Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ 1 1_2564

แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ 1 1_2564

Published by Tanapat Issarangkul Na Ayutthaya, 2021-05-08 03:32:50

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์ 1 1_2564

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 164 ขน้ั สรปุ ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. ครูอภิปรายองค์ความรู้จากการทำกิจกรรมว่า การหาขนาดและแรงลัพธ์สองแรงสามารถหาได้กี่กรณี อะไรบา้ ง 2. ครูช่วยอธิบายสรปุ เพื่อให้นกั เรยี นเข้าใจดังนี้ • แรง (Force) คือ สิ่งที่กระทำต่อวัตถุในรปู ของการพยายามดงึ หรือดัน ที่จะทำให้วัตถุนั้นเคล่อื นท่ี และเมื่อแรงมากระทำต่อวตั ถุ วัตถุอาจจะเคลื่อนทีห่ รือไมก่ ็ได้ ทั้งนี้ เพราะอาจมแี รงอื่นกระทำตอ่ วัตถุด้วย เช่น ถ้าวัตถุวางอยู่บนพื้น แรงเสียดทานระหว่างพื้นกับวัตถุกจ็ ะกระทำตอ่ วัตถุด้วย หาก แรงที่กระทำตอ่ วัตถไุ มม่ ากพอทีจ่ ะเอาชนะแรงเสยี ดทาน วัตถุก็จะไม่เคลอื่ นท่ี (ซงึ่ แรงเสียดทานเรา จะเรียนให้หัวข้อตอ่ ไป) • แรงลัพธ์ คือ ผลรวมของแรงหลาย ๆ แรงที่กระทำต่อวัตถุนั้น และการรวมแรงเป็นการหาค่าแรง ลัพธ์ ทำได้โดยวธิ ีการวาดรปู และวธิ ีการคำนวณ ใชห้ าแรงลพั ธข์ องแรงยอ่ ยทีม่ ี 2 แรง 2. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนือ้ หาเรื่อง แรงและแรงลัพธ์ ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เขา้ ใจและให้ความรู้ เพิม่ เติมในสว่ นนัน้ 3. ครูให้นักเรียนรว่ มกนั ทำใบงานที่ 3.1 เร่อื ง แรงและแรงลัพธ์ 4. ครูมอบหมายใหน้ ักเรียนแต่ละคนทำแบบฝึกหัดจาก Unit Question 3 ข้อ 18 ในหนังสือเรียนหน้า 141 เปน็ การบา้ น ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครตู รวจสอบผลการทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. ครสู ังเกตการตอบคำถามของนกั เรยี น 3. ครตู รวจสอบผลจากใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง แรงและแรงลพั ธ์ 4. ครูตรวจการทำแบบฝกึ หัดจาก Unit Question 3 5. ครตู รวจแบบฝกึ หดั ท่ี 1.1 – 1.2 เร่ือง แรงและแรงลัพธ์ 6. ครตู รวจสอบผลการใบกิจกรรม เรือ่ ง การหาขนาดและทศิ ทางของแรงลพั ธ์ จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อศิ รางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าฟิสกิ ส์ 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 165 7. การวดั และประเมนิ ผล รายการวัด วิธวี ัด เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ 7.1 การประเมินกอ่ นเรียน ตรวจแบบทดสอบ แบบทดสอบก่อนเรียน ประเมินตามสภาพจรงิ - แบบทดสอบกอ่ น กอ่ นเรียน เรยี น หนว่ ยการ เรยี นรู้ที่ 3 เรื่อง แรงและกฎการ เคลอ่ื นที่ 7.2 การประเมนิ ระหว่าง การจดั กิจกรรม 1) แรงและแรงลัพธ์ - ตรวจใบงานท่ี 3.1 - ใบงานท่ี 3.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 2) การนำเสนอ - ประเมินการนำเสนอ - ผลงานที่นำเสนอ ระดับคณุ ภาพ 2 ผลงาน ผลงาน ผา่ นเกณฑ์ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม 3) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤตกิ รรม การทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์ 4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2 ทำงานกลุ่ม การทำงานกลุ่ม การทำงานกลมุ่ ผ่านเกณฑ์ 5) คุณลกั ษณะ - สังเกตความมีวินยั - แบบประเมิน ระดับคุณภาพ 2 อนั พึงประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ ม่ัน คณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์ ในการทำงาน อันพงึ ประสงค์ 8. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 8.1 สอื่ การเรียนรู้ 1) หนังสือเรียน รายวิชาเพ่มิ เติม ฟสิ ิกส์ ม.4 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 แรงและกฎการเคล่อื นท่ี 2) ใบงานที่ 3.1 เรอื่ ง แรงและแรงลัพธ์ 3) ชดุ การทดลอง เรอื่ ง การหาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธ์ 4) PowerPoint เรอื่ ง แรงและกฎการเคล่ือนท่ี 8.2 แหลง่ การเรยี นรู้ 1) ห้องเรยี น 2) หอ้ งสมุด 3) แหล่งข้อมลู สารสนเทศ จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวัดเชียงใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 166 9. การบูรณาการตามจุดเน้นของโรงเรยี น : ความหลากหลายทางชวี ภาพ หลักปรัชญา ครู ผเู้ รยี น ของเศรษฐกิจพอเพียง 1. ความพอประมาณ พอดดี ้านเทคโนโลยี พอดีดา้ นจิตใจ 2. ความมเี หตุผล รู้จักใช้เทคโนโลยีมาผลิตส่อื ที่ มจี ติ สำนึกท่ีดี จติ สาธารณะรว่ ม 3. มภี มู ิคมุ กนั ในตวั ทดี่ ี เหมาะสมและสอดคลอ้ งเนอื้ หาเปน็ อนรุ ักษ์ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ 4. เง่อื นไขความรู้ ประโยชนต์ ่อผู้เรียนและพัฒนาจากภูมิ สง่ิ แวดลอ้ ม ปญั ญาของผู้เรียน - ยดึ ถอื การประกอบอาชพี ดว้ ยความ ไม่หยดุ นิง่ ทหี่ าหนทางในชวี ติ หลุดพน้ ถกู ต้อง สจุ ริต จากความทุกข์ยาก (การคน้ หาคำตอบ เพอ่ื ใหห้ ลดุ พน้ จากความไม่ร้)ู ภูมิปญั ญา : มคี วามรู้ รอบคอบ และ ภูมิปัญญา : มีความรู้ รอบคอบ ระมดั ระวงั รับผิดชอบ ระมดั ระวัง สรา้ งสรรค์ ความรอบรู้ เรอื่ ง แรงและแรงลัพธ์ ความรอบรู้ เรือ่ ง แรงและแรงลพั ธ์ ท่เี กีย่ วขอ้ งรอบดา้ น นำความรู้มา สามารถนำความรเู้ หลา่ นนั้ มาพจิ ารณา เชอื่ มโยงประกอบการวางแผน การ ให้เกิดความเช่อื มโยง สามารถ ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรยี นร้ใู หก้ ับ ประยกุ ต์ ผ้เู รยี น ใช้ในชีวิตประจำวนั ได้ 5. เงือ่ นไขคุณธรรม มคี วามตระหนักใน คณุ ธรรม มี มีความตระหนักใน คณุ ธรรม มคี วาม ซือ่ สัตย์สุจรติ และมคี วามอดทน มี ความซื่อสัตยส์ ุจริตและมีความอดทน ความเพยี ร ใช้สตปิ ัญญาในการดำเนนิ ชวี ติ มีความเพียร ใช้สตปิ ญั ญาในการ ผ้เู รยี น ดำเนนิ ชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ - สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น ครู ในโรงเรยี น (ตามจุดท่ไี ด้รับมอบหมาย) ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ผู้เรยี น ความหลากหลายทางชีวภาพ - ความหลากหลายทางชีวภาพ - สำรวจความหลากหลายทาง - สืบค้นข้อมูลการอนุรักษค์ วาม หลากหลายทางชวี ภาพ (ตามหัวข้อท่ี ชีวภาพในโรงเรยี น (กำหนดจดุ ให้ ได้มอบหมาย) ผเู้ รียนสำรวจ) สงิ่ แวดล้อม ครู ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ - การอนรุ ักษ์ความหลากหลาย - การอนรุ ักษ์ความหลากหลายทาง ทางชีวภาพ ชีวภาพ (กำหนดหวั ขอ้ ให้ผู้เรยี น สืบคน้ ) จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 167 10. ความเห็น/ขอ้ เสนอแนะ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรอื ผทู้ ี่ไดร้ ับมอบหมาย 10.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………. (นางสาวณัฐธนัญา บุญถึง) ………./……………./…………. 10.2 รองผ้อู ำนวยการฝ่ายบรหิ ารวิชาการ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายวเิ ศษ ฟองตา) ………./……………./…………. 10.3 ผูอ้ ำนวยการสถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายอดิศร แดงเรือน) ………./……………./…………. จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4 168 11. บันทกึ ผลหลงั การสอน  ดา้ นความรู้  ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน  ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์  ด้านความสามารถทางวทิ ยาศาสตร์  ดา้ นอื่น ๆ (พฤติกรรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนักเรยี นเป็นรายบคุ คล (ถ้าม)ี )  ปญั หา/อปุ สรรค  แนวทางการแก้ไข ลงชอ่ื .........................................................ผู้สอน (นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยุธยา) ตำแหน่ง ครู จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 169 ใบงานที่ 3.1 เรื่อง แรงและแรงลพั ธ์ คำช้แี จง : ให้นกั เรยี นตอบคำถามตอ่ ไปนี้และแสดงวิธีทำให้ถูกตอ้ ง 1. แรงมีความหมายวา่ อย่างไร 2. จงหาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธ์ (⃑R) ของแรงย่อยทม่ี ีขนาดและทิศทางตามรูป โดยการคำนวณ จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 170 ใบงานที่ 3.1 เรื่อง แรงและแรงลพั ธ์ คำชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ีและแสดงวธิ ที ำใหถ้ ูกต้อง 3. จงหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ของแรงตา่ ง ๆ ท่มี ากระทำร่วมกันโดยมีขนาดและทิศทางตามรูป จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อศิ รางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4 171 ใบงานที่ 3.1 เฉลย เรอื่ ง แรงและแรงลัพธ์ คำชแ้ี จง : ใหเ้ ตมิ ขอ้ ความหรือความหมายของคำตอ่ ไปน้ีให้สมบูรณ์ 1. แรงมีความหมายวา่ อย่างไร แรง (force) หมายถึง สิ่งที่สามารถทำให้วัตถุที่อยู่นิ่งเคลื่อนที่หรือทำให้วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่มีความเร็ว เพิ่มขึ้นหรือช้าลง หรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุได้ แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ทีต่ ้องบอกทั้งขนาดและ ทิศทาง ดงั นั้นการหาผลของแรงลัพธ์ทก่ี ระทำต่อวัตถจุ ากการรวมกันระหว่างแรงย่อย 2 แรงขน้ึ ไป 2. จงหาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธ์ (⃑R) ของแรงยอ่ ยทม่ี ีขนาดและทิศทางตามรูป โดยการคำนวณ จากสมการ ⃑R = √F12 + F22 + 2F1F2 cos θ F1 = 900 N F2 = 400 N θ = 60° R⃑ = √(900)2 + (400)2 + (2)(400)(900) cos 60 = √1330000 = 1153.25 N จากสมการ tan α = F1 sin θ F2+F1 cos θ tan α = 400 sin 60 900+400 cos 60 α = 17.48° ดงั นัน้ แรงลัพธ์มีขนาด 1153.25 N มีทิศทามุมกับแนวนอน 17.48° จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 1 ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 172 ใบงานที่ 3.1 เฉลย เรื่อง แรงและแรงลพั ธ์ คำชแี้ จง : ใหเ้ ตมิ ข้อความหรือความหมายของคำต่อไปนี้ให้สมบรู ณ์ 3. จงหาขนาดและทิศทางของแรงลพั ธ์ ของแรงต่าง ๆ ที่มากระทำรว่ มกันโดยมีขนาดและทศิ ทางตามรูป แยกแรง 400 N ไปตามแกน X = 400 cos 45° แยกแรง 400 N ไปตามแกน Y = 400 sin 45° แยกแรง 900 N ไปตามแกน X = 900 cos 60° แยกแรง 900 N ไปตามแกน Y = 900 sin 60° รวมแรงตามแกน x, ∑Fx = 900 cos 60° – 400 cos 45° รวมแรงตามแกน X; ∑Fx = 900 cos 60° – 400 cos 45° ∑Fx = 167.15 N รวมแรงตามแกน Y; ∑Fy = 900 sin 60° – 400 sin 45° ∑Fy = 1062.2 N R = √(∑ Fx)2 + (∑ Fy)2 = √(167)2 + (1062)2 R = 1,075 N หาทศิ ทางของแรงลัพธ์ จากสมการ tan α = ∑ Fy ∑ Fx = 1062 167 = 6.36 tan α = 81.05° ดังนน้ั แรงลัพธม์ ีขนาด 1075 นวิ ตนั มที ศิ ทามุมกับแกน X 81.05° จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าฟิสิกส์ 1 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 4 173 แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1/2564 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา ฟิสกิ ส์ 1 (ว31201) หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 3 แรงและกฎการเคลื่อนท่ี เร่ือง กฎการเคลื่อนทีข่ องนวิ ตัน จำนวนเวลาท่สี อน 8 ช่วั โมง ครูผู้สอน นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา 1. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด (ความเข้าใจทีค่ งทน) มวล (mass) เป็นสมบัติประจำตัวของวัตถุอย่างหนึ่งโดยเป็นสมบัติทางความเฉื่อย (inertia) ตอการ เปลย่ี นแปลงการเคลื่อนทขี่ องวัตถุ โดยทม่ี วลเปน็ ปรมิ าณสเกลาร ในระบบเอสไอมหี น่วยเปน็ กิโลกรมั (kg) กฎข้อที่หนึ่งของนิวตัน หรือกฎแห่งความเฉื่อย กล่าวว่า \"วัตถุทุกชนิดจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงท่ี นอกจากมีแรงมากระทำตอ่ วัตถ\"ุ กฎข้อที่สองของนิวตัน กล่าวว่า \"ความเร่งของของวัตถุจะแปลผันตรงกับแรงสุทธิท่ีกระทำต่อวัตถุ และ แปรผกผันกับมวลของวตั ถุ\" ทิศของความเร่งจะมีทิศเดียวกับแรงสุทธิที่กระทำบนวตั ถุ สามารถเขียนอยู่ในรปู ของสมการทางคณิตศาสตร์ได้ดงั นี้ n ∑ F⃑ i = m⃑a i=0 กฎขอ้ ทีส่ ามของนวิ ตนั - กฎของแรงกิริยาและแรงปฏิกริ ยิ า กลา่ ววา่ \"เมื่อวัตถุชิน้ หนึ่งออกแรง (แรงกิริยา , action) กระทำต่อวตั ถุอีกชิ้นหนึง่ วัตถุอันหลังจะออกแรงด้วยขนาดที่เท่ากันแต่ทศิ ตรงกนั ข้าม (แรงปฏิกิริยา - reaction) กบั แรงทเี่ กดิ จากวัตถอุ นั แรก\" 2. ผลการเรียนรู้ 5. เขียนแผนภาพของแรงทีก่ ระทำต่อวัตถุอิสระ ทดลองและอธบิ ายกฎการเคลือ่ นท่ขี องนิวตนั และการใช้กฎ การเคลอื่ นทข่ี องนิวตนั กบั สภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ รวมทัง้ คำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกีย่ วขอ้ งได้ 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 3.1 ดา้ นความรู้ (Knowledge) 1) สามารถบอกความหมายของมวลและกฎการเคลอื่ นท่ีของนวิ ตนั ท้ังสามข้อได้ 3.2 ดา้ นทักษะและกระบวนการ (Skill/Process) 2) มีทักษะการคำนวณหากฎการเคลื่อนที่ของนวิ ตันได้ถูกตอ้ ง 3.3 ดา้ นเจตคติ (Attitude) 3) เพ่ือให้มีเจตคตติ อ่ วิชาฟิสกิ ส์ ในดา้ นคุณภาพการสอน ดา้ นเน้ือหา ด้านกจิ กรรมการเรียนรู้ และด้าน บรรยากาศการเรยี นรู้ 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 เนือ้ หาสาระหลกั : Knowledge (ผูเ้ รียนตอ้ งรู้อะไร) - สมบัติของวตั ถุทตี่ ้านการเปลีย่ นสภาพการเคลื่อนที่ เรยี กว่า ความเฉือ่ ย มวลเป็นปริมาณท่ีบอกให้ ทราบวา่ วัตถุใดมคี วามเฉือ่ ยมากหรอื น้อย - การหาแรงลัพธท์ ีก่ ระทำตอ่ วตั ถสุ ามารถเขียนเป็นแผนภาพของแรงทกี่ ระทำตอ่ วัตถอุ สิ ระได้ จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 174 - กรณีที่ไมม่ ีแรงภายนอกมากระทำ วัตถจุ ะไม่เปล่ียนสภาพการเคลอื่ นท่ซี ง่ึ เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ ข้อที่หน่ึงของนวิ ตัน - กรณีที่มีแรงภายนอกมากระทำโดยแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ ไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะมีความเร่ง โดย ความเร่งมีทิศทางเดียวกับแรงลัพธ์ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงลัพธ์ มวลและความเร่ง เขียนแทนได้ด้วย สมการ n ∑ F⃑ i = m⃑a i=0 ตามกฎการเคลื่อนทข่ี ้อทห่ี นงึ่ ของนิวตนั - เมือ่ วัตถสุ องกอ้ นออกแรงกระทำต่อกนั แรงระหวา่ งวตั ถุทง้ั สองจะมีขนาดเทา่ กัน แต่มีทศิ ทางตรงข้าม และกระทำตอ่ วตั ถุคนละก้อน เรียกว่า แรงคู่กิริยา-ปฏกิ ิริยา ซง่ึ เป็นไปตามกฎการเคลือ่ นท่ีข้อท่ีสามของนิว ตัน และเกิดขน้ึ ได้ท้ังกรณีที่วัตถุท้ังสองสัมผสั กนั หรือไมส่ ัมผสั กันก็ได้ 4.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process (ผูเ้ รียนสามารถปฏิบัติอะไรได้) - ทกั ษะการวิเคราะห์ - ทกั ษะการสงั เกต - ทกั ษะการสอื่ สาร - ทักษะการทำงานร่วมกัน - ทกั ษะการนำความรไู้ ปใช้ 4.3 คณุ ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ : Attitude (ผเู้ รียนควรแสดงพฤติกรรมการเรยี นอะไรบา้ ง) - มีวนิ ัย - ใฝ่เรียนรู้ - ม่งุ ม่ันในการทำงาน - มคี วามซอื่ สตั ย์ 5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี นและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มวี นิ ยั 2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรียนรู้ 1) ทกั ษะการวเิ คราะห์ 3. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน 2) ทักษะการสงั เกต 4. มคี วามซื่อสัตย์ 3) ทกั ษะการส่อื สาร 4) ทักษะการทำงานร่วมกนั 5) ทักษะการนำความรไู้ ปใช้ 3. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 175 6. กิจกรรมการเรียนรู้  แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model) ชัว่ โมงท่ี 1 ขน้ั นำ กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั ทบทวนความรูเ้ ดมิ เกย่ี วกบั แรง เพ่อื เป็นความรพู้ ื้นฐานนำไปสู่การศกึ ษา เรือ่ ง มวล 2. จากคำถาม Prior Knowledge มวลมีผลต่อการเคลื่อนทหี่ รอื ไม่ อย่างไร (แนวตอบ วัตถุใดที่มีมวลมาก จะต้านการเปลีย่ นสภาพการเคลือ่ นที่มาก ในทางกลับกัน วัตถุใดมี มวลน้อยจะต้านการเปลย่ี นสภาพการเคลือ่ นทน่ี ้อย) 3. ครเู ปดิ ประเด็นและนำอภิปรายโดยคำถามที่เชื่อมโยงสู่ชวี ิตประจำวนั ว่า ระหว่างรถยนต์กบั รถบรรทุก ถ้า เคลื่อนท่ีด้วยความเร็วคงตวั เท่ากัน เมื่อเบรกอย่างกะทนั หันรถคนั ไหนสามารถหยุดน่ิงไดก้ ่อน เพราะเหตุ ใด (รถยนต์ เพราะวา่ รถยนตม์ ีมวลน้อย ยอ่ มมีความเฉอื่ ยนอ้ ยกวา่ ) 4. ครูให้นักเรียนจับคู่ทดลอง โดยการนำไม้บรรทัดมาดีดให้เคลื่อนทีก่ ลับไปกลับมา แล้วช่วยกันสังเกตการ เคล่ือนทขี่ องไมบ้ รรทดั จากนน้ั นำดนิ น้ำมนั มาติดไว้ท่ีปลายไมบ้ รรทดั แล้วดดี ไม้บรรทดั เหมือนเดมิ อกี ครั้ง สังเกตการเคลื่อนที่ของไม้บรรทัด แล้วให้นักเรียนทุกคนช่วยกันตอบคำถามโดยใช้คำถามว่า จากการ ทดลองทั้ง 2 กรณี การเคลื่อนทตี่ ่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร (เคล่ือนทีต่ ่างกัน ไม้บรรทดั ทไี่ ม่มีมวลดินน้ำมันติด จะเคลื่อนที่ครบวงรอบโดยใช้เวลาในการเคลื่อนที่กลับไปกลับมาแล้วจึงหยุด ส่วนไม้บรรทัดที่มีมวลดิน นำ้ มนั ตดิ อยู่ จะเคลอ่ื นท่ีใชเ้ วลานานกว่าไม้บรรทัดท่ีไมม่ มี วลดนิ น้ำมันติดอยูจ่ ึงจะหยุดนิ่ง 5. ครูถามนักเรียนต่อไปว่า เพราะเหตุใด ไม้บรรทัดที่มีมวลดินน้ำมันติดอยู่ ให้เวลาเคลื่อนที่นานกว่าจึงจะ หยุดน่ิง (เปน็ เพราะมมี วลเขา้ มาเกี่ยวขอ้ ง ถ้ามีมวลมากความเฉื่อยก็จะมาก จึงทำให้ไมบ้ รรทดั ที่มีมวลของ ดินน้ำมันติดอยู่ จงึ ใชเ้ วลานานกว่าไม้บรรทดั เปล่าจึงจะหยุดเคล่ือนท)ี่ 6. ครูชี้ให้นักเรียนเห็นว่า การเคลื่อนท่ีมีความเฉื่อยมาเกี่ยวข้อง แล้วถามนักเรียนว่า ความเฉื่อย คืออะไร (ความเฉอ่ื ย คอื สมบตั ิของวตั ถุท่ีพยายามรักษาสภาพการเคล่อื นท่ี ดังน้นั การทวี่ ัตถุมีมวลมาก ๆ วัตถุน้ัน จะมีความเฉื่อยมาก การเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ทำได้ยากกว่าวัตถุที่มีมวลน้อย หรือวัตถุมีมวลมากมี ความเฉื่อยมากทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ยาก ต้องใช้แรงมาก วัตถุที่มีมวลน้อยมีความเฉื่อยน้อยทำให้วัตถุ เคลอ่ื นทง่ี ่าย ใช้แรงน้อย) 7. นักเรยี นช่วยกันตอบคำถาม แสดงความคดิ เห็นตามความรู้และประสบการณ์ของนกั เรียน โดยครยู ังไมเ่ น้น คำตอบทีถ่ ูกต้อง ครูและนักเรยี นอภปิ รายสรปุ รว่ มกนั ชวั่ โมงที่ 2 ขน้ั สอน สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูถามคำถาม Prior Knowledge เพ่อื นำไปสกู่ ารศึกษา เรื่อง กฎการเคลือ่ นท่ีของนวิ ตนั ว่า ถา้ นักเรียน ออกแรงเข็นรถ แต่รถไมเ่ คลอื่ นท่ี นกั เรียนคิดว่าเปน็ เพราะเหตใุ ด จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 176 (แนวตอบ วัตถุคงสภาพอยู่นิ่ง หรือสภาพการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว ซึ่งเป็นไปตามกฎการ เคลอื่ นท่ีข้อทหี่ น่งึ ของนวิ ตนั ) 2. ครใู ห้นกั เรยี นแบ่งเปน็ กลุ่ม กลมุ่ ละ 4-5 คน ให้สมาชิกในกลุ่มเลอื กหัวหน้ากลุ่มเพ่ือประสานงานกลุ่มและ มอบหมายหน้าที่ให้สมาชิกในกลุ่มตามความสามารถ (พอประมาณ) ไปสืบค้นข้อมูลหรือกิจกรรมท่ี เก่ยี วข้องกบั กฎการเคลอื่ นท่ขี อ้ ที่หน่ึงของนิวตนั จากแหล่งเรียนร้ตู า่ ง ๆ เพอื่ นำมาจัดป้ายนเิ ทศ 3. นักเรียนนำข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสบื คน้ มาวเิ คราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาเพอ่ื ใช้สำหรบั การนำเสนอโดย แลกเปลี่ยนความคดิ เห็นกนั ภายในกลุม่ (หมายเหตุ : ครูเร่มิ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแ้ บบสังเกตการณ์ทำงานกลมุ่ ) 4. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกนั คิดวเิ คราะห์ ค้นหาวธิ กี าร การจัดปา้ ยนิเทศเร่อื ง กฎการเคลือ่ นท่ีข้อท่ีหน่ึงของ นิวตัน เพื่อนำเสนอประกอบการรายงานหน้าชั้นเรียน โดยนักเรียนทุกคนต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือวัสดุ เหลอื ใช้ (เชน่ หนังสอื พิมพ์) ท่มี ใี นโรงเรยี นเทา่ นนั้ สำหรบั ตกแตง่ ป้ายนเิ ทศสำหรับใชน้ ำเสนอ ช่ัวโมงที่ 3 ขน้ั สอน อธบิ ายความรู้ (Explain) 5. ครูให้นักเรียนแต่กลุม่ ส่งตัวแทน 2 คน แต่ละกลุ่มนำเสนอหนา้ ชั้นเรียน พร้อมป้ายนิเทศของกลุ่มตนเอง โดยครแู ละนกั เรียนกล่มุ อืน่ ๆ ช่วยกนั ประเมนิ การอภปิ รายและการนำเสนอ ขน้ั สรปุ ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. หลกั จากที่ทุกคนนำเสนอหน้าชั้นเรยี นครบแล้ว ครนู ำนักเรยี นอภปิ รายสรุปเก่ียวกบั กฎการเคล่ือนทีข่ ้อท่ี หนง่ึ ของนวิ ตัน ดงั นี้ กฎการเคล่อื นทข่ี อ้ ทีห่ นง่ึ ของนวิ ตัน หรืออาจเรยี กว่า กฎแหง่ ความเฉอื่ ย (inertia law) กล่าววา่ “วตั ถจุ ะคงสภาพอยูน่ งิ่ หรอื สภาพเคลือ่ นท่ีด้วยความเร็วคงตัวในแนวตรง นอกจากจะมีแรงลพั ธซ์ ง่ึ มีค่าไม่ เปน็ ศูนย์มากระทำ” หรือสรปุ เป็นสมการ ∑F = 0 2. ครนู ำสอ่ื power point เร่อื ง กฎการเคลื่อนท่ีข้อที่หนึ่งของนวิ ตนั ใหน้ กั เรียนศึกษา พรอ้ มทัง้ อภปิ ราย ร่วมกับนกั เรียนเพอื่ สรปุ กฎการเคลือ่ นท่ขี อ้ ทหี่ นึ่งของนิวตัน 3. ครูนำอภปิ รายและให้ความรเู้ กี่ยวกับการนำกฎการเคลอื่ นท่ขี ้อทหี่ น่งึ ของนวิ ตันไปอธิบายปรากฎการณ์ ตา่ ง ๆ ที่เกิดข้ึนในชวี ิตประจำวนั โดยนำอภิปรายโดยคำถามทว่ี า่ เพราะเหตุใด เมอ่ื รถท่กี ำลงั เคลอ่ื นท่ีอยู่ คนขับรถเหยยี บเบรกกะทนั หนั เพื่อจะหยุดรถ ตวั เราจงึ ถูกผลักมาขา้ งหนา้ ก็เพราะวัตถตุ ้องการรกั ษา สภาพการเคลือ่ นท่ีเดิม ซ่ึงเปน็ ไปตามกฎข้อที่หนง่ึ ของนิวตนั 4. ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเน้อื หาเรื่อง กฎขอ้ ทห่ี นงึ่ ของนิวตนั วา่ มสี ่วนไหนทย่ี ังไมเ่ ขา้ ใจและให้ ความรู้เพม่ิ เตมิ ในสว่ นน้ัน จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 1 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 177 ชั่วโมงที่ 4 ขน้ั นำ กระตนุ้ ความสนใจ (Engage) 1. ครูทบทวนความรู้เดมิ เกี่ยวกบั เร่ืองกฎการเคล่ือนทขี่ ้อท่ีหนึง่ ของนวิ ตัน เพ่ือจะไดเ้ ช่อื มโยงเนอ้ื หา 2. ครูถามนกั เรียนวา่ ถ้าวตั ถุเคลอื่ นทีโ่ ดยมีแรงลัพธ์มากระทำท่ีมคี า่ มากกวา่ ศูนย์ วัตถจุ ะเคลื่อนที่อย่างไร และจะมปี ริมาณใดบ้างเกิดข้ึนขณะวตั ถุเคลือ่ นท่ี (ท้งิ ช่วงให้นักเรียนคิด) เพือ่ นำไปสูก่ ารศกึ ษา เรอื่ ง กฎ การเคล่ือนทข่ี ้อที่สองของนิวตัน 3. นักเรียนช่วยกนั ตอบคำถาม แสดงความคิดเห็นตามความรแู้ ละประสบการณ์ของนักเรยี น โดยครยู งั ไม่เนน้ คำตอบท่ถี กู ตอ้ ง ครแู ละนักเรียนอภิปรายสรุปร่วมกัน ขน้ั สอน สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูทบทวนความรู้เดิมเกย่ี วกบั กฎการเคลอ่ื นที่ข้อทห่ี น่ึงของนิวตนั เพอ่ื จะไดเ้ ช่อื มโยงเน้อื หา 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพื่อหาคำตอบจากหนังสือเรียน หน้า 102 และเพื่อนำไปสู่เนื้อหาเกี่ยวกับกฎการ เคลือ่ นที่ข้อท่ีสองของนิวตนั 3. ครูอธิบายว่า เมื่อมีแรงลัพธ์คงตัวและมีคา่ มากกว่าศูนย์มากระทำต่อวัตถุจะเคลื่อนท่ีตามทศิ ของแรงลัพธ์ ด้วยความเร่งโดยความเร่งแปรผันตรงกับแรงลัพธแ์ ละแปรผกผันกบั มวล หรือสรุปเป็นสมการ ∑F = ma เราเรยี กสมการนวี้ า่ กฎการเคลอื่ นทขี่ อ้ ที่สองของนวิ ตนั 4. ครูยกตวั อยา่ งเพื่อให้นักเรยี นเข้าใจมากขน้ึ สมมติวา่ นักเรียนมีมวล 50 กโิ ลกรัม และเดินดว้ ยความเร่ง 1 เมตร/วนิ าที2 นกั เรียนสามารถหาแรงทีใ่ ช้ไดโ้ ดยการแทนค่ามวลและความเร่งลงในสมการ น่นั คอื แรง = 50 kg x 1 m/s2 แรง = 50 kg.m/s2 = 50 N 5. ครใู ห้นักเรียนศึกษาตัวอย่างการคำนวณเกี่ยวกับกฎการเคลือ่ นท่ขี ้อที่สองของนิวตนั พร้อมทั้งให้นักเรียน ฝกึ แกโ้ จทยป์ ัญหาในหนงั สือเรยี น หน้า 103-104 ตามข้นั ตอนการแกโ้ จทยป์ ัญหา ดงั นี้ • ข้ันที่ 1 ครใู หน้ ักเรียนทกุ คนทำความเขา้ ใจโจทยต์ ัวอย่าง • ขน้ั ท่ี 2 ครถู ามนกั เรยี นว่า ส่ิงทโี่ จทย์ต้องการถามหาคืออะไร และจะหาส่ิงทโ่ี จทย์ต้องการ ต้องทำ อย่างไร • ขน้ั ท่ี 3 ครูใหน้ ักเรียนดูวธิ ีทำในการคำนวณหาคำตอบ • ขัน้ ที่ 4 ตรวจสอบคำตอบของโจทย์ตัวอยา่ งว่าถูกตอ้ ง หรอื ไม่ 6. ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบฝึกหดั เรือ่ ง กฎการเคลอื่ นที่ของนวิ ตัน เป็นการบา้ นสง่ ในชัว่ โมงต่อไป จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาฟสิ กิ ส์ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 178 ช่ัวโมงท่ี 5 ขน้ั สอน สำรวจค้นหา (Explore) 7. ครถู ามนักเรียนว่า ถา้ นกั เรียนจะทำการทดลอง เพ่ือศึกษาการเคลอ่ื นท่ีของวัตถุ เมอื่ มีแรง 2 แรงทีม่ ขี นาด ของแรงแตกต่างกัน และมที ิศทางตรงกนั ข้ามกระทำตอ่ วตั ถุชนิ้ เดียวกนั นกั เรียนจะกำหนดปญั หานไี้ ดว้ า่ อย่างไร โดยใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุม่ รว่ มกนั กำหนดปญั หา หลังจากนั้นครูนำข้อปัญหาของแตล่ ะกลุ่มเขียน ไวบ้ นกระดาน เพื่อให้นกั เรียนรว่ มกนั วิเคราะหแ์ ละสรุปรว่ มกนั 8. ครูให้นกั เรียนแบง่ กล่มุ ซึง่ ครูอาจใชเ้ ทคนคิ การแบ่งกลุม่ ผลสัมฤทธ์ิ (STAD) คือ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ทมี่ สี มาชกิ กลุ่ม 4–5 คน มีระดบั สตปิ ญั ญาแตกตา่ งกัน คอื เกง่ 1 คน: ปานกลาง 2–3 คน: ออ่ น 1 คน พรอ้ มท้งั เลือกประธานกลุ่ม รองประธานกล่มุ เลขานกุ ารกล่มุ และสมาชิกกลุม่ โดยสบั เปลย่ี นหน้าท่ีใน การทำกิจกรรมกลุ่ม (หมายเหตุ : ครเู ริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใช้แบบสังเกตการณ์ทำงานกลมุ่ ) 9. ครชู ้แี จงจุดประสงคก์ ารทดลองใหน้ ักเรียนทราบ ดังน้ี - เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงที่กระทำต่อวัตถกุ ับความเร่งของวตั ถุทีเ่ กิดจากแรงนั้น เมื่อมวลของ วตั ถุท่ีพิจารณามีค่าคงตวั 10. ครูให้นกั เรยี นทำกจิ กรรมการทดลอง เร่ือง แรงและความเร่ง 11. ครใู หค้ วามรู้ทีจ่ ำเป็นต่อการทดลอง แนะนำการจดั เตรยี มอุปกรณ์ แนะนำใหข้ น้ั ตอน และรายละเอยี ดใน การทดลองแกน่ ักเรยี น โดยใชว้ ธิ ีการตา่ ง ๆ ตามความเหมาะสม 12. ครูอาจถามกระตุ้นให้นกั เรียนได้คดิ ด้วยตัวอย่างคำถามตอ่ ไปน้ี • ถ้ามวลสองข้างเท่ากัน รถทดลองจะมกี ารเคลอื่ นทห่ี รือไม่ • รถทดลองเคลอื่ นที่ดว้ ยความเรง่ หรือไม่ อย่างไร 13. นกั เรียนลงมือทดลองตามขั้นตอนการทดลองท่กี ำหนดในหนงั สือเรียน หน้า 105-106 และบันทึกผลการ ทดลอง 14. นักเรียนแต่ละกลุ่มวเิ คราะห์สรุปผลการทดลอง วิธีการหาค่าความเร่งของการตกอยา่ งอิสระของถุงทราย จากการทำกิจกรรมโดยใช้เครื่องเคาะสัญญาณเวลาและนำแสนอหน้าชั้นเรียน ครูและนักเรียนร่วม อภิปรายการทดลองตามแนวคำถามท้ายการทดลอง สรุปการเรียนรู้ 15. ครเู ชือ่ มโยงความรจู้ ากการทดลองให้นักเรยี นได้รว่ มกนั วเิ คราะห์ถงึ ความสัมพันธ์ของปริมาณต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกบั กฎการเคล่ือนทีข่ อ้ ท่ีสองของนิวตัน 16. ครูและนักเรียนร่วมกนั อภปิ รายเกยี่ วกับกฎการเคลือ่ นท่ขี อ้ ท่ีสองของนิวตนั จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาฟสิ กิ ส์ 1 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 179 ชว่ั โมงท่ี 6 ขน้ั สอน อธิบายความรู้ (Explain) 1. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ร่วมกันวิเคราะห์ผลการทดลองและสรปุ ผลการทดลอง 2. ครูให้ตวั แทนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการทดลอง 3. นักเรียนบันทึกผลการทดลองในใบงานกิจกรรม เรื่อง แรงและความเร่ง เขียนกราฟความสัมพันธจ์ ากผล การทดลองทีไ่ ด้ แลว้ วิเคราะห์ผล และสรุปผลทดลองจากกราฟความสัมพนั ธ์ ขน้ั สรุป ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. หลักจากที่ทุกคนนำเสนอหน้าชั้นเรียนครบแล้ว ครูนำนักเรียนอภิปรายและสรุปเกี่ยวกับกฎการเคลื่อนที่ ขอ้ ทส่ี องของนวิ ตนั ดงั น้ี กฎข้อที่สองของนิวตนั กล่าวว่า \"ความเร่งของของวตั ถุจะแปลผันตรงกบั แรงสุทธิที่กระทำต่อวัตถุ และแปรผกผันกับมวลของวัตถ\"ุ ทิศของความเร่งจะมีทิศเดียวกับแรงสุทธิที่กระทำบนวัตถุ สามารถเขียน อยู่ในรูปของสมการทางคณิตศาสตรไ์ ด้ คอื ∑F = ma 2. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาเรื่อง กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่ เขา้ ใจและให้ความรู้เพ่มิ เตมิ ในสว่ นนนั้ และนักเรียนสามารถดจู ากสือ่ ดจิ ทิ ลั เรื่อง กฎการเคลอื่ นท่ีขอ้ ทส่ี อง จากหนงั สอื เรยี น หนา้ 104 ด้วยวิธีการสแกน QR Code 3. ครูนำอภิปรายและให้นักเรยี นร่วมกันยกตัวอย่าง อธิบายปรากฎการณ์ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง กับกฎการเคลือ่ นท่ขี ้อท่สี องของนวิ ตัน 4. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั เฉลยคำถามจาก Unit Question 3 และแบบฝึกหดั เรื่อง กฎการเคลื่อนที่ของนวิ ตนั 5. ครูมอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนทำแผนผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) แล้วส่งเป็นการบ้านในคาบ เรยี นต่อไป ชว่ั โมงท่ี 7-8 ขน้ั นำ กระตนุ้ ความสนใจ (Engage) 1. ครูทบทวนความรเู้ ดมิ เกยี่ วกบั เรือ่ งกฎการเคลื่อนทีข่ อ้ ทีห่ น่ึงและข้อทส่ี องของนิวตนั เพอ่ื จะได้เช่อื มโยง เน้ือหา 2. ครูอาจจะสาธิตหรอื ถามนกั เรยี นว่า การปลอ่ ยลกู ปิงปองหรอื ลูกเทนนิสบนพ้ืนโตะ๊ ให้นักเรยี นสงั เกตและ ร่วมกันอภิปรายว่า เหตใุ ดลกู ปิงปองหรอื ลกู เทนนสิ จงึ กระดอนข้นึ จากพ้ืนโตะ๊ โดยใหน้ ักเรียนแสดงความ คิดเหน็ จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าฟิสกิ ส์ 1 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 180 3. ครูตงั้ คำถามวา่ ทิศทางของแรงเนอื่ งจากการตกของลูกปิงปองหรือลูกเทนนสิ กับทศิ ทางของแรงทพ่ี นื้ โตะ๊ กระทำตอบโต้ลูกปิงปองหรือลกู เทนนสิ มีทศิ ทางอย่างไร 4. นกั เรียนชว่ ยกนั ตอบคำถาม แสดงความคิดเห็นตามความรู้และประสบการณ์ของนักเรยี น โดยครูยงั ไม่เนน้ คำตอบทถี่ กู ตอ้ ง 5. ครอู ธบิ ายเพ่ิมเตมิ วา่ แรงทล่ี กู ปิงปองหรอื ลูกเทนนิสพ่งุ ชนพนื้ เรยี กว่า แรงกิรยิ า ส่วนแรงท่ีพน้ื ออกแรงตอบ โต้ เรียกว่า แรงปฏิกิรยิ า ขน้ั สอน สำรวจค้นหา (Explore) 1. นักเรยี นสบื ค้นข้อมลู เพอ่ื หาคำตอบจากหนงั สือเรยี น หนา้ 107 และเพื่อนำไปสู่เนอ้ื หาเกีย่ วกบั กฎการ เคลอ่ื นทขี่ อ้ ท่สี ามของนิวตัน 2. ครูอธิบายว่า เราไม่ไดอ้ อกแรงกระทำตอ่ วตั ถุเพียงฝ่ายเดียวเท่านัน้ เม่ือวัตถหุ นงึ่ ออกแรงกระทำกับอกี วตั ถุ หนึ่ง วัตถุที่สองก็จะออกแรงกระทำกลับไปยังวัตถุแรก โดยที่แรงกระทำกลับนี้จะมีขนาดเท่ากันแต่มีทศิ ตรงกนั ขา้ มกบั แรงแรก ซึง่ นิวตนั เรยี กแรงทั้งสองนี้ว่าเป็นแรงกิรยิ า (action) และแรงปฏกิ ิริยา (reaction) กฎข้อที่สามของนิวตันได้กล่าวไว้ว่า ถ้าวัตถุหนึ่งออกแรงกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง วัตถุที่ถูกกระทำจะออก แรงท่มี ขี นาดเทา่ กนั แต่มที ิศทางตรงกนั ข้ามกระทำกลับตอ่ วตั ถุแรก 3. ครูยกตัวอย่างเพื่อให้นักเรยี นเข้าใจมากข้ึน สมมตวิ ่านักเรยี นใช้คอ้ นออกแรงตอกตะปเู ข้าไปในเนื้อไม้ ใน ขณะเดียวกนั ตะปูกอ็ อกแรงกระทำกลับไปยังคอ้ น ซ่ึงทำให้คอ้ นหยุดเคลอื่ นทีเ่ ท่ากนั แต่ตรงกันข้าม 4. ครถู ามนักเรยี นวา่ แรงกริ ยิ าและแรงปฏิกิริยาหักลา้ งกนั หรอื ไม่ (ทิง้ ช่วงให้นักเรยี นคิด) 5. ครูนำอภิปรายว่า ในเรื่องแรง แรงสมดุล คือ แรงที่เทา่ กันแต่มที ิศทางตรงกันข้าม เมื่อนำมารวมกนั จะได้ แรงลพั ธ์เป็นศนู ย์ คอื แรงหกั ล้างกนั ทำใหว้ ตั ถุไม่เปลีย่ นการเคลือ่ นที่ ดงั นน้ั แรงกริ ยิ าและแรงปฏิกริ ยิ าใน กฎขอ้ ท่สี ามของนิวตนั จงึ ไมห่ ักล้างกนั เมอื่ แรงทง้ั สองมขี นาดเท่ากันแตม่ ที ิศตรงกนั ข้าม 6. ครูใหน้ ักเรียนพจิ ารณาเหตกุ ารณ์ที่กำหนดให้ แลว้ บอกว่าอาศัยกฎขอ้ ท่สี ามของนิวตนั อยา่ งไร • ลกู บอลท่ีตกอสิ ระ (แรงโนม้ ถ่วงกระทำต่อลกู บอล อาศัยกฎข้อที่สามของนวิ ตัน โลกจะออกแรงน้ี ซงึ่ มีค่าเท่ากับแรง ทล่ี ูกบอลกระทำต่อโลก) • กลอ่ งวางนิง่ อย่บู นโต๊ะ (โลกออกแรงโน้มถว่ งกระทำต่อกล่อง ดังนั้นกล่องจะถูกผลักขึ้น โต๊ะออกแรงขึน้ ในทศิ ตัง้ ฉากกับ ผิวโต๊ะ อาศัยกฎข้อทสี่ ามของนวิ ตัน จะได้ว่ากลอ่ งจะออกแรงในทศิ ลงกระทำตอ่ โต๊ะ) • เม่ือรบั ลูกบอล (เมื่อรับลูกบอลมือจะออกแรงกระทำต่อลูกบอลอาศยั กฎขอ้ ท่ีสามของนวิ ตัน ลูกบอลจะออกแรง ขนาดเท่ากันในทิศตรงขา้ มกระทำกับมอื ) 7. ครูถามคำถาม H.O.T.S ว่า ในชีวิตประจำวัน เห็นได้ว่า มีแต่วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาโลก เหตุใดโลกจึงไม่ เคลอื่ นทีห่ าวตั ถุ (แนวตอบ วัตถุจะตกสู่พื้นโลกเนื่องจากโลกมีสนามโน้มถ่วง (gravitational field) อยู่รอบโลก สนามโน้มถ่วงทำให้เกิดแรงดึงดูดกระทำต่อมวลของวัตถุทั้งหลาย แรงดึงดูดนี้เรียกว่า แรงโน้มถ่วง (gravitational force) และสนามมที ศิ พ่งุ สูศ่ ูนยก์ ลางของโลก แตว่ ตั ถุไม่มี) จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 181 ขน้ั สอน อธิบายความรู้ (Explain) 1. นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ผลการทดลองและอภปิ รายสรุป 2. ครูถามคาถาม Prior Knowledge ว่า ตุ๊กตาผูกเชอื กแขวนกบั เพดานห้องในแนวดง่ิ มแี รงชนิดใด กระทาบา้ ง (แนวตอบ แรงดงึ ในเสน้ เชอื ก) 3. ครูนำอภิปรายว่า แรงตึงเชือก (Tension) คือ แรงที่เกิดขึ้นในเส้นเชือก ลวด และอื่น ๆ ซึ่งแรงจะเกิด เฉพาะตามแนวเส้นเชอื กเทา่ นน้ั และมีทศิ พงุ่ ออกจากระบบที่เรากำลงั พจิ ารณาเสมอ ซึ่งแรงดงึ เชอื กนี้ เป็น แรงทใ่ี ชก้ ฎขอ้ ทีส่ ามของนวิ ตนั มากทสี่ ดุ 4. ครูให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเก่ียวกับแรงดงึ ในเส้นเชือกในแต่ละกรณี จากนั้นครูสุ่มนักเรียนให้ออกมาสรุป หน้าชั้นเรียน พรอ้ มทัง้ อธิบายเพิ่มเติมในสว่ นท่นี กั เรยี นยังไม่เข้าใจ 5. ครูถามคำถาม Prior Knowledge ว่า น้ำหนักที่อ่านได้จากเครื่องชั่งน้ำหนัก เป็นค่าน้ำหนักจริงหรือไม่ อยา่ งไร (แนวตอบ เครอื่ งชงั่ น้ำหนักจะบอกมวล มีหน่วยเป็นกิโลกรมั (kg) เช่น เด็กชำยปอชงั่ น้ำหนัก ตวั เองได้ 54 kg ตวั เลข 54 คอื ค่ำมวลของเดก็ ชำยปอ สว่ นน้ำหนกั จะเทำ่ กบั 540 นิวตนั (N) 6. ครใู ห้ความร้เู พม่ิ เติมเกี่ยวกบั เร่อื งน้ำหนกั กับนักเรียนว่า นำ้ หนัก หมายถึงแรงบนวัตถอุ นั เนอื่ งมาจากความ โน้มถ่วง ขนาดของน้ำหนักในปรมิ าณสเกลาร์ เขียนแทนด้วย W คือผลคูณของมวลของวัตถุ mกับขนาด ของความเร่งเนื่องจากความโนม้ ถ่วง g นน่ั คือ W = mg หนว่ ยวัดของน้ำหนักใชอ้ ย่างเดียวกันกับหน่วยวัด ของแรง ซึง่ ก็คอื นวิ ตนั 7. ครูยกตัวอย่างวา่ วัตถหุ นง่ึ มมี วลเทา่ กบั 1 กิโลกรัม มนี ้ำหนกั ประมาณ 9.8 นวิ ตนั บนพ้ืนผวิ โลก มนี ้ำหนัก ประมาณหนงึ่ ในหกเท่าบนพน้ื ผวิ ดวงจนั ทร์ และมีน้ำหนักท่ีเกือบจะเปน็ ศูนยใ์ นห้วงอวกาศทีไ่ กลออกไป 8. ครูอธิบายเพ่ิมเติมว่า ในการตกอยา่ งอสิ ระของวัตถุใกล้ผิวโลก พบว่า วัตถุจะเคล่ือนที่ด้วยความเร่งคงตัว ถ้าเราใชก้ ฎการเคล่ือนท่ีขอ้ ที่สองของนวิ ตนั จะสามารถอธบิ ายได้ว่า ในขณะท่ีวัตถตุ กจะต้องมีแรงกระทำ ต่อวัตถุ จึงทำให้วัตถุเคลื่อนทีด่ ้วยความเรง่ ซึ่งมีแรงมากระทำต่อวัตถุก็คอื แรงดึงดูดของโลกที่กระทำต่อ วตั ถุ จะเรยี กแรงน้ีว่า น้ำหนกั น่นั เอง 9. ครใู ห้นกั เรยี นตอบคำถามจาก Unit Question 3 จากหนงั สือเรยี น เร่ือง กฎการเคลื่อนที่ของนิวตนั ขน้ั สรุป ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate) 1. ครูนำนกั เรยี นอภปิ รายและสรุปเกี่ยวกบั กฎการเคลอื่ นทีข่ องนวิ ตนั ดังน้ี กฎข้อที่หนึ่ง ∑F = 0 เป็นกฎของการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยที่เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนที่ก็จะเกิด ความเร่ง แต่ถ้าวัตถุมีความเร็วคงที่ ก็จะทาให้ความเร่งเป็น 0 ถึงแม้ว่า วัตถุจะมีความเร็ว แต่ถ้าหาก ความเรง่ เปน็ 0 ก็จะไมม่ ีการเพ่ิมความเร็ว ทำให้วตั ถุเหมือนอยูใ่ นสภาพหยดุ นิง่ กฎข้อท่ีสอง ∑F = ma ถา้ หากมแี รงมากระทำกบั วัตถุ ทำให้วัตถุเคล่อื นท่ดี ว้ ยความเร่ง โดยความเรง่ จะแปรผันกบั แรงที่กระทำ จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 182 กฎขอ้ ท่ีสอง ∑F = -∑F แรงเปน็ ปรมิ าณเวกเตอร์ ดงั นน้ั แรงจงึ มที ศิ ทางที่แรงไปทุกทิศทางจะมีแรง สวนทศิ ทางของแรงน้นั เสมอ 2. ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นสอบถามเนอื้ หาเรื่อง กฎการเคลอ่ื นทีข่ องนวิ ตนั วา่ มีสว่ นไหนที่ยังไมเ่ ข้าใจและให้ ความร้เู พ่ิมเติมในสว่ นน้ัน และนกั เรียนสามารถดูจากสอื่ ดิจิทัล เร่ือง กฎการเคลอ่ื นท่ีข้อทส่ี าม จากหนังสือ เรยี น หนา้ 103 ดว้ ยวิธีการสแกน QR Code 3. ครูนำอภิปรายและให้นักเรียนร่วมกันยกตัวอย่าง อธิบายปรากฎการณ์ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับกฎการเคลือ่ นที่ของนิวตัน 4. ครูใหน้ กั เรยี นทำใบงานท่ี 3.2 เรอ่ื ง กฎการเคล่ือนทข่ี องนวิ ตนั 5. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั เฉลยคำถามจาก Unit Question 3 และแบบฝึกหดั เรื่อง กฎการเคลื่อนทีข่ องนิว ตัน 6. ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนแต่ละคนทำแผนผังมโนทัศน์ (Concept Mapping) เรอื่ ง กฎการเคล่อื นท่ีของนิว ตัน แลว้ ส่งเป็นการบ้านในคาบเรยี นตอ่ ไป ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสังเกตการตอบคำถาม การร่วมกนั ทำผลงาน และจากการนำเสนอผลงาน 2. ครูสงั เกตความสนใจ ความกระตือรือร้นในการเรยี นรขู้ องนักเรยี น 3. ครตู รวจสอบผลการใบกิจกรรม เรอ่ื ง แรงและความเรง่ 4. ครูวดั และประเมนิ ผลจากใบงานท่ี 3.2 เร่ือง กฎการเคลอื่ นท่ขี องนวิ ตัน 5. ครตู รวจการทำแบบฝึกหดั จาก Unit Question 3 6. ครตู รวจแบบฝกึ หดั ท่ี 3.1 - 3.3 เรอื่ ง กฎการเคลือ่ นทีข่ องนวิ ตัน 7. ครูประเมินผลงานจากแผนผงั มโนทศั น์ (Concept Mapping) ทน่ี กั เรียนได้สร้างขนึ้ จากขน้ั ขยายความ เขา้ ใจของนกั เรยี นเปน็ รายบุคคล จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 183 7. การวัดและประเมินผล วธิ ีวัด เครื่องมอื เกณฑ์การประเมิน - ตรวจใบงานที่ 3.2 - ใบงานท่ี 3.2 ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ รายการวัด 7.1 การประเมนิ ระหว่าง การจัดกิจกรรม 1) กฎการเคลื่อนท่ี ของนวิ ตัน 2) การนำเสนอ - ประเมนิ การนำเสนอ - ผลงานท่ีนำเสนอ ระดับคณุ ภาพ 2 ผลงาน ผลงาน ผ่านเกณฑ์ - แบบสงั เกตพฤติกรรม 3) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล ระดับคณุ ภาพ 2 ทำงานรายบคุ คล การทำงานรายบคุ คล ผ่านเกณฑ์ 4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2 ทำงานกลมุ่ การทำงานกลุ่ม การทำงานกลมุ่ ผา่ นเกณฑ์ 5) คุณลักษณะ - สังเกตความมีวนิ ยั - แบบประเมิน ระดับคณุ ภาพ 2 อันพึงประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มั่น คุณลักษณะ ผา่ นเกณฑ์ ในการทำงาน อันพึงประสงค์ 8. ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ 8.1 ส่อื การเรียนรู้ 1) หนงั สอื เรยี น รายวชิ าเพม่ิ เตมิ ฟิสกิ ส์ ม.4 เล่ม 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 แรงและกฎการเคลอื่ นท่ี 2) ใบงานท่ี 3.2 เร่อื ง กฎการเคลือ่ นทข่ี องนวิ ตัน 3) ชดุ การทดลองเครือ่ งเคาะสญั ญาณเวลา 4) PowerPoint เรอื่ ง กฎการเคลื่อนทข่ี องนิวตนั 8.2 แหลง่ การเรยี นรู้ 1) หอ้ งเรียน 2) ห้องสมุด 3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 184 9. การบรู ณาการตามจดุ เน้นของโรงเรียน : ความหลากหลายทางชีวภาพ หลักปรัชญา ครู ผเู้ รียน ของเศรษฐกจิ พอเพียง 1. ความพอประมาณ พอดีดา้ นเทคโนโลยี พอดดี า้ นจิตใจ รจู้ ักใช้เทคโนโลยีมาผลติ ส่ือที่ มจี ติ สำนึกทีด่ ี จติ สาธารณะรว่ ม 2. ความมีเหตผุ ล อนรุ ักษ์ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ เหมาะสมและสอดคล้องเนือ้ หาเป็น สง่ิ แวดล้อม 3. มีภมู คิ ุมกนั ในตัวทดี่ ี ประโยชนต์ อ่ ผเู้ รียนและพฒั นาจากภูมิ 4. เง่อื นไขความรู้ ปัญญาของผ้เู รียน ไมห่ ยดุ นง่ิ ทหี่ าหนทางในชีวติ หลุดพ้น - ยดึ ถือการประกอบอาชพี ดว้ ยความ จากความทุกขย์ าก (การคน้ หาคำตอบ ถกู ต้อง สจุ ริต เพื่อให้หลดุ พ้นจากความไม่รู้) ภูมิปญั ญา : มคี วามรู้ รอบคอบ ภมู ิปัญญา : มีความรู้ รอบคอบ และ รับผดิ ชอบ ระมัดระวัง สรา้ งสรรค์ ระมัดระวงั ความรอบรู้ เรอ่ื ง กฎการเคลอ่ื นที่ ความรอบรู้ เร่ือง กฎการเคลือ่ นท่ี ของนิวตัน สามารถนำความรเู้ หลา่ น้ัน ของนิวตนั ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน นำ มาพจิ ารณาให้เกิดความเชอื่ มโยง ความรู้มาเชอ่ื มโยงประกอบการ สามารถประยุกต์ วางแผน การดำเนินการจดั กจิ กรรม ใชใ้ นชีวิตประจำวนั ได้ การเรยี นร้ใู ห้กับผูเ้ รียน 5. เงอื่ นไขคุณธรรม มีความตระหนักใน คุณธรรม มี มคี วามตระหนักใน คณุ ธรรม มีความ ซื่อสัตยส์ จุ ริตและมีความอดทน มี ความซอื่ สตั ย์สุจริตและมคี วามอดทน ความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนนิ ชีวิต มีความเพยี ร ใช้สตปิ ัญญาในการ ผู้เรียน ดำเนินชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ - สำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ครู ในโรงเรยี น (ตามจดุ ท่ไี ดร้ ับมอบหมาย) ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ผเู้ รยี น ความหลากหลายทางชีวภาพ - ความหลากหลายทางชีวภาพ - สำรวจความหลากหลายทาง - สืบคน้ ขอ้ มลู การอนุรกั ษค์ วาม หลากหลายทางชวี ภาพ (ตามหัวข้อที่ ชีวภาพในโรงเรยี น (กำหนดจดุ ให้ ไดม้ อบหมาย) ผเู้ รยี นสำรวจ) สิง่ แวดล้อม ครู ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ - การอนรุ ักษค์ วามหลากหลาย - การอนุรกั ษ์ความหลากหลายทาง ทางชีวภาพ ชีวภาพ (กำหนดหัวขอ้ ใหผ้ เู้ รยี น สืบคน้ ) จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวัดเชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 185 10. ความเห็น/ขอ้ เสนอแนะ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรอื ผทู้ ี่ไดร้ ับมอบหมาย 10.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………. (นางสาวณัฐธนัญา บุญถึง) ………./……………./…………. 10.2 รองผ้อู ำนวยการฝ่ายบรหิ ารวิชาการ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายวเิ ศษ ฟองตา) ………./……………./…………. 10.3 ผูอ้ ำนวยการสถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายอดิศร แดงเรือน) ………./……………./…………. จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4 186 11. บันทกึ ผลหลงั การสอน  ดา้ นความรู้  ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน  ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์  ด้านความสามารถทางวทิ ยาศาสตร์  ดา้ นอื่น ๆ (พฤติกรรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนักเรยี นเป็นรายบคุ คล (ถ้าม)ี )  ปญั หา/อปุ สรรค  แนวทางการแก้ไข ลงชอ่ื .........................................................ผู้สอน (นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยุธยา) ตำแหน่ง ครู จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 187 ใบงานที่ 3.2 เรอ่ื ง กฎการเคลื่อนท่ขี องนวิ ตัน ตอนที่ 1 คำช้ีแจง : ให้เตมิ ขอ้ ความหรอื ความหมายของคำตอ่ ไปนีใ้ หส้ มบรู ณ์ จากกฎการเคลื่อนท่ีข้อทหี่ น่ึงของนิวตัน จงอธบิ าย 1. เมือ่ รถหยดุ อย่างกะทนั หัน ทำไมคนถึงพุง่ ไปขา้ งหน้า 2. คนในรถเปน็ อย่างไรเมอ่ื รถเลยี้ วขวา ตอนท่ี 2 คำช้ีแจง : จงแสดงวธิ ีทำอย่างละเอยี ด 1. แรง F กระทำบนวตั ถมุ วล m1 ทำใหเ้ กิดความเรง่ 3 m/s2 และถ้าแรง F ดงั กลา่ ว กระทำวัตถุมวล m2 จะทำให้ เกดิ ความเร่ง 1 m/s2 จงหา ก) อตั ราสว่ นระหวา่ งมวล m1 และ m2 ข) ถา้ นามวล m1 ผกู ตดิ กบั มวล m2 แรง F ดังกล่าว จะทำให้มวลเหลา่ นี้เกดิ ความเร่งเท่าใด จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวัดเชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าฟิสิกส์ 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 188 ใบงานที่ 3.2 เร่ือง กฎการเคลื่อนที่ของนวิ ตนั ตอนที่ 2 คำชแี้ จง : จงแสดงวิธที ำอยา่ งละเอียด (ต่อ) 2. รถกระบะมวล 1.2 × 103 กิโลกรัม ถูกเร่งใหเ้ ปลี่ยนแปลงความเรว็ จาก 60 กโิ ลเมตรตอ่ ช่ัวโมง เป็น 80 กิโลเมตร ตอ่ ชั่วโมง ด้วยแรงขับสมำ่ เสมอในเวลา 20 วนิ าที จงหาแรงทำตอ่ รถกระบะ เม่อื ไม่คำนึงถงึ แรงตา้ นอากาศ 3. ลิฟตม์ ีมวล 500 กิโลกรัม ต้องการบรรทุกคนครั้งละ 8 คน โดยเฉลีย่ คนหนงึ่ คนมมี วล 80 กิโลกรัม โดยลฟิ ตจ์ ะ เคล่อื นท่ดี ้วยอตั ราเร็ว 10 เมตรต่อวนิ าที หลังจากเรม่ิ เคลอ่ื นทไ่ี ด้ 25 เมตร วศิ วกรจะตอ้ งออกแบบให้เคเบิลรบั แรง ได้เปน็ 2 เทา่ เขาจะต้องใช้สายเคเบิลทร่ี ับแรงได้ถึงเทา่ ไร 4. นักตกปลาออกแรงดงึ ปลาขนาด 1.2 กิโลกรมั โดยใช้เชือกซ่ึงทนแรงไดส้ ูงสดุ 20 นิวตนั จงหาความเรง่ สงู สุด ขณะทด่ี ึงปลาข้ึนในแนวด่ิง จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 189 ใบงานท่ี 3.2 เฉลย เรอ่ื ง กฎการเคลื่อนที่ของนวิ ตัน ตอนที่ 1 คำช้ีแจง : ใหเ้ ตมิ ขอ้ ความหรอื ความหมายของคำต่อไปน้ีใหส้ มบูรณ์ จากกฎการเคล่อื นท่ีข้อท่ีหนง่ึ ของนวิ ตนั จงอธบิ าย 1. เมือ่ รถหยดุ อยา่ งกะทนั หัน ทำไมคนถงึ พ่งุ ไปขา้ งหน้า เมื่อรถหยดุ อยา่ งกะทนั หนั จะทำใหค้ นที่อยู่ในรถจึงพุ่งไปขา้ งหน้า เนอื่ งจากในขณะท่รี ถเคลือ่ นทไี่ ปข้างหนา้ คนท่อี ยูใ่ นรถจะเคลื่อนที่ดว้ ยความเร็วเดียวกนั กบั รถ หากรถเบรกกะทนั หนั รถจะเปลย่ี นความเร็วเป็นศูนย์ แต่ คนในรถยงั คงเคลือ่ นท่ดี ้วยความเรว็ เดมิ จงึ ทำใหย้ ังคงเคลอื่ นท่ีต่อไปข้างหน้า 2. คนในรถเป็นอย่างไรเม่ือรถเล้ียวขวา เมอื่ รถเลย้ี วขวา คนจะเอยี งไปดา้ นซา้ ย เนือ่ งจากในขณะท่ีรถเคล่ือนท่ีไปข้างหน้า คนทอี่ ยู่ในรถ จะเคล่ือนที่ ด้วยความเรว็ เดยี วกันกับรถ ขณะทีร่ ถเลี้ยวขวา รถจะเปลย่ี นทิศทางของการเคลือ่ นที่ แต่คนยงั คงมีความเรว็ ไป ทศิ ทางเดมิ ทำใหม้ องเหน็ คนเอยี งไปทางซา้ ย แต่ถ้ามองจากดา้ นนอกตวั รถจะมองเหน็ คนเคลื่อนท่ไี ปยงั เส้นตรง เหมอื นเดมิ ตอนท่ี 2 คำช้แี จง : จงแสดงวธิ ีทำอยา่ งละเอยี ด 1. แรง F กระทำบนวัตถมุ วล m1 ทำใหเ้ กิดความเรง่ 3 m/s2 และถ้าแรง F ดงั กล่าว กระทำวตั ถมุ วล m2 จะทำให้ เกดิ ความเร่ง 1 m/s2 จงหา ก) อตั ราส่วนระหวา่ งมวล m1 และ m2 จากกฎข้อทีส่ องของนวิ ตนั จะได้วา่ F1 = m1a1 (1) และ F2 = m2a2 (2) นำสมการ (1)/(2) จะไดว้ ่า m1 = a1 = 1 m2 a2 3 ข) ถ้านามวล m1 ผูกติดกับมวล m2 แรง F ดังกล่าว จะทำใหม้ วลเหล่านีเ้ กดิ ความเร่งเทา่ ใด จาก F = (m1 + m2)a = m1a2 3 N = (1 + 3)a a = 0.75 m/s2 จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 190 ใบงานที่ 3.2 เฉลย เรอ่ื ง กฎการเคลอ่ื นทขี่ องนวิ ตนั ตอนที่ 2 คำชี้แจง : จงแสดงวิธีทำอยา่ งละเอียด (ต่อ) 2. รถกระบะมวล 1.2 × 103 กิโลกรัม ถกู เรง่ ให้เปลย่ี นแปลงความเรว็ จาก 60 กิโลเมตรต่อช่ัวโมง เปน็ 80 กิโลเมตร ตอ่ ช่ัวโมง ดว้ ยแรงขับสมำ่ เสมอในเวลา 20 วนิ าที จงหาแรงทำตอ่ รถกระบะ เมือ่ ไม่คำนงึ ถงึ แรงต้านอากาศ จากสมการ a = ∆v ∆t = 8060××16003sm−6600××16003sm 20s 20×103m = 60×60s 20s =5 18 = 0.28 m/s2 จากสมการ ∑F = ma = (1.2 × 103 kg)(0.28 m/s2) = 333 N ดงั นน้ั แรงทำตอ่ รถกระบะเท่ากับ 333 นิวตนั 3. ลิฟตม์ ีมวล 500 กโิ ลกรัม ตอ้ งการบรรทกุ คนครั้งละ 8 คน โดยเฉลีย่ คนหน่งึ คนมีมวล 80 กโิ ลกรัม โดยลิฟตจ์ ะ เคล่ือนทด่ี ้วยอตั ราเรว็ 10 เมตรต่อวินาที หลังจากเร่มิ เคลอื่ นท่ีได้ 25 เมตร วิศวกรจะตอ้ งออกแบบให้เคเบิลรบั แรง ไดเ้ ปน็ 2 เทา่ เขาจะต้องใชส้ ายเคเบลิ ท่รี บั แรงไดถ้ งึ เท่าไร จากสมการ v2 = u2 + 2ax 102 = 0 + 2a (25) a = 2 m/s2 จากสมการ ∑F = ma F – mg = ma F – [500 + (8 × 80)](10) = [500 + (8 × 80)](2) F = 27,360 N จากโจทย์ สายเคเบิลรบั แรง 2 เทา่ จะได้ F = (2)(27,360) = 54,720 N ดังน้นั วศิ วกรจะต้องใชส้ ายเคเบิลท่รี ับแรงได้ถงึ 54,720 นวิ ตัน จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 191 ใบงานที่ 3.2 เฉลย เรอื่ ง กฎการเคลอื่ นทข่ี องนวิ ตนั ตอนที่ 2 คำชแี้ จง : จงแสดงวิธที ำอย่างละเอยี ด (ต่อ) 4. นักตกปลาออกแรงดึงปลาขนาด 1.2 กิโลกรมั โดยใชเ้ ชือกซงึ่ ทนแรงได้สงู สุด 20 นิวตัน จงหาความเรง่ สงู สุด ขณะท่ดี งึ ปลาขึน้ ในแนวดิง่ จากสมการ ∑F = ma FT – Fg = ma a = FT−Fg m = FT−mg m = FT − g m = 20N − 9.8 m/s2 1.2kg = 6.87 m/s2 ดังนนั้ ความเรง่ สูงสุดขณะทดี่ ึงปลาขนึ้ ในแนวดิ่ง เทา่ กับ 6.87 เมตรต่อวินาที2 จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวัดเชียงใหม่

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4 192 แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่ ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนที่ 1/2564 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา ฟสิ ิกส์ 1 (ว31201) หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 แรงและกฎการเคลือ่ นท่ี เรอื่ ง กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน จำนวนเวลาทสี่ อน 6 ชัว่ โมง ครูผู้สอน นายธนพฒั น์ อศิ รางกูร ณ อยุธยา 1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด (ความเข้าใจทคี่ งทน) กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน วัตถุทั้งหลายในเอกภพจะออกแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน โดยขนาดของ แรงดึงดูดระหว่างวัตถุคู่หน่ึง ๆ จะแปรผันตรงกับผลคูณระหว่างมวลวัตถุทั้งสอง และจะแปรผกผนั กับกำลังสอง ของระยะทางระหว่างวตั ถทุ งั้ สองนัน้ สามารถเขียนอยู่ในรปู ของสมการทางคณิตศาสตร์ได้ ดงั นี้ FG = G m1m2 R2 2. ผลการเรียนรู้ อธิบายกฎความโน้มถ่วงสากลและผลของสนามโนม้ ถว่ งที่ทำใหว้ ัตถุมนี ้ำหนกั รวมท้ังคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกีย่ วข้องได้ 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 3.1 ด้านความรู้ (Knowledge) 1) อธิบายเก่ยี วกับแรงดงึ ดดู ระหว่างมวลของนวิ ตนั แรงดึงดดู ท่โี ลกกระทำตอ่ วัตถุและนำ้ หนกั ของวัตถุ ความสัมพันธ์ระหวา่ งขนาดของ g และระยะห่างระหวา่ งจุดศนู ย์กลางของโลกได้ 3.2 ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (Skill/Process) 2) คำนวณหาปรมิ าณทเี่ กี่ยวกบั แรงดงึ ดดู ระหวา่ งมวลของนวิ ตนั ได้ 3.3 ด้านเจตคติ (Attitude) 3) เพื่อให้มีเจตคตติ ่อวิชาฟิสกิ ส์ ในดา้ นคุณภาพการสอน ด้านเนอื้ หา ด้านกจิ กรรมการเรยี นรู้ และดา้ น บรรยากาศการเรียนรู้ 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 เนื้อหาสาระหลกั : Knowledge (ผ้เู รียนตอ้ งรอู้ ะไร) - แรงดงึ ดูดระหวา่ งมวลเป็นแรงท่ีมวลสองกอ้ นดงึ ดูดซึ่งกันและกนั ดว้ ยแรงขนาดเท่ากนั แต่ทิศทางตรง ขา้ มและเป็นไปตามกฎความโนม้ ถ่วงสากล เขียนแทนได้ดว้ ยสมการ - รอบโลกมสี นามโน้มถ่วงทำให้เกิดแรงโนม้ ถ่วง ซงึ่ เป็นแรงดงึ ดูดของโลกท่ีกระทำต่อวัตถุ ทำให้วัตถุมี นำ้ หนกั FG = G m1m2 R2 จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 193 4.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process (ผเู้ รยี นสามารถปฏบิ ตั ิอะไรได)้ - ทักษะการวเิ คราะห์ - ทกั ษะการสงั เกต - ทกั ษะการสอื่ สาร - ทกั ษะการทำงานรว่ มกนั - ทกั ษะการนำความรไู้ ปใช้ 4.3 คณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ : Attitude (ผู้เรยี นควรแสดงพฤตกิ รรมการเรียนอะไรบา้ ง) - มีวนิ ยั - ใฝ่เรียนรู้ - มงุ่ มั่นในการทำงาน - มคี วามซอ่ื สัตย์ 5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี นและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มีวินยั 2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรยี นรู้ 1) ทักษะการวเิ คราะห์ 3. มุ่งม่ันในการทำงาน 2) ทกั ษะการสงั เกต 4. มคี วามซอื่ สตั ย์ 3) ทักษะการสื่อสาร 4) ทกั ษะการทำงานร่วมกัน 5) ทกั ษะการนำความรไู้ ปใช้ 3. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ 6. กจิ กรรมการเรียนรู้  แนวคิด/รปู แบบการสอน/วธิ ีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model) ชว่ั โมงที่ 1-2 ขน้ั นำ กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน เพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน นำไปสกู่ ารศกึ ษา เรอื่ ง กฎแรงดงึ ดดู ระหวา่ งมวลของนวิ ตัน 2. ครูถามคำถาม Prior Knowledge ว่า เหตุใดดวงจันทร์จึงโคตรรอบโลก และโลกจึงโคจรรอบดวงอาทิตย์ (ทิง้ ชว่ งใหน้ ักเรียนคิด) (แนวตอบ การโคจรของดวงจันทร์รอบโลก เกดิ จากแรงดงึ ดูดระหว่างมวลโลกและมวลดวงจันทร์ทำ หน้าที่เป็นแรงสู่ศูนย์กลาง ให้ดวงจันทร์สามารถโคจรรอบโลกเป็นวงกลมได้ โลกกับดวงอาทิตย์ก็เช่นกนั ปรากฎการณน์ อ้ี ธิบายไดด้ ้วยกฎแหง่ ความโน้มถว่ ง (The law of gravity)) จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวัดเชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 194 3. นกั เรียนร่วมกนั อภปิ รายในแต่ละกลุม่ 4. ครรู ่วมสนทนากับนกั เรียน เร่อื ง นำ้ หนกั ของวัตถุและการเดนิ บนโลก และดาวเคราะห์ เพ่อื นำไปสู่คำถาม ที่ว่า “ทำไมน้ำหนักของวัตถบุ นโลกและดวงจันทรจ์ ึงหนกั ไม่เทา่ กัน” 5. ครูให้คำถามกับนักเรียนว่า “ทำไมน้ำหนักของวัตถุบนโลกและดวงจันทร์จึงหนักไม่เท่ากัน” (ทิ้งช่วงให้ นกั เรยี นคดิ ) 6. นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายในแต่ละกลมุ่ พรอ้ มท้งั บันทกึ ความเหน็ ของกลุ่ม 7. ครใู ห้ตวั แทนนกั เรยี นแต่ละกล่มุ นำเสนอความเห็นของกลมุ่ (ของแตล่ ะคนในกลุม่ โดยตัวแทนของกลุ่ม และ ข้อสรปุ ของกลุ่ม) 8. ครูและนักเรียนร่วมกนั อภปิ รายเก่ยี วกบั “ทำไมน้ำหนักของวัตถุบนโลกและดวงจันทรจ์ งึ หนักไม่เท่ากนั ” 9. ครนู ำนกั เรยี นสรปุ ว่า วตั ถุชิ้นเดียวกนั ถา้ นำไปชง่ั หานำ้ หนักโดยเปรยี บเทียบกนั ระหว่างบนโลกกับบนดวง จนั ทร์ หรอื บนโลกกบั บนดาวเคราะห์อืน่ หรอื แม้แตบ่ นโลกเหมือนกนั แต่อยู่คนละแห่งกัน เช่น ทพี่ น้ื ผิวโลก เทียบกบั บนภเู ขาสูง นำ้ หนักของวัตถุทีไ่ ดก้ ็จะไมเ่ ท่ากนั 10. ครทู บทวนเขา้ ใจให้นักเรียนกอ่ นว่า “มวล” กับ “นำ้ หนกั ” ไมเ่ หมอื นกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดมวลของวัตถุจะ ไม่มกี ารเปลี่ยนแปลง ซ่งึ มวลกค็ อื เนอ้ื สารนน่ั เอง แต่น้ำหนัก คือ แรงท่ีโลกกระทำกับวัตถุ หรือแรงท่ีวัตถุ นั้นถูกโลกดึงดูด ซึ่งแรงและมวลมีความสัมพันธ์กันตาม กฎของนิวตัน โดยนิวตันได้ค้นพบกฎน้ี จากการ สังเกตเห็นลูกแอปเปิลหล่นลงมาจากต้นไม้ ทำให้เขาเกิดความสงสัยว่า “ทำไมวัตถุจึงตกลงสู่พื้นโลก ไม่ ลอยขึ้นไปในอากาศ” และได้แสดงเป็นสมการ ∑F = ma 11. ครูช้ีให้นกั เรียนเห็นว่า ถา้ เราต้องการเร่งวตั ถุหน่งึ เราตอ้ งใช้แรง ทำนองเดยี วกัน เม่อื วัตถุตกลงสู่พ้ืนดิน เกิดความเร่งเน่อื งจาก แรงโน้มถ่วงของโลก วตั ถตุ ้ังนง่ิ อยบู่ นพ้นื จึงมีแรง (หรอื นำ้ หนัก) เปน็ ผลคณู ระหว่าง มวล (m) กับความเร็วเนอื่ งจากความโนม้ ถ่วงของโลก (g) ดังสมการ w = mg ดังนั้น เมือ่ แรงโน้มถ่วงของ โลกกับของดวงจันทร์ไม่เทา่ กนั (ค่า g ต่างกัน) จึงทำให้น้ำหนักของวัตถุที่ได้แตกต่างกันน่ันเอง และค่า g อาจมีค่าแปรผนั บา้ งเล็กนอ้ ย ขนึ้ อยกู่ บั ว่าวตั ถุนั้นอยแู่ หง่ ใดบนผวิ โลก 12. ครูแจง้ ให้นักเรยี นทราบว่า จะได้ศกึ ษาเก่ยี วกับ แรงดงึ ดดู ระหวา่ งมวลของนวิ ตัน และสนามโน้มถว่ ง ชวั่ โมงท่ี 3-4 ขน้ั สอน สำรวจคน้ หา (Explore) 1. ครูทบทวนบทเรียนท่ีเรยี นมาแล้ว ดว้ ยการซักถามและอธบิ าย ตอบข้อสงสยั ของนกั เรยี น แลว้ ใหน้ กั เรยี น แบง่ กลุ่ม ซึง่ ครูอาจใช้เทคนิคการแบง่ กลุม่ ผลสัมฤทธิ์ (STAD) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีสมาชิก กลุม่ 4–5 คน มรี ะดับสตปิ ญั ญาแตกตา่ งกัน คือ เกง่ 1 คน: ปานกลาง 2–3 คน: ออ่ น 1 คน พรอ้ มทง้ั เลือกประธานกลมุ่ รองประธานกลมุ่ เลขานุการกลุ่ม และสมาชกิ กลุม่ โดยสับเปลย่ี นหนา้ ทีใ่ นการทำ กิจกรรมกลุ่ม (หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นกั เรียน โดยใชแ้ บบสังเกตการณท์ ำงานกล่มุ ) 2. ครใู ห้นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ สืบค้นข้อมูลเกย่ี วกบั กฎแรงดงึ ดูดระหว่างมวลของนิวตัน ตามรายละเอียดใน หนังสือเรยี น หนา้ 112-117 หรอื จากแหลง่ เรยี นรูต้ า่ ง ๆ แลว้ สรปุ สาระสำคัญ บนั ทกึ ลงในสมุดจดบันทกึ 3. นกั เรียนนำข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการสืบค้นมาวิเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาเพ่ือใชส้ ำหรับการนำเสนอโดย แลกเปล่ียนความคดิ เห็นกนั ภายในกล่มุ จากนัน้ อธิบายซักถามกันภายในกลุม่ จนเข้าใจตรงกัน จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวัดเชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 195 4. ใหน้ กั เรยี นนำขอ้ มลู เกี่ยวกับกฎแรงดึงดูดระหวา่ งมวลของนวิ ตนั สนามโนม้ ถว่ ง และความเรง่ โน้มถ่วง มา วิเคราะห์นำเสนอในรูปของแผนผังความคดิ จากน้ันตกแตง่ ให้สวยงามในกระดาษฟลิปชาร์ต ชวั่ โมงท่ี 5-6 ขน้ั สอน อธบิ ายความรู้ (Explain) 1. ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มนำแผนผังความคิดและแผนภาพไปติดทีผ่ นงั หอ้ ง 2. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนจากกลุ่มต่าง ๆ ประมาณ 1-2 กลุ่ม จากนั้นร่วมกันอภิปรายสรุปจนเป็นที่เข้าใจ ตรงกนั โดยนักเรยี นสามารถเข้าใจถึงกฎแรงดงึ ดูดระหว่างมวลของนิวตนั ความเร่งเนื่องจากความโน้มถ่วง และให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มผลัดเปลย่ี นกนั ตรวจผลงาน 3. ครูนำนักเรียนอภิปรายและสรุปเกี่ยวกบั กฎแรงดงึ ดูดระหวา่ งมวลของนิวตัน โดยครูอธิบายความสัมพันธ์ ของสมการ FG = G m1m2 R2 4. ครูให้ความรู้เพม่ิ เติมว่า กฎแรงดึงดดู ระหว่างมวลของนิวตัน ช่วยใหส้ ามารถคำนวณหาแรงดึงดูดระหว่าง วัตถุคหู่ นึง่ ๆ ได้ เมอื่ ทราบค่าคงตัว G 5. ครูชี้ให้นักเรียนเห็นว่า มวลที่ใช้ในห้องปฏิบัติการโดยทั่วไปแล้วจะทำให้เกิดแรงดึงดูดน้อยมาก การจัด ขนาดแรงดึงดูด FG จึงทำได้ยากมาก แต่มีนักวิทยาศาสตร์ชาวองั กฤษ ชื่อว่า คาเวนดิช สามารถคิดวิธีวดั แรงดึงดูดน้อย ๆ นี้ได้ โดยใช้เครื่องชั่งแบบแรงบิด (torsion balance) และสามารถหาค่าของ G ได้ ซ่ึง ประมาณ 100 ปี หลังจากนิวตันไดต้ ัง้ กฎน้ีข้ึน ขน้ั สรุป ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate) 1. ครใู หน้ กั เรยี นศึกษาตวั อย่างการคำนวณจากโจทย์ปัญหาในตวั อย่างที่ 3.12-3.14 พรอ้ มทั้งให้นักเรียนฝึก แกโ้ จทย์ปญั หาในหนังสือเรียน หนา้ 115-117 ตามขัน้ ตอนการแกโ้ จทย์ปัญหา ดงั น้ี • ขนั้ ท่ี 1 ครใู ห้นกั เรยี นทกุ คนทำความเข้าใจโจทย์ตัวอยา่ ง • ข้นั ท่ี 2 ครูถามนกั เรียนว่า สิ่งท่ีโจทยต์ ้องการถามหาคืออะไร และจะหาสง่ิ ที่โจทย์ต้องการ ต้องทำ อย่างไร • ขน้ั ที่ 3 ครูให้นกั เรียนดูวธิ ที ำในการคำนวณหาคำตอบ • ข้นั ท่ี 4 ตรวจสอบคำตอบของโจทยต์ วั อยา่ งว่าถกู ตอ้ ง หรอื ไม่ 2. ครแู ละนักเรียนร่วมกนั เฉลยคำถามจาก Unit Question 3 เรือ่ ง กฎแรงดงึ ดดู ระหว่างมวลของนิวตัน ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครูประเมินผล โดยการสงั เกตการตอบคำถาม การร่วมกันทำผลงาน และจากการนำเสนอผลงาน 2. ครสู ังเกตความสนใจ ความกระตือรอื รน้ ในการเรียนร้ขู องนักเรียน 3. ครูวดั และประเมินผลจากใบงานที่ 2.7 เร่อื ง กฎแรงดงึ ดูดระหว่างมวลของนวิ ตนั 4. ครตู รวจการทำแบบฝึกหดั จาก Unit Question 3 จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวัดเชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาฟสิ กิ ส์ 1 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 196 5. ครตู รวจแบบฝกึ หัดที่ 5.1 เรือ่ ง กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนวิ ตัน 6. ครูประเมินผลงานจากแผนผังมโนทศั น์ (Concept Mapping) ที่นกั เรยี นได้สร้างขน้ึ จากขนั้ สำรวจค้นหา ของนกั เรยี นเปน็ รายกล่มุ 7. การวัดและประเมินผล วธิ วี ดั เครื่องมือ เกณฑก์ ารประเมิน รายการวดั - ตรวจใบงานท่ี 3.3 - ใบงานที่ 3.3 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์ 7.2 การประเมนิ ระหว่าง - ประเมินการนำเสนอ - ผลงานทนี่ ำเสนอ ระดบั คุณภาพ 2 การจดั กจิ กรรม ผลงาน - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ผ่านเกณฑ์ 1) กฎแรงดงึ ดดู - สังเกตพฤติกรรม การทำงานรายบุคคล ระดบั คณุ ภาพ 2 การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์ ระหวา่ งมวลของ นวิ ตัน 2) การนำเสนอ ผลงาน 3) พฤตกิ รรมการ ทำงานรายบคุ คล 4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดับคุณภาพ 2 ทำงานกลมุ่ การทำงานกลมุ่ การทำงานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์ 5) คุณลักษณะ - สังเกตความมวี ินยั - แบบประเมิน ระดบั คุณภาพ 2 อนั พงึ ประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมงุ่ มนั่ คุณลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์ ในการทำงาน อนั พึงประสงค์ 8. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้ 8.1 สอ่ื การเรยี นรู้ 1) หนังสือเรียน รายวิชาเพิม่ เตมิ ฟสิ ิกส์ ม.4 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 แรงและกฎการเคลอื่ นท่ี 2) ใบงานท่ี 3.3 เร่อื ง กฎแรงดึงดดู ระหวา่ งมวลของนิวตนั 3) PowerPoint เรือ่ ง กฎแรงดงึ ดูดระหว่างมวลของนิวตนั 8.2 แหล่งการเรียนรู้ 1) ห้องเรยี น 2) หอ้ งสมดุ 3) แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชยี งใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 197 9. การบรู ณาการตามจดุ เน้นของโรงเรยี น : ความหลากหลายทางชวี ภาพ หลกั ปรัชญา ครู ผเู้ รยี น ของเศรษฐกจิ พอเพียง 1. ความพอประมาณ พอดีดา้ นเทคโนโลยี พอดดี ้านจิตใจ รู้จักใช้เทคโนโลยมี าผลิตสอื่ ท่ี มีจติ สำนึกทด่ี ี จติ สาธารณะรว่ ม 2. ความมเี หตุผล อนุรกั ษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติและ เหมาะสมและสอดคลอ้ งเน้อื หาเปน็ สิ่งแวดล้อม ประโยชนต์ ่อผ้เู รยี นและพฒั นาจากภมู ิ ปญั ญาของผู้เรียน ไม่หยดุ นิง่ ท่ีหาหนทางในชีวติ หลุดพ้น - ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความ จากความทกุ ข์ยาก (การคน้ หาคำตอบ ถกู ต้อง สุจริต เพือ่ ให้หลดุ พ้นจากความไมร่ )ู้ ภูมปิ ัญญา : มีความรู้ รอบคอบ 3. มีภูมิคุมกันในตวั ท่ดี ี ภูมิปญั ญา : มคี วามรู้ รอบคอบ และ รับผดิ ชอบ ระมดั ระวงั สร้างสรรค์ 4. เงอื่ นไขความรู้ ระมัดระวงั ความรอบรู้ เรอื่ ง กฎแรงดึงดูด ความรอบรู้ เรอ่ื ง กฎแรงดึงดูด ระหว่างมวลของนิวตัน สามารถนำ ระหวา่ งมวลของนวิ ตัน ที่เกย่ี วขอ้ ง ความรเู้ หล่านัน้ มาพจิ ารณาให้เกิด รอบด้าน นำความรู้มาเชื่อมโยง ความเช่ือมโยง สามารถประยุกต์ ประกอบการวางแผน การดำเนนิ การ ใช้ในชีวิตประจำวันได้ จัดกจิ กรรมการเรียนรใู้ หก้ ับผเู้ รียน มคี วามตระหนกั ใน คุณธรรม มีความ 5. เงอ่ื นไขคุณธรรม มคี วามตระหนักใน คณุ ธรรม มี ซอ่ื สัตย์สุจริตและมีความอดทน มี ความซ่ือสตั ย์สุจรติ และมคี วามอดทน ความเพียร ใช้สตปิ ัญญาในการดำเนนิ มคี วามเพยี ร ใช้สติปญั ญาในการ ชวี ิต ดำเนินชวี ิต ผเู้ รยี น ความหลากหลายทางชีวภาพ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น ครู - สำรวจความหลากหลายทางชวี ภาพ ในโรงเรียน (ตามจดุ ที่ไดร้ ับมอบหมาย) ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ผเู้ รยี น - ความหลากหลายทางชีวภาพ - สำรวจความหลากหลายทาง ความหลากหลายทางชีวภาพ ชีวภาพในโรงเรียน (กำหนดจดุ ให้ - สืบค้นขอ้ มลู การอนรุ ักษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพ (ตามหัวข้อท่ี ผู้เรยี นสำรวจ) ได้มอบหมาย) ส่งิ แวดลอ้ ม ครู ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ - การอนรุ ักษค์ วามหลากหลาย - การอนรุ กั ษ์ความหลากหลายทาง ทางชวี ภาพ ชวี ภาพ (กำหนดหัวขอ้ ให้ผเู้ รยี น สบื ค้น) จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 198 10. ความเห็น/ขอ้ เสนอแนะ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรอื ผทู้ ี่ไดร้ ับมอบหมาย 10.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………. (นางสาวณัฐธนัญา บุญถึง) ………./……………./…………. 10.2 รองผ้อู ำนวยการฝ่ายบรหิ ารวิชาการ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายวเิ ศษ ฟองตา) ………./……………./…………. 10.3 ผูอ้ ำนวยการสถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายอดิศร แดงเรือน) ………./……………./…………. จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4 199 11. บันทกึ ผลหลงั การสอน  ดา้ นความรู้  ดา้ นสมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน  ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์  ด้านความสามารถทางวทิ ยาศาสตร์  ดา้ นอื่น ๆ (พฤติกรรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนักเรยี นเป็นรายบคุ คล (ถ้าม)ี )  ปญั หา/อปุ สรรค  แนวทางการแก้ไข ลงชอ่ื .........................................................ผู้สอน (นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยุธยา) ตำแหน่ง ครู จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าฟิสิกส์ 1 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 200 ใบงานที่ 3.3 เร่ือง กฎแรงดงึ ดูดระหวา่ งมวลของนิวตนั คำช้แี จง : จงแสดงวธิ ีทำอยา่ งละเอยี ด 1. ดาวเคราะห์ดวงหนง่ึ มีมวล และรศั มเี ป็น 2 เท่าของโลกจะมีความเร่งโนม้ ถ่วงเปน็ ก่ีเท่าของโลก 2. 1 มวล 5 กิโลกรมั และ 10 กิโลกรมั อยู่หา่ งกัน 10 เมตร จะมีแรงดงึ ดดู ระหว่างมวลเทา่ ไร กำหนดให้ G = 6.67 x 10-11 Nm2/kg2 จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อศิ รางกรู ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 1 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 201 ใบงานที่ 3.3 เร่อื ง กฎแรงดึงดดู ระหวา่ งมวลของนวิ ตัน 3. ดาวเคราะห์สมมตดิ วงหนึ่งมีมวล 1/100 เท่าของโลก และมีรศั มี 1/4 เท่าของโลก ถา้ คนหนง่ึ หนกั 600 นวิ ตนั บน โลก เขาจะหนักเทา่ ใดบนดาวเคราะห์สมมตดิ วงนี้ จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาฟสิ กิ ส์ 1 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 202 ใบงานที่ 3.3 เฉลย เรื่อง กฎแรงดึงดูดระหวา่ งมวลของนิวตัน คำช้ีแจง : จงแสดงวิธีทำอย่างละเอยี ด 1. ดาวเคราะหด์ วงหน่งึ มีมวล และรศั มเี ป็น 2 เท่าของโลกจะมคี วามเรง่ โนม้ ถ่วงเปน็ กี่เท่าของโลก จากสมการ g= Gme R2e m = 2me r = 2Re จะได้ g= G2me (2Re)2 g= 1 Gme 2 R2e g = 0.5ge ดังนนั้ ความเร่งโนม้ ถ่วงเปน็ 0.5 เทา่ ของโลก 2. 1 มวล 5 กิโลกรัม และ 10 กโิ ลกรมั อยูห่ ่างกัน 10 เมตร จะมีแรงดงึ ดูดระหว่างมวลเทา่ ไร กำหนดให้ G = 6.67 x 10-11 Nm2/kg2 จากสมการ FG = Gm1m2 R2 = (6.67×10−11)(10)(10) (10)2 = 3.34 × 10−11 N ดังนั้น แรงดงึ ดูดระหว่างมวลเท่ากบั 3.34 x 10-11 นิวตนั จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าฟสิ กิ ส์ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 203 ใบงานท่ี 3.3 เฉลย เร่ือง กฎแรงดงึ ดดู ระหว่างมวลของนวิ ตนั 3. ดาวเคราะห์สมมตดิ วงหนงึ่ มีมวล 1/100 เทา่ ของโลก และมีรศั มี 1/4 เท่าของโลก ถ้าคนหนง่ึ หนกั 600 นวิ ตันบน โลก เขาจะหนกั เท่าใดบนดาวเคราะห์สมมตดิ วงนี้ จากสมการ g= Gme , m = 1 me , r = 1 Re Re2 100 4 จะได้ g= G(me/100) (41Re)2 g= 16 Gme 100 Re2 g = 0.16ge w = g = 0.16 we ge w = 0.16we w = 0.16(600) = 96 N ดงั นน้ั เขาจะหนกั 96 นวิ ตนั บนดาวเคราะห์สมมตดิ วงนี้ จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 204 แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 4 โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ภาคเรยี นที่ 1/2564 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า ฟสิ ิกส์ 1 (ว31201) หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 แรงและกฎการเคล่อื นท่ี เร่อื ง แรงต้งั ฉากและแรงเสียดทาน จำนวนเวลาทสี่ อน 6 ชั่วโมง ครูผู้สอน นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยธุ ยา 1. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด (ความเข้าใจท่ีคงทน) แรงตง้ั ฉากหรอื แรงปฏกิ ริ ิยาตัง้ ฉาก (normal force) คอื แรงทว่ี ตั ถุ 2 สงิ่ ที่กระทำซง่ึ กนั และกนั จะเกิดแรง นี้ขึ้นเกอื บทุกครั้งที่วัตถุสัมผัสกัน (แรงนี้จะไม่เกิดในกรณี เช่น ยกกล่องให้ลอยจากพืน้ พอดี ผิวของกล่องกบั พ้นื สัมผสั กนั แตม่ นั ไม่มีแรงต่อกนั ) ซ่ึงแรงนม้ี ีทิศทางตง้ั ฉากกบั ผวิ สัมผัสเสมอ แรงเสียดทาน (friction force) เป็นแรงที่ต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ เกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผสั ของวัตถุ แรง เสียดทานมี 2 ชนดิ ดังนี้ แรงเสียดทานสถิติ (static friction) แทนดว้ ย fs คือ แรงเสียดทานทเี่ กดิ ในสภาวะวัตถุอยนู่ งิ่ แรงเสียดทาน สถติ จิ ะมีคา่ ไม่คงที่ จะมคี ่าเพม่ิ ข้ึนหรอื ลดลงตามแรงท่กี ระทำต่อวตั ถุ แรงเสียดทานจลน์ (kinetic friction) แทนดว้ ย fk คอื แรงเสยี ดทานท่ีเกิดในสภาวะวัตถุกำลงั เคลือ่ นที่ 2. ผลการเรียนรู้ วิเคราะห์ อธิบาย และคำนวณแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุคู่หนึ่ง ๆ ในกรณีที่วัตถุหยุดนิ่งและ วัตถเุ คล่ือนที่ รวมทงั้ ทดลองหาสัมประสิทธค์ิ วามเสยี ดทานระหว่างผวิ สมั ผสั ของวตั ถุคหู่ น่งึ ๆ และนำความรู้ เร่อื งแรงเสียดทานไปใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้ 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ (Knowledge) 1) สามารถบอกความหมายแรงตง้ั ฉากและแรงเสียดทานได้ 3.2 ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (Skill/Process) 2) มที ักษะการคำนวณหาแรงตงั้ ฉากและแรงเสียดทานได้ถูกตอ้ ง 3.3 ดา้ นเจตคติ (Attitude) 3) เพ่ือให้มเี จตคติต่อวิชาฟสิ ิกส์ ในด้านคุณภาพการสอน ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรยี นรู้ และดา้ น บรรยากาศการเรยี นรู้ 4. สาระการเรยี นรู้ 4.1 เน้อื หาสาระหลกั : Knowledge (ผู้เรียนตอ้ งร้อู ะไร) - แรงท่เี กิดขึน้ ท่ีผวิ สมั ผสั ระหว่างวัตถุสองก้อนในทิศทางตรงขา้ มกับทิศทาง การเคล่อื นท่ี หรือแนวโนม้ ที่จะเคลื่อนที่ของวัตถุ เรียกว่า แรงเสียดทานแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสคู่หนึ่ง ๆ ขึ้นกับสัมประสิทธิ์ความ เสียดทาน และแรงปฏิกิริยาต้งั ฉากระหว่างผิวสัมผัสคู่นั้น ๆ ขณะออกแรงพยายามแตว่ ตั ถุยงั คงอยู่น่ิงแรงเสียด ทานมีขนาดเทา่ กบั แรงพยายามทีก่ ระทำต่อวัตถุน้ัน และแรงเสียดทานมีค่ามากที่สุดเม่ือวัตถุเริ่มเคลื่อนที่ เรียก จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวชิ าฟิสิกส์ 1 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 205 แรงเสียดทานนีว้ ่า แรงเสียดทานสถิต แรงเสียดทานท่ีกระทำต่อวัตถุขณะกำลังเคล่ือนที่ เรียกว่า แรงเสียดทาน จลน์ โดยแรงเสียดทานที่เกิดระหว่างผวิ สมั ผัสของวตั ถุคหู่ น่ึง ๆ คำนวณไดจ้ ากสมการ fs ≤ μsN fk = μkN - การเพมิ่ หรอื ลดแรงเสยี ดทานมีผลตอ่ การเคล่อื นทีข่ องวตั ถุ ซ่ึงสามารถนำไปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน 4.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process (ผู้เรียนสามารถปฏบิ ัติอะไรได้) - ทักษะการวเิ คราะห์ - ทกั ษะการสงั เกต - ทักษะการสอื่ สาร - ทกั ษะการทำงานร่วมกัน - ทกั ษะการนำความรไู้ ปใช้ 4.3 คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ : Attitude (ผ้เู รียนควรแสดงพฤติกรรมการเรียนอะไรบา้ ง) - มวี ินยั - ใฝ่เรยี นรู้ - มุง่ มัน่ ในการทำงาน - มคี วามซ่ือสัตย์ 5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนและคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มีวินัย 2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝ่เรียนรู้ 1) ทักษะการวเิ คราะห์ 3. มุ่งมน่ั ในการทำงาน 2) ทกั ษะการสังเกต 4. มคี วามซอ่ื สัตย์ 3) ทักษะการสอ่ื สาร 4) ทักษะการทำงานรว่ มกัน 5) ทักษะการนำความร้ไู ปใช้ 3. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวัดเชียงใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟิสิกส์ 1 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 206 6. กจิ กรรมการเรยี นรู้  แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model) ชัว่ โมงที่ 1 ขน้ั นำ กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั ทบทวนความรเู้ ดิมเกยี่ วกับ แรงและกฎการเคล่อื นทข่ี องนวิ ตนั 2. ครูถามคำถาม Prior Knowledge ว่า “เหตุใดเวลาที่นักเรียนนั่งบนเก้าอี้ จึงรู้สึกว่ามีแรงมากระทำที่ก้น ของนักเรยี น” (ทิง้ ชว่ งใหน้ กั เรยี นไดค้ ิด) (แนวตอบ เพราะเกิดแรงตั้งฉากหรือแรงปฏิกิริยาตั้งฉากระหว่างเก้าอี้ที่นักเรียนนั่งกับก้นของ นักเรยี น) 3. ครถู ามนักเรยี นต่อวา่ นักเรียนรู้จกั แรงปฏกิ ิริยาตัง้ ฉากหรือไม่ แรงน้มี ีความหมายวา่ อย่างไร (แนวตอบ แรงปฏิกิริยาตั้งฉาก เป็นแรงคู่กิริยาที่วัตถุ 2 สิ่ง กระทำซึ่งกันและกัน จะเกิดแรงนี้ขึน้ เกอื บทุกคร้งั ทีว่ ตั ถสุ ัมผสั กัน) 4. นักเรียนช่วยกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นคำตอบจากคำถาม เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนในเรื่อง เรอื่ ง แรงปฏกิ ริ ยิ าตง้ั ฉาก ขน้ั สอน สำรวจคน้ หา (Explore) 1. ครูอธบิ ายความหมายแรงปฏิกริ ยิ าต้งั ฉากว่า เป็นแรงคกู่ ิริยาโดยมีขนาดเท่ากบั แรงกิรยิ าแต่ทิศตรงกันข้าม จากที่นักเรียนน่ังบนเก้าอี้ นักเรียนมวล m นั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยนักเรียนนั่งด้วยแรงเนื่องจากน้ำหนักของ นกั เรยี น คอื mg พนื้ เกา้ อี้ออกแรงต้านน้ำหนักของนกั เรียน ด้วยแรง N ซึ่งเปน็ แรงปฏกิ ิริยา จะได้สมการ ความสัมพันธ์ N = mg 2. ครูให้นักเรียนศึกษาตวั อย่างเพิ่มเตมิ เกี่ยวกับแรงปฏกิ ริ ยิ าตัง้ ฉาก จากภาพตวั อยา่ งแรงปฏิกิริยาตั้งฉากใน หนงั สือเรยี นหน้า 118 3. ครยู กตัวอย่างภาพรถไฟเหาะตลี งั กา แล้วถามนกั เรียนวา่ จากภาพเกิดแรงปฏิกิรยิ าตั้งฉากหรอื ไม่ อย่างไร 3. นักเรียนช่วยกนั คิดวเิ คราะหเ์ พ่ือตอบคำถาม จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชยี งใหม่

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 4 207 ขน้ั สอน อธิบายความรู้ (Explain) 1. ครอู ธิบายเกย่ี วกบั ภาพรถไฟเหาะตีลงั กาว่า ภาพแสดงแรงปฏกิ ริ ิยาตัง้ ฉากที่กระทำกับวตั ถมุ ีทิศตั้งฉากกับ ผิวสัมผสั และสามารถเกิดข้ึนในทศิ ทางใดกไ็ ด้ 2. จากนัน้ ครูให้นกั เรียนศึกษาตัวอยา่ งการคำนวณจากโจทย์ปัญหา พร้อมท้งั ใหน้ กั เรยี นฝกึ แกโ้ จทย์ปัญหาใน หนังสอื เรยี น หน้า 119 ตามขัน้ ตอนการแก้โจทย์ปัญหา ดงั นี้ • ขนั้ ท่ี 1 ครใู หน้ ักเรียนทุกคนทำความเขา้ ใจโจทยต์ ัวอย่าง • ขั้นท่ี 2 ครูถามนกั เรยี นว่า ส่ิงทโ่ี จทยต์ ้องการถามหาคืออะไร และจะหาส่ิงที่โจทย์ต้องการ ต้องทำ อยา่ งไร • ขัน้ ที่ 3 ครใู หน้ กั เรยี นดูวิธที ำในการคำนวณหาคำตอบ • ขัน้ ที่ 4 ตรวจสอบคำตอบของโจทย์ตวั อยา่ งว่าถูกตอ้ ง หรอื ไม่ 3. ใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึกหดั เร่ือง แรงปฏกิ ริ ิยาตัง้ ฉาก ขน้ั สรปุ ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate) 1. ครูนำนักเรยี นอภปิ รายและสรปุ เกยี่ วกบั แรงปฏิกิรยิ าตั้งฉาก ดงั น้ี • แรงปฏิกิรยิ าตงั้ ฉากสามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อมจี ดุ สัมผัสระหว่างวตั ถุสองอย่าง • แรงปฏกิ ริ ยิ าต้งั ฉากสามารถเกดิ ขนึ้ ในทศิ ทางใดกไ็ ด้ • แรงปฏิกิรยิ าตั้งฉากไม่จำเปน็ ตอ้ งมขี นาดเทา่ กับนำ้ หนักของวตั ถทุ ก่ี ดทบั อยู่เสมอไป 2. ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นสอบถามเนือ้ หาเร่อื ง แรงปฏกิ ริ ิยาตง้ั ฉาก ว่ามีส่วนไหนทย่ี งั ไม่เข้าใจและให้ความรู้ เพิ่มเติมในสว่ นน้ัน 3. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันเฉลยคำถามจาก Unit Question 3 และแบบฝึกหัด เรอื่ ง แรงปฏกิ ิรยิ าตง้ั ฉาก ชั่วโมงท่ี 2-3 ขน้ั นำ กระตุ้นความสนใจ (Engage) 1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันทบทวนความร้เู ดมิ เกี่ยวกบั แรงปฏกิ ิริยาต้งั ฉาก 2. ครูถามคำถาม Prior Knowledge ว่า “เหตุใดเมื่อฝนตก แล้วถนนจึงลืน่ กว่าปกติ” (ทิ้งช่วงให้นักเรียนได้ คิด) (แนวตอบ ส่งิ สำคัญทอ่ี ยตู่ รงกลางระหวา่ งตวั รถกับถนนก็คือยางรถยนต์ ยางรถยนต์โดนกดทับด้วย นำ้ หนกั อยูต่ ิดกับพืน้ ถนน กเ็ กดิ แรงเสยี ดทานขับเคล่ือนไปได้ปรกติ แต่ถา้ มีอะไรมาแทรกตรงกลางระหว่าง ยางกับพืน้ แล้วทำใหแ้ รงเสียดทานนั้นหายไป ถนนจงึ ลืน่ กว่าปกติ) 3. ครูให้นกั เรียนสังเกตเวลาเดนิ ตามบริเวณต่าง ๆ ของโรงเรยี น เชน่ พน้ื ทราย พ้ืนดิน พื้นไม้ พนื้ ยาง และพ้ืน กระเบือ้ ง แลว้ ถามวา่ ลักษณะของพ้นื ผวิ สมั ผัสต่างกนั หรือไม่ (ท้งิ ช่วงให้นกั เรียนได้คิด) จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวัดเชยี งใหม่

แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 208 4. ครูถามนักเรยี นตอ่ วา่ นกั เรียนร้จู ักแรงเสยี ดทานหรอื ไม่ แรงนี้มคี วามหมายว่าอยา่ งไร (แนวตอบ แรงเสียดทาน คือ แรงที่ต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุซึ่งเกิดขึ้นระหว่างผิววัตถุกับพื้นที่ สัมผัสและมที ิศตรงกันขา้ มกบั ทิศการเคลอื่ นทขี่ องวัตถุเสมอ) 5. นักเรียนช่วยกันอภิปรายและแสดงความคิดเหน็ คำตอบจากคำถาม เพอื่ เชอื่ มโยงไปสูก่ ารเรยี นในเรือ่ ง เร่ือง แรงเสียดทาน ขน้ั สอน สำรวจค้นหา (Explore) 1. ครูอธิบายความหมายแรงเสียดทานว่า เป็น แรงที่ต้านการเคลื่อนทีข่ องวตั ถุซึ่งเกิดขึ้นระหว่างผิววัตถกุ บั พื้นท่สี ัมผสั และมที ศิ ตรงกันขา้ มกบั ทศิ การเคล่อื นทขี่ องวัตถุเสมอ 2. ครูให้นักเรียนศกึ ษาตัวอยา่ งแรงเสยี ดทาน จาก Physics Focus แรงเสยี ดทานชว่ ยให้มนุษย์เดินไดอ้ ยา่ งไร ตามรายละเอยี ดในหนังสอื เรยี น หน้า 120 3. นกั เรียนรว่ มกันอภปิ รายเก่ยี วกับแรงเสียดทาน ในประเดน็ ว่า ในชีวติ ประจำวันจะพบว่า เม่ือเดนิ บนพ้ืนผิว ทมี่ ลี ักษณะตา่ งกนั เชน่ ผวิ เรยี บ ผวิ ล่ืน ผิวขรขุ ระจะมผี ลตอ่ การเดินแตกตา่ งกนั ลกั ษณะของผิวสัมผสั มีผล ตอ่ การเคลือ่ นที่อย่างไร 4. ครูนำอภิปรายเรื่องลักษณะของผิวสัมผัส โดยอธิบายว่าลักษณะของพืน้ ผิวสัมผสั เป็นปัจจยั หนึ่งที่มีผลตอ่ แรงเสยี ดทาน ถา้ พื้นผิวเรียบ เช่น กระเบอื้ ง กระจก พลาสติก เปน็ ต้น จะเกิดแรงเสียดทานน้อย เน่ืองจาก พ้นื ผิวเรียบ มีกำรเสียดสรี ะหวา่ งกันน้อย ในทางกลับกนั ถ้าพื้นผวิ ขรุขระ จะเกดิ แรงเสยี ดทานมาก 5. ครูอาจยกตัวอย่างเพิ่มเติม เช่น การเตะฟุตบอล เวลาที่เราเตะลูกฟุตบอลไปบนสนามหญ้า จะเกิดแรง เสียดทานระหวา่ พื้นผิวของลูกฟุตบอลและพื้นสนาม โดยทิศทางของแรงเสยี ดทานจะตรงข้ามกับทิศที่ลูก ฟตุ บอลเคลือ่ นทีไ่ ป จงึ ตา้ นการเคลอ่ื นทีข่ องลูกฟุตบอล ทำใหล้ ูกฟตุ บอลเคล่ือนทชี่ ้าลงจนกระทัง่ หยดุ นิง่ 6. ให้นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ สืบค้นขอ้ มูลเก่ียวกับแรงเสยี ดทาน ความหมายของแรงเสยี ดทาน ชนดิ ของแรงเสียด ทาน การหาค่าแรงเสียดทาน ประโยชน์ของแรงเสียดทาน จากแหล่งสืบค้นต่าง ๆ เช่น หนังสือเรียน หนังสืออ้างอิงต่าง ๆ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น แล้วสรุปผลการสืบค้นในรูปของแผนผังความคิด ซึ่งนักเรียน สามารถใชก้ ารวาดรปู ประกอบเพ่อื สอื่ ความหมายลงในกระดาษฟลปิ ชาร์ต และตกแตง่ ให้สวยงาม (หมายเหตุ : ครเู ริ่มประเมนิ นักเรยี น โดยใชแ้ บบสงั เกตการณท์ ำงานกล่มุ ) ชัว่ โมงที่ 3-4 ขน้ั สอน อธบิ ายความรู้ (Explain) 1. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันนำข้อมูลที่รวบรวมที่ได้จากการศึกษามาวิเคราะห์ และหาลงข้อสรุป ร่วมกนั อภิปรายซักถามกนั ภายในกลุม่ จนเปน็ ทีเ่ ข้าใจตรงกนั 2. ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ นำแผนผงั ความคิดออกมานำเสนอผลงานหน้าช้ันเรยี น 3. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั อภิปรายสรุปเก่ยี วกับแรงเสียดทาน จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวัดเชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟสิ ิกส์ 1 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 209 ขน้ั สรุป ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate) 1. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดของแรงเสียดทาน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แรงเสียดทานสถิต และ แรงเสียดทานจลน์ ซ่งึ นักเรยี นสามารถศกึ ษาไดจ้ ากตัวอย่างการผลักตู้ท่ีวางอยบู่ นพ้ืนไม้ ตามรายละเอียด ในหนงั สอื เรยี น หน้า 121 2. ครใู ห้ความรู้เพ่ิมเติมเกี่ยวกับ การคำนวณหาค่าแรงเสียดทาน และอธบิ ายคำวา่ สัมประสทิ ธขิ์ องความเสียด ทาน ตามรายละเอียดในหนังสือเรยี น หนา้ 122-124 3. ครูอธิบายเกี่ยวกับการนำแรงเสียดทานไปใช้ประโยชน์ ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ มากมาย เชน่ ทำให้วัตถุหยุดนิง่ ไมเ่ คลื่อนท่ี เช่น ช่วยหยดุ รถยนต์ที่กำลังเคลือ่ นที่ ยางรถที่มีดอกยางช่วย ใหร้ ถ เป็นตน้ 4. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเน้ือหาเร่ือง ชนิดและประโยชน์ของแรงเสียดทาน ว่ามีส่วนไหนท่ยี งั ไม่ เขา้ ใจและใหค้ วามรูเ้ พิ่มเตมิ ในส่วนน้ัน 5. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั เฉลยคำถามจาก Unit Question 3 และแบบฝกึ หัด เร่ือง แรงเสียดทาน ช่ัวโมงท่ี 5-6 ขน้ั นำ กระตนุ้ ความสนใจ (Engage) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนความรู้เดมิ เกี่ยวกับแรงเสียดทาน ความหมายของแรงเสียดทาน ชนิดของ แรงเสียดทาน การหาคา่ แรงเสียดทาน ประโยชน์ของแรงเสยี ดทาน 2. ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การค้นหาคำตอบ แรงเสียดทานเกิดได้อย่างไร และแรงเสียดทานส่งผลให้เกิด อะไรได้บ้าง 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษากจิ กรรม เรอื่ ง แรงเสียดทาน จากหนงั สือเรียน หน้า 126-127 ขน้ั สอน สำรวจคน้ หา (Explore) 1. ครูให้นักเรียนแบ่งกล่มุ ซงึ่ ครอู าจใชเ้ ทคนิคการแบ่งกลุ่มผลสมั ฤทธิ์ (STAD) คือ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ท่มี ีสมาชกิ กลมุ่ 4–5 คน มรี ะดบั สตปิ ญั ญาแตกตา่ งกนั คอื เกง่ 1 คน: ปานกลาง 2–3 คน: ออ่ น 1 คน พร้อมทั้งเลอื กประธานกลุม่ รองประธานกลุ่ม เลขานุการกลุม่ และสมาชกิ กลมุ่ โดยสับเปลย่ี นหน้าท่ีใน การทำกิจกรรมกล่มุ (หมายเหตุ : ครูเรมิ่ ประเมินนกั เรียน โดยใช้แบบสังเกตการณ์ทำงานกลมุ่ ) 2. ครชู ้ีแจงจดุ ประสงคก์ ารทดลองให้นักเรียนทราบ ดงั น้ี • เพือ่ ศกึ ษาแรงเสยี ดทานทผ่ี ลต่อการเคลอ่ื นท่ี • บอกและอธิบายความหมายของแรงเสียดทานสถติ และแรงเสยี ดทานจลน์ได้ จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จงั หวดั เชียงใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 210 3. ครใู ห้นกั ร่วมกนั วางแผนทำการทดลอง การบันทกึ ผลการทดลอง ตลอดจนการกำหนดสมมุติฐาน และตัว แปรท่เี กีย่ วข้อง เพื่อนำไปร่วมกนั วิเคราะห์ อภปิ รายและลงข้อสรุป ปฏิบัตกิ ารทดลองตามที่กลุ่มนักเรียน ได้วางแผนไว้ ซ่ึงนักเรียนแตล่ ะกลุ่มต้องมีการแบ่งหน้าท่ีกันทำงานโดยไม่ให้ซ้ำกับหน้าท่ีเดิมที่เคยปฏิบัติ มาแล้ว 4. ครอู าจถามกระตุน้ ให้นักเรยี นไดค้ ดิ ด้วยตวั อยา่ งคำถามต่อไปนี้ • คา่ ของแรงเสียดทานข้ึนอยู่กบั สิ่งใด • แรงเสยี ดทานมีขนาดและทศิ ทางเท่าใด 5. ครูให้นักเรียนลงมือทดลองตามข้นั ตอนการทดลองทีก่ ำหนดในหนังสอื เรียน หน้า 126-127 และบันทึกผล การทดลอง 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มวิเคราะห์สรุปผลการทดลอง และนำแสนอหน้าชั้นเรียน ครูและนักเรียนร่วมอภิปราย การทดลองตามแนวคำถามท้ายการทดลอง สรุปการเรียนรู้ 7. หลังจากท่ีได้ร่วมกนั อภปิ รายขอ้ มูลจากการทดลองแล้ว ครตู ง้ั คำถามเพอ่ื เข้าสกู่ ารอภปิ รายเพมิ่ เติม ดังนี้ • แรงเสยี ดทานเกิดขึน้ บริเวณใด (ผวิ สัมผสั ของวัตถกุ บั พื้นผวิ นัน้ ) • นักเรยี นแรงเสียดทานส่งผลใหเ้ กดิ อะไรข้นึ (ตา้ นการเคลื่อนที่ของวัตถุ) • นกั เรียนคดิ ว่าลกั ษณะทศิ ทางของแรงเสยี ดทานเป็นอย่างไร (ตรงขา้ มกับแรงท่ีกระทำกับวตั ถ)ุ ขน้ั สอน อธิบายความรู้ (Explain) 1. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายสรุปเกี่ยวกับแรงเสียดทานว่า แรงเสียดทานสถิตเป็นแรงเสียดทานที่ กระทำตอ่ วตั ถขุ ณะหยดุ นิ่ง ส่วนแรงเสียดทานจลน์เป็นแรงเสยี ดทานที่กระทำตอ่ วัตถุขณะเคลอ่ื นท่ี 2. ครูต้ังคำถามเพ่อื อภิปรายกับนักเรียนเพ่มิ เติมเพื่อหาข้อสรปุ ดังน้ี • แรงเสียดทานมีความหมายวา่ อยา่ งไร (ผวิ สัมผัสของวตั ถกุ ับพนื้ ผวิ นัน้ ) • นกั เรียนแรงเสียดทานส่งผลให้เกิดอะไรขน้ึ (ตา้ นการเคลื่อนท่ีของวัตถุ) • นกั เรยี นคดิ ว่าลกั ษณะทิศทางของแรงเสยี ดทานเปน็ อย่างไร (ตรงขา้ มกับแรงที่กระทำกับวตั ถ)ุ 3. จากนั้นครูใหน้ กั เรยี นศึกษาตวั อยา่ งการคำนวณจากโจทย์ปญั หา พร้อมทัง้ ใหน้ ักเรยี นฝึกแกโ้ จทย์ปัญหาใน หนงั สือเรยี น หน้า 125 ตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหา ดังน้ี • ข้ันที่ 1 ครใู ห้นักเรยี นทกุ คนทำความเขา้ ใจโจทย์ตวั อยา่ ง • ข้นั ที่ 2 ครูถามนักเรียนว่า สิ่งท่ีโจทยต์ ้องการถามหาคอื อะไร และจะหาสิง่ ท่ีโจทย์ต้องการ ต้องทำ อย่างไร • ข้ันท่ี 3 ครูใหน้ กั เรยี นดูวิธีทำในการคำนวณหาคำตอบ • ขนั้ ที่ 4 ตรวจสอบคำตอบของโจทยต์ วั อย่างวา่ ถูกตอ้ ง หรือไม่ 4. ครูให้นกั เรียนทำแบบฝึกหดั เรือ่ ง แรงเสยี ดทาน ขน้ั สรปุ ขยายความเข้าใจ (Elaborate) 1. นกั เรยี นจะนำความร้เู รอื่ งแรงเสียดทานไปอธิบายอะไรได้บ้าง (การเคลอ่ื นท่ีของวตั ถุ การสมั ผสั ต่าง ๆ) จัดทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยธุ ยา ตำแหนง่ ครู กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวดั เชยี งใหม่

แผนการจัดการเรยี นรู้ รายวิชาฟิสกิ ส์ 1 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 211 2. ในชีวิตประจำวันนกั เรียนพบเห็นการนำความรู้เรื่องแรงเสยี ดทานไปใชป้ ระโยชน์อย่างไรบา้ ง (ทำให้วัตถุ หยุดนิ่งไม่เคลื่อนที่ เช่น ช่วยหยดุ รถยนต์ที่กำลังเคลื่อนท่ี ยางรถที่มีดอกยางช่วยให้รถเกาะถนนได้ดี เป็น ต้น) 3. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาเร่ือง ค่าแรงเสียดทาน ว่ามีส่วนไหนที่ยังไม่เข้าใจและให้ความรู้ เพมิ่ เตมิ ในส่วนน้ัน 4. ครูและนักเรียนร่วมกันเฉลยคำถามจาก Unit Question 3 และแบบฝึกหัด เรื่อง การคำนวณหาค่าแรง เสยี ดทาน ตรวจสอบผล (Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผล โดยการสงั เกตการตอบคำถาม การรว่ มกันทำผลงาน และจากการนำเสนอผลงาน 2. ครวู ัดและประเมนิ จากการทำใบงานท่ี 3.4 เร่อื ง แรงต้งั ฉากและแรงเสียดทาน 3. ครตู รวจสอบผลการใบกิจกรรม เรอื่ ง แรงเสยี ดทาน 4. ครวู ัดและประเมินผลจากการทำ Unit Question 3 ในหนังสอื เรียน ฟิสิกส์ เล่ม 1 5. ครวู ัดและประเมินผลจากแผนผังมโนทศั นท์ น่ี ักเรยี นได้สร้างขน้ึ จากขน้ั อธบิ ายความรู้ของนกั เรยี นเปน็ รายบุคคล 7. การวดั และประเมินผล วิธวี ัด เครือ่ งมอื เกณฑก์ ารประเมนิ - ตรวจใบงานท่ี 3.4 - ใบงานที่ 3.4 รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์ รายการวดั 7.1 การประเมนิ ระหว่าง การจัดกิจกรรม 1) แรงตงั้ ฉากและ แรงเสียดทาน 2) การนำเสนอ - ประเมนิ การนำเสนอ - ผลงานทีน่ ำเสนอ ระดบั คณุ ภาพ 2 ผลงาน ผลงาน ผ่านเกณฑ์ - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม 3) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤตกิ รรม การทำงานรายบคุ คล ระดบั คุณภาพ 2 ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์ 4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดับคุณภาพ 2 ทำงานกลมุ่ การทำงานกลุ่ม การทำงานกลมุ่ ผ่านเกณฑ์ 5) คุณลกั ษณะ - สงั เกตความมีวินยั - แบบประเมิน ระดับคุณภาพ 2 อันพงึ ประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมั่น คณุ ลักษณะ ผ่านเกณฑ์ ในการทำงาน อนั พงึ ประสงค์ 8. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้ 8.1 สอ่ื การเรียนรู้ 1) หนังสือเรียน รายวิชาเพม่ิ เติม ฟสิ ิกส์ ม.4 เล่ม 1 2) ใบงานที่ 3.4 เร่อื ง แรงตง้ั ฉากและแรงเสียดทาน 3) ชดุ การทดลอง เร่ือง แรงเสยี ดทาน จดั ทำโดย นายธนพฒั น์ อศิ รางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาฟสิ กิ ส์ 1 ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 212 4) PowerPoint เร่อื ง แรงตง้ั ฉากและแรงเสยี ดทาน 8.2 แหลง่ การเรียนรู้ 1) หอ้ งเรียน 2) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 9. การบรู ณาการตามจดุ เนน้ ของโรงเรยี น : ความหลากหลายทางชวี ภาพ หลกั ปรัชญา ครู ผูเ้ รียน ของเศรษฐกจิ พอเพียง 1. ความพอประมาณ พอดีดา้ นเทคโนโลยี พอดดี ้านจิตใจ 2. ความมเี หตุผล ร้จู ักใชเ้ ทคโนโลยีมาผลิตส่อื ท่ี มีจติ สำนกึ ทีด่ ี จิตสาธารณะรว่ ม 3. มีภูมิคุมกนั ในตวั ทดี่ ี เหมาะสมและสอดคลอ้ งเนือ้ หาเป็น อนรุ ักษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติและ 4. เงอ่ื นไขความรู้ ประโยชนต์ อ่ ผ้เู รียนและพัฒนาจากภมู ิ สงิ่ แวดลอ้ ม ปญั ญาของผูเ้ รียน - ยึดถอื การประกอบอาชีพด้วยความ ไมห่ ยุดนิง่ ท่หี าหนทางในชวี ติ หลุดพน้ ถกู ตอ้ ง สจุ รติ จากความทกุ ขย์ าก (การค้นหาคำตอบ เพ่ือใหห้ ลุดพ้นจากความไม่รู)้ ภมู ิปญั ญา : มคี วามรู้ รอบคอบ และ ภมู ิปัญญา : มีความรู้ รอบคอบ ระมัดระวงั รบั ผิดชอบ ระมัดระวงั สรา้ งสรรค์ ความรอบรู้ เร่ือง แรงต้ังฉากและ ความรอบรู้ เร่ือง แรงต้ังฉากและ แรงเสยี ดทาน ที่เกี่ยวขอ้ งรอบด้าน นำ แรงเสียดทาน สามารถนำความรู้ ความรมู้ าเชื่อมโยงประกอบการ เหลา่ นัน้ มาพิจารณาใหเ้ กิดความ วางแผน การดำเนินการจดั กิจกรรม เชอื่ มโยง สามารถประยุกต์ การเรียนรู้ให้กับผู้เรยี น ใช้ในชีวติ ประจำวันได้ 5. เงื่อนไขคุณธรรม มคี วามตระหนกั ใน คุณธรรม มี มีความตระหนกั ใน คณุ ธรรม มคี วาม ซ่อื สัตย์สุจรติ และมคี วามอดทน มี ความซื่อสัตย์สุจรติ และมีความอดทน ความเพยี ร ใช้สติปญั ญาในการดำเนิน ชีวิต มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการ ผเู้ รยี น ดำเนนิ ชีวติ ความหลากหลายทางชีวภาพ - สำรวจความหลากหลายทางชวี ภาพ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น ครู ในโรงเรยี น (ตามจดุ ท่ีไดร้ ับมอบหมาย) ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ผเู้ รยี น ความหลากหลายทางชีวภาพ - ความหลากหลายทางชีวภาพ - สำรวจความหลากหลายทาง - สืบคน้ ขอ้ มูลการอนุรกั ษ์ความ หลากหลายทางชีวภาพ (ตามหัวขอ้ ที่ ชวี ภาพในโรงเรียน (กำหนดจุดให้ ได้มอบหมาย) ผู้เรยี นสำรวจ) ส่งิ แวดลอ้ ม ครู ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ - การอนรุ กั ษ์ความหลากหลาย - การอนรุ ักษ์ความหลากหลายทาง ทางชวี ภาพ ชีวภาพ (กำหนดหวั ขอ้ ให้ผ้เู รยี น สืบคน้ ) จัดทำโดย นายธนพฒั น์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชยี งใหม่

แผนการจดั การเรียนรู้ รายวชิ าฟสิ ิกส์ 1 ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 213 10. ความเห็น/ขอ้ เสนอแนะ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษาหรอื ผทู้ ี่ไดร้ ับมอบหมาย 10.1 หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………. (นางสาวณัฐธนัญา บุญถึง) ………./……………./…………. 10.2 รองผ้อู ำนวยการฝ่ายบรหิ ารวิชาการ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายวเิ ศษ ฟองตา) ………./……………./…………. 10.3 ผูอ้ ำนวยการสถานศึกษา …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ …………………………………………. (นายอดิศร แดงเรือน) ………./……………./…………. จดั ทำโดย นายธนพัฒน์ อิศรางกรู ณ อยุธยา ตำแหนง่ ครู กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook