวัดยุคันธราวาส คือ ประเพณีสรงน้าพระนิรันตราย จัดข้ึนทุกวันที่ 16 เมษายน ของทุกปี การสรงน้าพระเป็นพิธีกรรมที่พึงกระทาเป็นประจาทุกปีในวันสงกรานต์ ซ่ึง “การสรงนา้ พระ” ศาสนาพุทธ ใชค้ าว่า ถวายเครื่องเถราภิเษก (สรงน้าพระ) หรือการทาความเคารพ ถ้า สรงน้าพระด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ผลบุญก็จะส่งผลให้เราปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีความสุขจิตใจผ่องใส สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ทาให้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นมงคลแก่ตนเอง และครอบครวั รวมถึงแผ่ผลบญุ ให้แก่บรรพบุรษุ ญาติมิตร สรรพสัตว์ และเจ้ากรรมนายเวรได้อีกด้วย โดยขั้นตอนการสรงน้าพระมี 2 ข้ันตอน คือ การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และเตรียมน้าโรยดอกไม้ น้าอบ ลงในขนั และเร่มิ สรงนา้ พระพร้อมอธษิ ฐาน ตวั ช้วี ัด 1. สามารถจัดทาพกิ ัดทางภมู ิศาสตรข์ องวัดยคุ ันธราวาสได้ 2. บอกประวตั ิความเป็นมาของวัดยุคนั ธราวาสได้ 3. อธิบายความสาคัญของวัดยคุ นั ธราวาสได้ 4. บอกรายละเอียดของบคุ คลสาคญั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั วัดยุคันธราวาสได้ 5. บอกความแตกต่างระหวา่ งโบราณสถาน และโบราณวตั ถุของวัดยคุ นั ธราวาสได้ 6. บอกการปฏิบตั ติ นเม่อื เขา้ ร่วมประเพณีทสี่ าคัญของวดั ยุคนั ธราวาสท่ีจัดขน้ึ ได้ 7. เห็นคุณคา่ ความสาคัญของวัดยุคันธราวาส

117 ขอบข่ายเน้ือหา 1. ท่ตี ้ัง แผนท่ี และพิกัดทางภูมศิ าสตร์ 2. ประวัตคิ วามเปน็ มาของวดั ยุคันธราวาส 3. ความสาคัญของวดั ยคุ นั ธราวาส 4. บคุ คลสาคัญทีเ่ ก่ียวข้องกบั วดั ยุคนั ธราวาส 5. โบราณสถาน และโบราณวัตถขุ องวดั ยุคนั ธราวาส 6. ประเพณสี าคญั ท่ีจดั ขึน้ เนือ้ หา กกกกกกก1. ทีต่ ้ัง แผนท่ี และพิกัดทางภูมศิ าสตร์ กกกกกกกกกก1.1 ท่ีตั้งวัดยุคันธราวาส ตั้งอยู่เลขที่ 22 หมู่ที่ 7 บ้านวัดยุคันธราวาส ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

118 กกกกกกกกกก1.2 แผนที่ 1.3 พกิ ัดทางภูมศิ าสตรอ์ ยทู่ ี่ ละตจิ ูด 13.837159 ลองจิจูด 100.429580 2. ประวัติความเป็นมาของวัดยคุ นั ธราวาส วัดยุคันธราวาส สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) ได้โปรดเกล้าโปรด กระหม่อมสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามข้ึนท่ีกรุงเทพมหานคร และเน่ืองจากมีวัสดุสัมภาระ ต่าง ๆ ท่ีเหลือจากการก่อสร้างจานวนหนึ่ง จึงนามาสร้างวัดยุคันธราวาส เดิมช่ือ วัดยุคนธร ได้รับ พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 2440 ภายในวัดมีพระแท่นท่ีประทับของพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั (รชั กาลที่ 4) เพอ่ื ให้ราลึกถงึ พระองค์อกี ดว้ ย เม่ือปี พ.ศ. 2557 ในศาลาการเปรียญหลังเก่า บริเวณท่ีตั้งพระบูชา พบว่า มีพระพุทธรูปซ่ึงต้ังเป็นพระประธานจากเดิมท่ีมีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ ได้ถูกคนร้ายเข้ามาโจรกรรมไป จานวน 1 องค์ เหลือเพยี ง 2 องค์ องคท์ ่ีถกู คนรา้ ยโจรกรรมไปนนั้ เปน็ พระพุทธรปู ปางประทานพรเน้ือ สารดิ หน้าตกั กวา้ งประมาณ 30 นิ้ว สูง 60 เซนติเมตร สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจา้ อยู่หัว (รชั กาลท่ี 4)

119 กล่าวโดยสรุป วัดยุคันธราวาส สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเม่ือปี พ.ศ. 2410 โดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสร้างวัดราช ประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามข้ึนที่กรุงเทพมหานคร และเนื่องจากมีวัสดุสัมภาระต่าง ๆ ท่ีเหลือจากการ ก่อสร้างจานวนหน่ึง จึงนามาก่อสร้างวัดยุคันธราวาส เดิมช่ือ วัดยุคนธร เพ่ือให้เป็นวัดปริวาสกรรม (พระสงฆ์ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทาตนให้บริสุทธิ์) ของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และภายในวัดมี พระแท่นท่ีประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เพ่ือให้ราลึกถึงพระองค์ อกี ดว้ ย วัดนี้ได้รับพระราชทานวสิ ุงคามสมี า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2440 3. ความสาคัญของวดั ยคุ นั ธราวาส วัดยคุ ันธราวาส มคี วามสาคญั ดงั นี้ เปน็ วัดเก่าแก่สร้างขึ้นต้ังแต่ปี พ.ศ. 2410 ปัจจุบัน มีอายุรวม 152 ปี สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รชั กาลท่ี 4) ไดโ้ ปรดเกลา้ โปรดกระหมอ่ มสร้างวัดราชประดษิ ฐส์ ถิตมหาสมี ารามขนึ้ ท่ีกรุงเทพมหานคร และเนื่องจากมีวัสดุสัมภาระต่าง ๆ ท่ีเหลือจากการก่อสร้างนามาสร้าง วัดยุคันธราวาสขึ้นอีกวัดหน่ึง เพ่ือให้เป็นวัดปริวาสกรรม หรือวัดที่พระสงฆ์ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทาตนให้บริสุทธ์ิของพระสงฆ์ฝ่าย ธรรมยุตินิกาย วัดยุคันธราวาสเป็นที่ประดิษฐานของพระนิรันตราย ซ่ึงรัชกาลท่ี 4 ทรงโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้หล่อพระพุทธรูปเป็นเนื้อทองเหลืองกะไหล่ทอง โดยมีเรือนแก้วเป็นพุ่มพระมหา โพธ์ิ มีอักขระขอมแสดงพระพุทธคุณจาหลักลงในวงกลีบบัว เบ้ืองหน้า 9 เบื้องหลัง 9 ยอดเรือนแก้ว เปน็ รูปพระมหามงกุฎ ต้ังติดอยกู่ ับฐานช้นั ล่าง รองฐานพระซึ่งเป็นท่ีสาหรับรับน้าสรงพระ จานวน 18 องค์ เท่ากับจานวนปีที่เสด็จอยู่ในสิริราชสมบัติ พระราชทานนามว่า “พระนิรันตราย” เพื่อ พระราชทานเป็นสิ่งศกั ดสิ์ ิทธส์ิ าคญั ประจาพระอารามตา่ ง ๆ กล่าวโดยสรุป วัดยุคันธราวาส เป็นวัดเก่าแก่สร้างข้ึนต้ังแต่ปี พ.ศ. 2410 ปัจจุบันมี อายุรวม 152 ปี สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และสมเด็จ พระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) และวัดยุคันธราวาส เป็นวัดหนึ่งใน 18 วัด ท่ีได้รับพระราชทาน “พระนิรนั ตราย” จากรัชกาลท่ี 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั

120 4. บคุ คลสาคญั ท่เี กย่ี วข้องกับวดั ยคุ ันธราวาส 4.1 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว (รัชกาลท่ี 4) พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) เป็น พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลท่ี 2) และสมเด็จพระศรีสุริเยน ทราบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเม่ือ วันท่ี 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 พระราชกรณียกิจด้านการทานุ บารุงพระศาสนาในขณะทที่ รงผนวชอยู่ทรงจดั ตง้ั นิกายใหม่ เรียกว่า ธรรมยุติกนิกาย ในปี พ.ศ. 2372 เนื่องด้วยพระองค์ทรงผนวชอยู่เป็นเวลานาน จึงทาให้พระองค์ทรงแตกฉานในภาษามคธ บาลี และ สันสกฤต พระองค์จึงสามารถสอบสวนข้อความต่าง ๆ ในพระคัมภีร์พระไตรปิฎกทุกฉบับได้โดย ละเอยี ด ตลอดจนเรยี นรู้ และจดจาตามพระอรรถกถา หรือคัมภีร์พระไตรปิฏกภาษาบาลีได้ จึงพบว่า มีข้อความคลาดเคล่ือนจากพุทธบัญญัติเป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระมหา สมณเจา้ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซ่ึงเป็นศิษย์ใกล้ชิดได้ร่วมกันจัดต้ังธรรมยุติกนิกายข้ึน ซึ่งได้ ทรงอนุเคราะห์สัง่ สอนกลุ บตุ ร และผมู้ ีศรัทธาในขอ้ วินยั วัตร และสุตตันตปิฎกต่าง ๆ อย่างถูกต้องตาม พระธรรมวินัย จนกุลบุตรเหล่าน้ันเกิดความศรัทธาขอบรรพชา และอุปสมบทประพฤติตาม ธรรมยุติกนิกาย นับเป็นความมหัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามขึ้นท่ี

