Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรกลุ่มสาระ 2565

หลักสูตรกลุ่มสาระ 2565

Published by Kru Sunisa, 2022-07-24 05:24:42

Description: หลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปรับปรุง พ.ศ.2565

Keywords: หลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,หลักสูตร

Search

Read the Text Version

196 โครงสร้ำงรำยวิชำเพ่มิ เติม รหัสวชิ ำ ว222๐2 คอมพิวเตอร์ กลมุ่ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษำปีท่ี 2 ภำคเรยี นที่ 2 เวลำ 40 ชวั่ โมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ ชอื่ หน่วยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคญั จำนวน น้ำหนกั (ชวั่ โมง) (คะแนน) หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 1 เร่อื ง รจู้ กั กับ ขอ้ 1 -เริ่มต้นศกึ ษาการวาดเขียนแบบ 3 SketchUp หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ 2 และสร้างโมเดล 3 มิติ เน่อื งจาก เรอ่ื ง กำรใช้เครอ่ื งมอื หลกั SketchUp หนว่ ยกำรเรียนรู้ที่ 3 ขอ้ 1,2 -หยิบจับช้ินงานดว้ ยเคร่ืองมือ 3 เรือ่ ง กำรใช้เคร่ืองมือ หลัก เลอื กชน้ิ งาน ลบวตั ถหุ รือส่วนของ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 4 วตั ถุทีไ่ ม่ต้องการด้วยเคร่ืองมือลบ เรอื่ ง กำรใชเ้ ครือ่ งมอื วำด และการใสส่ ีให้กับวตั ถุแบบงา่ ย หนว่ ยกำรเรยี นรู้ที่ 5 เรื่อง กำรใชเ้ ครือ่ งมือ ข้อ 3 -การสรา้ งโมเดล 3 มติ แิ ม้ว่า 4 ปรบั แต่ง โครงสรา้ งจะซบั ซ้อนเพยี งใดก็ หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ 6 เรื่อง เครือ่ งมอื จดั กำร เริม่ ตน้ จากรูปทรงพนื้ ฐานทาง มมุ กล้อง หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ 7 คณติ ศาสตร์ทง้ั ส้นิ ไม่วา่ จะเป็น เรื่อง เครื่องมอื สร้ำง ภมู ิภำพ เสน้ ตรง เส้นโค้ง ส่เี หลย่ี ม วงกลม และรูปทรงอืน่ ๆ ขอ้ 4 -เครือ่ งมือทีจ่ าเป็นต่อจาก 5 เครื่องมอื วาดและสรา้ งรปู ทรงคือ กลุ่มเครื่องมือปรับแตง่ ต่างๆ ข้อ 5 -ในบทนีจ้ ะเป็นการใชเ้ คร่ืองมือ 5 เทีเ่ กีย่ วข้องกบั งานเขยี นแบบ และ จาเป็นตอ้ งทางานควบคกู่ ันไป ไดแ้ ก่ เคร่อื งมอื เกย่ี วกับการ ทางานกับแกน การวัดระยะ วัด มุม การเขยี นบอกขนาดวัตถุ สอบกลำงภำคเรยี น - ข้อ 6 -การสร้างโมเดลซึง่ โดยมากเป็น 4 วัตถุ 3 มติ ิ และมีจานวนหลายชน้ิ ขอ้ 6 -SketchUp มีเคร่อื งมือที่ชอ่ื 4 Sandbox ที่ใช้เพ่ือสร้างสร้างวตั ถุ ท่มี ีลักษณะเปน็ ภูมปิ ระเทศ เช่น ภเู ขา เนนิ หรือพ้ืนทรายท่มี รี ะดับ ความสูงไม่เสมอกนั

197 ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ จำนวน นำ้ หนัก หน่วยกำรเรียนร้ทู ่ี 8 (ชว่ั โมง) (คะแนน) เรื่อง เคร่อื งมอื จัดกำร ชน้ิ งำน ขอ้ 7,8 หลงั จากได้สร้างช้ินงานจาก 4 หนว่ ยกำรเรยี นร้ทู ี่ 9 เครอื่ งมอื ตา่ งๆ แลว้ ต่อไปเป็น เรอ่ื ง กำรนำเข้ำและ ส่งออกชน้ิ งำน การจัดการลวดลายพนื้ ผวิ ใหก้ ับ หน่วยกำรเรยี นรูท้ ่ี 10 ชิ้นงาน เร่อื ง กำรสรำ้ งชิน้ งำน ข้อ 7,8,9 โปรแกรม SketchUp สามารถ 4 รวม นาไฟล์กราฟิกจากภายนอกเข้ามา ใช้งานได้ และสามารถบันทกึ ไฟล์ ชิน้ งานออกไปเพ่ือใช้กบั โปรแกรม อ่นื ได้เช่นกนั ทงั้ ในรูปแบบภาพ 2 มติ ,ิ วตั ถุ 3 มติ ิ ขอ้ 10 ตวั อยา่ งการใช้ SketchUp สรา้ ง 4 ชิน้ งานต่างๆ ที่หลากหลาย เพอื่ ให้ เข้าใจการประยกุ ตใ์ ชเ้ ครื่องมือท่ี ไดเ้ รียนรู้มา สอบปลำยภำคเรียน - 10 40 100

198 โครงสรำ้ งรำยวิชำเพม่ิ เติม รหสั วิชำ ว232๐1 คอมพิวเตอร์ กล่มุ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 3 ภำคเรียนท่ี 1 เวลำ 40 ชั่วโมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ ช่อื หน่วยกำรเรยี นรู้ ผลกำรเรยี นรู้ สำระสำคญั จำนวน นำ้ หนกั หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ 1 ขอ้ 1 (ชวั่ โมง) (คะแนน) เรอื่ ง เริ่มตน้ กบั ข้อ 2 -รูจ้ กั กบั ภาพกราฟิก การทางาน Photoshop CS6 กับกราฟกิ บนคอมพวิ เตอร์ และ 3 ขอ้ 3 ความสามารถในการสร้างงาน 3 หน่วยกำรเรยี นรู้ท่ี 2 ขอ้ 4 กราฟิกของโปรแกรมยอดนิยม เรอ่ื ง หลกั กำรสรำ้ ง ข้อ 4 อยา่ ง Photoshop 3 งำนกรำฟกิ และใช้ -แนวคิดในการสร้างงานกราฟิกว่า 3 เคร่อื งมือพื้นฐำน ขอ้ 5 ต้องกาหนดวตั ถุประสงค์ กาหนด 4 คุณสมบัตใิ นการสร้างภาพและ หนว่ ยกำรเรยี นร้ทู ่ี 3 จัดเตรยี มภาพ จากน้นั จึงเน้นถงึ 4 เรอื่ ง กำรปรบั รูปทรง การสรา้ งชนิ้ งานที่ได้จากการนา ภำพด้วยวธิ ี ภาพมาประกอบ การใสส่ ี Transform ขอ้ ความและการจดั ซ้อนภาพ -เลือกตกแตง่ บางส่วนของภาพที่ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 4 ตอ้ งการ หรือจะตัดบางสว่ นของ เร่อื ง กำรสร้ำง ภาพออกไปปะซอ้ นอยบู่ นอีกภาพ ข้อควำมตกแต่งภำพ หนึง่ โดยไมม่ ีผลกระทบต่อ ส่วนอืน่ ๆ หน่วยกำรเรียนรู้ท่ี 5 -ในบทนีเ้ ราจะทาการปรับขนาด เรื่อง กำรสร้ำง ภาพ หมนุ ภาพ และบิดภาพ ข้อควำมตกแต่งภำพ เพอ่ื ให้ได้รูปทรงภาพในแบบที่เรา ตอ้ งการ เราเรยี กวิธกี ารนว้ี า่ หนว่ ยกำรเรียนรทู้ ี่ 6 “Transform” เรื่อง ทำงำนกับเล -เราสามารถใสข่ ้อความ เยอร์ ประกอบการนาเสนอนั้นได้ ในบท นี้เราจะกลา่ วกันถงึ เรื่องการใส่ ตวั อักษรลงไปในภาพ โดยใช้คาสัง่ ในตระกลู Type Tool และ ปรบั แตง่ ตัวอักษรและข้อความ ตา่ งๆ -การทางานน้ีว่า เลเยอร (Layer) ซงึ่ ชว่ ยอานวยความสะดวกในการ จดั วางภาพแตล่ ะส่วนทว่ี างซ้อน

199 ชื่อหน่วยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคญั จำนวน นำ้ หนัก (ชว่ั โมง) (คะแนน) หนว่ ยกำรเรยี นรูท้ ี่ 7 กันอยเู่ ป็นชัน้ ๆ ทาให้สามารถ เรอื่ ง เทคนิคกำร ทางานกบั ภาพเฉพาะส่วนได้ - ตกแต่งภำพในเลเยอร์ 3 หนว่ ยกำรเรยี นร้ทู ี่ 8 สอบกลำงภำคเรียน เรอื่ ง กำรวำดภำพ ข้อ 6,7 -ตกแต่งภาพในแต่ละเลเยอร์ให้ และรปู ทรง หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 9 กลมกลืนกนั เรือ่ ง ควำมรู้เรือ่ งสี และกำรเลอื กใช้โหมด ขอ้ 8 -ใช้โปรแกรม Photoshop วาด 3 สี ภาพหรือระบายสภี าพได้ หนว่ ยกำรเรียนรู้ท่ี 10 เร่อื ง กำรปรับแตง่ ขอ้ 8 -การผสมสที ี่เกิดจากแสงแสดงบน 3 ภำพ จอภาพ หรือการผสมหมกึ สีพิมพ์ ออกมาทางเครื่องพิมพ์ หน่วยกำรเรียนรทู้ ่ี 11 เรอ่ื ง ตกแต่งภำพด้วย ขอ้ 8 -Photoshop สามารถปรับแต่ง 3 100 กำรรีทชั ภาพ ปรบั โทนสี เพ่ือสร้างสีสัน แปลกใหม่ และเพิ่มจุดนา่ สนใจ 4 หน่วยกำรเรยี นร้ทู ี่ 12 เชน่ การปรบั สภี าพให้เข้ากัน 4 เร่ือง ตกแต่งภำพดว้ ย เปลย่ี นสภี าพเฉพาะจุด การปรบั ภาพเป็นขาว-ดา และปรับภาพ - รวม เปน็ สีตรงกนั ขา้ ม เปน็ ตน้ 40 ขอ้ 9 -การรที ัช เปน็ เทคนคิ การตกแต่ง ภาพท่ีใชล้ บจดุ ตาหนิ และปรับแก้ ไขภาพเฉพาะในบางจุดใหด้ ู สวยงาม ขอ้ 10 -เราจะทาการตกแตง่ ภาพจาก โปรแกรม Photoshop โดยใช้ คาส่งั พิเศษ ทช่ี ว่ ยให้เราสามารถ ตกแต่งภาพใหส้ วยงามตาม จินตนาการ สอบปลำยภำคเรียน 10

200 โครงสรำ้ งรำยวิชำเพิ่มเติม รหสั วิชำ ว232๐2 คอมพิวเตอร์ กลุ่มสำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ี 3 ภำคเรยี นที่ 2 เวลำ 40 ชัว่ โมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หน่วยกติ ชอื่ หน่วยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคญั จำนวน นำ้ หนกั หน่วยกำรเรียนร้ทู ่ี 1 (ชั่วโมง) (คะแนน) เรอื่ ง หลกั กำร ออกแบบผลิตภัณฑ์ ขอ้ 1,2 -การออกแบบผลิตภัณฑ์ 5 หน่วยกำรเรยี นรู้ที่ 2 (product design) เป็นการ เรือ่ ง ควำมรเู้ บ้ืองต้น เกี่ยวกบั โปรแกรม ออกแบบสงิ่ ของเครือ่ งใช้ เพ่ือ หนว่ ยกำรเรียนร้ทู ่ี 3 นามาใชส้ อยในชวี ติ ประจาวนั โดย เรือ่ ง สว่ นประกอบ ของโปรแกรมและ เนน้ การผลิตจานวนมากในรูป กล่มุ เครอ่ื งมอื สินค้า เพ่อื ใหผ้ ่านไปยงั ผู้บรโิ ภค หน่วยกำรเรียนรทู้ ี่ 4 เร่ือง กำรใช้งำนกลุ่ม (consumer) เครื่องมือของ โปรแกรม ขอ้ 1,2 -Google Sketchup เป็น 5 ซอฟตแ์ วรท์ ่ใี ชส้ าหรบั การสร้าง โมเดล 3 มติ ิ (3D) ทีม่ ีเครอ่ื งมอื พืน้ ฐานต่างๆ เพยี งพอกับ การใช้ งานของผใู้ ชร้ ะดับเบ้ืองตน้ ที่ ต้องการจะสรา้ งงานแบบ 3 มิติ เชน่ โตะ๊ , เกา้ อ,ี้ ตู้, เครอ่ื งใช้ใน บ้านต่างๆ หรือจะใช้สร้างแบบใน การตอ่ เติมบา้ นและงานไมต้ ่างๆ ได้ ข้อ 3 -สว่ นประกอบของโปรแกรมจะ 10 ประกอบไปด้วย แถบช่ือเรื่อง แถบเมนู แถบเคร่ืองมือ พืน้ ท่ีการ ทางาน เคร่ืองมือตา่ งๆ ของ โปรแกรมจะแยกเปน็ ชุดตาม ลักษณะการใช้งาน โดยสามารถ ปรบั เปล่ยี นส่วนตา่ งๆ ทป่ี รากฏ บนหน้าจอได้ตามความเหมาะสม กับการทางาน เพ่ือใหง้ ่ายตอ่ การ ใชง้ าน สอบกลำงภำคเรียน - ข้อ 4 -ลกั ษณะของเคร่ืองมือใน 10 โปรแกรม Google Sketchup มี ลกั ษณะ การใชง้ านตามชดุ เคร่อื งมอื ท่ี แบง่ เปน็ หมวดหมู่ มีความยืดหยนุ่

201 ชอ่ื หน่วยกำรเรียนรู้ ผลกำรเรียนรู้ สำระสำคญั จำนวน น้ำหนัก (ชัว่ โมง) (คะแนน) หนว่ ยกำรเรยี นร้ทู ่ี 5 เรอ่ื ง กำรออกแบบ ตอ่ การปรับเปลยี่ นส่วนประกอบ และตกแตง่ โมเดล งำน ตา่ งๆ ทาให้สามารถออกแบบและ รวม สร้างงานได้อย่างสะดวกและ รวดเร็ว ขอ้ 1,2,3,4 -การออกแบบโมเดลงาน 10 จาเป็นต้องอาศยั การคานวณพน้ื ที่ ทางคณิตศาสตรเ์ พอ่ื กาหนดทิศ ทางการวางรูปทรงตามแกนต่างๆ เพือ่ ใหส้ ามารถมองเหน็ รายละเอียดได้โดยรอบ ดงั นนั้ การสรา้ งโมเดล 3 มิติ ด้วย โปรแกรม Google Sketchup นยิ มนามาใชส้ าหรับออกแบบบา้ น ,อาคาร, ผลติ ภัณฑ์ หรอื โมเดล ตา่ งๆ ได้ไมจ่ ากดั โดยผูอ้ อกแบบ สามารถสร้างแบบร่างเป็นรูปร่าง ตา่ งๆ ตามความต้องการของ ผ้ใู ช้งานไดอ้ ย่างอสิ ระ สอบปลำยภำคเรียน - 4 40 100

202 ส่วนที่ ๓ คำอธิบำยรำยวชิ ำ คำอธิบำยรำยวชิ ำพ้ืนฐำน รหสั วชิ ำ ว๑๑๑๐๑ วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษำปที ี่ 1 เวลำ 12๐ ช่ัวโมง/ปี ศึกษาและเรียนรู้เก่ียวกับลักษณะและหน้าที่ของส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืช รวมทั้งการ ทาหนา้ ที่รว่ มกันของสว่ นต่างๆ ของรา่ งกายมนุษย์ ความสาคัญของส่วนต่างๆ ของร่างกายตนเอง และการดูแล ส่วนต่างๆ อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และรักษาความสะอาดอยู่เสมอ ช่ือพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณต่างๆ สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมในบริเวณท่ีพชื และสัตว์อาศัยอยู่ สมบัติทสี่ ังเกตได้ของวัสดุที่ใช้ทาวัตถุซ่ึงทาจากวัสดุ ชนิดเดียวหรือหลายชนิดประกอบกัน ชนิดของวัสดุและจัดกลุ่มวัสดุตามสมบัติที่สังเกต การเกิดเสียงและทิศ ทางการเคล่ือนที่ของเสียง ลักษณะภายนอกของหินจากลักษณะเฉพาะตัวท่ีสังเกต ดาวที่ปรากฏบนท้องฟ้าใน เวลากลางวันและกลางคืน และสาเหตทุ ี่มองไมเ่ ห็นดาวส่วนใหญ่ในเวลากลางวนั ศึกษาการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ข้ันตอนการแก้ปัญหา การแสดงลาดับข้ันตอนการทางาน หรือ การ แก้ปัญหาโดยใช้ ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ ตลอดจนการเขียนโปรแกรมสร้างลาดับของคาส่ังให้ คอมพิวเตอร์ทางาน ศึกษาการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีเบ้ืองต้น การใช้ซอฟต์แวร์เบ้ืองต้น การสร้างและ จัดเก็บไฟล์อยา่ งเปน็ ระบบและการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่สามารถนาไปใช้อธิบาย แก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์พัฒนา งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการ ทางวิศวกรรมศาสตร์ โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้การคิดเชิงคานวณและปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เพอ่ื เนน้ ใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้ จากการฝกึ แก้ปัญหาตา่ งๆ ผ่านกระบวนการคดิ การปฏบิ ัติ อย่างมีระบบ และสร้างองค์ความรใู้ หม่จากการใชป้ ัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจาวนั ได้ และให้มีทักษะสาคญั ในการค้นควา้ และสร้างองคค์ วามรู้ โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และการแก้ปัญหาทีห่ ลากหลาย เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รักษาข้อมูลส่วนตัว และการส่ือสารเบื้องต้นในการ แก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีไปใช้ให้เกดิ ประโยชนต์ ่อสังคม และการดารงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตดั สินใจ และมีสว่ น ร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตวิทยาศาสตร์และมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียน วิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมในการใช้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์ รหัสตวั ช้ีวัด ว๑.๑ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว๑.๒ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว๒.๑ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว๒.๓ ป.๑/๑ ว๓.๑ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ว๓.๒ ป.๑/๑ ว๔.๒ ป.๑/๑ ป.๑/๒ ป.๑/๓ ป.๑/๔ ป.๑/๕ รวม 7 มำตรฐำน ๑๕ ตัวชี้วัด

203 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำพืน้ ฐำน รหสั วชิ ำ ว๑2๑๐๑ วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษำปที ่ี 2 เวลำ 12๐ ชว่ั โมง/ปี ศึกษาและเรียนรู้เก่ียวกับลักษณะสาคัญของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต พืชต้องการแสงและน้าเพ่ือการ เจริญเติบโต ความจาเป็นท่ีพืชต้องได้รับน้าและแสงเพ่ือการเจริญเติบโตโดยดูแลพืชให้ได้รับสิ่งน้ันอย่าง เหมาะสม วัฏจักรชีวิตของพืชดอก สมบัติการดูดซับน้าของวัสดุและการนาสมบัติการดูดซับน้าของวัสดุไป ประยุกต์ใช้ในการทาวัตถุในชีวิตประจาวัน วัสดุที่เกิดจากการนาวัสดุมาผสมกัน สมบัติท่ีสังเกตได้ของวัสดุเพ่ือ นามาทาเป็นวัตถุในการใช้งานตามวตั ถุประสงค์ การนาวัสดุที่ใชแ้ ลว้ กลบั มาใช้ใหม่ ประโยชน์ของการนาวสั ดุท่ี ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ แนวการเคล่ือนท่ีของแสงจากแหล่งกาเนิดแสงและมองเห็นวัตถุ คุณค่าของการมองเห็น แนวทางการปอ้ งกนั อันตรายจากการมองวัตถุที่อยู่ในบริเวณท่ีมแี สงสวา่ งไมเ่ หมาะสม ส่วนประกอบของดินและ จาแนกชนดิ ของดิน โดยใชล้ กั ษณะเน้อื ดนิ และการจบั ตวั เป็นเกณฑ์ และการใช้ประโยชนจ์ ากดนิ ศึกษาการแสดงลาดับข้ันตอนการทางานหรือแก้ปัญหาอย่างง่าย โดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ ตลอดจนการเขียนโปรแกรมสร้างลาดับของคอมพิวเตอร์ทางาน และตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม ศึกษา การใช้งานซอฟต์แวร์เบ้ืองต้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสร้าง และจัดการกับข้อมูลอย่างเป็ นระบบ รวมถึงการใชง้ านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่สามารถนาไปใช้อธิบาย แก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์พัฒนา งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการ ทางวศิ วกรรมศาสตร์ กระบวนการสบื เสาะหาความรู้และการแก้ปัญหาท่หี ลากหลาย กระบวนการเรยี นรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Base Learning) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการฝึกแก้ปัญหาต่างๆ ผ่าน กระบวนการคิด การปฏิบัติอย่างมีระบบ และสร้างองค์ความรู้ใหม่จากการใช้ปัญหาท่ีเ กิดขึ้นจริงใน ชีวติ ประจาวนั ได้ เพ่ือใหผ้ เู้ รียนมคี วามรู้ความเข้าใจ มที กั ษะการคดิ เชิงคานวณ การคดิ วเิ คราะห์ แก้ปญั หาเปน็ ขัน้ ตอนและ เปน็ ระบบ มที ักษะในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ รกั ษาข้อมูลสว่ นตัว และการสอื่ สารเบื้องตน้ ในการแก้ปัญหา ท่ีพบในชวี ติ จรงิ ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวชิ าวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถ ในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ทุกขั้นตอน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตวิทยาศาสตร์และมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ มี คุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รหสั ตัวช้ีวดั ว๑.๒ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ว๑.๓ ป.๒/๑ ว๒.๑ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ป.๒/๔ ว๒.๓ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ว๓.๒ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ว๔.๒ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ป.๒/๔ รวม 6 มำตรฐำน ๑๖ ตวั ช้วี ดั

204 คำอธิบำยรำยวิชำพืน้ ฐำน รหัสวชิ ำ ว๑3๑๐๑ วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษำปที ี่ 3 เวลำ 12๐ ชัว่ โมง/ปี ศึกษาและเรียนรู้เก่ียวกับส่ิงท่ีจาเป็นตอ่ การดารงชีวติ และการเจริญเติบโตของมนุษยแ์ ละสัตว์ ประโยชน์ ของอาหาร น้า และอากาศ โดยการดูแลตนเองและสัตว์ให้ได้รับสง่ิ เหล่านี้อย่างเหมาะสม วัฏจักรชีวิตของสัตว์ เปรียบเทียบวัฏจักรชีวิตของสัตว์บางชนิด คุณค่าของชีวิตสัตว์โดยไม่ทาให้วัฏจักรชีวิตของสัตว์เปล่ียนแปลง วัตถุประกอบข้ึนจากชิ้นส่วนย่อยๆ ซ่ึงสามารถแยกออกจากกันได้และประกอบกันเป็นวัตถุช้ินใหม่ได้ การ เปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทาให้ร้อนขึ้นหรือทาให้เย็นลง ผลของแรงที่มีต่อการเปล่ียนแปลงการเคลื่อนท่ีของ วัตถุ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุ จาแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับแม่เหล็กเป็น เกณฑ์ ข้ัวแม่เหล็กและผลท่ีเกิดข้ึนระหว่างขั้วแม่เหล็กเมื่อนามาใกล้กัน ส่วนประกอบของอากาศ ความสาคัญ ของอากาศ และผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสิ่งมีชีวิต ความสาคัญของอากาศ แนวทางการปฏิบัติตนใน การลดการเกิดมลพิษทางอากาศ การเกิดลม ประโยชน์และโทษของลม การเปล่ียนแปลงพลังงานหน่ึงไปเป็น อีกพลังงานหนึ่ง การทางานของเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าและแหลง่ พลังงานในการผลิตไฟฟ้า ประโยชน์และโทษของ ไฟฟ้า วิธีการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย แบบรูปเส้นทางการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ การเกิด ปรากฏการณก์ ารข้นึ และตกของดวงอาทิตย์ การเกิดกลางวนั กลางคืน และการกาหนดทิศ และความสาคัญของ ดวงอาทติ ย์ ศึกษาเกี่ยวกับการใช้อัลกอริทึมในการแก้ปัญหา โดยมีการใช้แนวคิดเชิงคานวณเข้ามาช่วยในการ แก้ปัญหา ศึกษาการเขียนโปรแกรมอย่างง่าย การตรวจสอบข้อผิดพลาดของโปรแกรมซึ่งเรียนรไู้ ด้จากเว็บไซต์ Code.org ศึกษาการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย การรวบรวม ประมวลผล นาเสนอข้อมูล และศึกษาการใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนางานให้มี ประสิทธภิ าพ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่สามารถนาไปใช้อธิบาย แก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์พัฒนา งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเช่ือมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการ ทางวิศวกรรมศาสตร์ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–Based Learning) และวัฏจกั รการเรยี นรแู้ บบ สบื เสาะหาความรู้ (5Es Intructional Model) เพ่ือ เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบ การเรียนรู้ ผ่านกระบวนการคดิ และปฏบิ ตั ิ โดยใช้ และให้มที ักษะสาคญั ในการคน้ ควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ โดย ใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้และการแกป้ ัญหาทหี่ ลากหลาย เพอื่ ให้ผเู้ รยี นมีความรคู้ วามเข้าใจ มที กั ษะการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แกป้ ัญหาเปน็ ข้ันตอนและ เปน็ ระบบ มีทักษะในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ รกั ษาข้อมลู สว่ นตวั และการสอ่ื สารเบ้ืองต้นในการแก้ปัญหา ท่ีพบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์และนาเทคโนโลยี ใหม่ท่ีเกิดข้ึนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและ จินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการ ตัดสินใจ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตวิทยาศาสตร์และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมในการใช้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์

205 รหสั ตวั ชีว้ ดั ว๑.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ว๒.๑ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ว๒.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ว๒.๓ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ว๓.๑ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ว๓.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ว๔.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ป.๓/๕ รวม 7 มำตรฐำน ๒๕ ตวั ช้วี ัด

206 คำอธิบำยรำยวชิ ำพื้นฐำน รหสั วิชำ ว๑4๑๐๑ วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มสำระกำรเรียนรูว้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษำปีท่ี 4 เวลำ 120 ชั่วโมง/ปี ศึกษาและเรียนรู้เก่ียวกับการจัดกลุ่มส่ิงมีชีวิต การจาแนกพืชเป็นพืชดอกและพืชไม่มีดอก การจาแนก สตั วม์ กี ระดกู สนั หลังและสัตว์ไมม่ ีกระดูกสันหลัง ลักษณะเฉพาะท่ีสงั เกตได้ของสัตว์มีกระดูกสนั หลงั หน้าที่ของ ส่วนตา่ งๆ ของพืช ผลของแรงโน้มถว่ งของโลก การใช้เครื่องชั่งสปริงวัดน้าหนักของวัตถุ มวลของวตั ถุท่ีมีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงการเคลือ่ นท่ีของวตั ถุ การจาแนกวัตถุเป็นตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง และวัตถุทึบแสง สมบัติทางกายภาพด้านความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความรอ้ น และการนาไฟฟ้าของวัสดุ การนาสมบัติทาง กายภาพของวัสดุไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั สมบัติของสสารท้ัง 3 สถานะ จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต มวล การ ต้องการท่ีอยู่ รูปร่างและปริมาตรของสสาร รวมท้ังการใช้เคร่ืองมือเพ่ือวัดมวลและปริมาตรของสสารท้ัง 3 สถานะ สร้างแบบจาลองแสดงองค์ประกอบของระบบสุริยะ และคาบการโคจรของดาวเคราะห์ต่างๆ จาก แบบจาลอง แบบรูปเส้นทางการข้ึนและตกของดวงจันทร์ สร้างแบบจาลองที่อธิบายแบบรูปการเปลี่ยนแปลง รูปรา่ งปรากฏของดวงจันทรแ์ ละพยากรณร์ ูปร่างปรากฏของดวงจนั ทร์ ศึกษาการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา มาใช้พิจารณาในการแก้ปัญหา การอธิบายการทางาน หรือการคาดการณ์ผลลัพธ์ ศึกษาการออกแบบโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้ storyboard หรือ การออกแบบ อัลกอริทึม การเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใชซ้ อฟต์แวร์ Scratch หรือ logo ศึกษาการใช้อินเทอร์เน็ตค้นหา ความรู้ การใช้คาค้นที่ตรงประเด็น กระชับ การประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล ศึกษาการรวบรวมข้อมูล การประมวลผลอย่างง่าย วิเคราะห์ผลและสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้ ตลอดจนประเมินทางเลือก พร้อมท้ังการ นาเสนอข้อมูลในรูปแบบตามความเหมาะสม ศึกษาการใช้ซอฟต์แวร์เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน การใช้ เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย เขา้ ใจสิทธิและหนา้ ทีข่ องตน เคารพในสทิ ธใิ นสิทธขิ องผ้อู ืน่ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่สามารถนาไปใช้อธิบาย แก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์พัฒนา งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการ ทางวิศวกรรมศาสตร์ โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้การคิดเชิงคานวณและปัญหาเป็นฐาน (Problem– based Learning) เพือ่ เนน้ ใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ จากการฝกึ แกป้ ัญหาต่างๆ ผา่ นกระบวนการคิด การปฏิบัติ อยา่ งมรี ะบบ และใหม้ ีทักษะสาคัญในการคน้ ควา้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ใหมโ่ ดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ และการแก้ปัญหาทห่ี ลากหลาย เพ่ือใหผ้ ้เู รยี นมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ มีทักษะการคิดเชิงคานวณ การคดิ วิเคราะห์ แกป้ ัญหาเปน็ ข้นั ตอนและ เป็นระบบ มีทักษะในการต้ังคาถาม หรือกาหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามท่ีกาหนดให้ หรือตามความ สนใจ คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สรา้ งสมมติฐานที่สอดคล้องกบั คาถาม วางแผนและสารวจตรวจสอบโดย ใช้เครื่องมอื อุปกรณ์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศทเี่ หมาะสมในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ทั้งเชงิ ปริมาณและคุณภาพ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเช่ือถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูล ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการ แก้ปัญหา ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการ จัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน รวมทั้ง ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตวิทยาศาสตร์และมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และ คา่ นยิ มในการใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่างสร้างสรรค์

207 รหสั ตวั ช้ีวัด ว๑.๒ ป.๔/๑ ว๑.๓ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔ ว๒.๑ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔ ว๒.๒ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ว๒.๓ ป.๔/๑ ว๓.๑ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ว๔.๒ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔ ป.๔/๕ รวม 7 มำตรฐำน ๒๑ ตัวช้ีวดั

208 คำอธบิ ำยรำยวิชำพื้นฐำน รหัสวชิ ำ ว๑5๑๐๑ วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี กลุม่ สำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษำปีท่ี 5 เวลำ 120 ชวั่ โมง/ปี ศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมในแต่ละแหล่งท่ีอยู่ ความสมั พันธ์ระหว่างส่ิงไม่มชี วี ิตกับสง่ิ มีชีวิต และความสัมพันธ์กบั สิง่ ไม่มชี ีวติ โซอ่ าหารและบทบาทหน้าท่ีของ ส่ิงมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคในโซ่อาหาร ตระหนักในคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการดารงชีวิตของ สิ่งมีชีวิต ลักษณะทางพันธุกรรมท่ีมีการถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของพืช สัตว์ และมนุษย์ ลักษณะที่คล้ายคลึง กันของตนเองกับพ่อแม่ การหาแรงลัพธ์ของแรงหลายแรงในแนวเดียวกันท่ีกระทาต่อวัตถุในกรณีที่วัตถุอยู่นิ่ง การเขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทาต่อวัตถุที่อยู่ในแนวเดียวกันและแรงลพั ธ์ที่กระทาตอ่ วัตถุ การใช้เครื่องชั่ง สปริงในการวัดแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ผลของแรงเสียดทานที่มีต่อการเปล่ียนแปลงการเคลื่อนท่ีของวัตถุ การ เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทานและแรงที่อยู่ในแนวเดียวกันท่ีกระทาต่อวัตถุ การได้ยินเสียงผ่านตัวกลาง การเกิดเสียงสูง เสียงต่า การเกิดเสียงดัง เสียงค่อย การวัดระดับเสียงโดยใช้เครื่องมือวัดระดับเสียง และ เสนอแนะแนวทางในการหลีกเล่ยี งและลดมลพิษทางเสียง ศึกษาการใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การทางาน การคาดการณ์ผลลัพธ์จากปัญหาอย่างง่าย การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมีการใช้เหตุผลเชิงตรรกะอย่างง่าย ตรวจหาขอผิดพลาดและแก้ไข การใช้ อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูล ติดต่อสื่อสารและทางานร่วมกัน ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล การรวบรวม ประเมิน นาเสนอข้อมูล และสารสนเทศตามวัตถุประสงค์ โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตท่ี หลากหลายเพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย มีมารยาท เข้าใจสิทธิ และหน้าทข่ี องตนเอง เคารพในสทิ ธิของผอู้ ่ืน และแจง้ ผเู้ ก่ยี วข้องเมอ่ื พบข้อมูลหรอื บุคคลท่ีไม่เหมาะสม โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีสามารถนาไปใช้อธิบาย แก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์พัฒนา งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการ ทางวิศวกรรมศาสตร์ โดยอาศยั กระบวนการเรยี นรูโ้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Base Learning) เพ่ือเน้น ให้ผู้เรยี นเกิดการเรียนร้จู ากการฝึกแกป้ ัญหาตา่ งๆ ผา่ นกระบวนการคิด การปฏบิ ตั ิอย่างมรี ะบบ และให้มีทักษะ สาคญั ในการคน้ ควา้ และสร้างองคค์ วามรู้ โดยใชก้ ระบวนการสืบเสาะหาความรู้และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย เพ่อื ให้ผู้เรยี นมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจ มที ักษะการคดิ เชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นข้นั ตอนและ เป็นระบบ มีทักษะในการตั้งคาถาม หรือกาหนดปัญหาเก่ียวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามท่ีกาหนดให้ หรือตามความ สนใจ คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สรา้ งสมมติฐานที่สอดคล้องกบั คาถาม วางแผนและสารวจตรวจสอบโดย ใช้เครื่องมอื อปุ กรณ์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศทีเ่ หมาะสมในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลทั้งเชงิ ปรมิ าณและคุณภาพ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูล ให้เหตุผลเชิงตรรกะในการ แก้ปัญหา ตลอดจนนาความรคู้ วามเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสงั คมและ การดารงชวี ติ จนสามารถพฒั นากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปญั หาและการจัดการ ทักษะในการส่ือสาร ความสามารถในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน รวมทั้งส่งเสริมให้ ผูเ้ รียนเกดิ จิตวิทยาศาสตร์และมีเจตคติที่ดีต่อการเรยี นวิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มในการใช้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งสรา้ งสรรค์

209 รหสั ตัวชี้วดั ว๑.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓, ป.๕/๔ ว๑.๓ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ว๒.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ว๒.๒ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ว๒.๓ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ว๓.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ว๓.๒ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ ว๔.๒ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕ รวม 7 มำตรฐำน ๓๒ ตัวช้ีวดั

210 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำพืน้ ฐำน รหัสวิชำ ว๑6๑๐๑ วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นประถมศกึ ษำปีที่ 6 เวลำ 120 ช่ัวโมง/ปี ศึกษาและเรียนรู้เก่ียวกับสารอาหารและประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภท แนวทางในการเลือก รับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนท่ีเหมาะสมกับเพศและวัย รวมท้ังความปลอดภัยต่อ สุขภาพ ความสาคัญของสารอาหาร ระบบย่อยอาหาร และหน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อยอาหาร รวมท้ังการ ย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร แนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะในระบบย่อยอาหารให้ทางานเป็นปกติ การเกิดและผลของแรงไฟฟ้า ส่วนประกอบและหน้าท่ีของแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย เขียน แผนภาพและต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย วิธีการและผลของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม ประโยชน์และการ ประยุกต์การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมในชีวิตประจาวัน การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน ประโยชน์ ข้อจากัด และการประยุกต์การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนานในชีวิตประจาวัน การเกิด เงามืดเงามัว เขยี นแผนภาพรงั สีของแสงแสดงการเกิดเงามืดเงามวั การแยกสารผสมโดยการหยิบออก การร่อน การใช้แม่เหล็กดึงดูด การรินออก การกรอง และการตกตะกอน รวมท้ังวิธีแก้ปัญหาในชีวิตประจาวันเก่ียวกับ การแยกสาร กระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร และวัฏจักรหิน ตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของ หินและแร่ในชีวิตประจาวัน การเกิดซากดึกดาบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมในอดีตของซากดึกดาบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมทั้งผลที่มีต่อส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ผลของมรสุมต่อการเกิดฤดูของ ประเทศไทย ลกั ษณะและผลกระทบของนา้ ท่วม การกัดเซาะชายฝ่งั ดนิ ถล่ม แผน่ ดินไหว และสึนามิ ผลกระทบ ของภยั ธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ยั แนวทางในการเฝ้าระวังและปฏิบตั ติ นให้ปลอดภยั จากภยั ธรรมชาติและธรณี พิบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในท้องถิ่น การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และผลของปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อ ส่ิงมีชีวิต แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดแก๊สเรือนกระจก ปรากฏการณ์สุริยุปราคาและ จันทรุปราคา พัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศ และตัวอย่างการนาเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ใน ชวี ติ ประจาวนั ศึกษาเก่ียวกับการออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้โปรแกรม Scratch ศึกษาการแก้ปัญหา โดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ การใช้งานอินเทอร์เน็ต การค้นหาข้อมูลโดยใช้อินเทอร์เน็ต การประเมินความ นา่ เชอื่ ถอื ศกึ ษาการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและความปลอดภัยในการใช้งานเทคโนโลยี โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ท่ีสามารถนาไปใช้อธิบาย แก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์พัฒนา งานในชีวิตจริงได้ ซ่ึงเน้นการเช่ือมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการ ทางวิศวกรรมศาสตร์ โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และ วัฏ จักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Intructional Model) เพ่ือเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการ คิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปญั หา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติ โดยใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และให้มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้โดยใช้กระบวนการสืบ เสาะหาความรูแ้ ละการแก้ปญั หาท่ีหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รักษาข้อมูลส่วนตัว และการสื่อสารเบื้องต้นในการ แก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และนา เทคโนโลยีใหม่ท่ีเกิดขึ้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิด และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการ ตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดจิตวิทยาศาสตร์และมีเจตคติที่ดี

211 ต่อการเรียนวิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่าง สร้างสรรค์ รหัสตัวชวี้ ัด ว1.2 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5 ว2.1 ป.6/1 ว2.2 ป.6/1 ว2.3 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5 ป.6/6 ป.6/7 ป.6/8 ว3.1 ป.6/1 ป.6/2 ว3.2 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 ป.6/5 ป.6/6 ป.6/7 ป.6/8 ป.6/9 ว4.2 ป.6/1 ป.6/2 ป.6/3 ป.6/4 รวม 7 มำตรฐำน 30 ตวั ชว้ี ัด

212 คำอธิบำยรำยวชิ ำพ้นื ฐำน รหสั วชิ ำ ว211๐๑ วิทยำศำสตร์ กล่มุ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษำปที ่ี 1 ภำคเรียนท่ี ๑ เวลำ 60 ช่ัวโมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.5 หน่วยกติ ศึกษาเก่ียวกบั สารรอบตัว สมบัตขิ องสาร การจาแนกสารดว้ ยสถานะ เน้ือสาร และขนาดอนภุ าคของสาร การเปล่ียนแปลงของสาร สารบริสุทธิ์และสารผสม สมบัติของสารบริสุทธ์ิและสารผสม การใช้ความรู้ ทางเคมี ใหเ้ ป็นประโยชน์ต่อการเลอื กใช้สารเคมใี นชวี ิตประจาวันได้อยา่ งเหมาะสมและปลอดภยั การศกึ ษาชีววทิ ยาโดย อาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ศึกษาประเภทโครงสร้างและหน้าท่ีของส่วนประกอบภายในเซลล์สิ่งมีชีวิตด้วย กล้องจุลทรรศน์ ศึกษากระบวนการลาเลยี งสารเข้าและออกจากเซลล์ด้วยวิธกี ารแพร่และการออสโมซิส ศึกษา การดารงชีวิตของพืช กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง การลาเลียงสารในพืช การเจริญเติบโตของพืช การ สืบพนั ธุข์ องพืช และเทคโนโลยีชวี ภาพของพชื โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มี ความสามารถในการตัดสินใจ สอื่ สารส่งิ ที่เรียนรู้และนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั มจี ิตวิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม และจริยธรรม รหสั ตวั ชวี้ ดั ว๑.๒ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ ม.๑/๘ ม.๑/๙ ม.๑/๑๐ ม. ๑/๑๑ ม.๑/๑๒ ม.๑/๑๓ ม.๑/๑๔ ม.๑/๑๕ ม.๑/๑๖ ม.๑/๑๗ ม.๑/๑๘ ว๒.๑ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ ม.๑/๘ ม.๑/๙ ม.๑/๑๐ รวม 2 มำตรฐำน 28 ตัวช้วี ดั

213 คำอธบิ ำยรำยวิชำพื้นฐำน รหสั วิชำ ว211๐2 วทิ ยำกำรคำนวณ กลุ่มสำระกำรเรียนร้วู ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษำปีที่ 1 ภำคเรยี นท่ี ๑ เวลำ 20 ช่ัวโมง/ภำคเรียน จำนวน 0.5 หน่วยกิต ศึกษาการออกแบบอัลกอริทึมท่ีใช้แนวคิดเชิงนามธรรมเพื่อแก้ปัญหาหรืออธิบายการทางานท่ีพบใน ชีวิตจริง การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่มีการใช้ตัวแปร เง่ือนไข วนซ้า การออกแบบอัลกอริทึม เพ่ือ แก้ปัญหาทางคณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตรอ์ ย่างงา่ ย การเขียนโปรแกรมโดยใช้ซอฟต์แวร์ Scratch, python, java และ c เป็นต้น ศึกษาการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ประมวลผล สร้างทางเลือก ประเมินผล ตลอดจนใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย การจัดการอัตลักษณ์ การพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหา ใช้สอ่ื และแหลง่ ข้อมลู ตามข้อกาหนดและขอ้ ตกลงได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้การคิดเชิงคานวณและปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปัญหาวางแผนการ เรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน เพ่ือให้เกิดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และทกั ษะในการวเิ คราะหโ์ จทยป์ ญั หา จนสามารถนาเอาแนวคิดเชงิ คานวณมาประยุกต์ใช้ในการสร้างโครงงาน ได้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การนาข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอข้อมูลและสารสนเทศ ไดต้ ามวตั ถุประสงค์ ใชท้ กั ษะการคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชวี ิตจริง และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพ่ือช่วยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารอย่างรู้เท่าทัน และรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการ แก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมในการใชว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ รหสั ตัวช้วี ัด ว4.2 ม.1/1 ม.1/2 ม.1/3 ม.1/4 รวม 1 มำตรฐำน 4 ตวั ช้ีวดั

214 คำอธิบำยรำยวชิ ำพื้นฐำน รหัสวิชำ ว211๐3 วิทยำศำสตร์ กลุม่ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษำปที ่ี 1 ภำคเรยี นที่ 2 เวลำ 60 ชว่ั โมง/ภำคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต ศึกษาเก่ียวกับอุณหภูมิและการวัด ผลของความร้อนที่มีผลต่อการเปล่ียนแปลงของสาร การถ่ายโอน ความรอ้ น การดดู กลนื และคายความรอ้ น สมดุลความร้อน องค์ประกอบของบรรยากาศ การแบ่งชัน้ บรรยากาศ ผลของรังสีจากดวงอาทิตย์ตอ่ บรรยากาศ องค์ประกอบของบรรยากาศ ได้แก่ อุณหภูมิอากาศ ความดันอากาศ ความชื้นอากาศ ลม เมฆและฝน พายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน มรสุม การพยากรณ์อากาศ และการ เปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศของโลก โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มี ความสามารถในการตัดสินใจ สอื่ สารส่ิงทีเ่ รียนรู้และนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวนั มีจิตวิทยาศาสตร์ มคี ุณธรรม และจรยิ ธรรม รหสั ตัวชว้ี ดั ว๒.2 ม.๑/๑ ว๒.๓ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ ว๓.๒ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ ม.๑/๖ ม.๑/๗ รวม 3 มำตรฐำน 15 ตวั ชว้ี ดั

215 คำอธิบำยรำยวิชำพนื้ ฐำน รหัสวิชำ ว211๐4 กำรออกแบบและเทคโนโลยี กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 1 ภำคเรียนท่ี 2 เวลำ 20 ชัว่ โมง/ภำคเรียน จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ ศึกษาแนวคิดหลักของเทคโนโลยีในชีวิตประจาวัน วิเคราะห์สาเหตุหรือปัจจัยท่ีส่งผลต่อการ เปลีย่ นแปลงของเทคโนโลยี ระบปุ ญั หาหรือความต้องการในชีวิตประจาวัน รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล แนวคิดท่ี เกยี่ วขอ้ งกับปัญหา การออกแบบวิธีการแกป้ ัญหา ตัดสินใจเลอื กข้อมูลท่จี าเปน็ นาเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ให้ผู้อ่ืนเข้าใจ วางแผน ดาเนินการแก้ปัญหา ด้วยการทดสอบ ประเมินผล ระบุข้อบกพร่องท่ีเกิดขึ้น พร้อมท้ัง หาแนวทางการปรับปรุงแก้ไข และนาเสนอผลการแก้ปัญหา เลอื กใช้วัสดุ อุปกรณ์ เคร่อื งมือ กลไก ไฟฟา้ หรือ อเิ ล็กทรอนกิ สเ์ พอื่ แกป้ ัญหาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัย โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) และการเรียนรู้ แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project – based Learning) เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ สถานการณก์ ารแก้ปัญหาวางแผนการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ท่ีมีผลต่อการพัฒนา เทคโนโลยปี ระเภทต่างๆ และการพฒั นาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคดิ คน้ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรท์ ี่ก้าวหน้า ผล ของเทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสงั คม และการดารงชวี ติ จนสามารถพฒั นากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร ความสามารถในการตัดสินใจ เป็นผู้ท่ีมี จิตวทิ ยาศาสตร์ มคี ุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ มในการใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์ รหสั ตวั ชว้ี ัด ว๔.๑ ม.๑/๑ ม.๑/๒ ม.๑/๓ ม.๑/๔ ม.๑/๕ รวม 1 มำตรฐำน 5 ตวั ช้วี ดั

216 คำอธิบำยรำยวชิ ำพ้นื ฐำน รหัสวชิ ำ ว221๐1 วทิ ยำศำสตร์ กลุ่มสำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษำปที ่ี 2 ภำคเรียนท่ี 1 เวลำ 60 ช่วั โมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต ศึกษาเก่ียวกับระบบร่างกายมนุษย์ ระบบหายใจ โครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะในระบบหายใจ การหายใจ การดูแลรกั ษาอวัยวะในระบบหายใจ ระบบขับถ่าย โครงสร้างและหนา้ ท่ขี องอวัยวะในระบบขับถ่าย กลไกการกาจัดของเสีย การดูแลรักษาอวัยวะในระบบขับถ่าย ระบบหมุนเวียนเลือด โครงสร้างและหน้าที่ของ อวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือด การทางานของระบบหมุนเวียนเลือด การดูแลรักษาอวัยวะในระบบหมุนเวียน เลอื ด ระบบประสาท โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องอวยั วะในระบบประสาท การทางานของระบบประสาท การดแู ล รักษาอวัยวะในระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องอวยั วะในระบบสบื พนั ธ์ุเพศชายและเพศ หญงิ ฮอรโ์ มนเพศ การปฏสิ นธิและการตงั้ ครรภ์ การคุมกาเนิด ศกึ ษาเกย่ี วกับการแยกสารผสม การระเหยแห้ง การตกผลึก การกลั่น โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วยตัวทาละลาย การนาวิธีการแยกสารไปใช้ แก้ปญั หาในชีวิตประจาวัน ศกึ ษาเกย่ี วกับสารละลาย สภาพละลายไดข้ องสาร ความเขม้ ขน้ ของสารละลาย การ ใช้สารละลายในชีวติ ประจาวัน โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การ วิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มี ความสามารถในการตัดสินใจ ส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านยิ ม รหสั ตัวชี้วดั ว๑.2 ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๕ ม.๒/๖ ม.๒/๗ ม.๒/๘ ม.๒/๙ ม.๒/๑๐ ม. ๒/๑๑ ม.๒/๑๒ ม.๒/๑๓ ม.๒/๑๔ ม.๒/๑๕ ม.๒/๑๖ ม.๒/๑๗ ว๒.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๕ ม.๒/๖ รวม 2 มำตรฐำน 23 ตัวช้ีวดั

217 คำอธบิ ำยรำยวิชำพื้นฐำน รหัสวชิ ำ ว221๐2 วทิ ยำกำรคำนวณ กลุม่ สำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 2 ภำคเรยี นที่ ๑ เวลำ 20 ชว่ั โมง/ภำคเรยี น จำนวน 0.5 หน่วยกิต ศึกษาการออกแบบอัลกอริทึมท่ีใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปญั หา หรือการทางานที่พบในชวี ิตจริง การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีใช้ตรรกะและฟังก์ชันในการแก้ปัญหา การเขียนโปรแกรมโดยใช้ซอฟต์แวร์ Scratch, python, java และ c อภิปรายองค์ประกอบและหลักการทาางานของระบบคอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีการส่ือสารเพ่ือประยุกต์ใช้งานหรือแก้ปัญหาเบื้องต้น ตลอดจนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง ปลอดภยั มีความรบั ผดิ ชอบ สรา้ งและแสดงสทิ ธิในการเผยแพรผ่ ลงาน โดยอาศยั กระบวนการเรยี นรโู้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (Problem-based Learning) และการเรยี นรู้แบบ ใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ สถานการณ์การแก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน เพ่ือให้เกิดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะใน การวิเคราะห์โจทย์ปัญหา จนสามารถนาเอาแนวคิดเชิง คานวณมาประยุกตใ์ ชใ้ นการสร้างโครงงานได้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ การนาข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอขอ้ มลู และ สารสนเทศไดต้ ามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชีวิตจริง และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพื่อช่วย ในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรู้เท่าทัน และรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจใน วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิด ประโยชนต์ ่อสงั คมและการดารงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ มีความสามารถในการ แก้ปัญหาและมีทักษะในการสื่อสาร มีความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ท่ีมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มในการใชว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ย่างสร้างสรรค์ รหัสตัวชวี้ ดั ว4.2 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 รวม 1 มำตรฐำน 4 ตวั ชวี้ ัด

218 คำอธิบำยรำยวชิ ำพ้นื ฐำน รหัสวชิ ำ ว221๐3 วิทยำศำสตร์ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีที่ 2 ภำคเรียนที่ 2 เวลำ 60 ชั่วโมง/ภำคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกิต ศึกษาเกี่ยวกับแรงและการเคลื่อนที่ แรง แรงดันในของเหลว แรงพยุง แรงเสียดทาน โมเมนต์ของแรง แรงในธรรมชาติ การเคล่ือนที่ ระยะทางและ การกระจัด อัตราเร็ว ความเร็ว ศึกษาเก่ียวกับงานและพลังงาน งาน กาลัง เครื่องกลอย่างง่าย พลังงาน ประเภทของพลังงานกล กฎการอนุรักษ์พลังงาน ศึกษาเกี่ยวกับโลก และการเปลีย่ นแปลง เช้อื เพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์ ถา่ นหนิ หินน้ามัน ปโิ ตรเลียม พลงั งานทดแทน โครงสร้างของ โลก การเปลี่ยนแปลงของโลก ทรัพยากรดิน กระบวนการเกิดดิน หน้าตัดข้างของดิน ปัจจัยในการเกิดดิน สมบตั ิของดนิ การปรับปรงุ คณุ ภาพของดนิ แหลง่ น้า น้าบนดนิ นา้ ใต้ดนิ การใชป้ ระโยชนจ์ ากแหล่งนา้ ภยั พิบตั ิ ที่เกดิ จากน้า โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มี ความสามารถในการตัดสินใจ สื่อสารส่ิงท่ีเรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยม รหสั ตัวช้ีวัด ว๒.๒ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๕ ม.๒/๖ ม.๒/๗ ม.๒/๘ ม.๒/๙ ม.๒/๑๐ ม.๒/ ๑๑ ม.๒/๑๒ ม.๒/๑๓ ม.๒/๑๔ ม.๒/๑๕ ว๒.๓ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๕ ม.๒/๖ ว๓.๒ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๕ ม.๒/๖ ม.๒/๗ ม.๒/๘ ม.๒/๙ ม.๒/๑๐ รวม 3 มำตรฐำน 31 ตวั ชีว้ ัด

219 คำอธบิ ำยรำยวิชำพ้นื ฐำน รหัสวิชำ ว221๐4 กำรออกแบบและเทคโนโลยี กลุ่มสำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2 ภำคเรียนที่ 2 เวลำ 20 ชว่ั โมง/ภำคเรยี น จำนวน 0.5 หน่วยกิต ศึกษาสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ผลกระทบจากการเปล่ียนแปลง เทคโนโลยีต่อมนุษย์ และสังคม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่อเศรษฐกิจ ผลกระทบจากการ เปล่ียนแปลงเทคโนโลยีต่อส่ิงแวดล้อม ประเภท ของวัสดุอุปกรณ์เพื่อให้สามารถสร้างช้ินงานได้ตรงกับความ ต้องการ มีความปลอดภยั และใช้ทรัพยากรไดอ้ ย่างคุ้มค่า เครื่องกลในการสรา้ งชิ้นงาน ได้แก่ รอก คาน ล้อและ เพลา พน้ื เอยี ง ลมิ่ สกรู เคร่ืองมือในการสรา้ งชน้ิ งาน เครอื่ งมอื วดั เครอ่ื งมือตัด เครือ่ งมือ ยึดติด เครื่องมอื เจาะ เสียงและอุปกรณ์ท่ีทาให้เกิดเสียง อุปกรณ์ที่ทาให้เกิดเสียง ไฟฟ้าและอุปกรณ์ท่ีทาให้เกิดแสง วงจรไฟฟ้าและ การต่อตัวต้านทาน ประเภทและการต่อวงจรไฟฟ้า ความสัมพันธ์ของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ วิศวกรรมศาสตร์ แนวคิดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ระบบเทคโนโลยี การคิดเชิงออกแบบ แนวคิดหลักของการคิดเชิงออกแบบ กระบวนการคิดเชิงออกแบบ และความคิดเชิง ออกแบบของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกา-ธเิ บศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยอาศัยกระบวนการเรยี นรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (Problem–based Learning) และการเรยี นรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ สถานการณก์ ารแกป้ ัญหาวางแผนการเรยี นรู้ และ นาเสนอผ่านการทากิจกรรมโครงงาน เพอ่ื ให้ผู้เรยี นมีความรู้ความเขา้ ใจ ความสมั พนั ธ์ของความรวู้ ทิ ยาศาสตร์ทมี่ ีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภทต่างๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ท่ีก้าวหน้า ผลของ เทคโนโลยีต่อชีวติ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีไป ใช้ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อสังคมและการดารงชวี ิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถ ในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการสื่อสาร ความสามารถในการตัดสินใจ เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์มี คณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยมในการใช้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์ รหสั ตัวช้วี ัด ว4.1 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 รวม 1 มำตรฐำน 5 ตัวช้ีวดั

220 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำพนื้ ฐำน รหสั วิชำ ว231๐1 วิทยำศำสตร์ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษำปีที่ 3 ภำคเรยี นที่ 1 เวลำ 60 ช่ัวโมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ ศึกษาเก่ียวกับระบบนิเวศ องค์ประกอบของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ พนั ธกุ รรม โครโมโซม ดีเอ็นเอ และยนี การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การแบ่งเซลล์ของส่ิงมีชีวิต ความผิดปกติทางพันธุกรรม การดัดแปรทางพันธุกรรม ความหลากหลายทาง ชีวภาพ วัสดุในชีวิตประจาวัน สมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม ผลกระทบจากการใชว้ สั ดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ และวัสดุผสม ปฏกิ ิริยาเคมี การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี ประเภท ของปฏกิ ริ ิยาเคมี ปฏกิ ิรยิ าเคมใี นชีวิตประจาวนั โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มี ความสามารถในการตัดสินใจ ส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นยิ ม รหัสตัวชวี้ ดั ว๑.๑ ม.๓/๑ ม.๓/๒ ม.๓/๓ ม.๓/๔ ม.๓/๕ ม.๓/๖ ว๑.๓ ม.๓/๑ ม.๓/๒ ม.๓/๓ ม.๓/๔ ม.๓/๕ ม.๓/๖ ม.๓/๗ ม.๓/๘ ม.๓/๙ ม. ๓/๑๐ ม.๓/๑๑ ว๒.๑ ม.๓/๑ ม.๓/๒ ม.๓/๓ ม.๓/๔ ม.๓/๕ ม.๓/๖ ม.๓/๗ ม.๓/๘ รวม 3 มำตรฐำน ๒5 ตัวชว้ี ดั

221 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำพื้นฐำน รหสั วิชำ ว231๐2 วิทยำกำรคำนวณ กลุ่มสำระกำรเรียนร้วู ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษำปีที่ 3 ภำคเรียนท่ี ๑ เวลำ 20 ชั่วโมง/ภำคเรียน จำนวน 0.5 หน่วยกติ ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลและสารสารเทศ การใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการข้อมูลและสารสนเทศ ศึกษาเก่ียวกับการประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล การรู้เท่าทันส่ือ ศึกษาเก่ียวกับการใช้งานเทคโนโลยี สารสนเทศและกฎหมายคอมพวิ เตอร์ ศกึ ษาเกี่ยวกบั แอปพลเิ คชัน เทคโนโลยี IoT และการพฒั นาแอปพลิเคชัน โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การ แก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเองผ่านกระบวนการคิดและ ปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเป็น ข้ันตอน และเป็นระบบ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รักษาข้อมูลส่วนตัว และการสื่อสารเบอื้ งต้นใน การแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนนาความรู้ความเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และ นาเทคโนโลยีใหม่ท่ีเกิดข้ึนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิด และจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการส่ือสาร ความสามารถในการ ตัดสินใจ และเป็นผู้มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมในการใชว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่าง สรา้ งสรรค์ รหัสตวั ช้ีวดั ว4.2 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 รวม 1 มำตรฐำน 4 ตัวชว้ี ัด

222 คำอธิบำยรำยวิชำพืน้ ฐำน รหัสวิชำ ว231๐3 วิทยำศำสตร์ กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษำปีท่ี 3 ภำคเรยี นท่ี 2 เวลำ 60 ช่ัวโมง/ภำคเรียน จำนวน 1.5 หนว่ ยกติ ศกึ ษา วเิ คราะห์ ปริมาณทางไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า ความตา่ งศกั ย์ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกระแสไฟฟ้ากับ ความต่างศักย์ กฎของโอห์ม ความต้านทาน ตัวต้านทาน การต่อตัวต้านทานแบบอนุกรมและแบบขนาน ช้ินส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างง่าย ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ตัวเก็บประจุ วงจรรวม การต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานไฟฟ้าและกาลงั ไฟฟ้า การคานวณคา่ ไฟฟ้า วงจรไฟฟา้ ในบ้าน อุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย การเกิดคลื่น ส่วนประกอบของคล่ืน คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า สเปกตรัม คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้า ประโยชน์และการป้องกันอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การสะท้อนของแสงบนกระจก เงาราบ การสะท้อนของแสงบนกระจกเงาโค้ง การหักเหของแสงผ่านเลนส์ การทดลองการหักเหของแสง การ เกิดภาพจากเลนส์บาง ปรากฏการณ์ที่เก่ียวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ และการทางานของทัศนอุปกรณ์ เช่น แว่น ขยาย กระจกโค้งจราจร การมองเห็นวัตถุ ความสว่างของแสง การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การ เกิดฤดูกาล การเคล่ือนท่ีปรากฏของดวงอาทิตย์ การเกิดข้างข้ึนข้างแรม การเกิดน้าข้ึนน้าลง น้าเป็น น้าตาย เทคโนโลยีอวกาศ กล้องโทรทรรศน์ ดาวเทยี มและยานอวกาศ นกั บินอวกาศ โครงการสารวจอวกาศ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การวิเคราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรุป เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ ส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคา่ นิยม รหสั ตัวชวี้ ดั ว๒.๓ ม.๓/๑ ม.๓/๒ ม.๓/๓ ม.๓/๔ ม.๓/๕ ม.๓/๖ ม.๓/๗ ม.๓/๘ ม.๓/๙ ม.๓/๑๐ ม. ๓/๑๑ ม.๓/๑๒ ม.๓/๑๓ ม.๓/๑๔ ม.๓/๑๕ ม.๓/๑๕ ม.๓/๑๖ ม.๓/๑๗ ม.๓/๑๘ ม.๓/๑๙ ม.๓/๒๐ ม.๓/๒๑ ว๓.๑ ม.๓/๑ ม.๓/๒ ม.๓/๓ ม.๓/๔ รวม 2 มำตรฐำน 25 ตวั ช้ีวดั

223 คำอธิบำยรำยวชิ ำพ้นื ฐำน รหสั วชิ ำ ว231๐4 กำรออกแบบและเทคโนโลยี กลุ่มสำระกำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 3 ภำคเรยี นท่ี 2 เวลำ 20 ชั่วโมง/ภำคเรยี น จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ ศึกษาสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี และผลกระทบต่อมนุษย์ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และอาชีพในชุมชน เพื่อสารวจและระบุปัญหาท่ีเกิดข้ึนได้ตรงตามความจริง กระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อ่ืน ๆ ร่วมกัน ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับ ประเภท และสมบัติของวัสดุต่างๆ เช่น ไม้ เหล็ก พลาสติก ยางพารา เคร่ืองมือในการสร้างชิ้นงาน เช่น ค้อน ประแจ สว่าน คีมประเภทต่างๆ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกแนวทางในออกแบบการแก้ปัญหาได้อย่าง เหมาะสม โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ( Problem – based Learning) วิธีการสอนโดย เน้นรูปแบบการสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) วัฏจักรการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5Es Intructional Model) และวิธกี ารสอนโดยเน้นรปู แบบการสอนแบบอุปนยั (Induction) เพ่อื เน้น ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการ เรยี นรู้ และสรา้ งองคค์ วามรู้ใหมด่ ้วยตนเองผ่านกระบวนการคดิ และปฏิบตั ิ โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รยี นมีความรู้ความเข้าใจ มีทกั ษะเก่ียวกับการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ ใน การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ท่ีสามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิด ประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการ แก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มในการใชว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์ รหสั ตวั ชีว้ ัด ว4.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 รวม 1 มำตรฐำน 5 ตัวชว้ี ัด

224 รหัสวิชำ ว๑12๐๑ เทคโนโลยี คำอธิบำยรำยวิชำเพม่ิ เติม ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ี่ 1 กลุม่ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี เวลำ 40 ชัว่ โมง/ปี ศึกษา วิเคราะห์ ข้อมูลของสิ่งของท่ีสนใจอาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล สัตว์ สิ่งของ เร่ืองราว และ เหตุการณ์ต่างๆ แหล่งข้อมูลท่ีอยู่ใกล้ตัว ประกอบด้วย บ้าน ห้องสมุด ผู้ปกครอง ครู หนังสือพิมพ์ รายการ โทรทัศน์ อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ กล้องดิจิทัล โทรศัพท์มือถือ ประโยชน์ของอุปกรณเ์ ทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย ใชใ้ นการเรียน ใช้วาดภาพ ใชต้ ดิ ตอ่ ส่อื สาร โดยใช้กระบวนการการทางาน กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และกระบวนการทางาน กลุ่มเพ่ือใหเ้ กดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารส่ิงที่เรียนรู้และเห็นคุณค่าของการทางานและนาความรู้ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ใน ชีวติ ประจาวนั มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ มีจริยธรรม คุณธรรมและค่านิยม ที่เหมาะสม และมีจติ สานึกใน การอนรุ กั ษส์ ่ิงแวดล้อม ผลกำรเรยี นรู้ ข้อ 1 บอกข้อมลู ทส่ี นใจและแหลง่ ข้อมูลท่อี ยู่ใกล้ตวั ขอ้ 2 บอกประโยชน์ของอปุ กรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 2 ผลกำรเรยี นรู้

225 รหสั วิชำ ว๑22๐1 เทคโนโลยี คำอธิบำยรำยวชิ ำเพมิ่ เติม ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ี่ 2 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี เวลำ 40 ช่วั โมง/ปี ศึกษา รวบรวม และอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลและการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ท่ีน่าสนใจตาม ประเภทของแหล่งข้อมูล โดยบอกประโยชน์และเก็บรักษาแหล่งข้อมูลเพื่อนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ศึกษา และอธิบายช่ือและหน้าท่ีของอุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบหลัก หลักการทางานเบื้องต้นของคอมพิวเตอร์ใช้ กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อสรุปประโยชน์ของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เพ่ือการใช้งานคอมพิวเตอร์ เบื้องต้น และดูแลรักษาเครอ่ื งคอมพิวเตอร์อยา่ งถูกวธิ ี โดยใช้กระบวนการการทางาน กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และกระบวนการทางาน กลุ่ม เพ่ือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล การ เรียนรู้การสอ่ื สาร มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ มจี ริยธรรม คุณธรรม และค่านยิ มท่ีเหมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ข้อ 1 บอกประโยชนข์ องข้อมูลและรวบรวมข้อมลู ที่สนใจจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ท่เี ช่ือถือได้ ข้อ 2 บอกประโยชน์และการรกั ษาแหล่งข้อมลู ขอ้ 3 บอกชือ่ และหน้าทขี่ องอปุ กรณ์พื้นฐานท่ีเป็นส่วนประกอบหลักของคอมพิวเตอร์ รวม 3 ผลกำรเรียนรู้

226 รหัสวชิ ำ ว๑32๐1 เทคโนโลยี คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่มิ เติม ชัน้ ประถมศกึ ษำปีท่ี 3 กล่มุ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี เวลำ 40 ช่ัวโมง/ปี ศึกษาและค้นหาข้อมูลอย่างมีขั้นตอน โดยการกาหนดหัวข้อท่ีต้องการค้นหา เพ่ือเลือกแหล่งข้อมูลที่ ต้องการด้วยการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ สามารถนาเสนอข้อมูลในลักษณะต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมและ น่าสนใจ พร้อมทงั้ ปฏิบตั ิตามข้นั ตอนการใชง้ านและระเบียบการดูแลรกั ษาอุปกรณ์เทคโนโลยสี ารสนเทศ โดยใช้กระบวนการทางาน กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และกระบวนการทางานกลุ่ม เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะการค้นหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ และสามารถดูแลรักษาอุปกรณ์ เทคโนโลยสี ารสนเทศได้อยา่ งถูกตอ้ ง มคี วามสามารถในการตัดสินใจ มจี รยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมทีเ่ หมาะสม ผลกำรเรยี นรู้ ข้อ 1 ค้นหาข้อมลู อย่างมีข้ันตอน และนาเสนอข้อมูลในลักษณะต่างๆ ขอ้ 2 บอกวธิ ีดแู ลและรกั ษาอุปกรณเ์ ทคโนโลยสี ารสนเทศ รวม 2 ผลกำรเรียนรู้

227 รหสั วิชำ ว๑42๐1 เทคโนโลยี คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่ิมเติม ชนั้ ประถมศกึ ษำปีท่ี 4 กลุม่ สำระกำรเรียนร้วู ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี เวลำ 40 ชว่ั โมง/ปี ศึกษา วิเคราะห์ ช่ือและหน้าที่ของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ หลักการทางานเบ้ืองต้นของ คอมพิวเตอร์ ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อสรุปประโยชน์และโทษจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เพื่อการทางาน นาความรู้และทักษะมาสร้างช้ินงานจากจินตนาการโดยใช้ โปรแกรมกราฟิกดว้ ยความรบั ผดิ ชอบ โดยใช้กระบวนการทางาน กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวเิ คราะห์ และกระบวนการทางานกลุม่ เพ่ือให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้และเห็นคุณค่าของการทางาน และนาความรู้ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจาวัน มคี วามสามารถในการตัดสินใจ มจี รยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมทเี่ หมาะสม และมจี ติ สานึกใน การอนุรักษส์ ่งิ แวดล้อม ผลกำรเรียนรู้ ขอ้ 1 บอกช่อื และหน้าที่ของอุปกรณ์เทคโนโลยสี ารสนเทศ ข้อ 2 บอกหลักการทางานเบ้ืองตน้ ของคอมพวิ เตอร์ ขอ้ 3 บอกประโยชนแ์ ละโทษจากการใชง้ านคอมพวิ เตอร์ ข้อ 4 ใชร้ ะบบปฏบิ ตั ิการคอมพิวเตอรเ์ พ่ือการทางาน ข้อ 5 สรา้ งภาพหรอื ช้นิ งานจากจินตนาการโดยใช้โปรแกรมกราฟิกดว้ ยความรับผิดชอบ รวม 5 ผลกำรเรียนรู้

228 รหัสวิชำ ว๑52๐1 เทคโนโลยี คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพิม่ เติม ช้ันประถมศกึ ษำปีที่ 5 กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี เวลำ 40 ชวั่ โมง/ปี ศึกษา และรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ท่ีเชื่อถือได้ตรงตาม วัตถุประสงค์ และประมวลผลข้อมูลอย่างเป็นระบบเพ่ือนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ศึกษา และวิเคราะห์ ความสาคัญของการใช้งานคอมพิวเตอร์ ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อสรุปประโยชน์จากการใช้งาน คอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เพ่ือการทางาน นาความรู้และทักษะมาสร้างงานเอกสารด้วย ซอฟตแ์ วรเ์ พอ่ื ใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจาวันด้วยความรบั ผดิ ชอบ และเป็นผมู้ ีมารยาทในการใช้ซอฟต์แวร์ทดี่ ี โดยใช้กระบวนการทางาน กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และกระบวนการทางานกลุ่ม เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล การเรียนรู้การ สื่อสาร มคี วามสามารถในการคิดตดั สนิ ใจ มีจรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ข้อ 1 ค้นหา รวบรวมข้อมูลที่สนใจ และเป็นประโยชน์จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ท่ีเช่ือถือได้ตรงตาม วัตถุประสงค์ ข้อ 2 สร้างงานเอกสารเพือ่ ใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวันด้วยความรบั ผิดชอบ รวม 2 ผลกำรเรยี นรู้

229 รหัสวชิ ำ ว๑62๐1 เทคโนโลยี คำอธิบำยรำยวชิ ำเพม่ิ เติม ชนั้ ประถมศกึ ษำปีที่ 6 กลมุ่ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี เวลำ 40 ชวั่ โมง/ปี ศึกษา และรวบรวมข้อมูลท่ีน่าสนใจและเป็นประโยชน์จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ท่ีเชื่อถือได้ตรงตาม วัตถปุ ระสงค์ และประมวลผลข้อมูลอยา่ งเป็นระบบเพอื่ นามาใช้ให้เกดิ ประโยชน์ ศึกษา และวิเคราะห์ความสาคัญของการใช้งานคอมพิวเตอร์ ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์เพ่ือสรุป ประโยชน์จากการใช้งานคอมพิวเตอร์ ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เพ่ือการทางาน นาความรู้และทักษะมา สร้างงานเอกสารด้วยซอฟต์แวร์เพ่ือใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันด้วยความรับผิดชอบ และเป็นผู้มีมารยาทใน การใชซ้ อฟตแ์ วร์ท่ดี ี โดยใช้กระบวนการทางาน กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวิเคราะห์ และกระบวนการทางานกลุ่ม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล การเรียนรู้การ ส่อื สาร มคี วามสามารถในการคิดตดั สนิ ใจ มจี รยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมทเ่ี หมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ข้อ 1 บอกหลกั การเบอื้ งต้นของการแก้ปญั หา ข้อ 2 ใช้คอมพิวเตอรใ์ นการค้นหาข้อมูล ข้อ 3 เก็บรกั ษาข้อมลู ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ขอ้ 4 นาเสนอข้อมลู ในรูปแบบทเี่ หมาะสมโดยเลอื กใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ข้อ 5 ใชค้ อมพิวเตอร์ชว่ ยสรา้ งชนิ้ งานจากจินตนาการหรอื งานท่ที าในชวี ิตประจาวันอยา่ งมี จติ สานึก และความรับผิดชอบ รวม 5 ผลกำรเรยี นรู้

230 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพ่มิ เติม รหสั วชิ ำ ว212๐1 คอมพิวเตอร์ กลมุ่ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 1 ภำคเรยี นที่ ๑ เวลำ 40 ชว่ั โมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หน่วยกติ ศึกษาและปฏิบัติเก่ียวกับการเริ่มต้นใช้โปรแกรมตารางงาน ส่วนประกอบของโปรแกรมตารางงาน การปอ้ นและจัดรูปแบบข้อมลู การสร้างสตู รและการใช้ฟงั กช์ ันในการคาว การปรับแกข้ ้อมลู การจดั การจัดการ ฐานข้อมูลในตารางงาน การออกรายงานในรูปแบบข้อความและแผนภูมิ การวิเคราะห์ข้อมูล สร้างตารางสรุป สาระสาคัญ (Pivot Table) การสร้างแมโครเบื้องต้น ผลกำรเรยี นรู้ ข้อ 1 อธิบายความรเู้ กี่ยวกบั โปรแกรม Microsoft Excel ได้ ข้อ 2 ใชง้ านทัว่ ไปด้วยโปรแกรม Microsoft Excel ได้ ข้อ 3 แกป้ ัญหาดว้ ยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ขอ้ 4 ใช้งานโปรแกรม Microsoft Excel ตามรูปแบบ โดยพจิ ารณาวตั ถุประสงคข์ องงานได้ รวม 4 ผลกำรเรียนรู้

231 คำอธิบำยรำยวชิ ำเพิม่ เติม รหัสวิชำ ว212๐2 คอมพิวเตอร์ กล่มุ สำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษำปีที่ 1 ภำคเรียนท่ี 2 เวลำ 40 ชัว่ โมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หนว่ ยกิต ฝึกทักษะการนาเสนองานด้วยโปรแกรม Microsoft PowerPoint การเรียกใช้โปรแกรม สร้างงาน นาเสนอผลงาน การเรียกดูงานนาเสนอในมุมมองต่างๆ การใส่และตกแต่งข้อความในภาพนิ่ง การตกแต่ง ภาพน่ิง ใสร่ ูปภาพหรือรูปวาดต่างๆ แทรกขอ้ ความศลิ ป์ สรา้ งผังองค์กร แทรกเสยี งและใส่ภาพเคลื่อนไหว การ เชือ่ มโยง จดั เตรยี มงานนาเสนอและการนาเสนอ ทาเอกสารประกอบการบรรยาย กาหนดรปู แบบการนาเสนอ ผลงาน การสัง่ นาเสนอดว้ ยตนเอง สร้างชิ้นงานโดยค้นหาข้อมูลจากห้องสมุดหรืออินเทอร์เน็ต โดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี สารสนเทศและภูมิปัญญาท้องถ่ิน กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด กระบวนการฝึกปฏิบัติ กระบวนการ ออกแบบ กระบวนการจดั การ กระบวนการแก้ปญั หา กระบวนการคิดวเิ คราะห์ มีนิสัยรักการทางาน รักการค้นคว้า มีความรับผิดชอบ ทางานร่วมกับผู้อื่นไดอ้ ย่างมีความสขุ มีสมาธิ ในการทางานจนสามารถนาไปประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจาวันได้ ผลกำรเรยี นรู้ ขอ้ 1 มคี วามร้คู วามเขา้ ใจพ้นื ฐานโปรแกรม Microsoft Office PowerPoint ข้อ 2 ตกแต่งและแก้ไขงานนาเสนอได้ ขอ้ 3 แทรกรูปภาพและวัตถตุ ่างๆ ลงในงานนาเสนอได้ ข้อ 4 สร้างการเช่อื มโยงให้กับขอ้ ความและวัตถไุ ด้ ข้อ 5 กาหนดการเคล่ือนไหวให้กับภาพนิ่ง ข้อความและวตั ถุได้ ข้อ 6 กาหนดการนาเสนอได้ ข้อ 7 สร้างชนิ้ งานอยา่ งมีจิตสานกึ และมคี วามรบั ผิดชอบ รวม 7 ผลกำรเรยี นรู้

232 คำอธบิ ำยรำยวชิ ำเพม่ิ เติม รหัสวิชำ ว222๐1 คอมพิวเตอร์ กล่มุ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษำปีที่ 2 ภำคเรยี นท่ี ๑ เวลำ 40 ชว่ั โมง/ภำคเรียน จำนวน 1.0 หนว่ ยกติ ศึกษาการออกแบบอัลกอริทึมท่ีใช้แนวคิดเชิงนามธรรมเพื่อแก้ปัญหาหรืออธิบายการทางานท่ีพบใน ชีวิตจริง การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมีการใช้ตัวแปร เง่ือนไข วนซ้า การออกแบบอัลกอริทึม เพ่ือ โดย อาศัยกระบวนการเรียนรู้โดยใช้การคิดเชิงคานวณและปัญหาเป็นฐาน (Problem – based Learning) เพื่อ เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญสถานการณ์การแก้ปัญหาวางแผนการเพื่อให้ผู้เรียนมี ความรู้ความเข้าใจ การนาข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอข้อมูลและ สารสนเทศ ได้ตามวตั ถุประสงค์ ใช้ทกั ษะการคดิ เชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาที่พบในชวี ิตจรงิ ผลกำรเรียนรู้ ข้อ 1 อธิบายความหมายและประเภทของภาษาคอมพิวเตอร์ได้ ข้อ 2 อธิบายประวัติของภาษาซไี ด้ ข้อ 3 อธิบายโครงสร้างโปรแกรมภาษาซไี ด้ ขอ้ 4 อธบิ ายการประกาศตวั แปรได้ ขอ้ 5 อธบิ ายและบอกลาดบั ขน้ั ตอนการพฒั นาโปรแกรมได้ ข้อ 6 อธิบายและเขยี นคาสั่งควบคมุ แบบวนซ้าได้ ข้อ 7 อธบิ ายนิพจน์ตวั ดาเนนิ การและพอยน์เตอรใ์ นภาษาซีได้ ขอ้ 8 อธิบายชนดิ ขอ้ มูลและการจดั การไฟลไ์ ด้ ขอ้ 9 สามารถเขยี นโปรแกรมตดิ ต่อกับจอภาพ,แปน้ พมิ พ์งานได้ ข้อ 10 อธบิ ายและเขียนคาส่งั ควบคมุ การแสดงผลแบบกราฟกิ ได้ รวม 10 ผลกำรเรยี นรู้

233 คำอธิบำยรำยวชิ ำเพ่มิ เติม รหัสวชิ ำ ว222๐2 คอมพิวเตอร์ กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษำปีท่ี 2 ภำคเรียนท่ี 2 เวลำ 40 ชัว่ โมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หน่วยกิต ศึกษาโปรแกรม Pro/DESKTOP และโปรแกรม Sketch Up ในการออกแบบและการสร้างงาน 3 มิติ เร่ิมต้นการใช้โปรแกรมโดยการศึกษาการใช้เมนูและแถบเครื่องมือ ฟังก์ช่ันคีย์ลัดของโปรแกรมการ ออกแบบ Pro/DESKTOPและโปรแกรม Sketch Up จากนั้นเริ่มการสร้างรูปทรงพื้นฐาน วัตถุทรงตัน การตัด มุมมนกลมของวัตถุ การปรับเปลี่ยนและเจาะรูวัตถุทรงตัน การทารูปโครงร่างให้มีมิติ การสร้างภาชนะรูปแกว้ การสร้างรูปทรงเกลียว (สปริงเกลียว) การสร้างข้องอและการเจาะรูวัตถุ การสร้างส่ิงของเครื่องใช้ในลักษณะ ต่างๆ การตัดมุมวัตถุ การประกบชิ้นงานการออกแบบเข้าด้วยกัน การสร้างวัตถุรูปทรงอย่างง่าย เมื่อทาการ สร้างรูปทรงพ้ืนฐานท้ังหมดแล้วจากนั้นนาความรู้ความเข้าใจในการสร้างรูปทรงพื้นฐานมาประยุกต์เข้ากับการ สร้างภาพรูปแบบการเคล่ือนไหวตามจินตนาการจนเกิดเป็นการสร้างรูปเคลื่อนไหวในลักษณะการหมุนเป็น วงกลมและการสร้างรูปแบบการเคลือ่ นไหวแบบ Animation ในลกั ษณะข้นึ ลงในแนวด่ิง โดยใช้กระบวนการการฝึกปฏิบัติการออกแบบโครงร่างช้ินงาน การทารูปทรง 3 มิติ การออกแบบ ทางด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกแบบชิ้นงานเอนิเมชันตามความคิดของ ผ้เู รียน เพ่ือให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวันให้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และปรับตนในการเป็น พลเมืองท่ีดีภายใต้กฎบัตรของอาเซียนสามารถดารงชีวิตในยุคโลกาภิวัฒน์ได้อย่างเหมาะสม มีจริยธรรม คุณธรรม และคา่ นยิ มเหมาะสม ผลกำรเรียนรู้ ข้อ 1 อธบิ ายความหมายของโปรแกรมการออกแบบ Sketch Up ได้ ข้อ 2 สามารถอธบิ ายแถบเมนแู ละฟงั ก์ชนั ของโปรแกรมการออกแบบ Sketch Up ได้ ข้อ 3 สามารถออกแบบและสร้างรปู วัตถุสามมติ ิได้ ข้อ 4 แกไ้ ขปรบั เปล่ียนวตั ถแุ ละสามารถตัดมมุ ของวัตถุในลักษะโคง้ มนได้ ขอ้ 5 สามารถปรับเปล่ียนการวัดระยะ วดั มมุ การเขียนบอกขนาดวตั ถรุ ปู ทรงได้ ข้อ 6 ออกแบบและสรา้ งโครงรา่ งใหม้ ีมิตไิ ด้ ข้อ 7 สามารถออกแบบและสร้างชน้ิ สว่ นสิ่งของเคร่อื งใช้ในแบบตา่ งๆ ได้ ขอ้ 8 สามารถปรับเปลี่ยนและตัดมมุ ใหก้ ับวัตถชุ นิดน้นั ได้ ขอ้ 9 ออกแบบชน้ิ งานท่นี ามาประกอบเป็นช้ินงานส่ิงของเครือ่ งใช้ เช่นโต๊ะ เก้าอ้ี ได้ ขอ้ 10 สามารถสรา้ งรูปทรงอยา่ งง่ายตามความคดิ และจนิ ตนาการของนักเรยี นได้ รวมท้ังหมด 10 ผลกำรเรยี นรู้

234 คำอธิบำยรำยวิชำเพ่มิ เติม รหสั วชิ ำ ว232๐1 คอมพิวเตอร์ กล่มุ สำระกำรเรียนรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษำปีที่ 3 ภำคเรียนที่ ๑ เวลำ 40 ชั่วโมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หนว่ ยกิต ศกึ ษาการใชโปรแกรมกราฟก Adobe Photoshop CS6 เรยี นรูหลักการสรางงานกราฟกและการใช เคร่ืองมือ พื้นฐาน เรียนรูการตกแตงและตัดภาพเฉพาะสวน การปรับรูปทรงภาพดวยวิธี Transform การสร างขอความ การ ตกแตงภาพในรูปแบบตางๆการทางานกับเลเยอร (layer) เทคนิคการตกแตงภาพในเลเยอร การวาดภาพและรปู ทรง ความรู้เรอ่ื งสี และเลอื กใช้ โหมดสกี ารปรบั แต่งภาพ การตกแต่งภาพดว้ ยการรีทัชการ ตกแตงภาพด้วยฟิลเตอรการนา ภาพกราฟกไปเผยแพรและการใชงานในโอกาสตางๆ รวมไปถึงการใชงานบน เวบ็ เพ่ือใหผูเรียนมีทักษะ และประสบการณในการนาเทคโนโลยมี าประยุกตใชมีทักษะในการทางานรวม กบั ผูอนื่ สามารถตัดสนิ ใจและแกปญหาในการทางาน เพื่อใหผูเรียนมีทักษะในการแสวงหาความรูมีความคิดริเริ่มสรางสรรคมีคุณธรรม จริยธรรม และคา นิยมทีด่ ี ตองาน และเหน็ แนวทางในการประกอบอาชพี สุจรติ ผลกำรเรยี นรู้ ขอ้ 1 มคี วามร้คู วามเข้าใจเกีย่ วกบั ความหมายของกราฟิกและคอมพิวเตอร์กราฟิก ขอ้ 2 สามารถอธิบายหลักการทางาน สว่ นประกอบของโปรแกรม Photoshop CS6 ได้ ข้อ 3 สามารถใช้เคร่ืองมือต่างๆ ใน Toolbox Photoshop และประยุกตใ์ ชใ้ นการสรา้ งงานได้ ข้อ 4 มีความรู้ความเขา้ ใจ และสามารถประยุกตใ์ ช้งานเลเยอร์ (layer) ได้ ข้อ 5 มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ และสามารถประยุกต์ใช้งานเคร่อื งมือการตัดต่อและปรับแต่งภาพได้ ขอ้ 6 มคี วามรู้ความเข้าใจ และสามารถประยกุ ต์ใชง้ านเคร่ืองมือการปรบั ขนาดและรปู ทรงได้ ข้อ 7 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ และสามารถประยุกต์ใช้งานเครอ่ื งมือในการสร้างขอ้ ความได้ ขอ้ 8 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ และสามารถประยุกต์ใช้งานเครือ่ งมือการวาดภาพระบายสีภาพได้ ข้อ 9 มคี วามร้คู วามเขา้ ใจ และสามารถประยุกตใ์ ชง้ านเครือ่ งมือในการรีทัชภาพได้ ข้อ 10 สามารถประยุกต์ใช้ Photoshop CS6 ออกแบบ สร้างผลงาน ตามจินตนาการอย่าง สร้างสรรค์ รวม 10 ผลกำรเรยี นรู้

235 คำอธบิ ำยรำยวิชำเพ่ิมเติม รหัสวิชำ ว232๐2 คอมพิวเตอร์ กลุ่มสำระกำรเรยี นร้วู ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษำปที ี่ 3 ภำคเรียนที่ 2 เวลำ 40 ชั่วโมง/ภำคเรยี น จำนวน 1.0 หน่วยกิต ศึกษาหลักการออกแบบในการสร้างและพัฒนาส่ิงของเคร่ืองใช้หรือวิธีการ ตามกระบวนการ เทคโนโลยี โดยใช้ซอฟแวร์ในการออกแบบเพื่อช่วยสร้าง ชิ้นงาน หรือนาเสนอผลงาน วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย ประเมนิ การตดั สนิ ใจในการเลือกใชเ้ ทคโนโลยไี ด้อยา่ งมีประสิทธภิ าพและเหมาะสมอย่างสรา้ งสรรค์ โดยกระบวนการคิดวิเคราะห์ ใช้ทักษะทางเทคโนโลยี ในการออกแบบผลงาน นาหลักการออกแบบ ผลิตภัณฑ์มาพัฒนางานตามความสนใจและความถนัดอย่างเป็นระบบ โดยเลือกใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมจน สามารถสร้างชิ้นงานจากจินตนาการ เพ่ือให้มีความรู้ ความเขา้ ใจและมีทกั ษะในการออกแบบผลิตภัณฑแ์ ละสร้างช้นิ งาน มีจติ สานกึ ในการ ใช้ทรพั ยากรอย่างคุม้ คา่ เปน็ พ้นื ฐานในการนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ในดา้ นต่างๆ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ในการใช้เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ ผลกำรเรยี นรู้ ขอ้ 1 นักเรยี นอธบิ ายหลกั การออกแบบผลติ ภณั ฑ์ได้ ขอ้ 2 นักเรียนมคี วามรแู้ ละความเข้าใจเกย่ี วกบั โปรแกรมการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ข้อ 3 นักเรียนสามารถใช้ซอฟแวร์ในการปฏิบัติงานออกแบบเพื่อสร้างช้ินงานด้วยความคิด สรา้ งสรรค์ ข้อ 4 นักเรยี นมีทกั ษะเกย่ี วกับการใชโ้ ปรแกรมการออกแบบผลติ ภณั ฑ์ ข้อ 5 นักเรียนมีจิตสานึกและมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยโปรแกรม คอมพิวเตอร์ รวม 5 ผลกำรเรียนรู้

236 สว่ นที่ ๔ กำรวัดผลและประเมินผล ควำมสำคัญของกำรวัดและกำรประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) เป็นกระบวนการเก็บรวบรวม ตรวจสอบ ตีความผลการเรียนร้แู ละพัฒนาการดา้ น ต่างๆ ของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ /ตัวชี้วัด ของหลักสูตร นาผลไปปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรู้ และใช้เป็นข้อมูลสาหรับการตัดสินผลการเรียน โดยมีองค์ประกอบของการวัดผลและประเมินการเรียนรู้ที่ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 560) ได้กาหนดจุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมาตรฐานการเรียนรู้ไว้เป็นเป้าหมายและกรอบ ทิศทางในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคุณภาพชีวิตท่ีดีและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวที ระดับโลกกาหนดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด ที่กาหนดในสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่ม สาระมีความสามารถด้านการอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และเข้าร่วมกิจกรรม พฒั นาผเู้ รียน แนวทำงกำรวดั และประเมินผล การวัดและประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้สอนวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียน ตามตัวช้ีวัดในรายวิชาพ้ืนฐาน ตามที่กาหนดไว้ในหน่วยการเรียนรู้ ใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่หลากหลาย จากแหลง่ ข้อมูลหลาย ๆ แหล่ง เพอ่ื ให้ไดผ้ ลการประเมนิ ท่ีสะท้อนความรู้ความสามารถที่แทจ้ รงิ ของผู้เรียนโดย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองไปพร้อมกับการจัดการเรียนการสอนโดยสังเกตพัฒนาการและ ความประพฤติของผู้เรียน สังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม การประเมินตามสภาพจริง เช่น การ ประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจากโครงงาน การประเมินจากแฟ้มสะสมงานเป็นต้น ควบคู่กับการใช้การ ทดสอบแบบต่างๆ อย่างสมดุลและครอบคลุมท้ังด้านความรู้ด้านทักษะ และด้านเจตคติ โดยให้ความสาคัญกับ การประเมินผลระหว่างเรียนมากกว่าการประเมินปลายปี/ปลายภาค และใช้เป็นข้อมูลเพ่ือการประเมินการ เล่ือนชั้นและการจบการศึกษา และเพ่ือให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพผู้สอนต้องตรวจสอบความรู้ ความสามารถท่ีแสดงพัฒนาการของผู้เรียนอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่อง และผู้เรียนต้องรับผิดชอบและ ตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเองอย่างสม่าเสมอเช่นกัน หน่วยการเรียนรู้เป็นส่วนที่ผู้สอนและผู้เรียนใช้ ตรวจสอบย้อนกลับว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือยัง การประเมินในระดับช้ันเรียนต้องอาศัยท้ังผลการประเมิน ยอ่ ยเพอื่ พัฒนา และการประเมนิ ผลรวมเพือ่ สรปุ ผลการเรียนรู้เม่อื จบหนว่ ยการเรียนรแู้ ละจบรายวิชา วธิ กี ำรวดั ผลและประเมินผลกำรเรยี นรู้ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ให้บรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนรู้ที่วางไว้ควรมีแนวทาง ดังต่อไปนี้ ๑. ต้องวัดท้ังความรู้ ความคิด ความสามารถ ทักษะกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรมค่านิยม รวมทงั้ โอกาสในการเรยี นของผเู้ รยี น ๒. วิธีการวัดผลและประเมินผล ต้องสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวชี้วัด/ ผลการเรียนรู้ท่ี กาหนดไว้

237 ๓. ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดผลและประเมินผลตามความเป็นจริงและต้องประเมินผลภายใต้ข้อมูลที่ มีอยู่ ๔. ผลการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ของผ้เู รียนตอ้ งนาไปสู่การแปลผลและลงขอ้ สรปุ ท่ีสมเหตุสมผล ๕. การวดั ผลตอ้ งเที่ยงตรงและเปน็ ธรรม ทัง้ ด้านของวธิ กี ารวัด โอกาสของการประเมิน กำรวดั และประเมนิ ผลจำกสภำพจริง กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมสารวจภาคสนาม กิจกรรมการสารวจ ตรวจสอบ การทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ในการทากิจกรรมเหล่าน้ีต้องคานึงว่าผู้เรียนแต่ละคนมีศักยภาพแตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนจึง อาจทางานช้ินเดียวกันได้เสร็จในเวลาท่ีแตกต่างกัน และผลงานที่ได้ก็อาจแตกต่างกันด้วย เม่ือผู้เรียนทา กิจกรรมเหล่าน้ีแล้วก็จะต้องเก็บรวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ช้ินงาน บันทึก และรวมถึงทักษะปฏิบัติ ต่างๆ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ความรัก ความซาบซ้ึง กิจกรรมท่ีผู้เรียนได้ทาและผลงาน เหล่านี้ต้องใช้วิธีประเมินท่ีมีความเหมาะสมและแตกต่างกันเพ่ือช่วยให้สามารถประเมินความรู้ความสามารถ และความรู้สึกนึกคิดท่ีแท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเม่ือมี การประเมินหลายๆ ด้าน หลากหลายวิธี ในสถานการณ์ต่างๆ ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง และต้องประเมินอย่าง ต่อเนือ่ ง เพ่ือจะไดข้ ้อมูลทม่ี ากพอที่จะสะท้อนความสามารถที่แท้จรงิ ของผู้เรยี นได้ ลกั ษณะสำคัญของกำรวดั และประเมินผลจำกสภำพจรงิ ๑. การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงมีลักษณะที่สาคัญคือใช้วิธีการประเมินกระบวนการคิดที่ ซับซ้อน ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพของผู้เรียนในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการท่ีได้ผลผลิต มากกวา่ ทีจ่ ะประเมินวา่ ผเู้ รยี นสามารถจดจาความรู้อะไรได้บา้ ง ๒. เปน็ การประเมินความสามารถของผู้เรียน เพือ่ วนิ ิจฉยั ผู้เรยี นในส่วนท่ีควรส่งเสริมและสว่ นท่ีควรจะ แก้ไขปรับปรุง เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจและความต้องการของ แต่ละบคุ คล ๓. เป็นการประเมินที่เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นได้มสี ว่ นรว่ มประเมินผลงานของทงั้ ตนเองและของเพ่ือนร่วม ห้อง เพ่อื ส่งเสริมให้ผเู้ รียนร้จู ักตวั เอง เชอ่ื ม่ันในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้ ๔. ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการประเมนิ จะสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการเรียนการสอนและการวางแผนการสอน ของผู้สอนว่าสามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของผู้เรยี นแตล่ ะบุคคลไดห้ รือไม่ ๕. ประเมินความสามารถของผู้เรียนในการถ่ายโอนการเรยี นรไู้ ปสู่ชวี ติ จริงได้ 6. ประเมนิ ดา้ นต่างๆ ด้วยวธิ ที ี่หลากหลายในสถานการณ์ตา่ งๆ อย่างต่อเน่อื ง วิธกี ำรและแหลง่ ข้อมูลทีใ่ ช้ เพือ่ ให้การวัดและประเมินผลได้สะท้อนความสามารถทีแ่ ท้จริงของผู้เรยี น ผลการประเมนิ อาจจะได้มา จากแหลง่ ข้อมลู และวธิ กี ารตา่ งๆ ดงั ต่อไปนี้ ๑. สังเกตการแสดงออกเป็นรายบคุ คลหรอื รายกลุ่ม ๒. ชิน้ งาน ผลงาน รายงาน ๓. การสัมภาษณ์ ๔. บนั ทกึ ของผูเ้ รยี น ๕. การประชมุ ปรกึ ษาหารือร่วมกนั ระหว่างผูเ้ รียนและครู

238 ๖. การวัดและประเมินผลภาคปฏิบตั ิ (practical assessment) ๗. การวดั และประเมนิ ผลด้านความสามารถ (performance assessment) ๘. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ ฟม้ ผลงาน (portfolio assessment) กำรวดั และประเมนิ ผลด้ำนควำมสำมำรถ (performance assessment) ความสามารถของผู้เรียนประเมินได้จากการแสดงออกโดยตรงจากการทางานต่างๆ เป็นสถานการณ์ที่ กาหนดให้ ซึง่ เป็นของจรงิ หรือใกลเ้ คยี งกับสภาพจรงิ และเปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนได้แกป้ ัญหาหรอื ปฏิบตั ิงานได้จริง โดยประเมินจากกระบวนการทางาน กระบวนการคิด โดยเฉพาะความคิดขั้นสูง และผลงานที่ได้ลักษณะสาคัญ ของการประเมินความสามารถคือ กาหนดวัตถุประสงคข์ องงาน วธิ กี ารทางานผลสาเร็จของงาน มคี าส่ังควบคุม สถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน การประเมินความสามารถที่แสดงออกของ ผู้เรียนทาได้หลายแนวทางต่างๆ กัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมสภาวการณ์ และความสนใจของผู้เรียน ดัง ตัวอย่างตอ่ ไปนี้ ๑. มอบหมายงานให้ทางานท่ีมอบให้ทาต้องมีความหมาย มีความสาคัญ มีความสัมพันธ์กับหลักสูตร เนื้อหาวชิ า และชีวติ จริงของผู้เรยี น ผเู้ รียนตอ้ งใช้ความรู้หลายดา้ นในการปฏบิ ัตงิ านทส่ี ามารถสะท้อนให้เห็นถึง กระบวนการทางาน และการใช้ความคดิ อยา่ งลึกซ้ึง ตวั อย่างงานทมี่ อบหมายใหท้ า เช่น - บทความในเร่ืองที่กาลังเป็นประเด็นท่ีน่าสนใจและมีความสาคัญอยู่ในขณะน้ัน เช่น พายุ ฝนดาวตก น้าจะท่วมประเทศไทยจริงหรือ การโคลนน่ิงส่งิ มีชีวติ - รายงานส่ิงที่ผู้เรียนสนใจโดยเฉพาะ เช่น การศึกษาวงชีวิตของแมลงวันทอง การสารวจความ หลากหลายของพืช ในบรเิ วณโรงเรยี น - ส่ิงประดิษฐ์ท่ีได้จากการทากิจกรรมที่สนใจ เช่น การสร้างระบบนิเวศจาลองในระบบปิดอุปกรณ์ ไฟฟ้าใช้ควบคุมการปิดเปิดน้า ชุดอุปกรณ์ตรวจสภาพดิน เครื่องร่อนที่สามารถร่อนได้ไกลและอยู่ในอากาศได้ นาน ๒. การกาหนดช้ินงาน หรืออุปกรณ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหผ้ ู้เรียนวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบและกระบวนการ ทางาน และเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีข้ึน ให้นักเรียนทดลองใช้อุปกรณ์แสดงการเกิดกระแส อากาศ บนั ทึกผลการทดลอง พร้อมกบั อภิปรายเพอื่ ตอบปัญหาต่อไปน้ี ๒.๑ ถ้านักเรียนจดุ เทยี นไขจะเกิดอะไรขน้ึ ๒.๒ ถา้ นักเรยี นดับเทยี นไขจะเกดิ อะไรขน้ึ ๒.๓ อปุ กรณ์นี้ทางานไดอ้ ย่างไร เพราะเหตใุ ด ๒.๔ ถ้านักเรียนจะปรับปรุงอุปกรณ์ชุดนี้ให้ทางานมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะปรับปรุงอะไรบ้าง อย่างไร เพราะเหตใุ ด ๒.๕ ถ้าต้องปรบั ปรุงอปุ กรณใ์ หด้ ขี ึน้ จะมีวธิ กี ารทาและตรวจสอบได้อยา่ งไร ๒.๖ ถ้าจะนาอปุ กรณท์ ีป่ รับปรงุ แล้วไปใช้ประโยชน์ จะใช้ทาประโยชน์อะไรไดบ้ ้าง ๓. กาหนดตัวอย่างชิ้นงานให้ แล้วให้ผู้เรียนศึกษางานนั้น และสร้างชิ้นงานที่มีลักษณะของการทางาน ได้เหมือนหรือดีกว่าเดิม เช่น การประดิษฐ์เครื่องร่อน การทาสไลด์ถาวรศึกษาเนื้อเยื่อพืช การทากระดาษจาก พืชในทอ้ งถ่ิน ฯลฯ ๔. สร้างสถานการณ์จาลองท่ีสัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียน โดยกาหนดสถานการณ์แล้วให้ผู้เรียนลง มอื ปฏบิ ัติเพ่อื แกป้ ัญหา

239 ตวั อย่ำงสถำนกำรณท์ ่ี ๑ \"มีลาไยที่เกบ็ มาจากสวน 4 แห่ง ตอ้ งการตรวจสอบว่าลาไยจากสวนใดมคี วามหวานมากท่ีสดุ \" ๑) ใชห้ ลกั การออสโมซสิ ๒) ใชว้ ธิ ีการอืน่ ให้นกั เรยี น ๓) บอกขั้นตอนของวธิ กี ารตรวจสอบของแตล่ ะวธิ ี ๔) ระบุวธิ กี ารเกบ็ ข้อมูลของแต่ละวิธี ๕) เลือกวธิ ีการทดสอบจากท่ีกาหนดไว้ในข้อ 1 หรอื ขอ้ 2 พรอ้ มให้เหตุผลที่เลอื ก ๖) ดาเนินการตรวจสอบโดยใช้วธิ กี ารออสโมซิสและวิธที เ่ี ลือกในขอ้ ๓ ๗) เปรยี บเทียบผลการทดลองและลงขอ้ สรุปวา่ วธิ ีใดไดผ้ ลดีกว่ากัน ตัวอย่ำงสถำนกำรณท์ ี่ 2 โรงงานทากระทะแห่งหนึ่งต้องการทดสอบวัสดุที่มีผู้นามาเสนอขาย จานวน 3 ชนิด ว่าชนิดใดเหมาะ ทส่ี ดุ จงึ ให้พนกั งานทดสอบ แลว้ มารายงานใหท้ ราบ ๑) นกั เรียนคดิ วา่ ปัญหาคืออะไร ๒) ถา้ นักเรยี นต้องทดสอบ จะตอ้ งวางแผนการตรวจสอบและลงมอื ปฏิบัติอยา่ งไร ๓) การรายงานผลการทดสอบจะมีเนอื้ หาสาระอะไรบ้าง ตัวอย่ำงสถำนกำรณ์ท่ี 3 \"มคี ากล่าววา่ ไมส่ ามารถชุบเหลก็ ให้เป็นทองได้โดยตรง\" ๑) นักเรียนจะมีวธิ กี ารทดสอบคากลา่ วน้ไี ดอ้ ยา่ งไรบ้าง ๒) นักเรียนคดิ ว่าวิธีการทดสอบใดจะไดผ้ ลดที ่ีสดุ ๓) จงวิจารณว์ ่าวธิ ีการทดสอบทีเ่ ลอื กน้นั เป็นไปได้เพียงใด ๔) จะทาการทดสอบเพื่อยืนยนั ได้อยา่ งไรวา่ วิธที ่ีเลือกนั้นถูกต้องแผงไฟรวม ตัวอย่ำงสถำนกำรณ์ท่ี 4 \"นักเรียนเชอ่ื หรือไมว่ า่ น้าทะเลจะไมเ่ ปน็ ฟองกับสบู\"่ ๑) นักเรียนจะมีวิธีใดบ้างทจ่ี ะตรวจสอบว่าข้อความน้เี ปน็ จริงหรอื เป็นเท็จ ๒) จงเลอื กวิธีที่คดิ วา่ สามารถทดสอบได้ผลดที ีส่ ุด พร้อมทง้ั ใหเ้ หตุผลประกอบ ๓ จงลงมือทดสอบด้วยวิธีการทเี่ ลือก ๔) จงวิจารณ์ว่าวธิ ีทเี่ ลอื กมาทดสอบแตกต่างกนั อยา่ งไร ตวั อย่ำงสถำนกำรณท์ ่ี 5 \"น้าบาดาลที่นามาใชบ้ รโิ ภคไม่สะอาดเพียงพอ\" ๑) มีวธิ ีทดสอบไดอ้ ยา่ งไรว่าข้อความดงั กล่าวเป็นจริง ๒) วิธีการใดจะช่วยใหก้ ารตรวจสอบไดผ้ ลดีทสี่ ดุ ๓) ถ้าตรวจสอบแลว้ พบว่าน้าบาดาลนนั้ ไม่สะอาด ทา่ นจะมวี ิธแี ก้ไขอยา่ งไร ๔) วิธใี ดน่าจะใช้ทาใหน้ ้าบาดาลสะอาดทส่ี ดุ เพราะเหตใุ ดจงึ เลือกวธิ ีนี้ ๕) จงแสดงวิธกี ารตรวจสอบและทาให้นา้ บาดาลสะอาดจนใชบ้ ริโภคได้

240 ตัวอย่ำงสถำนกำรณ์ที่ 6 “เมอื่ หยอ่ นสิง่ ของต่างๆ ลงในสระนา้ ” ๑) จงวิเคราะห์และอธบิ ายวา่ เพราะเหตใุ ดสิง่ ของบางชนิดจงึ จม บางชนิดจึงลอย ๒) จงวางแผนและเลือกวธิ ีทจ่ี ะทดสอบสมมติฐาน อธบิ ายดว้ ยวา่ เหตใุ ดจงึ เลอื กวิธนี ้ัน ๓) จะนาความรู้จากการศึกษาเรอ่ื งน้ไี ปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวันได้อย่างไร ตวั อยำ่ งสถำนกำรณ์ที่ 7 “จงวิเคราะห์แรงเสยี ดทานทเ่ี กดิ ข้นึ ในการขีจ่ ักรยาน” ๑) หาวธิ ีลดแรงเสียดทานให้เหลือน้อยทีส่ ุดเทา่ ท่จี ะทาได้ 2) ออกแบบจักรยานที่มีแรงเสียดทานน้อยท่ีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้การประเมินตามสภาพจริงยังคงใช้ การทดสอบด้วยการเขียนตอบ แต่จะลดการทดสอบท่ีวัดด้านความรู้ความจากโดยจะมุ่งเน้นประเมินด้านความ เข้าใจ การนาไปใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการคิดขั้นสูง แบบทดสอบในลักษณะน้ีจะต้องสร้าง สถานการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องสัมพันธ์กับชีวิตจริงของนักเรียน แล้วให้นักเรียนตอบคาถามโดยเขียนตอบ ลกั ษณะของคาถามควรนาไปส่กู ารวัดท่ีสงู กวา่ ความรู้ความจา กำรประเมินผลกำรเรยี นรโู้ ดยใชแ้ ฟม้ ผลงำน (portfolio assessment) แฟม้ ผลงานคืออะไร เมื่อผู้เรียนทากิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ท้ังในห้องเรียนหรือนอก ห้องเรียนก็ตาม ก็จะมีผลงานที่ได้จากการทากิจกรรมเหล่าน้ันปรากฏอยู่เสมอ ซึ่งสามารถจาแนกผลงานออก ตามกิจกรรมต่างๆ ดังน้ี ๑. การฟงั บรรยาย เม่อื ผู้เรียนฟงั การบรรยายกจ็ ะมีสมุดจดคาบรรยาย ซึ่งอาจอยู่ในรูปของบนั ทึกอย่าง ละเอียดหรือบันทึกแบบย่อ ท้ังนี้ ข้ึนอยู่กับลักษณะของความชอบและความเคยชินของผู้เรียนในการบันทึกคา บรรยาย ๒. การทาการทดลอง ผลงานของผู้เรียนที่เกี่ยวข้องกับการทดลอง อาจประกอบด้วยการวางแผนการ ทดลองท้ังในรูปของบันทึกอย่างเป็นระบบหรือบันทึกแบบย่อ การบันทึกวิธีการทดลอง ผลการทดลองและ ปัญหาท่ีพบขณะทาการทดลอง การแปลผล สรุปผลและการอภิปรายผลการทดลอง และผลงานสุดท้ายที่ เกย่ี วขอ้ งกบั การทดลอง คือ การรายงานผลการทดลองท่ผี ้เู รยี นอาจทาเป็นกลุ่มหรอื เดี่ยวก็ได้ ๓. การอภปิ ราย ผลงานของผเู้ รยี นท่ีเกี่ยวข้องกับการอภปิ ราย คือ วางหวั ขอ้ และขอ้ มูลที่จะนามาใช้ใน การอภปิ ราย ผลที่ไดจ้ ากการอภิปรายรวมทัง้ ข้อสรปุ ต่างๆ ๔. การศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติม จัดเป็นผลงานที่สาคัญประการหนึ่งของผู้เรียนท่ีเกิดจากการได้รับ มอบหมายจากครูผู้สอนให้ไปค้นคว้าหาความรู้ในเร่ืองต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับหัวข้อหรือประเด็นที่กาลังศึกษา ผลงานท่ีได้จากการค้นคว้าเพ่ิมเติมอาจอยู่ในรูปของรายงาน การทาวิจัยเชิงเอกสารหรือบันทึกประเด็นสาคัญ ซ่ึงอาจนามาใชป้ ระกอบการอภิปรายในช่วั โมงเรยี นกไ็ ด้ ๕. การศกึ ษานอกสถานท่ี การศึกษานอกสถานท่ีจัดเป็นวิธีการท่ีเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนได้มปี ระสบการณ์ ตรงกบั เร่ืองท่ีกาลังศึกษา ผลงานท่ีได้อาจประกอบด้วยการบนั ทึกการสังเกต การตอบคาถามหรือปัญหาจากใบ งาน การเขยี นรายงานสงิ่ ทค่ี น้ พบ ๖. การบันทึกรายวัน เป็นผลงานประการหน่ึงของผู้เรียนที่อยู่นอกเหนือจากผลงานที่แสดงถึงการ เรียนรู้โดยตรง แต่จะช่วยให้ผู้เรียนหรือผู้ประเมินได้เข้าใจในประเด็นหรือส่ิงท่ีผู้เรียนนึกคิดเกี่ยวกับการเรียน การสอนวิทยาศาสตร์ด้วยนอกจากกิจกรรมท่ีได้กล่าวมาแล้ว ยังอาจมีกิจกรรมอ่ืน ๆ ที่เก่ียวข้องกับการเรียน

241 การสอน ซ่งึ ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงความสามารถอื่น ๆ อีกด้วยเช่น การสอื่ สาร ผลงานเหลา่ นีถ้ า้ ไดร้ ับการ เก็บรวบรวมอย่างมีระบบด้วยตัวผู้เรียนเองตามช่วงเวลา ทั้งก่อนและหลังการทากิจกรรมเหล่านี้ โดยได้รับ คาแนะนาจากผู้สอน และผู้เรียนฝึกทาจนเคยชินแล้วจะถือเป็นผลงานท่ีสาคัญยิ่งที่ใช้ในการประเมินผลการ เรียนรใู้ นวชิ าวิทยาศาสตรข์ องผ้เู รยี นตอ่ ไป ในการวัดและประเมินผลด้านการปฏิบัติ ครอบคลุมถึงการที่นักเรียนได้แสดงให้ครูเห็นถึงความรู้ ความสามารถที่ครูได้คาดหวังว่านักเรียนจะมีความรู้เกิดขึ้นจากการเรียนรู้น้ัน การวัดและประเมินผลในด้านน้ี จะช่วยสะท้อนให้ครูและนักเรียนได้ทราบวา่ นักเรียนมีความก้าวหนา้ ในการเรียนรมู้ ากน้อยเพียงใด มีอะไรที่ครู ควรให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษ และเรียนรู้ไปมากน้อยเพียงใดตามจุดประสงค์ที่ครูต้ังไว้ อาจใช้วิธีการสอบ วัดผลสมั ฤทธิ์ทั้งการสอบย่อยและการสอบใหญ่ การใหน้ ักเรียนสอบปฏบิ ัติการต่างๆ เปน็ ตน้ แนวทำงกำรให้คะแนนเพอ่ื กำรประเมิน จากที่กล่าวมาแล้วว่า การประเมินจากสภาพจริงให้ความสาคัญต่อการประเมินโดยใช้ข้อสอบแบบ เขียนตอบน้อยมา แต่จะให้ความสาคัญต่อการแสดงออกที่แท้จริงของนักเรียนขณะทากิจกรรม งานหรือ กิจกรรมที่กาหนดให้นักเรียนทาจะมีแนวทางไปสู่ความสาเร็จของงานและมีวิธีการหาคาตอบหลายแนวทาง คาตอบที่ได้อาจมิใช่ในแนวทางท่ีกาหนดไว้เสมอไป จึงทาให้การตรวจให้คะแนนไม่สามารถให้อย่างชัดเจน แน่นอนเหมือนการตรวจให้คะแนนแบบข้อสอบเลือกตอบ ดงั น้นั การประเมินจากสภาพจรงิ จงึ ต้องมีการกาหนด แนวทางการให้คะแนนอย่างชัดเจน การกาหนดแนวทางอาจจัดทาโดยครู คณะครูหรือครูและนักเรียนกาหนด รว่ มกนั แนวทางการประเมนิ นนั้ จะต้องมีมาตรวดั ว่านักเรียนทาอะไรไดส้ าเรจ็ และระดับความสาเรจ็ อยู่ในระดับ ใด แนวทางการประเมนิ ทมี่ มี าตรวดั นี้ เรียกว่า Rubric การประเมนิ โดยองิ Rubric นี้ โดยทั่วไปมี 2 แบบคือ ๑. การใหค้ ะแนนภาพรวม (Holistic score) ๒. การให้คะแนนแยกองคป์ ระกอบ (Analytic score) แนวปฏบิ ตั ใิ นกำรวดั และประเมินผลกำรเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือ การประเมิน เพ่ือพัฒนาผู้เรียนและเพ่ือตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้ประสบผลสาเร็จ น้ัน นักเรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวช้ีวัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ สะท้อน สมรรถนะสาคญั และคุณลักษณะอันพึงประสงคข์ องนักเรยี นซงึ่ เป็นเป้าหมายหลักในการวดั และประเมินผลการ เรียนรู้ในระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพ นักเรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศท่ีแสดงพัฒนาการความก้าวหน้า และความสาเร็จ ทางการเรียนของนักเรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชนต์ ่อการส่งเสริมให้นักเรยี นเกิด การพัฒนาและเรียนรู้ อยา่ งเตม็ ตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา มี รายละเอียด ดงั น้ี ๑. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลท่ีอยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ครู ผู้สอน ดาเนินการเป็นปกติและสม่าเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบา้ น การประเมินโครงงาน การประเมนิ ชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยครู ผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้นักเรียนประเมินตนเอง เพื่อน ประเมินเพ่อื น ผูป้ กครองร่วมประเมิน ในกรณีทีไ่ มผ่ า่ นตัวชี้วดั ใหม้ กี ารสอนซ่อมเสริม

242 การประเมินระดับช้ันเรียนเป็นการตรวจสอบว่า นักเรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้ อัน เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีส่ิงท่ีจะต้องได้รับการพัฒนา ปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งน้ี โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชี้วัด ๒. การประเมนิ ระดับสถานศึกษา เปน็ การประเมินทีส่ ถานศกึ ษาดาเนินการเพื่อตัดสินผลการเรียนของ ผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากน้ีเพ่ือให้ได้ข้อมูลเก่ียวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการ เรียนรูข้ องผ้เู รยี นตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมจี ุดพัฒนาในด้านใด รวมทงั้ สามารถนาผลการเรยี นของผ้เู รียนใน สถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑร์ ะดบั ชาติ ผลการประเมนิ ระดับสถานศึกษาจะเปน็ ข้อมลู และสารสนเทศเพ่ือ การปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทาแผนพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัด การศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน พน้ื ฐาน ผู้ปกครองและชมุ ชน ข้อมูลการประเมินในระดับต่างๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคุณภาพ นักเรียน ที่จะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพ่ือให้นักเรียนได้พัฒนาเต็มตาม ศักยภาพบนพ้ืนฐาน ความแตกต่างระหว่างบุคคลท่ีจาแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่กลุ่ม นักเรียนทั่วไป กลุ่มนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มนักเรียนท่ีมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนตา่ กลุ่มผู้เรียนทีม่ ี ปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่มนักเรียนท่ีปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มนักเรียนท่ีมีปัญหาทางเศรษฐกิจและสั งคม กลมุ่ พกิ ารทางร่างกายและสติปญั ญา เปน็ ตน้ ข้อมูลจาก การประเมินจงึ เป็นหัวใจของสถานศึกษาในการดาเนิน การช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที ปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสาเร็จในการเรียน สถานศกึ ษาในฐานะผู้รบั ผิดชอบจัดการศึกษา จะตอ้ งจัดทาระเบยี บว่าดว้ ยการวดั และประเมินผลการเรียนของ สถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นข้อกาหนดของหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้บคุ ลากรทีเ่ กย่ี วขอ้ งทุกฝ่ายถือปฏบิ ัตริ ่วมกนั เกณฑ์การวัดและประเมนิ ผลการเรยี น ๑. กำรตดั สิน กำรให้ระดับและกำรรำยงำนผลกำรเรียน ๑.๑ กำรตัดสนิ ผลกำรเรียน ในการตัดสินผลการเรยี นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การอา่ น คดิ วเิ คราะห์และเขียนคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนน้ัน ผู้สอนต้องคานึงถึงการพัฒนานักเรียนแต่ละคนเป็นหลัก และต้อง เก็บข้อมูลของนักเรียนทุกด้านอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่องในแต่ละภาคเรียน รวมทั้งสอนซ่อมเสริมผู้เรียนให้ พฒั นาจนเต็มตามศกั ยภาพ ระดับประถมศกึ ษำ (๑) ผเู้ รียนต้องมีเวลาเรียนไม่นอ้ ยกวา่ ร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นทงั้ หมด (๒) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัด และผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของจานวน ตวั ชว้ี ัด (๓) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา ไม่น้อยกว่าระดับ “๑” จึงจะถือว่าผ่าน เกณฑ์ตามท่ีสถานศกึ ษากาหนด (๔) นกั เรียนต้องได้รบั การประเมิน และมีผลการประเมนิ การอา่ นคิดวเิ คราะหแ์ ละเขียน ในระดับ “ผ่าน” ข้ึนไป มีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับ “ผ่าน” ขึ้นไป และมีผลการประเมิน กิจกรรมพฒั นานกั เรยี น ในระดบั “ผ่าน”

243 ระดับมัธยมศกึ ษำ (๑) ตัดสนิ ผลการเรียนเป็นรายวชิ า ผ้เู รียนตอ้ งมีเวลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้งั หมดในรายวชิ านน้ั ๆ (๒) นักเรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัด และผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของจานวน ตัวชว้ี ัด (๓) นักเรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา ไม่น้อยกว่าระดับ “๑” จึงจะถือว่าผ่าน เกณฑ์ตามท่ีสถานศกึ ษากาหนด (๔) นักเรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ใน ระดับ “ผา่ น” ขึ้นไป มผี ลการประเมินคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ในระดับ “ผ่าน” ข้ึนไป และมีผลการประเมิน กจิ กรรมพฒั นานักเรียน ในระดบั “ผ่าน” การพิจารณาเล่ือนช้ันทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้านักเรียนมีข้อบกพร่องเพียง เล็กน้อย และพิจารณาเห็นว่าสามารถพัฒนาและสอนซ่อมเสริมได้ ให้ผ่อนผันให้เลื่อนชัน้ ได้ แต่หากนักเรียนไม่ ผ่านรายวิชาจานวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับช้ันที่สูงขึ้น ให้ต้ังคณะกรรมการ พิจารณาให้เรียนซ้าช้ันได้ ทง้ั นีใ้ หค้ านึงถงึ วุฒิภาวะและความรคู้ วามสามารถของนักเรยี นเป็นสาคญั ๑.๒ กำรให้ระดับผลกำรเรียน ระดับประถมศึกษำ ในการตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชา ให้ระดับผลการเรียนหรือระดับ คณุ ภาพการปฏบิ ตั ขิ องนกั เรยี น เป็นระบบตวั เลขแสดงระดบั ผลการเรียนเปน็ ๘ ระดับดังน้ี ระดับผลกำรเรยี น ควำมหมำย ช่วงคะแนนร้อยละ ๔ ผลการเรียนดเี ยีย่ ม ๘๐ - ๑๐๐ ๓.๕ ผลการเรยี นดีมาก ๗๕ - ๗๙ ๓ ผลการเรียนดี 70 - 75 ๒.๕ ผลการเรียนคอ่ นขา้ งดี ๖๕ - ๖๙ ๒ ผลการเรยี นนา่ พอใจ ๖๐ - ๖๔ ๑.๕ ผลการเรยี นพอใช้ ๕๕ - ๕๙ ๑ ผลการเรียนผา่ นเกณฑข์ ้ันต่า ๕๐ - ๕๔ ๐ ผลการเรียนต่ากว่าเกณฑ์ ๐ - ๔๙ การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ัน ให้ระดับผลการ ประเมนิ เปน็ ดเี ยย่ี ม ดี ผ่าน และไม่ผา่ น การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรม และผลงานของผเู้ รียน ตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนด และใหผ้ ลการเข้ารว่ มกิจกรรมเปน็ ผ่านและไม่ผ่าน

244 ระดับมัธยมศึกษำ ในการตัดสินเพ่ือให้ระดับผลการเรียนรายวชิ า ให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับผลการเรยี น เปน็ ๘ ระดับ ดงั น้ี ระดับผลกำรเรยี น ควำมหมำย ชว่ งคะแนนร้อยละ ๔ ผลการเรยี นดีเยี่ยม ๘๐ - ๑๐๐ ๓.๕ ผลการเรยี นดมี าก ๗๕ - ๗๙ ๓ ผลการเรียนดี 70 - 75 ๒.๕ ผลการเรยี นค่อนขา้ งดี ๖๕ - ๖๙ ๒ ผลการเรยี นน่าพอใจ ๖๐ - ๖๔ ๑.๕ ผลการเรยี นพอใช้ ๕๕ - ๕๙ ๑ ผลการเรยี นผา่ นเกณฑข์ ั้นตา่ ๕๐ - ๕๔ ๐ ผลการเรียนต่ากวา่ เกณฑ์ ๐ - ๔๙ การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์น้ัน ให้ระดับผลการ ประเมินเป็น ดีเย่ยี ม ดี ผ่าน และไม่ผา่ น การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรม และผลงานของผูเ้ รียน ตามเกณฑท์ สี่ ถานศกึ ษากาหนด และให้ผลการเข้าร่วมกจิ กรรมเปน็ ผา่ นและไมผ่ า่ น ๑.๓ กำรรำยงำนผลกำรเรียน การรายงานผลการเรยี นเปน็ การสอ่ื สารใหผ้ ู้ปกครองและนักเรียนทราบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของ นักเรียน ต้องสรุปผลการประเมินและจัดทาเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะๆ หรืออย่างน้อยภาค เรยี นละ ๑ ครั้ง การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพการปฏิบตั ิของนักเรยี นที่สะท้อนมาตรฐาน การเรยี นรูก้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้ ๒. เกณฑ์กำรจบกำรศึกษำ หลักสูตรสถานศึกษา กาหนดเกณฑ์กลางสาหรับการจบการศึกษาเป็น ๒ ระดับ คือ ระดับประถม ศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ๒.๑ เกณฑก์ ำรจบระดับประถมศึกษำ (๑) นักเรยี นเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐาน และรายวชิ า/กจิ กรรมเพ่มิ เตมิ ตามโครงสร้างเวลาเรยี น ทีก่ าหนด (๒) นักเรียนต้องมีผลการประเมนิ รายวชิ าพ้นื ฐาน ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ตามท่กี าหนด (๓) นกั เรียนมผี ลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดบั ผ่านเกณฑ์ การ ประเมินตามทกี่ าหนด (๔) นักเรยี นมผี ลการประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงคใ์ นระดบั ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ตามท่ี กาหนด (๕) นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี กาหนด

245 ๒.๒ เกณฑก์ ำรจบระดบั มธั ยมศึกษำตอนตน้ (๑) นักเรียนเรียนรายวิชาพ้ืนฐานและเพิ่มเติมไม่เกิน ๘๑ หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพ้ืนฐาน ๖๖ หนว่ ยกติ และรายวชิ าเพ่ิมเตมิ ตามทก่ี าหนด (๒) นักเรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๗๗ หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน ๖๖ หนว่ ยกิต และรายวชิ าเพิม่ เติมไมน่ อ้ ยกว่า ๑๑ หนว่ ยกติ (๓) นักเรียนมีผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ในระดับผ่าน เกณฑ์การประเมินตามท่ี กาหนด (๔) นักเรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี กาหนด (๕) นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่ กาหนด สาหรับการจบการศึกษาสาหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น การศึกษาเฉพาะทาง การศึกษาสาหรับผู้มี ความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศึกษาสาหรับผู้ด้อยโอกาส การศึกษาตามอัธยาศัย ให้คณะกรรม การของสถานศึกษา ดาเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักเกณฑ์ในแนวปฏิบัติการวัดและ ประเมินผลการเรยี นรขู้ องหลกั สตู รสถานศกึ ษาสาหรบั กลุม่ เป้าหมายเฉพาะ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook