146 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ ชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์ ได้อธิบายมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 วา่ มาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าทม่ี ี 2 กรณี คือ16 1.การปฏบิ ัติโดยถูกตอ้ งตามระเบียบว่าดว้ ยการรักษาความลับ บทบัญญตั ิมาตรา 16 ให้คณะรฐั มนตรีกาหนดระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของราชการซ่ึงระเบียบ ดังกล่าวจะกาหนดชนั้ ความลับ วธิ ีการรกั ษาความลับ เครือ่ งหมายชั้นความลับ เจา้ หน้าทที่ ่จี ะเข้าถึงความลับและ เงื่อนไขในการเปิดเผยความลับ ระเบียบนี้จะเป็นแนวทางสาหรับเจ้าหน้าที่ ระดับล่างลงมาปฏิบัติ ดังนั้น หาก หน่วยงานของรัฐวางระเบียบไว้เช่นใดและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามระเบียบนั้นแล้ว หากระเบียบไม่รอบคอบทาให้ เจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดที่ไม่ควรเปิดเผยก็ไม่สมควรจะให้เจ้าหน้าที่ผู้เปิดเผยต้องรับผิดชอบเป็นการ สว่ นตัว 2.เจ้าหน้าทีผ่ มู้ ีอำนาจวนิ ิจฉัยการเปิดเผย ข้อมลู ขา่ วสารของราชการ แตล่ ะชนั้ ย่อมมคี ุณคา่ ในหลายด้าน ซง่ึ ประโยชนใ์ นแต่ละดา้ นอาจขัดกันได้ใช่ วา่ ถ้าเข้าขอ้ อ้างเป็นความลับแล้วจะต้องลับและเปิดเผยมิได้เสมอไป เพราะอาจเก่ียวกับประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ ความลับเล็กน้อยอาจต้องพิจารณาหลีกทางให้ มาตรา 20 (2) กาหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่กาหนดใน กฎกระทรวง (ระดับสูงเพียงพอที่จะรับผิดชอบได้) อาจวินิจฉัยได้ว่าข้อมูลข่าวสารใดควรเปิดเผยเป็นการทั่วไป หรอื เฉพาะบคุ คลใด หากมีประโยชน์ที่สาคัญย่ิงกวา่ เก่ียวกับประโยชน์สาธารณะ ชวี ติ ร่างกาย สุขภาพ หรือประ โยชนอื ่ืนของบุคคล หากการให้เปิดเผยได้ดาเนินการไป โดยสมควรแก่เหตุ (Proportionality) ซง่ึ ในการตัดสินใจ เปดิ เผยดังกล่าวอาจมีการรอนสิทธิประโยชน์ของเอกชนบางประการก็ได้ เพอื่ รักษาประโยชน์ที่สาคัญกว่าสมควร ให้ความคุ้มครองกับเจา้ หนา้ ทผี่ ู้ใชด้ ุลยพินิจวินิจฉยั ให้ไม่ต้องรบั ผิดเป็นการสว่ นตัว อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกจากการกระทาของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องได้รับ การเยียวยา ดังนั้นมาตรา 20 วรรคสอง ยังคงกาหนดให้หน่วยงานของรัฐยังคงต้องรับผิดตามกฎหมาย แม้ เจา้ หน้าที่ของรัฐจะไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แตอ่ งคก์ รคือหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบในความเสียหายท่ี เกดิ ขน้ึ ผเู้ สียหายจึงอาจฟ้องทางแพ่งเรยี กค่าเสียหายจากหน่วยงานของรฐั ได้ ส่วนในแง่โทษอาญาหากมีก็เป็นแต่ การบังคบั ตามโทษปรบั เพราะจะใช้โทษจาคุกแกน่ ิติบุคคลไม่ได้โดยสภาพอย่แู ล้ว เช่นเดียวกับฤทัย หงส์สิรแิ ละมานิตย์ จุมปา ได้อธิบายว่า17 การคุม้ ครองดงั กลา่ วเป็นการคุ้มครองให้กับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่แก่หน่วยงานของรัฐในการไปละเมิดสิทธิผู้อื่น ซึ่งหากการเปิดข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไป กระทบต่อสิทธิผอู้ ่ืน หรอื หากก่อใหเ้ กดิ ความเสียหายใหก้ ับผ้อู ่ืน ผู้นั้นก็ย่อมมสี ทิ ธิเรียกให้หน่วยงานของรัฐนั้นรับ ผดิ ได้ 16 ชยั วัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์,อ้างแลว้ .หนา้ 19. 17 ฤทัย หงส์สริ แิ ละมานิตย์ จมุ ปา,อา้ งแลว้ .หนา้ 157.
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพช็ ร | 147 6. การอุทธรณ์ (Appeal) คำส่ังตามพระราชบญั ญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้ให้สิทธิแก่ประชาชนในการทีจ่ ะอุทธรณ์คาสั่ง ต่าง ๆ ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของประชาชนตามกฎหมาย และ กาหนดให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่าง ๆ เป็นผู้มีอานาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัย อุทธรณ์ โดยการกาหนดสิทธิอุทธรณ์ของประชาชนตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 35 ซ่งึ มดี งั น้ี “ ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่ง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามข้อเสนอของคณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ คำสั่งมิให้เปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านตาม มาตรา 17 และคำสัง่ ไม่แก้ไขเปล่ยี นแปลงหรือลบข้อมูลขา่ วสารส่วนบคุ คลตามมาตรา 25” 6.1 สทิ ธิอุทธรณ์คำสง่ั ไมเ่ ปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารของราชการ กรณที ่ีประชาชนได้ยื่นคาขอข้อมลู ข่าวสารจากหนว่ ยงานของรัฐแล้วหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีของ หน่วยงานมีคาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามที่ประชาชนยื่นคาขอ ผยู้ น่ื คาขอนั้นมีสิทธิอุทธรณ์คาสั่งไม่เปิดเผย ขอ้ มูลข่าวสารนนั้ ไปยังคณะกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการตามมาตร 37 เพื่อจัดสง่ ใหค้ ณะกรรมการวินิจฉัย การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามความเหมาะสมของแต่ละองค์คณะ เมื่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ รบั เรื่องแลว้ จะทาหน้าท่พี ิจารณาว่าเป็นการอุทธรณ์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (ปัจจบุ ัน คณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารของราชการ (กขร.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาส่งเรื่องอุทธรณ์ทาหน้าที่แทน) หาก เห็นว่าเป็นอุทธรณ์ตามกฎหมายแล้วก็จะส่งคาอุทธรณ์ให้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดย คานึงถงึ ความเชี่ยวชาญเฉพาะดา้ น (Specialist) ของแต่ละสาขา โดยจะสง่ คาอทุ ธรณ์ภายใน 7 วนั นับแต่วันท่ีได้ รบั คาอทุ ธรณ์ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะทาหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์คาสั่งนั้น ซ่ึง คณะกรรมการวินิจฉัยฯ จะพิจารณาว่า การที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูล ข่าวสารนั้นใช้อานาจได้เหมาะสม ถูกต้องหรือไม่ ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และดุลพินิจว่าเป็นดุลพินิจท่ี เหมาะสมถูกตอ้ งหรือไม่ หากคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารของราชการ เห็นวา่ หน่วยงานของ รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสาคัญผิดในข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารก็จะมีคาวินิจฉัยให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่ หากคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดิ เผยข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้วเหน็ ว่ามีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายสนับสนุน อย่างชัดเจนให้สมควรที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ก็อาจมีคาวินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามคาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูล ข่าวสารนั้นอย่างไรก็ตามการพิจารณาอุทธรณข์ องคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดิ เผยข้อมูลข่าวสาร ก็ต้องเป็นไป
148 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ ตามหลกั ของพระราชบัญญัตขิ ้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปิดเผย ข้อมลู ขา่ วสารจะอา้ งเหตอุ ยา่ งอ่ืนมาพจิ ารณานอกเหนือจากมาตรา 15 ไมไ่ ด้ คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ.180/2553 คดีนผี้ ู้ฟ้องคดีไดฟ้ ้องคณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบรหิ ารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย (ผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี 1) และอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) โดยมีประเด็นแห่งคดีที่ศาลปกครองสูงสุดต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ว่า คาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามหนังสือที่ ศธ 0517/11482 ลงวันที่ 30 พฤษจิกายน 2548 ไม่เปิดเผยข้อมูล ข่าวสารแก่ผู้ฟ้องคดี และคาวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ สค 24/2549 ลงวันที่ 26 เมษายน 2549 ที่ยก อทุ ธรณ์ของผฟู้ อ้ งคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาคาร้องของผู้ฟ้องคดีแล้วได้มีหนังสือที่ ศธ 0517/11482 ลงวันที่ 30 พฤษจิกายน 2548 แจ้งปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามทีผ่ ูฟ้ อ้ งคดีรอ้ งขอโดยให้ เหตผุ ลวา่ เอกสารดังกล่าวไม่สามารถเปิดเผยได้ตามมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญตั ิข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ที่กาหนดว่า ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคาสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้ โดยคานึงถึงการปฏิบัติหน้าที่ตาม กฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกัน (2) การ เปิดเผยจะทาให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไมอ่ าจสาเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงคไ์ ด้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับ การฟอ้ งคดี การปอ้ งกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือรู้แหลง่ ที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ ตาม ประกอบกับหนังสือสานักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ว 26ลงวันที่ 17 กันยายน 2547 เห็นว่าเหตุผลของผู้ถูก ฟ้องคดีท่ี 2 ไม่อาจรับฟังได้ เน่อื งจากขอ้ เท็จจริงปรากฏว่า ผฟู้ อ้ งคดไี ดม้ ีหนังสือลงวันท่ี 7 พฤษจิกายน 2548 ถึง ผ้ถู ูกฟ้องคดีที่ 2 เพ่ือช้ีแจงข้อเท็จจริงกรณที ่ีนายแพทย์ ส.ไดม้ หี นังสือลงวนั ที่ 23 กันยายน 2548 ร้องเรยี นผู้ฟ้อง คดีใช้ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลยั โดยไม่ชอบต่อคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ โดยผู้ฟ้องคดีได้แนบสาเนาหนังสือ รอ้ งเรียนดังกล่าวดังกล่าวไปพร้อมกับคาชี้แจงด้วย ดังน้นั การท่ีให้เหตุผลว่าการไม่ให้เปิดเผยข้อมูลเก่ียวกับเรื่อง ร้องเรียนดังกล่าวเพื่อดาเนินการสืบสวนในทางลับตามหนังสือสานักงาน ก.พ. ที่ นร 1011/ว 26ลงวันที่ 17 กันยายน 2547 จึงไม่อาจรับฟังได้ ประกอบกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้การบังคับใช้ กฎหมายเสือ่ มประสิทธภิ าพแต่อยา่ งใด เพราะไมป่ รากฏว่ามีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ต่อผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีถือเป็นคู่กรณีที่สิทธิถูกกระทบกระเทือนจากผลของคาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังนั้น คาสง่ั ของผถู้ กู ฟ้องคดที ี่ 2 แจ้งตามหนงั สือท่ศี ธ 0517/11482 ลงวนั ท่ี 30 พฤษจิกายน 2548 ที่ปฏเิ สธไม่เปิดเผย ขอ้ มูลข่าวสารแก่ผู้ฟ้องคดจี ึงเปน็ คาสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อา้ งว่า ผู้ฟ้องคดีได้เห็น และทราบขอ้ ความในหนงั สือรอ้ งเรยี น ลงวนั ที่ 23 กนั ยายน 2548 ของนายแพทย์ ส. ที่มีถึงผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 2 แล้ว โดยทราบจากคณบดีคณะเภสัชศาสตร์หรือทราบจากเอกสารที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ส่งให้สถานีตารวจอาเภอพุทธ มณฑลนัน้ เหน็ วา่ เมอ่ื เอกสารดังกลา่ วเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการและยงั อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้อง คดีที่ 2 ประกอบกับไม่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผย แม้ว่าผูฟ้ ้องจะสามารถทราบข้อมลู ข่าวสารได้ทางอื่น แต่ผู้ ถูกฟอ้ งคดีท่ี 2 กย็ ังมีหน้าท่ตี ามกฎหมายท่ีจะตอ้ งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกลา่ วแก่ผฟู้ ้องคดีเม่ือผู้ฟ้องคดีร้องขอ
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพช็ ร | 149 ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญตั ขิ ้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 สาหรับคาวนิ ิจฉยั ของผ้ถู ูกฟ้องคดีท่ี 1 ที่ สค 24/2549 ลงวันที่ 26 เมษายน 2549 ที่ยกอุทธรณ์ผู้ฟ้องคดีนั้น โดยเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ทราบ ขอ้ เท็จจริงจากผู้ถูกฟอ้ งคดีที่ 2 วา่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไดด้ าเนนิ การเก่ียวกับเร่อื งรอ้ งเรียนของนายแพทย์ ส. จนได้ ขอ้ ยุติแล้ววา่ ผูฟ้ อ้ งคดีไม่มีความผิดตามระเบียบหรือกฎหมายแต่อย่างใด และกรณรี อ้ งเรียนดังกลา่ วเป็นเรื่องข้อ พิพาทส่วนตัวไม่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวอาจขยายความขัดแย้งเร่อื ง สว่ นตัวระหว่างผรู้ ้องเรียนและผูอ้ ุทธรณ์ใหเ้ พิม่ ขน้ึ ไปอกี ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของพระราชบญั ญัติข้อมลู ข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 เมื่อพิจารณาเหตุผลผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่มีมติให้ยกอุทธรณ์ของผู้ฟอ้ งคดีนั้น เห็นได้ว่าเป็นคา วินิจฉัยที่ไม่ได้คานึงถึงประโยชน์ของผู้ฟ้องคดีที่ชอบจะได้รับการรับรองและคุ้มครองสิทธิในฐานะผู้ร้องขอให้ หน่วยงานที่ครอบครองหรือควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารที่ผู้ร้องขอประสงค์ให้หน่วยงานของรัฐนั้นเปิดเผยเพื่อ นาไปใช้ประโยชน์ในการต่อสู้คดีของผู้ฟ้องคดี และแม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะเรื่องข้อพิพาทส่วนตัวไม่เกี่ยวกับ ประโยชน์สาธารณะ แต่ก็เป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองและให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 11 แห่ง พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ดังนั้นคาวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ สค 24/2549 ลง วันที่ 26 เมษายน 2549 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคาสั่งของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 2 ตามหนังสือที่ ศธ 0517/11482 ลงวันที่ 30 พฤษจิกายน 2548 และคาวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ สค 24/2549 ลงวันที่ 26 เมษายน 2549 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เปิดเผยหนังสือร้องเรียน ลงวันที่ 23 กนั ยายน 2548 ของนายแพทย์ ส. ท่ีมีถึงผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี 2 พรอ้ มท้ังเอกสารที่เกี่ยวขอ้ งท้ังหมดแก่ผู้ฟ้องคดีภายใน 30 วัน นับแต่วนั ทีศ่ าลมีคาพิพากษาถงึ ท่สี ุดน้นั ศาลปกครองสูงสุดเหน็ พ้องด้วย อีกกรณีหนึ่ง ตามระเบียบคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการว่าด้วย อานาจหน้าที่ วิธีพิจารณา และองค์คณะในการพิจารณาและวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. 2542 เม่ือ หน่วยงานของรัฐได้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามที่ได้มีการร้องขอจากหน่วยงานของรัฐแล้ว ต้องถือว่า การ อุทธรณ์นั้นเป็นการระงับลงเพราะไม่มีเหตุแห่งการวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นอีกต่อไปแล้ว คณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลขา่ วสารต้องจาหน่ายอุทธรณน์ ั้นออกจากสารบบ ดงั เชน่ คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและ การบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 25/2559 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาย ก. ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 ถึงผู้อานวยการสานักอานวยการประจาศาลล้มละลายกลาง ขอข้อมูลข่าวสารของอธิบดีผู้ พิพากษาศาลล้มละลายกลางที่มีคาสั่งยุติเรื่องร้องเรียนของผู้อุทธรณ์ รวมทั้งคาสั่งให้แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ อทุ ธรณท์ ราบ ศาลล้มละลายกลาง มีหนังสือ ที่ ศย 300.011/4515 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2559 ถึงผุ้อุทธรณ์แจ้งว่า เลขานกุ ารศาลล้มละลายกลางได้เสนออธิบดีผู้พพิ ากษาศาลล้มละลายกลางพิจารณาแลว้ มคี วามเห็นวา่ หนังสือที่ ผู้อานวยการศาลล้มละลายกลางแจ้งผู้ร้องไปแล้วมีรายละเอียดชัดเจนเพียงพอแล้ว กรณีไม่มีเหตุจาเป็นตามคา รอ้ ง จึงไมอ่ นุญาต
150 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ ผู้อุทธรณ์จึงมีหนังสือลงวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ถึงคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ อุทธรณ์ คาส่งั มิใหเ้ ปดิ เผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานดังกลา่ ว คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับ ใช้กฎหมายได้พิจารณาคาอุทธรณ์ ประกอบเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว ข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือ ร้องเรียนต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ดาเนินคดีล้มละลาย คดีหมายเลขดาที่ 2519/2549 ว่าเจ้าหน้าที่ศาลกระทาหน้าที่โดยไม่สุจริต ซึ่งผู้อานวยการ สานกั อานวยการประจาศาลลม้ ละลายกลางได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสนอเลขานุการศาลลม้ ละลายกลางเพื่อ เสนออธิบดีผู้พพิ ากษาศาลล้มละลายกลางพิจารณาสั่งการ และอธิบดผี ู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางได้ส่ังยุติเรื่อง ร้องเรยี นดังกลา่ ว ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคมฯ ศาลลม้ ละลายกลาง มี หนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศย 300.011/13873 ลงวันที่ 1 กันยายน 2559 แจ้งคณะกรรมการฯ ว่า สานักอานวยการ ประจาศาลล้มละลายกลางได้ส่งสาเนาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคาสั่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางที่สั่งยุติ เรื่องร้องเรียนของผู้อุทธรณ์ดังกล่าว ไปให้ผู้อุทธรณ์เรียบร้อยแล้ว พร้อมแนบสาเนาหนังสือศาลล้มละลายกลาง ที่ ศย 300.011/13873 ลงวันที่ 1 กันยายน 2559 แจ้งส่งเอกสารแก่ผู้อุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการฯ เพื่อ ประกอบการพิจารณา คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับ ใช้กฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการฯ ว่า ศาลล้มละลาย กลางได้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์พร้อมจัดส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้แก่ผู้อุทธรณ์ในระหว่างการ พิจารณาของคณะกรรมการฯ เรียบร้อยแลว้ จึงไมม่ ีประเด็นต้องวินิจฉยั 6.2.สิทธอิ ทุ ธรณ์กรณที ี่หนว่ ยงานของรัฐไม่รบั ฟังคำคดั ค้านมใิ ห้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น กรณีที่มีผู้ยื่นขอข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานของรัฐเห็น วา่ ขอ้ มลู ข่าวสารท่ีย่ืนขอนี้หากเปิดเผยแล้วอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของผู้หน่ึง หนว่ ยงานของรัฐต้องแจ้งให้ ผูน้ ้ันเสนอคาคัดคา้ นภายในเวลาที่กาหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสิบหา้ วัน เม่ือผนู้ ้นั ได้แจ้งคาคัดค้านให้กับหน่วยงาน ของรัฐทราบแล้วภายในกาหนดเวลา แต่ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวไม่รับฟังคาคัดค้าน โดยแจ้งว่าจะ เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร กรณีเช่นนี้กฎหมายบัญญัติให้บุคคลผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์คาสั่งไม่รับฟังคาคัดค้านได้ โดย อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสิบห้าวันนับแต่ได้รับแจ้งคาสั่งไม่รับฟังคา คดั คา้ นจากหน่วยงานของรัฐ 6.3.ระยะเวลาการอุทธรณ์ ประเด็นสาคญั อีกประเด็นหนึง่ ที่ต้องหยิบยกมาอธิบายในส่วนของการอุทธรณ์คาส่ังตามพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล พ.ศ. 2540 คือ การอุทธรณ์คาสั่งต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จะต้องดาเนินการภายในเวลาที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 18 กาหนด ซึ่ง มาตรา 18 บัญญตั วิ ่า
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพ็ชร | 151 “ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือมีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 ผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนั้น โดยยนื่ คำอทุ ธรณต์ อ่ คณะกรรมการ” การยื่นอุทธรณ์เกินกาหนดระยะเวลาที่พระราชบัญญัตินี้กาหนด จะทาให้คณะกรรมการวินิจฉัยการ เปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสารไม่มีอานาจในการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและ การบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 30/2559 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาย ก. ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 ถึงเทศบาลตาบลบ้านแปะ อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ขอข้อมูลข่าวสารจานวน 2 รายการ เทศบาลตาบลบ้านแปะมีหนังสือ ที่ ชม 59001/581 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 แจ้งผู้อุทธรณ์ไม่ อนุญาตตามคาขอ เนอื่ งจากเปิดเผยไม่ได้ตามมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ทั้งนี้ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ภายใน 15 วัน นับแต่ ได้รับแจ้งคาสง่ั นโ้ี ดยยื่นอุทธรณ์ตอ่ คณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสาร ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 สิงหาคม 2559 ถึงคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร อุทธรณ์คาสงั่ มใิ หเ้ ปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสารดังกลา่ ว คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้ กฎหมาย พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้อุทธรณ์มีคาขอข้อมูลข่าวสารจานวน 2 รายการ ซึ่งเทศบาลตาบลบ้านแปะ ปฏเิ สธการเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารรายการที่ 2 สานวนรายงานการไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ พรอ้ มเอกสารประกอบจานวน 506 แผ่น ตามหนังสือเทศบาลบ้านแปะ ที่ ชม 59001/581 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 พร้อมแจ้งสิทธิ อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคาสั่งให้ผู้อุทธรณ์ ทราบ แต่ผู้อุทธรณ์ไม่ได้สิทธิอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กาหนดตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 คณะกรรมการฯ จึงไมม่ ีอานาจรบั อทุ ธรณ์น้ีไวพ้ ิจารณา คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและ การบงั คับใช้กฎหมาย ท่ี สค 28/2559 อทุ ธรณ์เร่อื งนี้ได้ความว่า ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ก. มีหนังสือลงวันที่ 18 มีนาคม 2559 จานวน 3 ฉบับ ถึงนายกสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอข้อมูลข่าวสารจานวน 6 รายการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีหนังสือที่ ศธ 0519.1.03/5799 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ปฏิเสธ การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร พรอ้ มท้ังแจง้ สทิ ธิในการอุทธรณค์ าสั่งภายในสิบห้าวันนับแตว่ ันไดร้ บั แจ้งคาสั่งให้กับผู้ อทุ ธรณ์ทราบ ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ถึงประธานกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร อุทธรณ์คาส่ังไม่ให้เปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารของมหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
152 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้ กฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้มีประเด็นต้องพิจารณาว่า ผู้อุทธรณ์ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ กฎหมายกาหนดหรือไม่ ข้อเทจ็ จริงปรากฏวา่ ผู้อุทธรณ์ใช้สทิ ธขิ อขอ้ มูลข่าวสารเกี่ยวกับการเสนอขอให้ถอดถอน ตาแหน่งศาสตราจารย์ของผู้อุทธรณ์ไปยังนายกสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 ต่อมามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีหนังสือที่ ศธ 0519.1.03/5799 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ปฏิเสธการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งแจ้งสิทธิในการอุทธรณ์คาสั่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันได้รับแจ้งคาสั่งให้กับผู้ อุทธรณ์ทราบ ซึ่งผู้อุทธรณ์ได้ทราบคาสั่งดังกล่าวตามหลักฐานสาเนาใบตอบรับ EMS ในประเทศ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 ผู้อุทธรณ์จึงต้องยื่นอุทธรณ์อย่างช้าไม่เกินวันที่ 6 สิงหาคม 2559 แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ อุทธรณ์มีหนังสืออุทธรณ์คาสั่งต่อประธานกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ซึง่ เปน็ ระยะท่ีเกินสิบหา้ วันนับแต่วันท่ผี อู้ ุทธรณ์ได้รบั ทราบคาสงั่ จากมหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ดังนั้น จึงเปน็ การใชส้ ทิ ธิเกนิ ระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนด คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและ การบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 6/2559 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาง ก. ผู้อุทธรณ์ ตาแหน่งครู โรงเรียนบ้าน ดอนแดงสงั กัดสานักเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 ได้มอบอานาจให้สิบตารวจโท ข. มีหนังสือ ลงวันที่ 20 เมษายน 2558 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสอบ คดั เลอื กผบู้ ริหารสถานศึกษา ประจาปี 2558 จานวน 3 รายการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีหนังสือ ที่ สธ 0519.1.03/4228 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ถึงสิบ ตารวจโท ข. ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร และแจ้งสิทธิอุทธรณ์คาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคาสั่งตามมาตรา 18 แห่ง พระราชบัญญัติข้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการอุทธรณ์ คาส่งั มิใหเ้ ปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารของมหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารด้านสังคม การบรหิ ารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้ กฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้มีประเด็นต้องพิจารณาว่าว่า ผู้อุทธรณ์ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ กฎหมายกาหนดหรือไม่ เหน็ วา่ ผอู้ ุทธรณ์ไดม้ อบอานาจให้สิบตารวจโท ข. ใชส้ ทิ ธขิ อขอ้ มูลข่าวสารเก่ียวกับการ สอบคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา ประจาปี 2558 โดยสิบตารวจโท ข. ได้ยื่นขอข้อมูลข่าวสารในวันที่ 20 เมษายน 2558 ตอ่ มาวนั ที่ 21 พฤษภาคม 2558 มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒมีหนังสอื ที่ สธ 0519.1.03/4228 ถึงสบิ ตารวจโท ข. ปฏเิ สธการเปดิ เผยข้อมลู ขา่ วสาร พรอ้ มทัง้ และแจง้ สิทธิอุทธรณค์ าสง่ั ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคาสั่ง ดังนั้น ในกรณีผู้ อุทธรณ์ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2558 และในกรณีการแจ้ง โดยไปรษณีย์ตอบรับตามมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ถือว่าได้รับ แจง้ เมอื่ ครบกาหนดเจ็ดวันนับแตว่ ันทสี่ ่ง ซ่งึ ผู้อุทธรณต์ ้องย่ืนอุทธรณ์อยา่ งชา้ ไม่เกนิ วันท่ี 12 มถิ ุนายน 2558 แต่
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 153 ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้อุทธรณ์มีถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ซ่ึง เป็นระยะเวลาที่เกินสิบห้าวันนับแต่วันทผ่ี ู้อุทธรณ์ได้รับทราบคาส่ังจากมหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ ดังน้ัน จึง เปน็ การใช้สิทธิเกินระยะเวลาท่กี ฎหมายกาหนด
บทท่ี 5 ขอ้ มลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คล (Personal Information) ในรฐั เสรีประชาธิปไตย (Democratic State) จะมีการรับรองสิทธิและเสรีภาพ (Rights and Liberties) ของประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ (Constitution) ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด (Supreme Law of the Land) ซึ่งถือ เป็นหลักการสาคัญเพื่อประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนว่าจะไม่ถูกล่วงละเมิดจากอานาจรัฐโดยไม่มี ขอบเขต หลักการนี้เกิดจากแนวความคิดที่ว่า แม้ว่าประชาชนจะตกลงยกอานาจการปกครองให้กับรัฏฐาธิปัตย์ (Sovereignty) แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฏฐาธิปัตย์จะดาเนินการอย่างไรกไ็ ด้กับประชาชน สิทธิและเสรีภาพบาง ประการ ประชาชนไม่ได้สละให้กับรฏั ฐาธิปัตยแ์ ต่อย่างใด ทาให้รฏั ฐาธิปัตย์ไม่สามารถละเมิดหรือจากัดสิทธิและ เสรีภาพขั้นพื้นฐานได้ตามใจของตน การจากัดสิทธิและเสรีภาพใด ๆ ของประชาชนต้องความมุ่งหมาย สาม ประการ คือ 1.เพอ่ื การคุ้มครองสิทธขิ องบคุ คลอ่ืน 2.เพื่อการดารงอยแู่ ละเพอื่ ความสามารถในการทาภาระหน้าที่ ของรฐั 3.เพ่อื ประโยชน์สาธารณะอ่ืน ๆ การคุ้มครองสิทธิของบุคคลอื่นถือเป็นเหตุผลประการสาคัญในการจากัดสิทธิและเสรีภาพ “สิทธิของ บุคคลอื่น” เป็นความชอบธรรมให้เกิดการจากัดสิทธิและเสรีภาพ ในสภาวะธรรมชาตินั้นมนุษย์ทุกคนมีความ เสมอภาคและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าบุคคลใดก็ไม่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย ทรัพยส์ นิ และเสรีภาพของบุคคลอ่ืนได้ ดังน้นั เสรีภาพของบุคคลหนึง่ ยอ่ มมีขอ้ จากัดอยู่ท่ีเสรีภาพของบุคคลอื่น ๆ เมือ่ มรี ฐั ขึ้น “สิทธิของบคุ คลอื่น” จึงเปน็ ตรรกะในทางกฎหมายของกฎหมายบัญญัติ1 ตามทไ่ี ด้กล่าวมา สิทธิประการหนง่ึ ที่รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยรับรองไว้ คือ “สิทธิความเป็น ส่วนตัว” (Privacy Right) ซึ่งโดยปกตติ ามสภาวะธรรมชาติ มนษุ ยย์ ่อมตอ้ งการความเปน็ ส่วนตัวที่ไม่ประสงค์ให้ คนอื่นเข้ามาก้าวล่วงหรือล่วงรู้ หรืออาจเรียกว่า สทิ ธิที่จะอยู่ตามลาพัง (Right to be led Alone) ซึ่งสิทธิน้ีเป็น สิทธิตามธรรมชาติ (Natural Right) ที่ติดตัวกับมนุษย์มาแต่กาเนิด และเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญในระบอบ ประชาธิปไตยที่เป็นสากลรับรองไว้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้รับรองสิทธินี้เอาไว้เช่นกัน ในมาตรา 32 ซ่ึงบญั ญตั วิ ่า 1 บรรเจดิ สิงคะเนติ, อ้างแล้ว. หน้า 215.
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 155 “มาตรา 32 บคุ คลยอ่ มมสี ทิ ธิในความเปน็ อยูส่ ่วนตัว เกียรติยศ ชือ่ เสียง และครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วน บุคคลไปใชป้ ระโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เวน้ แต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายทต่ี ราขึ้นเพยี งเท่าที่จำเปน็ เพ่อื ประโยชนส์ าธารณะ” ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเป็นสิทธิและเสรีภาพที่เกี่ยวข้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคล ได้มีการ รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อเป็นหลักประกันว่า ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของบุคคลใดจะ ไมถ่ กู หน่วยงานของรัฐและเจา้ หนา้ ที่ของรัฐนาไปเปิดเผยหรือใช้ได้ตามอาเภอใจ ไมม่ ขี อบเขต การเปิดเผยข้อมูล ขา่ วสารสว่ นบุคคลจะกระทาไดเ้ ว้นแต่ในกรณที ่ีกฎหมายกาหนดเทา่ นั้น เช่นเดยี วกันสิทธิและเสรภี าพของของเรา ทจ่ี ะเข้าถึงสทิ ธใิ นข้อมูลข่าวสารสว่ นบคุ คลของบคุ คลอื่นยอ่ มเป็นข้อจากัดตามหลัก “สิทธขิ องบุคคลอื่น” เช่นกนั นอกจากนี้ การที่รัฐธรรมนูญต้องบัญญัติรับรองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีเหตุผลเนื่องมาจากข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคลกลับตกอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐเป็นจานวนมาก เพราะการติดต่อราชการ การขออนุญาต การขออนุมตั ิ การสมัครเขา้ ศกึ ษาตอ่ การตรวจรักษาโรค การสมัครเขา้ รบั ราชการ ฯลฯ มีจาเป็น จะต้องใช้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เช่น สาเนาบัตรประชาชน สาเนาทะเบียนบ้าน การกรอกทะเบียนประวัติ หรือเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องส่งมอบให้กับหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐจึงครอบครองหรือ ควบคมุ ดูแลขอ้ มลู ขา่ วสารสว่ นบุคคลไว้เป็นจานวนมาก นอกจากนใ้ี นปัจจบุ ันข้อมลู ข่าวสารส่วนบคุ คลมีความสาคญั อยา่ งมากเน่ืองจากข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล นั้นอาจมีผลกระทบต่อบุคคลคนนั้นในหลายทาง เช่น อาจมีผลเกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของบุคคล เนื่องการที่รู้ว่า บุคคลดังกล่าวอยู่ที่ใด มีการจับจ่ายหรือใช้เงินอย่างไร ไปที่ไหนบ้าง มีทรัพย์สินอย่างไร ย่อมทา ให้คาดเดาถึงพฤติการณ์และการกระทาของบุคคลดังกล่าวรวมตลอดถึงผู้ที่บุคคลนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องได้ง่าย การ ปองร้ายจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น2 นอกจากนี้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลยังเป็นข้อมูลข่าวสารที่อาจใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น การเสนอขายสินค้าหรือบริการ การขายประกัน ซึ่งเป็นการรบกวนความเป็นอยู่ ส่วนตวั ของเจ้าของขอ้ มูลส่วนบคุ คลนั้น ปัจจุบัน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลและการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลคือ พระราชบญั ญตั ิข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีเจตนารมณ์สาคัญประการหนึ่งคือ การคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแล ของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 32 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จึงมีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคลไว้ โดยกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเหล่านี้ไว้เป็นการเฉพาะ เพอ่ื เปน็ การคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลท่ีอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐเหลา่ นี้ 2 ฤทยั หงส์สริ แิ ละมานิตย์ จุมปา.อา้ งแลว้ ,หนา้ 87.
156 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ 1.ความหมายของขอ้ มูลขา่ วสารส่วนบคุ คล พระราชบัญญตั ิข้อมลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 4 ไดน้ ยิ ามข้อมลู ขา่ วสารส่วนบคุ คล ไวว้ า่ “ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มี ชอ่ื ของผนู้ ัน้ หรอื มีเลขหมาย รหสั หรอื สิง่ บอกลักษณะอยา่ งอื่นทีท่ ำให้รู้ตัวผนู้ ้ัน เช่น ลายพิมพ์นิ้ว มือ แผ่นบันทึกลักษณะของเสียงของคนหรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสาร เก่ียวกับสง่ิ เฉพาะตวั ของผู้ทแี่ ก่กรรมแลว้ ด้วย” ดังนัน้ โดยสรุป ขอ้ มลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คล ต้องประกอบด้วย 1.ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เป็น “สิ่งเฉพาะตัว” ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าในเรื่องใด เช่น ประวตั ิ การศึกษา ฐานะการเงนิ ฯลฯ 2.ข้อมูลข่าวสารนั้นต้องมี “สิ่งชี้ตัวบุคคล” ด้วยว่า เป็นข้อมูลข่าวสารของบุคคลใด โดยอาจเป็นช่ือ รหัส หมายเลข รูปถ่ายหรือสิ่งบ่งชี้อย่างอื่นก็ได้ การเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล จะต้องมีองค์ประกอบเรื่อง “ส่ิงช้ีตวั บคุ คล” ทจ่ี ะทาใหร้ ู้วา่ เป็นบคุ คลใดเสมอ ถา้ ไมม่ ีส่งิ ชต้ี ัวบุคคลท่ีทาให้รู้ว่าเป็นบุคคลใด ยังไม่ถือว่าข้อมูล ข่าวสารนัน้ เป็นข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคล ตัวอย่างของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เชน่ ทะเบยี นประวัตนิ ักศึกษา ทะเบียนประวัติข้าราชการ สาเนา บัตรประชาชน สาเนาทะเบยี นบา้ น โฉนดทีด่ นิ ฯลฯ ฉะนัน้ ขอ้ มูลข่าวสารส่วนบคุ คลจะตอ้ งประกอบด้วย 2 องคป์ ระกอบน้ี ถา้ ไม่ครบองคป์ ระกอบย่อมไม่ใช่ ขอ้ มลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการ แผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายที่ สค. 169/2552 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า ผู้อุทธรณ์เป็นผู้บังคับหมู่ฝ่าย ตรวจคนเข้าเมือง 2 ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีหนังสือลงวันที่ 12 มกราคม 2552 และ วันท่ี 23 มกราคม 2552 ถึงผ้บู ญั ชาการกองบญั ชาการศึกษา สานักงานตารวจแหง่ ชาติ ขอข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับ การการสอบคัดเลือกข้าราชการตารวจช้ันประทวนและการสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเพื่อแต่งตง้ั เป็นข้าราชการ ตารวจชัน้ สัญญาบัตร ดงั นี้ 1.เอกสารบัญชีรายชื่อข้าราชการตารวจชั้นประทวนผู้มีวุฒิปริญญาโทผู้เข้ารับการคัดเลือกและ บุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาโททางกฎหมายหรือประกาศนียบัตรเนติบัณฑิตผู้เข้ารับการแข่งขัน ผู้ผ่านการ ประมวลผลการสอบทั้งสาย อก. 1 ปป. 2 และนส. 3 ซึ่งเป็นบัญชีแนบท้ายบันทึก บช.ศ. ที่ 0036.325/65 ลง วนั ท่ี 27 กนั ยายน 2550 2.ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกของข้าราชการตารวจชั้นประทวนที่เข้าสอบคัดเลือกเป็น ข้าราชการตารวจชนั้ สญั ญาบัตร ตามประกาศกองบญั ชาการศกึ ษาลงวนั ที่ 19 เมษายน 2550
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 157 3.ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกของข้าราชการตารวจชั้นประทวนที่เข้าสอบคัดเลือกเป็น ขา้ ราชการตารวจชน้ั สญั ญาบัตร ตามประกาศกองบญั ชาการศึกษาลงวนั ที่ 9 สงิ หาคม 2550 4.ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับการสอบแข่งขันของบุคคลภายนอกที่เข้ารับการสอบแข่งขันเป็นข้าราชการ ตารวจช้นั สัญญาบัตร ตามประกาศกองบญั ชาการศกึ ษาลงวันท่ี 9 สงิ หาคม 2550 กองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจแห่งชาติ มีบันทึก ที่ 0036.3/527 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2552 ถึง ผ้อู ทุ ธรณป์ ฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารรายการท่ี 1 โดยใหเ้ หตุผลวา่ เป็นเอกสารเกี่ยวกับการใหค้ วามเห็นและ ข้อแนะนาภายในสานักงานตารวจแห่งชาติ ตามมาตรา 15 (3) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ส่วนรายการที่ 2 รายการท่ี 3 และรายการที่ 4 ปฏิเสธการเปิดเผยในส่วนที่เกี่ยวกับผลคะแนนของ ผู้สมคั รเขา้ รบั การคัดเลอื กและการสอบแขง่ ขัน โดยใหเ้ หตผุ ลว่า เปน็ ขอ้ มลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คล การเปดิ เผยจะเป็น การรุกล้าสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ตามมาตรา 15 (5) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคบั ใช้กฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า การสอบคัดเลอื กและการสอบแข่งขันบคุ คลเพ่ือแต่งตัง้ เป็นข้าราชการตารวจช้ัน สัญญาบัตรของสานักงานตารวจแห่งชาตินั้น ได้มีการดาเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสอบ ดังกล่าวจึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจเปิดเผยต่อผู้ท่ีเก่ียวข้องได้เพ่ือความโปร่งใสในการดาเนินงานของ หน่วยงานของรัฐ ข้อมูลข่าวสารรายการที่ 1 บันทึกกองบัญชาการศึกษาที่ 0036.325/65 ลงวันที่ 27 กันยายน 2550 เป็นการเสนอเรื่องที่หน่วยงานได้ดาเนินการเกี่ยวกับการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อเข้ารับราชการตารวจต่อ ผู้บังคับบญั ชาตามลาดับช้ัน อันมลี กั ษณะเป็นการปฏิบัติราชการตามอานาจหน้าที่ และไม่เข้าลักษณะอย่างหนึ่ง อย่างใดที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคาสั่งมิให้เปิดเผยได้ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ส่วนข้อมูลข่าวสารรายการที่ 2 รายการที่ 3 และรายการที่ 4 กองบัญชาการศึกษาเปิดเผยรายชื่อของผู้ที่สอบไม่ผ่านและผลคะแนนของผู้สมัครสอบ ข้อมูลข่าวสารในส่วนชื่อ ของบุคคลและผลคะแนนที่ผู้สมัครสอบแต่ละคนทาได้ในการสอบนั้น ไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ประกอบ กับผ้อู ทุ ธรณเ์ ป็นบุคลากรของสานักงานตารวจแหง่ ชาติ กล่าวคอื เปน็ ข้าราชการตารวจชั้นประทวนท่ีอาจใช้สิทธิ สมัครสอบคัดเลือก หรือสอบแข่งขันเพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตารวจชั้นสัญญาบัตร เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการ ดาเนนิ การสอบของสานักงานตารวจแห่งชาติ จงึ เห็นควรเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารให้ผู้อุทธรณ์ทราบได้ การเปิดเผย ในกรณีน้ไี ม่เป็นการรุกล้าสิทธิส่วนบคุ คลโดยไม่สมควรตามมาตรา 15 (5) แหง่ พระราชบัญญัตขิ ้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการ แผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายที่ สค. 29/2559 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาย ก. ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลง วนั ที่ 28 มกราคม 2559 ประสงคข์ อใหโ้ รงพยาบาลปทมุ ธานีแกไ้ ขรายละเอียดบาดแผลให้ตรงตามขอ้ เท็จจริง สานกังานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สธ 0201.045.8/18508 ลงวันที่ 20 มถิ ุนายน 2559 ถึงผ้อู ทุ ธรณแ์ จง้ ว่า ไมส่ ามารถแกไ้ ขเอกสารย้อนหลงั ให้ผิดไปจากข้อเทจ็ จริงได้
158 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ ผูอ้ ทุ ธรณม์ หี นังสือลงวันท่ี 22 กรกฎาคม 2559 ถงึ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารร้อง ขอความเป็นธรรมเพ่อื อทุ ธรณค์ าส่ังไมแ่ ก้ไขข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานดงั กลา่ ว คณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคบั ใชก้ ฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีน้มี ีประเด็นต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ขอ้ มูลข่าวสารท่ีผู้อุทธรณ์ขอให้แก้ไข เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลหรือไม่ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 4 กาหนด นิยามคาว่า ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติ การทางาน บรรดาที่มีชื่อของผู้น้ันหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอย่างอื่นท่ีทาให้รู้ตัวผู้น้ัน เช่น ลาย พิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะของเสียงของคนหรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงข้อมูลขา่ วสารเก่ียวกับสง่ิ เฉพาะตวั ของผู้ทแี่ ก่กรรมแล้วด้วย ข้อมูลข่าวสารท่ีผู้อุทธรณข์ อให้แก้ไข คอื บนั ทึกรายละเอียดบาดแผลในใบผล การตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ ข้อมูลดังกล่าวจึงเป็นความเห็นของแพทย์ในการตรวจรักษาซ่ึง ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้ความเห็น จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการฯ จะมีอานาจรับฟัง พยานหลักฐานมาแก้ไขได้ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 2.บคุ คลผู้ได้รับความค้มุ ครองเกี่ยวกับขอ้ มลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คล กรณีการคุ้มครองขอ้ มูลข่าวสารส่วนบุคคลนี้มุ่งคุ้มครองเฉพาะข้อมูลข่าวสารของบุคคลธรรมดาเท่านัน้ ไม่รวมถึงนิติบุคคล เพราะพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 หมวด 3 ข้อมูลข่าวสารส่วน บุคคล มาตรา 21 บญั ญัติวา่ “เพื่อประโยชน์แห่งหมวดนี้ “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยและบุคคล ธรรมดาทไี่ ม่มสี ญั ชาตไิ ทยแต่มถี ่ินทอ่ี ยู่ในประเทศไทย” ส่วนการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามหมวดนี้ นอกจากการคุ้มครองบุคคลสัญชาติไทยแล้วยัง คุ้มครองบุคคลธรรมดาท่ีไมม่ สี ญั ชาติไทยแต่มีถิ่นท่ีอยู่ในประเทศไทย เช่น คนต่างด้าวที่เข้ามาทางานและมีถ่นิ ที่ อยู่ในประเทศไทย ก็จะได้รับการคุ้มครองตามมาตรานี้ด้วย ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดาทีไ่ ม่มีสัญชาตไิ ทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยอยู่ เช่น กระทรวงมหาดไทย สานกั ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สานักบรหิ ารแรงงานตา่ งดา้ ว กรมการจัดหางาน ฯลฯ นอกจากนั้นบุคคลที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว ก็ยังได้รับการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของบุคคลที่ถึง แก่กรรมไปแล้วนั้นเชน่ กัน คำพิพากษาของศาลปกครองกลางที่ 1732/2554 การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การเปิดเผยสัญญาซื้อขาย ไฟฟ้าถือเป็นการรุกล้าสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควรซึ่งมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 คุ้มครองมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารในส่วนนี้นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติข้อมูล
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 159 ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้บญั ญัตกิ ฎหมายทเ่ี กี่ยวเนื่องกับข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคลไว้ในหมวด 3 โดยได้ บัญญัตินิยามคาว่า “บุคคล” ไว้ ตามมาตรา 21 ว่าให้หมายความถึง บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยและบุคคล ธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ประกอบกับมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้ บัญญัตินิยามคาว่า “ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” ไว้ว่าข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่น การศกึ ษา ฐานะการเงิน ประวตั ิสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทางาน บรรดาทีม่ ีช่ือของผู้น้ันหรือ มเี ลขหมาย รหัส หรอื สิง่ บอกลักษณะอยา่ งอ่นื ที่ทาให้รู้ตัวผู้น้ัน เชน่ ลายพมิ พน์ ิว้ มือ แผ่นบันทึกลกั ษณะของเสียง ของคนหรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถงึ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตวั ของผู้ที่แก่กรรมแลว้ ด้วย ดังนั้น ในส่วนของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เมื่อพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กาหนด ความหมายของคาว่า “บุคคล” ไวโ้ ดยเฉพาะ ขอ้ มลู ขา่ วสารส่วนบุคคลท่ีอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าว จงึ หมายถึงเฉพาะข้อมูลขา่ วสารของบคุ คลธรรมดาท่มี สี ัญชาติไทยและบุคคลธรรมดาที่ไมม่ ีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่ อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น โดยเป็นข้อมูลข่าวสารท่ีตามนิยามในมาตรา 4 แต่ไม่รวมถึงนติ ิบุคคลด้วย ดังนั้นเมื่อผู้ ฟอ้ งคดเี ป็นนิติบุคคล กรณจี งึ ไมอ่ าจถอื ได้ว่า การเปดิ เผยสญั ญาซ้ือขายไฟฟ้าและข้อตกลงเพิ่มเติมจะเป็นการรุก ล้าสทิ ธสิ ่วนบุคคลโดยไม่สมควรซึ่งมาตรา 15 วรรคหนึง่ (5) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ตามทผ่ี ฟู้ อ้ งคดกี ลา่ วอา้ งได้ 3.การจัดเกบ็ ข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคล เนื่องจากข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลมีลักษณะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวโดยตรง เจ้าของข้อมูลข่าวสาร ส่วนบคุ คลนั้นย่อมไม่ตอ้ งการที่จะเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารนน้ั ต่อผู้หนึ่งผูใ้ ดหรือต่อสาธารณะ ซึ่งทาใหเ้ จ้าของข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลนั้นเกิดความไม่สบายใจหรือยุ่งยากใจ ดังนั้นพระราชบัญญัตินี้จึงกาหนดให้หน่วยงานของรัฐ ต้องมีมาตรการในการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะเป็นหลักประกันสิทธิส่วนบุคคลเพื่อไม่ให้ ข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลนน้ั ร่ัวไหลจนกระทบต่อสิทธิสว่ นบคุ คลของบุคคลใดบคุ คลหน่งึ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 23 บัญญัติหลักการเกี่ยวกับการจัดให้มี ระบบขอ้ มูลและการจดั เก็บข้อมลู ข่าวสารส่วนบคุ คล ซ่ึงเปน็ หน้าท่ีของหนว่ ยงานของรฐั ต้องปฏบิ ัติ ดังน้ี 1.1.หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเท่าที่เกี่ยวข้องและจาเป็นต่อการ ปฏิบตั ิงาน และให้ยกเลิกเมอ่ื หมดความจาเป็น ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล หน่วยงานของรัฐจึงไม่ควรจัดเก็บข้อมลู ข่าวสาร ส่วนบุคคลเกินความจาเป็นในการดาเนินการของหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ ดังนั้นการจัดเก็บ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลจึงต้องเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องและจาเป็นเท่านั้น (เฉพาะที่จะต้องใช้ เทา่ น้ัน) และถา้ ขอ้ มูลข่าวสารส่วนบคุ คลน้ันหมดความจาเป็นในการดาเนินการของหน่วยงานของรัฐเก่ียวกับการ ปฏิบัติราชการ ต้องยกเลิก (ถ้าไม่จาเป็นในการนามาพิจารณาแล้ว ต้องยกเลิกการจัดเก็บหรือทาลายข้อมูล ข่าวสารส่วนบคุ คลนัน้ )
160 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ 1.2.หน่วยงานของรัฐต้องพยายามจัดเก็บข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลจากเจา้ ของข้อมลู โดยตรง การจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลต้องเก็บจากเจ้าของข้อมูลข่าวสารนั้นโดยตรงเพราะเป็นข้อมูล จาเพาะส่วนตัวของเขา เจ้าของข้อมูลข่าวสารย่อมเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด การจัดเก็บข้อมูลข่าวสารผ่านบุคคลอื่นอาจ คลาดเคลื่อน ไม่ถูกต้อง และอาจสร้างความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลข่าวสารหรือประโยชน์สาธารณะได้ จึงเป็น หลักว่า หน่วยงานของรัฐต้องพยายามจัดเก็บข้อมูลข่าวสารจากเจา้ ของขอ้ มูลข่าวสารโดยตรงโดยเฉพาะอยา่ งย่ิง ในกรณีท่จี ะกระทบถึงประโยชน์ได้เสียโดยตรงของบุคคลนั้น หากไมส่ ามารถกระทาได้หรือวิธีการนน้ั ไม่เหมาะสม กอ็ าจใช้วิธกี ารอ่ืน การจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล พระราชบัญญัตินี้ใช้คาว่า “พยายาม” เนื่องจากในบาง กรณีการ จัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลจากเจ้าของขอ้ มลู โดยตรงนั้น ก็ไม่แน่ว่าจะได้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ถกู ต้อง ตามความเปน็ จริง เน่ืองจากเจ้าของข้อมลู อาจมีประโยชน์ได้เสียในการให้ข้อมูลหรอื ไม่อยากใหข้ ้อมูลทถี่ ูกต้องแก่ หน่วยงาน3 บางกรณีเจา้ หนา้ ทข่ี องรัฐอาจค้นหาข้อมูลข่าวสารส่วนบคุ คลจากหลาย ๆ สว่ นประกอบกันท้ังจัดเก็บ จากเจา้ ของข้อมูลโดยตรงและจากบุคคลอื่นเพ่ิมเตมิ เพอื่ เกิดการตรวจสอบให้ไดข้ อ้ มูลขา่ วสารที่ตรงกับความเป็น จรงิ มากที่สดุ 1.3.บังคับให้หน่วยงานของรัฐต้องมีการประกาศรายการสาคัญหรือจาเป็นเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล ข่าวสารสว่ นบุคคล โดยการลงพมิ พ์ในราชกิจจานุเบกษาในรายการ (มาตรา 23 (3)) ดังต่อไปน้ี (ก)ประเภทของบุคคลท่มี กี ารเก็บข้อมูลไว้ กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาว่ามีการเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ประเภทใดบ้าง เชน่ การเก็บข้อมลู ของประชาชนทุกคน การเก็บข้อมูลของเจา้ หนา้ ที่ในหน่วยงานของรัฐทุกระดับ (ข)ประเภทของระบบข้อมลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คล กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องลงพมิ พ์ในราชกิจจานุเบกษาว่ามีการเก็บข้อมูลข่าวสารในระบบใด เช่น การจัดเกบ็ ในรูปเอกสาร ในแฟม้ เอกสาร หรือในคอมพิวเตอร์ (ค)ลักษณะการใชข้ ้อมลู ตามปกติ กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาว่าข้อมูลที่จัดเก็บ หน่วยงานของรัฐจะนา ขอ้ มูลข่าวสารสว่ นบคุ คลนั้นไปใช้ในเร่ืองใดบ้าง เช่น การเก็บไว้เพื่อการตรวจสอบทะเบียนประวัติ (ง)วิธกี ารขอตรวจดูข้อมูลขา่ วสารของเจา้ ของข้อมูล กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาว่าวิธีการที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารส่วน บคุ คลกระทาไดโ้ ดยวิธกี ารใดบา้ งและมขี ั้นตอนกระบวนการอย่างไร เพ่อื ใหเ้ จ้าของข้อมูลได้ทราบถึงวิธีการเข้าถึง ข้อมลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คลของตนเอง (จ)วธิ ีการขอใหเ้ ปลย่ี นแปลงแกไ้ ขข้อมูล 3 ฤทัย หงส์สิริและมานิตย์ จมุ ปา.อ้างแลว้ , หน้า 90.
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 161 กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาว่าวิธีการที่จะเข้าแก้ไขข้อมูลข่าวสารส่วน บคุ คลกระทาได้โดยวิธกี ารใดบ้างและมีข้ันตอนกระบวนการอย่างไร เพอื่ ใหเ้ จ้าของข้อมูลได้ทราบถึงวิธีการแก้ไข ข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลของตนเอง (ง)แหลง่ ท่มี าของข้อมลู กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาว่า เพื่อให้ทราบถึงแหล่งที่มาขอข้อมูลว่า จัดเกบ็ มาจากแหล่งใด เพื่อการตรวจสอบได้วา่ ต้นตอของแหล่งข้อมูลนั้นมาจากที่ได้เพ่ือยืนยันความถูกต้องของ ข้อมูล ดังนั้น หน่วยงานของรัฐที่ครอบครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้มีหน้าที่จะต้องกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของหน่วยงานของตนเองและลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ ประชาชนได้รับทราบหลักเกณฑ์วิธีการในการจัดเก็บ ทั้งในส่วนประเภทของบุคคลที่หน่วยงานของรัฐได้จัดเก็บ เช่น ข้าราชการ นักศึกษา ผู้ประกอบกิจการ เป็นต้น ประเภทของระบบข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคลว่าเป็นประเภท ไหน เชน่ ประวัติส่วนตวั ประวัตกิ ารทางาน ประวัติการศกึ ษา สถานะภาพ เป็นต้น ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ ว่าข้อมูลข่าวสารนั้นจะนาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด วิธีการขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารของเจ้าของข้อมูล ว่า เมื่อ เจ้าของข้อมูลประสงค์จะตรวจสอบจะมีขั้นตอนหรือวิธีการอย่างไร เช่น ต้องยื่นคาร้องขอตรวจดูต่อบุคคลใด วิธีการขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล เมื่อเจ้าของข้อมูลตรวจสอบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้นแล้วประสงค์จะ แก้ไขเปล่ียนแปลงจะต้องดาเนินการอย่างไร รวมถงึ แหลง่ ที่มาของข้อมลู เช่น การได้ข้อมูลมาจากบุคคลใด 1.4.หนว่ ยงานของรฐั ต้องตรวจสอบแกไ้ ขข้อมลู ข่าวสารส่วนบคุ คลใหถ้ ูกตอ้ งอยู่เสมอ หน่วยงานของรัฐต้องตรวจสอบแก้ไขข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กรณีนี้หน่วยงานของ รัฐถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปรับปรุงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพราะข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคลบางประเภทเกี่ยวข้องกับการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐ การไม่ปรับปรุงข้อมูลข่าวสารให้ทันสมัย เป็นปจั จบุ ันอาจทาให้เกิดความเสียหายต่อประโยชนข์ องเจ้าของขอ้ มูลหรอื ประโยชน์สาธารณะได้ คำวนิ ิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 95/2550 อุทธรณ์เรื่องนี้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสงั คม การบริหารราชการแผ่นดินและการบงั คับใชก้ ฎหมาย ไดส้ รุปขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ ผอู้ ุทธรณเ์ กดิ เม่ือวนั ท่ี 10 กันยายน 2509 และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 สถานีตารวจภูธรอาเภอเมืองบุรีรัมย์ได้จับกุมผู้อุทธรณ์ใน ข้อหามีโพยหวยใต้ดิน ซึ่งเป็นคดีลหุโทษและผู้อุทธรณ์ได้เสียค่าปรับแล้ว ต่อมาผู้อุทธรณ์เข้ารับราชการเป็น พนักงานบริหารส่วนตาบล ซึง่ พบว่าผอู้ ุทธรณม์ ีประวัติอาชญากรรมในสารบบทะเบียนประวัติอาชญากรของกอง ทะเบียนประวัติอาชญากร สานักงานตารวจแห่งชาติ ผู้อุทธรณ์จึงมีหนังสือขอลบประวัติการกระทาความผิดใน ข้อหาการพนนั ของผอู้ ทุ ธรณ์ กองทะเบียนประวัติอาชญากร สานักงานตารวจแห่งชาติ กรณีของผู้อุทธรณ์กระทาความผิดตาม พระราชบญั ญตั กิ ารพนัน พ.ศ. 2475 ผูอ้ ทุ ธรณ์ให้การรับสารภาพให้ลดโทษกึ่งหน่ึง คงใหป้ รบั หนง่ึ พันบาท กรณี นี้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สานักงานตารวจแห่งชาติ เห็นว่า ผู้อุทธรณ์กระทาความผิดตามฟ้องเพียงแต่
162 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ ศาลเลอื กที่จะใชว้ ิธกี ารทางศาลให้ลงโทษปรบั เพราะเหตเุ ข้าเง่ือนไขท่ศี าลจะเลือกใช้วธิ ีการนัน้ ได้ ดังนัน้ จึงไม่อยู่ ในเงื่อนไขการทาลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ กองทะเบียนประวัติอาชญากร สานักงานตารวจแห่งชาติ จึงไม่อาจ ดาเนินการนาข้อมูลประวัติการจับกุมและดาเนินคดีอาญาของผู้อุทธรณ์ออกจากสารบบทะเบียนประวัติอาชญา กรได้ คณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับ ใช้กฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้อุทธรณ์ได้กระทาความผิดซึ่งมิใช่ความผิดในขณะท่ี เป็นเยาวชนและศาลมีคาพิพากษาให้ลงโทษปรับเป็นเงินหนึ่งพันบาท การที่สานักงานตารวจแห่งชาติเก็บข้อมูล ประวัตกิ ารกระทาความผิดของผู้อุทธรณ์ไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรของสานกั งานตารวจแห่งชาติจึงเห็นชอบ แลว้ แต่การที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร สานักงานตารวจแห่งชาติบันทึกรายงานการจับกุมผู้อุทธรณ์ท่ี สถานีตารวจภูธรอาเภอเมืองบรุ รี ัมย์รายงานให้ทราบไว้ยังเป็นการจัดเก็บท่ีไม่ถูกต้องเพราะขณะน้ันยังไม่มีข้อมูล เกี่ยวกับความผิดและการลงโทษตามคาพิพากษาของศาล ต่อมาเมื่อศาลมีคาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษปรับ ก็ ไม่ได้มีการบันทึกรายละเอียดคาพิพากษาไว้ในสารบบทะเบียนประวัติของกองทะเบียนประวัติอาชญากร และ เมื่อมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราช สมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 รายละเอียดดังกล่าวก็ไม่ปรากฏ จึงไม่ได้เป็นการปฏิบัติตามมาตรา 23 วรรคหน่ึง (4) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องตรวจสอบแก้ไข ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในความรับผิดชอบให้ถูกต้องอยู่เสมอ ดังนั้นกองทะเบียนประวัติอาชญากร สานักงาน ตารวจแห่งชาติ จึงต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลประวัติอาชญากรของผู้อุทธรณ์ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงตาม มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญตั ิข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผน่ ดินและการบังคบั ใช้กฎหมายจึงมีมติให้ยกอุทธรณ์ และให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สานักงานตารวจแห่งชาติบันทึก พฤติการณ์แห่งคดีตามคาพิพากษา รวมถึงบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ผู้อุทธรณ์ได้รับการล้างมลทินตาม พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 ไว้ในทะเบียนประวัตอิ าชญากรรมของผู้อุทธรณ์ 1.5.หน่วยงานของรัฐต้องจัดระบบรกั ษาความปลอดภัยข้อมูลข่าวสารส่วนบคุ คล หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ไม่อาจเข้าถึงได้โดยง่าย ซ่ึง กฎหมายใช้คาว่า “ตามความเหมาะสม” ดังนั้นหน่วยงานของรัฐอาจวางระเบียบการรักษาความปลอดภัยของ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เช่น สถานที่จัดเก็บ ผู้เก็บรักษา บุคคลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบคุ คลนั้นได้ เป็นต้น โดยเฉพาะในปัจจุบันการจัดเก็บและการประมวลผลขอหน่วยงานของรัฐกระทาการผ่านเทคโนโลยี สารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์รวมถึงการสื่อสารผ่านระบบเทคโนโลยี จึงต้องมีความระมัดระวังในการระบบการ รักษาความปลอดภัยมากข้ึน
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพช็ ร | 163 การเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นเรื่องที่มีความสาคัญ เมื่อมีการร้องขอให้เปิดเผยข้อมูล ขา่ วสารส่วนบุคคล แลว้ ปรากฏวา่ หนว่ ยงานของรัฐไม่ได้ทาการจัดเก็บไว้หรือทาให้สูญหายจนเกิดความเสียหาย แก่เจา้ ของข้อมูล กรณีนห้ี นว่ ยงานของรฐั อาจต้องรับผิดทางละเมิดตอ่ เจ้าของข้อมลู คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 587/2562 คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ป่วยเข้ารับการรักษาท่ี โรงพยาบาลของรัฐแหง่ หนึ่ง โดยไดเ้ ข้ารับการรักษาหลายคร้ัง เป็นทง้ั ผู้ป่วยนอกและผู้ปว่ ยใน 2 คร้ัง ภายหลังรับ การผ่าตัดแล้ว ปรากกว่าผู้ฟ้องคดีไม่อาจกลับมายืนได้เหมือนเดิม มีลักษณะเป็นอัมพาต ซึ่งผลร้ายอย่างรุนแรง ต่อร่างกาย ผู้ฟ้องคดีได้เกิดความสงสัยในการรักษาของแพทย์ที่ทาการรักษาที่ทาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นอัมพาต จึงได้ มอบหมายให้ทนายความติดต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อขอต้นฉบับหรือสาเนาเวชระเบียนของตนเองเพื่อนามา ตรวจสอบการรักษา แต่ผู้ฟ้องกลบั ได้เวชระเบียนเพียงบางส่วน และเป็นส่วนที่ไม่อาจนาไปใช้ตามความประสงค์ ได้ โดยโรงพยาบาลได้แจ้งกับผู้ฟ้องคดีว่า โรงพยาบาลได้ทาเวชระเบียนผู้ป่วยในทั้งสองครั้งของผู้ฟ้องคดีสูญ หายไป โดยครั้งที่หนึ่งสูญหายไปขณะอยู่ในความครอบครองของมารดาผู้ฟ้องคดีและครั้งที่สองมีหลักฐานว่า นายแพทย์ท่านหนง่ึ เป็นผยู้ มื เวชระเบียนดังกล่าวไปศึกษาวิจยั ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า โรงพยาบาลในฐานะผู้ครอบครองและควบคุมดูแลเวชระเบียนของผู้ป่วย ย่อมมีหน้าที่ ต้องติดตามทวงถามเวชระเบียน การที่โรงพยาบาลไม่ติดตามทวงคืนในระยะเวลาอันสมควร ถือเป็นการไม่ให้ ความสาคัญกับเวชระเบียนของผู้ป่วย ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ศาลปกครองมีคาพิพากษาให้ โรงพยาบาลส่งเวชระเบียนทั้งหมดให้กับผู้ฟ้องคดีหรือหากไม่สามารถดาเนินการได้ให้ชาระค่าเสียหายที่ทาให้ผู้ ฟ้องคดีสูญเสียพยานหลักฐานสาคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าการรักษาของแพทย์เป็นไปด้วยความประมาทเลินเล่อ หรือไม่ เพอื่ ท่ีจะใช้สิทธิเรยี กร้องค่าเสียหายต่อไป รวมทงั้ ความยากลาบากในการติดตามเรือ่ งดงั กล่าวมาเป็นเวลา หลายปจี ากโรงพยาบาล และยงั ต้องไปจ้างทนายความรอ้ งเรียนต่อหน่วยงานตา่ ง ๆ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉยั ว่า สิทธิของผู้ป่วยในการรบั รู้ข้อมูลการรกั ษาจากโรงพยาบาลถือเป็นสิทธิขน้ั พื้นฐานที่ประชาชนชาวไทยได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 58 และ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถปกป้องรักษา ประโยชน์ของตนได้ ผู้ป่วยทุกคนควรได้รับโอกาสเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้โดยไม่ยาก ขณะเดียวกันถือเป็นหน้าที่ ของโรงพยาบาลที่จะอานวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยในการรับทราบข้อมูลข่าวสารดังกล่าว การที่ผู้ฟ้องคดีได้รับ ความยากลาบากในการติดตามเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายปีและยังต้องไปจ้างทนายความร้องเรียนต่อ หนว่ ยงานตา่ ง ๆ เพยี งเพ่ือเข้าถงึ ขอ้ มูลขา่ วสารส่วนบุคคคลของตน คือ เวชระเบยี นทีพ่ ิพาทนั้น จงึ เปน็ ผลโดยตรง จากความบกพร่องของระบบการให้บริการประชาชนในการเก็บรักษาและติดตามเวชระเบียนซึ่งอยู่ในความ รบั ผดิ ชอบของโรงพยาบาล เมื่อโรงพยาบาลปล่อยปละละเลยให้เวชระเบียนผู้ป่วยในของผู้ฟ้องคดีทั้งสองฉบับพ้นไปจากความ ครอบครองเป็นเหตุให้เวชระเบียนที่พิพาทในคดีสูญหาย ทาให้สิทธิการรับรู้ข้อมูลในเวชระเบียนของผู้ฟ้องคดี ไดร้ บั ความเสียหาย โดยสญู เสียโอกาสในการปกปักรักษาผลประโยชนข์ องตนเอง จงึ ถอื เป็นการกระทาละเมิดที่มี สภาพขัดแย้งและฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้เมื่อคานึงถึงสิทธิของผู้ฟ้องคดีในการดาเนินการ
164 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ เพอื่ ตรวจสอบถึงสาเหตุท่ีตนพิการไม่อาจกระทาได้อีกต่อไป เนือ่ งจากโรงพยาบาลได้ทาเวชระเบียนของผู้ฟ้องคดี สญู หายไปจากการครอบครองด้วยแล้ว เห็นวา่ การที่ศาลปกครองช้ันต้นกาหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ผู้ฟ้องคดี เปน็ เงิน 1 แสนบาท นั้น มคี วามเหมาะสมแล้ว 1.6.กรณีหน่วยงานของรัฐจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล หน่วยงานของรัฐ ตอ้ งปฏบิ ตั ิ ดังต่อไปนี้ 1.ต้องแจ้งถึงวัตถุประสงค์ที่จะนาข้อมูลไปใช้ให้กับเจ้าของข้อมูลไว้ล่วงหน้าหรือขณะที่มีการจัดเก็บ ขอ้ มูล 2.ต้องแจ้งเจ้าของข้อมลู ให้ทราบถงึ ลักษณะการใช้ข้อมูลตามปกติ 3.ตอ้ งแจ้งเจา้ ของขอ้ มูลทราบว่า การขอข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคลน้ัน เป็นสิทธิของเจา้ ของข้อมูลที่จะให้ ขอ้ มลู หรือไม่ใหข้ ้อมูลกไ็ ด้ เว้นแต่เป็นกรณที ีก่ ฎหมายบงั คับว่าต้องใหข้ ้อมูล 1.7.การกาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา มีข้อยกเว้นให้กับบางหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับความลับหรือความมั่นคงของชาติ จึงไม่ให้นามาบังคับกับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความ ควบคุมดูแลของสานักข่าวกรองแห่งชาติ สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นตามที่กาหนดใน กฎกระทรวง ซงึ่ ได้แก่ ศูนยร์ กั ษาความปลอดภัย กองบัญชาการทหารสงู สุด กระทรวงกลาโหม 4.การเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารส่วนบคุ คล การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 นั้นมี ข้อจากัดอย่างมาก หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคลนั้นหรอื ไม่ จะต้อง ใชห้ ลัก “ปกปิดเปน็ หลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น” ท้ังนีด้ งั ท่กี ลา่ วมาขา้ งตน้ วา่ ข้อมูลขา่ วสารส่วนบคุ คลเป็นเร่ือง ส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เขาย่อมไม่ประสงค์ใหผ้ ู้อื่นได้ล่วงรู้ ดังนั้นหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จงึ มขี ้อจากัดหลายประการในการเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารส่วนบุคคล 4.1.บุคคลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐหรือ เจ้าหน้าทขี่ องรฐั การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล มีหลักเรื่อง บุคคลที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารประเภทนี้ โดยหลักผู้ เขา้ ถึงข้อมูลขา่ วสารสว่ นบุคคล ไดแ้ ก่4 (1)เจ้าของข้อมลู (2)ผทู้ เี่ จ้าของขอ้ มูลให้ความยินยอมเป็นหนงั สือไว้ล่วงหนา้ หรอื ในขณะนน้ั (3)ผทู้ อ่ี าจรบั รขู้ อ้ มลู ข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 24 คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 115/2560 คดนี ี้ไดค้ วามวา่ นางสาว ก. ผฟู้ อ้ งคดีย่ืนคาร้องขอคัด และรับรองสาเนาการขอเปลี่ยนชื่อตัวของนางสาว ข. เพื่อนาลายมือชื่อไปประกอบการดาเนินคดีอาญาข้อหา 4 ฤทัย หงส์สริ ิและมานิตย์ จุมปา.อ้างแล้ว,หน้า 93.
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 165 หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และขอคัดและรับรองสาเนาการขอเปลี่ยนชื่อตัวของนาย ค. เพื่อนาลายมือชื่อไป ประกอบการดาเนินคดอี าญาขอ้ หาทาให้เสียทรัพย์ ผอู้ านวยการเขตฯ มคี าสัง่ มใิ หเ้ ปดิ เผยข้อมูลข่าวสารเพราะได้สอบถามไปท่ีสถานตี ารวจทีร่ ับคาร้องทุกข์ ของนางสาว ก. และในทางคดีไม่มคี วามจาเป็นต้องใช้หลักฐานดังกลา่ วแตอ่ ย่างใด นอกจากนย้ี ังเห็นว่าเป็นข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งจะเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูลไม่ได้ และจะเป็นการรุกล้าสิทธิ ส่วนบุคคลโดยไม่สมควร นางสาว ก. ได้ยื่นอุทธรณ์คาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสาร ตอ่ มาคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสารวินิจฉัยใหย้ กอุทธรณ์ ผูฟ้ อ้ งคดีจึงได้ ฟอ้ งคดีต่อศาลปกครองใหม้ คี าพิพากษาหรอื คาสัง่ เพกิ ถอนคาส่งั ไมเ่ ปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารดังกลา่ ว ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ข้อมูลข่าวสารตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแล ของหน่วยงานของรัฐ ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลได้นั้น คือ เจ้าของข้อมูลข่าวสารและบุคคลที่เจ้าของ ข้อมูลข่าวสารนั้นให้ความยินยอม หรือบุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น และตามหนังสือกรมการปกครอง ที่ มท. 0302/27268 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2536 ไดว้ างแนวทางปฏิบัติว่า การขอคดั และรบั รองทะเบียนชื่อบุคคล ต้องดาเนินการโดยเจ้าของทะเบียนชื่อบุคคล หรือมอบอานาจให้บุคคลอื่นดาเนินการ ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีย่ืน คารอ้ งขอคัดสาเนาการขอเปล่ียนช่ือตัวและคาขอมีบัตรประจาตัวประชาชนของนางสาว ข. และนาย ค. หัวหน้า ฝา่ ยทะเบียนจึงไม่อาจเปิดเผยข้อมูลให้กับผู้ฟ้องคดโี ดยปราศจากความยินยอมจากเจา้ ของขอ้ มูลได้ นอกจากน้ี ผู้ ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการขอคัดสาเนาการขอเปลี่ยนชื่อตัว (แบบ ช.1) ตามข้อ 31 และข้อ 35 วรรค หนึ่ง ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. 2551 และหนังสือกรมการปกครอง ที่ มท 0301.3/ว 236 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 เนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นคู่กรณีที่มกี ารฟ้องรอ้ งเป็นคดีความ และ ยื่นคาร้องโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ดังนั้นคาสั่งไม่อนุญาตให้คัดและรับรองสาเนาข้อมูล ข่าวสาร จงึ ชอบแลว้ 4.2.ข้อยกเว้นที่หน่วยงานของรฐั หรอื เจา้ หน้าที่ของรฐั อาจเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลใหแ้ ก่บุคคล อืน่ หรอื หนว่ ยงานอ่ืน โดยหลกั แล้ว หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลอื่น ได้ ยกเว้นเฉพาะเจ้าของข้อมูลนั้นเองเป็นผู้ขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้นเองหรือกรณีเจ้าของข้อมูลนั้นทาหนังสือ ยินยอมไว้ล่วงหน้าหรือขณะนั้นใหบ้ ุคคลหนึง่ บุคคลใดเป็นผูก้ ระทาการแทนของเจ้าของข้อมูล สามารถขอเข้าถงึ ขอ้ มลู ข่าวสารน้ัน ตามพระราชบัญญตั ขิ อ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 25 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติวา่ “ภายใต้บังคับมาตรา 14 และมาตรา 15 บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้รู้ถงึ ข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลท่ี เกี่ยวข้องกับตน และเมื่อบุคคลนั้นมีคำขอเป็นหนังสือ หน่วยงานรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสาร นั้นจะต้องให้บุคคลนั้นหรือผู้กระทำการแทนบุคคลนั้นได้ตรวจดูหรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคลส่วนทีเ่ กี่ยวกับบุคคลนั้น และให้นำมาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสาม มาบังคับใช้โดย อนุโลม”
166 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 24 ได้บัญญัติข้อยกเว้น เอาไว้ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล กรณีเจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความ ยินยอมไว้ โดยหน่วยงานของรัฐไม่จาเป็นต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ซึ่งกฎหมายฉบับนี้บัญญตั ิไว้ใน มาตรา 24 “มาตรา 24 หนว่ ยงานของรัฐจะเปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารสว่ นบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตน ตอ่ หน่วยงานรฐั แห่งอ่ืนหรือผอู้ ื่น โดยปราศจากความยินยอมเป็นหนงั สือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ ลว่ งหน้าหรือในขณะนัน้ มิได้ เวน้ แต่จะเป็นเปดิ เผย ดังตอ่ ไปน้ี (1)ตอ่ เจา้ หน้าทขี่ องรฐั ในหนว่ ยงานของตนเพื่อนำไปใชต้ ามอำนาจหนา้ ท่ขี องหน่วยงานรฐั แห่งน้ัน (2)เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล นัน้ (3)ต่อหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านการวางแผนหรือการสถิติหรือสำมะโนต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้อง รกั ษาข้อมลู ข่าวสารส่วนบคุ คลไวไ้ มใ่ หเ้ ปิดเผยต่อไปยังผู้อ่นื (4)เป็นการให้เพ่ือประโยชนใ์ นการศึกษาวจิ ัยโดยไม่ระบุช่อื หรือส่วนทท่ี ำใหร้ ู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสาร ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับบคุ คลใด (5)ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง เพื่อการตรวจดคู ณุ คา่ ในการเก็บรักษา (6)ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน การ สอบสวน หรือการฟ้องคดี ไม่ว่าเปน็ คดีประเภทใดก็ตาม (7)เปน็ การให้ซง่ึ จำเปน็ เพ่ือการปอ้ งกันหรอื ระงบั อันตรายต่อชวี ติ หรือสขุ ภาพของบุคคล (8)ต่อศาล และเจ้าหนา้ ทีข่ องรฐั หรอื บุคคลทม่ี อี ำนาจตามกฎหมายท่จี ะขอข้อเทจ็ จริงดงั กลา่ ว (9)กรณีอน่ื ตามทีก่ ำหนดในกฎกระทรวง พระราชบัญญัติข้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 24 กาหนดถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคลจะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะ เป็นเปิดเผยต่อหน่วยงานรัฐแห่งอื่นหรือบุคคลใดก็ตาม อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 24 ได้กาหนดข้อยกเว้นไว้ว่า “เว้นแต่เป็นการนำไปเปิดเผยในกรณีดังต่อไปนี้” ซึ่งมี รายละเอียดทจี่ ะอธิบาย เปน็ กรณี ดงั น้ี 1.การเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตนเพ่ือนำไปใชต้ ามอำนาจหน้าที่ของหนว่ ยงาน ของรัฐแห่งนั้น การดาเนินกิจกรรมทางปกครองของหน่วยงานของรัฐหนึ่ง ๆ อาจใช้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ อยู่ในความครอบครองชุดเดียวกนั ในการปฏบิ ัตริ าชการ เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐจึงอาจเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ชุดนั้น ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นที่อยู่ในหน่วยงานเดียวกันกับตนเอง และเจ้าหน้าที่ของรัฐคนอื่นต้องใช้ ข้อมูลข่าวสารชุดนั้นในการปฏิบัติงาน โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ครอบครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลชุดนั้นไม่ จาเป็นต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลอีก ยกตัวอย่าง หัวหน้าฝ่ายธุรการครอบครองประวัติของ
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพช็ ร | 167 ข้าราชการ หัวหน้าฝ่ายการเงินในหน่วยงานเดียวกันอาจขอประวัติของข้าราชการนั้นมาใช้ในการปฏิบัติหน้าท่ี ของฝ่ายการเงินได้ กรณีนี้ถอื ไดว้ า่ อยู่ในวัตถปุ ระสงค์ของการใช้ขอ้ มูลข่าวสารส่วนบคุ คลน้ันอยู่แลว้ 2.การเปดิ เผยโดยเป็นการใช้ขอ้ มูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดใหม้ ีระบบข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคลนั้น การใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล บาง กรณีจาเป็นต้องมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลบางส่วน ซึ่งกฎหมายกาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องแจ้ง ให้เจ้าของข้อมูลทราบอยู่แล้วและต้องประกาศลักษณะการใชข้ ้อมูลลงในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 23 วรรค สองอย่แู ล้ว วา่ จะนาขอ้ มลู ไปใช้ในเรื่องใด(ซง่ึ จะมีขอบเขตเพียงใดท่ีเปน็ ลักษณะของการใช้ขอ้ มูลตามปกติน้ันได้มี การแจ้งให้เจ้าของข้อมูลได้รับทราบแล้ว) จึงสามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้นได้ เพราะเป็นอานาจ หน้าทีข่ องหน่วยงานของรฐั และเจา้ ของขอ้ มูลย่อมทราบดีว่าจะมีการเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารส่วนบคุ คลนัน้ 3.การเปิดเผยต่อหน่วยงานของรัฐที่ทำงานด้านการวางแผนหรือการสถิติหรือสำมะโนต่าง ๆ ซึ่งมี หน้าที่ตอ้ งรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อนื่ พระราชบัญญัตินี้กาหนดให้หน่วยงาน ของรัฐที่ครอบครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลสามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลให้กับหน่วยงานของรัฐท่ี ทาหน้าที่การวางแผน การสถิติหรือสามะโนต่าง ๆ เช่น สานักงานสถิติแห่งชาติ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่ง ประเทศไทย ฯลฯ อาจต้องใช้ข้อมูลประวัติส่วนบุคคลจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยสามารถ เปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารส่วนบุคคลแกห่ น่วยงานของรัฐเหล่าน้ีได้ 4.การเปิดเผยเป็นการให้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ ว่าเป็น ขอ้ มูลขา่ วสารทีเ่ กี่ยวข้องกับบคุ คลใด งานศกึ ษาวิจัยบางประเภทจาเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารของราชการซ่ึง บางกรณอี าจเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทอี่ ยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ กฎหมายนี้จึงให้อานาจ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ครอบครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลสามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วน บุคคลนั้นได้ แต่ต้องไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทาให้รู้ว่าเป็นข้อมูลขา่ วสารที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใด อย่างไรก็ตามที่น่า สังเกตคือ เมื่อไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทาให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบุคคลใด จะถือเป็นการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารสว่ นบคุ คลอยหู่ รือไม่ เพราะทาใหข้ าดองคป์ ระกอบของ “ข้อมลู ขา่ วสารสว่ นบคุ คล” ตามมาตรา 4 ข้อสังเกต คาว่า “เพื่อประโยชน์ในงานวิจัย” เป็นการกาหนดอย่างกว้าง ๆ ดังนั้นจึงหมายถึงงานวิจัย ของทงั้ ทางภาครัฐหรอื งานวจิ ัยส่วนบุคคล เช่น วทิ ยานพิ นธ์ งานวิจยั อิสระ ทัง้ นอ้ี ยา่ งไรข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคล กไ็ ดร้ บั ความคุ้มครองโดยการไมร่ ะบุตัวเจา้ ของขอ้ มูลขา่ วสารส่วนบคุ คลนัน้ อยู่แล้ว 5.การเปิดเผยต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนึ่งเพื่อการตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา กรณีตามมาตรา 26 เป็นกรณีเอกสารประวัติศาสตร์ กรณี ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ประสงค์จะจัดเก็บข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หน่วยงานของรัฐ ต้องส่งขอ้ มลู ขา่ วสารน้ันไปยังหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ เพือ่ ตรวจสอบคัดเลือกให้ประชาชนไดค้ ้นคว้าเป็นเอกสาร ประวัติศาสตร์ ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติจึงเป็นไปตามอานาจของ หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติตามพระราชบญั ญัตขิ อ้ มูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 26
168 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ 6.การเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพ่ือการป้องกันการฝ่าฝนื หรอื ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวน หรือการฟ้องคดี ไม่ว่าเป็นคดีประเภทใดก็ตาม การรักษาประโยชน์สาธารณะและความปลอดภัย ของประชาชนเป็นเรื่องสาคญั ของการดาเนินกิจกรรมทางปกครองไม่ว่าจะเป็นตารวจหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ก็ตาม ดังนั้นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งจึงสามารถเปิดเผย ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นได้เสมอกรณีเป็นเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น การ ตดิ ตามตัวคนรา้ ย การกกั ตัวผ้ปู ่วยจากโรคติดตอ่ เปน็ ต้น 7.การเปิดเผยเป็นการให้ซ่ึงจำเป็นเพ่ือการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชวี ิตหรือสุขภาพของบุคคล แม้วา่ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลจะมีความสาคัญมากเพียงใด เมอ่ื เปรียบเทียบความสาคัญกับอันตรายต่อชีวิตหรือ สุขภาพของบุคคลอื่นแล้ว ก็เป็นการเปรียบเทียบความเสียหายต่อชื่อเสียงกับความเสียหายต่อชีวิต ความสาคัญ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลจึงมีคุณค่าที่น้อยกว่าอันตรายที่จะเกิดต่อสุขภาพหรือชีวิต กฎหมายนี้จึงให้อานาจ หน่วยงานของรัฐหรอื เจา้ หน้าที่ของรัฐสามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนั้นเพือ่ ปอ้ งกันหรอื ระงับอันตราย ต่อชีวติ ของบุคคลหนึง่ บคุ คลใดนั้นได้ 8.การเปิดเผยต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายท่ีจะขอข้อเท็จจริง ดังกล่าว กรณีท่มี กี ฎหมายให้อานาจศาลหรือเจา้ หน้าท่ขี องรัฐหรอื บุคคลใดบุคคลหนง่ึ ทีม่ ีอานาจตามท่ีกฎหมาย บัญญัติขอให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล หน่วยงานของรัฐนั้นจะต้องมอบข้อมูลข่าวสาร นั้นให้ เช่น ศาลมีคาสั่งเรียกประวัติต้องโทษของจาเลยจากกรมราชทัณฑ์เพื่อประกอบการเพิ่มโทษแก่จาเลยใน การกระทาความผิดซ้า หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ต้องการท่ีอยขู่ องจาเลยเพื่อบังคับยึดทรัพย์ กรณีนี้มีประเด็น ที่ต้องวนิ จิ ฉัย คือ บคุ คลทม่ี ีอานาจตามกฎหมายที่จะขอขอ้ เท็จจรงิ ดังกล่าวว่ามีอานาจตามกฎหมายหรือไม่ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1355/2559 คดีนี้ข้อมูลข่าวสารที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคาร้องข้อมูล ประกันสงั คมของ นางสาว ว.และนาง พ. เพื่อรายงานให้เจ้าพนกั งานบงั คับคดีทาการอายัดเงินเดือนของบุคคลทั้ง สอง ซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวโดยเฉพาะข้อมูลชื่อ ที่อยู่บริษัท เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ทางานปัจจุบันของ ผปู้ ระกันตน และข้อมูลช่อื ทอ่ี ยูข่ องนางสาว ว.และนาง พ. ผู้ประกนั ตน ซ่งึ นายจา้ งของผู้ประกนั ตนได้ย่ืนต่อผู้ถูก ฟ้องคดที ี่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 จงึ เปน็ ข้อมูลข่าวสารส่วนบคุ คลตามคานิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เมื่อข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลดังกล่าวอยู่ในความ ครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 1 ซงึ่ เปน็ หนว่ ยงานของรัฐ ผถู้ ูกฟอ้ งคดีที่ 1 จึงไม่อาจเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อผู้ ฟ้องคดีซง่ึ เป็นผอู้ ่ืนโดยปราศจากความยินยอมของนางสาว ว.และนาง พ. ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมลู ได้ สว่ นทผ่ี ู้ฟ้องคดี อุทธรณ์คัดค้านว่า คาขอข้อมูลข่าวสารของผู้ฟ้องคดีมีลักษณะเข้ายกเว้นตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง (6) และ (8) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 นั้น เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ใชเ่ จ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหนา้ ท่ี ป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวนหรือการฟ้องคดี และมิใช่ศาล และ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอานาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ผู้ฟ้อง คดีเป็นเอกชน และการที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ในการ ชาระหน้ีทางแพ่ง ถือเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ซึ่งเป็นเอกชนกับเอกชนที่มีสิทธิตามกฎหมายเอกชนใน
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 169 การบังคับชาระหนี้ ประกอบกับข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่ฟ้องคดีร้องขอ มิใช่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเงินหรือ ทรัพย์สินของลูกหนี้อันเป็นวัตถุแห่งการชาระหนี้โดยตรงผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับการยกเว้นที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารสว่ นบคุ คลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนได้ อทุ ธรณ์ของผู้ฟอ้ งคดีจึงไมอ่ าจรบั ฟังได้ ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีเจตนารมณ์ให้ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการจงึ ต้องพิจารณาให้หน่วยงานของรฐั เปิดเผยข้อมลู ข่าวสารเป็นสาคัญนั้น เห็นว่า นอกจากเจตนารมณ์ดังกล่าวแล้วพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ยังมุ่งหมายที่จะคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือ ควบคุมดแู ลของหน่วยงานของรัฐไปพร้อมกันด้วย การพจิ ารณาในเรือ่ งขอ้ มูลข่าวสารสว่ นบุคคลจึงต้องชง่ั น้าหนัก ระหว่างการให้สิทธิต่อเอกชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล รวมถึง ผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐนั้นด้วย จึงไม่อาจใช้หลักให้หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารเพื่อสิทธิประโยชน์ของเอกชนเพียงอย่างเดียวเป็นสาคัญได้ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีประเด็นนี้ฟังไม่ ขึ้น ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์โดยอ้างว่า มีคาขออื่นทีผ่ ู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้เคยให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ เกี่ยวกับการประกันสังคมมาแล้วนั้น เห็นว่า คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และดุลยพินิจเป็นกรณีไป อาทิเช่น ข้อมูลข่าวสารที่ขอ ความจาเป็นของผู้ขอ หรือผลกระทบในการปฏิบัติงาน ของหนว่ ยงานของรัฐที่ครอบครองควบคุมดูแลข้อมูลขา่ วสารของราชการ ซง่ึ แมจ้ ะฟงั ได้ตามทีผ่ ู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง ก็ไมอ่ าจอ้างคาขออื่นมาเป็นเหตุให้คาขอของผ้ฟู ้องคดีเป็นคาขอขอ้ มูลข่าวสารท่ีเปิดเผยได้ อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี จงึ ไมอ่ าจรบั ฟงั ไดเ้ ชน่ กัน 9.กรณีอน่ื ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ในกรณีทจ่ี ะเพม่ิ เติมข้อยกเว้นอาจตราพระราชกฤษฎีกา เพ่ิมเติมได้ แต่ถึงปจั จบุ นั ยังไมม่ ีการตราพระราชกฤษฎกี าเพิม่ เตมิ ตามมาตรานแี้ ตอ่ ยา่ งใด นอกจากการเปดิ เผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 24 แล้ว กรณที ไ่ี ม่เขา้ ข้อยกเว้นตามมาตรา 24 ยังมกี ารเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารส่วนบุคคลได้ตามมาตรา 15 (5) ซ่ึงสมชาย วฒั นการณุ ได้มคี าอธบิ ายดงั นี้5 “แม้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่หน่วยงานของรัฐมีไว้ครอบครองเมื่อมีบุคคลอื่นมาขอตรวจดู และ เจ้าของข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ให้ความยินยอม ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 24 ที่หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลได้ หน่วยงานของรัฐยังมีอานาจในการใช้ดุลยพินิจที่จะชั่งน้าหนักระหว่างการล่วงล้า สิทธิส่วนบุคคล ประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์ของเอกชน เพื่อที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลได้ตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร มาตรา 15 (5)” เช่นเดียวกบั ฤทยั หงสส์ ิริ และมานติ ย์ จุมปา ไดอ้ ธิบายว่า6 “จะเห็นได้ว่า กฎหมายมาตรา 24 ได้กาหนดกรณีที่หน่วยงานของรัฐอาจเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วน บุคคลหรือแก่หน่วยงานของรัฐอื่นได้ จึงมีปัญหาตามมาว่า หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแก่บุคคล หรือหน่วยงานอื่นในกรณีอื่นนอกจากมาตรา 24 กาหนดไว้หรือไม่ ในประเด็นนี้จะต้องพิจารณากฎหมายข้อมูล 5 สมชัย วัฒนการุณ.อ้างแลว้ ,หน้า 92-93. 6 ฤทยั หงส์สิริและมานิตย์ จุมปา.อ้างแล้ว,หน้า 97.
170 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ ขา่ วสารของราชการมาตรา 15 ประกอบด้วย เนื่องจากในมาตรา 15 ใหอ้ านาจเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ แม้จะเป็นข่าวสารส่วนบุคคลและไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 24 ที่ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลได้ก็ตาม หากเจ้าหน้าท่ีได้ชั่งน้าหนกั ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชน ประกอบกันแล้ว เห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากกว่า ดังนั้น แม้ จะเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลกฎหมายก็ยังให้อานาจเจ้าหน้าที่ของรัฐในการเปิดข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ใน บางกรณี ตวั อย่างเช่น ในกรณที เี่ อกชนขอสาเนาผลการตรวจสอบคุณสมบตั ิของผู้อานวยการฝ่ายนโยบายสถาบัน การเงนิ ธนาคารแหง่ ประเทศไทย แมเ้ ปน็ ขอ้ มูลขา่ วสารสว่ นบุคคล แต่การเปดิ เผยยอ่ มเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน ของรัฐและต่อประชาชนมากกว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารก็วินิจฉัยว่า ให้ธนาคารแห่ง ประเทศไทยเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารส่วนบุคคลดังกล่าวได้ ดังน้นั แม้กรณที ี่มผี ขู้ อให้เปิดเผยข้อมูลขา่ วสารนั้นจะไม่ เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 24 กฎหมายกใ็ ห้อานาจเจา้ หน้าที่ทจี่ ะเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารได้ตามหลักเกณฑใ์ นมาตรา 15” และไดม้ ีแนวคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลและศาลปกครอง สูงสุด ตามมาตรา 15 (5) ว่า แม้จะเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลก็สามารถเปิดเผยได้โดยถือเป็นดุลยพินิจของ เจา้ หนา้ ท่ี ดังนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการ แผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายที่ สค. 1/2542 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาย บ. ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ บริษัทมติชนจากัด (มหาชน) ได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 ต่อธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการขอสาเนาผลการตรวจสอบคุณสมบัติของนาย ก. ผู้อานวยการฝ่ายนโยบายและสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2541 แต่ธนาคาร แห่งประเทศไทยไดม้ ีหนงั สือที่ ผ.450/2541 ลงวันที่ 10 พฤศจกิ ายน 2541 ปฏเิ สธการเปิดเผยผลการตรวจสอบ คุณสมบัติของ นาย ก.โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยตามมาตรา 15 (6) แห่ง พระราชบญั ญัตขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และถอื เป็นเอกสารจัดช้ันลับตามระเบียบว่าด้วยการรักษา ความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517 ทั้งเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งได้รับการคุ้มครองมิให้เปิดเผย ตาม มาตรา 24 แหง่ พระราชบญั ญัตขิ อ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 นาย บ. ได้มีหนังสือที่ ปชช. 102/2541 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2541 เรื่องการขอใช้สิทธิอุทธรณ์ตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ถึงคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของ ราชการฯ อ้างว่าข้ออ้างของธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 34 ไดบ้ ัญญัตไิ ว้อย่างชัดเจนว่า บคุ คลมีสทิ ธใิ นความเปน็ อยู่สว่ นตวั โดยผใู้ ดจะกล่าวหรือ ไขข่าวแพรห่ ลายไปยังสาธารณชน อนั เป็นการกระทบสิทธิในความเปน็ อย่สู ่วนตัวมิได้ เว้นแต่จะเป็นประโยชน์ต่อ สาธารณชน การต้องการทราบข้อมูลดังกล่าวมิได้เป็นการรุกล้าสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด หากต้องการรักษา ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะหากให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียเข้าไปกากับดูแลนโยบายสถาบันการเงิน ยอ่ มจะเป็นอันตราย จงึ ขอใช้สิทธิอุทธรณต์ ามกฎหมาย
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 171 คณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผน่ ดินและการบังคับ ใช้กฎหมาย ได้ตรวจสอบเอกสารเก่ียวกับหลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติและผลการตรวจสอบคุณสมบัติของ นาย ก. แลว้ รวม 5 ฉบับ คอื 1.หลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่ง ประเทศไทย (อา้ งถงึ การปฏบิ ัติตามนัยข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ที่ 6/2501 เรอื่ งระเบียบการพิมพ์ลายน้ิวมือ ข้าราชการ ทหาร พลเรือน พนกั งานเทศบาล สขุ าภบิ าลและพนกั งานองคก์ ารของรฐั บาลต่าง ๆ) 2.บนั ทึกการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ครง้ั ที่ 7/2541 วันที่ 30 กรกฎาคม 2541 3.บันทึกที่ 802/2541 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2541 ของฝ่ายตรวจสอบธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการ ตรวจสอบการให้สินเช่ือแก่ธุรกจิ ท่ีนาย ก. และเครือญาติมสี ่วนเก่ยี วข้อง 4.บันทึกที่ 156/2541 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2541ของสานักงานรักษาความปลอดภัย ธนาคารแห่ง ประเทศไทย เรื่องสรุปประวตั ิและพฤติการณข์ องนาย ก. 5.บนั ทึกการประชุมคณะกรรมการแห่งประเทศไทย ครง้ั ท่ี 9/2541 วนั ท่ี 24 กนั ยายน 2541 เอกสารทั้ง 5 ฉบับ ดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การ บริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายได้พิจารณาเห็นว่า เอกสาร ตามข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 5 เป็นข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งไม่มีกฎหมายคุ้มครองธนาคารแห่งประเทศไทยมิให้เปิดเผย ตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (6) ส่วนเอกสารตามข้อ 4 เป็นข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (5) แต่คณะกรรมการฯ มี ความเห็นว่าเนื่องจากนาย ก. ดารงตาแหน่งผู้อานวยการฝ่ายนโยบายและสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ ไทย อันเป็นตาแหน่งท่ีมีความสาคัญต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ ดงั น้ัน แมว้ ่าข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะ เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล แต่การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจักเป็นประโยชน์ทั้งต่อหน่วยงานของรัฐคือ ธนาคารแหง่ ประเทศไทย และเปน็ ประโยชน์ต่อสาธารณะ คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับ ใช้กฎหมาย จึงมีมติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยและสาเนาผลการตรวจสอบคุณสมบัตินาย ก.ทั้ง 5 ฉบับ ใหแ้ ก่นาย บ. คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการ แผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายที่ สค. 22/2545 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 และวันที่ 15 ตุลาคม 2544 ถึงสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ขอให้เปิดเผย หลักเกณฑ์และแบบการประเมินผลการปฏิบัติงานพร้อมเหตุการประเมิน รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องของ ข้าราชการทั้งหมดในสังกัดงานสวัสดิการและอนามัยในรอบปี (คาสั่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนคร เหนือ ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 ระยะเวลากรกฎาคม 2543-มีนาคม 2544 ครั้งที่ 2 ลงวันที่ 28 กนั ยายน 2544 ระยะเวลาเมษายน 2543-กันยายน 2544)
172 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ ต่อมาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้มีหนังสือท่ี กน 124/2544 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2544 ถึงผู้อุทธรณ์แจ้งให้ทราบว่าแบบประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการผู้อื่นเป็นข้อมูลข่าวสารส่วน บุคคล ขา้ ราชการเหลา่ น้นั ไมย่ นิ ยอมใหเ้ ปิดเผยตอ่ ผู้อุทธรณ์ ผ้อู ทุ ธรณ์จึงย่ืนหนังสือลงวันที่ 21 ธนั วาคม 2544 อทุ ธรณ์โต้แย้งคาส่ังต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ของราชการ โดยให้เหตุผลว่า การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการไม่เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เพราะเอกสารดังกล่าวจัดทาข้ึนโดยผู้อานวยการกองกิจการนักศึกษาเพื่อเสนอต่อผ้บู ังคับบัญชาตามลาดับชั้นทั้ง การเปิดเผยการประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการทั้งหมดจะสามารถตรวจสอบว่าการประเมินผลการ ปฏบิ ตั ิงานของขา้ ราชการในกองกิจการนกั ศึกษามีความเป็นธรรมหรอื ไม่ คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคบั ใช้กฎหมายไดพ้ ิจารณาคาอุทธรณ์และคาชี้แจงของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พร้อมหนังสือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ดว่ นที่สดุ ท่ี ทม 1701/0551 ลงวันท่ี 22 กมุ ภาพันธ์ 2545 ซ่ึงได้ ส่งเอกสารคือแบบการประเมินผลการปฏิบัตงิ านของขา้ ราชการรายอื่น ๆ มาประกอบการพิจารณาด้วยแล้วเห็น ว่า กฎ ก.พ. ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือน พ.ศ. 2544 มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้าราชการปฏิบัติราชการมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในระดับอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ก.พ. จึงวางหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณา เลอื่ นขน้ั เงนิ เดือน เพ่ือใหผ้ ูบ้ ังคับบัญชานาไปใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนข้ันเงินเดือนใหเ้ กิดความเป็นธรรม ได้ มาตรฐานและเป็นสิ่งจูงใจให้ข้าราชการเกิดความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลดียิ่งขึ้น รวมทั้งการดาเนินการเพ่ือให้ผู้ท่ีไม่ตั้งใจปฏิบัติหนา้ ที่ราชการ หรือมีความประพฤติทีไ่ ม่ เหมาะสมได้เกิดความสานึกโดยได้รับความดีความชอบที่แตกต่างไปจากผู้ปฏิบัติ หน้าที่ราชการได้อย่างมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผลรักษาวินัยและปฏิบัติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการ จึงได้มีการกาหนดให้มี การประเมินประสิทธภิ าพและประสิทธิผลการปฏิบัติงานของข้าราชการปีละสองคร้ัง ผู้บังคับบัญชาช้ันต้นหรือผู้ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมายจะตอ้ งนาหลกั เกณฑ์และวิธกี ารท่ี ก.พ. กาหนดมาเป็นหลักในการพิจารณาและรายงานผลการ พิจารณานั้นพร้อมข้อมูลการลา พฤติกรรมการมาทางาน การรักษาวินัย การปฏิบัติงานเหมาะสมกับการเป็น ข้าราชการต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปตามลาดับ จนถึงผู้มีอานาจสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน โดยกาหนดว่าในการ ประเมนิ แต่ละคร้งั ให้ผู้ปฏิบัตงิ านเกิดผลดีจะได้รับการพิจารณาเล่ือนขั้นเงินเดือนครงึ่ ข้ัน ผู้ปฏิบัติงานได้ผลดีเด่น จะไดร้ ับการพจิ ารณาเลอ่ื นขนั้ เงินเดือนหน่งึ ขั้นในแต่ละรอบ เมื่อพิจารณาแบบประเมินผลงานของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือซึ่งประกอบด้วย ขอ้ มูลเบือ้ งตน้ เช่น ชอ่ื นามสกุล ตาแหนง่ ระดับ อัตราเงินเดือน สงั กัดงาน ภาควิชา กอง คณะ วัน เดอื น ปี การ บรรจุเข้ารับราชการ ประวัติการศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับเวลาปฏิบัติราชการในรอบปี ข้อมูลเกี่ยวกับการลา พฤตกิ รรมการมาทางาน การรกั ษาวินยั งานในตาแหน่งหน้าที่ การประเมนิ ผลงานและคณุ ลักษณะการปฏิบัติงาน ซึ่งผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้ประเมิน คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคมฯ องค์ คณะที่ 1 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การเปิดเผยแบบประเมินผลข้าราชการที่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือนหนึ่งขั้นครึ่งและ สองขั้นในรอบปีนั้น แม้ข้อมูลดังกล่าวบางส่วนจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ประวัติการศึกษาก็ตาม แต่การ
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพช็ ร | 173 เปิดเผยจะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการและประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่า กล่าวคือนอกจากจะเกิดความ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ซง่ึ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ความเป็นธรรมในการพิจารณาความดคี วามชอบของข้าราชการแล้ว ยังเป็นการเชิดชขู า้ ราชการท่มี ีผลการปฏบิ ัตริ าชการดเี ดน่ คือได้เล่ือนข้ันเงินเดือนหนงึ่ ขั้นครึง่ และสองขั้นในรอบปี เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการอื่น ทาให้เกิดความกระตือรือร้นในการปรับปรุงการทางานของตนให้ดีขึ้นด้วย สาหรับแบบประเมินผลข้าราชการอื่นที่ไม่มีผลงานดีเด่นนั้น เมื่อเปรียบเทียบประโยชน์ที่จะได้รับหากมีการ เปิดเผยกับผลกระทบอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ข้าราชการผู้นั้นแล้วเห็นว่า การเปิดเผยจะเกิดความ เสียหายมากกว่า นอกจากนี้ในกรณีอุทธรณ์รายนี้ได้ตรวจสอบความเห็นของผู้ประเมินและความเห็นของ ผูบ้ ังคับบัญชาแลว้ ไม่มีข้อความใดจะกอ่ หรือสร้างความเสือ่ มเสีย ดูหม่ินหรอื ถูกดหู ม่ินเหยียดหยาม หรอื จะนาไป ดาเนนิ การตามกฎหมายต่อผู้ประเมิน ผูบ้ ังคบั บัญชาหรือผอู้ ืน่ ได้ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคบั ใช้กฎหมาย จงึ มมี ตใิ ห้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนอื เปิดเผยแบบประเมินผลการปฏิบัติงานและ เอกสารทเี่ กี่ยวข้องของข้าราชการในสังกัดงานสวัสดิการและอนามัยท่ีได้เลื่อนเงินเดอื นหนึ่งขั้นครงึ่ และสองข้ันใน รอบปีตามที่ผู้อทุ ธรณ์ร้องขอให้ผู้อุทธรณ์ทราบพรอ้ มรับรองสาเนาถกู ต้องให้ด้วย สาหรับข้อมลู ข่าวสารเกีย่ วกบั แบบประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านของขา้ ราชการอืน่ นั้น สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ พระนครเหนอื อาจมีคาสั่งมิ ใหเ้ ปิดเผยก็ได้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการ แผน่ ดินและการบงั คับใชก้ ฎหมายที่ สค. 444/2562 อทุ ธรณ์เร่ืองน้ีได้ความวา่ นาย ก. ผู้อทุ ธรณ์ไดม้ ีหนังสือลง วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 ถึงสานักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสาเนาบัตรประจาตัว ข้าราชการของนาย ข. ขณะดารงตาแหนง่ อยั การผูช้ ่วย กองคดี กรมอัยการ สานักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี มีคาสัง่ ท้ายบันทึกคาขอลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 ถึงผู้อุทธรณ์ปฏิเสธ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 และมาตรา 18 ประกอบกับระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการตรวจหลักฐานทะเบียนที่ดิน การขอคัด ขอ ถ่ายสาเนาเอกสารและการตรวจสอบหลกั ทรพั ย์ พ.ศ. 2556 (แกไ้ ขเพม่ิ เติมฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2557 ข้อ 12 บัญญัติ ว่า กรณีขอถ่ายหลักฐานสาเนาบัตรที่เก็บไว้ในสารบบให้แจ้งผู้ขอไปดาเนินการขอถ่ายสาเนาเอกสา รจาก หน่วยงานซงึ่ เป็นผอู้ อกเอกสารนั้นโดยตรง คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผน่ ดินและการบังคบั ใช้กฎหมาย พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ คือ สาเนาบัตรประจาตัวข้าราชการของนาย ข. ขณะดารงตาแหน่งอัยการผู้ช่วย กองคดี กรมอัยการ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นข้อมูล ข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของสานักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี เพื่อใช้ในการพิจารณาดาเนินการเกี่ยวกับ ที่ดิน จึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการที่อยู่ในอานาจหน้าที่ของสานักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีที่จะพิจารณาว่า ขอ้ มูลข่าวสารดงั กลา่ วเปิดเผยได้หรือไม่ เห็นวา่ สาเนาบตั รประจาตวั ข้าราชการของนาย ข. เป็นข้อมูลขา่ วสารใน ขอบเขตสิทธิส่วนบุคคล เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล ได้แก่ ชื่อ นามสกุล ลายมือชื่อ รหัส
174 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ หมายเลขของเจ้าของขอ้ มูลรวมอยดู่ ้วย และไมป่ รากฏข้อเท็จจริงว่าไดร้ ับความยนิ ยอมจากนาย ข. ซึ่งเป็นเจ้าของ ขอ้ มูล สานักงานท่ีดินจังหวัดนนทบุรีจึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในขอบเขตสิทธิส่วนบุคคลที่อยู่ในความ ครอบครองหรอื ควบคมุ ดแู ลของตนตอ่ ผอู้ นื่ ได้ตามมาตรา 24 แหง่ พระราชบญั ญตั ิข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และผู้อุทธรณ์ไม่ได้แสดงเหตุผลว่าการได้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจาเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้อุทธรณ์ อย่างไร การเปิดเผยจะเป็นการล้าสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ตามมาตรา 15 (5) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ดังนั้น การที่สานักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ดงั กล่าว จึงชอบแล้ว 5.สทิ ธิของประชาชนเก่ยี วกับข้อมลู ข่าวสารส่วนบุคคล 1.สิทธขิ องประชาชนในการขอตรวจดูหรือขอสำเนาข้อมูลข่าวสารสว่ นบุคคลทเี่ ก่ียวกับตนเอง กรณีที่หน่วยงานของรัฐครอบครองและควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของบุคคลหนึ่งบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิยื่นคาขอเป็นหนังสือเพื่อขอตรวจดูหรือขอสาเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกีย่ วกับตนเอง (มาตรา ๒๕ วรรคหนงึ่ ) เชน่ ประวตั สิ ขุ ภาพ ประวตั กิ ารทางาน หรอื ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับฐานะการเงิน เป็นต้น เจ้าของข้อมูลมีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอตรวจดูหรือขอสาเนาข้อมูลข่าวสารของตนเองเพื่อตรวจสอบถึงความ ถูกตอ้ งซึง่ เป็นสทิ ธขิ องเจ้าของขอ้ มลู นั้นเอง คำวินิจฉยั คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสงั คม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 15/2542 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นางสาว ม. ข้าราชการครู.....ศูนย์บริการ การศึกษานอกโรงเรียน อาเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 อุทธรณ์ต่อ ประธานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยแจ้งว่ากรมการศึกษานอกโรงเรียนได้มีคาสั่งให้ไปปฏิบัติ ราชการในลักษณะประจาที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดเชียงใหม่ นางสาว ม. จึงได้มีหนังสือขอ ข้อมูลหนังสือรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของตนที่.....ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดเชียงใหม่ รายงานถึง อธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน เนื่องจากถือว่า รายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการตาม พระราชบญั ญัตขิ ้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี น ไดม้ ีหนังสือที่ ศธ 0403/409 วันท่ี 2 กมุ ภาพันธ์ 2542 ปฏเิ สธการเปิดเผย รายงานดังกลา่ ว โดยอ้างว่าเป็นเอกสารประทับตราปกปิด ถือเปน็ เอกสารลับของทางราชการ ตามระเบียบสานัก นายกรฐั มนตรีว่าด้วยการรกั ษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2517 ซง่ึ เปน็ ข้อมูลขา่ วสารของราชการทม่ี กี ฎหมาย คุ้มครองมใิ ห้เปดิ เผยตามพระราชบญั ญัตขิ ้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (6) นางสาว ม. เห็นว่ารายงานการปฏิบัติหน้าที่ที่.....รายงานต่อกรมการศึกษานอกโรงเรียน อันเป็นข้อมูล ประกอบการเสนอขอย้ายตนฯ แม้ว่าจะประทับตราปกปิด ถือเป็นเอกสารลับของทางราชการ แต่เมื่อกรมการ ศึกษานอกโรงเรยี นมคี าสัง่ เสรจ็ สมบูรณ์ไปแล้ว จึงมิอาจอา้ งได้วา่ เปน็ ความลับที่ไม่ต้องเปิดเผยตามระเบียบสานัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติฯ อีกต่อไป และมิใช่เรื่องที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพช็ ร | 175 ทางราชการแต่อย่างใด จึงใช้สิทธิอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พิจารณาสั่งการให้ กรมการศึกษานอกโรงเรียนอนญุ าตให้ตรวจและคัดสาเนาหนงั สือรายงานดังกล่าว คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบริหารราชการแผน่ ดินและการบังคับใช้ กฎหมาย ได้พิจารณาหนังสือรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของ.....ซึ่งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดเชียงใหม่ รายงานต่อกรมการศึกษานอกโรงเรียนแล้ว เห็นว่า หนังสือรายงานการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นข้อมูลข่าวสาร ของราชการซงึ่ อยู่ในความครอบครองของกรมการศึกษานอกโรงเรียน ที่มไิ ดม้ ีกฎหมายคุม้ ครองมิให้เปิดเผย และ มีลักษณะเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการทางานของนางสาว ม. ดังน้ัน นางสาว ม.จึงมีสิทธิที่จะได้รู้ ได้ตรวจดูและได้รับสาเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน อีกทั้งยังมีสิทธิท่ี จะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องตามที่เป็นจริง ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 (6) และมาตรา 25 คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบรหิ ารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้ กฎหมาย จึงมีมติให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยให้นางสาว ม. ตรวจและคัดสาเนา หนงั สือรายงานการปฏิบัติหน้าที่ดังกลา่ วได้ คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบรหิ ารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 8/2542 อุทธรณเ์ ร่ืองนม้ี ีข้อเท็จจรงิ วา่ นาย ก. ผูส้ มัครเขา้ รับการคัดเลือกเป็น นักเรียนพลตารวจ ประจาปี 2542 ได้มีหนังสือถึงกองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจแห่งชาติ ขอคัดสาเนา รายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาผู้ที่มีประวัติทางคดีอาญาหรือความประพฤติไม่เรียบร้อยในการ สอบเขา้ เป็นนักเรียนพลตารวจ โดยนาย ก. ขอรายงานการประชุมเฉพาะในส่วนที่เก่ียวข้องกับตัวนาย ก. เท่านั้น กองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจแห่งชาติ มีหนังสือที่ ตช 0027.113/1120 ลงวันที่ 8 เมษายน 2542 แจ้ง นาย ก. และปฏิเสธวา่ ไม่สามารถจดั หาขอ้ มูลข่าวสารหรอื คัดสาเนาการประชุมให้ได้เพราะการประชมุ พิจารณาผู้ ที่ประวัติฯ เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2542 เป็นการพิจารณาบุคคลที่มีประวัติทางคดีอาญา ซึ่งเคยมีประวัติใน การกระทาผิดมาก่อนหรือมีประวัติฯ แต่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรม และในการ ประชมุ พิจารณาจะให้สิทธิคณะกรรมการแต่ละทา่ นได้แสดงความคิดเห็น ขอ้ โตแ้ ยง้ เปรยี บเทียบพฤติการณ์แห่ง ความผดิ ในแต่ละราย ซงึ่ ต้องอยใู่ นระเบียบ หลักเกณฑ์ ความเป็นธรรม และความเสมอภาคของบุคคลเป็นสาคัญ กองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจแห่งชาติ มีความเห็นว่า ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดผลการประชุม คณะกรรมการฯ ท่มี ีส่วนเกี่ยวขอ้ งกบั สิทธขิ องบุคคลอ่ืน คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารด้านสังคม การบรหิ ารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้ กฎหมายพิจารณาแล้ว เห็นว่า ประวัติอาชญากรรมของนาย ก. เป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของ กองบัญชาการศึกษา สานักงานตารวจแห่งชาติอันเป็นหน่วยงานของรัฐ นาย ก. ย่อมมีสิทธิจะได้รู้ถึงข้อมูล ขา่ วสารสว่ นบุคคลของตน ดังนน้ั กองบญั ชาการศึกษา สานกั งานตารวจแห่งชาติ จะตอ้ งใหน้ าย ก. ไดต้ รวจดูหรือ ได้รับสาเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาผู้ที่มีประวัติทางคดีอาญาหรือความประพฤติไม่
176 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ เรียบร้อยในการสอบเข้าเป็นนักเรียนพลตารวจของตัวนาย ก. เอง ส่วนรายงานการประชุมที่เกี่ยวข้องกับบุคคล อื่นให้ลบหรือตดั ทอนออกทั้งหมด ทัง้ นต้ี ามมาตรา 9แหง่ พระราชบัญญตั ิข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 คำวินิจฉยั คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาการแพทย์และสาธารณสขุ ท่ี พส 1/2560 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นางสาว ก. ผู้อุทธรณ์ได้เข้ารับการประเมินทางจิตวิทยาและจิตเวชตามท่ี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมีหนังสือส่งตัวไปเพื่อรับการประเมินดังกล่าวที่สถาบันจิตเวช ศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา กรมสุขภาพจิต ผู้อุทธรณ์จึงมีบันทึก ฝทน/พิเศษ 24 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2560 ถึง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสรุปผลการตรวจประเมินทางจิตวิทยา จากสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเดจ็ เจา้ พระยา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีข้อสั่งการท้ายบันทึก ลงวันที่ 7 มีนาคม 2560 ถึงผู้ อุทธรณ์แจ้งว่า เนื่องจากเป็นเอกสารทางการแพทย์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแจ้งผลให้ธนาคารและไม่สามารถ เปิดเผยได้ตามมาตรา 15 (2) (5) และ (6) แหง่ พระราชบญั ญัตขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาการแพทย์และสาธารณสุข พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ คือ สรุปผลการตรวจประเมินทางจิตวิทยาและจิตเวชของผู้อุทธรณ์ที่สถาบันจิตเวช ศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาแจ้งผลให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทราบ ตามหนังสือสถาบันจิต เวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ที่ สธ 0809.2/003 ลงวันที่ 9 มกราคม 2560 ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวเป็นข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลของผูอ้ ุทธรณ์ ย่อมมีสิทธิที่จะได้รู้ถงึ ขอ้ มูลข่าวสารส่วนบุคคลเกี่ยวกบั ตน หน่วยงานของรัฐท่ี ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องให้บุคคลนั้นได้ตรวจดูหรือได้รับสาเนาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับ บุคคลนัน้ ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบญั ญตั ขิ ้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในกรณนี ีผ้ ู้อทุ ธรณข์ อข้อมูล การตรวจประเมินทางจิตวิทยาและจิตเวชของผอู้ ุทธรณ์เอง จงึ ย่อมมสี ทิ ธิจะได้รับทราบขอ้ มูลข่าวสารส่วนบุคคล เกี่ยวกับตน ดังนนั้ เม่ือพเิ คราะหถ์ งึ การปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และ ประโยชน์ของเอกชนท่เี กี่ยวขอ้ งประกอบกันแล้ว จงึ ควรเปดิ เผยขอ้ มูลขา่ วสารใหผ้ อู้ ุทธรณ์ทราบ 2.บุคคลมีสิทธิยื่นคำขอเป็นหนังสือขอให้ให้หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารส่วน บุคคลที่เกี่ยวกับตนเพื่อขอให้ดำเนินการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ตามท่ีเป็นจริงได้ (มาตรา ๒๕ วรรคสาม) เมื่อเจ้าของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลได้ตรวจดูข้อมูลข่าวสารแล้วพบว่ามีข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลใน ส่วนของตนเองส่วนหนึ่งส่วนใดที่ไม่ถูกต้อง ก็สามารถที่จะยื่นคาขอให้หน่วยงานของรัฐดาเนินการแก้ไขได้ ถ้า หน่วยงานของรัฐไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารให้ตรงตามที่มีคาขอ ผู้ที่ยื่นคาขอก็มีสิทธิที่จะยื่น อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปดิ เผยข้อมูลข่าวสารภายในสามสบิ วันนับแต่วันได้รับแจง้ คาส่ังไมย่ ินยอม แก้ไขเปลยี่ นแปลงหรอื ลบข้อมูลข่าวสาร การขอแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบต้องเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลเท่านั้น เจ้าของข้อมูลจึงจะมีสิทธิ ตามมาตรานี้ ถ้าไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลย่อมไม่มีสิทธิขอแก้ไข เช่น การขอแก้ไขบันทึกรายละเอียด
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพช็ ร | 177 บาดแผลในใบผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพ ข้อมลู นเ้ี ป็นความเห็นของแพทย์ในการตรวจรักษา ขึ้นอยู่กับ ดุลยพินจิ ของแพทยผ์ ู้ใหค้ วามเห็น จงึ ไม่ใช่ข้อมูลขา่ วสารส่วนบคุ คล กรณีที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งตรวจพบว่า ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของตนที่หน่วยงานของรัฐได้รวบรวม เก็บไว้มีข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องและได้มีคาขอให้หน่วยงานของรัฐดาเนินการแก้ไขแต่หน่วยงานของรัฐไม่ ดาเนินการแก้ไขให้ตามคาขอ กรณีนี้พระราชบญั ญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้บัญญัตใิ ห้ผูท้ ี่ยื่นคา ขอแก้ไขมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้ง คาสง่ั ไมย่ นิ ยอมแกไ้ ข เปลี่ยนแปลงหรือลบขอ้ มลู ขา่ วสาร คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 15/2548 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า ผู้อุทธรณ์เป็นอดีตข้าราชการพลเรือน สามัญ ตาแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข 6 ว สานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย มีหนังสือพิเศษ/2547 ลงวันที่ 20 เมษายน 2547 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเลยขอแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติของผู้อุทธรณ์ที่กระทรวง สาธารณสุข และสานักงานก.พ.เก็บรักษาไว้ จากวันที่ 29 มีนาคม 2492 เป็นวันที่ 19 มีนาคม 2493 พร้อมส่ง เอกสารหลักฐานประกอบการขอแก้ไข รวม 5 รายการ ดังน้ี 1.สาเนาบัตรประจาตัวประชาชน ออกเม่ือวันท่ี 25 มีนาคม 2545 2.สาเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 54 ถนนวิสุทธิเทพ ตาบลกุดป่อง อาเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ซึ่งผู้อุทธรณ์ ได้ยา้ ยเข้ามาอยูเ่ มอื่ วันที่ 31 ตุลาคม 2522 3.สาเนาใบรายงานผลการศกึ ษา จากวทิ ยาลัยพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จงั หวัดอบุ ลราชธานี ระบุว่าผู้ อุทธรณ์สาเร็จการศึกษาเม่อื วนั ที่ 22 มกราคม 2525 4.สาเนาใบรายงานผลการศึกษา จากวิทยาลัยครูเลย จังหวัดเลย ระบุว่าผู้อุทธรณ์สาเร็จการศึกษาเม่ือ วนั ท่ี 12 มกราคม 2535 5.สาเนาใบอนุญาตขับรถยนต์ ออกเม่อื วนั ท่ี 14 พฤษจกิ ายน 2540 ท้ังน้ี เอกสารหลักฐานทั้ง 5 รายการดังกล่าวระบุตรงกันว่า ผู้อทุ ธรณ์เกิดวันท่ี 19 มีนาคม 2493 และผู้ อุทธรณ์ได้ชี้แจงด้วยว่า ผู้อุทธรณ์ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการเลือกชีวิตใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 แต่ปรากฏว่าได้รับการทักท้วงเรื่องวัน เดือน ปีเกิดของผู้อุทธรณ์ไม่ตรงกัน ซึ่งเกิดจริงวันที่ 19 มนี าคม 2493 แตล่ งผิดเป็นวนั ท่ี 29 มีนาคม 2492 โดยในวนั แรกทีผ่ อู้ ุทธรณร์ ายงานตัวเขา้ รับราชการเม่อื ปี พ.ศ. 2513 ผู้ดารงตาแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร สานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยในขณะนั้นให้ผู้อุทธรณ์กรอกประวัติ ของตนเองในทะเบียนประวัติ ซึ่งผู้อุทธรณ์ได้กรอกข้อมูลไปตามที่ตนเข้าใจ แต่ไม่ได้ดูหลักฐานอื่นประกอบ ใน เดือนต่อมาผู้อุทธรณ์ได้ตรวจพบหลักฐานต่าง ๆ เปน็ ตน้ วา่ ใบรายงานผลการศึกษาท่ีทางวิทยาลัยออกให้ สาเนา ทะเบียนบ้าน บัตรประจาตัวประชาชน และใบอนุญาตขับรถยนต์ ล้วนระบุตรงกันว่าเกิดวันที่ 19 มีนาคม 2493 ผู้อุทธรณ์จึงไปขอแก้ไขกับหัวหน้าฝ่ายบริหารขณะนั้น ซึ่งฝ่ายบริหารก็ดาเนินการให้โดยแก้ไขสมุดประวัติเล่มที่ ทางสานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลยเก็บรักษาไว้ และบอกว่าจะขอแก้ไขไปยังกระทรวงสาธารณสุข และ สานักงานก.พ. ให้ต่อไป ซึ่งผู้อุทธรณ์คิดว่าดาเนินการให้แล้วโดยไม่ได้ตรวจสอบจนเวลาล่วงเลยมาจนบัดนี้จึง
178 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง ผู้อุทธรณ์จึงขอแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดดังกล่าวให้ถูกต้อง เพื่อสิทธิในการรับบานาญและ ค่าตอบแทนตอ่ ไป จังหวัดเลยมีหนังสือที่ ลย 0027.001.4/6741 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 ถึงสานักงาน ก.พ. แจ้งว่า ผู้ อุทธรณ์ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามมาตรฐานการพัฒนาและบริหารกาลังคนเพื่อรองรับการ เปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 เป็นต้นไป ปรากฏว่า ผู้อุทธรณ์ได้ระบุวัน เดือน ปีเกิด ในทะเบียน ประวัติฉบับของสานักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย เกิดวันที่ 19 มีนาคม 2493 สถานที่เกิดตาบลปวนพุ อาเภอภู กระดึง จังหวัดเลย มีความประสงค์ขอแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติฉบับของสานัก ก.พ. ให้เป็นเกิด วันท่ี 19 มนี าคม 2493 สานัก ก.พ.มีหนังสือที่ นร 1006.2/210 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2547 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเลย แจ้งว่า โดยที่ระเบียบสานักนายกรฐั มนตรีว่าด้วยการแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติข้าราชการ พ.ศ. 2527 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง กาหนดว่า ข้าราชการผู้ใดประสงค์จะแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติ ให้ยื่นคาขอพร้อม หลกั ฐานตามข้อ 7 ตอ่ ผูบ้ ังคับบัญชาตามลาดับช้ันจนถึงหัวหนา้ ส่วนราชการ และวรรคสอง กาหนดว่า ใหห้ ัวหน้า ส่วนราชการเสนอคาขอพรอ้ มหลักฐานต่อเจ้าหน้าทคี่ วบคมุ การเกษียณอายุ (ก.พ.) โดยใหค้ วามเห็นประกอบการ พจิ ารณาไปดว้ ย ซ่ึงหมายความวา่ ผูท้ จี่ ะมสี ทิ ธิย่ืนคาขอแก้ไขวัน เดอื น ปีเกิดใน ก.พ.7 ตามระเบียบนี้ตอ้ งเป็นผู้มี ฐานะเป็นข้าราชการอย่ใู นขณะทยี่ ื่นคาขอ ดังน้นั เม่อื ปรากกว่า ผู้อทุ ธรณไ์ ด้ย่ืนคาขอแกไ้ ขวัน เดือน ปเี กิดใน ก.พ. 7 (วนั ท่ี 20 เมษายน 2547) ในขณะท่ีไม่ได้มฐี านะเป็นข้าราชการ จงึ ไมม่ ีสิทธยิ ื่นคาขอแกไ้ ขตามระเบียบดงั กลา่ ว จังหวัดเลยมีหนังสือที่ ลย 0027.001.4/11291 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 ถึงผู้อุทธรณ์แจ้งคาสั่งไม่ แก้ไขวัน เดอื น ปเี กิดใน ก.พ.7 ใหผ้ อู้ ุทธรณ์ทราบ ผู้อุทธรณ์มีหนงั สือพเิ ศษ/2547 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ถึงคณะกรรมการวนิ ิจฉยั การเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารฯ อุทธรณ์คาสั่งของสานักงาน ก.พ. ที่ไม่แก้ไขวัน เดือน ปีเกิดให้ผู้อุทธรณ์ดังกล่าง พร้อมทั้งส่งเอกสาร หลักฐานประกอบการอุทธรณ์คือ เอกสารหลักฐานที่เคยส่งให้จังหวัดเลยตามหนังสือพิเศษ/2547 ลงวันที่ 20 เมษายน 2547 รวม 5 รายการ และได้สง่ เพ่ิมเตมิ อกี 2 รายการ ดงั น้ี 1.หนังสือรับรองของที่ว่าการกิ่งอาเภอหนองหิน จังหวัดเลย ที่ 51/2547 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2547 ระบุว่า สานักทะเบยี นอาเภอกิ่งอาเภอหนองหิน จงั หวดั เลย ไดร้ บั คารอ้ งของผู้อุทธรณ์ ขอคัดสาเนาทะเบียนการ เกิด (สูติบัตร) ของตนเอง ซึ่งแจ้งว่าผู้อุทธรณ์เกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2493 ที่ตาบลปวนพุ อาเภอภูกระดึง จังหวดั เลย สานักทะเบยี นอาเภอก่ิงอาเภอหนองหิน จงั หวัดเลย ได้ตรวจสอบสูติบัตรของผอู้ ุทธรณแ์ ล้วไม่ปรากฏ พบสูติบัตรของผู้อุทธรณ์ ณ สานักทะเบียนอาเภอกิ่งอาเภอหนองหินแต่อย่างใด เนื่องจากเอกสารสูติบัตร ดงั กล่าวได้สูญหาย ไม่สามารถทจ่ี ะตรวจสอบหลักฐานได้ จงึ ออกหนังสอื รบั รองไว้เป็นหลักฐาน 2.หนังสือโรงเรียนบ้านหนองกุลคชสาร จังหวัดขอนแก่น ที่ ศธ 04029.169/77 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2547 รับรองว่า ผู้อุทธรณ์เกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2493 เป็นผู้สาเร็จการศึกษาขั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จาก โรงเรยี นบ้านหนองกลุ คชสาร จังหวัดขอนแก่น เมือ่ วันที่ 1 พฤษภาคม 2503
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 179 คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคบั ใช้กฎหมายพิจารณาคาอุทธรณ์ คาชี้แจงของผู้แทนสานักงาน ก.พ. และเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าข้อมูล ข่าวสารวนั เดอื น ปีเกิดของผูอ้ ุทธรณ์ในทะเบียนประวัติ (ก.พ.7) เปน็ ข้อมลู ข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือ ควบคมุ ดูแลของสานกั งาน ก.พ. จงึ เป็นขอ้ มลู ข่าวสารของราชการและเป็นข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งเมื่อผู้อุทธรณ์เห็นว่าวัน เดือน ปีเกิดของผู้อุทธรณ์ ในทะเบียนประวัติ (ก.พ.7) ไม่ถกู ตอ้ งตามท่ีเป็นจรงิ ผู้อทุ ธรณม์ ีสทิ ธยิ ื่นคาขอเป็นหนังสือให้สานักงาน ก.พ. แก้ไข เปลยี่ นแปลงได้ และสานักงาน ก.พ. จะตอ้ งพิจารณาคาขอดงั กล่าวตามมาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว แต่กรณีตามอุทธรณ์ปรากฏว่า สานักงาน ก.พ. ได้พิจารณาคาขอแกไ้ ขวัน เดือน ปีเกิดของผู้อุทธรณ์ใน ทะเบียนประวัติ (ก.พ.7) ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติ ข้าราชการ พ.ศ. 2527 โดยที่สานักงาน ก.พ. เห็นว่า ผู้ยื่นอุทธรณ์ได้ยื่นคาขอแก้ไขในขณะที่มิได้มีฐานะเป็น ข้าราชการแล้ว จึงไม่มีสิทธิยื่นคาขอแก้ไขตามระเบียบดังกล่าว โดยยังมิได้พิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพอ่ื พสิ จู นค์ วามถูกต้องว่า ผู้อทุ ธรณ์มวี นั เดือน ปเี กิดตามที่ขอแก้ไขหรือไม่ จงึ เป็นกรณีท่สี านกั งาน ก.พ. ยังมิได้ พิจารณากรณีอทุ ธรณต์ ามนยั มาตรา 25 แหง่ พระราชบัญญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ฉะนั้น อาศยั อานาจตามมาตรา 35 แหง่ พระราชบญั ญัตขิ ้อมลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ประกอบ กับมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายจึงมีมติให้สานักงาน ก.พ. พิจารณาถึงพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า ผู้อุทธรณ์มีวัน เดือน ปีเกิดตามที่ขอแก้ไขหรือไม่ตามนัยมาตรา 25 วรรคสาม แหง่ พระราชบญั ญตั ิขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 คำวนิ จิ ฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบรหิ ารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 15/2563 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาง ก. ตาแหน่ง...สังกัดสานักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ผู้อุทธรณ์ มีหนังสือลงวันที่ 17 มกราคม 2562 ถึงสานักงานเขต พน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต 3 ขอแกไ้ ขวัน เดอื น ปเี กดิ ในทะเบียนประวัติข้าราชการ (กพ.7) จาก วนั ที่ 12 มถิ นุ ายน 2503 เปน็ วนั ท่ี 12 มถิ ุนายน 2504 สานกั งานคณะกรรมการข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา (สานกั งาน ก.ค.ศ.) ได้มีหนังสือที่ ศธ 0206.2/733 ลงวันที่ 16 กันยายน 2562 เรียนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แจ้งว่า ก.ค.ศ. พจิ ารณาแล้วมีมติให้ยึดวันท่ี 12 มิถนุ ายน 2503 ตามทีล่ งไว้ในทะเบียนประวัตขิ ้าราชการ (ก.ค.ศ. 16 หรอื กพ.7 เดิม) เป็นวัน เดือน ปเี กดิ ของผู้อุทธรณต์ อ่ ไป ซง่ึ สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาศรีสะเกษ เขต 3 ได้มี หนังสือที่ ศธ 04140/2926 ลงวันที่ 26 กันยายน 2562 ถึงผู้อานวนการโรงเรียนบ้านใจเพื่อแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ ทราบมติ ก.ค.ศ. ดังกลา่ ว ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ 3 ตุลาคม 2563 ถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการอุทธรณ์ คาสง่ั ไมแ่ กไ้ ขวนั เดอื น ปเี กิดในทะเบียนประวตั ขิ า้ ราชการของสานกั งาน ก.ค.ศ.ดังกลา่ ว
180 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ คณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผน่ ดินและการบังคับ ใช้กฎหมายได้ตรวจสอบจากพยานหลักฐานที่ผู้อุทธรณ์ และสานักงาน ก.ค.ศ. ส่งมาประกอบการพิจารณา ประกอบกับคาชี้แจงของผู้อุทธรณ์และผู้แทนสานักงาน ก.ค.ศ. และเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า กรณีนี้ผู้ อทุ ธรณม์ ีความประสงคข์ อแก้ไขวนั เดอื น ปเี กิดในทะเบียนประวัตขิ ้าราชการ (ก.ค.ศ. 16 หรอื กพ.7 เดิม) ) จาก พ.ศ. 2503 เป็น พ.ศ. 2504 การวินจิ ฉยั ว่าผู้อทุ ธรณ์เกิดเมอ่ื ใดต้องยึดถอื หลักฐานทเี่ ชื่อถือไดข้ องทางราชการเป็น หลัก โดยหลกั ฐานสาคัญอันดับแรก คือ สตู บิ ัตรหรอื ทะเบียนคนเกิด เพราะเปน็ หลกั ฐานท่ีทางราชการออกให้แก่ ประชาชนทกุ คนเพ่ือแสดงรายการข้อมูลเก่ียวกับการเกิดของบุคคลโดยตรง ในกรณีนผ้ี ู้อุทธรณ์มีต้นฉบับสูติบัตร ที่ออกโดยสานักทะเบียนตาบลดองกาเม็ด อาเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ มาแสดง แต่ ก.ค.ศ. เห็นว่าสูติบัตร ดังกล่าวมีพิรุธ เนื่องจากสีหมึกและน้าหนักหมึกในชื่อของผู้อุทธรณ์คาว่า “มะณี” มีความแตกต่างกัน จึง พิจารณาจากพยานหลักฐานอื่น คือ เอกสารทางการศึกษาซึ่งระบุตรงกันว่า ผู้อุทธรณ์เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 2503 จึงมมี ติไม่แก้ไขปีเกิดใหผ้ ู้อุทธรณ์ กรณจี งึ มปี ระเด็นต้องพิจารณาว่า สตู บิ ัตรของผูอ้ ุทธรณ์ที่ใช้เป็นเอกสาร หลักฐานในการแก้ไขปีเกิดรับฟังได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า “ต้นฉบับ” สูติบัตร (ท.ร.19) ตอนที่ 4 เลขที่ 34 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2504 ซึ่งออกโดยสานักทะเบียนตาบลดองกาเม็ด ระบุว่า ผู้อุทธรณ์เกิดวันที่ 12 มิถุนายน 2504 และได้มีการบันทึกวัน เดือน ปีเกิดทางจันทรคติไว้ด้วย ซึ่งตรงกับวันแรม 14 ค่า เดือน 7 ปีฉลู เมื่อตรวจสอบวัน เดือน ปีเกิดทางจันทรคติที่ระบุในสูติบัตรกับปฏิทิน 100 ปี ตามบรรทัดฐานการเทียบของ สานกั ทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่าวัน เดอื น ปเี กิดของผู้อุทธรณ์ตามจันทรคติ ตรงกับวันที่ 12 มิถุนายน 2504 ซึ่งมีความสอดคล้องตรงกันและไม่มีร่องรอยการแก้ไขใด ๆ ส่วนข้ออ้างที่ว่า นายอาเภอขุขันธ์ไม่ได้รับรองสูติบัตรฉบับที่นายทะเบียนออกให้แก่เจ้าของข้อมูล เพราะไม่มีต้นขั้วที่เก็บไว้ท่ี สานักทะเบียนนั้นเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องของทางราชการซ่ึงมีหน้าทีด่ ูแลรักษาเอกสารราชการไว้ตรวจสอบ มิใช่ ความผิดของผู้อุทธรณ์ซึ่งเป็นประชาชนที่ควรได้รับบริการจากหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามนายทะเบียน อาเภอขุขันธ์ได้ดาเนินการแก้ไขปีเกิดของผู้อุทธรณ์จากปี พ.ศ. 2503 เป็น พ.ศ.2504 โดยใช้หลักฐานสูติบัตรที่ ออกโดยสานักทะเบียนตาบลดองกาเม็ด ซ่ึงเปน็ การใชอ้ านาจแก้ไขตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ประกอบระเบยี บสานกั ทะเบียนกลางวา่ ด้วยการจดั ทาทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 จึงถือไดว้ า่ นายทะเบียน ได้รับรองสูติบัตรดังกล่าวแล้ว สาหรับข้ออ้างที่ว่า สูติบัตรของผู้อุทธรณ์มีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะสีหมึกและ น้าหนักหมึกในชื่อของผู้อทุ ธรณ์คาว่า “มะณี” มีความแตกต่างกันนัน้ เห็นว่าความแตกต่างดังกล่าวเป็นนา้ หนัก การเขยี นและคุณภาพของนา้ หมึก เมือ่ ใช้เขียนบนกระดาษมาเป็นเวลานานย่อมเสือ่ มคุณภาพทาให้เกิดความเจือ จางและเข้มข้นของนา้ หมึกเป็นปกติธรรมดา มิใช่ข้อแตกตา่ งอันเป็นสาระสาคญั ในการยืนยันปีเกิดของผู้อุทธรณ์ ท่ปี รากฏในสูตบิ ัตรฉบับดงั กลา่ ว เหตผุ ลของ ก.ค.ศ. ไม่มนี ้าหนักทาลายความน่าเชื่อถือของสูตบิ ัตรของผู้อุทธรณ์ ซง่ึ เปน็ เอกสารราชการที่นายทะเบียนออกให้ผู้อุทธรณ์ได้ ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์จากพยานหลักฐานโดยเฉพาะต้นฉบับสูติบัตรของผู้อุทธรณ์และพยานหลักฐานที่ เปน็ เอกสารราชการ คาชี้แจงของผอู้ ุทธรณ์ คาชีแ้ จงของสานักงาน ก.ค.ศ. คาชี้แจงของนายทะเบียนอาเภอขุขันธ์
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 181 และเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว เห็นว่า ปีเกิดของผู้อุทธรณ์ต้องเป็นไปตามสูติบัตรที่ออกโดยสานัก ทะเบยี นตาบลดองกาเม็ด คอื วนั ที่ 12 มิถุนายน 2504 คำวนิ ิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสงั คม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 14/2563 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาง ก. ผู้อุทธรณ์ มีหนังสือลงวันที่ 26 กันยายน 2561 ถึงองค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน ขอให้นายทะเบียนประวัติราชการส่วนท้องถิ่นของ องค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน (ปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน) แก้ไขคาสั่งการรับโอน (ย้าย) ของผู้อุทธรณ์ในทะเบียนประวัติข้าราชการ (กพ.7) ในตาแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน (นกั บริหารงานองค์การบริหารส่วนตาบล ระดบั 7) จากเดมิ วันที่ 30 ธนั วาคม 2558 เป็นวนั ที่ 14 มีนาคม 2557 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลปกครองขอนแก่น คดีหมายเลขแดงที่ บ. 872/2558 ลงวันท่ี 30 พฤษจกิ ายน 2558 มีคาสั่งท้ายหนังสือคาขอ ลงวันที่ 26 กันยายน 2561 ถึงผู้อุทธรณ์ปฏิเสธการแก้ไขคาสั่งการรับโอน (ย้าย) ของผ้อู ุทธรณใ์ นทะเบียนประวัติข้าราชการโดยให้เหตุผลวา่ ไดล้ งบนั ทกึ ใหแ้ ล้วต้งั แต่วันท่ีโอนย้ายคือ วันที่ 30 ธนั วาคม 2558 ตามคาสั่งองคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลหนองแปน ที่ 326/2558 ลงวนั ท่ี 30 ธันวาคม 2558 จึง ไม่สามารถลงคาสั่งที่ไม่ถูกต้องในแฟ้มประวัติของผู้อุทธรณ์ให้มีผลย้อนหลังไปวันที่ 14 มีนาคม 2557 ได้ เน่อื งจากคาส่ังฉบับทใ่ี ห้มีผลต้ังแต่วนั ท่ี 14 มีนาคม 2557 เปน็ คาสั่งทไ่ี มช่ อบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์มีหนังสือ ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ถึงประธานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ อทุ ธรณค์ าสัง่ ไมแ่ กไ้ ขคาสง่ั การรับโอน (ยา้ ย) ขององคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลหนองแปนดังกล่าว คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคบั ใชก้ ฎหมาย พิจารณาแล้วเห็นวา่ ผู้อุทธรณ์มีความประสงคข์ อแก้ไขคาส่ังแต่งต้ังให้ดารงตาแหนง่ รองปลัดองค์การ บริหารส่วนตาบลหนองแปน (นักบริหารงานองค์การบริหารส่วนตาบล ระดับ 7) จากวันที่ 30 ธันวาคม 2558 เปน็ วนั ท่ี 14 มนี าคม 2557 เปน็ การขอแกไ้ ขประวัตกิ ารรับราชการที่ปรากฏในทะเบียนประวัติข้าราชการ (กพ.7) จึงเปน็ การแก้ไขขอ้ มูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 4 ประกอบมาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กรณีมปี ระเด็นต้องวินิจฉัยว่าผอู้ ุทธรณ์ไดร้ ับการแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งรองปลัด องคก์ ารบริหารส่วนตาบลหนองแปนเมอื่ ใด เหน็ ว่าผู้อทุ ธรณ์ได้รับการแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งเมอ่ื ใดต้องพิจารณา ตามพระราชบัญญัติบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 25 และมาตรา 15 ประกอบประกาศ คณะกรรมการพนักงานส่วนตาบลจังหวัดขอนแก่น เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของพนักงานส่วนตาบลพ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรณีนี้ข้อเท็จจรงิ ปรากฏวา่ คณะกรรมการพนักงานสว่ น ตาบลจังหวัดขอนแก่นในประชุมครั้งที่ 12/2558 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2558 มีมติเห็นชอบให้องค์การบริหาร ส่วนตาบลหนองแปนรับโอนเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งผู้อุทธรณ์ให้ดารงตาแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตาบล หนองแปน ไมก่ อ่ นวนั ที่ประกาศผลการคัดเลอื กและวันที่ได้ปฏิบตั ิหน้าที่ในตาแหน่งที่ไดร้ ับการคัดเลือกซ่ึงต่อมา องค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน ได้มีคาสั่งที่ 326/2558 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 รับโอนและแต่งตั้งผู้ อุทธรณใ์ ห้ดารงตาแหน่งรองปลัดองค์การบรหิ ารส่วนตาบลหนองแปน โดยให้มีผลต้ังแต่วันท่ี 30 ธนั วาคม 2558
182 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ เป็นต้นไป ขณะเดียวกันองค์การบริหารส่วนตาบลท่าศาลาต้นสังกัดเดิมของผู้อุทธรณ์ ได้มีคาสั่งองค์การบริหาร ส่วนตาบลท่าศาลาที่ 432/2558 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ให้โอนผู้อุทธรณ์ไปรับการแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่ง รองปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 เช่นเดียวกัน และผู้อุทธรณ์ได้ เดินทางไปรายงานตัวที่องค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน ในวันที่ 30 ธันวาคม 2558 การดาเนินการของ องค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดตามพระราชบัญญัติ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 25 และมาตรา 15 ประกอบประกาศคณะกรรมการพนักงาน ส่วนตาบลจังหวัดขอนแก่น เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วนตาบล พ.ศ. 2545 และท่ีแกไ้ ขเพม่ิ เติม ดงั นั้นเมื่อพเิ คราะห์จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานท่ีเป็น เอกสารราชการ และคาชี้แจงของผู้แทนหน่วยงานประกอบกันแล้ว เห็นว่า ผู้อุทธรณ์ได้รับการแต่งตั้งให้ดารง ตาแหน่งรองปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปนตามคาสั่งองค์การบริหารส่วนตาบลหนองแปน ท่ี 326/2558 ลงวนั ท่ี 30 ธนั วาคม 2558 ให้มีผลต้ังแตว่ ันที่ 30 ธนั วาคม 2558 เป็นต้นไป โดยคาสั่งดังกลา่ วยังคงมี ผลใช้บังคับอยู่และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการเพิกถอนหรือยกเลิกคาสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด การที่องค์การ บริหารส่วนตาบลหนองแปนปฏิเสธการแก้ไขคาสั่งการรับโอน (ย้าย) ในทะเบียนประวัติข้าราชการ (กพ.7) จาก วันที่ 30 ธนั วาคม 2558 เป็นวนั ท่ี 14 มนี าคม 2557 จงึ ชอบแลว้ คำพิพากษาศาลปกครองกลางท่ี 1051/2546 ทะเบยี นประวัตขิ องข้าราชการถอื ว่าเป็นข้อมูลข่าวสาร สว่ นบคุ คลตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซงึ่ มาตรา 25 วรรคสามแห่ง พระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า ถ้าบุคคลใดเห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนส่วนใดไม่ถูกต้อง ตามที่เป็นจริง ให้มีสิทธิยื่นคาขอเป็นหนังสือให้หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือลบขอ้ มลู ขา่ วสารน้ันได้ โดยหนว่ ยงานของรัฐจะต้องพิจารณาคาขอดังกลา่ วและแจ้งให้บุคคลนั้นทราบโดยไม่ ชักช้า ดังนั้น บทบัญญัติข้อ 11 ของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียน ประวัติข้าราชการ พ.ศ. 2527 ที่บัญญัติตัดสิทธิข้าราชการผู้ไม่ได้ยื่นคาขอแก้ไขวัน เดือน ปีเกิด ภายใน กาหนดเวลาว่าจะยื่นขอแก้ไขไม่ได้ จึงเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อมาตรา 25 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการฯ และไม่มีผลบังคับเพื่อตัดสิทธิในการยื่นคาขอแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติ ข้าราชการไดอ้ กี ต่อไป สว่ นกาหนดเวลาตามข้อ 10 ของระเบียบฉบับเดียวกันทีก่ าหนดระยะเวลาในการยื่นคาขอ แก้ไขวัน เดอื น ปเี กิดในทะเบียนประวัติให้กระทาภายใน 6 เดือน นนั้ คงมผี ลเปน็ เพียงการกาหนดระยะเวลาเพ่ือ เร่งรัดข้าราชการที่ประสงค์จะยื่นคาขอดังกล่าวเท่านั้น ไม่อาจถือว่าเป็นบทบัญญัติที่ตัดสิทธิข้าราชการไม่ใหย้ น่ื คาขอแกไ้ ขวนั เดอื น ปีเกิดในทะเบียนประวัตเิ มอื่ พ้นระยะแล้วเช่นกนั การที่ผู้บัญชาการสานักกาลังพลไม่เสนอคาขอแก้ไขเดือนเกดิ ของผู้ฟ้องคดีใหค้ ณะกรรมการขา้ ราชการ ตารวจพิจารณา โดยอ้างว่าล่วงเลยระยะเวลาที่จะยื่นคาขอและส่งคาขอผู้ฟ้องคดีคืน จึงเป็นกรณีผู้บัญชาการ สานักกาลังพลนาเอาระยะเวลาเพื่อเร่งรัดข้าราชการในการยื่นคาขอแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติมา พิจารณาตัดสิทธิการขอแก้ไขเดือนเกิดอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ฟ้องคดี ซึ่งขัดต่อมาตรา 25 วรรคสามแห่ง พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ประกอบกบั ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏวา่ ผู้บัญชาการสานักกาลังพลได้รับ
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 183 มอบอานาจจากคณะกรรมการข้าราชการตารวจให้พิจารณาและวินิจฉัยคาขอแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียน ประวัติของผู้ฟ้องคดี ผู้บัญชาการสานักกาลังพลจึงมีหน้าที่ต้องดาเนินการตามข้อ 6 ของระเบียบสานัก นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขวัน เดือน ปีเกิดในทะเบียนประวัติข้าราชการฯ เพื่อเสนอคาขอของผู้ฟ้องคดีต่อ คณะกรรมการข้าราชการตารวจ การที่ผู้บัญชาการสานักกาลังพลได้รับคาขอของผู้ฟ้องคดีแล้วไม่ได้ดาเนินการ เสนอคาขอแก้ไขเดือนเกิดของผู้ฟ้องคดีเพื่อให้คณะกรรมการข้าราชการตารวจพิจารณาตามเวลาที่กฎหมาย กาหนด แต่กลับมีหนังสือแจ้งวา่ ผูฟ้ ้องคดียื่นคาขอเมื่อล่วงเลยระยะเวลาตามที่กาหนดในระเบียบดังกล่าว จึงไม่ สามารถยื่นคาขอได้นั้น เป็นการกระทาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กาหนดใหต้ ้องปฏบิ ัติ 3.กรณีที่เจ้าของข้อมูลเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นเจ้าของ ขอ้ มลู ทถ่ี ึงแก่กรรมแล้ว กฎหมายกาหนดให้บุคคลตามที่กฎกระทรวงกาหนดใช้สิทธิในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่ วน บคุ คล มสี ิทธิดาเนินการตามมาตรา 23 และมาตรา 24 ในการขอร้ถู ึง การขอตรวจสอบและการขอให้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารแทนได้ (มาตรา ๒๕ วรรคห้า) ปัจจุบันได้มีกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ออกตาม ความในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ในมาตรา 5 และมาตรา 25 วรรคห้า กาหนดไว้ ดงั ตอ่ ไปนี้ 3.1.ในกรณีเจ้าของข้อมูลเป็นผู้เยาว์ ให้ผู้ใช้อานาจปกครองมีสิทธิดาเนินการแทนตามมาตรา 25 วรรค ห้า กรณผี ู้เยาว์มีอายุไม่ต่ากวา่ 15 ปี ต้องไดร้ บั ความยินยอมจากผู้เยาวด์ ้วย 3.2.ในกรณีเจ้าของข้อมูลเป็นคนไร้ความสามารถ ให้ผู้อนุบาลมีสิทธิดาเนินการแทนตามมาตรา 25 วรรคห้า 3.3.ในกรณีเจ้าของข้อมูลเปน็ คนเสมือนไร้ความสามารถไมส่ ามารถดาเนินการได้ตามมาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25 ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีการพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีเหตุอื่นทานอง เดยี วกนั ให้ผู้พิทกั ษ์มสี ทิ ธิดาเนนิ การแทนตามมาตรา 25 วรรคห้า 3.4.ในกรณีที่มีผู้ถึงแก่กรรมและไมไ่ ด้ทาพินัยกรรมไว้ ให้บุคคลที่กฎหมายกาหนดตามลาดับต่อไปนี้ใช้ สิทธิแทน (1) บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม (2) คู่สมรส (3) บิดาหรือมารดา (4) ผู้สืบสันดาน (5) พ่ีน้องรว่ มบดิ า มารดา (6) คณะกรรมการขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ คำวนิ ิจฉยั คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบรหิ ารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 492/2562 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาย ก. ผู้อุทธรณ์ ได้มีหนังสือ ลงวันท่ี 3 พฤษภาคม 2562 ถึงโรงพยาบาลอาจสามารถ จงั หวดั รอ้ ยเอ็ด ขอข้อมลู ขา่ วสารเกี่ยวกับสาเนาเวชระเบียนของ นาย ข. บิดาของผู้อทุ ธรณ์ เพือ่ ประกอบการขอรบั คา่ สนิ ไหมทดแทนกับบริษทั ประกันชวี ิต โรงพยาบาลอาจสามารถ มีคาสง่ั ทา้ ยหนังสือคาขอ ลงวนั ที่ 3 พฤษภาคม 2562 ถงึ ผอู้ ุทธรณ์ ปฏเิ สธการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยให้เหตุผลว่า ห้ามขอประวัติผู้อื่น ผิดกฎหมาย มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกัน สขุ ภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
184 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ คณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับ ใช้กฎหมาย พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ คือ เวชระเบียนของนาย ข. ซึ่งเป็นบิดาของผู้ อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคาชี้แจงของผู้อุทธรณ์ว่า ต้องการข้อมูลเวชระเบียนไปเพื่อประกอบการ ดาเนินการขอรับค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันชีวิตของนาย ข. ที่ได้ทาสัญญาประกันชีวิตไว้ โดยที่สัญญา ประกนั ชีวิตเป็นสัญญาเพ่ือประโยชน์ของบุคคลภายนอก กลา่ วคือ ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิต โดยจะ มีผลเมื่อผู้เอาสัญญาประกันภัยเสียชีวิตลง ซึ่งโดยสภาพของสัญญาประกันชีวิตไม่เปิดช่องให้ผู้เอาประกันภัยขอ ข้อมูลการรกั ษาพยาบาลหรือเวชระเบียนของตนได้ขณะยังมีชวี ิตอยู่ และเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เอาประกันภัยจะยื่นขอ ข้อมูลการรักษาพยาบาลของตนหลังจากที่ตนเสียชีวิตไปแล้ว ดังนั้น การใช้สิทธิในกรณีนี้จึงเป็นการใช้สิทธิตาม ความประสงค์ของเจ้าของข้อมูลตามเจตนารมณ์ท่ีปรากฏในสัญญาประกันชีวิตจงึ ไมถ่ ือเป็นการขอข้อมูลข่าวสาร ด้านสุขภาพของบุคคลอื่น ตามนัยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เมื่อผู้เป็น เจ้าของขอ้ มูลถึงแก่กรรมและผู้อุทธรณ์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การใชส้ ทิ ธิของผู้อุทธรณใ์ นกรณีน้ี จึงเป็น การกระทาแทนเจ้าของข้อมูลตามมาตรา 25 แหง่ พระราชบญั ญัตขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ประกอบ กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ดังน้ัน ขอ้ มูลขา่ วสารดังกลา่ วจงึ เปิดเผยให้ผอู้ ุทธรณ์ทราบได้ คำวินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสงั คม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 416/2562 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาง ก. ผู้อุทธรณ์ ได้มีหนังสือ ลงวันท่ี 19 พฤศจิกายน 2561 ถึงโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสาเนารายงานการ รักษาพยาบาลพร้อมผลวินิจฉัยเบื้องต้นของนาง ข. ซึ่งเป็นพี่สาวของผู้อุทธรณ์ เพื่อนาไปให้พนักงานอัยการ คุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จังหวัดเชียงใหม่ ยื่นคาร้องต่อศาลแต่งตั้งผู้อุทธรณ์ เปน็ ผู้พิทักษข์ องนาง ข. โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มีหนังสือ ที่ ศธ 6593 (08).2/ 10204 ลงวันท่ี 3 ธันวาคม 2561 ถึง ผู้อุทธรณ์ปฏิเสธการเปิดเผยได้โดยให้เหตุผลว่า ต้องเป็นพ่อ แม่ คู่สมรสและบุตรเท่านั้น เนื่องจากข้อมูลด้าน สุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล การเปิดเผยจะกระทาได้ตามความประสงค์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของ ขอ้ มูลหรือมีกฎหมายบัญญัติใหต้ ้องเปิดเผยตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัตสิ ุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หากผู้ ขอให้เปิดเผยข้อมูลไม่ใชเ่ จ้าของข้อมลู เองหรือได้รับมอบอานาจจากเจ้าของข้อมูล โรงพยาบาลจึงไม่อาจเปิดเผย ขอ้ มลู ดงั กล่าวให้ไดเ้ พราะมีกฎหมายคุม้ ครองสิทธิผปู้ ่วยและบญั ญัติให้โรงพยาบาลต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครดั คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผน่ ดินและการบังคบั ใช้กฎหมาย พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นเบื้องต้นก่อนว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการ รักษานาง ข. สามารถเปิดเผยใหผ้ ู้อุทธรณ์ทราบได้หรือไม่ พจิ ารณาแล้วเห็นว่า การใช้สทิ ธิขอข้อมูลข่าวสารกรณี ดังกลา่ ว เปน็ การขอขอ้ มูลข่าวสารส่วนบุคคลท่ีเจ้าของข้อมูลไมส่ ามารถดาเนินการได้ด้วยตนเองเพราะเหตุมีการ พิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีเหตุอื่นทานองเดียวกัน ให้ผู้พิทักษ์มีสิทธิดาเนินการแทนเจ้าของ ข้อมูลได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 ออกตามความในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จึง
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพ็ชร | 185 ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคาสั่งให้ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้ใดเป็นผู้พิทักษ์ แล้วเท่านนั้ การทีศ่ าลยงั ไม่ไดม้ คี าสงั่ ใหน้ าง ข. เป็นคนเสมอื นไรค้ วามสามารถและแตง่ ตงั้ ผู้ใดเป็นผพู้ ิทกั ษ์ การใช้ สิทธิขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการรกั ษาของนาง ข. ในกรณีนี้จึงยังไมเ่ ป็นการใชส้ ิทธิตามพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้อุทธรณ์จึงควรใช้สิทธิดาเนินการตามกฎหมายในส่วนเกี่ยวข้องกับร้อง ขอใหน้ าง ข. เป็นคนเสมือนไรค้ วามสามารถเสียก่อน ดงั นนั้ การท่ีโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ปฏิเสธการ เปิดเผยขอ้ มลู ขา่ วสารเกี่ยวกับการรกั ษาพยาบาลของ นาง ข. ให้ผู้อทุ ธรณท์ ราบจงึ ชอบแล้ว
บทท่ี 6 เอกสารประวตั ิศาสตร์ พระราชบัญญัตขิ ้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กล่าวถึงเอกสารประวัติศาสตร์ไวใ้ นหมวดที่ 4 มาตรา 26 โดยพระราชบัญญัตินี้คานึงถึงข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ค้นคว้าของประชาชนในอนาคตต่อไปจึงต้องมีการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารนั้นเอาไว้ การจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของ ราชการจึงมีความสาคัญและจาเป็น ระบบการจัดเก็บที่ไม่มีประสิทธิภาพจะเป็นการทาลายข้อมูลข่าวสารที่มี ความสาคัญ ดังนน้ั จงึ ตอ้ งกาหนดรูปแบบการจัดเก็บและวธิ กี ารจดั เก็บข้อมูลขา่ วสาร ข้อมูลขา่ วสารบางชนดิ บาง ประเภทมีวิธีการเก็บรักษาที่ต้องอาศัยเทคนิควิธีการจัดเก็บเป็นการเฉพาะ กฎหมายฉบับนี้จึงบัญญัติถึงข้อมูล ขา่ วสารของราชการบางประเภทที่มคี วามสาคญั ที่จะต้องจัดเกบ็ เป็นเอกสารประวัตศิ าสตร์ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 26 ได้มีการบัญญัติถึงเอกสาร ประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง คือ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (National Archives) ซึ่งทาหน้าท่ีในการจัดเก็บเอกสารประวัติศาสตร์ตามที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติไว้ จึงมีความจาเป็นจะต้องทาความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้าง หน้าที่และอานาจ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ว่ามีลักษณะอย่างไร เพื่อจะได้เห็นถึงภาพรวมของ กระบวนการจัดการท้ังหมดของเอกสารประวัติศาสตร์ตามพระราชบญั ญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 และข้อจากดั ของหอจดหมายเหตุ กรมศลิ ปากร ทีเ่ กี่ยวข้องกบั การจดั เกบ็ เอกสารประวัตศิ าสตร์ 1.โครงสร้าง อานาจหน้าที่ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ กรมศิลปากร เอกสารจดหมายเหตุเป็นขอ้ มูลนิเทศท่เี ป็นการจัดเก็บข้อมลู ประวัติศาสตร์ของประเทศซ่งึ เป็นประโยชน์ ต่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ประวัติศาสตร์ของประเทศในทุกด้านทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และด้านอน่ื ซึง่ จะถูกจัดเกบ็ ในหอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ เอกสารทีห่ อจดหมายเหตุแหง่ ชาติดาเนนิ การจัดเก็บในแต่ละด้าน อาทเิ ชน่ 1 1 คู่มอื วชิ าการพื้นฐานการบริการและจดั การงานจดหมายเหต.ุ สานกั หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศิลปากร,สานกั พมิ พ์ บรษิ ทั ไซเบอรบ์ ุ๊ค แอนด์ ปร้ินท์ จากดั .พิมพ์คร้งั ที่ 2 พ.ศ. 2559. หนา้ 1.
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 187 เอกสารท่ีให้ข้อมูลดา้ นการเมืองการปกครองในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จะให้เน้ือหาที่เก่ียวกับสถาบัน กษัตริย์ สถาบันทางการเมือง กฎหมาย การเลือกตั้ง การปกครอง และการบริหารจัดการราชการแผ่นดิน การ ปฏวิ ตั ิรฐั ประหาร กลุ่มการเมือง ศาล การปอ้ งกนั ประเทศ การตา่ งประเทศและองคก์ รระหวา่ งประเทศ เอกสารที่ให้ข้อมูลดา้ นเศรษฐกิจในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จะให้เน้ือหาท่ีเก่ียวกับงบประมาณแผ่นดิน ภาวะเศรษฐกิจ การคา้ การเงิน การธนาคาร การส่งเสริมการลงทุน อตุ สาหกรรม เกษตรกรรม การประมง ป่าไม้ สหกรณ์ ท่ดี ิน การชลประทาน ภาษี แรงงาน รฐั วสิ าหกจิ เอกสารที่ให้ข้อมูลด้านสังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จะให้เนื้อหาที่ เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขนบธรรมเนียมประเพณีและการเฉลิมฉลองสมโภชในวาระสาคัญของ ประเทศ พิธี รัฐพิธี สภาพและปัญหาสังคม วัฒนธรรมประเพณี ดนตรี ท่องเที่ยว ศิลปกรรม วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดี สถาปัตยกรรม ศาสนา การศึกษา นักเรียนนักศึกษา สิ่งแวดล้อม ประชากร วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี การแพทย์ สื่อมวลชน กีฬา อทุ กภยั วาตภยั อคั คีภยั ทพุ ภกิ ขภัย เอกสารที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติทาการจัดเก็บจะเป็นเอกสารที่ให้ข้อมูลที่มาจากแหล่งต่าง ๆ ท้ัง หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นเอกสารจากราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นและ หนว่ ยงานอน่ื ของรัฐ และจากเอกชน 1.1.โครงสรา้ งและอำนาจหนา้ ท่ี อานาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พ.ศ. 2554 กาหนด อานาจหนา้ ท่ีของหอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ ไวด้ งั น้ี 1.ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และประเมินคุณค่า จัดหมวดหมู่ อนุรักษ์ เผยแพร่ และให้บริการเอกสาร จดหมายเหตุ 2.ดาเนนิ งานหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรตพิ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภมู พิ ลอดุลยเดช 3.บันทกึ เหตกุ ารณ์สาคญั ของชาติท่เี กิดขึ้นภายในประเทศและตา่ งประเทศ 4.เป็นศนู ยข์ ้อมูลและศูนยป์ ระสานงานกบั หอจดหมายเหตทุ ้ังในประเทศและต่างประเทศ 5.เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านจดหมายเหตุ ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายงานด้าน จดหมายเหตุ รวมทง้ั ประสานงานกบั หน่วยงานที่เก่ียวข้องท้ังในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนั้นยังมีหน้าที่และอานาจตามพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 12 บัญญัตไิ ว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1.เก็บรกั ษาและอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ 2.ตดิ ตาม รวบรวม หรอื รับมอบเอกสารจดหมายเหตจุ ากหน่วยงานรัฐ 3.จดั หา ซ้อื หรือรบั บริจาคเอกสารทีม่ คี ณุ คา่ เปน็ เอกสารจดหมายเหตุจากเอกชน 4.จัดหมวดหมแู่ ละจัดทาเคร่อื งมอื ช่วยค้นเอกสารจดหมายเหตุ 5.จดบนั ทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพระราชพธิ ี รัฐพธิ ี และศาสนพธิ ี 6.รวบรวมเอกสารเหตุการณ์สาคัญของชาติ
188 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ 7.จดั ทาบนั ทกึ ประวัติศาสตร์บอกเลา่ โดยพิจารณาใหค้ รอบคลมุ ขอ้ เท็จจริงอย่างรอบด้าน 8.ใหบ้ รกิ ารการศึกษา การค้นคว้า หรือการวจิ ัยเอกสารจดหมายเหตุ 9.เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จัดให้มีสื่อส่ิงพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ นิทรรศการ และกิจกรรมเพื่อส่งเสริม และอนรุ ักษ์เอกสารจดหมายเหตุ 10.สนับสนนุ ด้านวิชาการแก่หอจดหมายเหตขุ องหน่วยงานรัฐ หอจดหมายเหตุท้องถิ่น และหอจดหมาย เหตเุ อกชน 11.ดาเนนิ การอืน่ ตามทีอ่ ธิบดีมอบหมาย 11.1.ส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการหอจดหมายเหตุของหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาตทิ ั้ง 10 สาขา 11.2.บริหารจัดการกองทุนส่งเสริมงานจดหมายเหตุ ตามพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 เพอ่ื การสง่ เสรมิ การอนุรักษเ์ อกสารจดหมายเหตุ 11.3.อื่น ๆ 1.2.กฎหมายที่เก่ียวขอ้ งกับหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานจดหมายเหตุของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่เป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวข้อง กบั หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติโดยตรง ไดแ้ ก่ พระราชบญั ญัติหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 กฎหมายฉบับน้ี มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรักษาอนุรักษ์และคุ้มครองเอกสารสาคัญของชาติ ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม เพื่อ ประโยชน์ในการศกึ ษา คน้ ควา้ วิจยั กรมศิลปากร หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้เริ่มจัดทาร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. ..... ขึ้นรองรับอานาจหน้าที่ในการบริหารจัดการเอกสารจดหมายเหตุแห่งชาติตั้งแต่พุทธศักราช 2537 ซึ่งร่าง พระราชบญั ญัตดิ ังกล่าวได้ดาเนินการยกร่างโดยคณะกรรมการยกรา่ งพระราชบญั ญตั ิหอจดหมายเหตุแห่งชาติ 4 คณะ และได้รับการพิจารณาแก้ไขจากคณะกรรมการกฤษฎีกา สานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี วุฒิสภาและสภา ผู้แทนราษฎรมาเป็นลาดับจนได้รับความเหน็ ชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 147 (3) สานกันายกรับมนตรีนาพระราชบัญญัตินข้ี ้ึนทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายตามความในมาตรา 150 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในราชกิจจา นเุ บกษา ฉบบั ฎีกา เลม่ 130 ตอนที่ 23 ก วนั ที่ 13 มนี าคม 2556 โดยมีผลบังคบั ใช้ในวันที่ 14 มีนาคม 25562 เหตุผลสาคัญประการหนึ่งในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นเนื่องจากกฎหมายและระเบียบที่ เกยี่ วข้องกับการจัดเก็บ การสง่ มอบ และการทาลายเอกสารราชการของประเทศไทย ท้ัง 4 ฉบับ ซ่งึ ประกอบด้วย พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2548 และระเบียบวา่ ด้วยการรกั ษาความลับของราชการ พ.ศ. 2544 ซึง่ กาหนดให้ส่วน ราชการต่าง ๆ ต้องส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ให้กับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เก็บรักษาไว้เป็น จดหมายเหตุ อย่างไรก็ตามกฎหมายและระเบยี บข้างตน้ ไม่ได้กาหนดสภาพบังคับให้สว่ นราชการต้องปฏิบตั ิตาม 2 เพิง่ อ้าง,หน้า 19.
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพช็ ร | 189 ทาให้ส่วนราชการไม่ได้ส่งมอบเอกสารใหก้ ับหอจดหมายเหตแุ ห่งชาติและหน่วยงานของรัฐยงั ไดท้ าลายเอกสารไป โดยไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้างต้นซึ่งเป็นอุปสรรคต่องานของหอจดหมายเหตุแห่งชาติในการ จัดเก็บเอกสารให้มีความสมบูรณ์และต่อเนื่อง โดยเหตุผลตามที่กล่าวมาจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติหอ จดหมายเหตแุ หง่ ชาติ พ.ศ. 2556 ข้ึน พระราชบญั ญตั หิ อจดหมายเหตแุ ห่งชาติ พ.ศ. 2556 มีบทบัญญัตมิ าตราสาคัญเกี่ยวกับ เอกสารราชการ และเอกสารจดหมายเหตุและหน่วยงานของรัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ตามนิยามของพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 3 บัญญตั วิ า่ “เอกสาร หมายความวา่ กระดาษหรือวตั ถุทท่ี ำใหป้ รากฏความหมาย ในรปู แบบอกั ษร สัญลกั ษณ์ ภาษา หรือเสยี ง และให้หมายความรวมถึงการบันทึกบทสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสอ่ื อืน่ ใดด้วย เอกสารจดหมายเหตุ หมายความว่า เอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานและได้รับการประเมินคุณค่า ควรค่าแก่การเกบ็ รกั ษาและอนรุ ักษไ์ ว้ให้เปน็ มรดกทางวัฒนธรรมด้านประวตั ิศาสตร์ของชาติ และ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา การค้นคว้า หรือการวิจัย ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดทำทะเบียนไว้เป็น เอกสารจดหมายเหตุ เอกสารราชการ หมายความว่า เอกสารที่หน่วยงานของรัฐหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ จัดทำขน้ึ หรือได้รบั มาในการกระทำตามอำนาจหนา้ ท่ี หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานสังกัดรัฐสภา ศาล องค์กรตาม รัฐธรรมนญู และหน่วยงานอื่นของรัฐตามทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง” จากนยิ ามตามมาตรา 3 ของพระราชบญั ญตั ิหอจดหมายเหตุ พ.ศ. 2556 ได้กาหนดหนว่ ยงานของรัฐท่ีมี ความครอบคลุม รวมถึงศาลในทุกกรณี ที่มีเอกสารราชการขึ้นในหน่วยงานของตนจะต้องดาเนินการจัดเก็บ เอกสารเพื่อเป็นเอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กาหนดหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐต้อง ดาเนินการตามมาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 เพื่อจัดส่งให้กรมศิลปากรจัดทาเอกสารจดหมายเหตุ โดยมี บทบญั ญัติ ดังน้ี “มาตรา 7 เพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาเอกสารจดหมายเหตุ ให้หน่วยงานของรัฐเก็บรักษา เอกสารราชการในการปฏิบัติงานหรือที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มีลักษณะ อย่างหนึง่ อยา่ งใด ดังต่อไปนี้ เพ่อื สง่ มอบให้กรมศิลปากรต่อไป (1)มคี ุณคา่ ตามวัตถุประสงค์ของหนว่ ยงานรัฐนน้ั (2)มีคณุ ค่าทางประวตั ศิ าสตร์ (3)มคี ุณค่าเพื่อการรกั ษา การค้นคว้าหรือการวิจัย การเกบ็ รักษาเอกสารราชการตามวรรคหนงึ่ ให้หนว่ ยงานของรัฐจัดทำรายการหรือตารางการเก็บ รักษาเอกสารราชการซ่งึ อยา่ งนอ้ ยต้องประกอบด้วย ประเภทและหมวดหมู่ของเอกสาร ระยะเวลา การเก็บรักษาเอกสาร วิธีการเก็บรักษาเอกสาร และการส่งมอบรายการหรือตารางการเก็บรักษา เอกสารราชการ ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารที่อธบิ ดีกำหนด
190 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ มาตรา 8 ในระหว่างการเก็บรักษาเอกสารราชการตามระยะเวลาที่กำหนดในมาตรา 7 ให้ หน่วยงานของรฐั ดแู ละเอกสารไวอ้ ยา่ งครบถว้ นสมบูรณแ์ ละสามารถตรวจสอบอา้ งอิงได้ ในระหว่างการเก็บรักษาเอกสารราชการตามวรรคหนึ่ง หน่วยงานของรัฐอาจทำความตกลงกับ กรมศลิ ปากรเพ่ือสง่ มอบเอกสารราชการนนั้ แก่กรมศิลปากรกอ่ นครบกำหนดระยะเวลาน้นั กไ็ ด้ เมือ่ หน่วยงานของรัฐเก็บรักษาเอกสารราชการครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 7 แล้วให้ส่งมอบ เอกสารราชการแก่กรมศิลปากร เว้นแต่ได้ส่งมอบให้แก่หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนดไว้ใน กฎหมายวา่ ดว้ ยข้อมลู ขา่ วสารของราชการ ในการน้ี ให้หนว่ ยงานของรฐั แจง้ ให้กรมศลิ ปากรทราบ ด้วย มาตรา 9 เมื่อกรมศิลปากรได้รับมอบเอกสารราชการจากหน่วยงานของรัฐและได้มีการประเมิน แล้วว่าเอกสารนั้นมีคุณค่าตามมาตรา 7 ให้จัดทำทะเบียนไว้เป็นเอกสารจดหมายเหตุเพื่อเก็บ รกั ษาและอนรุ ักษ์ท่หี อจดหมายเหตุ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีความจำเป็นตอ้ งเก็บรักษาเอกสารราชการที่มกี ารจัดทำทะเบยี นเปน็ เอกสารจดหมายเหตุ ใหท้ ำความตกลงกับกรมศลิ ปากรเพ่ือเก็บรักษาและอนุรักษท์ ี่หน่วยงานของ รัฐตลอดไปหรือตามระยะเวลาทตี่ กลงกัน เอกสารราชการตามวรรคหนึ่งที่ไม่มีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุ ให้กรมศิลปากรดำเนินการ ทำลายต่อไป” พระราชบัญญัติหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 จึงเป็นกฎหมายที่กาหนดให้หน่วยงานของรัฐมี หน้าที่จะต้องพิจารณาคุณค่าของเอกสารราชการของตนเองว่ามีคุณค่าตามพระราชบัญญัติหอจดหมายเหตุ แห่งชาติ พ.ศ. 2556 กาหนดหรือไม่ และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐจะต้องดาเนินการเก็บรักษาเอกสาร เหล่านี้ เมื่อดาเนินการตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แล้ว หน่วยงานของรัฐต้องดาเนินการส่งมอบให้กรมศิลปากร เพื่อให้กรมศิลปากรทาการประเมินคุณค่าคัดเลือกเพื่อเป็นเอกสารจดหมายเหตุตามมาตรา 9 ในกรณีที่กรม ศิลปากรได้ทาการพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุ กรมศิลปากรสามารถดาเนินการ ทาลายเอกสารน้ันได้ 2.เอกสารประวัตศิ าสตร์ บทบัญญัติของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 26 เป็นบทบัญญัติท่ี บัญญตั ขิ ้นึ เพอ่ื ใหข้ อ้ มูลขา่ วสารของราชการทหี่ นว่ ยงานของรัฐไม่ประสงค์จะจัดเก็บหรอื ข้อมลู ข่าวสารตามมาตรา 14 และมาตรา 15 ทีม่ ีอายุครบกาหนดเวลา ซึ่งหนว่ ยงานของรฐั ไม่อาจเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารดังกลา่ ว ใหส้ ามารถ เปดิ เผยข้อมลู ขา่ วสารนั้นต่อประชาชนได้ โดยกาหนดใหเ้ ป็นเรอ่ื งเอกสารประวัติศาสตร์ โดยปกติข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นข้อมูลข่าวสารที่ประโยชน์ต่อการศึกษา การอ้างอิง เพราะเป็น ขอ้ มูลขา่ วสารท่ีเช่ือถือได้ ซ่งึ จะเปน็ ประโยชนแ์ ก่การศกึ ษาในวงวิชาการไม่เฉพาะด้านประวัติศาสตร์ แต่หมายถึง
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 191 วงวิชาการด้านอื่นด้วย การจัดเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ถ้าอยู่ในการจัดการของหน่วยงานของรัฐ มาตรฐานการ จัดเก็บของหน่วยงานแต่ละหน่วยงาน การคัดเลือกเก็บ อาจทาให้ข้อมูลข่าวสารที่เปน็ ประโยชน์อาจสูญเสียหรือ สูญหายไปได้ อีกทั้งวิธีการจัดเก็บจะต้องมีการดูแลไม่ให้เกิดการบุบสลาย ซึ่งมีเทคนิควิธีการจัดเก็บเป็นการ เฉพาะ ดังน้นั พระราชบญั ญัตขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จงึ บญั ญัตเิ ป็นหลักการว่า หน่วยงานของรัฐ จะต้องจัดส่งใหแ้ ก่หอจดหมายเหตแุ ห่งชาตเิ พื่อทาการคัดเลือกเกบ็ ใหป้ ระชาชนได้ศกึ ษาคน้ คว้า พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กาหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งเอกสารไม่ ประสงค์จะจัดเก็บหรือเอกสารตามมาตรา 14 และมาตรา 15 ที่อายุครบตามกาหนดเวลาให้กับหอจดหมายเหตุ แหง่ ชาติ กรมศลิ ปากร ทาการคดั เลอื กให้ประชาชนไดศ้ ึกษาคน้ คว้า โดยมีมาตรา 26 บทบัญญัตดิ ังนี้ “ข้อมูลข่าวสารของราชการท่ีหน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะเกบ็ รักษาหรือมีอายุครบกำหนดตาม วรรคสองนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารนั้น ให้หน่วยงานของรัฐส่งมอบให้แก่หอ จดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพ่อื คัดเลือกไวใ้ หป้ ระชาชนได้ศกึ ษาคน้ ควา้ กำหนดเวลาตอ้ งส่งขอ้ มลู ข่าวสารของราชการตามวรรคหน่งึ ใหจ้ ำแนกตามประเภท ดงั นี้ (1)ขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการตามมาตรา 14 เม่อื ครบเจด็ สบิ หา้ ปี (2)ข้อมลู ขา่ วสารของราชการตามมาตรา 15 เมือ่ ครบยี่สบิ ปี กำหนดเวลาตามวรรคสอง อาจขยายออกไปไดใ้ นกรณดี ังตอ่ ไปน้ี (1)หน่วยงานของรัฐยังจำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลข่าวสารของราชการไว้เองเพื่อประโยชน์ในการ ใช้สอย โดยต้องจัดเก็บและจัดให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าตามที่จะตกลงกับหอจดหมายเหตุ แห่งชาติ กรมศลิ ปากร (2)หน่วยงานของรัฐเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารราชการนั้น ยังไม่ควรเปิดเผยโดยมีคำสั่งขยายเวลา กำกับไว้เป็นการเฉพาะราย คำสั่งการขยายเวลานัน้ ใหก้ ำหนดระยะเวลาไว้ด้วย แต่จะกำหนดเกิน คราวละหา้ ปีไม่ได้ การตรวจสอบหรือทบทวนมิให้มีการขยายระยะเวลาไม่เปิดเผยจนเกินความจำเป็นให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และวิธกี ารที่กำหนดในกฎกระทรวง บทบัญญัติตามมาตรานี้มิให้ใช้บังคับกับข้อมูลข่าวสารของราชการตามที่คณะรัฐมนตรีออก ระเบียบกำหนดให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องทำลายหรืออาจทำลายได้โดยไม่ ต้องเก็บรกั ษา” ดงั นัน้ เอกสารประวัติศาสตร์จึงเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการประเภทหน่ึงทเ่ี ปิดโอกาสให้ประชาชนเข้า ตรวจดูหรือศึกษาได้ด้วยตนเอง ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ทั้งนี้ที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. 2540 กาหนดเอกสารประวัติศาสตร์เอาไว้เป็นข้อมูลข่าวสารประเภทเนื่องจากเอกสารข้อมูล ข่าวสารบางประเภทของหน่วยงานของรัฐที่หน่วยงานไม่ประสงค์จะจัดเก็บแต่ยังเป็นเอกสารที่มีคุณค่าเป็น เอกสารประวัติศาสตร์ที่ควรจัดเก็บไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา หรือข้อมูลข่าวสารบางประเภทเป็นข้อมูลข่าวสารท่ี
192 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ ไม่ให้เปิดเผย เช่นข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงควรเปิดเผยให้ ประชาชนได้รับทราบ เช่น ข้อมูลขา่ วสารของราชการตามมาตรา 14 และมาตรา 15เมื่อหน่วยงานของรัฐจัดเก็บ มาระยะหนึ่งตามเวลาทก่ี ฎหมายอาจเปิดเผยให้ประชาชนศึกษาคน้ ควา้ ได้โดยถอื เป็นเอกสารประวัตศิ าสตร์ โดยมี กาหนดเวลาดงั นี้ (1)ข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 14 เมื่อครบเจ็ดสิบห้าปี นับแต่วันเสร็จสิ้นการจัดให้มีข้อมูล น้ัน (2)ขอ้ มลู ข่าวสารของราชการตามมาตรา 15 เม่อื ครบยี่สิบปี นับแต่วนั เสรจ็ สิ้นการจัดให้มีขอ้ มลู น้ัน แม้ว่าการกาหนดระยะเวลาเอาไว้ก็ตาม มาตรา 26 วรรคสาม การกาหนดระยะเวลาที่ต้องส่งข้อมูล ขา่ วสารไปคัดเลือกเป็นเอกสารประวัตศิ าสตร์ กาหนดสามารถขยายระยะเวลาออกไปได้อีก คอื 1.หน่วยงานของรัฐเห็นว่ามีความจาเป็นที่ยังต้องเก็บเอกสารไว้ใช้สอยในงานของหน่วยงานของรัฐ แต่ ตอ้ งจัดเกบ็ และให้ประชาชนค้นคว้าได้ตามที่จะตกลงกบั หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร 2.ถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่ายังไม่ควรเปิดเผยข่าวสารนั้น ซึ่งข้อมูลข่าวสารแต่ละประเภทจะต้อง คานึงถึงสถานการณ์และความเหมาะสม การเปดิ เผยตามกาหนดเวลาของมาตรา 26 อาจไมเ่ หมาะสม หน่วยงาน ของรัฐอาจมีคาสั่งให้ขยายระยะเวลา แต่จะเกินคราวละห้าปีไม่ได้ การตรวจสอบทบทวนไม่ให้ขยายเวลาเกิน ความจาเป็นใหก้ าหนดในกฎกระทรวง ปัจจุบนั ได้มีกฎกระทรวง ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2551) กาหนดหลักเกณฑ์ในการ ควบคุมมิให้ขยายระยะเวลาเกินความจาเป็น โดยก่อนครบระยะเวลาตามที่กาหนดในมาตรา 26 วรรคสอง ไม่ น้อยกว่าสามเดือน หากหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลประสงค์ระยะเวลาไม่เปิดเผยข้อมูลออกไปอีก ให้ จัดทาบัญชีและต้องยื่นให้บุคคลตามที่กฎกระทรวงกาหนด เช่น กรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมี ฐานะเป็นกรม ให้ยื่นต่อปลัดสานักนายกรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงแล่วแต่กรณี กรุงเทพมหานคร องค์การ บริหารส่วนจังหวัด ให้ยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตาบลให้ยื่นต่อนายอาเภอ เม่ือได้รับบัญชีขอ้ มูลข่าวสารท่ีจะขอขยายระยะเวลไม่เปิดเผย ผมู้ ีอานาจพิจารณาเห็นชอบต้องต้ังคณะกรรมการ คณะหนึ่งประกอบด้วยบุคคลไม่น้อยกว่าสามคนเป็นกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยคระกรรมการ จะตอ้ งประกอบด้วยบุคคลซ่งึ มิได้อยใู่ นสงั กัดของหน่วยงานของรัฐซ่ึงเป็นเจ้าของข้อมูล เปน็ องค์คณะไม่น้อยกว่า สองในสาม เมอื่ คณะกรรมการพจิ ารณาแล้วมมี ติประการใด ให้หัวหนา้ หน่วยงานเจ้าของขอ้ มูลปฏิบัติตามมติของ กรรมการ อย่างไรก็ตาม มาตรา 26 วรรคท้ายบัญญัติว่า “บทบัญญัติตามมาตรานี้มิให้ใช้บังคับข้อมูลข่าวสาร ของราชการตามที่คณะรัฐมนตรีออกระเบียบกำหนดให้หน่วยงานของรฐั หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องทำลาย หรอื อาจทำลายได้โดยไมต่ ้องเก็บรักษา” ซึ่งหมายความวา่ ข้อมูลข่าวสารของราชการทีส่ ่งไปให้หอจดหมายเหตุแห่งชาตทิ าการคัดเลอื กนั้นไม่ให้ ใช้บังคับกับข้อมูลข่าวสารของราชการที่คณะรัฐมนตรีออกระเบียบกาหนดให้ต้องทาลายหรืออาจทาลายโดยไม่ ต้องรักษา เพราะข้อมูลข่าวสารบางประเภทไม่ได้คุณค่าในการเก็บรักษาเพื่อศึกษา หรือโดยลักษณะหรือโดย สภาพแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสาคัญและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจา ไม่มีความจาเป็นต้อง
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพช็ ร | 193 คัดเลือกหรือเก็บรักษาไว้ กรณีนี้คณะรัฐมนตรีอาจออกระเบียบให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ทาลายข้อมูล ข่าวสารนั้นได้ไม่จาเป็นต้องเก็บรักษาหรือนามาคัดเลือกต่อไปให้เสียเวลา หน่วยงานของรัฐมีอานาจทาลาย เอกสารดังกล่าวโดยไม่ต้องส่งมอบเอกสารนั้นแก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติตามที่กฎหมายมาตรา 26 กาหนด อีก ทั้งการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการทั้งหมดทั่วประเทศย่อมเป็นความยุ่งยากทั้งพื้นที่และต้องเสียค่าใช้จ่าย จานวนมาก ซง่ึ จะได้กลา่ วต่อไปในเรื่องการทาลายเอกสารราชการ ประเด็นสาคัญประการหนึ่ง คือ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 26 คือ การบัญญตั ิ เร่อื งข้อมลู ข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรฐั ไม่ประสงค์จะเก็บรกั ษา จะมหี มายความว่าอย่างไร เพราะไมเ่ ชน่ นนั้ หน่วยงานของรฐั ก็จะจัดสง่ ข้อมูลขา่ วสารอะไรก็ไดท้ ่ีตคี วามว่า “ไม่ประสงค์จะจัดเกบ็ ” ให้กับหอ จดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งจะกลายเป็นภาระอย่างมากของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งกรณีผู้เขียนเห็นว่า การ ตีความข้อมูลข่าวสารที่ไม่ประสงค์จะจัดเก็บจะต้องพิจารณาร่วมกับพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 และการจัดทาตารางกาหนดอายกุ ารเก็บเอกสารของหน่วยงานของรัฐ ขัน้ ตอนและวิธีปฏิบัติในการส่งมอบ เอกสารประวัติศาสตร์ รวมถงึ ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 ว่าด้วยขน้ั ตอนการทาลายหนังสอื ราชการมาพิจารณาประกอบด้วย 3.การส่งมอบและขั้นตอนการสง่ มอบเอกสารประวัติศาสตร์ให้หอ จดหมายเหตแุ ห่งชาติ เอกสารบางส่วนที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะจัดเก็บหรือครบตามก าหนดระยะเวลาที่ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กาหนดแล้ว หน่วยงานของรัฐต่าง ๆ จะต้องดาเนินการ จัดส่งเอกสารเหล่านั้นให้กับหอจดหมายเหตุแห่งชาติเพื่อดาเนินการคัดเลือกเป็นเอกสารประวัติศาสตร์และ ดาเนินการจดั เก็บ โดยหอจดหมายเหตุแหง่ ชาติได้กาหนดข้ันตอนและวิธีการในการส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ ให้กับหอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ ดงั น้ี3 1.หลังจากสนิ้ ปีปฏทิ นิ ใหห้ น่วยงานของรัฐสารวจเอกสาร 1.1.สารวจเอกสารทีม่ ีอายุการเก็บครบตามระยะเวลาทก่ี าหนดในตารางกาหนดอายุการเก็บเอกสารของ หนว่ ยงาน ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 พระราชบญั ญัตจิ ดหมายเหตแุ ห่งชาติ พ.ศ. 2556 1.2.สารวจเอกสารที่มีอายุการเก็บครบ 20 ปี ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 และตามระเบียบข้อ 58 และข้อ 59 ตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558 3 กรมศิลปากร,ค่มู ือการจัดทำตารางกำหนดอายกุ ารเก็บเอกสารหน่วยงานของรฐั ,พมิ พ์ครัง้ ท่ี 3 ,โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพรา้ ว กรุงเทพฯ 2561. หน้า 51.
194 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ 1.3.สารวจเอกสารที่มีอายุการเก็บครบ 75 ปี ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 หน่วยงานของรัฐสามารถขอขยายเวลาส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ได้ตามพระราชบัญญัติข้อมูล ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 26 ไดใ้ นกรณี ดังตอ่ ไปนี้ (1)หน่วยงานของรัฐยังจาเป็นต้องเก็บข้อมูลข่าวสารของราชการไว้เองเพื่อประโยชน์ในการใช้สอย โดย ตอ้ งจัดเก็บและให้ประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าตามท่ีจะตกลงกบั หอจดหมายเหตุ กรมศิลปากร (2)หน่วยงานของรัฐเห็นว่าข้อมูลข่าวสารนั้นยังไม่ควรเปิดเผยโดยมีคาสั่งขยายเวลากากับไว้เป็นการ เฉพาะราย คาส่ังของการขยายระยะเวลาน้ันใหก้ าหนดระยะเวลาไว้ด้วย แตจ่ ะกาหนดเกนิ คราวละหา้ ปีไม่ได้ การตรวจสอบหรือทบทวนมิให้ขยายระยะเวลาไม่เปิดเผยเกินความจาเป็นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ วิธีการทกี่ าหนดในกฎกระทรวง 1.4.สารวจข้อมูลข่าวสารลับ ลับที่สุด ลับมาก ลับ ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทาง ราชการ พ.ศ. 2544 สว่ นท่ี 2 การตรวจสอบข้อ 29 2.หนว่ ยงานของรัฐท่ีมคี วามประสงค์จะส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ให้ติดต่อประสานงานกับสานักหอ จดหมายเหตแุ ห่งชาติ กรมศลิ ปากร 3.จดั ทาบัญชีส่งมอบเอกสารประวัติศาสตร์ตามแบบที่ 21 แนบท้ายระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย งานสารบรรณ พ.ศ. 2526 เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการส่งมอบเอกสาร ประวัติศาสตร์ 4.หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณารายการในบัญชีส่งมอบเอกสาร ประวตั ศิ าสตร์ 5.คณะกรรมการพจิ ารณารายการในบัญชีสง่ มอบเอกสารประวัตศิ าสตร์ 6.จดั ทาหนังสือเสนอหัวหนา้ หน่วยงานของรัฐพิจารณาลงนามสง่ มอบเอกสารประวัติศาสตร์พร้อมจัดส่ง บญั ชีส่งมอบเอกสารประวัตศิ าสตร์ตามแบบท่ี 21 จานวน 2 ชดุ 7.สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ดาเนินการรับมอบเอกสารประวัติศาสตร์และจะ ตรวจสอบรายการเอกสารประวัติศาสตรใ์ หถ้ ูกต้องตรงกับบญั ชีสง่ มอบเอกสารประวัติศาสตร์ 8.สานกั หอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ กรมศิลปากร จัดทาหนังสือแจง้ ผลการตรวจรับเอกสารประวัติศาสตร์ และลงนามรับมอบเอกสารประวัติศาสตร์ พร้อมส่งมอบบัญชีเอกสารประวัติศาสตร์ให้หน่วยงานของรัฐเจ้าของ เอกสารประวัตศิ าสตร์ จานวน 1 ชดุ 9.เม่ือสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ตรวจรบั เอกสารส่งมอบเรียบร้อยแล้ว จะนาเอกสาร ไปอบในเคร่อื งอบเอกสารเพอ่ื กาจัดตัวแมลงที่อยู่ในเอกสาร และเปน็ การอนุรักษเ์ อกสาร 10.หลังจากอบเอกสารเรียบร้อยแล้ว จงึ จะนาเอกสารที่ผา่ นการอบฆ่าตัวแมลงไปจัดเก็บในคลังเอกสาร เพือ่ ดาเนนิ การตอ่ ไป
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 195 4.การเก็บ การทาลายเอกสารหรือหนงั สอื ราชการ การเกบ็ และการทาลายเอกสารเปน็ เร่ืองหน่ึงท่มี คี วามสาคญั และสัมพนั ธ์กับเอกสารประวัตศิ าสตร์ท่ีต้อง มีการจัดเก็บตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เอกสารของหน่วยงานของรัฐที่มีการ จัดเก็บครบอายุตามตารางกาหนดอายุการเก็บเอกสารและไม่มีความจาเป็นที่จะต้องเก็บไว้ก็ต้องมีการทาลาย เนื่องจากในวันหนึ่ง ๆ หน่วยงานของรัฐได้มีงานเอกสารที่มีจานวนมาก ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงาน สารบรรณ พ.ศ. 2526 จึงกาหนดให้หน่วยงานของรัฐควรดาเนินการทาลายเอกสารทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งหมายความว่า หน่วยงานของรัฐสามารถทาลายเอกสารกี่ครั้งก็ได้ในแต่ละรอบปี ทั้งนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของ หน่วยงานนั้นว่าจะดาเนินการอย่างไร แต่การทาลายเอกสารของหน่วยงานของรัฐจะต้องดาเนินการด้วยวิธีการท่ี เหมาะสม มีหลักเกณฑ์และการควบคุมที่ถูกต้องรัดกุม เพราะการทาลายเอกสารอาจเป็นการทาลายเอกสาร สาคญั ได้ โดยหลักของการเก็บเอกสารหรือหนังสือราชการ โดยปกติให้มีการเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี เว้นแต่เป็น หนังสือดังต่อไปน้ี 1.หนังสือที่ต้องสงวนเป็นความลับ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบว่าดว้ ยการรักษาความปลอดภัย แห่งชาติ หรอื ระเบียบวา่ ด้วยการรกั ษาความลับของทางราชการ 2.หนังสือที่เป็นหลักฐานทางอรรถคดี สานวนของศาลหรือของพนักงานสอบสวนหรือหนังสืออื่นใดที่มี กฎหมายหรือระเบียบแบบแผนกาหนดไว้เป็นพิเศษแล้ว การเกบ็ ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนว่า ด้วยการนน้ั 3.หนังสือท่มี คี ุณค่าทางประวัตศิ าสตร์ทุกสาขาวชิ าและมีคณุ ค่าต่อการศึกษา ค้นควา้ วจิ ยั ให้เก็บไว้เป็น หลักฐานสาคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติตลอดไป หรือ ตามที่สานักหอจดหมายเหตุ กรมศิลปากร กระทรวง วัฒนธรรมกาหนด 4.หนงั สือท่ีไดป้ ฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว และเป็นค่สู าเนาทม่ี ีตน้ เรอ่ื งจะคน้ ได้จากที่อ่ืนให้เก็บไวไ้ ม่น้อยกว่า 5 ปี 5.หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสาคัญและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจาเมื่อดาเนินการ แลว้ เสร็จให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี 6.หนังสือหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน หรือ การก่อหนี้ผูกพันทางการเงินที่ไม่เป็น หลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิในทางการเงิน รวมถึงหนังสือหรือเอกสาร เกีย่ วกับการรับเงิน การจา่ ยเงิน หรือ การก่อหน้ผี ูกพันทางการเงินท่ีหมดความจาเป็นในการใช้เป็นหลักฐานแห่ง การก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิในทางการเงิน เพราะได้มีหนังสือหรือเอกสารอื่นที่สามารถ นามาใช้อ้างอิงหรือทดแทนหนังสือหรือเอกสารดังกล่าวแล้ว เมื่อสานักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบแล้วไม่มี ปัญหาและไม่มีความจาเป็นต้องใช้ประกอบการตรวจสอบหรือเพือ่ การใด ๆ อีก ให้เกบ็ ไวไ้ มน่ ้อยกวา่ 5 ปี หนังสือ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272