เอกสารอา้ งอิง กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2546). พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพมิ่ เติม ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติการศกึ ษาภาคบงั คับ 2545. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์อกั ษรไทย. _______. (2552). รายงานการวจิ ยั เรื่อง ภูมปิ ญั ญาท้องถิ่นกบั การพัฒนาหลักสูตรและการจดั การเรยี นการสอน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย. _______. (2552). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พช์ มุ ชนสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย. ชวลติ ชูกำแพง. (2550). การพัฒนาหลักสูตร. มหาสารคาม: มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. เดอื นเพ็ญพร ชยั ภักด.ี (2559). การพฒั นาหลกั สูตรท้องถิ่นเพอ่ื ถา่ ยทอดภูมิปัญญาทอผา้ ไหม. วารสารวิจัยและพฒั นา มหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรมั ย์ ปีท่ี 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2559 ฉบับพิเศษ หนา้ 173-182. บญุ เลีย้ ง ทุมทอง. (2553). การพัฒนาหลกั สตู ร. กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประสาท เนืองเฉลิม. (2546). วทิ ยาศาสตร์ศึกษากับภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ . วารสารศนู ย์บรกิ ารวชิ าการ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . 11(2). 65–68. _______. (2554). หลักสูตรการศึกษา. พิมพ์ครง้ั ที่ 2. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พชั รี ผลโยธิน. (2548). ประมวลสาระชดุ วิชา การจัดประสบการณส์ ำหรบั เดก็ ปฐมวัย หน่วยท่ี 1. นนทบรุ ี: มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. ไพฑูรย์ สนิ ลารตั น์. (2524). ปรชั ญาและจดุ มงุ่ หมายของการอดุ มศกึ ษา. กรุงเทพฯ: แผนกอดุ มศึกษา คณะครศุ าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . วิจิตร ศรีสอา้ น. (2544). ทรัพยากรการบริหารการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพาณชิ . Thomas, Estes H. (2004). Strategies for Reading to Learn Graph Organizers. Retrieved May 17, 2020, from http://curry.edschool.virginia.edu/go/readquest/edis771/ grph_Org.html. เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชยั ภูมิ 74
แผนบริหารการสอนประจำบทท่ี 5 การพัฒนาหลกั สตู รสถานศึกษา หัวข้อเนือ้ หาประจำบท 5.1 ความหมายของการพฒั นาหลักสูตรสถานศกึ ษา 5.2 จุดมงุ่ หมายของหลกั สตู รสถานศึกษา 5.3 ความสำคญั ของบริบททางสงั คมในชุมชนทอ้ งถิน่ กับการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษา 5.4 ลักษณะและองคป์ ระกอบสำคญั ของการจดั ทำหลกั สูตรสถานศกึ ษา 5.5 กระบวนการออกแบบและฝกึ ปฏบิ ตั ิการจัดทำหลกั สูตรสถานศกึ ษา บทสรุป แบบฝึกหัดทา้ ยบท เอกสารอา้ งองิ วัตถุประสงค์ เมอื่ ผู้เรยี นศกึ ษาบทเรยี นน้แี ลว้ สามารถ 1. อธิบายความหมายของหลักสตู รสถานศกึ ษาได้ 2. บอกจดุ มงุ่ หมายและบทบาทของหลกั สูตรสถานศึกษาได้ 3. ระบอุ งค์ประกอบสำคัญของการจดั ทำหลักสูตรสถานศึกษาได้ 4. ออกแบบและฝึกปฏิบัติการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้แบบ จุลภาคได้ วธิ ีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. วธิ สี อน 1.1 วิธสี อนแบบอภิปราย 1.2 วิธีสอนแบบบรรยาย 1.3 วธิ ีสอนแบบกลมุ่ เรียนรู้ 1.4 วิธสี อนแบบปฏิบัติจริง 2. เทคนิคการสอน 2.1 การใชค้ ำถาม 2.2 กระบวนการกล่มุ 2.3 การเรยี นรู้ผา่ นของจริง/ตัวอยา่ ง 3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ขน้ั นำ 3.1 ผู้สอนเชอ่ื มโยงเนือ้ หากับบทเรียน พร้อมแจง้ จุดประสงค์การเรยี นรู้ เนื้อสาร กิจกรรม การเรียนรูแ้ ละชิน้ งานท่ีจะเกดิ ข้นึ ในการเรยี นรู้ครั้งน้ีด้วย Power Point ขั้นสอน 3.2 ผู้สอนบรรยายเก่ียวกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้วย Power Point เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฎชยั ภูมิ
76 พร้อมซกั ถาม 3.3 นักศึกษาและผู้สอนร่วมกันสรุปเขียนแผนภูมิข้ันตอนการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา สำหรบั เป็นตัวตรวจสอบในการปฏิบัติการสร้างหลักสูตร 3.4 ผสู้ อนบรรยายการเกย่ี วกบั องค์ประกอบหลกั สตู รสถานศึกษาพรอ้ มกบั ยกตวั อย่าง 3.5 นักศึกษาเข้ากลุ่มตามความสนใจ กลุ่มละ 5-6 คน ลงมือปฏิบัติจัดทำหลักสูตร สถานศกึ ษาแต่ละองค์ประกอบไปพรอ้ ม ๆ กับการฟงั คำอธบิ ายของผูส้ อน 3.6 กลุม่ นำเสนองาน สมาชกิ ในห้องร่วมกันอภิปรายซกั ถาม ผสู้ อนเติมเต็มความรู้ ขั้นสรุป 3.7 ผู้สอนสรุปประเด็นสำคัญและข้อพึงระวังในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้วย Power Point พร้อมซักถาม 3.8 นกั ศกึ ษาสรุปองคค์ วามรหู้ รอื ประสบการณ์ท่ีได้จากการจดั ทำหลักสตู รสถานศึกษา 3.9 นกั ศกึ ษาทำแบบฝึกหัดทา้ ยบท ส่อื การเรียนรู้/แหลง่ เรยี น 1. เอกสารประกอบการสอน เรื่องการพฒั นาหลักสตู ร 2. Power Point หวั ข้อท่ีบรรยายเรอ่ื ง การพัฒนาหลกั สตู รสถานศกึ ษาท่ีสอดคล้องกับบรบิ ทท้องถ่ิน 3. ใบงาน และตัวอยา่ งใบงาน เรอ่ื ง การพฒั นาหลักสตู รสถานศกึ ษา 4. ตำรา หนังสือเรยี นเกีย่ วกบั การพัฒนาหลกั สตู รสถานศกึ ษาทสี่ อดคล้องกบั บริบทท้องถนิ่ 5. เวบ็ ไซต์ทางการศึกษา การพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษาท่ีสอดคลอ้ งกบั บริบทท้องถ่นิ 6. บทเรยี นออนไลน์ รายวชิ า การพัฒนาหลกั สูตร การวดั ผลและการประเมินผล 1. สงั เกตการตอบคำถามและตง้ั คำถาม 2. สงั เกตจากการอภปิ ราย ซักถาม และการแสดงความคิดเห็น 3. วดั เจตคติจากการสังเกตพฤติกรรมความกระตือรอื รน้ ในการทำงาน 4. กิจกรรมและคุณภาพของงาน 5. ประเมนิ ผลจากการทำแบบฝกึ หดั ท้ายบท เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชัยภูมิ
77 บทท่ี 5 การพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษา จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาในระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานในสถานศึกษาซ่ึงเป็นแหล่ง แสวงหาความรู้ของผู้เรียน จำเป็นจะต้องมีหลักสูตรของตนเองเรียกว่า หลักสูตรสถานศึกษาดังที่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 27 วรรค 2 กล่าวไว้ว่าให้สถานศึกษา ขั้นพ้ืนฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรสถานศึกษา จากหลักสูตรแกนกลางและในส่วนท่ีเก่ียวกับ สภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพ่ือเป็นสมาชิกที่ดีของ ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าจุดมุ่งหมายในส่วนของหลักสูตรแกนกลาง ท่ีจัดโดยกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปอย่างกว้าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสถานศึกษา ข้นั พื้นฐานจะได้นำไปจัดทาสาระของหลักสูตรในส่วนที่เก่ียวกบั สภาพปญั หาในชุมชนและสงั คม สำหรับ ใช้ในการเรียนการสอน ให้เหมาะสมกับสภาพบริบทของสถานศึกษานั้น ๆ ต่อไป ซึ่งเป็นข้อกฎหมายท่ี สถานศึกษาต้องไปดำเนินการในบทน้ีจะกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อปูพ้ืนฐาน ไปสู่ความรู้ความเข้าใจในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถ่ินสมดัง เจตนารมณ์ของการจัดการศึกษาดังที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับท้องถ่ินของตนจะทำให้ผู้เรียนไม่เกิดความแปลกแยกกับท้องถ่ิน สามารถดำเนินชีวิตและพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงรอบ ๆ ตัว การเปิดโอกาสให้บุคลากรในท้องถ่ินเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอนเป็นการประสานความสัมพันธ์ ท่ดี ีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นการผนึกกำลังร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์พฒั นาทางการศกึ ษาและท้องถ่ิน ให้เจริญก้าวหน้าตามความต้องการและเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ท้ังทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วฒั นธรรม ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาทีม่ ่นั คงและย่ังยืน 5.1 ความหมายของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เป็นแนวทางการจัดการศึกษาในโรงเรยี นที่หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้เป็นแนวทางเพ่ือจัดการสอนให้ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิตได้ โดยถือว่าผู้เรียนสำคัญท่ีสุด ทั้งน้ีสถานศึกษาต้องจัดทำสาระของ หลักสูตรและต้องบริหารจัดการหลักสูตรในสถานศึกษาด้วยตนเองซึ่งความหมายของการพัฒนา หลกั สูตรน้ันไดม้ นี กั วิชาการ เสนอแนวคดิ ไว้ ดงั นี้ แฮร์ริสัน (Marsh and others, 1990: 40) ให้ความหมายของการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียนว่า (1) เป็นแผนงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (2) เป็นส่ิงท่ีสามารถนาไปปฏิบัติได้จริง (3) เป็นประสบการณ์ ท่ีผู้เก่ียวข้องได้ทราบ ทั้ง 3 ข้อ มีความเกี่ยวข้องกัน เพ่ือให้หลักสูตรได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับ สภาพและความต้องการของผเู้ รยี นมากยงิ่ ขึน้ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545: 27–28) ได้ระบุว่าหลักสูตรสถานศึกษาเป็นการจัด สภาพเรียนรู้ และมวลประสบการณ์ท้ังหลายท่ีสถานศึกษาแต่ละแห่งได้วางแผนเพ่ือพัฒนาผู้เรียนโดย จะต้องจัดทำสาระท้ังรายวิชาที่เป็นพื้นฐานและรายวิชาที่ต้องการเรียนเพิ่มเติมเป็นรายปีหรือรายภาค เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลักสูตร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชยั ภักดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ชัยภมู ิ
78 จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จากมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเปน็ ส่วนประกอบทส่ี ำคัญของการจดั ทำหลกั สตู ร บุญเลี้ยง ทุมทอง (2555: 3) กล่าวว่าพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาคือ แผนประสบการณ์หรือ แผนการจัดการเรยี นการสอนทเี่ กดิ จากการตัดสนิ ใจร่วมกันระหว่างบุคลากรท้ังภายในและภายนอกของ โรงเรียนเพอ่ื กำหนดการเรียนรู้ของนักเรยี น มกี ารวางแผนนาไปใช้ และประเมนิ ผลร่วมกัน จากความหมายดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาคือการจัดทำ หลักสูตรการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนาผู้เรียนไปสู่มาตรฐาน ครูผู้สอนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำ หลักสูตรจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องมาตรฐานและกระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่ อิงมาตรฐานเป็นอย่างดี ซ่งึ กระบวนการพฒั นาหลักสูตรตลอดแนว ตงั้ แต่ระดับชาติ ระดบั ท้องถ่นิ ระดับ สถานศึกษา ตลอดจนถึงระดับชั้นเรียนจะต้องเน้นและยึดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นหลักและเป็น เป้าหมายสำคัญเพราะเป็นขั้นตอนของการนาสิ่งที่คาดหวังในระดับชาติ ไปก่อให้เกิดผลในการพัฒนา ผู้เรยี น การกระจายอำนาจทางการศึกษาให้สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนา ภารกิจ ร่วมตัดสินใจ จัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาไปสู่มาตรฐานการศึกษาที่ พึงประสงค์เกี่ยวกับหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่3) พ.ศ. 2553 มาตรา 27 ระบุว่า ให้คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานเพ่ือความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติการ ดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ และในวรรคที่สองของมาตรานี้ระบุว่า ให้สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานมีหน้าท่ีจัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง ในส่วนท่ี เก่ียวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็น สมาชกิ ท่ดี ขี องครอบครัว ชุมชน สงั คมและประเทศชาติ หลักสูตรสถานศึกษา เป็นหลักสูตรท่ีมีหุ้นส่วนการทำงานร่วมกันของบุคคลภายในสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาและชุมชนที่มีการวางแผนและออกแบบหลักสูตรท่ีครอบคลุมภาระงานการ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกด้านของสถานศึกษา การกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน จึงเป็นเป้าหมายของคุณภาพการศึกษาอันเป็นแนวทางการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ ภูมิสังคม คือ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งเป็นมวลประสบการณ์ท่ีจะเกิดขึ้นกับ ผเู้ รียนตามศกั ยภาพของแตล่ ะบุคคล คุณลักษณะอันพึงประสงค์จะเป็นหลักยึดในการออกแบบหลักสูตร คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หมายถึง การแสดงลักษณะเฉพาะที่เด่นของผู้เรียน เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรเป็นลักษณะที่ จะต้องบ่มเพาะผู้เรียน เช่น การคิด การใฝ่รู้ การตรงต่อเวลา ความมีวินัย จิตสาธารณะโดยเฉพาะ คณุ ลักษณะด้านความซือ่ สัตย์สุจริต ดงั พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวความวา่ “ความ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐานของความดีทุกอย่าง เด็ก ๆ จึงต้องฝึกฝนอบรมให้เกิดมีขึ้นในตนเองเพื่อจักได้ เติบโตขึ้นเป็นคนดีมีประโยชน์และมีชีวิตท่ีสะอาดท่ีเจริญม่ันคง” พระพรำหนักจิตรลาดารโหฐาน 18 เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชัยภูมิ
79 พ.ย. 2530 คุณลักษณะอันพึงประสงค์เหล่านี้ จะถูกบ่มเพาะและหลอมรวมเป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน แต่ละบคุ คลผ่านกระบวนการบรหิ ารจดั การหลักสตู รสถานศกึ ษา 5.2 จุดมงุ่ หมายของหลกั สตู รสถานศกึ ษา กรมวิชาการ (2545: 5–6) ได้ระบุว่า จุดมุ่งหมายและบทบาทของหลักสูตรสถานศึกษาสรุปได้ ดังนี้ 5.2.1 จุดมงุ่ หมายทสี่ ำคัญของหลักสตู รสถานศึกษา มีดังนี้ 1) หลักสูตรสถานศึกษาควรพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้อย่างมีความสุข เพ่ือให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะการเรียนรู้ท่ีสำคัญ ๆ มีกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล มีโอกาสใช้ข้อมูล สารสนเทศและเทคโนโลยีสื่อสาร หลักสูตรสถานศึกษาควรส่งเสริมจิตใจที่อยากรู้อยากเห็นสร้างความ ม่ันใจและใหก้ าลงั ใจในการเรียนรู้ และเป็นบคุ คลท่ีสามารถเรียนร้ไู ด้ตลอดเวลา 2) หลักสูตรสถานศึกษาควรส่งเสริมการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ จริยธรรมสังคมและ วัฒนธรรม โดยเฉพาะพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจและศรัทธาในความเชื่อของตน ความเชื่อและ วฒั นธรรมที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อตัวบุคคลและสังคม สถานศึกษาต้องพัฒนาหลักคุณธรรมและความ อิสระของผู้เรียนให้มีความพร้อมในการเป็นผู้บริโภคที่ตัดสินใจแบบมีข้อมูลและเป็นอิสระรวมทั้งเข้าใจ ในความรับผิดชอบที่มตี อ่ สังคมโดยรวม 5.2.2 บทบาทของหลกั สตู รสถานศกึ ษา มีดงั นี้ 1) เป็นข้อกำหนดท่ีทุกคนในสถานศึกษาต้องปฏิบัติตามเพ่ือพฒั นาผู้เรยี นให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานที่กำหนด และพัฒนาให้สอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ และความต้องการของผู้เรียน สอดคลอ้ งกบั สภาพของสถานศึกษาและความตอ้ งการของท้องถิ่น 2) เป็นเอกสารท่ีบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานต่าง ๆ มีไว้ใช้ประโยชน์ในกรณีที่ต้องการ ศกึ ษาการจัดการศกึ ษาของสถานศกึ ษา 3) เป็นเอกสารท่ีใช้ประกอบการประเมินคุณภาพภายนอกเพ่ือประเมินให้สอดคล้องกับ สภาพการปฏบิ ตั ิจริงของสถานศกึ ษา หลักสูตรสถานศึกษาเป็นหลักสูตรบูรณาการที่ผู้เรียนและครูร่วมกันสร้างข้ึนเพ่ือมุ่งเน้นให้ ผูเ้ รียนเรียนจากชีวิตจริง เรยี นแล้วเกิดการเรยี นรสู้ ามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตอย่างมีคุณภาพและเป็น สมาชิกท่ีดีของสังคมอย่างมีความสุข การเรียนการสอนจำต้องสอนตามความต้องการของผู้เรียน (ประสาท เนืองเฉลิม. 2546: 65–68) โดยครูเป็นผู้แนะนำ ผู้เรียนเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้ส่งเสริม สนับสนุนและผู้ใช้ การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียนสามารถนาความรู้ไปใช้ใน ชวี ิตประจำวนั ได้อยา่ งแทจ้ รงิ การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและการเรียนการสอนให้เชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้ ทุกองค์ประกอบของหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นเน้ือหาสาระที่สอน กิจกรรมการเรียนรู้ช้ินงาน/ภาระงานที่ ผู้เรียนต้องปฏิบัติ เกณฑ์การวัดประเมินผล ต้องเช่ือมโยงสะท้อนสิ่งที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนในมาตรฐาน เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภักดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ชัยภูมิ
80 การเรียนรู้ ดังนั้น ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนท่ีมีคุณภาพผู้เกี่ยวข้องและครูผู้สอนต้อง วิเคราะห์ คำสำคัญ (Key word) ว่ามาตรฐานและตัวชี้วัดนั้นระบุว่านักเรียน ควรรู้อะไร และทำอะไรได้ หรือต้องการให้ผู้เรียนมีเจตคติ ค่านิยมอะไร ข้อมูลจากการวิเคราะห์นี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนด องค์ประกอบอื่น ๆ ของหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนต่อไป ซ่ึงต้องเก่ียวเนื่องและ สัมพันธ์กับบริบททางสังคมของชุมชนในท้องถ่ินเช่นกัน ก่อนท่ีจะกล่าวถึงบริบททางสังคมของชุมชนใน ท้องถิ่นท่ีมีความสำคัญเป็นอย่างไรกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษานั้น ผู้เขียนขอนำเสนอแผนภูมิ ความสัมพันธ์ของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้ผู้อ่านได้รู้ว่าผลลัพธ์ท่ีจะได้คืออะไรมีกระบวนการอย่างไร ขอบเขตเนื้อหาอยู่ตรงไหน เพื่อให้ผทู้ ี่ มีส่วนเก่ียวข้องเข้าใจการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอนได้ตามเป้าหมายและ เกดิ มาตรฐานการเรียนร้ตู อ่ ไป ดังแสดงในภาพ 5.1 (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2552: 11) เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภมู ิ
81 วิสยั ทศั น์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึง่ เป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุลท้ังทางด้าน ร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึก ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข มีความรู้ และมีทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชพี และการศึกษา ตลอดชวี ติ โดยมุ่งเนน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคญั บนพ้นื ฐานความเช่อื วา่ ทกุ คนสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ จดุ หมาย 1. มคี ุณธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มที่พึงประสงค์ เหน็ คณุ ค่าของตนเอง มวี ินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาท่ตี นนับถอื ยดึ หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 2. มีความรู้อันเปน็ สากลและมคี วามสามารรถในการสื่อสาร การคดิ การแกป้ ญั หา การใช้เทคโนโลยี และมีทกั ษะชวี ติ 3. มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตทีด่ ี มสี ขุ นิสบั และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาส่ิงแวดล้อม มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งทำประโยชน์ และสรา้ งส่ิงที่ดีงามในสังคม และอยรู่ ่วมกันในสังคม อยา่ งมคี วามสขุ สมรรถนะความสำคัญของผ้เู รยี น คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. ความสามารถในการส่ือสาร 2. ความสามารถในการคดิ 1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 2. ซอ่ื สัตย์ สจุ รติ 3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต 3. มวี ินัย 4. ใฝเ่ รียนรู้ 5. ความสามารถในการ 5. อยอู่ ย่างพอเพียง 6. มุ่งมัน่ ในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8 มจี ิตสาธารณะ มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชีว้ ดั 8 สาระการเรียนรู้ กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รียนรู้ 1. ภาษาไทย 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 1. กจิ กรรมแนะแนว 2. คณิตศาสตร์ 6. ศิลปะ 2. กิจกรรมนกั เรียน 3. วทิ ยาศาสตร์ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3. กจิ กรรมเพอื่ สังคมและสาธารณประโยชน์ 4. สังคมศึกษา 8. ภาษาต่างประเทศ คณุ ภาพผ้เู รียนระดบั การศึกษา ภาพท่ี 5.1 ความสัมพันธข์ องการพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียนตามหลกั สูตรแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ทม่ี า (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2552, หน้า 11) จากความสัมพันธ์ของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน ดังภาพนั้น โรงเรียนต้องดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาที่เป็นกระบวนการท่ีต้องอาศัยการมี ส่วนร่วมของฝ่ายต่าง ๆ อาทิ ฝ่ายบริหาร ครูผู้สอน ผู้ปกครอง ชุมชน โดยทั่วไปนั้นจะมีการดำเนินการ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชยั ภมู ิ
82 ใน 2 ลักษณะ คือ (สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. 2551: 35) 1. ดำเนินการในระดับสถานศึกษา คือ ให้โรงเรียนดำเนินการโดยองค์คณะบุคคลต่าง ๆ ในระดับสถานศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการเพื่อ พิจารณาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา รวมท้ังแนวปฏิบัติต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เช่น ระเบียบการวัดและ ประเมนิ ผล รวมทง้ั พิจารณาแบบบันทกึ และรายงานผลการเรยี น ซึ่งตอ้ งใชร้ ว่ มกนั ในสถานศึกษานัน้ ๆ 2. ดำเนินการในระดับชั้นเรียน คือ ให้โรงเรียนดำเนินการโดยครูผู้สอนแต่ละคน ในการ ออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดการเรียนการสอน เพ่ือให้สอดคล้อง เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซ่ึงอาจมีความแตกต่างกัน ดังน้ัน จึงมีความเป็นไปได้ท่ีครูผู้สอนรายวิชาเดียวกัน ระดับช้ันเดียวกันอาจ พิจารณาออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้ทแ่ี ตกต่างกันได้ เพราะผู้เรยี นทคี่ รูแต่ละคนรับผิดชอบนนั้ อาจมีความ ต้องการและความสามารถแตกต่างกัน ดังนั้น กิจกรรมการเรียนรู้หรืองานท่ีมอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติ สอ่ื การสอน หรือวธิ กี ารวดั และประเมินผลอาจต้องปรบั ให้เหมาะสมกับผ้เู รยี นแต่ละกลมุ่ 5.3 ความสำคัญของบริบททางสงั คมในชุมชนท้องถิ่นกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา บริบท หมายถึง ส่ิงท่ีอยู่แวดล้อมหรือกำกับอยู่โดยรอบและเป็นตัวช่วยให้รู้ความหมายหรือ เขา้ ใจเรือ่ งราวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหน่ึง ๆ (อรณุ ีประภา หอมเศรษฐี. ม.ป.ป.) ส่วนคำวา่ สังคมก็คือ กลมุ่ คน ท่ีอยู่รวมกัน มีความสัมพันธ์กัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีระเบียบกฎเกณฑ์ และความเช่ือถือท่ีสำคัญ ๆ ร่วมกัน ตลอดจนมคี วามสัมพันธร์ ะหว่างบุคคลกันเอง และระหว่างบุคคลกับกล่มุ สังคม ดังน้ัน ถา้ จะรวม คำว่า “บริบท” กับคาว่า “สังคม” มาเป็น “บริบททางสังคม” น่าจะให้ความหมายว่า เป็นส่ิงแวดล้อม หนึ่งท่ีเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนกลุ่มหน่ึงท่ีอาศัยอยู่รว่ มกันจนเกิดเป็นระเบียบวัฒนธรรม ความเชื่อที่สำคัญท่ี ใช้และปฏิบัตริ ่วมกัน โดยได้ร่วมกนั ปฏิบตั ิจนกลายเป็นสงั คมในทีท่ ี่ส่วนหนึ่งหรอื แหง่ หนึ่ง หรือถ้าอีกนัย หนึ่งบริบททางสังคม น่าจะหมายถึง ภาคส่วนต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับสังคมนั้น ๆ ซึ่งน่าจะมองภาพภาค ส่วนใหญ่เขา้ ด้วยกันในแต่ละสังคม ก็คือมี 6 ระบบ ได้แก่ (1) ด้านการเมือง (2) ด้านเศรษฐกิจ (3) ด้าน สาธารณสขุ (4) ดา้ นการศึกษา (5) ด้านศาสนาและความเช่ือ และ (6) ดา้ นวัฒนธรรม บริบททางสังคมควรเกี่ยวข้องกับคนกลุ่มหน่ึงที่มาอยู่ในสังคมหน่ึง มีสิ่งแวดล้อมเดียวกัน โดยรอบ ๆ ของคนกลุ่มนั้น ๆ อันมีความสัมพันธ์กัน พึ่งพาอาศัยกัน มีระเบียบกฎเกณฑ์ ความเช่ือ และวัฒนธรรมเดียวกัน ที่ยึดถือร่วมกันเป็นสำคัญ ซึ่งถ้าจะแยกไปแล้วแต่ละสังคมน่าจะมีวัฒนธรรมท่ี สามารถแบ่งได้ท้ังวัฒนธรรมทางวัตถุและวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุคือ 1) วัฒนธรรมทางวัตถุ (Material Culture) ได้แก่ สิ่งประดิษฐ์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ท่ีเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ และการ ประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์ และ 2) วัฒนธรรมที่ไม่เก่ียวข้องกับวัตถุได้แก่ ค่านิยม อุดมการณ์ แนวความคิด หรือแบบแผนปฏิบัติต่าง ๆ ที่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มว่ามีความเหมาะสม เรียกอีกนัยหน่ึง ว่า วัฒนธรรมทางจิตใจ ในยุคปัจจุบันบริบททางสังคมจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา เพราะโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท้องถ่ิน ดังน้ัน ชุมชน ผู้ปกครอง จึงมีส่วนร่วมใน การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนเพ่อื กอ่ ให้เกิดผลดีแกน่ กั เรียนหลายประการไดเ้ ช่นกนั ดังนี้ 1. เป็นการนาทรัพยากรมาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์สูงสุด 2. ครู เด็ก และผ้ปู กครองไดท้ ากิจกรรมรว่ มกัน ได้ลงมอื ปฏิบัติจรงิ (Learning by Doing) เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชยั ภูมิ
83 3. มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกนั และกัน 4. สร้างความภาคภูมิใจและมเี จตคติที่ดตี ่อกนั 5. มีการประสานสมั พันธก์ นั สามารถเสนอแนวคิดการนำบริบททางสังคมในชุมชนทอ้ งถนิ่ สมั พันธก์ ับหลักสูตรสถานศึกษาได้ ดังภาพที่ 5.2 วเิ คราะหป์ ัจจัยนำเขา้ ท่ีอ่านหนงั สอื พิมพ์ ตลาดสดชุมชน จากบรบิ ทสภาพจรงิ ประวตั ิตำบล/หมบู่ ้าน สถานีอนามัย หมอดนิ ตำบล ของตนเอง บุคคลสำคญั ศูนย์ศิลปะ วฒั นธรรมประเพณี ภมู ิปญั ญาทอ้ งถิ่น วดั โบราณสถาน/ภมู ิปญั ญาท้องถ่ิน วัด โบราณสถาน/วตั ถุ สงิ่ แวดลอ้ ม ทรัพยากร ของกิน ของใช้ อาชพี ในชมุ ชน ฯลฯ กรอบทศิ ทางหลกั สตู รแกนกลาง วิสัยทัศน/์ หลักการ/จดุ หมาย/มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนร/ู้ จดุ ประสงค/์ สาระการเรียนรู้ สรา้ งหลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รสถานศึกษาที่สอดคล้องกับความ ตอ้ งการของทอ้ งถน่ิ /บริบทสังคมชุมชนใน ทอ้ งถนิ่ นำหลกั สตู รไปใช/้ ประเมินการใช้ โรงเรียน ครู นักเรยี น พ่อแม/่ ผปู้ กครอง ชุมชนมีส่วนร่วม ภาพท่ี 5.2 การนำบริบททางสงั คมในชมุ ชนท้องถิ่นสัมพันธ์กับหลกั สูตรสถานศึกษา ทีม่ า (http://www.pbn2.obec.go.th/think/be2) 5.4 ลกั ษณะและองค์ประกอบสำคัญของการจัดทำหลักสตู รสถานศึกษา ลักษณะของหลักสตู รสถานศกึ ษา วิชัย วงษใ์ หญ่ (2550) สรุปไว้ ประกอบด้วย ดังน้ี 1) วิสยั ทัศน์ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
84 2) พนั ธกจิ 3) คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 4) จดุ หมาย 5) โครงสรา้ ง 6) คำอธบิ ายรายวิชา 7) หน่วยการเรียนรู้ 8) กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี น 9) ระเบียบการวัดและประเมินผล 10) คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รสถานศึกษา เอกสารส่วนน้ีเรียกว่าหลักสูตรฉบับโรงเรียน (Curriculum) ซ่ึงเป็นส่ิงที่สถานศึกษาคาดหวัง เก่ียวกับคุณภาพการศึกษา ส่วนที่จะทำให้คุณภาพการศึกษาเป็นไปตามที่สถานศึกษาคาดหวังคือ หลักสูตรฉบับครูผู้สอนหรือการเรียนการสอน (Instruction) ซึ่งประกอบด้วย 1) วิสัยทัศน์ 2) พันธกิจ 3) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4) จุดหมาย 5) โครงสร้าง 6) คำอธิบายรายวิชา (เฉพาะท่ีผู้สอน รับผิดชอบในการจัดการเรียนรู้) 7) หน่วยการเรียนรู้ (ท่ีสมบูรณ์พร้อมที่จะนำไปสอนจริงรวมทั้ง เคร่อื งมอื การวดั และประเมนิ ผลแต่ละหนว่ ย) 8) คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรสถานศกึ ษา หน่วยการเรียนรู้ หมายถึง ความรู้ทคี่ รบวงจรในเรื่องหน่งึ ซ่ึงเกิดจากการจำแนกสาระการเรยี นรู้ ออกเป็นเร่ือง การออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ สี่ อดคล้องกบั ผลการเรียนรู้ท่ีกำหนดและตรงกับ ความต้องการความสนใจหรือปัญหาท่ีผู้เรียนต้องการทราบ โดยผู้สอนเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้โดยบูรณการการคิดกับกระบวนการเรียนรู้แต่ละขั้น ขณะดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ โดยผู้สอนกระตุ้นความสนใจ การสำรวจตรวจสอบ การอธิบาย การขยายความรู้ และการประเมิน เป็นการ สร้างความสมดุลระหว่างผู้เรียนกับหลักสูตร และผู้เรียนได้ทราบขอบเขตของสาระที่จะเรียนล่วงหน้า และเตรียมตัววางแผนหาความรู้ เพ่ิมเติมด้วยตนเอง องค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้ประกอบด้วย 1) สาระระดับช้ัน ภาคเรียนท่ี หน่วยเรื่อง เวลา 2) ผลการเรียนรู้ 3) ความคิดรวบยอดหลัก 4) หัวข้อ ของสาระ 5) คุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ 6) จุดประสงค์การเรียนรู้ 7) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ 8) ส่ือการเรียนรู้ 9) การประเมินผล ประกอบด้วยวิธีการและ เครอ่ื งมอื วดั 10) บันทกึ หลงั การสอน จะทำให้ผู้สอนมีสารสนเทศนำไปพัฒนาผู้เรียนหรือปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ และการทำวิจัย ในช้ันเรียนท่ีสอดคล้องกบั วิถีชีวติ การทำงานของผสู้ อน ความเช่ือมโยง (Alignment) คุณลักษณะอันพึงประสงค์กับมาตรฐานสาระการเรียนรู้สาระ การเรียนรู้ช่วงช้ัน สาระการเรียนรู้รายปีคำอธิบายรายวิชาและหน่วยการเรียนรู้จะสะท้อนให้เห็นการจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษาจากจุดเน้นของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมาตรา 27 ท่ีคณะกรรมการ การศึกษาข้ันพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลาง และสถานศึกษาจัดทำสาระของหลักสูตรท่ีสอดคล้อง กับสภาพปัญหาในชุมชน ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงคเ์ พ่ือเปน็ สมาชิกที่ดขี องครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติซึ่งสถานศึกษาต้ังอยู่ในท้องถิ่น ความงดงามของหลักสูตรท่ีมีความ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชัยภมู ิ
85 หลากหลายตามสภาพและบริบทของท้องถ่ินท่ีแตกต่างกัน แตก่ ็มีความเช่อื มโยงกับสาระการเรียนรู้จาก หลักสูตรแกนกลางดังแผนภาพตอ่ ไปนี้ - ประโยชน์ของการบนั ทกึ หลัง การสอน - คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ - มาตรฐานสาระการเรียนรู้ - สาระการเรียนรูร้ ายปี - คำอธิบายรายวิชา - หน่วยการเรียนรู้ ภาพที่ 5.3 ความเช่ือมโยงระหว่างคุณลกั ษณะอันพึงประสงคก์ ับมาตรฐานสาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้ชู ว่ งช้ัน สาระการเรียนรู้รายปี คำอธบิ ายรายวิชาและหน่วยการเรยี นรู้ 5.5 กระบวนการออกแบบและฝึกปฏบิ ตั ิการจัดทำหลักสูตรสถานศกึ ษา กรมวชิ าการ (2545: 30–42) ไดน้ ำเสนอแนวทางในการจดั ทาหลักสูตรสถานศึกษาสรปุ ได้ดงั น้ี 1. การกำหนดวสิ ัยทัศน์ ภารกจิ เปา้ หมาย และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ สถานศึกษาจำเป็นต้องกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อพิจารณาอนาคตว่าโลกและสังคมรอบ ๆ จะ เปล่ียนแปลงไปอย่างไร และสถานศึกษาจะต้องปรับตัว ปรับหลักสูตรอย่างไรจึงจะพัฒนาผู้เรียนให้ เหมาะสมกับยุคสมัย ในการสร้างหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษาต้องมีวิสัยทัศน์ซึ่งทำได้โดยอาศัย ความร่วมมือของชุมชน พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ผู้เรียน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ ในชุมชนร่วมกันกับ คณะกรรมการสถานศึกษา แสดงความประสงค์อันสูงส่งหรือวิสัยทัศน์ที่ปรารถนาให้สถานศึกษาเป็น สถาบันพัฒนาผู้เรียนท่ีมีพันธกิจหรือภาระหน้าท่ีร่วมกันในการกำหนดงานหลักท่ีสำคัญ ๆ ของ สถานศึกษา พร้อมด้วยเป้าหมาย มาตรฐาน แผนกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการและการติดตามผล ตลอดจนจัดทำรายงาน แจ้งสาธารณชน และส่งผลย้อนกลับให้สถานศึกษาเพื่อการปฏิบัติงานท่ี เหมาะสมตามหลกั สูตรของสถานศึกษา และมาตรฐานหลกั สตู รการศึกษาข้ันพื้นฐานของชาตทิ ก่ี ำหนดไว้ กระบวนการสร้างวิสัยทัศน์โดยอาศัยบุคคลต่าง ๆ เข้าไปมีส่วนรว่ มนี้เป็นกระบวนการท่ีมี พลังผลักดันให้แผนกลยุทธ์ท่ีสถานศึกษาสร้างข้ึนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีทิศทางก่อให้เกิด เจตคติในทางท่ีสร้างสรรค์ดีงามแก่สังคมของสถานศึกษา มีระบบและหน่วยสนับสนุนในการปฏิบัติงาน เกิดขึ้นอย่างเป็นเครือข่าย เพียบพร้อม เช่น ระบบคุณภาพระบบหลักสูตร สาระการเรียนรู้การเรียน เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลักสูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชยั ภูมิ
86 การสอน สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การติดตาม การรายงานฐานข้อมูลการเรียนรู้การวิจัย แบบมีส่วนร่วม มีระบบสนับสนุนครูอาจารย์ เป็นต้น กระบวนการสร้างวิสัยทัศน์ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ จะนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการกำหนดสาระการเรียนรู้หรือหัวข้อเร่ืองในท้องถ่ิน สนองตอบความตอ้ งการของชุมชน ความหมายและตัวช้ีวัดของวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มดี ังนี้ 1.1 วิสัยทัศน์ เป็นเจตนารมณ์ อุดมการณ์ หลักการ ความเชื่อ อนาคตท่ีพึงประสงค์เป็น การคิดไปขา้ งหน้า มเี อกลกั ษณ์ และสามารถสร้างศรทั ธา จุดประกายความคิดในสภาพการพฒั นาสูงสุด ประกอบด้วยตัวชีว้ ัด ดงั น้ี 1.1.1 แสดงภาพท่ีพงึ พอใจในอนาคตอย่างชดั เจน 1.1.2 แสดงถึงเจตนารมณ์ อุดมการณ์ของสถานศึกษา 1.1.3 สามารถสรา้ งศรทั ธา/จุดประกายความคดิ ของบุคลากร 1.1.4 มเี อกลักษณช์ ดั เจน 1.1.5 สอดคล้องกับสภาวะ/ข้อเท็จจรงิ ในปจั จบุ ัน 1.1.6 บง่ บอกภารกิจของสถานศึกษา 1.1.7 สอดคลอ้ งกบั นโยบายของสถานศึกษา 1.1.8 มงุ่ เน้นการมีสว่ นรว่ มของบคุ ลากรทุกฝา่ ยทัง้ ในโรงเรียนและชมุ ชน 1.1.9 มคี วามเปน็ ไปได้ 1.1.10 มีระยะเวลาที่แน่นอน ดังแสดงตัวอย่างวิสัยทัศน์ของโรงเรียนบ้านหนองระแวง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 กำหนดไว้ดังน้ี (โรงเรียน บ้านหนองระแวง, 2553 : 8) วิสยั ทศั น์ จัดโรงเรียนให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางปัญญา พัฒนาเทคโนโลยี สร้างสรรค์สิ่งแวดลอ้ มทด่ี ี นกั เรยี นมคี ุณธรรมจริยธรรม นอ้ มนำวัฒนธรรมไทย 1.2 ภารกิจ เป็นการแสดงวิธีดำเนินงานของสถานศึกษาเพอื่ ให้บรรลุวิสัยทัศน์ และนำไปสู่ การวางแผนปฏบิ ัตติ ่อไป ประกอบดว้ ยตัวชีว้ ดั ดังน้ี 1.2.1 แสดงถงึ งานทส่ี ถานศกึ ษาตอ้ งปฏบิ ัตอิ ยา่ งชดั เจน 1.2.2 สะท้อนถงึ วิธดี ำเนินงานท่ีนำไปสคู่ วามสำเร็จตามวิสยั ทศั นท์ ่วี างไว้ 1.2.3 มกี ารให้ชมุ ชนเข้ามามีสว่ นร่วมในการดำเนนิ งาน 1.2.4 ตรงกบั บทบาทหน้าทีข่ องสถานศึกษา 1.3 เป้าหมาย เป็นความคาดหวังด้านคุณภาพที่เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบหลักสูตร ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาและจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย ตวั ชว้ี ัด ดงั น้ี เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ชัยภมู ิ
87 1.3.1 สอดคลอ้ งกบั วสิ ัยทัศน์ของสถานศกึ ษา 1.3.2 สอดคล้องกับจุดหมายของหลกั สูตรการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน 1.3.3 มุ่งเน้นผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อยา่ งชดั เจน 1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่สถานศึกษา กำหนดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างค่านิยมท่ีดีให้แก่ผู้เรียนตามจุดเน้นของหลักสูตร และ/หรือตาม นโยบายของสงั คมระดบั ประเทศ ประกอบดว้ ยตัวชี้วัดดังนี้ 1.4.1 กำหนดคณุ ลักษณะทต่ี อ้ งการพฒั นาดา้ นคณุ ภาพ จริยธรรม และคา่ นิยม 1.4.2 กำหนดคณุ ลักษณะท่ตี ้องการพฒั นาไว้ชัดเจนทกุ ช่วงชน้ั 1.4.3 กำหนดตวั บง่ ช้ีในการพัฒนาท่ีนำไปปฏิบตั ิได้จริง 1.4.4 มีการกำหนดผรู้ บั ผิดชอบการประเมนิ ไว้ชดั เจน 1.4.5 มีการกำหนดวธิ กี ารประเมิน 2. การจัดโครงสร้างของหลักสูตรสถานศึกษา จากวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้ที่สถานศึกษาได้กำหนดไว้ สถานศึกษา จะตอ้ งจดั ทำโครงสรา้ งของหลกั สตู ร ซึง่ กำหนดสาระการเรียนรู้ เวลาเรยี น และผล การเรียนรทู้ ่คี าดหวัง ไว้อยา่ งชัดเจน เพือ่ สถานศึกษาจะนำไปใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้เพื่อพัฒนาผูเ้ รยี นตามมาตรฐานทกี่ ำหนด มีองค์ประกอบดังน้ี (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2552: 22–23) 2.1 มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลัก พัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรยี นรู้ 8 กลุม่ สาระการเรียนรู้ ดังน้ี 2.1.1 ภาษาไทย 2.1.2 คณิตศาสตร์ 2.1.3 วทิ ยาศาสตร์ 2.1.4 สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2.1.5 สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 2.1.6 ศลิ ปะ 2.1.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 2.1.8 ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาข้ันพื้นฐาน นอกจากน้ันมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไก สำคัญ ในการขับเคล่ือนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบเพ่ือการ ประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฎั ชยั ภูมิ
88 ซ่ึงรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพ่ือ ประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามทมี่ าตรฐานการเรียนรกู้ ำหนดเพียงใด 2.2 ตัวช้ีวัด ตัวช้วี ัดระบุส่ิงท่ีนักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของ ผู้เรียนใน แต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญ สำหรับการวัดประเมินผลเพอื่ ตรวจสอบคณุ ภาพผเู้ รยี น ประกอบดว้ ยดงั น้ี 2.2.1 ตัวชี้วัดช้ันปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับ การศึกษา ภาคบังคบั (ประถมศกึ ษาปีที่ 1 – มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3) 2.2.2 ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา ตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีท่ี 4–6) หลักสูตรได้มีการกำหนดรหัสกำกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด เพอื่ ความเขา้ ใจ และให้ส่ือสารตรงกัน ดังน้ี ว 1.1 ป.1/2 ป.1/2 ตัวชี้วัดชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ข้อท่ี 2 1.1 สาระที่ 1 มาตรฐานขอ้ ที่ 1 ว กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ ต 2.2 ม.4-6/3 ม.4-6 ตวั ช้ีวดั ช้นั มธั ยมศกึ ษาตอนปลายขอ้ ที่ 3 ป.1/2 ข2.้อ3ที่ 2 สาระที่ 1 มาตรฐานข้อที่ 1 2.3 สาระการเรียนรู้ สาระการวเรียนรู้ ประกอบกดล้ว่มุยสอางรคะ์คกวาราเมรรียู้ นทรักู้ภษาะษหารตือ่ากงประรบะเวทนศการ เรียนรู้ และคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ซึ่งกำหนดให้ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาข้ันพื้นฐานจาเป็น ต้องเรยี นรู้ โดยแบง่ เปน็ 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ดังแสดงในภาพที่ 5.4 เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชัยภมู ิ
89 ภาษาไทย : ความรู้ ทักษะและ คณิตศาสตร์ : การนำความรู้ วทิ ยาศาสตร์ : การนำความรู้ และ วัฒนธรรมการใชภ้ าษาเพ่ือการส่ือสาร ทักษะและกระบวนการทาง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใชใ้ น การชื่นชม การเห็นคณุ คา่ ภูมปิ ญั ญา คณิตศาสตร์ไปใชใ้ นการแกป้ ญั หา การศกึ ษา คน้ ควา้ หาความรู้ และ ไทย และภมู ใิ จในภาษาประจำชาติ การดำเนินชีวิตและศกึ ษาต่อ การ แก้ปัญหาเป็นระบบ การคดิ อยา่ งเปน็ มเี หตุมีผล มีเจตคตทิ ่ีดีต่อ เหตุเปน็ ผล คิดวเิ คราะห์ คดิ คณติ ศาสตร์ พฒั นาการคดิ อยา่ ง สรา้ งสรรค์ และจิตวิทยาศาสตร์ เป็นระบบและสร้างสรรค์ ภาษาตา่ งประเทศ : ความรู้ ทกั ษะ มาตรฐานข้อที่ 1 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม : การอยู่ เจตคติ และวัฒนธรรมการใช้ ร่วมกนั ในสงั คมไทยและสงั คมโลกอยา่ งสันติ ภาษาต่างประเทศในการส่ือสาร การ องคค์ วามรู้ ทักษะสำคญั และคณุ ลกั ษณะใน สุข การเป็นผลเมอื งดี ศรทั ธาในหลักธรรม แสวงหาความรู้ และการประกอบ หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ของศาสนา การเห็นคณุ คา่ ของทรพั ยากรและ อาชีพ สง่ิ แวดล้อม ความรกั ชาติ และภูมใิ จในความ เปน็ ไทย การงานอาชีพและเทคโนโลยี : ความรู้ ศิลปะ : ความรู้และทกั ษะในการคดิ สุขศึกษาและพลศกึ ษา : ทกั ษะและ ทกั ษะ และเจตคติในการทำงาน การ ริเริ่ม จินตนาการสรา้ งสรรค์งาน เจตคตใิ นการสรา้ งเสรมิ สุขภาพ จดั การ การดำรงชวี ติ การประกอบ ศิลปะ สนุ ทรียภาพและการเห็น พลานามยั ของตนเองและผู้อืน่ การ อาชพี และการใช้เทคโนโลยี คุณค่าทางศลิ ปะ ปอ้ งกนั และปฏบิ ตั ิตอ่ สง่ิ ตา่ ง ๆ ทม่ี ผี ล ต่อสุขภาพอย่างถกู วธิ แี ละทักษะใน การดำรงชวี ติ ภาพที่ 5.4 องค์ความรู้ ทกั ษะสำคัญและคุณลกั ษณะในหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน ทมี่ า (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552, หนา้ 10) 2.4 การจัดเวลาเรยี น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน ได้กำหนดกรอบโครงสรา้ ง เวลาเรียนข้ันต่ำสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาสามารถ เพิ่มเติมได้ตามความพร้อมและจุดเน้น โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและ สภาพของผู้เรยี น ดงั น้ี (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2552: 22–23) 2.4.1 ระดับชั้นประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายปี โดยมีเวลาเรียนวันละไม่เกิน 5 ช่ัวโมง การศึกษาระดับน้ีเป็นช่วงแรกของการศึกษาภาคบังคับมุ่งเน้น ทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ทักษะการคิดพ้ืนฐานการติดต่อส่ือสาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และพื้นฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสมบูรณ์และ สมดลุ ท้ังในด้านรา่ งกาย สตปิ ัญญา อารมณ์ สังคม และวฒั นธรรม โดยเน้นจดั การเรียนรแู้ บบบูรณาการ 2.4.2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–2) ให้จัดเวลาเรียน เป็นรายภาค มีเวลาเรียนวันละไม่เกิน 6 ช่ัวโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาท่ีเรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ช่ัวโมงต่อภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชาเท่ากับ 1 หน่วยกิต ระดับน้ีถือเป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษา ภาคบังคบั ม่งุ เน้นให้ผู้เรียนได้สำรวจความถนดั และความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพฒั นาบุคลิกภาพ ส่วนตน มีทักษะในการคิดวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหา มีทักษะในการดำเนินชีวิต มี เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ชยั ภมู ิ
90 ทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ มีความรับผิดชอบต่อสังคมมีความสมดุลทั้งด้าน ความรู้ ความคิด ความดีงาม และมคี วามภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพื้นฐานในการประกอบ อาชพี หรอื การศกึ ษาต่อ 2.4.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–5) ให้จัดเวลาเรียน เป็นรายภาค มีเวลาเรียนวันละไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิตใช้ เกณฑ์ 40 ชั่วโมงต่อภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชาเท่ากับ1 หน่วยกิต การศึกษาระดับน้ีเน้นการเพ่ิมพูน ความรู้และทักษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนแต่ละคน ทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ มีทักษะในการใช้วิทยาการและเทคโนโลยี ทักษะกระบวนการคิดขั้นสูง สามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มุ่งพัฒนาตน และประเทศตามบทบาทของตน สามารถเปน็ ผู้นำ และผใู้ หบ้ ริการชุมชนในดา้ นต่าง ๆ ดังแสดงตัวอย่างโครงสร้างเวลาเรียนของโรงเรียนบ้านหนองระแวง สังกัดสำนักงาน เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 ซึ่งกำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนไว้ตาม ตารางท่ี 5.1 ระดับชนั้ วชิ า/รหสั วิชา จำนวนชวั่ โมง/ จำนวนช่วั โมง/ปี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 สัปดาห์ 200 ชว่ั โมง/ปี ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2 รายวิชาพื้นฐาน 200 ชวั่ โมง/ปี ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 3 วิชาภาษาไทย 1 รหสั ท 11101 5 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ 200 ชั่วโมง/ปี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 รายวชิ าพน้ื ฐาน 200 ชั่วโมง/ปี ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 วชิ าภาษาไทย 1 รหัส ท 12101 5 ช่วั โมง/สปั ดาห์ 200 ชัว่ โมง/ปี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 รายวชิ าพ้นื ฐาน 200 ชั่วโมง/ปี วชิ าภาษาไทย 1 รหัส ท 13101 5 ชั่วโมง/สัปดาห์ รายวิชาพ้นื ฐาน วิชาภาษาไทย 1 รหัส ท 14101 4 ชั่วโมง/สปั ดาห์ รายวิชาพน้ื ฐาน วชิ าภาษาไทย 1 รหัส ท 15101 4 ชว่ั โมง/สัปดาห์ รายวชิ าพนื้ ฐาน วชิ าภาษาไทย 1 รหัส ท 16101 4 ช่ัวโมง/สปั ดาห์ ตารางที่ 5.1 โครงสร้างเวลาเรยี นของโรงเรียนบา้ นหนองระแวง สังกัดสำนกั งาน เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาประจวบครี ขี นั ธ์ เขต 1 ทมี่ า (โรงเรียนบา้ นหนองระแวง, 2553, หนา้ 26) กล่มุ สาระการเรยี นร/ู้ กจิ กรรม ระดับประถมศกึ ษา ป.6 ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 200 - กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 200 200 200 200 200 เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชยั ภมู ิ
91 คณิตศาสตร์ 200 200 200 200 200 200 วิทยาศาสตร์ 80 80 80 80 80 80 สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม 120 120 120 120 120 120 สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 80 80 80 80 80 80 ศลิ ปะ 80 80 80 80 80 80 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 40 40 40 40 40 40 ภาษาตา่ งประเทศ 80 80 80 80 80 80 รวมเวลาเรียน (พื้นฐาน) 840 840 840 840 840 840 - กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น 120 120 120 120 120 120 รวมเวลาเรยี นทงั้ หมด 960 960 960 960 960 960 ตารางที่ 5.2 ตัวอยา่ ง โครงสรา้ งหลักสตู ร กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านหนองระแวง สังกัดสำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาประจวบคีรีขนั ธ์ เขต1 3. การจดั ทำคำอธบิ ายรายวิชา การจัดทำคำอธิบายรายวิชา เป็นการนำเอามาตรฐานการเรียนรู้ช่วงช้ันมาวิเคราะห์ กำหนดผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังรายปีหรือรายภาค สาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค รวมท้ังเวลาและ จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดมาเขียนเป็นคำอธิบายรายวิชา โดยให้ประกอบด้วยชื่อรายวิชาจำนวน เวลาหรือหน่วยกิต ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังและสาระการเรียนรู้ของรายวิชาน้ัน ๆ (ประสาท เนืองเฉลิม, 2554: 195) สำหรับสถานศึกษาท่ีได้จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาแล้ว ให้สถานศึกษานำรายละเอียด สาระการเรียนรู้แกนกลางที่กระทรวงศึกษากำหนด เทียบเคียงตรวจสอบกับสาระการเรียนรู้พื้นฐานท่ี สถานศึกษากำหนดข้ึนวา่ มีความครอบคลุม และสอดคล้องกันหรือไม่อย่างไร ควรเพิ่มหรือลดในเรื่องใด ท้ังนี้ต้องพิจารณาตรวจสอบให้ครบตลอดทุกระดับชั้น ตามโครงสร้างของหลักสูตรหากสถานศึกษาพบ ได้ว่าจัดทำได้เหมาะสมแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปล่ียนเปลี่ยนแต่ประการใด ดังแสดงตัวอย่างคาอธิบาย รายวชิ าดงั นี้ ตัวอย่าง คำอธิบายรายวิชา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชาภาษาไทย 1 รหสั วชิ า ท 11101 ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 เวลา 200 ช่ัวโมง/ปี ฝึกอ่านคำพื้นฐาน ความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย แผนภูมิ บทรอ้ ยแก้ว รอ้ ยกรอง และบทอาขยาน ไดไ้ ม่นอ้ ยกว่า 600 คำ ฝึกเขียนแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก และความต้องการ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์มา กำหนดเร่อื งในการพัฒนาการเขียนใหส้ มบรู ณ์ สร้างนสิ ัยรักการเขยี นโดยการเขียนเร่ืองจากภาพตา่ ง ๆ ฝึกใช้หลักเกณฑ์การฟัง การพูด ทำความเข้าใจเน้ือเรื่อง ใช้ถ้อยคำและเสียงจากเรื่องท่ีฟังและ ที่ดู จับใจความสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม สนทนาแสดงความคิดเหน็ อยา่ งมเี หตุผลและสร้างสรรค์ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลักสูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชยั ภูมิ
92 ศึกษาลักษณะเสียง รูป ของพยัญชนะและวรรณยุกต์ท่ีประสมเป็นคำที่มีความหมาย ลักษณะ ความหมายของคำและกลุ่มคำ โครงสรา้ งของประโยค การเรียงลำดับ การแต่งประโยค การสือ่ สาร และ คำคล้องจอง ใช้คำพูดท่ีสุภาพนำ้ เสียงที่เหมาะสมในการสนทนา มีมารยาทในการอ่าน พูด ฟังและดู คิด ไตรต่ รองกอ่ นพูดและเขยี น การหาความบันเทิงจากการอ่าน วรรณคดี วรรณกรรม บทร้อยแก้ว บทร้อยกรองสำหรับเด็ก การเช่อื มโยงความรู้ แสดงความคดิ เหน็ จากเรอื่ งทอ่ี ่าน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถอ่าน เข้าใจจากสิ่งที่อ่าน ถ่ายทอดใจความสำคัญของเรื่อง ตั้งคำถาม ตอบคำถาม สนทนาแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล เลือกฟังและดูสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ตาม ต้องการ รู้จักเชื่อมโยงความรู้ที่ได้จากการอ่านให้เข้ากับชีวิตประจำวัน มีมารยาทในการอ่าน การพูด การเขียน การฟังและการดู รหสั ตวั ชี้วดั ท 1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5, ป.1/6, ป.1/7, ป.1/8 ท 2.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3 ท 3.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5 ท 4.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4 ท 5.1 ป.1/1, ป.1/2 รวม 22 ตวั ช้วี ัด 4. การจดั ทำหนว่ ยการเรียนรู้ การจัดทำหน่วยการเรียนรู้เป็นการนำสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคท่ีกำหนดไว้บูรณาการ จดั ทำเป็นหน่วยการเรียนรู้ย่อย ๆ เพื่อความสะดวกในการจัดการเรียนรู้และผู้เรียนได้เรียนรู้ในลักษณะ องค์รวม หน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยประกอบด้วยมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้และจำนวน เวลาสำหรับการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเม่ือเรียนครบทุกหน่วยย่อยแล้ว ผู้เรียนสามารถบรรลุผลการเรียนรู้ท่ี คาดหวังรายปหี รอื รายภาคของทุกรายวชิ า (ชวลติ ชกู ำแพง, 2550: 136) ในการจัดทำหน่วยการเรียนรู้อาจบูรณาการท้ังภายในและระหว่างสาระการเรียนรู้หรือเป็น การบูรณาการเฉพาะเร่ืองตามลักษณะการเรียนรู้ หรือเป็นการบูรณาการท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวิตของ ผู้เรียนโดยพิจารณาจากมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีมีความเก่ียวเนื่องสัมพันธ์กัน ดังแสดงตัวอย่างการจัดทำ หน่วยการเรียนรู้กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 ในตารางที่ 5.3 หนว่ ยการ ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ เวลาที่ใชส้ อน เรยี นร้ทู ่ี พยางค์ คำ และการสร้างคำ 10 1 ประโยคและการส่ือสาร 10 2 คำราชาศพั ทแ์ ละคำสภุ าพ 10 3 คำไทยแท้และคำทม่ี าจากภาษาต่างประเทศ 10 4 การพัฒนาทกั ษะการฟงั และการดู 10 5 เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
93 6 การพัฒนาทกั ษะการพูด 10 7 การพฒั นาทกั ษะการอ่าน 10 8 การพฒั นาทักษะการเรยี น 10 9 ภูมิปัญญาทางภาษา 10 90 รวมจำนวนชั่วโมง ตารางท่ี 5.3 การจัดทำหน่วยการเรียนรู้กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ระดับช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ท่มี า (เสนีย์ วลิ าวรรณ และคณะ, 2553, ม.ป.ป.) 5. การออกแบบการจัดการเรยี นรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึงมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ สำคญั ของผู้เรียน คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ท่ีเหมาะสมกับผู้เรยี น แลว้ จึงพจิ ารณา ออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน ส่ือ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและ ประเมินผลเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและบ รรลุตามเป้าหมายท่ีกำหนด ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2552: 25–27) 5.1 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตาม เป้าหมายของหลักสูตร ท้ังผ้สู อนและผูเ้ รยี นควรมีบทบาท ดังน้ี 5.1.1 บทบาทของผ้สู อน มดี ังนี้ 1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการ จดั การเรยี นรู้ ทท่ี า้ ทายความสามารถของผ้เู รยี น 2) กำหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดข้ึนกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ กระบวนการ ท่เี ปน็ ความคิดรวบยอด หลักการ และความสมั พันธ์ รวมทัง้ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่าง บคุ คลและพัฒนาการทางสมอง เพ่ือนำผู้เรียนไปส่เู ปา้ หมาย 4) จัดบรรยากาศที่เอ้อื ตอ่ การเรียนรู้ และดูแลชว่ ยเหลือผู้เรียนให้เกดิ การเรยี นรู้ 5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม นำภูมิปัญญาท้องถ่ิน เทคโนโลยีท่ีเหมาะสมมาประยุกต์ใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน 6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผ้เู รยี น 7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียนรวมท้ัง ปรับปรุงการจัดการเรยี นการสอนของตนเอง 5.1.2 บทบาทของผู้เรยี น มีดงั น้ี 1) กำหนดเป้าหมาย วางแผน การเรยี นร้ขู องตนเอง 2) เสาะแสวงหาความรู้ เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อความรู้ ตั้งคำถาม คิดหาคำตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ ลงมือปฏิบัติจรงิ สรุปสิ่งท่ีได้เรียนรู้ ดว้ ยตนเอง และนำความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้ ในสถานการณต์ ่าง ๆ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภักดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ชัยภูมิ
94 3) มปี ฏสิ มั พันธ์ ทำงาน ทำกจิ กรรมร่วมกับกลมุ่ และครู 4) ประเมินและพฒั นากระบวนการเรียนรขู้ องตนเองอย่างต่อเนือ่ ง 5.2 สื่อการเรียนรู้ ส่ือการเรียนรู้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการ เรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสูตรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ส่ือการเรียนรู้มีหลากหลายประเภท ทั้งสื่อธรรมชาติ ส่ือสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยีและ เครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น การเลือกใช้สื่อควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับ พัฒนาการ และลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน ในการจัดหาส่ือการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอน สามารถจัดทำและพัฒนาข้ึนเอง หรือปรับปรุงเลือกใช้อย่างมีคุณภาพจากสื่อต่าง ๆ ท่ีมีอยู่รอบตัวเพ่ือ นำมาใช้ประกอบในการจัดการเรียนรู้ท่ีสามารถส่งเสริมและส่ือสารให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดย สถานศึกษาควรจัดให้มีอย่างพอเพียงเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง สถานศึกษา เขต พ้นื ทก่ี ารศึกษา หนว่ ยงานที่เก่ยี วข้องและผู้มีหนา้ ที่จัดการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน ควรดำเนนิ การดังนี้ 5.2.1 จัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ ศูนย์ส่ือการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้และ เครือข่ายการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพท้ังในสถานศึกษาและในชุมชน เพ่ือการศึกษาค้นคว้าและการ แลกเปลย่ี นประสบการณ์การเรยี นรู้ ระหว่างสถานศึกษา ทอ้ งถิ่น ชุมชน สงั คมโลก 5.2.2 จดั ทำและจัดหาส่ือการเรียนรู้สำหรับการศึกษาค้นควา้ ของผู้เรยี น เสริมความรู้ ให้ผสู้ อน รวมทงั้ จดั หาส่งิ ทมี่ ีอย่ใู นท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้เป็นสอื่ การเรียนรู้ 5.2.3 เลือกและใช้สื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความเหมาะสม มีความหลากหลาย สอดคล้องกบั วธิ กี ารเรียนรู้ ธรรมชาตขิ องสาระการเรยี นรู้ และความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลของผูเ้ รียน 5.2.4 ประเมนิ คณุ ภาพของสอ่ื การเรยี นรู้ทเี่ ลอื กใช้อยา่ งเป็นระบบ 5.5.5 ศึกษาค้นคว้า วิจัย เพ่ือพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกระบวนการ เรยี นรขู้ องผู้เรียน 5.5.6 จัดให้มีการกำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพเก่ียวกับสื่อและ การใช้ส่ือการเรียนรเู้ ปน็ ระยะ ๆ และสม่ำเสมอ ในการจัดทำการเลือกใช้ และการประเมินคุณภาพส่ือการเรียนรู้ท่ีใช้ในสถานศึกษาควร คำนึงถึงหลักการสำคัญของส่ือการเรียนรู้ เช่น ความสอดคล้องกับหลักสูตร วัตถุประสงค์การเรี ยนรู้ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เนื้อหามีความถูกต้องและทันสมัยไม่ กระทบความมั่นคงของชาติ ไม่ขัดต่อศีลธรรม มีการใช้ภาษาท่ีถูกต้อง รูปแบบการนำเสนอท่ีเข้าใจง่าย และน่าสนใจ 6. การออกแบบกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตาม ศักยภาพ มุ่งเน้นเพ่ิมเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มการเข้าร่วม และปฏิบัติกจิ กรรมทีเ่ หมาะสมร่วมกบั ผู้อื่นอย่างมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือกด้วยตนเองตามความถนัด และความสนใจอย่างแท้จริง การพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบ ทุกด้าน ท้ังรา่ งกาย สติปญั ญา อารมณ์ และสงั คม โดยอาจจัดเปน็ แนวทางหนง่ึ ทีจ่ ะสนองนโยบายในการ สร้างเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย และมีคุณภาพ เพ่ือพัฒนาองค์รวมของ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎชัยภูมิ
95 ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม ซ่ึงสถานศึกษา จะต้องดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย มีรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังน้ี 6.1 กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมท่ีส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้ เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตน เสริมสร้างทักษะ ชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในเชิงพหุปัญญา และการสร้างสัมพันธภาพท่ีดี ซึ่งผู้สอนทุกคนต้อง ทำหน้าทแี่ นะแนวให้คำปรกึ ษาด้านชีวติ การศึกษาต่อและการพฒั นาตนเองสโู่ ลกอาชพี และการมงี านทำ 6.2 กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจรตั้งแต่ ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน และปรับปรุงการทำงาน โดยเน้นการทำงานร่วมกัน เป็นกลุ่ม เชน่ ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และผู้บำเพ็ญประโยชน์ เป็นตน้ สถานศึกษาต้องจัดใหผ้ ู้เรียน ทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยวุฒิภาวะและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน โดย คำนงึ ถึงส่งิ ตอ่ ไปน้ี 6.2.1 การจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือเก้ือกูลส่งเสริมการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เชน่ การบรู ณาการโครงงาน องคค์ วามรจู้ ากกลมุ่ สาระการเรียนรู้ เป็นต้น 6.2.2 จัดกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัดตามธรรมชาติ และความสามารถความ ตอ้ งการของผเู้ รียนและชมุ ชน เช่น ชมรมทางวชิ าการตา่ ง ๆ เป็นตน้ 6.2.3 จัดกิจกรรมเพ่ือปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์ต่อสังคม เช่น กจิ กรรมลูกเสอื เนตรนารี เป็นตน้ 6.2.4 จัดกจิ กรรมประเภทบริการด้านต่าง ๆ ฝึกการทำงานที่เป็นประโยชนต์ อ่ ตนเอง และสว่ นรวม 6.2.5 การประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรมอย่างเป็นระบบ โดยให้ถือว่าเป็นเกณฑ์ ประเมินผลการผ่านช่วงชน้ั เรียน 7. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ต้องอยู่บนหลักการพ้ืนฐานสองประการคือ การประเมินเพื่อพฒั นาผู้เรียนและเพ่ือตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรขู้ องผู้เรยี นให้ ประสบผลสำเร็จน้ัน ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพ่ือให้บรรลุตามมาตรฐาน การเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักใน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขต พื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศ ที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และความสำเร็จ ทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและ เรียนรูอ้ ยา่ งเต็มตามศกั ยภาพ 7.1 การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลท่ีอยู่ในกระบวนการจัดการ เรยี นรู้ ผสู้ อนดำเนินการเปน็ ปกติและสมำ่ เสมอ ในการจัดการเรยี นการสอน ใช้เทคนคิ การประเมินอยา่ ง หลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงานการประเมินชิ้นงาน/ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภักดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ชัยภมู ิ
96 ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรอื เปิดโอกาสให้ผู้เรยี น ประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพ่ือน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีท่ีไม่ผ่านตัวช้ีวัดให้มีการสอนซ่อม เสริมการประเมินระดับช้ันเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้าในการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใดมีสิ่งท่ีจะต้องได้รับการ พัฒนาปรับปรงุ และส่งเสรมิ ในดา้ นใด นอกจากน้ียังเปน็ ขอ้ มลู ให้ผูส้ อนใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของ ตนดว้ ย ทง้ั น้โี ดยสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตัวชวี้ ดั 7.2 การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตัดสิน ผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียนคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเก่ียวกับการจัดการศึกษาของ สถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด รวมท้ัง สามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติผลการประเมินระดับ สถานศึกษาจะเปน็ ขอ้ มูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรงุ นโยบาย หลักสตู รโครงการ หรือวธิ ีการจดั การ เรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการ ประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษาสำนักงาน เขตพืน้ ท่ีการศึกษา สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ผูป้ กครองและชมุ ชน 7.3 การประเมินระดับเขตพ้ืนที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขต พ้ืนที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพ่ือใช้เป็นข้อมูล พ้ืนฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบสามารถ ดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการ โดยเขตพื้นที่การศึกษาหรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด ในการดำเนินการจัดสอบ นอกจากนี้ ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขตพ้ืนที่ การศกึ ษา 7.4 การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐาน การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนใน ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3 ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 และชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารบั การ ประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพ่ือนำไปใช้ ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับ นโยบายของประเทศข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในการ ตรวจสอบทบทวนพัฒนาคุณภาพผเู้ รียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาท่จี ะตอ้ งจัดระบบ ดแู ลชว่ ยเหลือปรับปรงุ แก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผเู้ รียนได้พัฒนาเตม็ ตามศักยภาพบนพืน้ ฐานความ แตกต่างระหว่างบุคคลทจี่ ำแนกตามสภาพปญั หาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรยี นท่ัวไป กลุ่มผเู้ รยี น ท่ีมีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่างกลุ่มผู้เรียนท่ีมีปัญหาด้านวินัยและ พฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทาง ร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจของสถานศึกษาในการดำเนินการ ช่วยเหลือผเู้ รียนไดท้ นั ทว่ งที ปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนไดร้ บั การพฒั นาและประสบความสำเรจ็ ในการเรียน เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชยั ภูมิ
97 สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและ ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลั กเกณฑ์และแนวปฏิบัติท่ีเป็น ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน เพ่ือให้บุคลากรที่เก่ียวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติ รว่ มกนั พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม 2545 มาตรา 26 ได้กำหนด ชัดเจนว่า ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียนความประพฤติ การสังเกต พฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปในพฤติกรรมการเรียนการ สอน ซ่ึงหลักการวัดและประเมินผลที่คำนึงถึงศักยภาพและพัฒนาการของผู้เรียน ผู้สอนควรคำนึงถึง หลักการ ดงั นี้ (ชวลติ ชกู ำแพง, 2550: 141) 1) เน้นกระบวนการประเมินเพ่ือพัฒนาผู้เรยี น (Formative Evaluation) และการประเมิน เพ่ือตัดสินผลการเรียนรู้ (Summative Evaluation) ครอบคลุมท้ังด้านความรู้ทักษะกระบวนการ รวมทัง้ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 2) เน้นการประเมินด้วยวิธีการท่ีหลากหลายสอดคล้องกับสภาพจริง หรือใกล้เคียงกับสถา กาณ์จริง (Authentic Learning and Assessment) สะท้อนความสามารถและการแสดงออกของ ผเู้ รียน (Student Performance) ท่ชี ัดเจน 3) เน้นการบรู ณาการ การประเมนิ ควบคู่ไปกบั การจัดการเรยี นการสอน และกระบวนการ เรียนรู้โดยประเมินจากคณุ ภาพของงานและกระบวนการทำงานของนักเรยี น 4) เน้นการให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์การประเมิน ส่งเสริมให้มีการประเมิน ตนเอง ประเมนิ โดยเพ่ือนและกลมุ่ เพอื่ นและประเมนิ โดยผูม้ ีส่วนเก่ยี วขอ้ ง เช่น ผ้ปู กครอง เปน็ ตน้ 5) เน้นการประเมินผู้เรียนด้วยการพิจารณาด้วยการพิจารณาอย่างครอบคลุมจาก พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติกรรม การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการ ทดสอบ 8. การบรหิ ารจัดการหลักสตู ร ระบบการศึกษาท่ีมีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนา หลักสูตรนั้น หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละระดับ ต้ังแต่ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับ สถานศึกษา มีบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในการพัฒนา สนับสนุน ส่งเสริมการใช้และพัฒนา หลักสูตรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใหก้ ารดำเนินการจัดทำหลกั สตู รสถานศกึ ษาและการจัดการ เรียนการสอนของสถานศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนบรรลุตาม มาตรฐานการเรียนรู้ท่ีกำหนดไว้ในระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ได้แก่ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา หน่วยงานต้นสังกัดอื่น ๆ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษา เปน็ ตัวกลางทจ่ี ะเชื่อมโยงหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานทีก่ ำหนดในระดับชาติให้สอดคล้องกับ สภาพและความต้องการของท้องถ่ินเพ่ือนำไปสู่การจัดทำหลักสูตรของสถานศึกษา ส่งเสริมการใช้และ พัฒนาหลักสูตรในระดับสถานศึกษา ให้ประสบความสำเร็จ โดยมีภารกิจสำคัญ คือ กำหนดเป้าหมาย และจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในระดับท้องถิ่นโดยพิจารณาให้สอดคล้องกับส่ิงท่ีเป็นความ ต้องการในระดับชาติ พัฒนาสาระการเรียนรทู้ ้องถ่ิน ประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับท้องถิ่นรวมทั้ง เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชยั ภูมิ
98 เพิ่มพูนคุณภาพการใช้หลักสูตรด้วยการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร สนับสนุนส่งเสริม ติดตามผล ประเมินผล วิเคราะห์ และรายงานผลคุณภาพของผู้เรียน นอกจากนี้สถานศึกษามีหน้าที่สำคัญในการ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาการวางแผนและดำเนินการใช้หลักสูตรการเพิ่มพูนคุณภาพการใช้หลักสูตร ด้วยการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร จัดทำระเบียบการวัดและประเมินผล ในการ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน และ รายละเอยี ดท่เี ขตพน้ื ท่ีการศึกษา หรอื หน่วยงานต้นสังกดั อ่นื ๆ ในระดับทอ้ งถ่ินได้จัดทำเพ่ิมเตมิ รวมท้ัง สถานศึกษาสามารถเพ่ิมเติม ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน และ ความต้องการของผู้เรียน โดยทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2552 : 35) 9. การเรียบเรยี งเป็นหลักสูตรสถานศกึ ษา จากกระบวนการดำเนินงานที่กล่าวมา สถานศึกษาจะได้รายละเอียดท่ีครอบคลุมภาระงานการ จัดการศึกษาทุกด้าน ในขั้นนี้จึงเป็นการวิเคราะห์และเรียบเรียง เพ่ือให้เป็นหลักสูตรสถานศึกษาท่ี สมบรู ณ์ ส่วนประกอบทีส่ ำคัญของหลกั สูตรสถานศึกษา มีดงั น้ี 9.1 วิสัยทศั น์ ภารกิจ เป้าหมาย 9.2 คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 9.3 โครงสรา้ งหลักสูตร 9.4 รายวชิ าตามกลุ่มสาระการเรยี นรู้ 9.5 กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น 9.6 การจัดกิจกรรมการเรยี นร้แู ละการสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ 9.7 การวดั และประเมนิ ผล 9.8 การบริหารจัดการหลกั สูตรสถานศกึ ษา 9.9 อื่น ๆ ท้ังนี้สถานศึกษาอาจกำหนดหัวข้อเพ่ิมเติมหรือเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ซง่ึ กระบวนการจดั ทำหลกั สตู รสถานศึกษา แสดงในภาพที่ 5.5 เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภมู ิ
99 หลกั สูตรการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ระดบั ชาติ คู่มือสาระการเรียนรู้ 8 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เอกสารประกอบ สือ่ การเรียนรู้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ หลกั สตู ร หลักสตู รสถานศกึ ษา ระดบั สถานศกึ ษา ข้อมลู สารสนเทศ วิสยั ทศั น์ ภารกจิ เปา้ หมาย คณุ ลักษณะอนั พึง ประสงค์ โครงสร้างหลกั สูตร สอื่ การเรยี นรู้ คำอธบิ ายรายวชิ า กจิ กรรมพฒั นา ค่มู อื ผู้เรยี น หน่วยการเรยี นรู้ การจัดกจิ กรรม แผนการจดั การเรยี นรู้ พัฒนาผู้เรียน การจดั การเรยี นรู้ การบริหารจัดการหลักสตู ร สถานศึกษา ภาพที่ 5.5 กระบวนการจัดทำหลกั สตู รสถานศึกษา ทม่ี า (กรมวชิ าการ, 2546, หนา้ 105) เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฎชัยภูมิ
100 บทสรุป ในข้ันตอนการพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษา เริ่มจากขั้นตอนการพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษาท่ีจะ นำมาใช้ดำเนินการการนำแนวคิดและรูปแบบจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 27 วรรคสองท่กี ำหนดใหส้ ถานศึกษา ขั้นพนื้ ฐานมหี น้าท่ีจดั ทำสาระของหลักสูตรที่สอดคล้อง กับหลักสูตรแกนกลางในส่วนท่ีเก่ียวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คุณลักษณะ อันพึ่งประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ รวมทั้งแนวคิดและ รูปแบบของนักพัฒนาหลักสูตร เช่น ไทเลอร์ ทาบา เซย์เลอร์อเล็กซานเดอร์และเลวิส โอลิวา สกิลเบ็ก มาร์ช และคณะ เอ็กเกิลสตัน วอล์คเกอร์ และรูปแบบการพฒั นาหลักสูตรของไทย องกรค์วิชาการ และ กรมการศกึ ษานอกโรงเรียนมากำหนดเป็นแนวทางในการพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษา ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาที่กำหนดขึ้นเป็นการพัฒนาหลักสูตรครบวงจรคือ เร่ิมตั้งแต่การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐาน การร่างหลักสูตร การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้ในสถานการณ์จริง รวมท้ังการประเมินผลหลักสูตร โดยหวังว่าขั้นตอนการพัฒนา หลักสูตรท่ีสมบูรณ์ทำให้ได้หลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุปข้ันตอนการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา ประกอบดว้ ยขน้ั ตอนท่ีสำคัญ 5 ข้ันตอน ดังน้คี ือ ขน้ั ท่ี 1 การศึกษาและวเิ คราะหข์ อ้ มูลพ้ืนฐานในดา้ นตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ 1.1 ข้อมลู เกีย่ วกับสภาพและความต้องการของชุมชน 1.2 การวเิ คราะหศ์ กั ยภาพของโรงเรยี น 1.3 การวิเคราะห์หลักสตู รแกนกลาง ขั้นที่ 2 การร่างหลกั สูตร 2.1 การกำหนดจุดประสงคข์ องหลกั สูตร 2.2 การกำหนดเนื้อหาสาระ 2.3 การจดั การเรียนการสอน กจิ กรรมและสอ่ื ต่าง ๆ 2.4 การกำหนดวิธวี ดั และประเมินผลผู้เรียน ข้ันท่ี 3 การตรวจสอบคุณภาพหลกั สตู ร ขนั้ ที่ 4 การนำหลกั สูตรไปใช้ ขั้นที่ 5 การประเมนิ ผลหลกั สูตร รายละเอยี ดในแตล่ ะขัน้ ตอนมีดงั น้ี ขั้นท่ี 1 การศกึ ษาและวิเคราะห์ข้อมลู พ้ืนฐาน ในการพัฒนาหลกั สูตรจำเป็นตอ้ งศึกษาและ วิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานในด้านต่าง ๆ เพื่อใช้ในการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ของหลักสูตร ซึ่งได้แก่ วตั ถุประสงค์ของหลักสตู ร เนื้อหาสาระ กิจกรรมในการจดั การเรยี นการสอน/สื่อ การวัดและประเมินผล ผู้เรียนซ่ึงข้อมูลพ้ืนฐานท่ีได้จากการศึกษาช่วยในการ กำหนดวัตถุประสงค์หรือการกำหนดสิ่งที่ต้องการ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ วัตถุประสงค์จะเป็นตัวกำหนดเน้ือหาสาระที่ควรจัดให้ผู้เรียน ซึ่งอยู่ในลักษณะ รายวิชา หลังจากน้ันจึงนำมากำหนดกิจกรรมในการจัดการเรียนการสอน สื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ รวมทั้ง การกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลผู้เรียนว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ซึ่งการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชัยภักดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฎชยั ภมู ิ
101 พ้นื ฐานในการพัฒนาหลกั สูตรควรประกอบดว้ ย 1.1 การศึกษาสภาพและความต้องการของชุมชน เนื่องจากโรงเรียนท่ีมีหน้าท่ี ถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และวัฒนธรรมของชมุ ชน ช่วยเตรียมคนให้กบั ชุมชนและสังคม ดงั นน้ั การพัฒนา หลักสตู รเพอื่ ให้ผู้เรียนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ มีความคดิ ริเร่ิมสรา้ งสรรค์ คดิ เป็น ทำเป็นและเป็นสมาชิกที่ดขี องสังคม จำเป็นต้องทราบข้อมลู เกี่ยวกับสภาพและความต้องการของชุมชน หรือสังคมทโ่ี รงเรียนต้ังอยู่ เพอ่ื ให้หลักสูตรที่พัฒนาข้ึนมีความทันสมยั เหมาะสมกบั การเปลี่ยนแปลงของ ชุมชน การศึกษาสภาพและความต้องการของชุมชนมีการศึกษาในหลายด้าน เช่น การศึ กษา สาธารณูปโภค ส่ิงแวดล้อม การประกอบอาชีพ ในปัจจุบันและแนวโน้มของอาชีพในอนาคต สุขภาพ อนามัย ขนบธรรมเนียมประเพณี วฒั นธรรม คา่ นิยม ทรพั ยากรต่าง ๆ ปญั หาของชมุ ชน ข้อมูลเกี่ยวกับ ชมุ ชนอาจศึกษาจากการสำรวจสอบถามสัมภาษณ์บุคคลในชุมชน และศกึ ษาจากเอกสาร รายงานต่าง ๆ ท่เี ก่ียวข้อง เพอ่ื กำหนดแนวทางในการตอบสนองความตอ้ งการของชุมชนในพื้นที่ได้ ขอ้ มูลของชมุ ชนทส่ี ำคัญมีดังตอ่ ไปน้ี 1) ข้อมูลสภาพทั่วไปของชุมชน แผนที่ชุมชน แสดงที่ต้ังของสถานท่ีต่าง ๆ เช่น ส่ิงสำคัญในชุมชน เช่น วัด โรงเรียน เทศบาล ธนาคาร ฯลฯ รวมทั้งลักษณะการต้ังบ้านเรือนภายใน ชุมชน ประวัติความเป็นมาและสภาพของชุมชน จำนวนประชากร แยกตามเพศ อายุ จำนวนครัวเรือน ศาสนา สถานทที่ อ่ งเทยี่ ว เป็นตน้ 2) ข้อมูลด้านการศึกษา จำนวนผู้จบการศึกษาในระดับต่าง ๆ จำนวนนักเรียน ในระดับต่าง ๆ เช่น ประถม มัธยม ฯลฯ จำนวนครูท่ีสอนในระดับต่าง ๆ จำนวนผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องกับ การศกึ ษา เชน่ ศกึ ษานเิ ทศก์ ฯลฯ 3) ข้อมูลศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชุมชน ภาษาท้องถิ่น โบราณสถาน โบราณวัตถุภายในชุมชน ดนตรี เพลง การแสดงพื้นบ้านของชุมชน วรรณกรรม ตำนาน พนื้ บ้านของชุมชน 4) ข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อาชีพ/รายได้ของคนในชุมชน ปฏิทินการ ปฏิบตั งิ านของชุมชน เช่น ช่วงเดอื นการเก็บเก่ียวข้าว ชว่ งเวลาการเก็บเงาะ การตัดยาง เป็นตน้ รวมทั้ง ทรัพยากรทมี่ ใี นชุมชน เชน่ ป่าไม้ แรธ่ าตุ แหล่งนำ้ และพชื เศรษฐกิจหลกั ของชมุ ชน 5) ภูมิปัญญาท้องถิน่ ทำเนียบช่ือ ที่อยู่ ความรู้ความสามารถ ความชำนาญของ แตล่ ะบุคคลปัญหาชมุ ชน 6) ปัญหาท่เี กิดข้ึนภายในชุมชน เชน่ ยาเสพตดิ พืชผลราคาตก โจรผู้ร้ายชุกชุม นอกจาการศึกษาและสำรวจสภาพและความต้องการของชุมชน รวมท้ังข้อมูลท่ี สำคัญของชุมชนแล้ว ต้องมีการสำรวจสภาพและความต้องการของผู้เรียนท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม ซง่ึ ขอ้ มูลเหล่านสี้ ามารถไดจ้ ากครใู นโรงเรยี น ผู้ปกครอง และตวั นักเรยี นเอง วิธกี ารศึกษาชมุ ชน สามารถดำเนินการได้ดังน้ี 1) ศึกษาจากเอกสารต่าง ๆ จัดเป็นข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ซึ่งเป็น เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
102 ข้อมูลที่มีผู้จัดพิมพ์หรือรวบรวมไว้อยู่ในรูปเอกสารส่ิงพิมพ์ต่าง ๆ เอกสารเหล่านี้สามารถค้นคว้าศึกษา ได้จากหอ้ งสมุดจากหน่วยงานตา่ ง ๆ ที่รวบรวมจัดเก็บไว้ 2) ศึกษาจากการสำรวจชุมชน จัดเป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) ซึ่งผู้ ต้องการใช้ข้อมูลเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยตรงจากชุมชน ทำให้ได้เห็นสภาพท่ีแท้จริง และสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนด้วย ซึ่งการสำรวจชุมชนต้องใช้วิธีการต่าง ๆ กัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงกบั ความเปน็ จรงิ วธิ ีการต่าง ๆ ไดแ้ ก่ การสมั ภาษณ์ การสอบถาม และการสังเกตเปน็ ตน้ จากการศึกษาสภาพและความต้องการของชุมชน นำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาจัดลำดับ ความสำคัญ โดยกำหนดเป็นหัวเรื่องท่ีต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้ เช่น ในชุมชนมีปัญหายาเสพติด ส่ิงแวดล้อมเป็นพิษ ภาวะโลกร้อน มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเหล่าน้ี เป็นต้น หรอื อาจเป็นเร่ืองที่ ชุมชนต้องการถ่ายทอดวัฒนธรรมท่ีเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนให้กับนักเรียนได้เรียนรู้สิ่งเหล่าน้ีจัดแยก เป็นหมวดหมใู่ ห้ชัดเจนว่าอะไรเป็นปัญหาเร่งด่วนท่ีต้องการแก้ไขหรอื อะไรเป็นสิ่งที่ตอ้ งการใหน้ ักเรียนรู้ เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมของชุมชน ในการดำเนินงานข้ันตอนนี้มีความสำคัญท่ีต้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ชุมชน เช่น ผู้ปกครอง กรรมการโรงเรียน คนในชุมชน รวมท้ังนักเรียนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็นร่วมกับครู ผู้บริหารโรงเรียน เพ่ือนำไปสู่ข้อสรุปของการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา หรือเรือ่ งราวทีใ่ ห้นักเรียนไดเ้ รยี นรู้ 1.2 การวิเคราะห์ศักยภาพของโรงเรียน การวิเคราะห์ศักยภาพของโรงเรียนเป็น การศึกษาสภาพทั่วไปของโรงเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น บุคลากร งบประมาณ อุปกรณ์ และสื่อต่าง ๆ อาคารสถานท่ี ห้องเรียน ปัญหาที่เกิดจากการใช้หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน ความรว่ มมือ ระหว่างโรงเรียนกบั ชุมชน ข้อมลู เหล่านี้จะช่วยในการพิจารณาว่าโรงเรียนมีความพร้อมหรือไม่ มีผลต่อ การตัดสินใจว่าจะเลอื กแนวทางการพฒั นาหลกั สูตรอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับศกั ยภาพของโรงเรยี นมาก ที่สุด ข้อมูลต่าง ๆ เหล่าน้ีได้จากเอกสาร รายงานต่าง ๆ เช่น สถิติของโรงเรียน รายงานการประเมิน คณุ ภาพของโรงเรียน การสำรวจภายในโรงเรยี น เป็นตน้ 1.3 การวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลาง เน่ืองจากปัจจุบันเป็นระยะเวลาท่ีเราผ่านการ ใช้หลักสูตรมาหลายครั้งจนปัจจุบันกำลังจะนำหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มาใช้ กับโรงเรียนนำร่องจำนวน 555 แห่ง ในปีการศึกษา 2552 และคาดว่าจะนำมาใช้ครบทุกช้ันในปี การศกึ ษา 2553 ดังนน้ั การวเิ คราะห์หลักสตู รแกนกลางใช้แนวทางการวเิ คราะห์ดงั น้ี ให้พิจารณาจาก 1) หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) 1.1) จุดมุง่ หมายของหลักสูตร 1.2) จุดประสงคร์ ายวชิ า (ความมุ่งหวงั ทตี่ ้องการ) 1.3) เน้ือหาสาระ (โครงสรา้ งหลกั สตู ร) 1.4) กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรยี นรู้ 2) หลักสูตรการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2544 ใหพ้ ิจารณาจาก 2.1) มาตรฐานการเรียนร้ขู องหลกั สตู ร เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภมู ิ
103 2.2) สาระและมาตรฐานการเรียนรู้แต่ละชว่ งชั้น - 8 กลุ่มสาระ - กิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน 2.3) การจดั การเรียนรู้ 2.4) การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ สถานศึกษาแต่ละแห่งควรนำข้อมูลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานที่ ประกอบด้วย การศึกษาสภาพและความต้องการของชุมชน การวิเคราะหศ์ ักยภาพของโรงเรียนและการ วเิ คราะหห์ ลักสูตรแกนกลาง ขั้นท่ี 2 การร่างหลักสูตร เป็นการกำหนดแผนการจัดประสบการณ์ หรือการกำหนดแนวทาง การจัดการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรยี น ซึ่งประกอบด้วยจุดประสงค์ เนื้อหาสาระ กิจกรรมและวิธีวัดและ ประเมินผลผเู้ รียน เพอื่ ให้ผู้เรยี นมคี วามรู้ ความสามารถ ทกั ษะ และทศั นคติตามเปา้ หมายทก่ี ำหนดไว้ ในการร่างหลักสูตรสถานศึกษาจะต้องนำข้อมูลท่ีได้จากการศึกษาในขั้นที่ 1 คือ ข้อมูล พ้ืนฐานที่จำเป็น ได้แก่ สภาพและความต้องการของชุมชน ศักยภาพของโรงเรียน หลักสูตรแกนกลางที่ กำหนดจดุ ประสงคก์ ารเรียนร้วู ชิ าท่ตี อ้ งการพัฒนา ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ คือ 2.1 การกำหนดจุดประสงคข์ องหลกั สูตร ประกอบดว้ ย 2 สว่ นคอื 1) จุดประสงค์ทั่วไป เป้าหมายหรอื สิ่งทีม่ งุ่ หวังใหเ้ กดิ กับผเู้ รยี นหลงั จากท่ผี เู้ รียน ไดเ้ รียนรสู้ ง่ิ น้นั ๆ แล้ว ต้องนำขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการเก็บรวบรวมในขน้ั ที่ 1 มากำหนดเป็นจุดประสงคท์ ่ัวไป ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง การกำหนดจุดประสงค์ต้องเขียนด้วยภาษาท่ีชัดเจน เข้าใจง่ายและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงภายใต้ศกั ยภาพของแต่ละสถานศึกษา ตัวอย่าง การกำหนดจุดประสงค์ทั่วไปของหลักสูตร “การทำผลไม้แปรรูป คือ ใหน้ กั เรยี นมคี วามรแู้ ละทกั ษะในการทำผลไม้แปรรูป” 2) จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ - บอกความหมายของ “ผลไม้แปรรปู ” ได้ - สามารถทำผลไมแ้ ปรรูปได้ - มเี จตคตทิ ี่ดีตอ่ อาชพี การทำผลไม้แปรรูป - สามารถบรรจุหบี หอ่ ท่ีสวยงามได้ - สามารถต้งั ราคาขายที่เหมาะสมได้ - ฯลฯ 2.2 การกำหนดเนื้อหาสาระ เน้ือหาสาระเป็นองค์ประกอบท่ีสำคัญในการพัฒนา หลักสูตร ท้ังน้ีเนื่องจากเน้ือหาสาระเป็นเครอ่ื งมือหรือส่ือกลางท่ีจะพาผู้เรียนไปยังวัตถุประสงค์ท่ีวางไว้ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาใช้เนื้อหาสาระท่ีเกี่ยวข้องกับชุมชนท่ีเป็นบริบทของโรงเรียนให้ สอดคล้องกับจุดประสงค์ท่ีวางไว้ มีความยากง่ายสอดคล้องเหมาะสมกับวัยหรือลำดับขั้นของการ พัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งประสบการณ์เดิมของผู้เรียน มีประโยชน์ต่อผู้เรียนที่จะ นำไปใช้ในชีวติ ประจำวัน เน้ือหาที่เลือกมาสามารถจัดให้ผูเ้ รียนได้โดยพิจารณาถึงความพร้อม ศักยภาพ ของโรงเรียน บุคลากรที่เป็นผู้สอน วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ตัวอย่างการพัฒนาหลักสูตร “การทำผลไม้ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฎั ชัยภูมิ
104 แปรรปู ” ประกอบดว้ ยเน้ือหาสาระดงั น้ี - ลกั ษณะและชนดิ ของผลไมท้ ี่นำมาแปรรูป - ข้นั ตอนการทำผลไม้แปรรูป - การทำความสะอาดเคร่อื งใช้ - การบรรจุหีบหอ่ - การต้งั ราคาขาย - ฯลฯ 2.3 การจัดการเรียนการสอน กิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอน คือ กิจกรรมที่ท้ังผู้เรียนเป็นผู้กระทำ และกิจกรรมท่ีผู้สอนเป็นผู้กระทำ มีการใช้สื่อการเรียนการสอน ตา่ ง ๆ เพื่อให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรกู้ ิจกรรมในการจัดการเรียนการสอน การบรรยาย การสาธติ ผูเ้ รยี นมี การซักถามโต้ตอบ การลงมือปฏิบัติ ซึ่งสอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาสาระที่กำหนดขึ้น ครูต้อง คำนึงถึงพื้นฐานและประสบการณ์เดิมของผู้เรียน การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนต้องสอดคล้อง กับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน ซ่ึงอาจมีการนำสื่อทั้งในด้านวัสดุอุปกรณ์ และบุคคล สถานที่ท่ีอยู่ใน ชุมชน เข้ามากำหนดเป็นกิจกรรมที่เป็นรปู ธรรมเพือ่ ให้การเรยี นรู้เชอ่ื มโยงกับชมุ ชนส่งผลต่อการเปลี่ยน พฤติกรรมของผเู้ รียนอันเนอื่ งมาจากการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ทกี่ ำหนดไวไ้ ด้ กิจกรรมการเรียนการสอน ได้แก่ กิจกรรมในลักษณะต่อไปนี้คือ ศึกษา ทดลอง สำรวจ ฝึกปฏิบัติ วิเคราะห์ อภิปราย สัมมนา ระดมความคิด ฯลฯ ตัวอย่างกิจกรรม “ศึกษา” ได้แก่ (กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธกิ าร , 2539: 9) - ฟังคำอธบิ ายจากครู - ค้นควา้ จากหอ้ งสมดุ ของโรงเรียน - ค้นควา้ จากแหลง่ วิทยาการอืน่ ๆ - เชิญผู้ทรงคุณวุฒใิ นทอ้ งถนิ่ มาบรรยาย - ออกไปสมั ภาษณ์ผทู้ รงคุณวุฒหิ รือผ้เู กี่ยวข้องในท้องถ่นิ - ออกไปสำรวจดูสภาพจริงในพ้ืนที่ - สังเกตสิง่ แวดลอ้ มรอบข้าง - ออกไปทัศนศ์ กึ ษา - รวบรวมขอ้ มลู จากแหล่งต่าง ๆ - นำหรือพฒั นาภมู ิปัญญาท้องถน่ิ มาใช้ ฯลฯ นอกจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแล้ว ครูยังสามารถจัดทำสื่อการเรียน การสอนเพ่ือใหผ้ ู้เรยี นบรรลุจุดประสงคท์ ี่กำหนดไว้โดยการจัดส่อื ตา่ ง ๆ เพ่ือใชป้ ระกอบการจดั การเรยี น การสอนไดด้ งั น้ี (กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2539: 17-18) 1) หนังสือเรียน เป็นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้ใช้สำหรับการเรียน มีสาระตรงตามท่รี ะบุไวใ้ นหลักสตู รอย่างถูกต้อง อาจมลี ักษณะเปน็ เลม่ เป็นแผ่นหรอื เป็นชุดก็ได้ 2) คู่มือครู แผนการสอนแนวการสอนหรือเอกสารอื่น ๆ ที่จัดทำขึ้นเพ่ือช่วยครู ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนแต่ละรายวิชาใหเ้ ปน็ ไปตามจดุ ประสงค์ของหลักสูตร เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ชัยภมู ิ
105 3) หนังสือเสริมประสบการณ์ เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงประโยชน์ใน ด้านการศึกษาหาความรู้ของตนเอง ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ความซาบซ้ึงในคุณค่าของภาษา การ เสริมสร้างทักษะและนิสัยรักการอ่าน การเพ่ิมพูนความรู้ความเข้าใจในส่ิงท่ีเรียนรู้ตามหลักสูตรให้ กว้างขวางขึ้น หนังสือประเภทนี้โรงเรียนควรจัดหาไว้บริการครูและนักเรียนในโรงเรียน หนังสือเสริม ประสบการณจ์ ำแนกออกเปน็ 4 ประเภท คอื 3.1) หนังสืออ่านนอกเวลา เป็นหนงั สือทก่ี ระทรวงศึกษาธกิ ารกำหนดใหใ้ ช้ ในการเรียนวิชาใดวิชาหน่ึงตาม หลักสูตรนอกเหนือจากหนังสือเรียนสำหรับให้นักเรียนอ่านนอกเวลา เรียน โดยถือวา่ เป็นกจิ กรรรมการเรยี นเกย่ี วกับหนังสอื นเ้ี ปน็ สว่ นหน่ึงของการเรยี นตามหลักสูตร 3.2) หนังสืออ่านเพิ่มเติม เป็นหนังสือท่ีมีสาระสำหรับให้นักเรียนอ่านเพ่ือ ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองตามความเหมาะสมกับวัยและความสามารถในการอ่านของแต่ละ บุคคล หนงั สือประเภทนเี้ คยเรยี กว่าหนงั สอื อ่านประกอบ 3.3) หนังสืออุเทศ เป็นหนังสือใช้ค้นคว้าสำหรับอ้างอิงเก่ียวกับการเรียน โดยมีการเรยี บเรยี งเชงิ วิชาการ 3.4) หนงั สือส่งเสรมิ การอา่ น เป็นหนงั สอื ท่ีจัดทำขนึ้ โดยมีวัตถปุ ระสงค์เน้น ไปในทางสง่ เสริมให้ผู้อ่านเกิดทักษะในการอ่าน และมีนิสัยรกั การอ่านมากยิง่ ข้นึ อาจเป็นหนงั สอื สารคดี นวนิยาย นิทาน ฯลฯ ที่มีลักษณะไม่ขัดต่อวัฒนธรรม ประเพณีและศีลธรรมอันดีงาม ให้ความรู้ มีคติ และสารประโยชน์ 4) แบบฝึกหัด เป็นส่ือการเรียนสำหรับให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ เพ่ือช่วยเสริมให้ เกดิ ทกั ษะ และความแตกฉานในบทเรยี น 5) ส่ือการเรียนการสอนอน่ื ๆ เช่น สื่อประสม วีดิทัศน์ แถบบันทกึ เสียง ภาพพลิก แผน่ ภาพ เปน็ ต้น สื่อการเรียนการสอนดังกล่าวข้างต้น โรงเรียนสามารถเลือกใช้ ปรับปรุง หรือ จัดทำขึ้นเพอ่ื ใชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไดต้ ามความเหมาะสม 2.4 การกำหนดวิธีวัดและประเมินผลผู้เรียน เน่ืองจากการพัฒนาหลักสูตร จุดประสงค์ชัดเจนท่ีกำหนดความคาดหวังในคุณลักษะต่าง ๆ ท่ีต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน รวมทั้ง วิธีการดำเนินการเพ่ือให้บรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ การท่ีผู้ใช้หลักสูตรหรือครูทราบว่าผลท่ีเกิดจาก การจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร มีส่วนใดท่ีต้องปรับปรุงแก้ไข ผู้เรียนได้บรรลุตามจุดประสงค์ ที่ตั้งไว้หรือไม่เพียงใดนั้น ต้องมีวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมท้ังเคร่ืองมือที่ใช้วัด และประเมินผล ซึ่งการวัดและประเมินต่อผู้สอนท่ีช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของผู้เรียนรวมท้ังตัวผู้สอนเอง ชว่ ยให้ผู้สอนทราบคุณภาพการจดั การเรยี นการสอน ซึ่งรวมถึงคุณภาพของหลักสูตรนำไปสูก่ ารปรับปรุง หลักสูตรให้เหมาะสมย่ิงขึ้น ซ่ึงการวัดและประเมินผลผู้เรียนมีท้ังก่อนการจัดการเรียนการสอนระหว่าง และสิ้นสุดการจดั การเรียนการสอนแล้วแต่ความเหมาะสม ข้ันท่ี 3 การตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตร เมื่อร่างหลักสูตรเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะ นำไปใช้กับนักเรียนจำเป็นต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรก่อนเพื่อหาข้อบกพร่องและ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลักสูตร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภักดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎชัยภมู ิ
106 ปรบั ปรงุ แก้ไขให้เหมาะสมและสมบรู ณท์ ีส่ ุด ส่ิงทีต่ ้องพจิ ารณาในการตรวจสอบคณุ ภาพของหลักสูตรคือ ความสอดคล้องขององค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ จุดประสงค์ เนื้อหาสาระ การจัดการเรียนการสอน กิจกรรมและสื่อการเรยี นรู้ วธิ วี ัดและประเมนิ ผลผู้เรียน ซง่ึ วธิ ีการตรวจสอบกระทำไดโ้ ดย 3.1 คณะทำงานร่างหลักสูตร เป็นกลุ่มบุคคลที่พัฒนาหลักสูตรข้ึนมา เช่น คณะครู ผ้บู ริหารผูป้ กครอง คนในชมุ ชน เป็นผใู้ หค้ วามคิดเห็นและขอ้ เสนอแนะ 3.2 ผู้เชี่ยวชาญ ซ่ึงอาจเป็นผู้เช่ียวชาญในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านเนื้อหาสาระ ด้านส่ือ การเรยี นรู้ ด้านหลักสูตรและการสอน เปน็ ผใู้ ห้ความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะ 3.3 การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซ่ึงอาจอยู่ในลักษณะของการจัด ประชุม/สัมมนา เพือ่ รับฟังขอ้ คิดเหน็ และข้อเสนอแนะ เพือ่ นำสู่การปรับปรงุ หลักสตู ร ข้ันท่ี 4 การนำหลักสูตรไปใช้ หลังจากท่ีมีการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรและ ปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรที่ร่างข้ึนมาเรียบร้อยแล้ว ข้ันต่อไปคือ การนำหลักสูตรไปใช้ ซ่ึงเป็นข้ันตอนท่ีมี ความสำคัญมาก ครทู ่ีเป็นผู้ปฏิบัติการหลักในการพัฒนาหลกั สูตรเป็นผู้นำหลักสูตรไปใช้ ด้วยการแปลง หลักสูตรไปสู่การสอน ครูกำหนดวิธีการจดั การเรียนการสอน กำหนดรายละเอียดกิจกรรมในแต่ละคาบ พร้อมทั้งจดั เตรยี มวัสดุอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ การประสานงานกับบุคคลทจ่ี ะเข้ามาช่วยให้ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ รวมทัง้ การจัดเตรยี มสื่อการเรยี นการสอนใหส้ อดคล้องกบั สภาพของชุมชน สรุปได้ว่า การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงส่ิงแรกคือจุดป ระสงค์ของ หลักสูตรทีพ่ ัฒนาข้ึนมากำหนดไว้ว่าอย่างไร หลังจากนั้นจึงพิจารณาจุดประสงค์เชงิ พฤติกรรมที่ต้องการ ให้เกิดข้ึนกับผู้เรียนนำมาสู่การจัดการเรียนการสอน/กิจกรรมในแต่ละคาบและในการจัดกิจกรรม จำเป็นต้องคำนึงถึงสื่อท่ีใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ซึ่งสื่อการเรียนรู้ ได้แก่ เอกสาร/ตำรา แบบฝึกหัด โสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากน้ันยังสามารถเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น จากบุคคล ได้แก่ ครู วิทยากรในและนอกชุมชน สถาบันทางสังคม ได้แก่ โรงเรียน กลุ่มโรงเรียน สมาคมต่าง ๆ ธนาคาร/มูลนิธิ ฯลฯ หรือเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่อยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้ แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล ภูเขาเหลา่ นัน้ เปน็ ตน้ เพ่ือให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ตามมาตรา 22 ซ่ึงบัญญัติไว้ว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลังว่า ผ้เู รยี นทุกคนมีความสามารถ เรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ และถอื วา่ ผู้เรยี นมคี วามสำคญั ท่สี ุด กระบวนการจดั การศกึ ษาตอ้ งส่งเสริมให้ ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ” การนำหลักสูตรไปใช้จัดการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ซึ่งในท่ีนี้การเรียนรู้ หมายถึง การปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีข้ึน (สำนักงาน คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ, 2542: 7) การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามนัยแห่ง พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ มดี ังนี้ (สำนกั งานคณะกรรมการศึกษาแหง่ ชาติ, 2542: 9-15) 1. การเรียนรู้โดยสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หมายถึง การเรียนรทู้ ่ีเป็นกระบวนการสร้าง ประสบการณ์และสิ่งต่าง ๆ ให้มีความหมายต่อตนเองจากปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมโดยการใช้ กระบวนการคิดและแสวงหาความรู้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติจริง ให้ผู้เรียนค้นพบข้อความรู้และ ประสบการณ์ด้วยตนเอง ครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ จัดโอกาส จัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมและแหล่ง วทิ ยาการให้เอ้อื ต่อการสร้างแรงจูงใจใหเ้ กิดการเรียนรู้ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภมู ิ
107 ข อ บ เข ต เน้ื อ ห า ข อ ง ก า ร เรี ย น รู้ โ ด ย ส ร้ า ง อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ด้ ว ย ต น เอ ง คื อ ก า ร ฝึ ก ทั ก ษ ะ กระบวนการคิดวิเคราะห์ การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใฝ่รใู้ ฝ่เรยี น ส่วนกลยุทธแ์ ละเคร่ืองมือการเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory learning: pl) กระบวนทางปัญญา 10 ขั้น ของ ศ. นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งได้แก่ การสังเกต การบันทึก การนำเสนอ การฟัง การถาม-ตอบ การต้ังสมมติฐาน การค้นหาคำตอบ การวิจัย การเช่อื มโยง การบรู ณาการ และการเรียบเรียง 2. การเรยี นรเู้ รื่องของตนเอง ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม หมายถึง การเรียนร้เู พ่อื เช่อื มโยง ความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจของตนเอง การรับรู้และตระหนังในตนเองสามารถปรับเปล่ียน ทศั นคติและพฤติกรรมให้สอดคลอ้ งกบั คา่ นยิ มท่ีดงี าม ยึดมัน่ ในคณุ ธรรมจรยิ ธรรม มีความเพียรพยายาม ในการทำความดี การเสริมสร้างลักษณะนิสัยและสุนทรียภาพความดีงามในตนเอง การเรียนรู้เพ่ือให้ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การตระหนักถึงคุณค่า และพัฒนา คุณภาพของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนขอบเขตเน้ือหา ได้แก่ การเรียนรู้เรื่องตนเองทั้งทางด้าน ร่างกายและจิตใจ การเรียนรู้เก่ียวกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และเรื่องศิลปวัฒนธรรมกลยุทธ์และ เครื่องมือการเรียนรู้ เช่น การเรยี นรู้ในสถานการณ์จรงิ การฝึกปฏิบัติ (learning by doing) การเรียนรู้ แบบมีสว่ นรว่ ม การฝกึ ทกั ษะกระบวนการคิด 3. การเรยี นร้ทู ี่มงุ่ พัฒนาทกั ษะการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ 3.1 การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต หมายถึง การเรียนรู้ท่ีทำให้ผู้เรียนมี ทกั ษะชีวิตทีส่ ำคัญจำเป็นคือ การร้จู กั คดิ วิเคราะห์วิจารณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความตระหนักรูใ้ นตน มีความเห็นใจผูอ้ ่นื มคี วามภูมใิ จในตนเอง มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม รู้จกั การสร้างสัมพนั ธภาพและการ สื่อสาร รู้จักตัดสินใจและแก้ปัญหา รู้จัดการจัดการกับอารมณ์และความเครียด ขอบเขตเน้ือหา ประกอบด้วยทักษะชวี ิตท่ีสำคัญและจำเป็นข้างต้น รวมทัง้ การเรียนรู้เร่อื งเพศศึกษา การเลือกบริโภคส่ือ ยาเสพติดศึกษา ทักษะการเป็นผู้นำ ผู้ตาม การเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างเพศ การแก้ไขความขัดแย้ง และความรนุ แรงในครอบครัวและสงั คม 3.2 การเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษาการประกอบอาชีพ หมายถึง การเรียนรู้เพ่ือค้นพบ และใช้ศักยภาพของตนเพ่ือเตรียมตัวประกอบอาชีพให้เหมาะกับตนเอง รู้จักวิธีเลือกประกอบอาชีพ สุจริตเหมาะสม สามารถพ่ึงตนเองและเล้ียงตนเองได้อย่างพอเพียงแก่อัตภาพขอบเขตเนื้อหา ประกอบด้วยทักษะเกี่ยวกับการสร้างนิสัยรักการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียร มีคุณธรรม 4 ประการ คือ ความอดทน ความซื่อสัตย์ รู้จักเสียสระและความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม รู้จักแก้ปัญหา รวมทักษะในการจัดการ กลยุทธ์และเคร่ืองมือการเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การฝึกปฏิบัติ จรงิ การสาธติ การทดลอง (Experimentation) 4. การเรียนรู้ที่มุ้งพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหาโดยเน้นประสบการณ์และการฝึก ปฏิบตั ิ หมายถึง การใชท้ ักษะการคิดเพอื่ คน้ หาคำตอบในสถานการณ์ตา่ ง ๆ โดยอาศยั ประสบการณแ์ ละ ฝึกปฏิบัติจริง เพ่ือสามารถเผชิญและผจญกับปัญหาและการจัดการกับภาวะต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เป็น ป ร ะ โ ย ช น์กับ ต น เ อ ง แ ล ะ ส่ว น ร ว ม ข อ บ เ ข ต เ นื้อ ห า ข อ ง ก า ร เ รีย น รู้ที่พัฒ น า ก ร ะ บ ว น ก า ร คิด การแก้ปัญหาจากประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติ โดยการสังเกต การเปรียบเทียบ การตั้งคำถาม แปลความหมาย ตีความ ขยายความ อ้างอิง คาดคะเน การสรุปความคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชยั ภูมิ
108 คิดวิเคราะห์ กลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบมี ส่วนรว่ มการใช้กระบวนการแก้ปญั หา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการทางปัญญาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี 5. การเรยี นรู้โดยผสมผสานความรู้ คุณธรรม ค่านยิ ม คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ หมายถึง การเรยี นรู้ท่ีมุ้งให้ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ควบคู่กับการพัฒนาตนเองทางจิตใจ บุคลิกภาพและลกั ษณะนิสัย ขอบเขตเนื้อหาคือ ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ตลอดการเรียนรู้เก่ียวกับมารยาท วิธีปฏิบัติตนทางกาย วาจาใจ ความมี สติสมั ปชัญญะ การมคี ุณธรรมสำคัญ ความรักในเพ่ือนมนษุ ย์ ธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มการพฒั นาจิตใจ บุคลิกภาพและลักษณะนิสัย กลยุทธ์ และเคร่ืองมือการเรียนรู้ เช่น การบูรณาการการฝึกปฏิบัติจริง การเรยี นรูแ้ บบมสี ว่ นรว่ ม 6. การฝึกการเรียนรู้ท่ีมุ่งพัฒนาประชาธิปไตย หมายถึง การเรียนรู้ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและการปฏิบัติตามหน้าท่ีของตน การเคารพใหส้ ิทธิเสรีภาพของผูอ้ ื่น โดยคำนึงถึงความ คิดเห็นและผลประโยชน์ของส่วนร่วมเป็นหลัก ขอบเขตเนื้อหาคือ ความรู้ความเข้าใจ ความศรัทธาใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความรักและหวงแหนในสิทธิ เสรีภาพของตน การเคารพในสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ความเป็นพลเมืองดี การรักษาประโยชน์ส่วนร่วม กลยุทธ์และเครื่องมือการเรียนรู้ เช่น การฝึกปฏิบัติจริง การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การฝึกกระบวนการ คดิ วิเคราะห์ การเรยี นจากสถานการณ์จำลอง (Simulation) 7. การเรียนรู้เร่ืองภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรม หมายถึง การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในคุณค่าของความรู้ต่าง ๆ ที่ได้คิดค้นและส่ังสมประสบการณ์โดย ภูมิปัญญาไทย ตลอดจนมีความรัก ช่ืนชมและหวงแหนในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตและสืบสานให้ย่ังยืน ตลอดจนเชื่อมโยงสู่สากขอบเขตเน้ือหาเกี่ยวข้องกับ ศาสตร์สาขาต่าง ๆ ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมและหัตกรรม การแพทย์แผนโบราณ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ธุรกิจชุมชน สวัสดิการ ศิลปกรรม การจัดการองค์กร ภาษาและ วรรณกรรม ศาสนาและประเพณี การศึกษา กีฬาและนันทนาการกลยุทธ์และเคร่ืองมือการเรียนรู้ เช่น การเรียนรู้จากครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน การเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง การเรยี นรู้แบบมสี ่วนร่วมกระบวนการคดิ วเิ คราะห์ 8. การวิจัยเพอื่ พัฒนาการกระบวนการเรียนรู้ หมายถึง การศึกษารวบรวมข้อมูลเพือ่ นำมา วิเคราะห์ สังเคราะห์ สรุปผล เพ่ือแก้ไขปัญหาและกระบวนการเรียนรู้ของสถานศึกษากลยุทธ์และ เคร่ืองมือการวิจัยในการศึกษา เช่น ระบบบริหารของสถานศึกษาองค์ความรู้เรื่องการวิจัยของผู้บริหาร และครอู าจารย์ การสรา้ งแรงจงู ใจ การจดั สรรงบประมาณสนบั สนุน การประเมินคณุ ภาพ 9. การเรียนรู้ด้วยความร่วมมือของครอบครัวและชุมชน หมายถึง การท่ีครอบครัวชุมชน และสถานศึกษามีบทบาทร่วมกันในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กลับผู้เรียนเพ่ือให้ผู้เรียนได้อย่างเ ต็ม ศักยภาพ ขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวข้องกับบทบาทของครอบครัวและชุมชนในการร่วมการจัดทำหลักสูตร การสนับสนุนทรัพยากรทางการศึกษา การประเมินคุณภพทางการศึกษากลยุทธ์และเครื่องมือสำคัญที่ ทำให้สถานศึกษาได้รับความร่วมมือจากชุมชน เช่น เทคนิคการบริหารอย่างมีส่วนร่วม การกระจาย อำนาจความสมั พนั ธ์ระหวา่ งโรงเรยี นกลับชมุ ชน เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชยั ภูมิ
109 10. การประเมินผู้เรียน หมายถึง กระบวนการพิจารณาตัดสินคุณภาพ คุณลักษณะและ พฤติกรรมของผู้เรียนว่าเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่อย่างไร ขอบเขตเน้ือหาเกี่ยวข้องกับวิธี ประเมินผล เคร่ืองมือในการประเมินผล องค์ความรู้ในการประเมินผล การมีสว่ นร่วมในการประเมินผล ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อกลยุทธ์และเครื่องมือในการประเมินผลผู้เรียน เช่น การประเมินผลตามจริง แฟม้ สะสมงาน การสงั เกต การสมั ภาษณ์ การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน ข้ันที่ 5 การประเมินผลหลักสูตร เป็นการตัดสินคุณค่าของหลักสูตรที่พัฒนาข้ึนโดยใช้ผล จากการรวบรวมข้อมูลในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบว่าหลักสูตรมีผลสัมฤทธิ์ตามที่กำหนดไว้หรือไม่ เพยี งใด ส่งิ ใดที่ควรต้องทำการปรบั ปรุงเพื่อใหห้ ลกั สูตรดียิง่ ขึน้ การประเมินหลกั สตู ร ให้ครูประเมนิ จากสิ่ง ๆ ต่อไปน้ี 5.1 ผลที่เกิดข้ึนกับนักเรียน ได้แก่ ความรู้ ทักษะ เจตคติ และค่านิยมต่าง ๆ มีการ ประเมนิ เป็น 2 ระยะ คอื 1) ประเมินระหว่างการจัดการเรียนการสอน เป็นการประเมินตามจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรม ที่กำหนดไวใ้ นแต่ละคาบของการจัดการเรยี นการสอน 2) ประเมินเม่ือสิ้นสุดการเรียนการสอน ตามท่ีกำหนดไวใ้ นหลักสูตรว่านักเรียน มีผลสัมฤทธเ์ิ ป็นไปตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในหลกั สตู รหรือไม่ อยา่ งไร 5.2 ประเมินการจัดการเรียนการสอน เพ่ือตรวจสอบว่าเมื่อนำหลักสูตรไปใช้จัดการ เรียนการสอนในสถานการณ์จริงแล้วเป็นอยา่ งไร มีปัญหา/อุปสรรคอย่างไร การจัดการเรยี นการสอนให้ คำนึงถงึ การประเมินสิ่งตา่ ง ๆ ต่อไปนี้ 1) การประเมินเนื้อหาสาระท่ีใช้ในการจัดการเรียนการสอน เหมาะสมและ สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน ผู้เรียนสนใจในเนื้อหาสาระเรื่องราวท่ีนำมาใช้ในการจัดการเรียน การสอนหรือไม่ อย่างไร 2) ประเมินส่ือที่ใช้ในการเรียนการสอนว่าเหมาะสม ชัดเจน เข้าใจง่าย และ ดึงดูดความสนใจของผ้เู รยี นเพยี งใด 3) ประเมนิ กิจกรรมการจดั การเรยี นการสอนวา่ เป็นไปตามลำดบั จากง่ายไปยาก โดยสรุป หลักสูตรสถานศึกษาท่ีมีคุณภาพจะต้องเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายใน สถานศึกษา รวมท้ังบุคลากรภายนอกสถานศึกษา เพ่ือระดมความคิด ประสบการณ์มาใช้ในการกำหนด หลักสูตรและพัฒ นาผู้เรียนให้มีมาตรฐานตามท่ีกำหนดให้ตอบสน องต่อการเปล่ียนแปลงทางด้าน การเมือง สังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติการศึกษา ดังนั้น การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาต้องมีความเช่ือมโยงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยมี ข้ันตอนของการพัฒนาหลักสูตร คือ จัดต้ังคณะทำงาน ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน กำหนด จดุ ประสงค์ เนอ้ื หา กิจกรรม เวลาเรยี น เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผล จดั ทำเอกสารหลกั สตู ร ตรวจสอบ คุณภาพและการทดลองใชห้ ลักสตู ร เสนอขออนมุ ตั ิใช้หลักสตู ร นำหลกั สตู รไปใชแ้ ละประเมนิ หลักสูตร เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชยั ภูมิ
110 แบบฝึกท้ายบท 1. จงอธิบายความหมายของหลักสูตรสถานศึกษาและบอกจุดมุ่งหมายของการจัดทำหลักสูตร สถานศกึ ษา 2. จงอธิบายความสำคัญของหลักสูตรสถานศกึ ษาพร้อมยกตวั อย่าง 3. จงอธิบายข้นั ตอนการพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษา 4. จงอธบิ ายกระบวนการการบรหิ ารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา 5. จงวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของหลักสูตรสถานศึกษามีอะไรบ้างและมีความจำเป็น อย่างไร 6. จงอธบิ ายการกำหนดวิสัยทัศน์ของสถานศกึ ษาที่สะท้อนความเป็นท้องถิ่นและสอดคล้องกับ มาตรฐานหลกั สตู รชาติควรทำอย่างไร เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชัยภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
111 เอกสารอา้ งองิ กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2545). หลักสูตรการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2544. พิมพค์ รงั้ ที่ 3. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว. ______. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 และทแ่ี กไ้ ขเพมิ่ เติม ฉบบั ที่ 2 พ.ศ.2545 และพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบงั คับ 2545. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์อกั ษรไทย. กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2552). หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย. ชวลิต ชูกำแพง. (2550). การพัฒนาหลกั สตู ร. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. บุญเล้ยี ง ทมุ ทอง. (2553). การพฒั นาหลักสูตร. กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประสาท เนืองเฉลิม. (2546). วทิ ยาศาสตรศ์ กึ ษากับภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน. วารสารศูนย์บริการวชิ าการ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ . 1(2): 65–68. ______. (2554). หลกั สตู รการศกึ ษา. พมิ พ์ครั้งท่ี 2. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. โรงเรยี นบา้ นหนองระแวง. (2553). หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านหนองระแวง. ประจวบคีรีขันธ:์ สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประจวบครี ีขันธ์ เขต 1. วิชยั วงษ์ใหญ่. (2550). “หลักสตู รสถานศึกษา” สารานุกรมวชิ าชีพคร:ู เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว เน่อื งในโอกาสฉลองสิรริ าชสมบตั คิ รบ 60 ปี. กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธกิ ารครุ สุ ภา. สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2552). แนวทางการบริหารจัดการหลักสตู ร ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พช์ ุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. เสนีย์ วลิ าวรรณ และคณะ. (2553). หนงั สอื เรียนรายวชิ าพน้ื ฐานภาษาไทย ม.เล่ม 1. กรงุ เทพมหานคร: วฒั นาพานิช. อรณุ ปี ระภา หอมเศรษฐี. (ม.ป.ป.). บรบิ ททางสังคมและวัฒนธรรมไทยกบั ทศิ ทางการผลิต ภาพยนตรโ์ ฆษณาทางโทรทัศน.์ Available at http://www.pbn2.obec.go.th/think/be2 Marsh, Colin and others. (1990). Re conceptualizing School–Based Curriculum Development. London: Press. เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฎั ชัยภมู ิ
แผนบรหิ ารการสอนประจำบทที่ 6 การประเมินหลักสูตรเพ่อื การพฒั นาและการนำหลักสตู รไปใช้ หัวข้อเนอื้ หาประจำบท 6.1 ความหมายของการประเมนิ หลกั สตู ร 6.2 จุดมุ่งหมายของการประเมนิ หลักสูตร 6.3 ประเดน็ การประเมนิ หลกั สูตร 6.4 การนำหลกั สูตรไปใช้ บทสรปุ แบบฝกึ หัดทา้ ยบท เอกสารอา้ งอิง วตั ถปุ ระสงค์ เม่ือผเู้ รียนศึกษาบทเรยี นนีแ้ ลว้ สามารถ 1. อธิบายเกย่ี วกับความหมาย แนวคิด และหลกั การเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใชไ้ ด้ 2. วิเคราะหแ์ ละอธิบายแนวคดิ เกีย่ วกับการบรหิ ารและบริการหลกั สตู รได้ 3. ระบุขอบเขตงานการบรหิ ารและบริการหลักสูตรได้ 4. วเิ คราะห์และอธบิ ายกระบวนการบรหิ ารและบรกิ ารหลักสูตรได้ 5. ระบขุ อบเขตงานดำเนนิ การเรียนการสอนตามหลกั สตู รได้ 6. อธบิ ายลกั ษณะงานดำเนนิ การเรยี นการสอนตามหลักสูตรได้ 7. วเิ คราะห์เกย่ี วกับหลักการ แนวคิดในการสนับสนุนและส่งเสรมิ การใชห้ ลกั สูตรได้ 8. วิเคราะห์บทบาทหน้าทข่ี องผ้บู ริหารสถานศกึ ษาในการสนับสนุนการใช้หลักสูตรได้ 9. วิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของผูส้ อนในการใช้หลกั สูตรได้ 10. วิเคราะห์ปัญหาการนำหลกั สูตรไปใช้ได้ วิธสี อนและกิจกรรมการเรยี นการสอน 1. วิธสี อน 1.1 วิธสี อนแบบอภิปราย 1.2 วิธีสอนแบบบรรยาย 1.3 วิธสี อนแบบกล่มุ เรยี นรู้ 2. เทคนิคการสอน 2.1 การใชค้ ำถาม 2.2 กระบวนการกลุม่ 2.3 การจัดนทิ รรศการ 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชัยภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ชยั ภูมิ 112
ขนั้ นำ 3.1 ผู้สอนทบทวนความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรในภาพรวมที่เรียนมาแล้ว โดยการ ซักถาม 3.2 ผู้สอนเชื่อมโยงเนื้อหากับบทเรียน พร้อมแจ้งจุดประสงค์ นำเสนอเนื้อสาระกิจกรรม การเรยี นร้แู ละชิ้นงานทจี่ ะเกิดขึ้นในการเรียนรคู้ รง้ั นด้ี ้วย Power Point ขัน้ สอน 3.3 ผู้สอนบรรยายเก่ียวกับความหมายของการประเมินหลักสูตร จุดมุ่งหมายของการ ประเมินหลกั สูตร ประเดน็ การประเมนิ หลกั สูตร และการนำหลกั สูตรไปใช้ ด้วย Power Point 3.4 นักศกึ ษาเข้ากลุม่ ๆ ละ 6 คน เลอื กประเดน็ ท่ีกลุ่มสนใจและร่วมวิเคราะห์และ กลมุ่ ที่ 1 แนวคดิ ความเหมือน ความต่างของรูปแบบการประเมนิ หลักสูตร 5 รปู แบบ กลมุ่ ท่ี 2 งานบรหิ ารและบรกิ ารหลกั สูตร กลุ่มที่ 3 งานสนบั สนนุ และสง่ เสรมิ การใช้หลกั สตู ร กล่มุ ท่ี 4 บทบาทหน้าท่ขี องผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาและครูผูส้ อนการนำหลักสูตรไปใช้ 3.5 กลุ่มนำเสนอรายงานผลการศึกษา สมาชิกในช้ันเรียนร่วมกันอภิปรายซักถาม ผู้สอน เตมิ เต็มในสว่ นท่ีสำคัญทยี่ งั ไม่สมบูรณ์ 3.6 นกั ศึกษาจัดนทิ รรศการผลงานกลุ่ม รว่ มชมนิทรรศการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3.7 ผสู้ อนและนักศึกษารว่ มกันสรปุ บทบาทของผ้ทู ีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั การนำหลักสตู รไปใช้ ขน้ั สรปุ 3.8 ผู้สอนสรุปประเด็นสำคัญของการประเมินหลักสูตรเพื่อการพัฒนาและการนำ หลกั สตู รไปใช้ด้วย Power Point พร้อมซกั ถาม 3.9 นักศึกษาทำแบบฝกึ หัดท้ายบท สอื่ การเรยี นร้/ู แหล่งเรยี นรู้ 1. เอกสารคำสอนวิชา การพัฒนาหลักสตู ร 2. PowerPoint หัวข้อทบ่ี รรยายเร่อื ง การประเมินหลักสูตรเพื่อการพัฒนาและการนำหลักสตู ร ไปใช้ 3. หนังสอื ความรูท้ เี่ กย่ี วขอ้ งกับ การประเมินหลักสูตรเพ่ือการพฒั นาและการนำหลกั สูตรไปใช้ 4 .เว็บไซต์ทางการศกึ ษา การประเมนิ หลกั สูตรเพอ่ื การพฒั นาและการนำหลักสตู รไปใช้ 5. บทเรยี นออนไลน์ รายวิชา การพัฒนาหลักสูตร การวดั ผลและการประเมนิ ผล 1. สังเกตการตอบคำถามและต้ังคำถาม 2. สงั เกตจากการอภปิ ราย ซักถาม และการแสดงความคิดเห็น เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ชยั ภมู ิ 113
3. วดั เจตคตจิ ากการสงั เกตพฤติกรรมความกระตือรอื ร้นในการทำงาน 4. กจิ กรรมและคุณภาพของงาน 5. ประเมนิ ผลจากการทำแบบฝกึ หัดทา้ ยบท บทท่ี 6 การประเมนิ หลกั สตู รเพอ่ื การพัฒนาและการนำหลกั สตู รไปใช้ บทนำ การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการค้นหาข้อมูลเพ่ือพิจารณาเกี่ยวกับคุณค่าของหลักสูตร โดยอาศัยผลจากการวัดในแง่มุมต่าง ๆ ของหลักสูตรเพื่อนำมาพิจารณาว่ามีผมตามความมุ่งหมายที่ วางไว้หรือไม่ สมควรที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาไว้ใช้ต่อหรือไม่ซึ่งการประเมินหลักสูตรจะมี ขอบข่ายกวา้ งการทดลองใช้หลักสตู ร ผลของการทดลองหลักสูตรเป็นเพียงผลส่วนหนึ่งของการประเมิน หลักสูตรโดยจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน รวมความถึงการประเมินเอกสารหลักสูตร การเตรียมการ กระบวนการ และผลของหลักสูตร (Peter F. Oliva, 2009: 409) การวิจัยพัฒนา หลกั สูตรในขน้ั น้ีจึงอาศัยแนวคดิ การวจิ ยั เชิงประเมินตามแนวคิดและรปู แบบต่าง ๆ นำเสนอสาระสำคัญ เก่ยี วกับการประเมนิ หลกั สูตร รายละเอียดดังนี้ 6.1 ความหมายของการประเมนิ หลกั สตู ร ความหมายของการประเมินหลักสูตรมีพัฒนาการตามความหมายของนักศึกษาทางด้าน การประเมินซ่ึงได้มีการแบ่งประเภทความหมายแตกต่างกันออกไปตามแนวคิดและพัฒนาของแนวคิด เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎชยั ภมู ิ 114
การประเมนิ เชน่ Worthen and sanders (1973) ไดแ้ บ่งความหมายของการประเมนิ ออกเป็น 3 กลุ่ม ส่วน Guba และ Lincoln (1990) ได้แบ่งความหมายการประเมินตามพัฒนาการแบ่งเป็น 4 กลุ่มตาม ยุคของการเปลี่ยนแปลง แนวคิดด้านการประเมินโดยสรุปความหมายของการประเมินหลักสูตรแบ่ง ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลมุ่ นักวัดผลท่ีเน้นการให้ความหมายในเชิงวัดผมโดยใช้เครื่องมือทางการวัดผล เป็นหลัก ซึ่งมีการศึกษาที่สำคัญ เช่น Thorndike, Hagen และ Ebel กลุ่มต่อมาได้ให้ความหมายของ การประเมินที่เน้นความมุ่งหมายของหลักสูตร โดยให้คำจำกัดความว่า “การประเมินผลเป็นการ เปรียบเทียบพฤติกรรมกับความมุ่งหมายท่ีชัดเจน” นักการศึกษาที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ Tyler และ กลุ่มเชิงระบบซ่ึงเป็นกลุ่มที่ให้ความหมายของการประเมินท่ีได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายท่ีเสนอว่า เป็นการรวบรวมอย่างเป็นระบบเพื่อได้รับสารสนเทศในการตัดสินใจ นักการศึกษาท่ีสำคัญในกลุ่มน้ี ได้แก่ Stake Provas และ Stufflebeam (George F. Madaus and Thomus Kellaghan, 1996: 119-121, ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552: 21-22) และกลุ่มสุดท้ายท่ีให้ความหมายของการประเมินที่เน้น การตอบสนองอย่างสร้างสรรค์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับหลักสูตรซ่ึงมีนักศึกษาที่สำคัญ ได้แก่ Guba และ Lincoln (1990:184-185) หรือท่ีเรียกการประเมินน้ีว่าการประเมินในยุคที่ 4 (Fourth Generation) จากกลุ่มความหมายข้างต้น แม้จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปแต่ส่วนใหญ่เป็นความแตกต่าง ในด้านกระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลและประเด็นที่สนใจซ่ึงกลุ่มความหมายดังกล่าวก่อให้เกิดรูปแบบการ ประเมนิ ทีแ่ ตกตา่ งกนั ไป โดยสรุป การประเมินหลักสูตรหมายถึง กระบวนการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ หลักสูตร จุดเด่นจุดด้อยของหลักสูตร และกระบวนการของหลักสูตรเพื่อตัดสินคุณค่าของกลักสูตรว่า บรรลจุ ุดมงุ่ หมายท่ีกำหนดไวห้ รอื ไม่ เพอ่ื นำไปปรบั ปรุงและเแลย่ี นแปลงหลักสูตร 6.2 จดุ ม่งุ หมายของการประเมนิ หลกั สูตร การประเมินหลักสูตรเป็นกระบวนการหาขอ้ เทจ็ จริงของหลักสูตร โดยทว่ั ไปแลว้ มีจดุ มงุ่ หมายท่ี สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ เพื่อหาคุณค่าของหลักสูตรนั้น ๆ โดยพิจารณาว่าหลักสูตรท่ีจัดข้ึนสามารถ ตอบสนองตามวัตถุประสงค์ท่หี ลกั สูตรนั้นต้องการหรือไม่ เพ่อื ตัดสนิ ใจวา่ วางเค้าโครงและรูประบบของ หลักสูตรและการสอนตามหลักสูตรเป็นไปในทางท่ีถูกต้องหรือไม่ จุดมุ่งหมายการประเมินหลักสูตรจึง สอดคล้องกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตร รายละเอียดดังน้ี (Peter F. Oliva, 2009: 409, Jon wiles, 2009: 104-105) 6.2.1 เพ่ือทราบความจำและความต้องการของประชากรที่เป็นเป้าหมายหลักสูตร จุดมุ่งหมายดังกล่าวจะใช้เป็นพ้ืนฐานของการพัฒนาหลักสูตรในงานวิจัยในด้านการพัฒนานวั ตกรรม การศึกษาบางครงั้ เรยี กวา่ การประเมนิ ความจำเปน็ ซึ้งการประเมินดังกลา่ วเอาไปพฒั นาหลักสูตร 6.2.2 เพื่อทราบแนวทางเกี่ยวกับกระบวนการของหลักสูตร ซ่ึงเก่ียวข้องกับการกำหนด หลกั การ กำหนดจุดมงุ่ หมาย และกำหนดโครงสร้างเนื้อหาวชิ าหรือความรู้ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ ต่าง ๆ และสอดคลอ้ งกบั จดุ มุ่งหมายตา่ ง ๆ 6.2.3 เพ่ือทราบผลการนำหลักสูตรไปใช้ เช่น การบริหารหลักสูตร การสร้างความพร้อม เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลักสูตร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชยั ภักดี คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชัยภูมิ 115
ก่อนใช้หลักสูตร การพัฒนาบุคลากร การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน และการวัดผล ป ร ะเมิน ผ ล การเรียน เพ่ื อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้หลักสูตรให้บ รรลุผลตามวัตถุป ระสงค์ตาม หลกั สตู ร 6.2.4 เพื่อทราบเกี่ยวกับผลการใช้หลักสูตร หรือประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรของ ผู้เรียน เช่น การใช้ความรู้ในการศึกษาต่อและการทำงาน จุดมุ่งหมายของการประเมินดังน้ันกล่าว นำไปสกู่ ารจัดสินใจในการเปล่ยี นแปลงหลักสตู รอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลการประเมินหลักสูตรจะมีประโยชน์ช่วยให้มีการกล่ันกรองหลักสูตรเพ่ือให้ได้หลักสูตรที่ สอดคล้องกับสภาพท่ีเป็นจริง มีความเหมาะสมสมบูรณ์ก่อนนำไปปฏิบัติ ช่วยให้มีข้อมูลเพียงพอและ แมน่ ตรงต่อการปรบั ปรงุ หลกั สตู ร ผลการประเมินหลักสูตรเมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบและจะนำไปสู่การตัดสินใจในเชิงปฏิบัติที่ สำคัญอยู่ 2 ประการ คือ 1) การปรับหลักสูตร คือ การประเมินระหว่างปฏิบัติงานพัฒนาหลักสูตร มีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ผลการประเมินน้ันให้เป็นประโบชน์กับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร โดยมีวัดผลเป็นระยะ ๆ ในระหว่างการทดลองใช้หลักสูตร แล้วนำผลจากการวัดมาประเมินว่าแต่ละข้ันตอนหลักสูตรมีความ เหมาะสมและสามารถปฏบิ ตั ิได้เพียงใด มปี ญั หาเเละอปุ สรรคอะไรบ้าง 2) การสรปุ ผล คณุ ค่าของการพัฒนาหลักสูตรมคี วามเหมาะสมหรือไม่ หลักสูตรตอบสนอง ความต้องการของผู้เรียนของสังคมเพียงใด ควรจะใช้ได้ต่อไปหรือควรจะยกเลิกท้ังหมดหรืออาจจะ ยกเลิกบางสว่ นและปรบั แกไ้ ขในส่วนใด 6.3 ประเด็นการประเมนิ หลักสูตร 6.3.1 จุดม่งุ หมายท่ัวไป แนวทางการประเมิน ไดแ้ ก่ หลักสูตรไดก้ ล่าวถงึ ลักษณะท่ีคาดหวังของ ผลผลติ หลกั สูตรไวช้ ดั เจนหรือไม่ จุดมงุ่ หมายของหลักสตู รมีความสำคญั เพยี งพอหรือไม่ 6.3.2 หลักการและเหตุผล แนวทางการประเมิน ได้แก่ มีการเสนอความจำเป็นเก่ียวกับการใช้ หลกั สตู รหรือไม่ มกี ารกล่าวถึงขอ้ สรุปทีส่ ำคญั ของหลักสตู รไวห้ รือไม่ 6.3.3 มุ่งหมายเฉพาะแนวทางการประเมิน ได้แก่ มีการระบุจุดมุ่งหมายเฉพาะหรือไม่ มี การชี้แนวทางว่าหลักสูตรสามารถเปล่ียนแปลงพฤติกรรมผู้เรียนได้อย่างไร มุ่งหมายเฉพาะแต่ละข้อ แสดงประเภทและความสำคัญหรือไม่ มุ่งหมายเฉพาะแต่ละข้อแสดงความสอดคล้องและความสัมพันธ์ กนั กบั จุดม่งุ หมายทวั่ ไปหรือไม่ 6.3.4 เกณฑ์การปฏิบัติเก่ียวกับการใช้หลักสูตรแนวทางการประเมินได้แก่ระบุเกณฑ์สำหรับ พจิ ารณาในการปฏบิ ัตมิ ีความชัดเจนและเหมาะสมและเชื่อถอื เกย่ี วกบั ประสทิ ธิภาพได้เพียงใด 6.3.5 การแบ่งระดับคะแนนแนวทางการประเมินได้แก่ระบุการจัดลำดับความสำคัญแนว ทางการประเมินเช่นความสำคัญของคะแนนมีความชัดเจนเพียงใดการจัดลำดับของคะแนนสะท้อนให้ เห็นลำดบั ความสำคัญของจุดมุ่งหมายหรือไม่ระบบการจัดลำดับคะแนนมีความเหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย หรือไม่ 6.3.6 สภาพแวดลอ้ มแนวทางการประเมนิ ได้แก่มกี ารอธบิ ายเกี่ยวกับสภาพแวดลอ้ มของชุมชน เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชยั ภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชยั ภูมิ 116
ที่จะนำหลักสูตรไปใช้หรือไม่มีการระบุถึงสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาอย่างชัดเจนหรือไม่หลักสู ตรมี ความเหมาะสมความชัดเจนความต่อเน่ืองเก่ียวกับโครงการจัดการศึกษาของสถานศึกษากับนักเรียน หรือไม่การบริหารหลักสูตรได้จัดระบบไว้ชัดเจนเพียงไรมีสถาบันการศึกษาอื่นสามารถนำหลักสูตรน้ีไป ใช้ไดห้ รือไมม่ ีการระบุถึงผลกระทบเกยี่ วกบั หลกั สตู รรายวชิ าและครูหรือไม่ 6.3.7 ลักษณะผู้เรียนแนวทางการประเมินได้แก่มีการระบุถึงลักษณะผู้เรียนท่ีจบหลักสูตรน้ี หรือไม่มีการระบุเกี่ยวกับวิธีการและข้ันตอนการคัดเลือกผู้เรียนหรือใหม่มีการกำหนดความรู้พ้ืนฐานไว้ หรือไม่โอทไี มส่ ามารถเขา้ รว่ มหลกั สตู รนจี้ ะสามารถตรวจสอบได้โดยวิธใี ด 6.3.8 การเรียนการสอนแนวทางการประเมินได้แกม่ ีการระบุรายละเอียดไว้ในแพลนการเปล่ยี น เพียงพอหรือไม่เนื้อหาสาระของแต่ละวิชาในหลักสูตรนาดสนใจเพียงใดเนื้อหาสาระของแต่ละวิชามี คุณค่าและประโยชน์มากน้อยเพียงใดการจัดการเรียนการสอนสัมพันธ์ุกับจุดมุ่งหมายท่ัวไปและ จดุ มงุ่ หมายเฉพาะหรือไมก่ ารออกแบบกจิ กรรมและกำหนดวิธีสวนสง่ เสริมการเรียนรู้ความคดิ สร้าง 6.3.9 ความแตกต่างในการจัดการเรียนการสอนแนวทางการประเมินได้แก่มีการประเมิน ระหว่างผลการเรียนอย่างสม่ำเสมอและมีการประเมินเพ่ือการวินิจฉัยหรือไมม่ ีการเตรียมสื่อสำหรับการ สอนซ่อมเสริมหรือไม่ลักษณะการจัดสอนซ่อมเสริมมีหลายรูปแบบรวมท้ังมีประสิทธิภาพมากน้อย เพียงไรมกี ารส่งเสริมผู้เรียนเกง่ มากน้อยเพียงใด 6.3.10 การส่งเสริมสนับสนุนการปฎิบัติ แนวทางการประเมิน ได้แก่ มีการระบุจำนวนกลุ่ม ผเู้ รียนขนาดใหญ่ ขนาดเล็กไว้หรือไม่ มีการวางแผนการแก้ไขปัญหาสำหรับผู้เรียนจำนวนมากหรือน้อย กว่าท่ีกำหนดไว้หรือไม่ มีการเตรียมวัสดุเคร่ืองมือท่ีสนับสนุนการเรยี นการสอนหรือไม่ สื่อการเรยี นการ สอนมีความสอดคล้องกับบทเรียนและหลักสูตรหรือไม่ ส่ือการเรียนและเคร่ืองมือสามารถจะทำได้หรือ จะซอื้ ได้ง่ายหรอื ไม่ ส่อื การสอนมีความเหมาะสมในการใช้มากนอ้ ยเพียงใด มีการอธิบายวิธกี ารจัดสง่ ส่ิง อำนวยความสะดวกในการจัดการเรยี นการสอนไวห้ รือไม่ 6.3.11 การทดลองใช้หลักสูตร แนวทางการประเมิน ได้แก่ มีการทดลองใช้หลักสูตรแบบนำ ร่องหรือภาคสนามหรือไม่ รายงานผลการทดลองใช้นา่ เชื่อถอื มากน้อยเพยี งใด 6.3.12 การประเมินโครงการใช้หลักสูตร แนวทางการประเมิน ได้แก่ มกี ารประเมินโครงการใช้ หลักสูตร ผลการประเมินเปน็ ที่ยอมรับกันหรือไม่ มีองค์ประกอบหรือส่วนใดของหลักสูตรท่ีจำเป็นต้องมี การประเมนิ โดยเฉพาะหรือไม่ มกี ารปรับปรงุ และพัฒนาส่วนใดหรอื ไม่ 6.3.13 การนำหลักสูตรไปใช้ แนวทางการประเมิน ได้แก่ มีแนวทางและกำหนดเวลาการใช้ หลักสูตรหรือไม่ บทบาทหน้าที่ของผู้ใช้หลกั สตู รได้ระบไุ ว้ชัดเจนหรือไม่ มีสิ่งจูงใจและทรัพยากรสำหรับ การใชห้ ลกั สูตรเพียงพอหรอื ไม่ แผนการใชห้ ลกั สูตรมคี วามชดั เจนและเป็นไปได้เพียงใด 6.3.14 ผลผลิต แนวทางการประเมิน ได้แก่ รูปแบบหลักสูตรมีความอิสระในตัวเองหรือไม่ ผลผลิตจากหลักสตู รเป็นทน่ี า่ พอใจและมีความสนใจในวิชาชพี มากน้อยเพียงใด ประเด็นข้างต้นเป็นประเด็นกลางในการพิจารณาเพ่ือประเมินหลักสูตร ท้ังนี้ในการเลือกไปใช้ แต่ละประเด็นย่อมข้ึนอยูก่ บั รูปแบบและแนวคิดทผ่ี ู้ประเมินวางแผนไว้ ซ่ึงอาจจะนำประเดน็ เหล่านไ้ี ปใช้ ในการประเมนิ หลักสูตรท้ังหมดหรอื เพียงบางประเด็นก็ย่อมได้ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพัฒนาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภมู ิ 117
6.4 การนำหลกั สตู รไปใช้ การนำหลักสูตรไปใช้เป็นข้ันตอนสำคัญของการพัฒนาหลักสูตร เป็นกระบวนการดำเนินงาน และกิจกรรมต่าง ๆ ในการนำหลักสูตรไปสู่โรงเรียนและจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุจุดหมายของ หลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้เป็นงานเก่ียวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายต้ังแต่ระดับกระทรวงศึกษาธิการ แต่ละฝา่ ยมีความเกย่ี วข้องในแตล่ ะส่วนของการนำหลักสูตรไปใช้ เช่น หน่วยงานส่วนกลาง เกย่ี วข้องใน ด้านการบริหารและบริการหลักสูตรกับการนิเทศและติดตามผลการใช้หลักสูตร ผู้บริหารสถานศึกษา เก่ียวข้องในด้านการบริหารและบริการหลักสูตร การจัดปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ภายใน สถานศึกษา ครผู ู้สอน เกี่ยวข้องในด้านการจดั การเรยี นการสอนใหบ้ รรลุจดุ มุง่ หมายของหลักสตู รในการ นำหลักสูตรไปใช้จำต้องเป็นข้ันตอนตามลำดับ นับแต่ข้ันการวางแผน และเตรียมการในการ ประชาสัมพันธ์หลักสูตร และการเตรียมบุคลากรท่ีเกี่ยวข้อง ขั้นต่อมาคือดำเนินการนำหลักสูตรไปใช้ อย่างมีระบบ นับแต่การจัดครูเข้าสอนตามหลักสูตร การบริการวัสดุหลักสูตรและสิ่งอำนวยความ สะดวกในการนำหลักสูตรไปใช้ และการดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตร ส่วนข้ันสุดท้ายต้อง ติดตามประเมินผลการนำหลักสูตรไปใช้นับแต่การนิเทศติดตามผลการใช้หลักสูตร การติดตามและ ประเมินผล การใชห้ ลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้ถือเป็นกระบวนการทีส่ ำคญั ท่ีจะทำให้หลกั สูตรทีส่ ร้าง ขึ้นบรรลุผลตามจุดหมาย และเป็นกระบวนการท่ีต้องได้รับความร่วมมือจากบุคคล ท่ีเกี่ยวข้องหลาย ๆ ฝ่าย และท่ีสำคญั ท่ีสดุ คือครผู ้สู อน 6.4.1 ความหมายของการนำหลกั สตู รไปใช้ การนำหลักสูตรไปใช้ซึ่งเป็นขั้นตอนที่นำหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติงานที่มีขอบเขต กว้างขวาง ทำให้การให้ความหมายของคำว่าการนำหลักสูตรไปใช้แตกต่างกันออกไป นักการศึกษา หลายทา่ นได้แสดงความคดิ เห็นหรือให้คำนยิ ามของคำว่าการนำหลักสตู รไปใช้ดงั น้ี โบแชมป์ (Beauchamp, 1975: 164) ได้ให้ความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ว่า การ นำหลกั สูตรไปใช้ หมายถงึ การนำหลกั สตู รไปปฏิบัติ โดยประกอบด้วยกระบวนการที่สำคญั ทส่ี ดุ คอื การ แปลงหลักสูตรไปสกู่ ารสอน การจัดสภาพแวดล้อมในโรงเรยี นให้ครูไดพ้ ฒั นาการเรยี นการสอน สันต์ ธรรมบำรุง (2527: 120) กล่าวว่า การนำหลักสูตรไปใช้หมายถึง การที่ผู้บริหาร โรงเรยี นและครูนำโครงการของหลักสูตรที่เป็นรูปเล่มนั้นไปปฏิบัติบังเกดิ ผล และรวมถึงการบริหารงาน ด้วยวิชาการของโรงเรียนเพ่ืออำนวยความสะดวกให้ครูและนักเรียนสามารถสอนและเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จันทรา (Chandra, 1977: 1) ได้ให้ความหมายของการนำหลักสูตรไปใช้ว่าเป็นการ ทดลองใช้เนื้อหาวิชาวิธีการสอน เทคนิคการประเมิน การใช้อุปกรณ์การสอบแบบเรียนและทรัพยากร ตา่ ง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่นกั เรียน โดยมีครแู ละผู้ร่างหลักสูตรเป็นผู้ปัญหาแล้วหาคำตอบให้ไดจ้ ากการ ประเมินผล รายงานการประชุมทางวิชาการเก่ียวข้องกับการใช้หลักสูตรของประเทศในภูมิภาค (APEID, 1977: 3) กล่าวว่า การนำหลักสูตรไปใช้มีความหมายครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตรไป จนถึงการอบรมครผู ู้สอนให้เป็นผู้มีสมรรถนะทจี่ ำเป็น พรอ้ มทจี่ ะนำหลักสตู รไปใช้ใหไ้ ด้ผลตามเปา้ หมาย ทีก่ ำหนดไว้ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดือนเพญ็ พร ชัยภกั ดี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฎชัยภมู ิ 118
ธำรง บัวศรี (2514: 165) กล่าวว่า การนำหลักสูตรไปใช้ หมายถึง กระบวนการเรียนการ สอนสำหรับสอนเปน็ ประจำทุกๆ วนั สุมิตร คุณากร (2520: 130) กล่าวว่า การนำหลักสูตรไปใช้เป็นกระบวนการท่ีทำให้ หลักสูตรกลายเป็นการปฏิบัติจริง และเป็นข้ันตอนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและมีกิจกรรมท่ี จะกระทำได้ 3 ประการ คอื 1. การแปลงหลกั สูตรไปสู่การสอน 2. การจดั ปจั จัยและสภาพต่าง ๆ ภายในโรงเรยี นให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร 3. การสอนของครู สรุปได้ว่า การนำหลกั สูตรไปใช้ หมายถึง การดำเนินงานและกิจกรรมตา่ ง ๆ ในอันท่ีจะทำ ให้หลักสูตรที่สร้างข้ึนดำเนินไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นับแต่การเตรียมบุคลากร อาคาร สถานท่ี วัสดอุ ปุ กรณ์ สภาพแวดล้อม และการจัดการเรยี นการสอนในโรงเรียน 6.4.2 แนวคิดเกยี่ วกับการนำหลักสูตรไปใช้ ถ้าเรายอมรับว่าการนำหลักสูตรไปใช้เป็นขั้นตอนหน่ึงท่ีสำคัญที่สุดที่จะทำให้หลักสูตร บังเกิด ผลต่อการใช้อย่างแท้จริงแล้วการนำหลักสูตรไปใช้ควรจะเป็นวิธีการปฏิบัติการท่ีมีหลักเกณฑ์ และมีกระบวนการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพพอที่จะม่ันใจได้ว่าหลักสูตรท่ีสร้างขึ้นนั้นจะได้มีโอกาสนำไป ปฏบิ ตั จิ ริง อย่างแนน่ อน นักการศกึ ษาตา่ งกใ็ หท้ ศั นะซ่ึงเป็นแนวคดิ ในการนำหลักสตู รไปใชด้ งั น้ี โบแชมป์ (Beauchamp, 1975: 169) กล่าวว่า สง่ิ แรกทค่ี วรทำคือ การจัดสภาพแวดล้อม ของโรงเรียน ครูผู้นำหลักสูตรไปใช้มีหน้าท่ีแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน โดยใช้หลักสูตรเป็นหลักในการ พฒั นากลวธิ กี ารสอน ส่ิงท่คี วรคำนงึ ถงึ ในการนำหลักสูตรไปใช้ใหไ้ ด้ผลตามเป้าหมาย 1. ครูผสู้ อนควรมสี ว่ นรว่ มในการรา่ งหลักสูตร 2. ผู้บริหารต้องเห็นความสำคัญและสนับสนนุ การดำเนินงานให้เกิดผลสำเร็จได้ ผู้นำ ท่สี ำคญั ทีจ่ ะรบั ผดิ ชอบไดด้ ี คือครูใหญ่ ทานการ์ด (Tankard, 1974: 46-88) ได้ให้ความเห็นว่า ความสำเร็จของการนำหลักสูตร ไปใช้อยทู่ ีก่ ารวางแผนการทดลองใช้ ซง่ึ มอี งค์ประกอบต่าง ๆ คือ 1. รายละเอียดของโครงการ 2. ปรัชญาและจุดมงุ่ หมาย 3. แผนการนำไปใช้และการดำเนนิ การ ผู้เก่ียวข้องในการนำหลักสูตรไปใช้ซึ่งมีศึกษานิเทศก์ ครูใหญ่ ผู้บริหารระดับต่าง ๆ เป็น ส่วนใหญจ่ ะต้องร่วมมอื กนั ดำเนินงานต้ังแตก่ ารทำโครงการปรับปรุงหลักสูตร กำหนดจดุ มุ่งหมาย จดั ทำ เน้ือหาแผนการนำไปทดลองใช้ และการประเมินผล ปัญหาท่ีเกิดข้ึนจากการนำไปทดลองใช้ จะต้อง บนั ทกึ ไว้ทงั้ หมด เพื่อนำไปเป็นขอ้ มลู ในการแก้ไขปรับปรุงหลักสตู ร เวอร์ดุน (Verduin, 1977: 88-90) ใหท้ ัศนะว่าการนำหลักสูตรไปใช้จะต้องเริ่มดำเนินการ โดยการนิเทศใหค้ รใู นโรงเรยี นเข้าใจหลักสูตร แล้วตง้ั กลุ่มปฏิบตั ิการข้นึ เพ่ือการศึกษาปญั หาทจี่ ะเกิดขึ้น ในระหว่างการใช้หลักสูตรจากพื้นที่ท่เี ป็นปญั หาหลาย ๆ แห่งเพ่ือใหไ้ ด้ข้อมูลมากทส่ี ุด กลุ่มปฏิบัติการนี้ จะตอ้ งเข้าไปทำงานร่วมกันกบั ครูผู้สอนอย่างจริงจังเพือ่ ให้เกดิ ความเห็นอกเห็นใจและมคี วามสมั พันธอ์ ัน ดีต่อกัน การจัดการอบรมปฏิบัติการแก่ครูประจำการถือว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญท่ีสุดในการนำหลักสูตร เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ชัยภูมิ 119
ไปใช้ ต้องใช้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญการสอนโดยเฉพาะสามารถฝึกผู้อื่นได้ดีและมีวิธีการให้ครูเกิดความ สนใจ ถ้ามีข้อเสนอแนะให้มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างการใช้หลักสูตรควรเลือกครูผู้สอนที่อาสาสมัคร และเต็มใจ ไม่ควรใช้ครูทุกคนในโรงเรียนเพราะอาจมีบางคนท่ีไม่เห็นด้วยและไม่เต็มใจกับการ เปล่ียนแปลง จึงควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพ่ือให้ครูส่วนใหญ่เข้าใจ จะทำให้การเปลี่ยนแปลงมี ความหมายและได้รับการยอมรบั โดยปรยิ าย จากเอกสารการประชุมของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย (APEID, 1977: 29) ในการประชุม ทบทวนประสบการณ์ต่าง ๆ ของประเทศในเอเชีย เรื่อง ยุทธศาสตร์การนำหลักสูตรไปใช้ได้สรุปเป็น องค์ประกอบทีส่ ำคัญได้ดงั น้ี 1. วางแผนและเตรียมการนำหลักสูตรไปใช้โดยให้คนหลายกลุ่มเข้ารว่ มแสวงหาการ สนับสนนุ จากประชาชนและจัดเตรียมทรพั ยากร (มนษุ ยแ์ ละวัสดุ) ใหพ้ ร้อม 2. จัดใหม้ ีหน่วยงานสง่ เสริมการนำหลักสตู รไปใชใ้ ห้เป็นไปได้สะดวกและรวดเร็ว 3. กำหนดวิถีทางและกระบวนการนำหลักสูตรไปใช้อย่างเป็นขั้นตอน รวมเหตุ ผลตา่ ง ๆ ท่จี ะใชใ้ นการจงู ใจครแู ละตดิ ตามผลการปฏบิ ัตงิ าน ธำรง บัวศรี (2514: 165-195) ได้สรุปช้ีให้เห็นปัจจัยจะนำไปสู่ความสำเร็จของการนำ หลกั สตู รไปใช้ไว้ว่าควรคำนึงถงึ สิ่งต่อไปนี้ 1. โครงการสอน เช่น การวางโครงการสอนแบบหน่วย (Unit Organization of Instruction, Teaching Unit) ประเภทของหน่วยการสอนมี 2 ประเภท คือ หน่วยรายวิชา (Subject Matter Unit) และหน่วยงานประสบการณ์ (Experience Unit) 2. หน่วยวิทยาการ (Resource Unit) เป็นแหล่งให้ความรู้แก่ครู เช่น เอกสาร คู่มือ และแนวการปฏบิ ัติตา่ ง ๆ 3. องคป์ ระกอบอ่ืน ๆ ท่ีช่วยในการสอน เช่น สถานทแ่ี ละเครื่องมือเครอื่ งใช้ อุปกรณ์ การเรียนการสอน วิธีการสอนและวดั ผลการศกึ ษา กิจกรรมรว่ มหลกั สูตร การแนะนำการจัดและบริหาร โรงเรยี นเป็นต้น วิชัย วงษ์ใหญ่ (2521: 140-141) ไดใ้ ห้ความเห็นวา่ ผู้มีบทบาทในการนำหลักสตู รไปใช้ให้ บรรลุจุดหมายมี 3 กลมุ่ คือ ครูใหญ่ ครปู ระจำช้ัน และชุมชน ในจำนวนนี้ครใู หญ่เป็นผู้ท่ีมีบทบาทมาก ท่สี ุดทจี่ ะต้องศกึ ษาและวางแผนเก่ียวกบั การใช้หลกั สตู รโดยมีขน้ั ตอนสรปุ ส้นั ๆ ไดด้ ังนี้ 1. เตรียมวางแผน 2. เตรยี มจดั อบรม 3. การจัดครเู ข้าสอน 4. การจัดตารางสอน 5. การจดั วสั ดปุ ระกอบหลักสูตร 6. การประชาสัมพันธ์ 7. การจดั สภาพแวดลอ้ มและการเลือกกจิ กรรมเสรมิ หลักสตู ร 8. การจัดโครงการประเมิน จากเอกสารทางวิชาการของแผนกวิชาประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (2516: 11) กล่าวถึงบทบาทของโรงเรียนในการนำหลักสูตรไปใช้ให้ได้ผลท่ีควรจัด กิจกรรมดังนี้ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชยั ภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ชัยภูมิ 120
1. ประชมุ ครเู พ่อื ศึกษาหลักสตู รและทำโครงการสอน 2. จดั อบรมครู เพือ่ ให้เพิ่มพนู ความรจู้ ากวิทยากรในด้วยวธิ กี ารสอนแบบใหม่ ๆ 3. เตรยี มเอกสารทุกชนิดไวใ้ ห้คน้ คว้าและอ่านประกอบ จากคู่มือการนำหลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 ไปใช้ (กรมวิชาการ 2520: 279) ได้ กลา่ วไวใ้ นเรือ่ งการเตรยี มการในการใช้หลกั สตู รว่ามีข้นั ตอนสรปุ ไดด้ ังนี้ 1. เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 2. จัดตง้ั กลมุ่ ปฏิบตั กิ ารหลักสูตรข้ึนในสว่ นภูมภิ าคทกุ เขตการศกึ ษา 3. ประสานงานกบั กรมการฝึกหัดครู 4. ฝกึ อบรมครู 5. จดั สรรงบประมาณ 6. จัดตัง้ คณะอนุกรรมการเพ่อื จดั ปัญหาและอุปสรรคการใช้หลักสูตร จากแนวคิดของการนำหลักสูตรไปใช้ที่ได้ยกตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่า การนำหลักสูตร ไปใช้น้ันเป็นงานหรือกิจกรรมที่เก่ียวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย นับแต่ผู้บริหารระดับกระทรวง กรมกอง ผู้บริหารระดับโรงเรียน ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์ และบุคคลอ่ืน ๆ ขอบเขตและงานของการนำหลักสูตร ไปใช้เป็นงานท่ีมีขอบเขตกว้างขวาง เพราะฉะน้ันการนำหลักสูตรไปใช้จึงเป็นส่ิงท่ีต้องทำอย่างรอบคอบ และระมดั ระวงั 6.4.3 หลักการทีส่ ำคญั ในการนำหลักสตู รไปใช้ จากแนวคิดดังกล่าว สรปุ เป็นหลกั การสำคัญในการนำหลักสูตรไปใชไ้ ด้ดังนี้ 1. จะต้องมีการวางแผนและเตรียมการในการนำหลักสูตรไปใช้ ท้ังนี้บุคลากรผู้มีส่วน เกี่ยวข้องควรจะได้ศึกษาวิเคราะห์ ทำความเข้าใจหลักสูตรท่ีจะนำไปใช้ให้มีความเข้าใจตรงกัน เพ่ือให้ การปฏิบัตเิ ป็นไปในทำนองเดยี วกัน และสอดคล้องต่อเน่อื งกัน 2. จะต้องมีองค์คณะบุคคลท้งั ส่วนกลางและส่วนทอ้ งถน่ิ ท่ีจะตอ้ งทำหนา้ ที่ประสานงานกัน เป็นอย่างดีในแต่ละขั้นตอนของการนำหลักสูตรไปใช้ นับแต่การเตรียมการนำหลักสูตรไปใช้ในด้าน วิธีการ ส่ือ การประเมินผล การจัดอบรมผู้ท่ีจะไปพัฒนาครู การอบรมผู้ใช้หลักสูตรในท้องถิ่น การนำ หลกั สตู รไปใชข้ องครู และการตดิ ตามผลประเมนิ การใช้หลักสูตรของครู ฯลฯ 3. ดำเนินการอยา่ งเปน็ ระบบเปน็ ไปตามข้นั ตอนท่ีวางแผนและเตรียมการไว้ การน า หลักสตู รไปใชจ้ ะตอ้ งคำนงึ ถึงปจั จยั สำคัญ ทจ่ี ะช่วยให้การน าหลักสูตรไปใช้ประสบความสำเรจ็ ได้ ปัจจัยตา่ งๆ ไดแ้ ก่ งบประมาณ วสั ดุอุปกรณเ์ อกสารหลกั สตู ร ตลอดจนสถานทีต่ ่างๆ ที่จะเป็นแหล่ง ให้ความรู้ประสบการณ์ตา่ งๆ สิ่งเหลา่ น้ีจะต้องได้รับการจัดเตรยี มไว้เป็นอยา่ งดี และพร้อมท่จี ะใหก้ าร สนบั สนุนได้เม่อื ได้รับการร้องขอ 4. ครูเปน็ บุคลากรทีส่ ำคัญ ในการนำหลักสตู รไปใช้ ดังนั้นครจู ะตอ้ งได้รับการพฒั นาอยา่ ง เต็มทีแ่ ละจรงิ จงั ตง้ั แตก่ ารอบรมความรูค้ วามเขา้ ใจทกั ษะและเจตคติเกย่ี วกับการใช้หลกั สูตรอย่าง เขม้ ข้น 5. ครูเป็นบุคลากรที่สำคัญท่ีสุดในการนำหลักสูตรไปใช้ ดังน้ันครูจะต้องได้รับการพัฒนา อย่างเต็มท่ีและจริงจัง เริ่มต้ังแต่การอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจทักษะและเจตคติเก่ียวกับการใช้ หลักสูตรอย่างเข้มแข็ง การให้การสนับสนุนด้านปัจจัยต่าง ๆ แก่ครู ได้แก่ การติดตามประเมินผลการ เอกสารคำสอนรายวชิ า 5002504 การพฒั นาหลกั สตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพญ็ พร ชยั ภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎชยั ภมู ิ 121
ปฏิบัติการสอนของครูอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาตัวครูเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอน เช่น การ จัดอบรมสัมมนาเป็นระยะ ๆ การเผยแพร่เอกสารท่ีเป็นประโยชน์ การพาไปทัศนศึกษา การเชิญ วิทยากรมาให้ความรู้ และการสรา้ งขวัญกำลังใจในการปฏิบตั งิ าน ฯลฯ 6. การนำหลักสูตรไปใช้ ควรจัดตั้งให้มีหน่วยงานท่ีมีผู้เช่ียวชาญการพิเศษ เพื่อให้การ สนับสนุนและพัฒนาครู โดยทำหน้าทนี่ ิเทศ ติดตามผลการนำหลักสูตรไปใช้ และควรปฏิบัติงานร่วมกับ ครูอยา่ งใกลช้ ดิ 7. หน่วยงานและบุคลากรในฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้ไม่ว่าจะเป็น ส่วนกลางหรอื ส่วนท้องถน่ิ ต้องปฏิบัติงานในบทบาทหน้าท่ีของตนเองอยา่ งเต็มที่และเต็มความสามารถ ในส่วนที่รับผิดชอบ ซ่ึงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการนำหลักสูตรไปใช้ของครู ลักษณะเช่นนี้จะเป็นตัว บง่ ชี้ว่าการนำหลกั สูตรไปใช้จะประสบความสำเร็จหรอื ล้มเหลว 8. การนำหลักสูตรไปใช้สำหรับผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานจะต้องมีการ ติดตามและประเมินผลเป็นระยะ ๆ ซ่ึงจะต้องกำหนดไวใ้ นแผนปฏิบตั ิการ ท้ังน้ีเพื่อจะได้นำข้อมูลต่างๆ มาประเมิน วิเคราะห์ เพ่ือพัฒนาท้ังในแง่ของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและการวางแนวทางในการนำ หลักสตู รไปใชใ้ หม้ ปี ระสทิ ธิภาพดยี ิ่งข้ึน 6.4.4 กิจกรรม/งานทเี่ กยี่ วข้องกับการนำหลักสตู รไปใช้ กิจกรรมหรืองานทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั การใช้หลกั สูตรนั้น นักพัฒนาหลักสูตรและนักการศึกษาได้ เสนอแนะไวด้ ังน้ี สุมติ ร คุณานกุ ร (2520: 130-132) ไดเ้ สนอกิจกรรมทีเ่ กีย่ วข้องกับการนำหลักสูตรไปใชว้ ่า ประกอบด้วยกจิ กรรม 3 ประเภท คือ 1. การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน คือ การตีความหมาย และการกำหนด รายละเอียดของหลักสูตร โดยจะดำเนินการในรูปแบบเอกสารประกอบหลักสูตร และวัสดุอุปกรณ์การ สอน เชน่ โครงการสอน ประมวลการสอน คู่มอื ครู เปน็ ตน้ 2. การจัดปัจจัยและสภาพต่าง ๆ ภายในโรงเรียน เพ่ือให้หลักสูตรบรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารโรงเรยี นควรสำรวจดปู ัจจยั และสภาพตา่ ง ๆ ของโรงเรยี นว่าเหมาะสมกับสภาพการนำหลักสูตร มาปฏบิ ัติหรือไม่ 3. การสอน ซ่ึงเป็นหน้าท่ีของครูประจำการ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการนำ หลักสตู รไปใช้ ครูจงึ เป็นตัวจักรท่ีสำคัญที่สุด ครูต้องสอนใหส้ อดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรเลือก วิธสี อนให้เหมาะสม โดยผบู้ ริหารคอยใหค้ วามสะดวกใหค้ ำแนะนำ และใหก้ ำลงั ใจ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2537: 198) กล่าวว่า เอกสารหลักสูตรเมื่อได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กอ่ นทีจ่ ะนำไปใชค้ วรจะได้ทบทวนตรวจสอบอีกครั้ง ดังนั้น ขน้ั ตอนการนำหลกั สูตรไปใชม้ ีดังน้ี 1. ตรวจสอบทบทวนหลักสตู รตามหลักการของทฤษฎหี ลกั สตู ร 2. ทำโครงการและวางแผนการศกึ ษานำร่องเพ่ือหาประสทิ ธิภาพของหลกั สตู ร 3. ประเมินโครงการศกึ ษาทดลอง 4. ประชาสัมพนั ธห์ ลักสูตร 5. การอบรมครูผู้บริหารผทู้ เ่ี ก่ยี วขอ้ งกับการใช้หลักสูตร เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพฒั นาหลกั สูตร ผศ.ดร.เดือนเพ็ญพร ชัยภักดี คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฎั ชัยภมู ิ 122
6. นำหลกั สูตรไปปฏบิ ัติจริงหรือเรียกวา่ ขัน้ ดำเนนิ การใชห้ ลกั สูตรเตม็ รปู 7. การอบรมครเู พ่มิ เติมในสว่ นทจ่ี ำเป็นในระหว่างการใชห้ ลักสตู ร 8. การตดิ ตามและประเมินผลการใชห้ ลกั สูตร สงัด อุทรานันท์ (2532: 263-271) กลา่ วว่า การนำหลกั สูตรไปใชม้ ีงานหลัก 3 ประการ คอื 1. งานบริหารและบริการหลักสูตร จะเกยี่ วข้องกับงานเตรียมบคุ ลากร การจัดครูเข้า สอนตามหลกั สตู ร การบรหิ ารและบรกิ ารวสั ดุหลกั สตู ร การบริการหลักสตู รภายในโรงเรยี น 2. งานดำเนินการเรียนการสอนตามหลักสูตรประกอบด้วย การปรับปรุงหลักสูตรให้ สอดคลอ้ งกบั สภาพท้องถิ่น การจัดทำแผนการสอน การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน 3. งานสนับสนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตรประกอบด้วย การนิเทศและติดตามผล การใช้หลกั สตู ร และการต้งั ศูนยบ์ รกิ ารเพ่อื สนบั สนุนและส่งเสริมการใช้หลักสูตร จะเห็นได้ว่ากิจกรรมหรืองานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้มีมาก นับแต่งาน ที่เก่ียวข้องกับกิจกรรมเพ่ือการเตรียมการใช้หลักสูตร เช่น การเตรียมความพร้อมของสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน นักเรียน งานที่เก่ียวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้จริง เช่น การจัดการ เรียนการสอน หรืองานที่ต้องกระทำหลังการนำหลักสูตรไปใช้แล้ว เช่น การนิเทศและติดตามผลการใช้ หลักสูตร การประเมินผลการใช้หลักสูตร ลักษณะงานต่าง ๆ น้ีจะเห็นได้ชัดเจนตามข้ันตอนของการนำ หลกั สตู รไปใชซ้ ง่ึ จะกลา่ วต่อไปนี้ 6.4.5 ขนั้ ตอนการนำหลกั สตู รไปใช้ จากลักษณะงานและกิจกรรมของการนำหลักสูตรไปใช้ดังกล่าวสามารถสรุปขั้นตอนของ การนำหลกั สูตรไปใช้ดังน้ี 1) ขั้นการเตรยี มการใช้หลกั สูตร ในการเตรยี มการใช้หลักสูตรเป็นข้ันตอนทสี่ ำคญั เพราะ การนำเอาหลักสูตรใหม่เข้ามาแทนที่หลักสูตรเดิมจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็ต่อเมื่อได้มีการเตรียมการเป็น อย่างดีนับแต่การตรวจสอบทบทวนหลักสูตรตามหลักการทฤษฎีของหลักสูตร การทำโครงการและ วางแผนการศึกษานำร่องเพ่ือหาประสิทธิภาพของหลักสูตรหรือการทดลองใช้หลักสูตรการประเมิน โครงการศกึ ษาทดลอง การประชาสมั พนั ธห์ ลักสูตรและการเตรยี มบุคลากรทีเ่ กี่ยวขอ้ งในการใช้หลักสตู ร 1.1) การตรวจสอบลักษณะหลักสตู ร จุดประสงค์ของการตรวจสอบหรือทบทวนหลักสูตรเพื่อต้องการทราบว่าหลักสูตรที่ พัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เพื่อศึกษาหาวิธีการท่ีจะนำหลักสูตรไปใช้ ปฏิบัติได้จริงตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร รวมท้ังศึกษาองค์ประกอบ และปัจจัยท่ีเก่ียวข้องกับการใช้ หลักสตู รและบรบิ ททางสงั คมอนื่ ๆ ที่เข้ามามีสว่ นเกยี่ วขอ้ งกบั การใชห้ ลกั สูตร การตรวจสอบลักษณะหลักสูตรเพ่ือดูความชัดเจนของหลักสูตร ซึ่งได้แก่ ความ กระจ่างชัดของคำช้ีแจง คำอธิบายสาระสำคัญแนะปฏิบัติต่าง ๆ ของหลักสูตร นอกจากนั้น จะดูความ สอดคล้องขององค์ประกอบหลักสูตร ไดแ้ ก่จุดประสงคก์ ารเรยี น เนือ้ หาสาระ กจิ กรรมประสบการณก์ าร เรียน และการประเมินผลมคี วามสอดคล้องสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด มีความเหมาะสมกับพัฒนาการ ของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่ รวมท้ังความหวังของสังคมได้สะท้อนเข้ามาอยู่ในส่วนใดของ ตัวหลักสูตร ความซบั ซ้อนของเน้ือหามีมากน้อยเพียงใด สิง่ สำคัญอีกประการณ์หน่ึงคอื รายละเอียดต่าง ๆ ท่ีปรากฏในหลักสูตรน้ันสามารถท่ีจะนำไปปฏิบัติได้จริงตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ เอกสารคำสอนรายวิชา 5002504 การพัฒนาหลักสตู ร ผศ.ดร.เดอื นเพ็ญพร ชัยภกั ดี คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั ชัยภมู ิ 123
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277