Journal of Roi Et Rajabhat University 43 Volume 14 No.3 September - December 2020 ในตวั เอง (self-confidence) และความเชื่อม่ันในตวั เอง (self-reliance) 2) กระตุนผูเรียนใหมลี ักษณะของการเปนนักเรียน เชิงรุก 3) เพ่ิมความรูดา นเนื้อหาสาระ (content knowledge) การคิดอยา งมวี ิจารณญาณ (critical thinking) และการรื้อฟน ความรู (recall) 4) เอื้อใหผูเรยี นสามารถใชลีลาการเรียนรู (Learning style) ไดหลากหลายตามความเหมาะสมและความถนัด ของผูเรียนแตล ะคน 5) เพิ่มความกระตือรือรนท้งั นักเรียนและครูผูสอน6) สงเสรมิ นักเรียนในการคิดข้ันสงู (higher order thinking) เชน การวิเคราะห (analysis) การสงั เคราะห (synthesis) การคิดสรางสรรค (creative thinking) ความสามารถในการประยุกต ความรู (adaptability) การแกป ญหา (problem solving) โดยการจดั การเรยี นรูเชงิ รุกมเี ทคนิคการเรียนแทรกอยู ท่ีครูผสู อน สามารถเลอื กและปรับใชใ หเหมาะสมกับบรบิ ทของช้ันเรียนนั้น ๆ โดยเทคนิคในการจดั การเรยี นรเู ชิงรุกท่นี าสนใจสําหรับ การทําวจิ ัยในคร้งั นี้ ไดแก 1) เทคนิคการใชค าํ ถาม 2) PMI (Plus-Minus-Interest) และ 3) Think-pair-share (University of North Carolina at Chapel Hill, 2009 : 1-2, Northern Ireland Curriculum, 2007 : online) and (Brame, 2016 : online) เทคนิคการใชคาํ ถาม (Question Technique) หมายถึง การแสดงออกของการสืบสอบหาความรทู ่ีตองการ คาํ ตอบผานการใชค าํ ถาม โดยการถามคาํ ถามที่ดเี ปนทักษะท่ตี อ งมีการฝกฝน ฝกซอม และตองมีการนิเทศตดิ ตาม ถานักเรยี น ไมไดอยูในสงั คมหรอื สภาพแวดลอมท่ีมีการกระตุนในการใชค าํ ถามเชงิ รุก (Active question) ทกั ษะการใชคําถามจะไมเกดิ และไมกลายเปนคนมนี ิสยั ในการถามคําถามเชิงรกุ จงึ สงผลใหการถามคําถามเปน ทักษะทมี่ คี วามสําคัญมากสําหรบั การเร่ิมตน ที่จะเรียนรูสิง่ ใหม (Nikam, 2014 : online) Pierre-Marc-Gastau, duc de Levis (site in Vale, 2013 : online) ไดกลาววา “เราสามารถตัดสินความคิดของใครสักคนไดจ ากการถามคาํ ถามของเขา แทนที่จะมองเพียงแคคําตอบท่ีเขาตอบ” ถา ครูสามารถใชคาํ ถาม หรือนักเรียนสามารถตัง้ คาํ ถามไดอ ยางมีประสิทธิภาพ คําถามจะเปนเคร่อื งมือทดี่ ีที่สดุ ทส่ี ามารถ นําไปสจู ดุ เร่ิมตนในการแสวงหาความรูไดเปนอยา งดี โดยลักษณะคําถามทใี่ ชใ นหองเรียนโดยสวนใหญมี 2 ประเภท ไดแก 1) คาํ ถามปลายปด (close question) เปนคําถามท่ีตองการคาํ ตอบทคี่ อ นขางจาํ กัด หรอื ตอ งการคาํ ตอบท่ถี ูกตอ งที่สดุ เพยี งคาํ ตอบเดยี ว (right answer) คําถามในลักษณะน้ีใชใ นกรณที ี่ผเู รียนมีความรู หรือมีประสบการณในเร่อื งนั้น ๆ ท่เี ก่ียวของกบั คาํ ตอบอยแู ลว ครูจึงนิยมใชคาํ ถามปลายปดในการดึงขอมลู หรือความรทู ี่ผเู รียนเขาใจออกมาเปนรปู ธรรม และ 2) คาํ ถามปลายเปด (open question) เปน คาํ ถามที่มีคาํ ตอบทถ่ี ูกตอ งไดห ลายคาํ ตอบ อาจมเี พียงหนงึ่ คาํ ตอบ หรอื มากกวาหนง่ึ คําตอบก็ได ผูเรียนสามารถใชประสบการณเดมิ ความรูเดิม รวมถงึ ความคิดอันเปนเหตุเปนผลในการสราง สมมติฐานหรือสรา งคําตอบขึ้นมา คําถามในลักษณะน้ีสามารถกระตุนใหผูเรยี นมีการคดิ วิเคราะห และมีการคิดสรา งสรรค ในการสรา งคาํ ตอบท่สี อดคลองกับคําถามดวยความเปนเหตุเปนผล (Blosser, 2000 : online) Nikam, (2014 : online) ไดแบงประเภทของคําถามท่พี บบอยในหองเรยี นวทิ ยาศาสตรไ ว 2 ประเภท ไดแก 1) คําถามที่ตองใชขอ มลู เปนฐาน (Information based question) เปนคําถามท่ีสามารถแกป ญหาไดโดยการอภิปราย สอบถามผูรู หรือการสบื คนขอมลู จากเอกสาร ตาํ รา หรืองานวจิ ัย เน่อื งจากเปนคาํ ถามที่มีคาํ ตอบทถ่ี กู ตองรออยูแลว เพียงแครอใหผ ูเรียนไปศึกษาเพิ่มเตมิ เทา นั้น คาํ ถามในลักษณะนี้เปนการกระตุนการเรียนรูวิทยาศาสตรโดยการอาศัยหลักฐานหรือขอ มลู เชิงประจักษ เพื่อใช ในการกลา วอางหรือการอธบิ ายใหเกดิ ความเขาใจหรือการเรียนรูไดดยี ิ่งข้ึน 2) คาํ ถามเชิงรุก (Active based question) เปนคาํ ถามที่จะนาํ ผูเรียนไปสูการแสวงหาความรหู รอื หาคาํ ตอบท่นี ักเรียนสงสัยผา นกิจกรรมการทดลอง ผานประสบการณตรง หรือผา นการลงมือปฏบิ ตั ิเพอ่ื แกป ญหาในสถานการณตา ง ๆ เปนการกระตุนการเรียนรูวทิ ยาศาสตรใหผ ูเรยี นแสวงหาความรู หรอื หาคําตอบของปญหาผา นการแกป ญหาที่หลากหลายโดยใชความคดิ สรา งสรรคเพือ่ ใหไ ดม าซ่ึงคําตอบ หรอื ตรวจสอบ สมมติฐานตามแนวทางที่นักเรยี นไดกําหนดข้ึนมา Groisser (1964, อางถึงใน Lewis, 2002 : online) ไดกลา วในหนังสือ How to Use the Fine Art of Questioning ถงึ ประเภทของคาํ ถามเมื่อพิจารณาตามวัตถปุ ระสงคไ ว 7 ประเภท ดงั นี้ 1) คําถามทดสอบความพรอ มของนักเรียน (to test a student’s preparation) เปนคาํ ถามท่ีถามเก่ียวกับความรูความเขา ใจของผูเ รียนจากการทาํ การบานหรือจากภาระงาน ท่ีไดรับมอบหมาย 2) คาํ ถามกระตนุ ความสนใจ (arouse interest) เปนคําถามกระตนุ เพอื่ ใหผูเรียนเกิดความอยากรอู ยากเห็น หรืออยากท่ีจะใฝรูเพ่ิมเติมในเรอื่ งท่คี รูกาํ ลงั สอน 3) คาํ ถามเพ่อื พัฒนาความเขาใจอยางถองแท (to develop insights) เปนคาํ ถามทช่ี วยใหนักเรียนสามารถเชือ่ มโยงความสมั พันธในสงิ่ ทีน่ ักเรยี นกําลงั ศกึ ษา หรอื ตอยอดความเขา ใจมากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุนใหผ ูเรยี นเกิดความเขาใจอยา งลมุ ลกึ 4) คาํ ถามเพอ่ื พัฒนาการคิด ทัศนคติ และการเห็นคุณคาของสง่ิ ท่เี รียน (to develop ideals, attitudes, and appreciations) เปนคาํ ถามทีช่ ว ยใหนักเรียนไดตระหนักและเห็นประโยชน
44 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอยเอด็ ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 เห็นคุณคาของสิ่งที่เรียนในบรบิ ทตา ง ๆ ในหลาย ๆ มติ ทิ ่ีนอกเหนือจากความรูที่เรียนในหองเรยี น ) เพ่ือใหนักเรยี นมีความรู ความเขาใจที่เขมแขง็ (to strengthen learning) เปน คาํ ถามท่ชี ว ยใหนักเรียนทบทวนความรู หรือสรุปความรูเพ่ือใหเ ขา ใจ ถูกตองและตรงประเด็น 6) เพอ่ื กระตุนใหนักเรียนคิดอยางมวี จิ ารณญาณ (to stimulate critical thinking) โดยพฒั นา ทศั นคติในการถามคําถามของนักเรยี นใหลมุ ลึกในการถามคาํ ถามมากยงิ่ ข้ึน และ 7) เพ่อื ทดสอบการบรรลคุ วามสาํ เรจ็ ตาม วัตถุประสงคการเรียนรู (to test achievement of objective) เปนการตรวจสอบความรูความเขา ใจของผูเรียนในสง่ิ ท่ีครู ไดสอนแลว เพอ่ื ใหไดรบั รขู อมูลวาผูเรียนเม่ือเรียนในเนอ้ื หานั้น ๆ แลวบรรลุวัตถุประสงคการเรียนรทู ี่ไดก าํ หนดไวหรือไม อยา งไรก็ตาม Groisser ยังไดเ สนอลักษณะของคาํ ถามที่ดีที่เหมาะสําหรับใชใ นหอ งเรยี นไว 7 ขอ ดังนี้ 1) คําถามท่ีตรงประเดน็ (Purposeful) ควรถามคาํ ถามท่ีเจาะจง ตรงประเด็น ตรงตามวตั ถุประสงคท ี่ตองการถาม 2) คําถามท่ีชดั เจน (Clear) ครคู วร ถามคาํ ถามท่ีชัดเจนและส่ือความหมาย เพือ่ ใหนักเรียนเขา ใจในสิง่ ท่คี รตู อ งการสอ่ื ไดถูกตอ ง 3) กระชับ (Brief) ครูควรเลอื กใช ภาษาทกี่ ระชบั ไมเ ยิ่นเยอในการถามคําถาม เพอ่ื ปอ งกันผูเรียนไมใ หเกดิ ความสบั สน หลงประเด็น หรือเขา ใจผิดเกีย่ วกับ ส่งิ ท่ีครูถาม 4) ภาษาทีเ่ ขาใจงาย (Natural) ครูควรใชภาษาท่ีเปนธรรมชาติ เขาใจงา ย หรือคาํ ศพั ทเฉพาะท่ียากเกินความเขา ใจ ของผูเรียนมากจนเกินไป 5) คําถามชวนคิด-กระตุนการคิด (Thought-provoking) ครูควรใชคาํ ถามในลักษระกระตุนให ผูเ รียนไดคิด คําถามท่ีนาสนใจ นาคนหา หรอื ชวนใหผ ูเรียนตอบสนองตอ สิง่ ที่ครูถาม 6) คาํ ถามที่มีขอบเขตที่ชัดเจน (limited in scope) ควรเปนคาํ ถามทีม่ ีเพียง 1 หรอื 2 ประเด็น ในการหาคาํ ตอบ หรอื อธบิ ายเหตุผล เพื่อปองการเขาใจผิด หรือการหลงประเด็นระหวางการอภิปราย และ 7) คําถามที่เหมาะสมกับชวงวัยของผเู รียน (adapted to the level of the class) ครูควรปรบั ภาษาของคาํ ถาม ลักษณะของคาํ ถาม ประเด็นในการถาม ความยากงา ยของคาํ ถาม และเรอ่ื งราวเกยี่ วกบั คําถาม ใหเหมาะสมกบั ชว งวัยของเด็กเพอ่ื ใหเหมาะสมและทาํ ใหผูเ รยี นเขาใจ หากคําถามน้ันยากจนเกินไปอาจทําใหผูเรยี น ไมสนใจในส่ิงที่เรียน จากเอกสารที่กลาวมาในขางตนเห็นไดวา การใชค าํ ถามในหอ งเรียนเปน เทคนิคสาํ คัญในการชวยกระตุนใหผูเรียน เกิดความอยากรอู ยากเห็น หรือใฝรใู นสิ่งท่ตี องการทราบคําตอบ รวมไปถึงชว ยใหผูเรียนสามารถสรา งความรูไดด วยตนเอง ผานการเช่อื มโยงความรูใหมกับประสบการณเ ดิมของผูเรยี น สอดคลอ งกบั รายวิชาวิทยาศาสตรท ่เี นนใหผเู รียนสรา งความรู ดว ยตนเองผา นการลงมือปฏบิ ตั ิ โดยเฉพาะในสวนของการจัดการเรียนการสอนที่เนนโครงงานเปนฐาน หรอื รายวิชาโครงงาน วิทยาศาสตร โดย Simmons (2004 : online) ใหความหมายของโครงงานวทิ ยาศาสตรไวว า เปน การสํารวจตรวจสอบ ขอ คาํ ถามที่นักเรยี นสนใจ (investigate a question of interest) สอดคลอ งกบั Martine, Stephen and Young (2019 : online) และพมิ พันธ เดชะคปุ ต (2559 : 16) ใหค วามหมายของโครงงานวิทยาศาสตรไววา เปนการคนควาเกี่ยวกับหัวขอ วิทยาศาสตรดวยตนเอง โดยใชวธิ ีการทางวิทยาศาสตร (Scientific method) ทําใหผ ูเรียนไดเรียนรูในส่ิงท่ีเรียกวา องคความรู ทางวิทยาศาสตร (body of knowledge) ดวยตวั ผูเรียนเอง โดยความรทู ี่ไดมานั้นควรเปนความรใู หม หรือตอยอดจากความรู เดิม ซ่ึงครทู ําหนา ที่คอยใหคาํ ปรึกษา ทั้งครูและนักเรียนเรียนรูและศกึ ษาไปพรอม ๆ กัน (unknown by all) จุดเร่ิมตนสําคญั สาํ หรับการทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตร คือ การพฒั นา (develop) และการมี (owning) คําถามที่นักเรียนสนใจท่เี กี่ยวกับชวี ติ จริง เนื่องจากโครงงานวิทยาศาสตรเปนรายวิชาท่ีมีเนอื้ หาวิทยาศาสตรเปนเน้อื หาหลัก แตส ามารถนําเน้ือหาอ่ืน ๆ รวมถงึ เนอ้ื หาในบรบิ ทของชวี ิตจริงมาบูรณาการในการจัดการเรียนการสอนไดความเหมาะสม หรือที่เรียกวา cross-curriculum project เพือ่ ฝกฝนใหผ ูเรียนสามารถแกป ญ หาในชีวิตจรงิ (real-life problem solving) จงึ จําเปนตอ งอาศัยการบูรณาการ ทง้ั ความรูและความชวยเหลอื ตา ง ๆ สาํ หรบั การศึกษาหาความรู และแกปญหาในสิ่งท่ีนักเรียนสนใจ โดย Simmons (2004 : 6) ไดใหขอสงั เกตวา ถงึ แมหลักสูตรวิทยาศาสตรมุงเนนใหนักเรียนเรียนรูจากขอเท็จจริงทางวิทยาศาสตร (learning science facts) และเรยี นรูผ านกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร (experimental procedure) แตม ีนักเรยี นนอยคนนักท่ีจะสามารถ ตงั้ คําถามปลายเปด (open-ended question) ไดดีและตรงกับหวั ขอทตี่ นเองตอ งการ โดยการระบปุ ญ หาหรอื การต้ังคําถาม สาํ หรบั การทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตรน้ัน ตอ งมีลักษณะท่ีเหมาะสมเพอื่ เอือ้ ใหนักเรยี นสามารถดําเนินการทาํ โครงงาน ไดลกั ษณะของคําถามที่เหมาะสําหรบั การทําโครงงานวิทยาศาสตร มลี ักษณะ ดงั นี้ 1) เปนคําถามปลายเปด เพอ่ื เปนการ ไมปดก้นั วิธีการในการแกป ญหา หรอื ไมไดร ะบวุ าวธิ ีแกป ญหาไหนถกู หรือผิด เน่ืองจากคําถามโครงงานบางคาํ ถามอาจมีวธิ ี แกป ญหาที่หลากหลายวธิ ไี ด 2) เปน คําถามรเิ ร่ิมสรางสรรค คําถามโครงงานทด่ี คี วรนาํ ไปสูการแสวงหาคาํ ตอบ ความรู วิธีการ หรือส่ิงประดิษฐใ หมที่ยงั ไมเคยพบ ยงั ไมเ คยปรากฏ หรือยังไมเคยมีผไู ดศึกษามากอ น 3) เปนคําถามที่สามารถดําเนินการ ตรวจสอบหรอื ทดสอบเพ่ือหาคําตอบได โดยไมยากหรอื ไมงา ยจนเกินไป 4) เปนคาํ ถามเพอ่ื พัฒนาความรูความเขา ใจพ้ืนฐาน
Journal of Roi Et Rajabhat University 45 Volume 14 No.3 September - December 2020 ท่ีเก่ียวขอ งกับปญหาน้ันของนักเรยี นมากยิ่งข้ึน สรุปไดว า คาํ ถามท่ีเหมาะสาํ หรบั การทําโครงงานควรเปนคาํ ถามริเรม่ิ สรา งสรรค เพอื่ นาํ ไปสูความรใู หม แตบางคาํ ถามอาจยากจนเกนิ ไป หรอื ไมเหมาะสมกบั ระดบั หรือชว งวัยของผเู รียน สง ผลใหโครงงาน ไมประสบผลสาํ เร็จหรือลมเลิกการทาํ โครงงานในเรอ่ื งนั้น ๆ การทาํ โครงงานวิทยาศาสตรเ ปนการใชวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร เขาไปศกึ ษาหาความรใู นเรอื่ งทส่ี นใจใหมีความรมู ากยิ่งข้ึน จึงไมจาํ เปน ตอ งตั้งคาํ ถามโครงงานท่ีมีความสลบั ซับซอนมาก จนเกินไป ซ่งึ การใชขอมูลที่ไดจากการสังเกตเหตุการณห รอื สถานการณท ่ีพบเห็นทวั่ ไปในชวี ิตประจาํ วันจงึ เปนวิธีการท่งี า ย สําหรับนักเรียน (พิมพันธ เดชะคุปต, 2553 : 40-41, พิมพันธ เดชะคปุ ต, 2559 : 54-55, พิมพันธ เดชะคปุ ต, 2548 : 68-69 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยขางตน ผวู ิจัยจึงสนใจในการศกึ ษา การใชกระบวนการเรยี นรูเชงิ รกุ รวมกับ เทคนคิ การใชค าํ ถามเพ่ือเสรมิ สรา งความสามารถในการตง้ั คาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตรข องนักศึกษาสาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร ท่วั ไป คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด วัตถปุ ระสงค 1. เพือ่ ศกึ ษาความสามารถของนักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตรทัว่ ไปในการต้ังคําถามโครงงานวิทยาศาสตร หลังเรียนโดยการใชกระบวนการเรยี นรเู ชิงรุกรว มกับเทคนิคการใชคาํ ถาม 2. เพอ่ื เปรยี บเทียบระดบั ของการตงั้ คาํ ถามโครงงานวทิ ยาศาสตรข องนักศึกษาสาขาวิชาวิทยาศาสตรทว่ั ไป กอนและหลงั เรียนโดยการใชกระบวนการเรียนรูเชิงรุกรวมกับเทคนิคการใชคําถาม กรอบแนวคิดและสมมติฐาน การเรยี นรเู ชงิ รุกเปนกิจกรรมท่ีนักเรียนสรา งความรูและความเขา ใจดวยตนเอง (construct knowledge and understanding) ซง่ึ กิจกรรมตองกระตุน ผูเรียนในการคิดขั้นสูง (higher order thinking) ผูเ รียนจะไดคิดเก่ียวกบั สงิ่ ทตี่ นเอง ไดเรียนรู ส่ิงสาํ คญั ของการเรยี นรูเชงิ รกุ คอื การเช่อื มโยงระหวางกิจกรรมการเรียนรกู บั กระบวนการเรียนรขู องผูเรยี น (Brame, 2016 : online) แตการถามคําถามทด่ี ีเปนทักษะที่ตอ งมีการฝกฝน ฝก ซอ ม และตอ งมีการนิเทศติดตาม ถานักเรียน ไมไดอ ยูใ นสังคมหรอื สภาพแวดลอมที่มีการกระตุนในการใชค าํ ถามเชงิ รุก (Active question) ทักษะการใชคาํ ถามจะไมเกดิ และไมกลายเปนคนมนี ิสยั ในการถามคําถามเชิงรุก จึงสง ผลใหการถามคําถามเปนทักษะท่มี คี วามสําคัญมากสาํ หรบั การเรม่ิ ตน ท่ีจะเรียนรูส่ิงใหม (Nikam, 2014 : online) การต้ังคําถามมีความสาํ คญั เปนอยา งมากในการเรียนโครงงานวทิ ยาศาสตร เพราะเปนจุดเร่ิมตนในการไดม าซึ่งหัวขอของการทาํ โครงงานวิทยาศาสตร กลา วคอื หวั ขอในการทาํ โครงงานวิทยาศาสตร ตองไดม าจากความสนใจ สงสัย บนพื้นฐานแหงปญหาที่กําลงั ตองการแกไข หรอื จากคาํ ถามที่ตองการคาํ ตอบ (ก่ิงทอง ใบหยก, 2554 : 46-47) ทง้ั นี้จากการศึกษาของนัยนา ตรงประเสรฐิ (2544 : 78) ท่ีศึกษาการเปรยี บเทียบทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร และความสามารถในการต้ังคําถามของนักเรียนท่ีมแี ละไมมีการฝกต้ังคําถาม เพือ่ พฒั นาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร พบวา นักเรียนทไี่ ดรบั การฝกต้ังคาํ ถามมีความสามารถในการตง้ั คาํ ถามสงู กวา นักเรยี นท่เี รียนโดยไมมีการฝกตั้งคาํ ถาม อยา งมีนัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05 ผูวจิ ัยจงึ ตัง้ สมมติฐานวา 1. นักศกึ ษาท่ีเรียนโดยการใชกระบวนการเรียนรูเชงิ รกุ รวมกบั เทคนิคการใชคาํ ถาม มคี ะแนนความสามารถ ในการตั้งคําถามสูงกวา รอยละ 75 อยูใ นระดบั ดี 2. นักศึกษาที่เรยี นโดยการใชกระบวนการเรียนรเู ชิงรุกรวมกบั เทคนิคการใชคาํ ถาม มีคะแนนความสามารถ ในการต้ังคาํ ถามหลังเรียน สูงกวา กอ นเรียนอยางมนี ัยสาํ คญั
46 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 วธิ ดี าํ เนนิ การวิจัย การวิจัยครั้งน้ีเปนการวิจัยกงึ่ ทดลอง (Quasi-Experiment Research) โดยมีการวิจัยแบบ One-group Posttest design มีกลุมการทดลอง 1 กลุม คือ กลุมของนักศึกษาทเี่ รียนโดยการใชกระบวนการเรียนรูเชงิ รุก รวมกับเทคนิคการใช คาํ ถาม มีการเกบ็ รวบรวมขอมูลระหวางเรียนและหลงั เรียน 1. ประชากรและกลุมตวั อยา ง 1.1 ประชากร ประชากรท่ใี ชใ นการวิจัยครงั้ น้ี คอื นักศกึ ษาสาขาวิชาวิทยาศาสตรท่วั ไป คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัย ราชภัฏรอยเอ็ด สงั กดั สาํ นักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 1.2 กลมุ ตวั อยา ง กลุมตัวอยา งที่ใชใ นการวิจยั คร้ังน้ี คอื นักศึกษาชั้นปท่ี 4 สาขาวชิ าวิทยาศาสตรท่วั ไป จาํ นวน 99 คน ที่กําลงั ศึกษาอยใู นภาคปลาย ปการศึกษา 2561 รายวชิ า SED4135 โครงงานวิทยาศาสตร ซง่ึ เปนรายวิชาเลือกเสรี ของสาขาวิชาวทิ ยาศาสตรทว่ั ไป คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด โดยผวู ิจยั เลือกกลมุ ตัวอยางโดยใชการเลือก แบบเจาะจง (Purposive sampling) เน่ืองจากผูวิจัยพบปญหาจากการสอนนักศึกษาในรายวิชาดังกลาว ในปการศึกษา ทีผ่ านมา มีความสามารถในการตั้งคาํ ถามหรือระบุปญหาสําหรับการทาํ โครงงานวิทยาศาสตรอยูในระดบั ตาํ่ จึงเลอื ก กลุมตัวอยา งเปนนักศึกษาทเ่ี รยี นในรายวิชาโครงงานวทิ ยาศาสตร เปน กลุมตวั อยา งในการทาํ วิจยั คร้งั น้ี 2. เคร่ืองมือทใี่ ชใ นการวิจยั เครอ่ื งมอื ที่ใชใ นการวิจัย แบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก 1) เคร่อื งมือทีใ่ ชใ นการเกบ็ รวบรวมขอ มูล และ 2) เครื่องมอื ที่ใชในการทดลอง ซ่งึ มีรายละเอยี ด ดงั นี้ 2.1 เครอ่ื งมือทใ่ี ชใ นการเกบ็ รวบรวมขอมูล 2.1.1 แบบวัดความสามารถในการตั้งคาํ ถาม เปนแบบทดสอบแบบอตั นัย 20 ขอ โดยใหนกั ศึกษา ตั้งคําถามจากสถานการณหรอื ตัวอยางที่กําหนดให แลว นาํ คาํ ตอบมาพิจารณาโดยใชเกณฑก ารประเมินแบบแยกประเด็น (Analytic scoring rubric) ปรับจาก Nitko, 2007 : 261-284) ซงึ่ มีระดับคะแนน 3 ระดบั เพอื่ ประเมินพฤติกรรมยอย 5 พฤติกรรม ดงั น้ี 1) ลักษณะคาํ ถามปลายเปด 2) ความคิดสรางสรรคข องคาํ ถาม 3) ความสามารถในการดําเนินการ ตรวจสอบหรอื ทดลองไดจริงของคําถาม 4) คําถามสามารถพฒั นาความรูความเขา ใจพื้นฐานเกี่ยวกบั ปญหา และ 5) ภาษาท่ีชดั เจน เขา ใจงา ย และการสือ่ ความหมายของคําถาม โดยนาํ คะแนนท่ีประเมินพฤติกรรมยอยท้ัง 5 มาแปลผล ในสว นของความสามารถในการตั้งคาํ ถามเทียบกับการประเมินคณุ ภาพของกรมวชิ าการ และนําคะแนนมาวิเคราะห ความสอดคลองภายใน (inter-rater reliability) ปรับจาก Nitko, 2007 : 74-75) ไดคา rAB = 0.93 โดยแบบทดสอบ วัดความสามารถในการตง้ั คาํ ถามมีคา ดัชนีความสอดคลองของผทู รงคุณวุฒิ (IOC) เทากับ 0.917 ซึง่ ผทู รงคุณวฒุ ิไดใ ห ขอ เสนอแนะเก่ียวกบั การเลอื กสถานการณส ําหรบั ใชในแบบทดสอบวา “ควรเลอื กสถานการณท่เี ปนปจจบุ ันโดยใชภาษา ทไ่ี มชี้แนะนักศึกษาจนเกินไป เพอ่ื ใหน ักศึกษาสามารถเขา ใจและสามารถตั้งคําถาม เพอ่ื ใชแกปญหาในปจจบุ ันใหเกิดประโยชนไ ด เชน ปญหาฝุน 2.5 PM ปญ หาการเผาพชื พันธุการเกษตร ปญหาความแหงแลง ” 2.2 เครอ่ื งมือที่ใชใ นการทดลอง 2.2.1 แผนการจดั การเรียนรูเชิงรุกรวมกับเทคนิคการใชคาํ ถาม จาํ นวน 4 แผน แผนละ 4 ช่ัวโมง รวมท้ังหมด 16 ชัว่ โมง ระหวา งวันที่ 7-31 มกราคม พ.ศ. 2562 ซง่ึ มีข้ันตอนการสอน ดงั น้ี ขัน้ ที่ 1 กระตนุ ผูเรยี นใหเกิดความสนใจ ครูกระตุนผูเรียนใหเ กิดความอยากรอู ยากเรียน โดยกาํ หนด สถานการณ แลวใหนักเรียนตง้ั คําถามเก่ียวกับสิ่งท่ีผเู รียนอยากรูจํานวน 10-15 ขอคําถาม แลว นาํ คําถามท่ีต้ังมาแลกเปลย่ี น คาํ ถามคาํ ตอบกบั เพื่อน โดยใชเทคนิค Think-pair-share และ/หรือ Think-pair-square เพอื่ ตรวจสอบลกั ษณะคาํ ถาม และคาํ ตอบของตนเอง ขัน้ ท่ี 2 แสวงหาความรู ครูกาํ หนดหัวขอ ที่นาสนใจเกี่ยวกบั ชีวิตจริงในปจจบุ ัน แลวใหผ ูเรียนตั้งคําถาม ตามแตละประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร โดยพยายามใชค าํ ถาม How และ Why ใหไดคาํ ตามถามแตละประเภท ของโครงงานวิทยาศาสตร ประเภทละ 4-6 คําถาม เม่อื เสร็จแลว ครูใหผเู รียนเขากลุมยอย กลุมละ 3 คน เพ่อื นําสูการอภปิ ราย ลักษณะของคาํ ถามที่นาํ ไปสูการศึกษาตอ โดยครูใชเ ทคนิคการใชค าํ ถามเพ่ือพัฒนาความคิดและกระตุนใหผูเรียนเกดิ ไอเดีย
Journal of Roi Et Rajabhat University 47 Volume 14 No.3 September - December 2020 ในการสรา งสรรคคาํ ถามท่ีนาสนใจและสามารถตง้ั คาํ ถามเพ่ิมได รวมถงึ ใหผเู รียนจัดกลมุ คาํ ถามทต่ี นเองสรางข้ึนใหเปน หมวดหมู โดยใชเทคนิค PMI (Plus-Minus-Interest) ปรับจาก Northern Ireland Curriculum (2007 : 57) Plus คอื คําถามเชงิ บวกหรอื คาํ ถามท่ีดี Minus คือ คําถามทเ่ี ราทราบคําตอบอยูแลว และ Interest เปนคําถามท่ีนาสนใจ คําถามทต่ี องการแสวงหาความรตู อไป หรอื ประเด็นท่เี ราสามารถต้ังคําถามเพิ่มเติมไดอ ีก ขั้นที่ 3 อธิบายและสรุปผล เปนขั้นทผี่ ูเ รียนนําเสนอผลของการตั้งคําถามในแตละกลุม พรอ มทัง้ สะทอ นผลการต้ังคาํ ถามจากเพ่ือนรว มช้ัน ครูนาํ ผลการตง้ั คําถามของผูเรียนมาอภิปรายเชื่อมโยงกับลักษณะคําถาม โครงงานวทิ ยาศาสตรท ี่ดีและเหมาะสมสําหรบั นําไปศึกษาตอ โดยครใู ชเทคนิคการใชคาํ ถามเพ่อื กระตุนใหผเู รียนสามารถสรปุ ความรูเก่ียวกับลักษณะคาํ ถามทเ่ี หมาะสมสําหรบั ทาํ โครงงานควบคูไปกบั การอธบิ าย ขัน้ ท่ี 4 ขยายความรู ครูแบงนักเรียนออกเปนกลุมยอ ย กลุมยอ ยละ 3 คน (กลุมเดิม) แลวมอบหมาย หัวขอ ท่ีนาสนใจใหแตละกลุม (แตละกลมุ ไดหัวขอไมซ ้ํากัน) แลว มอบหมายใหแตล ะกลุมยอยระดมความคิด (Brainstorming) ในการสรางคาํ ถามเกี่ยวกบั หัวขอน้ัน ๆ ใหไ ดมากทีส่ ุด โดยใชลักษณะการถามคาํ ถามตอ เนอื่ งกันเปนลาํ ดบั ไปเรื่อย ๆ ภาพประกอบ 1 ลกั ษณะการถามคาํ ถามตอ เน่อื งกันเปนลําดบั ปรับกิจกรรมจากแนวคดิ ของ Simmons, 2004 : online and Northern Ireland Curriculum, 2007 : online) เมื่อแลวเสร็จใหผ ูเรียนประเมินลักษณะคําถามทเ่ี หมาะสมสําหรบั ทําโครงงาน แลวเลือกคําถามที่ผเู รียนสนใจ ทจ่ี ะนําไปสูการทําโครงงาน กลุมยอยละ 3 คําถาม เพอ่ื นําไปสูการสืบคนขอ มูลท่ีเก่ียวขอ งกบั คาํ ถามน้ัน ๆ ตอไป ขน้ั ท่ี 5 ประเมินผล ระหวา งดําเนนิ กิจกรรมครผู สู อนคอยประเมินลักษณะคาํ ถามทผ่ี ูเรียนตง้ั รวมท้ังการสนทนาของผเู รียนแตละคน แลวใชคําถามกระตุนใหผเู รียนสามารถดาํ เนินการกิจกรรมตา ง ๆ ตอไปได แทนการบอกโดยตรง ครูประเมินและใชคาํ ถามชวยเปนตัวขบั เคล่อื นและกระตนุ กิจกรรมในทุกข้ันตอนการสอน ปรับกิจกรรม จากแนวคดิ ของ Simmons (2004 : online) and Northern Ireland Curriculum (2007 : online) 2.2.2 แบบสังเกตพัฒนาการในการตัง้ คําถามโครงงานวทิ ยาศาสตร เปนแบบสงั เกตลักษณะการตัง้ คําถาม ของผูเรียนจากกิจกรรมระหวา งเรียน ใน “ขั้นขยายความร”ู โดยนําขอ คําถามทผ่ี ูเรียนสรา งข้ึนจากการทาํ กิจกรรมมาวิเคราะห ลักษณะของคาํ ถามทผี่ ูเรียนสรางข้นึ และเปรียบเทียบผลการต้ังคาํ ถามของผูเรียนในแตละครัง้ ใน 7 ประเด็น ดังน้ี 1) ลักษณะคําถามปลายเปด-ปด 2) ลกั ษณะการรูคาํ ถามจากคาํ ถาม 3) ความคิดสรา งสรรคของคําถาม 4) ความตรงประเด็น ในการถามคําถาม 5) ความชัดเจน และการสอื่ ความหมายของคาํ ถาม 6) ระดับคาํ ถามตาม Bloom’s taxonomy และ 7) ลักษณะของคาํ ถามตามประเภทของโครงงานวทิ ยาศาสตร ทง้ั น้ีการใชแบบสงั เกตพัฒนาการ ในการต้ังคาํ ถามโครงงาน
48 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 วทิ ยาศาสตรใ ชในการสงั เกตและกํากบั พฤติกรรมผูเรียน ในการตง้ั คําถามระหวางทํากิจกรรม แลว นาํ ขอ มูลมาวิเคราะห เพือ่ หาจุดเดนจุดดอ ยของผูเรียน และปรบั ปรุงลักษณะของกิจกรรมพัฒนาความสามารถในการตง้ั คําถามของผเู รียน ใหไดมากท่ีสุด แตไ มนําคะแนนจากการสังเกตพัฒนาการมาใชใ นการแปลผลในสวนของความสามารถในการตั้งคาํ ถาม โครงงานวิทยาศาสตร 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมขอ มูลของการวิจัยครัง้ น้ี แบงออกเปน 3 ชว ง คือ 1) เก็บรวบรวมขอ มูลกอนการทดลอง 2) ดาํ เนินการทดลอง และ 3) เก็บขอ มูลหลังการทดลอง ซงึ่ มีรายละเอียด ดังนี้ 3.1 เก็บรวบรวมขอมลู กอนการทดลอง โดยใชแบบวัดความสามารถในการตงั้ คําถามโครงงานวทิ ยาศาสตร ทดสอบผเู รียนกลุมตัวอยาง 3.2 ดาํ เนนิ การทดลอง เตรียมความพรอ มกอนเรยี น โดยแนะนาํ รายละเอียดรายวิชา SED4135 โครงงานวิทยาศาสตร วัตถุประสงครายวิชา และลักษณะของกิจกรรมทีใ่ ชในการจัดการเรียนการสอน ผูว จิ ัยดําเนินการสอน ตามแผนการจัดการเรียนรูเ ชิงรุกรวมกบั เทคนิคการใชคําถาม จํานวน 4 แผน เปนระยะเวลา 4 สัปดาห รวมท้งั หมด 16 คาบ ระหวางวันท่ี 7-31 มกราคม พ.ศ. 2562 เก็บรวบรวมขอมูลระหวา งการจัดการเรียนการสอนโดยใชแบบสงั เกตพัฒนาการ ในการตั้งคาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตร เพื่อวิเคราะหลักษณะการต้ังคาํ ถามของผเู รยี นระหวางทดลองใชแ ผน และนําขอ มลู มาวิเคราะหเพอ่ื ปรบั กิจกรรมใหเหมาะสมกบั ผูเรียน แตไมนาํ คะแนนมาใชใ นการแปลผลความสามารถในการตั้งคาํ ถามโครงงาน 3.3 เกบ็ ขอมูลหลังทดลอง ใชแบบวดั ความสามารถในการต้งั คาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตรทดสอบผเู รียน หลังเรียนเสร็จ เพื่อนําคะแนนมาวิเคราะหและแปลผลในสว นของความสามารถในการตั้งคําถามโครงงานวิทยาศาสตร และเปรยี บเทยี บคะแนนความสามารถในการต้ังคาํ ถามโครงงานวทิ ยาศาสตรระหวางกอนเรียนกับหลังเรียน โดยใช กระบวนการเรยี นรูเชิงรุกรวมกับเทคนิคการใชคําถาม 4. การวเิ คราะหข อมูล การวิเคราะหขอมูลของการวิจัยครง้ั นี้แบงออกเปน 2 สวน ไดแก 1) คะแนนความสามารถในการต้งั คําถาม และ 2) เปรยี บเทยี บคะแนนความสามารถในการตัง้ คาํ ถามกอ นเรียนกบั หลังเรยี น 4.1 วเิ คราะหข อ มลู คะแนนความสามารถในการตง้ั คาํ ถาม โดยใชคาเฉลี่ยเลขคณิต และคาเฉลี่ยรอ ยละ 4.2 วเิ คราะหเพือ่ เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการต้งั คาํ ถามกอนเรียนกบั หลงั เรยี นโดยใชคา เฉล่ีย เลขคณิต คา เฉล่ียรอยละ สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ t-test สรปุ ผล ผลการวิจัย พบวา 1. นักเรียนทเ่ี รียนโดยใชกระบวนการเรยี นรูเชงิ รุกรวมกบั เทคนคิ การใชคาํ ถาม มีคะแนนความสามารถในการ ต้ังคําถามเทา กับรอ ยละ 85.84 สงู กวาเกณฑท ่ีกาํ หนดไวทร่ี อ ยละ 75 และจัดอยใู นเกณฑระดบั ดมี าก เมื่อพจิ ารณาพฤตกิ รรม ยอยของการต้ังคําถามพบวา 1) นักศึกษาไดคะแนนพฤตกิ รรมยอยท่ีสงู กวารอยละ 80 จาํ นวน 4 รายการ ไดแก การต้งั คําถาม ปลายเปด คาํ ถามท่สี ามารถดําเนินการตรวจสอบหรือทดลองไดจริง คําถามสามารถพัฒนาความรคู วามเขาใจพ้ืนฐานเกี่ยวกบั ปญ หา และความชัดเจน เขาใจงา ย และส่ือความหมายของคําถาม และ 2) นักศึกษามีพฤติกรรมยอ ยทไี่ ดคะแนนรอยละ 76.43 คอื ความคิดสรา งสรรคของคําถาม 2. นกั ศึกษาท่ีเรยี นโดยใชกระบวนการเรยี นรเู ชงิ รุกรว มกบั เทคนิคการใชคําถาม มีคะแนนความสามารถ ในการตั้งคาํ ถามโครงงานวทิ ยาศาสตร หลังเรยี นสูงกวากอนเรยี นอยางมีนัยสําคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05
Journal of Roi Et Rajabhat University 49 Volume 14 No.3 September - December 2020 ตาราง 1 คา เฉล่ีย (X̅) รอ ยละ (%) สว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) และคา สถติ ิทดสอบที (t-test) ของคะแนนความสามารถ ในการต้ังคําถามโครงงานวทิ ยาศาสตรข องนักศึกษากอ นและหลงั เรียนฯ score X̅ % S.D. t df sig กอน 149.24 49.75 7.47 108.81* 98 0.00* หลงั 257.52 85.84 84.50 *นัยสําคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05 อภิปรายผล ผูวิจยั พบประเดน็ ท่ีนา สนใจจึงนํามาอภิปราย 2 ประเดน็ คอื 1) ความสามารถในการตั้งคาํ ถามโครงงาน วทิ ยาศาสตร และ 2) ความสามารถในการต้งั คาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตรห ลงั เรียนสงู กวากอ นเรียน ดังนี้ 1. ความสามารถในการตั้งคาํ ถามโครงงานวทิ ยาศาสตร การวจิ ัยครง้ั นพี้ บวา นักศกึ ษากลุมท่ีเรียนโดยใชกระบวนการเรียนรูเชงิ รุกรว มกบั เทคนิคการใชคําถามมีคะแนน ความสามารถในการตั้งคาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตร คดิ เปนรอยละ 85.84 ซ่งึ สงู กวารอยละ 75 เนอ่ื งจากการเรียนโดยใช กระบวนการเรยี นรูเชิงรุกรว มกบั เทคนิคการใชคาํ ถามนั้นมขี ั้นตอนที่พัฒนาทักษะความสามารถในการต้งั คําถามของผูเรยี น ผานกิจกรรมท่ีใหผเู รียนสรา งความรูดวยตนเอง แลวนาํ ความรูที่ไดมาอภิปรายกบั เพื่อนรว มช้ัน เพื่อแลกเปล่ียนความรู แนวคิด และขอเสนอแนะตา ง ๆ ผานเทคนิค Think-pair-share ทีอ่ ยูในกระบวนการเรียนรเู ชงิ รกุ ซงึ่ ทาํ ใหผูเรยี นเกดิ ความเขา ใจ ท่ีลุม ลึกมากย่งิ ข้ึน อีกทงั้ ยังไดรับการกระตุนจากครูผูสอนผานเทคนิคการใชคาํ ถาม ทําใหผ ูเรยี นถูกกระตุนในการคดิ คําถาม ไดแนวคิดหรือมุมมองใหมเกยี่ วกับการต้ังคาํ ถาม รวมถึงไดแนวทางการใชคาํ ถามทคี่ รใู ชใ นหองเรียนเปนตวั อยางในการพฒั นา การตง้ั คําถามของตนเองใหด ีย่ิงขึ้น สอดคลอ งกบั Brame (2016 : 2-3) ท่พี บวาการเรียนรูเชิงรุกชวยใหผูเ รยี นเรียนรู ไดอ ยา งมปี ระสิทธภิ าพมากยง่ิ กวา การสอนโดยครเู ปนผูบอก (teaching by telling) โดยการเรียนรูเชิงรุกในกิจกรรมทผ่ี ูเรยี น สรา งความรดู ว ยตนเองหรือลงมอื ปฏบิ ตั ิ เชน ในรายวิชาโครงงาน STEM การออกแบบชวยใหผูเ รยี นเรยี นรูไดดีกวาการเรียนรู แบบดั้งเดมิ ที่มคี รูคอยอธิบายความรู (traditional lecture) อยา งมีนัยสาํ คัญ ในสวนของการเรียนการสอนในรายวชิ า เชน ชวี วทิ ยา เคมี ฟสิกส คณติ ฯลฯ การใชการสอนเชิงรุกชว ยใหเกิดการเรียนรไู ดด ีอยา งไมม ีนัยสําคัญ สอดคลองกับ Teaching Assistants’ Training Program (2014 : online) ท่พี บวา ประสบการณก ารเรียนรขู องผูเรียนจะมปี ระสิทธิภาพ อยา งมีนัยสาํ คญั ตอ เมื่อผูเรยี นตองไดพดู สนทนา (must talk) เกี่ยวกับส่งิ ทผี่ ูเรียนไดเรียนรู สิ่งที่ผูเรียนกําลังทําความเชอื่ มโยง ระหวางสิง่ ท่ีกาํ ลงั เรยี นกับประสบการณห รอื ความรูเดมิ และนําความรทู ี่เรียนไปประยุกตใชใ นชวี ติ ประจําวัน ซ่งึ การเรียนรู เชงิ รกุ นนั้ ชวยใหผ เู รียนเรียนรไู ดด ีกวาการท่ีผูเรียนไมตองทําอะไรนอกจากการน่ังในหองเรียน ฟงในส่ิงท่ีครูอธิบาย จดจาํ ในสง่ิ ท่คี รู ใหเปนการบาน และตอบคาํ ถามในสิ่งท่ีครถู ามในหอ งเรียน สอดคลองกบั ขอสรปุ ของ Dias (2011 : 5) ที่กลา ววาการสอน และการเรียนรูเชงิ รุกเปนแนวทางการสอนท่ีมีประสทิ ธภิ าพทเ่ี ปลยี่ นกระบวนทัศนของผูเรยี นโดยมีเปาหมายอยูท่ีกิจกรรม การเรียนรทู ี่กระตือรอื รนใหผ เู รียนมสี วนรว มในการทาํ กิจกรรมมากย่ิงข้นึ การใชคําถามในชั้นเรียน (class question) การอภปิ ราย (discussion) การศึกษากรณีตวั อยา ง (case studies) การแกป ญหา (problem solving) ลว นแลว แต เปนกลยทุ ธของกระบวนการเรียนรเู ชงิ รุก และไดรบั ความนิยมในบรรยากาศการสอนในระดับมหาวทิ ยาลัย สอดคลองกับ University of North Carolina at Chapel Hill (2009 : online) พบวา การเรียนรูเชิงรุกชว ยกระตุนผูเรียนในชั้นเรียน โดยชวยใหผูเ รียนคิดเก่ียวกบั เน้ือหาที่เรียนไดล ึกซง้ึ มากย่งิ ข้ึน (think more deeply) ชวยเพ่มิ พลังงานในหอ งเรียนใหม ี ชวี ติ ชีวามากย่งิ ข้ึน และยังชวยในการระบสุ ิ่งทีผ่ เู รยี นไมเขาใจผา นกิจกรรมและสื่อการเรียนรู ในสวนของการใชเทคนิคการสอน ในกิจกรรมการเรียนรูน้ันชว ยใหผ ูเรียนสามารถตั้งคาํ ถามไดดีย่ิงขึ้น สอดคลองกบั Northern Illinois University (2019 : online) ทสี่ รุปวา การใชค าํ ถามในหองเรียนชว ยใหผูเรียนถูกกระตุนเก่ยี วกับเน้อื หาท่เี รียน มปี ฏิสัมพันธก บั ครู และมีปฏสิ ัมพันธกับ เพ่ือนรว มช้ัน ครทู ี่ดตี องรูจักสรางคาํ ถามที่สามารถแนะนําใหนักเรียน พฒั นาคาํ ตอบไดด ีข้ึนกวาเดิม และท่ีสาํ คัญตองชว ยให ผเู รียนสรางขอความหรอื ตงั้ คาํ ถามดวยตนเองได (form questions of their own) สอดคลองกับ Nappi (2017 : online) ทีพ่ บวา ในการสอนหนงั สือของครูโดยสวนใหญนิยมใชคาํ ถามทีเ่ ปนคําถามขน้ั ตาํ่ หรอื ถามคําถามเก่ียวกับความรูความจํา ขน้ั พื้นฐานเก่ียวกับเน้ือหาความรูถ อื วาเปนกําแพงขวางก้นั ในการกระตุนการคิดขั้นสูง คิดอยางมีวจิ ารณญาณ ซึ่งเปนส่งิ ที่
50 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอด็ ปท่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 จาํ เปนมากในการประสบความสาํ เร็จในการดาํ รงชีวติ การวางแผนในการใชคาํ ถามของครูอยางระมัดระวังและหลากหลาย ชว ยใหครูสามารถพฒั นาขอบเขตของคาํ ถามใหกวางขวางมากย่ิงขึ้น รวมถึงชว ยกระตุนผเู รียนในการคิดวิเคราะห ประยุกต และคดิ สรางสรรค การท่ีครูผสู อนสามารถกระตุนผเู รียนใหเรยี นรูเก่ียวกับวิธีการคิด (how to think) เก่ียวกับสิง่ ท่ผี ูเรียน กําลงั คิดสามารถทาํ ใหผูเรียนเกิดความเขา ใจอยางลุมลกึ มากย่ิงขึ้น จึงสามารถกลา วไดว า “การใชคาํ ถาม” เปนเครอ่ื งมือ ทท่ี รงพลงั เปนอยา งมากในการสอนหนงั สอื ถา ครูสามารถพัฒนาความสามารถในการใชเ ทคนิคการถามคําถามในชั้นเรียน ไดอยางมปี ระสิทธภิ าพจะทําใหครูสามารถพัฒนากระบวนการสอนใหมีคุณภาพและหลากหลายมากยิ่งขน้ึ อยา งมีนัยสาํ คัญ ท้ังนี้ Vale (2013 : online) ไดใหขอเสนแนะที่นา สนใจวา การถามคําถามเปนสวนหนึ่งของการเรียนรูวิทยาศาสตรใหมี ความสนุก โดยเริ่มจากการฝกใชคาํ ถามวา “ทําไม” ซ่ึงเปนจดุ เรมิ่ ตนท่ีนาํ ไปสกู ารเรียนรูอยา งตอ เน่ืองไปเร่อื ย ๆ และเพิ่มความมุง มัน่ ในการอยากท่ีจะเรยี นรใู นเรอ่ื งนั้น ๆ ผา นการตั้งคาํ ถามไปเร่อื ย ๆ การต้ังคาํ ถามแลวนําไปสูการแสวงหา คาํ ตอบน้ันถือวาเปน “ของขวัญท่ีพิเศษของสตปิ ญญาของมนุษย” จากเหตผุ ลท่ีกลาวมาในขางตน สนับสนุนใหสามารถสรปุ ไดวา การจัดการเรียนการสอนโดยใชกระบวนการ เรียนรเู ชิงรุกรว มกับเทคนิคการใชคาํ ถามสามารถพัฒนาผูเรยี นใหม คี วามสามารถในการต้ังคาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตรไ ดมาก ย่ิงขึ้น ผานกิจกรรมท่ีใหผูเรยี นไดสังเกตปราการณห รือสถานการณตวั อยางแลว สรา งขอคาํ ถามตามแตล ะประเภทโครงงาน วิทยาศาสตรดว ยตนเอง แลว นาํ ขอคาํ ถามหรือองคความรูนั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรูผานเทคนิค think-pair-share และ think- pair-square จึงทาํ ใหผูเรยี นไดเ ห็นมุมมองและแนวคิดใหม ๆ จากเพื่อนรวมชั้น และไดสะทอ นถึงขอคําถามท่ตี นเองไดสรา ง ข้ึนท้ังในขอ ดีและขอจํากดั ของคาํ ถามในขอ น้ัน ๆ หากพิจารณากิจกรรมการสอนเทียบกับทฤษฎีการเรียนรูแลว สอดคลองกับ Brame (2016 : online) ท่ีกลาวไวว า การสอนดว ยกระบวนการเรียนรเู ชงิ รุกน้นั มที ฤษฎีการเรียนรูสรรคนิยม (constructivism) เปนพื้นฐานสาํ คัญของการสรา งความรขู องผูเรยี น ผเู รียนแตละคนจะเรียนรูผา นการสรางความรดู ว ยตนเอง เชื่อมโยงความรใู หมหรือแนวคิดใหมกับประสบการณเดิมหรือความรเู ดิมที่มีอยูเขาดว ยกันกลายเปนความรทู ี่เกิดข้ึนมาดวย ความเขาใจ กระบวนการเรียนรเู ชิงรุกจะกอใหเกิดการสรา งความรจู ากความเขาใจดว ยตนเองไดนั้น ครตู อ งตั้งคาํ ถามกระตุน ใหผูเรียนเชื่อมโยงความรูท ่ีกําลังเรยี นรเู ขากับความรูเดิมที่ผเู รียนมี เพื่อเปนการขยายความเขา ใจของผูเรียนใหเพ่ิมมากย่งิ ข้ึน ดงั น้ันการถามคาํ ถามของครจู ึงมีความสาํ คญั เปนอยางมากในชั้นเรียนในการชวยพัฒนาผูเรยี นใหสรางความรูจากความเขา ใจ ดวยตวั ผูเรียนเอง และท่ีสําคญั การสอนดว ยกระบวนการเรียนรูเชิงรกุ และเทคนิคการใชคําถามเปนเคร่ืองทส่ี ําคัญทคี่ รูควร พฒั นาตนเองใหส ามารถใชไดอยา งมีประสทิ ธิภาพตามท่ี Northern Ireland Curriculum (2007 : online) ไดเ ล็งเห็นวา ผูเ รยี นน้ันมีความยืดหยนุ มีความคดิ สรางสรรค และคอนขา งกระตือรอื รน การเรียนรเู พือ่ ใหไ ดเพยี งความรู (Knowing of knowledge) อาจไมเพียงพอใหการประสบความสาํ เร็จในระยะยาวเน่อื งจากความรูมคี วามซบั ซอ น เปลี่ยนแปลง และพฒั นา ไปอยางรวดเรว็ การเรียนรูตลอดชีวิตและความสําเร็จที่จะเกิดข้ึนจึงเปนส่ิงทส่ี าํ คัญตอผูเรียนที่ครูตอ งสรา งโอกาสในการพฒั นา ความสามารถและทักษะดา นการคดิ ใหก ับผเู รียนไมใ ชแ คมอบความรู แตตองสรา งใหผ ูเรยี นเกดิ ความเขา ใจและสามารถ นําไปใชไดในชีวติ จริง การเรยี นรดู วยกระบวนการเรียนรูเชิงรกุ จงึ เปนเครื่องมอื หน่ึงในการกระตุนผูเ รียนในสวนของการเรียนรู (learning) ทจี่ ําเปนและเก่ียวของกบั ผเู รยี นทจี่ ะใชใ นอนาคต (relevant) เรียนรูอยางมีความสขุ (enjoyable) และเสริม ประสบการณท ี่เปนแรงบันดาลใจใหกับผูเ รยี น (motivational experience) ซง่ึ หวังวา ครูจะใชเทคนิคตาง ๆ รวมถงึ การ เรียนรูเชงิ รุกใหเ ปนเครอ่ื งมือทเี่ ปนประโยชน (helpful tool) ในการวางแผนและการสรา งสรรบรรยากาศการเรียนรทู ี่จดุ ประกายความคิด (stimulating) บรรยากาศทเ่ี พ่ิมคณุ คา (enrich) บรรยากาศทท่ี าทายความสามารถ (challenge) และ บรรยากาศที่ผูเรียนควรสนในศึกษา (focus) โดยการสรา งบรรยากาศการเรียนรเู หลานี้เพอื่ ผูเรยี นและเพอ่ื ครู 2. ความสามารถในการตั้งคาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตรห ลงั เรียนสูงกวากอนเรียน การวจิ ัยคร้ังน้ีพบวา นักศึกษาท่เี รียนโดยใชกระบวนการเรียนรูเชงิ รุกรวมกบั เทคนิคการใชคาํ ถาม มีคะแนน ความสามารถในการต้ังคําถามโครงงานวิทยาศาสตรห ลงั เรียนสูงกวา กอนเรียนอยางมีนัยสาํ คญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05 เนอื่ งจาก การเรียนการสอนโดยใชกระบวนการเรยี นรูเชงิ รุก รว มกบั เทคนิคการใชคาํ ถามเนนใหผูเรียนสรางความรูด วยตนเองผาน กิจกรรมท่ตี องสังเกต และต้ังคําถามตามประเภทตาง ๆ ของโครงงานใหถูกตองตามลักษณะของคาํ ถามท่ดี ีและเหมาะสม สําหรบั การทาํ โครงงานวิทยาศาสตร นอกจากน้ยี งั ใหผูเรียนนาํ คําถามท่ีตนเองสรา งขึ้นมาแลกเปลี่ยนเปล่ียนและสะทอนผล กบั เพือ่ นรว มชัน้ เรียน ซง่ึ การแลกเปลย่ี นความคดิ เห็นน้ีทําใหผ ูเรียนสามารถอภิปรายถึงขอดีและขอเสนอแนะตาง ๆ ทาํ ให เกดิ ความเขาใจทล่ี ุมลึกอยา งมีเหตุมีผล ซึ่งกอนเรยี นนั้น ผเู รียนสามารถต้ังคาํ ถามได แตเ ปน คําถามในการรอื้ ฟนความรูพื้นฐาน
Journal of Roi Et Rajabhat University 51 Volume 14 No.3 September - December 2020 หรือเปนคําถามทมี่ ีคาํ ตอบอยูแลว จึงทาํ ใหคาํ ถามทีผ่ ูเรยี นสรา งข้นึ เปน คาํ ถามระดับต่าํ ทีไ่ มเหมาะสาํ หรับการทาํ โครงงาน วิทยาศาสตรท ตี่ องการความรูใหม วิธกี ารใหม หรอื สงิ่ ประดิษฐใ หม โดยตอ งไมใชคาํ ถามท่ีมีคําตอบอยูแลว สอดคลองกับ พมิ พันธ เดชะคุปต (2559 : 16) ท่ใี หความหมายของโครงงานวิทยาศาสตรไววา การทําโครงงานเปนการศึกษาเพือ่ คนพบ ความรใู หม สิ่งประดิษฐใหม และวิธกี ารใหม โดยใชวิธีการทางวทิ ยาศาสตรในการแสวงหาคําตอบ เมื่อผูเรยี นไดทํากิจกรรม ตง้ั คําถามดว ยตวั ผูเรยี นเอง แลวแลกเปลยี่ นกบั เพ่ือนรวมชั้นทาํ ใหเกิดการวพิ ากยและโตแยงในประเด็นที่ทําใหผเู รียน เกดิ ความเขาใจถึงลักษณะของคาํ ถามที่ชัดเจนมากยิ่งข้ึนทที่ ําใหหลังเรยี นโดยใชกระบวนการเรียนรูเชิงรุกรว มกบั เทคนิค การใชคาํ ถามมีความสามารถในการตงั้ คาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตรส ูงกวา กอนเรียนอยางมีนัยสําคญั สอดคลอ งกับ Shinichi (2018 : online) ท่พี บวาการเรียนรเู ชงิ รุกเปนการเรียนรทู ี่กระตุนผูเรยี นผานกิจกรรม เชน การเขยี น การอภิปราย และการนาํ เสนอ และเปนกระบวนการเรยี นรทู ่ีเกิดข้ึนภายนอกในการทํากิจกรรม (externalizing cognitive processes) กระบวนการเรยี นรูเชิงรุกยงั เปนวิธีการเรียนรทู ่ีมีประสทิ ธิภาพ (effective learning method) สําหรับการเรียนการสอน ของครูท่ีตอ งพบกบั ความยากลาํ บากในการสอนผเู รียนจํานวนมากและไมสนใจฟงระหวางเรยี น นอกจากน้ีกระบวนการเรียนรู เชงิ รุกยังกระตุนผูเรยี นในการต้งั สมมติฐานในการเรียน สะทอนผลที่เกดิ ข้ึนระหวา งเรียน และประยุกตค วามรูทเ่ี รียนไปใช ในชีวติ ประจาํ วันได Mendonca and Franberg (2014 : online) ศึกษาพบวา การจัดการเรยี นการสอนโดยใชกระบวนการ เรียนรูเชิงรุกในระดับอุดมศึกษา ระหวา งดําเนนิ การสอนหากการสนทนาระหวา งครกู บั นักเรยี นเปนไปในเชิงรุก รวมไปถงึ การใชอุปกรณหรือสื่อการเรียนรู การแนะนํา และการทาํ งานรว มกัน (collaboration) สงผลใหนักเรยี นมีสวนรวม อยางกระตือรือรน (actively participate) ในการสรา งความรูดวยตวั ผูเรียนเอง ตามแนวคดิ ของ Vygotsky ทใ่ี หความสําคญั กับการมปี ฏิสัมพันธกับเพ่อื นรวมชัน้ (social interaction) เปน ปจจัยสําคัญของการเรียนรู (key to learning) การเรียนรู และการพัฒนาจะไมเ กิดข้ึนหากมองขา มการมีปฏสิ ัมพันธกับส่ิงรอบขา ง ดังน้ันการสนทนากบั เพอ่ื นรวมชัน้ และกับครูผสู อน จงึ เปนเครอ่ื งมอื สําคัญของการเรียนรู เพอื่ ใชเ ปน กระบวนการสังเกตการณ (monitor) และกระบวนการในการกาํ กบั ตนเอง ในการเรียนรูของผูเรยี น (self-regulation) สอดคลองกับ Christersson, et al. (2019 : 8) ทพี่ บวา กระบวนการเรียนรู เชงิ รุกสามารถเปล่ยี นแปลงแนวทางการสอนของครใู นระดบั มหาวิทยาลัย ภายใตความรับผดิ ชอบท่ีจะตองขบั เคลือ่ นสังคม และเปล่ียนแปลงคุณภาพการศึกษาใหดียิ่งขึ้น กระบวนการเรียนรูเชิงรุกเหมาะสมกบั ทง้ั ครูและผูเรียน ในการเขา ใจนิยาม ความหมายของการเรียนรูมากย่ิงข้ึน และเปลี่ยนจากการเรยี นรูแบบเดิม ๆ หรือการสอนแบบเดิม ๆ ท่เี คยใชมาเปนการเรียนรู แบบรวมมือรวมพลงั (collaborative learning) และการสรางความรูร ว มกัน (co-creation of knowledge) นอกจากนี้ การเรียนรเู ชิงรกุ ยังเปนปรัชญาการศกึ ษาทีข่ ับเคล่ือนในการพัฒนาผูเรียนใหกลายเปนพลเมืองท่ีกระตอื รอื รน (active citizens) กับการมีสวนรว มระดบั โลก (global engagement) ในบรบิ ทของผูมสี วนไดส ว นเสียทางการศึกษา เช่ือไดวากระบวนการ เรียนรเู ชิงรุกเปนสวนหนึ่งของกลยุทธท่สี ําคัญของการศึกษาสําหรับระดบั อุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยในการกํากับติดตาม ภารกิจของชุมชนแหงการเรยี นรู และเปนสว นสาํ คัญของการศึกษาเพอ่ื การพฒั นาอยา งยงั่ ยืน (sustainable development) ขอเสนอแนะ 1. ขอ เสนอแนะในการนําไปใช 1.1 ครผู ูสอนควรศึกษาและวิเคราะหเทคนิคตา ง ๆ ของการเรยี นรเู ชิงรุกทม่ี ีหลากหลายเทคนิค เลือกและนํามา ปรับใชใ หเหมาะกบั เน้ือหาและบริบทของเนือ้ หาน้ัน ๆ 1.2 เทคนิคการใชคําถามมีแนวทางการใชอยางหลากหลาย ครูควรเตรียมความพรอ ม และเตรียมคําถาม ใหมีความหลากหลาย และมีขอบเขตครอบคลุมกบั เน้ือหาท่ีจะใชใ นการสอน เพ่อื ใหระหวางดําเนินการสอนครูสามารถ พลิกแพลง ปรับเปลี่ยนใหเกดิ ความล่ืนไหลของกิจกรรม และสามารถทาํ ใหหอ งเรยี นเกิดความกระตอื รอื รน ได 1.3 การเลือกประเด็นสาํ หรบั การทํากิจกรรมการต้ังคาํ ถามมีความสําคัญมาก ครคู วรเลือกเนอ้ื า สถานการณ หรือตวั อยางท่ีผูเรียนสามารถสรา งคาํ ถามในการแสวงหาคาํ ตอบไดห ลากลายวิธี หากเลือกสถานการณท ่มี ีคาํ ตอบเพยี งวธิ เี ดียว อาจะสง ผลใหผูเรียนตั้งคาํ ถามไดไมหลากหลาย และไมทา ทายผูเรียน
52 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 2. ขอ เสนอแนะในการทําวิจยั คร้ังตอ ไป 2.1 การวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาความสามารถในการตั้งคาํ ถามโครงงานวิทยาศาสตร หากตองการศกึ ษา หรอื ทําวิจยั ในคร้ังตอ ไปโดยใชกระบวนการเรียนรูเชิงรุกรว มกับเทคนิคการใชคาํ ถาม สามารถศึกษาในบรบิ ทตัวแปรตามอ่ืน ๆ ได เชน ความสามารถในการตัง้ สมมตฐิ าน ความสามารถในการออกแบบและดาํ เนินการทดลอง ความสามารถในการวิเคราะห และแปลผลขอมูล ความสามารถในการสรปุ ผลการทําโครงงานวิทยาศาสตร รวมไปถึงความสามารถในการนาํ เสนอผล การทาํ โครงงานวทิ ยาศาสตรไ ด 2.2 การวจิ ัยครัง้ นี้ใชกระบวนการเรยี นรูเชิงรุกรวมกบั เทคนิคการใชคาํ ถาม เพ่ือศึกษาความสามารถ ในการตั้งคาํ ถามของผูเรียน ซึ่งตัวแปรตนกบั ตัวแปรตามมีความสัมพนั ธกัน ในการศึกษาหรือทาํ วิจยั ในคร้ังถดั ไป อาจเปล่ียน ตัวแปรตนจากเทคนิคการใชคําถามเปนอยา งอ่ืน เชน การใชผ ังกราฟก การทํางานรว มกัน การสรา งองคค วามรูผานชุมชน แหง การเรยี นรู เปนตน 2.3 การวิจัยคร้ังนี้ศกึ ษาภายใตรายวชิ าโครงงานวิทยาศาสตรเพื่อใหผเู รยี นสามารถต้งั คาํ ถามโครงงาน วิทยาศาสตรได หากศึกษาหรือวิจัยในครัง้ ถดั ไปอาจใชก ระบวนการเรยี นรูเชงิ รุกรวมกับเทคนิคการใชคําถามในการศึกษา บริบทของรายวิชาอ่ืน เชน ฟสกิ ส ชวี วิทยา เคมี เปนตน เอกสารอางอิง กงิ่ ทอง ใบหยก. (2554). ยุทธการการหาหวั ขอ โครงงานวทิ ยาศาสตรแบบมีคณุ ภาพ. โครงงานวิทยาศาสตร : การจัดการเรียน การสอนแบบบูรณาการเพอ่ื พัฒนาการคดิ . กรุงเทพฯ: สมาคมวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยีศึกษาไทย. สํานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2553). พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง ชาติ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2553. สืบคนเมื่อ 3 ธันวาคม 2559, จาก http://kormor.obec.go.th/act/act081.pdf สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2542). พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542. สืบคนเม่ือ 3 ธันวาคม 2559, จาก http://www.moe.go.th/edtechfund/fund/images/stories/laws/prb_study(final).pdf นัยนา ตรงประเสริฐ. (2544). การเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรและความสามารถในการต้ังคําถาม ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน ท่ีเรยี นวิชาวิทยาศาสตรโดยมีและไมมีการฝกตั้งคําถามเพ่อื พัฒนาทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร. วิทยานิพนธ ครุศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวชิ ามัธยมศึกษา. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลยั . พมิ พันธ เดชะคุปต. (2548). วธิ วี ทิ ยาการสอนวิทยาศาสตรท ว่ั ไป. กรงุ เทพฯ: พฒั นาคุณภาพวิชาการ. พมิ พันธ เดชะคุปต. (2553). การสอนคิดดวยโครงงาน : การเรยี นการสอนแบบบูรณาการ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย. พิมพันธ เดชะคปุ ต. (2559). สอนเด็กทําโครงงาน สอนอาจารยทําวจิ ัยปฏิบัติการในชั้นเรยี น. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลยั . ราชบณั ฑิตยสถาน. (2551). พจนานุกรมศัพทศึกษา: อักษร A-L. ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน. กรุงเทพฯ: อรณุ การพิมพ. สํานกั งานเลขาธิการสภาการศึกษาแหง ชาติ. (2560). แผนการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2560-2579. สบื คนเมอื่ 4 เมษายน 2562, จาก http://www.lampang.go.th/public60/EducationPlan2.pdf Blosser, P.E. (2000). How to Ask the Right Questions. Retrieved February 5, 2019, from: http://static.nsta.org/pdfs/201108bookbeathowtoasktherightquestions.pdf Brame, C.J. (2016). Active Learning. Vanderbilt University Center for Teaching. Retrieved February 9, 2019, from: https://cft.vanderbilt.edu/wp-content/uploads/sites/59/Active-Learning.pdf Christersson, C., Dakovic, G., Peterbauer, H., and Zhang, T. (2019). Promoting active learning in university: Thematic Peer Group Report. Retrieved February 5, 2019, from https://eua.eu/downloads/publications/eua%20tpg%20report%205- %20promoting%20active%20learning%20in%20universities.pdf Dias, M. (2011). Teaching Strategies for Active Learning. [online]. Retrieved February 5, 2019, from https://tlss.uottawa.ca/site/images/1-SAEA/CPU/publications/cafe_ped_en_06.pdf
Journal of Roi Et Rajabhat University 53 Volume 14 No.3 September - December 2020 Lewis, K.G. (2002). Developing Questioning Skills. [online]. Available from http://www1.udel.edu/chem/white/U460/Devel-question-skills-UTx.pdf [2019, February] Martine, K., Stephen, M.E., and Young, M. (2019). Student Guide: How to Do a Science Fair Project. Retrieved February 5, 2019, from https://www.massscifair.com/sites/default/files/ student_guide_312_0.pdf Mendonca, M. and Franberg, G. (2014). Exploring and Experience of Active Learning in Higher Education. Retrieved February 5, 2019, from https://www.researchgate.net/profile/Marta_Mendonca2/ publication/264914629_Exploring_an_Experience_of_Active_Learning_in_Higher_Education/links/ 53f5dbd20cf2fceacc6f75c9/Exploring-an-Experience-of-Active-Learning-in-Higher- Education.pdf?origin=publication_detail Nappi, J.S. (2017). The Importance of Questioning in Developing Critical Thinking Skills. International Hournal for Professional Educators, Retrieved February 5, 2019, from https://cpb-us-e1. wpmucdn.com/cobblearning.net/dist/6/3101/files/2018/05/The-Importance-of-Questioning- 2aqkc5j.pdf Nikam, P.S. (2014). Using Questioning Strategy to Enhance Scientific Process Skills. Retrieved February 5, 2019, from https://www.researchgate.net/publication/259884220_Questioning_Strategy_ To_Enhance_Scientific_Process_Skills Nitko, A.S. (2007). Educational Assessment of Students. New Jersey: Pearson Education, Inc. 2007. Northern Illinois University. (n.d.). Questioning Strategies to Engage Students. Retrieved February 5, 2019, from https://www.niu.edu/facdev/_pdf/guide/strategies/questioning_strategies_to_engage _students.pdf Northern Ireland Curriculum. (2007). Active Learning and Teaching Methods for Key Stage 3. Retrieved February 5, 2019, from http://www.nicurriculum.org.uk/docs/key_stage_3/ALTM-KS3.pdf Shinichi Mizokami. (2018). Deep Active Learning from the Perspective of Active Learning Theory. Deep Active Learning: Toward Greater Depth in University Education. Retrieved February 5, 2019, from https://www.mn.uio.no/om/organisasjon/adm/prosjekter/interact/aktiv-lering/deep-active- learning.pdf Simmons, N. (2004). Science Success: Teacher Guide Supporting Student Science Fair Projects. Retrieved February 5, 2019, from http://flasf.on.ca/wordpress/wp- content/uploads/2016/08/Science-Success-Teacher-Guide.pdf Teaching Assistants’ Training Program. [TATP]. (2014). Active learning and adapting teaching techniques. Retrieved February 5, 2019, from https://tatp.utoronto.ca/wp-content/uploads/sites/2/Active- Learning-and-Adapting-Teaching-Techniques_TATP1.pdf University of North Carolina at Chapel Hill. (2009). Classroom Activities for Active Learning. Retrieved February 5, 2019, from https://cfe.unc.edu/files/2014/08/FYC2.pdf Vale, R.D. (2013). The Value of asking questions. Retrieved February 5, 2019, from https://www.ncbi.nlm. nih.gov/pmc/articles/PMC3596240/
54 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปท่ี 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 การพัฒนาโปรแกรมการเสริมสรางสมรรถนะครดู านการจัดการเรียนรูวิชาคณติ ศาสตร ในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 Developing Program of Promoting Teacher’s Competency in Mathematics Learning Management of Schools in Mahasarakham Primary Educational Service Area 1 จนิ ตนา สุนทรวัฒน1 และ พีระศกั ดิ์ วรฉตั ร2 Received : 15 ส.ค. 2562 Jintana Suntornwat1 and Peerasak Worrachat2 Revised : 25 มี.ค. 2563 Accepted : 27 มี.ค. 2563 บทคดั ยอ การวจิ ัยในคร้งั นี้มีความมุง หมายเพือ่ 1) ศึกษาองคป ระกอบและตวั ชีว้ ัดของสมรรถนะครูดา นการจดั การเรียนรู วิชาคณิตศาสตรในสถานศกึ ษา 2) ศึกษาสภาพปจจุบัน สภาพทีพ่ ึงประสงคข องสมรรถนะครูดา นการจัดการเรยี นรวู ิชา คณิตศาสตรใ นสถานศึกษา 3) พฒั นาโปรแกรมการเสรมิ สรางสมรรถนะครูดานการจัดการเรยี นรูว ชิ าคณติ ศาสตรในสถานศึกษา กลุมตัวอยางทใ่ี ชใ นการเกบ็ รวบรวมขอ มูลเปนครูผูสอนคณิตศาสตรในสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษา ประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 มจี ํานวน 152 คน เครือ่ งมือท่ีใชใ นการเกบ็ รวบรวมขอมูลประกอบดว ย 1) แบบประเมิน 2) แบบสอบถาม และ 3) แบบสัมภาษณ สถติ ิท่ใี ชใ นการวิเคราะหข อมูล ไดแก รอยละ คา เฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดชั นคี วามตองการจาํ เปน (PNIModified) ผลการวจิ ัยพบวา 1. ผลการสังเคราะหองคป ระกอบและตวั ช้ีวัดของสมรรถนะครดู า นการจดั การเรยี นรวู ชิ าคณติ ศาสตรในสถานศึกษา มี 10 องคประกอบ 23 ตวั ชี้วัด มีความเหมาะสมโดยรวมอยูใ นระดบั ปานกลาง สว นความเปนไปไดโ ดยรวมอยใู นระดบั มาก 2. ผลการศึกษาสภาพปจ จบุ ันของสมรรถนะครูดานการจัดการเรยี นรวู ิชาคณิตศาสตรใ นสถานศึกษา โดยรวมอยใู น ระดับปานกลาง (x�= 3.44, S.D. = 0.53) และสภาพทพ่ี งึ ประสงค โดยรวมอยูในระดับมาก (x�= 4.15, S.D. = 0.40) และ 3. ผลการพัฒนาโปรแกรมการเสริมสรา งสมรรถนะครู ดานการจัดการเรยี นรูว ชิ าคณติ ศาสตรในสถานศึกษา พบวา โปรแกรมพฒั นา ประกอบดวย 5 องคป ระกอบดงั น้ี 1) หลกั การ 2) วตั ถปุ ระสงค 3) เน้อื หา 4) วิธีการดาํ เนินการ และ 5) การประเมินผล โดยวิธีการดาํ เนินการ มี 4 วธิ ี คือ 1) การฝกอบรม 2) การรวมกลุมแกปญหา 3) การเรยี นรดู วยตนเอง และ 4) การศึกษาดงู าน การประเมินโปรแกรม ผลการประเมินความเหมาะสมของผูทรงคณุ วฒุ ิ พบวามีความเหมาะสมระดบั มาก ความเปนไปได อยใู นระดับมากท่ีสุด คําสาํ คญั : การเสริมสรา งสมรรถนะครู, การจัดการเรยี นรวู ิชาคณิตศาสตร, การฝกอบรม Abstract The purposes of the research were 1) to study the elements, and the indicators of teacher’s competency in mathematics learning management, 2) to study the current conditions and needs of teacher’s competency in mathematics learning management, and 3) to develop program of promoting teacher’s competency in mathematics learning management of schools in the Office of Mahasarakham Primary Educational Service Area 1. The subjects were 152 mathematics teachers from schools in the Office of Mahasarakham Primary Educational Service Area 1. The research instruments were; 1) an evaluation form, 2) a questionnaire, and 3) an interview form. Statistics used for data analysis were 1 นิสิตปริญญาโท หลักสตู รการศกึ ษามหาบัณฑติ สาขาวชิ าการบริหารและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม อีเมล: [email protected] 2 อาจารยค ณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 1 Master Student, Master of Education Program in Educational Administration and Development, Mahasarakham University, Email: [email protected] 2 Lecturer in Faculty of Education, Mahasarakham University
Journal of Roi Et Rajabhat University 55 Volume 14 No.3 September - December 2020 percentage, mean, standard deviation and Modified Priority Needs Index (PNIModified). The results indicated that 1) the elements and indicators of teacher’s competency in mathematics learning management of schools in the Office of Mahasarakham Primary Educational Service Area 1 consisted of 10 elements and 23 indicators. The overall suitability was average but the possibility was rated at a high level. 2) The overall current condition of teacher’s competency in mathematics learning management was rated at an average level (x� = 3.44, S.D. = 0.53) and the overall desirable condition was at a high level (x� = 4.15, S.D. = 0.40). And 3) regarding the results of developing program of promoting teacher’s competency in mathematics learning management in schools, the program comprised of 5 elements; 1) principle, 2) objective, 3) content, 4) procedure and 5) evaluation. The procedure has 4 parts; training, 2) group problem solving 3) self - learning and 4) field trip. The experts evaluated the suitability of the program at a high level and the possibility was evaluated at a very high level. Keywords : Teacher’s Competency Promoting, Mathematics Learning Management, Training บทนาํ คณิตศาสตรเปนศาสตรแหงการคิดและเปนเครื่องมือสําคญั ตอการพฒั นาศักยภาพของสมอง ดานการคิด ทักษะ กระบวนการเรียนรูและการใชเหตุผลท่ีเปนระบบ อีกท้ังเปนพ้ืนฐานในการเรยี นรูวทิ ยาการหลายสาขา และสามารถนาํ ไป บูรณาการไดกับทุกวิชา วิชาคณิตศาสตรจึงมบี ทบาทสําคัญย่งิ ตอการพฒั นาความคิดมนษุ ยมาต้งั แตอดีต ไดถ ูกใชเพือ่ การคดิ คาํ นวณ และสรางงานปฏิมากรรมทม่ี คี ณุ คา กับชวี ิตและสังคมจวบจนปจจบุ ัน ทําใหมีความคดิ สรางสรรค คิดอยางมีเหตผุ ล เปนระบบ มแี บบแผน สามารถวิเคราะหปญหาหรอื สถานการณไดอ ยางถ่ถี วน รอบคอบ ชว ยใหคาดการณ วางแผน ตดั สินใจ แกป ญหา และนําไปใชในชีวิตประจําวันไดอยา งถูกตอ งเหมาะสม สรางประโยชนตอ การดาํ รงชวี ิตและชว ยพฒั นาคุณภาพชีวิต ใหดขี ึ้น พัฒนามนุษยใ หสมบรู ณ มีความสมดลุ ทง้ั รางกาย จิตใจ สตปิ ญญาและอารมณ สามารถคิดเปน ทาํ เปน แกปญหาเปน และสามารถอยรู ว มกบั ผอู ่ืนไดอ ยางมีความสขุ เปนความรพู ื้นฐานตดิ ตวั ไปตลอดชีวิตทท่ี ุกคนตอ งเรยี นรูเ พ่ือพฒั นาทักษะ ใหเกิดเปนกระบวนการคดิ วิเคราะห และนํามาปรบั ใชกับปญ หาและเหตุการณต า งๆ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551 : 56) ในศตวรรษท่ี 21 เปนยคุ ของสังคมแหงขอมลู ขา วสารและความเจริญกาวหนา ทางเทคโนโลยสี งผลใหประเทศตาง ๆ พฒั นาสรางสรรคและคิดคน องคความรูใหม ๆ ทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยใี หเจรญิ กาวหนา คณิตศาสตรจึงเปนศาสตรหน่ึง ท่ีมีความสําคัญและเปนเคร่อื งมือท่นี ํามาใชใ นการศึกษาวทิ ยาศาสตรต ลอดทั้งศาสตรอ น่ื ๆ ประเทศไทยใหความสาํ คญั กับ การเรียนคณติ ศาสตรไ มนอยไปกวาวิชาอื่น ๆ โดยมุงใหเยาวชนทุกคนไดเรียนรูคณิตศาสตรอยา งตอ เน่ืองและตามศักยภาพ แตเ ม่ือเปรียบเทียบกับตางประเทศกลบั พบวา เรายังอยูในอันดบั ทาย ๆ ซึ่งอาจเปนเพราะเรายงั ใหความสําคญั นอ ยเกินไป ขณะทป่ี ระเทศช้ันนําของโลก ใหความสําคญั ตอคณิตศาสตรเปนอยา งยิ่ง เชน ไตหวัน และสิงคโปร จนสามารถพัฒนาเด็กใหเกง คณิตศาสตรไดถึงรอ ยละ 40 ปจจบุ ันการจัดการเรียนรูคณิตศาสตร นักเรียนสวนใหญจะมีความรูความเขา ใจในเนื้อหามากกวา มีทักษะความสามารถในการแกปญ หาทางคณิตศาสตร การใหเหตผุ ล การส่อื สาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร และการนาํ เสนอ การเช่ือมโยงความรูตาง ๆ ทางคณติ ศาสตรกับศาสตรอ่นื ๆ ซง่ึ ปญหาดงั กลา วทําใหนักเรียนไมสามารถ นาํ ความรูไปประยุกตใ ชในชวี ิตประจาํ วันได (วชั รี กาญจนกรี ติ, 2554 : 23) ซึง่ ผูเรียนจะเรยี นรูไดดีตองอาศัยการจดั กระบวนการเรียนการสอนท่ีดขี องครูและผูเก่ียวของ ผูสอนตองคํานึงถึงมาตรฐานการเรียนรู และตัวชี้วดั ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 โดยสามารถนําเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาชว ยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู ใหแกผูเรียน กระบวนการเรียนรวู ิชาคณิตศาสตรผูเรียนจะตอ งฝกการต้ังปญหา การตง้ั คําถาม การคดิ วิเคราะห การส่อื สาร ทางคณติ ศาสตร การใหเ หตผุ ล การแปลความ ตคี วาม และการแกปญหาดวยวิธีการท่ีหลากหลาย ผูเรยี นจะฝกการใชเหตผุ ล ในการตัดสินใจ และสามารถนาํ ประสบการณทงั้ หมดไปสรา งองคความรูตอ ไป จะเห็นไดว า ปจ จัยที่สําคญั ทีส่ ุดในการพัฒนา ผูเรยี นใหม ีคุณภาพ มอี งคประกอบทเ่ี กี่ยว ของ 2 สวน ไดแก คณุ ภาพของตวั ครู และคุณภาพการจัดกิจกรรมการเรยี นรู และการประเมินผลของครู การพัฒนาครูจึงเปนสิ่งสาํ คัญท่ตี องกระทาํ อยา งจริงจังอยา งเปนระบบและตอ เน่ือง ดว ยการกาํ หนด มาตรฐานแตล ะตําแหนง โดยพิจารณาจากพื้นฐานความรู ทักษะ วธิ ีคิด คุณลกั ษณะสว นบุคคล และแรงจงู ใจ ทเ่ี รียกวาสมรรถนะ
56 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปท่ี 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 จะสง ผลใหการปฏิบตั งิ านเกดิ ผลลัพธส งู สุด แตการทค่ี รผู สู อนจะมีสมรรถนะท่สี ูงไดนั้น ครูจะตองไดรับการพัฒนาอยา งตอ เนือ่ ง จนเกดิ ความรู ทักษะ และเจตคติที่ดี จนเกดิ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนท่ีมีประสทิ ธภิ าพ (บุริม โอทกานนท และ คณะ, 2550 : 42) แตจ ากผลการศกึ ษาสภาพปจจบุ นั และปญหาการพฒั นาครขู องสํานักงานเลขาธิการสภาพบวา ในรอบป หน่ึงๆ ครูไดรบั การพัฒนาคอนขา งมาก แตไ มม ีความชัดเจนวาไดมีการติดตามและประเมินผลภายหลงั การอบรมวาไดมีการ นาํ ไปใชจริงมากนอ ยเพียงใด การอบรมพัฒนาครูมลี ักษณะเกดิ ความซาํ้ ซอน ในบางครั้งครูตองเขา อบรมเรื่องเดิมจากหลาย หนวยงาน และครไู ดรับการพฒั นาไมตอเน่อื งและสิ้นเปลืองงบประมาณ รวมทง้ั การพฒั นาครูยงั ใชรปู แบบเดิม ๆ ทส่ี วนใหญ ใ ชการอบรมและพฒั นาในหองประชมุ ตามโรงแรม ผลการพัฒนาเปนเร่อื งการใหความรู ขาดการพัฒนาทักษะท่ีตรงกับสภาพจรงิ และไมตรงกับความตองการ ไมสามารถปรบั เปล่ียนพฤติกรรมการสอนของครไู ด ซึ่งจุดออนที่สําคัญเกี่ยวกับครู คอื ครูบางสวน ยังขาดเทคนิควธิ ีการสอนและการจัดกระบวนการเรยี นการสอนที่สงเสรมิ ใหผูเรียนรูจักคิดวิเคราะห และใชเหตุผลในการแกปญ หา ไดด ว ยตนเอง ขาดประสบการณในการปฏบิ ัติงานจริงในสาขาวิชาที่สอน สง ผลใหผูจบการศึกษาไมสามารถนําความรูไปใช ในการทาํ งานหรือประกอบวิชาชีพไดอยา งเต็มท่ี ครูขาดความรูความเขาใจในการจัดทําหลักสตู ร รวมทั้งไมมีการนําหลักสูตร ทท่ี ําไวไปใชใ นการจัดการเรียนการสอนอยางจริงจงั อีกทัง้ กระบวนการเรียนการสอน การวดั และประเมินผล ครูใหความสาํ คัญกบั ความรูทางวิชาการมากกวาพฤติกรรมและคุณลักษณะทพี่ ึงประสงค ดงั นั้น เพอ่ื ใหการจัดการเรียนการสอนวชิ าคณิตศาสตร ในสถานศึกษาเปนไปอยา งมีประสทิ ธภิ าพ ครูคณติ ศาสตรจงึ ถอื เปนบคุ คลกลุมหนึง่ ทตี่ องมีสมรรถนะในการทํางาน เพอื่ พฒั นา ตนเองใหมีความรูความสามารถในการจัดการเรียนการสอนใหไ ดมาตรฐาน ตามนโยบายการจัดการศึกษาคณิตศาสตร ท่มี ีความกา วหนา ไดท ัดเทียมนานาประเทศเปนไปตามมาตรฐานสากล (สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2545 : 1) อนั เปนเครื่องมือในการศึกษาเรียนรูวิทยาการในระดับทสี่ ูงข้นึ ไปใหกบั ผูเ รยี น เพ่ือใหบรรลุเปา หมายตามแนวปฏริ ปู การศึกษา ตลอดจนการสรา งความตระหนักและทาํ ใหผูเรียนมองเห็นวา คณิตศาสตรมีคุณคา และสามารถนาํ ไปใชป ระโยชน ในการดาํ เนินชวี ิตได นอกจากน้ีในการจัดการเรยี นรู ครูยังตองจดั บรรยากาศและส่ิงแวดลอ ม มสี ื่อ นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีเ่ อ้ือตอการเรยี นรู มีการวัดและประเมินผลตามสภาพจรงิ โดยใชวธิ ีการทีห่ ลากหลาย สามารถเลือกใชไดเหมาะสมกบั กิจกรรม การเรียนรู ดว ยเหตุนี้ผูวิจัยจงึ ตระหนักถงึ ความสําคัญในการพฒั นาครูคณติ ศาสตรในสถานศึกษา จึงไดศึกษาการพัฒนา โปรแกรมการเสรมิ สรา งสมรรถนะครูดานการจัดการเรยี นรูวชิ าคณิตศาสตรในสถานศึกษา เพ่ือใหเกิดการพัฒนาคุณภาพ ตอ ผเู รียนอยา งสูงสดุ วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่ือศกึ ษาองคป ระกอบและตัวช้วี ัดของสมรรถนะครู ดานการจดั การเรยี นรูวิชาคณติ ศาสตรใ นสถานศึกษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 2. เพ่อื ศกึ ษาสภาพปจจุบัน สภาพที่พงึ ประสงคของสมรรถนะครู ดา นการจัดการเรยี นรวู ชิ าคณิตศาสตร ในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 3. เพื่อพัฒนาโปรแกรมการเสริมสรา งสมรรถนะครูดา นการจัดการเรียนรูวิชาคณติ ศาสตรใ นสถานศึกษา สังกดั สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 กรอบแนวคดิ กรอบแนวคดิ เกี่ยวกับองคประกอบของสมรรถนะครูดานการจดั การเรียนรูวชิ าคณิตศาสตร ของสถาบันสง เสริม การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี (2545 : 19-20) และ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 6) ประกอบดวย 10 องคป ระกอบ ดงั นี้ 1) การพัฒนาหลักสูตรและการวางแผนการสอน 2) วิธีการสอน 3) การสรา งสภาพแวดลอ มการเรยี นรู 4) ทักษะดานการ ส่ือสาร 5) การแกป ญหา 6) ความเขา ใจในความแตกตางของผูเรียน 7) การพัฒนาสอ่ื และนวัตกรรม 8) การวัดและประเมินผล 9) ความสมั พันธกับผูมสี วนรวมจัดการศกึ ษา 10) ความรูในเน้ือหาคณิตศาสตร
Journal of Roi Et Rajabhat University 57 Volume 14 No.3 September - December 2020 วิธีการดําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยา ง 1.1 ประชากร ไดแก ครูผสู อนวิชาคณิตศาสตร ช้ันประถมศึกษาปท ี่ 4-6 สงั กดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 จาํ นวน 248 คน 1.2 กลุม ตัวอยา ง ไดแก ครูผูส อนวิชาคณิตศาสตร ช้ันประถมศึกษาปท่ี 4-6 สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 โดยการเทียบจาํ นวนประชากรท้งั หมดกบั ตารางกําหนดขนาดกลมุ ตัวอยางของ Krejcie and Morgan เทียบสัดสวนของแตละขนาดโรงเรียนแลวสุมตัวอยางแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling) ไดกลุมตัวอยา งจาํ นวน 152 คน 2. เครื่องมือที่ใชในการวิจยั 2.1 แบบประเมินความเหมาะสมขององคป ระกอบและตัวชว้ี ัดของสมรรถนะครูดานการจดั การเรียนรู วิชาคณติ ศาสตร เปนแบบประเมินความเหมาะสมแบบมาตรสวน (Rating Scale) 5 ระดบั 2.2 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปจจุบันและสภาพทพ่ี งึ ประสงคของสมรรถนะครูดา นการจัดการเรียนรู วิชาคณิตศาสตรใ นสถานศึกษา โดยใชเ ทคนิค IOC (Index of Congruence) หรือดชั นีความสอดคลองระหวา งขอคาํ ถาม คา IOC ตั้งแต 0.60 - 1.00 แลว นาํ แบบสอบถามไปทดลอง (Try Out) ท่ีไมใชกลุมตวั อยา ง จํานวน 30 คน จากนั้นทําการหา คาความเชอื่ มั่นดว ยวธิ ีการหาคา สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’ Alpha Coefficient) ซงึ่ ไดคาความเชอื่ มั่น ของแบบสอบถามสภาพปจจุบันเทากบั 0.67 และแบบสอบถามสภาพทพ่ี งึ ประสงคเ ทากับ 0.85 2.3 แบบสมั ภาษณแบบมีโครงสรา งวธิ ีการเสรมิ สรา งสมรรถนะครู ดานการจัดการเรยี นรูวิชาคณติ ศาสตร ในสถานศึกษา สังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 2.4 แบบประเมินความเหมาะสมและความเปนไปไดของโปรแกรมการเสริมสรา งสมรรถนะครูดา นการจดั การ เรียนรวู ชิ าคณิตศาสตรในสถานศึกษา ซ่งึ เปนแบบประเมินแบบมาตรสว น (Rating Scale) 5 ระดับ
58 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 3. การเก็บรวบรวมขอ มูล ระยะการวิจัย ขนั้ ตอนดําเนินการ ผลที่คาดหวัง ระยะที่ 1 การศกึ ษา 1. ศกึ ษาเอกสาร ตาํ รา งานวิจัยท่ีเกย่ี วของ ไดองคป ระกอบและตวั ชี้วัด องคประกอบและตวั ช้วี ดั 2. สังเคราะหอ งคป ระกอบและตวั ช้วี ัดสมรรถนะ ของสมรรถนะครู ของสมรรถนะครู ครูดา นการจัดการเรียนรูว ชิ าคณิตศาสตร ดานการจดั การเรียนรูวชิ า ดา นการจดั การเรียนรูวชิ า 3. ประเมินความเหมาะสมขององค ประกอบ คณิตศาสตรในสถานศึกษา คณิตศาสตรในสถานศึกษา และตวั ช้วี ัดโดยผูทรงคุณวุฒิ 5 คน ทราบสภาพปจ จบุ ัน สภาพ ระยะที่ 2 การศึกษา 1. นําองคประกอบและตัวช้วี ัดท่ีไดจ ากระยะท่ี 1 ทพี่ งึ ประสงคของสมรรถนะ สภาพปจจบุ ัน สภาพ สรางแบบสอบถามสภาพปจจบุ ัน สภาพ ครูดา นการจัดการเรยี นรู ทพ่ี ึงประสงคข องสมรรถนะ ท่ีพึงประสงคของสมรรถนะครูดา นการจัดการ วชิ าคณิตศาสตร ครู ดา นการจัดการเรยี นรู เรียนรวู ชิ าคณิตศาสตร ในสถานศึกษา วชิ าคณิตศาสตร 2. เกบ็ ขอมูลจากกลมุ ตัวอยา งที่เปนครูผูสอน ในสถานศึกษา วชิ าคณิตศาสตร สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ี ไดรา งโปรแกรมการเสริมสรา ง การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 สมรรถนะครูดา นการจัดการ ระยะท่ี 3 การพฒั นา จาํ นวน 152 คน เรียนรูวชิ าคณิตศาสตรใ น โปรแกรมการเสรมิ สรา ง 3. วเิ คราะหหาคาเฉล่ีย และสว นเบีย่ งเบน สถานศึกษา สมรรถนะครูดา นการจัดการ มาตรฐานสภาพปจ จบุ ันและสภาพท่ีพึงประสงค เรียนรวู ิชาคณิตศาสตร สมรรถนะครูดานการจัดการเรียนรูว ชิ า ไดโ ปรแกรมการเสรมิ สราง ในสถานศึกษา คณิตศาสตร สมรรถนะครูดานการจัดการ 1. นําผลการวจิ ัยระยะท่ี 2 มาวิเคราะห เรียนรูวชิ าคณิตศาสตร ระยะที่ 4 การประเมิน หาคาวิเคราะหความตอ งการจําเปน (PNI) ในสถานศึกษา โปรแกรมการเสรมิ สรา ง 2. ศกึ ษา Best Practice การจดั การเรยี นรู สมรรถนะครู วิชาคณิตศาสตร จาก 3 โรงเรียน ดานการจัดการเรียนรูวชิ า 3. รางโปรแกรมการเสรมิ สรา งสมรรถนะครู คณิตศาสตรใ นสถานศึกษา ดานการจัดการเรียนรูวชิ าคณิตศาสตร ในสถานศึกษา 1. ประเมินรา งโปรแกรม Focus Group โดยผูทรงคณุ วฒุ ิ จํานวน 9 คน 2. ปรบั ปรุงแกไข ตามคาํ แนะนาํ ของผูทรงคุณวฒุ ิ ภาพประกอบ 1 แสดงระยะการวิจัย ขั้นตอนการดําเนินการ และผลทีค่ าดหวงั
Journal of Roi Et Rajabhat University 59 Volume 14 No.3 September - December 2020 4. การวิเคราะหขอมลู 4.1 การวิเคราะหคา ระดบั ความเหมาะสมขององคป ระกอบและตัวช้ีวัดของสมรรถนะครดู า นการจัดการเรียนรู วชิ าคณิตศาสตรใ นสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 โดยการหาคา เฉล่ีย และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.2 การวิเคราะหขอ มูลสภาพปจจุบนั และสภาพทพี่ ึงประสงคของสมรรถนะครู ดานการจัดการเรยี นรู วชิ าคณติ ศาสตรใ นสถานศกึ ษา สงั กัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 โดยวิเคราะหหาคา เฉล่ีย และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน 4.3 การวิเคราะหความตอ งการจาํ เปน (Need Assessment) โดยนําขอมูลผลการศึกษาสภาพปจจบุ ัน และสภาพทพ่ี ึงประสงคในระยะที่ 2 มาหาคา ดชั นีความตองการจาํ เปน (Priority Needs Index : PNIModified) เพื่อจัดลําดบั ความตอ งการจําเปน 4.4 การวิเคราะหผ ลการศกึ ษาแนวปฏิบัตวิ ิธีการเสริมสรา งสมรรถนะครู ดานการจัดการเรียนรูวชิ าคณติ ศาสตร ในสถานศึกษาท่ีเปนเลิศ (Best Practice) โดยการวิเคราะหเนอ้ื หา 4.5 การวิเคราะหค วามคิดเห็นตอโปรแกรมเสริมสรางสมรรถนะครดู า นการจัดการเรียนรูวชิ าคณิตศาสตร ในสถานศึกษา สงั กดั สาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 โดยวเิ คราะหหาคา เฉล่ียและสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน สรุปผล ผลการศึกษาการพัฒนาโปรแกรมเสริมสรา งสมรรถนะครู ดานการจัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตรในสถานศึกษา สังกดั สาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 มี 4 ระยะ คือ 1. ผลการสังเคราะหองคประกอบและตัวชว้ี ดั ของสมรรถนะครู ดานการจัดการเรียนรูวชิ าคณิตศาสตรในสถานศึกษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 จากนักวิชาการตา ง ๆ ผวู ิจยั สรปุ ไดว า มี 10 องคประกอบ 23 ตัวชีว้ ัด ประกอบดวย 1) การพัฒนาหลกั สตู รและการวางแผนการสอน มี 2 ตวั ชี้วดั 2) วิธีการสอน มี 3 ตวั ชี้วัด 3) การสรา ง สภาพแวดลอ มการเรียนรู มี 2 ตัวชว้ี ัด 4) ทักษะดา นการส่ือสาร มี 2 ตวั ชี้วัด 5) การแกป ญหา มี 2 ตัวชว้ี ัด 6) ความเขาใจ ในความแตกตา งของผูเรียน มี 2 ตัวช้ีวัด 7) การพัฒนาสื่อและนวัตกรรม มี 2 ตวั ชี้วัด 8) การวัดผลและประเมนิ ผล มี 3 ตวั ช้วี ัด 9) ความสมั พันธกับผูมสี วนรวมจดั การศึกษา มี 2 ตัวชีว้ ัด 10) ความรใู นเนือ้ หาคณติ ศาสตร มี 3 ตวั ชว้ี ัด ความเหมาะสมขององคประกอบและตวั ชีว้ ัดโดยรวมอยูใ นระดับปานกลาง (x� = 3.34, S.D. = 0.53) ความเปนไปได โดยรวมอยใู นระดับมาก (x�= 3.99, S.D. = 0.50) 2. สภาพปจ จุบันของสมรรถนะครูดานการจัดการเรียนรวู ิชาคณิตศาสตรในสถานศึกษา สังกัดสาํ นกั งานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 มีระดบั การปฏบิ ัติโดยรวมอยใู นระดบั ปานกลาง (x�= 3.44, S.D. = 0.53) สภาพที่พงึ ประสงค มีระดบั การปฏิบตั โิ ดยรวมอยูในระดับมาก (x� = 4.15, S.D. = 0.40) ดงั ตาราง 1
60 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอยเอด็ ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 ตาราง 1 สภาพปจ จบุ ันและสภาพทพี่ งึ ประสงคของสมรรถนะครดู านการจดั การเรียนรูวชิ าคณิตศาสตรใ นสถานศึกษา องคประกอบสมรรถนะครู สภาพปจจุบัน สภาพที่พึงประสงค ดา นการจัดการเรียนรูวชิ าคณิตศาสตร x� S.D. แปลผล x� S.D. แปลผล 1. ดา นการพัฒนาหลักสูตรและการวางแผนการสอน 3.44 0.53 ปานกลาง 4.15 0.40 มาก 2. ดา นวธิ ีการสอน 3.30 0.51 ปานกลาง 3.85 0.43 มาก 3. ดา นการสรางสภาพแวดลอ มการเรียนรู 3.58 0.58 มาก 4.11 0.51 มาก 4. ดานทักษะดานการสื่อสาร 3.30 0.58 ปานกลาง 3.90 0.48 มาก 5. ดา นการแกป ญหา 3.31 0.62 ปานกลาง 3.82 0.54 มาก 6. ดานความเขาใจในความแตกตางของผูเรียน 3.33 0.60 ปานกลาง 3.86 0.49 มาก 7. ดา นการพัฒนาส่อื และนวัตกรรม 3.27 0.57 ปานกลาง 3.91 0.52 มาก 8. ดานการวัดผลและประเมินผล 3.38 0.59 ปานกลาง 4.12 0.54 มาก 9. ดานความสัมพันธกบั ผมู ีสวนรว มจัดการศึกษา 3.37 0.57 ปานกลาง 3.85 0.53 มาก 10. ดานความรใู นเนื้อหาคณิตศาสตร 3.44 0.54 ปานกลาง 4.06 0.50 มาก 3.44 0.53 ปานกลาง เฉล่ีย 4.15 0.40 มาก 3. โปรแกรมการเสริมสรา งสมรรถนะครูดา นการจดั การเรียนรูวชิ าคณติ ศาสตรในสถานศกึ ษา สังกดั สํานักงานเขต การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม 1 มีองคป ระกอบของโปรแกรม ไดแก 1) หลักการ 2) วตั ถปุ ระสงค 3) เน้ือหาของโปรแกรม ประกอบดวย 5 Module ไดแ ก Module 1 การบรหิ ารจัดการหลกั สูตร Module 2 การบรหิ ารจัดการช้ันเรียน Module 3 สือ่ การเรียนรแู ละนวัตกรรม Module 4 สาระการเรียนรู Module 5 การวัดผลและประเมินผล 4) วธิ ีการดําเนินการ ประกอบดว ย 4.1) กระบวนการเร่ิมจากการประเมนิ กอนการพฒั นา การพัฒนา และประเมินหลงั การพัฒนา 4.2) วิธีการพัฒนา ประกอบดวย การฝกอบรม การรวมกลุมแกป ญหา การเรียนรูดวยตนเอง และการศึกษาดูงาน และ 5) การประเมินผล โดยการประเมิน แบงออกเปน 3 ระยะ ไดแก 5.1) การประเมินกอนการพัฒนา ไดแก การประเมินตนเอง และประเมนิ เพอื่ นครู 5.2) การประเมนิ ระหวา งการพัฒนา ไดแก การสงั เกตพฤติกรรม การทดสอบ การประเมนิ ใบงานและใบกิจกรรม 5.3) การประเมิน หลังการพัฒนา ไดแก ประเมินการถอดบทเรียนจากการปฏิบัตงิ าน และการประเมนิ จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู 4. การประเมินความเหมาะสมของโปรแกรมการเสริมสรา งสมรรถนะครดู า นการจดั การเรียนรูวิชาคณิตศาสตร ในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 โดยรวมอยูใ นระดบั มาก (x� = 4.10, S.D. = 0.64) และความเปนไปไดของโปรแกรม โดยรวมอยูในระดับมากท่สี ดุ (x� = 4.65, S.D. = 0.54) ผลการประเมินความเหมาะสมของโปรแกรม ผลการประเมินความเปน ไปไดข องโปรแกรม 5 4.24 4.23 4.23 4.04 3.74 4.1 6 4.55 4.76 4.64 4.79 4.65 4 5 4.51 3 4 2 1 0.61 0.62 0.52 0.62 0.87 0.64 3 0 2 1 0.45 0.69 0.44 0.5 0.63 0.54 0 x ̅ S.D. x ̅ S.D.
Journal of Roi Et Rajabhat University 61 Volume 14 No.3 September - December 2020 อภปิ รายผล การวจิ ัย เรอื่ ง การพัฒนาโปรแกรมการเสริมสรางสมรรถนะครูดา นการจัดการเรยี นรวู ิชาคณิตศาสตรใ นสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ผวู ิจยั ไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกยี่ วของมาอา งองิ และสนับสนุนไดดงั นี้ 1. ผลการศึกษาองคป ระกอบและตัวช้ีวัดของสมรรถนะครู ดานการจดั การเรียนรูวิชาคณิตศาสตรใ นสถานศึกษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 จากการสังเคราะหไดอ งคป ระกอบ 10 ดา น คอื 1) ดานการพัฒนาหลักสูตรและการวางแผนการสอน 2) ดา นวธิ ีการสอน 3) ดานการสรา งสภาพแวดลอมการเรียนรู 4) ดา นทักษะดา นการส่ือสาร 5) ดา นการแกป ญ หา 6) ดา นความเขาใจในความแตกตา งของผูเรียน 7) ดานการพฒั นาสื่อ และนวัตกรรม 8) ดา นการวัดผลและประเมินผล 9) ดานความสัมพันธกับผูมีสวนรว มจัดการศึกษา และ 10) ดานความรู ในเนือ้ หาคณติ ศาสตร ทั้งนีเ้ น่ืองจากการจัดการเรยี นรวู ิชาคณิตศาสตรครตู องมีสมรรถนะทัง้ 10 ดานนี้ จงึ จะทาํ ใหการเรียนรู ประสบผลสาํ เร็จ นักวิชาการสว นใหญก็มีความคิดเห็นท่ีตรงกันเก่ียวกบั องคป ระกอบและตวั ชว้ี ัดของสมรรถนะครูดานการจัด การเรยี นรูว ชิ าคณติ ศาสตร โดยสอดคลอ งกบั สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (2545 : 19-20) ท่ไี ดกาํ หนด ไววามาตรฐานครคู ณิตศาสตรเ ปนเกณฑทใ่ี ชวัดคุณภาพการจัดการศึกษาของครูผสู อนคณติ ศาสตร อยูในกรอบคุณลักษณะ 3 ดาน คอื ดานความรู ดา นการแสดงออก และดานความสามารถ ซ่งึ ตรงกบั สมรรถนะครูท้ัง 10 ดา นน้ีโดยท่ีครสู ามารถ นาํ ตัวบง ช้ขี องแตละมาตรฐาน ไปใชในการจดั การเรียนการสอนเพ่อื ชวยใหการปฏิบัตงิ านมีประสทิ ธภิ าพ และเปนไป อยา งเต็มศักยภาพในการท่ีจะพัฒนาผูเรยี นใหเกิดความรู ความคดิ ทกั ษะกระบวนการเรยี นรู เจตคติ คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา นิยมทพ่ี ึงประสงคตามมาตรฐานท่สี อดคลอ งกับสงั คมไทย 2. สภาพปจจบุ ันของสมรรถนะครูดานการจดั การเรียนรวู ิชาคณิตศาสตรในสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 ระดบั การปฏบิ ัติโดยรวมอยใู นระดับปานกลาง โดยดานที่มีคา เฉลย่ี มากทส่ี ุด คอื ดา นการสรา งสภาพแวดลอมการเรยี นรู รองลงมามีสองดานทเ่ี ทากัน คอื ดา นการพัฒนาหลักสูตรและการวางแผนการสอน ดา นความรูใ นเน้ือหาคณติ ศาสตร และดา นการพัฒนาสอ่ื และนวัตกรรมมีคา เฉล่ียต่าํ สุด จากผลการศึกษาอาจเปนผลมาจาก หลักสูตรท่ีเปลีย่ นแปลงไป ซ่งึ จะเห็นไดวา เมื่อยุคสมัยเปล่ียน หลักสูตรท่ใี ชเพ่ือที่จะพัฒนาผเู รียนยอมถกู ปรับเปลีย่ นไป ทั้งหลกั สูตรเกาท่ีถูกพัฒนาและหลักสูตรใหมท่ีสรา งขึ้น และยงั มปี จจัยอื่น ๆ อีกมากมาย สิง่ เหลานี้จะมีผลตอผปู ฏิบัติงาน โดยตรง โดยเฉพาะครูผูสอน เมอ่ื ครูเกิดความสบั สน ไมเ ขา ใจ และยังมีการยึดติดกับวิธีการสอนเดิม ๆ ทาํ ใหยากท่ีจะนาํ ไปสู กระบวนการพัฒนาผูเรยี นใหเกิดสัมฤทธผิ์ ล ดังนั้นการพฒั นาครูจึงถือเปนหัวใจของการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา โดยการวิจัย ครงั้ น้ผี วู ิจัยมงุ เนนทจ่ี ะศึกษาสมรรถนะครูดา นการจัดการเรียนรูวิชาคณิตศาสตร อันจะเปนเปนเครอื่ งมือทน่ี ํามาใชในการพฒั นา สมรรถนะครู และเพ่ือเปนฐานในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาตอไป ซ่งึ สอดคลอ งกบั ผลการวจิ ัยของ อรอนงค นอยคาํ ยาง (2560 : 90-94) ไดศึกษาสภาพปจจุบันของการจัดการเรียนรูกลมุ สาระการเรียนรูคณิตศาสตรของครู สงั กัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 23 พบวาครูยังขาดเทคนิคการสอนดว ยวธิ ใี หม ๆ ดา นการผลติ สอ่ื ทใ่ี ชในการประกอบการสอน ยงั ไมมีความหลากหลายและนา สนใจ อันเนอ่ื งมาจากครูยงั ขาดทักษะในการจัดทํา โดยเฉพาะการใชสอ่ื เทคโนโลยสี ารสนเทศ อีกทั้งครูมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูไมคอยหลากหลาย และไมเ หมาะสมกับวัยของผูเรียน ซึ่งผูสอนตอ งศึกษาหลกั สูตร สถานศึกษาใหเขาใจถึงมาตรฐานการเรยี นรู ตัวช้วี ัดสมรรถนะสาํ คัญของผูเรียนคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค แลว จงึ พิจารณา ออกแบบการจัดการเรียนรู โดยเลือกใชวิธีสอนและเทคนิคการสอน ส่ือ/แหลงเรียนรู การวัดและประเมินผล เพอ่ื ใหผ ูเรียน ไดพฒั นาเต็มศักยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรูซงึ่ เปนเปาหมายทก่ี ําหนด สอดคลองกบั ผลการวิจยั ของ Perrine (2001 : 173-188) ไดศกึ ษาผลกระทบของการแกปญ หาพ้ืนฐานในการสอนคณิตศาสตรข องการใหเหตุผลเกย่ี วกับสัดสว น ของครู จากการศึกษาแสดงออกมาใหเห็นวา การแกปญหาอยา งมเี หตุผลมีปจจัยหลักในการศึกษาวชิ าคณิตศาสตร ครตู องมี วิธีการสอนที่แตกตา งไปจากการสอนแบบเดิมที่นักเรียนไมเคยเจอมากอน สภาพทพี่ งึ ประสงคของสมรรถนะครูดานการจัดการเรยี นรูวิชาคณติ ศาสตรในสถานศึกษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 มรี ะดับการปฏิบัตโิ ดยรวมอยใู นระดับมาก โดยดา นที่มคี า เฉลี่ยมากทสี่ ุด คอื ดา นการพัฒนาหลักสูตรและการวางแผนการสอน ซ่ึงสอดคลองกบั ผลการวิจัยของ อรอนงค นอ ยคํายาง (2560 : 90-94) ไดศกึ ษาสภาพทพี่ ึงประสงคของการจัดการเรยี นรูกลุมสาระการเรียนรคู ณิตศาสตรข องครู พบวา ดา นท่มี ีคาเฉลย่ี สงู สดุ คอื ดา นความรคู วามเขา ใจเกี่ยวกับการสอนคณิตศาสตร ซ่ึงแสดงใหเ ห็นวาครูผสู อนคณติ ศาสตร สงั กัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 มีความตอ งการพัฒนาดานความรูในเร่ืองหลักสูตรและการวางแผนการสอน
62 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 มากที่สุด ทั้งน้ีเพราะหลักสตู รการสอนคณิตศาสตรมีความยากงา ยและความซับซอน ซึ่งหลักสูตรคณติ ศาสตรประกอบไปดวย หลักการ จุดหมาย โครงสราง เวลาเรียน แนวดาํ เนินการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหตอบสนองจุดประสงค การเรียนรูและจุดมงุ หมายของหลักสูตร การวัดและการประเมินการเรียน คาํ อธบิ ายในแตละกลุมประสบการณซ่งึ ระบเุ น้อื หา ท่ีตอ งใหนกั เรยี นไดเรียน ตามลาํ ดับ 3. โปรแกรมการเสรมิ สรา งสมรรถนะครูดานการจดั การเรียนรูวชิ าคณติ ศาสตรในสถานศึกษา สงั กัดสํานักงาน เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 องคป ระกอบของโปรแกรม ไดแ ก 1) หลกั การ ประกอบดว ย แนวคิด ทฤษฎีท่เี กี่ยวของ สภาพปจจบุ ัน สภาพปญ หาและความสาํ คัญของสมรรถนะครูดา นการจัดการเรยี นรวู ิชาคณิตศาสตร 2) วตั ถุประสงค ประกอบดวย เปาหมายที่ตองการใหบ รรลผุ ลในการใชโปรแกรมเสริมสรางสมรรถนะครูดา นการจัดการเรยี นรู วชิ าคณิตศาสตร 3) เนือ้ หาของโปรแกรม ประกอบดว ย 5 Module ไดแก Module 1 การบริหารจดั การหลักสูตร Module 2 การบริหารจัดการช้ันเรยี น Module 3 สอ่ื การเรียนรูและนวัตกรรม Module 4 สาระการเรยี นรู Module 5 การวัดผล และประเมินผล 4) วิธีการดําเนินการ ประกอบดว ย 4.1) กระบวนการเร่ิมจากการประเมินกอ นการพฒั นา การพฒั นา และประเมินหลงั การพฒั นา 4.2) วิธีการพัฒนา ประกอบดวย การฝกอบรม การรวมกลุมแกป ญ หา การเรียนรูดวยตนเอง และการศึกษาดูงาน 5) การประเมินผล จากการประเมินโปรแกรม พบวาความเหมาะสมของโปรแกรมการเสริมสรางสมรรถนะครู ดา นการจัดการเรียนรูวชิ าคณติ ศาสตรในสถานศกึ ษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษามหาสารคาม เขต 1 โดยรวมอยใู นระดบั มาก และความเปนไปไดของโปรแกรมเสริมสรา งสมรรถนะครู ดานการจดั การเรียนรูวิชาคณิตศาสตร ในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 โดยรวมอยูในระดับมากท่ีสดุ โปรแกรม การเสริมสรา งสมรรถนะครูดา นการจัดการเรียนรูวิชาคณติ ศาสตรน ้ี ผวู ิจัยมงุ ท่ีจะนําไปเปนแนวทางในการพฒั นาครู โดยผวู จิ ยั ไดศ กึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวขอ ง รวมถงึ การศึกษาดงู านจากสถานศกึ ษาที่มีวิธีปฏิบตั ิท่เี ปนเลิศ (Best Practices) แลวนาํ ความรทู ไ่ี ดมาจัดทําโปรแกรมตามขัน้ ตอนกระบวนการพฒั นาโปรแกรม ท่ีมีองคประกอบของโปรแกรมทีไ่ ดจาก การสงั เคราะหอ งคป ระกอบและตัวบงชีข้ องการจัดการเรียนรขู องครูคณิตศาสตรอ ยา งครบถวน จึงสง ผลใหโปรแกรม ทพ่ี ฒั นาขึ้นมามีความเหมาะสมและความเปนไปไดเปนท่ีนาพึงพอใจ โดยสอดคลองกบั ผลการวิจัยของ ชานนท เศรษฐแสงศรี (2555 : 174-176) ไดศ ึกษาระบบการพฒั นาสมรรถนะของผปู ระกอบวิชาชพี ครู โดยใชโรงเรยี นเปนฐาน ในโรงเรียนสังกัด องคกรปกครองสว นทองถ่ิน ผลการวจิ ัยสรุปไดวา ระบบการพัฒนาสมรรถนะของผูป ระกอบวิชาชีพครู โดยใชโ รงเรียนเปนฐาน ในโรงเรียนสังกดั องคกรปกครองสวนทองถิ่น มี 4 ระยะ คอื การวิเคราะหป ญ หา การวางแผนพฒั นา การนาํ พาสูการปฏิบตั ิ และการเรง รดั นิเทศติดตามประเมินผล ซ่งึ จากการนาํ ระบบการพัฒนาสมรรถนะของผปู ระกอบวิชาชีพครโู ดยใชโรงเรียน เปนฐาน ในโรงเรยี นสงั กัดองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นไปใชในการพัฒนาครู พบวาการฝกอบรมเชิงปฏบิ ตั กิ ารตามสมรรถนะ ที่ตองการจาํ เปนของผูป ระกอบวิชาชพี ครู มีผลการพัฒนาเพ่ิมขึน้ ในระดับมากท่ีสุด และสอดคลองกับผลการวิจัยของนันทกา วารินนิ (2557 : 199-203) ไดศ ึกษารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรขู องครู ผลการวิจัยสรุปวา รปู แบบการพัฒนา สมรรถนะการจัดการเรยี นรทู ี่สรา งขึ้น มีองคป ระกอบ 3 สวน คอื สมรรถนะการจัดการเรียนรู ซง่ึ ประกอบดวย 5 ดาน คอื การสรางและพฒั นาหลักสูตร ความสามารถในเนือ้ หาสาระทส่ี อน การจัดกระบวนการเรยี นรูที่เนนผเู รียนเปนสําคัญ การใช และพฒั นานวัตกรรมเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู หลักการของรูปแบบ มี 4 หลักการ คอื 1) สนองความตองการของผูรับการพฒั นา 2) การยืดหยุนของกระบวนการและวิธีการ 3) การมีสวนรว มของผูรับการพัฒนา 4) ความแตกตา งระหวา งบุคคล กระบวนการพฒั นา มี 5 ข้ันตอน คือ 1) การสรา งความตอ งการในการพฒั นา 2) การวิเคราะห ความตองการในการพัฒนา 3) การออกแบบและวางแผนการพฒั นา 4) การดําเนินการตามแผนพัฒนา 5) การประเมนิ ผลการพัฒนา การที่จะพฒั นาสมรรถนะครูดานการจัดการเรียนรูวชิ าคณติ ศาสตรใ นสถานศึกษาใหประสบผลสาํ เร็จไดน้ัน จําเปนตอ ง มีวิธีการเสริมสรา งสมรรถนะครูท่ีมีประสิทธภิ าพ ซงึ่ โปรแกรมการเสริมสรางสมรรถนะครู ดา นการจัดการเรียนรูวชิ าคณิตศาสตร ในสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 นี้เปน โปรแกรมท่ีจะชวยพฒั นาครู โดยมขี ้ันตอนและวิธีการปฏิบตั ทิ ชี่ ดั เจน เพื่องายตอการนาํ ไปใช มีความเหมาะสมและตรงกบั ความตองการของครผู ูสอนมากที่สุด ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอในการนาํ ไปใช 1.1 สภาพปจจุบนั ของสมรรถนะครดู า นการจัดการเรียนรวู ิชาคณติ ศาสตรใ นสถานศึกษา สาํ นักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 1 ดา นการพัฒนาสอื่ และนวัตกรรม อยูใ นระดบั ตํ่าสุด ดงั นั้นผูบริหารสถานศึกษา
Journal of Roi Et Rajabhat University 63 Volume 14 No.3 September - December 2020 ครูผูมีสว นเกี่ยวขอ งควรใหการสนับสนุนทรพั ยากรและวทิ ยาก รเพ่ือใหครูไดรับความสามารถในการผลิตสื่อการจัดการเรียน การสอนโดยใชเทคโนโลยใี นการจัดการศึกษาและผลิตส่อื ท่ีหลากหลาย 1.2 สภาพที่พงึ ประสงคของสมรรถนะครูดานการจัดการเรียนรูวชิ าคณติ ศาสตรในสถานศึกษา สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษามหาสารคามเขต 1 ดา นการพฒั นาหลักสูตรและการวางแผนการสอน มีคา สงู สุด ดังนั้น ผูบริหารสถานศึกษา จึงควรสง เสริมใหครูเขารับการพัฒนาเก่ยี วกบั เร่อื งหลกั สตู รและพฒั นาการจัดทําแผนการเรยี นรูในรูปแบบที่หลากหลาย จดั ระบบพ่เี ลยี้ ง มีการนิเทศกํากบั ติดตามอยา งสมํา่ เสมอ 1.3 หนว ยงานตน สังกัด ควรสง ครูผสู อนวชิ าคณติ ศาสตร เขา รบั การฝก อบรม จัดกิจกรรมกลุม แกปญหา สนบั สนุนทรพั ยากรใหครูไดเ รียนรดู ว ยตนเอง และจัดโครงการศึกษาดงู านโรงเรยี นท่ีมวี ธิ ีปฏิบตั ิท่เี ปนเลิศดานสมรรถนะ การจัดการเรียนรู ครอบคลุมสมรรถนะครดู านการจดั การเรียนรวู ิชาคณิตศาสตรทั้ง 10 ดาน เพ่ือใหครูผสู อนวชิ าคณิตศาสตร ไดรับการพัฒนาตนเองอยางมปี ระสิทธภิ าพ 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจยั คร้ังตอ ไป 2.1 ควรศกึ ษาปจจยั ท่ีสง ผลตอสมรรถนะจัดการเรียนรวู ิชาคณิตศาสตรทั้ง 10 ดาน 2.2 ควรศกึ ษาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของผูเรียนหลงั จากครูเขา รว มโปรแกรมการเสรมิ สรา งสมรรถนะครู ดานการจดั การเรียนรูวิชาคณติ ศาสตร เพื่อนาํ ผลไปใชในการวางแผนบริหารในสถานศึกษาตอ ไป 2.3 ควรศึกษาผลลัพธในแตละสมรรถนะดา นการจัดกิจกรรมการเรียนรขู องคณิตศาสตรหลงั การใชโปรแกรม การเสริมสรางสมรรถนะครูดา นการจัดการเรยี นรวู ชิ าคณติ ศาสตร เพอื่ ปรบั ปรุงโปรแกรมใหมีประสิทธิภาพมากยงิ่ ขึ้น เอกสารอา งอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 (พมิ พค รง้ั ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พชุมนุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย. ชานนท เศรษฐแสงศร.ี (2555). ระบบการพฒั นาสมรรถนะของผูประกอบวิชาชีพครูโดยใชโรงเรียนเปนฐานในโรงเรียน สงั กดั องคกรปกครองสวนทอ งถ่ิน. ดษุ ฎีนพิ นธ การศึกษาดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา. มหาสารคาม: มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. นันทกา วารินนิ . (2557). รูปแบบการพฒั นาสมรรถนะการจัดการเรียนรขู องครสู าํ หรับโรงเรียนสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากําแพงเพชร เขต 2. ดุษฎีนพิ นธ ครุศาสตรดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวิชาการจัดการการศึกษา และการเรียนรู. นครสวรรค: มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครสวรรค. บุรมิ โอทกานนท และคณะ. (2550). กระแสของการเปลี่ยนแปลง. สบื คน เมือ่ 4 พฤษภาคม 2562, จาก http://www.oknation.net/blog/jazz-zie/2007/10/12/entry-31 วัชรี กาญจนกีรต.ิ (2554). การจัดการเรยี นรูคณิตศาสตร. เพชรบุร:ี มหาวิทยาลยั ราชภัฏเพชรบุร.ี สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี. (2545). มาตรฐานครูคณิตศาสตร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพคุรสุ ภาลาดพราว. อรอนงค นอยคํายาง. (2560). การพฒั นาแนวทางการจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตรข องครู สังกัดสํานักงาน เขตพื้นทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 23. วิทยานพิ นธ การศึกษามหาบณั ฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. Perrine, V. (2001). Effect of a Problem-Solving-Based Mathematics Course on the Proportional Reasoning of Preservice Teachers. Colorado: University of Northern Colorado.
64 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 การพัฒนาแนวทางการพฒั นาครดู านการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจริง สําหรับสถานศกึ ษาสังกัดสาํ นักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษามัธยมศกึ ษาเขต 24 Developing Guidelines over Teacher Development on Authentic Assessment for Schools under the Office of Secondary Educational Service Area 24 เชดิ เกียรติ แกวพวง1 และ ลักขณา สริวฒั น2 Received : 29 ธ.ค. 2562 Cherdkiat Kaewpung1 and Lakkana Sariwat2 Revised : 26 มี.ค. 2563 Accepted : 27 มี.ค. 2563 บทคดั ยอ งานวิจัยน้ีมวี ตั ถุประสงคเพื่อศึกษาสภาพปจ จุบนั สภาพท่พี ึงประสงค และความตอ งการจําเปน ของการวัดผล ประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ สาํ หรับสถานศึกษา และพัฒนาแนวทางการพฒั นาครดู า นการวัดผลประเมินผลการเรยี นรู ตามสภาพจรงิ กลมุ ตัวอยา ง คือ ผูบรหิ ารสถานศึกษา และครูหวั หนากลุมสาระการเรียนรู หรอื ครวู ชิ าการ สงั กัดสํานักงาน เขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 24 ปการศึกษา 2562 จาํ นวน 365 คน ไดจากการสมุ แบบแบงชั้น เครอื่ งมือที่ใช ไดแก 1) แบบสอบถามสภาพปจจุบันและสภาพทพ่ี ึงประสงคข องการวัดผลประเมินผลการเรยี นรูตามสภาพจริง 2) แบบสัมภาษณ แนวทางการพฒั นาครู ดานวดั ผลประเมินผลการเรียนรตู ามสภาพจรงิ และ 3) แบบประเมินความเหมาะสมของแนวทาง การพัฒนาครู สถิติท่ใี ช ไดแก คา เฉล่ีย และสว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏดังน้ี สภาพปจจบุ ันของการวดั ผล ประเมินผลการเรยี นรูตามสภาพจรงิ โดยรวมและรายดานอยูในระดับมาก สว นสภาพท่ีพงึ ประสงคโดยรวมและรายดา น อยใู นระดบั มากท่สี ุด เมื่อนําระดบั สภาพปจ จบุ ันและสภาพทพี่ ึงประสงคม าวิเคราะหห าคาความตอ งการจาํ เปน เพอ่ื จดั ลาํ ดบั ความสาํ คญั พบวา ความตองการจําเปนการพัฒนาครูดานการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ เรียงจากมากไปนอย 3 ลําดบั แรก คอื กําหนดวิธีการประเมิน กาํ หนดเกณฑการประเมิน และกําหนดกรอบการประเมิน และแนวทางการพฒั นาครู ดานการวัดผลประเมินผลการเรยี นรูต ามสภาพจรงิ โดยรวมมีความเหมาะสมอยูในระดับมาก คําสาํ คญั : แนวทางการพัฒนาครู, การวัดผลประเมินผลการเรยี นรตู ามสภาพจรงิ , วัดผลตามสภาพจรงิ Abstract The purposes of this study were to 1) study the current, desirable condition and the need for authentic assessment for schools 2) develop guidelines of authentic assessment for teachers. The sample was 365 school administrators and the head teacher of each departments or academic teachers under the Office of Secondary Educational Service Area 24 in the academic year 2019, selected by stratified random sampling. Tools of the study were 1) Questionnaire for current and desirable conditions for authentic assessment 2) interview form for teacher development guidelines in authentic assessment and 3) evaluation form of teacher development guidelines. The statistics teachers used were mean and standard deviation. The research results were as follows: 1) the current condition of authentic assessment to actual situation as a whole and in each aspect were at high levels. The overall desirable condition and each aspect was at the highest level 2) the need 1 นิสติ หลกั สตู รการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบริหารและพฒั นาการศกึ ษา คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อีเมล: [email protected] 2 รองศาสตราจารย, อาจารยประจําคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 1 Master Student Program in Educational Administration and Development, Faculty of Education, Mahasarakham University, Email: [email protected] 2 Associate Professor, Lecturer in Faculty of Education, Mahasarakham University
Journal of Roi Et Rajabhat University 65 Volume 14 No.3 September - December 2020 of developing teachers in authentic assessment in 3 aspects, the assessment methods, the evaluation criteria and the evaluation framework and guidelines for teachers were at high levels. Keywords : Teacher development guidelines, Evaluation of actual learning results, Authentic Assessment บทนํา การวัดและประเมินผลการเรียนรูทางการศึกษา ในปจจุบันเปนผลมาจากพฒั นาการทางดา นความคิดและประสบการณ ของนักทฤษฎีทางดา นการวัดและประเมินผลทีช่ ว ยสรา ง สานตอ และสะสมมาเปนเวลานานจนเปนท่ีรจู ักกันและใชกันอยา ง กวา งขวาง โดยระยะแรกใชแบบทดสอบมาตรฐาน แตท ั้งน้ที าํ ใหการประเมินผลไมส ามารถตอบคาํ ถามทต่ี อ งการไดท้งั หมด จึงไดมีการบุกเบิกแนวทางการประเมินท่เี หมาะสมใหม ซ่งึ สงผลทาํ ใหแนวคิดและทฤษฎตี า ง ๆ เกิดการขยายตัวอยา งรวดเรว็ ตลอดจนเกิดการพฒั นาการประเมินแนวใหม (ศิริชยั กาญจนวาสี, 2552 : 223) ซึง่ การวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริง เปนการประเมินโดยกระบวนการสังเกต จดบันทกึ และรวบรวมขอ มูลจากผลงาน และวิธีการปฏิบตั ิงานของผูเรียนอยา งตอเนอื่ ง โดยมุง เนนการประเมินทักษะการคดิ ท่ีซบั ซอนในการทาํ งาน ความรวมมือในการแกปญ หา การประเมินตนเอง การแสดงออก จากการปฏิบัติในสภาพจรงิ ซ่ึงใหความสําคญั กับการพฒั นาความกา วหนา ของผเู รียน และมีการใชขอ มูลเพื่อปรบั ปรุงแกไ ข ขอบกพรอง ดังนนั้ การประเมินตามสภาพจรงิ จงึ จาํ เปนตอ งใชเครื่องมอื ท่หี ลากหลาย ลดบทบาทของการประเมินโดยใช แบบทดสอบลงและใชการสงั เกตใหม ากข้ึน ใหการประเมินเกิดขึ้นอยา งตอ เนอ่ื ง ตลอดเวลาท่ีมีการเรียนการสอนใหเปนธรรมชาติ ไมสรางความตึงเครยี ดใหแกนักเรียน และนอกจากครผู ูสอนจะเปนผปู ระเมินแลว ควรเปดโอกาสใหผ ูเ รียน เพ่ือนรว มชั้น ครูวิชาอ่ืน ผูบริหาร หรอื ผปู กครองมสี วนรว มในการประเมิน ซึ่งการประเมินตามสภาพจรงิ น้ีจะชว ยใหไดขอ มูลผลการประเมินทเ่ี พียงพอ แมนยํา และเชื่อถือไดสงู โดยเลอื กใชเคร่อื งมือและวธิ ีการท่ีหลากหลาย เหมาะสมสอดคลอ งกับจุดประสงคท ีม่ ุง ประเมิน ซ่งึ จะตอ งครอบคลุมพฤติกรรมดานพทุ ธพิ ิสยั จิตพิสัย ทักษะพิสัย และเนนกระบวนการ เพอื่ ตรวจสอบวาผูเรยี นมีความรูความคิด สามารถวางแผน และทาํ งานอยางเปนระบบ มขี ้นั ตอนเปนกระบวนการในการทํางานหรอื ไม เพอื่ ใหม่ันใจไดวาผเู รียน สามารถนําความรูและประสบการณท ี่ไดฝ กฝนในโรงเรียน ไปปรับใชในการแกป ญ หาในชีวติ ประจําวันในสังคมได การวัด และประเมินผลตามสภาพจรงิ จึงมีความสาํ คญั ดังกลา ว และถอื เปนทางเลือกใหมของการวัดและประเมินผล ที่ครูจะนาํ ไปใช เปนสว นหนึง่ ในการจัดการเรียนการสอน เพอ่ื ตอบสนองความตอ งการของผูเรยี นไดด ีท่ีสุด ดงั นั้นสถานศึกษาจะตองรบั ผิดชอบ การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นใหเปนไปอยา งถูกตอ งและมีคุณภาพ จะเห็นไดวา การวดั ผลและประเมินผลตามสภาพจรงิ จงึ เหมาะสาํ หรบั ครใู นดา นการนําขอ มลู มาพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของผูเรียน โดยผูเรียนมีสวนรวมในการประเมิน (กรมวิชาการ, 2545 : 3) การดาํ เนินงานดานการจดั การศึกษาของสถานศกึ ษา ในสังกดั สาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 ท่ีผานมาพบวา ปญหาสาํ คญั ทตี่ อ งไดรับการแกไขอยางเรงดว นน้ันคือ ปญ หาคุณภาพผเู รียน รองลงมาเปนปญหา ดานการจัดการเรียนการสอน ถึงแมวา ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (องคก ารมหาชน) ในมาตรฐานท่ี 7 ครปู ฏบิ ัติงานตามบทบาทหนาทอ่ี ยา งมีประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลนั้น จะอยูในระดับดถี ึงดีมาก แตยงั สวนทางกับผลการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ (O-Net) พบวา ระดบั คะแนนเฉลย่ี โดยภาพรวมของเขตพ้ืนที่การศึกษาในรายวิชาวิทยาศาสตร คณติ ศาสตร ภาษาไทย และภาษาตา งประเทศ ยังคงตาํ่ กวาเกณฑ มาตรฐาน จากสถานการณด ังกลาวยังมคี วามสอดคลองกับสภาพปญหาของสมรรถนะครู ดา นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ของสถานศึกษาในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 พบวา ครูขาดทักษะทีจ่ าํ เปนในการวัดและประเมินผล ตามสภาพจริงตามมาตรฐานวชิ าชีพครู ในมาตรฐานความรูและประสบการณว ชิ าชีพ ขอ ที่ 5 ความรูเร่ืองการวัดและประเมินผล การศึกษา และดานสมรรถนะการวดั และประเมินผลการศึกษา ซึ่งในปจจุบันไมส อดคลองและไมครอบคลุมการประเมินผล ตามสภาพจริง ตามพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ฉบบั แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และไมสามารถพฒั นา ผูเ รียนเปนรายบุคคลไดอยางเต็มศักยภาพ จากผลการใชการประเมินแบบรายบุคคล และผลจากการใชการประเมินแบบดงั้ เดิม ซงึ่ มีจุดออนมาก โดยครผู ูสอนยังคงนําวิธีการวัดและประเมินผลโดยใชแ บบทดสอบแบบเลือกตอบมาใชในการวดั และประเมินผล การเรยี นรกู ับผูเรยี นเปนสว นใหญ ซ่งึ วิธีการวดั และประเมินผลการเรียนรูไมมคี วามหลากหลายตามสภาพท่แี ทจริงของผูเรียน เนนการวัดความรคู วามจํามากกวา ความแตกตางระหวางผูเรียน จึงสงผลกระทบโดยตรงตอ ภาพลักษณดา นคุณภาพและมาตรฐาน
66 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 การจัดการเรียนการสอนของบุคลากรในสถานศึกษา ทาํ ใหไมป ระสบความสาํ เร็จในการวดั ความรู ความเขา ใจที่ซับซอ น และความสามารถในการปฏบิ ตั ิ สงผลใหการจัดการเรียนการสอนดังกลา วไมม ปี ระสทิ ธิภาพ ไมเหมาะสม และทาํ ใหผ ูเรียน ขาดทักษะพนื้ ฐานท่ีจาํ เปนตอ การเรียนรู และนาํ ไปใชในการดํารงชีวติ ในสังคมที่ซับซอนของยุคปจจบุ ัน จึงเปนสาเหตุหน่งึ ทท่ี าํ ให คณุ ภาพการศกึ ษาของผูเรียนตกตํ่า ครูผูสอนจงึ ควรมีการจัดทําวิจยั ทเ่ี ก่ียวของกับการวัดผลประเมินผลการเรียนรูต ามสภาพจริง เพอ่ื นําผลการวิจัยมาพฒั นาคุณภาพผูเรียน (สาํ นักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24, 2562 : 197) ผูวิจัยในฐานะเปนครผู ูสอนทําหนาท่ีมีสว นในการรบั ผิดชอบวัดผลและประเมินผลการเรียนรู มีความตระหนักถงึ ปญหา และความสาํ คัญของงานวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรู เนือ่ งจากครูผสู อนยังขาดทักษะท่ีจาํ เปนในการวดั และประเมินผล ตามสภาพจริง ขาดความรเู รือ่ งการวดั และประเมินผลการศึกษา ทําใหไมสามารถนาํ ผลการเรยี นไปพัฒนาผูเรียนเปนรายบุคคล ไดอยา งเต็มศักยภาพ ผวู ิจัยจงึ มีความสนใจท่ีจะหาแนวทางในการแกไขปญหาดังกลาวจึงไดจัดทาํ การศึกษาคนควาเรือ่ ง การพัฒนา แนวทางการประเมินผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจริง สาํ หรับสถานศึกษาสงั กัดสาํ นักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 เพอ่ื ศึกษาสภาพปจ จุบันและสภาพทพ่ี ึงประสงคในการพัฒนาบคุ ลากร ดา นการวดั ผลประเมินผลตามสภาพจริง และเพ่อื พัฒนาแนวทางพฒั นาบคุ ลากร ดา นการวัดผลประเมินผลตามสภาพจรงิ สําหรบั สถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 24 วตั ถปุ ระสงค 1. เพอ่ื ศกึ ษาสภาพปจจบุ ัน สภาพทีพ่ ึงประสงค และความตอ งการจําเปนของการวัดผลประเมินผลการเรยี นรู ตามสภาพจรงิ สําหรบั สถานศกึ ษา สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 2. เพ่อื พัฒนาแนวทางในการพัฒนาครู ดา นการวดั ผลประเมนิ ผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ สําหรบั สถานศึกษา สังกดั สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 กรอบแนวคิดและสมมติฐาน การวจิ ัยครง้ั น้ีผูว ิจัยไดแสดงกรอบแนวคิดตามทฤษฎขี อง สมนึก นนทจิ ันทร (2545 : 72), กรมวิชาการ (2545 : 159) และนวลจิตต เชาวกีรตพิ งศ และคณะ (2544 : 191) สามารถสังเคราะหไ ดองคป ระกอบการวดั ผลประเมนิ ผล การเรียนรูตามสภาพจริง 7 ดา น ไดแก 1) กาํ หนดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน 2) กําหนดแนวทางของงานที่จะตอ งปฏบิ ัติ 3) กาํ หนดรายละเอียดของงาน และกําหนดเวลา และสถานท่ใี นการประเมิน 4) กาํ หนดกรอบการประเมิน 5) กําหนดวธิ ีการ ประเมิน 6) กําหนดตวั ผปู ระเมิน และ 7) กําหนดเกณฑการประเมิน โดยแสดงการเช่อื มโยงความสมั พนั ธระหวางตัวแปรตาง ๆ ดงั ภาพประกอบ 1 องคประกอบการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ 1. กําหนดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน 5. กาํ หนดวิธีการประเมิน 2. กาํ หนดแนวทางของงานที่จะตองปฏิบตั ิ 6. กําหนดตัวผูประเมิน 3. กาํ หนดรายละเอียดของงาน และกาํ หนดเวลา และสถานที่ในการประเมิน 7. กาํ หนดเกณฑการประเมิน 4. กาํ หนดกรอบการประเมิน การพัฒนาแนวทางการพัฒนาครูดานการวัดผลประเมินผลตามสภาพจรงิ สาํ หรบั สถานศึกษาสังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 24 บริบทสถานศึกษาสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวจิ ัย
Journal of Roi Et Rajabhat University 67 Volume 14 No.3 September - December 2020 วธิ ดี ําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง 1.1 ประชากร ครโู รงเรยี นมัธยมศึกษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 จากท้ัง 55 โรงเรียน ปก ารศึกษา 2562 จํานวน 2,631 คน 1.2 กลมุ ตัวอยาง 1.2 กลมุ ตัวอยา ง (Sample) ไดแก ครโู รงเรียนมัธยมศึกษา สงั กัดสาํ นกั งานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 ปการศึกษา 2562 โดยการพิจารณาจาํ นวนกลุมตวั อยา ง ที่สามารถเปนตวั แทนประชากรได ซ่ึงเทียบจาํ นวนประชากร ทั้งหมดกับตารางกาํ หนดขนาดกลุมตวั อยา งของ Krejcie and Morgan (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2553 : 103) ไดก ลุมตัวอยา ง จํานวน 365 คน จากนั้นใชเทคนคิ การสมุ แบบชั้นภูมิ และวิธีการสุมอยา งงา ย 2. เครื่องมือท่ใี ชใ นการวิจัย 2.1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปจจุบัน สภาพทพี่ ึงประสงคและความตองการจําเปนของการพฒั นาบุคลากร ดานการวัดผลประเมินผลตามสภาพจรงิ สําหรับสถานศึกษา เปนแบบมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดบั และไดกําหนดนา้ํ หนักคะแนนตามวธิ ขี อง ลิเคริ ท (Likert Scale) โดยผลการ Try out ของแบบสอบถามมีคาอํานาจจาํ แนก รายขอ พบวา ขอคาํ ถามของแบบสอบถามสภาพปจจบุ ันรายขอ อยูร ะหวาง .24 - .88 และมขี อ คาํ ถามของแบบสอบถาม สภาพที่พงึ ประสงครายขอ อยูระหวา ง .36- .89 และคา ความเช่ือม่ันของแบบสอบถามสภาพปจจบุ ันเทา กบั .98 และคา ความเช่อื ม่ันของแบบสอบถามสภาพทพ่ี งึ ประสงคเ ทากบั .98 2.2 แบบสัมภาษณแนวทางการพัฒนาครู ดา นการวดั ผลประเมินผลตามสภาพจริงสาํ หรบั สถานศึกษา สังกดั สาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 เพอ่ื ตรวจสอบความเท่ียงตรงเชงิ เน้อื หา (Content Validity) ความตรง เชิงโครงสรา ง (Construct Validity) ความถูกตอ งของภาษาทใี่ ช (Wording) และหาคา ดชั นคี วามสอดคลอง (Index of Item Objective ongruence) IOC แลวคดั เลอื กขอ คาํ ถามทีม่ ีคา ดชั นีความสอดคลอ งตง้ั แต .60 ข้ึนไป โดยมีคาดัชนีความสอดคลอง รายขออยูระหวาง 0.71-1.00 2.3 แบบประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาครู ดา นการการผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจริง สาํ หรบั สถานศึกษาสังกดั สํานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 คอื แบบสอบถามประเภทประมาณคา 5 ระดับ เพอื่ ประเมินความเหมาะสมของแนวทาง เพื่อตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความตรงเชงิ โครงสราง (Construct Validity) ความถูกตอ งของภาษาทใี่ ช (Wording) และหาคา ดัชนีความสอดคลอง (Index of Item Objective ongruence) IOC แลว คัดเลือกขอคําถามท่มี ีคาดัชนีความสอดคลองตงั้ แต .60 ข้ึนไป โดยมีคาดัชนีความสอดคลอ งรายขอ อยูระหวา ง 0.71-1.00 3. การเกบ็ รวบรวมขอมลู ระยะท่ี 1 การศึกษาสภาพปจจุบัน สภาพทพ่ี งึ ประสงคแ ละความตองการจาํ เปนของการวัดผลประเมินผล ตามสภาพจริงสําหรับสถานศึกษา สงั กัดสาํ นักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของ กับการพฒั นาแนวทางการวัดผลประเมินผลตามสภาพจรงิ ในสถานศึกษา โดยผวู ิจัยดาํ เนินการศึกษาเอกสาร สรุป วิเคราะห และสงั เคราะหอ งคป ระกอบและตัวชีว้ ดั การพัฒนาครู ดานการวัดผลประเมินผลตามสภาพจรงิ สาํ หรบั สถานศึกษาโดยใชเทคนคิ การวเิ คราะหข อ มูลเชิงคุณภาพ เพอื่ ใหไ ดองคประกอบและตวั ชี้วัดมาสรา งเปนแบบสอบถามสภาพปจ จุบัน สภาพทพี่ งึ ประสงค และความตองการจําเปน ลักษณะแบบสอบถามเปนแบบตรวจสอบรายการวธิ ีการพฒั นาครู ดา นการวัดผลประเมินผล การเรยี นรตู ามสภาพจรงิ ตรวจสอบความเหมาะสมของแบบสอบถามโดยผูเชี่ยวชาญ จาํ นวน 5 คน มีเกณฑค ณุ สมบตั ิ คอื มีวฒุ ิการศึกษาระดบั ปริญญาโท/ปรญิ ญาเอก ดา นการบริหารการศึกษา 2 คน ดานหลักสูตรและการสอน 1 คน ดา นจิตวทิ ยา และการแนะแนว 1 คน และดา นการวิจัยการศึกษา 1 คน ระยะที่ 2 การพฒั นาแนวทางการพฒั นาครู ดา นการวดั ผลและประเมินผลตามสภาพจรงิ สําหรับสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 ผลที่ไดจากระยะท่ี 1 สรางแบบสัมภาษณแนวทางการวัดผลประเมินผล การเรียนรตู ามสภาพจริง โดยการศึกษา Best Practices เกีย่ วกับการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริงสาํ หรับสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 จากสถานศึกษาท่ีมีแนวปฏิบัตทิ ี่ดี โดยผวู ิจัยกําหนดเกณฑ ดังนี้ 1) เปนโรงเรยี นท่ผี านการประเมินโรงเรียนมาตรฐานสากล (SCQA) 2) เปน โรงเรียนทีผ่ านการประเมินภายนอกรอบที่ 3
68 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 ในระดับดขี ึ้นไป 3) เปนโรงเรียนที่มผี ลงานดีเดนดานวิชาการระดบั ประเทศ โดยนําแนวทางท่ีไดมาสังเคราะหและยกรางแนวทาง ดาํ เนินการตรวจสอบเชิงยืนยัน และประเมินความเหมาะสมของแนวทางโดยผูทรงคณุ วุฒิ จํานวน 7 คน มีเกณฑคณุ สมบตั ิ คือ วฒุ กิ ารศึกษาปริญญาโท/ปริญญาเอก ดานการบริหารการศึกษา 3 คน ดา นการวจิ ัยและการวดั ผลประเมินผล 2 คน ดา นหลักสูตรและการสอน 1 คน และจิตวทิ ยาและการแนะแนว 1 คน 4. การวิเคราะหข อมูล 4.1 การวิเคราะหขอ มูลสภาพปจจุบนั และสภาพท่ีพึงประสงค ของแนวทางการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริง วิเคราะหโดยใชคา เฉล่ียและสว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยเทียบเกณฑ Midpoint อาศัยแนวคิดของบุญชม ศรีสะอาด (2553 : 103) แปลความหมายตามเกณฑท ่ีกําหนด คอื 4.51-5.00 หมายถงึ มีการปฏบิ ัติในปจจุบัน/ท่ีพึงประสงคอยูในระดับมากที่สุด 3.51-4.50 หมายถึง มีการปฏิบัตใิ นปจ จุบัน/ทีพ่ ึงประสงคอยูในระดับมาก 2.51-3.50 หมายถึง มีการปฏิบัตใิ นปจ จุบัน/ทพี่ ึงประสงคอยูในระดับปานกลาง 1.51-2.50 หมายถึง มีการปฏบิ ัตใิ นปจ จุบัน/ทีพ่ ึงประสงคอยูในระดับนอ ย 1.00-1.50 หมายถงึ มีการปฏบิ ัตใิ นปจจบุ ัน/ทพ่ี ึงประสงคอยูในระดับนอยที่สุด 4.2 การวิเคราะหหาคาดัชนีความตองการจําเปน (Modified Priority Needs Index : PNImodified) ในการวดั ผล ประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ สําหรบั สถานศึกษา เพื่อจดั ลาํ ดับความสาํ คัญของความตองการจําเปน 4.3 การวิเคราะหความเหมาะสม วิเคราะหข อมูลโดยใชเกณฑแปลความความหมายคา เฉล่ียคะแนนความเหมาะสม และความเปนไปได โดยอาศัยแนวคิดของบญุ ชม ศรีสะอาด (2553 : 103) ผลการศึกษา 1. ผลการศึกษาคา เฉล่ีย สว นเบี่ยงเบนมาตรฐานของสภาพปจจุบัน สภาพทพ่ี งึ ประสงค และความตอ งการจาํ เปน ขององคป ระกอบการวัดผลประเมินผลการเรยี นรูตามสภาพจริงสาํ หรบั สถานศึกษา สังกดั สํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา มธั ยมศึกษา เขต 24 ดังตาราง 1 ตาราง 1 คา เฉลี่ย สว นเบ่ียงเบนมาตรฐานของสภาพปจ จุบัน สภาพทพ่ี ึงประสงค และความตอ งการจําเปนขององคป ระกอบ การวัดผลประเมินผลการเรยี นรตู ามสภาพจรงิ สําหรับสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา มธั ยมศึกษา เขต 24 องคป ระกอบการวัดผลประเมินผล สภาพปจจบุ ัน สภาพท่พี งึ ประสงค D I PNI ลาํ การเรยี นรูตามสภาพจรงิ ดบั S.D. ระดับ S.D. ระดบั 1. กาํ หนดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 3.92 0.71 มาก 4.66 0.29 มากที่สุด 3.92 4.66 0.189 6 2. กําหนดแนวทางของงาน ทจี่ ะตอ งปฏบิ ัติ 3.89 0.47 มาก 4.59 0.98 มากทส่ี ุด 3.89 4.59 0.180 7 3. กาํ หนดรายละเอียดของงาน และกําหนดเวลา และสถานท่ี ในการประเมิน 3.89 0.49 มาก 4.67 0.21 มากทส่ี ุด 3.89 4.67 0.201 4 4. กําหนดกรอบการประเมิน 3.86 0.44 มาก 4.64 0.33 มากทส่ี ุด 3.86 4.64 0.202 3 5. กาํ หนดวิธีการประเมิน 3.85 0.40 มาก 4.67 0.23 มากท่ีสุด 3.85 4.67 0.213 1 6. กาํ หนดตัวผปู ระเมิน 3.87 0.42 มาก 4.63 0.23 มากทีส่ ุด 3.87 4.63 0.196 5 7. กาํ หนดเกณฑก ารประเมิน 3.84 0.42 มาก 4.63 0.29 มากท่ีสุด 3.84 4.63 0.206 2 โดยรวม 3.87 0.48 มาก 4.64 0.37 มากที่สุด
Journal of Roi Et Rajabhat University 69 Volume 14 No.3 September - December 2020 จากตารางสามารถสรปุ ไดวา ผลการศึกษาสภาพปจ จุบันของการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจริง โดยรวมอยูในระดับมาก ( = 3.87) เมื่อพิจารณาเปนรายดา น พบวาอยใู นระดบั มากทุกดาน และสภาพทีพ่ ึงประสงค ของการวัดผลประเมินผลการเรยี นรูต ามสภาพจรงิ สาํ หรับสถานศึกษา สงั กัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 โดยรวมอยูในระดับมากที่สุด ( = 4.64) เมอื่ พจิ ารณาเปนรายดา น พบวาอยใู นระดบั มากท่สี ุดทุกดาน และการจดั ลาํ ดับ ความสาํ คญั ของความตอ งการจาํ เปน ในการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ สาํ หรับสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงาน เขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 การกําหนดแนวทางของงานท่ีตอ งปฏบิ ัติ เรยี งลําดับความสาํ คัญของความตองการจําเปน จากมากไปหานอย 3 ลําดบั แรก ไดแ ก การกําหนดวิธีการประเมิน (PNImodified= 0.213) การกาํ หนดเกณฑการประเมิน (PNImodified= 0.206) และการกาํ หนดกรอบการประเมิน (PNImodified= 0.202) ตามลําดบั 2. ผลการศึกษาแนวทางการพฒั นาครู ดานการวัดผลประเมนิ ผลการเรียนรตู ามสภาพจริงประกอบดว ย 7 องคป ระกอบ ไดแก 1) ดานการกําหนดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 2) ดานการกําหนดแนวทางของงานที่ตอ งปฏบิ ัติ 3) ดา นการกําหนดรายละเอียดของงาน เวลาและสถานทใ่ี นการประเมิน 4) ดานการกาํ หนดกรอบการประเมิน 5) ดานการกําหนดวธิ ีการประเมิน 6) ดา นการกาํ หนด ตัวผปู ระเมิน และ 7) ดานการกาํ หนดกรอบการประเมิน โดยมวี ิธีการพัฒนาครู ดังนี้ ดา นท่ี 1 มกี ารประชมุ ช้ีแจงครูกอนสอน จัดทํากรอบโครงสรา งวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ครูแจง ภาระช้ินงานแกผเู รียน ผูบรหิ ารนิเทศติดตามผา นหัวหนา กลมุ สาระการเรียนรู และมกี ารสํารวจตดิ ตามและรายงานผบู ริหาร ดา นที่ 2 ผสู อนจัดทําแนวทางของงานโดยการวเิ คราะหหลกั สูตร จัดทาํ โครงสราง รายวิชา กาํ หนดภาระชิ้นงาน จัดสงโครงการสอนกบั เจาหนาท่ีงานวิชาการ และรายงานผูบรหิ ารทราบ ดานท่ี 3 เจาหนา ท่ี รบั ผิดชอบจดั ทาํ ปฏิทินวิชาการแจงใหครูผสู อนทราบ ครูผูสอนจัดทาํ และระบุเวลาและภาระงานในโครงสรา งรายวิชาใหแลว เสร็จ พรอ มจัดทาํ แผนการสอนสง งานวิชาการ และเจาหนาที่รับผิดชอบ รายงานผูบ ริหาร ดานท่ี 4 คณะทํางานออกคําสัง่ ในการสอน ครูผูสอนวิเคราะหหลักสูตร และจัดทาํ กรอบการวัดผลจัดใหเจาหนา ทรี่ บั ผิดชอบตรวจสอบ ปรับปรุงแกไขตามขอเสนอแนะ และนาํ ไปใช ดา นท่ี 5 ครผู สู อนวิเคราะหหลกั สตู รแกนกลาง จดั ทาํ โครงสรา งรายวิชาและกําหนดวิธีการประเมนิ ดานท่ี 6 สถานศึกษามีการออกคําสั่งใหครผู สู อนตามรายวชิ า พรอ มชี้แจงระเบยี บการวัดผลในตนภาคเรียน พรอมใหครูผูสอน ตามรายวิชาออกแบบ และวัดผลประเมินผลการเรียนรตู ามรายวิชา และดานท่ี 7 ครผู ูสอนมีการศึกษาหลักสูตร จัดทําโครงสรา ง รายวิชา กาํ หนดเกณฑการวัดผลประเมินผล สง ใหเจา หนาทท่ี ร่ี ับผิดชอบเพ่ือบันทึกเกณฑล งในระบบ SGS หรอื Bookmark เพอื่ ใชป ระมวลผลตอไป โดยผลการประเมินความเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาครู ดานการวดั ผลประเมินผลการเรียนรู ตามสภาพจรงิ สาํ หรับสถานศึกษาสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 โดยรวมอยูในระดับมาก ( =4.45) สรุปผล 1. ผลการศึกษาสภาพปจจบุ ันและสภาพทีพ่ ึงประสงค และความตอ งการจําเปนของการพัฒนาแนวทางการพัฒนาครู ดานการวัดผลประเมินผลการเรยี นรตู ามสภาพจรงิ สําหรบั สถานศึกษาสังกดั สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 พบวาสภาพปจจบุ ันของการวัดผลประเมินผลการเรียนรู ตามสภาพจรงิ สาํ หรับสถานศึกษา สังกดั สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา มธั ยมศึกษา เขต 24 โดยรวมและเปนรายดานอยูในระดบั มาก และสภาพทพี่ ึงประสงคของการวัดผลประเมินผลการเรียนรู ตามสภาพจรงิ สําหรับสถานศกึ ษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 โดยรวมและเปนรายดานอยูในระดบั มากที่สุด จากการศึกษาสภาพปจจบุ ันและสภาพท่พี ึงประสงค ของการวัดผลประเมินผลการเรียนรตู ามสภาพจริง ผวู ิจัยไดนํา ผลการวิจัยมาวเิ คราะหหาคา ดชั นีความตอ งการจําเปน (PNIModified) เพ่อื จดั ลําดบั ความสําคัญพบวา ลําดับความตองการจําเปน ในการพฒั นาครูดานการวดั ผลประเมินผลการเรยี นรูตามสภาพจรงิ เมื่อเรียงจากลาํ ดับมากไปหานอ ย ไดแก 3 ลาํ ดับแรก กาํ หนดวิธีการประเมิน กาํ หนดเกณฑก ารประเมิน และกําหนดกรอบการประเมิน ตามลาํ ดับ 2. แนวทางการพัฒนาครดู า นการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ ประกอบดว ย 7 องคประกอบ ไดแ ก 1) ดานการกําหนดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 2) ดา นการกาํ หนดแนวทางของงานท่ตี อ งปฏบิ ตั ิ 3) ดา นการกาํ หนดรายละเอยี ด ของงาน เวลา และสถานท่ีในการประเมิน 4) ดา นการกาํ หนดกรอบการประเมิน 5) ดานการกําหนดวิธกี ารประเมิน 6) ดานการกาํ หนดตวั ผูประเมิน และ 7) ดานการกาํ หนดกรอบการประเมิน โดยมีวิธีการพัฒนาครู ดังน้ี ดานที่ 1 มีการประชุม ชแี้ จงครูกอ นสอน จัดทํากรอบโครงสรา งวดั ผลสัมฤทธ์ิ ครูแจง ภาระชน้ิ งานแกผูเรียน ผบู ริหารนิเทศติดตามผา นหัวหนากลุม สาระการเรียนรู และมีการสาํ รวจติดตาม และรายงานผบู ริหาร ดา นที่ 2 ผสู อนจัดทําแนวทางของงานโดยการวิเคราะหหลักสูตร จัดทาํ โครงสรา งรายวิชา กําหนดภาระชิ้นงาน จัดสงโครงการสอนกับเจา หนา ท่ีงานวิชาการ และรายงานผบู ริหารทราบ
70 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 ดา นที่ 3 เจา หนา ทร่ี บั ผิดชอบจัดทาํ ปฏิทนิ วชิ าการ แจงใหค รูผสู อนทราบ ครผู ูสอนจดั ทาํ และระบุเวลาและภาระงาน ในโครงสรา งรายวชิ าใหแลวเสร็จ พรอมจัดทําแผนการสอน สง งานวิชาการและเจาหนาทรี่ บั ผิดชอบ รายงานผูบริหาร ดานท่ี 4 คณะทาํ งานออกคําสั่งในการสอน ครผู ูสอนวิเคราะหหลักสูตรและจัดทาํ กรอบการวัดผล จดั ใหเจา หนา ที่รบั ผิดชอบ ตรวจสอบ ปรบั ปรงุ แกไขตามขอ เสนอแนะ และนําไปใช ดา นท่ี 5 ครูผูส อนวิเคราะหหลักสูตรแกนกลาง จัดทําโครงสรา ง รายวิชา และกําหนดวิธีการประเมิน ดา นท่ี 6 สถานศึกษามีการออกคําส่ังใหครูผสู อนตามรายวิชา พรอมช้ีแจงระเบียบ การวัดผลในตนภาคเรยี น พรอ มใหครผู ูสอนตามรายวชิ าออกแบบ และวัดผลประเมินผลการเรียนรตู ามรายวชิ า และดานท่ี 7 ครูผสู อนมีการศกึ ษาหลักสูตร จัดทาํ โครงสรางรายวชิ า กาํ หนดเกณฑก ารวัดผลประเมินผล สง ใหเจาหนา ทที่ ี่รับผิดชอบ เพือ่ บันทึกเกณฑลงในระบบ SGS หรือ Bookmark เพื่อใชป ระมวลผลตอ ไป โดยผลการประเมินความเหมาะสมของแนวทาง การพฒั นาครูดา นการวัดผลประเมินผลการเรียนรตู ามสภาพจริง สําหรบั สถานศึกษาสังกัดสาํ นกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา มัธยมศึกษา เขต 24 โดยรวมอยูในระดับมาก อภปิ รายผล การดําเนินการวิจัยเร่อื งการพัฒนาแนวทางการพัฒนาครู ดา นการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจริง สาํ หรับสถานศึกษา สังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ผูวิจัยสามารถอภปิ ราย ไดด งั นี้ 1. สภาพปจจบุ ันของการวัดผลประเมินผลการเรยี นรูตามสภาพจรงิ โดยรวมและรายดา นอยูใ นระดบั มาก สว นสภาพทีพ่ ึงประสงคโดยรวมและเปนรายดา นอยูใ นระดับมากท่ีสุด คา ความตอ งการจาํ เปน (PNImodifled) มคี วามสาํ คญั จากมากไปนอ ย 3 ลาํ ดบั แรก ไดแ ก การกําหนดวิธีการประเมิน การกาํ หนดเกณฑการประเมิน และการกําหนดกรอบการประเมิน ทงั้ น้ี อาจเนื่องมาจากการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ เปนเร่อื งที่ใหมส าํ หรับครูผูส อน และครูผสู อนยงั ขาดความรู ความเขาใจในการวัดผลประเมินผลการเรียนรูต ามสภาพจริง (สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24, 2562 : 197) และสอดคลอ งกบั แนวคดิ ของสมนึก นนทิจันทร (2545 : 85) ที่กลาวถงึ องคป ระกอบการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจริง วา ตองมีการกําหนดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กําหนดแนวทาง กําหนดรายละเอียดของงาน กาํ หนดกรอบการประเมิน กําหนดวิธีการประเมิน และกาํ หนดเกณฑการประเมิน และสอดคลองกบั แนวคิดของกรมวิชาการ (2545 : 11) ทก่ี ลา วถึง องคป ระกอบของการประเมนิ ผลตามสภาพจริงวา ตอ งมีการกาํ หนดจุดประสงคในการประเมินขอบเขต หรอื กรอบการประเมิน เครื่องมอื หรอื วิธีการประเมินและเกณฑการประเมิน นอกจากนี้ยังสอดคลองกับงานวิจัยของอุดม ศรขี ันธ (2555 : บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยเร่อื ง การพัฒนาบุคลากรดานการวัดผลและประเมินผลตามสภาพจรงิ โรงเรียนวังไมแดงพิทยาคม อาํ เภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา มีความมุงหมายเพื่อพฒั นาบคุ ลากรดานการวัดผลประเมินผลตามสภาพจรงิ โรงเรยี นวังไมแดงพทิ ยาคม อําเภอประทายจังหวัด กลมุ ผรู ว มศึกษาคนควา จํานวน 7 คน และผใู หข อ มูลเพ่มิ เตมิ จาํ นวน 44 คน เครอื่ งมอื ท่ีใชในการ เกบ็ รวบรวมขอมูลเปนแบบทดสอบ แบบสังเกต แบบสมั ภาษณ แบบประเมินและการสรปุ องคความรู ผลการดาํ เนินการ ผลการวิจัยพบวา ครยู ังทาํ การวัดผลและประเมินการเรียนรู โดยเนนทดสอบความรูความจาํ ของนักเรียนเปนสวนใหญ ไมไดว ัดผลและประเมินผลผเู รยี นอยางหลากหลายตามสภาพจรงิ และไมครอบคลุมทุก ๆ ดา น 2. แนวทางการวัดผลประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ สําหรับสถานศึกษา สังกดั สาํ นักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษา มธั ยมศึกษา เขต 24 โดยรวมมคี วามเหมาะสมอยูในระดับมาก ท้งั นีอ้ าจเน่ืองจากแนวทางการพัฒนาครูดานการวัดผลประเมินผล การเรยี นรูตามสภาพจรงิ เปนงานท่ีครตู องปฏบิ ัตเิ ปนประจําทุกภาคเรียน และตอ งนาํ ผลการวัดผลประเมินผลมาใชในการพัฒนา ผเู รียนอยา งแทจริง ซึ่งสอดคลอ งกับสมนึก นนทิจันทร (2545 : 147) กลาววา การกาํ หนดแนวทางของงานที่จะตอ งปฏิบตั ิ คือ การกาํ หนดงานท่ีทกุ คนตองทํา และการกําหนดงานที่ทาํ ตามความสนใจ ซึ่งสอดคลอ งกบั ณรงค พลยทุ ธ (2552 : บทคัดยอ) ไดท าํ การศึกษาวิจัยเร่ือง การพัฒนาครูในการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง โรงเรียนหองแซงวิทยาคม อาํ เภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร โดยมีความมุงหมายเพื่อพฒั นาครโู รงเรียนหองแซงวิทยาคม อาํ เภอเลงิ นกทา จังหวดั ยโสธร ผลการวิจยั พบวา การพัฒนาครูในการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง โรงเรียนหองแซงวทิ ยาคม อาํ เภอเลิงนกทา จงั หวดั ยโสธร สามารถสรา ง เครอ่ื งมือวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ทีน่ ําไปใชป ฏบิ ตั จิ ริงในชั้นเรยี นได จึงควรสนับสนุนสงเสริมใหนํากลยทุ ธด ังกลา ว ไปพฒั นาครใู นโรงเรียนอ่ืน ๆ และยังสอดคลอ งกบั อุดม ศรีขันธ (2555 : บทคดั ยอ) ไดท ําการวิจัยเรือ่ ง การพฒั นาบุคลากร ดานการวัดผลและประเมินผลตามสภาพจรงิ โรงเรียนวงั ไมแดงพิทยาคม อําเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา มีความมุงหมาย เพ่ือพัฒนาบุคลากรดา นการวดั ผลและประเมินผลตามสภาพจริง โรงเรียนวังไมแดงพิทยาคม อาํ เภอประทายจังหวัดนครราชสีมา ผลการวิจัยพบวาการประเมนิ ผลผลการดําเนินการพฒั นา ดานความสามารถในการวัดผลและประเมินผลตามสภาพจรงิ
Journal of Roi Et Rajabhat University 71 Volume 14 No.3 September - December 2020 มีผลการประเมินอยูในระดับมาก เนือ่ งจากการประเมนิ ตามสภาพจริง ทาํ ใหผูเรยี นและผูสอนมสี วนรว มในการจัดการเรยี นการสอน การประเมินมีการปฏิบัติจริง และสามารถนาํ มาพัฒนาความสามารถผเู รียนไดอ ยางแทจริง ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําไปใช 1.1 สาํ นักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 24 ควรสงเสริมแนวทางการพัฒนาครูดานการวัดผลประเมินผล การเรยี นรตู ามสภาพจรงิ ไปใชใ นการอบรม ใหความรหู รอื การสัมมนาใหแกครู และควรติดตามผลการนําไปใชเพื่อใหเกิดประโยชน ในการจัดการเรียนการสอนของครทู ่ีแทจริง 1.2 ผูบ รหิ ารสถานศกึ ษาควรมีการนาํ แนวทางพัฒนาครู การวัดและประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจริง ไปใชกบั ครผู ูสอนในสถานศึกษา ไดทดลองใชแ ละปฏิบตั ิตามแนวทาง เพือ่ เพ่ิมประสิทธภิ าพการวัดและประเมินผลการเรียนรู ผเู รยี นใหมีคุณภาพ เพือ่ พัฒนาคุณภาพผเู รียนและใหบรรลุตามเปาหมายของการจัดการศึกษา 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจัยคร้ังตอ ไป ควรมีการวิจยั เกีย่ วกบั การพัฒนาโปรแกรมการวัดและประเมินผลการเรียนรูตามสภาพจรงิ เพื่อนําไปใช เพ่ิมขีดความสามารถดา นการวัดผลประเมินผลการเรียนรูใหกบั ครูและบุคลากรในสถานศกึ ษาตอไป เอกสารอา งองิ กรมวิชาการ. (2545). แนวทางการวดั และประเมินผลการเรียนตามหลกั สูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศกั ราช 2544. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพครุ สุ ภาลาดพรา ว. ณรงค พลยทุ ธ. (2552). การพฒั นาครูในการวดั และประเมินผลตามสภาพจริง โรงเรียนหองแซงวิทยาคม อําเภอเลงิ นกทา จังหวัดยโสธร. วิทยานพิ นธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. นวลจิตต เชาวกรี ติพงศ และคณะ. (2544). การเรยี นการสอนอาชวี ะศึกษา เอกสารการสอนชุดวชิ า การจัดการเรียน การสอนอาชีวศึกษา หนวยที่ 4. นนทบุร:ี มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมมาธริ าช. บุญชม ศรีสะอาด. (2553). การวิจัยเบื้องตน. กรงุ เทพฯ: สวุ ีริยาสาสน . ศิริชัย กาญจนวาส.ี (2552). ทฤษฎีการทดสอบแบบดง้ั เดิม. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย. สมนึก นนทจิ ันทร. (2545). การเรียนการสอน การวัดและประเมนิ ผลจากสภาพจรงิ ของผูเรยี นโดยใชแฟม สะสมงาน. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ . สํานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 24. (2562). แผนปฏิบัตกิ ารประจําป สํานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 24 ปงบประมาณ พ.ศ.2562. กาฬสินธุ: สาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 24. อดุ ม ศรขี ันธ. (2555). การพฒั นาบุคลากรดานการวัดผลและประเมินผล โรงเรียนวังไมแดงพิทยาคม อาํ เภอประทาย จงั หวัดนครราชสีมา. วทิ ยานิพนธ การศึกษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศึกษา. มหาสารคาม: มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.
72 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 กลยทุ ธการสรางเครอื ขายความรวมมือเพอื่ พฒั นาโรงเรียนในสํานักงานเขตพืน้ ท่ี การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ Strategies for Creating Cooperative Networks for School Development under Buengkan Primary Educational Service Area Office วาลกิ า อัครนิตย1, ไชยา ภาวะบุตร2 และ เพลนิ พิศ ธรรมรัตน3 Received : 24 ก.พ. 2563 Valiga Akkharanit1, Chaiya Pawabutra2 and Ploenpit Thumamarat 3 Revised : 26 มี.ค. 2563 Accepted : 27 มี.ค. 2563 บทคดั ยอ การวิจัยคร้ังน้ีมีความมงุ หมายเพื่อ 1) ศกึ ษาองคป ระกอบการสรางเครือขายความรว มมอื เพ่ือพฒั นาโรงเรยี น ในสํานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2) พฒั นาและตรวจสอบกลยทุ ธการสรางเครอื ขายความรว มมอื เพือ่ พัฒนาโรงเรียนในสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กลมุ ตัวอยางทีใ่ ชในการวจิ ัย คอื ผูบริหารสถานศึกษา ในสํานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ปการศึกษา 2560 จาํ นวน 140 คน กลุมตวั อยา งไดมาโดยวิธีการสุม แบบหลายขั้นตอน เคร่อื งมือท่ีใชใ นการวิจัยไดแก แบบสัมภาษณ แบบสอบถาม และแบบประเมิน สถติ ิที่ใช คือ รอยละ คา เฉล่ีย สว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และความถ่ี ผลการวิจัยพบวา 1) องคประกอบการสรางเครือขายความรวมมือเพือ่ พฒั นา โรงเรียนในสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ประกอบดว ย คอื (1) ดา นการกาํ หนดสมาชิกเครือขา ย (2) ดา นการกาํ หนดวัตถุประสงค (3) ดา นการมสี วนรว มในการปฏบิ ัติงาน (4) ดานการมที ักษะภาวะผูนาํ (5) ดา นการประสานงาน ของเครือขา ย (6) ดา นการติดตาม ประเมินผล (7) ดานวฒั นธรรมองคกร (8) ดา นทรัพยากรทองถิ่น (9) ดานนโยบายทางการศึกษา (10) ดา นเทคโนโลยี 2) กลยทุ ธการสรา งเครอื ขายความรวมมอื เพ่ือพัฒนาโรงเรียนในสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บึงกาฬ ประกอบดวย กลยุทธเชิงรุก (SO) จาํ นวน 17 วิธีการพัฒนา 33 ตัวชีว้ ัด กลยุทธสรางภูมิคมุ กัน (ST) จํานวน 7 วธิ ีการพัฒนา 14 ตัวชี้วดั และกลยุทธเรงพัฒนา (WO) จํานวน 12 วิธีการพฒั นา 20 ตวั ชี้วัด ผลการประเมินความเหมาะสม ความเปนไปได ความถูกตอง และการนําไปใชป ระโยชน อยใู นระดบั มาก คาํ สําคญั : กลยทุ ธ, เครือขายความรวมมอื , สํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ Abstract This research aimed to 1) study components of strategies for creating cooperative networks for school development under Buengkan Primary Educational Service Area Office, and 2) develop and validate strategies for creating cooperative networks for school development under Buengkan Primary Educational Service Area Office. The sample, obtained through multistage random sampling, were 140 school administrators under Buengkan Primary Educational Service Area Office in the academic year 2016. The research instruments included interview forms, questionnaires and assessment forms. Data analysis was done by means of statistical software programs. The findings were as follows : 1) The components of strategies for creating cooperative networks for school development under Buengkan Primary Educational Service Area Office consisted of: (1) Determination of network members, (2) Determination of objectives, (3) Participation in 1 นักศึกษาหลักสตู รครุศาสตรดุษฎบี ัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและภาวะผูน ํา มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร อีเมล: [email protected] 2 รองศาสตราจารย อาจารยประจําสาขาวิชาการบริหารการศกึ ษาและภาวะผูนํา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 3 ผชู วยศาสตราจารย อาจารยป ระจําสาขาวชิ าการบริหารการศึกษาและภาวะผูนํา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร 1 Doctoral Student Program in Education in Educational Administration and Leadership, Sakon Nakhon Rajabhat University, Email: [email protected] 2 Associate, Lecturer of Educational Administration and Leadership, Sakon Nakhon Rajabhat University 3 Assistant, Lecturer of Educational Administration and Leadership, Sakon Nakhon Rajabhat University
Journal of Roi Et Rajabhat University 73 Volume 14 No.3 September - December 2020 work performance, (4) Leadership skills, (5) Network coordination, (6) Monitoring and evaluation, (7) Organizational culture, (8) Local resources, (9) Educational policy, and (10) Technologies. 2) Strategies for creating cooperative networks for school development under Buengkan Primary Educational Service Area Office consisted of Proactive Strategy (SO) comprising 17 development methods; Building Security Strategy (ST) comprising 7 development methods, and Strategies to Accelerate Development (WO) comprising 12 development methods. The assessment which was carried out revealed a high level of appropriateness, feasibility, accuracy, and utility. Keywords : Strategies, Cooperative Networks, Buengkan Primary Educational Service Area Office บทนํา ศตวรรษท่ี 21 กบั การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นอยา งรวดเรว็ ในโลกปจจุบัน ถือเปนชว งเวลาทที่ าทายความสามารถ ของมนุษยชาติ ความกาวหนา ของเทคโนโลยีสารสนเทศทาํ ใหโลกเปดกวางและงา ยตอ การเขาถึง เราสามารถกาวขา มพรมแดน ไปไดทุกซอกทุกมุมของโลก ทาํ ใหพ ลโลกในยุค ศตวรรษท่ี 21 มคี วามแตกตา งจากศตวรรษที่ 19 และ 20 อยางสิ้นเชงิ (ตะวัน เทวอกั ษร, 2556 : 4) จากความเปลี่ยนแปลงดงั กลา ว การศึกษาเปน เครอ่ื งมอื สาํ คญั ที่จะพฒั นาประเทศใหมีความเจริญกาวหนา ทง้ั ในดา นเศรษฐกิจ การเมอื ง สังคมและวฒั นธรรม เพราะการพัฒนาประเทศนั้นตองอาศัยคนซ่ึงเปนทรพั ยากรท่ีมคี วามสําคัญ จึงมีความจําเปนอยา งยิ่งท่ีจะตองสงเสริมและสรางสภาพการณ เพื่อการเรียนรอู ยางตอเนอ่ื ง พัฒนาคณุ ภาพ ประสทิ ธิภาพ และขีดความสามารถของคนสวนใหญใ นประเทศ โดยยึดหลกั การสรางเครอื ขา ย และใหทุกภาคสวนของสงั คมเขา มามีสวนรวม ในการกําหนดและตัดสนิ ใจในกิจกรรมทางการศึกษา การสนับสนุนใหส ังคมทุกภาคสว นและทุกระดบั ไดพฒั นาเต็มตามศักยภาพ และสรางสภาพแวดลอมใหเออ้ื ตอ ความสาํ เร็จ จะทาํ ใหเกิดพลงั พัฒนาประเทศอยา งมีเสถียรภาพและย่งั ยืน (ประยูร อัครบวร และคณะ, 2553 : 13) รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 รฐั ตองดาํ เนินการใหประชาชนไดรบั การศกึ ษา ตามความตอ งการในระบบตาง ๆ รวมทง้ั สงเสริมใหมีการเรียนรตู ลอดชวี ิต และจัดใหม ีการรวมมือกันระหวางรัฐ องคกรปกครอง สว นทองถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรฐั มหี นาทดี่ าํ เนินการกํากับ สงเสริม และสนับสนุนใหการจัดการศึกษา ดังกลา วมีคุณภาพและไดมาตรฐานสากลและสอดคลองกบั พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหงชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 8 (2) ใหสงั คมมีสวนรวมในการจัดการศกึ ษา มาตรา 29 ใหสถานศึกษารวมกบั บคุ คล ครอบครัว ชุมชน องคกรชุมชน องคกรปกครอง สว นทองถิ่น เอกชน องคกรเอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสงั คมอ่นื สงเสริมความเขมแขง็ ของชุมชนโดยจดั กระบวนการเรียนรูภายในชุมชน การสรา งเครอื ขายเปนปจจัยสาํ คญั ของการสงเสริมใหเกิดการพฒั นาทยี่ ั่งยืน ทงั้ น้ีเพราะสมาชิกเครอื ขายมีบทบาทสําคญั ในการดาํ เนินงานรวมกัน เริ่มดวยการกําหนดเปา ประสงคกําหนดกฎเกณฑ ทาํ ใหท ุกฝา ย มสี ว นรวมและแบง บทบาทหนา ที่กันทาํ (เสรี พงศพิศ, 2548 : 9) เครือขายการจดั การศึกษาเปน เครื่องมอื ในการบริหารจัดการ ในยุคใหมท่สี อดคลองกบั สถานการณท งั้ ดานการเมอื ง สงั คม เศรษฐกิจ ท้ังในระดบั โลก ระดบั ประเทศ และในระดบั พื้นท่ี โดยในประเทศ สาํ นักงานคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไดเสนอแนวคิดที่เปนเครอ่ื งมือในการบริหารงานภาครฐั ยุคใหม นั่นคือ การบริหารงานภาครฐั ในรูปแบบเครอื ขาย (Governing by Network) ซึง่ หมายถงึ “การบริหารงานภาครัฐ ในรูปแบบเครอื ขายท่ีจดั ทําข้ึน เพ่ือเปนแนวทางใน การแกปญหาตาง ๆ ในสงั คมทไ่ี มสามารถดําเนินการไดสําเร็จดว ยองคการ หรือหนวยงานภาครัฐเพียงองคการ หรอื หนวยงานเดียว” (จิรประภา อัครบวร และประยูร อัครบวร, 2552 : 17) สอดคลองกับ Agranoff and McGuire (2001 : 296) ไดเสนอแนวคดิ ไวอ ยางนาสนใจวา การทาํ งานแบบเครอื ขา ย เปนการทาํ งานรว มกัน ระหวา งหนวยงานหลายหนว ยงาน เพอื่ แกป ญหาที่ไมสามารถดําเนินการไดเ พียงหนว ยงานใดหนวยงานหน่ึงเพียงลาํ พัง ดังนั้น การทํางานแบบเครอื ขายจงึ จาํ เปนตอ งอาศัยกระบวนการประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเปนเคร่ืองมือในการขับเคลื่อน จากรายงานผลการปฏิบัตงิ านประจําป 2558 พบวา สภาพปจ จบุ ันการจัดการศึกษาและการมสี ว นรวม ของการ จดั การศึกษาของสํานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ขาดการมสี วนรวมและการสรางเครือขาย มีจํานวนนอย (สาํ นกั งานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศึกษาบงึ กาฬ, 2558 : 12) ผวู ิจัยจึงไดศึกษาเพ่ือเปนแนวทางท่ีสําคญั นาํ มาใชในการพัฒนา คณุ ภาพโรงเรยี น ซ่ึงจะทาํ ใหเกิดพันธมิตรทางวิชาการรวมกนั ระหวางเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ผูบ รหิ ารโรงเรียน ครู และเครือขาย ทางการศึกษาอื่น ๆ ในทอ งถิ่นอันจะสง ผลใหโรงเรียน สามารถจัดการศึกษาไดอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชนส งู สดุ
74 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ตอ การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาตามแนวทางพระราชบญั ญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และผบู รหิ ารสถานศกึ ษา สังกดั สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาบงึ กาฬ จะไดนาํ ไปพัฒนาสถานศึกษาของตนเองตอ ไป วตั ถุประสงค 1. เพ่อื ศกึ ษาองคป ระกอบการสรางเครือขา ยความรว มมอื เพ่อื พัฒนาโรงเรยี นในสาํ นักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษา ประถมศกึ ษาบงึ กาฬ 2. เพื่อพัฒนาและตรวจสอบกลยุทธการสรางเครอื ขายความรวมมือ เพือ่ พัฒนาโรงเรียนในสาํ นักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กรอบแนวคิด การวจิ ัยคร้งั น้ี เปนการวจิ ัยเชิงนโยบายแบบมสี ว นรว ม (Participatory Policy Research) (วิโรจน สารรัตนะ, 2556 : 12) โดยใชส ารสนเทศเชงิ ประจักษจากบรบิ ทหรอื ขอเท็จจริง มาวิเคราะหและตรวจสอบกับกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี ท่ีผูวิจยั กาํ หนดขึ้น จากการศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี หรือการสัมภาษณเกี่ยวกับแนวคดิ การสรา งเครือขายความรวมมอื แนวคดิ เกี่ยวกับการพัฒนากลยุทธ และขอมูลเก่ียวกับบรบิ ทสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ดงั ภาพประกอบ 1 แนวคิดเกี่ยวกับกลยทุ ธการสรา งเครือขา ยความรว มมือเพ่ือพัฒนาโรงเรียน - แนวคิดเกีย่ วกบั สภาพและความตอ งการจําเปน เกี่ยว กบั การสรา ง ความคิดเห็น เครือขายความรวมมอื เครอื ขา ยความรวมมือ เพอ่ื พัฒนาโรงเรยี นใน และขอเสนอแนะ - รปู แบบเครือขายความรว มมอื สาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ จากผทู รงคุณวฒุ ิ องคประกอบการสรา งเครือขายความรว มมือ การพฒั นากลยทุ ธ 1. ดา นการกาํ หนดสมาชิกเครอื ขาย 1. วเิ คราะหเ ชงิ กลยุทธ (SWOT) 2. การเลือกกลยุทธ 2. ดานการกําหนดวตั ถปุ ระสงค ตรวจสอบกลยุทธโดยใชว ธิ ีการประเมนิ ความเหมาะสม ความ 3. ดา นการมสี วนรว มในการปฏบิ ตั งิ าน เปนไปได ความถูกตอ งและการนําไปใชประโยชนข องกลยุทธ 4. ดา นการมีทักษะภาวะผูนาํ การสรางเครอื ขา ยความรว มมือเพ่ือพัฒนาโรงเรยี นใน 5. ดา นการประสานงานของเครือขาย สาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 6. ดา นการติดตาม ประเมินผล กลยทุ ธการสรา งเครือขายความรว มมอื เพ่อื พฒั นาโรงเรียน 7. ดา นวัฒนธรรมองคกร ในสํานกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 8. ดา นทรพั ยากรทอ งถิ่น บงึ กาฬ ฉบบั สมบูรณ 9. ดานนโยบายทางการศึกษา 10. ดา นเทคโนโลยี ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ของการวิจัย
Journal of Roi Et Rajabhat University 75 Volume 14 No.3 September - December 2020 วิธดี าํ เนนิ การวิจัย การวิจัย ใชระเบียบวธิ ีวิจัยเชิงนโยบายแบบมสี วนรวม (Participatory Policy Research) ผวู ิจัยไดกําหนดวิธดี ําเนนิ การ วิจัยเปน 3 ระยะ ดังนี้ ระยะท่ี 1 การสรา งและพฒั นาตัวบง ช้ีการสรา งเครอื ขายความรวมมือ โดยการศกึ ษาองคป ระกอบและตัวบงชี้ ขั้นท่ี 1 การวิเคราะหเอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วขอ ง ขนั้ ที่ 2 สมั ภาษณผ ูทรงคุณวฒุ ิ 11 คน และศึกษาเครือขา ยท่ปี ระสบความสาํ เรจ็ 2 เครือขา ย คือ แกงจันทรโมเดล และเสอเพลอโมเดล เพ่อื นาํ มาสงั เคราะหองคประกอบ ขน้ั ที่ 3 กําหนดและตรวจสอบองคประกอบการสรางเครอื ขา ยความรว มมอื โดยผูเชี่ยวชาญจาํ นวน 10 คน ขนั้ ท่ี 4 วิเคราะหสภาพปจจุบัน สภาพทพ่ี ึงประสงค และความตอ งการจําเปน ขนั้ ท่ี 5 วเิ คราะหจุดแขง็ จุดออ นของการสรา งเครือขา ยความรว มมอื ขัน้ ที่ 6 วเิ คราะหโอกาสและอุปสรรคของการสรางเครอื ขายความรวมมือ ระยะที่ 2 ยกรางกลยุทธการสรา งเครอื ขา ยความรว มมือ เพอื่ พฒั นาโรงเรียนในสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษาบงึ กาฬ ขนั้ ที่ 7 รางกลยุทธการสรา งเครอื ขา ยความรวมมือ ฉบบั ที่ 1 โดยวิเคราะห SWOT Matrix เพือ่ กําหนดกลยทุ ธ การสรางเครือขายความรว มมอื ตามข้ันตอนของ พฤทธ์ิ ศริ บิ รรณพทิ ักษ (2552 : 27) ข้ันท่ี 8 ประเมินความเหมาะสมและความเปนไปได ความถูกตอ งการนําไปใชประโยชนข องรางกลยทุ ธ ฉบบั ท่ี 1 จากผูท รงคณุ วฒุ ิ ขน้ั ที่ 9 ปรับปรงุ รางกลยุทธการสรา งเครอื ขา ยความรวมมือ ระยะที่ 3 ประเมินกลยทุ ธการสรา งเครือขา ยความรวมมือ เพ่ือพฒั นาโรงเรยี นในสาํ นักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษา ประถมศกึ ษาบงึ กาฬ ขน้ั ท่ี 10 ประเมินความเหมาะสม และความถูกตอง ของรางกลยุทธการสรางเครือขายความรว มมอื ฉบบั ท่ี 2 โดยผูทรงคุณวุฒิ ขั้นท่ี 11 ประเมินความเปนไปได และการใชป ระโยชน ของรางกลยุทธการสรางเครอื ขายความรว มมือ ฉบับที่ 2 โดยผูบริหารสถานศกึ ษา ดวยวธิ ีการประชาพิจารณ (Public hearing) ขนั้ ท่ี 12 ปรบั ปรงุ และนําเสนอกลยุทธการสรา งเครอื ขา ยความรว มมือ เพ่ือพัฒนาโรงเรยี นในสาํ นักงาน เขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาบึงกาฬ ฉบับสมบรู ณ 1. ประชากรและกลมุ ตัวอยาง 1.1 ประชากร ประชากร ไดแก ผูบริหารสถานศึกษาในสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ ปการศึกษา 2560 จาํ นวน 214 คน 1.2 กลมุ ตัวอยา ง ผบู รหิ ารสถานศึกษาในสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาบงึ กาฬ จาํ นวน 140 คน กําหนดขนาด ของกลุมตัวอยางโดยใชตารางของ Krejcie and Morgan (1970 : 607-610) จากนั้นทําการสุมตัวอยา งแบบแบง ชั้น โดยแบง ตามสดั สว นขนาดของโรงเรยี น ประกอบดว ย โรงเรียนขนาดเลก็ จาํ นวน 53 โรงเรยี น ขนาดกลาง จาํ นวน 81 โรงเรยี น ขนาดใหญ จาํ นวน 6 โรงเรียน 2. เคร่ืองมือทีใ่ ชใ นการวิจัย การวจิ ัยในครัง้ น้ีผวู จิ ัยสรา งเครือ่ งมอื จํานวน 4 ชดุ ดังน้ี 2.1 แบบสัมภาษณเชิงลึก (In-depth interview) รา งแบบสัมภาษณท ี่มคี ําถามปลายเปดครอบคลุมองคป ระกอบ ของการสรา งเครือขายความรว มมือเพือ่ พฒั นาโรงเรียน ตามกรอบแนวคิดของการวจิ ัย ตรวจสอบความเท่ยี งตรงเชงิ เนือ้ หา (Content Validity) และความเหมาะสมดา นการใชภาษาของเคร่อื งมือ โดยนําแบบสมั ภาษณฉบบั รางเสนอใหผูเชี่ยวชาญ จํานวน 5 ทาน พิจารณาตรวจสอบ และใหข อเสนอแนะ ปรบั ปรุงแบบสัมภาษณต ามคาํ แนะนาํ ของผเู ชีย่ วชาญและจดั พิมพ เพอื่ ใชใ นการเกบ็ รวบรวมขอมูลจริง
76 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 2.2 แบบสอบถามสภาพปจจุบัน สภาพทีพ่ งึ ประสงคการสรา งเครือขายความรวมมือ รา งแบบสอบถามมีลกั ษณะ เปนแบบสอบถามแบบมาตราสว นประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดบั ตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความเหมาะสมดานการใชภ าษาของเครื่องมือ เสนอคณะกรรมการวทิ ยานิพนธต รวจสอบเบือ้ งตน นาํ มาปรบั ปรงุ จากน้ัน ใหผเู ชยี่ วชาญ จาํ นวน 5 ทาน พิจารณาตรวจสอบ และใหข อ เสนอแนะ วิเคราะหหาคา ดชั นีความสอดคลอง (Index of Item- Objective Congruence : IOC) ของแบบสอบถามความคิดเห็นเปนรายขอ แลว พิจารณาเลอื กขอคาํ ถามทมี่ ีคา IOC ต้งั แต 0.60-1.00 ทดลองไปใช (try out) โดยทดลองกบั ผูบ ริหารสถานศกึ ษาในสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 จํานวน 30 คน ซง่ึ ไมใ ชกลมุ ตวั อยา ง เพื่อหาคาความเช่อื ม่ัน (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยการหาคา สมั ประสทิ ธิ์ แอลฟาของครอนบาค (ยุทธพงษ กัยวรรณ, 2543 : 137) ไดคา ความเช่อื ม่ันทงั้ ฉบบั มีคาเทากับ 0.98 2.4 แบบประเมินความเหมาะสมและความถูกตองรางกลยุทธ มีลักษณะเปนมาตราสว นประมาณคา (Rating scale) 5 ระดบั ตามหัวขอประเมินท่ีผวู ิจัยกําหนด นาํ แบบประเมินใหผูเช่ียวชาญตรวจสอบความเหมาะสม จํานวน 5 คน ปรบั ปรงุ ตามขอเสนอแนะ เพื่อใชกับผทู รงคุณวุฒิ 2.5 แบบประเมินความเปน ไปไดและการใชประโยชนของรางกลยุทธ มีลกั ษณะเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 5 ระดับ ตามหัวขอประเมินท่ีผวู ิจัยกําหนด นําแบบประเมนิ ใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบความเหมาะสม จํานวน 5 คน ปรบั ปรงุ ตามขอ เสนอแนะ เพอ่ื ใชกบั ผบู ริหารสถานศึกษาในสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 3. การเกบ็ รวบรวมขอมลู การสัมภาษณ ทาํ หนังสอื ขอสัมภาษณจากบัณฑติ วิทยาลัย และประสานกบั ผูท รงคณุ วุฒิ กาํ หนด วัน เวลาในการ สัมภาษณ ทาํ การสมั ภาษณดวยตนเอง และลงพ้ืนที่แกงจันทรโมเดล และเสอเพลอโมเดล แบบสอบถามสภาพปจ จบุ ันและสภาพทพ่ี ึงประสงค สงหนังสือขออนุญาตเก็บขอ มูลถึงผอู ํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 2 เพือ่ ทดลองใชเ ครื่องมอื นําแบบสอบถามฉบับสมบรู ณ ใชเก็บขอมูลกลมุ ตวั อยาง ผูบริหารสถานศึกษา ในสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ จาํ นวน 140 คน การสัมมนาประชาพิจารณ และการประเมินกลยุทธผบู ริหารสถานศึกษาในสาํ นักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษา ประถมศึกษาบึงกาฬ ในวันท่ี 30 สงิ หาคม 2562 ณ โรงแรมนภาลัย จังหวัดอุดรธานี 4. การวิเคราะหขอมลู ระยะที่ 1 ใชว ธิ ีการวิเคราะหเน้อื หา (Content analysis) การสรา งขอ สรปุ แบบอุปนัย (analytic induction) การสัมภาษณแบบมโี ครงสรา ง (Structured Interview) การวิเคราะหความตองการจาํ เปน หาคาดัชนีความสําคญั ของความตองการจาํ เปนดวยวิธี Priority Need Index (PNI modified) แบบปรับปรงุ (สวุ ิมล วองวานิช, 2552 : 275-276) ระยะท่ี 2 นาํ ขอ มูลที่ไดจ ากการวเิ คราะหสภาพปจจบุ ัน และการวิเคราะหสภาพทีพ่ งึ ประสงคข องการสราง เครือขายความรว มมือ มาจัดทํา SWOT Matrix เพ่ือกําหนดกลยุทธการสรา งเครอื ขายความรวมมอื ตามข้ันตอนของ พฤทธ์ิ ศริ ิบรรณพทิ ักษ (2552 : 27) ระยะท่ี 3 วิเคราะหขอมูลจากแบบประเมินกลยุทธการสรา งเครอื ขายความรวมมอื เพื่อพฒั นาโรงเรยี น ในสํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาบึงกาฬ โดยการหาคา เฉล่ีย (Mean) สว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และแปลความหมายของคาเฉล่ีย (บุญชม ศรีสะอาด, 2554 : 121) สรุปผล 1. ผลการศึกษาองคป ระกอบการสรา งเครือขายความรวมมือเพ่อื พัฒนาโรงเรียน ประกอบดวย 1) ดา นการกําหนด สมาชิกเครือขา ย 2) ดานการกาํ หนดวัตถุประสงค 3) ดานการมีสว นรวมในการปฏิบตั งิ าน 4) ดา นการมที ักษะภาวะผูนาํ 5) ดานการประสานงานของเครอื ขา ย 6) ดานการติดตาม ประเมินผล 7) ดา นวัฒนธรรมองคกร 8) ดานทรัพยากรทองถิ่น 9) ดา นนโยบายทางการศึกษา 10) ดา นเทคโนโลยี 2. กลยุทธการสรา งเครอื ขา ยความรว มมอื เพื่อพัฒนาโรงเรยี นในสาํ นักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2.1 กลยทุ ธเชิงรุก (SO) ประกอบดวย 17 วิธีการพฒั นา และ 33 ตัวชว้ี ดั ความสําเร็จ 2.2 กลยุทธสรางภูมคิ มุ กัน (ST) ประกอบดวย 7 วธิ ีการพฒั นา และ 14 ตวั ชวี้ ัดความสาํ เร็จ 2.3 กลยุทธเรงพฒั นา (WO) ประกอบดว ย 12 วธิ ีการพัฒนา และ 20 ตวั ชีว้ ดั ความสาํ เร็จ
Journal of Roi Et Rajabhat University 77 Volume 14 No.3 September - December 2020 3. การประเมินความเหมาะสม ความถูกตอง จากผทู รงคณุ วุฒิ และประเมนิ ความเปนไปได การนาํ ไปใชประโยชน และการประชาพิจารณ (Public hearing) โดยผบู ริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยใู นระดบั มาก อภิปรายผล 1. องคประกอบการสรางเครอื ขายความรวมมอื เพ่ือพัฒนาโรงเรียนในสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา บึงกาฬ มอี งคประกอบดังนี้ 1) ดา นการกาํ หนดสมาชิกเครือขาย 2) ดานการกําหนดวัตถปุ ระสงค 3) ดานการมีสวนรวม ในการปฏิบตั งิ าน 4) ดา นการมีทักษะภาวะผูนาํ 5) ดา นการประสานงานของเครือขา ย 6) ดานการติดตาม ประเมินผล 7) ดา นวัฒนธรรมองคกร 8) ดา นทรพั ยากรทองถิ่น 9) ดานนโยบายทางการศึกษา 10) ดานเทคโนโลยี ท้ัง 10 องคป ระกอบ ลวนมีความจําเปนและสาํ คัญตอการสรา งเครือขา ยความรว มมือ เพ่ือพัฒนาโรงเรียนในสํานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา ประถมศึกษาบงึ กาฬ สอดคลอ งกับ Starkey (1997 : 44) ซึ่งไดเสนอแนวทางในการพัฒนาการดาํ เนินงานเครือขายไววา 1) ควรมีการเชิญองคกรและผูมีสวนไดเสียมารวมประชุม โดยจัดใหมีหัวขอ การประชุมที่นา สนใจเก่ียวกับผลประโยชนรว ม หรือเปาประสงคท ่ีเกีย่ วขอ งกัน 2) รวมกําหนดวัตถปุ ระสงคของการจัดตัง้ เครือขาย ทิศทางกิจกรรมหลักและคุณสมบัติ ของสมาชิกใหช ัดเจน โดยใหส มาชิกสวนใหญมสี วนรว มในกระบวนการกาํ หนดดว ย 3) จดั ต้งั กลุมแกนของเครอื ขายทป่ี วารณา ตวั เขา มาทําหนา ท่ี ประสานงานจดั การและสงกาํ ลังบํารุงใหกบั สมาชกิ 4) สรางความรูสึกมสี ว นเปนเจาของและความผูกพัน ท่เี หนยี วแนน 5) เครือขายตองมีวิธีการจัดหาและจัดการทรพั ยากร เพ่ือความมีประสทิ ธภิ าพในการขับเคลื่อนกิจการของเครือขา ย และความสามารถในการพึ่งตนเอง 6) ทาํ ใหเครือขายนั้นไดมสี ถานภาพถูกตองตามกฎหมาย 7) ควรสนบั สนุนใหมีการเช่อื มโยง ระหวา งเครือขา ยกบั เครือขา ย เพ่ือเสริมใหเ ครือขา ยมีความเขมแข็งมากขึ้น 8) ควรมกี ารติดตามผลและประเมินผลเปนประจํา สมํา่ เสมอและถถี่ วน ท้งั น้ีควรใหสมาชิกเขา มามีสวนรวมในกระบวนการกําหนดวิธี และเคร่ืองช้ีวัดประสทิ ธิภาพของกิจกรรมเครือขาย และรวมเรยี นรูตลอดกระบวนการติดตามและประเมินผล สอดคลองกับ ศิริพร ตันติยมาศ (2550 : 218) การบริหารเครือขา ย โรงเรยี นแบบมีสวนรว ม องคประกอบทเี่ หมือนกัน คอื 1) การใชเทคโนโลยี 2) ทักษะดา นภาวะผูนาํ 3) การมีสว นรว มของสมาชิก พบวา การทํางานเกี่ยวกบั เครือขาย เทคโนโลยี ภาวะผนู าํ การมีสว นรว มของสมาชิก เปนองคป ระกอบสําคัญของเครอื ขาย สวนดานการกาํ หนดวัตถุประสงค สอดคลอ งกับ Burke (1999 : 214) เสนอแนวทางการสรา งและพฒั นาเครอื ขาย ตอ งนิยาม กาํ หนดวัตถุประสงคและขอบเขตประเด็น หรือขอบเขตพ้ืนทีข่ องตัวเอง และตอ งมีผูนาํ กลุมแกนของเครือขายท่ีคอยผลักดัน กระตุนใหความสัมพันธภ ายในเครือขายมีอยูอยา งตอ เนื่อง ซ่ึงสอดคลอ งกบั งานวิจัยของปทมา จันทพันธ (2560 : 139) พบวา กลยทุ ธการพัฒนาภาวะผูนําผูบรหิ ารองคกรปกครองสวนทองถิ่น ในเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร องคประกอบที่เหมือนกัน คอื 1) ดานนโยบายการศกึ ษา 2) ดา นวัฒนธรรมองคกร 3) ดา นทรัพยากรทองถ่ิน และ 4) ดานเทคโนโลยี และสอดคลองกับ งานวิจัยของเกสรี ลดั เลีย (2557 : 346) พบวา กลยทุ ธการสรางเครอื ขายความรว มมือประกอบดวย 1) การกาํ หนดสมาชิกเครือขา ย 2) การกําหนดวัตถปุ ระสงค 3) การมีสว นรวมในการปฏิบัตงิ าน 4) การติดตาม การประเมินผล 5) ภาวะผนู าํ องคป ระกอบ ของเครือขา ยท่ีไดมา มีท้ังความเหมอื นและความแตกตา ง ท้งั น้ีอาจเกิดจากขอมูลเชิงพื้นที่ ประชากร และกลุมตวั อยาง บริบททที่ าํ การศกึ ษาในขณะนั้น 2. กลยุทธการสรา งเครือขายความรวมมอื เพ่อื พฒั นาโรงเรียนในสังกัดสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาประถมศกึ ษา บึงกาฬ 2.1 กลยทุ ธก ารสรา งเครอื ขายความรวมมอื เพ่ือพัฒนาโรงเรียนในสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา บงึ กาฬ กลยุทธเ ชิงรุก (SO) มีจุดแข็ง 3 ดาน คือ 1) ดานการติดตาม ประเมินผล 2) ดา นการกาํ หนดสมาชิกเครอื ขาย 3) ดา นการประสานงานของเครอื ขาย และมโี อกาส 2 ดาน คือ 1) ดานนโยบายทางการศึกษา 2) ดา นเทคโนโลยี จึงไดก าํ หนด เปนกลยทุ ธเชิงรุก (SO) โดยมวี ธิ ีการพฒั นากลยุทธ 17 วธิ ีการ ดังนี้ 1) พฒั นาความรดู านการตดิ ตามและประเมินผล กาํ หนดมาตรฐานการปฏิบัตงิ าน 2) ออกคําสง่ั การปฏิบตั งิ าน การติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน 3) จัดใหม ีการรายงาน ผลการปฏิบตั งิ านประจาํ ป 4) จัดอบรมใหความรู การสรา งเครือขายความรว มมือของโรงเรยี น 5) จัดประชุมเครือขาย ความรว มมือของโรงเรยี น 6) จัดตั้งสมาคมเครอื ขายความรว มมือของโรงเรยี น 7) สง เสริมการสรา งเครือขา ยความรวมมือ ของโรงเรียน 8) ศึกษาดูงานองคกรที่มีผลการปฏิบัติงานในการสรา งเครือขายความรว มมือทเ่ี ปนเลิศ 9) จัดหาเทคโนโลยี เพือ่ การติดตอ ส่ือสารของเครือขาย 10) วเิ คราะหนโยบายของหนว ยงานตนสงั กัด เพ่อื นําสูการปฏิบตั ิในโรงเรียน 11) จัดการ ประเมินผลการปฏบิ ัติงานตามแผนกลยุทธของโรงเรียน 12) ศกึ ษาดงู านโรงเรียนที่ดาํ เนนิ การเก่ียวกับนโยบายทางการศึกษา ไดประสบผลสาํ เร็จ 13) จัดกิจกรรมเรียนรเู กี่ยวกับนโยบายทางการศึกษา 14) จัดหาเทคโนโลยีเพื่อใชในการบริหารงาน
78 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอ ยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 ในโรงเรยี น 15) จดั ต้ังศนู ยเ ทคโนโลยีภายในโรงเรียนเพอ่ื บริการประชาชน 16) จัดทําเว็บไซตของโรงเรียนเพอื่ ใชและพัฒนา โรงเรียน 17) อบรมใหความรูเก่ยี วกบั การใชเทคโนโลยี เปนกลยุทธทม่ี ีจดุ เดน ทั้งนี้อาจสบื เน่ืองมาจากสํานักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ เปนจังหวัดขนาดเล็กทาํ ใหก ารติดตอ ประสานงานเกี่ยวกับการบรหิ ารงาน และการสรางเครือขา ย ความรวมมือ เพ่ือพัฒนาโรงเรียนไดง า ย ทวั่ ถึงทุกพื้นที่ และดานนโยบายทางการศึกษา เกิดจากวสิ ัยทัศนและมุมมองตอการพัฒนา ดานการศึกษาในทองถ่ินเปนสาํ คัญของผูนําท้งั ในระดับจังหวัด และระดบั ตาํ บล การสง เสรมิ ทักษะอาชพี ทักษะชวี ิต และการยกระดับผลสัมฤทธ์ขิ องผเู รยี น สนับสนุนงบประมาณโครงการดานการศกึ ษาซ่งึ มีการบรรจุลงในแผนการใชจา ย งบประมาณขององคกรปกครองสวนทอ งถิ่นในทุกระดบั ซ่งึ สอดคลองกบั งานวิจัยของศิรพิ ร ตันติยมาศ (2550 : 190-194 ) ศึกษารปู แบบการบริหารเครอื ขา ยโรงเรยี นแบบมีสวนรว มที่มปี ระสทิ ธิผล สงั กัดกรุงเทพมหานคร พบวาผูนาํ เปดโอกาสใหสมาชิก มสี ว นรวม โดยผูประสานงานเครอื ขายเปดโอกาสใหสมาชิกเขา รว มในกระบวนการในการตัดสินใจที่สําคญั ในเรอ่ื งการพัฒนา การแกป ญหา การเปล่ียนแปลงในองคกร และการติดตอ สอื่ สารกับคนอื่น นอกจากนี้แลวยังมีกลยทุ ธดานการพัฒนาเครือขาย ของโรงเรียน ดงั น้ี 1) จัดทําแผนพัฒนาเครอื ขายโรงเรียน ไดใชข อมูลสารสนเทศจากโรงเรียนทุกโรงเรียน ในเครอื ขา ยมาประกอบ การทาํ SWOT 2) มีการจัดทาํ SWOT แบบมีสว นรว ม 3) จัดทาํ ในรปู ของคณะกรรมการ นาํ ผลการปรับปรุงงานในปท ่ผี า นมา ประกอบในการจดั ทาํ ดว ย 4) มีการกาํ หนดสมาชิก กาํ หนดบทบาท หนา ท่ีความรบั ผิดชอบของสมาชิก 5) มีการจัดทาํ แผน เพอ่ื พัฒนาเครอื ขาย 2.2 กลยุทธการสรา งเครือขา ยความรว มมือเพ่อื พฒั นาโรงเรยี น ในสาํ นักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา บงึ กาฬ สรา งภูมิคมุ กัน (ST) มีจุดแข็ง 3 ดาน คือ 1) ดานการตดิ ตามประเมินผล 2) ดา นการกาํ หนดสมาชิกเครอื ขาย 3) ดา นการประสานงานของเครอื ขา ย มอี ุปสรรค 2 ดาน คอื 1) ดา นทรพั ยากรทอ งถิ่น และ 2) ดานวัฒนธรรมองคก ร จงึ ไดกาํ หนดเปนกลยุทธ สรา งภมู ิคุมกัน (ST) โดยมีวิธีการพัฒนากลยทุ ธ 7 วิธีการ ดังนี้ คอื 1) อบรมใหความรูเกี่ยวกบั อาชีพ และการคา ขาย 2) จดั ตงั้ สหกรณสนิ คา ชมุ ชน 3) ศึกษาดูงานสหกรณช ุมชนท่ผี ลิตสินคาไดด ี 4) จัดใหมีการประกวดสินคาชมุ ชน 5) จัดใหมีการสง เสรมิ วัฒนธรรมองคกรท่ีดงี ามของหนวยงานตาง ๆ ในชมุ ชนใหย ั่งยืนตลอดไป 6) จัดงานยกยองหนวยงาน ทมี่ วี ฒั นธรรมองคก รท่ดี ี 7) ศึกษาดงู านหนวยงานของชมุ ชนอ่ืน ท่ีมีวัฒนธรรมองคกรท่ีดงี าม ท้งั น้อี าจเปนเพราะโรงเรียน ในสังกัดสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ เปนโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กมากกวาขนาดกลาง และขนาดใหญ ทาํ ใหการติดตามประเมินผล และการประสานงาน เปนไปอยา งรวดเร็ว แตจะมีอปุ สรรคดานทรพั ยากรทองถิ่น สวนมากแลว ชุมชนประกอบอาชพี เกษตรกรรมและเปนจังหวัดชายขอบ สงั คมและวฒั นธรรมสว นมากเปน แบบดั้งเดมิ สอดคลอ งกับงานวิจยั ของสมใจ คันทะเสน (2559 : 334-335) ศึกษากลยุทธการบริหารจัดการเพ่อื ความมปี ระสทิ ธิผลของแผนกโยธาธิการ และขนสง แขวงคาํ มวน สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว พบวา กลยุทธการพัฒนาบุคลากรดา นการวัดและประเมินผล โดยการพัฒนา บุคลากรใหม ศี ักยภาพ มีความรใู นงานท่ีตนเองรบั ผิดชอบ สงเสรมิ การปฏิบัตงิ านที่โปรง ใส ติดตาม ตรวจสอบ การทาํ งานตลอดเวลา สง เสริมการศึกษาดงู านทัศนศึกษาทง้ั ในและนอกประเทศ และสอดคลอ งกบั งานวิจัยของ วีระวัฒน พฒั นกุลชัย (2554 : ก) ไดศกึ ษาการพฒั นากลยทุ ธการบริหารความขัดแยง ในนโยบายกระจายอาํ นาจ การจัดการศึกษาใหแกอ งคกรปกครองสว นทองถิ่น พบวากลยุทธการบรหิ ารความขัดแยง ในนโยบายกระจายอํานาจการจัดการศึกษาใหแกองคกรปกครองสวนทอ งถ่ิน ไดแก 1) กลยทุ ธสรางความเขา ใจระหวางอาํ นาจทางประชาธิปไตยและอาํ นาจทางวชิ าชพี 2) กลยุทธเสริมสรา งขีดความสามารถ 3) กลยทุ ธคงและเพ่ิมสทิ ธิประโยชน และ 4) กลยุทธแกไขกฎหมาย 2.3 กลยทุ ธก ารสรางเครอื ขา ยความรว มมอื เพื่อพัฒนาโรงเรียนในสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา บงึ กาฬ กลยทุ ธเ รงพัฒนา (WO) มจี ุดออ น 3 ดาน คอื 1) ดานการกาํ หนดวัตถปุ ระสงค 2) ดานการมสี ว นรว มในการปฏิบตั ิงาน 3) ดา นการมที กั ษะภาวะผูนํา มีโอกาส 2 ดาน คือ 1) ดา นนโยบายทางการศึกษา 2) ดา นเทคโนโลยี และมีวิธกี ารพัฒนากลยุทธ 12 วิธีการ ดังนี้ 1) จัดทําแนวปฏิบัตใิ นการทาํ แผนปฏบิ ัติการ 2) ระดมความคิดเห็นเพ่ือกําหนดวัตถุประสงครว มกัน 3) รายงาน วัตถุประสงคในการดําเนินงานใหท ุกคนทราบ 4) จัดทาํ ตวั ชว้ี ัดในการปฏบิ ตั งิ านรว มกันกับทุกหนวยงาน 5) จัดใหมีการระดม ความคดิ เห็นในการปฏิบัติงานรวมกนั 6) จัดกิจกรรมรวมกันกบั เครือขาย 7) ทัศนศึกษานอกสถานที่ของเครือขา ย 8) จัดใหมี การใชบ ุคลากรรว มกันของเครอื ขาย 9) จัดทาํ โครงสรางการบริหารงานที่ชดั เจน 10) กาํ หนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน 11) จัดบุคลากรใหเหมาะสมกับงาน 12) จัดกิจกรรมเพอื่ สรางความสมั พันธ ท้ังนี้อาจสืบเน่อื งมาจากสํานักงานเขตพ้นื ที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ แยกมาจากสาํ นักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาหนองคาย ทําใหก ารทํางาน ขาดความตอ เน่ือง และภาวะผูนาํ ของผูบริหารสถานศึกษา ยงั ขาดเอกภาพในการบริหารงาน ขาดผูนาํ ที่มีคุณภาพ เพือ่ ท่จี ะรวบรวม บคุ ลากร เพ่ือมาทาํ งานในเครือขา ยใหเ ปน อันหนึ่งอันเดียวกันและมีคณุ ภาพ ซงึ่ โรงเรียนในสาํ นกั งานเขตพื้นที่การศึกษา
Journal of Roi Et Rajabhat University 79 Volume 14 No.3 September - December 2020 ประถมศึกษาบงึ กาฬ จําเปนตอ งพัฒนาปรับปรงุ ในสวนน้ใี หมปี ระสทิ ธิภาพมากย่ิงข้ึน ซ่ึงสอดคลอ งกบั งานวิจัยของศิรพิ ร ตันติยมาศ (2550 : 189-194) ศึกษารูปแบบการบริหารเครอื ขา ยโรงเรียนแบบมีสว นรว มท่ีมปี ระสิทธิผล สังกัดกรงุ เทพมหานคร พบวาดานทักษะภาวะผูนํา ผปู ระสานงานเครือขายมีมนุษยสัมพันธท ี่ดี มีทักษะการสื่อสารที่ดี มีความรับผิดชอบ ตองเปนแบบอยาง ทีด่ ี มวี สิ ัยทัศนท ่ีกวา งไกล มีการบรหิ ารงานที่เปนระบบ ใชร ะบบธรรมมาภิบาล และเปนผูนาํ การเปลี่ยนแปลง เปนผูนาํ ทุกดาน โดยเฉพาะดา นวิชาการ สวนดา นเทคโนโลยีตองมีการนาํ เทคโนโลยีมาใชในการบริหาร งานในโรงเรียนใหเพียงพอ และสอดคลองกับ งานวิจัยของ ปท มา จันทพันธ (2560 : 306) กลยทุ ธก ารพัฒนาภาวะผูนาํ ผูบริหารองคกรปกครองสว นทอ งถ่นิ ในเขตเศรษฐกจิ พเิ ศษมุกดาหาร พบวาวิธีการพัฒนาภาวะผูนาํ โดยการจัดหาเครื่องมือและเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จัดอบรมปฏบิ ัติการ การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ สมยั ใหมเพือ่ การส่ือสาร จดั ระบบการปฏิบตั ิงานแบบ One Stop Service และการจดั ระบบ การปฏบิ ตั ิงานในองคกรใหเปนองคกรแหงการเรียนรู 3. การประเมินกลยทุ ธ ดา นความเหมาะสม ความถูกตอ ง ความเปนไปได และการนําไปใชประโยชน ภาพรวมอยูใน ระดับมาก ทัง้ นี้อาจเกดิ จากสภาพปจจุบันและสภาพทพี่ ึงประสงค ตอบริบทการสรางเครือขายความรวมมือท่เี กดิ ข้ึนจรงิ ของสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบงึ กาฬ ท่ีมที ัง้ จุดเดนและจุดดอย อยางไรก็ตามภาพรวมผลการประเมินกลยุทธ อยูในระดับมาก เปน ขอคิดเห็นจากผูบริหารสถานศึกษาที่จะนาํ ไปปฏบิ ัติไดจริง โดยเห็นวา ภาพรวมกลยทุ ธการสรา งเครอื ขา ย ความรว มมือ เพ่อื พฒั นาโรงเรยี นในสาํ นักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาบงึ กาฬ สามารถพัฒนาใหเกิดขึ้นตรงตาม ความตอ งการในเชิงพ้ืนท่ี ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําไปใช 1.1 การสรา งเครอื ขา ยความรว มมือเพ่อื พัฒนาโรงเรียนในสํานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาบงึ กาฬ มีจุดแข็ง 3 ดา น คอื 1) ดา นการติดตาม ประเมินผล 2) ดา นการกําหนดสมาชิกเครอื ขา ย และ 3) ดา นการประสานงาน ของเครอื ขาย สาํ นักงานเขตพื้นท่ีควรนําไปเปนขอมูลพ้ืนฐานในการกําหนดกลยทุ ธในแผนพัฒนาการศึกษาระยะกลาง เพ่ือใหโรงเรียนในเครือขายไดนําไปปรับใช สรา งความรวมมือใหเกดิ ความย่ังยืนระหวางโรงเรียนในกลุมเครือขาย และโรงเรยี น กับสาํ นักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาตอไป 1.2 การสรางเครอื ขายความรว มมือ เพ่ือพัฒนาโรงเรียนในสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ซึ่งมีสภาพแวดลอ มภายนอกท่ีเปนโอกาส 2 ดา น คือ 1) ดา นนโยบายทางการศึกษา 2) ดา นเทคโนโลยี โรงเรียนควรนําโอกาส ไปใชใ นการวางแผนบริหารงานหลักในโรงเรียน และสาํ นักงานเขตพื้นที่ควรสงเสริมโอกาสทั้ง 2 ดา น ใหม ีความเดนชดั และตอ เนื่องในการเพ่ิมศักยภาพโรงเรียนใหไ ดมาตรฐานเดียวกัน 1.3 การสรางเครือขายความรว มมือ เพ่ือพัฒนาโรงเรียนในสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ มจี ุดออ น 3 ดาน คอื 1) ดา นการกําหนดวัตถุประสงค 2) ดานการมสี วนรว มในการปฏิบตั ิงาน และ 3) ดา นการมีทักษะ ภาวะผูนํา ควรจัดทําโปรแกรมพฒั นาภาวะผูนาํ ใหกับผูบ ริหารสถานศึกษาตอไป 1.4 กลยทุ ธการสรางเครือขา ยความรว มมอื เพอ่ื พฒั นาโรงเรยี นในสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา บงึ กาฬ ประกอบดวย 36 วธิ ีการพัฒนา 67 ตวั ช้วี ัดผบู ริหารสถานศึกษาควรนําไปใชในการบริหารเครอื ขาย และพฒั นาโรงเรียน ตามบริบทในดา นขนาดของโรงเรียน ชุมชน วัฒนธรรมองคกรและสภาพแวดลอมของแตล ะกลุมเครือขายโรงเรียน 2. ขอเสนอแนะในการทาํ วิจยั ครั้งตอไป 2.1 กลยุทธการสรา งเครอื ขายความรว มมือเพื่อพัฒนาโรงเรียน ควรศกึ ษาวจิ ัยกบั สาํ นกั งานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา ดว ยระเบียบวธิ ีวิจัยเชงิ นโยบายแบบมีสว นรวม 2.2 กลยทุ ธการสรา งเครอื ขายความรว มมอื เพอ่ื พฒั นาโรงเรียนในสํานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษา บึงกาฬ ประกอบดวย 36 วิธีการพฒั นา 67 ตวั ชว้ี ัด ควรศึกษาวิจัยตามระเบียบวิธวี ิจัยและพัฒนา 2.3 กลยทุ ธการสรา งเครือขายความรว มมือเพ่ือพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา บงึ กาฬ ควรศึกษาวิจยั และเกบ็ ขอ มูลจากครูและบุคลากรทางการศกึ ษา คณะกรรมการสถานศึกษา และเครือขายทม่ี ีสว นรวม ในทองถิ่น
80 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 เอกสารอางองิ เกสรี ลัดเลีย. (2557). การพฒั นาเครือขา ยการจัดการศกึ ษาท่สี ง เสริมคณุ ภาพศูนยพ ฒั นาเด็กเล็กสังกัดองคกรปกครอง สว นทองถิ่นสามจงั หวัดชายแดนภาคใต. ดุษฎีนพิ นธ ปรชั ญาดษุ ฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจดั การการศึกษา. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบัณฑิตย. จิรประภา อคั รบวร และประยูร อัครบวร. (2552). การบรหิ ารงานภาครฐั ในรูปแบบเครือขา ย. กรุงเทพฯ: กลมุ พัฒนาระบบ บรหิ ารสาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. ตะวัน เทวอักษร. (2556). สรา ง “ทักษะ” ใหผ ูเรียนพรอ มสูศตวรรษที่ 21. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท อักษรเจริญทัศน อจท. จาํ กัด. บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยสาํ หรับครู. กรุงเทพฯ: โรงพิมพสุวีริยาสาสน. ประยูร อัครบวร และคณะ. (2553). การสรางเครือขายและการมสี วนรว ม (Network Building and Participatory). กรุงเทพฯ: โรงพิมพแหง จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย. ปทมา จันทพันธ. (2560). กลยทุ ธการพัฒนาภาวะผูนําผูบรหิ ารองคกรปกครองสวนทอ งถิ่นในเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร. ดษุ ฎนี ิพนธ ครุศาสตรดษุ ฎบี ัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษาและภาวะผูนํา. สกลนคร: มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร. พฤทธิ์ ศริ บิ รรณพิทักษ. (2552). แนวคิดและหลักการจัดทาํ แผนกลยุทธ (Strategie planning) การบรหิ ารและการจัด การศึกษาเพื่อโลกใบเลก็ . กรงุ เทพฯ: พริกหวานกราฟฟค. ยทุ ธพงษ กัยวรรณ. (2543). พ้ืนฐานการวิจัย. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพสุวรี ยิ าสาสน. วิโรจน สารรตั นะ. (2556). การวิจัยทางการบริหารการศึกษา แนวคิดและกรณศี ึกษา. กรุงเทพฯ: ทิพยวิสุทธ.์ิ วรี ะวัฒน พฒั นกุลชัย. (2554). การพฒั นากลยทุ ธการบรหิ ารความขัดแยงในนโยบายกระจายอาํ นาจการจัดการศึกษา ใหแ กองคกรปกครองสว นทอ งถิ่น. ดุษฎีนิพนธ ครุศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวิชาบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ศิริพร ตันตยิ มาศ. (2550). รูปแบบการบริหารเครือขายโรงเรียนแบบมสี ว นรว มท่ีมีประสิทธิผล สังกัดกรุงเทพมหานคร. ดษุ ฎีนิพนธ ปรัชญาดษุ ฎีบณั ฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา. นครปฐม: มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร. สมใจ คันทะเสน. (2559). กลยุทธการบริหารจัดการเพื่อความมีประสิทธิผลของแผนกโยธาธิการ และขนสงแขวงคํามวน. ดษุ ฎนี ิพนธ ครุศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาและภาวะผูนาํ . สกลนคร: มหาวิทยาลยั ราชภัฏ สกลนคร. สํานกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ. (2558). แผนพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา. บงึ กาฬ: สาํ นักงานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศกึ ษาบึงกาฬ. สุวิมล วอ งวาณิช. (2552). การวิจัยปฏบิ ตั ิการในช้ันเรียน. กรงุ เทพฯ: ดา นสุทธาการพมิ พ. เสรี พงศพ ิศ. (2548). เครอื ขาย: ยุทธวิธีเพอื่ ประชาชนเขมขน ชุมชนเขม แขง็ . กรงุ เทพฯ: เจริญวิทยการพมิ พ. Agranoff, R. & McGuire, M. (2001). Big Questions in Public Network Management Research. Journal of Public Administration Research and Theory, 11(3), 296. Burke, A. (1999). Social Development Division Department for International Development. Communications & Development : a practical guide. Retrieved August 14, 2008, from http://www.dfid.gov.uk Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610. Starkey, P. (1997). Networking for Development. London: Routledge.
Journal of Roi Et Rajabhat University 81 Volume 14 No.3 September - December 2020 ขอเสนอเชิงนโยบายเพ่ือพัฒนาการจัดการศกึ ษาตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวดั นครพนม The Proposed Policy For Developing Education Management In Nakhon Phanom Province Based On the 20 Year National Education Plan วชริ ะ พลพิทักษ1, ธวชั ชยั ไพใหล2 และ เพลินพิศ ธรรมรัตน3 Received : 29 ม.ค. 2563 Vachira Pholphithuk1, Tawatchai Pailai2 and Ploenpit Thummarat3 Revised : 28 มี.ค. 2563 Accepted : 29 มี.ค. 2563 บทคดั ยอ การวจิ ัยครง้ั น้ีมีวตั ถุประสงคเพอ่ื 1) ศกึ ษาสภาพ และแนวทางการพฒั นา 2) จดั ทําขอเสนอเชิงนโยบาย และ 3) ตรวจสอบและประเมินขอ เสนอเชิงนโยบาย การดาํ เนินการวิจยั แบง เปน 3 ระยะ กลมุ ตวั อยางที่ใชในการวิจัยในระยะที่ 1 จาํ นวน 316 คน ระยะที่ 2 จํานวน 25 คน ระยะท่ี 3 จํานวน 100 คน รวมท้ังสนิ้ 441 คน เคร่ืองมือท่ีใชใ นการเก็บรวบรวมขอมูล คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ สถติ ิที่ใชใ นการวจิ ัย ไดแก คา รอยละ คา เฉล่ีย คา สว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจยั พบวา 1. สภาพการจัดการศึกษา และแนวทางการพฒั นาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560- 2579) ในจังหวัดนครพนม สภาพการจดั การศึกษาอยูใ นระดบั ปานกลาง และแนวทางการพฒั นาการจัดการศึกษาอยูในระดับมาก 2. ขอเสนอเชิงนโยบาย มี 6 ดาน คือ 1) ดา นการจัดการศึกษาเพ่อื ความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ มี 3 เปาหมาย 10 แนวทางการพฒั นา 2) ดา นการผลติ และพฒั นากําลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพอื่ สรา งขีดความสามารถในการแขง ขัน ของประเทศ มี 3 เปา หมาย 11 แนวทางการพัฒนา 3) ดา นการพัฒนาศกั ยภาพคนทุกชวงวัย และการสรา งสังคมแหง การเรียนรู มี 4 เปา หมาย 14 แนวทางการพัฒนา 4) ดา นการสรางโอกาส ความเสมอภาค และความเทาเทียมทางการศกึ ษา มี 3 เปาหมาย 10 แนวทางการพัฒนา 5) ดา นการจัดการศึกษาเพ่อื สรา งเสริมคุณภาพชวี ิตท่เี ปนมิตรกับส่ิงแวดลอ ม มี 3 เปา หมาย 10 แนวทาง การพัฒนา 6) ดา นการพัฒนาประสทิ ธภิ าพของระบบบริหารจดั การศึกษา มี 4 เปา หมาย 8 แนวทางการพัฒนา 3. ผลการตรวจสอบ และประเมินขอ เสนอเชงิ นโยบาย ดา นความเหมาะสม ความเปนไปได ความสอดคลอ ง และความเปนประโยชน อยูในระดบั มากท่ีสดุ ทุกดาน คําสําคัญ : ขอ เสนอเชิงนโยบาย, การจัดการศกึ ษา, แผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป Abstract The purpose of this research is to 1) study the conditions and guidelines for the development province, 2) make policy proposals, and 3) examine and develop into a policy proposal. The research process is divided into 3 phases, the sample were for phase 1 were 316 people, Phase 2, Were 25 people Phase 3, were 100 people the total of samples were 441 people. Tools used to collect data Is questionnaire Interview Statistics used in the research Include Percentage Average Standard deviation. The result of the research shows that 1 นกั ศึกษาหลักสูตรปรชั ญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร อีเมล: [email protected] 2 ผชู วยศาสตราจารย อาจารยประจําสาขาการบรหิ ารการศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร 3 ผชู ว ยศาสตราจารย อาจารยประจําสาขาการบรหิ ารการศึกษา คณะครุศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร 1 Doctoral Student Program in Educational Administration, Faculty of Education, Sakon Nakhon Rajabhat University, Email: [email protected] 2 Assistant professor, Lecturer of Education, Sakon Nakhon Rajabhat University 3 Assistant professor, Lecturer of Education, Sakon Nakhon Rajabhat University
82 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 1. Practice conditions and expectations of educational management according to the 20 years national education plan (2017-2036) in Nakhon Phanom province The operating conditions were at a medium level. And have high expectations 2. Policy proposals consist of 6 areas, namely 1) Educational Management for Social Security and the Nation with 3 goals 10 Development guidelines 2) Production and development of manpower, research and innovation to create the country's competitiveness have 3 goals, 11 development guidelines 3) Development of human potential at all ages And creating a learning society with 4 goals, 14 development guidelines, 4) creating opportunity, equality and educational equality, with 3 goals, 10 development approaches, 5) education management to enhance quality of life that is friendly to Environment has 3 goals, 10 development guidelines 6) In the development of the efficiency of the educational management system, there are 4 goals, 8 development guidelines 3. The result of the examination and development on a policy proposal suitability, feasibility, consistency, and usefulness are at the highest level all items Keywords : Policy Proposals, Educational Management, 20 Year National Education Plan บทนํา จากกรอบนโยบายในการจัดการศึกษาระยะ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ท่ีกระทรวงศึกษาธิการไดกาํ หนดขึ้นมา เพอ่ื ใหการจัดการศึกษาของไทยมีการพฒั นาครอบคลุมทุกดาน ซึ่งมีท้งั หมด 6 ยทุ ธศาสตร ไดแก 1) การจัดการศกึ ษา เพ่อื ความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ 2) การผลติ และพัฒนากําลงั คน การวิจัย และนวัตกรรม เพื่อสรา งขดี ความสามารถ ในการแขง ขันของประเทศ 3) การพฒั นาศักยภาพคนทุกชวงวัย และการสรา งสงั คมแหง การเรียนรู 4) การสรา งโอกาส ความเสมอภาค และความเทา เทยี มทางการศึกษา 5) การจัดการศกึ ษาเพอื่ สรางเสริมคุณภาพชีวิตทีเ่ ปนมติ รกับส่ิงแวดลอ ม 6) การพฒั นาประสิทธภิ าพของระบบบรหิ ารจัดการศึกษา ในแตละยุทธศาสตรไ ดกําหนดไวอ ยา งกวา งๆ ไมไดระบุใหช ัดเจน และสอดคลองกบั บรบิ ทของพื้นท่ีในแตล ะภาค จงั หวัด และทองถิ่น ดงั นั้นสํานักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ไดท ํายทุ ธศาสตร ท่บี รรจุในนโยบายดงั กลา วไปสูการปฏบิ ตั ิ พบวายังไมส อดคลองกบั บรบิ ทในการจัดการศึกษาของจังหวัดนครพนมเทาท่ีควร จงึ อาจเปนสาเหตใุ หคณุ ภาพการจัดการศึกษาไมสนองตอบตอเปาหมายและวัตถปุ ระสงคท ี่กําหนดไว (สาํ นักงานศึกษาธิการ จงั หวัดนครพนม, 2561 : 31) ซ่งึ สํานักงานศึกษาธิการจงั หวัดนครพนม มีหนาทป่ี ฏิบัตภิ ารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเก่ียวกับ การบริหารและการจดั การศึกษาในระดบั จังหวดั เพื่อพัฒนาคุณภาพและประสทิ ธิภาพการจัดการศึกษาของจังหวัดนครพนม โดยมุงเพ่ิมโอกาสและความเสมอภาค ในการเขา ถึงบริการการศึกษาท่มี ีคุณภาพ และมาตรฐานของประชาชนทุกชวงวัย ทุกกลุม เปาหมาย เพิ่มประสทิ ธภิ าพของการบรหิ ารจดั การศึกษาทุกระดบั พัฒนากําลงั คนท่สี อดคลองกบั ความตองการ ของตลาดงานและการพัฒนาประเทศ และสรา งการมสี วนรว มในการจัดการศึกษา ของทกุ ภาคสวนในสังคมผานการสรางความรู ความเขา ใจ การรบั รู การยอมรับ และพรอมที่จะเขา มามีสวนรวมในการดาํ เนินงานของผูเกีย่ วของทุกภาคสวนเพื่อใหการดาํ เนนิ งาน บรรลผุ ลตามเปา หมายท่ีกําหนด โดยมกี รอบทิศทางและเปา หมายของแผนพฒั นาการศึกษาจังหวัดนครพนม ท่ีสนองหลักปรชั ญา ของเศรษฐกิจพอเพียง แนวพระราชดาํ รขิ องพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวเก่ียวกับการสรางบุคลิกและอุปนิสัยท่ีดีงาม (Character Education) สอดคลอ งกับแนวคดิ สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน (2560 : 5) ใหค วามเห็นวา ประเทศมคี วามม่ันคง มัง่ คัง่ ยั่งยืน เปนประเทศพฒั นาแลวดวยการพัฒนาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง นาํ ไปสู การพัฒนาใหค นไทยมีความสขุ และตอบสนองตอ การบรรลุซึ่งผลประโยชนแหงชาตขิ องการพัฒนาคุณภาพชวี ติ สรา งรายได ระดับสงู เปนประเทศพัฒนาแลว และสรา งความสขุ ของคนไทย สงั คมมคี วามมั่งคง เสมอภาคและเปนธรรม ประเทศสามารถ แขงขันไดใ นระบบเศรษฐกิจ สอดคลอ งกบั ยุทธศาสตรชาติระยะ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม แหงชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2579) นโยบายรฐั บาล (พลเอกประยุทธ จันทรโอชานายกรฐั มนตร)ี แผนการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2560-2579 เปา หมายการพัฒนาที่ย่งั ยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ยุทธศาสตรและนโยบายสําคญั ของกระทรวงศกึ ษาธิการ และรองรับกับโครงสรางประชากร บรบิ ทการจัดการศึกษาของประเทศ และสภาวการณที่เปลี่ยนแปลงไป ของกระแสโลกาภิวัตนในโลกศตวรรษท่ี 21
Journal of Roi Et Rajabhat University 83 Volume 14 No.3 September - December 2020 การขับเคลือ่ นการจัดการศกึ ษาตามยุทธศาสตรการศึกษาจังหวดั นครพนม เปนภารกิจหลักที่สาํ นักงานศึกษาธิการ จังหวัด และหนวยงานทางการศึกษาจะตอ งดําเนินการ เพื่อใหเกิดความสําเร็จเปนรูปธรรม ซ่ึงขึ้นอยูกับปจจัยสาํ คญั หลายประการ ประกอบดว ย สาระของแผนพฒั นาการศกึ ษาที่มีความชดั เจน ครบถวนและครอบคลมุ ทุกกลมุ เปา หมายและทกุ ระดับการศกึ ษา การมีสว นรวมในกระบวนการพัฒนาแผนพัฒนาการศึกษา ของผูเก่ียวของทุกภาคสวนตง้ั แตระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ ผูม สี วนไดส ว นเสีย และสาธารณชน การเผยแพร ประชาสมั พันธแกผเู กี่ยวของและสาธารณชน เพือ่ สรา งความตระหนักใหเห็น ความสําคัญ สรางความรู ความเขาใจ และการนาํ แผนสกู ารปฏิบัติท่ีชดั เจนแกผปู ฏิบตั ทิ ุกระดบั ดงั น้ันผูวิจัยจงึ ไดจัดทาํ วิจยั เร่ือง ขอเสนอเชิงนโยบายเพือ่ พฒั นาการจดั การศึกษาตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม เพื่อเปนขอเสนอท่ีเหมาะสมในการปฏิบตั ติ ามภารกิจ ของสาํ นกั งานศึกษาธิการจังหวัด นครพนม ใหบ รรลุเปาหมายและวัตถุประสงคตอไป วัตถุประสงค 1. เพ่ือศกึ ษาสภาพการจัดการศึกษา และแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม 2. เพือ่ จัดทาํ ขอเสนอเชิงนโยบายเพอ่ื พัฒนาการจดั การศึกษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม 3. เพอ่ื ตรวจสอบและประเมินขอเสนอเชิงนโยบายเพือ่ พฒั นาการจัดการศกึ ษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม กรอบแนวคดิ ในการวิจยั คร้งั น้ี ผวู ิจยั แสดงกรอบแนวคิดเก่ียวกับการวิจัยขอ เสนอเชิงนโยบายเพ่อื พัฒนาการจัดการศึกษา ตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม ดังภาพประกอบ ศึกษาสภาพ และแนวทางการพฒั นา การจัดการศกึ ษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) 1. การศึกษาเอกสาร 1. การจดั การศึกษาเพ่ือความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ 2. การศึกษาเชงิ สาํ รวจ 2. การผลติ และพฒั นากาํ ลงั คน การวิจยั และนวัตกรรม เพ่ือสราง 3. การสัมภาษณเชงิ ลึก ขีดความสามารถในการแขง ขันของประเทศ 4. การศึกษาพหุกรณี 3. การพฒั นาศักยภาพคนทุกชว งวัย และการสรางสังคมแหงการเรียนรู 5. สัมมนาเชงิ ปฏบิ ัติการ 4. การสรา งโอกาส ความเสมอภาค และความเทาเทียมทางการศึกษา 6. การตรวจสอบและยืนยันโดยผเู ชีย่ วชาญ 5. การจัดการศกึ ษาเพ่ือสรา งเสริมคณุ ภาพชีวิตท่ีเปนมิตรกับสิง่ แวดลอ ม 7. ประชาพิจารณ 6. การพัฒนาประสทิ ธิภาพของระบบบรหิ ารจัดการศึกษา 8. การปรบั ปรุงแกไข ขอเสนอเชิงนโยบายเพ่ือพฒั นาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวดั นครพนม 1. ดานการจดั การศึกษาเพ่อื ความม่ันคงของสงั คมและประเทศชาติ 2. ดานการผลิตและพัฒนากําลังคน การวิจยั และนวัตกรรม เพื่อสรางขีดความสามารถในการแขง ขันของประเทศ 3. ดานการพัฒนาศักยภาพคนทุกชว งวัย และการสรางสงั คมแหง การเรียนรู 4. ดา นการสรางโอกาส ความเสมอภาค และความเทาเทียมทางการศึกษา 5. ดานการจดั การศึกษา เพอื่ สรา งเสรมิ คุณภาพชีวิตที่เปนมิตรกบั ส่ิงแวดลอม 6. ดา นการพัฒนาประสิทธภิ าพของระบบบรหิ ารจัดการศึกษา ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดเก่ียวกับการวิจัย
84 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 วธิ ดี าํ เนินการวิจัย การวิจัยคร้ังนี้ ใชระเบียบวธิ ีการวิจัยเชงิ นโยบาย (Policy Research) ซ่ึงการวจิ ยั มีลกั ษณะเปนสหวทิ ยาการ (Interdisciplinary Approach) คอื ศึกษาโดยใชศาสตรหลายสาขาวิชา และวิธีการหลายวธิ ี ผวู ิจัยไดกําหนดการวิจัยออกเปน 3 ระยะ ดังน้ี ระยะท่ี 1 การศกึ ษาสภาพ และแนวทางการพัฒนา การศึกษาสภาพการจดั การศึกษา และแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม มีการศึกษาบริบท 4 ข้ันตอน คอื การศึกษาเอกสาร (Documentary Study) การศึกษาเชิงสาํ รวจ (Survey Study) การสัมภาษณเชงิ ลึกผทู รงคุณวุฒิ (In-depth Interview) และศึกษาพหุกรณี (Multi-Case Study) ไดข อสรปุ สภาพการจดั การศึกษา และแนวทางการพฒั นาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม รายละเอียดกิจกรรมดาํ เนินการดังน้ี ข้นั ตอนท่ี 1 การศกึ ษาเอกสาร (Documentary Study) ผวู จิ ัยไดศ ึกษาวิเคราะหเก่ียวกับแนวคดิ ทฤษฎีเกี่ยวกบั นโยบาย องคประกอบสาํ คัญในการพฒั นา การจัดการศึกษา แนวทางการกระจายอาํ นาจ และการมสี ว นรว ม ภารกิจของสาํ นักงานศึกษาธิการจังหวัด บรบิ ทของสาํ นักงาน ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม หลกั การแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ งกบั การวจิ ัยเชิงนโยบาย เพอ่ื ใหเกิดองคความรู ทางทฤษฎี เปนการวเิ คราะหง านวิจัยท่ีเกี่ยวของ เอกสาร เชน รายงานการประชุม รายงานผลการดําเนินงานตามแผนปฏิบัติ ราชการประจาํ ปข องสาํ นักงานศึกษาธกิ ารจังหวดั คูมือการปฏบิ ัตกิ าร รายงานผลการประเมินตนเอง แผนปฏิบัตริ าชการ ประจาํ ป 2561 เปนขอมลู เชงิ คุณภาพทไ่ี ดจากการวิเคราะหโดยใชว ิธีวเิ คราะหเน้อื หา (Content Analysis) ข้ันตอนที่ 2 การศกึ ษาเชิงสาํ รวจ (Survey Study) ผวู จิ ัยไดศ ึกษาเชิงสาํ รวจมีวัตถปุ ระสงคเพอ่ื ศึกษาสภาพการจัดการศึกษา และแนวทางการพัฒนา การจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม ดังนี้ 1) กลุม ตัวอยาง ประกอบดว ย ผูบริหารสถานศึกษา ครูผสู อน และบุคลากรท่ีปฏิบตั งิ านภายใตการกาํ กบั ดูแล ของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม โดยวิธีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาํ นวน 300 คน 2) เครอ่ื งมือทใ่ี ชในการวจิ ัยคร้ังน้ี คอื แบบสอบถาม ทผี่ ูวิจยั สรา งขึ้นมีลักษณะเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดบั โดยใชขอมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเกย่ี วของ ดงั นี้ 2.1) โครงสรา งของแบบสอบถามแบงออกเปน 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เปนคาํ ถามเกี่ยวกับขอมลู พ้ืนฐาน ของผูตอบแบบสอบถาม ไดแ ก ผบู รหิ ารสถานศึกษา ครผู ูสอน และบุคลากร ทป่ี ฏิบตั ิงานภายใตการกํากบั ดูแล ของสํานักงาน ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ตอนที่ 2 เปนขอคําถามความคดิ เหน็ สภาพการจัดการศึกษา และแนวทางการพัฒนาการจัดการศกึ ษา ของสถานศึกษา เก่ียวกับการจดั การศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม (สาํ นกั งานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม, 2561) 2.2) พฒั นาแบบสอบถาม ประกอบดวย การดําเนินงาน 6 ดาน นาํ แบบสอบถาม เสนอคณะกรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ ปรับปรงุ แกไขตามขอเสนอแนะและตรวจสอบความเท่ยี งตรงเชงิ เนือ้ หา และความเช่ือม่ัน 2.3) การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเน้ือหา (Content Validly) โดยใช IOC (Index of Item Total Objectiective Congruence) หาคาดชั นีความสอดคลอ งระหวา งขอ คําถามกบั วตั ถปุ ระสงค ซึ่งเปนการประยุกตใ ชว ิธีการในลักษณะเดียวกันกบั การหา ดชั นีความสอดคลองระหวางขอสอบกบั วัตถปุ ระสงคเ ชิงพฤติกรรมจากผเู ชี่ยวชาญ จํานวน 5 คน คุณสมบัตผิ ูเชี่ยวชาญ คอื 1) อาจารยในอุดมศกึ ษา จาํ นวน 1 คน 2) ศึกษาธิการจังหวัด จาํ นวน 1 คน 3) ผอู ํานวยการเขตพ้ืนท่ีการศึกษา จํานวน 1 คน 4) รองผูอาํ นวยการเขตพื้นที่การศึกษา จํานวน 1 คน 5) ผูอํานวยการสถานศึกษาหรอื ศึกษานเิ ทศกหรอื ครู จาํ นวน 1 คน พบวา ไดแ บบสอบถามท่ีใชไ ดอยใู นเกณฑความเที่ยงตรง ระหวาง 0.60-1.00 2.4) การตรวจสอบความเชื่อมัน่ (Reliability) โดยใชส ัมประสทิ ธแอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวธิ ีของครอนบาค เทา กบั .986 2.5) การวิเคราะหขอ มลู และการแปล ความหมาย การวิเคราะหขอมูลเชิงปรมิ าณเพ่อื หาคาสถิติ รอยละ คา เฉลี่ย ในการวิเคราะหคาเฉลี่ยใชเกณฑการแปล ความหมาย (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2556 : 121) ข้นั ตอนที่ 3 การสมั ภาษณเชิงลึกผูทรงคุณวุฒิ (In-depth Interview) ผวู จิ ัยไดด าํ เนนิ การ ดังน้ี 1) คัดเลือกผูทรงคณุ วุฒิโดยวธิ ีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพ่อื พิจารณาเสนอแนะเกี่ยวกบั ขอเสนอเชิงนโยบาย ในการพัฒนาการจัดการศกึ ษาในจังหวดั นครพนม ไดแก ผทู รงคณุ วุฒิ จาํ นวน 10 คน โดยกําหนดเกณฑคุณสมบัติ ดังน้ี 1.1) เปนผมู ปี ระสบการณหรอื ความเช่ียวชาญในการจัดการศึกษา จํานวน 5 คน 1.2) เปนผูม ีประสบการณใ นการบริหารงานดา นการศกึ ษา จํานวน 5 คน 2) สรา งแบบสัมภาษณแบบกงึ่ มีโครงสรา ง
Journal of Roi Et Rajabhat University 85 Volume 14 No.3 September - December 2020 (Semi-Structured Interview) ท่ีผวู ิจัยสรา งขึ้น มปี ระเดน็ สําคัญตามขอบเขตเนื้อหาการวิจัยท่ีกําหนดไดจากการวิเคราะห และสังเคราะหเอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวของ การบรหิ ารงานและการพฒั นาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาภายใตการกํากับ ดูแล ของสาํ นักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม 3) สัมภาษณผูทรงคณุ วฒุ ิ โดยแจงใหผทู รงคณุ วุฒทิ ราบลวงหนา เพ่ือขอความ อนุเคราะหในการสมั ภาษณ แจงวัตถปุ ระสงครายละเอยี ดในการวิจยั และวธิ ีการวิจัย มีการบันทกึ ขอมลู และภาพถาย ใชวิธีการจดบันทึกรายละเอียดตา ง ๆ หลังเสรจ็ ส้ินการสัมภาษณ และนําขอมลู ทไ่ี ดทง้ั หมดรวบรวมเปน ขอมลู มาวิเคราะห โดยการวิเคราะหเนือ้ หา (Content Analysis) เนือ่ งจากขอมูลที่ไดเปน ขอ มูลเชิงคุณภาพ ผวู ิจัยจบั ประเด็นที่เปนขอความ สมั ภาษณและขอเสนอแนะท่ีสําคัญเปนความเรยี ง นาํ เสนอคณะกรรมการที่ปรกึ ษาวิทยานิพนธ เพื่อพจิ ารณาปรบั ปรงุ แกไข ขน้ั ตอนที่ 4 ศึกษาพหุกรณี (Multi-Case Study) ผวู จิ ัยไดศึกษาดูงานการปฏิบัติงานในสํานักงานศกึ ษาธิการจังหวัดทใ่ี กลเคยี ง จํานวน 3 แหง คอื 1) สํานักงาน ศึกษาธิการจังหวัดสกลนคร 2) สํานักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสนิ ธุ 3) สาํ นักงานศึกษาธิการจงั หวดั มุกดาหาร การกําหนด สาํ นักงานศึกษาธิการจังหวัดเปาหมายเปนกรณีศึกษา ใชการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยพิจารณาจากเกณฑ ท่ีกําหนด คอื เปน หนว ยงานที่มีระบบบริหาร มีกระบวนการบริหารจัดการองคการเปนท่ียอมรบั มีความโดดเดน และอยูในพ้ืนที่ ใกลเ คียง โดยองครวมเหมาะสมตามแนวคิดทฤษฎี ผวู ิจยั ไดศึกษาจากการวิเคราะหเอกสาร การสังเกต และการสัมภาษณ อยางไมเ ปนทางการกบั ศกึ ษาธิการจังหวัด รองศึกษาธิการจังหวัดหรอื ศกึ ษานิเทศก ตามกรอบแนวคดิ การวิจัยเพื่อใหครอบคลมุ แนวทางการจัดทําขอเสนอเชงิ นโยบายเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา และเพ่อื เปนสารสนเทศสว นหนึ่งในการจัดทํารางขอ เสนอ เชิงนโยบาย ผวู ิจยั ใชว ิธีการวิเคราะหเนือ้ หา (Content Analysis) คอื การวิเคราะหเ อกสาร และการวิเคราะหผลจากการสัมภาษณ สาํ หรบั ขอมูลบางสวนเปนการนาํ ขอความสาํ คญั ที่ผูทรงคณุ วุฒใิ หสัมภาษณไดกลาวถึง ภารกิจ การพฒั นางานหรอื สภาพการดําเนินงาน ของสํานักงานศึกษาธิการจังหวัดในรอบปท่ีผานมาและในปจจบุ นั และสังเกตสภาพท่วั ไปแลวนาํ เสนอเปนความเรียง จากการศึกษาดวยวิธีดาํ เนินการดังกลาว คือนาํ ขอ มลู ที่ไดจากการศึกษาเอกสาร (Documentary Study) การศึกษาเชิงสาํ รวจ (Survey Study) การสัมภาษณเ ชงิ ลึกผทู รงคุณวุฒิ (In-depth Interview) และศึกษาพหุกรณี (Multi- Case Study) ผูวจิ ัยไดน ํามาสงั เคราะหเพ่อื จดั ทํารา งขอเสนอเชงิ นโยบาย นําไปสูการดาํ เนินการในระยะท่ี 2 ตอ ไป ระยะท่ี 2 การจัดทาํ รา งขอเสนอเชิงนโยบาย การจัดทาํ รา งขอ เสนอเชงิ นโยบาย เพื่อใหไดรา งขอเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษา แหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม ประกอบดว ย เกณฑพิจารณาในการจัดทาํ รา งขอเสนอเชงิ นโยบาย 4 ดา น ไดแก 1) ความเหมาะสม (Propriety) พจิ ารณาถึงความเหมาะสมกับบรบิ ทของสาํ นักงานศึกษาธกิ ารจังหวัดนครพนม 2) ความเปนไปได (Feasibility) พจิ ารณาจากการนํานโยบายสูการปฏิบตั ิเพียงพอตอ การใชท รพั ยากร ระเบียบขอปฏิบัติ 3) ความสอดคลอง (Compatibility) พิจารณาจากความสอดคลองกบั หนวยงานตนสังกัด หรือสอดคลองกบั สถานการณปจจุบัน และ 4) ความมปี ระโยชน (Utility) พจิ ารณาจากผลดที ี่เกิดขึ้นกับหนวยงาน ผูรับบริการ และผูมีสวนไดส วนเสีย เปนกระบวนการ ทีไ่ ดซงึ่ ขอเสนอเชิงนโยบายที่ครอบคลุมภารกิจ เพอื่ ใหไดข อมูลทหี่ ลากหลายเกิดจากการสมั มนาเชงิ ปฏบิ ตั ิ การนาํ มาเปนขอ มลู เพ่ือจดั ทาํ รางขอ เสนอเชงิ นโยบาย มีรายละเอียดกิจกรรมดาํ เนินการ ดงั นี้ ข้นั ตอนที่ 5 การสัมมนาเชงิ ปฏบิ ัติการ (Operational Seminar) วัตถุประสงคเพอื่ จัดทํารา งขอ เสนอเชิงนโยบาย เพอ่ื พัฒนาการจัดการศกึ ษาตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม ที่เหมาะสม ใชวธิ ีการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบดว ย ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม รองศึกษาธิการจังหวัดนครพนม บุคลากรในสาํ นักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ผูบริหารสถานศึกษา ครูผูสอน และผูทรงคุณวุฒิ คุณสมบัตผิ ทู รงคุณวฒุ ิ คือ 1) เปนผูเชี่ยวชาญในการวจิ ัยเชิงนโยบาย 2) เปนผูเชี่ยวชาญในการบริหาร การศึกษา 3) เปนผบู รหิ ารสถานศกึ ษา หรือบุคลากรทีป่ ฏิบตั งิ านภายใตการกาํ กับ ดูแล สาํ นักงานศึกษาธกิ ารจังหวัดนครพนม รวมทั้งสิน้ จํานวน 25 คน ผูว จิ ัยไดนาํ เสนอความเปน มา ข้ันตอน วิธีดําเนินการวิจัยท่ีไดขอ มลู จากผลการดําเนินการวิจัยในระยะท่ี 1 ทไ่ี ดจ ากการศึกษาเอกสาร (Documentary Study) การศกึ ษาเชิงสํารวจ (Survey Study) การสัมภาษณเ ชิงลึกผทู รงคุณวุฒิ (In-depth Interview) และศึกษาพหุกรณี (Multi-Case Study) รวมทั้งเอกสารสรปุ ผลการวิจัยดังกลาว เพ่ือใหผูเขา รว ม การสัมมนาเชงิ ปฏิบัติการไดมีสว นรวมในการแสดงความคดิ เห็น ตลอดจนขอเสนอแนะอ่ืน ๆ มาวิเคราะหสังเคราะห ประกอบการรา งขอ เสนอเชิงนโยบาย ดังน้ี 1) กาํ หนดหลักการแนวคิดและกําหนดรายละเอียดการรางขอ เสนอเชิงนโยบาย 2) นาํ ขอมูลทไ่ี ดจากการสมั มนาเชิงปฏิบัตกิ ารมาวเิ คราะห สงั เคราะห จดั ทาํ รา งขอ เสนอเชงิ นโยบาย มี 6 องคประกอบ คือ
86 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 2.1) การจัดการศึกษาเพอ่ื ความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ 2.2) การผลิตและพฒั นากําลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพ่อื สรา งขีดความสามารถในการแขง ขันของประเทศ 2.3) การพัฒนาศักยภาพคนทุกชวงวัย และการสรา งสังคมแหงการเรียนรู 2.4) การสรา งโอกาส ความเสมอภาค และความเทาเทยี มทางการศึกษา 2.5) การจัดการศึกษาเพ่อื สรางเสริมคณุ ภาพชวี ิต ท่เี ปนมติ รกับส่ิงแวดลอม 2.6) การพัฒนาประสิทธภิ าพของระบบบริหารจัดการศึกษา 3) ปรบั ปรุงและพัฒนารา งขอเสนอ เชิงนโยบาย เพอื่ พัฒนาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม 4) นําเสนอ รางขอเสนอเชิงนโยบาย เพือ่ พฒั นาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม ใหคณะกรรมการท่ีปรกึ ษาวทิ ยานิพนธ ตรวจสอบและใหขอเสนอแนะ ผวู ิจยั ปรบั ปรงุ รางขอ เสนอเชงิ นโยบายตามขอเสนอแนะ ระยะที่ 3 การตรวจสอบและประเมินเปน ขอเสนอเชิงนโยบาย ขั้นตอนที่ 6 การตรวจสอบและยืนยันโดยผูเช่ียวชาญ 1) วัตถปุ ระสงคเพื่อพิจารณา ความเหมาะสม (Propriety) ความเปนไปได (Feasibility) ความสอดคลอง (Compatibility) และความเปนประโยชน (Utility) คัดเลือกผูเชี่ยวชาญ โดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาํ นวน 10 คน เพ่ือพิจารณาเสนอแนะรา งขอเสนอเชิงนโยบาย เพอ่ื พัฒนาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม โดยกาํ หนดเกณฑ การพิจารณาคุณสมบัติ ขอ ใดขอหน่งึ หรือหลายขอ ดงั นี้ 1.1) มีคุณวฒุ ทิ างการศกึ ษาไมต่าํ กวา ระดับปรญิ ญาเอก 1.2) มปี ระสบการณในการทํางานดา นการศึกษา 1.3) ปฏิบตั ิหนาท่ใี นสํานกั งานศึกษาธิการจังหวัด 2) กลไกการปฏิบัติ ประกอบดว ย ขอเสนอเชงิ นโยบาย เกณฑการพิจารณาความเหมาะสม (Propriety) ความเปนไปได (Feasibility) ความสอดคลอ ง (Compatibility) และความเปนประโยชน (Utility) ขั้นตอนที่ 7 การประชาพจิ ารณ (Public Hearing) วัตถุประสงคเ พ่ือพิจารณาใหข อเสนอแนะตอรา ง และตรวจสอบขอเสนอเชิงนโยบายเพือ่ พฒั นา การจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม ตามองคประกอบท่ีกาํ หนดไว ไดแ ก 1) การจดั การศึกษาเพอื่ ความม่ันคงของสังคมและประเทศชาติ 2) การผลติ และพัฒนากาํ ลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพือ่ สรางขีดความสามารถในการแขง ขันของประเทศ 3) การพัฒนาศักยภาพคนทุกชว งวัย และการสรา งสงั คมแหงการเรียนรู 4) การสรา งโอกาส ความเสมอภาค และความเทาเทียมทางการศึกษา 5) การจัดการศึกษาเพื่อสรา งเสรมิ คณุ ภาพชีวิต ทเ่ี ปนมติ รกับสิง่ แวดลอม 6) การพฒั นาประสทิ ธภิ าพของระบบบริหารจัดการศึกษา ผเู ขารวมประชาพิจารณ ประกอบดว ย ผูมีสว นไดสวนเสีย (Public hearing of Stakeholders) แบง ออกเปน 3 กลุม ดงั น้ี 1. บคุ ลากรท่ปี ฏิบัติงานในสาํ นักงานศึกษาธิการจงั หวัดนครพนม ไดแ ก ศึกษาธิการจังหวดั นครพนม รองศกึ ษาธิการจังหวดั นครพนม ผูอํานวยการกลมุ และบุคลากรในสํานักงานศกึ ษาธิการจงั หวัดนครพนม จาํ นวน 30 คน 2. ผูบริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา จาํ นวน 59 คน 3. ผูมีสวนไดสว นเสียอื่น คือ ผูแทนคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจงั หวัดนครพนม ผูแทนคณะกรรมการ ตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษา ผแู ทนผปู กครองนักเรียน ผแู ทนองคการปกครองสว นทอ งถิ่น บุคคลภายนอก จํานวน 7 คน รวม 11 คน รวมผูเขา รว มประชาพิจารณท ้งั หมด 100 คน การประชาพิจารณ ผวู ิจัยไดนาํ เสนอขอมูลทไ่ี ดจากการวิจัยในระยะท่ี 1 การศึกษาสภาพการจัดการศกึ ษา และแนวทางการพฒั นาการจัดการศึกษาของสํานักงานศึกษาจังหวัดนครพนม และระยะท่ี 2 การจดั ทาํ รางขอเสนอเชิงนโยบาย พรอ มทง้ั เอกสารประกอบการประชาพจิ ารณ เกย่ี วกับความเปนมาของขอ เสนอเชงิ นโยบายเพอื่ พัฒนาการจัดการศึกษา ตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม ซ่งึ เปนขอเสนอในระดับพื้นท่ที ่เี กิดจากการมีสวนรว ม ของผปู ฏิบตั งิ านและผมู ีสวนไดสว นเสียทุกฝา ยในการรวมคดิ วิพากษว ิจารณ ใหขอ เสนอแนะเพิ่มเติมจากผลการดาํ เนินการ ท่ผี า นมา และทําการปรบั ปรงุ แกไขตามขอเสนอ สรปุ ผล ผลการจัดทาํ ขอเสนอเชิงนโยบายเพอ่ื พัฒนาการจัดการศึกษาตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม สรปุ ไดดังน้ี 1. สภาพการจดั การศกึ ษา และแนวทางการพัฒนาการจัดการศกึ ษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560- 2579) ในจงั หวัดนครพนม สภาพการจัดการศึกษาอยูใ นระดบั ปานกลาง และแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาอยูในระดับมาก
Journal of Roi Et Rajabhat University 87 Volume 14 No.3 September - December 2020 2. ขอ เสนอเชงิ นโยบายเพอื่ พฒั นาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม มี 6 ดาน คือ 1) ดานการจัดการศึกษาเพ่อื ความม่นั คงของสังคมและประเทศชาติ มี 3 เปา หมาย 10 แนวทาง การพัฒนา 2) ดา นการผลิตและพัฒนากําลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพอื่ สรา งขีดความสามารถในการแขง ขันของประเทศ มี 3 เปา หมาย 11 แนวทางการพัฒนา 3) ดานการพัฒนาศักยภาพคนทุกชวงวัย และการสรางสงั คมแหงการเรยี นรู มี 4 เปา หมาย 14 แนวทางการพัฒนา 4) ดา นการสรา งโอกาส ความเสมอภาค และความเทาเทยี มทางการศึกษา มี 3 เปา หมาย 10 แนวทาง การพัฒนา 5) ดา นการจัดการศกึ ษาเพ่อื สรา งเสรมิ คณุ ภาพชีวติ ที่เปนมิตรกบั ส่ิงแวดลอ ม มี 3 เปาหมาย 10 แนวทางการพัฒนา 6) ดานการพฒั นาประสิทธภิ าพของระบบบริหารจัดการศกึ ษา มี 4 เปา หมาย 8 แนวทางการพัฒนา 3. ผลการตรวจสอบ และประเมินขอ เสนอเชิงนโยบาย ดา นความเหมาะสม ความเปนไปได ความสอดคลอง และความเปนประโยชน อยใู นระดบั มากที่สดุ ทกุ ดาน ( X =4.90) เมื่อพิจารณาเปน รายดา นพบวา ดานความเหมาะสม ( X =4.95) ดา นความเปนไปได ( X =4.79) ดานความสอดคลอ ง ( X =4.91) และดานความเปนประโยชน ( X =4.93) อภปิ รายผล การจัดทาํ ขอเสนอเชงิ นโยบายเพื่อพฒั นาการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม พบวา 1. ดานการจดั การศึกษาเพือ่ ความม่ันคงของสงั คมและประเทศชาติ 1.1 ผูเรียนทุกชวงวัยมีความรักสถาบันหลักของชาติ และยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมุข โดยการสงเสริมใหสถานศึกษาดาํ เนินการปลูกฝงและเสริมสรางวิถปี ระชาธปิ ไตย ความสามัคคี สมานฉันท สันติวิธี ตอ ตา นการทุจรติ คอรปั ช่ัน และยดึ มนั่ ในการปกครองระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ เสริมสรางความรูความเขาใจทีถ่ ูกตองเกยี่ วกับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย ผานหลักสูตรและกระบวนการ เรียนรปู ระวัตศิ าสตรแ ละความเปนพลเมอื ง พรอมท้ังจัดกิจกรรมเสรมิ สรา งการเรียนรูท่ีสะทอนความรกั และการธาํ รงรกั ษา สถาบนั หลักของชาติ และการยดึ ม่ันในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั ริยทรงเปน ประมุข สอดคลอ งกบั แนวคิด สมฤดี พละวุฒิโฒทัย (2561 : 264) ใหความเห็นวาการพัฒนาการบริหารระบบการศึกษาเพื่อเสริมสรางความเปน พลเมอื งดีวถิ ปี ระชาธิปไตยจะตอ งเสรมิ สรา งคุณภาพของพลเมือง ใหเปน บุคคลท่สี ามารถแสดงบทบาทตามหนา ท่ี และความ รับผิดชอบของตนเองตอ สังคม มีสิทธิ เสรภี าพ และความเสมอภาค ในฐานะเปนมนษุ ยและสมาชิกของสงั คมทเ่ี ทา เทียมกัน ซ่ึงการเสริมสรา งความเปนพลเมอื งดีจะเกิดขึ้นได ตองอาศัยความรว มมอื จากทุกภาคสว น เพ่อื กอใหเกิดการพฒั นาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยทีย่ ั่งยืนตอ ไป 1.2 ผูเรยี นทุกชว งวัยในเขตพฒั นาเศรษฐกิจพิเศษ และพน้ื ท่ีชายแดนจงั หวัดนครพนม ไดร บั การศึกษา และเรียนรอู ยางมีคุณภาพ โดยการสงเสริมใหส ถานศกึ ษาดําเนินการสรางและพัฒนาหลักสตู ร กระบวนการเรียนการสอน การวดั และประเมนิ ผล เพื่อตอบสนองตออตั ลักษณจ ังหวัดนครพนม นอมนาํ แนวพระราชดาํ ริ สบื สานพระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายดา นการศกึ ษา หรือ “ศาสตรพระราชา” มาใชในการจดั กระบวนการเรียนรู อยางยั่งยืน สอดคลอ งกับ บริบทของจังหวัดนครพนม และการจัดกิจกรรมท้ังในและนอกหองเรียน ท่ีเอ้ือตอ การพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม คุณลักษณะ อันพึงประสงคตามหลักสูตร และคานิยมหลักของคนไทย 12 ประการ พรอมทั้งพฒั นาการจัดการศึกษา เพ่ือยกระดับคณุ ภาพ การศึกษาในจังหวัดนครพนมใหเ หมาะสมตามบรบิ ทของพื้นท่ี เชน เขตพื้นทช่ี ายแดน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และผเู รยี น ไดรับการพัฒนาศักยภาพหรอื ทักษะดานอาชีพ สามารถมีงานทํา หรอื นาํ ไปประกอบอาชพี ในทอ งถ่ิน ดาํ เนินการผลิตและพฒั นา ผูเรียนใหสอดคลองกับความตอ งการของแผนพัฒนาจงั หวัด และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม สอดคลองกับแนวคดิ สาํ นักสง เสริมและพทิ ักษผ ูดอยโอกาส (2551 : 37) ใหความเห็นวาควรสงเสรมิ การจัดการศึกษาสาํ หรบั ผูดอยโอกาสท่ียากจน โดยเฉพาะการจัดการศึกษาดา นอาชีพ เน่ืองจากเปนพ้ืนฐานสําคัญของการประกอบอาชีพ และการมีรายไดทพ่ี อเพียงตอการยังชพี 1.3 ผเู รียนทุกชว งวัยไดร บั การศึกษา การดแู ลและปอ งกันจากภัยคุกคามในชีวิตรปู แบบใหม โดยการสง เสริม ใหสถานศกึ ษาดาํ เนินการจัดกระบวนการเรียนรู และปลูกฝงแนวทางการบริหารความขัดแยงโดยแนวทางสันติวธิ ี คือการไมใช ความรุนแรง เนื่องจากการใชความรุนแรงเปนตวั กอใหเกิดความแตกแยก และสรางความเสียหายตอ จิตใจและรา งกาย ทง้ั ในสว นของปจเจกและสว นรวม พรอ มท้งั เสริมสรา งความรู ความเขาใจ ใหรูเทาทันเกี่ยวกับภัยคุกคามในรปู แบบใหม เชน อาชญากรรม และความรุนแรงในรูปแบบตา ง ๆ สงิ่ เสพติด ภยั พิบัติจากธรรมชาติ ภัยจากโรคอุบัติใหม ภัยจากไซเบอร ฯลฯ
88 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 2. ดา นการผลิตและพัฒนากาํ ลังคน การวิจัย และนวัตกรรม เพ่ือสรา งขีดความสามารถในการแขง ขันของประเทศ 2.1 ผเู รียนมที กั ษะท่ีสาํ คัญจําเปนและมีสมรรถนะตรงตามความตองการของตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ และสงั คมของจังหวัดนครพนม โดยการสงเสรมิ ใหสถานศึกษาดาํ เนินการสรา งและพัฒนาหลักสูตร จัดกระบวนการเรยี นการสอน การวัดและประเมินผล เพอ่ื ตอบสนองแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (2560-2579) ใหสอดคลองกบั แผนพฒั นาการศึกษา จังหวัดนครพนม และการฝกทักษะท่สี าํ คัญจําเปน และมีสมรรถนะตรงตามความตองการของตลาดงาน สอดคลองกบั การพฒั นา เศรษฐกิจและสังคมของหวัดนครพนม ผลิตผูเ รียนใหมีสมรรถนะในสาขาท่ีตรงตามความตอ งการของตลาดแรงงานในจังหวดั นครพนม สอดคลองกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศ เพือ่ รองรับการพฒั นาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจงั หวัด นครพนม และเสริมสรางศักยภาพการแขงขันของประเทศ พรอ มท้ังเสริมสรางการเรยี นการสอนใหผูเรียนมีความมั่นใจ ในการสื่อสารภาษาองั กฤษ ภาษาประเทศคูคา อยางนอย 1 ภาษา 2.2 สถาบนั การศึกษาและหนว ยงานท่ีจัดการศึกษาผลิตผูเ รียนท่ีมีความเช่ียวชาญและเปนเลิศเฉพาะดาน โดยการสง เสริมใหสถานศึกษาและหนวยงานที่จัดการศึกษา เสรมิ สรา งการดาํ เนินการผลิตผูเรียนใหมีความเช่ียวชาญและเปนเลิศ เฉพาะดา น เพ่ือรองรบั ความตอ งการของตลาดแรงงานในจังหวัดนครพนม และการพัฒนาประเทศ เสริมสรางผูเรียนใหมีคุณภาพ มีความสามารถปรบั ตัวตอการเปล่ียนแปลงและพฒั นาในอนาคต เชน เทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร การพัฒนา การเกษตรดวยเทคโนโลยี เกษตรยุคใหม (Smart Farmer) และใฝเรียนใฝรอู ยางตอเน่ืองตลอดชวี ิต มีการดําเนินการสรา งเครอื ขา ย ความรวมมือระหวางรัฐ เอกชน สถานประกอบการ สมาคมวิชาชีพ และหนว ยงานที่จัดการศึกษา ในการผลิตกําลงั คนระดบั กลาง และระดับสูง จําแนกตามระดบั ประเภทการศกึ ษาในสาขาวิชา ท่ีสอดคลอ งกับความตองการของตลาดแรงงานในจังหวัดนครพนม และการพัฒนาประเทศ สอดคลอ งกับแนวคิด สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2560 : 8) ใหความเห็นวา ประเทศไทย 4.0 ตองเปล่ียนผา นทั้งระบบ เปลี่ยนจากการเกษตรแบบดงั้ เดิม (Traditional Farming) ในปจจุบัน ไปสูการเกษตร สมัยใหม ท่ีเนนการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) โดยเกษตรกรตองร่าํ รวยขึ้น และเปน เกษตรกรแบบเปน ผูประกอบการ (Entrepreneur) 2.3 การวิจัยและพฒั นาเพื่อสรางองคความรู และนวัตกรรมที่สรา งผลผลิตและมูลคา เพม่ิ ทางเศรษฐกิจ โดยการสง เสริม สนับสนุน พัฒนาผบู ริหาร ครู อาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ใหมีผลงานการวิจัยและนวัตกรรม ทีส่ ามารถนําไปใชประโยชนในการปฏบิ ัติงาน เสริมสรางการทําวิจัย เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการศึกษา เพ่ือสรางองคความรู พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู การวัดและประเมินผล โดยเนนใหมีการวิจัยในชั้นเรียน ในสถานศึกษา เพื่อสรา งองคค วามรู และนวัตกรรมทส่ี รางผลผลิตและมลู คาเพ่ิมทางเศรษฐกิจ สอดคลองกบั แนวคิด วิทยากร เชียงกูล (2559 : 63) ใหความเห็นวา โลกในศตวรรษที่ 21 เนนการใชแรงงานที่มีความรู ทักษะ แนวคิด วิเคราะหเปน มีจิตนาการและเรยี นรอู ะไรใหม ๆ ไดดี ปรบั ตัวไดเกง แกปญหาไดเ กง การจัดการศึกษาจึงตอ งเปล่ียนแปลงอยางขนานใหญ เพ่ือพฒั นาพลเมืองที่ฉลาด รบั ผดิ ชอบ คิดวิเคราะห สังเคราะห ประยุกตใ ชเปน มีความสามารถในการทํางาน แกปญหา และแขงขันทางเศรษฐกิจไดม ากขึ้น 3. ดานการพัฒนาศักยภาพคนทุกชว งวัย และการสรางสงั คมแหง การเรียนรู 3.1 ผเู รียนมีทักษะและคุณลักษณะพื้นฐานของพลเมอื งไทย และทักษะและคุณลักษณะที่จาํ เปนในศตวรรษที่ 21 พรอ มท้งั มีทกั ษะความรูความสามารถและสมรรถนะตามมาตรฐานการศึกษา และมาตรฐานวิชาชีพ พัฒนาคุณภาพชวี ิต ไดตามศกั ยภาพ โดยการสงเสรมิ ใหส ถานศกึ ษามีการดาํ เนินการใหผูเรียนมที ักษะและคณุ ลักษณะพ้ืนฐานของพลเมืองไทย และทักษะและคุณลกั ษณะท่ีจําเปนในศตวรรษที่ 21 มที ักษะ ความรูค วามสามารถ และสมรรถนะตามมาตรฐานการศกึ ษา และมาตรฐานวิชาชพี และพฒั นาคุณภาพชวี ิตไดตามศักยภาพ สง เสริม สนบั สนุน พัฒนาครู อาจารย ผูบ ริหาร และพัฒนา หลักสตู รสถานศึกษา ใหเหมาะสมสอดคลอ งกับการเปลยี่ นแปลงในศตวรรษที่ 21 และการนําผลการทดสอบทางการศึกษา ระดบั ชาติ มาใชยกระดบั คุณภาพการศึกษา 3.2 สถานศึกษาทุกระดับการศึกษาสามารถจัดกิจกรรม กระบวนการเรียนรูตามหลักสูตรอยา งมีคณุ ภาพ และมาตรฐาน แหลงเรียนรู ส่อื ตาํ ราเรียน นวัตกรรม และส่อื การเรียนรมู ีคุณภาพและมาตรฐาน และประชาชนสามารถเขาถึงได โดยไมจาํ กัดเวลาและสถานท่ี โดยการสงเสรมิ ใหส ถานศึกษาทุกระดับการศึกษา สามารถจัดกิจกรรม กระบวนการเรยี นรู ตามหลักสูตรอยางมีคณุ ภาพตามมาตรฐาน เสริมสรางการจัดการเรียนรทู ่ีใหผ ูเรียนไดเรยี นรผู านกิจกรรมการปฏบิ ัติจรงิ (Active Learning) เปนทักษะกระบวนการใหเกดิ ทักษะการคดิ วิเคราะห คิดแกปญ หา และคิดสรางสรรค ท้ังในและนอก หอ งเรยี น ซ่งึ สอดคลอ งกับแนวคิด มนตรี ศิริจันทรช่ืน (2554 : 3) ใหความหมายของ Active Learning วาเปนกระบวนการ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรทู ี่ผูเรยี นตองไดมีโอกาสลงมือกระทาํ มากกวาการฟงหรืออานเพียงอยา งเดียว โดยเปนการจัดกิจกรรม
Journal of Roi Et Rajabhat University 89 Volume 14 No.3 September - December 2020 ใหผเู รียนไดตอบโต วิเคราะหป ญหา อีกทั้งใหผ ูเรียนไดใ ชกระบวนการคิดขั้นสูง ในการวเิ คราะห สงั เคราะห และประเมินคา ซึง่ ผเู รยี นจะเปล่ียนบทบาทจากผูรับความรู ไปสูการมีสวนรว มในการสรางความรู พรอ มทง้ั ใหม ีแหลงเรยี นรู สอ่ื ตาํ ราเรียน นวัตกรรม และสือ่ การเรียนรูมีคณุ ภาพและมาตรฐาน และประชาชนสามารถเขาถึงไดโดยไมจาํ กดั เวลาและสถานที่ สนับสนุน การผลิต การจัดหา และใชสื่อการเรียนการสอน เทคโนโลยี นวัตกรรม และส่ิงอํานวยความสะดวกท่หี ลากหลาย รวมท้ังการพัฒนา หองสมดุ และแหลงเรียนรูภ ายในสถานศึกษา ในการจดั การเรียนรูไดท้ังในหอ งเรยี นและนอกหอ งเรียน เพื่อใหผ ูเรียนไดเรียนรู อยางเต็มตามศกั ยภาพ พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม ีทักษะการออกแบบการจัดการเรียนรแู บบ Active Learning นาํ กระบวนการ PLC มาบูรณาการจัดการเรียนรู 3.3 ระบบและกลไกการวัด การติดตามและประเมินผล มีประสิทธิภาพและประสทิ ธิผล โดยการสง เสริม ใหสถานศกึ ษาดาํ เนินการอยา งมีระบบและกลไก การทดสอบ การวัดและประเมินความรู ทักษะ และสมรรถนะของผูเรียน ทกุ ระดับการศกึ ษา และทุกกลุมเปาหมายที่มีประสิทธภิ าพและประสทิ ธิผล สอดคลอ งกับแนวคิด สาํ นักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2560 : 3) ใหความเห็นวา ตองเปล่ียนระบบการประเมิน เพ่อื ใหสอดคลอ งกับหลักสูตรสถานศกึ ษา โดยเฉพาะการคดิ เปน วิเคราะหเ ปน ตามทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 พรอ มท้ังใหมรี ะบบติดตามประชากรวัยเรียน ที่ขาดโอกาส หรือไมไ ดรับการศกึ ษา และผูเรยี นท่มี แี นวโนม จะออกกลางคัน 3.4 ระบบการผลิตครู อาจารย และบุคลากรทางการศึกษาไดม าตรฐาน พรอ มท้ังครู อาจารย และบุคลากร ทางการศึกษาไดรับการพัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐาน โดยการสง เสริมใหสถานศึกษาดาํ เนินการใหมีระบบการพฒั นาครู อาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ไดมาตรฐานระดบั สากล การใหครู อาจารย และบุคลากรทางการศึกษา ไดร ับการพัฒนา สมรรถนะตามมาตรฐาน การพัฒนาผูบริหาร ครู อาจารย และบุคลากรทางการศึกษาใหมที ักษะและสมรรถนะตามมาตรฐาน วชิ าชีพ และทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาประเทศคคู า สอดคลอ งกบั ความตอ งการในการจัดการศกึ ษาทุกระดบั ทุกประเภท 4. ดานการสรา งโอกาส ความเสมอภาค และความเทา เทียมทางการศกึ ษา 4.1 ผเู รียนทุกคนไดรบั โอกาสและความเสมอภาคในการเขาถึงการศึกษาท่ีมีคณุ ภาพ โดยการสง เสรมิ ให สถานศึกษาดาํ เนินการเพิ่มโอกาสใหประชากรวัยเรียนทุกคน ใหไ ดรบั โอกาสในการเขารบั บริการทางการศึกษาอยางทวั่ ถึง มีคณุ ภาพ และเสมอภาค เพ่ิมโอกาสใหป ระชาชนเขาถึงบริการทางการศกึ ษา การเรียนรูอยางท่วั ถึง มีคณุ ภาพและตอ เน่ือง ตลอดชีวิต สนบั สนนุ การพัฒนาผเู รียนท่ีมีความตอ งการจําเปนพเิ ศษ (ผพู ิการ ผูดอ ยโอกาส และผมู ีความสามารถพิเศษ) ใหไดรับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพดวยรูปแบบท่ีเหมาะสม สอดคลองกบั แนวคิด วิชาญ ทรายออ น (2560 : 3) ใหความเห็นวา ศักดิ์ศรีความเปนมนษุ ย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลยอ มไดรับความคุมครอง ปวงชนชาวไทยยอมรบั ความคุมครองตามรฐั ธรรมนญู เสมอกัน 4.2 การเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ผา นเทคโนโลยดี ิจทิ ัลเพ่ือการศึกษา สําหรับผูเรียนทุกชวงวัย โดยการสง เสริม ใหสถานศึกษาดาํ เนินการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผา นเทคโนโลยีดจิ ิทลั เพ่ือการศึกษาสําหรบั ผูเรียนทุกชวงวัย สนับสนุนการใช เทคโนโลยใี นการจัดการศึกษาใหครอบคลุมทุกพ้ืนท่อี ยางท่ัวถึงดว ยวธิ ีการทห่ี ลากหลาย เชน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางไกล ผานเทคโนโลยีสารสนเทศ (Distance Learning Information Technology : DLIT) การพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา ดวยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกลผานดาวเทียม (Distance Learning Television : DLTV) ฯลฯ และใหม ีระบบเครอื ขาย เทคโนโลยีดิจทิ ัลเพอื่ การศึกษาทีท่ ันสมัย สนองตอบความตอ งการของผเู รยี นและผูใชบ ริการ อยางท่ัวถงึ และมปี ระสิทธิภาพ สอดคลองกับแนวคิด นิกร จันภิลม ศตพล กัลยา ภาสกร เรืองรอง และ รุจโรจน แกว อุไร (2562 : 308) ใหความเห็นวา การสรางโอกาสและความเทา เทียมในการเขาถึง และใชประโยชนจากเทคโนโลยีดิจิทัลสําหรบั ประชาชน โดยเฉพาะอยา งยิง่ กลุม ผูสูงอายุ กลุมผพู ิการ กลุมผูทอ่ี ยูอาศัยในพ้ืนที่หางไกล 4.3 ระบบขอ มลู รายบุคคลและสารสนเทศทางการศกึ ษาท่ีครอบคลุม ถูกตอง เปนปจจบุ ัน เพื่อการวางแผน การบริหารจัดการศึกษา การตดิ ตามประเมินและรายงานผล โดยการสงเสริมใหสถานศึกษาดาํ เนินการใหมีระบบขอมูลรายบุคคล และสารสนเทศทางการศึกษาที่ครอบคลมุ ถูกตอ ง เปนปจจบุ ัน เพื่อการวางแผนการบริหารจัดการศึกษา การติดตามประเมิน และรายงานผล การสรางความเขมแขง็ ของระบบการดูแลชวยเหลือผเู รียน ระบบสงเสริมความประพฤติผูเรียน ระบบคุมครอง ผูเ รียน และสรา งภมู คิ ุมกันทางสงั คม สนับสนุนการจัดกิจกรรมแนะแนว เพ่อื การศกึ ษาตอและการประกอบอาชพี อยา งเขมแข็ง ตอเนื่องและเปนรปู ธรรม และการประสานหนว ยงานที่เก่ียวของในการจัดการศึกษาที่เหมาะสม สําหรับเด็กดอยโอกาส ที่ไมอยู ในทะเบียนราษฎร เชน เด็กไรสัญชาติ เด็กพลดั ถิ่น เด็กตา งดา ว เดก็ ไทยท่ีไมเ ลขประจาํ ตัวประชาชน เปนตน สอดคลองกับแนวคดิ สุวิธิดา จรงุ เกียรติกุล (2557 : 11) ใหความเห็นวาประชากรไทยยังไมสามารถเขา ถึงการเรียนรูไดอยางเทาเทยี ม และมีประสทิ ธภิ าพ
90 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 5. ดา นการจดั การศกึ ษาเพ่ือสรา งเสริมคณุ ภาพชีวิตทเี่ ปนมติ รกับสิ่งแวดลอม 5.1 ผูเรียนทุกชว งวัย มีจิตสาํ นกึ รักษส่ิงแวดลอ ม มีคณุ ธรรม จริยธรรม และนาํ แนวคิดตามหลกั ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงสูการปฏบิ ตั ิ โดยการสงเสริมใหส ถานศึกษาดาํ เนินการเสริมสราง สนับสนุนผูเรียนทุกชวงวัย ในการสราง จิตสาํ นึกอนุรักษสงิ่ แวดลอม มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และนาํ แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสูการปฏิบตั ิ เสริมสรา ง ใหครู อาจารย บุคลากรทางการศึกษา ไดร ับการอบรม การพัฒนา ในเรอ่ื งการสรา งเสริมคณุ ภาพชวี ิตท่ีเปนมิตรกับสิ่งแวดลอ ม และการสรา งเครอื ขา ยความรว มมือกับภาคสวนตาง ๆ ในการอนุรักษท รัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม สอดคลองกับแนวคิด ปรยี านชุ พบิ ูลสราวธุ (2551 : 19) การปลูกฝงใหเด็กและเยาวชนรูจักการใชชีวิตท่พี อเพียง เหน็ คณุ คาของทรพั ยากรตา ง ๆ ฝกการอยรู ว มกบั ผูอ ่ืนอยา งเอื้อเฟอเผอื่ แผแ ละแบง ปน มีจิตสาํ นึกรกั ษส งิ่ แวดลอม และเห็นคุณคา ของวัฒนธรรม คานิยม เอกลักษณความเปนไทย การจัดการศึกษาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถดาํ เนินการไดใ น 2 สวน คือการบริหารสถานศกึ ษา ในดา นตา ง ๆ และการจดั การเรียนรูของผเู รียน ซง่ึ ประกอบดวยการสอดแทรกสาระเศรษฐกิจพอเพียงในหลักสูตร และสาระ การเรยี นรใู นหองเรียน และการประยกุ ตหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดกิจกรรมพฒั นาผูเรยี นนอกหองเรยี น 5.2 หลักสูตร แหลงเรียนรู และสอ่ื การเรียนรูที่สง เสริมคณุ ภาพชวี ติ ทเ่ี ปน มิตรกับสิง่ แวดลอม คุณธรรม จริยธรรม และการนาํ แนวคดิ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งสูการปฏิบตั ิ โดยการสง เสรมิ ใหสถานศกึ ษาดําเนินการใหมีหลักสูตร แหลงเรียนรู และสอ่ื การเรียนรทู ี่สงเสริมคณุ ภาพชีวิตทีเ่ ปน มิตรกบั สิ่งแวดลอม คุณธรรม จริยธรรม และการนาํ แนวคดิ ตามหลัก ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงสกู ารปฏบิ ัติ มกี ารพฒั นาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู แหลง เรยี นรู และสอ่ื การเรียนรตู า ง ๆ ที่เก่ียวของกบั การสรา งเสริมคุณภาพชีวติ ที่ดีเปน มิตรกับสงิ่ แวดลอ ม มีการจัดการเรยี นการสอนและกิจกรรมท่ีเก่ียวของกับ การสรา งเสริมคุณภาพชวี ิตท่ีเปนมติ รกับสิ่งแวดลอม สนับสนุนผูเรยี นทกุ ระดับการศึกษา มพี ฤติกรรมที่แสดงออกถงึ ความตระหนัก ในความสาํ คัญของการดาํ รงชีวิตท่ีเปนมิตรกับส่ิงแวดลอม การมีคุณธรรม จริยธรรม และการประยุกตใ ชห ลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงในการดําเนินชวี ิต และมีการผลิตส่ือการเรียนรใู นสื่อสารมวลชน ท่ีเผยแพรหรือใหความรูเกี่ยวกบั การสรา งเสริม คณุ ภาพชีวิตที่เปนมิตรกบั ส่งิ แวดลอ ม 5.3 การวจิ ยั เพื่อพฒั นาองคค วามรูและนวัตกรรม ดานการสรางเสริมคุณภาพชีวิตท่ีเปนมิตรกับสิง่ แวดลอ ม โดยการสงเสริมใหสถานศึกษาดาํ เนินการเสริมสรางใหมีการวิจัย เพื่อสรา งองคค วามรูและนวัตกรรม ดานการสรา งเสริม คุณภาพชีวิตที่เปนมิตรกบั ส่ิงแวดลอ ม สนับสนุนใหมีกลุม จิตอาสาที่มาจากประชาชน ชุมชน ผูเรียน เขามามสี วนรวม และเปนแกนนําในการอนุรักษสิ่งแวดลอม ที่สงเสริมคณุ ภาพชวี ติ เปนมติ รกับสิ่งแวดลอม 6. ดา นการพัฒนาประสิทธภิ าพของระบบบริหารจัดการศึกษา 6.1 ระบบการบริหารจัดการศึกษามีประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ล สง ผลตอคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษา โดยการสง เสริมใหสถานศึกษาดาํ เนนิ การพฒั นาระบบการวางแผน การนาํ แผนไปสูการปฏบิ ัติ การกํากับตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพ่ือการบริหารจดั การที่มปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยยึดหลักธรรมาภบิ าล มีระบบการบรหิ ารจัดการ ศึกษาท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล สง ผลตอ คุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษา และมีรูปแบบ แนวทาง กลไกการจดั สรร งบประมาณผา นดา นอุปสงคและอุปทานในสดั สว นที่เหมาะสม ตามคณุ ลกั ษณะทแ่ี ตกตางกันของผูเรียน ความตองการ กําลงั แรงงานและสภาพปญ หาที่แทจรงิ ของจงั หวัดนครพนม สอดคลองกับแนวคิด สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน (2560 : 5) ใหค วามเห็นวา อนาคตประเทศไทยจะเปนสังคมความรว มมอื ในการขับเคลื่อนใหกาวไปสูระบบการบริหารภาครัฐ ที่มีประสิทธภิ าพ ทันสมัย รับผดิ ชอบ โปรงใส ตรวจสอบได และประชาชนมีสว นรวม เศรษฐกิจและสังคมไทยมีการพฒั นา อยางมั่นคงและย่ังยนื เศรษฐกิจและสงั คมพัฒนาอยา งเปนมิตรกับส่ิงแวดลอม สังคมไทยเปนสังคมท่ีเปนธรรม มีความเหลื่อมลํ้านอ ย ระบบเศรษฐกิจมีความเปนชาติและเศรษฐกิจดิจทิ ัลที่เขมขน และคนไทยในอนาคตมีศักยภาพในการรว มกันพัฒนา สามารถ ปรบั ตัวรองรบั บรบิ ทในอนาคตได 6.2 ทุกภาคสวนของสงั คมมสี ว นรวมในการจัดการศึกษา ทีต่ อบสนองความตอ งการของประชาชน และพื้นท่ี บริการ โดยการสงเสริมใหส ถานศึกษาดาํ เนินการใหทุกภาคสวนของสังคมมสี วนรว ม ในการจดั การศึกษาทต่ี อบสนอง ความตอ งการของประชาชนและพื้นท่ีบริการ สอดคลอ งกับแนวคิด นิกร จันภลิ ม ศตพล กลั ยา ภาสกร เรอื งรอง และ รจุ โรจน แกว อุไร (2562 : 310) ใหค วามเหน็ วา การเชื่อมโยงเครอื ขายทางการศึกษา เปนการสง เสริมความรว มมือกับเครอื ขา ย และสถาบนั การศึกษา ทั้งในสว นกลางและสวนภูมภิ าค เพื่อแลกเปล่ียนองคความรูและบริการจัดการองคค วามรู ตลอดจน การสงเสริมกระบวนการเรยี นรูอ ยางเปนระบบ
Journal of Roi Et Rajabhat University 91 Volume 14 No.3 September - December 2020 6.3 กฎหมายและรปู แบบการบริหารจัดการทรพั ยากรทางการศึกษา รองรับลกั ษณะท่ีแตกตา งกนั ของผเู รยี น สถานศึกษา และความตองการกาํ ลังแรงงานของประเทศ โดยการสงเสริมใหสถานศกึ ษาดาํ เนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ทีเ่ กย่ี วขอ งกับการปรบั บทบาทและภารกิจของรฐั ความเปนอิสระและความรบั ผดิ รบั ชอบของสถานศึกษา และการระดมทุน และรวมสนบั สนุนการจดั การศึกษา และดําเนินการตามกฎ ระเบียบ กฎหมาย และระบบการจดั สรรเงินเพือ่ การศึกษา ท่เี อือ้ และสนองตอบคณุ ลักษณะท่ีแตกตางกันของผูเรียน ความตองการกาํ ลังแรงงาน และสภาพปญ หาทีแ่ ทจรงิ ของจังหวัด นครพนม 6.4 ระบบบริหารงานบคุ คลของครู อาจารย และบุคลากรทางการศึกษามีความเปนธรรม สรางขวัญกําลงั ใจ และสง เสรมิ ใหปฏบิ ตั ิงานไดอ ยา งเตม็ ตามศักยภาพ โดยการสงเสรมิ ใหส ถานศึกษาดาํ เนินการใหมีระบบบริหารงานบุคคล ของครู อาจารย และบคุ ลากรทางการศึกษา มีความเปนธรรม สรา งขวัญกําลงั ใจ และสงเสริมใหป ฏิบตั งิ านไดอยาง เต็มตามศักยภาพ มีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีดจิ ิทัล เพือ่ การจดั การศึกษาท่ีมมี าตรฐานเชือ่ มโยงกันและเขาถงึ ได ขอ เสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนาํ ไปใช 1.1 ผูบริหารสถานศึกษาทป่ี ฏบิ ตั ิงานภายใตการกํากับ ดูแล ของสาํ นักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ควรนาํ ขอ เสนอเชิงนโยบายท่ีไดจากการศึกษา เพ่ือพัฒนาการจดั การศึกษาตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจงั หวัดนครพนม เปนขอมลู พิจารณากําหนดกรอบในการปฏบิ ัตงิ าน เพื่อใหการบริหารจัดการศึกษาเปน ไปอยางมี ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล ทงั้ 6 ดา น 1.2 ผูบรหิ ารสถานศึกษาที่ปฏบิ ัติงานภายใตการกาํ กับ ดูแล ของสํานักงานศึกษาธิการจังหวดั อื่น ๆ สามารถ นาํ ผลการวิจัยไปใชในการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษา โดยการประยุกตใ หเหมาะสมกับบริบท เพือ่ ใหเกดิ ประสทิ ธิภาพ ในการบรหิ ารจัดการศึกษา 1.3 ผูบรหิ ารในระดับสูงสามารถนําองคความรทู ่ีไดจากการวิจยั คร้งั นี้ ไปใชใ นการวางแผนเพ่ือพฒั นาผูบ ริหาร สถานศึกษาใหมีประสิทธิภาพตอ ไป 2. ขอเสนอแนะในการทาํ วิจัยคร้ังตอไป 2.1 ควรมีการวิจัยตอเนื่อง เม่ือมีการนําผลการวิจยั ท่คี นพบไปใชป ระโยชนในการพฒั นาการจัดการศึกษา ตามแผนการศึกษาแหง ชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ในจังหวัดนครพนม ไปแลวระยะหน่งึ ควรจะทําการวจิ ัยเพือ่ ประเมิน และหาขอ เสนอแนะในเร่ืองนีอ้ ีก เน่อื งจากบริบทในการจัดการศึกษาเปลยี่ นไปอาจทําใหมีความตอ งการในการทจี่ ะพฒั นาดาน อน่ื ๆ เพ่ิมมากข้ึน 2.2 ควรทําการวจิ ยั ในภาพรวมของเขตตรวจราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เน่ืองจากแตละเขตตรวจราชการ มบี รบิ ทที่คลา ยกัน เพ่ือจะไดนําขอเสนอเชิงนโยบายจากผลการวิจยั ไปเปนแนวทางในการพฒั นาการจัดการศึกษาตอไป กติ ติกรรมประกาศ ดษุ ฎีนิพนธฉบับน้ีสาํ เร็จลุลว งไปไดต ามวัตถปุ ระสงคด วยความกรุณา และความอนเุ คราะหอยา งสูงจาก ผูช วยศาสตราจารย ดร.ธวชั ชัย ไพใหล ประธานกรรมการที่ปรึกษาวทิ ยานิพนธ ผูชวยศาสตราจารย ดร.เพลินพิศ ธรรมรัตน กรรมการท่ีปรึกษาวิทยานพิ นธ ที่ใหคําปรึกษา ใหขอเสนอแนะ ตรวจสอบ ปรับปรุงแกไ ขวิทยานิพนธ ตลอดจนใหการสนบั สนุน และชวยเหลอื ผูวิจัยมาโดยตลอด และขอขอบพระคณุ ผทู ีเ่ ก่ียวของทุกทา นในการทาํ งานวิจัยในครั้งนี้ เอกสารอา งอิง นิกร จันภิลม ศตพล กัลยา ภาสกร เรอื งรอง และ รจุ โรจน แกวอไุ ร. (2562). เทคโนโลยีการศึกษาในยุค Thailand 4.0. วารสารปญญาภิวฒั น,11(1), 304-314. บญุ ชม ศรีสะอาด. (2556). การวิจัยเบือ้ งตน (พมิ พคร้ังที่ 9). กรงุ เทพฯ: สุวีริยาสาสน. ปรยี านุช พบิ ูลสราวธุ . (2551). การขบั เคล่ือนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดา นการศึกษา (พ.ศ. 2549 -2557). กรุงเทพฯ: สาํ นักทรัพยสินสว นพระมหากษัตริย.
92 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 มนตรี ศิริจันทรชื่น. (2554). การสอนนักศึกษากลุมใหญในรายวชิ า Gsoc 2101 ชุมชนกับการพัฒนา โดยใชก ารสอน แบบ Active Learning และการใชบ ทเรียนแบบ e-learning. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงใหม. วชิ าญ ทรายออ น. (2560). การรับรองสทิ ธิของคนพิการตามรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2560. กรงุ เทพฯ: สาํ นักวิชาการสาํ นักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร. วทิ ยากร เชยี งกูล. (2559). รายงานสภาวะการศึกษาไทย ป 2557/2558 จะปฏิรปู การศึกษาไทยใหท นั โลกในศตวรรษที่ 21 ไดอ ยา งไร. กรุงเทพฯ: ดกี ารพิมพ. สมฤดี พละวฒุ ิโฒทยั . (2561). การพฒั นาการบรหิ ารระบบการศึกษาเพอ่ื เสริมสรา งความเปนพลเมอื งดวี ถิ ีประชาธิปไตย. วารสารการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, 9(1), 264-273. สุวิธิดา จรงุ เกยี รตกิ ลุ . (2557). การศึกษา และการเรยี นรตู ลอดชวี ิต = Lifelong education and lifelong learning. กรุงเทพฯ: ศูนยตําราและเอกสารทางวิชาการคณะครุศาสตรจ ฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั . สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน. (2560). การขบั เคล่ือนการศึกษามธั ยมศกึ ษาไทย 4.0 เพือ่ การมีงานทํา แหงศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. สํานกั งานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม. (2561). แนวทางการขับเคลอื่ นยุทธศาสตรการจัดการศึกษาตามยทุ ธศาสตร การศึกษาจงั หวัดนครพนม ประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2561. นครพนม: สาํ นักงานศึกษาธิการจงั หวัดนครพนม. สาํ นักสง เสรมิ และพทิ ักษผ ูดอ ยโอกาส. (2551). ยทุ ธศาสตรสง เสริมการพฒั นาศกั ยภาพ และคุมครองพทิ กั ษสทิ ธิผดู อ ยโอกาส 5 ป (พ.ศ. 2551-2555). กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262