Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

Published by สุจิตตรา จันทร์ลอย, 2022-01-04 06:27:26

Description: eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

Search

Read the Text Version

การสุ่มแบบแบ่งกลุม่ (cluster sampling) • ประชากรขนาดใหญม่ าก • ประชากรมีลักษณะที่หลากหลาย • กลมุ่ ย่อยทแ่ี บ่งมีมีลกั ษณะแตกต่างกนั ภายในกล่มุ • กลุ่มยอ่ ยแตล่ ะกลมุ่ มีโครงสร้างลักษณะประชากรคล้ายกนั 1. แบ่งประชากรเป็นกล่มุ หลาย ๆ กล่มุ เช่น กลุ่มพ้นื ที่ 2. สมุ่ อยา่ งง่ายมาเพยี งหนึง่ กลมุ่ (ไมใ่ ชห่ นึง่ คน)



การสุ่มแบบหลายขนั้ ตอน (multistage sampling) • ประชากรขนาดใหญ่มาก ๆ 1. แบง่ ประชากรเปน็ กลุม่ ย่อย ๆ จากกลุ่มใหญ่ • ประชากรกระจายกนั อยูท่ ่วั ไป 2. สมุ่ หลายครั้ง (สุ่มอยา่ งงา่ ยหลายคร้ัง) • ไม่ทราบจานวนประชากรที่สมบรู ณ์ 3. สมุ่ หลายวธิ ี

คาถามทบทวน ให้พจิ ารณาว่าสถานการณ์ท่กี าหนดต่อไปนี้ ควรใชก้ ารส่มุ ตัวอยา่ ง แบบใดเพราะเหตใุ ด 1. การชิมอาหารงานเทศกาลอาหารนานาชาติ 2. การคดั เลอื กชายไทยไปเปน็ ทหาร 3. การแจกอาหารในงานประจาปีของวัดหลวงพ่อโต 4. การคัดนกั เรียนไปประกวดโต้วาทีระดบั ประเทศ 5. การสืบหาบคุ คลทท่ี าขนมครกสตู รชาววงั 6. การคดั เลือกประธานนกั เรยี น 7. การแจกผลติ ภัณฑ์อาหารเสริมให้กับผู้สูงอายุท่หี ้างสรรพสนิ คา้ ส้ินสุดการบรรยาย8. การเรียกชอื่ นกั เรยี นให้ตอบคาถามจากการหยบิ สลากรายชือ่

วชิ า การวิจัยและพฒั นานวัตกรรมการเรยี นรู้ (PC62508) ผสู้ อน : ผศ.ทรงเกยี รติ องิ คามระธร Email: [email protected] Phone: 0863198967 บทที่ 7 การออกแบบการวิจยั (research design) • เป้าหมายของการออกแบบการวจิ ยั • หลกั การออกแบบการวจิ ัย • ความเทย่ี งตรงภายใน และ ความเท่ยี งตรงภายนอก • แบบการวจิ ัยแบบกอ่ นทดลอง (pre-experimental design) • แบบการวิจัยแบบการทดลองที่แทจ้ ริง (true experimental design) • แบบการวิจัยแบบกง่ึ ทดลอง (quasi-experimental design)

เป้าหมายของการออกแบบการวจิ ัย การใช้แบบฝกึ การอ่านเพือ่ พัฒนาทักษะการอ่าน ตัวแปรอสิ ระ คอื การสอนโดยโดยใช้แบบฝึกการอา่ น แบบแผนการวจิ ัย (research design) หรอื แบบ ตัวแปรตาม คอื การอา่ นสรปุ ความ แผนการทดลอง (experimental design) เป็นการ ตวั แปรควบคมุ (ไม่ต้องการศกึ ษา ไม่ต้องการใหม้ อี ิทธิพลต่อตัวแปรตาม) กาหนดแผนการวจิ ัยสาหรับการจดั กระทากับตัวแปรท่ี คือ 1) การเรยี นพิเศษ และ 2) การมเี จตคติทด่ี ตี อ่ การเรยี น ศกึ ษา (ตวั แปร x และ ตวั แปร y) เพือ่ ใหไ้ ดค้ าตอบที่ เชอื่ ถอื ได้ ตัวแปรสอดแทรก ออกแบบการวิจัยเพื่ออะไร เจตคติทีด่ ีในการเรยี น • ตอบปัญหาการวิจยั • เพ่อื ให้ตวั แปร X สง่ ผลต่อตัวแปร Y มาก ตวั แปรต้น/อิสระ ตัวแปรตาม ท่สี ดุ การใช้แบบฝึกการอา่ น การอา่ นสรปุ ความ ตัวแปรแทรกซ้อน การเรียนพิเศษ

หลักการออกแบบการวจิ ยั MAX MIN CON Principle MAX (Maximization of the Experimental Variance) ทาใหต้ ัวแปรทดลองแตกตา่ งกันมากทส่ี ดุ เพอื่ ให้ตวั แปรตาม (Y) เป็นผลจากความแตกต่างของตวั แปรอิสระ (X) ตัวอยา่ ง การเปรียบเทยี บความสามารถในการแกป้ ัญหาของนักเรียนด้วยวิธสี อน 2 วิธี คอื การสอนแบบโครงงาน กบั การสอนแบบปกติ (ตวั แปรอสิ ระ คือ วธิ ีสอน 2 วธิ )ี

MIN CON (Minimization of Error Variance) (Control Extraneous Variance) ทาให้ความคาดเคลือ่ นตา่ ทีส่ ุด การควบคมุ ตวั แปรแทรกซอ้ น (ตัวแปรพิเศษ – extra สาเหตุของความคลาดเคลอ่ื นคือ ท่ีเกนิ เข้ามาในการวจิ ัย และสง่ ผลต่อตวั แปรตาม • ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล (แกไ้ ขโดยการส่มุ ) โดยผู้วิจยั สามารถรู้และคาดเดาว่าจะเกดิ ขึ้น และ • ความคลาดเคล่ือนจากเครอื่ งมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู สามารถควบคมุ ได้โดยการออกแบบการวิจยั ต้องควบคุม ไมใ่ ห้สง่ ผลตอ่ ตวั แปรตาม โดยทาใหต้ ัวแปรตามเกิดจาก (ขาดคณุ ภาพ ใช้ไม่ถกู ต้อง) การกระทาของตัวแปรอสิ ระเทา่ นน้ั

ความเท่ยี งตรงภายใน - Internal validity คือ คณุ ลักษณะของการออกแบบการวิจัย ทท่ี าให้สามารถสรุปได้ ปัจจัยท่ที าใหง้ านวจิ ัยไมม่ ีความเทย่ี งตรงภายใน ว่า การทีต่ ัวแปร Y เปล่ยี นไปนน้ั มสี าเหตมุ าจากตวั แปร X เทา่ นัน้ (ไมใ่ ชต่ วั แปรตวั อืน่ ) 1. history effect เปน็ ผลของเหตุการณ์อ่นื ทีไ่ ม่ใชต่ วั แปร X ผลดขี องการมคี วามเที่ยงตรงภายใน ทสี่ ง่ ผลต่อตัวแปร Y เชน่ การศึกษาทักษะการสือ่ สาร • ได้คาตอบตรงกบั วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั ภาษาองั กฤษดว้ ยวธิ ีสอนแบบม่งุ ประสบการณ์ • คาตอบท่ีได้จากการวจิ ยั มคี วามน่าเชือ่ ถือ • ตัวแปร X คือ วธิ สี อนแบบมุ่งประสบการณ์ การพฒั นาความสามารถในการแกป้ ญั หา (Y) ของนกั เรยี น • ตวั แปร Y คอื ทกั ษะการสอ่ื สารภาษาองั กฤษ ดว้ ยวธิ สี อนแบบโครงงาน (X) • เหตกุ ารณอ์ นื่ ทส่ี ่งผลต่อตัวแปร Y คือ ความร้เู ดิมของผู้เรยี น

ปัจจัยทท่ี าใหง้ านวิจยั ไมม่ คี วามเที่ยงตรงภายใน 3. การทดสอบ (testing) การทดสอบก่อนสง่ ผลต่อการ 2. ทดลอง เช่น นกั วจิ ยั ใชก้ ารทดสอบกอ่ นเพอื่ วดั ว่า วฒุ ภิ าวะ (maturation) เป็นเรื่องของพัฒนาการดา้ นร่างกาย ผู้เข้าร่วมการทดลองมคี วามรเู้ ก่ียวกับภูมิศาสตรม์ าก หรืออารมณ์ (ทไ่ี ม่ใชผ่ ลของ treatment) ทเ่ี กดิ ขึ้นระหวา่ งการ เพยี งใด ผลคอื การทดสอบกอ่ นเรียนทาให้ผเู้ รยี นจดจา ทดลอง เชน่ การศกึ ษารปู แบบการเล่นของเดก็ ป.1 ซง่ึ คาถามได้ และการจานีส้ ง่ ผลต่อตวั แปร Y) เปลีย่ นแปลงไปเน่ืองจากการเตบิ โตด้านร่างกาย อารมณ์ มากกว่า ท่จี ะเปน็ ผลของเครื่องเลน่ ท่ีครูนาเข้ามา ตัวแปร X คอื การฝึกดว้ ยเคร่ืองเลน่ ตัวแปร Y คือ รปู แบบการเลน่ เหตุการณอ์ ่นื ทีส่ ่งผลตอ่ Y คือ พัฒนาการตามวัย

ปจั จยั ท่ที าใหง้ านวิจัยไมม่ คี วามเที่ยงตรงภายใน 4. ปจั จัยอื่น ๆ เคร่ืองมือในการวัด (instrumentation) • Hawthone effect : กล่มุ ทดลองกระตือรอื ลน้ เกิดข้นึ เม่ือเครื่องมือขาดคุณภาพ เชน่ ขาดความเทย่ี งตรง ขาดความเชือ่ มัน่ หรอื ยากเกนิ ไป งา่ ยเกนิ ไป เพราะรวู้ า่ เป็นกลมุ่ ทดลอง • John Henry effect : กลมุ่ ควบคมุ ต้องการแข่งขนั กับกลุม่ ทดลอง • Carry Over Effect : การไดร้ บั ตวั แปร X ซา้ ๆ ทาไหไ้ มส่ ามารถสรปุ ได้ว่าการเปลย่ี นแปลง Y ที่เกดิ ขน้ึ มาจากตัวแปร X หรอื เปน็ เพราะการฝกึ

ความเทยี่ งตรงภายนอก - external validity ปัจจัยที่ทาใหง้ านวจิ ัย ไม่มคี วามเทย่ี งตรงภายนอก ความสามารถที่จะสรปุ อ้างอิงจากกลมุ่ ตัวอย่างไปยังกลุ่มประชากร (การใช้ประโยชน์จากผลของการวจิ ยั ) 1. กลุ่มตวั อยา่ งไม่เป็นตัวแทนที่ดี 2. ผลวจิ ัยอาจใช้ไดเ้ ฉพาะบางสถานการณ์ หรือ เฉพาะบางชว่ งเวลา

สญั ลกั ษณ์ท่ีใช้ในแบบการวิจยั X แทน การทดลอง หรอื การจัดกระทา (treatment) T1 หรอื O1 แทน การเก็บขอ้ มูลกอ่ นการทดลอง (Pretest) T2 หรอื O2 แทน การเกบ็ ข้อมลู หลงั การทดลอง (Posttest) C แทน กลมุ่ ควบคมุ (Control Group) E แทน กล่มุ ทดลอง (Experimental Group) R แทน การสุ่ม (Randomization) 1. แบบก่อนทดลอง (Pre-experimental Design) หรอื แบบ Non-design 2. แบบการทดลองท่ีแท้จรงิ (True-experimental Design) 3. แบบกง่ึ ทดลอง (Quasi-experimental Design)

1. แบบก่อนทดลอง (pre experimental design or non design) สว่ นประกอบของแบบวิจยั มี • ไมม่ ีการควบคุมตัวแปร  • ไมม่ ีหลัก MAX และ CON การจัดกระทา/การทดลอง (X) • ขาดความเทย่ี งตรงภายใน  กลมุ่ ควบคุม (C)  แบบการวิจัยกอ่ นทดลอง  1. The one-shot case study กล่มุ ทดลอง (E) 2. The one-group pretest-posttest design สอบกอ่ น (วดั ตวั แปรตามคร้ังที่ 1) (T1 หรอื O1) สอบหลัง (วัดตวั แปรตามครั้งท่ี 2) (T2 หรอื O2) การส่มุ (R)

The One-Shot Study X T2 1. มกี ลุม่ เดียว 2. ให้ treatment การสอนแบบรว่ มมือกัน ทกั ษะการทางานรว่ มกับผอู้ ืน่ 3. posttest 4. ไมม่ ีการสมุ่ ข้อดี ข้อเสีย เหมาะสาหรับ Action Research และ ตัวแปรตามอาจไม่เกิดจากตวั แปรตน้ (X) การวจิ ัยในชั้นเรยี น มจี ดุ ออ่ นในเรื่องความเท่ยี งตรงภายใน และความเทย่ี งตรงภายนอก

The one-group pretest-posttest design T1 X T2 1. มีกล่มุ เดยี ว 2. ให้ treatment ทดสอบการมี สอนด้วย ทดสอบการมี 3. Pretest - posttest วนิ ัยในตนเอง เกมการศกึ ษา วินัยในตนเอง 4. ไม่มกี ารสมุ่ กอ่ นสอน หลังสอน ข้อดี ข้อเสีย เปรยี บเทยี บการเปลี่ยนแปลงกอ่ นและหลังการ ผลตา่ งของการทดสอบกอ่ น – หลงั ทดลองได้ อาจไมเ่ ป็นผลของการทดลอง (X) ก็ได้ เชน่ คะแนนทสี่ ูงขน้ึ อาจเกิดจากการจาขอ้ สอบ

2. แบบการทดลองท่ีแทจ้ รงิ (true experimental design) สว่ นประกอบของแบบวิจัย มี • มีกลมุ่ ทดลองและกลุ่มควบคมุ ท่มี าจาก  การสุ่ม การจัดกระทา/การทดลอง (X)   • มีการควบคมุ ตัวแปรแทรกซ้อน กลุม่ ควบคุม (C)  • มีความเทย่ี งตรงภายใน  กลุ่มทดลอง (E)  แบบการวจิ ัยการทดลองที่แทจ้ ริง สอบก่อน (วดั ตัวแปรตามคร้ังที่ 1) (T1 หรอื O1) 1. randomized control-group pretest-posttest design สอบหลัง (วัดตัวแปรตามครั้งที่ 2) (T2 หรือ O2) 2. randomized control group posttest only design การสมุ่ (R)

Randomized control-group pretest-posttest design (แบบ classical design) RE TE1 X TE2 ข้อดี • กลุ่ม E และ C เท่าเทียมกนั RC TC1 สอนแบบโครงงาน TC2 เพราะมาจากการสมุ่ สุ่มกลุม่ ทดลอง วัดความสามารถ วดั ความสามารถ • มคี วามเท่ยี งตรงภายในสงู และกลุม่ ควบคุม ในการแก้ปัญหา ในการแกป้ ัญหา • มหี ลัก MAX MIN CON กอ่ นเรยี น หลังเรียน ขอ้ จากดั • การเรียนรูข้ ้อสอบ (Test wise) • กลมุ่ ทดลองอาจกระตอื รอื ล้นสงู

Randomized Control Group Posttest Only Design RE X TE2 ข้อดี • กลุ่ม E และ C เทา่ เทียมกัน RC สอนแบบโครงงาน TC2 เพราะมาจากการส่มุ สมุ่ กลุ่มทดลอง วัดความสามารถ • มคี วามเทยี่ งตรงภายใน และกลมุ่ ควบคมุ ในการแกป้ ญั หา • มหี ลกั MAX MIN CON • ลดการเรียนรจู้ ากข้อสอบ ขอ้ จากดั • เนอ่ื งจากไมม่ ี pretest จึงไม่แนใ่ จ ว่าทงั้ สองกลมุ่ มีระดับทกั ษะ เดยี วกันหรอื เปล่ากอ่ นให้ treatment

3. แบบกึง่ ทดลอง (quasi experimental design) ส่วนประกอบของแบบวิจยั มี การจดั กระทา/การทดลอง (X)  กลุ่มควบคุม (C)  • มกี ลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลมุ่ ทดลอง (E)  แต่ไมไ่ ด้มาจากการสุ่ม อาจทาใหข้ าดความ เทย่ี งตรงภายนอก สอบก่อน (วัดตัวแปรตามคร้ังที่ 1) (T1 หรือ O1)  • ใช้สถานการณท์ ีไ่ ม่สามารถใชก้ ารสุ่มได้ เช่น สอบหลงั (วดั ตวั แปรตามคร้งั ท่ี 2) (T2 หรือ O2)  ระบบชน้ั เรยี นท่ีจดั ไวแ้ ลว้ การสุ่ม (R) • เรียกวา่ quasi เนื่องจากขาดลกั ษณะ บางอยา่ งของแบบการทดลองทีแ่ ท้จริง แบบกึง่ ทดลอง (quasi experimental design) • Non-randomized control group pretest-posttest design • Non-randomized control-group posttest only design

Non-randomized control-group pretest-posttest design ขอ้ ดี E TE1 X TE2 • การไมม่ กี ารสุม่ เหมาะสมในกรณีท่ไี ม่ ก่อกวนระบบเดมิ ข้อเสีย C TC1 TC2 • กลุ่มทดลอง และ กลุ่มควบคุมอาจไม่ เทา่ เทยี มกัน อาจทาให้ผลการทดลอง ขาดความน่าเชือ่ ถือ • อาจเกดิ การเรยี นรูจ้ ากการวดั กอ่ น วัดความสามารถ สอนแบบโครงงาน วัดความสามารถ และหลงั เรยี น (Test wise) ในการแกป้ ญั หา ในการแกป้ ญั หา ก่อนเรียน หลงั เรียน

Non-randomized control-group only design E X TE2 ข้อดี • ไมม่ ีการสอบก่อน ไม่มปี ัญหา C TC2 เร่ือง test wise • กลมุ่ ทดลองและกลุ่มควบคุม อาจไม่เทา่ เทยี มกัน สอนแบบโครงงาน วัดความสามารถ ในการแก้ปัญหา หลังเรยี น

ข้อพิจารณาในการเลอื กแบบวิจยั • ตอบวตั ถุประสงค์การวิจัยไดห้ รอื ไม่ งาน 11 • ควบคมุ ตัวแปรที่ไมต่ อ้ งการศึกษาแต่ส่งผลต่อ ใหเ้ ขยี นแบบแผนการวจิ ัยให้สอดคล้องกบั วัตถุประสงค์การวจิ ยั และตัวแปรท่ศี กึ ษา ประกอบด้วยเนื้อหาดงั น้ี ตวั แปร Y ไดห้ รอื ไม่ 1. ช่อื เรื่องวจิ ัย • เกดิ MAX MIN CON principle หรือไม่ 2. วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั • ทาใหเ้ กดิ ความเทย่ี งตรงภายในและความ 3. โมเดลแบบแผนการวจิ ยั 4. การอธิบายความหมายของโมเดล เทย่ี งตรงภายนอกไดห้ รือไม่ การสง่ งาน : สง่ เป็นไฟล์ WORD ที่อเี มล [email protected] ตั้งชอ่ื ไฟลต์ ามลาดบั ดังน้ี : วชิ างาน12_กลมุ่ เรียน_ชอ่ื เลขที่ ตวั อย่าง : วจิ ัยงาน12_ภาษาไทยหมู่1_วนิ ยั 14.doc

ตวั อย่าง 1 ชอื่ เรอื่ งวจิ ยั การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นเรอื่ งการหักเหของแสงก่อนและหลังการเรยี นโดยใชบ้ ทเรยี น คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนสาหรับนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรียนคณุ ภาพวิทยา จงั หวัดราชบุรี วัตถุประสงค์การวจิ ยั เพ่อื เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเรือ่ งการหกั เหของแสงของนักเรียนก่อนและหลังการเรยี นโดยใช้ บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน T1 X T2 T1 หมายถงึ การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน X หมายถงึ การเรียนโดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน T2 หมายถงึ การวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลงั ใช้บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน

ตวั อยา่ ง 2 ช่อื เรอื่ งวิจัย การศกึ ษาผลของการใชบ้ ทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนท่ีมตี ่อผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเรือ่ งการหักเหของแสง ของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนคุณภาพวิทยา จงั หวดั ราชบรุ ี วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย เพ่อื ศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นเรื่องการหกั เหของแสงของนักเรียนหลงั การเรยี นโดยใชบ้ ทเรียน คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน X T2 X หมายถงึ การเรียนโดยใชบ้ ทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน T2 หมายถึง การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นหลงั ใชบ้ ทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน

วิชา การวิจัยและพัฒนานวตั กรรมการเรยี นรู้ (PC62508) ผู้สอน : ผศ.ทรงเกียรติ องิ คามระธร Email: [email protected] บทท่ี 8 เคร่อื งมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู (1) ตอนท่ี 1 • ประเภทของเครื่องมือ • การสรา้ งเครอ่ื งมอื

เครอื่ งมือเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล • แบบสอบถาม ข้อมลู • แบบทดสอบ มหี นา้ ที่รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับ • แบบสมั ภาษณ์ • ข้อมลู ท่ีไม่ใช่ตัวเลข เรียกวา่ ข้อมูลเชงิ คุณภาพ ตัวแปร (ตาม) จากกลมุ่ เป้าหมาย • แบบสังเกต เชน่ ความคิดเห็น ความเชอ่ื คา่ นิยม หน้าท่ี : ประเภทของ • ขอ้ มูลที่เปน็ ตัวเลข เรียกวา่ ข้อมูลเชิงปริมาณ • เพอื่ รวบรวมข้อมลู ขอ้ มลู • วัดตัวแปร 1. แบ่งตามระดับของการวัด (นามบัญญัติ จดั อนั ดบั อนั ตรภาค และ อตั ราสว่ น) การเลือกใช้เครอ่ื งมือ • เหมาะกับตวั แปร 2. แบ่งตามค่าทีไ่ ด้จากการวดั (ตอ่ เน่อื ง ไม่ต่อเนื่อง) • ตรงวัตถุประสงค์การวิจยั 3. แบง่ ตามแหล่งท่มี า (ประชากร กล่มุ ตวั อยา่ ง) • มีคณุ ภาพ

ขอ้ มลู ในการวจิ ยั ในช้ันเรียน ชนิดของข้อมลู ลกั ษณะของข้อมลู วธิ ีการเก็บขอ้ มลู 1. ขอ้ มลู ด้านความรู้ ความสามารถของ 1.1 ความรู้ ความจา ความเข้าใจตามผลการ การทดสอบ การทดสอบการปฏบิ ตั ิ ผู้เรียน เรยี นรทู้ ่คี าดหวงั (ผลการเรยี นรดู้ ้านพุทธิ การประเมินทักษะ พิสัย การประเมินผลงาน 2. ขอ้ มลู ดา้ นความคดิ เห็นหรอื ความรสู้ ึก 1.2 ทกั ษะกระบวนการในการปฏบิ ัตงิ าน และ ผลงานท่ีเกิดขึ้นจากการปฏบิ ตั ิ (ผลการ การสัมภาษณ์ 3. ข้อมลู ดา้ นพฤตกิ รรม เรยี นรู้ดา้ นทักษะพิสยั ) การบนั ทกึ เหตกุ ารณ์ 4. ขอ้ มูลด้านปฏิสมั พนั ธ์ในชน้ั เรียน 2.1 ความคิดเห็นหรอื ความรู้สึกทีม่ ีตอ่ การสังเกต องค์ประกอบต่าง ๆ ของการจดั การเรียนรู้ การสะท้อนความรู้สึก การสงั เกต 3.1 พฤติกรรมในการเรยี น การบนั ทกึ เหตกุ ารณ์ 3.2 พฤตกิ รรมในการทางาน การสัมภาษณ์ เทคนิคสังคมมิติ 4.1 ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างเพอ่ื นนักเรียน การสังเกตการปฏิบัติงาน 4.2 ปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างครกู ับนักเรียน

เครื่องมือในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ในการพจิ ารณาเลือกใชเ้ ครือ่ งมอื ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลนั้น ผวู้ จิ ยั จะตอ้ งมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของตัว แปรท่ตี ้องการวดั ให้ชดั เจน เพือ่ จะไดเ้ ลอื กใช้ไดอ้ ย่างเหมาะสมซึง่ ในการวจิ ยั ทางการศึกษาสามารถแบง่ ตวั แปรตามลกั ษณะของพฤตกิ รรมการเรยี นร้ไู ด้ 3 ด้าน ดงั นี้ 1. ดา้ นพทุ ธิพสิ ยั (cognitive domain) เปน็ พฤตกิ รรมที่เกย่ี วกบั ความสามารถทางสตปิ ัญญา โดย เคร่ืองมือที่เหมาะสมสาหรบั การวัดด้านนค้ี อื แบบทดสอบ (test) 2. ด้านจิตพสิ ยั (affective domain) เป็นพฤตกิ รรมเก่ียวกบั ความรสู้ ึกนกึ คดิ ทัศนคติ ความเชื่อ โดย เครอ่ื งมอื ทีเ่ หมาะสมสาหรับการวัดพฤติกรรมด้านน้ไี ด้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสงั เกต 3. ดา้ นทกั ษะพิสยั (psychomotor domain) เปน็ พฤติกรรมที่เก่ียวกับการปฏิบัตหิ รอื การแสดงออก ของมนุษย์ เครื่องมือทเ่ี หมาะสมสาหรับการวดั พฤติกรรมด้านน้ไี ดแ้ ก่ แบบสังเกต

แบบทดสอบ (test) แบบทดสอบ คือ ชุดของคาถามท่กี ระตนุ้ ให้ จาแนกตามสง่ิ ที่วดั ผู้ตอบแสดงพฤติกรรมตอบสนอง 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบมีความเหมาะสมในการวัดดา้ น พุทธิพสิ ัย (cognitive domain) ผลท่ไี ดจ้ ากการ 1.1 แบบทดสอบปากเปล่า (oral test) วดั โดยใช้แบบสอบคือ คะแนนจากการสอบ โดย คะแนนจะสะท้อนถึงความสาเร็จ 1.2 แบบเขยี นตอบ (paper-pencil test) : แบบความเรยี ง และ (achievement) ของการจัดการเรยี นรู้ หรือ แบบจากัดคาตอบ (ถูกผิด เตมิ คา จบั คู่ เลือกตอบ) ของนวัตกรรมทีใ่ ช้ในการวิจัย 1.3 แบบปฏิบัติ (performance test) 2. แบบทดสอบวดั ความถนัด (aptitude test) : ความถนดั ทางการเรียน และความถนดั พิเศษ 3. แบบทดสอบบคุ ลกิ ภาพและการปรับตัวในสังคม

รูปแบบของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ แบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบปรนัย 1. แบบทดสอบปากเปลา่ (oral test) • แบบจากัดคาตอบ • เตมิ คา 2. แบบเขยี นตอบ (paper-pencil test) แบง่ • แบบไมจ่ ากดั คาตอบ • ถกู ผิด • จับคู่ ออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื 1) แบบอตั นยั เขียนเรียบเรียงคา • เลอื กตอบ (แบบความเรยี ง – essay test) และ ตอบเอง 2) แบบปรนัย (แบบจากดั คาตอบ – fixed ตอบส้นั ๆ จาก response test) คาตอบที่กาหนดให้ 3. แบบปฏบิ ตั ิ (performance test)

ขน้ั ตอนการสรา้ งแบบทดสอบ วัดผลสมั ฤทธิ์ ขน้ั ท่ี 1 วางแผนการสร้าง ขั้นที่ 2 สรา้ ง ขั้นที่ 3 ศกึ ษาคุณภาพของแบบทดสอบ ข้นั ที่ 1 การวางแผนสรา้ งแบบทดสอบ 1. ศึกษาวธิ ีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนจากตารา หรือทฤษฎเี พื่อทราบวา่ แบบทดสอบแต่ละชนิดมีวิธกี ารสรา้ งอยา่ งไร มขี อ้ ดแี ละขอ้ จากดั อยา่ งไร 2. กาหนดเนอื้ หาและพฤติกรรมท่ีต้องการวัดในตารางวเิ คราะหห์ ลกั สตู ร 3. กาหนดลกั ษณะและสว่ นประกอบของแบบทดสอบ เชน่ ประเภท ของแบบทดสอบ จานวนข้อ ระยะเวลา คะแนน วิธกี ารตรวจให้ คะแนน วธิ ีการแปลความหมายคะแนน

ขนั้ ท่ี 2 สรา้ ง ขน้ั ที่ 3 การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบทดสอบ 1. สร้างแบบทดสอบตามรายละเอียดที่ 1. ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเน้อื หา (content validity) เพ่อื พิจารณาว่าข้อสอบแตล่ ะ กาหนดในตารางวิเคราะหห์ ลักสูตร ขอ้ สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้หรือไม่ โดยใช้ผูเ้ ช่ียวชาญพิจารณาและหาคา่ IOC (index of item-objective congruence: ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อคาถามกับ 2. ตรวจทานขอ้ สอบและจัดพิมพ์ฉบบั วตั ถุประสงค)์ ทดลอง 2. ปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผเู้ ชย่ี วชาญ 3. จดั พิมพ์ฉบับแกไ้ ขและนาไปทดลองใช้ (try out) กบั ผ้เู รียนจานวน 30 คน ทม่ี ีลักษณะ คลา้ ยคลึงกับกลุ่มทจ่ี ะใชส้ อบจริง 4. นาผลการสอบมาตรวจใหค้ ะแนนและหาคณุ ภาพของข้อสอบรายข้อคอื คา่ ความยากงา่ ย (p) และค่าอานาจจาแนก (r) และคณุ ภาพของแบบทดสอบ ท้ังฉบบั โดยหาค่าความเชื่อม่นั (reliability) 5. ปรบั ปรงุ แกไ้ ขและจัดพิมพ์เปน็ แบบทดสอบฉบบั จรงิ เพื่อนาไปใช้

1. แบบทดสอบเตมิ คา เป็นแบบทดสอบทต่ี อ้ งการใหผ้ สู้ อบ เตมิ คา หรือขอ้ ความสั้น ๆ ขอ้ สอบ ประเภทนเี้ หมาะสาหรบั ใช้วัด ข้อเท็จจริง ขอ้ มูล และขอ้ สนเทศตา่ ง ๆ • เป็นแบบทดสอบประเภทให้ตอบสน้ั ๆ มีขอบเขตในการตอบ • ผตู้ อบหาคาตอบเองและเตมิ คาตอบสั้น ๆ ในช่องวา่ งท่ีกาหนดให้ • ลกั ษณะของแบบทดสอบจะเขยี นเปน็ ประโยคคาถาม หรือประโยคบอกเล่าท่ี เป็นข้อความทยี่ ังไมส่ มบรู ณ์

หลักการสรา้ งแบบทดสอบเติมคา 1. คาถามควรจะถามในเรื่องทส่ี าคญั และควรแกก่ ารถาม ไมม่ ุง่ ถามในสง่ิ ท่เี ปน็ รายละเอียดมากเกนิ ไป (ไม่ด)ี พ่อขุนรามคาแหงมหาราชทรง ...... อกั ษรไทยเมือ่ ปี พ.ศ. 1826 (ดีข้นึ ) พ่อขุนรามคาแหงมหาราชทรงประดษิ ฐ์อักษรไทยเมอื่ ปี พ.ศ. ........ 2. คาถามตอ้ งใหผ้ ้ตู อบเห็นทศิ ทางคาตอบท่ีแนช่ ัดว่าจะตอ้ งตอบในลกั ษณะใด (ไมด่ )ี ผ้แู ต่งวรรณคดคี ากลอนเรอ่ื งพระอภัยมณคี ือ....... (ไมด่ ี) ใครเป็นคนแตง่ วรรณคดคี ากลอนเร่อื งพระอภยั มณี.... เมื่อพจิ ารณาคาถามทั้ง 2 ขอ้ ขา้ งต้น อาจมีผู้ตอบวา่ “กวีเอกในสมยั กรุงรตั นโกสินทร์ตอนตน้ ” หรือ “กวเี อกในทางแตง่ กลอนแปด” ซ่ึงเป็นคาตอบท่ีถูกตอ้ ง แต่ไมใ่ ชค่ าตอบทผ่ี ถู้ ามตอ้ งการ ดังนัน้ ควรจะถามใหเ้ ฉพาะเจาะจงไปลงไป (ดีข้นึ ) กวีผู้แตง่ วรรณคดคี ากลอนเรอ่ื งพระอภยั มณีมชี ื่อว่า.....

2. แบบทดสอบถูกผดิ • เปน็ แบบทดสอบทีจ่ ากดั การตอบของผู้ตอบให้ เลอื กตัดสนิ ใจเลอื กตอบเพียงอย่างใดอยา่ งหน่ึง จากตัวเลอื ก 2 ตัว • ตัวเลือกเป็นแบบคงท่ีและมคี วามหมายตรงข้าม ขอ้ เสนอแนะในการใช้แบบทดสอบถกู ผดิ เช่น ถูก – ผดิ ใช่ – ไมใ่ ช่ จริง – ไมจ่ ริง เหมือนกนั – ตา่ งกนั 1. ควรใช้เปน็ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หรือเพื่อทบทวน • เหมาะทจี่ ะใช้วัดความจาทีเ่ กย่ี วข้องกับ ความรู้ท้ายบทเรยี น เนื่องจากใช้เวลาตอบน้อย และ ขอ้ เท็จจรงิ เลน่ บุคคล สถานที่ เวลา ถามได้หลายข้อในเวลาจากัด • เหมาะสาหรับใช้เป็นแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หรอื 2. ไมค่ วรใชส้ าหรับการวดั ผลสรปุ (summative ทบทวนหลงั เรยี นเนอื่ งจากใชเ้ วลาตอบน้อย และ assessment) เนื่องจากไม่สามารถวดั การคดิ ใน ถามไดจ้ านวนมาก ระดับสงู และเดาไดง้ า่ ย

หลักการสรา้ งแบบทดสอบถกู ผดิ 1. ขอ้ ความทวี่ า่ “ถูก” หรือ “ผิด” น้ัน ควรประกอบด้วยเร่อื งสาคัญทจี่ ะถาม 4. คาหรอื ภาษาทใ่ี ช้ในขอ้ ความควรจะชัดเจนและสั้น หลีกเล่ียงการขยายความจน เพยี งเร่ืองเดยี ว ยืดยาวโดยไม่จาเปน็ (ไมด่ )ี ผักชีเป็นพชื ลม้ ลกุ ทขี่ ยายพันธุ์โดยการปกั ชา (ไมด่ )ี ในปี พ.ศ. 2433 มารโ์ คนี่ นักประดิษฐช์ าวอติ าลี ได้สรา้ งระบบการส่งเสยี งแบบ (ดีขน้ึ ) เราสามารถขยายพันธผุ์ ักชไี ด้ดว้ ยวธิ ปี ักชา ไรส้ าย ซ่ึงปัจจบุ ันนี้ เรยี กว่า วทิ ยุ (ดขี น้ึ ) มารโ์ คนี่ ประดษิ ฐว์ ิทยุ 2.ไมเ่ ป็นข้อคาถามทีเ่ ป็นความคดิ เหน็ ไม่คลมุ เครือ สามารถตดั สินถกู หรือผดิ ตามหลกั วชิ า 5. ไมค่ วรคดั ลอกขอ้ ความจากหนงั สือเรียนหรอื ตาราโดยตรง เพราะจะสง่ เสริมการ (ไมด่ )ี ชาวพุทธไม่ควรประกอบอาชีพเกย่ี วกบั การฆา่ สตั ว์ วดั แตค่ วามจาเทา่ น้นั (ดขี ึ้น) การฆ่าสตั วเ์ ป็นการทาผิดศีลข้อ 1 (ไมด่ )ี ธงชาติไทยมี 3 สี คอื สแี ดง สขี าว และสนี า้ เงิน (ดีข้นึ ) สีขาว เป็นสีท่ีอยูต่ รงกลางของธงชาติไทย 3. ควรหลกี เลย่ี งคาถามปฏเิ สธหรอื ปฏเิ สธซอ้ นปฏเิ สธ เพราะอาจจะทาใหผ้ ู้สอบ ไมเ่ ข้าใจส่งิ ท่ีถาม (ไมด่ )ี การท่ีตารวจไมจ่ บั ผรู้ ้ายเป็นการไม่ทาตามหน้าท่ี (ดขี ึน้ ) ตารวจมหี นา้ ทีจ่ บั ผรู้ ้าย

3. แบบทดสอบจับคู่ • เป็นแบบทดสอบเลือกตอบชนิดพิเศษซ่งึ มชี ดุ ของคาถามทม่ี ตี วั เลอื กชดุ หนึ่งร่วมกนั • ผตู้ อบเลือกจบั คู่ทตี่ รงกนั หรือมคี วามสัมพนั ธ์กนั ตามเกณฑ์อยา่ งใดอย่างหน่ึง คาหรือขอ้ ความออกจากกนั เป็น 2 ชุด คาชแี้ จง ข้อความทางซ้ายมือเป็นงานทที่ า ข้อความทางขวามอื เปน็ เคร่ืองมือที่ใชท้ างานให้นักเรยี น นาอักษรหน้าเคร่อื งมือทีใ่ ช้มาใสใ่ นช่องว่างหนา้ งานท่ีทาให้ถกู ต้อง • ชดุ ทางซา้ ยเปน็ ตวั ยืนหรอื ตัวนาเร่ือง (premise หรือ description) และชดุ ทางขวาเป็นตัวเลือก งานที่ทา เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ (response หรอื option) .................... 1. ตัดลวดเสน้ ยาวให้เป็นท่อนสั้น ๆ ก. กรรไกร .................... 2. แต่งหนา้ ไม้ให้เรยี บเสมอกัน ข. คีม .................... 3. ตัดผ้าเป็นช้นิ เล็ก ๆ ค. เลอ่ื ย .................... 4. ผ่าไมเ้ ปน็ สองซกี ง. คตั เตอร์ จ. มดี ฉ. สิ่ว ช. ขวาน

หลกั การสรา้ งแบบทดสอบจบั คู่ 1. รายการคาถามควรอยทู่ างซ้ายมอื และคาตอบอย่ขู วามือ ขอ้ ความท้งั คาถามและคาตอบควรมีลักษณะสัน้ ชัดเจน และสือ่ ความหมายตรงตามทตี่ อ้ งการ รายการคาถามควรเปน็ ประโยคหรือวลสี ่วนคาตอบควรจะเป็นข้อความท่สี ้ัน ๆ หรือ เป็นคา หรือ เป็นสญั ลกั ษณ์ 2. ควรมีจานวนคาตอบมากกว่าจานวนคาถาม 2-3 ขอ้ เพราะ ถา้ จานวนคาตอบน้อยกวา่ จานวนคาถาม จะทาให้ คาตอบบางขอ้ ตอ้ งใช้มากกวา่ 1 คร้งั 3. ควรเขียนคาสั่ง ระบุความสัมพันธ์ท่ตี อ้ งการจับคใู่ ห้ชัดเจน และควรเป็นความสมั พนั ธเ์ ดยี ว

4. แบบทดสอบเลอื กตอบ (multiple choice test) • ผสู้ อบเลอื กคาตอบทีถ่ กู ท่สี ดุ จาก ตวั เลอื กตา่ ง ๆ ทีก่ าหนดให้ • มหี ลายตวั เลอื กเป็นแบบทดสอบท่ใี ห้ ผู้สอบเลือกคาตอบทถ่ี กู ต้อง หรือ คาตอบท่ีดีที่สดุ เหมาะสมทสี่ ดุ หรือ ถกู ท่สี ุดจากตัวเลอื กต่าง ๆ ที่ กาหนดให้ • ประกอบด้วย 2 สว่ น 1) ตอนนา หรือ ตวั คาถาม (stem) 2) ตัวเลือก แบง่ ออกเป็นตัวถกู และ ตวั ลวง

1) เขียนคาถามให้สมบูรณ์ เนือ่ งจากมีความชดั เจนกวา่ แบบตอ่ ความ หรอื เติม สว่ นคาถาม (stem) คา และป้องกันความสับสนในการคดิ หาคาตอบ (ไมด่ )ี โลกหมนุ รอบตวั เอง (ไม่ดี) (ดีข้ึน) โลกหมุนรอบตัวเองทาใหเ้ กดิ ปรากฏการณอ์ ะไร อยุธยา ก. เป็นเมืองหลวง 2) ถามให้ชดั เจน ตรงจุด และถามเพยี งเรอื่ งเดยี ว ข. เป็นสถานรี ถไฟ (ไม่ดี) รัตนตรัยคืออะไร ค. จงั หวดั หนึ่ง (ดขี ึ้น) รตั นตรัย แปลว่าอะไร ง. โบราณสถาน จ. สถานศึกษา 3) ถามในสาระสาคัญของเนอ้ื หา ในเร่ืองทีม่ คี ุณค่าต่อการวัด (ไม่ด)ี ส่ีเหลยี่ มผนื ผ้ามมี มุ ฉากกี่มุม (ดขี ึ้น) (ดขี ึ้น) ข้อใดเปน็ คณุ สมบตั ิของสเ่ี หล่ียมผืนผา้ ปัจจุบนั พระนครศรอี ยุธยาเป็นชอื่ ของอะไร ก. เมืองท่า 4) อยา่ ใชค้ าถามแบบปฏเิ สธซ้อน สาหรบั คาถามปฏิเสธนนั้ ควรหลกี เลย่ี ง แต่ถ้า ข. จงั หวดั จาเป็นใหพ้ มิ พ์ตัวหนา หรือขีดเส้นใต้คาปฏิเสธนัน้ ค. โบราณสถาน (ไมด่ ี) ถา้ ต้นไมไ้ มไ่ ด้รบั แสงแดด ใบไม้จะไม่มีลกั ษณะอยา่ งไร ง. สถานศึกษา (ดีขน้ึ ) ตน้ ไม้ท่ีได้รับแสงแดด ใบไมจ้ ะมลี กั ษณะอยา่ งไร จ. สถานรี ถไฟ

5) คาถามและตวั เลือกไมค่ วรชแ้ี นะคาตอบ ส่วนคาถาม (stem) (ไม่ดี) ปยุ๋ ท่ไี ด้จากการหมักเศษพชื กบั มูลสัตวเ์ รียกว่าอะไร ก. ปยุ๋ หมัก ข. ปุ๋ยผสม อยา่ ใชค้ าฟุม่ เฟอื ย ค. ปยุ๋ คอก ง. ป๋ยุ พชื สด จ. ป๋ยุ เคมี (ไม่ด)ี (ดขี ึ้น) ปุย๋ ท่ที าจากเศษพชื กับมูลสัตว์เรยี กว่าอะไร เทา่ ทว่ี ิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ขณะนใ้ี นสรุ ิยจักรวาลมี ก. ป๋ยุ หมกั ข. ปยุ๋ ผสม ดาวเคราะห์อยู่ด้วยกันท้ังหมด ค. ปุย๋ คอก ง. ปยุ๋ พชื สด ก. 6 ดวง ค. 8 ดวง จ. ปุ๋ยเคมี ข. 7 ดวง ง. 9 ดวง 6) ไม่ควรถามสง่ิ ทนี่ ักเรียนทอ่ งจาจนคล่องปาก ควรถามใหผ้ ู้เรยี นไดใ้ ชค้ วามคดิ (ดีขึ้น) มากขน้ึ เชน่ สรุ ยิ จักรวาลมดี าวเคราะห์ก่ดี วง (ไม่ดี) ดวงอาทติ ยข์ ึน้ ทางทิศใด มดี าวเคราะหก์ ี่ดวงในสุรยิ จักรวาล (ดขี น้ึ ) ถา้ ดวงอาทิตยข์ น้ึ ทางใต้ จะตกทางทศิ ใด

1) อย่าเขยี นตัวเลอื กนอ้ ยเกินไป ในลักษณะใชต้ วั เลอื กซ้า ๆ กัน (ไม่ด)ี สินค้าท่ปี ระเทศไทยสง่ ออกมากที่สดุ ได้แกอ่ ะไร ก. ข้าว ข. ดบี กุ ส่วนของตวั เลือก ค. สิ่งทอ ง. ขอ้ ก และ ข ถกู จ. ขอ้ ก และ ค ถกู (ดีขนึ้ ) สนิ ค้าท่ปี ระเทศไทยสง่ ออกมากทีส่ ดุ ไดแ้ กอ่ ะไร ก. ข้าว ข. ดบี ุก ค. สง่ิ ทอ ง. ยางพารา จ. ผลไม้สด 2) ถา้ ตอ้ งการให้ตวั ถูกเป็น 2 ข้อความ ควรสร้างตวั เลือกให้เปน็ 2 ขอ้ ความทกุ ตวั เพื่อใหม้ ีนา้ หนกั เทา่ กัน ยากตอ่ การเดา (ไมด่ )ี สินคา้ ทป่ี ระเทศไทยส่งออกมากทส่ี ดุ ได้แก่อะไร ก. ขา้ ว ข. ดบี ุก ค. ส่ิงทอ ง. ผลไมส้ ด และ ส่งิ ทอ จ. ผลไม้สด และ ยางพารา (ดขี ึ้น) สินค้าทป่ี ระเทศไทยสง่ ออกมากท่ีสดุ ไดแ้ ก่ ก. ขา้ ว และ ดบี ุก ข. ข้าว และ ส่ิงทอ ค. ยางพารา และ ดบี ุก ง. ผลไม้สด และ สงิ่ ทอ จ. ผลไมส้ ด และ ยางพารา

3) ตัวเลอื กต้องไมช่ ้แี นะคาตอบ หรอื ชว่ ยใหเ้ ดาคาตอบ ในลกั ษณะทข่ี ยายคาตอบถกู จนเห็นชดั เจน (เช่น ยาวกวา่ ตวั เลอื กอน่ื ) หรือมีคาซา้ กับคาถาม หรอื ต่างจากตวั เลือกอ่ืนท่ีเป็นตัวลวงอย่างชัดเจน (ไมด่ )ี ขอ้ ใดไม่เขา้ พวก ก. ช้าง ข. มา้ ค. มะเขอื ง. ววั สว่ นของตัวเลือก จ. ควาย (ดีข้ึน) ขอ้ ใดไมเ่ ขา้ พวก ก. ช้าง ข. ม้า (ไม่ดี) ค. สิงโต ง. ววั เม่อื เพื่อนเปน็ ลมกลางแดด จ. ควาย ก. หน้าจะซีด ค. ให้นอนในรม่ ข. ชีพจรเต้นช้า ง. ใหด้ มแอมโมเนีย 4) ตวั เลอื กต้องเปน็ ขอ้ ความในลักษณะเดยี วกนั หรอื เป็นกลุ่มคณุ สมบัตเิ ดียวกนั ควรเขียนตวั เลอื ก ใหเ้ ป็นประเภทเดยี วกัน เชน่ ถา้ เปน็ ชอ่ื เมอื งกเ็ ป็นเช่ือเมอื งทง้ั หมด ถา้ เป็นช่อื ถนนก็เปน็ ชอ่ื ถนน ในข้อน้ีพบวา่ มีตวั เลือก 2 เร่อื งปนกัน คอื อาการของลมแดด กับวิธีรักษา ซึง่ จะทาใหไ้ ม่เป็นปรนยั เพราะผู้ตอบไมท่ ราบ ท้งั หมด แนว่ า่ ตอ้ งการถามอะไร (ไม่ด)ี โรคชนิดใดไม่ใชโ่ รคติดต่อ ก. โรคระบาด ข. โรคร้ายแรง ค. โรคลมชกั ง. โรคทอ้ งรว่ ง (ดีขน้ึ ) (ดีขน้ึ ) โรคชนดิ ใดไม่ใชโ่ รคตดิ ตอ่ ควรปฐมพยาบาลคนเป็นลมแดดดว้ ยวธิ ีใดก่อน? ก. โรคหดั ข. โรคหวดั ก. ผายปอด ค. ให้นอนในร่ม ค. โรคลมชัก ง. โรคท้องรว่ ง ข. คลมุ ผ้าหนา ๆ ง. ดมแอมโมเนีย

5) ตัวเลอื กทด่ี คี วรสนั้ กระชับ สว่ นของตวั เลือก (ไม่ด)ี เตา่ เปน็ สัตว์ประเภทใด ก. มกี ระดูกสันหลงั เช่นเดียวกับปู (ไม่ดี) ค. อ่นุ ใหร้ ้อน 60 องศาเซลเซียส ข. มกี ระดกู สันหลงั เชน่ เดียวกบั กบ เราควรฆ่าเช้ือโรคในนมโดย ง. อุ่นให้รอ้ น 70 องศาเซลเซียส ค. มีกระดกู สนั หลังเชน่ เดยี วกับหนู ก. อุ่นให้รอ้ น 40 องศาเซลเซยี ส ง. มกี ระดกู สันหลังเชน่ เดยี วกับจระเข้ ข. อนุ่ ให้รอ้ น 50 องศาเซลเซยี ส (ดขี น้ึ ) เตา่ เปน็ สัตวท์ มี่ ีกระดูกสันหลังประเภทเดยี วกับสตั ว์ในข้อใด ก. ปู ข. กบ เป็นลกั ษณะคาฟ่มุ เฟือยโดยใชต้ ัวเลือกซา้ กนั โดยไมจ่ าเปน็ ควรปรบั ปรุง ค. หนู ง. จระเข้ เพือ่ ให้คาถามชดั เจนขน้ึ และเหน็ ตวั เลอื กเดน่ ชดั ขน้ึ 6) ตวั เลือกจะต้องไม่คาบเกีย่ วกนั จนทาใหม้ คี าตอบมากกว่าหนง่ึ คาตอบ (ดีขึน้ ) เราควรฆา่ เชอ้ื โคในนม โดยอุน่ ใหร้ อ้ นทอี่ ุณหภูมกิ ีอ่ งศาเซลเซียส? (ไม่ด)ี ปัจจบุ ันประเทศไทยมปี ระชากรประมาณเท่าใด ก. 40 ค. 60 ข. 50 ง. 70 ก. 50 ล้านคน ข. 60 ลา้ นคน ค. มากกว่า 50 ลา้ นคน ง. มากกว่า 60 ล้านคน (ดขี ้นึ ) ปจั จบุ นั ประเทศไทยมปี ระชากรประมาณเทา่ ใด ก. น้อยกวา่ 55 ลา้ นคน ข. 55 ล้านคน ค. 60 ล้านคน ง. มากกว่า 60 ลา้ นคน

7) ตวั ลวงต้องมคี วามเปน็ ไปได้ (ไมด่ )ี จังหวัดใดในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือที่มีจานวนผู้แทนราษฎรมากท่ีสุด ส่วนของตัวเลือก ก. หนองคาย ข. เชียงใหม่ (ไม่ด)ี สุนทรภแู่ ต่งหนังสือเรื่องใด? ค. นครราชสีมา ง. อดุ รธานี ก. อิเหนา ข. สังขท์ อง (ดีขึน้ ) จงั หวดั ใดในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือทม่ี จี านวนผูแ้ ทนราษฎรมากทส่ี ุด ค. รามเกียรต์ิ ง. นทิ ราชาคริต ก. หนองคาย ข. กาฬสนิ ธุ์ จ. ไม่มีคาตอบถกู ค. นครราชสมี า ง. อดุ รธานี ในขอ้ นถ้ี า้ เปลย่ี นตัวเลือก “ไมม่ คี าตอบถูก” ใหเ้ ป็น “พระอภยั มณี” กจ็ ะมีคณุ ค่าในการวัดมากข้นึ การใชต้ วั เลอื กปลายเปดิ ควรใชก้ บั 8) ควรมีตัวเลอื กหลาย ๆ ตวั โดยท่ัวไปนยิ มใช้ 3–5 ตวั โดยพิจารณาให้เหมาะสมกบั ระดับชน้ั เรอ่ื งราว หรอื เหตกุ ารณ์ทีย่ ังไม่มีขอ้ ยตุ ิ หรอื ขอ้ ความท่ียงั เปน็ ปญั หา เวลาในการสอบ ลกั ษณะของเนื้อหาวิชา และความยากงา่ ยของขอ้ สอบ โต้แยง้ กันอยู่ 9) เก่ียวกับตัวเลือกทใี่ ชค้ าในทานองทว่ี า่ ถูกหมดทุกขอ้ ผดิ หมดทกุ ข้อ สรปุ แนน่ อนไมไ่ ด้ ควร ใช้กับคาถามที่เกย่ี วกบั เร่ืองราวหรอื เหตุการณ์ที่ยังหาข้อสรปุ ไมไ่ ด้ หรอื ใชก้ บั วชิ าประเภทคานวณ โดยถ้าใช้เป็นตวั ถกู ในบางข้อ แต่โดยท่ัว ๆ ไปควรหลกี เลี่ยงตัวเลอื กประเภท \"ถูกทกุ ข้อ\" \"ไมม่ ี คาตอบท่ีถูก\" 10) การวางตาแหนง่ ของตัวเลอื กถกู ควรให้มีลักษณะกระจายแบบสุ่ม ไมค่ วรเปน็ ระบบหรอื สงั เกตตาแหนง่ ของคาตอบได้

แบบสอบถาม เปน็ ชดุ ของคาถามเกี่ยวกบั เร่อื งใดเร่อื งหน่งึ เหมาะสาหรับเก็บขอ้ มูล ลกั ษณะทางกายภาพของตวั แปร ความคิดเหน็ ทว่ั ไป ความรสู้ ึก ซงึ่ เปน็ ตัวแปรดา้ นจิตพิสัย (affective domain) ประเภทของแบบสอบถาม 1. คาถามปลายปดิ (closed form) : มคี าตอบใหผ้ ้ตู อบเลอื กตอบ 1.1 แบบสองคาตอบ (dichotomous question) : เลอื กตอบหน่ึงในสองคาตอบ ทา่ นเคยเขา้ รับการอบรมเรื่องการพัฒนาหลักสูตรหรือไม่  เคย  ไมเ่ คย 1.2 แบบเลอื กตอบ (multiple choice question) : ตอบหนึ่งคาตอบจากหลายคาตอบ ท่านสาเรจ็ การศึกษาขั้นสงู สดุ ระดบั ใด  ประถมศึกษา  มธั ยมศกึ ษา  ปริญญาตรี  ปรญิ ญาโท  ปรญิ ญาเอก

1.3 เลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งขอ้ 1.5 แบบประเมนิ คา่ หรอื แบบมาตราสว่ นประมาณค่า (rating scale) ท่านชอบเรยี นวชิ าใดบา้ ง (ตอบได้มากกว่า 1 ขอ้ ) โดยส่วนใหญ่จะเปน็ 5 ระดับของลเิ คิรท์ (Likert Scale) คือ มากทส่ี ดุ มาก สถติ ิ ปานกลาง นอ้ ย และนอ้ ยท่ีสดุ วจิ ยั  การพัฒนาหลักสูตร รายการ มากที่สุด มาก ปาน นอ้ ย นอ้ ยทสี่ ดุ  การออกแบบการสอน กลาง การเปิดโอกาสให้แสดงความ 1.4 ให้เรียงลาดบั (ranking) คิดเห็น  ใหท้ า่ นเรยี งลาดบั ความสาคัญของบุคคลเหลา่ นี้ การมสี ว่ นร่วมในการวดั  ตนเอง ประเมนิ ผล  เพอ่ื น  ผูบ้ รหิ าร  อาจารยท์ ่ีปรกึ ษา 2. คาถามปลายเปดิ (opened form) เปน็ คาตอบให้ตอบตามอสิ ระ

ขั้นตอนการสรา้ งแบบสอบถาม 1. กาหนดข้อมลู ท่ตี อ้ งการวดั โดยพิจารณาจากตัวแปรทีศ่ กึ ษา 2. นิยามเชงิ ทฤษฎแี ละนิยามเชิงปฏิบัติการ ตวั อย่าง 3. กาหนดลักษณะ (ชนิดและรปู แบบ) ของขอ้ คาถาม 4. เขียนขอ้ คาถามตามนิยามและสร้างแบบสอบถาม ตวั แปร: การมเี มตตา กรุณาของผบู้ รหิ าร 5. หาคุณภาพด้านความเทยี่ งตรง (validity) นยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ าร 6. หาคุณภาพด้านความเช่อื ม่นั (reliability) 7. ปรับปรุงแก้ไข การมีความเมตตากรุณาของผูบ้ รหิ าร หมายถงึ การแสดงออกของ 8. สรา้ งแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ ผูบ้ ริหารในประเด็นสาคญั ต่อไปน้ี 1) ใช้วาจาทสี่ ภุ าพ ออ่ นโยน 2) ปฏบิ ัติต่อผู้ใต้บงั คบั บัญชาอย่างนุม่ นวล 3) ใหค้ าอธิบายเกี่ยวกับงานอย่างละเอียดและชัดเจน 4) เอาใจใส่ดแู ลความเป็นอย่ขู องผใู้ ต้บงั คบั บัญชา 5) ใหก้ าลังใจผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชา 6) รบั ฟังความคดิ เห็นของผ้อู ่ืน

นิยามปฏบิ ัติการ พฤติกรรม (ท่สี ังเกตได)้ 1. ใชว้ าจาทสี่ ุภาพ อ่อนโยน 1. ใชว้ าจาทสี่ ุภาพ อ่อนโยนเวลาทีพ่ ูดคุยกับผ้อู ่นื 2. ปฏิบตั ิต่อผ้อู ่นื อยา่ งนมุ่ นวล 2. ปฏิบตั ติ อ่ ผ้ใู ตบ้ ังคบั บญั ชาอย่างนมุ่ นวล สรา้ งเปน็ แบบสอบถาม 3. ใหค้ าอธบิ ายเกี่ยวกับงานอย่างละเอยี ดและ 3. อธบิ ายรายละเอยี ดวธิ กี ารทางานจนกวา่ ชัดเจน ผใู้ ตบ้ ังคับบญั ชาจะเขา้ ใจ 4. เอาใจใสด่ แู ลความเปน็ อยขู่ องผใู้ ตบ้ งั คับบัญชา 4. ตดิ ตามสอบถามความเปน็ อย่ขู อง ผูใ้ ต้บังคับบัญชา พฤตกิ รรม เป็นประจา เป็นบางคร้ัง ไม่เคยเลย 1. ใช้วาจาที่สภุ าพ ออ่ นโยนเวลาที่พูดคุยกบั ผอู้ น่ื 2. ปฏบิ ัติตอ่ ผูใ้ ตบ้ งั คับบญั ชาอยา่ งน่มุ นวล 3. อธิบายรายละเอยี ดวิธกี ารทางานจนกว่า ผู้ใตบ้ ังคบั บญั ชาจะเข้าใจ 4. ตดิ ตามสอบถามความเปน็ อยู่ของผู้ใตบ้ งั คับบัญชา