Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อัล-มุรอญิอาต เล่ม 1

อัล-มุรอญิอาต เล่ม 1

Published by thaiislamlib.com, 2022-06-06 05:29:41

Description: จดหมายสนทนาโตตอบทางวิชาการระหว่างอุลามาชีอะห์กับผู้รู้ซุนนี

Search

Read the Text Version

อัล-มรุ อญติ อาต AL-MURAJIAAT โดย BY ซัยยิด อับดลุ ฮเุ ซน ชรั ฟุดดนี SYED ABULHUSAIN SHARAFUDDIN ซยั ค ซะลมี อัล-บะชะรีย SHAIKH SALEEM AL-BASHRI

ดารฺ อหลฺ ิลบัยตฺ ตู ป.ณ. 7-200 กรุงเทพฯ 10700 Daru Ahl – e – Lbait P.O. Box 7 – 200 Bangkok 10700 ช่ือหนงั สอื อลั -มรุ อญิอาต BOOK’S TITLE : AL-MURAJI’AAT เขยี นโดย : ซยั ยิด อบั ดุลฮเุ ซน ซัรฟุดดีน ซยั ค ซะลมี อัล-บะชะรยี  AUTHORS : SYED ABDULHUSAIN SHARAFUDDIN SHAIKH SALLEM AL-BASHRI แปลและเรยี บเรียงโดย : อยั ยุบ ยอมใหญ TRANSLATED BY : AYYUB YOMYAI ผูด าํ เนนิ การจัดพมิ พ : ดารฺ อหลฺ ิลบัยตฺ (อ) PUBLISHED BY : DAR AHLE-LBAIT (A) พมิ พค ร้งั แรกจาํ นวน : 2,000 เลม 1 ST EDITION : 2,000 COPIES ปท ่ีพมิ พ : สงิ หาคม, 2529 DATE OF PUBLICATION : AUGUST, 1986 พิมพท่ี : 14 การพิมพ 452/68-69 ถนนจรลั สนทิ วงศ ซอยวัดบางพลดั บางกอกนอย กรุงเทพฯ 10700 PRINTER : โทร. 4248817 14 MEDIA PRINTING 452/68-69 JARANSNITWONG RD., SOI WATBANGPLAD BANGKOK-NOI BANGKOK 10700 TEL: 4248817

ดวยพระนามของอัลลอฮ ผูทรงกรุณาปรานี ผูทรงเมตตายง่ิ เสมอ บรรดาการสรรเสรญิ เปน กรรมสิทธิข์ องอัลลอฮ พระผอู ภบิ าลแหงสากลพภิ พ ผทู รงกรณุ าปรานี ผทู รงเมตตาย่ิงเสมอ ผูเ ปน เจาแหง วนั ตดั สินตอบแทน พระองคเ ทานนั้ ท่เี ราเคารพภกั ดี (รับใช) และ ยงั พระองคเ ทา นัน้ ทเ่ี ราวงิ วอนขอความชว ยเหลอื โปรดนาํ เราในทางเทีย่ งธรรม ทางบุคคลเหลา นน้ั ผูซึ่งพระองคไดใหความโปรดราน ใหพนจากทางส่งิ พระองคทรงกรว้ิ และไมใชท างของบรรดาผูหลงผิด ****************************************************************************** โอ อัลลอฮ โปรดประทานความโปรดปรานของพระองค ผูเ ปน ศาสดาสุดทายของบรรดาศาสดาของพระองค แดประมุขของบรรดาศาสดาของพระองค มุฮมั มัดและผสู บื ทายาททีส่ ะอาดบริสทุ ธ์ิของทาน และไดโปรดประทานความโปรดปรานของพระองค แดบรรดาศาสดาและผูส ืบทอดเจตนารมณท ง้ั ปวง

ตารางเทยี บอกั ษรภาษาอาหรับ อะลฟี - อ อนี - อ บาอฺ - บ เฆน - ฆ ตาอฺ - ต ฟาอฺ - ฟ ษาอฺ - ษ กอ ฟ - กฺ ญีม - ญ กาฟ - ก หา - ห ลาม - ล คอ - ค มีม - ม ดาล - ด นนู - น ซาฺ ล - ซฺ วาว - ว รอ - ร ฮา - ฮ ซัย - ซฺ ยา - ย สีน - ส เชน - ช สระเสยี งยาว สระเสียงสั้น ศอด - ศ อา อะ ฎอด - ฎ อู อุ ฏอด - ฏ อี อิ ซอฺ - ซฺ ตารางเทยี บอกั ษรภาษาเปอรเซีย P Ch Zh G

บทนาํ หนังสือ “อัล-มุรอญิอาด” ที่ทานผูอานกําลังสัมผัสอยูน้ี เปนหนังสือเลมหนึ่งที่สถาบน ดารฺ อหฺ ลิลบัยตฺ (อ) แหงประเทศไทย มีความภาคภูมิใจเปนอยางย่ิง ที่ไดมีโอกาสดําเนินการจัดแปล เรียบเรียงและจัดพิมพเปนภาษาไทย จนกระท่ังประสบความสําเร็จตามความคาดหวังของกลุมพี่ นองของเราท่ีเรียกรองและแสวงหามาชานาน หลังจากที่หนังสือเลมน้ีไดถูกแปล เรียบเรียงและถูก จัดพิมพเผยแพรเปนภาษาตาง ๆ ไปท่ัวโลก โดยสถาบันสําคัญ ๆ ของอิสลาม ในภูมิภาคตาง ๆ ไป แลว สาระและเง่ือนไขที่เปนเหตุผลสําคัญซึ่งเปนที่มาของหนังสือเลมนี้ไดมีรายละเอียดไป ตามท่ีปรากฏอยูในบทนําเดิม ของผูเปนเจาของหนังสือเลมนี้ทุกประการ ทั้งในสวนที่เปนบทนํา ของผูดําเนินจัดรูปเลมในภาคภาษาอาหรับก็ดี และบทนําของทานผูเปนเจาของ “อัล-มุรอญิอาต” เองก็ดี สวนการแปลจากภาษาอาหรับมาเปนภาษาไทยในคร้ังนี้ ไดดําเนินไปโดยอาศัยหลักการ แปล ท้ังในรูปถอดความและเก็บความเปนหลักใหญ กลาวคือสํานวนในที่เปนสํานวนโวหาร ระดบั สงู ของภาษาอาหรบั ทเี่ ปน การยากแกการเรยี งรอ ยมาใหสละสลวยในภาษาไทย สวนใหญแ ลว ผแู ปลไดถ ือหลกั การจับความของประโยคน้ัน ๆ มาเรียบเรียงโดยคํานึงถึงพ้ืนฐานความเขาใจในรูป สํานวนภาษาไทยเปนหลกั แตอ ยา งไรกด็ ี การแปลท่ีไดดําเนนิ มาทงั้ หมดน้ี ถงึ แมจะเปน งานยากทแี่ สนเขญ็ สกั ปานใดก็ ตาม แตผูดําเนินการแปลก็ไดพากเพียรจนกระทั่งสําเร็จขึ้นมาแลวดวยความการุณยขององคพระผู อภิบาลแหงสากลโลก ซ่ึงมวลการสรรเสริญท้ังหมดน้ันเปนสิทธิของพระองคเสมอ และยอมเปนท่ี ประจักษแกสายตาของนักวิชาการ ผูเช่ียวชาญและผูสนใจในรายละเอียดของปญหาอันย่ิงใหญ (ชอี ะฮฺ-ซนุ น)ี ขอ น้ีของอิสลามแลว วา หนงั สอื เลม นม้ี ีความเปน เลศิ ทางวิชาการเพยี งไร อนึง่ ตวั เลขหนาบท ภาค ของตําราอางอิงทุกแหงท่ีระบุในเชิงอรรถของหนังสือเลมน้ีอาจมี สวนคลาดเคลื่อนกับตําราตัวจริงที่ตีพิมพใหมในสมัยปจจุบัน จึงขอใหทานผูสนใจท่ีจะคนควาได คาํ นึงถึงขอ เท็จจริงอันนดี้ วยวา ตนฉบบั ของหนังสอื นไ้ี ดถ ูกพมิ พมานานไมนอ ยกวา ๕๐ ปม าแลว เราขอวิงวอนจากอัลลอฮฺ (ฮุบห) ไดโปรดประทาน ฮิดายะฮฺ เตาฟก และเราะหฺมะฮฺ แก สงั คมมสุ ลิมของเราโดยทว่ั ถึงกัน

กรรมการฝายขอ เขยี น ฝายการแปล และฝายการพมิ พ ดารฺ อาหลฺ ลิ บบั ตฺ ตู ป.ณ.๗-๒๐๐ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ดวยพระนามของอลั ลอฮฺ ผูทรงกรณุ าปรานี ผทู รงเมตตายง่ิ เสมอ มวลการสรรเสริญเปน สิทธขิ องพระผูทรงซึง่ ประทานความโปรดปรานแกบรรดาผูทําการสรรเสริญ พระองค ความจําเริญพึงมีแตผูซ่ึงอัลลอฮฺไดประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน น่ันคือ ศาสดาฮัมมัดและลูกหลานของทาน บรรดาผูซ่ึงอัลลอฮฺไดทรงขจัดความมลทินออกไปจากพวกเขา และทรงชาํ ระขัดเกลาพวกเขาทั้งหลายใหส ะอาดบรสิ ทุ ธิ์ การสนทนาเปนการรวมมือกันใหเกิดแนวรวมทางความคิด ทุกส่ิงทุกอยาง ถาไดมีการ รวมมือสนับสนุนกันแลว สังคมก็จะมีพลังท่ีแข็งแกรง มีความเปนปกแผน และเจริญเติบโตขึ้นมา อยางมั่นคงจากพลังอันเด็ดเด่ียวของส่ิงนั้น เพราะวา “คนที่มีสติปญญาคือ ผูท่ีไดนําเอาสติปญญา ของคนทั้งหลายมาประสานกับสติปญญาของตนเอง” และ “ความขาดทุนนั้นยอมเกิดข้ึนมาจาก ความแตกแยก” ดังน้ันผูใดท่ีเขาไดใหความเอื้อเฟอแกบุคคลอ่ืน ความดีงามและชัยชนะยอมจะเปน ของเขาเองสวนผูที่แยกตัวออกมาจากคนอื่นน้ันเปนบอเกิดแหงความเสียหายของตนเอง ฉะน้ัน มนุษยท ่ไี ดวางตนใหมกี ารซมึ ซาบโดยแนวความคดิ และพฤตกิ รรมอยา งน้ี เขาคอื ผซู ่ึงสังคมท้ังหลาย จะตองเปนฐานรองใหแกเขา เพราะแมแตสัตวตาง ๆ ถามันไดเติบโตขึ้นมาจากการซึมซาบโดย แนวความคดิ และพฤติกรรมท่ดี ี มันกจ็ ะสามารถเปลย่ี นจากความดุรายมาเปนสัตวที่เช่ืองได ฉันใดก็ ตามการรวมมือกันเพื่อแสวงหาผลผลิตท่ีเปนหลักเกณฑสําหรับการใชชีวิตก็เปนฉันน้ัน ซึ่งถาหาก วาปราศจากอาศัยวิธีการดังกลาวก็เปนเสมือนกับ เหยาะเมล็ดพันธุขาวสาลีลงบนเศษเหล็ก แตเมล็ด พันธุจะแตกหนอขึ้นมาไดก็ตอเมื่อไดรับนํ้าฝนจากกอนเมฆ และภูเขาไฟแท ๆ ยอมจะสามารถดับ ลงไดในเมอ่ื อยูภายใตการปกคลุมของหมิ ะนาํ้ แข็งทีอ่ ัดแนน ลง

หัวใจสําคัญของการสนทนา กลาวคือการสนทนาเปนส่ิงหนึ่งที่ตองอาศัยแนวความคิดซึ่ง ใหความรวมมือ ทั้งนี้ตองปราศจากการหุนหันพลันแลน และสรุปลงโดยท่ียังไมถึงเวลาอันควร ทัง้ นีก้ ็เพราะวาการผนกึ กนั เขาใหเ ปน เอกภาพเพ่อื การสนทนาจะไดปราศจากความหุนหันพลันแลน และสรุปลงทั้งท่ียังไมถึงเวลาอันควรจะสามารถดําเนินกันไปไดดวยความเสมอภาค ยามใดท่ีการ สนทนามีบรรยากาศซึ่งไมอํานวยตอกัน ผลท่ีออกมาก็คือผลิตผลของความใจเร็วดวนได ดังน้ัน อุปสรรคที่รายแรงก็จะเกิดขึ้นแกผลสรุปของการสนทนา ดวยเหตุนี้บุคคลที่มีความปรารถนาจะได พลังแหงอุดมการณ จึงตองอาศัยการสนทนาที่ดําเนินไปสูขอยุติท่ีสมบูรณ ถาผูรวมการสนทนา ดําเนินการไปดวยความไมประสงคดีแลว ก็จะสงผลกระทบที่เสียหายตาง ๆ ไปสูประชาชน แต เมื่อใดถาผูรวมการสนทนาไดเปดฉากการสนทนานั้น ๆ ดวยเปาหมายท่ีสําคัญดังกลาวแลว การ สนทนาของเขาก็จะเปนผลดีสําหรับประชาชน ปราศจากความเสียหายใด ๆ ทั้งนี้เน่ืองจากวาวิธีการ สนทนาเหลา น้นั เปน จุดหมายปลายทางสาํ หรบั ทกุ ตัวบคุ คลที่จะชวยทําใหเขาไดรูจักสัจธรรม ซึ่งทํา ใหห า งไกลจากผลกระทบทเี่ ลวราย หนังสือเลมน้ีมีช่ือเปนภาษาอาหรับวา “อัล-มุรอญิอาต” เปนหนังสือที่รวบรวมบทสนทนา ที่ดําเนินอยูในรูปแบบของการหาขอยุติที่สมบูรณระหวางทัศนะความเชื่อถือของฝายชีอะฮฺโดยอิ มามผูทรงคุณวุฒิ ซัยยิด อับดุลยุเซน ชัรฟุด-ดีน นักปราชญใหญแหงประเทศเลบานอนฝายหนึ่ง หลักฐานตาง ๆ ที่เกี่ยวกับหัวขอของการสนทนาเหลานี้ ทานท้ังสองไดอนุญาตยินยอมใหมีการ แพรห ลายได มีคําถามวา เพราะเหตุใดจึงไดนําเอาบทสนทนาท่ีเกี่ยวกับคูกรณีที่ย่ิงใหญท้ังสองฝายนี้มา เสนอ ? มนั ไมใชเพราะเรื่องนี้ดอกหรือท่เี ปนปญ หายึดเย้อื ติดตอ กนั ตลอดมาตงั้ แตสมยั รากเหงาแหง ประวัติศาสตร ? ไมเปนการดีหรือที่ปญญาชนจะไดหลีกหางจากขอพิพาทของคูกรณีท้ังสองนี้ เพ่ือใหประชาชนไดดําเนินไปตามพื้นฐานของประชาชนเอง ถึงแมวาจะเก่ียวของอยูกับสวนนอย ของพื้นฐานทางศาสนา และใหเขาลืมขอขัดแยงตาง ๆ ซ่ึงความผิดพลาดของมันทั้งมวลน้ันไดดับ สูญไป แลวใหเขายืนขึ้นตอหนาพระพักตรแหงพระผูอภิบาลของพวกเขาเอง และใหพระองคทรง ตัดสินความผิดของพวกเขาโดยความยุติธรรม ? การกระทําเชนน้ีหมายถึงความดีงามและความเปน ธรรมแลว หรือ ?

หามิไดอยางเด็ดขาด หากแตความจําเปนในอันที่จะถายทอดการสนทนาของคูกรณีทั้งสอง ฝา ยน้กี ็เพราะวา .... ๑. จําเปนทต่ี องเสนอสนทนาของคูกรณีทั้งสอง ท่ีไมมีการทําลายลางกัน เนื่องจากส่ิงที่เปน สาเหตคุ อยกระตุน อยูข องท้งั สองฝา ย ตา งกเ็ ปน ส่ิงทีม่ ีปรากฏอยูในทรวงอกดวยกันมาโดยตลอด ใน เมื่อไมมีโอกาสไดระบายมันออกไปดวยการสนทนาแลวไซ มันจะปะทุมาในรูปของการทําลายอยู เสมอ....ผูใดเลาที่เขาจะสามารถลืมลง ถาหากเขาไดใชชีวิตอยูในดินแดนแหงการรบพุงซ่ึงรอบดาน มีแตสงครามท่ีสูรบกันอยู ? แมวานั่น จะมิใชเปนเพราะการขัดแยงกัน ในเรื่องของความเช่ือทาง ศาสนาก็ตาม ๒. ถึงแมว า ขอขดั แยง ตาง ๆ จะถูกลบเลือนใหดับสูญไป แตทวาศาสนายอมไมมีวันและไม มีทางที่จะดับสูญได เพราะเราท้งั หลายมีความตอ งการอยางย่ิงกับศาสนา จุดสําคัญขอนี้เองที่ทําใหมี ผูสมคั รใจตองการที่จะใหตนเองไดมีโอกาสยึดเอาศาสนามาดวยวิธีการตาง ๆ และจากจุดนี้เองท่ีทํา ใหม ผี ูนาํ ของบรรดาผสู มคั รใจทีต่ องการยดึ เอาศาสนามาจากความเขา ใจของพวกเขา บุคคลท้ังหลาย ยอมอยูตามพ้ืนฐานความรูที่มีสําหรับตน เขายอมเปนผูมีอุปสรรคอยางย่ิงในอันท่ีจะยึดถือเอา ศาสนาจากคนใดคนหนึ่งมาเปนมาตรฐานได ซ่ึงจากบรรดาบุคคลระดับผูนําทั้งหลายเหลาน้ัน แนนอนที่สุด คนทุกคนจะตองอางคําอธิบายรายละเอียดตาง ๆ วามาจากมาตรฐานท่ีถูกตอง และมา จากผูนําที่มีคุณวุฒิ ท้ังนี้ก็เพราะวาเขาเชื่อมั่นในวิชาการของเขาอยางเต็มที่วามีมาตรฐานที่เด็ดขาด เปน พเิ ศษ นค่ี อื ลกั ษณะของผูล ําพองใจ (มุตะกับบิร) ซึ่งทําใหเกิดทัศนะท่ีผิดพลาดมากกวาเหตุผลท่ี ถูกตอง และบางทีถาเขาไดยึดถือหลักการเพื่อเปนขอเปรียบเทียบกันกับมาตรฐานอื่น ๆ และกับผูที่ เขามคี วามเชย่ี วชาญในเรือ่ งนนั้ ๆ เปน พเิ ศษก็จะสามารถทําใหเ ขามองเห็นความเทย่ี งธรรมได โดยที่ ขอมูลของเขาจะมีเหตุผลที่ถูกตองมากกวาเหตุผลที่ผิดพลาด ทั้งนี้ก็เพราะการสนทนา ดังนั้นบุคคล ใดท่ีวางแผนการสนทนาใหผิดพลาด ความผิดพลาดอันน้ันยอมสงผลกระทบตอตัวเขาเอง สําหรับ ดา นของศาสนาและดา นของผนู าํ ๓. ทําอยา งไรจึงจะสามารถทําใหก รณีพิพาทของท้ังสองฝายสิ้นสุดลงได ? ไมมีทางใดที่จะ สามารถคลี่คลายปญหาใหเปนไปโดยความใสสะอาดไดอีกแลวเชียวหรือ ? ดวยเหตุน้ีการสนทนา ของคูกรณีทั้งสองจึงตองถูกนํามาเปดเผยขึ้น ในรูปของมาตรฐานการสนทนาท่ีแทจริง ท้ังนี้ เพ่ือท่ีจะใหขอมูลปรากฏขึ้นเปนพื้นฐานที่แนนอน โดยเสนอขึ้นมาใหอยูในระดับของตําราทาง

วิชาการท่ีใหแนวความคิด เพ่ือเปนการเปดเผยขอเท็จจริงบางประการของศาสนาซ่ึงอัลลอฮฺไดทรง บัญชาไวในปฏิบัติตาม เปนการสนทนาท่ีดําเนินอยูในพ้ืนฐานทางวิชาการท่ีเสนอแนวความคิดเพ่ือ เปดเผยขอเท็จจริงบางประการของคําสั่งท้ังหลายแหงอัลลอฮฺ ผูทรงสูงสุดเทานั้นมิใชเสนอขึ้นมา เพ่ือกอใหเกิดปญหาใด ๆ หากแตวาส่ิงท่ีจะกอใหเกิดปญหาก็คือ การหลับหูหลับตาใหติดอยูกับ พืน้ ฐานของมวลชนหรอื พื้นฐานทางการเมืองเทาน้ัน และนี่คือส่ิงที่ควรระวังไวอยางเขมงวด เพราะ ไมสามารถบรรลุถึงขอยตุ ทิ ่ีแทจ ริงได ๔. ถาหากวาเราไดทําการปดประตูการพิจารณาขอพิพาทของคูกรณีทั้งสองอยูตลอดไป และเรามาหวงหามกันมิใหเสนอแนวความคิดเพื่อพิจารณากันอยางจริงจังกับปญหาดังกลาวแลว ก็ เทา กบั วาเราไดโยนความผิดพลาดท้ังหมดไปใหแกประชาชาติในอดีต ซ่ึงความผิดพลาดอันน้ันก็จะ สืบเน่ืองตอไปสูประชาชาติในอนาคต ซึ่งก็หมายความวา ความผิดพลาดอันขมขื่นจะตองติดพันไป จนอนุชนรนุ ตอไป ๕. ถาหากเราไมทําการอธิบายถึงเรื่องราวตาง ๆ ที่เปนพระบัญชาของอัลลอฮฺ ผูทรงสูงสุด ในประเดน็ สําคัญตา ง ๆ ของศาสนา ก็เทากบั เรากลาววา “แทจริงเราไดพบวาบรรพบุรุษของเราอยูกับแนวทางหนึ่ง และพวกเราก็เปนผูไดรับ แนวทางตามรองรอยของพวกเขาทงั้ หลาย” (๔๒ : ๒๒) อัลลอฮฺ ผทู รงสูงสดุ จะทรงยอมรับพวกเรากระนัน้ หรอื ถาหากเราจะกลา วแกพ ระองคว า “แทจริงเราปฏิบัติตามหัวหนาและผูอาวุโสทั้งหลายของพวกเรา ดังนั้นพวกเขาจึงไดทําให เราหลงจากทางนาํ ?” (๓๓ : ๖๗) เปนหนาที่ของเราในอันท่ีจะทําการศึกษา ตอส่ิงซึ่งไดสืบทอดเปนมรดกทาดานวิชาการ และมาตรการนําทางตาง ๆ ท่ีมีตอเรา แตทวาดวยวิธีการซึ่งเหมาะสมน่ันคือ การศึกษาท่ีรวมมือกัน อยางจริงจัง และไมเปนการบังควรอยางยิ่งท่ีจะยึดถือเอามรดกทางดานวิชาการเหลาน้ันดวยวิธีของ การแสวงหาผลประโยชนจ ากความเสื่อมเสยี ของบคุ คลอน่ื การสนทนาท่ีหันหนาเขาหากัน ก็เปนประเด็นท่ีสําคัญอันหน่ึง กลาวคือการสนทนากัน ระหวางแกนนําของกลุมท้ังหลาย ยอมจะนําไปสูชองทางท่ีแกปญหาสําหรับฝายหนึ่งที่ยังเปนกลุม ซึ่งอยูบนพ้ืนฐานของความเพอเจอและชองทางอันนี้จะนําไปสูความเขาใจแกทุก ๆ กลุมท่ีอยูใน

นโยบายทางความคิดของแกนนําสําหรับกลุมน้ัน ๆ วิธีการที่ทําใหเกิดความเขาใจเชนนี้ จะนําไปสู การยอมรับของกลุมอื่น ๆ ใหมีปริมาณมากขึ้น ทั้งน้ีหมายความวาปริมาณของกลุมที่หันหนามา เผชิญกันก็จะตองมีไวซ่ึงเจตนาที่ดีงามที่กอใหเกิดอุดมการณท่ีมั่นคงเพื่อเก้ือกูลการรวมมือกันและ เพื่อจํากดั ปริมาณของกลมุ ทแ่ี ตกแยกไวใ หอ ยใู นทางนาํ ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพ จากเงื่อนไขของการวางข้ันตอนดวยวิธีการท่ีสูงสงเหลานี้ คือผลสะทอนที่สําคัญของคํา ขวัญแหงเอกภาพ (เตาฮีด) ซ่ึงเปนคําขวัญท่ีย่ิงใหญสําหรับกลุมตาง ๆ ทุกหนแหง หลักการของ ศาสนาจะไมสามารถดํารงไวไดแมแตหลักการเดียว ถาหากไมมีการยึดถือปฏิบัติตามคําขวัญแหง เอกภาพ (เตาฮีด) สาเหตุท่ีทําใหกลุมตาง ๆ ตองประสบกับความลมเหลวลงนั้น มิใชเปนเพราะมาจากวิธีการ ที่กลุม นัน้ ๆ อําพรางการสนทนาและการเผชิญหนากนั อยางจรงิ จังเพียงอยา งเดยี ว หากแตเ ปนเพราะ วธิ ีการควบคมุ บทบาทของสงั คมมใิ หมีการสง เสริมการแสดงทัศนะตอกัน ส่ิงใดก็ตามท่ีมีปรากฏอยู ในพื้นผวิ ของโลก แมน วามนั จะเปนส่ิงท่ีเล็กที่สุดสักปานใดก็ตามยอมไมสามารถที่จะนําออกมาให รับแสงสวางได นอกจากตองอาศัยวิชาการที่เก่ียวกับเร่ืองราวของมัน และกรรมวิธีที่กลมกลืน สอดคลองกันกับสภาพของมัน ฉันใดก็ดีมาตรการซ่ึงนับวาเปนเร่ืองที่ใหญหลวง อยางเชน การวาง พ้ืนฐานเพ่ือเขาสูคําขวัญแหงเอกภาพ (เตาฮีด) จะสามารถปรากฏความเปนจริงข้ึนแกสังคมที่ ลมเหลวไดอยางไร ถาหากเราตางพากันหลบหลีกการสนทนา และมัวแตปดก้ันการหาความรูที่ รว มมือกนั โดยเหตุผลที่จะใหมาตรการอันยิ่งใหญน้ีไดปรากฏความเปนจริงข้ึน เราจึงไดเสนอบท สนทนาระหวางจอมปราชญผูย่ิงใหญแหงประเทศเลบานอนกับจอมปราชญผูย่ิงใหญแหงประเทศ อียิปต ดังมีปรากฏรายละเอยี ดอยใู นหนงั สอื เลม นี้ (อัล-มุรอญิอาต) สําหรับผูทําหนาท่ีอธิบายในหนังสือเลมนี้ กลาวไดวาทานเปนผูมีความรอบรูท่ีมีระดับ ขดี ขน้ั ทางวิชาการที่สูงสง (มัรญีอฺ) มิใชวาเม่ือเราถือวาทานเปนผูปราดเปรื่องเหนือนักวิชาการใด ๆ แลว เราจะผานไปเลยอยางไมสนใจตอชีวประวัติของทาน ก็หามิได หนาที่ของเราจําเปนที่จะตอง ศกึ ษา เพ่ือทาํ ความรูจักกบั คณุ สมบัตติ าง ๆ ตลอดถงึ สถานภาพอันดเี ดนของทา นดวย ทานอิมาม ซัยยิด อับดุลฮุเซน ชัรฟุด-ดีน มีชื่อเดิมวา นัจญอุช ชะรีฟ ยูซุฟ บิน ชะรีฟ ญะ วาด บิน ชะรฟี อิสมาอลี

ทานเกิดท่ีเมืองกาซิมียะฮฺ ประเทศอิรัก เม่ือ ฮ.ศ.๑๒๙๐ ทานสําเร็จการศึกษาทางดาน วิชาการในเมืองกซิมียะฮฺ และเมืองนะญัฟ โดยไดรับการศึกษาจากคณะจารยท่ีมีชื่อเสียงของยุคนั้น บรรดาคณะจารยทั้งหลายตางมีความนิยมชมชื่นในความอุตสาหะพากเพียรและความปราดเปรื่อง ของทา นเปน อยางยิ่ง ลักษณะเหลาน้ันเปนสิ่งบอกเหตุใหบรรดาคณาจารยท้ังหลายทราบวา ทานจะตองเปน นักปราชญท ่ีสาํ คัญคนหนึ่งในอนาคต สําหรับในป ฮ.ศ.๑๓๒๐ ทานไดนําหนังสือ “คัรซุล-คอริจญ” ไปใหแกอาจารยท่ีสําคัญคนหนึ่งในสมัยน้ัน คือ ทานชัยค มุฮัมมัด กาซิม อัล-คุรอซานีย ผูรวบรวม หนังสือ “กิฟายะตุล-อุศูล” ปรากฏวาทานชัยคแหงคุรอซานไดโจมตีทัศนะตาง ๆ ของทาน และได ส่ังหามบรรดานักศึกษามิใหมีการติดตอและสนใจหนังสือเลมนั้น อีกทั้งยังไดสั่งใหนําออกไปเสีย อยูมาวนั หน่ึงทานชัยคก ไ็ ดถามปญ หาแกบรรดานักศึกษา แตแลวก็ไมมีใครสามารถตอบได แตทาน ซัยยิต อับดุลฮเุ ซน ชรั ฟดุ -ดนี เปน ผูม คี วามสามารถตอบปญหาน้ันไดอยางถูกตอง ทานชัยคแหงคุรอ ซานยังไดออกคําส่ังใหทานทําการบันทึกคําอธิบายเหลาน้ันใหดวย ทานซัยยิดไดแสดง ความสามารถกระทําจนกระท่ังสําเร็จ แลวไดนําสิ่งที่ทานบันทึกในหัวขอเร่ืองดังกลาวไปเสนอแก อาจารยของทาน ผูเปนอาจารยไดแสดงความนิยมชมชอบ และอานขอเขียนนั้นใหแกบรรดา นักศึกษาทั้งหลายรับฟง หลังจากนั้นทานก็ไดหันไปยังซัยยิด ชัรฟุด-ดีน พลางกลาววา “อิมามใหญ แหงสถาบัน ชัยคุล-อันศอรีย ไดเขียนหัวขอนี้มากอนแลว แตทัศนะของทานยังไมสามารถเทาเทียม กับทัศนะของเธอได” ตอมาเมื่อทาน ซัยยิด อิมาม ชัรฟุด-ดีน มีอายุได ๓๒ ป ทานไดเดินทางกลับไปท่ีเมือง “ญะ บัล อามิล” ประเทศเลบานอน ซึ่งเปนถิ่นฐานของบิดาและบรรพบุรุษ ชาวเมือง “ญะบัล อามิล” ได ใหการตอ นรบั ทานเปนอยางดี และยังไดม ีโอกาสศึกษากบั บรรดานักปราชญทม่ี ชี ื่อเสยี งอีกมากมาย ชีวิตการตอสูของทานก็มีความสําคัญเปนพิเศษ กลาวคือ เมื่อทานไดรับการศึกษาจน แตกฉาน ทานก็ไดพบเห็นความเปนไปตาง ๆ ท่ีผิดพลาดอยูภายในสังคมมากขึ้น ทานมองเห็น ชองวา งทีเ่ กิดขึน้ ระหวางประชาชน สวนใหญก ับชนชน้ั ผปู กครองทา นไดมองเห็นความเสยี หายของ อารยธรรมตางประเทศ เชน อารยธรรมของฝร่ังเศสไดหล่ังไหลเขามาในบานเมือง ดังนั้นทานจึง วางเปาหมายการอบรมสง่ั สอนบรรดาประชาชนใหทําการตอสูกับอารยธรรมทเี่ สอ่ื มทรามเหลา นัน้ ดว ยเหตุนที้ านจงึ ไดเ ขาไปมบี ทบาทอยใู นองคกรท่มี พี ลังกลุมหนึ่งของบานเมืองเพ่ือทําการ รณรงคเสริมสรางวัฒนธรรมใหมขึ้น น่ันคืออารยธรรมทางศาสนา ซ่ึงขณะนั้นมันกําลังจะจากไป

เปนความหลังของประชาชนในชาติโดยท่ัวไปเสียแลว ปญหาท่ีหนักย่ิงอีกประการหนึ่งก็คือ บุคคล ระดบั ผูนาํ ทางศาสนาจาํ นวนหนึ่งยังอํานวยประโยชนใหกับชนช้ันปกครอง และไดปรักปรําวาทาน ซัยยิดต้ังตัวเปนผูกอปญหาความวุนวายในสังคมและความม่ันคงของการปกครอง และทานไม สามารถที่จะรอดพนจากขอกลาวหาตาง ๆ เหลานี้ของบรรดาผูนําศาสนาประเภทน้ันได แตอยางไร ก็ตาม ประชาชนท้ังหลายรูจักทานและเขาใจถึงพฤติกรรมตาง ๆ และโครงการของทานที่ทานได ดาํ เนินการข้ึนเปนเปา หมายอันสําคญั ดวยเหตุนี้เองนักปกครองที่อยูภายใตการสนับสนุนของฝร่ังเศสไดทําการปดปากเสียงของ ทานซัยยิดเพ่ือมิใหประชาชนมีความนิยมในตัวทานและยังไดมีการปองกันการดําเนินงานของทาน อยางเหนียวแนน โดยฝมือของ “อิบนุ ฮิลาจญ” ซ่ึงเขาไดทําการบีบค้ันตอครอบครัวของทานซัยยิด ดวยการใชกําลังอาวุธ ซ่ึงในขณะน้ันปรากฏวาท่ีบานของทาน เปนท่ีพ่ึงพิงของบรรดาผูศรัทธา ทั้งหลาย ซึง่ พวกอิบนุ ฮิลาจญไมสามารถดําเนินตามแผนรายของเขาใหประสบความสําเร็จได ทาน ซัยยิดไดรบั ความปลอดภยั อยางหวุดหวดิ ซงึ่ นบั วาอลั ลอฮเฺ ปน ผทู รงสนบั สนุนตอภารกจิ ของทาน คร้ันเมื่อฝายปกครองไดประสบความลมเหลวในการท่ีจะปดปากเสียงของทานซัยยิดดวย แผนการครั้งนี้ก็ยิ่งเปนการเปดโปงใหเห็นความเลวรายของนโยบายการปกครองมากข้ึน น่ันก็คือ เจาหนาท่ีฝายปกครองไดทําการเผาสํานักงานใหญของทานในเมือง “ชะหูร” และไดทําการ ปลนสะดมทรัพยสินท่ีบานเรือนของทานในเมือง “ศูร” อีกดวย นอกจากน้ีเอกสารสําคัญตาง ๆ ที่ เปนขอเขียนสําคัญถึงสิบเกาเรื่องก็ไดถูกเผาไปดวย ซึ่งไมสามารถหามาตีพิมพไดอีกตอไป การ วางเพลิงเผาสํานักงานของทานในคราวน้ันเปนรอยแผลท่ีฝากไวในหัวใจของทาน ตราบจนกระทั่ง วาระสุดทายของชีวิต บรรดาขอเขียนท้ังหมดเหลานั้นลวนแตเปนขอเขียนท่ีใหทัศนะตอเยาวชน หนุมสาว สวนหน่ึงก็คือขอเขียนที่ทานไดนํามารวมไวเปนเลมมีชื่อวา “ชะบีลุล-มุอฺมินีน” ซึ่งได ตีพิมพแพรหลายในป ฮ.ศ.๑๓๒๗ เปนหนังสือท่ีทานซัยยิดอาลี มะหฺมูด อัล-อามีน หัวหนา นักวิชาการแหงเมือง “ญะบัล-อามิล” ไดกลาวชมเชยขอเขียนตาง ๆ ของผูเรียบเรียงวา “ตําราของ ทา นจะมคี ุณคายิง่ กวา ตาํ ราใด ๆ ของทา นซัยยิด “มรุ ตะฏอ” จากสาเหตุอันน้ีไดทําใหทาน ซัยยิด ชัรฟุด-ดีน และครอบครัวตองอพยพล้ีภัยไปอยูที่เมือง “ดามัสกัส” ซ่ึงตอมาทานก็ไดยายไปอยูท่ีประเทศปาเลสไตน หลังจากนั้นก็ไดอพยพไปพํานักท่ี ประเทศอียิปต อยางไรก็ดีโครงการสําหรับแนวทางแหงการตอสูของทานก็ยังคงมีอยูตลอดเวลาไม เคยเหือดหาย ทานจึงไดถูกตอตานจากบรรดานักปราชญและผูปกครองของประเทศอียิปต ฉะน้ัน

ทานจึงไดหวนกลับไปพํานักอยูที่ประเทศปาเลสไตนอีกครั้งหนึ่ง ทานไดอาศัยอยูท่ีหมูบานแหง หนึ่งที่มีบรรดานักวิชาการ และมีผูคอยใหความอารักขาแกทาน เนื่องจากตําบลน้ีอยูใกลชายแดน ของประเทศเลบานอน จึงปรากฏวาประชาชนชาวเลบานอนตางก็ไดมาติดตอพบปะใหความ สนับสนุนทานอยูเสมอ ตอมากลุม “มุญาฮิดีน” ไดมีการติดตอกับฝายปกครองเพื่อขอใหไดมีโอกาสเดินทาง กลับไปอาศัยที่บานเกิดเมืองนอน ดวยการเรียกรองสิทธิตาง ๆ จากฝายปกครอง ซ่ึงไดขอใหมีการ ออกคําสั่งนิรโทษกรรมใหแกบรรดากลุมมุญาฮิดีนท้ังหลาย แตทางฝายปกครองไดยินยอมใหแต เพยี งทา นซัยยดิ ชัรฟุด-ดีน ใหเดินทางกลับไปท่ีเมือง “ญะบัล-อามิล” แตผูเดียว ฉะน้ันทานอิมามจึง ไดยืนกรานท่ีจะไมยอมเดินทางกลับภูมิลําเนาของทาน ในขณะท่ีบรรดากลุมมุญาฮิดีนท่ีไดรวม อพยพลี้ภัยไมมีโอกาสไดรับสิทธิอันนั้นดวย ทานจึงไดเดินทางไปอาศัยอยูที่กรุงเบรุต จนกระทั่ง เมื่อไดมีการประกาศนิรโทษกรรมทั้งหมดแลว ทานจึงไดเดินทางกลับไปยังเมืองญะบัล-อามิล พรอ มกับบรรดากลุม มุญาฮดิ นี ซ่งึ ยงั คงยดึ มัน่ อยใู นอดุ มการณและทศั นะอยา งไมหวั่นไหว การเดินทางของทานก็เปนส่ิงสําคัญประการหนึ่ง กลาวคือ ทานอิมามซัยยิด ชัรฟุด-ดีน ได ใชเวลาของการเดินทางในทุกหนแหงของทานเพื่อรับใชอุดมการณของศาสนา สําหรับเหตุการณที่ สําคัญ ๆ ของการเดนิ ทางมดี ังตอไปนี้ ในป ฮ.ศ.๑๓๒๘ ทานไดเดินทางไปยังนครมะดีนะฮฺอันไพโรจน เพ่ือทําการเยี่ยมเยียน สถานที่ฝงรางของทา นนบ(ี ศ) และสุสานของบรรดาอมิ ามผูบ รสิ ทุ ธ์ทิ ี่ “บากีอฺ” ใน ฮ.ศ.๑๓๒๙ ทานไดไปพํานักที่ประเทศอียิปตโดยไดพบปะสังสรรคกับบรรดา นักปราชญชั้นผูใหญและเจาหนาที่ทางวัฒนธรรมชั้นสูง จากบรรดาผูมีเกียรติท้ังหลายเหลานั้นทาน ไดม ีโอกาสพบกบั ทานชัยคของมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัรฺ นั่นคือชัยคซะลีม อัล-บะชะรีย ซ่ึงการติดตอ ระหวางทานผูนี้กับทานซัยยิดไดเกิดการสนทนาท่ีเปนบรรทัดฐานสําคัญ จนไดเปนท่ีมาของ หนังสือ “อลั -มุรอญิอาต” เลมนี้ ในป ฮ.ศ.๑๓๔๐ ทานไดเดินทางไปบําเพ็ญฮัจญท่ี บัยตุลลอฮฺ อัล-ฮะรอมในคราวน้ัน กษัตริยฮุเซน พระเจาแผนดินแหงแควนฮิญาซ ไดทรงใหการตอนรับทาน และทรงแตงตั้งใหทาน เปนอิมามนํานมาซในมัสญิด อัล-ฮะรอม พรอมกับทําหนาที่กลาวคือคุฏบะฮฺในคราวนั้นดวย ซึ่ง นบั วา เปนครั้งแรกท่ีบุคคลระดับอมิ ามของฝา ยชีอะฮฺไดท ําหนาท่เี ปน อิมามนาํ นมาซชาว “ฮุจญาจญ” ในมัสญดิ อัล-ฮะรอม

ใน ฮ.ศ. ๑๓๕๕ ทานไดมีโอกาสไปเยือนประเทศอิรัก ซ่ึงเปนดินแดนแหงหน่ึงสําหรับ ความบริสุทธิ์ ทานเดินทางไปยังนครแบกแดด และกัรบะลาอฺ ดินแดนบริสุทธิ์ ตลอดทั้งเมือง “นะญฟั ” อันมีเกยี รติ ทน่ี ่ันทา นไดม โี อกาสพบกบั บรรดานักปราชญกลุม ตาง ๆ ของบรรดาผูศรทั ธา ไมเกินความจริงแตอยางใดท่ีขาพเจา (ผูเขียนบทนํา) จะกลาววาในเมือง “ญะบัล-อามิล” น้ัน องคกรทางศาสนาท่ีมีมากมายท่ีสุด ก็คือ องคกรของทานเอง ทานวางหลักการเพื่อฟนฟูจิตใจ ประชาชนจนไดผลซึ่งเปนท่ีรูจักกันดีอยางแพรหลาย ทานไดวางโครงการเก่ียวกับบทบาทตาง ๆ ของมัสญิดใหแกประชาชน ท้ังน้ีเนื่องจากวา ผูศรัทธาน้ันคือผลสะทอนท่ีไดมาจากมัสญิด มิใช วามัสญิดเปนผลสะทอนที่ไดมาจากผูศรัทธาดานเดียว ดังน้ันความศรัทธาคือส่ิงเดียวเทานั้นท่ีจะ ปลูกฝงพ้ืนฐานที่ม่ันคงและผูนําข้ึนมาไดบนหนาแผนดิน และดวยอานุภาพของความศรัทธาจึงทํา ใหบ ุคคลยนื หยัดอยไู ด และดว ยอานภุ าพของความศรัทธาอีกเชนกันที่ทําใหกิจการทุกอยางสามารถ ยืนหยดั อยไู ด ดงั มีโองการของอัลลอฮฺตอนหนง่ึ วา “แทจ ริงผูมีเกยี รตยิ ่ิงในหมสู ูเจา ตามทศั นะของอลั ลอฮฺนั้นคอื ผสู ํารวมตนในหมูส เู จา ” (๔๙ : 13) ดังนั้นพ้ืนฐานที่นําไปสูเปาหมายน้ีคือพ้ืนฐานของผูศรัทธา และทุก ๆ โครงการที่ทานได กอตงั้ ขึ้นก็ไดล ุลวงจนประสบความสําเร็จดวยพลังจากสมาชิกของทานที่มีพ้ืนฐานของความศรัทธา ประสิทธิภาพของกลุมองคกรตาง ๆ ท้ังหลายยอมไมมีความสามารถแตอยางใดในอันที่จะกอตั้ง สังคมใหเปนปกแผนท่ีสวยงามได ตราบใดท่ีมันถูกจัดตั้งขึ้นมาดวยวิธีการที่ผลักไสตอแรงของ ความศรัทธา ทานอิมามซัยยิด อับดุล ฮุเซน ชัรฟุด-ดีน ไดคํานึงถึงความสําคัญในขอนี้ของศาสนา ทานจึงพิถีพิถันเปนอยางยิ่งในอันที่จะถือเปนประเด็นสําคัญสําหรับการดําเนินงานทั่ว ๆ ไปของ ศาสนานโยบายดังกลาวนี้ไดประสบผลสําเร็จอยางงดงาม สําหรับการจัดต้ังองคกรเพื่อฟนฟูจิตใจ กลุมชนตาง ๆ จึงไดรับผลสะทอนอยางท่ัวถึงกัน ไมวาในเมืองของทานเองหรือในเมืองอ่ืน ๆ ท่ี ใกลเ คยี งกบั เมือง “ศูร” และเมอื ง “ญะบัล-อามลิ ” ความจริงประการที่หน่ึงซึ่งไดปรากฏข้ึน นั่นคือ กลุมนักวิชาการแหง “ญะบัล อามิล” ที่ได ติดตามทานไปท่ีเมืองนะญัฟไดเลาวา “เม่ือผูทรงคุณวุฒิในเมืองนั้นไดรูจักทาน ก็ไดเขามาเสนอตัว เพื่อรวมดําเนินงานทางดานศาสนา โดยไดขออนุญาตจากผูทรงคุณวุฒิสูงสุดในสมัยน้ัน คือ ซัยยิด อาบู ฮาซัน อศิ – ฟะฮานีย คร้ันเม่อื เขาไดรับอนุญาตแลว ผูทรงคุณวุฒิทานนั้นก็ไดนําทานซัยยิด ชัร ฟุด – ดีน เขาไปพบและปรากฏวาทานผูมีคุณวุฒิสูงสุดไดใหเกียรติและยกใหทานอยูในตําแหนงผู

อาวุโส โดยที่ผูมีคุณวุฒิสูงสุดทานนั้นไดทําการนมาซหลังทานในมัสญิด และไดสั่งใหบรรดาผู ศรัทธาท่ีเปนลูกศิษยของทานวา ใหยึดถือในวิชาการของทานซัยยิด เม่ือประสบกับปญหาใดใน ศาสนาหลงั จากนน้ั ทานก็พาํ นกั อยูกบั บรรดาสานศุ ษิ ยผ ูเ จริญรอยตามทาน” นค่ี ือโอกาสสําคญั ยิ่ง ซึ่งบรรลุผลใหเกิดขึ้นแกการจัดตั้งองคกรในเมือง “ศูร” จนเปนที่รูจัก กันโดยทั่วไป แมแตในสถานท่ีอื่น ๆ หรือกลุมนักปราชญอื่น ๆ ก็ยังตองอาศัยโครงการทางศาสนา ของทานไปดําเนินงานจํานวนองคกรตาง ๆ ท่ีทานไดจัดต้ังข้ึนมีมากมายเสียจนไมสามารถรูจักชื่อ ไดห มด แตสาํ หรับองคก รที่สาํ คญั ๆ ซงึ่ มีชอื่ เสยี งนัน้ มีดงั ตอ ไปน้ี 1. สถาบัน “ฮชิ ยั นยี ะฮฺ” ซง่ึ เปนสถาบนั ฮิชยั นียะฮฺแหงแรกในเมอื ง “ศูร” 2. สถาบัน “ญามือ” ซึ่งเปนสมาคมแหงแรกท่ีจัดตั้งขึ้นในเมือง “ศูร” และอีกหลายเมือง ตราบกระท่งั ทกุ วนั น้ี 3. มหาวิทยาลัย “ญะอฺฟารียะฮฺ” ซึ่งเปนสถานที่อํานวยวิชาการระดับสูงใหแกเยาวชนผูมี วฒั นธรรมชาว “ญะบัล-อามิล” จํานวนมาก นับวาเปนองคกรที่สําคัญอยางย่ิงแหงหน่ึง ที่ชวยใหอนุชนของชาว “ญะบัล-อามิล” พนจากความโงเขลา มหาวิทยาลัย “ญะอฺฟารี ยะฮฺ” ไดดําเนินการสอนสืบตอมาจนกระท่ังไดมีผูรับชวงท่ีสําคัญอีกคนหนึ่ง คือ ทาน ซยั ยดิ ญะอฺฟร ชรั ฟดุ -ดีน 4. สถาบัน “นาคียลุ -อมิ ามศุ -ศอดิก” ซงึ่ ต้งั อยใู นเมือง “ศูร” 5. โรงเรยี นสตรีในเมือง “ศูร” 6. สมาคม “ญัมอียะตุล-บิรริ-วัล-อิพฺชาน” ซ่ึงเปนสมาคมที่มีโครงการพิเศษกวาสถาบัน อื่น ๆในบรรดามัสญิดและสถาบันของฮฺชัยนียะฮฺหลายแหงตางไดสนับสนุนโครงการ ของสมาคมแหงนใี้ นเมอื ง “ญะบลั -อามลิ ” งานเขยี นของทานท่ีสาํ คัญมีดงั ตอไปน้ี ๑. หนังสือ “อัล – มุรอญิอาต” คือบทสนทนาที่ถูกบันทึกไวอยางละเอียด ระหวางทาน ซยั ยิด กับทานชัยค แหงมหาวิทยาลัยอัล – อัซฮัรฺ ชัยค ซะลีม อัล – บะชรีย ท่ีไดปรากฏอยูเบื้องหนา ของทานนี้ ผทู เี่ คยอา นไดล งความเหน็ วา หนังสือน้เี ปนบรรทัดฐานอันสาํ คัญชนิ้ หนึ่งซงึ่ เรียกรอ งเชิญ ชวนไปสูความเปนเอกภาพของอิสลาม โดยไดเสนอแนวทางแหงสัจธรรมท่ีปรากฏไวอยางชัดเจน ซ่ึงไดเปนทีย่ อมรับของบคุ คลจาํ นวนมาก และตางก็แนะนําซึง่ กันและกนั ใหรูจ ักหนังสอื เลมนี้

คร้งั หนงึ่ ทานซยั ยิด ศอ็ ดรดุ – ดีน ชรั ฟดุ – ดีน ไดท ําการรวบรวมหนังสอื เลมน้ขี ้นึ มาตีพมิ พ ใหม แลวไดนําไปอภินันทนาการแกทานอิมามซัยยิด ฮุเซน เฏาะบาเฏาะบาอีย บะรัรดีย เมื่อป ๑๓๘๐ ทานไดกลาวคํายกยองวา “ฉันเคยคิดวากาลเวลาจะเปนหมันเสียแลว เน่ืองจากไมมีผูใด ปราดเปร่อื งเหมอื นทานชัยคลุ มุฟด จนกระทัง่ เม่อื ฉันไดอานหนงั สือ “อัล – มรุ อญิอาต” ทานชัยค อับดุลลอฮฺ อะลายิลียไดชมเชยหนังสือ “อัล – มุรอญิอาต” วา “มันมิไดเปนงานท่ี งายนักสําหรับผูทําการอธิบายขอเท็จจริงตาง ๆ ที่จะนําออกมาเสนอใหไดเหมือนกับหนังสือ “อัล – มรุ อญิอาด” นอกจากวา เขาจะเปน นักปราชญผ ูเ ปย มลน ดวยวิชาการเทานั้น” หนังสือเลมนี้ไดตีพิมพ ขึ้นโดยสํานกั งานอิสลามียะฮฺ จนกระทง่ั บัดนไ้ี ดผา นการตีพมิ พไปแลว ถึง ๑๖ ครง้ั ๒. หนงั สือ “อาบู ฮุร็อยเราะฮฺ” เปนตําราท่ีเกี่ยวของกับชีวประวัติของอาบู ฮุร็อยเราะฮฺ จาก แงมุมของรายละเอียดในดานตาง ๆ ทานชัยคอับดุลลอฮฺ อะลายิลียฺไดเขียนชมเชยหนังสือเลมน้ีวา “ขาพเจาพยายามอยางที่สุด จนไมมีเวลาจะทําธุรกิจอยางอ่ืน ทั้งนี้ก็เพ่ือท่ีจะกลาวหาสักอยางหน่ึงที่ เปนความผิดพลาดของผเู รียบเรยี ง แตแ ลว ก็ตองยอมรบั วา เขาเปนผูที่มีความรูแตกฉานท่ีสุดในทุก ๆ แงของประวัติศาสตรย่ิงกวานักปราชญคนใดท่ีมีความรอบรูในสาขาวิชากวางขวางอยูแลว แตถึง กระนั้นกย็ งั เทียบไมไ ดเ สมอเหมอื นกับวชิ าการอันพรอ มมูลของทาน ซ่ึงทําใหหัวใจมีความกระหาย ใครท่จี ะตดิ ตามอยตู ลอด” “หวงั วา ประชาชนท้ังหลายจะไดเก็บรกั ษารวบรวมวชิ าการตา ง ๆ ของทา นไว ไมตองสงสัย เลยวา ฐานะทางวชิ าการของทานซัยยดิ ผูน ี้ อยูในระดับมาตรฐานของวิชาการท่ีใสสะอาดซ่ึงสามารถ สัมผัสไดโดยสติปญญา เปนผูมีจิตวิญญาณแหงวิชาความรูอันกวางขวาง ในหลักวิชาของแขนงตาง ๆ ทานคือบุรุษท่ีมีวิชาการเพื่อสรางสรรค ในแงมุมตาง ๆ ท่ียังไมเคยมีผูสรางสวรรคซ่ึงมี ความสามารถไดอยางพรอมมูลเชนนี้มากอน นอกจากถาจะมีก็คือผูที่สามารถอธิบายในบางสิ่ง บางอยา งไดโ ดยเฉพาะเทา น้ัน” ๓. หนังสือ “อัล – ฟุศูลลุ – มุฮิมมะฮ”ฺ ๔. หนังสอื “อัจญว ะบะตุ มะซาอลิ มซู า ญารัลลอฮฺ” ๕. หนงั สือ “อลั – กะลมิ ะตุล – ฆอ็ รรออฺ ฟ ตัฟฎีลซุ – ซะอฺรออ”ฺ ๖. หนงั สอื “อัล – มะญาลซิ ุล – ฟาคเิ ราะตุ ฟ มาตมั อดิ เราะติฎ – ฏอฮเิ ราะฮ”ฺ ๗. หนงั สอื “อัน – นุศ วัล – อจิ ญติฮาด” ๘. หนงั สอื “ฟะละซะฟะตลุ – มิษาก วลั – วิลายะฮฺ”

๙. หนงั สือ “ษับบติ ลุ – อษั บาตร ฟ ซิลซลิ ะตริ ริวาฮฺ” ๑๐. หนงั สอื “มะซาอิล – ฟก ฮยี ะฮฺ” ๑๑. หนงั สือ “ริซาละฮฺ กะลามยี ะฮ”ฺ ๑๒. หนังสือ “อลิ ลั – มจั ญม อุ ุล – อะละมิล – อะเราะบีย บคิ ัมชัก” ๑๓. หนงั สือ “บะฆยี ะตรุ – รอฆบิ นึ ” ๑๔. หนงั สอื “รซิ าอลิ วะมะซาอลิ ” ผลงานทุกประเทศเหลาน้ีไดรับความนิยมเปนอยางย่ิง ซึ่งยืนยันไดวาเปนผลงานที่ใหความ สวา งช้ินสําคัญ นับตั้งแตสมัยที่อยูในอารยธรรมของฝร่ังเศส ผลงานเหลานี้ก็ยังคงอยูเพื่อเสริมสราง แนวความคิดทางศาสนาใหรุงโรจนยิ่งข้ึน สิ่งเหลาน้ีไดรับการตีพิมพและตีแผอยางกวาวขวาง นัก ประวัติศาสตรที่มีความประสงคจะไดรับความรูในรายละเอียดของประวัติศาสตร ตางก็ไดอาศัย ผลงานจากขอเขียนเหลานเ้ี ปนแนวทางสําหรบั ตน กรงุ เบรุต ๑๕/๑/๑๓๙๓ ฮาซัน-มะฮฺดีย, อชั -ชยั รอชยี  ซัยยิด อบั ดุลฮุเซน ชรั ฟุดดนี

บทนํา หนังสือเลมน้ีมิไดถูกเขียนขึ้นในวาระเดียวกัน และวิชาการตาง ๆ ในหนังสือเลมน้ี ก็มิใช เปนของใหม หากแตเปนขอความท่ีไดรวบรวมไวมาเปนเวลานานกวาหน่ึงในส่ีของศตวรรษ แต เหตุท่ีตองเก็บเอาไวในตอนนั้นจนไดมาเปดเผยในปจจุบัน ก็เพราะเนื่องจากมีปญหายุงยากและมี อุปสรรคที่สรางความลําบากหลายประการ แตแลวก็ไดรับการขอรองจากประชาชนจนตองหา โอกาสรวบรวมรายละเอยี ดตาง ๆ เพอ่ื ดาํ เนินการจดั เปน รูปเลมขน้ึ และเพอ่ื ทจ่ี ะใหเ ปนท่สี มบูรณซึ่ง ส่ิงท่ีไดขาดหายไป ครั้นเมื่อเหตุการณตาง ๆ ไดผานพนไปแลวก็จึงไดดําเนินกาจัดพิมพจนไดรับ ความสําเรจ็ สําหรบั แนวทาของหนงั สอื เลม น้ีเปน ไปตามมาตรฐานเดิมของวิชาการขั้นลึกซึ้ง เนื่องจากมี ความหวังอยูในจิตใจของขาพเจามานานนับต้ังแตอยูในวัยหนุม เปนความหวังที่เหมือนกับมี ประกายแสงเรืองรองอยูในหมอกเมฆและเรารอนอยูในเลือดแหงความคิดที่จะปรับปรุง เปล่ียนแปลง ซ่ึงมันไดเกิดข้ึนดวยความปรารถนาจะหาหนทางที่เที่ยงตรงเพ่ือเปนจุดยืนของบรรดา มุสลิม เพื่อยกเลิกความหลังตาง ๆ ท่ีสรางแตความยุงเหยิงระหวางพวกเขาเหลานั้น เพื่อทําการเปด ฝาท่ีครอบคลุมอันนี้ออกไปจากนัยนตาของพวกเขา เพ่ือพวกเขาจะไดพิจารณามองไปยังชีวิตที่มา จากทัศนะซ่ึงดีกวา น่ันคือ การเปนผูที่หวนยอนกลับไปสูโครงสรางเดิมของศาสนาซ่ึงเปนที่ถูก กําหนดมาแกพวกเขา หลังจากนั้นพวกเขาก็จะไดดําเนินชีวิตเย่ียงผูที่กระหวัดตนเองกับสายเชือก ของอลั ลอฮฺโดยพรอ มเพรียงกนั ภายใตแ สงสวางของสจั ธรรมแหงวิชาการ และพฤติกรรมทั้งมวล มี ความเปน ภราดรภาพทเ่ี ปย มดว ยคุณธรรมซงึ่ มกี ารเก้อื กูลทแ่ี ข็งแกรง แกก นั และกัน เพราะขอเท็จจริงมีอยูวา เหลาบรรดาพ่ีนองรวมพื้นฐานเดียวกันและรวมเจตนารมณแหง ความยึดม่ันเดียวกันเหลานี้ ไดประสบกับความลมเหลวดวยการประจักษใหเห็นถึงการถกเถียงท่ี เขมงวดอยางย่ิง สังคมเดือดพลานอยูแตในเรื่องของการโตแยงถูกครอบงําอยูดวยความ รูเทาไมถึงการณ จนกระทั่ง เสมือนหนึ่งวาการถกเถียงกันนี้เปนแบบแผนท่ีสามารถใหคําอธิบายวา เปน วัฒนธรรมอันหนงึ่ ท่จี ะตองแสดงออกมาใหเ ปนท่ปี ระจกั ษหรอื ไมก็คงจะหมายความวาวิธีนี้ คือ ขัน้ ตอนสูงสุดของหลักการที่จะตองไดรับการเก็บรักษาไวอยางตอเนื่อง และน่ีหรือคือสิ่งที่สามารถ จะยกปญหาความขมข่ืน และมัวหมองออกไปเสียจากสังคมได งานเชนน้ีมีความหมายอยางไรกัน ? บรรทัดฐานที่สรางความเจ็บปวดเหลานี้ไดดํารงอยูมาเปนเวลานับรอยป น่ีคืออุปสรรคท่ีรายแรงย่ิง

ของพวกเรา ไมวาในอนาคตหรือในอดีตไมวาจะอยูในภูมิภาคทางทิศใตหรือทางทิศเหนือ ปริมณฑลใหญนอยเหลานั้นตางมีความเปนอยูดวยทัศนะท่ีตายดาน บางก็ดําเนินงานอยูกับความ ปรารถนาแหงกิเลสของอีกฝายหนึ่ง บางก็ดําเนินบทบาทไปเปนกกเปนเหลาและบางก็ตกเปนเหย่ือ ของผูที่แสวงหาผลประโยชน ทามกลางปรากฏการณเหลานี้จะมีทางใดบางท่ีควรจะนํามา ดาํ เนนิ การปฏบิ ตั ิ ? และหนทางทจี่ ะแกพอมีทางเปนไปไดอยางไร ? .... ทางแกสําหรับเหตุการณน้ีมันคับแคบสิ้นดี ปญหาที่สําคัญอยางยิ่งของมันมีมากเสียจนเต็ม เปย มเกนิ การแกไ ข ครั้นเม่ือขา พเจา ไดม ีโอกาสไปพํานักอยูท่ีประเทศอียิปตเมื่อปลายป ฮ.ศ. ๑๓๒๙ ขาพเจามีความคิดวา ตัวของขาพเจามีทัศนะที่ตรงกันกับบางคน (ชัยค – ชะลีม อัล – บะชะรีย) ซึ่งมี แนวความคิดท่ีสามารถเชื่อมสัมพันธกันได ขาพเจาไดมีโอกาสติดตอแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับ ทาน และขาพเจาไดมีโอกาสรวมกลาวคําปราศรัยกับทาน อัลลอฮฺไดทรงสนับสนุนผลงานของเรา โดยไดรับความรวมมอื จากชาวอียิปตผ มู ีเกยี รติสูงผูน ี้ ซงึ่ ทานเองก็มเี ปาหมายที่สอดคลองตรงกันวา เพื่อเราจะไดดําเนินการรักษาโรครายเหลานี้ท่ีทําลายสังคมมุสลิมจนแตกแยกเปนเสี่ยงและผลก็ได ปรากฏขึ้นแลว มวลการสรรเสริญเปนสิทธิของอัลลอฮฺซ่ึงพระองคไดใหความสมหวังใหแกขาพเจา แนนอนประเทศอียิปตน้ีคือนครหน่ึงที่เปนบอเกิดของวิชาการ เขาผูนี้ไดทําการปลูกฝงตัวเองลงบน หลักการอันบริสุทธิ์ และยอมจํานนตอสัจธรรมของหลักฐานที่ยืนยันอยางแข็งแรง เพชรน้ําเอกของ ประเทศอียิปตผูนี้ มฐี านะท่อี ยเู หนือการเจียระไน เลอื กสรร ใด ๆ ทกุ ประการ น่ีคือสิ่งท่ีถือไดวาเปนความโปรดปรานที่เกิดขึ้นแกสังคม และเปนการคลี่คลายบรรยากาศ ความตงึ เครียดตา ง ๆ ไปได นบั วาเปน โอกาสท่ดี ขี องทุกคน ทานไดรวมกับขาพเจาในการผดุงไวซึ่ง ความดีงาม ดวยวิชาความรทู ีม่ าจากวทิ ยาการตา ง ๆ ดว ยสติปญญาที่เปด กวา ง และดวยอุปนิสัยใจคอ ท่ีสุขุม ดวยการใชชีวิตอยางมีคุณคา อีกท้ังดวยความรอบรูในสวนที่สําคัญของวิชาการและดวย บคุ ลิกภาพอันสูงสง ทา นมีความปรารถนาที่จะยดึ ม่ันตอศาสนา ดว ยสจั ธรรมและความดีงาม นับวาเปนสิ่งที่ดียิ่งกับการท่ีทานไดแสดงความเปนนักปราชญที่มีจิตวิญญาณอันใดสะอาด ออกมาใหเปน ท่ีรูจักวา ทานเปนผูยึดมั่นในคําพูดท่ีแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ เปนผูที่ยึด ม่ันอยูในบุคลิกของศาสดา เม่ือใดที่โลกไดมีโอกาสประดับประดาดวยอาภรณอยางน้ี เม่ือนั้นก็ หมายถึงวาไดรับอัญมณีท่ีมีคา ซ่ึงเปนความโปรดปรานท่ีดีงาม ประชาชนก็พลอยไดรับความผาสุก และความเมตตาจากทานไปดวย ไมมีใครแมแตคนเดียวที่จะปฏิเสธตอการยอมรับในทัศนะของ ทา นได

นี่คือวิชาการสําหรับอนาคตขาหนานี้ของประเทศอียิปต ดวยเหตุนี้สมาคมท้ังหลายของเรา ไดแสดงความขอบคุณ ดวยการสาํ นกึ ในบุญคุณน้อี ยางไมม ีวนั สนิ้ สุด ขาพเจาไดทําการเสนอขอมูลของขาพเจาไปยังทาน และทานก็ไดทําการเสนอขอมูลตาง ๆ ของทานมายังขาพเจาในลักษณะเดียวกัน วันเวลาที่ไดติดตอกันระหวางเรา ไดสามารถทําใหเกิด ความคิดข้ึนมาวา อัลลอฮฺกําลังรวมเราทั้งสองดวยวจนะของพระองคแลว ความยุงเหยิงที่ไมเปน ระเบียบของประชาชาติจะส้ินสุดเสียที ดวยสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความเห็นพองตองกันระหวางเราที่มี ตอ ปญหาอนั ย่ิงใหญของทั้งสองฝายคือ ฝายชีอะฮฺและฝายซุนนะฮฺ บรรดามุสลิมท้ังหลายเขามีความ เชื่อมั่นในอันที่จะดําเนินการปฏิบัติตามสัจธรรมของระบอบอิสลามอันบริสุทธิ์ จะยอมรับทุกอยาง เทาที่เปนส่ิงซ่ึงทานศาสนทูตไดนํามาส่ังสอน ไมมีขอแตกตางใด ๆ ระหวางพวกเขาในเร่ืองของ พ้ืนฐานทางศาสนา ดวยการยึดมั่นตอบรรทัดฐานของอิสลามอันทรงเกียรติ และไมมีการขัดแยงใด ๆ ระหวางพวกเขาเหลาน้ัน นอกจากส่ิงซ่ึงเกิดข้ึนมาโดยการวินิจฉัยของบรรดานักปราชญที่ได แสดงทศั นะไวในหลกั การบางอยางท่ีพวกเขามีความขัดแยงกัน ในส่ิงท่ีพวกเขาไมอาจจะคนควาได จากพระคัมภีรหรือจากซุนนะฮฺ (แบบฉบับของทานศาสนทูต) หรือมีความคิดเห็นขัดแยงกันใน ประเด็นของมติท่ีเกิดจากการแสดงทัศนะของนักปราชญ และน่ีคือ ความไมส้ินสุดของอุปสรรคที่ นาเศราใจ และไมมีความสามารถใด ๆ ท่ีจะถมชองวางอันแสนลึกลํ้าชองน้ําได ในเม่ือเรื่องราวการ ถกเถียงเหลาน้มี ันยืดเยอ้ื มีขอบขา ยทรี่ ายแรงจนถึงกับตง้ั ช่ือกลมุ กันข้ึนมาวา “ฝายซุนนฮฺ” และ “ฝาย ชีอะฮ”ฺ ซึ่งเปนความสับสนอยดู ว ยกันทงั้ สองฝายไปจนกระทง่ั ถงึ วาระสดุ ทา ย ถา หากเราใหค วามเปน ธรรมกบั ประวัติศาสตรของอิสลาม โดยที่เราหารายละเอียดกันอยาง แจมแจง ถึงเรื่องราวตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนไมวาจะเปนหรือของหลักการ หรือเร่ืองของการใหทัศนะและ เร่ืองของการใหภาพพจน แนนอนท่ีสุดเราจะสามารถรูไดทันทีวา สาเหตุสําคัญของความขัดแยง เหลานั้นมันคือเรื่องของหลักการทางดานความเชื่อถือ (อะกีดะฮฺ) และการกระตุนท่ีเกิดขึ้นมากจาก ความคิดเห็นหรือการยึดมั่นตอทัศนะของตน แนนอนที่สุดมันเปนความขัดแยงอันย่ิงใหญที่เกิดข้ึน ในหมูประชาชาติอิสลามซึ่งความขัดแยงนั้นเปนเสมือนคมดาบท่ีฟาดฟนลงบนรากฐานของศาสนา อสิ ลาม ซึ่งน่ันกห็ มายความวาไดฟาดฟนลงบนประชาชาติท้ังผองดวย ดังนั้นประชาชาติท้ังหลายจึง ไดรบั แตความขมขน่ื มากยง่ิ ข้นึ เพราะการขยายตวั เพม่ิ ข้นึ ของความขัดแยงเหลาน้ี จนในท่ีสุดปญหา ขอขัดแยงในหมูประชาชาติอิสลามไดทําใหแตละฝายสัมพันธตอกันดวยการถือฝกฝายและการถือ พรรคถือพวก โดยปราศจากการคํานึงถึงขอเท็จจริงใด ๆ แตถาท้ังสองฝายไดพยายามมองใน

ขอเท็จจรงิ ของอกี ฝายหนงึ่ ดว ยการมองของผทู ป่ี รารถนาจะทาํ ความเขา ใจ มิใชม องดวยสายตาของผู ที่ชงิ ชงั แคนเคือง แนนอนท่ีสุดความจริงยอมจะปรากฏใหเห็นอยางชัดเจน และเมื่อนั้นความสวางก็ จะปรากฏแกสายตาท้งั สองได แนนอนท่ีสุดเราไดตั้งขอกําหนดข้ึนมาแกตัวของเราเองวา เราจะทําการปดเปาเยียวยา ปญ หาเหลานี้ดว ยวิชาการซึง่ เปนหลกั ฐานของทง้ั สองฝาย เพ่ือเราจะไดท ําความเขาใจกันทั้งสองฝาย ดวยการทําความเขาใจอยางถองแทถูกตองที่สุดโดยปราศจากการใชทัศนะตามความรูสึกสวนตัว ของเราท่ีมีตนตอมาจากสิ่งแวดลอมพื้นฐานสังคมและการตักลีด (การคลอยตามผูอ่ืน) อีกท้ังเรายัง ตองปลดปลอยทุกสิ่งทุกอยางท่ีแวดลอมอยูในตัวของเรา ไมวาจะเปนความอยากดังอยากเดนหรือ การถอื ฝกฝาย (ตะอัศศบุ ) แลว เรากม็ งุ หนาเขา หาขอเท็จจรงิ ท่มี แี นวทางมาจากบรรทดั ฐานที่เท่ียงแท ดังนั้นเราจึงไดสัมผัสกับขอเท็จจริง ดวยการสัมผัสอยางจริงจังเพ่ือวาสิ่งเหลาน้ีจะสามารถเปนท่ี ยอมรับโดยสติปญญาของบรรดามุสลิม และทําใหบังเกิดความสงบข้ึนในจิตใจของพวกเขาได ดวย อาศัยสัจธรรมซึ่งเกิดมาจากความพากเพียรพยายามของเรา เพื่อเราจะไดบรรลุถึงจุดรวมท่ีสมบูรณ ดว ยกนั อนิ ชาอัลลอฮฺ ความพยายามของเราไดเรมิ่ ตน ขน้ึ มาจากคาํ ถามตาง ๆ ตามที่ทา นประสงค แลวขาพเจาก็ได มีคําตอบใหแกทานดวยขอเขียนของขาพเจาที่ไดวางบนบรรทัดฐานของความเท่ียงแท ที่เขากันกับ สติปญ ญาและหลกั ฐานท่เี ที่ยงธรรมของท้งั สองฝา ย เหตุการณไดผานไปดวยการสนับสนุนของอัลลอฮฺผูทรงสูงสุดท่ีอํานวยใหแกหนังสือ “อัล – มุรอญิอาต” ของเราจนประสบความสําเร็จทุกประการ ในขณะนั้นเรามีความประสงคที่จะ ดําเนินการจัดพิมพ เพ่ือใหผลงานของเราไดเปนประโยชน โดยความบริสุทธ์ิใจท่ีมุงตออัลลอฮฺผู ทรงสูงสุด แตสถานการณในยามน้ันมีเหตุการณที่ยุงยากซึ่งบังคับใหจนไมสามารถดําเนินการให บรรลุถึงความสําเร็จได เหตุนี้ไดทําใหขาพเจาคิดวา “ความสําเร็จซึ่งเกิดไดชาของขาพเจา ยอมเปน สิ่งท่ดี สี ําหรบั ขาพเจา เอง” ขาพเจามิไดดําเนินการใหหนังสือเลมนี้บกพรองหรือขาดตอนเกี่ยวกับหลักฐานตาง ๆ ซึ่ง ไดรวบรวมไวใ นวนั น้ันระหวางเราทง้ั สอง ขอ ความตาง ๆ ของหนงั สอื “มุรอญิอาต” เลมน้ีก็มิไดตัด ใจความใด ๆ แมแตนอย เร่ืองราวท่ีทําใหการพิมพตองลาชาไป สาเหตุหน่ึงก็คืออุปสรรคดังท่ีได กลาวไปแลว จนในท่ีสุดก็ไดเปนหนังสือซึ่งทําหนาที่ตัดสินปญหาตาง ๆ ที่เกิดข้ึนระหวาง ขอเท็จจริงของฝายเรากับอีกฝายหนึ่งซ่ึงเปนท่ีทับถมกันมานานอยางไมเคยมีการแกไขมากอน สิ่ง

เหลาน้ันกําลังตองการคําอธิบายที่ใหความถูกตอง ถาหากดําเนินการกันโดยไมบริสุทธ์ิใจแลวก็ไม สามารถทจี่ ะบรรลุถงึ ความเขา ใจทีถ่ ูกตองระหวา งเราได แทจริงสิ่งท่ีขาพเจาหวังอยูในวันนี้ก็ยังคงเหมือนกับสิ่งที่ขาพเจาไดหวังไวในอดีต นั่นคือ ตองการที่จะใหหนังสือเลมนี้ไดกอใหเกิดการฟนฟูปรับปรุงสังคมใหดีงาม ซ่ึงถาหากวามันได สอดคลองตรงกันกับเจตนารมณของบรรดามุสลิมท้ังหลาย ตลอดจนถึงการยอมรับท่ีพวกเขา ทง้ั หลายไดมีตอหนังสือเลมน้ีแลว ก็หมายความวานั่นคือความโปรดปรานที่ไดมาจากพระผูอภิบาล ของขาพเจา และน่ันคือสิ่งที่ขาพเจาไดตั้งความหวังเอาไวกับผลงานช้ินนี้ ขาพเจามิไดมีความ ปรารถนาอื่นใด นอกจากการฟนฟูปรับปรุงสังคมใหดีขึ้นเทาน้ัน ขาพเจาไมมีความสามารถแต ประการใดและความประสงคของขาพเจาก็หามีไม นอกจากโดยอัลลอฮฺ ยังพระองคเทานั้นท่ี ขาพเจา ยนิ ยอมถวายตนและยังพระองคเทา นัน้ ที่ขาพเจาตอ งคืนกลับไปสู บัดน้ีขาพเจาขออภินันทนาการหนังสือเลมนี้ของขาพเจาใหแกปญญาชนแหงสาขาวิชาการ ที่มีความจริงใจตอสัจธรรมทุก ๆ ทาน อีกท้ังมอบใหแกนักบรรยายผูละเอียดถี่ถวน และมอบใหแก วิทยากรผูมีความบริสุทธ์ิใจตอสัจธรรมท้ังหลาย และขอมอบใหแกปรมาจารยผูทรงคุณวุฒิ ผู ปราดเปร่ืองตอหลักฐานตาง ๆ ในจริยวัตรและผลงานทั้งหลายของทานศาสดา อีกท้ังขอมอบใหแก บรรดานักปราชญผ ูมคี วามชาํ นิชํานาญในการอรรถาอธิบายและขอมอบใหแกเยาวชนหนุมสาวผูซึ่ง เปนความหวังของวัฒนธรรมที่จะตองเปนผูนําในภายภาคหนา และเพ่ือท่ีจะหลอหลอมตนใหเขา กันกับวิชาการท่ีมีคุณคา ซ่ึงเปนผูท่ีพวกเราไดตั้งความหวังเอาไววา พวกเขาเหลาน้ันจะไดรับชีวิต ใหมที่ดีย่ิง ถาหากพวกเขาทั้งหลายไดใหการยอมรับ แนนอนยิ่งคุณานุประโยชนจากหนังสือเลมนี้ กจ็ ะเกิดขึ้นแกต ัวของพวกเขาเหลานน้ั เองสาํ หรับขาพเจากม็ ีแตค วามยินดีและมคี วามสุข ขาพเจาไดพยายามท่ีจะใหหนังสือเลมน้ีสําเร็จออกมา โดยขอวิสัจชนาที่ราบรื่นไปดวย หลักฐานท่ีสมบูรณจากแงมุมของวิชาการทุกเงื่อนไข โดยขาพเจามุงหมายดวยเจตนาจะใหเปน หนังสือที่มีเนื้อหาและเหตุผลอยางบริบูรณครบถวนดวยหลักฐานตาง ๆ โดยมิไดละทิ้งแมแตเพียง สวนนอย อีกทั้งมิไดปลอยปญหาใหคางคาไวเปนความมืดมน เปนการเปดเผยถึงหลักเกณฑ (ชุน นะฮฺ) ของทานศาสดาอยางแทจริงเปนรายละเอียดที่ใหขอมูลอยางถูกตอง เพื่อยืนยันวาหนังสือเลม นีเ้ ปน ตาํ ราที่ใหเหตผุ ลจนครบถวนอยางเพียงพอ จึงไดอาศัยตํารับตําราทางวิชาการ อัล – ฮาดีษและ ชีวประวัติ เพื่อมาประกอบกับหัวขอตาง ๆ ที่สําคัญของหนังสือเลมน้ี อีกทั้งยังไดอาศัยปรัชญาท่ีวา ดวยความเที่ยงธรรมของมาตรการอันยุติธรรมทั้งหลายซ่ึงเปนหลักประกันของขอเท็จจริงในทุกแง

ทุกมมุ เปนทางออกท่กี ําหนดขึ้นมาสําหรับผูซ่ึงเคยไดรับแตความเจ็บปวดรวดราวกับปญหานี้มาแต หนหลัง บัดน้ีพวกเขาไดรับผลงานที่สมบูรณพอที่จะเปนผูปฏิบัติตามได นับต้ังแตบรรทัดแรกไป จนกระท่ังบรรทัดสุดทาย น่ันคือขอยุติแหงหลักประกันอันแนนอนที่หนังสือของขาพเจาไดใหแก ผูอาน ซึง่ สิ่งนน้ั ขา พเจา ก็แสวงหาอยแู ละขอสรรเสริญตอ อลั ลอฮเฺ ก่ยี วกบั สงิ่ น้ี ขาพเจาขอสรรเสริญตออัลลอฮฺในความสําเร็จของหนังสือเลมนี้ ซ่ึงเปนความปติยินดีที่ เกิดข้ึนมากจากชีวิตจิตใจของขาพเจา เพราะงานช้ินนี้มันไดกําหนดใหขาพเจาตองฟนฝาอุปสรรค ของชีวิตและความลําบากยากเข็ญจนผานพนไปไดอยางไมแยแสกับความเหนื่อยหนาย แผนการ ของศัตรูนั้นเปนสิ่งที่ขาพเจาจะไมขออุทธรณกับมันเลย นอกจากตออัลลอฮฺผูทรงสูงสุดเทานั้น เพราะพระองคเปนผูทรงตัดสินท่ีเด็ดขาด และทานนบีมุฮัมมัดนั้นเปนมาตรการสําหรับการตัดสิน หนังสอื เลมน้ีจะทําหนาท่ปี ลดปลอยใหพนไปจากทานผูอาน ซึ่งความมัวหมองที่เคยแทรกซึมอยูใน คําสอนของทาน จนกระท่ังมันไดเปนขอทดสอบอันขมขื่นที่กระตุนใหเกิดเปนปญหาอยูทั่วทุกหน ทุกแหงซ่ึงเปนบอเกิดของภัยพิบัติ เปนการผูกมัดสังคมใหติดอยูกับความคับแคน และความมืดมน ขอใหชีวิตในบ้ันปลายของขาพเจาไดเปนชีวิตซึ่งไดรับความเมตตาทั้งในโลกน้ีและปรโลก ดวย คุณคาของหนังสือเลมนี้ ขอใหชีวิตของขาพเจาไดรับความช่ืนชมยินดีตอความสําเร็จของหนังสือ เลมนี้ ขาพเจาหวังตออัลลอฮฺมหาบริสุทธ์ิย่ิงแตพระองค เพื่อใหพระองคทรงรับรองผลงานของ ขาพเจา และขอใหขาพเจาไดพนไปจากความผิดพลาดและความพล้ังเผลอ ขอพระองคใหทรง อาํ นวยคุณคาของหนงั สือเลม น้ใี หเ ปนประโยชนและทางนําสาํ หรบั บรรดามุสลิมท้งั หลาย แทจริงบรรดาผูซึ่งศรัทธาและประกอบการงานท่ีดีน้ัน พระผูอภิบาลของพวกเขาจะทรงนําทางพวก เขาดวยความศรัทธาของพวกเขาเหลานั้น สายน้ําลําธารจะไหลผานเบ้ืองลางของพวกเขาในสวน สวรรคอันบรมสุข เสียงเรียกรองของพวกเขาทั้งหลายในนั้นคือ มหาบริสุทธ์ิยิ่งแดพระองค โออัลลอฮฺและการสดุดีของพวกเขาท้ังหลายในน้ันคือ ความศานติและการเรียกรองของพวกเขา เหลาน้ันมีตลอดไปจนถึงท่ีสุดวามวลการสรรเสริญเปนสิทธิของอัลลอฮฺ พระผูอภิบาลแหงสากล โลก (๑๐ : 9 : 10) ซัยยิด อับดลุ ฮเุ ซน ชัรฟุด-ดนี มุเซาวยี 

สารบญั ๑ ๒ อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๑ ๑ 4 ๑. การแสดงอัธยาศยั ไมตรที ี่สภุ าพ ๕ ๒. การขออนุญาตเพื่อแสดงทศั นะทางวชิ าการ ๗ ๙ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๒ 4 ๙ ๑. การแสดงอธั ยาศัยไมตรีตอบ ๒. การอนญุ าตเพอ่ื ดาํ เนนิ การแสดงทศั นะทางวิชาการ ๑๐ ภาคการอธบิ าย พน้ื ฐานมชั ฮับ ๑๐ อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๓ 11 ๑. ทําไมฝายชีอะฮฺจึงไมย อมรับหลักการของมชั ฮบั ซ่งึ เปน ที่ยดึ ถือของคน ๑๑ สวนใหญ ๑๒ ๒. ความสาํ คัญอยา งยงิ่ ของการรว มอยูในมตทิ เ่ี ปนเอกภาพของบรรดานัก ๑๔ ปราชญ (ฮจิ ญต มิ าอ)ุ ๑๕ ๑๗ ๓. มาตรฐานอ่นื ท่ีนอกเหนือจากขอมลู ของมชั ฮบั ซึง่ เปน ทีย่ ดึ ถือของคน สวนใหญน้นั ยอมไมถกู ตอ ง อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๔ 1. หลกั ฐานทางบทบญั ญตั ขิ องศาสนาไดระบถุ งึ ขอ กาํ หนดท่ีจําเปน ตอ ง ปฏิบัติตามแนวทางแหง อะหฺลุลบัยตฺ ๒. ไมมีหลกั ฐานอ่นื ใดทบี่ ญั ญัติวา จาํ เปนตองยึดถอื ตอบรรดามัชฮับ ซึง่ เปนทยี่ ึดถอื ของคนสวนใหญ ๓. บรรพชนสามรนุ ในอดตี ไมเ คยรจู กั กับมชั ฮับตา ง ๆ เหลาน้นั ๔. ประตแู หง การวนิ ิจฉัยปญหาทางศาสนา (ฮจิ ญต ิฮาค) ยงั คงเปดอยู ๕. แนวทางของอะหลฺ ุลบัยตฺ เปน ขอพิสจู นสําหรับสัจธรรมเสมอ

อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๕ ๒๐ 20 ๒๑ ๑. การตอบขอบคณุ ตามคําแถลงของเรา 2. การขอหลกั ฐานเพือ่ พิสจู นโดยละเอียด ๒๓ ๒๓ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๖ ๒๘ ๒๒ ๑. การเปดฉากเพ่อื กา วไปสูหลักฐานที่วา ดว ย “ขอกาํ หนด” (ราญบิ ) ๓๑ ที่จะตองปฏิบตั ิตามผอู ยูใ นเชอ้ื สายของศาสดา ๒. ทานอามีรลุ -มุมินนี เชิญชวนสูมชั ฮบั อะหฺลุลบับตฺ (อ) ๓๑ ๓. ถอยแถลงของอมิ าม “ชัยนุล อาบิดีน” เกยี่ วกับเรื่องน้ี ๓๒ ๓๒ อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๗ ๓๑ ๓๓ ๑. ขอหลกั ฐานอันชดั เจนที่มาจากโองการของอัลลอฮแฺ ละรอซูล ๓๓ ๒. บรรดาหลกั ฐานตาง ๆ ทมี่ าจากคํากลา วของอิมามแหง “อะหลฺ ลบัยตฺ” ๓๖ นนั้ ฝายอะฮลฺ ิชชุนนะฮถฺ อื วา อยใู นประเภทนม้ี ขึ ึน้ มาใหม มใิ ชเปน หลัก ฐานเด็ดขาด ๓๙ ๔๐ อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๘ ๑. การมองขามเหตผุ ลทเ่ี ราไดชแ้ี จงผานไปแลว ๒. ความเขา ใจผิดวาเปนหลักฐานท่ีอยูใ นเงอื่ นไขสาํ หรบั การไดรับการ ตอบทบทวนพิจารณาไดอ ีก ๓. ฮาดีษท่ีกลา วถงึ สิ่งสําคัญที่มคี ายง่ิ สองประการ ๔. สายสืบท่ีตรงกนั มากมาย ๕. ความหลงผิดของผไู มยดึ มัน่ ตอเช้อื สายทบี่ รสิ ทุ ธิ์ ๓๘ ๖. อปุ มาพวกเขาดัง่ เรือนของนบีนหู เฺ ปนประตแู หง ความเมตตา ๗. ความหมายของคาํ วา “อะหฺลลุ บัยตฺ” ณ ท่นี ี้ ๘. สารบญั ท่วี า ดวยการเปรยี บเทยี บพวกเขาวาเปน เรือนนบีนูหฺและประตู

แหงความเมตตา ๔๑ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๙ ๔๔ ๔๔ ๔๕ • ขอใหเ พิม่ รายละเอยี ดของปญ หาน้ี ๔๕ อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๑๐ ๕๗ • รายละเอียดทจ่ี ม ชัดเปนทเ่ี พยี งพอ ๕๗ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๑๑ ๑. แสดงความชน่ื ชมตอหลกั ฐานตาง ๆ ทีอ่ ธบิ ายไปแลว ๕๗ ๒. แสดงความประหลาดใจในการเสนอรายละเอยี ดทเี่ ขากันไดระหวา ง ๕๘ ๕๙ หลักฐานของนกั ปราชญกลุม ตา ง ๆ ๕๙ ๓. ขอใหแ สดงหลกั ฐานที่สามารถพิสูจนไ ดจากอัล-กุรอาน ๙๕ อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๑๒ • หลักฐานตา ง ๆ จากอลั -กรุ อาน ๙๕ อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๑๓ ๙๗ • การอนมุ านโดยอาศยั รายงานฮาดษี ฏออฟี มาประกอบใน ๙๗ ๙๘ “อชั บาบุนนุซูล” ของโองการทง้ั หลายเหลา นี้ อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๑๔ 1. การโตแยงโดยหลักอนุมานเชนน้นั เปน ความผิดพลาด ๒. ผูโ ตแ ยงไมไ ดมคี วามรูในความเปนจรงิ ของชีอะฮฺ ๓. ลกั ษณะพเิ ศษของพวกเขาเหลาน้นั เปน การเขม งวด หา มการโกหกใน ฮาดษี อยา งเด็ดขาด ๑๐๐ อลั -มุรอญิอะฮฺ ๑๕ ๑๐๒ ๑. รัศมแี หงสจั ธรรมไดเร่มิ สอ งความสวา ง ๑๐๒

๒. คาํ รองขอรายละเอยี ดตาง ๆ ในหลักฐานท่ีฝายซุนนะฮยฺ อมรับ นกั ปราชญฝ า ยชอี ะฮฺ ๑๐๒ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๑๖ ๑๐๔ • สายสบื ของนกั ปราชญฝ ายชอี ะฮมฺ ีหนง่ึ รอยคน ซ่งึ เปน ที่ยอมรับของฝาย ชุนนะฮฺ ๑๐๔ อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๑๗ ๑๘๔ 1. ผูใหทศั นะแสดงความพอใจ ๑๘๔ ๒. การอธิบายทวี่ า ไมม ขี อ หามแกน ักปราชญซ ุนนะฮฺในการจะยอมรับ หลักฐานอันมน่ั คงแข็งแรงจากฝา ยชอี ะฮฺ ๑๘๕ ๓. เรมิ่ มคี วามศรัทธาตอ บรรดาโองการตาง ๆ ทีก่ ลา วถงึ อะหลฺ ลุ บัยตฺ ๑๘๖ ๔. ความหนกั ใจที่เขามีตอ การรวมตัวกนั เพอ่ื ความเขา ใจตอ สิง่ น้นั ๆ ระหวา งเรอื่ งราวเหลานกี้ ับบรรดาอะฮลฺ ิซซนุ นะฮฺ ๑๘๖ อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๑๘ ๑๘๗ 1. กลาวขอบคณุ สาํ หรับการยกยอง ๑๘๗ ๒. ผรู วมแสดงทัศนะมคี วามคลาดเคลอ่ื นในความเขาใจเพราหลกั จาํ กัด ความของอะฮฺลิซซนุ นะฮฺ ๑๘๗

๓. การไมยอมรบั ตอแนวทางอะหลฺ ลุ บัยตนฺ ้ันขน้ึ อยกู ับพน้ื ฐานการเมอื ง ๑๘๘ ๔. อมิ ามทั้งหลายแหง อะหฺลลุ บยั ตฺ (กลา วโดยหลกั ฐานตา ง ๆ ท่สี รปุ ) ๑๘๙ ๕. หลกั การท่ียตุ ธิ รรมอันใดบางทีต่ ดั สนิ วา ผูท่ยี ึดม่ันตอพวกเขาเหลานั้น คอื ผทู ่หี ลงผิด ๑๙๐ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๑๙ ๑๙๑ 1. ไมมบี ทบญั ญตั ิท่ยี ตุ ธิ รรมใด ๆ พิพากษาวาบรรดาผตู ิดตอ อะหฺลุลบยั ตฺ น้นั คือ ผูห ลงผดิ ๑๙๐ ๒. การปฏิบตั ิตามมชั ฮับของพวกเขาเหลานัน้ เทากบั เปนทางหนง่ึ ที่ รอดพนจากความผิดพลาด ๑๙๑ ๓. แทจริง พวกเขาเหลานนั้ กไ็ ดช อ่ื วา เปนผูที่ควรแกก ารปฏิบัตติ าม ๑๙๒ ๔. ขอพิสูจนห ลักฐานตาง ๆ ในเร่ืองคอลีฟะฮฺ ๑๙๒ ภาคการอธบิ าย อมิ าม (หรอื ) คอลีฟะฮฺสบื ตอ จากทา นรอซูลลุ ลอฮฺ (ศ) ๑๙๓ อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๒๐ ๑๙๕ 1. การใหขอ เสนอแนะทีน่ าํ ไปสูห ลกั ฐานโดยสรปุ ๑๙๕

2. รายละเอยี ดบางสวนของ “บานหลงั น้ัน” ในวัน “ตักเตอื น” ที่สําคญั ๑๙๖ 3. ผูบนั ทกึ หลกั ฐานตาง ๆ เหลาน้ีเปน นกั ปราชญฝ ายชนุ นะฮฺ ๑๙๗ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๒๑ ๒๐๑ • ความสงสัยทีม่ ีตอสายสืบของหลักฐานขอนี้ ๒๐๑ อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๒๒ ๒๐๒ 1. มีขอพสิ ูจนท ีช่ ัดแจงสาํ หรบั หลักฐานขอ น้ี ๒๐๒ ๒. ทาํ ไมบคุ คลเหลานน้ั จึงไดพ ากนั ปฏเิ สธจากหลักฐานน้ี ? ๒๐๔ ๓. โดยพฤตกิ รรมตา ง ๆ ของพวกเขาเหลา น้ันที่ไดแสดงออกมาให ประจกั ษ ยอ มไมเ ปนท่ีนา ประหลาดใจแตประการใด ๒๐๔ อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๒๓ ๒๐๖ 1. การยอมรับดวยความศรทั ธาท่ีมีตอหลกั ฐานฮาดีษทแ่ี ข็งแรง ๒๐๖ ๒. ไมมีเหตผุ ลสาํ หรับหลกั ฐานใด ๆ อกี ที่จะมาทาํ การลบลางหลักฐาน ฮาดษี ศอฮอี้ ฺถูกตอ ง ๒๐๖ ๓. หลกั ฐานในเรื่องนีแ้ สดงใหเ ห็นถงึ การเปน คอลีฟะฮฺทเี่ ฉพาะใน เหตุการณหนงึ่ ๆ ๒๐๗

๔. หลกั ฐานนีไ้ มถูกยกเลิก ๒๐๗ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๒๔ ๒๐๘ 1. สาเหตใุ นการอางเหตุผลของเราเพราะไดพ ิสูจนถ งึ ความจริงของฮาดีษ บทน้ี ๒๐๘ ๒. เรื่องของตาํ แหนง คอลฟี ะฮฺที่มีข้ึนเพือ่ เฉพาะเจาะจงแกค รอบครวั น้ัน เปน ที่ปฏิเสธกนั อยา งเอกฉนั ทข องบรรดาผูทรงคุณวฒุ ิแหงมสุ ลิม ทงั้ มวล ๒๐๙ ๓. การยกเลิกในเรือ่ งน้ยี อมเปนสิ่งท่ีเปน ไปไมไ ด ๒๑๐ อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๒๕ ๒๑๑ 1. การยอมรับดว ยความเชอื่ มน่ั ตอรายละเอียดของฮาดษี บทน้ี ๒๑๑ ๒. การแสดงเหตผุ ลของทานเองท่ียืนยนั ถึงหลกั ฐานเรอ่ื งน้ี ๒๑๑ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๒๖ ๒๑๒ 1. หลักฐานที่อธิบายถึงเกยี รติอันสงู สง ของทาน อาลีนน้ั ยังมอี กี ๑๐ ขอความ มิใชเ พียงแตขอ ความเดยี วเทาที่ไดผานไปแลว เทา นนั้ ๒๑๒ ๒. การแสดงเหตผุ ลของทานเองท่ียนื ยันถงึ หลักฐานเร่อื งนี้ ๒๑๖

อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๒๗ 228 ๒๒๑ • ความสงสัยท่ียงั มอี ยูใ นเร่อื งของงานสบื ฮาดษี ทวี่ า ดวยฐานะของทาน อาลี ๒๒๑ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๒๘ ๒๒๒ 1. ฮาดษี ที่วา ดวยตาํ แหนงฐานะของทา อาลีนนั้ เปนขอมลู ทีม่ ีหลกั ฐาน ม่ันคงแข็งแรง ๒๒๒ ๒. ผูสันทัดกรณีท่มี ีคุณวฒุ ติ าง ๆ ไดยนื ยนั สนับสนุนความถกู ตองอยาง สมบรู ณข องฮาดษี นี้ ๒๒๒ ๓. ฮาดีษบทนีไ้ ดถูกนาํ บันทึกโดยนักปราชญฝายซนุ นะฮฺ ๒๒๕ ๔. สาเหตุของการทีน่ กั ปราชญอามิดยี ยฺ งั มคี วามสงสัยในความถกู ตอง ของสายสืบบทน้ี ๒๒๗ อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ ๒๙ ๒๒๘ 1. เชอื่ มน่ั ตามส่ิงท่เี ราไดก ลาวไปแลว ในเร่ืองของสายสบื ฮาดษี ๒๒๘ ๒.ความสงสัยในความหมายของฮาดษี นีว้ า ระบุถงึ เหตกุ ารณโดยท่ัวไป หรอื ไม ๓. ขอ สงสยั ในหลกั ฐานฮาดษี ดงั กลาว ๒๒๙

อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๓๐ 232 ๒๓๐ 1. ผสู นั ทัดในหลกั ภาษาตอ งตระหนกั วาเปนฮาดษี ท่ีมใี จความกลา วถงึ เหตกุ ารณโ ดยท่ัว ๆ ไป ๒๓๐ ๒. คํากลาวท่ีวาฮาดีษน้ีมีความหมายระบถุ ึงเหตกุ ารณเฉพาะนน้ั เปน ความผิดพลาด ๓. คาํ กลาวใด ๆ ท่ลี บลางหลกั ฐานของฮาดษี น้ยี อมถือวา เปนโมฆะ ๒๓๔ อลั -มุรอญิอะฮฺ ๓๑ ๒๓๗ • ตองการทจ่ี ะไดพิสูจนกบั ใจความโดยละเอียดของฮาดีษบทนี้ ๒๓๗ อลั -มุรอญิอะฮฺ ๓๒ ๒๓๘ 1. เรื่องราวบางประการทเี่ กดิ ขึน้ เมื่อทานศาสนทูตไดไ ปเยี่ยมอมุ มซุ าลมิ ๒๓๘ ๒. เร่ืองราวของ บินต ฮัมซะฮฺ ๒๔๑ ๓. ตอนที่ทา นศาสนทตู เอนกายทบั ลงบนตัวของทานอาลเี มือ่ ออ นเพลีย ๒๔๑ ๔. การประกาศความเปนพ่นี อ งในครง้ั ทีห่ น่ึง ๒๔๑ ๕. การประกาศความเปน พี่นอ งในคร้งั ทีส่ อง ๒๔๑ ๖. การปดประตทู ้งั หลาย ๒๔๕

๗. ทานนบีไดย กยองวาทา นอาลี และทา นนบีฮารนู น้นั เปนเสมือน ฟรกอดัยน (ดวงดาวอยตู รงบรเิ วณขั้วโลกเหนือซึ่งเปนทสี่ ังเกตของ ชาวเรอื ) ๒๔๗ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๓๓ ๒๔๘ • ทา นศาสนทตู (ศ) ไดทําการอุปมาทา นอาลแี ละนบีฮารนู วาเปน ดาวฟร กอดยั นเ ม่ือไหร ? ๒๔๘ อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๓๔ ๒๔๙ 1. เรอื่ งของชะบัร. ชุบัยร. และมุขบิร ๒๔๙ ๒. ในเหตกุ ารณแ หง วนั ประกาศความเปนพี่นอ ง ๒๕๐ ๓. ในเหตุการณแ หงวันประกาศปด กั้นประตทู งั้ หลาย ๒๕๖ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๓๕ ๒๖๓ • ขอพิสูจนหลักฐานอนื่ ๆ ทย่ี ังเหลอื อยู ๒๖๓ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๓๖ ๒๖๔ 1. ฮาดษี ของทานอบิ นุ ฮับบาล ๒๖๔

๒. ฮาดษี ทร่ี ายงานโดยทานอิมรอน ๒๖๕ ๓. ฮาดษี ทรี่ ายงานโดยทา นบรุ ัยตะฮฺ ๒๖๖ ๔. ฮาดษี ที่ระบุถงึ คณุ สมบตั ิ ๑๐ ประการ ๒๗๑ ๕. ฮาดษี ทีร่ ายงานโดยทานอาลี ๒๗๑ ๖. ฮาดีษทร่ี ายงานโดยทานวะฮบั ๒๗๒ ๗. ฮาดีษท่ีรายงานโดยทาน อบนฺ ุ อาบอู าศิม ๒๗๒ อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ ๓๗ ๒๗๔ • คําวา “วะลีย” ทีอ่ ยูใ นประโยคนั้น เปน คาํ ท่มี คี วามหมายรวมกันมาก ดังน้ันขอ พสิ ูจนท ช่ี ดั แจง น้ันอยูที่ไหน ? ๒๗๔ อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ ๓๘ ๒๗๕ 1. การอธิบายความหมายของคําวา “วะลยี ” ๒๗๕ ๒. มีคํายนื ยนั ที่อธบิ ายความหมายคาํ น้ี ๒๗๕ อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ ๓๙ ๒๗๙

• คาํ รอ งขอเพอื่ ประสงคจะทราบถึงโองการ “อัล-วลิ ายะฮฺ” ๒๗๙ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๔๐ ๒๘๑ 1. โองการทีเ่ กย่ี วกบั “อลั -วลิ ายะฮ”ฺ (ผูมีอํานาจในการปกครอง) และ สาเหตกุ ารประทานโองการในเรอื่ งของทา นอาลี ๒๘๑ ๒. หลกั ฐานตาง ๆ เก่ยี วกบั สาเหตกุ ารประทานโองการนี้ ๒๘๒ ๓. เหตผุ ลสําหรับการอา งหลักฐานสําหรับโองการนี้ ๒๘๖ อลั -มุรอญิอะฮฺ ๔๑ ๒๘๘ • คําวา “บรรดาผูศรทั ธาน้ัน” เปนรปู นามท่ีระบใุ นลกั ษณะพหูพจน ฉะนนั้ จะตคี วามในลกั ษณะเอกพจนไดอยางไร ? ๒๘๘ อลั -มุรอญิอะฮฺ ๔๒ ๒๘๙ 1. สํานวนของภาษาอาหรับท่กี ลาวถงึ แลกพจน แตใชรปู ประโยคพหูพจน นัน้ เปนท่ถี อื ปฏิบัติกันไดเสมอ ๒๘๙ ๒. เหตุผลและหลักฐานเก่ยี วกบั ขอนี้ ๒๘๙ ๓. ทา นอิมาม ฏ็อบรอชียไดกลาวถึงเรื่องน้ี ๒๙๒

๔. ทา นขะมคั ชารีย ไดก ลาวถึงเรือ่ งน้ไี วเชน กัน ๒๙๓ ๕. ทศั นะของขา พเจาทจี่ ะขอกลาวถึงเรือ่ งนี้ ๒๙๓ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๔๓ ๒๙๕ • แนวความคดิ ท่อี รรถาธิบายคาํ “วะลยี  วา “มิตรรัก” หรือ “ผูชว ยเหลือ” หรืออ่ืน ๆ ๒๙๕ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๔๔ ๒๙๖ 1. แนวความคดิ ซึ่งเปน ขอสังเกตทีแ่ สดงวา คํานี้มิไดม ีความหมายวา “ผชู วยเหลอื ” หรอื “พนั ธมิตร” แตอ ยางใด ๒๙๖ ๒. แนวความคิดอื่นนน้ั ไมม ีนาํ้ หนกั พอท่จี ะเปนหลักฐาน ๒๙๘ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๔๕ ๓๐๑ • ขอยึดการตคี วามคําอธิบายปญ หาน้ตี อ หลกั ฐานอันชดั แจง ของ บรรพชน เพราะเปนสิง่ ทถี่ กู ตองอยางแนน อน ๓๐๑ อลั -มุรอญิอะฮฺ ๔๖ ๓๐๒ 1. ทศั นะของบรรพชนทีไ่ ดอ ธบิ ายโดยถือหลักแหง ความถูกตอ งนน้ั ไม จาํ เปนสําหรบั การตีความอกี ๓๐๒

๒. การอธบิ ายในรายละเอียดของเร่ืองนมี้ อี ปุ สรรคอยา งยิง่ 305 ๓๐๒ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๔๗ ๓๐๔ • ขอพสิ จู นหลกั ฐานอื่น ๆ อกี ๓๐๔ อลั -มุรอญิอะฮฺ ๔๘ ๓๐๕ • หลักฐานฮาดีษ ทอ่ี างอิงสนับสนุนโดยนักปราชญฝ ายซุนนะฮนฺ ้นั จะขอ หยบิ ยกมา ๔๐ ฮาดษี อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๔๙ ๓๒๘ 1. การยอมรบั ในเกียรติยศตา ง ๆ ของทา นอาลี ๓๒๘ ๒. เกียรติยศตา ง ๆ เหลาน้ันมไิ ดเปนเง่ือนไขที่พเิ ศษสาํ หรบั การเปน คอลีฟะฮฺของทาน ๓๓๐ อัล-มุรอญิอะฮฺ ๕๐ ๓๓๑ • บรรดาหลกั ฐานตา ง ๆ ทก่ี ลาวถงึ คณุ สมบัตพิ เิ ศษของทา นอาลี นน่ั แหละท่บี ง บอกถงึ คณุ สมบตั แิ หงการเปนอิมามะฮฺของทา น ๓๓๑ อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๕๑ ๓๓๕ • การโตตอบ โดยอา งเหตุผลจากหลักฐาน ฮาดษี ซึง่ กลา วยกยอง

คณุ สมบตั ขิ องบุคคลอ่นื ๆ ๓๓๕ อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๕๒ ๓๓๖ • การปฏิเสธท่จี ะตอบโตกบั หลกั ฐานทมี่ ีเหตผุ ล ๓๓๖ อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๕๓ ๓๓๘ • คํารองขอหลักฐานฮาดษี ท่ีวาดวยอัล-ฆอดรี ๓๓๘ อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๕๔ ๓๓๙ • ฮาดษี ทีเ่ กย่ี วกับอัล-ฆอดีร เปน ฮาดีษที่มีรายงานปะติดปะตอ ดว ย สายสบื ตาง ๆ มที ้งั ท่ตี อเนอ่ื งกันและไมตอเนื่องกัน ๓๓๙ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๕๕ ๓๔๘ • ทําไมหลกั ฐานฮาดีษที่เก่ียวในเรอื่ ง อัล-ฆอดีร จงึ ไมเปนฮาดีษท่มี สี าย สืบสอดคลอ งตรงกนั ? ๓๔๘ อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๕๖ ๓๔๙ 1. หลักฐานฮาดีษ อัล-ฆอดรี นี้ เปน เรือ่ งท่มี ีหลกั ฐานทีส่ อดคลอ งตรงกนั โดยอางถึงเจตนารมณของบทบัญญัติ ๓๕๐

๒. เปน เรอื่ งทีม่ คี วามสาํ คญั เปนพิเศษของอลั ลอฮฺ ผูทรงอานภุ าพสูงสุด ๓๕๐ ๓. เปน เร่ืองที่มคี วามสําคัญเปนพเิ ศษของทานศาสนทตู แหงอลั ลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจาํ เริญแดทา นและแดบ รรดาลูกหลาน ของทาน) ๓๕๓ ๔. เปนเรื่องทม่ี คี วามสําคญั เปน พิเศษสาํ หรบั ทา น อามรี ลุ มมุ ินนี ๓๖๐ ๕. เปนเร่อื งท่ีมคี วามสําคัญเปน พิเศษสําหรบั ทาน ฮุเซน ๓๖๐ ๖. เปน เรือ่ งทม่ี คี วามสาํ คัญเปนพเิ ศษสําหรับบรรดาอมิ าม ทงั้ เกา ทาน แหงอะหฺลลุ บยั ตฺ ๓๖๑ ๗. เปน เรือ่ งทมี่ ีความสําคญั เปน พเิ ศษสําหรับฝายชอี ะฮฺ ๓๖๒ ๘. เปนฮาดษี ทมี่ ีสายสืบสอดคลอ งตรงกันจากมาตรฐานฮาดีษท่บี รรดา มุสลิมใหค วามเช่อื ถือ ๓๖๔ อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๕๗ ๓๗๐ 1. อรรถาธบิ ายความหมายของฮาดีษ ฆอดรี -คมุ ๓๗๐ ๒. การอา งเหตุผลประกอบการแกการอธิบายฮาดีษบทนี้ ๓๗๒ อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ ๕๘ ๓๗๔ ๑. ฮาดีษ อัล-ฆอดีร คมุ น้ี ไมมคี วามจาํ เปนใด ๆ ทีจ่ ะตองทาํ การ

อรรถาธบิ ายในทางอ่นื 387 ๓๗๔ ๓92 ๒. เหตผุ ลตามคาํ อธิบายดังกลาวน้นั เปนแบบไมม ีเหตผุ ลและ 392 ความเขา ใจผิด ๓93 ๓๘๐ 393 อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ ๕๙ 409 ๓๘๕ 409 1. ยอมรบั ในหลกั ฐานอนั ชดั แจง ๓๘๕ 409 ๒. การหลกี เล่ยี งอยางมีเลศนยั 409 ๓๘๕ 410 อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 60 ๓๘7 • คาํ ตอบสําหรับการหลกี เลีย่ งอยา งมีเลศนยั อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 61 • ขอหลกั ฐานฮาดษี ทีย่ ืนยนั เกี่ยวกบั เรือ่ งนจี้ ากสายสืบทางดานของ นักปราชญฝา ยชอี ะฮฺ อัล-มรุ อญิอะฮฺ 62 • หลักฐานฮาดีษจํานวน 40 บท อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 63 1. ฮาดีษของฝายชอี ะฮนฺ นั้ ถอื เปนหลักฐานไมได 2. ทําไมฮาดีษตา ง ๆ เหลานี้จึงไมถกู นํามารายงานโดยนกั ปราชญกลมุ อื่นบาง ? 3. ขอหลกั ฐานเพ่ิมเติมจากฮาดษี อน่ื ๆ นอกเหนอื จากนี้ อลั -มรุ อญิอะฮฺ 64 1. ความจรงิ แลว เราไดเ สนอหลกั ฐานตา ง ๆ เหลานเ้ี พ่อื เปน การสนอง

ตอบตอคําขอรองของทา น 410 2. หลักฐานตา ง ๆ ท่เี ราไดเ สนอไปแลว น้ลี วนเปน ทีย่ อมรับของกลมุ 410 นักปราชญส ว นใหญแลววา มคี วามถกู ตอ งทกุ ประการ 3. สาเหตุสาํ คัญในดา นของการทีน่ กั ปราชญฝ า ยชีอะฮฺลิซซนุ นะฮฺมิได 411 416 รายงานฮาดีษตา ง ๆ ท่ีมสี ายสบื อยางถูกตองจากฝา ยเรา 417 4. ขอเสนอเพอื่ ไปสหู ลกั ฐานที่วา ดวยเรอื่ งของการแตงตั้งผูสืบมรดก 417 อลั -มรุ อญิอะฮฺ 65 418 • ขอพสิ ูจนหลกั ฐานฮาดษี วาดวยการแตง ต้ังทายาท อลั -มรุ อญิอะฮฺ 66 418 • อาลคี ือทายาทผูสบื มรดกของทานนบี (อัลลอฮทฺ รงประทานความ 423 423 จําเริญแดทา นและแดบรรดาลูกหลานนของทา น) 424 อัล-มรุ อญิอะฮฺ 67 424 432 • ขออธิบายเก่ยี วกบั เรอ่ื งหลักฐานการแตงตงั้ ทายาท 432 อัล-มุรอญิอะฮฺ 68 435 • หลักฐานตา ง ๆ เก่ียวกับฮาดษี ที่วา ดว ยการแตง ตั้งทายาท 435 อัล-มรุ อญิอะฮฺ 6๙ 445 445 • หลกั ฐานทค่ี ัดคานฮาดษี ทว่ี า ดว ยการแตงตั้งทายาทผสู บื มรดก 446 อัล-มุรอญิอะฮฺ 70 448 1. ไมม คี าํ คัดคานใดที่สามารถลบลางหลกั ฐานทว่ี า ดวยเร่ืองการแตงตั้ง 448 ทายาทได 2. สาเหตุท่มี กี ารขดั แยง ในเร่ืองนี้ 3. ผคู ดั คานมิไดมีขอมลู ที่เปนขอ พิสูจนตามส่ิงท่ีพวกเขาไดร ายงานกัน 4. สตปิ ญ ญาและสภาพความเปนจรงิ สามารถพิจารณาตดั สนิ เร่ืองนี้ได อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ 71 • เพราะเหตใุ ดทา นจจึงไดทาํ การปฏเิ สธฮาดีษท่รี ายงานโดย “มารดา ของศรทั ธาชน” ซงึ่ เปน ภรรยาผปู ระเสรฐิ ยิง่ ของทา นนบี ?”

อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ 72 449 1. ทานหญงิ อาอีชะฮฺ มิไดมคี วามประเสรฐิ ย่งิ ไปกวา บรรดาภรรยาทัง้ หลายของทา นนบี (อลั ลอฮทฺ รงประทานความจาํ เรญิ และความสันตสิ ุข 449 แดท านและแดบ รรดาลูกหลานของทาน) 451 2. ภรรยาผมู ีเกียรติที่สดุ ของทา นนบีน้นั คอื ทา นหญิงคอดียะฮฺ 3. คําช้ีแจงเกย่ี วกับเหตุผลซง่ึ เปน สาเหตุท่จี ะตอ งปฏิเสธฮาดษี บทน้ี 452 ของทา นหญงิ อาอีชะฮฺ 453 อัล-มุรอญิอะฮฺ 73 453 • คําขอรอ งใหอ ธิบายในสาเหตทุ ป่ี ฏเิ สธรายงานฮาดีษในเรอื่ งนข้ี องทาน 454 หญงิ อาอชี ะฮฺ 455 อัล-มุรอญอิ ะฮฺ 74 1. การอธิบายถึงสาเหตุท่ีตองปฏเิ สธฮาดษี ซ่งึ รายงานโดยทา นหญิง 462 อาอชี ะฮฺ 2. ขอมูลท่เี กย่ี วกบั เรอ่ื งการแตงตัง้ ทายาทน้นั สามารถใชส ตปิ ญญา 465 พิสจู นได 467 3. ขออา งของทานหญงิ อาอชี ะฮทฺ ว่ี า ทา นนบไี ดว ายชนมในขณะทีอ่ ยู ณ ทรวงอกของนางนัน้ เปนสง่ิ ที่ถกู คัดคาน 467 อัล-มรุ อญิอะฮฺ 75 468 1. ทานหญงิ อุมมุลมุมีนนี อาอชี ะฮฺ มิไดร ายงานฮาดีษไปในทํานองมี เลศนัย 469 2. ความดงี ามและความชั่วนั้นเปน ส่ิงท่สี ตปิ ญ ญาสามารถจําแนกได 470 ท้งั สองประการ 3. ขอคาํ อธิบายถึงสาเหตทุ ต่ี อ งปฏิเสธกับรายงานฮาดษี ของมารดาแหง 470 ศรัทธาชน อัล-มุรอญอิ ะฮฺ 76 1. การรายงานฮาดีษของทา นหญงิ อาอชี ะฮนฺ นั้ เปนไปในลักษณะท่มี ี เลศนยั

2. ความดีงามและความชัว่ นน้ั เปนสงิ่ เลือกไดโดยการใชส ติปญ ญา 474 3. มหี ลักฐานท่ศี อฮฮ้ี ฺ (ถกู ตอง) ที่คัดคา น ฮาดีษทท่ี านหญงิ มารดาแหง 477 ศรทั ธาชนนํามาอา ง 4. รายงานฮาดีษของทา นหญิงอมุ มฺสะละมะฮฺ ไดเ ปน ที่ยอมรับกอ นฮาดษี 482 484 ขอทานหญิงอาอีชะฮฺ อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 77 484 • ขอใหอ ธบิ ายถงึ สาเหตุทใี่ หก ารยอมรับตอ ฮาดษี ของทา นหญิงอุมมุสะละมะฮฺ 485 ท่รี ายงานคดั คานกบั ฮาดีษของทานหญิงอาอชี ะฮฺ 491 อลั -มุรอญิอะฮฺ 78 491 4๘๕ 492 • สาเหตทุ ่ฮี าดีษของทานหญิงอุมมุสะละมะฮทฺ ค่ี ัดคานฮาดีษทา นหญิง 492 อาอชี ะฮฺไดเ ปน ท่ียอมรบั วานาเชื่อถอื กวา 499 499 อัล-มุรอญิอะฮฺ 7๙ 501 • กลมุ นักปราชญท้ังหมดยืนยนั ถึงความถกู ตองสาํ หรับตําแหนง การเปน 501 คอลีฟะฮฺของทานอาบบู ักรฺ 509 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 80 509 • ตาํ แหนงการเปน คอลฟี ะฮขฺ องอาบูบักรมฺ ไิ ดเปนมติเอกฉนั ท 510 อัล-มรุ อญิอะฮฺ 81 • มติท่ีเหน็ ชอบเปน เอกฉนั ทแ ลว ถามีการขัดแยง ก็ตองลมลางกัน อัล-มรุ อญิอะฮฺ 82 • การลงมตไิ ดเปน เอกฉนั ท และการขัดแยง กม็ ไิ ดเ ปนการทําลาย อลั -มุรอญิอะฮฺ 83 • จะถอื วา หลักฐานแตงต้งั (ทา นอาลี) และการถอื ปฏิบตั ิของบรรดา สาวกตางกม็ ีความถูกตองดวยกนั ทง้ั สองอยางไดหรอื ? อลั -มุรอญิอะฮฺ 84 1. ถอื วา ทัง้ หลักฐานการแตง ตงั้ (ทา นอาล)ี และการถอื ปฏิบตั ิของบรรดา

สาวก ตา งกม็ ีความถูกตองดว ยกันทั้งสองอยา งได 510 2. เหตผุ ลท่ที านอิมาม อาลี ตอ งวางเฉยกับสทิ ธิของทาน 515 อลั -มุรอญิอะฮฺ 85 519 • ขอพิสูจนหลักฐานทวี่ าบรรดาสาวกมิไดยอมรบั ในคําส่ังตา ง ๆ ของ 519 ทา นนบี (ศ) 521 อัล-มรุ อญิอะฮฺ 86 521 530 • เหตุการณท อ่ี บั โชคเม่อื วนั พฤหัส อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 87 530 • คําคดั คา นพรอ มกบั ขอ โตแ ยงในเร่ืองท่ีไดช ือ่ วา “ความอบั โชค” 535 คราวน้ัน 543 543 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 88 543 5๓๕ 544 • คําคัดคานดงั กลา วนน้ั เปนส่งิ ทีไ่ มถ กู ตอง 544 550 อัล-มรุ อญิอะฮฺ 8๙ 1. ยอมรบั วาคาํ คัดคานเหลา นั้นไมถ กู ตอง 552 2. ขอพสิ จู นหลกั ฐานอ่ืน ๆ อกี 554 556 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๙0 556 • ตาํ แหนง แมทพั ของทานอุลามะฮฺ 559 อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 91 1. คาํ คดั คา นในกรณีท่ีบรรดาสาวกมพี ฤติการณต อตําแหนง แมทพั ของทานอุสามะฮฺ 2. ไมยอมรบั ฮาดีษที่ประณามผขู ัดแยง กบั แมทพั ผูนน้ั อลั -มรุ อญิอะฮฺ 92 1. คําคัดคา นเหลา นนั้ ไมส ามารถปฏิเสธเหตผุ ลทีเ่ ราไดก ลาวไปได 2. เราอา งฮาดษี น้ีมาจากทา นชะฮรฺ ็อสตานยี ฺ ตามที่มรี ะบุอยใู นสายสบื ฮาดีษ

อัล-มรุ อญิอะฮฺ 93 562 • ขอพิสูจนหลกั ฐานอนื่ ๆ อกี 562 563 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 94 563 • ทานศาสนทูต (ศ) สัง่ ใหส งั หารคนทรยศ 568 568 อัล-มุรอญิอะฮฺ ๙๕ 569 • ขอ อางทมี่ ไิ ดส งั หารคนทรยศ 569 571 อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ 96 571 • คําตอบโตข ออางดังกลาว 572 572 อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ 97 575 • ขอพิสูจนห ลักฐานอื่น ๆ อกี 575 576 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 98 576 1. แจกแจงใหเห็นเพยี งเรอื่ งราวบางประการ 577 2. ชี้นาํ ไปสรู ายละเอียดดานหน่งึ 577 577 อัล-มรุ อญิอะฮฺ 9๙ 584 1. พฤตกิ รรมของพวกเขาเปนเรอ่ื งของการปรับสภาพไดเขากับสังคม 2. ขอพสิ จู นห ลักฐานอืน่ ๆ อีก 584 585 อัล-มุรอญิอะฮฺ 100 1. ผูรว มสนทนาไดแ สดงเหตผุ ลนอกประเด็น 585 2. สนองตอบการขอหลักฐาน อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 101 • ทาํ ไมทาอาลี จงึ ไมอุทธรณในเหตกุ ารณส ะกฟี ะฮโฺ ดยอางสทิ ธิ การเปนคอลีฟะฮแฺ ละทายาท อัล-มุรอญอิ ะฮฺ 102 1. เหตผุ ลตาง ๆ ท่ียบั ย้งั มใิ หท านอิมาม อาลี อทุ ธรณใ นวันที่แตง ต้งั ทา น อาบบู กั รฺ ณ ตาํ บล สะกฟี ะฮฺ 2. ชแี้ จงไปยงั คําอุทธรณข องทา นและคําอทุ ธรณข องบรรดาปย มติ รของ

ทา น ทั้ง ๆ ทีอ่ ยูสภาพตองยับยงั้ 589 อัล-มุรอญอิ ะฮฺ 103 590 • ซกั ถามถึงคาํ อุทธรณของทา นอิมาม อาลี และคําอุทธรณของบรรดา 590 ปยมติ รของทา น 591 591 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 104 1. บางสว นจากคาํ อทุ ธรณข องทา นอิมาม อาลี (อ) 598 2. คาํ อทุ ธรณข องทา นหญงิ ฟาฏมิ ะฮฺ อัซ-ซะรอฮฺ (ความสนั ติสุขพงึ มี 601 แตทา น) 601 602 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 105 602 • ขอพสิ จู นหลกั ฐานอนื่ ๆ อีก 607 607 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 106 609 1. คาํ อุทธรณของทา นอบิ นุ อับบาส 610 2. คําอุทธรณข องทานอิมาม ฮาซนั (อ) และอิมาม ฮเิ ซน (อ) 610 3. คาํ อุทธรณข องบรรดาชีอะฮฺ ผกู ลาหาญในหมู ศอฮาบะฮฺ (สาวก) 611 4. ช้ีแจงไปยงั คําอุทธรณข องพวกเขาเหลา นนั้ ทอ่ี างถงึ ตาํ แนหง วะศยี ฺ 611 อลั -มรุ อญิอะฮฺ 107 625 625 • พวกเขาเหลานนั้ เคยอางถึงเรื่องตาํ แหนง วะศยี ฺเมอ่ื ใด ? 626 อลั -มุรอญอิ ะฮฺ 108 626 • คาํ อทุ ธรณต า ง ๆ ท่ีอา งถึงตาํ แหนง วะศยี ฺ 631 อัล-มุรอญอิ ะฮฺ 109 • ขอทราบท่มี าของหลกั การศาสนาจากแนวทางอิมามยี ะฮฺโดยละเอียด อัล-มุรอญิอะฮฺ 110 1. แนวทางของบรรดาชอี ะฮฺ เปนแนวทางที่สอดคลองตรงกันเปน เอกฉันท ของบรรดาอิมาม แหง อะหฺลลุ บยั ตฺ 2. บรรดาชีอะฮมฺ วี ชิ าการท่ลี ้ําหนา มาต้ังแตในสมยั ขอศอหาบะฮฺ 3. ผรู วบรวมตาํ ราใหหมบู รรพชนสมัยตาบิอีน และสมัยสานุศษิ ยของ

ตาบอิ นี 638 อัล-มรุ อญอิ ะฮฺ 111 657 657 • ยอมรบั ตอสจั ธรรมอนั สมบรู ณและสลดั ทิ้งความอคติทีเ่ คยมตี อ สัจธรรม 659 อลั -มุรอญิอะฮฺ 112 659 • คําสดดุ ีทมี่ ีตอผูรวมเสวนา 662 ตวั บทฮาดีษภาษาอาหรับของทา นศาสนทูตแหงอลั ลอฮ(ฺ ศ) 688 ทไี่ ดเ สนอไวในหนงั สืออลั มุรอญิอาต เชงิ อรรถศัพท อัล-มุรอญอิ าต อัล-มุรอญิอะฮฺ ๑ ๖. ซุล-เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การแสดงอัธยาศยั ไมตรีท่สี ภุ าพ ๒. การขออนญุ าตเพือ่ แสดงทัศนะทางวชิ าการ ๑. ขอความสันติสุข ความเมตตาของอัลลอฮฺ และความจําเริญของพระองคพึงมีแดทาน ผูท รงคณุ วฒุ ิ อัลลามะฮฺ ชยั ค อบั ดุลฮุเซน ชัรฟุด – ดีน อัล – มุเซาวยี  ในอดีตท่ีผานมาขาพเจายังไมเคยมีโอกาสไดทําความรูจักกับขอมูลอันลึกซึ้งของฝายชีอะฮฺ เลย เนื่องจากขาพเจาไมเคยไดคลุกคลีกับสังคมของพวกเขา และไมเคยไดศึกษาอยางเจาะลึกตอ ปญหาความมืดมนตาง ๆ ท่ีมีตอพวกเขา ในฐานะที่ทานเปนนักปราชญนามอุโฆษคนหนึ่งของพวก เขาในยุคปจจุบันน้ี ซ่ึงเปนผูที่มีความกลาหาญในอันที่จะช้ีแจงปญหาตาง ๆ ดวยการใหคําอธิบาย เชิงวิชาการ และเปดเผยขอเท็จจริงตาง ๆ ท่ีอยูในหลักการของพวกเขาเหลานั้นได นับวาเปนการ บันดาลของอัลลอฮฺ ที่ไดทําใหความกระวนกระวายใจของขาพเจาไดมีโอกาสบรรลุถึงจุดที่สงบลง ดวยความรูของทานท่ีมีอยางกวางขวาง โดยขาพเจาจะไดทําการศึกษาวิชาการตาง ๆ เหลาน้ันจาก ทานใหเต็มที่ หวังวาอัลลอฮฺไดทรงแกปญหาใหแก ความไมรูของขาพเจาดวยการใหไดรับความรู

อยางกวางขวางจากทาน ซ่ึงความกระหายหิวของขาพเจาจะไดรับการบรรเทาลง โดยเหตุที่ไดพบ กับแหลงวิชาการของอัลลอฮฺ ในฐานะท่ีบรรพบุรุษของทานผูเปนศาสดาท่ีถูกคัดเลือกจากอัลลอฮฺ น้ันไดชื่อวา “เปนนครแหงความรู” อีกท้ังผูเปนบรรพบุรุษของทานยังมีผูซึ่งไดชื่อวา “ประตูของ นครนั้น” และบรรพบุรุษของทานยังมีผูซึ่งไดชื่อวา “ผูไดรับความโปรดปราน” (มุรตะฏอ) ซ่ึง ขาพเจาเองไมเ คยไดมโี อกาสสัมผสั อยา งดดู ดมื่ กับสายธารแหงวทิ ยปญญาอนั นเี้ ลย ขาพเจาเคยแตไ ด ยินไดฟงเร่ืองราวตาง ๆ ของพวกทาน (ฝายชีอะฮฺ) ทั้งหลาย จากวิชาการที่อยูทางดานพ่ีนองอะฮฺลิซ ซุนนะฮฺของพวกทานเทานั้น ซึ่งขาพเจาไดรูมาวา พวกทานไดรับความอึดอัดใจจากพวกเขาอยาง มากมาย ทาํ ใหพวกทานเหมือนกบั อยกู ันอยา งสันโดษ เดยี วดาย แตขาพเจาเห็นวาทานคือผูที่มีความ สันทัดเปนอยางยิ่งในการเจรจา มีความเชี่ยวชาญในเชิงการใหคําอรรถาธิบาย เปนผูมีคารมท่ีนา ประทับใจย่ิง เปนผูมีชั้นเชิงในการตอบโตอยางเกงกาจ เปนผูมีความออนโยนในการใชโวหาร เปน ผูใหเกียรติตอฝายที่มีทัศนะตรงกันขาม ตลอดทั้งมีความประพฤติที่ควรแกการยกยอง และเปน บุคคลที่ควรแกการสรรเสริญ อีกท้ังเปนบุคคลที่นาเล่ือมใส และเปนผูมีความสุขุมคัมภีรภาพทุก กระเบียดน้ิว ๒. แนนอนขาพเจา ไดตระหนกั ถงึ วิชาการอันลึกซ้ึงท่ีกวางขวางของทาน จึงใครขออนุญาต ทานเกี่ยวกับการศึกษาในวิชาการตาง ๆ แหงกระแสธารน้ี ดังน้ันถาหากขาพเจาไดรับอนุญาต ก็ เทากับเปนลูทางสําหรับแกปญหาความมืดมนท่ีสุมอยูในทรวงอกของขาพเจา ซึ่งมันฝงตรึงอยูเปน เวลานานมาแลว ไมมีทางเลือกอื่นใด นอกจากจะมอบใหเปนธุระของทาน เพราะตามที่ขาพเจาเคย ไดรับฟงการอธิบายท่ีแลว ๆ มานั้น ลวนมีแตความนากังขาหรือไมก็มักจะพบแตความบกพรอง ไม สามารถจะเปน ขอ พิสจู น ซึ่งเพยี งพอแกก ารยอมรับได มันเพียงแตชวนใหขา พเจามองเหน็ ความหลง ผิด สวนวิชาการใดก็ตามถามาจากสัจธรรมจริงแลว แนนอนย่ิงมันจะตองอธิบายถึงหลักสัจธรรม อยางแจมแจง เพราะแนนอนสัจธรรมน้ันคือความจริงที่จะตองไดรับการปฏิบัติตามเสมอ ถาหาก มิไดเปนเชนนั้น เราก็จะไดถือตามคําที่คนเขากลาววา “เราจะถือหลักการของเราและทานก็ถือ หลักการของทาน ความพึงพอใจและความคิดเหน็ ทแี่ ตกตา งกนั ” ขาพเจาจะขอสรุป ดวยการขอใหทานไดรวมมือในการสนทนาของขาพเจาที่ตั้งใจจะให ทา นทําหนาท่ีเปนผูอรรถาธิบายปญหาสองประเด็น ประเด็นท่ีหนึ่งคือเร่ืองของมัซฮับดิมามียะฮฺ ทั้ง ในแงข องพ้นื ฐานและรายละเอียดของเรื่องน้ี ประเด็นทสี่ อง คือ เรื่องของอิมาม (ผูนํา) ทั่วไป น่ันคือ เร่ืองของ คอลีฟะฮฺ (ตัวแทน) ท่ีถัดจากทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญ

และความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ท้ังน้ีขาพเจาจะไดลงหมายเหตุไวใน ตอนลางของบทสนทนาทุกคร้ังของขาพเจาดวยอักษร (ซ.) แลวขอใหทานไดลงทายขอความของ ทา นดว ยอกั ษร (ช.) ขาพเจา หวงั ในความเออ้ื เฟอ และโอบออ มอารีทุกประการ(๑) วสั ลาม (ช) (1) ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ผูทรงกรุณาปรานี ผูทรงเมตตายิ่งเสมอ ทานผูน้ีมีความนอบนอม เปนอยางยิ่งในการขออนุญาต เพ่ือทําการเปดฉากเขาสูการอธิบายในหัวขอตาง ๆ ใหแกเรา น่ีคือคุณสมบัติและจริยธรรมท่ีนาประทับใจของทาน หมายเหตุของอักษรยอ (ซ.) น้ัน หมายถงึ ชื่อของทา นท่ยี อ มาจากคาํ วา “ซะลีม” และเปน อกั ษรยอท่มี าจากคําวา “ซนุ น”ี ดว ย สวนอกั ษร (ช) น้ัน หมายถึงชือ่ ท่ยี อมาจากคําวา “ชัรฟุด – ดีน” และหมายถึง คําที่ยอมาจาก “ชอี ะฮ”ฺ ดวย อลั -มุรอญอิ ะฮฺ ๒ ๖. ซลุ เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การแสดงอัธยาศยั ไมตรตี อบ ๒. การใหอนญุ าตเพ่อื ดาํ เนนิ การแสดงทัศนะทางวิชาการ ๑. ขอความสันติสุข ความเมตตาของอัลลอฮฺ และความจําเริญของพระองคพึงมีแดทาน เมา ลานา ชัยคุล – อิสลาม ทานไดทําการผูกมัดจิตใจของขาพเจา ดวยจดหมายท่ีเต็มไปกับอรรถรสแหงความดีงาม ของทาน และทานไดใหคําชมเชยแกขาพเจาอยางเต็มไปดวยความกรุณา ชางเปนสิ่งท่ีทําใหเกิด ความออนเพลียเสียนี่กระไร สําหรับการสรรหาภาษาแหงการขอบคุณมาใหสมดุลกับสิ่งที่ไดรับมา จากทาน แมเ พยี งสวนหน่ึงของเนือ้ หาแหงการเยนิ ยอเหลานนั้ ชวั่ ชวี ติ ของขาพเจาก็ไมอาจตอบแทน ใหส มบรู ณลงได


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook