Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรกลุ่มสาระ 2565

หลักสูตรกลุ่มสาระ 2565

Published by Kru Sunisa, 2022-07-24 05:24:42

Description: หลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรับปรุง พ.ศ.2565

Keywords: หลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,หลักสูตร

Search

Read the Text Version

96 รหัสตวั ช้ีวัด ตัวชีว้ ดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถ่นิ ว3.2 ม.1/4 เคลื่อนท่ีพัดเวยี น เกือบเปน็ วงกลม - ว3.2 ม.1/5 - ว3.2 ม.1/6 และมีอัตราเร็วสูงที่สดุ พายุหมุน - ว3.2 ม.1/7 - เขตร้อนทาใหเ้ กิดคลื่นพายุซดั ฝ่งั ฝนตกหนกั ซงึ่ อาจก่อให้เกิด อนั ตรายต่อชีวิตและทรัพยส์ นิ จึง ควรปฏิบัติตนใหป้ ลอดภยั โดย ตดิ ตามข่าวสาร การพยากรณ์ อากาศ และไมเ่ ข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ เสยี่ งภยั ๔. อธิบายการพยากรณ์ - การพยากรณ์อากาศเปน็ การ อากาศ และพยากรณ์ คาดการณล์ มฟ้า อากาศทจ่ี ะ อากาศอย่างง่ายจาก เกิดขน้ึ ในอนาคต โดยมกี ารตรวจวัด ขอ้ มูลที่รวบรวมได้ องคป์ ระกอบลมฟา้ อากาศ การ สอื่ สารแลกเปลี่ยน ข้อมลู องคป์ ระกอบลมฟา้ อากาศระหวา่ ง พนื้ ท่ี การวิเคราะห์ข้อมูลและสรา้ ง คาพยากรณ์อากาศ ๕. ตระหนกั ถงึ คุณคา่ - การพยากรณ์อากาศสามารถ ของการพยากรณ์ นามาใชป้ ระโยชน์ด้านตา่ งๆ เช่น อากาศโดยนาเสนอแนว การใชช้ วี ติ ประจาวัน การคมนาคม ทางการปฏบิ ัติตนและ การเกษตร การป้องกนั และเฝ้า การใช้ประโยชนจ์ ากคา ระวงั ภยั พบิ ตั ิทางธรรมชาติ พยากรณอ์ ากาศ ๖. อธบิ ายสถานการณ์ - ภมู ิอากาศโลกเกดิ การ และผลกระทบการ เปลยี่ นแปลงอยา่ งต่อเน่ืองโดย เปลี่ยนแปลง ภมู ิอากาศ ปัจจยั ทางธรรมชาติ แตป่ ัจจบุ ันการ โลกจากข้อมูลที่ เปลี่ยนแปลงภมู ิอากาศเกิดขึ้นอย่าง รวบรวมได้ รวดเรว็ เนือ่ งจากกิจกรรม ของ มนษุ ยใ์ นการปลดปลอ่ ยแกส๊ เรอื น กระจกสู่ บรรยากาศ แก๊สเรือน กระจกท่ถี ูกปลดปล่อยมากที่สดุ ไดแ้ ก่ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่ง หมุนเวยี นอยูใ่ นวฏั จักรคารบ์ อน ๗. ตระหนักถึง - การเปลยี่ นแปลงภมู อิ ากาศโลก ผลกระทบของการ ก่อใหเ้ กดิ ผล กระทบต่อสงิ่ มชี ีวิต เปล่ยี นแปลงภมู อิ ากาศ และสิง่ แวดลอ้ ม เชน่ การ โลก โดยนาเสนอแนว หลอมเหลวของน้าแข็งข้ัวโลก การ ทางการปฏบิ ัตติ น เพิ่มข้นึ ของระดับทะเล การ

97 รหสั ตัวช้ีวดั ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู ้องถน่ิ ภายใตก้ ารเปลย่ี นแปลง เปล่ยี นแปลงวัฏจักรนา้ การเกดิ โรค ภมู ิอากาศโลก อบุ ตั ใิ หม่และอุบัตซิ ้า และการเกิด ภยั พิบตั ทิ างธรรมชาติที่รนุ แรงข้นึ มนุษย์จงึ ควรเรยี นรู้แนวทางการ ปฏบิ ตั ติ นภายใต้สถานการณ์ ดังกล่าว ทัง้ แนวทางการปฏิบัตติ น ใหเ้ หมาะสม และแนวทางการลด กจิ กรรมที่ สำระท่ี ๔ เทคโนโลยี มำตรฐำน ว๔.๑ เขา้ ใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยเี พื่อการดารงชวี ติ ในสังคมท่ีมีการเปล่ยี นแปลงอย่าง รวดเร็วใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และศาสตร์อ่นื ๆ เพอ่ื แก้ปญั หา หรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย คานงึ ถงึ ผลกระทบต่อชวี ิต สงั คม และสิง่ แวดล้อม รหสั ตัวช้ีวัด ตัวช้ีวดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถิ่น ว4.1 ม.1/1 ๑. อธิบายแนวคดิ หลกั - เทคโนโลยเี ป็นสิ่งทีม่ นษุ ยส์ รา้ ง - ของเทคโนโลยใี น หรอื พฒั นาข้นึ ซึง่ อาจเปน็ ได้ทัง้ ชวี ติ ประจาวนั และ ชิ้นงานหรือวิธกี าร เพือ่ ใชแ้ ก้ปญั หา วเิ คราะห์สาเหตุหรือ สนองความต้องการหรอื เพ่มิ ปจั จยั ทีส่ ง่ ผลตอ่ การ ความสามารถ ในการทางานของ เปลยี่ นแปลงของ มนษุ ย์ เทคโนโลยี - ระบบทางเทคโนโลยีเปน็ กลุม่ ของ ส่วนต่างๆ ต้งั แตส่ องสว่ นขน้ึ ไป ประกอบเข้าดว้ ยกนั และทางาน รว่ มกนั เพ่ือใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ โดย ในการทางานของระบบทาง เทคโนโลยีจะประกอบ ไปดว้ ยตัว ป้อน (input) กระบวนการ (process) และผลผลติ (output) ท่ีสมั พันธก์ ันนอกจากน้ี ระบบทาง เทคโนโลยีอาจมขี ้อมูลย้อนกลับ (feedback) เพ่ือใชป้ รับปรงุ การ ทางานได้ตาม วัตถปุ ระสงคซ์ ึ่งการ วเิ คราะหร์ ะบบทางเทคโนโลยชี ว่ ย ให้เข้าใจองค์ประกอบและ การ ทางานของเทคโนโลยรี วมถึง สามารถปรบั ปรงุ ให้เทคโนโลยี ทางานได้ตามต้องการ

98 รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถ่นิ ว4.1 ม.1/2 - ว4.1 ม.1/3 - เทคโนโลยมี ีการเปล่ียนแปลง - ว4.1 ม.1/4 ตลอดเวลาตั้งแต่อดีต จนถงึ ปัจจุบัน - ซ่ึงมีสาเหตหุ รือปจั จัยมาจาก หลาย ดา้ น เชน่ ปญั หาความตอ้ งการ ความกา้ วหน้าของศาสตร์ตา่ งๆ เศรษฐกจิ สงั คม ๒. ระบปุ ัญหาหรอื - ปญั หาหรือความต้องการใน ความต้องการใน ชีวิตประจาวนั พบไดจ้ ากหลาย ชีวติ ประจาวนั รวบรวม บรบิ ทขึ้นกบั สถานการณ์ที่ประสบ วเิ คราะห์ข้อมูลและ เช่น การเกษตร การอาหาร แนวคดิ ทเ่ี กย่ี วข้อง กับ - การแก้ปัญหาจาเป็นตอ้ งสบื คน้ ปญั หา รวบรวมขอ้ มลู ความรู้จากศาสตร์ ตา่ งๆ ทเี่ กีย่ วข้อง เพ่อื นาไปสู่ การ ออกแบบแนวทางการแกป้ ัญหา ๓. ออกแบบวิธกี าร - การวิเคราะห์เปรยี บเทียบและ แกป้ ญั หา โดยวิเคราะห์ ตัดสนิ ใจเลือกขอ้ มลู ท่ีจาเป็น โดย เปรียบเทียบ และ คานงึ ถงึ เงื่อนไขและทรัพยากร ทม่ี ี ตัดสินใจเลือกข้อมลู ที่ อย่ชู ว่ ยใหไ้ ด้แนวทางการแก้ปัญหา จาเป็นนาเสนอแนว ทเ่ี หมาะสม ทางการแกป้ ญั หาให้ - การออกแบบแนวทางการ ผ้อู ่นื เขา้ ใจวางแผนและ แกป้ ญั หาทาได้ หลากหลายวิธี เชน่ ดาเนินการแกป้ ัญหา การร่างภาพ การเขียนแผนภาพ การเขียนผงั งาน - การกาหนดขน้ั ตอนและ ระยะเวลาในการทางานก่อน ดาเนนิ การแก้ปญั หาจะชว่ ยให้ ทางานสาเรจ็ ได้ตามเป้าหมายและ ลดขอ้ ผิดพลาด ของการทางานท่ี อาจเกิดขึ้น ๔. ทดสอบ ประเมินผล - การทดสอบ และประเมนิ ผลเป็น และระบุขอ้ บกพร่อง ท่ี การตรวจสอบ ช้ินงานหรือวธิ ีการ เกดิ ขน้ึ พร้อมทง้ั หาแนว ว่าสามารถแกป้ ัญหาได้ตาม ทางการปรับปรุงแก้ไข วตั ถปุ ระสงค์ภายใต้กรอบของ และนาเสนอผลการ ปัญหา เพื่อหาข้อบกพรอ่ ง และดา แกป้ ัญหา เนินการปรบั ปรงุ โดยอาจ ทดสอบ ซา้ เพ่ือใหส้ ามารถแก้ปัญหาได้ - การนาเสนอผลงานเป็นการ ถา่ ยทอดแนวคดิ เพ่อื ให้ผู้อื่นเข้าใจ

99 รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ชี้วดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถ่นิ ว4.1 ม.1/5 - เกย่ี วกับกระบวนการทางาน และ ช้นิ งานหรือวิธีการทีไ่ ด้ซึง่ สามารถ ทาได้ หลายวิธี เชน่ การเขยี น รายงาน การทาแผ่นนาเสนอ ผลงาน การจัดนิทรรศการ การ นาเสนอผา่ น สือ่ ออนไลน์ ๕. ใชค้ วามรู้และทักษะ - วัสดแุ ตล่ ะประเภทมสี มบัติ เกย่ี วกับวสั ดุอปุ กรณ์ แตกตา่ งกนั เชน่ ไม้ โลหะ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้า พลาสติก จงึ ต้องมีการวเิ คราะห์ หรอื อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อ สมบตั ิ เพือ่ เลือกใช้ใหเ้ หมาะสมกบั แก้ปัญหาได้อย่าง ลกั ษณะของงาน ถูกต้องเหมาะสม และ - การสรา้ งชิ้นงานอาจใชค้ วามรู้ ปลอดภัย เรื่องกลไก ไฟฟา้ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เชน่ LED บัซเซอร์ มอเตอร์ วงจรไฟฟ้า - อปุ กรณ์และเคร่ืองมือในการสรา้ ง ช้นิ งานหรอื พฒั นาวิธีการมหี ลาย ประเภท ตอ้ งเลือกใช้ ใหถ้ ูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมท้ัง รู้จักเกบ็ รักษา

100 ตัวชวี้ ัดสำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำงและสำระกำรเรยี นร้ทู อ้ งถน่ิ ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 2 ภำคเรยี นที่ 1 สำระที่ ๑ วิทยำศำสตร์ชีวภำพ มำตรฐำน ว๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์กันความสัมพันธ์ ของโครงสร้าง และหนา้ ทีข่ องอวัยวะต่างๆ ของพชื ท่ีทางานสัมพันธ์กนั รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ รหัสตัวช้ีวดั ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถิน่ ว1.2 ม.2/1 ๑. ระบุอวยั วะและ - ระบบหายใจมีอวยั วะต่างๆ ที่ - บรรยายหน้าทีข่ อง เกยี่ วข้อง ได้แก่ จมกู ท่อลม ปอด อวยั วะท่ี เกยี่ วข้องใน กะบงั ลม และกระดูกซ่ีโครง ระบบหายใจ - มนุษยห์ ายใจเข้า เพื่อนาแก๊ส ว1.2 ม.2/2 ๒. อธิบายกลไกการ ออกซิเจนเขา้ สู่ รา่ งกายเพอื่ นาไปใช้ - หายใจเขา้ และออก โดย ในเซลลแ์ ละหายใจออก เพื่อกาจดั ใช้แบบจาลองรวมท้ัง แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ออกจาก อธบิ ายกระบวนการ ร่างกาย แลกเปล่ยี นแกส๊ - อากาศเคลอ่ื นท่เี ข้าและออกจาก ว1.2 ม.2/3 ๓. ตระหนักถงึ ปอดได้ เน่ืองจากการเปลี่ยนแปลง - ความสาคญั ของระบบ ปริมาตรและความดนั ของอากาศ หายใจ โดยการบอก ภายในช่องอกซง่ึ เกี่ยวขอ้ งกบั การ แนวทางในการดแู ล ทางานของกะบังลม และกระดกู รักษาอวยั วะ ในระบบ ซีโ่ ครง หายใจใหท้ างานเป็น - การแลกเปล่ยี นแก๊สออกซเิ จนกับ ปกติ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซดใ์ นร่างกาย เกดิ ขนึ้ บรเิ วณ ถุงลมในปอดกับ หลอดเลือดฝอยท่ีถงุ ลม และ ระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเนื้อเย่ือ - การสูบบหุ รีก่ ารสดู อากาศที่มีสาร ปนเปอ้ื น และ การเป็นโรคเก่ียวกบั ระบบหายใจบางโรค อาจทาใหเ้ กดิ โรคถุงลมโป่งพอง ซ่ึงมีผลใหค้ วามจุ อากาศของปอดลดลง ดงั น้นั จึงควร ดแู ลรักษา ระบบหายใจ ให้ทา หนา้ ทีเ่ ปน็ ปกติ ว1.2 ม.2/4 ๔. ระบุอวัยวะและ - ระบบขับถา่ ยมอี วัยวะทเ่ี ก่ียวขอ้ ง - บรรยายหน้าที่ของ คอื ไต ท่อไตกระเพาะปัสสาวะ อวยั วะในระบบขับถ่าย และท่อปสั สาวะ โดยมีไต ทาหนา้ ที่

101 รหัสตวั ชี้วัด ตวั ชี้วดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว1.2 ม.2/5 - ว1.2 ม.2/6 ในการกาจดั ของเสีย การจัดของเสยี เช่น ยเู รยี - ว1.2 ม.2/7 - ทางไต แอมโมเนีย กรดยูริก รวมท้ังสารท่ี ว1.2 ม.2/8 - ๕. ตระหนักถึง ร่างกายไมต่ ้องการออกจาก เลือด ความสาคัญของระบบ และควบคุมสารทม่ี มี ากหรือน้อย ขับถ่าย ในการกาจัด เกินไปเชน่ น้า โดยขบั ออกมาในรูป ของเสยี ทางไต โดยการ ของปสั สาวะ บอก แนวทางในการ - การเลือกรบั ประทานอาหารที่ ปฏิบัตติ นท่ีช่วยให้ เหมาะสม เชน่ รับประทานอาหารที่ ระบบขับถา่ ย ทาหน้าท่ี ไมม่ รี สเค็มจดั การด่ืมนา้ สะอาดให้ เพียงพอ เปน็ แนวทางหนง่ึ ทช่ี ่วยให้ ไดอ้ ย่างปกติ ๖. บรรยายโครงสรา้ ง ระบบขับถา่ ยทาหนา้ ทไ่ี ด้อย่างปกติ และหน้าทขี่ องหัวใจ - ระบบหมนุ เวยี นเลือด หลอดเลือด และเลอื ด ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลอื ด ๗. อธิบายการทางาน และเลอื ด ของระบบหมนุ เวยี น - หัวใจของมนษุ ย์แบ่งเป็น ๔ หอ้ ง ไดแ้ ก่ หวั ใจ หอ้ งบน ๒ ห้อง และ เลอื ด โดยใช้ ห้องลา่ ง ๒ หอ้ ง ระหวา่ ง หวั ใจห้อง แบบจาลอง บนและหวั ใจห้องล่างมีลน้ิ หัวใจกนั้ - หลอดเลือด แบง่ เป็น หลอดเลือด อารเ์ ตอรี หลอดเลือดเวน หลอด เลอื ดฝอย ซงึ่ มีโครงสร้าง ตา่ งกัน - เลือด ประกอบด้วย เซลลเ์ ม็ด เลือด เพลตเลต และพลาสมา - การบบี และคลายตวั ของหวั ใจทา ใหเ้ ลอื ดหมนุ เวียนและลาเลยี ง สารอาหาร แก๊สของเสยี และสาร อื่น ๆ ไปยงั อวัยวะและเซลล์ตา่ งๆ ทว่ั รา่ งกาย - เลือดทีม่ ปี ริมาณแก๊สออกซิเจนสงู จะออกจากหัวใจ ไปยังเซลล์ต่างๆ ทวั่ รา่ งกาย ขณะเดียวกัน แก๊ส คาร์บอนไดออกไซดจ์ ากเซลล์จะ แพร่เขา้ สเู่ ลือด และลาเลยี งกลับ เข้าสู่หัวใจและถูกส่งไป แลกเปล่ยี น แก๊สที่ปอด ๘. ออกแบบการทดลอง - ชีพจรบอกถงึ จังหวะการเตน้ ของ และทดลอง ในการ หัวใจ ซ่งึ อัตราการเตน้ ของหัวใจ เปรยี บเทียบอตั ราการ ในขณะปกติและ หลงั จากทา

102 รหสั ตวั ช้ีวดั ตัวช้ีวดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว1.2 ม.2/9 เตน้ ของหวั ใจ ขณะปกติ - และหลังทากจิ กรรม กจิ กรรมต่างๆ จะแตกต่างกัน สว่ น ว1.2 ม.2/10 ๙. ตระหนกั ถึง ความดนั เลอื ด ระบบหมนุ เวยี น - ว1.2 ม.2/11 ความสาคัญของระบบ เลอื ดเกิดจากการทางานของหัวใจ - หมุนเวยี นเลือดโดยการ และหลอดเลือด บอกแนวทางในการ - อัตราการเตน้ ของหวั ใจมีความ ดแู ลรกั ษาอวัยวะ ใน แตกตา่ งกนั ใน แต่ละบุคคล คนที่ ระบบหมุนเวียนเลอื ดให้ เปน็ โรคหัวใจและหลอดเลือดจะ ทางานเป็นปกติ ส่งผลทาใหห้ ัวใจสบู ฉดี เลอื ดไมเ่ ปน็ ปกติ ๑๐. ระบุอวัยวะและ - การออกกาลงั กาย การเลือก บรรยายหนา้ ท่ีของ รบั ประทานอาหาร การพกั ผ่อน อวยั วะในระบบ และการรักษาภาวะอารมณ์ให้เปน็ ประสาทสว่ นกลางใน ปกตจิ ึงเปน็ ทางเลอื กหนงึ่ ในการ การควบคุมการทางาน ดูแลรักษาระบบหมุนเวียนเลือดให้ ต่างๆ ของรา่ งกาย เปน็ ปกติ ๑๑. ตระหนักถึง ความสาคัญของระบบ - ระบบประสาทสว่ นกลาง ประสาท โดยการบอก ประกอบด้วยสมอง และไขสันหลงั แนวทางในการดูแล จะทาหน้าท่รี ว่ มกบั เส้นประสาท ซึง่ รักษารวมถึง การ เปน็ ระบบประสาทรอบนอก ในการ ปอ้ งกนั การ ควบคุม การทางานของอวยั วะ กระทบกระเทอื นและ ต่างๆ รวมถึงการแสดงพฤติกรรม อนั ตราย ต่อสมองและ เพ่อื การตอบสนองต่อส่ิงเรา้ ไขสันหลงั - เมื่อมีสิง่ เรา้ มากระตุ้นหน่วยรับ ความรสู้ กึ จะเกดิ กระแสประสาท สง่ ไปตามเซลล์ประสาทรับ ความรสู้ กึ ไปยังระบบประสาท สว่ นกลาง แล้วส่งกระแสประสาท มาตามเซลล์ประสาทสง่ั การ ไปยงั หนว่ ยปฏิบตั ิงาน เชน่ กล้ามเนื้อ - ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความ ซับซอ้ นและมคี วามสัมพนั ธ์กับทุก ระบบในรา่ งกาย ดงั น้นั จงึ ควร ปอ้ งกันการเกิดอุบตั ิเหตุท่ี กระทบกระเทือน ต่อสมอง หลกี เล่ยี งการใช้สารเสพติด หลีกเล่ียง ภาวะเครียด และ รบั ประทานอาหารท่ีมปี ระโยชน์

103 รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ชีว้ ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ - ว1.2 ม.2/12 ๑๒. ระบอุ วยั วะและ เพ่อื ดูแลรกั ษาระบบประสาทให้ - บรรยายหน้าทขี่ อง ทางานเป็นปกติ - อวยั วะใน ระบบ สบื พนั ธข์ุ องเพศชาย - มนษุ ย์มีระบบสบื พนั ธท์ุ ี่ - และเพศหญงิ โดยใช้ ประกอบดว้ ยอวัยวะตา่ งๆ ท่ที า - แบบจาลอง หนา้ ท่ีเฉพาะ โดยรงั ไขใ่ นเพศหญงิ - จะทาหน้าทีผ่ ลิตเซลล์ไข่ส่วนอณั ฑะ ว1.2 ม.2/13 ๑๓. อธิบายผลของ ในเพศชาย จะทาหนา้ ทส่ี รา้ งเซลล์ ฮอร์โมนเพศชายและ อสุจิ เพศหญงิ ท่ี ควบคุมการ - ฮอรโ์ มนเพศทาหนา้ ท่ีควบคุมการ เปลย่ี นแปลงของ แสดงออกของ ลักษณะทางเพศที่ ร่างกายเมื่อเขา้ สู่ วยั แตกตา่ งกัน เมื่อเขา้ สู่วยั หนมุ่ สาว หนมุ่ สาว จะมีการสร้างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ การตกไข่ การมรี อบเดอื น และถา้ มี ว1.2 ม.2/14 ๑๔. ตระหนกั ถงึ การ การปฏสิ นธิของเซลล์ไข่ และเซลล์ เปลยี่ นแปลงของ อสุจจิ ะทาใหเ้ กดิ การตง้ั ครรภ์ ร่างกาย เม่ือเขา้ สวู่ ยั - การมีประจาเดือน มีความสัมพันธ์ หนุ่มสาว โดยการดูแล กบั การตกไข่ โดยเป็นผลจากการ รกั ษารา่ งกายและจติ ใจ เปลย่ี นแปลงของระดับฮอรโ์ มน ของตนเองในช่วงท่ีมี เพศหญงิ การเปลี่ยนแปลง - เมอื่ เพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ ไข่ได้รับ การปฏสิ นธกิ บั เซลล์อสุจิ ว1.2 ม.2/15 ๑๕. อธิบายการตกไข่ จะทาให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจริญ การมปี ระจาเดอื น การ เป็นเอ็มบริโอและฟีตสั จนกระทัง่ ปฏิสนธิและการพฒั นา คลอดเปน็ ทารก แต่ถ้าไมม่ ีการ ของไซโกต จนคลอด ปฏสิ นธเิ ซลลไ์ ขจ่ ะสลายตัวผนังด้าน เป็นทารก ในมดลูกรวมทัง้ หลอดเลือดจะ สลายตัวและหลุดลอกออก เรียกว่า ว1.2 ม.2/16 ๑๖. เลือกวิธีการ ประจาเดอื น คมุ กาเนิดที่เหมาะสม - การคุมกาเนิดเป็นวิธีปอ้ งกันไมใ่ ห้ กับสถานการณท์ ี่ เกิดการต้ังครรภ์ โดยปอ้ งกันไมใ่ ห้ กาหนด เกดิ การปฏิสนธหิ รอื ไม่ใหม้ ีการ ฝงั ตวั ของเอม็ บรโิ อ ซง่ึ มหี ลายวิธเี ช่น ว1.2 ม.2/17 ๑๗. ตระหนักถงึ การใช้ถงุ ยางอนามยั การกนิ ยา ผลกระทบของการ คมุ กาเนิด ต้ังครรภ์กอ่ นวยั อนั ควร โดยการประพฤตติ นให้ เหมาะสม

104 สำระที่ ๒ วิทยำศำสตร์กำยภำพ มำตรฐำน ว๒.๑ เข้าใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสมบัตขิ องสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารการ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี รหัสตัวช้ีวดั ตวั ช้ีวัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถิ่น ว2.1 ม.2/1 ๑. อธบิ ายการแยกสาร - การแยกสารผสมใหเ้ ปน็ สาร - ผสมโดยการระเหยแหง้ บรสิ ทุ ธ์ิทาได้หลายวธิ ี ขน้ึ อยู่กับ การตกผลกึ การกล่ัน สมบตั ขิ องสารน้นั ๆ การระเหย อยา่ งงา่ ย โครมาโทก แหง้ ใช้ แยกสารละลายซึ่ง ราฟแี บบกระดาษ การ ประกอบดว้ ยตัวละลายท่ีเปน็ สกัดดว้ ยตัวทาละลาย ของแขง็ ในตัวทาละลายทเ่ี ป็น โดยใช้หลกั ฐานเชงิ ของเหลว โดยใช้ ความร้อนระเหย ประจกั ษ์ ตวั ทาละลายออกไปจนหมด เหลือ ว2.1 ม.2/2 ๒. แยกสารโดยการ แตต่ ัวละลาย การตกผลกึ ใช้แยก - ระเหยแหง้ การตกผลกึ สารละลาย ทปี่ ระกอบดว้ ยตวั การกล่นั อย่างง่าย ละลายทเ่ี ป็นของแขง็ ใน ตวั ทา โครมาโทกราฟีแบบ ละลายท่เี ป็นของเหลวโดยทาให้ กระดาษ การสกดั ดว้ ย สารละลายอ่ิมตวั แล้วปล่อยให้ตัว ตัวทาละลาย ทาละลายระเหยออกไปบางส่วน ตวั ละลายจะตกผลึกแยกออกมา การกลั่นอย่างง่าย ใช้แยก สารละลายทปี่ ระกอบด้วยตวั ละลายและตวั ทาละลายทีเ่ ป็นอง เหลวท่มี ี จดุ เดือดต่างกนั มาก วธิ ีนี้ จะแยกของเหลวบริสทุ ธิ์ ออกจาก สารละลายโดยให้ความรอ้ นกับ สารละลาย ของเหลวจะเดือดและ กลายเปน็ ไอแยกจาก สารละลาย แล้วควบแนน่ กลับเปน็ ของเหลว อกี คร้ังขณะที่ของเหลวเดือดอุณหภมู ิ ของไอนา้ จะคงที่ โครมาโทกราฟี แบบกระดาษเปน็ วธิ ีการแยก สาร ผสมท่ีมีปริมาณน้อยโดยใช้แยกสาร ท่ีมีสมบัติ ว 2.1 ม.2/3 ๓. นาวธิ กี ารแยกสารไป - ความรู้ดา้ นวิทยาศาสตร์เก่ยี วกบั - ใชแ้ กป้ ัญหาใน การแยกสาร บรู ณาการกับ ชีวติ ประจาวนั โดย คณิตศาสตร์เทคโนโลยีโดยใช้ บูรณาการวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวศิ วกรรม สามารถ นาไปใช้แก้ปัญหาในชวี ิตประจาวนั

105 รหสั ตวั ช้ีวัด ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว2.1 ม.2/4 - คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี หรือปัญหาที่พบใน ชุมชนหรือสรา้ ง และวศิ วกรรมศาสตร์ นวตั กรรม โดยมีข้ันตอน ดังน้ี • ระบปุ ัญหาในชีวิตประจาวันที่ เก่ียวกับการ แยกสารโดยใช้สมบตั ิ ทางกายภาพ หรอื นวตั กรรมที่ ต้องการพัฒนา โดยใชห้ ลกั การ ดังกลา่ ว • รวบรวมข้อมลู และแนวคิด เก่ียวกบั การแยกสาร โดยใช้สมบัติ ทางกายภาพทส่ี อดคล้องกบั ปัญหา ทรี่ ะบุหรอื นาไปสู่การพัฒนา นวัตกรรมนน้ั • ออกแบบวิธีการแกป้ ัญหาหรอื พฒั นานวตั กรรม ท่ีเกี่ยวกับการ แยกสารในสารผสม โดยใชส้ มบัติ ทางกายภาพ โดยเช่อื มโยงความรู้ ดา้ น วทิ ยาศาสตรค์ ณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและกระบวนการทาง วิศวกรรมรวมท้งั กาหนดและ ควบคมุ ตวั แปรอย่างเหมาะสม ครอบคลุม • วางแผนและดาเนนิ การ แกป้ ัญหา หรอื พัฒนานวัตกรรม รวบรวมข้อมูลจดั กระทาขอ้ มูล และ เลือกวิธีการส่ือความหมายที่ เหมาะสม ในการนาเสนอผล • ทดสอบ ประเมนิ ผลปรบั ปรุง วิธกี ารแก้ปญั หาหรือนวัตกรรมท่ี พฒั นาขนึ้ โดยใชห้ ลักฐาน เชงิ ประจกั ษ์ทรี่ วบรวมได้ • นาเสนอวิธีการแกป้ ญั หา หรือ ผลของนวัตกรรม ท่ีพัฒนาขึ้นและ ผลทีไ่ ดโ้ ดยใชว้ ธิ ีการสอื่ สารท่ี เหมาะสมและนา่ สนใจ ๔. ออกแบบการทดลอง - สารละลายอาจมสี ถานะเป็น และทดลองในการ ของแข็ง ของเหลว และแกส๊ อธบิ ายผลของชนิดตัว สารละลายประกอบดว้ ย ละลายชนดิ ตวั ทา ตวั ทาละลาย และตัวละลาย กรณี

106 รหัสตวั ชี้วัด ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่นิ ละลาย อุณหภมู ทิ ี่มีต่อ สารละลายเกดิ จากสารที่มสี ถานะ สภาพละลายได้ของสาร เดยี วกนั สารทม่ี ีปริมาณมากทสี่ ดุ รวมทัง้ อธิบายผลของ จัดเปน็ ตวั ทาละลายกรณี ความดนั ท่มี ตี ่อสภาพ สารละลายเกิดจากสารทมี่ ีสถานะ ละลายได้ ของสาร โดย ต่างกัน สารทม่ี สี ถานะเดยี วกันกับ ใชส้ ารสนเทศ สารละลายจัดเปน็ ตวั ทาละลาย - สารละลายท่ีตวั ละลายไมส่ ามารถ ละลายในตัว ทาละลายได้อีกที่ อณุ หภูมิหน่งึ ๆ เรียกวา่ สารละลาย อ่มิ ตัว - สภาพละลายได้ของสารในตัวทา ละลาย เป็นคา่ ท่ี บอกปริมาณของ สารที่ละลายได้ในตัวทาละลาย ๑๐๐ กรมั จนไดส้ ารละลายอ่ิมตวั ณ อณุ หภูมิและความดันหนง่ึ ๆ สภาพละลายได้ของสาร บง่ บอก ความสามารถในการละลายไดข้ อง ตวั ละลาย ในตวั ทาละลายซง่ึ ความสามารถในการละลายของสาร ขน้ึ อยูก่ ับชนดิ ของตวั ทาละลายและ ตัวละลายอณุ หภมู แิ ละความดัน - สารชนดิ หน่งึ ๆ มีสภาพละลายได้ แตกตา่ งกันใน ตวั ทาละลายท่ี แตกต่างกนั และสารตา่ งชนิดกัน มี สภาพละลายได้ในตัวทาละลาย หนึง่ ๆไมเ่ ทา่ กัน - เมอื่ อุณหภูมสิ ูงข้นึ สารส่วนมาก สภาพละลายได้ของสารจะเพ่ิมขึ้น ยกเว้นแกส๊ เมื่ออุณหภูมิสูงข้นึ สภาพ การละลายได้จะลดลงสว่ นความดัน มีผล ต่อแก๊สโดยเมื่อความดนั เพิม่ ข้ึนสภาพละลายได้ จะสงู ข้นึ - ความรเู้ กีย่ วกับสภาพละลายได้ ของสาร เมื่อเปล่ยี นแปลงชนิดตวั ละลายตวั ทาละลาย และ อุณหภมู ิ สามารถนาไปใช้ประโยชนใ์ น ชีวติ ประจาวนั เช่น การทาน้าเช่ือม

107 รหสั ตัวช้ีวัด ตัวช้วี ัด สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว2.1 ม.2/5 - เขม้ ขน้ การสกดั สารออกจาก ว2.1 ม.2/6 - สมุนไพรให้ได้ปริมาณมากที่สุด ๕. ระบปุ ริมาณตัว - ความเขม้ ข้นของสารละลาย เป็น ละลายในสารละลาย การระบุปรมิ าณ ตวั ละลายใน ในหน่วย ความเข้มขน้ สารละลาย หนว่ ยความเข้มข้น มี เป็นร้อยละ ปรมิ าตรตอ่ หลายหน่วย ทีน่ ยิ มระบเุ ป็นหนว่ ย ปรมิ าตร มวลต่อมวล เป็นรอ้ ยละปรมิ าตรต่อปริมาตร และมวลตอ่ ปริมาตร มวลตอ่ มวล และมวล ตอ่ ปริมาตร ๖. ตระหนกั ถึง - รอ้ ยละโดยปริมาตรต่อปริมาตร ความสาคัญของการนา เป็นการระบปุ ริมาตรตวั ละลายใน ความรเู้ ร่อื ง ความ สารละลาย ๑๐๐ หน่วยปรมิ าตร เข้มข้นของสารไปใชโ้ ดย เดยี วกนั นิยมใชก้ ับสารละลายท่ี ยกตัวอย่างการใช้ เปน็ ของเหลวหรือแกส๊ - ร้อยละโดยมวลต่อมวลเป็นการ สารละลายใน ชวี ิตประจาวนั อย่าง ระบมุ วล ตวั ละลายในสารละลาย ถูกต้อง และปลอดภัย ๑๐๐ หน่วยมวลเดยี วกนั นิยมใช้ กบั สารละลายทมี่ ีสถานะเป็น ของแขง็ - รอ้ ยละโดยมวลต่อปริมาตร เปน็ การระบมุ วลตวั ละลายใน สารละลาย๑๐๐ หนว่ ยปริมาตร นิยมใช้กบั สารละลายท่ีมตี ัวละลาย เป็นของแข็ง ในตัวทาละลายทีเ่ ป็น ของเหลว - การใช้สารละลาย ใน ชวี ิตประจาวนั ควรพิจารณา จาก ความเขม้ ขน้ ของสารละลาย ข้ึนอยู่ กบั จดุ ประสงค์ของการใช้งานและ ผลกระทบต่อ ส่งิ ชวี ิต และสง่ิ แวดล้อม

108 สำระที่ ๔ เทคโนโลยี มำตรฐำน ว๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม รหัสตวั ชี้วัด ตวั ชวี้ ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ ้องถิน่ ว4.2 ม.2/1 ๑. ออกแบบอัลกอรทิ มึ - แนวคดิ เชิงคานวณ - ที่ใช้แนวคิดเชิงคานวณ - การแกป้ ัญหาโดยใช้แนวคิดเชงิ ในการแก้ปญั หา หรอื คานวณ การทางานทพ่ี บในชวี ติ - ตวั อย่างปัญหา เชน่ การเข้าแถว จรงิ ตามลาดบั ความสูงให้เร็วท่สี ุด จดั เรยี งเสอื้ ให้หาได้ง่ายท่สี ดุ ว4.2 ม.2/2 ๒. ออกแบบและเขยี น - ตวั ดาเนนิ การบลู ีน - โปรแกรมทใ่ี ช้ตรรกะ - ฟงั ก์ชนั และฟังก์ชนั ในการ - การออกแบบและเขยี นโปรแกรม แก้ปญั หา ทีม่ กี ารใช้ตรรกะและฟังก์ชนั - การออกแบบอัลกอริทึมเพื่อ แกป้ ัญหาอาจใช้แนวคดิ เชิงาในการ ออกแบบ เพือ่ ให้ การแก้ปญั หามี ประสทิ ธภิ าพ - การแกป้ ญั หาอยา่ งเปน็ ขนั้ ตอนจะ ชว่ ยใหแ้ ก้ปัญหาได้อยา่ งมี ประสทิ ธิภาพ - ซอฟต์แวรท์ ่ีใช้ในการเขยี น โปรแกรมเชน่ Scratch, python, java, c - ตวั อยา่ งโปรแกรม เช่น โปรแกรม ตดั เกรด หาคาตอบทั้งหมดของ อสมการหลายตวั แปร ว4.2 ม.2/3 ๓. อภิปราย - องค์ประกอบและหลกั การทางาน - องคป์ ระกอบและ ของระบบคอมพิวเตอร์ หลักการทางานของ - เทคโนโลยกี ารส่อื สาร ระบบคอมพวิ เตอรแ์ ละ - การประยกุ ต์ใชง้ านและการ เทคโนโลยีการส่อื สาร แกป้ ัญหาเบ้ืองตน้ เพ่อื ประยกุ ต์ใชง้ านหรอื แกป้ ญั หาเบื้องต้น ว4.2 ม.2/4 ๔. ใช้เทคโนโลยี - ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง - สารสนเทศอยา่ ง ปลอดภัย โดยเลอื กแนวทางปฏิบตั ิ ปลอดภัยมีความ เม่ือพบเน้อื หาทีไ่ มเ่ หมาะสม เช่น รบั ผดิ ชอบ สรา้ งและ แจ้งรายงานผเู้ กี่ยวข้องป้องกันการ

109 รหัสตัวช้ีวดั ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถิน่ แสดงสทิ ธใิ นการ เขา้ มาของข้อมูลทีไ่ มเ่ หมาะสม ไม่ ตอบโต้ไมเ่ ผยแพร่ เผยแพร่ ผลงาน - การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง มคี วามรบั ผดิ ชอบ เชน่ ตระหนักถงึ ผลกระทบในการเผยแพรข่ ้อมูล - การสรา้ งและแสดงสิทธิความเปน็ เจา้ ของผลงาน - การกาหนดสทิ ธกิ ารใช้ขอ้ มูล

110 ตวั ชีว้ ัดสำระกำรเรียนรแู้ กนกลำงและสำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่นิ ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 2 ภำคเรียนท่ี 2 สำระท่ี ๒ วิทยำศำสตร์กำยภำพ มำตรฐำน ว๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุลักษณะการ เคล่อื นทแี่ บบต่างๆ ของวัตถุ รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ รหัสตัวชี้วดั ตัวช้วี ัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ อ้ งถ่ิน ว2.2 ม.2/1 ๑. พยากรณก์ าร - แรงเป็นปริมาณเวกเตอรเ์ มื่อมีแรง - เคลื่อนที่ของวัตถุท่เี ปน็ หลาย ๆ แรงกระทาต่อวัตถแุ ล้วแรง ผลของ แรงลัพธท์ ี่เกิด ลัพธท์ ่ีกระทาต่อวัตถุมีคา่ เป็นศูนย์ จากแรงหลายแรงที่ วัตถจุ ะไม่เปล่ียนแปลงการเคล่ือนที่ กระทาต่อวัตถุ ในแนว แตถ่ า้ แรงลัพธ์ทีก่ ระทาต่อวัตถมุ ีค่า เดยี วกันจากหลกั ฐาน ไมเ่ ป็นศนู ย์ วัตถจุ ะเปลยี่ นแปลง เชิงประจักษ์ การเคล่อื นที่ ว2.2 ม.2/2 ๒. เขยี นแผนภาพแสดง - แรงและแรงลัพธ์ทีเ่ กิด จากแรงหลายแรงที่ กระทาต่อวตั ถุในแนว เดยี วกนั ว2.2 ม.2/3 ๓. ออกแบบการทดลอง - เมอื่ วัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงท่ี - และทดลองด้วยวธิ ี ท่ี ของเหลว กระทาต่อวตั ถใุ นทุก เหมาะสมในการอธิบาย ทศิ ทาง โดยแรงท่ีของเหลว กระทา ปจั จัยทมี่ ผี ลต่อความดัน ตั้งฉากกบั ผวิ วตั ถตุ ่อหน่งึ หนว่ ย ของของเหลว พนื้ ทเ่ี รียกว่าความดนั ของของเหลว - ความดันของของเหลวมี ความสัมพนั ธ์กับความลกึ จากระดับ ผิวหน้าของของเหลว โดยบรเิ วณท่ี ลึกลงไปจากระดับผวิ หน้าของ ของเหลวมากข้นึ ความดนั ของ ของเหลวจะเพ่มิ ขึน้ เน่ืองจาก ของเหลวที่อย่ลู กึ กวา่ จะมนี ้าหนัก ของของเหลว ดา้ นบนกระทา มากกว่า ว2.2 ม.2/4 ๔. วิเคราะหแ์ รงพยุง - เมอ่ื วตั ถอุ ยู่ในของเหลวจะมีแรง - และการจม การลอย พยงุ เน่ืองจากของเหลวกระทาตอ่ ของวตั ถุในของเหลว วัตถโุ ดยมที ิศข้นึ ในแนวดิ่ง การจม จากหลักฐานเชงิ หรอื การลอยของวัตถุขึ้นกบั น้าหนัก ประจกั ษ์ ของ วัตถุและแรงพยงุ ถ้าน้าหนกั

111 รหสั ตัวชี้วดั ตัวชวี้ ดั สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว2.2 ม.2/5 ๕. เขียนแผนภาพแสดง ของวัตถุและแรงพยงุ ของของเหลว - ว2.2 ม.2/6 แรงทีก่ ระทาต่อวตั ถุ ใน มคี า่ เท่ากัน วตั ถุจะลอยน่ิงอยู่ใน - ของเหลว ของเหลว แต่ถา้ น้าหนักของวัตถมุ ี ว2.2 ม.2/7 คา่ มากกว่า แรงพยงุ ของของเหลว - ว2.2 ม.2/8 ๖. อธิบายแรงเสยี ด วัตถจุ ะจม - ว2.2 ม.2/9 ทานสถิตและแรงเสียด - แรงเสียดทานเปน็ แรงทเี่ กดิ ขึ้น - ทานจลน์ จากหลกั ฐาน ระหว่างผิวสัมผสั ของวตั ถุ เพ่ือต้าน ว2.2 ม.2/10 เชิงประจกั ษ์ การเคลือ่ นท่ีของวตั ถนุ นั้ โดยถ้า - ออกแรงกระทาตอ่ วตั ถทุ ีอ่ ยนู่ ่ิงบน ๗. ออกแบบการทดลอง พื้นผวิ ให้เคล่ือนท่ีแรงเสยี ดทานก็ และทดลองด้วยวธิ ที ่ี จะตา้ นการเคลือ่ นที่ ของวตั ถุแรง เหมาะสมในการอธิบาย เสียดทานทเ่ี กดิ ข้ึนในขณะท่ีวัตถุยัง ปัจจัยทม่ี ีผลต่อขนาด ไมเ่ คล่ือนทีเ่ รยี ก แรงเสยี ดทานสถิต ของแรงเสียดทาน แตถ่ า้ วตั ถุกาลังเคล่ือนทแ่ี รงเสยี ด ๘. เขยี นแผนภาพแสดง ทานก็จะทาให้วตั ถุนั้น เคล่อื นทีช่ า้ แรงเสียดทานและแรง ลงหรือหยุดนงิ่ เรยี กแรงเสยี ดทาน อนื่ ๆ ทีก่ ระทาตอ่ วัตถุ จลน์ ๙. ตระหนักถงึ - ขนาดของแรงเสยี ดทานระหว่าง ประโยชน์ของความรู้ ผวิ สมั ผัสของวัตถขุ น้ึ กบั ลักษณะ เร่ืองแรงเสียดทาน โดย ผวิ สมั ผัสและขนาดของ แรง วิเคราะห์สถานการณ์ ปฏกิ ิรยิ าต้ังฉากระหว่างผวิ สมั ผสั ปัญหาและ - กจิ กรรมในชีวติ ประจาวันบาง เสนอแนะ วิธีการลด กิจกรรมต้องการ แรงเสียดทาน หรือเพ่ิมแรงเสียดทานท่ี เช่น การเปดิ ฝาเกลียวขวดน้า การ เป็นประโยชน์ ต่อการ ใช้แผ่นกนั ลืน่ ในหอ้ งนา้ บาง ทากิจกรรมใน กจิ กรรม ไม่ตอ้ งการแรงเสยี ดทาน ชีวติ ประจาวัน เชน่ การลากวัตถุบนพน้ื การใช้ ๑๐. ออกแบบการ น้ามันหลอ่ ลนื่ ในเคร่ืองยนต์ ทดลองและทดลองด้วย - ความรูเ้ รอ่ื งแรงเสยี ดทานสามารถ วธิ ี ทเี่ หมาะสมในการ นาไปใช้ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั ได้ - เม่อื มีแรงที่กระทาต่อวตั ถุโดยไม่ ผา่ นศนู ย์กลาง มวลของวตั ถจุ ะเกดิ

112 รหัสตัวช้ีวดั ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ อธบิ ายโมเมนต์ ของแรง โมเมนต์ของแรง ทาใหว้ ตั ถุ เมื่อวัตถุอยใู่ นสภาพ หมุนรอบศนู ย์กลางมวลของวัตถุนั้น สมดุลตอ่ การหมนุ และ - โมเมนตข์ องแรงเป็นผลคณู ของ คานวณโดยใชส้ มการ แรงทกี่ ระทาต่อ วัตถกุ ับระยะทาง M = Fl จากจุดหมุนไปตง้ั ฉากกับ แนวแรง ว2.2 ม.2/11 ๑๑. เปรยี บเทยี บแหลง่ เมือ่ ผลรวมของโมเมนต์ของแรงมีคา่ - ของสนามแม่เหล็ก เปน็ ศูนย์วตั ถุจะอยู่ในสภาพสมดุล สนามไฟฟา้ และสนาม ตอ่ การหมนุ โดย โมเมนตข์ องแรง โนม้ ถ่วง และทศิ ทาง ในทศิ ทวนเข็มนาฬกิ าจะมีขนาด ของแรงที่กระทาตอ่ เท่ากบั โมเมนต์ของแรงในทศิ ตาม วัตถุทอี่ ยใู่ นแตล่ ะสนาม เข็มนาฬิกา จากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้ - ของเล่นหลายชนิดประกอบด้วย อุปกรณห์ ลายสว่ นท่ใี ช้หลักการ โมเมนต์ของแรง ความรู้เร่ือง โมเมนตข์ องแรงสามารถนาไปใช้ ออกแบบและ ประดิษฐ์ของเล่นได้ ว2.2 ม.2/12 ๑๒. เขียนแผนภาพ - วตั ถทุ ี่มมี วลจะมีสนามโน้มถ่วงอยู่ - แสดงแรงแม่เหล็ก แรง โดยรอบ แรงโนม้ ถว่ งท่ีกระทาต่อ ไฟฟ้าและแรงโน้มถ่วงท่ี วัตถทุ อ่ี ยใู่ นสนามโน้มถว่ งจะมีทศิ กระทาตอ่ วัตถุ พงุ่ เข้าหาวัตถทุ ่เี ป็นแหล่งของสนาม โนม้ ถ่วง - วัตถุที่มปี ระจุไฟฟา้ จะมี สนามไฟฟ้าอยโู่ ดยรอบ แรงไฟฟา้ ท่ี กระทาตอ่ วัตถุที่มปี ระจจุ ะมที ิศพงุ่ เขา้ หาหรือออกจากวัตถทุ มี่ ีประจุที่ เป็นแหล่งของสนามไฟฟา้ โดยรอบ แรงแม่เหลก็ ท่กี ระทาต่อขัว้ แมเ่ หล็ก จะมที ิศพุ่งเข้าหาหรือออกจาก ขั้วแม่เหลก็ ทเี่ ปน็ แหล่ง ของ สนามแม่เหลก็ ว2.2 ม.2/13 ๑๓. วเิ คราะห์ - ขนาดของแรงโนม้ ถว่ ง แรงไฟฟ้า - ความสัมพันธ์ระหว่าง และแรงแม่เหล็ก ท่ีกระทาต่อวตั ถทุ ี่ ขนาดของแรง แมเ่ หล็ก อยใู่ นสนามนนั้ ๆ จะมคี ่าลดลง เมอ่ื แรงไฟฟา้ และแรงโนม้ วัตถุอยหู่ า่ งจากแหล่งของสนามนั้น ถว่ งทกี่ ระทา ต่อวตั ถุที่ ๆ มากข้นึ อยใู่ นสนามนน้ั ๆ กับ ระยะห่างจาก แหลง่

113 รหัสตวั ชี้วัด ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถิ่น ว2.2 ม.2/14 - ของสนามถงึ วัตถุจาก - การเคลอ่ื นท่ีของวตั ถเุ ปน็ การ ว2.2 ม.2/15 ข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ เปลย่ี นตาแหนง่ ของวัตถเุ ทยี บกับ - ตาแหนง่ อ้างอิง โดยมีปริมาณที่ ๑๔. อธบิ ายและ เกีย่ วข้องกบั การเคลอื่ นทซ่ี ่ึงมีท้ัง คานวณอตั ราเร็วและ ปริมาณสเกลารแ์ ละปรมิ าณ ความเร็วของการ เวกเตอร์เชน่ ระยะทาง อัตราเร็ว เคล่ือนที่ของวตั ถโุ ดยใช้ การกระจัด ความเรว็ ปรมิ าณส สมการ เกลาร์ เป็นปริมาณทมี่ ีขนาดเชน่ v = s/t และ v = s/ t ระยะทาง อตั ราเร็ว ปริมาณ จากหลกั ฐานเชิง เวกเตอร์เปน็ ปริมาณที่มที ัง้ ขนาด ประจกั ษ์ และทิศทาง เชน่ การกระจัด ความเร็ว ๑๕. เขยี นแผนภาพ - เขยี นแผนภาพแทนปริมาณ แสดงการกระจัดและ เวกเตอร์ได้ด้วยลกู ศร โดยความยาว ความเรว็ ของลกู ศรแสดงขนาดและหัวลกู ศร แสดงทิศทางของเวกเตอรน์ ้ัน ๆ - ระยะทางเป็นปรมิ าณสเกลารโ์ ดย ระยะทาง เป็นความยาวของ เส้นทางทเี่ คล่ือนที่ได้ - การกระจดั เป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยการกระจดั มีทศิ ชจ้ี ากตาแหน่ง เร่ิมต้นไปยังตาแหนง่ สดุ ท้าย และมี ขนาดเท่ากับระยะท่สี น้ั ทส่ี ุด ระหวา่ งสอง ตาแหน่งน้ัน - อตั ราเร็วเป็นปรมิ าณสเกลารโ์ ดย อตั ราเร็วเปน็ อตั ราส่วนของ ระยะทางต่อเวลา - ความเรว็ ปรมิ าณเวกเตอร์มีทศิ เดยี วกบั ทิศของ การกระจัด โดย ความเร็วเป็นอัตราส่วนของ การ กระจดั ต่อเวลา สำระที่ ๒ วิทยำศำสตร์กำยภำพ มำตรฐำน ว๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้อง กบั เสียงแสง และคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้ังนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

114 รหัสตวั ช้ีวดั ตัวชีว้ ดั สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว2.3 ม.2/1 - ๑. วเิ คราะห์ - เมื่อออกแรงกระทาต่อวัตถุแลว้ ทา ว2.3 ม.2/2 - ว2.3 ม.2/3 สถานการณ์และ ให้วตั ถเุ คลอ่ื นที่ โดยแรงอยใู่ นแนว - ว2.3 ม.2/4 - คานวณเก่ยี วกับงาน เดยี วกบั การเคลื่อนที่ จะเกิดงาน ว2.3 ม.2/5 - และกาลังทเ่ี กดิ จากแรง งานจะมีค่ามากหรอื น้อยขนึ้ กับ ว2.3 ม.2/6 - ทกี่ ระทาต่อวัตถุ โดยใช้ ขนาด ของแรงและระยะทางในแนว สมการ W = Fs และ เดียวกับแรง P=w/p จากข้อมูลที่ - งานท่ที าในหนงึ่ หนว่ ยเวลา รวบรวมได้ เรยี กวา่ กาลงั หลกั การของงาน ๒. วิเคราะหห์ ลักการ นาไปอธิบายการทางานของ ทางานของเคร่ืองกล เครอื่ งกลอย่าง อย่างง่าย จากข้อมลู ที่ ง่ายได้แกค่ าน พื้นเอียงรอกเดี่ยวลมิ่ รวบรวมได้ สกรูล้อและเพลาซึ่งนาไปใช้ ๓. ตระหนกั ถึง ประโยชน์ดา้ นตา่ งๆ ใน ประโยชนข์ องความรู้ ชีวิตประจาวัน ของเครอ่ื งกลอย่างง่าย โดยบอกประโยชน์ และ การประยุกต์ใชใ้ น ชีวิตประจาวนั ๔. ออกแบบและ - พลงั งานจลน์เปน็ พลังงานของวัตถุ ทดลองด้วยวธิ ที ี่ ทเี่ คลอื่ นที่ พลงั งานจลน์จะมีค่ามาก เหมาะสมในการอธบิ าย หรอื นอ้ ยขึ้นกับมวลและ อัตราเร็ว ปัจจัยทม่ี ีผลตอ่ พลังงาน สว่ นพลงั งานศักย์โนม้ ถ่วงเกีย่ วข้อง จลนแ์ ละ พลงั งานศกั ย์ กับ ตาแหนง่ ของวตั ถจุ ะมีค่ามาก โน้มถ่วง หรือน้อยขน้ึ กับ มวลและตาแหน่ง ของวัตถุ เมอื่ วัตถุอยู่ในสนามโน้ม ถว่ ง วัตถุจะมีพลังงานศกั ยโ์ น้มถ่วง พลังงานจลน์และพลงั งานศกั ยโ์ น้ม ถว่ งเป็น พลังงานกล ๕. แปลความหมาย - ผลรวมของพลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วง ขอ้ มลู และอธบิ ายการ และพลังงานจลนเ์ ปน็ พลงั งานกล เปล่ยี นพลังงานระหวา่ ง พลงั งานศักยโ์ น้มถ่วงและ พลังงาน พลังงานศักยโ์ น้มถว่ ง จลนข์ องวัตถหุ นง่ึ ๆ สามารถ และ พลงั งานจลน์ของ เปลย่ี น กลับไปมาได้โดยผลรวมของ วัตถโุ ดยพลงั งานกลของ พลังงานศักยโ์ น้มถ่วง และพลังงาน วตั ถุ มีค่าคงตัวจาก จลน์มีคา่ คงตวั นนั่ คือพลังงานกล ขอ้ มูลท่ีรวบรวมได้ ของวตั ถุมีค่าคงตัว ๖. วเิ คราะห์ - พลังงานรวมของระบบมีคา่ คงตัว สถานการณ์และอธิบาย ซึ่งอาจเปลี่ยน จากพลงั งานหนึ่ง

115 รหสั ตวั ชี้วดั ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถิน่ การเปลีย่ นและการถา่ ย เป็นอีกพลังงานหนึ่ง เชน่ พลงั งาน โอนพลังงานโดยใช้ กฎ กลเปล่ียนเปน็ พลงั งานไฟฟา้ การอนรุ ักษ์พลงั งาน พลงั งานจลนเ์ ปล่ยี นเปน็ พลงั งาน ความร้อน พลงั งานเสียง พลงั งาน แสง เน่อื งมาจาก แรงเสียดทาน พลงั งานเคมใี นอาหารเปล่ียนเป็น พลังงานที่ไปใช้ในการทางานของ ส่งิ มีชวี ติ - นอกจากน้ีพลงั งานยังสามารถถ่าย โอนไปยังอกี ระบบหนงึ่ หรือได้รบั พลังงานจากระบบอื่นได้ เช่น การ ถ่ายโอนความร้อนระหว่างสสาร การถ่ายโอนพลงั งานของการส่ัน ของแหล่งกาเนดิ เสยี ง ไปยงั ผู้ฟงั ท้งั การเปล่ียนพลังงานและการถ่าย โอน พลังงานพลงั งานรวมทง้ั หมดมี ค่าเท่าเดิมตาม กฎการอนุรักษ์ พลงั งาน สำระท่ี 3 วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ มำตรฐำน ว3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณพี บิ ตั ภิ ยั กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลกรวมท้งั ผลต่อ สิง่ มชี ีวติ และส่งิ แวดลอ้ ม รหสั ตัวชี้วดั ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู ้องถน่ิ ว3.2 ม.2/1 ๑. เปรยี บเทยี บ - เช้อื เพลิงซากดึกดาบรรพ์เกิดจาก -แหลง่ เรยี นรเู้ รือ่ งซาก กระบวนการเกดิ สมบัติ การเปล่ยี นแปลงสภาพของซาก ดึกดาบรรพ์ในชุมชน และการใช้ ประโยชน์ ส่งิ มชี ีวิตในอดตี โดยกระบวนการ รวมท้ังอธบิ าย ทางเคมีและธรณีวิทยา เชอ้ื เพลิง ผลกระทบจากการใช้ ซากดกึ ดาบรรพ์ ไดแ้ ก่ ถา่ นหิน หิน เช้อื เพลงิ ซากดึกดา นา้ มัน และปิโตรเลยี มซ่งึ เกิดจาก บรรพ์จากข้อมลู ท่ี วตั ถตุ ้นกาเนิดและภาพแวดล้อม รวบรวมได้ การเกิดทีแ่ ตกตา่ งกนั ทาใหไ้ ด้ชนิด ของเช้ือเพลิง ซากดกึ ดาบรรพ์ท่มี ี ลักษณะ สมบัตแิ ละการนาไปใช้ ประโยชน์แตกต่างกนั สาหรบั ปโิ ตรเลียม จะต้องมีการผ่านการ กล่ันลาดับสว่ นก่อนการใชง้ าน เพอ่ื ใหไ้ ด้ผลติ ภัณฑ์ท่ีเหมาะสมตอ่

116 รหสั ตัวชี้วัด ตวั ชี้วดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว3.2 ม.2/2 - การใชป้ ระโยชน์ เช้ือเพลิงซากดกึ ว3.2 ม.2/3 - ว3.1 ม.2/4 ดาบรรพ์เป็นทรัพยากรทีใ่ ช้แล้ว - หมดไป เนอื่ งจากต้องใชเ้ วลานาน หลายล้านปี จงึ จะเกดิ ข้ึนใหม่ได้ ๒. แสดงความตระหนกั - การเผาไหมเ้ ชื้อเพลิงซากดกึ ดา ถงึ ผลจากการใช้ บรรพ์ในกจิ กรรมต่างๆ ของมนษุ ย์ เชื้อเพลงิ ซากดกึ ดา จะทาใหเ้ กดิ มลพิษทางอากาศ ซ่งึ บรรพ์โดยนาเสนอแนว สง่ ผลกระทบต่อส่ิงมชี วี ติ และ ทางการใชเ้ ช้อื เพลิงซาก สิ่งแวดล้อมนอกจากนี้แก๊สบางชนิด ดกึ ดาบรรพ์ ทเ่ี กิดจากการเผาไหม้ เช้ือเพลิงซาก ดึกดาบรรพ์ เช่น แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ และไนตรสั ออกไซดย์ ังเปน็ แกส๊ เรอื นกระจก ซง่ึ ส่งผลให้เกิดการเปล่ยี นแปลง ภมู ิอากาศ ของโลกรนุ แรงข้นึ ดังนนั้ จึงควรใชเ้ ชอ้ื เพลงิ ซากดึกดา บรรพ์ โดยคานึงถึงผลท่เี กิดข้ึนตอ่ สิ่งมีชีวติ และส่งิ แวดล้อม เชน่ เลอื กใช้พลังงาน ทดแทนหรอื เลอื กใชเ้ ทคโนโลยีท่ีลดการใช้ เชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ ๓. เปรียบเทียบขอ้ ดี - เชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพ์เป็น และข้อจากดั ของ แหล่งพลงั งาน ที่สาคัญในกจิ กรรม พลังงานทดแทนแตล่ ะ ตา่ งๆ ของมนุษยเ์ น่อื งจาก ประเภทจากการ เชือ้ เพลิงซากดึกดาบรรพ์มปี ริมาณ รวบรวมขอ้ มูล และ จากดั และ มักเพิม่ มลภาวะใน นาเสนอแนวทางการใช้ บรรยากาศมากขึน้ จงึ มีการใช้ พลงั งานทดแทน ที่ พลังงานทดแทนมากขน้ึ เช่น เหมาะสมในท้องถิน่ พลังงานแสงอาทติ ย์ พลังงานลม พลงั งานน้า พลังงานชีวมวล พลังงานคลืน่ พลังงานความรอ้ นใต้ พภิ พพลังงานไฮโดรเจน ซ่งึ พลังงาน ทดแทนแต่ละชนดิ จะมีข้อดแี ละ ข้อจากัดทแ่ี ตกต่างกนั ๔. สรา้ งแบบจาลองท่ี - โครงสร้างภายในโลกแบง่ ออกเป็น อธิบายโครงสร้าง ช้นั ตาม องคป์ ระกอบทางเคมีได้แก่ ภายในโลกตาม เปลือกโลก ซง่ึ อยนู่ อกสดุ ประกอบด้วยสารประกอบของ

117 รหัสตวั ชี้วดั ตวั ช้ีวดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว3.2 ม.2/5 องคป์ ระกอบทางเคมี - จากข้อมลู ท่รี วบรวมได้ ซิลกิ อน และอะลมู ิเนียมเป็นหลัก เนอ้ื โลกคือสว่ นทีอ่ ยู่ ใตเ้ ปลือกโลก ๕. อธิบายกระบวนการ ลงไปจนถงึ แกน่ โลก มีองค์ประกอบ ผพุ ังอยู่กบั ที่การกร่อน หลักเป็นสารประกอบของซิลิกอน และการสะสมตวั ของ แมกนีเซยี ม และเหลก็ และแก่นโลก ตะกอนจากแบบจาลอง คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มี รวมทัง้ ยกตวั อย่างผล องค์ประกอบหลักเป็นเหล็กและ ของกระบวนการ นิกเกลิ ซงึ่ แต่ละชั้นมลี กั ษณะ ดังกล่าว ทที่ าใหผ้ วิ โลก แตกตา่ งกนั เกิดการเปลีย่ นแปลง - การผพุ งั อยู่กับท่ีการกร่อนและ การสะสมตวั ของตะกอนเปน็ กระบวนการเปลีย่ นแปลงทาง ธรณีวทิ ยา ทที่ าให้ผวิ โลกเกดิ การ เปล่ยี นแปลง เปน็ ภูมลิ กั ษณ์แบบ ตา่ งๆ โดยมีปจั จัยสาคญั คือ น้า ลม ธารนา้ แข็งแรงโนม้ ถ่วงของโลก ส่งิ มชี ีวติ สภาพอากาศ และปฏิกริ ิยา เคมี - การผุพงั อยู่กบั ท่ีคอื การท่ีหินผพุ งั ทาลายลง ด้วยกระบวนการต่างๆ ไดแ้ ก่ ลม ฟ้า อากาศ กบั นา้ ฝน และรวมทัง้ การกระทาของต้นไม้กับ แบคทเี รยี ตลอดจนการแตกตัวทาง กลศาสตร์ ซงึ่ มีการเพ่ิมและลด อุณหภูมสิ ลบั กัน เป็นตน้ - การกรอ่ น คือ กระบวนการหนึ่ง หรอื หลายกระบวนการทที่ าให้สาร เปลือกโลกหลุดไปละลายไปหรือ กรอ่ นไปโดยมีตวั นาพาธรรมชาติ คือ ลม นา้ และธารน้าแข็ง ร่วมกบั ปจั จยั อนื่ ๆ ไดแ้ ก่ ลมฟา้ อากาศ สารละลาย การขดู ถู การนาพา ท้งั นีไ้ ม่รวมถงึ การพงั ทลายเป็นกลุม่ ก้อน เชน่ แผ่นดินถลม่ ภเู ขาไฟ ระเบิด - การสะสมตัวของตะกอน คือ การ สะสมตวั ของ วัตถจุ ากการนาพา ของ นา้ ลม หรอื ธารนา้ แขง็

118 รหสั ตัวช้ีวดั ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถน่ิ ว3.2 ม.2/6 ๖. อธิบายลักษณะของ - ดินเกดิ จากหนิ ท่ีผุพงั ตาม -ตัวอยา่ งดนิ ในท้องถ่ิน ว3.2 ม.2/7 ว3.2 ม.2/8 ชัน้ หนา้ ตดั ดนิ และ ธรรมชาติผสมคลุกเคล้า กบั กระบวนการเกดิ ดิน อินทรียวัตถุที่ไดจ้ ากการเนา่ เปื่อย จากแบบจาลองรวมท้งั ของซากพชื ซากสตั วท์ ับถมเป็นชั้น ระบุปจั จยั ท่ีทาให้ดนิ มี ๆ บนผิวโลกช้นั ดนิ แบง่ ออกเป็น ลกั ษณะและสมบัติ หลายชน้ั ขนานหรอื เกือบขนานไป แตกต่างกัน กบั ผิวหน้าดนิ แต่ละชั้นมลี กั ษณะ แตกต่างกนั เนอื่ งจากสมบัติทาง กายภาพ เคมชี ีวภาพ และลักษณะ อน่ื ๆ เช่น สีโครงสรา้ ง เน้อื ดิน การ ยดึ ตวั ความเป็นกรด-เบสสามารถ สังเกตได้จากการสารวจภาคสนาม การเรยี กชอ่ื ช้นั ดินหลกั จะใช้อักษร ภาษาอังกฤษตัวใหญ่ ได้แก่ O, A, E, B, C, R - ชัน้ หน้าตดั ดิน เปน็ ช้นั ดนิ ท่ีมี ลักษณะปรากฏใหเ้ หน็ เรียงลาดับ เป็นช้ันจากชนั้ บนสดุ ถึงชั้นลา่ งสดุ - ปจั จยั ท่ีทาให้ดนิ แต่ละทอ้ งถิ่นมี ลกั ษณะและสมบตั ิ แตกต่างกัน ไดแ้ ก่ วัตถุตน้ กาเนิดดิน ภมู อิ ากาศ ส่งิ มชี ีวติ ในดิน สภาพภมู ปิ ระเทศ และระยะเวลา ในการเกิดดนิ ๗. ตรวจวัดสมบัตบิ าง - สมบตั บิ างประการของดนิ เช่น - ประการของดิน โดยใช้ เน้อื ดนิ ความช้ืนดิน ค่าความเป็น เคร่ืองมอื ท่เี หมาะสม กรด-เบส ธาตอุ าหารในดนิ และนาเสนอแนว สามารถนาไปใชใ้ นการตัดสินใจถงึ ทางการใช้ประโยชนด์ นิ แนวทางการใช้ ประโยชน์ที่ดนิ โดย จากข้อมูลสมบัตขิ องดนิ อาจนาไปใช้ประโยชน์ ทาง การเกษตรหรอื อนื่ ๆ ซง่ึ ดินที่ไม่ เหมาะสม ต่อการทาการเกษตร เชน่ ดนิ จืด ดินเปร้ยี ว ดนิ เค็ม และ ดินดานอาจเกิดจากสภาพดินตาม ธรรมชาติ หรือการใช้ประโยชน์ จะต้องปรับปรงุ ใหม้ ี สภาพ เหมาะสม เพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ ๘. อธบิ ายปัจจัยและ - แหลง่ นา้ ผวิ ดินเกิดจากน้าฝนที่ตก - กระบวนการเกิดแหล่ง ลงบนพ้นื โลก ไหลจากทีส่ ูงลงสู่ที่ตา่

119 รหสั ตวั ช้ีวัด ตัวช้วี ดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถิ่น ว3.2 ม.2/9 น้าผวิ ดนิ และแหล่งน้า ดว้ ยแรงโนม้ ถว่ ง การไหล ของนา้ ใต้ดนิ จากแบบจาลอง ทาใหพ้ ืน้ โลกเกิดการกัดเซาะเปน็ รอ่ งนา้ เช่น ลาธารคลองและแม่น้า ซึ่งรอ่ งน้าจะมีขนาด และรูปร่าง แตกต่างกันขึน้ อย่กู ับปริมาณนา้ ฝน ระยะเวลาในการกัดเซาะชนิดดิน และหนิ และลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ เช่นความลาดชัน ความสงู ตา่ ของ พนื้ ที่ เม่ือนา้ ไหลไปยงั บรเิ วณท่ีเปน็ แอ่งจะเกดิ การสะสมตัวเป็นแหลง่ นา้ เชน่ บงึ ทะเลสาบ ทะเลและ มหาสมุทร - แหล่งนา้ ใตด้ นิ เกดิ จากการซึมของ นา้ ผวิ ดนิ ลงไป สะสมตวั ใต้พ้นื โลก ซึง่ แบง่ เป็นน้าในดนิ และ นา้ บาดาล นา้ ในดนิ เป็นนา้ ที่อย่รู ว่ มกบั อากาศ ตามช่องวา่ งระหว่างเมด็ ดนิ ส่วนน้า บาดาล เปน็ น้าท่ีไหลซึมลกึ ลงไป และถูกกักเก็บไว้ในช้ันหินหรอื ชนั้ ดนิ จนอิ่มตวั ไปด้วยนา้ ๙. สร้างแบบจาลองที่ - แหลง่ น้าผวิ ดนิ และแหล่งน้าใตด้ ิน -การใชป้ ระโยชน์จาก อธบิ ายการใช้นา้ และ ถกู นามาใช้ ในกิจกรรมต่างๆ ของ แหล่งนา้ ใต้ดนิ และแหล่ง นาเสนอ แนวทางการใช้ มนุษย์สง่ ผลตอ่ การจัดการ การใช้ นา้ ผวิ ดินภายในชุมชน นา้ อยา่ งยั่งยนื ในท้องถ่นิ ประโยชนน์ า้ และคุณภาพของแหล่ง ของตนเอง น้าเนื่องจากการเพ่ิมขนึ้ ของจานวน ประชากร การใชป้ ระโยชน์พ้ืนท่ีใน ดา้ นตา่ งๆ เช่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอตุ สาหกรรม และ การ เปลย่ี นแปลงภมู อิ ากาศ ทาให้เกิด การเปลีย่ นแปลงปรมิ าณน้าฝนใน พื้นทีล่ ุม่ น้า และแหลง่ นา้ ผิวดินไม่ เพยี งพอสาหรับกจิ กรรม ของมนุษย์ น้าจากแหล่งน้าใต้ดินจงึ ถูกนามาใช้ มากขน้ึ สง่ ผลใหป้ ริมาณน้าใต้ดิน ลดลงมาก จึงต้องมีการจัดการใชน้ า้ อยา่ งเหมาะสมและย่งั ยนื ซึง่ อาจทา ไดโ้ ดยการจัดหาแหลง่ นา้ เพื่อให้มี แหล่งน้าเพยี งพอสาหรบั การ

120 รหสั ตัวช้ีวัด ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ ดารงชวี ติ การจดั สรร และการใช้ นา้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์ และฟืน้ ฟแู หลง่ น้า การป้องกันและ แก้ไขปัญหาคุณภาพนา้ ว3.2 ม.2/10 ๑๐. สรา้ งแบบจาลองท่ี - นา้ ท่วม การกดั เซาะ ชายฝง่ั ดนิ -ภยั พบิ ัตทิ ีเ่ กิดข้นึ ใน อธิบายกระบวนการเกิด ถล่ม หลุมยบุ แผน่ ดินทรุด มี ท้องถน่ิ /จงั หวดั และผลกระทบของนา้ กระบวนการเกดิ และผลกระทบท่ี ท่วม การกดั เซาะ แตกตา่ งกนั ซ่งึ อาจสรา้ งความ ชายฝ่งั ดินถล่ม หลมุ ยบุ เสยี หายรา้ ยแรงแก่ชวี ติ และ แผ่นดินทรดุ ทรัพยส์ ิน - น้าท่วมเกดิ จากพืน้ ทห่ี นึ่งได้รบั ปรมิ าณน้าเกนิ กว่า ทจี่ ะกกั เก็บได้ ทาให้แผ่นดนิ จมอยใู่ ต้น้า โดยขึ้นอยู่ กับปรมิ าณน้าและสภาพทาง ธรณวี ิทยาของพน้ื ที่ - การกัดเซาะชายฝงั่ เป็นระบวน การเปลี่ยนแปลงของชายฝัง่ ทะเลที่ เกิดขนึ้ ตลอดเวลาจากการ กดั เซาะ ของคล่นื หรือลม ทาให้ตะกอนจาก ทีห่ นึง่ ไปตกทับถมในอีกบรเิ วณ หนึ่ง แนวของชายฝั่ง เดมิ จึง เปลยี่ นแปลงไป บริเวณที่มีตะกอน เคลื่อน เข้ามานอ้ ยกว่าปรมิ าณที่ ตะกอนเคล่ือนออกไป ถือวา่ เปน็ บริเวณทีม่ กี ารกัดเซาะชายฝ่ัง - ดนิ ถล่ม เป็นการเคล่ือนทขี่ องมวล ดนิ หรอื หนิ จานวนมากลงตามลาด เขาเนอ่ื งจากแรงโนม้ ถว่ ง ของโลก เปน็ หลัก ซ่ึงเกดิ จากปจั จัยสาคญั ไดแ้ ก่ ความลาดชนั ของพน้ื ท่ีสภาพ ธรณวี ทิ ยา ปริมาณ น้าฝนพชื ปก คลุมดนิ และการใชป้ ระโยชน์พ้นื ที่ - หลุมยุบ คือ แอง่ หรือหลุมบน แผน่ ดนิ ขนาดตา่ งๆ ทีอ่ าจเกดิ จาก การถล่มของโพรงถ้าหนิ ปูน เกลอื หินใตด้ นิ หรือเกิดจากนา้ พัดพา ตะกอน ลงไปในโพรงถา้ หรือธารนา้ ใต้ดิน

121 รหัสตัวช้ีวดั ตัวชวี้ ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถิ่น - แผ่นดินทรุดเกิดจากการยุบตัว ของชั้นดิน หรอื หินรว่ น เม่อื มวล ของแขง็ หรือของเหลวปริมาณมาก ท่รี องรับอยู่ใตช้ น้ั ดินบริเวณน้ันถูก เคลอื่ นย้ายออก ไปโดยธรรมชาติ หรอื โดยการกระทาของมนษุ ย์ สำระท่ี ๔ เทคโนโลยี มำตรฐำน ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วใช้ความรแู้ ละทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และศาสตรอ์ ื่น ๆ เพ่อื แก้ปญั หา หรือพัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย คานงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิง่ แวดลอ้ ม รหัสตัวชี้วัด ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ อ้ งถิ่น ว 4.1 ม.2/1 ๑. คาดการณแ์ นวโนม้ - สาเหตุหรอื ปัจจัยตา่ งๆ เชน่ - เทคโนโลยีทจ่ี ะเกดิ ข้นึ ความกา้ วหนา้ ของศาสตร์ตา่ งๆ การ โดยพิจารณาจากสาเหตุ เปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ หรือปัจจยั ที่สง่ ผลต่อ สงั คม วัฒนธรรมทาให้เทคโนโลยมี ี การเปลี่ยนแปลงของ การเปล่ยี นแปลงตลอดเวลา เทคโนโลยีและวิเคราะห์ - เทคโนโลยีแตล่ ะประเภทมี เปรยี บเทียบ ตดั สนิ ใจ ผลกระทบต่อชวี ติ สังคมและ เลือกใช้เทคโนโลยี โดย สิ่งแวดล้อมท่ีแตกต่างกนั จึงต้อง คานึงถึงผลกระทบที่ วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบขอ้ ดีข้อเสยี เกดิ ขน้ึ ต่อชวี ติ สงั คม และตัดสินใจ เลือกใช้ใหเ้ หมาะสม และส่ิงแวดล้อม ว4.1 ม.2/2 ๒. ระบุปัญหาหรอื - ปญั หาหรือความต้องการในชมุ ชน - ความต้องการในชุมชน หรอื ทอ้ งถิน่ มหี ลายอย่าง ข้นึ กบั หรอื ทอ้ งถิ่น สรปุ กรอบ บรบิ ทหรอื สถานการณ์ ทีป่ ระสบ ของปญั หา รวบรวม เชน่ ดา้ นพลงั งานสิง่ แวดลอ้ ม วิเคราะหข์ ้อมลู และ การเกษตร การอาหาร แนวคิดที่เกี่ยวข้องกบั - การระบุปญั หาจาเปน็ ต้องมีการ ปญั หา วเิ คราะห์ สถานการณ์ของปัญหา เพอ่ื สรุปกรอบของปัญหา แล้ว ดาเนินการสบื ค้น รวบรวมข้อมูล ความรู้ จากศาสตร์ต่างๆ ท่ี เกยี่ วข้อง เพือ่ นาไปสู่การออกแบบ แนวทางการแก้ปญั หา ว 4.1 ม.2/3 ๓ . ออกแบบวธิ ีการ - การวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบและ - แก้ปญั หา โดยวเิ คราะห์ ตัดสินใจ เลือกข้อมลู ทีจ่ าเป็น โดย

122 รหสั ตวั ช้ีวัด ตัวช้ีวดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว4.1 ม.2/4 เปรยี บเทียบ และ - ว4.1 ม.2/5 ตดั สนิ ใจเลอื กขอ้ มูลท่ี คานงึ ถงึ เง่ือนไขและทรัพยากร เชน่ - จาเปน็ ภายใต้เง่ือนไข งบประมาณ เวลา ขอ้ มูล และ และทรัพยากรที่มีอยู่ สารสนเทศ วัสดุเครื่องมือและ นาเสนอ แนวทางการ อุปกรณ์ ชว่ ยให้ได้แนวทางการ แก้ปญั หาให้ผู้อื่นเขา้ ใจ แกป้ ัญหาทีเ่ หมาะสม วางแผน ข้ันตอนการ - การออกแบบแนวทางการ ทางานและดาเนนิ การ แกป้ ญั หาทาได้ หลาก หลายวิธี แกป้ ญั หาอยา่ งเปน็ เช่น การร่างภาพ การเขียน ขัน้ ตอน แผนภาพ การเขียนผังงาน - การกาหนดขัน้ ตอนระยะเวลาใน ๔. ทดสอบ ประเมนิ ผล การทางาน กอ่ นดาเนินการ และอธิบายปญั หาหรอื แก้ปัญหาจะช่วยให้การทางาน ขอ้ บกพร่องที่เกดิ ข้ึน สาเร็จได้ตามเป้าหมาย และลด ภายใต้กรอบเงือ่ นไข ขอ้ ผิดพลาด ของการทางานท่ีอาจ พรอ้ มทั้งหาแนว เกดิ ข้นึ ทางการปรับปรงุ แก้ไข และ นาเสนอผลการ - การทดสอบและประเมนิ ผลเป็น แก้ปญั หา การตรวจสอบ ชน้ิ งานหรอื วิธีการ วา่ สามารถแก้ปัญหาได้ ตาม ๕. ใช้ความรู้และทักษะ วัตถุประสงค์ภายใต้กรอบของ เก่ียวกบั วัสดุอปุ กรณ์ ปญั หา เพื่อหาขอ้ บกพร่อง และ เครือ่ งมือ กลไก ไฟฟา้ ดำเนินการปรับปรงุ ใหส้ ามารถ และอเิ ล็กทรอนิกส์ เพื่อ แก้ไขปญั หาได้ แกป้ ัญหาหรือพัฒนา - การนาเสนอผลงานเป็นการ งานได้อยา่ งถูกต้อง ถา่ ยทอดแนวคิด เพ่อื ให้ผู้อ่ืนเข้าใจ เหมาะสม และ เกีย่ วกับกระบวนการทางาน และ ปลอดภัย ช้นิ งานหรือวธิ กี ารท่ไี ด้ซ่ึงสามารถ ทาไดห้ ลายวิธี เชน่ การเขยี น รายงาน การทาแผ่นนาเสนอผลงาน การจัดนิทรรศการ - วัสดแุ ตล่ ะประเภทมสี มบัติ แตกต่างกนั เชน่ ไม้ โลหะ พลาสติก จึงต้องมีการวเิ คราะห์ สมบัติ เพอื่ เลือกใชใ้ ห้เหมาะสมกบั ลักษณะของงาน การสร้างชน้ิ งาน อาจใช้ความรู้เร่ืองกลไก ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์เช่น LED มอเตอร์ บัซเซอร์ เฟอื ง รอก ล้อ เพลา

123 รหสั ตวั ช้ีวดั ตวั ชวี้ ดั สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถน่ิ - อุปกรณแ์ ละเครื่องมือในการสรา้ ง ชน้ิ งาน หรอื พัฒนาวธิ กี ารมีหลาย ประเภท ตอ้ งเลือกใช้ ให้ถกู ต้อง เหมาะสม และปลอดภยั รวมท้ังรจู้ กั เก็บรักษา

124 ตัวชีว้ ัดสำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำงและสำระกำรเรยี นรทู้ ้องถ่ิน ชนั้ มธั ยมศึกษำปที ่ี 3 ภำคเรยี นท่ี 1 สำระที่ ๑ วิทยำศำสตร์ชีวภำพ มำตรฐำน ว๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสง่ิ ไม่มีชวี ติ กบั ส่งิ มีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลง แทนทใ่ี นระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม แนวทางในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาสงิ่ แวดล้อมรวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถ่ิน ว1.1 ม.3/1 ๑. อธิบายปฏิสัมพันธ์ - ระบบนิเวศประกอบดว้ ย - สวนพฤกษศาสตร์ ขององคป์ ระกอบของ องคป์ ระกอบท่ีมชี วี ิต เชน่ พืช สัตว์ สวนปา่ ในโรงเรียนและ ระบบนิเวศที่ได้จากการ จลุ นิ ทรีย์ และองคป์ ระกอบท่ี ไม่มี ชมุ ชน สารวจ ชวี ิต เชน่ แสง นา้ อุณหภูมแิ ร่ ธาตุ แก๊ส องคป์ ระกอบเหลา่ น้ีมี ปฏิสัมพนั ธ์กนั เช่น พชื ตอ้ งการแสง น้า และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ในการสร้างอาหาร สตั วต์ ้องการ อาหาร และสภาพแวดล้อมท่ี เหมาะสมในการดารงชีวิต เชน่ อุณหภมู ิ ความชืน้ องคป์ ระกอบทง้ั สองส่วนน้ีจะต้องมคี วามสัมพันธ์กนั อยา่ งเหมาะสม ระบบนเิ วศจึงจะ สามารถคงอยตู่ ่อไปได้ ว1.1 ม.3/2 ๒. อธบิ ายรูปแบบ - ส่งิ มีชวี ติ กับสง่ิ มีชีวติ มี ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง ความสัมพันธ์กันในรปู แบบตา่ งๆ สงิ่ มีชวี ิต กบั ส่ิงมีชวี ิต เชน่ ภาวะพึง่ พากันภาวะอิงอาศัย รปู แบบตา่ งๆ ในแหล่ง ภาวะเหยื่อกับผูล้ ่า ภาวะปรสิต ทอ่ี ยเู่ ดียวกัน ที่ได้จาก - สง่ิ มีชวี ติ ชนดิ เดยี วกันท่อี าศัยอยู่ การสารวจ รว่ มกันใน แหล่งที่อยู่เดียวกัน ในชว่ งเวลาเดยี วกนั เรียกวา่ ประชากร - กลมุ่ สิ่งมชี วี ติ ประกอบด้วย ประชากรของส่งิ มีชวี ิตหลาย ๆ ชนดิ อาศัยอยรู่ ว่ มกันในแหล่งท่อี ยู่ เดียวกัน ว1.1 ม.3/3 ๓. สรา้ งแบบจาลองใน - กลุ่มสิง่ มชี ีวติ ในระบบนเิ วศ แบ่ง การอธบิ ายการ ตามหนา้ ที่ไดเ้ ป็น ๓ กลมุ่ ได้แก่ ผผู้ ลติ ผูบ้ รโิ ภค และผู้ย่อยสลาย

125 รหสั ตัวช้ีวดั ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถน่ิ ว1.1 ม.3/4 ถ่ายทอดพลงั งานใน สารอนิ ทรีย์ส่ิงมีชวี ติ ท้ัง ๓ กลุ่มน้ีมี ว1.1 ม.3/5 ว1.1 ม.3/6 สายใยอาหาร ความสัมพันธก์ ัน ผูผ้ ลิตเป็น สิ่งมีชวี ิตทีส่ ร้างอาหารได้เอง โดย กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสง ผ้บู รโิ ภค เป็นสง่ิ มีชวี ิตท่ไี ม่สามารถ สร้างอาหาร ได้เอง และต้องกิน ผู้ผลิตหรือส่งิ มชี วี ิตอน่ื เปน็ อาหาร เมือ่ ผผู้ ลติ และผ้บู ริโภคตายลง จะ ถกู ย่อยโดยผู้ยอ่ ยสลายสารอินทรีย์ ซง่ึ จะเปลยี่ น สารอินทรยี เ์ ปน็ สารอ นนิ ทรียก์ ลบั คนื ส่สู ่ิงแวดล้อม ทาให้ เกิดการหมุนเวียนสารเปน็ วัฏจักร จานวนผผู้ ลิตผู้บรโิ ภคและผู้ย่อย สลายสารอนิ ทรีย์จะต้องมีความ เหมาะสม จึงทาใหก้ ล่มุ สิง่ มีชวี ติ อยู่ ได้อย่างสมดลุ ๔. อธบิ ายความสมั พนั ธ์ - พลงั งานถูกถ่ายทอดจากผูผ้ ลิตไป ของผผู้ ลิต ผบู้ รโิ ภค ยังผู้บริโภค ลาดบั ต่างๆ รวมท้งั ผู้ และผูย้ ่อยสลาย ยอ่ ยสลายสารอินทรยี ใ์ นรปู แบบ สารอินทรยี ์ในระบบ สายใยอาหาร ทปี่ ระกอบดว้ ยโซ่ นเิ วศ อาหารหลายโซท่ ีส่ มั พันธ์กัน ในการ ถา่ ยทอดพลังงานใน โซอ่ าหาร พลังงานที่ถูกถา่ ยทอดไปจะลดลง เรื่อย ๆ ตามลาดบั ของการบริโภค ๕. อธบิ ายการสะสม - การถ่ายทอดพลงั งานในระบบ สารพษิ ในสงิ่ มีชวี ิตใน นิเวศ อาจทาให้ มสี ารพษิ สะสมอยู่ โซอ่ าหาร ในส่ิงมชี วี ิตได้จนอาจก่อใหเ้ กิด ๖. ตระหนกั ถึง อันตรายต่อสิ่งมชี วี ติ และทาลาย ความสมั พันธข์ อง สมดลุ ใน ระบบนเิ วศดงั น้ันการดูแล รกั ษาระบบนิเวศ ใหเ้ กดิ ความ สิ่งมชี วี ติ และ สิ่งแวดล้อมในระบบ สมดุลและคงอยตู่ ลอดไปจึงเป็นส่งิ นเิ วศ โดยไมท่ าลาย สาคญั สมดุลของระบบนเิ วศ สำระท่ี ๑ วิทยำศำสตรช์ วี ภำพ มำตรฐำน ว๑.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร พนั ธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อสิ่งมชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ัฒนาการของ ส่งิ มชี วี ิต รวมท้งั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

126 รหัสตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่นิ ว1.3 ม.3/1 ๑. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ - ลักษณะทางพนั ธุกรรมของ ว1.3 ม.3/2 ว1.3 ม.3/3 ระหวา่ ง ยนี ดีเอน็ เอ สิง่ มีชีวติ สามารถ ถา่ ยทอดจากร่นุ และโครโมโซม โดยใช้ หนงึ่ ไปยงั อีกรนุ่ หนึง่ ไดโ้ ดยมียีน แบบจาลอง เปน็ หน่วยควบคมุ ลกั ษณะทาง พนั ธกุ รรม - โครโมโซมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ และโปรตนี ขดอยู่ในนวิ เคลยี ส ยีน ดีเอน็ เอและโครโมโซม มี ความสมั พนั ธ์กันโดยบางสว่ นของดี เอ็นเอ ทาหนา้ ทีเ่ ป็นยีนท่ีกาหนด ลกั ษณะของส่ิงมีชวี ติ - สิง่ มชี ีวติ ทมี่ โี ครโมโซม ๒ ชดุ โครโมโซมทีเ่ ปน็ คกู่ ัน มกี าร เรยี งลาดบั ของยีนบนโครโมโซม เหมือนกัน เรียกว่า ฮอมอโลกัส โครโมโซม ยีนหนง่ึ ที่อยู่ บนคู่ฮ อมอโลกัสโครโมโซม อาจมีรปู แบบ แตกต่างกัน เรียกแต่ละรูปแบบของ ยีนท่ตี ่างกนั นวี้ ่า แอลลีล ซง่ึ การเขา้ ค่กู นั ของแอลลีลต่างๆ อาจ ส่งผล ทาให้ส่งิ มีชวี ิตมีลกั ษณะทแ่ี ตกตา่ ง กนั ได้ - ส่ิงมชี วี ติ แตล่ ะชนิดมจี านวน โครโมโซมคงทม่ี นุษย์ มีจานวน โครโมโซม ๒๓ คู่ เป็นออโตโซม๒๒ คู่และ โครโมโซมเพศ ๑ คู่เพศหญิง มโี ครโมโซมเพศ เปน็ XX เพศชายมี โครโมโซมเพศเปน็ XY ๒. อธบิ ายการถา่ ยทอด - เมนเดลไดศ้ ึกษาการถ่ายทอด ลกั ษณะทางพันธุกรรม ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ของต้นถัว่ จากการผสมโดย ชนดิ หน่งึ และนามาสหู่ ลักการ พจิ ารณาลักษณะเดียวที่ พ้ืนฐาน ของการถ่ายทอดลกั ษณะ แอลลลี เดน่ ขม่ แอลลี ทางพนั ธุกรรมของสิ่งมีชวี ติ ลดอ้ ยอยา่ งสมบรู ณ์ ๓. อธบิ ายการเกิดจโี น - สิ่งมชี ีวิตทีม่ ีโครโมโซมเป็น ๒ ชดุ ไทปแ์ ละฟโี นไทป์ของ ยนี แต่ละตาแหน่งบนฮอมอโลกสั ลกู และคานวณ โครโมโซมมี ๒ แอลลลี โดยแอลลลี อตั ราส่วนการเกดิ จโี น หนึ่งมาจากพ่อ และอีกแอลลลี มา

127 รหสั ตวั ช้ีวัด ตวั ชี้วดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถ่นิ ว 1.3 ม.3/4 ไทป์ และฟีโนไทป์ของ ว1.3 ม.3/5 รนุ่ ลกู จาก แมซ่ ึ่งอาจมรี ปู แบบเดียวกัน หรอื แตกต่างกัน แอลลีลท่แี ตกต่าง ๔. อธิบายความ กันน้แี อลลลี หนึง่ อาจมกี าร แตกต่างของการแบ่ง แสดงออกข่มอีกแอลลีลหนงึ่ ไดเ้ รยี ก เซลลแ์ บบ ไมโทซสิ และ แอลลลี นัน้ ว่า เป็นแอลลีลเด่น สว่ น ไมโอซสิ แอลลลี ทถี่ กู ขม่ อย่างสมบรู ณ์ เรยี กวา่ เปน็ แอลลีลด้อย ๕. บอกไดว้ า่ การ - เมื่อมกี ารสร้างเซลล์สืบพนั ธุ์แอล เปลย่ี นแปลงของยีน ลลี ท่เี ป็นค่กู ันในแต่ละฮอมอโลกสั หรอื โครโมโซม อาจทา โครโมโซมจะแยกจากกันไปสู่เซลล์ สืบพนั ธุแ์ ตล่ ะเซลล์โดยแต่ละเซลล์ สบื พนั ธุ์ จะไดร้ ับเพียง ๑ แอลลีล และจะมาเข้าคูก่ ับแอลลลี ท่ตี า แหนง่ เดยี วกนั ของอีกเซลล์สบื พนั ธ์ุ หนง่ึ เม่อื เกิดการปฏิสนธิจนเกิดเป็น จีโนไทปแ์ ละ แสดงฟีโนไทปใ์ นรนุ่ ลูก - กระบวนการแบ่งเซลล์ของ ส่งิ มีชวี ิตมี ๒ แบบ คอื ไมโทซิสและ ไมโอซสิ - ไมโทซิส เปน็ การแบง่ เซลลเ์ พอ่ื เพ่มิ จานวนเซลล์ รา่ งกาย ผลจาก การแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ ๒ เซลล์ ที่ มลี ักษณะและจานวนโครโมโซม เหมอื นเซลล์ต้ังตน้ - ไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพ่ือ สร้างเซลล์สืบพนั ธุ์ ผลจากการแบง่ จะได้เซลล์ใหม่ ๔ เซลลท์ ่มี ีจานวน โครโมโซมเป็นครึง่ หน่ึงของเซลลต์ ้งั ตน้ เมอ่ื เกิดการปฏสิ นธขิ องเซลล์ สบื พนั ธ์ุลกู จะได้รับ การถ่ายทอด โครโมโซมชุดหนึ่งจากพ่อและอีก ชดุ หนึง่ จากแม่จงึ เปน็ ผลใหร้ ุน่ ลูกมี จานวนโครโมโซมเทา่ กบั รุน่ พ่อแม่ และจะคงที่ในทกุ ๆ รุ่น - การเปลย่ี นแปลงของยนี หรือ โครโมโซม สง่ ผลให้ เกดิ การ เปลย่ี นแปลงลักษณะทางพนั ธุกรรม

128 รหัสตัวช้ีวดั ตัวชว้ี ดั สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ อ้ งถิน่ ให้เกดิ โรคทาง ของ สิ่งมีชีวติ เชน่ โรคธาลสั ซีเมีย พันธกุ รรม พร้อมท้ัง เกิดจากการเปล่ียนแปลงของยนี ยกตัวอย่างโรคทาง กลมุ่ อาการดาวน์เกิดจากการ พนั ธุกรรม เปลีย่ นแปลงจานวนโครโมโซม ว1.3 ม.3/6 ๖. ตระหนกั ถึง - โรคทางพันธกุ รรมสามารถ ประโยชน์ของความรู้ ถา่ ยทอดจากพ่อแม่ไปสู่ ลูกได้ เรื่องโรคทางพันธุกรรม ดังนั้นก่อนแต่งงานและมีบุตรจึง โดยรูว้ ่าก่อนแตง่ งาน ควรปอ้ งกนั โดยการตรวจและ ควรปรึกษาแพทยเ์ พ่ือ วนิ จิ ฉยั ภาวะเส่ยี งจากการ ถา่ ยทอด ตรวจและวนิ จิ ฉยั ภาวะ โรคทางพันธกุ รรม เสยี่ งของลูกทอ่ี าจเกิด โรคทางพันธกุ รรม ว1.3 ม.3/7 ๗. อธิบายการใช้ - มนษุ ย์เปลย่ี นแปลงพันธกุ รรมของ ประโยชนจ์ ากส่งิ มชี ีวติ ส่ิงมีชวี ติ ตาม ธรรมชาติเพอื่ ใหไ้ ด้ ดดั แปรพนั ธุกรรม และ สง่ิ มีชวี ิตทมี่ ีลักษณะตาม ตอ้ งการ ผลกระทบที่อาจมีต่อ เรียกส่ิงมีชีวติ นว้ี ่า สิ่งมีชวี ิตดดั แปร มนุษย์ และส่ิงแวดลอ้ ม พันธุกรรม โดยใชข้ ้อมูลที่รวบรวม - ในปจั จบุ ันมนษุ ยม์ ีการใช้ ได้ ประโยชน์จากสงิ่ มีชีวติ ดดั แปร ว1.3 ม.3/8 ๘. ตระหนักถงึ พันธุกรรมเปน็ จานวนมาก เช่น การ ประโยชน์และ ผลิต อาหารการผลิตยารกั ษาโรค ผลกระทบของสง่ิ มีชีวติ การเกษตรอย่างไรก็ดี สังคมยังมี ดดั แปรพนั ธกุ รรมท่ีอาจ ความกงั วลเก่ียวกับผลกระทบของ สง่ิ มีชีวิตดัดแปรพันธกุ รรมท่มี ีตอ่ มีต่อมนุษยแ์ ละ สง่ิ แวดล้อม โดยการ สง่ิ มชี วี ิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังทา เผยแพร่ความรู้ท่ีได้จาก การตดิ ตามศกึ ษาผลกระทบ ดงั กลา่ ว การโต้แยง้ ทาง วิทยาศาสตรซ์ ่ึงมีข้อมูล - ความหลากหลายทางชีวภาพมี ๓ ระดบั ได้แก่ ความหลากหลายของ สนับสนนุ ว1.3 ม.3/9 ๙. เปรียบเทียบความ ระบบนเิ วศความหลาก หลายของ หลากหลายทางชีวภาพ ชนดิ สง่ิ มชี ีวติ และความ ในระดับชนดิ ส่งิ มชี ีวติ หลากหลายทางพันธุกรรม ความ ในระบบนิเวศตา่ ง ๆ หลากหลายทางชวี ภาพนม้ี ี ความสาคัญต่อการรักษาสมดุลของ ว1.3 ม.3/10 ๑๐. อธบิ าย ความสาคัญของความ ระบบนิเวศ ระบบนเิ วศทม่ี ีความ หลากหลายทางชวี ภาพ หลากหลายทางชวี ภาพสูง จะรักษา ทมี่ ีตอ่ การรกั ษาสมดุล สมดุลไดด้ กี วา่ ระบบนเิ วศท่ีมีความ

129 รหัสตวั ชี้วัด ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ของระบบนิเวศและต่อ หลากหลายทางชีวภาพตา่ กว่า นอกจากนี้ ความหลากหลายทาง มนษุ ย์ ชวี ภาพยังมคี วามสาคัญ ต่อมนุษย์ ในด้านต่างๆ เชน่ ใชเ้ ป็นอาหาร ยา ว1.3 ม.3/11 ๑๑. แสดงความ รกั ษาโรค วัตถดุ บิ ในอุตสาหกรรม ตา่ งๆ ดังนั้น จงึ เป็นหนา้ ท่ีของทกุ ตระหนักในคณุ คา่ และ คนในการดูแลรักษา ความ หลากหลายทางชีวภาพใหค้ งอยู่ ความสาคญั ของความ หลากหลายทางชีวภาพ โดยมีส่วนร่วม ในการ ดแู ลรกั ษาความ หลากหลายทางชวี ภาพ สำระที่ ๒ วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ มำตรฐำน ว๒.๑ เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัตขิ องสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการ เกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี รหสั ตัวชี้วัด ตวั ชีว้ ัด สำระกำรเรยี นรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรยี นร้ทู ้องถ่ิน ว2.1 ม.3/1 ๑. ระบุสมบัตทิ าง - พอลเิ มอร์เซรามิกสแ์ ละวสั ดุผสม กายภาพและการใช้ เป็นวสั ดุท่ีใช้ มากในชวี ิตประจาวัน ประโยชน์ วสั ดปุ ระเภท - พอลิเมอรเ์ ป็นสารประกอบ พอลิเมอรเ์ ซรามกิ ส์และ โมเลกลุ ใหญ่ ทีเ่ กิดจากโมเลกุลจาน วัสดผุ สม โดยใช้ วนมากรวมตวั กนั ทางเคมี เช่น หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ พลาสติกยาง เส้นใยซึ่งเป็นพอลิ และสารสนเทศ เมอรท์ ่ีมี สมบัติแตกตา่ งกัน โดย ว2.1 ม.3/2 ๒. ตระหนักถึงคุณค่า พลาสติกเป็นพอลเิ มอรท์ ่ี ขน้ึ รูปเป็น -วัสดทุ ใี่ ชใ้ น ของการใช้วสั ดปุ ระเภท รูปทรงตา่ งๆ ไดย้ างยืดหยุ่นได้ ส่วน ชีวิตประจาวัน พอลิเมอรเ์ ซรามกิ ส์และ เส้นใยเปน็ พอลิเมอร์ที่สามารถดึง วัสดุผสม โดยเสนอแนะ เปน็ เส้นยาวได้ พอลเิ มอรจ์ ึงใช้ แนวทางการใชว้ ัสดุ ประโยชนไ์ ด้แตกต่างกัน อยา่ งประหยดั และ - เซรามกิ ส์เป็นวสั ดุทผี่ ลติ จาก ดิน คุ้มค่า หิน ทราย และ แร่ธาตุตา่ งๆ จาก ธรรมชาตแิ ละสว่ นมากจะผา่ น การ เผาที่อุณหภูมสิ ูง เพ่อื ใหไ้ ด้เนื้อสาร ท่ีแข็งแรง เซรามิกส์สามารถทาเปน็ รปู ทรงต่างๆ ได้สมบัติ ทั่วไปของ เซรามิกสจ์ ะแข็ง ทนตอ่ การสึก กรอ่ นและเปราะ สามารถนาไปใช้ ประโยชน์ได้เชน่ ภาชนะที่เป็น เครื่องปน้ั ดนิ เผาช้นิ ส่วน อิเล็กทรอนิกส์

130 รหสั ตัวช้ีวัด ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรยี นร้ทู อ้ งถน่ิ ว2.1 ม.3/3 - วสั ดผุ สมเปน็ วัสดุที่เกิดจากวสั ดุ ว2.1 ม.3/4 ตงั้ แต่ ๒ ประเภท ทีม่ ีสมบัติ ว2.1 ม.3/5 ว2.1 ม.3/6 แตกต่างกันมารวมตัวกนั เพื่อ นาไปใช้ ประโยชน์ไดม้ ากข้ึน เช่น เสอ้ื กันฝนบางชนิด เปน็ วัสดุผสม ระหวา่ งผา้ กบั ยางคอนกรตี เสริม เหล็กเป็นวัสดผุ สมระหวา่ งคอนกรีต กับเหลก็ - วสั ดบุ างชนิดสลายตัวยากเชน่ พลาสตกิ การใช้ วัสดอุ ยา่ งฟุ่มเฟือย และไมร่ ะมัดระวงั อาจก่อปัญหาต่อ ส่ิงแวดลอ้ ม ๓. อธิบายการ - การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมหี รือการ - เกิดปฏิกริ ิยาเคมรี วมถึง เปลย่ี นแปลงทาง เคมีของสาร เป็น การจัด เรยี งตวั ใหมข่ อง การเปล่ียนแปลงท่ีทาให้เกิด สาร อะตอมเมอ่ื เกิดปฏกิ ริ ิยา ใหม่ โดยสารท่เี ขา้ ทาปฏิกริ ยิ า เคมี โดยใชแ้ บบจาลอง เรยี กว่าสารตัง้ ตน้ สารใหมท่ ีเ่ กดิ ขึ้น และสมการขอ้ ความ จากปฏิกิรยิ า เรียกว่า ผลติ ภณั ฑ์ การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมสี ามารถเขียน แทนได้ดว้ ย สมการข้อความ - การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีอะตอมของ สารตงั้ ตน้ จะมีการจัดเรยี งตัวใหม่ ได้เปน็ ผลิตภัณฑ์ซ่ึงมสี มบัติแตกต่าง จากสารต้ังต้น โดยอะตอมแต่ละ ชนิด กอ่ นและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมี มีจานวนเท่ากนั ๔. อธบิ ายกฎทรงมวล - เมื่อเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีมวลรวมของ - โดยใชห้ ลักฐานเชงิ สารต้ังตน้ เทา่ กับมวลรวมของ ประจกั ษ์ ผลติ ภัณฑซ์ ึง่ เป็นไปตาม กฎทรง มวล ๕. วิเคราะหป์ ฏกิ ริ ยิ า - เมอื่ เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีมีการถ่าย - ดดู ความรอ้ น และ โอนความร้อน ควบคูไ่ ปกบั การ ปฏิกิรยิ าคายความร้อน จัดเรียงตัวใหมข่ องอะตอมของสาร จากการเปลย่ี นแปลง ปฏกิ ิรยิ าท่ีมกี ารถา่ ยโอนความรอ้ น พลังงานความร้อนของ จากสิง่ แวดลอ้ ม เขา้ สู่ระบบเป็น ปฏิกริ ยิ า ปฏิกริ ยิ าดูดความร้อน ปฏกิ ิริยาทมี่ ี ๖. อธิบายปฏิกริ ิยาการ การถา่ ยโอนความรอ้ นจากระบบ -ตวั อย่างปฏกิ ิริยาใน เกดิ สนมิ ของเหลก็ ออกสู่สง่ิ แวดลอ้ มเป็นปฏกิ ิรยิ าคาย ชวี ิตประจาวัน

131 รหัสตวั ชี้วัด ตัวชี้วดั สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ อ้ งถ่นิ ปฏิกริ ยิ า ของกรดกบั ความรอ้ น โดยใชเ้ คร่ืองมือที่ โลหะปฏิกริ ยิ าของกรด เหมาะสมในการวัดอุณหภูมเิ ช่น กับเบสและ ปฏกิ ิรยิ า เทอรม์ อมิเตอรห์ ัววดั ท่ีสามารถ ของเบสกบั โลหะ โดยใช้ ตรวจสอบ การเปล่ยี นแปลงของ หลักฐานเชงิ ประจักษ์ อณุ หภูมไิ ดอ้ ยา่ งต่อเน่ือง และอธิบายปฏิกิรยิ า - ปฏิกิรยิ าเคมที ี่พบใน การเผาไหม้ การเกิดฝน ชีวิตประจาวนั มหี ลายชนิด เชน่ กรด การสังเคราะหด์ ว้ ย ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหมก้ ารเกดิ สนิม แสง โดยใชส้ ารสนเทศ ของเหล็กปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ รวมท้ังเขียนสมการ ปฏกิ ริ ิยาของกรดกบั เบส ปฏกิ ริ ยิ า ข้อความแสดงปฏิกิริยา ของเบสกับโลหะการเกดิ ฝนกรด ดงั กล่าว การสังเคราะห์ด้วยแสงปฏิกริ ิยาเคมี สามารถ เขยี นแทนได้ดว้ ยสมการ ข้อความซึง่ แสดงชื่อของสารต้ังตน้ และผลิตภณั ฑ์ เช่น เช้ือเพลิง + ออกซเิ จน → คาร์บอนไดออกไซด+์ นา้ ปฏิกิรยิ า การเผาไหมเ้ ปน็ ปฏิกิรยิ าระหว่าง สารกับออกซเิ จน สารท่ี เกิดปฏกิ ิริยาการเผาไหมส้ ่วนใหญ่ เป็นสารประกอบท่มี ีคาร์บอนและ ไฮโดรเจนเปน็ องค์ประกอบ ซึ่งถา้ เกิดการเผาไหม้ อย่างสมบรู ณ์จะได้ ผลิตภณั ฑ์เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้า - การเกดิ สนิมของเหลก็ เกิดจาก ปฏกิ ริ ิยาเคมี ระหวา่ งเหล็ก นา้ และออกซิเจน ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์ เป็น สนมิ ของเหล็ก - ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้และการเกิด สนมิ ของเหล็ก เปน็ ปฏกิ ิริยา ระหวา่ งสารต่างๆ กบั ออกซเิ จน - ปฏิกริ ิยาของกรดกบั โลหะกรดทา ปฏกิ ริ ยิ ากับ โลหะไดห้ ลายชนิด ได้ ผลติ ภัณฑเ์ ปน็ เกลือของ โลหะและ แก๊สไฮโดรเจน - ปฏิกริ ยิ าของกรดกบั สารประกอบ คารบ์ อเนต ได้ผลติ ภณั ฑ์เป็นแก๊ส

132 รหสั ตัวช้ีวัด ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรยี นรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว2.1 ม.3/7 - คาร์บอนไดออกไซด์ เกลอื ของโลหะ ว2.1 ม.3/8 - และนา้ - ปฏิกริ ิยาของกรดกับเบสได้ ผลิตภัณฑเ์ ป็นเกลอื ของโลหะและ นา้ หรืออาจได้เพียงเกลือของโลหะ ๗. ระบปุ ระโยชนแ์ ละ - ปฏกิ ิรยิ าของเบสกับโลหะบาง โทษของปฏิกริ ยิ าเคมี ท่ี ชนดิ ไดผ้ ลิตภัณฑ์ เป็นเกลอื ของ มีต่อสงิ่ มีชวี ติ และ เบสและแก๊สไฮโดรเจน ส่งิ แวดลอ้ ม และ - การเกิดฝนกรด เปน็ ผลจาก ยกตัวอย่าง วิธีการ ปฏิกิรยิ าระหวา่ ง นา้ ฝนกับออกไซด์ ป้องกันและแกป้ ัญหาท่ี ของไนโตรเจน หรือออกไซด์ ของ เกิดจากปฏิกริ ิยาเคมี ที่ ซลั เฟอร์ทาใหน้ า้ ฝนมสี มบัตเิ ปน็ พบในชวี ิตประจาวัน กรด จากการสืบคน้ ข้อมูล - การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ๘. ออกแบบวธิ ี เป็นปฏิกริ ยิ าระหวา่ งแก๊ส แกป้ ญั หาใน คาร์บอนไดออกไซด์กับนา้ โดยมี ชวี ติ ประจาวัน โดยใช้ แสงช่วยในการเกิดปฏิกริ ยิ า ได้ ความรเู้ กยี่ วกบั ปฏกิ ริ ยิ า ผลติ ภัณฑเ์ ป็น นา้ ตาลกลโู คสและ เคมี โดยบูรณาการ ออกซิเจน - ปฏกิ ิรยิ าเคมีที่พบใน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ชีวติ ประจาวนั มที ้ังประโยชน์และ เทคโนโลยีและ โทษต่อส่งิ มชี วี ติ และสิ่งแวดล้อม จงึ วศิ วกรรมศาสตร์ ต้องระมดั ระวงั ผลจากปฏกิ ิรยิ าเคมี ตลอดจนรู้จักวธิ ี ปอ้ งกนั และ แกป้ ญั หาท่เี กิดจากปฏิกริ ิยาเคมที ่ี พบ ในชีวิตประจาวนั - ความรเู้ กยี่ วกับปฏกิ ิริยาเคมี สามารถนาไปใช้ประโยชน์ใน ชวี ิตประจาวนั และสามารถบูรณา การ กบั คณิตศาสตร์เทคโนโลยแี ละ วศิ วกรรมศาสตร์เพ่ือใชป้ รับปรุง ผลติ ภัณฑ์ใหม้ คี ุณภาพ ตาม ตอ้ งการหรอื อาจสรา้ งนวัตกรรม เพอื่ ป้องกัน และแกป้ ญั หาท่ีเกิดข้ึน จากปฏิกริ ิยาเคมีโดยใช้ ความรู้ เกย่ี วกับปฏิกิรยิ าเคมี เชน่ การ เปลี่ยนแปลง พลงั งานความร้อนอนั

133 รหสั ตวั ช้ีวัด ตวั ช้วี ัด สำระกำรเรียนรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถ่นิ เนอื่ งมาจากปฏิกิรยิ าเคมีการเพมิ่ ปรมิ าณผลผลติ สำระที่ ๔ เทคโนโลยี มำตรฐำน ว๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ รู้เทา่ ทัน และมีจริยธรรม รหัสตัวช้ีวดั ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรทู้ ้องถิน่ ว4.2 ม.3/1 ๑. พฒั นาแอปพลเิ คชัน - ข้ันตอนการพฒั นาแอปพลิเคชัน - ที่มีการบูรณาการกบั - Internet of Things (IoT) วิชาอ่นื อยา่ งสร้างสรรค์ - ซอฟตแ์ วรท์ ี่ใชใ้ นการพฒั นาแอป พลเิ คชนั เช่น Scratch, python, java, c, AppInventor - ตวั อย่างแอปพลเิ คชัน เชน่ โปรแกรมแปลง สกลุ เงนิ โปรแกรม ผันเสียงวรรณยุกตโ์ ปรแกรม จาลองการแบ่งเซลล์ระบบรดนา้ อัตโนมัติ ว4.2 ม.3/2 ๒. รวบรวมข้อมูล - การรวบรวมขอ้ มลู จาก - ประมวลผล ประเมินผล แหล่งขอ้ มูลปฐมภูมิและทตุ ยิ ภมู ิ นาเสนอ ข้อมูลและ ประมวลผล สร้างทางเลอื ก สารสนเทศตาม ประเมินผล จะทาใหไ้ ด้สารสนเทศ วัตถปุ ระสงคโ์ ดยใช้ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา หรอื การ ซอฟตแ์ วรห์ รอื บรกิ าร ตัดสนิ ใจได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ บนอินเทอรเ์ น็ตท่ี - การประมวลผลเปน็ การกระทากบั หลากหลาย ข้อมูล เพื่อให้ไดผ้ ลลัพธ์ท่มี ี ความหมายและมีประโยชน์ต่อการ นาไปใชง้ าน - การใช้ซอฟตแ์ วร์หรือบริการบน อินเทอร์เน็ต ทีห่ ลากหลายในการ รวบรวมประมวลผล สร้างทางเลอื ก ประเมนิ ผล นาเสนอ จะช่วยให้ แก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ถกู ต้อง และแมน่ ยา - ตวั อย่างปญั หา เชน่ การเลือกโปร โมชันโทรศัพท์ ใหเ้ หมาะกบั พฤติกรรมการใช้งาน สินคา้ เกษตร

134 รหสั ตัวช้ีวดั ตัวช้ีวัด สำระกำรเรียนร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว4.2 ม.3/3 - ๓. ประเมินความ ทต่ี อ้ งการและสามารถปลูกได้ใน ว4.2 ม.3/4 น่าเชื่อถอื ของข้อมลู สภาพดนิ ของท้องถิ่น - วิเคราะห์สอ่ื และ ผลกระทบจากการให้ - การประเมินความน่าเช่อื ถอื ของ ขา่ วสารทผี่ ิด เพ่ือการ ขอ้ มลู เชน่ ตรวจสอบและยืนยัน ใชง้ านอย่างรู้เทา่ ทัน ขอ้ มูล โดยเทยี บเคียงจาก ขอ้ มลู หลายแหล่งแยกแยะข้อมลู ที่เปน็ ๔. ใชเ้ ทคโนโลยี ขอ้ เทจ็ จรงิ และข้อคดิ เห็นหรือ สารสนเทศอย่าง ใช้PROMPT ปลอดภยั และมีความ - การสบื คน้ หาแหล่งตน้ ตอของ รับผิดชอบตอ่ สงั คม ขอ้ มลู ปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย - เหตุผลวบิ ัต(ิ logical fallacy) เก่ียวกับคอมพิวเตอรใ์ ช้ - ผลกระทบจากข่าวสารทผี่ ดิ พลาด ลิขสิทธข์ิ องผู้อ่นื โดย - การรู้เทา่ ทันสอื่ เชน่ การ ชอบธรรม วเิ คราะหถ์ งึ จุดประสงค์ ของข้อมูล และผใู้ ห้ข้อมูล ตคี วามแยกแยะ เนอื้ หา สาระของส่ือเลอื กแนว ปฏิบัตไิ ดอ้ ย่างเหมาะสม เมื่อพบ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ - การใชเ้ ทคโนโลยีสรสนเทศอย่าง ปลอดภัย เช่น การทาธรุ กรรม ออนไลน์การซื้อสนิ คา้ ซื้อซอฟต์แวร์ คา่ บรกิ ารสมาชกิ ซ้ือไอเทม็ - การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ ง มีความรับผดิ ชอบ เชน่ ไมส่ ร้างข่าว ลวง ไม่แชร์ขอ้ มลู โดยไม่ตรวจสอบ ข้อเทจ็ จรงิ - กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ - การใช้ลขิ สิทธข์ิ องผู้อน่ื โดยชอบ ธรรม (fair use)

135 ตัวช้วี ดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำงและสำระกำรเรียนรู้ท้องถิน่ ช้ันมัธยมศึกษำปที ี่ 3 ภำคเรยี นท่ี 2 สำระที่ ๒ วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ มำตรฐำน ว๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ีเก่ียวข้อง กบั เสียงแสง และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ รหสั ตวั ช้ีวัด ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรียนรูแ้ กนกลำง สำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถน่ิ ว2.3 ม.3/1 ๑. วิเคราะห์ - เมือ่ ต่อวงจรไฟฟา้ ครบวงจรจะมี - ความสัมพันธ์ระหวา่ ง กระแสไฟฟา้ ออกจากข้วั บวกผ่าน ความต่างศักย์ วงจรไฟฟ้าไปยังข้วั ลบของ กระแสไฟฟา้ และความ แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ ซง่ึ วัดค่าได้จาก ต้านทาน และคานวณ แอมมเิ ตอร์ ปริมาณทเ่ี ก่ียวข้องโดย - ค่าท่บี อกความแตกตา่ งของ ใช้สมการ V = IR จาก พลงั งานไฟฟา้ ต่อหน่วยประจุ หลักฐานเชิงประจกั ษ์ ระหวา่ งจุด ๒ จุดเรยี กวา่ ความตา่ ง ว2.3 ม.3/2 ๒. เขียนกราฟ ศักย์ ซงึ่ วัดค่าได้จากโวลตม์ เิ ตอร์ - ความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง - ขนาดของกระแสไฟฟา้ มคี า่ แปร กระแสไฟฟ้า และความ ผันตรงกบั ความตา่ งศกั ยร์ ะหว่าง ตา่ งศกั ย์ไฟฟ้า ปลายทงั้ สองของตวั นา โดย ว2.3 ม.3/3 ๓. ใชโ้ วลต์มิเตอร์ อตั ราส่วนระหวา่ งความต่างศักย์ - แอมมิเตอร์ในการวดั และกระแสไฟฟ้า มีค่าคงท่ี เรียก ปริมาณทาง ไฟฟ้า คา่ คงท่ีน้วี ่า ความตา้ นทาน ว2.3 ม.3/4 ๔. วิเคราะหค์ วามต่าง - ในวงจรไฟฟา้ ประกอบด้วย - ศักยไ์ ฟฟา้ และ แหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ สายไฟฟา้ และ กระแสไฟฟา้ ใน อปุ กรณ์ไฟฟา้ โดยอุปกรณ์ไฟฟา้ วงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตัว แตล่ ะช้ินมีความต้านทาน ในการต่อ ต้านทานหลายตัว แบบ ตวั ต้านทาน หลายตัว มีทง้ั ตอ่ แบบ อนกุ รมและแบบขนาน อนกุ รมและแบบขนาน จากหลกั ฐานเชงิ - การต่อตวั ต้านทานหลายตวั แบบ ประจกั ษ์ อนกุ รมในวงจรไฟฟา้ ความต่าง ว2.3 ม.3/5 ๕. เขยี นแผนภาพ ศกั ยท์ ี่คร่อมตัวต้านทาน แตล่ ะตัวมี - วงจรไฟฟ้าแสดงการตอ่ ค่าเท่ากบั ผลรวมของความต่างศักย์ ตวั ตา้ นทาน แบบ ทคี่ ร่อม ตัวตา้ นทานแตล่ ะตวั โดย อนกุ รมและขนาน กระแสไฟฟา้ ทผี่ า่ นตวั ตา้ นทานแต่ ละตวั มีค่าเทา่ กัน ว2.3 ม.3/6 ๖. บรรยายการทางาน - การตอ่ ตัวตา้ นทานหลายตวั แบบ - ของชน้ิ ส่วน ขนานในวงจร ไฟฟา้ กระแสไฟฟ้าท่ี

136 รหัสตัวช้ีวัด ตวั ชีว้ ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรยี นรูท้ อ้ งถ่นิ ว2.3 ม.3/7 อเิ ลก็ ทรอนิกส์อยา่ งง่าย ผา่ นวงจรมคี ่าเท่ากับผลรวม ของ ว2.3 ม.3/8 ว2.3 ม.3/9 ในวงจรจากข้อมูลที่ กระแสไฟฟา้ ท่ีผา่ นตัวตา้ นทานแต่ รวบรวมได้ ละตัว โดยความต่างศักยท์ ี่คร่อมตวั ตา้ นทานแต่ละตัว มคี า่ เท่ากนั ๗. เขยี นแผนภาพและ - ชน้ิ สว่ นอิเล็กทรอนกิ ส์มีหลายชนดิ - ต่อชน้ิ สว่ น เช่น ตัวต้านทาน ไดโอด อเิ ล็กทรอนกิ ส์อย่างง่าย ทรานซิสเตอรต์ วั เกบ็ ประจุโดย ในวงจรไฟฟา้ ชิน้ ส่วน แต่ละชนิดทาหน้าที่ แตกตา่ งกนั เพ่ือให้วงจร ทางานได้ ตามต้องการ - ตวั ต้านทานทาหนา้ ทีค่ วบคุม ปรมิ าณกระแสไฟฟ้า ในวงจรไฟฟ้า ไดโอดทาหน้าท่ีให้กระแสไฟฟ้า ผ่านทางเดียวทรานซสิ เตอรท์ า หน้าท่เี ปน็ สวติ ช์ ปิดหรือเปดิ วงจรไฟฟ้าและควบคมุ ปริมาณ กระแสไฟฟา้ ตัวเก็บประจทุ าหนา้ ท่ี เก็บและคายประจุไฟฟ้า - เคร่ืองใช้ไฟฟ้าอยา่ งง่าย ประกอบดว้ ยช้ินสว่ นอเิ ลก็ ทรอนิกส์ หลายชนิดท่ีทางานร่วมกนั การต่อ วงจรอิเลก็ ทรอนกิ ส์โดยเลอื กใช้ ชน้ิ สว่ นอิเล็กทรอนิกส์ท่เี หมาะสม ตามหนา้ ที่ของชน้ิ สว่ น นนั้ ๆ จะ สามารถทาใหว้ งจรไฟฟา้ ทางานได้ ตามตอ้ งการ ๘. อธบิ ายและคานวณ - เครื่องใชไ้ ฟฟ้าจะมีคา่ กาลังไฟฟา้ -การคานวณการใช้ พลังงานไฟฟา้ โดยใช้ และความตา่ งศักย์ กากับไว้กาลงั พลงั งานไฟฟา้ บา้ นของ สมการ W = Pt รวมท้งั ไฟฟ้ามีหนว่ ยเปน็ วัตตค์ วามต่าง ตนเอง คานวณคา่ ไฟฟา้ ของ ศกั ย์ มหี น่วยเป็นโวลตค์ ่าไฟฟ้าส่วน เคร่อื งใช้ ไฟฟา้ ในบ้าน ใหญค่ ดิ จากพลังงานไฟฟ้าทใี่ ช้ ทั้งหมดซึง่ หาได้จากผลคูณ ของ กาลังไฟฟา้ ในหน่วยกิโลวตั ต์กับ เวลาใน หน่วยชวั่ โมง พลงั งานไฟฟา้ มีหนว่ ยเป็น กโิ ลวัตตช์ ่ัวโมงหรอื หนว่ ย ๙. ตระหนักในคุณคา่ - วงจรไฟฟา้ ในบ้านมีการต่อ - ของการเลือกใช้ เครอื่ งใช้ไฟฟา้ แบบขนานเพ่อื ให้

137 รหสั ตัวชี้วดั ตวั ชว้ี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ เคร่ืองใช้ไฟฟ้าโดย ความต่างศักย์เทา่ กนั การใช้ นาเสนอวิธีการใช้ เครอื่ งใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจาวันตอ้ ง เครอ่ื งใช้ไฟฟ้า อย่าง เลอื กใชเ้ คร่ืองใช้ไฟฟ้า ทม่ี ีความตา่ ง ประหยดั และปลอดภยั ศักยแ์ ละกาลงั ไฟฟา้ ให้เหมาะกบั การใช้งาน และการใช้ เคร่ืองใช้ไฟฟ้าและอปุ กรณ์ไฟฟ้า ตอ้ งใช้อย่างถูกต้องปลอดภัย และ ประหยดั ว2.3 ม.3/10 ๑๐. สร้างแบบจาลองท่ี - คลืน่ เกิดจากการสง่ ผา่ นพลงั งาน - อธบิ ายการเกิดคล่ืน โดยอาศัยตัวกลางและไมอ่ าศัย และบรรยาย ตวั กลาง ในคล่ืนกล พลังงานจะถูก ส่วนประกอบของคล่ืน ถ่ายโอนผา่ นตวั กลางโดยอนภุ าค ของตัวกลาง ไม่เคลอ่ื นท่ไี ปกับคลื่น คล่ืนทแ่ี ผ่ออกมาจาก แหลง่ กาเนดิ คลนื่ อยา่ งต่อเน่ืองและมีรปู แบบท่ี ซา้ กัน บรรยายได้ด้วยความยาว คลืน่ ความถ่ี แอมพลจิ ูด ว2.3 ม.3/11 ๑๑. อธบิ ายคลน่ื - คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าเป็นคลืน่ ท่ไี ม่ - แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าและ อาศัยตวั กลาง ในการเคล่ือนท่ีมี สเปกตรมั คลื่นแม่เหลก็ ความถ่ตี ่อเนือ่ งเปน็ ช่วงกว้างมาก ไฟฟ้าจากขอ้ มลู ที่ เคลือ่ นทใี่ นสญุ ญากาศดว้ ยอัตราเรว็ รวบรวมได้ เทา่ กัน แต่จะ ว2.3 ม.3/12 ๑๒. ตระหนกั ถงึ - เคล่ือนท่ดี ้วยอัตราเร็วต่างกันใน - ประโยชนแ์ ละอนั ตราย ตวั กลางอ่นื คลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าแบง่ จาก คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ ออกเปน็ ชว่ งความถี่ต่างๆ เรียกวา่ โดยนาเสนอการใช้ สเปกตรมั ของคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้า ประโยชนใ์ นดา้ นตา่ งๆ แตล่ ะ ชว่ งความถ่มี ชี ่ือเรยี กต่างกัน และอันตรายจากคลื่น ไดแ้ ก่คลนื่ วทิ ยุ ไมโครเวฟ แม่เหล็กไฟฟา้ ใน อินฟราเรด แสงที่มองเห็น ชีวิตประจาวัน อลั ตราไวโอเลต รงั สีเอกซแ์ ละรังสี แกมมา ซ่ึงสามารถนาไปใช้ ประโยชนไ์ ด้ - เลเซอร์เป็นคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ ท่มี ี ความยาวคลน่ื เดยี ว เป็นลาแสง ขนานและมคี วามเขม้ สงู นาไปใช้ ประโยชน์ในดา้ นตา่ งๆ เช่น ด้าน การส่อื สาร มกี ารใช้เลเซอร์สาหรบั ส่งสารสนเทศผ่าน เส้นใยนาแสง

138 รหัสตัวช้ีวดั ตัวชวี้ ัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ โดยอาศยั หลักการการสะท้อนกลบั หมดของแสง ด้านการแพทยใ์ ช้ใน การผ่าตดั - คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านอกจากจะ สามารถนาไปใช้ ประโยชนแ์ ล้ว ยัง มีโทษตอ่ มนษุ ยด์ ว้ ย เชน่ ถา้ มนุษย์ ไดร้ ับรังสอี ลั ตราไวโอเลตมากเกนิ ไป อาจจะทาให้เกิดมะเร็งผวิ หนงั หรอื ถ้าได้ รงั สแี กมมาซึ่งเป็นคลื่น แม่เหลก็ ไฟฟา้ ที่มีพลงั งานสูง และ สามารถทะลุผา่ นเซลล์และอวัยวะ ได้ อาจทาลายเน้อื เยื่อหรอื อาจทา ใหเ้ สียชีวติ ได้ เมื่อได้รบั รงั สีแกมมา ในปริมาณสูง ว2.3 ม.3/13 ๑๓. ออกแบบการ - เมื่อแสงตกกระทบวตั ถจุ ะเกิดการ - ทดลองและดาเนินการ สะท้อนซึ่งเป็น ไปตามกฎการ ทดลองด้วยวิธีท่ี สะทอ้ นของแสง โดยรงั สตี กกระทบ เหมาะสมในการอธิบาย เส้นแนวฉากรงั สีสะท้อนอยใู่ นระ กฎการสะท้อนของแสง นาบเดยี วกัน และมุมตกกระทบ ว2.3 ม.3/14 ๑๔. เขียนแผนภาพการ เทา่ กับมุมสะท้อน ภาพจากกระจก - เคล่ือนท่ีของแสง แสดง เงาเกิดจากรังสีสะท้อนตัดกันหรือ การเกดิ ภาพจากกระจก ต่อแนว รงั สสี ะท้อนใหต้ ดั กนั โดย เงา ถา้ รังสีสะท้อนตัดกนั จรงิ จะเกิด ภาพจรงิ แตถ่ า้ ต่อแนวรงั สสี ะท้อน ให้ ไปตัดกันจะเกิดภาพเสมือน ว2.3 ม.3/15 ๑๕. อธิบายการหักเห - เม่อื แสงเดนิ ทางผา่ นตัวกลาง - ของแสงเมื่อผ่าน โปร่งใสท่ีแตกตา่ งกนั เชน่ อากาศ ตวั กลางโปรง่ ใสที่ และนา้ อากาศและแก้วจะเกิด การ แตกต่างกนั และอธบิ าย หักเห หรอื อาจเกิดการสะท้อนกลบั การกระจาย แสงของ หมดในตัวกลางที่แสงตกกระทบ แสงขาวเมอื่ ผา่ นปริซึม การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์ทาให้ จากหลกั ฐานเชิง เกดิ ภาพท่ีมชี นดิ และขนาดตา่ ง ๆ ประจกั ษ์ ว2.3 ม.3/16 ๑๖. เขยี นแผนภาพการ - แสงขาวประกอบดว้ ยแสงสีตา่ งๆ - เคลื่อนที่ของแสง แสดง เมอ่ื แสงขาว ผ่านปริซึมจะเกดิ การ การเกิดภาพจากเลนส์ กระจายแสงเป็นแสงสีต่างๆ บาง เรียกว่า สเปกตรมั ของแสงขาว เม่อื เคล่ือนทใ่ี นตัวกลางใด ๆ ท่ีไม่ใช่

139 รหสั ตวั ช้ีวัด ตวั ชีว้ ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรยี นรู้ทอ้ งถน่ิ อากาศ จะมีอตั ราเรว็ ต่างกนั จงึ มี การหักเหตา่ งกัน ว2.3 ม.3/17 ๑๗. อธิบาย - การสะทอ้ นและการหักเหของแสง - ปรากฏการณ์ทเี่ กี่ยวกบั นาไปใช้อธิบาย ปรากฏการณ์ท่ี แสง และการทางาน เกยี่ วกับแสง เชน่ รงุ้ มิราจ และ ของทศั นอุปกรณจ์ าก อธบิ ายการทางานของทัศนอุปกรณ์ ข้อมลู ท่รี วบรวม ได้ เชน่ แว่นขยาย กระจกโคง้ จราจร ว2.3 ม.3/18 ๑๘. เขยี นแผนภาพการ กลอ้ งโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์ - เคลือ่ นที่ของแสง แสดง และแว่นสายตา การเกดิ ภาพของทัศน - ในการมองวตั ถุ เลนสต์ าจะถกู อุปกรณ์และเลนส์ตา ปรบั โฟกัส เพื่อ ใหเ้ กิดภาพชัดที่จอ ตา ความบกพร่องทางสายตา เชน่ สายตาส้นั และสายตายาว เป็น เพราะตาแหน่ง ท่ีเกิดภาพไม่ได้อยู่ ทจ่ี อตาพอดีจึงต้องใช้เลนสใ์ นการ แก้ไขเพ่ือชว่ ยให้มองเห็นเหมือนคน สายตาปกติโดยคนสายตาสน้ั ใช้ เลนส์เวา้ สว่ นคน สายตายาวใช้ เลนสน์ นู ว2.3 ม.3/19 ๑๙. อธิบายผลของ - ความสวา่ งของแสงมีผลต่อดวงตา - ความสว่างทีม่ ตี ่อดวงตา มนุษย์การใช้สายตาใน จาก ขอ้ มูลท่ีได้จากการ สภาพแวดลอ้ มที่มคี วามสวา่ งไม่ สบื คน้ เหมาะสม จะเป็นอนั ตรายต่อ ว2.3 ม.3/20 ๒๐. วดั ความสว่างของ ดวงตา เชน่ การดวู ตั ถุในทม่ี ี ความ - แสงโดยใช้อุปกรณว์ ัด สวา่ งมากหรอื น้อยเกินไป การจ้องดู ความสว่างของแสง หนา้ จอภาพเปน็ เวลานานความ ว2.3 ม.3/21 ๒๑. ตระหนักในคุณคา่ สว่างบนพืน้ ที่รับแสง มีหน่วยเป็น ของความรเู้ ร่ือง ความ ลกั ซ์ความรู้เก่ยี วกบั ความสวา่ ง สวา่ ง ของแสงที่มีต่อ สามารถนามาใชจ้ ดั ความสว่างให้ ดวงตา โดยวเิ คราะห์ เหมาะสมกบั การทากิจกรรมต่างๆ สถานการณป์ ัญหาและ เชน่ การจัดความสวา่ ง ทเ่ี หมาะสม เสนอแนะการจดั ความ สาหรบั การอา่ นหนงั สือ สว่าง ใหเ้ หมาะสมใน การทากิจกรรมตา่ ง ๆ

140 สำระที่ 3 วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ มำตรฐำน ว3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตและการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยอี วกาศ รหสั ตัวชี้วดั ตัวชีว้ ัด สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรูท้ ้องถนิ่ ว3.1 ม.3/1 ๑. อธบิ ายการโคจรของ - ในระบบสรุ ยิ ะมดี วงอาทิตย์เป็น - ดาวเคราะห์รอบดวง ศูนยก์ ลางโดยมี ดาวเคราะหแ์ ละ อาทิตยด์ ้วยแรงโนม้ ถ่วง บริวาร ดาวเคราะห์แคระ ดาว จากสมการ เคราะหน์ ้อยดาวหางและอ่นื ๆ เชน่ F = (Gm1 m2 )/r2 วตั ถุคอเปอรโ์ คจรอยโู่ ดยรอบ ซึ่ง ดาวเคราะห์และวตั ถุ เหลา่ นี้โคจร รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรงโน้มถ่วง แรงโนม้ ถ่วงเปน็ แรงดึงดดู ระหว่าง วัตถุสองวตั ถุ โดยเป็นสัดสว่ นกบั ผล คูณของมวลท้ังสองและเป็น สดั สว่ นผกผนั กบั กาลงั สองของ ระยะทางระหว่าง วตั ถุทงั้ สอง แสดงได้โดยสมการ F = (Gm1 m2 )/r2 เมื่อ F แทนความโนม้ ถ่วงระหว่าง มวลทัง้ สอง G แทนค่านิจโน้มถ่วงสากล m1 แทนมวลของวัตถแุ รก m2 แทนมวลของวัตถทุ สี่ อง และ r แทนรศั มี ว3.1 ม.3/2 ๒. สร้างแบบจาลองท่ี - การทีโ่ ลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ใน - อธิบายการเกิดฤดูและ ลกั ษณะท่ี แกนโลกเอียงกับ การเคลื่อนท่ปี รากฏ แนวตงั้ ฉากของระนาบทางโคจรทา ของดวงอาทติ ย์ ให้สว่ นต่างๆ บนโลกไดร้ บั ปริมาณ แสงจาก ดวงอาทติ ยแ์ ตกตา่ งกนั ใน รอบปีเกิดเปน็ ฤดูกลางวันกลางคนื ยาวไม่เท่ากนั และตาแหน่ง การข้ึน และตกของดวงอาทติ ย์ทขี่ อบฟ้า และเส้นทาง ว3.1 ม.3/3 ๓. สรา้ งแบบจาลองท่ี - ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลก โลกและ - อธิบายการเกดิ ข้างข้นึ ดวงจันทรโ์ คจร รอบดวงอาทิตย์ ข้างแรม การ ดวงจันทร์รบั แสงจากดวงอาทิตย์ เปลยี่ นแปลงเวลาการ ครึ่งดวงตลอดเวลา เม่ือดวงจันทร์ ขึน้ และตก ของดวง โคจรรอบโลก ไดห้ นั ส่วนสว่างมายงั

141 รหสั ตัวช้ีวัด ตวั ชว้ี ดั สำระกำรเรยี นรแู้ กนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว3.1 ม.3/4 จันทร์และการเกดิ น้า ขนึ้ นา้ ลง โลกแตกต่างกัน จึงทาให้คน บนโลก ๔. อธบิ ายการใช้ สังเกตสว่ นสวา่ งของดวงจนั ทร์ ประโยชนข์ อง เทคโนโลยอี วกาศ และ แตกต่างไป ในแต่ละวันเกดิ เป็น ยกตวั อย่าง ความก้าวหนา้ ของ ขา้ งข้ึนข้างแรม โครงการ สารวจอวกาศ จากข้อมูลท่รี วบรวมได้ - ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกในทิศทาง เดียวกันกบั ทโี่ ลกหมุนรอบตัวเอง จึงทาใหเ้ ห็นดวงจันทรข์ ้นึ ชา้ ไป ประมาณวันละ ๕๐ นาที - แรงโน้มถ่วงทดี่ วงจนั ทรด์ วง อาทติ ย์กระทาต่อ โลกทาให้เกิด ปรากฏการณ์นา้ ขึ้นนา้ ลงซ่งึ ส่งผล ตอ่ สงิ่ แวดล้อมและสิ่งมชี วี ิตบนโลก วนั ทนี่ ้ามีระดบั การขึน้ สูงสดุ และลง ต่าสุดเรยี ก วันนา้ เกดิ ส่วนวันท่ี ระดับนา้ มีการขน้ึ และลงน้อยเรยี ก วันนา้ ตายโดยวนั นา้ เกิด น้าตายมี ความสมั พันธก์ ับ ขา้ งข้ึนข้างแรม - เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทตอ่ - การดารงชวี ิต ของมนษุ ย์ในปัจจุบนั มากมายมนษุ ย์ได้ใช้ ประโยชน์จาก เทคโนโลยีอวกาศเชน่ ระบบนาทาง ดว้ ยดาวเทยี ม (GNSS) การติดตาม พายุ สถานการณไ์ ฟปา่ ดาวเทยี ม ชว่ ยภัยแล้งการตรวจคราบน้ามนั ใน ทะเล - โครงการสารวจอวกาศตา่ งๆ ได้ พฒั นาเพ่ิมพนู ความรู้ความเข้าใจ ตอ่ โลก ระบบสรุ ยิ ะและเอกภพ มากข้นึ เป็นลาดับ ตัวอยา่ งโครงการ สารวจอวกาศ เชน่ การสารวจ สิง่ มีชวี ติ นอกโลก การสารวจดาว เคราะห์นอกระบบสรุ ยิ ะ การสารวจ ดาวองั คาร และบริวารอื่นของดวง อาทิตย์

142 สำระที่ ๔ เทคโนโลยี มำตรฐำน ว๔.๑ เขา้ ใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยเี พื่อการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลีย่ นแปลงอย่าง รวดเร็วใชค้ วามรูแ้ ละทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อน่ื ๆ เพอ่ื แกป้ ัญหา หรอื พัฒนางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดย คานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สงั คม และส่งิ แวดล้อม รหสั ตัวชี้วัด ตัวชี้วัด สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระกำรเรียนรทู้ ้องถ่ิน ว4.1 ม.3/1 ๑. วิเคราะหส์ าเหตุ - เทคโนโลยีมีการเปลย่ี นแปลง - หรือปจั จัยท่สี ง่ ผลต่อ ตลอดเวลาต้งั แต่อดีต จนถงึ ปัจจุบัน การเปล่ียนแปลงของ ซึง่ มีสาเหตหุ รอื ปจั จยั มาจากหลาย เทคโนโลยแี ละ ดา้ น เชน่ ปัญหาหรอื ความต้องการ ความสัมพนั ธ์ ของ ของมนุษย์ความกา้ วหนา้ ของ เทคโนโลยีกบั ศาสตรอ์ ื่น ศาสตร์ตา่ งๆ การเปลีย่ นแปลง โดยเฉพาะ ทางด้านเศรษฐกจิ สังคมวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์หรอื สง่ิ แวดลอ้ ม คณิตศาสตร์เพ่ือเปน็ - เทคโนโลยีมคี วามสมั พนั ธ์กับ แนวทาง การแก้ปัญหา ศาสตร์อ่ืน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรอื พฒั นางาน โดยวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานความรู้ ทนี่ าไปส่กู ารพัฒนาเทคโนโลยีและ เทคโนโลยีที่ได้สามารถเป็น เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการแก้ปญั หาหรือ ความตอ้ งการอาจพบไดใ้ นงาน อาชีพ ของชุมชนหรือทอ้ งถิ่น ซึ่ง อาจมีหลายดา้ น เช่น ดา้ น การเกษตร อาหาร พลังงานการ ขนสง่ ว4.1 ม.3/2 ๒. ระบปุ ญั หาหรอื - การวเิ คราะหส์ ถานการณ์ปัญหา - ความต้องการของ ช่วยให้เขา้ ใจ เง่ือนไขและกรอบของ ชมุ ชนหรือทอ้ งถน่ิ เพ่ือ ปญั หาไดช้ ัดเจน จากน้นั พัฒนางานอาชพี สรปุ ดาเนินการสืบคน้ รวบรวมข้อมลู กรอบของปัญหา ความรูจ้ ากศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง รวบรวมวเิ คราะหข์ อ้ มลู เพ่อื นาไปสู่ การออกแบบแนว และแนวคดิ ท่ีเกย่ี วข้อง ทางการแก้ปัญหา กบั ปัญหา โดยคานงึ ถงึ ความถูกตอ้ ง ด้าน ทรพั ยส์ ินทางปัญญา ว4.1 ม.3/3 ๓. ออกแบบวิธกี าร - การวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บและ - แก้ปัญหา โดยวเิ คราะห์ ตดั สินใจเลอื ก ข้อมลู ที่จาเป็น โดย เปรยี บเทยี บ และ คานึงถงึ ทรัพย์สนิ ทางปญั ญา ตัดสินใจเลอื กข้อมลู ท่ี เง่ือนไขและทรพั ยากร เชน่

143 รหัสตวั ชี้วดั ตัวชว้ี ัด สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถน่ิ ว4.1 ม.3/4 - ว4.1 ม.3/5 จาเปน็ ภายใตเ้ งื่อนไข งบประมาณเวลา ขอ้ มลู และ - และทรัพยากรที่มีอยู่ สารสนเทศวสั ดุ เครื่องมือและ นาเสนอ แนวทางการ อุปกรณ์ช่วยให้ได้แนวทางการ แกป้ ัญหาใหผ้ ู้อื่นเขา้ ใจ แก้ปัญหาท่เี หมาะสม ดว้ ยเทคนิค หรอื วธิ ีการ - การออกแบบแนวทางการ ท่ีหลากหลาย วางแผน แก้ปัญหาทาได้ หลากหลายวิธีเชน่ ข้ันตอน การทางานและ การร่างภาพ การเขียนแผนภาพ ดาเนนิ การแกป้ ญั หา การเขียนผงั งาน อย่างเปน็ ข้ันตอน - เทคนิคหรอื วิธีการในการนาเสนอ แนวทาง การแก้ปญั หามี หลากหลาย เช่น การใช้แผนภูมิ ตาราง ภาพเคล่ือนไหว - การกาหนดขัน้ ตอนและ ระยะเวลาในการทางาน ก่อน ดาเนนิ การแกป้ ัญหาจะชว่ ยใหก้ าร ทางาน สาเรจ็ ไดต้ ามเป้าหมาย และ ลดขอ้ ผิดพลาด ของการทางานที่ อาจเกดิ ขึน้ ๔. ทดสอบ ประเมินผล - การทดสอบและประเมนิ ผลเป็น วิเคราะหแ์ ละใหเ้ หตุผล การตรวจสอบ ช้นิ งานหรือวธิ ีการ ของปญั หาหรือ วา่ สามารถแกป้ ัญหาได้ตาม ขอ้ บกพร่องที่เกิดขนึ้ วตั ถปุ ระสงค์ภายใต้กรอบของ ภายใต้ กรอบเง่ือนไข ปัญหา เพื่อหาขอ้ บกพร่อง และ พร้อมท้งั หาแนว ดาเนนิ การปรบั ปรุง โดยอาจ ทางการปรบั ปรุง แก้ไข ทดสอบซา้ เพ่ือใหส้ ามารถแก้ไข และนาเสนอผลการ ปญั หาได้ แก้ปัญหา - การนาเสนอผลงานเป็นการ ถ่ายทอดแนวคิดเพื่อใหผ้ ู้อน่ื เข้าใจ เกี่ยวกบั กระบวนการทางาน และ ชน้ิ งานหรือวิธกี ารท่ีได้ซงึ่ สามารถ ทาได้ หลายวธิ ี เชน่ การเขยี น รายงาน การทาแผ่นนาเสนอผลงาน การจัดนทิ รรศการ การนาเสนอ ผา่ นสอื่ ออนไลน์ ๕. ใชค้ วามรแู้ ละทักษะ - วสั ดุแต่ละประเภทมีสมบัติ เก่ียวกับวสั ดอุ ปุ กรณ์ แตกต่างกนั เช่น ไม้ โลหะ เคร่ืองมือ กลไก ไฟฟ้า พลาสตกิ เซรามิก จึงต้องมีการ และอเิ ล็กทรอนิกสใ์ ห้

144 รหสั ตัวชี้วดั ตวั ช้วี ดั สำระกำรเรียนรู้แกนกลำง สำระกำรเรียนรู้ท้องถน่ิ ถูกต้องกับลักษณะของ วเิ คราะห์ สมบตั เิ พ่อื เลือกใชใ้ ห้ งาน และปลอดภยั เพ่อื เหมาะสมกับลักษณะของ งาน แกป้ ญั หาหรือพัฒนา - การสร้างชิ้นงานอาจใช้ความรู้ งาน เร่อื งกลไก ไฟฟา้ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น LED LDR มอเตอรเ์ ฟือง คาน รอก ล้อ เพลา อปุ กรณแ์ ละ เครื่องมือในการสรา้ งช้ินงาน หรอื พฒั นาวิธกี ารมีหลายประเภท ตอ้ ง เลอื กใชใ้ หถ้ ูกต้อง เหมาะสม และ ปลอดภัย รวมท้ังรูจ้ ัก เกบ็ รักษา

145 สว่ นท่ี 2 โครงสรำ้ งหลักสตู รสถำนศกึ ษำ โครงสร้ำงเวลำเรียนตำมหลักสตู รสถำนศึกษำโรงเรียนบำ้ นท่งุ ม่ำน เวลำเรียน(ชั่วโมง/ป)ี กลมุ่ สำระกำรเรียนร้/ู กิจกรรม ระดบั ประถมศึกษำ ระดับมธั ยมศึกษำ ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 ม.1 ม.2 ม.3  กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้ ภาษาไทย ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ คณิตศาสตร์ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 12๐ 12๐ 12๐ 12๐ 12๐ 12๐ 16๐ 16๐ 16๐ สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม 4๐ 4๐ 4๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ประวตั ิศาสตร์ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ศลิ ปะ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ การงานอาชีพ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ 4๐ 4๐ 4๐ ภาษาต่างประเทศ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ รวมเวลำเรยี น (พื้นฐำน) ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๘๐ ๘๘๐ ๘๘๐  รำยวิชำเพม่ิ เติม ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถนิ่ - - - - - - ๘๐ ๘๐ ๘๐ ภาษาอังกฤษเพอ่ื การส่อื สาร ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ เทคโนโลยี ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ - - - คอมพิวเตอร์ - - - - - - ๘๐ ๘๐ ๘๐ รวมเวลำเรยี น (เพม่ิ เตมิ ) 120 120 120 ๘๐ ๘๐ ๘๐ 200 200 200  กจิ กรรมพฒั นำผู้เรยี น กจิ กรรมแนะแนว ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ กจิ กรรมนักเรียน - กิจกรรมลกู เสอื /เนตรนารี 30 30 30 30 30 30 30 30 30 - ชุมนุม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ กจิ กรรมเพื่อสังคมและสาธารณฯ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ ๑๐ รวมเวลำกิจกรรมพฒั นำผเู้ รยี น ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐  กจิ กรรมเสริมหลกั สูตร กจิ กรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ 240 240 240 280 280 280 120 120 120 คดิ วิเคราะห์ 40 40 40 40 40 40 ๔๐ ๔๐ ๔๐ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ รวมเวลำเรยี นกิจกรรมเพมิ่ เวลำรู้ ๓๒๐ ๓๒๐ ๓๒๐ ๓๖๐ ๓๖๐ ๓๖๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ รวมเวลำเรยี นท้งั หมด ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐ ๑,๔๐๐


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook