Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อัล-มุรอญิอาต เล่ม 2

อัล-มุรอญิอาต เล่ม 2

Published by thaiislamlib.com, 2022-06-06 05:31:49

Description: จดหมายสนทนาโตตอบทางวิชาการระหว่างอุลามาชีอะห์กับผู้รู้ซุนนี

Search

Read the Text Version

วสั ลาม (ช) อลั -มรุ อญิอะฮฺ 49 11 อัล-มฮุ ัรร็อม 1330 1. การยอมรับในเกยี รติยศตาง ๆ ของทานอาลี 2. เกียรติยศตาง ๆ เหลานั้นมิไดเปนเง่ือนไขที่พิเศษสําหรับการเปนคอลีฟะฮฺของทาน 1. ทา นอมิ าม อาบู อบั ดุลลอฮฺ อะหฺมัด บิน ฮันบัล ไดกลาววา “เกียรติยศท่ีมีในบรรดาสาวก ท้งั หลายของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺนั้น ไมมีใครแมแตคนเดียวท่ีเทาเทียมกับเกียรติของทานอาลี บิน อาบีฏอลิบ”(249) ทานอิบนุอับบาสไดกลาววา “ไมมีบุคคลใดท่ีไดรับการเอยถึงจากคัมภีรของอัลลอฮฺที่ถูก ประทานมา ใหเหมือนกับสิ่งท่ีถูกประทานมาในเรื่องของอาลี”(250) อีกครั้งหน่ึงทานกลาววา “โองการจากคัมภีรของอัลลอฮฺผูทรงสูงสุด ที่ถูกประทานมาในเร่ืองของอาลีนั้น มีถึงสามรอยครั้ง” (251) และคร้ังที่สามทานกลาววา “ไมมีโองการใดท่ีวา เมื่ออัลลอฮฺไดประทานมาวา “โอบรรดาผู ศรทั ธาเอย ....” นอกจากวาโองการนั้นจะตองเก่ียวของกับทานอาลีผูเปนผูนําและความหมายตามนัย แหงโองการน้ัน ๆ แนนอนยิ่งอัลลอฮฺไดทรงตําหนิบรรดาสาวกของศาสดามุฮัมมัด (อัลลอฮฺทรง ประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ในสาเหตุตาง ๆ จากคัมภีรของพระองคอ นั ทรงเกียรติ แตจ ะไมทรงกลาวถึงอาลี นอกจากดว ยความดงี าม”(252) (249) ทานฮากิมไดบันทึกฮาดีษบทน้ีไวในหนา 107 จากหนังสือศอฮ้ีฮฺ มุสตัดร็อก แตทาน ซะฮะบยี  กลับละเวน มิไดบ ันทึกไวในหนงั สือ “ตลั คัศ” (250) ทานอิบนุ อะซากิร และบรรดานักปราชญฝายซุนนะฮฺอีกจํานวนไมนอยที่ไดทําการ บันทกึ ฮาดษี นี้ (251) เปนฮาดษี ท่ีทานอบิ นุ อะซากริ ไดบ นั ทกึ ไวด วยเชน เดยี วกัน ทานอบั ดุลลอฮฺ บิน อิยาจญ บิน รอบีอะฮฺ ไดกลาววา “คุณสมบัติที่มีอยูกับทานอาลี เปนส่ิง ท่ีฉันมีความประสงคอยางย่ิง นั่นคือความลึกซึ่งในวิชาการ ทานเปนบุคคลแรกเร่ิมในอิสลามเปน

ลูกพี่ลูกนองของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแด ทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) เปนผูมีความเขาใจในซุนนะฮฺอยางยอดเยี่ยม เปนผูมีความ กลา หาญอยา งย่ิงในสมรภมู ิ และเปนคนมใี จเออ้ื เฟอเผอื่ แผในทรัพยส ิน”(253) ทา นอิมาม อะหมฺ ัด บนิ ฮันบลั ไดถกู ถามถงึ เร่ืองของทานอาลีและมุอาวียะฮฺ ทานไดกลาววา “ทานอาลีนั้น เปนผูที่มีศัตรูเปนจํานวนมาก ดังนั้นศัตรูของทานจึงพยายามที่จะต้ังขอกลาวหากับ ทานสักขอหนึ่ง แตแลวพวกเขาก็ไมอาจจะพบเห็นได ดังน้ันพวกเขาก็จึงไดยอนกลับไปหาบุคคลท่ี ไดตอ สแู ละทําสงครามกับทาน โดยไดลงมอื จูโจมลม ลางแผนการของเขาเสยี ”(254) (252) เปนฮาดีษที่ทานฏ็อบรอนีย ทานอิบนุ อาบู ฮาติม และบรรดานักปราชญฝายซุนนะฮฺ จํานวนไมนอยไดทําการบันทึกฮาดีษนี้ ทานอิบนุ ฮะญัรก็ไดอางไวทั้งสามฮาดีษในสวนที่ สาม บาบที่ 9 หนา 76 หนงั สือ “เศาะวาอิก” (253) นักวิชาการและนักปราชญฝายซุนนะฮฺ ไดอางฮาดีษนี้มาจากทานอิบนุ อิยาช ทาน สามารถพิจารณาไดตามหนาและบาบท่ีมีปรากฏอยูตามหมายเหตุท่ีไดอางไปแลวจาก หนงั สอื “เศาะวาอิก” (254) เปนเร่ืองท่ีรายงานโดยซะละฟย ในหนังสือ “อัฏ-ฎยูรียาต” ทานอิบนุ ฮะญัรก็ไดอาง ฮาดีษบทนี้ไวต ามหนา และหมวดดงั ท่ีไดก ลา วไปแลว ของหนงั สือ “เศาะวาอกิ ” ทานกอดีย อิสมาอีล ทานนะสาอีย ทานอาบู อาลี นัยซาบูรีย และบุคคลอ่ืน ๆ ไดกลาววา “สัจธรรมขอหนึ่งน้ันมีอยูวา ในเร่ืองสิทธิพิเศษของบรรดาสาวกตาง ๆ น้ันไมมีสายสืบฮาดีษใดท่ี ยืนยันกันมาอยางดีเยี่ยมใหเหมือนกับสายสบื ทอ่ี า งถึงในเร่ืองของทา นอาลี”(255) 2. สิ่งตาง ๆ เหลานี้เปนส่ิงท่ีจะไมขอกลาวคําโตแยงใด ๆ แตจะขอถามวา “เมื่อไหรท่ี ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺไดมีการแตงตั้งตําแหนงคอลีฟะฮฺ ใหแกทาน (อาลี) ?” เพราะวาบรรดาฮา ดีษตาง ๆ ตามท่ีทานไดอางมาแลวนั้นยังมิใชหลักฐานที่ชัดเจนพอท่ีจะแสดงถึงในเรื่องนี้ เพราะวา บรรดาฮาดีษตาง ๆ เหลานี้ไดเ ปน คําท่พี าดพิงถงึ คณุ งามความดแี ละความประเสรฐิ ของทานซงึ่ ก็มิได ถูกจํากัด และไมสามารถที่จะพรรณนาใหหมดสิ้นได และเรามีความเชื่อวา อัลลอฮฺทรงเถิดเกียรติ ใหแกทานโดยเกียรติอันสูงสง แตเหนือสิ่งอื่นใดทานไดยึดถือ โดยมีความเชื่อมั่นที่มากเกินไปกวา ถอยคําฮาดีษที่ทานไดกลาวถึง และไมมีองคประกอบใด ๆ ที่จะพอหยิบยกมาเปนขออางหรือ หลักฐานในการแตง ตัง้ ใหเปน คอลีฟะฮฺ เชน เดยี วกนั นีท้ านเองก็ทราบดีอยแู ลว

วสั ลาม (ซ) (255) เปนฮาดีษท่ไี ดถูกอางอิงกันมาจากพวกเขาเหลา นั้น ทานอิบนุ ฮะญรั ไดอ างไวในตอน แรกของุซอฺท่ี 2 บาบท่ี 9 หนา 72 หนังสือ “เศาะวาอกิ ” อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 50 13 อลั -มุฮรั ร็อม 1330 • บรรดาหลักฐานตาง ๆ ที่กลาวถึงคุณสมบัติพิเศษของทานอาลี นั่นแหละท่ีบงบอกถึงคุณสมบัติ แหงการเปนอมิ ามะฮฺของทาน ผูที่สามารถมีคุณสมบัติเชนทานนี้ แนนอนเขาคือ คนท่ีมีทัศนะท่ีสดใส หางไกลจากความ มัวหมอง และเปนผูร อบรูในการตัง้ ขอสังเกตและมจี ุดหมาย เปน ผูทมี่ องเห็นถอยแถลงและเปนผูท่ีมี ความรอบรูตอวิทยปญญาอันสูงสง และรอบรูถึงคุณสมบัติแหงความเปนนบีที่สมบูรณของทานศา สนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดา ลูกหลานของทาน) โดยเปนผูมีความสามารถท่ีจะประมวลเอาคุณสมบัติของทานศาสดาเขามา ประสานกันกับพฤติกรรมและการใชถอยคําของตน และเปนผูท่ีเชื่อม่ันวาทานศาสนทูตน้ันยอมจะ ไมพ ูดสิง่ ใดออกมาจากอารมณ ขอทานอยาไดมองขามใจความของบรรดาฮาดีษตาง ๆ ดังกลาวแลว นน้ั และทานอยาไดอําพรางความรูและความเขาใจอันแทจริงที่มีตอบรรดาฮาดีษเหลานั้น และฮาดีษ ตาง ๆ เหลาน้ันก็มิไดซอนเรนสิ่งใดแกทานเลย และทานเองก็เปนผูที่ทรงคุณวุฒิท่ีสําคัญคนหน่ึง ของภาษาอาหรบั และเช่ียวชาญตอบรรดาฮาดษี ตา ง ๆ เหลานน้ั ทานสามารถทจี่ ะไดประจักษว า บรรดาฮาดษี ตาง ๆ เหลาน้ันตางไดร ะบดุ วยการใหค วามยก ยองตอทานอาลีดวยตําแหนงอันสูงสงอันเปนตําแหนงท่ีอัลลอฮฺ ผูทรงสูงสุด และบรรดาศาสนทูต ของพระองค ไมเคยไดอนุญาตมอบหมายใหแกผูใด นอกจากแกผูรับชวงการปกครองของพวกเขา และเปนหลักประกันของพวกเขาเกี่ยวกับการดําเนินกิจการทางศาสนาและครอบครัว ฉะน้ันถาหา กวาบรรดาฮาดีษตา ง ๆ เหลานม้ี ิไดแสดงยืนยนั ในเร่ืองของตาํ แหนง คอลีฟะฮฺแลว มันกย็ อ มจะตอ งมี หลักฐานในเร่ืองนน้ั ใหแ นช ดั อันเปนหลักฐานท่แี สดงเกีย่ วกับเรือ่ งนัน้ ท่มี นั่ คงแข็งแรง

ดวยเหตุนี้เหตุผลที่ถูกตองอยางแทจริงในเรื่องของการดํารงตําแหนงคอลีฟะฮฺนั้นก็ขึ้นอยู กับการพิจารณาความหมายของฮาดีษเปนการเฉพาะดวย ทานประมุขแหงบรรดานบี (ศาสดามุฮัม มัด) ไมละเวนตอการที่จะมอบหมายตําแหนงอันสูงสงเหลานั้นใหแกทายาทผูสืบตอภายหลังจาก ทานผูเปนผูปกครองท่ีทานไดกําหนดไวในสมัยของทาน โดยเหตุที่ไดมีหลักฐานตาง ๆ จากบรรดา ฮาดษี ทง้ั หลายทีก่ ลาวถึงคุณลักษณะอันพิเศษของทานอาลี เม่ือไดมีการพิจารณาดวยสายตาท่ีละเอียดถี่ถวนแลวก็สามารถท่ีจะพบความหมายตามนัย ของบรรดาฮาดีษเหลาน้ีได ไมมากก็นอย ซึ่งเปนหลักฐานที่บงช้ีไปถึงเร่ืองฐานะแหงการเปนอิมา มะฮขฺ องทานดวยหลักฐานตามขนั้ ตอน เชน รายละเอียดตาง ๆ ดังที่ไดกลาวไปแลวนั้นลวนไดแสดง เหตุผลถึงเรื่องราวอันน้ัน และหลักฐานฮาดีษอันเกี่ยวกับเร่ืองราวแหงอัล-ฆอดีร และสําหรับ หลักฐานท่ีชัดเจนตาง ๆ ก็ยังมีรายงานฮาดีษจํานวนมากและอยางนอยเราก็ยังไดอธิบายผานไปแลว ใน อัล-มุรอญิอะฮฺที่ 48 เชน คาํ กลาวของทานศาสนทูตแหง อัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุข แดทา นและแดบ รรดาลกู หลานของทา น) ไดก ลาววา “อาลนี น้ั อยูกับอัล-กุรอาน และอัล-กุรอานก็อยู กบั อาลี ท้งั สองจะไมจําพรากออกจากกัน จนกระทั่งจะยอนกลับไปยังฉัน ณ สวนสวรรค อัล-เฮาฎ” (256) และทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “อาลีนั้นมาจากฉัน โดยอยูในตําแหนง เชน ศีรษะ ของฉนั กับรา งกายของฉัน” (257) และทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแดบ รรดาลูกหลานของทาน) ไดก ลาวอีกวา “ขอสาบานตอพระผูซึ่งชีวิตของฉันอยูในพระหัตถ ของพระองค แนนอนย่ิงพวกเจาจะตองดํารงการนมาซใหมั่นคงที่สุด และพวกเจาจะตองบริจาคซะ กาตใหเครงครัดที่สุด แนนอนที่สุด ฉันจะแตงตั้งใหแกพวกเจาทั้งหลาย ซ่ึงบุคคลคนหนึ่งท่ีมาจาก ฉัน เสมือนหนึ่งตัวของฉันเอง” และในตอนทายของฮาดีษน้ี ระบุวาทานไดจับมือของทานอาลีแลว กลาววา “น่คี ือคน ๆ น้ัน” (258) (256) ทานฮากิมไดบันทึกฮาดีษนี้ไวในหนา 124 จาก ุซอฺท่ี 3 หนังสือมุสตัดร็อกทานซะ ฮะบียไดกลาวถึงไวเชนกันในหนังสือ “ตัลคีศ” บุคคลท้ังสองไดอธิบายวาเปนศอฮ้ีฮฺ และ เปนฮาดีษหน่ึงจากหลาย ๆ ฮาดีษที่ไดถูกมองขามในเรื่องที่เกี่ยวกับหัวขอที่วา ทานอาลีอยู

กับอัล-กุรอาน และอัล-กุรอานอยูกับทานอาลีพรอมกับฮาดีษ อัษ-ษะเกาะลัยน (ส่ิงที่มี น้ําหนักย่ิงสองประการ) น่ันคือพระคัมภีร อัล-กุรอาน และเช้ือสายของศาสดา ขอใหทาน ไดพิจารณาฮาดีษน้ีตามที่เราไดอธิบายไปแลวใน อัล-มุรอญิอะฮฺท่ี 8 โดยไดจํากัดความถึง สิทธิของอิมามแกบรรดาเช้ือสายและประมุขของเช้ือสาย โดยท่ีไมมีการคัดคานและขอ ขัดแยงใด ๆ (257) ทานคอฎีบไดบันทึกฮาดีษน้ีจากรายงานของทานบัรรออฺ ทานดัยละมียไดบันทึก จากอบิ นุอับบาส ทา นอิบนุ ฮะญัร ไดอางไวในหนา 75 หนังสือเศาะวาอิกโปรดพิจารณาฮา ดีษที่ 35 จาก 40 ฮาดษี ซ่งึ ทา นไดบนั ทกึ ไวในุซอฺ 2 บาบท่ี 9 หนังสือ “เศาะวาอิก” (258) เปนฮาดีษท่ี 6133 หนา 405 จาก ุซอฺที่ 6 หนังสือ “กันซุลอุมาล” ทานก็ทราบดีอยู แลวถึงหลักฐานที่วา ทานอาลี นั้นเปรียบเสมือนเรือนรางเดียวกันกับทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ ตามท่ีมีปรากฏอยูในโองการอัล-มุบาฮิละฮฺ ตามที่ทานรอซียไดอธิบาย ความหมายของโองการนั้นในตฟั สีร อัล-กะบรี ฉบับ มะฟาฏีย ฮุล-ฆัยบ หนา 488 ุซอฺท่ี 2 และทานอยา งไดม องขา มตามท่ีเราไดกลาวไปแลว ในโองการนไี้ วเปน การเฉพาะ. ยังมีรายละเอียดจากฮาดีษตาง ๆ ในทํานองน้ีอีกมาก และน่ีคือขอมูลอันถือเปนสาระสําคัญ ในอันที่จะแสดงใหเห็นถึงหลักฐานของการดํารงตําแหนงคอลีฟะฮฺ โดยอาศัยขอพิสูจนทุกประการ ที่ถูกตอง อันเปนการคล่ีคลายใหพนจากความมืดมน เปนการขยายใจความในการอธิบายไดดวย ตนเองเพื่อตนเอง แลวจะไดรับความเขาใจทุกสิ่งทุกอยางจากหลักฐานฮาดีษที่ระบุอยางชัดเจนถึง เร่ืองนี้ ดว ยการใชดุลยพินิจทย่ี นื หยัดอยบู นฐานแหง ความเทย่ี งธรรม วัสลาม (ช)

อัล-มุรอญิอะฮฺ 51 14 อลั -มุฮัรร็อม 1330 • การโตตอบ โดยอา งเหตุผลจากหลักฐานฮาดีษ ซึ่งกลาวยกยอ งคุณสมบัตขิ องบคุ คลอื่น ๆ บางครั้งคาํ ตอบท่ีทานไดตอบไปแลว นน้ั ฝา ยผูมีความคิดเห็นแตกตางกับทานไดทําการอาง ฮาดีษท่ีกลาวถึงเกียรติคุณของบรรดาคอลีฟะฮฺ ผูทรงคุณธรรม ทั้งสามดวยทํานองเดียวกันก็มีฮาดีษ ที่ยกยองเกียรติคุณของบรรดาบรรพชนแหงชาวมุฮาญิรนี และชาวอันศอร ซึ่งฮาดีษตา ง ๆ เหลาน้ีก็มี เปน จํานวนมาก ฉะนั้นทา นจะตอบอยางไร? วสั ลาม (ซ) อลั -มุรอญิอะฮฺ 52 15 อัล-มุฮรั รอ็ ม 1330 • ขอปฏิเสธทจี่ ะตอบโตกับหลกั ฐานที่มีเหตุผล เรามีความเช่ือม่ันอยางแนวแนในเกียรติยศอันสูงสงของประชาชนรุนแรกแหงชาวมุฮาญิ รีน (ผูอพยพจากมักกะฮฺ) และชาวอันศอร (ผูใหความชวยเหลือ) แหงมะดีนะฮฺ (วามีความประเสริฐ เสมอเหมือนกัน) อัลลอฮทฺ รงมคี วามปตชิ นื่ ชมตอ พวกเขาเหลานั้นและพวกเขาเหลาน้ันก็มีความปติช่ืนชมตอ พระองค เกยี รตยิ ศและคณุ สมบัติอันประเสริฐของพวกเขามีมากมายเหลือคณานับ และไมอาจจํากัด ขอบเขตได เปนท่ีเพียงพอแลว สําหรับพวกเขาเทาที่ไดรับการยกยองจากโองการตาง ๆ แหงอัล-กุ รอานและหลักฐานฮาดษี ตา ง ๆ ที่ศอฮี้ฮฺ โดยแนนอนย่ิง เราไดทําการหยิบยกเรื่องราวเหลาน้ันมาทําการศึกษาเทาท่ีเรามี ความสามารถท่ีจะทําการคนควาได ดังเชนที่อัลลอฮฺผูทรงสูงสุดไดทรงรับรูแลว แตการตอบโตตอ

หลักฐานและเหตุผลในฮาดีษท่ีเก่ียวของกับทานอาลีน้ัน ไมเปนผลดีแตประการใดสําหรับผูทําการ ตอบโตขดั แยงตอคณุ สมบตั ิตาง ๆ เทาทีท่ านมา ใช! ผูมีทัศนะท่ีตรงกันขามกับพวกเราไดจําแนกไวซ่ึงหลักฐานฮาดีษตาง ๆ ท่ีเก่ียวถึงใน เร่ืองความประเสริฐ (ฟะฎออิล) โดยมิไดยอมรับจากหลักฐานทางดานของเรา ดังนั้นขอโตแยงตอ พวกเขาเหลาน้ันท่ีไดมีตอเร่ืองราวของทานอาลีจึงเปนเงื่อนไขท่ีทานไมอาจจะทําการพิจารณาได ในขณะเดียวกันก็ไมเกินความสามารถท่ีเราจะไดแสดงเหตุผลและหลักฐานเก่ียวกับเรื่องนั้น โดย หลักฐานหนึ่งไปสูอกี หลกั ฐานหนงึ่ เทา ท่มี อี ยู เพื่อเปนขอมูลสาํ หรับการวิเคราะห แตทวาทานเองก็ทราบดีอยูแลววาเรามิไดทําการตอบโตกับผูท่ีมีทัศนะตรงกันขามกับเรา ดวยการหยิบยกหลักฐานของฝายเราเพียงดานเดียว และเราไมเคยไดอางหลักฐานใด ๆ เวนแตวา หลกั ฐานน้นั ๆ จะตอ งมที ่ีมาจากสายสืบฮาดีษของพวกเขา เชน ฮาดีษท่ีวาดวย อัล-ฆอดีร และฮาดีษ อ่ืน ๆ โดยเหตุท่ีเราไดถือปฏิบัติกันอยูดวยหลักการท่ียอมรับบรรดาฮาดีษตาง ๆ ที่กลาวถึงเกียรติยศ อนั สูงสง ฉะน้ันเราจึงไมมีขอโตแยงใด ๆ ในเร่ืองน้ัน และหลักฐานดังกลาวเหลานั้นก็มิไดเปน หลักฐานที่กลาวถึงตําแหนงคอลีฟะฮฺและดวยเหตุน้ีเชนกันถึงถือวาในตําแหนงการเปนคอลีฟะฮฺ ของบุคคลทั้งสามทานน้ัน กม็ ิไดส บื เนื่องมาจากหลกั ฐานเหลานน้ั แมแ ตขอ ใดดว ย วสั ลาม (ช) อัล-มุรอญอิ ะฮฺ 53 16 อลั -มฮุ รั รอ็ ม 1330 • คาํ รองขอหลกั ฐานฮาดษี ทีว่ าดว ย อัล-ฆอดรี ทานไดมีการกลาวยํ้าถึงเรื่อง ฮาดีษ ที่วาดวย อัล-ฆอดีร มาหลายคร้ังแลวขอไดโปรดหยิบ ยกฮาดีษน้นั ท่ีมสี ายสืบซ่งึ รับรองโดยนักปราชญฝ ายซุนนะฮฺ มาดเู ถดิ แลว เราจะไดท าํ การพิจารณา วสั ลาม (ซ)

