หลักสูตรโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน 2551 246 คำ ิ ิ ิ 23101 ีค /ค ............................................................................................................................. .................................. รู้และเข้าใจการใช้คำขอร้อง ให้คำแนะนำ คำชี้แจง คำอธิบายอย่างถูกต้องเหมาะสมตาม กาลเทศะ อา่ นออกเสยี งคำศพั ท์ สำนวน ประโยค ข้อความ ข่าว โฆษณา และบทร้อยกรองสัน้ ๆ ได้ถกู ตอ้ ง ตามหลักการอ่าน เลือกระบุและเขียนหัวข้อเรือ่ ง ใจความสำคัญ และสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง รูปแบบต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟังและอ่าน พร้อมให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบพูดสนทนาและเขียน บรรยายข้อมลู เก่ยี วกับตนเอง เรอื่ งตา่ ง ๆ ใกล้ตัวสถานการณข์ ่าว เร่ืองท่ีอยใู่ นความสนใจของสังคมได้อย่าง ถกู ต้อง โดยใชก้ ระบวนการทักษะทางภาษา พดู และเขียนสรปุ ใจความสำคญั /แกน่ สาระ หวั ขอ้ เรอื่ งท่ีได้จาก การวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถานการณ์ สรุปใจความสำคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จากการ วิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/ เหตุการณ์/สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจของสังคมพูดและเขียนแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับกิจกรรมประสบการณ์ และเหตุการณ์พร้อม ทั้งให้เหตุผลประกอบ อธิบาย เกี่ยวกับชีวิต ความ เป็นอยู่ขนบธรรมเนียม และประเพณี ของเจ้าของภาษา เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความ แตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่าง ๆ และการลำดับคำ ตามโครงสร้างประโยคของ ภาษาต่างประเทศและภาษาไทย ค้นคว้า รวบรวม และสรุปข้อมูล/ ข้อเท็จจริงที่เกีย่ วข้องกับกลุ่มสาระการ เรียนรูอ้ ่ืนจากแหลง่ เรยี นรูแ้ ละนำเสนอด้วยการพูดและการเขยี น เพื่อให้นักเรียนใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทางสุภาพ เหมาะกับวัย ตามมารยาทสังคม และ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เขา้ รว่ มกิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรมตามความสนใจ เหน็ คุณคา่ ของการ นำความรไู้ ปใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวนั และมคี ุณธรรมจริยธรรมค่านิยมทเี่ หมาะสม 1. ม.3/1 ม.3/2 1. ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 1.3 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 2. ม.3/1 ม.3/2 2. ม.3/1 3.1 ม.3/1 4.1 ม.3/1 13
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน 2551 247 คำ ิ ิ ิ 23102 ีค /ค ............................................................................................................................. .................................. รู้และเข้าใจหลักการ การฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยใชค้ ำศัพท์ สำนวน และโครงสร้างทางภาษา พูดและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง ระบุใจความสำคัญ รายละเอียด แสดงความคิดเห็น ขอและให้ข้อมูล อธบิ าย เปรยี บเทยี บรรยายความรสู้ ึกเรื่องทฟ่ี งั และอ่านเก่ยี วกับเหตกุ ารณ์ในชีวิตประจำวัน เขา้ รว่ มกิจกก รมทางภาษาและวฒั นธรรมของเจ้าของภาษา ระบุและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง รูปแบบตา่ งๆใหส้ ัมพนั ธ์กับ ประโยค และขอ้ ความที่ฟงั หรืออา่ นไดอ้ ย่างเหมาะสม โดยใช้กระบวนการทักษะทางภาษา การเปรยี บเทยี บ การนำเสนอขอ้ มูล สามารถถ่ายโอน ความร้สู กึ และนำไปประยุกตใ์ ช้ ค้นคว้า รวบรวม และสรปุ ข้อมูล/ ข้อเท็จจรงิ ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั กลุ่มสาระการ เรียนรอู้ ื่น จากแหลง่ เรียนรู้ และนำเสนอดว้ ยการพดู การเขยี นใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/ สถานการณจ์ ำลองทเ่ี กิดขน้ึ ในหอ้ งเรียนสถานศึกษาชุมชน และสงั คม ใชภ้ าษาต่างประเทศในการสืบคน้ / คน้ คว้า รวบรวม และสรปุ ความรู้/ข้อมลู ตา่ งๆจากสอื่ และแหล่งการเรียนรูต้ า่ ง ๆ ในเผยแพร่/ ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ขา่ วสารของโรงเรียนชุมชน และท้องถ่นิ เป็นภาษาตา่ งประเทศ เพอ่ื ใหน้ ักเรยี นตระหนกั เหน็ คุณคา่ และประโยชนข์ องวชิ าภาษาองั กฤษ ความเหมือนและความ แตกต่างระหว่างชีวติ ความเป็นอย่แู ละวัฒนธรรม ของเจา้ ของภาษา กับของไทย เขา้ ร่วมจัดกจิ กรรมทาง ภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ แล้วนำไปใช้อยา่ งเหมาะสมในการศกึ ษาตอ่ และประกอบอาชพี . 1. ม.3/3 ม.3/4 . 2. ม.3/3 . 2. ม.3/2 . 3.1 ม.3/1 . 4.1 ม.3/1 . 4.2 ม.3/1 ม.3/2 8
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นเชียงดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน 2551 248 คำ ิ ิ ิ ฤ ิิ ีค /ค .................................................................................................................................................................................... สนทนา แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง กิจกรรม สถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อ่าน และเขียนสรุปใจความสำคัญ / แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จากการวิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถาน การณ์ที่อยู่ในความสนใจของสังคม อธิบาย เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของการออกเสียง ประโยคชนิดต่าง ๆ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน การลำดับคำตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่าง ประเทศและภาษาไทยพูดให้คำแนะนำ ปรกึ ษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ผเู้ รยี นเขยี นแสดงความคดิ เห็นและให้ เหตผุ ลประกอบเกย่ี วกับกจิ กรรมต่าง ๆ พูดเขียนบรรยายเก่ยี วกบั ความรสู้ กึ ตนเองพร้อมใช้เหตุผลประกอบ โดยใช้กระบวนการสร้างทักษะทางภาษา ด้านการฟัง พูด อ่านและเปรียบกระบวนการสร้าง ความคดิ รอบนอก กระบวนการกลุ่ม กระบวนการคดิ เพ่ือเห็นคุณคา่ ของภาษาอังกฤษ ใฝ่เรยี นรู้ มวี ินยั ความมงุ่ ม่นั ในการทำงาน รว่ มอภปิ ราย กล้าแสดง ความคิดเห็น แสวงหาความรูเ้ พิม่ เตมิ มีนิสัยรักการอ่าน รักความเป็นไทยและสามารถนำมาประยุกตใ์ ช้ให้ เกดิ ประโยชนใ์ นชีวติ ประจำวัน ผ 1. ผู้เรยี นสนทนา แลกเปลี่ยนขอ้ มูลเก่ยี วกับตนเอง กจิ กรรม สถานการณต์ ่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน 2. ผเู้ รียนอา่ นและเขียนสรุปใจความสำคัญ / แก่นสาระ หวั ขอ้ เรือ่ งท่ีได้จากการวิเคราะหเ์ ร่ือง/ ขา่ ว/เหตุการณ์/สถานการณท์ ่ีอย่ใู นความสนใจของสังคม 3. ผ้เู รียนอธิบาย เปรียบเทยี บความเหมอื นและความแตกตา่ งของการออกเสียงประโยคชนิดตา่ ง ๆ การใชเ้ ครอื่ งหมายวรรคตอน การลำดับคำตามโครงสรา้ งประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย 4. ผเู้ รยี นพูดใหค้ ำแนะนำ ปรกึ ษาในสถานการณต์ ่าง ๆ ได้ 5. ผเู้ รียนเขยี นแสดงความคิดเห็นและใหเ้ หตุผลประกอบเกีย่ วกับกิจกรรมต่าง ๆ ได้ 6. ผ้เู รียนพูด เขียนบรรยายเก่ยี วกับความรู้สึกตนเอง พรอ้ มใชเ้ หตุผลประกอบ 6ผ
หลักสูตรโรงเรียนบ้านเชียงดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน 2551 249 คำ ิ ิ ิ ฤ ิิ ีค /ค .................................................................................................................................................................................... ฟังประโยค บทสนทนา แล้ว ระบุภาพ ประโยค และเขียนเติมคำที่ขาดหายและตอบคำถาม อ่านเพื่อจับใจความสำคัญของเรื่อง โดยบอกรายละเอียดและแสดงความคิดเห็นพูดและปฏิบัติคำสั่ง คำ ขอร้อง คำแนะนำ คำชี้แจงและอธิบายง่าย ๆ ที่ฟังและอ่านพูดและเขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตกุ ารณ์ /เรือ่ ง/ ประเดน็ ต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคมเขยี นแสดงความต้องการ ขอความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมผู้เรียน เลอื กใชค้ ำ สำนวนภาษา ประโยค ทใ่ี ช้ในการขอและใหข้ ้อมูล โดยใช้กระบวนการสร้างทักษะทางภาษา ด้านการฟัง พูด อ่านและเปรียบกระบวนการสร้าง ความคิดรอบนอก กระบวนการกลุ่ม กระบวนการคิด เพื่อเห็นคุณค่าของภาษาอังกฤษ ใฝ่เรียนรู้ มีวินัยความมุ่งมั่นในการทำงาน ร่วมอภิปราย กล้า แสดงความคิดเห็น แสวงหาความรู้เพิ่มเติม มีนิสัยรักการอ่าน รักความเป็นไทยและสามารถนำมา ประยกุ ตใ์ ช้ใหเ้ กดิ ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวนั ผ 1. ผเู้ รียนฟงั ประโยค บทสนทนา แล้ว ระบภุ าพ ประโยค และเขียนเตมิ คำทข่ี าดหายและตอบ คำถามได้ 2. ผเู้ รียนอ่านเพอื่ จบั ใจความสำคัญของเร่ือง โดยบอกรายละเอยี ดและแสดงความคิดเห็นได้ 3. ผ้เู รียนพูดและปฏิบัติคำสั่ง คำขอรอ้ ง คำแนะนำ คำช้ีแจงและอธบิ ายง่ายๆทฟี่ งั และอา่ นได้ 4. ผเู้ รยี นพูดและเขียนให้ข้อมูลเกย่ี วกบั ตนเอง ประสบการณ์ ขา่ ว/เหตุการณ์ /เรอื่ ง/ประเดน็ ต่าง ๆทอ่ี ยใู่ นความสนใจของสังคมได้ 5. ผเู้ รยี นผู้เรยี นเขยี นแสดงความตอ้ งการ ขอความชว่ ยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความ ชว่ ยเหลือในสถานการณต่าง ๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม 6. ผเู้ รียนเลอื กใชค้ ำ สำนวนภาษา ประโยค ทใ่ี ชใ้ นการขอและใหข้ ้อมลู ได้ 6ผ
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน 2551 250 คำ ิ ิ ิ ฤ ิิ ีค /ค .................................................................................................................................................................................... เลือกใช้ภาษา น้ำเสียง และกิริยาท่าทาง เหมาะกับบุคคลและโอกาส ตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ให้ข้อมูลเกี่ยวกบั ตนเอง และข้อมูลของผู้อื่น เขียนบรรยายเกี่ยวกบั ตนเอง ประสบการณ์ ขา่ ว เหตุการณท์ ีอ่ ย่ใู นความสนใจของสงั คม ใช้คำขอร้องความช่วยเหลอื ตอบ-รับและปฏิเสธ การให้ความช่วยเหลือในสถานการณต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม มีความเข้าใจและปฏิบัติตามคำสั่งง่าย ๆ อธิบายและเปรียบเทียบความแตกต่างชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างวฒั นธรรมของเจ้าของภาษากับวฒั นธรรม ไทย โดยใช้กระบวนการสร้างทักษะทางภาษา ด้านการฟัง พูด อ่านและเปรียบกระบวนการสร้าง ความคิดรอบนอก กระบวนการกลุ่ม กระบวนการคดิ เพื่อเห็นคุณค่าของภาษาอังกฤษ ใฝ่เรียนรู้ มีวินัยความมุ่งมั่นในการทำงาน ร่วมอภิปราย กล้าแสดงความคิดเห็น แสวงหาความรู้เพิ่มเติม มีนิสัยรักการอ่าน รักความเป็นไทยและสามารถนำมา ประยุกตใ์ ช้ใหเ้ กิดประโยชนใ์ นชีวิตประจำวัน ผ 1. ผูเ้ รียนเลอื กใช้ภาษา นำ้ เสียง และกิรยิ าท่าทาง เหมาะกบั บุคคลและโอกาส ตามมารยาทสงั คม และวฒั นธรรมของเจา้ ของภาษา 2. นักเรียนสามารถให้ข้อมูลเกีย่ วกบั ตนเอง และข้อมูลของผอู้ ่ืนได้ 3. ผูเ้ รียนเขยี นบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ขา่ ว เหตุการณ์ท่อี ยู่ในความสนใจของสงั คม ได้ 4. ผูเ้ รยี นใชค้ ำขอร้องความชว่ ยเหลอื ตอบ-รบั และปฏเิ สธการให้ ความชว่ ยเหลือในสถานการณตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 5. นักเรียนเข้าใจและปฏิบัตติ ามคำสั่งง่ายๆ 6. ผู้เรยี นอธบิ ายและเปรยี บเทียบความแตกต่างชีวิตความเปน็ อยูร่ ะหวา่ งวฒั นธรรมของเจา้ ของ ภาษากับวฒั นธรรมไทยได้ 6ผ
หลักสตู รโรงเรียนบ้านเชียงดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน 2551 251 คำ ิ ิ ิ ฤ ิิ ีค /ค .................................................................................................................................................................................... อ่านจับใจความสำคัญของเรื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์ วารสาร เว็ปไซต์บนอินเตอร์เน็ต โดย บอกรายละเอียดและแสดงความคิดเห็น เขยี นบรรยายความรู้สึกและความคิดเหน็ ของตนเองในเร่ืองต่าง ๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมอย่างเหมาะสมโดยใชโ้ ครงสรา้ งที่กำหนด พูด และเขียน คำข้อรอ้ ง คำแนะนำจากเรื่องทฟ่ี งั และปฏเิ สธให้การให้ความช่วยเหลอื ในสถานการณต์ ่าง ๆ ได้ อย่างเหมาะสมระบุ/เขียนประโยค ข้อความ และตีความความหมายให้สัมพันธ์กับประโยคที่อ่านเกี่ยวกบั ตนเอง ครอบครัว การเดนิ ทางทอ่ งเที่ยว ฯลฯ ประสบการณ์ ข่าว/เหตกุ ารณ์ /เรื่อง/ ประเดน็ ตา่ ง ๆ ที่อยู่ ในความสนใจของสังคมใช้คำศัพท์ สำนวน ประโยค และข้อความทีใช้ในการให้และขอข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบเร่ืองที่อ่านและฟังเปรียบเทียบ อธิบาย ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างการออกเสยี ง ประโยคชนิดต่าง ๆ และการลำดบั คำตามโครงสรา้ งประโยคของภาษาตา่ งประเทศและภาษาไทย โดยใช้กระบวนการสร้างทักษะทางภาษา ด้านการฟัง พูด อ่านและเปรียบกระบวนการ สร้างความคดิ รอบนอก กระบวนการกลมุ่ กระบวนการคดิ เพื่อเห็นคุณค่าของภาษาอังกฤษ ใฝ่เรียนรู้ มีวินัยความมุ่งมั่นในการทำงาน ร่วมอภิปราย กล้าแสดงความคิดเห็น แสวงหาความรู้เพิ่มเติม มีนิสัยรักการอ่าน รักความเป็นไทยและสามารถนำมา ประยุกต์ใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ในชีวติ ประจำวัน ผ 1. ผู้เรียนอ่านจบั ใจความสำคญั ของเรอื่ งจากส่ือส่ิงพิมพ์ วารสาร เว็ปไซตบ์ นอนิ เตอร์เน็ต โดยบอก รายละเอียดและแสดงความคิดเหน็ ได้ 2. ผู้เรียนเขยี นบรรยายความรูส้ ึกและความคิดเห็นของตนเองในเร่ืองต่าง ๆ ใกล้ตัว สถานการณ์ ขา่ ว เร่อื งทอี่ ย่ใู นความสนใจของสังคมอย่างเหมาะสมโดยใชโ้ ครงสร้างทีก่ ำหนด 3. ผู้เรยี นพูดและเขียน คำข้อรอ้ ง คำแนะนำจากเร่อื งทฟี่ ัง และปฏิเสธให้การให้ความช่วยเหลือใน สถานการณ์ต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 4. ผู้เรียนระบ/ุ เขยี นประโยค ข้อความ และตคี วามความหมายให้สมั พันธ์กับประโยคทอี่ า่ นเกี่ยวกับ ตนเอง ครอบครวั การเดินทางท่องเที่ยว ฯลฯประสบการณ์ ข่าว/เหตกุ ารณ์ /เร่ือง/ ประเด็นต่าง ๆท่ีอยู่ ในความสนใจของสังคมได้ 5. ผ้เู รยี นใชค้ ำศัพท์ สำนวน ประโยค และขอ้ ความทีใช้ในการให้และขอข้อมูล อธบิ าย เปรยี บเทียบเรอ่ื งท่ีอา่ นและฟังได้
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน 2551 252 6. ผเู้ รียนเปรยี บเทยี บ อธิบาย ความเหมอื นและความแตกต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิด ตา่ ง ๆ และการลำดับคำตามโครงสรา้ งประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย 6ผ
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นเชียงดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน 2551 253 ิ ฒผ
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน 2551 254 ิ ิ ิ ฒผ . -. จำนวน 30 ชวั่ โมง จำนวน 40 ชั่วโมง . จำนวน 40 ช่ัวโมง ก 11901 ลกู เสือ จำนวน 10 ช่ัวโมง ก 11902 กจิ กรรมแนะแนว ก 11903 ชมรม/ชมุ นมุ จำนวน 30 ชั่วโมง ก 11904 กิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 40 ชั่วโมง จำนวน 40 ช่ัวโมง . จำนวน 10 ชั่วโมง ก 12901 ลูกเสอื ก 12902 กจิ กรรมแนะแนว จำนวน 30 ชว่ั โมง ก 12903 ชมรม/ชุมนมุ จำนวน 40 ช่ัวโมง ก 12904 กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 40 ช่ัวโมง จำนวน 10 ชั่วโมง . ก 13901 ลูกเสือ จำนวน 30 ชั่วโมง ก 13902 กิจกรรมแนะแนว จำนวน 40 ชั่วโมง ก 13903 ชมรม/ชมุ นมุ จำนวน 40 ช่ัวโมง ก 13904 กจิ กรรมเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 10 ชว่ั โมง .4 จำนวน 30 ชั่วโมง ก 14901 ลกู เสือ จำนวน 40 ชั่วโมง ก 14902 กจิ กรรมแนะแนว จำนวน 40 ช่ัวโมง ก 14903 ชมรม/ชมุ นุม จำนวน 10 ช่ัวโมง ก 14904 กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์ . ก 15901 ลูกเสือ ก 15902 กิจกรรมแนะแนว ก 15903 ชมรม/ชุมนมุ ก 15904 กิจกรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชยี งดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน 2551 255 . จำนวน 30 ชว่ั โมง ก 16901 ลกู เสือ จำนวน 40 ช่ัวโมง ก 16902 กจิ กรรมแนะแนว จำนวน 40 ชั่วโมง ก 16903 ชมรม/ชุมนมุ จำนวน 10 ช่ัวโมง ก 16904 กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 2551 256 . -. ค จำนวน 20 ช่วั โมง ค จำนวน 15 ชว่ั โมง . ค จำนวน 20 ช่ัวโมง ก 21901 กจิ กรรมแนะแนว ค จำนวน 5 ชว่ั โมง ก 21903 ลูกเสอื เนตรนารี ค ก 21905 ชมุ นุม จำนวน 20 ชั่วโมง ก 21907 กจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 15 ชว่ั โมง จำนวน 20 ชั่วโมง . จำนวน 5 ช่วั โมง ก 21902 กจิ กรรมแนะแนว ก 21904 ลูกเสอื เนตรนารี จำนวน 20 ชัว่ โมง ก 21906 ชมุ นมุ จำนวน 15 ชว่ั โมง ก 21908 กจิ กรรมเพอ่ื สงั คมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 20 ช่วั โมง จำนวน 5 ช่ัวโมง . ก 22901 กจิ กรรมแนะแนว จำนวน 20 ชว่ั โมง ก 22903 ลูกเสือ เนตรนารี จำนวน 15 ช่ัวโมง ก 22905 ชุมนุม จำนวน 20 ชั่วโมง ก 22907 กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 5 ชวั่ โมง . จำนวน 20 ชว่ั โมง ก 22902 กิจกรรมแนะแนว จำนวน 15 ชั่วโมง ก 22904 ลูกเสือ เนตรนารี จำนวน 20 ชั่วโมง ก 22906 ชมุ นมุ จำนวน 5 ชว่ั โมง ก 22908 กิจกรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ . ก 23901 กิจกรรมแนะแนว ก 23903 ลูกเสือ เนตรนารี ก 23905 ชมุ นุม ก 23907 กจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน 2551 257 . ค ก 23902 กิจกรรมแนะแนว ก 23904 ลูกเสือ เนตรนารี จำนวน 20 ช่ัวโมง ก 23906 ชมุ นุม จำนวน 15 ชว่ั โมง ก 23908 กจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน์ จำนวน 20 ช่วั โมง จำนวน 5 ชวั่ โมง
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นเชียงดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน 2551 258 ิ ฒผ โรงเรียนบ้านเชียงดาว จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งให้ผู้เรียนได้พฒั นาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อความเป็นมนุษย์ท่ี สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม เสริมสร้างให้เปน็ ผู้มศี ีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลกู ฝงั และสร้างจิตสำนกึ ของการทำประโยชนเ์ พือ่ สังคม สามารถจดั การตนเองได้ และอยูร่ ่วมกับผอู้ ื่นอยา่ ง มีความสขุ กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนมุ่งพฒั นาผ้เู รียนใหใ้ ชอ้ งค์ความรู้ ทกั ษะและเจตคติ จากการเรียนรู้ 8 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียนมาปฏิบัติกิจกรรมเพื่อช่วยให้ ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการสื่อสารความสามารถในการคิดความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถใน การใช้ทกั ษะชีวติ และความสามารถในการใช้ เทคโนโลยี ซึ่งจะส่งผลในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สจุ ริต มีวนิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มงุ่ ม่นั ในการทำงาน รกั ความเปน็ ไทย และมีจิตสาธารณะ เกิดทกั ษะการทำงานและอยูร่ ว่ มกับผูอ้ ่นื ในสงั คมได้อยา่ งมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก โรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว จดั กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยแบง่ ออกเป็น 3 ลกั ษณะ ดงั นี้ .ิ เปน็ กจิ กรรมที่สง่ เสรมิ และพัฒนาผ้เู รียนให้รู้จกั ตนเองรรู้ ักษ์สง่ิ แวดล้อม สามารถคิดตดั สนิ ใจ คิด แก้ปัญหากำหนดเป้าหมาย วางแผนชวี ติ ทั้งดา้ นการเรียนและอาชีพ สามารถปรบั ตนได้อยา่ งเหมาะสม นอกจากน้ียังชว่ ยใหค้ รรู ูจ้ กั และเขา้ ใจผูเ้ รยี น ทัง้ ยังเปน็ กิจกรรม ท่ีช่วยเหลอื และให้คำปรกึ ษาแกผ่ ู้ปกครอง ในการมีส่วนรว่ มพฒั นาผูเ้ รียน โดยนกั เรยี นทกุ คนตอ้ งเขา้ รว่ มกจิ กรรมแนะแนวดงั นี้ • ระดบั ประถมศึกษา 40 ชัว่ โมงต่อปี • ระดับมัธยมศกึ ษา 20 ช่วั โมงตอ่ ภาคเรยี น .ิ เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบ การ ทำงาน ร่วมกนั การรจู้ กั แกป้ ัญหา การตดั สินใจทีเ่ หมาะสม ความมเี หตุผล การชว่ ยเหลอื แบ่งปัน เอ้ืออาทร และ สมานฉันท์ โดยจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนให้ได้ปฏิบัติ ด้วยตนเอง ในทุกขั้นตอนได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน และปรับปรุงการ ทำงาน เน้นการ ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียนและ บริบทของสถานศกึ ษา และท้องถน่ิ กจิ กรรมนกั เรียน ประกอบด้วย
หลักสตู รโรงเรียนบ้านเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน 2551 259 2.1 ิ โดยนักเรยี นทกุ คนต้องเขา้ ร่วมกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ดงั นี้ • ระดบั ประถมศกึ ษา 30 ชัว่ โมงตอ่ ปี • ระดบั มธั ยมศึกษา 15 ชวั่ โมงต่อภาคเรยี น 2.2 ิ / ิ โดยนักเรียนทกุ คนตอ้ งเขา้ รว่ มกิจกรรมชมุ นมุ /ชุมนุมวิชาการ ดังนี้ • ระดบั ประถมศึกษา 40 ชัว่ โมงต่อปี • ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ 35 ชั่วโมงต่อปี แบง่ ออกดงั น้ี - ภาคเรยี นที่ 1 จำนวน 15 ชวั่ โมง - ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 20 ชัว่ โมง • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมวิชาการ 60 ชั่วโมงต่อปี แบ่งออก ดังน้ี - ภาคเรยี นท่ี 1 จำนวน 30 ชว่ั โมง - ภาคเรียนท่ี 2 จำนวน 30 ช่ัวโมง .ิ ค ณ ์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชนและท้องถิ่น ตาม ความ สนใจในลักษณะอาสาสมัครเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละ ต่อสังคม และ การมีจิต สาธารณะ เช่นกิจกรรมอาสาพฒั นาต่าง ๆ กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม โดยนักเรียนทุกคนต้องเข้า ร่วมกิจกรรม เพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ โดยบูรณาการในกจิ กรรมลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด และกจิ กรรม ชุมนมุ ดังนี้ • ระดับประถมศึกษา 10 ชั่วโมงตอ่ ปี • ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ 15 ช่ัวโมงต่อปี แบ่งออกดงั น้ี - ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 10 ช่วั โมง - ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 5 ชวั่ โมง • ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 20 ช่วั โมงต่อปี แบง่ ออกดังน้ี - ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 10 ช่วั โมง - ภาคเรียนที่ 2 จำนวน 10 ช่ัวโมง
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน 2551 260 โดยทัง้ 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมแนะแนว กจิ กรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ เมื่อผู้เรียนไดป้ ฏิบัติกิจกรรมแล้วนำไปสู่เป้าหมายเพ่ือเสริมสรา้ งสมรรถนะสำคัญ และ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มี ความ สมั พนั ธ์เชือ่ มโยงกัน ดงั ภาพ ทั้งนี้ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ กิจกรรม และผลงานของผู้เรียน ตามเกณฑ์ที่กำหนด และให้ผลการเข้ารว่ มกจิ กรรมเป็นผา่ น หรือ ไม่ผ่าน ดังนี้ ิิ ฒผ ิ มแี นวปฏิบัติดังนี้ 1.1 ตรวจสอบเวลาเข้าร่วมกจิ กรรมของผู้เรียนให้เปน็ ไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา กำหนด 1.2 ประเมินกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียนจากการปฏิบัติกิจกรรมและผลงาน/ชิ้นงาน/คณุ ลักษณะของ ผู้เรียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดด้วยวิธีการที่หลากหลายเน้นการมีส่วนร่วม ของผู้เกี่ยวข้องในการ ปฏิบตั ิ กจิ กรรม 1.3 ผเู้ รียนท่มี เี วลาการเข้ารว่ มกิจกรรม มีการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมและมีผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะ ตาม เกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดเป็นผู้ผ่านการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนรายกิจกรรมและนำผลการ ประเมนิ ไป บนั ทกึ ในระเบียนแสดงผลการเรียน 1.4 ผูเ้ รียนทมี่ ีผลการประเมนิ ไม่ผ่านในเกณฑ์เวลาการเข้าร่วมกจิ กรรม การปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมและ ผลงาน/ชิ้นงาน/คุณลักษณะตามที่สถานศึกษากำหนดครูหรือผู้รับผิดชอบต้องดำเนินการซ่อมเสริมและ ประเมินจนผ่านทั้งนี้ควรดำเนนิ การให้เสร็จสิ้นในปีการศึกษานั้น ๆ ยกเว้น มีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลพินจิ ของสถานศึกษา
หลักสูตรโรงเรียนบ้านเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน 2551 261 ิิ ฒผ ิ การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อตัดสินเลื่อนชั้นและจบระดับการศึกษาเป็นการประเมิน การ ผ่านกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค เพื่อสรปุ ผลการผ่านในแต่ละ กิจกรรม สรุปผลรวมเพื่อ เลื่อนชั้น และประมวลผลรวมในปีสุดท้ายเพื่อการจบแต่ละระดับการศึกษา โดยการดำเนินการดังกล่าวมี แนวปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี 2.1 กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของ ผู้เรยี นทกุ คนตลอดระดบั การศกึ ษา 2.2 ผู้รับผิดชอบสรุปและตัดสินผลการรว่ มกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียนของผู้เรียนเป็นรายบุคคลตาม เกณฑ์ท่ีสถานศึกษากำหนดเกณฑ์การจบแต่ละระดับการศึกษาท่ีสถานศกึ ษากำหนดนนั้ ผู้เรียนจะต้องผ่าน กิจกรรม 3 กิจกรรมสำคัญ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณ ประโยชน์ 2.3 ผู้รับผิดชอบเสนอผลการประเมินต่อคณะอนุกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้ และกิจกรรม พัฒนา ผเู้ รยี นเพื่อใหค้ วามเหน็ ชอบ 2.4 ผู้รับผิดชอบเสนอผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณาเพื่ออนุมัติผลการประเมิน กิจกรรมพัฒนา ผู้เรยี น ผา่ นเกณฑก์ ารจบแต่ละระดบั การศึกษา ณฑ์ ิ ิ ฒ ผ 1. เกณฑ์การตดั สนิ ผลการประเมินกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี นรายป/ี รายภาค แบง่ เปน็ 2 ระดับ ดังน้ี ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมผี ลการประเมนิ ระดับ “ผา่ น” ในกจิ กรรมสำคญั ท้งั 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนกั เรยี น และกิจกรรมเพอื่ สงั คมและ สาธารณประโยชน์ ไม่ผา่ น หมายถึง ผูเ้ รียนมีผลการประเมนิ ระดบั “ไมผ่ า่ น” ในกจิ กรรมสำคญั กจิ กรรมใด กิจกรรม หนึ่งจาก 3 ลักษณะ คือ กจิ กรรมแนะแนว กจิ กรรมนักเรยี น กิจกรรมเพือ่ สังคม และสาธารณประโยชน์ 2. เกณฑ์การตดั สินผลการประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพือ่ จบระดับการศกึ ษา ผา่ น หมายถงึ ผู้เรยี นมผี ลการประเมินระดับ “ผ่าน” ทุกชน้ั ปใี นระดับการศกึ ษานั้น ไมผ่ ่าน หมายถึง ผเู้ รยี นมีผลการประเมนิ ระดับ “ไม่ผา่ น” บางชนั้ ปี ในระดับการศกึ ษาน้นั
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน 2551 262 4 ณฑ์ ฏิ ิ ิ ผ หลักสูตรโรงเรียนบ้านเชียงดาว ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 จัดทำขน้ึ ภายใตก้ รอบของหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 บริบทของสภาพชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่นของสถานศึกษา เพื่อใช้จัดใน การศึกษาของสถานศกึ ษาเพอื่ พฒั นาให้ผ้เู รียนเป็นสมาชกิ ท่ีดีของครอบครวั ชมุ ชน สงั คมประเทศชาติ และ พลโลก จากความมูลเหตุดังกล่าว การวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้าน เชียงดาว พทุ ธศักราช 2560 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 จึงตอ้ งปฏิบัติ ตามข้อกำหนดการประเมนิ ผลตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลัก ซึ่ง การดำเนินการในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของหลักสูตรสถานศึกษาได้กำหนดแนวทางในการ ดำเนนิ การดงั ตอ่ ไปน้ี เป้าหมายสำคัญของการประเมินผลการเรียนหลักสูตรสถานศึกษาตามแนวทางหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ เพื่อนำผลการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุ มาตรฐานการเรยี นรู้ในแต่ละรายวิชา ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ โดยการนำผลการประเมินไปใช้เปน็ ข้อมลู ในการปรบั ปรุง แก้ไข ส่งเสรมิ การเรยี นรแู้ ละพัฒนาการของผูเ้ รยี นโดยตรง นำผลไปปรับปรงุ แก้ไขผล การจัด กระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินความสำเร็จ ทางการศึกษาของผู้เรียน ตลอดจนความสำเรจ็ ของผู้สอนอกี ด้วย การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ตามหลกั สตู รการศกึ ษาของสถานศึกษา โรงเรียนบ้านเชียงดาว ประกอบด้วย การประเมนิ ผลการเรียนรูต้ ามกลุ่มสาระการเรียนรู้ท้ัง 8 กลุ่ม โรงเรียนไดด้ ำเนินการประเมินผล ในลกั ษณะตา่ ง ๆ ดงั ต่อไปนี้ . ิผ การประเมินผลก่อนเรียน กำหนดให้ครูผู้สอนในแต่ละรายวิชาทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ต้อง ประเมินผลก่อนเรียน เพื่อหาสารสนเทศของผู้เรียนในเบื้องต้น สำหรับนำไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ สอดคล้องกบั พน้ื ฐานของผู้เรยี น ตามแนวทางการจดั กระบวนการเรียนร้ทู ีเ่ น้นผู้เรยี นเปน็ สำคญั แตจ่ ะไม่นำ ผลการประเมินนี้ไปใช้ในการพิจารณาตัดสินผลการเรียน การประเมินผลก่อนเรียนประกอบด้วยการ ประเมนิ ดงั ต่อไปนี้
หลกั สตู รโรงเรยี นบ้านเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน 2551 263 . ิค ผ เปน็ การตรวจสอบความรู้ ทักษะและความพร้อมต่าง ๆ ของผู้เรยี นทเ่ี ป็นพ้ืนฐานของเร่ืองใหม่ ๆ ที่ผ้เู รยี นตอ้ งเรยี นโดยใชว้ ธิ ีการที่เหมาะสม เพอื่ จะได้ทราบวา่ ผู้เรยี นมีความพร้อมและพน้ื ฐานท่ีจะเรียนทุก คนหรือไม่ แล้วนำผลการประเมินมาปรับปรุง ซ่อมเสริม หรือเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมและพื้นฐาน พอเพียงทุกคนซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรยี นได้เป็นอย่างดี การประเมินพื้นฐานและ ความพร้อมของผู้เรียนก่อนเรียน จึงมีความสำคัญและจำเป็นที่ผูส้ อนทกุ คนจะต้องดำเนินการ เพื่อเตรียม ผู้เรียนให้มีความพร้อมในการเรียนทุกครั้งจะทำให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ สามารถคาดหวงั ความสำเร็จได้อยา่ งแน่นอน การประเมินความพรอ้ มและพนื้ ฐานของผเู้ รยี นก่อนเรยี นมีแนวปฏิบตั ิดังนี้ 1) วเิ คราะห์ความรแู้ ละทักษะทเ่ี ปน็ พ้ืนฐานก่อนเรียน 2) เลอื กวิธีการและจัดทำเคร่อื งมือสำหรับประเมินความรู้และทกั ษะพืน้ ฐานอยา่ งเหมาะสมและ มีประสทิ ธิภาพ 3) ดำเนินการประเมินความรูแ้ ละทกั ษะพื้นฐานของผูเ้ รียน 4) นำผลการประเมินไปดำเนินการปรับปรุงผู้เรียนให้มคี วามรู้และทักษะพื้นฐานอย่างพอเพยี ง ก่อนดำเนินการสอน 5) จดั การเรียนการสอนในเรอ่ื งทจี่ ดั เตรียมไว้ . ิค เป็นการประเมินผู้เรียนในเรื่องที่จะทำการสอน เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความรู้และทักษะใน เรื่องที่จะเรียนนั้นมากน้อยเพียงไร เพื่อนำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นของผู้เรียนแต่ละคนว่าเริ่มต้นเรียนเรื่อง นั้น ๆ โดยมีความรู้เดิมอยู่เท่าไรเพื่อจะได้นำไปเปรียบเทียบกับผลการเรียนภายหลงั การเข้าร่วมกิจกรรม การเรียนตามแผนการเรียนรู้แล้ว ว่าเกิดพัฒนาการหรือเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นหรือไม่เพยี งไร ซึ่งจะทำให้ ทราบถึงศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนและประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียน ซึ่งจะใช้เป็น ประโยชนใ์ นการสนองตอบการเรยี นรู้ของผูเ้ รียนแต่ละคนแต่ละกลมุ่ ต่อไป แต่ประโยชนท์ ี่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ของการประเมนิ ผลก่อนเรียน ก็คือผู้สอนสามารถนำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมลู ในการจดั เตรียม วิธีการ จัดกิจกรรมการเรยี นใหส้ อดคลอ้ งกับความรู้เดิมของผู้เรียนวา่ ต้องจัดอยา่ งเข้มข้นหรือมากนอ้ ยเพียงไร จึง จะทำให้แผนการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการต่าง ๆ ตาม ตัวชว้ี ัดด้วยกนั ทกุ คน ในขณะที่ไมท่ ำให้ผูเ้ รยี นมพี ื้นความรู้เดิมอยู่แลว้ เกิดความรสู้ กึ เบอื่ หนา่ ย และเสียเวลา เรียนในสิ่งที่ตนรู้แล้ว การประเมินความรอบรู้กอ่ นเรียนมีขั้นตอนการปฏิบัติเหมือนกับการประเมินความ พรอ้ มและพื้นฐานของผเู้ รียนตา่ งกนั เฉพาะความรู้ ทักษะทจ่ี ะประเมนิ เทา่ น้นั
หลักสูตรโรงเรียนบ้านเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน 2551 264 .ิ การประเมินระหว่างเรียนเป็นการประเมินที่มุ่งตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรียนว่าบรร ลุ จุดประสงค์การเรยี นรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูไดว้ างแผนไว้หรือไม่ เพื่อนำสารสนเทศที่ไดจ้ ากการ ประเมนิ ไปสกู่ ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขข้อบกพรอ่ งของผู้เรียน และส่งเสรมิ ผเู้ รียนใหม้ ีความร้คู วามสามารถและเกิด พฒั นาการสูงสดุ ตามศักยภาพ การประเมนิ ผลระหว่างเรยี นมแี นวทางในการปฏบิ ัตติ ามขนั้ ตอน ดังน้ี .ผ ิ ผ ผู้สอนจดั ทำแผนการเรียนรู้ กำหนด แนวทางการประเมินผลให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด ซึ่งในแผนการเรียนรู้จะระบุภาระงานที่จะทำให้ผู้เรียน บรรลตุ ามตวั ชีว้ ดั อยา่ งเหมาะสม .ิ ิค ิ ำ ผ ฏิ ิ ท้งั นว้ี ิธกี ารประเมินทเี่ หมาะสมอย่างยง่ิ สำหรบั การประเมินระหว่างเรียน ไดแ้ ก่ การประเมินจากสง่ิ ที่ผู้เรียน ไดแ้ สดงให้เห็นวา่ มคี วามรู้ ทกั ษะ และความสามารถ ตลอดจนมีคุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงคอ์ นั เปน็ ผลจากการ เรียนรู้ ตามที่ผู้สอนได้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้วิธีการประเมินที่ผู้สอนสามารถเลือกใช้ในการประเมิน ระหว่างเรยี น มดี งั นี้ )ิ คค ไดแ้ ก่ (1) การถามตอบระหวา่ งทำกิจกรรมการเรยี น (2) การพบปะสนทนาพดู คยุ กับผเู้ รยี น (3) การพบปะสนทนาพูดคุยกับผเู้ กยี่ วข้องกบั ผเู้ รยี น (4) การสอบปากเปลา่ เพอื่ ประเมินความรู้ ความเข้าใจ และทศั นคติ (5) การอ่านบนั ทึกเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ของผู้เรยี น (6) การตรวจแบบฝกึ หดั และการบา้ น พรอ้ มใหข้ ้อมลู ป้อนกลับ ิ ฏิ ิ (Performance Assessment) เป็นวิธกี ารประเมินงานหรอื กิจกรรมท่ีผู้สอนมอบหมายให้ผ้เู รยี นปฏบิ ตั เิ พือ่ ให้ไดข้ ้อมูลสารสนเทศ ว่าผ้เู รยี นเกดิ การเรยี นรมู้ ากนอ้ ยเพยี งใด การประเมนิ การปฏบิ ัติผ้สู อนตอ้ งเตรียมการในสิ่งสำคญั 2 ประการ คือ (1) ภาระงานหรือกิจกรรมที่จะให้ผ้เู รยี นปฏิบัติ (Tasks) (2) เกณฑก์ ารให้คะแนน (Rubrics) วธิ ีการประเมนิ การปฏิบตั จิ ะเปน็ ไปตามลักษณะงาน ดังนี้ ก. ภาระงานหรอื กจิ กรรมท่ีผู้สอนกำหนดให้ผู้เรียนทำเปน็ รายบุคคล/กลุ่ม จะประเมิน วธิ ีการทำงานตามข้ันตอนและผลงานของผเู้ รยี น
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นเชียงดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน 2551 265 ข. ภาระงานหรือกิจกรรมที่ผู้เรียนปฏิบัติเป็นปกติในชีวิตประจำวันจะประเมินด้วย วธิ ีการสังเกต จดบนั ทกึ เหตุการณเ์ กีย่ วกับผูเ้ รยี น ค. การสาธิต ได้แก่ การให้ผู้เรียนแสดงหรอื ปฏิบัตกิ ิจกรรมตามที่กำหนด เช่น การใช้ เครื่องมือปฏิบัติงาน การทำกายบริหาร การเล่นดนตรี จะประเมินวิธีการและขั้นตอนในการสาธิตของ ผู้เรยี นดว้ ยวธิ กี ารสงั เกต ง. การทำโครงงาน การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กำหนดให้ ผู้สอนต้องมอบหมายให้ผู้เรียนได้ปฏบิ ัติโครงงานอย่างน้อย 1 โครงงานในทุกช่วงชั้น ดังนั้นผู้สอนจึงต้อง กำหนดภาระงานในลักษณะของโครงงานให้ผ้เู รียนปฏิบตั ใิ นรปู แบบหน่ึง ใน 4 รูปแบบต่อไปน้ี (1) โครงงานสำรวจ (2) โครงงานสง่ิ ประดษิ ฐ์ (3) โครงงานแกป้ ัญหาหรอื การทดลองศกึ ษาค้นคว้า (4) โครงงานอาชีพ ิ ิ ผ ค ใชก้ ารประเมนิ 3 ระยะ คือ 1) ระยะกอ่ นทำโครงงาน โดยประเมินความพรอ้ มด้านการเตรยี มการ และความเปน็ ไป ไดใ้ นการปฏบิ ัตงิ าน 2) ระยะทำโครงงาน โดยประเมนิ การปฏบิ ตั จิ รงิ ตามแผน วิธีการและข้นั ตอนกำหนดไว้ และการปรบั ปรงุ งานระหวา่ งปฏิบตั ิงาน 3) ระยะสิ้นสุดการทำโครงงาน โดยประเมินผลงานและวิธีการนำเสนอผลการดำเนนิ โครงงาน การกำหนดให้ผเู้ รยี นทำโครงงาน สามารถทำได้ 3 แบบ คอื 1) โครงงานรายบุคคล เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกปฏิบัติงานตามความสามารถ ความถนดั และความสนใจ 2) โครงงานกลุ่ม เป็นการทำโครงงานขนาดใหญ่และซับซ้อนต้องให้ผู้เรียนที่มี ความสามารถตา่ งกนั หลายดา้ นช่วยกันทำ การประเมินโครงงานควรเน้นการประเมนิ กระบวนการกลมุ่ 3) โครงงานผสมระหว่างรายบุคคลกับกลุ่ม เป็นโครงงานที่ผู้เรียนทำร่วมกัน แต่เมื่อ เสรจ็ งานแล้วให้แตล่ ะคนรายงานผลดว้ ยตนเอง โดยไมต่ ้องได้รับการชว่ ยเหลือจากสมาชกิ ในกล่มุ ในการประเมินการปฏิบัติงานดงั กล่าวมาข้างตน้ ผู้สอนจำเป็นต้องสรา้ งเครื่องมือเพ่ือ ใช้ประกอบการประเมินการปฏบิ ตั ิ เชน่
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นเชียงดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน 2551 266 - แบบวัดภาคปฏบิ ตั ิ - แบบสังเกตพฤติกรรม - แบบตรวจสอบรายการ - เกณฑ์การใหค้ ะแนน (Rubrics) เปน็ ตน้ ิ ิ (Authentic Assessment) การประเมินสภาพจริง เป็นการประเมินจากการปฏบิ ัติงานหรือกิจกรรมอย่างใดอยา่ งหนึง่ โดย งานหรือกิจกรรมที่มอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติจะเป็นงาน หรือสถานการณ์ที่เป็นจริง (Real life) หรือ ใกล้เคียงกับชีวิตจริง จึงเป็นงานที่มีสถานการณ์ซับซ้อน (Complexity) และเป็นองค์รวม (Holistic) มากกวา่ งานปฏบิ ตั ิในกิจกรรมการเรยี นท่ัวไป วิธกี ารประเมินสภาพจรงิ ไม่มคี วามแตกต่างจากการปฏบิ ัติ (Performance Assessment) เพยี งแต่อาจมีความยุ่งยากในการประเมนิ มากกวา่ เนอื่ งจากเป็นสถานการณ์จรงิ หรอื ตอ้ งจัดสถานการณ์ให้ ใกล้จริง แต่จะเกิดประโยชน์กับผู้เรียนมาก เพราะจะทำให้ทราบความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนว่า มี จดุ เดน่ และข้อบกพร่องในเร่อื งใด อันจะนำไปส่กู ารแก้ไขทต่ี รงประเด็นทส่ี ดุ ิ ฟ้ (Portfolio Assessment) การประเมนิ ด้วยแฟ้มสะสมงาน เปน็ วิธกี ารประเมินที่ชว่ ยสง่ เสริมใหก้ ารประเมินตามสภาพจริงมี ความสมบูรณ์สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของผู้เรียนมากขึ้น โดยการให้ผู้เรียนได้เก็บรวบรวม (Collect) ผลงานจากการปฏิบัติจรงิ ทงั้ ในชัน้ เรยี นหรอื ในชวี ิตจรงิ ท่ีเก่ียวข้องกับการเรยี นรู้ตามสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ มาจัดแสดงอย่างเป็นระบบ (Organized) โดยมีจุดประสงค์เพื่อสะท้อนให้เห็น (Reflect) ความพยายาม เจตคติ แรงจูงใจพฒั นาการ และความสัมฤทธิ์ผล (Achievement) ของการเรยี นรู้ของผู้เรียน การวางแผน ดำเนนิ งาน การประเมนิ ด้วยแฟ้มผลงานที่สมบรู ณ์จะชว่ ยให้ผู้สอนสามารถประเมนิ จากแฟม้ สะสมงานแทน การประเมินจากการปฏิบตั ิจรงิ การประเมินดว้ ยแฟม้ สะสมงานมีแนวทางในการดำเนินงานดงั นี้ 1) กำหนดโครงสร้างของแฟ้มสะสมงานจากวัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมงานว่า ต้องการสะท้อนสิ่งใดเกี่ยวกับความสามารถและพฒั นาการของผู้เรียน ทั้งนี้อาจพิจารณาจากตัวชี้วัดตาม สาระการเรยี นรู้ทส่ี ะทอ้ นได้จากการให้ผู้เรียนจัดทำแฟม้ สะสมงาน 2) กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมผลงานใหส้ อดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมงาน เพ่ือให้ผเู้ รียนได้ทำแฟม้ สะสมงาน
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน 2551 267 3) กำหนดใหว้ ิธกี ารประเมนิ งานเพื่อพฒั นาชน้ิ งาน ซ่ึงส่งผลถงึ การพัฒนาผเู้ รยี นให้มี ความสามารถสงู สุด ทั้งน้คี รคู วรจัดทำเกณฑก์ ารให้คะแนน (Rubrics) สำหรับให้ผูเ้ รียนนำไปใช้เป็นข้อชี้นำ ในการพัฒนางาน 4) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนางาน โดยมีส่วนร่วมในการประเมินจากทุก ฝา่ ย แลว้ นำข้อมลู ท่ีสอดคล้องกนั ไปเปน็ สารสนเทศหลกั ในการใหข้ อ้ มูลป้อนกลับ (Feedback) สำหรับให้ ผูเ้ รียนใช้ในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง 5) จัดให้มีการนำเสนอผลงานที่ได้สะสมไว้ โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม ซึ่งผู้สอนและ ผูเ้ รียนควรวางแผนร่วมกันในการคัดเลือกช้นิ งานท่ีดีท่ีสุด ทัง้ นีก้ ารนำเสนอช้ินงานแต่ละชิ้นควรมีหลักฐาน การพัฒนางานและการประเมินผลงานด้วยตนเอง เกณฑ์การประเมินผลงานประกอบไว้ด้วย ในการใช้ วธิ ีการประเมนิ โดยแฟ้มสะสมงาน ผสู้ อนควรคำนงึ ดว้ ยว่าแฟม้ สะสมงานมีหลายประเภท การเลือกใช้แฟ้ม สะสมงานประเภทใด ควรคำนึงถึงรูปแบบและแนวทางในการพัฒนาแฟ้มสะสมงานให้เหมาะสม เพื่อให้ แฟม้ สะสมงานชว่ ยพัฒนาความคิดสร้างสรรคข์ องผู้เรียนด้วย .ำ ิ ิผ ค ี การประเมินระหว่างเรียนมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อมุ่งนำสารสนเทศ มาพัฒนาผู้เรียนและปรับปรุง กระบวนการจัดการเรียนของผู้เรียน การประเมินระหว่างเรียนที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง เข้มงวด และ จริงจัง จะให้ผลการประเมินที่สะท้อนภาพความสำเร็จ และศักยภาพของผู้เรียนได้ถูกต้อง สมบูรณ์ และ น่าเชื่อถือ ค ำ ค ำคญ ิ ิค ี ทั้งนี้โดยคำนึงถึงธรรมชาติของรายวิชาและตัวชี้วัดเป็นสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามในการประเมินเพ่ือตดั สินผลการเรียนรายวิชาปลายภาคเรียนหรือปลายปี ต้องนำผลการ ประเมินระหว่างเรียนไปใช้ในการตัดสนิ ผลการเรียนดว้ ย ทั้งนี้ให้เปน็ ไปตามสดั ส่วนและแนวดำเนินการใน ระเบียบทส่ี ถานศกึ ษาผกู้ ำหนด .4 ำ ผ ผู้สอนต้องจัดทำเอกสารบันทึกข้อมูล สารสนเทศเกี่ยวกับการประเมินผลระหว่างเรียนอย่างเป็นระบบชัดเจน เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการ ปรบั ปรุง แก้ไข ส่งเสรมิ ผ้เู รยี น ใชเ้ ปน็ หลกั ฐานสำหรับการสื่อสารกบั ผเู้ กยี่ วข้องและใชเ้ ปน็ หลักฐานสำหรับ ตรวจสอบการปฏิบตั งิ านของผู้สอน ซง่ึ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความโปร่งใสและความยุตธิ รรมในการประเมิน ท้ังนี้ ใหเ้ ปน็ ไปตามระเบียบทส่ี ถานศกึ ษากำหนด ิ ไดแ้ ก่ 1) วธิ กี ารและเครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บขอ้ มลู 2) ขอ้ มูลเกย่ี วกับความสามารถของผู้เรียนตามวธิ ีการประเมิน เชน่ บันทึกการสังเกต พฤติกรรม บันทึกคะแนนจากผลการประเมินชิ้นงาน บันทึกคะแนนการประเมินโครงงาน บันทึกเกี่ยวกบั การประเมินแฟม้ สะสมงาน เป็นตน้
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน 2551 268 . ิผ การประเมินเพอ่ื สรุปผลการเรียนเป็นการประเมนิ เพ่ือมุ่งตรวจสอบความสำเร็จของผู้เรียน เม่อื ผ่านการเรยี นรใู้ นชว่ งเวลาหน่งึ หรอื สนิ้ สุดการเรียนรายวิชาปลายปี / ปลายภาคประกอบด้วย .ิ เป็นการประเมินผู้เรียนในเรื่องที่ได้เรียนจบแล้ว เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ตามตัวชี้วัดที่คาดหวังหรือไม่ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผลการประเมินก่อนเรียนว่าผู้เรียนเกิด พัฒนาการขึ้นมากน้อยเพียงไร ทำให้สามารถประเมินได้ว่าผู้เรียนมีศักยภาพในการเรียนรู้เพียงไร และ กิจกรรมการเรียนที่จดั ขึ้นมีประสิทธิภาพในการพัฒนาผู้เรียนอย่างไร ข้อมูลจากการประเมินภายหลังการ เรียน สามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ดม้ ากมาย ไดแ้ ก่ 1) ปรับปรุงแก้ไขซ่อมเสริมผู้เรียนให้บรรลุตัวชีว้ ดั หรือจุดประสงค์ของการ เรยี น 2) ปรับปรุงแก้ไขวิธีเรียนของผเู้ รยี นใหม้ ีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ข้นึ 3) ปรับปรงุ แกไ้ ขและพัฒนาการจดั กจิ กรรมการเรยี น การประเมนิ หลังเรียนนี้ ถา้ จะใหส้ อดคล้องกับการประเมินกอ่ นเรียนเพอื่ การเปรียบเทียบพัฒนาการของผู้เรียนสำหรบั การวิจัยในชัน้ เรียน ควรใช้วิธีการและเครื่องมือประเมินชุด เดยี วกันหรือคขู่ นานกัน . ิผ ค เป็นการประเมินผลเพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในการเรียนรายวิชาต่างๆ ตามตัวชี้วัด การประเมินผลนี้นอกจากจะมีจุดประสงค์เพื่อการสรุปตัดสินความสำเร็จของผู้เรียน ในแต่ละรายวิชา รายภาค เป็นสำคัญแล้ว ยังใช้เปน็ ข้อมูลสำหรับปรบั ปรุงแก้ไข ซ่อมเสริมผู้เรยี นทีไ่ มผ่ ่าน การประเมินตัวชี้วัดของแต่ละรายวิชา ให้เกิดพัฒนาการและมีผลการเรียนตามตัวชี้วัดอย่างครบถ้วน สมบูรณด์ ้วย การประเมินผลการเรียนปลายภาค สามารถใช้วิธีการและเครื่องมือการประเมินได้ อย่างหลากหลาย ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด เนื้อหาสาระ กิจกรรมและช่วงเวลาในการประเมิน อย่างไรกด็ ี เพอื่ ให้การประเมินผลการเรียนดงั กล่าวมีสว่ นท่ีเก่ยี วข้องสัมพนั ธ์และสนับสนนุ การเรียนการสอน จึงให้นำ ผลการประเมินผลระหว่างเรียนไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินผลการเรียนปลายภาค โดยสัดส่วนการ ประเมนิ ผลระหวา่ งเรยี นมากกว่าการประเมินผลปลายภาคเรียน
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 269 ิ ฏิ ิ ิผ 8 การดำเนนิ การประเมินผลตามกลมุ่ สาระการเรียนรู้ 8 กลมุ่ โรงเรยี นไดก้ ำหนดวิธีการปฏิบตั ดิ ังน้ี คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการร่วมกันกำหนดหลักการประเมินผล 8 กลุ่มสาระ ดังนี้ 1. ทุกกลมุ่ สาระให้มีการประเมินผลทกุ รายวิชาให้ครอบคลุมท้ังด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคณุ ลักษณะ โดยมกี ารประเมินผลดังนี้ 1.1 การประเมินผลกอ่ นเรียน 1.1.1 ประเมินผลก่อนเรยี นเพื่อตรวจสอบความพร้อมและพื้นฐานของผู้เรียนและจดั กิจกรรมซอ่ มเสรมิ เพอ่ื ใหม้ คี วามรู้พน้ื ฐานเพยี งพอทีจ่ ะเรยี น 1.1.2 ประเมินกอ่ นเรียนเพือ่ ตรวจสอบความรอบรู้ในเนื้อหา และทักษะทีจ่ ะเริ่มเรียน เพอ่ื เป็นขอ้ มลู เปรียบเทยี บผลการเรียนหลงั เรยี น แสดงการพฒั นาการของผเู้ รยี น 1.1.3 การประเมินผลระหว่างเรียน ให้มกี ารประเมินผลเป็นระยะ ๆ และสอดคลอ้ งกับ ตัวชี้วัด โดยใช้การประเมินผลตามสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลายทั้งวิธีการวัด เครื่องมือ และ แหล่งข้อมูล เพื่อมุ่งตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรียน และนำผลการประเมินไปปรับปรุงแก้ไขจนผู้เรียน สามารถบรรลุตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ โดยใช้วิธีการที่หลากหลายเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละ บุคคล ในกรณีทีผ่ ู้เรยี นตอ้ งการพัฒนาปรบั ปรุงผลการเรยี นให้สงู ข้นึ ใหผ้ ้สู อนเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นได้พัฒนา ปรับปรุงแก้ไขผลงาน / ชนิ้ งานตนเองจนเต็มศักยภาพของผู้เรียนภายในเวลาทีก่ ำหนดให้ 1.1.4 การประเมินรายภาค ในการประเมินผลปลายภาคสามารถประเมินจากการ ปฏบิ ัติ การส่อื สาร เช่น การสมั ภาษณ์จากผลงาน / ชน้ิ งาน โครงงานหรอื แบบทดสอบ ทงั้ น้ีใหส้ อดคลอ้ งกบั ตวั ชี้วดั 2. การกำหนดสดั สว่ นระหวา่ งเรียนกับการประเมนิ ปลายภาค ให้กลุ่มสาระการเรียนรู้แต่ละกลุ่ม รว่ มกันกำหนดตามหลักการทค่ี ณะกรรมการการบรหิ ารหลักสตู รและวิชาการดังน้ี 2.1 การประเมินผลระหว่างเรียน ให้มีการประเมนิ ผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของการ ประเมนิ ผลทั้งหมด ยกเว้นกลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะ กล่มุ สาระสุขศึกษาและพลศกึ ษา และกลุ่มสาระการ เรียนร้กู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี ให้มกี ารประเมนิ ผลไมน่ ้อยกว่ารอ้ ยละ 70 2.2 การประเมินผลระหว่างเรียนและการประเมินผลปลายภาค ให้มีการประเมินทั้ง ด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะ 2.3 ในรายวิชาเดียวกันให้มีการกำหนดสัดส่วนระหว่างเรียนกับปลายภาค และ วางแผนประเมินผลตลอดภาคเรียนร่วมกนั 2.4 ในกรณีที่มีการประเมินผลด้วยแบบทดสอบ ให้มีการประเมินโดยใช้วิธีการให้ ผูเ้ รียนตอบแบบทดสอบอัตนัย โดยมีการใหค้ ะแนนคดิ เปน็ ร้อยละ 50 ของการทดสอบครั้งน้ัน
หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน 2551 270 3. การจดั ทำเอกสารบันทกึ ข้อมลู สารสนเทศของผู้เรียน ประกอบด้วย 3.1 ผู้สอนแต่ละรายวิชาจัดทำแผนการประเมินผลในรายวิชาของตนเองตลอดภาคเรียน โดยมี หวั ข้อดงั นี้ 1) การประเมนิ ผลก่อนเรียน 2) การประเมนิ ระหว่างเรยี น 3) การประเมินปลายภาค 4) อัตราส่วนน้ำหนักคะแนนระหว่างความรู้ (K) ทักษะกระบวนการ (P) และคุณลกั ษณะ (A) และรายละเอยี ดน้ำหนกั คะแนนของแตล่ ะตัวช้วี ดั พร้อมทั้งระบุวิธกี ารวดั เคร่ืองมือวัด และประเมนิ ผลในแตล่ ะตัวชวี้ ัด 5) กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประกอบด้วย คุณลักษณะตาม ธรรมชาติวิชา และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ของสถานศกึ ษา ทง้ั นี้ให้ใชแ้ บบสรุปผลการประเมินตามแบบ บันทึกทแี่ นบท้ายคูม่ ือน้ี 3.2 จัดทำแบบบันทึกข้อมูลผลการประเมินที่แสดงสารสนเทศของผู้เรียน ทั้งนี้เพื่อใช้เป็น แหล่งข้อมลู ในการปรบั ปรุงแก้ไข ส่งเสริมผู้เรียน และใช้เป็นหลักฐานสำหรับสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้อง และใช้ เป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้สอน ดังนั้นข้อมูลควรแสดงถึงร่องรอยการพัฒนา พรอ้ มระบุขอ้ สังเกตท่เี น้นขอ้ ค้นพบท่ีเปน็ จุดเด่นและจุดดอ้ ยของผู้เรียนเป็นรายบคุ คล ท้ังระหวา่ งเรียนและ ปลายภาค 3.3 จัดทำแบบบันทึกการประเมินความสามารถในการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขียน เพื่อแสดง ร่องรอยหลักฐานการพฒั นาความสามารถในการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขยี น และสรุปผลการประเมินตาม แบบสรปุ ผลการประเมินแนบทา้ ยคู่มอื นี้ 3.4 จัดทำแบบบันทึกการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อแสดงร่องรอยหลักฐานการ พฒั นาคุณลักษณะผ้เู รยี น และสรุปผลการประเมนิ ตามแบบสรุปผลการประเมนิ แนบท้ายค่มู อื นี้ 3.5 นำผลการประเมินจากขอ้ 3.2, 3.3 และ 3.4 มาสรปุ และบนั ทกึ ลงในแบบ ปพ.5 4. การตัดสนิ ผลการเรียนกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ 8 กล่มุ 4.1 การตัดสินผลการเรียนให้นำผลการประเมินระหว่างเรียนรวมกับผลการประเมิน ปลายภาค โดยใชเ้ กณฑ์ดงั น้ี
หลักสูตรโรงเรียนบ้านเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน 2551 271 ค ผ ผ 4 ค็ ค 3.5 80 - 100 ผลการเรยี นดเี ยี่ยม 3 75 - 79 ผลการเรียนดีมาก 2.5 70 - 74 ผลการเรียนดี 2 65 - 69 ผลการเรยี นค่อนขา้ งดี 1.5 60 - 64 ผลการเรียนน่าพอใจ 1 55 - 59 ผลการเรยี นพอใช้ 0 50 - 54 ผลการเรยี นผ่านเกณฑ์ขั้นตำ่ ทก่ี ำหนด 0 - 49 ผลการเรยี นตำ่ กวา่ เกณฑ์ข้ันต่ำทก่ี ำหนด คผ ิ ผ ำิ (1) ส่งผลการตัดสนิ ให้อนกุ รรมการกลุ่มสาระพิจารณาใหก้ ารเห็นชอบ / แก้ไข แล้วส่ง ใหค้ ณะกรรมการบรหิ ารหลักสตู รและวิชาการพิจารณาเห็นชอบ เพื่อนำเสนอผ้บู รหิ ารสถานศึกษาอนุมัติผล การเรียน (2) สง่ ผลการเรยี นให้ ครทู ่ปี รกึ ษากรอกผลการเรยี นลงในแบบ ปพ.6 และนายทะเบยี น วัดผลกรอกในแบบ ปพ.1 5. การให้ผลการเรยี น “ร” 5.1 การให้ผลการเรียน “ร” หมายถงึ ผูเ้ รยี นทมี่ ีลกั ษณะดงั น้ี 1) ผเู้ รยี นไม่ได้รับการประเมนิ หรอื ประเมนิ แล้วไม่ผา่ นเกณฑ์ระหวา่ งเรียน 2) ผู้เรยี นไมไ่ ดร้ ับการประเมินปลายภาค 5.2 วิธีการให้ผลการเรียน “ร” เมื่อผู้สอนพบว่าผู้เรียนไม่ได้เข้ารับการประเมินผล ระหว่างเรยี นหรือปลายภาค ใหผ้ ู้สอนรายงานพรอ้ มหลกั ฐานประกอบการพจิ ารณาเสนอผ้บู ริหารเพอื่ อนุมัติ ผลการเรยี น “ร” แล้วประกาศผลใหน้ กั เรียนทราบ 6. การให้ผลการเรียน “มส” 6.1 การให้ผลการเรียน “มส” หมายถงึ ผเู้ รยี นมีเวลาเรียนไมถ่ งึ ร้อยละ 80 ของเวลาทง้ั หมด 6.2 วิธีการให้ผลการเรียน “มส” ให้ผู้สอนรายงานพร้อมแนบเวลาเรียนของผู้เรียน เสนอผบู้ รหิ ารเพ่อื อนุมตั ิผลการเรยี น “มส” กอ่ นประเมนิ ผลปลายภาค 2 สปั ดาห์ 7. การแก้ไข “0”
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน 2551 272 7.1 ผ้เู รียนนำใบแจง้ ความจำนงการแกไ้ ข “0” พบครูผู้สอนประจำวชิ า 7.2 ผสู้ อนดำเนินการพัฒนาผ้เู รยี นในผลการเรียนรู้ทีไ่ ม่ผ่านเกณฑ์ จนผ้เู รียนสามารถ บรรลผุ ลตามเกณฑ์ท่กี ำหนดไว้ โดยให้ผลการเรยี นไม่เกนิ “1” 7.3 ผู้สอนรวบรวมและสรุปผลการแก้ไข “0” ไปยังงานวัดผลของโรงเรียนเพื่อเสนอ ตอ่ ผ้บู ริหารอนุมตั ิ และแจง้ ผเู้ กยี่ วข้อง 8. การแกไ้ ข “ร” 8.1 ผู้เรยี นนำใบแจง้ ความจำนงการแก้ไข “ร” พบครผู ู้สอนประจำวชิ า 8.2 ผู้สอนดำเนินการตามสาเหตุของผลการเรียน “ร” นั้น ๆ โดยให้ผลการเรียนตาม เกณฑ์ ข้อ 4 8.3 ผู้สอนรวบรวมและสรุปผลการแก้ไข “ร” ไปยังงานวัดผลของโรงเรียนผ่านคณะ กรรมการบริหารหลักสตู รและวิชาการเห็นชอบ เพือ่ เสนอต่อผบู้ ริหารอนมุ ตั ิ แลว้ แจง้ ผู้เกี่ยวข้อง 9. การแกไ้ ข “มส” 9.1 ผูเ้ รียนนำใบแจง้ ความจำนงไปพบครูผ้สู อนประจำวิชา 9.2 ผูส้ อนพจิ ารณาว่าผู้เรียนมขี ้อบกพร่องอะไร ใหด้ ำเนินการพฒั นาแกไ้ ขในสิ่งน้ันจน บรรลเุ กณฑข์ ้ันตำ่ ท่กี ำหนดไว้ โดยใหผ้ ลการเรยี นไม่เกนิ “1” 9.3 ผู้สอนรวบรวมและสรุปผลการแก้ไข “มส” ส่งงานวัดผลของโรงเรียนผ่านคณะ กรรมการบริหารหลักสตู รและวชิ าการเห็นชอบ เพอ่ื เสนอผบู้ ริหารอนุมตั ิ แล้วแจ้งผู้เกี่ยวข้อง 10. การแก้ไข “0” “ร” แล “มส” ให้ดำเนินการแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์ หลังจาก ไดร้ บั แจ้งประกาศของงานวัดผลโรงเรยี น ิิ ฒผ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นกิจกรรมที่สถานศึกษาได้ให้ผู้เรียนในทุกระดับช้ันการศึกษาไดพ้ ัฒนา ความสามารถของตนเองตามความถนัดและความสนใจให้เตม็ ศกั ยภาพ โดยมุ่งเนน้ การพฒั นาองค์รวมของ ความเป็นมนุษย์ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของ สถานศึกษา มีการดำเนินการอย่างมีเป้าหมายชัดเจน มีรูปแบบ และวิธีการที่ครูที่ปรึกษากิจกรรมและ ผู้เรียนร่วมกันกำหนด ผู้เรียนต้องผ่านเกณฑ์การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่สถานศึกษากำหนด จงึ จะผ่านเกณฑ์การประเมินระดบั ช้นั
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน 2551 273 . ณ ิ ฒ ผ แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คอื 1.1 กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของผู้เรียนให้ เหมาะสมตามความแตกต่างระหวา่ งบุคคล สามารถค้นพบและพฒั นาศกั ยภาพของตนเสรมิ สร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรูใ้ นเชิงพหุปัญญา และการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ซึ่งครูทุกคนตอ้ งทำหนา้ ที่ แนะแนวใหค้ ำปรกึ ษาด้านชวี ติ การศกึ ษาตอ่ และการพฒั นาตนเองสโู่ ลกอาชีพและการมีงานทำ 1.2 กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจร ตั้งแต่ศึกษาวิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน และปรับปรุงการทำงาน โดยเน้นการทำงาน ร่วมกันอย่างเป็นกลุ่ม ได้แก่ โครงงาน กิจกรรมตามความสนใจชุมนมุ วชิ าการ กิจกรรมพัฒนานิสัยรกั การ อ่าน การคิด วิเคราะห์ และเขียน กิจกรรมสาธารณประโยชน์ ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และ ผูบ้ ำเพญ็ ประโยชน์ และกจิ กรรมพฒั นาคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของผู้เรยี น 1.3 กจิ กรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกจิ กรรมทส่ี ง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนบำเพ็ญ ตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และท้องถิ่นตามความสนใจในลักษณะอาสาสมัครเพื่อแสดงถึงความ รับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละต่อสังคม มีจิตสาธารณะ เช่น กิจกรรมอาสาพัฒนาต่างๆ กิจกรรม สร้างสรรค์สังคม . ิิ ฒผ ิ 1) ผรู้ บั ผิดชอบกิจกรรมประเมินการปฏิบตั ิกิจกรรมของผู้เรียนตามจุดประสงค์ของแต่ ละกิจกรรม โดยประเมินจากพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมและผลการปฏิบัติกิจกรรมด้วยวิธีการที่ หลากหลายตามสภาพจริง 2) ผ้รู ับผิดชอบกิจกรรมตรวจสอบเวลาเขา้ ร่วมกิจกรรมของผู้เรยี นว่าเปน็ ไปตามเกณฑ์ ท่ีสถานศึกษากำหนดไวห้ รือไม่ 3) ตัดสนิ ใหผ้ เู้ รยี นท่ีผา่ นจุดประสงค์สำคัญของกจิ กรรม มีผลงานช้นิ งานหรือหลักฐาน ประกอบและมีเวลาเขา้ รว่ มกิจกรรมครบตามเกณฑ์ ใหเ้ ปน็ ผู้ผ่านการประเมินผลการร่วมกิจกรรม ผู้เรียนที่ มีผลการประเมินบกพร่องในเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง จะเป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินผลการร่วมกิจกรรม จะต้อง ซอ่ มเสรมิ ขอ้ บกพรอ่ งใหผ้ ่านเกณฑ์ก่อน จึงจะได้รับการตัดสินใหผ้ ่านกิจกรรม
หลกั สตู รโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน 2551 274 . ิิ ฒผ / เป็นการประเมนิ สรปุ ผลการผ่านกิจกรรมตลอดปีการศึกษาของผู้เรียนแตล่ ะคนเพ่ือนำ ผลไปพจิ ารณาตดั สนิ การเล่ือนชัน้ โดยมีข้ันตอนปฏิบัตดิ ังนี้ 3.1 คณะกรรมการที่ได้รบั แต่งตั้งรวบรวมผลการประเมนิ แต่ละกิจกรรมมาตัดสินตาม เกณฑก์ ารตดั สนิ การประเมนิ กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น และรายงานผลตอ่ ผ้ปู กครอง 3.2 คณะกรรมการสรปุ ผลการประเมินกจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รียน ให้คณะกรรมการบรหิ าร หลักสตู รและวชิ าการเพอ่ื พจิ ารณาเหน็ ชอบ 3.3 ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาพิจารณาตดั สนิ อนมุ ตั ผิ ลการประเมนิ รายภาค 3.4 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการ รวบรวมผลการประเมินรายภาค ตัดสนิ ผลการเลอ่ื นชน้ั / จบหลกั สตู ร เสนอผบู้ ริหารอนุมัติ 4. ณฑ์ ิ ผ ิิ ฒผ 4.1 เกณฑ์การตัดสินรายกจิ กรรมพิจารณาจาก 1) เข้าร่วมกิจกรรมไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 80 ของเวลาทัง้ หมด 2) ผูเ้ รยี นมีพฤติกรรมด้านการเรียนรูไ้ มน่ ้อยกว่ารอ้ ยละ 70 3) ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมและผ่านจุดประสงค์สำคัญของแต่ละกิจกรรม กำหนด ทุกขอ้ 4.2 ผ้เู รยี นตอ้ งผา่ นเกณฑ์ ข้อ 4.1 ถือว่าผ่านรายกจิ กรรม 4.3 เกณฑ์การตัดสินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมินผ่านท้ัง กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียนทุกกิจกรรมและกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ถือว่าผ่าน กิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี น 4.4 เกณฑ์การผ่านเลื่อนชั้น / จบหลักสูตร ผู้เรียนต้องได้รับผลการประเมิน ผ ทุกกิจกรรมรายภาค . ซ ิิ ฒผ 5.1 กรณีไม่ผ่านเน่ืองจากเวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่ครบ คณะกรรมการพัฒนาและการ ประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กำหนดกิจกรรมให้ผู้เรียนไปปฏิบัติตามเวลาที่กำหนด ภายใต้การ ควบคมุ ดแู ลของท่ีปรึกษากิจกรรมนัน้ ๆ จนกว่าผเู้ รียนปฏบิ ัติกจิ กรรมนนั้ ได้ อาจารย์ประจำกิจกรรม สรุป รายงานผลการปฏิบัตกิ ิจกรรมใหค้ ณะกรรมการพิจารณาผลการประเมินกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อตัดสิน ผลการผา่ นกจิ กรรมรายภาค
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นเชียงดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน 2551 275 5.2 กรณไี ม่ผา่ นจดุ ประสงค์สำคัญของกิจกรรมให้คณะกรรมการมอบหมายภาระงาน ที่ ผู้เรียนไม่ผ่านไปปฏิบตั ิภายใต้การดแู ลของอาจารยท์ ี่ปรึกษากิจกรรม จนกว่าผู้เรียนจะปฏิบัติตามภาระ งานนั้นได้ ให้ที่ปรึกษาสรุปผลการปฏิบัติส่งให้คณะกรรมการพิจารณาผลการประเมินการซอ่ มเสริม เพ่ือ ตัดสินผลการผา่ นกิจกรรมเปน็ รายภาค 5.3 คณะกรรมการสรุปผลการประเมินทั้งกรณีใน ข้อ 5.1 และ ข้อ 5.2 ส่ง คณะกรรมการบริหารหลกั สตู รและวิชาการ เหน็ ชอบและเสนอผูบ้ รหิ ารอนุมตั ิต่อไป ฒ ิ ผ คณ ณ ค์ . ค ำคญ คณ ณ ค์ ผ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยที่มีการจัดการศึกษาเป็น วธิ ีการหลักท่ีสำคญั ที่สุด การจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ จงึ จำเป็นต้องมีการพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นผู้ที่มีการพัฒนาการทั้งด้านปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม การพัฒนาจิตใจจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตราที่ 23 “การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยต้องเน้นทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการ เรียนรู้ และบรู ณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ” มาตรา 24 วรรค 4 “จดั การเรียนการสอนโดย ผสมผสานสาระความรู้ต่าง ๆ อย่างเป็นสัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และ คณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงคไ์ วใ้ นทุกวิชา ดว้ ยเหตดุ งั กล่าวข้างตน้ หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 จงึ กำหนดไว้ ใน จุดหมายของหลักสูตรเป็นข้อแรก คือ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของ ตนเอง มีวนิ ยั และปฏิบตั ติ นตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาที่ตนนบั ถอื ยึดหลักปรชั ญาของ เศรษฐกิจพอเพียง และกำหนดให้สถานศึกษาได้สร้างหลักสูตรสถานศึกษาด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้เป็น หลักสูตรที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นไปตามความต้องการจำเป็นของ ชุมชนท้องถ่ินของตนอง โดยที่สถานศึกษาจะต้องร่วมกบั ชุมชนกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรยี น ด้าน คุณธรรม จริยธรรมค่านิยมที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความจำเป็นของชุมชน และท้องถ่ิน และกำหนด เป็นเกณฑ์การจบหลักสูตรข้อหนึ่ง ในแต่ละระดับ คือ ผู้เรียนต้องผ่านการประเมินคุณลักษณะอันพึง ประสงคต์ ามเกณฑท์ ี่สถานศกึ ษากำหนด
หลกั สตู รโรงเรียนบ้านเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน 2551 276 . คณ ณ ค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนใหม้ ีคณุ ลักษณะอันพึงประสงคเ์ พ่อื ให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ได้กำหนดให้ สถานศกึ ษาทกุ แห่ง พฒั นาผู้เรียน ดงั น้ี 1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 2. ซ่อื สตั ยส์ จุ รติ 3. มีวินัย 4. ใฝเ่ รียนรู้ 5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง 6. มุ่งม่ันในการทำงาน 7. รกั ความเปน็ ไทย 8. มีจติ สาธารณะ ค คณ ณ ค์ . คณ ณ : ิ ์ ิ ์ ค ิ ์ ิ ์ หมายถึง ลกั ษณะของบคุ คลทแ่ี สดง ออกด้วยกาย วาจาและใจ คณ ณ ิ ์ ิ ์ 2.1.1 มีความจงรกั ดีภักดีในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ 2.1.2 ปฏบิ ัติตนตามหลักธรรมศาสนา . คณ ณ : ซ ์ ิ ค ซ ์ ิ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่แสดงออกด้วย กาย วาจาและใจ คณ ณ ซ ์ ิ 2.2.1 ไม่นำส่งิ ของผอู้ ืน่ มาเป็นของตน 2.2.2 ไมพ่ ดู เทจ็ ทงั้ ต่อหนา้ และลับหลัง
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นเชียงดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน 2551 277 . คณ ณ : ิ ค ิ หมายถึง ลักษณะของบุคคลทีแ่ สดงออกถึงความเอาใจ ใส่ จดจ่อ ตั้งใจ มุ่งมั่นต่อหน้าท่ีการงาน การศึกษาเล่าเรียน และการเป็นอยูข่ องตนเอง และผู้อยู่ในความ ดูแลตลอดจนสังคมอย่างเต็มความสามารถด้วยความผูกพัน เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามความมุ่งหมายใน เวลาท่กี ำหนด ยอมรับผลการกระทำทัง้ ผลดีและผลเสยี ทเ่ี กดิ ข้ึน รวมท้งั ปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ิใหด้ ขี ้ึนดว้ ย คณ ณ ิ 2.3.1 มคี วามพยายามปฏบิ ัติภารกจิ หน้าท่กี ารงาน การศกึ ษา หรอื หนา้ ท่ที ่ี ได้รับมอบหมายอยา่ งเตม็ ความสามารถ 2.3.2 ตรงตอ่ เวลา 2.3.3 ทำงานโดยคำนึงถึงคณุ ภาพของงาน 2.3.4 ดแู ลรักษาสาธารณสมบัติ .4 คณ ณ : ฝ่ ค ฝ่ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่แสดงออกถึงความใฝ่ เรยี น ทใฝร่ ู้ คณ ณ ฝ่ 2.4.1 มกี ารซักถามปญั หาในและนอกบทเรยี นสมำ่ เสมอ 2.4.2 รจู้ กั ใชแ้ หลง่ เรียนรู้ภายในและนอกโรงเรยี นประกอบการเรียนรู้ . คณ ณ : ค หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่แสดงถึงการ ประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้ประหยัดเวลา ทรัพย์ และแรงงาน ทั้งของตนเองและส่วนรวม ตลอดจนวางแผน ออมเพ่ืออนาคต คณ ณ 2.5.1 เลอื กใช้ส่งิ ของที่เหมาะสมกบั สถานภาพของตนและการใช้งาน 2.5.2 ใช้นำ้ ใชไ้ ฟ อยา่ งระมดั ระวงั และเฉพาะส่วนที่จำเปน็ . คณ ณ : ำ ค ำ หมายถึง ความสามารถทางรา่ งกาย ความคดิ จติ ใจ ทีจ่ ะปฏิบตั ิกจิ กรรมต่าง ๆ ใหส้ ำเร็จลุล่วงตามเปา้ หมายท่กี ำหนด ไมย่ ่อท้อต่อปัญหา อุปสรรค
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน 2551 278 คณ ณ ำ 2.6.1 มคี วามเข้มแข็ง พยายามเอาชนะปญั หาอปุ สรรคโดยไม่ย่อท้อ 2.6.2 มีจิตใจหนักแน่น สามารถควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมให้เป็นปกติ เม่อื พบกับปัญหาหรอื สง่ิ ยั่วยุตา่ ง ๆ 2.7 คณ ณ : ค ็ ไ ค ค ็ ไ หมายถงึ ลกั ษณะของบุคคลทแี่ สดงถึงการปฏิบัติตนทั้ง กาย ใจ และความคดิ ทีค่ ำนงึ ถึงความเป็นไทย คณ ณ ค ็ ไ 2.7.1 ใช้สิ่งของทผ่ี ลิตในประเทศ 2.7.2 เขา้ ร่วมกจิ กรรมทเ่ี กีย่ วข้องกบั วฒั นธรรม – ประเพณไี ทยและแตง่ กาย แบบไทย 2.7.3 ใช้ภาษาไทยไดถ้ กู ตอ้ ง 2.8 คณ ณ : ิ ณ ค ิ ณ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่แสดงถึงการใช้วาจา ใจ และกาย ต่อบุคคลอน่ื ด้วยความเมตตา ใหค้ วามชว่ ยเหลือ โดยไมห่ วังสิ่งตอบแทน คณ ณ ิ ณ 2.8.1 รว่ มกิจกรรมการบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ เช่น วดั โบราณสถาน 2.8.2 อาสาปฏิบตั ิกิจกรรมสาธารณประโยชน์ . ณฑ์ ิ คณ ณ ค์ . ณฑ์ ิ 1) เกณฑร์ ะดบั คณุ ภาพ ระดบั คณุ ภาพ การให้ และกรอกคะแนนคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ของแต่ละข้อตามตวั ชว้ี ัด ใหก้ รอกเปน็ ตัวเลข ระดบั 0, 1, 2 และ 3 ซึง่ ตวั เลขมีความหมาย ดงั น้ี ระดบั คณุ ภาพ 3 หมายถงึ ระดับ ดเี ย่ยี ม ระดบั คุณภาพ 2 หมายถึง ระดบั ดี ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ระดบั ผา่ น ระดบั คุณภาพ 0 หมายถึง ระดับ ไมผ่ ่าน
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นเชียงดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน 2551 279 สรปุ คะแนนผลการประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ทัง้ 8 ขอ้ เป็นคะแนนเฉล่ยี และใช้เกณฑ์ พิจารณาสรปุ ผลการประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ อง นกั เรยี นรายบุคคล ดงั น้ี คะแนน 2.5 - 3.0 หมายถงึ ระดบั คณุ ภาพ ดเี ยี่ยม (3) คะแนน 1.5 - 2.4 หมายถึง ระดบั คณุ ภาพ ดี (2) คะแนน 1.0 - 1.4 หมายถึง ระดับคณุ ภาพ ผ่าน (1) คะแนน 0 - 0.9 หมายถึง ระดบั คุณภาพ ไม่ผา่ น (0) 2) เกณฑก์ ารตัดสนิ การผา่ นแต่ละตวั บ่งช้ี ผู้เรียนต้องมีพฤติกรรมตามตัวบง่ ชี้อยูใ่ นระดบั ผ่านขึน้ ไป ถือว่าผ่านแต่ละ ตวั บง่ ชี้ . ณฑ์ ิ คณ ณ ผูเ้ รียนต้องไดร้ บั การประเมนิ อยูใ่ นระดับคณุ ภาพ ผ่านข้นึ ไป ถอื ว่า ผ ฒ ิ คณ ณ ค์ . ผ ฏิ ิ ในการพัฒนาและประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น โรงเรียนกำหนดให้ผู้สอนทุกรายวิชา ผรู้ ับผดิ ชอบงาน / โครงการ / กจิ กรรม และกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียนที่นอกเหนือจากครูผู้สอนรายวิชาตา่ ง ๆ ไดด้ ำเนินการดงั นี้ 1.1 ครูผู้สอนรายวิชาต่าง ๆ ทุกรายวิชา ให้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาของตนโดย สอดแทรกคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษาในคุณลักษณะใดคุณลักษณะหนึ่งที่เหมาะสม และ สอดคลอ้ งกับการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้นนั้ ๆ โดยใหร้ ะบไุ วใ้ นแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ทุกแผน 1.2 ผู้รับผิดชอบงาน / โครงการ / กิจกรรม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทั้งกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมชุมนุมต่าง ๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกเหนือจากรายวิชาต่าง ๆ ให้ดำเนินการจัดกิจกรรมพัฒนา คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ โดยระบุไว้ในแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ 1.3 ผู้รบั ผดิ ชอบทั้ง ขอ้ 1.1 และ 1.2 ดำเนินการพฒั นาพร้อมกบั ประเมนิ ผลและปรับปรุงผเู้ รียน เป็นระยะ ๆ เพื่อแสดงพัฒนาการของผู้เรียน บันทึกร่องรอยหลักฐานการประเมินและปรับปรุงอย่าง ต่อเนือ่ ง เมื่อเสรจ็ สิ้นภาคเรียน / ปลายปี หรือส้ินโครงการ / กิจกรรม ใหม้ กี ารประเมินและสรุปผลบันทึก ลงใน . 5 และระบุ จดุ เดน่ จดุ ด้อย ของผเู้ รยี นแตล่ ะคน ตามเกณฑ์ทีก่ ำหนดไว้ พร้อมแนบข้อมูล บันทึกหลักฐานรอ่ งรอยการประเมนิ และปรับปรุงประกอบส่งให้คณะกรรมการของกลมุ่ สาระการเรียนรู้ของ ตนเอง ไดต้ รวจสอบความถูกตอ้ งสมบรู ณ์
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน 2551 280 1.4 คณะกรรมการแตล่ ะกลุม่ สาระรวบรวมผลการประเมินทั้งหมด และสรุปผลการประเมินลง ในใบ . สง่ คณะกรรมการประเมนิ คุณลกั ษณะของสถานศึกษาท่ีได้รับการแตง่ ตงั้ เพอื่ ดำเนินการ ต่อไป . คณ ิ คณ ณ ค์ ให้มีการประเมินและตดั สินผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนทุกภาคเรียน / ปี โดยสถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินและตัดสินผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ระดับชน้ั ละ 3 – 5 คน ดำเนินการดงั นี้ 2.1 คณะกรรมการทกุ ระดับชั้น ศึกษาและทำความเข้าใจรว่ มกันในเร่ืองของเกณฑ์การประเมนิ ระดบั คณุ ภาพ ตลอดจนแนวทางการประเมินที่สถานศกึ ษากำหนดไว้ 2.2 คณะกรรมการประเมินแต่ละระดับชั้น นำผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์จากผู้ ปฏบิ ตั ใิ น ข้อ 1 มารว่ มกันพิจารณาผลการประเมนิ และขอ้ มลู จากการบันทึกรอ่ งรอยหลกั ฐานที่แนบมาเป็น รายบุคคลเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แล้วตัดสินผลการประเมิน สรุปผลการประเมิน บันทึกลงใน . ระบจุ ดุ เด่นจุดดอ้ ยของผเู้ รยี นเป็นรายบุคคล สง่ คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรและวิชาการเห็นชอบ และเสนอผู้บริหารอนมุ ัตผิ ลการประเมิน 2.3 กรณีที่คณะกรรมการไม่สามารถตัดสินผลการประเมิน เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ ให้คณะกรรมการขอข้อมลู เพิม่ เตมิ จากผูร้ ับผิดชอบ จนสามารถตัดสินผลการประเมนิ ได้ 2.4 นายทะเบียนนำผลการตัดสินมาดำเนินการจัดทำ .4 และหลักฐานการศึกษาอื่นท่ี เกย่ี วข้อง และประกาศใหผ้ เู้ ก่ยี วขอ้ งรบั ทราบตอ่ ไป ิ/ คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรและวิชาการ นำผลการประเมนิ รายภาค / รายปี มาร่วมพิจารณา และตดั สินผลการเลอ่ื นชั้น / จบหลักสตู ร ซ ิ คณ ณ ค์ 1. คณะกรรมการประเมินคุณลักษณะร่วมกันพิจารณาว่า ผู้เรียนมีคุณลักษณะใดที่ต้องพัฒนา ปรับปรุง 2. คณะกรรมการประเมินคุณลกั ษณะกำหนดแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงพรอ้ มระยะเวลาโดย มอบหมาย ให้ท่ปี รกึ ษาในระบบดูแลช่วยเหลอื นักเรยี น ดำเนนิ การตดิ ตามช่วยเหลือแนะนำการปฏบิ ัติงาน ตามแนวทางทีค่ ณะกรรมการกำหนด
หลักสตู รโรงเรียนบ้านเชียงดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน 2551 281 3. กิจกรรม ในการพัฒนาปรับปรุงผเู้ รยี น 3.1 กำหนดภาระงานหรือกจิ กรรมทีส่ อดคล้องกบั ตัวบ่งช้ีของคุณลักษณะที่ต้องพฒั นา ปรบั ปรุง 3.2 ผ้เู รยี นรว่ มกิจกรรมทสี่ อดคล้องกบั คุณลักษณะทต่ี ้องพฒั นาปรับปรงุ ทงั้ ในและ นอกโรงเรยี น 3.3 ผู้เรยี นเสนอโครงงาน / งาน ท่สี อดคลอ้ งกบั คุณลักษณะทต่ี อ้ งพัฒนาปรบั ปรงุ ให้ คณะกรรมการประเมนิ คุณลักษณะเหน็ ชอบ 4. ผู้เรียนปฏบิ ตั ติ ามแนวทางท่ีคณะกรรมการกำหนดหรือเห็นชอบ และรายงานผลการปฏิบัติให้ ทีป่ รกึ ษาในระบบดแู ลทราบเปน็ ระยะ ๆ พร้อมกับมีผู้รับรองผลการปฏิบตั ิโดยท่ีปรึกษาบนั ทกึ ข้อคิดเห็นใน การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมจนเสร็จสิน้ กจิ กรรม 5. ที่ปรึกษาในระบบดูแล บันทึกผลแสดงพัฒนาการคุณลักษณะของผู้เรียนท่ีแสดงร่องรอย หลักฐานการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ รวบรวมผลการปฏิบัติส่งคณะกรรมการประเมินคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ 6. คณะกรรมการประเมนิ คุณลกั ษณะพจิ ารณาร่องรอยหลกั ฐานผลการปฏิบตั ิกิจกรรมเทียบกบั เกณฑ์ที่กำหนด แล้วประเมินและตัดสินผลการซ่อมเสริมคุณลักษณะอันพึงประสงค์สรุปผลเสนอต่อคณะ กรรมการบรหิ ารหลักสูตรและวิชาการเห็นชอบ เพือ่ เสนอตอ่ ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาอนุมัตติ อ่ ไป 7. นายทะเบียนวัดผลดำเนินการจัดทำ .4 และแจ้งแกผ่ ้เู กยี่ วขอ้ งตอ่ ไป 4. ฒ ิค คิ ิ ค ์ คิ ิ ค ์ ำค 1. อ่านและเข้าใจ สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผลเป็นระบบ และเขียนเสนอ ความคิดได้ ตวั บ่งชที้ ่ี 1 เขยี นรายงานเรอ่ื งที่ศกึ ษาคน้ ควา้ ได้ ตวั บง่ ชีท้ ่ี 2 ตอบคำถามจากเรือ่ งทีศ่ ึกษาคน้ คว้าได้ ตวั บ่งชท้ี ่ี 3 เขยี นแสดงความคิดเหน็ จากเรือ่ งท่อี ่านได้ ตัวบง่ ช้ีท่ี 4 เขยี นสรปุ จากเรือ่ งท่ีอ่านได้ 2. นำความรคู้ วามเข้าใจที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการแก้ปญั หา ตดั สินใจ คาดคะเนเร่ืองราวหรือ เหตกุ ารณ์ และสรุปเป็นแนวปฏิบตั ไิ ด้ ตวั บง่ ชท้ี ่ี 1 ทำโครงงาน / รายงานในเร่ืองทสี่ นใจไดต้ ามศักยภาพ ตวั บง่ ชท้ี ่ี 2 นำเสนอโครงงาน / รายงานได้ตามศักยภาพ ตัวบง่ ชี้ที่ 3 เน้ือหาในการทำโครงงาน / รายงานสอดคลอ้ งกบั เร่อื งทีเ่ รยี น
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน 2551 282 ตวั บง่ ช้ที ี่ 4 เขยี นขัน้ ตอนในการปฏิบตั งิ านได้ 3. มีความคดิ สรา้ งสรรค์ และสามารถเขียนถา่ ยทอดความคดิ เพื่อการสื่อสารได้ ตัวบ่งชท้ี ่ี 1 เขียนเรอื่ งราวเชิงสรา้ งสรรคไ์ ดต้ ามศกั ยภาพ ตวั บ่งชี้ที่ 2 เขยี น / วาดภาพจากจนิ ตนาการในเร่ืองทีต่ นสนใจได้ ิิ การประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วเิ คราะห์ และเขียน โรงเรียนจะใช้แนวทางการวดั และ การประเมินจากการปฏิบัติจริงท(Authentic Performance Measurement) จึงกำหนดแนวทางและ วธิ ีการประเมนิ ใหค้ รูผสู้ อนทกุ กลุม่ สาระการเรียนรู้นำไปใช้ในการประเมินดังนี้ .ิ ิ 1.1 ความสามารถจริงของผเู้ รียนในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทางการเรยี นรายวิชาต่าง ๆ ใน สว่ นทเ่ี กี่ยวกับการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขียน โดยการสงั เกตของครู 1.2 มอบหมายให้ผเู้ รยี นไปศกึ ษาคน้ คว้า แล้วเขยี นเป็นรายงาน 1.3 ผลงานเชิงประจักษ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และเขียนที่ รวบรวมและนำเสนอในรูปของแฟ้มสะสมงาน 1.4 การทดสอบโดยใชแ้ บบทดสอบแบบเขยี นตอบ หรือเขียนเรยี งความ 1.5 การเขียนรายงานจากการปฏิบัตโิ ครงงาน . ณฑ์ ิผ : คิ ิ ค ์ 2.1 การใช้กระบวนการอ่านอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ 2.2 การแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ 2.3 ใชก้ ระบวนการเขยี นสอื่ ความอย่างมีประสิทธภิ าพ . ณฑ์ คณ ค คิ ิ ค ์ ณฑ์ คณ : ระบุสาระของเรื่องที่อ่านไดถ้ ูกต้องครบถว้ น ลำดับเร่ืองท่อี า่ นไดถ้ กู ตอ้ ง ระบปุ ระเด็นสำคญั ของเร่ืองที่อ่านไดถ้ กู ตอ้ ง ระบุจดุ มงุ่ หมาย และเจตคติ ของผูเ้ ขยี น ระบสุ าระของเรือ่ งทอ่ี า่ นไดถ้ กู ตอ้ งครบถ้วน ลำดบั เรื่องที่อ่านไดถ้ กู ตอ้ ง ระบปุ ระเดน็ สำคญั ของเรอ่ื งทีอ่ า่ นไดถ้ กู ตอ้ ง ระบุจดุ มุง่ หมาย และเจตคติ ของผูเ้ ขียนไม่ครบถ้วน
หลักสูตรโรงเรียนบ้านเชียงดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน 2551 283 ผ ระบุสาระของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องครบถ้วน ลำดับเรื่องที่อ่านค่อนข้าง ไผ ถูกต้อง ระบุประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ไม่สมบูรณ์ ระบุจุดมุ่งหมาย ณฑ์ คณ และเจตคตขิ องผเู้ ขยี นเพียงเลก็ น้อย ระบสุ าระของเรื่องทอ่ี ่านได้ไมค่ รบถ้วน ลำดบั เรอ่ื งท่ีอา่ นผิดพลาดเล็กนอ้ ย ระบปุ ระเด็นสำคญั ของเรื่องทีอ่ ่านไมถ่ ูกตอ้ ง ไมร่ ะบจุ ดุ มงุ่ หมาย และเจตคติ ของผู้เขียน : คิ ิ ค ์ แสดงความคิดเหน็ ชดั เจน มเี หตุผลระบุข้อมูลสนับสนุนทน่ี ่าเชื่อถอื มี ความคิดท่ีแปลกใหม่ เปน็ ประโยชน์ตอ่ สงั คมโดยส่วนรวม แสดงความคดิ เหน็ ค่อนข้างชัดเจน มีเหตุผลระบขุ ้อมลู สนบั สนุนมีความคดิ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อสังคมโดยสงั คมรอบขา้ งตนเอง ผ แสดงความคดิ เหน็ ท่มี เี หตุผลระบขุ อ้ มลู สนบั สนุนที่พอรับได้มีความคิดท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อตนเอง ไ ผ แสดงความคดิ เห็นมีเหตุผลไมช่ ดั เจน ขาดข้อมลู สนับสนนุ มคี วามคดิ ทยี่ ัง มองไม่เหน็ ประโยชน์ท่ีชดั เจน ณฑ์ คณ : มีจุดประสงค์ในการเขียนชัดเจนได้เนื้อหาสาระ รูปแบบการเขียนถูกต้องมี ข้ันตอนการเขียนชัดเจนงา่ ยต่อการติดตาม ใชไ้ วยากรณ์และสะกดคำถูกตอ้ ง พัฒนาสำนวนภาษาทีส่ อ่ื ความหมายไดช้ ัดเจนกะทดั รัด มีจุดประสงค์ในการเขียนชัดเจนได้เนื้อหาสาระ รูปแบบการเขียนถูกต้องมี ขน้ั ตอนการเขยี นชัดเจนง่ายต่อการตดิ ตาม ใชไ้ วยากรณ์และสะกดคำผิดพลาดไม่ เกนิ 3 แหง่ พฒั นาสำนวนภาษาที่ส่ือความหมายได้ชัดเจน ผ มีจุดประสงค์ในการเขียนชัดเจนและค่อนข้างได้เนื้อหาสาระ รูปแบบการเขียน ถูกต้องมีขั้นตอนการเขียนชัดเจนง่ายต่อการติดตาม ใช้ไวยากรณ์และสะกดคำ ผิดพลาดมากกวา่ 3 แห่ง ขาดการพัฒนาสำนวนภาษาทสี่ อ่ื ความหมายได้ชัดเจน ไ ผ ขาดจุดประสงค์ในการเขียนและเนื้อหาสาระน้อย ใช้ไวยากรณ์และสะกดคำ ผดิ พลาดมาก ขาดการพัฒนาสำนวนภาษาทส่ี ื่อความหมาย
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นเชียงดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 284 4. ผ ิค คิ ิ ค ์ สรปุ คะแนนผลการประเมนิ การอ่าน คดิ วิเคราะห์ และการเขยี น ท้ัง 5 ขอ้ เปน็ คะแนน เฉลี่ย และใช้เกณฑ์พิจารณาสรุปผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และการเขียนของ นักเรียน รายบคุ คล ดงั น้ี คะแนน 2.5 - 3.0 หมายถึง ระดับคณุ ภาพ ดีเยีย่ ม (3) คะแนน 1.5 - 2.4 หมายถึง ระดับคุณภาพ ดี (2) คะแนน 1.0 - 1.4 หมายถงึ ระดับคณุ ภาพ ผา่ น (1) คะแนน 0 - 0.9 หมายถงึ ระดบั คุณภาพ ไม่ผ่าน (0) . ณฑ์ ิ ค คิ ิ ค ์ .ค ผเู้ รยี นมีความสามารถในการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน อยใู่ นระดบั คุณภาพ ผา่ น ขึ้นไปถือว่า ผ ./ ผู้เรียนมคี วามสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียน ผ่านทกุ รายภาค ฒ ิ คิ ิ ค ์ ผ ฏิ ิ คผ 1. แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ร่วมกันกำหนดแนวทางในการพฒั นาความสามารถในการอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขยี น ทส่ี อดคล้องกับธรรมชาตขิ องแต่ละกล่มุ สาระ และสอดคล้องกบั มาตรฐานการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนท่ีสถานศกึ ษากำหนด 2. ผู้สอนทุกรายวิชานำแนวทางท่ีกำหนดไว้ใน ข้อ 1 วางแผนการจัดกิจกรรมและดำเนินการจดั กจิ กรรมการเรยี นรสู้ อดแทรกในการจัดการเรยี นการสอนของตนเอง 3. ผู้สอนทุกรายวิชาดำเนินการประเมินและปรับปรุงความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน เป็นระยะ ๆ เมื่อสิน้ ภาคเรียน / ปลายปี ประเมนิ ผลพร้อมบันทึกร่องรอยหลักฐานในการพัฒนา ปรับปรุง และรวบรวมหลักฐานการประเมินไว้ที่หมวดวิชาเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบการ ปฏบิ ตั งิ านของผู้สอน ซง่ึ จะแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความโปร่งใส และความยุตธิ รรมในการประเมิน 4. บันทึกสรุปผลการประเมินความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ลงใน . แบบสรุปผลการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขยี น
หลักสูตรโรงเรยี นบ้านเชยี งดาว พุทธศกั ราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน 2551 285 5. ผู้สอนในแต่ละกลุ่มสาระร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ของผลการประเมินแต่ละ รายวชิ า แล้วสรปุ ผลการประเมนิ ในระดับกลุม่ สาระลงใน . แบบสรุปผลการอ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขียน ส่งคณะกรรมการประเมนิ การอา่ น คิด วิเคราะห์ และเขียน ในระดับโรงเรยี นตอ่ ไป ผ ผิ ิ ฒ ผ ผิ / ค / ิ 1. วางแผนกำหนดกจิ กรรมพัฒนาความสามารถในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ และเขียนที่สอดคล้อง กบั กิจกรรมในภาระงานทีต่ นเองรบั ผิดชอบ 2. ดำเนินการจดั กิจกรรมพัฒนาตามแผนทีว่ างไว้ และประเมินพฒั นาปรับปรุงผเู้ รียนเปน็ ระยะ ๆ พรอ้ มบนั ทกึ ร่องรอยหลกั ฐาน 3. เมือ่ สน้ิ ภาคเรียน ให้มกี ารประเมินผล และสรปุ ผลการประเมินตามเกณฑท์ สี่ ถานศึกษากำหนด ไว้ พร้อมให้ข้อสังเกตที่เป็นจุดเด่น จุดด้อย ของผู้เรียน บันทึกใน . และรวบรวมหลักฐาน ร่องรอยการพัฒนาปรับปรุงไว้ที่ผู้ปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติ ส่งผลการประเมินให้คณะกรรมการประเมินระดับโรงเรียนต่อไป คณ ิ คิ ิ ค ์ 1. แต่งตั้งคณะกรรมการประเมนิ การอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขียน จำนวน 3 – 5 คน ในแต่ละ ระดบั ชน้ั เป็นรายภาค 2. คณะกรรมการประเมนิ ฯ ศึกษาเกณฑก์ ารประเมิน เพื่อให้เกดิ ความเขา้ ใจตรงกัน 3. นำผลการประเมินการอ่านจากระดับผ้ปู ฏิบตั ิรว่ มกนั ประเมนิ เพื่อตัดสินความสามารถในการ อา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขยี น ตามเกณฑท์ กี่ ำหนดไว้ 4. กรณีที่คณะกรรมการไม่สามารถตดั สินได้ คณะกรรมการขอข้อมูลจากผู้ปฏิบัติเพิ่มเติม หรือ ทดสอบความสามารถซำ้ แล้วจงึ ตดั สนิ ผล 5. คณะกรรมการสรปุ ผลการประเมินเพอื่ เสนอผู้บริหารโรงเรียนอนุมตั ผิ ลการประเมิน 6. นายทะเบียนวัดผลบันทึกลงใน ปพ.1 แล้วแจ้งผลการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และ เขียน ใหอ้ าจารย์ท่ปี รกึ ษาเพอ่ื แจง้ ผ้ปู กครอง
หลักสูตรโรงเรยี นบ้านเชยี งดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน 2551 286 ซิ ิผ ซ ิ คิ ิ ค ์ 1. คณะกรรมการประเมินการอา่ น คิด วเิ คราะห์ และเขียน รว่ มกันพิจารณาวา่ ผ้เู รยี นมีจุดท่ีต้อง พฒั นาปรบั ปรงุ ด้านใด แต่งตงั้ ที่ปรกึ ษาโดยระบบดแู ลช่วยเหลอื นกั เรยี นเปน็ กรรมการดำเนินการซอ่ มเสริม 2. กำหนดภาระงานให้ผ้เู รียนพัฒนา ปรับปรงุ ในดา้ นท่ตี อ้ งพฒั นาปรบั ปรุงโดย 2.1 กรณไี ม่ผ่านการประเมินการอา่ น 2.1.1 คณะกรรมการประเมินกำหนดภาระงานให้นักเรียนอ่าน บันทึกการ อ่านพรอ้ มสง่ เอกสารที่ไดอ้ ่านไม่น้อยกว่า 5 เรื่อง หรือกรรมการกำหนดเรื่อง 5 เรือ่ ง ให้อ่าน ภายในเวลาท่ี กำหนด 2.1.2 คณะกรรมการประเมินผลการอา่ นโดยต้ังประเดน็ คำถามที่สอดคล้อง กบั เกณฑ์การประเมิน ผเู้ รยี นตอบโดยการเขียนตอบหรือตอบปญั หาปากเปลา่ กไ็ ด้ 2.1.3 หรืออยู่ในดลุ ยพินจิ ของคณะกรรมการฯ 2.1.4 คณะกรรมการประเมินตัดสนิ ผลการอา่ นให้ผ่าน และได้ระดับไม่เกิน “ผ่าน” กรณที ซ่ี อ่ มเสรมิ ไม่ผ่านให้คณะกรรมการประเมนิ กำหนดให้ผู้เรียนพัฒนาตามวธิ ีการ ข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.3 จนกวา่ ผูเ้ รยี นจะไดร้ บั การตัดสิน ผ 2.2 กรณีผ้เู รยี นไมผ่ ่านการคดิ วิเคราะห์ 2.2.1 คณะกรรมการประเมินกำหนดภาระงานให้ผเู้ รียนไปฝกึ คิด วิเคราะห์ ในเรือ่ งทีส่ นใจภายใน 1 สปั ดาห์ 2.2.2 คณะกรรมการประเมิน ประเมินการคิด วเคราะห์ โดยตั้งประเด็น คำถามทส่ี อดคลอ้ งกบั เกณฑ์การประเมนิ ผเู้ รียนตอบโดยการเขียนตอบ หรอื ตอบปากเปลา่ 2.2.3 คณะกรรมการประเมินตัดสินผลการคิด วิเคราะห์ โดยให้ผลการ ประเมนิ ไมเ่ กิน “ผา่ น” 2.2.4 ในกรณีทีผ่ ลการประเมนิ ไม่ผ่าน ให้คณะกรรมการประเมินกำหนดให้ ผู้เรียนพฒั นาตามวิธีการใน ขอ้ 2.2.1 – 2.2.3 จนกว่าผ้เู รยี นจะไดร้ ับการตดั สิน ผ 2.3 กรณีท่ีผู้เรียนไมผ่ ่านการประเมินการเขียน 2.3.1 คณะกรรมการประเมิน กำหนดภาระงานใหผ้ ้เู รียนไปฝึกเขียนในเร่ือง ทส่ี นใจภายใน 1 สปั ดาห์ ภายใต้การควบคุมดูแลของครทู ี่ปรกึ ษาในระบบดแู ลช่วยเหลือ 2.3.2 ผู้เรียนส่งผลงานการเขยี นท่ีไดพ้ ัฒนาแล้วแกค่ ณะกรรมการประเมิน 2.3.3 คณะกรรมการประเมินทำการประเมินผลงานการเขียนประกอบการ สมั ภาษณ์นกั เรยี นเกีย่ วกบั กระบวนการพัฒนาการเขียน
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน 2551 287 2.3.4 คณะกรรมการตัดสินผลการเขียนโดยให้ผลการประเมินไม่เกิน “ผา่ น” 2.3.5 ในกรณีที่ผลการประเมินยัง ไ ผ ให้คณะกรรมการประเมิน กำหนดให้ผู้เรียนพฒั นาตามวิธกี าร ข้อ 2.3.1 – 2.3.4 จนกวา่ ผเู้ รียนจะได้รบั การตดั สินผ่าน 3. คณะกรรมการประเมนิ การอ่านตัดสินผลการประเมินการอ่าน ส่งผลการประเมิน เสนอคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการของสถานศึกษาให้ความเห็นชอบ และรวบรวมส่งให้ ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาอนุมัติ นายทะเบียนวัดผลบันทึกลง ปพ. 1 และแจ้งผเู้ กี่ยวข้องต่อไป ณฑ์ ิ ณฑ์ ิ ในการตดั สินผลการเรียนของกลุ่มสาระการเรยี นรู้ การอ่าน คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขยี น คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และกิจกรรมพฒั นาผู้เรียนนั้น ผู้สอนต้องคำนงึ ถึงการพฒั นาผูเ้ รียนแตล่ ะคนเปน็ หลัก และ ต้องเก็บขอ้ มลู ของผเู้ รียนทกุ ด้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนอ่ื งในแต่ละภาคเรียนรวมท้งั สอนซอ่ มเสริมผู้เรียน ให้พฒั นาจนเต็มตามศักยภาพ นักเรียนจะต้องผ่านการสอบเลื่อนชั้นโดยมีคะแนนเป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด โดย การสอบเลื่อนช้ันจะทำการทดสอบในระดับชัน้ อนุบาล 3 ไปจนถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (1) ช้ันอนบุ าล 3 ทจี่ ะเลอื่ นชนั้ ขึ้นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ทดสอบวิชาภาษาไทย ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 50 ขน้ึ ไป (2) ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ที่จะเลือ่ นข้นึ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 ทดสอบวิชาภาษาไทย และวชิ าคณิตศาสตร์ ผา่ นเกณฑร์ อ้ ยละ 50 ขนึ้ ไป (3) ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 ทีจ่ ะเลือ่ นขน้ึ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3 ทดสอบวิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 50 ขึ้นไป (4) ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีจะเล่อื นขน้ึ ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ทดสอบวิชาภาษาไทย วิชาคณติ ศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิชาวทิ ยาศาสตร์ ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 50 ขึ้นไป (5) ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 ทจี่ ะเลือ่ นขึน้ ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ทดสอบวิชาภาษาไทย วชิ าคณิตศาสตร์ ภาษาองั กฤษ และวิชาวทิ ยาศาสตร์ ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 50 ข้ึนไป
หลักสูตรโรงเรียนบ้านเชยี งดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน 2551 288 (6) ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 ท่จี ะเลอ่ื นข้ึนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ทดสอบวิชาภาษาไทย วิชาคณติ ศาสตร์ ภาษาองั กฤษ และวิชาวทิ ยาศาสตร์ ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ 50 ขน้ึ ไป 1) ตดั สินผลการเรยี นเปน็ รายวชิ า ผู้เรียนตอ้ งมีเวลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรยี นทงั้ หมดในรายวชิ าน้ัน ๆ 2) ผ้เู รยี นต้องไดร้ บั การประเมินทุกตวั ชวี้ ดั และผา่ นตามเกณฑท์ ีส่ ถานศึกษากำหนด คือ ตัวช้ีวดั ท่ีตอ้ งผา่ น ไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ 60 ของแตล่ ะรายวชิ า 3) ผู้เรยี นต้องไดร้ บั การตัดสินผลการเรยี นทุกรายวิชา 4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ใน การอา่ น คดิ วเิ คราะหแ์ ละเขียน คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี น การพิจารณาเลื่อนชั้นในระดับมัธยมศึกษา ถ้าหากผู้เรียนมีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และ สถานศึกษาพจิ ารณาเห็นวา่ สามารถพฒั นาและสอนซ่อมเสริมได้ ใหอ้ ยูใ่ นดลุ พนิ จิ ของสถานศึกษาท่ีจะผ่อน ผันให้เลื่อนชั้นได้ แต่หากผู้เรียนไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมากและมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรยี นใน ระดับชั้นที่สูงขึน้ สถานศึกษาจะตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซ้ำชัน้ ได้ โดยทั้งนี้จะคำนึงถึงวุฒภิ าวะ และความร้คู วามสามารถของผู้เรียนเป็นสำคัญ ณฑ์ 1. ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐาน จำนวน 80 ชั่วโมง และรายวิชาเพิ่มเติมจำนวน 40 ชั่วโมง และมีผลการประเมนิ รายวชิ าพ้ืนฐานผ่านทกุ รายวิชา 2. ผเู้ รยี นต้องมผี ลการประเมินการอา่ น คิดวิเคราะห์ และเขยี น ระดับ “ผ่าน” ขึน้ ไป 3. ผเู้ รียนมผี ลการประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ระดับ “ผ่าน” ขึน้ ไป 4. ผู้เรียนตอ้ งเข้ารว่ มกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียนและไดร้ ับการตัดสนิ ผลการเรียน “ผ่าน” ทุกกจิ กรรม ณฑ์ 1) ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมไม่เกิน 81 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66 หนว่ ยกติ และรายวิชาเพิม่ เติมตามทส่ี ถานศึกษากำหนด 2) ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิจตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 หน่วยกิต โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66 หน่วยกิต และรายวิชาเพม่ิ เติมไมน่ อ้ ยกวา่ 11 หน่วยกิต 3) ผู้เรียนมีผลการประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ในระดับผ่าน เกณฑ์การประเมิน ตามท่ีสถานศกึ ษากำหนด
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน 2551 289 4) ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี สถานศกึ ษากำหนด 5) ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมินตามท่ี สถานศกึ ษากำหนด ิ ผ ฤ ิ์ ิ (National test) ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เป็นระดับ มาตรฐานระดับชาติ กระทรวงศึกษาธกิ ารได้กำหนดให้มีการประเมินเพ่ือตรวจสอบคุณภาพการศึกษาทุก ระดับช้นั เพ่อื ใหก้ ารดำเนินงานเป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ โรงเรยี นจงึ ไดก้ ำหนดแนวทางปฏิบัตไิ ว้ดังน้ี 1. ผแู้ ทนสถานศึกษาเข้ารับการประชุมชแ้ี จงวิธกี ารดำเนินการทดสอบร่วมกบั สำนกั งานเขตพื้นท่ี 2. จัดส่งรายชื่อคณะกรรมการดำเนินงานประเมินคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วยประธาน กรรมการ คณะกรรมการกลาง กรรมการควบคมุ หอ้ งสอบ คณะกรรมการตรวจคำตอบชนดิ เขียนตอบ และ กรรมการรบั – ส่งขอ้ สอบ สง่ ไปใหส้ ำนักงานเขตพน้ื ท่ีเพ่ือแตง่ ตง้ั 3. คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการประชุมชี้แจงคณะกรรมการดำเนินการประเมิน คณุ ภาพตามคำสงั่ จากข้อ 2 ถงึ วิธีการดำเนินการสอบเพื่อให้เกดิ ความเข้าใจและปฏิบัตไิ ดต้ รงกัน ตามแนว ปฏิบัติในคมู่ อื การประเมินผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนเพ่อื ใหเ้ กดิ ความยตุ ธิ รรม และเป็นไปตามการ ดำเนนิ การสอบแบบทดสอบมาตรฐานอย่างเครง่ ครดั 4. คณะกรรมการกลางจัดพิมพ์รายชื่อพร้อมกำหนดรหัส / เลขที่นักเรียนตามจำนวนนักเรียน / ห้องเรียน ที่กำหนดไว้ในคู่มือ นำไปประกาศไว้หน้าห้องสอบแต่ละห้อง เพื่อให้นักเรียนได้ทราบว่าตนเอง เลขทีเ่ ท่าไร สอบหอ้ งทเี่ ทา่ ใด พรอ้ มติดเลขท่ีของนกั เรียนไวบ้ นโตท๊ ี่นั่งสอบ 5. คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและวิชาการประชุมชี้แจงนกั เรียนให้ตระหนักถึงความสำคญั ของการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติ ทังในด้านส่วนตัว ระดับโรงเรียน ระดับเขต และ ระดบั ชาติ ควรให้ความรว่ มมือ ตั้งใจในการสอบอยา่ งเต็มความสามารถ 6. กรณีที่นักเรียนไม่ได้รบั การประเมนิ ตามวันเวลาที่กำหนด ให้สถานศึกษาแต่งตั้งผู้รับผดิ ชอบ ตดิ ตาม และประสานงานกบั เขตพืน้ ท่ีดำเนนิ การประเมนิ ให้เสร็จส้ินภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากทราบรายชื่อ นักเรยี นท่ยี งั ไม่ไดร้ บั การประเมิน 7. เมื่อสำนกั งานเขตพื้นที่แจ้งผลการประเมินมายังสถานศึกษา ให้นำผลการประเมนิ มาทบทวน คุณภาพรว่ มกนั ระหวา่ งคณะกรรมการบริหารหลกั สูตรและวชิ าการ กบั คณะกรรมการสถานศึกษา และแจ้ง ผลการประเมนิ ให้ผู้เกี่ยวข้องทราบผลและดำเนนิ การต่อไป โดยเฉพาะผ้เู รียนและครูผู้สอนนำไปพิจารณาใน การพฒั นาปรบั ปรงุ ตนเองต่อไป
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นเชียงดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน 2551 290 คผ
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน 2551 291 36/ 2564 คำ คณ ำ ิ 2564 ตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พทุ ธศักราช 2542 แก้ไขเพิม่ เติม (ฉบับท่ี 2) พุทธศักราช 2545 และแก้ไขเพ่มิ เตมิ (ฉบบั ที่ 3) พุทธศักราช 2553 หมวด 4 มาตรา 27 ได้กำหนดใหส้ ถานศึกษาข้นั พน้ื ฐาน มีหน้าที่จัดทำสาระของหลกั สูตรตามวตั ถุประสงคใ์ ห้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิ ปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน สังคมและประเทศชาติ และ มาตรา 28 หลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ ต้องมีความหลากหลายโดยมุ่งพัฒนาชีวิตของบุคคลให้ เหมาะสมกับวัยและศักยภาพ สาระของหลักสูตรทั้งที่เป็นวิชาการ และวิชาชีพต้องมุ่งพัฒนาคนให้มี ความสมดลุ ทางดา้ นความรู้ ความคดิ ความสามารถ ความดงี าม และความรับผดิ ชอบต่อสังคม โรงเรียนบ้านเชียงดาวได้ดำเนินการประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษา วิเคราะห์หลักสูตร สถานศึกษาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ จึงนำผลที่ได้มาปรับหลักสูตรสถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2564 เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สภาพแวดลอ้ มและความร้ทู างดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ สอดคล้อง กับประเทศไทย 4.0 และโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ให้ผู้เรียนมีศักยภาพในการแข่งและดำรงชีวิตอย่าง สร้างสรรค์ในประชาคมโลก ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงขอแต่งตั้งบุคคลต่อไปนี้ ให้เป็น คณะกรรมการในการดำเนนิ งาน ปรบั หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบ้านเชียงดาว ดังน้ี 1. คณ ำ เป็นที่ปรึกษา และตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใน ระหว่างดำเนินการ และอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การจัดเตรียมงานเป็นไปด้วยความ เรยี บรอ้ ย คณะกรรมการประกอบด้วย 1.1. นายวรสทิ ธิ์ ยาวิลาศ ประธานกรรมการ 1.2. นางพชั รี อุ่นละออ รองประธาน 1.3. นางเมทนี อาสการ กรรมการ 1.4. นางสดุ า เปยี้ มงึ้ กรรมการ 1.5. นางนภาพร แพทยย์ า กรรมการ 1.6. นางพมิ พ์พศิ า ศรบี ุญเรอื ง กรรมการ 1.7. นายฉตั รชยั ศรีไว กรรมการ 1.8. นางอรุณี บญุ ญานกุ ูล กรรมการและเลขานุการ
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นเชยี งดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน 2551 292 2. คณะกรรมการปรับหลักสูตรสถานศึกษา หลกั สตู รตามกลุ่มสาระ มหี นา้ ท่ี 1) จัดทำหลกั สูตรสถานศึกษา เปน็ ของตนเอง 2) นิเทศ ตดิ ตาม ประเมินผล และปรบั ปรงุ หลักสูตรสถานศึกษา และรายงานผลให้สำนกั งานเขตพ้ืนที่ การศึกษารับทราบ 3) วเิ คราะหก์ รอบสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น หลักสูตรสถานศึกษาเพ่ือกำหนดจุดเนน้ หรือประเด็นท่ี สถานศกึ ษาให้ความสำคัญ 4) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลสาระสนเทศของสถานศึกษาและชุมชนเพ่ือนำมาเป็นข้อมูล จัดทำสาระการเรียนรู้ท้องถ่ินของสถานศึกษาให้สมบูรณย์ ่ิงขึ้น 5) จดั ทำสาระการเรียนรู้ท้องถ่ินของสถานศึกษาเพ่ือ นำไปจัดทำรายวิชาพืน้ ฐานหรือรายวิชาเพ่ิมเติม จดั ทำคำอธบิ ายรายวิชา หนว่ ยการเรยี นรู้ แผนการจดั การเรยี นรู้ เพอื่ จัดประสบการณ์และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียน ประเมินผล และปรับปรุง 6) เสนอคณะกรรมการ สถานศึกษาขนั้ พืน้ ฐานให้ความเหน็ ชอบหลักสูตรสถานศึกษา คณะกรรมการประกอบด้วย 2.1. คณะกรรมการปรับหลกั สตู รกลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย ประกอบด้วย 1. นางสาวรชั ดา ไชยมี ประธานกรรมการ .2. นางกรรณิการ์ คำยาว กรรมการ 3. นางสาวมยรุ า ปู่หล้า กรรมการ 4. นางเพญ็ จนั ทร์ คำคง กรรมการ 5. นางสาวภัทรพร มูลลี กรรมการ 6. นางวภิ า สมเกตุ กรรมการ 7. นางรัตนา บณั ฑติ เอกตระกลู กรรมการ 8. นางสาวปราณี ปะพอ กรรมการและเลขานกุ าร 2.2. คณะกรรมการปรับหลกั สูตรกลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ ประกอบดว้ ย 1. นางชมพนู ชุ ทา้ วแก้ว ประธานกรรมการ 2. นางสาวรตมิ า บญุ เรือง กรรมการ 3. นางนภาพร แพทยย์ า กรรมการ 4. นางสาวอรพมิ พ์ เครือแดง กรรมการ 5. นางอรุณี บุญญานุกลู กรรมการ 6. นายอารัญ ดำรงวงศ์งาม กรรมการ 7. นางสาวอนงค์วจี พทุ ธมิ า กรรมการ 8. นายกติ ตภิ ทั ร บารมรี ตั นชยั กรรมการ 9. นางสาวจฑุ ามาศ อินปา กรรมการ 10. นางสาววรพรรณ์ เชยี งราย กรรมการ 11. นางพมิ พ์พศิ า ศรบี ุญเรือง กรรมการ 12. นางสาวขนษิ ฐา ปันสอน กรรมการและเลขานกุ าร
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน 2551 293 2.3. คณะกรรมการปรับหลกั สูตรกลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบดว้ ย 1. นางจริ าวัจน์ ดำสอาด ประธานกรรมการ 2. นางสดุ า เปี้ยม้งึ กรรมการ 3. นางสาวสุทธิดา นันต๊ะเสน กรรมการ 4. นางอรณุ ี บญุ ญานกุ ูล กรรมการ 5. นางพัชรี อนุ่ ละออ กรรมการ 6. นางพิมพ์พศิ า ศรบี ุญเรอื ง กรรมการ 7. นางมยุเรศ จิโน กรรมการ 8. ว่าท่ีร้อยตรีหญงิ นัทธมน คำตา กรรมการ 9. นางสาวจุฑามาศ อินปา กรรมการและเลขานกุ าร 2.4. คณะกรรมการปรับหลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ประกอบดว้ ย 1. นางสาวเจนจิรา ไชยวงศส์ ิงห์ ประธานกรรมการ 2. นางสาวลาวลั ย์ ย่ิงมี กรรมการ 3. นางสาวกัลยกร สพุ ณิ วงศ์ กรรมการ 4. นายอารัญ ดำรงวงศง์ าม กรรมการ 5. นางสาวเจนจิรา นวลขาว กรรมการ 6. นายกติ ตภิ ัทร บารมีรัตนชัย กรรมการ 7. นางเพ็ญจนั ทร์ คำคง กรรมการ 8. นายเสกสนั ต์ ณ เชยี งใหม่ กรรมการและเลขานุการ 2.5. คณะกรรมการปรับหลักสูตรกลมุ่ สาระการเรียนร้สู ุขศึกษาและพลศึกษา ประกอบด้วย 1. นางสาวเจนจิรา นวลขาว ประธานกรรมการ 2. นายณฐั พงษ์ ชวาลกิจไพศาล กรรมการ 3. นายกติ ตภิ ทั ร บารมีรัตนชยั กรรมการ 4. นายวรญั กุล สคุ ำ กรรมการ 5. ว่าทีร่ ้อยตรหี ญิงนทั ธมน คำตา กรรมการและเลขานกุ าร 2.6. คณะกรรมการปรับหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ประกอบดว้ ย 1. นายปาลวิทย์ จนิ ะโสติ ประธานกรรมการ 2. นางเพ็ญแข ลีลาภัทร กรรมการ 3. นางนภาพร แพทยย์ า กรรมการ 4. นายอารญั ดำรงวงศง์ าม กรรมการ 5. นางสาวรัชดา ไชยมี กรรมการ 6. นางสาวอัญชลี บุญมี กรรมการและเลขานกุ าร
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นเชยี งดาว พุทธศักราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน 2551 294 2.7. คณะกรรมการปรับหลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี ประกอบดว้ ย 1. นางรัตนา บณั ฑิตเอกตระกูล ประธานกรรมการ 2. นางสาวกลั ยกร สุพณิ วงศ์ กรรมการ 3. นางนภาพร แพทย์ยา กรรมการ 4. นางสาวกรรณกิ าร์ คำยาว กรรมการ 5. ว่าท่รี ้อยตรหี ญงิ นัทธมน คำตา กรรมการและเลขานกุ าร 2.8. คณะกรรมการปรับหลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ ประกอบดว้ ย 1. นายฉัตรชัย ศรไี ว ประธานกรรมการ .2. นางสาวกาญจนาพร ถมปทั ม์ กรรมการ 3. นางสาวมาลิน ธารสาธร กรรมการ 4. นางสาววิไลวรรณ บญุ รอด กรรมการ 5. นางดวงแข ชิน กรรมการและเลขานกุ าร 3. คณะกรรมการจัดทำเอกสารประกอบหลักสูตรตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ มีหน้าที่ รวบรวม ตรวจสอบหลักสูตร รายวิชาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้นำมาจัดทำเป็นหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้โรงเรียนบ้านเชียงดาว พุทธศักราช 2564 ประกอบดว้ ย 3.1. นางสาวรชั ดา ไชยมี กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย 3.2. นางชมพนู ชุ ทา้ วแก้ว กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ 3.3. นางจิราวัจน์ ดำสอาด กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.4. นางสาวเจนจิรา ไชยวงศส์ งิ ห์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและ วฒั นธรรม 3.5. นางสาวเจนจิรา นวลขาว กลมุ่ สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 3.6. นายปาลวิทย์ จินะโสติ กลุม่ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ 3.7. นางรตั นา บัณฑิตเอกตระกูล กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี 3.8. นายฉตั รชยั ศรีไว กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ 4. คณะกรรมการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านเชียงดาว พุทธศักราช 2564 มีหน้าที่ รวบรวม ตรวจสอบ หลักสูตรรายวิชาตามกลุ่มสาระการเรียนรนู้ ำมาจัดทำเป็นหลกั สูตรสถานศึกษา ประกอบดว้ ย 4.1. นางอรุณี บุญญานุกลู ประธานกรรมการ 4.2. นางสาวอรพิมพ์ เครือแดง กรรมการ 4.2. นางรัตนา บณั ฑิตเอกตระกลู กรรมการ 4.3. นางกรรณิการ์ คำยาว กรรมการ
หลักสูตรโรงเรยี นบ้านเชียงดาว พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน 2551 295 4.4. นางสาวภทั รพร มลู ลี กรรมการ 4.5. นางสาววรพรรณ์ เชยี งราย กรรมการ 4.6. นางสาวขนษิ ฐา ปนั สอน กรรมการและเลขานกุ าร ใหบ้ ุคคลดังกลา่ วปฏิบตั หิ นา้ ที่ตามคำสั่งให้เปน็ ไปด้วยความเรยี บร้อย ส่งั ณ วนั ที่ 10 เดอื น พฤษภาคม พุทธศกั ราช 2564 ลงชื่อ (นายวรสิทธ์ิ ยาวิลาศ) ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนบ้านเชยี งดาว
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301