Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาการดำเนินงานการท่องเทียวเดินป่า

วิชาการดำเนินงานการท่องเทียวเดินป่า

Published by nuengrutaiw, 2021-02-01 08:38:16

Description: วิชาการดำเนินงานการท่องเทียวเดินป่า

Keywords: เดินป่า,การท่องเที่ยว,ท่องเที่ยวเดินป่า

Search

Read the Text Version

3. ป่ าหญ้า (Savannas Forest) ป่ าหญา้ ข้ึนอยทู่ ุกภาคบริเวณป่ าท่ีถูกแผว้ ถางทาลายบริเวณพ้ืนดินท่ี ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง หญา้ ชนิดต่าง ๆ จึงเกิดข้ึนทดแทน และพอถึงหน้าแลง้ ก็เกิดไฟไหมท้ าให้ตน้ ไมบ้ ริเวณขา้ งเคียงลม้ ตาย พ้ืนท่ีป่ าหญา้ จึงขยายมากข้ึนทุกปี

✓ประโยชน์ทางตรง (Direct Benefits) ได้แก่ ปัจจยั 4 ประการ 1. จากการนาไม้มาสร้างอาคารบ้านเรือนและ ผลิตภัณฑ์ ต่ าง ๆ เช่ น เฟอร์ นิเจอร์ กระดาษ ไม้ขดี ไฟ ฟื น เป็ นต้น 2. ใช้เป็ นอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและผล 3. ใช้เส้นใย ท่ีได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์มา ถักทอ เป็ นเครื่องนุ่งห่ม เชือกและอ่ืน ๆ 4. ใช้ทายารักษาโรคต่าง ๆ

✓ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits) 1. ป่ าไมเ้ ป็นเป็นแหล่งกาเนิดตน้ น้าลาธาร 2. ป่ าไม้ทาให้เกิดความชุ่มช้ืนและควบคุม สภาวะ 3. ป่ าไมเ้ ป็นแหล่งพกั ผอ่ นและศึกษาความรู้ 4. ป่ าไมช้ ่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุ และป้องกนั อุทกภยั 5. ป่ าไม้ช่วยป้องกันการกัดเซาะและพดั พา หนา้ ดิน

1. การลกั ลอบตดั ไม้ทาลายป่ า 2. การบุกรุกพืน้ ทป่ี ่ าไม้เพ่ือเข้าครอบครองทดี่ นิ 3. การส่งเสริมการปลกู พืชหรือเลยี้ งสัตว์เศรษฐกจิ เพ่ือการส่งออก 4. การกาหนดแนวเขตพืน้ ท่ปี ่ ากระทาไม่ชัดเจนหรือไม่กระทาเลยใน หลาย ๆ พืน้ ท่ี 5. การจดั สร้างสาธารณูปโภคของรัฐ 6. ไฟไหม้ป่ า 7. การทาเหมืองแร่

1. นโยบายด้านการกาหนดเขตการใช้ประโยชน์ทีด่ นิ ป่ าไม้ 2. นโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่ าไม้เกย่ี วกบั งานป้องกนั รักษาป่ า 3. นโยบายด้านการจัดการทดี่ ินทากนิ ให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ในท้องถ่ิน 4. นโยบายด้านการพัฒนาป่ าไม้ เช่น การทาไม้และการเก็บหาของป่ า การปลูก และการบารุ งป่ าไม้ การค้ นคว้ าวิจัย และด้ านการ อุตสาหกรรม 5. นโยบายการบริหารทว่ั ไป

สัตว์ป่ า คือ สัตว์ทุกชนิดไม่ว่า สัตว์บก สัตว์น้า สัตว์ปี ก แมลง หรือ แมง ซึ่งเกิดและดารงชีวิตอยู่ในป่ าหรือในน้ารวมถึงไข่ของสัตว์ป่ าทุก ชนิด แต่ไม่หมายความรวมถึงสัตว์พาหนะท่ีได้จดทะเบียนทาตั๋ว รูปพรรณตามกฎหมาย ว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้วและสัตว์พาหนะที่ได้มา จากการสืบพนั ธ์ุของสัตว์พาหนะ

❖สัตว์ป่ าออกเป็ น 2 ประเภท คือ 1. สัตว์ป่ าสงวน เป็ นสัตว์ป่ าที่หายากและปัจจุบันมีจานวนน้อยมากบางชนิด สูญพันธ์ุไปแล้วมีอยู่ 15 ชนิด เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรี หรือโคไพร ควายป่ า ฯลฯ 2. สัตว์ป่ าคุ้มครอง เป็ นสัตว์ท้งั ท่ีปกตไิ ม่นิยมใช้เป็ นอาหารและใช้เป็ นอาหารท้งั ท่ีไม่ใช่ล่าเพ่ือการกีฬาและล่าเพื่อการกีฬา ตามท่ีกฎกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์กาหนดไว้ มากกว่า 200 ชนิด

หากผใู้ ดฝ่าฝืนตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่ หม่ืนบาทหรือท้งั จาท้งั ปรับ

• ด้านเศรษฐกจิ • การเป็ นอาหาร • เคร่ืองใช้เคร่ืองประดบั • การนันทนาการและด้านจิตใจ • ด้านวทิ ยาศาสตร์ การศึกษา และการแพทย์ • เป็ นตัวควบคุมส่ิงมชี ีวติ อ่ืน ๆ • คุณค่าของสัตว์ป่ าต่อทรัพยากรธรรมชาตอิ ่ืน ๆ

• ถูกทาลายโดยการล่าไม่ว่าจะล่าเพื่ออาหาร การกฬี าหรือเพื่ออาชีพ • การสูญพนั ธ์ุหรือลดน้อยลงไปตามธรรมชาตขิ องสัตว์ป่ าเอง • การนาสัตว์ป่ าต่างถ่นิ เข้าไปในระบบนิเวศสัตว์ป่ าประจาถ่ิน • การทาลายถิน่ ทอ่ี ยู่อาศัยของสัตว์ป่ า • การสูญเสียเนื่องจากสารพษิ ตกค้าง

• กาหนดกฎหมายและวธิ ีการปฏิบตั ิอย่างเคร่งครัด • การรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพนั ธ์ • การไม่ล่าสัตว์ป่ า • การป้องกนั ไฟป่ า • การปลูกฝังการให้ความรัก • การเพาะพนั ธ์ุเพมิ่ สัตว์ป่ า

• นกเจ้าฟ้าหญงิ สิรินธร (Pseudochelidon sirintarae)

• แรด (Rhinoceros sondaicus)

• กระซู่ (Dicerorhinus sumatrensis)

• กปู รีหรือโคไพร (Bos sauveli)

• ควายป่ า (Bubalus bubalis)

• ละอง หรือละมงั่ (Rucervus eldi)

• สมัน หรือเนื้อสมนั (Rucervus schomburki)

• เลยี งผา หรือเยือง หรือกรู า หรือโครา (Capricornis sumatraensis)

• กวางผาจนี (Naemorhedus griseus)

• นกแต้วแร้วท้องดา (Pitta gurneyi)

• นกกระเรียนไทย (Grus antigone)

• แมวลายหินอ่อน (Pardofelis marmorata)

• สมเสร็จ (Tapirus indicus)

• เก้งหม้อ (Muntiacus feai)

• พะยูน หรือหมูนา้ (Dugong dugon)

• วาฬบรูด้า (Balaenoptera edeni)

• วาฬโอมูระ (Balaenoptera omurai)

• เต่ามะเฟื อง (Dermochelys coriacea)

• ปลาฉลามวาฬ (Rhincodon typus)

อทุ ยานแห่งชาติ (National Park) อุทยานแห่งชาติหมายถึง พื้นท่ีท่ี ส ง ว น ไ ว้ เ พื่ อ คุ้ ม ค ร อ ง รั ก ษ า ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ ป่ าไม้ แ ล ะ สั ต ว์ ป่ า ต ล อ ด จ น ทิ ว ทั ศ น์ ธรรมชาติท่ีสวยงาม และมหัศจรรย์อัน เป็ นที่ตรึงตาตรึงใจแก่ผู้พบเห็นให้คง อยู่ใ นส ภาพ ธร รม ชาติเดิมมิใ ห้ ถู กใ ห้ ทาลายหรือเปลยี่ นแปลงไปและถูกใช้ไป ในทางที่ผิด เพ่ือรั กษาสมบัติของ ธรรมชาตไิ ว้

อุทยานแห่งชาติ ตามหลักสากล จะมีเน้ือที่ไม่น้อยกว่า 10 ตาราง กิโลเมตร หรือ 6250 ไร่ และท่ีสาคัญที่สุดในอุทยานแห่งชาติ จะต้องมี สภาพทิวทัศน์ธรรมชาติท่ี สวยงาม ซ่ึงเป็ นจุดเด่นที่สนใจหลายแห่ง เพื่อทจี่ ะดงึ ดูดประชาชนให้ไปเทยี่ วพกั ผ่อนกนั มากทสี่ ุด

1. เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ ให้คงอยู่ตามธรรมชาติ 2. เพื่อการท่องเทย่ี วพกั ผ่อนหย่อนใจ 3. เพื่อการศึกษาค้นคว้าวจิ ัย

• ด้านเศรษฐกิจ เพ่ือเป็ นสถานที่ท่องเท่ียวพักผ่อนหย่อนใจ ทาให้เกิดธุรกิจ ท่องเท่ียว และบริการ • ด้านส่ิงแวดล้อม อุทยานแห่งชาติเป็ นพ้ืนที่ท่ีช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติและ ส่ิงแวดล้อม เกิดความม่ันคงแก่กระบวนการทางอุทกวิทยา ช่วยป้องกันการ พงั ทลายของดิน ช่วยควบคุมสภาพภูมิอากาศ ช่วยรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอ้ มให้ เหมาะสมตอ่ ส่ิงมีชีวติ ช่วยคุม้ ครองรักษาระบบนิเวศ ใหไ้ ดผ้ ลผลิตยง่ั ยนื ตลอดไป

• วนอุทยาน (Forest Park) หมายถึง พื้นท่ีขนาดเล็ก จัดต้ังขึ้นเพื่อจุดประสงค์สาหรับการพักผ่อน หย่อนใจ โดยจะทาการปรับปรุงตกแต่ง สถานที่เหล่านี้ให้เหมาะสม มีความ สวยงามและโดดเด่นในระดบั ท้องถ่ิน จุดเด่นอาจจะได้แก่ นา้ ตก หุบเหว หน้าผา ถา้ หรือ หาดทราย เป็ นต้น

ชนเผ่าพืน้ เมือง

ชนเผ่าพืน้ เมือง “ ชนเผ่า ” หน่ึงในนิยามของ คนพ้ืนเมือง ชนเผา่ พ้ืนเมือง หรือ ชาว พ้ืนเมือง ให้ความหมายของคาน้ีว่าเป็ นกลุ่มชาติพันธ์ุท่ี มีกาเนิดใน ท้องถิ่นน้ัน มีวฒั นธรรม ประเพณี ภาษา เป็ นของตนเอง มีเอกลักษณ์การ แต่งกายที่เป็ นของตนเอง อย่างไรก็ดีไม่มีนิยามท่ีเป็ นที่ยอมรับกัน โดยทวั่ ไป

ชนเผ่ากะเหร่ียง กะเหร่ียงเป็ นชนเผ่าที่จัดได้ว่ามีหลายเผ่าพันธ์ุ หลายภาษา มีการ นับถือศาสนาท่ีต่างกัน แต่กะเหรี่ยงด้ังเดิมจะนับถือผี เชื่อเรื่องต้นไม้ป่ า ใหญ่ ภายหลงั หนั มานบั ถือพุทธ คริสต์ เป็นตน้ กะเหร่ียง มีถ่ินฐานต้ังอยู่ ที่ประเทศพม่า แต่หลงั จากถูกรุกรานจากสงคราม จึงมีกะเหร่ียงท่ีอพยพ เขา้ มาอาศยั อยปู่ ระเทศไทย

ชนเผ่ากะเหรี่ยง กะเหร่ียงที่อพยพเขา้ มาอาศยั อยู่ประเทศแบ่งออกได้เป็ น 4 ประเภทได้แก่ 1. กะเหรี่ยงสะกอ หรือท่ีเรียกนามตวั เองวา่ ปากะญอ 2. กะเหร่ียงโปร์ 3. กะเหร่ียงบเว 4. ปะโอ หรือตองสู

ชนเผ่ากะเหร่ียง กะเหรี่ยงเป็นชนเผา่ ที่จดั ไดว้ า่ มีหลายเผา่ พนั ธุ์ หลายภาษา มีการนบั ถือศาสนาท่ีต่างกนั แต่กะเหร่ียงด้ังเดิมจะนับถือผี เช่ือเร่ืองต้นไม้ป่ าใหญ่ ภายหลงั หันมานับถือพุทธ คริสต์ เป็ นตน้ กะเหร่ียง มีถิ่นฐานต้ังอยู่ท่ี ประเทศพม่า แต่หลงั จากถูกรุกรานจากสงคราม จึงมีกะเหรี่ยงท่ีอพยพ เขา้ มาอาศยั อยปู่ ระเทศ

กะเหร่ียงสะกอ / ปากะญอ กะเหร่ี ยงสะกอ หรื อที่เรี ยกนาม ตัวเองว่า ปากะญอ หมายถึงคน หรือ มนุษย์น้ัน กะเหรี่ยงสะกอเป็ นกลุ่มท่ีมี จานวนมากที่สุด มีภาษาเขียนเป็ นของ ตนเอง ดัดแปลงมาจากตัวหนังสือพม่า ผสมภาษาโรมัน นับถือศาสนาคริสต์เป็ น ส่วนใหญ่ เคร่งครัดในประเพณี อาศยั อยู่ มากที่อาเภอแม่สะเรียง อาเภออมก๋อย

กะเหรี่ยงสะกอ / ปากะญอ วถิ ชี ีวติ ด้านอาชีพ : ถืออาชีพท่ีเป็นอิสระ กะเหรียงด้งั เดิมส่วนใหญ่จะ ประกอบอาชีพทาไร่ ทานา อยู่ตามป่ าตามเขา ปลกู พืชผกั สวนครวั ตาม ฤดูกาล ส่วนสัตว์เลยี้ งกจ็ ะเลยี้ งไว้เพ่ือเป็ นอาหารมากกวา่ การคา้ ขาย ใช้ ชีวิตแบบพ่ึงป่ าพ่งึ น้าอาศยั อยรู่ วมกนั เป็นกลุ่มใหญ่

กะเหรี่ยงสะกอ / ปากะญอ • ลกั ษณะบ้านเรือน : ลกั ษณะบา้ นเรือนของกะเหร่ียงน้นั นิยมสร้างเป็ น บ้านยกพื้นสูง มีชานบ้าน บางส่วนก็ต้งั บา้ นเรือนบนท่ีราบเช่นเดียวกบั ชาวพ้นื ราบทว่ั ไป แต่ส่วนใหญ่แลว้ ชาวกระเหรี่ยงจะต้ังถ่ินฐานเป็ นหลกั แหล่งถาวร ไม่ย้ายถนิ่ บ่อยๆ

กะเหร่ียงสะกอ / ปากะญอ • วัฒนธรรมประเพณี : ชาวกะเหรี่ยงมีประเพณีท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การทา พิธีกรรมเลีย้ งผี บวงสรวงดวงวิญญาณ ด้วยการต้มเหล้า ฆ่าไก่ และมัด มือผู้ร่วมพธิ ีด้วยฝ้ายดบิ ซ่ึงเกี่ยวโยงกนั ประเพณีอ่ืนๆ ดว้ ย

กะเหรี่ยงสะกอ / ปากะญอ • ประเพณีแต่งงาน : ผู้หญิงจะเป็ นผู้เลือกคู่ครองเอง เจา้ สาวจะตอ้ งทอ เส้ือผา้ กางเกง ย่ามไวใ้ หเ้ จ้าบ่าว ท้ังเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องฆ่าหมูฆ่าไก่เพื่อ ทาพิธีกรรมบอกต่อผีบรรพบุรุษและเป็ นอาหารเลีย้ งแขก แต่งงานแลว้ ฝ่ ายชายต้องมาอยู่บ้านฝ่ ายหญงิ 1 ฤดูเกบ็ เกยี่ ว ก่อนแยกไปปลูกบา้ นใกล้ กนั

กะเหรี่ยงสะกอ / ปากะญอ • การแต่งกาย : ปัจจุบนั กล่มุ กะเหร่ียงทย่ี งั คงสวมใส่เครื่องแต่งกายประจา เผ่าในวิถีชีวิตปกติ มีเพยี งกลุ่มโป และสะกอเท่าน้ัน ส่วนกลุ่มคะยา และ ตองสูไม่สวมใส่ชุดประจาเผา่ ในชีวติ ประจาวนั แลว้ กะเหร่ียงแต่ละกลุ่ม นอกจากจะมีการแต่งกายท่ีแตกต่างกนั กะเหรี่ยงกลุ่มเดียวกนั แต่อยู่ต่าง พ้นื ท่ี กม็ ีลกั ษณะการแต่งกายไม่เหมือนกนั ดว้ ย

ชนเผ่าอาข่า หรือ อกี ้อ

ชนเผ่าอาข่า หรือ อกี ้อ ชนเผา่ อาข่าเป็นชนกลุ่มหน่ึง ซ่ึงมีบรรพบุรุษพืน้ เพเดิม อาศัยอยู่ทางตอน ใต้ของประเทศจีน ในประเทศจีนเรียกว่า “ฮานี หรือ โวน” โดยมีเส้นทาง 2 เส้นทาง คือ เส้นทางแรก อพยพจากประเทศพม่าแคว้นเชียงตุง เข้าสู่ประเทศ ไทยเนื่องจากเกิดปัญหาทางการเมือง ดา้ นฝ่ังเขตอาเภอแม่จนั ทางหมู่บา้ นพญา ไพร (ปัจจุบนั เป็ นอาเภอแม่ฟ้าหลวง) และเส้นทางท่ีสอง อพยพโดยตรงจาก ประเทศจีนโดยเดินทางผ่านบริเวณตะเขบ็ ชายแดนพม่า และแม่น้าโขงประเทศ ลาว และเขา้ สู่ประเทศไทยโดยตรงท่ีอาเภอแม่สาย

ชนเผ่าอาข่า หรือ อกี ้อ ปัจจุบันชนเผ่าอาข่าได้กระจายอยู่ในเขตจังหวัดภาคเหนือ 5 จงั หวัด คือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลาปาง ตาก แพร่ และคาดไดม้ ีอา ข่าบางส่วนไดอ้ พยพไปอยจู่ งั หวดั น่าน พิษณุโลก และหลายจงั หวดั ของ ประเทศไทย เพราะไปใชแ้ รงงานในจงั หวดั ดงั กล่าว

ชนเผ่าอาข่า หรือ อกี ้อ ภาษา : ภาษาของเผ่าอาข่าจัดอยู่ในสายจา ยิ (โลโล) ของตระกูลพม่า-ธิเบต มี ภาษาพูดแต่ไม่มีภาษาเขียน การใช้ภาษาของชนเผ่าอาข่า มีลกั ษณะการสื่อ เพื่อให้เกิดความเขา้ ใจต่างกนั โดยใชล้ กั ษณะ วยั และลกั ษณะ งาน เป็ นตวั แยกแยะการพูด สาเนียงภาษาพูดของชนเผ่าอาข่ามีลักษณะเสียงส้ันสูง นิยม ตะโกนออกเสียงดัง และมีเสียงแหลมอาจเป็ นเพราะว่าอาข่าอาศัยอยู่บนพืน้ ท่ี สูง และอากาศหนาวเยน็ จึงมีการใชเ้ สียงดงั เพ่อื จะไดย้ นิ ในระยะไกล


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook