235 ข้อที่ ปัจจยั กาหนดรปู แบบการบรหิ ารทรัพยากรบคุ คลของ 5 ระดับการปฏบิ ัติ 1 สถานศึกษา 432 58 ค่าตอบแทนท่ีเป็นรายได้ประจาทบี่ คุ ลากรจะไดร้ ับในอตั ราคงที่ ภายในระยะเวลาท่ีกาหนดอย่างชัดเจน 59 การพจิ ารณาความดีความชอบของสถานศกึ ษามหี ลักเกณฑ์ที่ ชัดเจนตรงตามจุดประสงค์ขององค์กร 60 มีการสารวจความต้องการเก่ยี วกบั สวัสดิการและสิทธปิ ระโยชน์ เกื้อกลู เปน็ ระยะๆ โดยเปรยี บเทียบกบั หน่วยงานอ่ืนท่ีมีลักษณะ เดยี วกัน 61 มีการนาเอาผลสารวจไปปรับปรุงเปลย่ี นแปลงสวสั ดกิ าร สิทธิ ประโยชน์เก้อื กูลให้แก่บุคลากรในองค์กร 62 มีการสารวจความพงึ พอใจเกยี่ วกบั สวัสดิการ และสทิ ธิประโยชน์ เกอื้ กูลทีจ่ ัดให้ 63 มีการกาหนดดา้ นสวสั ดกิ ารท่ีชัดเจนและเป็นธรรม 64 มกี ารกาหนดดา้ นสวัสดิการท่ีจงู ใจให้ปฏิบตั งิ านอย่างเตม็ ท่ีและ มีประสทิ ธภิ าพ 65 มีหลักการจัดสวัสดิการท่ีเหมาะสมกบั ความต้องการของบคุ ลากร 66 มีการจัดสวัสดกิ ารอย่างเหมาะสมและพอเพยี ง เช่น ไดร้ ับการ รกั ษาพยาบาล บรกิ ารรถรบั ส่ง และการตรวจสุขภาพประจาปี 67 มกี ารจดั สวสั ดกิ ารให้แก่ บคุ ลากรตามทร่ี าชการกาหนด 68 มีสวสั ดกิ าร ช่วยเหลอื พนกั งานที่ไดร้ ับความเดอื ดร้อนอย่าง เพียงพอ เหมาะสม และทนั ท่วงที 69 ความต้องการของบุคลากรแต่ละตาแหน่งมีความแตกต่างกนั ใน ดา้ นคุณสมบัติ ระดบั การศึกษา ประสบการณ์และทัศนคติที่มี ตอ่ องคก์ ร 70 หน่วยงานสนบั สนุน ยกย่อง ให้รางวลั แกบ่ คุ ลากร/ทีมงาน ที่มี การพฒั นาการเรยี นรู้ สรา้ งนวตั กรรม หรอื ท่ีมีผลการดาเนนิ งานท่ีมี ประสิทธภิ าพ 71 หน่วยงานมกี ารนาผลการไดร้ ับรางวลั ต่างๆ ของบคุ ลากร ไป ประกอบการประเมินผลการปฏบิ ัติงานในแตล่ ะรอบการประเมนิ อยา่ งเป็นรูปธรรม
236 ขอ้ ที่ ปัจจัยกาหนดรปู แบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของ ระดับการปฏิบตั ิ สถานศึกษา 54321 72 มกี ารกาหนดนโยบายและวัตถปุ ระสงค์การประเมินผลการ ปฏบิ ตั ิงานชัดเจน 73 มกี ารประกาศขั้นตอน เกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏบิ ตั ิงาน อยา่ งทวั่ ถึง และโปรง่ ใส 74 มีการใชแ้ บบประเมินผลการปฏบิ ัตงิ านทีเ่ หมาะสม 75 มีการประกาศและเปิดเผยผลการประเมินอยา่ งเป็นทางการ 76 ผู้บังคบั บญั ชาตามสายงานจะเป็นผู้ประเมนิ หรอื พจิ ารณา ทบทวนและจะตอ้ งทาการประเมินโดยปราศจากความอคติ 77 ใหบ้ คุ ลากรมีสว่ นรว่ มในการกาหนดเกณฑ์และวธิ กี ารประเมนิ ผล การปฏิบตั งิ าน 78 การประเมินตอ้ งมีประสิทธภิ าพได้มาตรฐานมีความนา่ เชื่อถือ และยดึ หลักความยุติธรรม 79 ผลการประเมินจะเปน็ ตวั ผลักดนั ให้บุคลากรในองค์กรมีความ กระตือรอื ร้นในการทางานตลอดจนพัฒนาศักยภาพตนเอง 80 คณะกรรมการประเมินผลการปฏบิ ัติงานไม่มสี ่วนได้สว่ นเสยี ใน การประเมนิ 81 หลกั เกณฑ์การประเมนิ มมี าตรฐานสอดคล้องกบั ลักษณะ ของงาน รวมทง้ั มีความเปน็ ธรรม 82 ผบู้ ังคบั บัญชาให้ความเปน็ ธรรมแก่บุคลากรทุกคนในการ ประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงาน 83 สวสั ดิการท่ไี ด้รับเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปจั จุบัน 84 การบรหิ ารคา่ ตอบแทนจาเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องพจิ ารณาให้ เหมาะสมกบั สภาวการณข์ องหน่วยงานนัน้ 85 คา่ ตอบแทนการปฏบิ ตั ิงานตามหนา้ ท่คี วามรบั ผิดชอบจูงใจให้ บคุ ลากรมีการปฏิบัติงานอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ 86 ได้รบั คา่ ตอบแทนอยา่ งยตุ ิธรรมเม่ือเปรยี บเทยี บกับผู้ร่วม วชิ าชพี เดียวกัน 87 สถานทีท่ างานและลกั ษณะงานสง่ เสริมให้มสี ุขภาพจติ และ สขุ ภาพกายทดี่ ี 88 อุปกรณ์เครอ่ื งมือเคร่ืองใช้ในการทางานมีอยา่ งเพียงพอและมี ความเหมาะสมในการทางาน
237 ข้อท่ี ปจั จยั กาหนดรปู แบบการบริหารทรพั ยากรบคุ คลของ 5 ระดับการปฏิบตั ิ 1 สถานศึกษา 432 89 การใหส้ ภาพแวดลอ้ มในการทางานท่ีดี มคี วามเหมาะสม ความ ปลอดภยั เพ่อื สง่ เสริมความพร้อมต่อการปฏบิ ัติงาน 90 มโี อกาสพฒั นาความรู้และประสบการณ์ในการทางาน เชน่ การ อบรม สมั มนา และการดงู านนอกสถานที่ 91 มีโอกาสในการใช้ความรู้ ความสามารถ ในการทางานอย่างเต็มท่ี 92 มีโอกาสได้ใชค้ วามคดิ รเิ ร่ิมสร้างสรรค์ในการปฏิบตั งิ าน 93 มีความเป็นตัวของตวั เองในการปฏบิ ัตงิ าน 94 ความก้าวหน้าในสายอาชีพโดยผลการประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงาน จะเป็นองค์ประกอบสาคัญทผ่ี ูบ้ ริหารนามาพิจารณาใช้ในการ เลอื่ นตาแหน่ง 95 หวั หนา้ งานให้การสนบั สนนุ ในการแสวงหาความกา้ วหน้าในการทางาน 96 มีโอกาสทจ่ี ะไดร้ ับมอบหมายใหท้ างานท่ีต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบมากขน้ึ 97 มีความรู้สกึ ถึงความมน่ั คงในหน้าที่การงานท่ที าอยู่ 98 หวั หน้างานเปดิ โอกาสให้เลือกวิธปี ฏิบัตงิ านอย่างมีอิสระ 99 หวั หนา้ งานให้ความเปน็ ธรรมกับบุคลากรทุกคนเสมอภาคกัน 100 มีเวลาส่วนตวั ให้กับครอบครวั และเพื่อนตามความเหมาะสม 101 ปริมาณงานท่ไี ดร้ บั ในปัจจบุ นั มีความเหมาะสม 102 มคี วามพึงพอใจต่อจานวนวนั หยุดทีม่ ีอยู่ในปัจจุบัน 103 การเกดิ ประสทิ ธิภาพสูงสดุ ท้งั องคก์ รและผู้ไดร้ ับผลประโยชน์ เป็นเป้าหมายของทุกองค์กร 104 มคี วามสุขในการปฏิบตั ภิ ารกิจและหน้าที่ ที่ได้รบั มอบหมาย หรือรบั ผดิ ชอบ 105 มีความพึงพอใจต่อผลการปฏิบตั งิ านในหนา้ ท่ี ที่ได้รับ มอบหมายหรือรับผิดชอบ 106 รู้สึกว่างานท่ีทามีความท้าทาย และช่วยใหไ้ ด้เรยี นรแู้ ละมี ประสบการณ์มากขึน้ 107 หนว่ ยงานมีระบบการจดั การความรู้ท่ีดแี ละส่งผลใหก้ าร ปฏบิ ตั งิ านมปี ระสทิ ธภิ าพ
238 ขอ้ ท่ี ปจั จยั กาหนดรูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของ 5 ระดบั การปฏบิ ัติ 1 สถานศกึ ษา 432 108 การประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านจะเปน็ การวัดคุณภาพในการ ปฏบิ ตั งิ านของบุคลากร 109 การประเมินความรู้ ความสามารถ เพื่อเขา้ ส่ตู าแหนง่ ตา่ งๆ อยู่ บนพ้ืนฐานแห่งความถูกตอ้ ง เหมาะสม มีความยุติธรรม และ สามารถเช่อื ม่นั ในเกณฑ์การประเมินได้ 110 การพจิ ารณา ผลงาน ความสามารถ และความดีความชอบของ บุคลากรในหน่วยงาน อยู่บนพน้ื ฐานแห่งความถกู ต้อง เหมาะสม มีความยุตธิ รรม และสามารถเช่ือมั่นในเกณฑ์การ พจิ ารณาได้ 111 มีการสนบั สนนุ และสง่ เสริมให้มกี ารพฒั นาศกั ยภาพของ บุคลากร ดา้ นความกา้ วหน้าในตาแหน่งหนา้ ที่ / การผลติ ผล งานทางวิชาการ / เอกสาร / งานวิจัย / สง่ิ ประดิษฐแ์ ละ นวตั กรรมใหมๆ่ 112 การจดั กิจกรรมตา่ งๆ ทีเ่ ป็นการเสริมสรา้ งและเปล่ียนแปลง พฤติกรรมของบุคลากรใหม้ ีความรู้ ความสามารถ ทักษะและ ประสบการณ์ในการปฏบิ ตั ิงานใหด้ ยี ่ิงขนึ้ 113 บุคลากรมีการเรียนรู้การปฏบิ ตั งิ านเพ่ิมเติมอยเู่ สมอ ส่งผลต่อ ความก้าวหน้าในสายอาชีพ 114 เพ่ือนรว่ มงานใหค้ วามสนิทสนม ให้ความช่วยเหลอื หรอื สนับสนุนในการปฏบิ ัติภารกจิ หนา้ ท่ี และยอมรับผลงาน 115 ผปู้ ฏบิ ัตงิ านและเพ่ือนรว่ มงาน มกี ารแลกเปล่ียนความคดิ เห็น และข้อเสนอแนะในการปฏิบัตงิ าน 116 มีความพึงพอใจท่สี ามารถปรึกษาปญั หาการทางานและได้รับ การช่วยเหลอื เปน็ อยา่ งดีจากเพ่ือนรว่ มงาน 117 ได้รบั การยอมรับนบั ถือในผลงาน ความรู้ และความสามารถใน การปฏิบัตงิ านตามภารกิจและหนา้ ที่ จากผ้บู งั คับบญั ชาและ บุคคลากรภายในองค์กร 118 สามารถทางานเปน็ ทีม เพอื่ ให้เกิดความรว่ มมือระหวา่ งบคุ ลากร ในหน่วยงาน และการทางานเปน็ ทีมท่ีมีคุณภาพ
239 ขอ้ ที่ ปัจจัยกาหนดรปู แบบการบริหารทรพั ยากรบุคคลของ 5 ระดบั การปฏบิ ัติ 1 สถานศึกษา 432 119 ผบู้ ังคบั บัญชาสร้างบรรยากาศทเี่ ป็นกนั เองกับบคุ ลากร และเมื่อ ประสบปัญหาในการทางานผปู้ ฏิบัตงิ านสามารถปรึกษาหารือได้ 120 ผู้บังคับบัญชาให้ความเสมอภาคต่อบุคลากรภายในองค์กร ยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ และข้อเสนอแนะของบคุ ลากร 121 ผู้บังคับบัญชาให้คาแนะนาและสอนงานเพ่ือให้บรรลุเป้าหมาย ในการทางาน 122 องคก์ รมกี ารสง่ เสรมิ ขวญั กาลงั ใจของผ้ปู ฏบิ ัติงานและเสรมิ สรา้ ง ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวผูป้ ฏบิ ตั งิ านใหด้ ขี ้ึน 123 การแบง่ เบาภาระบางสว่ นให้กบั บคุ ลากร ทาใหบ้ ุคลากรเกิด ความผูกพนั และมีความจงรักภักดีต่อองค์กร 124 บคุ ลากรมักจะไม่พอใจเมอื่ มคี นพูดให้รา้ ยต่อองคก์ ร 125 บคุ ลากรมักจะแก้ตา่ งให้องค์กรเมอ่ื มีคนกลา่ วถึงองคก์ รในทางท่ีไม่ดี 126 องค์กรมบี คุ ลากรทร่ี ักษาผลประโยชน์ขององค์กร และมีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตาแหน่งตา่ งๆ ท่ีองค์กรต้องการ ทา ใหอ้ งค์กรได้รบั ผลประโยชนส์ งู สุด 127 บคุ ลากรรูส้ กึ ว่ามีขวญั และกาลงั ใจในการปฏบิ ตั ิงาน 128 ผู้บงั คับบัญชาให้เสรีภาพในการปฏิบตั งิ านแก่บุคลากร 129 องค์กรธารงรกั ษาไวซ้ ึ่งบุคลากรทอี่ งค์กรเลง็ เห็นว่ามีคณุ ภาพ สามารถนาพาองคก์ รใหป้ ระสบความสาเร็จตามวัตถปุ ระสงค์ ขององค์กร 130 บุคลากรเกดิ ความรสู้ ึกร่วมในฐานะสมาชิกขององค์กร 131 บุคลากรมีความรูส้ ึกว่าตนเองมคี วามสาคัญตอ่ องค์กรเท่าเทียม กับบุคลากรคนอ่ืนๆ 132 บคุ ลากรรู้สกึ มีความสุขท่ีได้ปฏิบตั ิงานในองค์กร 133 บคุ ลากรรูส้ กึ ต่อองค์กรเหมอื นเปน็ ครอบครัวของตนเอง 134 บคุ ลากรไม่เคยคดิ จะลาออก และจะทางานกับองคก์ รจนถึงวัยเกษียณ 135 เมื่อบคุ ลากรทางานผิดพลาด ผบู้ ังคบั บัญชาจะเขา้ มาช่วยแกไ้ ข ปญั หาให้เสมอ
240 ข้อที่ ปจั จยั กาหนดรูปแบบการบริหารทรัพยากรบคุ คลของ 5 ระดบั การปฏบิ ตั ิ 1 สถานศึกษา 432 136 เมอ่ื บุคลากรทางานบกพร่อง ผูบ้ งั คับบญั ชายินดรี ่วมรบั ผิดชอบ ในขอ้ บกพร่องนนั้ ดว้ ย 137 ผู้บังคบั บญั ชาปฏบิ ัติต่อบุคลากรทุกคนอยา่ งใหเ้ กียรติ 138 ผู้บงั คับบญั ชาใหค้ วามสนใจต่อบุคลากรทกุ คนอย่างสม่าเสมอ 139 ผบู้ ังคับบญั ชามีการจดั ระบบงานทีด่ ี และมปี ระสิทธิภาพ 140 ระยะเวลาท่บี ุคลากรใชใ้ นการปฏบิ ัตงิ านมีความเหมาะสมกับ งานแต่ละประเภท 141 ปริมาณงานท่ีบคุ ลากรสามารถปฏิบตั ิไดส้ าเร็จเมื่อเทยี บกับ มาตรฐานเป็นไปตามวัตถุประสงคข์ ององค์กร 142 บุคลากรมผี ลการปฏิบตั ิงานไดค้ รบถ้วนมปี ระสทิ ธิภาพและเกดิ ประสทิ ธผิ ลตามที่องค์กรคาดหวัง 143 งานทบ่ี ุคลากรทามีความถูกต้อง ครบถว้ น รวดเรว็ และมีความ เรียบรอ้ ยของผลงานทสี่ าเร็จ 144 บคุ ลากรปฏิบตั ิงานได้ตามระยะเวลาทอ่ี งค์กรกาหนด 145 องค์กรมวี ัตถปุ ระสงค์การปฏบิ ตั งิ านท่ีชดั เจนและมีเปา้ หมายที่ เหน็ พอ้ งตอ้ งกนั กบั บุคลากร 146 ผ้บู ริหารมกี ารวางแผนงานในแต่ละหน้าท่ีเพอื่ ใหง้ านราบรื่นและ บรรลจุ ุดมุง่ หมาย 147 บคุ ลากรในองค์กรมที ักษะในการแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ ในการ ปฏิบัติงานไดเ้ ป็นอย่างดี 148 ผูบ้ ริหารตอ้ งมีบทบาททาให้การดาเนินงานหรือการบรหิ ารงาน ในองค์กรเป็นไปดว้ ยความเรียบรอ้ ย 149 ผูบ้ ริหารให้คาแนะนาและชว่ ยเหลือบุคลากรแก้ปัญหาในการ ปฏิบตั ิงานอยา่ งจรงิ ใจและหว่ งใยอย่เู สมอ 150 บุคลากรในองค์กรใหค้ วามเอาใจใสต่ ่อเพอื่ นร่วมงาน และ ผู้รับบริการเป็นอย่างดี 151 บุคลากรในองค์กรมีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ในเรอื่ ง งานกับผู้ท่ีเกยี่ วขอ้ งเพื่อเพิ่มประสิทธภิ าพของงานใหด้ ขี ้ึน
241 ขอ้ ท่ี ปัจจยั กาหนดรูปแบบการบริหารทรพั ยากรบุคคลของ 5 ระดบั การปฏบิ ัติ 1 สถานศึกษา 432 152 บคุ ลากรในองค์กรสามารถใหค้ าปรึกษาแนะนาแก่เพื่อนรว่ มงาน คนอ่ืนๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดี 153 บคุ ลากรเปน็ ทรัพยากรบุคคลผปู้ ฏิบัตงิ านอุทศิ เพื่อความสาเรจ็ อนั ยัง่ ยืนตามวตั ถปุ ระสงคข์ ององค์กร 154 บคุ ลากรในองค์กรทุกคนมักจะทารายงานการทางานอย่าง ละเอยี ดรอบคอบอยู่เสมอๆ 155 องค์กรมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะ และการ ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อองค์กรและบุคลากร 156 บุคลากรมีการวางแผนในการทางานที่รอบคอบและรัดกมุ อยู่ เสมอจึงทาให้ประหยดั ทรพั ยากรและสามารถใช้ทรัพยากรอย่าง จากดั และเกดิ ประโยชน์สูงสุด 157 บคุ ลากรมีความรบั ผดิ ชอบและความกระตือรอื รน้ ทีจ่ ะทางานที่ รบั ผิดชอบใหป้ ระสบผลสาเรจ็ ตามที่องค์กรกาหนด 158 องค์กรมกี ารวัดผลงานท่ีผา่ นมาเพอ่ื เปรียบเทียบกับมาตรฐาน การปฏิบตั งิ านของบุคลากรวา่ อยใู่ นระดับใด 159 องค์กรมีการปรับเปล่ยี นวิธีการปฏบิ ัติงานเพอ่ื ให้บคุ ลากรมี ประสิทธิภาพมากยิง่ ขน้ึ 160 องค์กรมีการพฒั นารูปแบบของการประเมินผลการปฏิบตั งิ าน และการสร้างองคก์ รแห่งการเรยี นรู้ใหเ้ กดิ ขึน้ ในตัวบุคลากรทกุ คน ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะอ่ืนๆ เก่ียวกับรูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของสถานศึกษาสังกัด สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ ............................................................................................................................. ................................ ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................ ............................................................................................................................. ................................ ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................ ............................................................................................................................. ................................
ภาคผนวก ฏ แบบประเมินสมั ภาษณ์ความคิดเห็นผทู้ รงคุณวุฒิและผ้เู ชี่ยวชาญฯ ในการตรวจสอบยืนยันรูปแบบการบริหารทรัพยากรบุคคลของสถานศึกษา สงั กัดสานกั งานตารวจแหง่ ชาติ
243 แบบประเมินสัมภาษณ์ผู้เช่ียวชาญและผู้ทรงคณุ วุฒิ เร่อื ง การพัฒนารปู แบบการบรหิ ารทรพั ยากรบุคคลของสถานศึกษาสังกดั สานกั งานตารวจแห่งชาติ ------------------------------------------------------------------------------------------------- ชื่อ-นามสกุล (ผู้ประเมนิ )................................................................................................................... ตาแหน่ง..................................................................หนว่ ยงาน........................................................... คาชี้แจง 1. แบบประเมนิ นี้จัดทาข้นึ เพื่อใหผ้ ูเ้ ชี่ยวชาญและผูท้ รงคณุ วุฒิฯ ประเมนิ รูปแบบการบริหารทรัพยากร บุคคลของสถานศึกษาสังกัดสานักงานตารวจแห่งชาติ ที่ผู้วิจัยได้ค้นพบและพัฒนาข้ึน โดยพบว่า ประกอบด้วย 7 องคป์ ระกอบ 36 ตวั แปร ดังนี้ องคป์ ระกอบที่ 1 “การวางแผนทรัพยากรมนุษย์” ประกอบไปด้วย 8 ตวั แปร ได้แก่ 1. มีการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมท้ังภายในและภายนอกท่ีมีอิทธิพลต่อการ บริหารงานบคุ คลของสถานศกึ ษา 2. มีการจดั ทาวสิ ัยทัศนข์ ององค์การท่ชี ัดเจนรว่ มกนั 3. มีการช้ีแจงนโยบายการดาเนินงานและโครงสร้างการบริหารงานบคุ คลให้ผ้ปู ฏิบตั งิ านทราบ 4. มกี ารประชาสมั พันธ์ในเร่ืองการวางแผนการบริหารงานบุคคลอย่างชดั เจน 5. สถานศกึ ษามีการสารวจความเพียงพอของบุคลากรต่อภาระงานในปจั จบุ ัน 6. บุคลากรได้มีการวางแผนในการทางานที่รอบคอบและรัดกุมอยู่เสมอจึงทาให้ประหยัด ทรพั ยากรและสามารถใช้ทรพั ยากรอย่างจากัดและเกิดประโยชน์สูงสุด 7. บุคลากรมีความรับผิดชอบและความกระตือรือร้นท่ีจะทางานที่รับผิดชอบให้ประสบ ผลสาเร็จตามทอ่ี งคก์ ารกาหนด 8. องค์กรมีการปรบั เปลย่ี นวธิ ีการปฏบิ ัตงิ านเพื่อให้บคุ ลากรมีประสิทธภิ าพมากยิ่งขึน้ องค์ประกอบที่ 2 “การพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์”ประกอบไปด้วย 7 ตวั แปร ได้แก่ 1. มกี ารจดั ทาแผนพัฒนาความสามารถของบุคลากรในอนาคต ได้แก่ การฝึกอบรมในงาน ท่ีทาและการให้การศกึ ษาตอ่ เน่อื ง 2. บุคลากรได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการฝึกอบรมและพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถอยา่ งสม่าเสมอและต่อเนอื่ ง 3. การเขา้ รับการฝึกอบรมของบุคลากรสามารถลดข้อบกพรอ่ งในการปฏิบตั งิ านได้ 4. บุคลากรท่ีเข้ารับการฝึกอบรมเกิดการเปล่ียนแปลงคุณลักษณะไปในทิศทางท่ีองค์กร ตอ้ งการ 5. องค์กรมีการปรับปรุงประสิทธิภาพของบุคลากรให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการ ปฏบิ ัติงานของบุคลากรอยู่เสมอ
244 6. มกี ารสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ด้านความก้าวหน้าใน ตาแหนง่ หนา้ ท่ี / การผลติ ผลงานทางวชิ าการ / เอกสาร / งานวิจัย / สงิ่ ประดษิ ฐ์และนวตั กรรมใหม่ๆ 7. การจัดกิจกรรมต่างๆ ท่ีเป็นการเสริมสร้างและเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคลากรให้มี ความรู้ ความสามารถ ทกั ษะและประสบการณใ์ นการปฏิบตั ิงานให้ดยี ่ิงขึน้ องค์ประกอบท่ี 3 “การบริหารค่าตอบแทน” ประกอบไปดว้ ย 3 ตัวแปร ได้แก่ 1. มีการเลื่อนขน้ั เงนิ เดอื นทีเ่ ป็นระบบ โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ 2. มีระบบการเล่ือนข้ันเงินเดือนโดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานและวัตถุประสงค์ของงานแต่ ละงาน 3. การพิจารณา ผลงาน ความสามารถ และความดีความชอบของบุคลากรในหน่วยงาน อยบู่ นพืน้ ฐานแหง่ ความถูกตอ้ ง เหมาะสม มีความยุติธรรม และสามารถเช่ือมั่นในเกณฑ์การพิจารณา ได้ องคป์ ระกอบที่ 4 “การให้สวัสดกิ าร” ประกอบไปดว้ ย 4 ตวั แปร ได้แก่ 1. มีการสารวจความต้องการเกี่ยวกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์เก้ือกูลเป็นระยะๆ โดย เปรยี บเทยี บกบั หน่วยงานอนื่ ทม่ี ลี กั ษณะเดยี วกนั 2. มีการนาเอาผลสารวจไปปรับปรุงเปล่ียนแปลงสวัสดิการ สิทธิประโยชน์เก้ือกูลให้ บุคลากรในองค์กร 3. มกี ารกาหนดดา้ นสวัสดกิ ารที่จูงใจใหป้ ฏบิ ตั งิ านอย่างเตม็ ที่และมปี ระสทิ ธภิ าพ 4. สวสั ดกิ ารท่ไี ดร้ ับเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกจิ ปจั จบุ ัน องคป์ ระกอบที่ 5 “การประเมินผลการปฏิบตั งิ าน” ประกอบไปด้วย 5 ตัวแปร ไดแ้ ก่ 1. มีการเสนอช่ือบุคลากรในองค์กรท่ีมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์เหมาะสมกับ ตาแหน่งทีต่ ้องการเป็นการสง่ เสริมและพฒั นาความก้าวหนา้ ทางอาชีพของบุคลากร 2. มีการกาหนดนโยบายและวัตถุประสงค์การประเมินผลการปฏิบัตงิ านชดั เจน 3. ผู้บังคบั บญั ชาให้ความเปน็ ธรรมแกบ่ ุคลากรทุกคนในการประเมินผลการปฏิบตั ิงาน 4. บุคลากรมีการเรียนรู้การปฏิบตั ิงานเพ่ิมเติมอยเู่ สมอ สง่ ผลต่อความก้าวหน้าในสายอาชพี 5. ได้รับการยอมรับนับถือในผลงาน ความรู้ และความสามารถในการปฏิบัติงานตาม ภารกจิ และหนา้ ท่ี จากผ้บู งั คบั บัญชาและบุคลากรภายในองค์กร องค์ประกอบที่ 6 “การสรรหา” ประกอบไปดว้ ย 5 ตัวแปร ไดแ้ ก่ 1. มีการกาหนดทักษะ ความรู้ ประสบการณ์และความสามารถของบุคลากรท่ีสอดคล้อง กบั วสิ ยั ทศั น์ พันธกจิ และกลยุทธข์ ององค์การ 2. มกี ารกลั่นกรองตรวจสอบคณุ สมบัติขน้ั ตน้ ของบุคลากร 3. องค์กรธารงรักษาไว้ซึ่งบุคลากรท่ีองค์กรเล็งเห็นว่ามีคุณภาพ สามารถนาพาองค์กรให้ ประสบความสาเรจ็ ตามวตั ถุประสงค์ขององค์กร 4. บุคลากรมีผลการปฏิบัติงานได้ครบถ้วนมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามที่องค์กร คาดหวงั 5. บุคลากรปฏิบตั งิ านไดต้ ามระยะเวลาที่องคก์ รกาหนด
245 องค์ประกอบที่ 7 “การคัดเลอื ก” ประกอบไปด้วย 4 ตัวแปร ไดแ้ ก่ 1. มีการสารวจข้อมูลพ้ืนฐานของบุคลากร ได้แก่ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์และ ความสามารถ 2. มีการคัดเลือกคณะกรรมการสอบคัดเลอื กอยา่ งโปร่งใส ไม่ถูกครอบงาจากอิทธพิ ลใดๆ 3. มีการสอบขอ้ เขยี นภาคความรู้ ความสามารถในการปฏบิ ัติงาน 4. มีการสอบสมั ภาษณ์เพอื่ การคัดเลือกอยา่ งเหมาะสม เมื่อท่านได้พจิ ารณารูปแบบการบรหิ ารทรัพยากรบคุ คลของสถานศกึ ษาสงั กัด สานักงานตารวจแห่งชาติ ขา้ งต้นแลว้ ขอได้โปรดประเมินรูปแบบดงั กลา่ วโดยมีประเดน็ ในการ ประเมิน 4 ดา้ น ดังนี้ 1.1 ความถูกต้อง (Accuracy) เป็นการประเมินความถูกต้อง ความน่าเช่ือถือ คือ 1) ต้องเปน็ รูปแบบทีม่ สี าระ/ประเด็นครอบคลุมครบถ้วนถูกต้อง 2) มีวัตถุประสงค์ 3) มีขั้นตอนการใช้ 4) มีที่มาจากแหล่งข้อมูลและการได้มาซึ่งข้อมูลอย่างชัดเจน 5) มีการรวบรวมข้อมูลจากเครื่องมือ และแหล่งข้อมูลท่ีหลากหลาย และ 6) มีการวิเคราะห์ข้อมูลท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่สมบูรณ์ และชดั เจน 1.2 ความเหมาะสม ( Propriety) เป็นการประเมินความเหมาะสมทั้งในด้าน กฎหมายและศีลธรรมจรรยา คอื 1) คานงึ ถึงกฎหมาย 2) การรักษาสทิ ธิ และ 3) ความเป็นธรรมกับผู้ มีส่วนเกย่ี วขอ้ งทกุ ฝ่ายหรือทุกกลมุ่ 1.3 ความเป็นไปได้ (Feasibility) เปน็ การประเมินความเป็นไปได้ในการนาไปปฏิบัติ จริง คือ 1) สามารถนารูปแบบไปปฏิบัติได้จริง 2) มีทรัพยากรเพียงพอท่ีจะปฏิบัติได้ 3) ปลอดจาก ภาวะเสีย่ งทจี่ ะเกิดขึน้ และ 4) มกี ฎ ระเบยี บ ข้อบังคบั และกฎหมายท่เี ออ้ื ใหป้ ฏิบัติได้ 1.4 ความเป็นประโยชน์ (Utility) เป็นการประเมินอรรถประโยชน์ คือ 1) การ ตอบสนองความตอ้ งการของผใู้ ช้รูปแบบ 2) การกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านการบริหารจัดการ(กรณี เป็นรูปแบบเก่ียวกับการบริหาร) 3) ให้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์สาหรับผู้ปฏิบัติ 4) จะเกิดผลดีต่อ สถานศึกษา หนว่ ยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้รบั ผิดชอบ ผูม้ ีสว่ นไดส้ ่วนเสยี และชมุ ชน 2. แบบประเมินน้ีเป็นแบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้แก่ 5 หมายถึง การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง การประเมินอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง การ ประเมนิ อย่ใู นระดับปานกลาง 2 หมายถึง การประเมินอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง การ ประเมินอย่ใู นระดับน้อยทีส่ ดุ 3. โปรดพิจารณารายการประเมิน แล้วทาเคร่ืองหมาย ลงในช่องท่ีตรงกับระดับการ ประเมินของท่าน
รายการประเมิน 5 ระดบั การประเมนิ 246 432 1 ประเดน็ ที่ 1: ดา้ นความถกู ต้อง 1. เป็นรูปแบบท่ีมีสาระ/ประเด็น ครอบคลุมครบถว้ นถูกตอ้ ง 2. เป็นรูปแบบท่ีมีวัตถุประสงค์ ชดั เจน 3. เป็นรูปแบบที่มีขั้นตอนการใช้ ชดั เจน 4. เป็นรูปแบบที่มาจากแหล่งข้อมูล และการได้มาซ่ึงขอ้ มูลอยา่ งชัดเจน 5. เป็นรูปแบบที่มีการรวบรวม ขอ้ มูลจากเครื่องมอื และแหล่งข้อมูล ทหี่ ลากหลาย 6. เป็นรูปแบบท่ีมีการวิเคราะห์ ข้ อ มู ล ท้ั ง เ ชิ ง ป ริ ม า ณ แ ล ะ เ ชิ ง คุณภาพท่ีสมบูรณแ์ ละชัดเจน ประเด็นท่ี 2: ด้านความเหมาะสม 7. เป็นรูปแบบทคี่ านึงถงึ กฎหมาย 8. เป็นรูปแบบที่คานึงถึงการรักษา สิทธิของผู้ทเี่ กย่ี วข้อง 9. เป็นรูปแบบที่ให้ความเป็นธรรม กับผู้มีส่วนเก่ียวข้องทุกฝ่ายหรือทุก กลมุ่ ประเดน็ ที่ 3: ดา้ นความเปน็ ไปได้ 10. เป็นรูปแบบที่สามารถนาไป ปฏิบตั ิได้จรงิ 11. เป็นรูปแบบที่มีทรัพยากรเพียง พอทีจ่ ะปฏบิ ัตไิ ด้ 12. เป็นรูปแบบท่ีปลอดจากภาวะ เสีย่ งท่จี ะเกดิ ขนึ้ 13. เป็นรูปแบบท่ีมีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายท่ีเอื้อให้ ปฏิบัตไิ ด้
247 รายการประเมิน ระดบั การประเมิน 54321 ประเด็นที่ 4: ด้านความเป็นประโยชน์ 14. เป็นรูปแบบที่ตอบสนองความ ตอ้ งการของผ้ใู ชร้ ปู แบบ 15. เป็นรูปแบบท่ีช่วยกระตุ้นให้ เ กิ ด ก า ร พั ฒ น า ด้ า น ก า ร บ ริ ห า ร จดั การ 16. เป็นรูปแบบที่ให้สารสนเทศที่ เป็นประโยชนส์ าหรบั ผูป้ ฏบิ ัติ 17. เป็นรูปแบบท่ีจะเกิดผลดีต่อ สถานศึกษา หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ผู้รับผิดชอบ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชมุ ชน ข้อเสนอแนะเพิ่มเตมิ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ........................................................................................................................................ ........................ ........................................................................................................... ..................................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ........ ขอกราบขอบพระคุณ รอ้ ยตารวจเอก สริ ภิ ัชกรณ์ ดวงคา นักศึกษาระดบั ดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศกึ ษา บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ภาคผนวก ฐ ส่วนการศึกษา สานักงานตารวจแหง่ ชาติ และประวตั ิสถานศกึ ษาสังกัดสานกั งานตารวจแหง่ ชาติ
249 สว่ นการศกึ ษา สานักงานตารวจแห่งชาติ (พร้อมประวตั โิ ดยสงั เขป) ได้แก่ 1.กองบญั ชาการศกึ ษา (บช.ศ.) ภาพที่ 2.2 กองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจแห่งชาติ (ภาพจากเว็บไซต์ของ กองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจแห่งชาติ) ประวัติกองบัญชาการศึกษา จัดตั้งข้ึนคร้ังแรกตามพระราชกฤษฎีกาการแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ เมื่อ 24 สิงหาคม 2491โดยมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 กันยายน 2491 เป็นหน่วยงานระดับกองบังคับการขึ้นตรงต่อกรม ตารวจชื่อว่า \"กองบังคับการกองการศึกษา(บก.ศษ.)\"มีหน้าที่ผลิตตารวจใหม่ทุกระดับช้ันให้กับ หน่วยงานตา่ งๆ และฝกึ อบรมเพอ่ื เพ่มิ พูนความรู้แก่ข้าราชการตารวจที่ปฏิบัติหน้าท่ีในสาขาวิชาต่างๆ โดยมที ีต่ ง้ั อยู่บรเิ วณ กรมตารวจ ปทุมวัน กรงุ เทพฯ ¤ พ.ศ. 2444 (ร.ศ.120) : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้จัดตั้ง \"โรงเรียนนายรอ้ ยตารวจ จงั หวัดนครราชสมี า\" ¤ พ.ศ. 2445 (ร.ศ.121) : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระราชหัตถ เลขาถึงกรมหลวงดารงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้ท่ีบริเวณตึกดิน ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เป็นสถานท่ีต้ังโรงเรียนนายร้อยตารวจ สาหรับฝึกหัดนายร้อยตารวจภูธรซ่ึงพระ ราชหัตถเลขาฉบับนี้ถือว่าเป็นเอกสารฉบับแรกในประวัติศาสตร์ท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษาของกรม ตารวจ ¤ พ.ศ. 2451 : จัดตั้ง \" โรงเรียนพลตารวจตระเวน\" ที่บริเวณวัดประยูรวงศ์ เชิงสะพาน พระพุทธยอดฟ้า ฝั่งธนบุรี เพ่ือผลิตพลตารวจนครบาลเป็นคร้ังแรก ต่อมาได้ย้ายมาต้ังอยู่ท่ีบางเขน (ท่ีตง้ั สโมสรตารวจในปจั จบุ นั ) ¤ พ.ศ.2458 : รวมกรมพลตระเวน และกรมตารวจภูธรเป็นกรมเดียวกัน ให้ช่ือว่า \"กรมตารวจภูธร และตารวจนครบาล\" โรงเรยี นพลตารวจตระเวน จงึ เปลยี่ นชื่อเปน็ \" โรงเรยี นตารวจนครบาล \" ¤ พ.ศ.2477 : จดั ตั้งโรงเรยี นนายร้อยตารวจภธู ร หว้ ยจรเข้ นครปฐม
250 ¤ พ.ศ.2481 : จัดตั้งโรงเรียนตารวจภูธรเขตขึ้นตามกองบังคับการตารวจภูธรเขตต่างๆ เพื่อผลิต พลตารวจภธู รตามเขตนน้ั ๆ โดยมีสายการบังคับบญั ชา ข้ึนอยู่กบั กองบงั คับการตารวจภธู รนั้นๆ ¤ พ.ศ.2491 : พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ ตั้ง กองบังคับการกองการศึกษา (บก.ศษ.) ข้นึ ตรงตอ่ ตร.มีหน่วยงานในสงั กดั ประกอบด้วย - กองกากับการโรงเรยี นนายร้อยตารวจ - กองกากับการโรงเรยี นนายสิบตารวจและพลตารวจ ¤ พ.ศ.2495 : พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ ยกฐานะกองจเรตารวจ (เทียบ บก.) เป็น\"กองบญั ชาการจเรตารวจ\" มีหนว่ ยงานในสงั กัดประกอบด้วย - กองบัญชาการ - กองวชิ าการ - กองแพทย์ - กองโรงเรยี นอบรมนายตารวจ - กองการศึกษา และได้จัดต้ังโรงเรียนผู้กากับการ สารวัตรและผู้บังคับกองมีฐานะเป็น กก. ขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการ จเรตารวจ ¤ พ.ศ.2496 : แยกโรงเรียนผูก้ ากับ สารวัตรและผู้บังคับกอง เป็น 2 โรงเรียน คือ โรงเรียนผู้กากับการ โรงเรียนสารวัตรและผู้บังคับกอง แต่ก็ยังขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการจเรตารวจ และในปีเดียวกันน้ีได้ สรา้ งโรงเรียนตารวจข้ึนที่ ตาบลตลาดบางเขน อาเภอบางเขน จังหวัดพระนคร ใช้ช่ือว่า ศูนย์การฝึก บางเขน อยู่ในสังกัดกองบญั ชาการตารวจนครบาล ¤ โรงเรยี นผกู้ ากบั การ และโรงเรียนสารวัตร ผู้บังคับกองข้ึนตรงต่อกองการศึกษา กองบังคับการกอง การศึกษา แต่กย็ ังขึน้ ตรงตอ่ กองบญั ชาการจเรตารวจ มีหน่วยงานในสังกดั ประกอบดว้ ย » กองบัญชาการ » กองวชิ าการ » กองแพทย์ » กองการศกึ ษา ประกอบด้วย » โรงเรยี นผกู้ ากับการ » โรงเรียนสารวตั ร- ผบู้ ังคบั กอง » กองกากับการโรงเรียนนายรอ้ ยตารวจ » กองร้อยประจากองบงั คับการ ¤ พ.ศ.2503 : พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาการแบ่ง ส่วนราชการฉบับเดิมท้ังหมด และได้ยกฐานะ \" กองบังคับการกองการศึกษา \" เป็น \" กองบัญชา การศกึ ษา (บช.ศ.) \" สถานท่ตี ้ังครงั้ แรก ภายในบริเวณโรงเรียนนายร้อยตารวจ มีหน่วยงานในสังกัด ประกอบดว้ ย » แผนกข้ึนตรงต่อกองบัญชาการศึกษา » กองอานวยการศกึ ษา » กองอานวยการโรงเรียนสบื สวน
251 » กองกากบั การโรงเรียนนายรอ้ ยตารวจ » กองกากับการโรงเรียนนายสบิ ตารวจ » กองกากับการโรงเรยี นตารวจภูธร 1 - 4 » โรงเรียนตารวจภูธร 1 ตัง้ อยู่ ณ จงั หวัด นครปฐม » โรงเรียนตารวจภธู ร 2 ตั้งอยู่ ณ จังหวดั นครราชสมี า » โรงเรยี นตารวจภธู ร 3 ต้ังอยู่ ณ จังหวัด ลาปาง » โรงเรียนตารวจภธู ร 4 ตง้ั อยู่ ณ จังหวัด ปัตตานี » กองร้อยประจากองบัญชาการ ¤ พ.ศ.2514 : พระราชกฤษฎกี าแบง่ สว่ นราชการกรมตารวจ ยกฐานะกองกากับการโรงเรียนนายร้อยตารวจ เป็นกองบังคบั การ และเพม่ิ โรงเรียนตารวจภธู ร 1 - 4 เป็นโรงเรียนตารวจภูธร 1 - 9 ดังน้ี » โรงเรยี นตารวจภูธร 1 ตั้งอยู่ ณ จังหวดั สระบรุ ี » โรงเรียนตารวจภูธร 2 ตั้งอยู่ ณ จงั หวดั ชลบรุ ี » โรงเรียนตารวจภธู ร 3 ตั้งอยู่ ณ จงั หวัด นครราชสีมา » โรงเรยี นตารวจภธู ร 4 ตั้งอยู่ ณ จังหวดั ขอนแกน่ » โรงเรียนตารวจภธู ร 5 ต้งั อยู่ ณ จงั หวัด ลาปาง » โรงเรียนตารวจภูธร 6 ตง้ั อยู่ ณ จงั หวัด นครสวรรค์ » โรงเรียนตารวจภูธร 7 ตง้ั อยู่ ณ จังหวดั นครปฐม » โรงเรยี นตารวจภูธร 8 ตัง้ อยู่ ณ จังหวัด สุราษฎร์ธานี » โรงเรยี นตารวจภธู ร 9 ตง้ั อยู่ ณ จงั หวดั ยะลา ¤ พ.ศ.2528 : โรงเรียนสืบสวน กรมตารวจ เปลี่ยนชื่อเป็น \" สถาบันพัฒนาข้าราชการตารวจ \" มี ฐานะเปน็ \" กองบังคับการ \" ¤ พ.ศ.2535 : ยกฐานะ กองบังคับการโรงเรียนนายร้อยตารวจ เป็น \" กองบัญชาการโรงเรียนนาย รอ้ ยตารวจ \"ข้ึนตรงต่อกรมตารวจ ¤ พ.ศ.2539 : ตง้ั \" ฝ่ายอานวยการ กองบัญชาการศกึ ษา \" เปน็ หน่วยงานเทียบ \" กองกากบั การ \" ¤ พ.ศ.2548 : ตง้ั \" ฝ่ายอานวยการ กองบญั ชาการศกึ ษา \" เปน็ หน่วยงานเทียบ \" กองบงั คับการ \" ¤ พ.ศ.2552 : พระราชกฤษฎกี าแบง่ ส่วนราชการสานกั งานตารวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 ให้หน่วยงาน ในสังกดั บช.ศ. เพมิ่ ขนึ้ ประกอบด้วย » กองอานวยการและมาตรฐานการศกึ ษา เปล่ียนช่ือเปน็ \" กองบังคบั การอานวยการ \" » สถาบันพฒั นาขา้ ราชการตารวจ เปลี่ยนชอ่ื เป็น \" วทิ ยาลยั การตารวจ \" » ศูนย์ฝึกอบรมตารวจกลาง เปลี่ยนช่ือเป็น \" กองบังคับการฝึกอบรมตารวจกลาง \"มีฐานะเป็น \" กองบงั คับการ \" และมกี ารต้ังหน่วยงานขน้ึ ใหม่อีก 3 หน่วย มีฐานะเปน็ \" กองบงั คับการ \" ดงั นี้ » สานักการศกึ ษาและประกันคุณภาพ » สถาบนั ฝกึ อบรมระหวา่ งประเทศฯ (ILEA) » กลุ่มงานอาจารย์
252 ¤ พ.ศ.2558 : กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอื่นใน สานักงานตารวจแห่งชาติ (ฉบับที่ 6 ) พ.ศ.2558 ลง 9 เม.ย.58 ให้ \" สถาบันฝึกอบรมระหว่าง ประเทศฯ (ILEA) \" สังกดั \" สานกั งานตารวจแห่งชาติ \" กองบัญชาการศกึ ษาประกอบดว้ ยหน่วยงานตา่ งๆ ดังนี้ 1.1 กองบงั คบั อานวยการ 1.2 สานักการศกึ ษาและประกันคณุ ภาพ 1.3 วทิ ยาลัยการตารวจ 1.4 กองบงั คบั การฝกึ อบรมตารวจกลาง 1.5 กองการสอบ 1.6 กลุม่ งานอาจารย์ บทบาทหนา้ ทขี่ องกองบัญชาการศกึ ษา มีอานาจหน้าท่ีดังตอ่ ไปน้ี (ก) เป็นฝ่ายอานวยการด้านยุทธศาสตร์ให้สานักงานตารวจแห่งชาติในการวางแผน ควบคุม ตรวจสอบ ให้คาแนะนาและเสนอแนะการปฏิบัติงานตามอานาจหน้าท่ีของกองบัญชาการ ศึกษาและหน่วยงานในสงั กดั (ข) วางระบบและมาตรฐานการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการตารวจให้กับหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนกากับดแู ลใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐาน (ค) ดาเนนิ การเก่ียวกับการสรรหาบคุ คลเพ่ือเข้ารบั ราชการตารวจ (ง) ศึกษาและเสนอแนะนโยบาย แผนงาน และงบประมาณในการพัฒนาข้าราชการตารวจเพื่อ กาหนดทิศทางและมาตรฐานเป็นเกณฑใ์ หห้ นว่ ยงานตา่ งๆ ยึดถอื ปฏิบัติ (จ) ดาเนินการวิเคราะห์ค้นหาความจาเป็นในการฝึกอบรม การสร้างและพัฒนาหลักสูตร มาตรฐาน และการประกันคณุ ภาพการศกึ ษาระบบการเรยี นการสอน จัดฝึกอบรมก่อนเข้ารับ ราชการตารวจ และจัดฝึกอบรมเพ่ือเพ่ิมพูนประสิทธิภาพของข้าราชการตารวจ พนักงาน ราชการและลกู จา้ งในสานกั งานตารวจแห่งชาติ (ฉ) ศึกษา วิเคราะห์ และส่งเสริมมาตรฐานทางวิชาการเกี่ยวกับเน้ือหาของหลักสูตร ระบบ รูปแบบ เทคนิค วิธีการเรียนการสอนและฝึกอบรมบุคลากรท่ีทาหน้าที่สอนฝึกอบรม และผู้ เข้ารับการศึกษาอบรม เพื่อพัฒนามาตรฐานทางด้านวิชาการของสานักงาน ตารวจแห่งชาติ รวมทงั้ การตดิ ตามประเมินผลการศึกษาอบรมของหนว่ ยงานอน่ื ในสานกั งานตารวจแหง่ ชาติ (ช) ดาเนินการส่งเสริมจรยิ ธรรมและพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการตารวจ (ซ) ดาเนินการเกี่ยวกับการฝึกอบรมให้กับภาครัฐและภาคเอกชนเพ่ือสนับสนุนการป้องกันและ ปราบปรามอาชญากรรม การรักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยในกิจการ ของตารวจ
253 (ฌ) ประสานความร่วมมอื กบั สถาบันการศึกษาหรือองค์กรอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพ่ือ ส่งเสริมสนับสนุนในการจัดการศึกษาและฝึกอบรมข้าราชการตารวจ พนักงานราชการและ ลกู จ้างในสานกั งานตารวจแห่งชาติ (ญ) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับ มอบหมาย กองบัญชาการศึกษา มีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับกองบังคับการในสังกัด 2 แห่งคือ วทิ ยาลัยการตารวจ และกองบังคับการฝกึ อบรมตารวจกลาง 1.1 วิทยาลัยการตารวจ ภาพท่ี 2.3 วิทยาลัยการตารวจ (ภาพจากเว็บไซต์ของกองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจ แห่งชาติ) ประวตั ิวทิ ยาลัยการตารวจ โรงเรียนสืบสวน กรมตารวจ ต้ังอยู่ในบริเวณศูนย์การอบรมข้าราชการกระทรวงมหาดไทย วังสวนสุนันทนา เป็นโรงเรียนท่ีต้ังขึ้น สมัย ฯพณฯ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตารวจ โดยที่พิจารณาเห็นว่าในต่างประเทศนั้น นอกจากจะมีวิทยาลัยตารวจเป็นโรงเรียนที่ให้ความรู้ใน ด้านวทิ ยาการตารวจแล้วยงั มโี รงเรยี นฝา่ ยสืบสวนสาหรับทาหน้าทีอ่ บรม พนัก งานสืบสวนโดยเฉพาะ อีกด้วย จึงได้ต้ังคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้กาหนดระเบียบการและ หลักสูตร การอบรม โดยได้เปิดเป็นรุ่นแรก ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2495 ซึ่งเป็นรุ่นทดลอง ต่อมา กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาเห็นว่าโรงเรียนสืบสวนน้ีมีประโยชน์ทั้งข้าราชการฝ่ายปกครองและ ตารวจซ่ึงเป็นผู้มีหน้าท่ีในการ สืบสวน จึงได้มีคาสั่ง กระทรวงมหาดไทย ท่ี 750/2495 ลงวันท่ี 20 สงิ หาคม 2495 กาหนดระเบียบ และหลักสูตรการสืบสวนขึ้น ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้กาหนดผู้ที่ จะเขา้ ศกึ ษาอบรมในโรงเรยี นสบื สวนไว้สองประเภท คือ ข้าราชการฝ่ายตารวจและฝ่ายปกครอง ซึ่งมี หน้าท่ีในการสบื สวนสอบสวนเท่าน้นั
254 ในปลายปี พ.ศ. 2509 กรมตารวจได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการฝึกอบรมในโรงเรียน สืบสวนข้ึนอีกคร้ังหน่ึง โดยมี ผบช.ศ. (พล.ต.ท.สงวน จิตตาลาน) เป็นประธานกรรมการพิจารณา ดาเนินการตามโครงการฝึกอบรมของโรงเรียนสืบสวนท้ังน้ีเพราะการดาเนินงาน ตามโครงการของ โรงเรียนสืบสวน ที่เป็นอยู่ขณะนี้ไม่ได้ทาหน้าท่ีหลักคือ การอบรมวิชาสืบสวนสอบสวน เพราะได้รับ มอบหมายให้อบรม ผ้บู รรจโุ อนมาเป็นนายตารวจสัญญาบัตร หรอื จ.ส.ต.ซ่ึงเป็นงานของโรงเรียนนาย ร้อยตารวจให้มาจดั ทาอกี ปีละสองรุ่นทาให้การอบรมวิชา สืบสวนสอบสวนอันเป็นงานหลักต้องขาดไป ซึ่งถ้าให้โรงเรียนสืบสวน อบรมวิชาสืบสวนอย่างเต็มท่ีแล้ว จะช่วยเพ่ิมพูนความรู้ด้านสืบสวนแก่ พนกั งานสอบสวนทค่ี วรเข้ามาอบรมเป็นอย่างดี ประกอบกับความก้าวหน้าของงานทางด้านวิทยาการ ตารวจ และภาระหน้าท่ีของตารวจเพิ่มมากข้ึน คณะกรรมการจึงได้เสนอให้โรงเรียนสืบสวนเป็น สถาบันเพอื่ ดาเนินการ 1. ฝึกอบรมวิชาสืบสวนสอบสวนแก่ข้าราชการช้ันสัญญาบัตร ข้าราชการอ่ืน และผู้ท่ีอธิบดี กรมตารวจเหน็ สมควร 2. สัมมนาการบริหารตารวจระดับอานวยการ เพ่ือเพ่ิมพูนความรู้แก่นายตารวจช้ันผู้บังคับ กองหรือสารวตั รขึ้นไป 3. ฝกึ อบรมผูท้ จี่ ะเลื่อนขนั้ เป็นผู้บังคับกองหรือสารวตั ร และตาแหน่งทส่ี งู ข้นึ ไป จึงเห็นได้ว่าภารกิจโรงเรียนสืบสวนได้ทวีเพิ่มขึ้น และในโอกาสเดียวกันน้ีคณะกรรมการได้ พิจารณาปรับปรุงหลักสูตรการสืบสวนขึ้นใหม่ แล้วเปลี่ยนชื่อหลักสูตรที่ได้รับการปรับปรุง ใหม่นี้ว่า “ หลกั สตู รการสบื สวนคดีอาญา ” โรงเรียนสืบสวนได้วิวัฒนาการมาเป็นลาดับจนกระท่ังปี พ.ศ. 2528 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2528 เปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนสืบสวนเป็น \"สถาบันพัฒนาข้าราชการตารวจ\" เพื่อให้เหมาะสม สอดคล้องกับหน้าท่ีความรับผิดชอบของหน่วยงาน ดังกล่าวในการพัฒนา ระบบการศึกษาและการ ฝึกอบรมข้าราชการตารวจ เพื่อให้มีสมรรถภาพในการป้องกันปราบปราม การสืบสวนสอบสวน และการ ให้บริการแกส่ งั คมด้านความปลอดภยั นอกจากจะมีการเปลยี่ นช่ือเป็นสถาบันพัฒนาข้าราชการตารวจแล้ว กรมตารวจได้มีระเบียบ กรมตารวจว่าด้วย การใช้ถ้อยคาย่อในราชการตารวจ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2529 ให้ใช้คาย่อ สถาบัน พัฒนาข้าราชการตารวจว่า “ สบพ. ” จนกระท่ังเม่ือวันที่ 7 ก.ย. 2552 ได้มีพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงโครงสร้างสานักงานตารวจ แหง่ ชาติ สถาบันพัฒนาขา้ ราชการตารวจ จงึ ไดป้ รบั เปลยี่ นช่ือเปน็ “วิทยาลยั การตารวจ” ในปัจจุบัน วิทยาลัยการตารวจ เป็นหน่วยงานหลักของสานักงานตารวจแห่งชาติในด้านการฝึกอบรมข้าราชการ ตารวจช้ันสัญญาบัตรท่ัวประเทศ ประมาณปีละ 1,200 – 1,500 คน โดยมีหลักสูตรที่อยู่ในความ รับผิดชอบ จานวน 4 หลักสูตร คือ 1. หลักสูตรการบริหารงานตารวจชั้นสูง (บตส.) 2. หลักสูตรผู้ กากบั การ (ผกก.) 3. หลักสูตรสารวัตร (สว.) 4. หลกั สตู รฝา่ ยอานวยการตารวจ (ฝอ.ตร.) นอกจากนี้ ยังมีภารกิจในการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษต่างๆ ท่ีได้รับมอบหมายจากสานักงาน ตารวจแห่งชาติ และหลักสูตรการฝึกอบรมท่ีได้รับการสนับสนุนจากจากต่างประเทศ เช่น หลักสูตร ตามโครงการให้ความช่วยเหลือด้านการต่อต้านการก่อการร้าย กระทรวงการต่างประเทศ ประเทศ สหรัฐอเมริกา(Anti-Terrorism Asistant Program : ATA), หลักสูตรตามโครงการความร่วมมือทาง
255 วิชาการและการฝึกอบรมระหว่างสานักงานตารวจแห่งชาติและฝ่ายต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจาประเทศไทย (Transactional Crime Affairs Section : TCAS), หลักสูตรความร่วมมือระหว่างกองบัญชาการศึกษา และคณะกรรมการกาชาดระหว่าง ประเทศ (ICRC), หลักสูตรการฝึกอบรมวิทยากรเพ่ือเผยแพร่หลักสูตรต่อต้านการค้ามนุษย์สาหรับ เจ้าหนา้ ทพ่ี ้นื ท่ี (ARTIP) 1.2 กองบงั คบั การฝึกอบรมตารวจกลาง ภาพท่ี 2.4 กองบงั คบั การฝกึ อบรมตารวจกลาง (ภาพจากเว็บไซต์ของกองบังคับการฝึกอบรม ตารวจกลาง) ประวัตกิ องบังคับการฝกึ อบรมตารวจกลาง พ.ศ. 2542 โรงเรียนตารวจนครบาลไดย้ า้ ยมาท่ี เลขที่ 189 หมู่ท่ี 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ซง่ึ ในขณะน้ันอยรู่ ะหว่างการฝกึ อบรม นพต. รนุ่ ที่ 72 โรงเรยี นตารวจนครบาล(ภูบาล) จึง ตั้งอยู่ ณ ทงุ่ ศาลายาแห่งนี้ และอยู่ในสงั กดั กองบัญชาการศกึ ษา มาจนปัจจบุ ัน โรงเรียนตารวจนครบาล เคยมีชื่อว่า “โรงเรียนพลตระเวร” ตั้งอยู่ที่ วัดประยูรวงศาวาส เชิงสะพานพุทธยอดฟ้า จังหวัดธนบุรี เม่ือประมาณปี พ.ศ.2451 มีหน้าท่ีฝึกอบรมพลตระเวรให้มี ความรเู้ ก่ียวกับหน้าทต่ี ารวจ ในปี พ.ศ. 2452 ได้มีพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารใช้ในประเทศสยามและเป็นการเก่ียวข้อง อันสาคัญสาหรับตารวจ เพราะว่าถูกเกณฑ์ทหารจะถูกคัดเลือกเข้ารับราชการตารวจด้วย ผู้ถูกคัดเลือก เปน็ ตารวจจะได้รบั การอบรมและฝึกหดั ในโรงเรียนตารวจหน่ึงปี แล้วจะถูกส่งไปรักษาการณ์ตามถนน และท้องท่ีทั่วไป เม่ือรับราชการครบสองปีแล้วตารวจคนใดมีคุณสมบัติเหมาะสมท่ีจะรับราชการ ตารวจ กอ็ นุญาตให้สมัครเข้ารับราชการตอ่ ไป ตอ่ มาปี พ.ศ.2458 ไดม้ พี ระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมกรมพลตระเวรและกรม ตารวจภูธร เป็นกรมเดียวกันข้ึนต่อกระทรวงนครบาลเรียกว่า“กรมตารวจกลางตารวจนครบาล” ทา ใหโ้ รงเรียนพลตารวจตระเวรตอ้ งเปลีย่ นชื่อเป็น “โรงเรียนพลตารวจนครบาล” มีฐานะเป็นกองกากับ การแต่มีผู้บังคับการเป็นผู้บัญชารับผิดชอบในการนี้มีโรงเรียนตารวจขึ้นอยู่ในการบังคับบัญชา 2 โรงเรียน คือ
256 โรงเรียนนายร้อยตารวจ และโรงเรยี นพลตารวจนครบาล ผู้บังคับบัญชาโรงเรียนท่ีปรากฏหลักฐานในปี พ.ศ. 2476 คือ อามาตย์และว่าที่นายพัน ตารวจหลวงอรรถธิบาลบัณฑิต ในปี 2476 นี้เองนับเป็นเกียรติประวัติโรงเรียนพลตารวจนครบาล อย่างย่ิงคือ เม่ือวันท่ี 22 กรกฎาคม 2476 เวลา 11.30 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 7 ไดท้ รงพระราชหตั ถเ์ ลขา เม่ือทรงเย่ียมโรงเรียนพลตารวจนครบาล จงึ ขออัญเชญิ มา ณ ทน่ี ี้ว่า “ข้าพเจ้าได้มาเยี่ยมโรงเรียนตารวจวันนี้ ได้เห็นการฝึกหัดรู้สึกว่าเป็นการฝึกหัดได้ผลดี พลตารวจมีกิริยาท่าทางแข็งแรง รู้สึกว่ามีความตั้งใจดีมาก ข้าพเจ้าอยากจะขอเตือนนายตารวจ ตลอดจนพลตารวจให้รสู้ ึกว่าราชการในหน้าทต่ี ารวจนน้ั เปน็ ของสาคัญยิง่ สาหรับประเทศ ความเจริญ ของประเทศจะมีได้เม่ือเมืองสงบราบคาบ ประชาชนสามารถทามาหากิน โดยไม่ต้องกังวลถึงความ เป็นอันตรายจากพวกอันธพาล ตารวจมีหน้าที่รักษาความสงบราบคาบอยู่เป็นนิจ จึงนับได้ว่ามี ความสาคัญย่ิงถ้าทาการบกพร่องก็เท่ากับถ่วงความเจริญของประเทศ ตารวจมีหน้าที่ผิดกับทหาร ท่ีต้องการเหมือนอยู่ในสนามรบเสมอ ต้องสู้กับข้าศึกตลอดเวลาจึงนับว่าเป็นกาลังสาคัญของรัฐบาล ส่วนหน่ึง ตารวจทุกคนจงระลึกถึงหน้าที่สาคัญของตนแล้ว และต้ังใจปฏิบัติหน้าท่ีของตน โดยเต็ม กาลังความสามารถโดยสุจริต เพื่อส่งเสริมความเจริญของประเทศของเราให้เฟื่องฟูยิ่งข้ึน ข้าพเจ้า ขอให้พรแก่นายตารวจและนายสิบตลอดจนพลตารวจในโรงเรียนนี้ ขอจงมีความสุขสบายปราศจาก โรคภยั ทกุ ประการเทอญ” พระปรมาภไิ ธยยอ่ ประชาธิปก“ปร” ตอ่ จากพระราชหตั ถเ์ ลข อามาตย์ตรี และว่าที่นายพันตารวจหลวงอรรถธิบาลบัณฑิตผู้บังคับ การโรงเรียนพลตารวจ และโรงเรียนนายร้อยตารวจได้บันทึกต่อท้ายความว่า “พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาประชาธิปกพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชปฏิสันฐาน ต่อนายพลโทพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคารพ อธิบดีกรมตารวจ ตามสมควรแล้ว เสด็จทอดพระเนตรสถานท่ีพักพลตารวจ แล้ว ทรงประทับกองบังคับการได้ทรงลงลายพระหัตถ์เลขา ดังมีข้อความ ได้ถ่ายแบบไว้ข้างบนน้ี เป็น ข้อความทตี่ ารวจภูธรและตารวจนครบาล ควรเอาใจใส่สาเหนียกจดจาไว้ปฏิบัติราชการ พอเวลาเท่ียง วัน 34 นาที พระราชดาเนินกลบั \" ทั้งนี้ บรรดาข้าราชการตารวจโรงเรียนพลตารวจ รู้สึกเป็นพระมหากรุณาธิคุณในการท่ี พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั เสดจ็ เยีย่ มโรงเรียนพลตารวจและถอื วา่ เปน็ สริ ิมงคลอันประเสริฐ ลงนาม อามาตย์ตรีและว่าที่นายพันตารวจหลวงอรรถธิบาลบัณฑิต ผู้บังคับการโรงเรียนพลตารวจและ โรงเรียนนายรอ้ ยตารวจ ต่อมาในปี พ.ศ.2496 (เปน็ สมยั ท่ี พล.ต.ท.เผา่ ศรยี านนท์ เป็น อ.ตร) ได้สร้างความเจริญเป็น ปึกแผ่นและเข้มแข็งโดยได้ตระหนักถึงความสาคัญในการฝึกอบรมพลตารวจ ให้มีความรู้กว้างขวาง ยิ่งขึน้ โรงเรียนนี้ตั้งอยู่ที่ก่ึงกลางระหว่างสถานีรถไฟบางเขนกับสถานีรถไฟหลักสี่ (ประมาณหลัก กิโลเมตรที่ 18) ซึ่งสมัยน้ันการคมนาคมไม่สะดวกต้องเดินทางโดยรถไฟ ถนนหน้าโรงเรียนยังเป็นถนน ลูกรัง ไม่มีรถยนต์ผ่านไปมาเหมือนปัจจุบันหน้าโรงเรียนหันหน้าไปทิศตะวันตก(ริมฝั่งขวาของถนน กรุงเทพฯ-สระบรุ หี รอื ถนนซุปเปอรไ์ ฮเวย์) มีบรเิ วณพ้ืนท่ที ้ังหมดดังนี้
257 บริเวณศูนย์ฝึกบางเขน 60 ไร่ 3 งาน 68 วา บริเวณบ้านพักนายตารวจและข้าราชการอีก ประมาณ 24 ไร่ เมื่อทางกรมตารวจได้สร้างเสร็จแล้ว จึงสั่งให้ย้ายจากที่ดั้งเดิม อาเภอปทุมวันมารวมอยู่ท่ี อาเภอบางเขน เม่ือวันท่ี 23 พฤศจิกายน 2497 เมื่อย้ายมาเสร็จเรียบร้อยทางกรมตารวจได้แบ่งการ ปกครองของ รร.น. ออกเปน็ 5 กองร้อย ตามทีก่ ล่าวมาแลว้ โดยได้แบง่ ออกเปน็ 2 ฐานะคอื เรียกว่า “ศนู ย์การฝึกบางเขน” มี 2 กองร้อย สาหรับอบรมทบทวนขา้ ราชการตารวจคือ กองร้อย ที่ 4 และ 5 เรียกว่า “กองกากับการโรงเรียนตารวจนครบาล” มี 3 กองร้อย สาหรับรับสมัครสอบคัดเลือก บคุ คลภายนอกเข้าเป็นนักเรียนพลตารวจ ตอ่ มาในปี พ.ศ.2498 ทางราชการได้มี พ.ร.ฏ. ลงในราชกิจจานเุ บกษา เล่มที่ 72 ตอนท่ี 51 ลงวนั ที่ 12 กรกฎาคม 2498 การแบ่งส่วนราชการโดยให้รวมศูนย์ฝึกอบรมบางเขนกับกองกากับการ โรงเรียนตารวจนครบาลเป็น “กองกากบั การโรงเรยี นตารวจนครบาล” มีหน้าท่ี 2 ประการคอื ประการท่ี 1 รับบคุ คลภายนอกเข้ารับราชการฝึกอบรมเป็นนกั เรียนพลตารวจ ประการท่ี 2 รับนายสบิ พลตารวจทีอ่ ยูต่ ามสถานใี นพระนครธนบรุ ีมาทาการฝกึ ทบทวน ในปี พ.ศ.2503 ทางราชการได้ออก พ.ร.ฏ. แบ่งส่วนราชการของกรมตารวจต่าง ๆ ของกรม ตารวจไปข้นึ สายงานอยู่ในบังคับบัญชาของกองบัญชาการศึกษา (ใช้อักษรย่อ บช.ศ.) ต้ังแต่บัดน้ันจน มาถึงปัจจบุ ันน้ี และมีศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 1 ถึงตารวจภูธรภาค 9 ที่อยู่ในความรับผิดชอบกาหนด กรอบแนวทาง โครงสรา้ งหลักสตู รและนโยบายด้านการศกึ ษารวม 9 แห่ง ในภมู ภิ าคต่างๆ ได้แก่ 1.3 ศูนยฝ์ กึ อบรมตารวจภูธรภาค 1 จงั หวัดสระบุรี ภาพที่ 2.5 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 1 จังหวัดสระบุรี (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ ฝกึ อบรมตารวจภูธรภาค 1)
258 ประวตั ศิ นู ย์ฝึกอบรมตารวจภธู รภาค 1 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 1 เป็นหน่วยฝึกอบรมในสังกัดตารวจภูธรภาค 1 มีหน้าท่ีผลิต บุคคลภายนอกใหเ้ ปน็ ข้าราชการตารวจชนั้ ประทวน ตั้งอยู่ท่ี เลขท่ี 5 หมู่ที่ 2 ตาบลหนองยาว อาเภอ เมือง จังหวัดสระบุรี มีเน้ือท่ีทั้งหมด 464 ไร่ 58 ตารางวา เดิมชื่อ กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 1 ขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการศึกษา ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ฉบบั ที่ 4 พ.ศ. 2514 มีโครงสร้างการแบง่ ส่วนราชการ เชน่ เดยี วกบั กองกากับการ โรงเรียนตารวจภูธร 2 ถึง 9 แต่เน่ืองจากในขณะน้ันกรมตารวจ ไม่สามารถจัดหาพื้นท่ีที่เหมาะสมได้ จึงยังมิได้มีการดาเนินการจัดตั้ง กองกากบั การโรงเรยี นตารวจภูธร 1 ขนึ้ ต่อมา พ.ศ. 2533 กรมตารวจได้มีนโยบายเพ่ิมอัตรากาลังพลเพ่ือรองรับแผนพัฒนากาลังพล ในกิจการป้องกนั และปราบปรามอาชญากรรมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ท่ีกาลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงเห็นว่าควรจัดตั้งกองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 1 เพ่ือสนอง นโยบายของกรมตารวจ โดยมีมตใิ ห้ใชพ้ ้ืนท่บี ริเวณเขาหนองยาว ตาบลหนองยาว อาเภอเมือง จังหวัด สระบุรี ก่อสร้างกองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 1 กรมตารวจจึงได้จัดต้ัง กองกากับการโรงเรียน ตารวจภูธร 1 ข้ึนตามคาสั่ง กรมตารวจ ที่ 1032/2533 ลง 21 สิงหาคม พ.ศ.2533โดยได้เปิดทาการ เปดิ ทาการฝกึ อบรมหลกั สูตรนักเรยี นพลตารวจ ร่นุ ที่ 1 ในวนั ท่ี 1 กมุ ภาพันธ์ 2534 เป็นตน้ มา พ.ศ. 2548 สานักงานตารวจแห่งชาติ ได้เปล่ียนช่ือและสังกัดของ กองกากับการ โรงเรียน ตารวจภูธร 1 เป็น “ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 1” ขึ้นตรงต่อ ตารวจภูธรภาค 1 ตามพระราช กฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการฯ สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.2548 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ พ.ศ.2548 ลง 30 มถิ ุนายน พ.ศ.2548 พ.ศ. 2552 สานักงานตารวจแห่งชาติ ได้ยกฐานะศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 1 เป็นกอง บงั คับการ สงั กดั ตารวจภูธรภาค 1 ตามพระราชกฤษฎกี าแบง่ ส่วนราชการฯ สานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการฯ พ.ศ. 2552 ลง 7 กันยายน 2552 จนถึงปัจจุบัน (ค่มู อื การปฏบิ ัตงิ านกองบญั ชาการศกึ ษา (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2561)) 1.4 ศนู ยฝ์ กึ อบรมตารวจภูธรภาค 2 จงั หวัดชลบรุ ี ภาพท่ี 2.6 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 2 จังหวดั ชลบุรี (ภาพจากเว็บไซต์ของศนู ยฝ์ ึกอบรม ตารวจภธู รภาค 2)
259 ประวตั ิศนู ยฝ์ กึ อบรมตารวจภูธรภาค 2 โรงเรียนตารวจภูธร 2 ชลบุรี ตั้งอยู่ท่ีบริเวณเขาน้อย ถนนสุขุมวิท ตาบลบ้านสวน อาเภอ เมือง จังหวัดชลบุรี สร้างข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2510 โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การยูซอม และได้เร่ิม เปิดการฝึกอบรมนักเรียนพลตารวจเป็นครั้งแรกเม่ือ 15 สิงหาคม 2511 จนถึงปัจจุบัน เหตุท่ีกรม ตารวจไดจ้ ดั สร้างโรงเรียนตารวจภูธร 2 แห่งนี้ขึ้นมาน้ัน ก็เนื่องจากว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2510 พลโทสงวน จิตตาลาน ผู้บัญชาการศึกษาในขณะนั้น กับเจ้าหน้าที่หน่วยยูซอมประจากองบัญชาการ ศึกษาคือ มร.เจ รสั เซลส์ และ มร.สเวยี ร์ เอช.ลนั ค์ ไดม้ ดี าริรว่ มกนั ที่จะก่อสร้างโรงเรียนตารวจภูธร 2 ข้ึนในเขตจังหวัดชลบุรี เพื่อผลิตกาลังเจ้าหน้าท่ีตารวจสนองความต้องการของกรมตารวจให้ทันกัน ความจาเป็น แต่ขณะนั้นยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจกาหนดให้เป็นโรงเรียน เอกเทศได้ จึงเสนอกรมตารวจขอแบ่งอัตราจากโรงเรียนตารวจภูธร 3 จังหวัดลาปางเดิม ( ต่อมา เปล่ียนชื่อเป็นโรงเรียนตารวจภูธร 5 และศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 5 ตามลาดับ) จานวน 3 กองรอ้ ย คือกองร้อยที่ 4 ,5 และ 6 มาเปิดดาเนินการที่จังหวัดชลบุรี โดยใช้ช่ือว่าโรงเรียนตารวจภูธร 3 ชลบรุ ี สาหรับทดี่ นิ ที่ใชเ้ ป็นสถานทก่ี อ่ สรา้ งโรงเรยี นตารวจภูธร 2 เป็นที่ดินราชพัสดุของกรมตารวจ ซึ่งประกาศเป็นที่ดินเพื่อประโยชน์ของกิจการตารวจตาม พ.ร.บ. กาหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่ ตาบลบา้ นสวน อาเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พ.ศ.2483 ตราไว้ ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2483 ซึ่งแต่เดิม ผบก.ภ เขต 2 เป็นผู้ดูแลรักษาตลอดมา เมื่อกองบัญชาการศึกษาได้รับอนุมัติให้สร้างโรงเรียนแห่งน้ี ข้ึน ผบก.ภ เขต 2 ในสมัยน้ัน (พล.ต.ท.เทพ ศุภมิตร) จึงได้แบ่งท่ีดินจานวนประมาณ 145 ไร่ และ อาคารบางส่วนในท่ีดินของ บก.ภ.เขต 2 ให้เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2510 จึงได้ดาเนินการก่อสร้าง อาคารสถานที่ราชการขึ้น เตรียมไว้สาหรับอัตรา 6 กองร้อย โดยใช้เงินทุนสมทบตามโครงการ ช่วยเหลือของยูซอม รวมเป็นค่าก่อสร้างและซ่อมแซมท้ังสิ้นเป็นเงิน 17,263,300 บาท แต่เดิม โรงเรียนนี้มีช่ือว่า โรงเรียนตารวจภูธร 3 ชลบุรี ต่อมาเม่ือวันท่ี 16 มิถุนายน 2516 กรมตารวจจึงได้ เปล่ียนช่ือเสียใหม่เป็น โรงเรียนตารวจภูธร 2 เพื่อให้ตรงกับ บก.ภ.เขต 2 ท่ีโรงเรียนพลตารวจแห่งน้ี ตั้งอยู่ปจั จุบนั คือศูนยฝ์ ึกอบรมตารวจภธู รภาค 2 (คมู่ ือการปฏิบตั งิ านกองบัญชาการศึกษา (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2561)) 1.5 ศนู ยฝ์ ึกอบรมตารวจภูธรภาค 3 จังหวัดนครราชสีมา ภาพท่ี 2.7 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 3 จังหวัดนครราชสีมา (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 3)
260 ประวัติศนู ยฝ์ กึ อบรมตารวจภธู รภาค 3 ตงั้ อยูเ่ ลขท่ี 41 หมู่ 13 ถนนสุรนารายณ์ ตาบลจอหอ อาเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ก่อต้ัง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ 436/2496 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2496 มีเน้ือท่ี 338 ไร่ ห่างจากตัวเมืองนครราชสีมา ประมาณ 7 กิโลเมตร มีถนนสุรนารายณ์เชื่อมต่อระหว่าง จังหวัดนครราชสีมากับจังหวัดชัยภูมิตัดผ่านพ้ืนที่ทาให้แบ่งพ้ืนท่ีออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่อาศัย 16 ไร่ และส่วนราชการ 322 ไร่ เดิมชื่อโรงเรียนตารวจภูธร 3 ซง่ึ พลตารวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตารวจเป็นผู้ก่อต้ัง เรียกว่า \"ค่ายสุรนารายณ์\" สังกัดตารวจรักษาดินแดนและรักษาชายแดน ต่อมาปี พ.ศ. 2503 ได้ เปล่ียนช่ือเป็น \"กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 2\" จนกระท่ัง ปี พ.ศ. 2516 มีพระราชกฤษฎีกา แบง่ สว่ นราชการใหม่ใหเ้ ปล่ยี นช่ือเป็น\"กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 3\" จากน้ันได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ได้โอน กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 3 ไปเป็นหน่วยงานในสังกัด ตารวจภูธรภาค 3 และเปลี่ยนชื่อ เป็น \"ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 3\" และ เม่ือวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552 ได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการสานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 ยกฐานะหัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้บังคับการ จนถึงปัจจุบัน (คู่มอื การปฏบิ ตั ิงานกองบัญชาการศึกษา (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2561)) 1.6 ศูนยฝ์ กึ อบรมตารวจภธู รภาค 4 จงั หวดั ขอนแก่น ภาพที่ 2.8 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 4 จังหวัดขอนแก่น (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ ฝึกอบรมตารวจภธู รภาค 4) ประวัติศนู ย์ฝกึ อบรมตารวจภูธรภาค 4 ศูนยฝ์ กึ อบรมตารวจภธู รภาค 4 มีประวตั คิ วามเปน็ มายาวนานดงั นี้ ในปีพุทธศักราช 2481 ได้มีการจัดต้ังตารวจภูธรเขตข้ึนตามกองบังคับการตารวจภูธรเขตต่างๆ เพ่ือผลิตพลตารวจภธู รตามเขตนั้นๆ โดยมสี ายการบงั คบั บญั ชาข้ึนอยู่กับกองบังคับการตารวจภูธรนั้นๆ ซ่ึง
261 ในขณะนั้นศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 4 มีชื่อเรียกว่า “โรงเรียนพลตารวจภูธรภาค 4” ต้ังอยู่ที่ จังหวัดสกลนคร บริเวณมหาวทิ ยาลัยราชภฎั สกลนครในปัจจุบัน ต่อมาในปีพุทธศักราช 2503 ได้ยกเลิกโรงเรียนพลตารวจภูธรภาค 4 เดิม และก่อต้ังกอง กากับการโรงเรียนตารวจภูธร 4 ขึ้น โดยอยู่ในสังกัดกองบัญชาการศึกษา มีสถานที่ตั้งอยู่ท่ีจังหวัด ปัตตานี ในปีพุทธศักราช 2514 มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ ยกฐานะกองกากับ การโรงเรียนนายร้อยตารวจเป็นกองบังคับการ และเพ่ิมโรงเรียนตารวจภูธร 1-4 เป็นโรงเรียน ตารวจภูธร 1-9 กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 4 ขอนแก่น ได้จัดต้ังข้ึนตามคาสั่งกรมตารวจท่ี 30/2517 ลง 10 มกราคม 2517 ซึ่งได้รับโอนสถานท่ีราชการจากศูนย์บรรเทาสาธารณภัย แผนก 4 กองกากับ การ 5 กองบังคับการตารวจดับเพลิง ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ตามบันทึกสั่งการ กรมตารวจลงวันท่ี 28 มิถุนายน 2516 สั่งท้ายบันทึกกองบัญชาการศึกษาท่ี 0516/2072 ลง 14 มถิ ุนายน 2516 พล.ต.ต.ดารง เผ่าชัย รองผู้บัญชาการศึกษา พร้อมด้วย พ.ต.ท.ทวี ตาตะยานนท์ รักษาการณ์ในตาแหน่งผู้กากับการโรงเรียนตารวจภูธร 4 และคณะได้รับมอบสถานที่ราชการไว้จาก พ.ต.ต.อุดมศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้แทนของกองบังคับการตารวจดับเพลิง เม่ือวันที่ 29 มกราคม 2517 สถานที่ดงั กลา่ วมีเนอ้ื ท่ี 15 ไร่ ซ่ึงเป็นที่ตงั้ กองกากับการโรงเรยี นตารวจภูธร 4 (สว่ นท่ี 1) ในปีพุทธศักราช 2517 นายบุรี พรหมลักขโน ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้จัดสรรท่ีดิน มอบให้ กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 4 จานวน 6 ไร่ 1 งาน 1 ตารางวา ตาบลในเมือง อาเภอ เมือง จังหวัดขอนแก่น ซ่ึงติดกับท่ีดินเดิม เพ่ือใช้เป็นท่ีปลูกสร้างอาคารกองร้อย 1 หลัง แฟลต 4 ชั้น 1 หลัง รวมท่ีดิน กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 4 (ส่วนท่ี 1) จานวน 21 ไร่ 1 งาน 1 ตารางวา และไดท้ าการฝึกอบรมนกั เรียนพลตารวจขึน้ เป็นคร้ังแรกเม่อื วันที่ 1 กรกฎาคม 2517 เปน็ ต้นมา ในปี พุทธศักราช 2519 นายสุกิจ จุลนันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้จัดสรรที่ดินราช พสั ดุซ่ึงตั้งอยู่ท่ีมอดินแดงปัจจุบัน ตาบลศิลา อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ให้กองกากับการโรงเรียน ตารวจภธู ร 4 เพื่อเป็นทปี่ ลูกสร้างอาคารสถานท่ีต่างๆ ให้เป็นไปตามโครงการ จานวน 134 ไร่ 2 งาน 31 ตารางวา ซ่ึงเป็นท่ีตั้งกองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 4 (ส่วนท่ี 2) อยู่ห่างจากส่วนท่ี 1 ประมาณ 5 กิโลเมตร และไดด้ าเนนิ การปลูกสร้างอาคารต่างๆ ตามโครงการ เช่นอาคารกองร้อยและ ท่ีพกั อาศัยตา่ งๆ เป็นตน้ ปี พุทธศักราช 2525 นายชานาญ พจนา ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้อนุญาตให้ใช้ท่ีดิน ของกรมประชาสงเคราะห์ จังหวัดขอนแก่น อีกจานวน 15 ไร่ ตาบลศิลา อาเภอเมือง จังหวัด ขอนแก่น ซงึ่ ตดิ ท่ดี นิ เดิม และได้ทาการปลกู เรอื นแถว 2 ชั้น เพอื่ ใชเ้ ป็นท่ีพักของขา้ ราชการตารวจ ปีพุทธศักราช 2541 ตร.ได้อนุมัติให้ตารวจภูธรภาค 4 ใช้พ้ืนที่และอาคารของกองกากับการ โรงเรียนตารวจภูธร 4 (สว่ นที่ 1) สาหรับการรับสมัครบุคคลภายนอก เข้าเป็นนักเรียนพลตารวจนั้น กองกากับการโรงเรียน ตารวจภูธร 4 ได้ดาเนินการรับสมัคร และทาการฝึกอบรมรุ่นแรก เมื่อวันท่ี 1 กรกฎาคม 2517 จานวน 120 นาย
262 เม่อื วนั ท่ี 30 มิถุนายน 2548 กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 4 เปลี่ยนโอนย้ายไปขึ้นตรง ตอ่ ตารวจภูธรภาค 4 และเปลี่ยนชอื่ เปน็ “ศนู ย์ฝกึ อบรมตารวจภูธรภาค 4” แตน่ ัน้ มาจนถงึ ปจั จุบนั 1.7 ศนู ย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 5 จงั หวัดลาปาง ภาพที่ 2.9 ศูนย์ฝกึ อบรมตารวจภูธรภาค 5 จงั หวัดลาปาง (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ฝึกอบรม ตารวจภูธรภาค 5) ประวตั ศิ ูนยฝ์ ึกอบรมตารวจภธู รภาค 5 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ พ.ศ. 2495 ให้จัดตั้งโรงเรียนตารวจภูธร ภาคเหนอื ตอนบนขนึ้ ครง้ั แรกใช้ช่ือวา่ “โรงเรียนตารวจภูธรภาค 5” ข้ึนท่ีบ้านก่ิวทับย้ัง ตาบลบ่อทอง อาเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ในขณะนั้นยังไม่มีการผลิตและฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนพลตารวจ คงมแี ตเ่ จ้าหนา้ ทป่ี ระจาอยเู่ รยี กว่า “กองกาลังปฏิบัตกิ ารพเิ ศษ” พ.ศ. 2497 กรมตารวจสั่งให้ยุบเลิกโรงเรียนตารวจภูธรภาค 5 ที่อาเภอแม่จัน จังหวัด เชียงราย และจัดต้ังข้ึนใหม่ท่ีบ้านปงสนุก เลขที่ 97ถนนจามเทวี ตาบลเวียงเหนือ อาเภอเมือง จังหวัดลาปาง มีเนอ้ื ที่ 23 ไร่ 2 งาน 31 ตารางวา โดยใช้ช่ือว่า “โรงเรียนตารวจภูธรภาค 5 ลาปาง ” เริ่มเปิดทาการฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนพลตารวจ รุ่นที่ 1 เม่ือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 (หลักสูตรอบรม 6 เดือน) มีจานวน 2 กองร้อย ซ่ึงนักเรียนพลตารวจรุ่นแรกรับโอนมาจากตารวจ อาสาสมคั รทป่ี ระจาการอยู่ตามกองกากบั การตารวจภูธรจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือตอนบน หลังจาก ท่ฝี ึกอบรมได้จานวน 10 รนุ่ มีพระราชกฤษฎกี าแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2503 ให้ยุบเลิกโรงเรียนตารวจภูธรภาคทัง้ 9 ภาค เฉพาะโรงเรียนตารวจภูธรภาค 5 จังหวัดลาปาง และโรงเรยี นตารวจภูธรภาค 6 จงั หวัดพิษณุโลก ให้รวมกัน เปล่ียนช่ือเป็น “โรงเรียนตารวจภูธร 3” ต้ังอยู่อาเภอเมือง จังหวัดลาปาง มี 2 กองร้อย จนถึงวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2515 ได้เปล่ียนช่ือเป็น “โรงเรยี นตารวจภูธร 5” พ.ศ. 2511 กรมตารวจอนุมัติให้ทาการฝึกอบรม 6 กองร้อย ฝึกอบรมท่ีโรงเรียนตารวจภูธร 3 ลาปางจานวน 3 กองร้อย และฝากอบรมทีโ่ รงเรียนตารวจภูธร 2 จังหวัดชลบรุ ี จานวน 3กองร้อย
263 พ.ศ. 2515 กรมตารวจอนมุ ตั ิใหท้ าการฝกึ อบรมหลกั สูตรนักเรียนพลตารวจท้ัง 6 กองร้อยใน สถานท่ีเดียวกันและใช้ช่ือว่า“โรงเรียนตารวจภูธร 5” และให้จัดหาสถานท่ีทาการใหม่เน่ืองจาก สถานทเ่ี ดิมคับแคบ พ.ศ. 2519 กรมตารวจจึงอนุมัติให้จัดต้ังโรงเรียนตารวจภูธร 5 ขึ้นใหม่ เลขท่ี 145 หมู่ท่ี 13 ตาบลปงยางคก อาเภอห้างฉัตร จังหวัดลาปาง พิกัดท่ีต้ัง (NA 185195) ตามเส้นทางหลวงสาย ลาปาง – เชียงใหม่ มีเน้ือที่ 240 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา เป็นที่ทาการกองร้อยท่ี 4, 5 และ 6 ส่วนสถานที่โรงเรียนตารวจภูธร 5 เดิมในอาเภอเมือง จังหวัดลาปาง ให้คงท่ีทาการกองร้อยที่ 1, 2 และ 3 ไว้ พ.ศ. 2534 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการบริหารราชการท้ัง 2 แห่ง เป็นอุปสรรคไม่เกิดการ คล่องตัวจึงได้ถอนกาลังท้ังหมดจากที่ต้ังแห่งเดิมไปรวมกันที่โรงเรียนตารวจภูธร5 ตาบลปงยางคก อาเภอห้างฉัตร จังหวัดลาปาง จนถึงปัจจุบัน ส่วนสถานที่เดิมกรมตารวจได้โอนให้ ส่วนราชการ สานกั งานวิทยาการภาค 3 ใชป้ ระโยชน์และดแู ล พ.ศ. 2548 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ พ.ศ. 2548 กาหนดให้กอง กากับการโรงเรียนตารวจภูธร 5 สังกัดกองบัญชาการศึกษา เป็นศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 5 สังกัดตารวจภูธรภาค 5 พ.ศ. 2552 ยกฐานะหนว่ ยงานจากกองกากับการเป็นกองบังคับการ และมีหัวหน้าหน่วยงาน เปน็ ระดบั ผูบ้ ังคบั การ สงั กดั ตารวจภูธรภาค 5 1.8 ศูนยฝ์ ึกอบรมตารวจภูธรภาค 6 จังหวดั นครสวรรค์ ภาพท่ี 2.10 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 6 จังหวัดนครสวรรค์ (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ ฝึกอบรมตารวจภธู รภาค 6) ประวัติศนู ยฝ์ ึกอบรมตารวจภธู ร ภาค 6 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 6 ต้ังอยู่เลขท่ี 837 หมู่ 10 ตาบลนครสวรรค์ตก อาเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ จดั ตง้ั ขึ้นเมื่อวันท่ี 1 มกราคม พ.ศ.2517 บนพื้นท่ีของเขาขาดหรือเขาแรด มีเนื้อที่ จานวน 119 ไร่ เดิมเป็นหน่วยงานท่ีขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการศึกษา ช่ือ กองกากับการโรงเรียน ตารวจภูธร 6
264 ภายหลังได้มี พระราชกฤษฎกี าแบง่ ส่วนราชการ สานกั งานตารวจแห่งชาติ ให้ กองกากับการ โรงเรยี นตารวจภูธร 6 ข้ึนตรงตอ่ ตารวจภูธรภาค 6 และเปลี่ยนช่อื เปน็ ศูนยฝ์ ึกอบรมตารวจภูธรภาค 6 ต้งั แต่วันท่ี 30 มถิ ุนายน พ.ศ. 2548 เป็นตน้ มา ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 6 เปิดทาการสอนและฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนพลตารวจ รุ่นแรก เมื่อวันท่ี 1 สิงหาคม 2517 โดยใช้อาคาร สถานที่ ที่ได้รับมอบมาจาก ศูนย์บรรเทาสาธารณ ภัย โดยรับสมคั รและสอบคดั เลอื กบุคคลเขา้ เป็นนักเรียนพลตารวจ จากผู้ท่ีสาเร็จการศึกษา ระดับช้ัน มธั ยมศึกษาตอนตน้ (ม.3) ในปี พ.ศ. 2533 ได้ทาการปรับปรุงหลักสูตรนักเรียนพลตารวจ โดยให้รับสมัครและสอบ คัดเลือกบุคคลเข้าเป็นนักเรียนพลตารวจ จากผู้ที่สาเร็จการศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) หรอื ผทู้ ่สี าเรจ็ การศึกษาประกาศนียบตั รวิชาชีพ (ปวช.) ต่อมา ในปี พ.ศ. 2547 (สืบเน่ืองจากพระราชบัญญัติข้าราชการตารวจ ปี พ.ศ. 2547 ) การ ผลิตและฝึกอบรม หลักสูตรนักเรียนพลตารวจ ได้ปรับเปลี่ยนเป็น หลักสูตรนักเรียนนายสิบตารวจ ตัง้ แตน่ ั้นเปน็ ต้นมา 1.9 ศูนย์ฝกึ อบรมตารวจภธู รภาค 7 จังหวัดนครปฐม ภาพท่ี 2.11 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 7 จังหวัดนครปฐม (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ ฝกึ อบรมตารวจภธู รภาค 7) ประวตั ิศนู ยฝ์ ึกอบรมตารวจภธู รภาค 7 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 7 ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังเดิม “สนามจันทร์” ตาบลพระ ปฐมเจดีย์ อาเภอเมอื ง จังหวัดนครปฐม สถานที่ทาการเดิมสร้างข้ึนในปี พ.ศ.2494 เป็นกองตารวจม้าตามโครงการขยายกิจการกรม ตารวจ สมัยท่าน พลตารวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ดารงตาแหน่ง อธิบดีกรมตารวจ กองตารวจม้าที่ สร้างข้ึนน้ี ใช้ม้าไทย การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อ พันตารวจโท อัศวิน ตุงคะเดชะ ตาแหน่ง ผู้บังคับ ค่ายตารวจพลรม่ ซึ่งต้งั อย่ทู ่ีอาเภอหัวหนิ จังหวัดประจวบคีรขี ันธ์
265 ในปี พ.ศ. 2496 ได้มีการจัดต้ังกองตารวจม้าขึ้นที่กรุงเทพฯ ใช้ม้าเทศ กองตารวจม้าสนาม จนั ทรแ์ ห่งน้จี ึงได้เลิกไปเพราะหมดความจาเป็น ตวั อาคารต่างๆ จงึ ว่างลง และอยู่ในความควบคุมดูแล ของกองกากบั การสอบสวนกลางตารวจภธู รภาค 7 วันที่ 1 ตุลาคม 2496 พลตารวจตรี แผด วิชชุพันธ์ ผบู้ ังคบั การตารวจภธู รภาค 7 ได้รับอนุมัติ จากกรมตารวจ จดั ต้งั โรงเรยี นตารวจภูธรภาค 7 ข้ึน โดยใชอ้ าคารและสถานทีข่ องกองตารวจมา้ แห่งน้ี วันท่ี 1 พฤษภาคม 2497 กรมตารวจ ได้แต่งตง้ั พันตารวจตรี ปกิจ จันอ้น มาดารงตาแหน่ง ผู้กากับการโรงเรียนตารวจภูธรภาค 7 เป็นท่านแรก และการบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อ กองบัญชาการ ตารวจภูธรภาค 1 ตอ่ มาทางราชการได้กาหนดให้ส่วนราชการต่างๆ เปลี่ยนชื่อหน่วยงานท่ีมีคาว่า ภาค มาใช้ชื่อเป็นไปตามเขตการปกครองท้องที่ และไม่ต้องใช้คาว่า “เขต” เพียงแต่ใส่หมายเลขไปตามเขต การปกครอง จึงมผี ลทาให้โรงเรียนตารวจภธู รภาค 7 เปล่ยี นชอ่ื ไปเปน็ “โรงเรียนตารวจภธู ร 7” ในปี พ.ศ. 2503 มีพระราชกฤษฎกี าแบ่งสว่ นราชการกรมตารวจ ซง่ึ ประกาศใช้ตั้งแต่วันท่ี 13 กันยายน 2503 กาหนดให้โรงเรียนตารวจภูธร 1 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนตารวจภูธร 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา และโรงเรียนตารวจภูธร 7 จังหวัดนครปฐม ให้ชื่อว่าโรงเรียนตารวจภูธร 1 แห่ง เดยี ว การบังคบั บัญชาข้นึ กบั กองบัญชาการศกึ ษา กรมตารวจ โดยใช้สถานทโ่ี รงเรยี นตารวจภูธร 7 ซึ่ง มเี น้ือท่ีทั้งหมด 52 ไร่ 3 งาน 37.38 ตารางวา วันที่ 1 สิงหาคม 2505 จึงได้เริ่มทาการฝึกอบรมนักเรียนพลตารวจ รุ่นท่ี 1 เป็นต้นมา จนกระทง่ั ในปี พ.ศ. 2516 กรมตารวจได้มีคาสั่งเปล่ียนชื่อโรงเรียนตารวจภูธรทุกแห่ง ให้มีชื่อตรงกับ เขตการปกครองอีกคร้งั จงึ เปลี่ยนชื่อเป็น “กองกากบั การตารวจภธู ร 7” ต่อมาไดม้ ีพระราชกฤษฎกี าแบ่งส่วนราชการสานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2548 มีผลต้ังแต่ วนั ท่ี 30 มิถนุ ายน 2548 ให้ กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 7 เปล่ียนเป็นศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธร ภาค 7 สังกัดตารวจภูธรภาค 7 และในปัจจุบัน “ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 7” ได้ยกฐานะเป็น กองบังคบั การ การบังคบั บัญชา ข้ึนกับตารวจภูธรภาค 7 ท้ังนี้ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ สานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วน ราชการอย่างอ่ืนในสานกั งานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ตัง้ แต่วนั ที่ 7 กันยายน 2552 เป็นตน้ ไป 1.10 ศูนยฝ์ ึกอบรมตารวจภธู รภาค 8 จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี ภาพท่ี 2.12 ศูนยฝ์ ึกอบรมตารวจภธู รภาค 8 จังหวดั สุราษฎร์ธานี (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 8)
266 ประวัตศิ นู ยฝ์ กึ อบรมตารวจภธู รภาค 8 สานักงานตารวจแห่งชาติ เดิมช่ือ กองกากับการโรงเรียนตารวจภูธร 8 ปัจจุบัน สานักงาน ตารวจแห่งชาติ ได้ปรับเปล่ียนโครงสร้างใหม่ จึงใช้ช่ือว่า ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 8 เมื่อ พ.ศ. 2548 ขึ้นกับตารวจภูธรภาค 8 โดยตรง มีหน้าที่ฝึกอบรมบุคคลเป็น\"ข้าราชการตารวจ\"ตามพระราช กฤษฎกี า กรมตารวจ สังกัดกระทรวง มหาดไทย พ.ศ.2514 โดยปัจจุบันนี้ สานักงานตารวจแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์ต้องการขยายอัตรากาลังพลเพ่ิมข้ึน เพ่ือให้เพียงพอในการปฏิบัติหน้าท่ีในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและรักษา ความสงบ เรียบร้อยของประชาชน จึงได้จัดตั้ง \"ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 8\" ข้ึน โดย ผู้ว่าราชการจังหวัด สุราษฎรธ์ านี ได้จัด สรรทีด่ นิ สาธารณะประโยชนใ์ หศ้ ูนย์ฝึกอบรมตารวจภธู ร 8 ไดเ้ ปิดทาการฝึกอบรม รุ่นแรก เม่อื วนั ที่ 1 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2528 สมัยนนั้ มีจานวนนักเรียนพลตารวจ จานวน 88 นาย แบ่ง ออกเป็น 1 กองร้อย ปัจจุบันได้เปิดทาการฝึกอบรมนักเรียนพลตารวจ จนถึงรุ่นที่ 23 ปีการศึกษา 2548 มีผู้รับการฝึกอบรม จานวน 87 นาย แบ่งออกเป็น 1 กองร้อย มีระยะเวลาในการฝึกอบรม หลกั สตู ร 1 ปี ศนู ยฝ์ กึ อบรมตารวจภูธรภาค 8 ตั้งอยู่เลขท่ี 101 หมู่ท่ี 3 ถนนพ่อขุนทะเล ตาบลมะขามเต้ีย อาเภอเมือง จงั หวัดสุราษฎร์ธานี มเี น้ือท่ี 59 ไร่ 3 งาน 1.11 ศนู ยฝ์ กึ อบรมตารวจภูธรภาค 9 จงั หวัดยะลา ภาพที่ 2.13 ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 9 จังหวัดยะลา (ภาพจากเว็บไซต์ของศูนย์ ฝกึ อบรมตารวจภธู รภาค 9) ประวัติความเป็นมาของตารวจภธู รภาค 9 ปี พ.ศ. 2454 รัชกาลท่ี 5 ได้มีการจดั ตง้ั กองตารวจภูธรมณฑลขนึ้ ท่จี ังหวัดสงขลา เรียกขึ้นว่า กองบงั คับการตารวจภูธรมณฑลนครศรธี รรมราช มีกองตารวจภูธรเมืองต่างๆ ขึ้นอยู่ คือ เมืองสงขลา เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสายบุรี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามัน เมืองสายบุรี และเมอื งระแงะ เปน็ มณฑลปัตตานี
267 ปี พ.ศ. 2469 ในรัชกาลท่ี 6 โปรดเกล้าฯ ให้เปล่ียนช่ือเมืองเป็นจังหวัด และคุมกองบังคับการ ตารวจภูธรมณฑลสรุ าษฎร์ธานี และโอนกิจการมาขึ้นกับมณฑลนครศรธี รรมราช ปี พ.ศ. 2474 ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้ยุบมณฑลปัตตานีไปขึ้นกับมณฑลนครศรีธรรมราช คมุ จงั หวดั ปตั ตานใี ห้ขึ้นกับจงั หวดั ปัตตานี ปี พ.ศ. 2475 หลังจากการเปลยี่ นแปลงการปกครองแล้ว ได้ยุบเลิกกองบังคับการตารวจภูธร มณฑลนครศรีธรรมราช และตั้งกองบังคับการตารวจภูธรภาคใต้ขึ้นแทน เม่ือวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 โดยแบง่ เขตรบั ผิดชอบออกเป็น 4 สาย ปี พ.ศ. 2481 สมัยรัชกาลท่ี 8 ได้มีการยกเลิกกองกากับสายทั้งหมด ตั้งกองบังคับการ ตารวจภูธรขึ้นที่จงั หวัดสงขลาเรียกว่ากองบังคับการตารวจภูธรเขต 9 มีจังหวัดในปกครองคือ สงขลา สตลู พัทลุง ตรัง ปตั ตานี ยะลา และนราธวิ าส ปี พ.ศ. 2484 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบให้ทา งสานักงานและกรมใน กระทรวงมหาดไทย ในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับตารวจ ตั้งกองบังคับการตารวจภูธรเขต 9 มีจังหวัดใน ปกครอง คือ สงขลา สตูล พทั ลงุ ตรงั ปตั ตานี ยะลา และนราธิวาส ปี พ.ศ. 2490 ในรัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมตารวจ ใน กระทรวงมหาดไทย เปล่ียนกองบังคับการตารวจภูธรเขต 9 เป็นกองบังคับการตารวจภูธรภาค 9 มี พ้ืนที่รับผิดชอบเช่นเดิม ปี พ.ศ. 2503 ได้มีการจัดต้ังกองบังคับการต่างๆ ข้ึนใหม่ รวมทั้งกองบังคับ การตารวจภูธร ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 กองบังคับการ และยกเลิกกองบังคับการตารวจภูธร ซึ่งแต่เดิม เรยี กวา่ \"ภาค\" เปล่ียนเปน็ \"เขต\" เชน่ เดมิ อกี ปี พ.ศ. 2508 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตารวจ แบ่งกองบัญชาการ ตารวจภธู รออกเป็น 2 กองบญั ชาการ และมกี องบงั คับการตารวจภูธรเขต 9 เขต ตามเดมิ ปี พ.ศ. 2515 โดยประกาศคณะปฎิวัติ ได้จัดตั้งกองบัญชาการตารวจภูธร 1 - 4 ขึ้นแทน กองบญั ชาการตารวจภธู รตามเดิม และยุบกองบังคับการตารวจภูธรเขต 1 - 9 สาหรับกองบัญชาการ ตารวจภูธร 4 ตั้งอยู่ที่จังหวัดสงขลา มีอานาจรับผิดชอบปกครองบังคับบัญชาตารวจภูธร 14 จังหวัด ภาคใต้ ซึ่งเปน็ พื้นทีก่ องบงั คบั การตารวจภูธรเขต 8 - 9 เดิม ปี พ.ศ. 2519 โดยคาส่ังคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้จัดตั้งกองบังคับการ 1 - 12 ขึ้น ในกองบัญชาการตารวจภูธร 1 - 4 ทาให้สายการบังคับบัญชาของตารวจภูธรจังหวัดท่ีเคยขึ้นตรงกับ กองบัญชาการตารวจภูธร เปลี่ยนไปขึ้นต่อกองบังคับการดังกล่าว และกองบังคับการ 10 - 12 ขึ้นต่อ กองบญั ชาการตารวจภธู ร 4 ปี พ.ศ. 2537 ได้ยุบเลิกกองบัญชาการตารวจภูธร 1 - 4 โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแบ่ง ส่วนราชการกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย จัดตั้งกองบังคับการอานวยการตารวจภูธรภาค 1 - 9 และกองกากบั การสบื สวนสอบสวนตารวจภาค 1 - 9 ให้ทาหน้าท่ีด้านอานวยการและสนับสนุนกาลัง พลแกผ่ ู้ช่วยอธิบดีกรมตารวจที่รับมอบหมายจากอธิบดีกรมตารวจทาหน้าท่ีหัวหน้าตารวจภาค 1 - 9 และกองบัญชาการตารวจภูธร 4 ก็ถูกแบ่งออกเป็นตารวจภูธรภาค 8 และ ตารวจภูธรภาค 9 โดย ตารวจภูธรภาค 9 รับผิดชอบควบคุมบังคับบัญชาพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ สงขลา สตูล ตรัง พทั ลุง ปัตตานี ยะลา และนราธวิ าส
268 ปี พ.ศ. 2540 มีการเปลยี่ นแปลงผู้บงั คบั บัญชาของตารวจภูธรภาคจากผู้ช่วยอธิบดีกรมตารวจ ที่รับมอบหมายจากอธิบดีกรมตารวจทาหน้าที่หัวหน้าตารวจภาค 1 - 9 แต่ผู้ทาหน้าที่เป็นหัวหน้า หน่วย คือ ผู้บญั ชาการตารวจภูธรภาค 1 - 9 ปี พ.ศ. 2548 มีพระราชกฤษฎีกาแบง่ สว่ นราชการสานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2548 โดย มีการเปลีย่ นแปลงโครงสร้างสานักงานตารวจแห่งชาติในภาพรวม สว่ นตารวจภธู รภาค 9 มีโครงสรา้ ง การจดั หนว่ ย ดงั นี้ กองบงั คับการอานวยการตารวจภธู รภาค 9 ตารวจภธู รจังหวัดสงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ปตั ตานี ยะลา นราธิวาส ศนู ยส์ ืบสวนสอบสวนตารวจภธู รภาค 9 ( รอง ผบก.เปน็ หน.) ศูนย์ ความมน่ั คงตารวจภธู รภาค 9 (รอง ผบก.เปน็ หน.) ศูนย์ฝกึ อบรมตารวจภูธรภาค 9 ( ผกก.เป็น หน.) ปี พ.ศ. 2552 มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 มี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสานักงานตารวจแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง โดยแบ่งพื้นที่การปกครองของ ตารวจภูธรจังหวัดปตั ตานี ยะลา และนราธิวาส นอกจากนี้มีการปรับให้ศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค 9 ไปขึ้นการปกครองบังคับบัญชากับศูนย์ปฏิบัติการตารวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีผู้บัญชาการ ศูนย์ปฏิบัติการตารวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ผบช.ศชต.)เป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนตารวจภูธรภาค 9 มี พื้นท่ีปกครองบังคับบัญชาเหลือเพียง 4 จังหวัด คือ ตารวจภูธรจังหวัดสงขลา สตูล ตรัง และพัทลุง โดยมกี ารตงั้ หน่วยในระดับกองบังคับการขน้ึ ใหม่คอื กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตารวจภูธรภาค 9 (บก.สส.ภ.9) ปี พ.ศ. 2560 พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสานักงานตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ให้ ยุบรวม ศชต. รวมกับ ภ.9 อีกคร้ัง โดยแบ่งพื้นที่การปกครองของ ตารวจภูธรภาค 9 มี 7 จังหวัด ประกอบด้วย สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และกองบังคับการสืบสวน สอบสวน 2 หน่วย คือ บก.สส.ภ.9 รับผิดชอบ 4 จังหวัดตอนบน และ บก.สส.จชต. รับผิดชอบ 3 จังหวัดตอนลา่ ง (ค่มู อื การปฏิบัติงานกองบญั ชาการศึกษา (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2561)) 2. โรงเรียนนายร้อยตารวจ(รร.นรต.) ซึ่งมีการจัดการศึกษาระดับกองบัญชาการ ประกอบดว้ ย ภาพท่ี 2.14 โรงเรียนนายร้อยตารวจ (รร.นรต.) (ภาพจากเว็บไซต์ของโรงเรียนนายร้อย ตารวจ)
269 2.1 กองบงั คับการอานวยการ 2.2 กองบังคับการปกครอง 2.3 ศนู ย์ฝึกตารวจ 2.4 คณะตารวจศาสตร์ 2.5 คณะนิตวิ ิทยาศาสตร์ 2.6 คณะสงั คมศาสตร์ 2.7 ศนู ยบ์ รกิ ารทางการศกึ ษา สาหรับประวตั ิสถานทตี่ ัง้ ของโรงเรียนนายร้อยตารวจ ต้ังแต่เมื่อแรกเริ่มต้ังขึ้นในประเทศไทย จนกระท่ังมีท่ีต้ังล่าสุดที่อาเภอสามพราน จังหวัด นครปฐม ได้มกี ารย้ายสถานทตี่ ง้ั ตามลาดับดังน้ี สมัยท่ี 1 โรงเรียนนายร้อยตารวจภูธร นครราชสีมา พ.ศ. 2444 - พ.ศ. 2447 มีนายร้อยโท ม.ร.ว.แดง (หม่อมแดง) ผู้บังคับการกองตารวจภูธรเขต 3 นครราชสีมา ทาหน้าที่เป็นผู้บังคับการ โรงเรยี นนายรอ้ ยตารวจ เป็นคนแรก สมัยที่ 2 โรงเรียนนายร้อยตารวจภูธร ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม (ครั้งท่ี 1) พ.ศ. 2447 - พ.ศ. 2458 สมัยที่ 3 โรงเรียนนายหมวด คลองไผส่ ิงโต กรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2458 - พ.ศ. 2464 สมัยที่ 4 โรงเรียนนายร้อยตารวจ ห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2464 - พ.ศ. 2476 สมัยท่ี 5 โรงเรียนนายร้อยทหารบก (ยศ.) กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2476 - พ.ศ. 2489 ท้ังนี้ ได้มีการเริ่มนับรุ่นของนักเรียนนายร้อยตารวจ คร้ังแรกเป็น นรต.รุ่นท่ี 1 เมื่อปี พ.ศ. 2480 ในขณะที่ ศกึ ษารว่ มกับนักเรียนนายรอ้ ยทหารบก สมยั ท่ี 6 โรงเรียนนายรอ้ ยตารวจ ปทุมวนั กรงุ เทพมหานคร พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2498 สมยั ที่ 7 โรงเรียนนายร้อยตารวจ อาเภอสามพราน จงั หวดั นครปฐม พ.ศ. 2498 – ปัจจบุ ัน ซึ่ง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตารวจในสมัยน้ัน เป็นผู้วางรากฐานให้ย้ายสถานที่ตั้ง ของโรงเรียนนายร้อยตารวจ ไปตั้ง ณ อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อ พ.ศ. 2498 และเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดโรงเรียนนายร้อยตารวจ ณ อ.สามพราน จ.นครปฐม อย่างเปน็ ทางการ แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชทานก่อตั้ง โรงเรียนนายร้อยตารวจภูธรข้ึนตั้งแต่ พ.ศ. 2444 ณ มณฑลนครราชสีมา แต่ก็ได้ถือเอาวันที่ 19 เมษายน เป็นวันสถาปนาโรงเรียนนายร้อยตารวจตามที่ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้แก่โรงเรียนนาย รอ้ ยตารวจเป็นคร้งั แรกเมื่อวนั ท่ี 19 เมษายน ร.ศ.121 (พ.ศ. 2445) ปจั จบุ ันโรงเรียนนายรอ้ ยตารวจบริหารงานภายใต้พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และ พระราชบัญญัติโรงเรียนนายร้อยตารวจ พ.ศ. 2551 ล่าสุดมีคาสั่งโรงเรียนนายร้อยตารวจท่ี
270 141/2560 ลงวันที่ 8 มีนาคม 2560 เร่ือง ให้ใช้แผนพัฒนาโรงเรียนนายร้อยตารวจ พ.ศ.2560 – 2564 (ฉบับปรับปรุง) เป็นกรอบแนวทางในการดาเนินงาน การปฏิบัติราชการ และการติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติราชการให้เหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจ บทบาท และอานาจหน้าท่ีของ หน่วยงาน
ภาคผนวก ฑ รูปภาพการสัมภาษณ์ความคดิ เห็นผเู้ ชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน
272 ภาพที่ 2.15 สัมภาษณผ์ ู้ทรงคณุ วุฒิ พลตารว ตรี อภชิ ยั ศรโี สภิต รองผบู้ ัญชาการโรงเรียนนายร้อยตารว สานักงานตารว แห่งชาติ
273 ภาพที่ 2.16 สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ พลตารว ตรีหญิง วิไลลกั ษณ์ เตชะสุวรรณา ผู้บังคับการอานวยการ กองบญั ชาการศึกษา สานกั งานตารว แหง่ ชาติ
274 ภาพที่ 2.17 สัมภาษณผ์ ู้ทรงคณุ วฒุ ิ พลตารว ตรี ทศพร บรร งเขยี น ผู้บงั คบั การวิทยาลัยการตารว กองบญั ชาการศกึ ษา สานักงานตารว แหง่ ชาติ
275 ภาพที่ 2.18 สมั ภาษณผ์ ู้ทรงคุณวฒุ ิ ดร.วัลลภ สุวรรณดี อธกิ ารบดีมหาวิทยาลัยเกษมบณั ฑิต
276 ภาพที่ 2.19 สัมภาษณผ์ ู้ทรงคณุ วฒุ ิ ผู้ช่วยศาสตรา ารย์ วฒุ ศิ ักด์ิ ลาภเ รญิ ทรพั ย์ อธิการบดีมหาวทิ ยาลัยรามคาแหง
ชื่อ – สกลุ ประวัตผิ ูว้ จิ ัย วัน เดอื น ปี เกดิ สถำนท่ีเกิด ร้อยตำรวจเอก สริ ภิ ัชกรณ์ ดวงคำ ทอ่ี ยู่ปัจจบุ ัน 26 มถิ ุนำยน 2503 จังหวัดสระบุรี ประวัตกิ ำรศึกษำ 48/492 หมู่ 4 ซอยเสรีไทย 41 ถนนเสรีไทย แขวงคลองกมุ่ 2549 เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหำนคร 10240 2553 นิตศิ ำสตรบณั ฑติ มหำวทิ ยำลัยเซนตจ์ อหน์ หนำ้ ท่กี ำรงำนปัจจุบัน รฐั ศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำบรหิ ำรงำนยุติธรรมและสงั คม มหำวทิ ยำลัยบูรพำ รองสำรวัตร ฝำ่ ยตรวจคนเขำ้ เมอื งขำเขำ้ ดำ่ นตรวจคนเขำ้ เมือง ทำ่ อำกำศยำนสวุ รรณภมู ิ กองบงั คับกำรตรวจคนเข้ำเมือง 2 สำนกั งำนตรวจคนเข้ำเมอื ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293