121 กรุงเทพมหานคร และเน่ืองจากมีวัสดุสัมภาระต่าง ๆ ที่เหลือจากการก่อสร้าง จึงนามาสร้าง วัดยุคันธราวาส ณ ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จงั หวัดนนทบรุ ี 4.2 สมเด็จพระสงั ฆราช (สา ปสุ สฺ เทโว) กกกกกก ประวัติสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เดิมท่านเป็นชาวบางไผ่ จังหวัด นนทบุรี เกิดสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เม่ือวันพฤหัสบดีท่ี 19 สิงหาคม พ.ศ. 2356 ปีระกา บ้านเดิมอยู่บางเชิงกราน จังหวัดราชบุรี บิดาชื่อจัน เคยอุ ปสมบท และชานาญในคัมภีร์มิลินทปัญหา และมาลัยสูตรมาก จึงได้ฉายาจากประชาชนว่า จันมิลินทมาลัย มารดาช่ือสุข มีพ่ีน้องเกิดร่วมบิดามารดาเดียวกัน 5 คน คือ อวบ ช้าง สา สัง และอิ๋ม ไม่ปรากฏว่า สมเด็จพระสังฆราช (สา) มีนามสกุลเดิมว่าอย่างไร แต่คนท่ัวไปนิยมใช้ฉายาของท่านเป็นนามสกุล ผู้คนจึงนิยมเรียกท่านว่าสามเณรสา ปุสสเทวะ เร่ือยมา พระองค์ได้เข้าถวายตัวเป็นศิษย์อยู่ในสานัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รชั กาลท่ี 4) ตงั้ แตเ่ ป็นสามเณร และได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ต่อทสี่ านักวดั ราชาธวิ าส จนพระชนมายุได้ 18 พรรษา จึงได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง และ ทรงแปลได้หมดทั้ง 9 ประโยคได้เป็นเปรียญเอกต้ังแต่ยังทรงเป็นสามเณร นับเป็นสามเณรองค์แรกท่ี ไดเ้ ปรียญ 9 ประโยค ในสมัยกรงุ รัตนโกสินทร์ เม่ือปี พ.ศ. 2410 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โปรดให้สมเด็จ พระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ขณะทรงสมณศักด์ิพระสาสนโสภณ นาวัสดุสัมภาระต่าง ๆ ที่เหลือจาก การก่อสรา้ งวัดราชประดษิ ฐส์ ถิตมหาสมี ารามมาก่อสรา้ งวัดยคุ นั ธราวาส

122 วัดยุคันธราวาส เป็นวัดปริวาสกรรม ของพระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ในพระ วินัย ปริวาส แปลว่า อยู่กรรม หรืออยู่ชดใช้ ซ่ึงพระสงฆ์ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้จะต้อง ประพฤติ เป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่าจานวนวันท่ีปิดอาบัติ ทาตนให้บริสุทธ์ิอยู่กรรมจึงจะ พ้นได้ ระหว่างอยู่ปริวาสต้องประพฤติวัตรต่าง ๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตน และ ประจานตน เปน็ ตน้ ลักษณะการอยู่ปริวาส คือ ต้องไปอยู่ในวัดท่ีเงียบ ๆ เช่น วัดตามป่าเขา ต้องมี พระพี่เล้ียงอย่างน้อย 1 รูปอยู่ด้วยกัน พระพ่ีเล้ียงจะผลัดเปล่ียนไปเร่ือย ๆ ก็ได้ พระที่ไปอยู่ปริวาส ห้ามออกนอกเขตวัด ถ้าจะออกนอกเขตวัดต้องมีพระพี่เล้ียงไปด้วย ออกไปรูปเดียวไม่ได้จะทาให้การ อยูป่ รวิ าสขาดไป ต้องเริ่มอยู่ใหม่ (นับ 1 กันใหม่) และต้องอยู่ใกล้ตัวพระพ่ีเลี้ยงไปตลอด ห้ามอยู่ห่าง จากตัวพระพ่ีเล้ียงห่างเกินระยะ 1 หัตถบาส (ระยะ 1 ศอก 1 คืบ คือประมาณ 1.5 เมตร) ถ้าเผลอ เช่น เดนิ ออกไปห่างจากตวั พระพเี่ ลย้ี งเกินระยะ 1.5 เมตร ในขณะอยู่นอกเขตวัด ถือว่าการอยู่ปริวาส วนั นน้ั ขาด กลายเปน็ โมฆะ นบั ไมไ่ ด้ ตอ้ งไปนับใหม่ ขณะอยใู่ นวดั ต้องทาตัวคล้าย ๆ เป็นสามเณร คือ ต้องเช่ือฟังรับใช้พระอื่น ๆ ในวัด ห้ามฉันภัตตาหารร่วมกับพระในวัด ต้องแยกไปฉันต่างหาก ห้าม นอนในกุฎิเดียวกับพระอ่ืน ๆ แม้จะเป็นพระพรรษามาก ๆ เม่ือตอนนั่งรวมกับกลุ่มพระแบบนั่ง เรยี งลาดบั กต็ ้องไปนั่งลาดับท้ายสุดของแถวพระ ต่อจากพระบวชใหม่ เป็นหัวแถวสามเณร และถ้ามี พระอาคันตุกะผ่านเข้ามาในบริเวณวัด ก็ต้องรีบไปบอกวัตร คือ สวดแจ้งให้พระอาคันตุกะรับรู้ว่าตน เป็นพระทก่ี าลงั มาอยปู่ ริวาส โดยมีคาสวดยาว 1 หนา้ กระดาษ ถ้าไม่ได้สวดการอยู่ปริวาสวันน้ันก็เป็น โมฆะต้องไปนับใหมว่ ันตอ่ ไป และตอนเย็นทกุ วัน ก็ต้องมาสวดบอกวัตรแบบน้ันให้พระในวัดทุก ๆ รูป ไดร้ ับฟงั ขาดไม่ได้ ถ้าขาดวนั น้นั กเ็ ป็นโมฆะ ต้องไปนบั ใหม่วันต่อไป ต้องปฏิบัติตัวแบบนี้ทุกวันจนครบ จานวนวนั ทอี่ ย่ปู ริวาส เช่น ถา้ อยู่ปรวิ าสนาน 6 เดือน ก็ตอ้ งทาแบบนไี้ ปจนครบ 6 เดือน (ตามจานวน วันที่ปกปดิ ) เมอ่ื อยปู่ ริวาสครบกาหนดแล้ว ตอ่ ไปต้องไปอยูม่ านตั อกี 6 วัน ซงึ่ คล้ายกับการอยู่ปริวาส แตก่ ารอยู่มานัตตอ้ งมสี งฆอ์ ยดู่ ว้ ยอยา่ งน้อย 4 รูป ขึ้นไป (ต่างกับอยู่ปริวาส ซึ่งมีพระพ่ีเลี้ยงอยู่ด้วยใน วัดเพยี งรูปเดียวก็ได้) เม่ืออยู่ปริวาสครบ 6 วัน ก็ไปให้พระสงฆ์สวดอัพภาณ ซ่ึงต้องใช้พระสงฆ์อย่าง น้อย 20 รูป จึงจะครบถว้ นกระบวนความในการแก้อาบตั ิสังฆาทเิ สส

123 4.3 พระมหาบญุ ธาตุ ธมฺมธโร ประวัติพระมหาบญุ ธาตุ ธมมฺ ธโร เจา้ อาวาสวัดยุคันธราวาส เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2504 เดิมท่านบวชเป็นสามเณร เม่ือปี พ.ศ. 2523 ณ วัดประชานิยม อาเภอเมืองกาฬสินธ์ุ จงั หวดั กาฬสินธุ์ และบวชเป็นพระภิกษุ เมอ่ื ปี พ.ศ.2525 รกั ษาการในตาแหน่งเจ้าอาวาสวัดยุคันธรา วาส เม่ือปี พ.ศ. 2556 และประกาศแต่งต้ังเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการเม่ือ วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาการดารงตาแหน่งเจ้าอาวาส 6 ปี ท่านเป็นภูมิปัญญาผู้ให้ข้อมูล ประวัติความเปน็ มา และประเพณสี าคัญของวัดยคุ ันธราวาส กล่าวโดยสรุป บุคคลสาคัญที่เกี่ยวข้องกับวัดยุคันธราวาส คือ รัชกาลที่ 4 หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ได้โปรดเกล้าโปรด กระหม่อมสร้างวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามขึ้นที่กรุงเทพมหานคร และเน่ืองจากมีวัสดุสัมภาระ ต่าง ๆ ที่เหลือจากการก่อสร้างจานวนหนงึ่ จึงนามาก่อสร้างวัดยุคันธราวาส และวัดยุคันธราวาสเป็น วดั ทีใ่ ชป้ ริวาสของพระสงฆฝ์ ่ายธรรมยตุ กิ นกิ าย ในพระวินยั ปรวิ าส แปลว่า อยกู่ รรม หรืออยู่ชดใช้ ซ่ึง พระสงฆ์ต้องอาบัติสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้จะต้องประพฤติ เป็นการลงโทษตนเองชดใช้ให้ครบเท่า จานวนวนั ทีป่ ิดอาบัติ ทาตนใหบ้ ริสุทธ์ิอยู่กรรมจึงจะพ้นได้ ระหว่างอยู่ปริวาสต้องประพฤติวัตรต่าง ๆ เช่น งดใช้สิทธิบางอย่าง ลดฐานะของตน และประจานตน และพระมหาบุญธาตุ ธมฺมธโร เป็นเจ้า อาวาสรูปปัจจุบัน

