Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

Published by สุจิตตรา จันทร์ลอย, 2022-01-04 06:27:26

Description: eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

Search

Read the Text Version

กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา กาหนดจดุ ประสงค์ การประเมนิ ผลการใชน้ วตั กรรม ของนวัตกรรม ข้อมูลจากการทดลองใชน้ ี้จะนาไปสู่การปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมเพื่อจดั ทาเปน็ กาหนดกรอบแนวคิด นวตั กรรมฉบบั สมบรู ณ์และนาไปใช้ตอ่ ไป ของนวตั กรรม สร้างนวัตกรรม ต้นแบบ ทดลองใช้ (หาคณุ ภาพ) ของนวตั กรรม ประเมินผลการใช้ นวัตกรรม

งาน 10 การเขยี นรายละเอียดของนวัตกรรม การสง่ งาน สง่ เป็นไฟล์ WORD โดยตัง้ ชอื่ ไฟลต์ ามลาดบั (10 คะแนน) ดังนี้ : วิจัยงาน10_กลมุ่ เรียน_ชอ่ื _เลขที่ ตัวอย่าง : วิจัยงาน10_ภาษาไทย_วินยั 14 ใหเ้ ขียนช่ือนวัตกรรม ประเภทของนวัตกรรม รายละเอียดเกี่ยวกับนวัตกรรม และแนวทางการ หาคณุ ภาพของนวตั กรรมตามประเดน็ ดงั ต่อไปนี้ 1. ชอ่ื เรอื่ งวจิ ยั 2. ปัญหาการเรียนรแู้ ละสาเหตุของปญั หา 3. ชื่อนวัตกรรมทีเ่ ลือก ประเภทของนวัตกรรม 4. เหตุผลทเ่ี ลอื กใช้นวัตกรรมดังกลา่ ว 5. แนวคิดเชงิ ทฤษฎีและงานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ งกบั นวัตกรรม 6. รายละเอียดของนวัตกรรม (ลกั ษณะสาคญั สว่ นประกอบของนวัตกรรม) 7. ข้ันตอนการหาคุณภาพของนวัตกรรมที่เลือกใช้ (คุณภาพอะไรบา้ ง มวี ธิ ีการหาคุณภาพ อย่างไร)

วชิ า การวจิ ัยและพัฒนานวตั กรรมการเรียนรู้ (PC62508) ผสู้ อน : ผศ.ทรงเกยี รติ องิ คามระธร Email: [email protected] Phone: 086-3198967 บทท่ี 5 ตัวแปรและสมมติฐานการวิจยั • ความหมายและประเภทของตัวแปร • การกาหนดกรอบแนวคดิ • การวดั ตวั แปร • ความหมายและประเภทของสมมตฐิ าน • แหลง่ ทมี่ าของสมมติฐาน • หลักเกณฑ์ในการตง้ั สมมตฐิ าน

ตวั แปร ความหมายของตัวแปร Variable คือ คณุ ลักษณะใด ๆ ของกลมุ่ ทีผ่ ้วู จิ ัยสนใจศกึ ษา (บคุ คล ส่งิ ของ เหตกุ ารณ์) ทม่ี ีคา่ ได้ ต่าง ๆ กัน (ทัง้ คา่ ท่ีเป็นปริมาณ หรือค่าเชงิ คณุ ภาพ) ตวั อย่าง • ความสูงของนกั เรียนกลุ่มหนงึ่ ความสูงเปน็ ตัวแปร เพราะความสูงของนักเรยี นแต่ ละคนในกลมุ่ มีค่าแตกตา่ งกนั • เพศ เปน็ ตวั แปร ซ่ึงมี 2 ค่า คือ เพศชาย และเพศหญิง • วธิ สี อน เป็นตัวแปร ซึง่ อาจแบ่งเป็นวธิ สี อนปกติ กบั วิธสี อนแบบใช้ปญั หาเป็นฐาน ประชากร (กลุ่มเปา้ หมายในการศึกษา) ตวั แปร ค่าของตัวแปร นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 เพศ เพศชาย / เพศหญิง ครเู อกชนจงั หวัดราชบุรี ระดับการศึกษา ปริญญาตรี / ปริญญาโท / ปรญิ ญาเอก ผู้บรหิ ารโรงเรยี น ประสบการณ์การบริหาร นอ้ ยกว่า 5 ปี / 5-10 ปี / มากกวา่ 10 ปี

ประเภทของตัวแปร ตวั แปร (Variable) ตัวแปรเชิงคุณภาพ ตัวแปรเชิงปรมิ าณ (Qualitative Variable) (Quantitative Variable) 1. แบ่งตามลักษณะของตัวแปร ตวั แปรทีม่ ีคา่ ไมต่ อ่ เนื่อง ตัวแปรท่มี คี า่ ต่อเนอ่ื ง • ตัวแปรเชงิ ปรมิ าณ (quantitative variable) เป็น (Discrete Variable) (Continuous Variable) ตวั แปรทมี่ ีคุณลกั ษณะทีแ่ สดงออกมาเป็นตวั เลข เชน่ รายได้ อายุ คะแนน • ตวั แปรเชงิ คุณภาพ (qualitative variable) เป็น ตัวแปรทม่ี ีคณุ ลกั ษณะที่ไมส่ ามารถแสดงเปน็ ตัวเลข เช่น ระบบการศึกษา ระดบั การศึกษา

แบ่งตามคา่ การวดั ตัวแปร แบ่งตามการจัดกระทาตวั แปร • ตัวแปรไมต่ อ่ เน่ือง (discrete variable) คือตวั • ตัวแปรลกั ษณะทางกายภาพ (attribute variable) เป็นตัว แปรทม่ี ีค่าเปน็ จานวนเตม็ และนบั ได้วา่ มีกี่คา่ เช่น แปรท่มี คี ุณลกั ษณะตามธรรมชาติ เป็นสงิ่ ทผ่ี วู้ จิ ยั ไมส่ ามารถจัด เพศมคี ่าเป็นชายและหญิง ขนาดโรงเรยี นมีค่าเป็น กระทาหรอื เปล่ียนแปลงได้ เช่น เพศ อายุ ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก • ตวั แปรจัดกระทา (manipulated variable) เป็นตัวแปรที่ • ตวั แปรตอ่ เนือ่ ง (continuous variable) คอื ตัว ผ้วู จิ ัยสร้างหรอื กาหนดคณุ ลักษณะต่าง ๆ ด้วยการจดั กระทาขน้ึ แปรท่ีมคี ่าการวัดใด ๆ กไ็ ดใ้ นชว่ งทีก่ าหนดให้และ เองเพอื่ ศึกษาว่าหลังจากจัดกระทาแลว้ ได้ผลเปน็ อยา่ งไร ค่าในช่วงทีก่ าหนดใหน้ ้ีจะมมี ากมายนบั ไม่ถว้ น เช่น โดยมากเปน็ การวิจยั เชิงทดลอง เช่น วิธีสอน รปู แบบการเรยี นรู้ คะแนน น้าหนกั สว่ นสงู (ระหวา่ งน้าหนกั 50 ถึง 51 ตัวแปรประเภทนีอ้ าจมชี ่ือเรยี กอื่น ๆ ดว้ ย เชน่ experimental กิโลกรมั มีคา่ น้าหนักทเี่ ป็นไปไดม้ ากมายนับไม่ถว้ น) variable, treatment variable

แบง่ ตามความสมั พันธข์ องตวั แปร การศกึ ษาในลกั ษณะของความสัมพันธ์ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างเจตคติตอ่ การปฏบิ ตั งิ านของครูโรงเรียนประถมศึกษา เชิงเหตเุ ชงิ ผล ในลักษณะที่ว่าถา้ ตัวแปรเหตุเปลย่ี นแปลงจะเกิดการ ตัวแปรอิสระ คือ เจตคติ เปลย่ี นแปลงในตวั แปรท่ีเป็นผลหรือไม่ อย่างไร ตวั แปรตาม คือ การปฏบิ ัติงาน • ตัวแปรอิสระ (independent variable) หรอื เรียกว่าตัวแปรตน้ (เม่อื เจคติ (X) เปล่ียน การปฏิบัติงาน (Y) กเ็ ปล่ยี น เปน็ ตวั แปรทเี่ ป็นตัวเหตุทีท่ าใหเ้ กิดผล (เรยี กว่าตัวแปร X) ตัวแปร การศกึ ษาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 อิสระเป็นตัวแปรท่ีเกิดขน้ึ ก่อน (antecedent variable) ไมขึน้ กับตัว ดว้ ยวิธสี อนแบบมุ่งประสบการณท์ างภาษากบั วิธสี อนปกติ แปรใด ตัวแปรอิสระ คือ วิธีการสอน (การสอนแบบมุ่งประสบการณ์ทางภาษา กับ • ตัวแปรตาม (dependent variable) เปน็ ตวั แปรทีเ่ ป็นผลตามมา การสอนแบบปกติ) จากตัวแปรเหตุ (เรยี กว่าตวั แปร Y) ตวั แปรตาม คือ ทักษะการสือ่ สารภาษาอังกฤษ ตวั อยา่ ง 1. วธิ กี ารสอนแบบร่วมมอื กันเรยี นรสู้ ง่ ผลตอ่ ทกั ษะการแก้โจทยป์ ัญหา : ตัวแปร X คือ วธิ ีการสอนแบบร่วมมอื กันเรยี นรู้ และตัวแปร Y คอื ทกั ษะการแก้โจทยป์ ญั หา 2. เจตคตสิ ง่ ผลตอ่ คณุ ภาพของการปฏิบตั งิ านของครใู นโรงเรียนเอกชน : ตัวแปร X คือ เจตคติ และตวั แปร Y คือ คณุ ภาพของการปฏบิ ัตงิ าน

ตัวแปรกอ่ กวน (confounding) เปน็ ตัวแปรทีผ่ ู้วจิ ยั ไม่ ตัวแปรสอดแทรก ต้องการศึกษา และสง่ ผลตอ่ ตวั แปรตาม (Y) โดยแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท ดังนี้ ความตอ้ งการเอาชนะ • ตัวแปรทคี่ วบคุมได้ หรือตวั แปรแทรกซ้อน / ตัวแปร ตัวแปรตน้ /อสิ ระ ตวั แปรตาม เกนิ (extraneous variable) เป็นตวั แปรทีผ่ ู้วจิ ยั ไม่ ตอ้ งการใหเ้ กิดขึ้นและส่งผลต่อตวั แปรตาม ซึ่งจะต้อง การใชแ้ บบฝกึ การอา่ น การอ่านสรปุ ความ ควบคุมไมใ่ ห้สง่ ผลตอ่ ตัวแปรตามหรือให้สง่ ผลนอ้ ย ท่สี ุดเพอ่ื ให้งานวจิ ัยเกิดความเที่ยงตรงภายใน ตวั แปรแทรกซ้อน (internal validation) • ตวั แปรท่คี วบคุมไม่ได้ หรอื ตัวแปรสอดแทรก / ตวั การเรยี นพเิ ศษ แปรแทรก (intervening variable) เป็นตวั แปรที่ ผวู้ ิจัยไมต่ อ้ งการให้เกิดข้ึนและสง่ ผลตอ่ ตวั แปรตาม การใชแ้ บบฝึกการอ่านเพือ่ พฒั นาทกั ษะการอา่ น ตวั แปรประเภทนี้เป็นตัวแปรทางจติ วิทยาในลักษณะที่ ตวั แปรอิสระ คอื การสอนโดยโดยใช้แบบฝึกการอา่ น แฝงเร้นอยู่ภายในซง่ึ เปน็ สภาวะท่ผี ูว้ ิจัยไมส่ ามารถ ตัวแปรตาม คือ การอ่านสรุปความ ควบคมุ ได้ เชน่ ความวิตกกงั วล ความต่ืนเตน้ ความ ตัวแปรควบคุม (ไมต่ อ้ งการศกึ ษา ไม่ต้องการใหม้ อี ทิ ธพิ ลตอ่ ตวั แปรตาม) หวาดกลัว คอื 1) การเรียนพเิ ศษ (ควบคมุ ได้ เรียกวา่ ตัวแปรแทรกซ้อน / ตวั แปรเกิน) 2) ความตอ้ งการเอาชนะผู้อ่นื (ควบคมุ ไม่ได้ เรียกวา่ ตวั แปรสอดแทรก / ตัว แปรแทรก)

ตวั แปรในการวิจัยในชัน้ เรยี น ชื่อเรอ่ื งวิจยั คาถามวจิ ยั วัตถปุ ระสงค์การวิจัย สมมติฐานการวิจัย การพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนือ้ การใช้กจิ กรรมศลิ ปะสร้างสรรค์จะ เพอื่ ศกึ ษาผลของการใชก้ จิ กรรมศลิ ปะ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์จะชว่ ยให้ มดั เล็กสาหรับนักเรียนระดบั ปฐมวยั พัฒนาทกั ษะการใชก้ ล้ามเน้อื มัดเล็ก สร้างสรรคท์ ี่มตี ่อทกั ษะการใช้ นักเรยี นระดบั ปฐมวยั โรงเรียน โรงเรยี นคณุ ภาพวทิ ยา จังหวัดราชบุรี สาหรับเด็กนกั เรียนปฐมวยั โรงเรียน กล้ามเน้ือมัดกสาหรับนกั เรียนระดบั คุณภาพวทิ ยามที ักษะการใชก้ ล้ามเน้ือ โดยใช้กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ คณุ ภาพวทิ ยาได้หรือไม่ ปฐมวยั โรงเรยี นคุณภาพวทิ ยา มดั เล็กดขี ึ้น ตัวแปรต้น/ตวั แปรอิสระ ตวั แปรต้น/ตวั แปรอิสระ ตวั แปรตน้ /ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตน้ /ตัวแปรอิสระ การสอนโดยใชก้ จิ กรรมศลิ ปะ การสอนโดยใช้กจิ กรรมศิลปะ การสอนโดยใชก้ จิ กรรมศิลปะ การสอนโดยใช้กจิ กรรมศิลปะ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ ตัวแปรตาม ตัวแปรตาม ตวั แปรตาม ตัวแปรตาม ทักษะการใชก้ ล้ามเนอื้ มดั เลก็ ทกั ษะการใชก้ ล้ามเนอ้ื มัดเล็ก ทักษะการใช้กลา้ มเนื้อมัดเลก็ ทักษะการใช้กล้ามเนอ้ื มดั เล็ก ความเขา้ ใจท่คี ลาดเคลอ่ื นเก่ียวกบั ตวั แปร • คดิ ไปว่ากล่มุ เปา้ หมายในการศึกษาเปน็ ตวั แปร เชน่ นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 • คิดไปวา่ เคร่ืองมอื เก็บรวบรวมขอ้ มลู เป็นตัวแปร เชน่ แผนการสอน แบบทดสอบ แบบสังเกต • ระบตุ ัวแปรกว้างเกินไป เช่น ทักษะ - - - ควรเป็นทกั ษะการอ่านสรุปความ

ตัวแปรในการวจิ ัยในชั้นเรียน เป้าหมายการพัฒนา/แก้ปญั หา ตวั แปรตน้ (นวตั กรรม/วิธีการ) ตวั แปรตาม (สภาพปญั หาท่ีพบ) 1. ด้านพุทธพิ ิสัย • ส่อื วสั ดุ (บทเรียนสาเรจ็ รปู หนังสืออา่ น • ผลสัมฤทธิ์ 2. ดา้ นจติ พิสยั 3. ด้านทกั ษะพสิ ยั เพ่มิ เติม ชดุ การสอน แบบฝึก • คะแนนสอบ คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ฯลฯ) • วธิ กี ารจัดการเรยี นรู้ (การสอนแบบต่าง ๆ การใช้เกม สถานการณ์จาลอง ฯลฯ) • เทคนิคการปรบั พฤตกิ รรม (การเสริมแรง • พฤตกิ รรม เช่น ความสนใจใน ทางบวก การวางเง่อื นไข เทคนคิ การปรบั การเรียน การเคารพกฎกตกิ า ฯลฯ พฤติกรรม ฯลฯ) เหมอื นดา้ นพทุ ธิพิสัย • ทักษะการปฏิบตั ิ

นยิ ามศพั ท์ (definition) หมายถงึ ขอ้ ความท่อี ธบิ ายความหมายของตวั แปร หรือคาอื่น ๆ ตวั อย่าง ความหมายของทักษะการแกป้ ัญหา ที่ใช้ในการวจิ ัย เพอื่ ให้ชัดเจนและเขา้ ใจตรงกันกบั ผู้วิจยั • หมายถึงความสามารถแกโ้ จทยป์ ัญหาได้ (เนอ่ื งจากคาทใ่ี ช้ในการวิจยั อาจทาใหเ้ ขา้ ใจความหมายไป • หมายถึง ความสามารถในการแกป้ ัญหาในการดารงชีวติ แตกต่างกนั ) ประจาวัน ประเภทของนิยามศพั ท์ ตัวแปร นยิ ามศัพท์เฉพาะ นยิ ามปฏบิ ัตกิ าร 1. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ (conceptual definition: CD) 1. อายุ ชว่ งระยะเวลาตั้งแตแ่ รก จานวนปี เดือน และวัน บอกความหมายของคาศพั ทใ์ นการวจิ ยั ครัง้ นี้ (สรุปจากทฤษฎี) เกดิ จนถงึ ปจั จุบนั นบั ตงั้ แต่แรกเกดิ จนถึง ปจั จบุ ัน (นาตัวแปรต้นมานิยาม) 2. ความสามารถในการ การทบ่ี คุ คลสามารถ คะแนนความสามารถใน การแก้โจทยป์ ัญหาวิชา 2. นยิ ามปฏบิ ัตกิ าร (operational definition: OD) แก้ปัญหา เอาชนะอปุ สรรคได้ คณิตศาสตร์ จานวนครง้ั ทปี่ ฏิบตั งิ าน นาตัวแปรตามมานยิ าม บอกความหมายของคาศัพท์ และบอก 3. ความตง้ั ใจ การท่ีบุคคลมคี วาม มงุ่ ม่นั ในการทางาน ด้วยวา่ จะวัดตัวแปรตามอย่างไร และวดั ดว้ ยเครอ่ื งมืออะไร

กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย ช่อื เรือ่ งวจิ ยั การศึกษาผลของการใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่าน กรอบความคดิ ในการวจิ ยั หมายถึง โมเดลแสดงความสมั พนั ธ์ เพื่อพัฒนาทกั ษะการอา่ นสรุปความสาหรับ ตามทฤษฎีระหวา่ งตัวแปรทต่ี ้องการศึกษา นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี น คุณภาพวิทยา แนวทางการสร้างกรอบแนวคิดในการวิจยั 1. ทบทวนทฤษฎแี ละงานวิจัยท่เี กย่ี วข้องกับปญั หาทีศ่ กึ ษา X Y 2. ระบุตวั แปรเฉพาะท่ีเก่ยี วขอ้ งกับปัญหาท่ีศกึ ษา แบบฝึกทกั ษะ ทักษะการอา่ น 3. เขียนโมเดล หรือ อธบิ ายความสมั พนั ธข์ องตวั แปรทุกตวั ที่เกยี่ วข้องกับปญั หา การอา่ น สรุปความ ประโยชน์ของกรอบความคดิ การวจิ ัย 1. ช้ีให้เห็นความสัมพนั ธร์ ะหว่างตัวแปร การเขยี นกรอบแนวคดิ การวิจัย 2. บอกแนวทางการวจิ ัยในภาพรวม 3. ชว่ ยในการออกแบบการวจิ ยั การเขียนแผนภาพ หรือ แผนภูมิ 4. ช่วยในการเขียนวัตถุประสงค์และสมมตฐิ านการวิจยั ผสมผสานกบั การเขยี นในลกั ษณะ 5. บอกแนวทางการเก็บรวบรวมขอ้ มูล พรรณนาความ 6. บอกแนวทางการวเิ คราะหข์ ้อมลู

สมมตฐิ านในการวิจยั (research hypothesis) ลักษณะของขอ้ ความสมมตฐิ านการวจิ ัย ความหมาย คือ คาตอบของการวิจัยทท่ี านายไว้ หรอื คาดเดาไว้ล่วงหน้าบนพนื้ ฐานของ ทฤษฎี (theory-based prediction) หรืองานวิจยั ในอดีต ชอ่ื เรอ่ื งวจิ ยั สมมติฐานการวิจัย • กล่าวถึงความสัมพนั ธ์ของตวั แปรอย่างน้อย 2 ตวั การพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนอ้ื กิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์จะชว่ ยให้ มัดเล็กสาหรับนักเรยี นระดับปฐมวยั โรงเรียนคณุ ภาพวิทยาโดยใช้กิจกรรม นกั เรียนระดบั ปฐมวยั โรงเรียน • ชัดเจน ศลิ ปะสร้างสรรค์ คณุ ภาพวิทยามที กั ษะการใช้กลา้ มเน้ือ • สามารถทดสอบได้ (สงั เกตได้ วดั ได)้ ตวั แปรต้น/ตวั แปรอิสระ การสอนโดยใช้กจิ กรรมศลิ ปะ มัดเลก็ ดขี ้นึ สร้างสรรค์ ตวั แปรต้น/ตัวแปรอสิ ระ ตวั อย่าง ตัวแปรตาม การสอนโดยใช้กจิ กรรมศลิ ปะ ชือ่ เร่ืองวจิ ัย : ผลของการเรยี นแบบรว่ มมือกับผลการเรยี นรู้ของนักเรยี นชน้ั ม. 1 ทักษะการใช้กลา้ มเนื้อมดั เล็ก สรา้ งสรรค์ สมมติฐานการวิจัย : การเรยี นแบบรว่ มมอื ทาให้นักเรียนมีผลการเรียนรู้สูงขึ้น (แสดงความสมั พันธ์ของสองตัวแปร ชัดเจน ทดสอบได้) ตวั แปรตาม ทกั ษะการใช้กลา้ มเนอ้ื มัดเลก็

ประเภทของสมมติฐาน สมมตฐิ านในการวจิ ยั แบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท คือ สมมตฐิ านแบบไมม่ ที ศิ ทาง (non-directional hypothesis) 1. สมมตฐิ านการวิจัย (research hypothesis) เป็นข้อความทค่ี าดเดาคาตอบโดยการบอกความสมั พันธ์ระหว่าง 2. สมมติฐานทางสถิติ (statistical hypothesis) ตวั แปรแบบไมร่ ะบุทศิ ทางของความสมั พนั ธ์วา่ ในเชงิ บวกหรอื เชงิ ลบ โดยมักจะใช้คาว่าต่างกนั ไมต่ า่ งกัน สัมพนั ธ์กัน ไม่ 1. สมมตฐิ านการวจิ ัย เปน็ ข้อความคาดคะเนคาตอบของการวจิ ัยที่ สัมพนั ธ์กัน (ไมไ่ ดร้ ะบุชัดเจนว่าต่างกันทางบวกหรอื ทางลบ) กล่าวถงึ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในการวิจยั โดยเขยี นใน 2 ลกั ษณะ ตวั อย่าง สมมตฐิ านแบบมที ศิ ทาง (directional hypothesis) เปน็ ขอ้ ความท่ี ผลการเรียนรู้วชิ าคณิตศาสตรก์ อ่ นและหลงั การใช้ CAI แตกตา่ งกัน คาดเดาคาตอบโดยการบอกความสมั พันธ์ระหวา่ งตัวแปรว่าเป็นไปใน เจตคติมีความสมั พนั ธ์กับผลการเรียนรู้ ทางบวกหรอื ทางลบ โดยใชค้ าวา่ สูงกวา่ หรือตา่ กวา่ มากกวา่ หรอื น้อยกว่า ตวั อยา่ ง ผลการเรยี นรู้วชิ าคณิตศาสตรห์ ลังการใช้ CAI สงู กวา่ กอ่ นการใช้ CAI เจตคตมิ ีความสัมพนั ธท์ างบวกกบั ผลการเรยี นรู้

2. สมมตฐิ านทางสถติ ิ สมมตฐิ านทางสถิติจะเขียนทง้ั สมมติฐานท่เี ปน็ กลางและสมมตฐิ าน เปน็ การเขยี นสัญลักษณค์ ณติ ศาสตรเ์ พ่ือทดสอบทางสถติ ิ โดยเขยี นให้ ที่ไมเ่ ปน็ กลางคู่กัน ดงั นี้ มีความหมายแบบเดียวกันกับสมมติฐานการวิจยั ทีต่ ้ังไว้ก่อน เพอื่ ใช้ 1. สมมตฐิ านเปน็ กลาง (null hypothesis) ใช้สญั ลักษณ์ H0 เปน็ สาหรบั การทดสอบสมมตฐิ านการวจิ ัยท่กี าหนดไวว้ ่าเปน็ จรงิ หรอื ไม่ การเขียนอธบิ ายความสมั พนั ธ์ของตัวแปรวา่ ไมม่ คี วามสมั พนั ธก์ ัน การเขียนสมมติฐานทางสถิตจิ ะใช้สัญลกั ษณ์ทแี่ สดงถงึ คุณลักษณะของ หรือไม่แตกต่างกนั ประชากร (เรียกว่า ค่าพารามเิ ตอร์) โดยในการเขียนสมมติฐานทาง 2. สมมตฐิ านไมเ่ ป็นกลาง หรอื สมมติฐานทางเลอื ก (alternative สถติ ิจะเขยี นท้งั สมมตฐิ านเปน็ กลางและสมมติฐานทางเลือก hypothesis) ใชส้ ญั ลักษณ์ H1 หรือ HA เป็นการเขียนอธิบาย ความสมั พันธข์ องตัวแปรวา่ มคี วามแตกตา่ งกัน หรอื มีความสมั พนั ธ์ กันทางบวกหรอื ทางลบ (บอกทิศทางของความสัมพันธ์)





สมมติฐานการวจิ ยั สมมติฐานทางสถิติ H0 : μ1 = μ2 1. ทักษะการแกโ้ จทย์ปญั หาที่สอนด้วยวธิ ี H1 : μ1 > μ2 รว่ มมือสงู กว่าวิธีสอนปกติ H0 : μ1 = μ2 H1 : μ1 < μ2 2. ทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ัญหาท่ีสอนด้วยวิธี ร่วมมอื ตา่ กวา่ วธิ ีสอนปกติ H0 : μ1 = μ2 H1 : μ1 ≠ μ2 3. ทกั ษะการแกโ้ จทย์ปัญหาทส่ี อนด้วยวิธี H0 : ρ = 0 รว่ มมือแตกต่างกับวิธสี อนปกติ H1 : ρ > 0 H0 : ρ = 0 4. เจตคตมิ ีความสมั พันธท์ างบวกกบั การ H1 : ρ < 0 ปฏบิ ัตงิ าน 5. เจตคตมิ คี วามสัมพนั ธ์ทางลบกบั การ ปฏบิ ตั ิงาน

วชิ า การวจิ ัยและพฒั นานวัตกรรมการเรยี นรู้ (PC62508) ผูส้ อน : ผศ.ทรงเกียรติ อิงคามระธร Email: [email protected] Phone: 0863198967 บทท่ี 6 ประชากร กล่มุ ตวั อย่าง และการส่มุ ตัวอยา่ ง 1. ประชากร 2. กลุ่มตวั อยา่ ง 3. การสุ่มตัวอย่าง

ประชากรเปน็ ใคร • ประชากร (population) หมายถงึ สง่ิ ท้งั หมดทต่ี อ้ งการศึกษา (กลุ่มเปา้ หมาย: target group) • ประชากร คือ สิ่ง (คน สตั ว์ ส่ิงของ เหตุการณ์) ทเ่ี กี่ยวข้อง สมั พันธก์ บั ปัญหาการวจิ ยั

ตัวอย่าง • ศึกษาทศั นคติของนักศกึ ษาปรญิ ญาโทต่อการเรียนวิชาวิจัย ประชากร คือ นักศึกษาปริญญาโท • ศึกษาทัศนคตขิ องนักศกึ ษาปรญิ ญาโท มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร ต่อการเรยี นวิชาวิจัย ประชากร คือ นักศกึ ษาปรญิ ญาโท มหาวทิ ยาลัยศิลปากร • ศกึ ษาทัศนคติของนักศกึ ษาปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากรตอ่ การเรยี นวิชาวิจยั ประชากร คอื นกั ศึกษาปรญิ ญาโท คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร

คาบางคา...เกยี่ วกบั ประชากร • ค่าพารามเิ ตอร์ (parameter) คอื ค่าทไ่ี ด้จากการวัดประชากร • คา่ ทว่ี ดั ไดจ้ ากการศกึ ษากล่มุ ตวั อยา่ งเรียกว่า คา่ สถิติ (statistic) พารามิเตอร์ สถิติ ความหมาย μ (Mu) X ค่าเฉลย่ี σ (Sigma) S ความเบย่ี งเบนมาตรฐาน ρ (Rho) r ความสมั พันธ์

ประเภทของประชากร แบ่งตามลกั ษณะความเหมอื นกัน และแตกต่างกนั ของประชากร 1. ประชากรทมี่ ีลักษณะเหมอื นกนั เรียกว่า homogeneous population (ประชากรท่ีมีลกั ษณะเปน็ เอกพันธ์) 2. ประชากรทสี่ มาชิกในกล่มุ มลี ักษณะแตกต่างกัน เรียกว่า heterogeneous population (ประชากรที่มลี ักษณะแตกตา่ งกนั )

แบง่ ตามการนับได้ หรือนับไมไ่ ด้ 1. ประชากรท่มี จี านวนจากัด (finite population) คือ ประชากรที่สามารถนบั จานวนไดค้ รบถว้ น 2. ประชากรท่มี จี านวนไม่จากัด (infinite population) คอื ประชากรทไี่ มส่ ามารถนบั จานวนไดค้ รบถ้วน

กลมุ่ ตวั อย่าง (sample) เป็นสมาชิกบางสว่ นของประชากร



ลกั ษณะสาคญั จาเปน็ ของกลมุ่ ตวั อยา่ ง ในการเลอื กตวั อยา่ งเพอ่ื ศกึ ษาแทนการศึกษาจากประชากร กล่มุ ตวั อยา่ งต้องมีลกั ษณะดงั นี้ 1. มคี วามเปน็ ตัวแทน (representative) หมายความว่า กลุ่มตัวอย่าง มีคณุ ลกั ษณะเหมือนกับประชากร (จึงจะแทนคณุ ลักษณะของประชากรได้) ซงึ่ Kerlinger เสนอว่าการไดก้ ลุ่มตัวอย่างทเ่ี ป็นตวั แทนของประชากร จะต้องใช้วิธกี ารสมุ่ (ramdom) คือ วธิ ีการทีส่ มาชกิ แต่ละตวั ของประชากรมีโอกาสถกู เลือกเป็นตัวแทน 2. มีขนาด (sample size) มากเพียงพอ (มากเพียงพอทจ่ี ะศึกษาได้ และผลของการศกึ ษาสามารถอ้างอิงไปยงั ประชากรได้)





ความเข้าใจทีค่ ลาดเคล่ือน - misconception ช่ือเรอ่ื งวิจัย การพัฒนาชดุ ฝึกเสริมทักษะการ อ่านภาษาไทยเพื่อแก้ปญั หาการ อ่านหนังสือไม่ออกสาหรบั นักเรยี น ชั้น ป.4 โรงเรยี นคุณภาพวิทยา ประชากร คือ นกั เรยี นชน้ั ป.4 จานวน 25 คน กลุ่มตวั อย่าง คือ นักเรียนจานวน 10 คน (ทอ่ี ่านหนังสอื ไมอ่ อก) ประชากร คอื นักเรียนช้ัน ป.4 จานวน 10 คน ท่อี า่ นไม่ออก กล่มุ ตวั อยา่ ง คือ นักเรยี นช้ัน ป.4 ทอ่ี ่านไม่ออก จานวน 5 คน

การสุม่ ตวั อยา่ ง (sampling) เปน็ วธิ กี ารเลอื กกลมุ่ ตวั อย่างจากประชากร โดยใชว้ ิธกี าร ขน้ั ตอนท่ีเป็นกระบวนการ เพอื่ ใหไ้ ดต้ วั อย่างท่เี ปน็ ตวั แทนท่ีดขี อง ประชากร

ขน้ั ตอนของการสุ่มตวั อยา่ ง ขน้ั การสรา้ งความชดั เจนเรือ่ งประชากร 1. พจิ ารณาปัญหาการวจิ ยั เพื่อกาหนดว่าใครเป็นผใู้ หข้ ้อมลู (จะเก็บข้อมลู จากใคร) 2. ให้คาจากัดความของประชากรทีผ่ วู้ ิจยั ต้องการศึกษา 3. จัดทาบัญชรี ายชื่อของประชากร เรียกวา่ การกาหนดกรอบ ของประชากร (population frame)

ข้นั ตอนของการสมุ่ ตวั อยา่ ง (ตอ่ ) ขั้นการเลอื กตวั อย่างจากประชากร 4. กาหนดขนาดกล่มุ ตัวอยา่ ง (sample size) ท่เี หมาะสมกบั ประชากร 5. เลือกเทคนคิ (วธิ กี าร) สุ่มตัวอยา่ ง (sampling technique) เนื่องจาก แตล่ ะวิธมี ีความเหมาะสมแตกตา่ งกนั เพอ่ื ใหไ้ ดก้ ลุ่มตัวอย่างทเ่ี ป็นตวั แทน ของประชากร 6. เลือกตวั อยา่ ง (สุม่ ตามวธิ ีการที่เลือกในข้อ 5)

การกาหนดขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ ง

การกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอยา่ ง 1. กาหนดเกณฑ์ 2. ใชส้ ตู รคานวณ (Taro Yamane, Krejcie and Morgan, Cochren) 3. ตารางสาเรจ็ รูป (ตารางของ Krejcie and Morgan, ตารางของ Taro Yamane)

การกาหนดขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ ง

การกาหนดขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ ง

การกาหนดขนาดของกล่มุ ตัวอยา่ ง

เทคนคิ (วธิ กี าร) ส่มุ ตัวอยา่ ง (sampling technique) หลกั การเลอื กวธิ ีการส่มุ ตวั อยา่ ง คอื ตอ้ งพิจารณาลกั ษณะของประชากร (วธิ กี ารแตล่ ะวธิ ี เหมาะสมกับประชากรในคนละลักษณะ) เพ่ือใหไ้ ดต้ ัวแทนที่ดี วิธกี ารสุ่มตวั อย่าง 2 ประเภท 1. การสุ่มโดยอาศัยหลักความน่าจะเปน็ (probabilistic sampling) 2. การส่มุ โดยไม่อาศยั หลกั ความน่าจะเป็น (non-probabilistic sampling)

การสุม่ ตวั อย่างโดยไม่อาศัยหลกั ความนา่ จะเป็น • ประชากรมโี อกาสถูกเลือกไมเ่ ทา่ กัน • เปน็ การเลอื กเพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงคข์ องการวิจยั • ผู้วจิ ัยเปน็ ผพู้ จิ ารณา • ไมม่ ีการสมุ่ (no random) สมาชกิ ของประชากรบางส่วนที่มโี อกาส ถกู เลอื ก • ผลทไี่ ด้จากการวจิ ยั ไมส่ ามารถอ้างอิงไปสปู่ ระชากร (เนอื่ งจาก กลมุ่ ตวั อยา่ งไมเ่ ป็นตัวแทนทด่ี ี)

ประเภทของวิธกี ารส่มุ ตัวอย่างท่ไี ม่อาศยั ความน่าจะเป็น 1. การสมุ่ แบบเจาะจง (purposive sampling or judgmental sampling) 2. การสุ่มแบบบังเอญิ (accidental or haphazard sampling) 3. การสุ่มแบบโควตา (quota sampling) 4. การสมุ่ แบบความสะดวก (convenience sampling) 5. การสุ่มแบบลกู โซ่ (snowball technique) 6. การสุ่มแบบอาสาสมัคร (volunteer sampling)

1. การสมุ่ แบบเจาะจง ผวู้ ิจยั ตดั สนิ ใจเลือก (ไม่มีหลักเกณฑ์อ่นื ) 2. การสมุ่ แบบบงั เอิญ เป็นการเลือกตวั อยา่ งแบบไมต่ ง้ั ใจ เก็บขอ้ มลู จากใครกไ็ ดท้ ่ีพบจนครบจานวน 3. การสมุ่ แบบโควตา คล้ายการส่มุ แบบบงั เอิญ แตแ่ บ่งประชากร เปน็ กลมุ่ ย่อย ๆ ตามลักษณะทต่ี ้องการศึกษา 4. การสมุ่ ตามความสะดวก เป็นการสมุ่ ทีย่ ดึ ความสะดวกในการเก็บขอ้ มลู 5. การสุ่มแบบลกู โซ่ เปน็ การสุ่มแบบบอกตอ่ เร่ิมจากผใู้ ห้ข้อมลู ท่รี จู้ ักและเพิ่มเครือขา่ ยไปเรือ่ ย ๆ 6. การสุ่มแบบอาสาสมคั ร เปน็ การสมุ่ ทีผ่ ใู้ ห้ข้อมลู สมัครใจ

การส่มุ ตวั อยา่ งโดยอาศัยหลกั ความนา่ จะเป็น • สมาชกิ ทุกหนว่ ยในประชากรมีโอกาสถูกเลอื กเทา่ ๆ กัน • กลุม่ ตวั อยา่ งทีถ่ กู เลือกเปน็ ตัวแทนของประชากร • สามารถอา้ งองิ ผลไปสู่ประชากรได้

วธิ กี ารสุ่มตวั อยา่ งโดยอาศัยหลักความนา่ จะเปน็ 1. การสุ่มอยา่ งง่าย (จบั สลาก ตารางเลขส่มุ ) ( simple random sampling) 2. การสมุ่ แบบมรี ะบบ (systematic random sampling) 3. การสุ่มแบบแบ่งช้ัน หรอื การสุม่ แบบชั้นภูมิ (เปน็ สดั สว่ น ไม่เปน็ สดั ส่วน) (stratified random sampling) 4. การสุ่มแบบกลุ่ม (cluster sampling) 5. การส่มุ แบบหลายข้นั ตอน (multistage sampling)

การสมุ่ อย่างงา่ ย (simple random sampling) • ประชากรไมม่ าก • ประชากรเปน็ เอกพนั ธ์ • ทราบขนาดประชากร การจบั สลาก 1. ทาสลากตามจานวนประชากร 2. ใหห้ มายเลขกากับ 3. จับสลากจากกล่องครง้ั ละใบจนครบตามจานวนกลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีตอ้ งการ (แบบใส่คนื แบบไมใ่ สค่ ืน)

การสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) แบบใชต้ ารางเลขส่มุ (random number table) (ตารางสาเร็จรปู ) มีขนาดประชากรใหญ่กว่าการเลือกใช้วธิ จี บั สลาก 1. กาหนดหมายเลขใหก้ ับทกุ หน่วยของประชากร 2. เลือกตารางเลขส่มุ ตามจานวนประชากร (2 หลัก หรือ 3 หลกั ) 3. การใช้ตาราง • กาหนดจุดเรม่ิ ต้น • กาหนดทิศทาง (ใชแ้ บบใด ใช้แบบนนั้ ท้ังการส่มุ )

การสมุ่ แบบมีระบบ (systematic random sampling) • ประชากรจานวนมาก • ประชากรเรยี งไวแ้ ล้วอย่างเป็นระบบ เช่น รหัสประจาตวั รายช่อื ผู้เขา้ สอบ 1. กาหนดช่วง (interval) 2. กาหนดจดุ เริ่มตน้ 3. สมุ่ ตามช่วง

การุส่มแบบชั้นภมู ิ (stratified random sampling) • ประชากรขนาดใหญ่ • ประชากรมคี วามแตกตา่ งกัน แตแ่ บ่งเป็นกลมุ่ ย่อย หรือชน้ั ภมู ิ (stratum) ได้ • ภายในชัน้ เดียวกันเหมือนกนั คนละชน้ั แตกต่างกัน 1. แบง่ ประชากรเปน็ ชั้น ๆ (ระหว่างช้ันต่างกนั ชน้ั เดียวกันเหมอื นกัน) 2. กาหนดขนาดกลุม่ ตัวอย่าง 3. หาสดั สว่ นในแต่ละละช้นั ภูมิ (กรณสี ่มุ แบบสัดส่วน) 4. สุม่ แตล่ ะช้ันดว้ ยการสุม่ อยา่ งงา่ ย หรอื การส่มุ แบบมีระบบ (แลว้ แต่จานวนประชากร)

การุสม่ แบบชั้นภูมิ (stratified random sampling) 1. การสุ่มแบบแบง่ ชั้นอยา่ งเป็นสดั สว่ น กาหนดตัวอย่างในแตล่ ะชนั้ ตามสดั ส่วนประชากร 2. การส่มุ แบบแบ่งชั้นอยา่ งไม่เป็นสัดส่วน สดั ส่วนในแต่ละช้นั ไมเ่ ป็นไปตามสดั ส่วนประชากร