1 การสารวจและการวจิ ัยสาหรับธุรกิจด้านการบนิ (AVIATION BUSINESS SURVEY AND RESEARCH) บทท่ี 1 ความรู้เบอื้ งต้นและแนวคดิ ท่ัวไปทเี่ กย่ี วกับ การสืบคน้ ข้อมูลและแนวทางการวจิ ยั ทางธุรกจิ การบนิ แนวคิดวธิ “ี การวิจยั เชิงสารวจ” ในธุรกิจดา้ นการบนิ I. แนวคิดเกยี่ วกบั การสบื คน้ และวธิ กี ารเสาะแสวงหาความรู้ ของลกู ค้าทมี่ าใช้ บริการสายการบนิ (Methods of customer acquiring knowledge) จากแนวคิดท่ีบุคคล มักจะมีความสนใจในสิ่งต่างๆ ท่ีอยู่รอบตัวมานานนับตั้งแต่ยุค เร่ิมแรกตงั้ แต่โบราณมาแลว้ โดยเฉพาะการรบั รูค้ วามรูต้ ่างๆ เพ่ือท่ีจะนามาแกไ้ ขปัญหาต่างๆ ท่ี อยู่รอบตัว ความรูท้ ่ีหลากหลายของมนุษยใ์ นปัจจุบนั นี้ มักจะประกอบดว้ ย ทัง้ ขอ้ เท็จจริง คา บอกเลา่ ประสบการณต์ รงและทฤษฎีต่างๆ ซง่ึ นบั วนั จะมีทงั้ ขอ้ มลู และขอ้ คน้ พบมากย่ิงขนึ้ ไปตาม ระยะเวลา ซ่งึ ความรูแ้ ละการรบั รูเ้ หลา่ นี้ จะช่วยใหบ้ คุ คลมีความรู้ ความเขา้ ใจ และสามารถท่ีจะ อธิบาย ควบคุม หรือพยากรณ์เหตกุ ารณ์ต่างๆ ในสถานการณ์ท่ีกาหนดใหไ้ ด้การเสาะแสวงหา ความรูข้ องบุคคล มิใช่กระบวนการท่ีเกิดขึน้ เองโดยอัตโนมัติ แต่เป็นกระบวนการท่ีตอ้ งอาศัย สติปัญญา ประสบการณ์และการฝึกฝน ซ่ึงหากกล่าวถึงวิธีการเสาะแสวงหาความรูข้ องมนุษย์ เพ่อื ความเขา้ ใจในตวั ตนของบคุ คลมากยิง่ ขึน้ อาจจาแนกออกได้ ดงั นี้ คอื 1. ความรู้ทไ่ี ดม้ าจากวธิ ีการแบบด้ังเดิม (Older Methods)ซ่งึ ตงั้ แต่ในยคุ สมยั โบราณ มนษุ ยม์ กั จะไดค้ วามรูม้ าดว้ ยการ ดงั ตอ่ ไปนคี้ อื 1) เกิดจากการสอบถามผู้รู้หรือผู้ที่มีอานาจมากกว่าตน (Authority) เป็น การไดค้ วามรูจ้ ากการสอบถามผรู้ ู้ หรือผมู้ ีอานาจ เช่น ผนู้ าชุมชน ผนู้ าหม่บู า้ น ในเหตกุ ารณห์ รือ ปรากฎการณท์ ่ีตนเองไม่แน่ใจ หรือไม่เคยประสบมาก่อน โดยมีความเช่ือว่าบุคคลเหล่านนั้ มี มมุ มองและประสบการณท์ ่มี ากกว่าตน และสามารถใหค้ าแนะนาท่ีดีไดม้ ากกว่า การท่ตี นจะมา น่งั คาดเดาเอาเอง เพ่อื ชว่ ยคล่คี ลายปัญหาตา่ งๆ และมกั จะมีความเช่ือถือโดยไม่มกี ารพสิ จู น์
2 2) เป็ นความรู้ที่ได้รับมาโดยความบังเอิญ (Chance) เป็นการได้รบั ความรู้ มาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซ่ึงไม่มีเจตนาท่ีจะศึกษาเร่ืองนั้นโดยตรง แต่บังเอิญเกิดเหตุการณ์ หรือ ปรากฏการณบ์ างอย่างท่ที าใหบ้ คุ คลไดร้ บั ความรูน้ นั้ มา ซง่ึ อาจจะยงั ไม่ไดร้ บั การพิสจู นว์ ่ามีความ เป็นจรงิ ตามนนั้ เสมอไปหรือไม่ 3) ได้รับรู้จากการการประพฤติปฎิบัติสืบทอด หรือเป็ นขนบธรรมเนียม ประเพณี (Tradition) เป็นการไดค้ วามรูม้ าจากส่ิงท่ีคนในสังคม ประพฤติปฏิบตั ิสืบทอดกันมา จนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ผู้ได้รบั ข้อมูลจากบุคคลท่ีมีวิธีการนี้ ก็ควร ตระหนักดว้ ยว่าสิ่งต่างๆ ท่ีเกิดขึน้ ในอดีต จนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ไม่ใช่จะเป็นส่ิงท่ี ถูกต้องและเท่ียงตรงเสมอไป ดังนั้น ผูท้ ่ีใชก้ ารเก็บรวบรวมข้อมูลและวิธีการจากบุคลลเหล่านี้ ควรจะไดน้ ามาประเมินอยา่ งรอบคอบเสียก่อนท่จี ะยอมรบั ว่าเป็นขอ้ เท็จจรงิ 4) ข้อมูลและความรู้ทไี่ ด้จากผู้เชย่ี วชาญ (Expert) จะเป็นการไดค้ วามรูจ้ าก ผเู้ ช่ียวชาญ ท่มี กั จะเป็นแบบเฉพาะเรื่องเม่ือมีปัญหา หรือตอ้ งการคาตอบเกี่ยวกบั เรื่องใด ก็มกั จะ ไปถามจากผเู้ ช่ียวชาญเฉพาะเร่ืองนนั้ ๆ 5) ข้อมูลความรู้ท่ีได้รับจากประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง (Personal experience) เป็นการไดค้ วามรูจ้ ากประสบการณท์ ่ีตนเคยประสบผา่ นมา ประสบการณข์ องแตล่ ะ บุคคลจะช่วยเพิ่มความรูใ้ หบ้ ุคคลนนั้ เม่ือประสบปัญหาก็พยายามระลึกถึงเหตกุ ารณ์ท่ีตนเอง เคยประสบ และแนวทางการแกป้ ัญหาในอดตี เพ่อื เป็นแนวทางในการแกป้ ัญหาท่ปี ระสบอยู่ 6) ข้อมูลความรู้ท่ีได้รับจากการลองผิดลองถูก (Trial and error) เป็นการ ไดค้ วามรูม้ าโดยการลอง หรือทดลอง เพ่ือการแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ หรือปัญหาท่ีไม่เคยทราบมา ก่อน และเม่อื ปัญหานนั้ ไดร้ บั การแกไ้ ขถกู ตอ้ งเป็นท่พี ึงพอใจ ก็จะกลายเป็นความรูใ้ หม่ท่จี ดจาไว้ ใชต้ ่อไป ถา้ แกป้ ัญหาผดิ พลาด กม็ กั จะไม่กลบั มาใชว้ ธิ ีการเชน่ นนั้ อีก 2. การได้ความรู้มาจากวิธีการแบบอนุมาน (Deductive Method) เป็น แนวคิดท่ีเกิดขึน้ โดยอริสโตเติล (Aristotle) โดยใชห้ ลกั วิธีการคิดเชิงเหตุผล ซ่ึงเป็นกระบวนการ คิดคน้ จากเร่ืองท่วั ๆ ไป แลว้ นาไปสู่เร่ืองเฉพาะเจาะจง หรือ การคิดจากส่วนใหญ่ไปส่สู ่วนย่อย จากสงิ่ ท่ีรู้ ไปสสู่ ง่ิ ท่ไี ม่รู้ วิธีการอนมุ านนี้ จะประกอบไปดว้ ย 1) ข้อเท็จจริงหลัก ซ่งึ จะเป็นเหตกุ ารณท์ ่ีเป็นจรงิ อย่ใู นตวั ของมนั เอง หรืออาจ เป็นขอ้ ตกลงท่ีถกู กาหนดขนึ้ มาเป็นกฎเกณฑ์
3 2) ข้อเท็จจริงย่อยหรือข้อเท็จจริงประกอบ ซ่ึงมักจะมีความสัมพันธ์ กับ ขอ้ เท็จจรงิ หลกั หรอื มีความเป็นเหตเุ ป็นผลเพยี งเฉพาะกรณีท่ตี อ้ งการทราบความจรงิ เท่านนั้ 3) ผลสรุป จะเป็นขอ้ สรุปท่ีไดจ้ ากการพิจารณา ความสมั พนั ธข์ องสาเหตุหลกั และเหตผุ ลยอ่ ย ตวั อย่างการหาความจริงแบบนี้ เช่น ขอ้ เท็จจรงิ หลกั : สตั วโ์ ลกทกุ ชนดิ ตอ้ งตาย ในท่ีสุด / ขอ้ เท็จจริงย่อย : คนเป็นสตั วโ์ ลกชนิดหน่ึง / ผลสรุป : คนตอ้ งตายเช่นกนั หรือตวั อย่าง ท่ี 2 ขอ้ เท็จจริงหลกั : ถา้ โรงเรียนถูกไฟไหม้ ครูจะเป็นอนั ตราย / ขอ้ เท็จจริงย่อย : โรงเรียนถูกไฟ ไหม้ / ผลสรุป : ครูตอ้ งเป็นอนั ตราย (ซ่งึ ตามความเป็นจรงิ ครูอาจปลอดภยั ก็ได)้ การแสวงหาความรู้โดยวธิ ีการแบบอนุมาน จะเป็นวิธีการท่ีมีประโยชนอ์ ย่าง ย่ิงก็จรงิ แต่กจ็ ะมีขอ้ จากดั ดงั นี้ คอื 1)ผลสรุปที่ได้รับจะถูกต้องหรือไม่ ขึน้ อยู่กับขอ้ เท็จจริงหลกั กับขอ้ เท็จจริง ย่อย หรือทงั้ คู่ หากขอ้ เท็จจรงิ ไม่ถูกตอ้ งก็จะทาใหข้ อ้ สรุปผิดพลาดไปดว้ ย ดงั เช่นในตวั อย่างท่ี 2 นนั้ การท่โี รงเรียนถกู ไฟไหม้ ครูในโรงเรียนอาจจะไม่เป็นอนั ตรายเลยกไ็ ดเ้ ป็นตน้ 2) ผลสรุปที่ได้เป็ นวิธีการสรุปจากส่ิงท่ีรู้ไปสู่ส่ิงท่ียังไม่รู้ แต่วิธีการนี้ ไม่ได้ เป็นการยืนยนั เสมอไปว่า ผลสรุปท่ีไดจ้ ะเช่ือถือไดเ้ สมอไป เน่ืองจากถา้ ส่ิงท่ีรูแ้ ต่แรกเป็นขอ้ มลู ท่ี คลาดเคล่ือน ก็จะสง่ ผลใหข้ อ้ สรุปนนั้ คลาดเคลือ่ นไปดว้ ยเชน่ กนั 3. การได้ความรู้มาจากวิธีการแบบอุปมาน (Inductive Method) เกิดขึน้ โดยฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) โดยมีขอ้ จากดั ของวิธีการอนุมาน ในแง่ที่ว่าข้อสรุปนั้น จะเป็ นจริงได้ก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงนั้นจะต้องถูกต้องเสียก่อน จึงไดม้ ีการเสนอแนะวิธีการ เสาะแสวงหาความรู้ โดยการรวบรวมขอ้ เท็จจริงย่อยๆ ต่างๆ เสียก่อน แลว้ จึงค่อยสรุปรวบไปหา สว่ นใหญ่ โดยท่หี ลกั ในการอปุ มานนนั้ มีอยู่ 2 แบบดว้ ยกนั คือ 1) วิธีการอุปมานแบบสมบูรณ์ (Perfect inductive method) เป็นวิธีการ แสวงหาความรู้ โดยรวบรวม ขอ้ เท็จจรงิ ย่อยๆ จากทุกหน่วยของกลมุ่ ประชากร แลว้ จึงสรุปรวม ไปสู่ ในสว่ นใหญ่ วิธีนปี้ ฏิบตั ิไดย้ ากเพราะลกั ษณะบางอยา่ ง อาจไม่สามารถนามาศกึ ษาไดค้ รบ ทกุ หน่วย นอกจากนี้ ยงั สนิ้ เปลืองเวลา แรงงาน และคา่ ใชจ้ ่ายมากมาย
4 2) วิธีการอุปมานแบบไม่สมบูรณ์ (Imperfect inductive method) จะเป็น วิธีการเสาะแสวงหาความรู้ โดยการรวบรวมขอ้ เท็จจริงย่อยๆ จากบางส่วนของกลุ่มประชากร แล้วสรุปรวมไปสู่ในส่วนใหญ่ โดยท่ีข้อมูลท่ีจะศึกษานั้น ถือว่าเป็นตัวแทนของสิ่งท่ีจะศึกษา ทงั้ หมด ผลสรุปหรือความรูท้ ่ีได้ จะสามารถอา้ งอิงไปส่กู ลุ่มท่ีศึกษาทั้งหมดได้ วิธีการนีเ้ ป็นท่ี นิยมมากกว่าวิธีการอุปมานแบบสมบูรณ์ เน่ืองจากสะดวกในทางปฏิบัติและประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใชจ้ า่ ยมากกวา่ อยา่ งมาก 4. การได้ความรู้มาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เป็น การเสาะแสวงหาความรูโ้ ดยใชห้ ลกั การของ วิธีการแบบอนุมานและวิธีการแบบอุปมาน นามา ผสมผสานกนั โดยนกั วิชาการช่ือ Charles Darwin เป็นผูร้ ิเร่มิ นาวิธีการนีม้ าใช้ ซ่งึ เม่ือตอ้ งการ คน้ ควา้ หาความรู้ หรือการแกป้ ัญหาในเรื่องใด ก็ตอ้ งรวบรวมขอ้ มลู ท่ีเก่ียวกบั เรื่องนัน้ ก่อนแลว้ นา ขอ้ มลู มาใชใ้ นการสร้างเป็ นสมมติฐาน ซ่งึ เป็นการคาดคะเนคาตอบล่วงหนา้ ต่อจากนนั้ ก็เป็น การตรวจสอบปรบั ปรุงสมมตฐิ านนนั้ ดว้ ยการเก็บรวบรวมขอ้ มลู และทดสอบสมมตฐิ านและไดม้ ี การปรับปรุงให้ดีขึน้ มาเป็ นลาดับ โดยให้ช่ือวิธีนี้ว่า การคิดแบบใคร่ครวญรอบคอบ (Reflective Thinking) ซ่งึ ในยคุ ตอ่ ๆ มากเ็ ป็นท่รี ูจ้ กั กนั ในช่อื ของ “วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์” การไดค้ วามรูม้ าดว้ ยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นับเป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรูท้ ่ีดีใน การแกป้ ัญหาต่างๆ เพราะไม่เพียงแต่ปัญหาท่ีเกิดขึน้ ในหอ้ งปฏิบตั ิทางการวิทยาศาสตรเ์ ท่านัน้ แตย่ งั สามารถนามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการแกป้ ัญหา และพฒั นาทางดา้ นธุรกิจการบนิ ดว้ ย ขัน้ ตอนของวธิ ีการแก้ปัญหาตามแนวทางวทิ ยาศาสตรส์ รุปไดด้ งั นี้ 1. ขนั้ ตอนของปัญหา (Problem) 2. ขนั้ ตอนในการตงั้ สมมติฐาน (Hypothesis) 3. ขนั้ ตอนในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (Gathering Data) 4. ขนั้ ตอนในการวิเคราะหข์ อ้ มลู (Analysis) 5. ขนั้ ตอนในการสรุปผล (Conclusion) II. แนวคดิ และขนั้ ตอนวธิ ีการทางวิทยาศาสตรท์ ใ่ี ช้ในการสารวจวจิ ัยในธุรกจิ ทางดา้ นการบนิ 1. ลักษณะสาคัญของการสารวจวิจัยด้านการบิน เบสท์ (Best, 1981) ไดใ้ ห้ ความหมายของการวิจยั ไวว้ ่า เป็นวิธีการท่ีเป็นระบบระเบียบ และมีจุดม่งุ หมายในการวิเคราะห์
5 และคิดบนั ทึกการสงั เกตท่ีมีการควบคุม เพ่ือนาไปสขู่ อ้ สรุปอา้ งอิงหลกั การ หรือทฤษฎีซ่งึ จะเป็น ประโยชน์ในการทางาน และการควบคุมเหตุการณ์ต่างๆ ได้ จากแนวคิดของ เบสท์ (Best , 1981) ท่ีได้สรุปลักษณะท่ีสาคัญของการวิจัยไว้ ซ่ึงพอจะนามาสรุป เพ่ือเป็นแนวทางในการ ดาเนินการสารวจวจิ ยั ในธรุ กิจดา้ นการบนิ ได้ ดงั นีค้ ือ 1. เป้าหมายของการสารวจวิจยั วิจัยทางดา้ นการบิน มกั จะทาเพ่ือมุ่งเนน้ ท่ีจะ หาคาตอบต่างๆ เพ่ือจะนามาใชแ้ กป้ ัญหาท่ีมีอยู่ และพัฒนาศกั ยภาพการแข่งขนั ทางธุรกิจโดย พยายามศกึ ษาถึงความสมั พนั ธร์ ะหว่างตวั แปร และลกั ษณะความเป็นเหตเุ ป็นผลซง่ึ กนั และกนั 2. การสารวจวิจยั ทางธุรกิจดา้ นการบิน มกั เนน้ ถงึ การพฒั นาขอ้ สรุป หลกั เกณฑ์ แนวคิด หรือทฤษฎีต่างๆ เพ่ือท่ีจะเป็นประโยชนใ์ นการทานายเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีจะเกิดขึน้ ใน อนาคต เป้าหมายของการสารวจวิจัยนนั้ มิไดห้ ยุดอยู่เฉพาะกล่มุ ตวั อย่างท่ีนามาศึกษาเท่านั้น แตข่ อ้ สรุปท่ไี ดม้ ่งุ ท่ีจะอา้ งอิงไปสกู่ ลมุ่ ประชากร เปา้ หมาย (หรอื กลมุ่ ลกู คา้ ) อีกดว้ ย 3. การสารวจวิจัยทางการบินจะอาศัยข้อมูล หรือเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีสามารถ สงั เกต สมั ภาษณ์ และสอบถามได้ นามารวบรวมเพ่ือใหไ้ ดค้ าถามและคาตอบท่ีน่าสนใจ ซ่งึ บาง คาถามอาจไมส่ ามารถทาการสารวจวจิ ยั ได้ เพราะไมส่ ามารถรวบรวมขอ้ มลู นนั้ ๆ มาศกึ ษาได้ 4. การสารวจวิจัยดา้ นการบิน จะตอ้ งการเครื่องมือและการรวบรวมขอ้ มูล ท่ี แม่นยา เท่ียงตรง และถกู ตอ้ งตามหลกั วิชาการ 5. การสารวจวิจัยด้านการบิน จะเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลใหม่ๆ และ ขอ้ มลู ท่ีมีความเป็นปัจจบุ นั ท่ีสดุ ทงั้ จากแหลง่ ปฐมภูมิ หรือการใชข้ อ้ มลู ท่ีมีอยเู่ ดิม เพ่ือการนาไป หาคาตอบของวตั ถปุ ระสงคใ์ หม่ของธรุ กจิ การบิน 6. กิจกรรมท่ีตอ้ งใชใ้ นการสารวจวิจัยทางดา้ นการบิน จะตอ้ งเป็นกิจกรรมท่ีมี การกาหนดไวอ้ ย่างมีระบบแบบแผน 7. การสารวจวิจัยทางดา้ นการบิน เป็นกระบวนการท่ีมีเหตุผลและมีความเป็น ปรนยั สามารถท่จี ะทาการตรวจสอบความตรงของวธิ ีการท่ใี ชข้ อ้ มลู ท่ีรวบรวมมาและขอ้ สรุปท่ไี ด้ 8. ตอ้ งสามารถท่ีจะทาซา้ ได้ โดยใชว้ ิธีเดียวกนั หรือวิธีการท่ีคลา้ ยคลึงกนั ถา้ มี การเปล่ียนแปลงกลุ่มประชากร สถานการณ์หรือระยะเวลา ตอ้ งมีความอดทนและไม่รีบรอ้ น บุคลากรท่ีเป็นนกั วิจยั อาจจะตอ้ งมีความลาบากในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลบางเรื่อง โดยเฉพาะ กรณีท่จี ะแสวงหาคาตอบของคาถามท่ียากๆ หรือมคี วามเป็นสว่ นตวั ของลกู คา้ สงู 9. การเขียนรายงานการสารวจวิจยั ดา้ นการบนิ ควรจะทาอย่างละเอียดรอบคอบ ศัพทเ์ ทคนิคท่ีใช้ควรจะบัญญัติความหมายไว้ วิธีการท่ีใชใ้ นการสารวจวิจัยต้องอธิบายอย่าง
6 ละเอียด รายงายผลการวิจัยอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ใชค้ วามคิดเห็นส่วนตัว ไม่ไปบิดเบือน ผลสรุปท่ไี ดจ้ ากการสารวจวจิ ยั นนั้ ๆ 10. การสารวจวิจัยดา้ นการบินนั้น ตอ้ งการทั้งความซื่อสตั ยแ์ ละกลา้ หาญใน การรายงานผลการวิจยั ในบางครง้ั ซ่ึงอาจจะไปขดั กบั ความรูส้ กึ หรือผลการวิจยั ของคนอ่ืนๆ ก็ ตาม 2. ประโยชนท์ ส่ี ายการบนิ จะไดร้ ับจากการทาการสารวจวจิ ัยทด่ี ี 1) จะช่วยส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ รวมไปถึงความต้องการของลูกค้า ในด้านการปรับปรุง และพัฒนารวมถึงการวางแนวคิดเกี่ยวกับการนาเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ เพ่ือใหล้ กู คา้ ท่มี าใชบ้ ริการเกดิ ความพงึ พอใจสงู ท่สี ดุ และทาใหม้ ีการคน้ ควา้ ขอ้ เทจ็ จรงิ มากยิ่งขึน้ เพราะว่าการสารวจวิจยั จะทาใหม้ ีการคน้ ควา้ หาความรูใ้ หม่ๆ เพมิ่ เติมยิง่ ขึน้ จากความคิดเหน็ ของผใู้ ชบ้ รกิ ารทงั้ สายการบิน และผทู้ ่นี าเอาเอกสารผลการวจิ ยั ไปศกึ ษาอกี ดว้ ย 2) ทาให้มีการนาเอาความรู้ทไ่ี ด้จากการสารวจวจิ ัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ในการปฏิบัติ หรือ การแก้ปัญหาโดยตรง ซ่ึงช่วยทาใหผ้ ูป้ ฏิบตั ิ หรือสายการบินไดเ้ ลือกวิธี ปฏิบตั ทิ ่ดี ีท่สี ดุ กอ่ ใหเ้ กิดการประหยดั และตอบสนองความพงึ พอใจท่ีสงู สดุ แก่ลกู คา้ 3) ทาให้ได้แนวคิด ข้อสรุป และคาแนะนาจากการสารวจวิจัย ท่ีสามารถ จะช่วยในการวางแผน และกาหนดนโยบาย หรอื หลกั ปฏิบตั ิงานต่างๆ ใหเ้ ป็นไปดว้ ยความถกู ตอ้ ง เหมาะสมมีประสทิ ธิภาพ เพ่อื การปรบั ปรุงและพฒั นาและเพมิ่ ศกั ยภาพในการแข่งขนั สงู ท่ีสดุ 4) ช่วยให้สามารถค้นพบทฤษฎี ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ ที่ตรงตาม ความต้องการของผู้ใช้บริการสายการบินมากทส่ี ุด เน่ืองจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และนวตั กรรม ทาใหค้ วามตอ้ งการของมนุษยม์ ีการปรบั เปลี่ยน เพ่ือใหก้ ารดาเนินชีวิตอยู่ในโลก ไดอ้ ย่างมีความสขุ สบาย ดงั นนั้ ความตอ้ งการในการบรกิ ารในรูปแบบเดิมๆ จงึ เปล่ยี นแปลงไป 5) การสารวจวจิ ัยด้านการบิน จะสามารถช่วยในการพยากรณผ์ ลในภาย หน้าของสถานการณ์ ปรากฏการณแ์ ละพฤตกิ รรมต่างๆ ไดอ้ ยา่ งใกลเ้ คียงหรอื ถกู ตอ้ งมากท่สี ดุ ขนั้ ตอนวิธีการทางวิทยาศาสตรท์ ่ีใช้ในการสารวจวิจยั เพ่ือการปรับปรุง แกไ้ ขปัญหาอุปสรรคทางดา้ นการบนิ 1. การตระหนักถึงปัญหา ขนั้ นีผ้ ูเ้ สาะแสวงหาความรู้ มีความรูส้ กึ หรือตระหนกั ว่าปัญหาคืออะไร หรือมีความสงสยั ใครร่ ูเ้ กดิ ขนึ้ ว่า คาตอบของปัญหานนั้ คืออะไร
7 2. กาหนดขอบเขตของปัญหาอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง ขั้นนี้จะต้อง กาหนดขอบเขตของปัญหาท่ีตนจะศกึ ษาหาคาตอบนนั้ มีขอบเขตกวา้ งขวางแค่ไหน 3. กาหนดสมมติฐาน ผูแ้ สวงหาความรูค้ าดคะเนคาตอบของปัญหา โดยการ สงั เกตจากขอ้ เทจ็ จรงิ ตา่ งๆ ท่มี อี ยู่ 4. กาหนดเทคนิคการรวบรวมขอ้ มลู รวมทงั้ การพฒั นาเครื่องมือท่ีมีคณุ ภาพ ไว้ ใชใ้ นการรวบรวมขอ้ มลู ท่ีจะตอบปัญหาท่ีตอ้ งการ 5. รวบรวมขอ้ มูล ผูเ้ สาะแสวงหาความรู้ นาเคร่ืองมือท่ีพัฒนาไวใ้ นขั้นท่ี 4 มา รวบรวมขอ้ มลู ท่จี ะตอบปัญหาท่ตี อ้ งการทราบ 6. วเิ คราะหข์ อ้ มลู นาขอ้ มลู ท่รี วบรวมไดใ้ นขนั้ ท่ี 5 มาจดั กระทาเพ่อื หาคาตอบ 7. สรุปผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ผเู้ สาะแสวงหาความรู้ สรุปผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั สมมตฐิ านท่คี าดคะเนไว้ บนพนื้ ฐานของผลท่ไี ดจ้ ากการวเิ คราะหข์ อ้ มลู แนวคดิ การแยกประเภทแนวคดิ ของการวจิ ยั การจัดประเภทการวิจัยทางการศกึ ษานนั้ สามารถจดั ไดห้ ลายแบบแลว้ แต่ว่าจะใชอ้ ะไร เป็นเกณฑใ์ นการแบ่ง ซง่ึ พอสรุป ไดด้ งั นี้ 1. การใชร้ ะเบยี บวจิ ยั เป็ นเกณฑใ์ นการแบ่ง 1) การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical research) เป็นการวิจัยท่ีเน้นถึง การศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลหรือเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดขึน้ มาแล้วในอดีต (what was ?) ประโยชนข์ องการวิจยั ชนิดนีก้ ็คือ สามารถนามาใชเ้ ป็นแนวทางในการศกึ ษาเหตกุ ารณต์ ่างๆ ใน ปัจจุบนั หรือสามารถนามาใชป้ ระกอบการตดั สินใจ เพ่ือแกไ้ ขปัญหาท่ีเกิดขึน้ ในปัจจุบนั ไดด้ ว้ ย 2) การวิจัยเชิงบรรยายหรือการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) เป็นการวิจัยท่ีเน้นถึงการศึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆ ท่ีเกิดขึน้ ในปัจจุบัน (what is ?) ในการ ดาเนินการวิจยั นกั วจิ ยั ไม่สามารถท่จี ะไปจดั สรา้ งสถานการณห์ รือควบคมุ ตวั แปรตา่ งๆ ไดต้ ามใจ ชอบ การวิจัยแบบนีเ้ ป็นการค้นคว้าหาข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดขึน้ อยู่แล้ว เช่น การศึกษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างเพศ และความสนใจต่อการเมือง มีการวิจยั หลายชนิดท่ีจดั ไว้ว่า เป็นการวิจยั เชิงบรรยาย ไดแ้ ก่ 2.1) การวจิ ยั เชงิ สารวจ (Survey research) 2.2) การวจิ ยั เชิงสงั เกต (Observational research) 2.3) การวจิ ยั เชงิ เปรียบเทียบสาเหตุ (Causal Comparative)
8 2.4) การวจิ ยั เชิงสหสมั พนั ธ์ (Co-relational research) 2.5) การศกึ ษาเฉพาะกรณี (Case study) 3) การวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) เป็ นการวิจัยเพ่ือพิสูจน์ ความสมั พนั ธเ์ ชิงเหตผุ ลของ ปรากฏการณต์ ่าง ๆ (what will be ?) โดยมีการจดั กระทากบั ตวั แปร อิสระ เพ่ือศึกษาผลท่ีมีต่อตัวแปรตาม และมีการควบคุมตัวแปรอ่ืนมิใหม้ ีผลกระทบต่อตัวแปร ตาม ซ่งึ นิยมมากทางดา้ นวิทยาศาสตร์ สาหรบั ทางดา้ นการศึกษาค่อนขา้ งลาบาก ในแง่ของการ ควบคมุ ตวั แปรเกิน ลกั ษณะท่ีสาคญั ของการวิจยั เชิงทดลองคือ 1. ควบคมุ ตวั แปรเกนิ ได้ (Control) 2. จดั การเปลีย่ นแปลงคา่ ของตวั แปรอสิ ระได้ (Manipulation) 3. สงั เกตได้ (Observation) 4. ทาซา้ ได้ (Replication) 2. การใช้จุดมุ่งหมายของการวิจยั เป็ นเกณฑใ์ นการแบง่ 1) การวจิ ัยบริสุทธ์ิ (Pure research) หมายถึง การวิจยั ท่ีมจี ุดมงุ่ หมายเพ่ือการ ตอบสนองความอยากรู้ หรือม่งุ ท่ีจะหาความรูเ้ ท่านนั้ โดยไม่ไดค้ านึงว่าจะนาผลการวิจัยท่ีไดไ้ ป ใชไ้ ดห้ รือไม่ การวจิ ยั ประเภทนกี้ ่อใหเ้ กดิ ทฤษฎีใหม่ๆ ตามมา 2) การวิจัยประยุกต์ (Applied research) หมายถึง การวิจัยท่ีมีจุดมุ่งหมาย เพ่ือนาผลการวิจยั ท่ีไดไ้ ปใชใ้ นการแกป้ ัญหา หรือปรบั ปรุงความเป็นอย่แู ละสงั คมของมนุษยใ์ ห้ดี ขนึ้ ไดแ้ ก่ การวจิ ยั ทางดา้ นเศรษฐกิจการเมอื ง การศกึ ษา เป็นตน้ 3) การวิจัยเชิงปฏิบัติการหรือวิจัยเฉพาะกิจ (Action research) เป็นการ วจิ ัยเพ่ือนาผลมาใชแ้ กป้ ัญหาอย่างรีบด่วนหรอื ทนั ที ซ่ึงมีจุดม่งุ หมายเฉพาะเพ่ือนาผลท่ีไดม้ าใช้ แกป้ ัญหาเฉพาะเร่ืองในวงจากดั โดยไม่ไดส้ นใจวา่ จะใชป้ ระโยชน์ หรือแกป้ ัญหาอ่นื ไดห้ รือไม่ 4) การวิจัยเฉพาะสถาบัน (Institutional research) เป็ นการวิจัยท่ีมุ่งนา ผลการวิจัยมาใช้ เพ่ือปรบั ปรุงงานด้านการบริหารของหน่วยงานหรือสถาบันนั้นๆ โดยไม่มี จดุ มงุ่ หมายในการนาผลการวจิ ยั ไปใชก้ บั หน่วยงานหรือสถาบนั อ่นื 3. การใช้ลักษณะและวธิ กี ารวเิ คราะหข์ ้อมลู เป็ นเกณฑใ์ นการแบ่ง 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เป็นการวิจัยท่ีมุ่งคน้ ควา้ หา ขอ้ เท็จจรงิ ต่างๆ ท่ีเกิดขึน้ ในสถานการณ์ตามธรรมชาติ โดยพยายามท่ีจะศึกษาขอ้ มลู ดา้ นต่างๆ มาบรรยายถึง ความสมั พนั ธ์ของเง่ือนไขต่างๆ ท่ีเกิดขึน้ กบั สภาพแวดลอ้ มท่ีเป็นอยู่ การวิจัยเชิง
9 คุณภาพนั้น เป็ นการศึกษาค้นคว้าในแนวลึกมากกว่าแนวกว้าง การรวบรวมข้อมูลจะให้ ความสาคญั กบั ขอ้ มลู ท่ีเก่ียวกบั ประวัติส่วนตวั แนวคิด ความรูส้ กึ ต่างๆ ของแต่ละบุคคล วิธีการ รวบรวมขอ้ มลู ไดแ้ ก่ การสงั เกตอย่างมีสว่ นรว่ ม การสมั ภาษณแ์ บบไม่เป็นทางการจะเป็นวิธีการ หลกั ของการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะหข์ อ้ มูลจะใชว้ ิธีการสรุปบรรยายทฤษฎี และแนวคิด ต่างๆ ในการอธิบาย และวิเคราะหเ์ หตกุ ารณต์ ่างๆ 2) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เป็นงานวิจัยท่ีมุ่งค้นคว้า ขอ้ เท็จจรงิ ต่างๆ เพ่ือหาขอ้ สรุปในเชิงปรมิ าณ เป็นการศกึ ษาในแนวกวา้ งมากกว่าแนวลกึ เพ่ือท่จี ะ นาขอ้ สรุปต่างๆ ท่ไี ดจ้ ากกลมุ่ ตวั อย่าง มาอา้ งอิงไปใชก้ บั กลมุ่ ประชากร โดยอาศยั วิธีการทางสถิติ การรวบรวมขอ้ มลู เนน้ หนกั ไปในทางปรมิ าณ หรือค่าต่างๆ ท่ีสามารถวดั ไดใ้ นเชิงปรมิ าณ วิธีการ รวบรวมขอ้ มูลมีหลายรูปแบบ เช่น การส่งแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกต การสรา้ ง สถานการณส์ มมติ การทดลองและการทดสอบ เป็นตน้ การวิเคราะหข์ อ้ มลู จะใชว้ ิธีการทางสถิติ เขา้ มาใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู 4. การใช้ลักษณะศาสตรแ์ ละสาขาวิชาท่ีเกี่ยวกับการวิจัยเป็ นเกณฑใ์ น การแบ่ง ซ่งึ สามารถแบ่งออกไดห้ ลายสาขา เชน่ 1) การวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ ไดแ้ ก่ การวิจยั เก่ียวกบั สงั คม การเมอื ง การ ปกครอง การศกึ ษา เศรษฐกจิ เป็นตน้ 2) การวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์ ไดแ้ ก่ การวิจยั เก่ียวกับคุณค่าของมนุษย์ เชน่ ภาษาศาสตร์ ดนตรี ศาสนา โบราณคดี ปรชั ญา เป็นตน้ 3) การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซ่ึงได้แก่ การวิจัยทางชีววิทยา เคมี ฟิ สิกส์ วศิ วกรรม แพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทยเ์ ภสชั ศาสตร์ เป็นตน้ 5. การใชว้ ธิ ีการควบคมุ ตัวแปรเป็ นเกณฑใ์ นการแบง่ 1) การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เป็นการวิจัยเพ่ือพิสูจน์ ความสมั พันธเ์ ชิงสาเหตุ โดยมีการจดั สถานการณท์ ดลอง ดว้ ยการควบคุมระดับของตวั แปรตน้ และกาจดั อทิ ธิพลของตวั แปรภายนอกต่างๆ ท่ไี ม่เกี่ยวขอ้ ง แลว้ วดั ผลตวั แปรตามออกมา 2) การวิจัยเชิงก่ึงทดลอง (Quasi Experimental research) เป็นการวิจัยท่ี สามารถควบคมุ ตัวแปรภายนอกท่ีไม่ตอ้ งการไดเ้ พียงบางตวั เน่ืองจากไม่สามารถส่มุ ตัวอย่างให้ เทา่ กนั ได้
10 3) การวิจัยเชิงธรรมชาติ (Naturalistic research) เป็นการวิจัยท่ีคน้ หาความ จริงของสภาพการณ์ในสังคม ใชก้ ารสงั เกตการณ์เป็นสาคัญ และสรุปผลโดยใชก้ ารวิเคราะห์ สงั เคราะหป์ ระเมินค่าอนมุ าน และอปุ มาน III. การใชเ้ ทคนิคของการวิจยั เชิงพรรณาหรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research) ในทางธุรกิจการบิน การจาแนกประเภทการวิจยั ท่ีไดก้ ล่าวมาแลว้ 5 ลกั ษณะนนั้ เป็นวิธีท่ีใชก้ ันอยู่ท่วั ไป แต่ สาหรบั การสารวจวจิ ยั ในธุรกจิ ทางดา้ นการบิน มกั จะนิยมใชก้ ารวิจยั เชงิ พรรณนา เชน่ เดียวกนั กบั ในงานประเภทท่ีเก่ียวกบั ศิลปกรรม ส่วนการวิจยั เชิงทดลองนนั้ จะใชม้ ากในสาขาวิทยาศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ การวิจัยเชิงพรรณา หรือเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เป็นการวิจัยท่ีมุ่ง ศกึ ษาขอ้ เท็จจริง เก่ียวกบั เหตกุ ารณท์ ่ีเกิดขนึ้ เพ่ือใหท้ ราบว่าส่ิงต่างๆ ท่เี กิดขึน้ นนั้ มีความสมั พนั ธ์ กนั อย่างไร ในการวิจยั ประเภทนี้ มีตงั้ แต่การสารวจว่า มีตวั แปรอะไรบา้ ง สมั พันธ์กนั อย่างไร ไป จนถึงการหาความสมั พนั ธเ์ ชิงเหตผุ ลของตวั แปร การวิจัยเชิงบรรยาย จะเป็นการหาเง่ือนไขและความสาคัญท่ีเกิดขึน้ ในการปฎิบัติ ความเช่ือ ความคิดเห็น ทัศนคติ ผลท่ีมองเห็น ตลอดจนแนวโน้ม เพ่ือจุดประสงคท์ ่ีจะบรรยาย และแปลความถึงลกั ษณะ ระดบั ของเง่ือนไข ความสมั พนั ธ์ การวิจัยชนิดนี้ จะตอ้ งมีการสารวจ สืบคน้ เกี่ยวกับตัวแปร และมาหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล มิใช่เพียงแต่นาข้อมูลมารวบรวม นาเสนอเท่านนั้ ตอ้ งมีการพรรณนาหรือบรรยาย ผูว้ ิจัยจะตอ้ งศึกษาสิ่งต่างๆ หรือปรากฎการณ์ โดยมิได้แตะต้องหรือควบคุมตัวแปร และสภาพแวดล้อมเลย โดยอาศัยการสังเกต บันทึก รวบรวม และวิเคราะห์ จากนั้นจึงสรุปให้เป็นผลการวิจัยในเรื่องนัน้ ๆ ซ่ึงมักนิยมใชว้ ิธีการนีใ้ น งานวิจยั ในธุรกิจท่ีเป็นศิลปกรรมมาก อยา่ งเช่น ในธุรกิจบรกิ ารและธุรกิจการบิน ดงั นนั้ วัตถปุ ระ สงดห์ รือความมุง่ หมายของการวจิ ยั เชงิ บรรยาย จงึ สามารถสรุปได้ ดงั ต่อไปนี้ 1. เพ่ือรวบรวมขอ้ มูลท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สถานการณ์ท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบนั ว่ามี ขอ้ เทจ็ จรงิ อยา่ งไร 2. เพ่อื นาขอ้ มลู ไปตคี วามอธิบาย ประเมนิ ผล และเปรยี บเทยี บ 3. เพ่อื หาแนวโนม้ ของเหตกุ ารณ์ หรือสถานการณใ์ นปัจจบุ นั
11 4. เพ่ือสรา้ งเกณฑ์มาตรฐานของสิ่งท่ีไดศ้ ึกษา เพ่ือใชเ้ ป็นมาตรฐานใน การเปรยี บเทยี บ และเป็นแนวทางในการแสวงหาความรูต้ อ่ ไป 5. เพ่ือทราบหลกั เหตุผล และการปฎิบตั ิ ตลอดจนปัญหาในปัจจบุ นั เพ่ือ ปรบั ปรุงและพฒั นาใหด้ ีย่งิ ขึน้ ข้อมลู ของการวิจยั เชงิ บรรยายสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. ข้อมูลปริมาณ (Quantitative Data) คือ ข้อมูลท่ีเป็ นตัวเลข หรือใช้ค่าสถิติ 2. ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) คือ ขอ้ มลู ท่ีไม่ใชต้ วั เลข หรือค่าสถติ ิซ่งึ จะเป็น ขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการสงั เกตการสมั ภาษณ์ การคน้ ควา้ เอกสาร แต่ขอ้ มลู ประเภทนีม้ กั จะขาดความ เท่ียงตรง ดังนนั้ ผูท้ ่ีทาการวิจัยจะตอ้ งมีความละเอียดในการอธิบายขนั้ ตอนของการเก็บขอ้ มูล และการวิเคราะหอ์ ย่างมาก โดยใชเ้ หตุผล อีกทงั้ ยงั จะตอ้ งเลือกกล่มุ ตัวอย่างโดยวิธีท่ีเหมาะสม และจะตอ้ งใชก้ ล่มุ ตวั อย่างท่ีมีขนาดเหมาะสมดว้ ย เพ่ือใชเ้ ป็นตวั แทนไดด้ ีท่สี ดุ เพ่ือใหผ้ ลวิจยั ท่ีมี ความเช่ือถือไดม้ ากท่สี ดุ รูปแบบและชนิดของการวิจัยในเชิงบรรยาย สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ชนิด ใหญ่ๆ คือ 1) การวจิ ัยเชงิ สารวจ (Survey Studies) 2) การวจิ ยั เชงิ ความสมั พันธ์ (Interrelationship Studies) 3) การวิจยั เชิงพัฒนาการ (Developmental Studies) 1)การวิจัยเชิงสารวจ(Survey Studies) เป็นการศึกษาถึงลกั ษณะสภาพความเป็นอยู่ หรอื ปรากฎการณห์ น่ึง เพ่ือใหท้ ราบขอ้ เท็จจรงิ เพ่ือการวางแผนและปรบั ปรุงใหด้ ีขึน้ สามารถแบ่ง ออกได้เป็น การสารวจชุมชน การสารวจสภาพการปกครอง การสารวจทางภูมิศาสตร์และ เศรษฐกิจพืน้ ฐาน การสารวจทางวฒั นธรรม ประเพณีและศิลปะ การสารวจประชากร การสารวจ ประชามติ และการวิเคราะห์งาน (Job Analysis) การวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Anaiysis) เป็นตน้ 2) การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ (Interrelationship Studies) เป็นการวิจัยท่ีมุ่งศึกษา ความสมั พนั ธข์ องตวั แปรของปรากฎการณ์ และพฤตกิ รรมต่างๆ แบ่งออกไดเ้ ป็น 2.1) กรณีศึกษา (Case Study) เป็นการศกึ ษาอย่างละเอียดลกึ ซงึ้ เกี่ยวกบั เรื่อง หนึ่งเรื่องใดโดยเฉพาะ เพ่ือตอ้ งการทราบรายละเอียดของทุกแง่มมุ ในเรื่องท่ีตอ้ งการศึกษานนั้ ๆ
12 เป็นการศึกษาเฉพาะกรณี มิไดม้ ่งุ ในเรื่องปริมาณ เป็นการศึกษาเพ่ือทราบรายละเอียดเบือ้ งตน้ เกี่ยวกบั เรอ่ื งนนั้ ๆ 2.2) ศึกษาเปรียบเทียบผลเพื่อสืบหาเหตุ (Cusual Comparative Studies) เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรของปรากฎการณ์ต่างๆ โดยการสังเกตุผลของ ปรากฎการณท์ ่ีเกิดขึน้ นนั้ เป็นอย่างไร แลว้ ยอ้ นกลบั ไปดวู ่า ผลท่ีเกิดจะมีความสมั พนั ธก์ บั ตวั แปร ท่เี ป็นเหตอุ ะไรไดบ้ า้ ง การวิจยั ลกั ษณะนี้ ผทู้ ่ที าการวิจยั จะไม่สามารถควบคมุ ตวั แปรท่ีไม่ตอ้ งการ ศกึ ษาได้ หรือเรียกอกี อย่างหนง่ึ ว่า Expost Facto Research 2.3) ศึ ก ษ าเชิ งส ห สั ม พั น ธ์ (Correlation Studies) เป็ น ก ารศึ ก ษ าถึ ง ความสมั พนั ธข์ องตวั แปร 2 ตวั ขึน้ ไป เพ่ือดวู ่าตวั แปรเหล่านนั้ มีการผนั แปรคลอ้ ยตามกนั หรือผนั แปรตรงกนั ขา้ มกนั หรอื ไม่อยา่ งไร คือ ศกึ ษาเร่ืองสหสมั พนั ธน์ นั้ เอง สว่ นใหญ่จะตอ้ งใชค้ ่าสถิตเิ ขา้ มาชว่ ยในการวจิ ยั ประเภทนีเ้ สมอ 2.4) ศึกษาเพื่อเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรม (Cross Cultural Studies) เป็นการศึกษาเปรียบเทียบปรากฎการณ์ทางวฒั นธรรมท่ีแตกต่างกัน เพ่ือประโยชนใ์ นการนาสิ่ง นนั้ ๆ ไปใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั สภาพการณใ์ นแต่ละวฒั นธรรม การวิจยั ประเภทนี้ ตอ้ งการขอ้ มลู จาก การศึกษาจากหลายลักษณะ โดยการสารวจศึกษาทางกรณี การสังเกต แล้วจึงมาสรุปผลว่า สามารถสืบอา้ งไปสกู่ ลมุ่ ท่ีมวี ฒั นธรรมอ่นื ๆ ไดห้ รอื ไม่ หรอื ใชไ้ ดเ้ ฉพาะกลมุ่ เทา่ นนั้ 3) การวิจัยเชิงพัฒนาการ (Developmental Studies) เป็ นการวิจัยท่ีใช้ในการดู ความกา้ วหนา้ ของสิ่งใดส่ิงหนึ่ง ในช่วงของสภาพท่ีเกิดขึน้ ความสมั พนั ธข์ องปรากฎการณ์ และ การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึน้ ในระหว่างช่วงเวลา เช่น การศึกษาความเจริญงอกงามความกา้ วหนา้ ต่างๆ หรือการศึกษากลุ่มเป็นระยะเวลายาว (Longitudinal Studies) และการศึกษาแนวโน้ม (Trend Studies) ซ่ึงเป็นการศึกษาถึงรูปแบบและทิศทางของความเปลี่ยนแปลง เพ่ือการ พยากรณ์ว่าอะไรจะเกิดขึน้ ในอนาคต โดยอาศัยการศึกษาจากสถานการณ์ต่างๆ เช่น ช่วง ตอ่ เน่อื งกนั แบบ Longitudinal Study มีการนาขอ้ มลู มาเปรยี บเทียบกนั ทาใหท้ ราบอตั ราและทิศ ทางการเปลี่ยนแปลง แลว้ จงึ พยากรณส์ ภาพ หรอื เหตกุ ารณท์ ่นี า่ จะเกิดขนึ้ ในอนาคต IV. การวจิ ัยเชงิ คุณภาพและเชิงปรมิ าณในการสารวจวจิ ยั ทางด้านการบิน “วิธีวิทยาการวิจัย” มีความหมายครอบคลมุ ระเบียบวิธีดาเนินการทุกขนั้ ตอนในการวิจัย ดงั นนั้ ความสามารถในการประยุกต์ แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจยั เชิงปริมาณ ไป ใชไ้ ดอ้ ยา่ งถกู วธิ ี ตอ้ งทาความเขา้ ใจเร่ืองท่ีจะกลา่ วต่อไปนีใ้ หช้ ดั เจน
13 การวิจยั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการวิจัยเชิงสารวจ และจะใชเ้ พ่ือใหไ้ ดค้ วามเขา้ ใจในเหตุผล พืน้ ฐานทางความคิดเห็น และแรงจงู ใจ โดยจะใหข้ อ้ มลู ในเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหา หรือช่วยในการ พฒั นาแนวคิด และสมมติฐาน สาหรบั สาหรบั การนาไปใชใ้ นวิจยั เชิงปริมาณอีกดว้ ย วิธีการเก็บ รวบรวมขอ้ มลู แบบวิจัยเชิงคณุ ภาพ จะแตกต่างกนั กับการวิจัยเชิงปรมิ าณ เพราะจะใชเ้ ทคนิคท่ี ไม่มีโครงสรา้ ง หรือแบบก่ึงโครงสรา้ ง โดยวิธีการท่วั ไปจะรวมถึง การสนทนากล่มุ (การอภิปราย กลมุ่ ) การสมั ภาษณบ์ คุ คล และการมีส่วนรว่ ม ซ่งึ จะใชข้ อ้ สงั เกตจากขนาดตวั อย่างโดยท่วั ไปท่ีมี ขนาดเล็ก และมีการเลือกผูต้ อบแบบสอบถาม เพ่ือนาขอ้ มูลมาตอบสนองต่อหัวขอ้ การวิจัยท่ี กาหนดขนึ้ ส่วนการวิจยั เชงิ ปรมิ าณ (Quantitative Research) การวิจยั เชิงปรมิ าณจะใชเ้ พ่ือหาจานวน โดยการสรา้ งขอ้ มลู ตวั เลข หรือขอ้ มลู ท่ีสามารถ แปลงเป็นสถิติท่ีใชง้ านได้ ซ่ึงจะนาไปใชเ้ พ่ือหาทัศนคติ ความคิดเห็น พฤติกรรม และตวั แปรท่ี กาหนดไวอ้ ่ืนๆ รวมทั้งสรุปผลจากกลุ่มตัวอย่างท่ีมีขนาดใหญ่ ดังนนั้ การวิจัยเชิงปริมาณจะใช้ ขอ้ มลู ท่ีสามารถวดั ได้ ในการกาหนดขอ้ เท็จจริงและคน้ พบรูปแบบในการวิจยั วิธีการเกบ็ ข้อมูล เชิงปริมาณ จะมีโครงสรา้ งมากกว่าวิธีการเก็บขอ้ มูลเชิงคุณภาพ โดยจะมีการสารวจขอ้ มูล ออนไลน์ การสารวจขอ้ มลู จากกระดาษ การสารวจจากมือถือ และการสารวจจากการสมั ภาษณ์ แบบตวั ตอ่ ตวั เพ่อื นาตวั เลข หรอื สถติ ิ มาตอบสนองหวั ขอ้ การวิจยั ท่กี าหนดขนึ้ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็ นการแสวงหาความรู้โดยการ พิจารณาปรากฏการณ์ทางสงั คม จากสภาพแวดลอ้ มตามความจรงิ ในทุกมิติท่ีสนใจ ขอ้ มลู ดา้ น ความรูส้ ึกนึกคิด การให้ความหมายหรือคุณค่ากับส่ิงต่างๆ ตลอดจนค่านิยม พฤติกรรมหรือ อดุ มการณข์ องบุคคล เนน้ การเขา้ ไปสมั ผสั กบั ขอ้ มลู หรอื ปรากฏการณโ์ ดยตรง มกั ใชเ้ วลานานใน การศึกษาติดตามระยะยาว ไม่เนน้ การใชส้ ถิติตวั เลขในการวิเคราะหข์ อ้ มลู ใช้การสังเกตและ การสัมภาษณ์เป็ นวิธีหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะหข์ อ้ มลู โดยการตีความและ สรา้ งขอ้ สรุปแบบอปุ นยั (Inductive) เพราะในบางกรณีไม่สามารถทดสอบไดด้ ว้ ยตวั เลขทางสถิติ ดงั นนั้ จงึ ตอ้ งใชว้ ิธีการวิจยั เชิงคณุ ภาพ โดยการเขา้ ไปสงั เกตพฤติกรรม และอาจตอ้ งมีการพดู คยุ กนั ชนิดท่ีเรียกว่า การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก(In-depth Interview) เม่ือไดข้ อ้ มลู ในระดบั หน่ึงท่ี มากพอสมควร กใ็ หน้ าขอ้ มลู เหลา่ นนั้ มาตีความ และสรา้ งขอ้ สรุปว่า ทาไม........
14 ลกั ษณะทสี่ าคญั ของการวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพในทางธุรกจิ การบนิ มีดงั นี้ 1. เนน้ ขอ้ มูลดา้ นความรูส้ ึกนึกคิด จิตใจ การใหค้ วามหมาย หรือคุณค่ากับสิ่ง ตา่ งๆ ตลอดจนคา่ นยิ ม หรืออดุ มการณข์ องบคุ คล 2. เป็นการศึกษาปรากฏการณ์ต่างๆ ในบริบททางสังคมและวัฒนธรรม หรือ สภาพแวดลอ้ มตามความเป็นจรงิ ในภาพรวม โดยการมองจากหลายแง่มมุ และอาจจะมีการวิจยั ในสนาม (Field Research) รว่ มดว้ ย 3. เป็นการศึกษาติดตามระยะยาวและเจาะลึกบางเร่ือง บางประเด็น เพ่ือให้ เขา้ ใจในการเปล่ยี นแปลงของปรากฏการณท์ ่เี กิดขนึ้ 4. คานึงถึงความเป็นมนษุ ยข์ องกลมุ่ ตวั อยา่ งผทู้ ่ีถูกวิจยั โดยการเขา้ ไปสมั ผสั กบั ผถู้ กู วจิ ยั เพ่อื สรา้ งความสนทิ สนมคนุ้ เคยและความไวเ้ นอื้ เช่ือใจใหเ้ กิดขนึ้ 5. ใชก้ ารพรรณนาใหเ้ ห็นรายละเอียดเกี่ยวกบั สภาพท่วั ไปของกรณีท่ีศึกษา และ ใชก้ ารวิเคราะหต์ ีความ โดยนาขอ้ มูลเชิงรูปธรรมย่อยๆ หลายๆ กรณี มาสรุปเป็นเชิงนามธรรม โดยพิจารณาจากลกั ษณะร่วมท่ีพบความแตกต่าง ระหว่างการวิจยั เชิงปริมาณและการวิจยั เชิง คณุ ภาพ ความแตกต่างท่ีสาคัญระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใน การสารวจวิจยั ทางธุรกจิ การบิน มดี งั นี้ 1. การวิจยั เชิงปรมิ าณ เป็ นเรื่องของการหาความสัมพันธร์ ะหว่างตัวแปร อย่างน้อย 2 ตัว เพ่ือตรวจสอบสมมติฐานที่ได้เจาะจงต้งั เอาไวก้ ่อน โดยรองรบั ดว้ ยแนวคิด ทฤษฎีหรือองคค์ วามรูต้ ่างๆ แต่การวิจัยเชิงคุณภาพจะเป็นเร่ืองปรากฏการณท์ างสงั คม เพ่ือทา ความเขา้ ใจและอธิบายความหมายปรากฏการณ์ทางสังคม ซ่ึงตอ้ งดูเป็นองค์รวม (Holistic) เพราะชีวิตคน หรือสงั คมมีเรื่องท่ีเขา้ มาเก่ียวพันธก์ ันหลายเรื่อง ไม่สามารถดตู ัวแปร 2 - 3 ตัวได้ การวิจัยเชิงคุณภาพ จึงไม่จาเป็นตอ้ งตงั้ สมมติฐาน หรือมีแนวคิดทฤษฎีรองรบั เอาไวก้ ่อน แต่ เป็นการสรา้ งองคค์ วามรู้ หรือทฤษฎใี หม่ๆ ตลอดจนขอ้ เท็จจรงิ ใหม่จากท่เี คยรูม้ าแต่เดมิ 2. การวิจัยเชิงปริมาณ ไม่ให้ความสนใจในบริบทรอบๆ ว่าเป็ นอย่างไร เพราะจะสามารถควบคุมตัวแปรได้หมด แต่การวิจัยเชิงคณุ ภาพใหค้ วามสนใจในเรื่องของ
15 บรบิ ท (Context) ทางสงั คม วฒั นธรรม เพราะบรบิ ทในแต่ละแหง่ ไม่เหมือนกนั เช่น ในเมอื งกบั ใน ชนบท พทุ ธกบั มสุ ลิม เป็นตน้ 3. การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามเป็ น หลัก ใช้ระยะเวลาศึกษาไม่นาน ไม่ต้องทาความรู้จัก หรือสร้างความคุ้นเคยสนิทสนม ก่อน เม่ือตอบแบบสอบถามใหเ้ สร็จเรียบรอ้ ยแลว้ ผูท้ ่ีทาการวิจยั ก็จากไป หรือท่ีเรียกว่า “ตีหัว แลว้ ว่ิงหนี” ในขณะท่ีแบบสอบถามอาจมีขอ้ จากดั เช่น การเก็บรวบรวมขอ้ มูลกบั ผทู้ ่ีไม่รูห้ นังสือ หรือมีการศึกษานอ้ ย เขาจะไม่สามารถตอบแบบสอบถามได้ หรือถา้ แบบสอบถามมีจานวนมาก คนก็ไม่อยากตอบแบบสอบถาม แต่การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษา เอกสาร การสังเกตการสัมภาษณ์การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การตะล่อมกล่อมเกลา การ สนทนากลุ่ม ซึ่งผู้วิจัยต้องออกไปสัมผัสแหล่งข้อมูลด้วยตนเองกับกลุ่มคนที่เป็ นเจ้าของ ปัญหา ในเบือ้ งต้นจะต้องสร้างความคุ้นเคยสนิทสนมก่อน และใช้การศึกษาติดตาม ระยะยาว 4. การวิจัยเชิงปริมาณ ลักษณะข้อมูลที่ได้จะเป็ นตัวเลขหรือค่าทางสถิติ สามารถแจงนับได้ แต่การวิจัยเชิงคุณภาพ ลกั ษณะขอ้ มลู จะเป็นการพรรณนาความเก่ียวกับ ประวัติความเป็นมา สภาพแวดลอ้ ม บรบิ ททางสงั คมวฒั นธรรม รากเหงา้ ของปัญหา ความรูส้ ึก นกึ คิด การใหค้ วามหมายคณุ ค่าสงิ่ ตา่ งๆ ตลอดจนค่านยิ มพฤตกิ รรม หรืออดุ มการณข์ องบคุ คล 5. การวิจัยเชิงปริมาณ มีการตรวจสอบเคร่ืองมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม หรือแบบทดสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็ นนักวิชาการ เพ่ือหาความเท่ียงตรง เชิงเนื้อหา (Content Validity) และนาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (try out) กับกลุ่มตัวอย่างท่ี ใกล้เคียงกัน เพ่ือหาค่าความเช่ือม่ัน (reliability) ของเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวดั แต่การวิจัยเชิง คุณภาพไม่จาเป็ นต้องตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย เพราะตัวผูท้ ่ีทาการวิจัย จะถือเป็น เคร่ืองมือท่ีสาคัญ ท่ีทาการตรวจสอบขอ้ มูลท่ีไดม้ า โดยวิธีการท่ีเรียกว่า การตรวจสอบแบบ สามเส้า (Triangulation) ไดแ้ ก่ 1) การตรวจสอบด้านขอ้ มูล โดยการพิจารณาแหล่งเวลา แหล่งสถานท่ี และ แหล่งบุคคลท่ีแตกต่างกัน กล่าวคือ ถ้าขอ้ มูลต่างเวลากันจะเหมือนกันหรือไม่ ถ้าขอ้ มูลต่าง สถานท่จี ะเหมอื นกนั หรอื ไม่ และถา้ บคุ คลผใู้ หข้ อ้ มลู เปล่ยี นไปขอ้ มลู จะเหมือนเดิมหรือไม่ 2) การตรวจสอบดา้ นผวู้ จิ ยั โดยการเปลย่ี นตวั ผสู้ งั เกตหรอื ผทู้ ่ีสมั ภาษณ์
16 3) การตรวจสอบดา้ นวิธีรวบรวมขอ้ มูล โดยการใชว้ ิธีเก็บรวบรวมขอ้ มูลต่างๆ กนั เพ่อื รวบรวมขอ้ มลู เรอื่ งเดยี วกนั เช่น ใชว้ ธิ ีการสงั เกต ควบค่ไู ปกบั การซกั ถามเป็นตน้ 6. การวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะหข์ ้อมูลโดยอาศัยคณิตศาสตร์ หรือสถิติ ข้ันสูง ด้วยการป้อนข้อมูลลงในระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ ซ่ึงในปัจจุบันมักจะนิยมใช้ โปรแกรมสาเรจ็ รูป เช่น SPSS แต่การวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการวิเคราะหโ์ ดยการตีความหมาย ในคาพดู ความรูส้ กึ หรือความคิดเห็นของคนท่เี ก่ียวขอ้ ง โดยเช่ือมโยงไปถึงแนวคิดทฤษฎี เพ่ือให้ ความหมายแก่ขอ้ มูลท่ีได้ หลงั จากนั้น จึงทาการสรา้ งขอ้ สรุปในเร่ืองดังกล่าวขึน้ แต่หากเป็น การศึกษาเอกสาร (Documentary Research) การวิเคราะห์ข้อมูลจะใช้วิธีท่ีเรียกว่า “การ วิเคราะหเ์ นอื้ หา (Content Analysis)” ใหเ้ ห็นว่าใคร ทาอะไร ท่ไี หน เม่ือไร อย่างไร... 7. การวิจัยเชิงปริมาณ นาเสนอข้อมูลด้วยตัวเลขในลักษณะของตาราง ประกอบการบรรยาย มีความกระชับตรงไปตรงมาตามหลักฐาน หรือผลการวิเคราะห์ ข้อมูล ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ จะนาเสนอขอ้ มูลโดยการพรรณนาความเชิงบอกเล่า ใน ลกั ษณะของตวั อกั ษรและรูปภาพของคนในสถานการณ์ท่ีศึกษา เสรมิ ดว้ ยขอ้ มูลซ่ึงเป็นคาพูดท่ี น่าสนใจของผู้ให้ขอ้ มูล นอกจากนี้ อาจกล่าวถึงบริบทในสภาพแวดลอ้ ม โดยมีข้อมูลตัวเลข ประกอบบา้ ง เพ่อื ความน่าเช่อื ถือ หรอื เพ่อื เพิ่มความหนกั แน่นของการวิจยั กไ็ ด้ อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าการวิจัยทั้ง 2 วิธีนี้ มีความแตกต่างกัน การวิจัยเชิง คุณภาพจะมีความยืดหยุ่นกว่าการวิจัยเชิงปริมาณ ทั้งในเรื่องความเป็นธรรมชาติในวิธี การศึกษา ความสามารถในการเขา้ ถึงขอ้ มลู ไดอ้ ย่างผสมกลมกลืนกบั บริบท ความเป็นองคร์ วม ของการศึกษาโดยไม่แยกส่วน วิธีการในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล และจานวนผูใ้ หข้ อ้ มูล แต่ก็มี ข้อจากัดในเรอื่ งของเวลา และทาได้เฉพาะกรณี ซึ่งไม่สามารถทาการศึกษากับคนจานวน มากได้ หรือไม่ใชต่ วั แทนของประชากรท่ศี กึ ษาทงั้ หมด ดงั นั้น ข้อค้นพบจึงไม่สามารถนาไปใช้ อ้างองิ กับกรณีอื่นๆได้ (Generalization) หรืออาจใช้ได้น้อย อีกทงั้ การศึกษาในภาคสนามตวั ผูท้ ่ีทาวิจัยถือเป็นเครื่องมือสาคัญในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล โดยจะตอ้ งไดร้ บั การฝึกฝนมาเป็น พิเศษ สาหรบั การวิจัยชนิดนี้ จึงมักถูกโจมตีในเรื่อง อคติส่วนตัวหรือความรู้สึกนึกคิดที่หล่อ หลอมมาจากประสบการณ์เดิม ซ่ึงอาจส่งผลโนม้ เอียงต่อความเท่ียงตรงและความน่าเช่ือถือ
17 ของขอ้ มลู ดงั นนั้ การจะเลือกใช้วธิ ีการวิจยั เชิงปริมาณหรอื การวิจยั เชงิ คุณภาพนั้น ผู้วจิ ัย จะต้องตระหนักถงึ เนือ้ หาความรู้ในศาสตรน์ ั้นๆ รวมถงึ ลักษณะของเร่อื งทีจ่ ะทาการวจิ ัย โจทย์หรอื คาถามการวิจัย วัตถุประสงค์ในการวิจัย ตลอดจนความถนัด หรอื ความสนใจ ของผู้วิจัยด้วย V. แนวคดิ เกี่ยวกบั “วธิ กี ารวจิ ัยเชงิ สารวจ” ในธุรกจิ ด้านการบนิ แนวคิดท่ัวไปของการวิจัยเชิงสารวจ เป็ นวิธีวิจัยท่ีนิยมใช้มากในการวิจัยทาง สงั คมศาสตรแ์ ละในธุรกิจดา้ นการบิน เป็นการวิจยั ท่ีใชก้ ารศึกษาขอ้ เท็จจรงิ ตามธรรมชาติ โดย ไม่มีการใสส่ ิ่งทดลองเขา้ ไป (Treatment) ในการศึกษา และไม่มีการควบคมุ ปัจจยั (Manipulate) ท่เี กี่ยวขอ้ งใดๆ ขอ้ คน้ พบท่ีไดจ้ งึ มีความเท่ียงตรง และความน่าเช่ือนอ้ ยกว่าการวิจยั เชิงทดลองอยู่ บา้ ง แต่การวิจยั เชิงสารวจก็มีความสาคญั ในฐานะเป็น “การวิจัยนา” กล่าวคือ นกั วิจัยนิยมใช้ การวิจัยเชิงสารวจเป็นการวิจัยนา เพ่ือหาความรูเ้ บือ้ งตน้ เก่ียวกับสิ่งนั้นๆ ก่อนท่ีจะทาวิจัยเชิง สมั พนั ธ์ หรอื การวจิ ยั เชิงทดลองตอ่ ไป แบบแผนของการวิจัยเชิงสารวจ มักจะเป็นแผนแบบแผนการวิจยั ท่ีนักวิทยาศาสตร์ ออกแบบมาใชใ้ นการวิจยั ภาคสนาม เพ่อื ใหผ้ วู้ ิจยั สามารถศึกษาปัจจยั ต่างๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกนั ทาให้ ผวู้ ิจยั สามารถมองเหน็ สภาพของตวั แปรต่างๆ ท่สี นใจ วัตถุประสงคข์ องการวิจัยเชิงสารวจ จะตอ้ งการบรรยายลกั ษณะหรอื สภาพของ ตัวแปรท่ีสนใจ โดยไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร เม่ือผู้วิจัยต้องการศึกษาตัวแปร X กับ Y หมายถึง ผู้วิจัยตอ้ งการศึกษาลักษณะแบบแผนและชนิดประเภทของตัวแปร Y หรือ ตอ้ งการจาแนก หรือจดั กล่มุ ตวั แปร Y ดว้ ยลกั ษณะต่างๆ ของตัวแปร X แต่ไม่ไดต้ อ้ งการศึกษา ความสมั พนั ธห์ รืออทิ ธิพลของตวั แปร X บนตวั แปร Y เหมือนเช่นในการวิจยั เชิงความสมั พนั ธห์ รือ การวิจยั เชงิ ทดลองแต่อยา่ งใด นกั วจิ ยั จะเรียก X ว่าเป็นตวั แปรอิสระ (Free variable) และY เป็น ตัวแปรเกณฑ์ (Criterion variable) นักวิจัยไม่สนใจความเช่ือมโยงของ X กับ Y ทั้งในแง่ของ ความสมั พนั ธห์ รืออิทธิพล แต่ใชต้ วั แปร X จาแนกตัวแปร Y เพ่ือใหเ้ ขา้ ใจสภาพของตัวแปร Y ได้ ชดั เจนมากขนึ้ แนวคิดการพัฒนาการของการวิจัยเชิงสารวจ ไดถ้ ูกพฒั นามาจากการสารวจ สามะโนประชากรในสมยั โบราณ ในศตวรรษท่ี 19 คารล์ มารก์ (Karl Marx) ไดพ้ ยายามสารวจ
18 สภาพการถูกกดข่ีแรงงานในเยอรมัน ในปี ค.ศ.1817 มาร์ค แอนโทนี จูเลียน เดอ ปารีส (Marc Antoine Jullien de Paris) ไดส้ ารวจระบบการจดั การศกึ ษาในประเทศฝร่งั เศส ต่อมาในปี ค.ศ.1890 จี สแตนเลย์ (G.Stanley) ไดส้ ารวจลักษณะของเด็ก (Creswell 2002) ระหว่างสงครามโลกครง้ั ท่ีหนึ่งและครงั้ ท่ีสอง การวิจัยเชิงสารวจได้รับการพัฒนาใน เร่ืองเทคนิคการสารวจและการสุ่มตัวอย่าง และยังได้ริเร่ิมทาการสารวจความคิดเห็น การเสนอมาตรการวดั ทศั นคตแิ บบใหม่ในสมยั สงครามโลกครง้ั ท่ีสอง นกั วจิ ยั ไดน้ าวิจยั เชงิ สารวจ ไปใชใ้ นการสารวจจรยิ ธรรมของทหาร การผลิตอาวธุ และการโจมตี เร่มิ ใหม้ ีการสารวจประชามติ เพ่อื รบั ฟังความคิดเหน็ ของประชาชน ลักษณะสาคัญและวัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัยเชงิ สารวจในธุรกิจการบนิ การวิจัยเชิงสารวจในธุรกิจการบิน จะมีจุดมุ่งหมายเพ่ือคน้ หาความจริงเกี่ยวกบั ปัจจัย ต่างๆ เพ่ือนาไปใชอ้ ธิบายความเป็นไปของปรากฏการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดขึน้ เป็นการสารวจความ คิดเห็น ทัศนคติ ความต้องการ ความคาดหวงั และความพึงพอใจในการใชบ้ ริการ รวมไปถึง ขอ้ เสนอแนะ ในการแกไ้ ขปรบั ปรุงและการพฒั นา ในมมุ มองของลกู คา้ ท่ใี ชบ้ รกิ าร . 1. ลักษณะของการวิจยั เชงิ สารวจในธุรกิจการบิน การวิจยั เชงิ สารวจในธุรกิจการบนิ มดี งั นี้ (1) เป็นการวิจัยสภาพท่ีเป็นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีการจัดกระทา หรือควบคุม ตวั แปรใดๆ ทงั้ สนิ้ (2) เป็นการศกึ ษาตวั แปรต่างๆ เพ่ือพรรณนาสภาพของปรากฏการณน์ นั้ ตวั แปร ท่ีศึกษา เป็นตัวแปรท่ีเกิดอยู่ก่อนแลว้ ตามธรรมชาติ ไม่สามารถจดั กระทาได้ เช่น เพศ อายุ เชือ้ ชาติ ศาสนา ความคิด ความเช่ือ ทศั นคติ พฤติกรรม หรือตวั แปรท่ีเป็นโดยธรรมชาติอยู่แลว้ หรือ จัดกระทาได้ แต่ไม่นิยมจดั กระทา เพราะผิดจริยธรรมการวิจัย เช่น การแตกแยกของครอบครวั การใหเ้ สพยาเสพติด การฆ่าตัวตายเป็นต้น และในการวิจัยอาจตั้งสมมุติฐาน หรือไม่ตอ้ งตั้ง สมมตุ ฐิ านก็ได้ 2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั เชิงสารวจในธุรกจิ การบนิ การวจิ ยั เชงิ สารวจในธุรกจิ การบิน มกั มีวตั ถปุ ระสงค์ เพ่อื จะแสวงหา
19 (1) ความรูเ้ ก่ียวกบั สภาพปัจจุบนั ของปรากฏการณต์ ่างๆ ท่ีสายการบินสนใจ มา เพ่อื รวบรวมขอ้ เท็จจรงิ หรือปรากฏการณท์ ่เี กดิ ขนึ้ ในปัจจบุ นั อย่างละเอียด (2) กาหนดสถานภาพท่ีปรากฏในปัจจุบัน เพ่ือกาหนดเป็นมาตรฐานไวส้ าหรบั เปรียบเทียบกบั สถานการณ์อ่ืน เพ่ือประเมินสภาพการณโ์ ดยเทียบกบั มาตรฐานท่ีมีอย่กู ่อนแลว้ และเพ่อื เปรียบเทียบสถานการณต์ ามเง่อื นไข เพ่อื จาแนกออกเป็นกลมุ่ ประเภท ชนิด (3) เพ่ือสารวจแนวคิด ทัศนคติ พฤติกรรม ความคาดหวัง และความพึงพอใจ ของลกู คา้ ท่ใี ชบ้ รกิ ารสายการบนิ รวมถงึ ขอ้ เสนอแนะตา่ งๆ (4) เพ่ือรบั ทราบและการปรบั ปรุงแก้ไขปัญหา และความบกพร่องท่ีเกิดขึน้ ใน กระบวนการของการใหบ้ รกิ ารและผลติ ภณั ฑ์ ท่สี ายการบนิ นาเสนอใหแ้ กล่ กู คา้ (5) เพ่ือพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของสายการบิน โดยมีเป้าประสงค์ท่ีจะ สามารถเพ่มิ ศกั ยภาพในการแข่งขนั ในเชิงธุรกจิ ไดด้ ียิ่งขนึ้ 3. วตั ถุประสงคแ์ ละองคป์ ระกอบของการวิจัยเชิงสารวจดา้ นการบนิ การวิจยั เชงิ สารวจ ม่งุ ท่จี ะศกึ ษาถงึ ลกั ษณะของตวั แปร อนั เป็นปัจจยั ท่สี าคญั ในการ ทาเขา้ ใจเบอื้ งตน้ เกี่ยวกบั ปรากฏการณ์ การวจิ ยั เชิงสารวจในธุรกจิ การบินมคี ณุ ลกั ษณะ ดงั นี้ 1) ประเด็นในการสารวจวิจัยด้านการบิน การวิจัยเชิงสารวจ มักจะกาหนดประเด็นการวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการบรรยาย สภาพ หรือคุณลักษณะของตัวแปรท่ีสนใจ ตัวแปรท่ีสารวจโดยท่ัวไป ได้แก่ ทัศนะ มุมมอง คา่ นยิ ม ทศั นคติ ความเช่ือ พฤติกรรม ในการใชบ้ รกิ ารของลกู คา้ 2) ตวั แทนของกลุม่ เป้าหมายทสี่ นใจด้านธุรกจิ การบนิ การวิจยั เชิงสารวจเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากตวั แทน (Sample) และนามาวิเคราะห์ และอ้างอิงผลไปสู่ประชากร การสารวจจะไม่นิยมใชป้ ระชากรทัง้ หมด เพราะทาใหส้ ิน้ เปลือง งบประมาณ เวลาและแรงงาน จึงหันมาศึกษาจากกลุ่มตัวแทน (Sample) แทนในการสรุป ผลการวิจยั ท่ีจะมีความนา่ เช่ือถือ ผูว้ ิจยั จะตอ้ งมีการเลือกกลมุ่ ตวั อย่าง เพ่ือใหเ้ ป็นตวั แทนท่ดี ีของ ประชากร และสามารถอา้ งอิงผลไปอธิบายประชากรไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง การวิจยั เชิงสารวจในดา้ น การบนิ กต็ อ้ งใชว้ ธิ ีการสมุ่ ตวั อยา่ ง เชน่ กนั 3) การรายงานตนเองในการวิจยั เชิงสารวจดา้ นการบนิ
20 การวิจยั เชิงสารวจในดา้ นการบิน ก็ใชก้ ารเก็บรวบรวมรวบรวมขอ้ มูลจากกลุ่ม ตวั อย่าง โดยการสอบถาม หรือสมั ภาษณ์ ท่ีผูต้ อบตอ้ งรายงานสิ่งท่ีเป็นทัศนะ มุมมอง ค่านิยม ทัศนคติ ความเช่ือพฤติกรรมนั้นดว้ ยตัวของเขาเอง (Self-report) ผูว้ ิจัยเป็นเพียงผูป้ ระมวลผล และหาขอ้ สรุป ไม่ไดเ้ ป็นผูต้ ีความ หรือใหค้ วามหมายแก่ขอ้ มูลเหล่านนั้ แต่อย่างใด การวิจยั เชิง สารวจในธุรกิจด้านการบิน มักมีกลุ่มตัวอย่างท่ีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพ่ือให้การสรุปมีความ น่าเช่ือถือ และต้องใช้เครอื่ งมอื วัดประเภทแบบสอบถามหรือแบบสารวจ ซ่งึ เป็นการใหก้ ล่มุ ตวั อย่างรายงานสภาพของตนเอง 4) ข้อสรุปท่ัวไปในการวจิ ยั เชงิ สารวจดา้ นการบิน การวิจยั เชงิ สารวจทางดา้ นการบิน จะศกึ ษาขอ้ มลู จากกลมุ่ ตวั อยา่ งและตอ้ งการ สรา้ งขอ้ สรุปใหก้ วา้ งขวางไปถึงประชากรทัง้ หมด (Generaliability) การวิจยั เชิงสารวจดา้ นการ บนิ ตอ้ งมีการประมาณการค่าประชากรจากกลมุ่ ตวั อยา่ ง ขอ้ สรุปของประชากรจะเป็นความหมาย ท่บี รรยายไดก้ วา้ งขวางมากขนึ้ การวจิ ยั เชงิ สารวจจงึ มกั ตอ้ งใชส้ ถติ ิในการอา้ งผลไปสปู่ ระชากร 4. แนวทางและวธิ ีการทใี่ ชใ้ นการสารวจในการวิจยั ด้านการบิน ในการวิจัยเชิงสารวจดา้ นการบิน ผูว้ ิจยั ตอ้ งใชเ้ คร่ืองมือไปเก็บรวบรวมขอ้ มูลจาก กล่มุ ตวั อย่างท่ีมีจานวนมาก ผวู้ ิจยั จึงจาเป็นตอ้ งเลือกวิธีการส่งเคร่ืองมือออกไปเก็บขอ้ มลู อย่าง เหมาะสม ซง่ึ โดยท่วั ไปแลว้ ผวู้ ิจยั สามารถสารวจไดห้ ลายวธิ ี ดงั นี้ คือ 1) การสารวจด้วยแบบสอบถาม สามารถทาไดโ้ ดยการนาแบบสอบถามไปเก็บ รวบรวมขอ้ มูลด้วยตนเอง หรือทาการเลือกสุ่มจากเครือข่ายของเท่ียวบิน ท่ีสายการบินนั้น ให้บริการอยู่ (จานวนเท่ียวบินในแต่ละเส้นทาง) วิธีนีเ้ ป็นวิธีการท่ีสิน้ เปลือง แต่ไดร้ บั ผลตอบ กลบั มาจานวนมาก 2) การสารวจทางไปรษณีย์ สามารถทาไดโ้ ดยส่งแบบสอบถามไปและกลบั ทาง ไปรษณีย์ วธิ ีการนเี้ ป็นวธิ ีการท่ปี ระหยดั แตไ่ ดร้ บั ผลตอบกลบั มาจานวนนอ้ ย 3) การสารวจด้วยการสัมภาษณ์ สามารถทาได้โดย ให้ผู้วิจัยออกไปทาการ สมั ภาษณด์ ว้ ยตนเอง หรอื จดั นกั วิจยั ผชู้ ่วยไปสมั ภาษณก์ ็ได้ วิธีนีเ้ ป็นวิธีการท่ีสิน้ เปลือง แต่ไดร้ บั ผลตอบกลบั มาจานวนมากเช่นกนั 4) การสารวจทางโทรศัพท์ สามารถทาไดโ้ ดยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างทาง โทรศพั ท์ ซ่งึ วธิ ีนเี้ ป็นวธิ ีการท่สี ิน้ เปลอื ง แตไ่ ดร้ บั ผลตอบกลบั มาจานวนมาก
21 5) การสารวจผ่านเครือข่าย สามารถทาไดโ้ ดยส่งแบบสอบถามไปและกลับทาง อนิ เตอรเ์ นต เป็นวธิ ีการท่ปี ระหยดั แต่ไดร้ บั ผลตอบกลบั มาจานวนนอ้ ย ผทู้ ่ที าวิจยั จะตอ้ งเลอื กวิธีการสารวจใหเ้ หมาะสมกบั ทรพั ยากรท่มี ีอยู่ เชน่ จานวนแรงงาน จานวนงบประมาณ และจานวนเวลาท่ีใชใ้ นการวิจยั แต่ละครงั้ ซ่งึ วิธีการท่ีสายการบินนิยมใชก้ ัน มากท่สี ดุ ไดแ้ กว่ ิธีท่ี 1 วิธีท่ี 2 และวิธีท่ี 5 VI. ขนั้ ตอนและวธิ ีการในการวิจัยเชงิ สารวจดา้ นการบิน การวิจัยเชิงสารวจด้านการบิน มีขั้นตอนการดาเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยทาง วิทยาศาสตรเ์ ช่นกัน และขั้นตอนท่ีสาคัญของการวิจัยเชิงสารวจ ก็คือ การเลือกแบบแผนการ สารวจ ขั้นตอนการดาเนินการวิจัยมี 8 ขั้นตอนเหมือนการวิจัยเชิงทดลอง คือประกอบดว้ ยการ กาหนดประเด็นการวิจยั การสารวจเอกสารและรายงานการวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง การกาหนดประเด็น ปัญหาการวิจัยให้ชัดเจน การตั้งสมมุติฐานการวิจัย การเลือกแบบแผนการสารวจ การเก็บ รวบรวมขอ้ มลู การวิเคราะหข์ อ้ มลู และทดสอบสมมตุ ิฐาน และการเสนอผลการวิจยั ซ่ึงในแต่ละ ขนั้ ตอน มรี ายละเอียด ดงั นี้ 1. กาหนดประเด็นการสารวจวจิ ัยด้านการบิน กาหนดขอบข่ายและเนือ้ หาเรื่องท่ีจะทาการสารวจวิจยั อาจเร่มิ ตน้ ดว้ ยการระบุปัญหา การวิจัยในเชิงความสัมพันธ์เชิงเหตุผล และทาความเขา้ ใจกับประเด็นปัญหาและคาศัพท์ท่ี เกี่ยวขอ้ ง ระบคุ วามหมาย โครงสรา้ งและขอบเขตของส่งิ ท่ีตอ้ งการศกึ ษาใหช้ ดั เจน ในการสารวจวิจยั ในแต่ละประเภท อาจมีขนั้ ตอนแตกต่างไป ในท่ีนี้ จะกล่าวถึงขนั้ ตอน ในการสารวจวิจัย ซ่ึงไม่ไดค้ รอบคลมุ ไปถึง การสารวจวิจัยทุกประเภท แต่จะต้องมีขั้นตอน ตามทีจ่ ะกล่าว ต่อไปนีท้ กุ ประการ คอื 1) เลือกหัวข้อปัญหาท่ีจะทาการสารวจวิจัย เป็นการตอบคาถามท่ีว่าเราจะทา การสารวจวจิ ยั ในเรอื่ งอะไร ซ่งึ จะตอ้ งพิจารณาใหร้ อบคอบดว้ ยความม่นั ใจ และเขยี นช่ือเร่อื งท่ีจะ ทาการสารวจวิจยั นนั้ ออกมา 2) การกาหนดขอบเขตของปัญหาทจ่ี ะทาการสารวจวิจัย เม่ือไดป้ ัญหาท่ีจะทา การวิจยั แน่นอนแลว้ กค็ วรจะกาหนดขอบเขตของปัญหาใหช้ ดั แจง้ เน่ืองจากการกาหนดปัญหาท่ี แน่นอน จะชว่ ยใหผ้ วู้ ิจยั ได้ ดงั นี้
22 2.1) เกดิ วางแผนในการรวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยวธิ ีการตา่ งๆ ท่เี หมาะสม 2.2) ทาใหไ้ ดร้ ูถ้ ึงเทคนิคต่างๆ ท่ีเหมาะสมในการเลือกกล่มุ ตัวอย่างทางสถิติท่ี ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ตลอดจนการแปลผลการสารวจวิจยั ไดง้ า่ ยย่งิ ขึน้ 2.3) ทาใหม้ องเห็นภาพอยา่ งแจ่มชดั ว่าจะตอ้ งทาอะไรบา้ ง 2. สารวจเอกสารและรายงานการวิจัยทเี่ กี่ยวขอ้ งดา้ นการบิน ทบทวนเอกสารและรายงานผลการวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งท่ีผ่านมา เพ่ือนามาใชท้ าความเขา้ ใจ และอธิบายประเด็นปัญหา คาศัพท์ ตัวแปรการวิจัย แบบแผนการวิจัย จากตาราเอกสาร หรือ ผลงานวิจัยจากสถาบนั ต่างๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง ดว้ ยการท่ีตอ้ งศึกษาสาระความรู้ แนวคิด ทฤษฎีและ ผลงานวิจัยท่ีเก่ียวกบั เร่ืองนนั้ จากตารา หนงั สือ วารสาร รายงานการวิจัยและเอกสารอ่ืนๆ จะมี ประโยชนต์ อ่ ผวู้ จิ ยั ในขอ้ ต่อไปนี้ คอื 1) จะชว่ ยใหไ้ ม่เกิดการซา้ ซอ้ นในเร่อื งท่จี ะทาการสารวจวิจยั 2) ชว่ ยกาหนดขอบเขตการสารวจวิจยั ทาไดถ้ กู ตอ้ งชดั เจน (ตามกรอบแนวคดิ ) 3) สามารถมองเหน็ แนวทางการกาหนดสมมตุ ิฐาน (กรณีท่มี ีการตงั้ สมมตุ ฐิ าน) 4) ชว่ ยทาใหไ้ ดแ้ นวทางในการสรา้ งเครื่องมอื เพ่อื รวบรวมขอ้ มลู ต่างๆ 5) สามารถกาหนดแนวทางในการสมุ่ ตวั อย่างไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งย่ิงขนึ้ 6) ทาใหส้ ามารถกาหนดแนวทางในการใชค้ ่าสถิติในการวิเคราะหข์ อ้ มลู 7) เป็นแนวทางการแปลผลการสารวจวิจยั และการเขียนรายงานการสารวจวิจยั 3. กาหนดประเดน็ ปัญหาการสารวจวิจยั ด้านการบนิ ทช่ี ัดเจน นาแนวคดิ ทางทฤษฎีและงานวิจยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง มาสรา้ งกรอบความคิดการวจิ ยั และกาหนด วัตถุประสงคก์ ารวิจัย หรือคาถามการวิจัยท่ีต้องการตอบในการวิจัย นิยามคาศัพท์ และระบุ ขอบเขตของการวจิ ยั 4. ตงั้ สมมุตฐิ านการสารวจวจิ ยั ดา้ นการบนิ การกาหนดสมมุติฐาน หมายถึง การเขียนข้อความท่ีเป็นข้อคาดหวังเก่ียวกับความ แตกต่างท่ีอาจเป็นไปได้ ระหว่างตวั แปรต่างๆ ซ่งึ สมมตุ ิฐานนนั้ ไม่จาเป็นว่าจะตอ้ งเป็นจรงิ เสมอ ไป เป็นการนาผลการทบทวนทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง มากาหนดตัวแปรท่ี เกี่ยวขอ้ งในการศกึ ษาทงั้ หมด ซึง่ สมมุตฐิ านการสารวจวจิ ยั อาจมีหรือไม่ก็ได้ 5. เลอื กแบบแผนการและการเขยี นเค้าโครงร่างการสารวจวจิ ัย
23 เลือกแบบแผนการวิจยั ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง เคร่ืองมือ วิธีเก็บรวบรวมขอ้ มูลและ การวิเคราะห์ และวางแผนทางดา้ นเวลา แรงงาน งบประมาณของการสารวจวิจยั ในการเขยี นเคา้ โครงการสารวจวิจยั เป็นขั้นตอนท่ีสาคัญขัน้ หน่ึง เน่ืองจากเคา้ โครงการสารวจวิจัยนัน้ จะเป็น แบบแผนในการดาเนินงานวจิ ยั อย่างมีระบบ ซง่ึ ควรจะประกอบไปดว้ ย 1) ช่ือของงานสารวจวิจยั 2) ภมู หิ ลงั หรือท่มี าของปัญหาท่สี ายการบินตอ้ งการทราบ 3) วตั ถุประสงคข์ องสายการบนิ ในการสารวจวิจยั 4) ขอบเขตของการสารวจวิจยั ของสายการบิน ในดา้ นนนั้ 5) ตวั แปรตา่ งๆ ท่ใี ชใ้ นการสารวจวิจยั 6) คานิยามศพั ทเ์ ฉพาะ (ในกรณีท่จี าเป็นตอ้ งมี) 7) สมมตุ ิฐานในการสารวตวิจยั (อาจมีหรือไมม่ ีกไ็ ด)้ 8) วิธีการในการดาเนินการสารวจวจิ ยั ควรมีรายละเอยี ด คอื (8.1) รูปแบบของงานสารวจวิจยั (8.2) วิธีการสมุ่ ตวั อย่าง (8.3) เครอ่ื งมือท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู (8.4) การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 9) แผนการทางานท่จี ะดาเนินงาน 10) งบประมาณท่จี าเป็นตอ้ งใชใ้ นการสารวจวจิ ยั 6. การสร้างเครือ่ งมือและการเก็บรวบรวมข้อมลู ทไี่ ด้จากการสารวจวจิ ยั ในการนาเครื่องมือไปเก็บรวบรวมขอ้ มลู จากกล่มุ ตวั อย่างไว้ ตามแผนการท่ีกาหนด ตอ้ ง มีการสรา้ งเครื่องมือเพ่ือรวบรวมขอ้ มลู ก่อนท่ีจะดาเนินการรวบรวมขอ้ มลู ผวู้ ิจยั จะตอ้ งทราบว่า จะใชเ้ ครอ่ื งมืออะไรในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู และเครือ่ งมอื นนั้ มหี รอื ยงั ถา้ ยงั ไมม่ ี ตอ้ งดาเนินการ สรา้ งและนาเครื่องมือนั้นไปทดลองใช้ เพ่ือหาคุณภาพของเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยไม่ จาเป็นตอ้ งสรา้ งเคร่ืองมือรวบรวมขอ้ มลู เองเสมอไป ในกรณีท่ีทราบว่ามีเคร่ืองมือท่สี รา้ งขึน้ อย่าง เป็นมาตรฐาน เหมาะสมกับการท่ีจะนาไปใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ก็อาจจะสามารถยืม เคร่ืองมือดงั กลา่ วมาใชไ้ ด้ ถา้ สงสยั ในเรอ่ื งคณุ ภาพของเคร่อื งมอื เน่อื งจากสรา้ งไวน้ านแลว้ กอ็ าจ นามาทดลองใช้และวิเคราะห์หาคุณภาพใหม่อีกครัง้ หนึ่ง เม่ือพบว่ามีคุณภาพเข้าเกณฑ์ ก็ นามาใชเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มลู ได้ (การสารวจวิจัยบางเรื่องอาจไม่ใช้เคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลที่ เป็ นแบบแผน ก็อาจจะสามารถตัดขัน้ ตอนนีอ้ อกไป)
24 ขนั้ ตอนในการดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ผูว้ ิจัยจะตอ้ งทราบว่าในการทาการสารวจ วิจัยนั้น สามารถจะรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรทั้งหมด หรือ สุ่มตัวอย่าง ซ่ึงในการสุ่ม ตัวอย่างนนั้ ก็จะตอ้ งทราบว่าจะตอ้ งส่มุ ตัวอย่างโดยวิธีการใด ท่ีจะใหไ้ ดก้ ล่มุ ตัวอย่างท่ีเป็นตัว แทนท่ีดีของกลมุ่ ประชากร ขอ้ มลู ท่ีผูส้ ารวจวิจยั จะทาการรวบรวมนนั้ มาจากไหน เป็นขอ้ มลู ปฐม ภมู ิ (Primary Source) หรอื ขอ้ มลู แบบทตุ ิยภมู ิ (Secondary Source) ข้อมูลทจ่ี าแนกตามแหลง่ ซ่งึ จะประกอบไปดว้ ย 1) ข้อมลู ปฐมภมู ิ (Primary Source) ไดแ้ ก่ เรอ่ื งราวท่ไี ดจ้ ากตน้ ตอจรงิ ๆ ไดแ้ กเ่ อกสารท่ี ผูอ้ ยู่ในเหตุการณ์เขียนขึน้ ตามความจริง หรือจากซากวัตถุโบราณ (Remains of Relies) หรือ จากการบอกเลา่ เรื่องราวของผอู้ ยใู่ นเหตกุ ารณ์ (Oral History) 2) ข้อมูลทตุ ิยภูมิ (Secondary Source) ไดแ้ ก่ เร่ืองราวต่างๆ ท่ไี ดถ้ กู รวบรวมขึน้ โดยท่ี ผูร้ วบรวมไม่ไดอ้ ยู่ในเหตุการณ์จริง แต่ไดร้ บั การบอกเล่าจากผูส้ งั เกตการณ์ในเหตุการณ์นนั้ อีก ทอดหนึ่ง หรือ รวบรวมจากแหล่งทุติยภูมิอ่ืนๆ เช่น ตารา บทความ เอกสาร รูปภาพ (History Test Bodies) หรือบรรณานกุ รม เป็นตน้ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลทไี่ ด้จากการสารวจวิจยั ซ่งึ การรวบรวมขอ้ มูลท่นี ิยมใชใ้ นการ วิจยั ทางดา้ นการบนิ ท่มี กั ใชก้ นั ไดแ้ ก่ 1) การใชแ้ บบทดสอบและแบบสารวจความพงึ พอใจ 2) การใชแ้ บบสารวจเจตคติ (ทศั นคติ) และความคาดหวงั 3) การสง่ แบบสารวจเพ่อื สอบถามความคิดเหน็ 4) การสมั ภาษณ์ 5) การสงั เกต 7. การจัดกระทาข้อมูล (Data Processing)และการวเิ คราะหข์ ้อมูล เพ่ือการนาขอ้ มลู จากการสารวจมาวิเคราะห์ เพ่ือการอา้ งสรุปผลการจดั กระทาขอ้ มลู ซ่งึ จะตอ้ งเป็นวิธีการดาเนินการอย่างมีระบบ ตามลาดับขัน้ กับขอ้ มูลต่างๆ เพ่ือใหบ้ รรลุผลสาเร็จ ตามความมงุ่ หมาย ในการจดั กระทาขอ้ มลู จะประกอบดว้ ย 3 ขนั้ ตอน คือ 1) Input จะเป็นการจดั เตรียมขอ้ มลู เพ่ือการวิเคราะห์ เช่น การบนั ทึกคะแนน การลงรหสั ขอ้ มลู การถ่ายขอ้ มลู ลงในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นตน้ 2) Processing จะเป็นขั้นตอนของการจัดแบ่งประเภทของข้อมูลสาหรบั การวิจัยเชิง คุณภาพ และเป็นขั้นตอนในการคานวณ สาหรบั การวิจัยเชิงปริมาณ ซ่ึงในขั้นตอนนี้ อาจจะ
25 สามารถคานวณดว้ ยมือ หรอื การใชเ้ ครื่องคิดเลข หรอื การใชเ้ คร่ืองคอมพวิ เตอร์ ขึน้ อย่กู บั ปริมาณ ของขอ้ มลู และปัจจยั เออื้ อานวยให้ 3. Output จะเป็นขนั้ ตอนท่ีจะนาผลลพั ธ์ จากการขนั้ ตอนท่ีไดจ้ ากขนั้ Processing มา เขียนเป็นรายงาน หรือ นาเสนอในรูปแบบของตาราง หรือ แผนภมู ิต่างๆ แลว้ แปลความหมายของ ผลท่ีไดจ้ ากการสารวจวิจยั นนั้ 8. การนาเสนอผลจากการสารวจวจิ ยั เป็นขนั้ ตอนการเขียนรายงานการสารวจวิจยั ซง่ึ จะประกอบไปดว้ ยปัญหาการสารวจวจิ ยั วตั ถปุ ระสงคก์ ารสารวจวิจยั วิธีดาเนินการสารวจวจิ ยั ผลสรุปจากการสารวจวิจยั การอภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะต่างๆ โดยท่วั ไป การสรุปผลการวิจัยและเขียนรายงาน จะเป็นขนั้ ตอนสดุ ทา้ ย ของการสารวจ ซ่งึ ในรายงานการสารวจวจิ ยั อยา่ งนอ้ ยจะประกอบดว้ ย 1) บทนา ซ่งึ ประกอบดว้ ย ความสาคญั และความเป็นมาของปัญหาวตั ถุประสงคใ์ นการ สารวจวิจยั สมมติฐานในการสารวจวิจยั ขอบเขตของกาสารวจรวิจยั ขอ้ ตกลงเบือ้ งตน้ ความไม่ สมบรู ณข์ องการสารวจวจิ ยั และคานิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 2) การตรวจสอบเอกสารและงานวจิ ัยอื่นๆ 3) วิธีการดาเนินกาสารวจวจิ ัย ซ่งึ ประกอบดว้ ย กลมุ่ ประชากรกลมุ่ ตวั อยา่ ง วิธีการส่มุ ตัวอย่าง เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และขั้นตอนการดาเนินการรวบรวมข้อมูล ตลอดจนวธิ ีการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 4) ผลของการสารวจวจิ ัย 5) ขอ้ สรุปจากการสารวจวจิ ยั อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ VII. เทคนิคการสุม่ กลุ่มตัวอย่างสาหรับการสารวจวจิ ัยด้านการบนิ 1. การสุม่ ตัวอย่างแบบไม่คานึงถึงความน่าจะเป็ นในการสารวจวิจยั ในบางครง้ั การสารวจวิจยั ทางการบิน ดว้ ยการเลือกกล่มุ ตวั อย่างโดยอาศัยความน่าจะ เป็น โดยวิธีการส่มุ นนั้ อาจจะไม่สามารถทาไดห้ รือทาไดย้ าก การเลือกกล่มุ ตวั อย่างโดยไม่อาศยั ความน่าจะเป็นจึงถูกนามาใช้ ซ่ึงการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบนี้ จะมีลักษณะเป็นอัตวิสัย (subjective) ซ่ึงมักจะทาใหก้ ารประมาณค่าพารามิเตอรข์ าดความแม่นยา ดังนัน้ ในการเลือก กล่มุ ตวั อย่างแบบนี้ มักจะใช้เมื่อไม่ต้องการอ้างอิงถึงลักษณะประชากร ส่วนใหญ่จะใชก้ บั งานวิจัยสารวจขอ้ เท็จจริง (Exploration research) กับกลุ่มท่ีมีลักษณะเฉพาะและไม่ตอ้ งการ
26 เปรียบเทียบกับกลุ่มอ่ืนๆ นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลทางดา้ นค่าใชจ้ ่ายและเวลา เพราะการเลือก ตวั อยา่ งโดยไม่อาศยั ความนา่ เป็น จะมคี ่าใชจ้ ่ายและเวลานอ้ ยกวา่ อาศยั ความน่าจะเป็น 1.1 การสุ่มโดยบังเอิญ (Accidental sampling) เป็นการส่มุ จากสมาชิกของ ประชากรเป้าหมาย ท่ีเป็นใครก็ไดท้ ่ีสามารถให้ขอ้ มูลไดค้ รบถ้วน การสุ่มโดยวิธีนีไ้ ม่สามารถ รบั ประกันความแม่นยาได้ ซ่ึงการเลือกวิธีนีเ้ ป็นวิธีท่ีดอ้ ยท่ีสุด เพราะเป็นการเลือกตัวอย่างท่ีมี ลกั ษณะสอดคลอ้ งกบั นยิ ามของประชากร ท่สี ามารถพบไดแ้ ละใชเ้ ป็นอย่างไดท้ นั ที 1.2 การสุ่มแบบโควตา (Quota Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยการ จาแนกประชากรออกเป็นส่วนๆ ก่อน (Strata) โดยมีหลกั จาแนกว่า ตวั แปรท่ีใชใ้ นการจาแนกนนั้ ควรจะมีความสมั พันธ์กับตวั แปรท่ีจะรวบรวม หรือตัวแปรท่ีสนใจ และสมาชิกท่ีอยู่แต่ละส่วนมี ความเป็นเอกพนั ธ์ ในการสมุ่ แบบโควตานี้ มขี นั้ ตอนการดาเนินการ ดงั นี้ 1) พิจารณาตัวแปรท่ีสัมพันธ์กับลกั ษณะของประชากรท่ีคาถามการวิจัย ตอ้ งการท่จี ะศกึ ษา เช่น เพศ ระดบั การศกึ ษา 2) พิจารณาขนาดของแตล่ ะสว่ น (Segment) ของประชากรตามตวั แปร 3) คานวณค่าอตั ราส่วนของแต่ละส่วนของประชากร กาหนดเป็นโควตาของ ตวั อยา่ งแต่ละกลมุ่ ท่ีจะเลอื ก 4) เลือกตวั อยา่ งในแตล่ ะสว่ นของประชากรใหไ้ ดจ้ านวนตามโควตา
27 1.3 การสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) หรือใน บางครงั้ เรียกว่า การสุ่มแบบพิจารณา (Judgment Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ ดลุ พินิจของผูว้ ิจยั ในการกาหนดสมาชิกของประชากรท่ีจะมาเป็นสมาชิกในกล่มุ ตวั อย่าง ว่ามี ลกั ษณะสอดคลอ้ ง หรือเป็นตวั แทนท่ีจะศกึ ษาหรือไม่ ขอ้ จากดั ของการส่มุ ตวั อย่างแบบนี้ คือ ไม่ สามารถระบไุ ดว้ ่าตวั อยา่ งท่เี ลือกนนั้ จะยงั คงลกั ษณะดงั กลา่ วหรอื ไม่ เม่อื เวลาเปล่ยี นไป 1.4 การสุมกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) การ เลือกกลมุ่ ตวั อย่างโดยถือเอาความสะดวก หรือความง่ายต่อการรวบรวมขอ้ มลู ขอ้ จากดั ของการ สมุ่ แบบนี้ จะมีลกั ษณะเหมือนกบั การสมุ่ โดยบงั เอิญ 1.5 การสุมตัวอย่างแบบสโนวบ์ อลล์ (Snowball Sampling) เป็นการเลือก ตวั อย่างในลกั ษณะการสรา้ งเครือข่ายขอ้ มลู เรียกว่า Snowball Sampling โดยเลือกจากหน่วย ตัวอย่างกลุ่มแรก (จะใชห้ รือไม่ใชค้ วามน่าจะเป็นก็ได)้ และตัวอย่างกลุ่มนี้ เสนอบุคคลอ่ืนท่ีมี ลกั ษณะใกลเ้ คียงตอ่ ๆ ไป ข้อจากัดของการสุม่ ตัวอย่างโดยไมอ่ าศยั ความน่าจะเป็ น 1. ผลการวิจยั ไม่สามารถอา้ งอิงไปส่ปู ระชากรทงั้ หมดได้ จะสรุปอยู่ในขอบเขตของกล่มุ ตัวอย่างเท่านั้น ขอ้ สรุปนั้นจะสรุปไปหาประชากรได้ ต่อเม่ือกลุ่มตัวอย่างมีลักษณะต่างๆ ท่ี สาคญั ๆ เหมือนกบั ประชากร (กลมุ่ เปา้ หมาย) 2. กลุ่มตัวอย่างท่ีไดน้ นั้ ขึน้ อยู่กับการตัดสินใจของผูว้ ิจัย และองคป์ ระกอบบางตวั ท่ีไม่ สามารถควบคมุ ได้ และไม่มีวิธีการทางสถิติอย่างไร ท่ีจะมาคานวณความคลาดเคลื่อนท่ีเกิดจาก การสมุ่ (Sampling Error) ได้ 2. การสุ่มโดยการคานึงถงึ ความน่าจะเป็ น (Probability Sampling) 2.1 การสุ่มอย่างงา่ ย (Simple Random Sampling) สมาชิกทั้งหมดของประชากรเป็นอิสระซ่ึงกันและกัน แลว้ สุ่มหน่วยของการสุ่ม (Sampling unit) จนกว่าจะไดจ้ านวนตามท่ีตอ้ งการ โดยในแต่ละครั้งที่สุ่ม สมาชิกแต่ละ
28 หน่วยของประชากร มโี อกาสถูกเลอื กเท่าเทยี มกนั ซ่ึงก่อนทีจ่ ะทาการสุ่มนั้น จะตอ้ งนิยาม ประชากรใหช้ ดั เจน ตอ้ งทารายการสมาชิกทงั้ หมดของประชากร (เป้าหมาย) การส่มุ ตวั อย่างโดย ใชว้ ธิ ีนี้ จะทาใหโ้ อกาสของแตล่ ะหน่วยในการถกู เลือกมีค่าเท่ากนั ซง่ึ ทาได้ 2 วิธี คือ (1) การจบั ฉลาก (2) การใชต้ ารางเลขสุ่ม (Table of random number) ซ่ึงตัวเลขในตารางไดม้ า จากการอาศัยคอมพิวเตอรก์ าหนดค่า หรือบางครงั้ สามารถใชว้ ิธีการดึงตัวอย่างออกมาได้ โดย อาศยั โปรแกรมสาเรจ็ รูป การส่มุ อย่างง่าย มีขอ้ จากดั คือ ประชากรตอ้ งนบั ไดค้ รบถว้ น (Finite population) ซ่งึ บางครง้ั อาจสรา้ งปัญหาใหก้ บั ผวู้ ิจยั โดยเฉพาะในการสารวจวิจยั ทางดา้ นการบิน 2.2 การสุ่มแบบเป็ นระบบ (Systematic Sampling) ใชใ้ นกรณีท่ปี ระชากรมีการจดั เรียงอย่างไมล่ าเอยี ง 1) ประชากรหารดว้ ยจานวนกลมุ่ ตวั อยา่ ง (K = N/n) 2) สมุ่ หมายเลข 1 ถงึ K (กาหนดสมุ่ ไดห้ มายเลข r) 3) r จะเป็นหมายเลขเรม่ิ ตน้ ลาดบั ตอ่ ไป r + K, r +2K, r + 3K, การสุ่มแบบเป็นระบบ โอกาสถูกเลือกของตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน เพราะ เม่ือตวั อย่างแรกถกู ส่มุ แลว้ ตัวอย่างหน่วยอ่ืนก็จะถูกกาหนดใหเ้ ลือกตามมาโดยอตั โนมัติ โดยไม่ มกี ารสมุ่ (จากรูป N = 10, n = 5, K = 2, r = 2) 2.3 การสุม่ แบบแบง่ ชัน้ (Stratified random sampling) เป็นการส่มุ กล่มุ ตัวอย่าง ท่ีแบ่งกล่มุ ประชากรออกเป็นกลมุ่ ย่อย (Subgroup or Strata) เสียก่อน บนพืน้ ฐานของตวั แปรท่ีสาคญั ท่ีส่งผลกระทบต่อตัวแปรตาม โดยมีหลกั ในการ จดั แบ่งกล่มุ แต่ละกล่มุ ท่ีมีความเป็นเอกพนั ธ์ (Homogeneous) หรือกลา่ วไดว้ ่า ในกล่มุ เดียวกนั
29 จะมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกันตามกล่มุ ย่อยของตัวแปร แต่จะมีความแตกต่างระหว่างกล่มุ จานวน สมาชิกในกล่มุ ย่อยจะถูกกาหนดใหเ้ ป็นสดั สว่ น (Proportion) ตามสดั ส่วนท่ีปรากฏในประชากร ซ่ึงเรียกว่า การสุ่มแบบแบ่งชัดโดยใช้สัดส่วน (Proportion Stratified Sampling) การสุ่มแบบ แบ่งชนั้ จะมีความเหมาะสมกับงานสารวจวิจยั ท่ีสนใจความแตกต่างของลกั ษณะประชากรใน ระหว่างกลมุ่ ยอ่ ย 2.4 การสุม่ ตัวอยา่ งแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ในกรณีท่ีประชากรมีขนาดใหญ่มาก การสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยจัดกระทากับ สมาชิกทกุ ๆ หน่วยของประชากร อาจทาไดย้ ากหรอื ทาไม่ไดเ้ ลย ดงั นนั้ แทนท่ีจะใชว้ ธิ ีการสมุ จาก ทุกหน่วย ผูว้ จิ ยั สามารถส่มุ จากกล่มุ ท่ีถกู จดั แบ่งไวอ้ ย่แู ลว้ ซ่งึ วิธีการแบบนีเ้ รียกว่า การสุ่มแบบ กลุม่ (Cluster Sampling)
30 สง่ิ ทคี่ วรคานึงถงึ การสุ่มแบบกลุ่ม ดังนี้ คือ 1) ความแตกต่างของลกั ษณะท่ีจะศึกษาระหว่างกล่มุ (Cluster) มีไม่มาก หรือ เรียกวา่ จะมีความเป็นเอกพนั ธ์ (Homogeneous) 2) ขนาดของแต่ละกล่มุ เท่ากัน หรือแตกต่างกันไม่มากนกั เพราะเม่ือเลือกกล่มุ มาเป็นตัวอย่างแล้ว การประมาณค่าพารามิเตอร์ จะมีลักษณะไม่อคติ (Unbias Estimation) มากกว่า ในกรณีท่กี ลมุ่ ตวั อยา่ งในแต่ละกลมุ่ มีขนาดแตกต่างกนั มาก 3) ขนาดของแต่ละกล่มุ (Cluster) ไม่มีคาตอบแน่นอนว่า จานวนหน่วยตวั อย่าง ท่ีศึกษาในแต่ละกลุ่มจะเป็นเท่าใด ขึน้ อยู่กับคาถามการสารวจ และความยากง่ายในการเก็บ ขอ้ มลู 4) การใชว้ ิธีการสุ่มแบบ Multistage Cluster Sampling แทนการใช้ Single – Stage มกั จะมีเหตผุ ล ดงั นี้ คอื (4.1) ขนาดของแต่ละกลมุ่ ท่มี ีอย่มู ขี นาดใหญ่เกินไป เกินกว่าขนาดตาม กาลงั ทางเศรษฐกิจมาก (4.2) จะสามารถหลีกเลี่ยงค่าใชจ้ ่ายท่ีเกิดขึน้ จากการแบ่งกลุ่ม ให้มี ขนาดเล็กลงในแต่ละกลมุ่ ผลของการแบ่งกลมุ่ (Clustering) แมจ้ ะมีขนาดเล็กลง แต่ในระหว่าง กลมุ่ ท่ีจะศกึ ษายงั มีความแตกต่างกนั ไมม่ ากนกั (4.3) การเลือกตวั อย่างของ Compact Cluster ใหค้ วามยุ่งยากในการ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู มากเกนิ ไป
31 5) ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง หรือจานวนกลุ่ม (Cluster) ท่ีต้องการในการ เทียบเคียง จากการเลือกแบบการสมุ่ อย่างง่าย (Simple Random Sampling) การคานวณขนาด กลมุ่ ตวั อย่าง โดยใชจ้ านวนทงั้ หมดของกลมุ่ ท่จี ดั แบ่งเป็นประชากรท่นี ามาใชใ้ นการคานวณ 2.5 การสุ่มแบบหลายขนั้ ตอน (Multi-stage sampling) การสมุ่ ตวั อย่างแบบหลายขนั้ ตอน (Multi-stage Sampling) เป็นการสมุ่ ตวั อย่าง ท่ีทาเป็นขนั้ ๆ หลายขนั้ ดว้ ยกนั ในการสมุ่ ตัวอย่างแต่ละขนั้ จะใชก้ ารสมุ่ แบบใดก็ได้ โดยการเก็บ ขอ้ มูล จะเก็บจากหน่วยตัวอย่างขั้นสุดทา้ ยท่ีสุ่มได้ นิยมใชก้ ับการสุ่มสิ่งตัวอย่างท่ีประชากรมี ขนาดใหญ่ และมีขอบเขตงานกวา้ งขวาง และมกั เป็นกระบวนการสมุ่ กล่มุ ตวั อย่างจากประชากร ซง่ึ ตอ้ งดาเนินการสมุ่ ตงั้ แต่ 3 ขนั้ ขนึ้ ไปเป็นสว่ นมาก การสารวจวิจัยกับมโนมิติทจี่ ะทาให้เกิดความคลาดเคลือ่ นขนึ้ 1. กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการสารวจวจิ ัย ต้องเป็ นตัวแทนท่ดี ีของประชากรขอ้ ความ ดังกล่าวขา้ งตน้ ไม่ใช่ขอ้ ตกลงเบือ้ งตน้ ของการสารวจวิจัย เน่ืองจากเป็นเรื่องท่ีผูว้ ิจัยสามารถ พสิ จู น์ หรือตรวจสอบในทางปฏบิ ตั ไิ ด้ ดว้ ยการใชเ้ ทคนิคการสมุ่ ตวั อย่างและใชค้ านวณขนาดของ ตวั อยา่ งใหพ้ อดี ท่แี สดงว่าเป็นตวั แทนท่ดี ีของประชากร ท่ใี ชใ้ นการสารวจวจิ ยั ได้
32 2. เครื่องมือท่ีใช้ในการสารวจวิจัยต้องมีคุณภาพน่าเช่ือถือ ผวู้ ิจยั ตอ้ งนาเคร่ืองมือ ท่ีใช้ในการวิจัย ไปตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือให้มีความตรง (Validity) และความเท่ียง (Reliability) ตลอดจนทาการวเิ คราะหเ์ ป็นรายขอ้ (Item analysis) แสดงเชิงประจกั ษ์วา่ เครอ่ื งมือ นนั้ มีคณุ ภาพ 3. ผทู้ ่ตี อบแบบสารวจต้องตอบด้วยความต้ังใจ ผวู้ ิจยั จะตอ้ งดาเนินการเกบ็ รวบรวม ขอ้ มลู และใชม้ าตรการท่แี สดงใหป้ ระจกั ษไ์ ดว้ า่ ผตู้ อบตอบดว้ ยความตงั้ ใจจรงิ ๆ VIII. การเตรียมเครื่องมือในการสารวจวจิ ยั ทางดา้ นการบนิ เครื่องมือสารวจวิจัย หมายถึงอปุ กรณ์ หรือเทคนิคท่ีผูว้ ิจยั ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล หรือวัดตัวแปรท่ีตอ้ งการศึกษา ซ่ึงโดยท่ัวไป ชนิดของเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการสารวจวิจัยทางดา้ น ธุรกิจการบนิ ไดแ้ ก่ - แบบสอบถาม (Questionnaire) - แบบสมั ภาษณ์ (Interview) - แบบสงั เกต (Observation) - แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard Test) 1. แบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสอบถาม หมายถึง ชุดของขอ้ คาถามท่ีผูว้ ิจยั เตรียมไวใ้ หผ้ ูต้ อบ ซ่ึงเป็นผูใ้ หข้ อ้ มลู โดยตรง เขียนตอบในเร่ืองใดเรื่องหน่ึงท่ีตอ้ งการศึกษา แบบสอบถามเป็นเครื่องมือสารวจวิจยั ท่ี นยิ มใชก้ นั มากชนดิ หน่ึง ซ่งึ จะประกอบดว้ ย 3 สว่ นคือ 1) หนงั สือนา 2) คาชแี้ จงในการตอบ 3) เนอื้ หาของแบบสอบถาม ลกั ษณะของแบบสอบถาม ท่ใี ชม้ ีหลายลกั ษณะ ดงั นี้ คือ 1) แบบสอบถามประเภท ชนิดเลอื กตอบ 2) แบบประเภท ประมาณค่า 3) แบบสอบถามประเภท ชนดิ ปลายเปิด
33 1) แบบสอบถามชนิดเลือกตอบ มักใชใ้ นกรณี เพ่ือตอ้ งการวัดความรูห้ รือเป็น แบบทดสอบ ท่มี คี าตอบท่ถี กู ตอ้ งเพยี งคาตอบเดยี ว ซ่งึ มีหลายรูปแบบ เชน่ (1) ให้เลือกตอบ 1 คาตอบจากตัวเลือก 2 ตัวเลือก แบบสอบถามชนิดนี้ มกั จะถามเป็นการตอบรบั ปฏิเสธ โดยกาหนดคาตอบเป็น ใช่–ไม่ใช่ หรือ เคย-ไม่เคย หรือ เห็น ดว้ ย-ไมเ่ หน็ ดว้ ย เช่น ท่านเคยใชบ้ รกิ าร.........หรอื ไม่ ( ) เคย ( ) ไมเ่ คย เป็นตน้ (2) ให้เลือกคาตอบ 1 คาตอบจากตัวเลือกมากกว่า 2 ตัวเลือกซ่ึงอาจ กาหนด 4 หรือ 5 ตวั เลอื ก เช่น ท่านมบี ตุ รก่ีคน ( ) 1 คน ( ) 2 คน ( ) 3 คน ( ) มากกวา่ 3 คน (3) แบบเลือกตอบได้หลายคาตอบ โดยมักใช้ถามความคิดเห็น หรือ ประสบการณข์ องผตู้ อบ ซ่งึ มโี อกาสเกดิ ไดห้ ลายกรณี ในเวลาเดียวกนั (4) แบบจัดลาดับส่ิงทใ่ี ห้ตอบ เช่น ท่านพึงพอใจในบรกิ ารท่ีไดร้ บั จากเร่ืองใด มากท่สี ดุ เรียงลาดบั กอ่ นหลงั เป็นตน้ 2) แบบสอบถามประเภทประมาณค่า เป็นแบบสอบถามท่ีกาหนดให้ผู้ตอบ เลือกตอบ ตามระดบั ความคิดเห็นท่ีแตกต่างกนั โดยตอบเป็นคาตอบเพียงคาตอบเดียว มักนิยม ใชว้ ดั เจตคติ (ทศั นคติ) ความคิดเหน็ หรือความเช่ือของผตู้ อบ ซ่งึ มีระดบั แตกตา่ งกนั แบ่งออกเป็น 1) แบบเลือกตอบจากตัวเลือกท่ีกาหนดให้ เช่น ท่านคิดว่าบริการ...มีความ นา่ พงึ พอใจในระดบั ใด ( ) มากท่สี ดุ ( ) มาก ( ) ปานกลาง ( ) นอ้ ย( ) นอ้ ยมาก เป็นตน้ 2) แบบเลือกตอบจากตัวเลข เช่น 3) แบบสอบถามประเภท ชนิดปลายเปิ ด เป็นแบบสอบถามท่ีมีรูปแบบของ คาถามในลกั ษณะท่ีถามอย่างกวา้ งๆ เพ่อื เปิดโอกาสใหผ้ ตู้ อบ ไดต้ อบตามแบบอิสระเสรี และมัก นิยมใช้ เมื่อต้องการข้อมูลหรือความคิดเห็นอย่างกว้างๆ เช่น ปัญหาการบริการ อาจมี ผลกระทบตอ่ ภาพลกั ษณ์ หรอื ภาพรวมของการบรกิ ารของสายการบินอย่างไรบา้ ง เป็นตน้ 2. แบบสมั ภาษณ์ (Interview) แบบสัมภาษณ์ เป็นการรวบรวมขอ้ มูล โดยมีการส่ือสารกนั ระหว่างผถู้ ามกบั ผูใ้ หข้ อ้ มลู ทงั้ นี้ การส่ือสารจะตอ้ งมจี ดุ ม่งุ หมาย ซง่ึ แบ่งตามวธิ ีการสมั ภาษณไ์ ด้ 2 ประเภทคอื
34 1) แบ บสัมภ าษ ณ์ ชนิ ดมีโครงสร้างแน่ นอน มีลักษณ ะคล้ายคลึงกับ แบบสอบถามแบบเลือกตอบ จะประกอบดว้ ยขอ้ คาถามและคาตอบ เอาไวใ้ หผ้ ูต้ อบเลือกหลาย คาตอบ ผูเ้ ก็บรวบรวมขอ้ มลู จะสมั ภาษณต์ ามเนือ้ หาในแบบสมั ภาษณ์เท่านนั้ โดยอ่านคาถามที ละขอ้ แลว้ ใหผ้ ตู้ อบเลือกคาตอบตามท่ไี ดเ้ ตรียมไว้ 2) แบบสัมภาษณช์ นิดไม่มีโครงสร้างแน่นอน มักประกอบดว้ ยแนวคาถามแบบ กวา้ งๆ และมีลกั ษณะยืดหยุ่น เพ่ือใหผ้ ูใ้ หข้ อ้ มลู สามารถใหข้ อ้ คิดในแนวลึก คลา้ ยแบบสอบถาม ชนิดปลายเปิด น่นั เอง 3. แบบสงั เกต (Observation) แบบสงั เกตมักใชเ้ ป็นเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ท่ีตอ้ งใชก้ ารดู การฟัง หรือ การใชป้ ระสาทสมั ผสั อ่ืนๆ เช่น การสมั ผัส การดมกลิ่น ซ่ึงผรู้ วบรวมขอ้ มลู ตอ้ งอยู่ใกลช้ ิดกบั ส่ิงท่ี ตอ้ งการสงั เกตมาก วิธีท่ีนิยมใชส้ ามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 แบบ คอื 1) แบบสังเกตชนิดมีโครงสร้าง เป็นเครื่องมือท่ีกาหนดขอบเขตของการสงั เกตว่า จะตอ้ งสงั เกตอะไร และอย่างไรบา้ ง มกั อย่ใู นรูปแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) โดยกาหนด หวั ขอ้ การสงั เกต และตวั เลือกในแตล่ ะหวั ขอ้ เพ่อื ใหผ้ สู้ งั เกตบนั ทกึ เม่ือมีเหตกุ ารณน์ นั้ เกิดขนึ้ 2) แบบสังเกตชนิดไม่มีโครงสร้าง ไม่ไดก้ าหนดขอบเขตไวล้ ่วงหนา้ เม่ือสงั เกต พบวา่ มพี ฤติกรรมใดๆ เกิดขนึ้ ผสู้ งั เกตจะจดบนั ทกึ ไวท้ งั้ หมด 4. แบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบมาตรฐาน เครอ่ื งมือชนิดนี้ มกั ใชใ้ นการวดั ความถนดั ความสามารถในวิชา ใดวิชาหน่งึ หรอื ดา้ นใดดา้ นหนง่ึ เช่น - แบบวดั ความถนดั ทางดา้ นคณิตศาสตร์ - แบบทดสอบความสามารถในการใชภ้ าษาองั กฤษ - แบบทดสอบทางจิตวิทยาต่างๆ เช่น แบบทดสอบความสามารถทางสติปัญญา แบบวดั บคุ ลิกภาพ เป็นตน้ IX.การหาคณุ ภาพและการพัฒนาเคร่อื งมอื ในการสารวจวจิ ยั ด้านการบิน คุณภาพและการพัฒนาเคร่ืองมือวิจัย คณุ ภาพของเครื่องมือวิจยั เป็นสิ่งท่ีผูว้ ิจยั ตอ้ ง ประเมนิ ก่อนการนาไปใช้ การประเมินคณุ ภาพของเครอื่ งมือวจิ ยั จะพิจารณาจาก
35 1) ความตรง หรอื ความสมเหตสุ มผล (Validity) 2) ความเท่ยี ง หรือความเช่ือม่นั (Reliability) 3) ความยากงา่ ย (Difficulties) 4) อานาจจาแนก (Discrimination Power) 5) ความเป็นปรนยั (Objectivity) 6) ความหมายในการใช้ (Meaningfulness) 7) ความสามารถในการนาไปใช้ (Usability) 1. การหาความตรงหรอื ความสมเหตสุ มผล (Validity) ความตรง หรือ ความสมเหตุสมผล (Validity) โดยเครื่องมือท่ีดีจะตอ้ งตรงในการวดั หมายถึง เคร่ืองมือนั้นจะต้องวัดในส่ิงที่ตรงกับที่ผู้วิจัยต้องการวัดได้อย่างถูกต้องและ ครบถ้วน ความตรงของเครอ่ื งมอื วดั สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื 1) ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) หมายถึง เคร่ืองมือนนั้ สามารถวดั ได้ ตรงตามเนือ้ หาท่ีตอ้ งการจะวดั เช่น เครื่องมือวดั ความพงึ พอใจของลกู คา้ สายการบิน ความพึง พอใจของผโู้ ดยสารต่อการบรกิ ารอาหารและเคร่ืองด่ืมในเท่ียวบิน ก็จะตอ้ งสามารถวดั ความพึง พอใจของลกู คา้ ในเร่ืองนนั้ ไดจ้ รงิ ๆ ในการสารวจวิจยั ทางดา้ นการบิน มกั จะใชก้ ารวิเคราะหแ์ ละ ประเมินโดยผเู้ ช่ียวชาญ 2) ความตรงเชิงสัมพันธก์ ับเกณฑ์ (Criterion-related Validity) เป็นการหาความ ตรงของเครือ่ งมือ โดยการหาสมั ประสิทธิ์สหสมั พนั ธ์ ระหว่างคะแนนท่ีไดจ้ ากการนาเครื่องมือกบั เกณฑม์ าตรฐานไปทดลองใชก้ อ่ น แต่ในการสารวจวิจัยทางด้านการบินอาจใช้ การวิเคราะห์ ประเมินโดยผู้เช่ียวชาญ เพราะการสารวจวิจยั บางเรื่องในดา้ นการบิน ไม่มีเกณฑม์ าตรฐานใน การเปรียบเทียบความสมั พันธ์ เพราะเป็นเพียงแค่การสารวจ เช่น การสารวจความพึงพอใจของ ผโู้ ดยสารท่ใี ชบ้ รกิ าร เป็นตน้ ความตรงลกั ษณะนีแ้ บง่ ออกเป็น 2 ประเภทคอื (1) ความตรงตามสภาพการณ์ จะเป็นการหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างเคร่ืองมือ กบั เกณฑม์ าตรฐาน โดยการทดลองใชใ้ นเวลาเดียวกัน เช่น เคร่ืองมือวัดความวิตกกังวลสงู ใน ขณะเดียวกันเม่ือใช้เคร่ืองมือมาตรฐานอ่ืนวัด ก็ให้ผลมีความวิตกกังวลสูงเช่นกัน แสดงว่า เครื่องมือมคี วามตรงตามสภาพการณ์ (2) ความตรงเชิงพยากรณ์ จะเป็นการหาความสมั พนั ธ์ระหว่างเคร่ืองมือกับ เกณฑม์ าตรฐาน ภายหลงั จากการนาเครื่องมือไปทดลองใชแ้ ลว้ เช่น เครื่องมือท่ีทานายอาการ
36 ซึมเศรา้ ท่ีสรา้ งขึน้ กาหนดว่าถา้ ไดค้ ะแนนสงู กว่า 20 คะแนนถือว่ามีโอกาสเกิดอาการซึมเศรา้ เม่ือนาเครื่องมือไปวัดสตรีหลงั คลอด 1 วนั คนหน่ึง ได้ 22 คะแนน และปรากฏว่าสตรีดงั กล่าว มี อาการซมึ เศรา้ จรงิ เม่อื หลงั คลอด 6 สปั ดาห์ แสดงวา่ เคร่อื งมอื นนั้ มีความตรงเชงิ พยากรณ์ (3) ความตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) เป็นลกั ษณะของเคร่ืองมือท่ีมี รูปแบบ หรือโครงสรา้ งตามทฤษฎีท่ีควรจะเป็นในการวดั ซ่งึ มกั จะใชก้ บั เคร่ืองมือ ท่ีมลี กั ษณะเป็น แบบวดั ทางจิตวิทยา หรอื แบบวดั ท่ีมีหลายมิติ เช่น การวดั คุณภาพชีวิต แบบสอบถามพฤติกรรม การส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามการสนับสนุนทางสงั คม ท่ีนิยม ได้แก่ การวิเคราะหโ์ ดยยึด ทฤษฎีเป็นเกณฑก์ ารหาความตรงตามโครงสรา้ ง โดยใชก้ ารวิเคราะหท์ างสถิติชนั้ สงู หรือการนา เครอ่ื งมอื ไปหาความสมั พนั ธก์ บั เครื่องมือมาตรฐาน ท่มี ีความตรงตามโครงสรา้ งอย่แู ลว้ ก็ได้ 2. การหาความเทย่ี งหรอื ความเชือ่ ม่นั (Reliability) ความเที่ยงหรือความเช่ือม่ัน (Reliability) ในการวิจัยเชิงปริมาณความเท่ียงของ เคร่ืองมือ เป็นส่ิงท่ีสาคัญในการประเมินคุณภาพงานวิจัย ความเท่ียงของเคร่ืองมือใดจะเป็น ลกั ษณะท่ีแสดงว่าเครื่องมือนัน้ มีความคงท่ีเพียงใด โดยไม่ว่าจะวัดก่ีครง้ั ก็จะได้ค่าท่ีตรงกัน หรือใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น หากใชเ้ คร่ืองช่งั นา้ หนักเครื่องหนึ่งไปช่ังนา้ หนกั คนๆ หน่ึง โดย ครง้ั แรกไดน้ า้ หนัก 70 กิโลกรมั และเม่ือช่งั ครงั้ ท่ีสองในอีก 1 นาทีต่อมาไดน้ า้ หนัก 80 กิโลกรมั แสดงว่าเครอ่ื งช่งั นนั้ ไม่มีความเท่ยี ง ซง่ึ ทาใหผ้ ลการวดั ไมม่ ีความคงท่ีและไมถ่ ูกตอ้ ง เครื่องมอื ท่ีดี ตอ้ งมีความเท่ียงสงู เพราะเม่ือจะใชว้ ดั ก่ีครง้ั ก็จะไดผ้ ลท่ีใกลเ้ คียงกัน ผลท่ีไดร้ บั มีความคงท่ีไม่ เปลย่ี นแปลง จงึ ถือว่าถกู ตอ้ งและเช่อื ถือได้ การหาความเทย่ี ง – ของเคร่อื งมอื ท่ใี ช้ โดย 1) การหาความเท่ียงจากความคงที่ (Stability) เป็นการหาความเท่ียงตรงจาก ความคงท่ีในการวดั ในเวลาท่ีต่างกนั หากนาเครื่องมือไปวดั ซา้ ในเวลาท่ีต่างกนั กบั กลมุ่ ตวั อย่าง เดียวกัน หรือท่ีมีเง่ือนไขและลกั ษณะอย่างเดียวกนั ผลท่ีไดจ้ ะใกลเ้ คียงกัน หรือการคานวณหา โดยใชว้ ธิ ีการทางสถิติ ดว้ ยการหาสมั ประสิทธิค์ วามเท่ียง (Coefficient of Correlation) หรอื เรียก อีกช่ือหนึ่งว่า วิธีการทดสอบซา้ (Test-retest Method) วิธีนี้ โดยการนาเครื่องมือไปวดั ในกล่มุ ตวั อย่างเดียวกันสองครงั้ ในเวลาท่ีแตกต่างกัน แลว้ หาสมั ประสิทธิ์สหสมั พันธแ์ บบเพียรสนั ค่า สมั ประสทิ ธิ์สหสมั พนั ธเ์ พียรสนั จะมีค่าระหว่าง -1.00 ถึง 1.00 ยิ่งค่าใกล้ 1 มากเท่าใด แสดงว่า ยิ่งมีความสัมพันธก์ ันสูง ซ่ึงโดยท่ัวไปเคร่ืองมือที่มีความเที่ยงในระดับที่พอใจ ควรได้ค่า ความเทยี่ งทสี่ ูงกว่า 0.70
37 2) การหาความเที่ยงจากความสม่าเสมอภายใน (Internal Consistency) เป็น ความเท่ียงท่ีแสดงถึง ความสม่าเสมอของขอ้ คาถามทั้งหมดในแบบวัดว่า สามารถวัดในเรื่อง เดียวกันไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด วิธีการหาความเท่ียงชนิดนีท้ าไดโ้ ดย การนาเครื่องมือไปทดสอบวัด เพียงครงั้ เดยี ว แลว้ นามาวิเคราะหค์ ่าความเท่ียงทางสถิตไิ ดเ้ ลย ดว้ ยวธิ ีใดวธิ ีหน่ึง ดงั ต่อไปนี้ - การคานวณแบบแบง่ ครง่ึ (Split – half Method) - การคานวณแบบสมั ประสิทธิแ์ อลฟา (Alpha Coefficient) - การคานวณโดยใชส้ ตู รของคเู ดอร์ รชิ ารด์ สนั ( Kuder- Richardson) (มกั จะมีรองรบั อยู่แลว้ ในระบบคอมพวิ เตอรเ์ ป็นโปรแกรมสำเร็จรูป) 3) การหาความเที่ยงของผู้สังเกตมากกว่า 1 คน (Inter-rater Reliability) วิธีนี้ จะใชก้ บั เคร่ืองมือท่ีเป็นแบบสงั เกต และการนาไปใชจ้ ะตอ้ งมีผสู้ งั เกตหลายคน เช่น แบบสงั เกต พฤติกรรม ........ 1 ราย โดยการใชผ้ สู้ งั เกต 2 คน นาเครือ่ งมือบางอย่างไปทดลองใช้ แลว้ นาผลท่ี ไดม้ าทดสอบว่าตรงกันมากน้อยเพียงใด ผลจากการสังเกตถา้ ใกลเ้ คียงกันย่ิงมาก ก็ถือไดว้ ่ามี ความเท่ยี งมาก โดยการใชส้ ตู รคานวณ คอื 4) การหาความเทย่ี งของความคลา้ ยคลึงกัน (Equivalence) วิธีนีใ้ ชก้ รณีท่ีมีการ สรา้ งแบบวดั ส่ิงใดส่ิงหน่ึงมากกว่า 1 ชุด เช่น การวิจัยเชิงทดลอง ซ่ึงมีการวดั ก่อนและหลงั การ ทดลอง ผวู้ ิจยั อาจไม่ตอ้ งการใชเ้ ครือ่ งมือวดั ชดุ เดยี วกนั เพราะผตู้ อบอาจตอบถูกเพราะจาคาถาม ได้ จึงสรา้ งเครื่องมือวดั ท่ีมีเนือ้ หาแบบเดียวกนั มีความคลา้ ยคลึงกนั เรียกว่า แบบวัดคู่ขนาน (Parallel Form) ถา้ คะแนนท่ีไดจ้ ากการใชเ้ คร่ืองมือทงั้ สองชุด มีความสมั พนั ธ์กนั สงู ก็จะถือว่า เคร่อื งมอื นนั้ มคี วามเท่ยี งของความคลา้ ยคลงึ กนั สงู น่นั เอง 3. การหาความยากงา่ ย (Difficulties) เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการรวบรวมขอ้ มูลโดยเฉพาะแบบทดสอบและแบบสอบถาม จะตอ้ งมี ความยากง่ายพอเหมาะกับผูต้ อบ เพราะถา้ มีความยากมากเกินไป ผูต้ อบอาจไม่เขา้ ใจในส่ิงท่ี ถาม หรอื อาจตอบผิดหมด เพราะเครอื่ งมอื นนั้ จะไม่สามารถท่จี ะวดั สิ่งท่ตี อ้ งการไดเ้ ลย วิธีคานวณ ความยากง่ายโดยท่วั ไปมักใชก้ ับแบบทดสอบ โดยจะคานวณจากสดั ส่วน ของผตู้ อบถกู กับจานวนผตู้ อบทงั้ หมดในขอ้ คาถามขอ้ นนั้ เช่น มีคนตอบถูก 10 คน จากจานวน
38 ผตู้ อบทงั้ หมด 20 คน ขอ้ คาถามขอ้ นนั้ จะมีค่าความยากง่ายเท่ากบั 0.50 แต่ถา้ มีค่าเขา้ ใกล้ 1 ก็ แปลว่า “ง่าย” ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ เขา้ ใกล้ 0 กแ็ ปลวา่ ความวา่ “ยาก” แต่ในแบบสารวจวิจัยทางด้านการบิน มกั เป็นการสารวจความคิดเห็น ความตอ้ งการ ทศั นคติ และความพงึ พอใจเป็นสว่ นใหญ่ ดงั นนั้ ความยากง่าย (Difficulties) จึงมกั จะขึน้ อย่กู บั การตงั้ ประเด็นของคาถาม เทคนิคในการตงั้ คาถาม ความกระชบั ชดั เจน การใชร้ ะดบั ของภาษา Technical Term และการออกแบบของแบบสารวจท่จี ะใชเ้ ป็นหลกั 4. การหาค่าอานาจจาแนก (Discrimination Power) โดยเครื่องมือท่ีดี จะตอ้ ง มีอานาจจาแนกสงู ในการแบ่งแยกสิ่งท่ีตอ้ งการวัดออกมา เช่น แยกผูม้ ีความรูอ้ อกจากผูท้ ่ีไม่มี ความรูใ้ นเรื่องนนั้ ๆ ได้ การหาค่าอานาจจาแนก จะทาไดโ้ ดยการแบ่งกล่มุ ผตู้ อบออกเป็น 2 กล่มุ คือ กล่มุ ท่ีไดค้ ะแนนสูง และกล่มุ ท่ีไดค้ ะแนนต่า ค่าอานาจจาแนกจะแทนดว้ ยตวั อกั ษร r และมี ค่าระหว่าง -1.0 จนถึง +1.0 ถา้ มีค่าใกล้ 0 แปลว่า มีอานาจจาแนกนอ้ ย แต่ถา้ เขา้ ใกล้ 1 แสดง ว่ามีอานาจจาแนกมาก ปกติขอ้ คาถามท่ดี ี ตอ้ งมีอานาจจาแนก 0.20 ขนึ้ ไปและยิ่งมคี ่ามากก็ยิ่ง ดี (มักจะมรี องรับอยู่แล้วในระบบคอมพิวเตอรเ์ ป็ นโปรแกรมสาเรจ็ รูป) 5. การหาความเป็ นปรนัย (Objectivity) เคร่ืองมือรวบรวมขอ้ มลู ท่ีดี ตอ้ งมีความ เป็นปรนัยสูง กล่าวคือ ทุกคนเม่ืออ่านหรือใชเ้ ครื่องมือนั้นแลว้ จะเขา้ ใจความหมายไดต้ รงกัน เสมอไม่วา่ จะอา่ นเวลาใดก็ตาม รวมทงั้ การแปลผลออกมาเป็นคะแนน ก็จะตอ้ งมีเกณฑท์ ่ีแน่นอน ไมว่ ่าใครจะเป็นผแู้ ปลผล จะตอ้ งไดค้ า่ คะแนนตรงกนั เสมอ (สามารถประเมนิ โดยผเู้ ช่ียวชาญ) 6. การมีความหมายในการวัด (Meaningfulness) เคร่ืองมือท่ีดีจะตอ้ งถาม หรือวัดในส่ิงท่ีสอดคลอ้ งกับความเป็นจริงมากท่ีสุด เช่น คาถามคาตอบใหข้ อ้ เท็จจริงท่ีผูต้ อบมี ขอ้ เทจ็ จรงิ ในคาตอบนนั้ และตรงกบั ความเป็นจรงิ ท่ีตอ้ งการวดั 7. ความสามารถในการนาไปใช้ (Usability) โดยเคร่ืองมือท่ีดีจะตอ้ งสามารถ นาไปใชไ้ ดโ้ ดยง่าย ไม่ย่งุ ยากซบั ซอ้ น ใชเ้ วลาเหมาะสมในการนาไปใช้ การแปลผลงา่ ยไม่ยุ่งยาก และยตุ ิธรรม คมุ้ ค่ากบั แรงงานและงบประมาณท่ีเสียไป …………………………………
39 บทที่ 2 แนวคดิ เกี่ยวกับประชากร กลมุ่ ตวั อย่าง ค่าพารามิเตอร์ และค่าทางสถิติพนื้ ฐานทใี่ ช้ในงานสารวจวจิ ัยทางด้านการบนิ I. ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และพารามเิ ตอรใ์ นการสารวจวิจัยดา้ นการบนิ ประชากร (Population) หมายถึง สมาชิกทกุ หน่วยของส่ิงท่ีสายการบินสนใจท่ีจะศึกษา ซ่ึงไม่ไดห้ มายถึงคนเพียงอย่างเดียว ประชากร อาจจะเป็นสิ่งของ เวลา สถานท่ี ฯลฯ เช่น ถ้า สนใจว่าความคิดเห็นของคนไทยท่ีมีต่อการเลือกตั้ง ประชากร คือ คนไทยทุกคน หรือถา้ สนใจ อายุการใชง้ านของเครื่องคอมพิวเตอรย์ ่ีหอ้ หนึ่ง ประชากร ก็คือ เครื่องคอมพิวเตอรย์ ่ีหอ้ นนั้ ทุก เครื่อง แต่การเก็บขอ้ มูลกับประชากรทุกหน่วยอาจทาใหเ้ สียเวลา และค่าใชจ้ ่ายท่ีสงู มาก และ บางครง้ั เป็นเร่ืองท่ีตอ้ งตดั สินใจภายในเวลาจากดั การเลือกศึกษาเฉพาะบางสว่ นของประชากร จึงเป็นเร่อื งท่มี คี วามจาเป็น ซ่งึ เราจะเรยี กวา่ “กลุ่มตัวอยา่ ง” กลุ่มตัวอย่าง (Sample) หมายถึง ส่วนหนึ่งของประชากรท่ีนามาศึกษา ซ่ึงเป็นมี ลกั ษณะเป็นตัวแทนของประชากร การท่ีกลุ่มตัวอย่างจะเป็นตัวแทนท่ีดีของประชากรเพ่ือการ อ้างอิงไปยังประชากรอย่างน่าเช่ือถือได้นั้น จะตอ้ งมีการเลือกตัวอย่างและขนาดตัวอย่างท่ี เหมาะสม ซ่ึงจะต้องอาศัยสถิติเข้ามาช่วยในการสุ่มตัวอย่าง และการกาหนดขนาดของกลุ่ม ตวั อยา่ งดว้ ย การสุม่ ตัวอย่าง (Sampling) หมายถึง กระบวนการซ่งึ ใหไ้ ดม้ าซ่งึ กลมุ่ ตวั อย่างท่มี ีความ เป็นตวั แทนท่ดี ีของประชากรทงั้ หมด ค่าพารามิเตอร์ (Parameters) หมายถึง ค่าต่างๆ ท่ีคานวณได้จากประชากร เช่น ค่าเฉลย่ี ของประชากร (µ) ความแปรปรวนของประชากร (2) ค่าสถิติ (Statistics) หมายถึง ค่าต่างๆ ท่ีคานวณไดจ้ ากกล่มุ ตัวอย่าง เช่นค่าเฉลี่ยของ ตวั อยา่ ง (x̅) ความแปรปรวนของตวั อย่าง ( s2 ) ในการเก็บขอ้ มูลต่างๆ ไม่ว่าจากประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง จะตอ้ งมีค่าของตัวแปรท่ี สนใจอยหู่ ลายคา่ ซ่งึ จะมีการนาค่าของตวั แปรมาสรุปถงึ ลกั ษณะประชากร หรือกลมุ่ ตวั อย่าง เช่น
40 สรุปเป็นค่าเฉล่ีย ความแปรปรวน สดั ส่วน เป็นตน้ ถา้ ตัวแปรท่ีสนใจ คือ รายไดต้ ่อเดือนของคน ไทย ค่าพารามิเตอร์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยของประชากร (µ) ความแปรปรวนของประชากร (2) ค่าสถิติ ไดแ้ ก่ ค่าเฉล่ยี ของตวั อย่าง (x̅) ความแปรปรวนของตวั อยา่ ง ( s2 ) การวิเคราะหข์ ้อมูลจากการวจิ ยั เชงิ สารวจด้านการบนิ การวิเคราะหข์ อ้ มูล เป็นอีกขัน้ ตอนหน่ึงของการสารวจวิจัยท่ีมีความสาคัญมากเพราะ การเลือกใชส้ ถิติท่ีเหมาะสมเป็นเร่ืองยาก โดยเฉพาะสาหรบั ผูว้ ิจัยใหม่ แต่ในปัจจุบนั ปัญหานั้น ลดน้อย ลงเน่ืองจากมีเอกสารตาราให้ค้นคว้ามากมาย รวมทั้งยังมีโปรแกรมสาเร็จรูปทาง คอมพิวเตอรใ์ หเ้ ลือกใชไ้ ดห้ ลากหลาย ซ่ึงจะช่วยลดเวลาท่ีตอ้ งวิเคราะหเ์ องดว้ ยมือ รวมทั้งลด โอกาสท่ีจะคานวณผิดพลาดอีกดว้ ย ดงั นนั้ ปัญหาจึงเหลือเพียงการเลือกใชส้ ถิติท่ีเหมาะสมกับ งานสารวจวิจยั เท่านนั้ สถติ ิท่ใี ชใ้ นงานวิจยั เชิงสารวจในดา้ นการบิน มีหลากหลายมากมายศกึ ษา ไดไ้ ม่มีวนั หมด และมีแนวโนม้ จะเพ่ิมขึน้ เร่ือยๆ แต่ท่ีนิยมใชก้ นั มากนนั้ มีไม่มากนกั ถา้ จะรวบรวม เป็นหมวดหม่จู ะพบว่า สถิติท่ใี ชม้ ากในการวิเคราะหข์ อ้ มลู จากการวิจยั เชิงสารวจ จะมีอยู่ 3 กล่มุ ไดแ้ ก่ 1. สถิติท่ใี ชใ้ นการบรรยายลกั ษณะขอ้ มลู 2. สถิติท่ใี ชใ้ นการเปรียบเทียบความแตกตา่ งระหว่างกลมุ่ 3. สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นการหาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั แปร II. สถติ ทิ ใ่ี ชพ้ จิ ารณาและบรรยายลักษณะข้อมลู ของการสารวจวจิ ยั 1. คา่ สถติ ิทใ่ี ช้บรรยายลกั ษณะข้อมูลการวัดแนวโน้มเข้าสสู่ ่วนกลาง เป็นการบรรยายลกั ษณะขอ้ มูลท่ีใชใ้ นการวิจัยว่า มีลกั ษณะอย่างไร มีความถี่มากนอ้ ย เพยี งใด ลกั ษณะการกระจายเป็นอย่างไร สถิติท่ีใชใ้ นการคานวณท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ การแสดงคา่ รอ้ ย ละ การวดั แนวโนม้ เขา้ สสู่ ว่ นกลาง การวดั การกระจายการหาตาแหนง่ และคะแนนมาตรฐาน การวดั แนวโนม้ เขา้ สสู่ ว่ นกลาง เป็นการบรรยายลกั ษณะขอ้ มลู เพ่อื บอกว่าขอ้ มลู ชดุ นนั้ มี คา่ มากนอ้ ยเพียงใด ตวั อย่างเช่น การบอกค่าพิสยั ค่าสงู สดุ ค่าต่าสดุ หากถา้ ตอ้ งการบอกเพียง ค่าเดียว กต็ อ้ งหาค่าท่ีเป็นตวั แทนของกลมุ่ ดว้ ยการหาแนวโนม้ เขา้ ส่สู ว่ นกลาง หรอื เรยี กงา่ ยๆ ว่า “การหาค่าเฉลี่ย” ซ่ึงมีหลายวิธีท่ีนิยมและเป็ นท่ีรู้จักกันท่ัวไป ได้แก่ ตัวกลางเลขคณิต (Arithmetic mean) มธั ยฐาน (Median) และฐานนิยม (Mode)
41 2. ความหมายของการวัดแนวโน้มเข้าสสู่ ่วนกลาง การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง หมายถึง การคานวณเพ่ือหาค่าสถิติเพียงค่าเดียว ท่ี อย่ตู อนกลางโคง้ ของการแจกแจงของตวั แปร ซ่งึ จะใชเ้ ป็นตวั แทนของขอ้ มลู ทงั้ ชดุ ค่าท่ีจะหาไดน้ ี้ จะทาใหท้ ราบถึงลกั ษณะของขอ้ มลู ทงั้ หมดท่ีเก็บรวบรวมมาได้ ค่าท่ีหาไดน้ ีจ้ ะเป็นค่ากลางๆ ซ่ึง อาจเรียกว่า “ค่ากลาง” ค่ากลางของข้อมูลมีหลายชนิด เช่น ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) ค่าเฉลี่ย เรขาคณิต (Geometric Mean) ค่าเฉลี่ยฮารม์ อนิก (Harmonic Mean) ค่ากึ่งกลางพิสัย (Md- range) มธั ยฐาน (Median) และฐานนิยม (Mode) ค่ากลางแต่ละชนิด ต่างก็มีขอ้ ดีขอ้ เสีย และมี ความเหมาะสมในการนาไปใช้ท่ีไม่เหมือนกัน ขึน้ อยู่กับลักษณะการแจกแจงของขอ้ มูลและ วตั ถปุ ระสงคข์ องผใู้ ชข้ อ้ มลู นนั้ ๆ แต่ค่ากลางของขอ้ มลู ท่ีนิยมใชก้ นั นนั้ มีอยู่ 3 ชนิด คือ ค่าเฉล่ีย เลขคณติ (Arithmetic Mean) ค่ามธั ยฐาน (Median) และค่าฐานนิยม (Mode) การคานวณหาคา่ กลางทงั้ สามชนดิ นโี้ ดยท่วั ไปแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 กรณีใหญ่ คือ 1) การหาค่ากลางของข้อมูลท่ีไม่ได้แจกแจงความถี่ (Ungrouped data) ซ่ึง ค่าท่ไี ดเ้ ป็นค่ากลางท่ถี กู ตอ้ งแน่นอนของขอ้ มลู ชดุ นนั้ 2) การหาคา่ กลางของขอ้ มลู ท่แี จกแจงความถ่ีแลว้ (Grouped Data) ซ่งึ ค่าท่ไี ด้ เป็นค่ากลางโดยประมาณของขอ้ มลู ชดุ นนั้ 3. ประเภทของค่าการวดั แนวโน้มเข้าสูส่ ่วนกลางของขอ้ มลู 1) คา่ เฉลีย่ เลขคณิต (Arithmetic Mean) ค่าเฉล่ียเลขคณิต เป็ นค่าที่เหมาะที่จะนามาใช้เป็ นค่ากลางของข้อมูลเม่ือ ข้อมูลนั้นๆ ไม่มีค่าใดค่าหนึ่งหรือหลายๆ ค่าซ่ึงสูงหรือต่ากว่าค่าอื่นๆมาก เช่น คะแนน จากแบบสอบมีขอ้ มูลชุดหน่ึง 10 ตัว เป็น ดังนี้ 70, 72, 68, 3, 71, 74, 70, 67, 5, 73 ซ่ึงค่า 3 และ 5 ถือว่าเป็นค่าท่ีต่ากว่าอย่างผิดปกติ ดงั นั้น การหาค่าเฉล่ียเลขคณิตจากขอ้ มูลท่ีมีค่าสูง หรอื ต่าผิดปกติ ค่าเฉล่ยี เลขคณิตในกรณีเช่นนี้ จึงไม่เป็นค่ากลางของขอ้ มลู ชดุ นนั้ (จงึ อาจจะตอ้ ง ใชค้ า่ กลางอ่นื เช่น มธั ยฐาน มาพจิ ารณาแทน) (1) การหาค่าเฉล่ียเลขคณติ ของขอ้ มลู ทไี่ ม่ได้แจกแจงความถี่ การหาค่าเฉล่ียเลขคณิตของขอ้ มูลท่ีไม่ได้แจกแจงความถี่ จะสามารถหาได้ โดยตรงจากขอ้ มลู ท่ีมีอยู่ ตามจานวนจากตวั อย่าง (Sample) ซ่งึ เป็นตวั แทนของประชากร ดงั นนั้ ค่าเฉลยี่ เลขคณิตของประชากร (Population Mean) จะหาไดจ้ าก
42 หรือ คา่ เฉลย่ี เลขคณิตของตวั อยา่ ง (Sample Mean) โดยท่ีค่าเฉล่ียเลขคณิตของกลุ่มประชากร จะใชส้ ญั ลกั ษณ์ ท่ีอ่านว่า “มิว” (µ) และค่าเฉล่ียเลขคณิตของกลุ่มตัวอย่าง ใชส้ ญั ลักษณ์ ท่ีอ่านว่า “เอ็กซบ์ าร”์ ( ) ตามลาดับท่ีมี ความหมายต่างกนั โดยสามารถสรุปได้ ดงั นี้ “มิว” (µ) คือ ค่าเฉล่ียเลขคณิตของประชากรเป็นพารามิเตอร์ (Parameter) ซ่ึง เป็นค่าจริงแบบหน่ึงของประชากร ท่ีถูกเรียกว่า ค่าพารามิเตอร์ และ N แทนจานวนหน่วยของ ประชากร (Population Unit) “เอ็กซ์บาร์” ( ) คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของกลุ่มตัวอย่าง ซ่ึงจะเป็นเพียงตัว ประมาณค่า (Estimator) ของพารามิเตอรน์ นั้ โดยคานวณจากขอ้ มลู ตวั อย่างท่ีเป็นตวั แทนของ ประชากร และ n แทนจานวนหนว่ ยของตวั อย่าง (Sample Units) 2) ค่ามธั ยฐาน (Median) ซิกม่าตวั อกั ษร ใหญ่ใหญ่ มัธยฐานคือ ค่าท่ีมีตาแหน่งอยู่ตรงกึ่งกลางของข้อมูลทั้งหมด โดยเรียงลาดับ ข้อมูลจากค่าน้อยที่สุดไปหาค่ามากที่สุด หรือจากค่ามากที่สุดไปหาค่าน้อยที่สุด น่นั คือ มธั ยฐานเป็นค่าท่ีแสดงใหท้ ราบว่า มีจานวนขอ้ มลู ท่ีมากกว่าและนอ้ ยกว่ามัธยฐานอยู่เท่าๆ กัน น่ันคือ มัธยฐาน เป็นค่าท่ีแบ่งข้อมูลท่ีเรียงลาดับแล้วออกเป็น 2 ส่วน โดยมีข้อมูลจานวนท่ี
43 มากกว่าและนอ้ ยกว่ามธั ยฐาน รอ้ ยละ 50 ค่ามัธยฐาน อาจเป็นค่าใดค่าหนึ่งของขอ้ มลู ซ่งึ เป็น ค่าจากการสงั เกต หรืออาจเป็นค่าท่คี านวณขนึ้ มาใหม่ท่ีไม่ตรงกบั คา่ ของขอ้ มลู ในชุดนนั้ ๆ กไ็ ด้ จุดเด่นของการใชค้ ่ามธั ยฐาน คือ ค่ามธั ยฐานเป็นค่าเหมาะสมท่ีจะนามาใชเ้ ป็นค่า กลางของขอ้ มลู เม่ือขอ้ มลู นนั้ ๆ มีค่าใดค่าหน่ึง หรือหลายๆ ค่า ซ่ึงสูงหรือต่ากว่าค่าอ่ืนมาก หรือ ตอ้ งการทราบว่า ค่าท่เี ป็นไปไดค้ ่าใดของขอ้ มลู นนั้ ๆ มีจานวนค่าสงั เกตท่มี ากกว่าและนอ้ ยกว่าค่า นอี้ ย่ปู ระมาณเท่าๆ กนั (1) การหามัธยฐานของขอ้ มลู ทไ่ี มไ่ ดแ้ จกแจงความถี่ วิธีนีห้ าไดโ้ ดยการเรียงขอ้ มูลท่ีมีอยู่ทัง้ หมด จากค่านอ้ ยไปหามาก หรือจากค่า มากไปหาน้อยอย่างใดอย่างหน่ึง แลว้ สังเกตว่า ค่าของขอ้ มูลค่าใดอยู่ตรงก่ึงกลางของขอ้ มูล ทัง้ หมด ค่านัน้ เป็นมัธยฐานของขอ้ มูลชุดนั้น ในกรณีท่ีมีจานวนขอ้ มูลทั้งหมดอยู่เป็นจานวนคู่ มธั ยฐานจะอย่รู ะหว่างขอ้ มลู สองค่าท่ีอย่กู ึ่งกลางขอ้ มลู ทงั้ หมด ซ่งึ นิยมใชค้ ่าเฉล่ียของขอ้ มลู สอง ค่านนั้ ในกรณีท่ีจานวนขอ้ มลู ทงั้ หมดเป็นจานวนค่ี ค่ามัธยฐาน คือ ค่าท่ีอย่ตู รงกลางของขอ้ มลู ท่ี เรียงลาดบั ทงั้ หมด ดงั นนั้ มธั ยฐานอาจเป็นค่าท่ีปรากฏอย่ใู นขอ้ มลู ชดุ นนั้ หรือไม่ก็ได้ เช่น ค่ามธั ย ฐานของขอ้ มูล 12, 13, 15, 17, 18 ก็คือ 15 ส่วนมัธยฐานของขอ้ มูล 66, 63, 63, 62, 61, 60, 60, 60, คือ = 61.5 โดยท่วั ไป ถา้ จดั เรียงขอ้ มลู ชดุ หนึ่งซ่งึ มี N ค่า มธั ยฐานจะอย่ตู าแหน่งท่ี (N+1)/2 เช่น ถ้าจานวนขอ้ มูลชุดหนึ่งมี 11 ค่า เม่ือจัดเรียงแลว้ มัธยฐานจะอยู่ตาแหน่งท่ี (11+1)/2 = 6 ถ้าจานวนข้อมูลมีค่า 14 ค่า เม่ือจัดเรียงแล้ว มัธยฐานจะอยู่ตาแหน่งท่ี (14+1)/2 = 7.5 ใน ปัจจุบนั การหาค่าสถิติต่างๆ สามารถใชเ้ ครื่องคอมพิวเตอรช์ ่วยในการคานวณไดโ้ ดยง่าย การ หามัธยฐานก็เช่นกัน ถ้ามีขอ้ มูลดิบครบทุกหน่วยจะนิยมใชว้ ิธีการหาค่ามัธยฐานของขอ้ มูลท่ี ไม่ไดแ้ จกแจงความถ่ี มากกว่าวธิ ีการหาคา่ มธั ยฐานของขอ้ มลู ท่ีแจกแจงความถี่แลว้ ตวั อย่างท่ี จงหาค่ามธั ยฐานของจานวนเงินฝากของธนาคารพาณิชยใ์ นประเทศ ไทยในรอบ 10 ปีท่ีผ่านมาตั้งแต่ พ.ศ. 2536 ถึง พ.ศ. 2545 ซ่ึงมีจานวนเงินฝากในแต่ละปี ดัง แสดงในตาราง
44 พ.ศ. จานวนเงนิ ฝาก(ล้านล้านบาท) 2536 2.43 2537 2.76 2538 3.25 2539 3.68 2540 4.31 2541 4.69 2542 4.67 2543 4.91 2544 5.11 2545 5.22 วิธีทา เม่ือเรียงจานวนเงินฝากของธนาคารพาณิชยใ์ นประเทศไทยในแต่ละปี จากจานวนเงินฝากท่ีน้อยท่ีสุด ถึงจานวนเงินฝากท่ีมากท่ีสุดจะได้ ดังนี้ 2.43 / 2.76 / 3.25 / 3.68 / 4.31 / 4.69 / 4.67 / 4.91 / 5.11 / 5.22 สตู ร การหาค่าตาแหนง่ ของมธั ยฐาน คือ มธั ยฐานอยใู่ นตาแหนง่ ท่ี (10+1) / 2 = 5.5 ดงั นนั้ มธั ยฐานของจานวนเงินฝากของธนาคารพาณิชยข์ องประเทศไทยเท่ากบั = 4.49 ล้านลา้ นบาท หรือ 4,490,000 ลา้ นบาท กล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย มี จานวนเงินฝากประมาณปีละ 4,490,000 ลา้ นบาท (ใหท้ ดลองคานวณโดยใชว้ ธิ ีหาค่าเฉลย่ี เลขคณิตดู แลว้ ลองเปรียบเทียบกนั ) (2) การหามธั ยฐานของข้อมลู ทแี่ จกแจงความถแ่ี ลว้ สาหรับข้อมูลท่ีแจกแจงความถี่แล้ว การหาค่ามัธยฐานในกรณีนี้ จะให้ค่า โดยประมาณ เน่ืองจากไม่สามารถนาขอ้ มูลมาเรียงกันได้ แต่ทราบว่าในแต่ละอันตรภาคชนั้ มี ขอ้ มูลอยู่จานวนเท่าไร (ความถี่) ก่อนอ่ืนจึงต้องหาค่ามัธยฐานตกอยู่ในอันตรภาคชั้นใด โดย พิจารณาจากความถี่สะสม แลว้ หาค่าโดยประมาณของมัธยฐานจากอนั ตรภาคชนั้ นนั้ ถา้ ขอ้ มลู ชดุ ท่ีพิจารณามผี ลรวมของความถ่ีเป็น N มธั ยฐานคือ คา่ ท่ีแสดงใหท้ ราบวา่ มีจานวนขอ้ มลู อยตู่ ่า กว่าคา่ นอี้ ย่กู ่ีจานวน และมจี านวนขอ้ มลู สงู กว่าค่านอี้ ย่กู ่ีจานวน
45 ตัวอย่างท่ี จงหามธั ยฐานของปรมิ าณขา้ ว ท่ีบรษิ ัทโรงสีแห่งหน่ึง สง่ ออกไปขาย ยงั ประเทศเพ่อื นบา้ น เป็นระยะเวลา 22 ปี ซ่งึ มีการแจกแจงความถี่ ดงั ตาราง ปรมิ าณข้าวสง่ ออก(แสนตัน) ความถ่ี ความถสี่ ะสม 0.80-0.99 1 1 1.00-1.19 3 4 1.20-1.39 6 10 1.40-1.59 9 19 1.60-1.79 0 19 1.80-1.99 1 20 2.00-2.19 2 22 วิธีทา ครง่ึ หน่ึงของจานวนขอ้ มูล คือ = 11 ซ่ึงไม่ตรงกบั ความถ่ีสะสมในอนั ตร ภาคชนั้ ใด จึงเทียบหาว่าความถ่ีสะสม 11 ตรงกบั ค่าท่เี ป็นไปไดค้ า่ ใดจากตาราง ดงั นี้ อันตรภาคชั้น 1.20-1.39 มีความถ่ีสะสม 10 หมายความว่า มีข้อมูลต่า กว่า 1.395 (ซง่ึ เป็นขอบเขตบนของอนั ตรภาคชนั้ น)ี้ อยู่ 10 จานวน อันตรภาคชั้น 1.40-1.59 มีความถี่สะสม 19 หมายความว่า มีข้อมูลต่า กว่า 1.595 อยู่ 19 จานวน เพ่ือให้ได้ค่าท่ีมีข้อมูลต่ากว่าอยู่ 11 จานวน จึงต้องคิดเทียบจากอันตรภาค ชนั้ 1.40 - 1.59 ซ่งึ มีความถี่ 9 โดยถือว่าค่าของขอ้ มลู ท่ีตกอย่ใู นอนั ตรภาคชนั้ นีท้ งั้ 9 ค่ากระจาย กนั อยอู่ ยา่ งสม่าเสมอ โดยใชว้ ิธีเทียบสว่ น ดงั นี้ ความถี่สะสมเพม่ิ ขึน้ 19-10 = 9 คา่ ท่เี ป็นไปไดเ้ พิม่ ขึน้ 1.595 - 1.395 = 0.200 ความถ่ีสะสมเพิ่มขึน้ 11-10 = 1 ค่าท่เี ป็นไปไดเ้ พ่มิ ขึน้ = 0.022 ดงั นนั้ คา่ โดยประมาณของมธั ยฐาน คือ 1.395 +0.022 = 1.417 แสนตนั ในกรณีท่ีคร่งึ หน่ึงของจานวนขอ้ มลู ตรงกบั ความถี่สะสมในอันตรภาคชนั้ ใด จะ ใชข้ อบบนของอตั รภาคชนั้ นนั้ เป็นมธั ยฐาน จากตัวอย่างขา้ งตน้ ถา้ ไม่มีอัตรภาคชนั้ สุดทา้ ย คือ ช่วง 2.00 – 2.19 แสนตัน คร่ึงหนึ่งของจานวนขอ้ มูลจะเท่ากับ = 10 ซ่ึงตรงกับความถ่ีสะสม ของอตั รภาคชนั้ 1.20 – 1.39 ในกรณีนี้ มัธยฐาน คือ 1.395 แสนตนั การหามธั ยฐานของข้อมลู ที่แจกแจงความถี่แลว้ โดยวิธีในตวั อย่างท่ผี า่ นมา เม่ือนามาเขยี นเป็นสตู รกจ็ ะได้ ดงั นี้ คือ
46 3) คา่ ฐานนิยม (Mode) ฐานนิยมคือ ค่าของขอ้ มูลท่ีมีความถ่ีสูงสดุ ใชเ้ ป็นค่ากลางของขอ้ มูลอีกชนิดหน่ึง นอกเหนือจากค่าเฉล่ียเลขคณิต และมธั ยฐานท่ไี ดก้ ลา่ วมาแลว้ สว่ นมากฐานนิยมจะใชก้ บั ขอ้ มลู เชิงคณุ ภาพมากกวา่ ขอ้ มลู เชิงปรมิ าณ ค่าฐานนิยมเหมาะท่ีจะนามาใชเ้ ป็นค่ากลางของขอ้ มูล เม่ือข้อมูลนั้นๆ เป็นค่า มาตรฐาน เช่น ขนาดของรองเทา้ ขนาดยางรถยนต์ ฯลฯ หรือขอ้ มูลท่ีแจกแจงความถ่ีตามกลุ่ม หรอื ช่วงตา่ งๆ และโดยเฉพาะเม่อื มขี อ้ มลู ท่ีมีคา่ สงู หรือต่าผดิ ปกติรวมอย่ดู ว้ ย (1) การหาฐานนิยมของข้อมลู ทไี่ ม่ไดแ้ จกแจงความถี่ ฐานนิยมของขอ้ มลู ชนิดนี้ หาไดจ้ ากการดวู ่าขอ้ มลู ท่มี ีอย่ทู งั้ หมด มีความถี่สงู สดุ หรอื ปรากฏบ่อยครงั้ ท่ีสดุ ขอ้ มลู นนั้ จะเป็นฐานนยิ มของขอ้ มลู ชดุ นนั้ ตัวอย่าง จงหาฐานนิยมของอายนุ กั เรยี นท่มี าเขา้ ค่ายคอมพวิ เตอร์ จานวน 15 คน ดังนี้ 5, 8, 7, 6, 7, 8, 12, 11, 10, 11, 8, 6, 8, 7 และ 8 ปี วิธี ทา ฐานนิยมของอายนุ กั เรียนท่ีมาเขา้ ค่ายคอมพิวเตอรท์ งั้ 15 คน คือ 8 ปี เพราะนกั เรียนท่ีมาเขา้ ค่ายคอมพิวเตอรม์ ีอายุ 8 ปี มากท่ีสุด คือ 5 คน กล่าวคือ นักเรียนท่ีมาเขา้ ค่ายคอมพิวเตอรม์ ี อายุ 8 ปี มจี านวนมากท่สี ดุ
47 การหาฐานนิยมโดยวิธีดงั กลา่ ว ขอ้ มลู บางชุดอาจไม่มีฐานนิยมก็ได้ หรืออาจจะ มีฐานนิยมเกินกว่า 1 ค่าก็ได้ เช่น ขอ้ มลู ท่ีประกอบดว้ ย 5, 8, 9, 10, 12, 18, 16, 20 จะไม่มีฐาน นิยม เพราะขอ้ มูลแต่ละค่ามีความถี่เท่ากันหมด ขอ้ มูลอีกชุดหน่ึงประกอบดว้ ย 13, 16, 20, 25, 20, 26, 25 มีค่าฐานนิยม 2 ค่า คือ 20 และ 25 เน่ืองจากทั้งสองค่านี้มีความถ่ีสูงสุด เทา่ กนั 2 ค่า อาจจะถือไดว้ ่าขอ้ มลู ชดุ นนั้ ไมม่ ฐี านนิยมได้ หมายเหตุ ในกรณีท่ีขอ้ มูลชุดหนึ่งมีฐานนิยมมากกว่า 1 ค่าอาจหาตัวแปรเชิง คณุ ภาพอ่ืนๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง เช่น เพศ ชนั้ เรียน ฯลฯ มาแบ่งขอ้ มลู ออกเป็นคนละชดุ เพ่ือทาใหแ้ ต่ละ ชดุ มฐี านนยิ มเพียง 1 คา่ เท่านนั้ (2) การหาฐานนิยมของขอ้ มลู ทแ่ี จกแจงความถ่แี ลว้ ถา้ หากเขียนเสน้ โคง้ ของความถี่ของขอ้ มลู ท่แี จกแจงความถี่แลว้ ฐานนิยม ก็คือ ค่าของ X ท่ีอยู่ตรงกบั จุดสงู สุดบนเสน้ โคง้ ของความถ่ี แต่ถา้ เสน้ โคง้ ของความถ่ีมีจุดสูงสุดสอง จดุ ขอ้ มลู ชดุ นนั้ จะมีฐานนิยม 2 ค่า ในทานองเดยี วกนั กบั การคานวณมธั ยฐานของขอ้ มลู คือ ถา้ มีข้อมูลครบทุกหน่วย ควรใช้การคานวณฐานนิยมโดยตรงจากขอ้ มูลท่ีไม่ได้แจกแจงความถี่ เน่อื งจากคา่ ท่คี านวณในกรณีขอ้ มลู ท่ีแจกแจงความถี่แลว้ จะใหค้ ่าโดยประมาณเท่านนั้ สาหรบั การคานวณหาฐานนิยม ของข้อมูลท่ีได้แจกแจงความถี่ไวแ้ ล้ว ทาได้ หลายวิธี วิธีหนึ่ง คือ หาจุดกึ่งกลางของอันตรภาคชัน้ ท่ีมีฐานนิยมอยู่ ค่าท่ีหาไดจ้ ะเป็นค่าฐาน นิยมโดยประมาณ สว่ นการหาวา่ ฐานนิยมอยใู่ นอนั ตรภาคชนั้ ใดนนั้ จะตอ้ งพิจารณาดว้ ยวา่ อนั ตร ภาคชนั้ แต่ละชนั้ มีความกวา้ งเท่ากนั หรือไม่ ในกรณีท่ีความกวา้ งของอันตรภาคชนั้ ทุกชนั้ เท่ากนั อนั ตรภาคชนั้ ท่มี ีฐานนิยมคอื อนั ตรภาคชนั้ ท่ีมีความถ่ีสงู สดุ สว่ นในกรณีท่อี นั ตรภาคชนั้ ไมเ่ ท่ากนั ทกุ ชนั้ ใหห้ ารความถ่ีดว้ ยความกวา้ งของแต่ละอนั ตรภาคชนั้ อนั ตรภาคชนั้ ท่ีผลหารมากท่ีสดุ จะ เป็นอนั ตรภาคชนั้ ท่มี ีฐานนิยมอยู่ ตัวอย่างท่ี 3.9 จากขอ้ มูลระดับ ปวช.3 จานวน 40 คน เก่ียวกับจานวนเงินท่ี จา่ ยเป็นค่าอาหารในแต่ละสปั ดาห์ ดงั ตาราง จานวนเงนิ ทจี่ ่ายเป็ นค่าอาหาร(บาท) จานวนนักเรียน 0-49 4 50-99 7 100-149 15 150-199 10 200-249 3 250-299 1
48 จงหาฐานนิยม โดยประมาณ ของจานวนเงินท่ีจ่ายเป็ นค่าอาหารของนักเรียน ทงั้ 40 คนในแต่ละสปั ดาห์ วธิ ีทา เน่ืองจากความกวา้ งของอนั ตรภาคชนั้ เท่ากนั ทุกชนั้ ดงั นนั้ อนั ตรภาคชนั้ ท่มี ฐี านนิยมอยู่ คือ อนั ตรภาคชนั้ ท่ีมคี วามถี่สงู สดุ อนั ตรภาคชนั้ ท่ีมคี วามถ่ีสงู สดุ คือ 100-149จุด กึ่งกลางของอันตรภาคชั้นนี้ คือ = 124.50 น่ันคือ ฐานนิยมของจานวนเงินท่ีต้องจ่ายเป็น คา่ อาหารของนกั เรียนทงั้ 40 คน ในแตล่ ะสปั ดาห์ คอื 124.50 บาท โดยประมาณ แนวคดิ การวดั แนวโน้มเข้าสู่สว่ นกลางกบั ขอ้ มูลลักษณะตา่ งๆ การวัดแนวโน้มเขา้ สู่ส่วนกลาง โดยวิธีการหาค่าเฉล่ียเลขคณิต ค่ามัธยฐาน และฐาน นิยม เหมาะสมกบั ขอ้ มลู ในลกั ษณะต่างๆ กนั ดงั นี้ 1. ขอ้ มลู ในมาตรานามบญั ญตั ิ เหมาะจะใชว้ ิธีหาคา่ ฐานนิยมเทา่ นนั้ 2. ขอ้ มลู ในมาตราเรียงลาดบั เหมาะจะใชว้ ิธีหาค่ามธั ยฐาน หรือฐานนิยมได้ 3. ขอ้ มลู ในมาตราอนั ตรภาค เหมาะจะใชว้ ิธีหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่ามธั ยฐานหรือ คา่ ฐานนิยมได้ 4. ขอ้ มลู ในมาตราอตั ราส่วน เหมาะจะใชว้ ิธีหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่ามธั ยฐานหรือ ค่าฐานนยิ มได้ ข้อสงั เกตและหลักเกณฑท์ สี่ าคญั ในการใชค้ ่ากลางชนิดตา่ งๆ มดี งั นี้ 1. ค่าเฉลี่ยเลขคณิตเป็นค่ากลางท่ีไดจ้ ากการนาทกุ ๆ ค่าของขอ้ มลู มาเฉล่ีย แตม่ ธั ย ฐานและฐานนิยม เป็นเพียงค่ากลางท่ีใชต้ าแหน่งท่ี (Position) ของขอ้ มลู บางค่า เท่ากนั 2. ถา้ ในจานวนขอ้ มูลทั้งหมด มีข้อมูลบางค่าท่ีมีค่าสูงหรือค่าต่ากว่าขอ้ มูลอ่ืนๆ มาก จะมีผลกระทบต่อค่าเฉลี่ยเลขคณิต กล่าวคือ อาจจะทาใหค้ ่าเฉลี่ยเลข คณิตมีค่าสงู หรือต่ากว่าขอ้ มลู ท่ีมีอย่สู ว่ นใหญ่ แต่จะไม่มีผลกระทบตอ่ มธั ยฐาน หรือฐานนิยม ดงั นนั้ กรณีเช่นนคี้ วรใชม้ ธั ยฐาน 3. มัธยฐานและฐานนิยม ใช้เม่ือต้องการทราบค่ากลางของข้อมูลทั้งหมด โดยประมาณและรวดเรว็ ทงั้ นี้ เน่ืองจากการหามธั ยฐานและฐานนิยมบางวิธีไม่ จาเป็นตอ้ งมีการคานวณ ซ่งึ อาจใชเ้ วลามาก 4. ถา้ การแจกแจงความถี่ของขอ้ มลู ประกอบดว้ ย อนั ตรภาคชนั้ ท่ีมีช่วงเปิดซ่งึ อาจ เป็นชนั้ ต่าสดุ หรือชนั้ สูงสดุ ชนั้ ใดชนั้ หน่ึง หรือทงั้ สองชนั้ การหาค่ากลางโดยใช้ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตไม่สามารถหาได้ แต่หามธั ยฐาน หรือฐานนยิ มได้
49 5. การแจกแจงความถ่ีของข้อมูล ท่ีมีความกวา้ งแต่ละอันตรภาคชั้นไม่เท่ากัน อาจจะมีผลทาให้ค่ากลางท่ีหาได้โดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต หรือฐานนิยม คลาดเคลอื่ นไปจากท่คี วรจะเป็นบา้ ง แต่ไมม่ ผี ลกระทบตอ่ การหามธั ยฐาน 6. ในกรณีท่ีขอ้ มลู เป็นประเภทขอ้ มลู เชิงคุณภาพ จะสามารถหาค่ากลางไดเ้ ฉพาะ ฐานนยิ มเท่านนั้ แต่ไม่สามารถหาคา่ เฉลย่ี เลขคณิตหรอื มธั ยฐานได้ 7. ในกรณีท่ีสามารถนาขอ้ มูลมาเรียงลาดับได้ ควรหาค่ากลางคือ มัธยฐานก่อน และถ้าเป็นข้อมูลเชิงปริมาณท่ีมีค่าต่อเน่ืองด้วย ควรใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต แทนมธั ยฐานจะเหมาะสมกวา่ 8. ในกรณีท่ีข้อมูลมีจานวนน้อย ค่าฐานนิยมอาจมีค่าแตกต่างกันมาก ระหว่าง ขอ้ มูลชุดหนึ่ง กับขอ้ มูลอีกชุดหน่ึงท่ีมีจานวนเท่ากัน จึงไม่ควรใชฐ้ านนิยมใน กรณีเชน่ นี้ 9. ลกั ษณะเฉพาะของ ค่าเฉลีย่ เลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยม อาจแสดงเพ่ือ เป็ นการเปรียบเทียบด้วยข้อมูล10 ค่า ต่อไปนี้ 25 33 35 38 48 55 55 55 56 และ 64 โดยเขียนแผนภาพได้ ดังนี้ จะเห็นว่า ค่าเฉลี่ยเลขคณิต เป็นค่า กลางท่ีแบ่งนา้ หนกั ขอ้ มลู 2 ดา้ นใหม้ ีสมดลุ ส่วน มัธยฐานเป็นค่ากลางท่อี ย่ตู รง กลางของขอ้ มลู ท่ีเรียงจากนอ้ ยไปมาก (หรือมากไปนอ้ ย) และฐานนิยมเป็นค่า กลางท่ีอยตู่ รงจดุ ท่มี ีความถี่ของขอ้ มลู หรือจานวนขอ้ มลู ท่มี ากท่ีสดุ จะเห็นได้ชัดเจนว่า ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ถือว่าเป็นค่ากลาง ท่ีจะสามารถแบ่งนา้ หนัก ขอ้ มลู 2 ดา้ น ใหม้ สี มดลุ มากกว่าได้
50 III. ลักษณะการแจกแจงและกระจายของขอ้ มลู จากการสารวจวจิ ัย \"การแจกแจงแบบปกติ (Normal Distribution)\" หรือเรียกอีกช่ือหน่ึงว่า \"โค้งปกติ\" เป็นการแจกแจงของขอ้ มลู รูปแบบหน่ึง ซ่งึ เม่ือเก็บขอ้ มูลมาจานวนหน่ึง แลว้ นาขอ้ มลู นนั้ มาแจก แจงความถ่ี จะพบว่าขอ้ มูลส่วนใหญ่จะกระจายอยู่รอบๆ ค่าเฉล่ีย หรือตาแหน่งตรงกลางและ ข้อมูลท่ีมีค่าแตกต่างจากค่าเฉลี่ยจะค่อยๆ กระจายลดหล่ันกันไปทางด้านซ้ายและขวาใน ลกั ษณะเท่ากนั หรือใกลเ้ คียงกนั ตวั อย่างเช่น ขอ้ มลู คะแนนสอบของนิสิต RBAC วิชา AV 0391 จานวน 50 คน เม่อื นามาแจกแจงความถ่ีดว้ ยฮสิ โตแกรมจะได้ ดงั รูปตอ่ ไปนี้ จากตวั อยา่ งมคี ่าคะแนนเฉลี่ยเทา่ กบั 60 คะแนน พบว่านสิ ิต 50 คน จะมีคะแนนเฉล่ียใน วิชาดังกล่าวอยู่ท่ี 60 คะแนน ส่วนค่าท่ีแตกต่างจาก 60 ก็จะค่อยๆ ลดหล่ันกันไปในลักษณะ ใกลเ้ คียงกนั ทงั้ ทางดา้ นซา้ ยและขวา ซ่ึงลกั ษณะแบบนี้ จะเรียกว่า ข้อมูลมีการแจกแจงแบบ ปกติ เม่ือทราบรูปแบบการแจกแจงแบบปกติแลว้ ต่อไปก็ควรทราบเกี่ยวกับคณุ สมบตั ิของการ แจกแจงแบบนดี้ ว้ ย คณุ สมบตั ิของการแจกแจงแบบปกติ 1) รูปทรงของการแจกแจงจะมีลกั ษณะเป็นรูประฆงั คว่า มีความสมมาตรกนั ทงั้ 2 ดา้ น ซ่งึ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในตาแหน่งแกนสมมาตร (ตาแหน่งตรงกลาง) และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจะ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193