Journal of Roi Et Rajabhat University 93 Volume 14 No.3 September - December 2020 คณุ ภาพชวี ิตในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมการทอ งเทย่ี ว ท่สี งผลตอความสําเร็จในการทาํ งานในกลมุ จงั หวัดสามเหล่ียมอันดามัน The Effects of Work Life Quality on the Work Success of Service Workers in the Tourism Industry in the Andaman Triangle Provinces ดวงรัตน โกยกิจเจรญิ 1 Received : 29 พ.ย. 2562 Doungrat Koikitcharoen1 Revised : 28 มี.ค. 2563 Accepted : 29 มี.ค. 2563 บทคดั ยอ การศึกษาวิจยั นี้ มวี ัตถุประสงค 1) เพอ่ื ศึกษาคณุ ภาพชีวิตในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรม ทอ งเทยี่ วในกลุมจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน 2) เพอื่ ศึกษาความสาํ เรจ็ ในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรม ทองเทยี่ วในกลุมจังหวดั สามเหลี่ยมอันดามัน 3) เพือ่ ศึกษาถงึ ปญหา และอุปสรรคในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการ ในอุตสาหกรรมทองเท่ยี วในกลุมจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน 4) เพอ่ื ศึกษาผลกระทบของคณุ ภาพชีวติ ในการทํางานของแรงงาน ภาคบริการในอุตสาหกรรมการทองเท่ียวตอความสาํ เรจ็ ในการทํางาน กลมุ ตัวอยาง คอื พนักงานระดับปฏิบตั กิ าร หวั หนา งาน ระดับตน และระดับกลางท่ปี ฏบิ ัตงิ านในธุรกิจทพี่ กั แรม ธรุ กิจรานอาหาร และธุรกิจนําเทย่ี ว จํานวน 400 ตัวอยา ง ท่ีตง้ั อยใู น จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบ่ี เคร่ืองมอื ในการเกบ็ รวบรวมขอมูล คือ แบบสอบถาม วเิ คราะหข อมูลโดยใชส ถิติพรรณนา การทดสอบคาที การวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะหถ ดถอยพหคุ ูณ ผลการศึกษาพบวา ขอ มูลสวนบุคคล และขอมลู ดา นการทํางาน ไดแก อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ศาสนา ตําแหนงงาน รายได จังหวัดท่ีทํางาน กิจการท่ีทาํ งาน อายุการทํางานทั้งหมด และอายกุ ารทาํ งานในกจิ การปจจบุ ัน ที่แตกตา งกัน ทาํ ใหมีคณุ ภาพชีวิตในการทํางาน และมีความสาํ เร็จ ในการทาํ งานท่ีแตกตา งกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 และคณุ ภาพชีวิตในการทํางานสามารถทํานายความสาํ เร็จ ในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอตุ สาหกรรมทอ งเที่ยวในกลุม จังหวัดสามเหลย่ี มอันดามัน ไดรอ ยละ 62.2 (Adj R2) คําสาํ คญั : คุณภาพชีวติ ในการทาํ งาน, ความสําเร็จในการทาํ งาน, แรงงานภาคบริการ Abstract The purposes of this research were 1) to study the quality of work life of service workers in the tourism industry in Andaman Triangle provinces, 2) to study the work success of service workers in the tourism industry, 3) to investigate the problems and difficulties faced by service workers in the tourism industry in Andaman Triangle provinces., and 4) to study the effects of work life quality on work success of service workers in the tourism industry in Andaman Triangle provinces. The sample of this study was 400 participants consisting of operational staff, primary level managers, and middle level managers working in accommodation business, restaurant, and travel business located in Phuket, Phang-nga, and Krabi. The research instrument was a questionnaire. The data were analyzed using descriptive statistics, independent sample t-tests, one-way ANOVA, and multiple regression analysis. The results indicated that service workers with different demographics and work related information, such as age, marital status, level of education, religion, job position, income, the province where the workers worked, type of business, the total length of working, and the length of working at the current place, have the quality of work life and work success statistically significant difference at .05 level. It also found that the quality of 1 อาจารยประจาํ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเกต็ อเี มล: [email protected] 1 Lecturer, Faculty of Management Sciences, Phuket RaJajabhat University, Email: [email protected]
94 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 work life can predict the work success of service workers in the tourism industry in Andaman Triangle provinces by 62.2% (Adj R2). Keywords : Quality of work life, Work success, Service workers บทนํา อุตสาหกรรมทองเท่ียวถือเปนหนึง่ ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพืน้ ที่ที่มีรายไดเปนรายไดห ลักของประเทศไทย โดยสถานการณทองเท่ียวไทย ป 2559 ภาคการทอ งเที่ยวโดยภาพรวมสรางรายได 2,510,779 ลานบาท เปนรายไดจากการ ทอ งเทยี่ วระหวา งประเทศ หรือตางชาติเท่ียวไทย 1,641,268 ลา นบาท และรายไดจ ากการทอ งเทีย่ วภายในประเทศ หรือไทยเที่ยวไทย 869,510 ลานบาท และเมือ่ เปรียบเทียบกับชว งเวลาเดียวกันของปที่ผา นมา พบวา รายไดรวมจากการ ทอ งเที่ยวขยายตวั รอยละ 11.09 โดยขยายตัวท้งั รายไดจากการทอ งเทย่ี วระหวา งประเทศ และรายไดจากการทองเที่ยว ภายในประเทศ ซ่ึงขยายตวั รอยละ 12.64 และรอ ยละ 8.27 ตามลําดับ (การทองเทีย่ วแหงประเทศไทย, 2560 : 5) เนอ่ื งจาก ประเทศไทยมที รัพยากรทางการทองเท่ียวที่ครอบคลุมท้งั ทางธรรมชาติ และวฒั นธรรมท่ีโดดเดนกระจายอยูในทุกภมู ภิ าค ของประเทศ ซ่ึงจากการสํารวจความพงึ พอใจของนักทอ งเท่ียวชาวตา งชาติ ในป พ.ศ. 2559 นักทอ งเทย่ี วชาวตา งชาติ มีความพึงพอใจโดยรวมรอยละ 86.6 สงู กวาป พ.ศ. 2558 ทอ่ี ยใู นระดับรอ ยละ 82.0 กจิ กรรมที่นกั ทองเท่ียวนิยมทําใน ประเทศไทยมากท่สี ุดในปน้ี คือ การรบั ประทานอาหารไทย รอยละ 87.6 รองลงมา คือ การซ้อื สินคา การเท่ียวทะเล การทอ งเที่ยวเชงิ ประวัติศาสตร และการใชบริการสปา/นวดแผนไทย ในขณะท่ี ป พ.ศ. 2558 นกั ทอ งเที่ยวเนนการเท่ียวทะเล มากทีส่ ุด (การทอ งเที่ยวแหงประเทศไทย, 2560: 2) และรายไดจ ากผเู ยี่ยมเยอื นชาวไทยทองเท่ยี วภายในประเทศ ไตรมาสท่ี 4 ป พ.ศ. 2559 มีมลู คา เทา กับ 228,050.04 ลานบาท ขยายตวั รอยละ 8.89 จากชว งเวลาเดยี วกันของปท ผี่ า นมา โดยภูมภิ าค ทมี่ ีรายไดจากการทองเที่ยวภายในประเทศสูงสุด 3 อนั ดบั แรก คือ กรุงเทพฯ 61,052.74 ลา นบาท ภาคใต 44,233.49 ลานบาท ภาคเหนอื 40,075.51 ลานบาท โดยภูมิภาคท่ีมีรายไดขยายตวั สูงสุด 3 อนั ดบั แรก คอื ภาคใต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีการขยายตัวรอ ยละ 11.66 รอยละ 9.54 และรอยละ 9.39 ตามลาํ ดบั กลุมจงั หวัดสามเหลี่ยมอันดามันที่ประกอบดว ย จงั หวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต เปนกลุมจังหวัดหนึ่งในภาคใต ทีม่ ีศักยภาพสงู ในดา นอตุ สาหกรรมการทองเที่ยว เปนที่รูจักและไดรับความนยิ มจากนักทอ งเท่ียวทวั่ โลกมานาน โดยเฉพาะ ความงามของหาดทรายชายทะเลและความบริสุทธิข์ องธรรมชาติใตทอ งทะเลของเกาะภูเกต็ หมูเกาะพีพี ในจังหวดั กระบ่ี หมูเกาะสิมลิ นั เขาหลัก และเกาะคอเขา ในจังหวัดพงั งา ฯลฯ ซ่ึงกลมุ ฯ ไดกาํ หนดวิสัยทัศนไวใ นแผนยุทธศาสตรวา “ศนู ยกลางการทอ งเท่ียวทางทะเลระดบั โลก เปนประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจสูนานาชาติ” (อุดมศักด์ิ อัศวรางกูร, 2552 : 38-62) ทั้งน้เี พราะในพื้นท่ีดังกลา วมีจุดแข็งทสี่ ําคัญ คือ การมีทรพั ยากรทอ งเท่ียวที่งดงาม โดดเดน หลากหลายและมีชือ่ เสียงระดบั โลก มีความไดเ ปรียบดา นทําเลท่ตี ั้งท่ีเหมาะสม มคี วามพรอ มดานโครงสรางพื้นฐานและบรกิ ารสิ่งอาํ นวยความสะดวก อีกทง้ั ยังมี วฒั นธรรมประเพณที ี่เปนเอกลักษณเ ฉพาะกลุม ในแตละปส ามารถทํารายไดจากนักทอ งเที่ยวไดจํานวนมากกวา รอยละ 80 ของรายไดการทอ งเที่ยวภาคใต และเกอื บรอยละ 80 เปนรายไดจากนักทองเท่ยี วตางชาติ โดยกลุม จังหวัดฯ ไดกําหนดแนวทาง การพฒั นาพ้ืนที่เพ่ือสงเสริมการทอ งเที่ยว 3 ลกั ษณะ คือ ใหจังหวดั กระบ่ีเปนศูนยกลางการทอ งเท่ียวเชงิ อนุรักษ และประวัติศาสตร จังหวัดพังงาเปนศูนยกลางการทอ งเที่ยวเชงิ นิเวศน และจงั หวัดภูเก็ตเปนศูนยกลางการทองเท่ียว ดาน Beach Resort, MICE, Shopping Paradise, Health & Spa Services, ICT City (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ, 2551 : 5) การปฏิบัตงิ านของทุกองคกรในปจจบุ ันบุคลากรมคี วามสําคัญสําหรับองคก รมากขึ้น ถงึ แมวา ในยุคโลกาภิวัตนจะมี เทคโนโลยีเขา มามบี ทบาทในการปฏิบตั งิ านมากขึ้น แตอยา งไรก็ตามเครื่องมอื เหลานั้นจาํ เปนตองอาศัยมนุษยเขา ไปควบคุม การปฏบิ ตั ิงาน กลา วไดวาท้งั มนษุ ยและองคก ร จะตองพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน หากมนุษยมีคุณภาพชีวติ ในการปฏิบัติงาน ทไ่ี มด ี ผลกระทบท่ีตามมาก็คอื การขาดความพึงพอใจในการปฏบิ ตั ิงาน สง ผลใหป ระสิทธภิ าพในการปฏิบัติงานขององคกรลดลง บุคลากรทมี่ ีคุณภาพชวี ิตในการปฏิบตั ิงานท่ีดี สามารถปฏิบัติงานไดอยางมีความสุข มคี วามกระตอื รอื รน กอใหเกดิ ความคิดรเิ ร่ิม และสรางสรรคส ่งิ ใหม ๆ มาพฒั นางานในองคกรใหเปนไปอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ ทาํ ใหมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน มคี วาม
Journal of Roi Et Rajabhat University 95 Volume 14 No.3 September - December 2020 เตม็ ใจท่ีจะสรางความพึงพอใจใหกับผูรบั บรกิ ารตอไป มีความสอดคลองกับสภาวการณปจ จุบัน ตลอดจนสามารถปรบั ตัวใหมี ศักยภาพภายใตนโยบายการปฏิรปู ระบบราชการได โดยใชความรูความสามารถของตนเองในการปฏิบตั ิงานอยา งมีเปาหมาย มองเห็นผลสําเร็จที่เกิดจากการปฏิบัตงิ านท้ังของตนเอง และขององคกรเปนหลักซึ่งเปนการยกระดบั คุณภาพชวี ิตในการปฏบิ ตั ิงาน ของตนเองใหดขี ึ้น เชน ไดรับคาตอบแทนที่เหมาะสม ไดรบั ความเปน ธรรมในทางกาวหนา ในอาชีพ ตลอดจนการไดรบั ความเช่อื ถอื ศรัทธาในสงั คม เปนตน ในอุตสาหกรรมการทองเท่ยี ว พฤติกรรมการบริการทีด่ ีมปี ระสทิ ธิภาพของพนักงานเปนเร่อื งสาํ คัญอยางยิ่งตอธุรกิจ ภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเที่ยว เนอื่ งจากเปนปจจัยสําคัญที่มีผลตอการตดั สินใจใชบ ริการของนักทอ งเท่ียวในขณะทองเท่ียว และอาจจะสงผลตอการตดั สินใจทองเท่ียวในพ้ืนท่ีนั้น ๆ ดวย ซงึ่ แสดงใหเห็นวา การบริการของพนักงานในธุรกิจบริการ ดานการทอ งเท่ียวเปนหวั ใจสําคัญในการดาํ เนินธุรกิจของธรุ กิจภาคบริการ ทอ่ี งคก รจะตองใสใจในพฤติกรรมการบริการ ของพนักงาน ท่ีจะสรา งความประทบั ใจใหแกผรู ับบรกิ ารตง้ั แตครัง้ แรกทเ่ี ขามาใชบ ริการ จะสงผลตอภาพพจนการบริการที่ดี ของธรุ กิจ และจะสรางแรงจูงใจใหน ักทอ งเท่ียวกลับมาใชบ ริการอีก โดยในกลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามันเปนจังหวัดที่มธี ุรกิจ ในภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเที่ยวจํานวนมาก ในชว งไตรมาส 2/2561 (เม.ย.- มิ.ย.2561) ของจงั หวดั ภูเก็ต อุตสาหกรรมทมี่ ีความตอ งการแรงงานมากท่ีสุด 5 อันดบั แรก คือ อุตสาหกรรมการขายสง และการขายปลีก การซอ มแซมยานยนตแ ละจักรยานยนตจ ํานวน 482 อตั รา รอยละ 51.50 รองลงมาที่พักแรมและบรกิ ารดานอาหาร จํานวน 136 อัตรา รอยละ 14.53 เมอื่ พจิ ารณาตามประเภทอาชีพ พบวาประเภทอาชีพพนักงานบรกิ าร พนักงานขายในรา นคา และตลาด มีความตองการแรงงานมากท่ีสดุ จํานวน 389 อตั รา รอยละ 41.56 รองลงมาเปนประเภทอาชพี เสมียน เจาหนาที่ จํานวน 198 อตั รา รอ ยละ 21.15 และประเภทอาชีพชางเทคนิค และผปู ฏิบัติงานท่ีเกีย่ วขอ ง จํานวน 107 อัตรา รอยละ 11.43 เมอ่ื พิจารณารายอาชพี พบวา เปนผมู ีงานทาํ ในอาชพี พนักงาน บริการและพนักงานในรา นคา และตลาด จาํ นวนมากท่ีสดุ 111,664 คน (ลดลงรอ ยละ 0.41 จากชว งเดียวกันของปกอน) รองลงมาอาชพี ขั้นพ้ืนฐานในดา นการขายและการใหบรกิ าร จํานวน 50,013 คน (เพ่ิมขึ้นรอ ยละ 4.77) และงานผูปฏิบตั ิงาน ดานความสามารถทางฝมอื และธุรกิจการคาท่ีเกี่ยวขอ ง จํานวน 37,767 คน (ลดลงรอ ยละ 11.70) (แรงงานจงั หวัดภูเก็ต, 2561 : 28) ในชวงไตรมาส 2/2561 (เม.ย.- มิ.ย.2561) ของจังหวัดพังงา อุตสาหกรรมที่มีความตองการแรงงานมากที่สุด 5 อันดับแรก คอื อุตสาหกรรมทพ่ี ักแรมและบริการ ดานอาหาร จาํ นวน 82 อัตรา รอยละ 36.28 รองลงมาการขายสง และการขายปลกี การซอ มแซมยานยนตและจักรยานยนตจํานวน 72 อัตรา รอยละ 31.86 เมอื่ พจิ ารณาตามประเภทอาชีพ พบวา ประเภทอาชพี พนกั งานบรกิ าร พนักงานขายในรา นคา และตลาด มีความตองการแรงงานมากท่ีสดุ จาํ นวน 102 อตั รา รอ ยละ 45.13 รองลงมาเปนประเภทอาชพี เสมียน เจาหนา ที่ จาํ นวน 36 อัตรา รอ ยละ 15.93 และประเภทอาชีพงานพื้นฐาน จาํ นวน 33 อัตรา รอยละ 14.60 พจิ ารณาตามประเภทอุตสาหกรรม พบวาอุตสาหกรรมในหมวดทพ่ี ักแรมและบริการดา นอาหาร มีการบรรจงุ านมากที่สุด จาํ นวน 64 คน รอ ยละ 44.14 รองลงมา คอื อุตสาหกรรมการขายสงและการขายปลีก (แรงงาน จังหวัดพังงา, 2561 : 21) ในชว งไตรมาส 2/2561 (เม.ย.- มิ.ย.2561) ของจังหวัดกระบี่ อุตสาหกรรมทมี่ ีความตองการแรงงานมากที่สดุ 5 อันดบั แรก คอื อุตสาหกรรมทพ่ี ักแรมและบริการ ดานอาหาร จํานวน 283 อัตรา รอ ยละ 41.56 รองลงมาการขายสง และการขายปลกี เม่อื พจิ ารณาตามประเภทอาชีพ พบวาประเภทอาชีพพนักงานบริการ พนกั งานขายในรานคา และตลาด มีความตองการแรงงานมากท่ีสุด จํานวน 290 อัตรา รอ ยละ 42.58 รองลงมาเปนประเภทอาชพี เสมียน เจา หนา ท่ี จาํ นวน 188 อตั รา รอยละ 27.61 และประเภทอาชพี งานพ้ืนฐาน จาํ นวน 44 อตั รา รอยละ 6.46 ผลการสํารวจการทํางานของประชากร ในจงั หวัดกระบี่ ไตรมาส 1/2560 (มกราคม-มีนาคม) พบวา มีประชากรอายุ 15 ปข น้ึ ไป จาํ นวน 2.92 แสนคน เพิ่มข้ึนจาก ชวงเดียวกันของปกอนรอยละ 0.68 จาํ แนกเปนผูอยูใ นกําลงั แรงงาน จํานวน 2.17 แสนคน (คิดเปนรอ ยละ 74.38 ของจาํ นวน ประชากรอายุ 15 ปข ึ้นไป) ประกอบดวย ผูมีงานทาํ จาํ นวน 2.14 แสนคน และผวู างงานจาํ นวน 2,707 คน (แรงงานจังหวัด กระบ่ี, 2561 : 14) ดงั น้ัน ผวู ิจัยจึงมีความสนใจทจ่ี ะศึกษาคณุ ภาพชวี ิตของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ยี วท่ีสงผลตอ ความสําเร็จในการทํางานในกลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน เนื่องจากกลุมจงั หวัดสามเหล่ยี มอันดามันเปนกลุมจงั หวดั ทีส่ ําคัญ
96 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 ของประเทศทางดานการทองเท่ียว หากสามารถบรหิ ารจัดการบุคลากรไดอยางมีคณุ ภาพ ประชาชนมีแรงจงู ใจ มีคณุ ภาพชวี ิตทีด่ ี ก็จะสงผลตอ การดาํ เนินงานซง่ึ แรงงานก็จะปฏิบตั งิ านอยา งเต็มท่กี อใหเกดิ ความสําเร็จในการทํางาน และยงั ชว ยในการบรหิ าร จัดการทรัพยากรมนุษยใหเ กิดประสิทธิภาพไดอยางดอี ีกดว ย นอกจากนัน้ ยงั กอ ใหเกิดประโยชนตอการพัฒนาประเทศ ในภาพรวมอีก วัตถปุ ระสงค 1. เพอื่ ศกึ ษาคณุ ภาพชวี ิตในการทํางานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ียวในกลมุ จังหวดั สามเหล่ยี ม อันดามัน 2. เพ่ือศึกษาความสําเรจ็ ในการทํางานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ียวในกลมุ จังหวัดสามเหลย่ี ม อนั ดามัน 3. เพอ่ื ศึกษาถงึ ปญ หา และอุปสรรคในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเที่ยวในกลมุ จังหวัด สามเหล่ยี มอันดามัน 4. เพอ่ื เปรียบเทียบคณุ ภาพชวี ิตในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอตุ สาหกรรมทอ งเที่ยวในกลุมจังหวัด สามเหล่ยี มอันดามัน ท่ีมีขอมูลสว นบุคคลและขอ มูลดา นการทํางานแตกตา งกัน 5. เพอ่ื เปรยี บเทียบความสําเร็จในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเท่ียวในกลมุ จงั หวัด สามเหลี่ยมอันดามัน ท่ีมีขอ มลู สวนบุคคลและขอมูลดานการทํางานแตกตา งกัน 6. เพื่อศกึ ษาคุณภาพชวี ิตในการทํางานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมการทองเทีย่ วท่ีสามารถทํานาย ความสาํ เร็จในการทาํ งาน กรอบแนวคิดและสมตฐิ าน ในการวิจยั คร้ังนี้ ผวู ิจยั แสดงกรอบแนวคดิ เก่ียวกบั ทฤษฎีดานคณุ ภาพชวี ิตในการทาํ งานของ Walton (1974 : 92) และแนวคิดของ Huse and Cumming (1985 : 198-199) 5 ดา น ไดแก 1) ดานสภาพการทํางาน 2) ดา นคาตอบแทนที่เหมาะสม 3) ดานความม่ันคงในการทํางาน 4) ดานการพฒั นาตนเอง 5) ดานความสมดุลระหวา งชวี ติ งานและชีวิตดา นอื่น และแนวคดิ ดานความสําเร็จในการทํางาน ของ Gattiker and Larwood (1986 : 78-94) 4 ดา น ไดแก 1) ดานบทบาทการทาํ งาน 2) ดา นความสัมพันธร ะหวางบุคคล 3) ดา นการเงิน 4) ดา นความกาวหนา ในการเลือ่ นตาํ แหนง โดยแสดงการเชอ่ื มโยง ความสมั พันธร ะหวางตัวแปรตา ง ๆ ดังภาพประกอบ ขอมูลสวนบุคคล คณุ ภาพชีวติ ในการทํางาน 1. เพศ 2. อายุ 1. ดา นสภาพการทํางาน 3. สถานภาพ 4. ระดับการศึกษา 2. ดา นคา ตอบแทนทีเ่ หมาะสม 5. ศาสนา 6. ตาํ แหนง งาน 3. ดา นความมั่นคงในการทาํ งาน 7. รายได 4. ดา นการพัฒนาตนเอง 5. ดา นความสมดลุ ของชีวิตดา นงานและชีวติ อื่น ขอ มูลดานการทํางาน 1. จงั หวัดทีท่ าํ งาน ความสาํ เร็จในการทาํ งาน 2. กิจการทีท่ าํ งาน 1. ดานบทบาทการทํางาน 3. อายุการทาํ งานท้ังหมด 2. ดานความสัมพันธระหวางบุคคล 4. อายุการทาํ งานในกิจการปจจุบัน 3. ดานการเงิน 4. ดานความกาวหนา ในการเลื่อนตําแหนง ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิด
Journal of Roi Et Rajabhat University 97 Volume 14 No.3 September - December 2020 สมมติฐานการวิจัย 1. ขอ มูลสว นบุคคลและขอมูลดานการทาํ งานท่แี ตกตา งกันสงผลตอคณุ ภาพชีวิตในการทาํ งานที่แตกตา งกัน 2. ขอ มลู สวนบุคคลและขอมลู ดา นการทํางานที่แตกตางกันสง ผลตอความสําเร็จในการทาํ งานท่ีแตกตา งกนั 3. คุณภาพชีวิตในการทํางานซ่ึงประกอบดวยคณุ ภาพชีวิตดา นสภาพการทาํ งาน ดา นคาตอบแทนที่เหมาะสม ดานความม่ันคงในการทํางาน ดา นการพัฒนาตนเอง และดา นความสมดุลระหวางชวี ิตงานและชวี ิตดานอ่ืน ทกุ ดานสามารถทาํ นาย ความสําเร็จในการทาํ งานได วธิ ดี ําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุม ตัวอยาง ประชากรท่ศี กึ ษาในครั้งน้ี คือ พนักงานระดับปฏบิ ัติการ หัวหนางานระดบั ตน และระดบั กลาง ท่ีปฏิบตั งิ าน ในธุรกิจท่พี ักแรม ธรุ กิจรา นอาหาร และธุรกจิ นําเท่ียว ที่ตั้งอยใู นจงั หวัดภเู กต็ พงั งา และกระบี่ จาํ นวนท้งั ส้ิน 140,578 คน คาํ นวณขนาดตัวอยา งดวยสตู ร Yamane (1967) ไดจาํ นวนกลุม ตัวอยา ง 400 ตวั อยา ง ใชวิธกี ารสุมแบบชัน้ ภูมิ ตามจาํ นวน แรงงานภาคบรกิ ารของธุรกจิ แตละประเภทในแตละจงั หวัด และเลือกสุมแบบตามสะดวก ตาราง 1 แสดงจาํ นวนประชากรและกลมุ ตัวอยาง จงั หวัด ธรุ กจิ จาํ นวนประชากร จาํ นวนตัวอยาง 1. จังหวัดภูเก็ต ธรุ กิจที่พักแรมและอาหาร 93,654 92 2. จงั หวัดพังงา ธุรกิจนาํ เท่ียว 3,671 39 3. จังหวัดกระบ่ี ธุรกิจทีพ่ ักแรมและอาหาร 18,997 97 ธุรกิจนาํ เท่ียว 865 36 รวม ธรุ กิจที่พักแรมและอาหาร 21,435 124 ธุรกิจนําเที่ยว 1,956 12 140,578 400 ขอมูล : สํานักงานสถิติจงั หวัดภูเก็ต พงั งา และกระบ่ี (2561 : ออนไลน) และสาํ นักงานทะเบียนธุรกิจนาํ เทย่ี วและมัคคุเทศก สาขาภาคใตเขต 2 (2560 : ออนไลน) 2. เครื่องมือทใี่ ชใ นการวิจยั เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ นการรวบรวมขอ มูลสาํ หรบั การศึกษาวิจัยในคร้ังน้ี เปนแบบสอบถาม แบง ออกเปน 5 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 ขอ มลู ท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม ตอนท่ี 2 ขอ มลู ท่ัวไปในการปฏบิ ตั งิ าน ตอนท่ี 3 คณุ ภาพชีวิตในการทาํ งาน ตอนท่ี 4 ความสาํ เรจ็ ในการทาํ งาน ตอนท่ี 5 ปญ หาและอปุ สรรคในการทาํ งาน 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล ผูวิจัยไดทาํ การเก็บขอมูลดวยตนเองในระหวางเดือนกุมภาพันธ - พฤษภาคม 2562 โดยมีการกระจาย แบบสอบถามไปจํานวน 450 ชดุ ไดรบั การตอบกลบั มาเปนแบบสอบถามทีส่ มบรู ณจาํ นวน 400 ชุด คิดเปนรอ ยละ 88.89 4. การวเิ คราะหข อมลู สําหรบั การวิเคราะหขอมลู น้ันผวู ิจัยใชการวิเคราะหข อมูลในเชงิ พรรณนา (Descriptive research) การทดสอบคา t (Independent sample t-test) สถิติการวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว (One way ANOVA) และการวเิ คราะหการถดถอยพหคุ ูณ (Multiple Regression Analysis) โดยวธิ ี Stepwise และมีเกณฑการแปลความหมาย (Cooper and Schindler, 2006 : 189) ดงั นี้
98 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 คะแนนเฉลย่ี 4.21 – 5.00 แสดงถึง ระดบั มากท่สี ุด คะแนนเฉลี่ย 3.41 – 4.20 แสดงถึง ระดบั มาก คะแนนเฉล่ีย 2.61 – 3.40 แสดงถึง ระดบั ปานกลาง คะแนนเฉลยี่ 1.81 – 2.60 แสดงถึง ระดบั นอ ย คะแนนเฉล่ีย 1.00 – 1.80 แสดงถึง ระดบั นอยท่สี ุด สรุปผล การวิจัยเร่อื งคณุ ภาพชวี ิตในการทํางานของแรงงานภาคบรกิ ารในอุตสาหกรรมการทองเทย่ี วท่ีสงผลตอความสําเร็จ ในการทาํ งานในกลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน ผวู ิจัยสรุปผลการวิจัยไดด งั น้ี 1. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ียวในกลุมจังหวัดสามเหลีย่ มอันดามัน สว นใหญเปนเพศหญิง มีอายุเฉล่ีย 26–35 ป มีสถานภาพโสด จบการศึกษาระดบั ปริญญาตรี นับถอื ศาสนาพุทธ ทาํ งานอยูในตําแหนง พนักงานระดบั ทักษะ เชน พนักงานเสริฟ กุก มัคคุเทศก พนักงานขาย ฯลฯ มรี ายไดเฉลี่ยตอเดอื น 17,143 บาท สว นใหญท ํางานในธุรกิจที่พักแรม มอี ายุ การทํางาน 3-5 ป มีอายุการทาํ งานในกิจการปจจบุ ัน 1-2 ป 2. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเที่ยวในกลุมจังหวดั สามเหลี่ยมอันดามัน มีความคิดเห็นวาคณุ ภาพชีวิต ในการทาํ งานซง่ึ ประกอบดว ย คณุ ภาพชวี ติ ดา นสภาพการทาํ งาน ดานคา ตอบแทนทีเ่ หมาะสม ดา นความม่ันคงในการทาํ งาน ดานการพฒั นาตนเอง ดานความสมดุลระหวางชวี ิตงานกับชวี ติ ดานอน่ื ในภาพรวมอยูในระดบั มาก (คาเฉล่ีย 3.59) โดยคณุ ภาพชวี ิตในดา นสภาพการทาํ งาน และดานความสมดลุ ระหวางชวี ิตงานกบั ชีวติ ดานอ่ืนมีคา คะแนนเฉลี่ยสูงสุดเทา กัน (คาเฉลี่ย 3.63) ในระดับมาก และรองลงมา คือ มีคุณภาพชีวิตในดา นการพัฒนาตนเอง (คา เฉลี่ย 3.62) ดังตาราง 2 ตาราง 2 คา เฉลย่ี และสว นเบ่ยี งเบนมาตรฐานจาํ แนกตามคุณภาพชีวิตในการทาํ งาน คุณภาพชีวติ ในการทํางาน x S.D. ระดบั คณุ ภาพ 1. ดานสภาพการทํางาน 2. ดานคา ตอบแทนท่เี หมาะสม 3.63 0.601 มาก 3. ดานความมั่นคงในการทํางาน 3,56 0.616 มาก 4. ดา นการพัฒนาตนเอง 3.50 0.598 มาก 5. ดานความสมดุลระหวา งชีวติ งานกบั ชีวิตดานอื่น 3.62 0.594 มาก 3.63 0.579 มาก รวม 3.59 0.497 มาก 3. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเท่ียวในกลุมจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามันมีความคิดเห็นวาความสําเรจ็ ในการทาํ งานซง่ึ ประกอบดว ย ความสาํ เร็จดานบทบาทในการทาํ งาน ความสําเร็จดานความสัมพันธระหวางบุคคล ความสาํ เร็จ ดา นการเงนิ และความสําเร็จดานความกา วหนา ในการเล่ือนตําแหนง ในภาพรวมอยใู นระดบั มาก โดยมคี วามสําเร็จ ในดา นความสมั พันธร ะหวางบุคคลมีคา คะแนนเฉลี่ยสงู สุด (คา เฉล่ีย 3.77) รองลงมา คอื ดานบทบาทการทาํ งาน และดาน ความกา วหนาในการเลือ่ นตําแหนง (คา เฉลี่ย 3.72) ดงั ตาราง 3
Journal of Roi Et Rajabhat University 99 Volume 14 No.3 September - December 2020 ตาราง 3 คาเฉลย่ี และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานจําแนกตามความสําเร็จในการทํางาน ความสาํ เร็จในการทํางาน x S.D. ระดับความสําเร็จ 0.562 มาก 1. ดา นบทบาทการทาํ งาน 3.72 0.588 มาก 2. ดา นความสมั พันธระหวางบุคคล 3.77 0.642 มาก 3. ดา นการเงิน 3.55 0.646 มาก 4. ดานความกา วหนา ในการเล่อื นตาํ แหนง 3.59 0.505 มาก รวม 3.66 4. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเที่ยวในกลุมจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามันสวนใหญมปี ญ หาและอุปสรรค ในการทาํ งานระดบั ปานกลาง โดยปญ หาและอุปสรรคดานคา ตอบแทนมีคาคะแนนเฉล่ยี สูงสุด (คาเฉล่ีย 3.02) ในระดบั ปานกลาง รองลงมา คือ ดา นสมั พันธภาพ และดา นการทํางาน 5. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ียวในกลุมจังหวัดสามเหล่ยี มอันดามันท่ีมอี ายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ศาสนา ตาํ แหนงงาน จังหวัดที่ทํางาน กิจการทท่ี ํางาน อายุการทาํ งานทง้ั หมด และอายุการทาํ งานในกิจการปจจุบัน ท่ีแตกตา งกัน มีคณุ ภาพชีวิตในการทํางานที่แตกตางกัน อยางมีนัยสําคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05 6. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเทย่ี วในกลุมจังหวัดสามเหลีย่ มอันดามันมอี ายุ สถานภาพ ระดบั การศึกษา ศาสนา ตาํ แหนงงาน รายได จงั หวัดทีท่ ํางาน กิจการทีท่ าํ งาน อายุการทาํ งานทั้งหมด และอายุการทํางานในกิจการปจจบุ ัน ทแ่ี ตกตา งกัน มคี วามสําเร็จในการทาํ งานทแี่ ตกตา งกัน อยางมีนัยสาํ คัญทางสถิติที่ระดบั .05 7. คณุ ภาพชีวิตในการทาํ งานท่ีสามารถรวมกันทํานายความสําเร็จในการทํางานของแรงงานภาคบริการ ในอุตสาหกรรมทอ งเทยี่ วในกลมุ จังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน ประกอบดว ย คุณภาพชวี ิตดา นความม่ันคงในการทาํ งาน (X2) ดานการพัฒนาตนเอง (X3) และดานความสมดุลระหวางชีวิตงานกับชีวิตดานอ่ืน (X4) ซ่ึงสามารถทํานายความสาํ เร็จ ในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอตุ สาหกรรมทองเที่ยวในกลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน ไดรอยละ 62.2 (Adj R2) สามารถเขียนสมการพยากรณในรปู แบบคะแนนดบิ และคะแนนมาตรฐานไดดังตอไปนี้ สมการพยากรณในรปู คะแนนดบิ ความสาํ เร็จในการทํางาน = 0.831 + 0.223 (X4) + 0.222 (X2) + 0.220 (X5) + 0.123 (X3) สมการพยากรณใ นรปู คะแนนมาตรฐาน Zความสําเร็จในการทํางาน = 0.263 (ZX4) + 0.271 (ZX2) + 0.252 (ZX5) + 0.145 (ZX3) ตาราง 4 แสดงผลการวิเคราะหการถดถอยพหุคณู แบบ Stepwise คาคงท่ี (Constant) ชือ่ ตวั แปร b SEb β t Sig. .831 .065 12.836 .000 คุณภาพชวี ิตดา นคาตอบแทนที่เหมาะสม X2 .222 .021 .271 10.438 .000 คุณภาพชวี ิตดา นความม่นั คงในการทาํ งาน X3 .123 .025 .145 4.955 .000 คณุ ภาพชวี ิตดา นการพัฒนาตนเอง X4 .223 .024 .263 9.385 .000 คณุ ภาพชวี ิตดา นความสมดุลระหวางชวี ติ งานกับชีวติ ดา นอื่น X5 .220 .020 .252 10.759 .000 R = .789 R2 = .623 R2adj = .622 * มีนัยสาํ คัญทางสถิติท่ี ระดับ .05 F = 24.556*
100 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ซ่งึ อธบิ ายไดว า เม่ือแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเที่ยวในกลุมจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน ไดร ับคา ตอบแทนที่เหมาะสมกบั ความรูความสามารถและเพียงพอ มีความกาวหนาในการทํางาน หนวยงานเปดโอกาส และสง เสรมิ ใหมีการพฒั นาตนเอง รวมถงึ สามารถจัดการใหเกิดความสมดุลในการทาํ งานกบั ชีวิตประจําวันได จะทําใหแรงงาน ภาคบริการทาํ งานไดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพเพม่ิ ขึ้น กอ ใหเกดิ ความสําเร็จในการทํางาน ซงึ่ จะทาํ ใหหนวยงานตาง ๆ มีผลผลิต ของงานที่ดี มีประสทิ ธิผล และประสทิ ธิภาพ ซง่ึ สงผลดตี อ การดาํ เนนิ งานขององคกร ทาํ ใหผ ลการดําเนินงาน หรอื ผลงาน ขององคกรมปี ระสิทธภิ าพเพิ่มมากขึ้น อภปิ รายผล จากผลการวิเคราะหขอ มูลผลงานวิจัยในหัวขอเร่ือง “คุณภาพชวี ิตในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอตุ สาหกรรม การทอ งเที่ยวทีส่ งผลตอความสาํ เร็จในการทํางานในกลุมจงั หวัดสามเหลีย่ มอันดามัน” พบประเด็นท่นี า สนใจควรนํามาอภปิ ราย ผลดังน้ี 1. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเท่ียวในกลุมจังหวดั สามเหล่ียมอันดามันมีความคิดเห็นวาคุณภาพชีวิต ในการทาํ งาน ในภาพรวมอยใู นระดบั มาก โดยมีคณุ ภาพชีวิตในดานสภาพการทํางาน และดา นความสมดุลระหวา งชีวิตงาน กบั ชวี ิตดา นอื่นมีคาคะแนนเฉล่ยี มากท่ีสดุ อยูในระดับมาก และรองลงมา คอื มีคณุ ภาพชวี ิตในดา นการพัฒนาตนเอง เนอื่ งจาก องคกรดา นการทอ งเที่ยวในปจจุบันไดมีการสนับสนุนดา นเครือ่ งมือ อุปกรณ หรือมีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชเพ่อื อาํ นวยความสะดวกตอการทาํ งานกอ ใหเกิดความคลองตวั และรวดเรว็ มากขึ้น ซึ่งสอดคลองกบั วรุฒน เอมะบุตร (2557 : 159-162) ศึกษาเรอ่ื ง คุณภาพชีวติ ในการทาํ งานและการรบั รูความสาํ เร็จในอาชพี ท่ีสง ผลตอความสขุ ในการทํางานของ พนักงานธนาคารกสกิ รไทย ผลการวิจัยพบวา คุณภาพชีวิตการทาํ งานของพนักงานโดยภาพรวมแสดงความคิดเห็นในระดบั ปานกลาง โดยใหความสาํ คัญดานสภาพการทาํ งานมากที่สุด และใหความสาํ คญั ดา นคาตอบแทนท่ีเหมาะสมนอยที่สุด การรบั รคู วามสําเร็จในอาชพี ของพนักงานภาพรวมแสดงความคิดเหน็ ในระดบั ปานกลาง โดยใหค วามสําคัญดา นความสมั พันธ ระหวา งบคุ คลมากท่ีสุด และใหความสาํ คัญดา นการเงนิ นอ ยที่สุด และสอดคลอ งกบั พัชรภี รณ ไชยมหา และฉฐั วฒั น ลิมปสุ รพงษ (2558 : 157-160) ที่ศึกษา อทิ ธพิ ลของคุณภาพชีวิตในการทํางานและผลการปฏบิ ตั งิ านท่ีมีตอความผูกพันตอองคการ ของเจาหนาทีธ่ ุรกิจสมั พันธร ายปลีกและรายกลางตา งจังหวัด ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ผลการวจิ ัยพบวา พนักงานรสู ึก มีคณุ ภาพชวี ิตในการทํางานอยูในระดบั สูง โดยเฉพาะดานคาตอบแทนที่เพียงพอและเปนธรรม ดานสภาพแวดลอมการทํางาน ที่ดี และโอกาสแหงการพฒั นา 2. ความสาํ เรจ็ ในการทํางานซ่งึ ประกอบดว ย ความสําเร็จดา นบทบาทในการทาํ งาน ความสําเร็จดา นความสมั พันธ ระหวา งบุคคล ความสาํ เรจ็ ดา นการเงิน และความสําเร็จดา นความกาวหนาในการเลื่อนตําแหนง ในภาพรวมอยูในระดบั มาก โดยความสําเรจ็ ในดานความสมั พันธระหวางบุคคลมีคาคะแนนเฉล่ียสูงสุด รองลงมา คอื ดานบทบาทการทาํ งาน และดา น ความกาวหนา ในการเลือ่ นตําแหนง ทัง้ น้อี าจจะเปน เพราะการทํางานในภาคบริการจะตอ งอาศัยการทํางานรวมกันเปนทีม มีการประสานกบั หนวยงานตาง ๆ เพอ่ื ใหงานดาํ เนินไปไดจนเกินผลสําเร็จ ซึ่งตองอาศัยความสัมพันธระหวางบุคคล ในการทาํ งานรวมกัน จึงทาํ ใหเกิดความสาํ เร็จในการทาํ งานได ซ่งึ สอดคลองกับ มาฆะรัตน อัมพรเกียรติพล (2555 : 198) ไดศึกษาเรื่อง เชาวนอารมณ คุณภาพชีวิตการทํางาน และการรับรูความสําเร็จในอาชพี ของพนักงานลูกคา สัมพันธ บริษัทผูใหบรกิ าร เครอื ขายโทรศพั ทเคล่ือนที่แหง หนึ่ง ผลการวิจัยพบวาการรับรูความสําเร็จในอาชีพ ดา นความสมั พันธระหวา งบคุ คลอยูในระดบั สงู สว นดา นบทบาทการทํางาน ดานการเงินและดานความกาวหนา ในการเลือ่ นตําแหนง อยูในระดบั ปานกลาง 3. แรงงานภาคบรกิ ารในอุตสาหกรรมทองเทย่ี วในกลุมจังหวัดสามเหลย่ี มอันดามันมีปญหาและอุปสรรคในการทํางาน อยูในระดบั ปานกลาง โดยปญหาและอุปสรรคดานคาตอบแทนมีคา คะแนนเฉล่ียสูงสุดอยูในระดับปานกลาง รองลงมา คอื ดา นสัมพันธภาพ และดา นการทาํ งาน เน่อื งมาจากคา ครองชีพในจังหวัดกลุมสามเหล่ยี มอันดามนั คอ นขา งสูง โดยเฉพาะจังหวดั ภูเก็ต ซ่งึ อาจจะทําใหค า ตอบแทนท่ไี ดร ับไมเพยี งพอตอ การใชช ีวิตประจาํ วัน ซงึ่ สอดคลองกบั ปย วรรณ พฤกษะวัน (2556 : 165-175) ศกึ ษาเกี่ยวกับปจจัยท่มี ีอิทธิพลตอคุณภาพชวี ิตการทํางานของพนักงานบริษัท กรณศี ึกษา บริษัท ควอลิตี้ เทรดดิ้ง จาํ กัด กลมุ ตัวอยางท่ใี ชในการศึกษา คือ พนักงาน บริษทั ควอลิตี้ เทรดดิง้ จํากัด ผลการศกึ ษาพบวา พนักงานบริษัท ควอลิตี้ เทรดดิ้ง จํากัด มปี จจัยท่ีมอี ทิ ธพิ ลตอคุณภาพชีวติ การทํางานโดยรวมอยูใ นระดับปานกลาง เมอ่ื พิจารณาปจจยั ที่มีอิทธิพลตอคุณภาพชวี ิต
Journal of Roi Et Rajabhat University 101 Volume 14 No.3 September - December 2020 การทาํ งานเปนรายดานพบวา พนักงานมปี จจัยที่มีอทิ ธิพลตอ คณุ ภาพชีวติ การทํางานสูงสุด คือ ดา นการดําเนินชีวิตทีส่ มดลุ ระหวางชวี ิตการทาํ งานกับชีวิตสวนตัว รองลงมาคอื สภาพการปฏบิ ัตงิ านท่ีคาํ นึงถึงความปลอดภยั ถูกสขุ ลักษณะและสขุ ภาพ ของพนักงาน ดานการไดรบั คา ตอบแทนท่ีเพยี งพอและยตุ ธิ รรม ดานสิทธิสว นบุคคล ดานโอกาสพฒั นาขดี ความสามารถ ของตนเอง ดานความกาวหนา และความม่นั คงในงานดานการปฏิบัตงิ านรว มกันและความสัมพันธกับผอู ื่นภายในองคกร และดา นลักษณะงานท่มี ีคณุ คาของสังคม และสอดคลองกับ สมพร สงั ขเพ่มิ (2555 : 135) ศึกษาเร่อื ง คุณภาพชวี ิตการทาํ งาน ของบุคลากรสายสนบั สนุนมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งผลการวจิ ัยพบวา คุณภาพชีวิตดานผลตอบแทน ทเี่ พียงพอและเหมาะสมอยูใ นระดบั ปานกลาง 4. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ียวในกลุมจังหวัดสามเหล่ยี มอันดามันท่มี ีอายุ สถานภาพ ระดบั การศกึ ษา ศาสนา ตาํ แหนงงาน จังหวัดทีท่ าํ งาน กิจการท่ที าํ งาน อายุการทํางานทั้งหมด และอายุการทาํ งานในกิจการปจจบุ ัน ที่แตกตา งกัน มีคณุ ภาพชวี ิตในการทาํ งานที่แตกตางกัน เนอ่ื งจากขอมูลสวนบุคคลและขอ มูลดานการทํางานท่ีแตกตางกันทําใหเกิดการรบั รู และมีทักษะ ประสบการณท ่ีแตกตางกัน ซ่ึงสิ่งเหลา นี้มผี ลตอลักษณะการทาํ งานและคุณภาพชวี ิตในการทาํ งานดวย ซ่งึ สอดคลองกับ Gupta and Hyde (2013 : 8) ทําการวิจัยเรอ่ื ง การศึกษาคณุ ภาพชวี ติ การทาํ งานของพนักงานธนาคาร ในอําเภออินเตอร (รัฐมัธย อยูทางภาคกลางของประเทศอินเดีย) เพอ่ื ศึกษาความสัมพันธระหวา งคณุ ภาพชีวติ การทํางานกบั เพศ ประสบการณ อายุ และรายได วา มีความแตกตา งกันหรอื ไม ผลการวิจัยพบวา ความสัมพันธระหวางคุณภาพชีวติ ในการทํางาน กบั รายได ประสบการณ และอายุ มีความแตกตา งกันอยา งมีนัยสําคัญทางสถิติ สวนความสัมพันธร ะหวางคณุ ภาพชีวิตพนักงานและเพศ ไมมีความแตกตา งกันอยางมีนัยสาํ คญั ทางสถิติ 5. แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ียวในกลุมจังหวัดสามเหลยี่ มอันดามันท่มี ีอายุ สถานภาพ ระดบั การศึกษา ศาสนา ตําแหนง งาน รายได จังหวัดทท่ี ํางาน กิจการที่ทาํ งาน อายุการทํางานทงั้ หมด และอายุการทาํ งานในกิจการปจ จุบัน ทแี่ ตกตา งกัน มคี วามสําเรจ็ ในการทํางานทแ่ี ตกตา งกัน เนอื่ งจากขอ มูลสว นบุคคลและขอมลู ดา นการทํางานเปนปจจัยหนึ่ง ท่ีมีผลตอความพงึ พอใจ และระดบั ความคิดเห็นตอความสําเร็จในการทาํ งาน ซึ่งสอดคลองกบั วรรณภา ชาํ นาญเวช (2551 : 73-76) ทาํ การศกึ ษาเรื่อง ปจจัยสูความสําเร็จในการทํางานของพนักงานธนาคารออมสินในเขตกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑล ผลการวิจัยพบวา พนักงานทม่ี ีอายุ ตําแหนง ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และรายไดตอ เดือนแตกตางกัน มีความสาํ เร็จในการ ทํางานของพนักงานธนาคารออมสินในเขตกรงุ เทพมหานคร และปริมณฑลแตกตา งกนั 6. คุณภาพชวี ิตในการทาํ งานท่ีสง ผลตอ ความสาํ เร็จในการทํางานของแรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทองเท่ียว ในกลุมจังหวัดสามเหล่ียมอันดามนั ประกอบดวย คณุ ภาพชีวิตดานคาตอบแทนทีเ่ หมาะสม ดา นความม่ันคงในการทํางาน ดานการพฒั นาตนเอง และดา นความสมดุลระหวางชีวติ งานกับชีวติ ดานอื่น ซงึ่ สามารถทาํ นายความสําเรจ็ ในการทํางานของ แรงงานภาคบริการในอุตสาหกรรมทอ งเท่ียวในกลุมจังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน ไดรอ ยละ 62.2 แสดงใหเห็นวาคณุ ภาพชีวิต การทํางานในดานตาง ๆ มีความสําคญั ตอ ผปู ฏิบัติงานที่จะชวยสงเสริมสนบั สนุนใหเกิดการทาํ งานท่ีประสบความสําเร็จได ซง่ึ สอดคลอ งกับ พัชรีภรณ ไชยมหา และฉฐั วฒั น ลิมปสุรพงษ (2558 : 129) ทศ่ี ึกษาอิทธพิ ลของคณุ ภาพชวี ติ ในการทํางาน และผลการปฏบิ ัติงานท่ีมีตอ ความผกู พันตอ องคการ ของเจา หนา ที่ธุรกิจสัมพันธรายปลีกและรายกลางตา งจงั หวดั ธนาคารกรงุ เทพ จาํ กัด (มหาชน) ผลการวจิ ัยพบวา คุณภาพชีวติ ในการทํางานมอี ทิ ธพิ ลทางบวกตอผลการปฏิบตั งิ าน คุณภาพชวี ิตในการทํางานมีอทิ ธิพลทางบวกตอ ความผูกพันตอองคการ ผบู ริหารควรสง เสรมิ ใหพนกั งานมคี ณุ ภาพชีวิต การทาํ งานท่ดี ี โดยใหความชดั เจนในเรื่องของผลประโยชนจากการปฏบิ ตั ิงานอยา งชดั เจนและเปนธรรม เพ่อื ใหพ นกั งาน เกิดแรงจูงใจในการทาํ งานอยา งเต็มที่ เพ่อื เปนการรักษาบุคลากรทีม่ ีความสามารถไว สรางผลการปฏิบัตงิ านท่ดี ี และเกิด ความรสู ึกผูกพันตอองคก าร
102 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนาํ ไปใช 1.1 จากผลการวิจัยพบวา แรงงานภาคบรกิ ารในอตุ สาหกรรมทองเท่ยี วในกลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน มีความคิดเห็นวา คุณภาพชวี ติ ในการทาํ งานในภาพรวมอยูในระดับมาก โดยคุณภาพชีวิตในดานสภาพการทํางาน และดาน ความสมดุลระหวา งชวี ติ งานกับชวี ิตดา นอ่ืนมีคา คะแนนเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ มีคณุ ภาพชีวิตในดานการพฒั นาตนเอง ดานคา ตอบแทนท่เี หมาะสม และดา นความม่ันคงในการทาํ งาน ตามลาํ ดบั ซ่ึงเห็นไดวา คุณภาพชวี ิตดา นคา ตอบแทนที่เหมาะสม และดานความม่นั คงในการทํางานเปนดานที่นอย ดงั นั้นหนวยงานหรอื องคกรดา นการทอ งเที่ยว ควรสงเสริมสนับสนุน หรอื กําหนดนโยบายดานคา ตอบแทน และความม่นั คง ในการทาํ งานใหเกดิ เปนส่ิงดึงดูดใจในการทาํ งานมากขึ้น เพ่ือสง ผลตอ ประสิทธิภาพในการทํางานตอไป นอกจากน้ันควรจะ สง เสริมดานบรรยากาศในการทาํ งาน การจัดสมดลุ ในการใชชีวิตใหเหมาะสมอีกดวย 1.2 จากผลการวิจัยพบวา แรงงานภาคบริการในอตุ สาหกรรมทอ งเทย่ี วในกลุมจังหวัดสามเหลี่ยมอันดามัน มีความคิดเห็นวามีความสําเรจ็ ในการทาํ งานอยูในระดับมาก โดยความสาํ เร็จในดานความสมั พันธระหวางบุคคล มีคา คะแนน เฉล่ียสูงสุด รองลงมา คอื ดานบทบาทการทาํ งาน ดานความกาวหนาในการเล่ือนตําแหนง และดานการเงิน ซ่งึ เหน็ ไดว า ความสําเร็จดา นความกาวหนาในการเลือ่ นตําแหนง และดา นการเงิน เปนดา นทีผ่ ูตอบ มีความเห็นวา ไมคอ ยประสบความสําเร็จ ยังไมพ อใจ ซง่ึ สอดคลองกับผลจากการวิเคราะหในเร่อื งคุณภาพชวี ติ ดังนั้นรฐั บาล หรือหนวยงานทีเ่ กี่ยวขอ งควรใหความสําคญั ใน 2 ประเด็นน้ี โดยอาจเพิม่ เตมิ สวสั ดิการ และสรา งความมั่นใจในการทํางาน วาการทาํ งานอยา งมีประสิทธิภาพจะกอใหเกิดความกา วหนาตอ ไปในอนาคต 1.3 จากผลการวิจัยพบวา แรงงานภาคบริการในอตุ สาหกรรมทองเทย่ี วในกลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน ท่ีมีอายุ สถานะภาพ ระดับการศึกษา ศาสนา ตาํ แหนง งาน จังหวดั ที่ทํางาน กิจการทีท่ ํางาน อายุการทํางานท้ังหมด และอายุการทํางานในกิจการปจจุบนั ที่แตกตา งกัน มีคณุ ภาพชีวิตในการทํางานที่แตกตางกัน ดงั น้ัน ในการบริหารงาน บริหารทรพั ยากรมนษุ ย ผูประกอบการ หัวหนางาน ควรจะพิจารณาถงึ ความแตกตา งในแตละบุคคล อาจใชระบบคุณธรรม 4 ประการในการบริหารบุคคล ไดแก 1) ความเสมอภาคในโอกาส (Equality of opportunity) เปนการเปดโอกาสท่ีเทา เทียมกันในการแตงต้ัง การพิจารณาคาตอบแทน การอยูในกรอบระเบียบ องคการ 2) หลักความสามารถ (Competence) พจิ ารณาคา ตอบแทนตามความรูความสามารถ 3) หลกั ความม่ันคงในอาชพี การงาน (Security on tenure) ดงึ ดดู ใจ จูงใจใหผูมีความสามารถ ทํางานอยูกับองคการ มีความมงุ ม่ัน และพฒั นาใหกา วหนา ในเสนทางอาชีพ และ 4) หลักความเปนการทางการเมือง (Political neutrality) เปนการไมเปดโอกาสใหอทิ ธพิ ลทางการเมอื ง เขาแทรกแซงในกิจการงาน 1.4 จากผลการวิจัยพบวา คณุ ภาพชีวิตในการทํางานดา นสภาพการทาํ งานไมสง ผลกระทบตอ ความสาํ เร็จ ในการทาํ งาน สวนคณุ ภาพชีวิตในการทาํ งานท่สี งผลตอความสําเรจ็ ในการทาํ งานของแรงงานภาคบริการในอตุ สาหกรรม ทอ งเทย่ี วในกลุมจงั หวดั สามเหล่ียมอันดามัน ประกอบดว ย คุณภาพชีวติ ดา นคา ตอบแทนที่เหมาะสม ดา นความม่ันคง ในการทาํ งาน ดา นการพฒั นาตนเอง และดา นความสมดลุ ระหวางชีวติ งานกบั ชวี ิตดา นอ่ืน ดังนั้นหนวยงานภาครฐั ดา นการทองเทย่ี ว หนวยงานภาคเอกชน และผปู ระกอบการดานการทองเที่ยว ควรใหความสาํ คญั กับคุณภาพชวี ิตในการทาํ งานทั้งดา นคาตอบแทน ความม่ันคงในการทาํ งาน การพัฒนาตนเอง และความสมดุล ในการใชช วี ิต ของพนกั งานภาคการทอ งเทีย่ ว เนอ่ื งจากคณุ ภาพชวี ติ ในการทํางานมีความสัมพันธกับความสาํ เร็จในการทํางาน หากพนักงานภาคการทองเที่ยวมีคุณภาพชวี ิตในการทาํ งานท่ีดี ก็จะสง ผลใหการทํางานมปี ระสิทธภิ าพ สง ผลตอ ความพึงพอใจ ของนักทองเท่ียว ซึ่งจะกลับมาทองเทยี่ วซ้ํา และบอกตอ 1.5 จากผลการวิจัยพบวา อายุการทาํ งานในหนว ยงานปจจุบัน 1-2 ป มากที่สุด รองลงมา คอื 3-5 ป และนอ ยกวา 1 ป ตามลาํ ดบั ซง่ึ เห็นไดวา แรงงานภาคการทอ งเท่ยี วมีการหมุนเวียนเปลี่ยนงานบอย ทาํ ใหอายงุ านในแตละแหงไมมากนัก โดยอาจจะสงผลตอประสบการณการทาํ งาน และความเชี่ยวชาญในบริบทของหนวยงาน ดงั นั้นผูป ระกอบการควรใหความสาํ คญั
Journal of Roi Et Rajabhat University 103 Volume 14 No.3 September - December 2020 ในประเดน็ ดังกลาว และพยายามหาแนวทางในการดึงดูดพนกั งานทีม่ ีความรู ความสามารถใหทาํ งานกบั องคก รใหนานทส่ี ุด เพื่อประสทิ ธภิ าพของงานในอนาคต 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจยั คร้ังตอไป 2.1 งานวิจัยคร้ังน้เี ปนการศึกษาเฉพาะธรุ กิจทองเท่ียว 3 ธุรกิจหลัก ซง่ึ ยงั ไมครอบคลุมทง้ั หมด ดงั นั้นควรศึกษา เพ่ิมเตมิ ในธุรกิจภาคการทอ งเที่ยวท้ังหมด เพอ่ื ใหค รอบคลุม 2.2 ควรศึกษารปู แบบการบริหารทรัพยากรมนุษยในอุตสาหกรรมทองเที่ยวที่สง ผลใหเ กิดความสําเร็จ ในการทาํ งาน เพอื่ จะไดทราบรูปแบบท่เี หมาะสมในการบริหารทรพั ยากรมนษุ ย นอกเหนือจากทราบคณุ ภาพชวี ิตในการทํางาน 2.3 ควรศึกษาความคิดเห็นของนักทอ งเท่ยี วท่ีมีตอพนักงานในภาคบริการอุตสาหกรรมทองเท่ียว เพอื่ จะไดทราบ ถงึ ความคดิ เห็น ความคาดหวงั และความตอ งการในแงมุมของนักทองเท่ียว เอกสารอา งอิง การทอ งเท่ียวแหงประเทศไทย. (2560). รายงานภาวะเศรษฐกิจการทองเท่ียว. สบื คน เม่ือ 15 ตุลาคม 2562, จาก www.mots.go.th ปย วรรณ พฤกษะวัน. (2556). ปจจัยท่มี ีอทิ ธพิ ลตอ คุณภาพชีวิตการทํางานของพนักงานบริษทั กรณีศึกษา บริษทั ควอลติ ี้ เทรดดง้ิ จาํ กัด. วารสารการเงิน การลงทุน การตลาด และการบรหิ ารธรุ กิจ, 3(4), 290-308. พชั รภี รณ ไชยมหา และฉฐั วัฒน ลมิ ปสรุ พงษ. (2558). อทิ ธิพลของคุณภาพชวี ิตในการทํางานและผลการปฏบิ ตั ิงานท่มี ตี อ ความผูกพันตอองคการ ของเจา หนาทธ่ี รุ กิจสัมพันธรายปลีกและรายกลางตางจังหวดั ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน). WMS Journal of Management สาํ นกั วิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลยั ลักษณ, 4(3), 44-51. มาฆะรัตน อัมพรเกียรติพล. (2555). เชาวนอารมณ คุณภาพชวี ิตการทาํ งาน และการรบั รคู วามสาํ เร็จในอาชพี ของพนักงาน ลกู คา สัมพันธ บริษทั ผใู หบริการเครือขา ยโทรศพั ทเคลอ่ื นท่ีแหงหน่ึง. วทิ ยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวทิ ยาอุตสาหกรรมและองคการ. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. แรงงานจงั หวัดกระบี.่ (2561). รายงานสถานการณแรงงานจังหวัดกระบี่ ไตรมาส 2 ป 2561 (เมษายน – มิถนุ ายน 2561). สืบคนเม่อื 1 มกราคม 2562, จาก http://krabi.mol.go.th แรงงานจงั หวัดพงั งา. (2561). รายงานสถานการณแรงงานจังหวัดพังงา ไตรมาส 2 ป 2561 (เมษายน – มิถุนายน 2561). สืบคนเมอ่ื 1 มกราคม 2562, จาก http://phangnga.mol.go.th แรงงานจงั หวัดภเู ก็ต. (2561). รายงานสถานการณแรงงานจังหวัดภูเก็ต ไตรมาส 2 ป 2561 (เมษายน – มิถุนายน 2561). สบื คนเมอื่ 1 มกราคม 2562, จาก http://www.phuket.mol.go.th วรรณภา ชาํ นาญเวช. (2551). ปจจัยสูความสาํ เร็จในการทํางานของพนักงานธนาคารออมสินในเขตกรุงเทพมหานครและ ปริมณฑล. สารนิพนธ บริหารธุรกิจมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าการจัดการ. กรงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. วรฒุ น เอมะบุตร. (2557). คุณภาพชีวติ ในการทํางานและการรับรูความสาํ เร็จในอาชพี ท่สี งผลตอความสขุ ในการทาํ งานของ พนักงานธนาคารกสิกรไทย. วทิ ยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการจัดการภาครฐั และภาคเอกชน. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. สมพร สังขเพิ่ม. (2555). คณุ ภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนบัสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนใน กรงุ เทพมหานครและ ปรมิ ณฑล. วิทยานิพนธ วิทยาศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาสถติ ปิ ระยุกต. กรงุ เทพฯ: สถาบันบัณฑติ พฒั นบริหารศาสตร สาํ นักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาต.ิ (2551). ยุทธศาสตรการพัฒนากลุมจังหวัดภาคใตฝง อันดามัน. สืบคนเม่ือ 15 มกราคม 2562, จาก www.osmsouth-w.moi.go.th สาํ นักงานทะเบียนธรุ กิจนาํ เท่ียวและมัคคุเทศกสาขาภาคใตเขต 2. (2560). ทะเบียนธุรกิจนําเท่ียวและมัคคุเทศก. สบื คนเมื่อ 20 มกราคม 2562, จาก https://www.dot.go.th สํานักงานสถิติจังหวัดกระบ่.ี (2561). จาํ นวนท่ีพัก/โรงแรม/เกสเฮาส โฮมสเตยในจังหวัด. สืบคนเมอื่ 15 มกราคม 2562, จาก http://krabi.nso.go.th/
104 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 สํานักงานสถิตจิ ังหวดั พังงา. (2561). จาํ นวนทีพ่ ัก/โรงแรม/เกสเฮาส โฮมสเตยในจังหวดั . สืบคนเมือ่ 15 มกราคม 2562, จาก http://phangnga.nso.go.th/index.php?option=com_content&view=category&id=105&Itemid=510 สาํ นกั งานสถิตจิ ังหวัดภูเก็ต. (2561). จาํ นวนท่ีพัก/โรงแรม/เกสเฮาส โฮมสเตยในจังหวัด. สืบคน เมอ่ื 15 มกราคม 2562, จาก http://phuket.nso.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=373&Itemid=646 อดุ มศักดิ์ อัศวรางกูร. (2552). ยุทธศาสตรก ารพัฒนากลมุ จังหวัดสามเหล่ียมอันดามัน. วารสารเศรษฐกิจและสังคม, 5(2), 38-62. Cooper, D.R., and Schindler, P.S. (2006). Business research methods (9th ed.). Boston, MA: McGraw-Hill. Gattiker, U.E. and Larwood, L. (1986). Subjective Career Success: A Study of Managers and Career Personnel. Journal of Business & Psychology, 1(2), 78-94. Gupta, B. and Hyde, A.M. (2013). Demographical Study on Quality of Work Life in Nationalized Bank. SAGE Journals, 17(3), 225. Huse, E.F., and Cummings, T. G. (1985). Organization development and change (3rd ed.). St. Pual, Minn: West Pub. Co. Walton, R.E. (1974). Improving the Quality work life. Harvard Business Review, 15(3), 33-34. Yamane, T. (1967). Statistics, An Introductory Analysis (2nd ed.), New York: Harper and Row.
Journal of Roi Et Rajabhat University 105 Volume 14 No.3 September - December 2020 ภาวะผูนําเชิงบรกิ ารของผบู รหิ ารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน : การศกึ ษาเพื่อสรางทฤษฎีฐานราก Servant Leadership of the Basic Education School Principals : The Study to Create Grounded Theory เอกวทิ ย นอ ยมิ่ง1, พงษศ ักด์ิ ทองพันชั่ง2, ประดิษฐ ศลิ าบุตร3 และ สวสั ด์ิ โพธิวัฒน4 Received : 7 ธ.ค. 2562 Akkawit Noiming1, Pongsak Tongpanchang2, Pradit Silabut3 and Sawat Pothivat4 Revised : 27 มี.ค. 2563 Accepted : 28 มี.ค. 2563 บทคัดยอ การวิจัยนี้มวี ัตถุประสงค เพ่ือศึกษาและนําเสนอภาวะผูนําเชิงบริการของผูบริหารสถานศกึ ษาขั้นพื้นฐาน ในดานลักษณะ ภาวะผูนํา เงือ่ นไขเชงิ สาเหตุ การปฏบิ ัตแิ ละปจจัยทีส่ ง ผลตอภาวะผูน าํ และผลสบื เน่อื งท่ีเกิดขึ้นจากภาวะผูนํา ผูใหข อมูล คือ ผูบริหาร ครู นักเรียน ผูป กครอง และผูนาํ ชมุ ชน พื้นที่เปาหมาย คอื สถานศึกษาทีผ่ ูบริหารมภี าวะผนู ําเชิงบริการชัดเจน ไดมาโดยเทคนิคสโนวบอล เก็บขอมูลโดยการวิเคราะหเอกสาร สัมภาษณเ ชิงลึก สังเกตการมีสวนรวม สนทนากลุมยอย และบันทึกขอมูลเชงิ บรรยาย วิเคราะหข อ มลู เชิงเนื้อหาอยา งเปนระบบดว ยการจดั หมวดหมู ตีความหมาย จัดเรียง จําแนก และจัดกลุมเน้ือหา ผลการวิจยั พบวา 1. ลักษณะภาวะผูนําเชิงบริการ ประกอบดว ย ความหมาย คอื “ชวยเหลือใหบริการ มีคุณธรรมจริยธรรม เปนกลั ยาณมิตร เสียสละ มีจิตอาสา” และองคประกอบ คอื “มีวสิ ัยทศั น เรง รัดพฒั นา จิตสาธารณะและบรกิ าร ประสานใจ เปนหนึ่ง พงึ ระวงั เฝาปกปอ งและรักษา รูคุณคา สอ่ื และเทคโนโลยี” 2. เงอ่ื นไขเชิงสาเหตุ ประกอบดวย เอกตั บุคคล คอื “เปนผบู ริหารที่มีภาวะผูนําเชงิ บริการ” อัตลักษณ คอื “นอมนํา ศาสตรพระราชา พฒั นาทีมงาน มุงมน่ั บริการ ประสานใจสรางชมุ ชน พัฒนาคนคณุ ภาพสูความเปนเลศิ ” 3. การปฏิบตั ิภาวะผูนําเชงิ บริการ ประกอบดว ย กําหนดวิสัยทัศน พัฒนากลยุทธ เรงรุดปฏิบัติงาน ประสานสัมพันธ มงุ ม่ันสรางเครอื ขา ย กระจายการประเมิน” 4. ปจ จัยสง ผลตอภาวะผูนําเชิงบริการ ประกอบดว ย ปจจัยเชงิ บวก ไดแก คุณลักษณะผบู ริหาร กระบวนการบริหาร ทีมงานคุณภาพ สถานศึกษาเปนเลศิ ปจจัยเชงิ ลบ ไดแก ทีมงานออ นแอ งบประมาณไมเ พียงพอ และนโยบายไมช ัดเจน 5. ผลสบื เนอื่ งจากปฏิบัตภิ าวะผูนําเชงิ บริการ ไดแ ก 1) ผบู ริหารภูมิใจ มีชอื่ เสยี ง ผบู ริหารมอื อาชพี 2) นักเรียน มีผลสมั ฤทธ์ิดี มที ักษะชีวิต รูเทา ทันส่อื 3) การรบั รูของสงั คม สถานศกึ ษามคี ุณภาพตามนโยบาย ผปู กครองและชุมชนยอมรบั และภาคภูมใิ จ คําสําคญั : ภาวะผูนําเชงิ บริการ, ผบู ริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน, ทฤษฎีฐานราก Abstract The research objectives were to study and present servant leadership of basic education school principals under the jurisdiction of the Office of Basic Education Commission, in the aspects of leadership characteristics, causal conditions, performance and factors affecting leadership, and impacts of leadership. Informants consisted of principals, teachers, students, parents and community leaders. The target area included the educational institutions where the principals possessed explicit servant leadership, obtained 1 นกั ศกึ ษาหลักสูตรครศุ าสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ อเี มล: [email protected] 2 ประธานกรรมการท่ีปรกึ ษา ผูช วยศาสตราจารย ดร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั ศรีสะเกษ 3 กรรมการท่ีปรึกษา ผชู วยศาสตราจารย ดร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 4 กรรมการท่ีปรึกษา ผชู วยศาสตราจารย ดร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรสี ะเกษ 1 Doctoral Student Program in Education Adimistration, Sisaket Rajabhat University, Email: [email protected] 2 Chairman, Assistant Professor Dr., Faculty of Education, Sisaket Rajabhat University 3 Advisor, Assistant Professor Dr., Faculty of Education, Sisaket Rajabhat University 4 Advisor, Assistant Professor Dr., Faculty of Education, Surin Rajabhat University
106 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 by using snowball technique. Data were collected by using document analysis, In-depth interview, participatory observation, small group conversation, and capturing descriptive information. Content analysis technique was applied for data processing by using grouping information systematically, interpreting, aligning information, and classifying information in content groups. Research findings revealed that: 1. Servant leadership characteristics consist of Meaning means \"help provide service, have morality, ethics, be a friend, sacrifice, volunteer spirit,\" and the components consisted of vision, determination, and Intensive development. Public mind and services, and harmonize one's mind, protect appreciating, and media and technology values 2. Causal conditions consisted of individuals: \"Being principals of servant leadership\". Identity: \"Bringing the wisdom of the monarch to develop teams committed to service, co-ordinating with the community, and develop quality people to excellence.\" 3. The practice of Servant leadership consists of specifying vision, developing strategies, accelerating operations, Cooperation, focusing on network building, and distributing evaluation. 4. Factors affecting servant leadership consisted of positive factors such as characters of the principals, management process of quality teams, and excellent institutions. The negative factors were weak teams, insufficient budget, and unclear policy. 5. Consequences of servant leadership included 1) principal self-esteem, good reputation, professional management, 2) students’ high achievement, having life skills, media literacy, 3) Social awareness institutions had quality according to the standards, and guardian and community accepted and be proud. Keywords : Servant leadership, The basic education school principals, Grounded theory บทนาํ แนวคิดแบบผูรบั ใช ผูนาํ เชิงบริการ ผูนําใฝบริการ หรือผูนําเชิงบริการ เริ่มนํามาใชใน ป ค.ศ. 1970 โดย Greenleaf (1977 : 12) ไดศึกษารปู แบบผูนาํ เชิงบริการข้ึนมา ซงึ่ มีแรงบันดาลใจจากบทประพันธข อง Hermann เรอื่ ง “การเดินทางสู ตะวันออก”( Journey to the east) พระเอกของเรอื่ งคือ ลีโอคนรบั ใชเปนบคุ คลที่ต่ําตอยท่ีสุด แตมีนํา้ ใจและใหกาํ ลังใจ คณะผูเดินทางดว ยการรองเพลงกลอ ม เพอ่ื ใหการเดินทางเปนไปอยางราบร่ืนเปนไปดว ยดี ลีโอไดหายไปทาํ ใหคณะผูเดินทาง เกิดความระสํา่ ระสาย หลังจากการเดินทางส้ินสุดลง ผูเลาเร่ืองซ่ึงเปนสมาชิกคนหนึ่งของคณะเดินทาง มีโอกาสมายงั สาํ นักงานใหญ ของบริษทั ไดพบกบั ลีโอซ่ึงมีตําแหนงเปนถงึ ประธานบริษัท สถานภาพท่ีแทจริงของเขา คอื ผูนําท่ยี ่ิงใหญไ มใ ชคนรบั ใชที่ตาํ่ ตอ ย อยางที่ผอู ่ืนคิด Greenleaf เกิดความประทับใจและคิดวา ในโลกความเปนจริงผูนําแบบน้ีนาจะมีจริง Yukl (2002 : 244) ไดกลา วถึงความรับผิดชอบพื้นฐานของผูนาํ เชิงบริการ อันแสดงถึงความมีจรยิ ธรรม คือ การให บริการแกผ ูตาม หมายถงึ การบํารุง ทะนุถนอม ปกปอง และใหอํานาจแกผ ูตาม ผูนําแบบน้ีจะสนองความตองการของผูตาม และชว ยเหลอื ผูต ามใหมีความสามารถเพ่ิมข้ึนฉลาดขึ้น และปรารถนาท่ีจะรบั ผิดชอบในงานที่ตนเองทํามากข้ึน ผูนาํ แบบนี้ จะพยายามเขา ใจผูตาม รบั ฟงผูตาม ปรารถนาท่ีจะมีสว นรว มในความเจ็บปวดและปญ หาของผูตาม มีความยุตธิ รรมและปฏบิ ตั ิ ตอ ทุกคนอยา งเทาเทียมกัน ผูท ่ดี อยกวา จะตอ งไดร ับการดูแล ผูนาํ ตองมอบอํานาจและเชื่อถือในตวั ผูต าม ผูตามตองเตรียมตวั ใหพรอม เพือ่ ท่ีจะนําและควรรบั โอกาสเม่อื ถูกเสนอ ทําใหเกิดผูนาํ เชงิ บริการมากขึ้นในสังคม ผูน าํ เชิงบริการสามารถคนพบไดจากหลายแหลง ในพระคัมภีร เชน New American Bible อางถงึ คาํ วา“ผูรบั ใช” (servant) “การบริการ” (service) และ “รบั ใช” (serve) ท่เี ขียนโดยนักบุญลูกา กลาวถงึ พระเยซูวา “เราอยูทา มกลางทาน ดังผูรบั ใช” และยงั กลา วถึงพระเยซูที่แสดงถึงความสําคัญของการรับใช โดยการลางเทาสาวกทั้ง 12 คน ดังนั้นผูนําใฝบ ริการ เปนแนวคิดท่ีคอ นขางจะกลบั ตาลปตรจากผนู าํ แบบดัง้ เดิม เขาจะเสียสละผลประโยชนส วนตัวเพอ่ื ผอู ื่น ทาํ ใหผอู ่ืนเจริญเตบิ โต และสามารถพัฒนาตนเอง ใหผ ลประโยชนดานวตั ถุและจิตใจแกผ ูอ่ืน จุดมุงหมายหลักของผูนําแบบนี้ คอื สนองความตอ งการ ของผูอ่ืน Daft ( 2005 : 344) กลา ววา ผนู าํ เชิงบริการ จะบรกิ ารผูอ่ืนกอ นคิดถึงผลประโยชนของตนเอง ใชความสามารถท่ตี นเอง
Journal of Roi Et Rajabhat University 107 Volume 14 No.3 September - December 2020 มอี ยเู พื่อทาํ ใหบ ุคคลและองคก รเจรญิ เตบิ โต ปรารถนาที่จะชว ยเหลือเกอ้ื กูลผูอ่ืน มากกวา ความปรารถนาในตําแหนง เพ่ือแสวงหาอํานาจและควบคุมผูอ ื่น ไมห วังผลตอบแทน อทุ ิศทุมเทกบั การทาํ งานของอยางเตม็ ที่ ผูบริหารสถานศึกษาเปนตัวจักรสําคัญที่ทําใหโรงเรียนมีประสิทธิภาพสูง การตัดสินใจและการติดตอ ส่อื สารของผูบ ริหาร นําไปสูความสําเร็จได (Hoy & Cecil, 1991 : 188) ผบู ริหารจะใชอ ํานาจเพื่อการมีอิทธิพลโดยผา นภาวะผูนาํ และการปฏิสัมพันธ เพือ่ ความมีประสทิ ธผิ ลของโรงเรียน (บัณฑิต แทนพิทักษ, 2540 : 56) และผูบริหารสถานศึกษาทด่ี มี ปี ระสิทธผิ ลทําใหโรงเรยี น ประสบความสําเร็จ ซงึ่ สอดคลองกับ (Weber, 1989 อางถงึ ใน Fair, 2001 : 121) คอื ภาวะผูนาํ ที่เขมแข็งของผูบริหารสถานศึกษา เปนคุณลักษณะท่สี ําคญั ของโรงเรียนทีป่ ระสบผลสาํ เรจ็ (Successful School) ดังนั้นจึงกลา วไดวา ผูบรหิ ารสถานศึกษา เปนบคุ ลากรหลักทส่ี าํ คัญของโรงเรียนและเปนผูนาํ วิชาชพี ท่ีจะตองมสี มรรถนะ ความรคู วามสามารถ คณุ ธรรม จริยธรรม ตลอดท้งั จรรยาบรรณวิชาชีพที่ดี จึงจะนาํ ไปสูการจัดการศกึ ษาและการบริหารโรงเรียนท่ดี ี (ธีระ รุญเจริญ, 2550 : 87) การพฒั นาภาวะผูนาํ ของไทยที่ผานมาเปนการนาํ ทฤษฎีในสงั คมตะวันตกมาใช ซงึ่ มบี รบิ ทและพื้นฐานทางสงั คม แตกตา งจากสงั คมไทยท่เี ปนสงั คมเกษตรกรรม มีจารีตประเพณี วัฒนธรรม ตลอดท้ังคณุ ลักษณะของคนในสงั คมไทยตรงขามกับ วิถชี วี ติ ของชาวตะวันตกโดยสิ้นเชิง การนาํ ทฤษฎีภาวะผูนาํ ตาง ๆ มาใชจงึ ไมสอดคลอ งกบั บรบิ ทนัก ขาดประสิทธิผลของ การพัฒนาภาวะผูนํามาใชในการอธิบายปรากฏการณจรงิ จากการวิจัย เพอ่ื แสดงความเชอ่ื ม่ันวา ทฤษฎีเหลา น้ันจะตองตอบ ปญหาสังคมเราอยางแทจริง เพ่ือใหเขา กับหลักการแนวคิด และทฤษฎตี า ง ๆ โดยยึดทฤษฎเี ปนท่ตี ้ังมากกวา เปนแคสงิ่ นําทาง ผลจากการศึกษาอาจนาํ มาใชป ระโยชนใ นระดบั หนง่ึ เทา นั้น เพราะการศึกษาภาวะผูนาํ ยงั ไมส ามารถตองสนองความอยากรู ของผทู ่ีศกึ ษาได หรอื ไมส ามารถตอบปญ หาท่ีอยูในบริบทของสังคมไทยได เพราะผลจากการศึกษาในลักษณะทว่ี า ยืนยัน หรือปฏิเสธทฤษฎีจากตะวันตก ซึ่งนบั เปนจุดออนในดานสังคมศาสตร เม่ือใชอธบิ ายปรากฏการณจริง Carley (1981 : 21 อางถึงใน นภาภรณ หะวานนท, เพ็ญสิริ จีระเดชากลุ และ สรุ วุฒิ ปดไธสง, 2550 : 4–18) ทฤษฎีฐานรากถือวาเปนทฤษฎีที่นักวิจยั สรางขึ้นมาจากขอมูลโดยตรง มงุ หาคําอธิบายใหแกปรากฏการณท ี่นักวิจัย เลอื กมาศึกษาเปนหลัก แมว า อาจจะใชไ ดกับปรากฏการณอ น่ื แตการนาํ ไปใชนอกบรบิ ทของสิ่งท่ีศกึ ษาก็ขึ้นอยูกบั เงอ่ื นไขวา ปรากฏการณน ั้น ๆ จะตองมีลักษณะคลายกบั ปรากฏการณทีถ่ ูกศึกษา เปนวิธีการวิจัยคุณภาพทางเลือกหน่ึงในการคนหาคาํ ตอบ ใหกับสังคม ซึ่งถูกพฒั นาข้ึนทางสาขาสังคมวิทยา โดย Gtaser and Strauss (1967 : 4–18) เพือ่ สรา งคาํ อธบิ ายเชิงทฤษฎี จากขอ มลู โดยตรง การศึกษาภาวะผูนาํ เชิงบริการ โดยการใชวธิ ีการวจิ ัยการสรางทฤษฎีฐานราก จะมีสว นชว ยใหเ กิดทฤษฎี ภาวะผูนําเชิงบริการของผบู ริหารสถานศึกษา และจะเปนแนวทางการพฒั นาผบู ริหารสถานศึกษาใหมีคณุ ภาพที่ยั่งยืน ในบรบิ ท ของสงั คมไทย วิธีการนีจ้ ะสามารถตอบสนองปญหาหลักของวิกฤตทางดานสงั คมศาสตรได (ชาย โพธิสติ าม, 2547 : 192 อา ง ถึงใน สมเกียรติ พละจิตต, 2555 : 2) การศึกษาเพอื่ สรา งทฤษฎีฐานรากภาวะผูนําเชงิ บริการของผูบริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เปนการศึกษาปรากฏการณ เพ่ือคนหาความเปนเอกัตบุคคลที่ผบู ริหารสถานศกึ ษาสรา งข้นึ เร่ิมตนจากลักษณะของภาวะผูนําเชิงบริการของผบู ริหารสถานศกึ ษา เงื่อนไขเชิงสาเหตุของการมีภาวะผูนาํ เชิงบริการ การปฏิบตั ิของภาวะผูนําเชงิ บริการ ปจจัยทสี่ ง ผลตอการปฏบิ ัติ และผลสบื เนอ่ื ง จากภาวะผนู าํ เชิงบริการของผบู ริหารสถานศึกษา ภาวะผูนําเชิงบริการของผบู รหิ ารสถานศึกษา ในการวจิ ัยคร้ังนี้แมจะเปน การศกึ ษาถึงภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษา แตจ ะตอ งศึกษาถึงบริบทและความสัมพันธตาง ๆ ภายในสถานศึกษา ซึง่ อาจเปนตวั แปรท่ีเก่ยี วขอ งกบั ประเด็นการศึกษา และปรากฏการณท ้ังหมดอาจเชื่อมโยงไปสูการคลี่คลายคาํ ตอบทช่ี ัดเจน ยงิ่ ข้ึน และภาวะผูนาํ เชงิ บรกิ ารของผบู ริหารสถานศกึ ษาข้ันพื้นฐาน ท่ผี วู ิจยั ตอ งการนําเสนอ เพอ่ื จะเปนการเปดเผยใหเห็นถึง วิถีทางอันเปนเอกลักษณท างการบริหารการศึกษาทีเ่ ปนบริบทในสังคมไทย เปนแนวทางใหมท างการบริหารซ่ึงจะเปนประโยชน ในการทาํ ใหการบรหิ ารสถานศึกษามปี ระสิทธภิ าพและประสิทธผิ ลสูงขน้ึ วตั ถปุ ระสงค เพอื่ ศึกษาและนําเสนอภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผูบ ริหารสถานศึกษาขนั้ พื้นฐาน ในดา นลักษณะภาวะผูนาํ เง่ือนไขเชิงสาเหตุ การปฏิบตั ิและปจ จยั ที่สง ผลตอภาวะผูนาํ และผลสืบเน่ืองที่เกดิ ข้ึนจากภาวะผูนาํ
108 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 กรอบแนวคดิ การวิจัยคร้งั น้ีตองการแสดงใหเห็นถงึ ภาวะผูนําเชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษา เกิดจากการสรางอัตลกั ษณ อันเปนเอกัตบุคคลของผูบรหิ ารซ่ึงมีความเฉพาะเจาะจง เปนศาสตรใหมที่เกดิ ข้ึนจากการหลอมรวมผสมผสานศาสตรท างการบริหาร ตาง ๆ เขา ดว ยกัน (Eclectic) เกดิ ข้ึนจากการปฏบิ ตั ิจริง โดยผูวิจัยใชร ะเบียบวิธวี ิจัยเชงิ คณุ ภาพในการศึกษาปรากฏการณ เพ่อื ใหไดรายละเอียดทีเ่ พียงพอที่จะตอบคาํ ถามการวิจยั ทตี่ ้ังไว นาํ ไปสูการสรา งทฤษฎีฐานราก (grounded theory) จงึ ไดกําหนดกรอบแนวคิดพื้นฐานการวจิ ัยท่ีจะนาํ ไปสูขอ สรปุ เชิงทฤษฎี ดังน้ี 1. ศึกษาลักษณะของภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน ความหมาย และองคป ระกอบ ภาวะผูนาํ เชงิ บริการ ศึกษาทัศนะ สงั เกตพฤติกรรมและกระบวนการดําเนินงาน 2. ศึกษาปจจัยเชิงสาเหตุของการสรางภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน การเกิดภาวะผูนาํ เชงิ บริการมปี จจัยท่เี ปนสาเหตุและแรงจูงใจในการสรางความเปนเอกัตบุคคล อัตลกั ษณ การคงอยูของภาวะผูนําเชงิ บริการ เหตทุ เ่ี ปนแรงขับทําใหเกิดภาวะผูนําเชงิ บรกิ ารของผบู ริหารสถานศึกษา 3. ศึกษาการปฏบิ ตั ขิ องภาวะผูนาํ เชิงบริการของผบู ริหารสถานศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน เปนหลักเฉพาะประกอบดว ย ศาสตรตาง ๆ มีลักษณะเปนประเด็นที่คนพบ การเช่ือมโยงมโนทัศน ความชัดเจนของขอคน พบท่จี ัดระบบไดอ ยางเหมาะสม 4. ศึกษาปจจัยที่สงผลตอภาวะผนู ําเชิงบริการของผูบริหารสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน ปจจัยภายใน ภายนอก ท้ังดานบวกและลบ ที่สง ผลตอยุทธศาสตรแ ตละดา น ปจจัยสนับสนุนใหป ระสบความสําเร็จ ปจจัยขัดขวางอปุ สรรคใหเ กิดขอจาํ กัด 5. ศึกษาผลท่ีสบื เน่ืองจากภาวะผูนําเชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สงผลตอ การบริหารสถานศึกษา ทีแ่ สดงใหเห็นปรากฏการณจริง และมีผลตอปจจัยอ่ืน ๆ เชน ตอบุคลากร ตอชุมชน ตอ ภาพลักษณข องโรงเรียน กลา วโดยสรปุ ไดวา การศึกษาปรากฏการณ ภาวะผูนําเชิงบริการคร้ังน้ี เปนการพยายามจะทาํ ความเขาใจ และนาํ เสนอภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผูบรหิ ารสถานศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในดา นลักษณะภาวะผูนาํ เชงิ บริการ เงื่อนไขเชิงสาเหตภุ าวะผูนาํ เชิงบรกิ าร การปฏิบัติการปฏิบัติและปจ จัยท่ีสง ผลตอ การปฏบิ ตั ิภาวะผูนําเชงิ บริการ ผลสบื เนื่องท่ีเกิดขึ้นจากภาวะผนู าํ เชิงบรกิ ารของผูบริหารสถานศึกษาขัน้ พื้นฐาน ซ่ึงสมมตฐิ าน เบือ้ งตนของผูวิจยั คือ นา จะเกิดผลในเชิงบวกมากกวา อยางไรก็ตามในทางปฏิบัตอิ าจมีการคนพบปจจัยแฝงซง่ึ เปนตวั แปร แทรกซอ น อาจทาํ ใหมองเห็นปรากฏการณแ ฝงที่อาจเกิดข้ึนจะแสดงใหเห็นภายหลังเสรจ็ ส้ินการวิจัยตอ ไป ดงั ภาพประกอบ 1 ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวจิ ัย
Journal of Roi Et Rajabhat University 109 Volume 14 No.3 September - December 2020 วิธีดําเนนิ การวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยา ง การวจิ ัยนใี้ ชระเบียบวธิ ีวิจัยเชิงคณุ ภาพเพือ่ สรา งทฤษฎีฐานราก โดยมีผใู หขอ มูลหลักประกอบดว ย ผบู ริหาร สถานศึกษา ครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผูปกครอง นักเรียน บุคคลในชุมชน ผูนิเทศ หรือผูประเมิน และคณะผูมาศึกษาดูงาน พ้ืนที่เปา หมาย คือ สถานศกึ ษาที่ผบู ริหารมภี าวะผูนําเชิงบริการชัดเจนและเปนทีย่ อมรบั ซึง่ ไดมาโดยใชเ ทคนิคสโนวบอล (snowball technique) 2. เคร่ืองมือทใ่ี ชใ นการเก็บขอมูล ผวู ิจัยเปนเครอ่ื งมือสําคัญทีส่ ุดในการวิจัย ตองเตรียมองคความรูทางทฤษฎีท่จี ะตีความทฤษฎีจากปรากฏการณ ท่ีเขา ไปศึกษา เคร่ืองมือทใี่ ชในการวจิ ัยประกอบไปดว ย แบบสัมภาษณเ ชิงลึก แบบสนทนากลุมยอย แบบวิเคราะหเอกสาร แบบสงั เกต และแบบบันทึกขอ มูลภาคสนาม เครื่องมอื ที่ใชในการวจิ ัยครัง้ นสี้ รา งขึ้นภายใตการใหคาํ แนะนาํ ของอาจารยท ่ีปรึกษา ตามวัตถุประสงค และกรอบแนวคิดในการวิจัยคร้ังนี้ มุงเนนที่ความตรงประเด็นของขอคาํ ถาม เพื่อใหไดคาํ ตอบซง่ึ เปนขอ มูลสําคัญ ท่ีจะอธบิ ายปรากฏการณทีเ่ กิดขึ้นเพอื่ เชอ่ื มโยงสูทฤษฎีตอ ไป 3. การเกบ็ รวบรวม ดําเนินการดังนี้ 3.1 การเลือกพืน้ ทเ่ี ปาหมายในการวจิ ัย เลอื กผูบริหารสถานศึกษาที่มภี าวะผูนําเชิงบริการ ท่ีมลี ักษณะตามเกณฑ การเลอื กพ้ืนท่เี ปาหมายในการวจิ ัยดงั น้ี 1) เปนสถานศึกษาทม่ี ปี ระสิทธผิ ลตามเกณฑซ ึ่งเปนทยี่ อมรบั และมีหลักฐานรับรอง เชงิ ประจักษ 2) มีผูบ ริหารซ่งึ ไดรับการยอมรบั วา มภี าวะผูนําเชงิ บริการทสี่ อดคลอ งกบั เกณฑท ี่กําหนด 3) มีผลงานเชิงประจักษ ซงึ่ ถอื วา เปนขั้นตอนทมี่ คี วามสาํ คัญในการท่ีจะไดข อมลู เชิงลึก ท่ีสอดคลอ งกบั ประเด็นทฤษฎที ี่ศึกษา และมขี อ มลู ทเี่ พียงพอ ในการอธิบายปรากฏการณที่ผวู ิจัยกําหนด 4) พ้ืนท่ีเปา หมายมีระยะทางที่ไมไกลเกินไป ซ่ึงผูวิจยั สามารถเดินทางเขา เก็บรวบรวม ขอมลู ไดส ะดวก สามารถฝง ตัวในพน้ื ท่ีไดอ ยางเหมาะสม ดําเนินการอยา งรอบคอบโดยอาศยั การเลือกเชิงทฤษฎี ใหไ ดส ถานศึกษา ทสี่ ามารถนําไปสูการอธบิ ายปรากฏการณท ่ีสอดคลองกบั ทฤษฎี ท่ีสามารถวิเคราะหข อมลู จากแหลง ตาง ๆ ไดอยา งลึกซึ้ง โดยเสรีภาพทางวชิ าการพอสมควร ปกปองผใู หขอ มลู หลักและผใู หขอมลู ในทุกระดบั ที่ต้งั โรงเรยี น ชื่อบุคคลผูใหข อ มูลหลัก ตําแหนงการทํางาน หรอื บทบาทหนาที่ สถานท่ที ่ีเกย่ี วของกับสถานศึกษาจงึ ใชชอื่ สถานศึกษา ชอื่ สถานท่ี และช่ือบุคลคล ในบางกรณี เปนนามสมมุตทิ ั้งหมด 3.2 การลงพน้ื ที่สถานศึกษาที่วิจัย 3.2.1 การเตรียมตวั กอนลงพน้ื ท่ี 1) เตรียมเครื่องมอื ท่มี คี ณุ ภาพนําไปสูการไดมาซึง่ ขอมูลท่ีสมบรู ณค รบถวน สอดคลอ งกับวัตถปุ ระสงค การวจิ ัย 2) ศึกษาระเบียบวิธีวิจัยเชงิ คณุ ภาพเพื่อสรา งทฤษฎฐี านราก ไดแก วิธกี ารสมั ภาษณ การสังเกต แบบมสี วนรว ม เกบ็ ขอมูลแบบอา งอิงปากตอ ปากตามเทคนิคสโนวบอลส (snowball technique) ศึกษาและวิเคราะหเ อกสาร วิเคราะหข อมูลเชิงคณุ ภาพ เพือ่ สรางทฤษฎีฐานราก 3) ศึกษาเทคนิควิธีการใชคําถาม ทักษะการสอ่ื สาร วิธีการบันทึกภาคสนาม ฝกวิเคราะห ขอมูลเชงิ คุณภาพ ทกั ษะและเรียนรกู ารตีความและแปลความหมายขอ มลู จากผเู ชย่ี วชาญทางการวิจัยเพอื่ สรา งทฤษฎีฐานราก 4) จัดหาวัสดุและอปุ กรณประกอบการวิจัย ไดแก เครื่องบันทึกเสียง กลอ งวีดโี อ กลอ งบันทึกภาพนงิ่ สมุดบันทึก อุปกรณใ นการเขยี น และอปุ กรณอื่น ๆ 3.2.2 การเขา สูสถานศึกษา ทาํ หนังสอื จากคณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏศรีสะเกษ ขออนุญาต และความรวมมือจากทางสถานศึกษาในการทีเ่ ขา ไปทาํ การศึกษาและเก็บขอ มลู จากผูบริหาร บุคลากรในสถานศึกษา โดยแสดงตนวา เปนผทู ่ีมีความสนใจในการศึกษาภาวะผนู าํ เชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษา 3.2.3 การสรางความกลมกลนื ในสถานศึกษา ตอ งทําใหไมร ูสึกวาผวู จิ ัยเปนคนแปลกหนา รวมกิจกรรม ตา ง ๆ อยางเปนธรรมชาติ สรา งความสัมพันธอันดีและความคุนเคยทําใหผ ใู หขอมูลเกิดความไวว างใจในผูวิจัยกอนการสัมภาษณ เก็บขอมูลระหวางผูวิจยั และผใู หขอมูลหลักในสถานศึกษาและชุมชน 3.2.4 การเกบ็ ขอมูลในสถานศกึ ษา เกบ็ ขอ มูลจากการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทีเ่ ปนกัลยาณมิตร รบั ฟง ความคิดเห็นจากผบู ริหาร ครูบคุ ลากร และผทู ่ีเกี่ยวของในชมุ ชนอยางเสมอภาคและยอมรับในทกุ ๆ ขอ มูล บันทึกขอมลู ดว ยความเท่ียงตรงชดั เจน เกบ็ รวบรวมหลักฐานที่สามารถอา งองิ ขอ มูลอยางละเอียด ศึกษาลักษณะทางกายภาพ
110 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 บรบิ ทของสถานศึกษาและชุมชน ขอความรวมมือจากครู บุคลากรซึ่งเปนคนในพื้นท่ใี นชุมชน และรูจักคนในชุมชน อยางกวางขวางมคี วามรูเก่ียวกับชุมชนและสถานศึกษาเปนอยางดี 3.3 กําหนดกลมุ ผูใหข อมูลหลักในการเก็บขอมูล 3.3.1 การเลือกผูใหขอมูล เลอื กวธิ ีการเลอื กเชิงทฤษฎี เปนวิธีท่ีไมไดมีการกําหนดลักษณะของผใู หข อมูล หลักไวลวงหนา เริ่มจากการเขาถึงปรากฏการณดวยวิธีการสัมภาษณเชิงลกึ ผูใหขอมูลหลักรายแรกซึ่งเปนบุคคลทมี่ ีสว นเกี่ยวของ กับงานบรหิ ารทีอ่ ยูในปรากฏการณ สงั เกตและบันทึกขอมลู นํามาใชในการปรบั เปลย่ี นหรอื ยืนยันขอสรปุ ท่ีไดในคร้งั แรก จากนั้นดําเนินการในการเลอื กผใู หข อ มลู หลัก เพ่ือสัมภาษณเ ชิงลึกลําดับตอ ไป โดยพิจารณาวาผทู ี่จะใหขอ มลู รายตอไปนั้น จะทาํ ใหไดขอมลู ท่ีมีความแตกตา งไปจากมติ ิ และคณุ สมบัติของมโนทศั นหรือกรอบแนวคดิ จากการสัมภาษณเ ชงิ ลึก ของผูใหข อ มลู หลักรายแรก เพ่อื เลอื กผูใหข อมูลในการสมั ภาษณเชิงลึกรายตอไป เลือกโดยคาํ นงึ ถงึ ความสัมพันธระหวา ง กลมุ มโนทัศนกรอบแนวคิดตา ง ๆ การเลอื กผใู หขอมูลหลักจะดาํ เนินการตอ ไปจนไดวเิ คราะหข อมูล แลวเกดิ ความม่ันใจวา ขอมูลตา ง ๆ ของกลมุ มโนทัศนท ่ีเกิดขึ้นอยางซํ้ากันเปนไปในแนวเดียวกัน จนเปนแบบแผนของขอมูลเชิงปรากฏการณที่แนนอน แมเ มือ่ สมั ภาษณหรือเกบ็ ขอมลู จากผูใหขอ มูลหลักรายตอ ไป ก็จะไมทําใหไดข อ มูลใหมเพิ่มขึ้นอีกหรือขอ มลู ไมแ ตกตา งไปจาก ขอมูลเดมิ แลวก็จะหยุดศึกษาขอมูลดวยวธิ ีการสัมภาษณเชงิ ลึก 3.3.2 ผูใหขอมูลหลกั คอื ผบู ริหารสถานศึกษา หัวหนากลุมงานทง้ั 4 กลุมงาน ครู บุคลากร คณะกรรมการ สถานศึกษา ผูปกครอง นักเรียน บุคคลในชมุ ชน ผูนิเทศหรือผปู ระเมิน และคณะผูมาศึกษาดงู าน เพื่อใหไดข อ มูลจากปรากฏการณ จริงครบถวนสมบูรณแ ละเช่ือถือได 3.4 กระบวนการเกบ็ รวบรวมขอมูล เก็บรวบรวมขอมูลภาคสนามเนนขอ มูลเชิงคุณภาพ ยืดหยุนและปรับเทคนิค ในระหวางดาํ เนนิ การไดอยา งเหมาะสม วิธีการเกบ็ ขอมูล ไดแก สัมภาษณ สงั เกต จัดกลุมสนทนา เก็บขอ มลู จากเอกสาร ของสถานศึกษาและเอกสารอืน่ ๆ ท่เี ก่ียวขอ ง บันทึกภาพ บันทกึ เสียงสมั ภาษณ เพือ่ ความครบถวนของคําตอบท่ีจะนําไป ถอดรหัสขอ มลู ขอมูลจากการวิจัยจะตอ งเปนปากเปนเสียงความคิดความรูสกึ จากปรากฏการณจริงท่ีกาํ ลงั ศึกษา 3.4.1 วิธกี ารท่ใี ชใ นการเกบ็ รวบรวมขอมูล เพื่อใหไดขอมูลเชิงลึกจากปรากฏการณที่ศึกษาอยางละเอียด เกยี่ วกับภาวะผูนาํ เชิงบริการของผูบรหิ าร กาํ หนดวธิ ีการเก็บรวบรวมขอ มลู ดว ยวธิ ีการสมั ภาษณเชิงลึก สงั เกตแบบมีสวนรวม จดั กลุมสนทนา และวิเคราะหเ อกสาร 3.4.2 ขน้ั ตอนการวิจัยและการเกบ็ รวมรวมขอมูล ใชวิธีการแบบปรากฏการณนิยม เปนการลงไปดภู าพ ปรากฏการณจ รงิ ท่ีเกิดขึ้นในสถานศึกษาที่ตองการศึกษา ตองวางแผนและดําเนินการอยางรอบคอบ มีข้ันตอนดังนี้ 1) นําหนังสอื จากคณะครุศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฎศรีสะเกษ ติดตอกับทางสถานศึกษาดว ยตนเอง ชี้แจงเพื่อขอความอนุเคราะหสถานศึกษา เปนพื้นท่ใี นการดาํ เนินการวิจัย 2) แนะนําตนเองวาเปนใครมาจากไหน มวี ัตถปุ ระสงคการทาํ วิจัยและยืนยันวา จะไมส งผลกระทบ ตอสถานศึกษา ผูบ รหิ ารสถานศึกษา บุคลากร นักเรียนและสมาชิกอื่นแตป ระการใด 3) กําหนดแผนการเกบ็ รวบรวมขอมูล จัดชวงเวลาท่ีเหมาะสมไมรบกวนเวลาของผูใหขอมูลทุกคน อนั เปนการละเมิดสทิ ธิเสรีภาพสว นบุคคล และอาจสงผลกระทบตอ ภารกิจอ่ืน ๆ ของผใู หขอมูล 4) เก็บรวบรวมขอมูลดว ยการสัมภาษณเชงิ ลึก สังเกต ถอดบทเรียน จัดกลุมสนทนา วิเคราะหเอกสาร เชิงบูรณาการตามสถานการณ 5) รวมกิจกรรมตา ง ๆ ของสถานศกึ ษาและชุมชนอยางสม่ําเสมอและตอเน่ืองใหไดขอ มลู บริบทที่มีความเช่ือมโยงกับปรากฏการณท ่ีกําลงั ศึกษา 6) บันทึกขอมูลดว ยเครอื่ งมือท่ผี า นการตรวจสอบอยา งละเอียดเพื่อนาํ มา วเิ คราะหตอไป 4. การวเิ คราะหขอมลู การวเิ คราะหขอมลู ในการวิจัยคร้ังน้ีมุงสังเคราะหข อมูล เพอื่ นาํ ไปสูการสรางขอสรปุ เชิงทฤษฎีโดยดาํ เนินการ ดงั ตอ ไปนี้ 4.1 ประมวลผลและวิเคราะหขอมูล ดาํ เนินการภายใตเง่ือนไข 4 ประการ (สภุ างค จันทวานชิ , 2543 : 74) ไดแก 4.1.1 การวิเคราะหขอมูลจะเร่มิ กระทาํ พรอ ม ๆ กับการเก็บรวบรวมขอ มลู 4.1.2 การวิเคราะหข อ มูลจะดาํ เนินการตอไปภายหลังการเกบ็ ขอมูลสน้ิ สุดลง จนกวาจะไดข อสรุปเชงิ ทฤษฎี ทจ่ี ากการศกึ ษาปรากฏการณอ ยา งลึกซ้ึงและสรปุ มโนทัศนท ี่ชดั เจน จนเกดิ เปนทฤษฎีของปรากฏการณทศ่ี ึกษาจึงจะถือวา งานวิจยั เสร็จสมบรู ณ 4.1.3 การวิเคราะหข อ มูลอาศัยสมมตฐิ านชั่วคราวในการวิจัยท่ีผวู ิจัยคดิ ข้ึนเอง
Journal of Roi Et Rajabhat University 111 Volume 14 No.3 September - December 2020 4.1.4 การวิเคราะหขอมลู ดาํ เนินการโดยผวู ิจัยในทกุ ๆ ข้ันตอน ดว ยความละเอียดรอบคอบ ประมวลผล การวจิ ัยและวิเคราะหข อ มลู เชงิ คณุ ภาพเปนระยะทุกคร้งั เม่ือส้ินสุดการสัมภาษณและการเก็บขอมูลดว ยวิธีการตา ง ๆ นําเคร่อื งบันทึกเสียงมาถอดขอ มูลและเขียนรายละเอียดของขอมูลออกมาทันที แลว ทําความเขาใจและวเิ คราะหขอ มูลทงั้ หมด วา แตละประเด็นส่ือถึงเร่อื งใดปรากฏการณใ ด ควรนําประเด็นใดมาพิจารณาบางโดยอาศัยความไวเชิงทฤษฎี การวิเคราะหข อมูล จะเริ่มข้ึนเมือ่ ผูวิจัยสามารถกําหนดประเภทของขอมูลได ขอ มูลอื่น ๆ ท่ีไดมาจากการเกบ็ รวบรวมขอ มลู แตละคร้ัง ก็จะสามารถ จําแนกไปตามประเภทที่กาํ หนด อันจะนําไปสูการหาขอขัดแยงที่จะตองนาํ ไปแกไขปรับปรุงประเภทและประเด็นของขอมูลตอ ไป ข้ันตอนที่ดาํ เนินการไปมาระหวา งการเกบ็ รวบรวมขอมูล และการวิเคราะหขอ มลู เรียกวา “วธิ ีการเปรียบเทียบแบบคงท่ี” 4.2 ข้ันตอนการวิเคราะหขอมูล เร่ิมจากการแบงประเด็นที่เกี่ยวของกันออกเปนหนวยยอย ๆ หรือเปนหมวดหมู ดว ยกระบวนการกาํ หนดมโนทัศน กระบวนการท่ีผวู จิ ัยเปนผดู ําเนินการ ไดแก 4.2.1 การเปดรหัสของขอ มูล นาํ ขอมูลมาวิเคราะหอ ยา งละเอียด เพื่อหาความสอดคลองท่ีจะสะทอ นถึง ประเภทหรือแกนของขอ มูลน้ัน 4.2.2 การหาแกนของรหัสขอมูล วิเคราะหถึงความสมั พันธร ะหวางประเภทของขอ มูลท่เี ปนหนวยใหญ และหนวยยอยโดยเนนไปท่เี ง่อื นไขหรอื ปรากฏการณซึ่งมบี รบิ ทที่เกย่ี วขอ ง กลยุทธท ่ีใชในการดําเนินการ ผลลัพธที่เกิดจาก การดาํ เนินการนัน้ รวมถึงการจัดประเภทและการหาความสมั พันธข องขอ มูล หรอื ปรากฏการณท ี่เก่ียวของเพ่อื สรุปเปนมโนทัศน 4.2.3 การเลอื กรหสั ของขอ มูล นําประเภทและความสัมพันธของขอมลู มารวมกันสรางเปน “บท” อธิบายวา “เกิดอะไรขึ้น” ในปรากฏการณทําการวิจัย 4.2.4 พัฒนาทฤษฎี เพือ่ อธบิ ายปรากฏการณที่ศึกษา ทฤษฎีท่ีเกิดขึ้นจะบง บอกถึงลักษณะของปรากฏการณ และอธิบายวาเง่อื นไขตาง ๆ นาํ ไปสูพฤติกรรมหรือการกระทําตา ง ๆ ไดอ ยา งไร นาํ ไปสพู ฤติกรรมอ่ืน ๆ ไดอ ยา งไร เรียงเหตุการณ ผลลพั ธ คอื ทฤษฎีที่มาจากปรากฏการณ 4.3 การสังเคราะหเพอ่ื สรางขอสรุปเชงิ ทฤษฎี ดําเนินการดงั น้ี 4.3.1 จดั กระทาํ ขอมูลดบิ 4.3.2 วิเคราะหและตีความหมายของขอมูล 4.3.3 จัดหมวดหมูของขอมูลอยางเปน ระบบ ใหสามารถตีความหมายของขอมูลไดเ ปนหมวดหมู โดยการ จดั เรียงขอ มลู จาํ แนก และจัดกลุมขอ มลู ตามคณุ สมบัตขิ องมโนทัศนท่ีกําหนดรหัสขอมูลไว นาํ ขอมูลทผ่ี านการกล่ันกรองแลว มาจัดหมวดหมูของขอ มูล ตีความหมายของขอ มลู สรางเปนมโนทัศน และสังเคราะหเปนขอสรปุ เชิงทฤษฎี 4.3.4 แปลความหมายขอมูล นําขอมลู ท้ังหมดท่ีจดั หมวดหมูแลว มาแปลความหมายขอมลู และเขียน คําอธบิ ายเก่ียวกบั เง่อื นไข บรบิ ท ความสัมพนั ธและกระบวนการ อาศัยความไวเชงิ ทฤษฎี จากประสบการณ แนวคิด ทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ งกับภาวะผูนําเชิงบริการ 4.3.5 สังเคราะหเพ่อื สรา งมโนทศั นทางทฤษฎีอาศัยการตีความ เชอื่ มโยงขอมลู กับแนวคดิ ทฤษฎี กาํ หนด ขอเสนอและสรา งทฤษฎีฐานราก สรปุ ผล จากการศึกษาปรากฏการณเพื่อสรา งทฤษฎีฐานราก “ภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน” โดยวิธีเลือกตัวอยางเชิงทฤษฎี ซง่ึ มหี ลักการทสี่ ําคญั คือ เปนพ้ืนที่ซึ่งทม่ี ีผบู รหิ ารที่มภี าวะผูนําเชิงบริการเปนเอกลักษณ สามารถสรางเปนภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เห็นไดจากภาพลกั ษณท ปี่ รากฏตอ สงั คม อยา งกวา งขวาง ผูวิจัยนาํ เสนอขอ มลู ตามประเด็นตอไปนี้ 1. ลกั ษณะภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษา ประกอบดว ย ความหมายและองคป ระกอบ 1.1 ความหมาย “ภาวะผนู ําเชงิ บริการ หมายถึง ชวยเหลอื ใหบ รกิ าร มีคณุ ธรรมจริยธรรมเปนกัลยาณมิตร เสียสละ มีจิตอาสา” 1.2 องคประกอบของภาวะผูนําเชิงบริการของผูบริหารสถานศกึ ษา จากการศึกษาปรากฏการณเ พือ่ สรางทฤษฎี ฐานราก “ภาวะผูนําเชิงบริการของผบู ริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน” และสรา งเปนทฤษฎีพบวา มี 6 องคประกอบหลกั และ 17 องคประกอบยอยดงั น้ี องคป ระกอบหลกั ที่ 1 มวี ิสัยทัศน (Vision) มี 2 องคประกอบยอ ย 1.1) การมองการณไ กล (Farsighted) 1.2) การมีโนทัศน (Conceptualization) องคป ระกอบหลักท่ี 2 เรงรัดพัฒนา (Accelerate Development)
112 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 มี 2 องคป ระกอบยอ ย 2.1) มุงม่ันพฒั นาคน (Commitment to the growth of people) 2.2) สรา งชมุ ชน (Community Building) องคป ระกอบหลักท่ี 3 จติ สาธารณะและบริการ (Public mind and Service) มี 2 องคป ระกอบยอย 3.1) การมีจิตสาธารณะ (Public mind) 3.2) การใหบริการ(Service mind) องคประกอบหลักท่ี 4 ประสานใจเปนหน่ึง (Coordinate one's heart) มี 4 องคประกอบยอย 4.1) การตระหนักรู (Awareness) 4.2) การสรา งขวัญและกําลังใจ (Morale) 4.3) การโนมนาวจิตใจ (Persuasion) 4.4) การสรา งความรว มมอื ในการทํางาน (Cooperation) องคป ระกอบหลักท่ี 5 พงึ ระวงั เฝา ปกปองและรักษา (Coordinate one' s heart) มี 5 องคประกอบยอย 5.1) การรับฟงอยางต้ังใจ (Listening) 5.2) กระตุนและใหก าํ ลังใจ (Motivation) 5.3) คมุ ครองและรักษา (Protection) 5.4) เห็นอกเห็นใจ (Sympathize) 5.5) นอ มนําศาสตรพระราชาสสู ถานศึกษา (The wisdom of the Monarch) องคประกอบหลักที่ 6 รูคณุ คาส่ือเทคโนโลยี (Media and Technology Values) มี 2 องคป ระกอบยอย 6.1) ใชเทคโนโลยีทางการบริหาร (Use Management Technology) 6.2) รูเทา ทันสื่อ (Media literacy : MID) 2. เง่อื นไขเชิงสาเหตภุ าวะผูนาํ เชิงบริการของผูบ รหิ ารสถานศึกษา ปรากฏการณท่ีเกิดข้ึนมีการเชอื่ มโยงกันเปน เงื่อนไขเชิงสาเหตุท่ที ําใหเ กิดภาวะผูน ําเชิงบริการ ดังน้ี 2.1 ความเปนเอกัตบุคคลของผูบริหารสถานศึกษา ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงความเปนตัวตนที่แทจ รงิ ปรากฏการณเอกตั บุคคล คือ “เปนผูบริหารที่มีภาวะผูน ําเชงิ บริการ” 2.2 อตั ลักษณของภาวะผูนาํ เชิงบริการของผูบรหิ ารสถานศึกษา ภาพลักษณท ี่แสดงออกตัวตนของ บริหารสถานศึกษาท่ีเปนรปู ธรรมชดั เจน คือ“นอ มนาํ ศาสตรพระราชา พัฒนาทมี งาน มุงมั่นบรกิ าร ประสานใจสรา งชุมชน พัฒนาคนคณุ ภาพสูความเปนเลิศ” 2.3 ความคงอยูข องภาวะผูนาํ เชิงบริการของผบู ริหารสถานศกึ ษาข้ันพื้นฐาน ปจจัยทส่ี งผลตอความคงอยู ของภาวะผูนําเชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษา ประกอบดวย 4 ปจ จัย 2.3.1) ปจ จัยดานตัวบุคคล คือ เอกัตบุคคล และ อัตลักษณใ นการทาํ งานใหเกิดความสําเรจ็ สูงสุด 2.3.2) ปจจยั ดานบทบาทและหนา ที่ พันธกิจ และการบรหิ ารงานตามนโยบาย 2.3.3) ปจ จยั ดานสถานศึกษา โครงสรางและวัฒนธรรมองคกร สภาพแวดลอ ม สมั พันธภาพครู นักเรยี น ชุมชน 2.3.4) ปจจัย ดา นครูและบุคลากรในสถานศกึ ษา ความมุงม่ัน มีสว นรว มและเขาใจกันของบุคลากร 3. การปฏบิ ัติภาวะผูนาํ เชิงบริการของผบู รหิ ารสถานศึกษา ภาวะผนู ําเชงิ บริการของผบู ริหารสถานศึกษา เปนการปฏิบตั ิทางการบริหาร มีการปฏบิ ัตติ ามขั้นตอนดังนี้ 1) กาํ หนดวิสัยทัศน (Vision) 2) พัฒนากลยทุ ธ (Developing strategies) 3) เรง รุดปฏิบัติงาน (Accelerating operations) 4) ประสานสัมพันธ (Cooperation) 5) มุงม่ันสรางเครอื ขาย (Focusing on network building) 6) กระจายการประเมิน (Distributing evaluation) จากปรากฏการณป ฏิบตั ิภาวะผนู าํ เชิงบริการ สรุปการปฏบิ ัตภิ าวะผูนําบริการมีแนวทางสรุป ดงั ภาพประกอบ 2
Journal of Roi Et Rajabhat University 113 Volume 14 No.3 September - December 2020 ภาพประกอบ 2 ปรากฏการณป ฏบิ ัตภิ าวะผูนาํ เชงิ บริการ 4. ปจ จัยท่ีสงผลตอการปฏบิ ัตขิ องภาวะผูนําเชิงบริการของผบู ริหารสถานศึกษา ปจจยั คือ เหตอุ ันเปนทางใหเกิดผล ซึ่งอาจจะเกดิ ผลในทางบวกหรือทางลบข้ึนอยูกบั สิ่งนั้นวา เมอ่ื ปฏิบัตไิ ปแลว จะสง ผลอยา งไร ประกอบดว ย ปจ จัยเชงิ บวกที่สงผลตอ การปฏิบัตขิ องภาวะผูนาํ เชงิ บริการ 1. ปจจัยดานคุณลักษณะของผบู รหิ ารสถานศึกษา คุณลักษณะของผบู ริหารสถานศึกษา เปนพฤติกรรม การแสดงบทบาททางการบริหารสถานศึกษา ซ่ึงกลาวคือคุณลักษณะท่ีเปนปจ จัยพื้นฐานที่เกดิ ขึ้นกบั ตัวบุคคลสง ผลเชิงบวก ตอการปฏบิ ตั ิภาวะผูนําเชงิ บริการ ดานคุณลักษณะไดด ังนี้ 1) มีคณุ ธรรมจริยธรรม 2) มีจิตสาธารณะ 3) มีมนุษยสัมพันธ 2. ปจจัยดา นกระบวนการ เปนกิจกรรมตา ง ๆ ทบี่ ุคคลหลายคนรวมกันดําเนินการ เพือ่ พฒั นาสมาชิก ของสังคมในทกุ ๆ ดา น ประกอบดว ย 1) นอมนําศาสตรพ ระราชาสสู ถานศกึ ษา 2) การบรหิ ารงานแบบมสี วนรวม 3) การบรหิ ารแบบโดยใชโรงเรยี นเปนฐาน (SBM) 4) การใหบ รกิ าร 3. ปจ จัยดา นการสรางทีมงานคณุ ภาพ ความรว มมอื รวมใจของบุคคล เพื่อที่จะบรรลเุ ปา หมายรวมกัน ผลักดันใหการทํางานบรรลุเปาหมายสูงสุด โดยปจจัยท่สี นบั สนุนใหท ีมงานมีคุณภาพ ซ่งึ มลี ักษณะดังนี้ 1) การเปนแบบอยา งที่ดี 2) การสรางความรวมมอื รว มใจในการทาํ งาน 3) การสรางขวัญและกําลังใจ 4) การปกปอ งและรักษา 4. ปจจัยดานการนาํ สถานศึกษาสูความเปนเลิศ มลี ักษณะ 1) มวี ิสยั ทศั น 2) ส่ือและเทคโนโลยี 3) การพัฒนาคน 4) การสรา งชุมชน ปจจัยเชงิ ลบที่สงผลตอการปฏบิ ัติของภาวะผูนําเชงิ บริการ ประกอบดวย 1) ความออ นแอของทีมงาน 2) งบประมาณไมเพียงพอ 3) นโยบายการศกึ ษาไมช ดั เจน 5. ผลสืบเนือ่ งจากภาวะผูนาํ เชิงบริการของผบู ริหารสถานศึกษา สามารถจําแนกประเด็นไดดังนี้ 1) ผลทเี่ กิดขึ้น ตอตวั ผบู ริหารสถานศกึ ษา เกิดความภาคภมู ใิ จในตนเอง ความสาํ เร็จไดชือ่ เสียงเกียรตยิ ศ ความเปนผูบรหิ ารมืออาชพี 2) ผลทเี่ กิดข้ึนตอนักเรียนและคุณภาพนักเรียน นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดี มที ักษะอาชีพ รเู ทาทันสื่อ มที ักษะชีวิต ตามวัตถปุ ระสงคการศึกษาชาตแิ ละเปา หมายการศึกษาของสถานศึกษา และสถานศึกษามคี ุณภาพสามารถตอบสนองนโยบาย การศกึ ษาอยา งชัดเจน 3) ผลที่เกิดขึน้ ตอการรบั รูและการยอมรบั ของสังคม สถานศึกษามีชื่อเสียงชุมชนมสี วนรวมรักและภาคภมู ใิ จ
114 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 อภิปรายผล จากผลการวิจัยเปนปรากฏการณทผี่ วู ิจยั เลือกศึกษาโดยวิธีเลอื กตวั อยา งเชงิ ทฤษฎี โดยมหี ลักการท่ีสําคญั คือ เปนพ้ืนท่ีซง่ึ มผี บู ริหารท่มี ภี าวะผูนําเชงิ บริการ เปนเอกลักษณท ีส่ ามารถสรา งเปนภาวะผูน าํ เชงิ บรกิ ารของผูบริหารสถานศึกษา ข้นั พ้ืนฐานได เปนพื้นท่ีซ่งึ ผูบริหารใชความเปนผูนําในการขับเคลื่อนภารกิจของโรงเรียน ไปสูความมีประสทิ ธผิ ลเปนทปี่ ระจักษ อยางชัดเจนในบรบิ ทของสังคมไทย ซึง่ อาจมีความแตกตา งไปจากผลการวิจัย หลักการหรอื ทฤษฎอี ื่น ๆ ซึ่งเปนขอ คนพบ ของผวู ิจัยในการสรางเปนทฤษฎี 1. ลักษณะภาวะผูนําเชิงบรกิ ารของผบู ริหารสถานศึกษา เปนปรากฏการณจากทรรศนะของผบู ริหารสถานศึกษา และผทู ม่ี ีสวนเก่ียวของทีใ่ หคําจาํ กัดความคําวา “ภาวะผูนาํ เชิงบริการของผบู ริหารสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน” ไดขอ มูลจากการศึกษา เอกสารทเี่ ก่ียวของกบั ภาวะผูนาํ เชงิ บรกิ าร การสัมภาษณเ ชงิ ลึก รวมถงึ การสังเกตพฤติกรรมการบริหารและบริบทของการขับเคลอ่ื น ภารกิจของสถานศึกษา โดยผวู ิจัยไดว ิเคราะหความสอดคลอ งของบทสมั ภาษณและพฤตกิ ารณเชงิ ประจักษเพื่อใหไดข อ มลู อนั นาํ มาสูการสรปุ เปนความหมายและองคป ระกอบของภาวะผูนําเชิงบริการของผูบ ริหารสถานศึกษาในการวิจัยนี้ 2. เง่อื นไขเชงิ สาเหตภุ าวะผนู าํ เชิงบริการ เปนการคนหาเงอ่ื นไขเชิงสาเหตุของภาวะผูนําเชิงบริการของผูบริหาร สถานศึกษา มงุ ประเด็นไปท่ีสาเหตุท่ที ําใหเกิดภาวะผูนําเชิงบริการของผบู รหิ ารสถานศึกษา ตงั้ แตข อมลู พื้นฐานของผูอํานวยการ สถานศึกษา เจตคติ การสรา งเอกัตบคุ คลและอัตลักษณในการบรหิ าร รวมถึงครู บุคลากรฝายตา ง ๆ นักเรยี น ผูป กครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน และชุมชน ซ่งึ เปน ผูท ่ีมีสวนเก่ียวขอ งในภารกิจของสถานศึกษา ความเปนเอกัตบคุ คล และอัตลักษณของภาวะผูนาํ เชิงบริการ ผวู ิจัยมงุ นําเสนอการรักษาระดับการปฏิบตั งิ านทางภาวะผูนําเชิงบริการ ศึกษาจาก องคป ระกอบ คือ ปจจยั ดา นตัวบุคคล ปจจัยดา นบทบาทและหนาที่ ปจ จัยดา นสถานศกึ ษา ปจ จัยดานครู และบคุ ลากร ในสถานศึกษา แลว สรปุ เง่อื นไขเชิงสาเหตุของการเกิดภาวะผูนําเชิงบริการ ของผูบริหารสถานศึกษา ความคงอยูของภาวะผูนํา เชิงบริการของผูบรหิ ารสถาน จากการวิจัยคน พบปรากฏการณดงั กลาว ซ่ึงสอดคลอ งกับทฤษฎีของ Adler (1994 : 287–294) คอื ความแตกตางระหวา งบุคคล และยังช้ีใหเห็นวามีปจจัยบางประการทมี่ ีอิทธิพลตอความเปนเอกัตบคุ คล ไดแก พันธุกรรม เชาวนป ญญา และส่งิ แวดลอม ถอื วา ความเปนเอกัตบคุ คล คอื ปจ จัยสาํ คัญที่ทาํ ใหเ กิดการสรา งภาวะผนู าํ เชิงบริการ ของผบู ริหารสถานศกึ ษาอันแสดงถึงความชาญฉลาดทางการบริหาร 3. การปฏิบตั ภิ าวะผนู าํ เชิงบริการของผูบรหิ ารสถานศึกษา เปนปรากฏการณท พี่ บจากการเกบ็ รวบรวมขอ มูล ในการวิจยั ท่ีแสดงถงึ การปฏบิ ตั ิท่ีชใ้ี หเห็นถึงการมีภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผูบริหารสถานศึกษา มีลักษณะเปนการปฏิบตั ิ ทหี่ ลอมรวมศาสตรทางการบริหารไปสูการปฏิบัติ ภายใตบรบิ ทของสถานศกึ ษา และความเปนเอกัตบุคคลแสดงถึงลาํ ดบั ขั้นตอน การปฏิบตั ติ น ตลอดทงั้ เปนกลวธิ ีหรือการปฏบิ ัติของผูนํา ท่ีจะขบั เคล่อื นองคการไปสเู ปา หมายหรอื ความสาํ เร็จในภารกิจ โดยจะตอ งมีการใชกระบวนการ วิธีการ และเทคนคิ ตาง ๆ ดว ยความชาญฉลาดของผูนํา ซึ่งการปฏบิ ัติของภาวะผนู ําเชงิ บริการ ของผบู ริหารสถานศกึ ษานั้น เก่ียวของทัง้ ในสว นของหลักการบรหิ ารทฤษฎีการบริหาร จิตวิทยา ปรัชญาทางการบริหาร ผนวกเขากับความเปนเอกตั บุคลของผบู ริหาร ซึง่ หลอมรวมออกมาเปนประเด็นการปฏิบัติของภาวะผูนาํ เชิงบริการของผบู รหิ าร สถานศึกษา อันเปนอัตลักษณเ ฉพาะ (Alan, 1982 : 48) ซง่ึ มีลาํ ดับขั้นตอนท่ปี รากฏคอื 1) กาํ หนดวิสัยทัศน (Vision) 2) พฒั นากลยุทธ (Developing strategies) 3) เรง รุดปฏิบัติงาน (Accelerating operations) 4) ประสานสัมพันธ (Cooperation) 5) มงุ มน่ั สรางเครือขา ย (Focusing on network building) โดยมี 6) กระจายการประเมิน (Distributing evaluation) ทาํ หนาท่ีตดิ ตามและตรวจสอบ ความกาวหนา ปญ หา อุปสรรค ตลอดจนความสําเรจ็ และความลม เหลว โดยมีเหตุปจ จัย เชงิ บวก คือ คุณลักษณะของผูบริหารสถานศกึ ษา กระบวนการ การสรา งทีมงานคุณภาพ และการนําสถานศึกษาสูความเปนเลิศ ปจ จัยเชงิ ลบที่เปนตัวแปรอาจสงผลถงึ ความมีพลวตั ร กระทบในการปฏิบตั ิของภาวะผูนําเชิงบริการของผูบริหารสถานศึกษา ประกอบดวย 1) ความออ นแอของทมี งาน 2) งบประมาณไมเ พียงพอ 3) นโยบายการศึกษาไมช ัดเจน 4. ผลที่สบื เน่ืองจากปฏิบัตภิ าวะผูนําเชิงบริการของผูบริหารสถานศกึ ษา การปฏิบัตขิ องภาวะผนู ําเชงิ บริการ ของผูบริหารสถานศกึ ษา ยอ มกอใหเ กดิ ประสิทธิผลของการบริหารงานโรงเรยี น Hoy and Miskel (1991 : 67) ไดรวบรวม ความคดิ ของนักการศกึ ษา ผูกาํ หนดนโยบายและผใู หการสนับสนุนโรงเรียน สวนใหญจะมองประสิทธิผลโรงเรียนในสว นของ ภารกจิ ท่ีตรวจสอบได คอื ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน อัตราการออกของนักเรยี น ความพึงพอใจของครู และขวัญของบุคลากร Hoy and Furguson (1985 : 89) ใหแนวคิดวาประสทิ ธิผลโรงเรียนอาจพิจารณาจากผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นสงู จัดสรร ทรพั ยากรอยางมปี ระสิทธิภาพ การปรบั เปล่ียนส่ิงแวดลอมท่ีมากระทบทงั้ ภายในและภายนอกของบุคคล และสามารถสรา ง ความพึงพอใจใหก ับครู ซ่ึงสอดคลอ งกับ Hoy and Miskel (2001 : 149) ประสิทธิผลโรงเรียนพิจารณาผลลพั ธของการปฏิบัติงาน
Journal of Roi Et Rajabhat University 115 Volume 14 No.3 September - December 2020 ในโรงเรียน ความสามารถในการผลิตท่ีเปนปริมาณและคณุ ภาพของผลผลิต ประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรบั ตวั และความสามารถในการยืดหยุน สายสุดา กิจประยูร (2544 : 78) พจิ ารณาประสทิ ธิผลโรงเรียน จากความพึงพอใจในการ ทํางานของครู บรรยากาศในโรงเรียน และผลสัมฤทธ์ิของนักเรียน ซ่ึงผลท่ีสบื เนื่องน้ันปรากฏเปนผลเชิงบวกท่ีมคี ณุ คา และประโยชนตอการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอยา งยิ่ง สามารถจําแนกออกเปนประเด็น ดังน้ี 1) ผลท่ีเกิดขึ้นตอตวั ผูบริหาร สถานศึกษา ผลโดยตรงท่ีเกดิ ขึ้นกับตวั ผบู ริหารสถานศึกษาจากปรากฏการณท ่ีแสดงความเปนเอกัตบุคคล ดวยการสรางอัตลักษณ ท่ีเปนแบบฉบบั ของตวั ผูบริหาร และเปนท่ียอมรบั วา เปนแบบอยา งทดี่ ี 2) ผลท่เี กิดขึ้นตอ นักเรยี นและคุณภาพการศึกษา ผลที่เกดิ ข้ึนตามเปาหมายการจดั การศึกษา และเปนผลพลอยไดจากการใชภ าวะผูนาํ เชงิ บริการของผูบริหารสถานศึกษา เพราะเมือ่ ผบู ริหารสถานศึกษามีความโดดเดนทางการบรหิ าร จะสงผลตอ ความโดดเดนของคณุ ภาพการจัดการศึกษา ของสถานศึกษาดวย 3) ผลที่เกิดข้ึนตอ การรบั รแู ละการยอมรับของสังคม เปนผลสืบเน่ืองอันแสดงใหเห็นถึงภาพลักษณ ท่ีปรากฏตอสายตาชุมชน บุคคลท่ีเก่ยี วของ และหนว ยงานอื่น เกิดจากการตอบสนองความคาดหวังของชุมชน การสราง ชอ่ื เสยี งใหเ ปนทย่ี อมรับอยางกวา งขวางในระดับตาง ๆ การปฏบิ ตั ขิ องภาวะผูนําเชิงบริการของผูบรหิ ารสถานศึกษา ยอ มกอใหเกดิ ประสทิ ธิผลของการบรหิ ารงานโรงเรยี น ขอ เสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําไปใช 1.1 สถานศึกษาควรกําหนดเปาหมายพัฒนาภาวะผูนําเชิงบริการของครูและบุคลากรทางการศึกษา 1.2 ควรศกึ ษาและพัฒนารปู แบบภาวะผูนําเชิงบริการในการบริหารสถานศกึ ษาจากทฤษฎีฐานรากที่สรางขึ้น 1.3 กําหนดนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลการบริหารงานบคุ คลดวยภาวะผูนาํ เชงิ บริการจากทฤษฎี ฐานรากที่สรา งข้ึน 1.4 ดาํ เนินนเิ ทศตดิ ตามงานและการประเมนิ ผลของการปฏิบตั ภิ าวะผนู ําเชิงบริการของผบู รหิ ารสถานศึกษา จากทฤษฎีฐานรากที่สรา งขึ้น ในการขบั เคล่ือนทุกภารกิจ เพือ่ ปรับปรงุ และพัฒนางานใหมีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ขึ้น 2. ขอเสนอแนะในการทาํ วิจัยครั้งตอไป 2.1 ศึกษาแตละประเด็นการปฏิบัตภิ าวะผูนาํ เชิงบริการของผบู รหิ ารสถานศึกษา วิธีการหรอื กระบวนการปฏิบตั ิ ในประเด็นตา ง ๆ เชิงรปู ธรรมท่อี างอิงบรบิ ทสงั คมไทยสามารถพฒั นาเปน ตัวแบบ 2.2 วิจัยเพ่อื สรางทฤษฎีฐานราก ผวู ิจัยเปนเครื่องมือสาํ คญั ท่สี ุด ตองเตรยี มความพรอ มในดานองคความรู ทางทฤษฎีทีจ่ ะตคี วามทฤษฎีจากปรากฏการณ ที่มีความชํานาญในการใชเคร่ืองมือวิจัย การจดั กระทําขอ มูล การวิเคราะห เพอื่ สรปุ ทฤษฎี วิจัยอยางละเอียดรอบคอบ ลดความคลาดเคลื่อนของขอมูล 2.3 การวิจยั คร้งั ตอไปควรมกี ารศึกษาภาวะผูนาํ เชงิ บริการของผูบริหารสถานศึกษาอื่น ๆ เทียบเคยี งการปฏิบัติ ทางการบริหาร ในภารกิจการขับเคล่ือนการศกึ ษาท่ีมลี กั ษณะคลา ยคลึงกัน สามารถหยิบยกเอาภาวะผูนาํ เชิงบรกิ ารของผบู รหิ าร สถานศึกษาท่ีตางสถานศึกษามาประยุกตใ ชและเปนแนวทางในการพฒั นาภาวะผูนําเชงิ บริการของผูบริหารสถานศึกษา อันจะนาํ ไปสูการบริหารที่มีคณุ ภาพตอ ไป เอกสารอา งอิง ธีระ รุญเจริญ. (2550). ความเปน มอื อาชพี ในการจัดและบรหิ ารการศึกษาปฏริ ูปการศึกษา. กรงุ เทพฯ: ขา วฟาง. นภาภรณ หะวานนท, เพ็ญสิริ จีระเดชากุล และสุรวฒุ ิ ปดไธสง. (2550). ทฤษฎีฐานรากในเรอ่ื งความเขมแข็งของชมุ ชน. กรงุ เทพฯ: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). บณั ฑติ แทนพิทักษ. (2540). ความสมั พันธระหวา งภาวะผูนํา อํานาจ ความศรทั รา และความพึงพอใจในงานของครูโรงเรียน มธั ยมศึกษา. ดุษฎีนิพนธ การศึกษาดุษฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา. นครนายก: มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ. สมเกียรติ พละจิตต. (2552). สภาพและปญหาการดําเนนิ งานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษายโสธ เขต 1. วิทยานิพนธ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารการศึกษา. สกลนคร: มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร.
116 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 สายสดุ า กิจประยูร. (2544). การศึกษาการบรหิ ารการจดั การศกึ ษาและประสิทธิผลของโรงเรียนคาทอลิกในสังกัดสังฆมณฑล ราชบรุ .ี วทิ ยานิพนธ การศึกษามหาบณั ฑิต สาขาวชิ าบริหารการศึกษา. นครนายก: มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สุภางค จันทวานิช. (2543). วธิ วี จิ ัยคณุ ภาพ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย. Adler, M. A. (1994). Gender difference in job autonomy : The consequences of occupational segregation and authority. Sociological Quartery, 34(3), 449. Alan B. K. (1982). Leadership Strategies for meeting new challenges. San Francisco: Jossey-Bass. Daft, R. L. (2005). The Leadership Experience (3rd ed.). Ohio: Thomson. Fair, R. W. (2001). A Study of New Jersey Public School Superintendents'. Perceptions Regarding The Behavioral Characteristics of Effective Elementary. School Principals. New Jersey: Seton Hall University. Greenleaf, R. K. (1977). Servant leadership. Mahwah, New Jersse: Paulist Press. Gtaser, B. C., & Strauss, A. L. (1967). The discovery of grounded theory. Chicago: Aldine. Hoy, W. K. and Miskel C. G. (1991). Educational Administration : Theory Research and Practice (4 thed.). New York: Harper Collins. Hoy, Wayne K. and Miskel, C. G. (2001). Educational Administration: Theory Research and Practice (6th ed.). New York: Random House. Hoy, W. K. and Furguson, J. (1985). Theoretical Framework and Exploration Organization Effectiveness of Schools. Educational Administration Quarterly, 21(2), 145-160. Yukl, G. (2002). Leadership in Organizations. Prentice Hall: Upper Saddle River.
Journal of Roi Et Rajabhat University 117 Volume 14 No.3 September - December 2020 การกาํ หนดคําบังคบั ในคดปี กครอง Prescription of Decrees in Administrative Cases สรุ ยิ า ปญญจิตร1 และ พชั รวรรณ นชุ ประยูร2 Received : 2 มี.ค. 2563 Suriya Panyajitr1 and Bajrawan Nuchprayool2 Revised : 7 เม.ย. 2563 Accepted : 7 เม.ย. 2563 บทคดั ยอ งานวิจัยน้ีเปน การคนควา วิจัยเอกสาร (Documentary Research) ในประเด็นปญ หาเก่ียวกบั การกาํ หนดคาํ บังคบั ในคดปี กครอง โดยมีวตั ถุประสงคเพื่อศึกษาหลักการและแนวความคิดพ้ืนฐานเก่ียวกับวิธีพจิ ารณาคดีปกครองและการกําหนด คําบังคับในคดีปกครองไทย รวมท้ังประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี เพื่อเสนอแนวทางในการกําหนดคําบังคับในคดปี กครอง ที่เหมาะสม ศาลปกครองมอี าํ นาจกาํ หนดคําบังคับตามขอบเขตดานเนอ้ื หาและระยะเวลาตามมาตรา 72 แหงพระราชบญั ญัติ จดั ต้งั ศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 ทําใหศ าลไมส ามารถกาํ หนดเน้อื หาในลักษณะอื่นไดจนกลายเปน ขอ จํากัดอํานาจของศาล และขอบเขตดานระยะเวลาไมไดกําหนดเกณฑส าํ หรบั การใชด ุลพินิจท่เี หมาะสม สงผลใหหลายกรณี การกาํ หนดคาํ บังคับของศาลเปนตนเหตใุ หฝา ยปกครองไมส ามารถปฏิบัติใหเปนไปตามคาํ บงั คบั ได จากการศึกษาวิจัย ไดเสนอแนวทางการแกไข ดังนี้ ประการแรก แกไขเพิ่มเติมมาตรา 72 แหงพระราชบัญญัติ จดั ตงั้ ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 ใหศ าลปกครองมีขอบเขตดานเนื้อหาในการกาํ หนดคําบังคบั เพมิ่ ขึ้น ในลกั ษณะท่ีเปนคุณแกผ ฟู องคดีได และใหมีเกณฑการกําหนดผลในขอบเขตดานระยะเวลาการเพิกถอนยอ นหลงั เฉพาะกรณี การฝาฝนตอกฎหมายอยา งรา ยแรงเทา น้ัน โดยตอ งดลุ ยภาพระหวา งความเชื่อโดยสุจริตของบุคคลกับประโยชนส าธารณะ เปนสาํ คัญ ประการท่ีสอง ใหม ีการจัดตง้ั คณะกรรมการวินิจฉัยขอพิพาทเกี่ยวกบั การปฏบิ ตั ิใหสอดคลองกบั ผลของคําพพิ ากษา เพื่อทําหนา ที่วินิจฉัยช้ีขาดปญหากรณไี มส ามารถปฏิบตั ติ ามคาํ บงั คบั ในคําพพิ ากษาของศาลปกครอง คําสาํ คญั : คาํ บังคับ, คาํ พพิ ากษา, คดปี กครอง Abstract This documentary research is a study of problems concerning the determination of the decree in administrative cases. The objective of this research is to study the principles and basic concepts regarding administrative case procedure and the determination of the decrees in Thai administrative cases, as well as the concept of specifying the decree in administrative cases in France and Germany, so that to propose the guideline for specifying the proper decree in administrative cases. The Administrative Courts have the power to specify the decree under the scope of Section 72 of Act on Establishment of Administrative Courts and Administrative Court Procedures B.E. 2542 (1999), which prescribes both the scope of the content and the scope of the period in order to be the criteria for the Administrative Courts to consider when specifying the decree in accordance to each category of the plaint. The scope of the content has only one content and cannot be determined in other ways; as a result, it becomes the limitation of power of the court. However, the scope of the period does not set criteria for the appropriate exercise of the discretion; in consequence, in many cases, the decrees specified by the Administrative Courts are unable to comply therewith. 1 นักศกึ ษาปริญญาเอก คณะนิตศิ าสตร สถาบันบณั ฑิตพัฒนบริหารศาสตร อีเมล: [email protected] 2 ผูช วยศาสตราจารยประจําคณะนติ ศิ าสตร สถาบันบณั ฑิตพัฒนบริหารศาสตร 1 Doctoral Student Faculty of Law, National Institute of Development Administration, Email: [email protected] 2 Assistant Professor, Faculty of Law, National Institute of Development Administration
วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอ ยเอ็ด 118 118 ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 According to the study, it appears two solutions of such problems. Firstly, there should be the amendment to Section 72 of Act on Establishment of Administrative Courts and Administrative Court Procedures B.E. 2542 (1999) by providing the Administrative Courts to have further the scope of the content of the decree. It should not limit the content thereof not only the revocation, the performance, or omission of an act but also allowing the Court to specify the decree ordering the administrative agency to perform in the manner favorable to the plaintiff. Moreover, there should be the criteria for determining the results regarding the scope of period for the retrospective revocation, which must be merely a serious violation of the law and must be balance of belief in good faith between individual and the public interest. Secondly, there should be the establishment of the quasi-judicial commission regarding the compliance with the judgment, which holds the duties making a decision on the problem of non-compliance with the decree in the judgment of Administrative Courts. Keywords : Decrees, Judgment, Administrative cases บทนํา การคุมครองสทิ ธขิ องประชาชนจากการการกระทาํ ของฝา ยปกครอง ถือเปนหลักการท่ีมีความสําคัญที่สุดหลกั การหน่ึง ของรฐั เสรีประชาธปิ ไตย (บรรเจิด สิงคะเนติ, 2556 : 23-24) ในประเทศที่ใชระบบศาลคูศาลปกครองถอื เปนองคกรหลัก ในการคมุ ครองสิทธิดังกลาวของประชาชน และภายหลงั ดําเนินกระบวนพิจารณาเพ่ือตรวจสอบขอพิพาทของศาลปกครอง เสร็จส้ินแลว ศาลปกครองจะตองมีการกําหนดคําบังคบั ใหคคู วามฝายที่แพคดตี องปฏิบัติ หากคกู รณีฝายท่ีแพคดีไมป ฏบิ ตั ติ าม คําพพิ ากษาจงึ จะเขา สูกระบวนการของการบงั คบั คดีตอไป “คาํ บงั คบั ” หมายถงึ “ขอ ความในคาํ พพิ ากษาของศาลปกครองทีก่ ฎหมายกาํ หนดใหอาํ นาจแกศาลปกครอง ในการบงั คับใหคูกรณฝี ายท่ีแพคดีตามคาํ พิพากษา หรือคาํ สั่งของศาลปฏบิ ตั ติ ามคําพิพากษาของศาล เพอื่ แกไ ขเยียวยา ความเดอื ดรอนหรอื เสียหายใหกบั คูกรณีฝายท่ชี นะคดี โดยถือเปนรายการหนงึ่ ในคาํ พิพากษาของศาล ซงึ่ ถามีก็ตองกาํ หนด เอาไวใ นคําพพิ ากษานั้นดวย” คาํ บงั คบั เปนสง่ิ เช่ือมตอระหวา งการสิ้นสุดการดาํ เนินกระบวนพิจารณาของศาล กับการบงั คบั คดีตามคําพิพากษา นอกจากท่ีศาลปกครองจะตอ งกําหนดคาํ บงั คบั อยา งหน่งึ อยา งใด ใหอ ยูใ นกรอบอํานาจของศาลตามบทบญั ญัตมิ าตรา 72 แหงพระราชบัญญัติจดั ต้งั ศาลปกครอง ฯ (ฤทัย หงสส ิริ, 2561 : 121) แลว ศาลปกครองยงั ตองกําหนดคําบังคับใหสอดคลอง กับเหตุผลในคําวินิจฉัยของศาล ตามหลักการการเคารพตอส่ิงที่ตดั สินไปแลว ศาลไมอาจกําหนดคําบังคบั ใหแตกตางหรอื เปล่ียนผล ของคาํ พิพากษาได การกําหนดคาํ บังคบั ในคําพพิ ากษาคดีปกครองนั้น จะตองมิใหไปกาวลวงอาํ นาจของฝายปกครอง และตอง เปนไปตามหลักการพ้ืนฐานในการกําหนดคําบังคบั และจะตอ งกําหนดใหฝา ยปกครองสามารถปฏบิ ตั ติ ามได นอกจากนี้ มาตรา 72 วรรคสองยังไดบ ัญญัตใิ หอ ํานาจแกศาลปกครองในการที่จะกําหนดคําบังคบั “ใหมีผลยอนหลังหรือไมยอ นหลังหรือมีผลไปในอนาคต ถงึ ขณะใดขณะหนึ่งได หรอื จะกําหนดใหมเี ง่อื นไขอยา งใดก็ได. ..” การที่กฎหมายไดบ ัญญัติใหอ ํานาจศาลปกครองในการกาํ หนด คาํ บังคับไวใ นลักษณะน้ี เปนกรณีที่ศาลปกครองสามารถใชดุลพินิจในการกําหนดคําบังคับในกรณนี ี้ไดอยางกวางขวา งในลักษณะที่ อาจจะไมมีขอบเขตท่ีเหมาะสมได และมีหลายกรณีที่ศาลปกครองกาํ หนดคาํ บังคับแลว เปนตนเหตุใหฝายปกครองไมส ามารถ ปฏบิ ตั ใิ หเปนไปตามคาํ บงั คบั ได แมวา ปจ จบุ ันจะไดมีการแกไ ขบทกฎหมายที่เกย่ี วขอ งกบั การบังคบั คดปี กครอง โดยมีการบญั ญัติเพ่ิมเติมความ ในมาตรา 75/1–มาตรา 75/4 แลวตามพระราชบัญญัติจัดตัง้ ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง (ฉบบั ที่ 8) พ.ศ. 2559 โดยเฉพาะมาตรา 75/4 ซ่ึงเปนการแกไขเพิ่มเตมิ บทกฎหมาย ที่เกย่ี วของกบั อํานาจของศาลปกครองในการบังคบั คดี ใหศาลปกครองสามารถที่จะส่งั ปรบั ฝายปกครองท่มี ไิ ดป ฏิบตั ติ ามคาํ บังคับของศาลปกครอง หรือปฏิบัตติ ามคาํ บังคบั ลาชา เกนิ สมควร เปนการลงโทษฝายปกครองในการท่ลี ะเลยไมปฏิบัตติ ามคําบงั คบั ของศาล แตใ นสวนของอาํ นาจศาลปกครอง ในการกําหนดคําบงั คับตามมาตรา 72 แหง พระราชบัญญัติจดั ตงั้ ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ยังไมไ ด มีการแกไข ทําใหการกําหนดคําบงั คับในคําพิพากษาของศาลปกครองทผี่ า นมา มีหลายกรณที ่ีคาํ บังคับไมสามารถแกไ ขเยยี วยา ความเสียหายใหกบั ประชาชนไดอยางแทจริง
Journal of Roi Et Rajabhat University 119 Volume 14 No.3 September - December 2020 การกําหนดคาํ บังคบั ของศาลปกครองไทย จึงมปี ระเด็นปญหาทส่ี าํ คัญอยูสองประการ คอื ปญหาขอบเขต ของศาลปกครองในการกาํ หนดคาํ บังคับ และปญหาเกี่ยวกับการปฏิบตั ติ ามคาํ บงั คับของศาลปกครองโดยฝายปกครอง วัตถุประสงค 1. เพอ่ื ศึกษาหลักการและแนวความคิดพ้ืนฐานเกีย่ วกบั วิธีพิจารณาคดปี กครอง และการกาํ หนดคาํ บังคบั ในคดปี กครอง 2. เพื่อศึกษาวิเคราะหแนวความคิดในการกาํ หนดคาํ บังคบั ในคดปี กครองในตางประเทศ โดยเฉพาะอยางย่งิ การกาํ หนดคําบังคับในคดปี กครองของประเทศฝรง่ั เศสและประเทศเยอรมนี 3. เพ่อื ศึกษาวิเคราะหเหตุผล รายละเอียด และขั้นตอนในการกําหนดคําบงั คบั ตามคําพิพากษาของศาลปกครองไทย ทงั้ ท่ปี รากฏเปนโครงสรา งของคาํ บังคับในสว นรูปแบบและเนอื้ หาที่ยังไมเหมาะสม 4. เพอ่ื เสนอแนวทางในการกําหนดคําบังคบั ในคดีปกครองท่ีเหมาะสม สมมติฐาน คาํ บังคับเปนองคป ระกอบท่ีสาํ คัญของคําพิพากษา ลักษณะของคาํ บังคับถูกแบงประเภทไวในมาตรา 72 แหงพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 เปน ขอบเขตอาํ นาจของศาลในการพิจารณา กําหนดผลดา นเน้อื หามีขอจาํ กัดเฉพาะประเภทคดี และขอบเขตอาํ นาจของศาลปกครองในการพิจารณากําหนดผล ดานระยะเวลาในการเพิกถอนกฎหรือคาํ สัง่ ใหมผี ลยอนหลงั มผี ลในปจ จุบัน หรอื มีผลไปในอนาคตไมมีหลักเกณฑท ่ีเหมาะสม จงึ ควรจะมีการแกไขเพม่ิ เติมมาตรา 72 แหง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 และมาตราที่เกยี่ วขอ ง เพอ่ื กาํ หนดขอบเขตอาํ นาจในการกําหนดคาํ บังคบั ของศาลปกครองใหช ัดเจนเหมาะสม ภายใตหลักการ และแนวความคิดพื้นฐานเก่ียวกบั วธิ ีพิจารณาคดีปกครอง และการกําหนดคําบังคบั ในคดีปกครอง จะทาํ ใหการกาํ หนดคําบังคบั ในคดีปกครองมีขอบเขตที่เหมาะสม รวมทั้งทําใหฝา ยปกครองสามารถเยียวยาความเดือดรอนหรือเสียหายของประชาชน ไดอยา งแทจริง และสามารถแกไขปญหาการไมส ามารถปฏิบัติตามคาํ บังคับของศาลปกครองโดยฝา ยปกครองได วิธดี าํ เนนิ การวิจัย การศึกษาวิทยานิพนธฉบับนีใ้ ชว ิธีการคน ควา วิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษา คนควา และรวบรวมขอมลู จากหนงั สอื บทความ วิทยานพิ นธ คาํ พพิ ากษาและคําส่ังของศาลปกครอง รายงานของสวนราชการ หนังสอื สว นราชการทีเ่ ก่ียวของ กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ ขอ บงั คบั และหนังสอื เวียนของสวนราชการตาง ๆ รวมตลอดถึง การสืบคนขอ มูลทางอเิ ล็กทรอนิกส สรปุ ผล ในการศึกษาวจิ ัยฉบับนี้ เปนการศึกษาวิจัยเชงิ คุณภาพ โดยการศึกษาเปรียบเทยี บกับกฎหมายเก่ียวกับการกําหนด คําบงั คับในคดีปกครองของประเทศฝร่งั เศสและประเทศเยอรมนี รวมไปถงึ หลกั การและแนวความคิดพ้ืนฐานเกี่ยวกบั วธิ พี ิจารณา คดปี กครองและการกําหนดคาํ บังคับในคดปี กครอง เปนเกณฑใ นการวิเคราะหเ รอ่ื งการกาํ หนดคาํ บังคบั ในคดีปกครอง ในประเทศไทย คาํ บังคับในคดปี กครองเปนสว นประกอบหนึ่งที่สาํ คัญในคาํ พิพากษา หรือคาํ สง่ั ชขี้ าดคดีปกครองของศาลปกครอง ตามมาตรา 69 แหง พระราชบัญญัติจดั ต้งั ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 การกําหนดคาํ บังคบั จะตอ งพิจารณาจากหลักการและแนวคิดพ้ืนฐาน 2 กลุม คอื ขอ ความคิดท่วั ไปเกี่ยวกับวธิ ีพจิ ารณาคดปี กครอง และขอ ความคดิ เกี่ยวกับความจาํ เปนในการกําหนดคาํ บังคับใหมีความเหมาะสม โดยศาลปกครองจะตองเปนหลักประกันในการคุม ครองสิทธิ และเสรภี าพของประชาชน เพือ่ ใหประชาชนไดมีโอกาสในการท่ีจะรอ งขอใหตรวจสอบการกระทําของฝายปกครองได ทําใหฝา ยปกครองตอ งตระหนักเสมอวา หากมีการกระทาํ ท่ลี ะเมดิ ตอหลักความชอบดว ยกฎหมายฝา ยปกครองอาจถูกตรวจสอบ โดยศาลปกครอง และอาจจะตอ งรบั ผิดในทางปกครองไดดว ย ในการเปนหลักประกันในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ก็ไมใ ชวา ศาลจะสามารถดาํ เนินการตรวจสอบฝายปกครองอยางไรก็ได แตภ ายใตหลักนิติรัฐการกระทําทางตุลาการ ก็จะตอ งอยภู ายใตหลักความชอบดว ยกฎหมายของการกระทาํ ทางตุลาการ ผูกพันใหฝ า ยตลุ าการตอ งใชก ฎหมายกบั ประชาชน
วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ 120 120 ปท่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 อยางเทา เทยี มกัน ตามหลักความเสมอภาคของการใชกฎหมาย รูปแบบของการใชกฎหมายตามหลักความเสมอภาคมี 3 รูปแบบ คอื ฝายตลุ าการจะตอ งไมพิจารณาเร่อื งใดเร่ืองหนงึ่ ใหแตกตา งไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย ฝายตลุ าการมีความผูกพัน ทีจ่ ะตองใชกฎหมายอยา งเทาเทียมกัน และฝายตลุ าการมีความผูกพันที่จะตองใชดุลพินิจโดยปราศจากขอบกพรอง โดยศาลปกครองจาํ เปนตอ งกาํ หนดคาํ บังคบั ใหมีความเหมาะสม (บรรเจิด สงิ คะเนต,ิ 2558 : 26-27) สามารถแกไขเยยี วยา ความเดือดรอนใหกับประชาชนและไมกระทบตอ ประโยชนสาธารณะ ในระบบกฎหมายของประเทศฝรัง่ เศสสามารถแยกประเภทคําบงั คบั ตามประเภทของคําฟอ งไดเปน 4 ประเภท ใหญ ๆ คือ 1) คาํ บงั คับในคาํ ฟองขอใหเพิกถอนมาตรการทางปกครอง 2) คาํ บงั คบั ในคําฟอ งท่ีศาลมอี ํานาจเต็ม 3) คําบังคบั ในคาํ ฟอ งขอใหศาลพิพากษาตีความ หรอื ยืนยันความชอบหรือไมชอบดวยกฎหมายของมาตรการของฝา ยปกครอง และ 4) คาํ บังคบั ในคาํ ฟองท่ศี าลปกครองมีอาํ นาจลงโทษทางอาญา (สุคนธา ศรภี ิรมย, 2556 : 162) โดยคําบงั คับในคําฟอง ขอใหเพิกถอนมาตรการทางปกครองหากศาลปกครองฝร่ังเศสเห็นวา กฎไมชอบดวยกฎหมายก็จะวินิจฉัยวา กฎน้ันไมชอบ ดวยกฎหมาย แลว กาํ หนดคาํ บังคับใหเพิกถอน โดยจะไมกาวลวงไปพจิ ารณาถึงความเหมาะสมของกฎ ในการนี้ ศาลปกครอง อาจใชว ิธีการเขียนคาํ แนะนาํ ทา ยคาํ พพิ ากษา (Directive) ใหฝา ยปกครองดําเนินการตามคําแนะนําในส่ิงท่ถี ูกตองภายหลัง จากที่กฎถูกเพิกถอนแลว (บวรศักด์ิ อุวรรณโณ, 2530 : 737) สว นขอบเขตดา นระยะเวลาในการกาํ หนดผลคาํ บงั คับใหเพิกถอน มาตรการทางกฎหมายของศาลปกครองประเทศฝร่ังเศสนั้น นบั ต้ังแตป พ.ศ. 2547 เปนตนมา ศาลปกครองของประเทศฝรงั่ เศส ไดป รบั เปลีย่ นแนวคําวินิจฉัยเดิมท่ีเคยถือเครง ครัด วา จะตองเพิกถอนโดยใหมีผลยอนหลงั เสมอ เปนใหมขี อ ยกเวน ไดใ นกรณที ี่ การเพิกถอนมาตรการทางกฎหมายของปกครอง โดยใหมผี ลยอ นหลังน้ันจะสงผลกระทบท่ีรนุ แรงเกินขนาดอยา งชัดเจน และกอใหเกิดผลท่ีตามมาซึ่งไมไดสัดสวนกบั ความไมชอบดว ยกฎหมายของนิติกรรมทางปกครองนั้น (ความเห็นแยง ในคําพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.33/2557 (ประชมุ ใหญ) ,คาํ บังคบั ในคาํ ฟองทีศ่ าลมอี าํ นาจเต็ม ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดผลของ คาํ บังคบั ในขอบเขตดา นเนือ้ หาไดทั้งยกเลิกหรอื เพิกถอนนิติกรรมทางปกครองที่ไมชอบดว ยกฎหมาย และมอี าํ นาจพพิ ากษา ใหฝา ยปกครองชดใชค า เสียหาย ท้งั ในคดีละเมดิ กึ่งละเมิด และในคดีสญั ญา ก่งึ สญั ญา ทั้งยังอาจพพิ ากษาวา ฝายปกครอง มีหน้ีใดทีต่ อ งชําระบาง มอี ํานาจเพกิ ถอนหรอื เลิกสัญญาได และในบางกรณที ่ีมีกฎหมายใหอาํ นาจไวเปน พิเศษ องคกรวินิจฉัย คดปี กครองอาจกําหนดคําบังคับส่ังการใหฝายปกครองทาํ การบางอยา งท่จี ําเปนและรบี ดว นไดใ นคดีโยธาสาธารณะ ในคดีเลือกตั้ง ศาลอาจเพิกถอนผูทไ่ี ดรับเลือกตง้ั โดยมิชอบ และประกาศใหผอู ื่นไดรบั เลือกตัง้ แทน ท้ังนี้ อํานาจประเภทนี้ ของศาลเปนไปตามที่ กฎหมายเฉพาะกาํ หนด (วรเจตน ภาคีรตั น, 2554 : 284) คําบงั คบั ในคําฟองขอใหศ าลพพิ ากษาตคี วามหรอื ยืนยันความชอบ หรือไมชอบดว ยกฎหมายของมาตรการของฝายปกครอง ในกรณีนอี้ ํานาจของศาลปกครองฝรัง่ เศสมีความจํากัด โดยอาจมี คําพพิ ากษาไดสองลักษณะ คือ อาจจะพพิ ากษาตีความมาตรการท่มี งุ ผลในทางกฎหมายปกครองวา มีความหมายอยางไร หรือพิพากษาเก่ียวกับความชอบดวยกฎหมายของมาตรการท่ีมงุ ตอผลในทางกฎหมายปกครองน้ัน รวมทงั้ ศาลปกครองฝรงั่ เศส ยงั มอี ํานาจในการพพิ ากษาวามีคาํ สง่ั ทางปกครองดํารงอยูหรือไม โดยเฉพาะอยา งย่งิ กรณีท่ีองคกรเจาหนาทฝ่ี า ยปกครอง เพิกเฉยไมวินิจฉัยสัง่ การ ซ่ึงกฎหมายปกครองฝรั่งเศสถอื วาเมื่อลว งพนระยะเวลาที่กาํ หนดจะมีผลเทากับองคกรเจาหนา ที่ ฝา ยปกครองปฏิเสธไมออกคาํ ส่ังทางปกครอง ซง่ึ การปฏิเสธน้ันกถ็ ือเปนคาํ สงั่ ทางปกครองเชนกัน หรอื คาํ สั่งทางปกครองนั้น ยังคงมีผลบงั คบั อยูหรอื ไมอีก (วรเจตน ภาคีรตั น, 2554 : 285-286) และคาํ บังคบั ในคาํ ฟองท่ีศาลปกครองมอี ํานาจลงโทษ ทางอาญา โดยอาํ นาจศาลปกครองในกาํ หนดคําบังคบั ในคาํ ฟองประเภทนี้จะเกี่ยวของกบั การลงโทษผูกระทาํ ผดิ ตามกฎหมาย เปนสําคัญ (วษิ ณุ วรัญู ปยะศาสตร ไขวพ ันธุ และเจตน สถาวรศลี พร, 2551 : 300) ซ่งึ เปนคดีเกี่ยวกบั การกระทาํ ความผิด อาญาตอสาธารณะ โดยศาลปกครองมีอาํ นาจพิพากษาใหผูกระทาํ ความผิดชําระคา ปรบั และชดใชคา เสียหาย (ชาญชัย แสวงศักด,์ิ 2558 : 51) รวมท้งั การสง่ั หา มการกระทําของบุคคล เชน การส่งั หามบคุ คลหน่ึงบุคคลใดเขาใชทางนํา้ สาธารณะ เปนตน (วษิ ณุ วรญั ู ปยะศาสตร ไขวพันธุ และเจตน สถาวรศีลพร, 2551 : 300) ในระบบกฎหมายของประเทศเยอรมนั สามารถแยกประเภทคําบังคบั ตามประเภทของคาํ ฟอ งไดเปน 5 ประเภท (บรรเจดิ สงิ คะเนต,ิ 2547 : 91) โดยพิจารณาจากประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาคดปี กครอง (Verwaltungsgerichtsordnung 1960 – VwGO) (วษิ ณุ วรญั ู ปยะศาสตร ไขวพ ันธุ และเจตน สถาวรศีลพร, 2551 : 301) คือ 1) คําบงั คบั ในคาํ ฟองโตแ ยง คําส่งั ทางปกครอง (Anfechtungsklage) 2) คําบังคบั ในคําฟองขอใหเจาหนาทอ่ี อกคําส่ังทางปกครอง (Verpflichtung-sklage) 3) คาํ บังคบั ในคาํ ฟองขอใหเจาหนาท่ีกระทําการ (Leistungsklage) 4) คําบังคบั ในคําฟอ งขอใหพิสูจนสทิ ธิ (Feststellungsklage) และ 5) คาํ บงั คับในคาํ รองขอใหตรวจสอบความชอบดว ยกฎหมายของกฎหมายลําดบั รอง (Antrag auf Normenkontrolle) โดยการฟอ งโตแยงคาํ สง่ั ทางปกครอง (Anfechtungsklage) ไดบ ัญญตั ไิ วใ นมาตรา 42 VwGO (บรรเจดิ สงิ คะเนติ, 2547 : 91)
Journal of Roi Et Rajabhat University 121 Volume 14 No.3 September - December 2020 การฟองคดีประเภทนี้มงุ หมายเพ่ือลบลางคาํ สง่ั ทางปกครอง (เพ็ญศรี วงศเสรี, 2540 : 22) การกําหนดคําบงั คับของคําพิพากษา ในคาํ ฟอ งโตแยงคําสงั่ ทางปกครองอาจจําแนกพิจารณาไดเปนสามกรณี กรณที ี่คําสั่งทางปกครองไมชอบดว ยกฎหมาย (die Rechtswidrigkeit des Verwaltungsakts) การยกเลิกเปนเคร่ืองมือท่ศี าลปกครองของประเทศเยอรมนี จะสามารถ กําหนดคาํ บังคบั ในขอบเขตดานเน้ือหาได (มาตรา 114 VwGO) กลาวคอื คาํ ส่ังทางปกครองรวมทั้งคําวินจิ ฉัยอทุ ธรณ จะถูกยกเลกิ ใหมีผลยอนหลงั หากคาํ ส่งั ทางปกครองน้ันไมชอบดวยกฎหมาย และคาํ ส่ังทางปกครองนั้นกระทบสิทธิของผูฟ องคดี (มาตรา 113 (1)) สวนขอบเขตดา นระยะเวลาในการกําหนดผลของคําบงั คบั ใหยกเลิกคําสั่งทางปกครองตองพิจารณาจาก หลักการที่วาคาํ สง่ั ทางปกครองทีไ่ มชอบดวยกฎหมายนั้น กอใหเกิดผลท่แี ตกตา งกันออกไปข้ึนอยูกบั ระดับของความบกพรอ ง ของคาํ สัง่ ทางปกครองนั้น ๆ ซง่ึ อาจแยกพิจารณาไดสองกรณี คือ กรณีแรก คาํ สงั่ ทางปกครองท่ีเปนโมฆะ หมายถึง คําสัง่ ทางปกครองท่ีมีความบกพรอ งอยางรนุ แรง และความบกพรอ งนั้นปรากฏอยา งชดั แจง ตามมาตรา 44 VwVFG การวินจิ ฉัย ใหยกเลกิ ของศาลเปนเพียงการประกาศใหทราบเทานั้น เมอ่ื ศาลไดพิพากษาโดยกาํ หนดคาํ บังคบั ใหยกเลิกคาํ สั่งทางปกครอง แลวก็ถือไดว าคาํ สงั่ ทางปกครองท่ีเปนโมฆะสิ้นผลไปตามคําพิพากษาของศาลแลว กรณที ี่สอง คาํ ส่ังทางปกครองท่ีเปนโมฆยี ะ หมายถงึ คาํ สง่ั ทางปกครองที่มีความบกพรองไมถึงขนาดรุนแรง เหมือนกรณีของคําส่ังทางปกครองท่ีตกเปนโมฆะ ยอมมีผลบังคับ ในทางกฎหมายแตอาจถูกเพิกถอนจากศาลได การกาํ หนดคําบงั คบั ในคําพิพากษาใหยกเลิกคาํ ส่ังทางปกครองดังกลาว เพียงบางสวน จึงอาจกระทาํ ไดเทาทสี่ วนที่ยังคงอยูนั้น สามารถแยกออกจากสว นท่ียังคงอยไู ด และสว นท่ียงั คงเหลืออยูน้ัน สามารถมีผลบังคบั ในทางกฎหมายได กรณที ่ีมีการใชด ุลพินิจ (die Ermessensanwendung) การใชดลุ พินิจโดยไมชอบ ดวยกฎหมายนั้นเปนไปตามบทบัญญัตมิ าตรา 40 VwVfG ในกรณีทีฝ่ า ยปกครองมีการใชดลุ พินจิ ในการออกคาํ สั่งทางปกครอง โดยไมชอบดว ยกฎหมาย ศาลปกครองมอี าํ นาจในการพิพากษากาํ หนดคําบังคับ ใหมีการยกเลิกคาํ ส่งั ทางปกครองนั้นได กรณถี อ ยคําของบทบัญญัติกฎหมายทไ่ี มเจาะจง (unbestimmte Gesetzesbegriffe und Beurteilungsspielraum) หากศาลพิจารณาตรวจสอบแลว ไดค วามวา ในการใชบ ทบัญญตั ิของกฎหมายท่ีมีลักษณะไมชัดเจนดงั กลา วฝายปกครองตีความ ไมถูกตอง และการตัดสินใจของฝา ยปกครองไมอยูในขอบเขตของถอ ยคาํ ที่ไมเจาะจงน้ัน ศาลก็มอี ํานาจวินจิ ฉัยวามีการใชด ุลพินิจ โดยบกพรอ งทําใหคําส่ังทางปกครองน้ไี มช อบดวยกฎหมาย โดยการพพิ ากษากาํ หนดคาํ บังคับใหมีการยกเลิกคําสัง่ ทางปกครอง นี้ไดเสมอ (บรรเจิด สิงคะเนต,ิ 2547 : 102-111) กรณีคาํ ฟองขอใหเจา หนา ท่อี อกคาํ สั่งทางปกครอง (Verpflichtung-sklage) ศาลปกครองของประเทศเยอรมนมี อี ํานาจกาํ หนดคําบงั คบั ใหเ จาหนา ทอ่ี อกคาํ สง่ั ทางปกครองได ตอ งเปนกรณีที่เจาหนาที่ ฝา ยปกครองปฏิเสธหรือละเลยไมออกคําสัง่ ทางปกครองตามกฎหมายแกผูฟองคดี แตถ า ปรากฏวาในเรือ่ งนั้นองคกรเจาหนาที่ ฝา ยปกครองยังคงมีดุลพินิจอยู ศาลปกครองจะพิพากษาใหอ งคกรเจาหนาท่ฝี า ยปกครองพิจารณาออกคาํ ส่งั ทางปกครอง โดยตองคํานงึ ถึงความเห็นในทางกฎหมายของศาลทป่ี รากฏในคาํ พพิ ากษาดวย (เพ็ญศรี วงศเสรี, 2540 : 61) ในกรณีคําฟอง ขอใหเจา หนาท่ีกระทาํ การ (Leistungsklage) ขอบเขตของการฟอ งคดีขอใหเ จาหนา ท่ีกระทําการน้ีวางอยบู นพ้ืนฐานของสทิ ธิ เรียกรอ งของผฟู อ งคดีท่ีมงุ หมายใหเจา หนา ที่ฝายปกครอง กระทําการหรอื ละเวนการกระทําอยา งหน่ึงอยางใด หรือมุงหมายให ละเวนท่ีจะออกคําสัง่ ทางปกครองในอนาคต รวมท้ังสิทธิเรยี กรอ งใหออกฎหมายลาํ ดบั รอง ในกรณีท่ีฝายปกครองมีดุลพินิจศาล ไมอ าจใชด ุลพินิจของศาลไปแทนการใชดุลพินิจของเจา หนาท่ฝี า ยปกครองได ตวั อยา งเชน การฟองขอใหประเมินการสอบใหม ในกรณีนี้ศาลอาจพิพากษาโดยการกาํ หนดคําบังคับเพียงใหเ จาหนา ทก่ี ระทําการประเมินผลการสอบใหม แตศาลไมอ าจกําหนด ผลเองไดวาผลการประเมินควรเปนเชนไรได เปนตน การฟองคดีเพ่ือใหฝา ยปกครองกระทาํ การออกกฎหรือขอบัญญัติ ศาลไมอ าจจะไปกําหนดคําบังคบั วากฎ หรอื ขอบัญญัติจะตองมเี นอื้ หาอยา งใดอยางหน่งึ ตามที่ศาลกาํ หนด ศาลเพียงแตมี คาํ พิพากษาเปนการท่ัวไปใหเ จา หนาท่อี อกกฎหรือขอบญั ญัตเิ ทานั้น (บรรเจิด สิงคะเนติ, 2547 : 116-121) ในคาํ ฟองขอให พสิ จู นสทิ ธิ (Feststellungsklage) ศาลปกครองมอี ํานาจเพยี งการประกาศใหทราบ หรอื เปนเพียงการรับรองสทิ ธิเทา นั้น คําพิพากษาและการกาํ หนดคาํ บงั คบั ของศาลจึงมิไดเปนการกอตง้ั สิทธิ แตเปนเพียงการแสดงถึงสภาพการณใ นทางกฎหมาย ของขอเทจ็ จรงิ ในเร่อื งใดเร่ืองหน่ึงเทาน้ัน (บรรเจดิ สิงคะเนติ, 2547 : 125) และในคาํ รองขอใหตรวจสอบความชอบ ดว ยกฎหมายของกฎหมายลําดับรอง (Antrag auf Normenkontrolle) ผลของคาํ บงั คบั ในคาํ พิพากษาใหเพิกถอนกฎ จะเกิดผลไดเปน สองกรณี คอื กรณแี รก คาํ พิพากษาแสดงความเปนโมฆะหรอื เสียเปลา ต้งั แตเร่มิ ตน โดยทาํ ใหกฎนั้นไมมีผล ทางกฎหมายใด ๆ หรอื อีกนยั หน่ึง คอื คําพพิ ากษามผี ลยอ นหลงั (อุษณยี ล้วี ไิ ลกลุ รตั น, 2551 : 109) กรณที สี่ อง คําพพิ ากษา วา กฎนั้นไมสมบรู ณจนกวาฝา ยปกครองจะแกไขความไมช อบดว ยกฎหมายนั้น ยอ มสงผลใหกฎนน้ั ไมส ามารถใชบ งั คับได ท้ังน้ี จนกวา ฝายปกครองทท่ี รงอาํ นาจจะไดดําเนินกระบวนพิจารณาแกไ ขเยียวยาความบกพรอ งหรือความไมชอบดว ยกฎหมาย
วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอ ยเอ็ด 122 122 ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ดังกลา วตามท่ีกฎหมายบัญญัติ เม่ือมีการแกไขเยียวยาความบกพรองหรือความไมช อบดวยกฎหมายดังกลาวแลว ความไมสมบูรณ นั้นก็เปนอันยตุ ิลง แตหากไมแกไ ขเยียวยาก็จะถือวากฎทไี่ มส มบรู ณนั้นเปนโมฆะ (วรเจตน ภาครี ัตน, 2554 : 11-12) สวนในระบบกฎหมายไทย การกําหนดคําบงั คบั ของศาลปกครองถูกกาํ หนดไวใ นมาตรา 72 แหงพระราชบญั ญัติ จดั ต้ังศาลปกครองฯ จะตอ งสอดคลอ งกับคาํ ฟอ งตามมาตรา 9 วรรคหนงึ่ ประกอบดว ยวิธกี ารในการกําหนดคาํ บังคบั จาํ นวน ฅ 6 ประเภท คอื 1. การกาํ หนดคําบังคับใหเพิกถอน ในการฟอ งคดเี กีย่ วกับการที่หนวยงานทางปกครองหรอื เจาหนาท่ขี องรฐั กระทําการโดยไมชอบดว ยกฎหมาย ไมว าจะเปนการออกกฎหรือคาํ ส่ังทางปกครองมีไมช อบดว ยตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ศาลปกครองมอี ํานาจกาํ หนดคําบงั คบั ใหเพิกถอนกฎหรอื คําสง่ั ทางปกครองไดเทา น้นั โดยศาลปกครองมีอาํ นาจกาํ หนดวา จะใหมีผลยอ นหลังหรือไมยอ นหลัง หรอื มผี ลไปในอนาคตถงึ ขณะใดขณะหนึง่ ได หรือจะกําหนดใหมีเงื่อนไขอยา งใดก็ได ท้งั นี้ ตามความเปนธรรมแหง กรณี 2. การกําหนดคําบังคับหามกระทําการ ในกรณีที่มีการฟองวาหนว ยงานทางปกครองหรอื เจา หนาที่ของรฐั กระทําการโดยไมชอบดวยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ศาลปกครองมีอาํ นาจกําหนดคําบงั คบั สัง่ หามการกระทาํ ทง้ั หมดหรือบางสว น 3. การกาํ หนดคาํ บังคบั ใหกระทาํ การ ในกรณที ี่มีการฟอ งวาหนว ยงานทางปกครอง หรือเจาหนา ท่ีของรัฐละเลย ตอหนาท่หี รอื ปฏบิ ตั หิ นา ท่ีลาชา เกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนง่ึ (2) ศาลปกครองมีอาํ นาจกาํ หนดคาํ บังคับสั่งให หัวหนา หนวยงานทางปกครอง หรอื เจา หนาท่ขี องรฐั ที่เก่ียวของปฏิบตั หิ นา ท่ภี ายในเวลาท่ีศาลปกครองกําหนด 4. การกําหนดคําบงั คับส่ังใหใชเงินหรือใหสงมอบทรพั ยส ิน หรอื ใหกระทําการหรอื งดเวนกระทาํ การ ในกรณที ี่มี การฟอ งเกี่ยวกับการกระทาํ ละเมิด หรือความรบั ผดิ ของหนวยงานทางปกครองหรอื เจา หนา ท่ีรัฐหรือการฟอ งเกี่ยวกับสัญญา ทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (3) และ (4) ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดคาํ บังคบั ส่งั ใหใชเงินหรือใหส งมอบทรพั ยส ิน หรือใหกระทําการหรอื งดเวนกระทาํ การ โดยจะกาํ หนดระยะเวลาและเงอื่ นไขอ่ืน ๆ ไวดวยกไ็ ด 5. การกาํ หนดคาํ บงั คับใหถ อื ปฏิบัติตอ สิทธิหรือหนา ทีข่ องบุคคล ในกรณีทีม่ ีการฟองใหศาลมีคาํ พพิ ากษา แสดงความเปน อยขู องสิทธหิ รอื หนาท่ีน้ัน ศาลปกครองมีอาํ นาจกาํ หนดคาํ บงั คับสั่งใหถ ือปฏิบตั ติ อสิทธิหรือหนา ทีข่ องบุคคล ที่เกี่ยวของ ทั้งนี้ มาตรา 9 วรรคหน่ึง ไมไ ดบ ัญญัติกาํ หนดประเภทของคดีท่ีจะสามารถฟองขอใหศาลกาํ หนดคาํ บังคบั ประเภทน้ี เอาไว 6. ในกรณขี องคดที ่ีมีกฎหมายกําหนดใหหนวยงานทางปกครองหรือเจา หนา ท่ีของรฐั ฟอ งคดตี อ ศาลปกครอง เพอ่ื บงั คบั ใหบ ุคคลตอ งกระทาํ การหรือละเวน กระทําการอยา งหนงึ่ อยา งใดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (5) ศาลปกครองมีอํานาจ กาํ หนดคําบังคบั สั่งใหบุคคลกระทําหรอื ละเวนกระทาํ อยา งหนึ่งอยา งใดเพอื่ ใหเปน ไปตามกฎหมาย อยา งไรก็ดี ยงั มีประเภทคาํ ฟองอีกประเภทหน่ึงที่พระราชบัญญัตจิ ัดตั้งศาลปกครองฯ ไมไดกาํ หนดประเภท ของคําบงั คับใหมีความเชือ่ มโยงกับประเภทคดีนี้ไว เนอื่ งจากเปนกรณีทม่ี ีกฎหมายอื่นกําหนดใหตอ งนําคดมี าฟอ งตอศาลปกครอง แตก ฎหมายกําหนดใหอยใู นเขตอาํ นาจศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหน่งึ (6) แหงพระราชบญั ญัตเิ ดียวกัน เชน กรณีการฟอง ขอใหเพิกถอนคาํ ช้ีขาดหรอื บังคบั ตามคําชข้ี าดของอนญุ าโตตุลาการเกยี่ วกบั สัญญาทางปกครอง เปนตน ซงึ่ ก็เปนอาํ นาจ ของศาลปกครองท่ีจะพิจารณาเลือกเอาประเภทคําบังคับใดคําบงั คับหน่ึงท่มี อี ยูทัง้ 6 ประเภทนั้น มากาํ หนดในคาํ พิพากษา ใหสอดคลองกบั คาํ ฟองดังกลาว ซ่ึงก็อาจจะไมแนนอนวาในอนาคตจะมีการกําหนดในกฎหมายอ่ืน ใหนาํ ขอพพิ าทไดมาฟอง เปนคดีตอ ศาลปกครอง ดงั นั้น มาตรา 72 วรรคหนง่ึ แหงพระราชบัญญัติจดั ตัง้ ศาลปกครองฯ จึงไมไ ดกาํ หนดประเภทคําบังคับ ใหสอดคลองกบั ประเภทคดีตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (6) แหง พระราชบัญญัติเดียวกันเอาไวเปนการเฉพาะ อภปิ รายผล คาํ บงั คับเปนเคร่ืองมือสําคญั ในการพพิ ากษาคดขี องศาลปกครอง โดยมวี ัตถปุ ระสงคใหฝา ยปกครองไดแ กไขเยียวยา ความเสียหายท่ีเกดิ ขึน้ จากการกระทาํ ของฝา ยปกครองใหกบั คคู วามฝา ยที่ชนะคดี แตในหลายกรณีคาํ บังคบั ไมสามารถ บรรลวุ ตั ถุประสงคไ ด และกอใหเกิดปญหาเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิตามคําบงั คับของศาลปกครองโดยฝา ยปกครองอีกดว ย ในหัวขอน้ี จะทาํ การวิเคราะหถงึ สภาพปญ หาการกําหนดคาํ บังคบั ในคดีปกครอง แยกเปน 4 ประเด็น ดงั ตอ ไปนี้
Journal of Roi Et Rajabhat University 123 Volume 14 No.3 September - December 2020 1. ปญหาการมผี ลของคาํ บงั คบั ใหเพิกถอนนิติกรรมทางปกครอง นติ ิกรรมทางปกครองของฝา ยปกครองมีอยู 2 มาตรการ คอื การออกฎ และคาํ ส่ังทางปกครอง ดังน้ัน ในหัวขอน้ี จงึ จะทาํ การแยกศึกษาเปนสองกรณี คอื ปญหาการมผี ลของคําบงั คับใหเพิกถอนกฎ และปญหาการมีผลของคาํ บังคับใหเพิกถอน คาํ ส่งั ทางปกครอง ดังนี้ 1.1 ปญหาผลของคาํ บงั คับที่ศาลปกครองเพิกถอนกฎ จากที่ไดศึกษาถึงขอบเขตดา นเนอ้ื หาและดา นระยะเวลาการกาํ หนดคาํ บงั คับเพิกถอนกฎของศาลปกครอง ท้ังสามประเทศในเชงิ กฎหมายเปรยี บเทียบดังท่ไี ดกลา วมาแลว จะเห็นไดวา ขอบเขตในการกําหนดคําบังคบั เพิกถอนกฎ ของประเทศไทยมีขอ จาํ กัดหลายประการ เม่ือพิจารณาจากการกําหนดคาํ บงั คบั ใหเพิกถอนกฎในคาํ พิพากษาศาลปกครองสงู สุด ท่ี ฟ.5/2549 ในประเด็นขอ พิพาทเรือ่ งการที่ผูถูกฟองคดีออกพระราชกฤษฎีกากาํ หนดอํานาจ สทิ ธิและประโยชนข องบริษทั กฟผ. จํากัด (มหาชน) พ.ศ. 2548 และพระราชกฤษฎีกากําหนดเง่อื นเวลาการยกเลิกกฎหมาย วาดว ยการไฟฟาแหงประเทศไทย พ.ศ. 2548 โดยไมชอบดว ยกฎหมาย ขอใหศาลปกครองพพิ ากษาโดยกําหนดคําบงั คบั ใหเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาท้ังสองฉบบั ดังกลา ว ศาลปกครองสูงสุดกาํ หนดคาํ บังคบั ใหเพิกถอนพระราชกฤษฎีกากาํ หนดอํานาจ สิทธิและประโยชนของบริษัท กฟผ. จํากดั (มหาชน) พ.ศ. 2548 และพระราชกฤษฎีกากําหนดเง่ือนเวลาการยกเลิกกฎหมายวา ดวยการไฟฟาแหงประเทศไทย พ.ศ. 2548 ตั้งแตว ันท่ี 24 มถิ ุนายน 2548 ซงึ่ เปนวันใชบงั คบั ของพระราชกฤษฎีกาทง้ั สองฉบับ จะเหน็ ไดวา ศาลปกครอง มิไดกาํ หนดคาํ บงั คบั เกินขอบเขตของมาตรา 72 แหง พระราชบัญญัตจิ ัดตั้งศาลปกครองฯ กลาวคอื ขอบเขตดา นเน้อื หา ก็ไดก าํ หนดใหเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาท้งั สองฉบบั ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แลว แตการที่ศาลปกครองมีเคร่อื งมอื เพียงอยา งเดียวในการกําหนดผลดา นเน้ือของคาํ บงั คบั ใหเพิกถอนเทา นั้น จึงเปนการจํากัดกรอบของศาลในการที่จะแกไข เยียวยาความเดอื ดรอ นเสียหายทเ่ี กิดจากกฎดังกลา วนอยเกินไป หากพิจารณาในเชงิ กฎหมายเปรยี บเทยี บจะเห็นไดว า ศาลปกครองของประเทศฝร่ังเศสก็มีเคร่อื งมอื ในขอบเขตดา นเนอ้ื หา การกาํ หนดคาํ บังคับใหเ พิกถอนกฎเชนเดยี วกันกับ กรณศี าลปกครองของประเทศไทย แตมีความแตกตา งท่ีมีเครอื่ งมือพิเศษ คอื “การวินิจฉัยวา กฎน้ันไมเ คยมีอยเู ลย (acte inexistent) ในกรณีการออกกฎโดยไมม อี ํานาจ” และมเี คร่อื งมืออีกอยางหนึง่ ที่คลายกันกับกรณขี องศาลปกครองไทย คือ การเขียนคาํ แนะนําทา ยคําพพิ ากษา (Directive) ใหฝ า ยปกครองดําเนนิ การตามคําแนะนําในสิ่งท่ถี ูกตองภายหลังจากท่ี กฎถูกเพิกถอนแลว ซ่ึงตรงกับบทบัญญัติมาตรา 69 วรรคหน่ึง (8) แหงแหงพระราชบญั ญัติจัดต้ังศาลปกครองฯ ของประเทศไทย แตหากพิจารณาถึงเคร่ืองมือของศาลปกครองประเทศเยอรมนี ในการกาํ หนดคําบงั คบั ใหเพิกถอนกฎนั้นจะมีขอบเขตดานเน้ือหา ที่กวา งกวากรณีของท้ังสองประเทศที่กลา วมาแลว เนือ่ งจากสามารถกาํ หนดคาํ บังคบั ในดานเน้ือหาใหเปนคุณแกผ ูรอ งไดอีกดวย โดยสามารถกําหนดคําบังคับใหเ กิดผลไดส องวิธี คอื การกําหนดคําบังคับในคําพพิ ากษาแสดงความเปน โมฆะหรอื เสียเปลา ตง้ั แตเร่มิ ตน หรอื การกําหนดคําบังคบั ในคําพิพากษาวากฎน้ันไมสมบรู ณจนกวา ฝายปกครองแกไข ความไมชอบดว ยกฎหมายนั้น ฉะนั้น เมือ่ เครื่องมอื ของศาลปกครองประเทศไทยในการกาํ หนดคําบังคบั กรณี ท่ีมีการฟอ งคดีเก่ียวกับกฎทไ่ี มช อบดว ยกฎหมาย มเี พยี งเครื่องมอื เดียวคือ “การเพิกถอนกฎ” การกําหนดคาํ บงั คบั ของศาลปกครองประเทศไทย ในหลายกรณีจึงมอี ํานาจ กาํ หนดคําบังคบั ใหเพิกถอนกฎเทา น้ัน ไมสามารถกําหนดคาํ บงั คบั ในลักษณะอื่นไดเลย เน่อื งจากศาลปกครองก็มีความผูกพัน ตอหลักความผูกพันตอกฎหมายของฝายตุลาการ และหากจะใชเคร่ืองมือพิเศษในการเขียนคําแนะนําทา ยคาํ พิพากษา (Directive) ใหฝา ยปกครองดาํ เนินการตามคาํ แนะนําในสิ่งทีถ่ ูกตอ ง ภายหลังจากทกี่ ฎถูกเพกิ ถอนแลวตามบทบัญญัติมาตรา 69 วรรคหน่ึง (8) แหงพระราชบัญญัติจัดต้งั ศาลปกครองฯ ก็อาจจะไมมีสภาพบงั คบั ไดเ ชนเดียวกบั คาํ บงั คบั รวมท้ังในหลายกรณีกม็ ีคําแนะนาํ ในลักษณะบงั คบั ใหฝ า ยปกครองตองทําตามดุลพินิจของศาลปกครองอกี ดวย อันอาจจะเปน การท่ีศาลปกครองกระทําการ เปนฝายปกครองได ดังน้ัน การกาํ หนดคําบงั คบั ใหเพิกถอนกฎในคําพิพากษา ศาลปกครองสงู สดุ ที่ ฟ.5/2549 จงึ มีผลกระทบ กบั การดําเนินการในการจดั องคก รของฝายปกครอง ในการจดั ทําบริการสาธารณะที่ไดมีการดาํ เนินการมากอนแลว แมว า ในทางพิจารณาจะไดว า การดําเนินการในการออกกฎของฝายปกครอง อาจมีขอบกพรอ งทีส่ ามารถแกไขไดในช้ันเจาหนา ท่ี ฝา ยปกครองก็ตาม ศาลปกครองของประเทศไทยกไ็ มอ าจกําหนดคําบังคบั ในคําพพิ ากษาวา กฎนั้นไมสมบูรณจนกวา ฝา ยปกครอง แกไ ขความไมชอบดวยกฎหมายได เนอ่ื งจากไมมีบทบัญญัตขิ องกฎหมายใหอ าํ นาจไว การกาํ หนดคาํ บังคบั ดังกลาวน้ีจงึ มี ความยอนแยง ตอหลักความจาํ เปนในการกําหนดคาํ บังคับ ใหมีความเหมาะสมท่ีการบงั คับใชกฎหมายจะตอ งมคี วามชัดเจน แนนอนและตองคุมครองความสจุ รติ ของผทู ี่เชื่อในความคงอยขู องกฎ ตามหลักความม่ันคงของกฎหมาย รวมทง้ั จะตองรักษา ความสมดุลระหวางการท่จี ะแกไขเยียวยาความเดือดรอ นเสียหายใหกับประชาชน กับประโยชนส าธารณะภายใตหลกั ความพอสมควรแกเหตุ เน่อื งจากการเพกิ ถอน คอื แนวทางเดยี วท่ีกฎหมายจาํ กัดอํานาจของศาลปกครองเอาไว
วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอ ยเอด็ 124 124 ปท ี่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 ดงั ท่ีไดกลา วมาแลว วา การเพิกถอนคอื เครอ่ื งมือเดียวที่ศาลปกครองไทยมอี ยูอ ยา งจาํ กัดในขอบเขต ดานเนือ้ หา แตในขอบเขตดานระยะนั้นศาลปกครองของไทยก็มอี ํานาจกําหนดขอบเขตไดทั้งใหมีผลไปในอดตี ใหมีผลในปจจุบัน หรือใหมีผลไปในอนาคต ตามนยั มาตรา 72 วรรคสองแหง พระราชบัญญัติจดั ต้ังศาลปกครองฯ แตในกรณีคาํ พพิ ากษา ศาลปกครองสูงสุดท่ี ฟ.5/2549 ศาลปกครองไดเลือกกําหนดใหผลดานระยะเวลาในการเพิกถอนกฎท้ังสองฉบบั มผี ลไปในอดีต ถึงวันท่ีกฎทัง้ สองฉบับมผี ลใชบังคับ จงึ สง ผลกระทบตอการดําเนินการของเจา หนาท่ีตัง้ แตว ันเริ่มตนดาํ เนินการตาง ๆ จนถึงวันที่ ศาลมีคําพิพากษาใหเพิกถอนในป พ.ศ. 2549 ซ่งึ มรี ะยะเวลาในการดาํ เนินการอยูหลายป เจาหนา ท่ที ่ีเก่ยี วของก็จะตองมี การเตรียมการในการดาํ เนินการกบั กรณีนี้อยา งมาก โดยจะตอ งมีคา ใชจายดานกาํ ลังคนหรือการกอ สรางสง่ิ ตา ง ๆ เพ่ือรองรับ การดาํ เนินการเปนเงินงบประมาณจาํ นวนมหาศาล เน่อื งจากจะตองมีการเปล่ียนแปลงการดําเนินการทงั้ หมด ของการไฟฟา ฝายผลิตแหงประเทศไทยท่ี ถือเปนองคกรของรัฐฝา ยปกครองในรปู แบบรฐั วสิ าหกิจ มาเปนบรษิ ัท กฟผ. จํากัด (มหาชน) ท่ีเปนการดาํ เนินการในรปู องคก รเอกชนภายใตกฎหมายเอกชน การดาํ เนินการกอ นทีจ่ ะมีคาํ พพิ ากษากจ็ ะตองมีการดาํ เนินการ ไปกอนแลวในลักษณะของการมผี ลสมบูรณของกฎจนกวา จะมีการเพิกถอน เนอื่ งจากเจาหนาท่ีก็จะตองเรงดาํ เนินการใหเ กิด ผลสาํ เร็จตามที่รฐั บาลซ่ึงเปนผูกําหนดนโยบายไดวางนโยบายเอาไว เม่อื มีการเพิกถอนยอนหลงั ในลักษณะน้ีเจา หนาที่ก็จะตอง กลบั ไปแกในส่ิงทไ่ี ดดาํ เนินการไปแลวใหกลับไปเปนอยางเดมิ ซ่งึ โดยหลักการทางวทิ ยาศาสตรมนษุ ยไมส ามารถยอนเวลา ไปแกไขในสิง่ ท่ีเคยทาํ มาแลวในอดตี ได การเพิกถอนยอ นหลังในกรณตี ามคาํ พิพากษาน้ี จึงสงผลกระทบโดยตรงตอ การทํางาน ของเจา หนา ที่รฐั ฝายปกครอง ที่ควรจะตองใชความรูค วามสามารถไปพัฒนาการบริการสาธารณะ ทางดา นพลงั งานไฟฟา ใหเกิดประโยชนสูงสุดตอประชาชน แตตองมาแกไขในสิ่งทม่ี ีการพัฒนาไปแลวใหกลบั ไปสูส่งิ เดมิ ในอดตี ซ่งึ การทจี่ ะทาํ ให กลับไปเปนอยางเดิมอยา งแทจริงเปนไปไดยากมาก หากพิจารณาเปรยี บเทียบกบั กรณขี องประเทศฝร่ังเศสจะเห็นวา กอนป พ.ศ. 2547 หากศาลปกครองของประเทศฝรงั่ เศสเห็นวากฎไมช อบดวยกฎหมายก็จะกาํ หนดคําบงั คบั ใหเพิกถอน กฎน้ันเสมอ โดยเปนการเคารพตอหลักความชอบดวยกฎหมายอันเปน หลักการยอยทีส่ ําคญั ของหลกั นิตริ ัฐ แตนับต้ังแตป พ.ศ. 2547 เปนตนมา ศาลปกครองของประเทศฝรงั่ เศสไดปรับเปล่ียนแนวคําวินิจฉยั เดิม ท่เี คยถือเครงครัดวาจะตอ งเพิกถอน โดยใหมีผลยอนหลังเสมอ เปนใหมีขอยกเวนไดใ นกรณีที่การเพิกถอนนติ ิกรรมทางปกครอง โดยใหมีผลยอนหลังน้ันจะสงผลกระทบ ทรี่ ุนแรงเกินขนาดอยางชัดเจน และกอใหเกิดผลที่ตามมาซงึ่ ไมไดสัดสว นกับความไมชอบดวยกฎหมายของนติ กิ รรมทางปกครองน้ัน ในกรณีเชนวา น้ีศาลปกครองอาจเพิกถอนนิติกรรมทางปกครองน้ัน โดยใหก ารเพิกถอนมีผลไปในอนาคตได จึงเห็นไดว า การทจี่ ะกาํ หนดผลใหคําบงั คับมผี ลไปในอดตี ปจจบุ ัน หรอื อนาคต หลักแหง ความไดส ัดสวนเปนหลกั การพ้ืนฐานสําคัญ ท่ศี าลปกครองฝรั่งเศสใชในการกาํ หนดขอบเขต ดา นระยะเวลาของคําบงั คบั ใหเพิกถอนกฎ เมอ่ื นาํ มาพิจารณาเปรียบเทียบ การกําหนดคาํ บังคบั ในขอบเขตดานระยะเวลาของศาลปกครองไทย ในคําพิพากษาดงั กลา วนี้จะเห็นไดวา ศาลปกครองอาจจะ มิไดคํานึงถึงหลักการนี้ โดยคํานงึ ถงึ หลกั ความชอบดว ยกฎหมายเปนสาํ คัญ จงึ เลอื กท่จี ะกําหนดผลดานระยะเวลาของคาํ บังคับ ใหมีผลยอนหลังไปในอดตี ตามกรอบของมาตรา 72 วรรคสองแหงพระราชบัญญัตจิ ัดตงั้ ศาลปกครองฯ ประเด็นปญหาสําคัญ ท่นี าํ ไปสูการกาํ หนดคําบังคบั ทไี่ มมีความเหมาะสมจึงมิใชอยูที่ตัวตุลาการ แตปญหาสําคญั อยทู ่ีการบัญญตั กิ ฎหมายท่ีไมม ีเกณฑ ทช่ี ัดเจนวากรณใี ดทศ่ี าลควรจะกาํ หนดผลใหคาํ บังคบั มีผลไปในอดีต ปจจบุ นั หรืออนาคตตา งหากท่กี อใหเกิดปญหาในลกั ษณะน้ี 1.2 ปญ หาผลของคาํ บงั คบั ที่ศาลปกครองเพิกถอนคําสงั่ ทางปกครอง อาํ นาจในการกาํ หนดผลคําบังคบั กรณพี ิพาท เกี่ยวกับคาํ สั่งทางปกครองของศาลปกครองไทยมีขอบเขต ดา นเนือ้ หาและขอบเขตดานระยะเวลาอยูใ นกรอบของกฎหมายเดยี วกันกับกรณพี พิ าทเกยี่ วกับกฎ กลาวคือ การกําหนดผล ในขอบเขตดานเน้ือหามเี พียงวธิ ีการเดียว คอื การเพิกถอนคาํ ส่ังทางปกครอง สว นการกําหนดผลในขอบเขตดานระยะเวลา มอี ํานาจกาํ หนดขอบเขตไดทง้ั ใหมีผลไปในอดีต ใหมผี ลในปจจบุ ัน หรือใหม ีผลไปในอนาคต ทัง้ นี้ หากพิจารณาเปรียบเทยี บ กับกรณีการกําหนดผลในขอบเขตดา นระยะเวลาการกําหนดคําบังคับใหเพิกถอน ของศาลปกครองประเทศฝรั่งเศสทาํ ใหเห็นไดว า ประเทศไทยมีกฎหมายเก่ียวกับการกาํ หนดใหคําบังคบั มีผลไปในอนาคตไดกอนประเทศฝรง่ั เศส เห็นไดจ ากศาลปกครอง ประเทศฝร่งั เศสไดปรับเปล่ียนแนวคาํ วินิจฉัยเดิม ที่เคยถือเครงครัดวา จะตองเพิกถอนโดยใหมีผลยอนหลังเสมอ เปนใหมขี อ ยกเวน ไดใ นกรณที ่ีการเพิกถอนมาตรการทางกฎหมายของฝา ยปกครองมีผลไปในอนาคตไดในป พ.ศ. 2547 ภายหลงั จากการประกาศใช พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครอง และวธิ ีพิจารณาคดีปกครองของไทยในป พ.ศ. 2542 และกรณขี องประเทศเยอรมนมี ีลกั ษณะ ของการกาํ หนดผลในขอบเขตดานระยะเวลาที่แตกตา งจากท้งั สองประเทศ คือ หากเปนกรณีคาํ ส่ังทางปกครองที่มีความบกพรอง อยางรุนแรง สามารถกําหนดคําบังคับใหคาํ ส่งั น้นั เปนโมฆะไมมีผลอยา งใด ๆ ในลักษณะของการเพิกถอนยอนหลัง และหากเปนกรณี คาํ ส่ังทางปกครองไมบ กพรองอยางรุนแรงสามารถกาํ หนดคาํ บังคับใหคําสัง่ น้ันเปนโมฆียะ จนกวา จะมีการแกไขใหสมบูรณ
Journal of Roi Et Rajabhat University 125 Volume 14 No.3 September - December 2020 ตามกฎหมายไดอ ีกดวย เมอื่ พิจารณาจากการกาํ หนดคําบังคับใหเ พิกถอนคาํ สั่งทางปกครอง ในคําพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.33/2557 (ประชุมใหญ) ระหวางนายกรัฐมนตรี ท่ี 1 คณะกรรมการพทิ ักษร ะบบคุณธรรม ที่ 2 ผถู ูกฟอ งคดี และนายถวิล เปลี่ยนศรี ผูฟ อ งคดี ในประเด็นขอพิพาทเก่ียวกับการออกคําส่งั โอนยา ยผฟู องคดี จากเลขาธิการสภาความม่ันคงแหงชาติ ใหไปดํารงตาํ แหนง ที่ปรึกษานายกรฐั มนตรีฝายขา ราชการประจํา โดยไมช อบดว ยกฎหมาย ขอใหศาลปกครองพพิ ากษา โดยกําหนดคาํ บงั คบั ใหเพิกถอนคําส่งั โอนยาย และคําวินิจฉยั ของผูถกู ฟองคดที ่ี 2 ทปี่ ระชมุ ใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มีมติกําหนดคาํ บังคับใหเพิกถอนคาํ สัง่ โอนยา ย โดยใหมีผลยอนหลังไปถงึ วันที่คําสง่ั โอนยา ยมีผลบงั คบั เมื่อพิเคราะหการกําหนดผล ขอบเขตดานเน้ือหาของคาํ บงั คับกรณีนี้ เห็นไดว าศาลปกครองไดก ําหนดผลในกรอบการเพิกถอนเชนเดียวกันกับการเพิกถอนกฎ เนือ่ งจากเปน ขอ จํากัดของกฎหมายตามมาตรา 72 วรรคหน่ึง (1) แหง พระราชบัญญตั ิจดั ตงั้ ศาลปกครองฯ แตในสวนของ การกําหนดผลดา นระยะเวลาน้นั ตลุ าการศาลปกครองสูงสุด ฝา ยเสียงขางมากและตลุ าการศาลปกครองสูงสดุ ฝายเสียงขางนอย มีความเห็นแตกตางกัน โดยตุลาการศาลปกครองสูงสุดฝา ยเสียงขางมาก กําหนดคาํ บังคับใหเพิกถอนประกาศสาํ นักนายกรัฐมนตรี เรื่องโอนยา ยผฟู องคดีใหมผี ลยอนหลังไปถงึ วันท่ีประกาศดังกลาวมผี ลใชบังคับ (วันที่ 30 กันยายน 2554) สวนตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดฝา ยเสียงขางนอยมคี วามเห็นวา ควรกําหนดคาํ บังคบั ใหเพิกถอนประกาศดงั กลาวมีผลเมอื่ ครบเกา สบิ วัน นับแตวันทีม่ ีคําพิพากษาน้ี กลาวคือตุลาการศาลปกครองสูงสุดฝา ยเสียงขา งมากเห็นควรใหการเพิกถอนมีผลไปในอดีต แตตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดฝายเสียงขางนอย เห็นควรใหการเพิกถอนมีผลไปในอนาคต ในการนี้ หากพจิ ารณาภายใตหลักความชอบ ดวยกฎหมายของการกระทาํ ทางตุลาการ จาํ เปนที่จะตองพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายทใ่ี หอาํ นาจศาลปกครอง ในการกาํ หนดผลของคาํ บังคับในขอบเขตดา นระยะเวลาตามมาตรา 72 วรรคสองแหงพระราชบญั ญัติจดั ตัง้ ศาลปกครองฯ ท่บี ัญญัติวา “คําบงั คบั ตามวรรคหนึง่ (1) ศาลปกครองมอี าํ นาจกาํ หนดวาจะใหมผี ลยอนหลัง หรอื ไมยอนหลัง หรือมีผลไปใน อนาคตถึงขณะใดขณะหน่งึ ได หรอื จะกําหนดใหมีเงอ่ื นไขอยางใดก็ได ท้ังนี้ ตามความเปนธรรมแหง กรณี” กลา วคือ ศาลปกครอง จะกําหนดผลดานระยะเวลาในขณะใดกไ็ ดทงั้ ใหม ีผลยองหลังไปในอดตี ใหม ีผลในปจจบุ ัน หรือใหม ีผลไปในอนาคตกไ็ ด ความเห็นของตุลาการศาลปกครองสูงสดุ ทั้งสองฝาย จงึ ไมฝ า ฝน ตอหลักความชอบดวยกฎหมายของการกระทาํ ทางตลุ าการ แตก ารกาํ หนดผลในขอบเขตดา นระยะเวลาใดจึงจะมีความเหมาะสม ตามความเปนธรรมแหงกรณีตามความตอนทา ย ของมาตรา 72 วรรคสองดงั กลาว จะตอ งพิจารณาจากความคดิ เห็นภายใตห ลักการทางกฎหมายปกครองที่ศาลปกครอง นาํ มาพิจารณาปรับใชกบั กรณีน้ี ความเห็นของตุลาการศาลปกครองสูงสุดฝา ยเสียงขางมาก คือ “เพื่อเปนการแกไขเยียวยา ความเดือดรอ นเสียหายที่ผฟู องคดไี ดร ับจากประกาศสาํ นักนายกรฐั มนตรี เรอ่ื ง แตงต้ังขาราชการพลเรอื น ลงวันที่ 30 กันยายน 2554 ท่ีเปนเหตุแหงการฟองคดีนี้ จงึ ใหเพิกถอนประกาศสํานักนายกรฐั มนตรดี ังกลา ว มีผลยอนหลงั ไปถงึ วนั ทีป่ ระกาศดังกลา ว มผี ลใชบงั คับ” เห็นไดว า ตุลาการศาลปกครองสูงสุดฝายเสียงขา งมาก มุงคุมครองสทิ ธิของผฟู องคดีภายใตหลักการกระทํา ทางปกครองตองชอบดว ยกฎหมายเปนสําคัญ และเม่ือพบวา มาตรการทางกฎหมายดงั กลาวนีไ้ มช อบดวยกฎหมายจึงตองมี การเพิกถอนยอนหลงั เสมอ ในลกั ษณะเดียวกันกบั ที่ศาลปกครองของประเทศฝร่งั เศส เคยยดึ ถือหลักการนี้กอ นที่จะมี การปรบั เปล่ียนแนวคาํ วินจิ ฉัยนบั ต้ังแตป พ.ศ. 2547 เปนตน สว นความเห็นของตลุ าการศาลปกครองสูงสุดฝายเสียงขางนอย ไดม คี วามเห็นวา “มาตรา 72 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจดั ตง้ั ศาลปกครองฯ บญั ญัติไวชัดแจง วา ใหเปนอํานาจดลุ พินิจ ของศาลที่จะพจิ ารณาไดเ องวาจะสมควรกาํ หนดใหการเพิกถอน มผี ลยอ นหลงั หรอื ไมยอนหลงั หรือมีผลไปในอนาคตถงึ ขณะใด ขณะหนึ่งก็ได หรอื จะกําหนดใหมีเงอ่ื นไขอยางใดก็ได ทง้ั นี้ ใหศาลคาํ นึงถึงความเปนธรรมแหง กรณี นอกจากนี้ ยังมีหลักกฎหมาย ทวั่ ไปในทางปกครองทสี่ ําคัญอีกประการหนึ่งวา ในการพิจารณาพพิ ากษาคดีปกครองนั้น ศาลปกครองจะตองอํานวยความยตุ ิธรรม ทางปกครองโดยพยายามรักษาดลุ ยภาพ ระหวา งการดูแลรักษาประโยชนส ว นตวั ของผูฟอ งคดีกับผลกระทบท่ีอาจจะมีตอ ประโยชนสาธารณะ และการบริหารราชการแผนดินท่ีรัฐโดยหนวยงานทางปกครองหรือเจา หนา ที่ของรฐั ทีเ่ ปนผถู ูกฟอ งคดี มอี ํานาจหนา ท่ีในการดูแลรักษาอีกดว ย เห็นควรกาํ หนดใหการเพิกถอนประกาศสาํ นักนายกรฐั มนตรดี งั กลา วมผี ลเมอื่ ครบ เกา สบิ วัน นบั แตวันท่ีมีคําพพิ ากษา” เห็นไดว า ตุลาการศาลปกครองสูงสุดฝา ยเสียงขางนอยไดพ ิจารณาในการกาํ หนดผล ของขอบเขตดา นระยะเวลาภายใตหลักแหงความไดสัดสวนท่ีจะตองมีการดลุ ยภาพระหวา งการรักษาประโยชนสวนตัว กบั ประโยชนสาธารณะใหสมดุลกัน ซึง่ การท่ีความเห็นของตุลาการศาลปกครองสูงสุดทงั้ สองฝายที่มีความเห็นแตกตา งกันน้ี ไดช ้ีใหเห็นวา บทบัญญัตมิ าตรา 72 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ไมม ีหลักเกณฑท ี่จะทาํ ใหศาลปกครอง ไดใชใ นการพจิ ารณาวาจะกําหนดผลในขอบเขตดา นระยะเวลาใดจงึ จะเกิดความเปนธรรมแหง กรณีได
วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ 126 126 ปที่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 2. ปญ หาเกี่ยวกับอํานาจของศาลในการกําหนดคําบงั คบั หามกระทําการทีไ่ มครอบคลุมถึงการกระทําที่ไดกระทาํ มากอนที่ศาลจะกาํ หนดคําบงั คับหามกระทําการ การกระทาํ ในท่ีน้ี คือ การเคลอื่ นไหวรา งกายของเจา หนาทรี่ ัฐฝา ยปกครองในการดาํ เนินการตา ง ๆ เพ่ือประโยชน สาธารณะตามกฎหมาย ซ่ึงไมใ ชน ิติกรรมการทางปกครอง เชน การกอสรา งสะพาน ถนน การขุดลอกคลองสาธารณะ หรือทอระบายนาํ้ สาธารณะ การกอสรา งหอ งสุขาสาธารณะ หรอื การกอ สรา งท่ีพักคนโดยสาร เปนตน คาํ ฟองประเภทนี้ ถูกกําหนดไวในมาตรา 9 วรรคหน่ึง (1) แหง พระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองฯ ท่บี ญั ญัติวา “คดพี ิพาทเก่ยี วกบั การที่หนวยงาน ทางปกครองหรอื เจาหนาท่ขี องรฐั กระทําการโดยไมชอบดวยกฎหมายไมวาจะเปน...การกระทาํ อ่ืนใด...” ซ่ึงศาลปกครองมอี ํานาจ กําหนดคาํ บังคบั สงั่ หา มการกระทาํ ท้ังหมดหรือบางสว นตามมาตรา 72 วรรคหน่ึง (1) แหงพระราชบัญญตั ิเดียวกัน เมื่อพิจารณา ในเชิงกฎเปรียบเทียบกบั การกาํ หนดคาํ บังคบั ของตา งประเทศจะเห็นไดว า ประเทศเยอรมนีมีประเภทคําบังคบั ในคาํ ฟอง ขอใหเจา หนา ท่ีกระทาํ การ (Leistungsklage) ซึ่งศาลปกครองมอี าํ นาจกําหนดคําบงั คบั ใหเจา หนา ที่ฝา ยปกครองกระทาํ การ หรือละเวนการกระทาํ อยา งหนึ่งอยา งใด หรอื มุงหมายใหล ะเวนที่จะออกคําส่งั ทางปกครองในอนาคตได แตกตา งจากอํานาจ ของศาลปกครองไทย ทใี่ นกรณนี ้ีสามารถกําหนดคาํ บังคบั เพียงสงั่ หามการกระทําเทา นั้น ไมสามารถกําหนดคาํ บังคับใหเจาหนาท่ี กระทาํ การอยางหนึ่งอยางใดไดเลย หากผฟู องคดตี องการใหศาลปกครองไทยกําหนดคาํ บังคับใหเจาหนา ท่ีกระทาํ การ ก็จะตอง มีการฟองเปนคดตี ามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แหงพระราชบญั ญตั ิจัดต้ังศาลปกครองฯ และมีคาํ ขอใหศ าลปกครอง กาํ หนดคํา บังคับสั่งใหเจา หนา ท่ีกระทําการภายในเวลาท่ีศาลปกครองกําหนดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แหง พระราชบัญญัตเิ ดียวกัน ในการน้ี เมอ่ื พิจารณาจากคําพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ.394/2550 อนั เปนคดพี ิพาทเก่ียวกบั การที่หนวยงานทางปกครอง กระทําละเมดิ อันเกิดจากการใชอ าํ นาจตามกฎหมาย ในการกอสรา งสะพานทางเดินเทา คอนกรีตเสริมเหล็กปดก้ันท่ีดนิ ของผฟู องคดีมใิ หสามารถใหเ ปนทางขึ้นลงเขาออกระหวางท่ีดินของผูฟ องคดี กับคลองบางใหญอ ันเปนการสรา งภาระใหเกิดข้ึนกบั ประชาชนเกินสมควร ศาลปกครองไดมีคําบังคับหา มผูถูกฟองคดีกอ สรา งสะพานทางเดนิ เทาคอนกรีตเสริมเหลก็ หรือส่ิงกอ สรา ง ใด ๆ บรเิ วณหนาท่ีดินของผูฟอ งคดี และใหรือ้ ถอนเสาไมหรอื ส่งิ กอสรา งใด ๆ ที่ผถู ูกฟอ งคดีไดทําการกอสรา งสะพานดังกลาว ออกจากบรเิ วณหนาทด่ี ินของผูฟองคดีท้ังสองใหหมด แลวจัดทาํ ใหบ รเิ วณดังกลา วกลบั คืนสสู ภาพเดมิ ภายใน 45 วนั นับแตว ันท่ี ไดมีคาํ พพิ ากษา ซ่งึ กรณีน้เี ปนการฟอ งคดีที่เกี่ยวของกันอยูสองประเด็น คอื การกอสรา งสะพานทางเดินเทา คอนกรีตเสริมเหล็ก หรือสิ่งกอ สรางใด ๆ ท่ีไมช อบดวยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหน่ึง (1) และการใชอาํ นาจกระทาํ การกอสรา งดังกลาวกอ ใหเ กิด ความเสยี หายแกผูฟองคดีเกินสมควร อันเปนการกระทาํ ละเมิดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ซ่ึงศาลปกครองสามารถกําหนด คําบังคบั ใหกระทาํ การ หรอื งดเวนกระทําการไดด วยตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) ท้ังนี้ หากพิจารณาในแงท่ีเปนการฟองคดี กระทาํ การกอสรา งสะพานโดยไมชอบดว ยกฎหมายเทา นั้น ศาลปกครองไทยก็จะสามารถกําหนดคาํ บังคับไดเพียงหา มกระทาํ การกอสรางสะพานเทา น้ันตามมาตรา 72 วรรคหน่งึ (1) ภายใตห ลกั ความผูกพันตอกฎหมายของฝา ยตลุ าการและหลักการ ท่ีหามศาลพิพากษาเกินคาํ ขอ ปญหาทีต่ ามมากค็ ือ ส่ิงทีฝ่ า ยปกครองไดดาํ เนินการกอสรา งไปกอ นท่ีศาลจะมีคาํ บังคับ หา มกระทาํ การจะตอ งดําเนินการแกไขอยางไร เนอ่ื งจากฝา ยปกครองก็ตองผูกพันตามหลกั การกระทําทางปกครอง ตองชอบดวยกฎหมาย เมอ่ื ศาลกําหนดคําบงั คับหามกระทําการ ฝา ยปกครองก็จะตองไมกระทาํ การตอ แตผ ลกระทบที่เกิดจาก การดาํ เนินการกอ สรา งไปกอนท่ีกอใหเกิดความเสยี หาย กบั ประชาชนผูฟองคดียังไมสิ้นสดุ จะมีวิธีการดาํ เนินการอยา งไร กรณีน้ี จงึ เปนปญหาเกย่ี วกบั อํานาจของศาลในการกาํ หนดคําบังคับหามกระทําการทม่ี ีขอจํากัดมากจนเกนิ ไป 3. ปญ หาเก่ียวกับอาํ นาจของศาลในการกาํ หนดคําบังคับใหกระทาํ การทไ่ี มส ามารถกาํ หนดคาํ บังคับใหฝายปกครอง กระทําการออกกฎหรอื คาํ ส่ังท่ีเปนคณุ ใหแกผฟู องคดไี ด การทศ่ี าลปกครองจะกาํ หนดคาํ บังคบั ใหกระทําการได จะตอ งเปนกรณกี ารฟองคดีเก่ียวกบั การท่ีหนวยงาน ทางปกครองหรอื เจาหนาท่ีของรฐั ละเลยตอหนา ท่ีตามกฎหมาย หรือปฏิบตั หิ นา ท่ีลา ชา เกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหน่งึ (2) แหงพระราชบัญญัตจิ ัดต้ังศาลปกครองฯ ซึ่งในกรณีของประเทศฝร่งั เศสมีกรณที ี่ศาลปกครองสามารถกาํ หนดคําบงั คบั ใหกระทําการ ไดใ นกรณีของคําฟองขอใหเพิกถอนนิติกรรมทางปกครองของฝา ยปกครอง ศาลปกครองอาจกาํ หนดคําบังคบั ส่ังการ ใหองคก ร เจา หนาที่ฝา ยปกครองกระทาํ การอยา งหนึ่งอยางใดภายในระยะเวลาทีก่ าํ หนดได ในกรณีที่ศาลปกครองส่ังเพิกถอนคําสั่งทางปกครอง ขององคก รเจา หนาทีฝ่ ายปกครองซ่ึงปฏิเสธคาํ ขอของโจทก และปรากฏขอเทจ็ จรงิ วา องคกรเจาหนาทฝี่ ายปกครองผูกพัน ทจี่ ะตอ งออกคาํ สั่งอนุญาตใหแกโจทก สว นในกรณีที่ฝายปกครองมีดลุ พินิจ ศาลปกครองจะกําหนดคําบงั คบั ส่ังการใหองคกร เจาหนา ท่ีฝายปกครอง ดําเนินกระบวนพิจารณาดงั กลา วภายในระยะเวลาที่กาํ หนด กรณปี ระการหลงั น้ีเปนกรณที ่ียงั ไมปรากฏ แนชัดวาองคกรเจาหนาทีฝ่ า ยปกครอง จะตอ งออกคําสั่งทางปกครองใหโจทกหรือไม และเมื่อพิจารณาถึงกรณขี องประเทศเยอรมนี
Journal of Roi Et Rajabhat University 127 Volume 14 No.3 September - December 2020 คําฟองขอใหเจาหนาท่ีออกคาํ ส่งั ทางปกครอง (Verpflichtung-sklage) จะมีลักษณะพิเศษที่ศาลปกครองสามารถกาํ หนดคําบงั คับ ส่งั ใหเจาหนา ท่ฝี ายปกครองออกคําส่ังทางปกครองใหแ กผูฟองคดไี ด ในกรณที ่ีเจา หนาทฝี่ ายปกครองปฏเิ สธหรอื ละเลยไมอ อก คําสง่ั ทางปกครองตามกฎหมายแกผูฟอ งคดี จากการพิจารณาในเชิงกฎหมายเปรยี บเทียบ จึงเห็นไดว าอาํ นาจศาลปกครองไทย ในการกาํ หนดคาํ บังคบั ในกรณีนี้ อาจมีขอ จาํ กัดมากกวาทง้ั สองประเทศท่ีกลา วมาในตอนตน เมอ่ื พิจารณาจากแนวคาํ พิพากษา ศาลปกครองสูงสุด ท่ี อ.1401/2559 อันเปนกรณพี ิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครองหรอื เจาหนาท่ขี องรัฐละเลยตอ หนาท่ี ตามที่กฎหมายกาํ หนดใหตอ งปฏบิ ตั ิในการพิจารณาคาํ ขออนุญาตทําไมหวงหาม (ไมสัก) โดยศาลปกครองไดกําหนดคาํ บังคับ ใหผถู ูกฟองคดดี ําเนินการพิจารณาคาํ ขออนุญาตทาํ ไม ของผูฟองคดีตามกฎหมายและระเบยี บท่ีเก่ียวขอ งตอ ไป เห็นไดว า เปนขอพิพาทเกี่ยวการอนุญาตทาํ ไม ท่ีมลี ักษณะเปนคําสง่ั ทางปกครอง ความประสงคท ี่แทจริงของผูฟอ งคดีจึงตอ งการการอนุญาต มิใชการใหฝา ยปกครองพิจารณาการอนุญาตตามกฎหมายและระเบียบทเ่ี กี่ยวขอ ง เน่ืองจากเมื่อฝายปกครองไปดาํ เนินการพิจารณา ตามที่ศาลปกครองกําหนดคาํ บังคบั แลวอาจจะอนญุ าตหรือไมอนญุ าตกไ็ ด ทาํ ใหเกิดเปนประเด็นท่ีวา ชนะคดีในช้ันศาล แตไ มไดร ับประโยชนท ี่แทจรงิ จากคําพิพากษา เนือ่ งจากเปนขอจํากัดของบทบัญญัติมาตรา 72 วรรคหนง่ึ (2) ทกี่ ําหนดให ศาลปกครองไทยมอี ํานาจกําหนดคาํ บงั คบั ใหฝ า ยปกครองกระทําการภายในเวลาท่ีกาํ หนดไดเทาน้ัน ไมอาจกาํ หนดคาํ บังคับ ใหฝา ยปกครองกระทําการที่เปนคุณแกผฟู องคดไี ด ฉะนั้น เม่ือฝายปกครองไปดาํ เนินการตามคาํ พพิ ากษาท่ีศาลปกครอง ไดกําหนดคาํ บังคบั ใหกระทาํ การพิจารณาคําขออนุญาต แลว มีคําสั่งไมอนุญาตตามทผี่ ูฟองคดี มีคาํ ขอผูฟองคดีที่ชนะคดีดงั กลา ว ก็จะตองนาํ คาํ สง่ั ไมอนุญาตมาฟองเปนคดีพพิ าท เกี่ยวกับการออกคาํ สัง่ ทีไ่ มชอบดวยกฎหมาย เพือ่ เพิกถอนคําส่ังไมอนุญาต เปนคดใี หมอ ีกหน่ึงคดี ซึง่ เปนการเพ่ิมปริมาณคดีตอ ศาลปกครอง และเปนการช้ใี หเหน็ ไดชัดวาคําบังคบั ใหกระทาํ การ ไมสามารถแกไ ขเยียวยาความเดือดรอ นเสียหาย ใหแ กผูฟองคดีไดต ามวัตถุประสงคของผฟู อ งคดี 4. ปญ หาการกาํ หนดคาํ บังคบั ที่ไมชดั เจนหรอื ไมอ าจปฏบิ ตั ิได การกาํ หนดคําบังคับตองดุลยภาพระหวา งการท่ีจะแกไ ขเยียวความเดือดรอ นใหแกประชาชนกับประโยชนสาธารณะ จึงจาํ เปนทศ่ี าลปกครองจะตองกําหนดคาํ บงั คบั ใหมีความเหมาะสมชดั เจนทาํ ใหฝา ยปกครองสามารถปฏิบัตติ ามคาํ บังคบั เพ่ือแกไขเยียวความเดือดรอนใหกับประชาชนได แตม ีหลายกรณีท่ีคําบังคับไมสามารถเปนเคร่อื งมือในการแกไขความเดือดรอน ใหกับประชาชนได และกอใหเกิดปญหาในการปฏบิ ตั ิใหสอดคลองกับผลของคําพิพากษาโดยฝา ยปกครองอีกดว ย จากการศกึ ษา พบวา คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.275/2557 กรณีการฟองคดพี ิพาทเก่ียวกับการท่ีหนว ยงานปกครอง (เจาพนักงาน ที่ดิน) ละเลยตอ หนาทีต่ ามกฎหมายกาํ หนดใหตองปฏบิ ตั ิ หรือปฏิบตั หิ นาที่ดังกลา วลา ชาเกินสมควร ซึ่งมสี าเหตุมาจาก มีขอ สงสัยวาทีด่ ินท่ีขอออกโฉนดอยูใ นที่สาธารณะประโยชนหรอื ไม และจะตองมีการตรวจสอบใหชดั เจนกอ นจึงจะสามารถ ออกโฉนดได โดยศาลปกครองไดพิพากษาและกาํ หนดคาํ บังคับ ใหสาํ นักงานทดี่ ินจังหวัดดาํ เนินการออกโฉนดทดี่ ินใหแก ผฟู องคดตี อไปตามหลักเกณฑและวธิ กี ารที่กาํ หนดไวในประมวลกฎหมายท่ีดิน กฎหมายและระเบียบท่ีเก่ียวขอ ง ทั้งน้ี ภายใน หกสิบวันนับแตว ันท่ีศาลมีคําพพิ ากษา หากพิจารณาในทางปฏิบตั ิหนาทข่ี องฝา ยปกครองผูท่ีจะส่งั การใหฝายปกครองปฏบิ ตั ิ หนา ทีต่ ามกฎหมายในท่ีน้ีก็คือรัฐมนตรวี า การกระทรวงมหาดไทย การกําหนดคาํ บังคับในกรณีจงึ เปนการฝาฝนหลักการ แบงแยกอํานาจ โดยศาลปกครองไดส่ังการเสมอื นเปนฝา ยปกครอง ซ่งึ หากฝายปกครองไมสามารถดาํ เนินการตามที่กาํ หนดแลว จะตองมคี วามรับผิดอยางไร และเกดิ ความไมชดั เจนในการทีจ่ ะตองปฏบิ ตั ใิ หสอดคลอ งกับคําพพิ ากษา เน่อื งจากคําบงั คบั ตอ งมีความเหมาะสมชัดเจน ที่จะสามารถแกไ ขเยียวยาความเดือดรอนใหกับประชาชนไดอ ยางแทจริง ในกรณีนี้เปนการกาํ หนด คําบังคบั ในลักษณะบอกกลา วใหท ราบวา ผูฟอ งคดี มสี ิทธิทีจ่ ะไดร บั โฉนดแตจ ะตอ งใหเจา หนา ที่ไปดาํ เนินการตรวจสอบ ตามอํานาจหนาที่กอ น ซึง่ ก็ยงั ไมท ราบแนช ดั วาที่ดินดังกลาวอยูในท่สี าธารณะประโยชนห รอื ไม และในทางปฏบิ ัตหิ ากเจาหนาท่ี ไดไ ปดาํ เนินการตามอํานาจหนา ทต่ี ามท่ีกฎหมายท่ีเกี่ยวของกาํ หนดแลว พบวาท่ีดินทัง้ แปลงอยใู นทสี่ าธารณะประโยชน การชนะคดีตามคาํ พิพากษาของผูฟองคดีก็จะไมส ามารถที่จะไดรบั จะประโยชนท ่ีแทจริงตามความประสงคของผฟู องเลย และคาํ พิพากษาศาลปกครองกลางที่ 754/2556 โดยศาลไดพ ิพากษาโดยมีคาํ บังคับวาเหน็ สมควรทีจ่ ะตอ งใหทําการเยียวยา ความเสยี หายในสวนน้ี โดยใหกรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมนาํ ตนไมช นิด ประเภท และขนาดเดียวกันหรอื ใกลเคียงกัน ในจํานวนที่เทา กันกับตนไมที่ถูกตัดโคนไปแลว ตามบัญชีทไ่ี ดมีการสํารวจและบันทึกไวเมอื่ วันท่ี 14 ธ.ค. 2552 ไปปลกู ทดแทน ตามแนวถนนท่ีทําการขยายโดยใหเร่ิมดําเนินการภายใน 60 วัน นับแตวันทีค่ ําพิพากษาถึงท่สี ดุ เพ่ือใหมีสภาพใกลเคยี งกับของเดิม ใหมากทสี่ ุด หากพิจารณาในทางปฏิบตั แิ ลวการท่ีจะพิจารณานําตนไมชนิด ประเภท และขนาดใด มาปลกู น้ันเปนดลุ พินิจ ของฝายปกครอง และเปน การยากอยา งมากหรือเปนไปไมไดอยา งแนนอน ทจ่ี ะนําตองไมข นาดเดียวกันหรือใกลเคียงกัน
วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด 128 128 ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 ในจํานวนที่เทากันกบั ตน ไมทีถ่ ูกตดั โคน ไปแลว มาปลูกทดแทนภายในระยะเวลาท่ีกาํ หนดในคําบังคับ ฉะนั้น การกําหนดคาํ บังคบั จึงมีความจําเปนท่ีจะตอ งกําหนดคําบังคบั ใหมีความชัดเจน เพ่ือใหฝา ยท่จี ะตองปฏิบตั ิตามคาํ พิพากษาปฏิบัติไดอยางเหมาะสมตอไป สรุปผล คาํ บังคับ คอื ขอ ความในคําพิพากษาของศาลปกครองท่ีกฎหมายกําหนดใหอํานาจแกศาลปกครองในการบังคบั ใหคูกรณฝี า ยท่ีแพคดตี ามคาํ พพิ ากษาตองปฏิบัตติ าม เพื่อแกไขเยียวยาความเดือดรอ นหรือเสียหายใหแกค ูกรณฝี ายท่ชี นะคดี โดยถือเปนรายการหน่ึงในคาํ พิพากษาของศาล ซ่งึ ถามกี ็ตองกาํ หนดเอาไวในคาํ พิพากษาน้ันดว ย การกาํ หนดคาํ บังคับจะตอง สอดคลองกบั ประเภทคดี จึงเปนขอจํากดั อาํ นาจของศาลปกครองในการที่จะกาํ หนดคําบังคบั ในลักษณะอ่ืน เพอื่ แกไขเยียวยา ความเดอื ดรอนเสียหายใหแกผ ฟู องคดี โดยเฉพาะกรณีการฟอ งคดีเก่ียวกับนติ ิกรรมทางปกครองทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย ศาลปกครองก็จะมีเพียงอํานาจกาํ หนดคาํ บังคบั เพิกถอนนิติกรรมทางปกครองที่ไมชอบดว ยกฎหมายเทา น้ัน ในสวนของ การกําหนดผลดา นระยะเวลาการเพกิ ถอน ก็เปนอํานาจดลุ พินิจของศาลปกครองที่ยงั ไมมีหลักเกณฑในการพิจารณา วากรณใี ด ควรกาํ หนดใหการเพิกถอนมีผลยอนหลัง หรือมีผลในปจจุบันหรือมีผลไปในอนาคต ในกรณีการกําหนดคําบังคับหา มกระทําการ ก็ไมมอี าํ นาจกําหนดคาํ บงั คบั ใหฝ ายปกครอง แกไ ขการกระทาํ ท่ีเกิดข้นึ กอ นที่ศาลจะกาํ หนดคําบงั คับหา มกระทาํ การได รวมทั้ง การกาํ หนดคําบังคับใหกระทําการภายในเวลาที่ศาลปกครองกาํ หนด ก็ไมสามารถกําหนดคาํ บงั คบั ใหฝายปกครองกระทําการ ท่ีเปนคณุ ตามวัตถุประสงคของผฟู องคดไี ด ขอ เสนอแนะ ตามที่ไดศึกษาการกําหนดคาํ บังคับในคดปี กครองของไทยเปรยี บเทียบกบั กรณีการกําหนดคาํ บังคบั ในคดีปกครอง ของประเทศฝรั่งเศสและประเยอรมนี โดยทําการศกึ ษาจากแนวคาํ พิพากษาศาลปกครองของไทยภายใตข อ ความคิดทั่วไป เก่ียวกบั วธิ ีพิจารณาคดีปกครอง และขอความคิดเกย่ี วกับความจําเปนในการกําหนดคาํ บังคบั ใหมีความเหมาะสมจากสภาพปญหา ทไ่ี ดกลา วมาแลว ตอนตน ดงั นั้น เพือ่ การแกไขปญหาดังกลา วจึงมขี อเสนอแนะเพ่ือการนาํ ไปใช และขอเสนอแนะในการทาํ วิจยั คร้ังตอ ดังน้ี 1. ขอเสนอแนะในการนาํ ไปใช 1.1 ใหม ีการแกไ ขเพิ่มเติมมาตรา 72 แหงพระราชบญั ญัติจัดตั้งศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 โดยกาํ หนดใหมีบทบัญญัติ ดังน้ี “มาตรา 72 ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมอี าํ นาจกําหนดคาํ บงั คบั อยา งหนึ่งอยางใด ดงั ตอไปน้ี 1) สง่ั ใหเพิกถอนกฎหรอื คาํ สั่งหรือส่ังหา มการกระทาํ ท้ังหมดหรอื บางสวนหรอื สัง่ ใหกระทําการเพ่ือแกไข เยียวยาการกระทาํ กอ นท่ีจะมีคําบังคบั หามการกระทาํ ในกรณที ่มี ีการฟองวาหนวยงานทางปกครองหรอื เจาหนา ที่ของรัฐ กระทาํ การโดยไมชอบดวยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหน่งึ (1) ทัง้ น้ี ในกรณีการกาํ หนดคาํ บงั คบั ส่ังใหเพิกถอนกฎหรอื คาํ ส่ัง ท่ีหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาท่ขี องรัฐ มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะตองออกกฎหรือคําสง่ั ใหมแทนกฎหรือคําสั่ง ทีถ่ ูกเพิกถอน ใหศาลปกครองกําหนดคาํ บังคบั สัง่ ใหหนว ยงานทางปกครองหรอื เจา หนาที่ของรฐั ออกกฎหรอื คําส่งั ใหมแทนกฎ หรือคาํ สั่งท่ถี กู เพิกถอนแกผ ูฟอ งคดี เฉพาะกรณีที่หนวยงานทางปกครองหรอื เจา หนาท่ีของรฐั ไมมอี ํานาจดลุ พินิจ หากเปนกรณที ่ี หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาทข่ี องรัฐยงั คงมดี ลุ พินิจ ใหศาลปกครองกําหนดคําบังคบั ใหหนวยงานทางปกครองหรือเจา หนาท่ี ของรัฐพิจารณาออกกฎหรือคาํ ส่ังใหมภายในระยะเวลาท่ีศาลปกครองกาํ หนด โดยคาํ นึงถงึ ความเห็นในทางกฎหมายของศาล ทีป่ รากฏในคาํ พิพากษาดวย 2) สัง่ ใหหัวหนาหนว ยงานทางปกครองหรอื เจา หนา ท่ขี องรัฐท่ีเกย่ี วขอ งปฏิบัติตามหนา ท่ีภายในเวลาที่ ศาลปกครองกาํ หนด ในกรณที ี่มีการฟองวาหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนา ท่ขี องรัฐ ละเลยตอ หนาทีห่ รือปฏบิ ัติหนา ท่ีลา ชา เกนิ สมควร ท้งั นี้ ในกรณีทีม่ ีการฟองวา หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรฐั ละเลยตอ หนาที่ หรอื ปฏิบัติหนา ท่ีลาชา เกินสมควรในการออกกฎหรอื คาํ สั่ง ใหศ าลปกครองกาํ หนดคาํ บังคบั สง่ั ใหหนว ยงานทางปกครองหรือเจาหนาทขี่ องรฐั ออกกฎ หรอื คาํ ส่ังใหแกผูฟองคดี เฉพาะกรณที ่หี นวยงานทางปกครองหรือเจา หนาท่ีของรฐั ไมมอี ํานาจดุลพินิจ หากเปนกรณีที่หนวยงาน ทางปกครองหรือเจาหนาทีข่ องรัฐยังคงมีดุลพินิจ ใหศ าลปกครองกําหนดคําบังคบั ใหหนว ยงานทางปกครองหรอื เจาหนา ท่ีของรฐั พจิ ารณาออกกฎหรอื คาํ ส่ังภายในระยะเวลาท่ีศาลปกครองกาํ หนด โดยคาํ นึงถงึ ความเห็นในทางกฎหมายของศาลท่ีปรากฏ ในคาํ พพิ ากษาดว ย
Journal of Roi Et Rajabhat University 129 Volume 14 No.3 September - December 2020 3) ส่งั ใหใชเงนิ หรือใหส ง มอบทรัพยสินหรอื ใหกระทําการหรืองดเวนกระทําการ โดยจะกําหนดระยะเวลา และเงอ่ื นไขอ่ืน ๆ ไวดว ยก็ได ในกรณที ่ีมีการฟองเกย่ี วกบั การกระทําละเมิดหรือความรบั ผิดของหนว ยงานทางปกครอง หรือเจา หนา ท่ีของรัฐ หรือการฟอ งเก่ียวกับสญั ญาทางปกครอง 4) ส่ังใหถอื ปฏิบัตติ อ สทิ ธิหรอื หนา ทขี่ องบุคคลท่ีเกยี่ วของ ในกรณที ี่มีการฟองใหศาลมีคาํ พิพากษา แสดงความเปนอยูข องสิทธิหรือหนาที่นั้น 5) สั่งใหบุคคลกระทําหรือละเวนกระทาํ อยา งหนง่ึ อยางใดเพอ่ื ใหเ ปนไปตามกฎหมาย ในกรณีที่มีคาํ บังคับตามวรรคหนง่ึ (1) ศาลปกครองมีอํานาจกําหนดวา จะใหมีผลยอ นหลังหรือไมยอนหลัง หรือมีผลไปในอนาคตถึงขณะใดขณะหน่งึ ได หรอื จะกําหนดใหม เี ง่ือนไขอยา งใดกไ็ ด ในกรณที ี่การเพิกถอนกฎหรือคาํ ส่ังใหม ผี ล ยอนหลังนั้น จะสง ผลกระทบที่รุนแรงเกินขนาดอยา งชัดเจน ทั้งตอ ประโยชนสาธารณะและประโยชนส ว นตัวของบุคคล และกอใหเกิดผลตามมา ซึ่งไมไดส ัดสวนกับความไมชอบดวยกฎหมายของกฎหรอื คําสงั่ น้ัน ใหศาลปกครองกาํ หนดผลให การเพิกถอนกฎหรอื คําส่ังนั้น มีผลในวันท่ีศาลมีคาํ พิพากษาหรอื ใหมผี ลไปในอนาคตเทาน้ัน ในกรณีที่ศาลปกครองมีคาํ พิพากษาถงึ ทส่ี ุดใหเพิกถอนกฎ ใหม ีการประกาศผลแหงคําพพิ ากษาดังกลา ว ในราชกิจจานุเบกษา และใหการประกาศดงั กลาวมีผลเปนการเพิกถอนกฎน้ัน” 1.2 ใหจัดตง้ั คณะกรรมการวินิจฉัยขอ พิพาทเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิใหสอดคลองกับผลของคําพพิ ากษาเพ่ือทาํ หนา ท่ี วนิ ิจฉัยชีข้ าดปญ หา ที่ไมสามารถปฏบิ ัตติ ามคาํ บงั คบั ในคาํ พิพากษาของศาลปกครอง 2. ขอเสนอแนะในการทาํ วิจัยครั้งตอ ไป 2.1 ในการพิพากษาคดขี องศาลปกครองนอกจากจะมีคาํ บังคบั เปนองคประกอบหนึ่งทีส่ าํ คญั ในการส่งั การ ใหฝา ยปกครองดาํ เนินการตาง ๆ เพ่ือแกไขเยยี วยาความเดอื ดรอ นใหแกผูฟองคดี ยังมีขอสงั เกตเก่ียวกับแนวทาง หรือวิธีการ ดาํ เนนิ การใหเปนไปตามคาํ พิพากษาที่ศาลปกครองใชในการเสนอแนะแนวทาง หรือวธิ ีการใหฝายปกครองสามารถดาํ เนินการ ใหเปนไปตามคําบังคับในคาํ พิพากษาไดอ ยา งเหมาะสม แตมีหลายกรณที ่ีศาลมขี อสงั เกตเกีย่ วกบั แนวทาง หรือวิธีการดําเนินการ ใหเปนไปตามคําพพิ ากษาที่มลี ักษณะเปนการบังคบั ใหฝายปกครอง ตองดาํ เนินการตามขอ สงั เกตของศาลจนมลี ักษณะใกลเคยี ง กบั คําบงั คบั ฉะนั้น จงึ ควรทจี่ ะทําการศึกษาวิจัยถึงขอบเขตของขอ สังเกตเกี่ยวกับแนวทาง หรอื วิธีการดาํ เนินการใหเ ปนไปตาม คําพิพากษาตอ ไป 2.2 เมอ่ื ศาลปกครองมไี ดมีคาํ พิพากษาโดยกําหนดคําบงั คับแลว การปฏิบตั ิตามคาํ บงั คับของศาลปกครอง โดยฝายปกครองจะเปนอีกกรณหี น่งึ ที่มีความสาํ คญั ซ่ึงมีหลายกรณีท่เี มื่อศาลปกครองมีคําพพิ ากษาแลวฝา ยปกครองไมได ดาํ เนนิ การใหส อดคลอ งกบั ผลของคาํ พพิ ากษา จนทาํ ใหเจา หนาที่ฝา ยปกครองตองมีความรับผิดท้งั ทางวินัยและทางอาญา ฉะนนั้ จงึ ควรทาํ การศึกษาวิจัยถงึ กรณีการปฏิบัตใิ หสอดคลอ งกับผลของคําพิพากษาตอ ไป เอกสารอางอิง ชาญชัย แสวงศักดิ์. (2558). คําอธบิ ายกฎหมายจัดต้งั ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (พิมพครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สํานกั พมิ พว ิญูชน. นฤมล ขณะรัตน. (2554). ปญ หาการจดั ทาํ คาํ พพิ ากษาและการกาํ หนดคาํ บังคบั ในคดีปกครอง. วิทยานพิ นธ นิตศิ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ ากฎหมายมหาชน. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. บรรเจดิ สงิ คะเนติ. (2558). หลกั พืน้ ฐานเกี่ยวกับสทิ ธิเสรีภาพและศักดศิ์ รีความเปนมนษุ ย (พมิ พคร้ังท่ี 5). กรงุ เทพฯ: วิญชู น. บรรเจิด สงิ คะเนต.ิ (2556). หลักกฎหมายเกี่ยวกบั การควบคุมฝายปกครอง (พมิ พครงั้ ที่ 5). กรงุ เทพฯ: วญิ ูชน. บรรเจดิ สงิ คะเนต.ิ (2547). ความรเู บ้อื งตนเกี่ยวกบั คดีปกครองเยอรมัน. กรงุ เทพฯ: โครงการตําราและวารสารนิติศาสตร คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร. บรรเจดิ สงิ คะเนติ. (2547). หลกั พ้ืนฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเปนมนษุ ยตามรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540. กรงุ เทพฯ: วิญชู น. บวรศักด์ิ อุวรรณโณ. (2530). วิธพี จิ ารณาคดีปกครองในฝรั่งเศส. กรงุ เทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. เพ็ญศรี วงศเสร.ี (2540). หลักทีส่ าํ คญั ในกระบวนวิธพี ิจารณาความในศาลปกครองเยอรมัน. กรงุ เทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา.
130 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 ฤทัย หงสสิริ. (2561). ศาลปกครองและการดาํ เนินคดีในศาลปกครอง (พมิ พคร้ังท่ี 9). กรงุ เทพฯ: สาํ นักอบรมศกึ ษากฎหมาย แหงเนตบิ ัณฑติ ยสภา. วรเจตน ภาครี ตั น. (2554). ประเภทของคาํ ฟองคดีปกครองในกฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครองฝรั่งเศส. วารสารนิตศิ าสตร, 40(2), 263-264. วษิ ณุ วรัญู ปยะศาสตร ไขวพันธุ และ เจตน สถาวรศีลพร. (2551). ตํารากฎหมายปกครองวาดว ยกฎหมายปกครองทั่วไป. กรงุ เทพฯ: โครงการพฒั นาตาํ รานิตศิ าสตรดา นกฎหมายมหาชน สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า. สคุ นธา ศรภี ริ มย. (2556). การบงั คับคดขี องศาลปกครองฝรง่ั เศส ในรายงานผลโครงการพฒั นาตลุ าการศาลปกครอง ดานสิง่ แวดลอม (Green Judges). กรุงเทพฯ: สาํ นักงานศาลปกครอง. อษุ ณยี ลีว้ ิไลกุลรัตน. (2551). ผลกระทบของการพิพากษาเพิกถอนกฎโดยใหม ีผลยอ นหลัง : ศึกษาคําพพิ ากษาศาลปกครอง สงู สดุ กรณี กฟผ.. วทิ ยานพิ นธ นิติศาตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายมหาชน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
Journal of Roi Et Rajabhat University 131 Volume 14 No.3 September - December 2020 การระงับขอพพิ าทในสัญญาทางปกครองโดยอนญุ าโตตลุ าการ Alternative Dispute Settlement in Administrative Contract through Arbitration เยยี่ ม อรุโณทัยววิ ัฒน1 และ บรรเจดิ สิงคะเนติ2 Received : 21 ก.พ. 2563 Yeam Arunotivivat1 and Banjerd Singkaneti2 Revised : 4 เม.ย. 2563 Accepted : 5 เม.ย. 2563 บทคัดยอ งานวิจัยนี้มวี ตั ถุประสงคเพอื่ ศึกษาเกยี่ วกบั การนําวธิ ีการระงับขอพิพาททางเลือกโดยอนุญาโตตุลาการมาใชระงบั ขอพิพาทในสัญญาทางปกครอง รวมทัง้ ปญหาการใชบ ังคบั พระราชบญั ญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กบั การระงบั ขอ พิพาท ดังกลา ว เน่ืองจากสญั ญาทางปกครองเปนเครอ่ื งมือของรฐั ในการจดั ทาํ บริการสาธารณะใหบ รรลุผล และมุงคุมครองประโยชน สาธารณะมากกวาประโยชนของเอกชน ดังน้ัน คสู ัญญาฝา ยรฐั จงึ มเี อกสทิ ธิท์ ี่เหนือกวาคูสัญญาฝายเอกชนเสมอแตใ นขณะ ทม่ี าตรา 15 แหง พระราชบญั ญัตดิ งั กลาวไดบ ัญญัตใิ หสัญญาระหวางหนวยงานของรฐั กับเอกชนอาจตกลงใหใ ชวธิ ีการอนญุ าโตตลุ าการ ในการระงบั ขอ พพิ าทได จึงเกดิ ขอโตแยงในประเด็นปญ หาวา การนาํ อนุญาโตตลุ าการมาใชร ะงับขอ พพิ าทในสัญญาทางปกครอง จะขัดกับหลักกฎหมายปกครองหรือไม รวมถึงปญหาเร่ืองความเช่ียวชาญในสัญญาทางปกครองของอนุญาโตตลุ าการ วธิ พี ิจารณา ตลอดจนการคัดคา นและการบงั คับตามคาํ ชขี้ าดของอนุญาโตตุลาการซ่งึ เปนไปในแนวทางเดยี วกบั การระงบั ขอ พิพาทในสัญญา ทางแพง โดยศึกษาเปรยี บเทียบระหวางสัญญาทางปกครองของฝร่งั เศสกบั สัญญาของรฐั ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงวิธีการระงบั ขอ พิพาทอันเกิดจากสัญญาเหลา น้ัน เปนเกณฑใ นการวิเคราะหเรื่องการระงบั ขอพิพาทในสัญญาทางปกครองโดย อนุญาโตตุลาการของไทย จากการศึกษา ปรากฏแนวทางการแกไขปญหา ดังนี้ 1) สญั ญาทางปกครองที่จะกําหนดใหใ ชการระงับขอพพิ าท โดยอนญุ าโตตุลาการตอ งผา นความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรี ตามหลักเกณฑและวธิ ีการท่ีกาํ หนดไวในพระราชกฤษฎกี า รวมทั้งใหมีการจัดต้ังคณะกรรมการวินิจฉัยชข้ี าดขอพิพาทเก่ียวกบั สัญญาทางปกครองขึ้น เพื่อเปน ทางเลอื กในการระงบั ขอพิพาท ใหแกคูส ญั ญา 2) ศาลปกครองตอ งเครงครัดกับการตรวจสอบคาํ ชี้ขาดใหเปนไปตามท่ีกฎหมายกาํ หนด คําสาํ คญั : อนุญาโตตุลาการ, สัญญาทางปกครอง, การระงบั ขอ พิพาท Abstract This research is a study of problems regarding the use of an Alternative Dispute Resolution (ADR) through arbitration to settle disputes arising from administrative contracts. The purpose of this research is to study the principles of the dispute resolution in administrative contracts through arbitration, including the problems arising from the enforcement of the Arbitration Act, B.E. 2545 (2002) to the dispute resolution in administrative contracts. An administrative contract is a contract, which has special characteristics focusing on the achievement of providing public service which is a duty of the government, as well as always aiming to protect the public interest over private interest. Therefore, an administrative contract should be enforced so that the public interest shall be served, even though such enforcement would affect the private party. As a result, an administrative contract has a special clause stipulating that the government agency party shall have greater power or privilege than the private party. Nevertheless, Section 15 of the Arbitration Act, B.E. 2545 (2002) 1 นกั ศึกษาปรญิ ญาเอก คณะนติ ศิ าสตร สถาบันบัณฑติ พัฒนบริหารศาสตร อเี มล: [email protected] 2 ศาสตราจารยประจําคณะนติ ศิ าสตร สถาบันบณั ฑิตพัฒนบริหารศาสตร 1 Doctoral Student Faculty of Law, National Institute of Development Administration, Email: [email protected] 2 Professor, Faculty of Law, National Institute of Development Administration
132 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 prescribes that in any contract made between a government agency and a private enterprise, regardless of whether it is an administrative contract, the parties may agree to settle any dispute by arbitration. Such arbitration agreements shall bind the parties. This may cause an argument on the issue on whether employing arbitration, which is an alternative dispute resolution in the commercial and business sector, to settle the disputes in the administrative contract, is contrary to the principle of administrative law. Furthermore, there are many problems concerning this matter, such as the arbitrator’s expertise in administrative contract, the arbitral proceedings, including the challenge of arbitral award and the enforcement of arbitral award which currently has the same practice as dispute settlements in the civil contract. This research is a quality research by comparing between French Administrative Contract and U.S. Government Contract, including the dispute resolution arising from administrative contracts, which are the criteria for analyzing of the dispute resolution in administrative contract through arbitration in Thailand. According to the study, there are two resolutions to resolve the problem. Firstly, Section 15 of the Arbitration Act, B.E. 2545 (2002) should be amended by providing the administrative contract which specifies the arbitration method to be used for dispute resolution and must be approved by the Council of Ministers in accordance with the rules and procedures prescribed in the Royal Decree, as well as establishing a dispute resolution committee regarding administrative contracts as an alternative means to settle disputes for both parties. Secondly, the Administrative Court which has the duty to adjudicate disputes in the administrative contracts, the challenge and the enforcement of arbitral awards in an administrative contract, shall be strict in reviewing or examining the awards in accordance with the law. Keywords : Arbitration, Administrative Contract, Dispute Settlement บทนาํ หนาที่หลักทีส่ ําคญั ของรัฐในทางการปกครอง แมวาจะเปนการใชอํานาจตามกฎหมายเพอ่ื ควบคมุ ความสงบเรยี บรอย โดยการออกกฎหรอื คาํ ส่งั เพื่อใชบังคบั กบั ประชาชน แตในอีกทางหน่ึงรฐั ก็มีหนาท่ีในการดแู ลความเปนอยขู องประชาชน ใหสามารถดาํ รงชีวิตอยูไดอยางปกตสิ ุข รวมทงั้ ตอ งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนใหดขี ึ้น ในเบื้องแรกรฐั จึงมีหนาท่ีในการจัดทาํ บริการสาธารณะใหแกป ระชาชน ไมวาจะเปนดา นความปลอดภัยในชวี ิตและทรพั ยส ิน ดา นการศกึ ษาและวฒั นธรรม ดา นการ คมนาคมและขนสง และดานสุขภาพ แตตอ มาดวยการพฒั นาอยา งไมหยุดนง่ิ ของเทคโนโลยีสมัยใหมในดานตา ง ๆ ซึ่งมีผลกระทบ ตอ การเปลี่ยนแปลงของสงั คมไมม ากก็นอย ทาํ ใหลักษณะของการบริการสาธารณะตอ งปรับปรุงเปลีย่ นแปลงใหมีความทันสมัย สอดคลอ งกับส่ิงรอบขา งที่เปลี่ยนแปลงไป แตดว ยขอจํากัดของการบริหารงานภาครัฐ ทั้งในดานงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี เคร่ืองมอื เครอ่ื งใช และความซบั ซอนของระบบงาน ซง่ึ แตกตางจากภาคเอกชนทม่ี คี วามคลองตวั ในเรื่องเหลาน้ีมากกวา ทําใหนักลงทุนภาคเอกชนกลายมาเปน ตัวเลือกทีส่ ําคัญ และไดรบั ความสนใจจากรฐั ชกั ชวนใหเขา มารวมลงทุนในบริการสาธารณะ ประเภทตา ง ๆ ของรฐั เพอื่ ใหส ามารถตอบสนองความตองการของประชาชนไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ (เย่ียม อรโุ ณทยั ววิ ฒั น, 2558 : 3) “สญั ญาทางปกครอง” จึงเขา มามีบทบาทสาํ คญั ในฐานะทเ่ี ปนขอตกลงรว มการงานกนั ระหวางหนวยงานของรฐั กบั เอกชน เพอ่ื กําหนดสิทธิและหนาทร่ี ะหวางกันของคูสญั ญา แตดวยเหตุทส่ี ัญญาทางปกครองทําขึ้นบนพื้นฐานของความตองการ และความคาดหวังของประชาชนสวนรวม หรือที่เรียกวา เปนประโยชนสาธารณะนนั่ เอง ทาํ ใหในสัญญาดงั กลา วนอกจากจะมี ขอ ตกลงรวมกนั ซ่งึ เปนเจตจํานงในการกําหนดสิทธิหนาที่ระหวางคูสญั ญาแลว ก็ยงั มีอาํ นาจมหาชนแฝงอยูดวย ทาํ ใหสญั ญา ทางปกครองมีความแตกตา งไปจากสญั ญาทางแพง ในระหวางการปฏิบัติการตามสัญญา ส่ิงท่ไี มอาจปฏิเสธไดก็คอื ขอ พพิ าททีอ่ าจเกิดขึ้นและการระงบั ขอ พิพาทน้ัน ในอดีตเราคงไมอ าจปฏเิ สธไดวาการระงับขอ พิพาทเปนอาํ นาจหนาทขี่ ององคกรฝา ยตุลาการ แตตอ มาเมื่อการระงับขอพพิ าท โดยวธิ ีการปกติไมอาจตอบสนองคพู ิพาทได เน่ืองจากการพิจารณาคดีของศาลมีระบบวธิ พี จิ ารณาคดีท่ีเครง ครดั มีความยงุ ยาก ซบั ซอ นทําใหกระบวนการตา ง ๆ ใชเวลานาน เสียคา ใชจายสงู แลว ยังเปนการพจิ ารณาโดยเปด เผยทําใหข อ มลู บางประการ
Journal of Roi Et Rajabhat University 133 Volume 14 No.3 September - December 2020 ของคพู ิพาทอาจรั่วไหลไปสภู ายนอกเปนเหตุใหคพู ิพาทเสียประโยชน การระงบั ขอพิพาททางเลือกจึงเกิดข้ึน โดยในระยะแรก ไดมกี ารนาํ วิธีการนี้มาใชกบั การระงับขอ พิพาททางแพงหรอื ทางธุรกิจการคาเปน หลัก ไมว าจะเปนการเจรจาตอ รอง การไกลเกล่ีย หรือการประนปี ระนอม และการอนุญาโตตลุ าการ เพียงแตสองวิธีแรกเปน วิธีการระงับขอ พพิ าทท่ีไมม ีกฎหมายรับรอง และผล การดาํ เนินการไมมีผลผูกพันใหคูกรณีตอ งปฏิบตั ิตามจึงไมไดร ับความนิยม ดังน้ัน การอนุญาโตตุลาการซึ่งเปน วิธีการระงับขอพิพาท ทางเลือกที่มีกฎหมายรบั รองและผลคาํ ช้ีขาดทผี่ ูกพันคูสัญญาใหตอ งปฏิบตั ติ าม จึงไดรับความนิยมนํามาใชระงบั ขอพพิ าททางแพง หรือทางธุรกจิ การคา การอนญุ าโตตุลาการเปนวิธีการระงบั ขอพิพาททางเลือก ท่ีไดรับความนยิ มในระดับนานาชาตติ ้งั แตอดีตจนปจจบุ ัน กระทั่งมกี ารนําไปจัดทําเปนขอตกลงระหวางประเทศหลายฉบบั เชน The Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards หรืออนสุ ญั ญาวา ดว ยการยอมรบั และบังคับตามคาํ ชี้ขาดอนุญาโตตลุ าการตางประเทศ ท่ีรูจักกันในชอ่ื New York Convention 1958 หรือ UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration หรอื กฎหมายแมแบบ ของสหประชาชาติ วา ดวยการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชยระหวา งประเทศ ที่รจู ักกันในชือ่ UNCITRAL Model Law ซ่ึงเปนฉบับ ทใี่ ชบ งั คับอยใู นปจจุบัน และประเทศไทยก็ไดนําขอ ตกลงระหวางประเทศดังกลาว มาอนวุ ัตกิ ารเปนกฎหมายภายในคอื พระราชบัญญัติอนุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2530 และพระราชบัญญัตอิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ตามลําดับ สําหรับการระงบั ขอ พิพาทเก่ียวกับสัญญาทางปกครองของประเทศไทยน้ัน กอนที่จะมีการจัดต้งั ศาลปกครอง กฎหมายไทยยังไมมีการแบงแยกสญั ญาทางปกครองออกจากสัญญาทางแพง ดังน้ัน ขอพิพาทที่เกดิ ข้ึนจากสัญญาท่ีมีหนวยงาน ของรัฐเปนคสู ัญญาฝายหนงึ่ กับเอกชน หรือสญั ญาของรัฐ จงึ ถูกพิจารณาในลักษณะเดียวกันกับสัญญาทางแพง และอยูภ ายใต อาํ นาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ท่ีผา นมาก็มีการกําหนดใหมีการระงบั ขอพพิ าทในสญั ญาเหลานี้ตามหลักเกณฑของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ตอมาเมอื่ มีการตราพระราชบัญญัตอิ นญุ าโตตุลาการ พ.ศ. 2530 ขึ้นใชบังคบั กระบวนการ ระงบั ขอพพิ าทโดยการอนญุ าโตตุลาการในสัญญาทางแพง ทุกประเภท ก็มาอยูภายใตบังคบั ของพระราชบญั ญัติฉบบั น้ี ตอ มา ไดมีการตราพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้ึน โดยในพระราชบัญญัติ ดงั กลา วไดก าํ หนดนิยามความหมายของสญั ญาทางปกครองขึ้นเปนครั้งแรก ทําใหเกิดการแบงแยกสัญญาทางปกครอง และสญั ญาทางแพง ออกจากกนั อยางเด็ดขาด รวมทงั้ ตอมาที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และคณะกรรมการ วนิ ิจฉัยชี้ขาดอาํ นาจหนาที่ระหวางศาล ตางก็มีคําวินิจฉัยยืนยนั หลักการดังกลา ว และชวยวางหลักเกณฑของสัญญาทางปกครอง ใหเดนชดั ขึ้น จนกระทง่ั ในป พ.ศ. 2545 ไดม ีการตราพระราชบัญญตั อิ นุญาโตตลุ าการ พ.ศ. 2545 โดยในมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติ ฉบับน้ีกาํ หนดใหสัญญาของรัฐไมว าจะมีลักษณะเปนสัญญาทางปกครองหรือไมก็ตาม สามารถระงับขอพิพาทที่เกิดจากสญั ญานั้น โดยการอนุญาโตตลุ าการ ที่ผานมา การใชว ธิ ีการระงบั ขอพิพาทโดยการอนญุ าโตตุลาการในสัญญาทางปกครองตามบทบัญญัติดงั กลาว คอนขา งประสบปญหา ทง้ั จากการขาดความรูความเขาใจในกฎหมายเกี่ยวกบั สัญญาทางปกครองและกฎหมายอนุญาโตตลุ าการ ของคสู ญั ญา ของผปู ฏิบตั ิหนา ท่ีเปนอนญุ าโตตุลาการ หรือแมกระท่ังศาลผทู ําหนา ที่วินจิ ฉัยขอพพิ าทดังกลาว ทําใหข อ พิพาท เกี่ยวกับสญั ญาทางปกครองถูกพิจารณาไปในลกั ษณะเดียวกันกบั สัญญาทางแพง โดยไมคาํ นึงถงึ หลกั การจดั ทาํ บริการสาธารณะ และประโยชนของประชาชนสว นรวม จึงเปนเหตุใหคณะรฐั มนตรีในหลายรฐั บาลพยายามกาํ หนดกรอบการนาํ วธิ ีการระงบั ขอ พพิ าทเกี่ยวกบั สัญญาทางปกครองโดยการอนญุ าโตตลุ าการ โดยการออกมติคณะรฐั มนตรที เ่ี ก่ียวของกับเรื่องนถ้ี ึง 7 คร้ัง แตค รั้งท่มี ีความสําคัญ คือ 1) มติคณะรฐั มนตรี เม่ือวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2547 เรื่อง การทําสัญญาสัมปทานระหวางรัฐกบั เอกชน 2) มติคณะรฐั มนตรี เมือ่ วันท่ี 28 กรกฎาคม 2552 ใหสัญญาทุกประเภทท่ีหนวยงานของรฐั ทาํ กับเอกชนในไทย หรือตางประเทศ ไมว า จะเปนสัญญาทางปกครองหรอื ไม ไมควรเขียนผูกมัดในสัญญาใหม อบขอพพิ าทใหคณะอนุญาโตตุลาการ เปนผูช ้ีขาด แตหากมปี ญหาหรือความจาํ เปนหรอื เปนขอเรียกรองของคูส ญั ญาอีกฝาย ใหเสนอตอ คณะรฐั มนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ เปนราย ๆ ไป และ 3) มติคณะรฐั มนตรี เมือ่ วันท่ี 14 กรกฎาคม 2558 เห็นชอบแกไขมติคณะรฐั มนตรี เมื่อวนั ท่ี 28 กรกฎาคม 2552 โดยแกไข 2 ประเด็น คือ 1) สัญญาที่ตอ งดาํ เนนิ การตามพระราชบัญญัติการใหเอกชนรวมทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 และ 2) สัญญาสมั ปทานที่หนวยงานของรัฐเปน ผใู หสัมปทาน ไมค วรเขียนผูกมดั ในสัญญาใหมอบขอพิพาทใหอ นุญาโตตลุ าการ
134 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 เปนผูช ี้ขาด แตหากมปี ญหาหรอื ความจาํ เปนหรือเปนขอเรยี กรองของคูสญั ญาอีกฝายหนึง่ ท่ีไมอาจหลีกเล่ียงได ใหเสนอตอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเปนราย ๆ ไป นอกจากนี้ รฐั บาลโดยกระทรวงยุตธิ รรมก็ยังเคยมีการเสนอใหยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 15 แหง พระราชบญั ญัติ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ดงั กลา วดวย วัตถปุ ระสงค 1. เพือ่ ศึกษาถึงแนวคิดและทฤษฎีพ้ืนฐานเก่ียวกับสัญญาทางปกครองในฐานะเครอ่ื งมือของฝายปกครองในการจัดทาํ บริการสาธารณะ 2. เพือ่ ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเก่ียวกบั การอนุญาโตตลุ าการในฐานะการระงับขอพิพาททางเลือก 3. เพอื่ ศึกษาถึงหลักการระงับขอ พิพาทในสญั ญาทางปกครองโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ รวมท้งั ปญหาการใชบ ังคับ พระราชบัญญัตอิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กับการระงบั ขอ พิพาทในสญั ญาทางปกครอง 4. เพอื่ ศกึ ษาถึงการกําหนดขอพิพาทตาง ๆ ในสญั ญาทางปกครองวามีขอ พิพาทประเภทใดที่สามารถระงับขอพพิ าทได โดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ลักษณะเฉพาะของวิธีการอนญุ าโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง ตลอดจนคุณสมบัตขิ องผทู าํ หนาท่ี อนุญาโตตุลาการ กระบวนพิจารณาและวินิจฉัย หลักกฎหมายทีอ่ นญุ าโตตุลาการนํามาใช การคดั คาน การยอมรับและบงั คบั ตามคําช้ีขาดของอนุญาโตตลุ าการ ตลอดจนอาํ นาจของศาลในการทบทวนคําชี้ขาดของอนญุ าโตตลุ าการ กรอบแนวคิดและสมมติฐาน จากการศกึ ษาทฤษฎีที่เกี่ยวของกบั สัญญาทางปกครอง พบวา สัญญาทางปกครองเปนเคร่อื งมือของรัฐที่มวี ัตถปุ ระสงค เพือ่ มงุ เนนใหภ ารกิจในการจัดทาํ บริการสาธารณะของรฐั บรรลุผล และมงุ คมุ ครองประโยชนมหาชนหรอื ประโยชนสาธารณะ มากกวาประโยชนของเอกชนเสมอ ดังนั้น สัญญาทางปกครองจงึ ตอ งแฝงดวยอาํ นาจมหาชนเพอื่ ใหการปกปอ งดูแลประโยชน สาธารณะบรรลุผล แมวา จะตอ งกระทบตอสทิ ธิเอกชนคูส ัญญาก็ตาม อันเปนผลใหสญั ญาทางปกครองมีขอ กาํ หนดพิเศษ ใหคสู ัญญาฝายรัฐมีอํานาจหรอื เอกสิทธิเ์ หนือคูสญั ญาฝา ยเอกชน ท่ีมีความแตกตางจากสัญญาทางแพง แตพระราชบัญญัติ อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ซ่ึงเปนกฎหมายทต่ี ราขึ้นเพ่อื วัตถุประสงคใ นการกําหนดและสงเสรมิ ใหมีการระงบั ขอ พพิ าท ทางเลือกโดยอนุญาโตตลุ าการในขอพพิ าทเก่ียวกบั สญั ญาทางแพง หรือทางธุรกิจ ซ่ึงมคี วามแตกตางกบั สัญญาทางปกครอง อยางชัดแจง กลบั มีการกาํ หนดรบั รองมาตรา 15 ใหน าํ วิธีการอนุญาโตตุลาการในการระงบั ขอพพิ าทมาใชในสัญญา ทางปกครองได จึงเห็นวา ควรจะมีการวางกฎเกณฑเพ่อื กาํ หนดถึงประเภทของขอกําหนดในสญั ญาทางปกครองท่สี ามารถ ระงบั โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากบรรดาขอพิพาทที่เกิดจากสัญญาทางปกครอง นอกจากจะมีขอพิพาทท่ีเปนเร่ืองเก่ียวกับ การจัดทําบริการสาธารณะโดยตรงแลว ก็ยังมีขอพพิ าทบางประการท่ีมผี ลผูกพันเฉพาะคูสัญญาซ่งึ เปนเร่ืองทางแพง และกาํ หนด ลักษณะเฉพาะของกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ในสัญญาทางปกครองใหแตกตางจากสัญญาทางแพง ทัว่ ไป เชน ที่มาของ อนุญาโตตุลาการที่มีความรูในเร่ืองสัญญาทางปกครองเปนการเฉพาะ อํานาจของอนุญาโตตุลาการ วธิ ีพิจารณา ตลอดจน การคัดคา นคาํ ชี้ขาดและการบงั คบั ตามคาํ ชข้ี าดของอนุญาโตตลุ าการ วิธีดาํ เนินการวิจัย ใชวธิ ีศกึ ษาวิจยั เอกสาร (Documentary Research) เปน หลัก โดยศึกษาวิเคราะหจากเอกสารปฐมภมู ิ (Primary Document) ไดแก รฐั ธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ ขอ บังคบั คาํ พพิ ากษาของศาลหรือคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยช้ีขาด อาํ นาจหนาทีร่ ะหวา งศาล มติคณะรัฐมนตรี ความเห็นของคณะกรรมการท่สี ําคัญ เชน ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ตลอดจนเอกสารทุติยภูมิ (Secondary Document) ไดแ ก ตาํ รา บทความทางวิชาการ งานวิจัยและวิทยานิพนธ ทั้งทีต่ พี มิ พ เผยแพรใ นรูปแบบของเอกสาร และสื่ออิเล็กทรอนิกสส ารสนเทศ (Internet) ทมี่ เี น้อื หาสาระเก่ยี วของกับประเด็นของการศึกษา เพ่ือใหไดม าซึ่งแนวทางแกไขปญ หาทเี่ หมาะสมกับประเทศไทยตอ ไป
Journal of Roi Et Rajabhat University 135 Volume 14 No.3 September - December 2020 สรปุ ผล ในการศกึ ษาวจิ ัยฉบบั น้ี เปนการศึกษาวิจัยเชิงคณุ ภาพ โดยการศึกษาเปรียบเทียบกบั กฎหมายเกีย่ วกับสัญญา ทางปกครองของประเทศฝรง่ั เศสและสญั ญาของรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงวิธีการระงับขอพพิ าทอันเกดิ จากสญั ญา เหลานั้นเปนเกณฑใ นการวิเคราะห เรื่องการระงับขอพิพาทในสัญญาทางปกครองโดยอนุญาโตตลุ าการในประเทศไทย ดว ยเหตุท่ีสัญญาทางปกครองเปนเครือ่ งมือสาํ คญั ในการจัดทาํ บรกิ ารสาธารณะ อันเปนการใชอาํ นาจโดยแทของรฐั ในการดาํ เนินภารกิจ เพื่อวัตถุประสงคสําคญั คือประโยชนสาธารณะ สัญญาทางปกครองจึงเปนส่ิงที่รฐั มอบอํานาจทางปกครอง บางสว นไปใหแกเอกชนคสู ัญญา เพอื่ ดําเนนิ การรวมกับรัฐหรือแทนรัฐ ดงั ท่ีปรากฏในนิยามของสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แหง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัตวิ า “สญั ญาทางปกครอง” หมายความ รวมถงึ สัญญาทีค่ ูสญั ญาอยางนอ ยฝา ยใดฝายหน่งึ เปนหนว ยงานทางปกครอง หรอื เปน บคุ คลซ่ึงกระทําการแทนรัฐ... ซงึ่ หมายความวา สญั ญาทางปกครองเกิดข้ึนบนพนื้ ฐานความสัมพันธของบุคคลตามกฎหมายมหาชน ไมใชบนพ้ืนฐานความสมั พันธ ของบุคคลบนพ้ืนฐานของกฎหมายเอกชน ดงั น้ัน อํานาจในการตรวจสอบความชอบดว ยกฎหมายของการดาํ เนนิ การตา ง ๆ ตามสัญญาทางปกครองก็ยอ มตอ งเปนรฐั ในสองฐานะ ฐานะท่หี นงึ่ รฐั ซ่งึ เปนผูมอบอํานาจมหาชนไปใหเอกชนไดใชในการเขา รวม จดั ทาํ บริการสาธารณะกับรฐั และฐานะที่สอง รฐั ในฐานะท่ีเปนองคกรฝา ยตลุ าการ ซึง่ มีอาํ นาจหนาท่ีในการอาํ นวยความยุตธิ รรม ใหแกประชาชนและตรวจสอบการใชอ ํานาจรฐั ตามหลักนิตริ ัฐ ในระบบกฎหมายของประเทศฝรั่งเศส หามมใิ หมีการระงบั ขอ พพิ าทโดยอนุญาโตตุลาการในคดปี กครองประเภทตาง ๆ รวมถงึ ขอพพิ าทอันเกิดจากสัญญาทางปกครองดว ย ในอดีต สภาแหงรฐั เคยมคี วามเห็นวา ในการวินิจฉัยช้ีขาดคดีปกครองไมอาจใชการระงบั ขอพพิ าทโดยการอนุญาโตตุลาการได เพราะเหตุวานิตบิ ุคคลตามกฎหมายมหาชนยอมอยภู ายใตอ าํ นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งตอ มาไดถูกนาํ มาบญั ญตั ิ ในประมวลกฎหมายแพง มาตรา 2060 หามมิใหทําการระงับขอพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการในเรื่องเก่ียวกับขอพิพาทที่หนว ยงาน ของรฐั หรือองคการมหาชนเปนคูกรณี หรือในขอพิพาทใด ๆ เกี่ยวกับกฎระเบียบท่ีเก่ียวของกบั การรักษาความสงบเรียบรอย ของสังคม ซ่งึ เปนการยืนยันหลักการหา มมิใหมีการระงบั ขอพพิ าททางปกครองโดยอนุญาโตตลุ าการดังกลา ว เวนแตจะมีกฎหมาย อนุญาตใหกระทาํ ได (ประสาท พงษส ุวรรณ และคณะ, 2554 : 89-93) ในระบบกฎหมายของประเทศสหรฐั อเมริกา แมวา จะ เรียกสญั ญาท่ีใชเปนเครอ่ื งมอื ในการจัดทําบริการสาธารณะวา “Government Contract” หรือ “สัญญาของรฐั ” ก็ตาม (บริษทั ท่ีปรึกษากฎหมายสากล จาํ กัด, 2546 : 2) แตก ็มีแนวความคดิ และหลักการไปในทํานองเดียวกันกบั สัญญาทางปกครอง ก็เนื่องมาจากไดร บั อทิ ธิพลในเรื่องสญั ญาทางปกครองมาจากประเทศฝร่ังเศส จึงอาจเรยี กไดวาสัญญาของรฐั ในระบบกฎหมาย สหรัฐอเมริกาก็คอื สญั ญาทางปกครองนั่นเอง ในอดีตทผี่ านมา ศาลสงู แหงสหรฐั อเมริกามีแนวความคิดในการปฏิเสธการระงบั ขอ พิพาททางเลือกโดยการอนญุ าโตตุลาการ ดงั เชนกรณขี องพระราชบัญญัตอิ นุญาโตตุลาการแหงสหรัฐอเมรกิ า ค.ศ. 1925 ซึ่งตราขึ้นต้งั แต ค.ศ. 1925 แตม าไดรบั การยอมรบั ใหมีการระงับขอพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการโดยศาลฎีกาในป ค.ศ. 1965 ก็เนื่องมาจากแนวความคิดท่ีวา การยินยอมใหมีการระงับขอ พิพาททางเลือกอ่ืน ท่ีไมใชกระบวนการยุตธิ รรมของรฐั เปนการขัดตอ หลักอํานาจอธิปไตย ตอ มาแมวา สหรฐั อเมริกาจะยินยอมใหมีการระงับขอพพิ าทโดยการอนุญาโตตลุ าการในสัญญาทางแพงก็ตาม แตในสัญญาทางปกครองซ่ึงไมไดม ีขอ หามในการใชว ิธีการระงบั ขอพพิ าทดังกลาว แตกป็ รากฏขอ จาํ กัดในกฎหมาย โดยคูสญั ญา ฝา ยเอกชนหากประสงคจะใหมขี อ สญั ญาตกลงทีใ่ หใ ชกระบวนการอนุญาโตตุลาการในการระงบั ขอพพิ าทน้ัน จะตองไดร บั ความยินยอมจากเจาหนาท่ผี ูมีอาํ นาจในการทาํ สญั ญา (Contracting Officer) ทีไ่ ดรับแตง ตัง้ จากรฐั สภาสหรฐั เสียกอ น (Keyes, 2004 : 14-18) ในประเด็นดังกลาว ศาลสงู ของประเทศสหรัฐอเมริกาไดว ินจิ ฉัยวางหลักไววา หากไมป รากฏวา มีการมอบอาํ นาจจากรฐั สภาโดยกําหนดเปนกฎหมาย เจาหนาผูมอี าํ นาจทาํ สัญญากไ็ มอาจสรางขอผูกพนั ตอ สหรฐั อเมริกา ในการนาํ กระบวนการอนุญาโตตลุ าการมาใชระงบั ขอ พิพาท สว นในระบบกฎหมายของประเทศไทย มีแนวความคิดในเรื่อง อํานาจรฐั การจดั ทําบริการสาธารณะ และสญั ญาทางปกครองเชนเดยี วกันกับประเทศฝร่ังเศส โดยบทบญั ญัตมิ าตรา 9 วรรคหนงึ่ (4) แหง พระราชบัญญัตจิ ัดตั้งศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 ไดกําหนดใหคดีพพิ าทเกี่ยวกบั สญั ญาทางปกครองอยูใ นอาํ นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แตตอ มาไดมีการตราพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ข้ึนใชบ ังคับ ซ่งึ มาตรา 15 แหงพระราชบัญญัตฉิ บับนี้กําหนดใหส ัญญาทางปกครองสามารถกาํ หนดใหใชอนุญาโตตลุ าการ ในการระงบั ขอพิพาทได แตกลับไมไดม ีการกาํ หนดใหมีหลักเกณฑและวธิ กี ารของอนุญาโตตลุ าการในสญั ญาทางปกครอง ตา งหากจากอนุญาโตตลุ าการในสัญญาทางแพง จึงเปนเหตใุ หเกิดปญ หาในทางพิจารณาเกี่ยวกบั อนุญาโตตลุ าการในสัญญา ทางปกครองขึ้นในปจ จบุ นั
136 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 อภปิ รายผล 1. สัญญาทางปกครองเปนเคร่ืองมือหรอื กลไกทีส่ าํ คัญของรฐั ในการจดั ทาํ บริการสาธารณะเพ่อื ตอบสนอง ความตอ งการของประชาชนสวนรวม หรอื กลาวอีกนัยหนง่ึ ก็คือเพอื่ ประโยชนมหาชน ดงั นน้ั ในสญั ญาทางปกครองคูส ัญญา ฝา ยรฐั จึงมสี ิทธิพิเศษเหนือกวาคูสัญญาฝายเอกชนเสมอ ไมวา จะเปนการออกคําสง่ั หรือใชมาตรการใด ๆ เพ่ือใชบ ังคบั กับเอกชน สิทธิในการแกไขเปล่ียนแปลงสัญญาฝายเดียว หรอื แมกระทั่งสทิ ธิในการเลิกสญั ญาฝายเดียว หรือเรียกไดวา เปน “เอกสิทธิ์ของฝา ยปกครอง” ท้ังน้ี เพราะรัฐดาํ เนินการจัดทาํ “บริการสาธารณะ” โดยอาศัยอาํ นาจมหาชน สวนสญั ญาทางแพง หรือทางธรุ กิจเปนสญั ญาทีท่ าํ ข้ึนระหวางเอกชนกบั เอกชน เพือ่ ประโยชนของปจเจกบุคคล ภายใตหลักความเทาเทียมกัน และหลักเสรีภาพในการทําสัญญา ตราบเทาท่วี ัตถปุ ระสงคแหงสัญญานั้นไมข ดั ตอ บทบัญญัติของกฎหมาย ไมเปนการพนวิสัย หรือขัดตอ ความสงบเรียบรอยหรอื ศีลธรรมอันดขี องประชาชน สัญญานัน้ ก็ยอมมีผลผูกพันคสู ัญญาตามกฎหมาย ซง่ึ สะทอนใหเหน็ ถึงหลกั ความศักดิส์ ทิ ธ์ิในการแสดงเจตนาของเอกชนที่มตี อ กัน และอยูภายใตบงั คบั ของกฎหมายเอกชน จึงเห็นไดว า ลกั ษณะทางกฎหมายของสัญญาท้ังสองประเภท คือ สัญญาทางปกครองกับสัญญาทางแพง มีความแตกตางกันอยางเห็นไดชัด ดังนน้ั กฎหมายที่จะนาํ มาปรบั ใชกับขอพิพาทของสัญญาทง้ั สองประเภทก็แตกตา งกันออกไป ซึ่งรวมไปถึงศาลท่มี ีเขตอํานาจ ในการวนิ จิ ฉยั ช้ีขาดขอพพิ าทของสญั ญาท้งั สองประเภทนีก้ ็แยกตางหากจากกันดวย เม่ือศกึ ษาไปถึงหลักทฤษฎีที่เก่ียวกับบรกิ ารสาธารณะจะพบวา แนวคดิ และทฤษฎีเกี่ยวกับบริการสาธารณะท่ไี ดร บั การยอมรับวามีการพัฒนามาอยางเปน ระบบ และเปนทม่ี าของหลักกฎหมายเรอ่ื งสญั ญาทางปกครอง คอื แนวคิดเกี่ยวกบั บริการสาธารณะของประเทศฝรั่งเศส ท่ีเกิดขึ้นมาในระบบกฎหมายปกครองเปนเวลานานกวา รอ ยปแลว โดยบรกิ ารสาธารณะ มีความสาํ คัญในฐานะทเี่ ปนกิจกรรมท่ีเก่ียวขอ งกับประโยชนสาธารณะ ซง่ึ ดําเนินการจัดทาํ โดยนิตบิ ุคคลในกฎหมายมหาชน เชน สว นราชการทง้ั สวนกลาง สว นภมู ิภาค และสวนทอ งถ่ิน รฐั วสิ าหกิจ และองคการมหาชน หรือนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน ที่มีหนว ยงานของรัฐเปน ผูกํากับและอยภู ายใตระบบพิเศษ แรกเร่ิมเดมิ ทีการจัดทําบริการสาธารณะในระยะแรก จะเปนเรอ่ื งเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบรอ ยภายใน และภายนอกประเทศ รวมทง้ั การใหประชาชนอยูดีกินดีมสี ขุ แตต อมาเม่อื สังคมขยายใหญขึ้นและเทคโนโลยพี ฒั นาไปไกล ทําใหประชาชนมีความตอ งการในหลาย ๆ สิ่งทีเ่ กี่ยวขอ งกบั การดาํ เนนิ ชวี ิต ซ่ึงในบางกรณฝี า ยปกครองอาจไมมีความพรอม ทจ่ี ะตอบสนองความตองการของประชาชนในสวนนไี้ ด จงึ หาทางออกดว ยวธิ ีการตาง ๆ ไมว าจะเปนการจัดต้งั หนวยงานพิเศษ ข้นึ มาดําเนินการจัดทํา หรืออาจมอบกิจการในหนาทีข่ องตนไปใหเอกชนเปนผจู ัดทาํ แตไมว า บรกิ ารสาธารณะใดจะจัดทาํ ข้ึน โดยฝา ยปกครองเอง หรือมอบหมายใหเ อกชนเปนผูรว มจัดทาํ ก็ตาม เมือ่ การจัดทาํ บริการสาธารณะเปนภารกิจที่ทําขึ้น โดยอาศัยอํานาจมหาชนเพือ่ ดูแลความเปนอยูของประชาชนในรัฐ การกระทําเหลา น้ันจึงตอ งอยภู ายใตหลักเกณฑเดียวกัน คือ หลักวา ดว ยความเสมอภาค หลกั วา ดวยความตอ เนื่อง และหลกั วาดว ยการปรบั ปรุงเปลี่ยนแปลง ซ่งึ เปนหลักสําคัญ ในทางกฎหมายมหาชน ในการมอบหมายหรือมอบอํานาจของรฐั ไปใหเอกชนเขา รวมดาํ เนินการจัดทาํ บรกิ ารสาธารณะ รัฐหรือฝายปกครอง ก็อยูในฐานะของคูสญั ญาผูมอบอาํ นาจ เอกชนก็อยูในฐานะคูสัญญาผูไดรบั มอบอํานาจจากรัฐ ภายใตเคร่อื งมือท่สี ําคัญในการกําหนด ขอบเขต สิทธิหนาท่ี และความรบั ผิดชอบในภารกิจทไี่ ดร ับมอบหมาย ซ่งึ ก็คอื สัญญาทางปกครอง ดวยเหตุน้ี สญั ญาทางปกครอง จงึ เปนส่ิงแสดงถงึ อํานาจทางปกครองที่รฐั มอบใหแกเอกชนคูสัญญา เพ่อื ดําเนินการรว มกับรัฐหรือแทนรฐั ภายใตกรอบวัตถุประสงค สัญญาดงั กลาวจงึ ต้งั อยูบนพ้ืนฐานความสัมพันธข องบุคคลตามกฎหมายมหาชน ไมใชบนพื้นฐานความสมั พันธของบุคคล บนพื้นฐานของกฎหมายเอกชน เมื่อสัญญาทางปกครองถูกสรางขึ้นมา เพ่ือเปนเครื่องมือกาํ หนดความสัมพันธร ะหวางฝา ยปกครอง กบั เอกชนคสู ัญญาในการจัดทําบริการสาธารณะซงึ่ อยูภายใตกฎหมายมหาชน ดังนั้น หลักกฎหมายที่จะนาํ มาใชกบั สัญญา ทางปกครองจึงอยภู ายใตกฎหมายปกครองเชนเดียวกบั บริการสาธารณะ ซ่ึงลวนเปนหลกั กฎหมายมหาชน ไมวาจะเปนหลกั เกณฑ ดานคสู ัญญาท่ีคสู ญั ญาฝา ยหน่งึ จะตองเปนฝายปกครอง หรอื บุคคลท่ีไดรับมอบหมายใหกระทาํ การแทนรฐั หลักเกณฑดา นวตั ถปุ ระสงค ทีก่ าํ หนดใหส ัญญาทางปกครองจะตอ งทําข้ึนในการบริการสาธารณะ เพอื่ ประโยชนมหาชนเทาน้นั และหลักเกณฑเกี่ยวกับ เอกสทิ ธิห์ รอื สทิ ธิพิเศษของฝา ยปกครอง เม่อื พจิ ารณาตามหลักกฎหมายและแนวคําวินิจฉยั ขององคก รตลุ าการของประเทศฝรง่ั เศสจะเห็นไดวา สญั ญาทางปกครอง ที่ทาํ ขน้ึ มาในปจจุบันสามารถแบง ออกไดเปน 2 ประเภท คือ 1) สัญญาทางปกครองโดยผลของกฎหมาย ซ่งึ เปนกรณที ่ีมกี ฎหมายกําหนดเอาไวโ ดยชัดแจงวา สัญญาใด เปนสัญญาทางปกครอง แตใ นบางครงั้ ในกฎหมายกไ็ มไดบญั ญตั โิ ดยช้เี ฉพาะวา สัญญาลักษณะใดเปนสัญญาทางปกครอง
Journal of Roi Et Rajabhat University 137 Volume 14 No.3 September - December 2020 หากแตไดบัญญัตใิ หคดที ่เี กี่ยวกบั สัญญานั้น เปนสัญญาที่อยูในเขตอาํ นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เชน สญั ญาจัดซอ้ื จัดจา งทุกประเภท ตามกฎหมายวาดว ยการพสั ดุอยใู นอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง 2) สัญญาทางปกครองโดยสภาพ เปนกรณีท่ีมิไดมีบทบญั ญัติใดของกฎหมายกําหนดไวโดยชัดแจงวา ใหสัญญาหนง่ึ สญั ญาใดเปนสัญญาทางปกครอง ดงั นั้น จึงเปนหนาท่ขี องศาลที่จะเปนผวู ินิจฉัยวา สัญญานั้นจะเปนสัญญาทางปกครองหรือไม โดยพิเคราะหถึงสภาพและเน้ือหาสาระของสัญญา หากเห็นวา สญั ญามีความเก่ียวของโดยตรงกับประโยชนสาธารณะหรือประโยชน มหาชน ก็อาจถือไดวาเปน สัญญาทางปกครองโดยสภาพ โดยมีหลักเกณฑในการพิจารณาไมว า จะเปนเกณฑดานคสู ญั ญา เกณฑดา นวัตถุประสงคของสัญญา และเกณฑดา นเนอ้ื หาของสัญญา ซง่ึ เกณฑประการสุดทายน้เี องที่แสดงถึงเอกสทิ ธิ์ หรือสทิ ธิ พิเศษของฝายปกครอง เอกสทิ ธข์ิ องฝายปกครอง หมายถึง ขอกาํ หนดพิเศษที่ไมอ าจพบไดในสัญญาตามกฎหมายเอกชน ซง่ึ แบงออกเปน ขอ สัญญาซ่ึงมลี ักษณะพิเศษประเภททไ่ี มอ าจพบไดใ นนิติสัมพันธระหวางเอกชนตอ เอกชนดวยกัน เน่ืองจากเปนขอ สัญญา ทไี่ มอ ยูในวสิ ัยของคูสญั ญาเอกชนทจี่ ะทาํ ได และขอ สัญญาซง่ึ มลี ักษณะพิเศษประเภทที่กอ ใหเ กิดความไมเสมอภาคกันระหวาง คสู ัญญาฝา ยที่เปนนติ ิบคุ คลมหาชนกับคูสัญญาฝายเอกชน ไมวาจะเปน เอกสทิ ธ์ิในการออกคําสั่งหรอื มาตรการบงั คับทางปกครอง เพ่อื ใชบ งั คบั กบั เอกชน เอกสทิ ธ์ใิ นการแกไขเปล่ียนแปลงหรือยกเลิกสัญญาทางปกครองไดเ พยี งฝายเดยี ว เอกสิทธิ์ในทรัพยสิน ของฝา ยปกครอง นอกจากนี้ กย็ งั มีเอกสทิ ธ์ทิ ี่สาํ คัญยงิ่ อีกประการหนงึ่ คอื เอกสิทธ์ิที่ฝายปกครองไมอ าจสละได หากฝา ยปกครองสละ ศาลจะถอื วาการสละสิทธินั้น ๆ ไมเ ปนผล เชน คดีพพิ าทเก่ียวกับสัญญาทางปกครองซ่ึงตอ งขึ้นศาลปกครอง ฝายปกครอง จะยอมใหนําคดีไปขึ้นศาลยุติธรรมหรอื จะมอบขอพพิ าทใหอ นุญาโตตลุ าการวินิจฉัยชีข้ าดไมได สําหรับประเทศไทยในปจจบุ ันไดรบั เอาแนวความคิด ในการแยกระบบกฎหมายปกครองออกมาเปนเอกเทศ มีการศึกษาถึงหลักกฎหมายบรกิ ารสาธารณะ และกาํ หนดใหส ญั ญาทางปกครองมีความหมายเฉพาะแตกตางไปจากสัญญาทางแพง และอยใู นอํานาจพิจารณาพพิ ากษาของศาลปกครอง แสดงใหเห็นวา แนวความคดิ เก่ียวกบั สัญญาทางปกครองไทยก็มีลักษณะ เดียวกันกับประเทศฝร่ังเศส ท่ยี อมรับในเรอ่ื งของความแตกตา งระหวางสัญญาทางปกครองและสัญญาทางแพง อันเน่ืองมาจาก หลักกฎหมายซึง่ เปนที่มาของอาํ นาจในการทําสญั ญา แตในภายหลังไดมีการตรากฎหมายกาํ หนดใหนําวิธกี ารอนุญาโตตุลาการ ซงึ่ เปนการระงับขอ พิพาททางเลือกท่ีใชในทางธุรกิจการคา มาใชระงับขอพพิ าทเก่ียวกบั สญั ญาทางปกครอง ดังนั้น เพ่ือให การระงับขอพิพาทเก่ียวกับสัญญาทางปกครองโดยการอนุญาโตตลุ าการ เปนไปตามหลักกฎหมายมหาชน จงึ จาํ เปนตอ งพิจารณาถึง บทบญั ญัตขิ องกฎหมายท่ีเก่ียวขอ งในปจจบุ ัน วา มีความสอดคลอ งกับหลักการของกฎหมายมหาชน และเหมาะสมท่จี ะนํามาใช ระงับขอพิพาทที่เกิดจากการใชอํานาจรฐั อยางกรณขี องสัญญาทางปกครองหรอื ไม แตกลับพบวา กฎหมายปจจุบันไมไดกาํ หนด คุณสมบัติของผูทาํ หนาท่ีเปนอนุญาโตตุลาการ ในขอพพิ าทเก่ียวกบั สัญญาทางปกครองไวเปนการเฉพาะ วาอนุญาโตตุลาการจะตอ ง มีความรูความเขา ใจในหลักกฎหมายปกครอง สัญญาทางปกครอง และบริการสาธารณะเปนอยางดี จึงเปนเหตุใหกระบวนการ ระงับขอ พิพาทดงั กลาวจึงไมอาจอํานวยความยุตธิ รรม ใหเ กิดแกป ระโยชนข องสาธารณะไดเทา ท่ีควร 2. การกาํ หนดเขตอํานาจของศาลที่มีอาํ นาจพิจารณาพิพากษาขอพิพาท เก่ียวกับอนุญาโตตลุ าการในสัญญาทางปกครอง ทไ่ี มชดั เจน ซงึ่ ตองอาศัยการตีความบทบญั ญตั ิมาตรา 9 แหงพระราชบญั ญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ทําใหเ กดิ กรณีท่ีมี การแตง ตง้ั อนุญาโตตลุ าการ และการพจิ ารณาเร่ืองความชอบดวยกฎหมายของคาํ ช้ีขาดอนุญาโตตลุ าการในสัญญาทางปกครอง โดยศาลยุตธิ รรม ซ่ึงแทท ่ีจริงแลว ขอพิพาทดงั กลาวควรอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง และในกฎหมายปจจบุ ัน ก็ไมไดกาํ หนดอํานาจในการแสวงหาขอเท็จจรงิ ของอนุญาโตตุลาการ ในสัญญาทางปกครองใหแตกตางจากสัญญาทางแพง โดยใหอ นุญาโตตลุ าการสามารถแสวงหาขอเท็จจรงิ ดวยตนเองในบางประเด็น ท่ีคูพพิ าทไมไดนําเสนอแตอ นญุ าโตตุลาการ พบวาเปนประเด็นที่มีความสาํ คญั ควรไดร บั การพิจารณา ซ่งึ กรณีดังกลา วอนญุ าโตตลุ าการจะไมถ ูกผูกพันอยูเพียงขอเท็จจริง ทคี่ ูพิพาทนาํ เสนอเทาน้ัน 3. ในการเพิกถอนคาํ ชขี้ าดของอนญุ าโตตุลาการตามมาตรา 40 หรอื การปฏิเสธไมรบั บังคบั ตามคาํ ช้ีขาดของอนญุ าโตตลุ าการ ตามมาตรา 43 แหง พระราชบัญญัตอิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 การท่ีศาลจะวินิจฉัยวาคําชีข้ าดของอนุญาโตตุลาการนั้นขัดตอ ความสงบเรียบรอ ยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม ศาลจําเปนจะตอ งพจิ ารณากอนวาคาํ ช้ีขาดดงั กลา วไดดาํ เนินการ ถูกตอ งครบถวนใน 4 ประการแลว กลา วคือ 1) อนญุ าโตตุลาการไดพิจารณาขอ สัญญาพิพาทอยา งถูกตอ งครบถวนแลวหรือไม 2) อนุญาโตตุลาการไดพ ิจารณาขอกฎหมายทใี่ ชบ ังคบั กบั สัญญานั้นอยา งถูกตองครบถวนแลวหรือไม 3) อนุญาโตตุลาการไดรับฟง ขอเท็จจริงและปรับขอ เทจ็ จรงิ กับขอกฎหมาย และขอสัญญาน้ันอยางถูกตอ งครบถว นแลว หรอื ไม และ 4) คาํ ช้ขี าดของ อนุญาโตตุลาการนั้น จะตอ งไมมลี ักษณะเปนการบงั คับใหรฐั ตอ งชําระเงนิ แกบคุ คลหนึ่งบุคคลใด โดยท่ีรัฐไมมีหนา ที่
138 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอด็ ปท่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 หรอื หนี้ทีต่ องชาํ ระแกบ ุคคลนั้น (วรพจน วิศรุตพิชญ, 2562 : 5) อยางเชน หนวยงานของรัฐจะตองถูกบังคับใหช ําระเงนิ ใหแกผูอ่ืน โดยที่คูพพิ าทฝายน้ันไมม ีหนาท่ตี ามกฎหมายหรือตามสัญญาที่จะตองชําระ ซึง่ ศาลจะตอ งไมยอมผูกพันตนกบั ขอ เท็จจรงิ และขอ กฎหมายเพียงเทาท่อี นญุ าโตตุลาการไดทําการพิจารณาและวนิ ิจฉัยไวในคาํ ช้ีขาดเทานน้ั ขอ เสนอแนะ 1. ขอ เสนอแนะในการนําไปใช 1.1 ใหคณะรัฐมนตรมี ีมติควบคุมการกาํ หนดใหม ีการระงบั ขอพิพาทในสัญญาทางปกครองโดยการอนุญาโตตุลาการ โดยวางหลักเกณฑห รอื กาํ หนดรปู แบบสญั ญาสาํ เร็จรปู ในการระงับขอ พิพาทในสัญญาทางปกครอง เชน คณุ สมบัติของอนุญาโตตลุ าการ กฎหมายที่จะนาํ มาใชบังคบั ประเภทของขอพพิ าทที่สามารถเสนอตออนุญาโตตุลาการ เชน ขอพิพาทที่เกี่ยวกับจาํ นวนเงินคาชดเชย หรืออัตราดอกเบ้ีย และกระบวนการพจิ ารณาชนั้ อนญุ าโตตุลาการ เชน อาํ นาจและหนา ที่ของอนญุ าโตตุลาการในการแสวงหา ขอ เท็จจริงท่ีจาํ เปนตอการวินิจฉัยขอพิพาท รวมทั้งกาํ หนดใหส ัญญาทางปกครองที่มีการระงับขอพิพาทโดยอนุญาโตตลุ าการ ตองผานความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรหี รือคณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีกําหนด และใหตองระบุในสัญญาใหชดั เจนวา “ศาลปกครองเปนศาลท่ีมีเขตอํานาจในการอนญุ าโตตลุ าการในสัญญาทางปกครอง” 1.2 ใหแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 15 แหงพระราชบัญญัตอิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 โดยกําหนดใหม ีบทบัญญัติ ดังนี้ “มาตรา 15 ในสัญญาระหวา งหนวยงานของรัฐกับเอกชนไมว าเปนสญั ญาทางปกครองหรอื ไมก็ตาม คูส ญั ญาอาจตกลงใหใชวธิ ีการอนุญาโตตลุ าการในการระงับขอพพิ าทได โดยไดรบั ความเห็นชอบจากคณะรฐั มนตรี ทง้ั น้ี ตามหลักเกณฑและวิธีการท่ีกาํ หนดในพระราชกฤษฎกี า ใหส ัญญาอนญุ าโตตุลาการตามวรรคหนึ่งมผี ลผกู พันคูสัญญา” 1.3 ใหจดั ตง้ั คณะกรรมการวินิจฉัยขอ พพิ าทเกย่ี วกบั สัญญาของรฐั ข้ึนเปนคณะกรรมการระดับชาติ เพ่ือใหมี อาํ นาจในการวินจิ ฉัยขอ พิพาทเก่ียวกบั สัญญาของรฐั ทุกประเภท ไมวา จะเปนสัญญาที่จัดทําข้ึนตามกฎหมายวาดว ยการจัดซอ้ื จดั จา งและการบริหารพัสดุภาครัฐ และกฎหมายวา ดว ยการรว มลงทุนระหวางภาครัฐและเอกชน เปนตน โดยในกฎหมายดังกลา ว อาจมีการกําหนดใหมีคณะอนุกรรมการ เพ่อื ชวยเหลืองานของคณะกรรมการกไ็ ด และหากภายหลงั คสู ญั ญาไมพอใจคาํ วินิจฉยั ของคณะกรรมการดังกลาว ก็สามารถฟองคดีตอศาลปกครอง หรือศาลอนื่ ทม่ี เี ขตอาํ นาจตอ ไปได 1.4 ในกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดปี กครองเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง ศาลปกครอง ไมจําตองผูกพันตนอยูแตเฉพาะขอเท็จจริงทีป่ รากฏในชั้นการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการเทาน้ัน หากแตตองไตสวนใหไดค วาม กอ นวา ในกระบวนการพิจารณาและทําคาํ ชข้ี าดน้ัน 1) อนุญาโตตุลาการไดแสวงหาขอเท็จจริงและรบั ฟงขอ เท็จจรงิ น้ัน มาอยา งถูกตอ งครบถว น 2) อนุญาโตตุลาการไดตรวจสอบขอสัญญาที่กาํ หนดสทิ ธิและหนาที่ของคูสัญญาและขอ กฎหมาย ที่เก่ยี วขอ งอยา งถูกตอ งครบถวน 3) อนญุ าโตตุลาการไดปรบั ขอเทจ็ จริงท่ไี ดรับฟงมากับขอ สัญญาและขอ กฎหมายอยางถูกตอง ครบถวน และ 4) อนุญาโตตุลาการไดวินิจฉัยช้ีขาดอยา งเปนธรรม ปราศจากกรณที ่ีคําชี้ขาดจะมผี ลใหคูสัญญาฝายหน่ึงตองรบั ผดิ ในมลู หน้ีหรือความเสียหายที่ไมไดมีอยจู รงิ จากน้ันศาลจึงจะสามารถวินิจฉยั ตอไปไดว า คาํ ชข้ี าดของอนุญาโตตุลาการน้ัน ขัดตอ ความสงบเรียบรอ ยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรอื ไม เพราะหากศาลปกครองจํากัดการรบั ฟงพยานหลักฐาน อยูเพยี งขอเท็จจริงท่อี นญุ าโตตุลาการแสวงหาไว และพิจารณาพิพากษาไปตามท่ีปรากฏในคาํ ชขี้ าดเทานั้น ในทางพิจารณา ก็แทบจะไมป รากฏวา มีคาํ ช้ีขาดใดของอนญุ าโตตลุ าการทข่ี ัดตอความสงบเรยี บรอยหรอื ศีลธรรมอันดีของประชาชนเลย 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจยั คร้ังตอ ไป การศกึ ษาครัง้ น้ีเปนการศึกษาเปรียบเทียบระหวา งกฎหมายของประเทศที่ใชระบบซวี ลิ ลอว คอื ประเทศฝรั่งเศส และกฎหมายของประเทศท่ีใชระบบคอมมอนลอว คอื ประเทศสหรัฐอเมรกิ า กบั กฎหมายไทย ซึ่งทาํ ใหเหน็ ถึงความแตกตาง ของสัญญาทางปกครองในกฎหมายทั้งสองระบบ และในกรณที ี่จะทําใหการศกึ ษาวิจัยในหัวขอน้ีมีเน้อื หาท่ีครอบคลมุ มากข้ึน ในการศึกษาคร้ังตอไปควรทําการศึกษากฎหมายของกลุมประเทศในเอเชีย เชน กฎหมายจีน ญ่ปี ุน ฮองกง ไตหวัน หรือสงิ คโปร รวมดวย ก็จะเปนประโยชนในการพฒั นาตอยอดองคความรูในเรอ่ื งน้ไี ดเปนอยางดี
Journal of Roi Et Rajabhat University 139 Volume 14 No.3 September - December 2020 เอกสารอา งองิ กมลชัย รัตนสกาววงศ. (2541). ความพยายามในการนําแนวความคิดและหลกั กฎหมายเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองของตา งประเทศ มาใชบ งั คบั ในประเทศไทยในภาพรวม. วารสารกฎหมายปกครอง, 17(3), 41. ชวลิต เศวตสุต. (2547). สญั ญาของฝา ยปกครองในระบบกฎหมายคอมมอนลอว : ศึกษากรณีระบบกฎหมายสหรฐั อเมริกา และองั กฤษเปรียบเทยี บกบั ระบบกฎหมายไทย. วิทยานพิ นธ นิติศาสตรมหาบัณฑติ . กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ชาญชัย แสวงศกั ดิ์. (2562). คาํ อธิบายกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดีปกครอง (พมิ พคร้ังท่ี 11). กรุงเทพฯ: โรงพิมพเดือนตุลา. ชาญชัย แสวงศกั ด์ิ. (2543). สัญญาทางปกครองกบั การใหเอกชนเขา รว มในการจัดทาํ บริการสาธารณะ. กรงุ เทพฯ: นติ ิธรรม. ชาญชัย แสวงศกั ดิ์ และมานิตย วงศเสร.ี (2541). นิติกรรมทางปกครองและสัญญาทางปกครอง. กรุงเทพฯ: วิญูชน. ไชยวฒั น บุนนาค. (2554). อนุญาโตตลุ าการ ทฤษฎีและปฏิบตั ิ (พิมพครัง้ ที่ 2). กรุงเทพฯ: ทรพั ยส รุ ีย. ธรรมนิตย สุมันตกุล. (2560). กฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ : ทฤษฎี “กฎ” ในทางเศรษฐศาสตร. กรงุ เทพฯ: วิญชู น. ธวัชชยั สวุ รรณพานชิ . (2558). คําอธิบายพระราชบัญญตั อิ นุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ: นิติธรรม. นันทวัฒน บรมานันท. (2556). สัญญาทางปกครอง (พมิ พค ร้งั ที่ 4). กรุงเทพฯ: วญิ ูชน. บรษิ ทั ทป่ี รึกษากฎหมายสากล จํากัด. (2546). รายงานวิจัย เร่อื ง สัญญาทางปกครองของสหรัฐอเมริกา. กรุงเทพฯ: สาํ นักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา. บรรเจดิ สงิ คะเนติ. (2548). หลักกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมฝา ยปกครอง. กรงุ เทพฯ: วิญูชน. ประสาท พงษสวุ รรณ. (2546). การระงบั ขอพพิ าททางปกครองโดยวิธอี ื่นนอกจากการฟอ งคดหี รือพิพากษาโดยศาลปกครอง. วารสารนิติศาสตร, 33(3), 470-487. ประสาท พงษสวุ รรณ. (2550). อนุญาโตตุลาการในสัญญาทางปกครอง : หลักกฎหมายและแนวปฏิบตั .ิ วารสารนิติศาสตร, 36 (1), 83-119. ประสาท พงษสุวรรณ และคณะ. (2554). สัญญาทางปกครองของประเทศฝร่ังเศส. กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. พพิ ัฒน จักรางกูร. (2536). คาํ อธิบายกฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพง. กรุงเทพฯ: รงุ เรอื งธรรม. เย่ียม อรโุ ณทัยวิวัฒน. (2558). ความเห็นของอนุกรรมการดา นวชิ าการเก่ียวกับปญหาอํานาจหนา ที่ระหวางศาล เพอื่ ประกอบการพิจารณาเร่อื งท่ี 1088 เสนอตอ ประธานอนกุ รรมการดานวิชาการเกี่ยวกับปญหาอาํ นาจหนา ที่ ระหวางศาล. ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2558. (เอกสารไมตพี ิมพเ ผยแพร) . เย่ียม อรโุ ณทัยวิวัฒน. (2558). ความเห็นของอนุกรรมการดา นวิชาการเกี่ยวกบั ปญหาอาํ นาจหนา ท่ีระหวางศาล เพอ่ื ประกอบการพิจารณาเรอ่ื งที่ 1106 เสนอตอ ประธานอนุกรรมการดา นวิชาการเกี่ยวกบั ปญหาอํานาจหนาที่ ระหวา งศาล. ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2558. (เอกสารไมตพี ิมพเผยแพร). เย่ียม อรโุ ณทัยวิวฒั น. (2558). ความเห็นของอนุกรรมการดา นวชิ าการเก่ียวกับปญ หาอาํ นาจหนาทีร่ ะหวางศาล เพ่ือประกอบการพิจารณาเร่อื งท่ี 1139 เสนอตอประธานอนุกรรมการดา นวิชาการเกย่ี วกบั ปญหาอํานาจหนาที่ ระหวา งศาล. ลงวันที่ 22 กันยายน 2558. (เอกสารไมตพี ิมพเผยแพร) . วรรณชัย บญุ บํารุง. (2548). หลกั และทฤษฎีของอนุญาโตตลุ าการเปรียบเทยี บกับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง. กรงุ เทพฯ: วิญชู น. วรพจน วศิ รตุ พชิ ญ. (2560). หลักการสาํ คัญของรัฐธรรมนญู เสรีประชาธิปไตย. เอกสารประกอบการบรรยายหลักสูตร พนักงานคดปี กครองระดบั ตน รุนที่ 21. กรงุ เทพฯ: สํานักงานศาลปกครอง. วรพจน วศิ รุตพิชญ. (2560). ศาลปกครองกับการดาํ รงหลักนิตธิ รรม. เอกสารวิชาการสว นบุคคลหลกั สูตรหลักนิตธิ รรม เพ่อื ประชาธิปไตย รุนท่ี 5. กรุงเทพฯ: สํานักงานศาลรัฐธรรมนญู . วรพจน วศิ รุตพิชญ. (2537). ศาลปกครองกับหลักการแบง แยกอํานาจ. วารสารนิติศาสตร, 24 (3), 29-46. วรพจน วิศรุตพิชญ. (2562). บันทึกความเห็นเก่ียวกบั ขอบเขตอาํ นาจศาลปกครองในการตรวจสอบวา การยอมรบั หรือบงั คบั ตามคําชข้ี าดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเปนการขัดตอความสงบเรียบรอ ยหรือศลี ธรรมอันดีของประชาชน หรือไม. ลงวันท่ี 25 กนั ยายน 2562. (เอกสารไมตีพิมพเผยแพร) . วรพจน วิศรุตพิชญ. (2562). ขอ สังเกตเก่ียวกับขอบเขตแหง ความมีผลใชบังคบั ของหลักกฎหมายท่วี า “นิตบิ ุคคลตามกฎหมาย มหาชนไมอ าจถูกบงั คับใหชําระเงินแกบุคคลหน่งึ บุคคลใด โดยท่ีนติ ิบุคคลตามกฎหมายมหาชนไมมีหนา ที่ (หน)ี้ ท่ีจะตอ งชาํ ระแกบ ุคคลนั้น”. ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2562. (เอกสารไมตพี ิมพเผยแพร) .
140 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปท่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 สรวิศ ลมิ ปรังษี. (2554). อนญุ าโตตลุ าการตามกฎหมายใหมกบั การระงบั ขอพพิ าท. กรงุ เทพฯ: นติ ิรฐั . สุรพล นติ ิไกรพจน. (2555). สัญญาทางปกครอง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร. สุรีรัตน ประจนปจจนึก. (2558). ปญ หาทางกฎหมายเก่ียวกับอนญุ าโตตลุ าการในสัญญาทางปกครอง. ดษุ ฎนี ิพนธ นิติศาสตรดุษฎีบัณฑติ . กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. เสาวนีย อัศวโรจน. (2554). คําอธิบายกฎหมายวาดวยวิธีการระงบั ขอพพิ าททางธุรกิจโดยการอนุญาโตตุลาการ (พิมพครง้ั ที่ 3). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร. สาํ นักวิจัยและวิชาการ. (2561). รายงานการศึกษาเร่ือง เหตุแหง การเพิกถอนคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการ. กรุงเทพฯ: สํานกั งานศาลปกครอง. อนันต จันทรโอภากร. (2558). ทางเลือกในการระงบั ขอพพิ าท: การเจรจา การไกลเกลย่ี และประนอมขอพิพาท อนุญาโตตุลาการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. Apostolos, P. (1998). L'arbitrage en matière administrative. Paris: LGDJ. Tiefer, C. and Shook, W. A. (2003). Government Contract Law (2nd ed.). North Carolina: Carolina Academic Press. DE BELLEFONDS X L and HOLLANDE A. (2003). L’Arbitrage et La Médiation. Que sais-je?. Paris: PUF. Kulakowski, E. C. and Chronister, L. U. (2006). Research Administration and Management. Massachusetts: John and Bartlett Publishers. Keyes, W. N. (2004) Contracting Authority and Responsibility, Government Contract in a Nutshell (4th ed.). Minnesota: West Academic. Mescheriakoff, A. S. (1997). Droit des service publics (2nd ed.). Paris: PUF. Pontier, J. M. (2005). Droits fondamentaux et libertés publiques (2nd ed.). Paris: Hachette. Pontier, J. M. (1996). Les services publics. Paris: Hachette. Roman, D. (2002). L’indispensable du droit administrative. Paris: Studyrama. Anusornsena, V. (2012). Arbitrability and Public Policy in Regard to the Recognition and Enforcement of Arbitral Award in International Arbitration: the United States Europe Africa Middle East and Asia. SJD Dissertation. California: Golden Gate University. Waline, J. (2014). Droit administrative (25th ed.). Paris: Dalloz.
Journal of Roi Et Rajabhat University 141 Volume 14 No.3 September - December 2020 การพัฒนาทักษะการแกโจทยปญ หาทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที่ 4 ทไ่ี ดรบั การจัดการเรียนรูตามแนวคิดทฤษฎคี อนสตรัคติวสิ ต Developing Problem Solving Skills in Mathematics of Grade 4 Student by Using Constructivist Theory แคชริญา ภผู าสิทธ์ิ 1และ ปาริชาติ ประเสริฐสังข2 Received : 24 ก.พ. 2563 Katchariya Phuphasit1 and Parichart Prasertsang2 Revised : 3 เม.ย. 2563 Accepted : 7 เม.ย. 2563 บทคดั ยอ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถปุ ระสงคเพ่ือศึกษาความสามารถในการแกโจทยป ญหาทางคณิตศาสตร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปท ่ี 4 ที่ไดรบั การจดั การเรียนรูตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสต และเปรียบเทียบความสามารถในการแกโจทยป ญหาตามเกณฑ รอ ยละ 70 กลุมเปา หมาย ไดแก นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 4 โรงเรียนบานนาเรียง อําเภอทรายมูล จงั หวดั ยโสธร ที่เรียนใน ภาคเรยี นที่ 2 ปการศึกษา 2562 จํานวน 11 คน ไดมาโดยการเลอื กแบบเจาะจง เคร่ืองมือทใี่ ชในการเกบ็ รวบรวมขอ มูล ไดแก แผนการจดั การเรียนรูตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ิสต เพ่ือพฒั นาทกั ษะการแกปญหาทางคณิตศาสตร แบบบันทึกผล การจัดกิจกรรมการเรยี นรู แบบบันทึกการสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นของนักเรียน และแบบทดสอบวัดทกั ษะการแกโจทยปญ หา คณิตศาสตร เปนแบบอัตนยั จํานวน 5 ขอ สถิติที่ใชใ นการวิเคราะห ไดแก คา รอ ยละ (Percentage) คา เฉล่ยี (Mean) และสว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบวา ทา ยวงจรกิจกรรมการเรียนรูวัดทักษะการแกโจทยป ญหา พฒั นานักเรียนมคี ะแนนเฉลี่ยความสามารถ การแกโจทยปญ หาเทากบั 19.81 คดิ เปนรอยละ 79.27 โดยมีผเู รียนในกลมุ เปา หมายผานเกณฑรอ ยละ 70 ทง้ั สนิ้ 8 คน คดิ เปนรอ ยละ 72.72 คาํ สําคญั : การจัดการเรยี นรูตามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรัคติวสิ ต, การพัฒนาทักษะการแกโจทยปญ หาทางคณิตศาสตร, ความสามารถในการแกโจทยป ญหา Abstract The purpose of this research was to develop mathematical problem-solving skills of grade 4 students who were taught with lessons based on the constructivist theory with a criterion of 70 percent. The target sample group included 11 grade 4 students enrolled in the second semester of the academic year 2019 at Bannariang School, Sai Mun District, Yasothon Province. The target sample group was obtained through purposive sampling. The instruments for data collection were a learning management plan based on the constructivist theory for mathematical problem-solving skill development, a learning activity record form, a student learning behavior observation form, and a mathematical problem-solving skill test (a subjective test with 5 items). Statistics for data analysis were percentage, mean, and standard deviation. 1 นกั ศกึ ษาระดบั ปริญญาโท สาขาวิชาหลกั สูตรและการเรียนการสอน คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด อีเมล: [email protected] 2 ผชู วยศาสตราจารย ดร., อาจารยประจําสาขาหลักสตู รและการเรียนการสอน คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอด็ 1 Master Student Program in Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Roi Et Rajabhat University, Email: [email protected] 2 Assistant Professor, Lecturer in Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Roi Et Rajabhat University
142 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 The results of the research showed that at the end of the learning process, the students’ average score from the mathematical problem-solving skill development was 19.81 (79.27%). Among the target sample group, 8 students passed the preset criterion of 70 percent (72.72%). Keywords : Learning management based on the constructivist theory, Mathematical problem-solving skill development, Mathematical problem-solving ability บทนาํ การศึกษาเปนเคร่อื งมอื สําคัญในการสรางคน สรา งสังคม และสรา งชาติ เปนกลไกหลักในการพฒั นากําลงั คน ใหมีคณุ ภาพ สามารถดํารงชีวิตอยูรวมกบั บุคคลอื่นในสังคมไดอยา งเปนสุข ในกระแสการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเรว็ ของโลก ศตวรรษที่ 21 เนื่องจากการศึกษามบี ทบาทสาํ คญั ในการสรา งความไดเ ปรียบของประเทศเพื่อการแขงขันและยืนหยัดในเวทีโลก ภายใตระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เปนพลวัต ประเทศตา ง ๆ ท่วั โลกจึงใหความสําคัญและทุมเทกับการพฒั นาการศึกษา เพ่ือพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยของตนใหส ามารถกาวทันการเปล่ียนแปลงของระบบเศรษฐกิจ และสงั คมของประเทศ ภูมิภาค และของโลก (สาํ นักเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 1) ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุงพุทธศักราช 2560) กลมุ สาระการเรียนรคู ณิตศาสตรม ุงเนนใหผูเรียนมที ักษะที่จําเปนสาํ หรบั การเรียนรูในการเตรยี มผูเรียนใหม ที ักษะดา นการคิดวิเคราะห การคดิ อยา งมีวิจารณญาณ การแกปญหา การคิดสรางสรรค การใชเทคโนโลยีการสือ่ สารและการรวมมือ ซ่งึ จะสงผลใหผ ูเรียนรูเทาทนั การเปลยี่ นแปลงของระบบเศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม และสภาพแวดลอม สามารถแขงขันและอยูรว มกับประชาคมโลกได ทง้ั น้ีการจัดการเรียนรูคณิตศาสตรท่ปี ระสบความสาํ เรจ็ น้นั จะตองเตรียมผเู รยี นใหมีความพรอมท่ีจะเรียนรูส่ิงตา ง ๆ พรอมท่ีจะประกอบอาชพี เมอื่ จบการศึกษา หรือสามารถศกึ ษาตอ ในระดบั ท่ีสูงขึ้น ดงั นั้นสถานศึกษาควรจัดการเรยี นรูใ หเหมาะสมตามศักยภาพของผูเรียน คณิตศาสตรม บี ทบาทสาํ คัญยงิ่ ตอความสําเร็จในการเรยี นรู เนอื่ งจากคณติ ศาสตรช วยใหมนษุ ยสามารถวิเคราะหป ญหา หรอื สถานการณไดอ ยางรอบคอบ และถี่ถว น ชวยใหค าดการณ วางแผน ตัดสินใจ แกปญหา ไดอยางถูกตองเหมาะสม และสามารถนําไปใชใ นชวี ิตจรงิ ไดอยางมี ประสทิ ธิภาพ นอกจากน้ีคณิตศาสตรยังเปนเคร่ืองมือในการศึกษาดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และศาสตรอ ื่น ๆ อันเปนรากฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ ใหมีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใหทัดเทยี มกับนานาชาติ การศกึ ษาคณติ ศาสตร จึงจาํ เปนตอ งมกี ารพัฒนาอยา งตอเน่อื ง เพอื่ ใหทันสมัยและสอดคลองกับสภาพเศรษฐกจิ สังคม และความรูทางวทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยที ่ีเจรญิ กา วหนาอยางรวดเร็วในยุคโลกาภวิ ัตน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 2) ทฤษฎีคอนสตรคั ติวิสต ผูเรยี นเปนผเู สรมิ สรา งความรูดว ยตนเอง ผูสอนไมสามารถปรับเปล่ียนโครงสรางทางปญญา ของผูเรยี นได แตสามารถชวยผูเรียนปรับขยายโครงสรา งทางปญญาได ดวยการจัดสถานการณท ที่ ําใหเกิดภาวะไมสมดุล หรือกอ ใหเ กิดความขัดแยงทางปญญา โดยไดจากสิ่งแวดลอ มและการปฏิสัมพนั ธกับผูอ่ืน จากแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรคั ติวิสต การเรียนรูของผูเรียนเกิดข้ึนเมอื่ ผูเรียนไดม โี อกาสรบั ขอมลู ประสบการณใหม ๆ และนาํ มาใชในการคิด กล่นั กรองขอมลู ทาํ ความเขาใจขอมูลเชือ่ มโยงความรใู หมกบั ความรูเดิม และสรา งความหมายขอ มลู ความรูดวยตนเอง จะเห็นไดวาครมู ีบทบาท ทส่ี าํ คัญในการจัดใหผเู รียนไดม ีโอกาสรับผิดชอบตอ การเรียนรูข องตนเอง โดยการมีปฏิสมั พันธกับสงิ่ แวดลอ ม เชน บุคคลอ่ืน ๆ เหตกุ ารณในชวี ิตประจําวัน หรือปญหาตา ง ๆ ท่ีเกดิ ขึ้นทเี่ ขาจะตอ งมีสว นรว มในการสรางการเรียนรูท่ีเกดิ ขึ้นจากสิ่งแวดลอม ตา ง ๆ โดยครูมีหนา ที่จดั การเรียนการสอน ที่ตอบสนองตอ การเรียนรขู องผเู รียน ตามแนวคดิ คอนสตรัคติวสิ ตใ นการใหนักเรยี น ไดม ีปฏิสมั พันธก ับสงิ่ แวดลอม ซ่ึงชว ยใหผเู รียนเกิดกระบวนการคิด ไตรต รอง หาคาํ อธบิ ายหรอื สรา งรูปแบบการทาํ ความเขาใจ ตอ เหตุการณที่ไดพบอยา งมีความหมาย และสามารถนําความรทู ส่ี รางขน้ึ นี้ไปประยุกตใชในชวี ิตจรงิ ไดอยา งเหมาะสม การแกโจทยป ญหาเปนกระบวนการที่นักเรียนควรจะเรียนรู ฝกฝน และพฒั นาใหเกิดทกั ษะขึน้ ในตัวนักเรียน การเรียนแกปญหาทางคณิตศาสตรจะชว ยใหนักเรียนมีแนวทางการคดิ ท่หี ลากหลาย มนี สิ ัยกระตือรือรน ไมยอทอ และมีความม่ันใจ ในการแกป ญหาท่ีเผชิญอยู (สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2555 : 6) การแกปญหาเปน หัวใจของคณิตศาสตร และเปนเปาหมายสงู สดุ ของหลักสูตรและการจดั การเรยี นการสอน เมื่อพิจารณาสภาพการจดั การเรยี นการสอนคณิตศาสตร ในปจจุบัน ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท ่ี 4 โรงเรียนบา นนาเรยี ง อําเภอทรายมูล จงั หวัดยโสธร มีปญหาเก่ียวกบั การเรยี น การสอนวิชาคณิตศาสตรเ ปนอยา งมาก นักเรียนไมสามารถเรียงความคดิ หรอื บรรยายข้ันตอนวิธีการทางคณติ ศาสตร และจาก การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี น พบวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นอยใู นระดบั ไมนาพอใจ ซึ่งพิจารณาไดจาก
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262