124 5. โบราณสถาน และโบราณวัตถุของวัดยคุ ันธราวาส กกก5.1 โบราณสถาน 5.1.1 พระอุโบสถวดั ยุคนั ธราวาสก กกกก กกกกกกกกกd พระอุโบสถวัดยุคันธราวาส สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2410 โบราณสถานสาคัญภายในวัดยุคันธราวาส คือ พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน กว้าง 10 เมตร ยาว 17 เมตร ภายในอุโบสถวดั ยคุ นั ธราวาส มคี วามพเิ ศษต้ังแต่แรกสร้างไม่มพี ระพุทธรูปประธาน แต่ ว่ามีพระเจดยี ์หล่อ ทรงระฆงั ประดิษฐานเป็นประธานภายในอุโบสถ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยหู่ วั (รัชกาลท่ี 4) โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้นหล่อด้วยทองเหลือง ส่วนยอดพระเจดีย์ ถอดไดเ้ ป็นเกลยี ว เดิมมพี ระโบราณ โกศทองคาบรรจุพระธาตุอยู่ภายในพระเจดีย์ ปัจจุบันสูญหายไป แลว้

125 5.2 โบราณวัตถุ 5.2.1 พระนิรันตราย กกกกกกกกกก พระนิรันตราย เป็น พระพุทธ รูปเก่าแก่ท่ีมีการค้นพบในสมั ย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) ตามประวัติการค้นพบกล่าวไว้ว่า เม่ือปี พ.ศ. 2399 กานันอิน ซ่ึงมีภูมิลาเนาอยู่เมืองปราจีนบุรี ฝันว่าจับช้างเผือกได้ หลังจากน้ันไม่นาน ท่านกับ บุตรชายชื่อ นายยัง ได้เดินทางเข้าป่าเพ่ือขุดมันนกในบริเวณชายป่า ห่างจากดงศรีมหาโพธ์ิประมาณ 3 เส้น ก็ได้พบพระพุทธรูปสมัยทวารวดี หล่อด้วยทองคาเน้ือหก มีน้าหนัก 8 ตาลึง จึงนาไปมอบให้ พระเกรียงไกร กระบวนยุทธ์ ปลัดเมืองฉะเชิงเทรา พระเกรียงไกรได้พากานันอิน และนายยังเข้าเฝ้า เพื่อนาข้ึนทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) พระนิรันตรายนับเป็น พระพุทธรปู องคส์ าคญั ประจารัชกาลท่ี 4 องค์หนึ่ง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อัญเชิญประดิษฐาน ในพระแท่นมณฑลในพระราชพธิ ี ตา่ ง ๆ อาทิ พระราชพิธีสัมพจั ฉรฉินท์ (ทาบญุ ตรุษ) และพระราชพิธี สงกรานต์ เป็นตน้ พระนิรันตราย หมายถึง ปราศจากอันตรายนิรันดรนั้น รัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระนามด้วยพระองค์เอง สืบเนื่องจากในปี

126 พ.ศ. 2403 พระพุทธรูปศักด์ิสิทธ์ิได้สร้างปาฏิหาริย์เป็นท่ีปรากฏ เม่ือมีคนร้ายลักลอบเข้าหอเสถียร ธรรมปริตรโจรกรรมเอาพระกร่ิงทองคาองค์เล็กไป แต่ไม่เอาพระพุทธรูปทองคาท่ีประดิษฐานอยู่คู่กัน ไปทั้งที่องค์พระมีขนาดใหญ่กว่า พระองค์ทรงมีพระราชดาริว่าพระพุทธรูปซ่ึงกานันอินทูลเกล้า ทลู กระหม่อมถวายนั้นเปน็ ทองคาท้ังแท่ง และใหญ่กว่าพระกริ่ง ควรที่คนร้ายจะโจรกรรมองค์ใหญ่ไป แต่กลับละไว้ เช่นเดียวกับผู้ท่ีขุดได้ไม่ทาอันตราย เป็นเร่ืองมหัศจรรย์ท่ีแคล้วคลาดถึง 2 คร้ัง จึงทรง พระราชดาริให้เจ้าพนักงานทาการหล่อพระพุทธรูปนั่ง ปางขัดสมาธิเพชร เน้ือทองคา ขนาดหน้าตัก กว้าง 5 น้ิวครึ่ง เพ่ือสวมพระพุทธรูปองค์ในไว้อีกช้ันหน่ึง และยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หล่อ พระพุทธรปู อกี องคห์ นงึ่ เป็นเน้ือเงินบรสิ ุทธไ์ิ วค้ ู่กนั เมอ่ื พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติมีพระอารามมากข้ึน ในปี พ.ศ. 2411 พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หล่อพระพุทธรูปพิมพ์เดียวกันนี้ เป็นเนื้อ ทองเหลืองกะไหล่ทอง โดยมเี รอื นแก้วเปน็ พมุ่ พระมหาโพธิ์ มีอักขระขอมแสดงพระพุทธคุณจาหลักลง ในวงกลีบบัว เบื้องหน้า 9 เบ้ืองหลัง 9 ยอดเรือนแก้วเป็นรูปพระมหามงกุฎ ตั้งติดอยู่กับฐานช้ันล่าง รองฐานพระซ่ึงเปน็ ทสี่ าหรับรบั นา้ สรงพระ จานวน 18 องค์ เทา่ กับจานวนปที เ่ี สดจ็ อยใู่ นสิริราชสมบัติ พระราชทานนามว่า “พระนิรันตราย” เช่นกัน เพ่ือพระราชทานเป็นส่ิงศักด์ิสิทธ์ิสาคัญประจา พระอารามต่าง ๆ แต่ยงั ไม่ทันกะไหลท่ อง พระองค์กเ็ สดจ็ สวรรคตเสยี กอ่ น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 5) จึงโปรด เกลา้ โปรดกระหมอ่ มให้นายช่างทาการกะไหล่ทองทัง้ 18 องค์ใหแ้ ล้วเสร็จ และพระราชทานไปตามวัด ในคณะธรรมยุติกนิกาย จานวน 18 วัด ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยูห่ วั พระบรมราชชนก ได้แก่ วัดราชาธิวาส วัดบวรนเิ วศวหิ าร วัดเทพศริ นิ ทราวาส วดั บรมนวิ าส วัดราชประดษิ ฐสถิตมหาสีมาราม วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดมกุฏกษัตริยาราม วัดโสมนัสวิหาร วดั บุรณศิริมาตยาราม วัดราชผาติการาม วัดปทุมวนาราม วัดสัมพันธวงศ์ วัดเครือวัลย์ วัดบุปผาราม วัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี วัดยุคันธราวาส จังหวัดนนทบุรี วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ จังหวัด พระนครศรีอยธุ ยา และวัดเสนาสนาราม จงั หวัดพระนครศรีอยธุ ยา กล่าวโดยสรุป วัดยุคันธราวาสมีโบราณสถาน คือ พระอุโบสถสร้างข้ึน เมื่อ พ.ศ. 2410 และโบราณวัตถุ คือ พระนิรันตราย หมายถึง ปราศจากอันตรายนิรันดร์ พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) ทรงพระราชทานพระนามด้วยพระองค์เอง ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายช่างทา การกะไหล่ทองท้ัง 18 องค์ให้แล้วเสร็จ และพระราชทานไปตามวัดคณะธรรมยุติกนิกาย จานวน 18 วัด ตามพระราชประสงค์ของพระบรมราชชนก โดยวัดยุคันธราวาส ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จังหวดั นนทบุรี เป็น 1 ใน 18 วัด ท่ีได้รับพระราชทานพระนิรันตราย

127 6. ประเพณสี าคัญ 6.1 ประเพณสี รงนา้ พระนริ นั ตราย พระนิรันตรายนับเป็นพระพุทธรูปสาคัญอันเกี่ยวเนื่องในพระราชประวัติของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 4 ประกอบพระนามพระพุทธรูปก็มีความหมายเป็น มงคลว่าปราศจากอันตราย การเลือกพระราชทานพระนิรันตรายเรือนแก้ว พร้อมคาถาสรรเสริญ พระพุทธคุณ จึงเสมอื นเป็นการประสาทพรให้กบั วัดหลวงธรรมยุติกนิกายของพระองค์ ให้แคล้วคลาด ปราศจากภยันตรายด้วยอานาจแห่งพระพุทธคณุ อีกดว้ ย วัดยุคนั ธราวาส จึงได้จัดประเพณีสรงน้าพระ นิรันตราย ข้นึ ทกุ วันท่ี 16 เมษายน ของทกุ ปี การสรงนา้ พระเป็นพิธีกรรมท่ีพงึ กระทาเป็นประจาทุกปใี นวนั สงกรานต์ ซึ่ง “การ สรงน้าพระ” ศาสนาพุทธใช้คาว่า ถวายเครื่องเถราภิเษก หรือการทาความเคารพ ถ้าทาด้วยความ ต้ังใจสรงนา้ พระดว้ ยจติ ศรัทธาเล่ือมใสในพระรัตนตรัย ผลบุญก็จะส่งผลให้เราปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีความสุขจิตใจผ่องใส สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ทาให้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นมงคลแก่ตนเอง และครอบครัวรวมถึงแผ่ผลบุญให้บรรพบุรุษ ญาติมิตร สรรพสัตว์ และเจ้ากรรมนายเวรได้ โดยข้ันตอนการสรงน้าพระมี ดงั นี้

128 ข้นั ตอนที่ 1 เตรยี มวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม ก่อนสรงน้าพระควรเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ตา่ ง ๆ ทง้ั ดอกไมก้ ลิ่นหอม เช่น มะลิ กุหลาบ หรือดอกไม้ท่ีช่ือเป็นมงคล รวมถึงพวงมาลัย และน้าอบ ขันน้าใส่นา้ ใหพ้ ร้อมน้าท่ใี ชส้ รงพระพทุ ธรปู ควรเปน็ นา้ สะอาดทส่ี ามารถด่ืมกินได้ ข้ันตอนที่ 2 เตรียมน้าโรยดอกไม้ น้าอบลงในขัน และเร่ิมสรงน้าพระพร้อมสวด อธิษฐานก่อนสรงน้าพระ โดยให้เร่ิมต้ังนะโม 3 จบ แล้วกล่าวคาอธิษฐานว่า อิมินา สิญฺจะเนเนวะ โรโค โสโก อุปัทวะโท นิพพันตุ สัพพะโส เอเต สุขี โหนตุ นิรันตะรัง คาแปล เดชะ ข้าสรงน้า พระชุ่ม ฉา่ ตลอดกาล ทุกขโ์ ศก โรคภยั พาล อนั ตรธาน เปน็ สขุ เทอญ กล่าวโดยสรุป ประเพณีสาคัญของวัดยุคันธราวาส คือ ประเพณีสรงน้าพระ นิรันตราย จัดข้ึนทุกวันท่ี 16 เมษายน ของทุกปี การสรงน้าพระเป็นพิธีกรรมท่ีพึงกระทาเป็นประจา ทุกปใี นวนั สงกรานต์ ซ่ึง “การสรงนา้ พระ” ศาสนาพุทธ ใช้คาว่า ถวายเครื่องเถราภิเษก (สรงน้าพระ) หรือการทาความเคารพ ถ้าสรงน้าพระด้วยจิตศรัทธาเล่ือมใสในพระรัตนตรัย ผลบุญก็จะส่งผลให้เรา ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และมีความสุขจิตใจผ่องใส สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ทาให้อยู่เย็นเป็น สขุ เปน็ มงคลแก่ตนเอง และครอบครัว รวมถึงแผ่ผลบุญให้แก่บรรพบุรุษ ญาติมิตร สรรพสัตว์ และเจ้า กรรมนายเวรได้อีกด้วย โดยขั้นตอนการสรงน้าพระมี 2 ข้ันตอน คือ การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และเตรยี มน้าโรยดอกไม้ น้าอบลงในขัน และเร่ิมสรงน้าพระพร้อมอธษิ ฐาน การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ 1. กาหนดประเดน็ ศกึ ษาคน้ ควา้ ร่วมกัน 2. ศกึ ษาคน้ คว้าด้วยตนเองจากสือ่ การเรียนรทู้ ีห่ ลากหลาย 3. บันทกึ ผลการศกึ ษาค้นคว้าลงในเอกสารการเรียนรู้ด้วยตนเอง (กรต.) 4. พบกลุ่ม อภิปรายแลกเปล่ียนเรียนรู้จากผลการศึกษาค้นคว้า คิดวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้ แลกเปล่ียนเรียนรู้ คิดสังเคราะห์สรุปผลการเรียนรู้ที่ได้ใหม่ร่วมกัน บันทึกลงในเอกสารการเรียนรู้ ดว้ ยตนเอง (กรต.) 5. สรปุ ผลการเรยี นรู้ทไี่ ด้ไปทาแบบฝกึ หัด หรอื กจิ กรรมตามใบงานที่มอบหมาย 6. บันทึกผลการเรียนรู้ท่ีได้จากการศึกษา และฝึกปฏิบัติ บันทึกลงในเอกสารการเรียนรู้ ด้วยตนเอง (กรต.) ส่อื และแหล่งเรียนรู้ หัวเรอื่ งท่ี 6 วัดยุคันธราวาส 1. สือ่ เอกสาร ไดแ้ ก่

129 1.1 ใบความรู้ที่ 6 ประวตั ิของตาบล และวัดในตาบลบางเลน 1.2 ใบงานท่ี 6 วดั ยุคันธราวาส 1.3 หนังสือเรียน สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชา สค33162 วดั สวยงาม คนู่ าม บางใหญ่ ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 1.4 หนังสือทีเ่ กี่ยวขอ้ ง 1.4.1 พระประวัติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จ พระสังฆราช พระองค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม วัดราชประดิษฐ สถิตมหาสีมาราม ปที ่ีพมิ พ์ 2558 พิมพค์ รัง้ ที่ 3 ธันวาคม 2558 2. สือ่ อเิ ล็กทรอนิกส์ ไดแ้ ก่ 2.1 พระนริ ันตราย สบื คน้ จาก ttps://siamrath.co.th 3. ภมู ิปัญญา 3.1 พระมหาบุญธาตุ ธมฺมธโร เจา้ อาวาสวดั ยคุ นั ธราวาส ท่ีอยู่เลขที่ 22 หมู่ท่ี 7 ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จงั หวัดนนทบรุ ี หมายเลขโทรศพั ท์ 081-732-9882 3.2 นางเรวณี คาปู่ ที่อยู่เลขที่ 87/1 หมู่ท่ี 7 ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จังหวัด นทบุรี หมายเลขโทรศพั ท์ 085-252-4384 4. ส่ือแหลง่ เรยี นร้ใู นชมุ ชน 4.1 ห้องสมดุ ประชาชนอาเภอบางใหญ่ ต้ังอยู่เลขท่ี 47 หมู่ท่ี 4 กศน.อาเภอบางใหญ่ จงั หวดั นนทบุรี หมายเลขโทรศพั ท์ 02-926-5846 4.2 วดั ยุคันธราวาส ตง้ั อยู่เลขท่ี 22 หมู่ท่ี 7 ตาบลบางเลน อาเภอบางใหญ่ จงั หวัดนนทบรุ ี หมายเลขโทรศพั ท์ 02-276-2720-1 การวดั และประเมินผล ddddd 1. ประเมินความกา้ วหน้า ด้วยวธิ ีการ ดังนี้ 1.1 การสังเกต 1.2 การซักถาม การตอบคาถาม 1.3 ตรวจเอกสารการเรียนรูด้ ้วยตนเอง (กรต.) 2. ประเมนิ ผลรวม ดว้ ยวธิ กี าร ดังน้ี 2.1 ตอบแบบทดสอบวดั ความรู้ หัวเรอ่ื งที่ 6 จานวน 3 ข้อ 2.2 ตอบแบบสอบถามวัดเจตคติ

130 หัวเรื่องท่ี 7 วิธกี ารทางภมู ิศาสตร์และประวตั ิศาสตรใ์ นการศกึ ษา วดั สวยงาม คูน่ ามบางใหญ่ สาระสาคญั 1. วิธีการทางภมู ศิ าสตร์ ประกอบด้วย 4 ขนั้ ตอน ได้แก่ 1.1 วตั ถุประสงค์ในการศึกษา การกาหนดวัตถุประสงค์ คือ การพัฒนาการคิดวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ความ เช่ือมโยง เปรียบเทียบ และให้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาสืบค้น รวบรวม ตีความสารสนเทศทางภูมิศาสตรจ์ ากแหล่งสารสนเทศ ทางภูมิศาสตรแ์ ละใช้เคร่ืองมือทางภูมิศาสตร์ที่ เหมาะสมประกอบด้วยธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศภาค และชีวภาค มีผลต่อการเกิดปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ทางธรรมชาติของโลก 1.2 การเก็บรวบรวมข้อมลู ด้วยการออกแบบปฏิบตั ิภาคสนาม และสมั ภาษณ์ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ด้วยการออกแบบปฏบิ ัติภาคสนาม และสมั ภาษณ์ คือ การ รวบรวมหลักฐานที่ผู้ศึกษากาหนดประเด็นศึกษาได้แล้ว ข้ันต่อไปคือการสืบค้นว่ามีใครรู้เรื่องราว ดังกล่าวบ้าง มีหนังสือหรือเอกสารใดเกี่ยวข้องบ้าง แหล่งสืบค้นข้อมูลอยู่ท่ีใด ท้ังน้ีอาจสืบค้นข้อมูล เบ้อื งต้นจากอินเตอร์เน็ต หรือสัมภาษณบ์ คุ คลในทอ้ งถนิ่ การดาเนินงานเก็บรวบรวมข้อมูลดาเนินการ โดยการสงั เกต และการสอบถาม 1.3 นาข้อมูลวเิ คราะหแ์ ละจัดหมวดหมู่ นาขอ้ มูลวเิ คราะห์ และจัดหมวดหมู่ คือเปน็ การศกึ ษาแบบรูป ความสัมพันธ์ และ ความเชื่อมโยงทีเ่ กิดขนึ้ ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนศึกษาแนวโน้มความสัมพันธ์ และความต่อเนื่องของปรากฏการณ์หาความสัมพันธ์สอดคล้อง ลักษณะท่ีคล้ายกันระหว่างพื้นท่ี เปรียบเทียบกับข้อมูลจากแผนท่ี กราฟ แผนภาพ ตาราง และอ่ืน ๆ ด้วยการใช้สถิติอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ได้คาตอบสาหรับคาถาม 1.4 นาเสนอข้อมลู และเขียนรายงาน การนาเสนอข้อมลู และเขียนรายงาน คือ การสรุปข้อมูล เพ่ือหาคาตอบ การสรุป คาตอบบนฐานข้อมูลท่ีถูกเก็บรวบรวม จัดการและการวิเคราะห์อย่างเป็นขั้นตอน โดยอ้างอิงข้อมูล ด้วยการนาเสนอด้วยวาจา และข้อเขียน แสดงคาตอบที่แสดงออกถึงความสามารถในการให้เหตุผล และความสามารถในการสื่อสารทีช่ ดั เจน การนาเสนอข้อมูลอาจทาได้ท้ังอย่างไม่มีแบบแผนและอย่าง มีแบบแผน การนาเสนออย่างไม่มีแบบแผน หมายถึง การนาเสนอท่ีไม่มีกฎเกณฑ์อะไรท่ีจะต้องถือ

131 เป็นหลักมากนัก การนาเสนอแบบนี้ได้แก่ การแทรกข้อมูลในบทความ และข้อเขียนต่าง ๆ ส่วนการ นาเสนออย่างมีแบบแผนนั้น เป็นการนาเสนอที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ท่ีได้กาหนดไว้เป็น มาตรฐาน การเขยี นรายงานได้จากกการศึกษาค้นคว้าตามระเบียบวิธีการเขียนรายงานท่ีเป็นระบบ มี เน้ือหาของรายงานมุง่ เสนอแต่ผลที่ได้จากการศกึ ษา คน้ คว้า ไม่มกี ารตอ่ เติม กลา่ วโดยรวมวิธีการภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ (1) วัตถุประสงค์ใน การศกึ ษา (2) การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการออกแบบปฏิบัติภาคสนาม และสัมภาษณ์ (3) นาข้อมูล วเิ คราะหแ์ ละจดั หมวดหมู่ และ (4) นาเสนอขอ้ มลู และเขียนรายงาน สาหรับการประยุกต์ใช้ข้ันตอนวิธีการศึกษาทางภูมิศาสตร์ในการศึกษาวิธีทาง ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ในการศึกษาวัดสวยงาม คู่นามบางใหญ่ ให้ครูผู้สอนแนะนาผู้เรียน ขน้ั ตอนการกาหนดประเด็นศกึ ษาแลว้ ใหไ้ ปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล โดยผู้เรียนต้องประยุกต์ใช้ด้วยการ กาหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษาประเด็นศึกษาท่ีกาหนด ต่อจากน้ันให้ไป ณ แหล่งเรียนรู้ในชุมชน หรือแหล่งเรียนรู้ท่ีต้องศึกษา สัมภาษณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้รู้ ภูมิปัญญาหรือบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์ และจัดหมวดหมู่สรุปผลการศึกษาค้นคว้า และบันทึกในเอกสารการ เรยี นรดู้ ้วยตนเอง เพอ่ื นาไปพบกลุม่ ตามที่นดั หมายไว้กบั ครูผสู้ อน 2. วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน ได้แก่ 2.1 การต้ังประเดน็ ทจี่ ะศกึ ษา การตง้ั ประเดน็ ทีจ่ ะศึกษา เปน็ การกาหนดหัวขอ้ อยา่ งกว้าง ๆ ก่อนแล้วตีกรอบให้ แคบลง เปน็ แนวทางท่นี าไปสกู่ ารสบื ค้นข้อมลู จากหลกั ฐานประเภทตา่ ง ๆ เปน็ เร่ืองราวท่ีเกี่ยวข้องกับ ตนเองและครอบครัว หรือเกิดจากปัญหาที่พบเห็นในชุมชน หรือท้องถ่ินของตนเอง ตามประเด็น คาถามวา่ ใคร ทาอะไร ที่ไหน เม่ือไหร่ ทาไม และอย่างไร ซ่ึงจะนาไปสู่วิธีการสืบค้นและแหล่งข้อมูล หลกั ฐานต่อไป 2.2 สืบค้น และรวบรวมขอ้ มูล การสืบคน้ และรวบรวมข้อมูล เป็นการรวบรวมข้อเท็จจริงที่เก่ียวข้องกับประเด็น ศึกษาที่เราต้องการสืบค้น โดยวิธีการสืบค้นข้อมูลทาได้หลายวิธี เช่น การสอบถาม การสัมภาษณ์ การศึกษาวิเคราะห์เอกสารหรอื หนังสือ การไปชมสถานท่ีจริง การฟงั คาบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิ การ วิเคราะหจ์ ากรปู ภาพ แผนท่ี กราฟ สถิติ 2.3 การวเิ คราะห์ และตคี วามขอ้ มลู ทางประวัติศาสตร์ การวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางประวัติศาสตร์ คือ การนาข้อมูลมาจัดให้เป็น ระบบแล้วจึงนาหลักฐานข้อมูลน้ันมาศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน และพิจารณาความน่าเชื่อถือของ ข้อมูลเหล่าน้ัน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับมากที่สุด สามารถตอบประเด็น ปญั หาครอบคลมุ หวั ขอ้ ในการศึกษาได้ โดยปราศจากอคติ และมีความซ่อื สตั ย์ในการตีความหลักฐาน

132 2.4 คัดเลอื ก และประเมนิ ข้อมูล การคัดเลือก และประเมินข้อมูล คือ การประเมินความสาคัญของข้อมูลหรือ หลักฐาน โดยการประเมินความสาคัญของข้อมูลแต่ละช้ินที่คัดเลือกมาว่า มีความน่าเช่ือถือท่ีแท้จริง เพียงไร มีอคติในข้อมูลหรือหลักฐานน้ันหรือไม่ และข้อมูลหรือหลักฐานนั้นมีความสาคัญเพียงพอต่อ การนามาอธิบายเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นในอดีตหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ศึกษาต้องทาการวิเคราะห์ ตีความ และ ประเมินขอ้ มูลหรือหลักฐานนัน้ ๆ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ 2.5 การเรียบเรยี งรายงานข้อเท็จจริงทางประวตั ิศาสตร์ การเรียบเรียงรายงานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ คือ ขั้นสุดท้ายของวิธีการ ทางประวัติศาสตร์ การเรียบเรียงเป็นการนาส่ิงท่ีได้ศึกษามา วิเคราะห์ และตีความ แล้วนามาเรียบ เรียงขึ้นด้วยภาษาทเี่ ข้าใจง่าย มีความต่อเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกัน วิธีการนาเสนอที่เหมาะสม เช่น การ เรยี งลาดบั เหตกุ ารณ์ก่อน - หลงั เพือ่ ให้เขา้ ใจงา่ ย รวมทง้ั มีการวเิ คราะห์และสรุปประเด็นให้ชัดเจน มี การอ้างอิงหลักฐาน ผู้ศึกษาจะต้องบอกที่มาของหลักฐานหรือแหล่งข้อมูลอย่างถูกต้อง เพื่อให้ สามารถตรวจสอบได้ กลา่ วโดยรวมวิธีการประวตั ิศาสตร์ ประกอบดว้ ย 5 ข้นั ตอน คอื (1) การต้งั ประเด็นทจี่ ะศึกษา (2) สืบค้นและรวบรวมข้อมูล (3) การวเิ คราะหแ์ ละตีความขอ้ มลู ทาง ประวัติศาสตร์ (4) คัดเลือก และประเมนิ ข้อมลู และ (5) การเรียบเรียงรายงานข้อเท็จจรงิ ทาง ประวตั ศิ าสตร์ สาหรับการประยุกต์ใช้ขั้นตอนวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาวิธีทาง ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ในการศึกษาวัดสวยงาม คู่นามบางใหญ่ ให้ครูผู้สอนแนะนาผู้เรียนใน ขั้นตอนการกาหนดประเด็นศึกษา แล้วให้ไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล โดยผู้เรียนต้องประยุกต์ใช้ วิเคราะห์และตีความข้อมูลทางประวัติศาสตร์ กับข้อมูลที่ค้นคว้าได้ ต่อจากน้ันให้ผู้เรียนคัดเลือก และประเมินข้อมูล นามาเปรียบเทียบสรุปผลการศึกษาค้นคว้าลงในเอกสารการเรียนรู้ด้วยตนเอง (กรต.) เพอื่ นาไปพบกลมุ่ ตามทนี่ ดั หมายไวก้ บั ครูผูส้ อน ตัวชี้วัด 1. สามารถกาหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และจัด หมวดหมู่ และนาเสนอขอ้ มูลและเขยี นรายงานการศกึ ษา วัดสวยงาม ค่นู ามบางใหญ่ ได้ 2. เห็นประโยชน์ของการใช้วธิ กี ารทางภมู ศิ าสตร์ศกึ ษาวัดสวยงาม คนู่ ามบางใหญ่ 3. สามารถกาหนดประเด็นศึกษา สืบค้นและรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และ ตีความข้อมูล คัดเลือกและประเมนิ ข้อมูล และเรียบเรยี งรายงานขอ้ เท็จจรงิ ทางประวัติศาสตร์การศึกษา วัดสวยงาม คนู่ ามบางใหญ่ ได้

133 4. เหน็ ประโยชน์ของการใชว้ ิธกี ารทางประวัติศาสตร์ศกึ ษาวดั สวยงาม คูน่ ามบางใหญ่ ขอบข่ายเนอ้ื หา 1. วิธีการทางภูมิศาสตร์ 1.1 วัตถุประสงคใ์ นการศึกษา 1.2 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ด้วยการออกแบบปฏบิ ตั ิภาคสนาม และสัมภาษณ์ 1.3 นาข้อมูลวิเคราะห์ และจดั หมวดหมู่ 1.4 นาเสนอขอ้ มูลและเขียนรายงาน 2. วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 2.1 การตั้งประเดน็ ท่จี ะศึกษา 2.2 สบื ค้น และรวบรวมข้อมูล 2.3 การวิเคราะห์ และตีความข้อมลู ทางประวัติศาสตร์ 2.4 คดั เลอื ก และประเมนิ ข้อมูล 2.5 การเรียบเรียงรายงานข้อเท็จจริงทางประวตั ิศาสตร์ เนอ้ื หา 1. วธิ ีการทางภูมศิ าสตร์ 1.1 วตั ถุประสงค์ในการศึกษา กาหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษา การศึกษาด้านภูมิศาสตร์ ต้องเน้นการ พัฒนาการคิดวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ ความเช่ือมโยง เปรียบเทียบ และให้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาสืบค้น รวบรวม ตีความสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ จากแหล่งสารสนเทศ ทางภูมิศาสตร์ และใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม เพ่ือให้นักศึกษาได้ฝึกอ่านทาความเข้าใจ ระบบธรรมชาติและมนษุ ย์ และการมีปฏิสมั พันธต์ ่อกัน สดุ ทา้ ยคอื การฝกึ ให้นกั ศึกษาสามารถตัดสินใจ เก่ียวกับการมีส่วนร่วมจัดการส่ิงแวดล้อมอย่างย่ังยืน ในฐานะท่ีเป็นส่วนหนึ่งของระบบธรรมชาติ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร และภูมิอากาศของประเทศไทย และภมู ภิ าคตา่ ง ๆ ของโลก การใช้แผนที่ และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และส่ิงท่ีมนุษย์สร้างขึ้น การนาเสนอขอ้ มูลภมู ิสารสนเทศ การอนุรกั ษ์สง่ิ แวดลอ้ มเพื่อการพฒั นาทย่ี ่ังยนื ภูมิศาสตร์เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ กับ ทางสังคมปฏิสัมพันธ์เชิงภูมิศาสตร์ของโลก ประกอบด้วย ธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศภาค และ ชีวภาค มีผลต่อการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติของโลกเปน็ ปจั จัยกาหนดรูปแบบวิถีชีวิต

134 ของมนุษย์ในแต่ละพ้ืนท่ีเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจากกระบวนการทางธรรมชาติ หรือจากฝีมือมนุษย์ ย่อมส่งผลกระทบให้สิ่งแวดล้อม สังคม และวิถีชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นความจาเป็นอย่างยิ่งท่ีต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องและสามารถ ดารงชีวิตอย่างมีความสุข กล่าวโดยสรุป การกาหนดวัตถุประสงค์ คือ การพัฒนาการคดิ วเิ คราะหห์ า ความสัมพนั ธ์ ความเชื่อมโยง เปรียบเทยี บ และใหเ้ หตผุ ลทางภมู ิศาสตร์ โดยเปิดโอกาสใหน้ ักศกึ ษา สืบคน้ รวบรวม ตีความ สารสนเทศทางภูมิศาสตรจ์ ากแหลง่ สารสนเทศ ทางภูมิศาสตร์และใช้ เครือ่ งมอื ทางภูมิศาสตร์ท่ีเหมาะสม ประกอบด้วย ธรณีภาค อุทกภาค บรรยากาศภาค และชีวภาค มีผลต่อการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติของโลก 1.2 การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการออกแบบปฏิบตั ิภาคสนาม และสัมภาษณ์ การเก็บข้อมูลจากข้อมูลภาคสนาม การดาเนินการเก็บข้อมูลจะต้องออกแบบ และสร้างแบบบันทึกข้อมูล เพ่ือที่จะนาข้อมูลบันทึกลงในเคร่ืองมือตามแบบบันทึกต่าง ๆ การเก็บ ข้อมูลในภาคสนาม เพื่อทาการทดสอบ ใช้ในการอธิบาย หรือทานายลักษณะปรากฏการณ์ในพ้ืนที่ นักภูมิศาสตร์จะต้องทาการวัดข้อมูล และบันทึกลักษณะของข้อมูลเป็นค่า หรือคุณลักษณะทางสถิติ ของปรากฏการณ์ หรอื เหตุการณ์อื่น ๆ การเก็บข้อมูลอาจจะได้จากต้นกาเนิดโดยตรง เรียกว่า ข้อมูล ปฐมภูมิ ผู้วิจัยควรจะเก็บรวบรวมข้อมูลน้ี เพราะยังไม่ได้ผ่านการตีความ เช่น การสัมภาษณ์โดยตรง ข้อมูลที่ไม่ได้มาจากแหล่งต้นกาเนิดเดิมเรียกว่า ข้อมูลทุติยภูมิ ซ่ึงเป็นข้อมูลท่ีผ่านการตีความแล้ว อาจจะทาให้ลักษณะความหมายของข้อมูลเปล่ียนไปจากความจริง การนารูปแบบวิธีการทาง ภมู ศิ าสตร์ มาใช้มดี งั น้ี 1.2.1 การออกภาคสนาม คือ การสารวจพน้ื ทจ่ี ริง เพ่ือศึกษาหรือเก็บขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ตามวตั ถุประสงค์ ประโยชนข์ องการออกภาคสนาม มีดังน้ี 1) ผู้ศกึ ษาได้เห็นสภาพจริงของพื้นทแ่ี ละได้ศึกษาสภาพปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง เช่น การกัดเซาะตล่ิงของคลื่นบริเวณชายคลอง ลักษณะของดิน หิน และ สภาพแวดล้อมของปา่ ชายเลน เป็นต้น ช่วยใหเ้ ขา้ ใจทฤษฎจี ากตาราเรยี นชดั เจนยง่ิ ขนึ้ 2) ผู้ศึกษาไดศ้ กึ ษา “เชงิ เปรยี บเทียบ” เพ่ือผลสัมฤทธใ์ิ นการเรยี นรู้ เช่น ศกึ ษาในปรากฏการณ์ทางภมู ิศาสตร์เร่ืองเดียวกนั แตใ่ นพน้ื ทแ่ี ละเวลาตา่ งกนั หรือในพื้นที่เดียวกันแต่ ตา่ งเวลากนั เปน็ ต้น เพื่อนามาวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบใหเ้ หน็ ความเปลยี่ นแปลงที่เกดิ ข้นึ อย่างชดั เจน 1.2.2 การสมั ภาษณ์ เปน็ การเก็บขอ้ มลู ภาคสนามอีกวิธีหนง่ึ ที่เรยี กวา่ “งานสนาม” ชว่ ยให้การศกึ ษาวชิ าภมู ศิ าสตรค์ รบสมบรู ณย์ ่งิ ขนึ้ มีหลักเกณฑ์ ดงั นี้ 1) ผู้สัมภาษณ์ ต้องมคี วามรับผิดชอบตอ่ หนา้ ท่ี เชน่ บันทกึ ขอ้ มลู ตาม

135 ความจริง ไม่ต่อเติมหรือบิดเบือน ต้องให้เกียรติแก่ผู้ให้สัมภาษณ์ เพ่ือให้ได้รับความร่วมมืออย่างมาก ที่สุด 2) ผู้ให้สัมภาษณ์ ต้องเป็นบุคคลในท้องถ่ินท่ีมีความรู้ตามหัวเรื่อง และ ให้ความร่วมมือในการสัมภาษณ์อย่างแท้จริง เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการสัมภาษณ์ตาม วัตถุประสงค์ ดังนั้น จึงต้องกาหนดวัน เวลา และสถานท่ีให้เหมาะสม ด้วยเคร่ืองมือท่ีใช้ในการ สัมภาษณ์ มี 2 ลกั ษณะ คอื (1) แบบสมั ภาษณ์ เป็นชุดคาถามท่ผี ้สู ัมภาษณ์เตรียมจะใช้ถาม โดย ใช้สานวนภาษาทเ่ี ขา้ ใจง่ายไม่ลว่ งละเมดิ สทิ ธขิ องผู้ตอบ และเกบ็ ข้อมลู คาตอบไวเ้ ป็นความลบั (2) แบบสอบถาม เปน็ เครือ่ งมือที่เกบ็ ข้อมลู ท่ีให้ผ้ตู อบแสดงความ คิดเห็นโดยการเขียน ดังน้ันจึงต้องพิมพ์ให้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย โดยทั่วไปจะต้องเลือกผู้ตอบ จากบุคคลที่อยู่ในพื้นท่ีตามเป้าหมาย และมีจานวนผู้ตอบมากพอสมควร เพ่ือให้ได้ข้อมูลที่น่าเช่ือถือ และไม่คลาดเคลอื่ นจากขอ้ เท็จจรงิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในการดาเนินงานเก็บรวบรวมขอ้ มูล อาจแบง่ ไดเ้ ป็น 2 วิธี ใหญ่ ๆ คือ การสงั เกต และโดยการสอบถาม วิธีท่ี 1 การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกต การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีนี้ เรียกว่าเป็นการดาเนินงานข้างเดียว เช่น การนับจานวนผู้โดยสารรถประจาทางในช่วงเวลาหน่ึงตาม สถานท่ีต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร การนับจานวนรถท่ีผ่านด่านตรวจรถในช่วงเวลาต่าง ๆ เป็นต้น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือทราบข้อมูลบางอย่างก็ถือว่าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการ สังเกต เช่น นักวิทยาศาสตร์คิดค้นหลอดไฟฟ้าชนิดใหม่แล้วนาหลอดไฟฟ้าเหล่านี้จานวนหน่ึง มา ทดลองเปิดให้กระแสไฟฟ้าผ่านเพื่อทราบว่าจะให้แสงสว่างนานเท่าไหร่ อายุการใช้งานของแต่ละ หลอดไฟฟ้า คอื ขอ้ มลู ท่เี กบ็ รวบรวม วิธีท่ี 2 การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถาม การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีน้ี อาจแบ่งไดเ้ ปน็ 3 ขอ้ ย่อยด้วยกนั คือ ข้อ 1 การสัมภาษณ์เป็นส่วนตัว วิธีการนี้ได้แก่การซักถามโต้ตอบสนทนา กัน จะเป็นโดยการพูดจาเห็นหน้ากัน หรือพูดจากันทางโทรศัพท์ก็ได้ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการ สมั ภาษณ์เป็นส่วนตวั นี้ เป็นวิธที ใ่ี ช้กับการเกบ็ รวบรวมข้อมูลท่สี าคัญ ๆ เช่น การทาสามะโนประชากร และเคหะ การทาสามะโนการเกษตร การสารวจแรงงาน การสารวจการเปลี่ยนแปลงของประชากร เป็นต้น ท้ังน้ีเพราะผู้สัมภาษณ์ย่อมมีโอกาสอธิบายข้อคาถามให้ผู้ตอบสัมภาษณ์ และมีโอกาสซักถาม เมอื่ ผูต้ อบ ตอบขอ้ ความคลมุ เครือ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดว้ ยวิธนี ้มี สี ่วนช่วยให้การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้ข้อเท็จจริงมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงจะช่วยลดข้อเท็จจริงท่ีเกิดข้ึนจากการเข้าใจข้อคาถามผิด หรือ เกดิ ข้ึนโดยมิไดเ้ จตนาลงไดม้ าก

136 ข้อ 2 โดยการส่งแบบข้อคาถามทางไปรษณีย์ วิธีน้ีแม้จะมีข้อดีในแง่ท่ีเสีย ค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานน้อย แต่ก็มีข้อเสียอยู่มากในด้านท่ีผู้ตอบอาจเข้าใจคาถามไม่ถูกต้อง แลว้ บนั ทึกข้อมูลท่ีผิดวัตถุประสงค์ของข้อคาถามน้ัน อนึ่งผู้ตอบบางคนก็ไม่สนใจกับข้อคาถาม ดังน้ัน จงึ ปรากฏอยเู่ สมอว่า การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลดว้ ยวธิ นี ้ีมกั ได้รบั แบบสอบถามกลับคืนมาไม่ครบถ้วนเป็น จานวนมาก และแบบสอบถามทีไ่ ด้รบั กลับคืนบางรายการกไ็ ม่ได้รบั การบนั ทึก นอกจากน้ันข้อเสียของ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีน้ีอีกอย่างหน่ึงก็คือ ไม่สามารถใช้ได้กับชนทุกช้ันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับบุคคลท่ีอ่านเขียนไม่ได้ ดังนั้นในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการส่งแบบข้อคาถามทางไปรษณีย์ จงึ มีทใี่ ชค้ อ่ นข้างจากัด โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ในประเทศทีด่ อ้ ยหรอื กาลังพฒั นา ซ่ึงประชากรของประเทศ ทย่ี งั อา่ นเขยี นไม่ได้มอี ยูเ่ ป็นจานวนมากโดยการลงทะเบียน วิธีนี้โดยมากประชาชนเป็นผู้ให้ข้อมูลตาม กฎหมาย ข้อ 3 โดยการบันทกึ ขอ้ มูลลงในทะเบียน เช่น ขอ้ มลู เกีย่ วกบั รถยนตไ์ ด้จาก หลักฐานการจดทะเบียนท่ีกองทะเบียนกรมตารวจ ข้อมูลเก่ียวกับการเกิด การตาย การสมรส การหย่าร้าง ได้จากสานกั งานทะเบยี นส่วนท้องถิ่น เปน็ ต้น กล่าวโดยสรุป การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการออกแบบปฏิบัติภาคสนาม และสมั ภาษณ์ คือ การรวบรวมหลักฐานที่ผู้ศึกษากาหนดประเด็นศึกษาได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการสืบค้น ว่ามีใครรู้เรื่องราวดังกล่าวบ้าง มีหนังสือหรือเอกสารใดเกี่ยวข้องบ้าง แหล่งสืบค้นข้อมูลอยู่ที่ใด ท้ังน้ี อาจสืบค้นข้อมูลเบื้องต้นจากอินเตอร์เน็ตหรือสัมภาษณ์บุคคลในท้องถิ่น การดาเนินงานเก็บรวบรวม ขอ้ มลู ดาเนนิ การโดยการสงั เกตและการสอบถาม 1.3 การนาข้อมลู วเิ คราะห์และจัดหมวดหมู่ การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์ และความเช่ือมโยงท่ี เกิดข้ึน ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนศึกษาแนวโน้ม ความสัมพันธ์ และความ ต่อเนื่องของปรากฏการณ์หาความสัมพันธ์สอดคล้องกันและลักษณะที่คล้ายกันระหว่างพื้นที่ เปรียบเทียบกับข้อมูลจากแผนท่ี กราฟ แผนภาพ ตาราง และอื่น ๆ ด้วยการใช้สถิติอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ได้คาตอบสาหรับคาถาม โดยการใช้แผนท่ีศึกษารูปแบบ และความสัมพันธ์ทางพื้นท่ี การใช้ ตาราง กราฟ ศึกษาแนวโน้ม และความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นต่าง ๆ และการใช้เอกสาร ตารา ศึกษาความหมาย อธิบาย และสังเคราะห์ คุณลักษณะของแต่ละส่ิงที่สนใจจัดการและการวิเคราะห์ อย่างเปน็ ขั้นตอน โดยอา้ งอิงข้อมูลด้วยการนาเสนอด้วยวาจา และข้อเขียน แสดงคาตอบท่ีแสดงออก ถงึ ความสามารถในการให้เหตุผล และความสามารถในการสอ่ื สารทช่ี ัดเจน

137 เมื่อไดข้ ้อมูล เพ่ือใหง้ ่ายตอ่ การวเิ คราะหข์ ้อมูล เพราะข้อมลู ทไ่ี ดอ้ าจจะกระจัดกระ จา่ ย และไม่เพยี งพอ จะต้องนาข้อมูลมาจาแนก และจัดกลุ่มให้อยู่ในรูปแบบแผนภาพ แผนผัง แผนที่ และกราฟ ทาให้เห็นภาพสรุปที่ชัดเจน ในการจัดการข้อมูลนั้น ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการ ออกแบบและมวี ิธกี ารนาเสนอข้อมูลอย่างเปน็ ระบบ การทาแผนท่ีเป็นวิธีการท่ีนิยมมากในการจัดการ ขอ้ มลู ด้วยการเขยี นข้อความหรือบนั ทึกรายละเอยี ดจากการสารวจทต่ี ้องการนาเสนอไว้ในแผนท่ี การ ใช้สัญลักษณ์แสดงข้อมูลในแผนที่ เช่น ที่ต้ังของทรัพยากรท่ีมีอยู่บนโลก จุดต้ังถังขยะในสถานศึกษา ตาแหน่งท่ีเกิดแผ่นดินไหว พ้ืนที่ท่ีประสบปัญหาส่ิงแวดล้อม เป็นการพัฒนาทักษะในการออกแบบ สัญลักษณ์ในแผนที่ การค้นหาทาเลทต่ี ง้ั บนแผนท่ี การกาหนดทิศทาง และการใชม้ าตราส่วน กล่าวโดยสรุป นาข้อมูลวิเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ คือการศึกษาแบบรูป ความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงท่ีเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนศึกษา แนวโน้มความสัมพันธ์ และความต่อเน่ืองของปรากฏการณ์หาความสัมพันธ์สอดคล้อง ลักษณะท่ี คล้ายกันระหว่างพ้ืนท่ี เปรียบเทียบกับข้อมูลจากแผนท่ี กราฟ แผนภาพ ตาราง และอื่น ๆ ด้วยการ ใช้สถิติอย่างง่าย ๆ เพ่อื ให้ไดค้ าตอบสาหรบั คาถาม 1.4 การนาเสนอขอ้ มลู และเขยี นรายงาน การนาเสนอข้อมูล (Presentation of Data) เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้แล้ว ระเบียบวิธีสถิติขั้นต่อไปก็คือการนาเสนอข้อมูล การนาเสนอที่ดีมิได้หมายความว่าเป็นการเสร็จสิ้น ของการดาเนินงานทางสถิติ แตก่ ารนาเสนอทดี่ ีจะชว่ ยปพู นื้ ฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะข้อความ จรงิ ต่าง ๆ ตลอดจนการเปรยี บเทยี บข้อมูลจะได้รับการนาเสนอให้แลเห็นเด่นชัด ความเข้าใจของผู้ใช้ สถิติในเร่ืองการนาเสนอข้อมูล จะช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลเหล่าน้ันได้อย่างฉลาดและถูกต้อง ในการ นาเสนอข้อมูลอาจทาได้ท้ังอย่างไม่มีแบบแผน และอย่างมีแบบแผน การนาเสนออย่างไม่มีแบบแผน หมายถึง การนาเสนอที่ไม่มกี ฎเกณฑ์อะไรที่จะต้องถือเป็นหลักมากนัก การนาเสนอแบบนี้ ได้แก่ การ แทรกข้อมูลลงในบทความ และขอ้ เขยี นต่าง ๆ ส่วนการนาเสนออย่างมีแบบแผนน้ัน เป็นการนาเสนอ ที่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ท่ีได้กาหนดไว้เป็นมาตรฐาน ตัวอย่างการทาเสนอแบบน้ีทาได้ 4 แบบ ดงั น้ี แบบที่ 1 การนาเสนอในรปู ของตาราง และข้อมลู ต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมมาได้ เม่ือ ทาการประมวลผลแล้วจะอยู่ในรูปตาราง ส่วนการนาเสนออย่างอ่ืนเป็นการนาเสนอโดยใช้ข้อมูลจาก ตาราง แบบที่ 2 การนาเสนอด้วยกราฟเส้น เป็นแบบท่ีรู้จักกันดีและใช้กันมากท่ีสุดแบบ หน่ึง เหมาะสาหรับข้อมูลที่อยู่ในรูปของอนุกรมเวลา เช่น ราคาข้าวเปลือกในเดือนต่าง ๆ ปริมาณ สินคา้ ส่งออกรายปี เปน็ ตน้

138 แบบที่ 3 การนาเสนอด้วยรูปแผนภูมิแท่ง ประกอบด้วยรูปแท่งส่ีเหล่ียมผืนผ้าซึ่ง แตล่ ะแทง่ มีความหนาเทา่ ๆ กัน โดยวางตามแนวตงั้ หรอื แนวนอนของแกนพิกัดฉากได้ แบบท่ี 4 การนาเสนอด้วยรูปแผนภูมิวงกลม เป็นการแบ่งวงกลมออกเป็นส่วน ต่าง ๆ ตามจานวนชนดิ ของข้อมลู ที่จะนาเสนอ การนาเสนอข้อมูล (Presentation of Data) เม่ือเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้แล้ว ระเบียบวิธีสถิติข้ันต่อไปก็คือการนาเสนอข้อมูล การนาเสนอท่ีดีมิได้หมายความว่าเป็นการเสร็จสิ้น ของการดาเนินงานทางสถติ ิ แตก่ ารนาเสนอท่ีดจี ะช่วยปูพ้นื ฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะข้อความ จรงิ ต่าง ๆ ตลอดจนการเปรยี บเทียบข้อมูลจะได้รับการนาเสนอให้แลเห็นเด่นชัด ความเข้าใจของผู้ใช้ สถิติในเร่ืองการนาเสนอข้อมูล จะช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลเหล่าน้ันได้อย่างฉลาดและถูกต้อง ในการ นาเสนอข้อมูลอาจทาได้ทั้งอย่างไม่มีแบบแผน และอย่างมีแบบแผน การนาเสนออย่างไม่มีแบบแผน หมายถึง การนาเสนอท่ีไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่จะต้องถือเป็นหลักมากนัก การนาเสนอแบบนี้ได้แก่การ แทรกข้อมูลลงในบทความ และขอ้ เขยี นตา่ ง ๆ ส่วนการนาเสนออย่างมีแบบแผนน้ัน เป็นการนาเสนอ ที่จะต้องปฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑ์ท่ีไดก้ าหนดไวเ้ ป็นมาตรฐาน ซ่ึงสามารถนาเสนอได้ 4 แบบ ดังน้ี แบบท่ี 1 การนาเสนอในรูปตาราง (Tabular presentation) ข้อมูลต่าง ๆ ท่ี เก็บรวบรวมมาได้เม่ือทาการประมวลผลแล้วจะอยู่ในรูปตาราง ส่วนการนาเสนออย่างอ่ืนเป็นการ นาเสนอโดยใช้ข้อมูลจากตาราง แบบที่ 2 การนาเสนอด้วยกราฟเส้น (Line graph) เป็นแบบท่ีรู้จักกันดีและใช้ กันมากที่สุดแบบหนึ่ง เหมาะสาหรับข้อมูลท่ีอยู่ในรูปของอนุกรมเวลา เช่น ราคาของข้าวเปลือกใน เดือนตา่ ง ๆ ปรมิ าณสนิ คา้ ส่งออกรายปี เป็นตน้ แบบท่ี 3 การนาเสนอด้วยรูปแผนภูมิแท่ง (Bar chart) ประกอบด้วยรูปแท่ง ส่ีเหล่ียมผืนผ้าซ่ึงแต่ละแท่งมีความหนาเท่า ๆ กัน โดยจะวางตามแนวต้ังหรือแนวนอนของแกนพิกัด ฉากกไ็ ด้ แบบที่ 4 การนาเสนอด้วยรูปแผนภูมิวงกลม (Pie chart) เป็นการแบ่งวงกลม ออกเปน็ ส่วนตา่ ง ๆ ตามจานวนชนิดของขอ้ มูลทีจ่ ะนาเสนอ การเขียนรายงานเป็นการนาเสนอผลจากการศึกษา ค้นคว้าวิจัย จึงจาเป็นต้องมี ระบบการนาเสนอท่ีมีหลักการ มีเหตุมีผล และผู้เขียนรายงานน้ันจะต้องอาศัยความรอบรู้ ประสบการณ์ ทักษะ และการหม่ันฝึกฝนการเขียนอยู่เสมอ เพื่อให้รายงานทางวิชาการที่เขียนข้ึนมี คุณภาพ เชื่อถือได้ และนาไปใช้ประโยชน์ได้จริงในท่ีน้ี รายงานเชิงวิชาการ เป็นรายงานท่ีได้จาก การศึกษา ค้นคว้าวิจัย ซ่ึงมีระเบียบวิธีการที่เป็นระบบ และมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ เน้ือหาของ รายงานมุ่งเสนอแต่ผลท่ีได้จากการศึกษา ค้นคว้า ไม่มีการต่อเติม เสริมแต่งความรู้สึกนึกคิดของ ผ้รู ายงานรวมเข้าไปดว้ ยแต่อย่างใดรายงานประกอบดว้ ย 3 ส่วนสาคัญ

139 สว่ นท่ี 1 สว่ นนา (Preliminary Materials) เป็นส่วนประกอบทเี่ ก่ยี วข้องกับการ นาเสนอรายงาน เชิงวชิ าการนน้ั สว่ นที่ 2 ส่วนเน้ือเรือ่ ง (Body of Report) เปน็ สว่ นที่จะกลา่ วถึงเนอื้ เร่ืองของ รายงานเชิงวิชา การนน้ั ท้งั หมด สว่ นท่ี 3 สว่ นอ้างองิ (Reference Materials) เปน็ ส่วนประกอบเพ่ิมเติมให้ รายงานเชงิ วิชาการนน้ั ครบถว้ นสมบูรณ์ยิง่ ขึน้ กล่าวโดยสรุป การนาเสนอข้อมูลและเขียนรายงาน คือ การสรุปข้อมูล เพื่อหา คาตอบ การสรุปคาตอบบนฐานข้อมูลท่ีถูกเก็บรวบรวม จัดการและการวิเคราะห์อย่างเป็นข้ันตอน โดยอ้างอิงข้อมูล ด้วยการนาเสนอด้วยวาจา และข้อเขียน แสดงคาตอบที่แสดงออกถึงความสามารถ ในการให้เหตุผล และความสามารถในการส่ือสารที่ชัดเจน การนาเสนอข้อมูลอาจทาได้ท้ังอย่างไม่มี แบบแผนและอย่างมีแบบแผน การนาเสนออย่างไม่มีแบบแผน หมายถึง การนาเสนอที่ไม่มีกฎเกณฑ์ อะไรทีจ่ ะต้องถือเป็นหลักมากนัก การนาเสนอแบบนี้ได้แก่ การแทรกข้อมูลในบทความ และข้อเขียน ต่าง ๆ ส่วนการนาเสนออย่างมีแบบแผนนั้น เป็นการนาเสนอท่ีจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ได้ กาหนดไว้เป็นมาตรฐาน การเขียนรายงานได้จากกการศึกษาค้นคว้าตามระเบียบวิธีการเขียนรายงาน ท่ีเป็นระบบ มเี นอ้ื หาของรายงานมงุ่ เสนอแต่ผลทไี่ ดจ้ ากการศกึ ษา คน้ คว้า ไมม่ ีการต่อเติม กล่าวโดยรวมวิธีการภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ (1) วัตถุประสงค์ใน การศกึ ษา (2) การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการออกแบบปฏิบัติภาคสนาม และสัมภาษณ์ (3) นาข้อมูล วเิ คราะห์ และจดั หมวดหมู่ และ (4) นาเสนอข้อมลู และเขยี นรายงาน สาหรับการประยุกต์ใช้ข้ันตอนวิธีการศึกษาทางภูมิศาสตร์ในการศึกษาวิธีทาง ภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ในการศึกษา วัดสวยงาม คู่นามบางใหญ่ ให้ครูผู้สอนแนะนาผู้เรียน ขน้ั ตอนการกาหนดประเดน็ ศกึ ษาแลว้ ใหไ้ ปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล โดยผู้เรียนต้องประยุกต์ใช้ด้วยการ กาหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษาประเด็นศึกษาท่ีกาหนด ต่อจากน้ันให้ไป ณ แหล่งเรียนรู้ในชุมชน หรือแหล่งเรียนรู้ท่ีต้องศึกษา สัมภาษณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้รู้ ภูมิปัญญา หรือบุคคลท่ีเกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ และจัดหมวดหมู่สรุปผลการศึกษาค้นคว้า และบันทึกในเอกสารการ เรียนรดู้ ว้ ยตนเอง (กรต.) เพื่อนาไปพบกลมุ่ ตามทนี่ ัดหมายไว้กับครผู ู้สอน 2. วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 2.1 การต้งั ประเด็นท่ีจะศึกษา การกาหนดประเด็นศึกษา เป็นจุดเร่ิมต้นของการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวในอดีต ซ่ึงจะเป็นแนวทางที่นาไปสู่การสืบค้นข้อมูลจากหลักฐานประเภทต่าง ๆ ประเด็นศึกษาอาจมาจาก ความต้องการอยากรู้อยากเห็นเร่ืองราวท่ีเก่ียวข้องกับตนเอง และครอบครัว หรือเกิดจากปัญหาที่พบ เหน็ ในชุมชน หรอื ทอ้ งถ่ินของตนเอง รวมท้ังอาจมาจากความสงสัยในข้อมูลท่ีได้รับว่าเป็นจริงเช่นน้ัน