196 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ เกี่ยวกับการเงิน ซึ่งเห็นว่าไม่มีความจาเป็นต้องเก็บไว้ถึง 10 ปี หรือ 5 ปี แล้วแต่กรณี ให้ทาความตกลงกับ กระทรวงการคลงั ส่วนการทาลายเอกสารหรือหนังสือราชการ ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ขอ้ 66-70 ได้กาหนดข้นั ตอนการทาลายเอกสาร ซึ่งสรุปได้ดงั น้ี 1.สารวจเอกสารที่จะทาลาย ตามระเบียบสานกั นายกรฐั มนตรวี า่ ด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ขอ้ 66 กาหนดให้ ภายใน 60 วันนับ จากวันสิ้นปีปฏิทิน ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดาเนินการสารวจเอกสารที่ครบอายุการเก็บในปีนั้นหรือเอกสารที่ เก็บไว้ไม่เกิดประโยชน์หรอื ไมใ่ ช่ประกอบการอา้ งอิงใด ๆ ตามที่ระเบียบหรอื กฎหมายกาหนด 2.จัดทาบญั ชีหนังสอื ขอทาลาย ใหห้ นว่ ยงานของรฐั จัดทาบญั ชีหนังสอื ขอทาลายตามแบบที่ 25 ระเบยี บสานกั นายกรฐั มนตรวี ่าด้วยงาน สารบรรณ พ.ศ. 2526 โดยจัดทาอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ ต้นฉบับและสาเนาคู่ฉบับเพื่อเก็บไว้ที่หน่วยงานของรัฐ เจ้าของเรื่อง 1 ฉบับ และส่งมอบให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร พิจารณา 1 ฉบับ โดยมีรายละเอียด ดังน4ี้ 1.การลงรายการในบัญชหี นงั สือขอทำลาย 1.ชื่อบัญชหี นังสอื ขอทาลาย ประจาปี ให้ลงตัวเลขของปีพุทธศักราชที่จดั ทาบัญชี 2.กระทรวง ทบวง กรม กอง ให้ลงชื่อสว่ นราชการทจี่ ัดทาบัญชี 3.วนั ที่ ใหล้ งวัน เดือน ปีทีจ่ ดั ทาบัญชี 4.แผนที่ ใหล้ งเลขลาดบั ของแผนท่ี 5.ลาดบั ที่ ให้ลงเลขลาดับเร่อื งของหนังสือท่ขี อทาลาย 6.รหัสแฟม้ ให้ลงหมายเลขลาดับหมขู่ องการจัดแฟ้มเก็บหนงั สือ 7.ท่ี ใหล้ งเลขท่ขี องหนังสือแต่ละฉบับ 8.ลงวันท่ี ให้ลงวัน เดือน ปีของหนังสอื แตล่ ะฉบับ 9.เลขทะเบียนรับ ใหล้ งเลขทะเบียนรับของหนังสือแต่ละฉบับ 10.เรือ่ ง ให้ลงชอ่ื เร่ืองของหนังสือแต่ละฉบับ ในกรณที ไ่ี มม่ ชี อื่ เรื่องให้ลงสรุปเรอื่ งย่อ 11.การพจิ ารณา ใหค้ ณะกรรมการทาลายหนงั สือเปน็ ผูก้ รอก 12.หมายเหตุ ให้บันทึกข้อความอื่นใด (ถ้ามี) เช่น ความเห็นแย้ง เห็นสมควรขยายเวลาในกรณี เหน็ สมควรขยายระยะเวลา ให้ระบุระยะเวลาทขี่ อขยายเวลาและปี พ.ศ. ที่ครบกาหนดเวลาไว้ ทั้งในบัญชีและบน ปกหรอื แฟ้มหรอื บนปกเอกสารแต่ละฉบับ 2.การลงบัญชีหนังสือขอทำลาย กรณีส่วนราชการมีระบบการจัดเก็บเอกสารและประสงค์จะขอ ทำลายท้ังแฟ้มเรือ่ ง 1.ลาดบั ที่ ใหล้ งลาดบั แฟ้มทีจ่ ะขอทาลาย 4 เพิง่ อ้าง,หน้า 22-42.
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 197 2.รหสั แฟม้ ให้ลงหมายเลขรหสั หมวดหมู่ของแฟม้ 3.ที่ เรือ่ งใหว้ ่างเว้นไมต่ ้องลงรายละเอียด 4.ลงวันท่ี ให้ลงวนั เดอื น ปี ทเี่ ปดิ แฟ้ม 5.เลขทะเบยี นรับ ใหว้ ่างเว้นไมต่ ้องลงรายละเอียด 6.เร่ือง ให้ลงช่ือเร่ืองแฟม้ เอกสาร 7.การพิจารณา ให้คณะกรรมการทาลายเอกสารลงผลการพิจารณา 8.หมายเหตุ ใหล้ งขอ้ ความอน่ื ใด (ถา้ ม)ี 3.รายงานผลการสำรวจเอกสารตามแบบบัญชีหนังสือขอทำลาย ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกรม หรือผ้วู า่ ราชการจังหวัดพิจารณา พรอ้ มทงั้ แต่งตง้ั คณะกรรมการทำลายเอกสาร เมื่อจัดทาบันทึกแนบบัญชีหนังสือขอทาลายพร้อมแนบคาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการทาลายเอกสาร ซ่ึง ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอีกอยา่ งนอ้ ยสองคน รวม 3 คน คณะกรรมการทาลายเอกสารอาจ มีมากกว่า 3 คนก็ได้ โดยปกติจะแตง่ ต้งั จากขา้ ราชการระดบั 3 หรอื เทียบเทา่ ข้นึ ไป คณะกรรมการทาลายเอกสารจะมีหนา้ ท่ี ดงั นี้ 1.พจิ ารณาบญั ชขี อทาลายเอกสาร 2.ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นว่าเอกสารเรื่องใดยังไม่ควรทาลาย และควรขยายเวลาการเก็บถึง เมอ่ื ใด ให้ลงความเห็นไว้ในช่องการพิจารณา 3.ในกรณที ่ีคณะกรรมการมคี วามเหน็ วา่ เอกสารเรือ่ งใดควรให้ทาลาย ใหก้ รอกเครื่องหมาย (x) ลงในช่อง การพจิ ารณาของบัญชีหนงั สอื ขอทาลาย 4.เสนอรายงานผลการพิจารณา พร้อมทั้งบันทึกความเห็นขัดแย้งของคณะกรรมการ (ถ้ามี) ต่อหน้า หัวหน้าสว่ นราชการระดบั กรมหรอื ผู้ว่าราชการจังหวัดเพ่ือพิจารณาส่ังการ 5.ควบคุมการทาลายหนังสือซึ่งผู้มีอานาจอนุมัติให้ทาลายได้แล้ว โดยการเผาหรือวิธีอื่นใดที่จะไม่ให้ หนงั สอื นัน้ อา่ นเป็นเรือ่ งได้ และเมอ่ื ทาลายเรยี บรอ้ ยแล้วให้ทาบันทกึ ลงนามรว่ มกันเสนอผมู้ ีอานาจอนุมตั ิทราบ 4.การพิจารณาสัง่ การของหวั หน้าส่วนราชการระดับกรมหรอื ผวู้ า่ ราชการจังหวดั เมื่อหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับรายงานการขอทาลายเอกสารจาก หน่วยงานราชการ ใหพ้ จิ ารณาดาเนินการตามแนวปฏิบัติ ดังน้ี 1.หากพิจารณาแล้วเห็นว่า เอกสารเรื่องใดยังไม่ควรทาลายหรือควรขยายระยะเวลาการเก็บ ให้สั่งการ ให้เก็บเอกสารนนั้ ไว้ตอ่ ไปจนกวา่ จะครบระยะเวลาการทาลายในคร้ังตอ่ ไป 2.หากพจิ ารณาแล้วเห็นว่า เอกสารฉบับใดควรทาลายใหส้ ่งบัญชีหนังสือขอทาลายให้สานักหอจดหมาย เหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร พิจารณาก่อน เว้นแต่เป็นเอกสารที่ได้ขอทาความตกลงกับสานักหอจดหมายเหตุ แห่งชาติ กรมศิลปากร ไว้แล้ว ไม่ต้องส่งเรื่องไปให้พิจารณา แต่จะส่งสาเนาเรื่องแจ้งผลการดาเนินการทาลาย เอกสารตามข้อตกลง เพื่อให้สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เก็บไว้เป็นสถิติการทาลายเอกสาร ต่อไป
198 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ 5.การส่งบัญชีหนังสือขอทำลายให้สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร พิจารณาให้ความ เหน็ ชอบ สานกั หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ กรมศิลปากร มหี นา้ ทพี่ ิจารณาคัดเลือกเอกสารประวัติศาสตร์จากบัญชี หนังสือขอทาลายที่หน่วยงานของรัฐส่งมาให้ภายใน 60 วัน ในกรณีที่ต้องการข้อมูลประกอบการพิจารณา เพิ่มเติม สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร อาจส่งนักจดหมายเหตุไปสารวจเอกสารหรือประสานขอ รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งผลการพิจารณาของสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ที่จะแจ้งให้หน่วยงาน ของรฐั ท่ีส่งบัญชีหนังสอื ขอทาลาย มี 2 กรณี 1.ถ้าสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร พิจารณาเห็นชอบให้แจ้งให้หน่วยงานของรัฐ ดาเนนิ การทาลายเอกสารน้ันได้ตามระเบียบต่อไป แต่ถ้าสานกั หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากร ไม่แจ้งผล การพิจารณาให้ทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐส่งเรื่องให้สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรม ศิลปากร ให้ถือว่าสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐ ทาลายเอกสารนน้ั ได้ 2.ถ้าสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร เห็นว่าเอกสารฉบับใดควรสงวนเป็นเอกสาร ประวัติศาสตร์ สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรจะมีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของสงวนเอกสาร ประวัติศาสตร์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้หน่วยงานของรัฐนั้นทราบและให้ด าเนินการส่งม อบเอกสาร ประวตั ิศาสตร์ซึ่งขอสงวนไวต้ ามรายการทีร่ ะบุไปในหนังสือใหส้ านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากร 6.การสง่ มอบเอกสารทขี่ อสงวน เมื่อหน่วยงานของรัฐได้รับหนังสือแจ้งตอบผลการพิจารณาจากสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรม ศิลปากร ให้หน่วยงานของรัฐจัดทาหนังสือส่งมอบพร้อมเอกสารตามรายการที่สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ขอสงวนไว้ และรอหนังสือแจ้งตอบผลการตรวจรับเอกสารว่าถูกต้องครบถ้วนตามรายการที่ขอ สงวนจากสานกั หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ กรมศิลปากร เสยี กอ่ นจงึ จะทาลายเอกสารได้ การส่งมอบเอกสารขอสงวนให้กับสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ให้หน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติตามขั้นตอนการเตรียมการส่งมอบเอกสารที่แนบไปกับหนังสือแจ้งผลการพิจารณาขอสงวนเอกสารของ สานกั หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากร ดงั น้ี 1.ตรวจสอบรายการตามหนงั สือแจ้งผลการพิจารณาขอสงวนเอกสารของสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากร 2.คัดเลอื กเอกสารตามรายการทีส่ านักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากร ขอสงวนไว้ 3.เอกสารทุกรายการกรุณาเขียนหมายเลขที่แผ่น ลาดับที่ ให้ตรงตามบัญชีโดยเขียนไว้บนปกแฟ้มหรือ ในทที่ ม่ี องเห็นชัดเจน เพือ่ ความสะดวกรวดเร็วแก่สานกั หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ กรมศิลปากร ในการตรวจสอบ เอกสารทไ่ี ดร้ ับมอบวา่ ถูกต้องตรงตามรายการท่ีขอสงวนไว้หรือไม่ ในกรณีท่หี น่วยงานของรัฐสง่ บัญชีมาพร้อมกัน หลายหน่วยงาน โปรดระบุเอกสารราชการนั้นว่าเป็นเอกสารของหน่วยงานใด เชน่ เอกสาร กองคลัง บัญชีแผ่นที่
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 199 6 ลาดับที่ 205 เอกสารของแต่ละหน่วยงานควรแยกไว้ไม่ให้ปะปนกันเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบเอกสาร ในภายหลัง 4.เอกสารที่คัดเลือกไว้เรียบร้อยแล้วกรุณามัดหรือบรรจุกล่องให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการสูญหาย ในขณะทาการขนย้าย 5.ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถจัดส่งเอกสารบางรายการตามที่สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิ ปากร ขอสงวนไว้ ให้ช้แี จงเหตุผลในหนังสือนาส่งด้วย 6.หากเอกสารมีปริมาณมาก ก่อนการขนย้ายมาส่งมอบให้สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หน่วยงานของรัฐควรแจ้งให้สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ทราบล่วงหน้าเพื่อจะได้จัดเตรียม สถานท่ีและเจ้าหนา้ ท่ีไวใ้ ห้พรอ้ มที่จะอานวยความสะดวกในการส่งมอบ 7.การแจง้ ผลการตรวจรับเอกสารของสำนักหอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ กรมศิลปากร สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร จะตรวจรับเอกสารให้ตรงตามรายการที่ขอสงวนไว้ จากนั้นจะมีหนังสือแจ้งผลการตรวจรับให้หน่วยงานของรัฐทราบ ในกรณีที่ผลการตรวจรับเอกสารครบถ้วน ถูกต้องทุกรายการ สานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร จะแจ้งให้หน่วยงานของรัฐดาเนินการทาลาย เอกสารส่วนท่ีเหลือได้ตามระเบียบต่อไป ในกรณีทเี่ อกสารยังส่งไม่ครบถ้วนถูกต้องทกุ รายการ สานักหอจดหมาย เหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร จะมหี นงั สือทบทวนไปยังหน่วยงานของรฐั น้ันอกี ครงั้ เพ่ือขอความรว่ มมือให้ตรวจสอบ เอกสารที่ยังไม่ได้ส่งมอบ โดยสานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรจะรอรับมอบเอกสารจนกว่าจะได้รับ ครบถ้วนทุกรายการที่ขอสงวน หากหน่วยงานของรัฐมีปัญหาขัดข้องประการใดในการส่งมอบเอกสารจะต้อง ชี้แจงเหตุผลให้สานักหอจดหมายเหตุแหง่ ชาติ กรมศลิ ปากร ทราบเพ่ือจะไดด้ าเนินการตอ่ ไป 8.การทำลายเอกสาร ให้หนว่ ยงานของรฐั ดาเนินการทาลายเอกสารได้หลังจากไดร้ ับหนังสือตอบรบั จากสานกั หอจดหมายเหตุ แห่งชาติ กรมศิลปากร เห็นชอบให้ทาลายได้ โดยปฏิบัติตามระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ขอ้ 69.5 โดยหนว่ ยงานของรัฐตอ้ งปฏิบัติ ดงั น้ี 1.จัดทาบันทึกรายงานผลและแนบหลักฐานการดาเนินการขอทาลายเอกสารทั้งหมดเสนอหัวหน้าส่วน ราชการระดบั กรมหรือผวู้ ่าราชการจงั หวัดทราบและอนมุ ตั ิการทาลาย 2.เมื่อหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมหรือผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนุมัติแล้ว หน่วยงานของรัฐ สามารถดาเนินการทาลายได้โดยการเผาหรือการขายเป็นเศษกระดาษ โดยไม่ให้เอกสารนั้นอ่านเป็นข้อความได้ แลว้ นาเงินรายไดจ้ ากการขายส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป 9.รายงานผลใหห้ วั หน้าส่วนราชการระดับกรมหรอื ผู้วา่ ราชการจงั หวัดทราบ เมื่อดาเนินการทาลายเอกสารเรียบร้อยแล้วให้รายงานผลการทาลายเอกสารให้หัวหน้าส่วนราชการ ระดบั กรมหรอื ผ้วู า่ ราชการจงั หวัดทราบ
200 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ 5.ปัญหาของงานจดหมายเหตุในประเทศไทย พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสาร บรรณ พ.ศ. 2526 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2548 และระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 กาหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่ประสงค์จะส่งมอบเอกสารและทาลายเอกสารจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบที่กาหนด ทั้งนี้โดยเจตนารมณ์เพื่อรักษาเอกสารราชการที่มีคุณค่าไว้เป็นข้อมูลไว้เป็นข้อมูลในการ อ้างอิงของประเทศต่อไปในอนาคต แต่การดาเนินการตามกฎหมายและระเบียบข้างต้นมิได้ดาเนินการไปอย่าง ราบรื่นเนือ่ งจากหน่วยงานของรัฐสว่ นใหญ่ยงั ไมม่ ีระบบการจัดเกบ็ เอกสารที่เป็นมาตรฐาน หน่วยงานของรัฐบาง แห่งกาหนดระบบการจัดเก็บเอกสารขึ้นเอง บางแห่งไม่มีระบบการจัดเก็บเอกสาร หรือให้ความสาคัญกบั เรือ่ งนี้ น้อย ทาให้ไม่สามารถคัดเลือกเอกสารเพื่อเก็บและทาลายได้อย่างถูกต้อง และจากการที่หน่วยงานของรัฐหลาย แหง่ ไม่มีระบบการจัดเก็บเอกสารทดี่ ี ทาให้ไม่สามารถคัดเลือกเอกสารเพ่อื เก็บและทาลายได้อยา่ งถูกต้อง เพราะ การจัดเก็บและทาลายเอกสารต้องอาศัยความรู้ในการวิเคราะห์เนื้อหาของเอกสาร (การประเมินคุณค่า) จึงต้อง กาหนดวิธใี นการจัดเกบ็ เอกสารและทาลายเอกสารตามหลักวิชาการโดยทาตารางจัดเก็บเอกสารเพ่ือใหห้ น่วยงาน ของรัฐใช้เป็นคู่มือในการคัดเลือกเอกสารเพื่อเก็บและทาลายเอกสาร ตารางกาหนดอายุเก็บเอกสารจะช่วย ผู้ปฏิบัติงานด้านเอกสารในการดาเนินการกับเอกสาร เนื่องจากตารางนี้จะกาหนดเวลาในการเก็บเอกสารแต่ละ ประเภทและทาลายเอกสารที่ไม่มีความสาคัญ ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐมีระบบการจัดเก็บเอกสารที่เป็น มาตรฐานเดียวกัน และจัดทาตารางกาหนดอายุการเก็บเอกสารทุกประเภทไว้แล้ว หน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ก็จะ สามารถทราบได้ทันทีว่าเอกสารแต่ละประเภทต้องเก็บไว้ที่หน่วยงานเป็นเวลาเท่าใดจึงจะต้องส่งมอบให้หอ จดหมายเหตุแห่งชาติหรือทาลายเอกสารได้เมื่อครบอายุการเก็บ5 นอกจากนั้นหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ไม่ได้ เครง่ ครัดในการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบในเรอ่ื งของการจัดเก็บรักษา การส่งมอบ และการทาลายเอกสาร บางครั้งการทาลายเอกสารกลายเป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่า เป็นภาระและไม่ใส่ใจเท่าที่ควรจึงทาให้ เอกสารราชการทมี่ ีคุณค่าทางประวัตศิ าสตร์และเป็นประโยชน์กับการศกึ ษาถูกทาลายไปเป็นจานวนมาก 5 คู่มือวิชาการพื้นฐานการบริการและจัดการงานจดหมายเหตุ.สานักหอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ กรมศลิ ปากร,สานกั พมิ พ์ บรษิ ทั ไซเบอรบ์ ุ๊ค แอนด์ ปร้ินท์ จากดั .พิมพ์ครง้ั ที่ 2 พ.ศ. 2559. หน้า 16-17.
บทที่ 7 คณะกรรมการตามพระราชบญั ญตั ิขอ้ มลู ขา่ วสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 พระราชบัญญตั ขิ ้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้จดั ตงั้ คณะกรรมการขึ้นมา 2 ชดุ เพ่ือทาหน้าท่ี ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการชุดแรก เรียกว่า คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (The Official Information board) ซ่งึ จะทาหนา้ ที่เชงิ นโยบาย (Policy) ในการกากับดูแลให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติให้เป็นไป ตามกฎหมายนี้ ส่วนคณะกรรมการอีกชดุ หนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (The Information Disclosure Tribunal) มีลักษณะเป็นคณะกรรมการ ทาหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาท (tribunal) ท่ี เกิดขึ้นเบื้องต้นในลักษณะเป็นองค์กรกึ่งตุลาการ (Quasi-Judicial) มีหน้าที่พิจารณาคาอุทธรณ์ของผูอ้ ุทธรณใ์ น กรณีต่าง ๆ ตามทีก่ ฎหมายฉบับนี้กาหนด โดยมรี ายละเอยี ดของคณะกรรมการท้ัง 2 ชุด ดังตอ่ ไปนี้ 1.คณะกรรมการขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นองค์กรที่มีลักษณะหน้าที่ในงานเชิงนโยบายและติดตาม กากับดูแลการบังคับใช้กฎหมายนี้ให้เกิดประสิทธิภาพในการบังคับใช้สูงสุด โดยมีองค์ประกอบของ คณะกรรมการและมีหน้าทีแ่ ละอานาจ ดังต่อไปนี้ 1.1.องคป์ ระกอบของคณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ประกอบตาแหน่ง 23 ตาแหน่ง ทั้งที่เป็นกรรมการโดย ตาแหน่งและกรรมการโดยการแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติขอ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ซ่ึง บญั ญตั ิวา่ “มาตรา 27 ให้มคี ณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ ประกอบดว้ ยรฐั มนตรซี ึง่ นายกรฐั มนตรี มอบหมายเป็นประธาน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคระกรรมการข้าราชการพล เรือน เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผู้อำนวยการสำนักข่าว กรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจากภาครัฐและเอกชน ซึ่ง คณะรฐั มนตรีแตง่ ตง้ั อีกเกา้ คนเปน็ กรรมการ
202 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ ใหป้ ลดั สำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งขา้ ราชการของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งเป็น เลขานกุ าร และอีกสองคนเปน็ ผู้ชว่ ยเลขานุการ” ดังนั้นตามองค์ประกอบของคณะกรรมการจะมีกรรมการโดยตาแหน่ง 14 ตาแหน่ง กรรมการโดยการ แต่งตัง้ ซึ่งเป็นผ้ทู รงคุณวุฒิ 9 ตาแหน่ง 1.2 อำนาจและหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 บัญญัติกาหนดอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ชุดนี้ให้ปฏิบัติตามมาตรา 28 ซึ่งคณะกรรมการมีอานาจหน้าที่ควบคุมให้เกิดการบังคับตามพระราชบัญญัตินี้ โดยเฉพาะในส่วนของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าทีข่ องรัฐให้ปฏิบตั ิให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ดงั น้ี (1)สอดส่องดูแลและให้คาแนะนาเกี่ยวกับการดาเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐใน การปฏิบัติตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้มีส่วนใหญ่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของ รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เป็นไปตามที่กฎหมายกาหนด เช่น การจัดพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา การจัดเตรียม ข้อมลู ข่าวสาร การจดั สถานทีใ่ ห้ประชาชนเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสาร การจัดหาขอ้ มลู ข่าวสารให้กบั ประชาชน การ จัดส่งข้อมูลข่าวสารให้กับหอจดหมายเหตุ ฯลฯ จึงมีความจาเป็นต้องมีการสอดส่องดูแลและติดตามการ ดาเนินการของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าท่ีของรัฐวา่ ได้ดาเนินการสอดคล้องไปกับบทบัญญัติของกฎหมายน้ี หรอื ไม่ โดยการสอดส่องดูแลและใหค้ าแนะนา ได้แก่ 1.การสอดสอ่ งดแู ลให้หน่วยงานของรัฐจัดส่งข้อมูลขา่ วสารของราชการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา จัด ข้อมูลข่าวสารของราชการตามที่กฎหมายบัญญัติหรือที่คณะกรรมการกาหนดให้ประชาชนตรวจค้น จัดข้อมูล ข่าวสารอันเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ไว้ให้ประชาชนได้ค้นคว้า และจัดข้อมูลข่าวสารอื่นที่ประชาชนขอเป็นการ เฉพาะรายใหแ้ กผ่ ้ขู อภายในเวลาอนั สมควร 2.การสอดส่องดูแลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐให้คาแนะนาแก่ผู้ขอข้อมูลข่าวสารให้ไปยื่นคาขอข้อมูลข่าวสาร ต่อหน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลโดยไม่ชักช้า เมื่อไม่มีข้อมูลข่าวสารอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของ ตนและทราบว่าอยู่ทหี่ นว่ ยงานของรัฐแหง่ อ่ืน 3.สอดส่องดูแลหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับระบบการจัดระบบและคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร ส่วนบคุ คล ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบคุ คลของผู้ขอเมือ่ บคุ คลนน้ั มคี าขอเป็นหนังสอื 4.สอดสอ่ งดูแลใหค้ ณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดาเนินกระบวนพิจารณาตามระเบียบ ที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกาหนด และสอดส่องดูแลให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามคาวินิจฉัย ของคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสาร (2)ให้คาปรึกษาแกห่ นว่ ยงานของรัฐและเจา้ หน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการปฏบิ ัติตามพระราชบญั ญัตินี้ตามท่ี ไดร้ บั คาขอ
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพช็ ร | 203 คณะกรรมการขอ้ มลู ข่าวสารของราชการจะทาหน้าที่เปน็ พี่เล้ียงของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าท่ีของ รฐั ในการปฏิบตั หิ นา้ ท่ีโดยการให้คาแนะนาในการปฏิบตั ิหน้าท่ีให้บรรลวุ ัตถุประสงคข์ องกฎหมายน้ี ดังนั้นหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถขอหารือกับคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ ราชการ ตามมาตรา 26 (2) ในกรณีที่เอกชนหรือประชาชนจะขอหารือเป็นหน้าที่ของสานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ ราชการตามพระราชบัญญัตขิ อ้ มูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 6 ซ่ึงบัญญัติว่า “ให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการขึ้นในสังกัดสำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานวิชาการและธุรการให้แก่คณะกรรมการและ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ประสานงานกับหน่วยงานรัฐ และให้คำปรึกษา แก่เอกชนเก่ียวกบั การปฏบิ ัตติ ามพระราชบญั ญัติน”ี้ \" (3)เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวงหรือระเบียบของคณะรัฐมนตรีตาม พระราชบญั ญตั ินี้ คณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการจะทาหนา้ ท่ีในการแนะนาในการตรากฎหมายลาดับรอง ได้แก่ พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวง เพื่อบังคับให้บรรลุประสงค์ของกฎหมายนี้ ซึ่งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ของราชการได้มีคาสั่งตั้งคณะอนุกรรมการตราพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง หรือระเบียบขึ้น ทาหน้าที่ ตรวจสอบพระราชกฤษฎกี า กฎกระทรวง หรือระเบียบ ที่ตราขึน้ ตามกฎหมายนี้และเสนอให้คณะกรรมการข้อมูล ขา่ วสารของราชการเพอ่ื เสนอคณะรัฐมนตรหี รือนายกรฐั มนตรีในการตราพระราชกฤษฎกี าหรือกฎกระทรวง เชน่ กฎกระทรวง (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กาหนดให้มีการจดั ทาบัญชีแสดงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 24 (3) (4) (5) (6) (7) (8) และ (9) เปน็ ต้น (4)พิจารณาให้ความเห็นชอบขอ้ ร้องเรียนตามมาตรา 13 คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการมีอานาจพิจารณาข้อร้องเรียนของประชาชนที่ได้รับความ เดือดร้อนตามมาตรา 13 ซึ่งเป็นเรื่องการไม่ดาเนินการของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัตนิ ี้ ซึง่ เร่อื งรอ้ งเรียนตามมาตรา 13 พระราชบญั ญัติน้ไี ดบ้ ัญญัตไิ ว้ ดงั นี้ “มาตรา 13 ผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูล ข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดูตามมาตรา 9 หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความ สะดวกโดยไม่มีเหตอุ นั สมควร ผู้นั้นมีสทิ ธิรอ้ งเรียนต่อคณะกรรมการ เวน้ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการมี คำสัง่ ไมเ่ ปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารตามมาตร 15 หรอื คำสัง่ ไม่รับฟงั คำคัดค้านตามมาตรา 17 หรือคำสั่ง ไมแ่ กไ้ ขเปลย่ี นแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามมาตรา 25
204 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ ในกรณีที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายในสามสบิ วันนบั แตว่ ันที่ได้รบั คำร้องเรียน ในกรณีท่ีมีเหตุจำเปน็ ให้ขยายเวลาออกไปได้ แต่ต้อง แสดงเหตผุ ลและรวมเวลาท้งั หมดแล้วตอ้ งไม่เกนิ หกสบิ วนั ” (5)จัดทารายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้เสนอคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งคราวตามความ เหมาะสม แต่อย่างน้อยปลี ะหน่ึงครั้ง หน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ที่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานในองค์กรฝ่ายบริหารหรือเป็นฝ่ายปกครองเป็นหลัก การจัดทารายงานเพื่อให้ คณะรฐั มนตรี (Cabinet) รบั ทราบจงึ เป็นเรอ่ื งทมี่ คี วามสาคัญ เพอื่ ใหค้ ณะรัฐมนตรซี ึง่ องค์กรสูงสุดทางบริหารทา หน้าท่ีควบคุมบังคับบัญชาและควบคุมกากับให้หน่วยงานของรัฐที่อย่ภู ายใต้การควบคมุ บังคับบัญชาหรือควบคุม กากับปฏบิ ตั ติ ามพระราชบญั ญตั ิ รวมถึงการรับทราบสภาพบังคับและสถานการณ์การบังคับใช้พระราชบัญญัติน้ี (6)ปฏิบัตหิ นา้ ที่อน่ื ตามท่กี าหนดในพระราชบญั ญัติน้ี เชน่ การใช้อานาจดาเนินการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของราชการที่เก่ียวข้องในกรณีทหี่ น่วยงานของรัฐ ปฏิเสธค าขอดูข ้อม ูลข ่าวสารของราชการโดยอ้างว่าไม ่ม ีข ้อม ูลข ่าวสารตามค าขอและม ีผู้ร ้องเร ี ยนต่ อ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการโดยคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการอาจมอบหมายให้มี คณะอนกุ รรมการเข้าตรวจสอบข้อมูลข่าวสารท่ีหน่วยงานของรฐั นั้นอ้างว่าไมม่ ีข้อมูลอยู่ในความครอบครองไม่ว่า ข้อมลู ขา่ วสารนัน้ จะเปน็ ขอ้ มลู ข่าวสารท่ีเปิดเผยได้หรือไม่ก็ตาม โดยมาตรา 33 บัญญตั วิ า่ “ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูลข่าวสารตามที่มีคำขอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีตาม มาตรา 11 หรือมาตรา 25 ถา้ ผมู้ ีคำขอไม่เชื่อว่าเป็นความจริงและร้องเรียนต่อคณะกรรมการตาม มาตรา 13 ให้คณะกรรมการมีอำนาจเข้าดำเนินการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของราชการท่ี เกีย่ วขอ้ งไดแ้ ละแจ้งผลการตรวจสอบให้ผรู้ ้องเรยี นทราบ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยินยอมให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการ มอบหมายเข้าตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของตนไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสาร ทเี่ ปดิ เผยไดก้ ต็ าม” (7)ดาเนนิ การเรอ่ื งอน่ื ตามทค่ี ณะรฐั มนตรีหรอื นายกรัฐมนตรมี อบหมาย เช่น การเสนอคณะรัฐมนตรใี ห้แต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารสาขาตา่ ง ๆ ตาม ความเหมาะสม นอกจากนีพ้ ระราชบญั ญัติฉบับน้ยี ังได้ใหอ้ านาจแก่คณะกรรมการขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ ตามมาตรา 32 และมาตรา 40 ซึ่งบัญญัติให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการมีอานาจเรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคา หรือให้ส่งวัตถุ เอกสาร หรือพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคาสั่งของ
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 205 คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกิน 3 เดอื น หรอื ปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้ง จาท้งั ปรบั การใช้อานาจและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการตามพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เป็นการใช้อานาจทางปกครองตามกฎหมาย สามารถถูกตรวจสอบจาก ศาลปกครองได้ในกรณีตา่ ง ๆ เช่น การละเลยต่อหนา้ ท่ีหรือปฏิบัตหิ นา้ ที่ดงั กล่าวล่าช้าเกินสมควร คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดที่ อ.150/2548 ในคดีนี้ผู้ฟ้องคดีในฐานตัวแทนศูนย์ประสานงานร้อง ทุกข์ทางปกครอง กรณีที่ราชพัสดุตลาดใหม่ดอนเมืองมีหนังสอื ขอให้กรมธนารักษเ์ ปดิ เผยข้อมูลข่าวสารในความ ครอบครองจานวน 5 รายการ โดยในรายการลาดบั ท่ี 2 ได้แก่ ทะเบยี นผู้เชา่ ทีร่ าชพัสดุอันเป็นท่ีต้งั ของบ้านเลขท่ี 209 ราย นาย ช. แตก่ รมธนารักษ์แจ้งให้ผฟู้ ้องคดีทราบว่ารายการลาดับท่ี 2 ไม่มเี อกสารตามทีร่ ้องขอ เนื่องจาก ขณะนี้ นาย ช. ยงั ไม่ได้เป็นผู้เชา่ ทร่ี าชพัสดุ แตเ่ ป็นผ้ทู ่จี ะได้รบั โอนสิทธกิ ารเช่าอาคารราชพัสดแุ ทน นาง ล. แต่ผู้ ฟ้องคดีไม่เชื่อว่าจะไม่มีเอกสารดังกล่าว จึงมีหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (ผู้ถูก ฟ้องคดี) ให้ใช้อานาจตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ตรวจสอบเอกสารที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แตผ่ ้ถู ูกฟอ้ งคดีไม่ได้แจ้งผลการพิจารณาให้ผฟู้ ้องคดีทราบ ตอ่ มา ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้ ยน่ื ฟ้องคดตี อ่ ศาลแล้ว สานกั งานปลัดสานกั นายกรัฐมนตรีไดม้ ีหนังสือแจ้งให้ผฟู้ ้องคดีทราบว่าไม่มเี อกสารตามที่ ร้องเรยี นให้ตรวจสอบ ผู้ฟ้องคดเี หน็ วา่ หนงั สือของสานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรียืนยันการใชส้ ิทธิร้องเรียน ต่อผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฯ เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้อานาจตาม มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือเชิญผู้ฟ้องคดีและ อธิบดีกรมธนารักษ์ไปชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาแล้วมีมติว่าไม่มีข้อมูล ข่าวสารตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอให้ตรวจสอบ ทั้งนี้ ได้มีประกาศของกรมธนารักษ์ว่า นาย ช. เป็นผู้ได้รับโอนสิทธิ การเช่าที่ราชพัสดุแทนนาง ล. รวมทั้งใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมอนุญาตการโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ ซึ่งผู้ ฟอ้ งคดีเห็นวา่ เป็นเอกสารสนบั สนุนการมีอยู่ของเอกสารทะเบียนผู้เชา่ ทีร่ าชพัสดอุ ันเป็นทีต่ งั้ ของบ้านเลขท่ี 209 ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฯ บัญญัติให้อานาจผู้ถูกฟ้องคดีเข้า ดาเนินการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของราชการที่เกี่ยวข้องได้ แต่หากข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบของ คณะอนุกรรมการพิจารณาและให้ความเห็นเรื่องร้องเรียนมีเพียงพอที่จะประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียน ผู้ ถูกฟ้องคดีก็ไม่จาเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอีกและเมื่อพิจารณาจากเอกสารที่ผู้ฟ้องคดีอ้างยืนยัน การมีอยู่ของทะเบียนผู้เช่าที่ราชพัสดุรายนาย ช. คือ ประกาศกรมธนารักษ์ที่ประกาศให้ทราบว่า นาย ช. ได้ ประสงค์จะขอรับสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแทนนาง ล. รวมทัง้ ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมอนุญาตการโอนสิทธิการ เช่าที่ราชพัสดุ อันแสดงให้เห็นว่ากรมธนารักษ์อนุญาตให้นาย ช.เป็นผู้ได้รับโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ ซ่ึง เอกสารดังกล่าวส่อให้เห็นว่าน่าจะมีการจัดทาทะเบียนผู้เช่าตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอต่อผู้ถูกฟ้องคดีให้พิจารณา ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร การทีผ่ ู้ถูกฟอ้ งคดีไดแ้ จ้งตอบถึงการไมม่ อี ย่ขู องทะเบียนผู้เชา่ ทีผ่ ฟู้ ้องคดีร้องเรียนไว้โดย ไม่ให้เหตุผลหักล้างการมีอยู่ของประกาศกรมธนารักษ์และเอกสารอีก 2 ฉบับ ซึ่งส่อให้เห็นถึงการมีอยู่ของ ทะเบียนผู้เช่าที่ราชพัสดุอนั เป็นทีต่ ้ังของบ้านเลขท่ี 209 รายนาย ช. ดงั นนั้ จงึ เห็นได้ว่าการพิจารณาว่าไม่มีข้อมูล
206 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ ข่าวสารตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องเรียนเป็นการพิจารณาที่ผู้ถูกฟ้องคดียังมิได้ใช้อานาจตามมาตรา 33 ประกอบกับ มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฯเพื่อเข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอันอยู่ในความ ครอบครองของกรมธนารักษ์ให้ได้ความชัดแจ้งครบถ้วนเสียก่อน ย่อมถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามท่ี กฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงสมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาคาร้องเรียนของผู้ ฟ้องคดี โดยการเข้าไป ตรวจสอบโดยวิธีการใด ๆ ในข้อมูลขา่ วสารที่อยู่ในความครอบครองของกรมธนารักษ์ให้ได้ความชัดแจ้งครบถ้วน ก่อนจะพิจารณา โดยให้ระบุเหตุผลหักล้างถึงการมีอยู่ของเอกสารที่ผูฟ้ ้องคดีอ้างถึงทั้ง 3 ฉบับซึ่งส่อให้เห็นว่ามี ทะเบียนผู้เช่าตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอให้ตรวจสอบ ทั้งนี้ ให้มีการจัดทาผลการพิจารณาเป็นคาวินิจฉัยตามมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 อันเนื่องด้วยผู้ถูกฟ้องคดีใช้อานาจพิจารณา ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ซึ่งเป็นการพิจารณาวินิจฉัยในฐานะ คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาคาร้องของผู้ฟ้องคดี และแจ้งผลการพิจารณา ให้ผูฟ้ ้องคดที ราบภายใน 60 วนั นับแตว่ นั ที่มีคาพพิ ากษา คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1054/2561 กรณีคณะอนุกรรมการดาเนินการตรวจสอบข้อมูล ข่าวสารตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ไม่ได้ใช้อานาจหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ณ สถานที่ทาการของผู้อานวยการเขตบางกอกน้อย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กาหนดให้ปฏิบัติ นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า หากมีการร้องเรียนว่าหน่วยงานของรัฐฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ (ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 1) โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็มีหน้าที่ต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กฎหมายกาหนด โดยมีอานาจตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม และหากเห็นว่ามีความจาเป็นย่อมมีอานาจตามมาตรา 33 วรรคหน่งึ แห่งพระราชบัญญัตดิ ังกลา่ ว ท่จี ะเข้าดาเนินการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของราชการที่เกี่ยวข้องได้ ซงึ่ กฎหมายมิได้มลี ักษณะบังคับให้ตอ้ งใชอ้ านาจดังกลา่ ว แตเ่ ป็นดลุ ยพนิ จิ ของผถู้ กู ฟอ้ งคดีที่ 1 โดยผู้ถกู ฟ้องคดีท่ี 2 จะดาเนินการดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ ดังน้นั เมอื่ ผูถ้ ูกฟ้องคดีที่ 2 พจิ ารณาคาชีแ้ จงของเจ้าหนา้ ท่ีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีหนังสือลงวันที่ 13 กันยายน 2555 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า คณะกรรมการข้อมูล ขา่ วสารของเขตบางกอกน้อยไม่อนุญาตใหค้ ัดสาเนาเน่ืองจากเป็นข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคล เกิดจากการหารือกับ นิติกรของสานักงานเขตบางกอกน้อย โดยไม่มีการประชุมของคณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของเขตบางกอกนอ้ ย และเห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอจะเชื่อได้ว่าสานักงานเขตบางกอกน้อยไม่มีการประชุมหรือรายงานการ ประชุมคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของเขตบางกอกน้อยในเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีมีคาขอ ไม่จาต้องเข้าไปตรวจสอบ ข้อมูลข่าวสาร ณ สถานที่ทาการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือเหตุผลสนับสนุนตาม สมควรวา่ เปน็ การใช้อดุลยพินิจโดยมชิ อบ จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าทตี่ ามที่กฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบัติ
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพ็ชร | 207 2.คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยข้อมูลขา่ วสาร ดังที่กล่าวมาข้างต้น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติจัดตั้ง คณะกรรมการคณะหนึ่งในรูปของคณะกรรมการกึ่งตุลาการ (Quasi-Judicial) เพื่อทาให้หน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐ เรียกว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจึงเป็นองคก์ รที่เรียกว่า สาคัญท่ีสดุ ของพระราชบญั ญัติน้ี เพราะ การพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะทาให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของ ประชาชนนั้นสัมฤทธิ์ผลได้ อย่างไรก็ตามถ้าสังเกตคาว่า กึ่งตุลาการ (Quasi-Judicial) ย่อมถือได้ว่าคาวินิจฉัย ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารไม่ได้ถือว่า ถึงที่สุด ถ้าผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคาวินิจฉัย อุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารก็สามารถใชส้ ิทธิทางศาลต่อศาลปกครองเพ่ือวินิจฉัย ได้ตอ่ ไป ท้ังนี้ พระราชบญั ญตั จิ ดั ตัง้ ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ไดน้ ยิ ามคาว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ว่าหมายความถึง (3) คณะกรรมการวินิจฉัยขอ้ พิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซึง่ กฎหมาย ให้อานาจในการออกกฎ คาสง่ั หรอื มติใด ๆทีม่ ีผลกระทบตอ่ บุคคล โดยความหมายของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อ พิพาท หมายถึง คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสาหรับการวินิจฉัยช้ี ขาดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จึงเป็นส่วนหนึ่งของคานิยามคาว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ในส่วนคณะกรรมการ วินิจฉัยข้อพิพาท คาวินิจฉัยของคณะกรรมการการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจึงสามารถโต้แย้งต่อศาล ปกครองได้ ถ้าผยู้ ่นื ขอข้อมลู ขา่ วสารไม่เหน็ ด้วยกบั คาวินิจฉัย 2.1.องค์ประกอบของคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปดิ เผยข้อมลู ขา่ วสาร องค์ประกอบของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ประกอบด้วยกรรมการโดยการ แต่งตั้งหมด เป็นคณะต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขว่า คณะกรรมการคณะหนึง่ ๆ ประกอบด้วยบุคคลตามความจาเปน็ แต่ ต้องไม่น้อยกว่าสามคน โดยพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 35 และมาตรา 36 บัญญัติเงื่อนไขไว้ว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารประกอบด้วยคณะกรรมการสาขาต่าง ๆ ตามความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตาม ข้อเสนอของคณะกรรมการ ตามมาตรา 35 โดยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารคณะหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยบคุ คลตามความจาเป็น แต่ต้องไม่น้อยกวา่ 3 คนตามมาตรา 36 ปจั จบุ ัน คณะรัฐมนตรีไดแ้ ต่งตง้ั คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารเป็นสาขา 5 สาขา คือ 1.สาขาสังคม การบรหิ ารราชการแผน่ ดิน และการบังคบั ใช่กฎหมาย 2.สาขาเศรษฐกจิ และการคลังของประเทศ 3.สาขาการแพทย์และสาธารณสขุ 4.สาขาวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี อตุ สาหกรรม และการเกษตร
208 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ 5.สาขาต่างประเทศและความมัน่ คงของประเทศ ส่วนวาระการดารงตาแหน่ง กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่แต่งตั้งขึ้นมีวาระการดารง ตาแหนง่ คราวละ 3 ปนี ับแต่วันที่ได้รับการแต่งตง้ั และอาจได้รับการแตง่ ตั้งใหมไ่ ด้ 2.2.สถานะของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดิ เผยข้อมูลขา่ วสาร เป็นที่ทราบตามที่กล่าวมาในเบื้องต้นว่า คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมีสถานะเป็น องค์กรกึ่งตุลาการ ทาหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามที่พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กาหนด โดยสถานะองค์กรกึ่งตุลาการคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจึงมีลักษณะเป็นองค์กร พิเศษ ต่างไปจากคณะกรรมการรูปแบบอ่ืนที่มักจะอยู่ภายใต้การควบคมุ บังคับบญั ชาหรือควบคุมกากับของฝ่าย บริหาร ถึงแม้ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะกระทาโดยคณะรัฐมนตรีตาม ข้อเสนอของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการก็ตาม แต่เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารข้ึนแล้ว คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสารก็จะทาหนา้ ท่ีอย่างอิสระ ไม่มีส่วน ใดอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาหรือควบคุมกากับของฝ่ายบริหารใด ๆ อีกต่อไป โดยอานาจของ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการสามารถวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการครอบคลุมถึง อานาจนิติบัญญัติ อานาจบริหารและอานาจตุลาการในบางส่วน รวมท้งั องค์กรอสิ ระตา่ ง ๆ ดว้ ย 2.3.อำนาจและหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นคณะกรรมการที่มีอานาจโดยตรงต่อการเปิดเผย ขอ้ มูลข่าวสารของราชการโดยทาหนา้ ที่ตามมาตรา 35 วรรคแรก ซ่งึ บญั ญัตวิ า่ “ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซ่ึง คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามข้อเสนอของคณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ คำสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลขา่ วสารตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือคำสั่งไม่รับฟังคำคดั ค้านตาม มาตรา 17 และคำสง่ั ไม่แก้ไขเปล่ียนแปลงหรอื ลบขอ้ มูลข่าวสารส่วนบคุ คลตามมาตรา 25” อานาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร อานาจหน้าที่หลักคือการวินิจฉัย อทุ ธรณ์คาส่ังมิให้เปิดเผยข้อมูลขา่ วสารของหน่วยงานของรฐั หรือเจา้ หน้าที่ของรัฐ ซ่ึงการวินจิ ฉัยอุทธรณ์นั้นเป็น กระบวนการการควบคุมโดยองค์กรที่ลักษณะพิเศษ (ซึ่งต่างจากการควบคุมภายในองค์กรฝ่ายปกครองด้วย กันเอง) ลักษณะการวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารคล้ายกับการควบคุม บังคับบัญชาทีผ่ ูบ้ ังคบั บัญชาใช้อานาจทั่วไปซึ่งตนมีอยู่เหนือผู้ใต้บงั คับบัญชา ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย และความเหมาะสมของผู้ใต้บงั คับบัญชา หากเหน็ ว่าการกระทาใดของผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือ ชอบดว้ ยกฎหมายแต่ไม่เหมาะสม ผบู้ งั คับบัญชามอี านาจที่จะยกเลิก เพกิ ถอนหรอื แก้ไขเปล่ียนแปลงการกระทา นั้นเสียได้ เช่น การอุทธรณ์คาสั่งทางปกครองที่ทาต่อผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทาคาสั่งทางปกครอง ให้ ทบทวนคาส่ัง ถา้ ผู้บังคับบญั ชาเห็นว่าไมถ่ ูกต้องหรือไม่เหมาะสมกอ็ าจยกเลกิ หรือเพิกถอนคาสั่งทางปกครองนั้น
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 209 เสยี กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสามารถยกเลกิ หรือเพิกถอนคาส่ังมิให้ เปิดเผยหรือเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารของราชการของเจา้ หนา้ ทข่ี องรัฐได้ทุกกรณี ส่วนความหมายของการอุทธรณ์ (Appeal) นนั้ หมายความว่า คู่กรณีเป็นผู้ขอใหม้ ีการทบทวนคาสั่งทาง ปกครอง กรณีที่ไม่เห็นด้วยกับคาสั่งทางปกครอง หรือเรียกว่า คู่กรณียื่นคาขออุทธรณ์คาสั่งทางปกครอง โดย ปกติการอุทธรณ์คาสั่งทางปกครองมักจะอุทธรณ์ต่ออีกบคุ คลหน่ึง ได้แก่ ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทาคาสง่ั ทางปกครองหรือคณะกรรมวินิจฉัยข้อพิพาทตามที่กฎหมายกาหนด เพื่อขอให้ทบทวนคาสั่งทางปกครองของ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่คู่กรณีไม่เห็นด้วยกับคาสั่งทางปกครอง ระบบการอุทธรณ์คล้ายกับระบบศาล คือ ให้ศาลสูง ทบทวนคาวินิจฉัยของศาลลา่ ง เมอ่ื แยกพิจารณาอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารจะมีอานาจหน้าท่ี 3 เร่อื ง ดงั น้ี 1.พิจารณาวนิ ิจฉัยอุทธรณ์คาส่ังไม่ใหเ้ ปิดเผยคาส่ังมใิ ห้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 14 หรอื มาตรา 15 เป็นการพิจารณาอุทธรณ์คาสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ (ในหมวดข้อมูล ขา่ วสารทีไ่ ม่ตอ้ งเปิดเผย) กรณีตามมาตรา 14 ขอ้ มูลขา่ วสารของราชการทอ่ี าจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบัน พระมหากษตั รยิ ์ กรณผี ขู้ อขอให้เปิดเผยข้อมูลขา่ วสารดงั กล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐมคี าส่ังไม่เปิดเผย ถ้าผู้ขอไม่ เห็นด้วยกับคาสั่งดังกล่าว ผู้ขอสามารถอุทธรณ์คาสั่งไม่เปิดเผยต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดข้อมูลข่าวสาร เพอื่ พจิ ารณาวินจิ ฉยั อุทธรณ์ได้ กรณีตามมาตรา 15 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่เปิดเผยแล้วอาจเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของ ประเทศหรือทาให้การบังคับใช้กฎหมายเสือ่ มประสิทธิภาพ รายงานทางการแพทย์ ฯลฯ กรณีผู้ขอขอให้เปิดเผย ข้อมูลข่าวสารดงั กล่าว เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคาสั่งไม่เปิดเผย ถ้าผู้ขอไม่เห็นด้วยกับคาสั่งดงั กล่าว ผู้ขอสามารถ อทุ ธรณ์คาสั่งไม่เปดิ เผยตอ่ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดขอ้ มูลขา่ วสารเพือ่ พจิ ารณาวินจิ ฉัยอุทธรณ์ได้ 2.พจิ ารณาวินิจฉยั อุทธรณ์คาสงั่ ไมร่ บั ฟงั คาคัดคา้ นตามมาตรา 17 เปน็ กรณีที่ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของบคุ คลใดบุคคลหนึ่ง เจา้ หน้าทขี่ องรัฐตอ้ งแจ้งให้ผู้น้นั เสนอคาคัดคา้ น เม่อื ผู้นัน้ ไดท้ าคัดคา้ นเป็นหนงั สือต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าท่ี ไม่เห็นด้วยกับคาคัดคา้ น และมคี าส่งั ไม่รับฟังคาคัดค้านนั้นและเตรียมจะเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารนั้น ผู้คัดค้านอาจ อทุ ธรณค์ าสง่ั ไม่รบั ฟังคาคัดค้านต่อคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเพ่ือวนิ ิจฉัยอุทธรณ์คาส่ังของ เจ้าหน้าที่ของรฐั น้นั ได้ อย่างไรก็ตามเงื่อนไขของกฎหมายนี้ กาหนดว่า ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคาสั่งไม่รับฟังคาคัดค้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ได้จนกว่าจะล่วงพ้นกาหนดอุทธรณ์หรือจนกว่าคณะกรรมการ วินจิ ฉัยการเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารได้มีคาวินจิ ฉัยให้เปิดเผยข้อมลู ข่าวสารนน้ั ได้ แล้วแต่กรณี 3.พจิ ารณาวินิจฉยั อุทธรณค์ าสัง่ ไมแ่ กไ้ ขเปลี่ยนแปลงหรอื ลบข้อมูลขา่ วสารส่วนบคุ คลตามมาตรา 25
210 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ เปน็ กรณีท่บี คุ คลใดเหน็ ว่าข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตนส่วนใดไม่ถกู ตอ้ งตามความเป็นจริง ให้มีสิทธิยื่นคาขอให้หน่วยงานของรัฐที่ครอบครองข้อมูลแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลดังกล่าว ในกรณีที่ หน่วยงานของรัฐไม่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารให้ตรงตามคาขอ ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคาสั่งไม่ยินยอมแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมลู ข่าวสาร คระกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะทาหน้าที่พิจารณาวนิ ิจฉัย อทุ ธรณ์คาสง่ั ไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรอื ลบข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคลนั้น สว่ นผลของคาวนิ ิจฉัยของคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นจะเห็นด้วยกับคาอุทธรณ์ หรือยกอุทธรณ์เสีย พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 37 วรรค 2 บัญญัติว่า คา วินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้เป็นที่สุด คาว่า “เป็นที่สุด” นั้นหมายความว่า เป็นที่สุดในฝ่ายบริหารเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า หน่วยงานของรัฐผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามคาวินิจฉัยของ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างเคร่งครัด โดยไม่อาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคา วนิ จิ ฉยั ของคณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสาร อย่างไรก็ตาม คาว่า “เป็นที่สุด” ไม่ได้หมายความว่า จะตัดสิทธิประชาชนในการใช้สิทธิทางศาล สาหรับประชาชนย่อมสามารถขอให้ศาลเข้ามาวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของคาวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (Legality) ซึ่งเป็นการตรวจสอบคา วินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้อีกลาดับชั้นหนึ่งโดยองค์กรตุลาการ ดังนั้นผู้ขอ ข้อมูลข่าวสารของราชการไม่เหน็ ด้วยกับคาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ยอ่ มสามารถใชส้ ิทธทิ างศาลต่อศาลปกครองได้ กรณดี งั ที่ได้กล่าวมานี้ สมชยั วัฒนการุณ ไดอ้ ธิบายว่า1 เมื่อคณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารมีคาวินิจฉัยอย่างใด ๆ คาวินจิ ฉยั ของคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นทีส่ ุด แต่ไม่มีบทกาหนดโทษกรณีที่หน่วยงานของรฐั หรือเจ้าหน้าที่ของ รัฐฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ในที่สุดคณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารจึงได้เสนอขอให้มีมติคณะรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2542 ให้ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติตามคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารและคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบ คาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัย การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นมผี ลผูกพันเจ้าหน้าที่ของรฐั ตามระบบการอุทธรณห์ มายความว่า หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเมื่อออกคาสั่งปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแล้ว คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้มีตาวินิจฉัยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐนั้น เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามคาขอ หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคาวินิจฉัยของ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้เพราะขัดต่อหลักการควบคุมตรวจสอบบังคับบัญชาภายใน ฝ่ายบริหารเอง ดังนั้นเจ้าหน้าทีข่ องรัฐหรือหน่วยงานของรัฐจงึ ไม่เป็นผูท้ ี่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือ 1 สมชยั วัฒนการณุ ,อา้ งแล้ว.หน้า.
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 211 อาจจะเดือดรอ้ นหรอื เสียหายจากคาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร จงึ ไม่มีสิทธิฟ้อง คดีต่อศาลปกครองได้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. 2542 อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า ศาลปกครองจะมีอานาจเพียงวินิจฉัยว่า คาวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เท่านั้น (ทั้งในแง่ เนื้อหา-Substantive และกระบวนการ-Procedure) ส่วนอานาจให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นอานาจเฉพาะของ คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารเพียงองค์กรเดียวที่จะสั่งใหม้ กี ารเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เม่ือศาล ปกครองวินิจฉยั วา่ คาวินจิ ฉยั อทุ ธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ เป็นหน้าที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารท่ีจะยกเลกิ คาวินิจฉัยอทุ ธรณเ์ ดิม และออกคาส่ังใหม่ สั่งให้หน่วยงานของรัฐดาเนินการตาม ดังนั้นแม้แต่ศาลปกครองก็ไม่มีอานาจวินิจฉัยให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผย ขอ้ มูลข่าวสารของราชการได้ 2.4.วธิ ีพจิ ารณาและองค์คณะของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยข้อมลู ข่าวสาร พระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้มีการกาหนดการพิจารณาของคณะกรรมการ วินจิ ฉยั การเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารไว้ในมาตรา 19 ว่า “การพิจารณาเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่มีคำสั่งมิให้เปิดเผยน้ั นไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาของ คณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารหรือศาลก็ตาม จะต้องดำเนิน กระบวนการพิจารณาโดยมิใหข้ ้อมูลข่าวสารนน้ั เปดิ เผยแก่บคุ คลอืน่ ใดที่ไมจ่ ำเปน็ แก่การพิจารณา และในกรณที จ่ี ำเปน็ จะพิจารณาลบั หลงั คกู่ รณี หรอื คูค่ วามฝา่ ยใดก็ได้” และมาตรา 38 ได้บัญญัติให้มีการจัดทาระเบียบวิธีพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผย ข้อมูลขา่ วสารของราชการไว้ ดังน้ี “อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแต่ละสาขา วิธีพิจารณาและ วินิจฉัย และองค์คณะในการพิจารณาและวินิจฉัยให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา” ซึ่งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้มีการวางระเบียบคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ ราชการว่าด้วย อำนาจหน้าที่ วิธีพิจารณาและองค์คณะในการพิจารณาและวินิจฉัยของคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสาร พ.ศ. 2542 กาหนดกระบวนวิธพี จิ ารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยกาหนดวา่ 1.องค์ประกอบของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการคณะหนึ่ง ๆ ต้องมีไม่ น้อยกว่าสามคน ให้แต่งตั้งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของข้อมูลข่าวสาร และให้ข้าราชการที่คณะกรรมการ แต่งตง้ั ปฏิบตั หิ นา้ ที่เป็นเลขานกุ ารและผู้ช่วยและเลขานุการ
212 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ และให้กรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารในองคค์ ณะทีพ่ ิจารณาอุทธรณ์เลอื กกรรมการคนหน่ึง เป็นหัวหน้าคณะและเลือกกรรมการอกี คนหน่ึงเป็นกรรมการผูร้ ับผิดชอบสานวน 2.องค์ประชุมของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ กาหนดว่า การประชุม พิจารณาขององคค์ ณะท่ีจะพิจารณาอุทธรณ์ตอ้ งมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกวา่ ก่ึงหนึ่งของจานวนกรรมการท่ีมี อยู่ แตต่ อ้ งไม่น้อยกว่าสามคนจงึ เป็นองค์ประชมุ 3.การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือตามเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ ลงคะแนน 4.คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน กรณีจาเปน็ ใหข้ ยายเวลาได้อีกสามสิบวัน 5.กรรมการผู้รับผดิ ชอบสานวนจะทาหนา้ ที่รวบรวมขอ้ เทจ็ จรงิ รวมถึงการวเิ คราะหป์ ญั หาทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแจ้งให้หน่วยงานของรัฐส่งข้อมูลข่าวสารไปยังองค์คณะภายในเวลาที่กาหนด หากไม่ได้รับความร่วมมือสามารถ หรือเชิญบุคคลใดมาให้ความคิดเห็นหรือขอความร่วมมือในการจัดส่งเอกสาร วัตถุ หรือพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา หรือไปขอดูเอกสาร วัตถุ หรือ พยานหลกั ฐานตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งมาประกอบการพิจารณา หากไม่ไดร้ บั ความร่วมมอื สามารถรายงานให้องค์คณะ ท่ีพิจารณาอทุ ธรณใ์ ช้อานาจที่จะเรยี กบคุ คลมาใหถ้ อ้ ยคาหรือจัดสง่ เอกสาร 6.กรณีระหว่างการพิจารณา ผู้อุทธรณ์ขอถอนคาอุทธรณ์หรือหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏบิ ตั ติ ามคาขอของผู้อุทธรณ์แล้ว ใหอ้ งค์คณะทพี่ ิจารณาอุทธรณ์มมี ติให้ยุติเรอื่ งทีจ่ ะพิจารณา หรอื ระหว่างการ พจิ ารณา ผ้อู ุทธรณ์ไดร้ บั หนงั สือจากองคค์ ณะทพ่ี ิจารณาอุทธรณ์ให้มาให้ถ้อยคาหรอื แสดงพยานหลกั ฐานแล้ว ไม่ ดาเนินการตามหนังสือนั้นภายในระยะเวลาที่กาหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร องค์คณะที่พิจารณาอุทธรณ์อาจมี คาสัง่ ใหจ้ าหน่ายอทุ ธรณน์ ้ันก็ได้ 7.เมือ่ กรรมการผู้รบั ผดิ ชอบสานวนอุทธรณ์เหน็ วา่ ได้รับข้อเทจ็ จริงเพยี งพอแกก่ ารวนิ ิจฉัยแล้ว ให้จัดทา สรปุ ขอ้ เท็จจรงิ และข้อกฎหมายเบ้ืองต้นเสนอต่อองคค์ ณะทีพ่ จิ ารณาอุทธรณ์ตอ่ ไป 8.ในระหว่างการพิจารณา องค์คณะที่พิจารณาอุทธรณ์อาจเรียกให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของ รฐั หรือผูอ้ ุทธรณ์มาใหข้ ้อเทจ็ จริงเพิม่ เตมิ ได้ 9.คาวนิ ิจฉยั อุทธรณ์ต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริง ขอ้ กฎหมาย และเหตุผลในการวินิจฉัย และคาวินิจฉัย ตอ้ งทาเปน็ หนังสือและลงลายมือชื่อของคณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นองคค์ ณะพิจารณา อทุ ธรณ์นนั้ 10.การวินิจฉยั อุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสาร กรรมการจะต้องมคี วามเป็น กลาง (Impartiality) ซึ่งหลักการนี้ ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือกรรมการที่ไม่เป็นกลางการออกคาสั่งทาง ปกครอง ทั้งนี้เพื่อให้การใช้อานาจทางปกครองนั้นถูกต้องและเป็นธรรมกับคู่กรณี เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ กรรมการที่ไม่มีความเป็นกลางเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาทางปกครองย่อมทาให้วัตถุประสงค์ในใจของ เจ้าหน้าทีข่ องรัฐหรอื กรรมการผู้น้ันบิดผัน (Abuse-Bad Faith) ไปจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึง่ จะกลายเป็น
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 213 วัตถุประสงค์ของการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวไป จึงต้องมีการกันตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือกรรมการผู้นั้นออกไป จากกระบวนการพิจารณาทางปกครอง หลักความเป็นกลางของเจ้าหน้าที่ได้นามากาหนดไว้เป็นระเบียบคณะกรรมการข้อมูลข่า วสารของ ราชการว่าด้วย อานาจหน้าท่ี วธิ พี ิจารณาและองคค์ ณะในการพิจารณาและวินิจฉัยของคณะกรรมการวินจิ ฉัยการ เปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสาร พ.ศ. 2542 โดยขอ้ 6 กาหนดให้ประธานกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารแจ้งให้ ผู้อุทธรณ์ทราบด้วยว่ามอบหมายให้องค์คณะใด และประกอบด้วยบุคคลใดเป็นผู้พิจารณาและข้อ 29 กาหนด กระบวนการคัดค้านกรรมการที่ไม่เป็นกลางหรือมีส่วนได้เสีย โดยกาหนดให้มีการคัดค้านกรรมการวินิจฉัยการ เปดิ เผยข้อมลู ขา่ วสารที่น่งั เป็นองคค์ ณะในสาขาใดให้ผ้อู ุทธรณย์ ่ืนคาคัดคา้ นเป็นหนังสือต่อหัวหน้าคณะพิจารณา นั้น ภายในกาหนดสิบวันทาการนับแต่วันทราบเหตุการคัดค้านนั้น แต่ต้องก่อนมีคาวินิจฉัย กรณีให้องค์คณะท่ี พิจารณาคาอุทธรณ์ประชุมว่ามีเหตุตามที่คัดค้านหรือไม่ ถ้าเห็นว่ามีเหตุตามที่คัดค้าน ให้มีมติสั่งให้กรรมการท่ี ถูกคัดค้านหยุดการพิจารณา และให้ประธานกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมอบหมายให้กรรมการ ผอู้ นื่ ในสาขาน้ันทาหนา้ ทีแ่ ทน
บทที่ 8 ความเกยี่ วขอ้ งระหวา่ งพระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสาร ของราชการ พ.ศ. 2540 กบั พระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ิ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พระราชบญั ญตั จิ ดั ตง้ั ศาล ปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 และ พระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองขอ้ มลู สว่ นบคุ คล พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีส่วนสัมพันธ์กับกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับ เนื่องจากพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เกี่ยวข้องกับการใช้อานาจทางปกครอง เช่น คาสั่งเปิดเผยหรือมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คาสั่งไม่รับฟังคาคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสีย คาสั่งไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองข้อมูลข่าวสารของราชการ รวมถงึ การพิจารณาวนิ ิจฉัยอทุ ธรณข์ องคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ถอื เปน็ การใชอ้ านาจทาง ปกครองซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ดังนั้นเมื่อหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ ครอบครองข้อมูลข่าวสารใช้อานาจทางปกครองในการออกคาสั่งต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวมาหรือการพิจารณา อุทธรณข์ องคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารเป็นการใช้อานาจทางปกครองในรูปแบบของ “คาสั่ง ทางปกครอง” จึงอยู่ภายใต้กระบวนการและขั้นตอน (Procedure) ตามท่ีพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นกฎหมายท่กี าหนดกระบวนการข้ันตอนในการออกคาสั่งทางปกครองเอาไว้ การไม่ได้ ดาเนนิ การตามกระบวนการและข้นั ตอนตามทกี่ ฎหมายวิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครองกาหนดจะทาใหค้ าส่ังนั้นไม่ ชอบด้วยกฎหมายในแงข่ องกระบวนการ (Error of Procedure) ขนึ้ ได้ กฎหมายอีกฉบับที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 อย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพราะการใช้ อานาจทางปกครองของหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถ้าผู้ได้รับผลกระทบเดือดร้อนเสียหายหรืออาจ เดือดร้อนเสียหาย เห็นว่า การใช้อานาจของฝ่ายปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมสิทธิที่จะโต้แย้งการใช้ อานาจทางปกครองนั้นตอ่ ศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินจิ ฉัยความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบดว้ ยกฎหมายของ การใช้อานาจทางปกครองนั้น ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน เช่น ถ้าผู้ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของร้องราชการ เห็นว่า คาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารหรือการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผย
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 215 ข้อมูลข่าวสารนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ แต่อย่างไรก็ตามเงื่อนไข ของการใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลย่อมเป็นไปตามเงื่อนไขของพระราชบัญญตั ิจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดี ปกครอง พ.ศ. 2542 ซ่งึ จะได้กลา่ วตอ่ ไปข้างหนา้ 1.ความเกี่ยวข้องระหว่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 กับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 ในเบ้อื งต้นจะได้ทาการอธิบายถึงลักษณะของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ก่อน พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีความสาคัญ เพราะเป็นกฎหมายกลาง (General Law) ที่เกี่ยวข้อง กับการกาหนดแบบ กระบวนการและขั้นตอน (Form and Procedure) ในการทาคาสั่งทางปกครองของ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ว่า การออกคาสั่งทางปกครองจะต้องดาเนินการอย่างไร มีกระบวนการและขั้นตอน อย่างไร ทผ่ี า่ นมากฎหมายแต่ละฉบับมักจะกาหนดให้เจา้ หน้าที่ฝ่ายปกครองใชอ้ านาจออกคาส่ังทางปกครอง แต่ ไมก่ าหนดกระบวนการและข้ันตอนในการออกคาส่งั ทางปกครอง การดาเนนิ การของเจ้าหนา้ ท่ีฝา่ ยปกครองที่ผ่าน มาจึงไม่เป็นระบบ ไม่มีกระบวนการ ขั้นตอน การดาเนินการจึงเป็นไปตามความเคยชินรวมถึงเป็นไปตาม อาเภอใจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง การไม่มีกระบวนการและขั้นตอนเช่นนี้ทาให้เกิดการใช้อานาจที่มิชอบด้วย กฎหมาย (Abuse of Power) รวมไปถึงการละเมิดสิทธิของประชาชนและการทุจริตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เกดิ ขนึ้ ได้โดยง่าย พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้กาหนดกระบวนการและขั้นตอนในการ ออกคาสั่งทางปกครองเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองปฏิบัติตามและมีกระบวนการ ขั้นตอนที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะได้รับคาสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ในลักษณะเป็นกฎหมาย กลางซง่ึ นาไปใชก้ ับกฎหมายเกือบทกุ ฉบับที่ให้อานาจเจา้ หน้าท่ีฝา่ ยปกครองในการออกคาส่ังทางปกครอง เรื่องต่อมาคือ ความหมายของคาว่า “คาสั่งทางปกครอง” พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 นยิ ามความหมายของ คาส่ังทางปกครองไวใ้ นมาตรา 5 ว่า (1)คาสั่งทางปกครอง หมายความว่า การใช้อานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติ สัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพแห่งสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคลไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย อุทธรณ์ การรบั รอง การรบั จดทะเบยี น แตไ่ ม่หมายความรวมถงึ การออกกฎ (2)การอนื่ ตามทีก่ าหนดในกฎกระทรวง จากนยิ ามของของคาส่งั ทางปกครอง สามารถแยกลักษณะของคาสัง่ ทางปกครองไดด้ ังนี้
216 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ 1.เปน็ การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหนา้ ท่ีฝา่ ยปกครองโดยการแสดงเจตนาใหป้ รากฏ การใดจะเป็นคาส่ังทางปกครองได้น้ัน เริ่มจากการใช้อานาจตามกฎหมายของ “เจ้าหนา้ ท”่ี ซ่ึงมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ได้นิยามความหมายเจ้าหน้าที่ หมายความว่า บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคล ซึ่งใช้อานาจหรือได้รับมอบให้ใช้อานาจทางปกครองของรัฐในการดาเนินการ อย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ หรอื ไมก่ ็ตาม ดังน้นั ผใู้ ช้อานาจออกคาสงั่ ทางปกครองไดต้ ้องเปน็ ผู้ได้รับมอบอานาจจากกฎหมายให้ใช้อานาจทาง ปกครองไมว่ ่าจะบคุ คลในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ตาม 2.คำสั่งทางปกครองต้องก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธิหรือก่อให้เกิดหน้าที่ขึ้นกับผู้รับคำสั่งทาง ปกครองน้นั การเป็นคาสั่งทางปกครองนั้นต้องส่งผลกระทบต่อสิทธิหรือก่อให้เกิดหน้าที่ขึ้นกับผู้รับคาสั่งทาง ปกครอง เช่น การที่ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชา กรณีกระทาผิดวินัย ซ่ึ งถือว่า สิทธิของ ผู้ใตบ้ ังคบั บญั ชาได้รับผลกระทบแล้ว หรอื การปฏเิ สธคาขอ เชน่ ขอจดทะเบียนสมรส เจ้าหน้าทปี่ ฏิเสธไม่ยอมจด ทะเบยี นสมรสให้ ถอื เป็นการกระทบตอ่ สิทธิ ดังนนั้ การสัง่ การของฝ่ายปกครองบางประเภทท่ีไมเ่ กิดผลกระทบต่อ สทิ ธิหรอื กอ่ ให้เกิดหนา้ ท่ีไม่ถือเป็นคาสั่งทางปกครอง เชน่ การขอความรว่ มมอื การร้องขอ การเตือน รวมถึงการ ใหข้ ้อมลู ข่าวสาร คาแนะนา คาอธบิ าย การอธบิ ายความเขา้ ใจ การแจ้งใหท้ ราบสทิ ธแิ ละหน้าที่ การเตรียมการไม่ ถือเป็นคาสั่งทางปกครอง เพราะไม่มีผลทางกฎหมายเกิดขึ้นมาใหม่ เพียงแต่เป็นการกระทาที่เกี่ยวกับคาสัง่ ทาง ปกครองเดิม 3.คำส่งั ทางปกครองตอ้ งไมม่ ีลักษณะของกฎ โดยหลักการทั่วไป คาสั่งทางปกครอง จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับกฎ โดยหลักการพื้นฐานที่สุด ก็ คือ กฎนนั้ จะมลี ักษณะใชบ้ งั คับเป็นการทั่วไป ไมเ่ จาะจงตวั บุคคล แต่คาส่งั ทางปกครองจะมลี ักษณะเจาะจงตัวบุคคล คือ จะมผี ลเจาะจงตัวบุคคลเป็นคนๆไป เช่น นาย ก. นางสาว ข. ที่สามารถระบถุ งึ ตัวบคุ คลนัน้ ๆ เปน็ คน ๆ ได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากการใช้อานาจของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 โดยเฉพาะในส่วน ของการออกคาสัง่ ทางปกครองของเจ้าหนา้ ทขี่ องรัฐ เช่น การออกคาสงั่ ไมเ่ ปดิ เผยข้อมูลขา่ วสาร การออกคาส่ังไม่ รบั คัดคา้ นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คาสงั่ ไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลท่ีเจ้าของข้อมูล ยน่ื คาขอ และการวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจึงมลี ักษณะเป็นคาสั่งทาง ปกครองประเภทหนึ่ง ตามมาตรา 5 แหง่ พระราชบัญญัติวิธีปฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้นกระบวนการออกคาสั่งและกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 จึงต้องดาเนินการตามกระบวนการหรือขั้นตอนที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนในการออกคาสั่งทางปกครอง โดยเฉพาะแบบและ ขั้นตอน กระบวนการอันเป็นสาระสาคัญ (Form and Procedure) ในการออกคาสั่งทางปกครอง ซึ่งเป็น หลักการที่กาหนดขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันว่า คาสั่งที่ทาขึ้นโดยฝ่ายปกครองจะมีคุณภาพ ทั้งนี้เพื่อเป็น
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 217 หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และความชัดเจนแน่นอนของคาสั่งทางปกครอง เช่น หลักการฟัง ความทุกฝ่าย การให้เหตุผลประกอบคาส่ังทางปกครอง ซึ่งรายละเอียดของแบบและขั้นตอนอันเป็นสาระสาคัญ จะเกี่ยวกับพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่กาหนดกระบวนวิธีพิจารณาในการออก คาสั่งทางปกครอง หลักเกณฑ์ว่าด้วยกระบวนการพิจารณาสั่งการในชั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงเป็นการวาง หลกั เกณฑ์ วิธกี าร ขั้นตอนในการออกคาสั่งทางปกครอง รวมถงึ กระบวนการภายหลงั การออกคาส่ังทางปกครอง เช่น การทบทวนคาส่ังทางปกครองและการบังคับให้เป็นไปตามคาสง่ั ทางปกครอง ณ ทนี่ ี้ จะขอกลา่ วถึงแบบและ ขั้นตอนอันเป็นสาระสาคัญในการออกคาสั่งทางปกครอง อย่างคร่าว ๆ เช่น ก่อนออกคาสั่งทางปกครองจะต้อง เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน เม่ือ เจ้าหน้าที่เตรียมการจะออกคาสั่งที่เป็นโทษ คาสั่งทางปกครองนั้นต้องระบุเหตุผลประกอบคาสั่งนั้นโดยเฉพาะ คาสั่งทีม่ ลี ักษณะเป็นโทษ คาสั่งทางปกครองน้ันจะต้องแจ้งสิทธใิ นการอุทธรณ์คาสั่งว่าจะให้อุทธรณ์ไปยังบุคคล ใด ภายในระยะเวลากี่วัน ขั้นตอนและวิธีการตามที่พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จะต้องนามาใช้กับการออกคาสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตาม พระราชบัญญัติข้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ด้วย ซึ่งมีรายละเอียดความเกี่ยวข้องของพระราชบญั ญัติ วิธีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กบั พระราชบัญญัติขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ดงั นี้ 1.คาสั่งทางปกครองที่กระทบสิทธิคู่กรณี ก่อนที่จะออกคาสั่งทางปกครองออกไป ต้องเปิดโอกาสให้ คู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงและได้มีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อน (Audi Alterem Partem หรือ Both Sides must be Heard) ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะออกคาสั่งทางปกครองไปกระทบสิทธิหรือก่อให้เกิดหน้าที่กับบุคคลใด เจ้าหน้าที่ จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้รับคาสั่งนั้นได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและได้มีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน ของตน (Hear the other side, Both Sides Must Be Heard) หลักการนกี้ าหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 ไว้ดังนี้ “ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจจะกระทบกระเทือนถึงสิทธิคู่กรณี เจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีได้มี โอกาสทราบขอ้ เทจ็ จริงอยา่ งเพยี งพอและมีโอกาสได้โตแ้ ย้งแสดงพยานหลกั ฐานของตน” หมายความว่า การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเตรียมการจะออกคาสั่งทางปกครองใด ซึ่งมีผลเป็นโทษกับผู้รับ คาสั่งทางปกครอง เช่น นาย ก.ยื่นขออนุญาตตั้งสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ แต่เจ้าหน้าที่ของ รฐั เตรยี มท่จี ะไม่อนุญาต ก่อนท่เี จ้าหนา้ ท่ีจะออกคาสั่งไม่อนุญาต เจ้าหน้าทจี่ ะต้องใหน้ าย ก. ได้ทราบข้อเท็จจริง และไดโ้ ตแ้ ยง้ แสดงพยานหลกั ฐานกอ่ น หลงั จากแล้วเสร็จเจ้าหน้าที่จึงจะออกคาส่ังได้ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 44/2549 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง มิได้กาหนดว่าต้องเป็นการเรียกมาให้ถ้อยคาต่อหน้าผู้จะออกคาสั่งทางปกครอง ดังนั้นหากผู้ฟ้องคดีได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสโต้แย้งแสดง พยานหลกั ฐานของตนแล้ว แมจ้ ะไมไ่ ด้เรียกผูฟ้ ้องคดีไปให้ถ้อยคาก็ถือว่าได้ปฏบิ ตั ิตามมาตรา 30 วรรคหน่ึง แลว้
218 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เดิมผู้ฟ้องคดีทั้ง 866 คน ได้ยื่นคาร้องแก้ไขสัญชาติเป็นสัญชาติไทยและขอเพ่ิม ชื่อลงในทะเบียน (ท.ร.15)ในพื้นที่อาเภอแม่อาย และได้รับอนุมัติจากผู้ถกู ฟ้องคดที ี่ 3 แล้ว ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 3 ได้มีประกาศอาเภอแม่อาย ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ให้จาหน่ายบุคคลจานวน 1,243 คน ซึ่งรวมถึงผู้ฟ้อง คดีทั้ง 866 คน ออกจากฐานข้อมูลทางทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) และบัตรประชาชน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าประกาศ ดังกล่าวไม่ชอบด้วยบทกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้มีสิทธิโต้แย้งชี้แจงหรือ แสดงพยานหลักฐาน ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงให้ศาล เพกิ ถอนประกาศดงั กลา่ ว ศาลปกครองสูงสุดพพิ ากษาว่า การทีผ่ ู้ถกู ฟ้องคดีที่ 3 ได้มีประกาศอาเภอแมอ่ าย ลงวนั ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ให้จาหน่ายชื่อและรายการบุคคลรวม 1,243 คน ซึ่งรวมถึงผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนบ้านนั้น เป็นการ ดาเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการออกคาสั่งอันมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของสิทธิ หรือ หน้าที่ของบุคคลเป็นการถาวร ทาให้บุคคลดังกล่าวซึ่งเดิมเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) เคยรับบัตร ประชาชนต้องถูกถอนชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ไม่มีสัญชาติไทยและต้องคืนบัตรประจาตัวประชาชน ให้กับทางราชการ คาสั่งดังกล่าวจึงเป็นคาสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมดซึ่งจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจาก ประกาศดังกล่าวได้ทราบว่า จะต้องถูกเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) จะต้องเปลี่ยนสถานะจาก สัญชาติไทยไปเป็นชนกลุ่มน้อย ทาให้ผู้ฟ้องคดีไมม่ โี อกาสโต้แย้งหรือแสดงพยานหลักฐานของตนตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกาศของผู้ถูกฟ้องที่ 3 ดังกล่าว จึงเป็นคาสั่ง ทางปกครองที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พิพากษาแก้คาพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอน ประกาศอาเภอแม่อาย ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ทั้งฉบับและให้มีผลต่อผู้ถูกกระทบจากประกาศดังกล่าวทุก คน คำพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. 214/2548 การทผี่ ้อู านวยการเขตบางรักอาศัยข้อเท็จจริงจากการ สอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมาลงโทษภาคทัณฑ์ผู้ฟ้องคดี ทั้งที่การสอบสวนของ คณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีการแจ้งสิทธิและหน้าที่ให้ผู้ฟ้องคดีทราบตามความจาเป็น และมิได้ให้ผู้ฟ้องคดีได้ ทราบข้อเท็จจรงิ เก่ียวกับเร่ืองที่ถูกรอ้ งเรียนและพยานหลักฐานทีส่ นับสนุนการรอ้ งเรียนอยา่ งเพียงพอ ทาให้ไม่มี สิทธิได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานหรือชี้แจงหรือป้องกนั สิทธิของตน จึงเป็นการดาเนินการที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 27 มาตรา 30 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คาสั่งลงโทษ ดังกล่าวจึงเป็นคาสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากกระทาการไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอนหรือวิธีการอัน เป็นสาระสาคญั ท่กี าหนดไวส้ าหรับการน้ัน คำพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. 103/2551 คณะรฐั มนตรีไดม้ มี ติกาหนดหลักเกณฑแ์ ละวิธีปฏิบัติ ในระบบเปิดในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการขึ้นเพื่อให้การพิจารณามีความเป็นธรรม โปร่งใส สามารถอธิบายและตรวจสอบได้ ดังนั้นหากผู้ถูกฟ้องคดีและผู้อานวยการโรงพยาบาลตะกั่วทุ่งที่เป็น ผ้บู ังคับบัญชาช้ันต้นของผู้ฟ้องคดซี ง่ึ เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตาแหนง่ เภสัชกร 6 ไดท้ าการประเมินผลการ
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 219 ปฏิบัติงานในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2544 แล้วไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้ผู้ฟ้องคดีโดยไม่ปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในระบบเปิดดังกล่าวแล้ว ย่อมถือว่าการพิจารณาไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนได้กระทาไม่ ถกู ต้องตามวธิ ีการอนั เป็นสาระสาคัญ และมีผลให้การพิจารณาเลอื่ นขั้นเงินเดือนครัง้ นี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นการออกคาสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เช่น คาส่ัง ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือการวินิจอุทธรณ์คาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการของ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสาร จึงต้องปฏิบตั ิตามพระราชบัญญัติวิธปี ฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 30 ดว้ ย 2.การใหเ้ หตผุ ลประกอบคาส่ังทางปกครอง ในแบบคาสั่งทางปกครอง เจ้าหนา้ ท่ีต้องระบุเหตุผลในการออกคาสั่งทางปกครองไว้ในตัวของคาส่ังด้วย โดยเฉพาะคาสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นโทษ ต้องระบุเหตุผลด้วยว่าทาไมถึงเลือกที่จะออกคาสั่งเช่นนั้น (Duty to Give Reason) พระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 วรรคท้าย ได้กาหนด ถึงการให้เหตุผลประกอบคาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการไว้แล้ว แต่ไม่ได้กาหนดรายละเอียดไว้ จึง ถือว่า มีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการที่ต่ากว่าที่พระราชบัญญัติวิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กาหนด จึงต้องใช้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 การใหเ้ หตผุ ลประกอบคาสั่งทางปกครองได้กาหนดข้ึนโดยวัตถุประสงค์ 2 เรือ่ ง คือ เรื่องแรก คือ การให้ เหตุผลประกอบคาสั่งทางปกครองเป็นเหมือนการแสดงวัตถุประสงค์ในใจของเจ้าหน้าที่ออกมาให้ปรากฏว่า มี วัตถุประสงค์ในการออกคาสั่งทางปกครองนั้นอย่างไร ถ้าเจ้าหน้าที่มีวัตถุประสงค์ในใจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่ย่อมไม่สามารถที่จะให้เหตุผลประกอบคาสั่งทางปกครองนั้นได้ ส่วนเรื่องที่สอง คือ การให้เหตุผล ประกอบคาสั่งทางปกครองจะทาให้ผูร้ ับคาส่ังทางปกครองสามารถอุทธรณค์ าส่ังทางปกครองได้ตรงประเด็นมาก ขึ้น เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่แสดงเหตุผลชัดเจนว่าการออกคาสั่งทางปกครองเช่นนั้นเพราะประเด็นข้อเท็จจริง ประเด็นข้อกฎหมายหรือดุลยพินิจ เมื่อผู้รับคาสั่งทราบเหตุผลก็สามารถที่จะอุทธรณ์ได้ตรงตามเหตุผลท่ี เจา้ หนา้ ที่ให้มาไว้ในคาส่ังทางปกครองนั้นได้ การให้เหตุผลต้องประกอบด้วยเนื้อหาอย่างไรบ้าง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา 37 ว่า “คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือและการยืนยันคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือต้องจัดให้มี เหตุผลไว้ดว้ ยและเหตุผลน้นั อยา่ งน้อยต้องประกอบดว้ ย (1)ขอ้ เท็จจริงอันเปน็ สาระสำคัญ (2)ข้อกฎหมายทีอ่ ้างองิ (3)ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลยพินจิ ”
220 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ ดงั นัน้ การออกคาส่ังทางปกครองโดยเฉพาะคาส่ังทางปกครองที่ไม่เป็นคุณกับผรู้ ับคาสั่งทางปกครองนั้น เจา้ หนา้ ที่จะต้องให้เหตุผลไว้ในคาส่ังทางปกครองนั้น การละเลยไม่เหตุผลไว้ในคาส่ังทางปกครอง อาจทาใหค้ าสั่ง ทางปกครองน้ันไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 36/2547 ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกเทศมนตรี) ออกคาสั่งเป็นหนังสือ ห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีใช้อาคารพิพาทและให้รื้ออาคารพิพาทอันเป็นคาสั่งทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ออก คาสั่งดังกล่าวจึงต้องจัดให้มีเหตุผลไว้ด้วย โดยเหตุผลนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็น สาระสาคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนการใช้ดุลยพินิจตามมาตรา 37 แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง แต่เหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีให้ไว้ในคาสั่งห้ามใช้อาคารพิพาท คือ “อาคารพิพาทอาจเปน็ อันตรายตอ่ สขุ ภาพ ร่างกาย ชีวิต ทรัพยส์ นิ ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 41 แหง่ พระราชบัญญัติควบคมุ อาคาร พ.ศ. 2522” โดยไมม่ ีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสาคัญให้เห็นวา่ อาคารมีสภาพที่อาจ เป็นภยันตรายตามข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลยพินิจออกคาสั่งห้ามใช้อาคารพิพาทอย่างไร และ เหตุผลที่ใช้ในการออกคาสั่งให้รือ้ ถอนอาคารพิพาทคือ “เจ้าของอาคารไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนกั งานท้องถิน่ และการกระทาน้ันไมอ่ าจแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัตคิ วบคมุ อาคารฯ” ก็ไม่ มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสาคญั ที่แสดงให้เห็นว่าอาคารที่พิพาทมลี ักษณะเช่นไรจึงไมส่ ามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลง ให้ถูกต้องได้ตามข้อเท็จจริงและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลยพินิจออกคาสั่งให้รื้อถอนอาคารพิพาท ดังนั้น คาส่ัง ของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นคาสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการกระทาที่ไม่ถูกต้องตามแบบ ขั้นตอน หรอื วธิ กี ารอันเปน็ สาระสาคัญทีก่ าหนดไว้ในมาตรา 37 สาหรับการกระทานั้น ดังนั้นคาสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 15 วรรค ท้ายกาหนดให้คาสั่งตอ้ งระบุว่าเปิดเผยข้อมูลข่าวสารไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใด เป็นการกาหนดให้จัดมีเหตุผลประกอบคาสั่งทางปกครองไว้ด้วยว่าด้วยเหตุผลอย่างไรจึงออกคาสั่งมิให้เปิดเผย ข้อมูลข่าวสารนั้น ส่วนคาสั่งอื่นเช่น คาสั่งไม่รับฟ้งคาคัดค้านหรือคาสั่งไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล ข่าวสารให้ตรงตามที่ขอ ก็ต้องให้เหตุผลประกอบคาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นด้วยว่า มีเหตุผลอย่างไรถึงมี คาสั่งเช่นนนั้ ให้ผรู้ อ้ งขอไดท้ ราบถึงเหตผุ ลนั้นด้วย 3.การแจ้งสิทธิในการอทุ ธรณ์ในคาสัง่ ทางปกครอง หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธอิ ุทธรณ์ไว้ในคาส่ังตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 18 ให้ผู้ยื่นขอข้อมลู ขา่ วสารน้ันได้ทราบถงึ สทิ ธิการอุทธรณ์ของตน โดยหน่วยงานของรัฐต้อง ระบุแจ้งสิทธิการอุทธรณ์ไว้ในคาสั่งทางปกครองด้วยว่า ถ้าผู้รับคาส่ังทางปกครองไม่เห็นด้วยกับคาสั่งทาง ปกครองสามารถอุทธรณค์ าส่งั ทางปกครองต่อบคุ คลใด ภายในระยะเวลาก่ีวัน ตามท่ีกฎหมายกาหนด การไม่แจ้ง สิทธิการอทุ ธรณค์ าสั่งน้ัน ตามพระราชบญั ญัติวธิ ปี ฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 40 ไม่ไดม้ ีผลทา ใหค้ าสัง่ นัน้ ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย แตจ่ ะทาให้ระยะเวลาการอุทธรณข์ ยายเปน็ 1 ปี เว้นแตจ่ ะไดม้ กี ารแจ้งสิทธิการ อทุ ธรณ์ใหม่
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพ็ชร | 221 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 510/2550 มาตรา 106 แห่งพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มิได้กาหนดกระบวนการแจ้งรายละเอียดและระยะเวลาในการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือโต้แย้งคาสั่งทางปกครองแก่ คู่กรณีไว้ในคาสั่ง จึงต้องนามาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับ เมื่อคาสั่ง แต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้ระบุกรณที ี่อาจอุทธรณห์ รือโตแ้ ย้ง การยื่นคาอุทธรณห์ รือโต้แย้ง และระยะเวลาสาหรับการ อทุ ธรณ์หรือโต้แยง้ ดังกลา่ วไว้ ระยะเวลาสาหรับการอุทธรณห์ รือโต้แย้งคาส่ังจงึ ขยายเป็นหนงึ่ ปี นบั แตว่ ันท่ีได้รับ คาสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีทราบคาสั่งแต่งตั้งโยกย้ายเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 และคาสั่งแต่งต้ัง โยกย้ายดังกล่าวฝ่าฝืนมาตรา 40 วรรคหนง่ึ ระยะเวลาการอุทธรณ์หรือโตแ้ ย้งจึงขยายเป็นหน่งึ ปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 ตามมาตรา 40 วรรคสอง ดังนั้นคาสั่งทางปกครองที่ออกตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เช่นคาสั่งไม่ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือไม่รับฟังคาคัดค้านของผู้มี ประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 18 ไดก้ าหนดเร่ือง การอทุ ธรณไ์ ว้วา่ ผนู้ ั้นอาจอทุ ธรณ์ต่อคณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารภายในสบิ หา้ วันนับแต่วันท่ี ได้รับแจ้งคาสั่งนัน้ โดยยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมลู ขา่ วสารของราชการ การไม่แจ้งสิทธิการอุทธรณ์ไว้ใน คาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารย่อมทาให้ระยะเวลาการอุทธรณ์ขยายตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 40 บัญญัติ ซึ่งได้มีคาสั่งของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารไว้ใน เรอ่ื งนี้ ดังนี้ คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และ การบังคับใชก้ ฎหมาย ที่ สค 12/2555 อทุ ธรณเ์ รอ่ื งน้ไี ด้ความวา่ พันตารวจโท ว. ผูอ้ ทุ ธรณม์ หี นังสือลงวันท่ี 15 กันยายน 2552 ถึงประธานศาลฎีกา ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาหัวหน้า ศาลจังหวัดนครปฐม กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้ร้องเรียนนาย ธ. และนาย ก. ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัด นครปฐมว่าดาเนินกระบวนการพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1783/2550 โดยไม่ชอบตามพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรม มาตรา 26 และพจิ ารณาคดดี ้วยความไม่เป็นธรรม สานักงานศาลยุติธรรมมีหนังสือ ลับ ที่ ศย 003/49472 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2552 หนังสือ ลับ ที่ ศย 003/57364 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2552 และหนังสือ ลับ ที่ ศย 003/18362 ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 ถึงผู้ อทุ ธรณป์ ฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลขา่ วสาร โดยใหเ้ หตผุ ลว่า เอกสารดังกลา่ วเปน็ การเสนอความเห็นของผพู้ ิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดนครปฐมต่อประธานศาลฎีกาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในหน่วยงานของศาลยุติธรรม ตามที่ผู้อุทธรณ์ได้ร้องเรียนกล่าวหา อันเป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามมาตรา 15 (3) แห่ง พระราชบญั ญัตขิ ้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้อุทธรณ์มีหนงั สอื ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2555 ถึงประธานกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการ อุทธรณ์ คาสงั่ มใิ หเ้ ปดิ เผยข้อมูลขา่ วสารของสานักงานศาลยุติธรรม คณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารด้านสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้ กฎหมายได้พิจารณาคาอุทธรณ์ เหตุผลที่มิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของสานักงานศาลยุติธรรม คาชี้แจงของผู้
222 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ อุทธรณ์ ผู้แทนสานักงานศาลยุติธรรม และเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว สรุปความได้ว่า ผู้อุทธรณ์เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ผู้บังคบั บัญชาต่อศาลจังหวัดนครปฐม ต่อมาศาลจังหวัดนครปฐมพิพากษายกฟ้องโจทก์ ผู้อุทธรณ์ได้มีหนังสือลง วันที่ 19 มีนาคม 2552 ถึงคณะกรรมการข้าราชการตลุ าการศาลยุติธรรม ร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของนาย ธ. และนาย ก. ผู้พิพากษาว่าดาเนินกระบวนการพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1783/2550 โดยไม่ชอบตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 และพิจารณาคดีด้วยความไมเ่ ป็นธรรม สานักงานศาลยุติธรรมจึงแจ้งใหผ้ ู้ พิพากษาหัวหน้าศาลจงั หวัดนครปฐมตรวจสอบข้อเท็จจรงิ ผู้พพิ ากษาหวั หนา้ ศาลจังหวัดนครปฐมรายงานว่าจาก การตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูลและเสนอให้ยุติเรื่อง สานักงานศาลยุติธรรมได้นาเสนอ ประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาเห็นชอบตามข้อเสนอของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครปฐม สานักงานศาลยุติธรรมมีหนังสอื ลับ ที่ ศย 003/38662 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2552 ถึงผู้อุทธรณเ์ พือ่ แจง้ ผลการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบ ผู้อุทธรณ์จึงมีหนังสือถึงประธานศาลฎีกาขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครปฐม แต่ได้รับการปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามคาขอ ในช้นั พิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สานักงานศาลยุติธรรมมหี นังสือ ลับ ที่ ศย 003/56135 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2555 ถึงคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯ ชี้แจงว่า เนื่องจากเอกสารรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการเสนอความเห็นของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด นครปฐมไปยังสานักงานศาลยุติธรรมเพื่อประกอบการพิจารณาร้องเรียนของประธานศาลฎีกา โดยเนื้อหาส่วน ใหญ่มาจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในสานวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1783/2550 ที่ผู้อุทธรณ์เป็นโจทก์ฟ้อง คดีต่อศาลจังหวัดนครปฐมและเหตุผลแห่งคาวนิ ิจฉัยของศาลก็เป็นไปตามพยานหลกั ฐานในสานวนปรากฏอยู่ใน คาพิพากษาคดดี งั กลา่ ว สานักงานศาลยตุ ิธรรมเหน็ วา่ ผู้อุทธรณ์ได้คัดสานวนคาพพิ ากษาจากศาลจงั หวัดนครปฐม แลว้ จงึ ไม่อนญุ าตใหผ้ ูอ้ ุทธรณ์คัดถ่ายเอกสารดังกล่าว ผู้อุทธรณช์ ี้แจงสรุปความได้ว่า ผอู้ ทุ ธรณ์ใชส้ ิทธขิ ้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครปฐม กรณีที่ผูอ้ ุทธรณ์ร้องเรียนนาย ธ. และนาย ก. ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะใน ศาลจังหวัดนครปฐมวา่ ดาเนินกระบวนการพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1783/2550 โดยไม่ชอบตามพระ ธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 และพิจารณาคดีด้วยความไม่เป็นธรรม โดยขอข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไปยัง สานกั งานศาลยุติธรรมหลายคร้งั แต่ไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามคาขอ ผ้อู ทุ ธรณ์เห็นว่าตนเป็นผู้ได้รับ ความเดือดรอ้ นเสยี หายและไม่ได้รับความเป็นธรรม จงึ ต้องการข้อมูลขา่ วสารเพื่อนาไปปกปอ้ งสทิ ธิของตนต่อไป คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสงั คม การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ และการบงั คับใช้ กฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้มีประเด็นต้องพิจารณาว่า ผู้อุทธรณ์ใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาท่ี กฎหมายกาหนดหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้อุทธรณ์ใช้สิทธิขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครปฐมกรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้ร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดนครปฐมไปยังสานักงานศาลยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2552 และมี การติดตามขอข้อมูลข่าวสารเดิมอีกหลายครั้ง สานักงานศาลยุติธรรมได้ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตาม
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 223 หนังสือ ลับ ที่ ศย 003/49472 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2552 หนังสือ ลับ ที่ ศย 003/57364 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2552 และหนังสือ ลับ ที่ ศย 003/18362 ลงวันที่ 29 เมษายน 2553 โดยหนังสือดังกล่าวมิได้มีการแจ้งสิทธิใน การอุทธรณ์คาสั่งและระยะเวลาในการอุทธรณ์คาสั่งต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ให้ผู้อุทธรณ์ ทราบ ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง กาหนดให้ ระยะเวลาสาหรับการอุทธรณ์หรือโตแ้ ย้งคาสัง่ หากมรี ะยะเวลาสั้นกวา่ หนึ่งปีให้ขยายเป็นหน่ึงปีนับแตว่ ันที่ไดร้ ับ คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น ในกรณีนี้ผู้อุทธรณ์ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ของสานักงานศาลยุติธรรมภายในวันที่ 28 เมษายน 2554 แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้อุทธรณ์มีหนังสืออุทธรณ์ คาสั่งต่อประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เกินหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้อุทธรณ์ได้รับทราบคาสั่งจากสานักงานศาลยุติธรรม ดังนั้น จึงเป็นการใช้สิทธิเกินระยะเวลาท่ี กฎหมายกาหนดไว้ คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และ การบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 37/2561 อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า นาย ก. ผู้อุทธรณ์ ได้มีหนังสือลงวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ถึงคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกเข้า ศึกษาคณะแพทยศาสตร์ โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท และโครงการหนึ่งตาบลหนึ่งทุน เพื่อยืนยันความ โปรง่ ใส เปน็ ธรรมในการสอบคัดเลือกจานวน 3 รายการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สธ 0516.21/4138 ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ถึงผู้อทุ ธรณป์ ฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารโดยให้เหตุผลวา่ เปน็ ข้อมูลปกปิดเน่ืองจากเป็นการ ประชุมลับ และประเพณีปฏิบัติของการสอบคัดเลือกทั่วไป จะไม่ประกาศรายละเอียดทั้งหมดเพราะถือเป็นการ สอบแข่งขัน คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดา้ นสงั คม การบริหารราชการแผ่นดนิ และการบงั คับใช้ กฎหมาย พิจารณาแล้วมีประเด็นต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า กรณีการอุทธรณ์ดังกล่าวครบองค์ประกอบที่ คณะกรรมการฯ จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้อุทธรณ์มีค าขอข้อมูลข่าวสารต่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ เมอ่ื วนั ท่ี 11 ธันวาคม 2558 และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปฏิเสธ การเปิดเผยข้อมูลให้ผู้อุทธรณ์ทราบ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 แต่มิได้แจ้งสิทธิอุทธรณ์ภายในกาหนด ระยะเวลาตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ระยะเวลาการใช้สิทธิ อุทธรณ์คาสั่งไมเ่ ปิดเผยข้อมูลขา่ วสารจึงขยายเป็นหนึ่งปนี ับแตว่ ันที่ได้รับแจ้งคาสั่งดังกล่าวตามมาตรา 40 แห่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่ปรากฏว่าผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์คาสั่งปฏิเสธการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 ซึ่งล่วงเลย ระยะเวลาทีก่ ฎหมายกาหนดไว้ ดังน้ันคณะกรรมการฯ จึงไมส่ ามารถรบั เร่อื งอุทธรณด์ ังกลา่ วไวพ้ จิ ารณาได้ คำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และ การบังคับใช้กฎหมาย ที่ สค 9/2559 อุทธรณ์เร่ืองน้ีได้ความว่า นาย ก. (ช่อื เดิมนาย ข.) ผู้อุทธรณ์ ได้มีหนังสือ
224 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ ถึงประธานคณะกรรมการสอบสวนตามคาสั่งกรมศุลกากร ลับ ที่ 3/2556 ลงวันที่ 25 มกราคม 2556 ขอข้อมูล ข่าวสารเกี่ยวกับเอกสารของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคาสั่งกรมศุลกากร ลับ ที่ 21/2555 ลงวันท่ี 30 พฤษภาคม 2555 กรณีรับรถยนตน์ าเขา้ จากตา่ งประเทศ เฉพาะส่วนท่เี กยี่ วข้องกับผู้อุทธรณ์ กรมศุลกากรมีบันทึก ลับ ที่ กค 0505 (ส)/ล 77 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 แจ้งผู้อุทธรณ์ว่า คณะกรรมการสอบสวนแจ้งว่า คณะกรรมการสบื สวนข้อเท็จจริงซ่ึงเป็นเจ้าของเอกสารไม่เห็นชอบกับการสาเนา เอกสารใหก้ บั ผู้อทุ ธรณแ์ ต่อย่างใด ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ 3 กันยายน 2557 ร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการว่า กรมศลุ กากรไมด่ าเนินการให้ตามที่รอ้ งขอ ตอ่ มาผู้อทุ ธรณล์ งวันที่ 22 มกราคม 2559 ถงึ ประธานกรรมการข้อมูล ข่าวสารของราชการ อุทธรณค์ าสง่ั มใิ หเ้ ปดิ เผยขอ้ มลู ดังกล่าว คณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสังคม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ และการบังคับใช้ กฎหมาย พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้อุทธรณ์มีคาขอข้อมูลข่าวสารโดยไม่ลงวัน เดือน ปี ที่ขอ แต่กรมศุลกากรมี บนั ทึก ลบั ที่ กค 0505 (ส)/ล 77 ลงวนั ที่ 8 กรกฎาคม 2556 แจง้ ผอู้ ทุ ธรณ์ทราบ โดยไม่ได้แจง้ สิทธิอุทธรณ์ แต่ ปรากฏว่า ผู้อุทธรณ์ใช้สิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ และคณะอนุกรรมการได้ให้ คาแนะนาสิทธอิ ุทธรณ์ให้กับผู้อุทธรณ์ทราบนั้น ไม่มผี ลให้เป็นการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป เม่ือผู้อุทธรณ์ ยื่นอทุ ธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ ในวันที่ 22 มกราคม 2559 เกนิ กาหนดระยะเวลาอุทธรณต์ ่อคณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารของราชการภายในกาหนด 1 ปี นับแต่ได้ทราบคาสั่ง ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ 2539 ดงั นั้นคณะกรรมการฯ จึงไม่สามารถรบั เรอื่ งอุทธรณด์ ังกล่าวไวพ้ ิจารณาได้ 2. ความเกี่ยวข้องระหว่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 กับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 การใช้อานาจของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามหน่วยงานตามพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เป็นการใชอ้ านาจทางปกครองประเภทหนึ่ง เชน่ การออกคาสั่งทางปกครอง เช่น การออกคาสั่งปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ การปฏิเสธไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคล ฯลฯ การใช้อานาจทางปกครองของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนี้ รวมถึงพระราช บญั ญตั ิฉบับน้ีได้กาหนดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์โดยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นผู้ พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งก็เป็นการกระบวนการใช้อานาจทางปกครองเช่นกัน ดังนั้นการใช้อานาจทางปกครองของ สององค์กรที่กล่าวมา คือ ทั้งหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐกับคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 จึงสามารถถูกตรวจสอบจากศาลปกครองตาม พระราชบญั ญตั จิ ดั ตั้งศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 225 และบทบัญญัติของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ยังกาหนดให้มีการตรา กฎกระทรวงขึ้น เช่น มาตรา 9 กรณีสิทธิของคนต่างด้าว มาตรา 25 กรณีบุคคลที่มีสิทธิดาเนินการแทนผู้เยาว์ ฯลฯ ซึ่งกฎกระทรวงเป็นกฎประเภทหนึ่งย่อมสามารถถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายจากศาลปกครองได้ เช่นกัน นอกจากนั้น กรณีที่อาจนาไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อาจเป็นกรณีหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรฐั ละเลยต่อหน้าท่ีตามท่กี ฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบตั ิ หรือปฏิบัติหน้าทด่ี ังกลา่ วล่าช้าเกินสมควร รวมถึงการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เรียกว่า กระทาละเมิดทางปกครองจากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ หรือเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐทกี่ ่อให้เกิดความเสียต่อประชาชน ซง่ึ อยู่ในอานาจการพจิ ารณาของศาลปกครองด้วยเช่นกัน ความเกี่ยวข้องของพระราชบัญญัติขอ้ มูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 กับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงมีหลายส่วน และที่สาคัญคือ การนาคดีที่เกี่ยวกับการใช้ อานาจตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ฟ้องต่อศาลปกครอง ผู้เขียนจะได้อธิบายใน สว่ นที่สาคัญ คือ เงอื่ นไขในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และประเภทของการฟ้องคดี เง่อื นไขการฟ้องคดีปกครองทเ่ี กี่ยวข้องกบั พระราชบญั ญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 การนาคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองนั้นมีเงื่อนไขหลายประการที่ศาลปกครองจะรับฟ้องคดีหรือไม่ ตั้งแต่ การพิจารณาว่า บุคคลที่ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ ผู้ฟ้องคดีเป็น ผู้เสียหายหรืออาจได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรือไม่ กระบวนการเยียวยาความเสียหายก่อนฟ้องคดี กาหนด ระยะเวลาการฟ้องคดี ฯลฯ ซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายพร้อมกับยกตัวอย่างคาพิพากษาหรือคาสั่งของศาลปกครอง ประกอบการอธบิ าย 2.1.ผูฟ้ อ้ งคดีและผู้ถกู ฟ้องคดี กรณีแรก ผู้ฟ้องคดีที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 บญั ญัตวิ ่า “ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนอ่ื งจากการกระทำหรือการงดเวน้ การกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรอื เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ ....และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหาย หรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำ บงั คบั ตามท่ีกำหนดในมาตรา 72 ผู้นัน้ มีสิทธิฟอ้ งคดีตอ่ ศาลปกครอง...” ดังนั้น การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นไปตามมาตรา 42 คือ ต้องเป็นผู้ได้รับความ เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ถ้าผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับความ เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลกี เลี่ยงได้ หรือไดร้ ับการแก้ไขเยียวยาความ เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้นั้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะนาคดีมา ฟอ้ งตอ่ ศาลปกครอง
226 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ กรณีนี้สมชัย วัฒนการุณ ได้จาแนกผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือ เสยี หายโดยมอิ าจหลีกเลี่ยงได้ ตามพระราชบัญญตั ิข้อมลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ไวด้ งั น1ี้ 1.บุคคลผู้ขอข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วได้รับการปฏิเสธหรือได้รับ ข้อมูลขา่ วสารไม่ครบถ้วนตามทขี่ อ 2.ผู้มีประโยชน์ได้เสีย จากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการนั้นอาจ กระทบต่อประโยชน์ได้เสีย จึงให้ผู้นั้นคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร หากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่รับคาคัดค้าน โดยจะเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสารดังกลา่ ว 3.ผู้ได้รับผลกระทบจากคาสั่งหรือคาวินิจฉัยให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้แก่ประชาชนตามที่ขอ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลั ยเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อร ั บต าแหน่ งทางวิ ช าการเป็ นรองศาสตราจารย ์ หรื อ ศาสตราจารย์ ขอตรวจดูรายชื่อคณะกรรมการทีท่ าหนา้ ทีป่ ระเมินผลงานทางวชิ าการ เมื่อมีคาสั่งหรอื คาวินิจฉัย ให้เปิดเผยตามคาขอดังกล่าว นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการที่ทาหน้าที่ประเมินผล งานทางวิชาการเห็นว่าหากเปิดเผยรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิอาจมีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรพั ย์สินของคณะกรรมการ จงึ ฟอ้ งคดตี ่อศาลปกครองขอให้เพกิ ถอนคาสัง่ หรอื คาวนิ ิจฉัยให้เปดิ เผยตามคาขอได้ 4.บุคคลผู้เห็นว่าข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนซึ่งหน่วยงานของรัฐจัดเก็บนั้นไม่ถูกต้องตามท่ี เป็นจริง แลว้ ขอใหห้ นว่ ยงานนั้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลขา่ วสารนนั้ แตห่ นว่ ยงานของรฐั ไม่ดาเนินการให้ ตรงตามคาขอ 5.บุคคลผู้ขอข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ แต่หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าหรือละเลยไม่ จดั หาขอ้ มลู ข่าวสารให้ตามทีข่ อ แต่มิไดป้ ฏิเสธไม่เปดิ เผยขอ้ มูลขา่ วสารตามท่ีบคุ คลนั้นขอ 6.บุคคลผู้ตรวจดูข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน แต่หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูล ข่าวสารนน้ั นงิ่ เฉยไมจ่ ัดให้ตรวจดูหรอื ดาเนนิ การโดยลา่ ชา้ 7.บุคคลผู้ไปตรวจดูข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนตรวจค้นได้ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 9 แต่หน่วยงานไม่จัดข้อมูลข่าวสารดังกลา่ วให้ตรวจสอบ หรอื จัดใหไ้ ม่ครบถว้ นตามที่ กฎหมายบญั ญัติ จากทีไ่ ด้กล่าวมา ความเป็นผเู้ สียหายจึงเป็นเง่อื นไขสาคัญในการฟ้องคดีปกครอง ถา้ ไมใ่ ชผ่ เู้ สียหายย่อม ไม่มีสิทธฟิ อ้ งคดีต่อศาลปกครอง ตามคาสงั่ ของศาลปกครองที่เกี่ยวขอ้ ง ดงั ตอ่ ไปน้ี คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 375/2555 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 คณะกรรมาธิการสื่อสารและ โทรคมนาคมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 เชิญผู้ฟ้องคดีไปให้ข้อมลู ข้อเท็จจริง ต่อคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการดาเนินกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (บริษัท อสมท จากัด (มหาชน)) ต่อมาเม่ือ วนั ที่ 11 ธนั วาคม 2552 ผฟู้ อ้ งคดีได้มีหนงั สอื ขอข้อมูลขา่ วสารของราชการจานวน 11 รายการของผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี 2 โดยยื่นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (กรรมการผู้อานวยการใหญ่บริษัท อสมท จากัด (มหาชน)) แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ให้ข้อมลู ตามคาขอแก่ผู้ฟ้องคดี ตอ่ มา วนั ท่ี 24 มกราคม 2553 ผูฟ้ อ้ งคดีไดม้ ีหนงั สือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดี 1 สมชัย วฒั นการุณ,อ้างแล้ว.หน้า 116-117.
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 227 ที่ 1 (คณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการ) เพื่อขอให้มีคาส่ังให้ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 2 เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตาม คาขอ ซ่ึงผู้ฟอ้ งคดียงั ไมไ่ ดร้ ับแจง้ ผลการดาเนินการตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เพื่อขอทราบผลการ พิจารณาตามคาขอของผู้ฟ้องคดีอีกครั้งหนึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าไม่ชอบด้วย กฎหมาย จงึ นาคดีมาฟอ้ งขอใหศ้ าลปกครองมีคาพิพากษาหรือคาสง่ั ให้ผู้ถูกฟอ้ งคดีที่ 1 แจ้งผลการดาเนินการให้ ผู้ฟ้องคดีทราบโดยเร็ว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ถึง 5 ดาเนินการจัดส่งเอกสารราชการตามคาขอพร้อมคารับรอง ให้แก่ผู้ฟ้องคดีคดีโดยเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่ายคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อ หน้าที่ตามทกี่ ฎหมายกาหนดใหต้ ้องปฏบิ ัติหรอื ปฏบิ ัตหิ น้าที่ดังกลา่ วล่าชา้ เกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนง่ึ (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจรงิ ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้อง คดีที่ 4 (ผู้ช่วยกรรมการผู้อานวยการใหญ่บริษัท อสมท จากัด (มหาชน)) ตามหนังสือลงวันที่ 2 มีนาคม 2553 แจง้ ว่า ผูถ้ กู ฟ้องคดีที่ 2 ไดร้ วบรวมสาเนาเอกสารลาดับ 1 ลาดับที่ 3 ลาดับท่ี 4 ลาดบั ท่ี 6 ลาดับที่ 7 และลาดับ ที่ 8 พร้อมรับรองสาเนาเอกสารดังกล่าวไว้ด้วยแล้ว จึงขอให้ผู้ฟ้องคดีมาติดต่อขอรับเอกสารและชาระ ค่าธรรมเนียม สาหรับเอกสารรายการอื่น ๆ นั้น เนื่องจากคาขอเป็นการระบุกว้าง ๆ และเป็นจานวนมากเกิน จาเป็นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ดังนั้น หากผู้ฟ้องคดีประสงค์ที่จะได้รับเอกสารรายการอื่น ๆ ขอให้ผู้ฟ้องคดีมี หนงั สอื แจง้ ขอมาอกี คร้งั โดยระบขุ ้อมูลข่าวสารที่ต้องการใหช้ ัดเจน พรอ้ มเหตุผลในการร้องขอฯ กรณีนี้จึงเห็นได้ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดาเนินการตามคาร้องขอของผู้ฟ้องคดีแล้ว แม้เอกสารบางส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังไม่ได้ ดาเนนิ การให้ตามคาร้องขอของผฟู้ ้องคดี แต่ผ้ถู กู ฟอ้ งคดีท่ี 2 ก็มไิ ด้ปฏเิ สธท่ีจะไม่ดาเนินการตามท่ีผู้ฟ้องคดีร้อง ขอที่จะไม่ดาเนินการ อกี ท้ังผู้ฟ้องคดกี ็ยังมิได้มีการดาเนินการตามท่ีผ้ถู กู ฟ้องคดีท่ี 5 แจง้ แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ดังนั้น ความเดือดร้อนหรือเสียหายตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคาฟ้องได้หมดสิ้นไปแล้ว และไม่มีกรณีที่ศาล จาต้องกาหนดคาบังคับตามมาตรา 72 แห่งพระราชบญั ญัติจัดต้งั ศาลปกครองฯ ให้ผู้ถกู ฟอ้ งคดีท้ังห้าต้องปฏิบัติ หนา้ ท่ตี ามที่กฎหมายกาหนดตามคาขอของผ้ฟู อ้ งคดอี กี จงึ ไมม่ ีเหตุทผี่ ฟู้ อ้ งคดีจะนาคดีมาฟอ้ งต่อศาลปกครอง คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 985/2556 คดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร) กรณีใช้เวลาในการพิจารณาอุทธรณ์ล่าช้า โดยไม่พิจารณาอุทธรณ์เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดี เสียหาย คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟอ้ งคดีไม่พิจารณาอุทธรณ์ ตามหนังสือของผ้ฟู อ้ งคดีลงวันที่ 7 กมุ ภาพันธ์ 2555 ใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในสามสิบวัน อันเป็นเวลาตามท่กี าหนดไว้ ในมาตรา 37 ประกอบกับมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ขอให้ศาลมีคา พิพากษาหรือคาสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกาหนด จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าท่ี ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกาหนดให้ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนงึ่ (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งมาตรา 72 วรรค หนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กาหนดให้ศาลปกครองมีอานาจสั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติ หน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกาหนด ในกรณีที่มีการฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร แต่อย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง
228 | กฎหมายข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ ครบถ้วนตามท่ีผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลกาหนดคาบังคับและภายในขอบอานาจของศาลที่กาหนดให้แล้ว กรณีย่อมถือ ได้วา่ ความเดือดร้อนหรือเสียหายทผ่ี ู้ฟ้องคดีไดร้ ับนั้นได้รับการแก้ไขเยียวยาตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีแล้ว ยอ่ มทาใหเ้ หตุแห่งการฟ้องคดนี ั้นสิ้นสุดลง กรณีที่สอง ผู้ถูกฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ต้องสอดคล้องไป ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่งกาหนดให้ คดที อ่ี ยู่ในอานาจของศาลปกครอง ซงึ่ บัญญตั วิ ่า “ศาลปกครองมีอำนาจพจิ ารณาพิพากษาหรือมีคำส่ังในเรือ่ งดงั ต่อไปน้ี (1)คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายไมว่ ่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือการกระทำอื่นใด (2)คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดใหต้ ้องปฏิบตั ิ หรอื ปฏิบตั ิหนา้ ทด่ี งั กลา่ วล่าชา้ เกินสมควร (3)คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอย่างอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติหรือปฏิบัติ หนา้ ท่ีดังกล่าวลา่ ชา้ เกินสมควร (4)คดีพพิ าทเกย่ี วกับสัญญาทางปกครอง (5)คดีท่มี ีกฎหมายกำหนดใหห้ น่วยงานของรัฐหรอื เจา้ หน้าทข่ี องรฐั ฟอ้ งคดีต่อศาลเพอื่ บังคับให้ บคุ คลตอ้ งกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหน่งึ อยา่ งใด (6)คดพี พิ าทเกีย่ วกบั เรื่องท่ีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง” ดังนั้นบุคคลที่อาจถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ต้องเป็น “หน่วยงานทางปกครอง” ก่อนในเบื้องต้นก่อน หากไม่ใช่หน่วยงานทางปกครอง ศาลปกครองย่อมไม่มีอานาจพิจารณาคดี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวธิ พี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดงั เชน่ คาวนิ จิ ฉยั ของศาลปกครองสูงสุด ดังนี้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 283/2555 ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้อง คดี (ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย) ใช้เวลามากกว่าห้าเดือน ในการแจ้งตอบหนังสือของผู้ฟ้องคดีที่ขอ ตรวจดูและคัดสาเนาขอ้ มูลท่ีรับรองความถูกต้องเกี่ยวกับการกาหนดคณุ สมบตั ิผู้สมคั รเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่ต้องห้ามมิให้มีชื่อในทะเบียนนักศึกษาหรือนิสิตของมหาวิทยาลัยอื่น โดยไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ผู้ฟ้องคดี ประสงค์และเมื่อผฟู้ ้องคดีมีหนังสอื ร้องขอตรวจสอบรายงานการประชุมของผู้ถูกฟอ้ งคดีในระหว่างเวลาห้าเดือน ดงั กล่าว ผู้ถูกฟอ้ งคดกี ลบั เพิกเฉย ผูฟ้ อ้ งคดเี ห็นวา่ การกระทาของผถู้ ูกฟ้องคดขี ดั ขวางการใช้สิทธิตามรฐั ธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย และ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ขอให้ศาลมีคาพิพากษาหรอื คาสั่งให้ผ้ถู ูกฟ้องคดีแจ้งข้อมูลขา่ วสารทผ่ี ฟู้ ้องคดรี ้องขอโดยเร็ว เห็นวา่ ผู้ถกู ฟ้องคดเี ป็นคณะบุคคลท่ีรวมตัวเข้า ด้วยกันตามข้อตกลงว่าด้วยการประชุมอธิการบดีแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2515 มีวัตถุประสงค์เพือ่ ประสานความ
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 229 รว่ มมือระหว่างมหาวิทยาลัย โดยไม่มีบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมายไดม้ อบหมายให้ผู้ถูกฟ้องคดีใชอ้ านาจทางปกครอง หรือให้ดาเนินกิจการทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีจงึ ไม่ใช่หนว่ ยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติ จัดตงั้ ศาลปกครองฯ และมใิ ชค่ ณะบุคคลซ่ึงมีกฎหมายใหอ้ านาจในการออกกฎ คาส่ัง หรือมติใด ๆที่มีผลกระทบ ต่อบุคคล ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมิใช่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจถูกฟ้องต่อศาลปกครองได้ตาม มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญตั เิ ดียวกนั กรณีที่สาม การฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ของการฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งเกี่ยวกับการฟ้องเพิกถอนคาสั่งทางปกครอง เช่น คาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คาสั่งไม่รับฟ้งคาคัดค้าน ดังนั้นการฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ต้องพิจารณาว่า เป็นคาสั่งทางปกครอง หรือไม่ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 155/2551 คดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ ราชการ (ผู้ถูกฟ้องที่ 1) และผู้อานวยการสานักการโยธา กรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องที่ 2) กรณีขอให้ผู้ถูกฟอ้ งท่ี เปดิ เผยข้อมูลขา่ วสารทอี่ ยูใ่ นความครอบครองของสานักการโยธา กรงุ เทพมหานคร จานวน 4 รายการ สานกั การ โยธา กรุงเทพมหานคร ได้แจ้งว่า ไม่มีข้อมูลข่าวสารจานวน 4 รายการ ตามคาขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นวา่ ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 รอ้ งเรียนตอ่ ผูถ้ กู ฟ้องคดีท่ี 1 ต่อมาคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อดาเนินการกรณรี ้องเรียนให้ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการใช้อานาจตามมาตรา 33 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐ ได้มีหนังสือที่ นร 0108/2608 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2550 แจ้งต่อผู้ฟ้องคดีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 760 เลขที่ 762 และเลขที่ 1427 เป็นที่ราชพัสดุมี กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสทิ ธิ์ จึงเชื่อว่า สานักการโยธา กรุงเทพมหานคร ไม่มีข้อมูลข่าวสารตามทีผ่ ้ฟู ้อง คดีร้องเรียน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ไม่มีอานาจแจ้งผลการวินิจฉัยข้อพิพาทในอานาจ หน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เนื่องจากคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร และต้องแจง้ ผลให้ผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี 1 ทราบ ผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ เป็นข้อมูลที่ไม่ผ่าน การพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงขอให้ศาลเพิกถอนคาสั่งแจ้งผลการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดย คณะอนุกรรมการเฉพาะกจิ ฯ ตามหนงั สอื ท่ี นร 0108/2608 ลงวนั ท่ี 29 สงิ หาคม 2550 ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ศาลจะรับคาฟ้องนี้ไว้พิจารณา พพิ ากษาไดห้ รอื ไม่ คดนี ี้ผุ้ฟ้องคดขี อใหศ้ าลมีคาพพิ ากษาหรอื คาสัง่ เพิกถอนหนังสือที่ นร 0108/2608 ลงวนั ท่ี 29 สิงหาคม 2550 ของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ เพื่อดาเนินการกรณีร้องเรียนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อานาจมาตรา 33 พระราชบัญญตั ขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่แจ้งผลการตรวจสอบข้อรอ้ งเรียนของผ้ฟู ้องคดี แต่โดยที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อาศัยอานาจมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 แต่งต้ัง คณะอนกุ รรมการเฉพาะกิจฯขึ้นเพ่ือพิจารณาหรอื ปฏบิ ัติงานอย่างใดอย่างหน่ึงตามท่ผี ูถ้ ูกฟ้องคดีท่ี 1 มอบหมาย
230 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ ตามคาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 5/2546 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2546 ซึ่งกาหนดให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ มีอานาจหน้าท่ีตรวจสอบข้อมูลขา่ วสารของราชการตามขอ้ ร้องเรียนของหน่วยงานของรฐั ท่เี ก่ียวกับเร่ืองร้องเรียน ตามมาตรา 33 สรปุ ผลการตรวจสอบและแจ้งผลให้ผ้รู ้องเรียนทราบตามมาตรา 33 และรายงานให้ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 1 ทราบ เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นข้อร้องเรียนให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อานาจมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ดาเนินการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของราชการตามข้อร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีและ แจง้ ผลการตรวจสอบให้ผฟู้ อ้ งคดีทราบ จงึ เป็นการปฏิบตั ิงานตามท่ีผถู้ ูกฟอ้ งคดีที่ 1 มอบหมายมิใชก่ ารวินิจฉัยส่ัง การอันจะมีผลกระทบต่อสถานภาพสิทธิหรอื หน้าท่ีของผูฟ้ อ้ งคดี จนกวา่ ผู้ถูกฟอ้ งคดีที่ 1 จะมคี าสั่งอย่างใดอย่าง หน่ึงเกีย่ วกับการร้องเรียนของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 33 แหง่ พระราชบัญญัติขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 หนังสือของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ ที่แจ้งผลการตรวจสอบข้อรอ้ งเรียนให้ผูฟ้ ้องคดีทราบจึงไมใ่ ช่คาสั่งทาง ปกครองตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัตวิ ธิ ปี ฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เหตแุ หง่ การฟ้องคดีนี้จึง ยงั ไมม่ ีลักษณะเป็นคดพี ิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบญั ญตั ิจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทศี่ าลปกครองจะรบั ไวพ้ ิจารณาพิพากษาได้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 410/2555 ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดี (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เพื่อขอข้อมูลข่าวสารการจดทะเบียนและรายชื่อคณะกรรมการบรษิ ทั อ. ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้มหี นังสือลงวันท่ี 8 ตุลาคม 2552 แจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีสามารถติดต่อเพื่อคัดลอกเอกสารและต้องชาระค่าธรรมเนียมในการคัดถ่าย เอกสารตามอัตราค่าธรรมเนียมที่ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กาหนดไว้ ณ สานักบริการข้อมลู ธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการคา้ ผู้ฟ้องคดีเหน็ ว่าเป็นการกระทาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้อง เป็นคดีนี้ขอให้ศาลมีคาพิพากษาเพิกถอนหนังสือฉบับดังกล่าว เมื่อพิจารณาหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีลงวันที่ 8 ตลุ าคม 2542 จะเห็นได้วา่ เปน็ เพยี งการแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปคดั เลือกเอกสารและชาระคา่ ธรรมเนยี มในการคัดถ่าย เอกสาร มิไดเ้ ป็นการใชอ้ านาจตามกฎหมายที่จะเป็นการสรา้ งนิตสิ มั พนั ธร์ ะหว่างผูฟ้ ้องคดีกับผูถ้ กู ฟอ้ งคดีในอันท่ี จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพแห่งสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี หนังสือ ฉบับดังกล่าวจึงมิใช่คาส่ังทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และยังไม่ปรากฏว่า หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาการหรืองดเว้นการกระทาอันเป็น การกระทาทางปกครองใดที่เป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีที่จะทาให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือ เสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย อันเนื่องมาจากการกระทาหรือการงดเว้นการกระทาของหน่วยงาน ทางปกครองหรือเจา้ หน้าทข่ี องรัฐ ผู้ฟ้องคดีจงึ ยังมิใช่ผมู้ ีสิทธนิ าคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรค หน่ึง แหง่ พระราชบัญญัตจิ ดั ตั้งศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ผศ.บญุ ชู ณ ป้อมเพ็ชร | 231 2.2.กรณีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือ เสียหายไว้ในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการ ดำเนินการตามขน้ั ตอนและวธิ กี ารดังกลา่ ว เงื่อนไขประเด็นสาคัญอีกประการหนึ่ง คือ บทบัญญัติพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 42 วรรคสอง ซึ่งกาหนดเรื่องเงื่อนไขการฟ้องคดีจะต้องมีการแก้ไข เยียวยาภายในฝ่ายปกครองจนเสร็จสิ้นก่อน เช่น กระบวนการอุทธรณ์คาสั่งทางปกครองหรือกระบวนการ รอ้ งเรยี นกอ่ น จึงจะมสี ิทธฟิ ้องคดีตอ่ ศาลปกครอง มาตรา 42 วรรคสองบัญญตั ิไว้ ดงั นี้ “ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายใน เรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตาม ขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือไม่ได้มีการสั่งการภายใน เวลาอันสมควรหรือภายในเวลาท่กี ฎหมายนนั้ กำหนด” ดังนั้นการฟ้องเพิกถอนคาสัง่ ทั้งหลายของเจ้าหน้าทีข่ องรัฐ เช่น คาสั่งไม่ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ผู้ขอ ข้อมูลข่าวสารไม่สามารถจะนาคาสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครองได้โดยทันที แต่ต้อง กระทาการอุทธรณ์คาสั่งนั้นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารก่อน ถ้าการอุทธรณ์คาสั่งต่อ คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารแล้วไมเ่ ป็นผลตามท่ีผ้ขู อประสงค์ เชน่ คณะกรรมการวินิจฉัยการ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารพิจารณาอุทธรณ์แล้วมีความเห็นยืนตามคาสั่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ขอข้อมูลข่าวสารจึง จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้เพื่อให้ศาลปกครองวินิจฉัย ดังนั้นถ้าไม่ผ่านกระบวนการอุทธรณ์คาสั่งต่อ คณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปดิ เผยข้อมลู ข่าวสาร ศาลปกครองไม่อานาจพจิ ารณาคดแี ละต้องส่งั จาหน่ายคดี รวมทั้งกรณีหน่วยงานของรัฐไม่ดาเนินการตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 13 การนาคดฟี ้องตอ่ ศาลปกครองตอ้ งดาเนินการตามข้ันตอนแก้ไขความเดือดรอ้ นเสียหายกอ่ น คอื ต้องมี การร้องเรยี นไปยังคณะกรรมการขอ้ มูลข่าวสารของราชการเสียก่อน ซึ่งเป็นขัน้ ตอนหรือวธิ ีการสาหรับการแก้ไข ความเดือดรอ้ นหรือเสียหายไว้เสียก่อนจงึ จะฟอ้ งคดีตอ่ ศาลปกครองได้ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 337/2555 ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 10 กันยายน 2550 (กรรมการ ผ้อู านวยการใหญ่ บรษิ ัท อสมท จากดั (มหาชน) ขอข้อมูลขา่ วสารของราชการหลายรายการ แต่ผถู้ กู ฟ้องคดีท่ี 2 มีหนังสือลงวันที่ 12 ตุลาคม 2550 จัดส่งข้อมูลข่าวสารบางรายการให้ผู้ฟ้องคดี และแจ้งว่าไม่สามารถจัดส่ง รายงานการประชมุ สามัญผู้ถอื หุ้นของผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี 1 (บรษิ ทั อสมท จากดั (มหาชน)) ประจาปี 2550 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 และรายงานผลการประชุมดังกล่าวต่อตลาดหลักทรพั ย์ให้แก่ผ้ฟู ้องคดีได้ เน่อื งจากอยู่ระหว่าง ดาเนนิ การเพ่ือให้ที่ประชุมผ้ถู ือหุ้นรับรองความถูกต้อง และหนงั สือของรัฐมนตรเี จ้าสังกัดของผูถ้ กู ฟ้องคดีที่ 1 ท่ี เสนอคณะรฐั มนตรขี อเพ่ิมจานวนกรรมการของผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี 1 เปน็ ขอ้ มลู ทีไ่ มไ่ ด้อยู่ในความครอบครองของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่อาจจัดส่งให้ผู้ฟ้องคดีได้เช่นกัน ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการปฏิเสธไม่จัดส่งขอ้ มลู ดังกล่าวไม่ชอบด้วย กฎหมาย จึงนาคดีมาฟ้องขอให้ศาลปกครองมีคาพิพากษาหรือคาสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจัดส่งรายงานการ
232 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และรายงานผลการประชุมดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพย์พร้อมคา รับรองแก่ผู้ฟ้องคดีโดยด่วน เห็นว่า ผู้ถูก้องคดีที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐ จึงถือเป็นหน่วยงาน ของรฐั ตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตขิ ้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ประกอบกับรายงาน การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัท อสมท จากัด (มหาชน) ประจาปี 2550 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 และ รายงานผลการประชมุ ดังกล่าวต่อตลาดหลักทรัพยซ์ ึ่งถือเป็นข้อมูลข่าวสารของราชการตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 อยู่ในความครอบครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เมื่อผู้ถูก ฟ้องทั้งสองไม่จัดหาข้อมูลดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามที่ได้ยืน่ คาขอ ผู้ฟ้องคดีจะต้องดาเนินการตามขั้นตอนและ วิธีการในการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยจะต้องดาเนินการร้องเรียนกรณีดังกล่าวต่อ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการตามนัยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้มีอานาจ พิจารณาวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองว่า เป็นคาสั่งที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ก่อน และเมื่อคณะกรรมการดังกล่าวมีคาสั่งเป็นประการใดแล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคาสั่งนั้นจึงจะมี สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคาสั่งดังกล่าวได้ อันถือว่าเป็นกรณีที่มีกฎหมายกาหนดขั้นตอน หรือวิธีการสาหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะ เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดาเนินการร้องเรียนต่อ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จึงถือว่าผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ดาเนินการตามขั้นตอนและวิธีการในการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือ เสียหายตามท่กี ฎหมายกาหนด ตามมาตรา 42 วรรคสอง แหง่ พระราชบญั ญัติจดั ต้งั ศาลปกครองฯ ผ้ฟู ้องคดีจงึ ไม่ มสี ิทธินากรณีดงั กล่าวมาฟ้องต่อศาลปกครอง คำสงั่ ศาลปกครองสูงสดุ ที่ 451/2555 เมอ่ื เหตุแห่งการฟอ้ งคดีนี้สืบเนื่องจาการที่ผ้ฟู ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันท่ี 26 สิงหาคม 2554 ขอข้อมลู ขา่ วสารเพิ่มเตมิ โดยมีความประสงค์ท่ีจะขอข้อมูลการไดม้ าซ่ึงข้อมูลข่าวสาร ที่ผู้ถูกฟ้องคดี (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) มีหนังสือลงวันที่ 17 สิงหาคม 2554 แจ้งผลการตรวจสอบข้อมูล ข่าวสารไปให้ผู้ฟ้องคดีไมว่ า่ จะเป็นเอกสารทีผ่ ถู้ กู ฟ้องคดีส่งออกไปและเอกสารตอบกลับของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด และมีหนังสือลงวันที่ 1 กันยายน 2554 ขอข้อมูลข่าวสารจากผู้อานวยการ สถาบันภาษา สงั กดั ผ้ถู กู ฟ้องคดอี กี 3 รายการ แตผ่ ฟู้ ้องคดียังไม่ได้รับข้อมูลขา่ วสารตามหนังสือของผู้ฟ้องคดีทั้ง สองฉบับแต่อย่างใด ดังนั้น หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้ออมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 หรือผู้ถูกฟ้องคดปี ฏิบัตหิ น้าที่ล่าช้า ผู้ฟ้องคดีต้องรอ้ งเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ของราชการตามมาตรา 13 วรรคหนงึ่ แห่งพระราชบญั ญัติดังกล่าว โดยคณะกรรมการต้องพิจารณาเร่ืองร้องเรียน ของผู้ฟ้องคดีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคาร้องเรียน ในกรณีที่มีเหตุจาเป็นให้ขยายเวลา ออกไปได้แต่ต้องแสดงเหตุผลและรวมเวลาทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินหกสิบวัน ทั้งนี้ ตามมาตรา 13 วรรคสอง แห่ง พระราชบญั ญตั ิเดียวกัน การทผ่ี ู้ฟอ้ งคดียังไม่ได้ร้องเรียนตอ่ คณะกรรมการข้อมลู ข่าวสารของราชการ กรณีจึงถือ ไดว้ ่าผูฟ้ อ้ งคดียังไมม่ ีสทิ ธิฟอ้ งคดีตามมาตรา 42 วรรคสอง แหง่ พ.ร.บ. จดั ต้ังศาลปกครองฯ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 450/2545 ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือขอให้อธิบดีกรมธนารักษ์ (ผู้ถูกฟ้องคดี) เปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารในความครอบครองจานวน 5 รายการ ผถู้ ูกฟอ้ งคดแี จง้ ว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีตามคาขอ ผู้
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 233 ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 18 ตุลาคม 2544 อุทธรณ์คาสั่งผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือที่ กค 0401/388 ลงวันที่ 12 พฤษจิกายน 2544 ยืนตามคาสั่งเดิมพร้อมกับแจ้งสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูล ขา่ วสารไปให้ผ้ฟู ้องคดีทราบ ผ้ฟู ้องเห็นวา่ ผถู้ ูกฟอ้ งคดมี เี จตนาไม่สุจริตเป็นการปฏิบัติหน้าท่ีโดยมิชอบ จึงได้ฟ้อง คดตี อ่ ศาลปกครอง คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 บัญญัติขั้นตอน การปฏบิ ัติสาหรับผ้ทู ่จี ะขอข้อมลู ขา่ วสารของราชการและหน่วยงานของรัฐไว้ในมาตราต่าง ๆ สรปุ ไดด้ งั น้ี มาตรา 11 วรรคหน่ึงบัญญตั วิ ่า นอกจากขอ้ มลู ข่าวสารท่ีลงพิมพใ์ นราชกิจจานุเบกษาแล้วหรอื ท่จี ัดไว้ใน ประชาชนเข้าตรวจดูได้แล้ว หรือที่มีการจัดไว้ให้ประชาชนได้ค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูล ข่าวสารอื่นใดของราชการและคาขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ตามสมควร ให้หนว่ ยงานของรัฐผรู้ ับผิดชอบจัดหาข้อมูลขา่ วสารนั้นให้แก่ผขู้ อในเวลาอันสมควร.....ฯลฯ มาตรา 13 วรรคหน่ึง บัญญัติว่า ผู้ใดเห็นว่าหน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 7 หรือไม่จัดข้อมูลข่าวสารให้ ประชาชนเข้าตรวจดูตามมาตรา 9 หรือไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอันควร ผู้นั้นมีสิทธิ ร้องเรยี นต่อคณะกรรมการ.....ฯลฯ และในมาตรา 13 วรรคหนึ่งบญั ญัตวิ ่า ในกรณีหน่วยงานของรัฐปฏิเสธว่าไม่มี ข้อมูลข่าวสารตามที่มีคาขอไม่ว่าจะเป็นกรณีตามมาตรา 11 หรือมาตรา 25 ถ้าผู้มีคาขอไม่เชื่อว่าเป็นความจริง และร้องเรียนต่อคณะกรรมการตามมาตรา 13 ให้คณะกรรมการมีอานาจเขา้ ดาเนนิ การตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ของราชการที่เกี่ยวข้องได้และแจ้งผลการตรวจสอบให้ผูร้ ้องเรยี นทราบ.....ฯลฯ กรณีจึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้กาหนดวิธีการและขั้นตอนสาหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายใน การขอเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นเมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งจากผู้ถูกฟ้องคดีว่าไม่มีข้อมูล ข่าวสารตามที่ขอไป และเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ก็จะต้องร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารของราชการกอ่ น การทผ่ี ฟู้ อ้ งคดอี ้างว่าผู้ถูกฟอ้ งคดีแจ้งสิทธิไมถ่ กู ต้องจึงได้ดาเนินการอุทธรณ์เพือ่ ให้ผู้ถูก ฟ้องคดีพิจารณาทบทวนนั้น การอุทธรณ์ดังกล่าวมิใช่การแกไ้ ขเยียวยาตามขัน้ ตอนหรือวิธีการที่พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กาหนดไว้ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีนาคดีมาฟ้องต่อศาล ปกครอง โดยที่ยังไม่ได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ จึงเป็นการฟ้องคดีที่ขัดต่อ มาตรา 42 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ตามที่ศาล ชั้นต้นมคี าส่ังไม่รบั คาฟอ้ งไวพ้ ิจารณาและจาหน่ายคดีออกจากสารบบความน้นั ชอบแล้ว คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 419/2555 ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดี (คณะกรรมการ ข้อมูลข่าวสารของราชการ) กรณีสานักทะเบียนและประมวลผล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูล ข่าวสารโดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าวเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 และหนังสือร้องเรียนกรณี สานกั งานคณะกรรมการการอุดมศกึ ษาอ้างวา่ ข้อมูลข่าวสารอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐแห่งอ่ืน โดย ผู้ถูกฟอ้ งคดไี ด้รบั หนังสือรอ้ งเรียนดงั กล่าวเมือ่ วันที่ 5 เมษายน 2554 แต่ผูฟ้ ้องคดียังไม่ไดร้ ับแจ้งผลการพิจารณา เรื่องร้องเรียนจากผู้ฟ้องคดี จึงนามาฟ้องคดีต่อศาล เห็นว่า มาตรา 13 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของ
234 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ ราชการ พ.ศ. 2540 ซ่ึงเปน็ กฎหมายเฉพาะกาหนดให้คณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการต้องพิจารณาเร่ือง ร้องเรยี นของผฟู้ ้องคดีให้แล้วเสร็จโดยรวมระยะเวลาการพิจารณาเร่ืองรอ้ งเรียนทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินหกสิบวัน นบั แตว่ นั ที่ไดร้ ับคาร้องเรียน ดังนั้น หากลว่ งเลยกาหนดระยะเวลาดงั กล่าวแล้ว คณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของ ราชการยังพิจารณาเรื่องร้องเรียนไม่แล้วเสร็จ ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องคดีภายในกาหนดระยะเวลาเก้าสิบวันนับแต่ วนั ทพ่ี น้ กาหนดระยะเวลาที่กฎหมายกาหนดให้คณะกรรมการขอ้ มูลข่าสารของราชการพิจารณาให้แล้วเสร็จตาม มาตรา 49 แห่งพ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ สาหรับการร้องเรียนกรณีสานักงานการทะเบียนและประมวลผล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปฏิเสธไม่มีข้อมลู ข่าวสาร ผู้ถูกฟ้องคดีรับเรื่องเม่ือวันที่ 1 เมษายน 2554 ผู้ถูกฟ้องคดี ตอ้ งพจิ ารณาเรือ่ งร้องเรียนใหแ้ ล้วเสร็จภายในวันท่ี 31 พฤษภาคม 2554 หากพจิ ารณาไมแ่ ล้วเสร็จผ้ฟู ้องคดีชอบ ที่จะย่ืนฟ้องคดีนี้ภายในวันที่ 29 สิงหาคม 2554 และการร้องเรียนกรณีสานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ผู้ถูกฟ้องต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 มิถุนายน 2554 หาก พจิ ารณาไมแ่ ลว้ เสร็จ ผ้ฟู อ้ งคดชี อบทีจ่ ะยื่นฟอ้ งคดนี ภ้ี ายในวันท่ี 2 กันยายน 2554 ดังน้นั การทผ่ี ้ฟู ้องคดไี ด้นาคดี มาย่นื ฟอ้ งต่อศาลปกครองช้ันตน้ เม่ือวันท่ี 20 กนั ยายน 2554 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกาหนดระยะเวลาการ ฟ้องคดตี ามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตัง้ ศาลปกครองฯ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 381/2555 ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลมีคาพิพากษาหรือคาสั่งให้เพิกถอน คาสั่งของผูถ้ ูกฟอ้ งคดีที่ 2 (อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ) ตามหนังสือลงวันท่ี 17 มีนาคม 2554 และหนังสือลง วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ที่ปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารราชการ โดยให้ถูกผู้ฟ้องคดีที่ 2 แจ้งรายละเอียด วิธีการคานวณส่วนจัดสรรปริมาณข้าวเพื่อการออกหนังสือรับรองการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปสาหรับปี 2554 ให้แกผ่ ้ฟู อ้ งคดีและให้ผู้ถกู ฟอ้ งคดีท้ังสองรว่ มกนั หรือแทนกันรบั ผิดชดใชค้ ่าเสยี หายแกผ่ ฟู้ อ้ งคดเี ป็นเงนิ 180,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะ ชาระแล้วเสร็จ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคาสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดี พิพาทเกี่ยวกับการกระทาละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคาสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ เปิดเผยรายละเอียดวิธกี ารคานวณส่วนจัดจัดสรรปรมิ าณขา้ วเพอ่ื การออกหนังสือรับรองการส่งออกไปยังสหภาพ ยุโรปสาหรับปี 2554 เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 15 แหง่ พ.ร.บ.ขอ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซ่งึ มาตรา 18 แหง่ พระราชบัญญัติดังกลา่ วกาหนดว่า ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐมีคาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 หรือมีคาสั่งไม่รับฟังคา คัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 ผู้นั้นอาจอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล ขา่ วสารภายในสิบห้าวันนับแตว่ ันท่ีได้รับแจ้งคาส่ังน้ัน จึงเป็นกรณีทีม่ ีกฎหมายเฉพาะกาหนดขั้นตอนและวิธีการ สาหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะที่กาหนดให้ผู้ฟ้องคดีต้องอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคาสั่ง เมื่อข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งรายละเอียดวิธีการคิด คานวณส่วนจัดสรรปริมาณข้าวขาวและข้าวหักก่อนมีการออกประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่อง ผลการ
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 235 จัดสรรปริมาณข้าวเพื่อออกหนังสือรับรองการส่งออกไปสหภาพยุโรปสาหรับปี 2554 พ.ศ. 2554 ลงวันที่ 12 มกราคม 2554 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า รายละเอียดวิธีการคานวณส่วนจัดสรรปริมาณข้าวไปสหภาพยุโรปสาหรับปี 2554 ถือเป็นหลักเกณฑ์การปฏิบัติงานตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการจัดสรรปริมาณข้าวเพื่อออก หนังสือรับรองการส่งออกไปสหภาพยุโรป พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2553 ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ข่าวสารที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมการค้าต่างประเทศ) มีดุลยพินิจที่จะไม่เปิดเผยได้ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 พร้อมกับแจ้งสิทธิการอุทธรณ์คาสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสาร ผู้ฟ้องคดีได้หนังสือลงวันที่ 4 เมษายน 2554 อุทธรณ์คาสั่งไม่อนุญาตดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า เปน็ คาส่ังท่ีไมช่ อบด้วยกฎหมายด้วย พ.ร.บ. วธิ ปี ฏิบตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ของราชการ พ.ศ. 2540 หลงั จากน้ัน ผ้ถู กู ฟอ้ งคดีท่ี 2 ไดม้ หี นังสือลงวันท่ี 18 พฤษภาคม 2554 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีอานาจรับและพิจารณาผลการอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อ ฟ้องคดีเห็นว่าคาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามคาร้องขอของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจะต้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 วรรค สอง และมาตรา 18 วรรค แห่งพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เมื่อผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ปฏิบัติตาม ขั้นตอนหรือวิธกี ารท่ีกฎหมายกาหนดไว้สาหรับการแก้ไขความเดอื ดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ มีสิทธิฟอ้ งคดีตอ่ ศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคสอง แหง่ พ.ร.บ. จดั ต้งั ศาลปกครองฯ คำสงั่ ศาลปกครองสูงสุดท่ี 323/2546 คดีน้ีผูฟ้ อ้ งเป็นอาจารย์ประจาสถาบันราชภัฏราชนครนิ ทร์ได้ทา หนังสอื ถึงอธกิ ารบดีสถาบันราชภัฏราชนครินทร์ (ผ้ถู กู ฟ้อง) ขอดขู ้อมลู ขา่ วสารเก่ียวกับเงินนอกงบประมาณของ โรงแรมบางปะกงปาร์ค โรงอาหารที่ศูนย์สถาบันฯ โรงอาหารที่ศูนย์บางคล้า และสวัสดิการรายรับอื่น ๆ ของ หน่วยงานของสถาบัน และขอให้เปิดเผยข้อมูลพื้นฐานและผลการพิจารณาความดีความชอบประจาปีของ ข้าราชการประจาสถาบัน แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจึงมีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้อานวยการสานักงาน คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องได้ปิดประกาศระบบบัญชีการเงินของหน่วยงานในสถาบันฯ ส่วนกรณีขอให้เปิดเผยข้อมูลการประเมินความดีความชอบประจาปี ผู้ถูกฟ้องคดีได้เปิดเผยเฉพาะข้อมูลคะแนน ขั้นสุดท้าย แต่มิได้เปิดหลักเกณฑ์การประเมินทั้งกระบวนการ ซึ่งไม่เป็นไปตามประสงค์ของผู้ฟ้องคดี ดังนั้นผู้ ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ถึงรองปลัดสานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบสั่งการ สานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ขอให้สั่งให้ผู้ฟ้องคดีเปิดเผยข้อมูลการเงินตามประสงค์ของผู้ฟ้องคดี แต่ ไม่ไดร้ บั หนงั สอื ตอบรับจากรองปลัดสานกั นายกรัฐมนตรจี นถึงปัจจบุ ัน ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะหแ์ ล้วเห็นว่า เหตุทีศ่ าลปกครองช้ันต้นมีคาส่ังไม่รับพิจารณา เน่ืองจากผู้ฟ้อง คดีไม่ได้ดาเนินการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่ง เป็นกรณียังไม่ได้ดาเนินการตามมาตรา 42 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. 2542 จงึ มคี าส่งั ไม่รับอุทธรณ์คาส่งั ไว้พจิ ารณาและใหจ้ าหน่ายคดีออกจากสารบบความ
236 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ 2.3.เขตอำนาจศาลปกครองในการพิจารณา การฟ้องเพิกถอนคาสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐและคาวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เขตอานาจของศาลปกครองในการฟ้องคดีว่าจะฟ้องกรณี ดังกล่าวคดีศาลปกครอง จะฟ้องต่อศาลปกครองใด ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 11 บญั ญัตวิ า่ “ศาลปกครองสงู สุดมอี ำนาจพจิ ารณาพิพากษาคดีดงั ต่อไปนี้ (1)คดพี ิพาทเก่ียวกับคำวนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการวนิ ิจฉยั ข้อพพิ าทตามทีท่ ีป่ ระชุมใหญต่ ลุ าการใน ศาลปกครองสูงสุดประกาศกำหนด” และจากนิยามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 บญั ญัติให้นยิ าม “คณะกรรมการวินจิ ฉัยข้อพิพาท” หมายความว่า คณะกรรมการทจ่ี ัดตงั้ ขน้ึ ตามกฎหมายที่มีการ จดั ตัง้ องค์กรและวิธีพิจารณาสำหรับการวินจิ ฉัยชข้ี าดสิทธิและหนา้ ทต่ี ามกฎหมาย” ซ่ึงศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญชัย แสวงศักด์ิ ไดใ้ ห้คาอธิบาย “คณะกรรมการวินิจฉยั ข้อพพิ าท” ไวว้ ่า2 1.จากคานิยามของ “คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท” ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการ วินิจฉัยข้อพิพาทที่คาวินิจฉัยอาจนามาฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้โดยตรงนั้นต้องมีลักษณะสาคัญ 3 ประการ คอื (1)เปน็ คณะกรรมการท่มี ีการจัดต้งั ข้ึนตามกฎหมาย (2)เปน็ คณะกรรมการท่มี อี านาจหนา้ ท่ีวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิ และหน้าทีต่ ามกฎหมาย (3)มกี ารจดั องคก์ รและวธิ ีพจิ ารณาสาหรบั วนิ ิจฉัยสิทธิหน้าท่ี 2.คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั ข้อพพิ าททมี่ ลี ักษณะขา้ งตน้ ได้แก่ (1)คณะกรรมการข้าราชการบางประเภทในกรณีที่วินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวกับการลงโทษทางวินัย เช่น คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ตามมาตรา 17/ 1 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการ พลเรือนในสถาบันอดุ มศกึ ษา พ.ศ. 2547 (2)คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพต่าง ๆ ในกกรณีที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการประพฤติผิด จริยธรรมหรือจรรยาบรรณหรือมรรยาแห่งวิชาชีพ เช่น คณะกรรมการแพทยสภาตามพระราชบัญญัติประกอบ วิชาชพี เวชกรรม พ.ศ. 2525 (3)คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามกฎหมายเฉพาะเรื่อง เช่น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบญั ญัติควบคมุ อาคาร พ.ศ. 2522 คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปิดเผย ข้อมลู ขา่ วสารตามพระราชบญั ญตั ขิ อ้ มูลขา่ วสารของราชการ พ.ศ. 2540 2 ชาญชยั แสวงศกั ด์ิ,คาอธบิ ายกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวธิ ีพิจารณาคดีปกครอง,(พิมพ์ครั้งท่ี 11) กรงุ เทพฯ : วญิ ญูชน. 2562.หน้า 289-190.
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 237 จากการอธิบายของศาสตราจารยพ์ ิเศษ ดร.ชาญชัย แสวงศกั ด์ิ คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูล ข่าวสารถือเป็นคณะกรรมการวินิจฉัยขอ้ พิพาทประเภทหน่ึง การฟ้องคาวนิ ิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลปกครองจึงอยูใ่ น อานาจของศาลปกครองสูงสุด แตอ่ ย่างไรก็ตาม ท่ีประชมุ ใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดพิจารณาเรอื่ งนี้แล้วมี มติว่ายังไม่สมควรประกาศกาหนดให้คาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทใดเป็นคาวินิจฉัยที่อาจฟ้อง ต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรงได้ ดังนั้น ในขณะนี้ผู้ที่ต้องการโต้แย้งคาวินิจฉัยของคณะกรรมการต่าง ๆ ต่อศาล ปกครอง ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเช่นเดียวกับการฟ้องโต้แย้งคาสั่งทางปกครองของหน่วยงานทาง ปกครองหรอื เจ้าหน้าท่ีของรัฐโดยทั่วไป 2.4.การฟอ้ งต้องยน่ื ภายในกำหนดระยะเวลาการฟอ้ งคดี ระยเวลาในการฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการฟ้องคดีขอใหเ้ พิกถอนคาสัง่ ทางปกครอง ซึ่งพระราชบญั ญัติจัดตั้งศาลปกครองและวธิ ี พจิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 49 บญั ญตั วิ ่า “การฟ้องคดีปกครองจะต้องยืน่ ฟ้องภายในเกา้ สิบวันนับแตว่ ันที่รหู้ รอื ควรรู้เหตแุ ห่งการฟ้องคด”ี ซึ่งกรณีการยื่นต่อศาลปกครองตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เป็นกรณี คาสั่งทางปกครองที่ต้องมีการอุทธรณ์คาสั่งก่อนฟ้องคดีต่อศาลปกครอง หมายความว่า ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องคดีได้ ต่อเมื่อได้ดาเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการสาหรับแก้ไขความเดือดร้อนเสียหายในเรื่องนั้นแล้ว (หมายถึงการ อุทธรณ์) และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้นหรือมิได้สั่งการภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมาย นั้นกาหนด นับว่าเป็นวันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดีแล้วและให้นับระยะเวลาออกไปอีกเก้าสิบวัน ถือเป็น กาหนดระยะเวลาแห่งการฟอ้ งคดี คำสงั่ ศาลปกครองสูงสุดท่ี 554/2546 คดนี ผี้ ู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนต่อผถู้ ูกฟ้องคดี (คณะกรรมการข้อมูล ข่าวสารของราชการ) กรณสี ถานตี ารวจนครบางสามเสนไม่เปิดบันทึกการสอบสวนปากคา (คาให้การ) ของคู่กรณี จานวน 5 คน ซ่ึงคณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสารสาขาสังคม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ และการ บังคับใช้กฎหมายมีคาวินิจฉัยที่ สค 5/2544 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2544 ให้ผู้ฟ้องคดีไปติดต่อขอทราบข้อมูล ขา่ วสารตามคาวินิจฉัย โดยใหเ้ ป็นดุลยพินิจของสถานีตารวจนครบางสามเสนที่จะลบหรือปกปิดช่ือหรือข้อความ ที่อาจทาให้รู้ตัวบุคคลที่ให้ถ้อยคาในสานวนได้ ต่อมาผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 19 มีนาคม 2544 ถึง คณะกรรมการดังกล่าวคัดค้านการลบชื่อหรือปกปิดชื่อเพราะไม่เกิดประโยชน์และมีหนังสือลงวันที่ 22 มีนาคม 2544 ถึงคณะกรรมการดังกล่าวขอคัดการสอบปากคา (คาให้การ) จากสถานีตารวจนครบางสามเสนอีก พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่พอใจที่สถานีตารวจนครบางสามเสนไม่เปิดเผยบันทึกการสอบสวนปากคา (คาให้การ) ของคู่กรณีจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา 18 แห่ง พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้มีคาวินิจฉัยและได้แจ้งให้ผู้ ฟ้องคดีทราบแล้ว คาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นที่สุดตามมาตรา 37 วรรค สอง แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือคัดค้านคาวินิจฉัยของ
238 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ คณะกรรมการดังกล่าวแล้วเมือ่ วันท่ี 19 มีนาคม 2544 แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดว่าหนังสือของผู้ถกู ฟ้องคดีฉบับ ลงวนั ที่ 7 มนี าคม 2544 ผฟู้ ้องคดีได้รบั ทราบวนั ใด แต่การที่ผ้ฟู ้องคดมี ีหนังสอื ลงวันที่ 19 มนี าคม 2544 คัดคา้ น คาวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ถือว่าเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีเป็นอย่างช้าในวันนั้นแลว้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คาวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นคาสั่งทางปกครองทีอ่ าจฟอ้ งต่อศาลปกครอง ได้ ซงึ่ ผู้ถูกฟอ้ งคดไี ม่ไดร้ ะบุวิธกี ารยื่นคาฟ้องและระยะเวลาสาหรบั ยนื่ คาฟ้องไวใ้ นคาส่งั ดงั กลา่ ว ดงั นน้ั ระยะเวลา สาหรับยื่นคาฟ้องจึงขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคาสั่ง ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล ปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคาฟ้องเมื่อวันท่ี 17 ธันวาคม 2545 จึงเป็น การยืน่ คาฟอ้ งทีพ่ ้นกาหนดระยะเวลาหน่ึงปี ไม่ต้องด้วยมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จงึ เปน็ การย่ืนคา ฟอ้ งท่ีพ้นกาหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ศาลปกครองไมม่ อี านาจพิจารณาหรอื มีคาสั่งได้ การทีศ่ าลปกครองช้ันต้น มีคาสัง่ ไม่รบั คาฟอ้ งไว้พิจารณาและใหจ้ าหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้นชอบแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้อง ด้วย คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 281/2553 คดนี ผี้ ฟู้ ้องคดีได้ฟ้องการท่าเรือแหง่ ประเทศไทย (ผ้ถู ูกฟ้อง) ว่า ผู้ฟ้องคดีได้เคยยื่นขอข้อมูลข่าวสารจากผู้ถูกฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูลข่าวสารตามที่ขอ ดังกลา่ ว และผฟู้ ้องคดีได้รอ้ งเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของ ราชการได้มีหนังสือตอบผู้ฟ้องคดีตามหนังสือที่ นร 0107/2072 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546 และหนังสือที่ นร 0107/2947 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 แล้ว ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 หรือคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการมีหนังสือ ตอบแกผ่ ู้ฟ้องคดีท้งั สองฉบับน้ันเป็นคาวนิ ิจฉัยท่ีไมถ่ กู ต้อง ศาลปกครองสูงสุดได้พิเคราะห์คดีนแ้ี ล้วเห็นว่า มาตรา 11 วรรคหนงึ่ แห่งพระราชบัญญตั ิขอ้ มลู ขา่ วสาร ของราชการ พ.ศ. 2540 บญั ญัตวิ า่ นอกจากขอ้ มูลขา่ วสารของราชการท่ีลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาหรือที่จัดไว้ ให้ประชาชนเข้าตรวจดูแล้ว หรือที่มีการจัดให้ประชาชนเข้าค้นคว้าตามมาตรา 26 แล้ว ถ้าบุคคลใดขอข้อมูล ข่าวสารอื่นใดของราชการและคาขอของผู้นั้นระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะเข้าใจได้พอสมควร ให้ หนว่ ยงานของรัฐผ้รู ับผิดชอบจัดหาข้อมูลข่าวสารน้นั ใหแ้ ก่ผขู้ อภายในเวลาอันสมควร เว้นแตผ่ ู้นั้นขอจานวนมาก หรอื บ่อยคร้ังโดยไมม่ เี หตอุ ันสมควร และมาตรา 13 วรรคหน่ึง แห่งพระราชบญั ญัติดงั กล่าวบัญญัติวา่ ผู้ใดเห็นว่า หน่วยงานของรฐั ไม่จัดพมิ พ์ขอ้ มูลขา่ วสารตามมาตรา 7 หรอื ไม่จดั ขอ้ มลู ขา่ วสารไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตาม มาตรา 9 หรือไมจ่ ัดหาขอ้ มูลขา่ วสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 หรือฝา่ ฝนื หรอื ไมป่ ฏิบัติตามพระราชบัญญตั ิน้ี หรือ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือเห็นว่าตนไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้นั้นมีสิทธิร้องเรียนต่อ คณะกรรมการ เว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคาสั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 หรือคาสั่งไม่รับฟังคา คัดค้านตามมาตรา 17 หรือคาสั่งไมแ่ ก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลข่าวสารสว่ นบุคคลตามมาตรา 25 ประกอบ กับมาตรา 42 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจดั ตั้งศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติ ว่า ในกรณีที่มีกฎหมายกาหนดขั้นตอนหรือวิธีการสาหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพช็ ร | 239 โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรือ่ งน้ันจะกระทาได้ก็ต่อเม่ือมกี ารดาเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนัน้ หรือมไิ ด้สัง่ การภายในเวลาอันสมควรหรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกาหนด และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า การฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวนั นับแต่วนั ที่รู้ หรอื ควรรู้เหตุแหง่ การฟ้องคดี โดยข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏตามคาฟ้องและคาอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีส่งใบสาคัญจ่ายเงินค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีรับสภาพหนี้เช็คและต้นขั้วเช็ค หลักฐานการ เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย และหลักฐานการขอคืนภาษี ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือ ที่ กทท 0803/2873 ลงวันที่ 14 พฤษจิกายน 2545 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่า เงินตามสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีพึงได้รับจากกองทุนสงเคราะห์พนักงาน เงิน ค่าตอบแทน เงินค่าชดเชยจากโครงการลาออกก่อนเกษียณอายุ ผู้ถูกฟ้องคดีได้จ่ายไปแล้ว และผู้ฟ้องคดีได้รับ เงินครบถ้วนแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงหมดภาระผูกพันที่จะต้องจ่ายเงินอื่นใดให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามที่อ้างอีก และผู้ถูก ฟ้องคดีไม่มีใบสาคัญจ่ายเงินค่าเสียหายตามที่ผู้ฟ้องคดีขอ จากนั้นผู้ฟ้องคดีจึงได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวต่อ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้มีหนังสือที่นร 0107/2072 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546 และหนังสือที่ นร 0107/2947 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2546 แจ้งผู้ฟ้องคดี อันจะเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้ดาเนินการร้องเรียนคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดี ปฏิเสธว่าไม่มีเอกสารตามที่ผู้ฟ้องคดีขออยู่จริงตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีดาเนินการตามกฎหมายเฉพาะกาหนดขั้นตอนหรือวิธีการสาหรับแก้ไขความ เดอื ดรอ้ นหรือเสียหายในเรอ่ื งดังกลา่ วไว้แล้ว ผูฟ้ อ้ งคดจี ึงเป็นผู้มีสิทธฟิ ้องคดีตามมาตรา 42 แหง่ พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อย่างไรก็ดี หากผู้ฟ้องเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีและ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการดาเนินการไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ผู้ฟ้องจะต้องยื่นฟ้องคดีดังกล่าวตอ่ ศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รูห้ รอื ควรรู้เหตุแห่งการ ฟ้องคดีตามมาตรา 49 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพจิ ารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งใน กรณีนกี้ ค็ ือ วันที่ผ้ฟู อ้ งคดีไดร้ ับหนังสอื จากคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการทั้ง 2 ฉบับ ในปี พ.ศ. 2546 ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีนาคดีมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2552 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดี เมื่อพ้นกาหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกาหนด ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคาฟอ้ งน้ีไวพ้ ิจารณาได้ 2.5 ประเภทคดีอื่นตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ที่ สามารถฟอ้ งตอ่ ศาลปกครอง การฟ้องคดีต่อศาลปกครองในคดีที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารทางปกครองยังมีคดีประเภทอื่นอีกเช่น การ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรอื ปฏิบตั ิหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 (2) เช่น กรณีการดาเนินการที่ลา่ ช้าใน การดาเนนิ การทจ่ี ะค้นหรอื เปิดเผยข้อมูล หรือการละเวน้ ดาเนินการของคณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการ ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มาตรา 13 และมาตรา 33 ผู้ขอให้เปิดเผยข้อมูล ข่าวสารอาจฟ้องต่อศาลปกครองตามมาตรา 9 (2) ได้เชน่ เดยี วกัน
240 | กฎหมายขอ้ มลู ข่าวสารของทางราชการ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 150/2548 ตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของราชการฯ บัญญัตใิ หอ้ านาจคณะกรรมการข้อมูลขา่ วสารของราชการ (ผูถ้ ูกฟอ้ งคด)ี เข้าดาเนินการตรวจสอบ ขอ้ มูลข่าวสารของราชการที่เก่ียวข้องได้ แตห่ ากขอ้ เทจ้ จรงิ จากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการพิจารณาและ ให้ความเห็นเรื่องร้องเรียนมเี พียงพอทีจ่ ะประกอบการพจิ ารณาเรือ่ งร้องเรยี น ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่จาเป็นต้องเขา้ ไป ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอีกและเม่อื พิจารณาจากเอกสารท่ีผูฟ้ อ้ งคดอี ้างยนื ยันถงึ การมอี ยูข่ องทะเบียนผู้เช่าที่ราช พัสดุรายนาย ช. คือ ประกาศกรมธนารักษ์ที่ประกาศให้ทราบว่า นาย ช. ได้ประสงค์จะขอรับสิทธิการเช่าที่ราช พัสดุนี้สืบแทนนาง ล. รวมทั้งใบเสร็จค่าธรรมเนียมการรับโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุแทนนาง ล. รวมทั้ง ใบเสรจ็ รับเงินคา่ ธรรมเนียมการรับโอนสิทธิการเชา่ ท่ีราชพัสดุ ซง่ึ เอกสารดงั กลา่ ว ส่อให้เหน็ ว่าน่าจะมีการจัดทา ทะเบียนผู้เช่าตามผู้ฟ้องคดีร้องขอต่อผู้ถูกฟ้องคดีให้พิจารณาตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้แจ้ง ตอบถึงการไม่มีอยู่ของทะเบียนผู้เช่าที่ผู้ฟอ้ งคดีร้องเรียนไว้โดยไม่มีเหตุผลหักล้างการมีอยู่ของประกาศกรมธนา รกั ษ์และเอกสารอกี 2 ฉบบั ซ่งึ สอ่ ใหเ้ ห็นถึงการมีอยู่ของทะเบียนผู้เช่าทีร่ าชพัสดุอันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขท่ี 209 รายนาย ช. ดังนั้น จึงเหน็ ไดว้ า่ การพิจารณาวา่ ไมม่ ีขอ้ มูลขา่ วสารตามทผ่ี ฟู้ ้องคดรี ้องเรยี นเป็นการพจิ ารณาท่ีผู้ถูก ฟ้องคดียังมิได้ใช้อานาจตามมาตรา 33 ประกอบกับมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการฯ เพ่อื เข้าไปตรวจสอบข้อมูลข่าวสารท่ีอยู่ในความครอบครองของกรมธนารักษ์ให้ได้ความชัดแจ้งครบถ้วนเสียก่อน ย่อมถือได้ว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกาหนดให้ปฏิบัติ จึงสมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาคา ร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยการเข้าไปตรวจสอบด้วยวิธีการใด ๆ ในข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองของ กรมธนารักษใ์ หไ้ ด้ความชัดแจ้งครบถ้วนก่อนจะพิจารณา โดยให้ระบเุ หตผุ ลทห่ี ักล้างการมอี ย่ขู องเอกสารที่ผู้ฟ้อง อ้างถึงท้งั 3 ฉบับ ซึ่งสอ่ ใหเ้ หน็ วา่ มีทะเบียนผเู้ ชา่ ตามท่ีผฟู้ ้องคดีร้องขอใหพ้ ิจารณาตรวจสอบ ท้งั นี้ ให้มีการจดั ทา ผลการพิจารณาเป็นคาวนิ ิจฉัยตามมาตรา 84 แหง่ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 อัน เนื่องด้วยผู้ถูกฟ้องคดใี ช้อานาจพิจารณาตามมาตรา 13 แห่งพระราชบญั ญตั ิข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ซึ่งเป็น การพิจารณาวินิจฉัยในฐานะคณะกรรมการวนิ ิจฉยั ข้อพิพาท พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาคาร้องของผ้ฟู ้อง คดี และแจ้งผลการพจิ ารณาให้ผู้ฟอ้ งคดีทราบภายใน 60 วัน นบั แตว่ นั ทีม่ คี าพิพากษา หรือกรณีการกระทาละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจากการใช้อานาจตาม กฎหมาย เช่น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทีท่ าให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง บุคคลนั้นสามารถฟ้อง ตอ่ ศาลปกครองใหช้ ดใชค้ วามเสียหายในฐานะท่ีเป็นการละเมิดทางปกครอง 3.พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act B.E. 2562) ตามที่ได้กล่าวมา พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ได้มีบทบัญญัติถึงการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบครองของส่วนราชการใน มาตรา 15 (5) มาตรา 15 (6) และมาตรา 24 โดยหลักการว่า “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น” เพื่อเป็นการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
ผศ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร | 241 อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15 (5) ยังกาหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลยพินิจ (Discretion) ว่าจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนั้นหรือไม่ โดยคานึงถึงการปฏิบัตหิ น้าท่ีตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของเอกชนท่ี เกี่ยวข้องประกอบกันด้วย แต่ในปัจจุบันประเทศไทยมีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ขึ้นใช้บังคับเป็นการเฉพาะและยังมีผลครอบคลุมถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในความครอบ ครองหรือ ควบคมุ ดูแลของหน่วยงานของรัฐข้ึนมาอีกฉบับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ได้ตราขึ้นใช้บังคับนั้นมีที่มาเนื่องจากสหภาพ ยุโรป (European Union: EU) ได้ออกข้อกาหนด (ของสหภาพยุโรป) 2016/679 แห่งสภายุโรปและที่ประชุม ยุโรป ลงวันที่ 27 เมษายน 2016 ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลธรรมดาในกรณีที่เกีย่ วข้องกบั การประมวลผลข้อมลู ส่วนบุคคลและวา่ ด้วยการเคล่อื นย้ายขอ้ มูลดังกลา่ วโดยเสรี และการยกเลิกคาส่ัง 95/46/EC (ข้อกาหนดท่ัวไปว่า ด้วยการคุ้มครองข้อมูล- GDPR ( General Data Protection Regulation)3 เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล บังคับใช้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้แก่การส่งข้อมูลภายในประเทศสมาชิก สหภาพยุโรปเท่านั้น ยังมีผลบังคับกับประเทศอื่นที่ต้องติดต่อหรือรับส่งข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนใน ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Cross-Border Data Transfer Issues) ทาให้ประเทศอื่นนอกสหภาพยุโรป จาเป็นต้องมีมาตรการคมุ้ ครองข้อมลู ส่วนบุคคลท่ีเหมาะสมและมมี าตรฐานเช่นเดียวกันด้วย การไมม่ กี ฎหมายเฉพาะ (Specific) ทีค่ ้มุ ครองข้อมลู ส่วนบคุ คล (Privacy Data) ไม่เพยี งจะส่งผลกระทบ ต่อความน่าเชื่อถือในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรปซึ่งมีการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ถ้าหากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความสอดคล้องไปกับกฎหมายของสหภาพยุโรป ย่อมไม่ได้รับความเชื่อมั่นและถูก กีดกันจากกลมุ่ ประเทศในสหภาพยโุ รปที่เปน็ คู่ค้า รวมถงึ ประเทศอื่น ๆ ที่ไดม้ กี ารพฒั นากฎหมายคุ้มครองข้อมูล ข่าวสารสว่ นบุคคลไปกอ่ นแล้ว ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีสารสนเทศที่ข้อมูลเป็นเรื่องที่มีความสาคัญ การ บนั ทกึ หรอื จดั เก็บขอ้ มลู ต่าง ๆ ด้วยคอมพวิ เตอรห์ รือเทคโนโลยอี ื่น ขอ้ มลู ทจ่ี ัดเกบ็ ไม่เฉพาะส่วนความลับทางการ ค้า ยังรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลธรรมดา การเก็บ การใช้ การเก็บรักษา ฯลฯ ที่ไม่มีระบบที่ดีหรือไม่มี กฎหมายคุ้มครองย่อมเกิดการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากเหตุผลท้าย พระราชบัญญัติคมุ้ ครองขอ้ มลู สว่ นบคุ คล พ.ศ. 2562 ก็จะเห็นความจาเป็นของกฎหมายนี้ว่า เนอื่ งจากในปัจจุบัน มีการล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจานวนมากจนสร้างความเดือดร้อนราคาญหรือ ความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมลู ส่วนบุคคล ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทาให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการล่วงละเมิดดังกล่าว ทาได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว ก่อให้เกิดความ เสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยเหตุผลตามที่ได้กล่าวมา สมควรกาหนดใหม้ กี ฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล 3 Privacy Thailand, GDPR ฉบับภาษาไทย, กรงุ เทพฯ : P.Press, 2563. หน้า 1.
242 | กฎหมายขอ้ มลู ขา่ วสารของทางราชการ ส่วนบุคคลเป็นการทั่วไปขึ้น เพื่อกาหนดหลักเกณฑ์ กลไก หรอื มาตรการกากับดแู ลเก่ียวกับการให้ความคุ้มครอง ขอ้ มูลส่วนบุคคลที่เปน็ หลักการทั่วไป พระราชบัญญตั ฉิ บับน้มี ีการแบ่งเป็น 7 หมวด คือ หมวดทหี่ น่งึ คณะกรรมการค้มุ ครองข้อมลู ส่วนบุคคล หมวดที่สอง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หมวดที่สาม สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หมวดที่สี่ สานักงาน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หมวดที่ห้า การร้องเรียน หมวดที่หก ความรับผิดทางแพ่ง หมวดที่เจ็ด บทกาหนดโทษ ในเบื้องต้น ผู้เขียนจะอธิบายในส่วนเนื้อหามาตราที่มีความสาคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล สว่ นบคุ คล พ.ศ. 2562 โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวขอ้ งกับภาครัฐที่ต้องประมวลผลขอ้ มูลส่วนบุคคล (กรณีภาคเอกชน จะไม่ขอกลา่ ว ณ ท่นี ี้ เพราะผู้เขียนมุ่งอธิบายเฉพาะความเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เท่านั้น) และจะอธิบายเปรียบเทียบพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 กับ พระราชบญั ญัตคิ มุ้ ครองขอ้ มูลสว่ นบคุ คล พ.ศ. 2562 รวมทั้งความทบั ซ้อนของพระราชบัญญัตขิ ้อมูลขา่ วสารของ ราชการ พ.ศ. 2540 และพระราชบญั ญตั ิค้มุ ครองขอ้ มูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หลังจากที่ใชบ้ ังคบั 3.1.เนื้อหาของพระราชบญั ญตั คิ ้มุ ครองข้อมลู ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พระราชบญั ญัตคิ มุ้ ครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บัญญัตขิ ้นึ โดยมงุ่ การคุ้มครองสิทธิข้ันพื้นฐานของ บุคคลธรรมดาในเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลของเขา สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลต้องได้รับความคุ้มครองจากการ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล แต่สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลก็ไม่ใช่สทิ ธิแบบสัมบูรณ์เพราะสิทธินี้ยังมีส่วนเกี่ยวโยง กับเรื่องอื่น ๆ เช่น ความมั่นคง หรือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่อย่างไรกฎหมายนี้ก็กฎหมายที่มี ประโยชน์ที่จะคมุ้ ครองและป้องกันการใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ท้งั นเ้ี นือ่ งจากมีการครอบครองข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลในทั้งบริษัทเอกชนและหน่วยงานของรัฐเป็นจานวนมากและมีการใช้ การเปิดเผย การโอน ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันทางการค้าที่มีการใช้ข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลมากขึ้น การค้มุ ครองสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลมีความจาเป็นที่จะต้องมีมาตรฐานอย่างเดียวกัน ปจั จุบนั ประเทศไทยได้ตรากฎหมายคุม้ ครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นและเป็นเร่ืองท่ีใหมม่ ากของประเทศไทยและยัง ครอบคลุมถงึ หนว่ ยงานของรัฐอีกด้วย ผู้เขยี นจึงขออธบิ ายถงึ กฎหมายฉบับน้ีในเบ้ืองต้น ดังนี้ 1.ความหมายของข้อมูลข่าวสารส่วนบคุ คล พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา 6 ได้นิยามความหมายของข้อมูลส่วน บุคคลว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซ่ึงทำให้สามารถระบุตัวบุคคลน้ันได้ไม่วา่ ทางตรงหรือทางออ้ ม แต่ไม่รวมถึงข้อมลู ของผถู้ ึงแก่กรรมโดยเฉพาะ” ส่วนคาว่า “บุคคล” พระราชบญั ญัตคิ ้มุ ครองขอ้ มูลสว่ นบคุ คล พ.ศ.2562 มาตรา 6 ไดน้ ิยามความหมาย ว่า “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดา
ผศ.บุญชู ณ ปอ้ มเพช็ ร | 243 จากนิยามของคาว่า ข้อมูลส่วนบุคคล พบว่าความหมายข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มุ่งคุ้มครองเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลธรรมดา ซึ่งคาว่า บุคคลธรรมดา (Natural Person) นั้นพระราชบญั ญัตินี้ไมไ่ ด้นิยามความหมายไว้ โดยท่ัวไปคาว่า บุคคลธรรมดา หมายถงึ คนที่มี สิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย จึงเน้นไปที่คนหรือมนุษย์ที่มีชีวิต ไม่รวมถึงนิติบุคคล (Juridical Person) ที่ จัดตง้ั ข้ึน เชน่ บรษิ ทั หา้ งห้นุ ส่วน สว่ นคาวา่ “ทท่ี าให้ระบุตัวผนู้ ั้นท้ังทางตรงหรอื ทางอ้อม” จึงหมายความวา่ ขอ้ มลู นั้นสามารถระบุ “อัต ลักษณ์” หรอื “คณุ สมบตั ิเฉพาะ” สามารถทาให้เขา้ ใจได้ว่าเป็นของบุคคลใด แมร้ ะบุหรอื ไม่ระบุถึงตัวตนก็ไม่ใช่ สาระสาคัญ เช่น ชอื่ เลขประจาตัว ฯลฯ หรอื ข้อมลู น้นั อาจเชือ่ มโยงกับขอ้ มูลอ่ืนเพื่อนาไปสู่การระบุตวั บุคคลได้ ดังน้ันรูปแบบของข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีความหลากหลายอาจอยู่ในรูปแบบของเอกสารหรือจัดเก็บใน ระบบคอมพวิ เตอรห์ รืออุปกรณ์อ่นื ใดก็ตาม ตวั อย่างทีเ่ ปน็ ข้อมลู ส่วนบุคคล4 1.ชอ่ื -นามสกลุ หรือช่อื เล่น 2.เลขประจาตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง เลขบัตรประกันสงั คม เลขใบอนุญาตขับขี่ เลขประจาตัว ผู้เสียภาษี เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต (การเก็บเป็นภาพสาเนาบัตรประชาชนหรือสาเนาบัตรอื่น ๆ ที่มี ข้อมลู สว่ นบุคคลทก่ี ลา่ วมายอ่ มสามารถใชร้ ะบตุ ัวบุคคลไดโ้ ดยตัวมันเองจึงเปน็ ขอ้ มูลสว่ นบคุ คล 3.ท่ีอยู่ อเี มล์ เลขโทรศัพท์ 4.ข้อมูลอปุ กรณห์ รอื เคร่อื งมือ เชน่ IP Address, Mac Address, Cookie ID 5.ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปใบหน้า ลายพิมพ์นิ้วมือ ฟิล์มเอกซเรย์ ข้อมูลสแกนม่านตา ข้อมลู อตั ลักษณ์เสยี ง ข้อมลู พนั ธกุ รรม 6.ข้อมลู ระบทุ รพั ยส์ ินของบุคคล เชน่ ทะเบียนรถยนต์ โฉนดทด่ี นิ 7.ขอ้ มูลท่ีสามารถเช่ือมโยงไปยังข้อมูลข้างต้นได้ เช่น วนั เกดิ และสถานที่เกิด เช้ือชาติ สัญชาติ น้าหนัก ส่วนสูง ข้อมลู ตาแหนง่ ทอี่ ยู่ (Location) ขอ้ มูลการแพทย์ ขอ้ มลู การศึกษา ข้อมูลการเงนิ ข้อมูลการจา้ งงาน 8.ขอ้ มูลหมายเลขอ้างอิงที่เก็บไว้ในไมโครฟิล์ม แมไ้ มส่ ามารถระบุไปถึงตัวตนได้แต่หากใช้ร่วมกับระบบ ดัชนีข้อมูลอกี ระบบหนึง่ ก็จะสามารถระบุไปถึงตัวบุคคลได้ ดงั นน้ั ขอ้ มลู ในไมโครฟิลม์ จงึ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล 9.ข้อมลู การประเมินผลการทางานหรอื ความเห็นของนายจา้ งตอ่ การทางานของลูกจา้ ง 10.ขอ้ มลู บนั ทกึ ต่าง ๆ ท่ใี ช้ติดตามตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ ของบคุ คล เช่น log file 11.ขอ้ มลู ท่ีสามารถใช้ในการคน้ หาขอ้ มูลส่วนบุคคลอ่ืนในอินเทอร์เน็ต 2.ความหมายของผคู้ วบคมุ ข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) พระราชบญั ญัติค้มุ ครองขอ้ มูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา ๖ ได้นยิ ามความหมายของผู้ควบคุมข้อมูล ส่วนบุคคลว่า หมายความวา่ 4 Thailand Data Protection Guideline 2.0 แนวปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมลู ส่วนบุคคล,โรงพิมพแ์ ห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ตุลาคม 2562, หน้า 26.
244 | กฎหมายข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ “บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล สว่ นบคุ คล” จากนยิ ามทาให้เห็นว่าผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหมายถึง ผูป้ ระกอบการหรือผ้มู ีอานาจตัดสินใจในการ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนขอบเขตของพระราชบัญญัติฉบับนี้บังคับใช้กับทั้งบุคคลหรือนิติบุคคล โดยไม่ จากัดว่าจะบงั คับใชก้ บั เอกชนเท่านน้ั เม่อื บญั ญตั วิ ่าบังคับใชก้ ับท้ังบุคคลหรอื นติ ิบุคคล โดยไม่นยิ ามว่าเป็นบุคคล ในกฎหมายเอกชนหรอื กฎหมายมหาชน จงึ หมายความว่า ท้งั หน่วยงานของรัฐหรือเอกชน 3.ความหมายของผปู้ ระมวลผลขอ้ มลู ส่วนบุคคล (Data Processer) พระราชบัญญัติคมุ้ ครองขอ้ มลู ส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา ๖ ได้นยิ ามความหมายของผู้ประมวลข้อมูล ส่วนบุคคลวา่ หมายความวา่ “บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการ ดงั กลา่ วไม่เปน็ ผู้ควบคุมข้อมลู ส่วนบุคคล” จากนิยามผู้ประมวลผลข้อมูลจงึ เป็นผู้บริการทาหน้าที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปดิ เผยข้อมูลตามคาสั่งของ ผคู้ วบคมุ ส่วนการประมวลผลข้อมูล หมายความว่า การดาเนินการหรือชุดการดาเนินการใด ๆ ซึ่งกระทาต่อ ข้อมูลส่วนบุคคลหรือชุดข้อมลู ส่วนบคุ คล ไม่ว่าจะโดยวิธีการอัตโนมตั ิหรือไม่ เช่น การเก็บ บันทึก จัดระบบ จัด โครงสร้าง เก็บรักษา เปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยน การรับ พิจารณา ใช้ เปิดเผยโดยการส่งต่อ เผยแพร่ หรือ กระทาการอนื่ ใดซง่ึ ทาให้เกิดความพรอ้ มใชง้ าน การจดั วางหรอื ผสมเขา้ ด้วยกัน การลบ หรอื การทาลาย5 จากนิยามข้างต้น ตัวอย่างที่พอจะให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เช่น การจัดเก็บข้อมูลข่าวสารขอ ง นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อเป็นฐานข้อมูลนักศึกษาหรือการจัดท าบัตรผ่านเข้า -ออก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ( CMU. Smart City) ซึ่งต้องมีการเก็บข้อมลู จากนักศึกษาหรือผู้ทาบัตรผ่านเข้าออก (ใน ฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล-Data Subject) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะนิติบุคคลก็จะทาหน้าที่เป็นผู้ ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ซึ่งเป็นผู้ตัดสินในการเอาข้อมลู ส่วนบคุ คลนั้นมาใช้ในเร่ืองไหนและ จะเอามาใช้อย่างไรตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดขึ้น ส่วนผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ( Data Processer) เปรียบเสมือนผู้ช่วยเหลือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลข้อมูลซึ่งผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ต้อง ดาเนินการตามความต้องการของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สาหรับข้อมูลของนักศึกษาที่ต้องดาเนินการอาจ ได้แก่ สานักทะเบียน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรภายใน หรือกรณีการจัดทาบัตรผ่านเข้าออก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อาจให้บริษัทซง่ึ เปน็ บคุ คลภายนอกมาดาเนินการประมวลผลข้อมูล ซ่ึงเก่ียวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เชน่ ทะเบยี นรถ เวลาและจานวนการเข้า-ออกมหาวิทยาลัยของบุคคลใดบุคคล 5Thailand Data Protection Guideline 2.0 แนวปฏบิ ัตเิ กยี่ วกบั การคุม้ ครองข้อมลู สว่ นบุคคล,โรงพมิ พ์แห่ง จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ตลุ าคม 2562, หน้า 20.
ผศ.บญุ ชู ณ ปอ้ มเพ็ชร | 245 หน่งึ ภาพกล้องวงจรปิด ล้วนแลว้ แต่เป็นขอ้ มูลส่วนบุคคลทั้งสิ้นท่ีบรษิ ัทจะนาเอาข้อมูลส่วนบุคคลนี้ไปใช้ในการ ดาเนินการตรวจการเขา้ -ออกมหาวิทยาลัย 4.การคมุ้ ครองข้อมูลขา่ วสารส่วนบุคคล พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา 19 บัญญัติคุ้มครองเจ้าของข้อมูลส่วน บุคคลโดยกาหนดให้ผ้คู วบคุมข้อมูลส่วนบุคคลท่ีจะกระทาการเก็บรวบรวมข้อมูล นาขอ้ มลู มาใช้ หรือจะเปิดเผย ข้อมูลนั้นจะต้องขอความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นก่อน ซึ่งต้องมีการแจ้งก่อนหรือ ขณะท่ีมกี ารเกบ็ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยการขอความยินยอมน้ันต้องทาโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือหรือจะทาผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้การจัดเก็บต้องคานึงถึงความเป็นอิสระของเจ้าของข้อมูลในการให้ความยินยอม อีกทั้งต้อง แจ้งวัตถปุ ระสงคใ์ นการจัดเก็บขอ้ มลู การใชข้ อ้ มูล รวมท้งั เปิดเผยขอ้ มูลสว่ นบุคคล เจ้าของข้อมูลสว่ นบุคคลสามารถถอนความยนิ ยอมเมื่อใดกไ็ ด้โดยต้องถอนความยินยอมโดยง่าย ไม่เกิด ภาระขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค และถ้าจะเกิดผลกระทบกับการยินยอม ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น การถอนความยินยอมไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลที่ได้เปิดเผยไปใน ระหวา่ งใหค้ วามยนิ ยอมท่ผี า่ นมา 6 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องทาการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล ตามวัตถุประสงค์ที่ได้ แจ้งไว้เท่านั้น ตามหลักที่เรียกว่า หลักวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง ห้ามิให้นาข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ผิด วัตถุประสงค์ตามที่ได้แจ้งไว้กับเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องมี ความชัดเจนว่าจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลนั้นไปเพื่ออะไร เช่น การจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของนักศึกษาเพ่ือ วัตถุประสงค์ในการเข้ารับศึกษาต่อของมหาวิทยาลัยจึงต้องจัดเก็บผลการศึกษาในระดับมัธยมปลาย ห้ามเก็บ รวบรวม ใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลที่แตกต่างไปจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเว้นหากมีการเปลี่ยนแปลง วตั ถปุ ระสงค์ และขอความยนิ ยอมแลว้ 7 กรณีเป็นผู้เยาว์ยังซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ พระราชบัญญัตินี้ได้ให้ความคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกบั GDPA ท่ีกลา่ วถึง ข้อมูลสว่ นบคุ คลของผู้เยาว์ไว้ว่า8 “ผู้เยาวส์ มควรไดร้ ับการคมุ้ ครองเป็นพิเศษในกรณีท่ีเกี่ยวข้องกับขอ้ มูลส่วนบุคคล จากการท่ีผู้เยาว์อาจ ตระหนักได้น้อยกว่าถงึ ความเสี่ยง ผลที่จะตามมา และการคุ้มครองท่ีเกีย่ วข้องและสิทธิของตนเองทีเ่ กีย่ วกับการ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล การคุ้มครองเฉพาะดังกล่าวควรบังคับใช้กับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์โดยเฉพาะ เพ่ือวัตถปุ ระสงค์ในการทาการตลาดหรือสร้างการเปน็ ที่ร้จู กั หรอื โพรไฟลผ์ ู้ใช้และการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลใน ด้านที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เมื่อใช้บริการที่ถูกเสนอให้กับผู้เยาว์โดยตรง การยินยอมของผู้รับผิดชอบในฐานะ 6 พระราชบัญญตั คิ ุ้มครองข้อมูลสว่ นบคุ คล พ.ศ.2562, มาตรา 19 7 พระราชบัญญัตคิ ุ้มครองขอ้ มูลสว่ นบุคคล พ.ศ.2562, มาตรา 21 8 Privacy Thailand, GDPR ฉบับภาษาไทย, กรงุ เทพฯ : P.Press, 2563. หน้า 20.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272