Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโรงเรียนวัดหนองตะครอง

การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษาโรงเรียนวัดหนองตะครอง

Published by krusangdow, 2020-08-24 23:27:28

Description: การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้กระบวนการการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม

Keywords: วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบม,ีส่วนร่วม

Search

Read the Text Version

92 การคิดอย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความคิดใหม่ ๆ ปรับแต่งและ วเิ คราะหต์ ามหลกั เหตผุ ลด้วยตนเอง การสอนคิดด้วย Socratic teaching น้ีครูมีหน้าท่ีหลักคือต้ังคาถามให้ผู้เรียนตอบและ ร่วมกนั อภปิ รายเพราะมีเพยี งคาถามเท่าน้ันทีจ่ ะช่วยให้เกิดการสนใจใฝ่รู้จากภายในตัวผู้เรียนและการ เรียนรู้ร่วมกันผ่านการอภิปรายเท่าน้ันที่จะช่วยให้ผู้เรียนเปิดกว้างทางความคิด สามารถต้ังข้อสงสัยที่ ลึกซึ้งประยุกต์ทักษะการถามและกระบวนการคิดนี้กับเร่ืองอ่ืน ๆ ได้โดยมุ่งหวังว่าผู้เรียนจะเกิดความ พึงพอใจตอ่ การคิดคือการถามและการหาคาตอบด้วยตวั เอง มากกวา่ การเชอื่ ในสิง่ ที่คนอ่นื บอกและใน ทส่ี ุดมคี วามสนกุ ท่จี ะคิด คิดเก่งและคดิ ดีมปี ระโยชน์http://www.kidsd.org/socratic-method/ จากคากล่าวของนักวิชาการสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางหรือเป็นผู้ที่มีบทบาทสาคัญในการเรียนรู้ มีหลายแบ บแต่หากวิธีการและกระบวนการนั้น ช่วยให้ผู้เรียนมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมเรียนรู้อย่างตื่นตัว เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่า เนื้อหา กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือกระทาผ่านกิจกรรม โดยมีผู้สอนเป็นผู้ให้ คาแนะนา ซึง่ ในการจดั กิจกรรมการเรียนรตู้ อ้ งคานงึ ถงึ หลักที่สาคญั ดังนี้ 1) ความสนใจของผเู้ รียน 2) ผู้เรียนมีส่วนร่วม 3) ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 4) ผู้เรียนนาส่ิงท่ีรู้ไปใช้ได้จริงใน ชวี ิตประจาวนั 5) เนน้ การประเมินตนเองเพ่ือปรบั ปรงุ 6) เน้นความร่วมมือ 7) เน้นรูปแบบการเรียนรู้ ทั้งน้ีครูต้องมีคุณสมบัติการพ่ีเลี้ยงหรือผู้อานวยความสะดวก เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างสรรค์องค์ ความรู้ด้วยตนเอง ครูต้องนา ICT มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน การให้ผู้เรียนค้นคว้าบน อินเทอร์เน็ต การนาเสนอผลงานผ่านสื่อดิจิตอล การสร้างความร่วมมือในการคิดวิเคราะห์ค้นหา ความรรู้ ่วมกนั โดยมเี คร่ืองมอื ที่สาคัญคอื คาถามทมี่ คี ุณภาพ 2.4.5.5 ด้านแหลง่ เรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 น้ัน ผู้สอนต้องตระหนักอย่างมากถึงความ เจริญของโลกท่ีเปล่ียนไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ดังน้ันการจัดสภาพแวดล้อมท่ีส่งเสริมการเรียนรู้ ของผู้เรยี น ตอ้ งปรับใหท้ นั กับความเปลีย่ นแปลงทเี่ กดิ ข้ึน ชยั วัฒน์ สทุ ธริ ัตน์ (2559, หนา้ 6-7) สภาพแวดลอ้ มการเรยี นรขู้ องผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้วิธีการเรียนได้อย่างคล่องตัว เช่น การมอง การคิด การจับคู่ การฟัง การ ค้นหา การพูดคุย การทางานเป็นทีม การมีปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือน ๆ และอาจมีการส่งเสริมการเรียนรู้ ด้วยตนเองของผู้เรียนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การปรับเปลี่ยนพ้ืนที่เรียน ห้องเรียนยืดหยุ่นในการเรียน ของแต่ละทีม การปลีกตัวไปคิดคนเดียว การเคลื่อนตัวเข้าหาเครื่องมือที่จาเป็นต่อการเรียนรู้ เป็นต้น หรืออาจมีการจัดสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันออกไปหลายรูปแบบให้เหมาะสมกับการทางานของ ผู้เรียนสามแบบคือสภาพแวดล้อมท่ีผู้เรียนต้องใช้สมาธิในการเรียน สภาพแวดล้อมสาหรับงานที่ต้อง ร่วมมอื กันทางาน และสภาพแวดล้อมสาหรับงานโครงการทต่ี ้องลงมอื ปฏิบัติ นอกจากนี้สถานศึกษาจะต้องมองให้เห็นกิจกรรมของผู้เรียนในมุมต่าง ๆ อีก เช่น ผู้เรียน อาจทากิจกรรมการเรียนของตนเองอยู่ท่ีบ้าน ในสตูดิโอการเรียนรู้ของชุมชน ลานการเรียนรู้ใน โรงเรียนหรือในห้องสมุดเอกชน หรืออาจมีการเลือกพื้นที่การเรียนรู้และพ้ืนท่ีการทางานร่วมกันตาม ความต้องการของสมาชิกกลุ่ม ซ่ึงอาจเป็นห้องวางแผนการทางานท่ีมีไวท์บอร์ดไว้ขีดเขียน ห้อง ปฏิบัติงาน ห้องแสดงผลงานที่มีคอมพิวเตอร์ กล้อง กระดานอิเลคทรอนิคส์ พ้ืนที่การทางานเป็นกลุ่ม

93 พื้นท่ีพักผ่อนหย่อนใจท่ีเป็นส่วนตัวเพ่ือลดความเครียดในการเรียน หรือผู้เรียนอาจทากิจกรรมใน ห้องสมุดที่ผู้เรียนและทีมงานสามารถทางานในพื้นท่ีโล่งขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยโต๊ะ เก้าอ้ี หลากแบบ และมีเคร่ืองมือท่ีทันสมัยในการทางานเป็นต้น ซง่ึ ผู้เรียนสามารถเช่ือมโยงหรือติดต่อกับครูหรือเพื่อน หรือบุคคลอ่ืน ๆ ได้ ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สาย (wireless) จากคอมพิวเตอร์หรือ โทรศพั ท์มอื ถือตลอดเวลา มงคล อาทิภาณุ (2551) แหลง่ ขอ้ มูลภายในสถานศกึ ษา หมายถงึ องคค์ วามรู้ต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ ในสถานศกึ ษานน้ั หรอื ครจู ดั เตรียมไว้ให้เพื่อใหผ้ ้เู รียนใช้เปน็ แหลง่ ค้นควา้ หาความรเู้ พ่ิมเติมเอาเอง ซึ่ง อาจจะอยู่ในรูปของเครื่องมือ เคร่ืองจักร อุปกรณ์ทดลอง ตารา และสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ที่ ผเู้ รยี นศึกษาดว้ ยตนเอง หรือดว้ ยทมี งานได้ 1. กิจกรรมในชั้นเรียน ผู้สอนต้องจัดกิจกรรมภายในชั้นเรียนเป็นการเรียนรู้แบบกลุ่ม โดย จดั ใหม้ ีกลุ่มผู้เรียนประมาณ 3-5 คน ต่อกลุ่ม เพ่ือทากิจกรรมหรือบทเรียนท่ีผู้สอนได้กาหนดให้แต่ละ กลมุ่ ไดน้ าไปดาเนินการ 2. แหล่งข้อมูลภายนอกสถานศึกษา หมายถึง องค์ความรู้ต่าง ๆ ท่ีจาเป็นต้องออกไป ค้นคว้าเพิ่มเติม เช่น โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการขนาดเล็กหรือใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญ หรือ นักวิชาการภายนอก ห้องสมุดภายนอกสถานศึกษา ข้อมูลทางด้านเทคนิคของผลิตภัณฑ์ที่เก่ียวข้อง จากตัวแทนจาหน่าย และข้อมูลจาก Internet เปน็ ตน้ ต้องการให้ผู้เรียนได้ตระหนักว่าแหล่งความรู้ต่าง ๆ ไม่จาเป็นต้องมาจากครูผู้สอนเท่าน้ัน ยงั มีสอ่ื อ่ืน ๆ อีกมากมายทีจ่ ะให้ค้นคว้าหาความรู้ และแหล่งข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ท่ีอยู่กระจัดกระจาย ท่ัวไปตอ้ งรจู้ ักขวนขวายหาความร้นู ัน้ ๆ ใหพ้ บเพื่อชว่ ยแกป้ ัญหางานตา่ ง ๆ ได้ การเรียนรู้โดยวิธีนี้งานที่จะท้าทายและนามาเป็นโครงงานให้นักเรียนได้ทาคืองานจริงท่ีมี อยู่ในสายอาชีพนั้น ๆ จากสถานประกอบการท่ีครูผู้สอนจะต้องนามาเป็นบทเรียน เพ่ือท้าทาย ความสามารถและความกระตอื รอื รน้ ของผเู้ รยี น วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ และ กมลรัตน์ ฉิมพาลี (2559, หน้า 165-167) ได้กล่าวไว้ว่า ห้องเรียนในอดตี เป็นหอ้ งสอน แต่หอ้ งเรยี นแห่งอนาคตคือห้องเรียน เพราะผ้เู รียนจะได้เพลิดเพลินกับ การเรียนรู้ การค้นคว้า การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และการนาเสนอผลงานในห้องเรียนท่ีมี ผู้เรียนไม่เกิน 20 คน ด้วยโปรแกรมการเรียนรู้ท่ีเชื่อมโยงเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เช่น แท็บเลต คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กของผู้เรียนทุกคนเข้ากับจอมัลติมีเดียช่วยให้การเรียนรู้สนุกสนาน ด้วยมัลติมีเดีย จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้เกมการแข่งขัน การทาโครงงานจะช่วยฝึกทักษะในการสื่อสาร การทางาน เป็นทีม และการบริหารเวลา โดยเปล่ียนครูไปเป็นผู้อานวยการเรียนรู้ (facilitator) ทาหน้าที่ สนับสนุน อานวยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ห้องเรียนนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะในการค้นคว้า คดิ และนาเสนอไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล จากคากล่าวของนักวิชาการสรุปได้ว่าสถานศึกษาต้องพยายามทาให้ทุกพื้นที่ของโรงเรียน กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพไม่เว้นแม้กระท่ังทางเดินท่ีสามารถทางานได้ มุมห้องท่ี มีโซฟานั่งพักผอ่ นหรอื ทางานรว่ มกัน หอ้ งน้า โรงอาหาร สวนเกษตร พื้นท่ีพักผ่อน สนามกีฬา เป็นต้น โดยอาจมีการออกแบบห้องเรียนที่เปิดมีพ้ืนที่โล่ง ลดฉากกั้นในให้น้อยลง ทาให้ห้องเรียนมีสภาพ เสมือนสานักงานบริษัท หอศิลป์ ร้านหนังสือ หรือร้านกาแฟที่มากกว่าตึกแบบทึบ ๆ อุดอู้ แต่เป็น

94 หอ้ งเรียนท่สี ามารถมองทะลผุ า่ นไปอีกสว่ นหนง่ึ ได้ เชน่ ใช้กระจกกนั้ ระหวา่ งหอ้ งเรียนกับทางเดินหรือ สวนพกั ผอ่ น เพ่ือให้ผู้เรียนคนอืน่ ๆ ผูป้ กครอง คนในชุมชน ครู ผู้บริหารสามารถมองเห็นกิจกรรมดี ๆ ในหอ้ งเรยี น ซ่ึงอาจเห็นนักเรยี นกาลงั วางแผนทางาน กาลังทาโครงงาน หรือนาเสนองานโดยอาจมีครู อยู่ทาตวั เสมือนผู้จดั การโครงการ หรอื อาจเปน็ หอ้ งเรยี นท่นี ักเรียนกาลงั ทางานอย่างอสิ ระ 2.4.5.6 ด้านส่ือการเรียนการสอน สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ (2553) กล่าวว่า ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและ การส่ือสาร (Information and Communication Technology – ICT) เป็นปัจจัยที่สาคัญที่ทาให้ การศึกษาในอุดมคติเป็นจริงได้ เพราะสามารถแสดงอักษร ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว รวมถึงการ สร้างสถานการณ์เสมือนจริง (Virtual Situation) ได้เหมือน ๆ กับที่หนังสือ หนังสือภาพ เทปเสียง วี ดีทัศน์ หรือส่ืออ่ืน ๆ ที่มีทั้งหมด รวมทั้งเพ่ิมการปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับผู้ใช้ได้ และสร้าง เครอื ขา่ ยใหส้ ามารถติดตอ่ ส่ือสารไดอ้ ย่างไรข้ อบเขต ในแงข่ องสถานท่ีทีแ่ ตกตา่ งคนละแหง่ กัน ทวีป อภิสิทธ์ิ (2556, 7-9) กล่าวว่า การใช้ส่ืออุปกรณ์ประกอบการสอนของ พระพุทธเจ้านั้น เท่าที่ได้ศึกษาจากพระไตรปิฏกและผู้รู้ได้ศึกษาค้นคว้าไว้แล้วพบว่าไม่มีส่ืออุปกรณ์ การสอนที่พระพุทธเจ้าทรงจัดเตรียมหรือพกพาติดตัวไปเพื่อการสอนโดยตรง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลท่ีว่าใน สมยั พระพุทธกาลน้ันยงั ไมม่ อี ปุ กรณก์ ารสอนที่จดั ทาไวเ้ พอื่ การสอนโดยเฉพาะเหมือนเช่นยคุ ปัจจุบนั พระพุทธเจ้าทรงเป็นบรมครู “ตัวเปล่า” หมายถึง พระองค์มิได้ทรงสะสมอุปกรณ์การ สอนตดิ ตัวไปด้วย นอกเหนือไปจากเคร่อื งอฐั บริขารที่ทรงใช้อยู่ตามปกติในชีวิตประจาวันเท่าท่ีจาเป็น เท่าน้ัน ท้ังน้ีเพราะพระองค์จะต้องจาริกไปเพ่ือการสอนเผยแผ่สัจจธรรมในดินแดนแว่นแคว้นต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการที่พระองค์ทรงมีความถนัดและความสามารถเฉพาะพระองค์ในการ สอนโดยวิธีต่าง ๆ อย่างยอดเยี่ยม ความจาเป็นท่ีจะต้องพกพาส่ืออุปกรณ์การสอนติดตัวพระองค์ไป ด้วยจึงไม่มี จากการศกึ ษาวิเคราะหพ์ ฤติกรรมการสอนของพระองค์พบว่าสื่ออุปกรณ์ประกอบการสอน นั้นส่วนใหญ่จะใช้ของจริง หรือวัตถุสิ่งของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ใบไม้ ท่อนซุงที่ถูกน้าไหล พัดพามา กะลาคว่า กะลาหงาย หนูขุดรู ฝูงโค ฝนตก คราดไถ ไฟ ฯลฯ เป็นส่ืออุปกรณ์ประกอบการ สอนของพระองค์ตามความจาเป็น นอกจากน้ีพระองค์ยังทรงใช้เหตุการณ์หรือกรณีตัวอย่างท่ีเกิดขึ้น แลว้ หรอื เกดิ ขึน้ ในขณะนั้นมาเปน็ กรณีตวั อยา่ งประกอบการสอนได้อย่างดอี ีกด้วย ถ้าจะเปรียบเทียบกับสื่ออุปกรณ์การสอนท่ีใช้กันอยู่ในปัจจุบันแล้วพบว่ามีสื่ออุปกรณ์การ สอนหลากหลายประเภทมากกว่าในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ประกอบการสอนเสียอีก ส่ืออุปกรณ์ การสอนที่ครูอาจารย์ปัจจบุ ันใช้ประกอบการสอนมีไม่น้อยกว่า 5 ประเภทคือ 1) ประเภทบุคคล ได้แก่ บุคคลต่าง ๆ ที่มีความรู้และประสบการณ์เฉพาะเร่ือง เฉพาะ สาขาน้ัน ๆ 2) ประเภทอาคารสถานท่ี ได้แก่ สถานที่ท่ีเป็นแหล่งให้ความรู้ ได้แก่ ศูนย์การเรียน ท่ีอ่านหนังสือ ห้องสมุด อาคาร สถานที่ต่าง ๆ เช่น สถานท่ีราชการ วัด ศาสนสถาน ตึก โบราณวัตถุ โบราณสถาน อาคารบ้านเรอื น บริษัท หา้ งรา้ น ฯลฯ 3) ประเภทหนังสือ เช่น เอกสาร ตารา ชุดวิชา แผ่นเรียน แผ่นพับ แผ่นปลิว วารสาร หนังสอื พมิ พ์ จลุ สาร ฯลฯ ทค่ี รอู าจารย์ผสู้ อนจะเลอื กนามาใช้ประกอบการสอนได้มากมาย

95 5) ประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ภาพนิ่ง ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง วดี ิทัศน์ คอมพวิ เตอร์ โทรศพั ท์ ไอโฟน ไอแพต โปรแกรมการสอน ซดี ี ดีวดี ี เว็บไซต์ เฟช็ บกุ๊ ฯลฯ 6) ประเภททรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ใช้ประกอบการสอนซ่ึงมีอยู่ตาม ธรรมชาติ เช่น ดิน หิน แร่ แมน่ ้า ลาธาร ป่า เขา ลาเนาไพร ฯลฯ อย่างไรก็ตามเปน็ ที่นา่ สังเกตว่าแม้ปัจจุบนั จะมีสอื่ อปุ กรณ์การสอนหลากหลายประเภท แต่ ถ้าครอู าจารยไ์ ม่รูจ้ ักเลือกใช้สื่ออุปกรณใ์ ห้เหมาะสมกบั การสอน การมีสอ่ื อุปกรณก์ ารสอนหลากหลาย ประเภทกไ็ มช่ ่วยใหเ้ กิดการเรียนรู้ในตวั ผู้เรียนได้ดีขน้ึ และคุม้ ค่าแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า การสอนโดยใช้ส่ืออุปกรณ์การสอนท่ีเป็นของ จรงิ และมอี ยตู่ ามธรรมชาติ เป็นทีร่ ้จู ักกนั ดีอยู่แล้วในหมู่ผ้เู รยี น มาใช้เป็นส่ืออุปกรณ์ประกอบการสอน ตามความจาเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ จะมีคุณค่าต่อการสอนมากกว่าใช้สื่อ อุปกรณก์ ารสอนไฮเทคราคาแพงบางประเภทท่ีมีอยูม่ ากแต่ไม่สอดคล้องกับเรื่องท่จี ะสอนเสียอกี ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2557) การพัฒนาของเทคโนโลยียังทาให้เกิดเครื่องมือท่ี หลากหลายในการเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูล สารสนเทศ หรือเนื้อหาในรูปแบบดิจิตัล ท้ัง ในเชิงวิชาการ และ/หรือในเชิงบันเทิง การพัฒนาเครื่องมือการเข้าถึงเน้ือหาดังกล่าวส่งผลให้เยาวชน ท่อี ยใู่ นวัยศึกษาเล่าเรียนเปล่ียนแปลงวิธีการดาเนินชีวิตและการเรียนในแต่ละวัน กล่าวคือ ผู้เรียนยุค ใหม่ที่มีความพร้อมมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจาวันไปกับเคร่ืองมือเข้าถึงส่ือดิจิตัลต่าง ๆ เครื่องมือที่ใช้ในการส่ือสารกับผู้อื่น เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เคร่ืองเล่นเกม เครื่องเล่นเพลง ไอพอ็ ด คอมพวิ เตอร์ อินเทอร์เนต็ ฯลฯ ซงึ่ แตกตา่ งไปจากเยาวชนในยคุ กอ่ นอย่างมาก ICT จะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะทาให้การสอนเกิดประสิทธิภาพได้นั้น ก็ต่อเมื่อ ICT ถกู นามาใชใ้ นกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่มี ุ่งสง่ เสรมิ ให้ผเู้ รยี นได้คิดวิเคราะห์ (Inquiry) ติดต่อส่ือสารกับผู้อ่ืน (Communicate) แสดงความรู้สึก/ความเห็น/ความเข้าใจ(Express) สร้างความรู้ (Construct) รวมท้ังการที่ ICT สามารถจูงใจผู้เรียน (Motivate) ให้เกิดความต้องการในการเรียนรู้ หน้าที่ของ ผสู้ อนจึงไดแ้ ก่การออกแบบการสอน กจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีสามารถดึงศักยภาพของ ICT ดังกล่าวมาใช้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดการใช้ ICT ในการจัดการเรียนการสอนถือเป็นรูปแบบการเรียนรู้ซึ่งสนับสนุน การเรียนการสอน หรือการอบรมซ่ึงเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ังน้ีเพราะ ไดเ้ ปรียบในด้านความยืดหยุ่นของการเขา้ ถงึ เน้ือหาผ้เู รียนโดยปราศจากขอ้ จากดั ดา้ นเวลาและสถานท่ี รวมท้ังการจัดหาช่องทางในการพบปะ อภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็นกับผู้อ่ืน ไม่ว่าจะเป็นผู้สอน ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญอื่น อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติผู้สอนส่วนใหญ่ยังเช่ือว่าการใช้ ICT ในการจัดการ เรียนการสอนเป็นเร่ืองที่ (แทบจะ) เป็นไปไม่ได้เลย โดยให้เหตุผลว่าผู้สอนส่วนใหญ่จาเป็นต้อง รับผิดชอบการสอนเนื้อหาจานวนมากภายใต้เวลาการสอนที่จากัด ซ่ึงอันที่จริงกระบวนทัศน์ที่ จาเปน็ ตอ้ งปรับเปล่ียนก็คือ การมุ่งเนน้ ไปท่กี ารเรียนการสอนท่ีเน้นความเข้าใจของผู้เรียน การเน้นให้ ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้มากกว่าปริมาณของความรู้หรือเน้ือหาท่ีผู้สอนนาเสนอได้ใน เวลาที่จากัด สิ่งสาคัญท่ีผู้สอนต้องพิจารณา ได้แก่การเลือกหัวข้อของการเรียนให้เหมาะสมกับวิธีการ เรยี นการสอน ยกตัวอย่าง หากเปน็ หวั ข้อการเรยี นร้ทู เ่ี น้นการจาหรอื เนอ้ื หาพ้ืนฐาน เช่นประวัติของ... หรือคาศัพท์พ้ืนฐานทางด้าน... เป็นต้น ผู้สอนก็ไม่จาเป็นต้องใช้เวลากับการสอนในหัวข้อดังกล่าวแต่ สามารถมอบหมายให้ผู้เรียนไปศึกษาด้วยตนเอง และมุ่งเน้นไปที่หัวข้อการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนต้องใช้เวลา

96 ในการศึกษาสารสนเทศ ข้อมูลความรู้ ก่อนที่จะสร้างความรู้และความเข้าใจด้วยตนเองและนาเสนอ ความคิดของตนด้วยการเขียนหรือการอธิบายก็ตาม ซ่ึงอันที่จริงแล้ว การใช้ ICT ในการจัดการเรียน การสอนน้ันจะสามารถสนับสนุนการเรียนการสอนในลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ มาก เพราะผู้สอนสามารถใช้เคร่ืองมือ ICT ซ่ึงผู้สอนปัจจุบันมีการเข้าถึงอยู่ตลอดเวลาในการจัดการ เรียนการสอนและใหผ้ ลปอ้ นกลับแก่ผู้เรียน รวมทั้งนาเสนอหรือถ่ายทอดเนื้อหาทง้ั ทีต่ อ้ งการให้ผเู้ รียน ศึกษาด้วยตนเอง และท่ีต้องการให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษา คิดวิเคราะห์ ทาความเข้าใจเพ่ือท่ีจะสร้าง ความรู้ภายในตนเองก่อนท่ีจะนาเสนอออกมาผ่านเคร่ืองมือต่าง ๆ (ทั้งท่ีเป็น ICT หรือ ไม่ใช่ ICT) ให้ ผอู้ นื่ ไดร้ บั ทราบ จากคากล่าวของนักวิชาการสรุปได้ว่าเยาวชนที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนเปลี่ยนแปลงวิธีการ ดาเนินชีวิตและการเรียนในแต่ละวัน กล่าวคือ ผู้เรียนยุคใหม่ท่ีมีความพร้อมมักใช้เวลาส่วนใหญ่ใน ชวี ติ ประจาวนั ไปกบั เครอ่ื งมอื เข้าถงึ ส่อื ดิจิตัลตา่ ง ๆ เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเกม เคร่ืองเล่นเพลง ไอพ็อด คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต แต่ ICT จะเป็น เคร่ืองมืออันทรงพลังที่จะทาให้การสอนเกิดประสิทธิภาพได้น้ัน ก็ต่อเม่ือ ICT ถูกนามาใช้ในกิจกรรม การเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ (Inquiry) ติดต่อส่ือสารกับผู้อ่ืน (Communicate) แสดงความรู้สึก/ความเห็น/ความเข้าใจ(Express) สร้างความรู้ (Construct) รวมท้ังการที่ ICT สามารถจูงใจผู้เรียน (Motivate) ให้เกิดความต้องการในการเรียนรู้ การสอนโดยใช้สื่ออุปกรณ์การ สอนท่ีเป็นของจริงและมีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในหมู่ผู้เรียน มาใช้เป็นสื่ออุปกรณ์ ประกอบการสอนตามความจาเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นๆ จะมีคุณค่าต่อการ สอนมากกว่าใช้ส่ืออุปกรณ์การสอนไฮเทคราคาแพงบางประเภทที่มีอยู่มากแต่ไม่สอดคล้องกับเร่ืองที่ จะสอน 2.4.5.7 ดา้ นการวัดผลประเมินผล การประเมินผลเปน็ สว่ นหน่งึ ของกระบวนการจัดการเรียนการสอน ซ่ึงการสอนและการ ประเมนิ ผลจาเป็นตอ้ งดาเนินการควบคกู่ ันไป ดงั นนั้ การประเมินผลจึงเปน็ กระบวนการทส่ี าคัญในการ ส่งเสริมความสาเร็จในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งนักการศึกษาได้กล่าวถึงการวัดผลประเมินผลใน ศตวรรษที่ 21 ไวด้ งั นี้ มงคล อาทิภาณุ (2551) วธิ ีการให้คะแนนสามารถจาแนกแยกแยะออกเป็นคะแนนกลุ่ม หรือคะแนนรายบุคคลด้วยจุดประเมินต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ โดยสามารถนาเป็นแนวทางในการวัดและ ประเมินผลผู้เรยี น เช่น - คะแนนสอบขอ้ เขียนเกี่ยวกับวชิ าชีพของกิจกรรมท่ีมอบหมาย (รายบุคคล) - คะแนนการนาเสนอผลงาน (รายบุคคล) - คะแนนการศกึ ษาคน้ ควา้ ในสว่ นที่ได้รบั มอบหมายจากกลุ่มและถกู นาไปใช้ในโครงงาน ของกลุ่ม (รายบคุ คล) - คะแนนพฤตกิ รรมของผู้เรียนในการรว่ มกิจกรรมกลมุ่ (รายบุคคล) - คะแนนผลงานของกลมุ่ (คะแนนกลมุ่ ) - คะแนนพฤติกรรมกลุ่ม เช่น ความสามัคคี การประสานงาน ความรับผิดชอบต่องาน กลุ่ม เป็นต้น (คะแนนกลุ่ม) สุดยอดของการสอนคือ การสอนโดยไมส่ อน

97 ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2557) การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ การวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ของผเู้ รยี นตามสภาพจรงิ การทดสอบผเู้ รียนในสภาพการเรยี นรเู้ ช่นเดยี วกับท่ีผูเ้ รยี นไดม้ ีการลง มือปฏิบัติจริงเป็นสิ่งที่จาเป็นในปัจจุบัน ผู้สอนส่วนใหญ่ยังคงใช้การทดสอบในรูปของข้อสอบเพื่อ ทดสอบความรู้ความเข้าใจจากท่ีได้ศึกษาเน้ือหาการเรียนรู้ ซึ่งรูปแบบการทดสอบความรู้ในลักษณะ เดิม หากนามาใช้กับ ICT ในการจัดการเรียนการสอน โดยไม่ได้มีการปรับเปล่ียนให้เป็นลักษณะของ การวัดและประเมินผลตามสภาพการเรียนรู้จริงที่มีการใช้ ICT ร่วมด้วยแล้ว ก็จะส่งผลให้ผู้เรียนขาด แรงจูงใจในการเรียนด้วย ICTในการจัดการเรียนการสอนเพราะหน้าท่ีของผู้เรียนได้แก่ การเรียนรู้ให้ บรรลุตามวัตถุประสงค์ แต่หากเกณฑ์การบรรลุวัตถุประสงค์อยู่ในลักษณะข้อสอบที่วัดความรู้ส่วนตัว ของผู้เรียนเท่านั้น ผู้เรียนก็คงไม่มีเหตุผลใดในการที่จะเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมกับผู้สอน เพ่ือน ๆ หรือ ผู้เชีย่ วชาญอน่ื ๆ ผา่ นการใช้ ICT ในการเรยี น ตัวอยา่ งของการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงเมื่อมี การนา ICT มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ คะแนนของการมีส่วนร่วมในการแสดงความ คิดเห็นออนไลน์อย่างมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและอาจารย์ผ่าน ICT คะแนนการดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการใช้ ICT เช่นการสืบค้นและสรุปเน้ือหาผ่าน ICT หรือคะแนนของผู้เรียนจากโครงงานที่ได้ ดาเนินการในลักษณะเดี่ยวและกลมุ่ ในลกั ษณะออนไลน์ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2559, หนา้ 9) วิธีการประเมินผลการเรยี นร้ขู องผู้เรยี นในศตวรรษท่ี 21 ที่มีประสิทธิผลจะช่วยให้ผู้เรียนทราบข้อมูลเก่ียวกับการเรียนของตนเองอย่างทันท่วงที และ เช่ือมโยงไปยังเกณฑ์ที่จาเป็นเพ่ือปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ดียิ่งข้ึน ดังนั้นผลการเรียนของนักเรียนจึง ควรใหน้ ักเรยี นสามารถดูเกรดการเรยี นของตนเองไดท้ ันทใี นเว็บไซต์ โดยมกี ารอัพเดตให้มีข้อมลู ทใี่ หม่ เสมอโดยได้ทั้งรายจุดประสงค์ รายบุคคล และรายวิชา รวมทั้งผู้ปกครองสามารถดูผลการเรียนของ นกั เรยี นของตนเองไดท้ กุ ทที่ กุ เวลา การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ผู้ประเมินหรือครูต้องคานึงถึง หลักการต่อไปนี้ 1) การประเมินท่ีแปรเปลี่ยนไม่ใช่ประเมินตามเงื่อนไขมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจาก ผู้เรียนบางคนหรือบางกลุ่มต้องใช้เวลาในการทางานที่มากขึ้นเพื่อความสาเร็จของงานท่ีไม่เหมือนกับ เพื่อน หรือเป็นงานท่ีท้าทายหรือมีความยากง่ายต่างจากเพื่อน ๆ กลุ่มอ่ืน ๆ ครูผู้ประเมินต้องมี มาตรฐาน การให้คะแนนที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม ทั้งเร่ือง ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ สงั เคราะห์ และการแก้ปัญหาในการทางาน และต้องมคี วามเข้าใจในเร่ืองของการประเมินที่ผันแปรไป ตามเวลา บรบิ ท และกระบวนการประเมนิ ผลงาน 2) การประเมนิ ท้งั ระดบั บุคคลและทมี งาน เนอ่ื งจากโลกในศตวรรษท่ี 21 การวดั ผลงาน ความสาเร็จของคนไม่ได้วัดจากผลงานของคนเพียงคนเดียว แต่มักเป็นผลงานที่ได้ร่วมคิดและ พฒั นาขน้ึ จากทีมงาน ซ่ึงอาจมีการให้ผลตอบแทนจากการพัฒนาช้ินงานเป็นทีมและความร่วมมือเป็น สาคัญ ดงั น้ันการประเมนิ ความสาเร็จจากผลงานของทีมผ้ปู ระเมินจึงตอ้ งให้ความสาคัญอย่างมากและ มากกว่าการประเมนิ รายบุคคล 3) การประเมินทีเ่ ปดิ เผย การประเมนิ ผลการเรียนของผ้เู รียนไมเ่ ปน็ ความลับสาหรบั เขา อีกต่อไป การประเมินในศตวรรษที่ 21 ต่างไปจากการประเมินในศตวรรษที่ 20 ท่ีมุ่งเน้นการทดสอบ ต้องเป็นความลบั แตค่ ณุ ค่าของการประเมินในศตวรรษที่ 21 อยู่ท่ีการเปิดเผยการประเมินโดยผู้เรียน

98 จะได้มีส่วนร่วมในการสร้างแบบประเมินหรือแบบทดสอบด้วย และให้ผู้เรียนได้นาส่ิงท่ีจะสอบไป ศึกษา พิจารณาและตอบมาอย่างรอบคอบ ดังน้ันการรู้คาถามก่อนการสอบจึงไม่ใช่การโกงข้อสอบอีก ตอ่ ไป แตเ่ ป็นการแสดงความรบั ผดิ ชอบและความรอบคอบของผู้สอบ และเป็นการทาให้ผู้เรียนทุกคน มีโอกาสประสบความสาเรจ็ ทางการเรียนอย่างเป็นธรรม เม่ือมีการสอบแล้ว สิ่งสาคัญต่อไปคือการแจ้งผลการเรียนแก่ผู้เรียน ซึ่งผลการประเมิน ผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ผู้เรียนจะต้องสามารถดูเกรดการเรียนของตนเองได้ทุกวัน และตรวจเกณฑ์ การให้คะแนนได้ทางออนไลน์ตลอดเวลา ดังนั้นการทาให้เกณฑ์การประเมินโปร่งใสและเข้าได้ง่ายจะ ช่วยให้ผู้เรียนสามารถตัดสินใจเลือกเป้าหมายหรือระดับของงานที่พวกเขาต้องการบรรลุผลการให้ ความคิดเห็นตอบกลับอย่างทันท่วงทีบวกกับเกณฑ์การประเมินทาให้นักเรียนได้รับข้อมูลท่ีจาเป็น เพอ่ื นาไปเป็นข้อสนเทศในการกากับตนเอง ปรบั ปรงุ และพัฒนางานให้ดยี ง่ิ ขน้ึ วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และอธิป จิตตฤกษ์ (2554, หน้า 444-445) ได้กล่าวถึงกรอบ ของการประเมนิ ทักษะผเู้ รียนในศตวรรษท่ี 21 ไว้ดังนี้ 1) การเรียนรู้ การประเมินทักษะผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ยังคงต้องประเมินในความรู้ เชิงเน้ือหา แต่เงื่อนไขการประเมินจะใช้มาตรฐานเดียวไม่ได้ แต่ควรเป็นการประเมินที่ผันแปรได้ เน่ืองจากการใช้แบบทดสอบมาตรฐานเพื่อตรวจสอบความรู้แต่ละส่วนแยกกันมีข้อจากัด ดังน้ัน เงอื่ นไขต้องแปรเปล่ยี นได้ตามความตอ้ งการเพอ่ื สะทอ้ นถงึ การประยกุ ตท์ ่ีแทจ้ รงิ 2) การเขา้ ใจ การประเมนิ ทกั ษะผูเ้ รียนในศตวรรษท่ี 21 มีแนวโน้มเปิดกว้างนักเรียนไม่ เพียงแต่รู้งานก่อนการประเมิน แต่เขาน่าจะมีส่วนในการออกแบบเกณฑ์การให้คะแนนที่ท้าทายและ ร่วมสร้างแบบประเมินด้วย เพ่ือให้เขาเข้าใจตนเองได้ด้วยในการทางาน ดังน้ันรายการประเมินต้องมี ความยืดหยุ่น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้ท้ังทักษะและความเข้าใจ ซึ่งความเข้าใจของผู้เรียนน้ันน่าจะมา จากความสามารถในการอธิบายสิ่งท่ีเขาได้เรียนรู้แก่ผู้อื่น หลักฐานของความเข้าใจของแต่ละคนจึง เปน็ เพยี งสว่ นหนงึ่ ของการประเมิน 3) การสารวจ การทอ่ งจาไม่ใชก่ ารเรยี นรู้ แต่นักเรียน จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อเขาได้สารวจส่ิง ที่เรียนรู้ ครูจึงมีหน้าท่ีจะเป็นผู้ช่วยเปิดประตูไปสู่ดินแดนแห่งการสารวจท่ีพ้นจากเง่ือนไขแบบ มาตรฐานเดียว ให้แก่ผู้เรียน โดยครูใช้คาถามท่ีท้าทาย โดยการสารวจที่ดีน้ันต้องอาศัยความร่วมมือ จากหลายฝ่าย ต้องอาศัยการชว่ ยเหลอื กัน การรว่ มแสดงความคิดเหน็ และการใหแ้ รงบันดาลใจแก่กัน ระหวา่ งผ้สู ารวจดว้ ยกนั และเม่อื สารวจแล้วผู้เรยี นตอ้ งนามาเปิดเผยแก่ผู้อน่ื ไม่ใช่เกบ็ ไว้เป็นความลบั 4) การสร้างสรรค์ ในเร่ืองของการประเมินจะเป็นไปอย่างเปิดเผย ไม่มีความลับ ผู้เรียน จึงมีส่วนร่วมในการออกแบบและสร้างการประเมิน ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับการประเมิน ดังน้ันในบริบท ของการประเมิน การทดสอบความคิดสร้างสรรค์ด้วยการทดสอบแบบมาตรฐานเดียวจึงเป็นส่ิงท่ีไม่ ถูกต้อง แต่ครูจะต้องท้าทายให้ผู้เรียนพิจารณาขอบเขตของสิ่งที่พวกเขากาลังทาอยู่เพ่ือหาแนว ทางการประเมินตนเอง และที่สาคัญผู้สอนต้องคานึงถึงว่าการประเมินนั้นจะต้องสนับสนุน ข้อผิดพลาดมากกว่าการนาไปลงโทษผู้เรียน เพราะข้อผิดพลาดในการทางานนั้นถือว่าเป็นหลักฐาน สาคัญท่ีแสดงว่าผู้เรียนกล้าเสี่ยงใช้เน้ือหาหรือการทางานท่ียากในลักษณะสร้างสรรค์ ไม่ใช่หลักฐาน ความล้มเหลวและครูต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนทางานร่วมกัน เพราะการทางานร่วมกันจะช่วยกระตุ้นให้

99 ผู้เรียนเกิดมุมมองใหม่ต่าง ๆ และความคิดเห็นที่เป็นทางเลือกและการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นการ กระตุ้นท่สี าคัญใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความคดิ สร้างสรรค์ 5) การแบ่งปัน ผู้สอนต้องเปล่ียนแปลงความคิดผู้เรียนจากการไม่เคยแบ่งปันงานของ ตนเองกบั ผูอ้ ่นื มาเป็น “วันน้ีคุณได้แบ่งปันงานของคุณกับใครบ้างแล้วหรือยัง” โดยครูต้องไม่คิดแค่ว่า ผู้เรียนเป็นเพียงผู้บริโภคการศึกษา แต่ยังแบ่งปันความเข้าใจกระบวนการ และความคิดกับนักเรียน และครใู นห้องเรยี นและท่ัวโลก ดังน้ันปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนเปลี่ยนจากการแลกเปล่ียน สองทางไปเปน็ การสนับสนนุ เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้โดยนกั เรยี น เป้าหมายไมใ่ ช่แค่ให้ผู้เรียนพิสูจน์คุณค่า ใหค้ รรู ู้ แต่เพอื่ ให้ผู้เรียนมสี ว่ นช่วยเหลือชมุ ชนการเรยี นรู้ ชนาธิป พรกุล (2555, หน้า 14-15) ในการประเมินผลผู้สอนต้องนาส่ิงที่ต้องการ ประเมนิ มาผสมผสานแล้วเลอื กวธิ วี ดั ผลให้เหมาะสม ไม่มวี ิธีวดั ผลวธิ เี ดยี วท่ีสามารถวัดผลผู้เรียนได้ทุก ดา้ น วธิ วี ัดผลสามารถแบง่ ได้ 4 วิธี ดงั น้ี 1) การใชแ้ บบทดสอบแบบคาตอบมีตวั เลอื ก (Selected response) แบบทดสอบนี้ มีลักษณะเป็นคาถามท่ีมีหลายคาตอบ ให้ผู้เรียนเลือกคาตอบท่ีดีที่สุด ตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์ คือจานวน หรอื อตั ราสว่ นของคาถามและตาตอบที่ถกู ตอ้ ง 2) การใช้แบบทดสอบแบบอัตนัย (Essay) แบบทดสอบอาจเป็นคาถาม การอธิบาย วิธีการแก้ปัญหา การเปรียบเทียบเหตุการณ์หรือการตีความข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะต้อง รวบรวมขอ้ มูลแล้วเขียนเปน็ คาตอบท่ีแสดงมโนทัศน์ของเรื่องนั้น ตัวบ่งช้ีผลสัมฤทธ์ิคือจานวนคะแนน ที่ได้รับจากคะแนนเตม็ 3) การสังเกตการณ์แสดงพฤติกรรม (Performance) ผู้เรียนทากิจกรรมที่กาหนด โดยมีผู้สอนคอยสังเกตกระบวนการใช้ทักษะต่าง ๆ หรือวัดจากผลผลิตซ่ึงสะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนมี ทักษะในการผลิตอยา่ งมคี ุณภาพ เชน่ รายงาน นิทรรศการทางวทิ ยาศาสตร์ หรอื งานประดษิ ฐ์ ตวั บง่ ช้ี ผลสัมฤทธิ์ คือการจัดระดับ (Rating) คุณภาพของพฤติกรรมหรือผลผลิต 4) การสอ่ื ความหมายระหว่างครู และผ้เู รยี น (Personal communication) ครอู าจ ใช้วิธีถามคาถามระหว่างสอน สัมภาษณ์ สนทนา ประชุม ฟังการอภิปรายของผู้เรียน หรือสอบปาก เปล่า จากคากล่าวของนักวิชาการสรุปได้ว่าผลการประเมินจะเกิดประโยชน์เมื่อการ ประเมินผลมีคุณภาพสูง คุณภาพหมายถึงส่ิงต่อไปน้ี สิ่งที่ประเมินชัดเจน วิธีการเหมาะสม การเป็น ตัวแทนและอ้างอิงได้ มีความเทย่ี งตรงปราศจากอคตแิ ละการบดิ เบอื น 2.4.6 แนวทางการพฒั นาการจดั การเรยี นรทู้ ่ยี ึดผูเ้ รยี นเปน็ สาคญั สรุ พล มาคล้าย (2550) ครูต้องเตรียมศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจในเร่ือง รูปแบบ วิธีการ สอน เทคนคิ การสอน จัดทาแผนการเรียนรู้ การผลติ สือ่ ที่ทนั สมัย การวิจัยในช้นั เรยี น การประเมินผล ตามสภาพจริงและการสร้างเครอ่ื งมือวัดผลทีม่ ีคุณภาพ โดยกระบวนการประชุมเชงิ ปฏิบัตกิ าร เพ่ือนา ความรู้ความเข้าใจที่ได้ไปสู่การปฏิบัติจริงและจะต้องรับการติดตาม กากับ นิเทศ ตลอดจนได้รับ ประเมินผลการปฏบิ ตั งิ านอยา่ งจรงิ จงั และตอ่ เนอื่ ง การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญในศตวรรษที่ 21 มีหลักการสาคัญในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ 7 ประการ ได้แก่ 1) ความต้องการหรือความสนใจของผู้เรียนเป็นสาคัญ 2) เปิด

100 โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมากที่สุด 3) เน้นให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วย ตนเอง 4) เป็นการพึ่งพาตนเอง เพ่ือให้เกิดทักษะท่ีจะนาส่ิงท่ีเรียนรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจาวัน และ สามารถเข้าใจวิธีการเรียนรู้ของตนได้ 5) เน้นการประเมินตนเอง การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมิน ตนเองอย่างสม่าเสมอและต่อเนื่อง 6) เน้นความร่วมมือ ซ่ึงเป็นทักษะท่ีสาคัญในการดาเนิน ชีวิตประจาวัน 7) เน้นรปู แบบการเรียนรู้ ซึ่งอาจจัดได้ทัง้ ในรูปเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคล สมบัติ ยศปัญญา (2552) การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญยังเป็นวิธีที่ใหม่สาหรับ ครูอยู่ เม่ือนามาใช้จึงเป็นเรื่องที่ยากสาหรับครู ดังนั้นการจัดการเรียนรู้จะต้องพัฒนาท้ังระบบ สร้าง ความเข้าใจร่วมกันระหว่าง ผู้บริหาร ครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ให้ ทุกคนมีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดกิจกรรม โรงเรียนต้องพัฒนาครูทุกคนให้เข้าใจเกี่ยวกับการ จัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญโดยใช้วิธีท่ีหลากหลาย เช่น จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้ครูมี ความรู้ และให้ไปศึกษาดูงานท่ีโรงเรียนที่ประสบผลสาเร็จให้ครูสามารถนาวัสดุในท้องถิ่นมา ประยกุ ตใ์ ช้ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน การประเมินจะต้องรายงานผลให้ผปู้ กครองทราบด้วย ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2559, หน้า 70) ได้สรุปกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เปน็ สาคญั ควรใหผ้ ูเ้ รียนมีส่วนรว่ มในการคดิ และตดั สนิ ใจดว้ ย โดยขณะเรียนผู้สอนต้องสนับสนุนและ เคารพในมุมมองอันหลากหลายของผู้เรียน พร้อมท้ังพิจารณาถึงมุมมองเหล่าน้ัน รวมทั้งผู้สอนควร คานึงถึงความแตกต่างทางวฒั นธรรม ความสามารถ รูปแบบการทางาน พัฒนาการและความต้องการ ของผ้เู รียนแต่ละคนท่ีแตกต่างกันไป และในกระบวนการเรียนรู้ผู้สอนควรปฏิบัติต่อผู้เรียนเสมือนเป็น ผู้ร่วมคิดรว่ มสร้างสรรค์และเปน็ ผูท้ ี่มีความคิดอา่ นได้ จากคากล่าวของนักวิชาการสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญยังเป็นวิธีที่ ใหม่สาหรับครูอยู่ เม่ือนามาใช้จึงเป็นเร่ืองท่ียากสาหรับครู ดังน้ันการจัดการเรียนรู้จะต้องพัฒนาทั้ง ระบบ สร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่าง ผู้บริหาร ครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง นักเรียน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดกิจกรรม กระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้น ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญควรให้ผเู้ รียนมสี ่วนร่วมในการคิดและตัดสนิ ใจ โรงเรยี นต้องพัฒนาครูทกุ คนให้เข้าใจ เกีย่ วกบั การจัดการเรยี นรู้ที่เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญโดยใชว้ ธิ ีทหี่ ลากหลาย ครูต้องเตรยี มศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง รูปแบบ วิธีการสอน เทคนิคการสอน จัดทาแผนการเรียนรู้ การผลิตสื่อท่ีทันสมัย การวิจัยในชั้นเรียน การประเมินผลตามสภาพจริงและการสร้างเครื่องมือวัดผลท่ีมีคุณภาพ โดย กระบวนการประชุมเชงิ ปฏิบตั ิการ เพอื่ นาความรคู้ วามเขา้ ใจที่ได้ไปส่กู ารปฏบิ ตั ิจรงิ และจะต้องรบั การ ตดิ ตาม กากบั นิเทศ ตลอดจนได้รับประเมินผลการปฏิบตั ิงานอยา่ งจริงจงั และตอ่ เนอื่ ง 2.5 สถานศึกษากับการจัดการเรียนการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือผู้เรียน เป็นสาคัญ สุรพล มาคล้าย (2550) ปัญหากระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ แบ่งเป็น ด้านตา่ ง ๆ ดังน้ี 1. ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ครูส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ เกี่ยวกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและยังมีความเคยชินต่อการจัดการเรียนรู้ที่

101 ผู้สอนมีบทบาทมากกว่าผู้เรียน แต่การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญผู้สอนต้องมีการ ปรับเปล่ียนบทบาทตัวเองมาเป็นผู้ท่ีให้คาแนะนา ช่วยเหลืออานวยความสะดวก หรือเป็นผู้จัด ประสบการณ์ การเตรียมแหล่งการเรียนรู้ข้อมูลเพื่อเอ้ือเฟ้ือต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน สาหรับ การศึกษาค้นคว้า ฝึกปฏิบัติ เพ่ือให้ตนเองเกิดการเรียนรู้ ทั้งนี้ส่วนหน่ึงอาจเกิดจากครูยังมี ประสบการณ์ไม่เพียงพอ และความพร้อมของสถานศึกษา ในการจัดเตรียมส่ืออุปกรณ์การเรียนรู้ เพราะการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญนั้น มีความจาเป็นท่ีผู้สอนจะต้องคอยกระตุ้นให้สนใจ ใฝ่รู้ท่ีจะแกป้ ญั หาต่าง ๆ ด้วยตนเอง ดังนัน้ การจดั กระบวนการเรียนรู้ของครูจะตอ้ งมีการเตรียมข้อมูล แหล่งการเรียนรู้ รวมทง้ั เตรียมกิจกรรมการเรยี นการสอน ตลอดทง้ั สื่อให้เพียงพอและเหมาะสม จึงจะ ทาให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรยี นรไู้ ด้สาเร็จเป้าหมายทต่ี อ้ งการได้ 2. ผู้สอนยังขาดความเข้าใจเก่ียวกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ในส่วนการ จัดกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีจะสามารถให้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองให้แก่ ผู้เรียนได้ ซ่ึงผู้สอนต้องอาศัยเทคนิควิธีการสอน รูปแบบการสอนหรือแนวทางการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนท่ีมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนนั้นเกิดความรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ดังน้ันการออกแบบ การเรียนรู้จึงมีความสาคัญมาก และควรมีการวิเคราะห์ความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล เพื่อที่จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ได้อย่างเหมาะสม ส่ิงสาคัญท่ีจะต้องนึกถึงคือ ความแตกต่าง กันของผเู้ รยี น 3. ในด้านการประเมินผลอย่างหลากหลายนั้น ครูผู้สอนยังไม่สามารถประเมินผู้เรียนได้ ครบทุกด้านเนื่องจากมีข้อจากัดทางด้านเวลา และภาระงานที่ครูต้องปฏิบัติ และโดยเฉพาะใน โรงเรยี นขนาดเลก็ ทขี่ าดแคลนครู ดังนัน้ การท่คี รจู ะทมุ่ เวลาในการประเมินผลผเู้ รียนใหค้ รบทุกด้านจึง ยังคงเป็นปัญหาอยอู่ กี ทง้ั ความเขา้ ใจเกยี่ วกับการวัดและการประเมินผลผู้เรียนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้สอนยังขาดความเข้าใจเก่ียวกับการวัดและประเมินผลผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะครูที่มี ประสบการณใ์ นการสอนน้อย กรรณิการ์ กะบะเงิน (2550) ปัญหาการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ได้แก่ มีครูปฏิบัติการสอนไม่ครบทุกช้ันเรียน งานวิจัยในช้ันเรียนมีน้อยมาก งบประมาณไม่เพียงพอ การประชุมเพื่อวางแผนการจัดการเรียนรู้ มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการประเมินผล วัดผลอยู่ ตลอดเวลา การติดตามโครงการอยา่ งครบถ้วน ขาดการแนะนาการจัดการเรียนรู้วธิ ีใหม่ ๆ ขาดความรู้ เกีย่ วกับการนเิ ทศ แผนกลยุทธไ์ มไ่ ดเ้ กดิ จากการสารวจสภาพปญั หาจริง ครขู าดความรู้ ขาดทักษะการ ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับมาให้เพื่อนครูอื่นทราบ ขาดการประชาสัมพันธ์การวางแผนนโยบายที่ไม่ ชดั เจน การกากับ ติดตาม และการประเมินผลจากผบู้ รหิ ารให้ครูดาเนินการกนั เอง การมสี ว่ นรว่ มของ ครูมีน้อยมาก ขาดห้อง สถานที่ที่จะจัดเก็บสื่อ อุปกรณ์ไม่มีหลักเกณฑ์การดูแลเรื่องการเรียนการสอน อย่างจริงจัง การพัฒนาคุณภาพเคร่ืองมือ การจัดหาส่ือ วัสดุ อุปกรณ์และเคร่ืองมือ เคร่ืองใช้ต่าง ๆ การประชมุ กาหนดนโยบาย การวางแผนการจัดการเรียนรู้ล่าช้า ครูอายุมากปรับตัวใช้คอมพิวเตอร์ได้ ไม่ดี ดังนั้นในการบริหารการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ได้แก่ ผู้บริหารควรให้ความสาคัญ ในการจัดการเรียนการสอน ควรมีการดาเนินงานเก่ียวกับนิเทศ กากับ ติดตามการจัดการเรียนการ สอนอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ควรมกี ารสร้างความตระหนักเกีย่ วกับการเปลย่ี นพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ให้แก่ ครูด้วย ควรมีการประเมินด้านการปรับเปล่ียนพฤติกรรมในการจัดการเรียนรู้ ควรมีการติดตามผล

102 เร่ืองงานวิชาการของผู้บริหาร ให้ฝ่ายวิชาการรับผิดชอบฝ่ายเดียวอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ควรให้ครูมี ส่วนร่วมในการวางแผนการทาแผนกลยุทธ์ ในการประชุมควรรับฟังคามคิดเห็นของครูในทุก ๆ ด้าน ควรให้ครูมีเวลาพัฒนาการจัดการเรียนการสอนบ้าง ควรมีข้อมูล สารสนเทศ เพ่ือส่งเสริมการพัฒนา ตนเอง การพัฒนาครูควรพัฒนาทงั้ ระบบมใิ ช่พัฒนาเฉพาะครทู ี่เกย่ี วขอ้ ง ทองดูลย์ งามแก้ม (2552) สภาพการเรียนการสอนในปัจจุบันยังไม่สามารถสนองตอบ เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่ 2 พุทธศักราช 2545 ได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีความพยายามทุ่มเทงบประมาณเพ่ือสร้าง แหล่งเรียนรู้ ก็คงบรรเทาได้ในระดับหนึ่ง โรงเรียนควรประสานไปยังสถานที่ราชการหรือหน่วยงาน ปกครองในท้องถ่ินท่ีโรงเรียนตั้งอยู่เพ่ือขอความอนุเคราะห์ในการสืบค้นข้อมูลที่ต้องการ เป็นการขอ ความร่วมมือกบั หนว่ ยงานภายนอกและแสดงศกั ยภาพในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ในด้านหลักสูตรท่ีใช้ในปัจจุบันมีการปรับปรุงเปล่ียนแปลงในบางส่วน บางตอน ซึ่ง ครูผู้สอนที่คุ้นเคยกับการสอนเพียงอย่างเดียวโดยไม่เคยได้ศึกษาเนื้อหาสาระที่หลักสูตรต้องการ ซงึ่ ส่ิง เหล่าน้ีจะปรากฏในเอกสารหลักสูตร ครูจานวนมากละเลยท่ีจะให้ความใส่ใจในการทาความเข้าใจ หลักสูตร นอกจากนกี้ ารวเิ คราะหห์ ลักสูตรจะต้องอาศยั ผู้มคี วามรู้ ความเชี่ยวชาญโดยตรง จากคากลา่ วของนักวชิ าการสรปุ ไดว้ า่ ปญั หาการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ ได้แก่ มีครูปฏิบัติการสอนไม่ครบทุกช้ันเรียน งานวิจัยในช้ันเรียนมีน้อยมาก งบประมาณไม่ เพียงพอ การประชุมเพ่ือวางแผนการจัดการเรียนรู้ มีการเปล่ียนแปลงระเบียบการประเมินผล วัดผล อยู่ตลอดเวลา การติดตามโครงการอย่างครบถ้วน ขาดการแนะนาการจัดการเรียนรู้วิธีใหม่ ๆ ขาด ความรู้เกี่ยวกับการนิเทศ แผนกลยุทธ์ไม่ได้เกิดจากการสารวจสภาพปัญหาจริง ในด้านหลักสูตรท่ีใช้ ในปัจจุบันมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในบางส่วน บางตอน ซ่ึงครูผู้สอนท่ีคุ้นเคยกับการสอนเพียง อย่างเดียวโดยไม่เคยได้ศึกษาเน้ือหาสาระท่ีหลักสูตรต้องการ ครูส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเก่ียวกับแนวคิด การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้สอนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ ในส่วนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ครูผู้สอนยังไม่สามารถประเมินผู้เรียนได้ครบทุกด้าน เนือ่ งจากมีข้อจากดั ทางด้านเวลา และภาระงานทคี่ รตู อ้ งปฏบิ ตั ิ และโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่ ขาดแคลนครู 2.6 งานวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ้ ง ศิริกุล นามศิริ. (2552, หน้า บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนางานวิชาการดว้ ยหลักการบูรณา การในโรงเรียนขนาดเล็ก ซ การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนบ้าน บึงฉิม มีการดาเนินงานด้านการจัดการเรียนการสอนเป็นหลัก รองลงมาเป็นการพัฒนาส่ือการเรียน การสอน การพัฒนาหลักสูตร การวัดผลแลประเมินผล และการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ ภายในและภายนอก มีปัญหาที่สาคัญคือโรงเรียนไม่ผ่านการประเมินจากสานักงานครับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) จึงดาเนินงานใน 3 โครงการ คือ 1) โครงการ พัฒนาการจัดองคก์ ร โครงสรา้ งการบรหิ ารและจัดงานวชิ าการและพฒั นาองค์การอย่างเป็นระบบครบ วงจร 2) โครงการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและสาระหลักสูตรท้องถิ่นและการจัดกระบวนการ

103 เรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และ 3) โครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพผู้เรียนอย่างหลากหลาย มีผลทาให้โรงเรียนผ่านการประเมินคุณภาพภายในท่ีอิงสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาข้ัน พื้นฐานท่ี 12,14 และ15 โดยมีค่าระดับ 3.20 , 3.00 และ 3.28 ตามลาดับ นอกจากน้ันยังพบว่า ผู้วิจัย ผู้ปกครอง ผู้นาท้องถิ่น ครู ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ และนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ของสานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาขอนแกน่ เขต 1 เกิดการเรียนรู้ จากการปฏิบตั จิ รงิ หลายประการ ทงั้ ด้านความรู้และประสบการณ์ และเกิดองค์ความรู้จากการปฏิบัติ คือ 1) การจัดโครงสร้างการบริหาร และจัดการงานวิชาการตามหลักการบูรณาการแนวทีมฟุตบอลเชิงรุก 2) การยึดมั่นในหลักการ บูรณาการ 9 ประการ 3) การกาหนดบทบาทหน้าท่ีของผู้เกี่ยวข้อง 4) คานึงถึง 10 หลักการ 10 จรรยาบรรณ และ 10 บทบาทของผู้วิจัยในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเป็นพื้นฐาน และ 5) การมีขั้นตอนย่อยการดาเนินงานในแต่ละขั้นตอน ทาให้มีนวัตกรรมท่ีเรียกว่า “กรอบการปฏิบัติ 3 พลังเสริมการบูรณาการเพ่ือพัฒนางานวิชาการด้วยหลักการบูรณาการในโรงเรียนบ้านบึงฉิม : องค์ ความรู้ทไ่ี ด้จากการวจิ ัยเชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมีส่วนรว่ ม” พฤษมงคล จุลพูล และคณะ (2555, หน้า บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัย เร่ือง การพัฒนาแหล่ง การเรียนรู้ชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตาบลเตาไห อาเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี ผลการวิจัย พบว่า ชาวบ้านในชุมชนมีวิถีชีวิตท่ีเรียบง่าย ทาการเกษตรเป็นอาชีพหลัก มีการพึ่งพา ทรพั ยากรธรรมชาติ ภูมปิ ญั ญาสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ได้รวบรวมข้อมูล คือภูมิปัญญาแพทย์แผน ไทย ภูมิปัญญาด้านหัตถกรรม ภูมิปัญญาด้านพิธีกรรมและความเช่ือ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ แหล่ง ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมและประเพณี และโบราณสถานและโบราณวัตถุ และพัฒนาระบบ ฐานขอ้ มูลแหลง่ เรียนรู้ชุมชนเพ่ือจัดเก็บและสืบค้นข้อมูล และได้พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ป่าชุมชนโนน ซาด มาเรยี ม นิลพนั ธ์ุ และ ศิริวรรณ วณชิ วัฒนวรชยั (2557 , หน้าบทคัดย่อ) ไดศ้ กึ ษาวจิ ัยเร่อื ง การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นเพ่ือส่งเสรมิ การเรียนร้เู ชิงสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ และสังเคราะห์นวัตกรรมการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยใช้ พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ พบว่า พื้นท่ีการวิจัยทั้ง 4 แห่ง มีบริบทด้านพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ท่ีเหมาะสมแก่การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ และ พนื้ ทกี่ ารวจิ ัยทง้ั 4 แห่ง มีชุมชนและหน่วยงานท้ังภาครัฐและเอกชนให้ความร่วมมือในการดาเนินงาน เปน็ อยา่ งดเี รื่อยม 2) ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ระดับการศึกษาข้ันพื้นฐานแบบมีส่วนร่วมกับ ชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ินเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ พบว่า นวัตกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย หลักสูตรสถานศึกษาที่บูรณาการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ ท้องถ่ิน กิจกรรมบูรณาการ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมชุมนุม/ชมรม) 3) ผลการใช้ นวัตกรรมการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์และแหล่ง เรียนรู้ในท้องถิ่นเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ พบว่า กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เกิดความตระหนักและจิตสานึกในการใช้พิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ใน ท้องถ่ินให้มปี ระโยชนอ์ ยา่ งสงู สุด เกิดความรัก ช่ืนชม หวงแหนและอนุรักษ์ศิลปวัตนธรรมอันมีค่าของ ทอ้ งถิ่นและของประเทศชาติ ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมการเรียนรู้

104 เชิงสร้างสรรค์ให้กับผู้เรียน โดยมีส่วนร่วมในการวางแผน มีส่วนร่วมในการดาเนินงาน และมีส่วนร่วม ในการประเมินผล ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีชิ้นงาน ผลงานท่ีสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ และเกิดความภาคภูมิใจในช้ินงานของตนเอง มีความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ที่เช่ือมโยงกับ พพิ ธิ ภัณฑแ์ ละแหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ิน 4) รูปแบบการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ระดับการสศึกษาข้ัน พนื้ ฐานแบบมสี ่วนรว่ มกับชมุ ชนโดยใชพ้ ิพธิ ภัณฑแ์ ละแหลง่ เรียนรใู้ นทอ้ งถ่ินเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิง สร้างสรรค์ หลกั การของรูปแบบ คอื การพัฒนานวัตกรรมแบบมีส่วนร่วม วตั ถปุ ระสงคข์ องรูปแบบ คือ เพ่ือพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยใช้พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ินเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ ขั้นตอนรูปแบบ ประกอบด้วย 1) การวเิ คราะห์บรบิ ทชุมชนและสภาพพิพิธภัณฑ์/แห่งเรียนรู้ 2) การสร้างความเข้าใจร่วมกับทีมวิจัย 3) ร่วมประสานกับทีมวิจัยและการสร้างเครือข่าย 4) ร่วมประชุมวางแผน 5) การออกแบบพัฒนา นวัตกรรม 6) ร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้กิจกรรมและวิเคราะห์ 7) ร่วมจัดกิจกรรม 8) นาเสนอผลการจัด กิจกรรม 9) ร่วมประเมินผลให้ข้อมูลย้อนกลับ และ 10) ขยายผลและสร้างเครือข่าย เง่อื นไข/ปัจจัย/ ตัวบ่งช้ีสู่ความย่ังยืน 1)การนารูปแบบไปใช้ควรคานึงถึงองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ระดับ การศึกษาขั้นพ้ืนฐานและพิพิธภัณฑ์/แหล่งเรียนรู้ของเครือข่าย 2)การสนับสนุนของสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน และชุมชนในท้องถิ่น 3) การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ระดับ การศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน จะสาเรจ็ ได้ตอ้ งให้ความสาคัญกบั เครอื ขา่ ยและชุมชนในการดาเนินงาน โศภิดา คลา้ ยหนองสรวง (2558, หน้า 86-87) ได้ศึกษาวจิ ัยเรื่องการบริหารแบบมสี ่วนร่วม ที่สง่ ผลต่อประสทิ ธิผลของสถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก เม่ือ พิจารณาการบริหารแบบมีส่วนร่ยวมของผู้บริหารสถานศกึษา สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาร้อยเด็ด เขต 3 โดยเรียงลาดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ คือ ความเป็น อิสระต่อความรับผิดชอบในงาน ความยึดม่ันผูกพันการไว้วางใจกัน และการต้ังเป้าหมายและวัตถุ ประงค์ร่วมกัน 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา ร้อยเอ็ดเขต 3 โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาประสิทธิผลของ สถานศึกษาสังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเด็ดเขต 3 โดยเรียงลาดับคะแนน เฉล่ียจากมากไปหาน้อย ได้ดังน้ี คือ ความสามารถแก้ปัญหาภายในโรงเรียน ความสามารถ ปรับเปลี่ยนและพัฒนาโรงเรียนให้เข้ากับส่ิงแวดล้อม ความสามารถผลิตนักเรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงและความสามารถพัฒนานักเรียนให้มีทัศนคติทางบวก 3) การบริหารแบบมีส่วนร่วม ของผู้บริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ในระดับสูง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 4) สมการพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาจากการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหาร สถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษารอ้ ยเอ็ด เขต 3 ทีด่ ีทสี่ ุด มินเตอร์และลินา (Minter and Lina, 1996 p Abstract) ไดศ้ กึ ษาวิจัยเรอ่ื งการมสี ่วนร่วม ของผู้ปกครองในโรงเรียนประถมศึกษาในเมนิโตบา (Manitoba) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครอง ครู และผู้บริหารโรงเรียนมีความคิดเห็นว่ากิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนส่วนมากอยู่ในระดับต่า

105 ยกเวน้ การมสี ่วนรว่ มของผู้ปกครองในกิจกรรมของโรงเรียนบางอย่างเช่น การเข้าร่วมประชุมและการ ช่วยเหลือโรงเรียนนอกสถานที่ และท้ังกลุ่มผู้ปกครอง ครู และผู้บริหารต่างเห็นว่าควรเพิ่มการมีส่วน รว่ มของชุมชนกบั โรงเรียนให้สูงขนึ้ ในทกุ ๆ เรื่อง โกลด์ (Gold, 2000 p Abstract) ได้ศึกษาเร่ือง การเข้ามามีส่วนร่วมของชุมชนในการจัด การศึกษาระดับโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยเน้นการให้ความร่วมมือระหว่างชุมชน ผู้ปกครอง และ นักการศึกษา ซึง่ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาในรัฐฟิลลาเดลเฟีย ผลการศึกษาพบว่าการ จัดการของชุมชนเป็นส่ือกลางระหว่างผู้ปกครอง ครอบครัวกับโรงเรียน เพ่ือเป้าหมายในการ เสริมสร้าง การอ่านออกเขียนได้และการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชุมชน ทาให้ผู้ปกครองได้รับความรู้ เกี่ยวกับชุมชน ดังน้ันการสร้างหุ้นส่วนและความร่วมมือระหว่างผู้ปกครองกับนักการศึกษาทาให้เกิด ทรัพยากรที่มีคณุ คา่ ท้ังในดา้ นสงั คมและวัฒนธรรมแกโ่ รงเรยี น ดังน้ันจากเอกสารและงานวิจัยท่ีเกล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะนากระบวนการวิจัย เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมมาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวัดหนองตะครอง เนื่องจากกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนั้นมีกระบวนการ เช่นเดียวกับหลักการบริหารจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม เมื่อนาหลักการบริหารจัดการศึกษาแบบมี ส่วนร่วมมาใช้ควบคู่กับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม จึงเป็นวิธีการท่ีเหมาะสมกับ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนทเี่ นน้ ผ้เู รียนเป็นสาคญั

บทท่ี 3 วิธีดาเนินการวจิ ยั งานวิจัยเร่ือง “การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้การวิจัยเชิง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม : โรงเรียนวัดหนองตะครอง ” ดาเนินการในรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประเภทการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research : PAR) มีวัตถุประสงค์ 1) เพ่ือศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ ของ การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ 2) เพ่ือพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคัญของโรงเรียนวัดหนองตะครองด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมีแนว ทางการดาเนินการวิจยั ดังนี้ 3.1 พื้นท่ดี าเนินการวจิ ยั การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเรื่อง “การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม : โรงเรียนวัดหนองตะครอง ” เป็นการวิจัยใน ระดับโรงเรียน (school-wide) ท่ีได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ตามคุณลักษณะ 3 ประการคือ 1) เป็นโรงเรียนท่ีไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพจากสานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ในการประเมินภายนอกรอบที่ 3 (พ.ศ.2554 - 2558) ที่ผ่านมา 2) เป็นโรงเรียนที่มีความประสงค์เข้าร่วมพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ ดว้ ยการวิจยั เชิงปฏิบัตกิ ารแบบมสี ่วนร่วม โดยผบู้ รหิ ารโรงเรยี นและคณะกรรมการสถานศกึ ษา 3) เป็นโรงเรียนท่ีผู้วิจัยปฏิบัติหน้าท่ีในตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรียนจึงมีความสะดวกและความ เป็นไปได้ต่อการท่ีจะเข้าไปเก็บข้อมูลในการสังเกต การสัมภาษณ์ และการบันทึกภาพหรือเสียงใน กจิ กรรมท่ีดาเนินการสามารถเข้าไปปฏิบัติงานภาคสนามไดต้ ลอดระยะเวลาที่ทาการวิจัย 3.2 กลุ่มเป้าหมายในการวจิ ยั การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ได้กาหนดให้มีกลุ่มเป้าหมายในการ เข้าร่วมกระบวนการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) มรี ายละเอียดดังน้ี 1. กลุ่มผู้ร่วมวิจัย เนื่องจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมน้ีเป็นการพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ภายในโรงเรียนวัดหนองตะครอง ผู้วิจัยได้กาหนดผู้ร่วมวิจัย (research participant) โดยยึดเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยคือ 1) เป็นบุคคล กลุ่ม บุคคลและหน่วยงานที่เก่ียวข้องท้ังภายในโรงเรียน และภายนอกโรงเรียน ในการดาเนินการส่งเสริม สนับสนุนและร่วมปฏิบัติงานกับโรงเรียนวัดหนองตะครอง และ 2) สมัครใจเข้าร่วมงานวิจัย รวม ทั้งสิ้น 52 คน จาแนกไดด้ ังนี้ 1.1 บคุ ลากรภายในโรงเรียน ประกอบดว้ ย

107 คณะครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนวัดหนองตะครอง จานวนท้ังสิ้น 9 คน ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญโดยตรง จึงได้เลือกครูและบุคลากรทุกคนเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในการจัดเก็บ รวบรวมขอ้ มูล 1.2 บุคคลภายนอกโรงเรยี น ประกอบด้วย 1.2.1 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานโรงเรียนวัดหนองตะครอง สังกัด สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จานวน 9 คน ตามข้อกาหนดของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกาหนด ซ่ึงประกอบด้วยผู้แทนครู 1 คน ผู้แทน ผ้ปู กครอง 1 คน ผู้แทนองคก์ ารชุมชน 1 คน ผู้แทนองค์กรศาสนา 1 คน ผู้แทนศิษย์เก่า 1 คน ผู้แทน องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน 1 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 คน และผู้บริหารสถานศึกษา 1 คนแต่ในการเลือก กลุ่มเป้าหมายได้พิจารณาเลือกกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานท่ีเป็นตัวแทนจากฝ่ายต่าง ๆ จานวน 7 คน ยกเว้น กรรมการสถานศึกษาที่เป็นผู้แทนครู และผู้บริหารสถานศึกษา เนื่องจากผู้แทนครูได้ เลอื กเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครูแล้ว และเพื่อป้องกันการลาเอียงของข้อมูลในการระดมความคิดจาก การใช้เทคนคิ การให้ขอ้ มูล เช่น การประชุมกลุ่มยอ่ ย การสมั ภาษณเ์ ชงิ ลึก 1.2.2 ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนวัดหนองตะครอง สังกัด สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 จานวน 12 คน 2. กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน จานวน 24 คน ในการเลือก กลุ่มเปา้ หมายท่เี ป็นตัวแทนของผู้ปกครองนักเรียน ได้พิจารณาเลือกจากผู้ปกครองท่ีมีบุตรกาลังเรียน ตั้งแต่ช้ันอนบุ าล 1 ถึงชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จานวน 24 ซึง่ ผปู้ กครองทเี่ ลือกเป็นผู้ท่ีมีความสนใจและ เอาใจใส่ในการเรียนของบุตรหลาน ซึ่งในการเลือกกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นการดาเนินการเลือก แบบเจาะจงโดยความรว่ มมือของครใู นโรงเรยี นทกุ คนรว่ มกบั ผ้วู จิ ยั 3.3 เครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ในการวิจัยคร้ังน้ี ผ้วู ิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งผู้วิจัยได้กาหนด เคร่ืองมือเพอื่ ใชใ้ นการวจิ ัยตามกรอบแนวคิดของ Mills (2007) จาแนกเป็นสามกลมุ่ ดังนี้ 1. แบบสารวจ (Survey Guideline) ใช้ทาการศึกษาที่เก่ียวกับการดาเนินการจัดการ เรียนรู้ทเ่ี นน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคัญ สภาพปัจจุบัน และปัญหาของการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ได้แก่ 1) ด้านหลักสูตร 2) ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 3) ด้านการวัดและประเมินผล 4) ด้าน นกั เรียน 5) ดา้ นสอื่ การเรียนการสอน และแหลง่ เรียนรู้ 2. แบบสังเกต (Observation form) ใช้ทาการศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้วยการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) ซึ่งเป็นแบบ สังเกตแบบมีโครงสร้าง (Structured Observation) มีการกาหนดประเด็นในการสังเกต ได้แก่ การ แสดงความคดิ เหน็ และการมสี ว่ นรว่ มของผรู้ ่วมวจิ ยั การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทเี่ น้นผ้เู รียนเปน็ สาคัญ การศึกษาการดาเนินโครงการและกิจกรรมการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ ด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) ซ่ึงเป็นแบบสังเกตแบบมี

108 โครงสรา้ ง (Structured Observation) มกี ารกาหนดประเด็นในการสังเกต ได้แก่ ความกระตือรือร้น ความตั้งใจ การให้ความร่วมมือในการทากิจกรรม บรรยากาศของการทากิจกรรมร่วมกัน ปัญหา อปุ สรรค และการปรบั ปรงุ 3. แบบสัมภาษณ์ (Interview Guideline) ใช้ทาการศึกษาผู้ให้ข้อมูล 2 กลุ่มเป้าหมาย ดงั น้ี 3.1 สัมภาษณ์คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อศึกษาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) โดยมีแนว คาถามใช้ประกอบในการสมั ภาษณ์แบบเจาะลึก ดงั นี้ 3.1.1 การจัดการเรียนรู้ทีเ่ น้นผ้เู รียนเปน็ สาคญั ของโรงเรียนวดั หนองตะครอง 1) สภาพการจัดการเรยี นรู้ทเ่ี น้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรยี นวัดหนองตะครอง 2) ปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียนวัดหนองตะครอง ทีป่ ระสบอยใู่ นปัจจุบัน 3) ความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวัดหนองตะครอง 3.2 การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมท่ีเกิดจากการวางแผนตามความ ตอ้ งการของผูร้ ว่ มวิจัย เพ่อื ศึกษาความคดิ เหน็ ของผรู้ ่วมโครงการท่ีมตี อ่ การปฏบิ ัติการดาเนินโครงการ ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบก่ึงมีโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) โดยมีแนวคาถามใช้ประกอบ ในการสัมภาษณ์ ดงั นี้ 3.2.1 ความประทับใจจากการไดเ้ ข้าร่วมกิจกรรม 3.2.2 ข้อเสนอแนะตอ่ การจัดกิจกรรมนี้ในคร้งั ต่อไป 4. เทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของสถานศึกษาโดยใช้เทคนิค SWOT Analysis ใน การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน และสภาพแวดล้อมภายนอก ที่เก่ียวข้องกับการจัดการเรียนรู้ท่ี เนน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคัญ 5. เคร่ืองมือประกอบการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ได้แก่ แบบนิเทศ แบบบันทึกภาคสนาม (Field notes) ใช้บันทึกปรากฏการณ์ การตีความ การประเมินผล การต้ังข้อสังเกต เป็นต้น รวมท้ัง เคร่ืองบันทึกเสียง (Tape records) ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการประชุมกลุ่ม เพ่ือให้ข้อมูลมีความถูกต้องและครบถ้วน และเครื่องมือบันทึกภาพ (Digital camera) เพ่ือรวบรวม ภาพบรรยากาศการมีส่วนร่วมการวิจัย กิจกรรมการวิจัย และสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถอธิบายผลการวิจัย ไดอ้ ย่างเปน็ รูปธรรม 3.4 วธิ กี ารสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ยั 3.4.1 แบบสารวจ (Survey Guideline) ใช้ทาการศึกษาที่เกี่ยวกับการดาเนินการจัดการ เรียนรูท้ เี่ นน้ ผเู้ รียนเป็นสาคัญ สภาพปัจจุบัน และปัญหาของการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยมวี ีการดงั นี้

109 1) ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ พฒั นาการจัดการเรยี นร้ทู ีเ่ นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ 2) กาหนดกรอบแนวคิด ประเด็นในการสารวจข้อมูลพ้ืนฐาน เพื่อให้มีรายละเอียด ครอบคลุม ในเร่ืองทีต่ ้องการศึกษา 3) สร้างแบบสารวจข้อมูลเก่ียวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหา ในการจัดการเรียนการสอนท่ี เน้นผู้เรียนเป็นสาคญั ของโรงเรียนวดั หนองตะครอง 4) นาแบบสารวจท่ีสรา้ งขนึ้ แลว้ นาไปใหผ้ ู้ทรงคณุ วุฒิจานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูก ต้อง และความเท่ยี งตรงเชิงเน้อื หา (Content Validity) 5) นาเคร่อื งมือที่ผทู้ รงคุณวฒุ ิไดต้ รวจสอบแล้วมาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามข้อเสนอแนะ 6) นาแบบสารวจขอ้ มูลเกี่ยวกบั สภาพปจั จุบนั ปญั หา ในการจัดการเรยี นการสอนทเี่ น้น ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญของโรงเรยี นวัดหนองตะครองไปเกบ็ ขอ้ มลู 3.4.2 แบบสังเกต (Observation) ใช้ทาการศึกษาการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้วิจัยได้สร้างแบบสังเกตการดาเนินโครงการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียน เป็นสาคญั โดยวธิ กี ารดงั นี้ 1) ศึกษาหลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยท่เี กีย่ วข้องกับการสร้างแบบ สงั เกต 2) กาหนดกรอบแนวคิด ประเด็นในการสังเกต เพื่อให้มีรายละเอียดครอบคลุม ในเรื่อง ทต่ี อ้ งการศกึ ษา 3) จัดทาร่างแบบสังเกต ให้สอดคล้องกับกรอบแนวคิดการวิจัย เพื่อให้ได้ข้อคาถามตรง ตามวัตถุประสงค์ของการวจิ ัย และมคี วามถกู ตอ้ งตามหลกั วิธวี ิทยาในการสร้างเครอ่ื งมอื 4) นาแบบสังเกตท่ีสร้างข้ึน ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้อง และความเทีย่ งตรงเชงิ เนอ้ื หา (Content Validity) 5) นาเครอ่ื งมือท่ีผทู้ รงคณุ วฒุ ิได้ตรวจสอบแลว้ มาปรบั ปรงุ แก้ไขตามคาแนะนา 6) นาแบบสงั เกตไปเก็บข้อมูล 3.4.3 แบบสัมภาษณ์ (Interview Guideline) เก่ียวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น ผู้เรยี นเป็นสาคัญ ผวู้ ิจยั ได้สรา้ งแบบสัมภาษณ์ โดยมีวิธีการดงั นี้ 1) ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับประเด็นการ สมั ภาษณ์ 2) กาหนดกรอบแนวคิด ประเด็นในการสัมภาษณ์ เพ่ือให้มีรายละเอียดครอบคลุม ใน เรอ่ื งที่ต้องการศกึ ษา 3) จัดทารา่ งแบบสัมภาษณ์ ให้สอดคลอ้ งกับกรอบแนวคิดการวิจัย เพ่ือให้ได้ประเด็นใน การสัมภาษณ์ตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และมีความถูกต้องตามหลักวิธีวิทยาในการสร้าง เคร่อื งมือ 4) นาแบบสัมภาษณ์ที่สร้างข้ึน ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูก ต้อง และความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) 5) นาเครือ่ งมือทผ่ี ทู้ รงคณุ วฒุ ิไดต้ รวจสอบแล้วมาปรบั ปรุงแก้ไขตามคาแนะนา

110 6) นาแบบสมั ภาษณ์ไปเก็บข้อมูล 3.4.4 ประเด็นการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้วิจัยได้สร้างประเด็นการสนทนากลุ่ม โดยมีวิธกี ารดังน้ี 1) ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับประเด็นการ สนทนากลมุ่ 2) กาหนดกรอบแนวคิด ประเด็นในการสนทนากลุ่ม เพื่อให้มีรายละเอียดครอบคลุม ในเร่อื งทีต่ อ้ งการศึกษา 3) สรา้ งแบบประเด็นการสนทนากลุ่ม 4) นาแบบประเด็นการสนทนากลุ่มที่สร้างข้ึน ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 3 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้อง และความตรงเชิงเนอ้ื หา (Content Validity) 5) นาเคร่ืองมอื ท่ผี ้ทู รงคณุ วฒุ ไิ ดต้ รวจสอบแลว้ มาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามคาแนะนา 6) นาประเดน็ การสนทนากลุม่ ไปเกบ็ ขอ้ มลู 3.5 ขนั้ ตอนการดาเนินการวจิ ยั การดาเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ออกแบบการวิจัยออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การเตรียมการก่อน ปฏิบัติการวิจัย การปฏิบัติการวิจัย และการสรุปผลการวิจัย โดยการปฏิบัติการวิจัย มีรายละเอียด การดาเนนิ การดังนี้ ส่วนที่ 1 การเตรียมการกอ่ นปฏิบัตกิ ารวิจยั 1. การเตรียมข้อมูล ศึกษาวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับเร่ืองที่ทาการวิจัย เพื่อใช้เป็นกรอบ ความรู้ในการวิจัย และนาไปสู่การออกแบบการวิจัย (Research Design) เพื่อระบุคาถามวิจัย วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย ขอบเขตการวิจัย วิธีวทิ ยาในการวจิ ัย พร้อมเครอ่ื งมือในการวิจัยท่ีชดั เจน 2. การเตรียมคน ช้ีแจงทาความเข้าใจทีมงาน ได้แก่คณะครูและบุคลากร คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ท่ีปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน ได้มี ส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย การทาความ เข้าใจคาถาม จากแบบสารวจ และเทคนิคการสัมภาษณ์ การบันทึกข้อมูลก่อนลงพื้นที่จัดเก็บข้อมูล จริง สาหรับข้ันตอนการเตรียมการ (Preparation) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการในช่วงเดือน พฤษภาคม 2558 ณ โรงเรียนวัดหนองตะครอง มีจุดมุ่งหมายเพื่อการนากรอบความคิดของการวิจัย เสนอแนะและช้ีแจงเกี่ยวกับประโยชน์ท่ีผู้ร่วมวิจัยจะได้รับ และยอมรับสิทธิของผู้ที่ไม่ประสงค์ที่จะ ร่วมวิจัยรวมท้ังสร้างความตระหนักในการวิจัยและการปฏิบัติงานควบคู่กันไปทั้งในตัวบุคคล กลุ่ม บคุ คล และโรงเรยี น โดยผู้วจิ ยั เป็นผูช้ ีแ้ จ้งต่อผู้รว่ มวิจัย และการนาเสนอแนวคดิ การพัฒนาการจดั การ เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเชิงทฤษฎีต่อผู้ร่วมวิจัย สาหรับการดาเนินการในขั้นตอนน้ีมี 4 ข้ันตอน คอื 1) ข้นั ตอนการสร้างมิตรภาพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) ข้ันตอนการสร้างความตระหนักและความ เข้าใจร่วมกัน 3) ขั้นตอนการสร้างแผนท่ีการทางาน (road map) เพื่อการวิจัย 4) ขั้นตอนการ ประเมินและสรุปผล โดยผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ดาเนินการวางแผนร่วมกันในการเตรียมบุคลากรเข้า

111 รว่ มประชมุ ทรพั ยากร และอนื่ ๆ ทจ่ี ะใช้ประกอบการประชมุ เชงิ ปฏบิ ัติการและใชใ้ นการวิจัย จากน้นั ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม” โดยมีการอภิปราย บรรยาย และซักถามแนวทางการวิจัยเพ่ือให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันอย่างชัดเจน และร่วมกันจัดทาแผนที่การ ทางาน (road map) ตลอดระยะเวลาของปีการศึกษา 2558 ระหว่าง พฤษภาคม 2558 – 30 เมษายน 2559 แบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน และจดั ทาเปน็ เอกสารมอบให้ผู้ร่วมวิจยั ทุกคน สว่ นที่ 2 การปฏบิ ตั ิการวจิ ยั กาหนดขัน้ ตอนการศึกษาในพื้นท่วี ิจัยแบง่ ออกเปน็ 2 วงจร วงจรละ 4 ขัน้ ตอน ดงั นี้ วงจรที่ 1 ข้ันตอนที่ 1 ขน้ั ตอนการวางแผน (Plan) ระยะท่ี 1 สารวจข้อมลู ของโรงเรียนวัดหนองตะครอง เพื่อศกึ ษาข้อมูลพน้ื ฐานของโรงเรียน เก่ียวกับสภาพการจดั การเรยี นรู้ ความคดิ เห็นของคณะครเู ก่ยี วกบั ปญั หาในการจดั การเรยี นการสอนท่ี เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ที่ปรึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคญั ของโรงเรยี นวดั หนองตะครอง มีรายละเอยี ดดงั น้ี 1) ศกึ ษาวิเคราะหส์ ภาพที่เคยเปน็ มาของการจัดการเรยี นรูท้ ีเ่ นน้ ผเู้ รียนเปน็ สาคญั 2) ศกึ ษาวิเคราะหส์ ภาพปญั หาในปจั จุบันของการจัดการเรียนรู้ที่เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคัญ 3) ศึกษาความต้องการ ของคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา ที่ปรึกษาคณะกรรมการ สถานศกึ ษา และผปู้ กครองนักเรยี น เก่ียวกับการพฒั นาการจัดการเรยี นรู้ท่เี นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั 4) ศึกษาผลการประเมนิ และข้อเสนอแนะ ของสมศ.รอบ 3 5) สรุปผลการศกึ ษาท้งั หมด ระยะท่ี 2 การกาหนดแนวทางการดาเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ มีรายละเอียดดังน้ี 1) จัดประชมุ เพ่ือนาเสนอข้อมูลจากการศึกษาในระยะท่ี 1 แก่ผรู้ ่วมวจิ ัย 2) จัดประชุมวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกของโรงเรียน วัดหนองตะครอง (SWOT Analysis) 3) จดั ประชุมเสนอแนวทางการดาเนนิ งานพฒั นาการจัดการเรียนรูท้ เี่ นน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคัญ 4) จดั ประชุมพิจารณากาหนดโครงการดาเนนิ งานพัฒนาการจดั การเรียนรทู้ ี่เนน้ ผเู้ รียนเป็น สาคญั 5) จัดประชุมวางแผนการดาเนินโครงการเพ่ือพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ ขัน้ ตอนท่ี 2 การปฏบิ ตั ิ (Action) การปฏิบัติตามแผนการดาเนินโครงการ ซึ่งเป็นไปตามความพร้อมและความต้องการของ คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน และ ผปู้ กครองนกั เรียน โดยมีเปา้ หมายเพอื่ พัฒนาการจดั การเรยี นร้ทู ี่เน้นผู้เรียนเปน็ สาคญั โดยแต่ละทีมท่ีรับผิดชอบนาแผนปฏิบัติการไปปฏิบัติ ในระหว่างช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน 2558 การดาเนินในขั้นตอนน้ีมี 3 ขั้นตอน คือ 1) ข้ันตอนการกาหนดแนวทางปฏิบัติ

112 2) ข้ันตอนการปฏิบัติ 3) ข้ันตอนการประเมินและสรุปผล โดยแต่ละทีมได้วางแผนกาหนดแนวปฏิบัติ ตามแผนที่จัดทาข้ึน และได้ร่วมกันปฏิบัติ โดยมีทีมแกนนาประสานงานการดาเนินงาน และให้ผู้ร่วม วิจัยแต่ละคนบันทึกอนุทินส่วนตัว (personal journal) เป็นรายสัปดาห์ ใน 5 ประเด็น ดังนี้ 1) กิจกรรมท่ีทาให้เกิดการเปล่ียนแปลง 2) กิจกรรมที่ไม่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3) การ เปล่ียนแปลงหลังจากปฏิบัติกิจกรรม 4) องค์ความรู้ท่ีได้จากการร่วมวิจัย 5) ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม เก่ียวกับการปฏิบัติกิจกรรม จากน้ันทีมแกนนาสังเกตผลการปฏิบัติในข้ันตอนท่ี 3 นี้ เกี่ยวกับจุดเด่น จุดบกพรอ่ ง และขอ้ เสนอแนะเพือ่ การปรบั ปรงุ แก้ไข มกี ารพบปะเสวนาเพอ่ื ประเมนิ ผลความก้าวหน้า ของการดาเนนิ งาน (formative evaluation) และปรับปรงุ แก้ไข เดอื นละ 1 คร้งั ในแต่ละคร้ังนาเอา บันทึกอนุทินส่วนตัวมาร่วมแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน มีการบันทึกผลการประเมินความก้าวหน้าและ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขในแตล่ ะครง้ั ดว้ ย ขน้ั ตอนที่ 3 การสังเกต (Observation) ผู้ร่วมวิจัยทาการสังเกตขณะมีการปฏิบัติโครงการโดยใช้แบบสังเกต เพ่ือบันทึกข้อมูลส่ิงท่ี ปรากฏข้ึน ตามการวางแผนหรือตามสถานการณ์ที่ปรากฏ โดยมีเป้าหมายเพ่ือนาผลการบันทึกข้อมูล มาประมวลผลเพ่ือประเมินโครงการ โดยมีการสังเกตการเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อ ประเมินพฤติกรรมการมีส่วนร่วม การปฏิสัมพันธ์ของผู้ร่วมวิจัย ปัญหาอุปสรรค และการปรับปรุง และการสมั ภาษณก์ ล่มุ เป้าหมาย ถึงความรูส้ กึ ในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมครั้งนี้ การดาเนินการได้ จดั ประชุมเชงิ ปฏิบัติการจานวน 2 วัน ภายในเดอื น ตุลาคม 2558 ณ โรงเรียนวัดหนองตะครอง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลที่เกิดข้ึน (Summative evaluation) ท้ังผลที่คาดหวังและท่ีไม่คาดหวัง และการตีความปรากฏการต่าง ๆ จากการดาเนินงานตาม แผนปฏิบัติงานว่าเกิดการเปล่ียนแปลงเพียงใดได้องค์ความรู้ใหม่ ทฤษฎีใหม่ หรือเกิดประสบการณ์ การเรียนรู้ใหม่อะไรบ้างเก่ียวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญในโรงเรี ยนวัด หนองตะครอง สาหรับการดาเนินการขั้นตอนนี้ มีข้ันตอนการปฏิบัติ 3 ข้ันตอน คือ 1) ขั้นตอนการ กาหนดรูปแบบและวิธีการ 2) ข้ันตอนการนาเสนอรายงาน 3) ขั้นตอนการประเมินและสรุปผล โดย การวางแผนเพ่ือการสังเกตผลในขั้นตอนนี้ ทีมผู้วิจัยมอบหมายให้ทีมแกนนาเป็นทีมดาเนินการตาม กรอบและแนวทางท่ผี ูว้ ิจัยและผู้ร่วมวิจยั กาหนด ซง่ึ ในการปฏิบตั ิ (acting) ทมี แกนนาแต่ละทมี ดาเนิน กิจกรรมการสังเกตผลตามท่ีได้วางแผนไว้ และตามท่ีผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยมอบหมาย เพ่ือร่วมกัน ประเมนิ ผลทเ่ี กดิ ขนึ้ (summative evaluation) ขน้ั ตอนท่ี 4 การสะท้อนผล (Reflection) ข้ันตอนนี้เป็นการนาผลจากการสังเกตในการปฏิบัติโครงการหรือกิจกรรมของผู้ร่วมวิจัย และผลการสะท้อนความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรม นามาสะท้อนผลต่อที่ประชุมผู้ รว่ มวจิ ัย เพอื่ ร่วมประเมินผลการดาเนินโครงการ ประกอบการตัดสินใจเพื่อสรุปถึงความสาเร็จ ความ ล้มเหลว ข้อจากัด และการให้ข้อแนะนาในการปฏิบัติต่อไป และให้ผู้ร่วมวิจัยได้มีการปรับปรุง แผนการปฏบิ ัติ การดาเนนิ การปฏิบตั ิ การสังเกต และการสะท้อนผลในวงจรที่ 2 การดาเนินการการสะท้อนผล (Reflecting) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจานวน 2 วัน ภายใน เดือน ตุลาคม 2558 ณ โรงเรียนวัดหนองตะครอง โดยมีจุดหมายเพื่อสรุปผลการดาเนินงานที่ผ่านมา ท้ังหมด ผลการเรียนรู้ที่เกิดข้ึน และข้อเสนอแนะเพ่ือการปรับปรุงแก้ไข สาหรับการดาเนินการใน

113 ขั้นตอนนี้ มี 3 ข้ันตอนคือ 1) ขั้นตอนการสังเคราะห์ความรู้ 2) ขั้นตอนการนาเสนอรายงาน 3) ขั้นตอนการประเมินและสรุปผล โดยทีมแกนนาสรุปรายงานผลการสังเกตผล เสนอเพื่อขอ ความเห็นจากผู้ร่วมวิจัย จากนั้นผู้วิจัยนามาสังเคราะห์เขียนสรุปผลการดาเนินงานท่ีผ่านมาโดย ภาพรวม ทัง้ สงิ่ ที่ทาสาเรจ็ และสง่ิ ที่ทาไมส่ าเร็จ สิ่งท่ีควรปรบั ปรุงแกไ้ ข และข้อเสนอแนะเพิ่มเตมิ วงจรท่ี 2 ขัน้ ตอนที่ 1 การวางแผนใหม่ (Re-Planning) ข้ันตอนท่ี 1 การวางแผนใหม่ (Re-Planning) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการจานวน 2 วัน ภายในเดือน ตุลาคม 2558 ณ โรงเรียนวัดหนองตะครอง มีจุดมุ่งหมายเพื่อถอดบทเรียน ศึกษา ทบทวนผลการดาเนินงานและจัดทาแผนปฏิบัติการใหม่ ซึ่งการดาเนินการในข้ันตอนนี้มี 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตอนการวิเคราะห์สภาพที่เคยเป็นมา สภาพปัจจุบัน และสภาพที่คาดหวัง 2) ข้ันตอนการ กาหนดปัญหาและทาความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหา 3) ขั้นตอนการประเมินประเด็นปัญหาท่ีต้องการ แก้ไข 4) ข้ันตอนการจัดทาแผนปฏิบัติการ/โครงการ ใหม่ 5) ข้ันตอนการประเมินและสรุปผล โดย ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกันทบทวนผลการปฏิบัติงานทั้งหมดท่ีผ่านมา และร่วมกันวางแผนใหม่ใน กิจกรรมของโครงการท่ียังไม่ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ จากน้ันก็นาสู่การปฏิบัติ โดย ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยท้ังหมด ร่วมกันวิเคราะห์ วิพากษ์ ผลการดาเนินงาน ในแต่ละประเด็นของปัญหา โดยภาพรวม และร่วมกันกาหนดประเด็นปัญหาเพื่อปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาในภาคเรียนท่ี 2 โดย เปน็ ประเดน็ ปญั หาท่ตี อ้ งการดาเนนิ งานต่อเน่ืองและแต่ละทีมร่วมกันจัดทาแผนปฏิบัติการในประเด็น ปัญหาท่ีเลือก โดยมีการกาหนดสภาพปัจจุบันของปัญหา สภาพที่คาดหวังให้เกิดข้ึน แนวทางการ แก้ปัญหา ทั้งนี้มีการนาเสนอเพื่อร่วมกันวิพากษ์ ปรับปรุงแก้ไข แล้วผู้วิจัยนามารวบรวม จัดทาเป็น เอกสารมอบให้ผู้รว่ มวจิ ัยทุกคน ขน้ั ตอนที่ 2 การปฏิบัติใหม่ (Re-acting) ข้นั ตอนท่ี 2 การปฏบิ ตั ใิ หม่ (Re-acting) โดยแต่ละคนนาแผนปฏิบัติการใหม่ที่จัดทาขึ้นไป ลงมือปฏิบัติ ในชว่ งระยะเวลาระหว่างเดอื นพฤศจกิ ายน 2558 – มนี าคม 2559 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ นาแผนปฏิบัติการใหม่ที่จัดทาข้ึนไปปฏิบัติให้บรรลุผล ซึ่งการดาเนินการมี 3 ข้ันตอน คือ 1) ข้ันตอน กาหนดแนวทางปฏิบัติ 2) ขั้นตอนปฏิบัติกิจกรรม 3) ขั้นตอนการประเมินและสรุปผล โดยได้ปฏิบัติ ตามแผนที่จัดทาขึ้น และมกี ารดาเนนิ งานเชน่ เดียวกับขัน้ ตอนท่ี 3 ขน้ั ตอนที่ 3 การสังเกตผลใหม่ (Re-observing) ขั้นตอนท่ี 3 การสังเกตผลใหม่ (Re-observing) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจานวน 2 วัน ภายในเดือนเมษายน 2559 ณ โรงเรียนวัดหนองตะครอง เพื่อประเมินผลที่เกิดขึ้น (Summative evaluation) ท้ังผลท่คี าดหวงั และทไ่ี มค่ าดหวงั และการตีความปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ จากกิจกรรมหรือ กระบวนการปฏิบัติงานว่าได้องค์ความรู้ใหม่ ทฤษฎีใหม่ หรือเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ อะไรบ้างเกี่ยวกับพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ สาหรับการดาเนินการมี 3 ข้ันตอน คือ 1) ขัน้ ตอนการกาหนดรูปแบบและวิธีการ 2) ขนั้ ตอนการนาเสนอรายงาน 3) ข้ันตอนการประเมิน และสรปุ ผล โดยแต่ละทีมงานโครงการจดั ประชุม ปรกึ ษาหารือ เกยี่ วกบั แนวปฏิบัติในการจัดกิจกรรม การสังเกตผลใหม่ และมอบหมายให้ทีมแกนนาดาเนินการสังเกตผลตามแนวทางเช่นเดียวกับข้ันตอน ท่ี 4 การสังเกตผล ได้แก่ ร่วมกันประเมินผลที่เกิดข้ึน (summative evaluation) ทั้งผลท่ีคาดหวัง

114 และผลที่ไม่คาดหวัง และร่วมกันตีความสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการหรือกระบวนการ ปฏิบัติงานว่า ได้องค์ความรู้ใหม่ หรือเกิดการเรียนรู้ใหม่เกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น ผู้เรยี นเปน็ สาคญั อะไรบา้ ง ขนั้ ตอนที่ 4 การสะทอ้ นผลใหม่ (Re-reflecting) ขั้นตอนท่ี 4 การสะท้อนผลใหม่ (Re-reflecting) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจานวน 2 วัน ภายในเดือนเมษายน 2559 ณ โรงเรียนวัดหนองตะครอง มีจุดมุ่งหมาย เพ่ือสรุปผลการดาเนินงานท่ี ผ่านมาทั้งหมด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดข้ึน และข้อเสนอแนะเพ่ือการปรับปรุงแก้ไข แล้วผู้วิจัย นามาสังเคราะห์เขียนเป็นสรุปผลการดาเนินงานท่ีผ่านมาโดยรวม ประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้น และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข แล้วจัดทาเป็นเอกสาร สาหรับการดาเนินการในขั้นตอนนี้ มี 3 ขั้นตอน คือ 1) ข้ันตอนการสังเคราะห์ความรู้ 2) ข้ันตอนการนาเสนอรายงาน 3) ขั้นตอนการ ประเมินและสรุปผล โดยร่วมกันสรุปผลการดาเนินงานท่ีผ่านมาท้ังหมด รวมท้ังการเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึน และข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข โดยทีมแกนนาเป็นผู้นาเสนอ ส่ิงท่ีทาสาเร็จ และสิ่งที่ทาไม่ สาเร็จ สงิ่ ทค่ี วรปรับปรงุ แกไ้ ข และการเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้น จุดเด่น จุดบกพร่อง และข้อเสนอแนะเพื่อการ ปรบั ปรงุ แกไ้ ข ส่วนที่ 3 การสรปุ ผลการวจิ ยั การสรุปผลการวิจัย จากการปฏิบัติการวิจัยจนได้คาตอบตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดและ ครบถ้วนตามกระบวนการวิจัยท่ีออกแบบไว้ ผู้วิจัยนาผลการวิจัยมาเรียบเรียง วิเคราะห์ข้อมูล และ ประมวลผลอย่างเปน็ ระบบ โดยยึดการเขียนสรุปรายงานบนพื้นฐานขอ้ มูลทีเ่ ป็นจรงิ และการอภิปราย ผลอิงหลักวิชาการเพื่อให้เกิดแนวคิดท่ีหลากหลายท้ังที่สนับสนุน ขัดแย้งผลการศึกษา รวมถึงการเกิด ความรู้ใหม่ เพ่ือประโยชน์แก่ผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย และผู้ท่ีได้ศึกษาผลงานวิจัยน้ี สามารถสรุปข้ันตอนการ ดาเนนิ การวจิ ยั ดงั แผนภูมิที่ 10 ดงั นี้

115 กอ่ นการวจิ ยั เตรียมขอ้ มลู เตรียมคน การปฏบิ ตั ิการ PAR สารวจข้อมลู และการจดั การเรียนรู้ วิจยั ทเี่ นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคัญ การวางแผน วงจรท่ี 1 (Plan) แนวทางดาเนนิ งานพฒั นาการจดั การเรยี นรู้ ที่เนน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ ข้อคดิ เห็น[r1]: การวางแผน ปฏบิ ัติ โครงการพัฒนาการจัดการเรยี นรู้ (Plan) (Action) ทเี่ น้นผ้เู รียนเป็นสาคญั (รอบท่ี 1) สังเกต โครงการพัฒนาการ ผู้วจิ ยั และผ้รู ่วม (Observation) จัดการเรียนรทู้ ่ีเนน้ กจิ กรรม ผู้เรียนเปน็ สาคัญ สะทอ้ นผล ประเมนิ ผลการ ผลลัพธ์สู่การ (Refection) ดาเนนิ โครงการ พัฒนาการจัดการ วงจรท่ี 2 เรยี นรู้ทเ่ี นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคญั ปรบั ปรงุ แผน,ปฏิบตั ,ิ สงั เกต,สะทอ้ นผล แนวทางการปรับปรุง สู่ PAOR รอบท่ี 2 การสรุปผลการวจิ ยั แนวทางการพฒั นาการจัดการเรียนรู้ทเ่ี นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคญั แบบมสี ่วนรว่ ม ผลการพัฒนา ด้านหลักสตู รสถานศึกษา การจดั การเรยี นการสอน แหล่งเรียนรู้ ศักยภาพผู้เรยี น แผนภมู ทิ ี่ 2. ขนั้ ตอนการดาเนินการวจิ ัย

116 3.6 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 1. การวิจัยเอกสาร เป็นการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เพ่ือทาความเข้าใจ แนวคิด ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ การ บริหารการศึกษาแบบมีส่วนร่วม และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม นามาประมวลความรู้สู่ การสร้างกรอบแนวคิด การกาหนดแนวทางการดาเนินงานวิจัย การสร้างเครื่องมือ รวมถึงการใช้ วิเคราะห์ วิพากษ์ เช่ือมโยงข้อเท็จจริงจากการศึกษาในพ้ืนท่ี เพ่ือให้ผลการศึกษามีหลักการทาง วิชาการสนับสนุนผลการศึกษาและมคี วามน่าเช่ือถือ 2. การวิจยั ภาคสนาม ดว้ ยวธิ กี ารสมั ภาษณ์แบบเจาะลกึ (In-depth Interview) การสัมภาษณ์แบบกลุ่ม (Focus Group Interview) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participant Observation) โดยวิธีการรวบรวม ข้อมลู แบง่ เปน็ 4 สว่ น ดงั นี้ 2.1 การรวบรวมข้อมูลสภาพการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรยี นวัดหนองตะครอง การศึกษาโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จากคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พ้ืนฐาน ท่ีปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน การสังเกตแบบไม่มี ส่วนร่วม เพ่ือศึกษาสภาพ ปัญหาและความต้องการ และการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ที่ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ 2.2 การรวบรวมข้อมูลสภาพการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวัดหนองตะครองเพอื่ การพัฒนา การศึกษาโดยการสัมภาษณ์คณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ท่ีปรึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน เพ่ือศึกษาความคิดเห็นต่อการจัดการ เรยี นการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และข้อเสนอแนะเก่ียวกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ เน้นผ้เู รียนเปน็ สาคัญ 2.3 การรวบรวมข้อมูลแนวทางการดาเนินงานพฒั นาการจดั การเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ การศึกษาโดยการจัดประชุมกลุ่มเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมวิจัยได้ทบทวนตนเอง ผ่านข้อมูล การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญท่ีได้สารวจเบื้องต้นจากคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา เก่ยี วกับการจดั การเรียนรู้ท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคญั เพื่อประเมินศักยภาพของตนเอง นาไปสู่การร่วมกัน แสดงความคิดเห็นกาหนดแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้วยรูปแบบ ของโครงการพัฒนาทตี่ ้องดาเนินการต่อไป 2.4 การรวบรวมขอ้ มูลการประเมินผลโครงการ การรวบรวมข้อมูลตลอดระยะเวลาการดาเนินโครงการด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบไมม่ ีสว่ นรว่ ม การสัมภาษณผ์ ูเ้ ข้ารว่ มโครงการหรือกิจกรรม เพื่อนาไปสูก่ ารสะท้อนผลต่อไป

117 2.4.1 การเก็บบนั ทกึ ในโครงการ 1) ผู้วิจัยและผรู้ ว่ มวจิ ัยทุกคนจดบนั ทกึ ประจาวัน หรือการบนั ทกึ รายงานของโครงการ 2) ผู้วิจัยอาจจะบันทึกในลักษณะสมุดบันทึก หรือการรายงานประจาวัน ท่ีจะต้อง บันทึกเพ่ิมเติมลงไปทุกวันในตอนเย็นก่อนเลิกงาน ซึ่งการบันทึกน้ันจะต้องเป็นลักษณะการสะท้อน ภาพในแต่ละวัน และจะตอ้ งบันทึกอยา่ งสม่าเสมอ 2.4.2 ลกั ษณะของข้อมูลท่บี ันทึก 1) การบันทึกที่สะท้อนให้เห็นการเปล่ียนแปลงทางกิจกรรมตามที่กาหนดไว้ และการ อธิบายปรากฏการณท์ เี่ กิดข้ึนอยา่ งกระชบั และสอดคล้องกบั แนวปฏิบตั ทิ างการศกึ ษา 2) การบันทึกท่ีสะท้อนให้เห็นการเปล่ียนแปลงของความสัมพันธ์ในสังคม ระหว่างผู้ท่ี เกี่ยวข้องในโครงการและความเปล่ียนแปลงใด ๆ ท่ีเกิดขึ้นในโครงสร้างของสถาบันหรือองค์กร ทั้งใน ลกั ษณะทสี่ มั พนั ธก์ ับผู้วจิ ยั และผู้อนื่ 3) การบันทึกที่สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่มผู้ร่วมอยู่ใน กระบวนการวิจัยปฏิบัติการเอง ความเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม และการปฏิบัติ และความสัมพันธ์ใน สังคม และรูปแบบของการจัดองค์การในการวิจัยปฏิบัติการ ซ่ึงการเปล่ียนแปลงนี้อาจจะเป็น กระบวนการทเ่ี กิดขน้ึ ภายในการดาเนินงานหรือภายนอกทเ่ี กีย่ วขอ้ งสัมพนั ธ์กันในชมุ ชนนัน้ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยต่างมีบทบาทหน้าท่ีในการเก็บรวบรวมข้อมูล ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ตนเอง โดยเร่ิมจากการปฏิบัติภาคสนามในโรงเรียน ในปีการศึกษา 2558 ในช่วงระหว่าง พฤษภาคม 2558 ถึง 30 เมษายน 2559 (แบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน) โดยแบ่งเวลาในการปฏิบัติงานตามตาราง กาหนดวันและเดอื น เพ่ือให้เหน็ สภาพข้อเท็จจริงทั้งในส่วนท่ีเห็นชัดเจนและแฝงเร้น จากข้ันตอนการ วิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการดาเนินงานวิจัย 2 วงจร ดังกล่าวข้างต้นผู้วิจัยกาหนดให้มี กิจกรรมการเตรียมการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต การสะท้อนผล และการสรุปผลเพื่อให้การ ดาเนนิ การวิจยั เปน็ ไปด้วยความเรียบร้อยถกู ตอ้ งและเปน็ ระบบ 3.7 การประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะหข์ ้อมูล มกี ารประมวลผลและการวิเคราะหข์ ้อมลู 2 วธิ ีการดังน้ี 1. ข้อมูลท่ีได้จากการสัมภาษณ์ นามาแยกแยะเน้ือหาสาระเป็นกลุ่มข้อมูล (Content Analysis) ตามโครงสร้างเน้ือหาที่ได้กาหนดไว้ และนามาพรรณนาความบรรยายสรุปอย่างเป็นระบบ เรียงลาดับตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนด ซ่ึงผลจาการสัมภาษณ์เชิงลึกจะนามาจาแนกข้อมูลจาแนกตาม การให้ข้อมูลจากรายบุคคล แล้วนาข้อมูลแต่ละบุคคลมาเรียบเรียงและมาทาการสังเคราะห์ข้อมูล (Synthesis) เพื่อให้เห็นภาพรวมของแต่ละประเด็น เพื่อนาผลการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล ท้งั หมดนาเข้าสู่การประชุมเชงิ ปฏิบัติการแบบมีสว่ นร่วม 2. ข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการจัดประชุมเชิงปฏบิ ัตกิ ารแบบมสี ว่ นรว่ ม ในรูปแบบการประชุมกลุ่ม การสมั ภาษณ์ การสงั เกต นามาจาแนกเน้ือหาสาระเปน็ กลุ่มข้อมลู และการวเิ คราะหเ์ ชงิ เนอื้ หา (Content Analysis) และนามาบรรยายสรุปตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีไดก้ าหนดไว้

บทท่ี 4 ผลการศึกษาสภาพปัจจบุ ัน ปญั หา และความตอ้ งการของการพัฒนาการ จดั การเรียนร้ทู ีเ่ นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้การวิจัยเชิง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม : โรงเรียนวัดหนองตะครอง ” มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาสภาพ ปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ของโรงเรียน วัดหนองตะครอง มีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การจัดประชุม กล่มุ และการสงั เกต ผลการศกึ ษาจาแนกออกเปน็ 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียนวัดหนอง ตะครอง 1. สภาพปัจจบุ ัน 2. ปัญหา ความตอ้ งการ ความคดิ เหน็ ขอ้ เสนอแนะ สว่ นที่ 2 ผลการวเิ คราะห์ SWOT 4.1 ผลการศกึ ษา ส่วนที่ 1 ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียนวัดหนอง ตะครอง สภาพปจั จบุ นั ของโรงเรียนวัดหนองตะครอง โรงเรียนวัดหนองตะครอง ได้กาหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย และคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ เพื่อเป็นกระบวนการบริหารจัดการเชิงระบบ โดยยึดโรงเรียนเป็นฐาน มุ่งสู่การมีสมรรถนะ ทัง้ 5 ดา้ น ดังนี้ วสิ ยั ทัศน์ จัดการศึกษาให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล เปี่ยมล้นคุณธรรม ล้าเลิศเทคโนโลยี บนพ้นื ฐานวถิ ีชวี ติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง พนั ธกิจ 1. บริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และภูมิปัญญา ทอ้ งถ่ิน 2. พัฒนาครู บคุ ลากร ให้มีศกั ยภาพเหมาะสมต่อการพฒั นาคณุ ภาพของผู้เรียน 3. นาระบบ ICT มาใช้ในการบริหารจัดการตลอดจนการจัดการเรียนการสอนเพ่ือก้าวไกล ส่สู ากล 4. จัดการศึกษาตามศักยภาพผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตามแนววิถี พุทธ และส่งเสรมิ ผ้เู รียนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 5. ประสานความร่วมมอื ระหว่างสถานศกึ ษากบั ชุมชนในการพฒั นาการศกึ ษา 6. พัฒนาบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ และเสริมสร้างสุขภาพกาย สุขภาพจิตทีด่ ขี องผเู้ รยี น

119 เปา้ หมาย 1. มีระบบบรหิ ารจดั การทท่ี นั สมัย 2. บุคลากรของโรงเรียนมีคณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงคต์ ามมาตรฐานวชิ าชีพ ในการพฒั นาการ เรียนการสอนและการใชน้ วตั กรรมเทคโนโลยที ี่ทันสมยั 3. นกั เรยี น ผู้ปกครอง และชุมชนมคี วามศรัทธา เชอื่ ม่ัน และพงึ พอใจ ตอ่ การจัดการศึกษา ของโรงเรียน 4. โรงเรยี นเปน็ องค์กรแห่งการเรียนรคู้ ูค่ ุณธรรม 5. นกั เรียนมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา สามารถดารงชีวิตในสงั คมอยา่ งมีความสุข คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซ่ือสตั ย์สุจรติ 3. มวี ินยั 4. ใฝเ่ รียนรู้ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง 6. มุ่งมน่ั ในการทางาน 7. รกั ความเปน็ ไทย 8. มีจิตสาธารณะ 9. รกั ษ์กาญจนบรุ ี มงุ่ สูก่ ารมีทักษะสมรรถนะหลัก 5 ดา้ น 1. ดา้ นความสามารถในการส่อื สาร 2. ดา้ นความสามารถในการคดิ 3. ดา้ นความสามารถในการแกป้ ัญหา 4. ด้านความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ 5. ด้านความสามารถในการใช้เทคโนโลยี โรงเรียนวัดหนองตะครอง มีบุคลากรเป็นผู้บริหาร 1 คน ครูผู้สอน 6 คน ประกอบด้วย ข้าราชการครู 4 คน ครูอัตราจ้าง 2 คน และมีธุรการ 1 คน นักการภารโรง 1 คน การจัดการศึกษา ระดับก่อนประถมศึกษา และระดับประถมศึกษา มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 63 คน แยกเป็นระดับก่อน ประถมศึกษา 17 คน และระดับประถมศึกษาปีท่ี 1-6 รวมท้ังส้ิน 46 คน นักเรียนท้ังหมดอาศัยอยู่ใน หมู่บ้านหนองตะครองและบ้านหนองผกั แวน่

120 ตารางที่ 4. จานวนนักเรยี นช้ันอนุบาลศกึ ษาถึงชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 ปกี ารศกึ ษา 2558 ระดับชน้ั เพศ รวม หญงิ ชาย 8 5 9 อนุบาล 1 3 7 17 12 13 อนุบาล 2 2 4 3 2 14 รวม 5 6 2 0 4 ประถมศึกษาปที ี่ 1 9 2 10 2 46 ประถมศึกษาปที ่ี 2 1 16 63 24 ประถมศึกษาปีท่ี 3 8 ประถมศึกษาปที ่ี 4 2 ประถมศึกษาปีที่ 5 2 ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 8 รวม 30 รวมทัง้ ส้ิน 35 หมายเหตุ ขอ้ มลู 10 มิถุนายน 2558 โรงเรียนจัดโครงสร้างการบริหารเป็น 4 งาน คือ บริหารวิชาการ บริหารงบประมาณ บริหารงานบคุ คล และบริหารท่ัวไป การบริหารจัดการศกึ ษาของโรงเรียนวัดหนองตะครอง การท่ีโรงเรียนวัดหนองตะครอง ต้ังอยู่ในอาณาเขตติดกับวัดหนองตะครอง ทาให้เจ้า อาวาสวดั หนองตะครองใหก้ ารสนบั สนนุ และดูแลโรงเรียนมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในการจัด การศึกษานั้นโรงเรียนวัดหนองตะครอง มีเขตบริการทั้งหมด 2 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านหนองตะครอง หมู่ 2 และหมูบ่ ้านหนองเกวียน หมู่ 16 ในการจดั การศกึ ษาของโรงเรียนใช้หลักการบริหารแบบมีส่วน ร่วม โรงเรียนดาเนินการในรูปคณะกรรมการ โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จานวน 9 คน ซ่ึงมโี ครงสรา้ งการบรหิ ารงาน ดังแผนภูมิที่ 4.1

121 โครงสรา้ งการบรหิ ารโรงเรยี นวดั หนองตะครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ผอู้ านวยการโรงเรยี น การบริหาร การบริหาร การบรหิ าร การบรหิ ารงาน วชิ าการ งบประมาณ งานบคุ คล ทวั่ ไป แผนภมู ทิ ่ี 4. โครงสรา้ งการบริหารโรงเรียนวัดหนองตะครอง ทีม่ า แผนปฏบิ ตั ิการโรงเรยี นวดั หนองตะครอง 2558 จากโครงสร้างการบริหารงานดังกล่าว จะเห็นว่าการดาเนินงานน้ัน คณะกรรมการ สถานศึกษาขนั้ พ้นื ฐานเข้ามามีบทบาทสาคัญในการดาเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการให้ความเห็นชอบ ในการจัดทาแผนพัฒนาโรงเรียน แผนปฏิบัติการโรงเรียน หรือให้ความเห็นชอบการจัดสรร งบประมาณ นอกจากนีก้ ารกาหนดวสิ ัยทศั น์ของโรงเรยี น คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วน ร่วมในการแสดงความคดิ เห็น บทบาทหน้าท่ีการบริหารจัดการสถานศึกษาตามโครงสร้างของโรงเรียนวัดหนอง ตะครอง ภารกิจการบริหารสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กาหนดให้มีการกระจายอานาจ ตาม มาตรา 39 ให้ทุก โรงเรียนดาเนินการบริหารงาน 4 ด้าน คือ การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานงบประมาณ การ บริหารงานบุคลากร และการบริหารทั่วไป โรงเรียนวัดหนองตะครอง ก็เช่นเดียวกัน แบ่งการบริหาร เป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงาน บคุ คล และดา้ นการบรหิ ารท่ัวไป ซงึ่ งานดา้ นการบริหารงานงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคลากร ดา้ นการบริหารท่วั ไป ถือเป็นงานสนับสนนุ และส่งเสริมให้การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประสบ ผลสาเร็จ ดา้ นการบริหารงานงบประมาณ มขี อบข่ายภารกิจเกย่ี วกบั การดาเนนิ งาน ดังน้ี การจัดทาและเสนอของบประมาณ ประกอบด้วย การวิเคราะห์และพัฒนานโยบายทาง การศกึ ษา การจัดทาแผนกลยุทธ์หรือแผนพัฒนาการศึกษา การวิเคราะห์ความเหมาะสมการเสนอขอ งบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ ประกอบด้วย การจัดสรรงบประมาณในสถานศึกษา การเบิกจ่าย และการอนมุ ัตงิ บประมาณ การโอนเงนิ งบประมาณ การตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล และรายงานผลการใช้เงินและผลการดาเนินงาน ประกอบด้วย การตรวจสอบติดตามการใช้เงินและผลการดาเนินงาน การประเมินผลการใช้เงนิ และ ผลการดาเนินงาน

122 การระดมทรพั ยากร และการลงทนุ เพอื่ การศกึ ษา ประกอบดว้ ย การจัดการทรัพยากร การ ระดมทรัพยากร การจัดหารายได้และผลประโยชน์ กองทุนกู้ยืมเพ่ือการศึกษา กองสวัสดิการเพื่อ การศึกษา การบริหารการเงนิ ประกอบด้วย การเบิกเงนิ จากคลัง การรับเงนิ การเก็บรักษาเงิน การ จ่ายเงนิ การนาส่งเงนิ การกันเงนิ ไวเ้ บิกเหลอ่ื มปี การบริหารบัญชี ประกอบด้วย การจัดทาบัญชีการเงิน การจัดทารายงานทางการเงินและ งบการเงิน การจดั ทาและจัดหาแบบพิมพบ์ ญั ชี ทะเบียน และรายงาน การบริหารพัสดุและสินทรัพย์ ประกอบด้วย การจัดทาระบบฐานข้อมูลสินทรัพย์ของ สถานศกึ ษา การจัดหาพัสดุ การกาหนดแบบรูปรายการหรือคุณลักษณะเฉพาะและจัดซอื้ จัดจ้าง การ ควบคุมดแู ล บารุงรักษา และจาหน่ายพัสดุ ด้านการบริหารงานบุคคล มีขอบข่ายภารกิจเกี่ยวกับการดาเนินงาน การวางแผน อัตรากาลัง และกาหนดตาแหน่ง การสรรหาและบรรจุแต่งต้ัง การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการ ปฏบิ ตั ิราชการ วนิ ัยและการรกั ษาวนิ ัย การออกจากราชการ ดา้ นการบรหิ ารทัว่ ไป มขี อบข่ายภารกิจเกยี่ วกับการดาเนินงาน การดาเนินงานธุรการ งาน เลขานุการคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน การพัฒนาระบบและเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ การ ประสานและพัฒนาเครือข่ายการศึกษา การจัดระบบการบริหารและพัฒนาองค์กร งานเทคโนโลยี สารสนเทศ การส่งเสริมสนับสนุน ด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร และบริหารทั่วไป การจัดทา สามะโนผู้เรียน การรับนักเรียน การส่งเสริมและประสานงานการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา การส่งเสริมงานกิจการนักเรียน การ ประชาสัมพันธ์งานการศึกษา การส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานการจัดการศึกษาของบุคคล ชุมชน องค์กร หน่วยงาน และสถาบันสังคมอ่ืนที่จัดการศึกษา งานประสานราชการกับเขตพื้นท่ี การศึกษาและหน่วยงานอื่น การจัดระบบการควบคุมภายในหน่วยงาน งานบริการสาธารณะ งานที่ ไม่ไดร้ ะบไุ ว้ในงานอ่นื ดา้ นการบริหารงานวชิ าการ มีขอบข่ายภารกิจเกี่ยวกับการดาเนินงาน การพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน การ วิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา การพัฒนา แหล่งเรียนรู้ การนิเทศการศึกษา การแนะแนวการศึกษา การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน สถานศกึ ษา การส่งเสรมิ ความรดู้ ้านวิชาการแก่ชุมชน การประสานความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการ กับสถานศึกษาอ่ืน การส่งเสริม และสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบนั อนื่ ทีจ่ ดั การศกึ ษา จากการสัมภาษณ์คณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานของโรงเรียน วัดหนองตะครองเกย่ี วกบั การดาเนินการบริหารจดั การสถานศึกษาของโรงเรียนวดั หนองตะครอง ตาม โครงสรา้ งการบรหิ าร พบวา่ ด้านงบประมาณ งบประมาณท่ีได้รับจัดสรร (เงินอุดหนุรายหัวตามจานวนนักเรียน) ไม่เพียงพอสาหรับการ บริหารจดั การศกึ ษา ดงั น้ันจึงพฒั นาได้น้อยมาก

123 ดา้ นการบริหารจัดการ 1. ครสู อนไม่ตรงกบั วิชาเอก 2. วัสดอุ ปุ กรณท์ ่ใี ชใ้ นการเรียนการสอนอย่ใู นสภาพทรุดโทรม 3. ระบบการนิเทศ ตดิ ตามผล ขาดความตอ่ เนอ่ื งสมา่ เสมอ 4. คณะกรรมการนิเทศภายในโรงเรียนไม่มีการวางแผนการนิเทศร่วมกัน และไม่ยอมรับ ข้อเสนอแนะของผู้นเิ ทศ ดา้ นการวางแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน 1. ครูไม่ศึกษาและวิเคราะหเ์ รอื่ งที่จะสอนใหเ้ ข้าใจ ครูขาดการเตรียมความพร้อมในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน 2. ครขู าดความรคู้ วามเข้าใจในการวเิ คราะหห์ ลกั สูตร 3. ครูขาดทกั ษะในการใชส้ ่อื ประกอบการเรยี นการสอน ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน 1. แหลง่ สืบค้นข้อมลู ทโ่ี รงเรียนจัดไว้ไม่เพยี งพอตอ่ ความต้องการของนกั เรยี น 2. ครขู าดเครื่องมือ และกระบวนการวัดผลประเมินที่หลากหลาย ในการวัดผลประเมินผล ที่มีคุณภาพ 3. ครูขาดขอ้ มูลข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสนิ ใจในการจดั กจิ กรรม 4. ครจู ัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยยดึ ครเู ป็นศูนย์กลาง สาหรับสภาพปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียน วัดหนองตะครอง พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยเฉล่ียจะอยู่ในระดับต่า นักเรียนเรียน อ่อนในทุกรายวิชา โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ นักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ คิด สังเคราะห์ ครูขาดทักษะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและไม่เข้าใจกระบวนการ จัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ การจัดการเรียนการสอนที่ต้องสอนหลายห้องหลายช้ัน เนื่องจากครูไม่ครบช้ัน หลักสูตรสถานศึกษาไม่ได้รับการพัฒนาและนามาใช้ในการจัดการเรียนการ สอนเนื่องจากครูขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดปัจจัยในการสนับสนุนในการจัดการเรียนการสอน เนื่องจากจานวนนักเรียนต่ากว่า 120 คน จึงจัดอยู่ในกลุ่มยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในรุ่นท่ี 2 เน่ืองจากมีจานวนนักเรียนเกิน 60 คน และความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากน้ีครูยังมีภารกิจอ่ืนที่ นอกเหนือจากการสอน ทาให้ปฏิบัติการสอนได้ไม่เต็มท่ีและเต็มความสามารถ และจากปัญหาครูไม่ ครบชัน้ เป็นอุปสรรคในการพฒั นาคุณภาพของผเู้ รยี นอยา่ งมาก สภาพปัญหาดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้การประเมินคุณภาพภายนอกของสานักงานรั บรอง มาตรฐานและคณุ ภาพการศึกษาภายนอก (สมศ.) เม่ือวันท่ี 26-28 ธันวาคม 2555 ซ่ึงผลการประเมิน การดาเนินงานของโรงเรียนวัดหนองตะครอง ใน 3 ด้าน คือ ด้านผู้เรียน ด้านครู และด้านผู้บริหาร ผลการประเมินพบว่า โรงเรียนวัดหนองตะครองไม่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. คะแนนรวมคิดเป็นร้อยละ 69.87 ระดับคุณภาพอยู่ในระดับ พอใช้ และพบว่าในแต่ละด้าน มีผลการ ประเมินตามเกณฑ์ดังตารางท่ี 4.2

124 ตารางท่ี 4. ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบที่สาม โดยสานักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา (สมศ.) มาตรฐานการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน (ประถมศกึ ษา) น้าหนกั คะแนนท่ี ระดับ (คะแนน) ได้ คุณภาพ มาตรฐานที่ 1 ผลการจัดการศึกษา 10.00 ดี ตัวบ่งชี้ท่ี 1 ผเู้ รียนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ดี ี 10.00 8.85 ดมี าก ตัวบ่งชี้ท่ี 2 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมท่ีพึง 10.00 9.36 ดี ประสงค์ 10.00 8.94 ดี ตวั บ่งชี้ที่ 3 ผู้เรียนมีความใฝ่รู้ และเรียนรู้อยา่ งต่อเนื่อง 20.00 7.64 ต้อง ตวั บ่งชี้ที่ 4 ผู้เรยี นคดิ เป็น ทาเปน็ 1.10 ปรบั ปรงุ ตัวบง่ ช้ีท่ี 5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 5.00 เร่งดว่ น 5.00 ดีมาก กลมุ่ ตัวบง่ ชี้อัตลกั ษณ์ 5.00 ตัวบ่งช้ีท่ี 9 ผลการพัฒนาให้บรรลุตามปรัชญา ปฏิภาน/ 4.00 ดี วิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ของการจัดต้ัง 5.00 สถานศึกษา 5.00 ดมี าก ตัวบ่งชี้ที่ 10 ผลการพัฒนาตามจุดเน้นและจุดเด่นท่ีส่งผล 5.00 สะท้อนเป็นเอกลกั ษณข์ องสถานศึกษา 4.50 ดีมาก ตวั บ่งช้ีมาตรการสง่ เสรมิ 5.00 ตัวบ่งช้ีที่ 11 ผลการดาเนินงานโครงการพิเศษเพื่อส่งเสริม 4.00 ดี บทบาท ของสถานศกึ ษา 10.00 มาตรฐานท่ี 2 การบริหารจดั การ 8.00 ดี กลมุ่ ตัวบ่งชี้พน้ื ฐาน ตัวบ่งชี้ท่ี 7 ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการ พัฒนา สถานศึกษา กลมุ่ ตัวบ่งชมี้ าตรการส่งเสริม ตัวบ่งชท้ี ่ี 12 ผลการส่งเสรมิ พัฒนาสถานศึกษาเพ่ือยกระดับ มาตรฐาน รักษามาตรฐาน และพัฒนาสู่ความเป็นเลิศที่ สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษา มาตรฐานท่ี 3 การจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคัญ กลมุ่ ตวั บ่งช้พี ื้นฐาน ตัวบ่งช้ีท่ี 6 ประสิทธิผลของการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียน เป็นสาคญั

125 มาตรฐานการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน (ประถมศกึ ษา) น้าหนกั คะแนนที่ ระดบั (คะแนน) ได้ คุณภาพ ตัวบ่งชี้ท่ี 8 พัฒนาการของการประกันคุณภาพภายในโดย 5.00 3.75 ดี สถานศึกษาและต้นสงั กัด ผลรวมคะแนนท้งั หมด 100 69.87 พอใช้ จากตารางที่ 4.2 ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบที่สาม โดยสานักงานรับรอง มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) พบว่าโรงเรียนวัดหนองตะครองมีผลการประเมิน คุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับดีมาก 4 รายการ ได้แก่ ตัวบ่งชี้ที่ 2 ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรมและ ค่านิยมที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ที่ 9 ผลการพัฒนาให้บรรลุตามปรัชญา ปณิธาน/วิสัยทัศน์ พันธกิจ และ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานศึกษา ตัวบ่งช้ีท่ี 11 ผลการดาเนินงานโครงการพิเศษเพ่ือส่งเสริม บทบาทของสถานศึกษา และตัวบ่งช้ีท่ี 7 ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและการพัฒนา สถานศึกษา ส่วนตัวบง่ ชท้ี ี่ 5 ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นของผู้เรียน คะแนนท่ีได้ 1.10 ระดับคุณภาพอยู่ใน ระดับต้องปรับปรุงเร่งด่วน ท้ังน้ีพบว่าค่าเฉลี่ยร้อยละของผู้เรียนอยู่ในระดับคุณภาพต้องปรับปรุงทั้ง 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ได้แก่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ และทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่มีคะแนนพัฒนาการ เนื่องจากสถานศึกษาไม่มีครูที่จบวิชาเอกครบทั้ง 8 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ครตู ้องรับผดิ ชอบ 2 ห้องเรยี น ดงั นนั้ ครคู วรทาวจิ ยั เพื่อหาสาเหตุและนาผลมา ปรับการเรียนเปล่ียนการสอน สอนซ่อมเสริม ให้เกิดองค์ความรู้ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีเรียน โดยให้ได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีจากเนื้อหาในบทเรียน ฝึกปฏิบัติในการทดลอง การทาแบบฝึกหัดและการ ปฏิบัติจริง รวมทั้งค้นคว้าหาความรู้เพ่ิมเติมจากหนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสืออ้างอิง แล้วจะบันทึก ความรทู้ ุกครงั้ สาหรับผลการประเมินคุณภาพ ที่อยู่ในระดับพอใช้ คือมาตรฐานที่ 1 ผลการจัดการศึกษา ตวั บ่งช้ีท่ี 4.1 ผู้เรียนมีความสามารถด้านการคิด ดังน้ัน ผู้เรียนควรได้รับการส่งเสริมให้จัดทากิจกรรม โครงงานให้มากขึ้น โดยฝึกทาทุกระดับชั้นอย่างสม่าเสมอทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และสถานศึกษา ควรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ มีการทดลอง หาคาตอบ และเหตุผลเพื่อปลูกฝัง และส่งเสริมให้ ผู้เรียนมรี ะเบียบวิธีคิดที่เป็นระบบเป็นพนื้ ฐานในการคดิ ขนั้ สูงต่อไป ข้อเสนอแนะเพ่ือการพัฒนาจากการประเมินคุณภาพภายนอกของสานักงานรับรอง มาตรฐานและคณุ ภาพการศกึ ษาภายนอก (สมศ.) ด้านการจดั การเรียนรู้ท่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ มีดงั น้ี ระดับปฐมวัย พบว่า การนาผลการประเมินพัฒนาการของเด็กไปแปลผลเพื่อนาไปวางแผนพัฒนาการใน ทุกด้านของเด็ก และการนาไปปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์ยังไม่เด่นชัด ดังน้ันครูควรมีการ ประเมินผลพัฒนาการของเด็กให้ครอบคลุมทุกด้าน และนาผลการประเมินไปวิเคราะห์และนาผลการ

126 วเิ คราะห์นน้ั ไปแปลผลเพ่อื พัฒนาแผนการจัดประสบการณ์ และพัฒนาเด็กในทุกด้านของเด็กได้อย่าง เหมาะสมกับความตอ้ งการของเดก็ และชมุ ชน ระดบั ประถมศึกษา สถานศึกษาควรติดตาม ขยายผลการพัฒนาอบรมของครู การใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ประจาภาคเรียนของครูแต่ละคน พร้อมการนิเทศการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์มาตรฐาน แบบทดสอบ เครื่องมือการวัดผลประเมินผล ในการใช้พัฒนาผู้เรียนมาวิเคราะห์ เพื่อวางแผนส่งเสริม ให้ครูแต่ละคนได้รับการพัฒนา นอกจากน้ีครูควรออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ท่ีตอบสนอง ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลและพฒั นาการทางสมอง การจัดเตรยี มและใช้สื่อใหเ้ หมาะสมกับกจิ กรรม ในการจัดการเรียนการสอน และงานวิจัยเพื่อพัฒนาสื่อและกระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ เพื่อนาไปสู่การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากการทดสอบระดับชาติให้ได้ตาม เกณฑ์มาตรฐานต่อไป และเพ่ือให้ครูแต่ละคนได้รับการพัฒนา รวมทั้งการออกแบบการเรียนรู้และ จัดการเรียนรู้ การจัดเตรียมและใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม และงานวิจัยเพ่ือพัฒนาสื่อและ กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ จากสภาพปัจจุบันและปัญหาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากการทดสอบระดับชาติ ไม่ได้ตาม เกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้โรงเรียนวัดหนองตะครองไม่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. คะแนนรวมคิดเป็นร้อยละ 69.87 ระดับคุณภาพอยู่ในระดับ พอใช้ ดังนั้นจึงมีความจาเป็นเร่งด่วนที่ จะต้องพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เพ่ือนาไปสู่การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบระดับชาติให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานต่อไป ขอ้ เสนอแนะจากกรรมการประเมนิ ภายนอก จดุ ที่ควรพฒั นา ดา้ นผู้เรยี น ผู้เรยี นปฐมวัยควรไดร้ ับการพัฒนาดา้ นความสนใจใฝร่ ู้และรกั การอา่ น โดยเฉพาะการฝึกต้ัง คาถามในส่ิงทส่ี งสยั หรือสนใจเพ่ือค้นหาคาตอบ สาหรบั ผ้เู รยี นระดบั ประถมศกึ ษาควรไดร้ บั การพฒั นา ด้านความรู้และทักษะท่ีจาเป็นตามหลักสูตรให้ครอบคลุมทุกช้ัน โดยเฉพาะการพัฒนาในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตรแ์ ละภาษาอังกฤษ ด้านครู ครูควรได้รับการพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและ เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยเฉพาะด้านการนาผลการประเมินไปปรับการเรียนการสอนเพื่อพัฒนา ผู้เรียนให้เต็มตามศักยภาพ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาส่ือและการเรียนรู้ของผู้เรียน การนาผลไปใช้ใน การพฒั นาอยา่ งตอ่ เน่ือง ด้านผบู้ รหิ าร สถานศึกษาควรได้รับการพัฒนาและส่งเสริมการใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม และเอือ้ ต่อการเรยี นรู้ จะเหน็ ไดว้ ่าการดาเนินงานด้านวิชาการด้านการจัดการเรียนการสอนท่ีโรงเรียนดาเนินการ อยู่ ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ควรดาเนินการปรับปรุงและพัฒนาอย่างเร่งด่วน จาแนกได้เป็น 2 ดา้ น ดังน้ี

127 2.3 สภาพปัญหาด้านการบริหารจัดการ ไดแ้ ก่ 1.1 ห้องเรียนและห้องประกอบต่าง ๆ ไม่เอ้ือต่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เปน็ สาคัญ 1.2 วสั ดุครภุ ณั ฑ์ภายในอาคารเรียนและอาคารประกอบ อย่ใู นสภาพที่ไมพ่ รอ้ มใช้งาน 1.3 โรงเรยี นไม่มแี หลง่ เรียนรู้ภายในโรงเรียนท่ีเอื้อต่อการจัดการเรียนสอนท่ีเน้นผู้เรียน เป็นสาคญั 1.4 โรงเรียนมสี ่อื ประกอบการเรียนการสอนไม่เพยี งพอ 2. สภาพปัญหาดา้ นการจดั การเรียนการสอน ไดแ้ ก่ 2.1 ครูขาดทักษะการผลิตส่ือ ใช้ส่ือ เคร่ืองมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมท้ังนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนการสอน 2.3 ครขู าดทกั ษะการจัดการเรยี นรทู้ ี่เนน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญ 2.4 ครูขาดทักษะการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และขาดการนาหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาข้ันพน้ื ฐานไปสกู่ ารจดั การเรยี นการสอน 2.5 ขาดทกั ษะการวดั ผลประเมินผลตามสภาพจรงิ 2.6 ครูสอนไม่ตรงตามวิชาเอก การบริหารของโรงเรียนวัดหนองตะครองจัดการอาศัยการสนับสนุนจากชุมชนเป็นหลัก ส่วนงานวิชาการน้ันถือเป็นงานหลักของผู้บริหารโรงเรียน คณะครูและบุคลากร และถือเป็นงานที่มี สาคญั ทีส่ ุด โดยเฉพาะดา้ นการจัดการเรยี นการสอน รองลงมาคือการวัดและประเมนิ ผล ส่วนด้านการ พัฒนาสอ่ื การเรียนรู้ และการพัฒนาหลักสูตร และการพฒั นาการประกนั คุณภาพภายในและภายนอก โรงเรียนมีการดาเนินการน้อยมาก เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ และขาดผู้แนะนาเน่ืองจากเป็นเรื่อง ใหม่ สาหรับปัญหาในอดีตน้ันเป็นปัญหาที่เกิดจากภายในโรงเรียน เน่ืองจากครูไม่ครบช้ัน จากสภาพ ปัญหาดังกล่าว ส่งผลต่อคุณภาพของโรงเรียน ครู และนักเรียน ดังนั้นจึงจาเป็นท่ีจะต้องพัฒนาการ จัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ซึ่งจะเป็นส่วนสาคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่าง แทจ้ ริง โดยเชือ่ วา่ นักเรยี นเป็นหัวใจสาคัญของการจดั การศกึ ษา ด้วยเหตุน้ีโรงเรียนวัดหนองตะครองต้องดาเนินการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนทุก ระดบั ช้ัน จาเป็นต้องสง่ เสรมิ การจัดกระบวนการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ จัดระบบนิเทศ ภายในปรับปรุงคุณภาพนักเรียนที่ต่ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน พัฒนาครูและบุคลากรอย่างต่อเน่ือง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์กับครูเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน และ การปฏบิ ตั ิงาน 1. ปญั หา ความต้องการ ความคิดเห็น ขอ้ เสนอแนะ ผลการศึกษาความคิดเห็นของคณะครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการ สถานศึกษา ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการ สอนทเี่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคญั ของโรงเรยี นวัดหนองตะครอง จาแนกรายด้าน มีรายละเอยี ดดงั นี้

128 2.1 ด้านการบริหารจดั การหลักสูตร ปัญหาด้านการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 น้ัน พบว่าทางโรงเรียนมีหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ เพื่อไว้ให้หน่วยงานต้นสังกัดได้ติดตามตรวจสอบ แต่มิได้นา หลกั สูตรมาสู่การจัดการเรียนการสอน เนอ่ื งจากครจู ดั การเรียนการสอนตามแบบเรียน ความต้องการ คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความเห็นตรงกันว่าควรนาหลักสูตร สถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ไปใช้เป็นแนวทางในการ จัดการเรียนการสอนเพราะทุกวันนี้สอนตามหนังสือหรือแบบเรียน ประสบปัญหาสอนไม่ทันเพราะ เนื้อหามีจานวนมาก ส่งผลให้นักเรียนทาแบบทดสอบ o-net ได้คะแนนต่า เพราะบางเร่ืองไม่มีใน แบบเรยี นจงึ ไมไ่ ดม้ ีการจดั การเรยี นการสอน บางเรอ่ื งที่มใี นแบบเรียนบางสานักพิมพก์ ็ไมม่ ใี นหลกั สตู ร ส่วนคณะกรรมการสถานศึกษา ท่ีปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน ไม่มี ความคดิ เหน็ แตอ่ ยา่ งใดมอบหมายให้เปน็ หน้าท่ีของคณะครู ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเก่ียวกับการวิเคราะห์หลักสูตร สถานศึกษาเพ่ือให้การจัดการเรียนการสอนตอบสนองความต้องการของหลักสูตร ควรได้รับความ ร่วมมือจากทกุ ฝ่ายที่เกยี่ วข้องในการบริหารจัดการหลักสูตรสู่การจัดการเรียนการสอนของคณะครูทุก คน เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น และการจัดการเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพ นักเรยี นมคี ุณภาพตามท่หี ลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กาหนด 2.2 ดา้ นการจัดการเรยี นการสอน ปัญหา ครูสอนควบ 2 ชั้นเรียน ได้แก่ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 1-2 ช้ันประถมศึกษาปีที่ 3-4 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 นักเรียนน่ังเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน มีตู้กั้นแบ่งกลางห้อง ครูผู้สอนน่ัง ตรงกลางระหว่างผนังกั้น ทาหน้าท่ีกากับดูแลนักเรียน ส่วนนักเรียนเรียนผ่านโทรทัศน์ทางไกลผ่าน ดาวเทียม ตามนโยบายของรัฐบาลเพ่ือช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ประสบปัญหาการมีครูไม่ ครบช้ัน ครูสอนไม่ตรงสาขาวิชาเอก การที่นักเรียนเรียนผ่านโทรทัศน์ทางไกล ถึงแม้ว่าทางโรงเรียน วังไกลกังวลซึ่งเป็นโรงเรียนต้นทางจะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีคุณภาพเพียงใดก็ตาม แต่ นักเรียนโรงเรียนวัดหนองตะครองเป็นนักเรียนที่รับชมปลายทาง เป็นการส่ือสารทางเดียว แม้ว่า ครูผู้สอนจะให้นักเรียนปฏิบัติตามในโทรทัศน์ทุกอย่างตามท่ีครูได้ผ่านการอบรมการสอนโดยใช้ โทรทศั นท์ างไกลผ่านดาวเทยี มก็ตาม ไมไ่ ด้ทาใหบ้ รรยากาศในชั้นเรยี นเกดิ การเรียนรู้ เนื่องจากความรู้ พ้นื ฐานนกั เรียนตน้ ทางกับปลายทางไมเ่ ท่ากัน และการตอบหรือการพูดของนักเรียนปลายทาง ก็ไม่ได้ รับการตอบโตจ้ ากกครผู ูส้ อนตน้ ทาง ความต้องการ คณะครูมีความประสงค์ในการจัดการเรียนการสอนด้วยตนเอง ใช้โทรทัศน์ ทางไกลผ่านดาวเทียมในบางเร่ืองที่ตนไม่ถนัดในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ส่วนผู้ปกครอง นักเรียนมีความเห็น “ถ้ามาโรงเรียนแล้วให้บุตรหลานเรียนกับโทรทัศน์ เขาคงไม่ต้องส่งบุตรหลานมา โรงเรียนอยู่บ้านก็ดูโทรทัศน์ได้” สาหรับคณะกรรมการสถานศึกษาและท่ีปรึกษาคณะกรรมการ สถานศึกษามีความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนโดยโทรทัศน์ทางไกลผ่านดาวเทียมน้ัน ความสนใจ ในการเรยี นของนกั เรียนมนี ้อย

129 ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ การจัดการเรียนการสอนควรให้ครูเป็นผู้ออกแบบการจัด กจิ กรรมการเรียนการสอนด้วยตนเอง และควรเนน้ การสอนรายวชิ าหลักเพือ่ ใหน้ กั เรียนอ่านหนงั สือได้ อย่างคล่องแคลว่ และคิดเลขเป็น สื่อสารเปน็ ภาษาองั กฤษได้ และมีความรู้พื้นฐานสาหรับศึกษาต่อใน ระดับมัธยมศกึ ษา ควรเชญิ วทิ ยากรในทอ้ งถนิ่ มาช่วยจดั กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหาครูไม่ ครบชนั้ 2.3 ด้านแหล่งเรียนรู้และภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิ่น ปัญหา แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนมีน้อย และมีสภาพทรุดโทรมมาก ยังขาดแคลนห้อง คอมพิวเตอร์ ห้องวิทยาศาสตร์ สหกรณ์โรงเรียน ส่วนที่มีอยู่แต่ต้องได้รับการปรับปรุงพัฒนาได้แก่ ห้องสมุด ห้องพยาบาล สนามเด็กเล่น สนามกีฬา นอกจากน้ีห้องเรียนก็เก่าและทรุดโทรมมาก ขาด วสั ดุอปุ กรณ์ สื่อประกอบการสอน หอ้ งเรยี นไมเ่ ออ้ื ต่อการจดั การเรยี นการสอนท่เี นน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั ภมู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ มแี ต่ไมไ่ ด้มบี ทบาทในการจัดการเรียนการสอน ความตอ้ งการ คณะครูและบุคลาการทางการศึกษา มีความคดิ เหน็ ทต่ี รงกนั ในการปรับปรุง พัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษา โดยขอความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องในการบริจาคสิ่งของ อปุ กรณ์ และอ่ืน ๆ เพ่อื นามาดาเนินการจดั ทา ปรับปรงุ และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และใหท้ กุ ฝา่ ยเขา้ มา มีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ท่ีเอ้ือต่อการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ซึ่งผล จากการรว่ มกนั พัฒนานีจ้ ะทาให้เกิดความรกั ความหวงแหน เกดิ ความสามคั คีในชมุ ชน ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้จากสภาพปัญหาดังกล่าว ซึ่งเป็น เรื่องท่คี ่อนข้างยากในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง เนื่องจากขาดแคลนในด้านงบประมาณ ดังน้ันการจัดทา ปรับปรุง และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ควรให้ทุกฝ่ายที่เก่ียวข้องเข้ามาร่วมกันดาเนินการ เพ่ือระดม ทรัพยากรมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนา ในส่วนของการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนนั้น ควรเชื่อมโยงภูมิ ปัญญาปราชญ์ชาวบ้าน ท้ังน้ีควรจัดในลักษณะของกิจกรรมชมรม/ชุมนุม โดยเชิญปราชญ์ชุมชนมา เป็นผสู้ อนรว่ มกบั ครู เพ่ือแก้ปญั หาการขาดแคลนครู 2.4 ดา้ นความรู้ ความสามารถของผ้เู รียน ปัญหา นักเรียนอ่านหนังสือไม่คล่อง เขียนหนังสือไม่ค่อยถูก ไม่ตั้งใจเรียน ส่งผลให้ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนต่ากว่าระดับเขตพ้ืนท่ีทุกรายวิชา นักเรียนมีความสนใจในการเรียนน้อยมาก นักเรยี นขาดระเบยี บวนิ ยั ขาดความรับผิดชอบ นักเรียนให้ความสนใจในด้านกิจกรรม ได้แก่ กีฬา แต่ ก็ไม่มีความอดทนในการฝึกซ้อม ทักษะในการเล่นกีฬามีน้อย เรียนรู้ตามธรรมชาติโดยไม่ได้มีการ ฝกึ สอนอย่างจริงจัง เน่ืองจากนักเรียนแต่ละช้ันเรียนมีจานวนน้อย ครูจึงให้นักเรียนฝึกทักษะเบ้ืองต้น แต่ไมไ่ ดท้ ดลองเลน่ เป็นทมี ความต้องการ คณะครูและบุคลาการทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ท่ีปรึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน มีความเห็นตรงกันว่า ควรจัดกิจกรรมท่ีส่งเสริมความรู้ ความสามารถของนักเรียน ให้ทัดเทียมกับโรงเรียนอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งด้านการเรียน และ กฬี า

130 ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือส่งเสริมความรู้ ความสามารถของนักเรียนนอกเหนือจากใน ช้ันเรียนปกตินั้น ควรมีการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนร่วมกับชุมชน โดยเฉพาะการพัฒนา ทักษะด้านกีฬา ควรจัดเป็นลักษณะชุมนุมตามความสนใจของนักเรียน ส่วนในด้านวิชาการควร ดาเนินการจัดกิจกรรมในลักษณะค่ายเสริมทักษะทางวิชาการในด้านต่าง ๆ เช่นค่ายภาษาอังกฤษ คา่ ยลกู เสือ –เนตรนารี ส่วนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ SWOT คณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา ได้พิจารณาผลการศึกษาส่วนท่ี 1 สภาพ ปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวัดหนองตะครอง และได้ร่วมประชุมวิเคราะห์ด้วยกระบวนการ SWOT ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ณ โรงเรียนวัดหนองครอง เพื่อให้ทราบถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคที่มี ต่อการจัดการเรยี นรทู้ เ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั ผลการประชมุ พอสรปุ ไดว้ ่าการจดั การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสาคัญของโรงเรียนวัดหนองตะครอง พบจุดอ่อนหลายประการ ในขณะที่โอกาสหลายด้านท่ี สามารถสนบั สนุนการพฒั นาการจัดการเรียนรู้ท่เี นน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ และมีอุปสรรคบางประการทงั้ ท่ี อาจส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนในอนาคต และได้ส่งผลกระทบในปัจจุบันท่ีทาง โรงเรียนใหค้ วามตระหนกั ในการพฒั นาตนเองเพอื่ เตรียมความพร้อม ผลการประชุมสรุปได้ดังนี้ ตารางท่ี 4. ผลการวเิ คราะห์ SWOT (วิเคราะห์ปจั จยั ภายใน) ปจั จยั ภายใน จุดแขง็ จุดอ่อน M 1 คน (Man) 1. ครูทุกคนจบการศึกษาในระดบั 1. จานวนครูไม่ครบช้ัน และสอนไม่ ปรญิ ญาตรี มีความรแู้ ละ ต ร ง กั บวิ ช าเ อก ใ น บา งร า ยวิช า ประสบการณใ์ นการจัดการเรยี น เน่ืองจากสอนควบ 2 ช้ันเรียน ส่งผล การสอน ใหค้ รูขาดความเชอื่ มั่นในการสอน 2. คณะครแู ละบุคลากรมี 2. ครูไม่ได้จัดการเรียนการสอนตาม วัฒนธรรมในการทางานเปน็ ทีม ตัวชีว้ ดั ของหลักสูตรสถานศึกษา 3. ผู้บริหารถ่ายทอดกลยุทธ์ไปสู่ 3. ครูขาดทักษะในการนาเทคโนโลยี การปฏิบัตใิ นระดบั บคุ คล มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ 4. ผู้เรียนทุกคนมีสุขภาพกาย สอน แข็งแรง และสุขภาพจิตดี 4. ครูจัดการเรียนการสอนโดยยึดครู เป็นศูนย์กลางเน้นการบรรยาย เน้น การสอนให้จบเนื้อหาในแบบเรยี น 5.นกั เรียนมีค่าเฉลีย่ ของผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนทกุ สาขาวชิ านอ้ ยกวา่ ร้อยละ 50 และต่ากวา่ เกณฑเ์ ฉลย่ี

131 ปจั จยั ภายใน จดุ แข็ง จุดออ่ น ตาราง M 2 เงิน ของสานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษา (Money) ประถมศึกษากาญจนบรุ ี เขต 1 M 3 วสั ดหุ รือ วัตถุดบิ (Material) 6.นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัว M 4 วธิ ปี ฏิบตั งิ าน แตกแยก ฐานะค่อนข้างยากจน จึง (Method) ขาดความพรอ้ มในการศกึ ษาเลา่ เรยี น 5.การบริหารงบประมาณมีควา.ม7.โรงเรียนวัดหนองตะครองเป็นโรงเรียน โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ มี ข น า ด เ ล็ ก จึ ง ไ ด้ รั บ ก า ร จั ด ส ร ร ความคล่องตัวและใช้ประโยชน์ งบประมาณน้อยไม่เพียงพอต่อการ งบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่ บรหิ ารจดั การ อย่างจากัดให้เกิดประโยชน์อย่าง คมุ้ คา่ มากที่สุด 6. ได้รับจัดสรรคอมพิวเตอร์ 8.วัสดุครุภัณฑ์ของโรงเรียนยังมีไม่ โน๊ตบุ๊ค โทรทัศน์ จากโครงการ เพยี งพอตามมาตรฐานปัจจัย และไม่มี การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หอ้ งปฏบิ ตั ิการ หอ้ งวทิ ยาศาสตร์ และ และแทบ็ เลต็ เพอ่ื การศกึ ษา ห้องอ่ืน ๆ ท่ีจาเป็น ทาให้ไม่สามารถ 7. สัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบจาน จัดการเรียน การสอนได้อย่างมี ดาวเทยี ม ประสทิ ธิภาพ 8. ได้รับมอบอุปกรณ์การเรียน 9. ระบบการติดต่อสื่อสาร เทคโนโลยี และอปุ กรณก์ ีฬาสมา่ เสมอ สารสน เทศที่ไม่มีประสิทธิภาพ เท่าท่ีควร เน่ืองจากเป็นโรงเรียน ขนาดเล็ก สัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบ จานดาวเทยี ม 9. สถานศกึ ษามีกฎระเบยี บการ 10. ครูต้องรับผิดชอบภาระงานอื่น ทางานและมีการกาหนด นอกเหนือจากงานสอน ภาระหน้าที่ ภาระหน้าท่ีของแตล่ ะงานอยา่ ง ต า ม โ ค ร ง ส ร้ า ง มี ค ว า ม ซ้ า ซ้ อ น ชดั เจน เน่อื งจากบคุ ลกรมจี านวนจากัด ส่งผล 10. โรงเรยี นมีการใชร้ ะบบ IT เขา้ ให้ประสิทธิภาพงานด้านการสอน มาใชใ้ นการปฏบิ ัติงานและ ลดลง ตดิ ตอ่ สอื่ สาร 11. การนิเทศภายในไม่เป็นไปตาม 11. โรงเรียนและชมุ ชนมี แผนงานที่กาหนด การนากลยุทธ์ไปสู่ ความสัมพันธท์ ี่ดีตอ่ กนั และให้ การปฏิบัติในระดับบุคคลยังไม่มี ความร่วมมือ ประสิทธภิ าพ 12. โรงเรียนมีแผนงาน/โครงการ/ 12. สถานศึกษาจัดโครงการยกระดับ กิจกรรม ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนยังไม่บรรลุ และเปา้ ประสงค์ เปา้ หมาย

132 ปัจจัยภายใน จดุ แข็ง จุดออ่ น 13. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 13.การดาเนินงาน/กิจกรรม/โครงการ ส่งผลให้โรงเรียนวัดหนองตะครอง ของโรงเรียนบุคลากรต้องรับผิดชอบ นามาประยกุ ต์ใช้ในการบรหิ ารงาน ในภาระงานมาก และบางครั้งต้อง ไดอ้ ย่างสะดวกและรวดเร็ว รั บ ผิ ด ช อ บ ง า น ที่ ไ ม่ ต ร ง กั บ ค ว า ม รู้ ความสามารถ ส่งผลให้การดาเนินงาน ในภาพรวมเกดิ ประสทิ ธผิ ลน้อย ตารางท่ี 4. การวิเคราะหป์ จั จยั ภายนอก ด้วยหลัก C-PEST ประเดน็ การวเิ คราะห์ โอกาส (Opportunities) อุปสรรค (Threats) 1. ดา้ นพฤติกรรมของลกู ค้า (Customer Behavior : C) 1.1 กล่มุ ผูร้ ับบริการ 1. ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นศิษย์ 1. ผู้ปกครองไม่มีเวลาเข้าร่วม เก่าของโรงเรียน ให้ความร่วมมือ กิจกรรมของโรงเรยี น ในการพัฒนาโรงเรียน และให้ 2. ผู้ปกครองจบการศึกษาใน ความช่วยเหลือในดา้ นตา่ ง ๆ ระดับประถมศกึ ษา 1.2 กลมุ่ ค่แู ข่ง 3. ผู้ปกครองมีค่านิยมส่งบุตร และการแข่งขัน หลานไปเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรียนเอกชน 4. โรงเรียนขนาดใหญ่มีครูครบ ช้ัน และมีความพร้อมในการ บริหารจดั การศึกษามากกวา่ 1.3 องค์กร/หน่วยงานท่ี 2. สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา 5. องค์การบริหารส่วนตาบล มีอิทธพิ ลตอ่ การทางาน กาญจนบุรี เขต 1ให้การสนับสนุน หนองตากยามีรายได้น้อยส่งผล การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้น ใ ห้ ไ ม่ ส า ม า ร ถ ส นั บ ส นุ น ผู้เรียนเป็นสาคัญ งบประมาณให้โรงเรียนวัดหนอง ตะครองได้ 2. ด้านการเมืองและกฎหมาย (Political and Legal : P) 2.1 นโยบายการศึกษา 3. นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมี 6. จุดเน้นของนโยบายเรื่อง ของรัฐบาล คุณภาพของรัฐบาลส่งผลให้ลด โรงเรียนขนาดเล็กไม่ต่อเนื่อง ภาระคา่ ใช้จา่ ยของผ้ปู กครอง จริงจังส่งผลให้การดาเนินงาน 4. นโยบายโครงการแท็บเล็ตพีซี โรงเรยี นขนาดเล็กพัฒนาคณุ ภาพ เพอ่ื การศกึ ษาไทย ได้ไมเ่ ต็มที่ 5. นโยบายเงนิ อุดหนุน ปัจจัยพื้นฐานนกั เรียนยากจน

133 ประเดน็ การวิเคราะห์ โอกาส (Opportunities) อปุ สรรค (Threats) 2.2 นโยบายการศึกษา 6. นโยบายปฏิรูปการศึกษาใน 7. นโยบายการควบรวมโรงเรียน ของหนว่ ยงานตน้ สงั กัด ทศวรรษทส่ี อง ขนาดเล็กที่มีนักเรียนมีแนวโน้ม 7 . นโยบายพัฒนาการเรียนการ ลดลงและมีครูไม่ครบตามเกณฑ์ ส อ น ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ โ ค ร ง ก า ร ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการ English Bilingual Education เรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (EBE) เน่ืองจากข้อจากัดในการขอรับ 8. นโยบายนักเรียน ป.1 อ่านออก การสนับสนุนงบประมาณและ เขียนไดภ้ ายใน 1 ปี โครงการพลิก บคุ ลากร โฉมโรงเรยี นตามแนวคิด BBL 9. นโยบายส่งเสริมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม โครงการโรงเรียนสุจรติ 2.3 บทบาทของกล่มุ 10. การประกันคุณภาพภายนอก 8. โรงเรียนวัดหนองตะครอง ผลประโยชน์ กล่มุ พลงั โดย สมศ. กระตุ้นให้โรงเรียน ไม่ได้รับรองมาตรฐานการศึกษา ทางการเมอื ง พฤติกรรม บรหิ ารจัดการได้มาตรฐาน จากสานักงานรับรองมาตรฐาน ทางการเมือง และประเมินคุณภาพการศึกษา (องคก์ ารมหาชน) รอบสาม 2.4 ระเบียบกฎหมาย 9. การกาหนดอัตรากาลังของ แ ล ะ ข้ อ ก า ห น ด ที่ ภาครัฐ ทาให้ขาดบุคลากร เก่ียวข้องในการบริหาร สถานศึกษาท่ีมีความเชี่ยวชาญ จัดการศึกษา เฉพาะดา้ น และไมค่ รบช้ัน 3. ด้านเศรษฐกิจ (Economic : E) 3.1 สภาวะทางเศรษฐกจิ 10. อัตราการว่างงานสูงส่งผลให้ ผู้ปกครองนักเรียนบางส่วนไม่มี งานทา ไม่สามารถสนับสนุนการ เรียนการสอนนักเรียนได้อย่าง เต็มที่ 3.2 งบประมาณ/การ 11. รัฐบาลกาหนดให้จ่ายเงิน สนับสนุนงบประมาณ อุดหนุนรายหัวที่เท่ากันส่งผลให้ ของรัฐบาล โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลน งบประมาณในการบริหารจดั การ 4. ดา้ นสงั คมและวัฒนธรรม (Social – cultural : S) 4.1 จานวนประชากร 12. แนวโน้มโครงสร้างประชากร และโครงสร้างประชากร วั ย เ รี ย น ใ น เ ข ต บ ริ ก า ร ข อ ง กล่มุ เป้าหมาย โรงเรียนวดั หนองตะครองลดลง 4.2 สภาพชมุ ชน 11. ชุมชนโดยรอบโรงเรียนเป็น 13. ชมุ ชนตั้งอยรู่ อยต่อระหว่าง

134 ประเด็นการวเิ คราะห์ โอกาส (Opportunities) อุปสรรค (Threats) ครัวเรอื น กลุ่มเปา้ หมาย ชุมชนขนาดเล็กหลายชุมชนรวม จังหวดั กาญจนบุรแี ละจังหวัด เป็นสังคมชนบทคนในชุมชนมี ราชบรุ ี ทาใหม้ ปี ญั หาเรือ่ ง ความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันและให้ ยาเสพยต์ ดิ และปญั หาการลกั ความชว่ ยเหลือกันอยา่ งเตม็ ที่ ขโมย 4.3 คณุ ภาพชวี ิตของ 12. ชุมชมโดยภาพรวมเป็นสังคม ประชาชน เกษตร ส่งผลให้สามารถขยาย ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี แนวคิดการดารงชีวิตตามหลัก ความเชอ่ื และวฒั นธรรม ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงจาก โรงเรียนสู่ชุมชนได้สอดคล้องกับ วถิ ชี ีวิต 5. ด้านเทคโนโลยี (Technology : T) 5.1 ความกา้ วหน้าและ 13. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี 14. ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยี ความเปลยี่ นแปลง ส่งผลให้สามารถใช้เป็นสื่อในการ สามารถส่ือสารได้อย่างรวดเร็ว ทางดา้ นเทคโนโลยี จัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ ส่งผลใหน้ ักเรียนนามาใช้ในทางท่ี นกั เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ไมเ่ หมาะสม เชน่ เล่มเกม ไดต้ ามความสนใจ 5.2 ภมู ิปัญญาท้องถนิ่ 14. ภูมิปัญญาท้องถ่ิน/ปราชญ์ ชาวบ้านท่ีหลากหลายส่งผลให้ โรงเรียนวัดหนองตะครองสามารถ ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ 4.2 สรปุ ผลการวิเคราะห์ SWOT ของโรงเรยี นวัดหนองตะครอง คณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมท่ีเก่ียวข้องกับ การจดั การเรยี นรู้ที่เนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรยี นวดั หนองตะครอง ดังน้ี ผลการวเิ คราะหส์ ภาพแวดล้อมภายใน (จดุ แขง็ ) 1. ครูทุกคนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีความรู้และประสบการณ์ในการจัดการ เรยี นการสอน 2. คณะครแู ละบุคลากรมวี ัฒนธรรมในการทางานเปน็ ทมี 3. ผู้บรหิ ารถา่ ยทอดกลยทุ ธ์ไปสู่การปฏบิ ตั ิในระดับบุคคล 4. ผเู้ รยี นทุกคนมสี ขุ ภาพกายแข็งแรง และสขุ ภาพจติ ดี 5. การบริหารงบประมาณมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ มีความคล่องตัวและใช้ ประโยชน์งบประมาณและทรัพยากรทมี่ อี ยูอ่ ยา่ งจากัดให้เกิดประโยชน์อยา่ งคุ้มค่ามากท่สี ดุ 6. ได้รับจัดสรรคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค โทรทัศน์ จากโครงการการศึกษา ทางไกลผ่าน ดาวเทยี ม และแทบ็ เล็ต เพื่อการศึกษา

135 7. สัญญาณอินเทอรเ์ นต็ แบบจานดาวเทียม 8. ได้รับมอบอปุ กรณก์ ารเรียน และอุปกรณก์ ีฬา 9. สถานศึกษามีกฎระเบียบการทางานและมีการกาหนดภาระหน้าท่ีของแต่ละงานอย่าง ชัดเจน 10. โรงเรยี นมีการใชร้ ะบบ IT เขา้ มาใชใ้ นการปฏิบัติงานและติดต่อสอ่ื สาร 11. โรงเรียนและชมุ ชนมคี วามสมั พนั ธท์ ่ีดตี อ่ กนั และให้ความรว่ มมือ 12. โรงเรยี นมีแผนงาน/โครงการ/กจิ กรรม ทส่ี อดคลอ้ งกบั กลยทุ ธแ์ ละเปา้ ประสงค์ 13.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยสี ่งผลให้โรงเรียนวัดหนองตะครองนามาประยุกต์ใช้ในการ บรหิ ารงานไดอ้ ย่างสะดวกและรวดเรว็ ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน (จดุ ออ่ น) 1. จานวนครไู ม่ครบชนั้ และสอนไม่ตรงกบั วิชาเอกในบางรายวิชา เน่ืองจากสอนควบ 2 ช้ัน เรยี น ส่งผลใหค้ รขู าดความเชอ่ื มั่นในการสอน 2. ครูไมไ่ ดจ้ ัดการเรยี นการสอนตามตัวชี้วดั ของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 3. ครูขาดทักษะในการนาเทคโนโลยมี าใช้ในการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน 4. ครูจัดการเรียนการสอนโดยยึดครูเป็นศูนย์กลางเน้นการบรรยาย เน้นการสอนให้จบ เนือ้ หาในแบบเรียน 5. นกั เรียนสว่ นใหญม่ ีค่าเฉล่ยี ของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนทุกสาขาวิชาน้อยกว่าร้อยละ 50 และตา่ กว่าเกณฑเ์ ฉล่ียของสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 6. นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ฐานะค่อนข้างยากจน จึงขาดความพร้อม ในการศึกษาเลา่ เรยี น 7. โรงเรียนวัดหนองตะครองเป็นโรงเรียนขนาดเล็กจึงได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยไม่ เพยี งพอต่อการบริหารจัดการ 8. วัสดุครุภัณฑ์ของโรงเรียนยังมีไม่เพียงพอตามมาตรฐานปัจจัยและไม่มีห้องปฏิบัติการ ห้องวิทยาศาสตร์ และห้องอื่น ๆ ที่จาเป็น ทาให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ 9. โรงเรียนวัดหนองตะครองมีระบบการติดต่อสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศที่ไม่มี ประสทิ ธิภาพเทา่ ท่คี วร เน่อื งจากเปน็ โรงเรยี นขนาดเลก็ สัญญาณอินเทอรเ์ น็ตแบบจานดาวเทยี ม 10. ครูต้องรับผิดชอบภาระงานอื่นนอกเหนือจากงานสอน ภาระหน้าท่ีตามโครงสร้างมี ความซ้าซ้อน เน่ืองจากบคุ ลกรมจี านวนจากัด สง่ ผลใหป้ ระสิทธิภาพงานดา้ นการสอนลดลง 11. การนิเทศภายในไม่เป็นไปตามแผนงานท่ีกาหนด การนากลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติใน ระดบั บคุ คลยงั ไมม่ ีประสิทธิภาพ 12. สถานศึกษาจดั โครงการยกระดับผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นยังไม่บรรลุเป้าหมาย 13. การดาเนินงาน/กิจกรรม/โครงการของโรงเรียนบุคลากรต้องรับผิดชอบในภาระงาน มาก และบางครั้งต้องรับผิดชอบงานที่ไม่ตรงกับความรู้ความสามารถ ส่งผลให้การดาเนินงานในภาพรวม เกดิ ประสทิ ธผิ ลน้อย

136 ผลการวเิ คราะห์สภาพแวดลอ้ มภายนอก (โอกาส) 1. ผ้ปู กครองสว่ นใหญ่เป็นศิษยเ์ ก่าของโรงเรียน 2. สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษากาญจนบุรี เขต 1ให้การสนับสนุน การพัฒนาการจัดการ เรียนรู้ทเ่ี นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคญั 3. นโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพของรัฐบาลส่งผลให้ลดภาระค่าใช้จ่ายของ ผปู้ กครอง 4. นโยบายโครงการแท็บเลต็ พีซเี พือ่ การศึกษาไทย 5. นโยบายเงนิ อดุ หนุนปัจจัยพืน้ ฐานนักเรียนยากจน 6. นโยบายปฏิรปู การศกึ ษาในทศวรรษทสี่ อง 7. นโยบายพัฒนาการเรยี นการสอนภาษาองั กฤษโครงการ English Bilingual Education (EBE) 8. นโยบายนักเรียน ป.1 อ่านออกเขียนได้ภายใน 1 ปี โครงการพลิกโฉมโรงเรียนตาม แนวคิด BBL 9. นโยบายส่งเสริมด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม โครงการโรงเรียนสจุ รติ 10. การประกันคุณภาพภายนอก โดย สมศ. กระตนุ้ ให้โรงเรยี นบรหิ ารจัดการได้มาตรฐาน 11. ชุมชนโดยรอบโรงเรียนเป็นชุมชนขนาดเล็กหลายชุมชนรวม เป็นสังคมชนบทคนใน ชุมชนมคี วามสัมพนั ธท์ ีด่ ตี ่อกนั และให้ความชว่ ยเหลอื กันอยา่ งเตม็ ที่ 12. ชุมชมโดยภาพรวมเป็นสังคมเกษตร ส่งผลให้สามารถขยายแนวคิดการดารงชีวิตตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงจากโรงเรยี นสู่ชมุ ชนได้สอดคล้องกบั วิถชี วี ติ 13. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้สามารถใช้เป็นสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นสามารถเรียนรดู้ ว้ ยตนเองไดต้ ามความสนใจ 14. ภูมิปัญญาท้องถิ่น/ปราชญ์ชาวบ้านที่หลากหลายส่งผลให้โรงเรียนวัดหนองตะครอง สามารถใชเ้ ป็นแหลง่ เรียนรู้ ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก (อุปสรรค) 1. ผู้ปกครองไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนให้ความร่วมมือในการพัฒนาโรงเรียน และใหค้ วามชว่ ยเหลอื ในด้านตา่ งๆ 2. ผปู้ กครองจบการศกึ ษาในระดบั ประถมศกึ ษา 3. ผ้ปู กครองมคี า่ นิยมส่งบตุ รหลานไปเรยี นโรงเรียนขนาดใหญแ่ ละโรงเรยี นเอกชน 4. ร.ร.ขนาดใหญม่ ีครูครบชัน้ และมีความพร้อมในการบริหารจัดการศกึ ษามากกว่า 5. องค์การบริหารส่วนตาบลหนองตากยามีรายได้น้อยส่งผลให้ไม่สามารถสนับสนุน งบประมาณใหโ้ รงเรยี นวดั หนองตะครองได้ 6. จุดเน้นของนโยบายเร่ืองโรงเรียนขนาดเล็กไม่ต่อเนื่องจริงจังส่งผลให้การดาเนินงาน โรงเรียนขนาดเลก็ พฒั นาคุณภาพไดไ้ ม่เตม็ ท่ี 7. นโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กท่ีมีนักเรียนมีแนวโน้มลดลงและมีครูไม่ครบตาม เกณฑ์ ส่งผลต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เนื่องจากข้อจากัดในการขอรับ การสนับสนุนงบประมาณและบคุ ลากร

137 8. โรงเรียนวัดหนองตะครองไม่ได้รับรองมาตรฐานการศึกษาจากสานักงานรับรอง มาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา (องคก์ ารมหาชน) รอบสาม 9. การกาหนดอัตรากาลังของภาครัฐ ทาให้ขาดบุคลากรสถานศึกษาที่มีความเช่ียวชาญ เฉพาะดา้ น และไม่ครบช้นั 10. อัตราการว่างงานสูงส่งผลให้ผู้ปกครองนักเรียนบางส่วนไม่มีงานทาไม่สามารถ สนบั สนุนการเรียนการสอนนักเรียนได้อย่างเต็มที่ 11. รฐั บาลกาหนดใหจ้ า่ ยเงนิ อุดหนุนรายหัวที่เท่ากันส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลน งบประมาณในการบริหารจดั การ 12. แนวโน้มโครงสร้างประชากรวัยเรยี นในเขตบรกิ ารของโรงเรียนวดั หนองตะครองลดลง 13. ชุมชนต้ังอยู่รอยต่อระหว่างจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดราชบุรีทาให้มีปัญหาเร่ือง ยาเสพยต์ ดิ และปญั หาการลักขโมย 14. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็วส่งผลให้นักเรียนนามาใช้ ในทางทไ่ี ม่เหมาะสม เช่น เล่มเกม หลังจากการประเมินสภาพแวดล้อมโดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจากัดแล้ว ผู้วิจัยได้นาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบแมตริกซ์โดยใช้ ตารางท่ีเรียกว่า TOWS Matrix โดย TOWS Matrix เป็นตารางการวิเคราะห์ที่นาข้อมูลท่ีได้จากการ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจากัด มาวิเคราะห์เพื่อกาหนดออกมาเป็นยุทธศาสตร์ในการ ดาเนินการ โดยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ในข้อมูลแต่ละคู่ทาให้เกิดยุทธศาสตร์หรือกลยุทธ์สามารถ แบง่ ออกได้เปน็ 4 ประเภท ดงั นี้ 1. กลยุทธ์เชงิ รุก (SO Strategy) ได้มาจากการนาข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็งและโอกาสมาพิจารณา ร่วมกัน ดังน้ี S1O2 ส่งเสริมการจดั การเรยี นการสอนท่ีเน้นผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ S4O9 จัดกจิ กรรมสง่ เสริมด้านคณุ ธรรม จริยธรรมแกน่ กั เรียน S6O13 นาสอ่ื เทคโนโลยีมาใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน S7O4 นาแทบ็ เลต็ มาเป็นสื่อประกอบการเรยี นการสอนทกุ ช้ันเรียน S10O14 นาเทคโนโลยมี าใช้ในการบริหารจดั การศึกษา S11O11 ให้ชุมชนเขา้ มามสี ่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษา S12O10 พัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามแนวทางและข้อเสนอแนะของสมศ.จากการประเมิน รอบ 3 2. กลยุทธเ์ ชงิ แก้ไข (WO – Strategies) ได้มาจากการนาข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดอ่อนและโอกาสมาพิจารณา ร่วมกนั ดงั นี้ W1O15 นาวทิ ยากรทอ้ งถิน่ และปราชญ์ชาวบ้านมาชว่ ยจัดการเรยี นการสอน W2O6 จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรสถานศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษาและ การเรยี นรู้

138 W3O13 พัฒนาครดู ้านการใชเ้ ทคโนโลยีในการจดั การเรยี นการสอน W4O2 สง่ เสริมและพัฒนาครูดา้ นการจดั การเรยี นสอนท่ีเน้นผเู้ รียนเป็นสาคญั W5O8 จดั การเรยี นการสอนตามแนวคิด BBL W6O5 บริหารจัดการเงินอุดหนุนปัจจัยพ้ืนฐานนักเรียนยากจนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ นกั เรียนยากจน W7O11 เปิดโอกาสให้ชมุ ชนมีส่วนร่วมในการบรหิ ารจัดการสถานศึกษา W8O1 ศษิ ย์เก่ารว่ มระดมทรพั ยากรเพอ่ื พัฒนาโรงเรยี น W10O15 นาภมู ิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชาวบา้ นมาชว่ ยจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน W13O14 นาเทคโนโลยีมาใชใ้ นการดาเนินงาน W12O7 พัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียน 3. กลยุทธเ์ ชงิ ปอ้ งกัน (ST – Strategies) ได้มาจากการนาข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมท่ีเป็นจุดแข็งและอุปสรรคมาพิจารณา ร่วมกัน ดงั น้ี S5T12 การบรหิ ารจัดการงบประมาณ ใหค้ วามสาคัญกับการบรหิ ารงานดา้ นวิชาการ S1T15 นาเทคโนโลยมี าใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน S12T9 ดาเนินการยกระดบั คุณภาพการศึกษาตามคาแนะนาของ สมศ. S6T15 ปรบั ปรงุ ห้องเรยี นใหเ้ ปน็ Smart classroom S11T8 เปิดโอกาสให้ชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการจดั การศึกษา S8T14 สง่ เสรมิ การเลน่ กีฬาเพอื่ ตอ่ ตา้ นยาเสพยต์ ดิ 4. กลยทุ ธ์เชิงรับ (WT – Strategies) ได้มาจากการนาข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมท่ีเป็นจุดอ่อนและอุปสรรคมาพิจารณา รว่ มกัน ดงั น้ี W1T9 ปรับการบริหารจดั การชน้ั เรียน W2T7 จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรสถานศึกษา เพ่ือพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน W3T15 ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาด้านการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน W4T4 ศกึ ษาดงู านดา้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนทเ่ี นน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั W12T8 นานโยบายการศกึ ษาทางไกลผา่ นดาวเทียมมาดาเนินการซอ่ มเสริมการเรียนรู้ของ นักเรยี น W7T12 บริหารงบประมาณให้ค้มุ คา่ และมีประสิทธิภาพสงู สดุ W6T11 จัดการเรียนการสอนด้านทักษะการประกอบอาชีพตามแนวหลักปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี ง W5T9 พัฒนาการเรียนการสอนตามข้อเสนอแนะของ สมศ.

139 จากการศึกษาสภาพแวดลอ้ มภายในสถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษาดว้ ยกระบวนการ วิเคราะห์ SWOT และการศึกษาบริบทของโรงเรียนวัดหนองตะครอง ซ่ึงประกอบด้วย ข้อมูลสภาพ ปัจจุบัน ปัญหา ของการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ และความต้องการ ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญจากคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน และท่ีปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ผู้ปกครอง นักเรียน และจากเอกสารหลักฐานต่างๆ ได้แก่การรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) รายงานการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ.2554-2558) ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ โรงเรียนวัดหนองตะครอง ได้มีการนาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวมานาเสนอในการสนทนากลุ่ม ในระดับสถานศึกษา ประกอบด้วย คณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาและที่ปรึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน เพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อมูลและใช้ข้อมูลดังกล่าวมา ประกอบการพิจารณาและร่วมกันกาหนดแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคัญของโรงเรียนวดั หนองตะครอง

บทท่ี 5 ผลการศึกษา 5.1 การดาเนนิ งานพฒั นาการจดั การเรยี นร้ทู ่เี นน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคัญ การวิจัยเร่ือง “การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้การวิจัยเชิง ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม : โรงเรียนวัดหนองตะครอง” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ ของการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียนวัด หนองตะครอง 2) เพ่ือพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียนวัดหนองตะครอง ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม จากการดาเนินการวิจัยร่วมระหว่างผู้วิจัยและ คณะครู บุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา ท่ีปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง นักเรียน ตั้งแต่การทบทวนตนเอง การกาหนดแนวทางการดาเนินงานพัฒนา และการดาเนินงาน พัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญเพ่ือการพัฒนาอย่างย่ังยืน ซงึ่ ได้จัดเก็บรวบรวมข้อมูล ตลอดการดาเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ด้วยการสัมภาษณ์ การจัด ประชุมกลมุ่ และการสังเกต ผลการศึกษาสามารถจาแนกออกเปน็ 2 ส่วน ดังน้ี ส่วนท่ี 1 การกาหนดแนวทางการดาเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคญั ของโรงเรียนวัดหนองตะครอง 1. การทบทวนสภาพปัจจุบัน ปัญหาของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวัดหนองตะครอง เพ่ือเป็นข้อมูลประกอบการกาหนดแนวทางการดาเนินงานพัฒนาการ จัดการเรียนรูท้ ่ีเน้นผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญ 2. การทบทวนความต้องการของคณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา ที่ ปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน ต่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียน เปน็ สาคัญ 3. การกาหนดแนวทางการดาเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวดั หนองตะครอง ส่วนท่ี 2 การดาเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียน วัดหนองตะครอง การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี สว่ นร่วม ไดด้ าเนนิ โครงการจานวน 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการความร่วมมือในการพัฒนาโรงเรียน วัดหนองตะครอง 2) โครงการบรหิ ารจดั การหลักสตู รสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 3) โครงการปรบั การเรียน เปลีย่ นการสอน 4) โครงการพฒั นาแหล่งเรยี นรู้ ท่ีเอ้ือต่อการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ 5) โครงการส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนอย่าง หลากหลาย มีการนาเสนอผลการดาเนินการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ประกอบด้วย 1) ด้านกระบวนการ 2) ด้านผลผลิตของโครงการ 3) ด้านผลกระทบ คณะผู้วิจัย ประเมินผลการดาเนินโครงการ โดยใช้วิธีการดังนี้ 1) สอบถามความคิดเห็นต่อการจัดกิจกรรมการ เรยี นรู้ของนกั เรียน 2) สอบถามความคิดเหน็ ต่อการดาเนนิ โครงการของผเู้ กีย่ วขอ้ ง ได้แก่ คณะครแู ละ

141 บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน 3) สัมภาษณ์อย่างไม่เป็น ทางการ (Formal Interview) เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วม กิจกรรมทุกคน และ 4) สังเกตแบบไมม่ สี ว่ นรว่ ม (Non-participant Observation) 5.2 ผลการศึกษา ส่วนท่ี 1 การกาหนดแนวทางการดาเนินงานพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็น สาคญั ของโรงเรียนวัดหนองตะครอง 1. การทบทวนสภาพปัจจุบัน และปัญหาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวัดหนองตะครอง เพ่ือเป็นข้อมูลประกอบการกาหนดแนวทางการดาเนินงานพัฒนาการ จดั การเรยี นรูท้ ีเ่ น้นผเู้ รียนเป็นสาคัญ จากผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของ โรงเรียนวัดหนองตะครอง ซ่ึงมีรายละเอียดในบทท่ี 4 ผู้วิจัยได้นาผลการศึกษานาเสนอต่อท่ีประชุม คณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาและที่ปรึกษาคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง นักเรยี น โดยทีป่ ระชมุ ไดพ้ ิจารณาและใหค้ วามสาคัญตอ่ ประเดน็ ตา่ ง ๆ สรุปไดด้ งั น้ี 1.1 ครูขาดทักษะการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และขาดการนาหลักสูตรไปสู่การ จัดการเรียนการสอน 1.2 ครขู าดทกั ษะการจดั การเรยี นรู้ท่ีเน้นผเู้ รียนเปน็ สาคัญ 1.3 ครูขาดทักษะการวัดผลประเมินผลตามสภาพจริง 1.4 ครูขาดทักษะการผลิตสื่อ ใช้ส่ือ เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมท้ังนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพือ่ การเรยี นการสอน 1.5 โรงเรียนไม่มแี หล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียนท่ีเอ้ือต่อการจัดการเรียนสอนท่ีเน้นผู้เรียน เป็นสาคญั 1.6 ห้องเรียนและห้องประกอบต่าง ๆ ไม่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียน เปน็ สาคญั 1.7 วสั ดคุ รุภณั ฑ์ภายในอาคารเรยี นและอาคารประกอบ อยใู่ นสภาพทไ่ี ม่พร้อมใช้งาน 1.8 โรงเรียนมสี ่ือประกอบการเรยี นการสอนไม่เพียงพอ 1.9 ครูผู้สอนไม่ตรงตามวิชาเอก 2. การทบทวนความต้องการของคณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษา ท่ี ปรึกษาคณะกรรมการสถานศกึ ษา ผู้ปกครองนกั เรียน ตอ่ การพฒั นาการจดั การเรียนรู้ที่เนน้ ผู้เรียน เปน็ สาคญั จากการสัมภาษณ์คณะครูและบุคลากร คณะกรรมการสถานศึกษาและท่ีปรึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน ได้สะท้อนถึงความต้องการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ท่ี เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญของโรงเรียนวัดหนองตะครอง จาแนกออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหาร จดั การ และดา้ นครู รายละเอียดดังตารางที่ 5.1