๑๔๒ เร่อื งกม็ อี ย่วู ่า นายสอนเป็นอาจารยส์ งั กดั มหาวทิ ยาลยั ของรฐั แห่งหน่ึง ได้รบั แต่งตงั้ ให้ดารงตาแหน่งรองอธกิ ารบดี และยงั อยู่ในวาระการดารงตาแหน่ง ต่อมา สภามหาวทิ ยาลยั ไดม้ มี ติอนุมตั ใิ หน้ ายสอนพ้นจากตาแหน่งรองอธกิ ารบดตี ามที่ อธกิ ารบดเี สนอ จากนัน้ สภามหาวทิ ยาลยั ไดม้ คี าสงั่ ให้นายสอน พน้ จากตาแหน่งดงั กล่าว นายสอนจึงได้ยืน่ ฟ้องสภามหาวทิ ยาลยั (ผู้ถูกฟ้องคด)ี ต่อศาลปกครอง เน่อื งจากเหน็ วา่ ตนเองไมม่ ปี ัญหาหรอื มขี อ้ บกพรอ่ ง อ่นื ใดท่สี มควรถอดถอนออกจากตาแหน่งรองอธิการบดี โดย ขอให้ศาลเพิกถอนคาสงั่ สภามหาวิทยาลยั ดงั กล่าว คดีจึงมีประเด็น ที่จะต้อ งวินิจฉัยว่า การสัง่ ใ ห้ รองอธิ การบดีพ้นจากตาแหน่ งต้ องมีการกระทาความผิ ด แ ล ะ ต้ อ ง ท า ก า ร ส อ บ ส ว น ห รื อ ต ร ว จ ส อ บ ว่ า ส ม ค ว ร จ ะ ถอดถอนก่อนหรอื ไม่ ??? ศาลปกครองสงู สดุ พิจารณาแล้วเหน็ ว่า สภามหาวทิ ยาลยั ไดแ้ ต่งตงั้ ใหน้ ายสอนดารงตาแหน่งรองอธกิ ารบดตี ามคาแนะนา ของอธกิ ารบดี ต่อมา อธกิ ารบดมี คี วามประสงคจ์ ะขอเปลย่ี นแปลง รองอธกิ ารบดี เน่ืองจากมรี องอธกิ ารบดลี าออกจากตาแหน่ง ๑ ราย จงึ จาเป็นตอ้ งปรบั ปรุงการมอบหมายงานใหก้ บั รองอธกิ ารบดใี หม่ ประกอบกบั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเป็นเอกภาพในการกากบั ดแู ล ตลอดจน เกดิ ความคล่องตวั ในการตดั สนิ ใจและการสงั่ การ จงึ นามาสู่การ ดาเนินการออกคาสงั่ ทเ่ี ป็นเหตุแหง่ การฟ้องคดนี ้ี
๑๔๓ เมือ่ อธิการบดีมีอานาจทีจ่ ะเสนอให้สภามหาวิทยาลยั แต่งตัง้ บุคคลใดบุคคลหนึ่งซึง่ มีคุณสมบตั ิตามกฎหมาย และทีต่ นไว้วางใจให้เป็ นรองอธิการบดี เพือ่ มาเป็ นผ้ชู ่วย ในการบริหารงานของอธิการบดี หากต่อมาอธิการบดีได้ หมดความไว้วางใจต่อรองอธิการบดีผ้นู ัน้ แล้ว กส็ ามารถ เสนอต่อสภามหาวิทยาลยั เพือ่ ให้ถอดถอนผ้นู ัน้ ออกจาก ตาแหน่งรองอธิการบดีได้เช่นกนั ซึง่ ไม่อาจถือได้ว่าเป็ น การลงโทษรองอธิการบดีผนู้ ัน้ นอกจากน้ี การกระทาหรอื พฤตกิ ารณ์ของรองอธกิ ารบดี ทเ่ี ป็นเหตุใหอ้ ธกิ ารบดเี ส่อื มหรอื หมดความไวว้ างใจลง กไ็ ม่จาเป็น ต้องเป็นการกระทาหรอื พฤตกิ ารณ์ในเร่อื งใดเรอ่ื งหน่ึงโดยเฉพาะ เจาะจง แต่อาจจะเป็นการกระทาหรอื พฤตกิ ารณ์ของรองอธกิ ารบดี ผนู้ นั้ โดยรวมกไ็ ด้ การท่ีสภามหาวิทยาลัยโดยคาแนะนาของอธิการบดี เห็นว่า มีความจาเป็นต้องปรับปรุงการมอบหมายงานให้กับ รองอธกิ ารบดแี ละเป็นไปเพ่อื ประโยชน์ของมหาวทิ ยาลยั มากกว่า แม้นายสอนจะไม่มีความผิด แต่สภามหาวิทยาลยั โดย คาแนะนาของอธิการบดีก็มีอานาจตามมาตรา ๑๗ (๑๐) มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๕ วรรคส่ี แห่งพระราชบญั ญตั มิ หาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘ ทีจ่ ะปรบั เปลีย่ นรองอธิการบดี ตามทีเ่ ห็นว่าเหมาะสมได้โดยไม่จาต้องทาการสอบสวน หรือตรวจสอบว่าสมควรจะถอดถอนหรือไม่ ดงั นัน้ คาสงั่
๑๔๔ สภามหาวทิ ยาลยั ท่ใี ห้นายสอนพ้นจากตาแหน่งรองอธกิ ารบดี จงึ ชอบดว้ ยกฎหมายแลว้ ขอเรยี นใหท้ ราบเพม่ิ เตมิ ว่า โดยทวั่ ไปแลว้ คาสงั่ ทางปกครอง ทอ่ี าจกระทบสทิ ธขิ องคกู่ รณี เจา้ หน้าทผ่ี อู้ อกคาสงั่ ต้องใหค้ ่กู รณี ไดม้ โี อกาสโตแ้ ยง้ แสดงพยานหลกั ฐานก่อนออกคาสงั่ ซง่ึ ในกรณี ของคาสงั่ ให้พ้นจากตาแหน่ง แมจ้ ะเป็นคาสงั่ ทางปกครองทอ่ี าจ กระทบสิทธิของคู่กรณี แต่มขี ้อยกเว้นท่ีไม่จาเป็ นต้องรบั ฟัง ค่กู รณีก่อนออกคาสงั่ ทงั้ น้ี ตามมาตรา ๕ ประกอบมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความใน พระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ครบั สาหรบั อุทาหรณ์จากคดปี กครองน้ีใกล้เคยี งกบั กรณีท่ี นายกเทศมนตรมี คี าสงั่ ถอดถอนรองนายกเทศมนตรี รวมทงั้ ท่ปี รกึ ษาหรอื เลขานุการนายกเทศมนตรใี ห้พ้นจากตาแหน่ง ซง่ึ ศาลปกครองสูงสุดเคยวนิ ิจฉยั ไวใ้ นทานองเดยี วกนั ว่า นายก เทศมนตรมี ดี ลุ พนิ จิ ทจ่ี ะแต่งตงั้ บุคคลซง่ึ มใิ ช่สมาชกิ สภาเทศบาล ทม่ี คี ุณสมบตั แิ ละไม่มลี กั ษณะต้องหา้ ม และเป็นผูท้ ต่ี นไวว้ างใจ ใหด้ ารงตาแหน่งดงั กลา่ ว เพ่อื ใหช้ ว่ ยเหลอื ในการบรหิ ารราชการ ของเทศบาล และสามารถถอดถอนหรอื สงั่ ใหพ้ น้ จากตาแหน่งได้ เมอ่ื ตนหมดความไวว้ างใจ (เทยี บเคยี งจากคาพพิ ากษาศาลปกครอง สงู สดุ ท่ี อ. ๑๘๘๔/๒๕๕๙)
๑๔๕ อาจกล่าวโดยสรปุ ไดว้ ่า การแต่งตงั้ บคุ คลใหด้ ารงตาแหน่งใด ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากความไวว้ างใจของผูด้ ารงตาแหน่งตามท่กี ฎหมาย กาหนด โดยไม่มกี ระบวนการสรรหาคดั เลอื ก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ าย การเมอื ง ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษากต็ าม ต่างกอ็ ยู่ ภายใต้แนวความคิดเดียวกัน คือ การแต่งตัง้ ผู้ช่วยเหลือ ในการบริหารราชการหรือปฏิบตั ิหน้าที่ กต็ ้องแต่งตงั้ จาก บคุ คลทีต่ นให้ความไว้วางใจ เมือ่ หมดความไว้วางใจกส็ ามารถ ให้พ้นจากตาแหน่ งได้ เหตุว่าหน้าท่ีและความรับผิดชอบ โดยตรงตามกฎหมายไม่ใช่ของผทู้ ไ่ี ดร้ บั แต่งตงั้ หากแต่เป็นของ ผเู้ สนอแต่งตงั้ และหากผเู้ สนอแต่งตงั้ พน้ จากตาแหน่ง ผชู้ ่วยเหลอื ทงั้ หลายกต็ ้องพ้นจากตาแหน่งไปด้วย ดงั นัน้ ผูท้ ไ่ี ดร้ บั แต่งตัง้ ให้ดารงตาแหน่งประเภทดงั กล่าวก็ไม่ควรยดึ ติดกับตาแหน่ง โดยพงึ ระลกึ ไวเ้ สมอว่า เมอ่ื ไดร้ บั โอกาสใหท้ าหน้าทใ่ี ดแลว้ กต็ ้อง ปฏิบตั ิหน้าท่ที ่ไี ด้รบั มอบหมายอย่างเต็มความสามารถ ทงั้ น้ี เพ่ือประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ซ่ึงหากท่านมี ผลงานเป็นท่ีประจกั ษ์ ก็ไม่จาต้องกังวลกับการถูกปลดจาก ตาแหน่ง ดงั คากล่าวทว่ี ่า “ตวั ตรงไยต้องกลวั เงาเฉียง เท้าตรง ไยต้องกลวั รองเท้าเบ้ียว” (ผูส้ นใจศึกษารายละเอียดได้จาก คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อบ. ๕๒/๒๕๖๒) ส่วนที่ ๓ ร้ทู นั การแต่งตงั้ และถอดถอนรองอธิการบดี พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. ๒๕๔๘ มาตรา ๑๗ กาหนดใหส้ ภามหาวทิ ยาลยั มอี านาจและ
๑๔๖ หน้าทค่ี วบคุมดแู ลกจิ การทวั่ ไปของมหาวทิ ยาลยั และโดยเฉพาะ ให้มอี านาจหน้าทด่ี งั น้ี... (๑๐) แต่งตงั้ และถอดถอนรองอธกิ ารบดี คณบดี ผู้อานวยการสถาบนั ผู้อานวยการสานัก ผู้อานวยการ วทิ ยาลยั หรอื หวั หน้าส่วนราชการท่เี รยี กช่อื อย่างอ่นื ท่มี ฐี านะ เทยี บเท่าคณะ ศาสตราจารยเ์ กยี รตคิ ุณ รองศาสตราจารยพ์ เิ ศษ ผชู้ ่วยศาสตราจารยพ์ เิ ศษ และกรรมการสภาวชิ าการ... มาตรา ๒๔ กาหนดให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคบั บญั ชาและรบั ผิดชอบการ บรหิ ารงานของมหาวทิ ยาลยั แต่ละแห่ง และอาจมรี องอธกิ ารบดี หรอื ผชู้ ว่ ยอธกิ ารบดี หรอื จะมที งั้ รองอธกิ ารบดแี ละผชู้ ่วยอธกิ ารบดี ตามจานวนท่สี ภามหาวทิ ยาลยั แต่ละแห่งกาหนด เพ่อื ทาหน้าท่ี และรบั ผดิ ชอบตามทอ่ี ธกิ ารบดมี อบหมายกไ็ ด้ มาตรา ๒๕ วรรคส่ี กาหนดใหส้ ภามหาวทิ ยาลยั แต่งตงั้ รองอธกิ ารบดโี ดยคาแนะนา ของอธกิ ารบดจี ากผมู้ คี ุณสมบตั ติ ามมาตรา ๒๖ วรรคหน่ึง และ มาตรา ๒๕ วรรคหก กาหนดให้รองอธกิ ารบดแี ละผชู้ ่วยอธกิ ารบดี ตอ้ งพน้ จากตาแหน่งเมอ่ื อธกิ ารบดพี น้ จากตาแหน่ง ซง่ึ เป็นไปใน ทานองเดยี วกนั กบั บรรดามหาวทิ ยาลยั ของรฐั อ่นื
๑๔๗ เรอื่ งที่ ๑๙ ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ... ถา้ สอบสวนไมเ่ สรจ็ ต้องคืนตาแหน่งและสิทธิประโยชน์ คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๑๑๐๑/๒๕๕๘ สาระสาคญั ขา้ ราชการตารวจถูกตงั้ คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัยรา้ ยแรง กรณที ถี่ กู กล่าวหาว่ากระทาความผดิ อาญาฐานปลอมและใชเ้ อกสาร ราชการปลอม และเป็นเจา้ พนักงานปฏบิ ตั หิ รอื ละเว้นการปฏบิ ตั ิ หน้าทโี่ ดยมชิ อบหรอื โดยทุจรติ ซงึ่ ผบู้ งั คบั บญั ชาไดม้ คี าสงั่ ใหอ้ อก จากราชการไวก้ ่อนเพอื่ รอฟังผลการสอบสวน แต่เมอื่ การดาเนินการ สอบสวนพจิ ารณาไม่แล้วเสร็จภายในเวลาตามทกี่ าหนดไว้ใน มาตรา ๘๗ วรรคสอง แห่งพระราชบญั ญตั ติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ผบู้ งั คบั บญั ชาจงึ ตอ้ งมคี าสงั่ ให้ขา้ ราชการตารวจกลบั คนื สู่ ฐานะเดิมก่อน และให้ถือว่าไม่เป็นผู้ทีอ่ ยู่ระหว่างถูกสอบสวน นับแต่วันครบกาหนดเวลาดังกล่าว จนกว่าการพิจารณาจะ เสรจ็ ส้นิ และเมอื่ มคี าสัง่ ให้กลบั เขา้ รบั ราชการในตาแหน่งและ อตั ราเงนิ เดอื นเดมิ แล้ว ผบู้ ญั ชาการตารวจแห่งชาตมิ หี น้าทตี่ อ้ ง คนื สทิ ธใิ นการไดร้ บั เงนิ เดอื นทกี่ นั ไวร้ ะหว่างถูกคาสงั่ ใหอ้ อกจาก ราชการ คนื ตาแหน่งและเลอื่ นยศ รวมถงึ สทิ ธปิ ระโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ขา้ ราชการตารวจดว้ ย เมอื่ ต่อมาในระหว่างพจิ ารณาคดขี อง ศาลปกครอง ผลการดาเนนิ คดอี าญาถงึ ทสี่ ุดปรากฏว่าขา้ ราชการ
๑๔๘ ตารวจรายน้มี ไิ ดก้ ระทาความผดิ ผบู้ งั คบั บญั ชาจงึ ยตุ เิ รอื่ งทางวนิ ยั และคนื เงนิ เดอื น คนื ตาแหน่ง และเลอื่ นยศให้ แต่การทผี่ บู้ ญั ชาการ ตารวจแหง่ ชาตยิ งั ไม่ไดเ้ ลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นยอ้ นหลงั ใหน้ นั้ ถือเป็น การละเลยต่อหน้าทตี่ ามทีก่ ฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบตั ิ ซึง่ ศาลปกครองมอี านาจออกคาบงั คบั ใหผ้ บู้ ญั ชาการตารวจแห่งชาติ เลอื่ นขนั้ เงนิ เดือนย้อนหลงั ให้ได้ตามทกี่ าหนดไว้ในกฎ ก.ตร. วา่ ดว้ ยการกาหนดหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารพจิ ารณาเลอื่ นเงนิ เดอื น ขา้ ราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๔๘ หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง การทพี่ ระราชบญั ญตั ติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๘๗ วรรคสอง ได้กาหนดกรอบระยะเวลาการสอบสวนทางวินัยไว้ ๒๔๐ วนั (กรณีมเี หตุจาเป็นจะขยายได้ไม่เกิน ๒ ครงั้ ครงั้ ละ ไม่เกิน ๖๐ วัน) มเี จตนารมณ์และเหตุผล ๒ ประการ กล่าวคือ (๑) เพอื่ เป็นมาตรการเรง่ รดั ให้มกี ารลงโทษทางวนิ ัยแก่ขา้ ราชการ ตารวจทกี่ ระทาผดิ โดยไมช่ กั ชา้ และ (๒) เพอื่ เป็นมาตรการคุม้ ครอง ป้องกนั ไมใ่ หข้ า้ ราชการตารวจทมี่ ไิ ดก้ ระทาความผดิ วนิ ยั ต้องไดร้ บั ความเสยี หายจากการใชร้ ะยะเวลาสอบสวนทยี่ าวนานจนเกนิ สมควร และหากการสอบสวนพจิ ารณาไม่แลว้ เสรจ็ ภายในกาหนดระยะเวลา ดงั กล่าว พระราชบญั ญตั ฉิ บบั น้ีกไ็ ดก้ าหนดแนวทางแกไ้ ขปัญหา ในลกั ษณะเป็นอานาจผูกพนั ไว้ โดยใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาตอ้ งมคี าสงั่ ใหข้ า้ ราชการตารวจผถู้ กู กลา่ วหากลบั คนื ส่ฐู านะเดมิ ก่อน
๑๔๙ ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ... ถา้ สอบสวนไม่เสรจ็ ต้องคืนตาแหน่งและสิทธิประโยชน์ ส่วนที่ ๑ สอบวินัยไม่แล้วเสรจ็ ตามเวลา ... เลื่อนขนั้ เงินเดือน ให้ด้วย ในกระบวนการสอบสวนวินัยข้าราชการเพ่ือแสวงหา ข้อเท็จจรงิ และพยานหลักฐานเก่ียวกับการกระทาผิดวินัยของ ขา้ ราชการท่ถี ูกกล่าวหา รวมทงั้ พจิ ารณาโทษท่จี ะลงแก่ขา้ ราชการ ผู้นัน้ กฎหมายได้กาหนดหลกั เกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ เอาไว้ หลายประการ สาคัญท่ีสุดประการหน่ึง คือ กฎหมายแทบทุกฉบับ ท่ีเก่ียวข้องกับการดาเนินการทางวินัยจะกาหนดเวลาการ สอบสวนไว้ และใหอ้ านาจดุลพนิ ิจแก่ผบู้ งั คบั บญั ชาท่จี ะมคี าสงั่ ให้ข้าราชการท่ีถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง “พกั ราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อน” ในระหว่างการ สอบสวนวนิ ยั รา้ ยแรงเพ่อื รอฟังผลการสอบสวน... ครบั ปัญหาว่า การท่ีกฎหมายกาหนดกรอบระยะเวลา การสอบสวนไว้ชดั แจ้ง ... มคี วามสาคัญอย่างไร ? และหาก ผู้บงั คบั บญั ชามคี าสงั่ ให้ขา้ ราชการ “ออกจากราชการไว้ก่อน” ในระหว่างการสอบสวนวนิ ัยรา้ ยแรง แต่การดาเนินการทางวนิ ัย ไม่แลว้ เสรจ็ ตามกรอบเวลา จะตอ้ งคนื ตาแหน่ง เงนิ เดอื น เล่อื นขนั้
๑๕๐ เงนิ เดอื นในช่วงทอ่ี อกจากราชการไวก้ ่อน หรอื สทิ ธปิ ระโยชน์ต่าง ๆ ใหข้ า้ ราชการทถ่ี กู สงั่ ใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อนหรอื ไม่ ? มคี าตอบในอุทาหรณ์จากคดปี กครองวนั น้.ี .. ครบั !! แต่ว่าอุทาหรณ์จากคดปี กครองเรอ่ื งน้ีเป็นเร่อื งเกย่ี วกบั การสอบสวนวนิ ัยข้าราชการตารวจตามพระราชบญั ญตั ติ ารวจ แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซ่งึ จะแตกต่างกบั กฎหมายฉบบั อ่ืน เช่น พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๕๑... นะครบั เรอื่ งก็มอี ยู่ว่า ผ้กู องสิน (นามสมมติ) นายตารวจสงั กัด กองทะเบียน ถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยต้องหาคดีอาญาในความผดิ ฐานร่วมกันปลอมแปลงและ ใช้เอกสารราชการปลอม เป็นเจา้ หน้าท่มี หี น้าท่ที าเอกสารหรอื กรอกขอ้ ความลงในเอกสารหรอื ดแู ลเอกสาร กระทาการปลอมแปลง เอกสารโดยอาศยั โอกาสท่ตี นมหี น้าทน่ี ัน้ และเป็นเจา้ พนักงาน ปฏิบตั ิหรอื ละเว้นการปฏิบตั ิหน้าท่โี ดยมชิ อบเพ่ือให้เกิดความ เสยี หายแก่ผู้หน่ึงผู้ใด หรอื ปฏิบตั ิหรอื ละเว้นการปฏบิ ตั หิ น้าท่ี โดยทจุ รติ (หรอื ทรี่ จู้ กั กนั ทวั่ ไปว่าเป็นการกระทาผดิ ตามมาตรา ๑๕๗ แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา นนั่ เองครบั ) ผมู้ อี านาจจงึ มคี าสงั่ แต่งตงั้ คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัย ร้ายแรง และมีคาสงั่ ให้ผ้กู องสินออกจากราชการไว้ก่อน เพ่อื รอฟังผลการสอบสวนพจิ ารณา แต่การสอบสวนวนิ ัยรา้ ยแรง ผู้กองสนิ ดาเนิ นการไม่เสรจ็ ภายในเวลาท่กี ฎหมายกาหนด ผู้บงั คบั บญั ชาจงึ มคี าสงั่ ใหผ้ ู้กองสนิ กลบั คนื สู่ฐานะเดมิ ในอตั รา
๑๕๑ เงนิ เดอื นเดมิ ตงั้ แต่วนั ทผ่ี กู้ องสนิ รายงานตวั กลบั เขา้ รบั ราชการ แต่วา่ ผกู้ องสนิ เหน็ ว่าไมถ่ กู ตอ้ ง... จงึ มหี นงั สอื รอ้ งทุกข.์ .. แต่ไม่ได้ รบั แจง้ ผลการพจิ ารณา จงึ ฟ้องผู้บญั ชาการตารวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคด)ี ต่อ ศาลปกครองขอให้คนื สทิ ธใิ นการได้รบั เงนิ เดอื น เงนิ เพม่ิ หรอื เงนิ อ่นื ซง่ึ ไดก้ นั ไวร้ ะหว่างถูกดาเนินการทางวนิ ัย และใหม้ คี าสงั่ เล่ือนขนั้ เงนิ เดือนย้อนหลัง รวมทงั้ คืนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ใหแ้ ก่ตน ... ครบั !!! ส่วนที่ ๒ เมื่อกลบั เข้ารบั ราชการ ... ต้องคืนสิทธิประโยชน์ เก่ยี วกบั การสงั่ ให้ข้าราชการพกั ราชการหรอื ออกจาก ราชการไว้ก่อน เพ่ือรอฟังผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงหรือ รอฟังผลคดอี าญาน้ี ในสมยั ก่อนกฎหมายไม่ได้มกี ารกาหนด ระยะเวลาในการดาเนินการสอบสวนเอาไว้ ทาใหข้ า้ ราชการทถ่ี ูก สอบสวนจะตอ้ งรอจนกวา่ การสอบสวนจะดาเนนิ การจนแลว้ เสรจ็ และปรากฏผลการพิจารณาว่าปราศจากความผดิ จงึ จะได้รบั การบรรจกุ ลบั เขา้ รบั ราชการอกี ครงั้ หน่งึ ทาใหใ้ นบางครงั้ ขา้ ราชการ ทต่ี อ้ งออกจากราชการในระหว่างสอบสวนและในภายหลงั พบว่า ไม่มคี วามผิด จะต้องสูญเสียโอกาสความก้าวหน้าในตาแหน่ง หน้าทร่ี าชการ ต่อมา เพ่ือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าว ของขา้ ราชการ กฎหมายทเ่ี กย่ี วกบั การบรหิ ารงานบุคคลภาครฐั ไมว่ ่าจะเป็นกฎหมายระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น หรอื กฎหมาย
๑๕๒ ระเบยี บขา้ ราชการตารวจกด็ ี ต่างก็มีการกาหนดกรอบระยะเวลา ในการสอบสวนวนิ ยั รา้ ยแรงไว้ กรอบระยะเวลาในการสอบสวนวนิ ัยรา้ ยแรงมคี วามสาคญั อยา่ งไร ? คดนี ้.ี .. มาตรา ๘๗ วรรคสอง แห่งพระราชบญั ญตั ติ ารวจ แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ กาหนดกรอบระยะเวลาการสอบสวน ทางวินัยไว้ ๒๔๐ วัน เว้นแต่มเี หตุจาเป็นตามท่ีกาหนดไว้ใน ระเบียบ ก.ตร. ซ่งึ ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน ๒ ครงั้ โดย แต่ละครงั้ จะต้องไม่เกิน ๖๐ วนั และหากยงั พจิ ารณาไม่แล้วเสรจ็ ให้ข้าราชการตารวจผู้ถูกกล่าวหากลบั คืนสู่ฐานะเดิมก่อน และ ให้ถือว่าไม่เป็ นผู้ท่ีอยู่ระหว่างถูกสืบสวนหรือสอบสวนนับแต่ วันครบกาหนดเวลาจนกว่าการพิจารณาสัง่ การในเร่ืองนัน้ จะเสร็จส้นิ และมคี าสงั่ ซ่ึงศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยไว้ว่า ก ฎ ห ม า ย มีเ จ ต น า ร ม ณ์ ท่ีต้ อ ง ก า ร ก า ห น ด ก ร อ บ ร ะ ย ะ เ ว ล า การสอบสวนไวช้ ดั เจน โดยมเี หตุผล ๒ ประการ ประการแรก... เพอื่ เป็นมาตรการเร่งรดั ให้มกี ารลงโทษ ทางวนิ ยั แก่ขา้ ราชการทกี่ ระทาผดิ โดยไมช่ กั ชา้ ประการทสี่ อง... เพอื่ เป็นมาตรการคมุ้ ครองป้องกนั ไมใ่ ห้ ข้าราชการทีม่ ไิ ด้กระทาความผดิ วนิ ัยได้รบั ความเสยี หายจาก การใชร้ ะยะเวลาสอบสวนทยี่ าวนานจนเกนิ สมควร กรณีท่ีหากการสอบสวนพิจารณาดาเนินการไม่เสร็จ ภายในระยะเวลาท่กี าหนดไว้ กฎหมายก็ได้กาหนดแนวทาง
๑๕๓ แก้ไขปัญหาในลกั ษณะให้เป็ นอานาจผูกพนั โดยบังคับให้ ผู้บังคับบัญชาต้องมีคาสัง่ ให้ข้าราชการตารวจผู้ถูกกล่าวหา กลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อน และให้ถือว่าไม่เป็ นผู้ท่ีอยู่ระหว่าง ถูกสอบสวนนับแต่วันครบกาหนดเวลาการสอบสวน จนกว่า การพิจารณาเร่อื งนัน้ จะเสร็จส้นิ และเม่ือผ้บู งั คบั บญั ชาได้มี คาสงั่ ให้ผ้ฟู ้องคดีกลบั เข้ารบั ราชการในตาแหน่งและอตั รา เงินเดือนเดิมแล้ว ผ้ถู กู ฟ้องคดีจึงมีหน้าท่ีต้องคืนตาแหน่ง อตั ราเงินเดือน หรอื สิทธิต่าง ๆ ให้แก่ผฟู้ ้องคดี คดนี ้ีปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ ในเวลาต่อมา (ระหว่างพจิ ารณาคดี ของศาลปกครอง) ว่า ผลการดาเนินคดอี าญาถงึ ทส่ี ุด ผู้ฟ้องคดี มไิ ด้กระทาความผิดตามข้อกล่าวหา และผู้บังคบั บัญชาได้มี คาสงั่ ให้ยุตเิ ร่อื งทางวนิ ัย ส่วนการคนื สทิ ธปิ ระโยชน์ ผู้ฟ้องคดี ไดร้ บั การเล่อื นยศ ไดร้ บั การคนื เงนิ เดอื น และตน้ สงั กดั ไดม้ คี าสงั่ เล่ือนเงนิ เดือนท่ีรอเล่ือนขนั้ เงินเดือน (๒ ปี) และปรบั อัตรา เงนิ เดอื นตามสทิ ธทิ ก่ี ฎหมายกาหนด สรุปก็คือ ผู้ฟ้ องคดีได้รับการคืนเงินเดือนท่ีกันไว้ ระหว่างถกู คาสงั่ ให้ออกจากราชการ ได้รบั การคืนตาแหน่ง ได้รบั การเล่ือนยศทถ่ี ูกระงบั ในระหว่างถูกแต่งตงั้ คณะกรรมการ สอบสวนและถูกคาสงั่ ให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพ่ือรอฟังผล การสอบสวนพจิ ารณา แต่ยงั ไม่ได้เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นยอ้ นหลงั อกี ๔ ปี ตามขอ้ ๑๔ ขอ้ ๑๕ และขอ้ ๑๖ ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วย
๑๕๔ การกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาเลือ่ นเงินเดือน ขา้ ราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๔๘ ครบั ... !!! ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า กรณี ที่ผู้ฟ้ องคดี ยงั ไม่ได้เลื่อนขนั้ เงินเดือน ถือว่าผ้ถู กู ฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกาหนดให้ต้องปฏิบตั ิ... ครับ จึงพิพากษาให้ ผู้ถูกฟ้ องคดีเล่ือนขัน้ เงินเดือนย้อนหลังให้แก่ผู้ฟ้ องคดีตาม หลกั เกณฑแ์ ละเงอ่ื นไขทก่ี ฎหมายกาหนด (ผสู้ นใจศกึ ษารายละเอยี ดไดจ้ ากคาพพิ ากษาศาลปกครอง สงู สดุ ที่อ. ๑๑๐๑/๒๕๕๘) คดนี ้ีศาลปกครองสูงสุดได้วางหลกั ปฏบิ ตั ิราชการท่ีดี ตามพระราชบญั ญตั ติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ว่า การสงั่ ให้ กลบั เขา้ รบั ราชการ และการคนื สทิ ธปิ ระโยชน์ให้แก่ขา้ ราชการ ตารวจทถ่ี ูกตงั้ คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัยรา้ ยแรงเป็น “อานาจ ผกู พนั ” ทผี่ บู้ งั คบั บญั ชาจะตอ้ งปฏบิ ตั ิ หากการสอบสวนไมแ่ ลว้ เสรจ็ ภายในระยะเวลาทีก่ ฎหมายกาหนด หรอื ในกรณีทีป่ รากฏว่า ข้าราชการผู้นัน้ ไม่มคี วามผดิ ทางอาญาหรอื ความผดิ ทางวนิ ัย ผบู้ งั คบั บญั ชาตอ้ งคนื สทิ ธปิ ระโยชน์ใหแ้ ก่ขา้ ราชการผนู้ นั้ เสมอื นว่า ไม่เป็นผู้ทอี่ ยู่ระหว่างถูกสอบสวนนับแต่วนั ครบกาหนดเวลา การสอบสวน ซง่ึ คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ. ๓๒๒/๒๕๕๘ วนิ จิ ฉยั ไวใ้ นทานองเดยี วกนั น้ดี ว้ ย... ครบั
๑๕๕ ส่วนที่ ๓ รทู้ นั กรอบระยะเวลาการสอบสวนวินัยร้ายแรง กรณีตามอุทาหรณ์นัน้ เป็นการกาหนดหลกั เกณฑแ์ ละ กรอบระยะเวลาการดาเนินการสอบสวนวนิ ัยรา้ ยแรงขา้ ราชการ ตารวจตามพระราชบญั ญตั ติ ารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ แต่สาหรบั ขา้ ราชการพลเรอื นนัน้ มาตรา ๑๐๑ วรรคหน่ึง วรรคหก และ วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับข้อ ๗๙ และข้อ ๘๔ ของกฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการดาเนินการทางวนิ ยั พ.ศ. ๒๕๕๖ กาหนดใหข้ า้ ราชการ พลเรอื นสามญั ทม่ี กี รณีถูกกล่าวหาว่ากระทาผดิ วนิ ัยอยา่ งรา้ ยแรง จนถูกตงั้ กรรมการสอบสวน หรอื ถูกฟ้องคดอี าญา หรอื ต้องหาว่า กระทาความผดิ อาญา เวน้ แต่เป็นความผดิ ทไ่ี ดก้ ระทาโดยประมาท หรอื ความผดิ ลหุโทษ ผู้บงั คบั บญั ชามอี านาจสงั่ พกั ราชการหรอื สัง่ ให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพ่ือรอฟังผลการสอบสวนหรือ พจิ ารณาหรอื ผลแห่งคดไี ด้ ซง่ึ การสงั่ พกั ราชการหรอื ใหอ้ อกจาก ราชการไวก้ ่อนนนั้ ให้สงั่ พกั หรอื สงั่ ใหอ้ อกจากราชการตลอดเวลา ทส่ี อบสวนหรอื พจิ ารณา เวน้ แต่ผถู้ ูกสงั่ พกั ราชการผใู้ ดไดร้ อ้ งทุกข์ และผู้มีอานาจพิจารณาคาร้องทุกข์เห็นว่าสมควรสงั่ ให้ผู้นัน้ กลบั เข้าปฏิบตั ิหน้าท่รี าชการก่อนการสอบสวนหรอื พิจารณา เสรจ็ สน้ิ (๑) เน่ืองจากพฤตกิ ารณ์ของผูถ้ ูกสงั่ พกั ราชการไมเ่ ป็น อุปสรรคต่อการสอบสวนหรอื พจิ ารณา และไม่ก่อให้เกดิ ความ ไมส่ งบเรยี บรอ้ ยต่อไป หรอื (๒) เน่ืองจากการดาเนินการทางวนิ ัย ได้ล่วงพ้น ๑ ปีนับแต่วนั พกั ราชการแล้วยงั ไม่แล้วเสร็จ และ
๑๕๖ ผู้ถูกสงั่ พกั ราชการไม่มีพฤติกรรมดงั กล่าว ให้ผู้มอี านาจสงั่ พกั ราชการสงั่ ใหผ้ นู้ ัน้ กลบั เขา้ ปฏบิ ตั หิ น้าทร่ี าชการก่อนการสอบสวน หรอื พจิ ารณาเสรจ็ สน้ิ
๑๕๗ เรอื่ งที่ ๒๐ ไมเ่ ลือ่ นขนั้ เงินเดือนและไม่รบั ฟังค่กู รณี ... รบั ฟังให้สมบรู ณ์ภายหลงั ได้ ! คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๓๗๖/๒๕๕๕ สาระสาคญั ผู้บังคับบัญชาใช้วิธีการประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงานของ ผู้ใต้บงั คบั บญั ชาแตกต่างกนั โดยพจิ ารณาจากขอ้ เทจ็ จรงิ เป็น รายบคุ คลและไดด้ าเนินการถูกต้องตามแบบประเมนิ แลว้ จงึ ไมถ่ อื เป็นการเลอื กปฏบิ ตั โิ ดยไมเ่ ป็นธรรม แมว้ ่าการไม่เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื น โดยไมไ่ ดแ้ จง้ เหตุผลและไมไ่ ดเ้ ปิดโอกาสใหช้ ้แี จงหรอื ขอคาปรกึ ษา ก่อนมคี าสงั่ จะเป็นการไมป่ ฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนทกี่ ฎหมายกาหนดให้ ต้องปฏบิ ตั กิ ต็ าม แต่เมอื่ ในชนั้ พจิ ารณาคารอ้ งทุกข์ ผู้บงั คบั บญั ชา ไดใ้ หโ้ อกาสผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาส่งเอกสารผลงานและนัดหมายใหเ้ ขา้ ปรกึ ษาหารอื แลว้ แต่ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาไมป่ ฏบิ ตั ติ ามและไม่เขา้ พบ ตามวนั ทนี่ ดั หมาย กรณจี งึ ถอื วา่ ไดจ้ ดั ใหม้ กี ารรบั ฟังผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ซงึ่ เป็นค่กู รณกี ่อนส้นิ สุดกระบวนการพจิ ารณาคารอ้ งทุกข์ อนั เป็น การดาเนินการแก้ไขขอ้ บกพร่องตามมาตรา ๔๑ วรรคหนึง่ แห่ง พระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แลว้ คาสงั่ ไม่เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นใหผ้ ู้ใต้บงั คบั บญั ชาจงึ เป็นการกระทา ทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย
๑๕๘ หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง ๑. การทคี่ ณะรฐั มนตรมี มี ติใหส้ ่วนราชการนาหลกั เกณฑ์ และวธิ กี ารปฏบิ ตั ใิ นระบบเปิดมาใชใ้ นการพจิ ารณาเลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื น ขา้ ราชการนัน้ มเี จตนารมณ์เพอื่ ให้ผู้บงั คบั บญั ชาเปิดโอกาสให้ ผู้ใต้บงั คบั บญั ชาทไี่ ม่ได้รบั การเลอื่ นขนั้ เงนิ เดือนได้ทราบผล การประเมนิ พรอ้ มเหตุผล และเปิดโอกาสใหผ้ ใู้ ต้บงั คบั บญั ชาช้แี จง ขอ้ เทจ็ จรงิ ในกรณที กี่ ารประเมนิ ของผบู้ งั คบั บญั ชาไม่ถูกต้องตรงตาม ขอ้ เทจ็ จรงิ และผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชากไ็ ดร้ บั ทราบผลการประเมนิ ในกรณี ทอี่ ยใู่ นหลกั เกณฑต์ อ้ งปรบั ปรงุ ทงั้ น้ี เพอื่ ป้องกนั มใิ ห้ผบู้ งั คบั บญั ชา ใชด้ ุลพนิ จิ โดยไมถ่ ูกตอ้ งหรอื ไมเ่ ป็นธรรมก่อนมคี าสงั่ ไมเ่ ลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื น ๒. คาสงั่ ไม่เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นถือเป็นคาสงั่ ทางปกครอง ตามมาตรา ๕ แหง่ พระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แมข้ ณะมคี าสงั่ ไม่เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื น ผบู้ งั คบั บัญชา จะมไิ ดม้ กี ารใหเ้ หตุผลและมไิ ดใ้ หโ้ อกาสผู้ใต้บงั คบั บญั ชาโต้แยง้ แสดงพยานหลกั ฐานก่อนออกคาสงั่ กต็ าม แต่หากผบู้ งั คบั บญั ชา ไดจ้ ดั ให้มเี หตุผลและได้มกี ารรบั ฟังผใู้ ต้บงั คบั บญั ชาซงึ่ เป็นคู่กรณี ในกระบวนการพจิ ารณาทางปกครองก่อนส้นิ สุดกระบวนการพจิ ารณา อุทธรณ์หรอื ร้องทุกข์แล้ว กรณีดงั กล่าวไม่ถือเป็นเหตุให้คาสงั่ เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นนนั้ ไมส่ มบรู ณ์หรอื ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
๑๕๙ ไมเ่ ลื่อนขนั้ เงินเดือนและไม่รบั ฟังค่กู รณี ... รบั ฟังให้สมบรู ณ์ภายหลงั ได้ ! แมก้ ารเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นใหก้ บั ขา้ ราชการจะเป็นดุลพนิ ิจ ของผู้บงั คบั บญั ชาท่จี ะพิจารณา แต่หลายครงั้ ท่มี กี ารใช้อานาจ ดงั กล่าว กม็ กั จะเกดิ เสยี งวพิ ากษ์วจิ ารณ์ถงึ ความเหมาะสมของ การใช้ดุลพนิ ิจของผู้บงั คบั บญั ชา และส่งแรงกระเพ่อื มต่อการ บรหิ ารงานขององค์กรมใิ ช่น้อย อนั เน่ืองมาจากความไม่พอใจและ เคลอื บแคลงสงสยั ถงึ การใชอ้ านาจของผบู้ งั คบั บญั ชาในลกั ษณะ ทเ่ี ป็นการเลอื กปฏบิ ตั ิ กลนั่ แกลง้ หรอื มอี คตลิ าเอยี ง ดังเช่นคดีปกครองท่ีนามาฝากในฉบับน้ี เป็นกรณีท่ี ผู้ใต้บงั คบั บญั ชาไม่พอใจผลการประเมนิ การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น โดยอา้ งวา่ ผบู้ งั คบั บญั ชาประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านผฟู้ ้องคดโี ดยใช้ มาตรฐานหรอื วธิ กี ารประเมนิ ทแ่ี ตกต่างไปจากผใู้ ต้บงั คบั บญั ชา รายอ่นื ๆ อนั เป็นการเลอื กปฏบิ ตั โิ ดยไมเ่ ป็นธรรม ขอ้ เท็จจรงิ ในคดนี ้ี คอื ผู้ฟ้องคดไี ม่ได้รบั การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น ครงั้ ท่ี ๑ ปีงบประมาณ ๒๕๔๗ โดยผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๒ (ผู้อานวยการสานักการสาธารณสุขและสงิ่ แวดล้อม เทศบาล) ซ่งึ เป็นผู้บงั คบั บญั ชาชนั้ ต้น ให้คะแนนผลการปฏิบตั ิงานของ ผฟู้ ้องคดี ๑๑๖ คะแนน จากคะแนนเตม็ ๒๐๐ คะแนน ซง่ึ ต่ากว่า รอ้ ยละ ๖๐ โดยให้เหตุผลว่าผูฟ้ ้องคดเี ป็นพนักงานเทศบาลสามญั ตาแหน่งนักวชิ าการสุขาภิบาล ๗ แต่ไม่มผี ลงาน ไม่เอาใจใส่
๑๖๐ ในหน้าท่ี ละทง้ิ เวรยาม ไม่รกั ษาวนิ ัยและประพฤติตนให้เหมาะสม กบั ตาแหน่ง ไดม้ กี ารเตอื นหลายครงั้ กไ็ มเ่ ป็นผล และผบู้ งั คบั บญั ชา ทเ่ี หนือขน้ึ ไปตามลาดบั ต่างเหน็ ชอบร่วมกนั ว่าผู้ฟ้องคดไี ม่ควร ไดร้ บั การเลอ่ื นขนั้ เงนิ เดอื น หลังจากร้องทุกข์แล้วผู้ฟ้ องคดีจึงนาคดีมาฟ้ องต่อ ศาลปกครองขอให้มีคาพิพากษาหรือคาสัง่ ยกเลิกคาสัง่ ไม่เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น โดยโต้แยง้ ว่าผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒ ใชม้ าตรฐาน ในการประเมนิ ผฟู้ ้องคดแี ตกต่างจากพนกั งานเทศบาลทท่ี างานใน สงั กดั หน่วยงานเดยี วกนั เป็นการใชด้ ุลพนิ ิจไม่สุจรติ เลอื กปฏบิ ตั ิ โดยไม่เป็นธรรม และไม่มกี ารแจ้งเหตุผลหรอื ให้โอกาสช้แี จง หรอื ขอคาปรกึ ษาก่อนจะมคี าสงั่ ไมเ่ ล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น คดนี ้มี ปี ระเดน็ ทส่ี าคญั ๒ ประเดน็ คอื ประเดน็ ทีห่ นึง่ การใช้ดลุ พินิจของผบู้ งั คบั บญั ชาทีจ่ ะ พิจารณาผลการปฏิบตั ิงานของผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชา ซง่ึ ปรากฏ ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั การใหค้ ะแนนตามแบบประเมนิ ประสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ลการปฏบิ ตั งิ านของผู้ฟ้องคดแี ละของขา้ ราชการ รายอ่นื มคี วามแตกต่างกนั กล่าวคอื ขา้ ราชการรายอ่นื ไม่ได้ให้ คะแนนแยกเป็นรายข้อตามรายการประเมนิ ท่กี าหนดไว้ในแบบ ประเมนิ แต่ให้คะแนนผลการปฏิบตั ิงานโดยรวมในช่องสุดท้าย ของตารางว่าแต่ละคนไดค้ ะแนนรวมดา้ นผลงานเท่าใดและด้าน คุณลกั ษณะงานเท่าใด สว่ นแบบประเมนิ ของผฟู้ ้องคดใี หค้ ะแนน
๑๖๑ ตามรายการทก่ี าหนดไวท้ ุกรายการ และมเี พยี งผฟู้ ้องคดเี ท่านนั้ ทไ่ี มไ่ ดร้ บั การเลอ่ื นขนั้ เงนิ เดอื น การใช้วิธีการประเมินท่ีต่างกันดังกล่าวถือเป็ นการ เลอื กปฏบิ ตั หิ รอื ไม่ ? ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า วธิ กี ารประเมนิ ผลการ ปฏบิ ตั ิงานของขา้ ราชการรายอ่นื เป็นการไม่ปฏบิ ตั ิให้ถูกต้อง ตามหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารในการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านทจ่ี ะต้อง พจิ ารณาใหค้ ะแนนในแต่ละรายการอย่างถูกต้องและเหมาะสมใน แต่ละรายการของผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาแต่ละคน เพ่อื เป็นแนวทางในการ พจิ ารณาเกย่ี วกบั การแกไ้ ขปรบั ปรงุ และพฒั นาผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา สว่ นการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านของผฟู้ ้องคดเี ป็นการประเมนิ ผล การปฏิบตั ิงานท่ถี ูกต้องตามหลกั เกณฑ์และวิธีการท่ีกาหนด และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านแลว้ เม่อื เป็นดุลพนิ ิจของผู้บงั คบั บญั ชาทจ่ี ะพจิ ารณาผลการ ปฏิบตั ิงานของผู้ใต้บงั คบั บญั ชาเป็นรายบุคคล ความแตกต่าง ในทางวิธีการมิได้ทาให้การประเมินผลการปฏิบัติงานเสียไป ผฟู้ ้องคดจี งึ มอิ าจกล่าวอ้างว่าผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒ ทาการประเมนิ ผล การปฏบิ ตั งิ าน (ซง่ึ ปฏบิ ตั ติ ่อตนโดยถูกตอ้ ง) วา่ เป็นการเลอื กปฏบิ ตั ิ ท่ไี ม่เป็นธรรม เพราะเป็นส่วนของรูปแบบของการประเมนิ มใิ ช่ ขอ้ เทจ็ จรงิ ในส่วนของเน้ือหาของการประเมนิ และผลการประเมนิ ก็เป็นไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคล หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ได้ปฏิบตั ิงานจนมผี ลการปฏิบตั ิงานเช่นเดียวกับบุคคลอ่ืนท่ีได้
๑๖๒ เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น กเ็ ป็นกรณที ผ่ี ฟู้ ้องคดตี อ้ งแสดงใหป้ รากฏชดั แจง้ ว่ามผี ลการปฏิบตั ิงานท่จี ะได้รบั การประเมนิ เช่นเดยี วกนั หรอื แตกต่างกบั ขา้ ราชการรายอ่นื อย่างไร เม่อื พิจารณาเหตุผลของผู้บงั คับบญั ชาท่ีประเมนิ ผล การปฏบิ ตั งิ านของผฟู้ ้องคดตี ามแบบประเมนิ และผู้ฟ้องคดไี มไ่ ด้ แสดงพยานหลกั ฐานสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนในชนั้ รอ้ งทุกข์ จงึ เหน็ ไดอ้ ยา่ งชดั แจง้ วา่ ผฟู้ ้องคดไี มม่ ผี ลงานหรอื ผลการปฏบิ ตั ิงาน ท่ีมีคุณภาพและปริมาณงานท่ีมีประสิทธิภาพ ไม่รกั ษาวินัย ของการเป็นขา้ ราชการ ย่อมแสดงถงึ การไม่มคี วามสามารถและ ความอุตสาหะในการปฏบิ ตั งิ านใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ทางราชการ และการจดั ทาบรกิ ารสาธารณะแก่ประชาชน ผฟู้ ้องคดเี ป็นพนกั งาน ระดับ ๗ ก็สมควรปฏิบัติตนเป็ นแบบอย่างแก่พนักงานระดับ รองลงมา อนั เป็นคุณลกั ษณะท่สี าคญั ของผู้ปฏบิ ตั งิ านทส่ี มควร จะได้รบั การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นประจาปี เพ่อื เป็นการตอบแทน การปฏิบัติงานและสร้างขวัญกาลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานให้แก่ ทางราชการ ประเด็นทีส่ อง การทีผ่ ู้บังคับบัญชาไม่เลือ่ นขัน้ เงินเดือนและไม่แจ้งให้ผ้ฟู ้ องคดีทราบพร้อมด้วยเหตุผล และเปิ ดโอกาสให้ช้ีแจงให้ความเหน็ หรือขอคาปรึกษาก่อนมี คาสงั่ เลือ่ นขนั้ เงินเดือน จะทาให้เป็นคาสงั่ ทีไ่ มช่ อบหรือไม่ ? ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า เม่อื ไม่ได้ดาเนินการ จงึ ถือว่ามไิ ด้ปฏิบตั ิให้เป็นไปตามขนั้ ตอนท่กี ฎหมายกาหนดให้
๑๖๓ ต้องปฏบิ ตั ิ แต่เม่อื ในชนั้ พจิ ารณาคารอ้ งทุกข์ ผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๒ ได้ให้โอกาสผู้ฟ้องคดสี ่งเอกสารหลกั ฐานผลงานและนัดหมาย ใหเ้ ขา้ ปรกึ ษาหารอื หรอื แกไ้ ขความคบั ขอ้ งใจแลว้ แต่ผฟู้ ้องคดไี มไ่ ด้ ปฏบิ ตั ติ ามและเขา้ พบตามวนั ทน่ี ดั หมาย กรณจี งึ ถอื ว่าไดจ้ ดั ใหม้ ี การรบั ฟังผู้ฟ้องคดกี ่อนสน้ิ สุดกระบวนการพจิ ารณาคารอ้ งทุกข์ อนั ถอื ว่าเป็นการดาเนินการแก้ไขข้อบกพร่องตามมาตรา ๔๑ วรรคหน่ึง แห่งพระราชบญั ญตั ิวธิ ีปฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ คาสงั่ ไม่เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นจงึ เป็นการกระทาท่ชี อบด้วย กฎหมาย คดีน้ีนอกจากจะทาให้ผู้ศึกษาได้รู้และเข้าใจการนา บทบญั ญตั มิ าตรา ๔๑ แหง่ พระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทาง ปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาใชแ้ ลว้ ยงั ไดร้ ถู้ งึ เจตนารมณ์ของการท่ี คณะรฐั มนตรมี มี ตใิ หส้ ่วนราชการนาหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ ในระบบเปิดมาใชใ้ นการพจิ ารณาเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นขา้ ราชการ ตงั้ แต่วนั ท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป โดยให้ผูบ้ งั คบั บญั ชา เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บงั คบั บญั ชาท่ไี ม่ได้รบั การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น ไดท้ ราบผลการประเมนิ เหตุผลของการประเมนิ และเปิดโอกาสให้ ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาชแ้ี จงใหค้ วามเหน็ หรอื ใหค้ าปรกึ ษาก่อนมคี าสงั่ เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น โดยศาลปกครองสูงสุดอธบิ ายว่า เป็นวธิ กี าร เพ่อื ให้ผู้รบั การประเมนิ มโี อกาสช้แี จงขอ้ เทจ็ จรงิ ในกรณีท่กี าร ประเมนิ ของผู้บงั คบั บญั ชาไม่ถูกต้องตรงตามข้อเทจ็ จรงิ และ
๑๖๔ การเปิดโอกาสเป็นการมุ่งเน้นใหผ้ รู้ บั การประเมนิ ไดร้ บั ทราบผล การประเมนิ ผลการปฏิบตั ิงานในกรณีท่อี ยู่ในหลกั เกณฑ์ต้อง ปรบั ปรุง เพ่ือเป็นการป้องกนั มใิ ห้ผู้บงั คบั บญั ชาผู้ประเมนิ ใช้ ดุลพนิ ิจไปโดยไมถ่ ูกต้องหรอื ไม่เป็นธรรมก่อนการมคี าสงั่ ทจ่ี ะมี ผลกระทบต่อสทิ ธขิ องผูร้ บั การประเมนิ ซ่งึ เป็นขนั้ ตอนทก่ี ฎหมาย กาหนดใหต้ อ้ งปฏบิ ตั ิ คดนี ้ศี าลปกครองสงู สุดและศาลปกครองชนั้ ต้นมคี วามเหน็ แตกต่างกนั ทงั้ ๒ ประเดน็ ส่วนจะแตกต่างกนั อย่างไร ? และ มเี หตุผลในคาพพิ ากษาเป็นอย่างไร ? ศกึ ษารายละเอยี ดได้ใน คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ. ๓๗๖/๒๕๕๕
๑๖๕ เรอื่ งที่ ๒๑ ความเมไมอื่ ่เปจ็้านขธอรงรตมาใยนก..า. รคปารสะงั่เใมหิน้ร้เอื ลถือ่ อนนขอนั้ าเคงินารเดือน คาพิพากษาศแาลละปสกิทคธริออทุ งธสรงู ณสดุ์มทผี ีล่ อถ. งึ ๔ท๘า๑ย/า๒ท๕!๕?๕ คาพิพากษาศาลปกครองสสางูรสะดสุ าทคี่ อญั . ๒๐๔๐/๒๕๕๙ นายกเทศมนตรมี คี าสสงั่ ไามรเ่ะลสอื่ านคขญนัั้ เงนิ เดอื นใหร้ องปลดั เทศบาล โดยมไิเดจา้้นพานระกั บงบานเปทิดอ้ มงาถในิ่ ชต้ปรรวะจกสออบบกพาบรพว่าจิ มากีรณาราก่ไอมส่แรา้จงง้ สผะลพกาานร เปหรละเก็ มรนิ ปู ใพหรท้ รรณาบแเลปะ็นระราเบยยีบงุคเคหลลก็ไมรูปเ่ ปพิดรโรอณกาเชสอืใ่ หมเ้ตข่อา้ กพบับอไามค่ไาดรจ้รดัุกทล้าา ขทอ้างตสกาลธงาใรนณกะาจรงึปมฏคี บิ าตสั งงิั่ แาจนง้ แไปลยะนงั เาจผา้ ขลกองาหรปรอืฏผบิ คู้ ตั รงิ อาบนคทรผี่อ่างนใหพร้ น้ะงไบปั กในารรอกบ่อกส่อรนา้ งมาหป้ารมะมกใิ อหบ้ใกชา้หรรพอื จิยานิ รยณอามปใหระ้บเมุคนิคลผใลดกใาชร้อปาฏคบิารตั แงิ าลนะใใหน้ นถรกรผถไกตซรมคแมทซนทขไมดออ้บืัลอารณากูาบคฎูงงง้ึอนไิีึ้ึี่่่ ยบถ่ไะย้แไเไมะงดลหงางหาัปดะดกดปกมกกอทถงมสยค้ดกนม็รน้เโา้คฎ้นา่เรคนงิพาทกีับ่ั่ทา่ทรบังังาตากรหตวสทศเรเกบพษิจยสอศยอทราานะมรมมมรงีึนญ่มทือัาางบรมพาศแิานนกะอสทาแีุนญาแตคยม๔ชเาตตา๕ยนกงทจิดตจนารแานราซ่รเว๒่ใูง๒้ตาธยอือรต้มง่ฯลสนซนีนติคงึร่อเิไังวีงใจอว้่ืวแนัแง่มึ้ยรบัทวา่ไปตหอุทตาเนบหสจมมีทอสรืปง่กัา่าอแ่้ธยเอะงุทตรัรเ่่วง่้ควหค็ขงี่นเต่ลรขงปไภัจบคพั่นารวรีบณนัาผ่้ามน้วรา้าาล้รคุกอหริกนรรบกแบััูม้พ่พแย์อคดัดบุทะรล่าวนักยลาฟงตหันงจาริอเรงุ้ัาตธมคปวึะง่กท่ปัสอลาางทกักบทรรถา่บฏปัชรัไยงบงศััลแงลณไ่ีโขค่าบณอืมตจบิบรา่าทมดบัร่หางอรา์นขเง่ญ่อไะัตอญษวั่เัเาสาป่องงกใดคอชททคเองิงชลภาดเพ็งทญนลยว้งุณาจมศอ้ปยาธออาบอรืเน่ผเาีจ่า่้งตับ่ใาคแูจลนัขะาะปเนถงขตุในึู้ไรคทกิาล้ปคาัาด้หเรถรดขอนณริขข่ปลรรว็ณะะาาันเมอืจร้นงตัรอณ่้วก็บจทไรชนะกบงไ่ทัหึมฑมาเงอทมะทคบศกมเงะามหกคเรีบปไ่ป์่ไเีนุทมทิง่าัรไ่บอญั้อมาืมรปากร็ดนดหรกเอศเนีรัอา่ผืาสะไ่็ดญบนจัป้รวคพ้รามบตไลผชดงู้คัาเ้อ่ืบสั่ะามคฏาัตรมดจาจิใุมคู้ไ้พรนรดะสานา่อมลาิบปาอิเตืรเอ่อพนใา้รงดรพยัก๒อนอก่ตรัเาบหงงณทักพา่ใูียบรพาเามบปร๑ิตกคนต้จนไยาีงย่รวาคณมล.หารหมราะา้แากศาอตกงรดะมัาอเมพนะลีมล่ชเทุาท.อ่หอนัทเตเเงขระกทนอันดาง๒ขทีเธม่ตศอสะรนัหอเ้ยบกตออ้รัืาก้ศ่เุามก๕ไาะาาณบตใ็จนงดงวาัพมโงบนคณจค๒๔ถตดอยีาราตว้ว่์ไไตาาวาาฑ๒นทน่กนิบอยดยด่๐น่่ลอารร่รา้ี์้ี่
๑๖๖ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง ดงั นัน้ คาสงั่ ไม่เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นใหร้ องปลดั เทศบาล จงึ เป็นคาสงั่ ทางปกครองทไี่ มช่ อบดว้ ยกฎหมาย หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง การพจิ ารณาเพอื่ เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นในแต่ละปีงบประมาณ ของผู้บงั คับบญั ชาซึง่ มอี านาจในการประเมินผลการปฏิบตั ิงาน ของผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชานัน้ ผู้บงั คบั บญั ชาจาต้องยดึ ถอื และปฏบิ ตั ิ ตามกฎหมายและระเบยี บขอ้ บงั คบั รวมถงึ หลกั เกณฑ์และวธิ กี าร ประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านตามแนวทางปฏบิ ตั ติ ่าง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง อย่างเคร่งครดั และถูกต้องครบถ้วนทุกขนั้ ตอน โดยต้องนาผล การปฏิบัติงานเฉพาะทีเ่ กิดข้ึนในแต่ละรอบการประเมินมาใช้ ประกอบการพจิ ารณาเพอื่ เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นในครงั้ นนั้ ๆ โดยตอ้ ง คานึงถงึ คุณภาพงาน ปรมิ าณงาน ประสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ล ของงานทผี่ ู้ใต้บงั คบั บญั ชาได้รบั มอบหมายให้ปฏบิ ตั ิ ซงึ่ การใช้ ดลุ พนิ จิ ดงั กลา่ วจะต้องพจิ ารณาอย่างรอบดา้ นดว้ ยความเป็นธรรม ไม่ใช้อานาจโดยปราศจากเหตุผล เพราะนอกจากจะไม่ชอบด้วย หลักนิติธรรมหรือหลกั คุณธรรมแล้ว ยงั อาจส่งผลกระทบถึง ความชอบดว้ ยกฎหมายของการใช้ดุลพนิ ิจเพอื่ ออกคาสงั่ เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นอนั เป็นคาสงั่ ทางปกครองนนั้ ดว้ ย
๑๖๗ ความไม่เป็นธรรมในการประเมินเลื่อนขนั้ เงินเดือน คอลมั น์กฎหมายใกล้ตวั ฉบบั น้ี ไดน้ าคดปี กครองเก่ยี วกบั การพจิ ารณาและใชอ้ านาจประเมนิ เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นของขา้ ราชการ มาเลา่ สกู่ นั ฟัง ถงึ แมว้ ่าคดนี ้ีจะเป็นเร่อื งขององคก์ รปกครองส่วน ท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตาบล) ซ่งึ มกี ฎหมายกาหนด เก่ยี วกบั การบรหิ ารงานบุคคลไวโ้ ดยเฉพาะ คอื พระราชบญั ญตั ิ ระเบยี บบรหิ ารงานบุคคลสว่ นทอ้ งถนิ่ พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ในหลกั การ ของการใช้อานาจพจิ ารณาเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นของขา้ ราชการกไ็ ม่ได้ มคี วามแตกต่างกนั เช่น การนาระบบเปิดมาใช้ในการพจิ ารณา เล่ือนขนั้ เงินเดือนตามมติคณะรฐั มนตรี การประเมินผลการ ปฏบิ ตั งิ านโดยคานึงถงึ คุณภาพและปรมิ าณงาน ประสทิ ธภิ าพและ ประสทิ ธผิ ลของงานทไ่ี ดป้ ฏบิ ตั มิ า ความสามารถและความอุตสาหะ ในการปฏบิ ตั ิงาน ความมคี ุณธรรมและจรยิ ธรรม ตลอดจนการ รกั ษาวนิ ยั และเปิดโอกาสใหผ้ ถู้ ูกประเมนิ ชแ้ี จงหรอื ขอคาปรกึ ษา เป็นตน้ ดังนัน้ คดีน้ีจึงเป็นตัวอย่างท่ีดีท่ีจะทาให้หน่วยงาน ของรฐั ทุกแห่งหรอื เจา้ หน้าท่ขี องรฐั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งมแี นวทางในการ ประเมนิ เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นใหก้ บั ขา้ ราชการในสงั กดั อยา่ งถูกตอ้ ง และเป็นธรรม สอดคลอ้ งกบั หลกั การบรหิ ารกจิ การบา้ นเมอื งทด่ี ี (Good Governance) ท่มี ุ่งหมายให้การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ เกดิ ผลสมั ฤทธติ ์ ่อภารกจิ ของรฐั อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
๑๖๘ คดนี ้ีเกดิ ขน้ึ จากการทผ่ี ถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๑ (นายกเทศมนตร)ี มคี าสงั่ ท่ี ๑๘๙/๒๕๔๗ ไมเ่ ล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นประจาปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ครงั้ ท่ี ๑ (ตุลาคม ๒๕๔๖ – มนี าคม ๒๕๔๗) ใหผ้ ฟู้ ้องคดซี ง่ึ ดารง ตาแหน่งรองปลดั เทศบาล เน่ืองจากมผี ลประเมนิ การปฏบิ ตั งิ าน ต่ากวา่ รอ้ ยละ ๖๐ (ในระดบั ทต่ี อ้ งปรบั ปรงุ ) โดยผฟู้ ้องคดปี ระพฤตติ น กระดา้ งกระเดอ่ื งต่อผบู้ งั คบั บญั ชา ไม่เป็นตวั อยา่ งทด่ี ใี นการเคารพ กฎและระเบยี บแบบแผนของทางราชการ ไมไ่ ดเ้ ขา้ ร่วมประชุม และ หลงั จากกลบั มาปฏบิ ตั ริ าชการกไ็ มไ่ ดร้ ายงานตวั ต่อผถู้ ูกฟ้องคดี ท่ี ๑ แต่ไปรายงานตวั ต่อปลดั เทศบาล ผฟู้ ้องคดเี หน็ วา่ การประเมินไม่ถกู ต้องตามกฎหมาย หลงั จากร้องทุกข์ต่อประธานคณะกรรมการพนักงาน เทศบาล และผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒ (คณะกรรมการพนักงานเทศบาล) มมี ติยกคาร้องทุกข์ จงึ นาคดมี าฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ศาล มคี าพพิ ากษาหรอื คาสงั่ เพกิ ถอนคาสงั่ ท่ี ๑๘๙/๒๕๔๗ ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยคดีนี้ว่า คาสงั่ ไม่เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นใหผ้ ฟู้ ้องคดไี มช่ อบดว้ ยกฎหมาย โดยมเี หตุผลดงั น้ี (๑) ผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑ มไิ ด้นาระบบเปิดมาใช้ประกอบ การพจิ ารณาเลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื น โดยไม่ประกาศหลกั เกณฑแ์ ละ วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน ไม่ได้แจ้งผลการประเมิน ใหผ้ ฟู้ ้องคดที ราบเป็นรายบคุ คล ไมเ่ ปิดโอกาสใหผ้ ฟู้ ้องคดซี งึ่ ไมอ่ ยู่ ในข่ายได้รบั การพิจารณาเลือ่ นขนั้ เงนิ เดือนเข้าพบในทนั ทีท่ี ทราบผลการพจิ ารณาก่อนท่จี ะมคี าสงั่ ไม่เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น และ
๑๖๙ การทผ่ี ถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๑ ในฐานะผบู้ งั คบั บญั ชาไม่ไดจ้ ดั ทาขอ้ ตกลง ในการปฏบิ ตั งิ านเพ่อื ใชป้ ระกอบการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ าน ตามหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารทก่ี าหนดไวท้ อ่ี ้างว่าไดพ้ จิ ารณาถงึ งาน และคุณภาพงาน รวมถึงผลสมั ฤทธขิ ์ องงานของผู้ฟ้องคดแี ล้ว จงึ ถือว่าไม่มีข้อเท็จจริงท่ีชัดเจนซ่ึงจะยืนยนั ได้ว่าผู้ฟ้ องคดี ปฏบิ ตั งิ านอยใู่ นระดบั ทต่ี อ้ งปรบั ปรงุ (๒) การนาผลการปฏิบัติงานทีผ่ ่านพ้นไปในรอบก่อน มาประกอบการพจิ ารณาประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านในรอบน้ีด้วย เป็นการประเมนิ ทไ่ี มถ่ ูกต้อง เน่ืองจากไมเ่ ป็นไปตามหลกั เกณฑ์ ทก่ี าหนดให้ใชค้ ะแนนผลการประเมนิ การปฏบิ ตั งิ านในแต่ละรอบ มาใชป้ ระกอบการพจิ ารณาเลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นในครงั้ นนั้ ๆ (๓) การทผ่ี ฟู้ ้องคดไี ม่ไดไ้ ปรายงานตวั ต่อผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๑ แต่ไปรายงานตวั ต่อปลดั เทศบาล พฤตกิ ารณ์ยงั รบั ฟังไม่ได้ว่า กระด้างกระเดอื่ งต่อผู้บงั คบั บญั ชาโดยประพฤตติ นผดิ ระเบยี บ แบบแผนของทางราชการ เน่ืองจากพระราชบญั ญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๔๘ สตั ตรส และมาตรา ๔๘ เอกนู วสี ติ กาหนด ใหน้ ายกเทศมนตรเี ป็นผบู้ งั คบั บญั ชาพนักงานเทศบาลและให้มี ปลดั เทศบาลคนหน่ึงเป็นผูบ้ งั คบั บญั ชาพนักงานเทศบาลรองจาก นายกเทศมนตรี และไมม่ ีกฎหมายหรอื ระเบียบใดท่ีกาหนดไว้ว่า จะต้องไปรายงานตวั ต่อนายกเทศมนตรีด้วย ประกอบกบั ไม่มคี าสงั่ เป็นลายลกั ษณ์อักษรจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ว่า หากมี เจ้าหน้าทเี่ ข้ามาปฏบิ ตั ิงานทเี่ ทศบาลจะต้องไปรายงานตวั ต่อ
๑๗๐ ผถู้ กู ฟ้องคดที ี่๑ เท่านนั้ จงึ ถอื ไดว้ า่ การรายงานตวั ต่อผบู้ งั คบั บญั ชา เป็นไปเพยี งเพ่อื ท่จี ะให้ผู้บงั คบั บญั ชาได้รบั ทราบว่ามเี จ้าหน้าท่ี ปฏบิ ตั ิงานใหม่ เพ่อื ท่จี ะได้มกี ารมอบหมายงานให้ปฏบิ ตั ิต่อไป เท่านนั้ ดงั นนั้ การทผ่ี ฟู้ ้องคดไี ปรายงานตวั ต่อปลดั เทศบาลซง่ึ เป็น ผูบ้ งั คบั บญั ชาชนั้ ต้น และผู้ฟ้องคดกี ็เข้าใจว่าได้ไปรายงานตวั ตามขนั้ ตอนของกฎหมายและแบบธรรมเนียมโดยปกติแล้ว จงึ ฟังไมไ่ ดว้ า่ กระดา้ งกระเดอ่ื งต่อผบู้ งั คบั บญั ชา (๔) ส่วนการทผ่ี ฟู้ ้องคดไี มเ่ คยเขา้ ร่วมประชุมก็ยงั รบั ฟัง ไม่ได้ว่ากระด้างกระเด่ืองต่อผู้บังคับบญั ชาโดยประพฤติตน ผดิ ระเบยี บแบบแผนของทางราชการ เน่ืองจากผูฟ้ ้องคดไี ม่เคย ได้รบั หนังสือแจ้งให้เข้าประชุมและไม่ได้รับมอบหมายจาก ผบู้ งั คบั บญั ชา นอกจากน้ี ผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๑ กไ็ ม่ไดด้ าเนินการสอบสวน ขอ้ เท็จจรงิ หรอื ดาเนินการทางวนิ ัยแก่ผู้ฟ้องคดีกรณีท่เี ห็นว่า ผู้ฟ้องคดกี ระด้างกระเด่อื งต่อผู้บงั คบั บญั ชา เพยี งแต่ว่ากล่าว ตกั เตอื นด้วยวาจา เพ่อื ให้ผูฟ้ ้องคดมี โี อกาสแก้ไขและปรบั ปรุง ตวั เองเท่านัน้ กรณีจงึ ถอื ไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดถี ูกลงโทษทางวนิ ัย ทห่ี นักกว่าโทษภาคทณั ฑ์ จงึ ไม่อย่ใู นหลกั เกณฑท์ ่จี ะไม่พจิ ารณา เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นแต่อยา่ งใด จงึ พิพากษาให้เพิกถอนคาสงั่ ท่ี ๑๘๙/๒๕๔๗ เฉพาะ ในส่วนทเ่ี กย่ี วกบั การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นของผฟู้ ้องคดโี ดยใหม้ ผี ล ยอ้ นหลงั ไปถงึ วนั ออกคาสงั่ โดยใหด้ าเนินการพจิ ารณาเล่อื นขนั้
๑๗๑ เงินเดือนและมีคาสงั่ ใหม่โดยไม่ให้นาเหตุผลในการประเมิน ครงั้ ท่ี ๑ ดงั กล่าวมาใชป้ ระกอบการพจิ ารณา และให้ดาเนินการ ใ ห้ แ ล้ ว เ ส ร็ จ ภ า ย ใ น ส า ม สิ บ ว ัน นั บ แ ต่ ว ัน ท่ี มีค า พิ พ า ก ษ า น้ี (คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อ. ๔๘๑/๒๕๕๕) จากคาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดข้างต้นจงึ ถือเป็น บรรทดั ฐานการปฏิบตั ิราชการท่ดี สี าหรบั เจ้าหน้าท่ขี องรฐั ผู้มี อานาจในการประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านเพ่อื เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น ใหก้ บั ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาว่า ในการพจิ ารณาเพ่อื เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น ในแต่ละครงั้ และในแต่ละปีงบประมาณ นอกจากจะต้องยึดถือ และปฏบิ ตั ใิ หถ้ ูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี าร ประเมนิ ผลการปฏบิ ตั งิ านตามแนวทางปฏบิ ตั ติ ่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง อย่างเคร่งครัดและถูกต้องครบถ้วนทุกขัน้ ตอน และนาผล การปฏิบตั ิงานเฉพาะท่เี กิดขน้ึ ในแต่ละรอบมาใช้ประกอบการ พจิ ารณาเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นในครงั้ นัน้ ๆ โดยคานึงถึงคุณภาพ และปรมิ าณงาน ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานท่ีได้ ปฏบิ ตั ิแล้ว การใช้ดุลพินิจของผู้บงั คบั บญั ชาในการพจิ ารณา ผลการปฏิบัติงานหรือการพิจารณาในด้านพฤติกรรมหรือ ความประพฤตกิ จ็ าเป็นอยา่ งยงิ่ ทจ่ี ะตอ้ งพจิ ารณาดว้ ยความเป็นธรรม ยดึ มนั่ ในความถูกต้องดงี าม และส่งเสรมิ ใหข้ า้ ราชการไดพ้ ฒั นา ตนเองและมีความซ่ือสตั ย์ มีระเบียบวินัยต่อตาแหน่งหน้าท่ี ทป่ี ฏบิ ตั เิ พ่อื ประโยชน์ของทางราชการเป็นสาคญั การใชอ้ านาจ โดยไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม (The Rule of Law) หรือหลัก
๑๗๒ คุณธรรม (Morality) หรือหลักความโปร่งใส (Accountability) นอกจากจะกระทบต่อการบรหิ ารราชการแผ่นดนิ แล้ว ยงั อาจ ทาให้เกิดความเคลอื บแคลงสงสยั ได้ว่าเป็นการ “ถูกลงโทษ” ทไ่ี มไ่ ดร้ บั โอกาสเขา้ สกู่ ระบวนการสอบสวนทเ่ี ป็นธรรม
๑๗๓ เรอื่ งที่ ๒๒ มาทางานสายเกินกาหนด ... หมดสิทธิเลือ่ นขนั้ เงินเดือน ! คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๔๔๕/๒๕๕๘ สาระสาคญั ผวู้ ่าราชการจงั หวดั มคี าสงั่ ไมเ่ ลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นใหพ้ ยาบาล ซงึ่ เป็นขา้ ราชการพลเรอื นสามญั ในสงั กดั เนือ่ งจากมาทางานสาย เกนิ กว่าทกี่ าหนดไว้ในรอบการพจิ ารณาเงนิ เดอื น แมพ้ ยาบาลจะมี สทิ ธไิ ดร้ บั เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื น (ครงึ่ ขนั้ ) เพราะไดร้ บั ผลการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลการปฏบิ ตั งิ านรวม ๗๑.๙๐ คะแนน แต่เมอื่ ข้อเท็จจรงิ ปรากฏจากเครอื่ งบนั ทึกลงเวลาด้วยระบบ คอมพวิ เตอร์พบว่าทงั้ ก่อนและในช่วงระยะเวลาการประเมนิ มกี ารมาทางานสาย ๖๑ ครงั้ โดยเกินกว่าทีม่ กี ารกาหนดไว้ให้ ลาได้ไม่เกิน ๑๐ ครงั้ และให้สายได้ไม่เกิน ๑๘ ครงั้ ในรอบการ พจิ ารณาเลอื่ นเงนิ เดอื น ประกอบกบั กฎหรอื ระเบยี บทเี่ กยี่ วขอ้ ง มไิ ดก้ าหนดใหต้ อ้ งแจง้ ผรู้ บั การประเมนิ ซงึ่ ขาดคุณสมบตั เิ รอื่ งอนื่ ๆ เกยี่ วกบั การเลอื่ นเงนิ เดอื นทราบก่อน อกี ทงั้ หลกั เกณฑก์ ารประเมนิ ก็ได้กาหนดไว้แล้วในแบบพมิ พ์สาหรบั ใช้ประเมนิ อนั ถอื ว่าผูร้ บั การประเมนิ ได้ทราบแล้ว กรณีจงึ ไม่จาเป็นต้องแจ้งให้พยาบาล รายน้ีทราบเพอื่ ให้มโี อกาสโต้แย้งข้อเท็จจรงิ ในพยานหลกั ฐาน ก่อนออกคาสงั่ ทพี่ พิ าท ดงั นนั้ คาสงั่ ของผวู้ ่าราชการจงั หวดั จงึ เป็น การใชด้ ุลพนิ ิจโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
๑๗๔ หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง ๑. คาสงั่ เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นเป็นคาสงั่ ทางปกครองทไี่ ม่อย่ใู น บงั คบั ต้องแจง้ ใหค้ ู่กรณีทราบขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื โต้แยง้ แสดงพยาน หลกั ฐานก่อนออกคาสงั่ ทางปกครอง ทงั้ น้ี ตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง (๖) แห่งพระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบวรรคสอง (๑) ของกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติเดียวกัน อีกทัง้ กฎ ก.พ. และ หนังสอื เวยี นของสานักงาน ก.พ. ทเี่ กยี่ วข้องก็มไิ ด้กาหนดให้ต้อง แจง้ ผูร้ บั การประเมนิ ซงึ่ ขาดคุณสมบตั เิ รอื่ งอนื่ ๆ เกยี่ วกบั การเลอื่ น เงนิ เดอื นทราบ ผบู้ งั คบั บญั ชาจงึ ไม่จาเป็นต้องให้โอกาสเจา้ หน้าที่ ซงึ่ อยภู่ ายใตบ้ งั คบั ของคาสงั่ เลอื่ นหรอื ไม่เลอื่ นเงนิ เดอื นไดท้ ราบ ขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื โตแ้ ยง้ แสดงพยานหลกั ฐานก่อนออกคาสงั่ ๒. การทีข่ ้าราชการพลเรือนจะได้รับพิจารณาเลือ่ น เงนิ เดอื นนัน้ นอกจากกฎ ก.พ. ว่าด้วยการเลอื่ นเงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๕๒ จะกาหนดให้ต้องมผี ลการประเมนิ การปฏบิ ตั ริ าชการอย่ใู น ระดบั ตามทกี่ าหนดแลว้ ยงั จะต้องมคี ุณสมบตั อิ ย่างอนื่ ทกี่ าหนดไว้ ประกอบด้วย เช่น จะต้องไม่มาทางานสายเกนิ กว่าจานวนครงั้ ที่ กาหนด ไม่ถูกลงโทษทางวินัยหนักกว่าภาคทณั ฑ์ ฯลฯ ดงั นัน้ ขา้ ราชการจงึ ต้องปฏบิ ตั ริ าชการตามเวลาราชการอย่างเคร่งครดั เพราะนอกจากจะส่งผลต่อการประเมนิ เลอื่ นเงนิ เดอื นแล้ว ยงั อาจ กระทบต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดาเนินงานของ หน่วยงานในภาพรวมดว้ ย
๑๗๕ มาทางานสายเกินกาหนด ... หมดสิทธิเลื่อนขนั้ เงินเดือน ! การเป็นข้าราชการท่ีดี จะตอ้ งดารงตนใหเ้ หมาะสมและ ปฏิบตั ิหน้าท่อี ย่างเต็มกาลงั ความสามารถ ประพฤติปฏบิ ตั ิตน อยใู่ นระเบยี บวนิ ยั เพ่อื ใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านมปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ ผลสมั ฤทธแิ ์ ก่ทางราชการ ซ่งึ ผลของการประพฤตปิ ฏบิ ตั ดิ งั กล่าว นอกจากราชการจะไดร้ บั ประโยชน์แลว้ ผนู้ นั้ กจ็ ะไดร้ บั การตอบแทน ความดคี วามชอบ ไม่ว่าจะเป็นคาชมเชย หรอื ได้รบั การเล่อื นขนั้ เล่อื นเงนิ เดอื น ในทางกลบั กนั หากขา้ ราชการผู้ใดปฏบิ ตั ิงาน ไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่ประพฤติปฏิบัติตามระเบียบวินัย ก็ย่อมจะส่งผลต่อการพจิ ารณาความดคี วามชอบ หรอื อาจถูก ดาเนินการทางวนิ ยั ต่อไปได้ การ “อทุ ิศเวลาของตนให้แก่ราชการ” ถอื เป็นขอ้ ปฏบิ ตั ิ ประการหน่งึ ของขา้ ราชการตามมาตรา ๘๒ (๕) แหง่ พระราชบญั ญตั ิ ระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๕๑ ซง่ึ กาหนดว่า ตอ้ งอุทศิ เวลา ของตนใหแ้ ก่ราชการ จะละทง้ิ หรอื ทอดทง้ิ หน้าทร่ี าชการมไิ ด้ และ หากขา้ ราชการพลเรอื นสามญั ผใู้ ดไม่ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ปฏบิ ตั ดิ งั กล่าว ผูน้ ัน้ เป็นผูก้ ระทาผดิ วนิ ัยตามมาตรา ๘๔ แห่งพระราชบญั ญตั ิ เดยี วกนั อย่างไรกต็ าม กรณีท่ขี า้ ราชการมาทางานสายเป็นอาจณิ แมว้ ่าจะยงั ไม่ถูกดาเนินการทางวนิ ยั แต่การประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ น
๑๗๖ ดงั กล่าวยอ่ มสง่ ผลต่อการพจิ ารณาความดคี วามชอบ เช่น การเล่อื น เงนิ เดอื น ดงั เช่นคดีปกครองท่นี ามาฝากกันในฉบบั น้ี เป็นกรณี ของข้าราชการมาทางานสายเกินกว่าเวลาท่ีราชการกาหนด ซง่ึ แม้ขณะเกดิ ขอ้ พพิ าทในคดนี ้ีจะใช้บงั คบั ตามกฎ ก.พ. ว่าด้วย การเล่ือนขนั้ เงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๔๔ ข้อ ๗ (๗) และกฎ ก.พ. ดงั กล่าวไดถ้ กู ยกเลกิ โดยปัจจบุ นั ไดใ้ ชบ้ งั คบั ตามกฎ ก.พ. ว่าดว้ ย การเล่อื นขนั้ เงินเดอื น พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๘ (๘) ซ่ึงได้กาหนด หลักเกณฑ์เก่ียวกับการมาทางานไว้ในลักษณะเดียวกันว่า ข้าราชการพลเรือนซ่ึงจะได้รบั การพิจารณาเล่ือนขนั้ เงินเดือน จะตอ้ งไมม่ าทางานสายเกนิ จานวนครงั้ ทผ่ี บู้ งั คบั บญั ชาผมู้ อี านาจ สงั่ เล่อื นเงนิ เดอื นหรอื ผู้ซ่งึ ได้รบั มอบหมายกาหนดเป็นหนังสอื ไว้ ก่อนแล้ว โดยคานึงถงึ ลกั ษณะงานและสภาพทอ้ งทอ่ี นั เป็นท่ตี งั้ ของแต่ละส่วนราชการหรอื หน่วยงาน ดงั นนั้ ขอ้ พพิ าทในคดนี ้ีจงึ สามารถนาไปใชเ้ ป็นแนวทาง การพจิ ารณาเลอ่ื นขนั้ เงนิ เดอื นของขา้ ราชการในปัจจบุ นั ได้ โดยคดนี ้ีนางสาวดาว (นามสมมต)ิ เป็นขา้ ราชการพลเรอื น สามญั ตาแหน่งพยาบาลวชิ าชพี ระดบั ชานาญการ ปฏบิ ตั ริ าชการ ในจงั หวดั แห่งหน่ึงได้มาทางานสาย ๖๐ กว่าวนั ซ่งึ เกนิ กว่าท่ี ผูอ้ านวยการโรงพยาบาลและปลดั กระทรวงสาธารณสุขกาหนดไว้ คอื ในรอบการพจิ ารณาเงนิ เดอื น ครงั้ ท่ี ๑ ระหว่างวนั ท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ถึงวนั ท่ี ๓๑ มนี าคม ๒๕๕๒ ให้ลาได้ไม่เกนิ ๑๐ ครงั้
๑๗๗ และใหส้ ายไดไ้ มเ่ กนิ ๑๘ ครงั้ ผวู้ ่าราชการจงั หวดั ซง่ึ เป็นผมู้ อี านาจ พจิ ารณาเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นของข้าราชการในส่วนภูมภิ าคจงึ มี คาสงั่ ไมเ่ ล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น ทงั้ ๆ ทน่ี างสาวดาวมสี ทิ ธไิ ดร้ บั เล่อื น ขนั้ เงนิ เดอื นครง่ึ ขนั้ เน่ืองจากไดร้ บั ผลการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ลการปฏบิ ตั งิ านรวม ๗๑.๙๐ คะแนน เม่อื เกดิ เร่อื งแบบน้ีขน้ึ นางสาวดาวจงึ รอ้ งทุกขต์ ่อปลดั กระทรวงสาธารณสุข (ผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒) พรอ้ มกบั โตแ้ ยง้ ว่าหลกั ฐาน การมาทางานสายท่นี ามาอ้างไม่ถูกต้องและไม่เคยมกี ารแจง้ ใหต้ น ชแ้ี จงเรอ่ื งดงั กลา่ ว อกี ทงั้ การพจิ ารณาไมเ่ ล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นเพราะ การมาทางานสายกไ็ มไ่ ดใ้ หโ้ อกาสโตแ้ ยง้ ในหลกั ฐานต่าง ๆ หลงั จากปลดั กระทรวงสาธารณสุขพจิ ารณาคารอ้ งทุกข์ และมคี าสงั่ ยกคารอ้ งทุกข์ นางสาวดาวจงึ นาคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้มี คาพพิ ากษาหรอื คาสงั่ เพกิ ถอนคาสงั่ ท่สี งั่ งดเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น และเพกิ ถอนคาวนิ ิจฉยั รอ้ งทกุ ข์ ในเร่อื งน้ี โรงพยาบาลซ่งึ เป็นหน่วยงานในสงั กัดของ นางสาวดาวชแ้ี จงว่า แมผ้ ลการประเมนิ ทาใหน้ างสาวดาวมสี ทิ ธิ ได้รบั การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นคร่งึ ขนั้ แต่เน่ืองจากนางสาวดาว มาทางานสายเกินกว่าจานวนวนั ท่กี าหนดไว้ การท่จี ะเล่อื นขนั้ เงินเดือนจึงขัดกับหลักเกณฑ์ท่ีกาหนด อีกทัง้ หน่วยงานท่ี นางสาวดาวปฏบิ ตั งิ านอย่ไู ด้มกี ารประชุมถึง ๓ ครงั้ เพ่อื ชแ้ี จง และตกลงร่วมกนั ของบุคลากรเก่ียวกบั การลงเวลาปฏบิ ตั ิงาน
๑๗๘ และการมาทางานสาย โดยนางสาวดาวกไ็ ด้เขา้ ร่วมประชุมดว้ ย ทุกครงั้ และได้มกี ารตงั้ คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเทจ็ จรงิ เก่ยี วกบั เร่อื งน้ี และเจ้าหน้าทฝ่ี ่ ายบุคคลได้แจง้ ให้นางสาวดาว ทราบวา่ ไมไ่ ดร้ บั การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นแลว้ ประเดน็ ปัญหาประการแรก คือ ก่อนออกคาสงั่ งดเลือ่ น ขนั้ เงินเดือน ผวู้ ่าราชการจงั หวดั (ผถู้ กู ฟ้องคดีที่ ๑) จะต้อง แจ้งให้นางสาวดาวทราบและให้โอกาสโต้แย้งข้อเท็จจริง และแสดงพยานหลกั ฐานก่อนออกคาสงั่ ดงั กล่าวหรือไม่ ? ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า คาสงั่ เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น เป็นคาสงั่ ทางปกครองท่ไี ม่ต้องแจง้ ให้คู่กรณที ราบขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื โตแ้ ยง้ ก่อนการทาคาสงั่ ทางปกครองตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง (๖) แหง่ พระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และวรรคสอง (๑) ของกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความในพระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ิราชการทางปกครองฯ ประกอบกับกฎ ก.พ. และหนังสือเวียนของสานักงาน ก.พ. ท่เี ก่ียวข้องก็มไิ ด้กาหนดให้ต้องแจ้งผู้รบั การประเมนิ ซ่ึงขาด คุณสมบตั เิ รอ่ื งอ่นื ๆ เกย่ี วกบั การเล่อื นเงนิ เดอื นทราบแต่อย่างใด อีกทงั้ หลักเกณฑ์การประเมนิ ได้กาหนดไว้แล้วในแบบพิมพ์ สาหรบั ใช้ประเมนิ ซ่งึ ถือว่านางสาวดาวได้ทราบแล้ว กรณีจงึ ไม่จาเป็นต้องแจ้งให้นางสาวดาวทราบเพ่อื ให้มโี อกาสโต้แย้ง ขอ้ เทจ็ จรงิ ในพยานหลกั ฐานก่อนออกคาสงั่ ดงั กล่าว
๑๗๙ ประเด็นปัญหาประการต่อมา คือ การออกคาสงั่ งดเลือ่ นขัน้ เงินเดือนนางสาวดาว เป็ นการใช้ดุลพินิ จ โดยชอบด้วยกฎหมายหรอื ไม่ ? ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า ขอ้ เทจ็ จรงิ จากเคร่อื ง บนั ทกึ ลงเวลาดว้ ยระบบคอมพวิ เตอรต์ ามทโ่ี รงพยาบาลไดป้ ระกาศ กาหนดใหเ้ จา้ หน้าทเ่ี รม่ิ ลงเวลาดว้ ยระบบดงั กล่าวตงั้ แต่วนั ท่ี ๑ เมษายน ๒๕๕๐ เป็นต้นมานนั้ พบว่าทงั้ ก่อนและในช่วงระยะเวลา การประเมนิ ครงั้ ท่พี พิ าท นางสาวดาวมาทางานสายหลายครงั้ อกี ทงั้ ในการประชุมชแ้ี จงเก่ยี วกบั เวลาการปฏบิ ตั งิ าน นางสาวดาว กไ็ ดเ้ ขา้ ร่วมประชุมและรบั ทราบทุกครงั้ นอกจากน้ี ยงั ได้มกี าร รายงานพฤตกิ รรมและสอบสวนหาขอ้ เทจ็ จรงิ ในเรอ่ื งดงั กล่าวดว้ ย จงึ เช่อื ไดว้ า่ ในช่วงระยะเวลาการประเมนิ ครงั้ ทพ่ี พิ าท นางสาวดาว มาทางานสายรวม ๖๑ ครงั้ จรงิ นางสาวดาวจงึ ไม่มสี ทิ ธไิ ด้รบั การเล่อื นขนั้ เงินเดือนครงั้ ดงั กล่าว การท่ผี ู้ว่าราชการจงั หวัด ออกคาสงั่ งดเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นนางสาวดาว จงึ เป็นการใชด้ ุลพนิ ิจ โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คาพพิ ากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๔๔๕/๒๕๕๘) จากคดนี ้ีจงึ เป็นอุทาหรณ์ทด่ี สี าหรบั ขา้ ราชการทุกคนว่า การท่จี ะได้รบั การพจิ ารณาเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นนัน้ นอกจากจะมผี ล การประเมนิ การปฏบิ ตั ริ าชการอย่ใู นระดบั ทก่ี ฎหมายกาหนดแลว้ ยงั จะตอ้ งมคี ุณสมบตั อิ ยา่ งอ่นื ดว้ ย เช่น จะตอ้ งไม่มาทางานสาย เกินจานวนครงั้ ท่กี าหนด เป็นต้น และการท่กี ฎหมายกาหนด
๑๘๐ ขอ้ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ หข้ า้ ราชการอุทศิ เวลาของตนใหแ้ ก่ราชการนนั้ เน่อื งจากการละทง้ิ หรอื ทอดทง้ิ หน้าทร่ี าชการกระทบต่อการพจิ ารณา ความดคี วามชอบ และอาจตอ้ งถูกดาเนินการทางวนิ ยั ซง่ึ กระทบ ต่อสถานะการดารงตาแหน่งของขา้ ราชการแลว้ ยงั ส่งผลกระทบ ต่อระบบบรหิ ารงานบุคคลในภาพรวม กระทบต่อประสทิ ธภิ าพ และประสิทธผิ ลของงานราชการอย่างหลกี เล่ยี งไม่ได้ ดงั นัน้ ขา้ ราชการจงึ ตอ้ งปฏบิ ตั ริ าชการตามเวลาราชการอยา่ งเครง่ ครดั และนอกจากน้ี คดนี ้ยี งั เป็นบรรทดั ฐานการปฏบิ ตั ริ าชการทด่ี สี าหรบั ผบู้ งั คบั บญั ชาทจ่ี ะใช้เป็นแนวทางการใชด้ ุลพนิ ิจในการเล่อื นขนั้ เงนิ เดือน ซ่งึ จะต้องพิจารณาทงั้ การประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน ผู้ใต้บงั คบั บญั ชา และคุณสมบตั อิ ่นื ๆ ตามท่กี ฎหมายกาหนด เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของการบรหิ ารงานบุคคล ของระบบราชการ
๑๘๑ เรอื่ งที่ ๒๓ กระทาผิดนอกเวลาราชการและเป็นเรือ่ งส่วนตวั โดยแท้ ... ได้รบั การเลือ่ นขนั้ เงินเดือนหรอื ไม่ ? คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๑๒๕/๒๕๖๐ สาระสาคญั ผอู้ านวยการสานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษามคี าสงั่ ไม่เลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นให้แก่เจ้าหน้าทใี่ นสงั กดั เนือ่ งจากมพี ฤติกรรมทาให้ เสอื่ มเสยี เกียรตศิ กั ดขิ์ องตาแหน่งหน้าทรี่ าชการจากการขบั รถ ขณะเมาสุรา อันเป็นความผดิ ตามพระราชบญั ญัตจิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ซงึ่ ศาลพิพากษาลงโทษจาคุก ๑ เดอื น และปรบั ๓,๐๐๐ บาท โดยใหร้ อการลงโทษไว้ ๒ ปี แต่เมอื่ มตคิ ณะรฐั มนตรี ซงึ่ วางแนวปฏบิ ตั ใิ นการพจิ ารณาเลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นไม่ไดก้ าหนด ให้การกระทาผดิ กรณีเมาแลว้ ขบั อย่ใู นหลกั เกณฑท์ จี่ ะไม่ได้รบั การเลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นตามกฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการเลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๔๔ (ใช้บงั คบั ขณะนนั้ ) การทที่ างจงั หวดั กาหนดมาตรการ ในการลดและป้องกนั อุบตั เิ หตุไวป้ ระการหนึง่ ว่า ขา้ ราชการทถี่ ูก ดาเนินคดจี ากการกระทาผดิ วนิ ัยจราจร จะไมไ่ ดร้ บั การเลอื่ นขนั้ เงนิ เดอื นและงดบาเหน็จ ถอื เป็นการกาหนดหลกั เกณฑโ์ ดยไม่มี อานาจตามกฎหมายและนอกเหนือจากทมี่ ตคิ ณะรฐั มนตรกี าหนดไว้ ประกอบกบั เมอื่ เป็นการกระทาผดิ นอกเวลาราชการและเป็นเรอื่ ง ส่วนตวั โดยแท้ มไิ ดเ้ กยี่ วกบั การปฏบิ ตั หิ น้าทีร่ าชการแต่อย่างใด
๑๘๒ แม้จะเป็นพฤติกรรมทไี่ ม่สมควรและพงึ กระทา แต่ไม่ถงึ ขนาด เมาสุราในทชี่ ุมชนหรอื มพี ฤตกิ ารณ์อนื่ ทที่ าใหเ้ สอื่ มเสยี เกยี รตศิ กั ดิ์ ของตาแหน่งหน้าทีร่ าชการ การไม่เลือ่ นขนั้ เงินเดือนจึงเป็น การออกคาสงั่ โดยอาศัยเหตุทีก่ ฎหมายไม่ได้กาหนดไว้ และ เป็นการใชด้ ลุ พนิ จิ โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง ๑. การเลอื่ นเงนิ เดอื นขา้ ราชการเป็นอานาจดุลพนิ ิจของ ผู้บงั คบั บญั ชาทจี่ ะพจิ ารณาประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิราชการของ ผใู้ ต้บงั คบั บญั ชา โดยคานึงถงึ คุณภาพ ปรมิ าณงาน ประสทิ ธภิ าพ และประสิทธิผลของงาน ตลอดจนการรกั ษาระเบียบวินัยและ การปฏบิ ตั ติ นทเี่ หมาะสมกบั การเป็นขา้ ราชการ ทงั้ น้ี เป็นไปตาม กฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการเลอื่ นเงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๕๒ ขอ้ ๘ (๑)-(๙) ซึง่ ใช้บังคบั ในปัจจุบัน และต้องไม่กาหนดหลกั เกณฑ์ใดออกมา ใชบ้ งั คบั โดยนอกเหนืออานาจตามกฎหมาย ๒. กรณีทีข่ ้าราชการกระทาผิดนอกเวลาราชการและ เป็นเรอื่ งส่วนตวั โดยแท้ มไิ ด้เกยี่ วกบั การปฏบิ ตั หิ น้าทรี่ าชการ ผู้บงั คบั บญั ชาจาต้องใช้ดุลพินิจพจิ ารณาว่าเป็นการกระทาให้ เสือ่ มเสียต่อเกียรติศักด์ิของตาแหน่งหน้าทีร่ าชการหรือไม่ เพยี งใด และต้องพจิ ารณาถงึ พฤติกรรมทเี่ กิดข้นึ ในแต่ละกรณี ประกอบกันบนพ้ืนฐานข้อเท็จจริงทีถ่ ูกต้องและเป็นไปอย่าง สมเหตุสมผล
๑๘๓ กระทาผิดนอกเวลาราชการและเป็ นเร่ืองส่วนตวั โดยแท้ ... ได้รบั การเล่ือนขนั้ เงินเดือนหรือไม่ ? การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นข้าราชการ เป็นอานาจดุลพนิ ิจของ ผูบ้ งั คบั บญั ชาท่จี ะพจิ ารณาประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ริ าชการของ ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา โดยคานึงถงึ คุณภาพ ปรมิ าณงาน ประสทิ ธภิ าพ และประสทิ ธผิ ลของงานท่ไี ด้ปฏบิ ตั ิ ตลอดจนการรกั ษาวนิ ัยและ การปฏบิ ตั ติ นท่เี หมาะสมกบั การเป็นขา้ ราชการ ทงั้ น้ี จะต้อง เป็นไปตามขอ้ ๘ (๑) ถงึ (๙) ของกฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการเล่อื นเงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๕๒ เช่น (๒) ในคร่งึ ปีท่ีแล้วมาต้องไม่ถูกสัง่ ลงโทษ ทางวินัยท่ีหนักกว่าโทษภาคทัณฑ์ หรือไม่ถูกศาลพิพากษา ในคดีอาญาให้ลงโทษในความผิดท่ีเก่ียวกับการปฏิบัติหน้าท่ี ราชการ หรอื ความผดิ ท่ที าให้เส่อื มเสยี เกียรติศกั ดขิ ์ องตาแหน่ง หน้าท่รี าชการของตน ซ่งึ มใิ ช่ความผดิ ทไ่ี ด้กระทาโดยประมาท หรอื ความผดิ ลหุโทษ ก ร ณี ท่ี ข้ า ร า ช ก า ร ถู ก ด า เ นิ น ค ดี ข้ อ ห า ข ับ ร ถ ใ น ข ณ ะ “เมาสุรานอกเวลาราชการ” และศาลพิพากษาลงโทษจาคุก แต่รอการลงโทษ ๒ ปี ส่วนโทษทางวินัยให้งดโทษ แต่ให้ ทาหนังสอื ทณั ฑ์บน ... พฤติการณ์ดงั กล่าวอยู่ในหลกั เกณฑ์ ทจ่ี ะไมไ่ ดร้ บั การเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื นหรอื ไม่ ? คดีท่จี ะยกมาเป็นอุทาหรณ์น้ี แม้ว่าจะเกิดข้นึ ในขณะ ใชบ้ งั คบั ตามกฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๔๔
๑๘๔ แต่ตามข้อ ๗ (๒) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๔๔ บญั ญัติไว้มขี ้อความทานองเดยี วกับข้อ ๘ (๒) ของกฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการเล่อื นเงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยมูลเหตุเกิดจากผู้ฟ้ องคดีซ่ึงดารงตาแหน่ งบุคลากร สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษาถูกเจา้ หน้าทต่ี ารวจตรวจวดั ปรมิ าณ แอลกอฮอล์ในเลือด พบปรมิ าณแอลกอฮอล์ในเลือดจานวน ๗๖ มลิ ลกิ รมั เปอรเ์ ซน็ ต์ ซ่งึ เกนิ ๕๐ มลิ ลกิ รมั เปอรเ์ ซน็ ตต์ ามท่ี กาหนดไวใ้ นกฎกระทรวง และศาลแขวงไดพ้ พิ ากษาว่าผฟู้ ้องคดี กระทาความผดิ ตามพระราชบญั ญตั จิ ราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ลงโทษจาคุก ๑ เดือน ปรบั ๓,๐๐๐ บาท โทษจาคุกให้รอไว้ มกี าหนด ๒ ปี ผู้อานวยการสานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาได้มี คาสงั่ ไม่เลื่อนขนั้ เงินเดือนใหแ้ ก่ผฟู้ ้องคดี เน่ืองจากพฤตกิ รรม ทาให้เส่อื มเสียเกียรติศักดิข์ องตาแหน่งหน้าท่รี าชการของตน จงึ ไมอ่ ย่ใู นหลกั เกณฑข์ อ้ ๗ (๒) ของกฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๔๔ ผู้ฟ้องคดีเหน็ ว่าไม่ได้รบั ความเป็นธรรมในการพจิ ารณา เล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น จงึ รอ้ งทุกขต์ ่อคณะกรรมการศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั ซง่ึ มมี ตยิ กคารอ้ งทุกข์ จงึ ยน่ื ฟ้องผอู้ านวยการสานักงานเขตพ้นื ท่ี การศกึ ษา (ผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑) คณะกรรมการศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั (ผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๒) ต่อศาลปกครองขอให้มคี าพพิ ากษาหรอื คาสงั่ เพกิ ถอนคาสงั่ ไมเ่ ลอ่ื นขนั้ เงนิ เดอื นและเพกิ ถอนมตยิ กคารอ้ งทุกข์
๑๘๕ ขอ้ เทจ็ จรงิ คอื เป็นการกระทาความผดิ นอกเวลาราชการ ในเวลากลางคนื สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานไดม้ ปี ระกาศ กาหนดหลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ตั ใิ นการพจิ ารณาเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น ขา้ ราชการ โดยให้ถือปฏิบตั ิตามมติคณะรฐั มนตรี ประกอบกบั กฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๔๔ จงั หวดั ได้มหี นังสอื แจ้งผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑ ถงึ มาตรการ ในการลดและป้องกนั อุบตั เิ หตุของจงั หวดั จานวน ๕ ขอ้ เพ่อื ให้ ผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๑ แจ้งให้บุคลากรในสงั กดั ทราบและถือปฏิบตั ิ โดยมาตรการข้อ ๔ กาหนดให้ข้าราชการท่ีถกู ดาเนิ นคดี จากการกระทาผิดวินัยจราจร เช่น ไม่สวมหมวกนิ รภยั เมาแล้วขบั จะไม่ได้รบั การเลื่อนขนั้ เงินเดือนและงดบาเหน็จ เนื่องจากไม่เคารพกฎหมาย ทงั้ น้ี ตามมตคิ ณะรฐั มนตรเี ม่อื วนั ท่ี ๒๘ เมษายน ๒๕๔๖ พฤติกรรมความผดิ ของผู้ฟ้องคดี เป็นความผดิ ทที่ าให้ เสอื่ มเสยี เกยี รตศิ กั ดข์ิ องตาแหน่งหน้าทรี่ าชการของตนหรอื ไม่ ? ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มตคิ ณะรฐั มนตรดี งั กล่าว ไม่ได้กาหนดให้การกระทาผดิ กรณีเมาแล้วขบั อยู่ในหลกั เกณฑ์ ทจ่ี ะไมไ่ ดร้ บั การเลอ่ื นขนั้ เงนิ เดอื นตามกฎ ก.พ. วา่ ดว้ ยการเล่อื นขนั้ เงนิ เดอื น พ.ศ. ๒๕๔๔ การท่จี งั หวดั กาหนดมาตรการในการลด และป้องกนั อุบตั เิ หตุจานวน ๕ ขอ้ ซง่ึ มาตรการขอ้ ๔ กาหนดให้ ขา้ ราชการทถ่ี ูกดาเนินคดจี ากการกระทาผดิ วนิ ัยจราจร จะไม่ไดร้ บั
๑๘๖ การเลอ่ื นขนั้ เงนิ เดอื นและงดบาเหน็จ เน่ืองจากไม่เคารพกฎหมาย จงึ เป็นการกาหนดหลกั เกณฑ์การไม่เล่อื นขนั้ เงนิ เดือนโดยไม่มี อานาจตามกฎหมาย นอกเหนือจากทม่ี ตคิ ณะรฐั มนตรไี ดก้ าหนดไว้ และการกระทาของผฟู้ ้องคดเี ป็นการกระทาผดิ นอกเวลาราชการ และเป็นเรอ่ื งส่วนตวั โดยแท้ มไิ ดเ้ กย่ี วกบั การปฏบิ ตั หิ น้าทร่ี าชการ หรือทาให้เส่ือมเสียต่อการปฏิบัติหน้าท่ีราชการแต่อย่างใด แมจ้ ะเป็นพฤตกิ รรมทไ่ี ม่สมควรและพงึ กระทา แต่ไม่ถงึ ขนาด เมาสรุ าในทช่ี ุมชนหรอื มพี ฤตกิ ารณ์อ่นื ทท่ี าใหเ้ กดิ เร่อื งเส่อื มเสยี หรอื ถูกตเิ ตยี นรงั เกยี จจากประชาชนทวั่ ไป จนเป็นการเส่อื มเสยี เกยี รตศิ กั ดขิ ์ องตาแหน่งหน้าทร่ี าชการ คาสงั่ ของผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๑ และมตขิ องผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒ ทไ่ี มเ่ ลอ่ื นขนั้ เงนิ เดอื น จงึ เป็นการใชด้ ุลพนิ ิจออกคาสงั่ โดยอาศยั เหตุทก่ี ฎหมายไมไ่ ดก้ าหนดไว้ เป็นการใชด้ ุลพนิ ิจทไ่ี มช่ อบดว้ ย กฎหมาย พิพากษาเพิกถอนคาสงั่ ของผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑ และ มตขิ องผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๒ คดนี ้ีศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแนวทางในการปฏบิ ตั ิ ราชการท่ีดีในเร่อื งการใช้อานาจกาหนดหลักเกณฑ์ใด ๆ ของ ฝ่ายปกครองว่า จะตอ้ งอยภู่ ายในขอบเขตของกฎหมายทใ่ี หอ้ านาจ หรอื หากมมี ตคิ ณะรฐั มนตรกี าหนดใหห้ น่วยงานของรฐั ถอื ปฏบิ ตั ิ ฝ่ ายปกครองก็ไม่มอี านาจกาหนดหลกั เกณฑ์ท่นี อกเหนือจาก มติคณะรฐั มนตรไี ด้ และการใช้อานาจดุลพนิ ิจของผู้มอี านาจ จะตอ้ งใชด้ ลุ พนิ ิจบนพน้ื ฐานขอ้ เทจ็ จรงิ ทถ่ี ูกต้อง ไมก่ ้าวล่วงกรอบ
๑๘๗ ของกฎหมายและสมเหตุผลท่ีจะรับฟั งได้ ไม่ใช้ดุลพินิจตาม อาเภอใจ ดงั เช่น กระทาผดิ นอกเวลาราชการและเป็นเร่อื งส่วนตวั โดยแท้ มไิ ดเ้ กย่ี วกบั การปฏบิ ตั หิ น้าทร่ี าชการ จาต้องใชด้ ุลพนิ ิจ พจิ ารณาว่าทาใหเ้ ส่อื มเสยี ต่อการปฏบิ ตั หิ น้าท่รี าชการอย่างไร ทาให้เส่อื มเสยี เกยี รตศิ กั ดขิ ์ องตาแหน่งหน้าท่รี าชการอย่างไร หรือไม่ เป็นต้น (ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากคาพิพากษา ศาลปกครองสงู สุดที่อ. ๑๒๕/๒๕๖๐)
๑๘๘ เรอื่ งที่ ๒๔ ผลงานทางวิชาการที่ “อ้างอิง” ไม่ถกู ต้อง ถอื เป็นการ “ลอกเลียน” คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๒๐๐/๒๕๕๖ สาระสาคญั ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาเสนอขอเลือ่ น ตาแหน่งทางวชิ าการเป็นรองศาสตราจารย์ โดยเสนอผลงานประเภท ตาราหรอื หนังสอื ซงึ่ เน้ือหาส่วนใหญ่เป็นการแปลมาจากหนังสอื ภาษาองั กฤษ เพยี งแต่เพมิ่ เน้อื หาบางส่วนและไดอ้ ้างองิ ชอื่ หนงั สอื ดงั กล่าวไว้ในบรรณานุกรมเท่านัน้ ทงั้ ทผี่ ู้เสนอผลงานเป็นผู้มี ความรู้และดารงตาแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ควรทราบดอี ยู่แล้ว ว่าการอ้างองิ ในผลงานทางวชิ าการประเภทตาราซงึ่ มใิ ช่เอกสาร ประกอบการสอนนนั้ ต้องอา้ งองิ ตามหลกั สากลทวั่ ไปซงึ่ มี ๓ วธิ ี คอื เชงิ อรรถ Quotation และบรรณานุกรม และต้องทาทุกวธิ ี การกระทา ของผเู้ สนอผลงานจงึ ไมถ่ ูกต้องและถอื เป็นการลอกเลยี นผลงาน ทางวชิ าการของผู้อนื่ โดยปกปิดว่าเป็นผลงานของตนเอง การที่ อนุกรรมการสามญั ประจามหาวทิ ยาลยั มคี าสงั่ ลงโทษทางวนิ ัย และใหง้ ดการพจิ ารณาการขอตาแหน่งทางวชิ าการโดยหา้ มเสนอ ขอตาแหน่งทางวชิ าการเป็นเวลา ๓ ปี จงึ เป็นการใชด้ ลุ พนิ ิจโดยชอบ ดว้ ยกฎหมาย
๑๘๙ หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง การจดั ทาผลงานทางวชิ าการเพอื่ เสนอขอเลอื่ นตาแหน่ง ทางวชิ าการ หากเป็นการเสนอผลงานในประเภทตาราหรอื หนังสอื การอ้างองิ เพอื่ ใหเ้ ป็นผลงานทถี่ ูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐาน สากล จะตอ้ งมกี ารอา้ งองิ ถงึ แหล่งทมี่ าของขอ้ มลู โดยการจดั ทาให้ ครบทุกวธิ ี ทงั้ เชงิ อรรถ Quotation และบรรณานุกรม เพราะหาก จดั ทาอ้างองิ ไม่ถูกต้องหรอื ไม่ครบถ้วนแลว้ นอกจากจะถือเป็น การลอกเลยี นผลงานทางวชิ าการของผอู้ นื่ แล้ว ยงั ส่งผลกระทบ ต่อการเสนอผลงานทางวชิ าการเพอื่ การพจิ ารณาเลอื่ นตาแหน่ง ในคราวต่อ ๆ ไป และอาจถูกลงโทษทางวนิ ัย เนือ่ งจากถอื เป็น การกระทาทขี่ าดจรยิ ธรรมและไมเ่ หมาะสมทจี่ ะไดร้ บั การพจิ ารณา แต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหน่งทสี่ ูงข้นึ ทงั้ น้ี หากเป็นการเสนอผลงาน ในลกั ษณะเอกสารประกอบการสอน ไม่ใช่ตารา การอ้างองิ ใน บรรณานุกรมกถ็ อื วา่ เพยี งพอ
๑๙๐ ผลงานทางวิชาการที่ “อ้างอิง” ไมถ่ กู ต้อง ถือเป็นการ “ลอกเลียน” ความเจรญิ กา้ วหน้าในหน้าทก่ี ารงานหรอื การไดร้ บั การเล่อื น ตาแหน่งนับเป็นสิง่ ท่ที ุกคนต่างต้องการ และการจดั ทาผลงาน ทางวิชาการเพ่ือย่ืนขอเสนอเล่ือนต าแหน่ งเป็ นวิธีการหน่ึง ท่ี หลายหน่วยงานไดน้ ามาใชเ้ ป็นหลกั เกณฑห์ รอื วธิ กี ารในการพจิ ารณา เล่อื นตาแหน่ง อาทเิ ช่น ตาแหน่งทางวชิ าการของขา้ ราชการครู และบุคลากรทางการศกึ ษา ซ่งึ ต้องมกี ารจดั ทาผลงานทางวชิ าการ โดยการแต่งหรอื เรียบเรียงตารา หนังสือ หรอื บทความทาง วชิ าการให้มคี ุณภาพดแี ละเป็นไปตามหลกั เกณฑท์ ่คี ณะกรรมการ ขา้ ราชการพลเรอื นในสถาบนั อุดมศกึ ษา (ก.พ.อ.) ไดก้ าหนดไว้ ดงั เช่นคอลมั น์กฎหมายใกล้ตวั ฉบบั น้ี ได้นาคดพี พิ าท กรณที ผ่ี ยู้ น่ื เสนอขอเล่อื นตาแหน่งทางวชิ าการเป็นรองศาสตราจารย์ โดยเสนอผลงานในประเภท “ตาราหรือหนังสือ” ซ่งึ เป็นผลงาน ทางวชิ าการในลกั ษณะของการแปลจากภาษาองั กฤษเป็นภาษาไทย และไดม้ กี ารอา้ งองิ หนงั สอื ตน้ ฉบบั ไวใ้ นบรรณานุกรม คดีน้ีมีประเด็นท่ีน่าสนใจหลายประเด็น อาทิเช่น (๑) การจดั ทาผลงานทางวชิ าการในลกั ษณะดงั กล่าวจะถอื เป็น การเสนอผลงานเพือ่ ใช้เลอื่ นตาแหน่งทางวชิ าการได้หรือไม่ (๒) การจดั ทาผลงานทางวชิ าการประเภทตาราหรอื หนังสอื ทมี่ ี คุณภาพดที ถี่ กู ตอ้ งนนั้ ควรต้องมกี ารจดั ทาและอา้ งองิ ในลกั ษณะใด
๑๙๑ และ (๓) ผลจากการทจี่ ดั ทาหรอื อ้างอิงไม่ถูกต้องจะส่งผลต่อ การเสนอผลงานทางวชิ าการเพอื่ เลอื่ นตาแหน่งอยา่ งไร ขอ้ เทจ็ จรงิ ในคดนี ้ีเกดิ ขน้ึ จากผู้ฟ้องคดซี ง่ึ เป็นขา้ ราชการ พลเรอื นในสถาบนั อุดมศกึ ษา ตาแหน่งผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ไดเ้ สนอ ผลงานทางวชิ าการเพ่อื ขอเล่อื นตาแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ โดยผลงานทางวชิ าการทเ่ี สนอเป็นเอกสารประเภทตารา หนงั สอื ช่อื เร่อื ง วสั ดุอุตสาหกรรม โดยระบุช่อื ผู้ฟ้องคดเี ป็นผู้เรยี บเรยี ง รว่ มกบั บคุ คลอ่นื ซง่ึ ผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒ (มหาวทิ ยาลยั ) ไดพ้ จิ ารณา ตรวจสอบแล้วเหน็ ว่าเน้ือหาตาราหนังสอื ของผู้ฟ้องคดีส่วนใหญ่ แปลมาจากต้นฉบบั หนังสอื Principles of Materials Science and Engineering ของ William F. Smith แบบคาต่อคาในหลายบท และ มกี ารนารปู ประกอบมาใชเ้ ป็นจานวนมากโดยไม่มกี ารอ้างองิ จงึ มี มตวิ ่าการแปลหนังสอื โดยไม่ไดม้ กี ารอ้างองิ ถอื ว่าขาดจรยิ ธรรม ทางวิชาการ และผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ (สานักงานคณะกรรมการ การอุดมศกึ ษา) เหน็ ว่ากรณีดงั กล่าวถอื เป็นการลอกเลยี นผลงาน ทางวชิ าการของผู้อ่นื ไปใชใ้ นการเสนอขอตาแหน่งทางวชิ าการ โดยปกปิดว่าเป็นผลงานของตนเอง หากปรากฏหลกั ฐานชดั เจน ให้ดาเนินการลงโทษทางวินัยตามมาตรการท่ีคณะกรรมการ ขา้ ราชการพลเรอื นในมหาวทิ ยาลยั (ก.ม.) (ปัจจบุ นั คอื คณะกรรมการ ขา้ ราชการพลเรอื นในสถาบนั อุดมศกึ ษา (ก.พ.อ.)) กาหนด ต่อมา ผู้ถูกฟ้ องคดีท่ี ๑ (อนุกรรมการสามญั ประจา มหาวทิ ยาลยั (อ.ก.ม. มหาวทิ ยาลยั )) ได้แต่งตงั้ คณะกรรมการ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221