Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ความรู้สำหรับการปฏิบัติงานสรรพากร

ความรู้สำหรับการปฏิบัติงานสรรพากร

Published by audamnat.rd, 2020-06-24 04:13:04

Description: ความรู้สำหรับการปฏิบัติงานสรรพากร

Keywords: eRevenue

Search

Read the Text Version

๑๔๘ (๕) การให๎บริการโฆษณาทปี่ รากฏบนรถโดยสารประจําทางหรือบนรถโดยสารอนื่ ท่ีมลี ักษณะทํานองเดยี วกัน ผ๎ูประกอบการตามวรรคหนึง่ มสี ทิ ธนิ ําภาษซี ื้อทั้งหมดทเ่ี กิดจากการใหบ๎ ริการไปหักออกจากภาษีขายในการคาํ นวณ ภาษีมลู คาํ เพ่ิม ข๎อ ๑๘ บรษิ ัทหรือห๎างหน๎ุ สํวนนติ บิ ุคคล หรอื นิติบุคคลอืน่ ซึง่ เปน็ ผูจ๎ าํ ยเงินคาํ เชําหรือประโยชนอ๑ ยํางอ่ืนท่ไี ด๎เน่อื งจาก การใหเ๎ ชาํ ทรพั ยส๑ ินดังตอํ ไปน้ี มหี นา๎ ทีต่ อ๎ งหักภาษเี งินได๎ ณ ท่ีจาํ ย ตามข๎อ ๖ ของคาํ ส่ังกรมสรรพากรที่ ท.ป.๔/ ๒๕๒๘ (๑) การใหบ๎ ริการเชาํ อสงั หาริมทรัพย๑ตามข๎อ ๑ ขอ๎ ๓ ขอ๎ ๕ ขอ๎ ๖ ข๎อ ๗ ข๎อ ๘ ข๎อ ๙ วรรคสอง ขอ๎ ๑๑ ขอ๎ ๑๔ วรรคสอง และข๎อ ๑๖ วรรคสอง (๒) การให๎บริการเชาํ โครงเหลก็ หรือสงั หาริมทรัพย๑อ่ืนท่มี ลี ักษณะทาํ นองเดยี วกนั ตามข๎อ ๑๗(๒) ข๎อ ๑๙ บริษัทหรือหา๎ งหุ๎นสํวนนิตบิ ุคคล หรือนิติบคุ คลอ่นื ซึง่ เป็นผูจ๎ ํายเงนิ ได๎พงึ ประเมิน เฉพาะทีเ่ ปน็ คาํ จ๎างทําของ ดงั ตํอไปนี้ มีหน๎าท่ีต๎องหักภาษีเงินได๎ ณ ทจ่ี าํ ย ตามข๎อ ๘ ของคาํ สงั่ กรมสรรพากรท่ี ท.ป.๔/๒๕๒๘ (๑) คาํ กํอสรา๎ งอสงั หาริมทรัพยต๑ ามข๎อ ๒ (๒) การใหบ๎ ริการสวํ นกลางสําหรบั อาคารที่ใหเ๎ ชาํ ตามขอ๎ ๗ (๓) การให๎บริการจัดแสดงสินค๎า (บูธ) ตามขอ๎ ๑๔ วรรคหน่งึ ขอ๎ ๑๕ และขอ๎ ๑๖ วรรคหนึง่ ขอ๎ ๒๐ บริษทั หรือหา๎ งหน๎ุ สวํ นนติ ิบคุ คล หรอื นิตบิ ุคคลอ่นื ซง่ึ เปน็ ผ๎จู ํายเงินได๎พึงประเมินทเี่ ปน็ คาํ โฆษณาตามข๎อ ๑๗ (๓) (๔) และ (๕) มหี น๎าที่ต๎องหกั ภาษเี งินได๎ ณ ทจ่ี ําย ตามขอ๎ ๑๐ ของคาํ ส่งั กรมสรรพากรท่ี ท.ป.๔/๒๕๒๘ บริษทั หรือห๎างหุ๎นสํวนนติ บิ คุ คล หรอื นติ บิ คุ คล หรือนิติบคุ คลอนื่ ๆ ซง่ึ เปน็ ผู๎จาํ ยเงนิ ได๎พงึ ประเมินท่เี ป็นเงิน ไดจ๎ ากการใหบ๎ ริการตามข๎อ ๕ วรรคสอง ขอ๎ ๖ เฉพาะกรณกี ารให๎บริการพน้ื ทีจ่ อดรถ ข๎อ ๑๒ วรรคสอง ข๎อ ๑๓ วรรคสอง และข๎อ ๑๗(๑) มหี น๎าทตี่ อ๎ งหักภาษีเงนิ ได๎ ณ ที่จาํ ย ตามข๎อ ๑๒/๑ ของคําส่งั กรมสรรพากร ท่ี ท.ป.๔/ ๒๕๒๘ ป.๘๙(การขายสินคา้ นอกราชอาณาจกั ร) ขอ๎ ๑ กรณผี ู๎ประกอบการจดทะเบียนขายสินคา๎ ให๎แกผํ ูซ๎ ื้อทอ่ี ยูนํ อกราชอาณาจักร โดยไดส๎ ่งั ซ้อื สนิ คา๎ จากผขู๎ าย ท่อี ยนํู อกราชอาณาจกั ร และใหส๎ ํงมอบสินคา๎ ให๎แกํผซู๎ ื้อที่อยูํนอกราชอาณาจักรโดยตรง ไมไํ ดน๎ ําสินค๎าดงั กลาํ วเข๎ามา ในราชอาณาจักร การขายสินค๎าดงั กลําวถือเปน็ การกระทาํ นอกราชอาณาจักร ไมํอยูใํ นบังคับต๎องเสยี ภาษมี ูลคําเพมิ่ ตัวอยาํ ง บริษทั A. ต้ังอยใูํ นประเทศเวียดนามได๎สั่งซอ้ื สินค๎าจาก บรษิ ทั ก. ซ่ึงเป็นผู๎ประกอบการจดทะเบยี นใน ประเทศไทย เน่ืองจากบรษิ ทั ก. ไมมํ ีสินค๎าบริษัท ก. จึงส่งั ซ้อื สินค๎าจากบริษัท B. ซง่ึ เปน็ ผ๎ขู ายหรือผู๎ผลติ สนิ คา๎ ใน ประเทศญป่ี ุน โดยสง่ั ใหบ๎ ริษัท B. สํงมอบสนิ คา๎ ดังกลําวให๎แกบํ ริษทั A. โดยตรง บริษทั ก. ไมํได๎กระทาํ พิธีการ ศลุ กากรนาํ เข๎าสินคา๎ และสงํ ออกสนิ ค๎าไปใหบ๎ ริษัท A. ดังนั้น บริษทั ก. จงึ ไม่ต้องนาํ มลู ค่าของการขายสินคา้ นอก ราชอาณาจกั รให้แก่บริษัท A. มารวมคาํ นวณเสียภาษมี ูลคา่ เพม่ิ ขอ๎ ๒ กรณีผป๎ู ระกอบการจดทะเบยี นขายสินค๎าให๎แกํผู๎ซื้อทอ่ี ยนํู อกราชอาณาจกั ร โดยได๎ส่ังซ้อื สนิ ค๎าท่ีขายจากผข๎ู าย ซ่ึงเปน็ ผปู๎ ระกอบการจดทะเบียนในราชอาณาจักร ด๎วยกนั และผข๎ู ายในราชอาณาจักรได๎ส่ังซอ้ื สนิ ค๎าดงั กลําวจาก ผขู๎ ายหรอื ผ๎ผู ลิตสนิ ค๎าท่ีอยูนํ อกราชอาณาจักรอีกทอดหนงึ่ และให๎ผ๎ูขายหรือผผ๎ู ลติ สินคา๎ ที่อยูนํ อกราชอาณาจกั รสํง มอบสินค๎าทีข่ ายนน้ั ให๎แกํผ๎ซู ื้อทอ่ี ยนํู อกราชอาณาจกั รโดยตรง โดยไมไํ ด๎นาํ สินคา๎ ดงั กลาํ วเข๎ามา ในราชอาณาจักร การขายสินคา๎ ระหวาํ ง ผู๎ประกอบการจดทะเบียนกับผ๎ูซื้อท่ีอยํนู อกราชอาณาจักร ถอื เปน็ การกระทํานอก ราชอาณาจักร ไมํอยูํในบงั คบั ตอ๎ งเสยี ภาษมี ลู คาํ เพิ่ม กรณีผข๎ู ายซงึ่ เป็นผปู๎ ระกอบการจดทะเบยี นในราชอาณาจักรขายสนิ คา๎ ใหแ๎ กผํ ู๎ประกอบการจดทะเบียนซึ่งขาย นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๔๙ สนิ ค๎าให๎แกํผซู๎ ้ือที่อยํนู อกราชอาณาจักรอีกทอดหน่ึง โดยไมํมกี ารนําสินค๎าท่ีขายเข๎ามาในราชอาณาจักร และไมํได๎สํง มอบสนิ คา๎ ในราชอาณาจกั ร ตามวรรคหนึ่ง ถอื เป็นการกระทํานอกราชอาณาจกั รไมอํ ยํูในบังคับต๎องเสียภาษมี ลู คาํ เพมิ่ ตัวอยาํ ง บรษิ ทั A. ต้ังอยํูในประเทศเวยี ดนามไดส๎ ่งั ซือ้ สนิ ค๎าจากบรษิ ัท ก. ซึ่งเป็นผป๎ู ระกอบการจดทะเบียนใน ประเทศไทย และบริษัท ก. ได๎ส่งั ซือ้ สินค๎าจากบรษิ ัท ข. ซงึ่ เปน็ ผ๎ูประกอบการจดทะเบยี นในประเทศไทยเชํนกนั เนอื่ งจากบริษัท ข. ไมมํ ีสนิ คา๎ ดังกลําว จงึ ไดส๎ งั่ ซื้อสินคา๎ จากบริษัท B. ซึง่ เป็นผูข๎ ายหรือผ๎ผู ลิตสนิ ค๎าในประเทศญป่ี ุนอีก ทอดหนึง่ โดยสัง่ ใหบ๎ รษิ ทั B. สงํ มอบสินคา๎ ดังกลําวใหแ๎ กบํ รษิ ทั A. โดยตรง บรษิ ัท ข. ไมํได๎กระทําพิธีการศุลกากร นําเขา๎ สนิ ค๎าเพื่อสงํ มอบใหแ๎ กํบริษทั ก. และบริษทั ก.ไมไํ ด๎กระทาํ พิธกี ารศุลกากรสงํ ออกสนิ ค๎าไปให๎บริษัท A. ดังนัน้ บรษิ ัท ก.จงึ ไมํตอ๎ งนาํ มลู คําของการขายสนิ ค๎านอกราชอาณาจกั รใหแ๎ กํบรษิ ัท A. มารวมคํานวณเสียภาษีมูลคาํ เพิ่ม และบริษทั ข. กไ็ มํต๎องนํามูลคําของการขายสินคา๎ นอกราชอาณาจักรให๎แกบํ ริษทั ก.มารวมคาํ นวณเสยี ภาษีมูลคาํ เพม่ิ ป.๗๓/๒๕๔๑(การเรียกเกบ็ เงนิ จา่ ยลว่ งหน้า) ข๎อ ๑ การให๎บริการรบั เหมากํอสร๎าง และไดม๎ ีการเรยี กเก็บเงินจํายลวํ งหน๎าจากผู๎วําจ๎าง โดยมขี ๎อตกลงต๎องคืนเงนิ ดงั กลาํ วให๎ผว๎ู ําจา๎ ง โดยยอมใหผ๎ ูว๎ ําจา๎ งหักเงนิ ดังกลาํ วออกจากเงนิ คํางานทผี่ ร๎ู บั จา๎ งจะได๎รบั ในแตํละงวด เพ่ือชดเชย กับเงินจาํ ยลวํ งหน๎าทรี่ บั ไปจนกวําจะครบถ๎วน พรอ๎ มทงั้ หักเงนิ คําประกนั ผลงานของผู๎รับจา๎ งไว๎อีกสวํ นหนง่ึ และจะคนื เงินประกันผลงานใหแ๎ กผํ ร๎ู ับจ๎างเมื่อหมดระยะเวลาประกันผลงาน จะมภี าระภาษีดังนี้ (๑) เงินจ่ายลว่ งหน้า (ADVANCE PAYMENT) (ก) ผร๎ู บั จ๎างจะตอ๎ งนาํ เงนิ จํายลํวงหนา๎ มารวมคํานวณเปน็ รายได๎เพื่อเสยี ภาษีเงนิ ได๎นติ ิบุคคล ตามมาตรา๖๕ แหํงประมวลรัษฎากร (เกณฑ๑สทิ ธิ) (ข) บรษิ ทั หรอื ห๎างหน๎ุ สวํ นนิติบคุ คลผว๎ู ําจา๎ ง เมื่อจาํ ยเงนิ ลํวงหน๎า มหี นา๎ ทต่ี ๎องหักภาษเี งินได๎ ณ ท่จี าํ ย ใน อตั ราร๎อยละ ๓.๐ ของเงนิ ลวํ งหน๎าตามคาํ ส่ังกรมสรรพากร ท่ี ท.ป.๔/๒๕๒๘ เมอื่ มีการจํายคํางวดงานแตํละงวดใหแ๎ กผํ รู๎ ับจ๎าง ผ๎วู ําจา๎ งมีหน๎าท่หี ักภาษีเงนิ ได๎ ณ ท่ีจําย ในอตั ราร๎อยละ ๓.๐ ของเงนิ คํางวดงานหลงั หักเงนิ จาํ ยลวํ งหน๎าในแตํละงวดออกแลว๎ (ค) ผ๎ูรับจ๎างตอ๎ งนําเงินจาํ ยลวํ งหน๎ามารวมคาํ นวณเปน็ มูลคําของฐานภาษี ตามมาตรา ๗๙ แหํงประมวล รษั ฎากร โดยถือวําความรับผิดในการเสียภาษมี ลู คําเพ่ิมจากการใหบ๎ ริการเกิดข้นึ ในขณะไดร๎ ับชาํ ระเงินดังกลําว ตาม มาตรา ๗๘/๑(๑) แหงํ ประมวลรัษฎากร (๒) เงินประกนั ผลงาน (RETENTION) (ก) เงนิ ประกนั ผลงานทผี่ ูร๎ บั จ๎างมีหน๎าที่ต๎องจํายให๎แกํผูว๎ าํ จ๎างตามจาํ นวนทีต่ กลงในสัญญา โดยยนิ ยอมให๎ผู๎ วําจ๎างหักเงนิ ดังกลาํ วจากเงนิ คําจา๎ งในแตลํ ะงวด เพอื่ เปน็ ประกันผลงานนัน้ เมอื่ ผู๎วาํ จ๎างจํายเงินคาํ จ๎างแตลํ ะงวดใหผ๎ ๎ู รบั จ๎างโดยหกั เงินประกนั ผลงานดังกลําว กรณีจงึ ถือเป็นรายได๎ของผรู๎ ับจ๎างเต็มจาํ นวนมูลคําของงานที่แล๎วเสรจ็ ในแตํ ละงวด และเม่ือผว๎ู าํ จ๎างจํายคืนเงินประกันผลงานใหแ๎ กผํ ๎ูรบั จ๎าง ผวู๎ าํ จา๎ งไมํมหี นา๎ ที่หกั ภาษีเงินได๎ ณ ทีจ่ าํ ยอีก (ข) ผรู๎ ับจ๎างต๎องนําเงนิ ประกันผลงานทถ่ี ูกผว๎ู ําจ๎างหกั จากเงินคาํ จ๎างแตํละงวดมารวมคาํ นวณเปน็ มลู คาํ ของ ฐานภาษี ตามมาตรา ๗๙ แหงํ ประมวลรัษฎากร โดยถือวาํ ความรบั ผิดในการเสียภาษีมูลคาํ เพิ่มจากการให๎บรกิ าร เกิดขน้ึ ในขณะที่ไดร๎ ับเงินคําจ๎างแตํละงวด ตามมาตรา ๗๘/๑(๑) แหงํ ประมวลรษั ฎากร เมือ่ มีการจํายเงนิ ประกัน ผลงานคืนให๎แกํผ๎ูรับจ๎าง ผูร๎ บั จา๎ งไมตํ ๎องนาํ เงินประกันผลงานดังกลาํ วมาเสยี ภาษมี ลู คําเพิ่มอกี กรณีการใหบ๎ ริการรับจ๎างทาํ ของอยํางอื่น นอกจากการใหบ๎ ริการรับเหมากํอสรา๎ ง และได๎มีการเรยี กเก็บเงนิ จาํ ยลํวงหน๎า และเงนิ ประกนั ผลงาน ให๎ถอื ปฏิบัตทิ ํานองเดียวกับวรรคหนึ่ง ข๎อ ๒ การให๎เชาํ ทรัพยส๑ ิน หรอื การให๎บริการอ่ืน (๑) การให๎เชาํ ทรัพยส๑ นิ หรือการใหบ๎ ริการอน่ื นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๕๐ (ก) การคาํ นวณรายได๎ และรายจํายของบริษทั หรือหา๎ งห๎ุนสํวนนิตบิ คุ คล ซงึ่ ประกอบกจิ การใหเ๎ ชาํ ทรัพย๑สิน บรษิ ัทหรอื หา๎ งห๎นุ สํวนนิตบิ ุคคลน้ัน ตอ๎ งนาํ รายไดท๎ ่ีเรยี กเก็บหรือพงึ เรียกเก็บในลกั ษณะเป็นเงนิ กอ๎ นเพ่ือตอบแทนการ ใหเ๎ ชําทรัพยส๑ นิ ทง้ั จาํ นวน ไมํวาํ จะเรยี กเกบ็ ในลักษณะเงนิ จํายลํวงหนา๎ เงินประกนั เงินมดั จํา เงนิ จอง หรอื เงินอ่นื ที่ เรยี กเกบ็ ในลักษณะทํานองเดียวกนั มารวมคํานวณเป็นรายไดใ๎ นรอบระยะเวลาบัญชีท่เี ร่ิมให๎เชําทรัพย๑สิน หรือจะนาํ รายได๎นัน้ มาเฉลีย่ ตามสวํ นแหํงจํานวนปตี ามสัญญา และนํามารวมคํานวณเปน็ รายไดใ๎ นแตลํ ะรอบระยะเวลาบญั ชีนบั แตรํ อบระยะเวลาบญั ชที ี่เร่มิ ใหเ๎ ชําทรัพย๑สินกไ็ ด๎ ในกรณีการให๎บริการอ่ืนซึ่งเป็นบริการตามสัญญาระยะยาว ตอ๎ งนํารายได๎ทเ่ี รียกเกบ็ หรือพึงเรยี กเก็บใน ลกั ษณะเปน็ เงนิ กอ๎ นเพื่อตอบแทนการให๎บริการทงั้ จํานวน ไมวํ ํารายไดน๎ ้ันจะเกดิ จากการผอํ นชาํ ระหรือชาํ ระคร้งั เดียว และไมํวาํ จะเรียกเก็บในลักษณะเงนิ จาํ ยลํวงหนา๎ เงนิ ประกัน เงนิ มดั จาํ เงนิ จอง หรอื เงินอ่ืนที่เรียกเก็บใน ลักษณะทํานองเดียวกันมารวมคํานวณเปน็ รายไดใ๎ นรอบระยะเวลาบัญชที ่เี ร่มิ ใหบ๎ ริการหรอื จะนาํ รายไดน๎ ้นั มาเฉลีย่ ตามสวํ นแหงํ จํานวนปตี ามสัญญาแตไํ มเํ กินสิบปี และนาํ มารวมคาํ นวณเปน็ รายได๎ในแตลํ ะรอบระยะเวลาบัญชนี บั แตปํ ี ทเี่ ร่ิมใหบ๎ รกิ ารกไ็ ด๎ ในกรณีการใหเ๎ ชาํ ทรพั ย๑สนิ หรอื ใหบ๎ ริการได๎กระทาํ ในระหวาํ งรอบระยะเวลาบัญชหี รือสญั ญาการ ใหเ๎ ชาํ ทรพั ยส๑ นิ หรอื ใหบ๎ ริการเปน็ สัญญาส้นิ สุดในระหวาํ งรอบระยะเวลาบญั ชี ใหเ๎ ฉลี่ยเงินรายไดต๎ ามสํวนของเดือน หรือจาํ นวนวนั ท่ีให๎เชาํ หรอื ให๎บริการในรอบระยะเวลาบญั ชีน้ัน (ข) ในกรณีที่ไดม๎ ีการปฏบิ ัติตาม (ก) แล๎วตํอมาหากได๎มกี ารจาํ ยคืนเงนิ จาํ ยลํวงหนา๎ หรอื เงินประกนั ฯลฯ ให๎แกํผเู๎ ชําหรอื ผู๎รบั บรกิ ารตามขอ๎ ตกลงหรอื สัญญา ใหผ๎ ใ๎ู หเ๎ ชาํ หรือผใู๎ หบ๎ ริการนําเงินจาํ ยลํวงหนา๎ หรือเงนิ ประกัน ฯลฯ ทไ่ี ด๎คืนให๎แกํผเ๎ู ชาํ หรือผ๎ูรบั บริการ มาถือเปน็ รายจาํ ยในการคาํ นวณกาํ ไรสุทธเิ พ่ือเสียภาษเี งนิ ไดน๎ ติ บิ ุคคล ตาม มาตรา ๖๕ แหํงประมวลรษั ฎากร โดยให๎ถือเปน็ รายจํายในรอบระยะเวลาบญั ชที ี่ไดจ๎ ํายคืนเงินจาํ ยลวํ งหน๎า หรอื เงนิ ประกัน ฯลฯ (๒) การหกั ภาษเี งินได๎ ณ ทจี่ ําย ใหบ๎ รษิ ทั หรือหา๎ งหุ๎นสวํ นนติ บิ ุคคลผ๎ูจํายเงินลํวงหนา๎ เงนิ ประกนั เงินมัดจาํ เงิน จอง หรือเงินอ่ืนทเี่ รียกเกบ็ ในลักษณะทํานองเดียวกันปฏบิ ัตดิ ังน้ี (ก) กรณกี ารให๎เชาํ ทรพั ย๑สนิ ถอื เป็นการจํายเงินไดเ๎ นอ่ื งจากการให๎เชาํ ทรัพย๑สนิ ท้ังจํานวน ผู๎จํายมีหน๎าท่ี ตอ๎ งหักภาษีเงินได๎ ณ ทจี่ าํ ย ในอัตรารอ๎ ยละ ๕.๐ ทุกคร้ังที่มีการจําย ตามคาํ สัง่ กรมสรรพากร ท่ี ท.ป.๔/๒๕๒๘ (ข) กรณีการให๎บริการอนื่ ถือเป็นเงินไดเ๎ นื่องจากการใหบ๎ ริการทง้ั จํานวน ถ๎าการใหบ๎ ริการนัน้ เปน็ บรกิ าร รับจา๎ งทําของ ผจ๎ู ํายมหี น๎าท่ีต๎องหกั ภาษี ณ ท่จี ําย ในอตั รารอ๎ ยละ ๓.๐ ทุกครง้ั ทม่ี ีการจํายคําจ๎างทาํ ของ (๓) การเสยี ภาษีมลู คําเพิม่ (ก) ผป๎ู ระกอบกจิ การขายสินคา๎ ตอ๎ งนํามูลคาํ ทัง้ หมดทไี่ ดร๎ ับหรือพงึ ไดร๎ ับจากการขายสนิ คา๎ ไมวํ าํ จะเรยี กเกบ็ ในลักษณะเงนิ จาํ ยลํวงหน๎า เงินประกัน ฯลฯ มารวมคํานวณเปน็ มลู คาํ ของฐานภาษี (ข) ผ๎ปู ระกอบกจิ การให๎เชําทรัพย๑สนิ ทมี่ ใิ ชํอสงั หารมิ ทรัพย๑ หรือการใหบ๎ รกิ ารอืน่ ตอ๎ งนาํ มูลคาํ ท้งั หมดที่ ได๎รับหรือพึงไดร๎ ับจากการให๎เชําทรัพยส๑ นิ หรือการใหบ๎ รกิ ารอน่ื ไมวํ ําจะเรียกเกบ็ ในลกั ษณะเงนิ จาํ ยลวํ งหนา๎ เงิน ประกัน ฯลฯ มารวมคํานวณเปน็ มลู คําของฐานภาษี (ค) ในกรณที ผ่ี ู๎ประกอบการจดทะเบยี นได๎ปฏบิ ตั ิตาม (ก) หรือ (ข) แลว๎ ตอํ มาหากได๎มกี ารคนื เงนิ จาํ ย ลํวงหนา๎ หรือเงินประกนั ฯลฯ ให๎แกผํ ๎ซู ้อื สนิ คา๎ ผู๎เชาํ ทรพั ย๑สิน หรือผรู๎ บั บรกิ ารอื่นตามข๎อตกลงหรอื สัญญา ให๎ ผูป๎ ระกอบการจดทะเบยี นออกใบลดหน้ี ตามมาตรา ๘๖/๑๐ แหงํ ประมวลรษั ฎากร ใหแ๎ กผํ ๎ซู ื้อสนิ คา๎ ผ๎ูเชาํ ทรัพย๑สนิ หรือผูร๎ บั บริการอน่ื ตามมาตรา ๘๒/๑๐ แหงํ ประมวลรษั ฎากร (ง) ผปู๎ ระกอบกิจการให๎เชาํ อสงั หาริมทรพั ย๑ท่ีเรยี กเก็บเงนิ จํายลํวงหนา๎ เงนิ ประกัน ฯลฯ ถือเปน็ สวํ นหน่งึ ของคาํ เชําอสังหาริมทรพั ย๑ได๎รับยกเว๎นไมตํ ๎องเสยี ภาษมี ูลคําเพม่ิ ตามมาตรา ๘๑(๑)(ต) แหงํ ประมวลรษั ฎากร ข๎อ ๓ เงินประกนั หรอื เงนิ มดั จําในกรณีดงั ตํอไปนไี้ มอํ ยํภู ายใตบ๎ งั คับของข๎อ ๑ และข๎อ ๒ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๕๑ (๑) กรณีเงนิ ประกัน หรือเงินมดั จาํ ภาชนะบรรจุสนิ คา๎ ซง่ึ (ก) โดยขนบธรรมเนียมประเพณที างธรุ กจิ ได๎มกี ารเรยี กเก็บเงนิ ประกันหรือเงินมดั จําภาชนะบรรจุสนิ ค๎า และ (ข) ต๎องมีการคืนเงนิ ประกนั หรอื เงนิ มดั จาํ ให๎แกผํ ซ๎ู ื้อสนิ คา๎ ทันทีทม่ี ีการคนื ภาชนะบรรจุสินคา๎ โดยไมํมี เง่อื นไข ความในวรรคหน่งึ ไมรํ วมถึงกรณที ี่มกี ารเรยี กเกบ็ เงินเปน็ การชดใช๎ความชํารดุ เสียหาย หรือสญู หายของ ภาชนะบรรจุสนิ ค๎า ซ่ึงถือเป็นการขายสนิ คา๎ ตามมาตรา ๗๗/๑(๘) แหํงประมวลรัษฎากร (๒) การประกอบกจิ การให๎เชาํ อสงั หารมิ ทรัพย๑ ซง่ึ (ก) โดยขนบธรรมเนยี มประเพณีทางธรุ กจิ ได๎มีการเรียกเก็บเงินประกันหรือเงนิ มดั จาํ (ข) ตอ๎ งมีการคืนเงินประกนั หรอื เงินมัดจําให๎แกํผ๎ูเชําทันทีทส่ี ญั ญาส้ินสุดลงโดยไมํมีเงื่อนไข แตํกรณเี กิด ความเสยี หาย ผู๎ใหเ๎ ชาํ มีสิทธิหกั กลบลบหนี้ได๎ (ค) เงนิ ประกัน หรอื เงินมดั จาํ ทีเ่ รยี กเกบ็ ตอ๎ งไมํเกนิ ๓-๖ เทาํ ของคาํ เชาํ รายเดือน และ (ง) สัญญาให๎เชําทรัพยส๑ ินมีอายุสัญญาไมํเกิน ๓ ปี ข๎อ ๔ กรณีการขายสินคา๎ หรือการใหบ๎ ริการที่มีการเรยี กเก็บในลกั ษณะเงนิ จํายลวํ งหนา๎ เงนิ ประกัน เงนิ มดั จาํ เงินจอง หรอื เงนิ อน่ื ที่เรียกเก็บในลกั ษณะทาํ นองเดียวกนั ตามคําสง่ั กรมสรรพากร ท่ี ป.๓๖/๒๕๓๖ เรือ่ ง การขายสินคา๎ ตาม สัญญาใหเ๎ ชาํ ซอื้ หรือสัญญาซ้ือขายผํอนชาํ ระที่กรรมสทิ ธ์ิในสนิ คา๎ ยงั ไมโํ อนไปยังผูซ๎ ื้อเม่ือได๎สงํ มอบ ตามมาตรา ๗๘(๒) แหํงประมวลรษั ฎากร ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๖ และตามคําส่งั กรมสรรพากร ที่ ป.๖๑/๒๕๓๙ เรื่อง การ คํานวณกําไรสทุ ธิ และเงินได๎สทุ ธิสาํ หรบั กจิ การขายอสงั หาริมทรัพย๑ ลงวันท่ี ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ใหถ๎ ือปฏิบัติ ตามคําสั่งดังกลําว ๖๖/๒๕๓๙(ความรับผิดทางภาษีหลังแจ้งเลกิ ) ขอ๎ ๑ กรณีผป๎ู ระกอบการจดทะเบียนเลกิ ประกอบกจิ การ ผ๎ูประกอบการจดทะเบียนยงั คงตอ๎ งรบั ผดิ ในฐานะเป็น ผูป๎ ระกอบการจดทะเบยี นตํอไปจนกวาํ อธบิ ดีกรมสรรพากรจะสัง่ ขีดช่ือออกจากทะเบียนภาษีมลู คาํ เพม่ิ ดังนั้น การ ขายสินค๎าหรือการให๎บริการท่ีผูป๎ ระกอบการดังกลาํ วได๎กระทําตงั้ แตํวันถัดจากวันทย่ี ื่นแบบเพื่อแจง๎ เลกิ ผ๎ปู ระกอบการ ยงั คงต๎องรับผิดเสียภาษีมลู คาํ เพม่ิ ข๎อ ๒ ผ๎ูประกอบการ ทไี่ ด๎แจ๎งเลิกการประกอบกจิ การตามข๎อ ๑ มหี นา๎ ทีต่ ๎องเสียภาษีมลู คําเพิ่มสาํ หรบั สินค๎าคงเหลือ หรือทรัพย๑สินทผี่ ู๎ประกอบการมีไวใ๎ นการประกอบกจิ การ ณ วันเลิกประกอบกจิ การ ข๎อ ๓ กรณผี ปู๎ ระกอบการจดทะเบียน ซึ่งได๎แจ๎งเลิกการประกอบกจิ การตามขอ๎ ๑ ไดม๎ กี ารขายสนิ คา๎ หรือใหบ๎ ริการไป แลว๎ กํอนวนั ทีย่ ืน่ แบบเพ่ือแจง๎ เลกิ การประกอบกิจการ ยงั คงมีสทิ ธ์ิออกใบเพิม่ หน้ี หรือใบลดหนีใ้ ห๎แกํผซ๎ู ือ้ สนิ ค๎าหรือ ผู๎รบั บรกิ าร แตํทง้ั นจี้ ะต๎องออกใบเพ่ิมหน้ี หรอื ใบลดหน้ี แล๎วแตํกรณี ภายใน ๖๐ วนั นบั แตวํ นั ถัดจากวนั ที่ยน่ื แบบเพ่ือ แจ๎งเลิกการประกอบกจิ การ ขอ๎ ๔ กรณผี ู๎ประกอบการจดทะเบียน ซ่ึงได๎แจง๎ เลิกการประกอบกจิ การตามข๎อ ๑ ได๎มกี ารขายสนิ คา๎ หรือให๎บรกิ ารไป แลว๎ กอํ นวนั ท่ียื่นแบบเพ่ือแจง๎ เลกิ การประกอบกิจการ แตํความรบั ผดิ ในการเสียภาษีมลู คําเพิ่มและในการออก ใบกํากับภาษยี ังไมํเกิดขน้ึ ผ๎ปู ระกอบการยังคงมีสิทธ์อิ อกใบกํากับภาษีสําหรับการขายสนิ ค๎าหรือการใหบ๎ รกิ ารน้ัน ภายใน ๖๐ วนั นับแตวํ ันถดั จากวันทยี่ น่ื แบบเพอ่ื แจง๎ เลกิ การประกอบกจิ การ ขอ๎ ๕ กรณผี ู๎ประกอบการจดทะเบียนซงึ่ ไดแ๎ จ๎งเลิกการประกอบกจิ การตามข๎อ ๑ ได๎ซื้อสนิ คา๎ หรือรับบรกิ ารไปแลว๎ กํอนวนั ทีย่ ืน่ แบบเพ่ือแจง๎ เลิกการประกอบกิจการ แตํไดร๎ บั ใบกาํ กับภาษีสาํ หรบั การซ้ือสินคา๎ หรือรับบริการดังกลําว ภายหลัง ผูป๎ ระกอบการจดทะเบียนมีสทิ ธิน์ าํ ภาษซี ื้อตามใบกาํ กับภาษีนัน้ มาหักในการคํานวณภาษีตามมาตรา ๘๒/๓ แหงํ ประมวลรษั ฎากรได๎ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๕๒ ข๎อ ๖ ผ๎ูประกอบการจดทะเบียนทใี่ ชส๎ ิทธ์ิตามข๎อ ๔ และข๎อ ๕ ตอ๎ งแสดงรายละเอยี ดการใชส๎ ิทธิ์ตามขอ๎ ๔ และข๎อ ๕ ในเอกสารตามที่อธบิ ดีกรมสรรพากรกาํ หนด โดยย่นื พรอ๎ มกับแบบท่ียนื่ เพื่อแจ๎งเลิกการประกอบกจิ การ การหกั ลดหย่อนการอุปการะเลยี้ งดคู นพิการและคนทุพพลภาพ ผ๎มู ีเงินไดห๎ ักคาํ ลดหยํอนคาํ อุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทพุ พลภาพได๎คนละ ๖๐,๐๐๐ บาท ตามรายละเอยี ด ดงั นี้ ๑. ความสมั พันธก์ ับผู้มเี งนิ ได้ (๑) เปน็ บิดามารดาของผ๎มู ีเงินได๎ (๒) เป็นบดิ ามารดาของสามีหรือภรยิ าของผู๎มเี งนิ ได๎ (๓) เปน็ สามีหรอื ภริยาของผู๎มีเงินได๎ (๔) เป็นบตุ รชอบดว๎ ยกฎหมายหรือบตุ รบญุ ธรรมของผูม๎ ีเงินได๎ (๕) เป็นบุตรชอบด๎วยกฎหมายของสามหี รือภริยาของผม๎ู ีเงินได๎ (๖) เป็นบุคคลอนื่ ที่ไมํได๎มีความสมั พนั ธก๑ ับผ๎ูมีเงนิ ได๎ตาม (๑) – (๕) แตํผมู๎ เี งินไดเ๎ ปน็ ผูอ๎ ปุ การะเลย้ี งดู ผู๎มเี งินได๎ นาํ มาลดหยอํ นได๎ ๑ คน ๒. หลักเกณฑแ์ ละองคป์ ระกอบการหกั ลดหย่อนค่าอปุ การะเลี้ยงดูคนพิการ (๑) คนพิการต๎องมบี ตั รประจําตวั คนพกิ ารตามกฎหมายวาํ ด๎วยการสงํ เสริมและพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพิการ (๒) เปน็ บุคคลท่ีมคี วามสัมพันธ๑กบั ผ๎ูมเี งนิ ได๎ตาม ๑ (๓) ผ๎มู ีเงินได๎เป็นผู๎อปุ การะเล้ียงดูและมีชื่อเปน็ ผดู๎ แู ลคนพกิ ารในบตั รประจําตัวคนพกิ าร (๔) คนพิการมเี งนิ ได๎พงึ ประเมินไมเํ กนิ ๓๐,๐๐๐ บาท ในปภี าษีทผ่ี ู๎มเี งินได๎ใช๎สทิ ธิหักลดหยอํ น (ไมรํ วมเงนิ ไดท๎ ่ี ไดร๎ บั ยกเวน๎ ตามมาตรา ๔๒) (๕) คนพิการต๎องมเี ลขประจําตวั ประชาชน ๑๓ หลกั (๖) กรณีคนพิการมผี อู๎ ุปการะเลี้ยงดูหลายคน ใครเป็นผมู๎ ีสิทธหิ กั ลดหยํอนนนั้ ใหด๎ วู าํ ผู๎มีเงินได๎คนใดมีช่อื เปน็ ผู๎ดแู ล ในบตั รประจาํ ตัวคนพิการ ผูม๎ เี งนิ ได๎คนนั้นเป็นผม๎ู ีสิทธิหกั ลดหยอํ น ๓. หลักเกณฑแ์ ละองคป์ ระกอบการหกั ลดหย่อนค่าอปุ การะเลี้ยงดูคนทพุ พลภาพ (๑) ต๎องมใี บรับรองแพทย๑ท่ีได๎ตรวจ และแสดงความเหน็ วําบุคคลนนั้ มีภาวะจํากัดหรือขาดความสามารถในการ ประกอบกิจวัตรหลกั อันเปน็ ปกตเิ ยีย่ งบุคคลทวั่ ไปอันเน่อื งมาจาก สาเหตทุ างป๓ญหาสุขภาพ หรอื ความเจ็บปุวยท่ีเปน็ ตํอเน่ือง มาไมํนอ๎ ยกวํา ๑๘๐ วนั หรือทุพพลภาพ มาแลว๎ ไมํน๎อยกวํา ๑๘๐ วนั (๒) บุคคลทุพพลภาพต๎องมีเงินได๎พึงประเมนิ ไมํเกิน ๓๐,๐๐๐ บาท ในปีภาษที ่ผี ๎มู เี งินได๎ใช๎สทิ ธหิ กั ลดหยอํ น (ไมํ รวมเงินไดท๎ ่ีไดร๎ ับยกเว๎นตามมาตรา ๔๒) (๓) บคุ คลทุพพลภาพต๎องมเี ลขประจาํ ตวั ประชาชน ๑๓ หลัก (๔) ผู๎มีเงินได๎ตอ๎ งมีหนังสือรบั รองการเป็นผ๎ูอุปการะเล้ียงดูคนทุพพลภาพ ๔. การรบั รองและหลักฐานกรณคี นทุพพลภาพ กรณคี นทุพพลภาพทีผ่ ๎ูมเี งินไดอ๎ ุปการะเลีย้ งดจู ะนํามาหักลดหยอํ นได๎ หลักฐานทแี่ สดงวําเป็นคนทพุ พล ภาพคือใบรับรองแพทย๑ กรณีหักลดหยํอนคนทพุ พลภาพ นอกจากหลกั ฐานใบรับรองแพทยแ๑ ล๎ว ผมู๎ เี งินไดต๎ อ๎ งมีหนังสอื รับรองการ เป็นผู๎อุปการะเลีย้ งดคู นทพุ พลภาพ ผ๎ูรับรองตอ๎ งมีความสัมพันธก๑ ับคนทุพพลภาพดังนี้ - สามี ภริยา นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๕๓ - บตุ รชอบดว๎ ยกฎหมาย บุตรบญุ ธรรม หรือหลาน - บิดามารดา - พ่นี ๎องรํวมบิดามารดาเดียวกัน หรือรํวมบิดาหรือรวํ มมารดาเดยี วกนั - ปูุยาํ ตายาย - ลุงปาู นา๎ อา ผรู๎ ับรองอาจเป็นบุคคลอนื่ ก็ได๎ซง่ึ ไดแ๎ กํ - กาํ นนั ผใู๎ หญบํ ๎าน ในท๎องท่ีท่ีบคุ คลทุพพลภาพอยํูอาศัย - บคุ คลทเี่ ป็นสมาชิกองค๑กรปกครองสวํ นท๎องถิ่นในท๎องที่ที่บคุ คลทุพพลภาพอยูํอาศยั ๕. การใชส้ ิทธแิ ละหลกั ฐานการหกั ลดหย่อน (๑) การหกั คาํ อปุ การะเลย้ี งดูคนพิการ หรอื คนทพุ พลภาพใหห๎ กั ไดต๎ ลอดปภี าษี ไมวํ ํากรณีทจ่ี ะหักได๎นนั้ จะมีอยูํ ตลอดปภี าษีหรอื ไมํ (๒) กรณผี ู๎มเี งนิ ได๎มไิ ดเ๎ ป็นผู๎อยูใํ นประเทศไทย ให๎หกั ลดหยํอนคาํ อุปการะเลย้ี งดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพได๎ เฉพาะคนพกิ ารหรือคนทุพพลภาพท่เี ป็นผ๎ูอยํูในประเทศไทย (๓) กรณีผม๎ู เี งนิ ได๎หักลดหยํอนคําอุปการะเลย้ี งดคู นพกิ าร และคนพกิ ารดังกลําวก็ยังเปน็ ผทู๎ ุพพลภาพด๎วยการใช๎ สิทธหิ ักคําลดหยํอน ใหห๎ กั ได๎ในฐานะเปน็ คนพิการฐานะเดียว (๔) หลกั ฐานในการหักคาํ ลดหยํอน ผู๎มเี งนิ ได๎ท่ใี ช๎สิทธหิ ักคําลดหยํอน อุปการะเลี้ยงดูคนพกิ าร คนทพุ พลภาพต๎อง ยืน่ แบบ ล.ย.๐๔ พรอ๎ มหลกั ฐานดงั ตอํ ไปน้ี พร๎อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษี - กรณีหักลดหยํอนคาํ อุปการะเลีย้ งดคู นพกิ าร ใหแ๎ นบภาพถาํ ยบัตรประจาํ ตัวคนพิการ โดยแนบในสํวนที่แสดง วํา ผู๎มีเงนิ ไดเ๎ ปน็ ผ๎ดู แู ลดว๎ ย - กรณีหักลดหยํอนคําอุปการะเล้ียงดูคนทพุ พลภาพใหแ๎ นบ (ก) ใบรบั รองแพทย๑ (ข) หนงั สอื รบั รองการเป็นผอ๎ู ุปการะเลี้ยงดูคนทุพพลภาพ (แบบ ล.ย.๐๔-๑) (๕) กรณผี ๎มู เี งนิ ไดซ๎ ึ่งเปน็ ผู๎มสี ิทธิหกั ลดหยํอน คาํ อุปการะเล้ียงดูบุตรซึ่งเปน็ คนพิการหรือ คนทพุ พลภาพ เปน็ สามี หรอื ภรยิ า และความเปน็ สามีภริยาไดม๎ ีอยูตํ ลอดปภี าษีโดยภริยามเี งนิ ได๎และแยกยนื่ แบบตาํ งหากจากสามีใหส๎ ามี ภริยาตํางฝาุ ยตํางหกั ลดหยํอนได๎คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ตอํ บตุ รที่พกิ ารหรือทุพพลภาพนน้ั โดยสามภี รยิ าต๎องแนบ หลักฐานดงั น้ี - ภาพถาํ ยแบบ แบบ ล.ย.๐๔ ของผ๎ูมีเงนิ ได๎ ซ่งึ สามีหรือภริยาของผูม๎ ีเงินได๎ ได๎ลงลายมือชอ่ื รบั รอง - ภาพถาํ ยบตั รประจาํ ตัวคนพิการ / ใบรับรองแพทย๑และหนงั สือการอปุ การะเล้ยี งดูคนพิการ (ล.ย.๐๔) การย่นื แบบและชําระภาษอี อนไลน์ ประโยชนท๑ ่ีได๎รับจากการย่นื แบบฯ ผํานอินเทอรเ๑ นต็ ๑. กรมสรรพากรไมคํ ดิ คําใชจ๎ ํายในการสมคั รและการใช๎บริการยนื่ แบบฯ กรณียื่นแบบฯ แลว๎ มเี งินภาษีตอ๎ งชาํ ระ หนวํ ยรับชาํ ระภาษแี ละชอํ งทางชาํ ระภาษมี ใี หเ๎ ลือกใช๎อยาํ งหลากหลาย ซึง่ มที ง้ั ฟรแี ละคิดคําบรกิ าร ๒. ชวํ ยอนรุ กั ษส๑ ิ่งแวดล๎อม ประหยัดพลังงาน เวลา และคาํ ใช๎จํายในการเดินทางไปยนื่ แบบฯ และชาํ ระภาษี ณ สาํ นกั งานสรรพากรพน้ื ท่สี าขา ๓. ขยายเวลาการใหบ๎ ริการต้งั แตํ ๑ กุมภาพันธ๑ ๒๕๕๘ ถงึ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๐ ผ๎ูใช๎บรกิ ารได๎รับสทิ ธิ พิเศษให๎ขยายเวลายน่ื แบบฯ และชําระภาษี ออกไปอีก ๘ วัน นับแตวํ ันสุดท๎ายของกาํ หนดเวลาย่ืนแบบฯ ทุกประเภท นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๕๔ ๔. บริการย่นื แบบฯ ภาษเี งนิ ไดบ๎ คุ คลธรรมดา เปิดบรกิ าร ๒๔ ช.ม. ของทุกวัน ไมเํ วน๎ วนั หยดุ ราชการ สําหรับบริการ ยื่นแบบฯ ประเภทอ่นื ๆ เปิดบรกิ ารระหวาํ ง ๖.๐๐ - ๒๒.๐๐ น. ของทกุ วัน ไมํเว๎นวันหยุดราชการ และหากวนั สุดท๎าย ของกําหนดเวลายืน่ แบบฯ ตรงกบั วันหยุดราชการจะมสี ิทธยิ ืน่ แบบฯ ในวันทาํ การถัดไปไดอ๎ กี ๑ วนั ๕. มีโปรแกรมท่จี ะชํวยตรวจสอบข๎อมลู ขน้ั ตน๎ ตามทกี่ รอกไว๎ในแบบฯ และหากพบข๎อมูลทผี่ ิดพลาด ในบางกรณี ระบบจะสงํ รายการเตือนเพื่อให๎แก๎ไขได๎ในทนั ที ๖. เพ่ือความมนั่ ใจวาํ กรมสรรพากรไดร๎ ับแบบฯ และเงนิ ภาษีทท่ี าํ นชาํ ระแล๎ว จะมีหลกั ฐานยืนยันใน ๓ ระดับ ดงั น้ี ๖.๑ ยนื ยันตอบรบั ทันทเี มื่อทํารายการย่นื แบบฯ สําเร็จ ๖.๒ ยนื ยันการรับแบบฯ ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส๑ (อเี มล๑) ในวนั ถดั ไป ๖.๓ ยืนยนั การรับชําระภาษดี ๎วยใบเสรจ็ รบั เงิน ซงึ่ ผใ๎ู ช๎บรกิ ารสามารถพิมพ๑ไดด๎ ๎วยตนเองทางเวบ็ ไซต๑ โดยเขา๎ สํู ระบบพิมพใ๑ บเสร็จรบั เงิน แลว๎ ปอู น \"หมายเลขผู๎ใช๎\" และ \"รหสั ผาํ น\" เดยี วกนั กบั ท่ีใช๎ยืน่ แบบฯ ผํานอินเทอรเ๑ น็ต กรณียน่ื แบบฯ แลว๎ มเี งนิ ภาษีตอ๎ งชาํ ระ พิมพ๑ใบเสรจ็ รบั เงนิ ได๎ ถดั จากวันท่ชี ําระภาษแี ลว๎ ประมาณ ๒ วนั ทาํ การ กรณียื่นแบบฯ แล๎วไมํมีเงนิ ภาษีตอ๎ งชาํ ระ / ย่นื แบบฯ แล๎วมีเงนิ ภาษที ี่ขอรับคืน พมิ พใ๑ บเสรจ็ รบั เงินได๎ ถัดจาก วนั ทยี่ ่นื แบบฯ สาํ เร็จแลว๎ ประมาณ ๒ วนั ทาํ การ ๗. ไดร๎ บั คนื เงินภาษเี รว็ ขน้ึ เนื่องจากลดขัน้ ตอน อาทิ การบันทึกข๎อมลู และการตรวจสอบการบนั ทึกขอ๎ มูล เอกสารท่ตี ้องยื่น เอกสารทีต่ ๎องย่นื พร๎อมกับ แบบฟอร๑มคาํ ขอยน่ื แบบฯ ผํานอินเทอรเ๑ นต็ (ภ.อ.๐๑) ประกอบด๎วย ๑. ขอ๎ ตกลงในการยื่นแบบแสดงรายการและชําระภาษีผาํ นเครอื ขํายอนิ เทอรเ๑ นต็ ซ่งึ กรรมการผมู๎ ีอํานาจไดล๎ งลายมือ ชอ่ื และประทับตรานติ ิบุคคล (ถา๎ มี) ๒. กรณีผเ๎ู สยี ภาษเี ปน็ บุคคลธรรมดาและเปน็ ผ๎ูประกอบการจดทะเบียนภาษีมลู คําเพ่ิม ตอ๎ งแนบภาพถาํ ยบัตร ประจาํ ตัวประชาชนของผเ๎ู สยี ภาษี พรอ๎ มท้งั รับรองความถกู ต๎องของเอกสาร ๓. กรณผี ูเ๎ สยี ภาษีเปน็ นิตบิ ุคคล ตอ๎ งแนบ ๓.๑ ภาพถาํ ยหนงั สือรบั รองของนายทะเบยี นห๎นุ สํวนบริษัทฉบบั ปจ๓ จบุ นั ท่ีมีระยะเวลาไมํเกนิ ๖ เดือน นบั แตวํ ันที่ นายทะเบยี นหุ๎นสวํ นบรษิ ัทได๎ลงลายมือชอ่ื ๓.๒ ภาพถํายบตั รประจาํ ตัวประชาชน หรอื ใบสําคัญคนตํางด๎าวของผม๎ู ีอํานาจลงนามผูกพนั นติ ิบคุ คลนนั้ โดยให๎ผู๎ มอี าํ นาจรับรองความถกู ต๎องของเอกสารดงั กลาํ ว ๔. กรณมี อบอาํ นาจให๎ผ๎ูอ่ืนทําการแทน ตอ๎ งใช๎เอกสารดังตํอไปน้ี ๔.๑ หนังสือมอบอาํ นาจที่ปดิ อากรแสตมป์ครบถว๎ น (๑๐ บาท) ๔.๒ ภาพถํายบตั รประจําตัวประชาชนของผู๎มอบอํานาจ พรอ๎ มทงั้ รับรองความถูกต๎องของเอกสาร ๔.๓ ภาพถํายบัตรประจําตวั ประชาชนของผู๎รับมอบอาํ นาจ พรอ๎ มทง้ั รับรองความถูกต๎องของเอกสาร กรณผี ู๎เสยี ภาษมี ีความประสงคจ๑ ะยื่นแบบฯ และชาํ ระภาษผี ํานอนิ เทอร๑เนต็ ของท้ังสาํ นักงานใหญํและสาํ นักงาน สาขาในคราวเดียวกนั ให๎ใช๎เอกสารแนบเพียงชดุ เดียว สถานทน่ี าํ ส่งเอกสาร กรณีสถานประกอบการตง้ั อยํูในกรุงเทพมหานคร สามารถเลือกนาํ สงํ เอกสารไดท๎ ่ี - สํานกั บริหารการเสยี ภาษีทางอิเลก็ ทรอนกิ ส๑ เลขที่ ๙๐ อาคารกรมสรรพากร ซอยพหลโยธนิ ๗ ถนน พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ หรือ - สํานกั งานสรรพากรพน้ื ที่กรุงเทพมหานครท่ีสถานประกอบการตั้งอยํู กรณสี ถานประกอบการตงั้ อยูํนอกกรุงเทพมหานคร นาํ สงํ เอกสารที่ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๕๕ - สาํ นักงานสรรพากรพน้ื ท่ี (จังหวดั ) ที่สถานประกอบการตั้งอยํู การไดร้ ับสทิ ธใ์ิ หใ้ ช้บริการยื่นแบบฯ และชําระภาษีทางอินเทอร์เนต็ กรณีสถานประกอบการต้ังอยู่ในกรงุ เทพมหานคร หลงั จากนําสํงเอกสารให๎แกํ สาํ นักบรหิ ารการเสยี ภาษที างอิเล็กทรอนกิ ส๑ หรอื สาํ นกั งานสรรพากรพืน้ ที่ กรงุ เทพมหานครทีส่ ถานประกอบการต้งั อยํู โดยท่ี เอกสารถกู ต๎องครบถ๎วน ผ๎ูเสียภาษจี ะไดร๎ บั \"หมายเลขผ๎ูใช๎\" และ \"รหัสผําน\" ในวนั ทน่ี ําสงํ เอกสาร ตํอจากนนั้ ภายในประมาณ ๗ วันทาํ การ จะได๎รับอนุมัตสิ ิทธิ์ให๎เขา๎ ใช๎บริการยน่ื แบบฯ ทางอินเทอรเ๑ น็ตได๎ กรณสี ถานประกอบการตั้งอยูน่ อกกรงุ เทพมหานคร หลงั จากนาํ สงํ เอกสารให๎แกสํ ํานักงานสรรพากรพ้ืนท่ี (จังหวัด) โดยทเี่ อกสารถูกต๎องและครบถว๎ น จะไดร๎ ับแจ๎ง ผลการอนมุ ตั สิ ทิ ธ์ใิ ห๎เข๎าใช๎บริการ พรอ๎ มทั้งได๎รบั \"หมายเลขผใ๎ู ช๎\" และ \"รหสั ผําน\" ทางอเี มล๑ ตามทไ่ี ด๎ลงทะเบยี นไวใ๎ น ภ.อ.๐๑ และสามารถเขา๎ ใช๎บรกิ ารยืน่ แบบฯ ทางอนิ เทอรเ๑ น็ตได๎ทนั ที เงือ่ นไขการใชบ้ ริการ ตอ๎ งเป็นการยืน่ แบบฯ และชําระภาษีภายในกาํ หนดเวลาปกตเิ ทาํ น้ัน ไมํวาํ จะมภี าษีตอ๎ งชําระหรือไมํกต็ าม หลังจากทกี่ รมสรรพากรไดแ๎ จ๎งใหท๎ ราบทางอเี มลว๑ ํา ผเ๎ู สียภาษีไดร๎ บั อนมุ ตั สิ ทิ ธิให๎ใช๎บรกิ ารย่ืนแบบฯ และชาํ ระภาษี ผาํ นอินเทอร๑เนต็ ได๎แล๎ว การเขา๎ สรํู ะบบเพ่ือทาํ รายการย่ืนแบบฯ และชําระภาษีผาํ นอินเทอร๑เน็ตใหด๎ ําเนนิ การ ตามลําดบั ข้นั ตอน ดังนี้ ขนั้ ที่ ๑ เขา๎ เวบ็ ไซต๑ยนื่ แบบฯ และชาํ ระภาษีของกรมสรรพากร http://rdserver.rd.go.th ขน้ั ท่ี ๒ ภายใตห๎ วั ขอ๎ \"บรกิ ารย่ืนแบบฯ\" คลกิ ท่ี \"รายละเอยี ด\" ขั้นท่ี ๓ เลือกประเภทแบบฯ ทีม่ ีความประสงคจ๑ ะย่ืนผํานอินเทอร๑เน็ต ข้นั ที่ ๔ ปอู น \"หมายเลขผใู๎ ช๎\" และ \"รหสั ผําน\" ทไี่ ด๎รบั จากกรมสรรพากร หน๎าจอจะแสดงผลเปน็ แบบแสดง รายการตามท่ีเลอื ก โดยในสวํ น ก ของแบบฯ จะปรากฏข๎อมูลเกยี่ วกบั สถานะของผเู๎ สียภาษี ตามท่ีไดแ๎ จง๎ ข๎อมูลไวต๎ ํอ กรมสรรพากร และแสดงหน๎าจอใหก๎ รอกตวั เลขท่เี กย่ี วข๎อง เชํนเดยี วกับแบบแสดงรายการภาษที ่เี ป็นกระดาษ ขน้ั ที่ ๕ ปอู นข๎อมูลตามแบบฯ ให๎ครบถ๎วน ทาํ นองเดยี วกันกับการกรอกแบบแสดงรายการท่ีเป็นกระดาษ กรณไี ด๎รับอนุมัติใหย๎ ่นื แบบแสดงรายการภาษีมลู คําเพิ่มรวมกันจะต๎องดาวน๑โหลด \"โปรแกรมบนั ทึกข๎อมูลใบ แนบแบบ ภ.พ.๓๐\" เพ่ือบันทึกขอ๎ มลู เป็นรายสถานประกอบการ โดยให๎ปอู นข๎อมลู ของแตํละสาขา เชํนเดยี วกบั ใบ แนบแบบ ภ.พ.๓๐ และเมื่อบันทึกรายการขอ๎ มูลเสรจ็ แลว๎ ให๎กดปุม Attach File เพือ่ สํงใบแนบไปพร๎อมกบั รายการ ขอ๎ มูลภ.พ.๓๐ หมายเหตุ หากตัวเลขท่ปี ูอนขอ๎ มลู ไมํสมั พันธก๑ ัน เชํน จํานวนภาษีขาย เป็นตัวเลขทเ่ี กนิ กวํา หรือนอ๎ ยกวาํ รอ๎ ยละ ๗ ท่ีคํานวณได๎จากยอดขายท่ีปอู นข๎อมูลไว๎ โปรแกรมจะเตอื นวําการปูอนรายการดงั กลําวไมมํ คี วามสัมพันธ๑กัน โปรด ตรวจสอบข๎อมลู ทป่ี อู นรายการอีกคร้ังหนงึ่ กรณีได๎รบั อนุมตั ใิ ห๎ยน่ื แบบแสดงรายการภาษีธรุ กิจเฉพาะรวมกนั จะตอ๎ งดาวนโ๑ หลด\"โปรแกรมบนั ทกึ ข๎อมูล ใบแนบแบบ ภ.ธ.๔๐\" เพือ่ บนั ทกึ ข๎อมลู เป็นรายสถานประกอบการ ให๎ปูอนข๎อมูลแตลํ ะสาขา เชนํ เดยี วกับใบแนบ ภ.ธ.๔๐ และเม่ือบันทึกรายการขอ๎ มลู เสรจ็ แล๎วใหก๎ ดปุม Attach File เพื่อสงํ ใบแนบไปพร๎อมกับรายการข๎อมูล ภ.ธ. ๔๐ หมายเหตุ หากรายรบั ในใบแนบไมเํ ทาํ กบั รายรบั ท่ปี อู นข๎อมูลไว๎ โปรแกรมจะเตือนวาํ การปูอนรายการดังกลาํ ว ไมํถูกต๎อง โปรดตรวจสอบขอ๎ มูลทีป่ อู นรายการอีกคร้งั หน่ึง นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๕๖ ข้ันท่ี ๖ หากตรวจสอบข๎อมูลตํางๆ ตามทีป่ ูอนไวจ๎ นเปน็ ทแ่ี นํใจแลว๎ วาํ ถกู ต๎อง ให๎ยนื ยันการยื่นรายการดังกลําว โดยคลกิ ท่ี \"ตกลง\" หากไมํแนํใจ หรอื ต๎องการทํารายการใหมํ โดยยกเลกิ รายการที่ทํามาแลว๎ ทัง้ หมด ให๎คลกิ \"ยกเลกิ \" ขนั้ ท่ี ๗ กรณที ย่ี นื ยันการยน่ื รายการโดยคลกิ \"ตกลง\" เรียบรอ๎ ยแล๎ว หากไมํมีภาษีต๎องชาํ ระตามแบบฯ หรือ กรณีขอคนื ภาษีตามแบบ ภ.พ.๓๐ ระบบจะยนื ยันการย่ืนแบบฯ โดยมขี ๎อความแจ๎งให๎ทราบทนั ทวี ํา ไดร๎ ับแบบ ภ.พ. ๓๐ ทท่ี าํ นย่ืนแลว๎ พร๎อมกับแสดง \"หมายเลขอ๎างองิ \" (Reference no.) หากมภี าษีต้องชาํ ระตามแบบฯ - กรณีเลอื กวธิ ีการชาํ ระเงนิ ผาํ นทาง \"E-Payment\" ให๎เลอื กธนาคารที่ได๎ทําความตกลงไว๎ หลังจากเลือกธนาคารแล๎ว หน๎าจอจะเปล่ียนเป็นของธนาคารเมอ่ื ธนาคารตอบรับการโอนเงินเขา๎ บัญชีกรมสรรพากรเรียบร๎อยแล๎ว ระบบจะยืนยนั การยน่ื แบบฯ และชําระภาษี โดยมขี ๎อความแจ๎งให๎ทราบทนั ทีวาํ ได๎รับรายการย่นื แบบฯ และชําระภาษีไว๎แลว๎ นอกจากนี้ กรมสรรพากรจะยืนยนั การย่นื แบบฯ และชําระภาษใี ห๎ทราบอีกคร้ัง ทางอีเมล๑ ในวันถดั ไป นอกจากน้ี ผูใ๎ ชบ๎ รกิ ารเขา๎ สูรํ ะบบ โดยกรอก \"หมายเลขผใ๎ู ช๎\" และ \"รหัสผาํ น\" ท่ีใชย๎ น่ื แบบฯ เพอ่ื พิมพ๑ใบเสร็จรับเงินได๎ ภายใน ๒ วันทาํ การ ถดั จากวันที่ไดย๎ ืน่ แบบฯ และชาํ ระภาษเี สรจ็ สมบรู ณ๑ หมายเหตุ หากการทาํ รายการโอนเงนิ ชําระคาํ ภาษขี องธนาคารขัดข๎อง หรือจํานวนเงนิ ไมํเพยี งพอเพ่ือชําระคําภาษีท่ี ทํารายการไว๎ จะถือวําการทํารายการทั้งหมดไมํมีผลสมบูรณ๑ กรมสรรพากรถือวาํ ยงั ไมมํ ีการยืน่ แบบฯ และชาํ ระภาษี ผํานอินเทอร๑เน็ตเกิดขน้ึ ใหต๎ ิดตอํ กรมสรรพากร หรือธนาคารเพอ่ื ทําการตรวจสอบ หรือใชบ๎ รกิ ารย่ืนแบบฯ และชําระ ภาษไี ด๎ทีส่ าํ นักงานสรรพากรพน้ื ที่สาขา ทสี่ ถานประกอบการตง้ั อยํู - กรณีท่ีเลอื ก \"ชาํ ระผาํ นทางชอํ งทางอ่นื \" ระบบจะแสดงวิธกี ารชาํ ระภาษใี ห๎เลอื กตามชอํ งทางตํางๆ - หากเลอื กชาํ ระภาษผี าํ น ATM, ATM Internet, Internet Banking, Tele / Phone Banking และMobile Banking ระบบจะแสดงข๎อมูลทต่ี อ๎ งใชใ๎ นการชําระภาษี ดังน้ี ๑. เลขประจําตัวผเู๎ สยี ภาษีอากร/ เลขประจาํ ตัวประชาชน ๒. รหสั ควบคุม และ ๓. จํานวนภาษีที่ต๎องชําระ โปรดพิมพ๑ / จดไวเ๎ ปน็ หลักฐาน เพอ่ื ใชช๎ ําระภาษีผาํ นชํองทางที่เลือกตํอไป - หากเลอื กชาํ ระภาษีผาํ นเคาเตอร๑ธนาคารจดุ ชําระเงนิ เคาเตอร๑เซอรว๑ ิส (๗-Eleven) และเคาเตอร๑ไปรษณยี ๑ (Pay @ Post) ระบบจะแสดงชดุ ชาํ ระเงนิ ( Pay–In Slip ) เพื่อใชใ๎ นการชําระภาษโี ปรดพิมพ๑หรือจดไว๎เพื่อเปน็ หลักฐานสาํ หรับ ใช๎ชําระภาษีตอํ ไป ขัน้ ที่ ๘ เพื่อประโยชน๑ในการอา๎ งองิ การยื่นแบบฯ และชําระภาษีผาํ นอนิ เทอรเ๑ น็ต โปรดสัง่ พิมพแ๑ บบแสดง รายการทไ่ี ด๎ทาํ รายการไวส๎ าํ หรบั ใชป๎ ระโยชน๑ในโอกาสตอํ ไป การแจง้ เปลยี่ นแปลงข้อมูล หลังจากได๎รับสทิ ธใิ์ ห๎ใชบ๎ ริการยน่ื แบบฯ และชําระภาษีทางอนิ เทอร๑เนต็ แลว๎ ต๎องการเปลี่ยนแปลงข๎อมลู ได๎แกํ - เพม่ิ / ลดประเภทแบบฯ ที่ยน่ื ทางอนิ เทอรเ๑ น็ต - เปลีย่ นอเี มล๑ - ขอรหสั ผํานใหมํ แทนรหสั เดมิ - ยกเลิกการยื่นแบบฯ ผาํ นอินเทอร๑เน็ต สามารถกรอกข๎อมลู ท่ตี อ๎ งการเปล่ยี นแปลงลงในแบบฟอร๑มตาํ งๆ ซึ่งเรยี กจากเว็บไซตย๑ ื่นแบบฯ และชาํ ระภาษีของ กรมสรรพากร http://rdserver.rd.go.th ภายใต๎หัวข๎อ \"บริการสมาชิก\" ไดแ๎ กํ - แบบแจ๎งเพม่ิ /ลดประเภทแบบแสดงรายการ ท่ียื่นผาํ นเครือขาํ ยอินเทอร๑เน็ต (ภ.อ.๐๒) - แบบแจ๎งเปลีย่ นแปลง อเี มล๑แอดเดรส หรือขอรหสั ผาํ นใหมํ (ภ.อ.๐๓) นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๕๗ - แบบแจง๎ เลกิ การยืน่ แบบแสดงรายการผาํ นเครือขํายอนิ เทอรเ๑ น็ต (ภ.อ.๐๔) การแจง๎ เพ่ิม / ลดประเภทแบบแสดงรายการ ท่ียืน่ ผาํ นเครือขํายอนิ เทอรเ๑ น็ต เข๎าเวบ็ ไซตย๑ ่ืนแบบฯ และชาํ ระภาษีของกรมสรรพากร http://rdserver.rd.go.th ภายใตห๎ วั ข๎อ \"บรกิ ารสมาชิก\" คลกิ ท่ี \"รายละเอยี ด\" แลว๎ เลือก \"เพ่มิ -ลด ประเภทแบบ\" จากน้ันใสํ \"หมายเลขผใู๎ ช๎\" และ \"รหัสผาํ น\" ทไี่ ด๎รับจาก กรมสรรพากร หนา๎ จอจะปรากฏ แบบฟอรม๑ ภ.อ.๐๒ ใหก๎ รอกรายการข๎อมูล กรอกรายการในแบบฟอร๑ม \"คําขอเพม่ิ / ลดประเภทแบบแสดงรายการ ทีย่ ่ืนผํานอินเทอร๑เนต็ \" (ภ.อ.๐๒) ไดแ๎ กํ เลขประจาํ ตวั ผ๎เู สยี ภาษอี ากร เลขทส่ี าขา ช่อื ผ๎เู สยี ภาษี ท่ตี ั้งสถานประกอบการ พร๎อมกบั แจง๎ ความประสงคท๑ ีจ่ ะเพิ่ม / ลดประเภทแบบแสดงรายการ อยํางใดอยําง หนง่ึ เทํานนั้ เม่ือปูอนรายการครบถ๎วนแล๎วให๎คลกิ \"ตกลง\" ขอ๎ มูลดงั กลาํ วจะถกู บันทึกเข๎าสูรํ ะบบ และปรบั ฐานข๎อมูล ให๎โดยอตั โนมัติ หลังจากนนั้ ระบบจะสงํ ขอ๎ ความตอบรับพร๎อมกับแจง๎ \"หมายเลขอา๎ งอิงการทํารายการ\" (Reference No.) ให๎ผเู๎ สยี ภาษีทราบทางอีเมล๑ ทไี่ ดแ๎ จ๎งไวต๎ อํ กรมสรรพากร ผ๎ูเสยี ภาษีจะมีสิทธยิ ื่นแบบฯ ทีล่ งทะเบียนแจง๎ เพิ่มไว๎ หรอื จะหมดสทิ ธิย่ืนแบบฯ ทล่ี งทะเบยี นแจ๎งลดไว๎ทนั ที ท่กี ารลงทะเบียนเพ่ิม / ลดประเภทแบบฯ เสรจ็ สมบรู ณ๑ การแจง้ เปล่ยี นแปลง อีเมล์ แอดเดรส เข๎าเว็บไซตย๑ ่ืนแบบฯ และชาํ ระภาษขี องกรมสรรพากร http://rdserver.rd.go.th ภายใตห๎ ัวขอ๎ \"บรกิ าร สมาชิก\" คลิกท่ี \"รายละเอยี ด\" แลว๎ เลือก \"เปล่ยี น อเี มล๑\" จากน้นั ใสํ \"หมายเลขผ๎ูใช๎\" และ \"รหสั ผําน\" ทไ่ี ดร๎ บั จาก กรมสรรพากร หนา๎ จอจะปรากฏ แบบฟอรม๑ \"คําขอแจ๎งเปล่ียนแปลง อเี มล๑ แอดเดรส หรือ ขอรหัสผาํ น\" (ภ.อ.๐๓) ใหก๎ รอกรายการขอ๎ มูลผเ๎ู สยี ภาษกี รอกรายการข๎อมลู ตํางๆ ทีเ่ กี่ยวข๎องลงในแบบฟอร๑ม ภ.อ.๐๓ ไดแ๎ กํ เลขประจาํ ตัวผู๎ เสียภาษอี ากรเลขท่สี าขา ชื่อผ๎ูเสยี ภาษี ท่ีต้ังสถานประกอบการ พรอ๎ มกบั แจ๎งความประสงค๑ที่จะเปลยี่ นแปลงอีเมล๑ แอดเดรส เม่ือปอู นรายการครบถว๎ นแล๎ว ให๎คลิก \"ตกลง\" ขอ๎ มูลดงั กลําวจะถูกบันทึกเข๎าสํรู ะบบและปรับฐานข๎อมลู ให๎ โดยอัตโนมตั ิ หลังจากนั้นระบบจะสํงข๎อความตอบรบั พรอ๎ มกับแจง๎ \"หมายเลขอา๎ งอิงการทํารายการ\" (Reference No.) ใหผ๎ ูเ๎ สียภาษีทราบ ทางอเี มลท๑ ี่ไดแ๎ จ๎งไว๎ตอํ กรมสรรพากร การขอรหัสผา่ นใหม่ เขา๎ เวบ็ ไซตย๑ ่ืนแบบฯ และชําระภาษขี องกรมสรรพากร http://rdserver.rd.go.th ภายใต๎หวั ขอ๎ \"บรกิ าร สมาชิก\" คลิกที่ \"รายละเอียด\" แล๎วเลือก \"ขอรหสั ผาํ นใหมํ\" จากน้นั ใสํ \"หมายเลขผใ๎ู ช๎\" และ \"รหัสผําน\"ทีไ่ ดร๎ ับจาก กรมสรรพากร หนา๎ จอจะปรากฏ แบบฟอร๑ม \"คําขอแจ๎งเปลย่ี นแปลง อเี มล๑ แอดเดรส หรือขอรหัสผาํ น\"(ภ.อ.๐๓) ให๎ กรอกรายการข๎อมูลผูเ๎ สยี ภาษีกรอกรายการข๎อมลู ตํางๆ ทเี่ กี่ยวขอ๎ งลงในแบบฟอร๑ม ภ.อ.๐๓ ไดแ๎ กํ เลขประจาํ ตวั ผเู๎ สีย ภาษอี ากร เลขทสี่ าขา ช่อื ผเู๎ สียภาษี ทต่ี ง้ั สถานประกอบการ พร๎อมกบั แจ๎งความประสงค๑ที่จะขอรหสั ผาํ นใหมํ เมอื่ ปูอนรายการครบถ๎วนแล๎ว ให๎คลกิ \"ตกลง\" ขอ๎ มลู ดังกลาํ วจะถูกบันทกึ เขา๎ สรูํ ะบบ และปรบั ฐานข๎อมูลให๎โดยอัตโนมตั ิ หลังจากน้นั ระบบจะสงํ ข๎อความตอบรับ พรอ๎ มกับแจ๎ง \"หมายเลขอ๎างอิงการทาํ รายการ\"(Reference No.) ใหผ๎ เ๎ู สยี ภาษีทราบทางอีเมล๑ที่ ได๎แจง๎ ไวต๎ อํ กรมสรรพากร ผู๎เสยี ภาษสี ง่ั พิมพ๑แบบ ภ.อ.๐๓ จากระบบอินเทอร๑เน็ต แลว๎ ลงชอ่ื ผูเ๎ สยี ภาษี และประทับตรานติ ิบุคคล (ถา๎ มี) พรอ๎ มแนบเอกสารตามทรี่ ะบุ เอกสารท่ตี ๎องแนบ ภ.อ.๐๓ มีดงั น้ี ๑. กรณผี เ๎ู สียภาษเี ป็นบุคคลธรรมดาและเปน็ ผปู๎ ระกอบการจดทะเบียนภาษีมูลคําเพมิ่ ต๎องแนบภาพถํายบตั ร ประจาํ ตวั ประชาชนของผ๎ูเสียภาษี พรอ๎ มทัง้ รบั รองความถูกตอ๎ งของเอกสาร ๒. กรณีผู๎เสยี ภาษเี ปน็ นิติบุคคล ตอ๎ งแนบ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๕๘ ๒.๑ ภาพถาํ ยหนังสือรบั รองของนายทะเบยี นหน๎ุ สํวนบริษัทฉบบั ป๓จจบุ ัน ทม่ี ีระยะเวลาไมํเกิน ๖ เดอื นนบั แตํวันทน่ี ายทะเบยี นหน๎ุ สวํ นบริษัทไดล๎ งลายมอื ช่ือ ๒.๒ ภาพถํายบตั รประจาํ ตัวประชาชน หรอื ใบสําคญั คนตํางด๎าวของผ๎มู ีอํานาจลงนามผกู พันนติ บิ ุคคลน้ัน โดยใหผ๎ ๎ูมอี ํานาจรบั รองความถกู ต๎องของเอกสารดงั กลาํ ว ๓. กรณมี อบอํานาจใหผ๎ ู๎อน่ื ทําการแทน ตอ๎ งใช๎เอกสารดงั ตํอไปน้ี ๓.๑ หนังสอื มอบอํานาจท่ปี ิดอากรแสตมป์ครบถว๎ น ๓.๒ ภาพถํายบตั รประจาํ ตัวประชาชนของผูม๎ อบอํานาจ พรอ๎ มทง้ั รับรองความถูกต๎องของเอกสาร ๓.๓ ภาพถํายบตั รประจําตวั ประชาชนของผรู๎ ับมอบอํานาจ พร๎อมทง้ั รับรองความถกู ต๎องของเอกสาร การแจ้งเลิกย่ืนแบบแสดงรายการผ่านเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต เข๎าเว็บไซต๑ยืน่ แบบฯ และชําระภาษีของกรมสรรพากร http://rdserver.rd.go.th ภายใต๎หัวขอ๎ \"บริการ สมาชิก\" คลกิ ท่ี \"รายละเอยี ด\" แลว๎ เลอื ก \"แจ๎งยกเลิก\" จากนั้นใสํ \"หมายเลขผูใ๎ ช๎\" และ \"รหัสผําน\" ท่ีไดร๎ บั จาก กรมสรรพากร หน๎าจอจะปรากฏ แบบฟอร๑ม \"คาํ ขอเลกิ การยนื่ แบบแสดงรายการผาํ นเครอื ขาํ ยอนิ เทอรเ๑ น็ต\" (ภ.อ. ๐๔) ให๎กรอกรายการข๎อมูลผ๎เู สียภาษกี รอกรายการข๎อมลู ตํางๆ ท่เี กี่ยวข๎องลงในแบบฟอรม๑ ภ.อ.๐๔ ได๎แกํ เลข ประจาํ ตัวผ๎ูเสียภาษีเลขท่สี าขา ชือ่ ผเู๎ สยี ภาษี ที่ตง้ั สถานประกอบการ พรอ๎ มกับแจ๎งความประสงค๑ท่จี ะเลกิ การย่ืน แบบแสดงรายการผาํ นเครอื ขํายอินเทอร๑เน็ต เมอ่ื ปูอนรายการครบถว๎ นแล๎ว ให๎คลกิ \"ตกลง\" ขอ๎ มูลดงั กลําวจะถูก บนั ทกึ เขา๎ สูํระบบและปรบั ฐานข๎อมลู ใหโ๎ ดยอัตโนมตั ิ หลังจากนั้นระบบจะสงํ ข๎อความตอบรับ พร๎อมกับแจง๎ \"หมายเลขอา๎ งองิ การทาํ รายการ\" (Reference No.) ใหผ๎ ู๎เสียภาษที ราบทางอีเมล๑ ที่ไดแ๎ จ๎งไวต๎ ํอกรมสรรพากร ช่องทางการชาํ ระภาษี ๑. แบบออนไลน๑ มี ๑ ชอํ งทาง คือ e-Payment หลังจากได๎ย่นื แบบฯ ผาํ นเวบ็ ไซต๑ของกรมสรรพากร และมภี าษตี ๎องชําระ หนา๎ จอจะแสดงวธิ ีการชําระภาษีให๎ เลือก เมอ่ื เลือก e-Payment ระบบจะแสดงธนาคารให๎เลือกธนาคารท่ีได๎ทาํ ข๎อตกลงไว๎แล๎ว จากนัน้ เข๎าสํรู ะบบสงั่ โอนเงนิ ทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑ โปรดปอู น \"หมายเลขผู๎ใช๎\" และ \"รหสั ผําน\" ของธนาคารโดยปฏิบตั ติ ามข้ันตอนของ ธนาคารในการสงั่ โอนเงินเพ่ือชาํ ระภาษี ธนาคารจะแสดงผลการโอนเงนิ ชําระภาษีให๎ทราบ ซงึ่ สามารถพมิ พผ๑ ลการ โอนเงนิ เก็บไวเ๎ ปน็ หลักฐาน เม่ือกดปมุ เพ่ือกลับมายังเวบ็ ไซต๑ของกรมสรรพากรแล๎ว สามารถพิมพ๑แบบฯ เพื่อเกบ็ ไว๎ เป็นหลักฐานได๎ กรณเี งนิ ใบบัญชมี ีไมเํ พียงพอกบั จํานวนเงนิ ภาษที ต่ี ๎องชําระ กรมสรรพากรจะปฏิเสธรายการยน่ื แบบฯ ผ๎เู สีย ภาษจี ะตอ๎ งไปยน่ื แบบฯ ที่ สํานกั งานสรรพากรพน้ื ทีส่ าขา ทส่ี ถานประกอบการตัง้ อยํู ใบเสรจ็ รับเงินสามารถพิมพ๑ได๎ โดยเข๎าสูํระบบ แลว๎ ใช๎ \"หมายเลขผ๎ใู ช๎\" และ \"รหสั ผาํ น\" ท่ใี ชใ๎ นการย่ืนแบบฯ เพ่ือพิมพ๑ใบเสร็จรับเงินได๎ภายใน ๒ วัน ทําการ ถดั จากวนั ที่ได๎ยืน่ แบบฯ และชาํ ระภาษเี สรจ็ สมบูรณ๑ ๒. แบบออฟไลน๑ มีหลายชอํ งทาง ได๎แกํ ATM, ATM Internet, Internet Banking, Tele / Phone Banking, Mobile Banking, เคาเตอร๑ธนาคาร, จุดชําระเงนิ เคาเตอร๑เซอร๑วสิ (7-Eleven) และ เคาเตอร๑ไปรษณีย๑ (Pay @ Post) หลงั จากทีไ่ ด๎ย่ืนแบบฯ ผํานเว็บไซตข๑ องกรมสรรพากร และมภี าษีต๎องชาํ ระ หนา๎ จอจะแสดงวธิ ีการชําระภาษี กรณที ่เี ลือก \"ชําระผาํ นทางชอํ งทางอืน่ \" ระบบจะแสดงวธิ ีการชาํ ระภาษีใหเ๎ ลือกตามชํองทางตํางๆ ดังกลาํ วข๎างต๎น - หากเลือกชาํ ระภาษีผาํ น ATM, ATM Internet, Internet Banking, Tele / Phone Banking, และ Mobile Banking ระบบจะแสดงข๎อมูลทีต่ ๎องใชใ๎ นการชําระภาษี ดงั น้ี ๑. เลขประจาํ ตวั ผู๎เสียภาษีอากร หรือ เลขประจาํ ตวั ประชาชน นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๕๙ ๒. รหสั ควบคมุ และ ๓. จํานวนภาษีทีต่ อ๎ งชาํ ระ โปรดพมิ พ๑ / จดไวเ๎ ปน็ หลกั ฐานเพือ่ ใชช๎ ําระภาษีผํานชํองทางท่ีเลอื กตํอไป - หากเลือกชําระภาษผี ําน เคาเตอร๑ธนาคารจุดชาํ ระเงินเคาเตอร๑เซอร๑วิส (7-Eleven) และเคาเตอร๑ ไปรษณีย๑ (Pay @ Post) ระบบจะแสดง ชุดชําระเงิน ( Pay–In Slip ) เพ่ือใช๎ในการชาํ ระภาษี โปรดพมิ พ๑ / จดไวเ๎ พ่อื เปน็ หลักฐานสาํ หรบั ใช๎ชาํ ระภาษตี อํ ไป ป๓จจบุ ันกรมสรรพากรเปดิ ให๎บริการยนื่ แบบฯ ผํานอินเทอร๑เน็ตสําหรับ ๑๖ ประเภท(รวมแบบ บช.๑ ด๎วย) การยื่นแบบและชาํ ระภาษีแบบรวมรายการ การย่นื แบบและชาํ ระภาษีแบบรวมรายการ เป็นการอาํ นวยความสะดวกในการสั่งโอนเงนิ ชาํ ระภาษีของ สาํ นกั งานบญั ชีตัวแทน โดยสาํ นักงานบัญชีตวั แทนดังกลาํ วต๎องยื่นแบบคําขอชาํ ระเงนิ แบบรวมรายการตํอ กรมสรรพากร เพื่อออกหมายเลขผ๎ใู ช๎ (User ID) พร๎อมรหสั ผาํ น (Password) ใหอ๎ ีกหน่งึ ชดุ เพอื่ ใชใ๎ นการส่ังโอนเงิน ชําระภาษีแบบรวมรายการ การย่ืนแบบ ภ.ง.ด.๙๑ กรณีนายจ้างย่ืนแบบฯ แทนพนักงานลกู จา้ ง การย่ืนแบบ ภ.ง.ด.๙๑ กรณนี ายจ๎างยื่นแบบฯ แทนพนักงานลูกจ๎าง เปน็ การเพ่มิ ชอํ งทางการให๎บริการของ กรมสรรพากรเพื่อเปน็ การอํานวยความสะดวกให๎แกํนายจา๎ งทมี่ พี นักงานลูกจ๎างเป็นจาํ นวนมาก ซึง่ เก็บข๎อมูลพนกั งาน ลกู จ๎างไว๎ในรูปแบบอเิ ล็กทรอนกิ ส๑ และมคี วามประสงค๑จะยื่นแบบ ภ.ง.ด.๙๑ ใหก๎ บั พนกั งานลูกจา๎ งของตน โดย นายจา๎ งท่ปี ระสงค๑จะใช๎บรกิ ารในชอํ งทางดังกลําวจะต๎องมีข๎อมูลของพนกั งานที่ถกู ต๎องครบถ๎วน ตามแบบ ภ.ง.ด.๙๑ และต๎องปฏบิ ัติตามวธิ กี ารและเงื่อนไขทีก่ รมสรรพากรกําหนด ย่ืนแบบแสดงรายการและชาํ ระภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตซา้ํ หากมีการย่ืนแบบแสดงรายการและชําระภาษีผํานอินเทอรเ๑ น็ตซา้ํ กนั หลายครัง้ ให๎ตรวจสอบ Statement จากบัญชีของธนาคารวําได๎ทํารายการตัดโอนเงนิ ในบัญชีซํา้ กนั หรอื ไมํ หากปรากฏวาํ มกี ารตดั โอนเงนิ จากบัญชซี า้ํ กนั จรงิ ให๎ยน่ื คาํ รอ๎ งขอคืนเงินภาษอี ากร (ค.๑๐) ณ สาํ นกั งานสรรพากร พื้นที่ (จงั หวัด) หรือสํานกั งานสรรพากรพ้ืนท่ี สาขา (อาํ เภอ/เขต) ตามภูมิลําเนาทส่ี ถานประกอบการตั้งอยํู พมิ พ์แบบแสดงรายการภาษีไม่ได้ การพิมพ๑แบบฯ สามารถส่ังพิมพแ๑ บบได๎ทนั ทที ่ีหน๎าจอหลังจากทาํ รายการเสร็จสมบรู ณ๑ แตหํ ากออกจาก ระบบมาแลว๎ จะไมสํ ามารถพมิ พแ๑ บบฯ ได๎ หากต๎องการพมิ พ๑แบบฯ ดังกลาํ วใหต๎ ดิ ตํอ ขอคัดแบบฯ ได๎ท่ีสํานักบริหาร การเสยี ภาษีทางอเิ ลก็ ทรอนิกส๑ กรมสรรพากร (เวน๎ แตแํ บบ ภ.ง.ด. ๙๐ , ๙๑ , ๙๔ สามารถพิมพ๑แบบฯ ได๎ดว๎ ยตนเอง โดย Login เข๎าสูรํ ะบบหลังจากทาํ รายการ เสร็จสมบูรณป๑ ระมาณ ๒ วัน) มีปัญหาทางด้านระบบไมส่ ามารถย่ืนแบบผา่ นอินเทอร์เน็ตไดท้ ันภายในเวลาทก่ี ฎหมายกาํ หนด กรณวี ันสุดทา๎ ยของการย่นื แบบฯ และหากระบบของกรมสรรพากรหรือหนํวยรบั ชําระภาษีขดั ขอ๎ งจริง ซง่ึ ไมํใชํความผดิ ของผเ๎ู สียภาษีและเปน็ ไปตามประกาศกรมสรรพากร เรือ่ ง ขยายกําหนดเวลาการย่ืนแบบแสดงรายการ ภาษกี ารชาํ ระภาษี และการนําสงํ ภาษผี ํานระบบเครือขํายอินเทอรเ๑ นต็ ลงวันท่ี ๑๒ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๔๖ จะได๎รบั ขยายเวลาการย่นื แบบฯ การยนื่ แบบ ภ.ง.ด.๙๑ กรณีนายจา้ งยน่ื แบบฯ แทนพนกั งานลกู จา้ ง การยน่ื แบบ ภ.ง.ด.๙๑ กรณนี ายจา๎ งยนื่ แบบฯ แทนพนกั งานลูกจา๎ ง สามารถยื่นแบบฯ ไดท๎ ุกกรณี ทงั้ กรณไี มํ มภี าษีชาํ ระ มภี าษีทตี่ ๎องชาํ ระเพิม่ เติม หรือขอคืนเงินภาษี ยกเว๎นกรณดี งั ตํอไปน้ี ทไี่ มสํ ามารถยน่ื แบบฯ ได๎ (๑) แบบ ภ.ง.ด. ๙๑ ท่มี ใี บแนบฯ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๖๐ (๒) แบบ ภ.ง.ด. ๙๑ ที่ผ๎มู ีเงนิ ได๎และคูํสมรสรวมคํานวณภาษี (๓) แบบ ภ.ง.ด. ๙๑ ท่ใี ชส๎ ิทธลิ ดหยํอนอายุ ๖๕ ปี ขอขยายเวลาการยน่ื แบบฯ ไดใ้ นกรณีใด การย่นื แบบแสดงรายการภาษี การชาํ ระภาษี หรอื การนําสํงภาษีผํานอนิ เทอรเ๑ น็ตอาจมีเหตุขัดข๎อง หรอื ขอ๎ ผิดพลาดของระบบโปรแกรมคอมพวิ เตอรแ๑ ละระบบเครือขํายอนิ เทอร๑เนต็ อันเปน็ ผลใหก๎ ารย่ืนแบบแสดงรายการ ภาษี การชําระภาษี หรอื การนําสํงภาษีดังกลาํ วเกินกําหนดเวลาตามท่ีกฎหมายกําหนด โดยมิใชํความผิดของผ๎เู สีย ภาษแี ตอํ ยาํ งใด สามารถขอขยายเวลาการย่ืนแบบฯ ได๎ หากเกดิ จากสาเหตดุ ังตํอไปนี้ (๑) ยื่นแบบฯ และสั่งโอนเงนิ เพอื่ ชําระภาษีผาํ นอินเทอรเ๑ นต็ แตํระบบการโอนเงนิ ของหนํวยรบั ชาํ ระภาษี ขดั ข๎อง โดยผู๎เสียภาษีเข๎าใจวําไดโ๎ อนเงนิ ชําระภาษแี ล๎ว (๒) ยนื่ แบบฯ ภายในกําหนดเวลา และสามารถสง่ั โอนเงินเพอื่ ชาํ ระภาษผี าํ นอนิ เทอร๑เน็ตในวันถัดจากวันครบ กําหนดเวลาแลว๎ แตธํ นาคารไมํปดิ ระบบการโอนเงนิ ทาํ ให๎ผเ๎ู สยี ภาษีเขา๎ ใจวาํ ได๎ยน่ื แบบฯ และชําระภาษผี าํ น อินเทอร๑เนต็ แล๎ว (๓) ระบบการรับแบบแสดงรายการภาษีของกรมสรรพากรขัดข๎องในระหวาํ งที่ผ๎เู สียภาษีย่ืนแบบแสดง รายการ (๔) ระบบเครือขํายของกรมสรรพากรขัดข๎องในระหวํางท่ีผ๎เู สียภาษียน่ื แบบแสดงรายการและสง่ั โอนเงิน (๕) มีเหตุอื่นทม่ี ลี กั ษณะทํานองเดียวกบั ขอ๎ ๑ ถงึ ๔ โดยมใิ ชคํ วามผิดของผ๎เู สียภาษี การพมิ พแ์ บบแสดงรายการท่ยี ื่นผ่านอนิ เทอรเ์ นต็ การยน่ื แบบผาํ นอนิ เทอร๑เน็ต เม่ือทํารายการเสร็จเรียบร๎อยแลว๎ สามารถพิมพแ๑ บบแสดงรายการไดท๎ นั ที แตํ หากออกจากระบบไปแลว๎ จะไมสํ ามารถพิมพ๑แบบฯ ได๎ หากตอ๎ งการพิมพ๑แบบฯ จะต๎องขอคดั แบบฯ ไมไ่ ดร้ บั หนังสอื แจง้ คนื เงินภาษี ให๎ผ๎ูขอคืนภาษตี รวจสอบรายชือ่ ผู๎ขอคืนภาษีท่ไี ปรษณยี ๑สํงเชค็ ไมถํ งึ ผร๎ู ับ จากเว็บไซตก๑ รมสรรพากร www.rd.go.th หากระบบแจ๎งวาํ สํงหนงั สอื แจ๎งคืนภาษพี ร๎อมเชค็ ฯ ไมํถงึ ผ๎รู ับ ใหต๎ ิดตํอสํานกั งานสรรพากรพ้นื ที่ตาม ภมู ลิ าํ เนาทีป่ รากฏตามแบบฯ เพอ่ื ขอรบั เชค็ ฉบับดงั กลําว หรือออกเช็คฉบบั ใหมํใหแ๎ ลว๎ แตกํ รณี การขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชาํ ระภาษี หรือการนาํ ส่งภาษผี า่ นอินเทอร์เนต็ ยนื่ คําร๎องขอขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชําระภาษี หรือการนําสงํ ภาษีผาํ นอินเทอรเ๑ นต็ พร๎อมแบบแสดงรายการภาษี ณ สํานกั งานสรรพากรพ้ืนท่สี าขา (เขต/อาํ เภอ) ท่สี ถานประกอบการตั้งอยภูํ ายใน ๗ วนั ทําการนบั แตํวันสดุ ท๎ายของกําหนดเวลาการยน่ื แบบแสดงรายการภาษี การยน่ื แบบฯ ทีม่ ีใบแนบ การยนื่ แบบ ภ.ง.ด. ๑, ๒, ๓, ๕๓, ภ.พ.๓๐, ภ.ธ. ๔๐ ทีม่ ใี บแนบ และโปรแกรมบันทึกแบบ ภ.ง.ด.๕๐ , โปรแกรมบันทกึ แบบแจ๎งรายการคนตํางด๎าว จะตอ๎ งดาวนโ๑ หลดโปรแกรม ของกรมสรรพากร ไปตดิ ต้ังทเ่ี คร่ือง คอมพวิ เตอร๑ โดยเลือกหัวข๎อ “แนะนาํ บริการ” เลอื ก “แนะนาํ โปรแกรมประกอบ” และเลือกประเภทแบบตามท่ี ตอ๎ งการ (สามารถศึกษา รายละเอียดวิธกี ารติดตงั้ โปรแกรมใบแนบได๎จากเว็บไซต๑www.rd.go.th> ย่นื แบบผาํ น อินเทอรเ๑ นต็ >แนะนาํ บรกิ าร> แนะนาํ โปรแกรมประกอบ) วนั สุดท้ายของการยนื่ แบบฯ ตรงกบั วันหยุดราชการ การยื่นแบบแสดงรายการภาษผี าํ นอินเทอรเ๑ นต็ สามารถยื่นแบบฯ ได๎ตามเวลาที่กฎหมายกําหนดทุกวัน ตลอด ๒๔ ช่ัวโมง และหากวนั สุดทา๎ ยของการย่ืนแบบฯ ตรงกบั วันหยดุ ราชการ สามารถย่นื แบบฯ ได๎ในวันทําการ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖๑ ถัดไป แตหํ ากเปน็ แบบฯ ทีม่ ีภาษชี าํ ระต๎องทํารายการยนื่ แบบและชาํ ระภาษีให๎เสร็จส้ินกอ่ นเวลา ๒๒.๐๐ น. ทั้งนี้ ข้ึนอยํกู ับเวลาทาํ การหนํวยรับชําระภาษี (ธนาคาร/ ไปรษณยี ๑) กาํ หนดการพมิ พ์ใบเสร็จรับเงินทางเว็บไซต์ กรมสรรพากรจะเก็บแบบ ภ.ง.ด.๙๐/๙๑/๙๔ พรอ๎ มใบเสร็จรับเงินของทาํ นไว๎ในระบบประมาณ ๑ ปี หาก สิ้นสุดระยะเวลาและทํานต๎องการแบบแสดงรายการจะต๎องขอคัดแบบฯ ผขู้ อคืนเงินภาษีไม่มีบญั ชีธนาคาร กรมสรรพากรจะคืนเงินภาษีใหแ๎ กํผ๎ขู อคนื ภาษีเป็นเช็คธนาคารกรงุ ไทย และให๎ดาํ เนินการดงั น้ี (๑) กรณีผู๎ขอคนื เงนิ ภาษมี บี ัญชเี งินฝากกับธนาคารกรงุ ไทย ใหน๎ ําเชค็ เข๎าบญั ชีธนาคารกรุงไทย (๒) กรณีผขู๎ อคืนเงินภาษไี มมํ ีบญั ชีเงนิ ฝากกับธนาคารกรุงไทย แตมํ ีบัญชเี งินฝากกับธนาคารพาณิชยอ๑ นื่ ให๎นาํ เชค็ เข๎า บญั ชีเงนิ ฝากกบั ธนาคารทตี่ นเองมีอยูํ (๓) กรณผี ู๎ขอคนื เงนิ ภาษีไมมํ ีบญั ชเี งินฝากธนาคารใด ๆ สามารถนําเชค็ ไปขอรบั เงนิ สดได๎ดงั น้ี - กรณผี ข๎ู อคนื ท่มี ีภูมลิ ําเนาตามแบบฯ ในเขตกรุงเทพมหานคร ติดตอํ ขอรับเงินสดได๎ท่ีกองคลัง กรมสรรรพากร - กรณีผ๎ขู อคืนท่มี ภี มู ลิ าํ เนาตามแบบฯ นอกเขตกรุงเทพมหานคร ตดิ ตํอขอรับเงนิ สดได๎ทสี่ ํานกั งานสรรรพากร พ้ืนท่ี (จังหวัด) กําหนดเวลาเริม่ ใช้บริการ เมื่อไดร๎ บั หมายเลขผใ๎ู ช๎ (User ID) พร๎อมรหัสผาํ น(Password) จากกรมสรรพากรแลว๎ จะสามารถใชบ๎ รกิ ารยื่น แบบและชําระภาษผี ํานอนิ เทอร๑เน็ตได๎เม่อื (๑) กรณเี ลือกใชช๎ ํองทางการชาํ ระภาษีทาง Counter Service (ของธนาคาร) / ATM / Pay at Post (ไปรษณยี ๑) สามารถย่ืนแบบและชําระภาษผี าํ นอนิ เทอร๑เน็ตได๎ในเดือนถัดไป (๒) กรณเี ลือกใชช๎ อํ งทางการชําระภาษผี ํานชํองทางอเิ ล็กทรอนกิ ส๑อื่นๆ เชํน E-Payment, Internet Bankingฯ ตอ๎ งตดิ ตํอขอใช๎บริการนัน้ ๆ กับธนาคารท่ีรวํ มโครงการกับกรมสรรพากรเพือ่ ชาํ ระภาษี เมอื่ ธนาคารอนุมตั ใิ หใ๎ ชบ๎ ริการ แล๎วใหแ๎ จง๎ ไปยังกรมสรรพากรวําใชบ๎ ริการธนาคารใด สาขาใด กรมสรรพากรจะแจง๎ การอนมุ ตั ใิ หย๎ นื่ แบบ และชาํ ระ ภาษีผาํ นอนิ เทอรเ๑ นต็ ทาง email address ทไ่ี ดแ๎ จ๎งไว๎ในการลงทะเบยี น และสามารถใช๎บริการไดใ๎ นเดือนถัดไป ผป๎ู ระกอบการที่ไดร๎ บั อนุมตั ใิ หย๎ ่นื แบบและชําระภาษีผาํ นอินเทอรเ๑ นต็ และได๎แจ๎งชอํ งทางการชาํ ระภาษี หรือ ธนาคารท่ีใช๎บริการตํอกรมสรรพากรแล๎ว ตํอมามีความประสงคจ๑ ะขอเปลี่ยนแปลงชํองทางการชาํ ระภาษี หรือธนาคาร ท่ใี ชบ๎ ริการอยํู สามารถดําเนนิ การเปล่ียนแปลงกับธนาคารไดเ๎ องโดยไมํต๎องแจง๎ การเปลีย่ นแปลงตอํ กรมสรรพากร การยนื่ แบบและชาํ ระภาษแี บบรวมรายการของแบบแสดงรายการหลายประเภท การย่นื แบบและชาํ ระภาษีแบบรวมรายการ จะต๎องเปน็ แบบแสดงรายการภาษที ี่มีวันสดุ ท๎ายของการชําระเงนิ เปน็ วันเดียวกนั ไมํสามารถรวมรายการแบบแสดงรายการภาษีท่มี วี นั สุดทา๎ ยของการชาํ ระเงนิ ตาํ งกนั ได๎ ตัวอยํางเชํน (๑) แบบ ภ.ง.ด.๑ , ภ.ง.ด.๒ , ภ.ง.ด.๓ , ภ.ง.ด.๕๓ , ภ.ง.ด.๕๔ , ภ.พ. ๓๖ ทีม่ ีวนั สุดทา๎ ยของการชาํ ระเงนิ คือ วันที่ ๗ สามารถชาํ ระแบบรวมรายการรวํ มกันได๎ (๒) แบบ ภ.พ.๓๐ , ภ.ธ.๔๐ ท่มี ีวนั สุดทา๎ ยของการชําระเงินตรงกบั วนั ที่ ๑๕ สามารถชําระแบบรวมรายการ รวํ มกนั ได๎ (๓) สําหรับแบบแสดงรายการทมี่ ีวนั สดุ ทา๎ ยของการชาํ ระเงินตาํ งกนั เชํน ภ.ง.ด. ๑ กบั ภ.พ.๓๐ ไมสํ ามารถ ชาํ ระแบบรวมรายการรวํ มกันได๎ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖๒ เชค็ คนื เงินภาษีที่หมดอายุ เช็คคนื เงินภาษีทีไ่ ดร๎ ับจากกรมสรรพากรมีอายุ๖ เดอื น นบั จากวันท่ีระบใุ นเช็ค หากเกนิ กาํ หนดเวลาใหผ๎ ู๎ขอคืน นําเชค็ ฉบับดงั กลาํ วไปขอรับเงินสด (๑) ผ๎ขู อคนื ทีม่ ีภมู ิลําเนาตามแบบฯ ในเขตกรุงเทพมหานคร ติดตอํ ขอรบั เงินสดไดท๎ ่ี กองคลงั กรมสรรรพากร (๒) ผู๎ขอคืนทม่ี ภี ูมิลําเนาตามแบบฯ นอกเขตกรุงเทพมหานคร ตดิ ตอํ ขอรบั เงนิ สดไดท๎ ี่ สํานกั งานสรรรพากร พนื้ ท่ี (จังหวัด) การยน่ื แบบ ภ.ง.ด.๙๑ กรณีนายจา้ งยน่ื แบบฯ แทนพนักงานลกู จ้าง การยนื่ แบบฯ กรณีนายจ้างย่ืนแบบฯ แทนพนกั งานลูกจ้าง มขี ้ันตอนและวิธีการดังน้ี (๑) ลงทะเบียนนายจา๎ งยืน่ แบบฯ แทนพนักงานลูกจ๎างจากเมนู“ลงทะเบียน” ในหัวข๎อบริการ ๙๐/๙๑ ออนไลน๑ เม่ือลงทะเบียนเรียบร๎อยแลว๎ ระบบจะแสดงหมายเลขผ๎ใู ช๎และรหัสผํานบนหน๎าจอ ใหพ๎ มิ พเ๑ กบ็ ไว๎ใชใ๎ นการเข๎าสรํู ะบบ ตอํ ไป (โดยหมายเลขผูใ๎ ชแ๎ ละรหัสผํานท่ไี ดร๎ ับนีย้ งั ไมไํ ด๎รบั สิทธิ์ ใหใ๎ ชบ๎ รกิ าร จนกวาํ จะได๎มีการดาํ เนนิ การตรวจสอบ ข๎อมลู ตามข๎อ ๓. เสรจ็ เรยี บร๎อยแล๎ว) (๒) เตรียมข๎อมูล Text File ท่ีสามารถใชก๎ ับโปรแกรมโอนย๎ายข๎อมลู ภ.ง.ด. ๙๑ (นายจ๎างยืน่ แบบฯ แทน พนักงานลูกจา๎ ง) (๓) สํงขอ๎ มลู Text File ให๎สํานกั งานสรรพากรภาค หรอื สาํ นักงานสรรพากรพน้ื ทท่ี ่ีสถานประกอบการต้ังอยํู เพื่อ ตรวจสอบและปูองกันความผิดพลาดที่อาจเกดิ ขน้ึ (๔) เมอ่ื ไดร๎ ับแจ๎งผลการตรวจสอบแล๎ว ให๎ดาํ เนนิ การใช๎โปรแกรมโอนย๎ายข๎อมลู ภ.ง.ด. ๙๑ (นายจ๎างยนื่ แบฯ แทนพนักงานลูกจา๎ ง) เพอื่ สร๎าง Text File ที่จะใช๎ยนื่ แบบ ภ.ง.ด. ๙๑ กรณี นายจ๎างยน่ื แบบฯ แทนพนักงานลูกจา๎ ง โดยโปรแกรมจะแบงํ ขอ๎ มลู เป็น ๓ แฟูมข๎อมลู คือ - แฟูมรายการขอ๎ มลู ทีม่ ภี าษีท่ตี ๎องชําระ (แฟมู A) - แฟมู รายการขอ๎ มูลท่ีมีภาษีเทาํ กบั ศูนย๑ (แฟูม B) - แฟมู รายการข๎อมูลทมี่ ีภาษชี ําระเกนิ (แฟูม C) ในกรณีที่รายการข๎อมูลในแตํละแฟูมข๎อมูลมีจํานวนเกนิ กวํา ๕๐๐ Records โปรแกรมจะ สร๎างแฟูมข๎อมูล โดย แตํละแฟมู จะบรรจุข๎อมูลไมํเกิน ๕๐๐ Records (๕) นายจ๎างเข๎าสรูํ ะบบการยื่นแบบฯ แทนพนกั งานลูกจ๎าง และ Upload แฟมู ข๎อมูลแตํละแฟูมข๎อมูล เพือ่ ยื่น แบบฯ ทางอนิ เทอร๑เนต็ (๖) เม่อื ทําการย่ืนแบบฯ เสรจ็ สมบรู ณใ๑ นแตลํ ะแฟูมข๎อมลู ระบบจะตอบรับโดยแจ๎งหมายเลขอา๎ งอิงการยน่ื แบบ ใหท๎ ราบทันทีท่หี น๎าจอ เพ่ือเปน็ การยืนยันวาํ กรมสรรพากรไดร๎ บั แบบของทํานเรียบร๎อยแลว๎ (๗) ทาํ นสามารถพิมพ๑ใบเสรจ็ รับเงินกรณีนายจ๎างยนื่ แบบฯ แทนพนักงานลูกจา๎ งไดโ๎ ดยการดาวน๑โหลด ใบเสร็จรบั เงินจากเว็บไซต๑กรมสรรพากร www.rd.go.th> ย่ืนแบบผํานอนิ เทอรเ๑ นต็ > พมิ พ๑ใบเสร็จกรณีนายจ๎างย่ืน แทนฯ การยกเลิกย่ืนแบบ ภ.ง.ด. ๙๐/๙๑/๙๔ ผ่านอินเทอรเ์ น็ต กรณที ีย่ ่ืนแบบ ภ.ง.ด. ๙๐/๙๑ ผํานอนิ เทอรเ๑ น็ต เสรจ็ เรยี บรอ๎ ยแล๎ว ตอํ มาภายหลังพบวําข๎อมลู ท่ีแจ๎งไวน๎ ั้นไมํ ถูกต๎องสามารถดาํ เนินการได๎ ดงั นี้ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖๓ (๑) ถา๎ แบบฯ ฉบบั แรกเปน็ แบบฯ ทีม่ ภี าษีชําระและยังไมํไดช๎ าํ ระ ให๎Login เข๎าสรูํ ะบบ จะปรากฏสถานะแบบ คา๎ งชําระให๎Double Click ทห่ี มายเลขอ๎างองิ การยื่นแบบจะปรากฏแบบฯ ข้นึ มา ใหท๎ าํ การยกเลิกการยืน่ แบบฯ ฉบับ นั้นโดยกดปมุ “ยกเลกิ การยน่ื แบบ” (ทด่ี า๎ นลํางของแบบ)แลว๎ ทาํ การยน่ื แบบฯ ใหมํ (๒) ถา๎ แบบฯ ฉบับแรกเปน็ แบบฯ ทมี่ ีภาษชี าํ ระและไดช๎ ําระภาษีเรยี บรอ๎ ยแลว๎ หรือเป็นแบบฯทไ่ี มํมภี าษีชาํ ระ หรือเปน็ แบบฯ ที่มีเงนิ คืนภาษจี ะเป็นแบบฯ ที่เสร็จสมบรู ณ๑ ไมํสามารถทาํ การยกเลิกการยนื่ แบบฯ ได๎ ให๎ทาํ รายการ ย่นื แบบฯ ใหมโํ ดยการ Login เขา๎ สรํู ะบบ และบันทกึ รายการข๎อมูลใหมทํ ้ังหมดโดยกรมสรรพากรจะถอื วําการย่ืนแบบ ฉบบั ลําสุดเป็นแบบฯ ทีถ่ กู ต๎องทีส่ ดุ แตํหากเปน็ แบบฯ ที่มเี งินคืนภาษจี ะทําให๎การไดร๎ ับเงนิ คนื ภาษชี า๎ ลงกวําที่กําหนด เพราะเปน็ แบบฯ ที่ติดเง่อื นไข เน่อื งจากยน่ื แบบฯ มากกวาํ หนึง่ ฉบบั ในปภี าษีเดยี วกัน ไดร้ บั อนมุ ตั ิให้ยื่นแบบและชําระภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตแลว้ แตป่ ระสงคจ์ ะยื่นแบบแสดงรายการภาษีทส่ี ํานักงาน สรรพากรพ้นื ท่สี าขา เมือ่ ได๎รับอนุมตั ิใหย๎ ื่นแบบและชาํ ระภาษีผํานอนิ เทอร๑เน็ตแล๎ว หากเดือนภาษีใดไมํสะดวกในการยน่ื แบบฯ ผาํ น อนิ เทอรเ๑ น็ตสามารถไปย่นื แบบฯ ณ สาํ นักงานสรรพากรพ้ืนทสี่ าขาได๎ แตหํ ากไมยํ นื่ แบบฯ ผาํ นอนิ เทอรเ๑ น็ตติดต่อกัน เป็นเวลา ๓ เดือน ต๎องแจง๎ เหตผุ ลความจาํ เป็นมายงั ศนู ย๑บริการข๎อมลู กรมสรรพากร เพื่อใหร๎ ักษาสถานะภาพการเป็น สมาชกิ ไว๎ มิฉะนน้ั กรมสรรพากรจะถือวําไมปํ ระสงค๑จะใช๎บรกิ ารฯ และจะเพิกถอนการเป็นสมาชิกฯ ทนั ที การชําระเงนิ ทางบัตร ATM การยน่ื แบบและชาํ ระภาษผี าํ นอนิ เทอร๑เนต็ โดยเลือกวิธีการชําระเงนิ ทาง ATM ระบบจะแจง๎ (๑) เลขประจาํ ตวั ประชาชน / เลขประจําตัวผ๎เู สียภาษี (๑๓ / ๑๐ หลัก) (๒) รหัสควบคมุ (๑๕ หลัก) (๓) จาํ นวนภาษที ี่ต๎องชาํ ระ ให๎นาํ รหัสทง้ั ๓ ท่ีระบบออกใหไ๎ ปชาํ ระเงิน ณ ต๎ูATM โดยจะต๎องเปน็ เครื่อง ATM ของธนาคารผ๎อู อกบัตร เชนํ ใช๎ บัตรของธนาคารกรุงไทย จะตอ๎ งไปชาํ ระเงนิ ณ ต๎ูATM ของเคร่ืองธนาคารกรุงไทยเทาํ นัน้ ทั้งนี้ ใชบ๎ ัตรของผู๎ใดก็ได๎ ไมจํ าํ เปน็ วําตอ๎ งเปน็ บัตรของผู๎เสียภาษีทปี่ ระสงค๑จะชําระภาษีเทาํ น้ัน การเพิม่ / ลดประเภทแบบแสดงรายการทีย่ ่ืนผา่ นอนิ เทอรเ์ น็ต หลังจากไดร๎ ับอนุมัติให๎ยื่นแบบและชาํ ระภาษีผาํ นอินเทอรเ๑ น็ตแลว๎ หากประสงคจ๑ ะขอเพิ่ม / ลดประเภทแบบ แสดงรายการภาษีทีย่ น่ื แบบฯ ผาํ นอินเทอร๑เน็ต สามารถเพ่ิม / ลดประเภทแบบฯ ได๎ด๎วยตนเองทางเวบ็ ไซต๑ โดยเลอื ก หัวข๎อ“บริการสมาชกิ ” เลอื ก “เพิ่ม /ลดประเภทแบบแสดงรายการ” Log in เขา๎ สรํู ะบบดว๎ ยหมายเลขผูใ๎ ช๎และ รหสั ผํานทไ่ี ดร๎ ับจากกรมสรรพากร ให๎กรอกรายการข๎อมูลตามแบบ ภ.อ.๐๒ หลังจากน้ันจะได๎รบั สทิ ธใิ์ นการเพิ่ม / ลด ประเภทแบบแสดงรายการทันที การยืน่ แบบเพ่มิ เติมผ่านอนิ เทอรเ์ น็ต การย่ืนแบบผาํ นอินเทอร๑เน็ตสามารถยน่ื แบบฯ เพ่ิมเติมได๎ทุกประเภทแบบ แตตํ ๎องภายในเวลาทีก่ ฎหมาย กาํ หนดยกเว๎นแบบ ภ.พ.๓๐ และ ภ.ธ.๔๐ ท่ีมสี าขาและยน่ื แบบรวมรายการไมสํ ามารถย่ืนแบบเพิม่ เตมิ ได๎ หาก ประสงคจ๑ ะย่ืนแบบ ภ.พ.๓๐ และ ภ.ธ.๔๐ กรณรี วมรายการเพมิ่ เตมิ ให๎ยนื่ แบบเพิม่ เติม ณ สาํ นกั งานสรรพากรพ้ืนที่ สาขาทีส่ ถานประกอบการต้งั อยูํ ยืน่ แบบฯ เสร็จเรยี บร้อยแล้ว แตไ่ มส่ ามารถชําระเงินได้ภายในกําหนดเวลา การย่นื แบบและชําระภาษีผาํ นอินเทอร๑เนต็ จะเสรจ็ สมบรู ณเ๑ ม่ือได๎มกี ารชาํ ระเงินเตม็ ตามจาํ นวน เงนิ ภาษแี ละ โอนเงินเข๎าบัญชีเงินฝากธนาคารของกรมสรรพากรเรียบร๎อยแลว๎ ดงั นั้น หากยน่ื รายการตามแบบฯ เสรจ็ เรียบรอ๎ ย นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖๔ แล๎ว แตํยงั ไมํได๎ชาํ ระภาษภี ายในเวลาทก่ี ฎหมายกาํ หนด กรมสรรพากรจะถือวําไมํไดย๎ ื่นแบบฯ และยงั คงมหี นา๎ ที่ยน่ื แบบฯ ณ สํานกั งานสรรพากรพนื้ ทสี่ าขา ทส่ี ถานประกอบการต้ังอยํู การขอรหสั ควบคมุ (Control Code) ใหม่ หากรหสั ควบคุม (Control Code)หาร สามารถขอ ใหมไํ ด๎โดย Login เข๎าสูรํ ะบบจะปรากฏสถานะแบบฯ คา๎ ง ชาํ ระให๎Double Click ทหี่ มายเลขอ๎างองิ การย่ืนแบบจะปรากฏแบบฯ ข้นึ มา ให๎เลือกกดปมุ ตกลง (ทดี่ ๎านลาํ งของ แบบ) และเลือกวิธกี ารชําระเงนิ ระบบจะออกรหสั ควบคุม (Control Code) ให๎ เพ่ือนําไปสงั่ ชําระเงนิ ตามปกติ การขอยกเลกิ การเป็นสมาชิก เมือ่ ได๎อนุมตั ใิ ห๎ยื่นแบบและชาํ ระภาษีผํานอินเทอร๑เน็ตแล๎ว หากประสงคจ๑ ะขอยกเลกิ การเป็นสมาชกิ ฯ สามารถ ขอยกเลิกการเปน็ สมาชกิ ฯ ไดด๎ ว๎ ยตนเองทางเวบ็ ไซต๑ โดยเลือกหัวข๎อ “บริการสมาชกิ ” เลอื ก “แจ๎งยกเลิก” และ Log in เขา๎ สูํระบบด๎วยหมายเลขผู๎ใช๎และรหัสผํานทไ่ี ดร๎ ับจากกรมสรรพากร ใหก๎ รอกรายการขอ๎ มูลตามแบบ ภ.อ.๐๔ กรมสรรพากรจะยกเลิกการเป็นสมาชิกฯ ทนั ที การเกบ็ รักษาเอกสารหลกั ฐานต่าง ๆ ท่ใี ชล้ ดหย่อนในการยน่ื ผา่ นอนิ เทอร์เนต็ การยืน่ แบบแสดงรายการภาษผี าํ นอนิ เทอร๑เน็ตไมตํ ๎องนําสงํ เอกสารหลักฐานแตํอยาํ งใด แตํทํานยังคงต๎องเก็บ รกั ษาเอกสารหลกั ฐานตําง ๆ ท่ใี ชใ๎ นการลดหยํอนไว๎ไมํน๎อยกวาํ ห๎าปี กรณีมเี หตุสงสัยเจ๎าหน๎าท่สี รรพากรอาจขอ ตรวจสอบดูเอกสารหลักฐาน จะตอ๎ งนํามาแสดงตามท่ีไดใ๎ ช๎สทิ ธิไ์ วซ๎ ่ึงกรมสรรพากรมรี ะบบการเชอ่ื มโยงข๎อมูลท้งั ภายในและภายนอก ดังนน้ั หากข๎อมูลใดไมสํ ามารถสบื ค๎นได๎ จึงจะขอดูเอกสารหลักฐานเฉพาะบางประเด็นทจี่ าํ เปน็ เทาํ น้นั การขอชาํ ระเงินแบบรวมรายการ สาํ นักงานบัญชมี ีลูกค๎าตอ๎ งดแู ลหลายราย จะตอ๎ งสมคั รใช๎บริการตามแบบ ภ.อ.๐๑ เป็นราย ๆ ตามจาํ นวน ของลูกคา๎ เพื่อรบั หมายเลขผ๎ใู ช๎ (Username) และรหัสผาํ น (Password) เป็นราย ๆ ของลกู ค๎าแตํละราย และ สามารถเลือกชาํ ระภาษีแบบรวมรายการเพ่ือเปน็ การอํานวยความสะดวกในการสง่ั โอนเงินชําระภาษีของสํานกั งาน บญั ชี โดยสาํ นกั งานบญั ชตี อ๎ งย่ืนแบบคําขอชําระเงินแบบรวมรายการตอํ กรมสรรพากร เพอ่ื รับหมายเลขผใู๎ ช๎ (Username) และรหัสผาํ น (Password) สาํ หรบั ใชใ๎ นการส่ังโอนเงินชาํ ระภาษีแบบรวมรายการอีกหนึ่งชุด มาตรการภาษเี พอ่ื ชว่ ยเหลือบรรเทาภาระภาษีของผู้สูงอายุ ๑. การยกเวน๎ ภาษเี งนิ ไดบ๎ ุคคลธรรมดาสาํ หรบั ผูม๎ ีอายุต้งั แตํ๖๕ ปีขึน้ ไป ทีอ่ ยํูในประเทศไทย เฉพาะเงนิ ได๎ที่ได๎รบั สํวนทีไ่ มํเกนิ ๑๙๐,๐๐๐ บาทในปีภาษีนน้ั ซ่งึ ผูม๎ ีเงินได๎สามารถเลือกใชส๎ ิทธยิ กเว๎นภาษีเงินไดไ๎ มเํ กนิ ๑๙๐,๐๐๐ บาท ในปภี าษีนั้นออกจากเงินไดป๎ ระเภทใดก็ได๎ที่ไดร๎ ับ ๒. การยกเว๎นภาษีเงนิ ไดบ๎ ุคคลธรรมดาสาํ หรับดอกเบ้ียเงินฝากธนาคารในราชอาณาจกั ร เฉพาะดอกเบย้ี เงนิ ฝาก ประจําที่มีระยะเวลาการฝากตง้ั แต่หนึ่งปีขึ้นไป ดอกเบ้ยี เงินฝากประจาํ ทุกประเภทรวมกันมจี าํ นวนทัง้ สิน้ ไมเํ กนิ ๓๐,๐๐๐ บาท ตลอดปภี าษนี ั้น และผ๎มู เี งนิ ไดท๎ ไ่ี ด๎รบั สิทธิต๎องมีอายุไมตํ า่ํ กวาํ ๕๕ ปีบริบูรณ๑ หากดอกเบ้ยี เงนิ ฝาก ประจาํ ทกุ ประเภทรวมกันมีจํานวนเกนิ ๓๐,๐๐๐ บาท ตลอดปภี าษี ให๎ธนาคารผู๎จํายดอกเบย้ี เงินฝากดังกลําวหักภาษี เงนิ ได๎ ณ ทจ่ี าํ ยทั้งจํานวน และนาํ สํงกรมสรรพากร ๓. การยกเว๎นภาษเี งินไดบ๎ ุคคลธรรมดาจากเงินบําเหน็จดาํ รงชีพ ผู๎สูงอายุที่รบั บําเหน็จดํารงชพี จะไดร๎ บั การยกเวน๎ ภาษีเงนิ ไดบ๎ ุคคลธรรมดาจากเงนิ บําเหนจ็ ดาํ รงชีพนัน้ รวมท้งั บําเหน็จดาํ รงชพี ของพนักงานการทําเรือแหงํ ประเทศ ไทย พนักงานการกีฬาแหํงประเทศไทยและพนกั งานธนาคารออมสินท่ีได๎รบั โดยมีอตั ราและวธิ ีการคํานวณเชนํ เดียวกับ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๖๕ บําเหนจ็ ดาํ รงชพี ตามกฎหมายวําดว๎ ยบาํ เหน็จบํานาญขา๎ ราชการและกฎหมายวําด๎วยกองทนุ บาํ เหนจ็ บํานาญ ข๎าราชการ ๔. การยกเว๎นภาษเี งินไดบ๎ ุคคลธรรมดาสําหรับเงนิ ท่จี าํ ยเป็นเงนิ สะสมเขา๎ กองทนุ สํารองเลย้ี งชพี ในอตั ราไมํเกินร๎อยละ ๑๕ ของคําจา๎ งเฉพาะสวํ นท่ีไมเํ กนิ ๑๐,๐๐๐ บาท แตํไมเํ กิน ๔๙๐,๐๐๐ บาท สําหรับปภี าษนี นั้ และยกเว๎นภาษเี งนิ ไดส๎ ําหรบั เงนิ หรอื ผลประโยชน๑ใดๆทีล่ กู จา๎ งได๎รบั จากกองทุนสาํ รองเล้ยี งชีพเม่ือลูกจ๎างออกจากงานเพราะเกษยี ณอายุ ทพุ พลภาพหรอื ตาย โดยจะได๎รับการยกเว๎นภาษีเงินไดบ๎ ุคคลธรรมดา ผมู๎ ีเงนิ ไดจ๎ ะต๎องมีอายไุ มํต่ํากวาํ ๕๕ ปีบริบูรณ๑ ๕. การยกเว๎นภาษีเงินได๎บุคคลธรรมดาสาํ หรับเงินทจ่ี าํ ยเป็นเงินสะสมเข๎ากองทุนบําเหน็จบํานาญข๎าราชการ เฉพาะ สวํ นท่ีไมํเกนิ ๕๐๐,๐๐๐ บาท สาํ หรับปีภาษีน้ัน และยกเว๎นภาษีเงินไดบ๎ ุคคลธรรมดา หรือผลประโยชน๑ใดๆ ทไ่ี ด๎รับ จากกองทุนบําเหนจ็ บํานาญข๎าราชการ เนอ่ื งจากออกราชการเพราะเหตุสงู อายุ เหตุทุพพลภาพ เหตุทดแทน หรือ ตาย ๖. การยกเวน๎ ภาษเี งนิ ได๎บุคคลธรรมดาสาํ หรับเงินทีจ่ าํ ยเป็นคําซ้อื หนํวยลงทนุ ในกองทุนรวมเพื่อการเลีย้ งชีพ (RMF) ในอตั ราไมํเกินร๎อยละ ๑๕ ของเงินได๎ แตํรวมกบั เงนิ สะสมท่ีจํายเขา๎ กองทนุ รวม หรือ กบข. ต๎องไมํเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท สําหรับปภี าษนี น้ั และยกเวน๎ ภาษเี งนิ ไดห๎ รือผลประโยชนใ๑ ดๆ ทผ่ี ูถ๎ อื หนํวยลงทนุ จากกองทุนรวม ไดร๎ ับเงินจาก กองทุนดงั กลําว เพราะเหตุสูงอายุ เหตุทุพพลภาพ เหตทุ ดแทน หรอื ตาย ๗. การลดหยอํ นภาษเี งินได๎บุคคลธรรมดาสาํ หรับบตุ รท่ีเลยี้ งดบู ิดาหรอื มารดา บิดาหรือ มารดาท่ีมีอายุ๖๐ ปขี ึน้ ไป โดยบดิ าหรอื มารดาจะต๎องไมํมีเงนิ ได๎พงึ ประเมนิ เกนิ ๓๐,๐๐๐ บาทในปีภาษีน้นั ๆ บตุ รท่ีมเี งนิ ไดส๎ ามารถนําไปหัก ลดหยอํ นภาษีได๎คนละ ๓๐,๐๐๐ บาท บดิ าหรือมารดาจะรวมถงึ บิดาหรือมารดาของคสูํ มรสที่ไมํมีเงนิ ไดด๎ ว๎ ย ๘. การหกั คาํ ลดหยํอนเงนิ หรอื ทรัพย๑สินท่บี ริจาคให๎แกํกองทุนผสู๎ งู อายุ - กรณีบุคคลธรรมดา บรจิ าคเงินสามารถนาํ มาหกั เป็นคําลดหยํอนในการคาํ นวณภาษี ได๎เทํากบั จํานวนทบ่ี รจิ าคแตํ ไมํเกนิ ร๎อยละ ๑๐ ของเงนิ ได๎สุทธิ - กรณนี ิติบคุ คลบริจาคเงินหรือทรพั ย๑สนิ สามารถนาํ รายจํายมาหกั เปน็ คําใชจ๎ าํ ยไดต๎ ามจํานวนทบ่ี ริจาค แตไํ มเํ กนิ รอ๎ ยละ ๒ ของกาํ ไรสทุ ธิ ๙. การยกเว๎นภาษีเงนิ ได๎บุคคลธรรมดาสาํ หรับบตุ รท่ไี ด๎จํายคําเบย้ี ประกนั ภัยสําหรับการประกนั สขุ ภาพบิดาหรือ มารดาของผูม๎ ีเงินได๎ รวมท้งั บดิ าหรือมารดาของคูสํ มรสของผ๎มู เี งนิ ได๎ดว๎ ย ๑๐. การยกเว๎นภาษีเงนิ ได๎บุคคลธรรมดาจากเงินได๎เทําทีจ่ าํ ยเปน็ เงนิ สมทบเข๎ากองทุนสงเคราะห๑ ฯ เฉพาะสํวนท่ีไมํ เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท สาํ หรับปีภาษี และยกเวน๎ ภาษเี งนิ ได๎จากเงนิ ไดห๎ รือผลประโยชนใ๑ ดๆ ท่คี รใู หญหํ รือครูโรงเรียน เอกชนไดร๎ บั จากกองทนุ สงเคราะห๑ตามกฎหมายวาํ ดว๎ ยโรงเรยี นเอกชนเมื่อออกจากงานเพราะเหตุสูงอายุ ทพุ พลภาพ หรือตาย หลักเกณฑก์ ารหกั ลดหย่อนเบี้ยประกนั สุขภาพ ขอ๎ ๑ จาํ ยใหแ๎ กํบริษทั ประกันชวี ติ หรอื บรษิ ัทประกนั วินาศภัยทป่ี ระกอบกจิ การในราชอาณาจกั ร เพอ่ื เอาประกนั ภัย ดังตอํ ไปนี้ (๑) ต๎องเปน็ การทําประกันสขุ ภาพใหก๎ ับบิดามารดาของผ๎ูมเี งนิ ได๎ รวมท้งั บดิ ามารดาของสามีหรือภริยาของผ๎มู ี เงนิ ได๎ ซ่งึ บดิ าหรอื มารดาดงั กลําวแตํละคนมีเงนิ ได๎พงึ ประเมนิ ในปภี าษที ่ีขอยกเวน๎ ภาษีเงินได๎ไมํเกนิ สามหม่ืนบาท (๒) ผม๎ู ีเงินได๎หรือสามหี รือภริยาของผูม๎ ีเงินไดจ๎ ะต๎องเปน็ บุตรชอบดว๎ ยกฎหมายของบิดามารดาท่ีผมู๎ เี งินได๎ขอใช๎ สทิ ธิ (๓) ใหไ๎ ดร๎ ับยกเว๎นภาษีเงนิ ได๎กรณกี ารทาํ ประกันสขุ ภาพสาํ หรบั บดิ ามารดาดงั กลําวตลอดปภี าษี ไมํวํากรณที ี่ จะไดร๎ ับยกเว๎นภาษีน้ันจะมีอยูตํ ลอดปภี าษีหรือไมํ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๖๖ (๔) กรณีผมู๎ เี งนิ ไดห๎ ลายคนรวํ มกันทาํ ประกนั สุขภาพสาํ หรับบิดามารดาดงั กลําว ใหผ๎ ูม๎ ีเงินไดท๎ กุ คนได๎รับยกเว๎น ภาษีเงินไดโ๎ ดยเฉลย่ี เบยี้ ประกันภยั ท่ีผู๎มเี งินได๎รวํ มกนั จาํ ยจริงแตํไมํเกินหนึ่งหมนื่ ห๎าพันบาท ตามสํวนจาํ นวนผม๎ู ีเงินได๎ (๕) กรณผี ๎มู เี งนิ ได๎มิไดเ๎ ป็นผ๎ูอยํใู นประเทศไทยให๎ได๎รบั ยกเว๎นภาษเี งินได๎เฉพาะการทําประกนั ภยั สําหรับบดิ า มารดาท่ีอยํูในประเทศไทย ข๎อ ๒. การประกนั สขุ ภาพตามขอ๎ ๑. ใหห๎ มายถึง (๑) การประกันภัยทใ่ี ห๎ความค๎มุ ครองเกยี่ วกบั การรักษาพยาบาลอนั เกดิ จากการเจบ็ ปุวยและการบาดเจ็บ การ ชดเชยการทพุ พลภาพและการสูญเสยี อวัยวะ เนื่องจากการเจ็บปวุ ยหรือบาดเจบ็ (๒) การประกนั ภัยอุบตั ิเหตเุ ฉพาะท่ีให๎ความค๎มุ ครองเกีย่ วกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสยี อวยั วะ และการแตกหักของกระดูก (๓) การประกันภัยโรคร๎ายแรง (Critical Illnesses) (๔) การประกนั ภยั การดูแลระยะยาว (Long Term Care) ขอ๎ ๓. ตอ๎ งมีใบเสรจ็ รบั เงนิ หรือหนงั สือรบั รองจากบริษัทประกันชวี ติ หรือบริษัทประกันวินาศภยั โดยต๎องมีข๎อความ อยํางน๎อยดังตํอไปน้ี (๑) ชือ่ นามสกลุ และเลขประจาํ ตวั ประชาชนของผูเ๎ อาประกันภัย (๒) ชอื่ และนามสกุลของผู๎จํายเบี้ยประกนั ภัย (ทกุ คน) (๓) ชอ่ื ท่ีอยํู และเลขประจาํ ตัวผูเ๎ สียภาษอี ากรของผ๎รู บั ประกนั ภัย (๔) จํานวนเบี้ยประกันภยั สําหรบั การประกนั สุขภาพตามข๎อ ๒ (๕) จาํ นวนเงินทมี่ สี ทิ ธิยกเว๎นภาษีเงนิ ได๎ ข๎อ ๔. ให๎นําไปหักจากเงินได๎พึงประเมนิ ตามมาตรา ๔๐ แหํงประมวลรัษฎากร เมื่อไดห๎ ักคาํ ใช๎จํายตามมาตรา ๔๒ ทวิ ถึงมาตรา ๔๖ แหงํ ประมวลรษั ฎากรแลว๎ รปู แบบบัญชแี ละรายงานตามประมวลรัษฎากร หา๎ งหุน๎ สวํ นจดทะเบียน บรษิ ัทจาํ กัด บริษัทมหาชนจํากัด ทีจ่ ดั ตั้งขึน้ ตามกฎหมายไทย นติ บิ คุ คลทตี่ ้ังข้ึนตาม กฎหมายตํางประเทศทปี่ ระกอบธรุ กิจในประเทศไทย กจิ การรวํ มคา๎ ตามประมวลรัษฎากร เป็นผ๎ูมีหนา๎ ท่ีจัดทาํ บัญชี ตามพระราชบญั ญัติการบัญชี พ.ศ.๒๕๔๓ แตปํ ระมวลรษั ฎากรได๎บญั ญตั ิใหผ๎ ป๎ู ระกอบการบางประเภทไมํวาํ จะ ประกอบการในรปู ของบุคคลธรรมดา บรษิ ทั หา๎ งห๎นุ สวํ นนิตบิ คุ คล หรอื นิติบุคคลอ่ืนใด มีหน๎าทจี่ ดั ทําบัญชีพเิ ศษ เพม่ิ เติม นอกเหนือจากบัญชีท่ีต๎องจัดทาํ ตามกฎหมายวาํ ด๎วยการบญั ชี บญั ชีพเิ ศษและรายงานตามประมวลรัษฎากร ๑. บญั ชีพิเศษแสดงการหักภาษี ณ ทจ่ี ํายและการนําสํง เพื่อใหผ๎ ๎มู หี น๎าทหี่ ักภาษีเงินได๎ ณ ท่จี าํ ยไดบ๎ นั ทกึ รายการ ภาษหี กั ณ ทีจ่ ํายไว๎เพื่อปอู งกันการหลงลมื ท่ีจะนําสงํ ภาษีดังกลําว และเปน็ การอาํ นวยความสะดวกแกํเจ๎าหน๎าท่ที ี่จะ ทาํ การตรวจสอบ (ประกาศอธบิ ดกี รมสรรพากรเกีย่ วกับภาษเี งินไดแ๎ ละภาษีการค๎า (ฉบับที่ ๔) เรื่อง กาํ หนดใหผ๎ ู๎มหี นา๎ ทีห่ กั ภาษี เงินได๎หรือภาษีการคา๎ ณ ท่ีจําย มบี ญั ชีพิเศษ ลงวนั ที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๑) ๒. บัญชพี ิเศษสาํ หรบั กิจการโรงสีขนาดเล็ก เพ่ือใหผ๎ ท๎ู ่ีไมํมีหนา๎ ทจี่ ัดทาํ รายงานการคา๎ ขา๎ วประจําวนั ตามกฎหมาย วําดว๎ ยการคา๎ ขา๎ วของกระทรวงพาณชิ ย๑ได๎มีบัญชีคมุ สินคา๎ สําหรบั กิจการโรงสีขนาดเล็ก ไดแ๎ กํ ผู๎ประกอบกจิ การโรงสี ข๎าวท่มี ีกําลงั การผลติ ตํา่ กวํา ๕ เมตริกตันตํอ ๒๔ ชว่ั โมง ไมวํ ําจะใช๎เคร่ืองสขี ๎าวเครื่องเดียวหรอื หลายเครอ่ื งกต็ าม จึงมี บญั ชพี เิ ศษท่ตี อ๎ งจัดทาํ ดังน้ี - บัญชีรบั ขา๎ วเปลือกจากผ๎วู าํ จา๎ งสีขา๎ ว นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖๗ - บญั ชรี ับจํายขา๎ วเปลือก - บญั ชีรบั จาํ ยผลิตภัณฑแ๑ ละวัตถพุ ลอยได๎จากการสีข๎าว (ประกาศอธิบดกี รมสรรพากร เกย่ี วกับภาษีเงินได๎ (ฉบับท่ี ๑) เรื่อง กาํ หนดใหผ๎ ๎มู ีเงินได๎จากการทํากิจการโรงสี ข๎าว มบี ัญชพี เิ ศษแสดงรายการและปริมาณข๎าวเปลอื ก ต๎นข๎าว ปลายข๎าวและราํ ลงวันท่ี ๒๗ กมุ ภาพันธ๑ พ.ศ.๒๕๒๒) ๓. บญั ชีพเิ ศษสาํ หรับกิจการสถานพยาบาลทม่ี ีเตียงรบั ผู๎ปุวยไวค๎ ๎างคืน เพอ่ื ใหผ๎ ูป๎ ระกอบกิจการสถานพยาบาล ทมี่ เี ตยี งรับผปู๎ ุวยไวค๎ า๎ งคนื เชํน โรงพยาบาลเอกชน โพลีคลินิก หรอื สถานพยาบาลอ่ืน จดั ทําบัญชีพิเศษนี้เพือ่ แสดงรายการจาํ ยเงนิ ใหแ๎ กผํ ๎ูประกอบโรคศลิ ปะ เพ่ือใชต๎ รวจสอบรายไดจ๎ ากการประกอบวชิ าชีพอสิ ระ ของผู๎ประกอบ โรคศิลปะ (ประกาศอธบิ ดีกรมสรรพากร เก่ยี วกบั ภาษีเงนิ ได๎ (ฉบับที่ ๑๐) เร่ือง กําหนดให๎ผ๎ดู ําเนินการสถานพยาบาลท่ีมี เตยี งรับผ๎ูปุวยไว๎ค๎างคืน มีบญั ชพี ิเศษ ตามมาตรา ๑๗ แหํงประมวลรัษฎากร ลงวนั ที่ ๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๒) ๔. บญั ชพี ิเศษสาํ หรับกจิ การค๎าของเกําประเภทรถยนต๑ เพ่ือแสดงรายการรถยนตเ๑ กาํ ทม่ี ีอยํู ได๎มา หรอื จาํ หนาํ ย ไปแตํละครั้ง ไมํวาํ รถยนตน๑ ั้น ได๎ซื้อมาขาย หรอื ขายแทนผ๎ูอื่น และใชเ๎ ปน็ เคร่ืองมือในการพิสูจนร๑ ายได๎จากการ ประกอบกจิ การและควบคมุ การมใิ ห๎มีการคา๎ รถยนต๑เกาํ โดยไมํสุจริต (ประกาศอธิบดกี รมสรรพากร เก่ียวกบั ภาษีเงนิ ได๎ (ฉบบั ที่ ๑๒) เรื่อง กําหนดให๎ผ๎ูทาํ การค๎าของเกาํ ประเภท รถยนต๑มบี ญั ชพี เิ ศษ ลงวันท่ี ๑๐ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๒๓.) ๕. บญั ชพี เิ ศษสาํ หรบั ผผู๎ ลิตหรือผูร๎ บั จา๎ งผลิตผลิตภณั ฑซ๑ ีดี เพ่ือแสดงรายการผลิตหรือรบั จ๎างผลิตผลิตภณั ฑซ๑ ีดี และเพ่ือประโยชนใ๑ นการจัดเก็บและตรวจสอบภาษีอากร และปูองกันการละเมิดลิขสิทธก์ิ ารผลิตซดี ี (ประกาศอธบิ ดีกรมสรรพากร เก่ยี วกับภาษเี งินได๎และภาษีมลู คําเพ่ิม เร่อื ง กําหนดให๎ผ๎ผู ลิตหรอื ผ๎ูรับจ๎างผลิต ผลติ ภณั ฑซ๑ ีดมี ีบญั ชีพเิ ศษ ลงวนั ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๖) ๖. บัญชีงบดลุ บญั ชที ําการ และบญั ชีกําไรขาดทนุ เปน็ บญั ชีการเงนิ ทบี่ รษิ ทั หรือหา๎ งหุน๎ สํวนนติ บิ คุ คลทมี่ หี น๎าท่ี ตอ๎ งเสียภาษเี งนิ ได๎นติ ิบุคคลจากฐานกาํ ไรสทุ ธซิ ่ึงต๎องจัดทําตามกฎหมายวาํ ดว๎ ยการบัญชเี ปน็ ปกติอยูํแล๎ว เพื่อแสดง ฐานะการเงนิ และผลการประกอบกิจการ แตํผ๎ูประกอบการตอ๎ งทาํ การปรบั ปรุงกําไรสทุ ธิหรือขาดทนุ สุทธิทางบญั ชี หรอื ทางการเงนิ ให๎เป็นไปตามหลักเกณฑ๑ วธิ ีการ และเงื่อนไขในการคํานวณกาํ ไรสทุ ธิหรือขาดทนุ สทุ ธทิ างภาษีอากร ตามมาตรา ๖๕ ทวิ และมาตรา ๖๕ ตรี แหํงประมวลรษั ฎากร ทงั้ นี้ให๎บรษิ ัทหรอื หา๎ งห๎ุนสํวนนติ บิ ุคคลแนบบัญชีงบดุล บัญชีทาํ การ และบญั ชีกาํ ไรขาดทนุ ไปพร๎อมกับการย่นื แบบแสดงรายการภาษีเงินได๎นติ บิ ุคคล (ภ.ง.ด.๕๐) ด๎วย ๗. บญั ชรี ายได๎กํอนหกั รายจํายใดๆ สาํ หรบั บรษิ ทั หรือหา๎ งหุ๎นสํวนนิตบิ คุ คล ทต่ี ้งั ข้นึ ตามกฎหมายตํางประเทศ และเข๎ามาประกอบกจิ การขนสงํ ระหวํางประเทศในประเทศไทย และมีหน๎าทเี่ สยี ภาษีเงินได๎นิตบิ คุ คลจากฐานรายได๎ จากการประกอบกจิ การขนสํงระหวาํ งประเทศ โดยคาํ นวณภาษีเงินไดน๎ ติ ิบุคคลในอัตราร๎อยละ ๓ ของคาํ โดยสาร คําธรรมเนยี ม หรอื ประโยชน๑อน่ื ที่เรียกเก็บในประเทศไทยเน่อื งจากการขนสงํ คนโดยสาร หรอื ร๎อยละ ๓ ของคาํ ระวาง คําธรรมเนียม หรือประโยชน๑อนื่ ใด ทีเ่ รยี กเก็บไมวํ ําในประเทศไทยหรอื ตํางประเทศ เนอื่ งจากการขนสงํ สนิ คา๎ ออกจาก ประเทศไทย ๘. รายงานภาษมี ูลคําเพิ่ม ตามมาตรา ๘๗ แหงํ ประมวลรษั ฎากรไดก๎ ําหนดให๎ผู๎ประกอบการจดทะเบยี น ภาษีมูลคาํ เพิ่มจดั ทาํ รายงานเปน็ พเิ ศษเพื่อควบคุมการจัดเก็บและสอบยันกบั แบบแสดงรายการทีย่ นื่ เสียภาษีเป็น หลกั ฐานทางทะเบยี นรายละเอยี ดประกอบแบบแสดงรายการภาษี โดยตอ๎ งจัดทําเป็นรายสถานประกอบการ ซ่งึ มี รายงานดังน้ี รายงานภาษขี าย เปน็ รายงานแสดงมลู คาํ สนิ ค๎าหรือบริการและภาษมี ลู คําเพิ่มท่ผี ปู๎ ระกอบการจดทะเบียนได๎ ออกใบกํากับภาษจี ากการขายสินค๎าหรือให๎บริการนน้ั ๆ ทัง้ นร้ี ายงานภาษขี ายต๎องมีรายการและข๎อความตามแบบท่ี อธบิ ดกี รมสรรพากรกําหนด นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖๘ (ประกาศอธิบดกี รมสรรพากร เกี่ยวกบั ภาษมี ูลคาํ เพิม่ (ฉบบั ท่ี ๘๙) ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ) รายงานภาษขี ายของผู๎ประกอบการที่ประกอบกจิ การจําหนํายทองรูปพรรณ ที่ขอเสียภาษีมลู คาํ เพ่มิ จากสํวน ตาํ งมีหน๎าท่ีต๎องจัดทาํ รายงานภาษีขายเปน็ กรณพี เิ ศษด๎วย โดยต๎องมีรายการและข๎อความอยํางน๎อยตามทอี่ ธบิ ดี กาํ หนด (ประกาศอธบิ ดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลคําเพิม่ (ฉบบั ท่ี ๑๐๔) เรอ่ื ง กําหนดให๎ผ๎ปู ระกอบการจดทะเบยี น จดั ทาํ รายงานแตกตาํ งไปจาก รายงานตามมาตรา ๘๗ แหํงประมวลรษั ฎากร ลงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๔๓) รายงานภาษีซื้อ เปน็ รายงานแสดงมลู คาํ สนิ ค๎าหรือบรกิ ารและภาษีมลู คาํ เพ่ิมที่ผ๎ปู ระกอบการจดทะเบียนไดซ๎ ้ือ สินค๎าหรอื บรกิ ารจากผ๎ูประกอบการจดทะเบยี นอ่ืน ทั้งนี้รายงานภาษซี ้ือต๎องมรี ายการและข๎อความตามแบบทอ่ี ธบิ ดี กรมสรรพากรกําหนด (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกยี่ วกบั ภาษีมลู คําเพิม่ (ฉบับท่ี ๘๙) ลงวนั ท่ี ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ) รายงานสนิ ค๎าและวัตถดุ บิ สาํ หรับผ๎ปู ระกอบการจดทะเบียนท่ปี ระกอบกิจการขายสินค๎า และประกอบกิจการ ผลิตสินค๎าเพอื่ ขาย ผ๎ูประกอบการผลิตสนิ คา๎ เพื่อขายน้นั ต๎องจัดทําท้ังรายงานวัตถดุ บิ รายงานสนิ คา๎ สาํ เรจ็ รปู และรายงานสนิ ค๎าระหวํางผลติ (เฉพาะ ณ วนั สน้ิ รอบระยะเวลาบัญชี) ซ่ึงต๎องมรี ายการและข๎อความอยํางน๎อย ตามที่อธบิ ดีกรมสรรพากรกําหนด (ประกาศอธบิ ดกี รมสรรพากร เกย่ี วกับภาษีมลู คาํ เพม่ิ (ฉบบั ท่ี ๘๙) ลงวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒ ) รายงานการจํายอะไหลํโดยไมํคดิ มูลคาํ ผูป๎ ระกอบการจดทะเบียนภาษีมูลคําเพ่ิมท่ีขายสินคา๎ โดยมกี าร รบั ประกนั สนิ คา๎ ท่ขี ายหรือบริการซอํ มสินค๎าท่ีขาย กรณมี ีการชํารุดบกพรํองหรอื เพ่ือเหตุอน่ื อันมลี ักษณะทาํ นอง เดยี วกนั ตอ๎ งจดั ทํารายงานจาํ ยอะไหลํโดยไมํคดิ มลู คําเพื่อใช๎ประกนั สนิ ค๎าท่ีขายหรือบริการซอํ มสนิ ค๎าทข่ี ายแยก ตาํ งหากจากรายงานสินคา๎ และวตั ถดุ บิ บญั ชีแสดงรายการสนิ คา๎ ที่ครอบครอง - ผปู๎ ระกอบกิจการโรงเล่ือย โรงคา๎ ไม๎แปรรูป - ผป๎ู ระกอบกิจการคา๎ ของเกํา - ผป๎ู ระกอบการท่ีได๎รบั อนุมัติให๎จัดตง้ั คลงั สนิ คา๎ ทณั ฑ๑บนประเภทร๎านค๎าปลอดอากร - ผ๎ปู ระกอบกจิ การปโิ ตรเลยี ม แบบรายละเอียดสนิ ค๎าคงเหลอื สําหรบั บุคคลธรรมดาผูป๎ ระกอบการจดทะเบียนภาษมี ลู คาํ เพ่ิมซึ่งมีหน๎าทเ่ี สยี ภาษีเงินได๎บุคคลธรรมดาไดร๎ ับยกเว๎นไมตํ ๎องจดั ทาํ รายงานสินคา๎ และวตั ถุดิบ แตํต๎องทาํ การตรวจนบั สนิ ค๎าคงเหลือ ณ วันท่ี ๓๐ มถิ ุนายน และวันที่ ๓๑ ธันวาคม ของปี และกรอกรายการสินคา๎ คงเหลอื ในแบบรายละเอยี ดสนิ คา๎ คงเหลือ และให๎ถือวําแบบรายละเอียดสินค๎าคงเหลือเป็นรายงานสนิ ค๎าและวัตถุดิบ สําหรบั ผูป๎ ระกอบการจดทะเบยี นที่ ประกอบกจิ การ โรงเลอื่ ย โรงค๎าไม๎แปรรปู กจิ การค๎าของเกํา ผูป๎ ระกอบการที่ได๎รบั อนมุ ัติให๎จดั ตั้งคลังสนิ ค๎าทัณฑ๑บน ประเภทรา๎ นคา๎ ปลอดอากร และกิจการปโิ ตรเลียม ใหใ๎ ชบ๎ ัญชีแสดงรายการสนิ ค๎าท่ีครอบครองตามกฎหมายน้นั ๆ เป็น รายงานสนิ คา๎ และวตั ถดุ ิบ (ประกาศอธิบดกี รมสรรพากร เกยี่ วกบั ภาษมี ลู คาํ เพ่มิ (ฉบับท่ี ๑๐๔) เรอื่ ง กาํ หนดใหผ๎ ูป๎ ระกอบการจดทะเบียน จดั ทํารายงานแตกตาํ งไปจากรายงานตามมาตรา ๘๗ แหํงประมวลรษั ฎากร ลงวันที่ ๒ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓) การจดั ทํารายงานรวมสําหรับผู๎ประกอบการจดทะเบียนท่ไี ดร๎ ับอนุมตั ิใหจ๎ ัดทาํ รายงานรวมกันกบั สํานักงาน ใหญํ กรณีท่เี ป็นผป๎ู ระกอบกจิ การขายสินค๎าหรือใหบ๎ ริการซึ่งนอกจากมีสถานประกอบการท่ีเป็นสํานักงานใหญแํ ลว๎ ยงั มีสถานประกอบการอ่นื อีกหลายแหํงที่มีลักษณะเปน็ รถเขน็ แผงลอย หนวํ ยขายท่ีมลี ักษณะเปน็ ร๎านคา๎ ยํอย หรือทีม่ ี ลกั ษณะทาํ นองเดียวกัน และประกอบกิจการอยเํู ป็นประจําในสถานท่เี ชํา สามารถจดั ทํารายงานภาษีขาย , รายงาน ภาษีซอ้ื , รายงานสนิ คา๎ และวตั ถุดบิ โดยจดั ทาํ รวมกนั กบั สํานักงานใหญเํ พียงรายงานฉบับเดยี ว ซงึ่ รวบรวมการขาย นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๖๙ สนิ คา๎ หรอื การใหบ๎ รกิ ารซื้อสินค๎าหรอื การรบั บริการและการรับหรอื จํายสินค๎าหรือวตั ถดุ ิบของสถานประกอบการทเ่ี ป็น สํานักงานใหญํ และสถานประกอบการแหํงอื่น โดยต๎องมรี ายการและข๎อความอยํางนอ๎ ยตามทอี่ ธิบดีกรมสรรพากร กําหนด และต๎องเก็บรักษาไว๎ ณ สถานประกอบการทเี่ ป็นสํานกั งานใหญํ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เก่ียวกับภาษีมลู คําเพิม่ ฉบบั ท่ี ๑๐๔ เรื่อง กําหนดให๎ผปู๎ ระกอบการจดทะเบียน จัดทํา รายงานแตกตาํ งไปจากรายงานตามมาตรา ๘๗ แหํงประมวลรษั ฎากร ลงวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๓) ๙. รายงานภาษีธรุ กจิ เฉพาะ ผูม๎ ีหนา๎ ทเ่ี สยี ภาษีธรุ กจิ เฉพาะมีหนา๎ ทจี่ ัดทํารายงานแสดงรายรับกํอนหักรายจาํ ยท่ี ต๎องเสียภาษีธรุ กิจเฉพาะและรายรับทไ่ี มตํ ๎องนาํ มารวมคาํ นวณเพื่อเสียภาษธี ุรกจิ เฉพาะ โดยตอ๎ งจัดทําเปน็ รายสถาน ประกอบการ ป๓จจบุ นั ไมํได๎กาํ หนดรปู แบบรายงานแสดงรายรบั กอํ นหกั รายจํายให๎ผูป๎ ระกอบการปฏิบัติแตํอยาํ งใด ๑๐. รายงานเงินสดรบั - จําย ผปู๎ ระกอบการที่มีหนา๎ ทีเ่ สียภาษเี งินได๎บุคคลธรรมดา และมิได๎จดทะเบียน ภาษีมูลคําเพิม่ เฉพาะผ๎ูมเี งินได๎พึงประเมนิ ตามมาตรา ๔๐ (๕) (๖) (๗) และ (๘) แหํงประมวลรษั ฎากร จดั ทําบญั ชี หรือรายงานแสดงรายได๎และรายจํายเปน็ ประจาํ วัน เพื่อประโยชนใ๑ นการจดั เกบ็ ภาษอี ากรและเพื่อให๎ผป๎ู ระกอบการ ทราบถงึ รายได๎ รายจาํ ย ผลกาํ ไร ขาดทนุ และใช๎เป็นหลกั ฐานในการขอสนิ เช่ือจากสถาบันการเงิน (ประกาศอธิบดกี รมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได๎ (ฉบับท่ี ๑๖๑) เรอ่ื ง กําหนดให๎ผ๎ูมหี น๎าทีเ่ สียภาษีเงินได๎บคุ คล ธรรมดา และมิไดเ๎ ปน็ ผปู๎ ระกอบการจดทะเบยี นภาษมี ูลคาํ เพ่มิ จัดทาํ บญั ชีหรอื รายงานแสดงรายได๎และรายจําย ลง วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๙) สรุปบญั ชีพเิ ศษและรายงานตามประมวลรัษฎากร กรณผี ู้ประกอบการบคุ คลธรรมดา ห๎างหุน๎ สํวนสามัญ หรอื คณะบคุ คลทีม่ ิใชํนติ บิ ุคคล ผูป้ ระกอบการทไี่ มไ่ ดจ้ ดทะเบยี นภาษีมูลคา่ เพ่ิม ๑. รายงานเงินสดรบั - จาํ ย ๒. บญั ชีแสดงสินค๎าท่ีครอบครอง กรณีเปน็ ผ๎ูประกอบกิจการคา๎ ของเกาํ ๓. บัญชีพเิ ศษแสดงการหกั ภาษี ณ ท่จี ํายและนาํ สํง ๔. บญั ชพี ิเศษเฉพาะกิจการ - โรงสีขนาดเล็ก - กจิ การสถานพยาบาลท่มี เี ตียงผู๎ปุวยไว๎คา๎ งคืน - กิจการคา๎ ของเกาํ ประเภทรถยนต๑ - ผ๎ูผลติ หรือผ๎รู ับจา๎ งผลติ ผลติ ภณั ฑซ๑ ดี ี ๕. รายงานภาษีธรุ กจิ เฉพาะ (กรณจี ดทะเบียนภาษีธุรกจิ เฉพาะ) ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษมี ูลคา่ เพิม่ ๑. รายงานภาษมี ูลคําเพ่ิม - รายงานภาษขี าย - รายงานภาษีซ้ือ - รายละเอียดสินคา๎ คงเหลือ ณ วันที่ ๓๐ มถิ ุนายน และวนั ที่๓๑ ธนั วาคม - บญั ชแี สดงสนิ คา๎ ทีค่ รอบครอง กรณีเป็นผปู๎ ระกอบกจิ การโรงเล่อื ย โรงคา๎ ไมแ๎ ปรรูป กิจการคา๎ ของเกาํ ๒. บัญชพี ิเศษแสดงการหกั ภาษี ณ ท่จี าํ ยและนาํ สํง ๓. บัญชีพิเศษเฉพาะกจิ การ - กิจการคา๎ ของเกาํ ประเภทรถยนต๑ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๗๐ - ผผู๎ ลติ หรอื ผร๎ู บั จ๎างผลิตผลติ ภณั ฑ๑ซดี ี ๔. รายงานภาษีธุรกจิ เฉพาะ (กรณีจดทะเบียนภาษธี รุ กิจเฉพาะ) กรณผี ูป้ ระกอบการในรูปของห้างหุ้นส่วนจํากดั บริษทั จํากัด บรษิ ัทมหาชนจํากัด หา๎ งห๎นุ สํวนสามญั นิตบิ คุ คล กิจการรํวมค๎า มลู นธิ สิ มาคม หรอื นติ บิ คุ คลอื่นใด ผู้ประกอบการทไ่ี ม่ได้จดทะเบียนภาษมี ลู ค่าเพิม่ ๑. บญั ชงี บดุล บัญชีทําการ และบญั ชกี าํ ไรขาดทุน ๒. บญั ชีแสดงสินค๎าท่ีครอบครอง กรณีเปน็ ผ๎ปู ระกอบกจิ การค๎าของเกาํ ๓. บัญชีพเิ ศษเฉพาะกิจการ -โรงสีขนาดเลก็ - กจิ การสถานพยาบาลท่ีมีเตียงผปู๎ วุ ยไว๎คา๎ งคืน - กจิ การคา๎ ของเกาํ ประเภทรถยนต๑ - ผผู๎ ลิตหรอื ผู๎รบั จ๎างผลติ ผลิตภณั ฑ๑ซดี ี ๔. บัญชีพิเศษแสดงการหกั ภาษี ณ ท่จี าํ ยและนําสํง ๕. รายงานภาษธี ุรกิจเฉพาะ (กรณจี ดทะเบยี นภาษีธุรกจิ เฉพาะ) ผปู้ ระกอบการจดทะเบียนภาษีมลู คา่ เพ่ิม ๑. รายงานภาษีมลู คําเพิ่ม - รายงานภาษขี าย - รายงานภาษซี อื้ - รายงานสินค๎าและวตั ถุดบิ - รายงานการจาํ ยอะไหลโํ ดยไมํคดิ มลู คํา (สําหรับสินคา๎ ที่มีประกนั ) - บญั ชีแสดงสินคา๎ ท่คี รอบครอง กรณเี ปน็ ผป๎ู ระกอบ กจิ การโรงเลอ่ื ย โรงคา๎ ไม๎แปรรูป กิจการค๎าของเกํา ผ๎ูประกอบการที่ได๎รบั ให๎อนมุ ัติให๎จดั ตัง้ คลงั สนิ ค๎าทัณฑบ๑ นประเภทรา๎ นค๎าปลอดอากร และกิจการปโิ ตรเลยี ม ๒. บญั ชงี บดุล บัญชีทําการ และบญั ชกี าํ ไรขาดทุน ๓. บัญชีพเิ ศษเฉพาะกิจการ - กจิ การค๎าของเกาํ ประเภทรถยนต๑ - ผผ๎ู ลิตหรือผ๎ูรบั จา๎ งผลติ ผลิตภณั ฑ๑ซีดี ๔. บญั ชีรายไดก๎ ํอนหกั รายจาํ ยใดๆ (เฉพาะนิตบิ ุคคลตํางประเทศที่เข๎ามาประกอบกิจการขนสํงระหวํางประเทศ ในประเทศไทย) ๕. บัญชพี ิเศษแสดงการหกั ภาษี ณ ที่จํายและนาํ สงํ ๖. รายงานภาษธี ุรกจิ เฉพาะ (กรณจี ดทะเบยี นภาษธี ุรกจิ เฉพาะ) สรปุ ระเบยี บการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ๑. “การตรวจสอบภาษีอากร” หมายถึง การตรวจสอบไตํสวนตามหมายเรยี ก การออกตรวจสอบการปฏิบัติ เก่ยี วกับการเสยี ภาษีอากร และการตรวจคน๎ ตามประมวลรษั ฎากร ๒. “หนงั สอื แจ๎งการประเมิน” หมายความรวมถึง หนงั สอื แจ๎งภาษีอากร และหนังสือแจ๎งให๎นาํ สงํ ภาษีดว๎ ย ๓. “วนั ” หมายถงึ วนั ทําการ ๔. อาํ นาจในการออกหมายเรียก นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๗๑ ๔.๑ สาํ นกั งานสรรพากรพน้ื ที่ มอี ํานาจออกหมายเรียกผู๎มหี น๎าท่ียน่ื แบบแสดงรายการหรือผ๎ูมีหนา๎ ท่ีเสยี ภาษี อากรซ่ึงมภี ูมิลําเนาอยใูํ นเขตพืน้ ท่ีรับผดิ ชอบของตน ๔.๒ สํานกั ตรวจสอบภาษกี ลาง มอี ํานาจออกหมายเรยี กท่ัวราชอาณาจักร ๔.๓ สาํ นักงานสรรพากรภาค มีอํานาจออกหมายเรียกผม๎ู ีภูมิลําเนาอยูใํ นท๎องท่ีรับผิดชอบ ทั้งน้ี เฉพาะรายท่ี อธบิ ดีได้สงั่ การเปน็ กรณีพเิ ศษ ๔.๔ คณะทาํ งานหรือหนํวยงานใดทอี่ ธบิ ดแี ตงํ ตงั้ มอี ํานาจออกหมายเรยี กทั่วราชอาณาจกั ร สาํ หรบั การออกหมายเรียกพระบรมวงศานุวงศต์ ง้ั แตพ่ ระองคเ์ จ้าขน้ึ ไป สมาชกิ รัฐสภา ขา้ ราชการต้ังแต่ ระดบั ๙ ขึน้ ไป ตอ้ งขออนุมตั ิต่ออธบิ ดี ๕. การปฏิบตั ิทางทะเบียนและหมายเรียก เม่ือไดร๎ บั อนุมตั ิให๎ออกหมายเรียกแลว๎ ให๎รีบดําเนินการออกหมายเรยี กภายใน ๑๕ วัน นบั แตํวันทไ่ี ด๎รับอนมุ ัติ กรณหี นวํ ยตรวจสอบทไ่ี ด๎รบั อนุมัติให๎ออกหมายเรียกตรวจสอบ ผม๎ู ีหน๎าทีย่ ื่นแบบแสดงรายการหรือผม๎ู หี นา๎ ที่เสีย ภาษีอากร ซ่ึงมีภมู ลิ าํ เนากบั สถานประกอบการอยํูตํางพนื้ ที่กัน ให๎หนํวยตรวจสอบท่ไี ด๎ออกหมายเรียกสาํ เนา หมายเรยี กดังกลาํ วใหส๎ าํ นกั งานสรรพากรพน้ื ทซี่ ึ่งผูเ๎ สยี ภาษมี ีภมู ิลาํ เนาหรอื สถานประกอบการตั้งอยทํู ราบดว๎ ย ให๎หนวํ ยตรวจสอบจดั ทาํ ทะเบียนคุมการออกหมายเรียก และเมื่อได๎รบั สําเนาหมายเรียกจากหนวํ ยตรวจสอบอ่ืน ใหท๎ าํ การบันทึกในทะเบยี นคุมการออกหมายเรียกดว๎ ย ๖. การออกหมายเรียก ๖.๑ หมายเรียกท่ีออกต๎องใหเ๎ วลาลํวงหน๎าแกํผเู๎ สียภาษไี มนํ ๎อยกวาํ ๗ วัน นบั แตวํ นั ทส่ี ํงหมายเรียก และการ สงํ หมายเรียกใหส้ ่งตามมาตรา ๘ แห่งประมวลรัษฎากร ๖.๒ กรณีผเู๎ สยี ภาษีเปน็ บรษิ ัทหรือหา๎ งห๎ุนสวํ นนิตบิ ุคคลที่แจง๎ เลิกกจิ การและอยํูระหวํางการชําระบัญชี ให๎ ออกหมายเรียกไปยังผ้ชู าํ ระบัญชี ณ ภูมิลาํ เนา หรือสํานกั งานของผชู้ าํ ระบัญชีตามท่ีแจง๎ ไวก๎ บั กระทรวงพาณชิ ย๑ และใหท๎ ําหนงั สือถึงนายทะเบียนหนุ๎ สวํ นบริษทั ขอให๎ระงับการจดทะเบียนเสร็จการชําระบญั ชีไวก๎ ํอน ๖.๓ กรณผี ๎เู สียภาษเี ปน็ บริษัทหรอื ห๎างหนุ๎ สํวนนิติบุคคลท่ีแจง๎ เลิกกิจการและจดทะเบยี นเสร็จการชาํ ระบัญชี แลว๎ แตยํ งั ไมเ่ กิน ๒ ปีนับแตํวันจดทะเบียนเสร็จการชําระบัญชี ใหอ๎ อกหมายไปยังผช๎ู าํ ระบญั ชี ณ ภมู ลิ ําเนาหรอื สาํ นักงานของผ๎ชู ําระบญั ชตี ามทไี่ ด๎แจง๎ ไว๎กับกระทรวงพาณิชย๑ ใหห๎ นํวยตรวจสอบรีบประเมนิ ภาษโี ดยเร็ว เน่ืองจาก ตอ๎ งฟอู งเรยี กหนจี้ ากบริษัทหรอื ห๎างหน๎ุ สํวนนิตบิ ุคคลใหเ๎ สร็จภายใน ๒ ปี นบั แตวํ นั จดทะเบียนเสรจ็ การชาํ ระบัญชี ๗. คาํ ให๎การของผเู๎ สยี ภาษีเป็นเอกสารสาํ คัญของทางราชการและของผ๎เู สยี ภาษี ผูเ๎ สียภาษมี ีสิทธขิ อคดั ลอกหรอื สําเนาภาพถาํ ยได๎ โดยต๎องแจง๎ ให๎หวั หนา๎ สวํ นราชการของหนํวยงานนัน้ ทราบกํอน ๘. ระยะเวลาการตรวจสอบ ๘.๑ กรณีออกหมายเรยี กตรวจสอบภาษอี ากร ให๎ดําเนนิ การออกหมายเรียกใหเ้ สร็จสิน้ ภายใน ๑๐ เดอื น นับแตวํ นั ครบกาํ หนดเวลาการยืน่ แบบเสียภาษอี ากร และให๎ทาํ การตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือน นับแตวํ นั ออกหมายเรียก ๘.๒ การออกหมายเรยี กตรวจสอบภาษอี ากรในกรณปี กติ ใหท๎ าํ ไดเ๎ ฉพาะในกรณที ี่มีหลักฐานบงํ ช้ีหรือมขี ๎อมูล เสยี ภาษไี มํถูกต๎องโดยไมํสามารถใช๎วิธกี ารอื่นใดเพื่อให๎ผู๎เสยี ภาษียืน่ แบบดว๎ ยตนเอง ต๎องออกหมายเรียกใหเ๎ สร็จส้ิน ภายใน ๑๐ เดือน นบั แตวํ นั ครบกาํ หนดเวลาการยืน่ แบบเสียภาษี โดยออกหมายเรียกเพียง ๑ รอบบัญชี กรณที ี่ จาํ เปน็ ต๎องออกหมายเรียกของรอบระยะเวลาบญั ชหี รอื ปภี าษอี ่ืน ใหข๎ ออนมุ ัตติ ํอสรรพากรภาค ๙. การจัดทาํ แบบแสดงรายการทรพั ย๑สิน ใหจ๎ ัดทํากรณผี ลการตรวจมภี าษปี ระเมนิ ต้งั แตํ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ขน้ึ ไปยกเว๎นกิจการที่มน่ั คงตามดุลพินิจของเจ๎าพนักงาน ๑๐. ระยะเวลาพจิ ารณารายงานผลการตรวจสอบ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๗๒ ๑๐.๑ กรณีผูบ๎ งั คับบัญชาที่ไมํมีอาํ นาจอนุมตั ปิ ระเมนิ ตอ๎ งดําเนนิ การภายใน ๕ วนั นับแตวํ นั ทไ่ี ด๎รบั สํานวน การตรวจสอบ ๑๐.๒ กรณีผบู๎ งั คบั บัญชาทม่ี ีอํานาจอนุมัตปิ ระเมนิ ต๎องดําเนินการภายใน ๑๐ วนั นบั แตํวันที่ไดร๎ ับสาํ นวน การตรวจสอบ ๑๑. การแจ๎งผลการตรวจสอบ เม่อื ผ๎บู งั คบั บญั ชาผ๎มู ีอํานาจประเมนิ อนุมัติผลการตรวจสอบให๎เจา๎ พนักงานแจ๎งให๎ ผเู๎ สยี ภาษีมารบั ทราบผลโดยเร็ว หากไมํมาพบให๎ออกหนังสือเชญิ พบ หากไมํมารบั ทราบผลใหม๎ ีหนังสือเตือนอีกครงั้ หน่งึ หากผ๎ูเสียภาษยี ังคงไมํมาพบใหเ๎ สนอผบ๎ู ังคบั บัญชาพจิ ารณาส่ังการ ๑๒. การประเมินและสง่ั เรียกเก็บภาษี ให๎เจ๎าหนา๎ ทผ่ี เู๎ ตรยี มหนงั สือแจ๎งการประเมนิ ลงลายมือช่ือพร๎อมอักษรตวั บรรจง ตาํ แหนงํ และเลขประจําตวั ขา๎ ราชการสรรพากร(ลสก.) กาํ กับไว๎ทุกฉบับ และจดั ทําใบแนบใบแจ๎ง ๑๓. การยกเลิกการประเมิน ให๎รายงานผูบ๎ งั คบั บญั ชาตามลาํ ดบั ขัน้ และใหถ๎ ือปฏบิ ตั ิตามระเบียบบญั ชีลกู หน้ีคาํ ภาษีอากร ๑๔. การคืนบัญชีเอกสาร ๑๔.๑ กรณที ่ปี ระเมนิ ภาษีโดยผเู๎ สยี ภาษีไมมํ ีสิทธิอุทธรณต๑ ามประมวลรษั ฎากร แตํอาจใชส๎ ิทธฟิ ูองร๎องตํอศาล ในกรณีละเมดิ ภายใน ๑ ปี เฉพาะบัญชเี อกสารทเ่ี ป็นประโยชน๑และจําเปน็ เกย่ี วกับคดใี ห๎พจิ ารณาคนื ให๎เมื่อพ๎น กําหนดเวลา ๑ ปี นับแตํวันท่ีคณะกรรมการพจิ ารณาอุทธรณไ๑ มํรบั อุทธรณ๑ ๑๔.๒ กรณีผ๎ูเสียภาษไี ด๎ใช๎สิทธิอุทธรณ๑หรือสทิ ธิฟอู งร๎องตํอศาล ให๎ทาํ หนงั สือสอบถามไปยังหนํวยงานที่ เกี่ยวขอ๎ งภายใน ๑๕ วนั นบั แตํวันชแี้ จงคําอุทธรณ๑ โดยใหร๎ ะบใุ นหนังสอื สอบถามวําหากไมํแจ๎งความประสงคภ๑ ายใน ๓๐ วัน นบั แตํวันทีไ่ ด๎รับหนังสือจะดําเนนิ การคนื บัญชเี อกสารให๎ผเ๎ู สียภาษีตอํ ไป ๑๕. การปฏิบัติในการออกตรวจคน๎ (มาตรา ๓ เบญจ) เจ๎าพนกั งานที่จะทําการตรวจค๎นจะต๎องมจี ํานวนไมํนอ๎ ยกวํา ๔ นาย โดยมีข้าราชการระดบั ๗ เปน็ หัวหน้าคณะ ถ๎ามีไมเํ พียงพอกใ็ หข๎ ๎าราชการระดับ ๖ เป็นหวั หนา๎ คณะ คาํ สัง่ ตรวจค๎นใหจ๎ ดั ทํา๓ ฉบบั ฉบบั ที่ ๑ ใหน๎ ําไปแสดงกับผ๎ูรับการตรวจเสรจ็ แลว๎ ให๎นําตดิ สํานวนตรวจสอบ ฉบบั ที่ ๒ นําตดิ สมดุ คาํ สง่ั ภายหลงั จากการตรวจค๎นเสรจ็ สิ้นแล๎ว ฉบับที่ ๓ สํงมอบให๎แกํผ๎ูประกอบการหรือเจา๎ ของ หรือผค๎ู รอบครองสถานที่ ๑๖. กฎหมายทเี่ กย่ี วขอ๎ ง ๑๖.๑ มาตรา ๑๙ แหํงประมวลรัษฎากร มเี หตุอนั ควรเช่อื วาํ ผ๎ใู ดแสดงรายการตามแบบที่ย่นื ไมํถูกต๎องตาม ความจรงิ หรือไมบํ ริบรู ณ๑ ใหเ๎ จ๎าพนกั งานฯมีอาํ นาจออกหมายเรยี ก อายุความในการออกหมายเรียก ต๎องกระทําภายในสองปีนับแตวํ ันที่ยื่นแบบแสดงรายการไมํวําการยน่ื แบบ น้ันได๎กระทาํ ภายในกาํ หนดเวลาทีก่ ฎหมายกาํ หนดหรอื เวลาทีร่ ัฐมนตรีหรืออธิบดขี ยายหรอื เล่อื นออกไปหรือไมํ การขยายเวลาการออกหมายเรยี ก ถ๎ามเี หตุสงสัยวําผู๎ยื่นแบบแสดงรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษอี ากรหรือ เพื่อประโยชน๑การคืนภาษีอากร อธิบดจี ะอนุมตั ิขยายเวลาออกหมายเรียกเกินกวําสองปีก็ได๎แตํต๎องไมํเกนิ ห๎าปีนบั แตํ วนั ที่ยน่ื รายการ แตกํ รณขี ยายเวลาเพอื่ การคืนภาษใี ห๎ขยายได๎ไมํเกนิ กําหนดเวลาตามท่ีมสี ทิ ธิขอคืนภาษีอากร อํานาจเจา๎ พนกั งานประเมนิ มีอาํ นาจออกหมายเรยี กผ๎ูย่ืนรายการและพยานมาไตํสวน หรือนาํ บญั ชเี อกสาร หรือหลกั ฐานอน่ื อนั ควรแกํเรื่องมาแสดงได๎ กําหนดเวลาใหป๎ ฏบิ ัตติ ามหมายเรยี ก ตอ๎ งให๎เวลาไมํน๎อยกวํา ๗ วัน นบั แตํวันทสี่ งํ หมาย ๑๖.๒ มาตรา ๒๓ แหงํ ประมวลรัษฎากร การออกหมายเรยี กกรณีไมยํ ื่นรายการ ๑๖.๓ มาตรา ๘๘/๔ แหงํ ประมวลรษั ฎากร การออกหมายเรยี กตรวจสอบเกีย่ วกบั ภาษมี ูลคาํ เพ่มิ ๑๖.๔ มาตรา ๙๑/๒๑(๕) แหํงประมวลรษั ฎากร การออกหมายเรียกตรวจสอบเกยี่ วกับภาษธี ุรกิจเฉพาะ ๑๖.๕ มาตรา ๑๒๓ แหงํ ประมวลรษั ฎากร การออกหมายเรยี กตรวจสอบเกี่ยวกบั อากรแสตมป์ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๗๓ ๑๗. การสงํ หมายเรียกหรือหนังสือแจ๎งให๎เสียภาษหี รอื หนงั สืออน่ื ๆ ๑๗.๑ วิธกี ารสํงตามมาตรา ๘ แหํงประมวลรัษฎากร ๑) สํงทางไปรษณียล๑ งทะเบียนตอบรับ ๒) เจ๎าพนกั งานสรรพากรนําสํง ๓) ปดิ หมาย หนงั สือแจง๎ หรือหนงั สืออน่ื ๔) โฆษณาในหนงั สือพิมพ๑ ใหส๎ ํงตามวธิ ที ี่ ๑ และ ๒ กอํ น ถ๎าไมํสามารถสงํ ได๎ใหใ๎ ชว๎ ิธีที่ ๓ หรอื ๔ ดังกลําวข๎างตน๎ ๑๗.๒ เวลาและสถานที่สงํ ๑) สํง ณ ภมู ลิ าํ เนา หรือถน่ิ ที่อยูํ หรอื สํานกั งานของบคุ คลนน้ั ๒) สํงในระหวาํ งเวลาพระอาทิตยข๑ นึ้ ถึงพระอาทิตยต๑ กหรือในเวลาทําการของบุคคลน้นั ๑๘. อาํ นาจการประเมิน มาตรา ๒๐ แหงํ ประมวลรษั ฎากร การประเมนิ ภาษีอากรกรณียื่นรายการไมํถูกต๎อง มาตรา ๒๑ แหงํ ประมวลรัษฎากร การประเมินกรณไี มปํ ฏบิ ตั ติ ามหมายเรียก ตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๔ แหงํ ประมวลรษั ฎากร การประเมินกรณไี มํยืน่ แบบแสดงรายการ มาตรา ๒๕ แหํงประมวลรษั ฎากร การประเมนิ กรณไี มปํ ฏบิ ัตติ ามหมายเรียกตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๗๑(๑) แหงํ ประมวลรษั ฎากร การประเมินกรณี ไมํนาํ สงํ เอกสารหรือนาํ สํงเอกสารไมเํ พียงพอตํอการ ตรวจสอบ มาตรา ๒๒ แหํงประมวลรษั ฎากร เบ้ียปรบั กรณยี ื่นรายการไมถํ ูกตอ๎ ง มาตรา ๒๖ แหํงประมวลรษั ฎากร เบ้ียปรบั กรณีไมํยน่ื รายการ มาตรา ๒๗ แหงํ ประมวลรัษฎากร(เงนิ เพม่ิ ) มาตรา ๖๗ ตรี แหํงประมวลรัษฎากร (เงินเพิม่ ) มาตรา ๘๘, ๘๘/๑(๑)-(๖) แหงํ ประมวลรัษฎากร อาํ นาจประเมนิ ภาษมี ลู คําเพม่ิ เบยี้ ปรับและเงนิ เพิ่ม มาตรา ๘๘/๑ แหํงประมวลรัษฎากรการประเมินภาษีกรณีออกใบกํากบั ภาษโี ดยไมมํ ีสทิ ธิออก มาตรา ๘๘/๖ แหงํ ประมวลรัษฎากร กําหนดระยะเวลาการประเมินภาษีมูลคาํ เพ่ิม มาตรา ๙๑/๑ ,๙๑/๑๖ แหํงประมวลรษั ฎากร อาํ นาจเจา๎ พนักงานประเมินเก่ียวกบั ภาษธี รุ กจิ เฉพาะ มาตรา ๑๑๔ แหํงประมวลรัษฎากร การเรียกเงินเพิม่ อากร ๑๙. หลักเกณฑ๑การตรวจสอบภาษีอากร กรณอี ่นื ๆ ๑๙.๑ แบบ ค.๑๐ ขอคนื ภาษีเงนิ ไดน๎ ิตบิ ุคคล ใหก๎ ระทําได๎โดยไมํต๎องออกหมายเรยี กตรวจสอบ เว๎นแตํเป็น กรณที ี่ใกลข๎ าดอายุความการออกหมายเรยี ก หรือไมปํ ฏิบัติให๎แล๎วเสรจ็ ภายในอายคุ วามการออกหมายเรียก ๑๙.๒ แบบ ค.๑๐ การขอคืนภาษีเงนิ ได๎นติ บิ ุคคล ให๎ทาํ การตรวจสอบใหแ๎ ลว๎ เสร็จภายใน ๖ เดอื น นบั แตํ วันที่ได๎รบั แบบ ค.๑๐ ๑๙.๓ คําขอหรอื คํารอ๎ งกรณีแจ๎งเลกิ กจิ การท่ีมหี ลกั ฐานอยกํู ํอนแล๎ว ให๎ทาํ การตรวจสอบใหแ๎ ลว๎ เสร็จ ภายใน ๖ เดือน นับแตํวันครบกําหนดเวลาการยืน่ แบบเสยี ภาษขี องรอบระยะเวลาบัญชที ี่แจ๎งเลิกกจิ การ หรอื วนั รบั แจ๎งเลกิ กจิ การ ระบบงานกาํ กบั ดูแล ผูป๎ ระกอบการท่ีต๎องกาํ กบั ดูแล ไดแ๎ กํ นติ ิบุคคลทกุ รายและบุคคลธรรมดาทีม่ ีเงินได๎พงึ ประเมนิ ม. ๔๐ (๕) – (๘) แหงํ ประมวลรษั ฎากร(ไมํวําจะมี เงินได๎ ม. ๔๐ (๑) – (๔) รวมอยูํด๎วยหรอื ไมํกต็ าม นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๗๔ การกํากับดแู ล ผป๎ู ระกอบการจด VAT กาํ กบั ดูแลตามสถานประกอบการ (ไมเํ ก่ยี วกบั กบั ยนื่ แบบรวมทใ่ี ด) นิติบุคคลไมจํ ด VAT ทอ้ งทที่ ี่ตง้ั สาํ นักงานใหญ่เปน็ ผก๎ู ํากบั ดแู ล รวมทั้งสาขาในท๎องที่อนื่ ด๎วย บุคคลธรรมดาไมํจด VAT ทอ้ งทีท่ ี่ตั้งภูมลิ าํ เนากาํ กับดูแล (ตามทร่ี ะบใุ น ล.ป. ๑๐.๑) การจัดต้ังทมี กาํ กับ ๑ ทมี ใหญํประกอบด๎วย ๓ ทมี ยํอย มีเจ๎าหนา๎ ท่ที ีมยํอยละ ๓ คน รวมทง้ั สนิ้ ๑๐ คน การกาํ กบั ดูแลในระบบ ผป๎ู ระกอบการจด VAT ใหค๎ วามเห็นในระบบทุกเดือน ๆ ละ ๑ ครงั้ ถา๎ รายมากให๎ไมํเกนิ ๒ เดอื น โดยเลอื ก ภ.พ.๓๐ นิติบคุ คลไมจํ ด VAT ให๎ความเห็นในระบบทุกเดือน ๆ ละ ๑ ครั้ง ถ๎ารายมากให๎ไมํเกิน ๒ เดือน โดยเลือก ภ.ง.ด. ๕๓ บุคคลธรรมดาไมํจด VAT ใหค๎ วามเหน็ ปีละ ๒ ครง้ั (ตค-มคี และ เมย. – กย) การตรวจสภาพกจิ การ เปาู หมาย ๓ ราย/ทีมยํอย/สัปดาห๑ (รายละ ๑ วนั ทาํ การ) ตรวจสภาพกจิ การให๎แลว๎ เสร็จภายใน ๓ เดือนนบั แตํวนั ออกตรวจ ผู๎ประกอบการจด VAT ทท. ลบรายให๎แล๎วไปอยูใํ นเมนู ๓.๑.๑๑ ผู๎ประกอบการไมํจด VAT สท.โดยฝุายวางแผนและประเมนิ ผลลบรายแลว๎ ไปอยํใู นเมนู ๓.๑.๑๐ การเลือกรายผูป๎ ระกอบการเขา๎ ทีม จะตอ๎ งเลอื กภายใน ๓๐ วันนบั แตํวนั ท่ีขน้ึ ระบบในเมนู ๔.๕ สรปุ แนวทางปฏิบตั ิกรมสรรพากร ท่ี ศน. ๙/๒๕๕๓ เร่ือง การสาํ รวจแหลง่ ภาษี นิยามศัพท๑ทีส่ าํ คัญ “การสํารวจ” หมายถงึ การออกไปปฏบิ ตั งิ านนอกสถานท่ีเพอื่ หาข๎อเทจ็ จริงเกี่ยวกับการมเี งนิ ไดห๎ รือการประกอบ กิจการเพือ่ นํามาใช๎ในการบริหารการจดั เกบ็ ภาษีอากร และนาํ ผูม๎ เี งนิ ไดห๎ รือผ๎ปู ระกอบการทอ่ี ยํูนอกระบบเข๎าสรูํ ะบบ ภาษีอากร รวมถงึ การให๎คาํ ปรกึ ษา แนะนํา เกยี่ วกับการเสียภาษอี ากรตามประมวลรษั ฎากร “เจ๎าหนา๎ ทส่ี าํ รวจ” หมายถงึ เจา๎ หน๎าทซ่ี ง่ึ ได๎รับแตงํ ตั้งจากสรรพากรอําเภอ หรอื สรรพากรพื้นที่ หรืออธบิ ดี กรมสรรพากร ให๎ปฏบิ ตั ิงานสํารวจ “แผนงานสํารวจ” หมายถึง แผนงานสาํ รวจพน้ื ทเ่ี ปาู หมาย และแผนงานสาํ รวจรายเปาู หมาย “พ้ืนทีเ่ ปูาหมาย” หมายถงึ พื้นท่ีซง่ึ คาํ ดวําจะมผี ๎ูมีเงินไดห๎ รือผูป๎ ระกอบการที่อยํนู อกระบบภาษี หรอื ปฏบิ ตั ิไมํถูกต๎อง เกยี่ วกบั การเสียภาษีอากรตามประมวลรษั ฎากร “รายเปาู หมาย” หมายถงึ ข๎อมูลรายตัวซึ่งมลี ักษณะบงํ ชี้วาํ ผู๎มเี งินไดห๎ รือผ๎ปู ระกอบการอาจจะอยํูนอกระบบภาษี หรอื ปฏบิ ตั ไิ มํถูกต๎องเก่ียวกบั การเสยี ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร “นติ ิบคุ คลตงั้ ใหมํ” หมายถึง บริษัทหรอื ห๎างห๎ุนสวํ นนิติบุคคลที่จดทะเบยี นนิตบิ ุคคลกบั กรมพัฒนาธรุ กจิ การค๎า(แกไ๎ ข ตามหนังสอื ที่ กค ๐๗๓๔/ว ๕๓๘๐ ลงวนั ท่ี ๒๘ มถิ ุนายน ๒๕๕๕) ขอบเขตการปฏิบัตงิ านสํารวจ ๑. การสาํ รวจพนื้ ที่เปูาหมาย ๒. การสาํ รวจรายเปาู หมาย ๓. การสํารวจนติ ิบคุ คลต้ังใหมํ ผู๎มีอาํ นาจในการสํารวจ ๑. สรรพากรอาํ เภอหรือผท๎ู ี่ได๎รบั มอบหมาย นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๗๕ ๒. ผู๎ท่ไี ด๎รบั มอบหมายจากสรรพากรพน้ื ท่ี ๓. ผู๎ทไ่ี ด๎รับมอบหมายจากอธบิ ดกี รมสรรพากร แบบทใ่ี ช๎ในการสาํ รวจ ๑. แผนงานสํารวจ (สร.๑) ๒. สมุดส่งั การใหส๎ ํารวจ (สร.๒) ๓. หนงั สอื นําตัว (สร.๓) ๔. แบบสํารวจและติดตาม (สร.๔) ๕. หนงั สอื แจ๎งผลการสํารวจ (สร.๕) ๖. แบบนาํ สํงข๎อมลู การสํารวจ (สร.๖) ๗. หนงั สอื เตือน (สร.๗) ๘. หนงั สือแจ๎งการสํารวจ (สร.๘) ๙. รายงานติดตามผลการสํารวจ (สร.๙) ๑๐. หนงั สอื แจ๎งใหร๎ บั ทราบความผดิ (สร.๑๐) ทมี งานทีร่ ับผดิ ชอบการสาํ รวจ ๑. ทมี บรหิ ารการสาํ รวจ (สท.) ๒. ทีมสาํ รวจ (สส./สท.) การจัดตง้ั ทีมสาํ รวจ ทีมสํารวจ สส. เจา๎ หนา๎ ทท่ี ไี่ ด๎รบั แตงํ ตง้ั จากสรรพากรอาํ เภออยาํ งน๎อย ๒ คน โดยมีข๎าราชการระดับชํานาญ การเปน็ หัวหนา๎ ทมี สํารวจ เว๎นแตํกรณีมีเหตผุ ลและความจาํ เป็น สรรพากรอําเภออาจแตํงตงั้ ข๎าราชการอ่นื ที่มีความ เหมาะสมเป็นหวั หน๎าทีมสํารวจได๎ ทมี สํารวจ สท. (กรณี สท.มีความประสงคจ๑ ะจัดต้ังทมี สํารวจ) เจา๎ หนา๎ ท่ที ไี่ ดร๎ บั แตํงตัง้ จาก สท.อยํางน๎อย ๒ คน โดยใหข๎ า๎ ราชการระดับชํานาญการขน้ึ ไปเปน็ หัวหน๎าทีมสํารวจเว๎นแตํกรณีมเี หตุผลและความจําเป็น สรรพากร พ้ืนท่ีอาจแตงํ ตั้งขา๎ ราชการอน่ื ทมี่ คี วามเหมาะสมเปน็ หวั หน๎าทีมสาํ รวจได๎ และเพื่อให๎การบนั ทกึ ผลการสาํ รวจของและ ความเห็นบนระบบงานฯได๎ครบถ๎วนตามข้ันตอนที่กรมสรรพากรกาํ หนด ใหส๎ รรพากรพน้ื ท่ีแตํงต้งั ข๎าราชการระดับ ชาํ นาญการข้ึนไปบันทึกความเหน็ ในฐานะสรรพากรอําเภอ หนา้ ทข่ี องทีมสํารวจ ๑. จดั ทําแผนงานสาํ รวจ ๒. ออกสาํ รวจแหลํงภาษี ๓. บันทึกผลการสาํ รวจและความเหน็ เกยี่ วกบั การสํารวจ ๔. ตดิ ตามผลการสาํ รวจ การดาํ เนนิ การของทีมสํารวจ ๑. จดั ทาํ แผนงานสํารวจเป็นรายเดือนหรอื รายไตรมาส (ใชแ๎ บบ สร.๑) ขออนุมัตติ อํ สรรพากรพ้ืนท่ี ๑.๑ แผนงานสํารวจพืน้ ที่เปาู หมาย ๑.๒ แผนงานสาํ รวจรายเปูาหมาย ๒. การออกสํารวจแหลํงภาษีอากร ๒.๑ ให๎ลงชอ่ื ในสมดุ สัง่ การให๎สาํ รวจ (สร.๒) เพ่ือขออนมุ ัติและออกสํารวจตามแผนงานสํารวจทไ่ี ดร๎ บั อนุมัติ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๗๖ ๒.๒ กรณีออกสาํ รวจรายเปูาหมายหรือนติ บิ ุคคลตง้ั ใหมํ อาจสํงหนงั สอื แจง๎ การสาํ รวจ ตามแบบ สร.๘ ให๎ ผู๎รับการสาํ รวจทราบลวํ งหน๎า ไมํน๎อยกวํา ๗ วนั ทําการ ๒.๓ จัดทาํ หนังสอื นาํ ตัว (สร.๓) มอบให๎ผูร๎ ับการตรวจ ๑ ฉบบั และเกบ็ ไว๎ในสํานวนการสาํ รวจ ๑ ฉบับ เว๎น แตํกรณีออกสํารวจพ้ืนที่เปูาหมาย เกบ็ ไว๎ในสํานวนทั้ง ๒ ฉบบั ๒.๔ ดําเนินการสาํ รวจใหไ๎ ด๎ข๎อมูลตามสภาพข๎อเทจ็ จริงเกี่ยวกบั การมเี งนิ ได๎ หรอื การประกอบกจิ การ และ ข๎อมูลอนั เป็นสาระสําคัญให๎ครบถว๎ น โดยจดบันทกึ ไวใ๎ นแบบสํารวจและตดิ ตาม (สร.๔) การบันทึกที่อยูํทต่ี ิดตํอได๎ กรณีผปู๎ ระกอบการประกอบกิจการขายสนิ คา๎ หรือให๎บริการ ใหถ๎ อื เอาทต่ี ้งั สถานประกอบการเปน็ สาํ คญั หาก ไมสํ ามารถระบุไดห๎ รือไมํมที ี่ต้ังทีแ่ นนํ อนหรือกรณีไมเํ ป็นผ๎ูประกอบการขายสินคา๎ หรือให๎บรกิ าร ให๎บนั ทึกที่อยํูซึง่ เปน็ ที่ อาศยั เปน็ ประจาํ และไปรษณียส๑ งํ ถึง กรณีมีความจําเปน็ ไมํสามารถระบุท่ีอยํูขา๎ งตน๎ ได๎ ให๎บนั ทกึ ที่อยํตู ามบัตร ประจําตวั ประชาชน หรอื หลักฐานอ่นื ที่สามารถระบุภมู ิลาํ เนาของผม๎ู ีเงนิ ไดห๎ รือผูป๎ ระกอบการ และในกรณสี าํ รวจ สถานประกอบการสาขา ใหท๎ ีมสาํ รวจบันทึกทตี่ ั้งสาํ นักงานใหญไํ วใ๎ นแบบสาํ รวจดว๎ ย ๒.๕ การสํารวจพืน้ ท่ีเปาู หมายหรอื รายเปาู หมาย กรณพี บผ๎ูประกอบการ หรือ กรณีไมพํ บผ๎ปู ระกอบการให๎ ดําเนนิ การ ดังน้ี ๒.๕.๑ กรณสี ํารวจพบผมู๎ เี งนิ ได๎ - มีหน๎าท่ยี น่ื แบบฯแตํไมยํ นื่ แบบ ให๎ออกหนังสอื แจง๎ ผลการสาํ รวจ (สร.๕) แจง๎ ใหย๎ ่นื แบบฯ ภายใน ๗ วนั ทําการนับตง้ั แตสํ ํารวจพบ - มีหน๎าทยี่ ่ืนแบบฯ แตํยังไมํถึงกาํ หนดเวลายืน่ แบบฯ ใหอ๎ อกหนังสอื แจง๎ ผลการสํารวจ (สร.๕) ใหย๎ นื่ แบบฯ ภายในระยะเวลาทกี่ ฎหมายกาํ หนด - มีหน๎าทจี่ ดทะเบยี นภาษมี ูลคาํ เพิ่ม/ภาษีธรุ กจิ เฉพาะ แตํยงั ไมจํ ด ใหอ๎ อกหนงั สอื แจง๎ ผลการสํารวจ(สร. ๕) ให๎ดําเนนิ การภายใน ๗ วนั ทาํ การนับตั้งแตสํ ํารวจพบ ๒.๕.๒ กรณีสํารวจไมพํ บผ๎ูมีเงินได๎ หรือผู๎ประกอบการไมํมาพบ ให๎สอบถามข๎อมลู จากผู๎ครอบครอง สถานที่ หรอื ผ๎ูท่ีอยูอํ าศยั ข๎างเคียง หากมีความจาํ เปน็ อาจนัดวันเวลามาสํารวจใหมํ หรอื ออกหนังสือแจง๎ ผลการสํารวจ (สร.๕)เพือ่ ให๎ผ๎มู ีเงนิ ได๎มาให๎ข๎อมูลเพิ่มเตมิ ภายใน ๗ วันทําการนับต้งั แตํวันสํารวจพบ ๓. กําหนดระยะเวลาการบันทกึ ข๎อมลู ๓.๑ กรณีไมํต๎องออก สร.๕ ให๎บนั ทกึ ผลการสาํ รวจและให๎ความเห็นภายใน ๗ วันทาํ การนับแตวํ ันทอ่ี อก สํารวจ หัวหนา๎ งานสาํ รวจบันทกึ ความเหน็ ภายใน ๗ วนั ทาํ การนบั ตง้ั แตเํ จ๎าหน๎าที่สํารวจบนั ทึกความเหน็ สรรพากรอําเภอบันทึกความเหน็ ภายใน ๗ วันทาํ การ นบั แตหํ วั หน๎างานสาํ รวจบนั ทึกความเหน็ ๓.๒ กรณีออก สร.๕ - กรณแี จ๎งให๎ผป๎ู ระกอบการมายืน่ แบบ จด VAT/SBT ใหบ๎ นั ทกึ ผลการสาํ รวจภายใน ๗ วันทาํ การนบั แตํวัน ครบกําหนดนัดตามแบบ สร.๕ - กรณี สร.๕ นัดใหม๎ าขอเลขประจําตัวผู๎เสยี ภาษอี ากรใหบ๎ ันทกึ ภายใน ๗ วนั ทาํ การนับแตํวนั ที่มาขอมี เลข กรณีไมใํ หค๎ วามรํวมมือให๎บนั ทึกความเห็นภายใน ๗ วันทาํ การนับแตํดาํ เนนิ การเสร็จโดยวันทีด่ าํ เนนิ การ เสรจ็ ตอ๎ งไมเํ กนิ ๓๐ วนั ทาํ การนบั แตํวนั ครบกาํ หนดนดั ตาม สร.๕ หัวหน๎างานสํารวจบันทึกความเหน็ ภายใน ๗ วันนบั แตํวนั ทีด่ ําเนนิ การแลว๎ เสร็จ หมายเหตุ เนอ่ื งจาก ๑. กรมสรรพากรกาํ หนดให๎นิติบุคคลท่ีจดทะเบียนกบั กรมพัฒนาธุรกจิ การคา๎ ตงั้ แตวํ นั ท่ี ๑ กมุ ภาพันธ๑๒๕๕๕ ใช๎เลขทะเบยี นนติ ิบุคคล ๑๓ หลักที่กรมพัฒนาธุรกจิ การค๎าออกให๎เปน็ เลขประจําตวั ผ๎ูเสียภาษีอากรโดยไมํต๎องย่ืนคาํ รอ๎ งขอมีเลขประจําตวั ผ๎เู สียภาษอี ากร นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๗๗ ๒. กรมสรรพากรไดม๎ ีแนวทางปฏบิ ัตกิ ารสํารวจนติ บิ คุ คลตัง้ ใหมํและแนวทางปฏิบตั กิ ารบันทึกข๎อมลู นติ ิบุคคลตง้ั ใหมบํ นระบบสํารวจและตดิ ตามธรุ กิจนอกระบบ ท่ี กค ๐๗๓๔/ว๕๓๘๐ ลงวันท่ี ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมสรรพากร จึงกําหนดแนวทางปฏิบตั ใิ หมํ ดังนี้ ๒.๑ กาํ หนดวัตถุประสงค๑การออกสาํ รวจนิตบิ คุ คลรายใหมํ โดยมวี ัตถปุ ระสงค๑ เพอ่ื ทราบข๎อเทจ็ จริงเก่ยี วกบั การ ประกอบธุรกจิ และเพื่อแนะนําใหผ๎ ๎เู สียภาษที ราบเกย่ี วกับประมวลรัษฎากรทีเ่ ก่ียวขอ๎ ง กํอนนําเขา๎ สูรํ ะบบกาํ กบั ดแู ล ๒.๒ กําหนดคาํ นิยามใหมํ “นิติบคุ คลตง้ั ใหมํ” หมายถึง บริษทั /ห๎างฯ ทจี่ ดทะเบยี นนิตบิ คุ คลกับกรมพฒั นาธรุ กิจการค๎า “จาํ นวนรายเสรจ็ ” หมายถงึ รายนิตบิ ุคคลต้ังใหมํทที่ ีมสํารวจออกสํารวจสภาพกิจการและนาํ เขา๎ ระบบกาํ กบั ดูแลแลว๎ และรายนิติบุคคลตัง้ ใหมทํ ่ีทีมสาํ รวจแจง๎ ผลการสํารวจตามแบบ สร.๕ ให๎จด VAT/SBT ซึง่ ทีม บส.ได๎ ดาํ เนินการตดิ ตามใหเ๎ ข๎าระบบสาํ รวจแลว๎ ๒.๓ การสํารวจนติ บิ คุ คลตั้งใหมํตัง้ แตํ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ ใหส๎ ํานักงานสรรพากรพ้นื ท่ีสาขาเปน็ ผสู๎ าํ รวจทุกรายให๎ แลว๎ เสรจ็ ภายใน ๖ เดือนนับต้ังแตํ ศน. นาํ ข๎อมูลขึ้นบนระบบงานสํารวจฯโดยไมํต๎องจัดทําแผนงาน (ดังนน้ั แนวทางปฏบิ ัติกรมสรรพากร ทศ่ี น.๙/๒๕๕๓ หนา๎ ท่ี ๕ เร่อื งการสาํ รวจนิติบคุ คลต้ังใหมํจงึ ถูกยกเลิกโดย ปริยาย) หนา้ ที่ของทีมบรหิ ารการสํารวจ ๑.พจิ ารณาแผนงานสํารวจของทมี สาํ รวจ ๒.วิเคราะห๑และจดั สํงข๎อมูลการสาํ รวจใหห๎ นํวยงานท่ีเกีย่ วข๎อง ๓.ปฏิบตั ิงานบนระบบสาํ รวจและตดิ ตามธุรกจิ นอกระบบ ๔.ควบคมุ และตดิ ตามการปฏิบัตงิ านสํารวจและหนวํ ยงานท่ีเกย่ี วข๎อง การนบั เวลาดาํ เนินการ การนบั เวลาซ่ึงมกี ําหนดเป็นวันตามแนวทางปฏิบัตนิ ี้ ใหเ๎ ริม่ นับในวนั ถัดจากวนั ทด่ี าํ เนนิ การใดๆ ตามแนวทาง ปฏิบัติกาํ หนด หากกําหนดเป็นวนั ทําการ ให๎เริ่มนับในวนั ทําการถัดจากวนั ท่ดี าํ เนินการใดๆด๎วย หลกั เกณฑ์การเบกิ ค่าตอบแทนเหมาจา่ ย ๑. การเบิกคําตอบแทนเหมาจํายการออกปฏิบัติงานสาํ รวจในเวลาราชการ มีเง่ือนไขการเบกิ คําตอบแทน ดังน้ี ๑.๑ ให๎เบิกคาํ ตอบแทนเหมาจาํ ยในอัตราวันละ ๒๐๐ บาท/คน โดยใหส๎ ิทธเิ บกิ ไดต๎ ามจํานวนวันที่ออก ปฏบิ ตั งิ านจริง ๑.๒ ต๎องสํารวจให๎ได๎จํานวนรายอยาํ งน๎อย ๒ ราย/คน/วนั ๑.๓ สามารถแยกเบิกคาํ ตอบแทนเหมาจํายได๎เป็นรายบุคคล ๒. การเบกิ คาํ ตอบแทนเหมาจาํ ยการออกปฏบิ ตั ิสํารวจนอกเวลาราชการ หรอื ในวนั หยุดราชการ ๒.๑ ใหเ๎ บิกคาํ ตอบแทนเหมาจาํ ยในอัตราช่วั โมง ๖๐ บาท/คน โดยให๎มีสทิ ธเิ บกิ ได๎ตามเวลาทอ่ี อกปฏบิ ัตงิ าน จริง ๒.๒ ตอ๎ งสํารวจใหไ๎ ด๎จํานวนรายอยํางน๎อย ๑ ราย/สาย/ ๒ ช่วั โมง ๒.๓ การออกสํารวจหลายชวํ งเวลาภายในวนั เดียวกนั ให๎นบั เวลาปฏบิ ัตงิ านนอกเวลาราชการหรือใน วนั หยดุ ราชการทุกชวํ งเวลารวมกนั เพื่อเบกิ คาํ ตอบแทนเหมาจํายสําหรับวนั นน้ั ๒.๔ ในกรณีได๎รบั คาํ ตอบแทนอ่ืนจากทางราชการสาํ หรบั การปฏบิ ัติงานนอกเวลาราชการ หรือใน วนั หยุดราชการแล๎ว หากมกี ารออกสาํ รวจในวนั และเวลาเดียวกันใหเ๎ บกิ ไดท๎ างเดยี ว นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๗๘ สรุปประเด็นในการแกไ้ ขปรบั ปรงุ แนวทางปฏิบัติกรมสรรพากร ที่ ศน.๙/๒๕๕๓ เร่อื ง การสาํ รวจแหล่งภาษีอากร ๑. เปลยี่ นช่ือจากเดิม “การสํารวจสถาน ประกอบการ” ซงึ่ เน๎นการสํารวจเฉพาะผู๎ประกอบการทอี่ ยูนํ อกระบบภาษี อากรซึ่งมีเงนิ ไดต๎ ามมาตรา ๔๐ (๕) (๖) (๗) หรือ (๘) เป็น “การสํารวจแหลงํ ภาษีอากร” โดยใหส๎ ํารวจผม๎ู เี งินไดห๎ รอื ผ๎ปู ระกอบการท่ีอยํูนอกระบบภาษี อากรและมเี งนิ ได๎พึงประเมนิ ตามมาตรา ๔๐ (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ไมวํ ํา จะเป็นผป๎ู ระกอบการหรือไมํก็ตาม ๒. เพมิ่ เติมข๎อกาํ หนดเก่ยี วกับกรอบอํานาจหน๎าที่ในการปฏิบัตงิ านสาํ รวจโดยให๎ดําเนินการภายใตก๎ รอบอํานาจหน๎าท่ี ซงึ่ กําหนดไวต๎ ามกฎกระทรวงการแบงํ สํวนราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลงั ๓. แก๎ไข ยกเลิกและเพิม่ เติมแบบทีใ่ ชใ๎ นการปฏบิ ัตงิ านสาํ รวจพร๎อมท้ังเปลยี่ นชอ่ื ยํอของแบบจากเดิม “สาํ รวจ...” เป็น “สร... .” ดงั นี้ ๓.๑ แบบท่ีแกไ๎ ข ๓.๑.๑ แผนงานสํารวจ (สร.๑) ๓.๑.๒ หนงั สอื นาํ ตัว (สร.๓) ๓.๑.๓ แบบสํารวจและตดิ ตาม (สร.๔) ๓.๑.๔ หนงั สือแจง๎ ผลการสาํ รวจ (สร.๕) ๓.๑.๕ หนังสือเตอื น (สร.๗) ๓.๑.๖ หนังสอื แจ๎งการสาํ รวจ (สร.๘) ๓.๒ แบบท่ียกเลิก ๓.๒.๑ สรุปผลการสาํ รวจ (สํารวจ ๖) ๓.๒.๒ หนงั สือแจง๎ การเปล่ยี นแปลงประเภทกิจการ (สาํ รวจ ๗) ๓.๒.๓ รายงานสรปุ ผลการสาํ รวจ (สาํ รวจ ๘) ๓.๒.๔ ทะเบียนคุมการออกหนงั สอื แจ๎งผลการสํารวจ (สํารวจ ๑๐) ๓.๒.๕ หนงั สอื แจ๎งใหป๎ ฏิบตั ิตามประมวลรัษฎากร ๓.๓ แบบทก่ี าํ หนดเพ่ิมเติม ๓.๓.๑ แบบนาํ สํงขอ๎ มูลการสํารวจ (สร.๖) ๓.๓.๒ หนังสือแจ๎งใหร๎ ับทราบความผิด (สร.๑๐) ๔. แก๎ไขการจัดตั้งทีมสาํ รวจจากเดมิ ให๎ทีมสํารวจประกอบด๎วยเจ๎าหนา๎ ท่ีอยาํ งน๎อย ๒ คน แตํไมเํ กนิ ๓ คน เป็นให๎ทีม สาํ รวจประกอบดว๎ ยเจา๎ หน๎าท่ีอยํางน๎อย ๒ คน โดยไมํจํากัดจํานวน ๕. แก๎ไขตาํ แหนํงและระดับของเจ๎าหนา๎ ท่ีให๎สอดคลอ๎ งกับพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบขา๎ ราชการ พลเรอื น พ.ศ.๒๕๕๑ ๖. แก๎ไขข๎อกําหนดกรณีการสํงหนงั สือแจ๎งการสาํ รวจ จากเดิมกรณีออกสํารวจรายเปูาหมายและ นติ บิ คุ คลตัง้ ใหมํ ให๎ สํงหนังสือแจง๎ การสํารวจทกุ ราย เวน๎ แตํกรณีมเี หตุจําเป็นเพอ่ื ประโยชนข๑ องทางราชการ อาจไมํแจ๎งก็ไดเ๎ ปล่ียนเปน็ ให๎ สํงหนงั สือแจง๎ การสํารวจในกรณจี ําเป็นเพื่อประโยชนข๑ องทางราชการ ๗. ขยายกาํ หนดเวลาในการดําเนนิ การกรณีตาํ ง ๆ ดงั น้ี ๗.๑ การสํงหนังสอื แจง๎ การสาํ รวจ จากเดมิ ให๎สํงลํวงหนา๎ ไมํนอ๎ ยกวํา ๕ วันกอํ นออกสํารวจ เป็นให๎สํงลวํ งหน๎าไมํ น๎อยกวํา ๗ วันทาํ การกํอนวนั ออกสาํ รวจ ๗.๒ การสงํ หนังสือเตือนในกรณีท่ผี ู๎มีเงนิ ได๎หรอื ผ๎ูประกอบการไมปํ ฏบิ ัตติ ามหนังสอื แจ๎งผล การสํารวจ (สร.๕) ใน กรณตี ําง ๆ จากเดิมให๎สํงภายใน ๕ วันทําการนับแตวํ นั ทค่ี รบกาํ หนดตามหนังสอื แจง๎ ผลการสํารวจ เปน็ ให๎สํงภายใน ๗ วนั ทําการ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๗๙ ๘. กําหนดเพ่มิ เติมกรณีการสํงหนังสอื แจ๎งใหร๎ บั ทราบความผิด (สร.๑๐) เพื่อแจ๎งใหน๎ ิติบุคคลตัง้ ใหมํมาชาํ ระคาํ ปรบั และยน่ื คาํ ร๎องขอมเี ลขประจําตัวผ๎ูเสียภาษอี ากร โดยกําหนดให๎ดําเนินการภายใน ๑๕ วนั นบั แตํวนั ทีไ่ ด๎รบั หนงั สือ การขอคืนเงนิ ภาษอี ากร ระเบียบและแนวทางปฏบิ ตั ทิ ี่เกย่ี วขอ๎ ง ๑. ระเบยี บกรมสรรพากรวําด๎วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ.๒๕๓๙ ๒. ระเบยี บกรมสรรพากรวําด๎วยการคนื เงินภาษมี ูลคําเพ่ิม พ.ศ.๒๕๓๙ ๓. แนวปฏิบัติ เรื่องวิธปี ฏบิ ัติในการคืนภาษีเงนิ ไดบ๎ ุคคลเปน็ เช็ค ๔. คําสั่งกรมสรรพากรที่ ท.๕๙๖/๒๕๔๕ ,ท.๕๙๘/๒๕๔๕ ลว.๑๙ ธค.๔๕ เปน็ คําส่งั เก่ียวกับผสู๎ งํ ออกท่ดี ี และผ๎ู สํงออกขน้ึ ทะเบยี น ๕. แนวทางปฏบิ ัติ ฉบบั ที่ ๔/๒๕๔๕ , ๕/๒๕๔๕ ลว.๑๙ ธค.๔๕ เป็นกาํ หนดเวลาและวิธปี ฏิบตั เิ กีย่ วกบั ผ๎ู สงํ ออกทด่ี ี และผส๎ู งํ ออกข้ึนทะเบียน ๖. มก.๙/๒๕๔๖ ลว.๒๒สค.๔๖ การพจิ ารณาคืนภาษใี หผ๎ ู๎ประกอบการทว่ั ไป การปฏิบตั งิ านคืนเงิน ภาษเี งนิ ได๎บุคคลธรรมดา ภาษีเงินไดน๎ ติ ิบคุ คล ภาษธี รุ กิจเฉพาะ อากรแสตมป์ จะใช๎ ระเบียบกรมสรรพากรวาํ ด๎วยการคืนเงินภาษีอากร พ.ศ.๒๕๓๙ โดยสําหรับภาษเี งินได๎บคุ คลธรรมดาจะนาํ แนวปฏบิ ตั ิ เร่ืองวธิ ปี ฏิบตั ใิ นการคนื ภาษีเงนิ ได๎บคุ คลเปน็ เชค็ มาใช๎คํกู ัน สําหรับการปฏบิ ตั งิ านคืนเงินภาษีมูลคําเพ่ิม นัน้ จะใชร๎ ะเบียบกรมสรรพากรวําด๎วยการคืนเงินภาษีมูลคาํ เพ่ิม พ.ศ.๒๕๓๙ ในการปฏบิ ตั ิงานนอกจากน้ันยังมีคาํ ส่ังกรมสรรพากรท่ี ท.๕๙๖/๒๕๔๕ ท.๕๙๘/๒๕๔๕ ลว.๑๙ ธค.๔๕ , แนวทางปฏบิ ตั ิ ฉบับท่ี ๔/๒๕๔๕ , ๕/๒๕๔๕ ลว.๑๙ ธค.๔๕ และมก.๙/๒๕๔๖ ลว.๒๒สค.๔๖ ประเภทของคํารอ้ งขอคนื ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ๑. แบบ ค.๑๐ ใชใ๎ นกรณี - มีเงนิ ไดไ๎ มํถึงเกณฑ๑ต๎องย่ืนแบบ ภ.ง.ด.๙๐,๙๑ - ยน่ื แบบ ภ.ง.ด.๙๐,๙๑ ไวเ๎ กิน หรือ ซาํ้ - ยื่นแบบ ภ.ง.ด.๙๐,๙๑ มีภาษีชาํ ระเกิน ไมไํ ดล๎ งช่ือขอคนื - มเี งินไดท๎ ่รี บั การยกเว๎น ตาม ม.๔๒ ๒. แบบแสดงรายภารภาษี ภ.ง.ด.๙๐,๙๑,๕๐,๕๒,๕๕ และ แบบ ภพ.๓๐ อายุความในการขอคนื - กรณีถูกหักภาษี ณ ที่จาํ ย ภายใน ๓ ปี นบั แตํวันทีส่ ุดทา๎ ยแหํงกาํ หนดเวลาย่ืนรายการภาษี หรอื ภายใน ๓ ปี นบั แตํวนั ที่ ๓๑ มนี าคมกรณีไมมํ หี น๎าทีต่ ๎องยน่ื แบบ(ม.๖๓) - กรณอี ื่น ภายใน ๓ ปี นับแตํวันทส่ี ุดท๎ายแหงํ กําหนดเวลายนื่ รายการภาษี(ม.๒๗ ตรี) ระยะเวลาการไดร้ ับคืน ๑. ยน่ื แบบฯ ผาํ นอินเทอร๑เน็ต - ภายใน ๑๕ วนั นับแตวํ นั ทย่ี น่ื แบบ ภ.ง.ด.๙๑ - ภายใน ๑ เดือนนบั แตวํ นั สดุ ท๎ายของการย่ืนแบบภ.ง.ด.๙๐ ๒. ย่นื แบบฯ ณ สส. ภายใน ๓ เดอื นนับแตวํ นั ที่ไดร๎ ับคําร๎อง ยกเวน๎ ๓. กรณีต๎องสงํ ทีมตรวจสอบเอกสารหลักฐานกํอนคืน -กจิ การขนาดเล็ก ใหแ๎ ลว๎ เสรจ็ ภายใน ๖ เดือนนับแตํวันทไ่ี ดร๎ ับคาํ ร๎อง นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๐ -กจิ การขนาดใหญํ ใหแ๎ ล๎วเสรจ็ ภายใน ๑ ปนี ับแตํวันท่ีได๎รับคาํ รอ๎ ง ประเภทของคําร้องขอคนื ภาษีเงนิ ได้นติ ิบคุ คล ๑. ขอคืนโดยใช๎แบบ ภ.ง.ด.๕๐,๕๒,๕๕ ๒. แบบ ค. ๑๐ ในกรณี - ยน่ื แบบ ภ.ง.ด.๕๐,๕๒,๕๕ ไว๎เกิน หรอื ซาํ้ - ยืน่ แบบ ภ.ง.ด.๕๐,๕๒,๕๕ มีภาษีชาํ ระเกิน ไมํไดล๎ งชอื่ ขอคนื อายคุ วามในการขอคนื - กรณีถูกหักภาษี ณ ทจ่ี ําย ตาม ม.๓ เตรส ภายใน ๓ ปีนับแตํวนั สดุ ท๎ายแหงํ กําหนดเวลายนื่ รายการภาษหี รือ บคุ คลใดท่ีไมํมหี นา๎ ทีต่ ๎องยืน่ รายการ ตอ๎ งยน่ื คาํ ร๎องฯภายใน ๓ ปนี ับแตวํ ันท่ี ๓๑ มีนาคมของปถี ัดจากปที ี่ถกู หกั ภาษีไว๎ (ม.๖๓) - กรณีอืน่ ภายใน ๓ ปี นับแตํวนั ที่สดุ ท๎ายแหงํ กาํ หนดเวลายื่นรายการภาษี (ม.๒๗ ตรี) ระยะเวลาการคนื ภายใน ๓ เดือนนับแตวํ นั ทไ่ี ด๎รับคํารอ๎ ง ยกเว๎นกรณีต๎องสํงทีมตรวจสอบเอกสารหลกั ฐานกอํ นคนื - กจิ การขนาดเล็ก ใหแ๎ ลว๎ เสร็จภายใน ๖ เดอื นนับแตํวันทไี่ ด๎รบั คาํ ร๎อง - กจิ การขนาดใหญํ ให๎แลว๎ เสร็จภายใน ๑ ปีนับแตํวนั ที่ไดร๎ ับคาํ รอ๎ ง ประเภทของคํารอ้ งขอคืนภาษมี ูลค่าเพ่ิม ๑. ภพ.๓๐ ใช๎กรณยี ่นื แบบปกติ ประจําเดือนภาษี ขอคนื เป็นเครดิต หรอื เงินสด ๒. ย่ืนแบบเพ่ิมเตมิ กรณไี มไํ ด๎นําภาษซี อื้ ไปหกั จากภาษีขายในเดอื นภาษีที่เกิดรายการ หรอื กรณีพบวําแบบปกติ ยื่นไว๎ไมํถูกต๎อง (ม.๘๔) ๓. แบบ ค. ๑๐ ใชใ๎ นกรณี กรณเี ป็นผ๎ปู ระกอบการจดทะเบียน - ไมํไดน๎ าํ เครดิตไปใช๎ในเดือนถดั ไป - ยื่นแบบ แสดงยอดขาย ยอดซื้อถูกต๎อง แตํแสดงภาษขี ายไว๎เกิน หรือภาษซี ้ือไวข๎ าด - ยื่นแบบชาํ ระภาษีไว๎ซ้ํา กรณเี ป็นผนู๎ าํ สํงภาษี หรอื มไิ ด๎เปน็ ผูป๎ ระกอบการจดทะเบยี น - ได๎ย่นื ชาํ ระภาษีไว๎ผดิ ,เกนิ หรือซ้าํ อายคุ วามในการขอคืน การขายสินคา๎ หรอื ให๎บริการ ในกรณีมีภาษตี ๎องคนื แตํมไิ ดข๎ อคนื ตาม ม.๘๔ มีสทิ ธิขอคืน ภายใน ๓ ปี นับแตํ วนั พน๎ กาํ หนดเวลายน่ื แบบ ตาม ม.๘๔/๑ การขายสินคา๎ หรือใหบ๎ ริการในกรณอี ืน่ มีสทิ ธขิ อคนื ภายใน ๓ ปี นับแตํวันที่ไดช๎ าํ ระภาษี ตาม ม.๘๔/๑ ผู๎นาํ เข๎าสนิ ค๎าท่ีมิใชเํ พอ่ื ธุรกิจหรอื เป็นผ๎นู ําเข๎าซึ่งเสยี ภาษมี ลู คําเพิม่ ทม่ี ขี ๎อโต๎แยง๎ ตามกฏหมาย หรอื เปน็ คดใี น ศาลให๎ยน่ื คาํ ร๎องภายใน ๖ เดอื นนบั แตํวนั ทีไ่ ด๎รบั แจง๎ คําวินิจฉยั หรือนบั แตํวนั ทีม่ ีคําพิพากษาของศาล ซ่ึงคดีถึงท่สี ุด ตาม ม.๘๔/๒ ระยะเวลาการได้รบั คืน ผ้ปู ระกอบการส่งออกทดี่ ี - คนื ภายใน ๑๕ วนั นบั แตํวนั ทย่ี น่ื แบบฯ ผํานอนิ เทอรเ๑ น็ต นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๘๑ - คนื ภายใน ๔๕ วนั นับแตํวันทย่ี ืน่ แบบฯ ณ สส. ผ๎ูสํงออกขนึ้ ทะเบยี น - คืนภายใน ๓๐ วนั นับแตวํ ันทยี่ ืน่ แบบฯ ผํานอนิ เทอรเ๑ น็ต - คืนภายใน ๖๐ วันนบั แตวํ นั ที่ยน่ื แบบฯ ณ สาํ นกั งานสรรพากรพื้นท่สี าขา ประเภทของคาํ รอ้ งขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ - ตอ๎ งใช๎แบบ ค. ๑๐ ทกุ กรณี - ภาษธี รุ กจิ เฉพาะ ขอคนื ภายใน ๓ ปี นับแตพํ น๎ กาํ หนดเวลายน่ื รายการภาษีระยะเวลาการคนื ภายใน ๑ เดอื นนบั แตวํ ันท่ีไดร๎ ับคําร๎อง - อากรแสตมป์ ภายใน ๖ เดอื น นบั แตํวันเสยี อากรหรอื คําเพิ่มอากร ยกเว๎นกรณีเสียอากรโดยไมํมหี นา๎ ทต่ี อ๎ งเสีย ขอคนื อากรภายใน ๑๐ ปี ระยะเวลาการคนื ภายใน ๓ เดือนนบั แตํวนั ที่ไดร๎ ับคําร๎อง การใหด้ อกเบ้ยี แกผ่ ู้ได้รบั คืนเงินภาษีอากร ตาม ม.๘๔/๓ ใช๎หลักเกณฑ๑ ตาม ม.๔ ทศ อตั ราร๎อยละ ๑ ตํอเดอื นหรือเศษของเดอื นของเงนิ ภาษีอากรทีไ่ ดร๎ ับ คืนโดยไมคํ ิดทบต๎น ดอกเบ้ยี ทใ่ี ห๎มิใหเ๎ กนิ กวาํ จํานวนเงนิ ภาษีอากรท่ีได๎รับคืน อาเซียน สมาคมประชาชาตแิ หํงเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต๎ (Association of Southeast Asian Nations หรอื ASEAN) กํอต้งั ข้นึ โดยปฏิญญากรุงเทพ(Bangkok Declaration) หรือปฏญิ ญาอาเซียน(ASEAN Declaration) เม่อื วนั ท่ี ๘ สงิ หาคม ๒๕๑๐ โดยมีประเทศสมาชกิ ๕ ประเทศ ประกอบดว๎ ย อินโดนเี ซยี มาเลเซยี ฟิลปิ ปินส๑ สิงคโปร๑ และไทย เพอ่ื สงํ เสรมิ ความรํวมมอื ทางดา๎ นการเมือง เศรษฐกจิ และสงั คม ของประเทศในภมู ิภาคเอเชีย ตะวนั ออกเฉียงใต๎ ตอํ มามปี ระเทศสมาชกิ เพ่ิมเตมิ ไดแ๎ กํ บรไู นดารสุ ซาลาม เวยี ดนามลาว เมยี นมาร๑ และ กัมพูชา ตามลาํ ดับ จงึ ทําใหป๎ จ๓ จุบนั อาเซียนมีสมาชิก ๑๐ ประเทศ จดุ ประสงค์หลักของอาเซียน ปฏญิ ญากรุงเทพฯ ได๎ระบวุ ัตถุประสงคส๑ ําคญั ๗ ประการของการจัดต้ังอาเซยี น ไดแ๎ กํ ๑. สงํ เสรมิ ความรวํ มมือและความชํวยเหลอื ซ่งึ กนั และกนั ในทางเศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรม เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตร๑และการบรหิ าร ๒. สํงเสริมสันตภิ าพและความม่ันคงสวํ นภูมิภาค ๓. เสรมิ สร๎างความเจริญรุํงเรืองทางเศรษฐกจิ พฒั นาการทางวฒั นธรรมในภูมิภาค ๔. สํงเสรมิ ให๎ประชาชนในอาเซียนมีความเปน็ อยแูํ ละคณุ ภาพชวี ิตทด่ี ี ๕. ใหค๎ วามชํวยเหลือซ่ึงกนั และกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวจิ ัย และสํงเสรมิ การศึกษาดา๎ นเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต๎ ๖. เพิม่ ประสทิ ธภิ าพของการเกษตรและอตุ สาหกรรม การขยายการค๎า ตลอดจนการปรับปรุงการขนสํงและ การคมนาคม ๗. เสรมิ สร๎างความรํวมมืออาเซยี นกับประเทศภายนอก องคก๑ าร ความรวํ มมือแหํงภมู ิภาคอนื่ ๆ และองค๑การ ระหวาํ งประเทศ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๒ ความเปน็ มาประชาคมอาเซียน ประชาคมอาเซยี น (ASEAN Community) คือ การรวมตัวของกลํุมประเทศสมาชิกอาเซยี นให๎เป็นชุมชน ท่มี คี วามแขง็ แกรํง สามารถสร๎างโอกาสและรบั มือสํงทา๎ ทายทง้ั ดา๎ นการเมอื งความม่ันคง เศรษฐกิจและภยั คุกคาม รปู แบบใหมํ โดยสมาชกิ ในชุมชนมีสภาพความเปน็ อยทํู ด่ี ี สามารถประกอบกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ไดอ๎ ยํางสะดวก มากย่งิ ขนึ้ และสมาชกิ ในชุมชนมีความรส๎ู กึ เปน็ อนั หนง่ึ อนั เดียวกัน ประชาคมอาเซียนประกอบไปดว้ ย ๓ เสาหลัก ได๎แกํ - ประชาคมการเมืองและความม่นั คงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community - APSC) มงุํ ให๎ ประเทศกลมุํ สมาชิกอยรํู ํวมกันอยํางสนั ติสุข แก๎ไขป๓ญหาระหวํางกันโดยสนั ตวิ ธิ ี มีเสถยี รภาพและความมน่ั คงรอบด๎าน เพอื่ ความม่ันคงปลอดภัยของเหลําประชาชน - ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) มํุงเน๎นใหเ๎ กิดการรวมตวั กันทาง เศรษฐกจิ และความสะดวกในการตดิ ตํอค๎าขายระหวาํ งกัน เพ่อื ใหป๎ ระเทศสมาชกิ สามารถแขงํ ขนั กบั ภูมิภาคอนื่ ๆได๎ โดย - ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซยี น (ASEAN Socio - Cultural Community - ASCC) มุํงหวงั ให๎ ประชากรอาเซียนมสี ภาพความเป็นอยทูํ ี่ดี มีความมั่นคงทางสงั คม มีการพฒั นาในทกุ ๆ ดา๎ น และมีสังคมแบบเอือ้ อาทร โดยจะมแี ผนงานสร๎างความรวํ มมอื ๖ ดา๎ น คือ การพฒั นาทรัพยากรมนุษย๑ การคุ๎มครองและสวัสดิการสงั คม สิทธแิ ละความยตุ ิธรรมทางสงั คม ความยงั่ ยนื ดา๎ นส่ิงแวดลอ๎ ม การสรา๎ งอัตลักษอาเซียน การลดชํองวาํ งทางการพัฒนา ซ่ึงตอํ มาผนู๎ าํ อาเซียนได๎ตกลงให๎มกี ารจดั ตัง้ ประชาคมอาเซียนให๎แลว๎ เสร็จเร็วขน้ึ มาเป็นภายในปี๒๕๕๘ แผนยทุ ธศาสตรก์ รมสรรพากรเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซยี น (AEC) วสิ ัยทศั น์ : ผสานการบรหิ ารจัดเก็บและบริการผเู๎ สยี ภาษีเพ่อื มงํุ สกูํ ารเปน็ ประชาคมเดียวกัน ยทุ ธศาสตร์ ๑. เพม่ิ ขดี ความสามารถในการแขงํ ขนั ของผป๎ู ระกอบการสกูํ ารเปน็ ประชาคมอาเซียน ๒. สร๎างนวัตกรรมด๎านการบริหารและการบริการของภูมิภาค ๓. สร๎างความพร๎อมของบุคลากรและองค๑กร SGATAR คือ คณะศึกษาเพ่ือการบริหารและการคน๎ คว๎าทางภาษอี ากรแหํงเอเซีย สรุปหลักสมรรถนะ ธรรมาภบิ าล ฯลฯ “สมรรถนะ” ตามความหมายทสี่ ํานักงาน ก.พ. ได๎กําหนดคาํ นิยามไว๎ หมายถงึ “คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมท่ี เปน็ ผลมาจากความรู๎ ทักษะ/ความสามารถและคุณลกั ษณะอืน่ ๆ ท่ที าํ ให๎บุคคลสามารถสร๎างผลงานได๎โดดเดนํ กวํา เพอ่ื นรํวมงานอ่ืน ๆ ในองค๑การ” สมรรถนะหลกั (Core Competency) คือคณุ ลักษณะเชงิ พฤติกรรมรํวมของขา๎ ราชการพลเรือนไทยทกุ คนทุกตําแหนงํ ท้ังระบบ กาํ หนดขึ้นเพ่ือหลํอ หลอมคํานิยมและพฤติกรรมทีพ่ ึงประสงคร๑ วํ มกนั สาํ นกั งาน ก.พ. รวํ มกบั บรษิ ทั เฮย๑กร๏ุป ไดจ๎ ดั ทาํ ข้ึนโดย ๑. การจัด Competency Expert Panel Workshop จาํ นวน ๑๖ คร้งั โดยผ๎ูเชีย่ วชาญในแตลํ ะกลุมํ งานเข๎า รํวมประชุมและใหค๎ วามเห็นเกยี่ วกบั Competency ท่จี ําเป็นในแตลํ ะกลํมุ งาน และให๎ข๎อมูลจากประสบการณ๑จรงิ ใน การทาํ งานของขา๎ ราชการท่เี ข๎ารํวมประชุม โดยใชเ๎ ทคนคิ การวิเคราะห๑งานท่เี รยี กวํา Critical incident ๒. ข๎อมลู จากแบบสาํ รวจ ลกั ษณะงานทส่ี ํงออกไปให๎ขา๎ ราชการตอบจํานวน ๖๐,๐๐๐ ชดุ ท่ัวประเทศ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๓ ๓. ขอ๎ มูลจาก Hay’s Worldwide Competency Database ของบริษัทเฮย๑กรุ๏ป ซ่งึ เป็นข๎อมูล Competency Best Practice ขององคก๑ รภาครัฐในตํางประเทศ Competency เปน็ เร่อื งที่เกี่ยวข๎องกบั พฤตกิ รรมของคนท่ีนําไปสูํผลลัพธ๑ภายใตต๎ ัวชว้ี ัดทีช่ ัดเจนจบั ต๎องได๎เป็น รูปธรรม (Key performance Indicator : KPI) สํงผลตอํ เปูาหมายขององค๑กร การพฒั นาพฤติกรรมเปน็ การบริหาร ระบบงานท่ีใช๎ในการบริหารคน โดยพัฒนาให๎เกิดการเรยี นรู๎และสามารถบรหิ ารงานใหเ๎ กิดคุณภาพ ประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลตามหลักการของ Balance Scorecard Competency เปรยี บเสมือน ภเู ขาน้าํ แข็ง (The Iceberg Model) ซึ่งมีสวํ นประกอบ ๒ สวํ น ได๎แกํ ๑. สวํ นทีม่ องเห็นที่เหนอื นํ้า จาํ แนกออกเป็น ความรูค๎ วามเขา๎ ใจ(Knowledge & Understanding) และทักษะ (Skill) ๒. สวํ นทีซ่ ํอนเร๎นที่อยใูํ ตน๎ า้ํ Attributes เปน็ คุณลักษณะพเิ ศษเฉพาะสํวนบุคคล จาํ แนกออกเป็นแนวคิดของคน (Self Concept) เชนํ ทัศนคตบิ วก,ลบ อปุ นิสัย (Trait) เชนํ ใจเย็น อดทน ละเอยี ดรอบคอบ แรงขบั (Motive) เชํน ความมํงุ มนั่ ความตัง้ ใจ Competency แบง่ ออกไดเ้ ปน็ ๓ กลมุ่ ได๎แกํ ๑. Core Competency (CC) เป็นความสามารถหลกั ทีท่ ุกคนในองค๑กรต๎องมรี วํ มกัน ๒. Managerial Competency (MC) เปน็ ความสามารถทางการบริหารจดั การ แตกตาํ งตามบทบาทของระดับ ตําแหนงํ งาน ๓. Functional Competency (FC) เปน็ ความสามารถทางอาชพี ในงานทางเทคนิคเฉพาะทางที่ต๎องมีตาม ขอบเขตหน๎าท่ีความรับผิดชอบ สมรรถนะหลกั ของข้าราชการ ๑. การมุ่งผลสัมฤทธ์ิ (Achievement Motivation –ACH) หมายถึง ความมํงุ ม่ันจะปฏบิ ัติราชการใหด๎ หี รอื ใหเ๎ กิน มาตรฐาน รวมถึงการสรา๎ งสรรค๑พฒั นาผลงานหรือกระบวนการปฏบิ ตั ิงานตามเปาู หมายทยี่ ากและทา๎ ทายชนดิ ที่อาจ ไมํเคยมผี ู๎ใดสามารถกระทําได๎มากํอน ๒. บริการที่ดี ( Service Mind – SERV) หมายถึง ความตงั้ ใจและความพยายามของข๎าราชการในการให๎บริการเพ่อื สนองความต๎องการของประชาชนและหนวํ ยงานภาครฐั อนื่ ๆ ท่เี กีย่ วข๎อง ๓. การสง่ั สมความเช่ยี วชาญในงานอาชพี (Expertise-EXP) หมายถึง ความขวนขวาย สนใจใฝรุ ๎ู เพ่ือสง่ั สมพัฒนา ศกั ยภาพ ความรูค๎ วามสามารถของตนในการปฏบิ ตั ิราชการ รวมทง้ั รู๎จกั พฒั นา ปรบั ปรุง ประยุกต๑ใช๎ความร๎เู ชิง วชิ าการและเทคโนโลยีเข๎ากบั การปฏบิ ตั งิ านใหเ๎ กิดผลสมั ฤทธ์ิ ๔. จรยิ ธรรม (Integrity – ING)การครองตนและประพฤติปฏบิ ัติถูกต๎องตามหลักกฎหมาย คณุ ธรรมจริยธรรม หลักวิชาชีพ โดยมงํุ ประโยชนข๑ องประเทศชาติมากกวาํ ประโยชน๑สวํ นตน ๕. การทํางานเป็นทีม (Teamwork –TW)ความตัง้ ใจท่ีจะทาํ งานรวํ มกับผู๎อ่ืน สร๎างและดาํ รงรกั ษาสัมพนั ธภาพกับ สมาชกิ ในทีม โดยผป๎ู ฏบิ ตั งิ านมีฐานะเปน็ สมาชิกในทีม มิใชใํ นฐานะหวั หนา๎ ทมี สมรรถนะเฉพาะตามลกั ษณะงานทีป่ ฏบิ ัติ ๑. ประเภทอาํ นวยการ ๑.๑ การมองภาพองค๑รวม ๑.๒ การคดิ วเิ คราะห๑ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๔ ๑.๓ การใสใํ จและพัฒนาผ๎ูอืน่ ๒. ประเภทวิชาการ ๒.๑ การคดิ วิเคราะห๑ ๒.๒ การดําเนนิ การเชิงรุก ๒.๓ ความเข๎าใจองค๑กรและระบบราชการ ๓. ประเภทท่วั ไป ๓.๑ ความเข๎าใจองค๑กรและระบบราชการ ๓.๒ การสืบเสาะข๎อมลู ๓.๓ การตรวจสอบความถูกต๎องตามกระบวนงาน สมรรถนะด้านการบรหิ าร ๖ ด้าน(สาํ หรบั ตาํ แหนงํ ประเภทอํานวยการชน้ั ตน๎ :ระดบั ๑ ชนั้ สงู :ระดบั ๒) ๑. สภาวะผ๎นู าํ ๒. วสิ ัยทัศน๑ ๓. การวางแผนกลยุทธภ๑ าครฐั ๔. ศกั ยภาพเพ่ือนําการปรับเปล่ียน ๕. การควบคุมตนเอง ๖. การสอนงาน สมรรถนะดา้ นการบรหิ าร ๓ ดา้ น(สําหรบั ตําแหนํงประเภทนักวชิ าการระดับทรงคุณวฒุ ิ:ตอ๎ งการระดับ ๓) ๑. วิสัยทศั น๑ ๒. การวางแผนกลยุทธภ๑ าครฐั ๓. ศักยภาพเพื่อนาํ การปรบั เปลีย่ น ทกั ษะทจี่ าํ เป็นในการปฏบิ ตั ิงาน ๔ ด้าน ๑. การใชค๎ อมพิวเตอร๑ ๒. การใช๎ภาษาอังกฤษ ๓. การคํานวณ ๔. การจัดการข๎อมูล สรปุ : ขา๎ ราชการสังกัดกรมสรรพากรต๎องมีมาตรฐานความร๎ูความสามารถ ทักษะและสมรรถนะท่จี าํ เปน็ ดังนี้ ๑. สมรรถนะหลัก ๕ ดา๎ น ๒. สมรรถนะเฉพาะตามลกั ษณะงานทปี่ ฏบิ ัติ ๓ ดา๎ น ๓. สมรรถนะทางการบรหิ ารสาํ หรับตําแหนงํ ประเภทอาํ นวยการ ๖ ดา๎ น สาํ หรับประเภทวิชาการระดับ ทรงคณุ วุฒิ ๓ ดา๎ น ๔. ความรู๎ที่จาํ เป็นในงาน ๕. ความร๎เู รอื่ งกฎหมาย ๖. ทกั ษะ ๔ ดา๎ น(๑.การใชค๎ อมพวิ เตอร๑๒.การใชภ๎ าษาองั กฤษ ๓.การคํานวณ ๔.การจัดการขอ๎ มลู ) การบริหารทรพั ยากรบุคคลในราชการพลเรอื นแนวใหม่ จะมีฐานที่วางอยํบู น “ส่ีเสาหลกั ” หลักแรกคือ “หลักคณุ ธรรม” หลกั ที่สองคอื “หลักสมรรถนะ”ที่ให๎ ความสําคัญกับสมรรถนะท่ีต๎องการในตาํ แหนํงตาํ ง ๆ สําหรบั ทงั้ ราชการโดยรวมหรือสาํ หรับตําแหนํงตาํ ง ๆ เฉพาะ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๕ กรม เฉพาะกลํมุ วําต๎องการคนทมี่ ีความร๎ู ความสามารถ ประสบการณ๑ บุคลิกภาพ ทักษะ ความเชยี่ วชาญในวชิ าที่ จะทํา อยํางไร แลว๎ เอาไปจับคูํ ถ๎าจบั คํูไมํได๎ ก็ต๎องพัฒนาสมรรถนะขึ้นมา หลักท่ีสามคือ “หลักผลงาน” จะให๎คณุ ให๎ โทษ จะเลอื่ นตาํ แหนงํ จะพัฒนาคน ต๎องพิสจู น๑ ต๎องวดั ผลงาน ซึง่ เรยี กวาํ Performance Based(หลกั การบริหารมุํง ผลสมั ฤทธิ์) และจํายคําตอบแทนด๎วย Performance Pay และสุดท๎ายคือ “หลักกระจายอํานาจ”กระจายความ รบั ผดิ ชอบ กระจายการปฏิบัติ ยทุ ธศาสตร์การบรหิ ารจัดการประเทศ เปาู หมายเชิงยุทธศาสตร๑ ๑. ระบบราชการที่มปี ระสิทธภิ าพ มขี นาดและโครงสร๎างที่เหมาะสม ๒. มีระบบตรวจสอบด๎วยการมสี ํวนรวํ มท่เี ขม๎ แข็ง ๓. ขดี ความสามารถในการจดั เก็บรายได๎สูงขน้ึ ทัง้ สํวนกลางและท๎องถ่นิ และมรี ะบบสนับสนนุ การกระจายอํานาจท่ี โปรงํ ใส แนวทางการจดั สรรงบประมาณ ๑. สร๎างเสรมิ ระบบการบริหารจัดการทด่ี ี (good governance) ๑.๑ ปูองกนั และปราบปรามการทจุ ริตและประพฤติมิชอบ ๑.๒ พฒั นาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการบรหิ ารจดั การภาครัฐ และการใหบ๎ ริการ สาธารณะ (e-government) และสนับสนนุ การพฒั นา e-procurement ๑.๓ เสริมสรา๎ งศกั ยภาพของผู๎บริหาร ใหม๎ ีความรู๎ความเขา๎ ใจในการบรหิ ารจัดการแนวใหมํ ๑.๔ พัฒนาขดี ความสามารถในการบรหิ ารจดั การ การบูรณาการแผนการให๎บริการสาธารณะของจงั หวัดและ องค๑กรปกครองสวํ นท๎องถนิ่ ๒. พัฒนาระบบการเมอื ง ๒.๑ สงํ เสริมให๎ประชาชน ชมุ ชน องคก๑ รพฒั นาเอกชน และสือ่ มวลชน มคี วามเขา๎ ใจและมสี ํวนรํวมในบรหิ าร จดั การประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ๒.๒ สํงเสริมระบบการกํากบั ติดตามการเลือกตัง้ และระบบการอํานวยการและบรหิ ารจัดการเลอื กตั้งท่ีมี ประสิทธภิ าพและเป็นธรรม ๓. บรหิ ารจดั การทั่วไปและภารกจิ ตามกฎหมาย ๓.๑ สงํ เสริมให๎องค๑กรปกครองสวํ นท๎องถน่ิ ดาํ เนนิ ภารกจิ การใหบ๎ ริการสาธารณะรวมท้ัง สนบั สนนุ การถาํ ยโอน ภารกิจ บุคลากรจากสํวนกลางสํูทอ๎ งถ่ิน ตามแผนปฏบิ ตั กิ ารกําหนดขน้ั ตอนการกระจายอํานาจให๎องค๑กรปกครองสํวน ทอ๎ งถิน่ ๓.๒ สนบั สนนุ การปฏบิ ตั ิภารกจิ ในการบรหิ ารจดั การท่ัวไปภาครฐั ๔. พัฒนาและเรงํ รดั การบริหารจัดการทางการเงนิ การคลังภาครัฐ และหนี้ภาครัฐ ๔.๑ พัฒนาระบบการจัดเกบ็ รายได๎ บรหิ ารจดั การรายจาํ ย และทรัพย๑สินภาครัฐ ๔.๒ พัฒนากระบวนการจัดสรรงบประมาณ และการตดิ ตามประเมินผล ๔.๓ พัฒนาระบบการบริหารจดั การเกยี่ วกับการชําระหนเ้ี งินก๎ู กระบวนการกาํ หนดผลผลิต ผลลัพธ์ ๑. วสิ ยั ทัศน๑ (Vision) : ความมํุงหวัง ๒. พนั ธกิจ (Mission) : บทบาทหนา๎ ท่ตี ามอาณัตทิ ต่ี ๎องทําใหบ๎ รรลุวสิ ยั ทศั น๑ (กม.,นโยบายผบ๎ู ริหาร การวเิ คราะห๑ SWOT) นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๘๖ ๓. ภารกจิ (Assigned Mission) : หนา๎ ที่ท่ีต๎องทําเพ่ือบรรลุพนั ธกิจ/วสิ ยั ทัศน๑ (กลมุํ กิจกรรมที่ทาํ ให๎ภารกิจบรรลผุ ล เชํน สนับสนนุ วิจัย กํากับ ตรวจสอบ ปฏิบัตกิ าร ก่ึงปฏบิ ัตกิ ารฯ) ๔. เปูาประสงค๑ (Goals) ๕. วัตถุประสงค๑ (Objectives) ๖. กลยทุ ธ๑ (Strategy) ๗. แผนงาน (Program) ๘. ผลลพั ธ๑ (Outcome) ๙. ผลผลติ (Output) ๑๐. ตวั ชวี้ ัดผลสําเรจ็ (Indicators) หลกั เกณฑก์ ารกําหนดตัวชวี้ ัดผลสําเรจ็ ของผลผลิต ต๎องสามารถวดั ไดโ๎ ดยไมํยุํงยากและไมํเปน็ ภาระงบประมาณ ประกอบดว๎ ย ๑. ตัวชีว้ ดั เชิงปริมาณ ๒. ตัวชว้ี ัดเชงิ คณุ ภาพ ๓. ตวั ชี้วัดเชิงเวลา ๔. ตัวชว้ี ัดเชงิ ตน๎ ทุน เกณฑ์การวดั ผลสาํ เรจ็ ของผลผลิต มดี ังนี้ ๑. วัดผลผลติ ท่เี กิดขึ้นจรงิ เปรียบเทยี บกบั มาตรฐานทก่ี ําหนดไว๎ ๒. วัดผลผลติ ท่ีเกิดข้ึนจริงเปรียบเทียบผลทเี่ คยทาํ ได๎ในปีที่ผาํ นมา ๓. วดั ผลผลิตทีเ่ กดิ ขนึ้ จริงเปรียบเทยี บกบั เปาู หมายที่ต๎องการใหเ๎ กิด สรุป พรบ.ขา้ ราชการพลเรอื น ๒๕๕๑ (หน๎า ๓ เลํม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๒ ก ราชกจิ จานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑) มาตรา ๖ ใหม๎ คี ณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือนคณะหนงึ่ เรียกโดยยอํ วํา “ก.พ.”ประกอบดว๎ ยนายกรฐั มนตรหี รือ รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเปน็ ประธาน,ปลดั กระทรวงการคลงั ผูอ๎ าํ นวยการสํานกั งบประมาณ และ เลขาธกิ ารคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแหํงชาตเิ ปน็ กรรมการโดยตาํ แหนงํ และกรรมการซงึ่ ทรงพระ กรณุ าโปรดเกลา๎ ฯ แตํงตง้ั จากผทู๎ รงคุณวุฒดิ ๎านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด๎านการบริหารและการจดั การ และด๎าน กฎหมายซง่ึ มีผลงานเป็นทป่ี ระจักษ๑ในความสามารถมาแล๎ว และเปน็ ผทู๎ ไ่ี ดร๎ บั การสรรหาตามหลักเกณฑ๑ วิธกี ารและ เงอ่ื นไขท่ีกาํ หนดในกฎ ก.พ. จํานวนไมนํ ๎อยกวาํ หา๎ คนแตํไมเํ กินเจด็ คน และใหเ๎ ลขาธิการ ก.พ.เปน็ กรรมการและ เลขานุการกรรมการ มาตรา ๒๔ ให๎มคี ณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมคณะหนง่ึ เรียกโดยยอํ วาํ “ก.พ.ค.”ประกอบด๎วยกรรมการ จํานวนเจ็ดคน มาตรา ๒๕ ผู๎จะไดร๎ ับการแตํงตงั้ เป็นกรรมการ ก.พ.ค. ตอ๎ งมคี ณุ สมบัติดงั ตํอไปน้ี (๑) มีสัญชาติไทย (๒) มอี ายุไมํต่ํากวําส่สี บิ หา๎ ปี (๓) มีคณุ สมบัตอิ น่ื อยาํ งหน่ึงอยํางใด ดงั ตํอไปน้ี (ก) เป็นหรือเคยเปน็ กรรมการผท๎ู รงคุณวุฒใิ นคณะกรรมการขา๎ ราชการพลเรือน คณะกรรมการข๎าราชการ ครู คณะกรรมการขา๎ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา คณะกรรมการขา๎ ราชการพลเรอื นในมหาวทิ ยาลยั คณะกรรมการข๎าราชการพลเรือนในสถาบนั อุดมศึกษา หรอื คณะกรรมการข๎าราชการตํารวจ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๗ (ข) เป็นหรือเคยเปน็ กรรมการกฤษฎีกา (ค) รบั ราชการหรอื เคยรบั ราชการในตําแหนํงไมํต่าํ กวาํ ผพู๎ ิพากษาศาลอทุ ธรณ๑หรือเทียบเทาํ หรอื ตุลาการ หัวหนา๎ คณะศาลปกครองชน้ั ตน๎ (ง) รบั ราชการหรอื เคยรับราชการในตาํ แหนํงไมํต่ํากวําอัยการพเิ ศษประจาํ เขตหรือเทยี บเทํา (จ) รับราชการหรือเคยรับราชการในตาํ แหนงํ ประเภทบริหารระดับสงู หรอื เทยี บเทําตามท่ี ก.พ.กาํ หนด (ฉ) เป็นหรือเคยเป็นผู๎สอนวชิ าในสาขานติ ิศาสตร๑ รฐั ศาสตร๑ รัฐประศาสนศาสตร๑ เศรษฐศาสตรส๑ งั คมศาสตร๑ หรือวชิ าที่เกย่ี วกบั การบรหิ ารราชการแผํนดินในสถาบันอุดมศึกษา และดํารงตําแหนํงหรือเคยดาํ รงตาํ แหนํงไมตํ ํา่ กวาํ รองศาสตราจารย๑ แตํในกรณีท่ดี าํ รงตาํ แหนํงรองศาสตราจารยต๑ ๎องดาํ รงตาํ แหนํงหรือเคยดํารงตําแหนํงมาแลว๎ ไมํน๎อย กวาํ หา๎ ปี มาตรา ๒๖ ใหม๎ ีคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. ประกอบดว๎ ยประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธาน รอง ประธานศาลฎีกาท่ีได๎รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกาหน่ึงคน กรรมการ ก.พ. ผ๎ทู รงคุณวุฒหิ นง่ึ คนซ่งึ ได๎รับเลอื ก โดย ก.พ. และให๎เลขาธิการ ก.พ. เปน็ กรรมการและเลขานุการ มาตรา ๒๙ กรรมการ ก.พ.ค. มีวาระการดาํ รงตาํ แหนง่ หกปีนบั แตํวันท่ีทรงพระกรณุ าโปรดเกลา๎ ฯ แตงํ ตัง้ และให๎ ดาํ รงตาํ แหนงํ ไดเ๎ พยี งวาระเดียว มาตรา ๓๕ ข้าราชการพลเรือนมี๒ ประเภท คือ (๑) ขา๎ ราชการพลเรอื นสามัญ ได๎แกํ ขา๎ ราชการพลเรือน (๒) ขา๎ ราชการพลเรือนในพระองค๑ มาตรา ๔๕ ตาํ แหนงํ ข๎าราชการพลเรอื นสามัญมี๔ ประเภท ดงั ตํอไปนี้ (๑) ตําแหนํงประเภทบรหิ าร ได๎แกํ ตําแหนงํ หัวหนา๎ สํวนราชการและรองหัวหน๎าสํวนราชการระดบั กระทรวง กรม (๒) ตาํ แหนํงประเภทอาํ นวยการ ไดแ๎ กํ ตาํ แหนํงหัวหน๎าสํวนราชการท่ีตา่ํ กวําระดบั กรม (๓) ตาํ แหนํงประเภทวชิ าการ ได๎แกํ ตําแหนงํ ทีจ่ าํ เปน็ ต๎องใช๎ผสู๎ ําเรจ็ การศึกษาระดับปรญิ ญาตามที่ ก.พ. กําหนดเพ่ือปฏิบัตงิ านในหน๎าท่ีของตําแหนํงน้ัน (๔) ตาํ แหนํงประเภทท่ัวไป ได๎แกํ ตําแหนํงท่ีไมํใชตํ ําแหนํงประเภทบริหาร ตําแหนํงประเภทอํานวยการและ ตาํ แหนํงประเภทวชิ าการ มาตรา ๔๖ ระดบั ตาํ แหนงํ ขา๎ ราชการพลเรอื นสามญั มีดงั ตอํ ไปน้ี (๑) ตาํ แหนงํ ประเภทบริหาร มีระดบั ดงั ตอํ ไปนี้ (ก) ระดบั ต๎น (ข) ระดับสูง (๒) ตําแหนงํ ประเภทอาํ นวยการ มีระดบั ดงั ตํอไปนี้ (ก) ระดบั ตน๎ (ข) ระดับสูง (๓) ตาํ แหนํงประเภทวชิ าการ มรี ะดบั ดังตํอไปน้ี (ก) ระดับปฏิบัตกิ าร (ข) ระดบั ชํานาญการ (ค) ระดบั ชํานาญการพิเศษ (ง) ระดบั เช่ียวชาญ (จ) ระดบั ทรงคุณวฒุ ิ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๘ (๔) ตาํ แหนํงประเภทท่ัวไป มรี ะดับดงั ตํอไปนี้ (ก) ระดบั ปฏบิ ตั งิ าน (ข) ระดับชํานาญงาน (ค) ระดับอาวโุ ส (ง) ระดับทกั ษะพิเศษ การจัดประเภทตําแหนํงและระดบั ตําแหนํง ใหเ๎ ป็นไปตามหลักเกณฑ๑ท่กี ําหนดในกฎ ก.พ. การบรรจแุ ละแตํงตง้ั ให๎ดํารงตําแหนํงประเภทอํานวยการ ประเภทวชิ าการ ระดับปฏบิ ัติการ ชาํ นาญการ ชํานาญการ พเิ ศษ และเชย่ี วชาญ และประเภททั่วไปในสํานกั งานรัฐมนตรี ใหร๎ ฐั มนตรเี จา๎ สงั กัดเปน็ ผู๎มีอํานาจสง่ั บรรจแุ ละแตํงตั้ง การบรรจแุ ละแตํงต้ังใหด๎ ํารงตําแหนงํ ประเภทวิชาการระดับชาํ นาญการพิเศษ และตําแหนํงประเภททวั่ ไประดับทกั ษะ พเิ ศษ ใหอ๎ ธิบดีผูบ๎ งั คับบญั ชา เป็นผู๎มอี าํ นาจสงั่ บรรจแุ ละแตงํ ตงั้ เมือ่ ไดร๎ ับความเห็นชอบจากปลดั กระทรวง สํวนการ บรรจุและแตงํ ต้ังใหด๎ ํารงตําแหนงํ ประเภทวชิ าการระดบั ชํานาญการพิเศษ และตําแหนํงประเภททั่วไประดบั ทักษะ พิเศษในสํวนราชการระดับกรมทห่ี วั หน๎าสวํ นราชการอยํูในบังคับบญั ชาหรอื รบั ผิดชอบการปฏบิ ัตริ าชการขน้ึ ตรงตํอ นายกรฐั มนตรหี รือตํอรัฐมนตรี แลว๎ แตํกรณี ใหอ๎ ธบิ ดีผ๎ูบังคับบญั ชา เปน็ ผมู๎ อี าํ นาจสั่งบรรจุและแตงํ ต้ัง จรรยาข้าราชการ มาตรา ๗๘ ข๎าราชการพลเรือนสามัญตอ๎ งรักษาจรรยาข๎าราชการตามท่ีสวํ นราชการกําหนดไวโ๎ ดยมํงุ ประสงค๑ให๎เปน็ ขา๎ ราชการท่ดี ี มีเกยี รติและศักดศ์ิ รคี วามเปน็ ข๎าราชการ โดยเฉพาะในเร่ืองดงั ตํอไปนี้ (๑) การยดึ ม่ันและยืนหยดั ทําในสงิ่ ทถี่ กู ตอ้ ง (๒) ความซ่ือสัตย์สจุ ริตและความรับผิดชอบ (๓) การปฏบิ ัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ (๔) การปฏบิ ตั หิ น้าที่โดยไมเ่ ลือกปฏิบัติอยา่ งไมเ่ ป็นธรรม (๕) การมงุ่ ผลสัมฤทธข์ิ องงาน วนิ ยั และการรักษาวนิ ัย มาตรา ๘๐ ขา๎ ราชการพลเรือนสามัญตอ๎ งรักษาวนิ ัยโดยกระทําการหรือไมํกระทาํ การตามทีบ่ ญั ญัติไว๎ในหมวดน้ีโดย เครงํ ครัดอยเูํ สมอ ข๎าราชการพลเรือนสามญั ผูป๎ ฏิบตั ิราชการในตาํ งประเทศนอกจากต๎องรักษาวินยั ตามท่บี ญั ญัติไวใ๎ นหมวดน้แี ล๎ว ตอ๎ งรกั ษาวินยั โดยกระทําการหรือไมํกระทาํ การตามท่ีกําหนดในกฎ ก.พ. ดว๎ ย มาตรา ๘๑ ข๎าราชการพลเรือนสามัญต๎องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท๑ รงเป็น ประมขุ ดว๎ ยความบรสิ ุทธิ์ใจ มาตรา ๘๒ ขา๎ ราชการพลเรือนสามัญต๎องกระทาํ การอันเป็นขอ้ ปฏบิ ตั ิดังตํอไปนี้ (๑) ตอ๎ งปฏิบัติหนา๎ ท่รี าชการด๎วยความซ่อื สตั ย๑ สจุ ริต และเทยี่ งธรรม (๒) ตอ๎ งปฏิบัตหิ น๎าทร่ี าชการใหเ๎ ปน็ ไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรฐั มนตรี นโยบายของ รัฐบาล และปฏิบตั ิตามระเบยี บแบบแผนของทางราชการ (๓) ต๎องปฏิบัตหิ นา๎ ท่รี าชการให๎เกิดผลดหี รอื ความกา๎ วหน๎าแกํราชการด๎วยความตั้งใจอุตสาหะ เอาใจใสํและรักษา ประโยชน๑ของทางราชการ (๔) ตอ๎ งปฏิบตั ติ ามคําสง่ั ของผบู๎ งั คบั บญั ชาซ่งึ สง่ั ในหน๎าที่ราชการ โดยชอบดว๎ ยกฎหมายและระเบยี บของทางราชการ โดยไมขํ ดั ขนื หรือหลกี เลย่ี ง แตํถ๎าเหน็ วาํ การปฏิบัติตามคาํ ส่งั นนั้ จะทาํ ใหเ๎ สียหายแกรํ าชการ หรือจะเป็นการไมรํ ักษา นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๘๙ ประโยชนข๑ องทางราชการจะตอ๎ งเสนอความเห็นเปน็ หนังสือทันทีเพือ่ ให๎ผบ๎ู งั คบั บัญชาทบทวนคําสงั่ นน้ั และเมื่อได๎ เสนอความเห็นแลว๎ ถ๎าผบ๎ู ังคับบัญชายนื ยนั ใหป๎ ฏิบตั ติ ามคาํ สงั่ เดมิ ผูอ๎ ยูใํ ตบ๎ ังคับบัญชาต๎องปฏบิ ัติตาม (๕) ตอ๎ งอุทิศเวลาของตนใหแ๎ กํราชการ จะละท้งิ หรือทอดทิ้งหนา๎ ทีร่ าชการมิได๎ (๖) ตอ๎ งรักษาความลับของทางราชการ (๗) ตอ๎ งสภุ าพเรยี บร๎อย รักษาความสามัคคีและต๎องชํวยเหลอื กันในการปฏิบตั ริ าชการระหวํางข๎าราชการดว๎ ยกันและ ผ๎รู ํวมปฏิบตั ิราชการ (๘) ต๎องต๎อนรับ ให๎ความสะดวก ให๎ความเปน็ ธรรม และใหก๎ ารสงเคราะห๑แกํประชาชนผู๎ติดตํอราชการเกีย่ วกบั หนา๎ ที่ ของตน (๙) ต๎องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบตั ิหนา๎ ที่ราชการและในการปฏบิ ัติการอื่นท่ีเกีย่ วข๎องกับประชาชน กับจะต๎องปฏบิ ตั ติ ามระเบียบของทางราชการวําด๎วยมารยาททางการเมืองของข๎าราชการด๎วย (๑๐) ต๎องรักษาชื่อเสยี งของตน และรกั ษาเกยี รตศิ ักดิ์ของตําแหนงํ หนา๎ ที่ราชการของตนมิให๎เส่ือมเสยี (๑๑) กระทําการอืน่ ใดตามท่ีกําหนดในกฎ ก.พ. มาตรา ๘๓ ขา๎ ราชการพลเรือนสามญั ต๎องไมํกระทําการใดอันเป็นขอ้ ห้าม ดงั ตํอไปนี้ (๑) ต๎องไมรํ ายงานเทจ็ ตํอผ๎บู ังคับบญั ชา การรายงานโดยปกปิดข๎อความซ่ึงควรต๎องแจ๎งถือวาํ เป็นการายงานเท็จดว๎ ย (๒) ตองไมปฏบิ ัติราชการอันเป็นการกระทําการข๎ามผู๎บงั คับบัญชาเหนือตน เวน๎ แตํผ๎ูบังคับบัญชาเหนอื ตนขึ้นไปเปน็ ผู๎ สั่งใหก๎ ระทําหรอื ไดร๎ บั อนุญาตเปน็ พิเศษชั่วครั้งคราว (๓) ตอ๎ งไมํอาศัยหรือยอมใหผ๎ ๎ูอืน่ อาศยั ตําแหนงํ หน๎าท่รี าชการของตนหาประโยชน๑ให๎แกตํ นเองหรอื ผู๎อน่ื (๔) ตอ๎ งไมํประมาทเลินเลํอในหน๎าทร่ี าชการ (๕) ตอ๎ งไมํกระทําการหรือยอมใหผ๎ อ๎ู นื่ กระทาํ การหาผลประโยชนอ๑ ันอาจทําใหเ๎ สียความเท่ียงธรรมหรือเสือ่ มเสีย เกยี รติศักด์ขิ องตําแหนํงหนา๎ ทรี่ าชการของตน (๖) ต๎องไมํเปน็ กรรมการผจู๎ ดั การ หรือผจ๎ู ัดการ หรอื ดํารงตําแหนํงอ่นื ใดที่มีลักษณะงานคลา๎ ยคลงึ กนั นัน้ ในหา๎ งหน๎ุ สํวน หรอื บรษิ ัท (๗) ต๎องไมํกระทําการอยาํ งใดทเ่ี ปน็ การกลน่ั แกลง๎ กดขี่ หรือขมํ เหงกันในการปฏิบัตริ าชการ (๘) ต๎องไมํกระทําการอนั เปน็ การลวํ งละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามท่ีกาํ หนดในกฎ ก.พ. (๙) ต๎องไมํดหู ม่ิน เหยียดหยาม กดขี่ หรอื ขํมเหงประชาชนผต๎ู ดิ ตํอราชการ (๑๐) ไมํกระทําการอน่ื ใดตามทก่ี ําหนดในกฎ ก.พ. มาตรา ๘๔ ข๎าราชการพลเรือนสามญั ผ๎ูใดไมํปฏบิ ัติตามขอ๎ ปฏบิ ตั ิตามมาตรา ๘๑ และมาตรา ๘๒ หรือฝุาฝนื ข๎อหา๎ ม ตามมาตรา ๘๓ ผนู๎ น้ั เป็นผ๎ูกระทาํ ผดิ วนิ ยั ความผดิ วินัยร้ายแรง มาตรา ๘๕ การกระทําผดิ วินัยในลกั ษณะดงั ตํอไปน้ี เปน็ ความผิดวินัยอยาํ งร๎ายแรง (๑) ปฏบิ ัติหรือละเวน๎ การปฏิบัติหน๎าทรี่ าชการโดยมิชอบเพ่ือให๎เกดิ ความเสยี หายอย่างรา้ ยแรงแกํผูห๎ นึ่งผ๎ูใด หรอื ปฏิบัตหิ รอื ละเว๎นการปฏบิ ตั ิหน๎าทีร่ าชการโดยทุจริต (๒) ละท้งิ หรือทอดท้งิ หน๎าท่รี าชการโดยไมํมีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตใุ ห๎เสียหายแกรํ าชการอยาํ งรา๎ ยแรง (๓) ละทงิ้ หนา๎ ท่รี าชการตดิ ตํอในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกนิ สิบหา้ วนั โดยไมํมีเหตอุ นั สมควรหรอื โดยมีพฤตกิ ารณ๑อนั แสดงถงึ ความจงใจไมปํ ฏิบัตติ ามระเบียบของทางราชการ (๔) กระทําการอันได๎ช่อื วําเป็นผู๎ประพฤตชิ ัว่ อยาํ งรา๎ ยแรง (๕) ดหู ม่นิ เหยยี ดหยาม กดข่ี ขํมเหง หรอื ทาํ รา๎ ยประชาชนผต๎ู ิดตํอราชการอยํางร๎ายแรง นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๙๐ (๖) กระทําความผดิ อาญาจนไดร๎ ับโทษจาํ คกุ หรือโทษท่ีหนกั กวาํ โทษจาํ คุกโดยคาํ พิพากษาถงึ ท่สี ดุ ใหจ๎ ําคุกหรือใหร๎ ับ โทษทีห่ นักกวาํ โทษจาํ คุก เวน๎ แตเํ ปน็ โทษสาํ หรบั ความผดิ ท่ีได๎กระทําโดยประมาทหรือความผดิ ลหโุ ทษ (๗) ละเวน๎ การกระทําหรือกระทําการใด ๆ อันเปน็ การไมํปฏบิ ตั ิตามมาตรา ๘๒ หรอื ฝุาฝืนข๎อห๎ามตามมาตรา ๘๓ อนั เป็นเหตใุ ห๎เสยี หายแกรํ าชการอยาํ งร๎ายแรง (๘) ละเวน๎ การกระทําหรือกระทาํ การใด ๆ อันเป็นการไมปํ ฏบิ ัติตามมาตรา ๘๐ วรรคสองและมาตรา ๘๒ (๑๑) หรอื ฝาุ ฝนื ข๎อห๎ามตามมาตรา ๘๓ (๑๐) ท่มี ีกฎ ก.พ. กําหนดให๎เป็นความผิดวินยั อยาํ งรา๎ ยแรง มาตรา ๘๘ โทษทางวินัยมี๕ สถาน ดังตอ่ ไปนี้ (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ตดั เงินเดือน (๓) ลดเงนิ เดอื น (๔) ปลดออก (๕) ไล่ออก มาตรา ๑๐๙ ผใู๎ ดประสงค๑จะลาออกจากราชการใหย๎ น่ื หนงั สือขอลาออกตํอผบู๎ งั คับบัญชาเหนอื ขึ้นไปชัน้ หนึง่ โดยยื่น ลวํ งหน๎ากอํ นวนั ขอลาออกไมํนอ๎ ยกวําสามสบิ วัน ในกรณที ่ีผ๎ูประสงค๑จะลาออกยืน่ หนังสือขอลาออกลํวงหนา๎ นอ๎ ยกวําสามสิบวัน และผบู๎ งั คบั บญั ชาซึ่งมีอํานาจ ส่ังบรรจตุ ามมาตรา ๕๗ เห็นวํามเี หตุผลและความจําเป็นจะอนุญาตให๎ลาออกตามวันท่ีขอลาออกก็ได๎ ในกรณีทีผ่ ๎ูบังคับบัญชาซ่ึงมีอํานาจสั่งบรรจตุ ามมาตรา ๕๗ เหน็ วําจาํ เป็นเพื่อประโยชน๑แกํราชการ จะยับยงั้ การลาออกไวเ๎ ป็นเวลาไมเํ กนิ เก๎าสิบวนั นบั แตํวันขอลาออกก็ได๎ในกรณีเชนํ นน้ั ถ๎าผ๎ขู อลาออกมิได๎ถอนใบลาออกกอํ น ครบกาํ หนดระยะเวลาการยับย้ังให๎ถือวาํ การลาออกนนั้ มีผลเมื่อครบกําหนดเวลาตามท่ไี ด๎ยับยั้งไว๎ ในกรณที ี่ผ๎บู งั คบั บญั ชาซ่ึงมีอาํ นาจส่ังบรรจตุ ามมาตรา ๕๗ มไิ ด๎ยับย้ังตามวรรคสามใหก๎ ารลาออกนัน้ มผี ล ต้งั แตํวนั ขอลาออก ในกรณที ่ขี ๎าราชการพลเรือนสามญั ผู๎ใดประสงค๑จะลาออกจากราชการเพ่ือดํารงตําแหนํงในองค๑กรอิสระ ตามรฐั ธรรมนญู ตาํ แหนงํ ทางการเมือง หรือตําแหนํงอื่นที่ ก.พ. กําหนด หรอื เพอ่ื สมัครรับเลือกต้งั เป็นสมาชิกรฐั สภา สมาชิกสภาทอ๎ งถน่ิ หรอื ผบ๎ู รหิ ารทอ๎ งถ่ิน ใหย๎ ืน่ หนงั สอื ขอลาออกตอํ ผบู๎ ังคบั บัญชาตามวรรคหนึ่ง และให๎การลาออกมี ผลนับตัง้ แตวํ นั ที่ผนู๎ ้นั ขอลาออก การอุทธรณ์ มาตรา ๑๑๔ ผใู๎ ดถูกส่ังลงโทษตามพระราชบัญญัตนิ ี้ ผน๎ู ้นั มสี ทิ ธิอุทธรณ๑ตํอ ก.พ.ค. ภายในสามสบิ วนั นับแตํวันทราบ หรือถือวําทราบคาํ ส่ัง มาตรา ๑๑๖ เมอ่ื ก.พ.ค. พจิ ารณาวินิจฉยั อทุ ธรณ๑แลว๎ ให๎ผบ๎ู งั คบั บญั ชาซงึ่ มีอาํ นาจส่งั บรรจุตามมาตรา ๕๗ ดําเนนิ การใหเ๎ ปน็ ไปตามคาํ วินจิ ฉยั น้ันภายในสามสิบวนั นบั แตวํ นั ท่ี ก.พ.ค. มีคําวนิ ิจฉยั ในกรณีทีผ่ อู๎ ุทธรณ๑ไมํเหน็ ดว๎ ยกับคําวินจิ ฉยั อุทธรณ๑ของ ก.พ.ค. ให๎ฟอู งคดตี ํอศาลปกครองสงู สุดภายในเก๎าสิบ วนั นบั แตวํ ันทีท่ ราบหรือถือวําทราบคําวนิ ิจฉัยของ ก.พ.ค. ผบ๎ู งั คบั บญั ชาผใู๎ ดไมํปฏบิ ตั ติ ามวรรคหนง่ึ ให๎ถือวําเปน็ การจงใจละเวน๎ การปฏิบตั ิหนา๎ ที่โดยมิชอบเพอื่ ให๎เกิด ความเสยี หายแกบํ ุคคลอน่ื มาตรา ๑๑๘ การพจิ ารณาวินจิ ฉัยอทุ ธรณต๑ ามมาตรา ๑๑๔ ใหด๎ าํ เนินการใหแ๎ ลว๎ เสรจ็ ภายในหนงึ่ รอ๎ ยย่ีสิบวัน นบั แตํ วนั ท่ไี ดร๎ บั อุทธรณ๑ เว๎นแตมํ เี หตขุ ัดข๎องท่ีทําให๎การพิจารณาไมแํ ลว๎ เสร็จภายในระยะเวลาดังกลาํ ว กใ็ ห๎ขยายระยะเวลา ได๎อีกซง่ึ ไมเํ กนิ สองคร้ัง โดยแตํละครั้งจะต๎องไมํเกินหกสิบวัน และให๎บันทึกเหตุขดั ขอ๎ งให๎ปรากฏไวด๎ ๎วย มาตรา ๑๒๑ เม่อื มีกรณดี งั ตอํ ไปน้ี กรรมการวนิ จิ ฉยั อุทธรณ๑อาจถูกคัดค๎านได๎ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๙๑ (๑) ร๎ูเห็นเหตกุ ารณ๑ในการกระทําผดิ วนิ ยั ท่ผี ๎ูอุทธรณถ๑ ูกลงโทษหรอื การถูกส่งั ใหอ๎ อกจากราชการ (๒) มีสํวนไดเ๎ สยี ในการกระทําผดิ วนิ ยั ทีผ่ อ๎ู ุทธรณถ๑ ูกลงโทษหรอื การถูกสั่งให๎ออกจากราชการ (๓) มสี าเหตโุ กรธเคืองกบั ผู๎อุทธรณ๑ (๔) เป็นผก๎ู ลําวหา หรือเปน็ หรือเคยเปน็ ผ๎ูบงั คบั บัญชาผส๎ู ั่งลงโทษหรอื สั่งให๎ออกจากราชการ (๕) เป็นผม๎ู ีสวํ นเกี่ยวข๎องกับการดําเนนิ การทางวินัยหรือการสง่ั ให๎ออกจากราชการท่ผี ๎อู ุทธรณถ๑ ูกลงโทษหรือถูกส่ังให๎ ออกจากราชการ (๖) มีความเก่ยี วพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบคุ คลตาม (๑) (๒) (๓) หรอื (๔) อันอาจกํอให๎เกิดความไมเํ ปน็ ธรรมแกํผ๎ูอุทธรณ๑ การร้องทกุ ข์ มาตรา ๑๒๒ ข๎าราชการพลเรือนสามัญผู๎ใดมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏบิ ัตหิ รือไมปํ ฏบิ ัตติ ํอตนของ ผ๎บู งั คบั บัญชา และเปน็ กรณที ่ีไมอํ าจอุทธรณ๑ตามหมวด ๙ การอุทธรณ๑ ได๎ ผนู๎ นั้ มีสทิ ธิร๎องทกุ ข๑ได๎ตามหลักเกณฑแ๑ ละ วธิ กี ารท่กี าํ หนดไว๎ในหมวดนี้ มาตรา ๑๒๓ การรอ๎ งทกุ ข๑ท่เี หตุเกิดจากผูบ๎ ังคับบญั ชา ใหร๎ ๎องทุกขต๑ ํอผ๎บู ังคับบัญชาช้นั เหนอื ขน้ึ ไป ตามลาํ ดบั การร๎องทุกขท๑ ีเ่ หตเุ กิดจากหวั หน๎าสํวนราชการระดบั กรมที่อยูํในบงั คบั บญั ชาหรอื รับผดิ ชอบการปฏิบตั ิราชการ ขึ้นตรงตํอนายกรัฐมนตรหี รือตํอรัฐมนตรี ปลดั กระทรวงรฐั มนตรเี จา๎ สังกดั หรอื นายกรฐั มนตรี ใหร้ อ้ งทุกขต์ ่อ ก.พ.ค. มาตรา ๑๒๔ ในการพจิ ารณาวินจิ ฉัยเรื่องร๎องทกุ ข๑ให๎ ก.พ.ค. มีอาํ นาจไมรํ ับเร่อื งร๎องทุกข๑ ยกคําร๎องทุกข๑ หรือมคี าํ วนิ ิจฉยั ให๎แกไ๎ ขหรือยกเลิกคําสง่ั และใหเ๎ ยยี วยาความเสียหายให๎ผ๎ูร๎องทุกขห๑ รือใหด๎ ําเนินการอนื่ ใดเพื่อประโยชน๑แหํง ความยตุ ิธรรมตามระเบียบท่ี ก.พ.ค. กําหนด มาตรา ๑๒๕ เมือ่ มีกรณดี ังตํอไปน้ี กรรมการวนิ ิจฉัยร๎องทกุ ข๑อาจถูกคดั คา๎ นได๎ (๑) เป็นผ๎บู ังคบั บญั ชาผ๎เู ป็นเหตใุ หเ๎ กิดความคบั ข๎องใจ หรือเปน็ ผอ๎ู ยใํู ตบ๎ งั คบั บัญชาของผบู๎ ังคับบญั ชาดงั กลําว (๒) มสี ํวนไดเ๎ สยี ในเรื่องทร่ี ๎องทกุ ข๑ (๓) มีสาเหตโุ กรธเคืองกบั ผรู๎ ๎องทกุ ข๑ (๔) มีความเกีย่ วพันทางเครือญาติหรอื ทางการสมรสกับบคุ คลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) อันอาจกํอให๎เกิดความไมเํ ป็น ธรรมแกํผู๎รอ๎ งทุกข๑ วนิ ยั และจรรยาบรรณ วนิ ัย มคี วามหมาย ๒ ทาง ๑. ทางรปู ธรรม หมายถึง ข๎อปฏิบตั หิ รือแบบแผนที่พงึ ปฏบิ ัติสําหรับคนในแตํละวงการ หากฝาุ ฝนื ต๎อนไดร๎ บั โทษตาม ควรแกกํ รณแี หํงความผดิ น้นั ๆ ๒. ทางนามธรรมหมายถึง ลักษณะเชงิ พฤติกรรมทีแ่ ตํละคนแสดงออกมา เชํน ความเปน็ ระเบยี บ การอยํูในแบบแผน การควบคุมตนเอง ฉะนนั้ ในทางนามธรรมวนิ ัยมใิ ชมํ ํุงเนน๎ แตจํ ะลงโทษเม่อื มกี ารกระทําผิดวนิ ยั จะต๎องมีวธิ ีการให๎คน มวี ินยั ปรบั พฤติกรรม พฒั นาจติ ใจ ตอ๎ งนําและกาํ กบั ด๎วย วินยั คอื ลักษณะเชิงพฤติกรรมทีแ่ สดงออกมาเปน็ การ ๑. ควบคมุ ตนเอง ๒. ปฏบิ ตั ติ ามการนํา ๓. อยํใู นระเบยี บแบบแผน ๔. มคี วามเปน็ ระเบียบ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๙๒ จุดมุง่ หมายและขอบเขตของวนิ ยั ขา้ ราชการ ๑. เพื่อให๎ราชการดําเนนิ ไปด๎วยดมี ีประสทิ ธิภาพ ๒. เพื่อความเจริญ ความสงบเรียบร๎อย ของประเทศชาติ ๓. เพ่ือความผาสกุ ของประชาชน ๔. เพื่อสร๎างภาพพจน๑ชือ่ เสียงที่ดีของทางราชการ วนิ ยั แบ่งออกตามลกั ษณะแหง่ ความผดิ ได้๖ ลกั ษณะ คอื ๑. วินยั ต่อประเทศชาติ ตอ๎ งสนับสนนุ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ปูองกนั ภยนั ตรายซง่ึ จะเกิดขนึ้ แกํ ประเทศชาติ ๒. วินยั ตอ่ ประชาชน ตอ๎ งสุภาพเรียบรอ๎ ยให๎ความเป็นธรรมให๎การสงเคราะหแ๑ กํประชาชนผู๎มาตดิ ตอํ ราชการ ๓. วนิ ัยตอ่ ผู้บังคับบญั ชา ตอ๎ งปฏบิ ัติตามคาํ ส่ังของผ๎บู ังคับบญั ชา โดยไมขํ า๎ มผู๎บังคับบัญชาท่ไี มํรายงานเท็จตํอ ผบู๎ งั คับบัญชา ๔.วนิ ัยต่อผู้ร่วมงาน ต๎องสุภาพเรยี บร๎อยรักษาความสามัคคี ชวํ ยเหลือกนั ในการปฏบิ ตั ิราชการ ๕. วินัยต่อตาํ แหน่งหน้าทีร่ าชการ ในการปฏบิ ตั หิ นา๎ ท่ีราชการตอ๎ งมคี วามซอื่ สัตย๑สุจริต และเที่ยงธรรมอตุ สาหะ ตง้ั ใจปฏบิ ัติหน๎าทใี่ หเ๎ กดิ ผลดี และกา๎ วหนา๎ แกรํ าชการ รกั ษาความลับทางราชการรวมทงั้ อุทิศเวลาใหแ๎ กํราชการไมลํ ะ ทงิ้ หรอื ทอดท้ิงหนา๎ ที่ราชการรักษาเกยี รตศิ ักดิ์ของตาํ แหนงํ หนา๎ ท่ี วางตนเปน็ กลางทางการเมอื งในการปฏบิ ตั หิ นา๎ ท่ี และในการปฏบิ ตั กิ ารทเี่ ก่ยี วข๎องกับประชาชน ๖. วนิ ยั ตอ่ ตนเอง รกั ษาชื่อเสยี งโดยไมํกระทําการอันไดช๎ ่ือวําประพฤติช่วั ลักษณะโทษทางวินัย ๑. ไมมํ ีอายุความ ๒. การลงโทษต๎องดาํ เนนิ กระบวนการตามกฎหมาย ๓. ผ๎สู ง่ั ลงโทษตอ๎ งเปน็ ผบ๎ู งั คับบัญชาท่มี ีอํานาจลงโทษได๎ สาระสาํ คัญของวินยั ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรอื นฯพ.ศ.๒๕๕๑ ๑. แยก “ข๎อปฏบิ ตั ิ” และ “ข๎อหา๎ มปฏิบตั ิ”ออกจากกันเป็นขอ๎ ละมาตรา ๒. จัดกลํุมความผดิ วินัย “ร๎ายแรง” และ “ไมรํ า๎ ยแรง” ๓. เพ่มิ หลักการเร่ือง “คุกคามทางเพศ”และ “ค๎มุ ครองข๎าราชการผใ๎ู ห๎ข๎อมูลอันเป็นประโยชน๑ตํอราชการ” จรรยาบรรณ หมายถึง ความถูกตอ๎ ง ความดีงาม มารยาท ปรชั ญาชวี ติ หรอื คาํ นิยมโดยอาศยั ความจรงิ เกยี่ วกับธรรมชาติของ โลกและจติ วิญญาณของมนษุ ย๑ทวั่ ๆ ไป ของแตลํ ะสังคมมาเปน็ เหตุผลและหรือวินจิ ฉยั สําหรบั ข๎าราชการและลกู จ๎างสังกัดกรมสรรพากร มจี รรยาบรรณทเ่ี ป็นข๎อห๎ามหรือข๎อควรพึงปฏบิ ตั ิท้งั ตาม ขอ๎ บังคับของ ก.พ. ประกาศคณะปฏริ ูปการปกครองแผนํ ดินคําสัง่ นายกรฐั มนตรี มติ ค.ร.ม. คําสงั่ กระทรวงการคลัง และคาํ สง่ั กรมสรรพากร ดังตํอไปนี้ จรรยาบรรณ ตามขอ้ บังคับ ก.พ.แบงํ ออกเป็น ๔ หมวด ดงั น้ี ๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง ๑.๑ ขา๎ ราชการพลเรือนพึงเป็นผมู๎ ีศีลธรรมอันดแี ละประพฤติตนให๎เหมาะสมกับการเปน็ ข๎าราชการ ๑.๒ ขา๎ ราชการพลเรอื นพึงใช๎วิชาชีพในการปฏิบตั ิหนา๎ ทร่ี าชการ ดว๎ ยความซอ่ื สัตย๑ และไมแํ สวงหาประโยชน๑โดยมิ ชอบ ในกรณีทีว่ ิชาชพี ใดมีจรรยาวิชาชีพกาํ หนดไว๎ ก็พึงปฏิบัติตามจรรยาวิชาชพี นน้ั ดว๎ ย นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๙๓ ๑.๓ ข๎าราชการพลเรอื นพึงมีทศั นคติที่ดี และพัฒนาตนเองให๎มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม รวมทัง้ เพ่ิมพูนความรู๎ ความสามารถ และทักษะในการทํางานเพ่ือให๎การปฏิบัติหน๎าทีร่ าชการมีประสิทธิภาพ ประสทิ ธผิ ลยงิ่ ขน้ึ ๒. จรรยาบรรณต่อหน่วยงาน ๒.๑ ข๎าราชการพลเรอื นพงึ ปฏบิ ัตหิ นา๎ ทีร่ าชการดว๎ ยความสจุ ริต เสมอภาค และปราศจากอคติ ๒.๒ ขา๎ ราชการพลเรือนพึงปฏิบัติหนา๎ ทีร่ าชการอยํางเตม็ กําลงั ความสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว ขยนั หมัน่ เพียร ถูกต๎องสมเหตุสมผล โดยคํานึงถึงประโยชนข๑ องทางราชการและประชาชนเป็นสาํ คัญ ๒.๓ ขา๎ ราชการพลเรอื นพงึ ประพฤตติ นเปน็ ผู๎ตรงตํอเวลา และใชเ๎ วลาราชการใหเ๎ ป็นประโยชน๑ตอํ ทางราชการอยําง เตม็ ท่ี ๒.๔ ขา๎ ราชการพลเรอื นพงึ ดูแลรกั ษา และใช๎ทรัพยส๑ นิ ของทางราชการอยํางประหยัด คุ๎มคาํ โดยระมดั ระวังมิให๎ เสยี หายหรือสิ้นเปลืองเยีย่ งวิญ๒ูชนจะพึงปฏบิ ตั ิตํอทรัพย๑สินของตนเอง ๓. จรรยาบรรณตอ่ ผู้บังคับบัญชา ผ้อู ยู่ใตบ้ งั คับบัญชาและผูร้ ว่ มงาน ๓.๑ ข๎าราชการพลเรอื นพงึ มีความรบั ผดิ ชอบในการปฏบิ ตั ิงาน การใหค๎ วามรํวมมอื ชํวยเหลือกลมุํ งานของตนทง้ั ใน ดา๎ นการให๎ความคดิ เห็น การชวํ ยทํางานและการแกป๎ ๓ญหารํวมกัน รวมท้ังการเสนอแนะในส่งิ ท่เี ห็นวาํ จะมีประโยชนต๑ ํอ การพฒั นางานในความรับผิดชอบด๎วย ๓.๒ ขา๎ ราชการพลเรอื นซง่ึ เป็นผ๎บู ังคับบญั ชา พึงดูแลเอาใจใสผํ ูอ๎ ยใํู ตบ๎ งั คับบญั ชา ท้ังในดา๎ นการปฏบิ ัตงิ าน ขวญั กําลังใจ สวสั ดกิ าร และยอมรับฟ๓งความคิดเห็นของผ๎ูอยูใํ ต๎บงั คับบญั ชา ตลอดจนปกครองผ๎ูอยํใู ตบ๎ ังคับบัญชาดว๎ ย หลกั การและเหตผุ ลท่ถี กู ตอ๎ งตามทาํ นองคลองธรรม ๓.๓ ข๎าราชการพลเรือนพึงชวํ ยเหลือเกื้อกูลกันในทางที่ชอบ รวมท้งั สงํ เสริมสนบั สนุนใหเ๎ กดิ ความสามัคคี รวํ มแรง รํวมใจ ในบรรดาผรู๎ วํ มงานในการปฏิบัติหน๎าทเ่ี พอื่ ประโยชน๑สวํ นรวม ๓.๔ ขา๎ ราชการพลเรอื นพึงปฏบิ ัติตํอผ๎ูรํวมงานตลอดจนผเ๎ู กีย่ วขอ๎ งดว๎ ยความสุภาพ มนี ้ําใจ และมนษุ ยสัมพนั ธ๑ ๓.๕ ขา๎ ราชการพลเรอื นพงึ ละเว๎นจากการนาํ ผลงานของผู๎อ่ืนมาเป็นของตน ๔. จรรยาบรรณตอ่ ประชาชนและสงั คม ๔.๑ ขา๎ ราชการพลเรือนพึงให๎บรกิ ารประชาชนอยาํ งเตม็ กาํ ลงั ความสามารถ ดว๎ ยความเป็นธรรม เออ้ื เฟือ้ มีนา้ํ ใจ และใชก๎ ิรยิ าวาจาที่สภุ าพอํอนโยน เม่อื เหน็ วาํ เร่ืองใดไมํสามารถปฏิบัตไิ ด๎ หรือไมํอยํใู นอาํ นาจหนา๎ ทขี่ องตนจะตอ๎ ง ปฏบิ ัติ ควรช้แี จงเหตุผลหรอื แนะนําให๎ติดตํอยังหนวํ ยงาน หรอื บุคคลซึ่งตนทราบวาํ มีอํานาจหน๎าที่เก่ียวข๎องกับเร่อื ง น้นั ๆ ตํอไป ๔.๒ ขา๎ ราชการพลเรอื นพึงประพฤตติ นให๎เปน็ ทเ่ี ชอื่ ถือของบคุ คลทัว่ ไป ๔.๓ ขา๎ ราชการพลเรือนพึงละเว๎นการรับทรพั ยส๑ ินหรือประโยชนอ๑ นื่ ใด ซง่ึ มีมลู คาํ เกนิ ปกติวสิ ัยท่วี ิญ๒ชู นจะให๎กัน โดยเสนหํ า จากผ๎ูมาติดตอํ ราชการ หรอื ผ๎ูซ่ึงอาจได๎รับประโยชนจ๑ ากการปฏบิ ตั หิ น๎าท่รี าชการนนั้ หากไดร๎ ับแล๎วและ ทราบภายหลงั วําทรพั ย๑สินหรือประโยชนอ๑ ื่นใดที่รับไว๎มีมูลคาํ เกินปกติวิสยั กใ็ ห๎รายงานผูบ๎ ังคบั บญั ชาทราบโดยเร็วเพ่ือ ดําเนนิ การตามสมควรแกํกรณี จรรยาบรรณตามคําส่ังคณะปฏริ ูปการปกครองแผ่นดิน คาํ สั่งนายกรัฐมนตรี และมติ ค.ร.ม. ๑. ข้อหา้ มในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ น ๑.๑ หา๎ มรบั เลยี้ งจากพอํ คา๎ ท่ีกระทาํ ธรุ กจิ กบั หนํวยงานราชการของตน หรือจากผู๎ที่มาติดตํอขออนุญาต หรือขอรับ บรกิ ารจากทางราชการ หรอื จากผูท๎ ไี่ ด๎อาจได๎รบั ประโยชนจ๑ ากการปฏิบัตหิ นา๎ ที่ของตน ๑.๒ ห๎ามแตงํ เครื่องแบบ หรอื แตํงกายทแี่ สดงให๎เหน็ วาํ เป็นข๎าราชการฝาุ ยพลเรือน ตาํ รวจ ทหาร เขา๎ ไปใน ไนทค๑ ลับ สถานอาบอบนวด สถานอบายมุข หรือสถานเรงิ รมยต๑ ําง ๆ เวน๎ แตํเพื่อปฏิบตั ิหนา๎ ทรี่ าชการ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๙๔ ๑.๓ ห๎ามเป็นประธานหรือเจา๎ ภาพในพธิ ีเปิดบริษทั หา๎ งรา๎ นทางการค๎าของเอกชน ๑.๔ หา๎ มออกบตั รเชิญ หรอื ประกาศเชญิ เป็นการทว่ั ไป เพ่ือการเลีย้ งในการเล่ือน ยา๎ ย หรอื เปลยี่ นแปลงยศ หรอื ตําแหนงํ การเลย้ี งฉลองวนั เกิด การฉลองข้นึ บ๎านใหมํ และงานสังคมท่ีมิใชเํ ปน็ ประเพณี ๑.๕ ห๎ามเปน็ กรรมการผจ๎ู ดั การ หรอื ผูจ๎ ดั การ หรือดาํ รงตําแหนํงทม่ี หี นา๎ ท่ีอน่ื ในบริษทั หา๎ งร๎านของเอกชน ซึ่งทาํ ให๎บุคคลท่วั ไปเขา๎ ใจได๎วําเปน็ การยนิ ยอมให๎บรษิ ทั ห๎างร๎านของเอกชนเหลําน้นั อาศัยชอ่ื ของตนเพือ่ แสวงหา ผลประโยชน๑โดยทางตรงหรือทางอ๎อม ๑.๖ หา๎ มกดขี่ ขมํ เหง และบอกปด๓ ไมอํ าํ นวยความสะดวกประชาชนผ๎มู าตดิ ตํอราชการ ๑.๗ ห๎ามให๎ของขวญั หรือของทร่ี ะลกึ หรือจดั งานเล้ียงรับรองแกํนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือข๎าราชการชั้นผ๎ใู หญํ ทไ่ี ปราชการ ณ ตํางจังหวดั และห๎ามการจดั แถวต๎อนรับ เว๎นแตํข๎าราชการซ่ึงมีหน๎าทีเ่ กีย่ วข๎องต๎องรายงานข๎อราชการ เทํานั้น ๑.๘ ห๎ามมใิ ห๎ข๎าราชการคบช๎ูสํูสาว ๑.๙ ห๎ามผอ๎ู ยูเํ วรรักษาสถานที่ละทิ้งหนา๎ ทีก่ ารอยูเํ วรตามที่ได๎รบั มอบหมาย ๑.๑๐ หา๎ มข๎าราชการเรยี กเก็บเงนิ จากราษฎรผ๎ูมาทําการตดิ ตํอเป็นพิเศษ นอกเหนอื จากที่กฎหมายหรือระเบยี บท่ี ทางราชการได๎กาํ หนดไว๎ ๑.๑๑ ห๎ามหมกมุํนในการพนนั ๑.๑๒ ห๎ามเสพสุราในขณะปฏิบัติหน๎าทรี่ าชการ หรอื เมาสุราเสียราชการ หรอื เมาสุราในท่ีชมุ ชน สาธารณชน จนเกิด เร่ืองเสยี หายหรอื เสียเกียรติศักดขิ์ องตําแหนํงหน๎าที่ราชการ ๑.๑๓ ห๎ามใชเ๎ วลาราชการไปหาความสาํ ราญ หรือไปหาประโยชน๑เปน็ สวํ นตวั ๑.๑๔ หา๎ มข๎าราชการและพนักงานของรัฐ เลนํ การลงแชร๑ รวมทง้ั การเป็นเจา๎ มือ ผูเ๎ ดนิ ขายหรือผ๎ูเลนํ สลากกินรวบ ๑.๑๕ ห๎ามมิใหข๎ ๎าราชการ พนกั งาน หรือลูกจา๎ งของสํวนราชการ รฐั วิสาหกจิ หรอื หนํวยงานของรัฐ จดั งานร่ืนเรงิ ไปอวยพร หรือจัดของขวัญให๎ผ๎บู งั คบั บญั ชา หรอื ขา๎ ราชการชั้นผใู๎ หญํในโอกาสขึ้นปีใหมํ และห๎ามมใิ หผ๎ บู๎ งั คับบัญชา หรอื ขา๎ ราชการช้ันผูใ๎ หญํทกุ ระดบั รบั ของขวญั หรือการอวยพรดงั กลําวขา๎ งตน๎ จากขา๎ ราชการ พนกั งาน หรอื ลกู จ๎าง ของสวํ นราชการ รฐั วิสาหกจิ หรอื หนวํ ยงานของรฐั ด๎วย ๑.๑๖ ห๎ามกระทําการในทางการเมืองอน๎ เปน็ การฝาุ ฝนื ข๎อหา๎ ม ดงั ตํอไปน้ี ๑) ไมํดํารงตําแหนํงในพรรคการเมืองใด ๆ ๒) ไมใํ ช๎สถานท่รี าชการในกจิ การทางการเมือง ๓) ไมวํ ิพากษ๑วจิ ารณ๑การกระทําของรฐั บาลใหป๎ รากฏแกํประชาชน ๔) ไมแํ ตงํ เครื่องแบบราชการไปรวํ มประชมุ พรรคการเมือง หรอื ไปรํวมประชุมในที่สาธารณสถานใด ๆ อัน เป็นการประชุมท่มี ีลักษณะทางการเมือง ๕) ไมปํ ระดบั เคร่ืองหมายของพรรคการเมืองในเวลาสวมเครื่องแบบราชการ หรอื ในเวลาราชการ หรือใน สถานท่รี าชการ ๖) ไมแํ ตงํ เคร่อื งแบบของพรรคการเมืองเขา๎ ไปในสถานทีร่ าชการ ๗) ไมบํ ังคับให๎ผใ๎ู ต๎บังคบั บญั ชา หรอื ประชาชน เป็นสมาชิกพรรคการเมอื งใด และไมํกระทําการในทางให๎คณุ ใหโ๎ ทษ เพราะเหตทุ ผี่ ู๎อยใํู ต๎บงั คบั บญั ชา หรอื ประชาชนนิยม หรอื เปน็ สมาชกิ ในพรรคการเมอื งใด ท่ีตั้งขน้ึ โดยชอบด๎วย กฎหมาย ๘) ไมํทําการขอรอ๎ งใหบ๎ ุคคลใด อทุ ิศเงนิ หรือทรัพยส๑ นิ เพื่อประโยชน๑แกํพรรคการเมือง ๙) ไมํโฆษณาหาเสียง เพ่อื ประโยชน๑แกพํ รรคการเมือง หรอื แสดงการสนบั สนนุ พรรคการเมืองใด ๆ ใหเ๎ ป็น การเปิดเผยในท่ปี ระชุมพรรคการเมือง และในที่ทปี่ รากฏแกสํ ายตาประชาชน หรอื เขยี นจดหมาย หรือบทความไปลง นนท์ เศรษฐวิวฒั น์

๑๙๕ หนังสอื พิมพ๑ หรอื พิมพห๑ นงั สือ หรือใบปลวิ ซึ่งจาํ หนํายแจกจํายไปยังประชาชน อนั มีข๎อความเป็นลกั ษณะทาง การเมือง ๑๐) ไมปํ ฏิบัตหิ นา๎ ที่แทรกแซงในทางการเมือง หรือใช๎การเมืองเปน็ เคร่ืองมือเพ่ือกระทาํ กิจการตําง ๆ อาทิ เชํน ว่ิงเต๎นตดิ ตํอกบั สมาชิกสภาผแู๎ ทนราษฎร หรือพรรคการเมือง เพื่อให๎นํารํางพระราชบญั ญตั ิ หรอื ญตั ติเสนอสภาฯหรอื ต้ังกระท๎ถู ามรฐั บาล ๑๑) ในระยะเวลาท่ีมีการสมคั รรับเลือกตั้งสมาชกิ สภาผู๎แทนราษฎรไมํแสดงออกโดยตรงหรือโดยปรยิ ายทจี่ ะเป็น การชํวยเหลอื สํงเสรมิ สนบั สนุนผูส๎ มคั รรบั เลอื กตั้ง และในทางกลับกัน ไมํกีดกนั ตาํ หนติ ิเตยี น ทบั ถม หรือให๎รา๎ ย ผ๎สู มคั รรับเลอื กตั้ง ๒. ขอ้ พึงประพฤติปฏิบตั ติ น ๒.๑ ไมคํ วรประพฤตติ นเป็นคนฟมุ เฟอื ย การจัดงานเลยี้ ง หรืองานสงั คม ควรจัดทาํ เทําที่จําเปน็ และควรเชญิ เฉพาะญาติ กับผูใ๎ กล๎ชิดเทําน้ัน และควรดํารงชพี อยํางประหยัด เชนํ ทําสวนครัว เล้ยี งสตั ว๑และใชข๎ องท่ผี ลิตใน ประเทศ เปน็ ต๎น ๒.๒ ไมํพงึ รบั เงนิ ของขวญั หรือสง่ิ ตอบแทนราคาแพงจากผใ๎ู ตบ๎ ังคับบัญชา หรอื บคุ คลที่มิใชเํ ป็นญาติสนทิ ๒.๓ ข๎าราชการฝุายพลเรือน ตาํ รวจ ทหารชัน้ ผใ๎ู หญํ ควรปฏิบตั ิตนให๎เปน็ ตวั อยํางท่ีดีแกํขา๎ ราชการและประชาชน ทัว่ ไป ๒.๔ ขา๎ ราชการและเจา๎ หน๎าที่ของรฐั ควรถือหลกั ปฏิบัตริ าชการด๎วยความเอือ้ เฟอ้ื เมอ่ื เห็นวาํ เร่อื งใดไมอํ ยํูใน อํานาจหนา๎ ที่ของตนจะต๎องปฏิบัติ กไ็ มํควรบอกป๓ดใหพ๎ ๎นไป ควรแนะนํา ช้แี จง ให๎ไปติดตอํ ยงั ผูท๎ ่ีตนทราบวาํ มีอํานาจ หน๎าทปี่ ฏบิ ตั ิ หรือหากทําไดโ๎ ดยไมํขัดตํอกฎหมายและระเบยี บแบบแผน ก็ควรสํงเร่ืองให๎ผูม๎ ีอํานาจหน๎าท่นี ้ัน ๆ เสีย เอง ๒.๕ ข๎าราชการ และเจ๎าหนา๎ ที่ของรฐั ควรอํานวยความสะดวก และให๎ความรวํ มมือชํวยเหลือแกํประชาชน ดว๎ ย ความเทีย่ งธรรมและเสมอภาค ๒.๖ ข๎าราชการ และเจา๎ หนา๎ ท่ขี องรัฐ ตอ๎ งอทุ ิศเวลาใหแ๎ กํราชการอยาํ งแทจ๎ รงิ ไมํควรใชเ๎ วลาราชการไปหาความ สําราญหรือหาประโยชน๑สํวนตวั ๒.๗ ข๎าราชการ และเจ๎าหนา๎ ท่ขี องรัฐควรเอาใจใสํ และปฏิบัตหิ น๎าที่ราชการที่ไดร๎ บั มอบหมายมาอยํางมี ประสทิ ธภิ าพ โดยไมํปลํอยให๎งานในหนา๎ ท่ีคั่งคา๎ งอยมูํ าก อันทาํ ให๎ราชการดําเนินการไปโดยลาํ ชา๎ รวมถงึ ใหค๎ วาม สนใจ และศกึ ษาหาความร๎ู เกี่ยวกบั งานในหนา๎ ท่ี โดยเฉพาะอยาํ งยงิ่ กฎหมาย หรือระเบียบแบบแผนข๎อบงั คบั อันตน จาํ ตอ๎ งปฏิบตั ิ และอยใูํ นหนา๎ ที่ของตน จรรยาบรรณตามคําสั่งกระทรวงการคลังและกรมสรรพากร ๑. ข้อหา้ มในการประพฤตปิ ฏิบตั ิตน ๑.๑ ห๎ามข๎าราชการ และลกู จ๎างในสังกัดกรมสรรพากรรบั ทําและตรวจบญั ชีใหแ๎ กรํ ๎านค๎า รับเขยี นแบบยืน่ รายการ เสยี ภาษอี ากร ตลอดจนคาํ ร๎อง หรือคําอุทธรณใ๑ ด ๆ โดยได๎รับคาํ ตอบแทนเป็นคาํ จ๎างหรือไมํไดร๎ บั ผลตอบแทนก็ตาม เวน๎ แตใํ นกรณีทผี่ ๎ูเสยี ภาษีอากรไมสํ ามารถเขียนแบบแสดงรายการเสียภาษี หรอื คําร๎องใด ๆ ได๎ดว๎ ยตนเอง และได๎ ขอร๎องใหข๎ า๎ ราชการ และลกู จ๎างในสังกัดกรมสรรพากรแนะนํา หรอื ชวํ ยเขียนให๎ ก็ใหช๎ ํวยแนะนําหรอื ชวํ ยเขียนใหต๎ าม ควรแกํกรณเี ทําที่จําเปน็ โดยปราศจากคําตอบแทน และกระทาํ กัน ณ สถานท่ีทีท่ าํ งานในเวลาราชการตามปกติ เทาํ น้ัน ๑.๒ ห๎ามขา๎ ราชการ และลูกจ๎างในสังกัดกรมสรรพากรปฏบิ ัติดงั ตํอไปน้ี ๑) มาปฏบิ ัติราชการสายกวาํ เวลาที่ทางราชการกําหนด และกลับกํอนเวลาราชการอยํูเนือง ๆ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๙๖ ๒) อาํ นหนังสือพมิ พแ๑ ละรบั ประทานเครื่องด่ืมและอาหารตําง ๆ ในเวลาราชการ ๓) ออกนอกสถานท่รี าชการไปทําธรุ ะสํวนตัว โดยไมํได๎รบั อนุญาตจากผูบ๎ งั คับบัญชา หรือใช๎เวลาราชการไป เรยี นหนงั สอื ๔) ไมอํ ํานวยความสะดวกใหแ๎ กผํ มู๎ าตดิ ตํอราชการ หรอื มาเสยี ภาษอี ากร ๕) ใหเ๎ จ๎าของหรอื ผจ๎ู ัดการของสถานร๎านค๎าที่ไปทําการตรวจสอบเล้ียงอาหาร และเครื่องดมื่ แกํตนและพวก พอ๎ งเป็นประจาํ ๖) ให๎เจา๎ ของ หรอื ผจู๎ ดั การของสถานการคา๎ นัน้ ๆ พาตนและพวกพ๎องไปเทยี่ วหาความสําราญรน่ื รมย๑ ตาม สถานที่หยํอนใจตาํ ง ๆ ๗) ไมทํ าํ การตรวจสอบภาษีอากรใหเ๎ รอ่ื งแล๎วเสร็จ ภายในเวลาอนั สมควร โดยประวิงเวลาการตรวจให๎เน่นิ นานเพือ่ หวงั หาประโยชนอ๑ ันไมสํ มควรตําง ๆ ๘) รบั ฝากเงินเพื่อชําระภาษอี ากรเปน็ การสวํ นตัว ๑.๓ ห๎ามข๎าราชการ และลกู จ๎างในสังกดั กรมสรรพากรเป็นเจ๎าภาพจดั งานตําง ๆ ซึ่งมีการเชญิ บคุ คลมารํวมงาน ด๎วย โดยมไิ ดร๎ ับอนญุ าตจากกรมสรรพากรเสียกํอน เว๎นแตกํ ารจัดงานดังตํอไปนี้ ๑) งานศพคูํสมรส บุตร ธดิ า บิดา มารดาของตนเอง และของคูํสมรส งานศพปูุ ยาํ ตา ยาย หรือพ่นี ๎องรํวม สายโลหติ ของตนเองท่ีไมํมีทายาทหรอื ผู๎อปุ การะ ๒) งานมงคลสมรสของตนเอง บุตร หรอื ธิดา ๓) งานบรรพชาอปุ สมบทตนเอง หรือบุตร ๔) การรํวมเปน็ เจา๎ ภาพจดั งานในทางศาสนา ซึ่งตอ๎ งกระทําภายในขอบเขตอนั สมควร และไมํกอํ ความ เดือดร๎อนแกํข๎าราชการ พํอค๎า และประชาชนทั่วไปโดยให๎ออกบัตรเชญิ หรอื หนังสือเชิญ จาํ กัดเฉพาะผูบ๎ ังคับบญั ชา ผ๎ูใต๎บงั คับบญั ชา ญาติ และมิตรสหายทส่ี นทิ สนม หรอื ค๎ุนเคยกันมากอํ นเทาํ น้นั ๑.๔ ห๎ามภรรยาของขา๎ ราชการกรมสรรพากร ทําการค๎าโดยอาศัยตาํ แหนงํ หน๎าที่ราชการของสามี ๒. ข้อพึงประพฤติปฏบิ ัตติ น ๒.๑ ข๎าราชการในสํวนภมู ภิ าค ควรปฏิบัติเก่ยี วกบั การออกนอกเขตดังตํอไปนี้ ๑) การหารือข๎อราชการโดยปกติควรหารอื โดยหนงั สือ และควรหารือผูบ๎ งั คับบัญชาที่อยใํู กล๎เสยี กอํ นนอกจาก กรณีจาํ เป็นจริง ๆ จงึ คอํ ยเดนิ ทางไปด๎วยตนเอง ๒) การเบกิ ของ ถา๎ ไมํใชข๎ องท่ีมคี ํา หรือจาํ เปน็ จะต๎องสํงคนไปเบิกแล๎ว ควรเบิกโดยทางหนงั สือ และจัดสงํ โดย ทางไปรษณีย๑ หรือรถไฟ หรอื ร.ส.พ. ๓) เม่อื ผ๎ูหนง่ึ ผู๎ใดมเี หตจุ าํ เปน็ จะตอ๎ งเดนิ ทางไปราชการนอกเขต ดว๎ ยเร่ืองใดเร่ืองหน่งึ แล๎ว คนอ่นื ในแผนก การเดยี วกันอาจฝากเรื่องอ่นื ไปใหด๎ าํ เนินการด๎วย ไมคํ วรเดินทางไปหลายคน ทําให๎สิน้ เปลืองคาํ ใชจ๎ าํ ย ๔) การไปราชการนอกเขต ไมํควรไปหมดด๎วยกนั ทงั้ หวั หน๎าสํวนราชการและผ๎ชู วํ ย เพราะจะทําให๎ไมมํ ีตวั ผรู๎ บั ผิดชอบปฏิบัตริ าชการเหลืออยํู ซ่งึ อาจเสยี หายแกํราชการได๎โดยงาํ ย ๕) ไมํควรถือโอกาสหาเหตไุ ปราชการนอกเขต เพราะมวี ตั ถุประสงค๑จะไปทําธรุ กิจสวํ นตวั เชนํ การไปรํวมงาน วันเกิด เปน็ ตน๎ ๒.๒ ตอ๎ งปฏิบตั ิตามคาํ สั่งกรมสรรพากรวําด๎วยการแตํงตั้งให๎ไปดํารงตําแหนํงโดยเครงํ ครัด โดยต๎องเดินทางไปรับ ตําแหนํงใหมภํ ายในเวลาไมเํ กิน ๑๕ วัน นับต้ังแตวํ ันรบั ทราบคําสัง่ นัน้ เว๎นแตมํ ีกรณจี ําเป็นที่ไมํสามารถเดนิ ทางไป ดว๎ ยเหตุผลใด ให๎ผบู๎ งั คับบัญชารายงานให๎กรมสรรพากรทราบภายใน ๘ วัน นบั แตํวันรับทราบคาํ สัง่ ของผ๎ูได๎รับแตํงตั้ง ๒.๓ การพจิ ารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเปน็ กรณีพเิ ศษประจาํ ผบู๎ ังคบั บัญชาตอ๎ งกระทาํ ดว๎ ยความเท่ียงธรรม โดย คํานงึ ถงึ ผลงาน ความอุตสาหะวริ ิยะ และความสามารถในการปฏบิ ัติราชการ ตลอดจนการรกั ษาวินัยเปน็ หลักสําคัญ นนท์ เศรษฐวิวัฒน์

๑๙๗ ข้อบังคับกรมสรรพากร วา่ ด้วย จรรยาขา้ ราชการกรมสรรพากร พ.ศ. ๒๕๕๓ ความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบ ขา๎ ราชการกรมสรรพากร พงึ ปฏบิ ตั หิ น๎าท่ีดว๎ ยความซื่อสัตยส๑ ุจริต ไมํแสวงหาประโยชนโ๑ ดยมชิ อบ ตระหนักและสํานึก ในหนา๎ ที่ความรับผิดชอบของตนเอง หนวํ ยงาน และตํอสงั คม ดังน้ี (๑) ปฏิบตั ิหน๎าที่ด๎วยความซ่ือสตั ยส๑ จุ รติ ตระหนกั สาํ นึกในหนา๎ ท่ี โดยยึดหลกั ตาม รฐั ธรรมนูญ กฎหมายและหลกั จริยธรรมเหนือประโยชน๑สวํ นตน (๒) ปฏิบัติหน๎าทใี่ นความรบั ผดิ ชอบให๎แลว๎ เสร็จโดยเรว็ ภายในระยะเวลาที่กรมสรรพากร กาํ หนด โดยไมหํ วังหา ผลประโยชน๑สวํ นตน (๓) ปฏิบตั หิ น๎าท่โี ดยยดึ กฎ ระเบยี บ ข๎อบงั คบั คําส่งั แนวทางปฏบิ ตั ิ โดยเครํงครดั เชํน ไมรํ ับทําบัญชีตรวจบญั ชี รบั เขียนคาํ อุทธรณ๑ใดๆ ให๎คาํ ปรึกษาในการหลีกเล่ียงภาษีอากร เป็นต๎น (๔) ปฏิบัติหน๎าทด่ี ว๎ ยความเสียสละ อทุ ศิ ตน พร๎อมรับผดิ ชอบตํอผลการกระทําของตนเอง ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ขา๎ ราชการกรมสรรพากร พึงปฏบิ ัตหิ นา๎ ที่ดว๎ ยความโปรํงใส เปิดเผยอยาํ งมเี หตผุ ล ด๎วยความบรสิ ทุ ธใ์ิ จพร๎อมรบั การตรวจสอบ ดงั น้ี (๑) เปิดเผยหลักเกณฑ๑ ขัน้ ตอน ระยะเวลา วิธีการปฏิบตั ิงานและข๎อมลู ขาํ วสารแกํผ๎ูร๎องขอ ตามกรอบของ กฎหมาย (๒) เก็บรักษาหลักฐานไวพ๎ รอ๎ มรบั การตรวจสอบ (๓) ใช๎ข๎อมูลขาํ วสารของทางราชการในทางทเี่ ป็นประโยชน๑ ถูกตอ๎ ง ดูแลข๎อมูลขาํ วสาร อยํางระมัดระวัง ไมํ เปดิ เผยขอ๎ มลู ขําวสารทเ่ี ปน็ ความลับของทางราชการ (๔) ชี้แจงหรือให๎เหตุผลที่เหมาะสมตํอผ๎ูรบั บรกิ าร กรณไี มํสามารถปฏิบตั หิ รอื กระทาํ ตามคําขอได๎ การยดึ ม่ันและยืนหยดั ในส่งิ ท่ีถูกตอ้ ง ขา๎ ราชการกรมสรรพากร พึงยดึ มน่ั ในระบบคุณธรรม ปฏิบตั ิหนา๎ ที่ตามกรอบนโยบายดว๎ ยความถกู ต๎องตามหลกั วิชาการ กฎหมาย รวมทั้งปฏิบัตติ ามขนบธรรมเนียมประเพณีอนั ดงี ามดว๎ ยความภาคภูมิใจ ดังน้ี (๑) ตัดสินใจและกระทําการใด ๆ บนพื้นฐานของหลกั การ กฎหมาย หลกั คุณธรรม ทชี่ อบธรรม มเี หตุผลโดยยดึ ถอื ประโยชนส๑ วํ นรวม (๒) ปฏิบัติหนา๎ ทอ่ี ยํางถูกตอ๎ ง ตามคาํ สั่งโดยชอบด๎วยกฎหมายอนั ชอบธรรมของผ๎บู ังคบั บัญชา (๓) กล๎าปฏเิ สธตํอข๎อเสนอหรือผลประโยชน๑ท่ีไมํถกู ต๎อง ไมํเหมาะสม การไม่เลอื กปฏบิ ัติอย่างไมเ่ ป็นธรรม ขา๎ ราชการกรมสรรพากร พงึ ปฏิบัติหนา๎ ทีด่ ว๎ ยความเสมอภาค เป็นธรรมและปราศจากอคติ ดงั นี้ (๑) ปฏบิ ัตหิ น๎าทีด่ ๎วยความสภุ าพ มนี ้ําใจ เอ้อื อาทรตํอผูร๎ บั บริการอยํางเสมอภาค (๒) รักษาความเปน็ กลางทางการเมือง เพื่อใหส๎ ามารถปฏิบัตงิ านรวํ มกับทุกฝาุ ยได๎อยํางเป็นธรรมและเสมอภาค (๓) ไมํกระทาํ การใดอนั เปน็ การชวํ ยเหลอื อปุ ถมั ภ๑หรือเลือกปฏบิ ตั อิ ยาํ งไมํยตุ ิธรรม (๔) มีมาตรฐานในการใช๎หลกั การและเหตผุ ลอยํางเสมอตน๎ เสมอปลาย การปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ในฐานะพลเมอื งท่ดี ขี องประเทศ ขา๎ ราชการกรมสรรพากรจะต๎องยดึ ม่นั ในระบอบประชาธิปไตย ความยุติธรรม เคารพ กฎหมาย กตกิ าของสังคม เคารพศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษย๑ และคณุ คําของประชาชนทุกคน กระทําเพ่อื สํวนรวมและประเทศชาติ ดงั น้ี (๑) จงรักภกั ดีตํอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย๑ นนท์ เศรษฐวิวฒั น์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook