Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือมิลินทปัญหา(1)

หนังสือมิลินทปัญหา(1)

Published by อ้าย นะ บ้านนา, 2021-09-24 09:14:09

Description: หนังสือมิลินทปัญหา(1)

Keywords: ......

Search

Read the Text Version

มลิ นิ ทปัญหาฉบับธรรมทาน พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๑: พฤษภาคม ๒๕๕๒ จานวน ๒,๐๐๐ เลม่ ออกแบบปกและจัดทาโดย: ไว้ท์ลนิ ินบุ๊คส์ (White Linen Books) ๗๘/๙๒๗ ถ.พระราม ๓ ขว.ชอ่ งนนทรี ข.ยานนาวา กรุงเทพฯ ๑๐๑๒๐ e-mail: [email protected] พมิ พ์ท่ี: บริษัท ซาเร็นการพมิ พ์ จากดั ๓๑/๒๘๙ ม.๔ ขว.หนองบอน ข.ประเวศ กรุงเทพฯ ๑๐๒๕๐ www.sarenprinting.com สงวนลิขสทิ ธ์ิให้จัดพมิ พ์เพ่อื เป็ นธรรมทานเท่านัน้ ห้ามจาหน่าย หากประสงค์จดั พมิ พ์เพื่อเป็ นธรรมทาน โปรดตดิ ตอ่ 08-41246688 หรืออีเมลถึงผ้จู ดั ทาท่ี [email protected]



คานา “ มลิ นิ ทปัญหาฉบบั ธรรมทาน ” เลม่ นี ้ได้คดั ลอกตดั ทอนจาก ฉบบั ท่ีปรากฏอยตู่ ามเว็บไซต์ธรรมะตา่ งๆ โดยมีจดุ ประสงค์ด้วย เจตนาอนั บริสทุ ธิ์เพื่อต้องการให้ผ้อู า่ นได้เกิดปัญญาจากการสนทนา อยา่ งบณั ฑติ ระหวา่ งพระเจ้ามลิ นิ ท์และพระนาคเสนเถระ ซงึ่ ปัญหาที่ พระเจ้ามลิ นิ ท์ไตถ่ ามนนั้ ล้วนแตเ่ ป็นปัญหาที่อยใู่ นใจของใครหลาย คน เชน่ ผลของบาป – บญุ มีจริงหรือไม่ ท่ีใดคอื ที่ตงั้ แห่งผลกรรม เหตุ ใดผ้ทู าบาปเม่ือถึงเวลาตายจงึ ได้ไปสขุ คตกิ ่อน หรือทาไมผ้ทู ่ีรู้จกั บาป เมื่อทาบาปแล้ว จงึ ได้รับผลแรงไมเ่ ทา่ กบั ผ้ทู ่ีไมร่ ู้จกั บาป นอกจากนี ้ ยงั มีคาถามท่ีเก่ียวกบั ลกั ษณะของศีล ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ ปัญญาซง่ึ ล้วนเป็ นความรู้ท่ีชว่ ยในการพฒั นาจติ ให้เกิดปัญญาและ ความสขุ ได้ อยา่ งไรก็ดี หากแม้มีข้อผิดพลาดประการใดในการจดั ทา หนงั สือเลม่ นี ้ กราบขอขมาอภยั ไว้ ณ โอกาสนีด้ ้วย และสาหรับความ ดงี ามที่เกิดขนึ ้ ขอน้อมถวายบชู าคณุ พระรัตนตรัย บดิ ามารดา ครู อาจารย์ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ภมู ิพลอดลุ ยเดชฯ เทพไท้เทวา ผ้มู งุ่ หวงั พระนิพพานท่ีปกป้ องพระศาสนา ทา่ นผ้ใู ห้การอปุ ถมั ภ์และ ทกุ ๆทา่ นท่ีมีสว่ นในการจดั ทาหนงั สือจนสาเร็จลลุ ่วงมาได้ด้วยดี ไว้ท์ลินินบ๊คุ ส์ ๓



สารบัญ หน้า เรื่องเบอื ้ งต้น บพุ พกรรมของบคุ คลทงั้ สอง ๑๒ พระอรหนั ต์ขนึ ้ ไปเชิญ มหาเสนะเทพบตุ ร ๑๘ พระโรหนเถระได้รับมอบธุระ เพอ่ื ให้นาคเสนกมุ ารได้บรรพชา ๒๑ มหาเสนะเทพบตุ รจตุ จิ ากเทวโลก ๒๒ นาคเสนกมุ ารศกึ ษาไตรเพท ๒๕ พระโรหนะไปนานาคเสนกมุ ารเพอ่ื จะให้บรรพชา ๒๖ นาคเสนกมุ ารบรรพชา ๒๙ นาคเสนอปุ สมบท ๓๑ พระนาคเสนแสดงธรรมเป็ นครัง้ แรก ๓๔ พระนาคเสนไปศกึ ษาพระไตรปิ ฎกกบั พระธรรมรักขติ ๓๖ ศกึ ษาร่วมกบั ภกิ ษุชาวลงั กา ๓๘ พระนาคเสนสาเร็จพระอรหนั ต์ ๔๐ พระอรหนั ต์ให้ทตู ไปตามพระนาคเสน ๔๑ พระเจ้ามลิ นิ ท์เสด็จไปถามปัญหาพระอายบุ าล ๔๒ จานวนคฤหสั ถ์ผ้ไู ด้มรรคผล ๔๓ กรรมของพระทีถ่ ือธดุ งค์ ๔๔ กิตตศิ พั ท์ของพระนาคเสน ๔๖ พระเจ้ามลิ นิ ท์ได้ยนิ ชื่อทรงตกพระทยั กลวั ๔๙ พระเจ้ามลิ นิ ท์เสดจ็ ไปหาพระนาคเสน ๔๙ มิลนิ ทปัญหา วรรคท่ี ๑ .......................................................... ๕๓ ปัญหาท่ี ๑ ถามช่ือ ๕๓ เริ่มมปี ัญหาเพราะชื่อ ๕๔ ถามสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกาย ๕๖ พระนาคเสน กลา่ วแก้ด้วยราชรถ ๕๘ ๕

ปัญหาท่ี ๒ ถามพรรษา ๖๒ อปุ มาเงาในแก้วนา้ ๖๓ ๖๓ ปัญหาท่ี ๓ ถามลองปัญญา ๖๔ สนทนาอยา่ งบณั ฑิตหรืออยา่ งโจร ๖๕ นิมนต์พระนาคเสนไปในวงั ๖๘ ๖๘ ปัญหาที่ ๔ ปัญหาของอนั ตกายอามาตย์ ๖๙ อปุ มาพวกเป่ าสงั ข์ ๗๑ ๗๑ ปัญหาที่ ๕ ถามเร่ืองบรรพชา ๗๒ เหตขุ องผ้บู วช ๗๓ ๗๓ ปัญหาที่ ๖ ถามเร่ืองปฏิสนธิ (เกดิ ) ๗๔ ปัญหาที่ ๗ ถามเร่ืองมนสกิ าร (การกาหนดจิต) ๗๕ ปัญหาที่ ๘ ถามลกั ษณะมนสกิ าร ๗๗ ๗๗ อปุ มาคนเก่ียวข้าว ๗๘ ปัญหาที่ ๙ ถามลกั ษณะศลี ๗๙ ๗๙ อปุ มา ๕ อยา่ ง ๘๑ ปัญหาที่ ๑๐ ถามลกั ษณะศรัทธา ๘๑ ๘๑ ศรัทธามคี วามผอ่ งใส ๘๒ อปุ มาพระเจ้าจกั รพรรดิ ๘๒ ศรัทธามกี ารแลน่ ไป ๘๓ อปุ มาบรุ ุษผ้ขู ้ามแมน่ า้ ปัญหาท่ี ๑๑ ถามลกั ษณะวิริยะ ๖ อปุ มาเรือนทจี่ ะล้ม อปุ มาพวกเสนา ปัญหาที่ ๑๒ ถามลกั ษณะสติ สติมกี ารเตือน อปุ มานายคลงั ของพระราชา

สตมิ ีการถือไว้ ๘๔ อปุ มานายประตขู องพระราชา ๘๔ ปัญหาที่ ๑๓ ถามลกั ษณะสมาธิ ๘๕ อปุ มากลอนแหง่ เรือนยอด ๘๖ อปุ มาพระราชา ๘๖ ปัญหาท่ี ๑๔ ถามลกั ษณะปัญญา ๘๗ อปุ มาผ้สู อ่ งประทีป ๘๗ ปัญหาท่ี ๑๕ ถามหน้าท่แี หง่ ธรรมตา่ ง ๆ กนั ๘๘ อปุ มาเสนาตา่ ง ๆ ๘๘ มิลนิ ทปัญหา วรรคท่ี ๒ .......................................................... ๙๑ ปัญหาที่ ๑ ถามความสบื ตอ่ แหง่ ธรรม ๙๑ ปัญหาท่ี ๒ ถามความรู้สกึ ของผ้ไู มเ่ กิดอกี ๙๕ ปัญหาท่ี ๓ ถามทดี่ บั ปัญญา ๙๖ อปุ มาผ้จู ดุ ประทปี ๙๗ อปุ มาการเขยี นเลข ๙๘ อปุ มาโอง่ นา้ ๙๘ อปุ มารากยา ๙๙ อปุ มาผ้ถู ือลกู ธนู ๙๙ ปัญหาที่ ๔ ถามเรื่องปรินิพพาน ๑๐๐ ปัญหาท่ี ๕ ถามเรื่องสขุ เวทนา ๑๐๒ อปุ มาก้อนเหลก็ แดงและหมิ ะ ๑๐๒ ปัญหาท่ี ๖ ถามการถือกาเนดิ แหง่ นามรูป ๑๐๖ อปุ มาด้วยผลมะมว่ ง ๑๐๖ อปุ มาด้วยไฟไหม้ ๑๐๗ อปุ มาด้วยประทปี ๑๐๘ อปุ มาเรื่องหมนั้ เดก็ หญิง ๑๐๙ ๗

อปุ มาด้วยนมสด ๑๑๐ ปัญหาที่ ๗ ถามการเกิดอกี แหง่ พระนาคเสน ๑๑๒ ปัญหาท่ี ๘ ถามเรื่องนามรูป ๑๑๓ ปัญหาท่ี ๙ ถามเร่ืองกาลนานยืดยาว ๑๑๔ มลิ นิ ทปัญหา วรรคที่ ๓ .......................................................... ๑๑๕ ปัญหาท่ี ๑ ถามมลู เหตแุ หง่ กาลทงั้ ๓ ๑๑๕ ปัญหาท่ี ๒ ถามท่สี ดุ เบอื ้ งต้นแหง่ สงสาร ๑๑๖ อปุ มาด้วยพชื ๑๑๗ อปุ มาด้วยแมไ่ ก่ ๑๑๗ อปุ มาด้วยกงรถ ๑๑๗ ปัญหาท่ี ๓ ถามความปรากฏแหง่ ทีส่ ดุ เบอื ้ งต้น ๑๑๙ ปัญหาที่ ๔ ถามถงึ ความเกิดขนึ ้ แหง่ สงั ขาร ๑๒๐ ปัญหาที่ ๕ ถามถึงความมีขนึ ้ แหง่ สงั ขารทไ่ี มม่ ี ๑๒๓ อปุ มาพระราชมณเฑียร ๑๒๓ อปุ มาด้วยต้นไม้ ๑๒๓ อปุ มาด้วยชา่ งหม้อ ๑๒๔ อปุ มาด้วยพิณ ๑๒๔ อปุ มาด้วยไฟ ๑๒๕ อปุ มาด้วยแก้วมณี ๑๒๖ อปุ มาด้วยกระจกเงา ๑๒๖ ปัญหาที่ ๖ ถามเร่ืองผ้ถู งึ เวทย์ ๑๒๗ ปัญหาท่ี ๗ ถามถงึ ความเก่ียวกบั แหง่ จกั ขวุ ญิ ญาณกบั มโนวญิ ญาณ ๑๓๒ เพราะเป็ นของลมุ่ ๑๓๓ เพราะเป็ นประตู ๑๓๔ เพราะเป็ นทส่ี ะสมมา ๑๓๕ เพราะเป็ นสง่ิ ทเ่ี คยประพฤตมิ า ๑๓๖ ๘

ปัญหาท่ี ๘ ถามลกั ษณะผสั สะ ๑๓๘ ปัญหาท่ี ๙ ถามถึงลกั ษณะเวทนา ๑๓๙ ปัญหาที่ ๑๐ ถามลกั ษณะสญั ญา ๑๔๐ ปัญหาท่ี ๑๑ ถามลกั ษณะเจตนา ๑๔๐ ปัญหาที่ ๑๒ ถามลกั ษณะวิญญาณ ๑๔๑ ปัญหาที่ ๑๓ ถามลกั ษณะวิตก ๑๔๒ ปัญหาที่ ๑๔ ถามลกั ษณะวจิ าร ๑๔๒ มิลนิ ทปัญหา วรรคท่ี ๔ .......................................................... ๑๔๓ ปัญหาที่ ๑ ถามลกั ษณะมนสกิ าร ๑๔๓ ปัญหาท่ี ๒ ถามลกั ษณะสง่ิ ทม่ี ภี าวะอยา่ งเดยี วกนั ๑๔๓ ปัญหาที่ ๓ ถามการเกิดแหง่ อายตนะ ๕ ๑๔๘ ปัญหาท่ี ๔ ถามเหตตุ า่ ง ๆ กนั แหง่ กรรม ๑๔๘ ปัญหาท่ี ๕ ถามถึงสาเหตทุ ี่ควรให้รีบทาเสยี กอ่ น ๑๔๙ อปุ มาการขดุ นา้ ๑๕๐ อปุ มาการไถนา ๑๕๑ อปุ มาการทาสงคราม ๑๔๑ ปัญหาที่ ๖ ถามถงึ ความร้อนแหง่ ไฟนรก ๑๕๒ อปุ มาด้วยราชสหี ์ ๑๕๓ อปุ มาด้วยนกหวั ขวาน ๑๕๔ อปุ มาด้วยสตรี ๑๕๕ ปัญหาท่ี ๗ ถามถึงเร่ืองเคร่ืองรองแผน่ ดนิ ๑๕๖ ปัญหาที่ ๘ ถามถึงเร่ืองนิโรธนพิ พาน ๑๕๖ ปัญหาที่ ๙ ถามเร่ืองการได้นพิ พาน ๑๕๗ ปัญหาที่ ๑๐ ถามเรื่องรู้จกั ความสขุ ในนิพพาน ๑๕๘ มิลนิ ทปัญหา วรรคท่ี ๕ .......................................................... ๑๕๙ ปัญหาที่ ๑ ถามเร่ืองความมีและความไมม่ แี หง่ พระพทุ ธเจ้า ๑๕๙ ๙

ปัญหาที่ ๒ ถามเรื่องความยงิ่ ใหญ่แหง่ พระพทุ ธเจ้า ๑๖๐ ปัญหาที่ ๓ ถามเร่ืองการรู้ความยง่ิ ใหญ่ของพระพทุ ธเจ้า ๑๖๑ ปัญหาท่ี ๔ ถามเรื่องการเหน็ ธรรม ๑๖๑ ปัญหาท่ี ๕ ถามถงึ ความไมก่ ้าวยา่ งไปแหง่ ผ้จู ะเกดิ ๑๖๒ ปัญหาที่ ๖ ถามถงึ ผ้สู าเร็จเวทย์ ๑๖๓ ปัญหาท่ี ๗ ถามถึงการก้าวไปแหง่ สภาพ ๑๖๔ ปัญหาที่ ๘ ถามถงึ ท่อี ยแู่ หง่ ผลกรรม ๑๖๕ ปัญหาท่ี ๙ ถามถงึ ความรู้สกึ ของผ้จู ะเกิดอกี ๑๖๕ ปัญหาที่ ๑๐ ถามเร่ืองท่ีอยขู่ องพระพทุ ธเจ้าท่ปี รินพิ พาน ๑๖๖ มลิ นิ ทปัญหา วรรคที่ ๖ .......................................................... ๑๖๗ ปัญหาที่ ๑ ถามถึงความรักร่างกายแหง่ บรรพชิต ๑๖๗ ปัญหาที่ ๒ ถามถงึ เหตทุ ไ่ี มท่ รงบญั ญตสิ กิ ขาบทไว้ลว่ งหน้า ๑๖๙ ปัญหาที่ ๓ ถามถงึ ลกั ษณะมหาบรุ ุษ ๓๒ ของพระพทุ ธมารดาบดิ า ๑๗๐ ปัญหาที่ ๔ ถามถงึ ความเป็ นพรหมจารีของพระพทุ ธเจ้า ๑๗๑ ปัญหาท่ี ๕ ถามถึงการอปุ สมบท ไมอ่ ปุ สมบท ๑๗๒ อปุ มาช้างพระท่นี งั่ ๑๗๕ ปัญหาที่ ๖ ถามถึงความตา่ งกนั แหง่ นา้ ตา ๑๗๖ ปัญหาท่ี ๗ ถามถงึ ความตา่ งกนั แหง่ ผ้เู สวยรส ๑๗๗ ปัญหาท่ี ๘ ถามทตี่ งั้ แหง่ ปัญญา ๑๗๘ ปัญหาที่ ๙ ถามเร่ืองสงสาร ๑๗๘ ปัญหาท่ี ๑๐ ถามถงึ เหตทุ ใ่ี ห้ระลกึ ถึงสงิ่ ทลี่ ว่ งแล้วได้ ๑๗๙ มลิ นิ ทปัญหา วรรคที่ ๗ .......................................................... ๑๘๐ ปัญหาท่ี ๑ ถาม สติเกิดแตอ่ าการเทา่ ไร ๑๘๐ ปัญหาท่ี ๒ ถามวา่ ผ้ทู ี่ทาบาปมาตงั้ ๑๐๐ ปี ถ้าเวลาจะตาย ทาจิตให้ผอ่ งใสได้ก็ไปสคุ คติ จะไปได้จริงหรือ ๑๘๒ ปัญหาที่ ๓ ถามวา่ จะเพยี รดบั ทกุ ข์ท่ียงั ไมม่ าถงึ จะได้หรือไม่ ๑๘๓ ๑๐

ปัญหาท่ี ๔ ถามเรื่องความไกลแหง่ พรหมโลก ๑๘๕ ปัญหาที่ ๕ ถามถึงความไปเกิดในพรหมโลกและเมืองกสั มริ ะ ๑๘๗ อปุ มาด้วยเงาของนก ๑๘๘ อปุ มาด้วยการแลดู ๑๘๘ ปัญหาที่ ๖ ถามถึงวรรณะสณั ฐานของผ้ไู ปเกิดในโลกอืน่ ๑๘๙ อปุ มาด้วยการทานา ๑๙๑ อปุ มาด้วยการจดุ ประทีป ๑๙๒ อปุ มาด้วยกระจก ๑๙๓ ปัญหาท่ี ๗ ถามเร่ืองถือกาเนดิ ในครรภ์มารดา ๑๙๔ ปัญหาท่ี ๘ ถามเรื่องโพชฌงค์ ๗ ๑๙๕ ปัญหาท่ี ๙ ถามถงึ ความมากกวา่ กนั แหง่ บาปและบญุ ๑๙๗ ปัญหาที่ ๑๐ ถามถงึ การทาบาปแหง่ ผ้รู ู้กบั ผ้ไู มร่ ู้ ๑๙๗ ปัญหาที่ ๑๑ ถามถงึ ผ้ทู ไี่ ปอตุ ตรกรุ ุทวปี และสวรรค์ ๑๙๘ ปัญหาที่ ๑๒ ถามเร่ืองกระดกู ยาว ๑๙๙ ปัญหาท่ี ๑๓ ถามเรื่องเก่ียวกบั ลมหายใจ ๑๙๙ ปัญหาที่ ๑๔ ถามวา่ อะไรเป็ นสมทุ ร ๒๐๐ ปัญหาท่ี ๑๕ ถามเร่ืองการตดั สงิ่ ที่สขุ มุ ๒๐๑ ปัญหาท่ี ๑๖ ถามความวเิ ศษแหง่ ปัญญา ๒๐๑ ปัญหาที่ ๑๗ ถามความตา่ งกนั แหง่ วญิ ญาณเป็ นต้น ๒๐๒ ปัญหาท่ี ๑๘ ถามถงึ เร่ืองสง่ิ ที่ทาได้ยากของพระพทุ ธเจ้า ๒๐๓ ปัญหาที่ ๑๙ พระเจ้ามลิ นิ ท์ทรงเลอ่ื มใสได้ปวารณาพระนาคเสน ๒๐๔ แสดงความชื่นชมตอ่ กนั ๒๐๖ ๑๑

มลิ นิ ทปัญหา  เร่ืองเบือ้ งต้น บุพพกรรมของบุคคลทงั้ สอง บุพพกรรมของ พระเจ้ามิลนิ ท์ และ พระนาคเสน กลา่ วคือ เมื่อครัง้ ศาสนาของสมเดจ็ พระพทุ ธกสั สปะ โน้น มีพระ ราชพระองค์หนงึ่ ทรงพระนามวา่ พระเจ้าวชิ ิตาวี เสวยราชย์อยใู่ น สา คลนครราชธานี พระองค์ทรงอนเุ คราะห์มหาชนด้วยสงั คหวตั ถุ ๔ สร้างมหาวิหารลงไว้ที่ริมแมน่ า้ คงคา ถวายพระเถระทงั้ หลายท่ีทรง คณุ ธรรมตา่ ง ๆ กนั มีทรงพระไตรปิฎก เป็ นต้น ทงั้ ทรงบารุงด้วยปัจจยั ๔ เมื่อพระองคท์ รงสนิ ้ พระชนม์แล้ว ก็ได้ขนึ ้ ไปบงั เกิดเป็ น พระอินทร์ ในสวรรค์ชนั้ ดาวดงึ ส์ ด้วยอานสิ งค์นนั้ และมหาวิหารท่ีท้าวเธอทรง สร้างไว้ ถึงพระองคส์ ิน้ พระชนม์ไปแล้วก็ดี ก็มีพระภิกษุอาศยั อยเู่ ป็น อนั มาก ในพระภิกษุสงฆ์เหล่านนั้ พระภิกษุทงั้ หลายผ้สู มบรู ณ์ด้วยข้อ วตั รเป็ นอนั ดี เช้าขนึ ้ ก็ได้ถือเอาไม้กวาดด้ามยาว แล้วนกึ ถึงพระ พทุ ธคณุ แล้วจงึ พากนั กวาดบริเวณพระเจดีย์ กวาดเอาหยากเยื่อไป รวมเป็นกองไว้ มีพระภิกษุผ้สู มบรู ณ์ด้วยศลี องค์หนง่ึ เรียกสามเณร องคห์ นงึ่ ว่า \" จงมาน่ี…สามเณร! จงหอบเอาหยากเย่ือไปเททงิ ้ เสีย \" สามเณรนนั้ ก็เฉยอยู่ เหมือนไมไ่ ด้ยนิ พระภิกษุองค์นนั้ เรียกสามเณร องค์นนั้ ๓ ครัง้ เห็นสามเณรนงั่ นิ่งเฉยเหมือนไมไ่ ด้ยนิ ก็คดิ วา่ สามเณร ๑๒

องค์นีห้ วั ดือ้ จงึ ไปตีด้วยด้ามไม้กวาด สามเณรก็ร้องไห้ด้วยความ เจ็บปวด แล้วหอบเอาหยากเย่ือไปทงิ ้ ด้วยความกลวั เมื่อหอบเอา หยากเย่ือไปทงิ ้ นนั้ ได้ปรารถนาวา่ \" ด้วยผลบญุ ท่ีเราหอบหยากเยื่อมาทิง้ นี ้ หากเรายงั ไมถ่ ึง นพิ พานเพียงใด เราจะเกิดในภพใดๆ ก็ตาม ขอให้เรามีเดชเหมือนกบั ดวงอาทิตย์เวลาเที่ยงวนั ฉะนนั้ เถิด \" สามเณรตงั้ ความปรารถนาดงั นีแ้ ล้ว ก็เดนิ ไปอาบนา้ ที่แมน่ า้ คงคา ดาผดุ ดาวา่ ยเลน่ ตามสบายใจ เม่ือสบายใจแล้วก็ได้เหน็ ละลอกคลื่น ในแมน่ า้ นีม้ ากมายนกั หนา ยนิ ดีปรีดาจะใคร่มีปัญญาเฉลียวฉลาดไม่ รู้สดุ รู้สิน้ ดจุ ลกู คลื่นในแมน่ า้ นนั้ และได้คดิ วา่ อาจารย์ได้ใช้ให้เราหอบ เอาหยากเยื่อมาทิง้ นี ้ ไมใ่ ชเ่ ป็นกรรมของเรา ทงั้ ไมใ่ ชเ่ ป็นกรรมของ อาจารย์แตเ่ ป็นการอนเุ คราะห์เราให้ได้บญุ เทา่ นนั้ ครัน้ คดิ ดงั นีแ้ ล้ว จงึ ปรารถนาขนึ ้ อีกเป็ นครัง้ ที่ ๒ วา่ \" ข้าพเจ้ายงั ไมถ่ ึงนพิ พานตราบใด ไมว่ า่ ข้าพเจ้าจะไปเกิดใน ชาตใิ ด ๆ ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาไมร่ ู้จกั สนิ ้ สดุ เหมือนกบั ลกู คล่ืนใน แมน่ า้ คงคานีเ้ถิด \" สว่ นพระภิกษุผ้เู ป็ นอาจารย์นนั้ เม่ือเอาไม้กวาดไปเก็บไว้ท่ีโรงเก็บ ไม้กวาดแล้ว ก็ลงไปที่ทา่ นา้ คงคาเพ่ือจะอาบนา้ ก็ได้ยนิ เสียงสามเณร ตงั้ ความปรารถนา จงึ คิดว่าความปรารถนาของสามเณรนี ้ เป็นความ ๑๓

ปรารถนาใหญ่จะสาเร็จได้เพราะอาศยั พระพทุ ธคณุ คดิ ดงั นีแ้ ล้วจงึ หวั เราะขนึ ้ ด้วยความดีใจวา่ สามเณรนีถ้ ึงเป็นผ้ทู ี่เราใช้ก็ยงั ปรารถนา อยา่ งนี ้ ความปรารถนาของสามเณรนีจ้ กั สาเร็จแนแ่ ท้ คดิ ดงั นีแ้ ล้ว จงึ ตงั้ ความปรารถนาวา่ \" ข้าพเจ้ายงั ไมส่ าเร็จนิพพานตราบใด ขอให้ ข้าพเจ้ามีปัญญาหาท่ีสดุ มิได้ เหมือนกบั ฝ่ังแมน่ า้ คงคานี ้ ให้เป็นผู้ สามารถแก้ไขปัญหาปฏิภาณทงั้ ปวงท่ีสามเณรนีไ้ ตถ่ ามได้สิน้ ให้ สามารถชีแ้ จงเหตผุ ลต้นปลายได้ เหมือนกบั บรุ ุษที่ม้วนกลมุ่ ด้ายสาง ด้วยอนั ยงุ่ ให้รู้ได้วา่ ข้างต้นข้างปลายฉะนนั้ ด้วยอานาจบญุ ท่ีข้าพเจ้า ได้กวาดวดั และใช้สามเณรให้นาหยากเย่ือมาเททงิ ้ นีเ้ถิด \" ตอ่ มาสามเณรนนั้ ก็ได้มาเกิดเป็ นพระเจ้ามลิ นิ ท์ ในสาคลนคร อนั มีในชมพทู วีป พระเจ้ามลิ ินท์นนั้ เป็นบณั ฑิต เป็นผ้ฉู ลาดมีความคดิ ดี สามารถรู้เหตกุ ารณ์อนั เป็ นอดีต อนาคต ปัจจบุ นั ได้ เป็นผ้ใู คร่ครวญ ในเหตกุ ารณ์ถ่ีถ้วนทกุ ประการ เป็ นผ้ไู ด้ศกึ ษาศาสตร์ตา่ ง ๆ ไว้เป็นอนั มาก ถงึ ๑๘ ศาสตร์ด้วยกนั รวมเป็น ๑๙ กบั ทงั้ พทุ ธศาสตร์ ศลิ ป ศาสตร์ ๑๘ ประการคือ ๑. รู้จกั ภาษาสตั ว์มีเสียงนกร้อง เป็นต้นวา่ ร้ายดปี ระการใดได้สิน้ ๒. รู้จกั กาเนิดเขาและไม้ เป็นต้นวา่ ชื่อนนั้ ๆ ๓. คมั ภีร์เลข ๔. คมั ภีร์ชา่ ง ๑๔

๕. คมั ภีร์นิตศิ าสตร์ รู้ที่จะเป็นครูสง่ั สอนท้าวพระยาทงั้ ปวง ๖. คมั ภีร์พาณิชยศาสตร์ รู้ที่จะเลีย้ งฝงู ชนให้เป็นสิริมงคล ๗. พลศาสตร์ รู้นบั นกั ขตั ฤกษ์ รู้ตาราดวงดาว ๘. คมั ธพั พศาสตร์ รู้เพลงขบั ร้องและดนตรี ๙. เวชชศาสตร์ รู้คมั ภีร์แพทย์ ๑๐. ธนศู าสตร์ รู้ศลิ ปะการยิงธนู ๑๑. ประวตั ิศาสตร์ ๑๒. ดาราศาสตร์ รู้วิธีทานายดวงชะตาของคน ๑๓. มายาศาสตร์ รู้วา่ น่ีเป็นแก้ว นี่มใิ ชแ่ ก้ว เป็นต้น ๑๔. เหตศุ าสตร์ ผลศาสตร์ รู้จกั เหตุ รู้จกั ผลจะบงั เกิด ๑๕. ภมู ิศาสตร์ รู้จกั ที่จะเลีย้ งโคกระบอื รู้การที่จะหวา่ นพืชลงใน นาไร่ให้เกิดผล ๑๖. ยทุ ธศาสตร์ รู้คมั ภีร์พชิ ยั สงคราม ๑๗. ลทั ธิศาสตร์ รู้คมั ภีร์โลกโวหาร ๑๘. ฉนั ทศาสตร์ รู้จกั คมั ภีร์ผกู บทกลอนกาพย์โคลง พระเจ้ามลิ นิ ท์นนั้ มีถ้อยคาหาผ้ตู อ่ ส้ไู ด้ยาก ปรากฏยง่ิ กวา่ พวก เดียรถีย์ทงั้ ปวงไมม่ ีใครเสมอเหมือนในทางสตปิ ัญญาทงั้ ประกอบด้วย องค์ ๓ ประการ คือ ๑. มีเร่ียวแรงมาก ๒. มีปัญญามาก ๓. มีพระราช ทรัพย์มาก อยมู่ าคราวหนงึ่ พระเจ้ามิลินท์ได้เสดจ็ ออกจากพระนคร ๑๕

ด้วยพลนกิ รเป็นอนั มากหยดุ พกั นอกพระนครแล้วตรัสแก่พวกอามาตย์ วา่ \" เวลายงั เหลืออยมู่ าก เราจะทาอะไรดี เราจะกลบั เข้าเมืองก็ยงั วนั อยู่ สมณพราหมณ์เจ้าหมเู่ จ้าคณะคณาจารย์ที่ยืนยนั วา่ เป็นพระ อรหนั ต สมั มาสมั พทุ ธเจ้าผ้ใู ดหนออาจสนทนากบั เราได้ อาจตดั ความ สงสยั ของเราได้ \" เมื่อตรัสอยา่ งนี ้ พวกโยนกข้าหลวงทงั้ ๕๐๐ ก็กราบทลู ขนึ ้ วา่ \" ข้า แตม่ หาราชเจ้า บณั ฑิตท่ีจะพอสนทนากบั พระองคไ์ ด้นนั้ มีอยู่ คือครู ทงั้ ๖ อนั ได้แก่ ปรู ณกสั สปะ มกั ขลิโคสาล นิคณั ฐนาฏบตุ ร สญ ชยั เวฬฏฐบตุ ร อชิตเกสกมั พล ปกทุ ธกจั จายนะ พระเจ้าข้า ครูทงั้ ๖ นนั้ เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียงปรากฏ มียศบริวาร มีผ้คู นนบั ถือมาก ขอมหาราชเจ้าจงเสดจ็ ไปไตถ่ ามปัญหาตอ่ คณาจารย์เหลา่ นนั้ เถิดคณาจารย์เหลา่ นนั้ จะตดั ความสงสยั ของ พระองคไ์ ด้ พระเจ้าข้า \" พระเจ้ามิลินท์เสดจ็ ไปหาครูทงั้ ๖ ลาดบั นนั้ พระเจ้ามิลนิ ท์ก็ห้อม ล้อมด้วยข้าหลวงโยนกทงั้ ๕๐๐ ขนึ ้ ทรงราชรถเสดจ็ ไปหา ปรู ณกสั ส ปะ ทรงปราศรัยแล้วประทบั นงั่ ลงตรัสถามวา่ \" ทา่ นกสั สปะ อะไรรักษาโลกไว้ ? \" ปรู ณกสั สปะตอบวา่ \" ขอถวายพระพร แผน่ ดนิ รักษาโลกไว้ \" พระเจ้ามิลินท์จงึ ตรัสวา่ ๑๖

\" ถ้าแผน่ ดนิ รักษาโลกไว้ เหตไุ รผ้ทู าบาปจงึ ลว่ งเลยแผน่ ดนิ ลง ไปถงึ อเวจีนรกละ่ ? \" เมื่อตรัสอย่างนี ้ ปรู ณกสั สปะก็ไมอ่ าจโต้ตอบได้ ได้แตน่ งั่ นิ่งกลืน นา้ ลายอยเู่ ทา่ นนั้ ลาดบั นนั้ พระเจ้ามลิ นิ ท์จงึ ทรงดาริวา่ ชมพทู วีปวา่ ง เปลา่ เสียแล้ว เพราะไมม่ ีสมณพราหมณ์ เจ้าหมเู่ จ้าคณะ คณาจารย์ ผู้ อวดอ้างตนวา่ เป็นพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า จะสามารถตดั ความสงสยั ของเราได้ ทรงดาริอยา่ งนีแ้ ล้วจงึ เสดจ็ ไปหา มกั ขลิโคสาล ตรัสถามวา่ \" ผลแหง่ กรรมดีกรรมชวั่ มีอยหู่ รือเปลา่ ? \" มกั ขลิโคสาลตอบวา่ \" ขอถวายพระพร ไมม่ ี คือพวกใดเคยเป็นกษัตริย์หรือพราหมณ์ เวศย์ ศทู ร จณั ฑาล คนเทหยากเยื่ออยใู่ นโลกนี ้ เวลาไปถึงโลกหน้าก็ จะเกิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เวศย์ ศทู ร จณั ฑาล คนเทหยากเยื่ออีก การทาบญุ ไมม่ ีประโยชน์อะไร \" พระเจ้ามลิ ินท์จงึ ตรัสอีกวา่ \" ถ้าอยา่ งนี ้ พวกใดท่ีมีมือด้วนเท้า ด้วนในโลกนี ้ พวกนนั้ ไปเกิดในโลกหน้าก็จะต้องมีมือเท้าด้วนอีกนะ่ ซี \" มกั ขลิโคสาลตอบว่า \" อยา่ งนนั้ มหาบพิตร คอื ผ้ใู ดได้รับโทษ ถกู ตดั มือเท้าในโลกนี ้ เวลาผ้นู นั้ ไปเกิดในโลกหน้าก็จะถกู ตดั มือตดั เท้าอีก \" พระเจ้ามลิ นิ ท์ตรัสวา่ \" โยมไมเ่ ช่ือ \" มกั ขลิโคสาลก็นิ่ง พระเจ้ามลิ นิ ท์จงึ ตรัสตอ่ ไปวา่ \" นี่แนะ มกั ขลโิ คสาล ข้าพเจ้า ๑๗

ถามทา่ นว่า ผลแหง่ กรรมดีกรรมชว่ั มีอยหู่ รือ ทา่ นก็แก้เสียอยา่ งนี ้ทา่ น เป็นคนโงเ่ ขลา พวกใดทากรรมที่จะให้เกิดไว้อยา่ งใด ๆ พวกนนั้ ก็ต้อง ไปเกิดด้วยกรรมอยา่ งนนั้ ๆ \" ครัน้ ตรัสอยา่ งนีแ้ ล้ว จงึ ตรัสแก่พวกอามาตย์ขนึ ้ วา่ \" นี่แนะ่ ทา่ น ทงั้ หลาย เวลานีก้ ็ค่าแล้วเราจะไปหาสมณพราหมณ์ เจ้าหมเู่ จ้าคณะ คณาจารย์ใด ๆ อีก ผ้ใู ดจะอาจสนทนากบั เราได้ อาจตดั ความสงสยั ของเราได้ \" ตรัสอย่างนีห้ ลายหน แตพ่ วกอามาตย์ก็พากนั นิ่งอยู่ ไมร่ ู้ วา่ จะกราบทลู อยา่ งไรท้าวเธอก็เสดจ็ กลบั เข้าสพู่ ระนคร ตอ่ จากนนั้ ไป พระองค์ก็ได้ไปเที่ยวไตถ่ ามสมณพราหมณ์ เจ้าหมู่ เจ้าคณะคณาจารย์ ในท่ีนนั้ ๆ ไมเ่ ลือกหน้า พวกใดแก้ปัญหาของท้าว เธอไมไ่ ด้ พวกนนั้ ก็หนีไป พวกที่ไมห่ นีก็ส้ทู นนง่ิ อยู่ แตโ่ ดยมากได้พา กนั หนีไปส่ปู ่ าหิมพานต์เมืองสาคลนครจงึ เป็นเหมือนกบั วา่ งจากสมณ พราหมณ์อยถู่ ึง ๑๒ ปี  พระอรหนั ต์ขนึ้ ไปเชิญ มหาเสนะเทพบุตร ในคราวนนั้ มีพระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิ อาศยั อยทู่ ่ี ถา้ รักขิตเลณะ ใน ภเู ขาหมิ พานต์ ได้ทราบประวตั กิ ารณ์ของพระเจ้ามลิ นิ ท์แล้วจงึ ได้ขนึ ้ ไปประชมุ กนั ที่ยอดภเู ขายคุ นั ธรถามกนั ขนึ ้ วา่ \" มีพระภิกษุองคใ์ ด สามารถโต้ตอบกบั พระเจ้ามลิ ินท์ ตดั ความ ๑๘

สงสยั ของพระองคไ์ ด้ ? \" ถามกนั อยา่ งนีถ้ งึ ๓ ครัง้ พระอรหนั ต์ทงั้ ๑๐๐ โกฏิก็น่งิ อยู่ ลาดบั นนั้ พระอสั สคตุ ตะ ผ้เู ป็นหวั หน้า จงึ กลา่ วขนึ ้ วา่ \" ดกู ่อนทา่ น ทงั้ หลาย มหาเสนะเทพบตุ รที่อยใู่ นเกตมุ ดวี มิ าน ทางด้านตะวนั ออก แหง่ เวชยนั ตวิมานของพระอินทร์มีอยู่ มหาเสนะเทพบตุ รนนั้ แหละ อาจโต้ตอบกบั พระเจ้ามิลินท์ได้ อาจตดั ความสงสยั ของพระองค์ได้ \" พระอรหนั ตท์ งั้ ๑๐๐ โกฏิ จงึ ได้พร้อมกนั ขนึ ้ ไปหาพระอินทร์ท่ีดาว ดงึ สเทวโลกพระอินทร์จงึ เสดจ็ ออกมาต้อนรับกราบไหว้แล้วถามวา่ \" ข้าแตท่ ่านทงั้ หลาย มีพระภิกษุสงฆ์มาเป็นอนั มาก โยมนีเ้ป็ น เหมือนกบั คนวดั สาหรับรับใช้ พระภิกษุสงฆ์จะให้โยมทาอะไร ขอได้ โปรดบอกเถิด \" พระอสั สคตุ ตจ์ งึ ถวายพระพรวา่ \" เวลานีม้ หาราชาองค์หนงึ่ ทรง พระนามวา่ \" มิลนิ ท์ \" อยใู่ นชมพทู วีป เป็นผ้ไู ด้เรียนศาสตร์ตา่ ง ๆ ไว้ เป็นอนั มาก ฉลาดเจรจา ไมม่ ีใครส้ไู ด้ ได้เที่ยวเบียดเบียนพระภิกษุ สงฆ์ ด้วยการถามปัญหาตามลทั ธิเดยี รถีย์ ขอถวายพระพร \" พระอินทร์จงึ ตรัสวา่ \" อ้อ…พระราชาองคน์ นั้ ได้จตุ ไิ ปจากดาวดงึ ส์ นีเ้อง \" \" อยา่ งนนั้ หรือ…มหาบพิตร \" \" อยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็นเจ้า ผ้ทู ่ีจะโต้ตอบกบั พระเจ้ามลิ นิ ท์ได้นนั้ มี ๑๙

แตม่ หาเสนะเทพบตุ รเท่านนั้ โยมจะไปอ้อนวอนเขาให้ลงไปเกิดใน มนษุ ยโลก \" ตรัสดงั นีแ้ ล้ว พระองคก์ ็พาพระภิกษุสงฆ์เสดจ็ ไปท่ีเกตมุ ดีวิมาน ทรงเข้าไปสวมกอดมหาเสนะเทพบตุ รแล้ว จงึ ตรัสขนึ ้ วา่ \" น่ีแนะ่ มหาเสนะผ้หู าทกุ ข์มไิ ด้ บดั นีพ้ ระภิกษุสงฆ์ขอให้เจ้าลงไป เกิดในมนษุ ยโลก \" มหาเสนะเทพบตุ รจงึ กราบทลู วา่ \" ข้าแตม่ หาราชเจ้า ข้าพระองค์ ไมต่ ้องการลงไปเกิดในมนษุ ยโลก เพราะมนษุ ยโลกเดือดร้อนด้วยการ งานมาก ข้าพระองค์จะไปเกิดในเทวโลกชนั้ สงู ๆ ตอ่ ขนึ ้ ไป แล้วจะเข้า นพิ พานจากเทวโลกชนั้ สงู นนั้ พระเจ้าข้า \" พระอสั สคตุ ตเถระจงึ กลา่ วขนึ ้ วา่ \" นี่แน่ะ ทา่ นผ้หู าทกุ ข์มิได้ พวก เราได้พิจารณาดตู ลอดมนษุ ยโลก เทวโลกแล้ว ไมเ่ ห็นมีผ้อู ่ืนนอกจาก ทา่ น ที่จะสามารถทาลายถ้อยคาของพระเจ้ามิลนิ ท์ได้ สามารถเชดิ ชู พทุ ธศาสนาไว้ได้ พระภิกษุสงฆ์จงึ ได้ขนึ ้ มาอ้อนวอนทา่ น ขอทา่ นจงลง ไปเกิดในมนษุ ยโลก ยกยอ่ งพระพทุ ธศาสนาไว้เถิด \" เม่ือพระภิกษุสงฆ์อ้อนวอนอยา่ งนีแ้ ล้วมหาเสนะเทพบตุ รจงึ กราบ ทลู พระอินทร์ว่า \" ถ้าอยา่ งนนั้ ขอพระองค์จงประทานพรแก่ข้าพระองค์ ให้ข้าพระองค์ทาลายล้างถ้อยคาของพระเจ้ามลิ นิ ท์ได้ สามารถเชิดชู พระพทุ ธศาสนาไว้ได้เถิด พระเจ้าข้า \" ๒๐

ครัน้ กราบทลู ดงั นีแ้ ล้ว ก็ร่าเริงดใี จ มีใจฟขู นึ ้ ถวายปฏิญญาแกพ่ ระ ภิกษุสงฆ์วา่ ข้าพเจ้าจะลงไปเกิดในมนษุ ยโลกแล้วก็รับพรจากพระ อนิ ทร์ ลาดบั นนั้ พระภิกษุสงฆ์ก็ถวายพระพรลา กลบั ลงมาสถู่ า้ รักขิต เลณะในภเู ขาหมิ พานต์อีก  พระโรหนเถระได้รับมอบธุระ เพ่ือให้นาคเสนกุมารได้ บรรพชา เมื่อมาถงึ แล้วพระอสั สคตุ ตเถระจงึ ถามพระภิกษุสงฆ์เหลา่ นนั้ วา่ \" ดกู ่อนทา่ นทงั้ หลาย ภิกษุท่ีไมไ่ ด้มาในท่ีประชมุ สงฆ์นีม้ ีอยู่ หรือ? \" มีพระภิกษุองคห์ นงึ่ ตอบวา่ \" มีอยขู่ อรับ คอื พระโรหนเถระทา่ น ไปเข้านิโรธสมาบตั ิ อย่ทู ่ีภเู ขาหมิ พานตไ์ ด้ ๗ วนั แล้ว พวกเราควรจะใช้ ทตู ไปหา \" พอดใี นขณะนนั้ พระโรหนเถระก็ออกจากนิโรธสมาบตั นิ ึกรู้ความ ประสงคพ์ ระอรหนั ต์ทงั้ หลายวา่ ต้องการพบเรา จงึ ได้หายวบั จากภเู ขา หิมพานต์ มาปรากฏท่ีถา้ รักขิตเลณะ ตอ่ หน้าพระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิ จงึ กลา่ วขนึ ้ วา่ \" นี่แนะ่ ทา่ นโรหนะ เมื่อพระศาสนากาลงั ถกู กระทบกระเทือน เหตไุ รทา่ นจงึ ไมร่ ู้จกั ชว่ ยเหลือไมเ่ หลียวแลกิจเหมือนสงฆ์ ? \" ๒๑

พระโรหนะจงึ ตอบวา่ \" เป็นเพราะข้าพเจ้ามิได้กาหนดจิตไว้ \" พระสงฆ์จงึ บอกวา่ \" ถ้าอย่างนนั้ พวกเราจะลงทณั ฑกรรมทา่ น เพราะเหตทุ ี่ทา่ นไมไ่ ด้ใสใ่ จในกิจของพระศาสนา \" พระโรหนะจงึ ถามอีกวา่ \" จะลงทณั ฑกรรมข้าพเจ้าอยา่ งไร ? \" พระสงฆ์ตอบวา่ \" นี่แนะ่ ทา่ นโรหนะ มีบ้านพราหมณ์ตาบล หนงึ่ ชื่อวา่ ชงั คละ ข้างป่ าหิมพานต์ มีพราหมณ์ผ้หู นง่ึ ชื่อวา่ โสนตุ ตระ อยใู่ นบ้านนนั้ เขาจะมีบตุ รชื่อวา่ นาคเสนกมุ าร ทา่ นจงพยายามไป บณิ ฑบาตที่ตระกลู นนั้ ให้ตลอด ๗ ปี กบั ๑๐ เดือน นาเอานาคเสน กมุ ารออกบรรพชาให้ได้ เมื่อนาคเสนกมุ ารได้บรรพชาแล้วทา่ นจงึ จะ พ้นจากทณั ฑกรรมนนั้ \"  มหาเสนะเทพบตุ รจตุ จิ ากเทวโลก ฝ่ ายมหาเสนะเทพบตุ ร ก็ได้จตุ จิ ากเทวโลกลงมาถือกาเนิดในครรภ์ ของนางพราหมณี ในขณะนนั้ ก็มีอศั จรรย์ ๓ ประการปรากฏขนึ ้ คือ ๑. บรรดาอาวธุ ทงั้ หลาย ได้รุ่งเรืองเป็นแสงสวา่ ง ๒. ฝนตกใหญ่นอกฤดกู าล ๓. เมฆใหญ่ตงั้ ขนึ ้ ลาดบั นนั้ พระโรหนเถระก็ไปเที่ยวบณิ ฑบาตที่ตระกลู นนั้ เร่ิมแตว่ นั นนั้ ไปตลอด ๗ ปี กบั ๑๐ เดอื น แตไ่ มไ่ ด้อะไรเลย เพียงแตก่ ารยกมือ ๒๒

ไหว้หรือการแสดงความเคารพก็ไมไ่ ด้ ได้แตก่ ารดา่ วา่ เท่านนั้ เมื่อลว่ ง มาจาก ๗ ปี นนั้ จงึ ได้เพียงคาไตถ่ ามเทา่ นนั้ คืออยมู่ าวนั หนง่ึ เมื่อ พราหมณ์นนั้ กลบั มาจากดกู ารงานนอกบ้าน ก็ได้พบพระเถระเดนิ สวน มา จงึ ถามวา่ “ นี่แนะ่ บรรพชติ ท่านได้ไปท่ีบ้านเรือนของเราหรือ? ” พระเถระตอบวา่ “ ได้ไป ” พราหมณ์จงึ ถามตอ่ ไปวา่ “ ทา่ นได้อะไรบ้างหรือ ? ” ตอบว่า “ ได้ “ พราหมณ์นนั้ นึกโกรธ จงึ รีบไปถามพวกบ้านวา่ “ พวกทา่ นได้ให้อะไรแก่บรรพชิตนนั้ หรือ ? ” เม่ือพวกบ้านตอบวา่ ไมไ่ ด้ให้อะไรเลย พราหมณ์ก็น่ิงอยู่ เวลารุ่ง ขนึ ้ วนั ท่ีสองพราหมณ์นนั้ จงึ ไปยืนอย่ทู ่ีประตบู ้านด้วยคดิ วา่ วนั นีแ้ หละ บรรพชติ นนั้ มาเราจกั ปรับโทษมสุ าวาทให้ได้ พอพระเถระไปถึง พราหมณ์นนั้ ก็กล่าวขนึ ้ วา่ “ นี่แนะ่ บรรพชิต เม่ือวานนีท้ า่ นไมไ่ ด้วตั ถสุ ิง่ ใดไปจากบ้านเรือน ของเราเลยทาไมจงึ บอกวา่ ได้ การกลา่ วมสุ าวาทเชน่ นี ้ สมควรแก่ทา่ น แล้วหรือ? ” พระโรหนะจงึ ตอบว่า ๒๓

“ น่ีแนะ่ พราหมณ์ เราเข้าสบู่ ้านเรือนของทา่ นตลอด ๗ ปี กบั ๑๐ เดือนแล้วยงั ไมเ่ คยได้อะไรเลย พง่ึ ได้คาถามของทา่ นเม่ือวานนีเ้พียง คาเดียวเทา่ นนั้ เราจงึ ตอบวา่ ได้ ” เม่ือพราหมณ์ได้ฟังดงั นีก้ ็ดใี จ จงึ คดิ วา่ พระองคน์ ีเ้พียงแตไ่ ด้คา ปราศยั คาเดียวเทา่ นนั้ ก็ยงั บอกในท่ีประชมุ ชนวา่ ได้ ถ้าได้ลาภอยา่ ง ใดอยา่ งหนง่ึ ไปจะไมส่ รรเสริญหรือ น่ีเพียงแตไ่ ด้คาถามคาเดยี ว เทา่ นนั้ ก็ยงั สรรเสริญ เมื่อคิดอยา่ งนีแ้ ล้ว จงึ สง่ั พวกบ้านวา่ พวกทา่ นจงเอาข้าวของเรา ถวายบรรพชิตนีว้ นั ละ ๑ ทพั พีทกุ วนั ไป ตอ่ นนั้ พราหมณ์ก็เล่ือมใสตอ่ อริ ิยาบท และความสงบเสงี่ยมของพระเถระยิ่งขนึ ้ เป็ นลาดบั ไป จงึ ขอ นมิ นตว์ า่ “ ขอทา่ นจงมาฉนั อาหารประจา ที่บ้านเรือนของข้าพเจ้าทกุ เช้า ไป ” พระเถระก็รับด้วยอาการนิง่ อยพู่ ราหมณ์ก็ได้ถวายอาหารคาว หวาน อนั เป็ นสว่ นของตนแก่พระเถระทกุ เช้าไป พระเถระฉนั แล้วเวลา จะกลบั ก็กลา่ วพระพทุ ธพจน์วนั ละเล็กน้อยทกุ วนั ไป คราวนีจ้ ะย้อนกลา่ วถงึ นางพราหมณีนนั้ อีก กลา่ วคือนางพราหมณี นนั้ ลว่ งมา ๑๐ เดือน ก็คลอดบตุ รให้ชื่อว่า “นาคเสน” ๒๔

 นาคเสนกมุ ารศึกษาไตรเพท เมื่อนาคเสนกมุ ารเตบิ โตขนึ ้ อายไุ ด้ ๗ ขวบ มารดาบดิ าก็ให้ศกึ ษา ไตรเพททงั้ ๓ กบั ศลิ ปะศาสตร์อ่ืน ๆ สาหรับตระกลู พราหมณ์ร่าเรียน สืบๆ กนั มา นาคเสนกมุ ารรับวา่ จะเรียนเอาให้ได้ สว่ นวา่ โสนตุ ตรพ ราหมณ์ผ้เู ป็นบดิ า จงึ ให้เชญิ พราหมณ์ผ้เู ป็นอาจารย์มาที่เรือนแล้วก็ ให้ทรัพย์ประมาณ ๑ พนั กหาปณะเป็นคา่ จ้าง ฝ่ ายนาคเสนกมุ ารฟัง พราหมณ์ผ้เู ป็นอาจารย์บอกวิชาเพียงครัง้ เดียว ก็สามารถจาได้จบ ครบทกุ ประการ จงึ ได้มีวาจาถามวา่ “ ข้าแตบ่ ิดา คาสอนสาหรับสกลุ พราหมณ์สิน้ สดุ เทา่ นีห้ รือ..หรือวา่ ยงั มีอีกประการใดเลา่ ? ” พราหมณ์ผ้เู ป็นบดิ าจงึ ตอบวา่ “ นี่แนะ่ นาคเสน คาสอนสาหรับพราหมณ์มาแตก่ อ่ นเก่านนั้ ก็จบ เพียงแคน่ ี ้” เม่ือนาคเสนร่าเรียนศกึ ษาจากสานกั พราหมณาจารย์แล้ว ก็ให้ ทรัพย์คา่ จ้างบอกวิชาแล้ว ได้รับเอาซงึ่ กาใบลานท่ีอาจารย์ให้เป็นกา ใบลานหนงั สือพราหมณ์สาหรับท่ีจะได้ดแู ละอา่ นการไตรเพท และ ศลิ ปศาสตร์ทกุ สง่ิ อนั อยมู่ าวนั หนง่ึ นาคเสนกมุ ารจงึ ลงจากปราสาทไปยืนพิจารณา เบอื ้ งต้น ทา่ มกลาง ที่สดุ แห่งไตรเพททงั้ ๓ กบั ศลิ ปศาสตร์ทงั้ ปวง อยู่ ๒๕

ท่ีศาลาท้ายประตทู กุ วนั ไปจนตลอดถงึ ๓ วนั เม่ือไมเ่ หน็ มีแกน่ สารอนั ใด จงึ เกิดความไมส่ บายใจวา่ ส่งิ เหลา่ นีเ้ปลา่ ทงั้ นนั้ ไมม่ ีสารประโยชน์ อนั ใดเลย  พระโรหนะไปนานาคเสนกมุ ารเพ่อื จะให้บรรพชา ในคราวนนั้ พระโรหนเถระ นง่ั อยทู่ ่ีวตั ตนิยเสนาสนะวิหาร ได้ทราบ ความคดิ ของนาคเสนกมุ าร จงึ หายวบั ไปปรากฏขนึ ้ ข้างหน้านาคเสน กมุ ารทนั ที พอนาคเสนกมุ ารได้แลเหน็ ก็เกิดความร่าเริงดีใจวา่ บรรพชิตองค์นีค้ งรู้จกั ส่ิงท่ีเป็ นสาระเป็นแนจ่ งึ ถามขนึ ้ วา่ “ ผ้มู ีศรี ษะโล้นนงุ่ เหลืองเช่นนีเ้ป็นอะไร ? ” พระเถระตอบว่า “ เป็นบรรพชติ ” “ เหตไุ รจงึ ได้ชื่อวา่ บรรพชติ ” “ เหตวุ า่ เว้นเสียซงึ่ บาป เว้นเสียซงึ่ โทษจงึ ได้ช่ือวา่ บรรพชติ ” “ ทา่ นรู้จกั ศลิ ปศาสตร์บ้างหรือ ? ” “ รู้จกั ” “ ศลิ ปศาสตร์อนั ใดท่ีสงู สดุ ในโลกมีอยู่ ทา่ นจะบอกศลิ ปะศาสตร์ อนั นนั้ ให้แกก่ ระผมได้หรือ? ” “ น่ีแนะ่ พอ่ หนู บรรพชิตทงั้ หลายเห็นความกงั วล ๑๖ ประการ จงึ ได้โกนผมโกนหนวดเสีย ความกงั วล ๑๖ ประการนนั้ คือ ๒๖

๑. กงั วลด้วยอาภรณ์ คือเครื่องประดบั ๒. กงั วลด้วยชา่ งทอง ๓. กงั วลด้วยการขดั สี ๔. กงั วลด้วยการเก็บเครื่องประดบั ๕. กงั วลด้วยการฟอกผมสระผม ๖. กงั วลด้วยดอกไม้ ๗. กงั วลด้วยของหอม ๘. กงั วลด้วยเครื่องอบ ๙. กงั วลด้วยสมอ ๑๐.กงั วลด้วยมะขามป้ อม ๑๑.กงั วลด้วยดนิ เหนียว ( สมอ มะขามป้ อม ดิน ทงั้ ๓ ประการ นี ้ทาเป็ นยาสระผม ) ๑๒.กงั วลด้วยเขม็ ปักผม ๑๓.กงั วลด้วยผ้าผกู ผม ๑๔.กงั วลด้วยหวี ๑๕.กงั วลด้วยชา่ งตดั ผม ๑๖.กงั วลด้วยการอาบนา้ ชาระผม รวมเป็น ๑๖ ประการ ด้วยกนั ในเส้นผมแตล่ ะเส้นยอ่ มมีหมหู่ นอนอาศยั อยทู่ ่ีรากผม ทาให้ราก ๒๗

ผมเศร้าหมองคนทงั้ หลายได้เหน็ ผมเศร้าหมองก็เศร้าใจ เสียใจ ไม่ สบายใจ เม่ือมวั แตย่ งุ่ อยกู่ บั ผมด้วยเครื่องกงั วล ๑๖ อยา่ งนี ้ ศลิ ป ศาสตร์ที่สขุ มุ ย่งิ ก็เสียไป เพราะฉะนนั้ แหละ บรรพชิตทงั้ หลายจงึ ต้อง โกนผมโกนหนวดทงิ ้ เสีย ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ข้อนีน้ า่ อศั จรรย์เพราะเม่ือคนทงั้ หลายกงั วล อยกู่ บั เครื่องกงั วล ๑๖ ประการอยา่ งนี ้ ศลิ ปศาสตร์ที่สขุ มุ ยงิ่ ต้องไม่ ปรากฏเป็นแน่ ข้อนีก้ ระผมเช่ือ แตข่ อถามอีกทีวา่ เหตไุ รผ้านงุ่ ผ้าหม่ ขอทา่ นจงึ ไมเ่ หมือนกบั คนอ่ืนๆ ? ” “ ออ๋ ..การท่ีผ้านงุ่ ผ้าหม่ ของเราไมเ่ หมือนคนอื่น ๆ นนั้ เพราะวา่ ผ้านงุ่ ผ้าหม่ อยา่ งพวกคฤหสั ถ์ทาให้เกิดความกาหนดั ยินดใี นสงั ขาร ร่างกายได้ง่าย ทาให้มีภยั อนั ตรายบงั เกิดขนึ ้ เครื่องนงุ่ หม่ ของเราจงึ ไม่ เหมือนของคนอ่ืนๆ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ทา่ นอาจสอนศลิ ปศาสตร์ที่ละเอียดย่ิง ให้แก่ กระผมได้หรือ ? ” “ ได้…พอ่ หนู ! ” “ ถ้าได้ขอได้โปรดสอนให้เดยี๋ วนีเ้ถิด ” “ เออ..พอ่ หนู เวลานีเ้รายงั เท่ียวบณิ ฑบาตอยใู่ นละแวกบ้าน ยงั สอนให้ไมไ่ ด้หรอก ” ลาดบั นนั้ นาคเสนกมุ ารจงึ รับเอาบาตรของพระโรหนเถระ แล้ว ๒๘

นิมนต์ให้ขนึ ้ ไปฉนั ที่เรือน เมื่อฉนั แล้วจงึ กลา่ ววา่ “ ขอทา่ นจงบอกศลิ ปศาสตร์ท่ีละเอียดให้แก่กระผมเดยี๋ วนีเ้ถิด ” “ โอ..พอ่ หนู ! ตราบใดที่พอ่ หนยู งั มีกงั วลอยู่ ตราบนนั้ เรายงั สอน ให้ไมไ่ ด้ ตอ่ เม่ือพ่อหนขู ออนญุ าตมารดาบดิ าแล้ว ถือเพศอยา่ งเรา คือ โกนผมนงุ่ เหลืองหม่ เหลืองเหมือนเรา เราจงึ จะสอนให้ได้ ” นาคเสนกมุ ารจงึ ไปขออนญุ าตตอ่ มารดาบดิ า เมื่อมารดาบดิ าไม่ อนญุ าต จงึ นอนอดอาหาร ตอ่ เม่ือมารดาบดิ าอนญุ าต จงึ บอกพระ เถระวา่ “ กระผมจกั ถือเพศอยา่ งทา่ น ขอทา่ นจงสอนศลิ ปะศาสตร์ท่ี ละเอียดให้แก่กระผม ” พระโรหนเถระจงึ พานาคเสนกมุ ารกลบั ไปท่ีวตั ตนิยเสนาสนะวหิ าร ค้างอยคู่ นื หนงึ่ รุ่งเช้าจงึ พาไปหาพระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิ ท่ีอย่ทู ่ีถา้ รักขติ เลณะ  นาคเสนกมุ ารบรรพชา ในคราวนนั้ พระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิก็ได้ให้นาคเสนกมุ ารบรรพชา อยทู่ ่ีถา้ รักขิตเลณะ นาคเสนกมุ ารบรรพชาแล้ว จงึ กลา่ วตอ่ พระโรหน เถระวา่ “ กระผมได้ถือเพศเหมือนทา่ นแล้ว ขอทา่ นจงสอนศลิ ปะศาสตร์ที่ ๒๙

ละเอียดย่ิงให้กระผมเถิด ” พระโรหนเถระจงึ คดิ ว่า เราจะสอนอะไรก่อนดหี นอ นาคเสนนีม้ ี ปัญญาดี เราควรจะสอนอภิธรรมปิ ฎกก่อน ครัง้ คิดแล้วจงึ บอกว่า “ นาคเสน เธอจงตงั้ ใจเรียนศลิ ปะศาสตร์ท่ีละเอียดยิง่ ของเรา ” กลา่ วอยา่ งนีแ้ ล้ว ก็เริ่มแสดงอภิธรรมทงั้ ๗ พระคมั ภีร์คอื คมั ภีร์ อภิธรรมสงั คณิ ี วา่ “ กสุ ลา ธมั มา อกสุ ลา ธมั มา อพั ยากตา ธมั มา ” เป็นต้น และ คมั ภีร์วภิ งั ค์ ธาตกุ ถาปคุ คลบญั ญติ กถาวตั ถุ ยมกะ ปัฏ ฐาน เป็นลาดบั ไป นาคเสนสามเณรก็สามารถจาได้สนิ ้ เชิงในขณะที่ฟังเพียงครัง้ เดียว จงึ ได้กลา่ ววา่ “ ขอได้โปรดบอกเพียงเทา่ นีก้ ่อนเถิด เม่ือกระผมท่องจาได้แมน่ ยา แล้ว จงึ คอ่ ยบอกให้มากกวา่ นีอ้ ีก ” ตอ่ มานาคเสนสามเณรก็ได้นาความรู้ท่ีเรียนมาพิจารณา เชน่ ใน บทวา่ กสุ ลา ธมั มา ได้แก่อะไร อกสุ ลา ธมั มา ได้แกอ่ ะไร อพั ยากตา ธมั มา ได้แก่อะไร ดงั นี ้เป็นต้น ทา่ นได้พจิ ารณาเพียงครัง้ เดยี วก็คดิ เห็นเป็ นกรรมฐานวา่ มี ความหมายอยา่ งนนั้ ๆ ด้วยปัญญาบารมีท่ีได้บาเพ็ญไว้มาแตช่ าติ ก่อนโน้น ๓๐

เมื่อคดิ พิจารณาธรรมะอยา่ งถ้วนถี่แล้ว นาคเสนสามเณรจงึ ได้เข้า ไปกราบนมสั การพระอรหนั ต์ทงั้ หลาย พร้อมกบั กล่าววา่ “ กระผมจะขอแสดงพระอภิธรรม ๗ คมั ภีร์ ตามที่ได้เรียนมาจาก พระอปุ ัชฌาย์โดยขออธิบายความหมายให้ขยายออกไปขอรับ ” พระอรหนั ตท์ งั้ หลายได้ฟังดงั นนั้ ก็ดใี จจงึ อนญุ าตให้สามเณรแสดง ได้ตามความประสงค์ สามเณรได้วิสชั นาอยปู่ ระมาณ ๗ เดอื นจงึ จบ ในขณะนนั้ เหตอุ ศั จรรย์ตา่ ง ๆ ก็เกิดขนึ ้ คือ แผน่ ดนิ ใหญ่ก็เกิดหวน่ั ไหว เทพดานางฟ้ าทงั้ หลายก็แสดงความช่ืนชมยินดี พรหมทงั้ หลายก็ตบ มือสาธกุ าร ทกุ ทา่ นตา่ งก็ร้องซ้องสาธุการ สรรเสริญปัญญาบารมีของสามเณร ได้โปรยปรายผงจนั ทน์ทิพย์และดอกไม้ทิพย์ บ้างก็เล่ือนลอย บ้างก็ ปรอย ๆ เป็นฝอยฝนตกลงมา หอมฟ้ งุ ขจรขจายไปทว่ั บริเวณนนั้ พระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิก็ให้สาธุการแสดงความชื่นชมยินดวี ่า แตน่ ี ้ ไปศาสนาขององค์สมเดจ็ พระจอมไตร จะรุ่งเรืองวฒั นาถาวรตลอดไป  นาคเสนอุปสมบท เมื่ออยนู่ านมาจนกระทงั่ นาคเสนสามเณรมีอายคุ รบอปุ สมบทแล้ว พระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิ ก็ให้อปุ สมบทเป็น พระภิกษุสงฆ์ในพระพทุ ธ ศาสนา ๓๑

ในเวลาเช้า พระนาคเสนครองบาตรจีวร จะเข้าไปบิณฑบาตก็นกึ ขนึ ้ วา่ พระอปุ ัชฌาย์ของเราเหน็ จะเปลา่ จากคณุ ธรรมอ่ืน ๆ คงรู้แต่ อภิธรรมเทา่ นี ้อยา่ งอ่ืนคงไมร่ ู้ ขณะนนั้ พระโรหนเถระ จึงออกมากลา่ วขนึ ้ วา่ “ นี่แนะ่ นาคเสน การนกึ ของเธอไมส่ มควรเลย เหตไุ รเธอจงึ นกึ ดู ถกู เราอยา่ งนี?้ ” ฝ่ ายพระนาคเสนก็นกึ อศั จรรย์ใจวา่ พระอปุ ัชฌาย์ของเราเป็ น บณั ฑิตแท้ เพียงแตเ่ รานกึ ในใจก็รู้ เราจกั ต้องขอโทษ ครัน้ คดิ แล้วจงึ กลา่ วขนึ ้ วา่ “ ขอจงอดโทษให้กระผมด้วยเถิด กระผมจะไมน่ กึ อยา่ งนีอ้ ีก จะไม่ ทาอยา่ งนีอ้ ีก ” “ นาคเสน เรายงั อดโทษให้ไมไ่ ด้ ตอ่ เม่ือเธอทาให้พระเจ้ามิลนิ ท์ ผู้ เสวยราชย์อยใู่ นสาคลนครเลื่อมใสได้ ด้วยการแก้ปัญหานนั้ แหละ เรา จงึ จะอดโทษให้ ” “ ทา่ นขอรับ อยา่ ว่าแตพ่ ระเจ้ามลิ นิ ท์เพียงองคเ์ ดียวเลย ตอ่ ให้พระ ราชาในชมพทู วีปทงั้ สนิ ้ เรียงตวั กนั มาถามปัญหา กระผมก็จะทาให้ เลื่อมใสได้สนิ ้ ขอทา่ นจงได้อดโทษให้กระผมเถิด ” เมื่ออ้อนวอนอยา่ งนีถ้ งึ ๓ ครัง้ ก็ไมเ่ ป็นผล จงึ ถามวา่ “ ในพรรษานี ้ท่านจะให้กระผมอยทู่ ่ีสานกั นี ้หรือว่าจะให้กระผมไป ๓๒

อยใู่ นสานกั ผ้ใู ดขอรับ? ” พระโรหนเถระจงึ บอกวา่ “ เธอจงไปหา พระอสั สคตุ ตเถระ ถามถึงความสขุ ของทา่ น และ บอกความทกุ ข์สขุ ของเราแทนเรา แล้วอยใู่ นสานกั ของทา่ นเถิด ” ลาดบั นนั้ พระนาคเสนจงึ อาลาพระอปุ ัชฌาย์ ออกเดนิ ทางไปหา พระอสั สคตุ ตเถระกราบไหว้แล้วก็ถามถงึ ทกุ ข์สขุ ตามคาสงั่ ของพระ อปุ ัชฌาย์แล้วขออาศยั อยู่ พระอสั สคตุ ตเถระจงึ ถามวา่ “ เธอชื่ออะไร ? ” “ กระผมช่ือนาคเสนขอรับ ” พระอสั สคตุ ต์ใคร่จะลองปัญญา จงึ ถามวา่ “ ก็ตวั เราละ่ ช่ืออะไร ” “ พระอปุ ัชฌาย์ของกระผม รู้จกั ช่ือของทา่ นแล้วขอรับ ” “ อปุ ัชฌาย์ของเธอช่ืออะไร ? ” “ อปุ ัชฌาย์ของกระผมทา่ นรู้อยแู่ ล้ว ” “ ดีละ ๆ นาคเสน ” พระอสั สคตุ ตจ์ งึ รู้ว่า พระภิกษุองคน์ ีม้ ีปัญญา จงึ คดิ วา่ พระนาคเสนนีป้ รารถนาจะเรียนพระไตรปิ ฎก เราได้สาเร็จ มรรคผลก็จริง แตท่ วา่ ฝ่ ายพระไตรปิ ฎกรู้เป็นเพียงกลางๆ ก็อยา่ เลย เราจะกระทากิริยาไมเ่ จรจาด้วย ทาทีเหมือนจะลงพรหมทณั ฑ์ด้วย ภิกษุรูปนี ้ ๓๓

ครัน้ คิดดงั นีแ้ ล้ว จงึ ได้ลงพรหมทณั ฑ์คอื ไมพ่ ดู กบั พระนาคเสนถงึ ๓ เดอื น แตพ่ ระนาคเสนก็ปรนนิบตั ไิ ด้ปัดกวาดบริเวณและตกั นา้ ใช้นา้ ฉนั ไว้ถวายตลอดทงั้ ๓ เดือน สว่ นพระอสั สคตุ ต์จงึ กวาดบริเวณด้วย ตนเอง และล้างหน้าด้วยนา้ อ่ืน  พระนาคเสนแสดงธรรมเป็ นครัง้ แรก พระอสั สคตุ ตน์ นั้ มีอบุ าสิกาคนหนง่ึ เป็นผ้อู ปุ ัฏฐากมาประมาณ ๓๐ เดือนนนั้ ไปแล้ว อบุ าสกิ านนั้ จงึ ออกไปถามพระเถระวา่ “ ในพรรษานีม้ ีภิกษุอื่นมาอยกู่ บั พระผ้เู ป็ นเจ้าบ้างหรือ ? ” พระเถระก็ตอบวา่ “ มี คือพระนาคเสน ” อบุ าสิกานนั้ จงึ กลา่ ววา่ “ ถ้าอยา่ งนนั้ พรุ่งนีเ้ช้าขอพระผ้เู ป็นเจ้ากบั พระนาคเสน จงเข้าไป ฉนั ภตั ตาหารเช้าที่บ้านของโยมด้วย ” พระเถระก็รับด้วยอาการนงิ่ อยู่ พระอสั สคตุ ตเถระมิได้สนทนากบั พระนาคเสนจนตลอดถงึ วนั ปวารณาออกพรรษา เช้าวนั นนั้ พระเถระจาต้องเจรจากบั พระนาคเสน จงึ กลา่ ววา่ อบุ าสิกาเขามานิมนตใ์ ห้ไปฉนั ภตั ตาหารเช้าด้วยกนั แล้ว จงึ พาพระนาคเสนเข้าไปฉนั ท่ีบ้านของอบุ าสกิ านนั้ ๓๔

ครัน้ ฉนั แล้ว จงึ บอกให้พระนาคเสนอนโุ มทนา ส่วนตวั ทา่ นเองขอ กลบั ไปก่อน ฝ่ ายอบุ าสิกานนั้ จงึ กลา่ วตอ่ พระนาคเสนวา่ “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า โยมแก่แล้ว ขอทา่ นจงอนโุ มทนาด้วยคาถาที่ ลกึ ซงึ ้ เถิด ” พระนาคเสนก็อนโุ มทนาด้วยคาถาอนั ลกึ ซงึ ้ เม่ือจบคาอนโุ มทนา ลง อบุ าสิกานนั้ ก็ได้สาเร็จพระโสดาปัตตผิ ล ในขณะนนั้ พระอสั สคตุ ตเถระกาลงั นง่ั อยทู่ ่ีโรงกลมกว้างใหญ่ใน วหิ าร ได้ทราบความเป็นไปด้วยทิพจกั ขญุ าณ จงึ ให้สาธกุ ารวา่ “ สาธ.ุ .สาธ.ุ .นาคเสน! ในที่ประชมุ ชนทงั้ สอง คอื มนษุ ย์และเทวดา เธอได้ทาลายให้คลายจากความสงสยั ด้วยลกู ศรเพียงลกู เดียว กลา่ วคือได้แสดงธรรมเพียงครัง้ เดียว ก็ทาให้ผ้รู ับฟังบรรลมุ รรคผลได้ สาธ.ุ .เราขอชมสติปัญญาของเธอนีป้ ระเสริฐนกั หนา ” ในเวลาเดียวกนั นนั้ เหล่าเทพยดานางฟ้ าอีกหลายพนั ตา่ งก็ได้ตบ มือสาธุการ ผงจนั ทน์ทพิ ย์ในสวรรค์ ก็โปรยปรายลงมาดงั สายฝน ขณะเมื่อจบลงแหง่ พระสทั ธรรมเทศนานนั้ ฝ่ ายพระนาคเสนก็กลบั ไป กราบพระอสั สคตุ ตเถระแล้วนง่ั อยู่ พระอสั สคตุ ตเถระจงึ กลา่ ววา่ “ ตวั เธอมาอยทู่ ่ีนี่นานแล้ว จงไปขอเรียนพระพทุ ธวจนะจากพระ ธรรมรักขิต ผ้อู ยใู่ นอโศการามด้านทิศอดุ ร แหง่ เมืองปาตลีบตุ รนคร เถิด ” ๓๕

พระนาคเสนจงึ เรียนถามวา่ “ ทา่ นขอรับ เมืองปาตลีบตุ รอยไู่ กลจากนีส้ กั เทา่ ใด? ” “ ไกลจากนีป้ ระมาณ ๑๐๐ โยชน์ ” “ เมืองปาตลีบตุ รอยไู่ กลมาก อาหารในระหวา่ งทางก็จะหาได้ยาก กระผมจะไปได้อย่างไรขอรับ ” “ เธอจงไปเถิด ในระหวา่ งทางเธอจะได้อาหารล้วนแตข่ ้าวสาลีไมม่ ี เมลด็ หกั พร้อมทงั้ กบั ข้าวอีกเป็นอนั มาก ” พระนาคเสนจงึ กราบลาพระอสั สคตุ ต์แล้วออกเดนิ ทางไป ตามลาดบั  พระนาคเสนไปศกึ ษาพระไตรปิ ฎกกบั พระธรรมรักขติ ในคราวนนั้ มีเศรษฐีชาวเมืองปาตลีบตุ รคนหนง่ึ ได้เดนิ ทางมา ค้าขายตามชนบททงั้ หลาย ครัน้ ขายของแล้วก็บรรทกุ สินค้าใหญ่ น้อยลงในเกวียน ๕๐๐ เลม่ ออกเดนิ ทางกลบั เมืองปาตลีบตุ รได้เหน็ พระนาคเสนออกเดนิ ทางไปจงึ ให้หยดุ เกวียนไว้ แล้วเข้าไปกราบ นมสั การไตถ่ ามวา่ “ พระคณุ เจ้าจะไปไหนขอรับ ? ” พระนาคเสนตอบวา่ “ อาตมาจะไปเมืองปาตลีบตุ ร ” ๓๖

เศรษฐีได้ฟังดงั นนั้ ก็ดีใจจงึ กลา่ ววา่ “ ถ้าอยา่ งนนั้ นิมนต์ไปกบั โยมเถิดจะสะดวกดี “ “ ดแี ล้ว คหบดี ” ลาดบั นนั้ เศรษฐีจงึ จดั อาหารถวายเวลาฉนั เสร็จแล้ว เศรษฐีจงึ ถามวา่ “ พระคณุ เจ้าชื่ออะไรขอรับ ” “ อาตมาช่ือนาคเสน ” “ ทา่ นรู้พระพทุ ธวจนะหรือ ? ” “ อาตมารู้เฉพาะอภิธรรม ” “ เป็นลาภอนั ดีของโยมแล้ว โยมก็ได้เรียนอภิธรรม ทา่ นก็รู้ อภิธรรม ขอท่านจงแสดงอภิธรรมให้โยมฟังสกั หนอ่ ย ” เมื่อพระนาคเสนแสดงอภิธรรมจบลงเศรษฐีก็ได้สาเร็จพระโสดาบนั แล้วพากนั ออกเดนิ ทางตอ่ ไป ครัง้ ไปถงึ ท่ีใกล้เมืองปาตลีบตุ ร เศรษฐี จงึ กลา่ ววา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ทางนนั้ เป็นทางไปสอู่ โศการาม พระผ้เู ป็น เจ้าจงไปทางนีเ้ถิด แตท่ วา่ อยา่ เพิง่ ไปก่อน ขอนมิ นต์ให้พรแก่โยมสกั อยา่ งหนง่ึ เถิด ” พระนาคเสนตอบวา่ “ อาตมาเป็นบรรพชติ จกั ให้พรอะไรได้ ” ๓๗

“ พรใดที่สมควรแก่สมณะ ขอทา่ นจงให้พรนนั้ ” “ ถ้ากระนนั้ โยมจงรับเอาพร คือ การกศุ ล อยา่ ประมาทลืมตน ในการกศุ ล พรอนั นีม้ ีผลโดยสจุ ริต ” ขณะนนั้ เศรษฐีจงึ ถวายผ้ากมั พลพร้อมกบั บอกวา่ “ ขอทา่ นจงกรุณารับกมั พลอนั ยาว ๑๖ ศอก กว้าง ๘ ศอก ของ โยมนนั้ ไปนงุ่ หม่ เถิด ” พระนาคเสนจงึ รับเอาผ้านนั้ ไว้ สว่ นวา่ เศรษฐีถวายนมสั การ แล้ว จงึ กราบลามาสปู่ าตลีบตุ รนคร สว่ นพระนาคเสนก็ออกเดนิ ทาง ไปสสู่ านกั พระธรรมรักขิตท่ีอโศการามกราบไหว้แล้วจงึ เรียนวา่ “ ขอทา่ นได้โปรดสอนพระพทุ ธวจนะให้กระผมด้วยเถิดครับ ”  ศึกษาร่วมกับภกิ ษุชาวลังกา ในคราวนนั้ ยงั มีภิกษุรูปหนงึ่ ช่ือวา่ พระตสิ สทตั ตะ ได้เรียนพระพทุ ธ วจนะเป็นภาษาสิงหล ในเมืองลงั กาจบแล้วปรารถนาจะเรียนพระพทุ ธ วจนะอนั เป็ นภาษามคธ จงึ โดยสารสาเภามาสสู่ านกั พระธรรมรักขติ นี ้ เมื่อกราบไหว้แล้วจงึ กลา่ ววา่ “ กระผมมาจากท่ีไกล ขอทา่ นจงบอกพระพทุ ธวจนะให้แก่ กระผมด้วยเถิด ” “ เธอกบั พระตสิ สทตั ตะควรเรียนพระพทุ ธวจนะด้วยกนั จะได้ ๓๘

เป็นเพื่อนสาธยายด้วยกนั อยา่ ร้อนใจไปเลย ” พระนาคเสนจงึ กล่าววา่ “ กระผมมอิ าจที่จะเรียนพระพทุ ธวจนะพร้อมกนั ด้วยคาภาษา สงิ หลได้ ด้วยพระตสิ สทตั ตะนีเ้จรจาเป็นภาษาสงิ หล ” เป็นคาถามวา่ เหตไุ ฉนเมื่อพระอาจารย์วา่ จะให้พระตสิ สทตั ตะกบั พระนาคเสนเรียนพระพทุ ธวจนะพร้อมกนั พระนาคเสนนนั้ วา่ ไมเ่ รียน พร้อมกนั ด้วยพระตสิ สทตั ตะกลา่ วคาภาษาสงิ หล (อนั เป็นภาษาชาว ลงั กา) แก้ความนนั้ วา่ พระนาคเสนเข้าใจวา่ อาจารย์คงจะบอกพระพทุ ธ วจนะเป็นภาษาสิงหล ด้วยภาษาสิงหลนีเ้ป็นคาวเิ ศษกลวั วา่ ชาว ประเทศสาคลราชธานีจะไมเ่ ข้าใจ พระนาคเสนนนั้ ตงั้ ใจจะเรียนพระ พทุ ธวจนะที่จะให้เข้าใจของชาวสาคลนคร มีพระเจ้ามิลินท์เป็น ประธาน พระธรรมรักขติ จงึ บอกขนึ ้ อีกเป็นครัง้ ที่ ๒ วา่ “ เธอจงเรียนพร้อมกบั พระตสิ สทตั ตะเพราะพระตสิ สทตั ตะเป็น บณั ฑิต ไมใ่ ชผ่ ้ไู มร่ ู้จกั ภาษา ” พระนาคเสนจงึ คดิ ได้วา่ อาจารย์คงไมบ่ อกเป็นภาษาสิงหลดอก อาจจะบอกเป็นภาษามคธ เราผิดเสียแล้ว จะต้องขอโทษพระตสิ สทตั ตะ ๓๙

เมื่อพระนาคเสนคดิ ได้อยา่ งนนั้ จงึ กราบขอโทษแล้วเร่ิมเรียนพระพทุ ธ วจนะพร้อมกนั โดยเรียนอยู่ ๓ เดือนก็จบพระไตรปิ ฎก ซกั ซ้อมอีก ๓ เดอื นก็ชานาญ  พระนาคเสนสาเร็จพระอรหนั ต์ ฝ่ ายพระธรรมรักขิตเหน็ พระนาคเสนยงั เป็นปถุ ชุ นอยู่ จงึ มีเถรวาจา เป็นทางจะให้รู้โดยคาอปุ มาวา่ “ นี่แนะ่ นาคเสน ธรรมดาวา่ นายโคบาลได้แตเ่ ลีย้ งโค ไมไ่ ด้รู้รส แหง่ นมโค มีแตผ่ ้อู ื่นได้ดืม่ รสแหง่ นมโค ฉนั ใด ปถุ ชุ นท่ีหนาแนน่ ไป ด้วยกิเลส ถงึ แม้จะทรงพระไตรปิ ฎก ก็มิได้รู้รสแหง่ สามญั ผล คือ มรรคผล อนั ควรแก่สมณะเปรียบเหมือนกบั นายโคบาลท่ีรับจ้างเลีย้ ง โคและรีดนมโคขาย แตม่ ไิ ด้เคยลมิ ้ ชมิ รสแหง่ นมโค ฉนั นนั้ ” พระนาคเสนได้ฟังคาเชน่ นนั้ ก็เข้าใจ จงึ มีวาจาว่า “ คาสง่ั สอนของ ทา่ นเทา่ นีพ้ อแล้วขอรับ ” ทา่ นกลา่ วเพียงเทา่ นีแ้ ล้วก็ลามาสอู่ าวาส ตอ่ มาก็ได้พยายามเจริญสมถะและวปิ ัสสนากรรมฐานไม่ช้าก็ได้สาเร็จ พระอรหนั ต์ พร้อมด้วยปฏิสมั ภิทาญาณในเวลากลางคืนอนั เป็ นวนั ท่ี พระธรรมขิตให้นยั นนั้ เอง ในขณะท่ีพระนาคเสนสาเร็จพระอรหนั ตน์ นั้ ได้เกิดเหตอุ ศั จรรย์แผน่ ดินอนั ใหญ่นีก้ ็บนั ลือลนั่ หวนั่ ไหว ทงั้ มหาสมทุ ร สาครก็ดฟี องนองละลอก ยอดภเู ขาก็โอนออ่ นโยกคลอนไปมา เทวดา ๔๐

อนิ ทร์พรหมทงั้ หลายก็ตบมือสาธุการหา่ ฝนทพิ ยจณุ จนั ทน์และดอกไม้ ทพิ ย์ ก็ตกลงมาบชู าในกาลนนั้  พระอรหนั ต์ให้ทตู ไปตามพระนาคเสน เมื่อพระนาคเสนได้สาเร็จพระอรหนั ต์แล้ว พระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิก็ ไปประชมุ กนั ท่ีถา้ รักขิตเลณะในภเู ขาหมิ พานต์ แล้วสง่ ฑตู ไปตามพระ นาคเสน เมื่อพระนาคเสนทราบแล้ว ก็หายวบั จากอโศการามมาปรากฏ ข้างหน้าพระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิ ท่ีถา้ รักขิตเลณะในภเู ขาเขาหิมพานต์ กราบไหว้พระอรหนั ต์ทงั้ หลายแล้วจงึ ถามวา่ “ เพราะเหตไุ รขอรับ จงึ ให้ทตู ไปตามกระผมมา ? ” พระอรหนั ต์ผ้เู ป็นหวั หน้าตอบวา่ “ เป็นเพราะมิลินทราชาเบียดเบยี นพวกเราด้วยการไตถ่ าม ปัญหาเธอจงไปทรมานมลิ นิ ทราชานนั้ เถิด ” พระนาคเสนจงึ เรียกว่า “ อยา่ วา่ แตม่ ิลินทราชาเลยบรรดาพระราชาในชมพทู วีปทงั้ สนิ ้ ที่มีปัญหาเหมือนมลิ ินทราชานี ้ จะซกั ถามปัญหาตนื ้ ลึกประการใด กระผมจะแก้ให้สนิ ้ สงสยั ให้มีพระทยั ยนิ ดีด้วยการแก้ปัญหา ขอพระ เถรเจ้าทงั้ หลายจงไปสสู่ าคลนคร ด้วยความไมส่ ะด้งุ กลวั เถิด ” ๔๑

 พระเจ้ามลิ นิ ท์เสดจ็ ไปถามปัญหาพระอายบุ าล ในคราวนนั้ ยงั มีพระมหาเถระองค์หนงึ่ มีช่ือวา่ พระอายบุ าล ทา่ น เป็นผ้ชู านาญในนิกายทงั้ ๕ (ฑีฆนิกาย มชั ฌิมนิกาย สงั ยตุ ตนิกาย องั คตุ ตนิกาย ขทุ ทกนกิ าย) ได้อาศยั อยทู่ ่ีอสงไขยบริเวณ ฝ่ ายพระเจ้ามิลินทร์ทรงดาริวา่ ราตรีนีด้ มี าก เราควรจะไปหาสมณ พราหมณ์ เจ้าหมเู่ จ้าคณะคณาจารย์ใดดีหนอ ใครหนอจะสามารถ สนทนากบั เราได้ ใครหนอจะสามารถตดั ความสงสยั ของเราได้ ทรง ดาริแล้วก็โปรดมีพระราชโองการตรัสถาม พวกราชบริพารโยนกทงั้ ๕๐๐ ก็กราบทลู วา่ “ มีพระเถระอยอู่ งค์หนงึ่ ช่ือวา่ พระอายบุ าล ทา่ นเป็นผ้ทู รงพระ ไตรปิฎก ได้ศกึ ษาเลา่ เรียนมาก มีการแสดงธรรมวิจิตรมีปฏิภาณดี ชานาญในนิกายทงั้ ๕ อย่ทู ่ีอสงไขยบริเวณ ขอมหาราชเจ้าจงเสดจ็ ไป ถามปัญหาตอ่ พระอายบุ าลเถิด พระเจ้าข้า ” “ ถ้าอยา่ งนนั้ ขอจงไปแจ้งให้พระผ้เู ป็นเจ้าทราบก่อน ” ลาดบั นนั้ เนมิตตยิ อามาตย์จงึ ใช้ให้คนไปแจ้งแกพ่ ระอายบุ าลวา่ พระเจ้ามลิ นิ ท์จะเสดจ็ มาหา พระอายบุ าลตอบว่า เชญิ เสดจ็ มาเถิด ตอ่ จากนนั้ พระเจ้ามิลินท์พร้อมกบั หมโู่ ยนกเสนา ๕๐๐ ก็เสดจ็ ขนึ ้ รถไปที่อสงไขยบริเวณ เมื่อไปถึงจงึ ตรัสสง่ั ให้หยุดรถทรงไว้ เสดจ็ ไป ด้วยพระบาทเปลา่ เข้าสสู่ านกั พระอายบุ าล นมสั การแล้วกระทา ๔๒

ปฏิสนั ถารโอภาปราศรัยกนั ไปมา จงึ มีพระราชดารัสตรัสถามวา่ “ ข้าแตพ่ ระอายบุ าล บรรพชามีประโยชน์อยา่ งไร อะไรเป็ นประ โยชน์เยี่ยมของทา่ น? ” พระอายบุ าลตอบวา่ “ ขอถวายพระพร มหาบพิตรพระราชสมภาร การบรรพชามี ประโยชน์เพ่ือจะได้ประพฤตธิ รรม ประพฤติความสงบ อนั จะทาให้เกิด ประโยชน์สขุ แก่เทพยดาและมนษุ ย์ทงั้ หลาย ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็ นเจ้า คฤหสั ถ์ผ้ปู ระพฤตธิ รรม ประพฤตคิ วาม สงบ จะมีคณุ วิเศษบ้างหรือไม่ ? ” จานวนคฤหสั ถ์ผู้ได้มรรคผล “ ขอถวายพระพร คฤหสั ถ์ที่ประกอบไปด้วยความเลื่อมใสใน คณุ พระรัตนตรัยทรงศลี ๕ หรือศลี ๘ ไว้มน่ั คง ให้ทานและภาวนา อตุ สา่ ห์ฟังธรรม ก็จดั วา่ ประพฤตใิ ห้เป็ นประโยชน์เป็นผลแก่ตนเอง ดงั ตวั อยา่ ง เมื่อครัง้ องค์สมเดจ็ พระทศพรยงั ทรงพระชนม์อยู่ พระองคไ์ ด้ เสดจ็ ไปยงั เมืองพาราณสี โปรดประทานธรรมเทศนา พระธรรมจกั ร กปั ปวตั นสตู รแก่ปัญจวคั คีย์ในป่ าอิสิปตนมิคทายวนั ครัง้ จบลงแล้วพรหมทงั้ ๑๘ โกฏิได้สาเร็จมรรคผล เป็นพระ อริยบคุ คลในพระพทุ ธศาสนา พรหมทงั้ หลายล้วนแตเ่ ป็นคฤหสั ถ์ ๔๓

ทงั้ นนั้ จะได้อปุ สมบทบรรพชาหามิได้ ในคราวที่พระพทุ ธองค์ทรงแสดง เวสสนั ดรชาดก ขทิรังคชาดก ราหโุ ลวาทสตู ร และทรงแสดงธรรมท่ีประตสู งั กสั สคร มีผ้สู าเร็จมรรค ผลประมาณ ๒๐ โกฏิ คนทงั้ หลายนนั้ กบั เทพยดาและพรหมทกุ ชนั้ ล้วนแตเ่ ป็นคฤหสั ถ์ทงั้ นนั้ ไมใ่ ชบ่ รรพชติ เลย ” กรรมของพระท่ีถือธุดงค์ เมื่อพระอายบุ าลแก้ไขดงั นี ้พระเจ้ามลิ ินท์จงึ ตรัสวา่ “ ข้าแตท่ า่ นอายบุ าล ถ้าอยา่ งนนั้ บรรพชาก็ไมม่ ีประโยชน์อะไร พวกสมณะทงั้ หลายท่ีเป็ นศากยบตุ รพทุ ธชิโนรสที่ได้บรรพชารักษา ธุดงคต์ า่ งๆ ทาให้ลาบากกายใจนนั้ ล้วนเป็นด้วยผลแหง่ บาปกรรมใน ปางกอ่ นทงั้ นนั้ นี่แนะ่ ทา่ นอายบุ าล พวกพระท่ีถือ “ เอกา ” ฉนั จงั หนั หนเดยี ว แตช่ าตกิ ่อนเป็นโจรเที่ยวปล้นชาวบ้าน ไปแยง่ ชิงอาหารเขา ครัน้ ชาตนิ ีเ้ลา่ ผลกรรมนนั้ ดลจิตใจฉนั หนเดยี ว ดบู รรพชานีไ้ มม่ ีผล ถงึ จะรักษาศลี รักษาตบะ รักษาพรหมจรรย์ ก็ไมม่ ีผลอนั ใดประการหนง่ึ เลา่ พวกท่ีถือธุดงค์ “ อพั โพกาส ” คอื อยใู่ นกลางแจ้งนนั้ เม่ือชาติกอ่ น ต้องได้เป็นพวกปล้นบ้านเผาเรือนชาตนิ ีจ้ งึ ไมม่ ีที่กินท่ีอยู่ สว่ นพวกถือ “ เนสชั ชกิ ธดุ งค์ ” คือถือไม่นอนเป็ นกิจวตั ร ได้แตเ่ ดนิ ยืน นง่ั เทา่ นนั้ พวกนนั้ ต้องเป็นโจรปล้นคนเดนิ ทางไว้เม่ือชาตกิ ่อน จบั คนเดนิ ทางได้ ๔๔

แล้วก็ผกู มดั ให้นงั่ จบั เจา่ อยทู่ ่านนั้ โยมคิดดซู ง่ึ ธุดงคน์ ีไ้ มม่ ีผล จะเป็น ศีล จะเป็นตบะ จะเป็นพรหมจรรย์ก็หามิได้ ก็จะบรรพชารักษาธุดงค์ ไปเพื่ออะไร ปฏิบตั ใิ นเพศคฤหสั ถ์ก็ได้มรรคผลเหมือนกนั เป็นคฤหสั ถ์ อยมู่ ิดี กวา่ หรือ พระผ้เู ป็นเจ้า ? ” เม่ือพระเจ้ามลิ นิ ท์ตรัสอยา่ งนี ้ พระอายบุ าลก็ขีค้ ร้านท่ีจะตอบ จงึ นง่ั นิ่งไป มไิ ด้ถวายพระพรโต้ตอบตอ่ ข้อปัญหานนั้ พวกโยนก ๕๐๐ จงึ กราบทลู ขนึ ้ วา่ “ ข้าแตม่ หาราชเจ้า พระภิกษุองคน์ ีเ้ป็ นนกั ปราชญ์ ได้สดบั เลา่ เรียนมาก แตไ่ มแ่ กล้วกล้าที่จะวิสชั นา จงึ มิได้โต้ตอบตอ่ คาถามของ พระองค์ ” พระเจ้ามลิ ินท์ได้ฟังคาข้าราชบริพารทลู เฉลยก็หาสนใจไม่ ทอด พระเนตรดแู ตพ่ ระอายบุ าล เห็นพระอายบุ าลน่ิงอยกู่ ็ทรงพระสรวล (หวั เราะ) พร้อมกบั ตบพระหตั ถ์ตรัสเย้ยวา่ “ ชมพทู วีปวา่ งเปลา่ เสียแล้ว ไมม่ ีสมณพราหมณ์ เจ้าหมเู่ จ้า คณะ คณาจารย์ใด ๆ อาจสนทนากบั เราได้ อาจแก้ความสงสยั ของเรา ได้เลย เหน็ ทีจะสิน้ สดุ ครัง้ นีแ้ ล้วหนอ… ” ฝ่ ายหมโู่ ยนกได้ฟังก็มิได้ตอบคาสนองพระราชโองการ สว่ น พระอายบุ าลได้เห็นอาการของพระเจ้ามิลนิ ท์อย่างนนั้ จงึ คดิ วา่ เรา เป็นสมณะไมส่ มควรทะเลาะโต้เถียงกบั ใคร ที่จริงปัญหานีจ้ ะวสิ ชั นา ๔๕

ให้ฟังอีกก็ได้แตเ่ ป็ นเพราะพระราชาถามปัญหาที่ไมค่ วรถาม คดิ อยา่ ง นีแ้ ล้ว จงึ เก็บอาสนะลกุ ไปเสีย หลงั จากพระเจ้ามลิ ินท์เสดจ็ เข้าสพู่ ระนครแล้วจงึ ทรงดาริว่าจะต้อง มีภิกษุองคใ์ ดองค์หนงึ่ อาจสนทนากบั เราได้อยา่ งไมส่ งสยั จงึ ตรัสถาม เนมติ ติยอามาตย์ขนึ ้ อีกวา่ “ นี่แนะ่ เนมิตตยิ ะ ภิกษุผ้จู ะโต้ตอบกบั เราได้ ยงั มีอย่อู ีก หรือไม?่ ”  กติ ตศิ ัพท์ของพระนาคเสน ในคราวนนั้ พระนาคเสนผ้หู ้อมล้อมด้วยหมสู่ มณะ ผ้เู ป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะคณาจารย์ เป็นผ้มู ีชื่อเสียงปรากฏ มียศบริวารชานาญใน พระไตรปิฎก สาเร็จไตรเพท มีความรู้แตกฉาน มีอาคมพร้อม สาเร็จ ปฏิสมั ภิทาญาณทรงไว้ซง่ึ พระปริยตั ธิ รรมในศาสนาขององค์สมเดจ็ พระบรมศาสดา อนั ประกอบด้วยองค์ ๙ ถึงแล้วซงึ่ บารมีญาณ เป็นผู้ ไมห่ วน่ั ไหวตอ่ เหตกุ ารณ์ทงั้ ปวงเหมือนกบั พญาเขาสิเนรุราช องอาจ ดงั่ ราชสีห์ มีใจสงบระงบั เป็ นอนั ดี มีปรีชาญาณลา้ เลศิ ย่ายีเสียซงึ่ ถ้อยคาอนั เป็นปฏิปักษ์แก่พระพทุ ธศาสนาได้อยา่ งเดด็ ขาด เป็นผ้ฉู ลาดในอบุ ายแนะนาชานาญในอรรถธรรมทงั้ ปวง ไมม่ ีผู้ ตอ่ สู้ ไมม่ ีผ้กู นั้ กางได้ ไมม่ ีผ้ลู ่วงเกินได้ ละเสียซงึ่ สิง่ ท่ีเป็นข้าศกึ ทงั้ ปวง ๔๖

กระทาซงึ่ แสงสวา่ งให้เกิด กาจดั เสียซง่ึ ความมืด เป็นผ้มู ีถ้อยคาประเสริฐ แตกฉานในอรรถ ธรรม นริ ุตติ ปฏิภาณ ลว่ งลถุ ึงซง่ึ บารมีญาณ มีปรีชาญาณ เปรียบดงั ลกู คลื่นในท้อง มหาสมทุ ร เป็นผ้สู งู สดุ กวา่ หมคู่ ณะทงั้ หลาย ลว่ งรู้ลทั ธิของหม่คู ณะที่ไมด่ ี ทงั้ หลาย ย่าย่ีเสียซง่ึ ลทั ธิเดียรถีย์ทงั้ ปวง เป็นผ้ฉู ลาดเฉียบแหลมแกล้วกล้าสามารถ มากไปด้วยความสขุ กายสบายใจเป็ นผ้ทู าสงฆ์ให้งดงาม เป็นพระอรหนั ตผ์ ้ลู า้ เลศิ เป็นท่ีสกั การบชู าของพทุ ธบริษัททงั้ สี่ เป็นผ้ทู ่ีจะแสดงบาลี อรรถกถา อนั ทาให้เกิดความเลื่อมใสแก่ บณั ฑติ ทงั้ หลายผ้มู ีความรู้ ผ้ปู ระกาศคาสง่ั สอนขององค์สมเดจ็ พระ ชนิ วรเจ้าอนั ประกอบด้วยองค์ ๙ ผ้จู ะเชิดชซู งึ่ แก้วอนั ประเสริฐใน พระพทุ ธศาสนาให้ปรากฏ เป็นผ้จู ะยกขนึ ้ ซงึ่ เครื่องบชู าพระธรรม ผ้จู ะตงั้ ขนึ ้ ซง่ึ ยอดพระธรรม ผ้จู ะยกขนึ ้ ซงึ่ ธงชยั คือพระธรรม ผ้จู ะเป่ าสงั ข์คือพระธรรม ผ้จู ะตกี ลอง คอื พระธรรมให้นฤนาท ผ้จู ะดีดกระจบั ปี่ สีซอ โทน รามะนา ดนตรี อนั ได้แก่อริยสจั ๔ เป็นผ้ทู ่ีจะบนั ลือเสียงดงั พญาช้าง พญาอสุ ภุ ราช พญาราชสีห์ ผ้จู ะ ทาให้โลกเอบิ อม่ิ ด้วยหา่ ฝนอนั ใหญ่ คือพระธรรมให้พิลกึ กึกก้อง ๔๗

เรืองรองดงั สายฟ้ าด้วยญาณปรีชาพระนาคเสนไปถงึ อสงไขยบริเวณ เม่ือพระนาคเสนได้กราบลาพระอรหนั ต์ ๑๐๐ โกฏิแล้ว ก็ได้จาริก ไปตามคามนิคมชนบท เทศน์โปรดประชาชนทงั้ หลายโดยลาดบั ก็ บรรลถุ ึงซงึ่ สาคลนครอนั เป็ นท่ีประทบั ของพระเจ้ามิลินท์ ผ้เู ป็นปิ่นแหง่ โยนก พระผ้เู ป็นเจ้าเข้าอาศยั อยใู่ นอสงไขยบริเวณ อนั เป็ นท่ีอยแู่ หง่ พระ อายบุ าลในกาลนนั้ เพราะฉะนนั้ พระโบราณาจารย์ทงั้ หลายจงึ กลา่ ว ไว้วา่ พระนาคเสนเถระผ้เู ป็นพหสู ตู มีการแสดงธรรมประเสริฐ มี สตปิ ัญญาสขุ มุ คมั ภีรภาพ แกล้วกล้าสามารถในท่ีประชมุ ชน ฉลาดใน เหตผุ ลทงั้ ปวง มีปฏิภาณวอ่ งไวหาผ้เู ปรียบมิได้ ทรงไว้ซงึ่ พระไตรปิ ฎก อนั ประเสริฐ มีหมพู่ ระภิกษุสงฆ์ล้วนแตท่ รงพระไตรปิ ฎกห้อมล้อมเป็น บริวาร ได้ไปถงึ อสงไขยบริเวณ แล้วพกั อยใู่ นท่ีนนั้ พระนาคเสนเถระนนั้ ห้อมล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ผ้ทู รงคณุ ธรรม เที่ยงตรงดงั ตาชง่ั ไมห่ วน่ั ไหวตอ่ สงิ่ ใด เหมือนกบั พญาไกรสรราชสีห์ ในป่ าใหญ่ ฉะนนั้ พระนาคเสนนนั้ เป็นผ้มู ีปัญญาลกึ ซงึ ้ มีความฉลาด รอบคอบในสิ่งที่ควรและไมค่ วรทงั้ ปวง เป็ นผ้ปู ระกาศซง่ึ อรรถธรรมอนั ลา้ เลศิ มีคณุ ธรรมปรากฏไปในชมพทู วีปทงั้ สนิ ้ เป็ นพหสู ตู ทรง พระไตรปิฎก ไมม่ ีผ้เู สมอเหมือนดงั นี ้ ๔๘

 พระเจ้ามลิ นิ ท์ได้ยนิ ช่ือทรงตกพระทัยกลัว ในคราวนนั้ เทวมนั ตอิ ามาตย์ก็ได้ฟังขา่ วเลา่ ลือ ซง่ึ เกียรติคณุ ของ พระนาคเสนดงั แสดงมา จงึ กราบทลู พระเจ้ามลิ นิ ท์วา่ “ ขอได้โปรดก่อนเถิดมหาราชเจ้า บดั นีม้ ีขา่ วเลา่ ลือวา่ มีพระ ภิกษุองค์หนง่ึ ช่ือวา่ นาคเสน เป็นผ้แู สดงธรรมอนั วเิ ศษ มีสตปิ ัญญา เฉียบแหลม แกล้วกล้าสามารถในท่ีทงั้ ปวง เป็นผ้สู ดบั เลา่ เรียนมาก มี ถ้อยคาไพเราะเสนาะโสต มีปฏิภาณดี แตกฉานในอรรถ ธรรม นริ ุตติ ปฏิภาณ ถึงซง่ึ บารมีญาณ ไมม่ ีเทพยดาอินทร์พรหม ผ้ใู ดผ้หู นงึ่ จะส้ไู ด้ ไมต่ ้องกลา่ วถึงมนษุ ย์ พระเจ้าข้า ” เม่ือพระเจ้ามิลินท์ได้ทรงสดบั คาวา่ “ พระนาคเสน ” เทา่ นีก้ ็ตก พระทยั กลวั มีพระโลมาลกุ ชนั ขนึ ้ ทนั ที พระบาทท้าวเธอจงึ ตรัสถาม เทวมนั ตยิ อามาตย์วา่ “ เวลานีพ้ ระนาคเสนอยทู่ ี่ไหน เราใคร่เหน็ ขอให้พระนาคเสน ทราบ? ” เทวมนั ตยิ อามาตย์จงึ ใช้ให้ทตู ไปแจ้งแก่พระนาคเสนวา่ พระ เจ้ามลิ นิ ท์มีพระราชประสงค์จะพบเหน็ เม่ือทตู ไปแจ้งแก่พระเถระแล้ว พระเถระจงึ ตอบวา่ ถ้าอยา่ งนนั้ ขอจงเสดจ็ มาเถิด  พระเจ้ามิลนิ ท์เสดจ็ ไปหาพระนาคเสน ๔๙

ลาดบั นนั้ พระเจ้ามิลินท์ก็ห้อมล้อมด้วยข้าราชบริพารชาวโยนก ๕๐๐ เสดจ็ ขนึ ้ ทรงรถพระที่นง่ั พร่ังพร้อมด้วยพลนกิ ายเป็นอนั มาก เสดจ็ ไปหาพระนาคเสนท่ีอสงไขยบริเวณ คราวนนั้ พระนาคเสนกบั พระภิกษุ ๘ หมื่นองคไ์ ด้นงั่ พกั อยทู่ ่ีโรง กลมกว้างใหญ่ พอพระเจ้ามลิ ินท์ได้ทอดพระเนตรเหน็ แตไ่ กล จงึ ตรัส ถามขนึ ้ วา่ “ บริวารเป็นอนั มากนนั้ ของใคร ? ” เทวมตั ยิ ะทลู ตอบวา่ “ บริวารเป็นอนั มากนนั้ เป็นบริวารของพระนาคเสนพระเจ้าข้า ” พอพระเจ้ามิลนิ ท์ได้แลเห็นพระนาคเสนแตท่ ี่ไกลเทา่ นนั้ ก็เกิด ความสะด้งุ กลวั หวาดหวน่ั ในพระทยั มีพระโลมชาตชิ ชู นั (ขนลกุ ) เสีย แล้ว คราวนนั้ พระเจ้ามลิ นิ ท์ทรงสะด้งุ ตกพระทยั ยิ่งนกั หนา อปุ มาดงั พญาช้างถกู ห้อมล้อมด้วยดาบและขอ เหมือนกบั นาคถกู ครุฑห้อมล้อมไว้ เหมือนกบั สนุ ขั จิง้ จอกที่ถกู งเู หลือมล้อมไว้ เหมือนกบั หมีถกู ฝงู กระบือป่ าห้อมล้อม เหมือนกบั คนถกู พญานาคไลต่ ิดตาม เหมือนกบั หมเู่ นือ้ ถกู เสือเหลืองไลต่ ดิ ตาม ๕๐


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook