Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

Published by สุจิตตรา จันทร์ลอย, 2022-01-04 06:27:26

Description: eBook_การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้_PC62508

Search

Read the Text Version

การวัดการกระจาย 1. การวดั การกระจาย การวดั การกระจาย (Measures of variability 1.1 พิสัย หรอื Measures of dispersion) คอื การใชส้ ถติ ิ 1.2 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ประเภทหนง่ึ เพอื่ คานวณการกระจายของข้อมูล ออกมาเป็นตวั เลข ขอ้ มูลมกี ารกระจายมาก คือ ขอ้ มูลในชดุ น้ันทม่ี คี ่าแตกตา่ งกนั มาก ตวั อย่าง ขอ้ มูลชดุ ท่ี 1 : 7 10 35 70 100 ข้อมลู มกี ารกระจายมากท่สี ุด ขอ้ มลู ชดุ ที่ 2 : 50 58 60 61 67 ข้อมลู มีการกระจายรองลงมา ขอ้ มูลชดุ ท่ี 3 : 30 30 30 30 30 ขอ้ มูลไมม่ กี ารกระจาย ในการสรปุ ลักษณะของข้อมลู ทงั้ ชุด • จะตอ้ งหาค่าแนวโน้มเข้สู่สว่ นกลาง และการวดั การกระจายควบคู่กันไป เนื่องจากข้อมลู บางชุดอาจมีค่าเฉล่ียเท่ากัน หรอื ใกล้เคยี งกนั มาก แต่อาจมีค่าการกระจาย แตกต่างกนั การพจิ ารณาเฉพาะค่าเฉลีย่ เพียงอย่างเดยี ว อาจทาให้ผู้วิจยั สรุปหรอื ตีความหมาย ข้อมูลไม่ตรงกบั ความเป็นจรงิ

ตวั อย่าง เดก็ ชายเอก และเดก็ ชายตอ่ ปาลกู ดอกไปยงั เป้า โดยปาคนละ 20 คร้งั เทา่ กนั โดยบนั ทึกคะแนนแสดงใน ตารางดงั น้ี คะแนน เด็กชายเอก (f) เด็กชายตอ่ (f) 10 1 คาถามคอื 92 ใครปาเปา้ ได้แมน่ ยากวา่ กนั 845 768 625 532 41 31 = 6.8 = 6.8

พสิ ยั (Range) พสิ ัย คอื คา่ ความแตกต่าง ตัวอยา่ ง ระหว่างค่าสงู สุด กับ คา่ ต่าสดุ คะแนนสอบของนักเรยี น 6 คน : 25 40 32 60 70 55 ของขอ้ มลู ชดุ หนงึ่ คะแนนสูงสดุ = 70 และคะแนนต่าสดุ = 25 พสิ ัย = 70 – 25 = 45 • พิสัยคานวณจากตวั เลขเพียง 2 ตัว ซึง่ ตวั เลขสองตัวนอี้ าจไม่เป็นตัว 1. ถ้าขอ้ มูลชดุ หนงึ่ มคี า่ เท่ากันหมด เช่น 6 6 6 6 6 จะได้พิสัย เทา่ กบั 6 – 6 = 0 (แปลว่า ข้อมูลชดุ น้ไี ม่มกี ารกระจาย) แทนที่ดีของข้อมลู ชดุ นนั้ • พสิ ยั จะมแี นวโน้มสูงถา้ ขอ้ มลู ชดุ น้นั มจี านวนมาก ดงั น้นั ในการวดั การ 2. ถา้ ขอ้ มลู ชดุ หนึ่งมีค่าแตกตา่ งกนั เชน่ 1 5 10 12 21 จะได้ พสิ ัยเทา่ กับ 21 – 1 = 20 (แปลว่า ข้อมูลชุดนี้มกี าร กระจายของขอ้ มูล 2 ชดุ ถ้าจานวนข้อมลู ไมเ่ ทา่ กันอาจใชเ้ ปรียบเทยี บ กระจายมาก) การกระจายของข้อมลู ไมไ่ ด้ 3. ถา้ ขอ้ มลู ชดุ หนึง่ มคี ่าแตกต่างกันมาก เช่น 0 20 70 90 • พสิ ัยเหมาะสาหรบั การวดั การกระจายของขอ้ มลู แบบคร่าว ๆ 100 จะไดพ้ สิ ัยเท่ากบั 100 – 0 = 100 (แปลว่า ข้อมูลชุด น้มี ีการกระจายมาก)

สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ค่าเฉลย่ี เปน็ ตัวแทนของขอ้ มูลทั้งชุด ความเบ่ยี งเบน มาตรฐานใช้วดั การกระจายของขอ้ มูลทง้ั ชุด โดยการ หาว่าคะแนนแตล่ ะตัวอยหู่ า่ งจากคา่ เฉลย่ี มากน้อย เท่าใด

2) สถิติเพือ่ ทดสอบความแตกตา่ ง และ การเปรียบเทยี บ The One-Shot Study X T2 • การทดสอบค่าเฉลยี่ ดว้ ยการ ทดสอบค่าที (one sample การอา่ นแบบประสมคา ทักษะการอา่ น t-test) วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั • เพื่อศกึ ษาทักษะการอา่ นทเ่ี รียนดว้ ยวธิ กี ารอา่ นแบบประสมคา • เพื่อศกึ ษาผลของการใชก้ ารสอนแบบรว่ มมือกนั ที่มตี อ่ ทักษะการทางานรว่ มกับผอู้ ื่น



ความสามารถในการอ่าน ค่าเฉลย่ี ส่วนเบย่ี งเบน t Sig. ประสมคา มาตรฐาน 18.4 1.14 4.70 .009

The one-group pretest-posttest design T1 X T2 • การวเิ คราะหข์ อ้ มลู รายบุคคล • การวเิ คราะห์ข้อมลู รายกลมุ่ ทดสอบการมี สอนดว้ ย ทดสอบการมี • การเปรียบเทยี บค่าเฉลี่ย วนิ ัยในตนเอง เกมการศึกษา วนิ ัยในตนเอง (t-test dependent) ก่อนสอน หลงั สอน วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั • เพือ่ เปรยี บเทยี บการมีวินัยในตนเองกอ่ นและหลังการสอนด้วยเกมการศึกษา • เพอื่ ศกึ ษาความกา้ วหน้าของนักเรยี นช้ัน...ดา้ นการมีวนิ ัยในตนเองหลงั การสอนโดยใช้เกมการศึกษา





N คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย S t Sig. กอ่ นเรยี น 6 40 14.50 1.51 25.58 .000 หลังเรียน 6 40 33.66 1.86 คะแนนเฉลย่ี ของความสามารถในการเขียนประโยค past simple tense ดว้ ยการเรยี นจากชดุ ฝกึ การเขยี น ก่อนเรยี นเท่ากบั 14.50 (M=14.50, S.D.=1.51) และหลงั เรยี นเท่ากบั 33.66 (M=33.66, S.D.=1.86) จาก การทดสอบความแตกตา่ งระหวา่ งคา่ เฉลย่ี หลังเรยี นกับกอ่ นเรยี นพบวา่ ไดค้ า่ t เทา่ กบั 25.58 คา่ Sig. เท่ากับ .000 ซง่ึ แสดงว่าความสามารถในการเขียนประโยค past simple tense หลังการเรยี นโดยใชช้ ุดฝกึ การเขียนสงู กวา่ กอ่ นเรยี น

สถติ ิสาหรับการวิจยั ในชน้ั เรยี น 1. การใช้ขอ้ มลู จากการสอบหลังการเรยี น (posttest) 1.1 การวเิ คราะห์ข้อมลู เป็นรายบุคคล 1.2 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นรายกลมุ่ 2. การใชข้ ้อมูลจากการสอบก่อนและหลงั การเรยี น (pretest-posttest) หรือ การหาความก้าวหนา้ ของผลการเรยี นรู้ 2.1 การวิเคราะหข์ อ้ มลู เปน็ รายบุคคล 2.2 การวเิ คราะห์ข้อมูลเปน็ รายกลมุ่ 2.3 การเปรียบเทยี บความแตกต่างของผลการเรยี นด้วยด้วยสถติ ิ t-test dependent 2.4 การเปรียบเทียบผลการเรียนรูโ้ ดยใช้แผนภมู ิ

การใชข้ ้อมลู จากการสอบหลงั เรยี น (posttest) 1.1 การวเิ คราะห์ข้อมูลเป็นรายบุคคล การวิเคราะห์ในกรณนี ใ้ี ช้เมือ่ กล่มุ เปา้ หมายในการศกึ ษา นกั เรียน คะแนน เกณฑ์ (คะแนน) มีจานวนน้อย เช่น ประมาณ 4-10 คน หรือเม่อื ครู 1 18 16 นักวจิ ยั ตอ้ งการประเมนิ ผลการใชน้ วัตกรรมเป็น 2 17 รายบุคคล โดยในการดาเนนิ การจะนาข้อมูลผลสัมฤทธิ์ 3 18 ทางการเรียนรูม้ าเปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์ที่กาหนดไว้ 4 19 5 20 ตวั อยา่ ง : นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 จานวน 5 คน อ่านประสมคาไม่ได้ ครูจึงจัดการสอนซอ่ มเสริมโดยใช้ ผลการศกึ ษาพบวา่ เม่อื เปรียบเทียบเกณฑก์ ารประเมินทกี่ าหนดไว้ แบบฝึกการอา่ น จากนน้ั ดาเนนิ การทดสอบการอา่ น ที่ 16 คะแนน นกั เรยี นทัง้ 5 คนมีคะแนนสงู กว่าเกณฑ์ แสดงว่า ประสมคา 20 ขอ้ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน โดย นกั เรียนที่ฝกึ อา่ นจากแบบฝกึ การอา่ นมีความสามารถในการอ่าน กาหนดเกณฑก์ ารประเมินไว้ท่ี 16 คะแนน ดงั นี้ ประสมคาไดต้ ามเกณฑ์

การใช้ขอ้ มูลจากการสอบหลงั เรยี น (posttest) การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเป็นรายกลุ่ม กรณที ่กี ลมุ่ เป้าหมายมจี านวนมากหรือทัง้ หอ้ งเรียน และครนู กั วิจยั มีความตอ้ งการท่จี ะวเิ คราะหข์ อ้ มูลเปน็ รายกลุ่ม การดาเนินการจะมี ขนั้ ตอนดังน้ี 1) หาคา่ เฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) กาหนดเกณฑก์ ารประเมนิ 3) เปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยกับเกณฑก์ ารประเมนิ

การใช้ข้อมลู จากการสอบก่อนและหลังเรยี น (pretest-posttest) การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นรายบุคคล นกั เรยี น คะแนนกอ่ น คะแนนหลงั คะแนน เรยี น เรียน ความก้าวหนา้ กรณนี จี้ ะใชก้ บั กลมุ่ เปา้ หมายที่มจี านวนไม่มาก หรือเมอื่ 1 (X1) (X2) ครูนกั วิจยั ตอ้ งการประเมินผลการเรียนรู้เปน็ รายบุคคล ใน 2 16 36 (X2 – X1) การดาเนนิ การจะใช้การเปรียบเทียบความก้าวหน้าของ 3 12 32 +20 ผลการเรยี นรูโ้ ดยพจิ ารณาจากคะแนนสอบก่อนและหลัง 4 14 32 +20 การเรียน 5 15 35 +18 . 16 32 +20 ตวั อย่าง : ผลการเปรยี บเทียบความสามารถในการเขยี น . . . +16 ประโยค past simple tense ของนักเรียนชั้น . . . . มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 จานวน 30 คน กอ่ นและหลงั การเรียน 28 . . . จากชดุ ฝกึ มดี ังน้ี 29 16 36 . 30 14 26 +20 คะแนนรวม 12 30 +12 396 920 +18 +524

การใช้ขอ้ มูลจากการสอบกอ่ นและหลังเรยี น (pretest-posttest) กรณที ี่ 1 : รายงานเฉพาะคะแนนความกา้ วหน้า โดยอาจบรรยายในลักษณะนคี้ ือ เม่ือพิจารณาคะแนนรายบคุ คลพบว่านักเรียน ไดค้ ะแนนความกา้ วหนา้ เพ่มิ ขึ้นทกุ คนตัง้ แต่ +12 ถงึ +21 คะแนน แสดงว่านกั เรียนทเี่ รยี นจากชดุ ฝึกการเขยี นมี ความสามารถในการเขียนประโยค past simple tense ไดส้ ูงข้นึ กรณีที่ 2 : รายงานโดยเทยี บคะแนนความก้าวหน้ากบั เกณฑ์ความกา้ วหนา้ ที่ร้อยละ 20 หรือ 25 แล้วนามาเทียบกับคะแนน ความก้าวหนา้

การใชข้ ้อมลู จากการสอบกอ่ นและหลังเรยี น (pretest-posttest) การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เปน็ รายกลุ่ม การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเป็นรายกลุ่มจะใช้เมอ่ื กลุ่มเป้าหมายในการศกึ ษามจี านวนมาก หรือครูนกั วิจยั ต้องการวิเคราะหแ์ บบรายกลุ่มเพอื่ ดู ภาพรวม โดยมีข้ันตอนการดาเนินการดงั นี้ 1) หาค่าเฉลีย่ ของคะแนนก่อนเรียน (X1) 2) หาค่าเฉลีย่ ของคะแนนหลังเรยี น (X2) 3) หาค่ารอ้ ยละความกา้ วหน้าจากสตู รดงั นี้ 4) เปรียบเทยี บค่าเฉลยี่ ความก้าวหนา้ กับรอ้ ยละความกา้ วหน้า

X การใช้ขอ้ มูลจากการสอบก่อนและหลงั เรียน (pretest-posttest) ตวั อยา่ ง : ผลการเปรียบเทยี บความสามารถในการ เขียนประโยค past simple tense ของนกั เรยี น ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 จานวน 30 คน ก่อนและหลัง การเรยี นจากชุดฝกึ มีดังนี้ จากขอ้ มูลตารางข้างตน้ พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรยี น เท่ากับ 13.20 คะแนนเฉลี่ยหลังเรยี นเท่ากับ 30.66 โดย มคี า่ รอ้ ยละความกา้ วหน้าเทา่ กับร้อยละ 43.65 ซ่ึงสงู กวา่ เกณฑ์ท่กี าหนดคือร้อยละ 25 แสดงวา่ นักเรยี นที่ เรียนจากชดุ ฝึกการเขยี นมีความสามารถในการเขียน ประโยค past simple tense สงู ข้ึน

การวิเคราะห์โดยใชแ้ ผนภมู ิ ในกรณีทคี่ รูนักวิจัยต้องการนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ตัวอยา่ ง : โดยใชแ้ ผนภมู เิ ปรียบเทยี บคะแนนสอบก่อนและหลงั เรยี น การเปรียบเทยี บคะแนนจากการทดสอบก่อนและหลังการใชแ้ บบ จากนวตั กรรม สามารถวเิ คราะหโ์ ดยการปรบั คะแนนดบิ ฝึกการอ่านของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 จานวน 4 คน เปน็ คะแนนรอ้ ยละ แล้วนาเสนอโดยใช้ตาราง กราฟ แผนภาพ หรอื แผนภมู ิ นกั เรยี น คะแนนก่อนการฝึก คะแนนหลงั การฝึก 20 คะแนน รอ้ ยละ 20 คะแนน ร้อยละ 1 2 8 40 19 95 3 5 25 17 85 4 12 15 75 4 20 14 70

การวเิ คราะหโ์ ดยใชแ้ ผนภมู ิ ตัวอย่าง : จากตารางขา้ งตน้ จะเหน็ วา่ นักเรนี ยมีพฒั นาการอ่านคาใน การเปรียบเทียบคะแนนจากการทดสอบก่อนและหลังการใช้แบบ แม่ ก กา ได้ดีข้ึนกวา่ เดมิ โดยจากเดมิ นักเรียนคนท่ี 1 ก่อน ฝึกการอ่านของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 จานวน 4 คน การใช้แบบฝกึ การอา่ นได้คะแนนร้อยละ 40 หลังการใช้แบบ ฝกึ ไดค้ ะแนนร้อยละ 95 นักเรยี นคนที่ 2 ก่อนการใช้แบบ ฝึกการอา่ นได้คะแนนร้อยละ 25 หลงั การใช้แบบฝึกได้ คะแนนร้อยละ 85 นกั เรยี นคนที่ 3 กอ่ นการใชแ้ บบฝึกการ อ่านไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 5 หลงั การใช้แบบฝึกได้คะแนนรอ้ ย ละ 75 และนักเรียนคนที่ 4 กอ่ นการใช้แบบฝึกการอ่านได้ คะแนนร้อยละ 20 หลังการใช้แบบฝกึ ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 70 แสดงวา่ การฝึกทักษะการอา่ นโดยใชแ้ บบฝกึ การอ่านช่วย นักเรยี นทั้ง 4 คนมีทักษะการอ่านคาในแม่ ก กา ดขี นึ้

การสรปุ และการอภิปรายผลการวจิ ยั การสรุปผลการวิจัย (Conclusion) การอภปิ รายผลการวจิ ัย (Discussion) • เขียนผลการวิจัยเป็นขอ้ ความสรปุ ยอ่ • นาประเดน็ ท่ีสาคัญของผลการวิจยั มาวพิ ากษ์ว่าการทไี่ ดผ้ ล เปน็ ขอ้ ๆ อย่างสอดคล้องกบั เช่นนีเ้ ปน็ เพราะอะไร และผลทไี่ ดส้ อดคล้องหรอื ขัดแย้งกบั แนวคิด ทฤษฎี หรอื งานวิจยั ในอดตี หรือไม่ อยา่ งไร วตั ถุประสงค์ของการวิจยั • ในกรณีท่ผี ลการวิจยั ไมส่ อดคลอ้ งกับสมมติฐาน ควรอภปิ ราย • กรณีทผี่ วู้ ิจยั ไดต้ ง้ั สมมติฐานกค็ วรที่ ผลโดยหาเหตุผลมาแสดงสาเหตุของการทไี่ ด้ผลการวจิ ยั เช่นนน้ั ซึง่ โดยทวั่ ไปควรมีการเขียนในเชิงวพิ ากษใ์ นเรือ่ งตัว จะระบวุ ่าผลการวิจัยสอดคล้อง แปรแทรกซอ้ น (Extraneous variable) หรอื ตวั แปร สอดแทรก (Intervening variable) หรือความคลาดเคลื่อน หรือไมส่ อดคล้องกบั วัตถุประสงคท์ ี่ จากการสุ่มตัวอยา่ ง หรอื เหตแุ ทรกซ้อนในขณะเกบ็ รวบรวม ขอ้ มูล ได้ต้ังไว้ • ใชภ้ าษาทีก่ ะทดั รัด เปน็ วิชาการ



งาน 15 การเลือกสถติ ิทใ่ี ช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู (10 คะแนน) ใหเ้ ขียนสถติ ทิ ใี่ ชส้ าหรบั การวิเคราะหข์ อ้ มูล โดยให้เขียนในหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี 1. ช่อื เร่อื งวจิ ัย 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3. ชอ่ื สถิตทิ ใ่ี ช้ 4. สูตรการคานวณ และรายละเอยี ดของการคานวณคา่ สถติ ิ การสง่ งาน ตง้ั ชื่อไฟล์ตามลาดบั ดงั นี้ : วชิ า_งาน15_กลุ่มเรียน_ชือ่ _เลขที่ ตัวอยา่ ง : วิจัยงาน15_คณิตศาสตรห์ ม1ู่ _วินยั _14.pdf

วิชา การวจิ ัยและพัฒนานวตั กรรมการเรียนรู้ (PC62508) ผู้สอน : ผศ.ทรงเกียรติ องิ คามระธร Email: [email protected] Phone: 0863198967 บทท่ี 10 การเขยี นรายงานการวิจยั • ความสาคญั สว่ นประกอบ และแนวทางการเขยี นรายงานการวิจยั • จรรยาบรรณนกั วจิ ัย

ผู้อ่านควรทราบอะไรเมอื่ อา่ นรายงานการวจิ ัย • ทาเรื่องอะไร • ปัญหาการวิจัยคืออะไร • ทาไมตอ้ งทาเรือ่ งน้ี • ทากบั ใคร ทีไ่ หน • ทาอยา่ งไร • ทาแล้วผลทไ่ี ดเ้ ป็นอยา่ งไร • ทาไมผลจงึ เปน็ เช่นนี้ • พบข้อสงั เกตหรือข้อเสนอแนะอะไรบ้าง • จะขยายผลอย่างไร

จุดม่งุ หมายสาคญั ของรายงานการวิจัย เพื่อสือ่ สารสิ่งทผ่ี ้วู ิจยั ทาใหผ้ อู้ า่ นงานวจิ ยั ไดร้ ู้ คดิ และเข้าใจสิง่ ทีผ่ ู้วิจยั ทา ลกั ษณะของรายงานการวจิ ัย • เป็นการบรรยายขอ้ เทจ็ จรงิ จากการศกึ ษาคน้ คว้า • เปน็ การนาความรู้ความจริงมานาเสนอเป็นข้อมลู เชงิ ประจักษ์ • ไม่ใชก่ ารเขยี นเรยี งความ

คุณค่าของรายงานการวิจัย • เป็นหลักฐานทางวิชาการท่ีน่าเชือ่ ถือ • สามารถอา้ งอิงและใชป้ ระโยชนด์ า้ นการวางแผน การดาเนนิ งานและการพัฒนา • เปน็ การเสนอผลงานทไ่ี ด้จากการศึกษาค้นคว้า • เปน็ แนวทางในการเรยี นรู้สาหรับผอู้ ่าน • ป้องกันการทาวจิ ัยซ้าซอ้ น • เป็นองค์ความรู้ทางวชิ าการ (ข้อสรุป ขอ้ คน้ พบทางวิชาการ) • ช่วยให้เกิดการคดิ อย่างเปน็ ระบบ

เทคนคิ การเขียนรายงานการวจิ ยั • ใช้สรรพนามแทนตวั เองวา่ ผูว้ จิ ยั หรือคณะผวู้ ิจยั • ใช้สรรพนามแทนผ้ใู หข้ ้อมลู วา่ กลุม่ ตัวอยา่ ง หรือผูใ้ หข้ ้อมูล • ใชป้ ระโยคท่เี ป็นอดีต (past tense) เน่อื งจากเปน็ การรายงาน สง่ิ ที่เกดิ ข้นึ แลว้ • เน้ือหาสาระในแตล่ ะหัวข้อ แต่ละบท แตกตา่ งกนั แต่สมั พนั ธ์กนั ในเชงิ เหตแุ ละผล • เขียนเสร็จแล้วควรอา่ น 2 – 3 รอบเพือ่ ขัดเกลาถ้อยคา • ยึดรูปแบบการเขยี นรายงานตามสถาบันการศกึ ษาหรอื หน่วยงาน ต้นสงั กดั หรือหน่วยงานทใ่ี หท้ นุ วจิ ัย

• ใชภ้ าษาวชิ าการ • เขียนอย่างกระชับ ชดั เจน • ใชส้ ัญลักษณใ์ ห้ถูกต้อง • จัดลาดับเนื้อหาสาระ • เนน้ ความถูกต้องตามหลกั วชิ า • ใชถ้ ้อยคาทีค่ งเสน้ คงวา • ตอบคาถาม/วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัยอย่างตรงประเดน็ • ไมบ่ ิดเบอื นข้อมูล ไม่สรุปโดยขาดหลกั ฐาน

การวางแผนการเขยี นรายงานการวิจยั • กาหนดแนวคิดสาคญั ในการเขยี น • กาหนดรายละเอียดในแตล่ ะบท • ศึกษารปู แบบการเขียนของหน่วยงาน สถาบันการศึกษา ต้นสงั กดั • วาง outline หวั ข้อใหญ่ หวั ขอ้ ย่อย • นาแผนการเขยี นปรกึ ษาผ้เู ชีย่ วชาญ หรืออาจารยท์ ี่ปรกึ ษา • เขียนตามแผนท่กี าหนด

สว่ นประกอบของรายงานการวจิ ัย รายงานการวิจยั มสี ว่ นประกอบ 3 สว่ น 1. ส่วนนา หรอื ส่วนประกอบตอนต้น (preliminary section) 2. ส่วนเนอ้ื หา หรอื ส่วนเน้ือเร่ือง (body of the report) 3. สว่ นอ้างอิง (reference section)

ส่วนนา • ปกนอก • ปกใน (แยกเป็นปกในชอื่ เรือ่ งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ) • บทคัดยอ่ (ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ – abstract) • กติ ติกรรมประกาศ • สารบัญ • สารบญั ตาราง • สารบัญภาพประกอบ

ส่วนเน้ือหา บทท่ี 1 บทนา • ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา • วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั • ขอ้ ตกลงเบื้องตน้ (optional) • คาถามการวิจยั (optional) • ข้อจากดั ของการวิจยั (optional) • สมมตฐิ านการวิจัย (optional) • นิยามศัพทเ์ ฉพาะ • ประโยชน์ของการวิจัย • นยิ ามปฏิบตั ิการ • ขอบเขตการวจิ ัย • กรอบความคดิ การวิจัย

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการวิจยั • ระเบียบวธิ ีดาเนนิ การวิจยั • ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง • เครอ่ื งมือในการวิจยั • การเก็บรวบรวมข้อมูล • การวิเคราะหข์ อ้ มลู

บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู บทท่ี 5 สรปุ ผลการวิจัย อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ • สรุปผลการวจิ ยั • อภิปรายผลการวจิ ัย • ขอ้ เสนอแนะ

ส่วนอา้ งอิง • บรรณานุกรม • ภาคผนวก (เครื่องมือที่ใช้ในการวจิ ยั รายช่ือผู้ทรงคุณวฒุ ิ การหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมอื หนังสืออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมลู ภาพประกอบ) • ประวตั ผิ ู้วิจยั

ปกนอก หรอื ปกหนา้ บอกชื่อเรอ่ื ง ชื่อผู้วิจัย ปีท่ีทาวิจยั เสร็จ หนว่ ยงาน หรือแหลง่ ทนุ บทคัดยอ่ บอกชอ่ื ผูว้ จิ ยั ชอ่ื เรื่อง วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง เครอ่ื งมอื วิธีดาเนินการวจิ ัย การวเิ คราะห์ขอ้ มูล และผลการวิจัย

สารบัญ • เขียนแยกหัวขอ้ ใหญ่และหวั ข้อย่อยที่สาคญั พร้อมทั้งระบุเลขหน้า • สารบัญตาราง เขยี นรายการตารางโดยระบุเลขที่ตาราง ช่ือตารางและเลขหน้า • สารบญั ภาพประกอบ เขียนรายการภาพประกอบ แผนภมู ิ ระบเุ ลขที่ ช่ือและเลขหน้า

ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา บอกวา่ ปญั หาการวจิ ยั คืออะไร สาเหตุของปัญหา เหตผุ ลทที่ าวจิ ยั เรอื่ งน้ี ความสาคัญ (ทาแลว้ เกดิ ประโยชน์อะไร และใครไดร้ บั ประโยชน)์ วตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย บอกว่าผวู้ ิจยั จะทาอะไรในการศึกษาปญั หาขา้ งต้น มกั ขึน้ ต้นดว้ ยคาวา่ “เพ่อื ...” โดยเขียนแยกเปน็ รายข้อ สมมตฐิ านการวจิ ยั เป็นข้อความท่ีคาดคะเนคาตอบของปัญหาการวจิ ยั ขา้ งต้นไวล้ ่วงหนา้ โดยเขยี นในลักษณะของความสัมพันธ์ของตัวแปรท่ีสามารถทดสอบได้

ขอบเขตการวจิ ยั บอกว่าจะศกึ ษากว้างหรอื แคบอยา่ งไร ในประเดน็ ของประชากร กลุม่ ตวั อยา่ ง ตวั แปร และระยะเวลาในการศกึ ษา นยิ ามศพั ท์ โดยมากมกั นยิ ามตัวแปร ประชากร คุณลักษณะหรอื รายละเอียด ของตัวแปร เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง เขียนแนวคิด ทฤษฎี หลกั การ และงานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ งในลักษณะ ของการสงั เคราะหค์ วามคิด

ระเบยี บวิธีดาเนินการวิจัย บอกว่าผ้วู ิจัยใชร้ ะเบียบวธิ ใี ด หรอื เป็นงานวจิ ยั ประเภทใด ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง บอกว่าศึกษากับใคร ทีไ่ หน จานวนเท่าไร มปี ระชากรและ กล่มุ ตวั อยา่ งเทา่ ไร การส่มุ ตัวอยา่ งดาเนนิ การอยา่ งไร เคร่ืองมอื ในการวจิ ยั เป็นการบอกเคร่ืองมือการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ลกั ษณะของเครื่องมอื ขน้ั ตอนการสร้างและหาคณุ ภาพของเครื่องมือ

การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล บอกวิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ระยะเวลา สถานทีเ่ ก็บรวบรวมข้อมลู การวิเคราะหข์ อ้ มูล บอกสถติ ทิ ใี่ ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล วิธกี ารและขนั้ ตอนการดาเนินการ จัดกระทากับขอ้ มูล

ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล • เป็นการตอบวัตถปุ ระสงค์การวจิ ยั • ในการวิจัยเชิงปริมาณนยิ มใช้การนาเสนอตาราง กราฟ แผนภมู ิ ควบคู่กับการอธบิ ายตัวเลขสาคญั เพือ่ ตอบวตั ถปุ ระสงค์ • ไม่ตีความ ขยายความหรอื ใส่ความคดิ เห็นของผวู้ ิจยั

บรรณานุกรม • รูปแบบการเขียนมีความหลากหลาย ควรยดึ ตามแบบของสถาบัน หรอื หนว่ ยงานทสี่ งั กัด • ใชร้ ะบบใดขอใหม้ ีความคงท่ี ภาคผนวก • เป็นส่วนท่ไี ม่ใชเ่ นอื้ หาหลกั แตม่ คี วามสมั พนั ธก์ ับเนือ้ หา • มคี วามสาคญั ท่ไี มส่ ามารถตัดทง้ิ ได้ เพราะเสริมความเข้าใจ ของผอู้ ่าน

จรรยาบรรณนักวจิ ัย หลักเกณฑค์ วามประพฤติปฏิบัติของนกั วิจยั ทัว่ ไป เพอื่ ใหก้ ารดาเนินการวิจัยตง้ั อยบู่ นพื้นฐานของจรยิ ธรรม และหลักวชิ าทเ่ี หมาะสม

บายเมน (Bryman 2001) • การไมท่ าใหก้ ลมุ่ ตวั อย่างได้รบั อันตราย • การได้รบั การยินยอมจากกลุ่มตวั อยา่ ง (informal consent) • การไมร่ กุ รานความเปน็ ส่วนตวั • การไมห่ ลอกให้กลุ่มตวั อยา่ งใหข้ อ้ มลู (ปดิ บัง บงั คับ ขม่ ขู่)

ปัญหาทพี่ บบ่อยในการวิจัย • การนาผลงานของผูอ้ ่ืนมาเป็นผลงานของตน • เปล่ียนเอกสารบางสว่ น • นาผลงานผูอ้ ื่นมาตพี มิ พ์ • ใชผ้ ลงานของผู้อ่ืนโดยไม่อ้างอิง • การแอบเกบ็ ข้อมูลและนามาเปดิ เผยภายหลงั • การรายงานผลการวิจยั เทจ็ • การแก้ผลการวิจยั ใหม้ นี ัยสาคัญทางสถติ ิ • การแกผ้ ลการใหว้ ิจัยให้สอดคลอ้ งกับสมมตฐิ าน • การใหผ้ ู้อนื่ ทาวิจยั (บงั คบั หรอื จา้ งทา)

คณะกรรมการวิจยั แห่งชาติ กาหนดจรรยาบรรณ 9 ขอ้ 1. ซอ่ื สัตยแ์ ละมคี ณุ ธรรมในงานวิขาการ 2. ตระหนกั ถึงพันธกรณีในการทางานวจิ ยั 3. มีความร้ใู นสาขาวชิ าทีท่ าวิจัย 4. มีความรับผิดชอบตอ่ สิ่งทศ่ี ึกษา 5. เคารพศกั ด์ิศรแี ละสิทธิของมนษุ ย์ที่ใชใ้ นการศึกษา 6. มีอสิ ระทางความคิด ปราศจากอคติ 7. ใชผ้ ลการวจิ ยั เพือ่ ประโยชน์ของสงั คม 8. เคารพความคดิ เห็นทางวิชาการของผ้อู ื่น 9. มีความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม