Journal of Roi Et Rajabhat University 143 Volume 14 No.3 September - December 2020 ผลการทดสอบระดบั ชาติ O-NET ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท ี่ 6 ในรายวิชาคณติ ศาสตร 2 ปยอนหลัง คือปการศึกษา 2560 คาเฉลี่ยอยทู ่ี 36.05 คา เฉล่ียประเทศอยทู ี่ 46.58 และปการศึกษา 2561 คา เฉลี่ยอยูที่ 32.22 คา เฉลยี่ ประเทศอยทู ี่ 37.50 (โรงเรียนบานนาเรียง, 2561 : 6) การแกโจทยปญหาการคูณเปนเน้ือหาในวิชาคณิตศาสตรพ้ืนฐาน ผูเรียนมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียน ทต่ี าํ่ กวามาตรฐาน จากปญหาที่เกิดขึ้นผูวิจัยไดศ ึกษาปญหาและวิเคราะหส าเหตขุ องปญ หา โดยการศึกษาจากรายงานผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี นของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4 พบวาปญหาเกิดจากทั้งในดา นตวั ครผู สู อนและตวั ผูเรยี น กลา วไดว าในดาน ของครูผูสอน พบวาการสอนน้ันยังขาดการเตรียมเนอื้ หา สอนโดยใชแบบเรียนเปนหลกั และใหนักเรียนทําแบบฝก หดั มากจนเกินไป อกี ทั้งกระบวนการสอนและการถายทอดความรูทางคณิตศาสตร ขาดการใชส อ่ื การสอนทาํ ใหนักเรียนไมสามารถเกิดความคิด รวบยอดได ขาดเทคนิคและวธิ ีการแกป ญหาในการเรียนการสอน รปู แบบและวธิ ีการสอนไมหลากหลาย สวนในดานผูเรยี นพบวา ขาดทักษะในการแกปญหา เน่อื งจากไมไดรับการฝกทักษะในกระบวนการเรยี นท่ีเปนระบบ ซง่ึ ผูเรยี นน้นั ขาดการฝกฝนที่จะสรา ง องคความรูดว ยตนเอง ทท่ี าํ ใหเกิดกระบวนการแกป ญหาดว ยตัวเอง อกี ท้ังยังขาดการทาํ กิจกรรมกลุมยอยและทักษะการทํางาน รวมกัน ผูเรียนขาดความรบั ผดิ ชอบและมีเจตคตทิ ี่ไมด ีตอ วิชาคณติ ศาสตร จากการศึกษาสภาพปญหาท่ีกลา วมาขา งตน น้ัน ผูวิจัยจึงสนใจท่ีพฒั นาทักษะการแกโจทยป ญ หาทางคณติ ศาสตร ของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 4 ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสตกับเกณฑร อยละ 70 ใหน ักเรียนเกิดการเรียนรู อยางมปี ระสิทธภิ าพ สามารถพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนใหผา นเกณฑท ี่กาํ หนดไว ซึ่งผลทไ่ี ดจากการวิจัยสามารถใชเปน แนวทางในการจัดกจิ กรรมการเรียนรโู ดยใชส่อื ประสมตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ต และเปนแนวทางสําหรบั ผูท ่สี นใจ ศึกษาคนควา วิจัยในการพฒั นาการเรียนการสอน ที่เนนทักษะกระบวนการแกโจทยปญ หาคณิตศาสตร โดยใชรูปแบบการวิจยั เชงิ ปฏบิ ัติการตามแนวคิด Kemmis and McTaggart (1990, อางถงึ ใน ยาใจ พงษบรบิ รู ณ, 2537 : 75) เพือ่ ประโยชนตอ การ พฒั นากิจกรรมการเรยี นรใู นกลมุ สาระการเรียนรคู ณิตศาสตรใ หมปี ระสิทธภิ าพมากยิ่งขึ้น วัตถปุ ระสงค เพอ่ื พัฒนาทักษะการแกโจทยป ญ หาทางคณิตศาสตรข องนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ่ี 4 ที่ไดรับการจัดการเรียนรู ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ตกับเกณฑร อยละ 70 กรอบแนวคิด เนอื้ หาทีใ่ ชในการวิจัย ไดแก เน้ือหากลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร ชั้นประถมศึกษาปท ่ี 4 หนวยการเรียนรทู ี่ 4 เรือ่ ง การคูณจาํ นวนนับที่มากกวา 100,000 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พุทธศักราช 2560) ประกอบดว ยแผนการจัดการเรียนรู 3 แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 6 ชัว่ โมง ในการวิจยั ครั้งนี้ ผูวิจยั แสดงกรอบแนวคดิ เก่ียวกับทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ิสต ของ ทิศนา แขมมณี (2555 : 290-293) มาประยุกตใ ชเปน ตวั แปรตน ไดแก การจัดการเรียนรูกลุมสาระการเรียนรูค ณติ ศาสตรตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสต ตัวแปรตาม ไดแก ทักษะในการแกโจทยปญหาทางคณติ ศาสตร ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี 4 โดยแสดงการเชือ่ มโยง ความสัมพันธระหวางตวั แปร ดงั ภาพประกอบ 1 ตัวแปรตน ตัวแปรตาม การจัดการเรยี นรูกลุมสาระการเรียนรู ทักษะในการแกโ จทยป ญหาทางคณิตศาสตร คณิตศาสตรตามแนวคิดทฤษฎีคอน ของนักเรยี น สตรคั ติวิสต ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิด
144 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 วธิ ดี าํ เนินการวจิ ัย 1. กลมุ เปาหมาย กลุมเปา หมายท่ีใชใ นการวิจัย ไดแก นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรียนบา นนาเรียง อาํ เภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ทเี่ รียนในภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2562 จาํ นวน 11 คน 2. เคร่ืองมอื ท่ีใชในงานวิจัย 2.1 แผนการจัดการเรียนรตู ามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ต เร่ืองการคูณจาํ นวนนับที่มากกวา 100,000 ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 4 มขี ั้นตอนการสราง ดังนี้ 1) ศกึ ษาเอกสารท่ีเกี่ยวของกับการสรา งแผนการจัดการเรียนรู 2) วเิ คราะหมาตรฐานการเรียนรแู ละตัวชีว้ ัด กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร 3) กําหนดกจิ กรรมการจัดการเรียนรู โดยยดึ รายละเอียดเกี่ยวกบั มาตรฐานการเรียนรู ตัวช้ีวัด และเน้ือหา| ท่จี ะนาํ มาสรา งแผนการจัดการเรียนรู การจัดกิจกรรมการเรียนรูต ามแนวคิดคอนทฤษฎีสตรัคตวิ ิสต เปนการจัดนําแนวคิด มีเปาหมายใหนักเรียน สรา งความรูใหม ใหนักเรยี นไดเผชิญปญหา เปด โอกาสใหนักเรียนรูจักคิดและฝก ทักษะการคิดแกปญหาดว ยตนเองเปนสําคัญ โดยการนาํ ประสบการณ ความรู ความเขา ใจและความคิดมาประยุกตใ ชใ นการแกป ญ หาทางคณติ ศาสตร เนนกระบวนการ ทีน่ ักเรียนเปนผูลงมือกระทาํ ใหนักเรียนไดเรียนรเู ปนรายบคุ คล เรียนรเู ปนกลมุ ยอ ย และเรยี นรูร วมกันท้ังชั้นตามแนวคิด ทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ิสต ประกอบดวย 4 ขั้นตอน ดงั น้ี ขัน้ ที่ 1 ขั้นนาํ เขา สบู ทเรยี น เปนการสรางความสนใจ เพ่ือใหน ักเรยี นเกดิ ความสนใจใฝเรียนรู ทบทวน ความรูเดิมและแจงจุดประสงค เปนข้ันท่ีนักเรยี นจะไดท ราบเปา หมายในการเรยี นรใู นแตล ะชว่ั โมง และการทบทวนความรเู ดมิ เพื่อจะไดน าํ ไปเชอื่ มโยงหรือสรา งองคความรูใหมตอไป ข้นั ที่ 2 ขั้นฝกทักษะ เปนข้ันทเ่ี สนอปญหาที่นําไปสูความขัดแยง ใหนักเรียนทําความเขาใจ และวางแผน แกป ญหา เปน ขั้นท่ผี ูเรยี นจะไดนําความรทู ่ีไดไ ปประยุกตใชในสถานการณปญหาใหม โดยการทาํ แบบฝกทักษะที่ผวู ิจยั สรา งขึ้น ข้นั ท่ี 3 ข้ันสรปุ ในข้ันนี้นักเรียนทุกคนรวมกันอภิปรายสรุปสาระสาํ คญั เก่ยี วกับเรอ่ื งท่ีเรียน กระบวนการ แกปญหา และเลอื กวิธีการแกป ญหาทด่ี ีท่ีสุด เปน องคความรใู หม และครจู ะชว ยเสริมใหเ ม่อื นกั เรียนสรปุ ไดไ มช ัดเจน นักเรียนสรปุ แนวคิดและกระบวนการแกปญหาในเรื่องทเี่ รียนและครูชวยสรปุ เพ่มิ เตมิ ข้ันท่ี 4 ข้ันการประเมินผล เปนการประเมินความรูความเขา ใจในการแกป ญหาและวิธีการหาคาํ ตอบ ของนักเรียนจากการรว มกิจกรรม จากการปฏิบตั ิกิจกรรมและการทําแบบฝกทักษะและตรวจสอบวานักเรียนไดผา นเกณฑ ตามท่ีกาํ หนดไว ประเมินจากใบงานแบบสงั เกตพฤติกรรมตาง ๆ และแบบฝกทักษะในการแกป ญ หาในแตล ะแผนจัดการเรียนรู 4) เขยี นแผนการจดั การเรียนรู 5) นาํ แผนการจัดการเรียนรทู ี่เขียนขึ้นไปใหผเู ช่ียวชาญพจิ ารณา เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความสอดคลอง ขององคป ระกอบตาง ๆ ในแผนการจัดการเรียนรู 6) นาํ แผนการจัดการเรยี นรทู ่ีจดั ทําเสร็จเรยี บรอ ยแลวเสนอผูเชี่ยวชาญ เพื่อทาํ การประเมินคุณภาพ และความเหมาะสม 7) วิเคราะหผลการประเมินคณุ ภาพและความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู 8) นาํ แผนการจดั การเรียนรูท่ีไดป รับปรุงแกไขจนสมบูรณแลวไปใชป ระกอบการดาํ เนินการเก็บรวบรวมขอมูล กบั กลุมตวั อยางตอไป 2.2 แบบบนั ทึกผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู มีข้ันตอนในการสรางดังน้ี 1) กําหนดขอบขา ยท่ีจะบันทึก ตามขัน้ ตอนของการจัดการเรียนรู 2) สรา งแบบบันทึกตามขอบขา ยทก่ี าํ หนด 3) นําแบบบันทึกทส่ี รางข้ึนนาํ เสนอตออาจารยทีป่ รกึ ษาวิทยานพิ นธตรวจสอบและใหขอเสนอแนะ 4) ปรับปรงุ แกไขตามทไ่ี ดร ับการเสนอแนะ จัดพิมพเปน ฉบบั ท่ีสมบูรณแลว นําไปใชในการเกบ็ ขอมลู 2.3 แบบบนั ทึกการสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรยี น มขี ้ันตอนในการสรางดงั นี้ 1) กาํ หนดขอบขายประเด็นที่จะใหสังเกต 2) สรางแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการเรียนตามขอบขายท่ีกําหนดไว
Journal of Roi Et Rajabhat University 145 Volume 14 No.3 September - December 2020 3) นาํ แบบบันทึกการสังเกตที่สรางขึน้ นาํ เสนอตออาจารยทปี่ รกึ ษาวิทยานิพนธ และผูเช่ียวชาญตรวจสอบ และเสนอแนะ 4) ปรับปรงุ แกไขตามทไ่ี ดรบั การเสนอแนะ จดั พิมพเปน ฉบับท่ีสมบูรณแลวนาํ ไปใชในการเกบ็ ขอมูล 2.4 แบบทดสอบวดั ทักษะในการแกโจทยปญ หา ผวู ิจัยดาํ เนินการสรา งแบบทดสอบแบบอัตนยั 5 ขอ เกณฑการใหคะแนน ดังนี้ 1) โจทยกาํ หนดอะไรมาใหบาง และโจทยตองการทราบอะไร (2 คะแนน) 2) มกี ารวางแผนในการหาคาํ ตอบอยางไร (1 คะแนน) 3) หาคาํ ตอบไดโดยวธิ ีใด (1 คะแนน) 4) ตรวจสอบคาํ ตอบไดอยางไร (1 คะแนน) มขี ั้นตอนในการสรางดงั น้ี 1) ศึกษาหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พทุ ธศักราช 2560) คูมือ แบบเรยี น และวิธีสรางแบบทดสอบวัดทักษะในการแกปญหา กลมุ สาระการเรียนรูคณิตศาสตร 2) ศกึ ษาจุดประสงคการเรียนรูและเน้ือหาเกี่ยวกบั การแกป ญหา เรื่อง การคณู จาํ นวนนบั ท่ีมากกวา 100,000 กลุมสาระการเรียนรูคณิตศาสตร 3) สรางตารางวเิ คราะหเนอื้ หา จุดประสงคการเรียนรทู ี่สอดคลองกับการแกปญหา เรอ่ื ง การคูณจํานวนนับ ทม่ี ากกวา 100,000 ระดบั ช้ันประถมศึกษาปท่ี 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พุทธศักราช 2560) 4) สรา งแบบทดสอบวัดทักษะในการแกปญหา เรอื่ ง การคณู จํานวนนับท่ีมากกวา 100,000 แบบอตั นยั จํานวน 5 ขอ ใชท ดสอบหลงั จบวงจร 1 ครง้ั จาํ นวน 25 คะแนน 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล ในการวิจยั ครั้งน้ีเปนวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพือ่ เปนการพัฒนาทักษะการแกโจทยปญหา ทางคณติ ศาสตรข องนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท ่ี 4 ที่ไดรบั การจัดการเรียนรูตามแนวคิดทฤษฎคี อนสตรัคตวิ ิสต ผูวิจัยไดดาํ เนิน ตามข้ันตอนดังน้ี 3.1 ผูวิจัยลงมือปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามแผนการจัดการเรียนรูที่กําหนดไว ดําเนินการจัดกิจกรรมตามวงจร 1 วงรอบ ใชเ วลาท้งั หมด 6 ชั่วโมงปฏบิ ัติการตามแนวคิดทฤษฎคี อนสตรัคตวิ ิสตจาํ นวน 3 แผน เวลา 6 ช่ัวโมง มาใชใ นการจดั การเรียน การสอน 3.2 ดําเนินการโดยการนําขอ มูลท่ีรวบรวมไดจ ากการสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนและบันทึกหลงั การจัด กิจกรรมการเรียนรูของผูเรียนมาวิเคราะหและสรปุ ขอมูล เพ่ือนําไปเปน แนวทางปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรวู งจร ปฏบิ ตั ิการตอ4ไ.ปการวเิ คราะหขอมูล การวเิ คราะหข อ มลู ผูว ิจัยไดนาํ ขอ มลู จากการเกบ็ รวบรวมมาวิเคราะหเชงิ ปรมิ าณและเชงิ คุณภาพ ดงั นี้ 4.1 วิเคราะหขอ มลู เชิงปริมาณ ไดแก การหาคา เฉล่ีย (X̅) และรอยละ โดยการนําคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะ การแกโจทยปญหาคณิตศาสตรท ่ีสรางข้นึ มาหาคา เฉลยี่ รอยละ เทียบกบั เกณฑที่กําหนดตง้ั ไว คือ รอยละ 70 และมีจํานวนผูเรียน รอ ยละ 80 ของผูเรยี นท้ังหมดผา นเกณฑ และนาํ มาสะทอนผลการปฏบิ ัตกิ ารเพื่อปรบั ปรงุ แกไขขอบกพรอ งตา ง ๆ ในการเรียน การสอน และเปนแนวทางในการดาํ เนินการในวงจรตอ ไป 4.2 วเิ คราะหข อ มูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) เปน การแจกแจงขอคนพบที่สําคัญในเชิงอธบิ ายความ ทไ่ี ดจากการบันทึกการสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนรู แบบบันทึกการสะทอนผลการใชแผนการจดั การเรียนรู การสัมภาษณผเู รียน แบบฝกทักษะ และแบบทดสอบทายวงจร นาํ ผลสะทอนผลการปฏิบัติมารวมวิเคราะหและอภปิ รายผล สรุปเปนผลงานวิจัย เพอ่ื แสดงใหเห็นแนวทางหรอื รูปแบบการปฏบิ ัติที่มปี ระสิทธิภาพ นําขอมลู ท่ีไดจ ากแบบบันทึกหลังการจัดการเรยี นรูของครู มาวิเคราะห ตีความ สรปุ ความ และนํามาสะทอนผลการปฏิบัติกิจกรรมการเรยี นการสอน เพอื่ ปรับปรงุ แกไ ขขอบกพรอ งตาง ๆ และเปนแนวทางในการปฏบิ ตั ิการวิจัยหรอื ดาํ เนินการในครง้ั ตอไป
146 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 สรปุ ผล หลงั จากเสร็จสิ้นกระบวนการจดั การเรียนรแู ลวไดท าํ การทดสอบทา ยวงจร โดยใชแบบทดสอบทผ่ี ูวิจัยสรา งขึ้น เปนแบบทดสอบแบบอตั นยั จาํ นวน 5 ขอ เปนแบบทดสอบท่วี ัดทักษะการแกโจทยปญหาโดยใหนักเรียนทําความเขาใจโจทย และตอบคาํ ถามวาโจทยกําหนดอะไรมาใหบ า ง และโจทยตอ งการทราบอะไร มีการวางแผนในการหาคําตอบอยางไร สามารถ หาคําตอบไดโดยวธิ ีใด และมวี ิธีการตรวจสอบคาํ ตอบไดอ ยางไร ใหแสดงวิธีการแกป ญหาและการหาคาํ ตอบ ไดผ ลการทดสอบ ดงั นี้ ตาราง 1 ผลการทดสอบทา ยวงจร ขอสอบแบบอัตนัย จํานวน คะแนน คะแนน สงู สุด คะแนนของนักเรียน จาํ นวนนกั เรียน นักเรียน เตม็ ท่ี 25 ต่ําสุด รวม เฉล่ีย ทผี่ า นเกณฑ ทั้งหมด รอยละ จาํ นวน รอยละ ผา น 11 เกณฑ 15 218 19.81 79.27 8 72.72 70% 25 17.5 จากตาราง 1 พบวาผลการทดสอบทา ยวงจร เปนการทดสอบวัดความรูความเขา ใจทางคณิตศาสตร คะแนนเตม็ 25 คะแนน นักเรยี นทาํ คะแนนไดสงู สุด 25 คะแนน คะแนนต่าํ สดุ 15 คะแนน รวมคะแนนทงั้ หมด 218 คะแนน คะแนนเฉล่ยี 19.81 คดิ เปนรอ ยละ 79.27 มีนักเรียนผานเกณฑที่กาํ หนดไวคอื รอยละ 70 จาํ นวน 8 คน คิดเปนรอยละ 72.72 ของจาํ นวน นักเรียนท้ังหมด สรุปตามจุดประสงค 1. ความสามารถในการแกโจทยปญ หาทางคณิตศาสตรข องนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4 ท่ไี ดร ับการจัดการเรียนรู ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต พบวา นักเรยี นทาํ คะแนนไดสูงสุด 25 คะแนน คะแนนต่าํ สุด 15 คะแนน รวมคะแนนทงั้ หมด 218 คะแนน คะแนนเฉลี่ย 19.81 คดิ เปนรอ ยละ 79.27 2. ความสามารถในการแกโจทยปญหาตามเกณฑร อ ยละ 70 พบวานักเรียนผา นเกณฑที่กําหนดไว คือ รอยละ 70 จาํ นวน 8 คน คิดเปนรอยละ 72.72 ของจํานวนนักเรียนทั้งหมด อภปิ รายผล 1. ผลการศึกษาความสามารถในการแกโจทยปญหาทางคณติ ศาสตรของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ทไี่ ดรบั การจัดการเรยี นรูตามแนวคดิ ทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ ิสต งานวิจัยและเอกสารที่เกี่ยวขอ งพบวา การนาํ รูปแบบการวิจัยเชิงปฏบิ ัติการ มาเพ่ือพัฒนาทักษะการแกโจทยป ญหาทางคณิตศาสตร ที่ไดรับการจดั การเรียนรูตามแนวคดิ ทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสต โดยใชแผนการจัดการเรยี นรู นักเรียนเกิดการเรยี นรแู ละมีทักษะในการแกโจทยป ญ หา สามารถพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ไดต ามเกณฑท่ีกาํ หนดไว และมีคณุ ลักษณะอันพึงประสงค ไดแก มีความม่ันใจและภูมใิ จในตนเอง กลาแสดงออก แสดงความคิดเห็น ดวยเหตุดว ยผล ยอมรบั ฟงความคิดเห็นของคนอ่ืน มีทักษะในการทํางานกลมุ รูจ ักบทบาทหนาทีข่ องตนเอง มคี วามรบั ผิดชอบ มีระเบียบวินัยในการทาํ งาน และในการอยูรวมกัน และมีเจตคติทีด่ ีในการเรียนคณติ ศาสตร ในการพัฒนาทักษะการแกโจทยปญหา พบวา นกั เรียนไดด าํ เนินการแกโจทยปญ หาตามกระบวนการแกปญหา 4 ขนั้ ตอน ไดแก 1) ข้ันทําความเขาใจปญ หาหรือวิเคราะห โจทยป ญหาเปนขั้น ในการพิจารณาดวู ามีสง่ิ ใดบา งที่เปนสาเหตุสาํ คัญของปญ หา หรือสิ่งใดบา งท่ีไมใ ชสาเหตุท่ีสาํ คญั ของปญหา 2) ขั้นวางแผนในการแกโจทยป ญ หา เปนข้ันท่หี าความสัมพันธระหวางส่ิงทีโ่ จทยบ อก กบั ส่ิงท่ีโจทยถ าม คนหาทฤษฎี กฎ สูตร นิยาม เพ่อื นํามาใชวางแผนในการแกปญหา 3) ข้ันดําเนินการแกโจทยป ญหาเปนข้ันตอนทล่ี งมือปฏบิ ัตติ ามท่ีวางแผนไว เปนการลงมอื แกป ญ หา คิดหาวธิ ีการ เทคนิคเพื่อแกปญหาและกําหนดขั้นตอนยอ ยของการแกปญหาไวอยางเหมาะสม และ 4) ข้ันตรวจสอบคาํ ตอบ เปนขน้ั ที่ตรวจสอบการดําเนินการแกปญหาท้ังหมด และไดผลเปนไปตามท่ตี อ งการครบถว นหรือไม
Journal of Roi Et Rajabhat University 147 Volume 14 No.3 September - December 2020 ซึ่งสอดคลอ งกับกระบวนการแกป ญหาตามแนวคดิ ของ Polya (1973 : 40) ซึง่ ประกอบดวยขั้นตอนสําคญั 4 ข้ันตอน ไดแก ขน้ั ท่ี 1 ขั้นทําความเขา ใจปญหา เปน ขั้นเริ่มตนของการแกป ญ หา ผูทตี่ องการแกป ญหา หรอื นักเรยี นตองวิเคราะหใหไ ดว า ปญ หานั้นกําหนดส่งิ ใดใหบ าง และตองการใหหาอะไร สิ่งที่กาํ หนดให ข้ันที่ 2 ขั้นวางแผนแกปญ หา ผูท่ีตองการแกป ญหา หรือนักเรียนตอ งเชื่อมโยง ความสัมพันธระหวางสิง่ ท่ีกาํ หนดใหก ับส่ิงทีต่ องการหา จะดาํ เนินการหาคาํ ตอบของปญหาน้นั ไดอ ยางไร โดยเลอื กกลยทุ ธท ่จี ะนํามาใชแกปญหา ข้ันท่ี 3 ขั้นดําเนินการตามแผน ขั้นนี้ลงมือปฏิบัติการแกปญหาตามแนวทาง หรอื กลยุทธท่ีไดเลอื กไว จนกระท่ังหาคําตอบของปญหาน้ันได ขั้นท่ี 4 ขัน้ ตรวจสอบ นาํ คาํ ตอบท่ีหาไดไปตรวจสอบความถูกตอง โดยการทํายอนกลับจากคาํ ตอบไปสสู ิ่งที่กาํ หนดให วามคี วามสมเหตุสมผลหรอื ไม 2. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแกโจทยปญหาของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที่ 4 ทไ่ี ดร ับการจัดการเรียนรู ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ต พบวา นักเรยี นทําคะแนนไดส ูงสุด 25 คะแนน คะแนนตํา่ สุด 15 คะแนน รวมคะแนนทัง้ หมด 218 คะแนนคะแนนเฉลี่ย 19.81 คดิ เปนรอ ยละ 79.27 มนี ักเรียนผานเกณฑท ี่กําหนดไว คือ รอ ยละ 70 จาํ นวน 8 คน คิดเปน รอ ยละ 72.72 ของจํานวนนักเรียนท้งั หมด ซงึ่ การจัดการเรยี นรูต ามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต เปนการจัดนําแนวคดิ มีเปาหมายใหนักเรียนสรา งความรูใหม ใหนักเรียนไดเผชิญปญหา เปดโอกาสใหนกั เรยี นรูจักคิด และฝกทักษะการคดิ แกป ญ หา ดวยตนเองเปนสาํ คัญ โดยการนําประสบการณ ความรู ความเขา ใจและความคิดมาประยกุ ตใชใ นการแกปญหาทางคณติ ศาสตร เนนกระบวนการที่นักเรียนเปนผูล งมอื กระทาํ ใหนักเรยี นไดเ รียนรูเปนรายบุคคล เรียนรูเปนกลุมยอ ย และเรียนรรู วมกันท้ังชั้น ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ สิ ต โดยมขี ัน้ ตอน 4 ขั้นตอน ดงั นี้ไดแก 1) ข้ันนําเขา สบู ทเรียน เปนการสรา งความสนใจ เพ่ือใหนักเรียนเกิดความสนใจใฝเ รียนรู ทบทวนความรูเดิมและแจงจุดประสงค เปนข้ันท่ีนักเรียนจะไดท ราบเปาหมายในการเรียนรู ในแตละชั่วโมงและการทบทวนความรเู ดิม เพื่อจะไดนําไปเช่ือมโยงหรอื สรางองคความรใู หมตอ ไป 2) ข้ันฝก ทักษะ เปนขั้นที่เสนอ ปญหาท่ีนาํ ไปสูความขัดแยง ใหนักเรียนทาํ ความเขาใจและวางแผนแกป ญหา เปนข้ันที่ผเู รียนจะไดนาํ ความรทู ่ีไดไปประยุกต ใชในสถานการณป ญหาใหม โดยการทาํ แบบฝกทักษะท่ีผวู ิจัยสรางขึ้น 3) ขั้นสรปุ ในข้ันนี้นักเรียนทุกคนรว มกันอภิปรายสรุป สาระสําคญั เกี่ยวกับเรอื่ งที่เรียน กระบวนการแกป ญ หา และเลือกวิธีการแกปญหาท่ีดที ีส่ ุด เปนองคความรูใหม และครูจะชวย เสรมิ ใหเมือ่ นักเรียนสรุปไดไมช ดั เจน นักเรียนสรุปแนวคิดและกระบวนการแกปญหาในเรื่องทีเ่ รียนและครชู วยสรุปเพิ่มเติม 4) ข้นั การประเมินผล เปนการประเมินความรูความเขาใจในการแกปญหา และวิธีการหาคาํ ตอบของนักเรียนจาการรวมกิจกรรม ซ่งึ สอดคลองกับงานวิจัยของทิศนา แขมมณี (2555 : 290 - 293) ลําดบั ข้ันตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวทฤษฎี คอนสตรคั ตวิ ิสต มี 3 ข้ันตอนดังน้ี 1) ขน้ั นาํ เขา สูบทเรยี น เปนข้ันเตรยี มความพรอ มของนักเรียนโดยการทบทวน ความรูเดิม ครูพยายามกระตุนใหนักเรยี นระลึกถึงประสบการณเ ดิม ท่ีเกยี่ วขอ งและไมเกี่ยวขอ ง 2) ขัน้ สอน เปนข้ันสรา งความขดั แยง ทางปญ ญา ครูเสนอปญหาคณติ ศาสตรที่นําไปสูการสรา งโครงสรา งทางปญ ญาดังกลาว เปน ปญหาทไ่ี มเ ขากบั มโนทัศน การคํานวณหรือการแกโ จทย 3) ขัน้ สรปุ ในขั้นน้ีนักเรียนทุกคนรว มกันอภิปรายสรปุ สาระสําคญั เก่ียวกบั เรื่องท่ีเรียน กระบวนการแกป ญ หา และเลือกวิธีการแกปญหา 4) ขั้นการประเมินผล ประเมินจากใบงานแบบสงั เกตพฤติกรรมตา ง ๆ และแบบฝกทักษะในการแกป ญหาในแตละแผนจัดการเรยี นรู ขอ เสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนาํ ไปใช 1.1 การจดั กิจกรรมการเรียนรูตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสตที่เนนทักษะการแกโจทยป ญ หาทางคณิตศาสตร ควรเริ่มจากการสรางสถานการณปญหาท่นี ักเรียนคุนเคย และเก่ียวของกับสถานการณในชวี ิตประจําวัน ตอ งเปดโอกาสใหผูเรียน ไดฝก ฝนทกั ษะตา ง ๆ ทีใ่ ชในการแกปญหา เชน ทักษะการอา น การแปลความ/ทําความเขาใจสถานการณ การวิเคราะหส ถานการณ หรือประเด็นปญหา รวมท้งั การหารูปแบบแนวคดิ ในการแกปญหา ดาํ เนินการแกป ญหา และตรวจสอบความเปน ไปไดข องคําตอบ ดวยตวั เองอยา งสมาํ่ เสมอ ซึง่ จะทําใหนักเรียนไดพฒั นาทักษะการแกปญหาแตล ะปญหาดวยวิธที ี่หลากหลาย 1.2 การจดั กิจกรรมการเรียนรูตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสตที่เนนทักษะการแกโจทยปญ หาทางคณิตศาสตร สถานการณป ญหาท่สี รา งข้ึนหรือนํามาใช ควรเปนสถานการณท ่เี หมาะสมกับความสามารถตามศักยภาพของนักเรียนแตล ะคน หรือแตล ะกลมุ 2. ขอ เสนอแนะในการทาํ วจิ ัยครั้งตอไป 2.1 ควรนาํ แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรทู ่ีเนนทักษะการแกโจทยป ญหาทางคณติ ศาสตรตามแนวคิดทฤษฎี คอนสตรัคติวิสต ไปใชในการจัดการเรยี นรูกลมุ สาระการเรียนรูค ณิตศาสตรในสาระการเรียนรอู ่ืน ๆ
148 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอยเอด็ ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 2.2 ควรนําแนวทางการจดั กิจกรรมการเรียนรู ท่ีเนนทักษะการแกโจทยปญหาทางคณิตศาสตรตามแนวคดิ ทฤษฎคี อนสตรัคติวิสต ไปใชในการจัดการเรียนรูกลมุ สาระการเรียนรคู ณิตศาสตรในชั้นเรียนอื่น ๆ ในสาระการเรียนรูเ ดียวกัน หรือสาระการเรียนรูอ่ืน ๆ 2.3 ควรนํากิจกรรมการเรียนรทู ่ีเนนทักษะการแกโจทยปญ หาทางคณิตศาสตร ตามแนวคิดทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ ิสต ไปใชใ นการวิจยั อยา งตอ เน่ืองทุกระดบั ช้ัน ในการพัฒนากิจกรรมการเรยี นรกู ลมุ สาระการเรียนรคู ณิตศาสตร เอกสารอางอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรูแกนกลางกลมุ สาระการเรยี นรูคณิตศาสตร (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พช ุมนมุ สหกรณการเกษตร แหงประเทศไทย. ทิศนา แขมมณี. (2555). ศาสตรการสอน : องคความรเู พื่อการจดั กระบวนการเรียนรูที่มปี ระสิทธิภาพ (พิมพครั้งที่ 16). กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. โรงเรียนบา นนาเรียง. (2561). งานวชิ าการโรงเรยี นบา นนาเรียง. ยโสธร: ทรายมูลโฟโต. สาํ นักเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟค จาํ กัด. สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี. (2555). ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร .กรุงเทพฯ: ส เจริญการพิมพ. ยาใจ พงษบ ริบรู ณ. (2537). เอกสารประกอบคาํ บรรยาย “การวิจัยเชิงปฏบิ ัติการ รูปแบบเพอื่ พฒั นาการเรยี นรู”. ขอนแกน: มหาวิทยาลยั ขอนแกน. Polya, G. (1973). How to solve it : A New Aspect of Mathematical Method. New Jersey: N.J Princeton.
Journal of Roi Et Rajabhat University 149 Volume 14 No.3 September - December 2020 แนวทางการพัฒนาโฮมสเตยเพ่อื สง เสริมการทอ งเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศกึ ษา ยานเมอื งเกา บานสงิ หทา อาํ เภอเมอื ง จังหวัดยโสธร Development Guidelines for Cultural Tourism Promotion : A Case Study of Ban Singha Tha Old Town, Mueang District, Yasothon Province นรีรตั น ธงภักดิ์1 และ โอชัญญา บัวธรรม2 Received : 7 มี.ค. 2563 Nareerat Thongphuk1 and Ochanya Buatham2 Revised : 6 เม.ย. 2563 Accepted : 7 เม.ย. 2563 บทนาํ การวิจัยน้ี มีวตั ถุประสงคเ พื่อ1) ศึกษาบริบทและศักยภาพของโฮมสเตยใ นชุมชนยานเมอื งเกาบานสงิ หทา 2) ศึกษาการมสี วนรว มของชุมชนในการพฒั นาศักยภาพโฮมสเตย 3) เสนอแนวทางการพฒั นาโฮมสเตยของชุมชนยานเมอื งเกา บานสิงหท า เพื่อสงเสรมิ การทอ งเท่ียวในอาํ เภอเมือง จังหวดั ยโสธร การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยแบบผสมผสาน กลุมตวั อยา ง เชงิ ปริมาณ ไดแก นักทองเท่ียวชาวไทยท่ีเดินทางมาทอ งเที่ยวที่ยานเมืองเกา บานสิงหทา จาํ นวน 364 คน และกลุมตัวอยา ง เชงิ คณุ ภาพ ไดแก ตัวแทนหนว ยงานภาครฐั ตวั แทนหนวยงานเอกชน ตัวแทนชุมชน จาํ นวน 15 คน เครอ่ื งมือที่ใชในการศึกษา ไดแ ก แบบสอบถามและแบบสมั ภาษณก ง่ึ โครงสรา ง สถิติที่ใชใ นการวเิ คราะหข อมูล ไดแก รอ ยละ คาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบน มาตรฐานและการใชแนวคิด SWOT ผลการวิจัยพบวา บรบิ ทและศักยภาพของโฮมสเตยในชมุ ชนยานเมอื งเกา บานสงิ หทา มี 10 ดา น ไดแ ก 1) ดา นทพี่ ัก 2) ดานอาหารและโภชนาการ 3) ดา นความปลอดภัย 4) ดานอัธยาศยั ไมตรขี องเจา ของบาน 5) ดานรายการนาํ เทย่ี ว 6) ดา นทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสภาพแวดลอ ม 7) ดา นวฒั นธรรม 8) ดา นการสรางคณุ คา และมูลคา ผลติ ภัณฑ 9) ดานการบริหารของกลุมโฮมสเตย 10) ดา นประชาสัมพันธ โดยรวมอยูในระดับมาก การมีสว นรวมของชมุ ชน ในการพฒั นาศักยภาพโฮมสเตย มี 4 ดา น ไดแก การตดั สินใจ การดําเนนิ การ การรบั ผลประโยชน และการตดิ ตามประเมินผล เม่ือนาํ ขอ มูลเชงิ ปรมิ าณและเชิงคุณภาพมาวเิ คราะหรว มกัน สามารถเสนอแนวทางการพัฒนาโฮมสเตยข องชุมชน โดยผูประกอบการจะตองปรบั ปรงุ ท่พี ักของตนใหส ะอาด ปลอดภัย มีความเปนเจาบานที่ดี มีรายการนําเทย่ี วทท่ี นั สมัย อนุรักษว ฒั นธรรมและส่งิ แวดลอ ม พัฒนารปู แบบผลิตภัณฑท อ งถิ่นใหมีความหลากหลาย เพือ่ ใหชุมชนสามารถนําไป ประยุกตใชใ นการพัฒนาการทองเทยี่ วตอไปในอนาคต คาํ สาํ คญั : ศกั ยภาพของโฮมสเตย, การมีสวนรว มของชุมชน, เมืองเกาบา นสงิ หทา Abstract The purposes of this study were 1) to examine the local context and potential of the homestays in Ban Singha Tha old town, 2) to observe the local community participation in developing the potential of homestay and 3) to provide guidelines for homestay development in Ban Singha Tha old town in order to promote the cultural tourism of Mueang district, Yasothon province. This study was conducted in the manner of a mixed method research. A questionnaire was used to collect qualitative data with a sample group of 364 Thai tourists who came to visit Ban Singha Tha old town. Moreover, a semi-structured interview form was used for collecting qualitative data with a sample group of 15 participants from government organizations, private sectors, and local people. The statistics used for analyzing the data 1 นักศกึ ษาระดับปรญิ ญาโท สาขาวิชาการจัดการทองเทยี่ วและโรงแรม คณะการทองเท่ียวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อเี มล: [email protected] 2 ดร.อาจารย คณะการทองเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 1 Master Student Program in Tourism and Hotel Management, Faculty of Tourism and Hotel Management, Mahasarakham University, Email: [email protected] 2 Dr., Lecturer in Faculty of Tourism and Hotel Management, Mahasarakham University
150 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ี่ 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 were percentage, mean, standard deviation and SWOT analysis was employed for analyzing the qualitative data. The result of this research was divided into three aspects: Firstly, context and the potential of the homestays were managed in 10 aspects: 1) accommodation, 2) food and nutrition, 3) safety, 4) friendly hospitality, 5) tour programs, 6) natural resources and environment, 7) culture, 8) creating product value, 9) community management of the homestay group, and 10) public relations. In addition, homestays’ potential in Ban Singha Tha old town was generally rated at a high level. Secondly, the community participated in developing the potential of homestay in four areas: decision making, management, benefits, and evaluation. For guidelines to develop homestays of the Ban Singha Tha old town including the following: the business owners were required to improve and renovate their accommodations with sanitation and safety as well as they should be a friendly and nice host. The touring program should be updated and preserve the culture and environment. It was also necessary to improve the quality and create diversity of local products. These guidelines would allow the community to define their own direction for tourism development in the future. Keywords : Homestay Potential, Community Participation, Ban Singha Tha Old Town บทนํา การทองเท่ียวของประเทศไทยมีการเตบิ โตข้ึนอยา งตอ เนอ่ื ง แมสถานการณใ นประเทศเตม็ ไปดวย ความไมแนนอน มคี วามไมม่ันคงทางการเมือง อีกท้ังอตุ สาหกรรมการทอ งเที่ยวของประเทศไทยเปน ฟนเฟอ งทส่ี ําคญั ในการผลักดนั เศรษฐกิจ ของประเทศ ใหเตบิ โตไปไดในทา มกลางสถานการณด ังกลาวนี้ จากการแถลงขา วรายงานภาวะเศรษฐกิจทอ งเท่ียว ฉบบั ท่ี 7 (เดือนมกราคม–มีนาคม พ.ศ. 2560) การทองเที่ยวภายในประเทศสามารถสรา งรายไดใหแกประเทศไดสูงถึง 2.3 แสนลา นบาท และมีอตั ราการขยายตวั รอยละ 6.53 จากชว งเวลาเดียวกันของปท ่ผี านมา (สํานักงานปลัดกระทรวงการทองเทีย่ วและกีฬา, 2560 : 4-5) จากการขยายตวั ดงั กลาวทุกภาคสว นจะตองคาํ นงึ ถงึ การใชทรพั ยากรใหคุมคาและตอ งมีการจัดการทรพั ยากร ทม่ี ีอยูใหเกิดประโยชนสูงสุด เน่ืองจากทรัพยากรการทองเท่ียวนับเปนสินคาทางการทอ งเที่ยวที่มคี วามสําคญั เปนหวั ใจ ของอุตสาหกรรมทองเทยี่ ว (ฉันทชั วรรณถนอม, 2552 : 21-22) ดงั น้ันประเทศไทยจะตองเตรยี มพรอมรองรับผลกระทบ ท่อี าจจะเกิดขึ้น การทองเท่ียวไดนําเอาวฒั นธรรมมาเปนจดุ ขาย เพื่อดึงดูดความสนใจของนักทองเที่ยวชาวตา งประเทศท่ีสนใจ จะเรยี นรวู ฒั นธรรม มรดกทางประวัตศิ าสตร เย่ียมชมงานสถาปตยกรรม และสัมผัสวถิ ีชีวติ ความเปนอยู รวมถงึ ซอ้ื ของที่ระลึก ทีเ่ ปนงานหัตถกรรมและงานฝม อื ท่ีเกิดจากภมู ิปญญาของคนในประเทศนนั้ การทองเท่ียวในลักษณะดังกลา วนี้เราเรียกวา การทองเที่ยวเชงิ วัฒนธรรม (ไกรฤกษ ปนแกว , 2555 : 1-5) ซึ่งประเทศไทยมีแหลง ทองเทีย่ วเชิงวฒั นธรรมมากมาย “โฮมสเตย” เปนการทอ งเท่ียวรปู แบบหน่ึง ที่นักทอ งเท่ียวจะตอ งพักรวมกับเจาของบา นชายคาเดียวกัน โดยมีหอ งพกั หรอื พื้นทใ่ี ชสอย ภายในบา นเหลือสามารถนํามาดัดแปลงใหนักทอ งเที่ยวพักไดช่วั คราว ซง่ึ มีจาํ นวนไมเกิน 4 หอง มผี พู ักรวมกันไมเกิน 20 คน โดยมคี า ตอบแทนและจดั บรกิ ารส่งิ อาํ นวยความสะดวกตามสมควร (กรมการทอ งเท่ยี ว, 2554 : 59-63) โดยการจัดสรรพ้ืนท่ี บา นพักเพื่อบริการนักทองเท่ียว แตย ังคงไวซึ่งความเปนเอกลักษณวัฒนธรรมประจําถ่นิ ภายใตศักยภาพและการยอมรับ ของชุมชน เพอื่ ใหน ักทองเที่ยวไดเ รียนรวู ถิ ีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน (การทองเทย่ี วแหง ประเทศไทย, 2552 : 5-7) จังหวัดยโสธรก็เปนจังหวัดหนึ่งทีม่ ีทรพั ยากรการทอ งเท่ียวท่ีโดดเดน ในดานประวัติศาสตร วฒั นธรรมประเพณี วิถชี ีวติ อกี ทง้ั ยังมีสถานท่ที อ งเท่ียวที่นา สนใจมากมาย เชน วัดมหาธาตุ วัดพระพุทธบาทยโสธร พระธาตุกองขา วนอย แหลง โบราณคดี ยานเมืองเกา ชุมชนบานสงิ หทา และยังมีประเพณที ่ีมีความนาสนใจ เชน ประเพณบี ญุ บัง้ ไฟ เปนตน (การทองเทีย่ วแหง ประเทศไทย, 2554 : 98) จากสถิติของภาคการบริการและการทองเท่ียวของจังหวัดยโสธร พบวา ในระหวาง ป 2554-2558 มจี ํานวนนักทอ งเที่ยวเพิม่ ข้ึนและรายไดจากการทองเที่ยวมีจาํ นวนเพิ่มขึ้นดว ยเชนกัน โดยในป 2554 มีจํานวน นักทองเท่ียว 433,652 คน มีรายได 492.95 ลานบาท และในป 2558 นักทอ งเท่ียวเพิ่มข้ึนเปน 513,244 คน มีรายไดเพ่ิมขึ้นเปน 609.18 ลานบาท (สาํ นักงานจังหวัดยโสธร, 2560 : ออนไลน) ชุมชนบา นสิงหทา เปนยานเมืองเกาทป่ี รากฏนามอยูในประวัติศาสตร การกอต้งั เมอื งปจจุบัน บรเิ วณนีย้ ังคงมีตึกแถวโบราณท่ีมรี ูปทรงและลวดลายงดงามและไดรบั การอนุรกั ษไวเปนอยา งดี
Journal of Roi Et Rajabhat University 151 Volume 14 No.3 September - December 2020 นอกจากน้ี ยานเมอื งเกา บา นสงิ หทา เหมาะแกการทองเท่ียวดา นศิลปวัฒนธรรมพ้ืนเมอื ง เปนยา นการคา ตงั้ แตสมัยโบราณ และไดเจรญิ รุง เรืองขึ้นในสมัยฝร่งั เศสเขามามีอทิ ธพิ ลในภมู ภิ าคนี้ จึงมีการนําเขาชางฝมือจากเวียดนามจาํ นวนมากเขามาสรา ง บา นเรอื น ทําใหบ า นเรือนในชุมชนนี้มีรปู แบบศิลปกรรมแบบจีนผสมยุโรป งดงามแบบชิโนโปรตุกีส (การทองเที่ยวแหง ประเทศ ไทย, 2560 : ออนไลน) จากสภาพปจจุบัน ยานเมอื งเกาบา นสิงหท าไดเปดบริการโฮมสเตยสําหรับนักทอ งเท่ียว ซ่ึงสมาชิกในชุมชนไดรว มกนั จัดกิจกรรมอยางตอเน่อื ง เชน การเปดใหบ ริการที่พักแบบโฮมสเตย การจัดถนนคนเดินและกิจกรรมทองเที่ยวภายในชุมชน อีกท้งั บา นสิงหทา ยังอยูใกลแหลงทองเทย่ี วทางวัฒนธรรม อาทิ วัดสิงหทา วัดมหาธาตุ และศาลเจาพอ หลักเมือง ซ่งึ เปนสถานท่ี สาํ คญั ทางศลิ ปวัฒนธรรม อยา งไรก็ตามนกั ทองเที่ยวที่เดินทางมาทอ งเท่ียวท่ียา นเมืองเกา บา นสงิ หทายงั มีจํานวนนอย จากสถิติ ของชมรมอนุรักษมรดกยโสธร เมอ่ื เทียบกับปที่ผานมา (ชมรมอนุรักษมรดกยโสธร, 2559 : 89) ซง่ึ อาจจะเกิดจากการประชาสัมพันธ และสง เสริมการทองเที่ยวท่ีไมตอ เนื่อง ทําใหไ มเปนที่สนใจของนกั ทองเที่ยวมากนัก อีกทง้ั ยังขาดความรว มมือในชุมชนและภาครฐั ในการพฒั นาศักยภาพของโฮมสเตยใ นชุมชนอยา งจรงิ จัง จากขอมูลทกี่ ลา วมาขา งตน ผูวิจยั จึงสนใจศกึ ษาบรบิ ทของชุมชน รวมทั้งการมสี ว นรวมของชุมชนในการพัฒนาศักยภาพโฮมสเตย 4 ดาน ไดแ ก ดานการตัดสินใจ ดานการดาํ เนินการ ดา นการรบั ผลประโยชน ดา นการตดิ ตามประเมินผล และศักยภาพของโฮมสเตยยา นเมืองเกาบานสงิ หทา อําเภอเมอื ง จังหวัดยโสธร เพอ่ื สง เสริมการทอ งเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมทงั้ เสนอแนะแนวทางการพฒั นาโฮมสเตยยานเมืองเกา บา นสิงหทา อาํ เภอเมือง จังหวัดยโสธร และหนวยงานตา ง ๆ หรอื ชุมชนที่มบี ริบทใกลเคียงกันสามารถนําไปประยุกตใชเ ปนแนวทางในการพัฒนาศักยภาพ โฮมสเตยข องตนตอ ไป วตั ถปุ ระสงค 1. เพอื่ ศกึ ษาบรบิ ทและศักยภาพของโฮมสเตยในชมุ ชนยา นเมืองเกาบานสงิ หท า อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร 2. เพ่ือศกึ ษาการมีสวนรว มของชุมชนในการพฒั นาศักยภาพโฮมสเตยข องชุมชนยา นเมอื งเกา บานสงิ หท า อําเภอเมือง จงั หวัดยโสธร 3. เพ่ือเสนอแนวทางการพฒั นาโฮมสเตยข องชุมชนยานเมอื งเกา บานสิงหทา เพื่อสงเสริมการทอ งเท่ียว ในอําเภอเมอื ง จงั หวัดยโสธร กรอบแนวคดิ ท่ใี ชในการวิจัย ผูว ิจัยไดศึกษาแนวคิดและทฤษฎีจากตาํ รา เอกสาร และงานวิจัยท่ีเก่ียวขอ งเพอื่ สังเคราะหเปนกรอบแนวคดิ ดงั น้ี สํานักงานพฒั นาการทองเที่ยว (2551 : 1-3) และ Cohen and Uphoff (1981 : 22) ดังแสดงในภาพประกอบ ศักยภาพของโฮมสเตย แนวทางการพฒั นาโฮมสเตย 1. ดา นที่พัก 6. ดานทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เพอื่ สง เสรมิ การทอ งเท่ยี ว 2. ดา นอาหารและโภชนาการ 7. ดานวฒั นธรรม เชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา 3. ดา นความปลอดภัย 8. ดานการสรา งคุณคา และมลู คา ของผลิตภัณฑ ยานเมอื งเกา บา นสิงหทา 4. ดานอธั ยาศัยไมตรีเจา ของบา น 9. ดา นการบริหารของกลุม โฮมสเตย อําเภอเมือง จงั หวดั ยโสธร 5. ดา นรายการนําเที่ยว 10. ดานประชาสัมพันธ การมสี วนรว มของชุมชน 1. ดา นการตัดสินใจ 2. ดานการดําเนินการ 3. ดา นการรับผลประโยชน 4. ดานการตดิ ตามประเมินผล ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวจิ ัย
152 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 วธิ ดี ําเนนิ การวิจัย 1. ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง 1.1 ประชากรทใี่ ชใ นการวจิ ัย ไดแ ก นักทอ งเที่ยวชาวไทยท่ีเดินทางมาทองเท่ียวที่ยานเมืองเกา บา นสงิ หท า อาํ เภอเมือง จงั หวดั ยโสธร จํานวน 7,000 คน (ชมรมอนรุ ักษมรดกยโสธร, 2560 : 45) 1.2 กลุมตัวอยา งท่ใี ชในการวจิ ัยไดม ีการกําหนดกลุมตัวอยา งออกเปน 2 กลุม คอื 1.2.1 กลมุ ตัวอยา งเชิงปริมาณ ที่ใชใ นการวิจัย ไดแก นักทองเท่ียวชาวไทยท่เี ดินทางมาทอ งเท่ียวในชุมชน ยา นเมอื งเกา บา นสิงหทา อําเภอเมอื ง จงั หวดั ยโสธร จํานวน 364 คน โดยเปด ตารางเครซี่ และมอรแกน (Krejcie & Morgan, 1970 : 607-610) และใชวธิ ีการสุมตวั อยางแบบตามสะดวก (Convenience Sampling Random) 1.2.2 กลมุ ตัวอยา งเชิงคณุ ภาพทใ่ี ชใ นการวิจยั ไดแก ตัวแทนหนวยงานภาครฐั จํานวน 5 คน ประกอบดว ย ทอ งเท่ียวและกฬี าจังหวัดยโสธร 1 คน นักวิเคราะหน โยบายและแผน (กลุม สงเสริมและพัฒนาการทอ งเที่ยว) 1 คน เจาหนาท่ี ประจาํ ศนู ยชวยเหลอื นักทอ งเทยี่ ว 1 คน นักวิชาการวฒั นธรรม 1 คน และนักพฒั นาชุมชน 1 คน ตัวแทนหนว ยงานเอกชน จํานวน 5 คน ประกอบดวย ประธานชมรมอนุรักษม รดกยโสธร 1 คน และคณะกรรมการฯ ชมรมอนุรักษมรดกยโสธร 4 คน ตัวแทนชุมชน จาํ นวน 5 คน ประกอบดวย ประธานชุมชน 1 คน ผูดแู ลโฮมสเตยใ นชุมชน 3 คน มคั คุเทศกทองถิ่น 1 คน ไดมาโดยวธิ สี มุ แบบเจาะจง (Purposive sampling) 2. เคร่ืองมือท่ีใชใ นการวจิ ัย เคร่อื งมือที่ใชในการวิจัยในครงั้ น้ี ผูวิจัยไดใชแ บบสอบถาม (Questionnaire) และแบบสัมภาษณก ่ึงโครงสราง (Semi-Structured Interview) ดงั รายละเอียดตอ ไปนี้ 2.1 แบบสอบถาม (Questionnaire) ตอนท่ี 1 ขอมลู ทัว่ ไปของผูตอบแบบสอบถาม ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายไดตอ เดอื น อาชพี ภมู ิลําเนา สถานภาพ ลักษณะแบบสอบถามเปนแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) จาํ นวน 5 ขอ ตอนท่ี 2 ศักยภาพของโฮมสเตยยานเมืองเกา บา นสงิ หท า อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร ประกอบดว ย 10 ดาน ไดแก ดานทีพ่ ัก ดา นอาหารและโภชนาการ ดานความปลอดภัย ดา นอธั ยาศัยไมตรเี จา ของบา น ดา นกิจกรรมทอ งเท่ยี ว ดานทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม ดา นวฒั นธรรม ดานการสรางคณุ คา และมลู คา ของผลิตภัณฑ ดา นการบริหาร ของกลุม โฮมสเตย ดานประชาสัมพันธ มีลักษณะเปนมาตราสว นประเมินคา มี 5 ระดับ (Rating Scale) จาํ นวน 33 ขอ ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกบั ขอเสนอแนะในการพัฒนาโฮมสเตยของชมุ ชนยา นเมอื งเกา บานสิงหท า อําเภอเมือง จังหวดั ยโสธร ซง่ึ มีลักษณะเปนคําถามแบบปลายเปด (Open-ended Questions) 2.2 แบบสมั ภาษณช นดิ ก่งึ โครงสราง (Semi-Structured Interview) ใชส ําหรับสัมภาษณตัวแทนหนวยงาน ภาครัฐ ตวั แทนหนว ยงานเอกชน และตัวแทนชุมชนยานเมืองเกา บา นสิงหท า เกี่ยวกับการมีสว นรวมของชุมชนในการพฒั นา ศักยภาพโฮมสเตยข องชุมชนยานเมอื งเกา บานสิงหท า อาํ เภอเมือง จงั หวดั ยโสธร ประกอบดวย ดานการตัดสนิ ใจ ดา นการ ดําเนินการ ดา นการรบั ผลประโยชน การติดตามประเมินผล ลักษณะแบบสัมภาษณเปนแบบคาํ ถามปลายเปด (Open - Ended Question) เพอื่ นาํ ขอ มลู ที่ไดมาประกอบการเสนอแนะแนวทาง ทางการพฒั นาโฮมสเตยของชมุ ชนยา นเมืองเกาบานสงิ หทา เพื่อตอบสนองการทอ งเทีย่ วเชิงวัฒนธรรมในอาํ เภอเมือง จังหวัดยโสธร 2.3 การตรวจสอบความเท่ียงตรงและความเชอ่ื มนั่ ของเครอ่ื งมือในการศึกษาคร้ังนี้ ผูวิจัยไดดําเนินการดังนี้ 2.3.1 แบบสอบถามการวิจัยคร้งั น้ี ผูวิจัยไดนําเครอ่ื งมอื ที่ใชใ นการศึกษาแบบสอบถามใหผูทรงคณุ วุฒิ จํานวน 3 ทา น ไดตรวจสอบความเท่ียงตรงและเช่ือมั่นของแบบสอบถาม และนาํ แบบสอบถามนั้นมาปรับปรงุ แกไ ขตามผูทรงคุณวฒุ ิ หลังจากนนั้ ผวู ิจัยไดน าํ แบบสอบถาม จาํ นวน 30 ชุดไป try out กบั กลุมอ่ืนที่มีความคลายคลึงกับกลุมตัวอยา งทท่ี าํ การศกึ ษา และไดคานํา้ หนักปจจัย (factor loading) อยูในระหวา ง 0.029 ถึง 0.824 และคา ความเชอื่ มั่น Cronbach's alpha เทา กับ 0.841 2.3.2 แบบสมั ภาษณกงึ่ โครงสรา ง นัน้ ผูวจิ ัยไดนําเสนอตอผูเชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความเทีย่ งตรง ดานเนอื้ หา (Content Validity) ซง่ึ ผเู ช่ียวชาญมีจาํ นวน 3 ทา น จากนั้นผูว ิจัยปรับปรงุ แบบแบบสัมภาษณกง่ึ โครงสรา ง ตามขอ เสนอแนะของผูเช่ียวชาญ แลวดาํ เนินการจดั ทําฉบบั สมบูรณ เพอ่ื นําไปใชในการเก็บรวบรวมขอ มลู จากกลุม ตัวอยา ง
Journal of Roi Et Rajabhat University 153 Volume 14 No.3 September - December 2020 3. การเก็บรวบรวมขอมูล ผวู ิจัยไดดําเนินการเกบ็ รวบรวมขอมลู ตามขั้นตอนและวิธีการ ดังน้ี 3.1 การเก็บขอ มลู แบบสอบถาม 3.1.1 ดําเนนิ การจัดทําแบบสอบถามตามจํานวนเทากบั กลุม ตวั อยางทใ่ี ชในการวิจัย จาํ นวน 364 ชุด 3.1.2 ขอหนงั สือราชการจากคณะการทองเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลยั มหาสารคาม โดยสงไปยัง เจาหนาทห่ี รือผเู ก่ียวของกบั การสถานท่ที องเที่ยว เพื่อขอความอนุเคราะหและขอความรวมมือในการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม 3.1.3 ดาํ เนนิ การเกบ็ รวบรวมขอมูลกับนักทอ งเท่ียวท่ีเดินทางมาทองเทีย่ วที่ยานเมืองเกาบานสิงหทา อาํ เภอเมือง จงั หวดั ยโสธร จาํ นวน 364 คน ระหวา งเดอื นเมษายน-พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ดวยตนเอง 3.1.4 ตรวจสอบความถูกตอ งครบถว นของขอมลู ทีเ่ กบ็ รวบรวมไดจากแบบสอบถาม 3.1.5 นําขอมลู จากแบบสอบถามท่ไี ดมาวิเคราะหหาขอมูลทางสถิติ 3.2 การเกบ็ รวบรวมขอมูลเชิงคณุ ภาพ 3.2.1 ทําการสัมภาษณแบบกึ่งโครงสรา งกบั กลุมผูใ หขอมลู ไดแก ตัวแทนหนว ยงานภาครัฐ ประกอบดวย ตัวแทนหนวยงานเอกชน และตวั แทนชุมชน จํานวน 15 คน 3.2.2 นําขอมูลจากการสัมภาษณไปวิเคราะหขอมลู ตอไป 4. การวิเคราะหขอมลู การวิเคราะหข อมูลจากแบบสอบถามและการสัมภาษณมดี ังนี้ 4.1 การวเิ คราะหขอมลู จากแบบสอบถาม ตอนท่ี 1 การวิเคราะหขอมูลทว่ั ไปของผูตอบแบบสอบถามโดยใชสถิตเิ ชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) โดยนําขอมูลท่ีรวบรวมไดม าวิเคราะหหาคาทางสถิติ ซ่งึ ประกอบดวย การแจกแจงความถี่ (Frequency) และรอยละ (Percentage) ตอนท่ี 2 การวิเคราะหขอมลู ของผูตอบแบบสอบถามเก่ยี วกับศักยภาพของโฮมสเตยยา นเมืองเกาบา นสิงหทา อําเภอเมือง จงั หวดั ยโสธร จาํ นวน 10 ดา น มีลักษณะเปนมาตราสว น โดยใชสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) โดยนําขอ มูลท่ีรวบรวมไดมาวิเคราะหหาคาทางสถิติ ประกอบดวย รอยละ (Percentages) คาเฉล่ีย (Mean) และสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) โดยนําเสนอขอมลู ในรปู แบบตารางควบคูกับบรรยาย และสรุปผลการดาํ เนินการวิจยั 4.2 การวเิ คราะหขอมลู จากการสัมภาษณแบบก่ึงโครงสราง ผวู จิ ัยจะนาํ ขอมลู ท่ีไดจ ากการสมั ภาษณแบบก่งึ โครงสราง จากกลุมผูใหข อมลู มาวิเคราะหขอมูลโดยใช (Content Analysis) ดงั น้ี 4.2.1 ทําการวเิ คราะหขอมลู ท่ีไดจากการสัมภาษณตัวแทนหนวยงานภาครฐั ตวั แทนหนวยงานเอกชน ตวั แทนชมุ ชนยานเมอื งเกาบา นสงิ หท า โดยจัดกลุมประเด็นสาํ คญั ของคาํ ถามในแตละตอน 4.2.2 วเิ คราะหจุดออ น จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรคของศักยภาพโฮมสเตยยานเมอื งเกา บา นสิงหท า อําเภอเมอื ง จังหวัดยโสธร จากขอมลู ทตุ ิยภูมิและขอมลู ปฐมภูมิ 4.2.3 วิเคราะหขอมูลเกี่ยวกับการมีสว นรวมของชุมชน ทไ่ี ดจ ากการสมั ภาษณตวั แทนหนวยงานภาครัฐ ตัวแทนหนว ยงานเอกชน ตัวแทนชมุ ชนยา นเมอื งเกา บา นสงิ หทา สรปุ ผล การวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาโฮมสเตยเพอื่ สงเสริมการทอ งเท่ียวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา ยานเมืองเกา บานสิงหทา อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร สามารถสรุปผลการวิจัย ดงั นี้ 1. นักทองเท่ียวกลุมตวั อยา งทเี่ ดินทางมาทอ งเท่ียวในยานเมืองเกา บานสงิ หท า อาํ เภอเมือง จงั หวัดยโสธร สว นใหญ เปนเพศหญงิ รอ ยละ 52.05 มอี ายุ 25-34 ป รอ ยละ 34.24 นักทองเท่ียวสว นใหญม ีระดับการศึกษาปรญิ ญาตรี รอยละ 64.38 มรี ายได 10,001-15,000 บาทตอ เดือน คดิ เปนรอยละ 58.90 นักทองเท่ียวสว นใหญป ระกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน คิดเปนรอยละ 21.09 มภี มู ลิ าํ เนาอยใู นภาคอีสาน รอยละ 52.60 และมีสถานภาพโสด รอยละ 47.39 2. ผลการศึกษาบรบิ ทและศักยภาพของโฮมสเตยใ นชมุ ชนยา นเมอื งเกาบา นสงิ หทา อาํ เภอเมอื ง จังหวัดยโสธร มี 10 ดาน ไดแก 1) ดานทพี่ ัก 2) ดา นอาหารและโภชนาการ 3) ดานความปลอดภัย 4) ดา นอัธยาศัยไมตรขี องเจาของบา น 5) ดานรายการนาํ เที่ยว 6) ดานทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสภาพแวดลอม 7) ดานวฒั นธรรม 8) ดานการสรางคณุ คา และมูลคา
154 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ผลิตภณั ฑ 9) ดา นการบริหารของกลมุ โฮมสเตย 10) ดา นประชาสัมพันธ ผลการประเมินโดยรวมอยูในระดับมาก ดงั แสดงในตาราง ตาราง 1 คาเฉลี่ยและคา สว นเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นของนักทอ งเที่ยวชาวไทย ท่ีมีตอ ศักยภาพโฮมสเตยยานเมืองเกา บา นสิงหท า อาํ เภอเมอื ง จงั หวัดยโสธร โดยรวม ศักยภาพโฮมสเตย × S.D ระดบั ความคิดเห็น 1. ดานทีพ่ ัก 3.94 0.78 มาก 2. ดา นอาหารและโภชนาการ 4.04 0.76 มาก 3. ดา นความปลอดภยั 4.07 0.80 มาก 4. ดานอธั ยาศยั ไมตรเี จา ของบาน 4.13 0.80 มาก 5. ดา นรายการนําเท่ียว 4.00 0.75 มาก 6. ดา นทรพั ยากรธรรมขาตแิ ละสภาพแวดลอ ม 4.02 0.83 มาก 7. ดา นวัฒนธรรม 4.11 0.77 มาก 8. ดานการสรา งคุณคา และมลู คาของผลิตภัณฑ 4.09 0.80 มาก 9. ดานการบริหารของกลมุ โฮมสเตย 4.11 0.78 มาก 10. ดานประชาสัมพันธ 4.10 0.75 มาก รวม 4.06 0.78 มาก จากตาราง 1 พบวานักทอ งเท่ียวชาวไทยมรี ะดบั ความคิดเห็นตอศกั ยภาพโฮมสเตยยา นเมอื งเกาบา นสิงหทา อาํ เภอเมอื ง จังหวัดยโสธร โดยรวมอยูในระดบั มาก (× = 4.06) เม่ือพิจารณาเปนรายดา นพบวาอยูในระดบั มากทุกดาน ดา นท่ี มีคา เฉล่ียสูงที่สุด ไดแก ดา นอธั ยาศัยไมตรีเจา ของบา น อยูในระดับมาก (× = 4.03) รองลงมาไดแก ดา นวฒั นธรรม (× = 4.11) และดานการบรหิ ารของกลมุ โฮมสเตย (× = 4.11) ตามลําดบั 3. ผลการศึกษาการมสี วนรว มของชุมชนในการพฒั นาศักยภาพโฮมสเตยข องชุมชนยานเมอื งเกา บานสิงหท า อาํ เภอเมือง จังหวัดยโสธรมี 4 ดา น ไดแก 1) การตัดสินใจ 2) การดาํ เนินการ 3) การรับผลประโยชน 4) การติดตามประเมินผล สรปุ ไดว า ในดานการมีสวนรวมของชมุ ชนในการพัฒนาศักยภาพโฮมสเตย ของชุมชนยานเมอื งเกาบา นสงิ หทา มผี ูที่มีสวนเกี่ยวของ ทั้งหมด 3 กลุม คือ หนวยงานภาครัฐ หนวยงานเอกชน และคนในชุมชน โดยทั้ง 3 กลมุ นม้ี ีสว นรว มในการวางแผนการจัดกิจกรรม หรือโครงการตา ง ๆ กําหนดขอปฏิบตั สิ ําหรบั นักทอ งเที่ยว มีการประชมุ หารือและตัดสนิ ใจรว มกัน โดยท่หี นวยงานภาคเอกชน และชมุ ชนเปนผูไดร บั ผลประโยชนโดยตรง และมีรายไดเสรมิ จากการใหบริการดา นการทอ งเท่ียว เชน ท่พี ัก รา นคา รา นอาหาร รวมท้ังกิจกรรมทองเที่ยวตา ง ๆ รายไดเ หลานีช้ วยสนบั สนุนและสงเสริมใหช ุมชน สามารถดาํ เนินงานและทาํ งานรวมกันเพ่ือสงเสริม และพัฒนาแหลงทองเทยี่ วของชุมชน แตยังไมมีการประเมนิ ความพึงพอใจของนักทองเที่ยวที่มาใชบ ริการภายในชุมชน และคน ในชุมชนยังไมคอ ยมีสว นรว มในการติดตาม และประเมินผลการจัดกิจกรรมการทอ งเที่ยวตา ง ๆ ที่เกดิ ขน้ึ ภายในชุมชน และผลสรปุ การวิเคราะหจุดออน จุดแขง็ โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) ของโฮมสเตยยานเมอื งเกา บานสงิ หท า สรปุ ไดด งั แสดงในตาราง
Journal of Roi Et Rajabhat University 155 Volume 14 No.3 September - December 2020 ตาราง 2 ผลการวเิ คราะหจดุ ออน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) ของโฮมสเตยยา นเมอื งเกาบา นสิงหท า จงั หวัดยโสธร จุดแขง็ จดุ ออ น โอกาส อปุ สรรค 1. มีเอกลักษณ 1. สถานทีจ่ อดรถ 1. หนว ยงานภาครฐั มีนโยบาย 1. การชะลอตัว ทางดา นสถาปต ยกรรม สาํ หรบั นักทอ งเท่ียวมไี มเพียงพอ สงเสริมและสนับสนุนการจัด ทางเศรษฐกิจ ทโี่ ดดเดนสวยงามไดรบั กิจกรรมสง เสริมการทองเที่ยว ที่สงผลตอ การ การอนุรักษไวเปนอยางดี ตา ง ๆ ทําใหชุมชนมีโอกาส เดนิ ทางทองเท่ยี ว พัฒนา และรายไดเ ขามาสูชุมชน ของนักทองเท่ยี ว 2. ชุมชนมีความปลอดภยั 2. ในชว งเทศกาลมีทพ่ี ัก 2. หนว ยงานภาครัฐในทองถน่ิ 2. การแขงขัน สงู เนือ่ งจากคนในชุมชน ไมเพียงพอตอความตองการ มีนโยบายสง เสริมใหเปน ในอุตสาหกรรม ใหความรว มมอื ในการดูแล ของนักทองเที่ยว แหลง ทองเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การทองเท่ียว ความปลอดภยั และไมเคย ของจงั หวัดยโสธร ทีร่ ุนแรง มคี ดีเกดิ ขึ้นในชมุ ชน 3. มีทรัพยากร 3. ขาดการประชาสัมพันธ 3. ความนิยมของนักทอ งเท่ียว การทองเท่ียวท่ีหลากหลาย แหลง ทองเท่ียวอยางตอเน่ือง ในการทอ งเทย่ี วเชิงวัฒนธรรม และสมาํ่ เสมอและยังไมม ี มีมากข้ึน ปายบอกทางเขา ที่ชัดเจน 4. ผลการศึกษาแนวทางการพฒั นาโฮมสเตยของชุมชนยานเมืองเกาบา นสงิ หทา เพื่อสง เสริมการทอ งเทย่ี ว ในอําเภอเมือง จงั หวัดยโสธร ผวู ิจยั นําขอมูลท่ีไดจ ากบริบทและศักยภาพของโฮมสเตยในชุมชนยา นเมืองเกา บา นสงิ หทา มาวิเคราะหรวมกับผลการวิจัย ไดแก ขอ มูลเชิงปรมิ าณจากแบบสอบถาม และขอ มูลเชิงคณุ ภาพจากการสัมภาษณ ประกอบกับ การวิเคราะห จุดออน จุดแข็ง โอกาส และอปุ สรรค (SWOT Analysis) ของโฮมสเตยยานเมอื งเกา บานสิงหท า มาวิเคราะห รวมกัน และจัดทาํ แนวทางการพัฒนาโฮมสเตยข องชุมชนยา นเมอื งเกา บานสิงหทา เพ่ือสงเสรมิ การทองเที่ยวในอาํ เภอเมอื ง จังหวัดยโสธร มี 10 ดา น ไดแก 1) ดานทพ่ี ัก ผปู ระกอบการท้ังภาครัฐภาคเอกชน และคนในชุมชนควรมีการสง เสริม การทํานบุ าํ รุงสถาปต ยกรรมทอ งถ่ินของชุมชนไว และปรบั ปรุงท่ีพักของตนใหส ะอาด ปลอดภัย มีปายบอกเสนทางทช่ี ัดเจน เพื่อใหนกั ทอ งเท่ียวสามารถเดินทางเขาถงึ โฮมสเตยไ ดงา ยและสะดวกมากยิง่ ขึ้น 2) ดานอาหารและโภชนาการเจาของบา นพัก ควรเชิญชวนใหนักทอ งเท่ียวที่เขาพกั มสี ว นรว มในการประกอบอาหารรว มกับเจาของบาน โดยใหนักทองเท่ียวสามารถปรบั รายการอาหารตามความตอ งการของตนเองได 3) ดานความปลอดภัยเจา ของบานพัก ควรมียาสามญั ประจําบานท่ีอยใู นสภาพ พรอ มใชไ วตดิ บานเสมอ และควรเตรียมความพรอ มเกีย่ วกับการปฐมพยาบาลเบอื้ งตน 4) ดานอัธยาศยั ไมตรขี องเจา ของบาน เจา ของบา นพัก ตอ นรบั นักทองเท่ียวดว ยความยิ้มแยมแจมใสและมีอธั ยาศยั ที่ดี เพ่อื สรา งความพงึ พอใจใหกับนักทอ งเที่ยว ที่มาเขาพักมากยงิ่ ขึ้น 5) ดานรายการนาํ เทยี่ วชุมชนควรสง เสริมกจิ กรรมการทอ งเทีย่ วภายในชมชนุ ใหมีความหลากหลายและแสดงถงึ ความเปนเอกลกั ษณเฉพาะของทองถิน่ เพ่อื ตอบสนองกบั ความสนใจของนักทอ งเที่ยวแตล ะกลุมและควรจัดใหม ีมัคคุเทศก ทอ งถ่นิ ในการนาํ เท่ียว ตลอดจนพัฒนาความรขู องมัคคเุ ทศกท องถิ่นอยเู สมอ 6) ดา นทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสภาพแวดลอ ม หนวยงานที่เก่ียวของควรเขา ไปดูแลและตรวจสอบคุณภาพ และสภาพปจจบุ ันของทรัพยากรทองเท่ยี วของชุมชนอยา งตอเนื่อง และบํารงุ รักษามรดกทางวฒั นธรรมและมรดกทางธรรมชาตขิ องทองถน่ิ ตลอดจนสรางจิตสํานึกใหแกประชาชนในทองถิ่น และนักทอ งเท่ียวใหใ ชทรพั ยากรอยา งพอดี 7) ดานวฒั นธรรมภาครฐั ควรมกี ารพัฒนาแหลง ทอ งเท่ียวทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร ควบคไู ปกับการอนุรกั ษอาคารบานเรอื นเกา เนื่องจากโฮมสเตยใ นชุมชนยา นเมืองเกาบานสิงหทา น้นั ยังเปนบา นเรอื นท่ีมีสถาปตยกรรมแบบโคโลเนียล ตลอดจนการรักษาวิถชี วี ิตดง้ั เดิมของชุมชนไวไมใหเ ส่ือมสลายไปตามกาลเวลา 8) ดา นการสรางคุณคาและมูลคาผลติ ภณั ฑช ุมชน ภาครัฐควรสงเสริมใหมีการจัดโครงการพฒั นาศักยภาพใหแกชาวบานทอ งถิ่น อยา งสมาํ่ เสมอ โดยจัดใหมบี ุคลากรท่ีมีความรูดานการทอ งเท่ียวมาอบรมใหความรูกับคนในชมุ ชน เพื่อพฒั นาศกั ยภาพ ดานการใหบรกิ าร และยกระดับความพึงพอใจของนักทองเที่ยว เพอ่ื เปนการสรางคุณคา และมลู คา จากผลิตภัณฑท่เี ปนเอกลักษณ
156 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 ของชมุ ชน 9) ดานการบรหิ ารของกลมุ โฮมสเตยควรมีการจัดประชุมกันอยา งตอเนอ่ื ง เพ่ือกาํ หนดกฎ กติกา และการทํางาน รว มกันของสมาชิกกลุม เพอ่ื ใหคนในชุมชนมีความรู ความเขาใจในการบริหารจัดการโฮมสเตย และสามารถแนะนาํ นักทองเทยี่ ว เกี่ยวกบั วถิ ีชวี ิตวัฒนธรรมทองถิ่น 10) ดานประชาสมั พนั ธภาครัฐและเอกชนควรสนบั สนุน ดา นการประชาสัมพนั ธโฮมสเตย และแหลงทองเที่ยวในชุมชน ผานชอ งทางตา ง ๆ อยางครอบคลมุ และตอเนอ่ื ง เพื่อใหมีความเขาใจไปในทิศทางเดียวกัน อภิปรายผล การศึกษาเรื่อง แนวทางการพฒั นาโฮมสเตยเพื่อสงเสรมิ การทองเท่ียวเชิงวฒั นธรรม กรณีศึกษา ยา นเมอื งเกา บา นสงิ หทา อําเภอเมือง จังหวัดยโสธรมปี ระเด็นในการอภิปราย ดังน้ี 1. บรบิ ทและศักยภาพของโฮมสเตยในชุมชนยา นเมอื งเกา บานสงิ หทา อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร จากการศึกษาพบวา บรบิ ทและศกั ยภาพของโฮมสเตยในชมุ ชนยา นเมืองเกา บา นสิงหท า ประกอบดว ย 10 ดาน ไดแก 1) ดา นที่พัก 2) ดานอาหารและโภชนาการ 3) ดานความปลอดภยั 4) ดา นอัธยาศัยไมตรีของเจาของบาน 5) ดานรายการ นาํ เที่ยว 6) ดานทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอม 7) ดา นวัฒนธรรม 8) ดานการสรา งคุณคา และมูลคา ผลิตภัณฑ 9) ดานการบริหารของกลุมโฮมสเตย 10) ดานประชาสมั พันธ โดยรวมอยูในระดบั มาก ทั้งน้เี พราะผูวิจัยไดทาํ การศึกษา วเิ คราะหแนวคิดและทฤษฎที ่ีเก่ียวขอ ง แลว นาํ มาสงั เคราะหเปนศกั ยภาพของโฮมสเตย ที่เปนกรอบแนวคิดทฤษฎี ซ่ึงสอดคลอ งและเหมาะสมกับการพฒั นาโฮมสเตยน้ัน เปน เพราะวา กระทรวงการทองเท่ียวและกฬี า (2557 : 12) ไดมีการ กาํ หนดมาตรฐานโฮมสเตยไว 10 ดา นอยา งชดั เจนน้ัน สง ผลใหผูประกอบการไดนํามาเปนแนวทางเพ่ือการดําเนินงาน ในการใหบริการแกนักทอ งเทยี่ ว ซ่ึงสอดคลองกบั ผลการวจิ ัยของรงุ อรณุ ศภุ กฤตอนันต (2553 : 137-138) ไดศกึ ษาเรือ่ ง การศึกษาศักยภาพและความพรอมในการรองรบั นักทองเท่ียวของที่พกั แรมแบบโฮมสเตย กรณีศึกษาโฮมสเตยบานลาดสมดี ตาํ บลกุศกร อาํ เภอตระการพชื ผล จงั หวัดอบุ ลราชธานี ผลการวิจัยพบวา ศักยภาพของโฮมสเตย ประกอบดวย 1) ดา นทพี่ กั 2) ดานอาหาร 3) ดา นความปลอดภยั 4) ดานอัธยาศัยไมตรขี องเจา ของบาน 5) ดา นรายการนาํ เที่ยว 6) ดานทรพั ยากร และส่งิ แวดลอม 7) ดา นรายไดเสรมิ และการเชอื่ มโยงกับธุรกิจชุมชน โดยรวมอยใู นระดบั มาก และสอดคลองกับผลการวิจัย ของสุภัคศิษฏ ชยั ชนะเจริญ (2559 : 85–89) ไดศกึ ษาเรือ่ ง มาตรฐานโฮมสเตยท ส่ี ง ผลตอการตดั สินใจเลอื กทพี่ ัก ของนกั ทองเท่ียวชาวไทยในอาํ เภอเชียงคาน จงั หวัดเลย ผลการวิจัยพบวา มาตรฐานโฮมสเตย มี 10 ดาน ไดแก 1) ดานทพี่ ัก 2) ดา นอาหารและโภชนาการ 3) ดา นความปลอดภัย 4) ดา นอธั ยาศัยไมตรขี องเจา ของบานและสมาชิก 5) ดานรายการนําเท่ียว 6) ดานทรพั ยากรและสิ่งแวดลอม 7) ดา นวัฒนธรรม 8) ดานการสรา งคณุ คา และมลู คา ของผลิตภัณฑชุมชน 9) ดานการบริหาร ของกลุมโฮมสเตย 10) ดานการประชาสัมพันธ โดยรวมอยูในระดับมาก 2. การมสี ว นรว มของชุมชนในการพัฒนาศักยภาพโฮมสเตยข องชุมชนยา นเมอื งเกา บา นสงิ หทา อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร จากการศึกษา พบวา แนวทางการพฒั นาโฮมสเตยย านเมืองเกาบานสิงหท า จาํ เปนตอ งอาศัยการมีสว นรว ม 3 สวน คือ หนว ยงานภาครัฐ หนวยงานเอกชน และคนในชุมชน ในการวางแผนการจัดกิจกรรมหรอื โครงการตา ง ๆ และตัดสินใจรว มกัน เพื่อสง เสริมและพัฒนาแหลง ทองเทีย่ วของชุมชน สนบั สนุนและสงเสรมิ ใหช มุ ชนดําเนินงานและทาํ งานรวมกนั รวมทง้ั ประเมนิ ผล ใหสําเร็จตามเปา หมายสอดคลองกบั ดรรชนี เอมพันธุ (2550 : 26) ซงึ่ ไดศึกษาเร่ืองการมีสวนรว มของชมุ ชน ดานการจัดการ ทองเท่ยี วในหมบู า นบัวสายโฮมสเตย อําเภอวงั น้ําเขยี ว จงั หวัดนครราชสมี า พบวา การจัดการการทอ งเท่ยี วโดยชุมชนเอง ภาครัฐ เอกชน และชุมชนมีสวนรวม นบั ต้งั แตก ารวางแผน การดาํ เนินการ และการติดตามประเมินผล โดยมีการประชุม วางแผนกจิ กรรมการทอ งเที่ยวรว มกัน รวมไปถึงการตัดสินใจทาํ แผน/โครงการ เพอื่ สงเสริมและพฒั นาแหลงทองเที่ยว และมีสว นรว มในการติดตามประเมินผลการจัดการทองเท่ยี ว เพื่อใหเกดิ การทอ งเที่ยวทีย่ ่งั ยืน 3. แนวทางการพฒั นาศักยภาพโฮมสเตยข องชมุ ชนยานเมืองเกา บา นสิงหท า เพ่ือสง เสรมิ การทองเทยี่ วในอาํ เภอเมือง จังหวัดยโสธร จากผลการศึกษา พบวาแนวทางการพัฒนาศักยภาพโฮมสเตยยา นเมืองเกาบานสิงหท า ควรมีการรว มมือกัน ระหวา งภาครัฐ ภาคเอกชน และคนในชุมชน โดยสงเสริมการทาํ นบุ ํารุงสถาปตยกรรมพ้ืนถิ่นของชุมชนไว เนื่องจากสถาปต ยกรรม เหลา น้ีเปนตัวบงบอกและสะทอนใหเ ห็นถึงประวัติศาสตร รวมถึงวิถีชีวติ วัฒนธรรมทอ งถิ่น ตลอดจนภาครัฐควรมีการพฒั นา สาธารณูปโภค เชน ปายบอกเสนทางไปโฮมสเตยแ ตล ะหลงั ทีอ่ ยภู ายในชุมชน เพอ่ื ใหนักทอ งเที่ยวสามารถเดินทางเขาถึง
Journal of Roi Et Rajabhat University 157 Volume 14 No.3 September - December 2020 โฮมสเตยไดง า ยและสะดวกมากยิง่ ข้ึน และภายในชุมชนควรมีการสงเสรมิ กิจกรรมการทองเทยี่ วของชมชุนใหมีความหลากหลาย อีกทั้ง ควรมีการแลกเปล่ียนความรู แสดงความคดิ เห็น รวมไปถงึ การอบรมใหแกเจาของบานในการเปนเจา บานที่ดี มีอธั ยาศัย และการบรกิ ารท่ีดี เพื่อสรางความพึงพอใจใหกบั นักทองเที่ยว ซ่ึงสอดคลอ งกับแนวคิด กระทรวงการทองเทยี่ วและกีฬา (2557 : 34) กลา ววา ในดานการจัดกิจกรรมทพี่ ักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท ควรท่ีจะมีการรวมกลุมจัดต้ังในรปู แบบของกลุม/ชมุ ชน/ชมรม/สหกรณ ซึง่ สมาชิกและคนในชมุ ชนจะตอ งมคี วามเขาใจ และมีสว นรวมในดานการจัดการตาง ๆ น้ีดว ย โดยเฉพาะในเรอ่ื งของดา นทพี่ ัก สาํ หรับนักทอ งเที่ยว สอดคลองกับงานวิจัยของ กฤตยา เตยโพธ์ิ (2559 : 136-141) กลา ววา การพฒั นารปู แบบการจัดการ การทองเที่ยวโดยชมุ ชน แนวทางการพฒั นาศักยภาพโฮมสเตย เพอ่ื การทองเท่ียวเชงิ นิเวศวฒั นธรรม ควรมกี ารปรับปรุงภมู ทิ ัศน ระบบนิเวศรอบ ๆ อาณาบริเวณ มีการปรบั ปรงุ ระบบนาํ้ ประปา ไฟฟา หองน้าํ อาคาร ที่พักใชประโยชน ปายขอ มูลภายในพ้ืนท่ี บคุ คลท่ใี หข อ มูลดา นองคประกอบของการทองเท่ียวภายนอก ไดแก รา นอาหาร ถนน ปา ยบอกทางแหลง ธรรมชาติ เพือ่ อํานวยความสะดวกใหแกผ ูทเี่ ขามาใชป ระโยชนไ ดอยางมีความเหมาะสม การพัฒนาโฮมสเตยยานเมืองเกา บา นสงิ หทา ควรมีการพฒั นาแหลงทอ งเที่ยวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร ควบคูไปกบั การอนุรักษอ าคารเกา วัฒนธรรมประเพณี และวิถชี ีวิตดั้งเดมิ ของชมุ ชน โดยคนในชมุ ชนและนักทอ งเท่ียว ควรใชทรพั ยากรอยางพอดี ท้งั มรดกทางวัฒนธรรมและมรดกธรรมชาติ ใหคาํ นึงถงึ ความเพียงพอและมีประสิทธิภาพ อนุรักษ และคงอัตลักษณเดิมของทอ งถ่ินไวอ ยางตอเนื่อง ซง่ึ สอดคลอ งกบั แนวคิดดังท่ี การทองเท่ียวแหงประเทศไทย (2552 : 5) ไดก ลาววาโฮมสเตยเปนท่ีพักสัมผสั วฒั นธรรมชนบท หมายถึง การจัดสรรพ้ืนท่บี านที่พัก เพื่อบริการนักทองเที่ยว โดยคงความ เปนเอกลกั ษณวัฒนธรรมประจาํ ถ่ิน ภายใตศักยภาพและการยอมรบั ของชุมชน เพื่อใหนักทอ งเท่ียวไดเรียนรูวิถีชวี ิตและวฒั นธรรม ของชุมชน ซ่ึงหากมีการวางแผนที่ดีจะกอใหเกิดผลกระทบดา นบวกท้ังในทางเศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม ซ่ึงกระทรวง การทองเท่ียวและกีฬา (2555 : 2-3) ไดกลา วถึงโฮมสเตยวา ถือเปนกิจกรรมทอ งเทย่ี ว นักทอ งเท่ียวและเจา ของบา น มวี ัตถุประสงคร วมกัน ท่ีจะแลกเปลย่ี นเรียนรวู ัฒนธรรมและวิถีชีวติ ดวยความเตม็ ใจ พรอมทง้ั จดั ทพี่ ักและอาหาร การนําเท่ียว ในแหลงทองเท่ียวใกลเ คียง โดยไดรับคา ตอบแทนตามความเหมาะสม การจดั กิจกรรมทีพ่ ักสัมผัสวิถีชีวิตชนบทหรอื โฮมสเตย จงึ เปนกิจกรรมทางการทองเทย่ี วอยา งหนง่ึ ที่สามารถนาํ มาพฒั นาชุมชน โดยคนในชุมชนมีสวนรวมและไดรับผลประโยชน จากการทอ งเที่ยวทําใหคนในชมุ ชนรว มคดิ ทํางานรว มกัน สรา งความเขมแขง็ ของคนในชมุ ชนเปนหลัก และสอดคลองกบั แนวคดิ ของการทอ งเท่ยี วแหงประเทศไทย (2554 : ออนไลน) ท่ไี ดก ลาววา การทอ งเที่ยวแมว า จะไมใ ชส่ิงจําเปนพ้ืนฐาน หรือปจจัย 4 ของการดาํ รงชวี ิต แตก็เปนเรือ่ งของการพักผอ นหยอนใจเปนนันทนาการ เปนสิ่งท่ีพึงปรารถนาในการเสรมิ คุณภาพชีวิต เพราะการทองเท่ียวถือเปนการผอนคลายความเครยี ด พรอม ๆ กบั ไดประสบการณท่ีแปลกใหมไดเห็นความสวยงาม ไดส ัมผัสกบั วถิ ีการดาํ เนินชีวิตท่ีเปล่ียนไปจากท่ีเคยไดความรูความเขาใจเกยี่ วกบั วัฒนธรรมประเพณที องถ่นิ และไดสรา ง ความสมั พันธกบั คนตา งถ่ินดว ย จากความโดดเดนทางสถาปต ยกรรมของอาคารบา นพักแบบโคโลเนียล ภายในชุมชนยา นเมอื งเกา บา นสิงหท า รวมถงึ ประเพณี วิถีชวี ิตด้ังเดมิ ของคนในชุมชน และโฮมสเตยบานสิงหทา ยังมีสภาพแวดลอม ทรพั ยากรทางธรรมชาติ และทรพั ยากรทองเท่ียวที่หลากหลาย ทําใหนักทอ งเทยี่ วทีส่ นใจทองเท่ียวเชิงวฒั นธรรม มีความสนใจที่จะเดินทางมาทองเท่ยี ว ทย่ี า นเมอื งเกาบา นสงิ หทา เพ่อื ชมวิถชี ีวติ ของคนในชุมชน เรยี นรูศิลปวัฒนธรรม ภมู ิปญ ญาทอ งถิ่น อีกท้ังหนวยงานภาครฐั ภาคเอกชน และคนในชมุ ชน มสี วนรว มในการจดั กิจกรรมขึ้น เพอื่ สง เสรมิ การทอ งเท่ียวภายในชุมชน และพฒั นาศักยภาพโฮมสเตย เพอ่ื รองรบั การขยายตวั ของนักทองเท่ียวในระยะยาว โดยหนวยงานทเ่ี กี่ยวของ อาทิ เทศบาลเมอื งยโสธร สาํ นักงานทอ งเท่ียว และกฬี ายโสธร สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัด รวมถึงชมรมอนุรักษมรดกยโสธร ไดม ีการสงเสริมใหเกิดการอนุรักษฟนฟูศลิ ปวัฒนธรรม ของทองถ่ิน โดยการดาํ เนินการจัดตลาดตอ งชมถนนคนเดินขึ้น โดยท่ีคนในชุมชนไดเขามามสี วนรวมรว มจาํ หนา ยสนิ คาพื้นเมอื ง อาหารและของที่ระลึกทองถ่ิน รว มการแสดงท่ีเปนเอกลักษณของจังหวัดยโสธร การแสดงดนตรีไทย ดนตรีพ้ืนเมือง เปนแหลงเรียนรู ศลิ ปะและวัฒนธรรม เพื่อคงไวซ่งึ เอกลักษณข องชุมชน อีกทง้ั ชุมชนมโี ฮมสเตยไ วสําหรับใหบ ริการนักทองเท่ียว ควบคไู ปกับ การจัดโปรแกรมการทองเท่ียวของชุมชน และแหลงทองเท่ียวในจังหวัดยโสธร โดยคํานึงถึงการจัดกิจกรรมทอ งเท่ียวทไี่ มมีผลกระทบ ตอ ส่งิ แวดลอม เพื่อใหช มุ ชนเกิดการพฒั นาการทอ งเท่ียวอยางยงั่ ยืนสืบไป
158 วารสารมหาวิทยาลัยราชภฏั รอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนาํ ไปใช 1.1 จากขอ คนพบนักทอ งเที่ยวชาวไทยมีความคิดเห็นตอศักยภาพโฮมสเตยยา นเมอื งเกา บานสงิ หท า อาํ เภอเมือง จังหวัดยโสธร โดยรวมอยูในระดบั มาก ดังนั้น หนว ยงานดานการทอ งเท่ยี วของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวขอ ง สามารถนาํ ผลการวิจัย เพ่ือไปเปนแนวทางในการพัฒนาศักยภาพการทองเท่ียวแบบโฮมสเตย สงเสรมิ ผใู หบ ริการทพ่ี ักโฮมสเตยใ หมมี าตรฐานตามที่ กรมการทองเท่ยี วกาํ หนดอยางตอ เนื่อง 1.2 ควรเพิ่มชอ งทางในการประชาสมั พันธอ ยางทว่ั ถงึ และตอเนอื่ ง เพราะปจจุบันยานเมืองเกา บานสงิ หทา ยงั มีนักทองเท่ียวรูจักและใหความสนใจจํานวนนอย โดยการพัฒนาเวบ็ ไซตของแหลงทองเที่ยวในชุมชน แผนพบั ปายส่ือความหมาย ตาง ๆ ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพอ่ื เปนการสง เสริมการทอ งเทย่ี วและทาํ ใหมีนักทอ งเท่ียวมากยิง่ ข้ึน 1.3 ชุมชนยานเมืองเกาบา นสงิ หทา มีเอกลักษณท่โี ดดเดน ทั้งดานสถาปต ยกรรม ศิลปวัฒนธรรม ภมู ปิ ญญาทองถ่ิน ประเพณที ่ีควรคา แกการรกั ษาไว ดังน้ัน หนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทีเ่ กี่ยวของ เชน สํานักงานทองเที่ยวและกีฬาจังหวัดยโสธร เทศบาลเมืองยโสธร ชมรมอนุรักษมรดกยโสธร ควรมีการศึกษาองคความรดู านวัฒนธรรม ประเพณี ของชมุ ชนยา นเมอื งเกา บา นสงิ หทา และนาํ เสนอขอมูลใหค นในชุมชนไดทราบถงึ ประวัติความเปนมา เพ่อื ที่จะไดต ระหนักและเปนการปลูกฝง ให คนในชุมชนเห็นคุณคา และเกิดความหวงแหนที่จะอนุรักษท รพั ยากรของชุมชนตอ ไป 2. ขอ เสนอแนะในการทาํ วจิ ัยคร้ังตอไป 2.1 ควรทาํ การศึกษาเปรยี บเทียบการบรหิ ารจดั การโฮมสเตย ภายในจังหวัดยโสธรหรอื จงั หวัดใกลเคยี ง วา มีการบรหิ ารจัดการกันอยางไร ขอ ดี ขอ เสีย และปญหาอปุ สรรคในการบริหารของแตล ะชุมชน เพื่อนาํ มาเปนแนวทาง ในการบริหารจดั การโฮมสเตยใหกับชุมชนอ่ืน ๆ ตอไปใหประสบผลสําเร็จ 2.2 ควรทาํ การศึกษาการตลาดของการทอ งเทย่ี วแบบโฮมสเตย เพ่ือเปนการวางแผนรองรับกลมุ นักทองเทยี่ ว ท่สี นใจในการทอ งเที่ยวแบบโฮมสเตยใ นระยะยาว 2.3 ควรทาํ การศึกษาผลกระทบจากการทองเท่ียวแบบโฮมสเตย ท่ีมีตอชมุ ชนยานเมอื งเกา บา นสงิ หท า อําเภอเมือง จังหวัดยโสธร เพอ่ื เปนการวางแผนและเฝา ระวงั ในเร่ืองเกิดการผสมกลมกลืนในดานวัฒนธรรม ประเพณี และวถิ ชี วี ิต ดง้ั เดิมของคนในชุมชน เอกสารอา งองิ กฤตยา เตยโพธ.์ิ (2559). วัฒนธรรมโฮมสเตย : การพฒั นารปู แบบการจัดการการทองเที่ยวโดยชุมชน อาํ เภอวังนา้ํ เขียว จังหวัดนครราชสมี า. วทิ ยานิพนธ ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการจัดการทองเที่ยวและโรงแรม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. กระทรวงการทอ งเที่ยวและกฬี า. (2557). คูมือการประเมินมาตรฐานคุณภาพแหลงทอ งเท่ียวทางวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพิมพอ งคการสงเคราะหทหารผานศึกในพระบรมราชปู ถัมภ. กระทรวงการทอ งเทย่ี วและกีฬา. (2557). คูมอื การประเมินมาตรฐานคณุ ภาพแหลงทองเท่ียวทางวัฒนธรรม. กรงุ เทพฯ: สํานักพฒั นาการทอ งเที่ยว. กระทรวงการทองเทยี่ วและกีฬา. (2555). มาตรฐานโฮมสเตยไทย. สืบคนเมอื่ 26 กันยายน 2560, จาก http://www.homestaythai.net/homestay.aspx การทองเที่ยวแหงประเทศไทย. (2560). ยานเมืองเกา บานสิงหท า . สืบคน เม่ือ 22 กันยายน 2560, จาก https://thai.tourismthailand.org/Attraction/ การทองเท่ียวแหงประเทศไทย. (2554). แผนพัฒนาและสงเสริมการทองเที่ยวของการทอ งเที่ยวแหงประเทศไทย. สืบคน เมือ่ 22 กันยายน 2560, จาก http://thai.tourismthailand.org/ tourismthailand_index/th/ การทอ งเที่ยวแหง ประเทศไทย. (2552). Home Stay–arm Stay. กรงุ เทพฯ: การทองเทย่ี วแหง ประเทศไทย. ไกรฤกษ ปนแกว. (2555). การพัฒนานโยบายการทอ งเท่ียวเชิงวัฒนธรรมสําหรับจังหวดั พระนครศรีอยธุ ยาปทมุ ธานี และนนทบุรี. รายงานโครงการวิจัย. นนทบุร:ี สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวจิ ัย. ฉันทัช วรรณถนอม. (2552). อุตสาหกรรมการทอ งเท่ียว. กรงุ เทพฯ: สามลดา. ชมรมอนรุ ักษม รดกยโสธร. (2559). สถติ ขิ อมูลนักทองเที่ยวชาวไทยยานเมืองเกาบา นสิงหท า . ยโสธร: พิมพด ีการพิมพ.
Journal of Roi Et Rajabhat University 159 Volume 14 No.3 September - December 2020 ชมรมอนรุ ักษม รดกยโสธร. (2560). สถติ ขิ อมูลนักทอ งเท่ียวชาวไทยยา นเมอื งเกาบา นสิงหทา . ยโสธร: พิมพด กี ารพิมพ. ดรรชนี เอมพันธุ. (2550). การพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชนและการจัดกิจกรรมโฮมสเตย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. กรมการทองเท่ยี ว. (2554). เรอ่ื งกําหนดมาตรฐานบริการทองเที่ยวมาตรฐานโฮมสเตยไทย พ.ศ. 2554. ราชกจิ จานุเบกษา เลม 129 ตอนพิเศษ 26ง หนา 59-63 (31 มกราคม 2555). รุงอรุณ ศภุ กฤตอนันต. (2553). การศึกษาศักยภาพและความพรอมในการรองรบั นักทองเท่ียวของทีพ่ ักแรมแบบโฮมสเตย : กรณีศึกษาโฮมสเตยบานลาดสมดี ตาํ บลกุศกร อาํ เภอตระการพืชผลจังหวดั อุบลราชธานี. วทิ ยานพิ นธ บริหารธุรกิจมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าการจัดการการทอ งเท่ียว. ขอนแกน: มหาวิทยาลัยขอนแกน. สภุ ัคศิษฏ ชัยชนะเจริญ. (2559). มาตรฐานโฮมสเตยท ี่สง ผลตอการตัดสินใจเลือกทพี่ ักของนักทอ งเท่ียวชาว ไทยในอําเภอเชยี งคาน จังหวัดเลย. วทิ ยานพิ นธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจดั การทองเทีย่ ว และโรงแรม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. สาํ นกั งานจงั หวดั ยโสธร. (2560). ขอมูลสภาพทวั่ ไปของจังหวดั ยโสธร. สบื คนเมือ่ 22 กันยายน 2560, จาก http://www.yasothon.go.th/web/file/menu1.html สาํ นักงานปลดั กระทรวงการทองเทยี่ วและกีฬา. (2560). ยทุ ธศาสตรส าํ นักงานปลัดกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา ฉบับท่ี 4 พ.ศ. 2560–2564. กรงุ เทพฯ: สาํ นักงานปลัดกระทรวงการทอ งเท่ียวและกฬี า. สาํ นกั งานพฒั นาการทองเท่ียว. (2551). รายงานสรุปสถานการณโรงแรมและการทอ งเที่ยวภายในประเทศ. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั งานพฒั นาการทองเท่ียวกระทรวงการทองเท่ียวและกีฬา. Cohen, J.M. and Uphoff. N.Y. (1981). Rural Development Participation : Concept and Measures for project Design Implementation and Evaluation. Rural Development Committee Center for International Studies. Cornell University. Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.
160 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 แนวทางพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทนุ สวัสดกิ ารชุมชน ในอําเภอกุดจับ จงั หวดั อุดรธานี Guidelines for Potential Development of the Boards of Community Welfare Funds in Kudchap District, Udon Thani Province อทุ ัย ประทีป1 และ ประจญ กิ่งมิ่งแฮ2 Received : 24 ก.พ. 2563 Uthai Pratheep1 and Prachon Kingminghae 2 Revised : 15 เม.ย. 2563 Accepted : 17 เม.ย. 2563 บทคัดยอ การวจิ ัยน้ีมวี ัตถปุ ระสงค 1) ศกึ ษาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอาํ เภอกดุ จบั จังหวัดอดุ รธานี 2) กาํ หนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนใน อาํ เภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี 3) ประเมินศักยภาพ คณะกรรมการกองทนุ สวัสดิการชุมชนในอําเภอกุดจบั จงั หวัดอุดรธานี มี 3 ระยะ ระยะท่ี 1 กลุมตวั อยาง คณะกรรมการ กองทุนสวัสดิการชุมชน 398 คน เครื่องมอื ท่ใี ชใ นการวจิ ัย แบบสอบถาม ใชสถิตเิ ชงิ พรรณนา สถิติที่ใชในการวเิ คราะหขอ มูล คา รอ ยละ คา ความถ่ี คา เฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะท่ี 2 กลุมเปาหมาย ประธาน และเลขานุการคณะกรรมการกองทุน สวสั ดิการชุมชน 17 คน เครอื่ งมือท่ใี ชใ นการวจิ ัย แบบสมั ภาษณกึ่งโครงสรา ง ระยะท่ี 3 ประชากร คณะกรรมการกองทุน สวัสดิการชุมชน 30 คน เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ นการวิจัย แบบประเมิน ใชสถติ ิเชงิ พรรณนา สถิติทีใ่ ชในการวิเคราะหขอมูล ไดแก ความถี่ รอยละ คา เฉล่ีย และสว นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ัยพบวา 1. ศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน มีศักยภาพมากไปหานอย ไดแ ก 1) ดา นการพัฒนาขีดความสามารถ ขององคก ร 2) ดา นความสามารถของบุคคล 3) ดา นการจัดการและเงินทุน และ 4) ดา นโครงสรา งและกระบวนการทํางาน 2. กําหนดแนวทางการพัฒนาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุนสวสั ดิการชมุ ชน ประกอบดวย 1) ดา นโครงสรา ง และกระบวนการ จาํ นวน 9 กจิ กรรม 2) ดานการจดั การและเงินทุนจํานวน 9 กจิ กรรม 3) ดานความสามารถของบคุ คล จาํ นวน 10 กิจกรรม และ 4) ดานการพัฒนาขีดความสามารถขององคกร จํานวน 3 กิจกรรม 3. ประเมินความเหมาะสมและความเปนไปไดข องแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน ในภาพรวมอยใู นระดบั มากทุกดา น คําสําคัญ : การพฒั นาศักยภาพ, กองทุนสวัสดิการชุมชน, คณะกรรมการกองทุนสวสั ดิการชมุ ชนในอําเภอกุดจบั Abstract The objectives of this research were 1) to study the potential of the boards of community welfare funds in Kudchap District, Udon Thani Province, 2) to determine guidelines to develop the potential of the boards, and 3) to assess the potential of the boards. The research was conducted in 3 phases as follows. In phase 1, the samples were 398 members of the boards of community welfare funds in Kudchap District, Udon Thani Province. The instrument for data collection was a questionnaire. Descriptive statistics for data analysis included percentage, frequency, mean, and standard deviation. In phase 2, the target samples were 17 chairpersons and secretaries of the boards of community welfare funds. The instrument for data collection 1 นักศกึ ษาปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ ายุทธศาสตรการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อเี มล: [email protected] 2 อาจารยประจําสาขาวิชายุทธศาสตรก ารพฒั นา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1 Master Student Master of Art Program in Development Strategy, Udon Thani Rajabhat University Email: [email protected] 2 Lecturer of Education, Master of Art Program in Development Strategy, Udon Thani Rajabhat University
Journal of Roi Et Rajabhat University 161 Volume 14 No.3 September - December 2020 was a semi-constructed questionnaire. In phase 3, the population included 30 members of the boards. The instrument for data collection was an assessment form. Descriptive statistics for data analysis included percentage, frequency, mean, and standard deviation. The results of the research were as follows: 1. The levels of the potential traits of the boards of community welfare funds in a descending order were 1) organization capacity development, 2) individual competence, 3) management and capitals, and 4) structures and work processes. 2. The determined guidelines for potential development of the boards of the community welfare funds were consisted of 1) structures and work processes with 9 activities, 2) management and capitals with 9 activities, 3) individual competence with 10 activities, and 4) organization capacity development with 3 activities. . 3. The guidelines for potential development of the boards of community welfare funds were assessed. The result revealed that the appropriateness and the feasibility of the overall guidelines were rated at a high level. Keywords : Potential Development, Community Welfare Funds, Boards of Community Welfare Funds in Kudchap District บทนาํ ปญหาความยากจนและปญหาหน้สี นิ ของคนไทยกลายเปนปญ หาเร้อื รงั สงผลเปนลูกโซตอปญหาทางสังคม และอาชญากรรมท่ีนบั วันจะมีความรุนแรงมากข้ึนเปนลาํ ดบั จากการสํารวจของสาํ นักงานสถิติแหงชาติ พบวาในป 2553 ประเทศไทยมีกาํ ลังแรงงานรวมท้งั สิ้น 38.13 ลา นคน ในจํานวนน้ีรอยละ 63.73 หรือ 24.30 ลา นคน เปนแรงงานนอกระบบ ซึง่ สวนใหญประกอบอาชพี เกษตรกรรม โดยแรงงานกลุมนี้เปนกลมุ คนทไี่ มไดร บั การคุมครอง และไมมหี ลักประกันสงั คม จากการทาํ งาน และในขณะทีอ่ ีกดานหนึง่ ในป 2547 เครือขา ยสวัสดิการชุมชนหรือกองทุนสัจจะ ลดรายจา ยวันละบาท ซงึ่ มคี รูชบ ยอดแกว เปนหัวขบวนไมรอคอยความหวังจากภาครฐั เปดแนวรุกจัดทําสวัสดิการภาคประชาชนของกลมุ ขึ้นมาเอง และดเู หมือนเครอื ขายดงั กลาวเติบโตและขยายตวั ขึ้นอยา งรวดเรว็ ประชาชนมีความตองการสวสั ดิการดานการเสียชวี ิต สวสั ดิการดา นการเกิดสวสั ดิการดา นการกูยืม สวัสดิการดา นทอ่ี ยูอาศัย สวัสดิการดา นสุขภาพอนามัย และสวัสดิการดา น ส่งิ แวดลอ ม โดยไดร บั สวัสดิการในปจจบุ ัน สวัสดิการที่ตองการมากท่ีสดุ ในปจจุบันลาํ ดบั ท่ี 1 คอื การไดรับความชว ยเหลือจาก กองทุนสวัสดิการชุมชน (กฤติญา กีรติกอบมณี และคณิต เขียววิชยั , 2560 : 257) การพฒั นาศกั ยภาพ เปนการพฒั นาความสามารถท่ีมพี รอมในตัวของสิ่งหนึ่งสิ่งใดทีจ่ ะเออื้ อํานวยตอการพฒั นา การปรับปรงุ การจัดการ หรอื การเขามาทาํ ใหเกิดการเปลีย่ นแปลงใด ๆ ข้ึน แตหากกลา วถึงศักยภาพของบคุ คล จะรวมไปถงึ ความสมบรู ณทง้ั รางกายและจติ ใจทมี่ ีความพรอ มจะแสดงในลักษณะวุฒิ ภาวะของการเจริญเติบโตทั้งทางรา งกายและจิตใจ อยา งเต็มที่ เชน ความพอใจท่ีสนองตอส่ิงเรา หรอื พอใจในการกระทาํ ส่ิงตา ง ๆ ซ่ึงสามารถแยกเปนองคป ระกอบของศักยภาพ ในระดบั บคุ คล วา มีวุฒภิ าวะทางดานรางกาย สติปญ ญา และอารมณ ตลอดท้ังประสบการณท างสังคม หรอื ความรเู ดิม ซึง่ หากมมี ากก็จะสงผลใหเรยี นรูไ ดด กี วาผูที่มีประสบการณนอ ย เชนเดียวกับ วิชุกร กุหลาบศรี ทีส่ รุปความหมายของศักยภาพ ระดับบุคคลวา หมายถงึ สภาวะความสมบรู ณทัง้ ดา นรางกาย จิตใจ สตปิ ญญา และอารมณข องแตล ะบุคคลทพี่ รอ มตอบสนอง ตอ ส่งิ หนึ่งสิ่งใด แบบมีวธิ ีการกระทาํ ทจี่ ะกอใหเกิดความสําเร็จ ตามวุฒิภาวะประสบการณท างสงั คม ความรูเดิม ความสนใจ หรือแรงจงู ใจ แตกตา งกบั วีรยา เอ่ียมวบิ ูลย ที่กลา ววา ศักยภาพของบคุ คลหมายถึง การแสดงความสามารถที่มีอยูใหปรากฏ ตามโอกาสท่ีบุคคลนั้นจะสามารถทาํ ไดทั้งสว นบุคคลและระดับองคการตามอาํ นาจหนา ทที่ ี่กฎหมายกําหนดให (สุกัญญา รัศมี ธรรมโชติ, 2549: 22) ในปจจบุ ันสภาพเศรษฐกิจและสังคมในอําเภอกุดจบั จังหวัดอุดรธานี เปล่ียนแปลงไป ในดานสงั คมเมอื งความเจรญิ ทางดานวัตถุไดคืบคลานเขามาตามกระแสทุนนิยม วัฒนธรรมที่เคยพึ่งพาอาศัยกันและกัน ไดเปลี่ยนแปลงไปกาวเขาสูสงั คม ยุคใหม ภายใตความเจริญทางดานวัตถุถกู ซอนไวดวยปญหานานบั ประการ ท่ีสําคัญปญหาเหลาน้ันไดทําลายโครงสรา งทางสงั คม ที่เคยม่ันคงและยิ่งใหญในอดีตจากรากเหงา ของบรรพบุรุษ เปล่ียนมาเปนสงั คมทม่ี ุงเติบโตทางดา นเศรษฐกิจ การชว งชิงอาํ นาจ
162 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 ผลประโยชนทางการเมอื ง ทาํ ใหผ ูคนตางคนตางอยูและขาดการรวมเปนกลุมผนู าํ ทางดานสังคม พรอมกับผลพวงจากสภาพ ธรรมชาตไิ ดเ ปล่ียนไป เชน ภัยจากธรรมชาติ ฝนแลง ฝนทงิ้ ชวง ในบางพื้นท่ที ําใหผ ลผลิตการปลูกลดลงไปตามสภาพฤดูกาล การผลิตตองเพ่ิมทนุ ทีส่ ูงไมคมุ ทุน และที่ติดตามมาคอื หนสี้ ิน ไดเปล่ียนการดาํ เนินชวี ิตจากสงั คมเกษตรกรรมเปนสังคม ครอบครวั กรรมกร ที่สาํ คัญยิ่งไปกวานั้นไดปลอ ยใหคนเฒา คนแกอยูบา นตามลาํ พัง บางครอบครัวอยูกับหลานหรืออยูบานคนเดียว ขาดคนดแู ลชว ยเหลือ ทิ้งบา นเรอื นไปทํางานทอ่ี ่ืน ขาดความอบอุนในครอบครัวปญหาท่ีตามมาก็คอื วัยรุนมว่ั สมุ ตดิ สารเสพติด แนวโนมของปญหาผลกระทบตอ ชมุ ชนมีเพิ่มข้ึน (สถาบนั พัฒนาองคก รชุมชน, 2558 : 1) ขอความดงั กลาวขางตน ผวู ิจยั จึงสนใจจัดทําวจิ ัยเรอ่ื ง แนวทางการพฒั นาศักยภาพคณะกรรมการกองทนุ สวัสดิการ ชมุ ชนวันละบาทเทศบาลตาํ บลกุดจับ อาํ เภอกุดจบั จงั หวัดอุดรธานี เพอ่ื เปนการตอ ยอดคุณคา ของงานสวัสดิการชุมชน ท่เี ปนประโยชนตอ ชมุ ชนท้งั ในดานการพัฒนาการเรียนรขู องคน การพฒั นาเศรษฐกจิ และการแกไขปญหาโดยใชป ญ ญา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง นําไปสูกระบวนการสรา งชุมชนที่เขมแข็งพึ่งตนเองไดอยา งยั่งยืน การใชกระบวนการวิจัย สงเสริมและสนับสนุนใหกองทุนสวัสดิการชุมชน ซ่ึงเปนองคกรชุมชนที่มีการรวมกลุมระดมทุน และบริหารจดั การโดยคน ในชมุ ชน เพือ่ ชว ยเหลอื ซ่งึ กันและกันในลักษณะสวัสดิการชุมชน ทเี่ กี่ยวของกับชีวติ ตงั้ แตแ รกเกดิ จนตายสามารถขบั เคลือ่ นได การปฏบิ ัตอิ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพและสอดคลองกับเปา หมายชาติ สง เสริมสังคมไทยใหเกิดความสมดลุ มั่นคงและยง่ั ยืน ตามปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงตอไป วตั ถุประสงค 1. เพือ่ ศึกษาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชมุ ชนในอําเภอกุดจบั จังหวัดอุดรธานี 2. เพอ่ื กําหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอําเภอกุดจบั จงั หวัดอุดรธานี 3. เพอ่ื ประเมินศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอําเภอกุดจับ จังหวัดอดุ รธานี กรอบแนวคิด กรอบแนวคิดในการวิจัย เร่ือง แนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการการกองทุนสวัสดิการชมุ ชนในอาํ เภอกดุ จบั จงั หวัดอุดรธานี ผวู ิจัยแสดงกรอบแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎี ของ ณรงควทิ ย แสนทอง (2550 : 48) และแนวคิดของ อาภรณ ภูว ิทยพนั ธ (2548 : 54) มาประยุกตใ ชเปนกรอบแนวคิดในการศึกษาการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการการกองทุนสวัสดกิ าร ชมุ ชนในอําเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี 4 ดาน ไดแก 1) ดานโครงสรางและกระบวนการ 2) ดานการจัดการและเงนิ ทุน 3) ดา นความสามารถของบุคคล 4) ดา นการพัฒนาขดี ความสามารถขององคกร โดยแสดงการเชื่อมโยงความสัมพันธระหวา ง ตัวแปรตา ง ๆ ดงั ภาพประกอบ การพัฒนาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุน แนวทางการพฒั นาศักยภาพคณะกรรมการ สวัสดิการชุมชนในอําเภอกุดจบั กองทุนสวัสดิการชุมชนในอาํ เภอกุดจับ จงั หวัดอุดรธานี จังหวัดอดุ รธานี 1. ดานโครงสรา งและกระบวนการ การประเมินความเหมาะสมและความเปนได 2. ดานการจัดการและเงินทุน ของการพฒั นาศักยภาพคณะกรรมการกองทุน 3. ดา นความสามารถของบุคคล 4. ดานการพัฒนาขีดความสามารถ สวสั ดิการชมุ ชนในอําเภอกุดจบั จังหวัด ขององคกร อุดรธานี ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย
Journal of Roi Et Rajabhat University 163 Volume 14 No.3 September - December 2020 นาํ ตัวแปรท่ีจะศึกษาท้ัง 4 ดา น ไดแก ดานโครงสรา งและกระบวนการ ดานการจัดการและเงนิ ทุน ดา นความสามารถ ของบุคคล และดานการพัฒนาขีดความสามารถขององคกร มากําหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกกองทุน สวสั ดิการชุมชนในอําเภอกุดจบั จังหวัดอุดรธานี แลวนําไปประเมินความเหมาะสม และความเปนไดการพฒั นาศักยภาพ คณะกรรมการกองทุนสวัสดกิ ารชุมชนในอาํ เภอกดุ จบั จังหวัดอุดรธานี วธิ ดี ําเนนิ การวิจยั ผวู ิจัยไดอ อกแบบการวิจัยเปนแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) ระหวางการวิจัยเชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) และการวจิ ยั เชิงปริมาณ (Quantitative Research) แบงออกเปน 3 ระยะ คอื ระยะท่ี 1 ศกึ ษาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชมุ ชนในอาํ เภอกดุ จับ จังหวดั อุดรธานี 1. ประชากรและกลมุ ตัวอยาง 1.1 ประชากร ไดแก คณะกรรมการกองทุนสวสั ดิการชมุ ชนในอําเภอกุดจับ จังหวดั อดุ รธานี ไดแ ก ประธาน เลขานุการ และกรรมการ 7 กองทุน ในอาํ เภอกดุ จับ จาํ นวนท้ังหมด 61,598 คน 1.2 กลมุ ตวั อยา ง ในการวิจัยคร้ังน้ี ผวู ิจยั กําหนดขนาดกลมุ ตัวอยา งจากตารางของทาโร ยามาเน ทร่ี ะดบั ความเช่อื มั่น 95% หรือมีความคลาดเคล่ือนที่เกิดข้ึน 5% ไดกลมุ ตวั อยา งจํานวน 398 คน และทําการการสุมตวั อยางแบบงาย (Simple random sampling) นําเสนอดงั ตารางตอ ไปนี้ ตาราง 1 แสดงจํานวนคณะกรรมการกองทุนสวัสดกิ ารชุมชนในอําเภอกุดจบั จังหวัดอุดรธานี ลําดับ ตําบล จํานวนประชากร กลุมตัวอยาง 1 หมู 12 ตาํ บลกุดจับ 9,232 60 2 หมู 14 ตาํ บลปะโค 9,210 60 3 หมู 14 ตาํ บลขอนยูง 9,511 60 4 หมู 14 ตําบลเชียงเพ็ง 9,567 60 5 หมู13 ตาํ บลสรา งกอ 9,144 60 6 หมู 15 ตาํ บลเมอื งเพีย 12,571 81 7 หมู 8 ตาํ บลตาลเลียน 2,363 17 รวม 61,598 398 2. เครื่องมือทใ่ี ชใ นการวิจัย ไดแก แบบสอบถาม แบงออกเปน 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 สอบถามขอ มูลเบื้องตน เกีย่ วกับผูตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 สอบถามเก่ียวกับศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุนสวสั ดิการชมุ ชนในอําเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี 4 ดา น ประกอบดว ย 1) ดา นโครงสรางและกระบวนการ 2) ดานการจัดการและเงนิ ทุน 3) ดา นความสามารถของบุคคล และ 4) ดานการพฒั นาขีดความสามารถขององคกร ตอนท่ี 3 สอบถามเก่ียวกบั ศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชมุ ชนในอําเภอกุดจบั จังหวดั อุดรธานี เปนแบบสอบถามปลายเปด เพอ่ื ใหกลุมตัวอยางแสดงความคิดเห็น และขอ เสนอแนะอื่น ๆ ท่ีเห็นวา เปน ประโยชน 3. การเก็บรวบรวมขอมูล ดําเนินการโดยขอหนังสอื จากบัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี ถงึ ประธาน กองทุนสวัสดิการชุมชนอาํ เภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เพอ่ื ช้ีแจงเกี่ยวกบั การรวบรวมขอมูล ไดแ ก ชื่อเรอื่ งการวิจัย วัตถปุ ระสงค ในการเกบ็ รวบรวมขอมูล การนําขอมูลไปใชประโยชน การเกบ็ ขอมูลทเี่ ปนความลบั การนําเสนอผลการวิจัยโดยภาพรวม รวมท้ังขอความรวมมอื จากผูแทนกรรมการ และสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนวันละเทศบาลตาํ บลกุดจับ อาํ เภอกุดจับ จงั หวัดอดุ รธานี จาํ นวน จาํ นวนสมาชิก 398 คน ในการตอบแบบสอบถาม และสงแบบสอบถามกลบั คืนผวู ิจัย ตลอดจน คาํ ขอบคุณ
164 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 4. การวเิ คราะหข อมลู โดยใชระบบคอมพวิ เตอรโปรแกรมสาํ เร็จรูป สถิตทิ ่ใี ช สถิติเชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) โดยวิเคราะหคา สถิติ คือ คารอ ยละ (Percentage) คาความถ่ี (Frequency) คาเฉลี่ย (Mean) คาเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ระยะท่ี 2 กําหนดแนวทางการพัฒนาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทนุ สวัสดิการชมุ ชนในอําเภอกดุ จบั จังหวัด อุดรธานี 1. กลมุ เปาหมาย ไดแ ก ประธาน และเลขานุการคณะกรรมการกองทนุ สวัสดิการชุมชนในอาํ เภอกุดจับ จงั หวัดอุดรธานี จาํ นวนกองทุนละ 2 คน 7 กองทุน รวม 14 คน และหนวยงานทเ่ี ก่ียวของ 2 คน รวมท้ังสิ้น 17 คน 2. เครื่องมือท่ีใชใ นการวิจัย ไดแ ก แบบสมั ภาษณก่ึงโครงสรา ง (Semi-Structured) ใชก ารต้ังแนวคําถาม 5 หวั ขอ และแตละขอมี 5-6 คําถาม ในประเด็นตา ง ๆ พรอมเปดกวา งกบั ประเด็นที่อาจเกิดข้ึนกบั การสนทนา 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล 3.1 ดําเนินการโดยมีหนังสือนาํ ประกอบดวย ช่ือและนามสกุล ผูวิจัย หรอื หัวหนาโครงการวิจัย สถานศึกษา คาํ ช้ีแจงเกี่ยวกบั การสัมภาษณ ไดแก ช่ือเรอ่ื งวิจยั วัตถุประสงคใ นการเกบ็ รวบรวมขอมลู การนําขอมูลไปใช ประโยชน การจัดเก็บขอ มูลท่ีเปนความลบั 3.2 ลงพื้นทเี่ พื่อสัมภาษณ วิธีการถาม จะนั่งคุยกบั ผใู หขอมูล โดยใชแบบสัมภาษณกงึ่ โครงสรางเปนกรอบ คําถาม โดยเริ่มจากสนทนาทว่ั ไป และใชคาํ ถามเพอ่ื นาํ เขาสปู ระเด็น พรอ มทงั้ ถามรายละเอียดตาง ๆ ใหไดข อมูลท่ีชดั เจน โดยพยายามรักษาโครงสรา งของการสัมภาษณบนพื้นฐานการสัมภาษณท ี่ดี คอื มีความรใู นเร่อื งที่ถาม มีความสามารถ ในการถามคาํ ถาม และการฟง และมีความสามารถในการสรา งสมั พันธกบั ผูตอบ รวมท้งั การสงั เกตพฤตกิ รรมตา ง ๆ 3.3 ขออนุญาตจดบันทึก และบันทกึ เทปสัมภาษณ 4. การวิเคราะหข อมลู วิเคราะหเ ชิงเนอ้ื หา (Content Analysis) และทําการตรวจสอบขอมลู เม่อื ไดขอมลู เรียบรอ ยแลว นําขอมลู ไปตรวจสอบตามเนือ้ หา ระยะที่ 3 ประเมินแนวทางการพัฒนาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทนุ สวัสดิการชุมชน ในอาํ เภอกุดจบั จงั หวดั อดุ รธานี 1. ประชากร ไดแก คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอาํ เภอกุดจบั จังหวดั อุดรธานี จาํ นวน 30 คน 2. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ไดแ ก แบบสอบถามเพอ่ื ประเมินความเหมาะสมและความเปนไปไดข องแนวทาง การพัฒนาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทนุ สวัสดกิ ารชุมชนในอําเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานเี ปนแบบมาตราสวนประมาณคา 5 ระดบั 3. การเกบ็ รวบรวมขอมูล ดาํ เนินการโดยมีหนังสือนาํ ประกอบดวย ช่ือและนามสกลุ ผูวิจัย หรือหวั หนา โครงการวิจัย สถานศึกษา คาํ ช้ีแจงเก่ียวกบั การสัมภาษณ ไดแก ชื่อเรอ่ื งวิจยั วตั ถปุ ระสงคในการเก็บรวบรวมขอมูล การนาํ ขอมูล ไปใชป ระโยชน การจัดเก็บขอ มูลทเ่ี ปนความลับ การนําเสนอผลการวจิ ัยโดยภาพรวม รวมทงั้ ขอความรว มมอื จากผูทรงคณุ วฒุ ิ ในการประเมินและสง แบบประเมินกลับคืนใหผูว ิจัย ตลอดจนคําขอบคณุ 4. การวิเคราะหข อมลู วิเคราะหขอ มูลท่ีได โดยใชหลักเกณฑการประเมินแบบองคเ กณฑ นาํ คะแนนท่ไี ด ไปหาคา เฉลี่ย และคาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน แลว จงึ นําเสนอในรปู ตารางประกอบคาํ กาํ หนดการยอมรบั ความเหมาะสม และความเปนไปได บรรยาย โดยกําหนดเกณฑใ นการแปรความหมายคาเฉล่ีย สรุปผล จากผลการวิจัยเรอื่ งแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอําเภอกุดจับ จังหวัด อดุ รธานี สรปุ ผลการวิจยั ดงั น้ี 1. ผลการศึกษาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอาํ เภอกุดจับ จงั หวัดอุดรธานี ผตู อบแบบสอบถาม จาํ นวน 389 คน จาํ แนกตามสถานภาพ พบวาสวนใหญเปนเพศชาย จาํ นวน 229 คน คดิ รอยละ 57.50 อายุ 51-60 ป จํานวน 115 คน คิดรอยละ 28.9 สถานภาพสมรส จาํ นวน 270 คน คดิ รอยละ 67.9 ระดบั การศึกษา ตํา่ กวาปริญญาตรี จํานวน 270 คน
Journal of Roi Et Rajabhat University 165 Volume 14 No.3 September - December 2020 คิดรอยละ 87.9 และระยะเวลาทเี่ ปนกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน 5-10 ป จาํ นวน 178 ป คดิ รอ ยละ 44.70 ระดบั ศกั ยภาพ คณะกรรมการกองทนุ สวัสดกิ ารชุมชนในอาํ เภอกุดจับ จงั หวัดอุดรธานี ภาพรวมมรี ะดับศักยภาพมาก (X̅= 3.79, S.D.= 0.98) พจิ ารณาเปนรายดาน เรียงลาํ ดบั คา เฉล่ียศักยภาพจากมากไปนอย ไดแก 1) ดานการพฒั นาขีดความสามารถขององคกร (X̅= 3.91, S.D.= 0.98) 2) ดา นความสามารถของบุคคล (X̅= 3.77, S.D.= 0.99) 3) ดานการจัดการและเงินทุน (X̅= 3.68, S.D.= 0.93) และ 4) ดานโครงสรางและกระบวนการทํางาน (X̅= 3.51,S.D.= 1.01) 2. ผลการกาํ หนดแนวทางการพฒั นาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอาํ เภอกุดจับ จังหวัด อุดรธานี จํานวนท้งั ส้ิน 4 ดา น 1) ดานโครงสรางและกระบวนการ จํานวน 9 กิจกรรม ไดแ ก 1.1) กจิ กรรมการจัดทาํ ฐานขอมลู ความรูตา ง ๆ ขององคก ร 1.2) กิจกรรมการประเมินและตรวจสอบประสบการณและขา วสารความรูทไี่ มถกู ตองของผปู ฏบิ ัติ 1.3) กิจกรรมการสอน การติวเขม การเปนพ่ีเล้ยี งใหเพ่ือนรว มงาน และการพดู คุยอยางเปด เผยกบั เพื่อนรว มงาน 1.4) กิจกรรม การเขียนรายงาน และการเตรียมรายงานใหกับเพื่อนรวมงาน 1.5) กิจกรรมการใหขอ แนะนําและขอสงั เกตอยางเปดเผย ท่เี ปนประโยชน แกเพื่อนรวมงาน 1.6) กิจกรรมการจัดทําเอกสารเกี่ยวกบั การเขียนลําดบั ขั้นตอนของการทํากจิ กรรม ในการ ปฏบิ ตั งิ าน 1.7) กิจกรรมการจัดทําหนังสือคูมอื การปฏิบตั ิงานในระหวางทก่ี ําลงั ทํางานในกระบวนการพัฒนาและปรับปรงุ งาน 1.8) กิจกรรมการใชฐานขอมูลความรทู ่ีมอี ยูใ นการทํากิจกรรมหรือภารกิจตาง ๆ 1.9) กิจกรรมการผลิตสอื่ สําหรบั ถา ยทอด และแลกเปล่ยี นเรยี นรูแกสมาชิก 2) ดา นการจัดการและเงนิ ทุนจาํ นวน 9 กิจกรรม ไดแก 2.1) กิจกรรมการจัดทําเอกสาร การรบั -จา ยเงิน ที่โปรงใสและตรวจสอบได 2.2) กิจกรรมการใหค วามรเู ก่ียวกบั เอกสารหลักฐานการจายเงินท่ีถูกตอ ง 2.3) กิจกรรมการใหความรูเกี่ยวกับบญั ชรี บั เงนิ ทุนสนบั สนุนตา ง ๆ 2.4) กิจกรรมใหความรูในการจัดเก็บหลักฐานการเงิน 2.5) กิจกรรมอบรมการบันทึกรายการขอ มูลการจายเงินและรายงานการใชจายเงิน 2.6) กิจกรรมอบรมการบริหารจดั การ ดา นการเงนิ 2.7) กิจกรรมการจัดทําคูมอื การจัดการดา นการเงนิ 2.8) กิจกรรมอบรมการเปดบัญชีเงินฝากธนาคาร การถอน- ฝากเงิน 2.9) กิจกรรมการอบรมการวางแผนลงทุน เพ่ือดําเนินกิจกรรมนอกเหนือจากไดเงินสวสั ดิการชุมชมชน เชน เงินดอกเบี้ยรับ จากบญั ชธี นาคาร เงินหรอื รายรับอนื่ ๆ 3) ดา นความสามารถของบุคคล จาํ นวน 10 กิจกรรม ไดแก 3.1) อบรมผนู ําทีป่ ระสบ ความสาํ เร็จ ไดแก ผูนําในดวงใจ สาํ รวจภาวะผูนาํ ของตนเอง 3.2) กิจกรรมการสรางทมี งานที่เปนเลิศ 3.3) กิจกรรมสัญญาใจ เพ่ือความสําเร็จในการทาํ งาน 3.4) กิจกรรมการฝกระดมสมองอยา งอิสระ 3.5) กิจกรรมทศั นคติเชิงบวกท่ีสง ผลตอความสาํ เร็จ ในการทาํ งาน 3.6) กิจกรรมรวมกําหนดวินัยในการทาํ งาน 3.7) กิจกรรมรว มกาํ หนดพฤติกรรมอันพงึ ประสงคใ นการทํางาน 3.8) กจิ กรรมการมีสวนรวมกาํ หนดหลกั การและคานิยมท่ดี ีในการทํางาน 3.9) กิจกรรมการประเมินตนเอง ระบุปญ หาและอุปสรรค วิธกี ารแกไ ขปรบั ปรุง เพื่อใหเ กิดการพัฒนาอยา งตอเนอ่ื ง 3.10) การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพอื่ เพ่ิมประสทิ ธภิ าพในทาํ งาน ดว ยการรกั ษาระเบียบวินัยในการทาํ งาน และ 4) ดานการพัฒนาขีดความสามารถขององคกร จํานวน 3 กิจกรรม ไดแก 4.1) กิจกรรมการแลกเปล่ียนเรียนรูโดยการศึกษาดงู านจากองคกรทป่ี ระสบความสาํ เร็จ 4.2) กิจกรรมการสง เสริมใหคณะกรรมการ ไดพฒั นาความสามารถดา นตา ง ๆ จากหนว ยงานภาครัฐและเอกชน 4.3) กิจกรรมการสรางเครอื ขา ยคูพฒั นาดา นตาง ๆ 3. ผลการประเมินความเหมาะสมและความเปนไปไดของแนวทางการพฒั นาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุน สวสั ดิการชุมชนในอําเภอกุดจบั จังหวัดอุดรธานี พบวา ผลการประเมินความหมาะสมโดยภาพรวมอยูในระดับมาก (X̅= 3.94, S.D.= 0.79) พิจารณารายดา น 1) ดา นโครงสรา งและกระบวนการ (X̅= 4.06, S.D.= 0.96) 2) ดานการจัดการและเงนิ ทุน (X̅= 3.97, S.D.= 0.73) 3) ดานความสามารถของบุคคล (X̅= 3.87, S.D.= 0.71) และ 4) ดานการพฒั นาขดี ความสามารถ ขององคก ร (X̅= 3.89,S.D.= 0.72) และผลการประเมินความเปนไปไดโดยภาพรวมอยูในระดับมาก (X̅= 3.99, S.D.= 0.80) พจิ ารณารายดาน 1) ดานโครงสรา งและกระบวนการ (X̅= 4.07, S.D.= 0.75) 2) ดานการจัดการและเงินทุน (X̅= 3.93, S.D.= 0.79) 3) ดานความสามารถของบคุ คล (X̅= 3.96, S.D.= 0.78) และ 4) ดา นการพัฒนาขีดความสามารถขององคกร (X̅= =4.00, S.D.= 0.86) เมอ่ื นาํ เอาคา เฉล่ยี ท่ีไดจากการประเมินความเหมาะสม และความเปนไปไดไปเทียบกับเกณฑ การประเมินท่ีกําหนดไว คือ คา เฉล่ียตง้ั แต 3.51 ขึ้นไป (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 39) พบวา ผลการประเมินสงู กวาเกณฑ ทกี่ ําหนดไวท ุกดาน จึงถอื วาแนวทางการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวสั ดิการชมุ ชนในอาํ เภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี สามารถนาํ ไปปฏิบัติจริงได
166 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 อภปิ รายผล ผูวจิ ัยอภิปรายผลการศึกษาวิจัยท่ีคนพบที่สําคัญเกี่ยวกับแนวทาง การพฒั นาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการ ชมุ ชนในอาํ เภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ดังนี้ 1. ผลการศึกษาพบวาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในอําเภอกดุ จับ จงั หวัดอุดรธานี คณะกรรมการ กองทุนสวัสดิการชุมชนอยูใ นระดับมาก ไดแก ดา นการพัฒนาขีดความสามารถขององคกร ทเี่ ปนเชนน้ีเน่อื งจากการทํางาน ขององคกรจะยินยอมใหคนในองคกรไดใ ชศกั ยภาพหรือสติปญญาระดับบุคคลอยางเต็มท่ี หรือไมจะเปนเคร่ืองชี้วัดกบั การปฏิบตั ิงาน ในองคกรเองวามผี ลงานสูงหรือต่าํ เพราะระดับองคกรจําเปนท่ีจะตองมีกระบวนการ หรือวัฒนธรรมในการสง เสริมบุคคล ในองคกรไดใชศักยภาพอยางเต็มทใี่ นการทํางาน ซึง่ สอดคลองกบั งานวิจัยของปยะดา พิศาลบุตร และ คณะ (2559 : 1315- 1326) ซ่ึงศึกษาเร่อื งแนวทางการเพ่มิ ขีดความสามารถขององคการดานการพัฒนาสมรรถนะทรพั ยากรมนษุ ย พบวา แนวทาง การเพิ่มขีดความสามารถององคกรมี 3 ข้ันตอน 1) การพัฒนาระบบศักยภาพของทรพั ยากรมนุษยในองคกรท่ีตอ งการเพือ่ ให สอดคลองกับวิสัยทัศน วัตถุประสงค เปา หมายและพันธกิจขององคกร 2) การสํารวจและวิเคราะหความสามารถของบคุ ลากร 3) เสนอแนะแนวทางและวิธีการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย และสอดคลอ งกบั แนวคิดของ สุจิตรา ธนานันท (2550 : 78) ทร่ี ะบวุ า ศักยภาพของพนักงานในแตละระดบั หรอื ตาํ แหนงงาน (Managerial Competency) ถือวา เปน ความสามารถเฉพาะ ตําแหนงตามระดบั ความรบั ผิดชอบ ที่สะทอนถึงความคาดหวังขององคก รในมมุ กวา งและลกึ ท่ีตอ งมกี อนเขารบั ตาํ แหนง 2. ผลการกาํ หนดแนวทางการพฒั นาศักยภาพคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน พบวา 1) การพัฒนาศักยภาพ ดา นโครงสรา งและกระบวนการ 2) การพัฒนาศักยภาพดานการจัดการและเงินทุน 3) การพฒั นาศักยภาพดา นความสามารถ ของบคุ คล และ 4) การพฒั นาศักยภาพดานการพัฒนาขดี ความสามารถขององคกร ท่ีเปนเชน น้ีเนอ่ื งจากคณะกรรมการกองทุน สวัสดิการชมุ ชน มีบทบาทหนา ทีม่ ุงเนนใหเกิดกระบวนการจัดการตนเอง จึงจําเปนตองมีการกําหนดโครงสรางและกระบวนการ ดาํ เนินงานทีช่ ัดเจน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการดา นการจัดการและเงินทุน เนื่องจากวัตถปุ ระสงคห ลักประการหนึ่ง ของการจัดสวัสดิการชุมชน ไดแก การระดมเงินสมทบ (เงนิ ออม) เพื่อนํามาจัดสวัสดิการตาง ๆ บริหารจัดการเงนิ ที่เก่ียวพันกบั ชวี ิตของคนในชุมชน ซงึ่ มชี าวบา นเปนตัวจักรสาํ คญั ในการพัฒนาทองถิ่น รวมถงึ การพฒั นาขีดความสามารถของบุคคล และองคกร เนื่องจากหากบุคคลไดรบั การพฒั นาศกั ยภาพจะสงผลใหอ งคกรบรรลุเปา หมายแหงความสําเรจ็ ซ่งึ สอดคลองกบั มาลี โชคเกิด (2550 : 77-89) ทาํ การวจิ ัยเรื่องการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวติ และระบบสุขภาพอาํ เภอ เพ่อื ดแู ลสขุ ภาพผสู ูงอายุจงั หวัดอุตรดติ ถ พบวา การพฒั นาศักยภาพคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบอําเภอ (District Health Board : DHB) กระบวนการพัฒนาใหความสาํ คญั กบั การพัฒนาศักยภาพบคุ ลากร ซงึ่ จะทําใหเกิดผลลัพธ การเปลีย่ นแปลง ไดแก บุคคลมีความพรอ ม มีความรู มีความเชอื่ มั่นในศักยภาพมากขึ้น เรียนรคู วามลมเหลวและเรยี นรู การพัฒนาการทาํ งานใหม มีแรงจูงใจในการทาํ งาน ปฏิบัติงานไดเต็มศักยภาพมากขึ้น 3. ผลการประเมินความเหมาะสมและความเปนไปไดของแนวทางการพฒั นาศกั ยภาพคณะกรรมการกองทุน สวสั ดิการชุมชนในอาํ เภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี พบวา 1) ดานโครงสรา งและกระบวนการ 2) ดานการจัดการและเงนิ ทุน 3) ดา นความสามารถของบุคคล และ 4) ดานการพัฒนาขีดความสามารถขององคกรที่เปน เชนน้ีเนอ่ื งจากการประเมินศกั ยภาพ ของบคุ ลกร เปนการประเมินการปฏิบตั งิ านตามโครงสรา งและกระบวน ประเมินการจัดการและเงนิ ทุน ประเมินความสามารถ ของบุคคล และประเมินการพฒั นาขดี ความสามารถขององคกร เพือ่ ไหไดคุณภาพของการประเมินทเี่ ช่ือถือได การประเมินงาน ประเมินอยางถูกตอง และเสนอผลการประเมินตอ สาธารณะ ของคณะกรรมการของคณะกรรมการกองทนุ สวัสดิการชุมชน ในอาํ เภอกุดจบั จังหวัดอุดรธานี ซ่ึงสอดคลอ งกับแนวคิดของ ณรงคว ิทย แสนทอง (2550 : 75) อธบิ ายวา การประเมินศักยภาพ สามารถทาํ ได 4 แนวทาง คอื 1) การที่ผปู ระเมินใชดุลพินิจของตัวเองในการแยกวาผถู ูกประเมินจะอยูในระดับใด 2) การทผ่ี ูประเมิน คนเดียวประเมินโดยการบันทึกพฤติกรรมเดน ๆ ท้ังดานบวกและดานลบของผูถูกประเมินไวเ ปนหลักฐานแบบเปนคะแนนที่ให 3) การประเมินแบบหลายทิศทาง คือ การใชหลายคนมาเปนผูประเมิน ซึ่งอาจเปน ผบู ังคบั บญั ชาโดยตรงและเหนือขึ้นไป หรืออาจเพ่ิมเพ่ือนรว มงานดวย 4) การประเมินแบบ 360 องศา คือ การใชผูประเมินหลายคน ท้ังผบู ังคบั บัญชา เพอื่ นรวมงาน ลกู คา และผใู ตบ ังคบั บญั ชา และสอดคลอ งกับงานวิจยั ของ นวคม เสมา และบุษกร สขุ แสน (2562 : 1-17) วิจัยเร่ืองแนวทาง การพฒั นาการมสี ว นรวมของประชาชน และองคการบริหารสวนตาํ บลโพนงาม ในการพฒั นาแหลงทองเท่ียวหนองทงุ ยงั้ อาํ เภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พบวา ผลการประเมินแนวทางการพฒั นาความรวมมอื ของประชาชน และองคการ บรหิ ารสว นตาํ บลโพนงาม ในการพฒั นาแหลงทอ งเที่ยวหนองทุงยั้ง การประเมนิ อยูใ นระดบั มากท้งั ความเปนไปได
Journal of Roi Et Rajabhat University 167 Volume 14 No.3 September - December 2020 และความเหมาะสม ผลการประเมินสามารถนําสูการจัดทําแผนพัฒนาแหลง ทองเท่ียวหนองทุงย้ัง ตาํ บลโพนงาม ผา นเวที ประชาคม เพื่อบรรจุเปนแผนชุมชน แผนพฒั นาประจําปองคการบริหารสวนตําบลโพนงาม อาํ เภอหนองหาน ตอ ไป ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนาํ ไปใช กองทุนสวัสดกิ ารชุมชนในอําเภอกดุ จับ จังหวัดอุดรธานี ควรเลือกนําเอาการพัฒนาศักยภาพท้งั 4 ดาน มาประยุกตใ ชและพฒั นาองคกรดังน้ี 1.1 ดานการพฒั นาขีดความสามารถขององคกร โดยสนับสนุนใหกรรมการไดเพ่ิมพูนความรู โดยการศึกษาดงู าน อบรม และจัดเวทีในการแลกเปล่ียนเรียนรูระหวางองคกรเดยี วกัน จากพื้นท่ีอื่นหรอื หนว ยงานอื่น ๆ เพือ่ พฒั นากองทุน สวัสดิการชุมชน 1.2 ดา นความสามารถของบุคคล โดยจัดกิจกรรม/โครงการ พัฒนาความสามารถของบุคคลอยา งสม่าํ เสมอ เพือ่ เปนการกระตุนใหเกดิ ความคดิ ริเร่มิ สรา งสรรค และกระตือรือรน ในการทํางานอยูเสมอ 1.3 ดา นการจัดการและเงนิ ทุน จัดอบรมใหกับกรรมการกองทุนสวัสดกิ ารชุมชนในอําเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ในการจัดทําเอกสารการเงิน/การบญั ชี และเปดโอกาสใหห นวยงานอื่นเขามาใหคําแนะนาํ ดานเงนิ ทุน เพ่อื ใหกรรมการมีความรู ความสามารถในการบรหิ ารการเงนิ ขององคก รไดอ ยางคลอ งตัว 1.4 ดา นโครงสรา งและกระบวนการทํางาน เปด โอกาสใหสมาชิกแสดงออกทางความคิด และเขามามีสวนรว ม ดาํ เนนิ งานในการจัดสวสั ดิการกองทนุ สวสั ดิการชุมชน ไดแก มีสว นรว มในการสรา งหลักการ อุดมการณข องสวัสดิการชุมชน และเขามามีสวนรว มในการกาํ หนดแนวทางการดําเนินงานขององคกร 2. ขอเสนอแนะในการทาํ วิจยั คร้ังตอ ไป 2.1 การพัฒนาโครงสรา งและกระบวนการทํางานของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชน 2.2 การจดั การและเงนิ ทุนของคณะกรรมการกองทนุ สวัสดิการชมุ ชน 2.3 การพัฒนาความสามารถของคณะกรรมการกองทนุ สวสั ดิการชุมชน 2.4 การพฒั นาขีดความสามารถองคก รของคณะกรรมการกองทุนสวัสดกิ ารชุมชน เอกสารอางองิ กฤตญิ า กรี ติกอบมณี และคณิต เขียววชิ ัย. (2560). รูปแบบการจัดสวัสดิการชุมชนเชงิ บรู ณาการระดับเมอื งทมี่ ีประสิทธิผล. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 10(2), 252-265. ณรงควิทย แสนทอง. (2550). มารูจัก Competency กันเถอะ (พมิ พครั้งท่ี 3). กรุงเทพฯ: เอช อาร เซน็ เตอร. นวคม เสมา และบษุ กร สุขแสน. (2562). แนวทางการพฒั นาการมีสวนรว มของประชาชน และองคการบริหารสวนตาํ บล โพนงาม ในการพฒั นาแหลงทองเทีย่ วหนองทุงย้ัง อําเภอหนองหาน จงั หวัดอุดรธานี.วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ราชภัฎอดุ รธานี, 7(1), 1-17. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบ้อื งตน (พมิ พคร้งั ที่ 7). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน. ปย ะดา พิศาลบุตร และคณะ. (2559). แนวทางการเพ่ิมขดี ความสามารถขององคการดา นการพัฒนาสมรรถนะทรพั ยากร มนษุ ย. Veridian E-Journal, Silpakorn University, 9(1), 1315-1326. มาลี โชคเกิด. (2550). การพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการพฒั นาคุณภาพชวี ิตและระบบสขุ ภาพอาํ เภอเพื่อดูแลสขุ ภาพ ผูสูงอายุจังหวดั อุตรดิตถ. วารสารโรคและภัยสุขภาพ, 11(2), 77-89. สถาบนั พฒั นาองคกรชุมชน. (2558). เอกสารรายงานผลการดําเนินงานกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดชัยนาท. กรงุ เทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย. สกุ ัญญา รัศมธี รรมโชติ. (2549). แนวทางการพัฒนาศกั ยภาพมนุษยดวย Competency Based Learning (พิมพคร้ังท่ี 3). กรุงเทพฯ: ศิรพิ ฒั นาอินเตอรพ ริ๊นท. สุจิตรา ธนานันท. (2550). การพฒั นาทรพั ยากรณม นุษย (พิมพค รง้ั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: สถาบันบณั ฑติ พัฒนบริหารศาสตร. อาภรณ ภวู ิทยพันธ. (2548). Competency Dictionary. กรุงเทพฯ: เอช อาร เซ็นเตอร.
168 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 การศึกษาการรูวิทยาศาสตรข องนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 4 ในสังกัดเขตพนื้ ท่กี ารศึกษา มัธยมศึกษาเขต 26 จงั หวัดมหาสารคาม The Study of 10th Grade Students Scientific Literacy In the Secondary Education Service Area 26, Mahasarakham Province จตุรภัทร มาศโสภา1 และ มนตรี วงษสะพาน2 Received : 1 พ.ย. 2562 Chaturapat Massopha1 and Montree Wongsaphan2 Revised : 1 มี.ค. 2563 Accepted : 2 มี.ค. 2563 บทคดั ยอ การวิจัยคร้งั น้ีมวี ตั ถปุ ระสงคเพอ่ื ศึกษาและเปรียบเทียบการรูว ทิ ยาศาสตรข องนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 4 ในเขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 26 กลุมตัวอยางคอื นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4 จาํ นวน 100 คน จาก 4 โรงเรยี น ในภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2562 ไดมาโดยวธิ ีการสุมตัวอยางแบบหลายข้ันตอน เครอ่ื งมือทใ่ี ชในการวจิ ยั ไดแก แบบทดสอบ การรวู ทิ ยาศาสตร มีคา ดัชนีความสอดคลอ ง (IOC) ระหวา ง 0.67-1.00 การวิเคราะหข อมูลใชส ถิติ ไดแก รอ ยละ, คาเฉลยี่ , สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการทดสอบคาเอฟ (F-test) ผลการวิจัยพบวา นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 มีระดับการรวู ทิ ยาศาสตร อยูท่ีระดับ 2 คอื รอยละ 42.30 ซ่ึงตํ่ากวา ระดบั มาตรฐานของ OECD และมีระดับการรวู ิทยาศาสตรไมแตกตางกันทั้ง 4 โรงเรยี น คําสําคญั : เขตพื้นที่การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 26, การรูว ิทยาศาสตร, นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 Abstract This research aimed to study and compare scientific literacy of 10th grade students from 4 schools In the Secondary Education Service Area 26, Mahasarakham province. The sample was 100 tenth grade students from the 4 schools who enrolled in the first semester of the academic year 2019. They were selected by multi - stage random sampling method. The research instruments for data collection included scientific literacy test with item objective congruence index (IOC) ranged between 0.67-1.00. The statistics for data analysis were percentage, mean, standard deviation, and F-test. The findings were as follows: Scientific literacy of 10th grade students was at level 2 or at 42.30 percent which represented lower than standard level of OECD’s criterion. There was no significance difference (p >.05) in scientific literacy among these students from the 4 schools. Keywords : The Secondary Education Service Area 26, Scientific Literacy, Grade 10 Student บทนาํ ในอดีตจนถงึ ปจจุบันเปาหมายหลักของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตรค อื การสงเสริมการรวู ทิ ยาศาสตร (Scientific literacy) ทั้งนี้เพือ่ ใหนักเรียนทุกคนสามารถดํารงชวี ิตและมีสวนรวมในสังคมท่ีเตม็ ไปดว ยอิทธิพลของวิทยาศาสตรไ ด (OECD, 2013 : 3) การนาํ เทคโนโลยีมาประยุกตใชทาํ ใหเกิดการเปล่ยี นแปลงวิถีชวี ิตทั้งดานการทํางาน การศึกษา เกิดการเรยี นรู ใหมีประสทิ ธภิ าพและสะดวกสบายมากขึ้นและเพื่อเปนการพฒั นาประเทศใหกาวทันตอ การเปล่ียนแปลงนี้ รฐั บาลจึงไดว างนโยบาย 1 นิสติ ปรญิ ญาโท สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตรและคณติ ศาสตร คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม อเี มล: [email protected] 2 อาจารยภ าควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 1 Master Student Program in Teaching of Science and Mathematics, Faculty of Education, Mahasarakham University, Email: [email protected] 2 Lecturer in Department of Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Mahasarakham University
Journal of Roi Et Rajabhat University 169 Volume 14 No.3 September - December 2020 การพฒั นาของประเทศใหมีความไดเปรียบในเชิงแขง ขัน โดยการเติมเต็มดวยวิทยาการ นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และการวจิ ัยและพัฒนา (สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2560 : 1) กระทรวงศึกษาธิการไดป ระกาศใชหลักสูตรการเรียนรขู ้ันพื้นฐานแกนกลาง ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560 ที่มีการปรับปรุง ทงั้ มาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัดกลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร เพ่ือใหสอดคลอ งกับทิศทางการพัฒนาทางสังคมเศรษฐกิจ และส่ิงแวดลอ ม ท้งั ในประเทศและระดับโลกเหมาะสมกบั ยุคสมัยและใหเปนตามนโยบายของรฐั บาลทตี่ อ งการขบั เคล่อื น ประเทศไทยที่เรยี กวา ไทยแลนด 4.0 ซง่ึ จาํ เปนตองสรา งกําลังคนทม่ี ีความเขมแขง็ ในองคความรูดา นวิทยาศาสตร คณิตศาสตร และเทคโนโลยี ทั้งในดา นเน้ือหาสาระและดา นกระบวนการเรยี นรูท่ีผูเรยี นตองเปลย่ี นจากเชิงรับไปสเู ชิงรุก ซ่ึงเปนกระบวนการ เรียนรทู ีต่ อ งสบื เสาะแสวงหา และสรา งความรูดว ยตนเองผานประสบการณจริง จากการลงมอื ปฏิบัตแิ ละมีปฏสิ ัมพันธรวมกบั ผูอ ่ืน การเรยี นเชิงรุกจงึ สงเสริมการพฒั นาทักษะการเรียนรสู ําหรับผเู รยี นในศตวรรษที่ 21 อยางแทจ ริง (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 3) จงึ กําหนดใหการรูวิทยาศาสตรเปนเปา หมายหลกั ของการจัดการศึกษาวิทยาศาสตรในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Yuenyong & Narjaikaew, 2009 : 335) การรูวิทยาศาสตร (Scientific Literacy) เปนส่ิงสําคัญสําหรับยุคสมยั ในปจจบุ ันเพราะการรูวิทยาศาสตรเ ปน สว นหน่ึง ในชวี ิตประจําวัน เปน รากฐานสาํ คัญของความกา วหนา ทางเศรษฐกิจ เปนส่งิ ทบี่ ง บอกถงึ ความสามารถในการคิดตดั สินใจ ตระหนักถงึ ปญหาของวิทยาศาสตร ความสามารถในการแกปญหาใหเหมาะสมโดยใชกระบวนการประชาธิปไตย (Lin & Mintzes, 2010 : 8) เปนกุญแจสาํ คัญหรือเปา หมายหลักของการจดั การเรียนรูวิทยาศาสตรใ นโลกปจจบุ ัน เพือ่ เตรยี ม ความพรอมใหผูเรียนไดใ ชความรูทางวิทยาศาสตรไ ดอ ยา งมปี ระสิทธภิ าพสูงสุดในอนาคต การรูวิทยาศาสตรย ังเปนสมรรถนะหนึ่ง ทโ่ี ครงการประเมินผลนักเรยี นรวมกบั นานาชาติ หรอื PISA ใชในการประเมินคณุ ภาพการศึกษาแตล ะประเทศวาไดเ ตรียม ความพรอ มใหกับประชาชนสําหรบั การใชชวี ิตและการมีสว นรว มกบั สงั คมในอนาคตเพียงพอหรอื ไม เนนประเมินความรู เกย่ี วกับวทิ ยาศาสตรแ ละการใชความรูใ นการระบปุ ระเด็นปญ หาเพือ่ หาความรใู หม อธบิ ายปรากฏการณ และตัดสินใจเรื่อง ท่เี ก่ยี วกบั วิทยาศาสตรบ นพ้ืนฐานของประจักษพ ยานทางวิทยาศาสตร ตระหนักวาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีชวยทําใหเ กิด ส่งิ ใหมตลอดจนทาํ ใหเกิดปญหาส่ิงแวดลอมและวัฒนธรรมอยางไร รวมถึงเต็มใจที่จะมีสวนรวมในงานวิทยาศาสตรและเปน พลเมอื งทีม่ ีความรบั ผดิ ชอบ (Sadler & Zeidler, 2009 : 2) สถาบนั สง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี (2551 : ออนไลน) กลาววา จุดเนนของ PISA คอื ใหค วามสาํ คัญกับศักยภาพของนักเรียนในการใชว ิทยาศาสตรทเี่ กี่ยวของในชวี ิตจรงิ ในอนาคต เพอื่ จะศึกษาวา เยาวชนวัยจบการศึกษาภาคบังคับจะสามารถเปนประชาชนที่รบั รูป ระเด็นปญหา รบั สาระ ขอ มลู ขาวสาร และสามารถตอบสนองอยางไร อีกท้งั เปนผบู ริโภคท่ีฉลาดเพียงใด ซึ่งประเทศไทยไดใ หความสาํ คัญกับ การรูว ทิ ยาศาสตร โดยเนนเกี่ยวกบั ความรทู างวิทยาศาสตร ธรรมชาตวิ ิทยาศาสตร ความสัมพันธร ะหวา งวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีโดยมงุ ไปที่ ความสามารถของประชาชนใหเขาใจคาํ ถามและปญหาท่สี ามารถตรวจสอบผา นกระบวนการวทิ ยาศาสตรการระบุหลักฐาน หรือขอมูลที่ใชใ นการสบื เสาะ รวมไปถงึ การใหคําอธบิ ายท่ีมีเหตผุ ล โดยอา งขอ มลู เชิงประจักษห รอื หลักฐาน มีการสอื่ สาร อธบิ ายประเด็นที่เกี่ยวกับวทิ ยาศาสตรร วมไปถึงเขา ใจหลักการและแนวคิดทางวทิ ยาศาสตร (Yuenyong & Narjaikaew, 2009 : 331) กรอบโครงสรา งการประเมินผลของ PISA ประเทศไทยจึงครอบคลุมแงม ุมตาง ๆ ตอ ไปน้ี 1) บรบิ ทของ วทิ ยาศาสตร 2) ความรูท างวิทยาศาสตร 3) สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร 4) เจตคติเชิงวิทยาศาสตร การประเมินของ PISA จะเนนการประเมินในดานสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรทเี่ ปนดา นทน่ี ักเรียนแสดงออกไดถ ึงการรูวิทยาศาสตร (สถาบันสงเสริม การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2560 : 1) ประกอบดวยการใชความรูวิทยาศาสตรในสามดานหลกั ๆ ไดแก การระบุ ประเด็นทางวิทยาศาสตร (Identifying Scientific Issues) การอธบิ ายปรากฏการณในเชงิ วิทยาศาสตร (Explain Phenomena Scientifically) และการใชป ระจักษพยานทางวทิ ยาศาสตร (Using Scientific Evidence) จากผลการประเมินการรวู ิทยาศาสตรข องโครงการประเมินผลนักเรียนรวมกบั นานาชาติ หรอื PISA นักเรียนไทย ยังคงมีการรวู ทิ ยาศาสตรไมเ ปนที่นาพอใจ ตง้ั แตป ค.ศ. 2000, 2003, 2006, 2009 2012 และ 2015 พบวานักเรยี นไทย มีคะแนนเฉล่ยี ดา นการรวู ทิ ยาศาสตรตํา่ กวา คะแนนเฉล่ียมาตรฐาน OECD อยูหน่ึงระดับท่ีไดกําหนดไวท่ี 501 คะแนน โดยนักเรียนไทยไดคะแนนการรวู ิทยาศาสตรเฉล่ีย 436, 429, 421, 425 ,444 และ 421 ตามลาํ ดบั และมีแนวโนมคะแนน โดยรวมจะลดต่าํ ลงอยา งตอ เนื่อง (สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2560 : 72 - 89) แสดงใหเห็นถึง คณุ ภาพการศึกษาไทย ท่ีนักเรียนขาดกระบวนการคิดแบบวทิ ยาศาสตร ไมสามารถพฒั นาวธิ ีการคิดเพ่อื นาํ ไปใชในชวี ิตจรงิ ได (สถาบันสงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2560 : 2) และอาจไมเปนไปตามแผนการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. 2560- 2579 ที่ต้ังเปา หมายใหเด็กไทยมีคะแนน PISA อยูในระดบั มาตรฐานสากลหรอื ระดบั คา เฉล่ียของประเทศ OECD (สาํ นักงาน
170 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภฏั รอยเอ็ด ปที่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 เลขาธิการสภาการศึกษา, 2560 : 10) ดว ยเหตุน้ีหลักสูตรและการจัดการเรียนรวู ทิ ยาศาสตรใ นโรงเรียน จึงจาํ เปนตองไดร บั การปรับปรุง พัฒนา และยกระดับจากผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวทิ ยาศาสตรไปสูการรวู ิทยาศาสตร (สถาบันพฒั นาคณุ ภาพ วิชาการ (พว.), 2561: 2) จากหลักการและเหตผุ ลดังกลาวขางตนผวู ิจัยจึงสนใจที่จะศกึ ษาและเปรยี บเทยี บการรูวทิ ยาศาสตรของนักเรยี น ช้ันมธั ยมศึกษาปที่ 4 ในเขตพ้ืนท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต 26 จังหวัดมหาสารคาม เพ่ือจะนาํ ไปสูการพัฒนากจิ กรรม การจัดการเรยี นรทู ส่ี ามารถสงเสริมใหผเู รียนเกิดการรวู ิทยาศาสตร วัตถปุ ระสงค เพอื่ ศึกษาและเปรยี บเทยี บการรวู ทิ ยาศาสตรข องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 4 ในสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 26 จังหวัดมหาสารคาม กรอบแนวคิด ในการวิจยั ครงั้ น้ี ผูวิจัยแสดงกรอบแนวคิดการศึกษาการรวู ิทยาศาสตร ตามกรอบการประเมินการรูว ิทยาศาสตร ท่ีปรับปรงุ แบบทดสอบจากโครงการประเมินผลนักเรยี นรว มกับนานาชาติ หรอื PISA ประเทศไทย สถาบนั สง เสรมิ การสอน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (2555 : 23-104) กับนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 4 เพ่อื นําคะแนนท่ีไดเ ทียบกบั ระดบั การรู วิทยาศาสตร ซึ่งเปนสง่ิ บง ถึงวาผสู อนไดเตรียมความพรอ มใหกับผูเรียนในการดาํ รงชวี ิตในอนาคตมากนอ ยเพียงใด และใชเ ปน แนวทางในการจัดการเรยี นการสอนเพอ่ื สงเสริมการรูวทิ ยาศาสตร ซ่งึ เปนเปาหมายหลกั ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร ในปจจบุ ันรวมถงึ เปนแนวทางในการวจิ ัยในช้ันเรยี นตอไป โดย PISA ประเทศไทย สถาบันสงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร และเทคโนโลยี (2560 : 21) กลาววาการรวู ิทยาศาสตรป ระกอบดว ย 4 ดาน ไดแก สมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร ความรู ทางวทิ ยาศาสตร เจตคติตอ วิทยาศาสตร สถานการณและบรบิ ท โดยการประเมินจะเนนประเมินการรูวทิ ยาศาสตร ในดา นสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตรเปนหลัก ไดแก 1) การระบปุ ระเด็นทางวิทยาศาสตร 2) การอธิบายปรากฏการณ ในเชิงวทิ ยาศาสตร 3) การใชประจักษพ ยานทางวิทยาศาสตร เนอ่ื งจากนักเรียนที่มีการรูวทิ ยาศาสตรจ ะแสดงออกถึง ดา นสมรรถนะทางวิทยาศาสตร ตามกรอบการประเมินการรวู ิทยาศาสตร ดังภาพประกอบ 1 สถานการณและบริบท กระตุน สมรรถนะทางวิทยาศาสตร ความรูทางวทิ ยาศาสตร 1) ระดบั บุคคล 1) การระบุประเดน็ ทางวิทยาศาสตร 1) ความรทู างวิทยาศาสตร 2) ระดบั ทอ งถ่นิ /ประเทศ 2) การอธบิ ายปรากฏการณใ นเชงิ 2) ความรูเ ก่ียวกับวทิ ยาศาสตร 3) ระดบั โลก วทิ ยาศาสตร 3) การใชป ระจักษพ ยานทาง สง ผลตอ วทิ ยาศาสตร เจตคติตอวทิ ยาศาสตร 1) ความสนใจในวทิ ยาศาสตร แสดงใหเห็นถงึ 2) การใหความสาํ คญั กับวธิ ีการทาง การรวู ทิ ยาศาสตร (Scientific literacy) วทิ ยาศาสตรในการสบื เสาะหา ความรู 3) ความตระหนักถึงสิ่งแวดลอ ม ภาพประกอบ 1 กรอบการประเมินการรวู ทิ ยาศาสตร ดัดแปลงจาก : PISA ประเทศไทย สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (2560 : 21)
Journal of Roi Et Rajabhat University 171 Volume 14 No.3 September - December 2020 วิธีดาํ เนนิ การวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยา ง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใชในการวจิ ัย ไดแก นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 4 ในสังกดั เขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 26 จงั หวัดมหาสารคาม ปการศึกษา 2562 จาํ นวน ทงั้ ส้ิน 4,910 คน (สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 26, 2562 : ออนไลน) 1.2 กลุมตัวอยา ง กลุมตัวอยา งทใี่ ชในการวิจัย ไดแก นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี 4 ในเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 26 จังหวัดมหาสารคาม ไดมาโดย วิธกี ารสุมตัวอยา งแบบหลายข้ันตอน (Multi-stage random sampling) รวมท้ังสน้ิ 100 คน โดยมีรายละเอยี ดดังนี้ ข้ันที่ 1 รวบรวมขอมลู ประชากร นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 4 ท่กี าํ ลังศึกษาในปการศึกษา 2562 จํานวน 35 โรงเรียน ไดจาํ นวนประชากรทงั้ หมด 4,910 คน ขั้นที่ 2 จําแนกขนาดของโรงเรยี นตามเกณฑข องสาํ นักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 (2562 : ออนไลน) แบง ได 4 คือโรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดใหญ โรงเรียนขนาดใหญพิเศษ ข้ันท่ี 3 สมุ ตวั อยางโรงเรียนโดยวิธีการสุมตัวอยา งแบบกลุม (Cluster Random Sampling) ไดแก โรงเรียนขนาดใหญ พเิ ศษ คอื โรงเรียนผดงุ นารี โรงเรียนขนาดใหญ คอื โรงเรียนบรบอื โรงเรยี นขนาดกลาง คือ โรงเรียนช่นื ชมพิทยาคาร โรงเรียนขนาดเลก็ คอื โรงเรียนมหาวิชานุกลู ขั้นท่ี 4 สมุ ตวั อยางหอ งเรียนของแตละขนาดโรงเรียนละ 1 หองโดยวิธีการสุมตัวอยา งแบบกลุม (Cluster Random Sampling) ไดแก โรงเรียนผดุงนารี 1 หอ งเรยี น 34 คน โรงเรียนบรบอื 1 หอ งเรียน 28 คน โรงเรียนช่ืนชมพทิ ยาคาร 1 หองเรียน 24 คน โรงเรียนมหาวชิ านกุ ูล 1 หอ งเรยี น 14 คน รวมทงั้ สิน้ 100 คน ซงึ่ เปนนักเรียนทส่ี ายวทิ ย - คณติ ท้ังหมด 2. เคร่ืองมือทีใ่ ชในการวิจัย แบบทดสอบการรูวิทยาศาสตร ท่ปี รบั ปรงุ จากโครงการประเมินผลนักเรียนรวมกับนานาชาติ หรือ PISA ประเทศไทย สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (2555 : 23-104) การประเมินจะเนนประเมินการรวู ทิ ยาศาสตร ในดา นสมรรถนะ ทางวิทยาศาสตรซ่ึงเปนดานที่นักเรียนสามารถแสดงออกไดถึงการรวู ิทยาศาสตร ดังที่ PISA ประเทศไทย สถาบันสง เสริมการสอน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (2560 : 21) ไดกลา วไว ไดแก 1) การระบุประเด็นทางวิทยาศาสตร 2) การอธิบายปรากฏการณ ในเชิงวทิ ยาศาสตร 3) การใชประจักษพยานทางวิทยาศาสตร โดยผวู ิจัยไดส รา งดานละ 10 ขอ รวมจํานวน 30 ขอ ลักษณะของ ขอ สอบเปนแบบปรนัยจํานวน 4 ตัวเลอื ก แลวเสนอตออาจารยท ่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธนํามาปรบั ปรุงแกไข แลว เสนอตอ ผเู ช่ียวชาญ 5 ทาน เพ่ือพิจารณาความถูกตองของเนอื้ หา นาํ มาวิเคราะหหาคา ดัชนีความสอดคลอง (IOC) พบวาแบบทดสอบ มีคา IOC ระหวาง 0.67-1.00 ไดจาํ นวน 20 ขอ ประกอบดวย 1) การระบปุ ระเด็นทางวิทยาศาสตร จํานวน 6 ขอ 2) การอธิบาย ปรากฏการณในเชิงวิทยาศาสตร จํานวน 7 ขอ และ 3) การใชประจักษพ ยานทางวทิ ยาศาสตร จาํ นวน 7 ขอ 3. การเกบ็ รวบรวมขอมลู 3.1 การดําเนินการเก็บรวบรวมขอ มูล ในภาคเรียนท่ี 1 ปการศึกษา 2562 ใหนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปท่ี 4 ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 จังหวดั มหาสารคาม จํานวน 4 โรงเรยี น ไดแก โรงเรยี นผดุงนารี โรงเรยี นบรบอื โรงเรียนช่ืนชมพิทยาคาร โรงเรียนมหาวิชานุกูล รวมนักเรียนทั้งสิ้น 100 คน ซงึ่ เปนนักเรียนท่สี ายวิทย-คณติ ทั้งหมดทําแบบทดสอบ การรวู ทิ ยาศาสตรจาํ นวน 20 ขอ โดยกําหนดเวลาในการทาํ แบบทดสอบ 1 ช่วั โมง 3.2 นาํ ขอมูลไปวิเคราะหข อมูลทางสถิติโดยใชโดยใชคา เฉล่ีย รอ ยละ และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน การทดสอบคา F (F-test) 4. การวิเคราะหข อมูล ผวู ิจัยนําคะแนนจากแบบทดสอบการรวู ทิ ยาศาสตรของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที่ 4 ในสงั กัดเขตพนื้ ที่ การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 26 จงั หวัดมหาสารคาม วิเคราะหข อมลู ทางสถิติโดยใชคาเฉลี่ย รอยละ และสว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
172 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอด็ ปท่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 การทดสอบคา F (F-test) และเทียบคารอยละคะแนนที่ทาํ ไดกบั เกณฑก ารรวู ิทยาศาสตรของ PISA ป 2015 โดยแบงออกเปน 6 ระดบั (สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2560 ก: 59 - 60) ดงั น้ี ทาํ คะแนนไดร อยละ 25.00 ถงึ 36.99 เทากับที่ระดบั 1 หมายถึง นกั เรียนสามารถใชความรูดานเนื้อหา และกระบวนการสามัญเพื่อเลอื กบอกคาํ อธิบายของปรากฏการณว ิทยาศาสตรอ ยา งงา ย ท่ตี อ งการการคิดไมมาก สามารถทํา การสํารวจตรวจสอบทางวทิ ยาศาสตรอยางเปนแบบแผน ทีม่ ีตัวแปรไมเกินสองตัวแปรได เม่อื ไดรบั ความชว ยเหลอื สามารถระบุ ความสัมพันธหรือบอกถึงสาเหตุแบบงา ยได และแปลความขอมลู ที่เปน ภาพหรือกราฟท่ตี อ งใชการคิดเพียงเล็กนอย สามารถเลือก คาํ อธิบายหรือขอ มลู ทเี่ ห็นไดชดั เจน จากท่ีกาํ หนดมาใหใ นบริบททค่ี ุนเคยหรือเกย่ี วของตรง ๆ กับชีวิตสว นตวั ทองถิ่น หรอื โลก ทําคะแนนไดร อยละ 37.00 ถึง 49.99 เทากบั ทรี่ ะดับ 2 หมายถึง นกั เรียนสามารถดึงเอาความรดู า นเนื้อหา จากชีวิตประจําวันและความรูดา นกระบวนการพ้ืนฐาน มาใชเพือ่ บอกถึงคําอธิบายทางวิทยาศาสตร ตีความขอมูล และตั้งปญหา ของเรือ่ งเพอ่ื ออกแบบการทดลองอยางงา ย นักเรียนสามารถใชค วามรทู างวทิ ยาศาสตรท ่วั ไป เพือ่ บอกขอสรุปจากขอมลู ชดุ ทีไ่ มซบั ซอน นักเรียนท่ีระดบั 2 สามารถแสดงวา มีความรูเก่ียวกบั การไดมาของความรู หรอื วิธหี าความรู เพอ่ื ระบุปญหา ท่สี ามารถตรวจสอบไดโดยวธิ ีทางวทิ ยาศาสตร ทําคะแนนไดรอ ยละ 50.00 ถึง 61.99 เทา กบั ท่ีระดับ 3 หมายถึง นักเรียนสามารถใชความรูดา นเน้ือหาท่ีคอนขาง ซับซอ นข้ึน เพื่อระบบุ อกประเด็นหรือสรา งคาํ อธิบายปรากฏการณเ ชิงวทิ ยาศาสตรท ่ีรูจักคนุ เคย ถา เปนสถานการณท ่ีไมคุนเคย นักเรียนสามารถสรา งคาํ อธบิ ายท่ีสมเหตุสมผล โดยอาศยั ตัวชี้นาํ ท่ีเหมาะสมบางอยาง สามารถใชค วามรเู กี่ยวกับการไดมา ของความรูหรอื ความรดู านกระบวนการในการหาความรู เพื่อออกแบบและดาํ เนินการทดลองหาขอมูลในสถานการณ ท่มี ีขอจํากัดได นักเรียนท่ีระดับ 3 สามารถแยกแยะอยางชัดเจนไดว าประเด็นใดเปนวิทยาศาสตร (อธิบายได มีประจักษพ ยาน ตรวจสอบไดต ามกระบวนการวทิ ยาศาสตร) และประเด็นใดไมเปนวิทยาศาสตร ทาํ คะแนนไดร อยละ 62.00 ถึง 74.99 เทา กับทร่ี ะดบั 4 หมายถึง นักเรียนสามารถใชความรูดา นเน้ือหาสาระ ทย่ี ากข้ึน ซ่ึงอาจเปนความรทู ่ีบอกใหในขอความหรือเปนความรทู ่ีเรียกคืนออกมาไดเอง เพื่อนํามาใชสรางคําอธบิ ายในเหตกุ ารณ หรือกระบวนการที่ซับซอนมากข้ึนและไมคุนเคยมากอน สามารถทําการทดลองเกบ็ ขอ มลู ท่ีเก่ียวของกับตวั แปรอิสระมากกวา สองตัวแปรขึ้นไปในบริบทท่มี ขี อจํากัดตาง ๆ โดยสามารถอธิบายเหตุผลในการออกแบบ การทดลองไดดว ยความรูดานกระบวนการ และความรูเก่ียวกับการไดมาของความรู นักเรียนที่ระดบั 4 สามารถแปลความหมายขอมูลที่มาจากขอมลู ท่ีมีความซบั ซอ น ระดบั กลาง หรอื ขอ มูลทไ่ี มคุนเคยและสรางขอสรปุ ทส่ี มเหตสุ มผลและทขี่ ยายออกไกลกวา ท่ีไดจ ากขอมลู เฉพาะหนา ทําคะแนนไดรอยละ 75.00 ถึง 86.99 เทา กับท่ีระดับ 5 หมายถึง นักเรียนสามารถใชกรอบความคิดทางวิทยาศาสตร ทเ่ี ปนนามธรรมเพือ่ อธบิ ายปรากฏการณ กระบวนการ หรือเหตุการณท ี่ไมคุนเคยและมคี วามซบั ซอ นมากขึ้น สามารถใชความรู เก่ยี วกบั การไดมาของความรทู ่มี ีความซบั ซอ นในการประเมิน การออกแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรูท างวทิ ยาศาสตร สามารถใหเหตุผลท่ีเลือกวิธีการทดลองวิธีใดวธิ หี นงึ่ และสามารถใชความรตู ามทฤษฎีมาตีความหรอื ทํานายผล นักเรียนทีร่ ะดบั 5 สามารถประเมินวธิ ีการสาํ รวจตรวจสอบของปญหาทก่ี าํ หนดใหในเชิงวทิ ยาศาสตร และระบขุ อ จํากัดในการแปลความขอมูล รวมถงึ แหลงที่มา และผลกระทบจากความไมแนนอนของขอมูลทางวิทยาศาสตร ทาํ คะแนนไดรอยละ 87.00 ขนึ้ ไป เทากบั ท่รี ะดับ 6 หมายถึง นักเรียนสามารถทําภารกิจวทิ ยาศาสตรท่ียาก ๆ ไดสําเรจ็ สมบูรณเกือบทุกขอ นั กเรียนสามารถดึงเอาความสัมพันธร ะหวา งความรู กรอบแนวคดิ ทางวิทยาศาสตรกายภาพ ชีวภาพ และโลกและอวกาศ มาสัมพันธกัน สามารถใชความรูดานเน้ือหาดานกระบวนการ และความรเู ก่ียวกบั การไดม า ของความรใู นการใหคําอธบิ ายทางทฤษฎีหรือคาดคะเนปรากฏการณ เหตุการณ หรือกระบวนการท่ไี มคุนเคย หรอื ทาํ นายผล ของเหตุการณ ในการตีความ แปลความขอมลู และประจักษพ ยาน กส็ ามารถแยกแยะสาระที่สอดคลองและไมส อดคลอ ง กับขอ มูลออกจากกันได และสามารถดงึ เอาความรูภ ายนอกเขามาใชก บั เรอื่ งที่เรียนรไู ด สามารถบอกความแตกตางของ ขอ โตแยงไดว า ขอโตแยง ใดมีพื้นฐานบนประจักษพ ยานและทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตร กบั ขอใดทอี่ ยูบนพื้นฐานของความคิดเห็น หรือขอพิจารณาของผูอื่น นักเรียนที่ระดับ 6 สามารถประเมินความเหมาะสมของการออกแบบเพอื่ การทดลอง การสาํ รวจ ตรวจสอบ การเกบ็ ขอ มูลภาคสนาม หรือการจําลองสถานการณท ่ีซับซอ นได และสามารถใหเหตผุ ลที่เหมาะสมเพอื่ ประกอบ การตัดสนิ ใจ
Journal of Roi Et Rajabhat University 173 Volume 14 No.3 September - December 2020 สรุปผล ผลการศึกษาการรวู ทิ ยาศาสตร ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ 4 จํานวน 4 โรงเรยี น ไดแก โรงเรยี นผดงุ นารี โรงเรียนบรบือ โรงเรียนชนื่ ชมพิทยาคาร โรงเรียนมหาวิชานุกูล ในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 จังหวัดมหาสารคาม แสดงดงั ตาราง 1 ตาราง 1 ผลการทดสอบการรูว ิทยาศาสตรของกลุมตวั อยางนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 4 จาํ นวน 4 โรงเรียน ไดแก โรงเรยี นผดุงนารี โรงเรยี นบรบือ โรงเรียนชื่นชมพิทยาคาร โรงเรยี นมหาวชิ านุกลู โรงเรียน หอ งเรยี น จาํ นวนนักเรียน คา เฉล่ีย S.D รอยละ ระดับ SL โรงเรียนผดงุ นารี 1 34 9.98 3.08 49.93 ระดบั 2 โรงเรียนชื่นชมพทิ ยาคาร 1 24 8.78 3.34 43.93 ระดบั 2 โรงเรียนบรบอื 1 28 8.29 3.16 41.42 ระดับ 2 โรงเรียนมหาวชิ านุกูล 1 14 6.78 2.39 33.93 ระดบั 1 4 100 8.45 2.99 42.30 ระดบั 2 โดยภาพรวม จากตาราง 1 ผลการศึกษาการรูวิทยาศาสตรของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปท ่ี 4 ในสังกัดเขตพื้นท่ีการศกึ ษา มธั ยมศึกษา เขต 26 จังหวดั มหาสารคาม โดยภาพรวมท้งั 4 โรงเรียน มีคาเฉลีย่ , สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานและรอ ยละ การรวู ทิ ยาศาสตร คอื 8.45, 2.99 และ 42.30 มีระดบั การรวู ิทยาศาสตรใ นระดับที่ 2 โดยมีคาเฉลี่ยการรวู ิทยาศาสตรสงู ที่สุด คือ 9.98 คดิ เปนรอ ยละ 49.93 เมื่อเปรยี บเทียบการรวู ทิ ยาศาสตรจ ากผลการทดสอบการรวู ิทยาศาสตรของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี 4 ของกลมุ ตัวอยา งท้งั 4 โรงเรียน โดยใชคาสถิตการทดสอบคา F (F-test) พบวามีผลการทดสอบการรูวิทยาศาสตร แสดงดังตาราง 2 ตาราง 2 เปรยี บเทียบการรวู ทิ ยาศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท ่ี 4 ในสังกัดเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 จังหวัดมหาสารคาม ไดแ ก โรงเรียนผดงุ นารี โรงเรียนบรบือ โรงเรียนช่ืนชมพทิ ยาคาร โรงเรียนมหาวิชานุกูล ความแปรปรวน sum of squares df Mean Square F Sig. ระหวา งกลมุ 31.599 2 15.800 2.089 .130 ภายในกลุม 604.936 80 7.562 636.536 82 รวม จากตาราง 2 แสดงผลการเปรียบเทียบการรวู ทิ ยาศาสตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 4 ในเขตพื้นท่ีการศึกษา มัธยมศึกษา เขต 26 ของกลมุ ตวั อยา ง พบวาจาก 4 โรงเรียนไมแตกตางกัน โดยนักเรียนมีการรวู ิทยาศาสตรในระดบั ท่ี 2 ประกอบดว ย ดา นสมรรถนะทางวิทยาศาสตรทั้ง 3 ขอ ท่ีแสดงออกไดถงึ การรวู ทิ ยาศาสตร ไดแก 1) การระบุประเด็น ทางวิทยาศาสตร 2) การอธิบายปรากฏการณใ นเชงิ วิทยาศาสตร 3) การใชประจักษพยานทางวิทยาศาสตร คอื นกั เรยี น สามารถดงึ เอาความรูดา นเนื้อหาจากชวี ิตประจําวัน และความรูดา นกระบวนการพน้ื ฐานมาใช เพ่ือบอกถงึ คําอธิบาย ทางวทิ ยาศาสตร ตีความขอมูล และตงั้ ปญหาของเร่ืองเพื่อออกแบบการทดลองอยางงา ย นักเรียนสามารถใชความรู ทางวิทยาศาสตรท ั่วไป เพอื่ บอกขอสรุปจากขอมลู ชดุ ที่ไมซบั ซอน นักเรียนจะสามารถแสดงวา มีความรเู ก่ียวกบั การไดมา ของความรหู รือวิธีหาความรู เพือ่ ระบุปญ หาท่ีสามารถตรวจสอบไดโดยวิธที างวทิ ยาศาสตร
174 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 อภปิ รายผล 1. ผลการวิจัยพบวา การรูว ทิ ยาศาสตรของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 4 ในเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 26 ทเี่ ปนกลุมตัวอยางทั้ง 4 โรงเรยี น อยทู ี่รอยละ 42.30 ซ่งึ เปนการรวู ิทยาศาสตรใ นระดบั ท่ี 2 เปนระดับพื้นฐานท่ีนักเรียนสามารถ ดึงเอาความรดู า นเนื้อหาจากชีวติ ประจําวัน และความรูดา นกระบวนการพื้นฐานมาใช เพอ่ื บอกถึงคําอธิบายทางวิทยาศาสตร ตีความขอมูล และต้ังปญหาของเรื่องเพอ่ื ออกแบบการทดลองอยางงาย นักเรียนสามารถใชค วามรทู างวทิ ยาศาสตรท วั่ ไป เพือ่ บอกขอสรุปจากขอมลู ชดุ ทไ่ี มซบั ซอ น มคี วามรเู กี่ยวกบั การไดม าของความรหู รอื วิธีหาความรู เพ่อื ระบปุ ญหาที่สามารถ ตรวจสอบไดโ ดยวิธีทางวิทยาศาสตร แตอยา งไรกต็ ามยงั คงถือวา เปนระดบั ที่ตาํ่ กวาคา เฉลี่ยมาตรฐานของ OECD ท้งั นี้การที่ นักเรียนมีคะแนนการรวู ิทยาศาสตรตํา่ กวาระดับมาตรฐานน้ัน อาจเปนเพราะบรบิ ท สภาพแวดลอ มของการจัดการเรียนการสอน ยังไมเหมาะสมและเออื้ อํานวยตอ การจัดการเรียนรเู พียงพอ รวมถงึ นักเรียนไมไดใ ชกระบวนการทางวิทยาศาสตร การปฏิบัติ ทดลองเพยี งพอ และขาดการใชกระบวนการสืบเสาะหาความรูดว ยตนเอง นกั เรียนสวนมากยังเรยี นรแู บบทองจํา ไมส ามารถ เชือ่ มโยงความรูเขากับสถานการณใ นชวี ิตทหี่ ลากหลาย ดงั นั้นครูผูสอนจึงตองศึกษาหาแนวทางในการพฒั นาความสามารถ ของผูเรยี น เกิดการรวู ทิ ยาศาสตรในระดับที่เปนมาตรฐาน และนาํ แนวคดิ วิธีการเช่ือมโยงองคความรูใ นชีวิตประจาํ วัน และใชห ลักการคิดอยางมีเหตุ (DeBoer, 2000 : 15) จากผลการวิจัยสอดคลองกบั งานวิจัยของผลการประเมินการรวู ทิ ยาศาสตรของ OECD ทพ่ี บวานักเรียนไทย มีคะแนนการประเมินการรวู ทิ ยาศาสตรตาํ่ กวาคะแนนเฉล่ียมาตรฐานโดยในป 2012 และ 2015 นักเรียนมรี ะดับการรูวิทยาศาสตร ในระดบั ท่ี 2 และตาํ่ กวามาตรฐานอยู 1 ระดบั (สถาบันสง เสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2560 ก : 4) และสอดคลอ งกับงานวิจัยของพุทธริธร บรู ณสถิตวงศ และคณะ (2560 : 1019–1031) ท่ไี ดศึกษาสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร ซึ่งเปนหน่งึ ในองคป ระกอบของการรวู ิทยาศาสตร พบวา นกั เรียนมีสมรรถนะอยูในระดบั ทตี่ า่ํ กวา มาตรฐาน OECD เชนเดียวกัน ดังน้ันผูสอนควรเลือกแนวทางการจดั การเรียนรู และสง เสริมใหผูเรียนรูวิทยาศาสตร ใหผ ูเรยี นมีศักยภาพ หรอื ความสามารถพ้ืนฐานที่จาํ เปนตอ การดาํ รงชวี ิต แขงขันกับนานาประเทศไดในอนาคต รวมถึงใชและรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ มสามารถดาํ รงชวี ิตในสังคมแหงศตวรรษท่ี 21 2. ผลการวิจัยพบวาระดบั การรวู ิทยาศาสตรของทั้ง 4 โรงเรยี น ไมแ ตกตา งกันอาจเปนเพราะหลักสตู รสถานศึกษา มีความใกลเคยี งกัน บรบิ ทของโรงเรียน รวมถึงระยะทางของโรงเรียนไมไ กลกันมาก อยใู นพื้นท่ีจังหวัดเดียวกัน ดังน้ันสภาพแวดลอมที่เออื้ ตอ การเรียนรจู ึงมคี วามคลา ยคลึงกันอยา งมาก ทําใหนักเรียนมีสังคมและวัฒนธรรมและเจตคติ ทางวิทยาศาสตรไ มแตกตางกัน คือ นักเรียนสวนใหญมองวา วทิ ยาศาสตรไ มไดเกี่ยวของกับชวี ิตประจาํ วันหรือบริบทของสังคม ท่ีตนอาศัยอยู จึงขาดแรงจงู ในการเรียนวทิ ยาศาสตรอ ยา งจริงจัง สงผลใหนักเรยี นมีการแสดงออกถึงการรวู ิทยาศาสตร โดยมคี ะแนนที่ใกลเคยี งกันและอยูในชวงระดับการรูว ทิ ยาศาสตรไมแตกตางกัน ดังน้ันจึงควรสง เสรมิ การเรยี นรูและเจตคติ ของนักเรียนมิใชเฉพาะความรแู ละทักษะในหองเรียน แตร วมถึงสง เสริมใหนักเรียนเขา ถงึ กิจกรรมวิทยาศาสตรท่เี กีย่ วของกบั ชีวติ อยา งกวา งขวาง และทาทายนักเรียนในดา นอาชีพการงานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ทําใหว ทิ ยาศาสตรเปนสวนหน่ึง ของสังคมและวฒั นธรรมของนักเรียน (โครงการ PISA ประเทศไทย สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี, 2561 : 115-116) ระดบั การรวู ทิ ยาศาสตรของนักเรียนท่ีไมแตกตางกัน สอดคลองกับผลการวิจัยของ โครงการ PISA ประเทศไทย ในป 2015 (2561 : 110 -117) ทไ่ี ดมีสรุปเปรียบเทียบคะแนนการรูวิทยาศาสตรตามกลุมของโรงเรียนและบรบิ ทของโรงเรียน สรุปไดว า การที่นักเรียนแตละกลมุ ทม่ี รี ะดบั การรวู ิทยาศาสตรอยูในระดบั เดยี วกันน้ัน มผี ลมาจาก เศรษฐกิจ ปญหาสงั คม ของพ้ืนท่ีมีความใกลเ คียงกัน ทาํ ใหนักเรียนขาดแรงจูงใจและความสนใจในการเรียนวทิ ยาศาสตร ตัวแปรสาํ คัญ คอื ดานสังคม และวฒั นธรรม มีผลอยา งมากตอการรวู ิทยาศาสตร เพราะนักเรยี นสวนมากไมเห็นความสําคัญของวิทยาศาสตรตอการประกอบอาชพี ในอนาคต นอกจากนี้ความไมเทา เทยี มของการศึกษา ของแตละโรงเรียนในการเรียนวทิ ยาศาสตร สงผลตอ ระดับการรวู ิทยาศาสตร ของนักเรียนดว ยเชนกัน
Journal of Roi Et Rajabhat University 175 Volume 14 No.3 September - December 2020 ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําไปใช 1.1 จากผลการศึกษาการรวู ิทยาศาสตรอยูใ นระดับท่ี 2 ซึ่งตํ่ากวา ระดับมาตรฐาน OECD ครูผสู อนควรเรงศึกษา แนวทางในการจัดการเรียนการสอนท่ีเหมาะสม และเขากบั สภาพแวดลอมบริบทของโรงเรยี นนาํ สถานการณจริงและใกลตัว ผูเรียนมาใชในการจัดการเรียนรกู ระตุนใหผ ูเรยี นไดลงมือปฏบิ ตั จิ ริง 1.2 ควรสง เสริมใหผเู รียนสรา งองคความรูดวยตนเองรวมถึงกระตุนใหผูเรียนนาํ ความรูเชอื่ มโยงแนวคิด ทางวิทยาศาสตรท ี่มีมาใชในสถานการณใ นชวี ิตประจําวันใหมากย่ิงขึ้น เพ่อื ใหการรวู ิทยาศาสตรข องนกั เรียนมรี ะดับท่สี ูงขึ้น 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจัยครงั้ ตอไป 2.1 ควรทําการวิจัยเพือ่ สรางแบบสอบถามหรือแบบสมั ภาษณ เพือ่ ใหท ราบถึงเจตคตใิ นเชิงวิทยาศาสตร ทีต่ รงกบั ปรากฏการณใ นเชิงลึกมากยง่ิ ขึ้น ซ่ึงเปนหนง่ึ ในองคป ระกอบสาํ คัญของการรวู ิทยาศาสตร เพ่ือใหท ราบขอ มลู พื้นฐาน ของแนวคิดนักเรยี นตอ วทิ ยาศาสตร 2.2 ควรสาํ รวจกลุมตัวอยางโรงเรียนท่ีมีบรบิ ท สภาพแวดลอ ม และสงั คมท่ีตางกัน เพื่อใหทราบวา มีตวั แปร สาํ คัญอน่ื ๆ อะไรบาง ท่ีจะสงผลตอ การรวู ิทยาศาสตรของนักเรียน เอกสารอางองิ กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตวั ช้วี ัดและสาระการเรยี นรูแกนกลาง กลุมสาระการเรียนรู วิทยาศาสตร (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพชมุ นมุ สหกรณ การเกษตรแหงประเทศไทย จาํ กัด. โครงการ PISA ประเทศไทย สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลย.ี (2561). ผลการประเมิน PISA 2015 วทิ ยาศาสตร การอาน และคณิตศาสตร ความเปนเลิศและความเทา เทยี มทางการศึกษา. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั ซัคเซสพับลเิ คช่ัน จํากัด. พทุ ธรธิ ร บูรณสถิตวงศ, สรุ ียพ ร สวางเมฆ และปราณี นางงาม. (2560). การสาํ รวจสมรรถนะการอธิบายปรากฏการณ ในเชิงวิทยาศาสตรแ ละสมรรถนะการแปลความหมายขอ มลู และประจักษพยานในเชิงวทิ ยาศาสตรต ามกรอบ การประเมินของ PISA 2015 ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาป ท่ี 4 แหงหนึง่ ในจังหวัดพิษณุโลกนเรศวร. วารสารกลุมมนษุ ยศาสตรและสังคมศาสตร, 21(1), 1019–1031. สถาบันสงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2551). การรูเร่ืองวิทยาศาสตร กรอบการประเมินผลวิทยาศาสตร ของ PISA 2006. สบื คนเมื่อ 6 กุมภาพนั ธ 2562, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/about-pisa/scientific- literacy/ สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี. (2555). ตัวอยางขอสอบการประเมินผลนานาชาติ PISA และ TIMSS วิทยาศาสตร (พิมพค รงั้ ที่ 2). กรงุ เทพฯ: สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี (สสวท). สถาบนั สง เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี. (2560). สรุปผลการประเมนิ PISA 2015. สืบคนเม่ือ 6 กุมภาพันธ 2562, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/news-8/ สถาบันสง เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี. (2560). ประเด็นหลกั และนยั ทางการศกึ ษาจาก PISA 2015: บทสรุปสาํ หรบั ผูบรหิ าร. สืบคนเม่ือ 6 กุมภาพันธ 2562, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/isbn- 9786163626011/ สถาบันพฒั นาคุณภาพวชิ าการ (พว.). (2561). โครงการพฒั นาครแู ละบุคลากรทางการศึกษา Thailand 4.0 ท่เี นน Active learning แบบย่งั ยืน. สืบคนเม่ือ 10 กุมภาพันธ 2562, จาก http://www.matthayom13.go.th/site/files/new/2561/12/910.pdf สํานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 26. (2562). ขอ มลู พืน้ ฐานโรงเรียน สังกดั สพม. เขต 26 (มหาสารคาม). สืบคนเมอ่ื 5 กรกฎาคม 2562, จาก https://data.boppobec.info/emis/school.php?Area_CODE=101726 สาํ นักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (2560). แผนการศึกษาแหงชาติ 20 ปกับการบรู ณาการสูแผนยุทธศาสตรพฒั นาการศกึ ษา จังหวัด. สบื คน เมอ่ื 3 มีนาคม 2562, จาก http://www.ubu.ac.th/web/files_up/03f2017041 813215099.pdf
176 วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด ปท่ี 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 DeBoer, G. E. (2000). Scientific Literacy: Another Look at Its Historical and Contemporary Meanings and Its Relationship to Science Education Reform. Journal of Research in Science Teaching, 37(6), 582-601. Lin, S. and Mintzes, J. (2010). Learning argumentation skills through instruction in socio scientific issues: The effect of ability level. International Journal of Science and Mathematics Education, 8(6), 993-1017. OECD. (2013). PISA 2015 Draft science framework. Paris. Paris: OECD. Retrieved February 5, 2019, from http://www.oecd.org/pisa/ pisaproducts/pisa2015draftframeworks.htm Sadler, T. and Zeidler, D. L. (2009). Scientific literacy, PISA, and socioscientific discourse: Assessment for progressive aims of science education. Journal of Research in Science Teaching, 46(8), 909-921. Yuenyong, C. and Narjaikaew, P. (2009). Scientific Literacy and Thailand Science Education. International Journal of Environmental and Science Education, 4(3), 335–343.
Journal of Roi Et Rajabhat University 177 Volume 14 No.3 September - December 2020 การสรางความเปน ตัวตนของชาวนาอินทรีย The Self-construction of Organic Farmers วรฉัตร วรวิ รรณ1 Received : 10 ม.ค. 2563 Warachart Wariwan1 Revised : 15 เม.ย. 2563 Accepted : 17 เม.ย. 2563 บทคดั ยอ บทความวจิ ัยนี้ มีวัตถุประสงคเ พือ่ ศึกษาการสรางความเปนตวั ตนของชาวนาอินทรีย ใชการวิจัยเชิงคณุ ภาพ ในแนวทางการศึกษาเร่ืองเลาแบบฟโู กตเดียน โดยทําการศึกษาในพื้นท่ีชุมชนนาดี (นามสมมต)ิ อําเภอเสลภูมิ จังหวัดรอยเอ็ด ใชแบบสัมภาษณแบบก่ึงโครงสรา งเปนเคร่อื งมอื ในการเขาถึงเรื่องเลา เพ่ือการสนทนาเชิงลึกกับชาวนาอินทรีย จํานวน 13 คน จากน้ัน จึงนาํ ขอ มูลจากการสนทนามาสรา งเปนมโนทัศนและเชือ่ มโยงมโนทัศนตาง ๆ เขาดว ยกันตามประเด็นของเรอ่ื งเลา และนาํ ไปสูการสรางความรผู านเรื่องเลา ผลการศึกษาพบวา ชวี ิตการทาํ นาท่ีปรับเปล่ยี นสวู ถิ ีแบบอินทรียน้ัน ถูกสรา งผา นอาํ นาจ ความรู และความจริง เกีย่ วกับเกษตรอนิ ทรีย อยา งไรก็ตาม ในมิตขิ องการสรา งความเปนตัวตนน้ัน ชาวนาสามารถทํานาอินทรยี ท่ีสมั พันธไ ปกบั เง่ือนไขและบริบทของการดาํ รงชีวิต โดยมีวิธีการเขาถึงความจริงของความเปนอินทรียที่แตกตางหลากหลาย สามารถเลอื กสรร วิธกี ารทาํ นาอินทรยี อยางเหมาะสมภายใตเ ปาหมายทางสังคมวา ดว ยการผลิตอาหารปลอดภัย คําสําคัญ : ชาวนาอินทรีย, อํานาจ, เทคโนโลยีแหงตัวตน Abstract The objective of this research was to study the self-construction of organic farmers. This study was a qualitative research through Foucauldian Narrative Approach, done by conducting semi-structured interview and in-depth discussion with 13 organic farmers. This research was held at Nadee Community (assumed name) in Selaphum District, Roi Et Province. The data from the group discussion were created the concept and connected the various concepts together according to the narrative issues and led to knowledge creation through narrative. The study found that farming life that have changed to organic way was created through the power, knowledge and truth of organic agriculture. However, organic farmers in the dimension of organic self-construction have designed organic farming on relationships with the conditions and contexts of living, and have different ways to access the truth of organic-ness and can choose the suitable organic farming methods under the social goals on safe food production. Keywords : Organic farmers, Power, Technologies of the Self บทนํา แมการพฒั นาประเทศจะกา วไปในทิศทางใด สังคมไทยก็เปนสังคมท่ีไมเคยละท้ิงอาชีพการทาํ นา และหากมองในแง ยุคสมัยของการทํานาแลว ในอดีตชาวนามีการปลูกขาวเพอ่ื การยังชีพและบริโภคในครัวเรอื น บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง เปนสําคญั แตเมื่อการพัฒนาประเทศไปสูความทันสมัย (modernization) อาชีพชาวนาถูกผูกโยงกับคณุ คาใหมในเชิงการผลิต เพอ่ื การคาบนพ้ืนฐานของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทาํ ใหการทํานาแบบพอยังชีพไมส ามารถตอบสนองเปา หมาย 1 ผูชว ยศาสตราจารย ดร., อาจารยสงั กดั คณะนิติรัฐศาสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอยเอ็ด อีเมล: [email protected] 1 Assistant professor Dr., Faculty of Law and Politics, Roi Et Rajabhat University, Email: [email protected]
178 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบับที่ 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 ของการพัฒนาได จากการผลติ แบบด้ังเดิมที่พ่ึงพาธรรมชาติ สูการจัดการไรนาแบบเกษตรกรรมสมัยใหม (modern agriculture) มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่เนนการสรา งผลผลิตใหมีคุณภาพในปริมาณตอไรท่ีมากขึ้น มีการนาํ ปจจัยการผลติ ที่เรียกวา “สารเคมี” มาใชอยางเปนระบบ ตั้งแตกระบวนการเตรียมดิน การเพาะปลูก และการบาํ รงุ ดูแลตนขา ว ซ่งึ ผลพวงจากระบบ เกษตรกรรมเคมี ทําใหชาวนาตอ งพ่ึงพาทั้งองคความรสู มัยใหมและปจจัยการผลิตจําพวกปุยเคมี ยาฆาแมลง สารควบคมุ และกาํ จดั ศัตรูพชื เปนจํานวนมากขึ้นในทุกฤดกู าลเพาะปลูก ซ่ึงการลงทุนไปกับการใชสารเคมีทางการเกษตรก็ทาํ ใหชาวนา มีรายจายเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันสารเคมียังสง ผลกระทบตอ สขุ ภาพของชาวนาและผูบริโภค และยังกอความสูญเสีย ตอระบบนิเวศและสิ่งแวดลอมเปนอยา งมาก จากปญ หาของระบบเกษตรกรรมสมัยใหม/เกษตรกรรมเคมที ่ีสงผลกระทบตอ ชาวนาท้งั ในดา นตนทุนการผลิต สขุ ภาพของตนเองและผูบรโิ ภค และตอ ส่ิงแวดลอ มน้ี แนวคิดทางการเกษตรทเ่ี รียกวา “เกษตรกรรมอินทรยี ” (organic agriculture) ถูกพฒั นาขน้ึ บนฐานความรทู างวิทยาศาสตร อันมีเปา หมายเพื่อการฟนฟูระบบนิเวศและส่ิงแวดลอม การสราง ความหลากหลายทางชีวภาพ ทําใหเกดิ การปรับปรุงดินใหม คี วามอุดมสมบูรณต ามธรรมชาติ เพือ่ การผลติ อาหารปลอดภัย อนั เปนการปกปองชวี ิตผูคนและส่ิงมีชีวติ อ่ืน ๆ ในหว งโซการผลิตอาหารใหสามารถอยรู ว มกันและพึ่งพาอาศัยกันได (Kristiansen, Taji and Reganold, 2006 : 12-13) ดว ยหลักการเชนน้ี จึงทําใหวิธีคดิ ของเกษตรกรรมอินทรียเขา มาสรา ง ปฏิบัตกิ ารทางการเกษตรในสังคมเกษตรกรรมไทย จนทําใหสังคมชาวนาจาํ นวนหนึ่งสามารถปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต จากการทาํ นา ท่ใี ชสารเคมอี ยางเขมขนสูการทาํ นาแบบปลอดสารเคมี ที่เรยี กวา “การทํานาอินทรยี ” ดวยเหตุผลดังกลาวขางตน จึงทําใหผ ูวิจัยสนใจศึกษากลมุ คนทํานาอินทรยี เพราะเปน กลุมคนที่เปนเปาหมายสําคญั ของการขับเคล่ือนวถิ ีเกษตรอินทรยี ของสังคมไทย ในฐานะผูผลิตอาหารปลอดภัยสูผูบริโภคทั้งในระดับครัวเรอื น ชุมชน และสังคมประเทศชาติ ซ่ึงงานวจิ ัยน้จี ะใชคาํ แทนกลุมคนที่ทาํ นาอินทรียวา “ชาวนาอินทรีย” (organic farmers) ทัง้ น้เี พ่ือ ตอบคาํ ถามการวจิ ัยวา การสรางตัวตนในความเปนชาวนาอินทรียเกิดขึ้นอยา งไร และเกิดขึ้นภายใตสถานการณ บริบท และวถิ ีการผลิตแบบใด วตั ถปุ ระสงค เพอื่ ศึกษาการสรางความเปนตวั ตนของชาวนาอินทรีย ในพื้นที่ชุมชนนาดี (นามสมมต)ิ อําเภอเสลภูมิ จังหวัดรอ ยเอ็ด กรอบแนวคิด งานวิจัยน้ี มีการนาํ แนวคิดของมิเชล ฟูโกต วา ดวยอาํ นาจ ความรู ความจริง และเทคโนโลยีแหงตวั ตน มากาํ หนด กรอบแนวคดิ ในการวิจัย โดยเปนการชี้ใหเห็นวา ระบบความสมั พันธของอาํ นาจและความรไู ดสรา งความจริงของการเปน ชาวนาอินทรีย โดยชาวนาอนิ ทรยี มีการสรางเทคโนโลยีแหงตัวตน ซ่ึงเปนวธิ ีการของอัตบุคคลในการเขาถงึ ความจริง วาดวยความเปนชาวนาอินทรยี โดยการออกแบบวถิ ีการทาํ นาทสี่ ัมพนั ธไปกับบริบทและเปาหมายของการดํารงชวี ิต จนนําไปสู การสรางความเปนตวั ตนในวถิ ีนาอนิ ทรีย อาํ นาจ + ความรู ความจรงิ ความเปนตวั ตน ของชาวนาอินทรีย เทคโนโลยีแหงตวั ตน วิธดี าํ เนนิ การวจิ ัย การศึกษาการสรางความเปนตัวตนของชาวนาอินทรยี นี้ ดําเนินการวจิ ัยดว ยวิธีวิทยาเรื่องเลา แนวฟูโกตเดียน (Foucauldian Narrative Approach) ซ่งึ เกิดจากการปรับปรุงความคิดทางการวิจยั ที่พัฒนาวิธีการศึกษาเรื่องเลา ในแบบชีวประวัติ (biography) และอัตชีวประวัติ (auto-biography) ซึ่งศึกษาประวัติศาสตรของบคุ คลในแบบวงศาวิทยา (genealogy) มาเปนวิธีการศึกษาท่ีประยุกตความคิดของฟูโกต (Foucault) เขา มาใชในการศึกษาเร่อื งเลา ดังนั้นเร่อื งเลา แนวฟูโกตเ ดียน จงึ ใหความสําคญั กับการวเิ คราะหความสัมพันธเชิงอํานาจ (relation of power) ซ่ึงถอื ไดว า เปนหวั ใจหลัก
Journal of Roi Et Rajabhat University 179 Volume 14 No.3 September - December 2020 ของความคิดแบบฟูโกต โดยวิเคราะหไปที่การมปี ฏิสัมพันธตอ เทคโนโลยีแหงตวั ตน (technologies of the self) (Tamboukou, 2013 : 90-94) ซึ่งมนุษยเปนผปู ฏิบัติตอ รางกาย จิตวิญญาณ ความคดิ และกํากับวิถที างดาํ เนนิ ชีวิตของตนเอง ซึ่งอาจจะเปนวธิ ีการที่เกดิ ขึ้นโดยตวั เองหรอื ไดรับความชว ยเหลือจากอ่ืน เพือ่ เปลี่ยนผา นตัวเองไปสูความสขุ ความบริสุทธ์ิ ความสมบรู ณ การมีปญ ญา และความย่ังยืน (Foucault, 1988a :17-18) โดยเทคโนโลยีแหงตัวตนซ่ึงเปนวถิ ีปฏิบัติในเร่ืองใด เรื่องหน่ึงในชวี ิตประจําวันของมนุษยนี้ จึงมใิ ชการปฏิบตั ิท่ีปราศจากขอกาํ หนด หลักเกณฑหรือบรรทัดฐาน แตทุกวิถีปฏิบัติ อยูภายใตระบบความสัมพันธเชิงอํานาจหรือแบบแผนของอาํ นาจ (form of power) (Foucault, 1983 : 212) ทสี่ รา งกรอบ หรอื แบบแผนการนําทางแหงการปฏิบัติตาง ๆ (a conduct of conduct) (Foucault, 1980 : 133) ดังน้ันการศึกษาการสราง ความเปนตวั ตนของชาวนาอินทรีย จึงเปนการศึกษาความสัมพันธเชิงอํานาจในแงท ่ีทําใหเกิดการกระบวนการปฏิบัติตอชีวิต หรอื การจดั การชวี ิตการทํานาอินทรยี ของชาวนา ซ่ึงเปนผูกําหนด ผูเลอื กสรรวิถีการทาํ นาอินทรียอยางเหมาะสมและสอดคลอ ง ไปกับความตองการและความจําเปนในชวี ิตของตน จนนาํ ไปสูการสรา งความเปนตัวตนบนแนวทางการทาํ นาอินทรีย และการเปน ชาวนาอินทรียของตนเองได 1. สนามการวจิ ัยและผใู หขอมูลหลัก ผวู จิ ัยใชแนวคิด/ทฤษฎีเขามากาํ หนดสิ่งที่ตองการศึกษา (theoretical base) หรอื เปนแนวทางในการเลอื ก สนามการวิจัยและผูใหขอมูลหลัก จึงทําใหผูว ิจัยดําเนินการศกึ ษากระบวนการสรา งความเปนตัวตนของชาวนาอินทรีย ณ ชุมชน “นาดี” (นามสมมต)ิ ซ่ึงอยูใ นเขตพ้นื ท่ีอําเภอเสลภูมิ จังหวัดรอ ยเอ็ด โดยชุมชนแหงนี้ มีการทาํ นาอินทรียเปนระยะเวลา มากกวา 10 ป มีการปรับเปลี่ยนวถิ กี ารทาํ นาซ่ึงไมเพยี งแคการลด ละ เลิก การใชสารเคมีทางการเกษตรเพือ่ ดูแลสขุ ภาพ ของตนเทานั้น แตย ังสามารถพัฒนาวิถีการทาํ นาอินทรียสูการพ่ึงพาตนเองท้ังในกระบวนการผลิต การใชปจจยั การผลติ และการขายผลผลติ ตามความจําเปนในการดํารงชวี ติ โดยมีผูใหขอมูลหลัก (key informant) ท่ีรว มสนทนาเพอื่ สรา งความรู ผา นเร่อื งเลา จาํ นวน 13 คน ใชวิธกี ารเลอื กผูใหขอมูลหลักแบบเจาะจง (purposive sampling) และแบบบอกตอ (snowball sampling) โดยคณุ สมบัติของผูใหขอมลู หลัก คือเปนบุคคลทีม่ ีประสบการณในการทํานาอินทรียจนสามารถปรับเปลย่ี นตวั เอง โดยไมใ ชส ารเคมีทางการเกษตรในการทํานาโดยสมบูรณ ซ่ึงการกาํ หนดจาํ นวนของผูใ หขอมูลหลักนี้ เปน ไปตามความเพียงพอ ของขอ มูลตอการวิเคราะหท่ีสามารถตอบคําถามการวิจัย และเปนไปตามหลักเกณฑความเพียงพอของขอมูลตามแนวทาง การศึกษาของทฤษฎีฐานราก (grounded theory) ซึ่งมีการกําหนดผใู หข อมูลหลกั โดยประมาณ 12-15 คน ซึ่งการอางอิง แนวทางการศึกษาของทฤษฎฐี านรากนี้ ก็เปนผลมาจากการที่ผูวิจัยไดนาํ วิธีการวเิ คราะหขอมูลของทฤษฎีฐานรากมาใชในการ สรางประเด็นของเร่ืองเลา (Bold, 2012 : 141) จึงทาํ ใหค วามเพยี งพอของขอมูลผา นการศึกษาเร่อื งเลา แนวฟูโกตเดียน มีความเชอื่ มโยงไปกับการกาํ หนดผูใหข อ มูลหลักตามแนวทางของทฤษฎีฐานรากดวยเชนกัน 2. การเขาถึงเรื่องเลา “การเขา ถึงเร่ืองเลา ” หรอื อีกนัยยะหน่ึงคือ “การเก็บรวบรวมขอมูล” ในงานวิจยั น้ัน ผูวิจัยไดใ ชว ิธีการสมั ภาษณ (Interview) ซ่งึ เปนกระบวนการสอื่ สารระหวา งกันของชาวนาอินทรียและนักวิจัยเพ่ือสรา งความรใู นงานวิจัย ซ่ึงโดยท่วั ไปแลว การเขาถึงเรือ่ งเลาสามารถเกิดขึ้นในหลากหลายชองทาง เชน การสนทนา การจดบันทึกประจําวัน จดหมาย ภาพเขยี น หรอื แมแตการเขียนประวัตชิ ีวิตของตนเองผา นหนังสือหรือเอกสารตา ง ๆ ก็สามารถนําไปสูก ารศกึ ษาเร่ืองเลาได (Savin-Baden and Niekerk, 2007 : 463) แตผูวจิ ัยไดเ ลอื กแนวทางการสนทนา (Dialog) เพราะเห็นวา เปนแนวทางที่เหมาะสมในการเขาถึง เรอ่ื งเลา ซ่ึงผูใหขอมูลหลักไมไดเปนเพียงวัตถุแหง การศึกษา แตเปนผูส รางความรรู ว มกับนักวิจัยผา นปฏสิ ัมพันธระหวา งกัน ในกระบวนการสนทนา โดยเปนการเปดโอกาสใหผ ูเลา เรื่องไดสะทอนประสบการณอ ยางเปนอิสระ และนักวิจยั ทําหนา ท่ี ในการเออื้ อํานวยใหเ กิดประเด็นของเรอ่ื งเลา ทําใหผ ูเลา เกดิ กระบวนการสะทอ นคิดและการตีความตนเองผานประสบการณ ท้ังน้ี จะทําใหผูเลาซ่ึงเปนชาวนาอินทรยี ไดจัดระเบียบประสบการณของตนเอง มีการสรา งคณุ คา ความหมาย และตัวตน 3. การวิเคราะหขอมูลเร่ืองเลา ขอมูลที่เกิดจากกระบวนการสนทนาซ่ึงนักวิจัยไดทําการสอื่ สารและแลกเปลยี่ นทัศนะตาง ๆ กับชาวนาอนิ ทรีย จนทําใหการวิจัยไดตวั บทของเรือ่ งเลา (narrative texts) ซึ่งเปนคาํ พดู และประโยคท่ีเช่ือมโยงกันในเร่ืองตาง ๆ ที่เกีย่ วขอ งกับ ประเด็นการสนทนานั้น ผวู ิจัยจะนําตัวบทมาแยกยอ ยและจัดการขอ มูลหรือนาํ มาถอดเปนขอ มลู ของเรื่องเลา (narrative data) เพอื่ นําไปสกู ารวิเคราะหและตีความตอไป โดยกระบวนการวิเคราะหขอ มลู เรอ่ื งเลา ไดเลอื กใชแนวทางการวเิ คราะหประเดน็ ของเรอ่ื งเลา (narrative thematic analysis) ซ่ึงใหค วามสาํ คัญกับวิเคราะหประสบการณ (experience) ของผูเ ลา ท่ีเกิดขึ้น บนความสัมพันธกับบริบทแวดลอม (contexts) นัน้ ๆ ซ่งึ นักวิจัยตองทําการคนหาและระบุประเด็นท่ีเกิดขึ้นภายในเร่ืองเลา
180 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภฏั รอยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 (Bold, 2012 : 129) ซึ่งประเดน็ ตาง ๆ น้ี เปน การสรางความเขา ใจตอ ประสบการณท่ที ําใหเหน็ กระบวนการสรางความเปนตวั ตน ของชาวนาอินทรีย ดังน้นั วิเคราะหประเด็นของเร่ืองเลา จึงตองสรางชุดของประเด็น (set of themes) โดยในแตละชุดของประเด็น จะเปนชุดของประสบการณการเปนชาวนาอินทรยี ซ่ึงประกอบไปดวยประเด็นหลัก (core theme) ทีท่ ําใหมองเหน็ วา ชาวนาอินทรียส รางประสบการณใ นเรื่องใดบา ง หลังจากนน้ั จึงแยกยอ ยใหเ ห็นประเด็นรอง (sub theme) ท่ีสะทอนใหเ ห็นวา ตัวตนชาวนาอินทรียถูกประกอบสรา งจากของประสบการณยอ ยในเร่อื งใดบา ง สรปุ ผล จากกระบวนการวเิ คราะหข อ มลู เรื่องเลา จึงนาํ มาสผู ลการวิจยั ที่กําหนดชุดของประเด็นเร่อื งเลา (set of narrative themes) การสรา งความเปนตัวตนของชาวนาอินทรยี ไดแก 1) จากชาวนาเคมีสชู าวนาอินทรีย 2) ชาวนานักจดั การดิน ปลอดสารเคมี 3) ชาวนานกั จัดการพันธุขาวอินทรยี บ นฐานการพึ่งพาตนเอง 4) ชาวนานกั จัดการนํา้ เพื่อการทํานาอินทรีย บนพื้นฐานของการดาํ รงชวี ิต 5) ชาวนานักปกดําเพื่อปลูกชีวิตขา วอินทรยี 6) ชาวนานักพัฒนานํา้ หมักชวี ภาพ ดังรายละเอียด ตอไปน้ี 1. จากชาวนาเคมีสชู าวนาอินทรีย กวา 50 ปท่ผี านมา ชาวนาไทยไดรจู ักกับสารเคมีทางการเกษตร และใชเปนปจจัยการผลิตที่ทรงประสทิ ธภิ าพ ของการเพ่ิมผลผลิตในการทํานา อยา งไรก็ตาม สารเคมีทางการเกษตรก็ไดสงผลกระทบตอ สขุ ภาพ ตนทุนการผลิต และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดลอ มการทํานา จนทาํ ใหชาวนาหลายคนเร่มิ ตระหนักถึงผลกระทบท่ีสั่งสมมาหลายทศวรรษ และหันหลังใหกับวถิ ีการทาํ นาเคมีสูวถิ ีนาอินทรีย บนความคาดหวังวา ตนเองและครอบครวั จะมีสุขภาพที่ดีไมเจ็บปวย จากสารเคมี มตี นทุนการผลติ ที่ลดลง และสามารถพลิกฟนผืนดินทาํ นาใหอุดมสมสมบรู ณตามธรรมชาติ “เพราะสขุ ภาพเปน เร่ืองสาํ คัญของชีวิต” ชีวิตท่ีผูกติดกับการใชส ารเคมีของชาวนานั้น เปนเพราะ ความสะดวกสบายในการเพ่ิมผลผลติ เพียงแคใชปุย เคมีและสารเคมีสตู รสาํ เรจ็ ก็ทาํ ใหชาวนามีตนขา วงอกงามและเติบโต อยางสมบูรณ แตในขณะเดียวกัน การใชป ุยเคมีและสารเคมีชนดิ ตาง ๆ นํามาซ่ึงการสะสมสารพิษในรางกาย สขุ ภาพของชาวนา กลับย่ําแย ซึ่งชีวติ ที่ขาดการรเู ทาทันพิษภัยจากสารเคมีนี้ ไดกอวิกฤตสิ ุขภาพดังท่ีเกิดกับคนในครอบครวั ของ พร (นามสมมติ) ซึ่งพอ ของเขาตอ งกลายเปน อมั พฤกษจ ากการใชส ารเคมีทางการเกษตรในการทาํ นามายาวนาน “พอมสี ารเคมีเขา ในเสนเลอื ด จนเปนอัมพฤกษ อัมพาต 5 ป เกือบจะเอาชีวติ ไมรอด ทานใชยาฉีด พนยา สารเคมเี ยอะ ลุยแบบไมกลวั เลย ก็เลยไดนอนโรงพยาบาล 4 เดอื นแบบไมไ ดอ อกมาเลย เงินท่ีสะสมไวก ็เอามารักษาจนเกอื บ จะไดข ายไรข ายนา พอออกมาก็มาเปนอัมพฤกษ อยู 5 ป น่ลี ะคือบทเรียนถึงเลิกใชสารเคมี กเ็ ลยคิดวา ทาํ ไดกินกไ็ ดกิน ไมไดกินก็ไมเปนไร พูดถึงแรงผลักดันสูการทาํ นาอินทรียกค็ ือสขุ ภาพของคนในครอบครัว” คําถามตอ การใชสารเคมวี าจะสงผลตอ สุขภาพอยา งไรน้ัน เปนส่ิงท่ี พร ไมเคยไดฉุดคิด เพราะการเติบโตมาจาก ครอบครวั ชาวนาท่ีใชส ารเคมีเปนเร่ืองปกตวิ สิ ัยของวิถีการทาํ นา จนกระท่ังเกิดเหตุการณไมคาดฝนกับพอ ของเขา เมื่อสารเคมี ที่สะสมในรา งกายมาหลายสิบป ทําใหพ อ ตอ งลม ปวยและเขารบั การรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทยวินิจฉัยวา สารเคมีสะสม ในกระแสเลอื ด จนทายท่สี ดุ พอของเขาตอ งกลายเปนอัมพฤกษ ดวยผลกระทบท่ีรุนแรงตอความรูสึกและการดําเนินชีวิต ของครอบครวั ซ่งึ ไมร เู ทาทันพิษภยั ของสารเคมเี ชนนี้ จึงทําให พร ไดฉุกคิดและทบทวนตนเอง เพราะถาหากเขายังคงใชส ารเคมี ทางการเกษตรอยูตอไป สักวันหน่ึงเขาก็คงตองเจ็บปวยจากสารเคมีเชนกัน เขาจึงตัดสินใจหันหลังใหกับการใชสารเคมีอยางเด็ดขาด โดยเลง็ เหน็ แลว วา สุขภาพเปนเร่ืองสําคญั ท่ีจะตองใสใจ และพยายามจะมองหาหนทางอื่น ๆ ท่ีจะยังรักษาอาชีพการทํานา สืบตอจากพอไวใ หไ ด เขาจึงตัดสินใจเขาไปเรียนรูวถิ ีการทํานาอินทรียกับชาวนาที่เคยทํานาอินทรียมากอ น ซึ่งการสวมรับ ความคิดของการปลูกขาวอินทรียเขา มาในชีวิต แมจะยังไมมั่นใจวา จะสามารถนาํ มาซึ่งการมผี ลผลิตท่ีงอกงามหรอื ไม แตอยา งนอย เขาก็ไมตอ งเผชญิ กับปญหาดานสขุ ภาพท่ีไมรูวาเมือ่ ไรจะเกิดข้ึนกับตนเอง การเผชิญวิกฤติสุขภาพอยางรนุ แรงของคนในครอบครัว จึงกลายเปนจุดเปลย่ี นสําคญั ในชีวิตของ พร จากชาวนาเคมีมาสูการเปนชาวนาอินทรยี “เพราะตน ทุนการผลติ ที่เพิ่มขึ้น” หากการลงทุนซ้ือสารเคมีในการทํานา นํามาซ่ึงการขายขา วอยา งมีกําไรไปตลอด ทุกอยา งก็คงดาํ เนนิ ไปอยางราบรื่น ชาวนาคงรา่ํ รวยจากการขายผลผลิตและมีคณุ ภาพชีวติ ท่ีดีข้ึน แตเมื่อหันกลับมามอง สภาพความเปนจรงิ วถิ ีของการใชสารเคมีทางการเกษตรทวี่ นเวียนซํ้าไปซํ้ามาในทุกรอบฤดูกาลผลติ กลับไมไ ดสรางความมั่นคง ตอการมีรายไดจากการขายผลผลิตแมแ ตนอย เมอ่ื ชาวนาใชสารเคมีอยางตอเนือ่ ง ดินท่ีใชป ลูกขา วก็เร่ิมเสอ่ื มคุณภาพ ธาตอุ าหารตา ง ๆ ตามธรรมชาติไดถูกทาํ ลายลงไปดวยกระบวนการทางเคมี และสภาพแวดลอมทางธรรมชาติท่ีเคยเกอื้ กูล
Journal of Roi Et Rajabhat University 181 Volume 14 No.3 September - December 2020 การทํานาก็ถูกทําใหไรประสิทธภิ าพ คงมีเพียงแตสารเคมเี ทานนั้ ที่ชาวนาตอ งใชอ ยา งไมม ีทางเลอื ก ย่ิงเมื่อใชส ารเคมีในปริมาณ ท่ีมากข้ึน เพอื่ ทดแทนความเสือ่ มโทรมของธาตุอาหารตามธรรมชาติ ชาวนาก็ตอ งแบกรับตน ทุนการผลติ ท่ีมากขึ้นในทุกฤดูกาล ทํานาเชนกัน ดังสงิ่ ที่เกดิ ขึ้นกับ ลํา (นามสมมต)ิ ที่ไดส ะทอ นใหเห็นถงึ วิกฤตขิ องตนทุนการผลิต จนกลายเปนจุดเปลี่ยนสาํ คัญ ในชวี ติ สูการเปนชาวนาอินทรีย “นาสมัยใหมลงทุนมาก แลวก็เปลืองทุน คา ปุยกแ็ พง แตถ าไมใสเยอะกวาเกา ก็ไมไดกินขาวเฮ็ดใหม ๆ ก็ไดหลายอีหลี เฮ็ดไดงา ย ขาวงามอีหลี ทีแรกกใ็ ชคนละกระสอบตอไร ก็รูปดี รปู งาม ขา วกห็ ลาย คนนน่ั ก็วาเอาไปใสแลว ไดหลาย ไดนั่นไดน ่ี ก็ใสม าเร่อื ย ๆ ตอมาก็เพมิ่ เปนสองกระสอบ แลวก็สามกระสอบเพิ่มขึ้นมา ถา เปนแบบนีม้ ันก็บไหว ตน ทุนมันหลาย ขา วมันได หลายอยู แตตนทุนหลายกวา เกา ตนทุนสิเพ่ิมขึ้นเทาตวั เฮาใชปุยปหน่ึงๆ สองตันสามตัน ยาฉีดนี่ซ้ือเปนหมื่นกวาบาท ซ้ือมาฉดี สุดทา ยก็แคคืนทุน เลยมาน่ังคิดวา เฮด็ แบบพอ แมล องเบ่ิงจะไดกินบ ปุยก็อยา ใส ยากอ็ ยาฉีดมันสิเปนอยา งไร” ความต่ืนตัวของการใชสารเคมี เกิดจากการที่ไดเห็นขา วมีความอุดมสมบูรณและไดผลผลิตจํานวนมาก เมื่อใชสารเคมี ในชว งแรกทาํ ใหเ ขาสามารถขายผลผลิตไดอ ยา งมกี ําไร เขากลายเปนชาวนาทท่ี ันสมยั และกาวทันโลกของการเปลี่ยนแปลง และรสู กึ วาตนเองกลายเปนผูลขิ ิตชะตาชีวิตของตนเองโดยไมตองพ่ึงพาใคร เพียงแคมุงม่ันใชสารเคมีอยา งเขมขน ก็สามารถยืนหยัด ในการประกอบอาชีพไดดวยตนเอง แตเม่ือกาลเวลาผา นไปนานวันปแลวปเลา ความคาดหวังของ ลาํ กลับเปน ไปในทิศทาง ตรงกันขาม แมการทํานาเคมจี ะนํามาซึ่งผลผลิตท่ีเต็มเม็ดเต็มหนวยและสามารถขายผลผลิตเพื่อแลกเปล่ียนเงินตรา แตก ารใช สารเคมีในปริมาณเทาเดิมกลับทําใหข า วมีผลผลิตท่ีลดลง แตกตางไปจากที่เคยใชในชวงแรกเร่มิ และยาฆาแมลงก็ตองเพิ่มปริมาณ การใชข้ึนเรื่อย ๆ จากการปรับตวั ตามธรรมชาติของแมลงดวยเชนกัน การแบกรับตนทุนการผลิตจึงเปนสิ่งทเี่ ขาตอ งเผชิญ จนทา ยท่ีสุด การปลูกขาวไมไดนาํ มาซึ่งกําไรเหมอื นท่ีเคยเปน การขายขาวจงึ เปนไปเพียงการนาํ เงินมาซ้ือสารเคมีในรอบฤดูกาล ถดั ไป เม่อื เปนเชนนี้ เขาจึงเริ่มหันกลับมาคดิ ทบทวนในสิ่งท่ีเกิดขึ้นวา การปลูกขา วโดยการพึ่งพาสารเคมีไมไ ดส รางความกินดี อยูดี หรอื ทาํ ใหค รอบครัวของเขามีรายไดทม่ี ่ันคง แตกลบั ตอ งแบกรับตนทุนการผลิต และถาชวี ิตตองดาํ เนินตอ ไปเชนนี้ การทํานา ก็คงตอ งขาดทุนและตอ งขายทนี่ าหรือใหนายทุนเชา ดว ยปญหาที่เกิดขึ้น จึงทําใหเขายอนนึกถึงการทาํ นาที่เคยเรียนรูจากพอแม ซึ่งในอดตี แมไมเ คยใชสารเคมีก็สามารถปลูกขา วเลี้ยงดูลูกหลานได พรอมกับแสวงหาลูทางใหม ๆ ในการทาํ นา เรียนรวู ถิ ีการทํานา อนิ ทรียโ ดยการศึกษาหาความรูจากเพ่ือนชาวนาอินทรียใ นชุมชน และแหลงเรียนรตู า ง ๆ จนทาํ ใหเขามองเห็นวิธีการใหม ๆ ในการปรับปรุงผลผลติ โดยไมต องพ่ึงพาสารเคมี “เพราะดนิ ท่ีไรชีวิต” การทํานาท่ีตอ งคลกุ คลอี ยูกบั สารเคมใี นตลอดฤดูกาลทํานา ไมใ ชเ พียงชวี ติ ของชาวนาเทา นั้น ที่จะตอ งเผชิญกับปญหาสุขภาพและความเจ็บปวย แตการทาํ นาเคมีอยา งตอเนื่องเปนระยะเวลาหลายป ยงั ทําใหดินที่เคยมีชีวิต มสี ภาพรว นซุย มไี สเ ดอื นท่ีชว ยพรวนดินในวิถธี รรมชาติ กลายเปนดินท่ีไรช ีวติ เปนดินที่มคี วามกระดา ง มีแตความแหงแลง ดินที่ตรากตราํ กับการใชส ารเคมีกลบั ไมม ีเวลาในการฟนฟูสภาพตนเองตามธรรมชาติ และนาํ มาซ่ึงการสญู เสียธาตุอาหาร ตามธรรมชาติไปโดยปริยาย เมือ่ สภาพของดินเปลีย่ นแปลงไปอยา งไมมีวันหวนกลับ แมช าวนาจะทุมเทใชปุยเคมีมากขึ้นเพียงใด เพ่อื ทดแทนธาตุอาหารในดนิ ทเ่ี สอ่ื มสลาย ก็ไมส ามารถนําความอุดมสมบูรณข องดินที่เคยมีในอดีตกลับคืนมาได ดงั ที่ บุญ (นามสมมติ) เลา ประสบการณเ ก่ียวกับปญหาเรื่องดินวา “ปุยเคมีเขา มามนั ก็ตื่นเตนอยากจะใชจึงเริม่ ใชมา พอใชไ ปเห็นวา ไดขาวเยอะ เลยคิดวาปุย เขาน้ันมันดี ก็เลยทํามา เร่อื ย ๆ พอทํามาเรื่อย ๆ มันเกิดดินกระดาง ตอนนั้นใชควายไถ ไถยาก พอป 2536 มรี ถไถนาเดินตาม กเ็ ลยใชร ถไถ พอทาํ ไป ทํามาจนมันไถไมได กเ็ ริ่มสงสัยวา ทาํ ไมนาเริ่มเปนแบบน้ี ไถขึ้นจะปกดําไมได แตกอนใชค วายไถก็จะปกดาํ ตามหลัง เลยมาน่ัง คดิ วา มันไมใ ชแลว ทํามาเรอ่ื ย ๆ แลวมันเร่ิมเห็นวา ดินมนั แยล งเร่อื ย ๆ” ปุยเคมีกลายเปนความแปลกใหมในชีวิตของ บุญ เม่อื ภาครฐั ไดเขามาสงเสริมใหชาวนาในชุมชนใชปุยเคมกี ันโดยทั่วหนา จึงทาํ ใหเขากลายเปนคนหนึ่งท่ีไดทดลองใชปุยเคมีในไรนา และเห็นวาปุยเคมไี ดเขามาเปล่ยี นแปลงและอํานวยความสะดวก ในการทาํ นาเปนอยา งมาก เพอ่ื แคหวานปุยลงไปในนาขาวอยา งตอเนอื่ ง ตามคาํ แนะนําท่ีไดเรยี นรูมาจากผูรูทเ่ี ขา มาสงเสรมิ ใหช าวนาใชปุยเคมี เขาก็สามารถสรางผลผลิตไดอยา งมากมายตางไปจากการทาํ นาในอดีต แตเมื่อใชป ุยเคมีไปเปนระยะเวลา หลายป ดินที่เคยไถอยา งงา ยกลับเริม่ ไถยากข้ึน จากท่ีเคยใชแรงงานควายไถดินกลับไมสามารถดําเนนิ การเชนเดิมได และดิน ก็เส่อื มสภาพลงไปในทุก ๆ ป เมื่อสภาพดินท่ีเส่อื มโทรมรนุ แรงน้ี เขาจึงตอ งการยุติการใชป ุยเคมีในการทาํ นา เพือ่ ทีฟ่ นฟูดิน ใหกลับมาไถงา ยเชนเดิม จดุ เปลี่ยนสาํ คัญน้ี จึงทาํ ให บุญ เลอื กท่ีจะเปล่ียนตนเองไปสูการเปนชาวนาอินทรีย บนความมงุ ม่ัน ที่จะฟนฟูดินใหกลบั มามีชวี ิต เพื่อสงตอผืนดินที่พรอมตอการทาํ นาในมติ ิใหมส ลู ูกหลานของเขาตอไป
182 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏรอ ยเอด็ ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 2. ชาวนานกั จัดการดินปลอดสารเคมี วิถกี ารทํานาอันมี “ดิน” เปนทรัพยากรรากฐานสําคญั ของการปลูกขาวนั้น หากชาวนาสามารถปรับปรุงดิน ใหม ีคุณภาพก็จะทําใหผ ลผลิตมีคุณภาพตามไปดว ย ยิ่งสําหรับชาวนาอินทรียดวยแลว ความใสใ จเกี่ยวกับการพัฒนาและปรบั ปรุง คณุ ภาพของดินที่จะตองปลอดการปนเปอ นสารเคมีทางเกษตร ไดก ลายเปนเงื่อนไขสําคัญของการสรา งตวั ตนในความเปน ชาวนาอินทรีย “จากนกั เผาสูผูรักษาและใชตอฟางขาวบาํ รุงดิน” หากยอ นกลับไปกอนที่ชาวนาจะปรับเปล่ียนสูก ารทํานา อนิ ทรียนั้น ชาวนามักพูดเปนเสียงเดียวกันวา ตอฟางขา วเปนส่ิงท่ีไมม ีประโยชน และมักจะเผาตอฟางขา วเพอ่ื ใหแปลงนาโลง เตียน งา ยตอการไถดิน เชนเดยี วกับ หนู (นามสมมุติ) ท่ีไมเคยรเู ลยวา ตอฟางขา วเกี่ยวของกับการปรับปรุงดินอยางไร เพราะในอดตี ทีผ่ านมาในทุกฤดูกาลทํานา เขาจะเผาตอฟางขา วเพอื่ ทําใหเกดิ ความสะดวกสบายในการไถดิน และยังคิด อยูเสมอวา การปรบั ปรงุ ดินโดยใชปุยเคมีก็สามารถท่ีจะทาํ ใหดนิ มีธาตอุ าหารท่จี ําเปนสําหรับการเจรญิ เติบโตของตนขา ว ไดเปนอยางดี แตภ ายหลงั จากท่ีเขามีโอกาสเรียนรูแ นวทางการทํานาอินทรีย ท้ังการแลกเปลี่ยนเรยี นรูกับกลุม ชาวนาอินทรยี ในชมุ ชน การไดร ับคาํ แนะนําจากเพ่ือนบานท่ีทาํ นาอินทรียม ากอน เขาจึงตดั สินใจท่ีจะทาํ นาอินทรีย และทําใหเขาเปลี่ยน ความคิดและวิถีปฏิบัติเกี่ยวกับการเผาตอฟางขา วไปตลอดกาล “แตกอ นเราไมเห็นความสาํ คญั เพราะเราไมร ู เราก็เผาทิง้ ไมส นใจจะไดไถงา ย แตพอเรารหู ลังจากท่ไี ปศึกษา จากคนที่เขาทาํ อินทรีย เขาก็บอกวา ตอฟางก็จะทาํ ใหดินคณุ ภาพดี มันรกั ษาหนา ดนิ ทําใหดินไมแ หงไมแข็ง ตอฟางมันกจ็ ะมี จลุ นิ ทรียเปนปยุ ท่ีสามารถทาํ ใหยอยสลายเปนพืชบํารุงดิน เรากเ็ ลยลองทาํ และมันก็ไดผลจริง ๆ ดินมันคอ ยๆ ดขี ึ้น เร่ิมเห็น ความเปลี่ยนแปลงหลังจากทาํ อยูสองสามป ตั้งแตน้ันมาก็ไมเ คยเผาฟางอีกเลย เห็นเขาเผาฟางที่ไหนก็นึกถึงแตนาตัวเอง กลวั นาขา งๆ เขาเผาแลว มันลามมา” การเรียนรูจากผอู ื่นและการลงมือทําดว ยตนเอง ทําให หนู มีความคิดและการปฏิบตั ิตอ ตอฟางขาว ท่ีแตกตาง ไปจากอดีต เขาทําความเขาใจความหมายของดนิ แบบอินทรีย และนาํ ไปสูการปรับเปล่ยี นวิธีการดูแลดินกอนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูก เขาหยุดการเผาตอฟางขาว คอยระแวดระวังไมใ หเกิดไฟไหมตอฟาง คอยสังเกตการเผาจากแปลงอื่นซ่งึ อาจมีการลุกลามมาถึง แปลงนาของตนเอง เพราะเขาตระหนักแลววา หากเผาตอฟางขา วจะเปนการทําลายความชุมช้ืนในหนาดินใหหมดไป และเม่ือ ใกลถึงชวงฤดูกาลเพาะปลกู จึงดําเนินการไถกลบตอฟางขาวในแปลงนา เขาทําเชนน้ีอยสู องถงึ สามปจึงไดส ังเกตความเปล่ยี นแปลง ท่ีเกิดขึ้นกับดินวา มสี ภาพที่ดขี ึ้น ดนิ ออ นตัวลง ไมแข็งและมีสภาพท่ีแหงเหมอื นดนิ ที่เคยเผาฟางมาในอดีต ต้ังแตน้ันมาเขาจึง ปฏิบัตเิ ชนน้ีมาอยางตอเนือ่ ง บนการเล็งเหน็ คณุ คาและความจําเปนของตอฟางขาวตอวิถีการปรับปรงุ ดินแบบอินทรยี วถิ ีปฏิบตั ิ ของ หนู จึงทําใหเขาเปล่ียนตวั เองจาก “การเปนนักเผาสูการเปนผูรกั ษาและใชต อฟางขาวบาํ รุงดิน” และเปนมิติหนึ่ง ของการสรางตัวตนใหตนเองกลายเปนชาวนาอินทรยี เชนเดียวกับชาวนาอินทรียคนอ่ืนในชุมชนเลก็ ๆ ของเขา “ปลูกถว่ั เขียวเพื่อปรบั ปรงุ ดินและบริโภคในครัวเรือน” นอกจากการไถกลบตอฟางขาวแลว การปลูก “พืชตระกูลถ่วั ” ยังเปนแนวทางสําคญั ประการหน่ึงที่ชาวนาตอ งดําเนินการในกระบวนการปรับปรุงบํารุงดิน เพราะในมิติ ของความรทู างวิทยาศาสตรสมัยใหมไดชี้ใหเห็นวา พืชตระกลู ถ่วั ชวยเพมิ่ ธาตไุ นโตรเจนและเปนอินทรยี วัตถใุ หแกดิน ทําใหดิน มีความรวนซุยและทาํ ใหโครงสรา งดนิ มีการปรบั ปรงุ ไดเรว็ ขึ้น ดว ยความจริงเชน นี้ ชาวนาอินทรียจึงจําเปนตอ งเรียนรูและจัดการ การปรับปรุงบํารุงดินโดยใชพ ืชตระกูลถว่ั ดังท่ี เพ็ญ (นามสมมตุ )ิ ไดเลา ประสบการณในประเด็นดังกลาวนวี้ า “ทางราชการเขามาสงเสริม เขาก็บอกปลูกพืชตระกูลถัว่ พวกถัว่ พรา ถั่วลิสง ปอเทือง ถ่วั เขียว อะไรพวกน้ีแหละ เขาบอกวาแลว แตใครจะปลูกอะไร ขอใหเ ปนพืชตระกูลถั่ว ของเราก็เลยเลือกปลูกถ่วั เขียว เปาหมายก็คอื ก็จะไดกินเมล็ดดวย เอามาตม ดวย แลวก็ใบที่เหลอื ก็จะเปนปุย เดอื นเมษายน พฤษภาคม กเ็ ก็บลูกเอามาไวทําพันธุ และไถกลบอีกรอบ เพราะตอน แรกเราไถกลบตอฟางใชไ หม เราก็ไถกลบก็หวานถัว่ ไปดว ย กลมุ ของพวกเราน่ี ไถกลบตอซังขาวและใชถ ่ัวเขยี วปรับปรุงบาํ รุงดิน ตลอด” เพญ็ ผูซ่ึงเคยรว มกิจกรรมการสงเสริมและฝก อบรมการทาํ นาอินทรียในรูปแบบตา ง ๆ จนเขาใจและตระหนัก ท่ีจะนาํ วิธีการใชพ ชื ตระกูลถั่วมาปรบั ใชใ นกระบวนการปรับปรุงดิน ซ่ึงเขาเห็นวา ชาวนาอินทรียมักจะปลูกปอเทืองซงึ่ เปนพชื ตระกูลถ่ัวชนิดหน่ึงเพอื่ การปรับปรุงดิน แตสาํ หรับ เพ็ญ เขาเลอื กใชพ ืชตระกูลถ่ัวบนเปา หมายท่ีเปนมากกวาการเปนปยุ ใหกับดนิ โดยการปลูก “ถั่วเขียว” เพราะสามารถเกบ็ ผลผลิตมาบริโภคในชีวิตประจําวันได ดวยความรูคิดตอ การดําเนินชวี ิตเชนนี้ จึงทําให ทุกรอบฤดูกาลทาํ นาของเขา จะทําการหวานเมล็ดพันธุถว่ั เขียวลงไปในแปลงนาที่มตี อซังขา วพรอ มกับไถกลบในชวงเดอื น ธันวาคมและรอใหถั่วเขียวมีการเจรญิ เติบโตเต็มท่ี และทําการสังเกตเมล็ดถว่ั ท่ปี ลูกวาความอดุ มสมบูรณเ พียงพอหรอื ไม และ
Journal of Roi Et Rajabhat University 183 Volume 14 No.3 September - December 2020 ในชวงเดือนเมษายน พฤษภาคม กจ็ ะเก็บเมล็ดถ่วั เอาไปบริโภคและเก็บเมล็ดพันธุไวปลูกในฤดูกาลถดั ไป จึงทาํ การไถกลบ ใหกลายเปน ปุยพืชสดบํารงุ ดิน ดังน้ัน การปลูกถ่วั เขียวจึงเปนแนวปฏิบัติบนฐานคิดของการพึ่งพาตนเอง ในดา นการใชปุยบํารุงดิน และการผลิตอาหารปลอดภัยเพ่ือการบริโภคในครวั เรือน “พฒั นาคุณภาพดินดว ยปุยคอกคุณภาพสูง” การพฒั นาคุณภาพดนิ บนความสัมพันธกับความเปนอนิ ทรียนั้น นอกจากชาวนาไดนําแนวทางการปลูกพชื ตระกลู ถัว่ มาใชใ นการสรา งธาตุอาหารในดินแลว กระบวนการเพิ่มความสมบูรณ ของธาตุอาหารกอ นการไถเพาะปลกู ก็เปน แนวปฏิบัติอยางหนึ่งที่จะตองดาํ เนินกา รเพอ่ื ทําใหดินใหมีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งปุยคอก กลายเปนปุยท่ีสรา งความสมบูรณของธาตุอาหาร ท่ีสงผลตอการมีผลผลติ ที่มีคุณภาพ ดังเร่อื งเลาของ ชัย (นามสมมุต)ิ ที่เขาไดใช ปุยคอกในการเพิ่มธาตุอาหารใหแกดิน “เราก็มานั่งคดิ วา ทาํ ยังไงดินจะมีธาตอุ าหารมาก ๆ เรากเ็ ลยมาใชปุยขี้วัวขี้ควายปรับปรุงดิน ท่ีบา นก็เล้ยี งวัว เปนอาชีพเสริมอยูแลว และเหตผุ ลอยา งหน่ึงที่เลย้ี งกเ็ พราะตองการขี้ววั มาใชเปนปุย น่ีแหละ เอามาผสมกับฟางขา ว เศษหญา แกลบใหมันเหยยี บยํา่ ในคอก เมอ่ื มันผสมกับขี้ เราก็จะไดป ุยอินทรียที่มีคุณภาพมากข้ึน” การเปนชาวนาอินทรียท่ีสามารถสรางประสบการณเก่ียวกบั การจัดการดนิ ทาํ ให ชัย สามารถทํานาอินทรียโดยใช ปุยคอกในการปรับปรงุ และพฒั นาคุณภาพดนิ ตามแนวทางของบรรพบุรุษ และดว ยความเปนผูท่ีใฝหาความรอู ยูตลอดเวลา จากการเขารวมฝก อบรม ศึกษาดูงานการทํานาเกษตรอินทรียอ ยูบอยคร้ัง เขาจึงกลายเปนผูทีม่ ีความรูความเขาใจในการเตรียมการ และวางแผนการไดมาซึ่งปุยคอกท่ีมีคณุ ภาพสูง ซึ่งไมใชเพียงการเล้ียงววั เพือ่ ใหไ ดม ูลววั เฉกเชนการกระทําในอดีตเทาน้ัน แตวิถี แบบอินทรียทีเ่ ขาเขา ใจ คอื การเพ่ิมพูนความสามารถในการจัดการธาตอุ าหารจากธรรมชาติท่ดี ีกวาในอดตี ดังนั้น การไดมา ซึ่งปุยคอกมลู ววั ท่ีมีคณุ ภาพจึงเปนการผสมผสานวถิ อี ดตี เขากับวธิ ีการใหม โดยนําฟางขา ว เศษหญา และแกลบ เขา ไปผสม ในคอกวัวเพื่อใหว ัวไดเหยียบยาํ่ สวนผสมเหลาน้ันจนกลายเปนปุยช้ันดีและเปนปุยคอกที่มีคณุ ภาพ ซึ่งการหนั กลับมาใชปุย คอก อยา งจริงจัง และมีการเฝาสังเกตความเปล่ยี นแปลงของดินในแตละปของการเพาะปลูก เขาจึงมีดินที่มธี าตุอาหารสมบูรณ เพียงพอตอการเจริญเตบิ โตของขา ว การสรา งประสบการณบนฐานคิดจากอดีต และการจัดการดินในแบบอินทรียท่ีชัยไดเรียนรูมา นาํ มาซึ่งแนวทางการใชปุยอินทรยี ท่ีเหมาะกับตนเอง เขาสามารถเล้ียงวัวเปนอาชพี เสริมและใชประโยชนจ ากมลู ววั ใหเ กิด ประสิทธิภาพสูงสดุ สามารถพึ่งพาตนเองในดา นปุยโดยไมหันหลังกลับไปพึ่งพาปยุ เคมอี ีกตอไป 3. ชาวนานักจัดการพันธุขา วอินทรียบนฐานการพึ่งพาตนเอง การเลอื กพันธขุ า วที่ดีกลายเปนขอ พจิ ารณาสําคญั อีกประการหน่งึ ของการทํานา ซ่ึงโดยท่วั ไปชาวนามักจะเลอื ก พันธุขา วท่ีสามารถปรับตัวเขากับสภาพแวดลอ ม ใหผลผลิตตอ ไรสงู มีความแข็งแรงและตานทานโรค และเปนที่ตองการของตลาด อยา งไรก็ตาม หวั ใจสําคัญของการปลูกขาวอินทรยี น้ัน คงไมใชเพียงขอพิจารณาดังกลาวขางตน หากแตมีเงื่อนไขสาํ คัญคือการใช “เมล็ดพันธุอ ินทรีย” เพ่ือสงตอความเปนอินทรียที่สมบูรณตอการสแู ปลงปลูก ดงั นั้น ชาวนาอินทรียจึงมีความจําเปนตองเพาะปลกู และพฒั นาพันธุขา วอินทรยี เพือ่ นาํ ไปสูการพ่ึงพาตนเองดานเมลด็ พันธไุ ดอ ยา งสมบูรณ “คน หา พัฒนา และเกบ็ รกั ษาเมล็ดพันธุขา วจากแปลงปลูก” เพราะพันธุขาวอินทรีย คอื จุดเรม่ิ ตน ของขา ว อนิ ทรียที่สมบรู ณ ชาวนาจึงตอ งสรา งความตระหนักตอ ตนเองในเร่ืองดังกลา วน้ี ดังเร่อื งเลาของ สุ (นามสมมุต)ิ ที่เขาสามารถ ใชเมล็ดพันธุอินทรยี อ ันเกิดจากความมุงม่ันที่จะเก็บเมล็ดพันธุจากแปลงเพาะปลูกของตนเอง พรอ มกันนี้เขายังคนหาและพฒั นา สายพันธุขาวที่เหมาะสมกับพื้นท่ีการเพาะปลูก เพ่ือใหสามารถปลูกขาวที่มีคุณภาพ มีผลผลติ ที่ดี และสัมพันธไ ปกับแนวทาง การทําเกษตรอินทรยี ที่สามารถพึ่งพาพาตนเองในการใชปจจัยการผลติ “เมล็ดพันธุเปนเหมอื นเขม็ ทิศทจ่ี ะนาํ ไปสูเปาหมายได ถา เมลด็ พนั ธุยังเปนของบริษัทใหญ ๆ เปนของบริษัท ขา มชาติ หรอื เปนของกลุมทุนอยูน่ี เกษตรกรในกลุมเรากไ็ ปไมได ถาชาวนาไมเกบ็ รักษาพันธุโดยใชแ ปลงนาของตนเอง เปนพ้ืนท่ศี ึกษาวิจัยแลว ในอนาคตคุณกต็ อ งมปี ญหา เพราะคณุ ตองพึ่งเมลด็ พันธุจากภายนอก เมลด็ พันธุจากภายนอก เขาปลูกท่ีพื้นทข่ี องเขา มันไมใชพ ื้นทีข่ องเรานะ มันมาปลูกพื้นทีข่ องเรา มันอาจจะมีปญหากไ็ ด เพราะฉะน้ันแปลงนาเรา น่ีแหละ มนั คือพื้นที่ศึกษาวิจัยทดี่ ีที่สดุ ท่ีจะพฒั นาพันธุข าวและทาํ การเก็บรกั ษาเมล็ดพันธุ” การซ้อื พันธุข าวทผี่ ลิตโดยบริษัทธุรกิจการเกษตรมาปลูกน้ัน นานวันย่ิงทาํ ให สุ รสู ึกถึงภาวะของการพึ่งพา และการสูญเสียความสามารถในการเปนเจาของเมลด็ พันธุขาว โดยจดุ เปล่ียนสาํ คัญที่ทาํ ใหเขาหันกลับมาตระหนัก ตอ การใช พนั ธขุ าว คือ การซือ้ พันธุขาวจากบริษัทธรุ กิจการเกษตรมาปลูกนั้น ไมม ีความเหมาะสมกับสภาพแวดลอมการทาํ นาของเขา เลยแมแตน อย ตนขา วไมแข็งแรงและไมไดใหผลผลติ ตอไรในปริมาณทเี่ ขาพอใจ จึงทาํ ใหเขาหันกลับมาพิจารณาวา แปลงนา ของตนควรเปนพนื้ ท่ีของการทดลองคนหาสายพันธุที่เหมาะสมกับแปลงเพาะปลูก บนความหวังวา จะสามารถผลิตเมลด็ พันธุ
184 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอยเอ็ด ปท ่ี 14 ฉบบั ท่ี 3 กนั ยายน - ธันวาคม 2563 อนิ ทรียอ ันเปนรากฐานของความปลอดภัยและความม่ันคงทางอาหาร และมพี ันธุข าวทเี่ หมาะสมกับสภาพพ้ืนท่ีการเพาะปลกู เหมาะสมกับดินทใี่ ชปลูก และเปนการสรา งความมั่นใจใหกับตนเองวา ถา ตอ งเตรียมพันธขุ าวไวเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป เขาจะมีพันธุขาวอินทรียท่ีมคี ุณภาพ โดยไมต อ งพึ่งพาเมลด็ พันธุจากภายนอกอีกตอ ไป “ใชพันธขุ าวท่เี หมาะสมกบั พืน้ ที่” เมอ่ื ความคิดเกี่ยวกับการใชแปลงนาตนเองเปนแหลงคนหาและพัฒนา พันธุขาวที่เหมาะสมของ สุ ไดก อ ตวั ข้ึน เขาจึงนําพันธุขาวชนิดตา ง ๆ ซ่ึงเปนพันธขุ าวท่ไี มเคยผานกระบวนการปรับปรุงพันธุ มาทดลองปลูกในผืนนาของตนเอง ซ่งึ การลงมือทดลองใชแปลงนาตนเองเปนแหลง คนหาพันธุขา วท่ีเหมาะสม ทําใหเขาคนพบ พนั ธุขาวทเ่ี หมาะสมกับพ้ืนที่เพาะปลูกของตนเอง “โดยในสว นตัวนลี่ องหาพันธุขาวพื้นบา นมาปลูกหลายสายพันธุ มันทําใหเราพบวา นาของเราเหมาะที่จะปลูก ขา วหอมมะลิแดงมากท่ีสุด ปลูกออกมาไดผ ลผลติ เยอะ แลว ก็กอใหญร วงดก หาสิบพวงกม็ ี สว นพันธุท่ีปลูกออกมาแลว ไมคอย เหมาะก็คอื ขาวขี้ตมใหญ เพราะขาวขี้ตมใหญถ า ปลูกในนาดินทราย ขา วจะแข็งบออ น บน่มิ ปนบตดิ กัน ตางกับนาของเพือ่ น ทอี่ ยูลุมนํ้า อยใู กลลุมน้ํายัง ถา เอาไปปลูกตรงนั้นจะออน” เมื่อความคดิ เก่ียวกับการใชแปลงนาตนเองเปนแหลงคนหาและพฒั นาพันธขุ าวที่เหมาะสมของ สุ ไดกอตัวข้ึน เขาจึงนําพันธขุ าวชนิดตาง ๆ ซ่งึ เปนพันธุขาวที่ไมเคยผานกระบวนการปรับปรุงพันธุมาทดลองปลูกในผืนนาของตนเอง ซึ่งการลงมือทดลองใชแปลงนาตนเองเปนแหลงคนหาพันธขุ า วที่เหมาะสมน้ี ทําให สุ เห็นวา พ้ืนที่การทํานาของเขาซึ่งมสี ภาพ เปนดินทรายน้ันเหมาะสมทีจ่ ะใชขาวพันธุ “หอมมะลิแดง” มากที่สุด สว นพันธุพื้นบานที่ชุมชนเรียกวาขาวพนั ธุ “ขต้ี มใหญ” กลับเหมาะสมและเจริญเติบโตไดด ใี นสภาพแวดลอมทีพ่ ื้นที่การเพาะปลูกตดิ ลุมน้ํา ซ่ึงเปนพ้ืนท่ีของเพอ่ื นชาวนาในกลุมชาวนา อินทรียดวยกันเอง ผลจากประสบการณในการเพาะปลูกนี้ ทําให สุ เขาใจการใชพันธขุ าวท่ีเหมาะสมกับพื้นที่มากขึ้น เขาเกดิ ความเช่ือมั่นและมีความมั่นใจวา หากตอ งเตรียมพันธุไวปลูกในแตละฤดูกาล ก็จะตองเตรียมขาวพันธุหอมมะลิแดง เปนหลักในการเพาะปลูก อันจะนําไปสูการสรา งประสิทธิภาพในการจัดการพันธขุ าว และไมตองพ่ึงพาเมลด็ พันธุจากภายนอก อีกตอ ไป 4. ชาวนานกั จัดการนํ้าเพ่ือการทํานาอินทรียบนพ้ืนฐานของการดํารงชีวิต หากพิจารณาขอคาํ นึงเกี่ยวกับ “น้ํา” เพื่อการปลูกขา วอินทรยี น้ัน ขอปฏิบัติของมาตรฐานเกษตรอินทรยี ไดกําหนดใหชาวนาตอ งควบคุมคุณภาพนาํ้ อยา งเครงครัด โดยเฉพาะอยางย่ิง ในมิตขิ องการตรวจสอบคุณภาพนาํ้ เพ่อื ยืนยัน การปลอดการปนเปอนจากสารเคมี อันจะเปนการรับรองวา น้าํ ท่ีใชปลูกและดูแลขาวคือน้ําที่ผานเกณฑม าตรฐานการควบคุม อยางไรก็ตาม บริบทการดาํ รงชวี ิตของชาวนาอินทรยี ในชุมชนแหงน้ี พวกเขากลับสรางทางเลอื ก กาํ หนดความหมาย และมี แนวปฏิบัติที่แตกตา งออกไป ที่สะทอนใหเห็นถึงการตอรอง ความหมายบางประการเก่ียวกบั การจัดการนํ้าเพ่ือการทํานาอินทรีย “จดั การน้ําใหป ลอดภัยในวิถแี บบพออยูพอกิน” ในประเด็นการจัดการนํ้าเพื่อการทาํ นาอินทรียน้ี ลํา (นามสมมต)ิ มมี ุมมองเก่ียวกับการประเมนิ และตรวจสอบคุณภาพนาํ้ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย วาเปนวถิ ีทางความเปนอินทรียท่ีไมสัมพันธ ไปกับวถิ ีการดาํ รงชีวิตแบบพออยูพอกิน ท่ีผลิตขา วเพ่ือการบริโภคในครัวเรือนเปนหลัก โดยประเด็นความปลอดภัยจากสารเคมีน้ี ลํา ม่ันใจวา พื้นที่เพาะปลูกของเขาสามารถจัดการน้ําอยา งเหมาะสม และมีความปลอดภัยเพียงพอ จนเขาสามารถนํานาํ้ ที่ใช ในการทํานานั้นมาบริโภคด่มื กินไดเชนกัน “ชว งเอาน้ําเขา นานี่ อยูนามีนาํ้ บาดาล สระก็มี นา 5 ไรม ีหมดทุกอยาง มีน้ําบาดาล มสี ระ สระก็ใหญบยากนํานํ้า (สระใหญไมย ุงยากในการใชนํา้ ) แตวาอันดับแรกก็ตองใชนา้ํ ฝนธรรมชาติแหละถาจะดํานา ถาปใ ดฝนดกี ็บไดใชนา้ํ นี้ แตว าปกลาย (ปท่ีแลว) นี่ใชตลอด ใชแตบาดาล สูบใชตลอด กลวั ขา วจะตาย สว นเรือ่ งวา นํ้ามันปลอดภยั บน ี้ (ปลอดภยั หรอื ไม) แมก็วา มัน ปลอดภัยนะ เขาวาเอาน้าํ ไปตรวจ แมกะบไดเอาไปตรวจจักเทอ่ื (ไมไดเอานํ้าไปตรวจสักท)ี จักสิเอาไปตรวจเฮด็ หยัง (ไมรูจะเอา ไปตรวจทําไม) มนั อยูในพ้ืนท่ีของเฮาอยูแลว บมีไผมาใช มีแตเฮา (ไมม ีใครมาใช มแี ตเรา) แมก็วาน้าํ มันก็ดีนะ น้ําขาวใส กินก็ไดนะนาํ้ แมยังกินเลย” กฎเกณฑเร่ืองนา้ํ ตามมาตรฐานเกษตรอินทรยี เปนกฎเกณฑของการสรางความเปนชาวนาอินทรียบนความเครง ครดั ของกฎระเบียบ หากแตใ นบริบทของการดาํ รงชีวิตของ ลํา เขากลับเลอื กท่ีจะเปนผูใหความหมายของความปลอดภัยเรอ่ื งน้ํา ในมุมมองท่แี ตกตางออกไป เพราะตัวเขาเองไมมุงหวังที่จะทํานาอินทรยี เพื่อการคา ในตลาดระดับประเทศหรือตลาดสากล ท่ีจะตอ งมีตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย เขาจึงไมมีความจําเปนใด ๆ ที่ตอ งตรวจรับรองแหลงนํ้า ประกอบกับการตรวจสอบ คุณภาพนา้ํ ก็มขี ั้นตอนที่ท่ีคอ นขางยุง ยากและมีคา ใชจา ยสูง ลาํ จึงเลือกที่จะปฏิเสธคุณคาความปลอดภัยของน้ําในโลกทางการคา แตไ ดสรางความหมายของนํ้าปลอดภัยซึ่งสรา งคุณคาบนความสมเหตุสมผลกับการทํานาอินทรีย เพื่อการบริโภคในครวั เรือนเปนหลัก
Journal of Roi Et Rajabhat University 185 Volume 14 No.3 September - December 2020 5. ชาวนานักปก ดาํ เพื่อปลูกชวี ิตขาวอนิ ทรีย สําหรับการปลกู ขาวน้ัน ชาวนาไทยสวนใหญใชวิธีการปลูกขาวใน 2 วิธีหลักๆ คือการทาํ นาหวานและการทํานาดํา ซึ่งในบริบทของการทํานาอินทรียในชุมชนแหงน้ี เลอื กที่จะทํานาดําภายใตความจริงทวี่ า การปลูกขาวดวยการปกดาํ ตนกลา จะทําใหตนขา วสามารถเจริญเติบโตไดดี มีระยะแตกกอดี และมีรวงขาวท่ีสมบูรณ ดวยเหตุน้ี การปกดําจงึ กลายเปนวิถีปฏิบัติ ของชาวนาอินทรยี อันเกิดจากการทบทวนประสบการณบนความเขาใจ ในวิถีของการปลูกขา วที่ตอ งสัมพันธกับระบบธรรมชาติ “ปกดํากลาตนเดียว เพ่ิมผลผลติ ” การปก ดําซึ่งเปนวถิ ีการปลกู ขา วอินทรยี ของชาวนาในชุมชนน้ัน ชาวนา ไดส่ังสมประสบการณการเพิม่ ผลผลิตและคนพบวา “การปกดาํ ตนกลา ตนเดียว” จะทําใหชาวนามผี ลผลิตท่ีสูงกวาการปกดาํ ตนกลา 2-3 ตนตอ หลุมปลูก ดังท่ี ลาํ (นามสมมต)ิ ไดส ะทอนประสบการณใ นเรือ่ งน้ีวา “แมว ามันตองดําเอา ถาเฮาหวานน่ีแมว าขา วมันบง าม เพราะเฮาบไดใ สป ุยเคมีเด ถาใสปุยเคมีมันกะเรงมัน กะไดอ ยู แตว าเฮาเฮ็ดอินทรียนี้ เฮาดําเอาดกี วา ใหตนขาวมันใหญแบบมีหมอ งหายใจ บต องแยงอาหารกัน จั่งซี่มันสดิ ี แลว ท่ีสาํ คญั อกี อยา งหนึ่ง คอื ใหดํากลีบเดยี ว (ปกดาํ ตน กลา เดียว) ดําตนเดียวเลย ผเู พิ่นเคยเฮด็ มากอน เพิ่นบอกวาใหลองเบิ่ง เดอแมใ หญ มันประหยัดกลาเด บตองใสกลา หลาย เฮากะบเม่อื ยนาํ (คนที่เคยทํามากอนบอกใหเราลองทาํ เขาบอกวา เปน การประหยดั ตนกลา และตวั เราก็ไมเหน็ดเหน่อื ย) แมกะเลยไดมาลองเฮ็ดนําเขา อาว! มันกะแมนความเขานะ (แมเ ลยลองทาํ ตามเขา และมันก็เหมือนเขาวา ) ขาวมันแตกกอดี ตนมันสมบรู ณกวา เพราะบมีไผแยงอาหาร ก็เลยพากันดาํ ตนเดียว มันก็ดี หลายอยาง มันจัดการได” ลํา ผูมีประสบการณการปลูกขาวแบบปกดาํ มาอยางยาวนาน เขามีความเขาใจเกี่ยวกับขอไดเปรียบของการปลูก ขาวแบบปกดําท่ีสัมพนั ธไ ปกับการทาํ นาอินทรียอยางถอ งแท แมการปกดาํ จะมขี ั้นตอนในการปลูกขาวที่สลับซับซอนมากกวา การทํานาหวานและเพ่ิมเวลาในการทํานาก็ตาม แตเขายงั เห็นวา เปนวิธกี ารท่ดี ีท่ีสุดท่ีจะทาํ ใหเขาสามารถปลกู ขาวอินทรีย ไดอ ยา งประสบผลสาํ เร็จ แมจะไมสอดคลอ งกับวถิ ขี องการปลูกขาวสมัยใหมท่ีคาํ นึงถึงความสะดวก รวดเรว็ และลดข้ันตอน แตกลับเปนการบมเพาะความเปนชาวนาอินทรียในตวั เขาใหเติบโตขึ้นไป พรอ มกับการแตกกอของตนขาวที่แพรข ยาย ความอุดมสมบูรณง อกงามภายใตวิถีการพึ่งพาธรรมชาติ อยา งไรก็ตาม การส่ังสมประสบการณยังตองการการเรียนรูเพ่ือเติมเต็ม ความสมบูรณงอกงามในความเปนชาวนาอินทรีย ซึ่งเขาไดร ับคาํ แนะนําจากชาวนาคนอื่นในชุมชนเก่ียวกับ “การปกดาํ ตนกลา ตนเดียว” เพอื่ เพ่ิมผลผลิต ซ่ึงการเปดใจเรยี นรูและเปด รบั ความคิดใหม ๆ ทําใหเขาประสบความสาํ เรจ็ ในวธิ ีการเพ่ิมผลผลิต นาอินทรีย จนสามารถจัดการนาอินทรียใหม ีประสทิ ธิภาพและสามารถลดตนทุนการผลติ จากการลดปริมาณตนกลา ท่ีใช ในการปกดาํ ดวยเชนกัน 6. ชาวนานักพัฒนานาํ้ หมักชวี ภาพ ภายใตบรบิ ทการทาํ นาอินทรยี ของคนในชมุ ชน ความรเู ร่ืองการทําปุยนา้ํ หมักชีวภาพ เกิดขึ้นจากการถายทอด ประสบการณระหวางกันและการสงเสริมจากภายนอก เพ่อื ใหชาวนามองเห็นการพ่ึงพาตนเองดา นการใชปจจัยการผลติ และเปนหนทางที่จะชวยจัดการพัฒนาผลผลิตใหมีคุณภาพ ปุยนา้ํ หมักชวี ภาพกลายเปนปจจัยการผลิตสําคัญของการเพิ่มผลผลิต หลายคนสามารถนําแนวทางของผูอ ่ืนในชมุ ชน หรอื แนวทางจากการฝกอบรมมาปรับใช จนเกิดการประยกุ ตใ ชกับแปลงนา ของตนอยา งเหมาะสม “ใชนํ้าหมักชวี ภาพรกหมู” ภายใตก ระบวนการทํานา้ํ หมักชีวภาพที่เปดทางใหแตละคนไดเรยี นรูและทดลอง ทาํ น้ําหมักไวใชเองน้ัน ชาวนาจึงเปนผูเลอื กวาจะใชส วนผสมจากอะไรและดาํ เนนิ การแบบใด ดวยเหตุน้ี ประสบการณท่ีเกิดจาก การลงมอื ปฏิบตั แิ ละเรียนรกู ับตนเอง จงึ กลายเปนชอ งทางของการประกอบสรา งความเปนตัวตน ดังที่ เพญ็ (นามสมมติ) ไดทดลองทําน้าํ หมักในหลายๆ รูปแบบ จนคนพบวา นาํ้ หมักท่ีเกิดจาก “การหมกั รกหมู” สามารถนาํ มาใชประโยชนในการสรา ง ความอดุ มสมบรู ณใหข าวไดเปนอยางดี “ผักมันก็เฮ็ด (ทาํ ) อยูแลวประจาํ มะมว งสุกเฮาก็เฮด็ (ทํา) แตวา ลักษณะการหมักไปฉีดพนมันจะมีปญ หาอุดตัน กรองไมดกี ็มีฝุนเล็ก ๆ อุดตันทอฉีด เฮาก็เลยมาคดิ วา พวกน้าํ หมักนี่ มันก็เอาพวกซากสัตวมาทําเปนน้ําหมักได ชวงน้ันกเ็ ลย้ี งหมู ก็เลยเอารกหมูมาทํา เพราะคิดไปวามันเปนแมลูกออน เฮาเรยี นมาวาสัตวมนั สะสมอาหารไวในรกไวเล้ียงลกู ออน มนั ซเิ ปนฮอรโ มน ก็เลยวามันนาสิมีอาหารมาก พอเรมิ่ ศกึ ษามันก็ศึกษาหมด รกหมมู นั สิใส ฉีดงา ย พวกหอยเชอรเ่ี ขาก็หมักอยู แตเ ฮาเลย้ี งหมู เฮาก็คดิ วารกหมมู ันใชได ใชไปใชมาคนเอาขาวไปกินเขาบอกวา ขาวเฮามนั หอม หอมกวา ขา วคนอื่น เขาเลยถามวาใชอะไรบํารุง เฮาก็บอกวา รกหมูนหี่ ละ ก็ใชมาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ก็หมักกใ็ ชอ ยูต ลอด”
186 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอ ยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบับท่ี 3 กนั ยายน - ธนั วาคม 2563 เพ็ญ เปนหน่ึงคนท่ีผา นการฝกอบรมและฝกปฏิบตั ิเกี่ยวกับการนําสวนผสมจากพชื ผัก เศษอาหาร ผลไมสุก มาทําปยุ นํ้าหมักชวี ภาพ แตจุดเชื่อมตอของการตอ ยอดความคิดอันสําคัญ ในการใชปุยหมกั ชวี ภาพที่แตกตางไปจากคนอื่นน้ัน กลบั เกิดขึ้นภายใตบริบทของการดํารงชวี ิตของตนเอง เขาเปน เกษตรกรท่ีไมไดเ พียงยึดอาชพี การทาํ นาเทาน้ัน แตย ังเล้ยี งหมู เปนอาชพี เสริม เม่ือหมูคลอดลูกออกมาเขาจึงเกิดการตั้งคําถามเก่ยี วกบั รกหมู ซึ่งโดยทั่วไปจะตอ งนํารกไปทงิ้ หรอื นาํ ไปฝงดิน แตความรใู หมท่ไี ดจ ากการสะสมประสบการณเก่ยี วกับรกของสงิ่ มีชวี ิต จึงทาํ ใหเขาสรางความเขาใจกับตนเองวา รกหมู คือ ท่ีเก็บสารอาหารสําคัญในการเล้ียงตัวออ นในครรภหมู ในรกหมูจะมีสารอาหารที่จาํ เปนตอ การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต เม่ือคดิ ไดเชนนน้ั เขาจึงนาํ รกหมูมาทดลองหมักใหเปน ปุยนาํ้ หมักชวี ภาพ บนความคาดหวังวา ถาสามารถหมักรกหมูได สารอาหารท่ีอยใู นรกหมูคงเปนปุยชน้ั ดีเมือ่ มีการนําไปบาํ รุงตนขา ว การสรา งความรูคดิ และลงมอื ปฏิบัติดว ยตนเอง ทําใหเขา พบวา ปุยนํา้ หมักจากรกหมูมีการยอ ยสลายไดด ีกวาพืชผักหรือผลไม และเม่ือนําไปฉีดพนในไรนาก็สามารถลดปญ หาการอุดตัน ของหัวฉีด การหมักรกหมูก็สามารถทําไดงา ย เพราะไมตอ งใชสวนผสมหลายอยาง และรกหมูก็ไมมีกลนิ่ เหม็นคาวหากสามารถ ผสมกบั กากนา้ํ ตาลในปริมาณทพี่ อเหมาะ นอกจากนี้ ขาวที่เกิดจากนํ้าหมักชีวภาพรกหมูยังทําใหขาวมีกลิ่นหอมเปนที่พึงพอใจ แกผูบรโิ ภค การสรางประสบการณกับตนเองของ เพ็ญ กลายเปนกระบวนการสรา งความรูในการใชป ุยน้ําหมักชวี ภาพท่ีสอดคลอง ไปกับบรบิ ทการดาํ เนนิ ชีวิตของตนเอง อภิปรายผล หากมองการสรา งความเปน ตัวตนชาวนาอินทรียใ นฐานะของการสรางความเปนนายตนเอง (self-mastery) ที่สามารถกาํ หนดวิถีการทาํ นาของตนเองแลว ความเปนนายตวั เองดังกลา วกไ็ มอาจกอ เกดิ อยา งเปนอิสระผา นการดาํ เนิน วิถีนาอินทรียเชนใดกไ็ ด หากแตวิถนี าอนิ ทรียเ ปนผลของความสมั พันธเชิงอาํ นาจ ในมติ ิหนึ่งที่เปดทางใหช าวนาสามารถกาํ หนด แนวทางการทํานาของตนเองบนพรมแดนของวิถีเกษตรกรรมอินทรีย ซึ่งการกลายเปนนายตวั เองน้ี หากระบบความสมั พันธ เชิงอํานาจดังกลา ว ไมไดอาศยั ความรใู นการสรางความจริง และเปดทางเลือกใหเ ทคโนโลยีแหงตัวตน หรือปฏิบัติการสรางตัวตน บนพ้ืนทข่ี องความจรงิ ในการเปน ชาวนาอินทรยี แลว ตวั ตนในความเปนความอินทรยี ยอ มไมส ามารถเกิดขึน้ ได ดังการอภิปราย 1. จากประเด็นเร่ืองเลา “จากชาวนาเคมีสชู าวนาอินทรยี ” ของ พร ลาํ และบุญ สะทอ นใหเห็นถึงกระบวนการ ทํางานของอํานาจและความรูทีส่ รางความจริงเก่ียวกับการทาํ นาอินทรยี มีการแจกจา ยไหลเวยี นบนความสมั พันธทางสงั คม ในรูปแบบตาง ๆ ที่ทําใหช าวนาเปลยี่ นแปลงตนเองไปตามความจริงดังกลาว และเปดทางใหค วามเปนตัวตนกอ เกิด ดังนั้น การกลายเปนชาวนาอินทรีย จึงเปน ผลลัพธข องเกมสแหงความจริง (game of truth) ซง่ึ คําวา “เกมส” ไมใ ชกจิ กรรม ที่สะทอนถึงความบันเทิงหรอื ความสนุกสนาน แตเกมสคอื ชุดของกฎเกณฑ/ชุดของกระบวนการที่ทาํ ใหความจริงถูกผลติ และนําไปสูการสรางผลลพั ธบางอยางอันแนน อน (Foucault, 1997 Cited in Danaher, Schirato and Webb, 2000 : 40) ซึ่งความจริงมีฐานะเปนวาทกรรม (discourse) ท่ีจัดระเบียบความคิดและวิถีปฏิบัติของผูคน และเกมสแ หงความจริงก็มีฐานะ เปนปฏิบัติการ (practices) ท่ีทําใหผ ูคนจัดการความคิดและวิถีปฏิบัติของตนเองผานระบอบของความจรงิ เหลาน้ัน (Peter, 2003 : 208) เชนน้ี จึงสะทอนใหเห็นวาชาวนาท่ีไดรับผลกระทบจากการทํานาเคมี ท้ังปญหาดานสุขภาพ ตน ทุนการผลิตท่ีสูงข้ึน และดินที่ไรช ีวิต คอื ผูทสี่ ามารถจัดระเบียบความคิดและเปลย่ี นแปลงวิถีปฏิบตั ิของตนสูระบอบความจริงของการทํานาอินทรยี 2. จากประเด็นเร่ืองเลา “ชาวนานักจัดการดนิ ปลอดสารเคมี” ของ หนู เพ็ญ และ ชัย น้ัน วิเคราะหไดว า ความจริง ของการปรบั ปรุงดินเพ่ือการทํานาอนิ ทรีย ไดกอปฏิบัติการกบั ชาวนาในชุมชนผา นวถิ ีทางตา ง ๆ ในกิจกรรมการปรับปรุงดิน โดยชาวนามีการสรา งตวั ตนผา นกิจกรรมตาง ๆ ไดแก การใชตอฟางขาวบาํ รุงดินของ หนู อันเปนผลจากการเรียนรกู ับผอู ่ืน ท่ีเห็นวาบังเกิดผลและสงผลดตี อการปรับปรุงดินโดยปราศจากการใชส ารเคมี ทําใหเขาเกิดความตระหนักตอการรักษา และใชประโยชนจากตอฟางขาวใหไดมากท่ีสุด เพญ็ ซึ่งปลูกถ่วั เขียวปรับปรุงดิน ซ่ึงเขาทราบแนวทางการปลูกพืชตระกลู ถวั่ ปรับปรุงดินที่แพรม ายังชุมชนผานกิจกรรมท่หี นว ยงานตา ง ๆ เขามาสงเสริมในฐานะที่เปนกิจกรรมที่กอความสัมพันธเชิงอํานาจ และทาํ ใหเขากาํ กับตนเองใหลงมอื ปลกู พืชตระกลู ถว่ั อยา งไรก็ตาม เขาไดสรา งเทคโนโลยีแหงตัวตน โดยการไดเลือกที่จะปลูก ถ่ัวเขียวเพ่ือใชในการบริโภคในครัวเรอื นมากกวาเลือกปลูกพืชตระกูลถั่วชนิดอื่น เชนเดียวกับ ชัย ที่ขบคิดและสรางประสบการณ เกี่ยวกับการปรบั ปรุงปุยคอกใหมีคุณภาพสูง เพ่ือสรางดินใหม ีคุณภาพและเหมาะสมตอการปลูกขา วมากย่ิงข้ึน จากเร่อื งเลา ของชาวนาอินทรียทั้ง 3 คนดังกลาวมีความสอดคลองกับแนวคิดของฟูโกต ซ่ึงมีทัศนะวา “อํานาจ” ไมไดมีศูนยกลาง แตกระจายตัว อยบู นความสมั พันธทางสังคมและเครือขายของอํานาจ ที่สลบั ซับซอนในการผลติ สรางตัวตนประชากร ซ่ึงหากจะวิเคราะห ความสัมพันธเชิงอํานาจ จึงตองมองไปท่ีความสัมพันธเชิงยุทธศาสตรของอาํ นาจ ผานการท่ีปจเจกชนและ/หรือกลุมคน
Journal of Roi Et Rajabhat University 187 Volume 14 No.3 September - December 2020 ไดสรางแนวทางแหงการปฏิบตั ิ ซ่ึงเปนกระบวนการกํากับตนเองและผอู ื่นภายในสถาบัน ชุมชน หรอื สังคมที่มีลักษณะเฉพาะ ของตนเอง (Foucault, 2001 cited in Malette, 2010 : 59) มากไปกวา น้ัน อาํ นาจยังทํางานสอดประสานไปกับ “ความร”ู เพอื่ ทําหนา ที่ในการบอก “ความจรงิ ” วามนุษยควรปฏิบตั ิตวั อยางไร (Foucault, 1980 : 52) โดยมนษุ ยอาจเปนผูที่ตกอยู ภายใตภาวะพึ่งพาหรอื อาจกลายเปนผูท ี่สามารถสรา งความเปนตวั ตนโดยใชเงื่อนไขของความรูเพือ่ การรูจักตนเอง (Foucault, 1983 : 212) ดังนั้นการสรา งความเปนตวั ตนผา นการรจู ักตนเอง หรือการเปนผูมีแนวทางเฉพาะตนจงึ เปน “เทคโนโลยีแหงตัวตน” (Danaher, Schirato & Webb, 2000 : 129) ซ่งึ เปนปฏิบตั ิการของเสรีภาพทเ่ี กิดขึ้นภายใตความสัมพนั ธเชิงอํานาจ หรอื ความสัมพันธท างสังคมหน่ึง ๆ ท่ีเปด พื้นที่ใหบุคคลไดตระหนักตอความตอ งการของตนเอง (Foucault, 1988b: 50–51) 3. จากประเด็นเรอื่ งเลา “ชาวนานักจดั การพันธขุ าวอินทรียบนฐานการพึ่งพาตนเอง” ผานเรอ่ื งเลา ของ สุ ในฐานะ ชาวนาอินทรียผ ูสรา งอสิ รภาพในเร่ืองพันธุขา วนั้น ไดสะทอนใหเห็นถึงกระบวนการสรา งความเปนตวั ตนบนความสัมพันธ เชิงอํานาจอันมีกฎเกณฑการปลูกขาวที่ตอ งใชเมล็ดพันธุอ ินทรีย โดยเขาสามารถนาํ กฎเกณฑดังกลาว มาพิจารณาสรางการรูค ดิ และรเู ทาทันในปญหาของตนเอง สามารถจดั การพันธขุ าวอยางเปนอิสระบนความสัมพันธทต่ี นดาํ รงอยู Kjellström (2005, cited in Fejes and Nicoll, 2008 : 71) ซ่ึงความสัมพันธของอํานาจและตวั ตนนี้ ตองการการตรวจสอบตนเอง (self-examination) ซึ่งเปน กระบวนการของการกอรปู ความคดิ และการไตรตรองตนเอง บนความสมั พันธกับระบอบความจริง (Foucault, 1988a : 46) เพ่ือการรูจักตนเอง (know yourself) อันนําไปสกู ารสรางความรูเฉพาะตน (self-knowledge) และการเปนนายตัวเอง (self-mastery) ไปในที่สดุ (Foucault, 1997 : 87) ดังนั้น การจัดการพันธุข าวของ สุ จึงเปนปฏบิ ัติการสรา งความเปนตวั ตน ชาวนาอินทรียบนฐานคิดของการพึ่งพาตนเองดา นเมลด็ พันธุ 4. จากประเด็นเรอื่ งเลา “ชาวนานักจดั การนา้ํ เพอ่ื การทํานาอินทรียบนพื้นฐานของการดํารงชีวติ ” หากพิจารณาวถิ ี การจัดการน้ําเพ่ือการทาํ นาอินทรียของ ลํา อยา งลึกซึ้งแลว แมเขาจะปฏิเสธกฎเกณฑข องมาตรฐานเกษตรอินทรียท่ีจะตองมี การตรวจสอบการปนเปอนสารเคมใี นแหลงนาํ้ แตว ธิ ีการจดั การน้าํ ในการทํานาภายใตบริบทของการดํารงชีวิต ก็เปนการสรา ง ความหมายและคุณคาของการทาํ นาอินทรียในอีกมิติหนึ่ง ที่เขาจะตองดูแลระบบการใชนํ้าใหปลอดภัยจากการปนเปอน ของสารเคมใี หไดม ากที่สุด การจัดการน้าํ เพื่อการเพาะปลูกของ ลํา จึงยังคงเปนกิจกรรมภายใตค วามสมั พันธเชิงอํานาจ ซ่ึงเปนความพยายามท่ีดาํ เนินชวี ิตในบริบทของการทาํ นาแบบอินทรีย กลา วคือเขายังคงสรางขอคาํ นึงถึงการใชนา้ํ ที่ปลอดสารเคมี อยูเ สมอในแนวทางของตนเอง จึงสอดคลองกับสิง่ ท่ีจะฟูโกต เนน ย้ําเสมอวา แมเ ทคโนโลยีแหงตัวตนคือปฏิบตั ิการของเสรีภาพ (technologies of the self as practices of freedom) แตช ีวิตมนุษยก็ไมไ ดเปนอสิ ระไปจากความสัมพันธเชิงอาํ นาจ ดังน้ัน หากมีการตอตาน (resistance) ใด ๆ เกิดข้ึน การตอตานนั้น ๆ กไ็ มเคยอยูภายนอกความสมั พันธเชิงอาํ นาจ หมายความวา แทนท่ีการตอตานจะเปนการปฏิเสธหรือการปฏวิ ัตขิ องบุคคลหรอื กลุมบุคคลในความเขา ใจแบบอืน่ ๆ แตกลับเปนการเปล่ียนแปลง หรอื ปรบั เปล่ยี นตนเองบนเสน ทางของความสัมพันธเชิงอาํ นาจ อันเน่ืองมาจากอํานาจไดเขาไปมสี ว นรวมในการปฏิบัตขิ องเสรีภาพ (Foucault, 1978 cited in Markula & Pringle, 2006 : 146-147) 5. จากประเดน็ เร่อื งเลา “ชาวนานักปกดําเพื่อปลูกชีวิตขาวอินทรีย” ผา นเรื่องเลา ของ ลํา ท่ีเขาเปดทางใหความรู จากผูอ ื่นหรอื แหลง อื่นไดกอ ปฏิบัติการกับตนเอง ผานการจัดการแนวทางการปลูกขาวอยา งเหมาะสมนี้ จึงทําใหเขาประกอบ สรา งตัวตนในความเปนชาวนาอินทรียไดอยางสมบูรณมากข้ึน กลายเปนภาพสะทอ นของการสรางเทคโนโลยีแหงตวั ตน ซ่ึงหมายถึง การท่ีมนุษยส ามารถปฏิบัติตอรา งกาย จิตวิญญาณ ความคิด มีการกาํ กับตนเอง และการมีวิถีทางดําเนินชีวิต ของตนเอง ซ่งึ อาจจะเปนวิธีการท่ีเกดิ ขึน้ โดยตวั เองหรอื ไดรับความชวยเหลือจากผูอื่น เพอื่ เปล่ยี นผา นตวั เองไปสูความสุข ความบริสุทธิ์ ความสมบูรณ การมีปญญา และความยั่งยืน (Foucault, 1988a : 18) 6. จากประเด็นเรอ่ื งเลา “ชาวนานักพฒั นานํ้าหมักชวี ภาพ” ซึ่งการทําปุยเพิ่มผลผลติ บนความสัมพันธกบั วถิ ี การดํารงชพี ของ เพญ็ วเิ คราะหไดว า การพฒั นานาํ้ หมักชวี ภาพเปน ผลลัพธที่เกิดจากอํานาจ ความรู และความจริงของการใช ปุยอินทรีย โดยเขาเปนผูออกแบบวิธกี ารในการเขาถึงความจริงน้ันดวยตนเอง ความเปนไปเชนนี้ จึงสอดคลองกับงานศึกษาเรอ่ื ง Green Governmentality : insights and opportunities in the study of nature's rule ของสเตฟานนี่ รัธเทอรฟอรด (Rutherford, 2007 : 291) เขาไดชใ้ี หเหน็ วา อาํ นาจและความรสู ิ่งแวดลอม เปนระบบความสัมพันธข องกระบวนการสรางตัวตน ใหเปนนักภมู ิศาสตร (geographers) ทใ่ี สใจส่ิงแวดลอม ท้ังนี้ อํานาจและความรูไดผ ลิตความจริงหรือกฎของธรรมชาติ (nature’rule) ทนี่ ําไปสูการสรางแนวปฏิบัติตา ง ๆ เพื่อใหนักภมู ิศาสตรสามารถทํางานบนพื้นฐานของการอนุรักษสิ่งแวดลอมได ดังน้ัน พ้ืนท่ี (space) ของการจัดการสิ่งแวดลอม จึงเปดชอ งทางใหนักภูมิศาสตรส รา งเทคโนโลยีแหงตวั ตน โดยเปนผูทีส่ ามารถ
188 วารสารมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั รอ ยเอ็ด ปท ี่ 14 ฉบบั ท่ี 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ตคี วามกฎของธรรมชาติ และแสวหาแนวทางในการจดั การเก่ียวกับอากาศ (spatiality) ขนาดพ้ืนที่ (scale) และดินแดน (territory) ซ่งึ เปนความเกี่ยวของของความสมั พันธระหวา งมนุษยและธรรมชาติ บทสรปุ สําหรับการศกึ ษาเร่อื งเลา ที่นํามโนทัศนของมิเชล ฟูโกตเกี่ยวกับความสัมพันธของอํานาจ ความรู และความจรงิ ที่เปดชอ งทางใหเทคโนโลยีแหงตวั ตน ซ่ึงชาวนาเปนหรอื เลือกเปนชาวนาอินทรียผานปฏิบัติการทางสงั คม มาเปนกรอบ ของการสรางความรูในงานวิจยั น้ี แสดงใหเห็นวาการสรา งความเปนตวั ตนของชาวนาอินทรีย ไมใ ชเ พียงการทาํ ใหต นเอง กลายเปนผลผลิตของความคิดที่มาจากภายนอก หากแตการสรา งความคิดกับตนเองจากภายในและการสรา งประสบการณ ของการเปนชาวนาอินทรยี ไดทําใหชาวนากําหนดเปาหมายแหงชวี ิต หรอื กาํ หนดจดุ ยืนของการเปนชาวนาอินทรียของตน ดังนั้น ชาวนาจึงเปนผูเลอื กสรรคุณคาและสามารถสรา งความรูการทาํ นาอนิ ทรีย บนความรูคดิ ในการกําหนดแนวทางการทํานา อินทรียท่ีเหมาะสม ซ่ึงการเปนผูเลือกสรรหรอื ออกแบบวิถีการทํานาอนิ ทรียน ี้ ทําใหวิถีนาอินทรียเกดิ ข้นึ บนความสมคั รใจ ความปรารถนา และการมีเสรีภาพในการกาํ หนดชะตาชวี ิตของตนเอง เพ่ือปลูกขาวอินทรียบนความสมดลุ ของชีวติ ท้ังในมติ ิ สุขภาพ การพ่ึงพาตนเอง การสรา งเศรษฐกจิ ภาคครัวเรือนโดยไมบีบค้ันตนเอง ไปตามกระแสการตลาดขาวอินทรียอันเขมขน จากผลการวิจัย ทําใหมองเห็นเงื่อนไขสาํ คัญของการสรา งความเปนตวั ตนชาวนาอินทรยี ซ่ึงมที ้ังเง่ือนไขภายนอก และเง่อื นไขภายในที่ทําใหช าวนาอนิ ทรียม ีการตอรองตนเองภายใตเงอื่ นไขตาง ๆ เพอ่ื กาํ หนดตนเองวาการเปนชาวนาอินทรีย ท่ีเหมาะสมกับวถิ ีการดํารงชีวิตควรจะดาํ เนินไปตามเงอ่ื นไขใดบาง ท่ีจะทาํ ใหตนเองมีความสมบูรณใ นวิถีของอาชีพ การมีความสขุ มีปญญา และพ่ึงพาตนเองไดภ ายใตการสรางความม่ันคงทางอาหาร สขุ ภาพ และสงิ่ แวดลอม ดังผังมโนทัศนดังนี้ เงือ่ นไขภายนอกของการสรางความเปนตัวตน การสรา งความ เงอ่ื นไขภายในของการสรางความเปนตวั ตน ชาวนาอินทรีย เปนตัวตนของ ชาวนาอินทรีย ความรูทางวิทยาศาสตรเกษตรอินทรีย ชาวนาอนิ ทรยี ภูมิปญ ญาการทํานาปลอดสารเคมี นโยบายเกษตรอินทรียของภาครฐั ความตองการลดตนทุนทางการผลิต มาตรฐานเกษตรอินทรยี เพื่อการควบคุม การดูแลสุขภาพใหหา งไกลจากสารเคมี การคาในระบบตลาดเพื่อการสงออก ความตองการพฒั นาคุณภาพดินและนํ้า ความตองการดานการบรโิ ภคขา วอินทรีย การพึ่งพาตนเองดา นการบรโิ ภค ของสังคม ความตองการขายผลผลิตในระบบตลาด ที่หลากหลาย ขอเสนอแนะ 1. ขอเสนอแนะในการนําไปใช 1.1 เรอื่ งเลาท่ีเกิดจากประสบการณและการสรางความรูของชาวนาอนิ ทรียในงานวิจัยนี้ สามารถตอยอดไปสู การสรา งแนวปฏิบัติท่ีดี หรือนาํ ไปสกู ารจดั การความรอู ันเปนประโยชนสชู าวนาอินทรยี กลุมอื่น ๆ เพือ่ การสรา งสรรคพ ื้นที่ ทางสังคมชาวนาอินทรยี ใหม ๆ ใหเกดิ ขึ้น และไมใ ชเพียงชาวนาอินทรยี เทา นั้น ท่ีสามารถนําความรไู ปใชป ระโยชน หากแต เกษตรกรอินทรยี กลมุ อ่ืน ๆ ที่ผลติ อาหารอินทรียกส็ ามารถนําแนวทางท่ีเกี่ยวของ ไปปรับใชใ นงานเกษตรอินทรียข องตนได 1.2 หนว ยงานภาครฐั ในพ้ืนท่ี ควรใหการสนับสนุนและเปนตวั กลางในการสรา งเครอื ขายความรว มมอื ของกลุม ชาวนาในหมูบาน/ตําบลตาง ๆ เพื่อสรางโอกาสใหชาวนาอินทรียในแตละกลุมชมุ ชน สามารถแลกเปลี่ยนองคความรู ในการทํานา อินทรียระหวางกัน ทง้ั นี้ก็เพ่ือขยายผลใหว ถิ กี ารทาํ นาอินทรียใหแพรหลายในหมูชาวนา เพื่อรว มกันผลิตอาหารปลอดภัยตอ สังคม 1.3 นโยบายของรฐั ควรมีแนวนโยบายและแผนงานที่จะสง เสริมการตลาดของกลุมชาวนาอินทรียที่แตกตาง หลากหลาย ไมใ ชม ุงเพยี งแนวทางการสง เสริมใหชาวนาตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรียเพอื่ การสง ออก ซงึ่ แนวทางดังกลา ว อาจไมเหมาะสมตอผูผลิตและผูบริโภคในประเทศบางกลุม ดังน้ัน อาจสนับสนุนหรือสรางตลาดทางเลือกใหเกิดขึ้นในแตละทองถิน่ เพอ่ื ใหผ ูผลิตในทองถิ่นสามารถขายผลผลิตใหแกผูบรโิ ภคในทองถิ่นดว ยเชนกัน มิใชเพียงขายใหกับผูบริโภคนอกชุมชนเทา นั้น
Journal of Roi Et Rajabhat University 189 Volume 14 No.3 September - December 2020 2. ขอเสนอแนะในการทําวิจัยครัง้ ตอไป ควรศึกษาการสรา งความเปนตัวตนชาวนาอินทรยี ในมิตขิ องการเปน smart farmer ซึง่ มีความนาสนใจตอ การพัฒนา วถิ ีการทาํ นาอินทรียในยุคปจ จุบัน ซึ่งคนรุนใหมหันกลับมาทําการเกษตรดวยองคความรูสมยั ใหม และใชเทคโนโลยีท่ีทนั สมัย ในการจัดการพื้นทที่ างการเกษตรมากขึ้น จะทําใหเขาใจกระบวนการสรา งตวั ตนในอีกมิติหนง่ึ และเปนการสรา งความรู จากงานวิจัยท่ีจะเปนประโยชนตอ การสรางแรงผลักสาํ คญั ใหคนรนุ ปจจุบัน มีมุมมองและทัศนคตติ อการทาํ นาที่เอื้อตอ การพฒั นา การเกษตรกรรมอินทรียข องประเทศตอ ไป เอกสารอางองิ Bold, C. (2012). Using Narrative in Research. London: SAGE Publications. Danaher, G., Schirato, T. and Webb, J. (2000). Understanding Foucault. London: SAGE Publications. Fejes, A. and Nicoll, K. (2008). Foucault and Lifelong Learning: Governing the Subject, London: Routledge. Foucault, M. (1980). Power/knowledge: selected interviews and other writings. New York: Pantheon Books. Foucault, M. (1983). The subject and power, H. Dreyfus, & P. Rabinow (Eds.). Michel Foucault: Beyond structuralism and hermeneutics. Chicago: University of Chicago Press. Foucault, M. (1988a). Technologies of the self, in L H Martin, H Gutman and P H Hutton (eds) Technologies of the self : a Seminar with Michel Foucault. London: Tavistock. 16-49. Foucault, M. (1988b). An Aesthetics of Existence, in L.D. Kritzman (ed.) Michel Foucault Politics, Philosophy, Culture: Interviews and Other Writing, 1977–1984,47-53. Foucault, M. (1997). Subjectivity and Truth, Ethics: Subjectivity and Truth, ed. P. Rabinow. NewYork: New Press. Kristiansen, P., Taji, A., Reganold, J. (2006). Organic Agriculture: A Global Perspective. Collingwood: CSIRO Publishing. Malette, S. (2010). Green Governmentality and its Closeted Metaphysics: Toward an Ontological Relationality. Victoria: University of Victoria. Markula, P., & Pringle, R. (2006). Foucault, sport and exercise: Power, knowledge and transforming the self. London: Routledge. Peters, M.A. (2003). Truth-telling as an educational practice of the self: Foucault, Parrhesia and the ethics of subjectivity. Oxford Review of Education, 29(2), 207-223. Rutherford, S. (2007). Green governmentality: insights and opportunities in the study of nature’s rule. Progress in Human Geography. 31(3), 291–307. Savin-Baden and Niekerk. (2007). Narrative inquiry: Theory and practice. Journal of Geography in Higher Education, 31(3), 459-472. Tamboukou, M. (2013). Foucauldian approach to narrative, In Doing Narrative Research. London: Sage.
190 วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏรอยเอด็ ปท ่ี 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธันวาคม 2563 ขอเสนอกลยุทธการพัฒนาภาวะผูนาํ ทางจริยธรรมสําหรบั ครูในโรงเรยี น สงั กัดสาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน The Proposed Strategies for the Development of Teacher Ethical Leadership in the Basic Education Schools วาสนา ภักดี1, ประดิษฐ ศลิ าบุตร2, สวสั ดิ์ โพธวิ ฒั น3 และ พงษศกั ดิ์ ทองพันช่ัง4 Received : 25 พ.ย. 2562 WassanaPukdee1, Pradit Silabut2, Sawat Potiwat3and Pongsuk Tongpunchung4 Revised : 15 เม.ย. 2563 Accepted : 17 เม.ย. 2563 บทคดั ยอ การวจิ ัยในครั้งน้ีมีวัตถุประสงค 1) เพ่ือศึกษาขอ มลู พ้ืนฐานที่จาํ เปนสาํ หรับขอ เสนอกลยุทธการพัฒนาภาวะผูนาํ ทางจริยธรรมสาํ หรับครูในโรงเรียน สงั กดั สาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 2) เพ่ือสรางและพัฒนาขอเสนอ กลยุทธการพัฒนาภาวะผูนําทางจริยธรรมสาํ หรับครู และ 3) เพอ่ื ประเมินขอเสนอกลยุทธ เครือ่ งมือในการวิจัยประกอบดวย 1) แบบวิเคราะหเอกสาร 2) แบบสัมภาษณ 3) แบบสอบถาม 4) แบบประเมินสภาพแวดลอม และ 5) แบบประเมินกลยทุ ธ แบบสอบถามมีคา ความสอดคลองเชงิ เนือ้ หาอยรู ะหวา ง 0.60-1.00 และคา ความเช่ือมั่น 0.98 กลมุ ตัวอยา งทใี่ ชใ นการศึกษา ขอมูลพ้ืนฐานคือ ผอู ํานวยการโรงเรยี น 36 คน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 36 คน ครู 299 คน รวมทั้งสิ้น 371 คน และพหุกรณีศึกษาเปนโรงเรียนดีเดนระดับประเทศ จํานวน 3 โรงเรยี น สถิติท่ใี ชใ นการวิเคราะหขอ มูล ไดแก คาความถี่ คา รอ ยละ คา เฉลี่ย คาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหเชิงเน้ือหา ผลการวิจัยพบวา 1. ผลการศึกษาขอมูลพื้นฐานท่ีจําเปน สําหรับขอเสนอกลยุทธการพัฒนาภาวะผูนําทางจริยธรรมสําหรับครู ประกอบดวย ดานวิสัยทัศน ดา นพันธกิจ ดา นเปา ประสงค ดา นประเด็นกลยทุ ธ 4 ดาน คือ 1) การพฒั นาครูใหมีความรู คูคุณธรรม เปนแบบอยา งที่ดีแกผ ูเรียน 2) การปลูกฝงคณุ ธรรม ความสํานึกในความเปนชาติไทย และวถิ ีชีวติ ตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง 3) การพฒั นาคณุ ภาพและมาตรฐานวิชาชพี ครู และความสามารถดานเทคโนโลยี เพ่ือเปนเครอื่ งมอื ในการเรียนการสอน และ 4) การมสี ว นรว มจากทุกภาคสวนและความรวมมอื กับองคกรปกครองสว นทองถิ่น เพื่อสงเสริม และสนบั สนุนการ 2. ขอ เสนอกลยุทธการพัฒนาภาวะผูนาํ ทางจริยธรรมสาํ หรับครู มี 5 ดาน คือ 1) การพฒั นาครู ใหมีคณุ ธรรม นําความรู เปนแบบอยางที่ดีแกผูเรยี น เนนการอบรมคุณธรรม จรยิ ธรรมอยา งตอ เน่ือง และปฏิบัติตามจรรยาบรรณวชิ าชพี ครู 2) การพฒั นาครใู หเปนผูนาํ ทางดานจริยธรรมในโรงเรยี นและชุมชน เนนการสงเสริมใหการพฒั นาครู ใหเ ปนผูนาํ ทางจริยธรรม ในโรงเรียน และชุมชน และการแสวงหาความรู 3) การพฒั นาและสงเสรมิ ความสามารถดา นเทคโนโลยี เพื่อเปนเคร่ืองมือ ในการเรียนการสอน เนนการพัฒนาครูใหมีความรพู ื้นฐานในการใชคอมพิวเตอร เพอ่ื การสืบคนขอมูล สารสนเทศ และการสอ่ื สาร 4) การปลูกจติ สํานึกในความเปนชาตไิ ทย และดาํ เนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เนนการสงเสริมใหครูมีความรัก ตอสถาบันหลักของชาติ และดาํ เนินชวี ิตอยางพอเพียง และ 5) การพฒั นาครสู ูการพฒั นาผเู รียนใหเปนมนุษยท ่ีสมบรู ณ เนนการสง เสรมิ ใหครจู ัดกิจกรรมการเรยี นรูโดยเนนคุณธรรม จริยธรรม 3. ผลการประเมินขอเสนอกลยุทธ ดา นความเหมาะสม ดานความเปนไปได และดานความมปี ระโยชน โดยภาพรวม พบวามีคาเฉล่ียอยูใ นระดับมากทุกดาน คําสาํ คัญ : กลยุทธ, ภาวะผูนําจริยธรรม, การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 1 นักศกึ ษาหลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภัฏศรีสะเกษ อีเมล: [email protected] 2 ประธานกรรมการที่ปรกึ ษา ผูชวยศาสตราจารย ดร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั ศรีสะเกษ 3 กรรมการท่ีปรึกษา ผูชวยศาสตราจารย ดร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 4 กรรมการท่ีปรึกษา ผชู วยศาสตราจารย ดร. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ 1 Doctoral Student Program in Education Administation, SisaketRajaphat University, Email: [email protected] 2 Chairman, Assistant Professor Dr., Faculty of Education, SisaketRajaphat University 3 Advisor, Assistant Professor Dr., Faculty of Education, SisaketRajaphat University 4 Advisor, Assistant Professor Dr., Faculty of Education, SisaketRajaphat University
Journal of Roi Et Rajabhat University 191 Volume 14 No.3 September - December 2020 Abstract The objectives of this research were 1) to survey basic information needed to create strategies for the development of teacher ethical leadership in the Basic Education schools, 2) to create and improve strategies for the development of teacher ethical leadership, and 3) to evaluate the proposed strategies. The research tools consisted of a documentary form, an interview questionnaire, a questionnaire, an environment assessment form, and the strategy evaluation form. The consistency of content index of the questionnaire were between 0.60- 1.00 and the reliability of 0.98. The survey sample included 36 school directors, 36 chairmen of the board of basic education schools and 299 teachers, totally 371. Multiple case studies consisted 3 national distinguished schools. Statistics employed for data analysis included frequency, percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were summarized as follows; The proposed strategies revealed 5 areas, namely 1) Develop teachers on morality over knowledge and by setting good examples for learners, emphasizing on teachers’ training on morality and ethics continuously, and following teachers’ professional code conducts. 2) Develop teachers to become ethical leaders in both schools and community, emphasizing on promoting of teachers’ ethical leadership training in the school and community, and knowledge finding. 3) Develop and promote teachers’ ability on technology as tools for instruction, emphasizing on developing teachers’ basic skills using computer for information searches and for information and technological communication. 4) Foster the conscience of Thai traditional and lifestyle according to the philosophy of sufficiency economy, emphasizing on promoting teachers’ love of national principal institutions and living based on sufficiency economy philosophy. 5) Develop teachers on developing learners to become perfect human-beings, emphasizing on promoting teachers to use learning activities focusing on morality and ethics. Keywords : Strategy, Leadership Ethic, Basic Education บทนํา กระแสโลกาภิวัตน (Globalization) และความกาวหนาของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) กอใหเกิดความเปล่ียนแปลงตา ง ๆ ขน้ึ ในโลก นาํ มาซง่ึ ปญหาสังคมตาง ๆ ตามมามากมาย ท้งั ทางตรงและทางออ ม โดยเฉพาะ ความเสอื่ มโทรมดา นจรยิ ธรรมของสงั คม (สภาท่ีปรึกษาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ, 2556 : 1) จากการเปล่ยี นแปลงอยา งรวดเร็วทําใหคนไทย เผชิญกบั ความเส่อื มถอยดานคุณธรรมจริยธรรมซ่ึงสะทอ นไดจาก คนในสังคมมีความถใ่ี นการใชความรุนแรงในการแกไ ขปญหามากขึ้น ทั้งปญหาครอบครัว ชุมชนและความคิดเห็นแตกตาง ทางการเมือง การใชค วามรุนแรง ขาดความยบั ย้งั ชัง่ ใจ มีพฤติกรรมเลียนแบบ ขาดความเอ้ือเฟอเอื้ออาทร สงผลใหความมีคุณธรรม และจรยิ ธรรมของคนในสังคมลดนอยลง (สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ, 2555 : 15) ไมเปนไปตามกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบบั ท่ี 12 (พ.ศ. 2560–2564) ท่ีตอ งการใหคนไทยมีคณุ ลักษณะ เปนคนไทยทส่ี มบูรณมีวินัย มีทัศนคติและพฤติกรรมตามบรรทดั ฐานท่ีดขี องสังคม มีความเปนพลเมอื งต่ืนรู มีความสามารถ ในการปรบั ตัวไดอ ยางรเู ทาทันสถานการณ มคี วามรบั ผิดชอบและทําประโยชนตอสว นรวม มีสขุ ภาพกายและใจที่ดมี ีความเจริญ งอกงามทางจิตวิญญาณมีวิถีชีวิตท่ีพอเพียง และมีความเปนไทยโดยมวี ัตถปุ ระสงคและเปาหมาย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 20) ทั้งน้ีจากพระราชบัญญัติการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแกไ ขเพ่มิ เติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ใหความหมาย ของการศึกษาเอาไวในมาตรา 4 วรรคแรกวา “การศึกษา หมายความวา กระบวนการเรียนรูเพ่อื ความเจริญงอกงามของบคุ คล และสงั คม………” ในการสรางความเจรญิ งอกงามของบุคคล และสงั คมตามเจตนารมณข อง พ.ร.บ. การศึกษาแหง ชาติ ฉบบั นี้ คอื การเสริมสรา งคุณธรรม จริยธรรม นั่นเอง ซงึ่ เห็นไดจากการกลา วถึงการจัดการศึกษาในลักษณะของกระบวนการเรียนการสอน การเสริมสรางคุณธรรม จรยิ ธรรม เอาไวอยา งเปนระบบ เพื่อใหบรรลเุ ปาหมายประการหนึ่งของขอเสนอการปฏิรูปการศึกษา
192 วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏรอ ยเอ็ด ปที่ 14 ฉบบั ที่ 3 กันยายน - ธนั วาคม 2563 ในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2542-2561) ท่ีมีเปาหมาย คอื การใหคนไทยยุคใหมมีศีลธรรม คุณธรรมจรยิ ธรรม คา นิยมและจิตสาํ นึก และความภูมิใจในความเปนไทย (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ, 2545 : 17-20) การจัดการแกป ญ หาดงั กลา ว จงึ ตองเร่ิมจากการสรางภาวะผูนําทางจรยิ ธรรมสําหรบั ครใู นโรงเรียน ซง่ึ เปนผูกาํ หนด ชะตากรรมของนักเรียน และเปนตวั ผูนาํ ผตู ามขององคกร ถาองคกรใดมีผูนาํ ท่เี ปยมไปดวยภาวะผูนาํ ทางจรยิ ธรรม (Ethical Leadership) องคก รน้ัน ๆ ยอมมีแตความเจริญรุงเรอื ง แตถาการณกลบั เปนในทางตรงกนั ขา มองคกรน้ัน ๆ ก็ยอมจะพบแต ความลม เหลว ซึง่ ครยู อ มตอ งรูและเขาใจสถานการณใ นกระแสโลกาภิวัตนท่ีมีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ใชประโยชนจากโอกาส ทเี่ กิดข้ึน หรอื สรา งโอกาสใหเกดิ ข้ึนตามความเหมาะสม โดยคาํ นงึ ถึงประโยชนของหมูคณะ สงั คม และประเทศชาติเปนหลักสาํ คัญ ไมมงุ แตหาประโยชนสว นตนโดยมองขา มซึง่ คณุ ธรรม จริยธรรม อันดีงามแหงสังคมและประเทศชาติ ดังนั้นครูท่มี ีภาวะผูนาํ ทางจริยธรรม จะสามารถทาํ ใหองคก รสามารถเจริญกา วหนาอยา งย่ังยืน และม่ันคงตลอดไป ภาวะผูนําทางจรยิ ธรรมสาํ หรบั ครู จงึ เปนสวนหนง่ึ ของกระบวนการบรหิ ารการศึกษา เพ่อื นําไปสูการพัฒนาคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษา และมีความจาํ เปน อยางย่ิง วัตถปุ ระสงค เพ่อื ใหการศกึ ษาวิจัยในครั้งน้ีมีความชดั เจนสอดคลองกบั ขอคาํ ถามของการวจิ ัย จึงกาํ หนดวัตถปุ ระสงคของการวจิ ัย ไวด งั นี้ 1. เพอ่ื ศกึ ษาขอ มูลพ้ืนฐานที่จาํ เปน สําหรับการพฒั นาขอ เสนอกลยทุ ธก ารพัฒนาภาวะผูนาํ ทางจริยธรรมสําหรบั ครู ในโรงเรยี น สังกัดสาํ นักงานคณะกรรมการการศึกษาพ้ืนฐาน 2. เพือ่ สรางและพฒั นาขอเสนอกลยทุ ธการพัฒนาภาวะผูน าํ ทางจริยธรรมสําหรบั ครใู นโรงเรยี น สงั กัดสํานักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาพ้ืนฐาน 3. เพอ่ื ประเมินขอเสนอกลยทุ ธการพัฒนาภาวะผูนาํ ทางจริยธรรมสําหรบั ครใู นโรงเรียน สงั กัดสาํ นักงาน คณะกรรมการการศกึ ษาพ้ืนฐาน กรอบแนวคดิ ในการวิจัยคร้งั นี้มวี ตั ถปุ ระสงคเพ่ือสรา งขอเสนอกลยุทธการพฒั นาภาวะผูนาํ ทางจริยธรรมสาํ หรับครู ในโรงเรยี น สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาพ้ืนฐาน ซง่ึ ไดศึกษาคนควาจากแนวคิดทฤษฎขี องนักการศึกษาและ ผลงานวิจัยเก่ียวกบั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมมาเปนกรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยมีการนาํ เอาทฤษฎตี าง ๆ และปรบั ปรงุ การพฒั นา ภาวะผูนําทางจริยธรรมสาํ หรบั ครูในโรงเรียน ใหดียิ่งข้ึนและผูวิจัยไดสงั เคราะหเ ปนกรอบแนวคิดในการวจิ ัยจากสาํ นักงาน รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องคการมหาชน), (2548 : 42; ประทปี มากมติ ร, 2550: 176 – 177; พระมหาไกรวรรณ ปุณขันธ, 2555: 77; มาศโมฬี จติ วิริยธรรม, 2552: 171-172; กมลทิพย ทองกําแหง, 2554: 239 -242; Fullan, 2003; Sergiovanni, 1992; Dessler, 2002; และรังสรรค ประเสรฐิ ศรี, 2544 ดังภาพประกอบ 1
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262