อลั -มรุ อญิอะฮฺ 54 18 อัล-มุฮรั รอ็ ม 1330 • ฮาดีษท่ีเก่ียวกับอัล-ฆอดีร เปนฮาดีษท่ีมีรายงานปะติดปะตอดวยสายสืบตาง ๆ มีทั้งที่ ตอเนือ่ งกนั และไมตอ เนื่องกนั ทานฏ็อบรอนียและบุคคลอื่น ๆ ไดบันทึกโดยอาศัยสายสืบท่ีไดถูกยอมรับเปนเอกฉันท แลววา ศอฮฮี้ (ฺ 259) จากทานซัยด บิน อรั กอ็ มไดกลาววา “ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแดบรรดาลกู หลานของทา น) ไดก ลาวเทศนา (คุฏบะฮฺ) ที่ตาํ บลฆอดีร-คุม ใตต นไมแ หงหน่ึง ทานกลาววา “โอประชาชนของฉันเอย ในไมชาที่ฉันจะตองอําลาจากไปและฉันไดรับ คาํ สงั่ ใหป ระกาศ ซึ่งฉันก็ตอบรับ(260) เพราะแทจริงฉันเปนผูถูกซักถาม(261) และแทจริงพวกเจาก็เปน ผถู กู สอบสวน(262) ดงั น้ันพวกเจาจะกลา วกนั อยา งไรบาง?” (259) นักปราชญจํานวนไมนอยท่ีไดอธิบายวาเรื่องน้ีมีหลักฐานศอฮ้ีฮฺ แมกระท่ังทานอิบนุ ฮะญัร ก็ไดยอมรับในเรื่องน้ีโดยท่ีทานไดอางอิงถึงทานฏ็อบรอนีย และบุคคลอื่น ๆ ดังท่ีมี ปรากฏอยใู นุซอฺท่ี 5 บาบที่ 1 หนงั สือ “เศาะวาอิก” หนา 25 (260) เปนการแสดงใหเ หน็ วา ตวั ของทานผบู รสิ ทุ ธิ์นน้ั จาํ เปน ทจ่ี ะตองประกาศสง่ิ สําคญั สงิ่ หนึ่งในสมัยของทาน ดวยการประกาศผูดํารงตําแหนงเปนคอลีฟะฮฺภายหลังจากทาน และ เปนการชี้ใหเห็นวาทานไมอาจที่จะปลอยเรื่องนี้ใหชักชาไดอีกตอไป โดยเปนผูมีความยํา เกรงตอคําส่ัง ฉะน้ันทานจึงตอบรับเปนการแสดงใหเห็นถึงกฎขอน้ีวามีความสําคัญซึ่ง แนนอนท่ีสุด เร่ืองน้ีตองเปนหลักการโดยถือวาประชาชาติของทานยังไมไดบรรลุถึงความ สมบรู ณ ถาขาดส่ิงนั้น (261) เนื่องจากพันธะอันสําคัญท่ีทานมีตอพี่นองของทาน (ทานอาลี) นั้นสําคัญอยางย่ิง ซึ่ง มผี ล

พวกเขาเหลานั้นกลาววา “เราขอปฏิญาณวา แทจริงทานไดทําหนาท่ีเผยแผ ทานไดทํา หนา ท่ตี อ สเู สียสละ และทานไดทําหนา ทอี่ บรมส่งั สอนไปแลว ดังนัน้ ขอใหอ ลั ลอฮไฺ ดทรงตอบแทน ความดีงามใหแ กท าน” ทานจึงกลาววา “พวกเจามีความเช่ือมั่นกันแลวมิใชหรือ วาไมมีพระเจาอื่นใดนอกจาก อัลลอฮฺ วา แทจริงมุฮัมมัดเปนบาวศาสนทูตของพระองค วาแทจริงสวรรคของพระองคนั้นเปนเรื่อง สัตยจริง วาแทจริงนรกของพระองคนั้นเปนเร่ืองสัตยจริง วาความตายนั้นเปนเรื่องสัตยจริง วา แทจริงการบังเกิดขึ้นใหมหลังจากตายน้ันเปนเร่ืองสัตยจริง วาแทจริงยามอวสานน้ันจะตองมี แนนอนอยา งไมมีขอสงสัย วาแทจรงิ อัลลอฮจฺ ะทรงใหผ ทู ี่อยใู นกบุ ูร (สุสาน) บงั เกดิ ข้ึนมาใหม ? กระทบตอบรรดาบคุ คลทีช่ อบกอการวิวาท อิจฉาริษยา เคียดแคนชิงชังและละเมิดตอความ ประสงคของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ กอนท่ีทานจะไดทําการประกาศเรื่องนี้ ฉะนั้นทาน จึงดําเนินการสมานฉันทจิตใจของพวกเขา ใหมีลักษณะขอความเห็นใจที่มาจากการ แสดงออกทางวาจาและการกระทําตอพวกเขา โดยที่ทานไดกลาววา “แทจริงฉันเปนผูถูก ซักถาม” ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะใหพวกเขาเหลาน้ันไดรูวาทานเปนผูถูกบัญชาใหประกาศสิ่งน้ัน และทานเปนผูถูกซักถามจากหนาที่อันน้ัน ดังนั้นไมมีทางใด สําหรับทานที่จะละท้ิงคําส่ัง น้ัน ทานอิมามวาฮิดียฺไดบันทึกไวในหนังสือ “อัสบาบุน-นุซูล” ดวยสายสืบที่มาจาก รายงานของอาบูสะอีด อัล-คุดรียวา อายะฮฺนี้หมายถึง “โอศาสนทูตเอย เจาจงประกาศสิ่งที่ ถูกประทานใหแกเจาอันมาจากพระผูอภิบาลของพวกเจา” ไดถูกประทานในวันฆอดีร-คุม ในเรอ่ื งของทานอาลี บนิ อาบีฏอลิบ (262) ความหมายตามนยั ของคาํ กลาวของทานศาสนทตู (ศ) ท่วี า “และแทจริงพวกเจาก็เปน ผูถูกสอบสวน” น้ัน ตามที่ทานอัด-ตัยละมีย และนักปราชญอื่น ๆ ไดบันทึกไวตามที่มี ปรากฏอยูในหนังสือ “เศาะวาอิก” และหนังสืออ่ืน ๆ ระบุวารายงานจากทานอิบนุ สะอีด ไดกลาววา “แทจริงทานนบี (ศ) ไดกลาววา “แทจริงพวกเขาเหลานั้นจะเปนผูถูกสอบสวน เก่ยี วกับเรอ่ื งของฐานะทางดานความเปนผนู ําของทานอาล”ี ทานอิมามวาฮิดียฺไดกลาววา “แทจริงพวกเขาเหลานั้นเปนผูถูกสอบสวนเก่ียวกับ เรื่องของฐานะความเปนผูนํา (อัล-วลิ ายะฮฺ) ของทานอาลี และ อะหฺลิลบัยตฺ” ความมุงหมาย ของประโยคท่ีวา “และแทจริงพวกเจาก็เปนผูถูกสอบสวน” นั้น เปนการเตือนสําทับท่ีแจง ใหแ กผ ทู ี่มีควมคิดเห็นขอ แยงตอฐานะและความเปนทายาทของทาน

“พวกเขาเหลา นน้ั ไดพ ากันกลาววา “เราขอปฏญิ าณวาสิ่งเหลานน้ั เปน ความจรงิ ”(263) ทานไดก ลา ว “โออลั ลอฮฺ ขอไดทรงเปนพยานดว ยเถิด” หลังจากน้ันทานไดกลาวอีกวา “โอประชาชนท้ังหลายเอย แทจริงอัลลอฮฺน้ันทรงเปน ผูปกครอง (เมาลา) ของฉัน และฉันก็เปนผูปกครองของผูศรัทธา และฉันเปนผูมีอํานาจตอพวกเขา ย่งิ กวาตวั ของพวกเขาเอง(264) ดังนั้นผูใดท่ีฉันไดเปนผูปกครองของเขาแลว บุคคลผูนี้ (หมายถึงอาลี) กค็ อื ผปู กครองของเขาดวย โออ ัลลอฮฺขอไดท รงคมุ ครองตอผูท่จี งรกั ภกั ดตี อเขา และจงเปน ศัตรตู อผู ทีเ่ ปนศตั รตู อเขา” หลังจากนั้นทานไดกลาวอีกวา “โอประชาชนท้ังหลายเอย แทจริงฉันจะอําลาพวกเจา ทั้งหลาย และแทจริงพวกเจาท้ังหลายก็จะไดกลับไปสูสวนอัล-เฮาฎอันเปนสระท่ีมีความกวางขวาง เทากับระหวางเมืองบัศเราะฮฺ และเมืองศ็อลอาอฺ ในน้ันมีถวยแกวเรียงรายดุจดวงดาวที่มาจากเงิน และแทจ ริงฉันจะเปนผูคอยซักถามพวกเจาในยามที่พวกเจาจะยอนกลับไปยังฉันถึงเร่ืองสิ่งสําคัญที่ หนักย่ิงสองประการ (อัษษะเกาะลัยน) แลวพวกเจาจะขัดแยงกับฉันในส่ิงสองประการน้ันได อยางไร ซึ่งส่ิงสําคัญที่หนักยิ่งประการหนึ่งนั้นนับวาย่ิงใหญนักนั่นคือ อัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺ ผู ทรงอานุภาพสูงสุด ดวยเหตุวามันถูกประทานมาโดยพระหัตถแหงอัลลอฮฺ ผูทรงสูงสุดที่ไดย่ืนมัน มาสูมอื ทัง้ หลายของพวกเจา ดังนั้นพวกเจาจงไดยดึ ถอื ตอ มนั เถิด พวกเจาจะไดไมหลง และจะไดไม เปล่ยี นแปลง อีกประการหน่ึงน้ันก็คือเช้ือสายของฉันแหงอะหฺลิลบัยตฺของฉัน เพราะวาแทจริงเร่ือง น้ีพระผูทรงปรานีและพระผูทรงรอบรูไดแจงใหฉันทราบวา แนนอนย่ิงสิ่งสองประการน้ีจะไมจํา พรากออกจากกัน จนกวาทั้งสองจะไดยอนกลับไปยังฉัน ณ สวนสวรรคอันมีสระที่มีช่ือวา “อัล- เฮาฎ”(265) (263) คฏุ บะฮตฺ อนนี้ไดใหขอ สงั เกตแกผทู ่สี นใจ และไดใหสัจธรรมแกผูท่ีพิจารณาไดทันที วา ใจความของคุฏบะฮฺตอนน้ีไดมีเปาหมายท่ีจะใหเรื่องอัล-วิลายะฮฺของทานอาลีน้ันเปน พ้ืนฐานที่สําคัญยิ่งของศาสนา โดยไดประกาศถึงความเปนอิมามะฮฺใหแกทาน ทั้งนี้ก็ เนื่องจากวา ทานไดเริ่มตนดวยคําถามท่ีวา “พวกเจามีความเชื่อมั่นกันแลวมิใชหรือ วาไมมี พระเจาอื่นใดแลวนอกจากอัลลอฮฺ วาแทจริงมุฮัมมัดเปนบาวและศาสนทูตของพระองค ? จนกระท่ังถึงคําท่ีทานไดกลาววา “วาแทจริง ยามอวสานน้ันจะตองมีแนนอนอยางไมตอง สงสัย วาแทจริงอัลลอฮฺจะทรงใหผูที่อยูในกุบูรบังเกิดขึ้นมาใหม” แลวหลังจากนั้นทานก็ ไดกลาวถึงเร่ืองของ “อัล-วิลายะฮฺ” ท้ังน้ีก็เพราะทานรูวาส่ิงนั้นมีความสําคัญที่อยูใน

ขอบขายเดยี วกนั กบั คาํ สง่ั หรือภารกจิ ตา ง ๆ ตามทท่ี านไดถามพวกเขาเหลาน้ัน แลว พวกเขา เหลาน้ันก็ไดยืนยันกันโดยตลอดและหลักฐานขอนี้ยอมแสดงใหประจักษแกทุกคนท่ีรู ความหมายตามเคาโครงของประโยคคําพูด และใจความท่ีสําคัญของประโยคท่ีจะตองลง เอยดว ยความเขา ใจดงั กลาว (264) คําที่ทานกลาววา “และฉันก็เปนเมาลา” แนนอนยิ่งความหมายของคําวา “เมาลา” ใน ที่นี้ยอมหมายถึงผูปกครอง ท้ังน้ีก็เพราะความหมายในประโยคแรกน้ันคือ “แทจริงอัลลอฮฺ น้ันทรงเปนผูปกครอง(เมาลา) ของฉัน และฉันก็เปนผูมีอํานาจปกครอง (เมาลา) ของผู ศรัทธาย่ิงกวาตัวของพวกเขาเองและดังนั้นผูใดที่ฉันเปนผูปกครองของเขาท่ีมีอํานาจเหนือ ตัวของเขาเองไซร ฉะน้ันอาลีก็เปนผูมีอํานาจปกครอง (เมาลา) ของเขาที่ย่ิงกวาตัวของเขา เองดว ย ทานฮากิมไดบันทึกเร่ืองนี้ไวในหมวด “เกียรติยศของทานอาลี” จากหนังสือ “มุสตัดร็อก” (266) อันเปนรายงานจากทานซัยด บิน อัรก็อม จากรายงานสองกระแสท่ีมีสายสืบศอฮ้ีฮฺ ตรงตาม เงื่อนไขของผูอาวุโสทั้งสอง (บุคอรี-มุสลิม) ซ่ึงไดกลาววา “เมื่อตอนที่ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ได กลับจากการทําฮัจญคร้ังสุดทายนั้น ทานไดหยุดท่ีตําบลฆอดีร-คุม ทานไดออกคําส่ังใหจัดสถานท่ี ขน้ึ มา แลวทานก็ไดยืนขึ้นโดยกลาววา “ฉันคิดวาฉันจะตองกลับไปสูพระผูอภิบาลในไมชาน้ี แลวแทจริงฉันไดละท้ิงส่ิงที่สําคัญอันหนักยิ่งไวสองประการแกพวกเจา ประการท่ีหน่ึงนั้นย่ิงใหญ กวา ประการหลัง นน่ั คอื อลั -กรุ อานแหงอัลลอฮฺผูทรงสูงสุดและเชื้อสายของฉัน ดังน้ันจงพิจารณาดู เถิดวา พวกเจาจะขัดแยงกับฉันในส่ิงท้ังสองนั้นไดอยางไร เพราะแทจริงส่ิงทั้งสองนั้นจะไม แตกแยกออกจากกันจนกระทั่งมนั ไดยอนกลบั ไปสูฉันยงั สระอัล-เฮาฎ” (265) นี่คือประโยคฮาดีษท่ีบันทึกโดยทานฏ็อบรอนีย ทานอิบนุ ญะรีร ทานฮากีมและทาน ตริ มีซีย ทรี่ ายงานมาจากทา นซัยด บิน อรั ก็อม ทา นอบิ นุ ฮะญัร ไดบันทึกฮาดีษนี้จากทานฏ็ อบรอนียและคนอ่ืน ๆ ดวยประโยคเดียวกันนี้ หนังสือ “อิรสาลุล-มุสลิมาต” ก็ไดบันทึกวา เปนฮาดษี ศอฮี้ฮฺ ขอไดโปรดพจิ ารณาดทู ีห่ นา 25 หนังสอื “เศาะวาอิก” (266) หนา 109 ซุ อทฺ ี่ 3

หลังจากน้ันทานไดกลาววา “แทจริงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุดนั้นเปนผูปกครองของฉัน และฉนั เองกเ็ ปน ผูป กครองของผูศ รัทธาทกุ คน” หลังจากนั้นทานก็ไดจับมือของทานอาลีแลวกลาววา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครอง (เมาลา) ของเขาไซร ดังนั้นคนผูนี้ก็คือผูปกครองของเขาดวย โออัลลอฮฺขอไดทรงเปนผูคุมครองตอผู จงรักภกั ดีตอเขาและขอไดทรงเปนศตั รูตอผูเ ปน ศัตรูของเขา” ฮาดษี บทน้ีมีความยาวมากแตทานซะฮะบียมิไดบันทึกไวในหนังสือ “ตัลคีศ” ทานฮากิมได บันทึกไวเชนเดียวกันในบาบท่ีวาดวยเร่ืองของทานซัยด บิน อัรก็อม(267) จากหนังสือ “มุสตัดร็อก” โดยไดอธิบายวาเปนฮาดีษที่ศอฮ้ีฮฺ แตทานซะฮะบียก็ไดต้ังขอสังเกตไวสําหรับการอธิบายถึงบาบ ที่วาดว ยทาน ซัยด เชน น้อี ยางเดยี วกนั ในหนังสอื “ตลั คศี ” ของทา นขอไดโ ปรดพิจารณาดไู ด ทานอิมามอะหฺมัดก็ไดบันทึกรายงานฮาดีษของทานซัยด บิน อัรก็อม(268) ผูนี้ไวอีกโดย กลาววา “เราไดหยุดพรอมกับทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและ ความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ณ สถานท่ีหนึ่งซึ่งคนเขาเรียกสถานท่ีน้ีกัน วา “ท่ลี มุ แหงคมุ ” แลวทานกไ็ ดสัง่ ใหท ําการนมาซโดยที่พวกเราก็ไดรวมการนมาซในตอนบายของ วนั น้นั ทา นซัยดไดก ลา วอกี วา “แลวทา นกไ็ ดก ลา วเทศนาแกพวกเรา โดยที่พวกเราไดเอาผาโยงไว กับตนไมเพื่อกั้นเปนรมเงาใหแกทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและ ความสนั ตสิ ุขแดท า นและแดบ รรดาลูกหลานของทา น) เพ่อื ใหพน จากแสงอาทติ ยอ ันรอนจดั ” แลวทานก็ไดกลาววา “พวกทานมิไดรูดอกหรือ พวกทานมิไดประจักษอีกดอกหรือวา แทจ รงิ ฉนั ก็เปน ผปู กครองทม่ี อี ํานาจตอ ผศู รทั ธาทุกคนย่งิ กวา ตัวเขาเอง ?” (267) หนา 533 ซุ อทฺ ี่ 3 (268) หนา 372 ซุ อฺที่ 4 หนงั สือ “มุสนัด” พวกเขาเหลาน้นั พากันกลา ววา “ใชแ ลว ” ทานไดกลาวอีกวา “ฉะนั้นผูใดที่ฉันไดเปนผูปกครองของเขา (เมาลา) ดังนั้นอาลีก็เปน ผูปกครองของเขา (เมาลา) ดวย โออัลลอฮฺ ขอไดทรงคุมครองผูซ่ึงจงรักภักดีตอเขา และขอไดทรง เปน ศัตรูตอผทู ีเ่ ปน ศัตรตู อเขา” ทานนะสาอียไดบ ันทกึ ฮาดีษนี้จากรายงานของทา นซยั ด บิน อัรกอ็ ม(269) โดยไดกลา ววา

“คร้ันเมื่อทานนบีไดเสร็จสรรพจากการทําฮัจญครั้งสุดทาย แลวทานก็ไดเดินทางมาหยุด พักท่ีฆอดีร-คุม แลวทานก็ไดสั่งใหจัดสถานที่ข้ึนมาโดยทานไดยืนขึ้นแลวกลาววา “ฉันคิดวา แทจริงฉันจะตองกลับไปหาพระผูอภิบาลในไมชาน้ี ดังน้ันฉันจึงไดตอบสนอง และแทจริงฉันได ละทิ้งไวในหมูพวกทานทั้งหลาย ซ่ึงสิ่งสําคัญที่หนักยิ่งสองประการ ประการท่ีหน่ึงนั้นยิ่งใหญกวา ประการหลงั นน่ั คอื อัล-กรุ อานแหง อลั ลอฮแฺ ละเช้ือสายของฉนั แหงอะหลฺ ลุ บัยตฺของฉัน ดงั นัน้ พวก ทานจงพิจารณาดูเถิดวาพวกทานจะขัดแยงกับฉันในส่ิงทั้งสองไดอยางไร และมันจะไมแตกแยก ออกจากกัน จนกระท่ังมนั ไดย อ นคนื กลับสูฉันยังสระทม่ี ชี ือ่ วา “อัล-เฮาฎ” หลังจากนั้นทานไดกลาวอีกวา “แทจริงอัลลอฮฺเปนผูปกครองของฉัน และฉันก็เปน ผปู กครองของผูศรัทธาทกุ คน” แลวทานก็ไดจับมือของทานอาลีชูขึ้นโดยกลาววา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครองของเขาไซร ฉะนั้นบุคคลผูน้ีก็คือผูปกครองของเขาดวย โออัลลอฮฺขอไดทรงคุมครองผูซึ่งจงรักภักดีตอเขา และ ขอไดเ ปน ศัตรูตอ ผูซง่ึ เปน ศัตรขู องเขา” ทานอาบูฏอฟลไดกลาววา “ฉันไดกลาวแกทานซัยดวา ทานไดยินเรื่องนี้มาจากทานศาสน ทตู แหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลาน ของทา น) หรอื ?”(270) (269) หนา 21 หนงั สอื “อัล-เคาะศออิส อัล-อุลวุ ยี ะฮฺ” ไดอา งถงึ คาํ กลาวของทา นนบวี า ผใู ด ทฉ่ี นั เปน ผปู กครองของเขาไซร ฉะน้นั บุคคลผูน ี้ (อาล)ี ก็คือผปู กครองของเขาดวย (270) คําถามของอาบู ฏอฟลไดแสดงใหเห็นถึงความรูสึกที่แปลกใจในเร่ืองนี้ของหมู ประชาชาติท่ีไมนําพาตอคําส่ังขอนี้กับทานอาลี ท้ัง ๆ ที่เปนเรื่องราวท่ีมาจากทานนบีซ่ึงได กลา วในสทิ ธิ ทานไดกลาววา “แทจริงเรื่องน้ีบุคคลที่ชุมนุมกันเขาไดเห็นดวยตาของเขาและไดฟงดวยหู ของเขา และฮาดีษบทนี้อีกเชนกันท่ีทานมุสลิมไดบันทึกไวในบาบที่วาดวย “เกียรติยศของทาน อาล”ี ในหนงั สือศอฮ้ีฮฺของทา น(271) จากกระแสรายงานตา ง ๆ ท่ีอา งจากรายงานของทานซยั ด บิน อัร ก็อม แตท วา ทานไดทําการรายงานโดยสรุปจึงทําใหใจความขาดตอนจากเคาโครงของเร่ืองเดิม “วะ กะซาลกิ ะยัฟอะลนู ” (พวกเขามกั กระทํากันในทาํ นองน)้ี

ทานอิมามอะหฺมัดไดบันทึกเร่ืองนี้มาจากรายงานฮาดีษของทานบัรรออฺ บิน อาซิบ(272) จาก รายงานสองกระแส โดยไดก ลา ววา “พวกเราไดมาพรอมกับทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ ดังน้ันพวกเราไดมาหยุดพักที่ ตําบลฆอดีร-คุม พวกเราจึงไดมีการเชิญชวนกันใหทําการนมาซรวมกัน และไดใหเงาของตนไม สองตน เปน ที่รม สาํ หรับทานศาสนทตู แหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติ สุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ครั้นเมื่อทานไดนมาซซุฮฺริ (บาย) เสร็จแลว ทานก็ได จับมอื ของทา นอาลีโดยกลาววา “พวกเจา ทงั้ หลายมไิ ดรูดอกหรอื วาแทจริงฉนั นี้เปนผูปกครองของผู ศรัทธาทงั้ หลายทมี่ ีอาํ นาจยง่ิ กวา ตวั ของพวกเขาเอง ?” ของเขาเม่ือวันแหงฆอดีร-คุม และอีกประการหน่ึงคลายกับวา อาบู ฏอฟลมีความสงสัยใน รายงานของเร่ืองนี้วาเปนความจริงหรือไม ทานจึงไดกลาวแกทานซัยดเพื่อท่ีจะไดฟงคํา บอกเลามาจากทานโดยถามวา “ทานไดยินเร่ืองน้ีมาจากทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺหรือ” ดังนั้นทานซัยดจึงไดตอบเขาไปวา “บุคคลเปนจํานวนมากที่อยูในสถานที่นั้นไมมีใครที่จะ ปฏิเสธเร่ืองนี้ เพราะวาทุกคนไดเห็นดวยตา และไดฟงดวยหู ฉะน้ันอาบู ฏอฟลจึงได ตระหนักถึงคําสั่งขอน้ีดังที่ทานอันกุมัยต (ขอความเมตตาพึงมีแดทาน) ไดกลาวเปนบทกวี วา ณ หุบเขาแหง ฆอดีร-คุม ของวันหน่ึง ทานไดประกาศแตงตั้งใหเขา (อาลี) เปน ผูแทนของทาน (คอลีฟะฮฺ) ตอหนามวลชนทั้งหลาย เหตุการณในวันน้ันเปนวันท่ีไมมีใคร ไดเ ห็นมากอ น และไมม ีใครรูถงึ สทิ ธขิ อนั้นวาผูใดจะมีเสมอเขาได (271) หนา 325 ุซอฺที่ 2 (272) หนา 281 ุซอทฺ ี่ 4 หนงั สือ “มุสนดั ” พวกเขาไดพ ากันกลา ววา “ใชแลว ” ทานไดกลาววา “ผูใดท่ีฉันเปนผูปกครองของเขาไซร ดังนั้นอาลีก็เปนผูปกครองของเขา ดวย โออัลลอฮฺ ขอไดทรงคุมครองผูซึ่งจงรักภักดีตอเขา และขอไดทรงเปนศัตรูตอผูท่ีเปนศัตรูของ เขา” ทานบรั รออฺ ไดกลาววา หลังจากนั้นทานอุมรั กไ็ ดเขาไปหาทา นอาลีพลางกลา ววา “ขอแสดง ความยินดีโอบุตรแหงอาบีฏอลิบ บัดนี้ไดเปนที่ประจักษอยางแนชัดแลววา ทานคือผูปกครอง (เมา ลา) ของผศู รัทธาท้ังชายและหญงิ ทุกคน”

ทานนะสาอียไดบันทึกรายงานฮาดีษมาจากทานหญิงอาอีชะฮฺ บิน ซะอัด(273) ซ่ึงเลาวา ฉัน ไดฟงบิดาของฉันกลาววา “ฉันไดยินทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญ และความสันติสุขแดท านและแดบรรดาลกู หลานของทา น) ในวนั แหง “อัล-ุหฟะฮฺ” ซ่ึงทานไดจับ มือของทานอาลีแลวเทศนา โดยทานไดสรรเสริญอัลลอฮฺ และสดุดีตอพระองค หลังจากนั้นทานได ยกมือของทานอาลีขึ้น แลวกลาววา “โอประชาชนท้ังหลายเอย แทจริงฉันคือผูปกครองของพวก ทาน (วะลีย) ใชไหม ?” พวกเขาเหลานั้นไดกลาววา “คํากลาวของทานสัตยจริงแลว โอศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ” แลวทานจึงไดกลาววา “บุคคลผูนี้ คือผูปกครองที่ฉันไดแตงตั้งไว และเขาเปนผูชําระ หนี้สินตาง ๆ ของฉัน และฉันเปนมิตรตอผูซึ่งจงรักภักดีตอเขาและฉันเปนศัตรูตอผูที่เปนศัตรูตอ เขา” ทา นสะอัดไดก ลา วอีกวา (274) “พวกเราอยูกับทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) คร้ันเมื่อไดมาถึง ท่ฆี อดีร-คุมแลว ทานกไ็ ดห ยดุ รอประชาชนท่ตี ิดตามทานมาจากขางหลัง และใหต ามผทู ลี่ วงหนาไป แลวกลับมา ครั้นเมื่อประชาชนไดมาชุมนุมยังทาน แลวทานไดกลาววา “โอประชาชนทั้งหลายเอย ผูใดเปนผูปกครอง (วะลีย) ของพวกทานกันเลา ?” พวกเขาเหลาน้ันไดพากันกลาววา “อัลลอฮฺ และศาสนทูตของพระองค “หลังจากนั้นทานไดจับมือของทานอาลีแลวใหยืนข้ึน ตอมาทานได กลาววา “ผูใดทอี่ ัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองคเปน ผปู กครอง (วะลยี ) ของเขาแลว ฉะนน้ั บคุ คลผู น้ีก็คือผูปกครอง (วะลีย) ของเขาดวย โออัลลอฮฺ ขอไดทรงคุมครองผูซ่ึงจงรักภักดีตอเขาและขอได ทรงเปน ศตั รูตอผูท เ่ี ปน ศตั รขู องเขา” (273) หนา 4 หนงั สอื “เคาะศออิศ” อัล-อลุ วุ ยี ะฮ”ฺ หนา 25 บาบ ตัรฆบี หนังสอื “มุอาดาด” (274) ทานนะสาอียบนั ทกึ ไวในหนา 25 หนงั สอื “เคาะศออสิ ” ฮาดีษท่ีไดกลาวถึงเรื่องน้ีมีจํานวนมาก ตางก็เปนหลักฐานท่ีอธิบายวาทานอาลีนั้นเปน ผูปกครอง (วะลยี ) ทที่ า นศาสนทูตแตงตั้งเปนผูบังคับบัญชาถัดจากสมัยของทาน ดังที่ทานฟฎล บิน อับบาส บิน อาบีละฮับ ไดกลาววา “แทจริงผูปกครองที่เปนตัวแทนหลังมุฮัมมัดก็คืออาลี ซ่ึงในทุก ๆ แวนแควน เขาเปน เพอ่ื นของทาน”(275) (วัสลาม) (ช) (275) เปน การตอบคําถามของวะลีด บิน อุกบะฮฺ บิน อาบี มุอีฏ ตามที่ทานมุฮัมมัด มะหมูด อลั รอฟอ ียไ ดบ นั ทึกไวในภาคอรรถาธบิ ายหนังสอื “อัล-ฮาชิมยี าต” หนา 8

อัล-มุรอญอิ ะฮฺ 55 19 อัล-มุฮรั รอ็ ม 1330 • ทําไมหลกั ฐานฮาดีษทีเ่ กี่ยวในเร่ืองอัล-ฆอดีร จงึ ไมเปนฮาดษี ทม่ี สี ายสบื สอดคลอ งตรงกนั ? พวกชีอะฮฺนั้น เขาไดมีความเห็นที่สอดคลองตรงกันในสิ่งท่ีมีหลักฐานฮาดีษที่อางขึ้นมาสู ความหมายของอิมามะฮฺ ซึ่งเปนพ้ืนฐานทางศาสนาท่ีสําคัญของพวกเขา แตทําไมในหลักฐานฮา ดีษอัล-ฆอดีรของพวกทานขอนี้ จึงไมมีสายสืบที่สอดคลองตรงกันกับของนักปราชญฝายซุนนะฮฺ ? เพราะถาหากวามันเปนหลักฐานท่ีแนนอนจริงแลว ก็ยอมมีสายสืบที่มาจากมาตรฐานอันศอฮี้ฮฺของ พวกเขาเหลานน้ั ดว ย วสั ลาม (ซ) อลั -มรุ อญิอะฮฺ 56 22 อัล-มุฮรั รอ็ ม 1330 1. หลักฐานฮาดีษอัล-ฆอดีรนี้ เปนเร่ืองที่มีหลักฐานท่ีสอดคลองตรงกันโดยอางถึง เจตนารมณของบทบญั ญัติ 2. เปน เรอ่ื งทมี่ ีความสาํ คญั เปน พเิ ศษของอลั ลอฮฺ ผทู รงอานภุ าพสงู สุด 3. เปนเร่ืองที่มีความสําคัญเปนพิเศษของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเรญิ และความสนั ตสิ ขุ แดท านและแดบรรดาลูกหลานของทาน) 4. เปน เรือ่ งทม่ี ีความสาํ คญั เปน พิเศษสําหรบั ทานอามรี ลุ มมุ ีนีน 5. เปน เรื่องท่ีมคี วามสาํ คญั เปนพิเศษสาํ หรับทานฮเุ ซน 6. เปนเร่อื งท่มี ีความสําคญั เปนพเิ ศษสาํ หรับบรรดาอิมามท้งั เกา ทานแหง อะหลฺ ุลบยั ตฺ 7. เปนเรือ่ งทม่ี ีความสาํ คญั เปน พเิ ศษสําหรับฝายชอี ะฮฺ 8. เปนฮาดีษท่ีมีสายสืบสอดคลองตรงกันจากมาตรฐานฮาดีษที่บรรดามุสลิมใหความ เชอื่ ถอื

เปนที่เพียงพอสําหรับทาน จากสาเหตุที่วาดวยเรื่องของการยอมรับหลักฐานในเร่ืองนี้ ตาม เรอ่ื งราวท่เี ราไดอ ธบิ ายใหแกทานไปแลวใน อัล-มุรอญิอะฮทฺ ี่ 24 1. โดยเหตุท่ีสายสืบท่ีสอดคลองตรงกันของฮาดีษอัล-ฆอดีรน้ีเปนสิ่งท่ีอางถึงเจตนารมณ แหง บทบัญญัติ ซึ่งอัลลอฮไฺ ดกําหนดไวใหเปนพ้ืนฐานทางบทบัญญัติลักษณะของปรากฏการณทาง ประวัติศาสตรครั้งสําคัญทุก ๆ สวนนั้น ไดเปนท่ีประจักษแกสายตาของประชาชาติท่ียิ่งใหญ เปน เหตุการณที่เกิดขึ้นทามกลางสายตาและการไดยินไดฟงของชุมชนจํานวนมหาศาลจากเหลา ประชาชาติของทาน ที่มาจากถ่ินฐานตาง ๆ ทั้งน้ีก็เพ่ือที่จะใหแตละคนนําเร่ืองราวอันน้ีจากทาน ศาสดาไปแจงแกประชาชนพวกท่ีอยูขางหลัง โดยถือวาเปนโอกาสดีเปนพิเศษที่พวกเขาเหลานั้นจะ ไดนําเรื่องราวที่มาจากความประสงคของทานไปประกาศตอ ๆ กัน จนกระท่ังพวกเขาเหลานั้นได ทาํ การประกาศเผยแพรเร่ืองนี้ เรอื่ งราวและเหตุการณท ่ีเกดิ ขนึ้ ในครง้ั นี้ มไิ ดเ ปนเรอ่ื งราวที่สาํ คญั ทกุ ประการอยา งนั้นหรือ แนน อนเหลือเกนิ การประกาศเรื่องนไ้ี ดดําเนินไปอยางตอเนื่อง ดังน้ันเรื่องราวน้ีก็ไดกระจายไปสูกลุมชนชาวมุสลิมทุกถิ่นฐานไมวาผูที่อาศัยอยูบนบก หรอื ผูท่อี าศยั อยูในทะเล (ทานจะไมพบวาหลักการขอใดของอลั ลอฮฺนนัน้ จะมีการเปลี่ยนแปลง) 2. ฮาดีษท่ีวาดวยเรื่อง อัล-ฆอดีร น้ีเปนหลักการหนึ่งท่ีแสดงใหเห็นถึงเจตนารมณที่สําคัญ เปนพิเศษของอลั ลอฮฺ ผูทรงอานภุ าพสงู สุด โดยที่พระองคไดท ําการวะฮยฺ ู อันเปนศิริมงคลใหแกนบี ของพระองค (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลาน ของทาน) พระองคไดประทานอัล-กุรอานใหแกทาน เพ่ือบรรดามุสลิมท้ังหลายจะไดทําการ ทบทวนยึดถือเปนหลักการทั้งในยามกลางคืนและในยามกลางวัน พวกเขาไดทําการศึกษาตออัล-กุ รอาน ท้ังในยามวางและในยามท่ีงวนอยูกับภารกิจของพวกเขาทรงสอนใหพวกเขาไดรูในเรื่องของ บทวิงวอนขอพรและการนมาซใหแกพวกเขา สวนหนึ่งท่ีอัลลอฮฺไดทรงโองการมาใหทานประกาศ บนมมิ บรั ตอ หนา พวกเขาเหลานนั้ ในวันนนั้ กค็ อื โองการหนง่ึ จากวะฮยฺ ู ดังนี้ “โอศาสนทูตเอยจงประกาศถึงสิ่งที่ถูกประทานมายังเจาจากพระผูอภิบาลของเจา และถา หากเจามิไดกระทํา ดังนั้นเทากับเจามิไดประกาศสาสนของพระองค และอัลลอฮฺจะทรงปกปองเจา ใหพน จากมนุษย (ท่ีมอี คต)ิ .....” (อัล-มะอดิ ะฮฺ : 67)(276) (276) ไมเพียงแตมีคํากลาวท่ีมาจากฝายของเราเทานั้นที่กลาววา “โองการน้ีถูกประทานมา ในเรื่องของ “วิลายะฮฺ” ของทานอาลีในวันแหง “ฆอดีร-คุม” และไมเพียงแตขอมูลจากฝาย

ของเราเทานั้นทย่ี นื ยนั ถงึ สายสืบท่สี อดคลอ งตรงกนั อนั มาจากบรรดาอมิ ามผูสืบเชื้อสายอัน บริสุทธ์ิ แตทวาทานสามารถท่ีจะทําการคนควาไดอยางเพียงพอในเร่ืองน้ีจากสายสืบอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากพวกเขา กลาวคือรายงานที่บันทึกโดยทานอิมามวาฮิด ในหัวขอการ อธิบายโองการนี้จากซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ หนา 150 หนังสือ “อัสยาบุนนุซูล” จากสายสืบ ที่มาจากรายงานสองดานคือ รายงานจากทานอะฎียะฮฺ อันเปนรายงานจากอาบู สะอีด อัล- คุดรีย กลาววา โองการท่ีไดถูกประทานมานี้คือ “โอศาสนทูตเอย จงประกาศถึงส่ิงท่ีถูก ประทานมายังเจาจากพระผูอภิบาลของเจา และถาหากเจามิไดกระทําดังน้ันเทากับเจามิได ประกาศสาสนของพระองค.....” เปนโองการที่ถูกประทานในวันแหง “ฆอดีร-คุม” อัน กลาวถึงเร่ืองของทานอาลี บิน อาบีฎอลิบ นอกจากน้ีเรื่องนี้ก็ยังไดเปนเร่ืองท่ีทานฮาฟซ อาบู นะอีมไดบันทกึ ไวในหนังสอื “นุซลู ลุ -กุรอาน” ดวยสายสืบสองกระแส กระแสที่หนึ่ง นั้นมาจากรายงานของอาบู ซะอีด สวนอีกกระแสหน่ึงมาจากอาบู รอฟอฺ นอกจากนี้ทานอิ มามอิบรอฮีม บนิ มฮุ ัมมัด เพราะฉะนั้นการประกาศสาสนสําหรับวันน้ัน ก็คือ เรื่องราวของทานอาลีโดยตําแหนงอิ มามัต และไดเสนอพันธะสัญญาใหแกทานอาลีดวยตําแหนงคอลีฟะฮฺ โดยที่อัลลอฮฺ ผูทรงอานุภาพ สูงสดุ ไดทรงมโี องการประทานมากํากับวา “วนั นีฉ้ ันไดท ําใหส มบรู ณแกสเู จา แลวซ่งึ ศาสนาของสเู จา และฉันไดทําใหสมบรู ณแกสูเจา แลว ซ่ึงความโปรดปรานของฉนั และฉนั มีความพึงพอใจทจี่ ะใหอิสลามเปน ศาสนาสําหรับพวกเจา” (อัล-มะอิดะฮฺ : 3) (277) (นี่คือความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่พระองคทรงประทานมันใหแกผูที่ พระองคทรงประสงค) อัล-ฮะมูวัยนีย อัช-ชาฟอีย ก็ไดบันทึกไวในหนังสือ “อัล-ฟะวาอิด” ดวยสายสืบท่ีมีหลาย กระแสโดยอางถึงรายงานฮาดีษของทาน อาบู ฮุร็อยเราะฮฺ นอกจากน้ีทานอิมามอาบู อิล ฮาก อัษ-ษะอละบียก็ไดอธิบายถึงความหมายของโองการน้ีไวใน “ตัฟสีรอัล-กะบีร” โดย อางสายสืบของฮาดีษสองกระแสพรอมโดยไดยืนยันวากอนที่โองการน้ีจะถูกประทานลง มานั้น การนมาซก็เปนหลักการที่ไดดํารงอยูแลว เร่ืองการบริจาคทาน (ซะกาต) ก็เปนสิ่งท่ี ถูกกําหนด (ฟร ฎ) แลว เร่ืองการถอื ศลี อดก็เปน หลกั การที่ถกู บญั ญตั ไิ วแ ลว เรอ่ื งการบาํ เพญ็ ฮัจญก็ไดถูกบัญชาไวแลว ส่ิงท่ีเปนฮะลาลก็ชัดเจนอยูแลว สิ่งที่หวงหาม (ฮะรอม) ก็

กระจางแจงอยูแลว บทบัญญัติตาง ๆ ก็ถูกนํามาปฏิบัติอยูแลว และกฎเกณฑตาง ๆ ก็ไดถูก แยกแยะเปนแขนงตาง ๆ ไวแลว ดังน้ันยังมีส่ิงใดอยูอีก ถาหากวามิใชเร่ืองฐานะการเปน ผูปกครอง (วิลายะฮฺ) อันเปนพันธะท่ีถูกกําหนดมาจากอัลลอฮฺ โดยเปนการบังคับในขอน้ี โดยถือวา เปน เงอื่ นไขท่ีมรี ะดับทค่ี ลายคลึงกนั กับหลกั การแขนงอ่ืน ๆ และงานอื่นใดอีกเลา ที่นอกเหนือจากเรื่องการแตงตั้งผูแทน (คอลีฟะฮฺ) ที่ทานนบีตองหวาดกลัวคําครหา อัน เนื่องจากการประกาศของทาน และโองการนี้มีจุดมุงหมายเพ่ือท่ีจะเนนใหเห็นวาหลักการ ในขอน้ีมีความสําคัญอยูในลักษณะท่ีคลายคลึงกันกับหลักการอันเปนพันธะขอสัญญา ทั้งหลาย และมีจุดมุงหมายเพื่อที่จะปกปองคําประกาศของทานใหพนจากอันตรายของ มนุษย (277) เปนท่ีกระจางแจงแกเราแลววา สาเหตุการประทานโองการนี้ มีฮาดีษท่ีมีสายสืบ สอดคลองตรงกัน จากสายสืบของเหลา บรรดาเช้ือสายผบู ริสุทธิ์ โดยไมมีปญหาแตประการ ใดในเรอ่ื งน้ี แมท า นบุคอรีไดรายงานวา โองการนถี้ กู ประทานทีอ่ ารอฟะฮฺ ก็ตาม ผูใดที่ไดใชวิจารณาญาณอยางละเอียดถี่ถวนตอความหมายของบรรดาอายะฮฺเหลานี้ แนนอนท่ีสดุ เขาจะตองยอมรบั ในความจรงิ ที่ประจักษอ ยูส ําหรบั ขอ น้ี 3. เมอื่ เรื่องนี้เปนหลักการหน่ึงที่แสดงเปน เจตนารมณอันสําคญั จากอลั ลอฮฺ ผูทรงสูงสุด ตอ ปญหาในขอ น้ี ดงั นนั้ จึงไมม สี ง่ิ ท่ีนาสงสัยเลยวา หลกั การดงั กลาวยอมเปนเจตนารมณอันสําคัญของ ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแด บรรดาลูกหลานของทาน) ดวย ทั้งนี้ก็เพราะวาทานไดยอมจํานนและมอบหมายชีวิตจิตใจของทาน เองแดพ ระองคมาโดยตลอด โดยคาํ ส่งั ของอัลลอฮฺ ผูท รงสูงสุด ทานจงึ ไดท ําการเรียกประชุมบรรดา สาวก เพ่อื ทําการประกาศถึงเรื่องราวของอํานาจการปกครอง (วิลายะฮฺ) ของทานอาลีในการบําเพ็ญ ฮจั ญคร้ังยิง่ ใหญแกบ รรดาบุคคลระดบั หัวหนาท่ีเปนสักขีพยานโดยทานถือวายังไมเปนการเพียงพอ ดวยการประกาศเร่ืองราวเหลานี้ที่บานของทานในวันแหงการตักเตือนที่นครมักกะฮฺ และยังไมเปน การเพียงพอตอการประกาศที่อ่ืน ๆ จากเรื่องราวที่ตอเนื่องกันมาน้ี และแทจริงบางสวนของเรื่องน้ี ทานเองก็ไดย นิ ไดฟง มาแลว ทานศาสนทูตไดทําการประกาศแกประชาชนกอนเทศกาลของการทําฮัจญวา “การทําฮัจญ ของทานในปนี้เปนการทําฮัจญคร้ังอําลา (วิดาอฺ) บรรดาประชาชนจึงไดตอบรับสนองตอทานจาก ทุกหนทุกแหง โดยไดออกมาจากนครมะดีนะฮเฺ ปนจํานวนมากกวา หนึง่ หมนื่ คน” (278)

(278) ทานซัยยิด อะหฺมัด ซัยนียไดกลาวไวในบาบท่ีวา “ดวยการทําฮัจญครั้งสุดทาย” ใน หนังสือ “ซีเราะดุน-นะบะวียะฮฺ” วา “ผูท่ีออกเดินทางพรอมกับทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) จากนครมะดีนะฮฺนั้นมีจํานวนมากถึงหนึ่งหมื่นสี่พันคนและบางกระแสก็รายงานวา มากกวา น้นั คร้ันเม่ือถึงวันวุกูฟ (พัก) ท่ีทุงอะรอฟาต ทานก็ไดทําการประกาศข้ึนในหมูประชาชน ทัง้ หลายวา “อาลนี ั้นมาจากฉัน และฉนั ก็มาจากอาลี และไมมผี ใู ดทจ่ี ะชําระสะสางหนาที่ตาง ๆ ของ ฉันได นอกจากฉันหรืออาลีเทานั้น”(279) และคร้ันเม่ือทานไดมาหยุดพักพรอมกับผูที่ติดตามทาน จํานวนหลายพนั คน เม่อื ตา งก็ไดมาถงึ ท่ลี มุ แหงคุม มะลาอิกะฮฺผูซื่อสัตยก็ไดลงมาหาทาน พรอมกับ นําโองการหน่ึงที่เกี่ยวกับการใหประกาศ เร่ืองราวท่ีมาจากพระผูอภิบาลแหงสากลโลก ทานศาสน ทตู แหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลาน ของทาน) ก็ไดทําการหยุดการเดินทางของทานลงท่ีนั่น จนกระทั่งใหผูท่ียังตกคางอยูขางหลังทาน ไดตามมาทันทาน และใหผูที่ลวงหนาไปแลวเดินทางยอนกลับมาหาทาน ครั้นเม่ือพวกเขาเหลานั้น ไดมาพรอมกันแลว ทานก็ไดนําการนมาซพรอมกับพวกเขา หลังจากน้ันทานก็ไดเทศนา (คุฏบะฮฺ) ใหพวกเขาเหลานั้นไดทราบถึงเร่ืองราวท่ีมาจากอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด โดยทานไดยํ้าถึง เง่ือนไขที่เก่ียวกับเร่ืองฐานะการปกครอง (วิลายะฮฺ) ของทานอาลีซ่ึงทานก็เคยไดยินไดฟงเร่ืองราว ทํานองน้ปี ะติดปะตอ กันมาบางแลว แตทานไมเคยไดรับฟงโดยรายละเอียดท่ีอธิบายไวอยางชัดแจง โดยอาศัยเหตุที่วาเรื่องราวที่ทานไดเคยรับฟงมานั้นเปนเร่ืองปลีกยอย แตความจริงแลวเรื่องน้ีเปน ภารกิจอันสําคัญจากทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุข แดทา นและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ทุกคนท่ีอยูพรอมกับทานในเหตุการณของวันน้ันซ่ึงตางก็ มาจากภูมลิ าํ เนาตาง ๆ จาํ นวนมากกวา หนงึ่ หมืน่ คนก็ไดเ ปนสักขพี ยาน สวนผูท่ีไดรวมในการทําฮัจญพรอมกับทานน้ันมีอีกเปนจํานวนมาก และมีรายงานกลาว ตอ ไปอีกวา บรรดาผูที่ไดหยดุ พรอมกบั ทา นท่ฆี อดรี -คุม น้นั มีจาํ นวนมากกวา หนึ่งหมนื่ คน (279) เราไดอ า งฮาดษี นผ้ี า นไปแลวใน อัล-มุรอญิอะฮฺที่ 48 ขอใหพิจารณาดูฮาดีษที่ 15 และ หมายเหตตุ ามทีไ่ ดอ า งคาํ อรรถาธิบายเอาไว ดังน้ันจะเห็นไดวาระเบียบการของอัลลอฮฺ ผูทรงสูงสุดนั้นยอมเปนส่ิงซึ่งไมมีความ แปรเปล่ียนแตอยางใดในเน้ือหา สายสืบของฮาดีษน้ีไดพิสูจนใหเห็นวาถูกยับย้ังเรื่องราวอันเปน

รายละเอยี ดไวใ หแ ตกตางไปจากรายงานแหง บรรดาอมิ ามของอะหฺลลุ บยั ตซฺ ่ึงไดถือหลักการขอน้ีไว เปนมาตรการทสี่ าํ คัญ 4. เหตุการณที่สําคัญอีกตอนหนึ่งที่จะขอย้ําเพื่อใหเปนที่เพียงพอแกทานนั่นก็คือ คํา ประกาศของทานอะมรี ลุ มุมนี นี ที่ไดอางเร่ืองนี้ข้ึนในสมัยการเปนคอลีฟะฮฺของทาน ดวยการที่ทาน ไดเรียกประชุมบรรดาประชาชนในวาระแหงการชุมนุม (เราะฮฺบะฮฺ) โดยทานไดกลาววา “อัลลอฮฺ จะทรงเขมงวดตอมุสลิมทุกคนที่ไดยินทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) กลาวไวในวันแหง ฆอดีร-คุม ฉะนัน้ ขอใหผ ูท่ีไดยินเรื่องราวเหลาน้ันไดลุกขึ้นกลาวยืนยันตามสิ่งท่ีทานไดพูดเถิด ไมมีผูใดลุกข้ึน ยนื ยนั ถึงเรอื่ งนน้ี อกจากผูท ่ีไดเห็นดว ยตาทงั้ สองขางของเขา และผทู ีไ่ ดฟ ง ดว ยหูทั้งสองของเขา” ดังน้ันบรรดาสาวกจํานวน 30 คนในหมูพวกเขาก็ไดยืนขึ้นโดยไดปฏิญาณยืนยันวาทานศา สนทูตไดจับมือของทานอาลี แลวกลาวแกประชาชนวา “พวกเจารูหรือไมวาแทจริงฉันคือ ผูปกครองของบรรดาผูศรทั ธาทีม่ อี าํ นาจเหนอื ตัวของพวกเขาเอง ?” พวกเขาเหลาน้นั ไดก ลาววา “ใชแ ลว” ทานศาสนทูต (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดา ลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครองของเขา ดังนั้นบุคคลผูนี้ก็เปนผูปกครอง ของเขาดวย โออัลลอฮฺ ขอไดทรงคุมครองตอผูที่จงรักภักดีตอเขา และจงเปนศัตรูตอผูที่เปนศัตรู ของเขา” ทา นเองก็ยอมทราบอยูแกใจดีวาถาหากบรรดาสาวกจํานวน 30 คนไดรวมกันกลาวเท็จแลว ไซรกย็ อมถอื วา เปนสง่ิ ทขี่ ดั กนั กับสตปิ ญญาโดยสนิ้ เชงิ สายสืบของฮาดษี น้ีไดแสดงใหเห็นถึงความ แนนอนที่สอดคลองตรงกันโดยการยืนยันข้ันเด็ดขาดของพวกเขาเหลานั้น อยางชนิดที่ไมมีขอ สงสัยใด ๆ เงื่อนไขท่ีสําคัญสําหรับฮาดีษน้ีอันไดมาจากบุคคลเหลาน้ันซึ่งตางก็อยูในวาระแหงการ ชมุ นุม (เราะฮฺบะฮ)ฺ โดยไดท ําการรวมกลุมกนั ขึ้นในครั้งนัน้ หลังจากที่พวกเขาไดกระจัดกระจายกัน ไปอยตู ามเมอื งตาง ๆ จงึ ไมม ีสงิ่ ทน่ี า สงสยั แตป ระการใดเลยวา วาระแหงการชุมนุม (เราะฮฺบะฮฺ) ครั้งกระนั้นเปนเหตุการณท่ีเกิดขึ้นในสมัยของคอลีฟะฮฺ (อามีรุล มุมีนีน) โดยที่ไดมีการใหสัตยปฏิญาณรับรองกันในป ฮ.ศ. 35 สวนเหตุการณในวัน แหง ฆอดีร นนั้ ไดเ กดิ ข้ึนเมื่อครั้งบําเพ็ญฮัจญอําลาในป ฮ.ศ. 10 ดังน้ันเหตุการณของวาระทั้งสองอยู หางกันประมาณ 25 ป ชวงระยะเวลาที่พวกเขาเหลานั้นไดใชชีวิตอยูกับยุคสมัยของการทําสงคราม หลายครั้งหลายคราวนบั ต้ังแตส มยั ของคอลีฟะฮฺ 3 ทานแรก ชว งน้นี บั ไดว ายาวนานถึงหน่ึงในสี่ของ

ศตวรรษ เหตกุ ารณของการสรู บและการทําสงครามไดผนั แปรสถานการณบางอยางไปมาก บุคคลผู ท่ีอยูในเหตุการณแหงวันฆอดีร-คุม น้ันก็มีแตสาวกที่แกชราไปมากแลว และสวนหน่ึงของพวกเขา ก็ไดประสบกับวาระสุดทายแหงชีวิตไปในการทําสงคราม จนกระท่ังสาวกในรุนน้ันยังคงมีชีวิตอยู เปนจํานวนนอยมาก สวนหนึ่งของพวกเขาเหลาน้ันก็แยกยายกันไปตั้งถิ่นฐานตามภูมิลําเนาตาง ๆ มไิ ดเขารว มทําการปฏิญาณตนในวาระแหงการชุมนุม (เราะฮฺบะฮฺ) ครั้งนี้ดวย นอกจากผูท่ีอยูพรอม กับทา นอามีรุล มมุ ีนีนท่เี ปนผชู าย เม่อื ครัง้ อยูที่ประเทศอิรคั เหตุการณในคร้ังน้ีไดมีสาวกจํานวน 30 คนไดลุกข้ึนยืนเพ่ือยึนยันถึงเร่ืองดังกลาว อีก 12 คนในหมูพวกเขาเหลานั้นก็ไดยืนยันเร่ืองราวแหงวันฆอดีร ตามท่ีไดฟงมาจากผูท่ีไดยินคําพูดของ ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแด บรรดาลูกหลานของทาน) ผูที่อยูในกลุมน้ันมีบางคนท่ีแสดงอาการรังเกียจตอการยืนข้ึนเพ่ือกลาว ยืนยันเงื่อนไขดังกลาวน้ีก็มี เชน ทานอานัส บิน มาลิก และบุคคลอ่ืน ๆ(280) ซึ่งบุคคลเหลาน้ีตางก็ ไดรับโทษทัณฑท่ีไดปรากฏข้ึนมาตามคําขอดุอาอฺของทานอามีรุล มุมีนีน (ความสันติสุขพึงมีแด ทาน) และถาหากวาบรรดาสาวกท้ังชายและหญิงยังมีชีวิตอยูจนถึงวันน้ันแลวไดมารวมกันชุมนุม กันทุกคนในวันที่ทานไดจัดพิธีการประชุมในวาระแหงการใหสัตยาบันตอทานในวันน้ันแลว แนน อนที่สุดผทู ย่ี นื ยันใหแกท า นถงึ เรอื่ งน้จี ะตองมจี าํ นวนมากกวา 30 คนเปน แน ทานคงจะสงสัยวานาจะไดมีการชุมนุมเพ่ือยืนยันถึงเรื่องนี้กันท่ีเมืองฮิญาซ กอนท่ีจะให เหตุการณแ หง วนั ฆอดีรผา นพนจนเน่นิ นานอยางนี้ แตทวาทานควรท่ีจะไดตระหนักถึงความจริงใน ขอ น้ี ซึง่ ทานสามารถทจ่ี ะพบวา มหี ลกั ฐานที่แขง็ แรง ซง่ึ ยืนยันกันโดยมติที่เปนเอกฉันทถึงสายสืบที่ เก่ียวกบั ฮาดีษที่เกิดข้ึนในวนั ฆอดีร (280) เม่ือทานอาลี (ขอความสันติพึงมีแดทาน) ไดกลาวแกทานอานัส วา “ทําไมทานจึงไม ยืนขึ้นพรอ มกบั บรรดาสาวกของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ แลวยืนยันถึงส่ิงท่ีทานไดยินมา จากทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺในวันแหง ฆอดีร-คุม ?” ทานอานัสตอบวา “โอทานอามีรุล มุมีนีน ฉันมีอายุมากแลวและฉันก็ไดลืมไปแลว” ทานอาลีจึงกลาวขึ้นวา “ถาหากทาน โกหก ก็ขอใหอัลลอฮฺทรงลงโทษใหทานเปนโรคเร้ือนท่ีปรากฏอยูใตผาโพกศีรษะ ถึง กระนั้นทานอานัสก็ยังไมลุกขึ้นยืน จนกระท่ังตอมาไดปรากฏวา ทานเปนโรคเร้ือนขึ้นท่ี ใบหนาของทาน ดวยเหตุนี้ทานอานัสไดกลาวในคร้ังตอมาวา คําวิงวอนขอดุอาอฺของบาว แหงผูทรงคุณธรรม (ทา นอาล)ี น้นั ไดสนองตอบแกฉันแลว ทา นอิมาม อิบนุ กุตัยบะฮฺ ดัยนู

รียก็ไดอางถึงหลักฐานวา ทานอานัสเปนคนหนึ่งในกลุมบุคคลท่ีมีขอเสียหายดังปรากฏอยู ในหนา 194 ของหนังสือ “มะอาริฟ” ทานอิมามอะหฺมัด บิน ฮันบัล ก็ไดยืนยันถึงเรื่องน้ีไว ในหนา 119 ของ ุซอฺท่ี 1 หนังสือ “มุสนัด” โดยทานไดบันทึกไววา “ดังน้ันพวกเขา ท้ังหมดจึงพากันลุกข้ึนยืน นอกจากสามคนเทานั้นท่ีไมไดลุกข้ึนยืนยัน ดังน้ันพวกเขาจึง ประสบกับโทษทัณฑ ตามคาํ ขอดุอาอขฺ องทา น” ทานสามารถท่ีจะทําความเขาใจไดอยางละเอียดถี่ถวนถึงเรื่องราวท่ีเกิดข้ึนในวันแหงการ ชุมนุมเพื่อใหการสัตยาบันกับทานอาลีซึ่งไดมีการเรียกช่ือของวันน้ันวา วัน “เราะฮฺบะฮฺ” ตามท่ีมี ปรากฏจากรายงานท่ีไดบันทึกไวโดยทานอิมามอะหฺมัดซ่ึงไดบันทึกมาจากรายงานฮาดีษของทาน ซัยด บนิ อัรกอ็ ม ในหนา 370 ุซอทฺ ี่ 4 จากหนงั สือ “มสุ นัด” ของทา น และอีกรายงานหน่ึงซึ่งไดเลาโดยทานอาบู ฏอฟลซึ่งไดกลาววา “ทานอาลีไดเรียกบรรดา ประชาชนใหมาประชุมกันในวาระแหงพิธีการ “เราะฮฺบะฮฺ” หลังจากน้ันทานก็ไดกลาวแกพวกเขา เหลา น้นั วา “อัลลอฮฺไดท รงประจกั ษตามทมี่ สุ ลิมทุกคนไดยนิ คํากลาวของทา นศาสนทตู แหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ซึ่ง ทานไดกลาวไว เม่ือวันแหงฆอดีร-คุม ฉะน้ันผูใดท่ีไดยินเร่ืองดังกลาวก็ขอใหลุกข้ึนยืนเถิด ดังนั้น ประชาชนจํานวน 30 คนก็ไดยนื ขึ้น” สําหรับรายงานที่บันทึกโดยทานอาบู นาอีมน้ัน ใชสํานวนในประโยคน้ีวา “ประชาชน จํานวนมากไดย ืนขึน้ โดยที่พวกเขาไดยืนยันถงึ การที่ทานศาสนทูตไดจับมือของทานอาลี แลวกลาว แกป ระชาชนทง้ั หลายวา “พวกเจา ทั้งหลายรหู รือเปลาวา แทจริงฉันคือผูปกครองผูศรัทธาที่มีอํานาจ เหนือตัวของพวกเขาเอง ?” พวกเขาเหลาน้ันพากันกลาววา “ใชแลว โอ ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ” ทานศาสนทูตจึงกลาวตอไปวา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครองของเขา ดังน้ันบุคคลผูนี้ (อาลี) ก็เปน ผปู กครองของเขาดว ย โออลั ลอฮฺ ขอไดทรงคมุ ครองผซู งึ่ จงรักภกั ดีตอเขาและขอไดทรงเปนศัตรูตอ ผูท่ีเปนศัตรูตอเขา” อาบู ฏอฟลไดกลาววา “เรื่องน้ีเปนส่ิงที่ทําใหจิตใจของฉันกระวนกระวายเปน อยางย่ิง วาเหตุใดที่บรรดาประชาชาติสวนหน่ึงไดพากันละทิ้งภาระหนาท่ีที่มีตอฮาดีษนี้ จนฉันได พบกับทานซัยด บิน อัรก็อม ฉันจึงไดกลาวแกเขาวา “แทจริงฉันไดยินไดฟงทานอาลีพูดถึงในส่ิง ดังกลาว” ทานซัยดจึงกลาววา “ทานอยาไดทําเปนเลนกับเรื่องนี้ เพราะแนนอนท่ีสุด ฉันเองก็ไดยิน ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแด บรรดาลกู หลานของทาน) ไดกลาวกับเขาเชน นี้เหมอื นกัน”

ดวยเหตุนีจ้ งึ กลาวไดวาเม่อื เราไดท าํ การประมวลคํายืนยันของทานซัยดในขอน้ีกับถอยคําท่ี ทานอาลีไดกลาวในวันน้ันถึงหัวขอเร่ืองเดียวกันนี้ พรอมกับคํายืนยันของบรรดาศอฮาบะฮฺทั้ง 30 คน ก็สามารถจะทําการพิจารณาไดวาเปนการลงมติอยางเอกฉันทท่ียืนยันแกฮาดีษน้ีโดยสาวกท่ีมี จาํ นวนถงึ 32 คน ทานอิมามอะหฺมัดยังไดทําการบันทึกฮาดีษน้ี (เก่ียวกับทานอาลี) ไวในหนา 119 ุซอฺที่ 1 หนังสือ “มุสนัด” ของทาน โดยอางรายงานท่ีเลามาจากทานอับดุรเราะมาน บิน อาบูลัยลา ซึ่งได กลาววา “ฉันไดยืนยันเปนพยานใหแกทานอาลีในวาระแหงวัน “เราะฮฺบะฮฺ” โดยท่ีทานไดเรียก ประชาชนท้ังหลายมาชุมนุม ซึ่งทานไดกลาวแกประชาชนทั้งหลายในวันนั้นวา “ถาใครไดยืนขึ้น แลวก็แสดงวาเขาเปนพยานใหกับฉัน และผูที่ไมไดรูเห็นเหตุการณของทานศาสดา (ในวันฆอดีร- คมุ ) ก็อยาไดลุกขึ้นยืน” ทานอับดุรเราะมานไดกลาวตอไปอีกวา มีคนชาวบัดรฺจํานวน 12 คน ไดลุก ข้ึนยืน ซ่งึ ดเู สมือนวา ฉนั เคยรูจักกบั คนคนหนง่ึ แลวพวกเขาเหลาน้ันไดก ลาวกันวา “เราขอปฏิญาณ วาเราเคยไดยินทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแด ทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวไวเม่ือวันแหงฆอดีร-คุมวา “ฉันมิไดเปนผูปกครอง ของผศู รัทธาท้ังหลายทม่ี อี ํานาจเหนือตวั ของพวกเขาและคูครองของมารดาของพวกเขาดอกหรือ ?” พวกเราจึงไดพากันกลาววา “ใชแลว โอทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ ทานเปนเชนนั้น” ทานศาสนทูต จึงไดกลาวตอไปวา “ดังนั้นผูใดท่ีฉันไดเปนผูปกครองของเขาแลว อาลีก็คือผูปกครองของเขาดวย โออ ัลลอฮขฺ อไดทรงคมุ ครองตอ ผูท ่ีจงรักภักดีตอ เขา และขอไดท รงเปนศัตรตู อผทู ีเ่ ปนศตั รูของเขา” จากรายงานฮาดีษอีกกระแสหน่ึงซ่ึงทานอิมามอะหฺมัดไดบันทึกไวในตอนทายของหนา ดังกลาว ซึ่งทานศาสนทูตไดกลาววา “โออัลลอฮฺขอไดทรงคุมครองตอผูท่ีจงรักภักดีตอเขา (อาลี) และขอไดทรงเปน ศัตรูตอ ผทู ี่เปนศัตรูของเขา ขอไดท รงใหก ารอนเุ คราะหช ว ยเหลอื แกผทู ่ชี ว ยเหลอื เขา และขอไดทรงบั่นทอนตอผูที่บ่ันทอนเขา” ทานอับดุรเราะมานไดกลาวอีกวา “ดังนั้นพวกเขา ท้ังหลายตางก็ไดพากันลุกขึ้นยืนเพื่อยืนยันถึงขอความดังกลาว นอกจากมี 3 คนเทาน้ันที่มิไดลุกข้ึน ยืน ดังน้ันทานอาลีจึงไดทําการขอดุอาอฺข้ึน พวกเขาจึงตองประสบกับโทษทัณฑ ตามคําขอดุอาอฺ ของทาน” “ขอใหทานไดประมวลหลักฐานดูท้ังถอยคําของทานอาลี และท้ังถอยคําของทานซัยด บิน อัรก็อม อีกท้ังถอยคําของบุคคลอีก 12 คนท่ีถูกกลาวถึงในฮาดีษน้ีซ่ึงในวันน้ันมีชาวบัดรฺชุมนุมอยู 14 คนอยางไมตองสงสัย และขอใหทานไดติดตามเพ่ือพิจารณาดูหลักฐานฮาดีษท่ีเกี่ยวของกับ

เหตกุ ารณแหงวันเราะฮบฺ ะฮฺ ดูใหละเอียดถี่ถวน แลวทานจะไดตระหนักถึงวิทยปญญาท่ีทานอามีรุล มมุ นี ีนมีตอการประกาศฮาดษี แหงฆอดรี -คุม และเจตนารมณของทานท่มี ีตอ เรอ่ื งน้ีดวย 5. สําหรับทัศนะของทานซัยยิด (ประมุข) แหงเหลาบรรดาชะฮีด (ผูพลีชีพในวิถีทาง ของอัลลอฮฺ) อาบูอับดุลลอฮฺ ฮุเซน (ความสันติสุขพึงมีแดทาน) ก็ไดยืนยันถึงหลักการในขอนี้เมื่อ สมัยของมุอาวียะฮฺ ทั้งนี้ก็เพ่ือที่จะไดย้ําเจตนารมณอันเปนสัจธรรมตามจุดยืนของทานอามีรุล มุ มีนีนที่ไดกระทําไวในวัน “เราะฮฺบะฮฺ” โดยที่ทานไดทําการเรียกประชาชนมาชุมนุม ซึ่งในคร้ังนี้ ทานฮุเซนไดจัดการชุมนุมขึ้น ณ เทศกาลแหง “ทุงอารอฟาต” โดยการยืนยันท่ีจะใหรําลึกถึง เจตนารมณของผูเ ปน ทานตา (ศาสนทูต) บิดา (ทา นอาล)ี มารดา (ทา นหญิงฟาฏิมะฮฺ) และพ่ีชายของ ทาน (ฮาซัน) ถอยคําท่ีทานไดประกาศน้ัน ผูที่ไดรับฟงตางยอมรับวา ไมเคยไดยินไดฟงคําปราศรัย ทม่ี ีวิทยปญญาสูงสง จนเปนทย่ี อมรบั ของผูฟง ใหเสมอเหมือนกบั ทา นไดมากอ น (ในยคุ น้นั ) ทานไดทําการผูกมัดสายตาและจิตใจของผูฟงใหติดตรึงอยูกับคําปราศรัยของทาน ทานได ประมวลเรื่องราวตาง ๆ อันไดแกสิทธิตาง ๆ ของทานท่ีไดรับมาตั้งแตวันแหงฆอดีร-คุมไวในคํา เทศนาของทาน จะเห็นไดวาหลักการอันยิ่งใหญของเร่ืองราวแหงฆอดีร-คุมน้ีเปนขอมูลที่สําคัญย่ิง ของทา น ซงึ่ เปนการทแี่ สดงใหเ ห็นถงึ ความแพรหลายของเรือ่ งราวที่ไดม าจากฮาดีษแหงฆอดีร-คมุ 6. เรื่องนีค้ ือทัศนะท่ีสําคัญยิ่งประการหนึ่งของบรรดาอิมามจํานวน 9 ทานอันเปนลูกหลาน ผูซ ่อื สัตย ยึดมั่นอยใู นแนวทางของทานอิมามฮุเซน ซึ่งไดดําเนินการตาง ๆ เพื่อรักษาเจตนารมณอัน สําคัญของฮาดีษดังกลาวนี้ โดยไดยึดเอาวิทยปญญาตาง ๆ จากฮาดีษน้ีเขามาประสานกับความรูสึก ของชีวิตจิตใจทุก ๆ สวน พวกทานทั้งหลายจึงไดยึดถือเอาวันท่ี 18 ของเดือนซุลฮิจญะฮฺในทุก ๆ ป เปนวันสําคัญ (วันอีด) วันหน่ึงพวกเขาจะทําการประชุมกันในวันนั้น เพื่อแสดงออกถึงความปล้ืมป ติยินดี ซึ่งการแสดงออกถึงความปล้ืมปติยินดีน้ัน พวกเขาไดดําเนินการกระทําตาง ๆ ไปโดย แสวงหาความผูกพันที่ใกลชิดตออัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด เชน ดวยการถือศีลอด การนมาซซุน นะฮฺและการวิงวอนขอดุอาอฺตออัลลอฮฺ พวกเขาไดถือเอาวันน้ันเปนจุดท่ีสําคัญสําหรับการบําเพ็ญ คุณงามความดีและคุณานุประโยชนตาง ๆ แกสังคม อันเปนการแสดงออกถึงการรําลึกในพระมหา กรุณาธิคุณที่อัลลอฮฺไดทรงประทานความการุญยใหแกพวกเขาท่ีพระองคเคยไดให วันนี้เปนวัน สําคัญสําหรับการแตงตั้งใหทานอามีรุล มุมีนีน ดํารงตําแหนงเปนคอลีฟะฮฺ อันเปนพันธะกรณีที่มี ตอทานอาลี สําหรับตําแหนงความเปนผูนํา (อิมามัต) ในวันนั้น พวกเขาตางไดทําการติดตอ ประสานพบปะกันในหมูญาติมิตร และแสดงความเอ้ือเฟอเผ่ือแผที่ดีงามตอคูครองของพวกเขา อีก

ท้งั ทําการเยย่ี มเยียนมวลมิตรสหายของพวกเขาและไดทําการอบรมส่ังสอนเพื่อนบานอีกท้ังสั่งสอน ใหกลุ บตุ รกุลธดิ าของพวกเขาไดรักษาเจตนารมณของวนั น้สี บื ทอดกนั ตลอดไป 7. ดว ยเหตุน้ีเองวันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮฺของทุกปจึงไดถือกันวาเปนวันสําคัญ (วันอีด) วัน หนึ่งของฝายชีอะฮฺ(281) ในทุกยุคทุกสมัยและทุกประเทศพวกเขาจะพากันมาชุมนุมท่ีมัสญิดในวัน นั้น เพื่อทําการนมาซฟรฏ และนมาซซุนนะฮฺ และทําการอานพระมหาคัมภีรอัล-กุรอาน อีกทั้งทํา การขอพรดวยบทวิงวอนตาง ๆ อันเปนการแสดงออกถึงการสํานึกในพระกรุณาที่มีตออัลลอฮฺ ผู ทรงสูงสุดท่ีไดทรงประทับความสมบูรณของศาสนาอิสลามและประทานความบริบูรณแหงความ โปรดปรานตาง ๆ ดวยตําแหนงความเปนผูนํา (อิมามัต) ที่แตงต้ังใหแกทานอามีรุล มุมีนีนหลังจาก นั้นพวกเขาก็ไดพากันออกเย่ียมเยียนญาติมิตร และติดตอประสานความรักใครโดยมีไมตรีตอกัน ระหวางผูท่ีแสวงหาความผูกพันอันใกลชิดตออัลลอฮฺ ดวยการบําเพ็ญคุณธรรมและคุณานุ ประโยชนต าง ๆ ดว ยการสงเสริมส่งิ ทีด่ ีงามใหเกิดขน้ึ แกบ รรดาญาติมิตรและเพื่อนบาน (281) ทานอิบนุ อัล-อะษีรไดระบุถึง “ระเบียบการในขอน้ี เมื่อป ฮ.ศ.352 จากหนังสือ “ตา รีค-กามิล” หนา 181 วาในปนั้นเมื่อถึงวันที่ 18 เดือนซุลฮิจญะฮฺ ทาน “มุอฺซุลเดาละฮฺ” ได ส่ังใหทําการประดับประดาบานเรือนในเมืองแบกแดดตามถนนหนทาง และตามสถานท่ี ตา ง ๆ และสั่งใหเปด ตลาดเพ่ือฉลองในยามกลางคืนเหมือนคืนของวันอีด การกระทําเชนนี้ เปนการแสดงความพอใจตอ วนั อดี ฆอดรี -คมุ บางคร้งั กม็ ีการดดี สตี ีเปากนั ดว ย ในวันน้ันของทุกปพวกเขาไดถือกันวาเปนวันแหงการเย่ียมเยือนสถานที่พลีชีพของทานอา มีรุล มุมีนีนไดมีมวลชนที่มารวมชุมนุมกัน ณ สถานที่แหงน้ันจํานวนไมนอยกวาหน่ึงหม่ืนคน ซึ่ง ตางก็ไดมากันจากทุกทิศานุทิศ ทั้งน้ีก็เพ่ือท่ีพวกเขาจะไดมาแสดงความเคารพภักดีตออัลลอฮฺ ณ สถานท่ีและในวาระท่ีคลายคลึงกบั วันนี้ ซง่ึ บรรดาอมิ ามผซู ื่อสตั ยทงั้ หลายของพวกเขาไดเคยทําการ เคารพภกั ดีตอ พระองคม าแลวในอดตี ดวยการถือศีลอดบาง ดว ยการนมาซบาง ดวยการขอลุแกโทษ ตอ อัลลอฮฺบา ง ดว ยการแสวงหาความผกู พนั ทใ่ี กลชิดตอพระองคบาง ดว ยการบําเพญ็ คุณงามความดี ตาง ๆ และทาํ การบรจิ าคทานบา ง นอกเหนือจากนี้พวกเขายังไดรวมกันแสดงการคารวะดวยการรับ ฟงคาํ เทศนา (คุฎบะฮฺ) ของบรรดาอมิ ามบางทา นของพวกเขาทีไ่ ดถกู เก็บรกั ษารวบรวมไว ท้ังนี้และท้ังนั้นก็ลวนแตเปนการเสริมสรางเจตนารมณท่ีสมบูรณและแสดงออกถึงความ เชื่อม่ันที่ยืนยันตอทานอามีรุล มุมีนีนวาอยูในตําแหนงที่เต็มไปดวยเกียรติยศท่ีเลิศล้ํา ผลงานของ ทานทั้งมวลไดถูกถือวาเปนพ้ืนฐานท่ีสําคัญยิ่งของศาสนา ทานเปนผูทําหนาท่ีรับใชทานประมุข

แหงบรรดานบีและบรรดาศาสนทูต (ศาสดามุฮัมมัด) ซึ่งทานศาสดาไดเคยยกยองเกียรติยศใหแก ทานไวเ ปน กรณีพเิ ศษโดยทไ่ี ดแตง ตั้งตาํ แหนงอนั สําคญั ใหแกท านอาลใี นวันแหง “ฆอดีร-คมุ ” นค่ี อื ระเบยี บที่ถือปฏบิ ตั ิกันเสมอมาของฝา ยชีอะฮฺในทุก ๆ ป พวกเขาไดทําการทบทวนบท เทศนาของบรรดาอิมามท่ีไดยืนยันกันอยูในเร่ืองน้ีมาทุกสมัยและทุกประเทศ ซ่ึงพอท่ีจะแสดงให เห็นประการหน่ึงไดวาฮาดีษท่ีเก่ียวกับ ฆอดีร-คุม นั้นมีสายสืบที่แนนอนโดยสังเกตเห็นไดดวยการ ท่ีสาระสําคัญของฮาดีษดังกลาวไดสืบเน่ืองกันมาสูบทกวีตาง ๆ ของพวกเขาท่ียกยองตอเกียรติคุณ ของทา นอาลมี าตง้ั แตเ ดมิ (282) อกี ทง้ั สุนทรพจนต า ง ๆ จึงไมม ีทางใดอกี แลวทีย่ ังจะพอต้ังขอสงสัยใน สายสบื ฮาดีษบทน้ี ซ่ึงอยูในระดบั สอดคลองตรงกัน (มุตะวาติร) ท้ังจากรายงานของฝายอะหฺลลุ บัยตฺ ดวย เพราะแทจริงแลวขอมูลตาง ๆ ของพวกเขาเหลานี้ตางก็ไดเก็บรักษากันมาโดยถือวา เปน ประโยคฮาดีษท่ีสําคัญที่สุดเปนกรณีพิเศษที่มีความหมายย่ิงสําหรับพวกเขาท่ีจะตองพิทักษรักษา และเผยแพรเจตนารมณฮ าดษี บทนเ้ี พ่ือท่ีจะไดบรรลถุ ึงเปาหมายอันสงู สุด ทานคงจะมีความตระหนักอยูแกใจไดดี ถาเพียงแตทานไดพิจารณาดูหลักฐานขอนี้จาก ตําราของฝายซุนนะฮฺท้ังส่ีเลม โดยนํามาพิจารณารวมกันกับสายสืบท่ีเก่ียวกับเร่ืองนี้ของนักปราชญ ฝายชีอะฮฺ ทานก็จะไดตระหนักดีย่ิงข้ึนวาสายสืบของฮาดีษบทนี้ เปนขอมูลที่ถูกหยิบยกมาบันทึก และมีสายสืบที่แนนอนติดตอกันโดยตลอด แลวผลท่ีสุดทานก็จะตองยอมรับกับหลักฐานฮาดีษใน ขอน้ีโดยทานเองจะตองเชื่อม่ันถึงความแนนอนทางดานสายสืบของฮาดีษบทนี้ท่ีมาจากสายสืบฮา ดีษตามมาตรฐานของบคุ คลทย่ี นื ยนั กันอยูเปน จํานวนมาก 8. ในสายสืบตาง ๆ ของฮาดีษนี้ที่มาจากรายงานของนักปราชญฝายอะฮฺลิซซุนะฮฺ ตามที่ ทานเคยไดศึกษามาแลวน้ันยอมเปนกฎเกณฑท่ีแสดงใหเห็นถึงเจตนารมณของบทบัญญัติอยางไม ตอ งสงสัย ขอใหสังเกตโองการของอัลลอฮทฺ ี่วา (282) ทานกุมัยต บิน ซัยดไดกลาวบทกวีวา “เมื่อวันแหงการชุมนุม ณ สถานที่แหง ตําบลฆอดีร-คมุ นั้น ตาํ แหนง ผูปกครองไดถ กู แตงตง้ั ใหแกทา นเพอ่ื ฉนั ไดป ฎิบตั ติ าม” อาบู ตะมามไดกลาวสดุดีถึงวาระสําคัญอันน้ีในหนังสือ “ดีวาน” วาวันฆอดีรนั้น สจั จธรรมไดเ ปน ทปี่ รากฏข้ึนแกคนในครอบครัวของทาน (ศาสดา) ดว ยการเสนอฉายานาม อนั สําคัญอยางชนิดท่ีไมมีส่ิงกีดกันและปดบังความเขาใจแตประการใดในเร่ืองน้ัน ทานศา สนทูตแหง อลั ลอฮฺ (ศ) ไดป ระกาศใหพวกเขาหยุดที่นั่น เพื่อทานไดย้ําใหพวกเขารูจักความ

ดีและหามพวกเขามิใหทําช่ัว ทานไดจับมือของบุคคลท่ีเปนตัวตนของทาน แลวสอนวาเขา ผนู ้คี อื ผูป กครองของพวกทา น พวกทา นจะวา อยางไร ฯลฯ “ไมมีการเปลี่ยนแปลงแตประการใดสําหรับหลักการของอัลลอฮฺ น่ีคือศาสนาท่ีจะตอง ดาํ รงอยู แตท วา สวนมากบรรดามนุษยเขาไมมคี วามร”ู นักปราชญแหงสํานัก “ฟตวา-ฮามิดียะฮฺ” ไดอธิบายความหมายของโองการน้ีโดยได กลา วถงึ รายละเอยี ดตา ง ๆ อันเปน ขอ มูลของฮาดษี น้ีไวใ นหนงั สอื “อศั ศอลาวาตุล-ฟาคเี ราะฮฟฺ ล -อะ ฮาดีษุลมุตะวา-ติเราะฮฺ” ทานซะยูฎียก็ไดอางเร่ืองราวโดยละเอียดในทํานองเดียวกันนี้บันทึกไวใน หนงั สอื ของทา นดวย ขอใหทานไดพิจารณาขอเขียนที่บันทึกไวโดยทานมุฮัมมัด บิน ญะรีร อัฏ-ฏ็อบรีย เจาของ ตําราตัฟสีร และตําราประวัติศาสตรที่มีชื่อเสียง อีกทั้งขอใหทานพิจารณาขอเขียนของทานอะหฺมัด บิน มุฮัมมัด บิน สะอีด บิน อุกบะฮฺ และทานมุฮัมมัด บิน อะหฺมัด บิน อุสมาน อัซ-ซะฮะบีย-ซ่ึง บุคคลเหลา น้ตี างก็ไดบ ันทึกรายงานฮาดษี ที่เกี่ยวกบั อัล-ฆอดีร-คุมไวโดยอสิ ระเสรโี ดยมิไดส นใจตอ การที่พวกเขาไดถูกคัดคานจากกลุมนักปราชญบางสวน จะเห็นไดวาทานอิบนุญะรีรไดบันทึก รายงานท่ีเก่ียวกับฮาดีษนี้ไวในหนังสือของทานถึง 75 กระแสรายงาน และทานอิบนุ อุกตะฮฺก็ได บนั ทึกไวในหนงั สือของทานไวเปน จํานวนมากถึง 105 กระแสรายงาน(283) ทานซะฮะบียก็ไดบันทึก ไวเปนจํานวนมากพรอมกับยืนยันวาสายสืบของฮาดีษน้ีมีมาตรฐานท่ีศอฮี้ฮฺทุกประการ(284) และใน บาบที่ 16 หนังสือ “ฆอยะตุล-มะรอม” น้ันไดบันทึกรายงานที่นักปราชญอะฮฺลิซซุนนะฮฺไดรับรอง ไวใ นเรอ่ื งของฮาดีษ ฆอดรี -คมุ นี้ จาํ นวน 80 ฮาดษี ท้งั นย้ี ังไมร วมถงึ รายงานฮาดษี ท่อี างโดยทา นตริ มีซีย และยังไมรวมกับที่อางโดยทานนะสาอีย และยังไมรวมกับรายงานฮาดีษของทานฏ็อบรอนี ทานบัซซาร ทานอาบูยะอลา และยังไมรวมรายงานฮาดีษนี้ที่บันทึกโดยกลุมนักปราชญอ่ืน ๆ อีก เปนจํานวนมากทานซะยูฎียไดอางฮาดีษนี้เขาไปประกอบในหัวขอเร่ืองท่ีอธิบายถึงทานอาลี จาก หนังสอื “ตารคี -คลุ อฟาอฺ” (283) เจาของหนังสือ ฆอยะตุล-มะรอม ไดบันทึกไวในตอนทายของบาบที่ 16 หนา 89 วา ทานอิบนุ ญะรีรไดบันทึกฮาดีษ อัล-ฆอดีร นี้ไวถึง 95 สายสืบในหนังสือที่สําคัญของทาน เลมหน่ึงชื่อ “อัล-วิลายะฮฺ” ทานอิบนุ อุกดะฮฺ ไดบันทึกไวถึง 105 สายสืบ ทานอิมามอะหฺ มัด บิน มุฮัมมัด บิน ศอดิกแหงประเทศมอร็อกโคก็ไดบันทึกไวโดยอางขอเขียนของทาน ซะฮะบียและทานอิบนุ อุกดะฮฺไวอีกเชนกัน ขอใหทานพิจารณาสุนทรพจนท่ีเขาไดรวมไว

ในหนังสือ “ฟตฮุล-มุลก-อะลี” ซ่ึงไดมีการอางอิงเก่ียวกับรายงานฮาดีษตาง ๆ ในหมวด ท่ีวาดวยนครแหง ความรขู องทานอาลี” จากรายงานฮาดีษของทานติรมีซีย หลังจากนั้นทานไดกลาววา “ทานอะหฺมัดไดบันทึกฮา ดีษบทน้ีจากรายงานของทานอาลี ทานอาบูอัยยูบ อัล-อันศอรีย ทานซัยด บิน อัรก็อม ทานอุมัรและ ทานซียมัร”(285) ทานไดกลาวอีกวา “ฮาดีษน้ียังมีรายงานที่เลามาโดยอาบู ยะอลาที่ไดรับรายงานมา จากทานอาบู ฮุร็อยเราะฮฺ ทานฏ็อบรอนียไดบันทึกมาจากรายงานของทานอิบนุ อุมัรและทานมาลิก บิน ฮุวัยริษ และทานฮับชีย บิน ุนาดะฮฺ ทานญะรีร ทานสะอัด บิน อาบูวักกอศ และทานอาบูสะ อีด อัล-คุดรีย และทานอานัส” ทานไดกลาวอีกวา “ฮาดีษบทนี้ยังมีรายงานที่บันทึกมาจากทานบัซ ซาร ทา นอบิ นุ อับบาส และทา นอมั มาเราะฮกฺ ับทานบรุ ยั ดะฮอฺ ีกดวย” เพื่อท่ีจะยืนยันใหเห็นถึงสายสืบที่แนนอนจนเพียงพอแกการยอมรับของฮาดีษบทนี้ ก็ ขอใหสังเกตรายงานท่ีบันทึกไวโดยทานอิมามอะหฺมัด ในหนังสือมุสนัดของทาน(286) โดยอางจาก รายงานฮาดีษของทานริยาห บิน ฮาริษ โดยไดบันทึกไวจากรายงานสองกระแสดวยกันวาไดมีชาว มุสลิมตางแดนพวกหน่ึงเขามาหาทานอาลีแลวกลาววา “ขอความสันติพึงมีแดทาน โอผูปกครอง (เมาลา) ของเรา” ทา นอาลีถามวา “พวกทา นมาจากไหน ?” พวกเขาตอบวา “พวกเราเปนผูจงรักภักดี ตอทา น โออามรี ลุ มุมนี ีน” ทา นอาลถี ามอีกวา “ฉนั จะเปนผูปกครอง (เมาลา) ของพวกทานในฐานะ อยางไร เพราะพวกทานเปนชาวอาหรับ ?” พวกเขาไดตอบอีกวา “พวกเราเคยไดฟงทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮทฺ รงประทานความจาํ เริญและความสันติสขุ แดทา นและแดบ รรดาลกู หลานของ ทาน) กลาวเมื่อวันแหงฆอดีร-คุมวา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครอง (เมาลา) ของเขาไซร ดังนั้นแนนอน บุคคลผนู ้ี (อาล)ี กเ็ ปน ผปู กครอง (เมาลา) ของเขาดวย” (284) ทานอิบนุ ฮะญัรไดอ า งฮาดีษบทนี้ไวในตอนที่ 5 บาบท่ี 1 หนงั สือศอวาอกิ (285) ขาพเจาขอกลาวเพ่ิมเติมวา ทานยังไดบันทึกฮาดีษนี้ซ่ึงรายงานโดยทานอิบนุอับบาส ไวในหนา 131 ุซอฺที่ 2 หนังสือ “มุสนัด” ของทาน และมาจากรายงานฮาดีษของทานบัร รออฺ หนา 281 จากซุ อทฺ ี่ 6 หนังสอื “มสุ นดั ” (286) ขอไดโ ปรดพิจารณาดูหนา ที่ 419 ซุ อทฺ ่ี 5 ทานริยาหไดกลาวอีกวา คร้ันเม่ือพวกเขาเหลาน้ันไดผานพนไปแลว ฉันไดถามบุคคลใน กลุมน้ันวา “เปนพวกท่ีมาจากไหน ?” พวกเขาเหลาน้ันกลาววา “เปนพวกที่มาจากชาวอันศอรซ่ึง เปนกลุมของทานอาบู อัยยูบ อัล-อันศอรีย” และเพื่อท่ีจะเนนใหเห็นวารายงานของฮาดีษบทน้ีมี

สายสืบที่สอดคลองตรงกัน ก็ขอใหพิจารณาดูการบันทึกท่ีสําคัญของทานอาบู อิสหาก อัษ-ษะอละ บีย ที่ไดมีปรากฏอยูในหนังสือ “ตัฟสีร อัล-กะบีร” ตอนที่อธิบาย “ซูเราะฮฺ อัล-มะอาริจญ” ดวย รายงานสายสบื ฮาดีษสองกระแสกลา ววาเม่อื ตอนที่ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดทําการประกาศแก ประชาชนทัง้ หลายในวนั แหง “ฆอดีร-คมุ ” นั้น ทา นไดประชมุ บรรดาสาวกทั้งหลาย แลวจับมือของ ทานอาลีข้ึนกลาววา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครอง (เมาลา) ของเขาไซร ดังนั้นอาลีก็เปนผูปกครอง (เมา ลา) ของเขาดวย” ทันทีท่ีขาวนี้ไดแพรสะบัดออกไปก็ไดทําใหฮาริษ บิน นุอฺมาน อัล-ฟะฮรียเกิด ความของใจจึงไดมาหาทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติ สุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) โดยไดขี่อูฐตัวเมียมาดวย เมื่อเขาไดผูกพาหนะไวกับที่ และเขาไดล งมา เขาไดเอยข้ึนวา “โอมุฮัมมัดทานไดสั่งใหเราปฏิญาณตนวา ไมมีพระเจาอ่ืนใดนอกจาก อัลลอฮฺ และใหยืนยันวา ทานเปนศาสนทูตของอัลลอฮฺ ซ่ึงเราก็ไดรับสนองจากคําส่ังสอนของทาน แลว ทานไดส่ังสอนใหเราทําการนมาซ 5 เวลา ซ่ึงเราก็ไดรับสนองคําสั่งสอนของทานแลว ทานได สง่ั สอนใหเราบริจาคซะกาต ซ่ึงเราก็ไดสนองตอบคําส่ังสอนของทานแลว ทานไดสั่งสอนใหเราถือ ศีลอดในเดือนรอมฎอน ซ่ึงเราก็ไดตอบสนองคําส่ังสอนของทานแลว อีกท้ังทานไดส่ังสอนใหเรา บําเพ็ญฮัจญ ซึ่งพวกเราก็ไดสนองตอบตอทานไปแลว หลังจากน้ีตอมาทานก็ยังไมพอใจจนถึงกับ ทานไดยกยองเลือดเนื้อเช้ือไข ผูซ่ึงเปนบุตรของลุงของทานใหเขามีสิทธิพิเศษเหนือเรา โดยที่ทาน ไดกลาววา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครอง (เมาลา) ของเขา ดังนั้นอาลีก็เปนผูปกครอง (เมาลา) ของเขา ดว ย สิง่ นมี้ าจากคําพูดของทา นเองหรือวา มาจากอัลลอฮกฺ ันแน ?” ทานศาสนทูต (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดา ลกู หลานของทา น) ไดก ลา ววา “ขอสาบานดว ยพระนามของอัลลอฮฺ ผูซงึ่ ไมมีพระเจาอื่นใดนอกจาก พระองค แนน อนส่ิงน้ีเปนเรื่องท่ีมาจากอัลลอฮผฺ ูทรงอานภุ าพสูงสดุ ” ครั้นแลวฮาริษก็ไดผินหลังใหโดยมุงไปยังพาหนะของเขาแลวกลาววา “โออัลลอฮฺ ถาหาก วาสิ่งที่มุฮัมมัดกลาวน้ันเปนความจริงแลว ก็ขอใหพระองคทรงใหกอนหินจากฟากฟากระหน่ําลง บนเรา หรือขอไดทรงใหเราไดรับการลงโทษอันสาหัสเถิด” ไมทันท่ีเขาจะเดินไปถึงพาหนะของ เขาอัลลอฮฺ มหาบรสิ ุทธิย์ ง่ิ แดพ ระองค กไ็ ดทรงกระหนาํ่ กอ นหินลงแกเ ขาโดยไดตกลงบนเบื้องหลัง ของเขา แลว เขากส็ น้ิ ชีวติ

อัลลอฮฺผทู รงสงู สดุ ยงั ไดประทานโองการอกี วา “มผี หู นง่ึ (จากชาวมกั กะฮ)ฺ ไดข อใหอ ุบตั ิการลงโทษทจ่ี ะตองอุบตั ขิ นึ้ อยา งแนนอน สําหรับ ผูปฏิเสธน้ันยอมไมมีผูปกปองมัน (ใหพนไป) ไดมันมาจากอัลลอฮฺ ผูทรงอํานาจในระดับสูงสุด” (อัล-มะอารจิ ญ : 1-3) ใจความของฮาดีษที่สําคัญไดยุติลงแคน้ี(287) และบรรดากลุมนักปราชญของฝายอะฮฺลิซซุน นะฮฺกลมุ หนึ่งกไ็ ดหยิบยกเอาฮาดีษบทนีบ้ ันทกึ ไวใ นหนังสือ “อริ สาลลุ มสุ ลิมาต”(288) วัสลาม (ช) (287) นักปราชญฝายอะฮฺลิซซุนนะฮฺกลุมหน่ึง เชน ทานอัลลามะฮฺ ชิบลันญียแหงประเทศ อียิปต ไดอางฮาดีษน้ีจากทานษะอละบีย บันทึกไวในหนังสือ “นูรุล อับศอร” โปรด พิจารณาดูทห่ี นา 11 ถา หากทา นประสงค (288) โปรดพิจารณาดูขอเขียนของทานฮะละบียที่อางมาจากนักปราชญท่ีเขาใจใน เหตุการณ “ฮัจญตุล-วิดาอุ” ในหนังสือประวัติศาสตรท่ีมีช่ือเสียงของทานน่ันคือ หนังสือ “ซเี ราะตลุ -ฮะละบยี ะฮฺ ทานจะพบฮาดีษน้ใี นตอนทายของหนา 214 ุซอทฺ ่ี 3 อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 57 25 อลั มฮุ รั รอ็ ม 1330 1. อรรถาธบิ ายความหมายของฮาดีษฆอดีร-คุม 2. การอา งเหตุผลประกอบแกการอธบิ ายฮาดีษบทน้ี 1. ความเช่ือมั่นของเราน้ันถือวา บรรดาสาวกท้ังหลายยอมเปนผูท่ียืนหยัดอยูบนหลักการที่ ถูกตอง สําหรับการเขาใจความหมายอันแทจริงของฮาดีษอัลฆอดีร-คุม จะโดยทัศนะท่ีสอดคลอง ตรงกันหรือไมสอดคลองตรงกันก็ตาม ดวยเหตุน้ีนักปราชญฝายอะฮฺลิซซุนนะฮฺจึงกลาววา คําวา “เมาลา” ตัวนี้ไดถูกตีความอยูในความหมายตาง ๆ จํานวนมาก โดยท่ีปรากฏความหมายเหลานี้อยู

ในพระมหาคัมภีรอัล-กุรอาน ซ่ึงในตอนหนึ่งความหมายของคํานี้คือ “ที่ท่ีเหมาะสม” เชน โองการ ของพระองคผทู รงสูงสุด ท่ีไดใหเปน ขอตักเตอื นแกบ รรดาผปู ฏเิ สธวา “ทีพ่ ํานักของสูเจานนั้ คือนรก มันเปนที่ “ท่ีเหมาะสม” (เมาลา) ของพวกสูเจา” (อัล-หะดีด : 15) นี่คือความหมายของคําวา “เมาลา” ตามโองการนี้ และอีกครั้งหน่ึงคําวา “เมาลา” มี ความหมายวา “ผูช วยเหลอื ” ตามโองการของอัลลอฮฺทีว่ า “น่ัน เปนเพราะวาแทจริงอัลลอฮฺทรงเปนผูชวยเหลือ (เมาลา) ตอบรรดาผูซึ่งศรัทธา และ แทจริงบรรดาผูป ฏิเสธนน้ั ยอ มไมมีผูชว ยเหลอื (เมาลา) สําหรับพวกเขาท้งั หลาย” (มฮุ มั มดั : 11) และอีกครง้ั หนึ่งคาํ วา “เมาลา” มีความหมายวา “ผูสืบมรดก” ตามโองการของอัลลอฮฺผูทรง บริสุทธทิ์ ีว่ า “และสําหรับทุก ๆ คน เราไดทําใหเขาเปน “ผูสืบมรดก” (นะวาลียฺ) จากสิ่งท่ีบิดามารดา และญาตสิ นิทไดละท้ิงไว” (อนั -นิสาอฺ : 33) อกี คร้งั หน่งึ ท่ีคําวา “เมาลา” มีความหมายวา “ผูสืบตระกูล” ตามโองการของผูทรงอานุภาพ สงู สดุ ทวี่ า “และแทจริงฉันหว่ันวิตกเกี่ยวกับเรื่องของบรรดาผูสืบตระกูล (มะวาลียฺ) ภายหลังจากฉัน” (มัรยัม : 5) อกี ครั้งหน่งึ ความหมายของคําวา “เมาลา” คอื “มิตร” ตามโองการท่ีวา “วนั ที่ “มติ ร” (เมาลา) ไมอ าจปองกนั “มติ ร” (เมาลา) ไดแมแตก รณีเดียว” (อัด-ดุคอน : 41) ฉะน้ันคําวา “วะลีย” หรือ “เมาลา” ตัวนี้มีความหมายท่ีสับเปลี่ยนแตกตางกันออกไป เชน ถา เราจะพดู วา ชายผูนีค้ อื “วะลีย” ของผเู ยาว กจ็ ะไดความหมายวา “ผูชว ยเหลือหรือผทู ีถ่ กู เคารพนบั ถือ”

พวกเขาเหลาน้ันไดกลาวกันวา บางทีความหมายของฮาดีษน้ี อาจจะเปนวา “ผูใดท่ีฉันเปน ผูชวยเหลือของเขา หรือมิตรของเขา หรือท่ีรักใครของเขาแลว” “แทจริงอาลีก็เปนอยางน้ันดวย” และนค่ี อื ความหมายของฮาดษี น้ีตามความเห็นที่สอดคลองตรงกันของบรรดาบรรพชนผูมีคุณธรรม ผูมีคุณวุฒิ รวมท้ังบรรดาคอลีฟะฮฺทั้ง 3 คนแรกดวย (อัลลอฮฺทรงมีความปติช่ืนชมตอพวกเขา เหลา นัน้ ทง้ั มวล) 2. บางคนเขาไดทําการอธบิ ายความหมายของฮาดษี บทน้ีตอ ไปอีกวา ไดม ีมสุ ลมิ บางคนที่อยู พรอมกับทานอาลีในเมืองยะมัน ไดเห็นวาทานอาลีมีพฤติกรรมที่ผิดพลาดในบางสิ่งบางอยาง ดังนั้นเขาจึงมีปากเสียงและตําหนิติเตียนทานอาลีในเรื่องนั้นและดวยสาเหตุนี้เองที่ทานนบี(ศ) ได ยืนขึ้นประกาศ ในวันแหงฆอดีร-คุมโดยที่ทานไดยืนข้ึนประกาศถึงเกียรติยศของทานอาลีตอ สาธารณชนวา อาลีคือผูท ่เี ปนมิตรของผทู ่เี ปนมติ รกบั ฉัน และกบั อะหฺลลุ บัยตทฺ ัง้ ปวงของฉนั โดยทา นไดกลาวอกี วา “แทจรงิ ฉันไดละทิง้ สงิ่ สาํ คญั สองประการไวใ นหมพู วกทา น นัน่ คอื อลั -กุรอานแหง อัลลอฮแฺ ละเชอ้ื สายของฉนั แหง อะหลฺ ุลบัยตขฺ องฉัน” ท้ังน้ีก็เพ่ือเปนการตอบโตแกผูท่ีตั้งขอหากับทานอาลีโดยใหถือเสมือนวาเปนคําส่ังเสียที่ ทานใหพ วกเขาเหลา นนั้ ไดเห็นชอบกับทา นในเร่อื งของทานอาลีโดยเกียรติยศของทานเอง และดวย เหตนุ ฝี้ ายอะฮฺลิซซนุ นะฮจฺ ึงไดกลาววา “ไมม ขี อมูลใด ๆ ในฮาดีษบทน้ที ี่กลาวถงึ เง่ือนไขการแตงตั้ง คอลีฟะฮฺ และไมม หี ลกั ฐานใด ๆ ทีก่ ลา วถงึ เร่อื งอมิ ามะฮฺ (ผูน าํ ศาสนา)” วัสลาม (ซ)

อลั -มุรอญิอะฮฺ 58 27 อัล-มฮุ รั รอ็ ม 1330 1. ฮาดีษ อลั -ฆอดรี -คมุ น้ี ไมมีความจาํ เปนใด ๆ ทจ่ี ะตอ งทําการอรรถาธิบายในทางอนื่ 2. เหตผุ ลตามคาํ อธิบายดงั กลา วนั้นเปน ไปแบบไมม เี หตุผลและความเขา ใจผิด 1. ขา พเจามคี วามเชอื่ ม่ันวา ใจจรงิ ของทา นนนั้ หาไดเ ชอ่ื สนิทไปตามที่ทานกลาวถึงไม และ ตัวของทานก็มิไดเห็นดวยกับคํากลาวเชนน้ัน เพราะวาทานก็มีความตระหนักดีถึงคุณสมบัติของ ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ในดานวิทยปญญาอันลึกซึ้งความบริสุทธ์ิที่ไรมลทินใด ๆ และความ เปนนบีท่ีสมบูรณยิ่งของทาน ตลอดถึงความเปนมุขบุรุษของบรรดาอัจฉริยะชน และทานเปน ศาสดาคนสดุ ทายของบรรดาศาสดาทัง้ หลาย “เขามิไดพูดมาจากอารมณ หากแตเขาจะพูดเพียงเทาท่ีการวะฮฺยู (การดลมาจากอัลลอฮฺ) ที่ ไดถูกวะฮยฺ แู กเ ขา” (อนั -นจั ญม ุ : 3-4) ดังนั้นถาหากวา นักปรัชญาตางศาสนาไดถามทานถึงเร่ืองราวที่สําคัญในวันฆอดีร-คุม วา “ทําไมศาสดามฮุ ัมมดั ถงึ กับตองยับยง้ั การเดินทางของกองคาราวานจํานวนหลายพันคนในวันน้ัน ? ทามกลางความรอ นระอขุ องเปลวแดดทแ่ี ผดเผาอยางน้นั ดว ย ?” และดวยเรื่องสําคัญอันใดท่ีถึงกับใหกลุมของคนที่ลวงหนาไปแลวยอนกลับมาอีก และร้ัง รอเพื่อท่ีจะใหกลุมของคนที่อยูขางหลังตามมาใหทัน ? ในสถานท่ีอางวางแหงนั้น พวกเขาท้ังหลาย ตางก็มิไดมีเสบียงอาหารและนํ้าอยูเลย แลวหลังจากน้ันทานถึงกับเทศนา (คุฏบะฮฺ) ตามคําส่ัง ของอลั ลอฮฺ ผทู รงอานุภาพสูงสุด แกบรรดาผูที่จะทําการแยกทางจากทา นในสถานทน่ี นั้ เพอ่ื ทจ่ี ะให ผทู ่ีรูเ ห็นเหตกุ ารณไ ดน ําไปปา วประกาศแกผูที่มไิ ดอ ยูในเหตกุ ารณ กรณีสําคัญอันใดท่ีทานตองเอยถึงตัวของทานแกพวกเขาเหลานั้นในคําอารัมภบทของคํา เทศนาคร้ังนี้ ? โดยท่ีทานกลาววา “ทูตแหงพระผูอภิบาลของฉันไดนําเร่ืองสําคัญมาบอกแกฉัน เพื่อใหฉันประกาศ ดังนั้นฉันจึงตอบสนอง และแทจริงฉันยอมเปนผูถูกสอบสวน และแทจริงพวก ทานทงั้ หลายก็เปน ผถู กู สอบสวนดวย”

กิจการอันใดที่ทานนบี (ศ) ถึงกับตองถูกสอบสวนจากการประกาศของทาน ? และบรรดา ประชาชาติตองถูกสอบสวนเก่ียวกับกรณีที่จะตองปฏิบัติตามคําประกาศในเร่ืองน้ัน และทําไมทาน จึงตองถามพวกเขาเหลาน้ันวา “พวกทานไดปฏิญาณกันแลวมิใชหรือวาไมมีพระเจาอื่นใดนอกจาก อัลลอฮฺ และแทจริงมุฮัมมัดเปนบาวและศาสนทูตของพระองค แทจริงสวรรคของพระองคน้ันเปน ความสัตยจริง นรกของพระองคน้ันเปนเรื่องสัตยจริง ความตายเปนเร่ืองสัตยจริง การเกิดใหม หลังจากตายเปนเร่ืองสัตยจริง ยามอวสานจะตองบังเกิดขึ้นอยางไมมีปญหา และแทจริงอัลลอฮฺจะ ทรงใหผทู ่อี ยูใ นสสุ านบังเกดิ ขนึ้ มาใหม ?” แลว พวกเขาเหลา น้นั จงึ ไดพากนั กลาววา “ใชแ ลว เราไดป ฏิญาณยืนยันเชนนั้น” และทําไมในชวงน้ันทานจึงไดจับมือของทานอาลีตอที่ชุมชนแลวยกขึ้นชูจนมีคนเห็นฝา มอื ทีข่ าวของทาน แลว กลาววา “โอป ระชาชนเอย แทจ รงิ อัลลอฮทฺ รงเปนผูปกครอง (เมาลา) ของฉัน สวนฉนั เปนผปู กครอง (เมาลา) ของบรรดาผูศรทั ธา ?” และทําไมทานจึงไดอธิบายถอยคําของทานเองท่ีวา “และฉันก็คือผูปกครอง (เมาลา) ของผู ศรัทธา” ดวยการที่ทานไดกลาวตอไปวา “และฉันคือผูปกครองของพวกเขา (เมาลา) ที่มีอํานาจ เหนือตัวของพวกเขา ?” และทําไมทานจึงไดกลาวคําอธิบายตอไปหลังจากคําน้ีวา “ดังน้ันผูใดที่ฉันเปนเมาลา (ผปู กครอง) ของเขา ดังน้ัน บุคคลผูนี้ (อาลี) ก็คือเมาลา (ผูปกครอง) ของเขาดวย” หรือบางประโยค ใชสํานวนวา “ผูใดท่ีฉันเปนวะลียของเขา (ผูปกครอง) ดังน้ันบุคคลผูนี้ (อาลี) ก็คือ วะลีย (ผูปกครอง) ของเขาดวย โออัลลอฮฺ ขอไดทรงคุมครองตอผูท่ีจงรักภักดีตอเขา และทรงเปนศัตรูตอ ผูท ีเ่ ปน ศัตรูของเขา และขอไดทรงชวยเหลือผูที่ชวยเหลือเขา และขอไดทรงบั่นทอนตอผูที่บ่ันทอน เขา” ไมมีขอมูลใด ๆ ท่ีจะถือเปนประเด็นอันสําคัญของคําประกาศน้ีใหเหมาะสมไดอีกแลว นอกจากประเด็นของการแตง ต้งั ทา นอาลีใหเ ปน ผนู าํ (อิมาม) อยา งแทจ ริง และเปน การประกาศทบี่ ง บอกถงึ การแตง ตัง้ ตัวแทนอยา งแนน อนท่ีสุด ถา มฉิ ะนนั้ ทาํ ไมทานถงึ กับตองขอคาํ ปฏญิ าณจากบรรดาสาวกทัง้ หลายเสียกอนวา “ฉันมิไดเ ปน ผูปกครองของพวกทา นท่มี ีอาํ นาจเหนือตวั ของพวกทานเองกระนนั้ หรอื ?” พวกเขาเหลานัน้ ไดกลาววา “ใชแ ลว ทา นเปนอยา งน้นั ”

แลวทานจึงกลาววา “ผูใดท่ีฉันไดเปนผูปกครอง (เมาลา) ของเขา ดังน้ันอาลีก็เปน ผูปกครอง (เมาลา) ของเขาดวย” หรืออีกประโยคหนึ่งท่ีทานไดพูดวา “ผูใดที่ฉันเปน “วะลีย” (ผูปกครอง) ของเขา ดงั นน้ั อาลกี ็เปน “วะลีย” (ผปู กครอง) ของเขาดว ย” และทําไมทานจึงตองเอาเช้ือสายของทานมาผูกพันกับอัล-กุรอาน ? โดยท่ีทานถือวาส่ิงนั้น เปน บรรทดั ฐานที่สําคญั สําหรบั ปวงชนผมู ีปญญา จนกระทั่งถึงวันพิพากษา ? เรื่องราวที่สําคัญอยาง ใหญหลวงจากทานนบีผูมีวิทยปญญาผูน้ีมีในเหตุการณครั้งนี้อยางไรบาง ? และอะไรคือส่ิงสําคัญ ที่สดุ ซงึ่ เปนเปา หมายของเหตกุ ารณในครง้ั นี้ ? อะไรคือประเดน็ สําคญั สดุ ยอดท่ีไดบงั เกิดขึ้นบา ง ใน สถานท่ชี มุ นมุ อยางพรอ มหนาพรอมตาแหง น้ี ? และอะไรคอื สิ่งท่ีอัลลอฮไฺ ดท รงบญั ชาใหทา นไดทํา การประกาศโดยคาํ ตรัสของพระองคใ นโองการทว่ี า “โอศาสนทตู เอย จงประกาศ สิง่ ที่ถกู ประทานมายงั เจา จากพระผูอ ภบิ าลของเจา และถาหาก เจามิไดกระทํา ดังนั้นเจามิไดประกาศสาสนของพระองค และอัลลอฮฺจะทรงปกปองเจาใหพนจาก มนุษย( ท่มี อี คต)ิ ” (อัล-มาอติ ะฮฺ : 67) อะไรคือส่ิงสําคัญท่ีถูกกําหนดมาจากอัลลอฮฺ ในขอบังคับอยางเรงดวนตอนนี้ ? และ สาระสาํ คญั อนั ใดทที่ านไดด าํ เนนิ การประกาศโดยถือวาคลองจองกันกับคําส่ังในขอนี้ ? และกิจการ อันใดของคําประกาศทถี่ งึ กบั ทาํ ใหทานนบีตองหว่ันวิตกกับคําครหา ? โดยท่ีทานไดอุทธรณขอการ คุมครองจากอัลลอฮฺใหพนจากอันตรายของพวกกลับกลอก ดวยการอธิบายของพระองค ? จะ เปนไปไดไหมวา ถาหากคําถามตาง ๆ เหลานี้ไดถามแกทานแลว ทานก็จะตอบคําถามเหลาน้ันวา เพราะเหตุท่ีอัลลอฮฺ ผูทรงอานุภาพสูงสุด และศาสนทูตของพระองค (ศ) มีความประสงคเพียงที่จะ อธิบายวา ทานอาลีคือ “ผูชวยเหลือ” ของบรรดามุสลิม และประกาศความเปน “มิตร” ของทานอาลี ใหแ กพวกเขาเทา นน้ั ไมใชอยา งอื่น แนนอนทานจะตองไมพึงพอใจนักกับคําตอบอยางน้ี ขาพเจาเอง ไมอยากจะคิดวาทานมี ความคิดเห็นวา ขอมูลอยางน้ี จะถึงกับตองเปนส่ิงที่อนุมัติของพระผูอภิบาล และคําตอบเหลาน้ัน มันยังไมเปนประเด็นท่ีเหมาะสมสําหรับพฤติกรรมของผูที่ไดช่ือวา ประมุขของบรรดาผูมีวิทย ปญ ญาและผมู าประกาศความสมบรู ณข องบรรดาศาสนทูตตลอดจนถึงบรรดานบีทั้งหลาย และทาน เอง ก็คงจะไมยินยอมดําเนินการเปล่ียนแปลงจุดประสงคอันสําคัญทุก ๆ อยางของศาสดา ดวยการ

อรรถาธิบายสิ่งใดส่ิงหนึ่งท่ีทานมิไดมีความประสงคตอคําอธิบายน้ัน ๆ ซ่ึงคําอธิบายของทาน ศาสดา ยอมเปนเรื่องท่ีมีหลักเกณฑอันกระจางแจง และเปดเผยแกสายตาทุกประการไมเปนท่ีนา สงสัยเลยวาทานทั้งหลาย ก็ไดตระหนักดีตอพฤติกรรมและถอยคําของทานศาสดาวา ลวนเปนท่ี ยอมรับของบรรดาผูมีสติปญญาทั้งหลาย หรือแมแตบรรดานักปรัชญา และบรรดาผูเช่ียวชาญทาง กฎหมาย ตางก็ยอมรับในประเด็นน้ี เปนท่ีแนนอนเหลือเกินวาทานทั้งหลายตางก็รูจักกันดีอยูแลว ถึงระดับฐานะของคําพูด และการกระทําของทานศาสดาวาเปนสิ่งที่มาจากวิทยปญญา (ฮิกมะฮฺ) และการปกปอ งใหบริสทุ ธ์ิ (อัศมะฮฺ) โดยท่ีอัลลอฮฺผทู รงสงู สุดไดมโี องการวา “แทจริงมันเปนคําพูดของทูตผูทรงเกียรติ (ญิบรีล) ผูมีพลัง ณ พระผูเปนเจาแหงบัลลังกผูมี ยศศักด์ิอันสูงสง เปนผูที่ถูกเช่ือฟง ณ ที่น้ัน เปนผูมีความซื่อสัตยท่ีสุด และมิตรของสูเจาน้ัน (มุฮัม มดั ) เขาหาใชผวู ิกลจริตไม” (อตั -ตกั วีร : 19-22) ดังนน้ั คําอธบิ ายที่กระจา งแจง ทงั้ หลายเหลาน้ี ลวนเปนคําอธิบายที่อยูในกฎแหงสัจสูตร ซ่ึง คําอธิบายท่ีชัดเจนของทานนี้ยอมมีความหมายที่อธิบายอยูในตัวอยางเปดเผยไมตองอาศัยเงื่อนไข และขอพิสูจนอ่ืน ๆ เขามาทําการพิจารณาในขอความน้ันอีกตอไป อัลลอฮฺและศาสนทูตของ พระองคยอมมีคุณสมบัตทิ ่สี ูงสงและเกรียงไกรเกนิ กวาการที่จะถูกตง้ั เงือ่ นไมว าในแงห น่งึ แงใดของ เง่ือนไขดังกลาว ขอใหอ ัลลอฮทฺ รงใหค วามชว ยเหลือทา นเพ่ือสัจธรรมดวยเถิด ทานก็ทราบดี ถึงเร่ืองราวอัน เหมาะสมกับปรากฏการณท่ีเกิดข้ึนและพฤติกรรม ตลอดจนถึงคําพูดตาง ๆ ของทานศาสดา ทามกลางกลุมผูเดินทางเหลานี้ในวันแหงฆอดีร-คุม วา ทานศาสดาไดทําหนาท่ีประกาศถึงพันธะ กรณีที่สาํ คญั และประกาศถึงผูท่จี ะมาดาํ รงอยใู นตําแหนงผูน ําภายหลงั จากทา นอยา งเปด เผย ทา นได ประกาศถงึ เงอ่ื นไขและหลกั การตาง ๆ ทีเ่ ขา กบั สติปญ ญา จึงเปนที่ยืนยันไดอยางแนนอนวา ทานศา สนทูต (ศ) มิไดมีจุดประสงคอ่ืนใดเลยในวันน้ัน นอกจากประกาศใหชัดเจนลงไปวา ทานอาลีคือ ผูปกครองที่อยูในพันธะกรณีของทาน และทานอาลีคือผูที่จะตองดํารงอยูในฐานะผูนํา (อิมาม) ภายหลงั จากทาน ดังน้ันฮาดีษบทนี้จึงมีใจความที่เกี่ยวของอยางเดนชัดอยูในเงื่อนไขการเปนคอลีฟะฮฺของ ทานอาลีอยางชนิดท่ีไมจําเปนตองรับการสาธยายไปในดานอ่ืนและความหมายของฮาดีษน้ี ก็ไมมี

หนทางอ่ืนใดอีกแลว ท่ีจะแปลเปลี่ยนความหมายไปได ฉะน้ัน น่ีคือคําอธิบายที่ชัดแจง (สําหรับผูที่ เขามีหัวใจ และมกี ารรบั ฟง ทเี่ ขาถงึ เขาจงึ เปน ผูท ่มี คี วามตระหนัก) 2. สําหรับเงื่อนไขซึ่งพวกเขาเหลาน้ันไดแอบอางขึ้นมาเพ่ือประกอบในการอธิบายฮาดีษ บทนี้ไปอยางไมมีเหตุผลและผิดพลาดและดวยความหลักแหลมของความคิดท่ีบิดเบือนอีกประเด็น หนง่ึ น้นั ใครทจี่ ะขอชแ้ี จงวา แทจรงิ ทา นนบี (ศ) ไดท าํ การแตงต้ังใหทานอาลีไปประจําอยูที่เมืองยะ มนั 2 ครัง้ ครั้งแรกคือเม่ือป ฮิจเราะฮฺที่ 8 ซึ่งในปนี้ไดมีผูถูกบีบค้ันทางดานจิตใจกับทาน และไดไป ฟองรอ งทา นอาลียังทานนบีหลังจากที่ไดเดินทางกลับไปนครมะดีนะฮฺ แตแลวทานศาสดา (ศ) ก็ได ปฏิเสธตอพวกเขา(289) จนกระท่ังพวกเขาสังเกตเห็นความโกรธที่ปรากฏอยูในใบหนาของทาน ฉะน้นั พวกเขาจงึ มิไดด าํ เนินการในทาํ นองน้อี กี เลย (289) มีรายละเอียดปรากฏอยูใน อัล-มุรอญิอะฮฺท่ี 36 ขอใหทานโปรดพิจารณาตามหมาย เหตุดังกลาว. สําหรับในครั้งท่ีสองทานศาสดา (ศ) ไดสงทานอาลีไปเมื่อปฮิจเราะฮฺท่ี 10 ซึ่งในปนั้น ทานนบีไดมอบธงซึ่งเปนสัญลักษณของอิสลามใหแกทานอาลี และไดสวมผาโพกศีรษะใหแกทาน อาลีดวยมือของทานศาสนทูต (ศ) เอง แลวทานไดกลาววา “จงดําเนินงานของเจาไป และอยาไดพะ วักพะวงใจกับส่ิงหน่ึงสิ่งใด” ดังน้ันทานจึงไดดําเนินงานตามท่ีทานศาสนทูตไดมอบหมายใหแก ทา น ท่ีใหเปนผนู าํ ทางอนั เทีย่ งธรรม จนกระทงั่ ทา นอาลไี ดบรรลุถึงความสําเรจ็ ตามคาํ ส่ังของทานน บี และทานไดเดินทางมาพบกับทานศาสดา (ศ) ในวาระแหงการบําเพ็ญฮัจญ (วิดาอฺ) ซ่ึงทานไดรับ การตอนรับจากทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ และทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ก็ไดใหทานอาลีรวมกับ ทานในการทําพธิ ีเชอื ดสัตว (ฮดั ยะฮฺ) เหตุการณในคร้ังน้ีมิไดมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดไดรับความกระทบกระเทือนใจเพราะทาน และไมม ผี ใู ดไดรับความเสียหายจนถงึ กบั ต้งั ขอหาใด ๆ กับทาน เม่ือเปน เชนน้ีแลวเหตุผลของฮาดีษ บทน้ีจะเปนไปเหมือนกับคําอธิบายของผูปฏิเสธไดอยางไร ? มีขอจูงใจอันใดบางท่ีจะเขากันกับ ประเด็นของคําอธิบายท่ีพวกเขาไดแอบอางขึ้นวาฮาดีษนี้ เปนเร่ืองราวที่ตัดสินคําฟองรองท่ีมีตอ ทานอาลีซึ่งไมควรที่จะตองเปนสาเหตุท่ีถึงกับทําใหทานนบีตองยกยองตอทานดวยลักษณะซ่ึงการ ประกาศของทานนบี (ศ) บนมิมบัรท่ีทําขึ้นดวยอานอูฐในวันแหงฆอดีร-คุม จะเปนไปไดหรือ (ขอ

ความคุมครองจากอัลลอฮฺ) ท่ีจะทําการอธิบายแบบไมมีเหตุผลตอคําพูดและพฤติกรรมตลอดจนถึง จดุ มุงหมายอันสําคญั และมีคณุ คา ยงิ่ ของทา นศาสดา เราขอยืนยันถึงความบริสุทธ์ิแหงวิทยปญญาอันสูงสงของทานที่อัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์ย่ิงแด พระองคไ ดม ีโองการวา “แทจริงคําพูดนั้นเปนคําแหงศาสนทูตผูมีเกียรติ และมิใชคําพูดของกวีคนใด สวนนอย เทานั้นท่ีพวกเจาเปนผูศรัทธา และมันมิใชคําพูดของนักพยากรณคนใด สวนนอยเทาน้ันท่ีพวกเจา สํานกึ มนั เปน กิจการที่ถูกประทานมาจากพระผูอภบิ าลแหง สากลโลก” (อลั -ฮากเฺ กาะฮฺ : 40-43) และถาหากวาทานศาสดาประสงคที่จะอธิบายถึงเกียรติยศของทานอาลีเพ่ือตอบโตตอ บุคคลที่ตั้งขอกลาวหาตอทานอาลีแลว ทานก็กลาววา “น่ีคือบุตรแหงลุงของฉัน ผูเปนบุตรเขยของ ฉัน ผูเปนบิดาแหงลูก ๆ ของฉัน ผูเปนประมุขแหงอะฮฺลุลบัยตฺของฉัน ดังนั้นพวกเจาอยาไดใหราย ตอฉันในเรอื่ งของเขา” หรอื คําพูดประโยคอ่นื ๆ ทแี่ สดงถึงเกยี รติยศและศกั ด์ศิ รอี ันสงู สง แตใ จความแหงฮาดษี บท นี้ยังไมสามารถท่ีจะหา การอธิบายใดอ่ืนใหมาเขากับสติปญญาได นอกจากตามที่เราไดกลาวไป แลวเทานั้น ท่ีควรจะเปนเหตุผลอันเหมาะสมเทาที่ความสําคัญพอจะพึงมี ฉะน้ันแนนอนที่สุด ประโยคตาง ๆ ในฮาดีษบทน้ีจึงไดถูกนํามาพิจารณาจนเปนท่ียอมรับแกความเขาใจอยางมิตอง สงสยั และไมต อ งพะวกั พะวงใจตอ เร่อื งราวอื่น ๆ สาํ หรับคําอธิบายของอะหฺลุลบัยตฺของทานในเรื่องราวของฮาดีษ อัล-ฆอดีร น้ันเปนเหตุผล ท่ีมีความหมายตามท่ีเราไดอธิบายมาแลว โดยที่ทานศาสนทูตไดกําหนดวาพวกเขาเหลาน้ันคือ มาตรฐานสําหรับอัล-กุรอาน และทานไดแตงต้ังใหพวกเขาเหลานั้นเปนผูนําสําหรับปวงชนผูมี สติปญญา โดยท่ีทานไดกลาววา “แทจริงฉันไดละทิ้งไวในหมูพวกเจาทั้งหลาย ซ่ึงสิ่งที่ถาหากพวก เจาไดยึดถือไวแลว พวกเจาก็จะไมหลงผิด นั่นคือ พระคัมภีรแหงอัลลอฮฺและเช้ือสายแหงอะฮฺ ลลุ บัยตฺของฉนั ” ทานศาสนทูตไดกระทําไวดังกลาวก็เพ่ือท่ีจะส่ังสอนใหประชาชาติทั้งหลายไดรูวา หลังจากนบีของพวกตนแลว พวกเขาก็ไมมีมาตรการอื่นใดที่จะยึดมั่นไดอีก นอกจากจําเปนท่ี จะตองยอนกลับไปยังสิ่งทั้งสอง และไมมีหนทางอันใดที่จะดีเลิศหลังจากทานศาสดา นอกจาการ

ยอนกลบั ไปยงั สง่ิ ทง้ั สองน้ัน ทา นไดต ระหนักแลวถึงขอกําหนดทีจ่ าํ เปน (วาญบิ ) สาํ หรบั การปฏิบตั ิ ตามบรรดาอิมามท่ีมาจากเช้ือสายอันบริสุทธ์ิ ซึ่งอัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺ ผูทรงอานุภาพสูงสุด ซึ่ง เปนคัมภีรท่ีไมมีมลทินใด ๆ สามารถสอดแทรกเขาไปไดไมวาโดยเปดเผยหรือโดยซอนเรนได รับรองยืนยันพวกเขาเหลาน้ันไว ทํานองเดียวกันกับที่มิใหยึดมั่นตอคัมภีรใดท่ีขัดแยงกับวิทยปญญาแหงอัล-กุรอาน ของอัลลอฮฺ ผูทรงบริสุทธ์ิและผูทรงสูงสุดยิ่งฉันใด ทานศาสนทูตก็ไมยินยอมใหประชาชาติยึดมั่น ตอ ผนู าํ (อมิ าม) ใดทม่ี ีวิทยปญญาขดั แยงกันกบั บรรดาอมิ ามแหง เชื้อสายอันบริสุทธิ์เหลานี้ดว ย ทานศาสนทูต (ศ) ไดกลาววา “แทจริงส่ิงท้ังสองน้ีจะไมจําพรากหรือแตกแยกออกจากกัน จนกวามันท้ังสองจะไดยอนกลับไปยังฉัน ณ อัลเฮาฎ” (ซึ่งเปนหลักฐานที่แสดงวาโลกจะไม ปนปวนอยางแนนอนเพราะเบ้ืองหนาของมันน้ันยังมีมาตรฐานอันยุติธรรมแหงอัล-กุรอาน และผู อธิบายเหตุการณตาง ๆ ซ่ึงทานศาสนทูตไดจํากัดไวแลววา คือ ผูแทน (คอลีฟะฮฺ) ในบรรดาอิมามผู มเี ช้ือสายอนั บรสิ ุทธท์ิ ั้งหลาย) ทา นอิมามอะหมฺ ดั ไดบันทึกเรื่องราวยืนยันไวในทํานองน้ีในหนังสือ “มุสนัด” ของทาน(290) จากฮาดีษหนึ่งซ่ึงรายงานโดยทานซัยด บิน ษาบิตวา “ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ไดกลาววา “แทจริงฉันไดละท้ิงไวในหมูพวกเจา ซ่ึงผูแทนสองประการ (คอลีฟะฮฺ) นั่นคืออัล-กุรอาน แหง อลั ลอฮฺ ซงึ่ เปนสายเชอื กท่เี ชอ่ื มโยงมาจากฟา สูแดนดนิ กบั เช้อื สายของฉันแหงอะหฺลลุ บัยตฺของ ฉัน ฉะน้ันแนนอนทสี่ ุดส่งิ ท้ังสองน้ีจะไมจําพรากออกจากกนั จนกวา มันจะไดยอ นกลับยงั อัล-เฮาฎ” และนี่คอื หลักฐานทอี่ ธบิ ายในประเดน็ ของการเปนคอลีฟะฮฺแหงบรรดาอิมาม ผูสืบเช้ือสาย อันบริสุทธิ์ (ความสันติสุขพึงมีแดทานทั้งหลาย) และทานเองก็ไดรูแลววา ฮาดีษบทน้ีแสดงถึง ขอกําหนด (วาญิบ) วาจําเปนท่ีจะตองปฏิบัติตามผูสืบเช้ือสายท่ีบริสุทธ์ิซ่ึงเปนหลักฐานที่แสดงถึง ขอกาํ หนดทจ่ี าํ เปน (วาญิบ) สําหรับการปฏิบัติตามทานอาลีดวย เพราะทานเปนประมุขของเชื้อสาย เหลา น้แี ละเปนอิมาม (ผนู ํา) ท่ีไมม ขี อขัดแยงใด ๆ ฉะนั้นฮาดีษ อัล-ฆอดีร และฮาดีษอ่ืน ๆ ที่ไดกลาวถึงเร่ืองราวอันสําคัญของทานอาลีในแต ละครั้งน้ัน ก็เพราะวาทานเปนอิมามของบรรดาเช้ือสายท่ีบริสุทธ์ิ ซึ่งมีตําแหนงอยูในฐานะเดียวกัน กับอัล-กุรอานจากอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค สวนอีกประการหน่ึงก็คือเน่ืองจากคุณสมบัติ อันสูงสงของทานและเนื่องจากทานเปนผูปกครองของทุกคนที่ศาสนทูตแหงอัลลอฮฺไดเปน ผปู กครองของเขา

วัสลาม (ช) (290) โปรดพจิ ารณาดตู อนแรกของหนา 122 ุซอทฺ ่ี 5 ของหนงั สอื “มุสนดั อะหฺมดั ” อัล-มุรอญิอะฮฺ 59 27 มุฮัรรอ็ ม 1330 1. ยอมรับในหลกั ฐานอนั ชดั แจง 2. การหลีกเล่ยี งอยางมีเลศนัยนา สงสยั 1. ขา พเจาไมเ คยพบวาบคุ คลใดมเี หตผุ ลและหลักฐานอันสูงสง และนมิ่ นวลยิ่งไปกวาทานมี่ มีความสามารถแนะนําหลักฐาน และเหตุผลจนใหความเขาใจอยางชัดแจงในขอเท็จจริงตาง ๆ ความสงสัยท่ีเกิดขึ้นมาจากจิตสํานึกอันแทจริงน้ันไดรับการปดเปาคลี่คลายไปไดแลว บัดนี้ขาพเจา ไมมีปญหาใด ๆ หลงเหลอื อยูอีกแลวสําหรับปญหาเรื่องความหมายของคําวา “วะลีย” และ “เมาลา” ในฮาดีษ อัล-ฆอดีรวาแทจริงแลวมันตองหมายความวา “ผูปกครอง” เพราะถาหากมันมีความหมาย วา “เปนผูชวยเหลือ” หรือความหมายอื่น ๆ แลว ก็จะตองไมมีผูที่ขอรองใหลงโทษทัณฑซ่ึงปรากฏ ใหเห็นอยางฉับพลันเชนน้ัน ฉะน้ันสําหรับทัศนะของทานในความหมายของคําวา “เมาลา” นี้มี ความถกู ตอ ง แนนอนสมควรแกการยอมรบั 2. ตามท่ีทานไดช้ีแจงใหความกระจางแกขาพเจาโดยอาศัยการอธิบายจากฮาดีษซึ่งกลุม นักปราชญต า ง ๆ เชน ทา นอมิ ามอบิ นุ ฮะญัร ท่ีไดอธิบายไวในหนังสือศอวาอิก และทานฮะละบียที่ ไดอธิบายไวในหนังสือ “ซีเราะฮฺ นั้น ก็พบวาพวกเขากลาววา “พวกเรายอมรับวาเขา (อาลี) นั้นเปน ผูมีสิทธิในตําแหนงอิมามอยางแทจริง” ตามความหมายที่วาเปนผูนําสําหรับในอนาคตกาล ท้ังน้ี มิไดห มายความวา ทา นอาลจี ะเปน ผนู าํ มาต้ังแตในสมัยทท่ี า นนบี (ศ) ดํารงชีพอยู และไมมีหลักฐาน ระบุวาจะใหมีตําแหนงน้ีในเวลาใดของอนาคต ฉะนั้นตอมาประชาชนก็ไดเลือกทานข้ึนมา โดยได ใหส ัตยาบันแกทา นไปแลว ดงั นั้นจงึ ถอื ไดว า ไมเ ปน การเสยี หายแตป ระการใดทีจ่ ะมีคอลีฟะฮขฺ น้ึ มา กอนจากทานอาลีถึง 3 ทาน และนี่ก็คือความเชื่อถือของบรรพชนผูมีคุณธรรมที่มีเกียรติยิ่ง (อัลลอฮฺ ทรงมคี วามปต ชิ ่ืนชมตอพวกทานทงั้ มวล)

วสั ลาม (ซ) อัล-มรุ อญิอะฮฺ 60 30 มฮุ รั ร็อม 1330 • คําตอบสําหรับการหลีกเลี่ยงอยา งมีเลศนยั ขอใหอัลลอฮฺไดทรงชวยเหลือทานจนประสบกับสัจธรรมแนนอนที่สุดเราไดอธิบายอยาง ละเอียดถี่ถวนถึงสาระสําคัญซ่ึงเปนความหมายของฮาดีษอัล-ฆอดีร-คุม วา ทานอาลีนั้นไดรับการ แตงต้ังใหดํารงตําแหนงเปนผูปกครองตามฐานะของอิมาม (อิมามัต) โดยที่บรรดามุสลิมท้ังหลาย ตางก็ไดย อมรับใหทานดํารงตําแหนงน้ีฉะนั้นจึงหมายความวา ตําแหนงการเปนผูปกครองของทาน ไดถูกกําหนดข้ึนมาตั้งแตวันแหง “ฆอดีร-คุม” แลวทานก็ไดกลาวถึงการดํารงตําแหนงคอลีฟะฮฺท่ีมี ข้ึนมากอ นของบคุ คล 3 ทาน สําหรับเร่ืองน้ีเราขอยืนยันดวยพระนามของผูซึ่งเปนแสงสวางของสัจธรรม และผูทรง อานุภาพของความยุติธรรม และดวยเกียรติยศอันดีงาม เราจะขอถามทานวา ทานมีความสามารถท่ี จะทําความเขาใจตอปญหาน้ีไดเพียงพอหรือไม ทานมีความพึงพอใจแคไหนกับความหมายของฮา ดษี บทน้ี และเราจะไดทําการเสนอในเรือ่ งน้ีใหเปนไปตามความประสงคของทาน ขาพเจาตระหนัก อยูแกใจวาทานมีความฉงนใจตอผูท่ีตีความหมายของฮาดีษนี้ไปในทํานองท่ีตัวบทของฮาดีษมิได อธิบายถึง ซึ่งไมมีบุคคลหน่ึงบุคคลใดเขาใจอยางน้ันมากอน และเปนส่ิงท่ีเขากันไมไดกับวิทย ปญญาของทานนบี (ศ) แมแตนอย และเขากันไมได แมแตกับพฤติกรรมหน่ึงพฤติกรรมใดของ ทานนบี (ศ) และแมแตถอยคําหนึ่งถอยคําใดของทานนบี (ศ) ในวันแหงฆอดีร และไมเขากันกับ ความเขาใจของบรรพชนท่ีรับรูในเง่ือนไขอันเด็ดขาดน้ี อีกท้ังไมเขากันกับความเขาใจตามท่ี ฮาริษ บิน นุอฺมานไดรับรูจากฮาดีษน้ี ดังนั้นอัลลอฮฺผูทรงสูงสุดจึงไดทรงยืนยันถึงเรื่องนี้ และทานศาสน ทูต (ศ) ตลอดจนถงึ บรรดาสาวกตาง ๆ กไ็ ดย ืนยนั ไวอยางนเี้ หมอื นกัน โดยท่ที า นเขาใจวา ประโยคฮาดษี นแ้ี สดงวา อํานาจการปกครองของทานอาลีน้ันตอ งขึ้นอยู กบั กาลเวลาของอนาคต ฉะนั้นจําเปนอยางย่ิงท่ีทานอาลี จะตองไมเปนผูปกครองของคอลีฟะฮฺท้ัง 3

ทาน และจะตองไมเปนผูปกครองของมุสลิมคนหน่ึงคนใดในประเทศน้ันอยางแนนอน น่ีคือความ เขา ใจทแ่ี ตกตา งไปจากหลกั เกณฑท่ที า นศาสนทูต (ศ) ไดวางไว ตามที่ทานไดกลาววา “ฉันมิไดเปน ผปู กครองของบรรดาผูศ รทั ธาทมี่ ีอํานาจเหนอื ตวั ของพวกเขาดอกหรือ ?” พวกเขากลา ววา “ใชแ ลว ” ทานจึงกลาววา “ผูใดที่ฉันเปนผูปกครองของเขา (ผูศรัทธาทุกตัวบุคคล) ดังนั้นอาลีก็เปน ผปู กครองของเขาดว ย” ประโยคคําพูดในขอน้ีทา นก็เห็นอยแู ลววา มิไดเ ปนเรื่องของการยกยองเพ่ือสว นตัวเลย ครั้นแลวทานอาบูบักรฺและทานอุมัรก็ไดกลาวแกทานอาลี(291)ในขณะท่ีทานท้ังสองไดยิน ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ซ่ึงไดกลาวเรื่องน้ีขึ้นในวันแหงฆอดีร-คุมโดยทานไดกลาววา “ขอ แสดงความยินดี โออ บิ นุ อาบฏี อลบิ ผเู ปนผปู กครองของผศู รัทธาทัง้ ชายและหญงิ ” (291) รายงานโดยทานดาเราะกุฏนีย ตามท่ีมีปรากฏอยูในตอนทายของหัวขอที่ 5 บาบท่ี 1 หนงั สอื “เศาะวาอกิ ” ของ ทานอิบนุ ฮะญัร โปรดพจิ ารณาเรื่องน้ีไดที่หนา 26 และเปนเรื่อง ที่มีบุคคลอื่นไดรายงานไวอีกดวยในตําราฮาดีษและสายสืบตาง ๆ ของพวกเขา ทานอะหฺ มัดไดบันทึกคํากลาวตอนน้ีของทานอุมัร จากรายงานฮาดีษของทานบัรรออฺ บิน อาซิบ ใน หนา 281-ซุ อฺท่ี 4 หนังสือ “มุสนัด” ของทาน และเร่ืองน้ีทานก็ไดผานไปแลวครั้งหนึ่งใน อลั -มรุ อญิอะฮฺที่ 54 ของหนงั สอื เลม น้ี จึงเปนอันวา น่ีคือคําอธิบายวาทานอาลี คือ ผูปกครองของผูปกครองของผูศรัทธาท้ังชาย และหญงิ ทอ่ี ยทู า มกลางบรรดาผศู รทั ธาท้ังมวล นับตง้ั แตว ันทีป่ ระกาศ ณ อลั -ฆอดรี วันนั้น นอกจากน้ียังมีบุคคลหนึ่งไดกลาวแกทานอุมัร วา(292) “แทจริงทานไดทําส่ิงหนึ่งใหแกทาน อาลี ดังนีไ้ มเ คยมสี าวกของนบี (ศ) คนใดไดเ คยทาํ ไว” ทา นอมุ รั ตอบวา “แนนอน เพราะวา เขาคอื ผปู กครองของฉัน” ซ่ึงหมายความวาทานอาลีนั้น เปนผูปกครองของทานอุมัร และในวันน้ันถึงแมวาพวกเขาทั้งหลายมิไดทําการเลือก และมิไดทํา การใหสัตยาบันในตําแหนงคอลีฟะฮฺใหแกทานก็ตาม แตทานอาลีก็ไดเปนผูปกครองของทานอุมัร และเปนผูปกครองของผูศรัทธาท้ังชายและหญิงทุกคนในทันทีของวันน้ันโดยมิใชจะเปนข้ึนใน อนาคต ดวยการประกาศอยางเขมแข็งของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความ จําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) จากคําส่ังของอัลลอฮฺ ผูทรง สงู สุดในวันแหง ฆอดีร-คมุ ในคราวตอมา

คร้ังหนึ่งไดมีชาวอาหรับสองคนถกเถียงกันแลวไดไปหาทานอุมัร ดังนั้นทานจึงไดขอรอง ใหท านอาลีมาดาํ เนนิ การตดั สนิ เรื่องของบคุ คลทัง้ สอง ชายคนหน่งึ ไดกลาววา “จะใหค นนีต้ ัดสนิ เรอ่ื งของเราหรือ ?” ทา นอมุ ัรจึงไดตวาดและจบั คอเส้อื ของชายคนนน้ั (293) พรอ มกับกลา ววา “อะไรกนั เจายังไม รูจักชายคนนี้ดอกหรือ ? น่ีคือ ผูปกครองของเจาและผูปกครองของผูศรัทธาทุกคน และผูใดท่ีมิได ยอมรับวา เขาคอื ผูปกครอง ผนู นั้ ก็มใิ ชผ ศู รัทธา” (292) รายงานน้ีโดยทานดาเราะกุฏนีย ดังมีปรากฏอยูในหนา 36 หนังสือ “เศาะวาอิก” เชนกนั (293) รายงานโดยทานดาเราะกุฏนีย และมีปรากฏอยูในหนา 36 หนังสือ “เศาะวาฮิก” อีก ดวย. เร่ืองราวในทํานองนี้ยังมีขอมูลอีกมากมาย ขอใหอัลลอฮฺไดทรงชวยเหลือจนทานไดรับสัจ ธรรมดว ยเถดิ ทา นนา จะรวู า ถา หากปรชั ญาของฮาดษี อัล-ฆอดีร เปนไปอยางท่ีทาน อิบนุ อัล-ฮะญัร และสานุศิษยไดอธิบายไว (ตามขอสองของทาน) ถูกตองสมบูรณจริงแลว แนนอนท่ีสุดทานนบี (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ก็ เทากับคนที่เลนตลกกับสถานการณหรือวันที่มีความหมายอันสําคัญสําหรับทานนบี (ศ) ขอความ คุมครองตออัลลอฮฺท่ีจะมีผูตั้งขอกลาวหาวา ทานนบี (ศ) เพอเจอในคําพูดและในการกระทําของ ทา น ดวยพระนามของอัลลอฮฺเหตุการณน้ีจะตองไมเปนไปอยางคําอธิบายท่ีนักปราชญท้ังสอง ไดกลาวถึงเปนแน ซึ่งเปนคําอธิบายที่อยูในลักษณะที่นากลัวอะไรเชนนี้ นั่นคือการอธิบายวาทาน อาลีจะไดรับตําแหนงการเปนคอลีฟะฮฺก็ตอเม่ือหลังจากที่ไดมีการใหสัตยาบันตอทานแลวเทานั้น ลักษณะการอธิบายของทานเชนนี้ ยอมเปนสิ่งท่ีนาขบขันเสียย่ิงกวาคําอธิบายของคนเบาปญญา ซึ่ง สําหรับการพิจารณาจากผูท่ีมีสติปญญานั้น ยอมตระหนักไดวาตําแหนงอามีรุล มุมีนีน จะตองมิได เปนสิทธิของใครอ่ืน แมแตบุคคลหน่ึงบุคคลใดจากบรรดามุสลิมท้ังหลาย เน่ืองจากเหตุการณของ วันน้ันเทากับวาทุกคนอยูในสภาพที่ใหสัตยาบันแกทานอาลี เพราะฉะน้ันท้ังทานอาลีและบรรดา สาวกคนอื่น ๆ ตลอดจนถึงบรรดามุสลิมทั้งหลายตางก็อยูในกฎเกณฑนี้อยางเสมอภาคเทาเทียมกัน เพราะวาในความจริงท่ีทานนบี (ศ) มีความประสงคน้ันก็คือวาจะตองใหตําแหนงของการเปน ผูปกครองนแี้ กทานอาลี มิใชบุคคลอืน่ ไมว าผูใดในหมูชนรนุ น้ัน

ถาหากวาคําอธิบายของพวกเขาเหลาน้ันไดใหปรัชญาจนเปนท่ีสมบูรณวา ตําแหนงการ เปนอิมามของทานอาลีน้ันเปนเร่ืองของอนาคต ทั้ง ๆ ที่ทานอาลีไดรับตําแหนงการเปนผูนําตั้งแต สมัยท่ีทานนบี (ศ) ยังมีชีวิตอยู พวกเขาเหลานั้นจะเห็นวาเปนเรื่องที่แปลกประหลาดและหลงผิดก็ เปนเพราะพวกเขาลืมนึกถึงไปถึงสภาพของบรรดานบีทุกคน และบรรดาคอลีฟะฮฺตาง ๆ ตลอด จนถึงบรรดากษัตริยและผูปกครองท้ังหลายที่จะตองมีการแตงต้ังบุคคลผูที่จะตองสืบชวงภาย หลงั จากเขา และพวกเขารูเทาไมถึงการณจากความหมายของฮาดีษที่วา “เจากับฉันอยูในฐานะเหมือน ฮารูนกับมซู า หากแตว าไมมีนบีภายหลงั จากฉันแลว” และพวกเขาลืมคํากลาวของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญ และความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ท่ีไดกลาวไวในวันแหงการตักเตือนวา “พวกเจา จงเช่ือฟงและปฏิบัติตามเขา” ซ่งึ ฮาดีษน้ีไดม ีกลาวถงึ อยใู นตําราตา ง ๆ อยา งเปนเอกฉันท ถาหากวาเราจะยอมรับวา ตําแหนงการเปนผูน าํ นัน้ คอื สทิ ธิของทา นอาลมี าโดยตลอดตั้งแต สมัยการมีชีวิตอยูของทานศาสดานั้นเปนความคิดท่ีรับไมไดแลว ก็เทากับวาทานจะตองเปนอิมาม ข้ึนทันทีที่ทานศาสดาสิ้นชีวิต ซึ่งก็เปนเรื่องที่อยูในหลักเกณฑที่แทจริงของประโยคคําพูดของทาน ศาสดาอีกนั่นแหละ และเปนเรื่องท่ีบรรพชนผูมีคุณธรรมตางไดใหการยอมรับไวโดยมิไดสาธยาย ไปทางอนื่ ดงั ทเ่ี รากไ็ ดอธิบายไปแลวอยา งแจม แจงกบั เง่อื นไขของเรอ่ื งน.้ี วสั ลาม (ช) อลั -มรุ อญอิ ะฮฺ 61 1 ศอฟร 1330 • ขอหลกั ฐานฮาดษี ท่ียนื ยันเกี่ยวกบั เร่อื งน้จี ากสายสืบทางดานของนักปราชญฝายชอี ะฮฺ ในเมื่อลักษณะเชนนี้เปนท่ียอมรับของบรรดาบรรพชนผูมีคุณธรรมในอดีตแลวไซร ก็ถือ ไดวารายละเอียดตาง ๆ ตามท่ีทานไดเสนอมาจากหลักฐานฮาดีษที่ช้ีเฉพาะในเรื่องของตําแหนงอิ มามน้ันมิไดมีความผิดพลาดแตประการใด ซึ่งฮาดีษที่เก่ียวกับอัล-ฆอดีร และฮาดีษอ่ืน ๆ ก็มี

ลกั ษณะเหมอื นกนั ในรูปแบบของการอธิบายเร่อื งดังกลาวไปแลว อีกทั้งรายละเอียดตาง ๆ ของเร่ือง น้ี ก็มิจําเปนที่จะตองใชการตีความใด ๆ อีกตอไป ถาหากวาหลักฐานฮาดีษท่ีเกี่ยวกับเรื่องน้ียังมีอยู กับฝายของทานอีก ซ่ึงเปนหลักฐานฮาดีษที่นักปราชญฝายอะฮฺลิซซุนนะฮฺยังมิเคยไดรับรูแลวละก็ ขอทานไดโปรดเสนอฮาดีษตาง ๆ เหลาน้ันตอไปดวย ทั้งน้ีเพ่ือเราจะไดเพ่ิมความรูความเขาใจจาก หลกั ฐานดังกลา ว วัสลาม (ซ) อัล-มุรอญิอะฮฺ 62 2 ศอฟร 1330 • หลักฐานฮาดีษจาํ นวน 40 บท แนนอนที่สุดเรามีหลักฐานฮาดีษตาง ๆ อีกเปนจํานวนมาก ซึ่งนักปราชญฝายอะฮฺลิซซุน นะฮฺไมมีโอกาสท่ีจะไดรับรู ท้ัง ๆ ทเี่ ปนหลกั ฐานฮาดษี ท่ีศอฮฮี้ ฺ (ถูกตอง) ตามสายสบื ที่คลอ งจองกนั อยา งเปนเอกฉนั ทต ามลักษณะการรายงานของทางดานผูสืบเช้ือสายอันบริสุทธิ์ ซึ่งตอไปน้ีเราจะได นํามาเสนอแกท า น 40 บท(294) (294) เราไดเนนถึงจํานวนดังกลาวน้ีไปตามที่เราไดรับรายงานฮาดีษเก่ียวกับจํานวน ดังกลาวจากทานอามีรุล มุมีนีน อาลี บิน อาบีฏอลิบ ทาน อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส ทาน อับ ดุลลอฮฺ บิน มัสอูด ทานอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร ทานอาบู สะอีด อัลคุดรีย ทานอาบู ดัรดาอฺ ทานอาบู ฮุรัยเราะฮฺ ทานอานัส บิน มาลิก ทานมุอาซ บิน ญะบัล โดยรายงานฮาดีษมาเปน จํานวนมากทยี่ ืนยันวา ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ไดกลาววา “ประชาชาติของฉันคนใด ท่ีสามารถทองจําฮาดีษได 40 บทท่ีเก่ียวกับคําสอนตาง ๆ แลว อัลลอฮฺจะไดทรงแตงต้ังให เขาไดอยูในกลมุ ของนักปราชญทางศาสนาผูทรงคุณวฒุ ิในวันกยี ามัต” อีกรายงานหนึ่งทาน ไดกลาววา “อัลลอฮฺจะไดทรงแตงตั้งใหเขาเปนนักปราชญท่ีมีความรูเช่ียวชาญ” ทานอาบู ดัรดาอฺไดรายงานวา “ฉัน (ทานนบี) จะเปนผูใหความชวยเหลือเปนสักขีพยานใหแกเขาใน วันกียามัต” รายงานฮาดีษของทานอิบนุ มัสอูดกลาววา “จะมีเสียงเชิญชวนใหเขาเขาประตู

ของสวรรคไมวาประตูใดท่ีเขาประสงค” ในรายงานฮาดีษของทานอิบนุ อุมัรไดกลาววา “เขาไดถูกกําหนดใหอยูในกลุมของนักปราชญผูทรงคุณวุฒิ และในกลุมของบรรดาสักขี พยานท่ีใกลชิดของอัลลอฮฺ” เราจึงถือเอาจํานวน 40 ฮาดีษดังกลาวนี้มาทําการเสนอใน หนังสืออัล-มุรอญิอาตของเราทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ไดกลาววา “ความเจริญที่ สมบูรณในทศั นะของ 1. รายงานโดยทานศ็อดดูก มุฮัมมัด บิน อาลี บิน ฮุเซน บิน มูซา บิน บาบุวียฺ อัล-กุมมีย ซึ่ง มีปรากฏอยูในหนังสือ “อิกมาลุดดีน วะอิตมามุน-นิอฺมะฮฺ” โดยอางสายสืบไปถึงทานอับดุรเราะ มาน บนิ ซะมูเราะฮฺ ซงึ่ ไดรบั รายงานฮาดีษนม้ี าจากทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจาํ เริญและความสันติสุขแดท านและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ท่ีไดมีโอวาทใหแกเขาวา “โอบุตรของซะมูเราะฮฺ ยามใดที่ความรูสึกฝายกิเลสของมนุษยไดขัดแยงกันและยามใดที่ ทัศนะของบุคคลท้ังหลายแตกแยกกันแลว หนาท่ีของเจาในยามนั้นก็คือตองยึดม่ันตออาลี บิน อา บีฏอลิบ เพราะแทจริงเขาคือผูนําแหงประชาชาติของฉันและเปนผูทําหนาท่ีปกครองแทนฉัน ภายหลงั จากฉันแลว” (อลั -ฮาดีษ) 2. รายงานฮาดีษของทานศ็อดดูก อีกบทหนึ่งในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” กลาววา ทานอิบนุ อับบาส ไดรายงานวา “ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติ สุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “แทจริงอัลลอฮฺ ผูทรงไวซึ่งความบริสุทธิ์ และผูทรงสูงสุด ไดทรงทดสอบบรรดาชาวโลกดวยขอสอบที่สําคัญ กลาวคือ พระองคไดทรง คัดเลือกฉัน แลวพระองคไดทรงแตงตั้งใหฉันเปนนบี หลังจากน้ันพระองคยังไดทรงมีขอทดสอบ ข้ันท่ีสองกลาวคือ พระองคไดทรงคัดเลือกอาลี แลวทรงไดแตงต้ังใหเขาเปนผูนํา (อิมาม) และแลว พระองคไดทรงบัญชาใหฉันรับเอาเขามาเปนพ่ีนอง เปนคูใกลชิด เปนทายาทเปนผูแทน และเปนผู รว มภารกจิ ” (อลั -ฮาดษี ) 3. ทา นศอ็ ดดูกไดรายงานฮาดีษไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” อีกบทหนึ่งโดยอางสายสืบฮา ดีษไปยังทานอิมามศอดิก ซึ่งไดรับรายงานมาจากบิดาของทานอันมาจากรายงานฮาดีษที่บอกเลา โดยบรรพบุรุษของทาน (ความสนั ตสิ ุขพึงมีแดทานทั้งหลาย) วา “ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอ ฮทฺ รงประทานความจําเรญิ และความสนั ติสุขแดทา นและแดบรรดาลกู หลานของทาน) ไดก ลา ววา

อัลลอฮฺนั้น ไดแกบุคคลท่ีเขาไดรับฟงวาทะของฉันแลวไดรักษาไว โดยท่ีเขาไดรักษามันไวให เปนไปตามที่เขาไดรับฟงมา” และทานไดกลาวอีกวา “แนนอนย่ิงผูที่อยูเรนลับจะเปนสักขีพยาน ใหแ กพ วกทาน “ทานญิบรออีลไดแจงเรื่องราวจากพระผูอภิบาลผูทรงเดชานุภาพสูงสุดใหฉันไดทราบวา แทจริงพระองคไดทรงตรัสวา ผูใดที่ไดรับรูวาไมมีพระเจาอ่ืนใด นอกจากฉันแตเพียงผูเดียว และรู วามุฮัมมัดเปนบาวและเปนศาสนทูตของฉัน และรูวาอาลี บิน อาบีฏอลิบคือผูปกครองในหนา แผนดนิ ทีฉ่ ันไดแ ตงตั้ง และรวู า แทจริงบรรดาอิมามท่ีมาจากลูก ๆ ของเขานั้น เปนขอพิสูจนของฉัน แลว ไซร ฉันกจ็ ะนาํ เขาใหเขา สูสวนสวรรคด ว ยความเมตตาปรานีของฉัน” (อัล-ฮาดษี ) 4. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหนึ่งไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” โดยสายสืบมีไป ถึงทานอิมาม ศอดิก ซ่ึงไดรับรายงานมาจากบิดาของทาน และจากปูท้ังหลายของทานไดกลาววา “ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแด บรรดาลูกหลานของทา น) ไดกลา ววา “บรรดาอิมามภายหลังจากฉันน้ีจะมี 12 คน คนแรกในหมูพวกเขาน้ันคือ อาลี สวนคน สดุ ทายในหมูพวกเขานั้นคอื กออิม พวกเขาคือผูแ ทนและทายาทของฉัน” (อลั -ฮาดษี ) 5. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหนึ่งไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” โดยมีสายสืบไป ถึงทานอัศบัฆ บิน นะบาตะฮฺซ่ึงไดกลาววา “วันหนึ่งทาน อามีรุล มุมีนีน อาลี บิน อาบีฏอลิบ ได ออกมาหาพวกเราท่มี อื ของทานนนั้ ทานไดจ ับมอื ของทานฮาซนั อยแู ลวทา นกลา ววา “ทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ (ศ) ไดเคยออกมาหาพวกเราในวันหนึง่ โดยทที่ า นไดเ อามือของทา นจบั มือของฉนั อยา ง นี้ แลวกลาววา “บคุ คลที่ประเสริฐย่ิงถดั จากฉนั และทีจ่ ะไดเปนหัวหนาของคนท้ังหลายนั้น คือ พ่ีนองของ ฉันคนน้ี และเขาคือ ผูนํา (อิมาม) ของมุสลิมทุกคน อีกท้ังเขาคือ ผูบังคับบัญชาของผูศรัทธาทุกคน หลังจากการวายชนมของฉนั ” (อลั -ฮาดีษ) 6. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหน่ึงไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” โดยมีสายสืบไป ถงึ ทานอมิ าม ริฎอ ซึ่งไดร ับรายงานโดยตรงมาจากบรรพบรุ ษุ ของทา นที่อางถงึ ฮาดษี ของทา นศาสน ทตู แหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลาน ของทาน) ที่ไดกลาววา

“ผูใดมีความรักในอันที่จะยึดมั่นตอศาสนาของฉัน และในอันท่ีจะไดขึ้นสูนาวาแหงความ ปลอดภัยภายหลังจากฉันแลวไซร ดังนั้นเขาจงไดยึดม่ันตออาลี บิน อาบีฏอลิบ เพราะแทจริงเขาคือ ทายาทของฉัน อีกทั้งเขาคือผูแทนของฉันท่ีมีสําหรับประชาชาติของฉันท่ีอยูในแบบฉบับของฉัน หลงั จากท่ีฉนั ไดวายชนมไปแลว” (อลั -ฮาดษี ) 7. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหน่ึงไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” โดยมีสายสืบไป ถึงทานอิมาม ริฎอซึง่ ไดร ับรายงานโดยตรงมาจากบรรพบุรุษของทานที่อางถึง ฮาดีษของทานศาสน ทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลาน ของทา น) ท่ีไดก ลาววา “ฉันและอาลีคือ บิดาแหงประชาชาติน้ี ผูใดท่ียอมรับเราก็เทากับยอมรับในอัลลอฮฺ สวน ผูใดที่ปฏิเสธเราก็เทากับปฏิเสธอัลลอฮฺ ผูทรงเดชานุภาพสูงสุด และอาลีคือศูนยรวมสําหรับ ประชาชาติของฉัน สวนประมุขแหงบรรดาบุรุษชาวสวรรคนั้น ไดแก ฮาซันและฮุเซน สวนบุตร หลานของฮุเซนอีกเกาคนน้ันใหถือวา การเช่ือฟงปฏิบัติตามพวกเขาคือการเชื่อฟงปฏิบัติตามฉัน การทรยศตอพวกเขาหมายถึงการทรยศตอฉัน บุคคลที่เกาในหมูพวกเขาคือผูท่ีดํารงคงอยู และเปน ผนู าํ ทางของพวกเขา” (อลั -ฮาดีษ) 8. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหนึ่งไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” โดยมีสายสืบไป ถึงทานอิมามฮาซัน อัสกะรีย ซ่ึงไดรับรายงานโดยตรงมาจากบรรพบุรุษของทานท่ีอางถึงฮาดีษของ ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแด บรรดาลกู หลานของทาน) ทไี่ ดก ลา ววา “โออ บิ นุมสั อดู อาลี บิน อาบีฏอลิบน้ันคือ ผูนํา (อิมาม) ของพวกทานภายหลังจากฉัน และ เปนผแู ทนของฉนั ในหมูพวกทาน” (อัล-ฮาดีษ) 9. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหนึ่งไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” โดยมีสายสืบไป ถึงทานซัลมานท่ีไดกลาววา “ฉันไดเขาไปพบทานนบี (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความ สันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ซึ่งในขณะนั้นทานฮุเซน บิน อาลีไดน่ังอยูบนตัก ของทา น แลว ทา นไดจ มุ พติ ท่รี มิ ฝป ากแลว กลาววา “เจาคือประมุขคนหนึ่งผูเปนบุตรของประมุข เจาคือผูนํา (อิมาม) คนหน่ึงผูเปนบุตรของ ผูนํา (อิมาม) เปนพี่นองของผูนํา (อิมาม) อีกทั้งเปนบิดาของบรรดาอิมาม (ผูนํา) เจาคือขอพิสูจน ของอัลลอฮฺ เจาเปนบุตรแหงผูซ่ึงเปนขอพิสูจนของพระองค เจาเปนบิดาของเหลาบรรดาผูซ่ึงเปน

ขอพิสูจนทั้งเกาคน อันมาจากเลือดเน้ือเชื้อไขของเจา บุคคลท่ีเกาในหมูพวกเขานั้น คือ ผูท่ีดํารงอยู (กออมิ )” (อลั -ฮาดษี ) 10. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหนึ่งไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” โดยมีสายสืบไป ถึงทานซัลมาน เชนเดียวกัน ซึ่งเปนฮาดีษบทยาวบทหนึ่งของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺดังตอไปนี้ “โอฟาฏิมะฮฺ เจาจงรูไวเถิดวา สําหรับอะหฺลุลบัยตฺของเรานั้น อัลลอฮฺไดทรงเลือกสรรชีวิตแหง ปรโลกท่ีดีเหนือกวาโลกน้ีใหแกเรา แทจริงอัลลอฮฺ ผูทรงไวซ่ึงความจําเริญและผูทรงสูงสุดไดทรง ทดสอบชาวโลกดวยขอทดสอบที่สําคัญประการหน่ึง กลาวคือพระองคไดทรงคัดเลือกฉันใหพิเศษ ย่ิงไปกวาสรรพสิ่งท้ังหลายของพระองค แลวสําหรับขอทดสอบประการที่สองนั้นคือ พระองคได ทรงคัดเลือกสามีของเจา ซึ่งพระองคไดทรงบัญชาใหฉันดําเนินการแตงงานเขาใหแกเจา อีกทั้งทรง บัญชาใหฉันรับเอาเขาข้ึนเปนตัวแทนของฉันในหมูประชาชาติของฉัน ดวยเหตุนี้บิดาของเจา คือ ผู ประเสรฐิ ยิ่งในหมบู รรดาอัมบิยาอฺ สวนสามีของเจาเปนผูประเสริฐย่ิงในหมูเอาศิยาอฺ (ทายาท) สวน เจาเปนบุคคลแรกในหมูทตี่ ดิ ตามไปพบฉัน” (อัล-ฮาดษี ) 11. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษที่มีขอความยืดยาวบทหน่ึงไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” ซ่ึงทานไดระบุไวในฮาดีษบทน้ีถึงจํานวนหนึ่งของบรรดาชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอร จํานวน มากกวาหนึ่งรอยคนที่ไดประชุมกันในมัสญิด เมื่อคร้ังสมัยการเปนคอลีฟะฮฺของทานอุสมาน พวก เขาเหลาน้ันตางพูดคุยกันถึงเร่ืองวิชาความรูและเรื่องศาสนบัญญัติ และตางคนก็โออวดซึ่งกันและ กันในหมูพวกเขา สวนทานอาลีนั้นเปนฝายน่ิงเงียบ พวกเขาจึงไดพากันกลาวแกทานอาลีวา “โอ บิดาของฮาซัน ทําไมทานจึงไมพูดอะไรเลย ?” ดังน้ันทานอาลีจึงไดกลาวแกพวกเขาดวยวจนะหนึ่ง ของทา นศาสนทูตแหง อัลลอฮฺ (ศ) วา “อาลีนั้นเปนพี่นองและเปนผูรวมภารกิจของฉัน เปนผูสืบมรดกและเปนทายาทของฉัน เปนตัวแทนของฉันในหมูประชาชาตินี้ และเปนผูมีอํานาจการปกครองผูศรัทธาทุกคนภายหลังจาก ฉัน” ดงั นั้นพวกเขาทง้ั หลายจงึ ไดย นื ยันสิ่งนแี้ กทา นอาลี (อัล-ฮาดษี ) 12. ทานศ็อดดูกไดรายงานฮาดีษอีกบทหนึ่งไวในหนังสือ “อัล-อิกมาลฯ” ซึ่งเปนรายงาน ท่ีมาจากทานอับดุลลอฮฺ บิน ญะอฺฟร ทานฮาซัน ทานฮุเซน ทานอับดุลลอฮฺ บิน อับบาส ทานอุมัร บิน อะบูซะละมะฮฺ ทานอุซามะฮฺ บิน ซัยด ทานซัลมาน ทานอาบูซัรลุทานมิกดาด บุคคลทั้งหมดนี้ ไดกลาววา “พวกเราไดยินทานศาสนทูตแหงอลั ลอฮฺ (ศ) กลาววา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook