50 ๑. บทบาทตอ่ การสรา้ งสรรคว์ รรณกรรม รว่ มสมยั ภาพขา่ วผลการตดั สนิ รางวลั ซไี รตท์ ไ่ี ดร้ บั การตพี มิ พ์ ในสอื่ สงิ่ พมิ พ์ และการสมั ภาษณท์ างสอ่ื โทรทศั น์ แมน้ กั เขยี นจะมไิ ดส้ รา้ งสรรคผ์ ลงาน เพอื่ หวงั รางวลั แตก่ ป็ ฏเิ สธไมไ่ ดว้ า่ การให้ ๗. บทบาทของรางวลั ซไี รต ์ รางวลั วรรณกรรมเปน็ เหมอื นแรงกระตนุ้ และ เปน็ การใหก้ ำลงั ใจแกผ่ ทู้ สี่ รา้ งสรรคผ์ ลงาน ๗.๑ บทบาทต่อวงวรรณกรรมไทย เพราะวรรณกรรมทไ่ี ดผ้ า่ นการพจิ ารณาจาก รว่ มสมยั ผู้ทรงคุณวุฒิทางวรรณกรรมเพ่ือเข้ารอบ สดุ ทา้ ยหรอื รอบตดั สนิ กต็ าม เปน็ เสมอื นจดุ ประเทศไทยมีการให้รางวัลวรรณกรรม บง่ ชปี้ ลายทางแหง่ ความสำเรจ็ ในการประพนั ธ ์ หลายรางวลั แตร่ างวลั ซไี รตเ์ ปน็ รางวลั วรรณกรรม เมอ่ื รางวลั ซไี รตม์ ชี อ่ื เสยี งมาก เปน็ ทย่ี อมรบั ทม่ี ชี อื่ เสยี งโดดเดน่ ทส่ี ดุ เพราะมผี ใู้ หค้ วามสนใจ ของสาธารณชนในวงกวา้ ง และเปน็ เปา้ หมาย ทงั้ นกั เขยี น สำนกั พมิ พ์ นกั วชิ าการวรรณกรรม ในใจของนกั เขยี น รางวลั ซไี รตจ์ งึ เปน็ พลงั สอ่ื มวลชน และสาธารณชน เมอ่ื มกี ารประกาศผล ผลักดันในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ รางวลั ซไี รต์ ผลการตดั สนิ และคำประกาศจะถกู อยา่ งเขม้ ขน้ เหน็ ไดว้ า่ วรรณกรรมทไ่ี ดร้ บั นำเสนอทางสอื่ วทิ ยโุ ทรทศั นแ์ ละสอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส ์ รางวลั ซไี รต์ รวมทงั้ ผลงานทเ่ี ขา้ รอบสดุ ทา้ ย ทันที การที่สังคมหลายภาคส่วนให้ความสำคัญ ในแตล่ ะปี แสดงใหเ้ หน็ ถงึ จดุ เดน่ ของวรรณกรรม กบั รางวลั ซไี รต์ ทำใหร้ างวลั ซไี รตม์ บี ทบาทและ รว่ มสมยั ของไทย และแนวโนม้ ทจ่ี ะพฒั นาเตบิ โต อทิ ธพิ ลทงั้ ทางตรงและทางออ้ มตอ่ วงวรรณกรรม ตอ่ ไปในอนาคต ไทยรว่ มสมยั โดยพจิ ารณาได้ ๓ ประเดน็ คอื การกำหนดลักษณะของงานเขียนไว้ในชื่อ รางวัลว่า “วรรณกรรมสร้างสรรค์” และผู้ได้รับ รางวลั ซไี รตป์ ระเทศไทยมกั เปน็ นกั เขยี นใหม่ ซงึ่ หลายคนมผี ลงานเขยี นรวมเลม่ ตพี มิ พเ์ ปน็ ครงั้ แรก ตลอดจนผลการตดั สนิ รางวลั ซไี รตท์ คี่ าดเดาไดย้ าก กลายเปน็ ขอบเขตกวา้ ง ๆ ทเี่ พมิ่ กำลงั ใจแกน่ กั เขยี น รนุ่ ใหมท่ กุ คน เพราะหากเปน็ ผลงานทโ่ี ดดเดน่ อยา่ ง แทจ้ รงิ ไมว่ า่ จะเขยี นในแนวใด แตม่ ศี ลิ ปะและ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ผลงานนน้ั กม็ โี อกาสสงู ทจี่ ะ ไดร้ บั รางวลั รางวลั ซไี รตจ์ งึ เปน็ การสง่ เสรมิ การ พฒั นางานสรา้ งสรรคท์ างวรรณศลิ ปข์ องไทยอยา่ ง ไมม่ ขี อบเขตจำกดั
51 บทวจิ ารณท์ ตี่ พี มิ พใ์ นนติ ยสาร สอ่ื สง่ิ พมิ พ์ และสอ่ื ออนไลน ์ การเจยี ระไนใหเ้ หน็ คณุ คา่ แทจ้ รงิ ของวรรณกรรม ซีไรต์ ในทางกลับกัน วรรณกรรมซีไรต์ก็เป็น ๒. บทบาทตอ่ การวจิ ารณว์ รรณกรรม เสมือนตัวบทให้นักวิจารณ์ได้ทดลองใช้ศาสตร์ รางวัลซีไรต์นอกจากมีบทบาทต่อนักเขียน และศลิ ปแ์ หง่ การวจิ ารณ์ อนั สง่ ผลตอ่ การพฒั นา และการสรา้ งสรรคว์ รรณกรรมแลว้ ยงั มบี ทบาทตอ่ วทิ ยาการความรดู้ า้ นวรรณคดวี จิ ารณเ์ ชน่ กนั จะ นกั วจิ ารณแ์ ละการวจิ ารณว์ รรณกรรม วรรณกรรม เหน็ ไดว้ า่ มบี ทวจิ ารณว์ รรณกรรมซไี รตท์ กุ เรอื่ งใน ซไี รตเ์ ปน็ วรรณกรรมทผ่ี า่ นการคดั สรรและตดั สนิ หนงั สอื ๒๕ ปซี ไี รต์ ซงึ่ คดั สรรบทวจิ ารณบ์ างสว่ น อย่างเข้มข้น และเป็นวรรณกรรมที่มีผู้สนใจใน มาเผยแพร่ ไดร้ วบรวมบทวจิ ารณว์ รรณกรรมซไี รต ์ วงกวา้ ง จงึ ทา้ ทายตอ่ การวเิ คราะห์ ตคี วาม และ ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๒๒-๒๕๔๖ ไว้มากถงึ ๖๓ บท ประเมนิ คณุ คา่ จากนกั วจิ ารณ์ ซง่ึ อาจมคี วามคดิ เหน็ หลังจากน้ันเป็นต้นมา คือ ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ สนับสนุนหรือขัดแย้งกับคณะกรรมการตัดสิน จนถึงปัจจุบัน หลังจากประกาศผลรางวัลซีไรต์ บทวจิ ารณว์ รรณกรรมซไี รตใ์ นเวทสี าธารณะ เชน่ ในแต่ละปี ก็มีบทวิจารณ์วรรณกรรมซีไรต์อีก สอื่ สงิ่ พมิ พ์ กอ่ ใหเ้ กดิ การวจิ ารณซ์ อ้ นวจิ ารณ์ ซงึ่ จำนวนไม่น้อยท่ีเผยแพร่ทางส่ือสิ่งพิมพ์และส่ือ สร้างความเข้มแข็งแก่วัฒนธรรมการวิจารณ์งาน อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ หากรวมรายงานการวจิ ารณใ์ นชนั้ วรรณศลิ ปข์ องไทย และยงั สง่ ผลใหเ้ กดิ การพนิ จิ เรยี นของนกั เรยี นและนกั ศกึ ษาดว้ ยกจ็ ะพบวา่ บท พเิ คราะหว์ รรณกรรมซไี รตอ์ ยา่ งรอบดา้ นในหลาย วจิ ารณว์ รรณกรรมซไี รตม์ จี ำนวนมากมาย แง่หลายมมุ อีกดว้ ย การวิจารณ์จึงเปรียบเสมือน นอกจากบทวิจารณ์ที่เผยแพร่ในนิตยสาร ตา่ ง ๆ แลว้ ยงั มหี นงั สอื รวมบทวจิ ารณว์ รรณกรรม ซไี รตเ์ ฉพาะเรอื่ ง ซงึ่ อาจแสดงทศั นะหลากหลาย ตอ่ ตวั บท หรอื โตแ้ ยง้ การตดั สนิ เชน่ ซอยซไี รต์ โดยวาณชิ จรงุ กจิ อนนั ต์ อญั มณแี หง่ ชวี ติ กะเทาะ เปลอื กตวั อกั ษรของอญั ชนั โดยนเรนทร์ จนั ทร- ประสตู ร รำปากกา ชกั “มา้ กา้ นกลว้ ย” โดยวาณชิ จรุงกิจอนันต์ ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ สายพิณ ปฐมาบรรณ และแดง ใบเล่ ประชุมความคิด เจา้ จนั ทผ์ มหอม นริ าศพระธาตอุ นิ ทรแ์ ขวน โดย ธเนศ เวศรภ์ าดา บรรณาธกิ าร แยม้ โฉมเจา้ จนั ท์ ผมหอม อาถรรพณ์หมายเลข ๑๓ ของมาลา คำจันทร์ โดยกองบรรณาธิการบุ๊ครีวิว และ กะเทาะเปลือกประชาธิปไตยบนเส้นขนานของ วนิ ทร์ เลยี ววารณิ โดยสพุ จน์ ดา่ นตระกลู
52 ๓. บทบาทตอ่ สงั คมวรรณกรรม และวรรณกรรมซไี รตม์ กั จะมยี อดจำหนา่ ยสงู มาก รางวลั ซไี รตม์ สี ว่ นชว่ ยกระตนุ้ นกั อา่ นจำนวน วรรณกรรมซีไรต์บางเล่มมียอดจำหน่ายสูงกว่า มากใหส้ นใจตดิ ตามอา่ นวรรณกรรมทไี่ ดร้ บั รางวลั แสนเลม่ ในเวลารวดเรว็ เชน่ ใบไมท้ ห่ี ายไป ของ เนื่องจากเห็นว่าเป็นหนังสือที่ได้คัดสรรมาแล้ว จริ ะนนั ท์ พติ รปรชี า ประชาธปิ ไตยบนเสน้ ขนาน โดยคณะกรรมการ และเปน็ หนงั สอื ทอี่ ยใู่ นกระแส ของวนิ ทร์ เลยี ววารณิ บางเรอ่ื งไดร้ บั การตพี มิ พ์ ความสนใจและความนยิ มของสงั คมสว่ นรวม ทศั นะ ตอ่ เนอื่ งเกนิ กวา่ ๑๐ ครงั้ เชน่ คำพพิ ากษา ของ เช่นน้ีส่งผลต่อการผลิตหนังสือของสำนักพิมพ์ ชาติ กอบจติ ติ ตพี มิ พก์ วา่ ๔๐ ครง้ั และความสขุ การทำงานของบรรณาธกิ ารผ้คู ดั เลอื กหนังสอื มา ของกะทิ ของงามพรรณ เวชชาชวี ะ ตพี ิมพ์กว่า ตพี มิ พ์ การสรา้ งยอดจำหนา่ ยหนงั สอื และการ ๘๐ ครง้ั คดั เลอื กหนงั สอื เขา้ หอ้ งสมดุ ของบรรณารกั ษ ์ ๗.๒ บทบาทตอ่ การศกึ ษา เมอื่ การประกวดรางวลั ซไี รตจ์ ดั มาได้ ๑๒ ปี วงการศกึ ษาใหค้ วามสนใจวรรณกรรมซไี รต ์ มผี ตู้ ง้ั ขอ้ สงั เกตวา่ รางวลั ซไี รตม์ บี ทบาทสงู ยง่ิ ใน เป็นพิเศษ เสมือนเป็นตัวแทนของวรรณกรรม สังคมวรรณกรรม แต่ละปีมีผู้ส่งวรรณกรรมเข้า รว่ มสมยั กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดค้ ดั เลอื กวรรณกรรม ประกวดรางวัลซีไรต์เป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้น ซไี รตห์ ลายเลม่ เปน็ หนงั สอื อา่ นนอกเวลา หนงั สอื ทกุ ปี ตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ เปน็ ตน้ มา มวี รรณกรรม อา่ นเพม่ิ เตมิ หรอื หนงั สอื เสรมิ ประสบการณส์ ำหรบั สง่ เขา้ ประกวดแตล่ ะปจี ำนวน ๗๐-๙๐ เล่ม นบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และตอนปลาย เชน่ เปน็ ยอดทส่ี งู กวา่ การประกวดรางวลั วรรณกรรมใด ๆ ลกู อสี าน ของคำพนู บญุ ทวี คำพพิ ากษา ของชาต ิ ดา้ นยอดจำหนา่ ย หลงั การประกาศผลการ กอบจติ ติ ปนู ปดิ ทอง ของกฤษณา อโศกสนิ ใบไม ้ คดั เลอื กและตดั สนิ วรรณกรรมทเี่ ขา้ รอบสดุ ทา้ ย ทห่ี ายไป ของจริ ะนนั ท์ พติ รปรชี า ประชาธปิ ไตย วรรณกรรมซไี รตบ์ างเลม่ ใชเ้ ปน็ หนงั สอื อา่ นนอกเวลา หนงั สอื อา่ นเพมิ่ เตมิ หรอื หนงั สอื เสรมิ ประสบการณข์ องนกั เรยี น
53 บนเส้นขนาน ของวินทร์ เลียววาริณ ความสุข ก็คล้ายคลึงกับประชาคมอาเซียนในเสาหลักท่ีว่า ของกะทิ ของงามพรรณ เวชชาชวี ะ โรงเรยี นบาง ดว้ ยสงั คมและวฒั นธรรม (ASEAN Socio-Cultural แหง่ กำหนดวชิ าวรรณกรรมซไี รตไ์ วใ้ นหลกั สตู ร Community -ASCC) นน่ั คอื มงุ่ เปดิ สมั พนั ธภาพ ทางวฒั นธรรมในกลมุ่ ประเทศอาเซยี นผา่ นนกั เขยี น ในระดับอุดมศึกษา วรรณกรรมซีไรต์ใช้ และงานวรรณกรรม แตน่ า่ เสยี ดายทต่ี ลอด ๓๖ ปี ศกึ ษาในวชิ าวรรณกรรมปจั จบุ นั วชิ าวรรณกรรม ทผี่ า่ นมา รางวลั ซไี รตบ์ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ งั้ ไวไ้ ม ่ วิจารณ์ หรือวิชานวนิยายและเร่ืองสั้นในระดับ มากนกั เพราะกจิ กรรมทกี่ ำหนดไวน้ นั้ เปน็ กจิ กรรม ปรญิ ญาตรี และยงั ใชศ้ กึ ษาในวชิ าวรรณกรรมใน ในระยะสนั้ ไดแ้ ก่ การทศั นาจร การอภปิ รายเชงิ ระดบั ปรญิ ญาโทและปรญิ ญาเอก มนี สิ ติ นกั ศกึ ษา แนะนำนักเขียนซีไรต์และผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวนมากจากหลายสถาบันทำวิทยานิพนธ์ใน การอา่ นบทกวี และการจดั ประชมุ นานาชาติ ซง่ึ ระดบั ปรญิ ญาโทและปรญิ ญาเอกเกย่ี วกบั วรรณกรรม จัดเพียงครั้งเดียวในงาน Bangkok International ซีไรต์ หรือวรรณกรรมท่ีเข้ารอบสุดท้ายของการ Book Fair 2003 (งานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ประกวดรางวลั ซไี รต์ สถาบนั การศกึ ษาหลายแหง่ ครงั้ ที่ ๑ และงานสปั ดาหห์ นงั สอื แหง่ ชาติ ครง้ั ที่ บรรจวุ ชิ าวรรณกรรมซไี รตไ์ วใ้ นหลกั สตู รดว้ ย ๓๑ พ.ศ. ๒๕๔๖) ซึ่งแบ่งการประชุมเป็น ๒ หวั ขอ้ คอื S.E.A. Award as a Road to Reginal ๖.๓ บทบาทตอ่ วงวรรณกรรมอาเซยี น Understanding และ S.E.A. Playwrights & Drama: Cultural Heritage in a Globalized สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี- Age โดยเชิญนักเขียนซีไรต์จากประเทศมาเลเซีย นาถ พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในโอกาส สงิ คโปร์ ฟลิ ปิ ปนิ ส์ และไทย เปน็ วทิ ยากร สว่ น เสด็จฯ พระราชทานรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยม กิจกรรมที่น่าจะเกิดประโยชน์ในระยะยาวยังทำ แหง่ อาเซยี น เมอื่ วนั ท่ี ๒๔ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๒๓ ตอนหนง่ึ วา่ การอภปิ รายเชงิ แนะนำนกั เขยี นซไี รตแ์ ละผลงานทไี่ ดร้ บั รางวลั “ข้าพเจ้าคิดว่า นักเขียนมีความเหมาะสม เป็นอย่างยิ่งในการเป็นผู้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยน ทางวฒั นธรรมระหวา่ งชาต”ิ นอกจากน้ี วตั ถปุ ระสงค์ ๔ ขอ้ ของการให้ รางวลั ซไี รตก์ ร็ ะบไุ วเ้ ดน่ ชดั วา่ ใหน้ กั เขยี นในกลมุ่ ประเทศอาเซยี นรบั รคู้ วามสามารถทางวรรณศลิ ป์ และคุณค่าของผลงานสร้างสรรค์ของกันและกัน รวมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจอันดีและสัมพันธ- ภาพในหมนู่ กั เขยี นและประชาชนในกลมุ่ ประเทศ อาเซียน รางวัลซีไรต์มีกำเนิดมาก่อนการก่อต้ัง ประชาคมอาเซยี น ซง่ึ จะกอ่ ตงั้ อยา่ งเปน็ ทางการ ใน พ.ศ. ๒๕๕๘ แตเ่ จตนารมณข์ องรางวลั ซไี รต์
54 รางวลั ซไี รตช์ ว่ ยเสรมิ สรา้ งสมั พนั ธภาพทด่ี ใี นหมนู่ กั เขยี นกลมุ่ ประเทศอาเซยี น หนงั สอื รวมผลงานทค่ี ดั สรรจากวรรณกรรมซไี รตข์ องไทย โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์นิตยา มาศะวิสุทธ์ิ เป็น และของประเทศอาเซยี น ไดร้ บั การแปลเปน็ ภาษาองั กฤษ ๒ เลม่ บรรณาธกิ าร และ The S.E.A. WRITE ANTHOLOGY of ASEAN Short Stories & Poems โดยศาสตราจารย์ ไดไ้ มม่ าก คอื การแปลวรรณกรรมซไี รตเ์ ปน็ ภาษา ศรสี รุ างค์ พลู ทรพั ย์ เปน็ บรรณาธกิ าร ตา่ ง ๆ เพอื่ ถา่ ยทอดภมู ปิ ญั ญาทางวรรณกรรมระหวา่ ง สมาชิกในกลุ่มประเทศอาเซียนซ่ึงมีวัฒนธรรม หากต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่จะให้ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์ที่คล้ายคลึงและ รางวลั ซไี รตเ์ ปน็ สะพานเชอื่ มทางวฒั นธรรมระหวา่ ง เกี่ยวข้องกัน ท่ีทำมาแล้วคือ การแปลเร่ืองสั้น ประเทศในกลมุ่ อาเซยี น คงจะตอ้ งมคี วามรว่ มมอื และกวนี พิ นธข์ องนกั เขยี นซไี รตเ์ ปน็ ภาษาองั กฤษ ในระดบั กวา้ ง ระดบั ลกึ และจรงิ จงั กวา่ ทเี่ ปน็ อยู่ เพอื่ เผยแพรอ่ ยา่ งเปน็ สากล โดยสมาคมภาษาและ เมอื่ องคก์ รเอกชนไดเ้ รมิ่ ตน้ ไวด้ แี ลว้ องคก์ รและ หนงั สอื แหง่ ประเทศไทยฯ ไดด้ ำเนนิ การแปลและ หน่วยงานรัฐของแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียน จัดพิมพ์แล้ว ๒ เล่ม คือ The S.E.A. Write เชน่ กระทรวงวฒั นธรรม สมาคมนกั เขยี น และ Anthology of Thai Short Stories & Poems องคก์ รวรรณกรรม ควรจะรว่ มมอื กนั สานตอ่ โดย มกี ารแลกเปลยี่ นเรยี นรวู้ ฒั นธรรมทางวรรณศลิ ป์ ของกันและกันให้มากข้ึน เพ่ือเสริมสร้างความ เขา้ ใจและสนั ตสิ ขุ ในภมู ภิ าคอาเซยี น ดเู พมิ่ เตมิ เรอื่ ง ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ เลม่ ๓๗
55 บรรณานกุ รม “๑๕ ปี ซไี รต.์ ” ภาษาและหนงั สอื ๒๕, ๑-๒ (เมษายน ๒๕๓๕-มนี าคม ๒๕๓๖). ๒๕ ปซี ไี รต์ รวมบทวจิ ารณค์ ดั สรร. กรงุ เทพฯ : สมาคมภาษาและหนงั สอื แหง่ ประเทศไทย ในพระบรม- ราชปู ถมั ภ,์ ๒๕๔๗. นรนติ ิ เศรษฐบตุ ร. คำใหก้ ารเรอ่ื งรางวลั วรรณกรรมสรา้ งสรรคซ์ ไี รท.์ กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๒๕. นนั ทพร ไวศยะสวุ รรณ.์ “กนกพงศ์ สงสมพนั ธุ์ มาไกลจาก “แผน่ ดนิ อนื่ ” ควา้ รางวลั ซไี รตป์ ระจำปี ๓๙.” เนชนั่ สดุ สปั ดาห์ ๕, ๒๑๗ (๒-๘ สงิ หาคม ๒๕๓๗) : ๘๐-๘๑. นิตยา มาศะวิสุทธิ์. “กว่าจะมาเป็น ๑๕ ปีซีไรต์.” ภาษาและหนังสือ ๒๕, ๑-๒ (เมษายน ๒๕๓๕- มนี าคม ๒๕๓๖) : ๘-๑๕. มาโนช ดนิ ลานสกลู . วาทกรรมวรรณกรรมสรา้ งสรรคย์ อดเยยี่ มแหง่ อาเซยี น. วทิ ยานพิ นธห์ ลกั สตู ร ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ สาขาวชิ าภาษาไทย มหาวทิ ยาลยั นเรศวร พ.ศ. ๒๕๕๒. โรงแรมโอเรียนเต็ล. เอกสารประชาสัมพันธ์รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเย่ียมแห่งอาเซียน. (อดั สำเนา)
56
นกเงอื กไทย57 ศาสตราจารยเ์ กยี รตคิ ณุ ดร.พไิ ล พลู สวสั ดิ์ ผเู้ ขยี น สว่ นเด็กเล็ก ศิรวิ รรณ นาคขนุ ทด ผ้เู รียบเรียง นกเงอื กในโลกมี ๕๔ ชนดิ พบเฉพาะในทวปี แอฟรกิ าและเอเชยี ใน ประเทศไทยมี ๑๓ ชนดิ คอื นกกก ซง่ึ มขี นาดใหญท่ ส่ี ดุ นกเงอื กหวั แรด นก ชนหนิ นกเงอื กหวั หงอก นกเงอื กคอแดง นกเงอื กปากยน่ นกเงอื กกรามชา้ ง นกเงอื กกรามชา้ งปากเรยี บ นกเงอื กดำ นกเงอื กปากดำ นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว นกเงอื กสนี ำ้ ตาล และนกแกก๊ ซง่ึ มขี นาดเลก็ ทส่ี ดุ ลกั ษณะเดน่ ของนกเงอื กคอื มโี หนกทม่ี ขี นาดใหญโ่ คง้ อยเู่ หนอื ปาก มขี นตายาว ไมม่ ขี นคลมุ ใตป้ กี เมอ่ื กระพอื ปกี จงึ ทำใหเ้ กดิ เสยี งดงั เพศเมยี ทำรงั เลยี้ งลกู อยใู่ นโพรงไม้ ปดิ ปากโพรง เหลอื เพยี งชอ่ งแคบ ๆ ใหเ้ พศผสู้ ง่ อาหารผา่ นเขา้ มาไดเ้ ทา่ นน้ั
58 ภาพเขยี นแสดงนกเงอื กท่อี ยู่ในโพรง และลกั ษณะปากโพรง ฤดทู ำรงั เรม่ิ เดอื นมกราคม-พฤษภาคม นกเงอื กเพศเมยี ออกไข่ กกไข่ ฟกั ไข่ เลย้ี งลกู อยใู่ นโพรงไมท้ ไี่ มส่ ามารถเจาะเองไดเ้ ปน็ เวลา ๓-๔ เดอื น โดยเพศผ ู้ ตอ้ งหาอาหารเลยี้ งครอบครวั ดงั นน้ั เพศเมยี และลกู นกจงึ มชี วี ติ ขน้ึ อยกู่ บั เพศผ ู้ นกเงอื กกนิ ผลไมเ้ ปน็ อาหารหลกั และยงั กนิ สตั วเ์ ปน็ อาหารดว้ ย เมอ่ื ลกู นกโต พอทจี่ ะออกจากโพรงรงั ได้ แมน่ กจะกะเทาะปากโพรงออกและบนิ ออกสโู่ ลก ภายนอก ซง่ึ เปน็ ชว่ งเขา้ สฤู่ ดรู วมฝงู เรม่ิ ในเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม การรวมฝงู เปน็ การชว่ ยกนั หาแหลง่ อาหาร การเฝา้ ระวงั ศตั รู และการจบั คู่ ฝงู นกเงอื กมี ทง้ั ขนาดใหญ่และเล็ก นกเงอื กกรามช้างรวมฝูงหลายร้อยตัว ส่วนนกเงอื ก สนี ำ้ ตาลคอขาวรวมฝงู ไมเ่ กนิ ๘๐ ตวั ศตั รขู องนกเงอื กคอื หมาไม้ และหมขี อ
59 นกเงือกเป็นนักปลูกป่า เพราะสามารถกินผลไม้ได้หลายชนิดและ หลายขนาด โดยเลือกเก็บเฉพาะผลสุกท่ีมีเมล็ดสมบูรณ์ และกักตุนไปได้ คราวละหลายผล ขณะกำลงั บนิ หรอื เกาะพกั ตามตน้ ไมจ้ ะขยอ้ นเมลด็ ทส่ี มบรู ณ ์ ออกทง้ิ นอกจากนี้ นกเงอื กยงั บนิ เปน็ ระยะทางไกล ทำใหเ้ กดิ การแพรก่ ระจาย ของเมลด็ พนั ธไ์ุ ม้ ซงึ่ ถอื วา่ นกเงอื กเปน็ ผเู้ พาะกลา้ ไมแ้ ละเปน็ ผปู้ ลกู ปา่ ใหด้ ว้ ย ปจั จบุ นั นอกจากมนษุ ยจ์ ะเปน็ สาเหตหุ ลกั ของการทำลายนกเงอื กแลว้ นกเงอื กยงั ขาดแคลนโพรงรงั เนอื่ งจากนกเงอื กไมส่ ามารถเจาะโพรงรงั ไดเ้ อง และตน้ ไมท้ เี่ ปน็ ตน้ โพรงถกู พายพุ ดั ตน้ หกั ซง่ึ เปน็ การสญู เสยี แบบถาวร หรอื พนื้ โพรงทรดุ ตอ้ งแกป้ ญั หาโดยการถมดนิ หากปากโพรงปดิ หรอื แคบลงเพราะ เนื้อไม้ส่วนเปลือกยังเจริญเติบโต จะต้องถากเปิดออก เม่ือโพรงรังสภาพด ี มีอยู่น้อย ทำให้เกิดการแก่งแย่งโพรง นักวิจัยจึงต้องซ่อมแซมโพรงรังและ ปรบั ปรงุ โพรงไมธ้ รรมชาตใิ หเ้ หมาะสมทจ่ี ะเปน็ โพรงรงั เพอื่ เพมิ่ โพรงรงั เปน็ การเพม่ิ โอกาสใหน้ กเงอื กขยายพนั ธ์ุ และเปน็ การอนรุ กั ษน์ กเงอื กใหค้ งอยตู่ อ่ ไป นักวิจยั ซอ่ มแซมโพรงรังให้แก่นกเงอื ก
60 สว่ นเดก็ กลาง ศิริวรรณ นาคขุนทด ผูเ้ รยี บเรยี ง กำเนดิ นกเงอื ก นกเงือกในโลกมี ๕๔ ชนิด พบในแถบทวีปแอฟริกาและเอเชียเท่านั้น นกเงือก แอฟรกิ นั มขี นาดใหญม่ าก อาศยั อยตู่ ามทงุ่ หญา้ สะวนั นา เรยี กวา่ นกเงอื กพนื้ ดนิ ถอื กำเนดิ เมื่อ ๕๐ ล้านปี พบซากดึกดำบรรพ์ (fossil) กลางสมัยไมโอซีน ที่ประเทศโมร็อกโก ส่วน นกเงอื กเอเชยี ทเ่ี รยี กวา่ นกชนหนิ เปน็ นกเงอื กทถ่ี อื กำเนดิ มาไมน่ อ้ ยกวา่ ๔๕ ลา้ นปี ซงึ่ พบ ทางตอนใตข้ องประเทศไทย และจากหลกั ฐานซากดกึ ดำบรรพข์ องนกชนหนิ ทพี่ บในประเทศ เวยี ดนาม อยใู่ นยคุ ควอเทอรน์ ารี แสดงวา่ นกชนหนิ เคยมกี ารกระจายขนึ้ มาสงู ถงึ คาบสมทุ ร อินโดจีน ปัจจุบันน้ีมีการแพร่กระจายจำกัดอยู่เพียงเขตซุนดาแลนด์ ได้แก่ เกาะสุมาตรา คาบสมทุ รมลายู ซง่ึ รวมถงึ ตอนใตส้ ดุ ของประเทศไทย เกาะชวา และเกาะบอรเ์ นยี ว นกเงอื กในยคุ ปจั จบุ นั นกเงือกที่พบในโลกปัจจุบันแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ๑) นกเงือกพื้นดิน มี ๒ ชนดิ อาศยั ในทงุ่ หญา้ สะวนั นาของทวปี แอฟรกิ า กนิ สตั วเ์ ปน็ อาหาร ทำรงั ในโพรงไม้ แตไ่ มป่ ดิ โพรง ๒) นกเงอื กทำรงั ปดิ มที ง้ั สน้ิ ๕๒ ชนดิ เมอื่ ทำรงั จะปดิ ปากโพรง เหลอื เพยี ง ชอ่ งแคบ ๆ พบในปา่ ดบิ และทงุ่ หญา้ สะวนั นาเขตรอ้ นของทวปี แอฟรกิ า ๒๑ ชนิด และใน ปา่ ดบิ ของทวปี เอเชยี ๓๑ ชนดิ ซงึ่ เปน็ นกเงอื กปา่ เกอื บทงั้ สนิ้ กลมุ่ นกี้ นิ ผลไมเ้ ปน็ สว่ นใหญ่
61 ลกั ษณะเดน่ ของนกเงอื ก ๑. นกเงือกมีโหนกขนาดใหญ่โค้งอยู่เหนือจะงอยปาก โหนกมีรูปร่างและขนาด ตา่ ง ๆ กนั โหนกของนกเงอื กสว่ นใหญเ่ ปน็ โพรง ยกเวน้ โหนกของนกชนหนิ ทต่ี นั คลา้ ยงาชา้ ง ๒. นกเงอื กไมม่ ขี นคลมุ ใตป้ กี เมอ่ื กระพอื ปกี ตดิ ตอ่ กนั จงึ เกดิ เสยี งดงั มาก เกดิ จาก อากาศผา่ นชอ่ งโหวต่ รงโคนขนปกี ๓. เพศเมยี ทำรงั อยใู่ นโพรงไม้ แลว้ ปดิ ขงั ตวั เองอยภู่ ายในโพรง ออกไข่ กกไข่ ฟกั ไข่ และเลยี้ งลกู อยขู่ า้ งใน เพศเมยี ปดิ ปากโพรงเหลอื เพยี งชอ่ งแคบ ๆ ใหเ้ พศผสู้ ง่ อาหารผา่ นเขา้ มาไดเ้ ทา่ นน้ั สรรี ะภายนอกของนกเงอื ก สว่ นตา่ ง ๆ ของรา่ งกายนกเงอื กมชี อ่ื เรยี กดงั แสดงในภาพ โหนก (casque) ม่านตา (iris) ปากบน (upper mandible) กระหมอ่ ม (crown) ปากล่าง (lower mandible) ผวิ หนงั รอบตา (orbital skin) ทา้ ยทอย (nape) ถงุ ใต้คอ (gular pouch) คอ (neck) ลำคอ (throat) ปีก (wing) อก (breast) ทอ้ ง (belly) หาง (tail) แข้ง (tarsus) น้วิ (toe) เล็บ (claw) ใต้ก้น (vent) สรรี ะของนกเงอื ก
62 น กเงอื กไทย ประเทศไทยมนี กเงอื ก ๑๓ ชนดิ ไดแ้ ก่ นกกก มขี นาดใหญท่ ส่ี ดุ วดั จากปลายปาก ถงึ ปลายหาง ๑๒๐-๑๕๐ เซนตเิ มตร นกเงอื กหวั แรด นกชนหนิ นกเงอื กหวั หงอก นกเงอื ก คอแดง นกเงอื กปากยน่ นกเงอื กกรามชา้ ง นกเงอื กกรามชา้ งปากเรยี บ นกเงอื กดำ นกเงอื ก ปากดำ นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว นกเงอื กสนี ำ้ ตาล และนกแกก๊ ซง่ึ มขี นาดเลก็ ทสี่ ดุ คอื ๖๐-๖๕ เซนตเิ มตร แบง่ กลมุ่ นกเงอื กตามลกั ษณะของโหนกไดด้ งั น้ี กลมุ่ โหนกใหญ ่ นกเงือกหัวแรด นกกก นกชนหนิ กลมุ่ โหนกกลาง นกแกก๊ นกเงอื กดำ กลุ่มโหนกเปน็ ลอน นกเงอื กกรามช้าง นกเงอื กกรามชา้ งปากเรยี บ นกเงือกคอแดง นกเงอื กปากย่น กลุ่มโหนกเป็นสัน นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกเงอื กสนี ้ำตาล นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว
63 วฏั จกั รชวี ติ ของนกเงอื ก ฤดทู ำรงั เรมิ่ ขนึ้ ในเดอื นมกราคม-พฤษภาคม นกเงอื กทำรงั ในโพรงไม้ โดยไมส่ ามารถ เจาะเองได้ นกคผู่ วั เมยี จะเสาะหาโพรงรังตามต้นไมข้ นาดใหญ่ โดยโพรงรงั อยสู่ งู ประมาณ ๒๐-๓๐ เมตรจากพนื้ ดนิ เมอื่ ไดโ้ พรงรงั แลว้ เพศเมยี จะเขา้ ไปทำความสะอาดแลว้ ปดิ ปากโพรง โดยใชม้ ลู ของตวั เองผสมกบั เศษอาหารทข่ี ยอ้ นออกซง่ึ มลี กั ษณะเหนยี ว ใชเ้ วลาปดิ ปากโพรง ประมาณ ๓-๗ วนั อกี ๑ สปั ดาหจ์ งึ ออกไข่ ๒-๓ ฟอง ระยะเวลากกไขข่ องนกเงอื กขนาด เปเลพรก็ศะใผมชู้ตาเ้ วณ้อลงา๒ห๒า-๒อ๕า๒๑-ห-๒เาดร๗อืเลนวี้ยนังโดคยรขเอลนบยี้ างคดลรใกูัวหไนญดา้่ ๑น๔-๓๐๓--๔ต๔วั๕แเดลวือว้นั แนตเมช่ ดอ่ื นัไงดิขนฟ่ ั้นแกั ลนเปะกอน็ เยงตใู่ือวั นกจโเะพพเลรศยง้ี เมไงมลียต้กูแลอลอยะดใู่ลนูกโนนพกกรเจงงออืึงมกกี ี ชวี ติ ขน้ึ กบั นกเงอื กเพศผู้ นกเงอื กกนิ ทงั้ ผลไมแ้ ละสตั วเ์ ปน็ อาหาร แตก่ นิ ผลไมเ้ ปน็ อาหารหลกั เกนิ รอ้ ยละ ๕๐ เชน่ ในอทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ นกเงอื กกรามชา้ งกนิ ผลไมร้ อ้ ยละ ๙๕ เมอื่ ลกู นกโตพอทจ่ี ะออกจากโพรงรงั ได้ แมน่ กจะกะเทาะปากโพรงออก และบนิ ออกสโู่ ลกภาย นอก เปน็ การเรม่ิ ฤดรู วมฝงู ในชว่ งฤดฝู นประมาณเดอื นกรกฎาคม-ตลุ าคม การรวมฝงู นเ้ี ปน็ พฤตกิ รรมทางสงั คมทสี่ ำคญั โดยเฉพาะการชว่ ยกนั หาแหลง่ อาหาร การเฝา้ ระวงั ศตั รู และ อาจรวมไปถงึ การจบั คดู่ ว้ ย ฝงู นกเงอื กมที งั้ ฝงู ขนาดใหญแ่ ละฝงู ขนาดเลก็ นกเงอื กกรามชา้ ง รวมฝงู หลายรอ้ ยตวั สว่ นนกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาวรวมฝงู ไมเ่ กนิ ๘๐ ตวั ศตั รขู องนกเงอื กคอื หมาไม้ และหมขี อ เลยี้ งลูก แม่นกฟกั ไข ่ สอนลูกฝกึ บิน พอ่ นกหาอาหาร จบั ค ู่ วฏั จักรชีวิตของนกเงอื ก
64 นกเงือกเลอื กเกบ็ กินผลไมเ้ ฉพาะผลสุก นกเงอื กนกั ปลกู ปา่ นกเงอื กมปี ากขนาดใหญม่ าก สามารถเกบ็ กนิ ผลไมไ้ ดห้ ลายชนดิ และหลายขนาด โดยเลือกเก็บเฉพาะผลสุกซึ่งมีเมล็ดท่ีสมบูรณ์ และยังกักตุนได้คราวละหลายผล ในขณะ กำลงั บนิ หรอื เกาะพกั ตามตน้ ไม้ กจ็ ะขยอ้ นเมลด็ ออกทงิ้ ทลี ะเมลด็ หรอื สองเมลด็ นกเงอื กบนิ เปน็ ระยะทางไกลครอบคลมุ พนื้ ทก่ี วา้ งมาก โดยเฉพาะนอกฤดทู ำรงั ทำใหเ้ กดิ การแพรก่ ระจาย ของเมลด็ พนั ธไ์ุ มอ้ อกไป เสมอื นเปน็ การบรกิ ารเพาะกลา้ ไมแ้ ละปลกู ปา่ ทไี่ ดท้ งั้ ปรมิ าณและ คณุ ภาพ คอื มคี วามหลากหลายของชนดิ พนั ธไุ์ ม้ การอนรุ กั ษน์ กเงอื ก ปจั จยั ทค่ี กุ คามนกเงอื กนอกจากมนษุ ยแ์ ลว้ นกเงอื กยงั ตอ้ งเผชญิ กบั ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาตทิ ที่ ำใหเ้ กดิ การขาดแคลนโพรงรงั ซงึ่ เปน็ ปจั จยั ทส่ี ำคญั มาก เพราะนกเงอื กไม่ สามารถเจาะโพรงรังได้เอง ฉะนั้น โพรงรังจึงเป็นปัจจัยท่ีจำกัดการขยายพันธ์ุของนกเงือก การขาดแคลนโพรงรงั เนอื่ งจากการสญู เสยี ตน้ ไมท้ ม่ี โี พรงรงั จากพายทุ พ่ี ดั ตน้ หกั มอี ตั ราสงู ถงึ รอ้ ยละ ๒๐ นอกจากนย้ี งั มโี พรงรงั ทถี่ กู ทอดทง้ิ ซง่ึ บง่ ชวี้ า่ โพรงรงั เหลา่ นนั้ หมดสภาพแลว้
65 การปรับปรุงโพรงไม้ธรรมชาติ เพอื่ ใหน้ กเงือกใช้เป็นโพรงรงั เป็นการอนุรกั ษน์ กเงอื กให้คงอยคู่ ่ปู ่า มีอัตราสูงถึงร้อยละ ๗๐ คณะวิจัยพบสาเหตุจากพ้ืนโพรงทรุดร้อยละ ๕๐ ซ่ึงเป็นผลจาก กระบวนการผพุ งั ตลอดเวลาทำใหพ้ นื้ โพรงทรดุ ลงไปเรอ่ื ย ๆ การแกป้ ญั หาพน้ื โพรงทรดุ คอื การถมดนิ และอกี สาเหตหุ นงึ่ คอื ปากโพรงปดิ หรอื แคบลงรอ้ ยละ ๔๐ เพราะวา่ ตน้ ไมท้ ม่ี ี โพรงรังแม้ว่าจะมีไส้เน่าเป่ือยจากเชื้อรา แต่เนื้อไม้ส่วนเปลือกยังมีชีวิต เน้ือเย่ือยังเจริญ เตบิ โต จงึ ตอ้ งถากเปดิ ออก เมอื่ โพรงรงั สภาพดมี อี ยนู่ อ้ ย ทำใหเ้ กดิ การแกง่ แยง่ โพรง ซง่ึ พฤตกิ รรมนบ้ี ง่ ชไ้ี ดว้ า่ เกดิ การขาดแคลนโพรงรงั เปน็ อปุ สรรคในการทำรงั ของนกเงอื ก การ ซอ่ มแซมโพรงรงั และปรบั ปรงุ โพรงไมธ้ รรมชาตใิ หส้ ามารถใชเ้ ปน็ โพรงรงั ทำใหเ้ พมิ่ โพรงรงั แกน่ กเงอื กไดอ้ กี รอ้ ยละ ๓๐ เปน็ การเพมิ่ โอกาสใหน้ กเงอื กไดข้ ยายพนั ธุ ์ นกเงือกมีบทบาทสำคัญในป่าคือ เป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ที่ดี และทำให้มี ความหลากหลายของพนั ธไ์ุ มป้ า่ มาก อกี ทงั้ ยงั กนิ สตั วข์ นาดเลก็ จงึ ชว่ ยรกั ษาสมดลุ ของปา่ ทำใหป้ า่ นน้ั สมบรู ณ์ นกเงอื กบนิ ครอบคลมุ และใชป้ ระโยชนใ์ นพน้ื ทป่ี า่ กวา้ งมาก ดงั นนั้ หาก อนรุ กั ษน์ กเงอื กไวใ้ นปา่ ทกี่ วา้ งขวางกส็ ามารถอนรุ กั ษส์ ตั วแ์ ละพชื อน่ื ๆ ไดอ้ กี มาก นอกจากนี้ นกเงือกยังเป็นสัตว์ท่ีช้ีวัดความสมบูรณ์ของป่า และเป็นสัตว์ที่มีความโดดเด่นและดึงดูด ความสนใจของคนทว่ั ไป
66 ส่วนเด็กโต ศาสตราจารย์เกียรตคิ ณุ ดร.พไิ ล พลู สวัสด์ิ ผูเ้ ขยี น ๑. กำเนดิ นกเงอื ก เอเชียที่เรียกว่า นกชนหิน (Helmeted Hornbill) ถือกำเนิดเม่ือประมาณ ๔๕ ล้านปี เป็นนกเงือก เมื่อประมวลจากหลักฐานซากดึกดำบรรพ ์ ซง่ึ พบทางตอนใตข้ องประเทศไทย จากหลักฐาน (fossil) และทางพันธุกรรม สามารถบ่งชี้ได้ว่า ซากดึกดำบรรพ์ยุคควอเทอร์นารี (Quarternary) บรรพบรุ ษุ ของนกเงอื กถอื กำเนดิ ในทวปี แอฟรกิ า ของนกชนหนิ ซงึ่ พบทป่ี ระเทศเวยี ดนามแสดงวา่ เม่ือประมาณ ๖๐ ล้านปีมาแล้ว นกเงือกท่ียังมี นกชนหนิ เคยมกี ารกระจายขนึ้ มาสงู ถงึ คาบสมทุ ร ชวี ติ อยใู่ นปจั จบุ นั และถอื วา่ มอี ายเุ กา่ แกท่ ส่ี ดุ กค็ อื อนิ โดจนี ในปจั จบุ นั การแพรก่ ระจายของนกชนหนิ นกเงอื กแอฟรกิ า ขนาดใหญม่ าก อาศยั อยตู่ ามทงุ่ จำกัดอยู่เพียงเขตซุนดาแลนด์ (Sundaland) อัน หญา้ สะวนั นา (Savanna) เรยี กวา่ นกเงอื กพน้ื ดนิ ไดแ้ ก่ เกาะสมุ าตรา คาบสมทุ รมลายู ซงึ่ รวมถงึ (Ground Hornbill) ซง่ึ ถอื กำเนดิ เมอ่ื ๕๐ ลา้ นป ี ตอนใตส้ ุดของประเทศไทย เกาะชวา และเกาะ มาแลว้ โดยพบซากดกึ ดำบรรพก์ ลางสมยั ไมโอซนี บอรเ์ นยี ว (Miocene) ทปี่ ระเทศโมรอ็ กโก สำหรบั นกเงอื ก นกเงอื กพ้ืนดนิ กำเนิดนกเงอื ก ๖๐ ล้านป ี นกชนหนิ ~ ๔๕ ล้านปี ~ ๕๐ ลา้ นปี ทวปี ยุโรป ทวปี เอเชยี ๑ ๒ ทวีปอเมรกิ าใต้ กำเนดิ นกเงอื กในทวปี แอฟริกา ๓ มาดากสั การ์ นกทแู คน นกทแู คน นกเงือก แสดงแหลง่ กำเนดิ และหลกั ฐานซากดกึ ดำบรรพ์ การกระจายของนกเงอื กปจั จบุ นั และการกระจายของนกทแู คน : ๑. ซากดกึ ดำบรรพส์ มยั ไมโอซนี ของนกเงอื กพน้ื ดนิ ทป่ี ระเทศโมรอ็ กโก ๒. ซากดกึ ดำบรรพย์ คุ ควอเทอรน์ ารขี องนกชนหนิ ทป่ี ระเทศเวยี ดนาม ๓. เขตซนุ ดาแลนด์
67 ๒. การกระจายของนกเงอื ก ๓. นกเงอื กในยคุ ปจั จบุ นั นกเงอื กทถ่ี อื กำเนดิ ในทวปี แอฟรกิ านน้ั แพร่ นกเงอื กทพี่ บในปจั จบุ นั นกั อนกุ รมวธิ าน มาสเู่ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตไ้ ดอ้ ยา่ งไร ตามทฤษฎ ี ได้จัดไว้ในอันดับ Bucerotiformes แบ่งออกเป็น การเคลอื่ นตวั ของทวปี (Theory of Continental Drift) ๒ กลมุ่ ใหญ่ ๆ คอื นกั ธรณวี ทิ ยาสนั นษิ ฐานวา่ จากการเคลอื่ นตวั ของ เปลอื กโลกในชว่ ง ๘๐-๑๐๐ ลา้ นปมี าแลว้ อนทุ วปี - วงศ์ Bucorvidae ไดแ้ ก่ นกเงอื กพน้ื ดนิ ซงึ่ อินเดียได้เคล่ือนตัวแยกออกจากทวีปโบราณช่ือ มอี ยู่ ๒ ชนดิ อาศยั ในทงุ่ หญา้ สะวนั นา กนิ สตั ว์ กอนดว์ านาแลนด์ (Gondwanaland) ซง่ึ ในปจั จบุ นั ได ้ เปน็ อาหาร ทำรงั ในโพรงไมแ้ ตไ่ มป่ ดิ โพรง แยกออกเปน็ ทวปี แอฟรกิ า เกาะมาดากสั การ์ ทวปี แอนตารก์ ตกิ า และทวปี ออสเตรเลยี แลว้ เคลอื่ น - วงศ์ Bucerotidae หรือนกเงือกทำรังปิด ขนึ้ เหนอื ผา่ นทางตะวนั ออกของเกาะมาดากสั การ์ มที งั้ สน้ิ ๕๒ ชนดิ เมอื่ ทำรงั จะปดิ ปากโพรงเหลอื เขา้ ใกลจ้ ะงอยของทวปี แอฟรกิ าและทางใตข้ องคาบ เพยี งชอ่ งแคบ ๆ สมทุ รอาหรบั สว่ นทางตะวนั ออกของอนทุ วปี อนิ เดยี นน้ั เคลอ่ื นเขา้ ใกลเ้ ขตซนุ ดาแลนดใ์ นชว่ งระยะเวลา สว่ นมากพบนกเงอื กไดใ้ นปา่ ดบิ และทงุ่ หญา้ ประมาณกลางสมัยอีโอซีน (Eocene) ทำให้เช่ือ สะวนั นาเขตรอ้ นของทวปี แอฟรกิ า ๒๑ ชนดิ และใน ได้ว่า อนุทวีปอินเดียเปรียบเสมือน “สะพาน” ท่ี ปา่ ดบิ ของทวปี เอเชยี ๓๑ ชนดิ หรอื รอ้ ยละ ๕๙.๖ นำนกเงอื กเดนิ ทางจากทวปี แอฟรกิ ากระจายมาสู่ เปน็ นกเงอื กปา่ และสว่ นใหญก่ นิ ผลไมเ้ ปน็ อาหาร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันน้ันนกเงือกก ็ ได้นำพืชโบราณจากอนุทวีปอินเดียกระจายมายัง นกทแู คน ภูมิภาคนี้ เกิดเป็นป่าดิบโบราณซ่ึงในสมัยนั้นม ี อณุ หภมู แิ ละความชน้ื สงู มาก มพี ชื พรรณธรรมชาต ิ เปน็ ปา่ ดบิ ชนื้ เขตรอ้ นอณุ หภมู สิ งู และยงั คงเปน็ ปา่ ดบิ ทเ่ี หน็ อยใู่ นปจั จบุ นั คนไทยไม่น้อยยังคงมีความสับสนระหว่าง นกเงอื กและนกทแู คน (Toucan) ซง่ึ เปน็ นกคนละ ชนิดกัน โดยนกทูแคนพบเฉพาะในป่าของทวีป อเมรกิ าใตเ้ ทา่ นน้ั เกดิ ขน้ึ หลงั จากทที่ วปี อเมรกิ าใต้ แยกตวั ออกจากกอนดว์ านาแลนดแ์ ลว้ นกเงือกพืน้ ดิน
68 ๔ . ลกั ษณะเดน่ ของนกเงอื ก ของนกชนหนิ ซงึ่ ตนั คลา้ ยงาชา้ ง สำหรบั โหนก ของนกเงือกหัวแรดมีลักษณะคล้ายนอของแรด นกเงอื กเอเชยี สว่ นมากมขี นาดใหญถ่ งึ ใหญ่ จึงเป็นที่มาของคำว่า Hornbill ซึ่งเป็นภาษา มาก (ยกเว้นนกเงือกอินเดียสกุล Ocyceros และ องั กฤษทใี่ ชเ้ รยี ก “นกเงอื ก” นกเงอื กฟลิ ปิ ปนิ สส์ กลุ Penelopides) โดยมขี นาด ความยาวตัววัดจากปลายปากถึงปลายหาง ตั้งแต่ ๒. นกเงอื กไมม่ ขี นคลมุ ใตป้ กี (Underwing ๖๐-๑๕๐ เซนตเิ มตร เชน่ นกกก นกเงอื กหวั แรด covert) ตรงโคนขนบรเิ วณใตป้ กี มชี อ่ งโหว่ เมอ่ื นกชนหนิ ทง้ั ๓ ชนดิ มขี นาดใหญม่ าก (๑๑๐-๑๕๐ กระพอื ปกี ตดิ ตอ่ กนั จงึ เกดิ เสยี งดงั มาก เนอื่ งจาก เซนตเิ มตร) และรอ้ งเสยี งดงั ซงึ่ ใกลเ้ คยี งกบั นก อากาศผ่านช่องโหว่เหล่าน้ัน ขณะท่ีนกบินร่อน เงอื กพนื้ ดนิ ในทวปี แอฟรกิ า นกเงอื กทกุ ชนดิ เพศผู้ เขา้ มาเกาะทห่ี นา้ โพรงรงั จะไดย้ นิ เสยี งคลา้ ยเสยี ง มขี นาดใหญก่ วา่ เพศเมยี นกเงอื กเอเชยี มลี กั ษณะ รถจกั รไอนำ้ ยคุ โบราณพน่ ไอออกมา ทส่ี ำคญั สรปุ ไดด้ งั น้ี ๑. มโี หนก (Casque) โหนกประดบั อยเู่ หนอื ๓. เพศเมียทำรงั อยู่ในโพรงไม้ โดยปดิ ขงั จะงอยปาก มรี ปู รา่ งและขนาดตา่ ง ๆ กนั อาจมี ตวั เองอยภู่ ายในโพรง ออกไข่ กกไข่ ฟกั ไข่ และ รปู รา่ งคลา้ ยหวั แครอต หรอื มลี อนหยกั โหนกของ เลย้ี งลกู อยขู่ า้ งในโพรง เพศเมยี ปดิ ปากโพรงเหลอื นกเงอื กทกุ ชนดิ มลี กั ษณะเปน็ โพรง ยกเวน้ โหนก เพยี งชอ่ งแคบ ๆ พอใหเ้ พศผสู้ ง่ อาหารผา่ นเขา้ มา ไดเ้ ทา่ นนั้ การปดิ โพรงแบบนจี้ ะปอ้ งกนั ศตั รหู รอื สตั วผ์ ลู้ า่ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี นกเงือกมโี หนกเหนือจะงอยปาก นกเงอื กเพศผู้สง่ อาหารให้เพศเมีย ๕. นกเงอื กไทย นกเงอื ก (ซ้าย) ไมม่ ขี นคลุมใตป้ กี มีลกั ษณะเป็นช่องโหว่ ในบรรดานกเงอื กเอเชยี ๓๑ ชนดิ ประเทศ เปรยี บเทยี บกบั นกทั่วไป (ขวา) ซึ่งมีขนคลุมใตป้ ีก ไทยมีนกเงือกถึง ๑๓ ชนิด และเป็นนกเงือกป่า ทงั้ สน้ิ เรยี งลำดบั ตามววิ ฒั นาการดงั น้ี ๑. นกเงือกหัวหงอก (White-crowned Hornbill, Berenicornis comatus) ๒. นกชนหนิ (Helmeted Hornbill, Rhinoplax vigil) ๓. นกเงอื กดำ (Black Hornbill, Anthracoceros malayanus) ๔. นกแก๊ก (Oriental Pied Hornbill, Anthracoceros albirostris) ๕. นกเงอื กปากดำ (Bushy-crested Hornbill, Anorrhinus galeritus)
69 ๖. นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว (White-throated นกเงอื กไทย ๑๓ ชนดิ มคี วามสมั พนั ธใ์ นระดบั Brown Hornbill, Ptilolaemus austeni) พนั ธกุ รรมจากบรรพบรุ ษุ รว่ ม ซง่ึ อาจสนั นษิ ฐานได้ ๗. นกเงือกสีน้ำตาล (Brown Hornbill, ดงั นี ้ Ptilolaemus tickelli) ๑. นกเงอื กหวั หงอก เปน็ นกเงอื กเกา่ แกม่ าก ๘. นกเงอื กหวั แรด (Rhinoceros Hornbill, ท่ีสุดของนกเงือกเอเชีย ถือกำเนิดมาประมาณ Buceros rhinoceros) ๔๗ ลา้ นปี สนั นษิ ฐานวา่ มบี รรพบรุ ษุ รว่ มกบั นก ๙. นกกก (Great Hornbill, Buceros bicornis) เงอื กขนาดเลก็ ของอนิ เดยี สกลุ Ocyceros และนก ๑๐. นกเงอื กคอแดง (Rufous-necked Hornbill, เงอื กปา่ แอฟรกิ าสกลุ Tropicranus, Ceratogymna Aceros nipalensis) และ Bycanistes โดยนกเงอื กหวั หงอกยงั มคี วาม ๑๑. นกเงือกปากย่น (Wrinkled Hornbill, สมั พนั ธห์ า่ ง ๆ กบั นกเงอื กปา่ เอเชยี สกลุ Aceros, Rhyticeros corrugatus) Rhyticeros และ Penelopides ซงึ่ เพศเมยี มลี ำตวั ๑๒. นกเงอื กกรามชา้ งปากเรยี บ (Plain-pouched และปกี สดี ำ Hornbill, Rhyticeros subruficollis) ๒. นกชนหิน ถือกำเนิดมาประมาณ ๔๕ ๑๓. นกเงอื กกรามชา้ ง (Wreathed Hornbill, ลา้ นปี มบี รรพบรุ ษุ รว่ มกบั กลมุ่ นกเงอื กโหนกใหญ ่ Rhyticeros undulatus) คอื นกเงอื กสกลุ Buceros ซงึ่ ไดแ้ ก่ นกกก และ นกเงือกไทย ๑๓ ชนิด อาจแบ่งกลุ่มย่อย นกเงอื กหวั แรด รวมทง้ั ยงั มนี กเงอื กสกลุ Buceros ตามลกั ษณะของปากและโหนกไดเ้ ปน็ ๔ กลมุ่ คอื ในประเทศฟลิ ปิ ปนิ ส ์ ๑. กลมุ่ โหนกใหญ่ ไดแ้ ก่ นกชนหนิ นก นกชนหนิ นอ้ี าจนบั ไดว้ า่ มคี วามสมั พนั ธก์ บั เงอื กหวั แรด และนกกก บรรพบรุ ษุ ของกลมุ่ นกเงอื กโหนกขนาดกลางสกลุ ๒. กลมุ่ โหนกขนาดกลาง ไดแ้ ก่ นกเงอื ก Anthracoceros ได้แก่ นกแก๊ก และนกเงอื กดำ ดำ และนกแกก๊ รวมทงั้ กลมุ่ นกเงอื กโหนกเลก็ เปน็ สนั คอื นกเงอื ก ๓. กลมุ่ โหนกเลก็ เปน็ ลอนหรอื หยกั ปากมี ปากดำ นกเงือกสีน้ำตาล และนกเงอื กสนี ำ้ ตาล รอยยน่ หรอื เปน็ รอ่ ง ไดแ้ ก่ นกเงอื กคอแดง นก คอขาว เงอื กปากยน่ นกเงอื กกรามชา้ งปากเรยี บ และนก ๓. นกเงอื กคอแดง ถอื กำเนดิ มาเมอื่ ประมาณ เงอื กกรามชา้ ง ๒๙ ล้านปี มีบรรพบุรุษร่วมกับบรรพบุรุษกลุ่ม ๔. กลุ่มโหนกเป็นสัน ได้แก่ นกเงือก นกเงือกโหนกเล็กเป็นลอนหรือหยัก ปากมีรอย หวั หงอก นกเงอื กปากดำหรอื นกกาเขา นกเงอื ก หยกั หรอื รอ่ งและมสี สี นั สกลุ Rhyticeros ไดแ้ ก่ สนี ำ้ ตาล และนกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว นกเงอื กปากยน่ นกเงอื กกรามชา้ งปากเรยี บ นก เงือกกรามช้าง นกเงือกซุมบา นกเงือกปาปวน ๕.๑ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งนกเงอื กไทย นกเงอื กนารค์ อนแดม และนกเงอื กฟลิ ปิ ปนิ ส์ สกลุ และนกเงอื กอนื่ ๆ Penelopides spp. ซง่ึ มขี นาดเลก็
70 นกกกค่ผู ัวเมียหนา้ โพรงรงั ใหญม่ าก เชน่ นกกก ใชโ้ พรงในตน้ ไมท้ ม่ี ขี นาด เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางเฉลยี่ ไมน่ อ้ ยกวา่ ๑๑๐ เซนตเิ มตร ๕.๒ วฏั จกั รชวี ติ ของนกเงอื ก ตน้ ไมท้ มี่ โี พรงรงั ของนกเงอื กโดยมากเปน็ ตน้ ไมใ้ น ฤดทู ำรงั และการเสาะหาโพรงรงั วงศไ์ มย้ าง (Dipterocarpaceae) เชน่ ตน้ ยางเสยี น (Dipterocarpus gracilis) ตน้ ตะเคยี น (Hopea sp.) นกเงอื กทำรงั ในโพรงไม้ โดยไมส่ ามารถเจาะ และในวงศ์ Myrtaceae เชน่ ตน้ หวา้ (Cleistocalyx โพรงเองได้ สำหรบั ฤดทู ำรงั ของนกเงอื กขน้ึ อยกู่ บั nervosum) ซงึ่ มขี นาดใหญ่ อยา่ งไรกต็ าม พนั ธไ์ุ ม้ ภมู ภิ าคของประเทศไทย ในภมู ภิ าคเหนอื คอคอดกระ ทพ่ี บวา่ มโี พรงรงั นกเงอื กกข็ น้ึ อยกู่ บั ประเภทของ (เหนอื จงั หวดั ระนอง) จะเรม่ิ ขนึ้ ในเดอื นมกราคม ปา่ ถน่ิ อาศยั ดว้ ย (ตารางที่ ๑) สว่ นภมู ภิ าคใตค้ อคอดกระลงไป ฤดทู ำรงั จะเรมิ่ ประมาณเดอื นกมุ ภาพนั ธ-์ มนี าคมซงึ่ เปน็ ชว่ งฤดแู ลง้ เมอื่ ฤดูทำรังเริ่มขน้ึ นกค่ผู ัวเมียจะเรม่ิ เสาะ หาโพรงรงั ตามตน้ ไมท้ มี่ ขี นาดใหญ่ นกเงอื กขนาด
71 ตารางท่ี ๑ ขนาดของตน้ ไมส้ ำคญั ทเี่ ปน็ โพรงรงั ของนกเงอื กในปา่ ประเภทตา่ ง ๆ ชนดิ ตน้ ไม้ ขนาดเส้นผ่าศนู ย์กลาง* (ซม.) คดิ เปน็ ร้อยละ ก. ปา่ ดิบแลง้ : อทุ ยานแหง่ ชาติเขาใหญ่ วงศ์ Dipterocarpaceae ยางเสียน (Dipterocarpus gracilis) ๑๑๕ ๓๘ วงศ์ Myrtaceae หว้า (Cleistocalyx nervosum) ๑๐๐ ๒๐ ข. ปา่ ดิบเขา : เขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่าห้วยขาแข้ง วงศ์ Myrtaceae หว้า (Cleistocalyx nervosum) ๑๑๒ ๕๘ วงศ์ Dipterocarpaceae ยางแดง (Dipterocarpus turbinatus) ๑๓๐ ๑๓ ค. ปา่ เบญจพรรณ : เขตรักษาพนั ธส์ุ ัตว์ป่าหว้ ยขาแขง้ วงศ์ Datiscaceae สมพง (Tetrameles nudiflora) ๑๑๗ ๕๔ วงศ์ Lythraceae ตะแบก (Lagerstoemia caryculata) ๑๐๓ ๑๕ ง. ปา่ ดบิ ชน้ื : อุทยานแหง่ ชาตบิ ูโด-สไุ หงปาดี วงศ์ Dipterocarpaceae ๑๔๔ ๔๘ วงศ์ Myrtaceae ๑๒๐ ๑๔ * วัดทคี่ วามสงู ๑๓๐ ซม. จากพื้นดิน
72 การเกย้ี วพาราสี ความพเิ ศษของนกเงอื กเรอ่ื งการทำรงั นเี้ ปน็ ทก่ี ลา่ วขานและเปน็ ทร่ี จู้ กั กนั ดมี าแตโ่ บราณ โดยเมอ่ื นกเงือกจับคู่แล้วจะอยู่แบบคู่ผัวเดียวเมียเดียวไป จนตลอดชวี ติ เมอื่ ฤดทู ำรงั มาถงึ นกเงอื กเพศผจู้ ะ เก้ียวพาราสีเพศเมียก่อนท่ีเพศเมียจะเข้าโพรงรัง ซง่ึ พวกมนั มกั จะใชโ้ พรงรงั ทม่ี อี ยเู่ ดมิ หากโพรงเกา่ ยงั คงมสี ภาพดี พฤตกิ รรมการเกย้ี วพาราสนี น้ั จะ พบในระยะตน้ ของการทำรงั ทห่ี นา้ โพรงรงั เพศผู้ จะปอ้ นอาหารซงึ่ มกั เปน็ ผลไมใ้ หแ้ กค่ ขู่ องมนั แลว้ ปากโพรงรังกอ่ นปิด ปากโพรงรงั ทป่ี ดิ เสร็จแลว้ พาเพศเมียไปดูโพรงรัง โดยบินเข้า-ออกระหว่าง การปดิ โพรงและผสมพนั ธุ ์ คอนทเ่ี กาะและหนา้ โพรงรงั เพอื่ เปน็ การเชญิ ชวน ใหเ้ พศเมยี เขา้ ไปดภู ายในโพรง เม่ือนกคู่ผัวเมียได้โพรงรังแล้ว เพศเมียจะ เขา้ ไปทำความสะอาดภายในโพรง กำจดั วสั ดทุ ใ่ี ช้ ปดิ โพรงเกา่ และเศษอาหารหรอื ขยะของปกี อ่ น ๆ ออกทง้ิ แลว้ จงึ เรม่ิ ปดิ ปากโพรงโดยถา่ ยมลู จากนนั้ ใชป้ ากคาบมลู ของตวั เองและอาหารทข่ี ยอ้ นออกมา แปะขา้ ง ๆ ผนงั โพรงจากภายใน และใชป้ ากดา้ น ขา้ งตใี หว้ สั ดทุ พ่ี อกไวต้ ดิ กนั แนน่ เปรยี บเสมอื น ชา่ งปนู ใชเ้ กรยี งโบกปนู ในการกอ่ สรา้ ง ซง่ึ ทง้ั มลู และอาหารที่ขย้อนออกมาน้ีมีลักษณะเหนียวทำ ใหย้ ดึ เกาะกนั ไดด้ ี เมอ่ื วสั ดนุ แ้ี หง้ จะแขง็ นกเงอื ก เพศเมยี จะทำงานวนั ละประมาณ ๑ ชวั่ โมงหรอื มาก กวา่ นน้ั ในระยะนเี้ พศเมยี จะยงั เขา้ -ออกโพรง และ ในชว่ งทเี่ พศเมยี ออกมา เพศผจู้ ะเขา้ ไปผสมพนั ธ์ุ เพศเมียใช้เวลาปิดโพรงประมาณ ๓-๗ วัน หลัง จากนนั้ จะไมอ่ อกมาอกี เพราะปากโพรงจะแคบเขา้ เรอ่ื ย ๆ เพศเมยี ใชเ้ วลาตกแตง่ ภายในโพรงอกี ราว ๑ สปั ดาหจ์ งึ ออกไข่ หลงั จากออกไขแ่ ลว้ เพศเมยี จะผลดั ขนปกี และหางทง้ิ ทงั้ หมดในเวลาเดยี วกนั ขนตามตวั จะคอ่ ย ๆ ผลดั ทง้ิ สว่ นเพศผจู้ ะผลดั ขน นกเงอื กเพศผู้-เพศเมยี เก้ียวพาราสีโดยการปอ้ นอาหารแก่กัน แบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป
73 แมน่ กกกไขแ่ ละเลีย้ งลูกในโพรงไม้ อกี ประมาณ ๒ เดอื น โดยอาจเลยี้ งลกู ได้ ๑-๓ ตวั แลว้ แตช่ นดิ ถา้ เปน็ นกเงอื กขนาดใหญ่ ระยะเวลา การกกไข ่ ฟกั ไข ่ เลยี้ งลกู กเใพนกยีโไพงขรน่๑งาไตนมวั ต้๔ลเ๐ปอ-น็๔ดเ๕วรลววามนัปเรวจะลงึ มฟาทากั ณน่ีเปก๒น็ เง๑ต๒-อื วั เกดเแอืพลนศะผเแตู้ลลอ้ย้ี งะงลหอกูยาู่ อาหารเล้ียงครอบครัวนานประมาณ ๓-๔ เดือน นกเงือกส่วนมากออกไข่ ๒-๓ ฟอง ระยะ นกเงือกเพศผู้จึงเป็นท่ียกย่องมาก นอกจากนี้จะ เวลาการกกไขส่ ำหรบั นกเงอื กขนาดเลก็ นาน ๒๕ ตอ้ งเอาใจเพศเมยี และลกู เวลาทน่ี ำอาหารมาปอ้ น -๒๗ วัน จึงฟักเป็นตัว และเล้ียงลูกอยู่ในโพรง บางครง้ั เพศเมยี ขวา้ งทงิ้ เพราะวา่ ผลไมท้ เ่ี พศผนู้ ำ มาปอ้ นเปน็ ผลไมช้ นดิ เดมิ ซำ้ ๆ กนั หลายมอื้ เพศ เมียก็จะส่งสัญญาณให้เปลี่ยนอาหารโดยขว้างท้ิง ตอ่ หนา้ เพศผไู้ ดแ้ ตม่ องตามลกู ไมท้ หี่ ลน่ ไป แลว้ กห็ าอาหารมาเปลยี่ นใหใ้ หม่ นกเงอื กเพศผยู้ งั ตอ้ ง คอยขบั ไลศ่ ตั รแู ละดแู ลความสะอาดหนา้ ปากโพรง เมื่อลูกนกถ่ายมูลไม่พ้นปากโพรง ส่วนนกเงือก เพศเมยี ถา่ ยมลู ออกทางปากโพรงทกุ ครงั้ โพรงรงั นกเงือกจึงสะอาด ดังน้ัน นกเงือกเพศเมียและ ลกู นกจงึ มชี วี ติ ขนึ้ กบั นกเงอื กเพศผู้ ซงึ่ หาอาหารมา ปอ้ นตลอด จนลกู นกโตพอทจี่ ะออกจากโพรงรงั ได ้ ตารางที่ ๒ ระยะเวลาในการกกไข่ เลย้ี งลกู ของนกเงอื ก ๔ ชนดิ ณ อทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ ่ ชนิดนกเงอื ก ระยะกกไข่ (วนั ) ระยะเล้ยี งลูกนก (วัน) จำนวนลกู นก (ตัว) รวมระยะเวลาการทำรัง* (วัน) นกเงือกขนาดใหญ ่ นกกก ๔๐-๔๕ ๗๐-๗๕ ๑ ๑๒๐ (ขนาด ๑๒๐-๑๕๐ ซม.) ๑ นกเงือกกรามช้าง ๔๐ ๗๕-๘๐ ๑๒๗ (ขนาด ๑๑๐-๑๒๐ ซม.) ๑-๓ นกเงอื กขนาดเล็ก ๒๕-๒๗ ๖๐ ๑-๒ ๙๓ นกเงอื กสนี ้ำตาลคอขาว ๒๕-๒๗ (ขนาด ๗๐-๗๕ ซม.) ๖๐ ๘๘ นกแกก๊ (ขนาด ๖๐-๖๕ ซม.) * นับตงั้ แต่นกเงือกเพศเมยี ปดิ โพรงขงั ตวั เอง
74 รปู แบบการเลย้ี งลกู คอื พอ่ นกหาอาหารเลย้ี งครอบครวั ระยะหนง่ึ จน ลูกนกออกจากไข่และมีอายุได้ราว ๔-๖ สัปดาห์ โดยทวั่ ไปเรามกั คดิ วา่ พอ่ นกเงอื กทกุ ชนดิ แมน่ กจงึ กะเทาะวสั ดปุ ดิ ปากโพรง (ซงึ่ กเ็ ปน็ ชว่ งท ี่ เป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงแม่นกและลูกเพียงลำพัง เพศเมยี มขี นใหมง่ อกเกอื บสมบรู ณ)์ แลว้ ออกมา แตท่ จี่ รงิ นกเงอื กบางชนดิ มรี ปู แบบการเลย้ี งลกู ท่ี ชว่ ยพอ่ นกเลย้ี งลกู โดยทงั้ พอ่ และแมน่ กชว่ ยกนั หา แตกตา่ งกนั ออกไป โดยอาจแบง่ นกเงอื กไทยตาม อาหารมาเลย้ี งลกู จนลกู นกออกจากโพรง นกเงอื ก รปู แบบการเลย้ี งลกู ไดเ้ ปน็ ๓ กลมุ่ ดงั นี้ ในกลมุ่ นม้ี เี พยี ง ๒ ชนดิ คอื นกเงอื กหวั แรด และ ๑. พอ่ ดแู ล (Father care) คอื พอ่ นกหา นกกก นกเงอื กในกลมุ่ นเี้ ลย้ี งลกู เพยี ง ๑ ตวั อาหารเลี้ยงครอบครัวเพียงลำพัง รับผิดชอบใน การดแู ลครอบครวั ตัง้ แตแ่ ม่นกปิดโพรงขังตวั เอง ๓. มผี ชู้ ว่ ยดแู ล (Cooperative care) คอื พอ่ ออกไข่ และเล้ียงลูกจนลูกนกโตออกจากโพรง นกมผี ชู้ ว่ ยคอยหาอาหารมาเลยี้ งครอบครวั ซง่ึ อาจ นกเงอื กในกลมุ่ น้ี ไดแ้ ก่ นกชนหนิ นกเงอื กดำ มผี ชู้ ว่ ยตง้ั แต่ ๑-๕ ตวั นกเงอื กในกลมุ่ นี้ ไดแ้ ก่ นกแก๊ก นกเงือกคอแดง นกเงือกปากย่น นก นกเงอื กหวั หงอก นกเงอื กปากดำ นกเงอื กสนี ำ้ ตาล เงอื กกรามชา้ งปากเรยี บ และนกเงอื กกรามชา้ ง นก และนกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว ซง่ึ สามารถเลย้ี งลกู เงอื กกลมุ่ นเี้ ลย้ี งลกู เพยี ง ๑ ตวั ยกเวน้ นกแกก๊ อาจ ได้ ๑-๓ ตวั สำหรบั นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาวคใู่ ดท่ี เลยี้ งลกู ได้ ๑-๒ ตวั ไมม่ ผี ชู้ ว่ ย การเลย้ี งลกู กจ็ ะประสบความสำเรจ็ ได้ ๒. พอ่ แมด่ แู ลรว่ มกนั (Bi-parental care) คอ่ นขา้ งตำ่ (โอกาสทล่ี กู จะรอดนอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ ๕๐) พอ่ นกหาอาหารเลีย้ งแม่นกและลกู นก นกเงือกสนี ำ้ ตาลคอขาว และนกผชู้ ่วยเลี้ยงซ่งึ เปน็ นกหนมุ่ ทีย่ ังไม่มีคู ่
75 อาหารของนกเงอื ก อาหารของนกเงอื กมที งั้ ผลไมแ้ ละสัตว์เล็ก ๆ เสรมิ ตอนชว่ งทล่ี กู นกกำลงั โต จะเหน็ วา่ นกเงอื ก นกเงือกกินทั้งผลไม้และสัตว์เป็นอาหาร สีน้ำตาลคอขาวนั้นกินอาหารจำพวกสัตว์สูงมาก แตผ่ ลไมย้ งั คงเปน็ อาหารหลกั ดงั ตวั อยา่ งตาราง เกือบร้อยละ ๔๐ เพราะนกเงือกสีน้ำตาลคอขาว แสดงสดั สว่ นของประเภทอาหารและสารอาหาร เลย้ี งลกู มากกวา่ ๑ ตวั จงึ ตอ้ งการอาหารโปรตนี สงู ทน่ี กเงอื ก ๔ ชนดิ กนิ ในฤดทู ำรงั ทอี่ ทุ ยานแหง่ ชาติ ส่วนนกเงือกกรามช้างได้สารอาหารโปรตีนจาก เขาใหญ่ ไดแ้ ก่ นกกกและนกเงอื กกรามชา้ งกนิ สตั วค์ อ่ นขา้ งตำ่ แตไ่ ดจ้ ากผลไมเ้ ปน็ สว่ นใหญ่ ผลไทรมากทส่ี ดุ คอื รอ้ ยละ ๕๖ และรอ้ ยละ ๕๒ ผลไมป้ า่ ซงึ่ เปน็ อาหารทส่ี ำคญั ของนกเงอื ก ตามลำดบั สว่ นนกแกก๊ และนกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว จดั อยใู่ นวงศก์ ระดงั งา วงศป์ าลม์ วงศอ์ บเชย วงศ ์ กนิ ผลไทรรอ้ ยละ ๓๒ และรอ้ ยละ ๒๖ ตามลำดบั สมอ วงศต์ าเสอื วงศไ์ ทร และวงศจ์ นั ทนเ์ ทศ ซงึ่ ทงั้ นี้ แลว้ แตช่ นดิ นกเงอื กและประเภทปา่ ถนิ่ อาศยั เปน็ วงศไ์ มเ้ดน่ ของปา่ ยคุ โบราณทเ่ีรยี กวา่ Megathermal โดยพ่อนกจะป้อนอาหารจำพวกสัตว์เป็นอาหาร tropical rainforest นนั่ เอง ตารางที่ ๓ สดั สว่ นของประเภทและสารอาหารทน่ี กเงอื ก ๔ ชนดิ กนิ ทอ่ี ทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ ประเภทอาหาร (ร้อยละ) สารอาหาร (ร้อยละ) ไทร ผลไมป้ า่ สัตว ์ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต นกกก ๕๖ ๓๐ ๑๔ ๒๔ ๒๖ ๕๐ นกเงอื กกรามชา้ ง ๕๒ ๔๓ ๕ ๑๕ ๒๘ ๕๗ นกเงอื กสีนำ้ ตาลคอขาว ๒๖ ๓๗ ๓๗ ๓๒ ๓๐ ๓๗ นกแกก๊ ๓๒ ๔๗ ๒๑ ๒๖ ๒๙ ๔๕
76 ในฤดทูผำลรไงัมจป้ ดั า่อซยงึ่ใู่ เนปวน็ งอศาต์ หอ่ าไรปทนส่ี ี้ ำคญั ของนกเงอื ก หมีขอ Annonaceae วงศ์กระดังงา น้อยหน่า ศตั รขู องนกเงอื ก ไดแ้ ก ่ ยางโอน (Polyalthia viridis) Aracaceae วงศป์ าลม์ ไดแ้ ก ่ คอ้ (Livistona แมน้ กเงอื กจะทำรงั อยใู่ นโพรงบนตน้ ไมส้ งู แตก่ ม็ ศี ตั รธู รรมชาต ิ ไดแ้ ก ่ หมาไม ้ และหมขี อ jenkinsiana) ซง่ึ เปน็ สตั วเ์ ลยี้ งลกู ดว้ ยนำ้ นมทอ่ี าศยั อยบู่ นตน้ ไม ้ Lauraceae วงศ์อบเชย ได้แก ่ สุรามะริด โดยหมาไมล้ งหากนิ บนพน้ื ดนิ ดว้ ย สว่ นหมขี อยงั ไมเ่ คยพบวา่ ลงหากนิ บนพน้ื ดนิ แมว้ า่ หมาไมจ้ ะลง (Cinnamomum subavenium) หากนิ บนพน้ื ดนิ แตข่ นึ้ ตน้ ไมไ้ ดเ้ กง่ มาก หมาไม้ Burseraceae วงศส์ มอ หนำเลยี๊ บ ไดแ้ ก ่ มะเกมิ้ และหมีขอสามารถเข้าไปกินแม่นกและลูกนกใน โพรงรงั ไดถ้ า้ ปากโพรงถกู เปดิ โดยแมน่ กดว้ ยเหตใุ ด หรอื มะกอกเกลอื้ น (Canarium euphyllum) กต็ าม และนค่ี งเปน็ ปจั จยั สำคญั ประการหนง่ึ ตอ่ Myrtaceae วงศห์ วา้ ไดแ้ ก ่ หวา้ (Cleistocalyx ววิ ฒั นาการในการทำรงั ของนกเงอื ก โดยปดิ โพรงรงั เพอื่ ขงั ตวั เองและลกู นกอยใู่ นโพรงใหพ้ น้ ภยั จากผลู้ า่ nervosum) Myrtisticaceae วงศจ์ นั ทนเ์ ทศ มะพรา้ วนก การรวมฝงู กก ไดแ้ ก ่ สม้ โมงหรอื มะพรา้ วนกกก (Horsfieldia ชว่ งทลี่ กู นกเงอื กออกจากโพรงแลว้ ถอื วา่ amygdalina) และเลอื ดมา้ (Knema elegans) ฤดทู ำรงั สนิ้ สดุ ลงและยา่ งเขา้ สฤู่ ดฝู น เมอ่ื ลกู นก โตมากพอทจ่ี ะบนิ ตามพอ่ แมน่ กไดก้ จ็ ะรวมฝงู กนั Meliaceae วงศต์ าเสอื หรอื มะฮอกกาน ี มะอา้ ซงึ่ การรวมฝงู นเ้ี ปน็ พฤตกิ รรมทางสงั คมทสี่ ำคญั ไดแ้ ก ่ ตาเสอื ใหญ่ (Aglaia spectabilis) ตาเสอื เลก็ โดยเฉพาะการหาแหลง่ อาหาร การเฝา้ ระวงั ศตั ร ู (Aglaialawii) และตาเสอื ดง(Dysoxylumdensiflorum) และอาจรวมไปถงึ การจบั ค ู่ ฝงู นกเงอื กอาจมขี นาด ใหญเ่ ลก็ ตา่ งกนั นกเงอื กกรามชา้ งรวมฝงู กนั มาก Moraceae วงศม์ ะเดอ่ื ไทร มะหาด ขนนุ ทสี่ ดุ เปน็ จำนวนหลายรอ้ ยตวั สว่ นนกเงอื กสนี ำ้ ตาล สาเก ไดแ้ ก ่ ไทรชนดิ ตา่ ง ๆ กรา่ ง (Ficus altissima) คอขาวรวมฝงู นอ้ ยทสี่ ดุ มกั ไมเ่ กนิ ๘๐ ตวั สำหรบั ไทรยอ้ ยใบทู่ (Ficus microcarpa) ไทรยอ้ ยใบแหลม นกแก๊กและนกกกในบางปีอาจรวมฝูงกันนับได้ (Ficus benjamina) ไทรยอดย้อย (Ficus kurzii) เกอื บ ๒๐๐ ตวั และมะหาด (Artocarpus lacucha) หมาไม้
77 นกเงอื กกบั ระบบนเิ วศปา่ บทบาทของนกเงอื กตอ่ ระบบ นเิ วศปา่ จะเหน็ ไดช้ ดั จากภาพเขยี น เปรียบเทียบป่าเส่ือมโทรมและป่า สมบรู ณ์ ในปา่ เสอื่ มโทรม จำนวน สตั วป์ า่ กลมุ่ ผลู้ า่ และกลมุ่ ผกู้ ระจาย เมลด็ ลดนอ้ ยลงหรอื สญู หายไป แต ่ กลุ่มสัตว์ท่ีทำลายเมล็ด ได้แก่ หนู กระรอก หมปู า่ ซง่ึ กนิ เมลด็ ผลไม้ โดยตรง มชี กุ ชมุ เพราะขาดผลู้ า่ เมอื่ ตน้ ไมอ้ อกผลแตไ่ มม่ สี ตั วท์ ก่ี นิ ผลไม ้ ชว่ ยนำเมลด็ ไปจากตน้ แม่ ผลไมจ้ งึ นกเงือกรวมฝูงบนเรอื นยอดของตน้ ไม้ รว่ งหลน่ สะสมอยใู่ ตต้ น้ เปน็ การดงึ ดดู กลมุ่ สตั ว์ ทท่ี ำลายเมลด็ ทำใหเ้ มลด็ ไมม่ โี อกาสทจ่ี ะงอกเปน็ ตน้ กลา้ หรอื มนี อ้ ยมาก สว่ นในปา่ ทสี่ มบรู ณซ์ งึ่ มี ทงั้ ผกู้ ระจายเมลด็ ไดแ้ ก่ นกเงอื ก ชะนี ลงิ เกง้ กวาง และนกนานาชนดิ ยงั มผี ลู้ า่ ขนาดเลก็ และ ใหญ่ซ่ึงคอยควบคุมประชากรกลุ่มสัตว์ที่ทำลาย เมลด็ ทำใหก้ ลมุ่ ผกู้ ระจายเมลด็ สามารถนำเอาผล และเมลด็ ไปจากตน้ แมไ่ ด้ จงึ เหลอื ตกหลน่ ใตต้ น้ ภาพเขยี นแสดงปา่ เส่อื มโทรม มีสัตว์ที่ทำลายเมล็ดชกุ ชุม เพยี งเลก็ นอ้ ย ดงั นน้ั เมอ่ื เมลด็ ถกู กระจายไปตกตาม เมล็ดงอกเป็นต้นกล้านอ้ ยมาก ทตี่ า่ ง ๆ จงึ มโี อกาสงอกเปน็ ตน้ กลา้ ไมไ้ ดม้ ากขน้ึ การแพรก่ ระจายเมลด็ นน้ั ประสทิ ธภิ าพจะขนึ้ ภาพเขยี นแสดงปา่ สมบรู ณ์ท่ีมสี ัตว์ช่วยกระจายเมล็ด อยู่กับขนาดปากของผู้นำเมล็ดไป รวมทั้งขนาด จงึ งอกเป็นต้นกลา้ ได้มาก ของผลและเมลด็ และระยะทางทสี่ ามารถนำไป เชน่ นกปรอดเปน็ นกขนาดเลก็ ซงึ่ มปี ากเลก็ กนิ ผลไม้ สมบรู ณอ์ อกทง้ิ ขณะกำลงั บนิ หรอื ระหวา่ งเกาะพกั ขนาดเลก็ และนำไปไดไ้ มไ่ กล สว่ นนกเงอื กมปี าก ตามต้นไม้ โดยจะขย้อนเมล็ดคร้ังละ ๑ หรือ ๒ ขนาดใหญม่ าก จงึ สามารถเกบ็ กนิ ผลไมไ้ ดห้ ลาย เมลด็ นอกจากนี้ นกเงอื กยงั บนิ เปน็ ระยะทางไกล ชนดิ และหลายขนาด นกเงอื กยงั มอี ปุ นสิ ยั เลอื กเกบ็ เฉพาะผลสกุ ซงึ่ ผลสกุ จะมเี มลด็ ทสี่ มบรู ณ์ และยงั เกบ็ กกั ตนุ ไดค้ ราวละหลายผล แลว้ ไปขยอ้ นเมลด็ ท ่ี
78 ค แตรอล่ บะเคดลอื มุนพนน้ืกทเงกี่อื วกา้บงนิ มไาปกมโดาใยนเฉปพา่ คาะรนอบอกคฤลดมุ ทูพำนื้ รทงั ี่ ใหญจ่ ำเปน็ ตอ้ งอาศยั นกเงอื ก หากนกเงอื กหมดไป โดยเฉล่ีย ๙๖ ตารางกิโลเมตร หรือ ๖๐,๐๐๐ ไร่ พชื เหลา่ นนั้ กม็ แี นวโนม้ ทจี่ ะตอ้ งสญู พนั ธเุ์ ชน่ กนั ทำให้เกิดการแพร่กระจายออกไป แต่ก็มีนกบาง ชนิดจิกกินเฉพาะเน้ือผลไม้ และปล่อยให้เมล็ด ตวั อยา่ งแสดงประสทิ ธภิ าพการปลกู ปา่ โดย รว่ งหลน่ อยใู่ ตต้ น้ นนั่ เอง นกเงอื กทอี่ ทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ โดยลกู นกเงอื ก ๔ ชนดิ จำนวน ๘๐ ตวั จะเหน็ วา่ เปน็ การบรกิ าร เม่ือเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการแพร่ เพาะกล้าไม้และปลูกป่าให้เปล่า ที่ได้ท้ังปริมาณ กระจายเมล็ดของนกเงือกกับนกมูม (Mountain และคณุ ภาพ คอื มคี วามหลากหลายดว้ ย หรอื อกี Imperial Pigeon, Dacula badia) นกมมู เปน็ นกใน นยั หนง่ึ นกเงอื กคอื “นกั ปลกู ปา่ ” (Farmer of the วงศเ์ ดยี วกบั นกพริ าบ (Columbidae) แตม่ ขี นาด forest) มอื อาชพี โดยแท ้ ใหญก่ วา่ และอยใู่ นปา่ แหง่ เดยี วกบั นกเงอื ก นกมมู สามารถกนิ ผลไมข้ นาดคอ่ นขา้ งใหญไ่ ด้ เชน่ ผล การอนรุ กั ษน์ กเงอื ก มะเกม้ิ ซงึ่ มเี มลด็ กวา้ ง ๒๒ มลิ ลเิ มตร และยาว ประมาณ ๔๐ มิลลิเมตร จากผลการวิจัยพบว่า แมน้ กเงอื กจะอาศยั อยใู่ นปา่ สมบรู ณด์ งั เชน่ นกมมู ๑ ตวั สามารถจะนำผลไมไ้ ปไดเ้ พยี ง ๒ ผล อทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ แตก่ ย็ งั มปี จั จยั ทค่ี กุ คาม เทา่ นน้ั ในขณะทน่ี กเงอื ก ๑ ตวั สามารถนำไปได้ นกเงือก นอกจากฝีมือมนุษย์แล้ว นกเงือกยัง ถึง ๕ ผล ส่วนผลตาเสือใหญ่ ซึ่งมีเมล็ดกว้าง ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทำให ้ ๒๔ มลิ ลเิ มตร มแี ตน่ กเงอื กเทา่ นนั้ ทเ่ี ปน็ ผนู้ ำไปได้ เกิดการขาดแคลนโพรงรังซึ่งเป็นปัจจัยท่ีสำคัญ และนกเงือก ๑ ตวั สามารถนำเมล็ดตาเสือใหญ่น้ี มาก เพราะนกเงอื กไมส่ ามารถเจาะโพรงรงั ไดเ้ อง ไปได้ ๓ เมลด็ ฉะนน้ั พชื ทม่ี ผี ลหรอื มเี มลด็ ขนาด ฉะนนั้ โพรงรงั จงึ เปน็ ปจั จยั จำกดั ในการขยายพนั ธุ์ ของนกเงอื ก สาเหตขุ องการขาดแคลนโพรงรงั มา จากการสญู เสยี ตน้ ไมท้ ม่ี โี พรงรงั เนอื่ งจากถกู พายุ พดั ตน้ โพรงรงั หกั อตั ราสงู ถงึ รอ้ ยละ ๒๐ ตารางที่ ๔ แสดงการประเมนิ จำนวนเมลด็ พนั ธพุ์ ชื และตน้ กลา้ ทเ่ี กดิ โดยมนี กเงอื กเปน็ ตวั ชว่ ยกระจาย อทุ ยานแห่งชาติเขาใหญ่ (ลกู นกเงือกออกจากโพรงรังประมาณปลายเดอื นพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖) จำนวนลกู นก = ๘๐ ตวั ให้ลกู นก ๑ ตัว นำเมล็ด ๑ เมลด็ /วัน = ๑x๘๐ = ๘๐ เมล็ด/วัน ปลายปีทีล่ กู นกเกิด : ๑๘๐ วัน = ๘๐x๑๘๐ จำนวนเมลด็ ทีแ่ พร่ไป = ๑๔,๔๐๐ เมล็ด รอ้ ยละ ๕ รอดเปน็ ตน้ กล้า = ๑๔,๔๐๐x๐.๐๕ เมลด็ จำนวนต้นกล้า = ๗๒๐ ตน้
79 สรุปบทบาทสำคัญของนกเงือกในระบบ นิเวศป่า คือ นกเงือกจัดเป็นสัตว์ “ชนิดหลัก” (Keystone species) ซง่ึ ทำหนา้ ทสี่ ำคญั โดยเปน็ ผู้กระจายเมล็ดพันธ์ุไม้ท่ีมีประสิทธิภาพคงความ หลากหลายของพนั ธไุ์ มป้ า่ อกี ทงั้ ยงั เปน็ ผลู้ า่ ซง่ึ รกั ษา ความสมดลุ ของระบบนเิ วศ จงึ ทำใหป้ า่ สมบรู ณ์ รวมทง้ั เปน็ สตั วช์ นดิ ใหร้ ม่ เงา (Umbrella species) เนื่องจากมีการใช้พื้นที่ป่าครอบคลุมพ้ืนท่ีกว้าง มากและยงั มปี ฏสิ มั พนั ธท์ ง้ั กบั นก สตั ว์ และพชื การซ่อมแซมโพรงรงั นกกกและนกเงอื กกรามช้างเกิดการแย่งโพรงรงั เดยี วกัน นอกจากโพรงรงั ทห่ี กั แลว้ ยงั มโี พรงรงั ทถ่ี กู ทอดท้ิงซึ่งบ่งช้ีว่าโพรงรังเหล่านั้นสูญเสียสภาพ มอี ตั ราสงู ถงึ รอ้ ยละ ๗๐ ในการสำรวจโพรงรงั นน้ั คณะวจิ ยั ใชว้ ธิ ปี นี ดว้ ยเชอื กเหมอื นกบั การปนี เขา เพราะโพรงรังมักอยู่สูงประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร จากพน้ื ดนิ ผลการสำรวจพบสาเหตพุ น้ื โพรงทรดุ รอ้ ยละ ๕๐ เปน็ ผลจากกระบวนการผพุ งั ตลอดเวลา ทำใหพ้ นื้ ทรดุ ลงไปเรอื่ ย ๆ การแกป้ ญั หาพนื้ โพรง ทรุดทำได้ง่ายด้วยการถมดิน อีกสาเหตุหน่ึงท่ีทำ ให้สภาพโพรงรังไม่เหมาะสมก็คือ ปากโพรงปิด หรอื แคบลงรอ้ ยละ ๔๐ เนอื่ งจากตน้ ไมท้ มี่ โี พรงรงั แมจ้ ะมไี สเ้ นา่ เปอื่ ยจากเชอื้ รา แตเ่ นอื้ ไมส้ ว่ นเปลอื ก ยงั มชี วี ติ และเนอื้ เยอื่ กย็ งั เจรญิ เตบิ โต จงึ ตอ้ งถาก เปิดออก เมื่อโพรงรังสภาพดีมีอยู่น้อย ทำให้เกิด การแกง่ แยง่ โพรง พฤตกิ รรมนสี้ ามารถบง่ ชไี้ ดว้ า่ เกดิ การขาดแคลนโพรงรงั ซง่ึ เปน็ อปุ สรรคในการทำรงั ของนกเงอื ก การซอ่ มแซมโพรงรงั และปรบั ปรงุ โพรงธรรมชาติให้สามารถเป็นโพรงรังได้ ทำให้ เพม่ิ โพรงรงั แกน่ กเงอื กไดอ้ กี รอ้ ยละ ๓๐ เปน็ การ เพมิ่ โอกาสใหน้ กเงอื กไดข้ ยายพนั ธ์ุ
80 สภาพปา่ ท่ีสมบูรณพ์ บนกเงอื กจำนวนมากทสี่ ดุ ทน่ี า่ เปน็ หว่ ง สำหรบั นกเงอื กไทย ๑๓ ชนดิ พบ กระจายอยตู่ ามกลมุ่ ปา่ อนรุ กั ษต์ า่ ง ๆ แผนทแ่ี สดง หลากหลายชนดิ ดงั นนั้ ถา้ อนรุ กั ษน์ กเงอื กไวไ้ ด้ กลมุ่ ปา่ ในประเทศไทย โดยสถานภาพนกเงอื กไทย กเ็ ทา่ กบั อนรุ กั ษส์ ตั วแ์ ละพชื อน่ื ๆ ไดอ้ กี มากมาย ถกู จดั ไวด้ งั นคี้ อื นอกจากน้ี นกเงอื กเปน็ สตั วช์ นดิ บง่ ช้ี (Indicator species) บอกถงึ ความสมบรู ณข์ องปา่ ไดด้ ว้ ยและ ๑. สถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างย่ิง มี ๒ เป็นสัตว์ชนิดนำธง (Flagship species) คือเป็น ชนดิ คอื นกเงอื กดำ และนกเงอื กปากยน่ ชนิดท่ีมีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจของ คนทวั่ ไปดว้ ย ๒. สถานภาพใกลส้ ญู พนั ธ์ุ มี ๔ ชนดิ คอื นกชนหิน นกเงือกหัวแรด นกเงือกกรามช้าง ๕.๓ สถานภาพนกเงอื กไทย ปากเรยี บ และนกเงอื กคอแดง (ซงึ่ เปน็ นกเงอื กที่ มสี สี นั สวยงามมาก อาจเรยี กไดว้ า่ สวยทสี่ ดุ ในโลก ประเทศไทยมปี า่ หลากหลายประเภท มที งั้ เพราะนกเงอื กชนดิ อน่ื ๆ มขี นสดี ำ-ขาวเปน็ สว่ น ปา่ เตง็ รงั รอ้ ยละ ๓๑ ปา่ เบญจพรรณ รอ้ ยละ ๒๒ ใหญ)่ และปา่ ดบิ รอ้ ยละ ๔๓ ซง่ึ รวมปา่ ดบิ แลง้ ปา่ ดบิ เขา และปา่ ดบิ ชน้ื ปา่ ดบิ เหลา่ นเี้ ปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั ทสี่ ำคญั ๓. สถานภาพมีแนวโน้มใกล้จะสูญพันธ ุ์ ของนกเงอื ก เพราะในปา่ ดบิ จะพบนกเงอื กหลาย มี ๖ ชนดิ คอื นกเงอื กหวั หงอก นกกก นกเงอื ก ชนดิ มากทส่ี ดุ แตใ่ นประเทศไทย ปา่ ถกู ทำลายไป กรามชา้ ง นกเงอื กสนี ำ้ ตาล นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอ มากโดยเฉพาะปา่ ดบิ ปจั จบุ นั มพี น้ื ทปี่ า่ เหลอื อยู่ ขาว และนกเงอื กปากดำหรอื กาเขา ประมาณรอ้ ยละ ๒๘ ของพนื้ ทป่ี ระเทศ และสว่ น ทเี่ ปน็ ปา่ อนรุ กั ษก์ ม็ อี ยเู่ พยี งรอ้ ยละ ๑๘ สถานการณ ์ ๔. สถานภาพยังไม่น่าเป็นห่วง มีเพียง ๑ ดงั กลา่ วทำใหน้ กเงอื กไทยหลายชนดิ อยใู่ นสภาวะ ชนดิ คอื นกแกก๊
81 ทั้งนี้ หากมีการจัดการเพื่อการอนุรักษ์นก สำนกั อนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ กรมปา่ ไม้(๒๕๔๒) เงือกอย่างจริงจังและเข้มข้น ก็จะสามารถทำให้ นกเงอื กไทยทงั้ ๑๓ ชนดิ เรยี งลำดบั ตามสถานภาพ สถานภาพของนกเงอื กดขี นึ้ ของนกเงอื กทถี่ กู คกุ คาม ซงึ่ ประเมนิ โดยสำนกั งาน นโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ประเทศไทยมีนกเงือกอยู่ ๑๓ ชนิด โดย (๒๕๕๐) มรี ายละเอยี ด ดงั น้ ี พบกระจายอยตู่ ามปา่ อนรุ กั ษต์ า่ ง ๆ ดงั ปรากฏใน แผนทแ่ี สดงกลมุ่ ปา่ ในประเทศไทย ซง่ึ จดั ทำโดย สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๑๑ เมียนมา ๘ ๙ ๑๒ ๑๐ กัมพูชา ๑๓ ๑. กลมุ่ ป่าลุ่มน้ำปาย-สาละวนิ ๒. กลุ่มปา่ ศรลี านนา-ขนุ ตาล ๑๙ ๓. กลุม่ ปา่ ดอยภูคา-แม่ยม ๑๔ ๑๕ ๔. กล่มุ ป่าแม่ปงิ -อมก๋อย ๑๘ ๑๖ ๕. กลมุ่ ปา่ ภเู มีย่ ง-ภูทอง ๖. กลุ่มปา่ ภเู ขยี ว-นำ้ หนาว พื้นท่ปี ่า ๑๗ ๗. กลุม่ ปา่ ภพู าน มาเลเซยี ๘. กลุ่มป่าพนมดงรัก-ผาแตม้ อุทยานแหง่ ชาต ิ ๙. กลุ่มป่าดงพญาเยน็ -เขาใหญ่ เขตรักษาพันธ์สุ ตั ว์ป่า ๑๐. กล่มุ ป่าตะวันออก (รอยต่อ ๕ จังหวดั ) ๑๑. กล่มุ ป่าตะวันตก ๑๒. กล่มุ ป่าแกง่ กระจาน ๑๓. กลุ่มปา่ ชมุ พร ๑๔. กลุ่มปา่ คลองแสง-เขาสก ๑๕. กลุม่ ปา่ เขาหลวง ๑๖. กลุ่มป่าเขาบรรทัด ๑๗. กลุ่มป่าฮาลา-บาลา ๑๘. หม่เู กาะสมิ ลิ ัน-พพี -ี อนั ดามัน ๑๙. หมู่เกาะอ่างทอง-อา่ วไทย แผนที่แสดงกลุ่มป่าในประเทศไทย
82 กลาง เพศผู้ จะงอยปากมสี ขี าว มา่ นตาสนี ำ้ ตาล จนถงึ นำ้ ตาลแดง หนงั ขอบตาสดี ำ อาจมสี เี หลอื ง นกเงือกดำเพศผู้และเพศเมยี (ท่ีมา : รณยุทธ ศรบี ญุ ยานนท)์ แตม้ ทห่ี นงั ใตต้ า เพศเมยี จะงอยปากมสี ดี ำ มา่ นตา สสี ม้ หนงั ขอบตามสี ขี าวและสชี มพคู ลำ้ ทงั้ ๒ เพศ ๑. กลมุ่ ใกลส้ ญู พนั ธอ์ุ ยา่ งยง่ิ (Critically อาจมขี นเปน็ แถบสขี าวจากขอบตาบนจรดทา้ ยทอย Endangered) นกเงอื กดำชอบอยรู่ วมกนั เปน็ ฝงู เลก็ ๆ และ ๑. นกเงอื กดำ (Black Hornbill, Anthracoceros ไมท่ ราบอปุ นสิ ยั ของนกเงอื กชนดิ นดี้ นี กั พบบรเิ วณ malayanus) ปา่ ทรี่ าบตำ่ โดยเฉพาะใกลแ้ หลง่ นำ้ เชน่ ปา่ พรุ โตะ๊ แดง จงั หวดั นราธวิ าส บางครง้ั พบบรเิ วณทโ่ี ลง่ เขตแพร่กระจายในประเทศไทย พบได้ท่ี เพราะป่าท่ีราบต่ำถูกบุกรุกแผ้วถางง่าย จำนวน กลมุ่ ปา่ เขาหลวง จงั หวดั นครศรธี รรมราช และ นกเงอื กดำจงึ ลดลงไปอยา่ งรวดเรว็ จนอยใู่ นภาวะ กลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลา ทเ่ี ขตใตส้ ดุ ของประเทศ ใกลส้ ญู พนั ธอุ์ ยา่ งยง่ิ ภมู ภิ าคอนื่ ๆ พบบนคาบสมทุ รมลายู เกาะ อาหาร ในปา่ พรโุ ตะ๊ แดง พบวา่ นกเงอื กดำ บอรเ์ นยี ว และเกาะสมุ าตรา กนิ ผลไมแ้ ละสตั ว์ อาหารจำพวกผลไม้ เชน่ ไทร ส้มโมง ทัง จันทน์ป่า ส่วนอาหารจำพวกสัตว์ ขนาด ความยาววดั จากปลายจะงอยปากถงึ เชน่ แมลงชนดิ ตา่ ง ๆ จง้ิ เหลน ปลายหาง ๗๕-๘๐ เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ประมาณ ๑,๐๕๐ กรมั การทำรงั และเลย้ี งลกู ทป่ี า่ พรโุ ตะ๊ แดง นก เงือกดำทำรังในต้นสะเตียว (Ganua motleyana) ลักษณะ อุปนิสัย และถ่ินอาศัย คล้ายนก แก๊กแต่ตัวเต็มวัยขนาดใหญ่กว่านกแก๊กเล็กน้อย นกเงือกดำเพศผ ู้ ขนตามตวั และปกี มสี ดี ำปลอด ขนหางดำครง่ึ ปลาย สขี าว ยกเวน้ ๒ เสน้ กลางสดี ำปลอด โหนกมขี นาด
83 ทคี่ วามสงู ๒๐ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล ยงั ไมท่ ราบ นกเงอื กปากยน่ เพศผู้ ชว่ งการปดิ โพรงรงั ทแี่ นน่ อน แตล่ กู นกออกจาก โพรงรงั ราวเดอื นมถิ นุ ายน พอ่ นกหาอาหารเลยี้ ง และคอมสี เี หลอื ง มกี ระหมอ่ มสดี ำ โคนหางสดี ำ แมน่ กและลกู นกเพยี งลำพงั เลย้ี งลกู คราวละ ๑ ตวั สว่ นปลาย ๒ ใน ๓ ของหางมสี นี ำ้ ตาลออ่ นหรอื ขาว ถงุ ใตค้ อสขี าวหรอื ฟา้ ซดี ๆ มกั ถกู ทาดว้ ยสเี หลอื ง สถานภาพ จัดเป็นนกเงือกท่ีหายากและ โหนกสงู เปน็ สนั และหยกั เปน็ รวิ้ สแี ดง หนงั ขอบตา มสี ถานภาพใกลส้ ญู พนั ธอุ์ ยา่ งยงิ่ สีฟ้า จะงอยปากล่างมีรอยย่น ซ่ึงทาบทับด้วยสี นำ้ ตาล สว่ นโคนจะงอยปากบนสแี ดงเรอ่ื เพศเมยี ๒. นกเงือกปากย่น (Wrinkled Hornbill, ลำตวั และปกี มสี ดี ำ สว่ นหางเหมอื นเพศผู้ ปาก Rhyticeros corrugatus) และโหนกมีสีเหลืองจากต่อมน้ำมัน โหนกเป็น สันสูงแต่ไม่เป็นร้ิวเหมือนของเพศผู้ ถุงใต้คอสี เขตแพร่กระจายในประเทศไทย พบได้ท่ี นำ้ เงนิ แกมเขยี วหรอื สฟี า้ หนงั ขอบตาสฟี า้ แยก กลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลา ทเ่ี ขตใตส้ ดุ ของประเทศ ไดง้ า่ ยจากนกเงอื กกรามชา้ งเพศเมยี ซง่ึ หนงั รอบตา มสี ีแดงชมพู นกเงือกปากย่นจับคู่ผสมพันธุ์เมื่อ ภมู ภิ าคอนื่ ๆ พบบนคาบสมทุ รมลายู เกาะ อายไุ มน่ อ้ ยกวา่ ๓ ปี สมุ าตรา และเกาะบอรเ์ นยี ว นกเงือกปากย่นชอบหากินในระดับเรือน ขนาด ๘๐ เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ ยอดไม้ พบอยโู่ ดดเดยี่ วหรอื เปน็ ฝงู เลก็ ๆ อาจพบ ๑,๖๐๐ กรมั รวมฝูงมากถึง ๒๐ ตัว ชีวิตของนกเงือกชนิดน ี้ ลกั ษณะ อปุ นสิ ยั และถนิ่ อาศยั เปน็ นกเงอื ก ทมี่ สี สี นั สวยงามชนดิ หนงึ่ เพศผู้ ขนตามตวั มสี ดี ำ บรเิ วณหนา้ และคอสขี าว แตน่ กทานำ้ มนั สเี หลอื ง ซงึ่ ผลติ จากตอ่ มนำ้ มนั ทโ่ี คนหาง ทำใหบ้ รเิ วณหนา้ นกเงือกปากย่นเพศเมีย
84 นกชนหินเพศเมีย นกชนหนิ เพศผู้ ยงั เปน็ ทรี่ จู้ กั กนั นอ้ ยมาก ชอบอาศยั ตามปา่ ระดบั สถานภาพ จัดเป็นนกเงือกที่หายากและมี ต่ำจนถึงป่าดิบช้ืนท่ีความสูง ๕๐-๙๖๐ เมตรจาก สถานภาพใกลส้ ญู พนั ธอ์ุ ยา่ งยงิ่ ระดบั นำ้ ทะเล ซงึ่ ปา่ ถนิ่ อาศยั ของนกเงอื กปากยน่ ถกู บกุ รกุ ทำลายไดง้ า่ ย อาจสญู พนั ธก์ุ อ่ นทเ่ี ราจะ ๒. กลมุ่ ใกลส้ ญู พนั ธุ์ (Endangered) รจู้ กั ชวี ติ นกเงอื กปากยน่ ไดอ้ ยา่ งจรงิ จงั ๑. นกชนหนิ (Helmeted Hornbill, Rhinoplax อาหาร ในกลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลา นกเงอื กปาก vigil) ย่นกินผลไม้ เช่น เลือด จันทน์ม่วง ค่างเต้น ไทร ขนนุ ปา่ ตาเสอื สม้ โมง พน ยางโอน ปอ เขตแพร่กระจายในประเทศไทย พบได้ใน สว่ นอาหารจำพวกสตั ว์ เชน่ แมงปอ่ ง แมลง งู ผนื ปา่ ขนาดใหญ่ ตง้ั แตก่ ลมุ่ ปา่ จงั หวดั ชมุ พรลงไป กง้ิ กา่ กงิ้ กอื จนถงึ กลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลา ทเี่ ขตใตส้ ดุ ของประเทศ การทำรงั และเลย้ี งลกู นกเงอื กปากยน่ ทำรงั ภูมิภาคอื่น ๆ พบได้บนคาบสมุทรมลายู ในตน้ ตะเคยี นและชมพดู่ ง ทค่ี วามสงู ๒๐๐-๓๔๐ เกาะสมุ าตรา และเกาะบอรเ์ นยี ว เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล นกเงอื กปากยน่ เรม่ิ ทำรงั ชา้ กวา่ นกเงอื กชนดิ อนื่ ทอี่ ทุ ยานแหง่ ชาตบิ างลาง ขนาด ๑๒๐ เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ประมาณ จังหวัดยะลา นกเงือกชนิดน้ีเร่ิมปิดรังประมาณ ๓,๐๖๐ กรมั เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และท่ีเขตรักษาพันธ์ุ สตั วป์ า่ ฮาลา-บาลา จงั หวดั นราธวิ าส และจงั หวดั ลกั ษณะ อปุ นสิ ยั และถนิ่ อาศยั เปน็ นกเงอื ก ยะลา ลกู นกจะออกจากรงั ราวเดอื นตลุ าคม พอ่ นก ชนดิ เดยี วในบรรดานกเงอื กในโลก ทม่ี โี หนกเปน็ หาอาหารเลยี้ งแมน่ กและลกู นกเพยี งลำพงั เลย้ี งลกู สนั หนาและสงู แขง็ และตนั คลา้ ยงาชา้ ง สแี ดง คราวละ ๑ ตวั คลำ้ ขนตามตวั สนี ำ้ ตาลเขม้ ทอ้ งขาวนวล หาง ขาวมแี ถบดำพาดขวางคลา้ ยหางนกกก มขี นยาว พเิ ศษ ๒ เสน้ ซง่ึ ยาวเกนิ สว่ นหางออกไปถงึ ๕๐ เซนตเิ มตร ขอบปกี ขาว ปากสน้ั สแี ดงคลำ้ ปลาย ปีกสีครีม เพศผู้ มีหนังเปลือยบริเวณคอสีแดง
85 คลำ้ เพศเมยี มหี นงั บรเิ วณคอเปน็ สฟี า้ ออ่ นจนถงึ นกเงือกหวั แรดเพศผู้ สนี ำ้ เงนิ นกวยั รนุ่ เพศผบู้ รเิ วณคอสแี ดงเรอ่ื สว่ น เพศเมยี มสี อี อกมว่ ง โหนกมขี นาดเลก็ สว่ นบนมน ๒. นกเงอื กหวั แรด (Rhinoceros Hornbill, สนี ำ้ ตาลแดง ขนหางพเิ ศษยงั ไมเ่ จรญิ เตม็ ท ี่ Buceros rhinoceros) นกชนหินปกติมักหากินท่ีระดับยอดไม้ใน เขตแพร่กระจายในประเทศไทย ปัจจุบัน ปา่ ดบิ ชนื้ เพศผจู้ ะรอ้ งเสยี งดงั มาก คอื ตกุ๊ ...ตกุ๊ ... พบได้ท่ีกลุ่มป่าฮาลา-บาลา โดยเฉพาะที่อุทยาน ทอดเปน็ จงั หวะ รอ้ งตดิ ตอ่ กนั ยาว เสยี งรอ้ งกระชน้ั แหง่ ชาตบิ โู ด-สไุ หงปาดี ในจงั หวดั ปตั ตานี ยะลา ขน้ึ เปน็ ลำดบั เมอ่ื สดุ เสยี งจะคลา้ ยกบั เสยี งหวั เราะ และนราธวิ าส อทุ ยานแหง่ ชาตบิ างลาง ในจงั หวดั ประมาณ ๔-๕ ครง้ั เวลาตกใจจะแผดเสยี งสงู คลา้ ย ยะลา อทุ ยานแหง่ ชาตทิ ะเลบนั ในจงั หวดั สตลู เสยี งแตร หากตอ่ สกู้ นั จะบนิ เอาโหนกชนกนั กลาง และกลมุ่ ปา่ ทวิ เขาบรรทดั ในภาคใต้ ซงึ่ ตง้ั ตน้ จาก อากาศทำใหเ้ กดิ เสยี งดงั จงั หวดั ตรงั ถงึ จงั หวดั สตลู อาหาร อาหารหลกั ไดแ้ ก่ ไทร และผลไม้ ภมู ภิ าคอน่ื ๆ พบบนคาบสมทุ รมลายู เกาะ ปา่ อน่ื ๆ เชน่ ตาเสอื ทงั เลอื ด จนั ทนม์ ว่ ง สว่ น บอรเ์ นยี ว และเกาะสมุ าตรา อาหารจำพวกสตั ว์ นอกจากแมลงตา่ ง ๆ แลว้ นก ชนหนิ ยงั ลา่ สตั วอ์ น่ื ๆ เชน่ กงิ้ กา่ กระรอก ลกู นก ขนาด ๑๒๕ เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ประมาณ แมลง ๓,๐๐๐ กรมั การทำรงั และเลยี้ งลกู พบทำรงั ในตน้ ตะเคยี น ลักษณะ อุปนิสัย และถ่ินอาศัย ตัวโตเต็ม กาลอ ตอแล ท่คี วามสูง ๓๐๐-๕๓๕ เมตรจาก วยั ทงั้ ๒ เพศมลี กั ษณะตา่ งกนั เลก็ นอ้ ย ลกั ษณะ ระดบั นำ้ ทะเล โดยรงั ของนกชนหนิ มลี กั ษณะพเิ ศษ ทวั่ ไปคลา้ ยนกกก ขนตามตวั สว่ นบนและปกี มสี ี คอื มปี มุ่ ขนาดคอ่ นขา้ งใหญย่ นื่ ออกมาเหนอื หรอื ดำปลอด สว่ นทอ้ งตอนลา่ งและใตก้ น้ สขี าว หาง ใต้โพรงรัง เพื่อเป็นที่เกาะเม่ือเพศผู้ป้อนอาหาร นกชนหนิ เรม่ิ ปดิ รงั ราวเดอื นมนี าคม-เมษายน ลกู นกออกจากโพรงรงั ราวเดอื นกรกฎาคม-สงิ หาคม พอ่ นกจะหาอาหารมาเลยี้ งแมน่ กและลกู นก เลยี้ ง ลกู คราวละ ๑ ตวั เปน็ นกเงอื กทใ่ี ชเ้ วลาทำรงั นาน มาก บางคู่ใช้เวลาถึง ๖ เดือนนับตั้งแต่วันที่นก เพศเมียปิดโพรงเสร็จ จนกระท่ังลูกนกออกจาก โพรงรงั สถานภาพ เป็นนกเงือกท่ีพบได้ไม่บ่อยจน ถงึ หายาก และมสี ถานภาพใกลส้ ญู พนั ธ ุ์
86 สมสีขี าเี หวมลแีอื ถงบบครเิาวดณสปดี าำกจแะลงะอโยหปนากกสซขี ง่ึ าสวเีงหาลชอืา้ งงนโดมี้ ยา อาหาร ในปา่ อทุ ยานแหง่ ชาตบิ โู ด-สไุ หงปาด ี จากน้ำมันท่ีผลิตโดยต่อมท่ีโคนหางและนกใช้ทา พบวา่ นกเงอื กหวั แรดกนิ ผลไมแ้ ละสตั ว์ แตช่ อบ สว่ นจะงอยปากลา่ งสขี าวงาชา้ ง มโี หนกสแี ดงสด ผลไม้มากกว่า โดยเฉพาะผลไทร และผลไม้ป่า ด้านหน้าของโหนกโค้งข้ึนคล้ายนอของแรด จึง ชนดิ อน่ื ๆ เชน่ ทงั ปา่ ตาเสอื ใหญ่ ตาเสอื หวา้ ได้ช่ือว่า “นกเงือกหัวแรด” และเป็นที่มาของช่ือ พน ยางโอน สว่ นอาหารจำพวกสตั ว์ เชน่ ตกั๊ แตน ภาษาองั กฤษวา่ “Hornbill” เพศผู้ มา่ นตา (Iris) มี กง้ิ กอื กง้ิ กา่ บนิ ตะขาบ สแี ดง แนวขอบของโหนกดา้ นลา่ งมเี สน้ ดำตลอด แนวสว่ นโคง้ เพศเมยี มา่ นตามสี ขี าว โหนกไมม่ ี การทำรังและเล้ียงลูก ที่อุทยานแห่งชาต ิ ขอบดำ นกวยั รนุ่ มโี หนกเลก็ และสว่ นหนา้ เปน็ บูโด-สุไหงปาดีมักพบทำรังในต้นยาง ตะเคียน แนวตรง นกชนดิ นจ้ี บั คผู่ สมพนั ธเ์ุ มอื่ อายไุ มต่ ำ่ กวา่ กาลอ หวา้ ฯลฯ ทค่ี วามสงู ๕๐-๕๘๐ เมตรจาก ๔ ปี ระดบั นำ้ ทะเล นกเงอื กหวั แรดเรมิ่ ปดิ รงั ในเดอื น มนี าคม ลกู นกออกจากรงั เดอื นมถิ นุ ายน-กรกฎาคม นกเงือกหัวแรดบินเสียงดัง ส่งเสียงร้อง แมน่ กออกจากโพรงกอ่ นลกู นกเชน่ เดยี วกบั นกกก คลา้ ยนกกกคอื ดงั มาก แตเ่ สยี งคอ่ นขา้ งแตกพรา่ แมน่ กมกั ชว่ ยพอ่ นกหาอาหารมาเลย้ี งลกู ดว้ ย กว่านกกก หากินอยู่ตามเรือนยอดของต้นไม้ใน ปา่ ดบิ ชนื้ ทม่ี รี ะดบั ตำ่ จนถงึ ปา่ ดบิ เขาทม่ี คี วามสงู สถานภาพ จดั เปน็ นกเงอื กทหี่ ายาก และมี ๑,๒๐๐ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล สถานภาพใกลส้ ญู พนั ธุ์ นกเงอื กหวั แรดเพศเมยี ๓. นกเงือกคอแดง (Rufous-necked Hornbill, Aceros nipalensis) เขตแพร่กระจายในประเทศไทย นกเงือก คอแดงได้สูญพันธุ์ไปจากป่าดิบเขาในภาคเหนือ ปัจจุบันพบได้เฉพาะที่บริเวณกลุ่มป่าตะวันตก เทา่ นนั้ ภูมิภาคอ่ืน ๆ นกเงือกชนิดนี้สูญพันธุ์ไป จากประเทศเนปาลและจนี ตอนใตเ้ ชน่ เดยี วกนั แต ่ ยงั พบไดใ้ นประเทศภฏู าน แควน้ อสั สมั ของอนิ เดยี บงั กลาเทศ เมยี นมา ลาว และภาคตะวนั ตกเฉยี ง เหนอื ของเวยี ดนาม ขนาด ๑๐๐-๑๒๐ เซนติเมตร น้ำหนัก ประมาณ ๒,๕๐๐ กรมั ลกั ษณะ อปุ นสิ ยั และถน่ิ อาศยั ทงั้ ๒ เพศ มลี กั ษณะตา่ งกนั เพศผู้ มขี นบรเิ วณหวั คอและ หน้าอกส่วนบนเป็นสีน้ำตาลแดงอมส้มสวยงาม
87 นกเงือกคอแดงเพศผู้ เปน็ คหู่ รอื เปน็ ฝงู เลก็ ๆ ๔-๕ ตวั หรอื อาจพบมาก ถงึ ๑๕ ตวั เสียงรอ้ งคล้ายเสียงเคาะกะลาบนพ้นื เปน็ นกเงอื กไทยทมี่ สี สี นั ฉดู ฉาด หลงั และปกี สดี ำ ๒ จังหวะ คือ กอก...ก๊อก อาศัยอยู่ในป่าดิบเขา เหลือบเขียว ปลายขนปีกสีขาว หางยาว ส่วน ทคี่ วามสงู ๘๐๐-๒,๐๐๐ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล โคนหางสดี ำและสว่ นปลายทเี่ หลอื มสี ขี าว มา่ นตา สแี ดง หนงั ขอบตาสฟี า้ อมเขยี วสดใส ถงุ ใตค้ อสี อาหาร นกเงือกคอแดงในเขตรักษาพันธ์ุ แดงสดอมสม้ ถงุ ใตค้ อบรเิ วณโคนจะงอยปากลา่ ง สตั วป์ า่ หว้ ยขาแขง้ จงั หวดั อทุ ยั ธานแี ละตาก พบ สนี ำ้ เงนิ มว่ ง ปากสขี าวงาชา้ ง ดา้ นขา้ งจะงอยปาก ว่าชอบกินผลไม้และสัตว์ อาหารจำพวกผลไม้ บนมรี อ่ ง (Groove) เฉยี งสดี ำ อาจมมี ากถงึ ๘ รอ่ ง เชน่ หมากนกมมู ขนนุ เขา ขอ้ี า้ ย ตาเสอื เลอื ด ซ่ึงจำนวนร่องเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กับอายุของ ยางโอน มะเกิ้ม ไทร ส่วนอาหารจำพวกสัตว์ นกดว้ ย เพศเมยี มขี นาดเลก็ กวา่ เพศผู้ ขนตามตวั เชน่ กงิ้ กา่ แมลงตา่ ง ๆ ทช่ี อบมากคอื ปู และคอสีดำปลอด ถุงใต้คอสีเดียวกับเพศผู้ ลูก นก ทเี่ พง่ิ ออกจากรงั มลี กั ษณะคลา้ ยเพศผู้ จะงอย การทำรงั และเลย้ี งลกู ทเ่ี ขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั ว์ ปากสน้ั และเลก็ กวา่ นกเงอื กคอแดงจบั คผู่ สมพนั ธ ุ์ ป่าห้วยขาแข้ง นกเงือกคอแดงทำรังในต้นหว้า เมอ่ื อายไุ มน่ อ้ ยกวา่ ๓ ปี มะอา้ มะเกมิ้ ในปา่ ดบิ เขาทค่ี วามสงู ๘๖๐-๑,๓๐๐ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล โดยเรมิ่ ปดิ รงั ในราวเดอื น นกเงือกคอแดงหากินระดับเรือนยอดไม้ มกราคม และลกู นกออกจากรงั ในเดอื นพฤษภาคม- บางครง้ั กล็ งมาเกบ็ ผลไมท้ ร่ี ว่ งบนดนิ เวลาอยบู่ น มถิ นุ ายน พอ่ นกหาอาหารเลย้ี งแมน่ กและลกู นก พนื้ ดนิ จะกระโดดไปมา นอกฤดผู สมพนั ธชุ์ อบอยู่ เพยี งลำพงั สว่ นมากเลย้ี งลกู ไดเ้ พยี ง ๑ ตวั นกเงือกคอแดงเพศเมยี (ทมี่ า : สมชาย พุ่มพวง)
88 ส ถานภสาถพาในกภลาส้ พญู พเปนั ็ธน์ุน กเงือกที่หายาก และมี ๔. นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain- pouched Hornbill, Rhyticeros subruficollis) เขตแพรก่ ระจายในประเทศไทย พบไดต้ าม แนวปา่ ทบี่ รเิ วณกลมุ่ ปา่ ตะวนั ตก ไดแ้ ก่ กลมุ่ ปา่ แกง่ กระจาน จงั หวดั เพชรบรุ แี ละประจวบครี ขี นั ธ์ กลุ่มป่าคลองแสง-เขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และกลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลา ทเี่ ขตใตส้ ดุ ของประเทศ ภมู ภิ าคอน่ื ๆ พบตามแนวเทอื กเขาตะนาวศรี ทก่ี นั้ เขตแดนระหวา่ งไทยกบั เมยี นมา และบนคาบ สมทุ รมลายู ตรงบรเิ วณทต่ี อ่ แดนกบั ประเทศไทย ขนาด ๗๕-๘๐ เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ประมาณ ๑,๘๐๐ กรมั นกเงือกกรามชา้ งปากเรยี บเพศเมีย ลักษณะ อุปนิสัย และถิ่นอาศัย นกเงือก หากมองเหน็ ในระยะไกล แตม่ ขี นาดเลก็ กวา่ มาก ชนิดนี้แยกลักษณะจากนกเงือกกรามช้างได้ยาก มจี ะงอยปากดา้ นขา้ งเรยี บบรเิ วณโคนมสี แี ดงคลำ้ สว่ นลกั ษณะอน่ื เหมอื นนกเงอื กกรามชา้ ง ทง้ั ๒ เพศมหี างสขี าว เพศผู้ บรเิ วณหนา้ และคอมสี ขี าว กระหมอ่ มสนี ำ้ ตาลแดง ถงุ ใตค้ อสเี หลอื ง ไมม่ ขี ดี สดี ำ เพศเมยี มสี ดี ำทง้ั หวั คอ ปกี และตวั ถงุ ใตค้ อ สีฟ้าไม่มีขีดดำ จับคู่ผสมพันธ์ุเมื่ออายุไม่ต่ำกว่า ๓ ปี นอกฤดทู ำรงั ชอบอยรู่ วมกนั เปน็ ฝงู ฝงู ละ ๖-๒๐ ตวั แตอ่ าจรวมฝงู ขนาดใหญจ่ ำนวนหลาย รอ้ ยตวั โดยสามารถบนิ หากนิ เปน็ ระยะทางไกล ๆ เสยี งรอ้ งคลา้ ยเสยี งเหา่ แหบ ๆ สน้ั ๆ อาศยั อยใู่ น ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณท่ีระดับต่ำจนถึงที่ สงู ประมาณ ๙๐๐ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล แตเ่ ดมิ เขา้ ใจว่าพบในบรเิ วณผืนปา่ ตะวนั ตกเทา่ น้ัน แต่ ปัจจุบันพบได้ที่บริเวณกลุ่มป่าคลองแสง-เขาสก และกลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลาอกี ดว้ ย อาหาร ในปา่ เบญจพรรณ ทเ่ี ขตรกั ษาพนั ธุ์ สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พบว่ากินทั้งผลไม้และสัตว์ นกเงือกกรามชา้ งปากเรียบเพศผู้
89 อาหารจำพวกผลไม้ เชน่ ไทร ยางโอน ตาเสอื ลกั ษณะ อปุ นสิ ยั และถนิ่ อาศยั ตวั เตม็ วยั มี กำลงั เลอื ดมา้ สว่ นอาหารจำพวกสตั ว์ เชน่ แมลง ขนสขี าวฟคู ลา้ ยหงอน เวลาบนิ จะเหน็ หางสขี าว ชนดิ ตา่ ง ๆ หอยทาก ชัดเจน ขนหางมีความส้ัน-ยาวไล่จากด้านนอก เขา้ หาเสน้ กลางซง่ึ ยาวทส่ี ดุ ขนปกี สดี ำมปี ลายปกี การทำรังและเลี้ยงลูก ในป่าเบญจพรรณ สขี าว ปากและโหนกขนาดเลก็ มสี ดี ำ หนงั ขอบตา เขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ า่ หว้ ยขาแขง้ พบวา่ ทำรงั ใน สฟี า้ ออ่ น เพศผู้ คอและทอ้ งมสี ขี าว เพศเมยี มี ตน้ สมพง ตะแบก และไทรกะเหรยี่ ง ทคี่ วามสงู ขนาดเลก็ กวา่ เพศผู้ ขนคอและทอ้ งมสี ดี ำ สว่ นนก ๑๕๐-๓๔๐ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล โดยโพรงรงั วัยรุ่น ขนตามตัวมีสีเทาประสีดำ หางดำปลาย มักเป็นโพรงรังเก่าของนกหัวขวานเสียส่วนใหญ่ ขาว ขนคลมุ ปกี ปลายสขี าว ปากสนั้ สเี หลอื งออ่ น นกเงือกกรามช้างปากเรียบเร่ิมปิดรังในราวเดือน ไมม่ โี หนก นกชนดิ นจี้ ะจบั คผู่ สมพนั ธไ์ุ ดเ้ มอ่ื อายุ มกราคม-กมุ ภาพนั ธ์ ลกู นกออกจากโพรงราวเดอื น ไมน่ อ้ ยกวา่ ๓ ป ี พฤษภาคม-มิถุนายน การเลี้ยงดูลูก พ่อนกเป็น ผู้เล้ียงครอบครัวเพียงตัวเดียว และเลี้ยงลูกนก นกเงือกหัวหงอกเพศเมีย คราวละ ๑ ตวั นกเงือกหัวหงอกเพศผู้ สถานภาพ จัดเป็นนกเงือกหายาก และมี สถานภาพใกลส้ ญู พนั ธ์ ุ ๓. กลมุ่ มแี นวโนม้ ใกลจ้ ะสญู พนั ธุ์ (Vulnerable) ๑. นกเงือกหัวหงอก หรือนกนายพราน หรอื นกหมาพราน (White-crowned Hornbill, Berenicornis comatus) เขตแพร่กระจายในประเทศไทย พบได ้ ตามบรเิ วณปา่ อนรุ กั ษท์ เี่ ปน็ ปา่ ดบิ ชนื้ ตง้ั แตก่ ลมุ่ ปา่ แกง่ กระจาน จงั หวดั เพชรบรุ ี ลงไปทางใตจ้ น ถงึ กลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลา ตดิ ตอ่ กบั เขตแดนมาเลเซยี ทงั้ น้ี เคยมรี ายงานวา่ พบในเขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ า่ หว้ ยขาแขง้ ดว้ ย แตย่ งั ไมย่ นื ยนั ภมู ภิ าคอน่ื ๆ พบไดต้ ง้ั แตท่ างตอนใตข้ อง เมยี นมา ตอนกลางและตอนใตข้ องเวยี ดนาม บน คาบสมทุ รมลายู เกาะสมุ าตรา และเกาะบอรเ์ นยี ว ขนาด ๘๐-๑๐๐ เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ประมาณ ๑,๕๐๐ กรมั
90 ร วมเปนน็ กฝงูเงเลือก็ กๆหัว๔ห-๖งอตกวั มักบพางบครอง้ัยมู่เปาก็นถคงึ ู่ห๒ร๐ืออตวยั ู่ ขนาด ๗๕-๘๐ เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ประมาณ เสยี งรอ้ ง อุ๊ อุ๊ อุ๊ ชอบอยใู่ นปา่ ดบิ ชนื้ ทคี่ วามสงู ๑,๒๔๐ กรมั ๑๒๐-๘๒๐ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล ชอบหากนิ บริเวณใต้เรือนยอดของต้นไม้ หรือจับเหยื่อจาก ลกั ษณะ อปุ นสิ ยั และถนิ่ อาศยั ขนาดใหญ่ พน้ื ดนิ เปน็ นกเงอื กทบ่ี นิ เงยี บมาก กว่านกเงือกสีน้ำตาลเล็กน้อย เพศผู้ ปากมีสีดำ เพศเมยี ปากมสี เี หลอื งแซมดว้ ยสดี ำ โหนกเลก็ อาหาร ในอทุ ยานแหง่ ชาตบิ โู ด-สไุ หงปาด ี แตห่ นา หนงั ขอบตาสฟี า้ ซดี ทงั้ ๒ เพศ ลกู นก ปาก และเขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ า่ ฮาลา-บาลา พบวา่ นก มสี เี หลอื งออ่ นคลา้ ยนกเงอื กสนี ำ้ ตาล ขนสว่ นใหญ ่ เงอื กหวั หงอกกนิ ผลไม้ เชน่ ไทร ตาเสอื ผลไม้ ของนกมสี ดี ำเหลอื บสะทอ้ นแสง โดยขนปกี มสี ี ในวงศอ์ บเชย และชอบกนิ สตั ว์ เชน่ กง้ิ กา่ แมลง นำ้ ตาลดำ รวมทง้ั ขนตามลำตวั หนา้ อกและทอ้ ง ตา่ ง ๆ มากเมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั นกเงอื กชนดิ อนื่ ๆ หางมีสีน้ำตาลอ่อน ปลายหางเป็นแถบสีดำ นก ในขณะทมี่ องหาเหยอ่ื นกเงอื กหวั หงอกสามารถ เงอื กปากดำจบั คผู่ สมพนั ธเุ์ มอ่ื อายไุ มน่ อ้ ยกวา่ ๓ ป ี ปรบั มา่ นตาใหห้ ดหรอื ขยายไดเ้ พอื่ การรบั แสง ซง่ึ เปน็ ลกั ษณะพเิ ศษตา่ งจากนกเงอื กชนดิ อนื่ ๆ นกเงอื กปากดำหากนิ และนอนรวมกนั เปน็ ฝงู เลก็ ๆ ๓-๑๕ ตวั ทบี่ รเิ วณเรอื นยอดระดบั ตำ่ ใน การทำรังและเล้ียงลูก ที่อุทยานแห่งชาต ิ ปา่ ดบิ ชน้ื ทางภาคใต้ ชอบสง่ เสยี งเอะอะคลา้ ยนก บโู ด-สไุ หงปาดี พบทำรงั ในตน้ ตะเคยี นและหวา้ หนิ เงอื กสนี ำ้ ตาล ท่ีความสูง ๒๓๐-๕๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล นกเงอื กหวั หงอกเรม่ิ ปดิ โพรงราวเดอื นพฤษภาคม นกเงอื กปากดำเพศผู้และเพศเมยี เล้ียงลูกคราวละ ๑-๒ ตัว ลูกนกออกจากไข่ราว เดอื นกรกฎาคม พอ่ นกหาอาหารเลย้ี งแมน่ กและ ลกู นก โดยมผี ชู้ ว่ ย ๑-๒ ตวั ผชู้ ว่ ยนน้ั มที งั้ เพศผู้ และเพศเมยี สถานภาพ พบได้ไม่บ่อย และมีแนวโน้ม ใกลจ้ ะสญู พนั ธ ุ์ ๒. นกเงือกปากดำ หรือกาเขา (Bushy- crested Hornbill, Anorrhinus galeritus) เขตแพรก่ ระจายในประเทศไทย พบไดต้ ง้ั แต ่ บรเิ วณกลมุ่ ปา่ จงั หวดั ชมุ พรลงไปจนถงึ ตอนใตส้ ดุ ของประเทศคอื กลมุ่ ปา่ ฮาลา-บาลา ภูมิภาคอื่น ๆ พบได้บนคาบสมุทรมลายู เกาะบอรเ์ นยี ว และเกาะสมุ าตรา
91 อาหาร ในอุทยานแห่งชาติบูโด- สไุ หงปาดี นกเงอื กปากดำกนิ ผลไม้ เชน่ ไทร ทงั ปา่ มะอา้ ตาเสอื ใหญ่ สว่ น อาหารจำพวกสตั ว์ เชน่ แมลง กงิ้ กอื การทำรังและเล้ียงลูก ที่อุทยาน แห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี พบว่ารังของ นกเงือกปากดำอยู่ในต้นไม้วงศ์ยาง และหวา้ หนิ ทคี่ วามสงู ๗๐-๖๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล นกเงือกปากดำเริ่ม ทำรงั ราวเดอื นมนี าคม ลกู นกออกจาก รงั ราวเดอื นมถิ นุ ายน การเลยี้ งลกู คลา้ ย นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอื นอกจากพอ่ นกหา อาหารมาเลยี้ งแมน่ กและลกู นกแลว้ ยงั มีนกผู้ช่วย ซึ่งประกอบด้วยนกเงือก นกเงอื กสีนำ้ ตาลคอขาวเพศผู้และเพศเมีย ปากดำทง้ั ๒ เพศและทกุ วยั มาเปน็ พเี่ ลย้ี ง โดยอาจ พนั ธยุ์ อ่ ยของนกเงอื กสนี ำ้ ตาล) เพศผู้ จะงอยปาก มจี ำนวน ๑-๕ ตวั เลย้ี งลกู คราวละ ๑-๓ ตวั มสี ขี าวงาชา้ ง มโี หนกเปน็ สนั เลก็ ๆ หนงั ขอบตา สถานภาพ พบไดบ้ ่อย แต่มแี นวโนม้ ใกล้ สฟี า้ ออ่ น มขี นตามตวั หวั และทา้ ยทอยเปน็ สี จะสญู พนั ธ์ ุ นำ้ ตาล ขนบรเิ วณลำคอเปน็ สขี าว หรอื สนี ำ้ ตาล ๓. นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาว (White-throated เรอ่ื ๆ บรเิ วณคางและดา้ นขา้ งลำคอเปน็ สขี าว ขน Brown Hornbill, Ptilolaemus austeni) ใตล้ ำตวั มสี นี ำ้ ตาลแดง ปลายปกี สขี าว ปลายขน เขตแพร่กระจายในประเทศไทย เป็นนก หางมสี ขี าว ยกเวน้ ขนหาง ๒ เสน้ ตรงกลางซง่ึ มี เงือกที่สูญพันธุ์หรือเกือบสูญพันธุ์ไปจากป่าภาค สนี ำ้ ตาลปลอด เพศเมยี ขนมสี นี ำ้ ตาลเขม้ ตลอด เหนือ ปัจจุบันพบได้ในกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว ตัว สว่ นด้านใต้ลำตัวมีสนี ้ำตาลเทาออกคลำ้ กว่า กลมุ่ ปา่ ดงพญาเยน็ -เขาใหญ่ และกลมุ่ ปา่ ตะวนั ออก เพศผู้ จะงอยปากมีสีขาวคล้ายของเพศผู้ แต่มี ภูมิภาคอ่ืน ๆ พบได้ในแคว้นอัสสัมของ โหนกเลก็ กวา่ ของเพศผู้ ลกู นก คลา้ ยเพศผู้ สว่ น อนิ เดยี เมยี นมา มณฑลหยนุ หนานของจนี ลาว นกวยั รนุ่ มลี กั ษณะเชน่ เดยี วกบั นกเงอื กสนี ำ้ ตาล และเวยี ดนาม ตวั เตม็ วยั มอี ายไุ มน่ อ้ ยกวา่ ๓ ปี จงึ จบั คผู่ สมพนั ธ์ุ ขนาด ๗๕ เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ นกเงอื กสนี ำ้ ตาลคอขาวมอี ปุ นสิ ยั และเสยี ง ๗๕๐ กรมั รอ้ งคลา้ ยนกเงอื กสนี ำ้ ตาลทพ่ี บในผนื ปา่ ตะวนั ตก ลักษณะ อุปนิสัย และถ่ินอาศัย ลักษณะ ถน่ิ อาศยั อยใู่ นปา่ ดบิ เขา ปา่ ดบิ แลง้ และปา่ ดบิ ชนื้ คล้ายนกเงือกสีน้ำตาลมาก (แต่เดิมจัดเป็นชนิด ของปา่ ดงพญาเยน็ -เขาใหญ ่
92 น กเงืออกาสหีนาร้ำตาใลนคออุทขยาาวนชแอหบ่งกชินาตผิเลขไามใ้หเชญ่น่พบไทวร่า ยางโอน พพิ วน หวา้ สม้ โมง พญาไม้ แตเ่ วลา เล้ียงลูกจะป้อนอาหารจำพวกสัตว์เล็ก ๆ เช่น จงิ้ เหลน กง้ิ กา่ กงิ้ กอื ตะขาบ รวมทง้ั แมลงท่ี ชอบมากคือ จักจั่น นกเงือกสีน้ำตาลคอขาวกิน อาหารจำพวกสตั วม์ ากกวา่ นกเงอื กชนดิ อน่ื ทอ่ี าศยั อยู่ป่าเดียวกัน ได้แก่ นกกก นกเงือกกรามช้าง และนกแกก๊ คอื ประมาณรอ้ ยละ ๔๐ ของปรมิ าณ อาหารทง้ั หมด การทำรังและเลี้ยงลูก ท่ีอุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่ มกั พบทำรงั ในตน้ ยางเสยี น สเี สยี ดเทศ หวา้ และกะเพราตน้ ทค่ี วามสงู ๗๐๐-๙๐๐ เมตร จากระดบั นำ้ ทะเล เพศเมยี ปดิ โพรงขงั ตวั เองราว เดอื นกมุ ภาพนั ธ-์ มนี าคม ลกู นกออกจากโพรงใน นกเงือกสีนำ้ ตาลเพศผู้ เดอื นพฤษภาคม นอกจากพอ่ นกแลว้ ยงั มนี กเพศผู้ เพชรบรุ แี ละประจวบครี ขี นั ธ์ และเขตรกั ษาพนั ธุ์ ที่ไม่ได้จับคู่ในฤดูผสมพันธุ์น้ันมาช่วยเป็นพี่เล้ียง สตั วป์ า่ อทุ ยานเสดจ็ ในกรม กรมหลวงชุมพร ใน หรอื นกผชู้ ว่ ย หาอาหารเลย้ี งแมน่ กและลกู นกในรงั จงั หวดั ชมุ พรและระนอง เรอื่ ยลงมาจนถงึ บรเิ วณ ซง่ึ นกพเ่ี ลย้ี งอาจมจี ำนวน ๑-๕ ตวั บางครง้ั เวลา ปา่ ดบิ ในจงั หวดั ชมุ พร เขา้ ปอ้ นอาหาร บรรดาพเี่ ลยี้ งจะเรยี งแถวกนั เปน็ ภูมิภาคอ่ืน ๆ พบได้ในประเทศเมียนมา ลำดับ เป็นภาพท่ีน่าดูมาก เช่ือว่าพี่เล้ียงเหล่านี้ ตามแนวปา่ เทอื กเขาตะนาวศรี เปน็ ลกู ของนกคผู่ วั เมยี ในปกี อ่ น ๆ หรอื เปน็ พน่ี อ้ ง ขนาด ๗๕ เซนตเิ มตร นำ้ หนกั ประมาณ กนั เลย้ี งลกู ไดค้ ราวละ ๑-๓ ตวั ๗๕๐ กรมั สถานภาพ พบได้ไม่บ่อย และมีแนวโน้ม ลักษณะ อุปนิสัย และถ่ินอาศัย เป็นนก ใกลจ้ ะสญู พนั ธ ์ุ เงอื กไทยทมี่ ขี นสนี ำ้ ตาล เพศผู้ จะงอยปากมสี ขี าว ๔. นกเงือกสีน้ำตาล (Brown Hornbill, งาชา้ ง มโี หนกเปน็ สนั เลก็ ๆ หนงั ขอบตาสฟี า้ ออ่ น Ptilolaemus tickelli) มขี นตามตวั หวั และทา้ ยทอยเปน็ สนี ำ้ ตาล ขนใต ้ เขตแพรก่ ระจายในประเทศไทย พบกระจาย ลำตวั มสี นี ำ้ ตาลแดง ปลายปกี สขี าว ปลายขนหาง อยู่ในป่าแถบภาคตะวันตกและภาคใต้ตั้งแต่เขต มสี ขี าว ยกเวน้ ขนหาง ๒ เสน้ ตรงกลางมสี นี ำ้ ตาล รกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ า่ หว้ ยขาแขง้ ในจงั หวดั อทุ ยั ธานี ปลอด เพศเมยี ขนมสี นี ำ้ ตาลเขม้ ตลอดตวั ดา้ น และตาก อทุ ยานแหง่ ชาตแิ กง่ กระจาน ในจงั หวดั ใตล้ ำตวั มสี นี ำ้ ตาลเทาออกคลำ้ กวา่ เพศผู้ มจี ะงอย
93 ปากสดี ำ โหนกเลก็ กวา่ ของเพศผู้ ลกู นก มสี ขี น ๕. นกกก หรอื นกกาฮงั หรอื นกกะวะ (Great คลา้ ยเพศผู้ แตจ่ ะงอยปากสเี หลอื งออ่ น สนั้ และ Hornbill, Buceros bicornis) ไมม่ โี หนก นกวยั รนุ่ มลี กั ษณะเหมอื นตวั เตม็ วยั แตม่ โี หนกเลก็ โคง้ มน นกชนดิ นตี้ วั เตม็ วยั ทม่ี อี ายุ เขตแพร่กระจายในประเทศไทย พบได้ ไมน่ อ้ ยกวา่ ๓ ปจี ะจบั คผู่ สมพนั ธ ุ์ ทว่ั ไปตามผนื ปา่ ใหญ่ ๆ เกอื บทกุ ผนื ปา่ แตผ่ นื ปา่ ในภาคเหนอื สญู พนั ธไ์ุ ปแลว้ นกเงอื กสนี ำ้ ตาลอยเู่ ปน็ ฝงู เลก็ ๆ ๘-๑๐ ตวั หรอื มากกวา่ เปน็ นกทชี่ อบกรดี รอ้ งเอะอะโวยวาย ภูมิภาคอื่น ๆ พบกระจายต้ังแต่ตะวันตก เสียงร้องของนกเงือกสีน้ำตาลมีหลายเสียง เช่น และตอนเหนอื ของอนิ เดยี เนปาล ภฏู าน มณฑล แวว้ แวว้ แวว้ กรด๊ี กรดี๊ กรด๊ี ตอ๊ ด ตอ๊ ด ตอ๊ ด พบ หยนุ หนานของจนี เมยี นมา บนคาบสมทุ รมลายู ทงั้ ในปา่ ดบิ เขา ปา่ ดบิ ชน้ื ปา่ ดบิ แลง้ และปา่ เตง็ รงั และเกาะสมุ าตรา อาหาร ในปา่ เขตรกั ษาพนั ธสุ์ ตั วป์ า่ หว้ ยขา ขนาด ๑๓๐-๑๕๐ เซนติเมตร น้ำหนัก แข้ง พบว่านกเงือกสีน้ำตาลชอบกินผลไม้ เช่น ประมาณ ๓,๕๐๐ กรมั ยางโอน ตาเสือ เลือด ขนุนเขา หมากนกมูม หนั ชา้ ง เมอื่ ลกู นกออกจากไข่ พอ่ นกจะปอ้ นอาหาร ลักษณะ อุปนิสัย และถิ่นอาศัย เป็นนก พวกสัตว์เล็ก ๆ เช่น จ้ิงเหลน ก้ิงก่า กิ้งกือ เงอื กเอเชยี และนกเงอื กไทยทมี่ ขี นาดใหญท่ ส่ี ดุ มี ตะขาบ แมลง นกเงอื กสนี ำ้ ตาลกนิ อาหารจำพวก สดี ำ-ขาว เพศผู้ อาจมขี นาดความยาวกวา่ ๑.๕ เมตร สัตว์มากกว่านกเงือกชนิดอื่นที่พบอยู่ร่วมป่ากัน บรเิ วณหนา้ คางมสี ดี ำ มโี หนกขนาดใหญแ่ บน ซง่ึ ไดแ้ ก่ นกกก นกเงอื กคอแดง และนกแกก๊ รูปส่ีเหล่ียมผืนผ้า (เม่ือมองจากด้านบน) ส่วน ปลายด้านหน้าแหลมเป็น ๒ มุม (เมื่อมองจาก การทำรังและเลี้ยงลูก ในเขตรักษาพันธ์ุ ดา้ นหนา้ ) และสว่ นใตโ้ หนกมสี ดี ำ คอขาว ปกี มี สตั วป์ า่ หว้ ยขาแขง้ มกั พบทำรงั อยใู่ นตน้ หวา้ ตน้ สดี ำแถบขาว และปลายขนปกี มสี ขี าว หางสขี าว ตะแบก และตน้ สมพง ทค่ี วามสงู ๔๐๐-๑,๒๕๐ มแี ถบคาดสดี ำคอ่ นไปทางปลายหาง จะงอยปาก เมตรจากระดับน้ำทะเล เพศเมียปิดขังตัวเองใน เดอื นกมุ ภาพนั ธ-์ มนี าคม ลกู นกออกจากโพรงรงั นกกกเพศผู้ ในเดือนพฤษภาคม นอกจากพ่อนกแล้วยังมีนก วยั รนุ่ หรอื นกเพศผเู้ ตม็ วยั ทไี่ มไ่ ดจ้ บั คใู่ นฤดผู สม พันธ์ุมาช่วยเป็นพ่ีเล้ียงหรือนกผู้ช่วย หาอาหาร เล้ียงลูกนกและแม่นกในรัง ซ่ึงนกพี่เล้ียงอาจมี จำนวน ๑-๕ ตวั เวลาเขา้ ปอ้ นอาหารบรรดาพเี่ ลยี้ ง จะสลบั กนั เขา้ ปอ้ นเปน็ ลำดบั สถานภาพ พบได้ไม่บ่อย และมีแนวโน้ม ใกลจ้ ะสญู พนั ธุ ์
94 นกกกเพศผู้และเพศเมยี นกกกชอบผลไมป้ า่ ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะไทร ยางโอน พพิ วน ตาเสอื ใหญ่ ตาเสอื ฯลฯ นอกจากนยี้ งั กนิ งู มสี เี หลอื งเจอื สม้ นกจะทาสเี หลอื งบนโหนกและ หนู นก แมลง ฯลฯ จะงอยปาก รวมทง้ั บรเิ วณหวั สว่ นคอ และปกี ดว้ ย นำ้ มนั สเี หลอื งทผี่ ลติ จากตอ่ มโคนหาง จงึ เปน็ นก การทำรังและเล้ียงลูก ต้นไม้ที่นกกกใช ้ เงือกที่ได้ช่ือว่ารู้จักใช้ “เครื่องสำอาง” มีม่านตา เปน็ โพรงรงั สว่ นใหญ่ ไดแ้ ก่ ตน้ ไมใ้ นวงศไ์ มย้ าง สแี ดง หนงั ขอบตาสดี ำ เพศเมยี โหนกดา้ นหนา้ ไดแ้ ก่ ตน้ ยางเสยี น ตน้ ตะเคยี น ตน้ กาลอ และ ไมม่ สี ดี ำ มา่ นตาสขี าว หนงั ขอบตาสแี ดง นกวยั รนุ่ หว้า ทค่ี วามสูง ๗๐-๑,๓๒๐ เมตรจากระดบั น้ำ โหนกมีขนาดเล็กส่วนหน้าแบน นกชนิดน้ีจับค ู่ ทะเล แลว้ แตป่ ระเภทของปา่ และอาจพบทำรงั ผสมพนั ธเ์ุ มอื่ อายไุ มต่ ำ่ กวา่ ๔ ป ี ในโพรงหนิ ขนาดใหญต่ ามเขาหนิ ปนู ทอ่ี ทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ เพศเมยี ปดิ โพรงรงั ในเดอื นมกราคม นกกกหากินตามเรือนยอดไม้ มักชอบอยู่ สว่ นลูกนกออกจากโพรงรงั ราวเดอื นพฤษภาคม- เปน็ คู่ บางครงั้ นอกฤดทู ำรงั อาจรวมฝงู ถงึ ๑๕๐ มิถุนายน แต่ที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ตัว นอนอยู่ตามต้นไม้ในหุบเขา ลงมาหากินบน เพศเมียปิดโพรงรังในเดือนมีนาคม และลูกนก พ้ืนดินตามชายแหล่งน้ำ เสียงร้องดัง กก กก กก ออกจากโพรงรงั เดอื นกรกฎาคม เพศเมยี กกไขใ่ น กาฮงั กาฮงั กาฮงั หรอื กะวะ กะวะ กะวะ จนเปน็ โพรงรังจนลูกนกฟักออกจากไข่ เมื่อลูกนกอายุ ทมี่ าของชอ่ื พบในปา่ ดบิ เขา ปา่ ดบิ ชนื้ ปา่ ดบิ แลง้ ราว ๔-๖ สปั ดาห์ เพศเมยี กจ็ ะกะเทาะปากโพรงรงั หรือป่าเบญจพรรณ ส่วนใหญ่ชอบอยู่ป่าดิบชื้น ออกมาชว่ ยเพศผหู้ าอาหารเลย้ี งลกู นกกกเลย้ี งลกู ค่อนข้างต่ำ คือมีความสูงต่ำกว่า ๑,๐๐๐ เมตร คราวละตวั เดยี วเทา่ นนั้ จากระดับน้ำทะเล แต่ก็อาจพบตามภูเขาสูงถึง ๒,๐๐๐ เมตร ปจั จบุ นั นกกกสญู พนั ธไ์ุ ปแลว้ จาก สถานภาพ พบได้ค่อนข้างบ่อย แต่ก็มี ภาคเหนอื เพราะถกู ลา่ และทอ่ี ยอู่ าศยั ถกู ทำลาย แนวโนม้ ใกลจ้ ะสญู พนั ธ์ ุ อาหาร ในปา่ อทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ พบวา่
95 ๖. นกเงอื กกรามชา้ ง หรอื นกกกู๋ ๋ี (Wreathed อยสู่ ว่ นหนา้ จะหลดุ ออกได้ ขนตามตวั และปกี สี Hornbill, Rhyticeros undulatus) ดำ หางขาวปลอด ทงั้ ๒ เพศมจี ะงอยปากสขี าว งาชา้ ง ปากดา้ นขา้ งมรี อยหยกั หนงั ขอบตาสแี ดง เขตการแพร่กระจายในประเทศไทย พบได้ ชมพู เพศผู้ มขี นสว่ นทา้ ยทอยเปน็ สนี ำ้ ตาลเขม้ ตามป่าผืนใหญ่เกือบทุกภาคของประเทศ ยกเว้น สว่ นบรเิ วณหนา้ ขมบั และคอมสี ขี าว ถงุ ใตค้ อ ผนื ปา่ ภาคเหนอื และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื มสี เี หลอื งโดยมขี ดี ดำดา้ นขา้ ง เพศเมยี มสี ว่ นหวั และคอสดี ำปลอด ยกเวน้ หางมสี ขี าวเชน่ เดยี วกบั ภมู ภิ าคอนื่ ๆ พบไดต้ ง้ั แตแ่ ควน้ อสั สมั ของ เพศผู้ ถงุ ใตค้ อสฟี า้ และมขี ดี ดำดา้ นขา้ ง นกวยั รนุ่ อินเดีย เมียนมา (ยกเว้นตอนกลาง) เวียดนาม เหมอื นตวั โตเตม็ วยั จำนวนลอนของโหนกไมเ่ กนิ ลาว มณฑลหยนุ หนานของจนี คาบสมทุ รมลายู ๓ ลอน ปากดา้ นขา้ งมรี อยหยกั นอ้ ยหรอื เกอื บไม่ เกาะบอรเ์ นยี ว เกาะสมุ าตรา เกาะชวา และเกาะ มเี ลย ลกู นก เมอื่ แรกออกจากรงั จะมสี ขี นเหมอื น บาหลี เพศผู้ ถุงใต้คอสีเหลืองมีรอยสีดำเป็นขีดจาง ๆ แตห่ ากลกู นกนน้ั เปน็ เพศเมยี สขี นจะเปลยี่ นเปน็ ส ี ขนาด ๑๑๐-๑๒๐ เซนติเมตร น้ำหนัก ดำตงั้ แตอ่ ายไุ ดป้ ระมาณ ๘ เดอื น หรอื นอ้ ยกวา่ นน้ั ประมาณ ๓,๐๐๐ กรมั ถงุ ใตค้ อจากสเี หลอื งจะคอ่ ย ๆ เปลยี่ นเปน็ สเี ขยี ว อมฟ้าและเป็นสีฟ้าเมื่อโตเต็มวัย นกชนิดนี้อายุ ลักษณะ อุปนิสัย และถ่ินอาศัย มีขนาด ตง้ั แต่ ๓ ปขี นึ้ ไปจงึ จะจบั คผู่ สมพนั ธ ์ุ เลก็ กวา่ นกกกเลก็ นอ้ ย โหนกเตยี้ แบนมลี อนหยกั จำนวนลอนบง่ บอกถงึ อายขุ องนกคอื อายุ ๑ ปี มี ๑ ลอน นกเงอื กกรามชา้ งทเี่ คยพบในธรรมชาตมิ ี จำนวนลอนมากที่สุดคือ ๑๐ ลอน เพราะลอนที่ นกเงอื กกรามช้างเพศผู้และเพศเมีย
96 ส่วนท่ีอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี นกเงือกกรามช้างเร่ิมทำรังราวเดือน นกเงอื กกรามช้างบินไดส้ ูงและไกลมาก มนี าคม-เมษายน ลกู นกออกจากโพรง รงั ราวเดอื นกรกฎาคม พอ่ นกหาอาหาร นกเงือกกรามช้างหากินในระดับเรือนยอด เลย้ี งดแู มน่ กและลกู นกเพยี งลำพงั เลยี้ ง ไม้ บินเสียงดังมากและบินได้ไกล หากินทั่วป่า ลกู เพยี งคราวละ ๑ ตวั จนได้ช่ือว่าเป็น “ยิปซีแห่งพงไพร” นอกฤดูผสม พนั ธช์ุ อบอยรู่ วมกนั เปน็ ฝงู ใหญ่ เมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๗ สถานภาพ อาจพบไดบ้ อ่ ย และ ทอี่ ทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญเ่ คยนบั ไดม้ ากกวา่ ๑,๐๐๐ มแี นวโนม้ ใกลจ้ ะสญู พนั ธุ์ ตวั นกชนดิ นมี้ เี สยี งรอ้ ง เอกิ เอก๊ิ เอกิ เอกิ๊ ชอบ อาศยั อยตู่ ามปา่ ดบิ ชน้ื จากทรี่ าบจนถงึ ทส่ี งู ๑,๘๐๐ ๔. กลมุ่ ยงั ไมน่ า่ เปน็ หว่ ง เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่อาจพบหากินในป่า (Least concern) ไดแ้ ก่ เบญจพรรณตามเกาะตา่ ง ๆ อกี ดว้ ย ๑. นกแก๊ก หรือนกแกง (Oriental Pied อาหาร ในปา่ อทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญพ่ บวา่ Hornbill, Anthracoceros albirostris) นกเงือกกรามช้างกินผลไม้เป็นอาหารหลัก โดย เฉพาะผลไทร ยางโอน และผลไมป้ า่ หลากหลาย เขตแพร่กระจายในประเทศไทย พบได้ใน ชนดิ เชน่ หวา้ ตาเสอื เลก็ สรุ ามะรดิ ตาเสอื ใหญ ่ ทกุ กลมุ่ ปา่ ทว่ั ประเทศ มะอา้ พพิ วน มะเกม้ิ สม้ โมง สว่ นอาหารจำพวก สตั วก์ นิ บา้ งแตไ่ มม่ ากนกั เชน่ แมลงตา่ ง ๆ ภมู ภิ าคอน่ื ๆ พบไดต้ งั้ แตเ่ ชงิ เทอื กเขาหมิ าลยั ในอนิ เดยี เนปาล ภฏู าน เมยี นมา มณฑลหยนุ หนาน การทำรงั และเลย้ี งลกู มกั พบทำรงั ในตน้ ไม้ และเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน ลาว วงศย์ าง ไดแ้ ก่ ยางเสยี น ตน้ ตะเคยี น ตน้ หวา้ ที่ เวยี ดนาม และกมั พูชา ส่วนชนดิ พนั ธุ์ย่อยหรอื ความสงู ๒๕๐-๙๔๐ เมตร จากระดบั นำ้ ทะเล แลว้ พนั ธมุ์ ลายู (Anthracoceros albirostris convexus) แต่ประเภทของป่า ท่ีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ ่ พบไดใ้ นตอนใตข้ องคาบสมทุ รมลายู เกาะสงิ คโปร์ นกเงือกกรามช้างเริ่มทำรังในเดือนมกราคม ลูก เกาะลังกาวี เกาะบอร์เนยี ว เกาะสมุ าตรา และ นกออกจากโพรงรงั ในเดอื นพฤษภาคม-มถิ นุ ายน เกาะชวา ขนาด ๖๕ เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ ๗๔๐ กรมั ลกั ษณะ อปุ นสิ ยั และถนิ่ อาศยั เปน็ นกเงอื ก ไทยท่ีมีขนาดเล็กที่สุด มีโหนกขนาดกลางเป็น รปู ทรงกระบอก สว่ นหนา้ ตบี ทอดตามยาวของ ปาก คอและลำตวั ดา้ นบนมสี ดี ำปลอด ใตอ้ กลง มามสี ขี าว หนงั ขอบตามสี ฟี า้ ซดี ปกี ดำ ปลายขน ปีกมีสีขาว ขนหางคู่กลางมสี ีดำ ส่วนขนหางที่ เหลอื มสี ว่ นปลายเปน็ สขี าว สว่ นพนั ธมุ์ ลายมู ขี น
97 นกแก๊กเพศผูแ้ ละเพศเมยี อาหาร ในอทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาใหญ่ พบวา่ นกแกก๊ กนิ อาหารหลากหลายมาก ชอบกนิ ผลไม้ หางกลางสดี ำขนาบดว้ ยขนหางสีขาวปลอด บาง เชน่ ไทร หวา้ ยางโอน ตาเสอื ใหญ่ ตาเสอื เลก็ ตวั อาจมสี ว่ นสดี ำประอยบู่ นหางขาวมากบา้ งนอ้ ย มะอา้ และหากนิ ตามพนื้ ดนิ นอกจากแมลงแลว้ บ้างไม่แน่นอน เพศผู้ จะงอยปากและโหนกมีสี ยงั จบั สตั วเ์ ลก็ ๆ เชน่ งู กง้ิ กา่ ปลา หอย ขาวงาช้าง โดยมีสีดำแต้มท่ีด้านหน้าของโหนก เพศเมยี มโี หนกเลก็ กวา่ และมสี ดี ำแตม้ เปรอะทง้ั นกแกก๊ ป้อนอาหาร โหนกและปากจนดูมอม นกวัยรุ่น คล้ายตัวเต็ม วัยแต่มีโหนกเล็กกว่า สีบริเวณปากจะค่อย ๆ ปรากฏชดั เจนขนึ้ แลว้ แตเ่ พศของนก นกชนดิ นี้ จบั คผู่ สมพนั ธเ์ุ มอ่ื อายไุ มต่ ำ่ กวา่ ๓ ปี นกแกก๊ ชอบอยรู่ วมกนั เปน็ ฝงู เลก็ ๆ ๘-๑๐ ตัว หากินตามชายป่าจากพื้นดินถึงเรือนยอดไม้ นอกฤดทู ำรงั อาจพบรวมฝงู กนั ถงึ ๑๕๐ ตวั ชอบ คลกุ ฝนุ่ เพอ่ื กำจดั ปรสติ ทอ่ี าศยั อยตู่ ามขน ไดแ้ ก่ เหา และไร เวลาบินจะมีผู้นำแล้วตัวอ่ืน ๆ บิน ตามกนั เปน็ แถว ชอบสง่ เสยี งรอ้ งดงั จดั เปน็ นก ช่างคุยมากชนิดหน่ึง เสียงร้องแก๊ก แก๊ก แก๊ก ตามช่ือนก พบได้ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ บรเิ วณชายปา่ ดบิ แลง้ และปา่ ดบิ ชนื้
98 นกเงือกมีความสำคัญ นกเงอื กเป็นรม่ เงา ให้สัตว์ชนดิ อ่ืนได ้ ต่อระบบนิเวศ ชว่ ยกระจายเมลด็ พันธุ์ไม้ จึงชว่ ยรกั ษาความหลากหลาย ทางชีวภาพได ้ ทำให้ป่าสมบรู ณ์ นกเงอื กที่เปน็ ดชั นชี ีว้ ดั ความสมบรู ณข์ องป่า เป็นผลู้ ่า รักษาความสมดุลระบบนิเวศ นกเงือก ดึงดดู ความสนใจจากผ้คู นได ้ บทบาทสำคัญของนกเงือก การทำรังและเล้ียงลูก ท่ีอุทยานแห่งชาติ ๖. บทสรปุ เขาใหญ่ นกแก๊กมักพบทำรังในต้นไม้วงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) เชน่ ยางเสยี น และวงศห์ วา้ นกเงือกจัดเป็นสัตว์ “ชนิดพันธ์ุหลัก” ซึ่ง (Myrtaceae) เช่น หวา้ ทค่ี วามสงู ๖๕๐-๙๕๐ บทบาทหนา้ ทส่ี ำคญั ในระบบนเิ วศปา่ โดยเปน็ ผู้ เมตรจากระดบั นำ้ ทะเล สว่ นในปา่ เบญจพรรณ กระจายเมล็ดพันธ์ุไม้ที่มีประสิทธิภาพคงความ ทเ่ี ขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ หว้ ยขาแขง้ พบนกแกก๊ ทำ หลากหลายของพันธ์ุไม้ป่า อีกท้ังยังเป็นผู้ล่าซ่ึง รงั ในตน้ สมพง ตน้ ไทรกระเหรยี่ ง ฯลฯ ทค่ี วาม รกั ษาความสมดลุ ของระบบนเิ วศจงึ ทำใหป้ า่ สมบรู ณ ์ สูง ๑๓๐-๖๗๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือใน รวมทงั้ เปน็ สตั วช์ นดิ ใหร้ ม่ เงาเนอื่ งจากมกี ารใชพ้ นื้ ท ่ี โพรงหนิ ตามเกาะและเขาหนิ ปนู หรอื แมก้ ระทง่ั ปา่ ครอบคลุมพนื้ ทก่ี วา้ งมาก และยงั มปี ฏสิ มั พนั ธ์ ในไหหรือเจดีย์ที่บรรจุกระดูกตามวัดที่อยู่ชายป่า กบั ทงั้ นก สตั ว์ และพชื หลากหลายชนดิ ดงั นนั้ นกแกก๊ เรมิ่ ปดิ รงั ราวเดอื นกมุ ภาพนั ธ-์ มนี าคม และ หากอนรุ กั ษน์ กเงอื กกเ็ ทา่ กบั อนรุ กั ษส์ ตั วแ์ ละพชื ลูกนกออกจากรังราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ชนดิ อนื่ ๆ ไดอ้ กี มาก นอกจากน้ี นกเงอื กยงั เปน็ พอ่ นกหาอาหารเลย้ี งแมน่ กและลกู นกเพยี งลำพงั สตั วช์ นดิ บง่ ช้ี สามารถบอกถงึ ความสมบรู ณข์ อง เลย้ี งลกู ไดค้ ราวละ ๑-๒ ตวั ปา่ ไดด้ ว้ ย และเปน็ สตั วช์ นดิ นำธง คอื เปน็ ชนดิ ที่ มคี วามโดดเดน่ และดงึ ดดู ความสนใจของคนทว่ั ไป สถานภาพ เปน็ นกเงอื กทพ่ี บไดบ้ อ่ ย และ ดเู พม่ิ เตมิ เรอื่ ง ระบบนเิ วศและความสมั พนั ธ์ มสี ถานภาพยงั ไมน่ า่ เปน็ หว่ ง ระหวา่ งธรรมชาตกิ บั สง่ิ มชี วี ติ เลม่ ๑๗
99 บรรณานกุ รม สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาต.ิ แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๙). กรงุ เทพฯ : สำนกั นายกรฐั มนตร.ี ๒๑๗ หนา้ . สำนกั งานนโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม. บทสรปุ ชนดิ พนั ธท์ุ ถ่ี กู คกุ คามของประเทศไทย : สตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั . กรงุ เทพ ฯ : กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม, ๒๕๔๘. สำนกั อนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ กรมปา่ ไม.้ กลมุ่ ปา่ ทส่ี ำคญั ในประเทศไทย. สำนกั งานเลขานกุ ารคณะกรรมการ พิจารณาดำเนนิ การเกย่ี วกับความหลากหลายทางชวี ภาพดา้ นปา่ ไม.้ กรงุ เทพฯ : กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม, ๒๕๔๒. Ali S, Ripley SD. Compact handbook of the birds of India and Pakistan. 2nd Edition. Oxford: Oxford University Press, 1987. Kemp A. The Hornbills, Bucerotiformes. Oxford: Oxford University Press, 1995. Kitamura S, Suzuki S, Yumoto T, Poonswad P, Chuailua P, Plongmai K, Noma N, Marushashi T, Suckasam C “Dispersal of Aglaia spectabilis, a large-seeded tree species in a moist evergreen forest in Thailand.” Journal of Tropical Ecology 20 (2004): 421-427. . “Dispersal of Canarium euphylum (Burseraceae), a large-seeded tree species, in a moist evergreen forest in Thailand.” Journal of Tropical Ecology 22 (2006): 137-146. Lekakul B, Round PD. A Guide to the Birds of Thailand. Bangkok: Saha Karn Bhaet, 1991. ONEP (Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning). Thailand Red Data: vertebrates. Bangkok: Ministry of Natural Resources and Environment, 2007. Poonswad P, Kemp AC (eds). Manual to the Conservation of Asian Hornbills. Hornbill Project, Thailand, Bangkok: Sirivatana Interprint, 1993. Poonswad P, Tsuji A. “Ranges of males of the Great Hornbill Buceros bicornis, Brown Hornbill Ptilolaemus tickelli and Wreathed Hornbill Rhyticeros undulatus in Khao Yai National Park, Thailand.” Ibis 136 (1994): 79-86. Poonswad P, Tsuji A, Jirawatkavi N, Chimchome V. “Some aspects of food and feeding ecology of sympatric hornbill species in Khao Yai National Park, Thailand.” In: Poonswad P (ed.) The Asian Hornbills: ecology and conservation. Thai Studies in Biodiversity, no. 2, 1998: pp 137-157. Poonswad P, Tsuji A, Jirawatkavi N. “Estimation of nutrients delivered to nest inmates by four sympatric species of hornbills in Khao Yai National Park, Thailand.” Ornithological Science 3 (2004): 99-112. Viseshakul N, Charoennitikul W, Kitamura S, Kemp AC, Thong-Aree S, Surapunpitak Y, Poonswad P, Ponglikitmongkol M. “A phylogeny of frugivorous hornbills linked to the evolution of Indian plants within Asian rainforests.” Journal of Evolutionary Biology 24 (2011): 1533-1545.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299