นยิ ามศัพท์ (definition) หมายถงึ ข้อความที่อธบิ ายความหมายของคาที่ใชใ้ นการวจิ ัย เพื่อให้ชดั เจนและเขา้ ใจตรงกันกับ ผูว้ ิจัย (เนือ่ งจากคาที่ใชใ้ นการวจิ ยั อาจทาใหเ้ ขา้ ใจความหมายไปแตกต่างกนั ) ตัวอย่าง ความหมายของทักษะการแกป้ ัญหา • หมายถึง ความสามารถในการแก้ปัญหาในการดารงชีวติ ประจาวนั • หมายถึง ทักษะการแก้ปญั หาในการเรียนรู้
ประเภทของนิยามศัพท์ 1. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ (conceptual definition: CD) บอกความหมายของคาศัพทใ์ นการวจิ ัยครั้งนี้ (สรปุ จากทฤษฎี (นาตวั แปรต้นมานิยาม) 2. นิยามปฏิบัตกิ าร (operational definition: OD) นาตวั แปรตามมานยิ าม บอกความหมายของคาศพั ท์ และบอกดว้ ยว่าจะวดั ตัวแปรตามอยา่ งไร และวัดดว้ ยเคร่อื งมืออะไร ตัวอยา่ งของนิยามปฏบิ ัตกิ าร ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ หมายถึง คะแนนจากแบบทดสอบวิชาภาษาอังกฤษของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบจานวน 30 ข้อ คะแนนเต็ม 30 คะแนน โดย กาหนดเกณฑ์การผ่านไวท้ ี่ 20 คะแนน ความมีวินัยในตนเอง หมายถึง คะแนนท่ีได้จากแบบวัดความมีวินัยในตนเองแบบมาตราส่วนประมาณ ค่า 5 ระดับ โดยพฤติกรรมที่เก่ียวข้องประกอบด้วยความรับผิดชอบ ความเชื่อม่ันในตนเอง ความอดทน ความ ซ่อื สตั ย์ ความเป็นผูน้ า และการปฏบิ ัติตามระเบียบของสังคม
ความแตกต่าง...ของนยิ ามศพั ท์เฉพาะ กบั นิยามปฏิบตั กิ าร ตวั แปร นิยามศัพทเ์ ฉพาะ นยิ ามปฏิบตั กิ าร 1. อายุ ชว่ งระยะเวลาตัง้ แตแ่ รก จานวนปี เดือน และวนั 2. ความสามารถในการ แกป้ ญั หา เกิดจนถงึ ปจั จุบัน นบั ตง้ั แตแ่ รกเกดิ จนถงึ 3. ความตงั้ ใจ ปจั จุบนั การท่ีบุคคลสามารถ คะแนนความสามารถใน เอาชนะอปุ สรรคได้ การแก้โจทย์ปัญหาวิชา คณติ ศาสตร์ การท่บี ุคคลมคี วามม่งุ มนั่ ใน จานวนคร้งั ท่ีปฏบิ ัติงาน การทางาน
ขัน้ ตอนในการเขยี นนยิ ามศพั ท์ 1. ศึกษาแนวคิด หลักการหรอื งานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง (ทบทวนวรรณกรรม) 2. วเิ คราะห์ และสังเคราะหค์ วามหมายของคานน้ั ๆ โดยมีวธิ ีดาเนินการ ดงั ต่อไปนี้ • คัดลอก • ผูว้ ิจยั เรียบเรียงใหม่ 3. เขียนนยิ ามศพั ท์
งาน 6 การนิยามศพั ท์ (10 คะแนน) การส่งงาน : ไฟล์ WORD ตั้งชอ่ื ตามกาหนด วจิ ัยงาน6 _วทิ ย์ท่วั ไปหมู่1_วนั ชยั 30.docx จากช่อื เรื่องวจิ ัยใหน้ าตวั แปรอสิ ระและตวั แปรตามมานยิ าม (ส่งทอี่ ีเมล [email protected]) • ชื่อเรอ่ื งวจิ ัย • นิยามศพั ท์เฉพาะ • นิยามปฏิบัตกิ าร
การเขียนประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ ับ เปน็ การเขยี นประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับหลงั จากดาเนินการ วิจยั เสรจ็ แล้ว โดยเขียนในลักษณะท่ีวา่ ผลการวิจยั ทไ่ี ดร้ บั 1. เขยี นระบปุ ระโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รับเมอ่ื ทาวิจยั เสร็จ นน้ั จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ใคร และเป็นประโยชน์อย่างไร แล้ววา่ จะมปี ระโยชน์ต่อนกั เรียนอย่างไร และมี ประโยชนต์ อ่ ครอู ยา่ งไร ตวั อยา่ ง 2. เขียนให้สอดคล้องเช่ือมโยงกับย่อหน้าสดุ ทา้ ยของความ ชือ่ เรอื่ งวจิ ยั เปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา และวัตถปุ ระสงค์ การศึกษาผลของการใชช้ ดุ ฝกึ การเขียนเรยี งความที่มีต่อ ของการวจิ ยั ความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษา ปที ี่ 1 โรงเรียนคุณภาพวทิ ยา จังหวัดราชบุรี 3. ไม่ควรขนึ้ ตน้ ด้วยคาวา่ “เพือ่ ...” เพราะจะสบั สนกับ 1. ช่วยใหน้ ักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 มีความสามารถในการ วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัย เขียนเรยี งความดีขึ้น 4. เขยี นในลักษณะทว่ี ่า นกั วจิ ัยคาดว่าจะไดอ้ ะไรจากการ 2. ครูผสู้ อนไดแ้ นวทางในการใช้นวัตกรรมสาหรับพฒั นาการเรียน วิจยั ควรขนึ้ ต้นดว้ ยคาว่า “ทาให.้ ..” หรือ “ชว่ ยให้ได้...” หรือ “เปน็ แนวทาง...” การสอนในเนื้อหาอืน่ หรอื รายวชิ าอ่ืน
งาน 7 การเขยี นประโยชน์ทคี่ าดว่าจะไดร้ บั (10 คะแนน) การส่งงาน : ไฟล์ WORD ตงั้ ชอ่ื ตามกาหนด วจิ ัยงาน7 _วทิ ยท์ ่วั ไปหมู่1_วันชยั 30.docx ให้เขียนประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะได้รบั โดยให้สอดคล้องกับ (ส่งทีอ่ เี มล [email protected]) วตั ถุประสงค์ของการวจิ ยั โดยเขียนในหัวข้อตอ่ ไปน้ี • ช่อื เรอื่ งวจิ ัย • วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย • ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รับ
กรอบความคิดในการวิจยั กรอบความคิดในการวิจยั หมายถงึ โมเดลแสดงความสัมพนั ธ์ ตามทฤษฎีระหวา่ งตัวแปรทตี่ อ้ งการศึกษา แนวทางการสรา้ งกรอบความคดิ 1. ทบทวนทฤษฎแี ละงานวจิ ยั ท่เี กีย่ วข้องกบั ปญั หาทีศ่ กึ ษา 2. ระบตุ ัวแปรเฉพาะท่เี กย่ี วขอ้ งกับปญั หาท่ีศึกษา 3. เขียนโมเดล หรอื อธบิ ายความสัมพนั ธ์ของตวั แปรทุกตัวท่เี ก่ยี วข้อง กบั ปัญหา
การเขียนกรอบความคดิ (ตามทฤษฎี) Y X1 X5 X2 X4 X3 X6
การเขียนกรอบความคดิ ในการวจิ ัย (ตามตัวแปรท่ศี ึกษา) X1 X5 X3 Y X4
ลกั ษณะของกรอบแนวคิดในการวจิ ยั 1. กรอบความคดิ เชงิ ทฤษฎี เปน็ ความสัมพันธข์ องตวั แปรทง้ั หมด ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั ปญั หาการวิจัย 2. กรอบความคิดการวจิ ยั เป็นการลดรปู ของกรอบความคดิ เชิงทฤษฎีโดยเขียนเฉพาะความสัมพันธข์ องตัวแปรท่นี กั วจิ ัย ต้องการศึกษา
ประโยชน์ของกรอบความคดิ ในการวิจยั 1. ช้ีใหเ้ หน็ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างตัวแปร 2. บอกแนวทางการวิจยั ในภาพรวม 3. ชว่ ยในการออกแบบการวจิ ยั 4. ช่วยในการเขยี นวัตถปุ ระสงค์และสมมติฐานการวจิ ยั 5. บอกแนวทางการเก็บรวบรวมขอ้ มลู 6. บอกแนวทางการวิเคราะหข์ ้อมูล 7. บอกแนวทางการแปลผลและอภิปรายผล
การเขยี นกรอบแนวคิดการวิจยั 1. การเขยี นในลักษณะพรรณนาความ 2. การใช้สญั ลักษณ์ หรอื สมการระบุความสัมพนั ธ์ (แบบฟังกช์ นั ทางคณิตศาสตร์) 3. การเขยี นแผนภาพ หรอื แผนภมู ิ 4. แบบผสมผสาน
(ตัวอย่าง) การเขียนกรอบความคิดในการวจิ ัย ชื่อเร่ืองวิจัย การศึกษาผลของการใช้การเรยี นด้วยภาพยนตร์ subtitle ภาษาอังกฤษทมี่ ีตอ่ ทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคณุ ภาพวิทยา จงั หวดั ราชบุรี การเรยี นด้วยภาพยนตร์ ทกั ษะการฟงั ภาษาอังกฤษ subtitle ภาษาอังกฤษ การวิจยั ในคร้ังนเี้ ป็นการศึกษาผลของการใช้การเรียนดว้ ยภาพยนตร์ subtitle ภาษาอังกฤษท่ีมีตอ่ ทักษะการฟัง ภาษาอังกฤษของนักเรยี น ซง่ึ เป็นการศึกษาตวั แปร 2 ตวั ได้แก่ การเรยี นดว้ ยภาพยนตร์ subtitle ภาษาอังกฤษเป็นตัวแปรตน้ และทกั ษะการฟงั ภาษาอังกฤษเป็นตัวแปรตาม โดยมงี านวิจยั ทีส่ นบั สนุนแนวคดิ ทว่ี า่ ส่ือทางภาษาช่วยพัฒนาทักษะการฟงั ภาษาอังกฤษ ได้แก่ การศึกษาของ สมยศ เพิม่ ทรัพย์ (2560, หนา้ 35-38) ท่ีศึกษาการใช้สอ่ื วิดีทัศนใ์ นการพัฒนาทกั ษะการฟงั ภาษาองั กฤษของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งพบวา่ นกั เรยี นมีทกั ษะการฟังภาษาองั กฤษสูงขน้ึ และการศึกษาเก่ยี วกับการใช้ คลปิ บทสนทนาภาษาองั กฤษทีช่ ่วยใหน้ กั เรียนสามารถฟังและตอบคาถามจากเรอ่ื งทฟี่ ังไดด้ ีขน้ึ (วาสนา ประกอบดี, 2560, หน้า 25-30)
งาน 8 การเขยี นกรอบความคิดในการวจิ ัย (10 คะแนน) การสง่ งาน : ไฟล์ WORD ต้งั ชือ่ ตามกาหนด วิจยั งาน8 _วิทยท์ ่วั ไปหมู่1_วนั ชัย30.docx ใหเ้ ขียนกรอบความคิดในการวิจยั ในรูปแบบผสมผสาน (ส่งทอี่ เี มล [email protected]) ระหวา่ งแผนภมู ิกบั คาบรรยายใต้แผนภูมิ โดยกาหนดให้ เขยี นในหัวข้อตอ่ ไปน้ี • ช่อื เรอื่ งวจิ ัย • กรอบความคิดในการวจิ ัย
ช่อื เรอ่ื งวิจัย บทที่ 1 บทนา 1. ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา 2. คาถามการวจิ ัย 3. วตั ถปุ ระสงค์การวิจัย 4. ขอบเขตของการวิจัย 5. นยิ ามศพั ท์ 6. ประโยชน์ทไี่ ด้รับ 7. กรอบความคดิ ในการวจิ ยั
วิชา การวจิ ัยและพฒั นานวัตกรรมการเรียนรู้ (PC62508) ผ้สู อน : ผศ.ทรงเกยี รติ องิ คามระธร Email: [email protected] Phone: 0863198967 บทท่ี 3 เอกสารและงานวิจยั ท่เี กยี่ วข้อง • แนวทางการเขียนเอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ ง • การอ้างองิ (แบบแทรกในเนือ้ หา) • ตวั อยา่ งและข้อแนะนาในการเขียน (บทที่ 2 ในรายงานการวิจัย) • กรอบความคิดในการวิจัย
ความหมายของ “วรรณกรรม” ในการวจิ ัย เอกสาร สงิ่ พมิ พ์ ทเ่ี กย่ี วกับแนวคิด ผลงานวิชาการ ทฤษฎี บทความ และงานวิจยั ทเ่ี กี่ยวข้องกบั เร่อื งทผ่ี วู้ จิ ยั ต้องการศกึ ษา การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง • การอา่ นเพ่อื รวบรวมประเด็นสาคญั เกีย่ วกับความรทู้ ่ี มมี าก่อน ในเรือ่ งทสี่ นใจทาวจิ ยั (ไม่เร่มิ ตน้ จาก 0) • อ่านเนอ้ื หา • อา่ นวธิ กี ารท่ีใชใ้ นการทาวจิ ัย
ก่อนวิจัย หลังจากไดห้ วั ข้อวิจัยแล้ว • เขา้ ใจปัญหาการวิจยั มากขน้ึ การทบทวนวรรณกรรมชว่ ยกาหนดรายละเอียดต่อไปน้ี ระหว่างวิจยั • เนอื้ หาความร้ตู ามประเดน็ ทศี่ ึกษา • ตัวแปร • แบบแผนการวิจยั • วิธกี ารทาวจิ ยั • กรอบแนวคดิ การวจิ ัย • การสร้างและหาคุณภาพ เครอ่ื งมือ • สมมติฐานการวจิ ยั • การเกบ็ รวบรวมข้อมูล • ขอบเขตการวจิ ยั • การวเิ คราะหข์ ้อมลู • นิยามศัพท์ • ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง • การอภปิ รายผล • แนวทางในการเขยี นรายงาน การวิจัย • การเขียนข้อเสนอแนะ
แหลง่ ของเอกสารท่เี กี่ยวขอ้ ง • วารสารทางวิชาการ (journal) มีลักษณะเฉพาะคอื มีคุณคา่ ทางวชิ าการและ ทันสมยั เนื่องจากไดร้ ับการตรวจพจิ ารณาและคดั เลอื กโดยการประเมินของ ผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) • ตารา (text, book) โดยควรพจิ ารณาจากความเชย่ี วชาญของผู้แต่งเปน็ สาคญั • รายงานการวิจยั (research report) ชว่ ยใหเ้ หน็ แนวทางสาหรบั การทาวิจัย โดย ในการพิจารณารายงานการวจิ ยั จะตอ้ งดคู วามเก่ยี วข้องกับตวั แปรที่ศึกษา มคี วาม ทนั สมยั (ไม่ควรเกิน 5 ปี) • บทคดั ย่อ (abstract) เหมาะสาหรับการค้นหาในเบ้อื งต้น เพือ่ ตรวจสอบวา่ เร่ืองท่ี สนใจมีการทาวิจยั ไปแล้วหรือไม่ อย่างไร • เอกสารอน่ื ๆ เช่น สารานกุ รม หนงั สือจดหมายเหตุ หนังสือพิมพ์ แผนที่ • ฐานขอ้ มูลจากระบบห้องสมดุ (Online Public Access Catalog: OPAC) • อนิ เทอรเ์ นต็ ตอ้ งรวู้ า่ ต้องการค้นควา้ ในเรอื่ งใด หนงั สอื ดผู ู้เขียน (เชี่ยวชาญ มปี ระสบการณห์ รอื ไม่) ดสู ารบญั บทความ ดคู วามนาและบทสรุป งานวจิ ัย ดบู ทคัดย่อ สรปุ ผลการวจิ ยั อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
• ทันสมยั (ไมเ่ กิน 10 ปี) ขอ้ พิจารณาอ่นื ๆ • ผเู้ ขยี นมคี วามเชยี่ วชาญ • ควรใช้แหล่งขอ้ มลู ปฐมภมู ิ • ควรมีทัง้ งานวจิ ยั ในประเทศและ ต่างประเทศ (primary source) ซึ่งเปน็ การศึกษาจากเอกสารตน้ ฉบับ • ระบุช่ือ – สกุล ปีท่วี จิ ัย วตั ถปุ ระสงค์ • นา่ เชือ่ ถือ (ผูเ้ ขยี น สานกั พิมพ์) ระเบียบวิธี ผลการวจิ ัย • เนื้อหาตรงกบั ปญั หาทศี่ กึ ษา • อ้างองิ แบบ APA (หนงั สือ วารสาร วิทยานิพนธ์ เวบ็ ไซต์)
อ่านอยา่ งไร • เร่ิมอ่านอยา่ งกว้าง ๆ เพอื่ ให้เหน็ ภาพรวม ความเช่ือมโยง • เมื่อเหน็ ภาพรวมของปัญหาแลว้ จึงอ่านแบบเจาะประเดน็ • อ่านแบบวเิ คราะห์เพ่อื หาแนวคดิ สาคัญ • อา่ นแบบสังเคราะห์เพอ่ื สรปุ แนวคิดสาคญั ดว้ ยภาษาของตนเอง • อา้ งข้อความสาคัญ เพอื่ นามาเรยี บเรยี งเป็นคาพดู ของผู้วิจัยเอง • สรปุ ความ
การเขียนวรรณกรรม หัวข้อหลกั 1 หวั ขอ้ หลกั 2 หัวข้อหลกั 3 ทีเ่ กยี่ วข้อง หัวขอ้ รอง 1.1 หัวข้อรอง 1.2 หวั ขอ้ ยอ่ ย 1.1.1 หัวข้อย่อย 1.1.2 เขยี นในย่อหนา้ เดียวกัน 1. กาหนดโครงสร้างให้ สรปุ ทง้ั 3 หัวขอ้ หลัก ประกอบดว้ ยหวั ข้อหลกั หัวขอ้ สรปุ หัวข้อยอ่ ย รองและหวั ข้อย่อย สรปุ หวั ขอ้ รอง สรปุ หัวข้อหลกั 2. ในการเขียนให้เริม่ เขียนแบบ กวา้ งและเพิ่มรายละเอยี ดให้ แคบในเชงิ ลกึ 3. เมอื่ เขียนในแต่ละหวั ขอ้ ให้เขียน สรุปเปน็ ตอน ๆ ทง้ั หัวข้อย่อย หวั ข้อรองและหัวขอ้ หลัก 4. ในการสรปุ ควรเนน้ ประความรู้ สาคัญและการเชอื่ มโยงตวั แปรที่ ศกึ ษา
ตวั อยา่ ง ช่ือเรอื่ งวิจยั การศึกษาผลของการใช้แบบฝึกสะกดคาปากเปล่าในการพัฒนาความสามารถในการอา่ นสะกดคา ภาษาไทยของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนคุณภาพวทิ ยา จังหวดั ราชบุรี เค้าโครงเนอื้ หาบทท่ี 2 3. การอา่ นสะกดคาภาษาไทย 3.1 ความหมายของการอา่ นสะกดคา ในการศกึ ษาเร่ือง.... ผู้วิจยั ไดท้ บทวนเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง 3.2 ประโยชน์และความสาคญั ของการอ่าน ตามหวั ขอ้ ดงั ต่อไปน้ี 3.3 แนวทางการสอนอา่ นสะกดคาภาษาไทย 3.4 การวดั ความสามารถในการอ่านสะกดคาภาษาไทย 1. หลักสูตรสถานศึกษาสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย 1.1 สาระที่ 1 การอ่าน 4. งานวิจัยที่เกีย่ วข้อง 1.2 คณุ ภาพผเู้ รยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 ด้านการอา่ น 2. แบบฝึกสะกดคาภาษาไทย 2.1 แนวคิดเกยี่ วกับแบบฝึกสะกดคาภาษาไทย 2.2 ประโยชนข์ องแบบฝกึ สะกดคาท่มี ตี ่อความสามารถในการอา่ น 2.3 การสรา้ งแบบฝึกสะกดคาภาษาไทย
แนวการเขียนเอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง 1. จัดประเภทเนอื้ หา จากนนั้ ควรวางเค้าโครงของเน้ือหา (outline) โดยการกาหนดหัวข้อใหญ่ หัวข้อยอ่ ยใหส้ อดคล้องกับปญั หาการวิจยั 2. เขียนในลกั ษณะของการนาเสนอแนวคดิ ใหญ่ แล้วจึงนาไปสแู่ นวคิดทแี่ คบลง เจาะจงในรายละเอยี ด โดยควรนาเสนอเนอื้ หาอย่างเปน็ ระบบ มีความต่อเนือ่ ง 3. เขยี นลักษณะของการสังเคราะห์ โดยไม่ควรเขยี นในลกั ษณะของการยกข้อความเปน็ รายบคุ คล แต่ควรนาแนวคิดจากหลาย ๆ คนมาเขยี น ในลักษณะของการเช่ือมโยงบูรณาการกนั และเม่ือเขียนเน้อื หาจบในแต่ละประเด็นควรมกี ารสรุปสาระสาคัญทกุ คร้งั 4. การเลอื กงานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วข้องจะต้องมีความเกยี่ วขอ้ งกบั ตวั แปรทศ่ี ึกษา และในการเขยี นงานวิจัยทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ควรมีทง้ั งานวจิ ยั ในประเทศ และงานวิจยั ต่างประเทศ เนื้อหาที่ควรเขยี นในสว่ นนี้คอื ช่อื ผู้วจิ ยั ปที ่วี จิ ัยเสร็จส้นิ ชอื่ งานวจิ ัย วตั ถุประสงค์ของงานวจิ ัย ผลการวจิ ัย 5. ภาษาท่ีใชเ้ ขียนควรเปน็ ภาษาวิชาการ 6. จะต้องไมค่ ัดลอก (copy) ข้อความของผอู้ ่ืนโดยขาดการอ้างอิง การอา้ งอิงจะต้องครบถ้วน (ช่ือ นามสกลุ ปที ท่ี าวจิ ัยเสร็จ เลขหน้า) และ ใช้ระบบการอ้างอิงทถี่ ูกต้อง 7. กรณีที่ไมไ่ ด้อา่ นจากงานวจิ ัยต้นฉบับ แต่ข้อความนั้นถกู อ้างองิ จากเอกสารทผ่ี ้วู จิ ัยเป็นผู้อา่ นอีกทอดหนง่ึ จะต้องอ้างอิงในลักษณะของ หลกั ฐานทุติยภูมิ เช่น (วนิ ัย รักษาชาต,ิ 2559, หนา้ 26 อ้างถงึ ใน วันชัย บุญรกั ษา, 2562, หนา้ 15)
(การเขยี นแบบที่ 1) (การเขียนแบบที่ 2) มัย สขุ เอยี่ ม (2535: 203-215) ไดว้ จิ ยั เร่อื งรูปแบบการพัฒนา จากการทบทวนเอกสารงานวิจยั พบผลการวจิ ยั ท่ีความสมั พันธ์ การศกึ ษาแบบมสี ว่ นร่วมของสถาบนั อุดมศึกษา พบว่า ผบู้ ริหาร ระหว่างพฤตกิ รรมการตัดสินใจของผ้บู รหิ ารกบั การวางแผนกลยทุ ธ์ ระดบั สูงไดม้ ีสว่ นร่วมและตอ้ งการมีสว่ นร่วมในการวางแผนพัฒนา ในสถาบันอดุ มศึกษา โดยในดา้ นรูปแบบการพฒั นาการศึกษาแบบ การศึกษา สว่ นผบู้ รหิ ารระดบั กลาง ระดบั ตน้ และอาจารย์มสี ว่ น มีสว่ นรว่ ม มงี านวจิ ัยของ มัย สุขเอีย่ ม (2535: 203-215) ที่พบว่า ร่วมลดหล่ันกนั ตามลาดบั ส่วนวธิ ีการให้บุคลากรมสี ่วนรว่ มควรใช้ ผู้บริหารระดับสูงไดม้ ีส่วนรว่ มและตอ้ งการมีสว่ นร่วมในการ หลายวธิ ี เชน่ การประชุมสมั มนา การเปน็ คณะกรรมการวางแผน วางแผนพัฒนาการศึกษา สว่ นผ้บู รหิ ารระดบั กลาง ระดับตน้ และ การให้ข้อมลู อาจารยม์ ีสว่ นรว่ มลดหล่นั กนั ตามลาดับ ส่วนวธิ ีการให้บุคลากรมี ส่วนร่วมควรใช้หลายวิธี เช่น การประชุมสมั มนา การเปน็ เจษฎา อ้ึงเจรญิ (2537: 164-165) ได้ศึกษาสภาพการตัดสินใจสง่ั คณะกรรมการวางแผน การให้ขอ้ มูล สาหรบั ในดา้ นสภาพการ การของผูบ้ รหิ ารกับความพงึ พอใจของครูโรงเรียนมธั ยมศึกษา ตดั สินใจสงั่ การ มีการศกึ ษาของเจษฎา อง้ึ เจริญ (2537: 164- ผลการวิจัยพบว่า ครอู าจารยม์ ีความตอ้ งการมีส่วนรว่ มในการเป็น 165) ที่พบว่า ครอู าจารย์มคี วามตอ้ งการมีส่วนร่วมในการเปน็ ที่ ทป่ี รึกษา ปรึกษา
การอ้างองิ และเอกสารอ้างองิ /บรรณานกุ รม รปู แบบ American Psychological Association (APA)
งาน 9 การเขยี นเคา้ โครงของเอกสารและงานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้อง (10 คะแนน) จากชอื่ เร่อื งวิจัย ให้เขียนเค้าโครงของเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง โดยใหค้ รอบคลมุ ตัวแปรทกุ ตวั ท่ีศกึ ษา • ชือ่ เร่ืองวิจัย • เคา้ โครงของเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กยี่ วข้อง การสง่ งาน สง่ เป็นไฟล์ WORD โดยตงั้ ช่ือไฟล์ตามลาดับดังน้ี : วจิ ัยงาน9_กลมุ่ เรียน_ชือ่ _เลขที่ ตวั อย่าง : วิจัยงาน9_ภาษาไทย_วนิ ัย14
วิชา การวิจยั และพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ (PC62508) ผสู้ อน : ผศ.ทรงเกยี รติ องิ คามระธร Email: [email protected] / 0863198967 บทที่ 4 นวัตกรรมทางการศึกษา 1. ความหมายของนวัตกรรมทางการศกึ ษา 2. ประเภทของนวตั กรรมทางการศึกษา 3. กระบวนการสร้างนวัตกรรมทางการศกึ ษา
ความหมายของนวัตกรรมทางการศกึ ษา นวตั กรรม หมายถึง แนวคิด วิธกี าร กระบวนการหรือสิ่งประดิษฐ์ ใหม่ โดยอาจเปน็ สง่ิ ทม่ี กี ารใชก้ นั อย่างท่วั ไปในที่แหง่ หนึง่ และถกู นามาใช้ ปรบั ปรุงหรอื พฒั นาใหส้ ามารถใชไ้ ด้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ในทีอ่ กี แห่งหน่ึง นวัตกรรมการเรียนการสอน (instructional innovation) หรอื นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถงึ แนวคดิ วธิ ีการ กระบวนการหรือ ส่งิ ประดิษฐใ์ หม่ ๆ ท่นี ามาใชใ้ นการแก้ปัญหา หรือพฒั นาการเรียนรู้ ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพและพฒั นาผเู้ รยี นใหม้ ีคุณภาพ
เกณฑใ์ นการพิจารณาความเปน็ นวัตกรรม ประโยชน์ของนวตั กรรมทางการศกึ ษา นวัตกรรมทางการศึกษาที่นาไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการจดั การเรยี นรมู้ ี 1. เป็นสง่ิ ใหม่ท้ังหมด หรือใหมบ่ างส่วน ประโยชนด์ งั นี้ 2. อยูร่ ะหว่างการพสิ ูจนห์ รอื ทดสอบดว้ ยการปฏิบตั ิ 1. นักเรียนเรยี นร้ไู ด้เรว็ ขน้ึ 2. นักเรียนเขา้ ใจบทเรยี นอย่างเป็นรปู ธรรม ด้านประสิทธภิ าพและประสิทธิผล 3. บรรยากาศการเรียนสนกุ สนาน 3. ยงั ไม่เป็นสว่ นหนึง่ ของระบบการทางานปจั จุบัน 4. บทเรยี นน่าสนใจ 5. ลดเวลาในการสอน โดยเป็นการนามาเพ่ิมเติมหรอื ปรบั เปล่ยี นจาก ระบบการทท่ี าอยเู่ ดมิ เพ่อื ให้เกิดผลมากย่งิ ข้นึ
การเลือกใชน้ วตั กรรม สถานการณ์ ในการเลือกใชน้ วัตกรรมควรคานงึ ถึง อาจารยก์ รองทองสอนวชิ าภาษาไทยช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 พบปญั หานักเรยี นร้อยละ 70 อา่ นคาควบกลา้ ไมช่ ัดเจน เขยี นคาท่ีมตี วั สะกดไม่ได้ และสร้างประโยคจากสถานการณท์ ี่ ประเด็นดงั ตอ่ ไปนี้ กาหนดไม่ได้ เมอื่ วิเคราะห์สาเหตขุ องปัญหาพบว่า เกดิ จากการขาดสอื่ พัฒนาทักษะ กจิ กรรมการเรียนการสอนไมเ่ หมาะสมสาหรับการพัฒนาทกั ษะ และบทเรยี นไม่น่าสนใจ 1. พัฒนาการเรยี นรขู้ องผ้เู รยี นมากกวา่ วิธกี ารท่ีใชอ้ ยู่แต่เดมิ สามารถ ดงั นัน้ จงึ ไดค้ ดิ หาแนวทางใหมใ่ นการแก้ปัญหาโดยดาเนินการปรบั กจิ กรรมการเรียนการ แบง่ เบาภาระของผู้สอนและสรา้ งพฒั นาการในตัวของผูเ้ รยี น สอนและพัฒนาสือ่ การสอนสาหรับฝกึ ทกั ษะทางภาษา 1. ปัญหาทีต่ ้องการแกไ้ ขคอื อะไร 2. ประหยัด ราคาไมแ่ พงและดแู ลรักษาง่าย 2. นวัตกรรมท่ีใชใ้ นการแก้ปญั หานี้คอื อะไร 3. นวตั กรรมทน่ี ามาใช้จะใหป้ ระสทิ ธิผลมากกว่าวธิ กี ารหรอื สอ่ื ทใ่ี ชอ้ ยู่ เดมิ
แหลง่ ท่ีมาของนวตั กรรม ในการเลอื กใชน้ วตั กรรมครอู าจจะสร้างนวัตกรรมดว้ ยตนเอง หรอื อาจจะปรบั ปรงุ พฒั นา นวัตกรรมที่มอี ยแู่ ล้ว โดยแหลง่ ท่มี าของนวัตกรรมหรอื แนวทางใหม่ ๆ ในการจดั การเรยี นรู้ อาจมาจากแหลง่ ต่าง ๆ ดังน้ี 1. ประสบการณ์ของครูผู้สอน 2. การแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ร่วมกบั ผูท้ ี่ทางานด้านการศึกษา ได้แก่ เพือ่ นรว่ มงาน เพอ่ื น ครู ผูบ้ รหิ าร ศกึ ษานเิ ทศก์ หรอื ผเู้ ชีย่ วชาญดา้ นการจดั การเรยี นการสอน 3. การประยกุ ต์ใชค้ วามรู้จากการเข้ารับการอบรมหรอื สมั มนาดา้ นการจดั การเรยี น การสอน 4. การศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร
ประเภทของนวัตกรรมทางการศกึ ษา ตวั อยา่ งของนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทสื่อและเทคโนโลยกี ารสอน 1. เทคนคิ วธิ กี ารสอนหรือกระบวนการจัดการเรยี น แบบฝึกมจี ดุ ประสงคส์ าหรบั การเพ่มิ ทกั ษะสาหรบั เนื้อหาการเรียนรู้ท่มี ี การสอน (instruction-method) เชน่ การสอนแบบศูนยก์ ารเรียน การสอนด้วยการ เป้าหมายในดา้ นทักษะ เช่น ด้านภาษา การคานวณ ทกั ษะการ แสดงบทบาทสมมุติ ทางาน โดยอาจจะใชเ้ พือ่ เปน็ แบบฝึกทา้ ยบทเรยี น ใชเ้ ป็นการบา้ น การสอนโดยใช้เทคนคิ การซอ่ มเสริม การสอนแบบโครงการ การสอนแบบแกป้ ัญหา หรอื ใชซ้ อ่ มเสริมนักเรียนท่มี ผี ลการเรยี นไม่บรรลุเป้าหมายก็ได้ โดยมี ลักษณะสาคญั ดงั น้ี 2. สือ่ และเทคโนโลยกี ารเรยี นการสอน (product-invention) เช่น บทเรียนสาเรจ็ รปู ชุด 1. มีคาช้แี จงการใช้แบบฝกึ การเรยี น แบบฝึกทักษะ สอ่ื โสตทศั นูปกรณ์ คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน สอ่ื ประสม เกม นทิ าน 2. แจง้ จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ กจิ กรรมการเรียน ส่ือการเรียนรู้ การ์ตูน การประเมนิ ผลเพือ่ ให้ผ้เู รียนทราบเปา้ หมายและสิ่งทตี่ นเอง จะตอ้ งปฏิบัติ 3. ควรมีการเฉลยคาตอบ เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนตรวจสอบผลการเรียนรู้ ด้วยตนเอง 4. การออกแบบควรมีความนา่ สนใจ ใช้ภาษาทง่ี า่ ยกว่าในตารา เรียน อาจมภี าพหรอื การต์ นู ประกอบกไ็ ด้
บทเรยี นสาเร็จรูป บทเรยี นสาเร็จรปู เปน็ ส่อื สาหรับให้นักเรยี นไดเ้ รยี นรูด้ ้วยตนเองเปน็ รายบคุ คลหรอื เป็นกลุ่ม เพ่อื เสริมการเรยี นในช้ันเรยี นหรือนอกห้องเรยี น เป็น การตอบสนองความต้องการของผู้เรยี นทีม่ ีความรวดเรว็ (pace) ในการเรียนรทู้ ไ่ี ม่เทา่ กนั หรือใช้ซอ่ มเสริมผู้เรียนที่เรียนชา้ หรอื ใชเ้ สรมิ เฉพาะ ผลการเรยี นร้ทู ีผ่ เู้ รยี นยงั ไมป่ ระสบความสาเร็จในการเรียน ลกั ษณะสาคัญของบทเรียนสาเรจ็ รูป มีดังนี้ 1. เนอื้ หาแบง่ เป็นส่วนยอ่ ยเรยี กวา่ กรอบเนื้อหา (frame) 2. ภายในแตล่ ะกรอบเน้ือหาจะมีกจิ กรรมทีใ่ หน้ ักเรยี นแสดงคาตอบอันเป็นผลจากการเรยี นรู้ เช่น การตอบคาถามสนั้ ๆ เพอื่ ใหท้ ราบวา่ ผเู้ รียนเขา้ ใจบทเรยี นหรอื ไม่ 3. บทเรยี นแต่ละหนว่ ยจะมลี กั ษณะสัมพนั ธ์ตอ่ เน่อื งกนั จากงา่ ยไปหายาก 4. มกี ารเสรมิ แรงเชงิ บวกในทกุ บทเรียนโดยใหผ้ เู้ รยี นทราบคาตอบทนั ทเี พ่อื เปน็ แรงจงู ใจในการเรยี นรตู้ อ่ ไป (คาตอบเป็นเหมอื นกับการให้ รางวัลแกผ่ ู้เรยี น)
ตวั อยา่ งนวตั กรรมทางการศึกษาประเภทเทคนิควิธกี าร การสอนแบบแกป้ ญั หา (problem-solving) วธิ สี อนแบบแกป้ ญั หาเปน็ การเนน้ ใหผ้ เู้ รยี นคิดแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ กระบวนการ ข้ันตอนในการสอน มีดังนี้ 1. ขนั้ กาหนดปัญหา โดยในข้นั นนี้ กั เรียนจะระบุขอบเขตและรายละเอยี ดของปญั หา 2. ขั้นตดั สินใจวางแผนแก้ปญั หา โดยทว่ั ไปจะเปน็ การเรยี นแบบกลุ่มและรว่ มกันกาหนดวิธีการแกป้ ัญหาจากแหล่งข้อมลู ต่าง ๆ 3. ขั้นเก็บรวมรวมขอ้ มูลเพอ่ื นามาสงั เคราะหแ์ ละเลือกวิธกี ารแก้ปัญหา 4. ขนั้ ตงั้ สมมตฐิ าน เปน็ การกาหนดคาตอบลว่ งหน้าที่อาจจะไดร้ ับเพอ่ื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการดาเนินการ 5. ขั้นทดสอบ เป็นการนาวธิ ีแกป้ ัญหาท่ีสังเคราะห์เพ่ือทดสอบสมมติฐาน 6. ขัน้ วิเคราะหแ์ ละสรปุ ผลการแก้ปัญหา
ประเภทของนวัตกรรมทางการศกึ ษา 2. นวัตกรรมท่ีเปน็ เทคนคิ หรือวิธีการจัดการเรยี นรู้ หรอื การ 1. นวตั กรรมท่ีเป็นวสั ดุ สือ่ หรอื สง่ิ ประดิษฐต์ า่ ง ๆ สอนในรูปแบบตา่ ง ๆ • บทเรียนสาเรจ็ รูป • การสอนแบบแกป้ ญั หา • บทเรียนการต์ ูน • การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ • แบบฝึกทักษะ • การสอนแบบโครงการ • คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน • การสอนแบบเกมจาลองสถานการณ์ • e-learning • การสอนแบบผสมผสาน • โทรทศั น์วงจรปิด • การสอนแบบ CIPPA • สอื่ หลายมติ ิ (hypermedia) • ฯลฯ • สื่อเชงิ โต้ตอบ (interactive media) • ฯลฯ
ปัญหาการเรยี นรู้ สาเหตุของปัญหา นวัตกรรมที่ควรใช้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า ขาดความรูพ้ ืน้ ฐาน วธิ ีการสอนเสรมิ ประเภทของนวตั กรรมแบ่ง บกพร่องในการจดจาเนอื้ หา ส่ือเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง ตามความมงุ่ หมายในการ การจัดการเรยี นรู้ไมน่ ่าสนใจ หนงั สืออ่านเพิม่ เติม พัฒนาผูเ้ รยี น บทเรยี นสาเร็จรูป 1. ด้านความรู้และด้าน คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน ทักษะ นวัตกรรมมักจะ ส่อื ทบทวนบทเรยี น เป็นประเภทสอ่ื วสั ดุ วิธีสอนเทคนิคช่วยจา วิธีการสอน 2. ดา้ นเจตคติ นวตั กรรม เทคนคิ การจัดการเรียนรู้ มกั จะเป็นกระบวนการ การสอนโดยใชเ้ พลง วิธีการที่ใชห้ ลักทาง จิตวทิ ยา การสอนแบบศนู ยก์ ารเรยี นรู้ การสอนแบบสถานการณ์จาลอง การสอนแบบแก้ปญั หา การสอนแบบรว่ มมือ การสอนแบบปฏิบัติจริง
นวัตกรรมเพ่ือแกป้ ัญหาหรือพัฒนาดา้ นเจตคติ 1. วธิ กี ารเพื่อเพมิ่ พฤตกิ รรม • การเสริมแรงทางบวก ได้แก่ การใชต้ ัวเสริมแรงท่เี ป็นสง่ิ ของ การใช้ตัว เสริมแรงเชิงสังคม (social reinforcement) การใชต้ วั เสริมแรงทเี่ ป็น กจิ กรรม การเสรมิ แรงดว้ ยเบยี้ อรรถกร การเสริมแรงดว้ ยขอ้ มูลป้อนกลับ • การเสริมแรงทางลบ • การควบคมุ สง่ิ เรา้ • การชแ้ี นะ (prompting) 2. วิธีการในการสร้างพฤติกรรมใหม่ • การแต่งพฤติกรรม (shaping) • การเลยี นแบบ 3. วิธีการท่ใี ชใ้ นการลดพฤติกรรม • การลงโทษ • เวลานอก • การหยุดยงั้
กระบวนการสร้างนวตั กรรมทางการศกึ ษา กาหนดจุดประสงค์ การกาหนดจดุ ประสงค์ของนวัตกรรม ของนวัตกรรม เป็นการดาเนนิ การหลังจากท่ีไดท้ าความชดั เจนเกยี่ วกับปัญหาการเรียนรู้ ทราบถึงสาเหตุของปญั หา เชน่ เพือ่ พัฒนาดา้ นความรู้ กาหนดกรอบแนวคิด เพ่ือพัฒนาดา้ นทักษะ หรือเพอื่ แกป้ ญั หาดา้ นเจตคติ ของนวตั กรรม การกาหนดกรอบแนวคดิ ของนวตั กรรม สรา้ งนวตั กรรม ต้นแบบ เปน็ การสังเคราะห์แนวคดิ ทฤษฎี หรอื ผลงานวิจัยทีเ่ กย่ี วข้องจดุ ประสงค์ของนวตั กรรม ผลของการดาเนินการในข้ันตอนนคี้ ือ การกาหนดประเภทของนวัตกรรม ทดลองใช้ (หาคุณภาพ) ของนวัตกรรม การสร้างต้นแบบนวัตกรรม สร้างนวัตกรรมตามทไ่ี ด้วางแผนไวต้ ามประเภททีไ่ ดต้ ัดสนิ ใจเลือก โดยในขนั้ น้ี ครนู ักวจิ ัยจะตอ้ งศกึ ษาลักษณะสาคญั ของนวัตกรรมแตล่ ะแบบ ประเมนิ ผลการใช้ นวัตกรรม
กระบวนการสรา้ งนวตั กรรมทางการศึกษา กาหนดจุดประสงค์ การทดลองใชน้ วัตกรรม ของนวตั กรรม นานวัตกรรมตน้ แบบทสี่ ร้างเรียบรอ้ ยแลว้ ไปทดลองใชเ้ พอื่ หาคุณภาพ กาหนดกรอบแนวคิด • ความเทยี่ งตรง (validity) โดยการใหผ้ ู้เชี่ยวชาญพิจารณาและนามาหาคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ ง (Index of item- ของนวตั กรรม objective congruence: IOC) สรา้ งนวตั กรรม • การหาประสิทธภิ าพของนวตั กรรม (efficiency) โดยอาจเลอื กใชว้ ิธี E1/E2 โดยหากเปน็ นวตั กรรมเพ่ือพฒั นาดา้ น ต้นแบบ พทุ ธพิ สิ ัยจะตอ้ งการค่า E1/E2 ทเี่ กณฑ์ 80/80 และหากเป็นนวัตกรรมเพ่ือพัฒนาด้านทักษะพสิ ัยจะใชเ้ กณฑ์ 70/70 ทดลองใช้ (หาคุณภาพ) • การหาประสทิ ธิผลของนวตั กรรม (effectiveness index) โดยอาจเลอื กใชแ้ นวคิดของ Hofland ทง้ั แบบรายบุคคล ของนวตั กรรม และรายกลุม่ ประเมินผลการใช้ • การตรวจสอบด้านความเป็นไปไดใ้ นการนาไปใช้จรงิ นวัตกรรม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301