Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักกฎหมายบทความสั้นคดีปกครองที่น่าสนใจเล่ม 13 : คดีพิพาทเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล

หลักกฎหมายบทความสั้นคดีปกครองที่น่าสนใจเล่ม 13 : คดีพิพาทเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล

Published by Guset User, 2021-10-20 03:40:43

Description: Academic_290921_133723หลักกฎหมายบทความสั้นคดีปกครองที่น่าสนใจเล่ม 13 : คดีพิพาทเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล

Search

Read the Text Version

๑๙๒ สอบหาข้อเท็จจรงิ และผลปรากฏว่ากรณีของผู้ฟ้องคดไี ม่ใช่ เป็นการแปลโดยไดร้ บั อนุญาตจากเจา้ ของลขิ สทิ ธิ์ จงึ ถอื เป็นการ ลอกเลยี นผลงานทางวชิ าการของผู้อนื่ หรอื นาผลงานทางวชิ าการ ของผู้อนื่ ไปใช้ เป็นการกระทาทขี่ าดจรยิ ธรรม และไม่เหมาะสม ทจี่ ะไดร้ บั การพจิ ารณาแต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหน่งทางวชิ าการ และ สมควรถูกลงโทษทางวนิ ัย จึงมีมติให้งดการพิจารณาการขอ ตาแหน่งทางวิชาการของผ้ฟู ้ องคดีและห้ามผ้ฟู ้ องคดีเสนอ ขอตาแหน่งทางวิชาการเป็ นเวลา ๓ ปี นับจากวนั ท่มี มี ติ และ ให้อธิการบดดี าเนินการทางวนิ ัยแก่ผู้ฟ้องคดีตามอานาจหน้าท่ี ต่อไป ผู้ฟ้ องคดีเห็นว่าคาสงั่ ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เน่อื งจากเคยมกี รณีผเู้ สนอผลงานอ้างองิ ในบรรณานุกรมกเ็ พยี งพอ ท่ีจะถือเป็นการอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อมูลแล้ว และการห้าม เสนอขอตาแหน่งทางวชิ าการเป็นเวลา ๓ ปี เป็นมาตรการลงโทษ ทไ่ี มเ่ ป็นไปตามหลกั เกณฑท์ ก่ี ฎหมายกาหนด นอกจากน้ี ยงั ไม่ได้ ให้โอกาสผู้ฟ้ องคดีได้ช้ีแจงหรือโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงย่ืนฟ้ องคดีต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคาสัง่ หรือ คาพพิ ากษาเพกิ ถอนมตขิ องผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๑ การทผี่ ู้ฟ้องคดเี สนอผลงานทางวชิ าการประเภทตารา โดยแปลเอกสารจากต้นฉบับและอ้างอิงต้นฉบับเฉพาะใน บรรณานุกรมเป็นการเสนอผลงานทางวชิ าการทถี่ กู ตอ้ งหรอื ไม่ ?

๑๙๓ ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า การท่ผี ู้ฟ้องคดีเสนอ ผลงานทางวชิ าการประเภทตารา หนงั สอื ช่อื เรอ่ื ง วสั ดอุ ุตสาหกรรม โดยเป็นเจ้าของผลงานร้อยละ ๙๐ และยอมรบั ว่าเน้ือหาส่วนใหญ่ แปลมาจากหนังสือช่ือ Principles of Materials Science and Engineering ของ William F. Smith แต่ไดเ้ พม่ิ เน้ือหาบางส่วนและ ไดอ้ า้ งองิ หนงั สอื ดงั กลา่ วไวใ้ นบรรณานุกรมแลว้ นนั้ เมอ่ื เป็นการ เสนอผลงานทางวชิ าการประเภทตารา มไิ ดเ้ สนอเป็นการแปล แต่กลับเพียงแต่อ้างอิงไว้ในบรรณานุกรม ทงั้ ๆ ท่ผี ู้ฟ้องคดี เป็นผมู้ คี วามรแู้ ละดารงตาแหน่งผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ควรทราบดี อยู่แล้วว่าการอ้ างอิ งในผลงานทางวิ ชาการประเภทตารา ซ่ึงมิใช่เอกสารประกอบการสอนนัน้ ต้องอ้างอิงตามหลกั สากล ทวั่ ไปซ่ึงมี ๓ วิธี คือ เชิงอรรถ Quotation และบรรณานุกรม และต้องทาทุกวิธี ดงั นนั้ การกระทาของผูฟ้ ้องคดจี งึ ไม่ถูกต้อง และถอื เป็นการลอกเลยี นผลงานทางวชิ าการของผู้อ่นื โดยปกปิด ว่าเป็นผลงานของตนเอง ส่วนกรณีของผูเ้ สนอผลงานทางวชิ าการ รายอนื่ นนั้ เมอื่ เป็นการเสนอผลงานในลกั ษณะเอกสารประกอบ การสอน ไม่ใช่ตารา การอ้างองิ ในบรรณานุกรมก็เพยี งพอทจี่ ะ ถอื เป็นการอา้ งองิ แหลง่ ทมี่ าของขอ้ มลู แลว้ ส่วนการมมี ตขิ องผถู้ ูกฟ้องคดที ี่ ๑ ทใี่ ห้งดการพจิ ารณา การขอตาแหน่งทางวชิ าการและหา้ มผูฟ้ ้องคดเี สนอขอตาแหน่ง ทางวชิ าการเป็นเวลา ๓ ปี เป็นการใชด้ ุลพนิ ิจทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย หรอื ไม่นัน้ ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า แมค้ ณะกรรมการ ขา้ ราชการพลเรอื นในมหาวทิ ยาลยั (ก.ม.) จะได้วางมาตรการ

๑๙๔ ในการลงโทษหา้ มเสนอขอตาแหน่งทางวชิ าการมกี าหนดเวลา ไม่น้อยกว่า ๒ ปี แต่ดว้ ย อ.ก.ม. มหาวทิ ยาลยั ไดม้ มี ตเิ กยี่ วกบั การ กาหนดมาตรการลงโทษผูท้ คี่ ดั ลอกผลงานทางวชิ าการของผูอ้ นื่ ให้ถอื เป็นการกระทาทมี่ เี จตนาทุจรติ และจะไม่พจิ ารณาตาแหน่ง ทางวชิ าการให้แก่ผนู้ นั้ มกี าหนด ๓ ปี ดงั นัน้ เม่ือผ้ถู กู ฟ้องคดี ท่ี ๑ ได้มีมติโดยพิจารณามาตรการลงโทษทงั้ สองแนวทาง ประกอบกนั การมมี ติดงั กล่าวจึงเป็นการใช้ดลุ พินิจโดยชอบ ด้วยกฎหมาย (ปัจจุบนั ประกาศ ก.พ.อ. เรอื่ ง หลกั เกณฑแ์ ละ วธิ กี ารพจิ ารณาแต่งตงั้ บุคคลใหด้ ารงตาแหน่งผชู้ ่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ้ ๑๐.๑ ไดก้ าหนดหา้ มผลู้ อกเลยี นผลงานทางวชิ าการของผอู้ นื่ เสนอขอตาแหน่งทางวชิ าการมกี าหนดเวลาไมน่ ้อยกว่า ๕ ปี) สาหรบั ข้อโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีทวี่ ่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไมใ่ หโ้ อกาสโตแ้ ยง้ แสดงพยานหลกั ฐานนนั้ ศาลปกครองสูงสดุ วินิ จฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑ มอี านาจพจิ ารณาจากข้อเท็จจรงิ ท่ปี รากฏในตาราหรอื หนังสอื ท่ผี ู้ฟ้องคดเี สนอขอตาแหน่งทาง วชิ าการเปรยี บเทยี บกบั หนงั สอื ของ William F. Smith ซง่ึ ผฟู้ ้องคดี ยอมรบั ว่าไดม้ กี ารแปลหรอื ถอดความมาจากหนังสอื ดงั กล่าวจรงิ กรณีจึงเป็นการพิจารณาจากข้อเท็จจรงิ ทีผ่ ู้ฟ้องคดีได้ให้ไว้ใน คาขอส่งผลงานทางวิชาการ อนั เป็นข้อยกเว้นซงึ่ ไม่จาต้องให้ โอกาสโต้แยง้ แสดงพยานหลกั ฐานตามท่มี าตรา ๓๐ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ไดก้ าหนดไว้ (คาพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๒๐๐/๒๕๕๖)

๑๙๕ คาพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดงั กล่าวไม่เพียงแต่จะ ทาใหบ้ ุคคลทต่ี ้องการเสนอผลงานทางวชิ าการไดร้ บั รแู้ ละเขา้ ใจ ว่าการจดั ทาผลงานทางวชิ าการเพ่อื เสนอขอเล่อื นตาแหน่งทาง วิชาการนัน้ หากเป็ นการเสนอผลงานในประเภทตาราหรือ หนังสือแล้ว การอ้างอิงเพ่ือให้เป็นผลงานท่ีมีคุณภาพดีและ เป็นไปตามมาตรฐาน ต้องมกี ารอ้างองิ ตามหลกั สากลทวั่ ไปซง่ึ มี ๓ วิธี ได้แก่ เชงิ อรรถ Quotation และบรรณานุกรม และต้อง จดั ทาให้ครบทุกวธิ ี ซ่ึงการจดั ทาอ้างอิงโดยไม่ถกู ต้องหรือ ไม่ครบถ้วน นอกจากจะถือเป็ นการลอกเลียนผลงาน ทางวิชาการของผ้อู ื่นแล้ว ยงั อาจส่งผลกระทบต่อการเสนอ ผลงานทางวิชาการเพ่ือการพิจารณาเล่ือนตาแหน่งในคราว ต่อ ๆ ไป และยงั อาจถูกลงโทษทางวนิ ัย เพราะเป็นการกระทา ท่ขี าดจรยิ ธรรมและไม่เหมาะสม หรอื ส่อเจตนาทุจรติ ในทาง วชิ าการในกรณีทห่ี น่วยงานนัน้ ๆ ได้มรี ะเบยี บหลกั เกณฑห์ รอื วธิ กี ารปฏบิ ตั เิ กย่ี วกบั การเสนอผลงานทางวชิ าการไวอ้ กี ดว้ ย

๑๙๖ เรอื่ งที่ ๒๕ “ผทู้ รงอานาจ” ไมใ่ ช้อานาจ ... การกระทาของ “ผรู้ บั มอบอานาจ” จึงไม่ชอบ ! คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๑๖๒/๒๕๕๘ สาระสาคญั ข้าราชการสงั กัดกรมสอบสวนคดีพิเศษซึง่ สมคั รเข้ารบั การคัดเลือกและประเมนิ ผลงานเพือ่ แต่งตัง้ ให้ดารงตาแหน่ง ทสี่ ูงข้นึ แต่ไม่ผ่านการคดั เลอื ก โต้แยง้ ว่าการออกคาสงั่ แต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลอื กบุคคลของอธบิ ดกี รมสอบสวนคดพี เิ ศษเป็นไป โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย เนือ่ งจากมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบญั ญตั ิ ระเบียบข้าราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ (ใช้บงั คบั ขณะเกิด ขอ้ พพิ าท) ไดก้ าหนดหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารประเมนิ บุคคล พรอ้ มทงั้ แจง้ เวยี นใหส้ ่วนราชการทอี่ นุโลมนาพระราชบญั ญตั นิ ้ีมาบงั คบั ใช้ ถอื ปฏบิ ตั ติ ามหนงั สอื สานกั งาน ก.พ. ที่ นร ๑๐๐๖/ว ๑๐ ลงวนั ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๘ ข้อ ๖ ทกี่ าหนดให้ อ.ก.พ. กรม เป็นผู้มี อานาจหน้าทีใ่ นการแต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลอื กบุคคล ดงั นัน้ อ.ก.พ. กรมสอบสวนคดพี เิ ศษจงึ เป็นผมู้ อี านาจแต่งตงั้ คณะกรรมการ คดั เลือกบุคคล โดยไม่สามารถมอบหมายหน้าทีใ่ ห้บุคคลอืน่ ทาแทนได้ เพราะถือเป็นอานาจหน้าทเี่ ฉพาะตัว การทอี่ ธิบดี กรมสอบสวนคดพี เิ ศษได้มคี าสงั่ แต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลอื ก บุคคล จงึ เป็นการออกคาสงั่ โดยปราศจากอานาจหรอื นอกเหนือ

๑๙๗ อานาจ อนั มผี ลทาใหป้ ระกาศผลการคดั เลอื กขา้ ราชการเพอื่ ประเมนิ ผลงานเลอื่ นขน้ึ แต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหน่งทสี่ งู ข้นึ รวมถึงคาสงั่ อนื่ ๆ ทเี่ กยี่ วเนือ่ ง ไดแ้ ก่ คาสงั่ ใหข้ า้ ราชการรกั ษาการในตาแหน่งและ คาสงั่ เลอื่ นขา้ ราชการ เป็นคาสงั่ ทไี่ มช่ อบดว้ ยกฎหมาย หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง ๑. กรณีทมี่ กี ฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจเฉพาะตวั ของ เจ้าหน้าทใี่ นการดาเนินการเรอื่ งใดเรอื่ งหนึง่ เจา้ หน้าทจี่ งึ ไม่อาจ มอบหมายหรอื แต่งตงั้ ให้บุคคลอนื่ กระทาการนัน้ ๆ แทนตนได้ หากมกี ารฝ่ าฝืนใช้อานาจไปโดยขดั กบั หลกั การดงั กล่าว และ เจา้ หน้าทที่ ไี่ ดร้ บั มอบหมายหรอื ไดร้ บั แต่งตงั้ ไดใ้ ชอ้ านาจกระทาการ ในเรอื่ งนนั้ ไป ยอ่ มถอื เป็นการกระทาโดยปราศจากอานาจ ไมก่ ่อให้ เกดิ ผลในทางกฎหมาย และถูกยกเลกิ เพกิ ถอนได้ไม่ว่าจะเป็น การยกเลกิ เพกิ ถอนในชนั้ เจา้ หน้าทโี่ ดยผูบ้ งั คบั บญั ชาเหนือขน้ึ ไป หรอื โดยคาพพิ ากษาของศาลปกครองกต็ าม ๒. การกระทาทางปกครองทอี่ ย่ใู นความหมายของ “กฎ” มอี งคป์ ระกอบ ๒ ประการ กล่าวคอื (๑) เป็นกฎเกณฑท์ างกฎหมาย ซงึ่ ออกโดยองคก์ รของรฐั ฝ่ายบรหิ ารทอี่ าศยั อานาจตามกฎหมาย ในระดบั ไมต่ า่ กว่าพระราชบญั ญตั ิ และ (๒) มผี ลใชบ้ งั คบั เป็นการ ทัว่ ไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใด เป็นการเฉพาะ

๑๙๘ “ผทู้ รงอานาจ” ไมใ่ ช้อานาจ ... การกระทาของ “ผรู้ บั มอบอานาจ” จึงไม่ชอบ ! คดีปกครองท่ีจะนามาเล่าสู่กนั ฟังในฉบับน้ี เป็นเร่อื ง เก่ยี วกบั การคดั เลอื กและประเมนิ ผลงานเพ่อื แต่งตงั้ ขา้ ราชการ ให้ดารงตาแหน่งสูงขน้ึ แต่เจ้าหน้าท่ซี ่งึ ทาหน้าท่คี ดั เลอื กไม่มี อานาจตามกฎหมาย ทาใหผ้ ลการคดั เลอื กไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย คดีน้ีถือเป็นบรรทดั ฐานการปฏิบตั ิราชการท่ดี ีสาหรบั ส่วนราชการหลาย ๆ แห่งท่ตี ้องระมดั ระวงั ในการใช้อานาจให้ ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ก่อนท่จี ะใชอ้ านาจหรอื มอบหมาย ใหผ้ ูอ้ ่นื ใชอ้ านาจแทนตนนัน้ ได้มบี ทกฎหมายหรอื กฎขอ้ บงั คบั กาหนดไวอ้ ยา่ งไรหรอื ไม่ ดังเช่นคดีน้ีท่ีเจ้าหน้าท่ีเป็ นผู้มีอานาจโดยตรงหรือ เป็นอานาจเฉพาะตวั แต่กลบั มอบหมายให้ผูอ้ ่นื ใช้อานาจแทน การใชอ้ านาจในลกั ษณะดงั กล่าวจะมผี ลเป็นอยา่ งไร หาคาตอบ ไดจ้ ากคาพพิ ากษาศาลปกครองในคดนี ้ี ข้อเท็จจรงิ มีว่า ผู้ฟ้องคดีทงั้ สิบสามคนรบั ราชการใน ตาแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระดับ ๗ สังกัดกรม สอบสวนคดพี ิเศษ (ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑) โดยเม่อื ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้สมคั รเข้ารบั การคดั เลอื กและประเมนิ ผลงาน เพ่อื แต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหน่งสงู ขน้ึ ในตาแหน่งพนักงานสอบสวนคดี พเิ ศษ ระดบั ๘ ว ตามประกาศรบั สมคั รของอธบิ ดกี รมสอบสวนคดี

๑๙๙ พเิ ศษ (ผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๓) แต่ไม่ผ่านการคดั เลอื ก จงึ ไดร้ อ้ งทุกข์ ต่ออธบิ ดกี รมสอบสวนคดพี เิ ศษ และ อ.ก.พ. กระทรวงยตุ ธิ รรม แต่ก็ไม่ได้รบั แจ้งผลการพจิ ารณา ต่อมา จงึ ได้นาคดมี าฟ้อง ต่อศาลปกครองขอใหม้ คี าพพิ ากษาหรอื คาสงั่ เพกิ ถอนประกาศผล การคดั เลอื กขา้ ราชการดงั กล่าว รวมถงึ คาสงั่ อ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วเน่อื ง ในการเลอื่ นขา้ ราชการในสงั กดั ของกรมสอบสวนคดพี เิ ศษ ได้นาพระราชบญั ญตั ิระเบยี บข้าราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ มาบงั คบั ใชโ้ ดยอนุโลม ซงึ่ ขณะทเี่ กดิ ขอ้ พพิ าทนนั้ ก.พ. ไดอ้ าศยั อานาจตามมาตรา ๕๘ แห่งพระราชบญั ญตั ิดงั กล่าว กาหนด หลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารประเมนิ บุคคล พรอ้ มทงั้ ไดม้ กี ารแจง้ เวยี นให้ ส่วนราชการถอื ปฏบิ ตั ติ ามหนงั สอื สานกั งาน ก.พ. ที่นร ๑๐๐๖/ว ๑๐ ลงวนั ที่ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๔๘ ซงึ่ ขอ้ ๖ กาหนดให้ อ.ก.พ. กรม เป็นผมู้ อี านาจหน้าทใี่ นการแต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลอื กบุคคล แต่ในการคดั เลอื กและประเมนิ ผลงานขา้ ราชการ อ.ก.พ. กรมสอบสวนคดพี เิ ศษ ไดม้ มี ตมิ อบหมายใหอ้ ธบิ ดกี รมสอบสวน คดพี เิ ศษเป็นผู้ใช้อานาจในการแต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลอื ก บุคคล เพ่อื ทาหน้าทค่ี ดั เลอื กบุคคลท่จี ะเขา้ รบั การประเมนิ ผลงาน ซ่งึ ต่อมาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ออกคาสงั่ แต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลือกบุคคล และคณะกรรมการดงั กล่าว ไดก้ าหนดขนั้ ตอนการคดั เลอื กและประเมนิ ผลงาน ซง่ึ ผู้ฟ้องคดี ทงั้ สบิ สามคนเหน็ ว่า การมอบอานาจใหอ้ ธบิ ดกี รมสอบสวนคดี พเิ ศษแต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลอื กบุคคล ก่อให้เกดิ กระบวนการ คดั เลอื กและประเมนิ ผลงานทไ่ี มโ่ ปรง่ ใสและไมเ่ ป็นธรรม

๒๐๐ ประเด็นปัญหาในคดนี ้ี คอื การทอี่ ธบิ ดกี รมสอบสวนคดี พเิ ศษแต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลอื กบุคคลเพอื่ แต่งตงั้ ขา้ ราชการ ใหด้ ารงตาแหน่งตามขอ้ พพิ าท เป็นการกระทาทชี่ อบดว้ ยกฎหมาย หรอื ไม่ ? ศาลปกครองสงู สดุ วินิจฉัยว่า เมอ่ื ก.พ. ไดก้ าหนดให้ อ.ก.พ. กรมสอบสวนคดพี เิ ศษ เป็นผมู้ อี านาจแต่งตงั้ คณะกรรมการ คดั เลอื กบุคคล โดยมไิ ด้กาหนดว่าสามารถมอบหมายหน้าท่ใี ห้ บุคคลอ่นื ทาแทนได้ การแต่งตงั้ คณะกรรมการดงั กล่าวยอ่ มเป็น อานาจหน้าท่ีเฉพาะตวั และถือว่า อ.ก.พ. กรมสอบสวนคดี พิเศษเป็ นผ้ทู รงอานาจในการแต่งตงั้ คณะกรรมการคดั เลือก บุคคลโดยไม่อาจมอบหมายอานาจหน้ าที่ให้บุคคลอื่น กระทาการแทนได้ การท่ีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคาสัง่ แต่งตัง้ คณะกรรมการคดั เลอื กบุคคลจงึ เป็นการออกคาสงั่ โดยปราศจาก อานาจหรอื นอกเหนืออานาจ อนั มผี ลทาใหป้ ระกาศผลการคดั เลอื ก ขา้ ราชการเพ่อื ประเมนิ ผลงานเล่อื นขน้ึ แต่งตงั้ ให้ดารงตาแหน่ง ทส่ี งู ขน้ึ รวมถงึ คาสงั่ อ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วเน่ือง ไดแ้ ก่ คาสงั่ ใหข้ า้ ราชการ รักษาการในตาแหน่งและคาสัง่ เล่ือนข้าราชการ เป็ นคาสัง่ ท่ไี ม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเช่นกนั (คาพพิ ากษาศาลปกครอง สงู สุดที่ อ. ๑๖๒/๒๕๕๘) คดนี ้ีนอกจากศาลปกครองสูงสุดจะได้วางบรรทัดฐาน การปฏบิ ตั ริ าชการทด่ี ใี นกรณที ม่ี กี ฎหมายกาหนดใหเ้ ป็นอานาจ เฉพาะตวั แก่เจา้ หน้าทใ่ี หก้ ระทาการในเร่อื งใด เจา้ หน้าทผ่ี มู้ อี านาจ

๒๐๑ ไม่อาจมอบหมายใหผ้ อู้ ่นื กระทาการแทนตนในเร่อื งนนั้ ได้ ซง่ึ หาก ใชอ้ านาจขดั กบั หลกั การดงั กล่าวและเจา้ หน้าทผ่ี ทู้ ไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ไดใ้ ชอ้ านาจในเร่อื งนนั้ ย่อมทาให้เป็นการกระทาที่ปราศจาก อานาจและไม่มีผลในทางกฎหมาย ซง่ึ ต้องถูกยกเลกิ เพกิ ถอน ในท่ีสุดแล้ว ศาลปกครองสูงสุดยังได้อธิบายถึงการกระทา ทางปกครองท่ีอยู่ในความหมายของ “กฎ” ว่ามอี งค์ประกอบ ๒ ประการ คือ (๑) เป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายซ่ึงออกโดย องค์กรของรฐั ฝ่ ายบรหิ ารท่อี าศยั อานาจตามกฎหมายในระดบั ไม่ต่ากว่าพระราชบญั ญตั ิ และ (๒) มผี ลใชบ้ งั คบั เป็นการทวั่ ไป โดยไมม่ ุ่งหมายใหใ้ ชบ้ งั คบั แก่กรณีใดหรอื บุคคลใดเป็นการเฉพาะ ฉะนัน้ หลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารประเมนิ บุคคลท่ี ก.พ. กาหนดข้นึ เพ่อื ใชบ้ งั คบั กบั ส่วนราชการและขา้ ราชการในสงั กดั ส่วนราชการ โดยไม่มุ่งหมายใหใ้ ชบ้ งั คบั แก่กรณีใดหรอื บุคคลใดเป็นการเฉพาะ จงึ มลี กั ษณะเป็นกฎตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบญั ญัติจดั ตัง้ ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซง่ึ ผอู้ ่าน ท่สี นใจสามารถศึกษารายละเอียดเพมิ่ เติมได้จากคาพพิ ากษา ดงั กลา่ วครบั !

๒๐๒ เรอื่ งที่ ๒๖ แมไ้ ม่ต้องรบั โทษวินัย ... แต่กอ็ าจไมไ่ ด้เลือ่ นตาแหน่ง คาพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ. ๘๔๘/๒๕๕๘ สาระสาคญั กระทรวงตน้ สงั กดั ไดร้ บั อนุมตั อิ ตั รากาลงั เพมิ่ เตมิ ระดบั ๙ บส. จากสานักงาน ก.พ. จานวน ๒๖ ตาแหน่ง โดยขา้ ราชการซงึ่ เป็น หวั หน้าส่วนราชการระดบั จงั หวดั และมอี ายุราชการเหลอื เพยี ง ๙ เดอื น ไมไ่ ดร้ บั การแต่งตงั้ จงึ นาคดมี าฟ้องเพอื่ ขอใหศ้ าลปกครอง มคี าพพิ ากษาเพกิ ถอนคาสงั่ แต่งตงั้ ขา้ ราชการทงั้ ๒๖ คน และขอให้ มคี าสงั่ แต่งตงั้ ตนเองต่อไป แต่เมอื่ ความเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หายของ ขา้ ราชการรายน้ไี มไ่ ดเ้ กดิ จากการออกคาสงั่ แต่งตงั้ ขา้ ราชการ ๒๖ คน ดงั กล่าว เพราะแมศ้ าลจะเพกิ ถอนคาสงั่ แต่งตงั้ นนั้ แลว้ กไ็ ม่เป็นเหตุ ให้ตนได้รบั การแต่งตัง้ ให้ดารงตาแหน่งระดับ ๙ แต่อย่างใด ขา้ ราชการซงึ่ ไม่ไดร้ บั การแต่งตงั้ จงึ มใิ ช่ผไู้ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หายทจี่ ะมสี ทิ ธฟิ ้องคดเี พอื่ ขอให้ศาลเพกิ ถอนคาสงั่ พพิ าทได้ ส่วนการทปี่ ลดั กระทรวงไม่ดาเนินการเสนอชอื่ ให้คณะกรรมการ คัดเลือกเพือ่ เลือ่ นข้าราชการพลเรือนสามญั ข้นึ แต่งตัง้ ให้ดารง ตาแหน่งระดบั ๙ พจิ ารณานัน้ เมอื่ ปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ ว่าขา้ ราชการ ซงึ่ ฟ้องคดไี ดถ้ ูกผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชารอ้ งเรยี นกล่าวหาว่าประพฤตติ วั ไม่เหมาะสมกบั การเป็นผู้บรหิ าร ใชอ้ านาจข่มขผู่ ูใ้ ต้บงั คบั บญั ชา

๒๐๓ และนารถราชการไปใชส้ ่วนตวั ซงึ่ คณะกรรมการสอบสวนขอ้ เทจ็ จรงิ มคี วามเหน็ วา่ พฤตกิ รรมส่อว่าอาจถอื เป็นความผดิ วนิ ยั แต่พยาน หลกั ฐานยงั ไมแ่ น่ชดั เพยี งพอทจี่ ะลงโทษทางวนิ ัย จงึ ใหใ้ ชแ้ นวทาง บรหิ ารดาเนินการในการพจิ ารณาความดคี วามชอบและการแต่งตงั้ ในตาแหน่งทสี่ ูงข้นึ ต่อไป ประกอบกบั ผู้ตรวจราชการกระทรวง บางรายมคี วามเหน็ ว่าขา้ ราชการรายน้ียงั ไม่มคี วามเหมาะสมทจี่ ะ ไดร้ บั การเสนอชอื่ ใหท้ ปี่ ระชุมคณะกรรมการคดั เลอื กฯ พจิ ารณา ดงั นัน้ การทปี่ ลดั กระทรวงไม่เสนอชอื่ เพอื่ แต่งตงั้ ในตาแหน่ง ระดบั ๙ จงึ เป็นการใชด้ ุลพนิ ิจโดยชอบ และไมถ่ อื เป็นการละเลย ต่อหน้าทตี่ ามทกี่ ฎหมายกาหนดใหต้ อ้ งปฏบิ ตั ิ หลกั กฎหมาย/บรรทดั ฐานทีเ่ กีย่ วข้อง การพจิ ารณาความดคี วามชอบ การเลอื่ นตาแหน่ง การให้ ประโยชน์อนื่ แก่ขา้ ราชการตอ้ งเป็นไปอย่างเป็นธรรม โดยพจิ ารณา จากผลงาน ศกั ยภาพ และความประพฤติของข้าราชการผู้นัน้ ประกอบกัน การทีข่ ้าราชการซงึ่ ถูกกล่าวหาว่ากระทาผดิ วนิ ัย มพี ฤติกรรมส่อว่าอาจถือเป็นความผิดวนิ ัย แต่พยานหลกั ฐาน ยงั ไม่แน่ชดั เพยี งพอทจี่ ะลงโทษทางวนิ ัย จงึ ใหช้ ะลอการลงโทษ ทางวนิ ัย และใชแ้ นวทางบรหิ ารดาเนินการในการพจิ ารณาความดี ความชอบและการแต่งตงั้ ในตาแหน่งทสี่ งู ขน้ึ ต่อไปได้

๒๐๔ แม้ไมต่ ้องรบั โทษวินัย ... แต่กอ็ าจไมไ่ ด้เลื่อนตาแหน่ง ส่วนท่ี ๑ ถกู ร้องเรียนว่ามีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในการเป็ น ผบู้ ริหาร หลงั จากท่ีได้เคยนาอุทาหรณ์จากคดปี กครองเก่ยี วกบั เจ้าหน้ าที่ของรัฐนารถราชการไปใช้ส่วนตัวและเกิด ความเสยี หายขน้ึ ถอื ว่าเป็นการกระทาละเมดิ ต่อหน่วยงานของรฐั ซ่งึ ต้องรบั ผิดเป็นการส่วนตวั ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ... มาเล่าให้ท่านทงั้ หลายได้ศึกษากันแล้ว ก็มเี สยี ง เรยี กรอ้ งจากทา่ นผอู้ ่าน ... ครบั วา่ อยากให้มีการนาเสนอถึงผลกระทบในแง่มุมอ่ืนของ เจ้าหน้าท่ีของรฐั อันเกิดจากการนารถราชการไปใช้ส่วนตัว โดยอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรอื เข้าใจผิดว่าสามารถทาได้ หรือ กระทาด้วยความประมาทเลินเล่อเองก็ตาม เพ่ือเป็นข้อคิด หรอื ข้อเตือนใจให้ตระหนักรูถ้ ึงความเสียหายของราชการและ ความรบั ผดิ ของตนเอง ... ครบั ! เพราะความรบั ผดิ ของผทู้ อ่ี ยใู่ น สถานะ “เจ้าหน้าที่ของรฐั ” แตกต่างจากประชาชนทวั่ ไปทม่ี เี ฉพาะ ความรบั ผดิ ทางแพ่งและทางอาญา โดยความรบั ผดิ ของเจา้ หน้าท่ี ของรฐั อาจแบ่งออกได้เป็น ๔ มติ ิ กล่าวคอื ๑) มติ ิทางอาญา คอื การถูกลงโทษทางอาญาในกรณีท่เี ป็นการกระทาความผดิ อาญา ๒) มติ ิทางแพ่ง คอื การถูกสงั่ ให้ใช้เงนิ กรณีท่เี ป็นการ

๒๐๕ กระทาละเมดิ ต่อหน่วยงานของรฐั หรอื ต่อบุคคลอ่นื หรอื กระทาผดิ สญั ญาทางปกครอง ๓) มติ ทิ างปกครอง คอื การถูกลงโทษทางวนิ ยั กรณีท่เี ป็นการกระทาผดิ วนิ ัย และ ๔) มติ ทิ างวนิ ัยการคลงั และ การงบประมาณ คอื การถูกลงโทษปรบั ทางปกครอง กรณีกระทา ผดิ วนิ ยั การคลงั และการงบประมาณ อุทาหรณ์จากคดีปกครองท่ีผ่านมาเป็ นการนาเสนอ ในมติ คิ วามรบั ผดิ ทางแพ่ง คอื การใชเ้ งนิ ค่าเสยี หายตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่คดีตัวอย่างในคราวน้ีเป็นมิติ ในทางปกครอง กรณีท่ีหัวหน้าส่วนราชการถูกร้องเรียนว่า “ใช้อานาจข่มขู่ผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชา และนารถราชการไปใช้ ประโยชน์ส่วนตัว” และคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง รายงานผลการสอบสวนว่า หัวหน้ าส่วนราชการดังกล่าว (ระดบั ๘ บก.) มีพฤติกรรมส่อว่าอาจถือเป็นความผิดทางวินัย แต่ให้ชะลอการลงโทษทางวินัย โดยใช้อานาจทางการบริหาร ในการพิจารณาความดีความชอบ ... และในการพจิ ารณา เล่อื นขา้ ราชการเพ่อื แต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหน่งสงู ขน้ึ (ระดบั ๙ บส.) ปลดั กระทรวงได้นาผลจากการสอบสวนข้อเท็จจรงิ และความเห็น ของผตู้ รวจราชการกระทรวงมาประกอบการใชด้ ุลพนิ ิจไมเ่ สนอช่อื ใหค้ ณะกรรมการคดั เลอื กเพ่อื เล่อื นขา้ ราชการพลเรอื นสามญั ขน้ึ แต่งตงั้ ให้ดารงตาแหน่งในระดบั ๙ ตามท่ี อ.ก.พ. กระทรวงมคี าสงั่ แต่งตงั้

๒๐๖ เพราะถือว่าเป็นการประพฤติ ตัวไม่เหมาะสมกับ การเป็นข้าราชการระดบั บริหาร มูลเหตุของคดีเกิดข้นึ ในขณะใช้บงั คบั พระราชบญั ญัติ ระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยกระทรวงต้นสงั กดั ของ ผอ. ภพชาติ (นามสมมต)ิ ไดร้ บั อนุมตั อิ ตั รากาลงั เพม่ิ เติม ระดบั ๙ บส. จากสานักงาน ก.พ. จานวน ๒๖ ตาแหน่ง โดย ปลดั กระทรวงดงั กล่าวไดอ้ อกคาสงั่ แต่งตงั้ ขา้ ราชการ (ระดบั ๘ บก.) ในสงั กดั ใหด้ ารงตาแหน่งระดบั ๙ บส. แต่ ผอ. ภพชาติ ซง่ึ เป็น หวั หน้าสว่ นราชการระดบั จงั หวดั และมอี ายรุ าชการเหลอื อกี เพยี ง ๙ เดอื น ไม่ได้รบั แต่งตงั้ ดว้ ย จงึ ได้ร้องทุกขข์ อความเป็นธรรม ไปยงั ปลดั กระทรวงและประธาน อ.ก.พ. กระทรวง และรอ้ งทุกข์ ต่อ ก.พ. อ้างว่า เม่อื เปรยี บเทยี บลาดบั อาวุโสกบั ผูด้ ารงตาแหน่ง ระดบั ๘ บก. ของหน่วยงานเดยี วกนั จากทวั่ ประเทศ ตนเอง มอี าวุโสอยู่ในลาดบั ต้น ๆ ทมี่ คี ุณสมบตั ิสมบูรณ์ครบถ้วนและ เหมาะสมทจี่ ะได้รบั การแต่งตงั้ เป็นระดบั ๙ แต่นายกรฐั มนตรี ไดม้ คี าสงั่ ยกคารอ้ งทกุ ข์ ผอ. ภพชาติ เหน็ ว่า การกระทาของปลดั กระทรวงไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย จงึ ฟ้องกระทรวงต้นสงั กัด (ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑) และปลดั กระทรวง (ผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๒) ต่อศาลปกครองขอให้มี คาพิพากษาเพิกถอนคาสัง่ แต่งตัง้ ข้าราชการของกระทรวง จานวน ๒๖ คน ซงึ่ ไม่มชี อื่ ของผูฟ้ ้องคดเี ป็นผู้ได้รบั การแต่งตงั้

๒๐๗ และให้ผู้ถูกฟ้ องคดีทัง้ สองออกคาสัง่ แต่งตัง้ ให้ตนเองดารง ตาแหน่งระดบั ๙ ส่วนที่ ๒ แม้ไม่ต้องรบั โทษวินัย ... แต่ก็อาจไม่ได้เล่ือน ตาแหน่ง คดนี ้ีเนือ่ งจากวธิ กี ารและขนั้ ตอนในการแต่งตงั้ ขา้ ราชการ ใหด้ ารงตาแหน่งระดบั ๙ บส. รวมทงั้ เจา้ หน้าทผ่ี มู้ อี านาจพจิ ารณา ทางปกครองและผมู้ อี านาจในการบรรจุแต่งตงั้ ซง่ึ ใช้บงั คบั ตาม พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นไปตาม หลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และขนั้ ตอนทส่ี านกั งาน ก.พ. กาหนด ... ครบั ! โดยปลดั กระทรวงในฐานะผู้บงั คบั บัญชาข้าราชการในสงั กัด สานักงานปลัดกระทรวง เป็นผู้ส่งรายช่ือของข้าราชการท่ีมี คุณสมบัติให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ ท่ี อ.ก.พ. กระทรวง แต่งตงั้ พจิ ารณา และเสนอปลดั กระทรวงเพ่อื มคี าสงั่ บรรจแุ ต่งตงั้ ดังนัน้ จึงขอข้ามประเด็นดังกล่าว แต่ขอนาประเด็น ทนี่ ่าสนใจซงึ่ ถอื ว่าเป็นความรสู้ าคญั โดยเฉพาะในเรือ่ งสิทธิการฟ้องคดีต่อศาลปกครองนัน้ มเี งอื่ นไขสาคญั ประการหนึง่ คือ ผู้ฟ้องคดตี ้องเป็นผู้ท่ีได้รบั ความเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หาย หรอื อาจจะเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หาย โดยมอิ าจหลกี เลย่ี งไดจ้ ากการใชอ้ านาจของหน่วยงานทางปกครอง หรอื เจา้ หน้าทข่ี องรฐั และการแก้ไขหรอื บรรเทาความเดอื ดรอ้ น หรอื ความเสยี หายหรอื ยุติข้อโต้แย้งนัน้ ต้องมคี าบงั คบั ตามท่ี กฎหมายกาหนด คอื สงั่ ใหเ้ พกิ ถอนคาสงั่ ไดต้ ามมาตรา ๔๒ และ

๒๐๘ มาตรา ๗๒ วรรคหนงึ่ (๑) แหง่ พระราชบญั ญตั จิ ดั ตงั้ ศาลปกครอง และวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณที ี่ผอ. ภพชาติ (ผฟู้ ้องคด)ี มคี าขอใหศ้ าลปกครอง มคี าพพิ ากษาเพิกถอนคาสงั่ แต่งตัง้ ข้าราชการของกระทรวง จานวน ๒๖ คน ซงึ่ ไม่มชี อื่ ของผู้ฟ้องคดเี ป็นผู้ได้รบั การแต่งตงั้ ถอื ว่าผฟู้ ้องคดเี ป็นผทู้ ไี่ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หายหรอื ไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า ความเดือดร้อนหรอื เสยี หาย ของผู้ฟ้องคดีไม่ได้เกิดจากการออกคาสงั่ แต่งตัง้ ข้าราชการ (จานวน ๒๖ คน) ดงั กล่าว เพราะแม้ศาลจะพจิ ารณาเพกิ ถอน คาสงั่ นัน้ แลว้ กไ็ ม่เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดไี ดร้ บั การแต่งตงั้ ใหด้ ารง ตาแหน่งระดบั ๙ แต่ความเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หายท่แี ท้จรงิ ของ ผู้ฟ้องคดี เกิดจากการท่ผี ู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๒ ไม่เสนอช่อื ผู้ฟ้องคดี ใหค้ ณะกรรมการคดั เลอื กเพ่อื เล่อื นขา้ ราชการพลเรอื นสามญั ขน้ึ แต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหน่งระดบั ๙ พจิ ารณา ซง่ึ ถอื เป็นขอ้ พพิ าท เกย่ี วกบั การละเลยต่อหน้าทต่ี ามทก่ี ฎหมายกาหนดใหต้ อ้ งปฏบิ ตั ิ ดงั นนั้ ผฟู้ ้องคดจี งึ มใิ ชผ่ ไู้ ดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หาย หรอื อาจจะเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หายโดยมอิ าจหลกี เลยี่ งได้ ซงึ่ จะมี สทิ ธฟิ ้องคดเี พอื่ ขอใหศ้ าลเพกิ ถอนคาสงั่ ดงั กล่าว การใช้อานาจของผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๒ ทไี่ ม่ดาเนินการ เสนอชอื่ ผฟู้ ้องคดใี หค้ ณะกรรมการคดั เลอื กฯ ตามที่อ.ก.พ. กระทรวง แต่งตงั้ เพอื่ พจิ ารณานนั้ ถอื เป็นการละเลยต่อหน้าทตี่ ามทกี่ ฎหมาย กาหนดให้ต้องปฏบิ ตั ิหรอื ไม่ ศาลปกครองสูงสุดวินิ จฉัยว่า

๒๐๙ การคดั เลอื กข้าราชการผู้มคี ุณสมบตั ทิ ่จี ะได้รบั แต่งตงั้ ให้ดารง ตาแหน่งระดบั ๙ เพ่อื เสนอใหท้ ป่ี ระชุมคณะกรรมการคดั เลอื กฯ กฎหมายกาหนดให้เป็นดุลพนิ ิจของผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๒ ในฐานะ ผบู้ งั คบั บญั ชา ขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดซี ง่ึ ดารงตาแหน่งหวั หน้า ส่วนราชการระดบั จงั หวดั ได้ถูกข้าราชการและลูกจ้างซึง่ เป็น ผู้ใต้บงั คบั บญั ชารอ้ งเรยี นกล่าวหาว่าประพฤตติ วั ไม่เหมาะสมกบั การเป็นขา้ ราชการระดบั ผบู้ รหิ าร ใชอ้ านาจขม่ ขผู่ ใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา นารถราชการไปใชป้ ระโยชน์ส่วนตวั โดยคณะกรรมการสอบสวน ข้อเท็จจริงกรณีการถูกร้องเรียนมีความเห็นว่า... พฤติกรรม ของผู้ฟ้องคดีส่อว่าอาจถือเป็นความผิดวินัย แต่พยานหลกั ฐาน ยงั ไม่แน่ชดั เพยี งพอท่จี ะลงโทษทางวนิ ัย ให้ชะลอการลงโทษทาง วนิ ัยไว้ก่อน และให้ใช้แนวทางบรหิ ารดาเนินการกบั ผู้ฟ้องคดี ในการพจิ ารณาความดคี วามชอบและการแต่งตงั้ ในตาแหน่งที่ สูงข้นึ ต่อไป และผู้ตรวจราชการกระทรวงบางรายมคี วามเหน็ ว่า ผฟู้ ้องคดยี งั ไมม่ คี วามเหมาะสมทจ่ี ะไดร้ บั การเสนอช่อื ใหท้ ป่ี ระชุม คณะกรรมการคดั เลอื กฯ พจิ ารณา การทผี่ ูถ้ ูกฟ้องคดที ี่ ๒ ไม่เสนอชอื่ ผู้ฟ้องคดีเพ่อื แต่งตงั้ ในตาแหน่งระดบั ๙ โดยนามูลเหตุทผี่ ู้ฟ้องคดถี ูกร้องเรยี นและ ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ ท่ีเห็นว่าพฤติกรรม ยงั ไมแ่ น่ชดั เพยี งพอทจ่ี ะลงโทษทางวนิ ยั แต่เม่อื คณะกรรมการ สอบสวนฯ ได้ให้แนวทางการลงโทษในเชงิ บรหิ าร ประกอบกบั

๒๑๐ นาความเหน็ ของผูต้ รวจราชการกระทรวงมาพจิ ารณาประกอบ การไมเ่ สนอชอ่ื ผฟู้ ้องคดขี น้ึ แต่งตงั้ ดงั กล่าว ถอื ไดว้ า่ ผถู้ ูกฟ้องคดี ที่๒ ไดใ้ ชด้ ลุ พนิ ิจในการดาเนินการดงั กลา่ วชอบแลว้ และไม่ถอื ว่า เป็นการละเลยต่อหน้าทตี่ ามทกี่ ฎหมายกาหนดใหต้ อ้ งปฏบิ ตั ิ (ผสู้ นใจศกึ ษารายละเอยี ดไดจ้ ากคาพพิ ากษาศาลปกครอง สงู สุดที่อ. ๘๔๘/๒๕๕๘) อุทาหรณ์เร่อื งน้ีก็สะท้อนให้เห็นว่า ความรบั ผิดชอบ ของเจ้าหน้าท่ขี องรฐั ต่อทรพั ยส์ นิ ของทางราชการ โดยเฉพาะ รถราชการในกรณีท่นี าไปใชส้ ่วนตวั นอกจากจะต้องรบั ผดิ ทาง ละเมดิ โดยชดใชค้ ่าเสยี หายจากความสูญหายหรอื เสยี หายของ รถยนต์นัน้ แล้ว ก็ยงั ต้องมคี วามรบั ผดิ ชอบท่มี ผี ลต่อตาแหน่ง หน้าทร่ี าชการ คอื การถกู ลงโทษทางวนิ ยั หรอื การลงโทษในเชงิ บรหิ ารสาหรบั การพจิ ารณาความดคี วามชอบและการแต่งตงั้ ใน ตาแหน่งทส่ี งู ขน้ึ อกี ดว้ ยครบั !!! ส่วนที่ ๓ ร้ทู นั กฎหมายข้าราชการพลเรือน ในกรณีท่ีข้าราชการถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัย เม่ือคณะกรรมการสอบสวนได้พิจารณาทัง้ ข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายครบทุกข้อกล่าวหาและทุกประเด็นแล้ว หาก คณะกรรมการดงั กล่าวเห็นว่าผลการสอบสวนยงั ไม่ได้ความ แน่ชดั พอทจ่ี ะลงโทษเพราะกระทาผดิ วนิ ยั อย่างรา้ ยแรง แต่เหน็ ว่า ผถู้ ูกกล่าวหาหย่อนความสามารถในอนั ทจ่ี ะปฏบิ ตั หิ น้าทร่ี าชการ บกพรอ่ งในหน้าทร่ี าชการ ประพฤตติ นไม่เหมาะสมกบั ตาแหน่ง

๒๑๑ หน้าท่รี าชการ หรอื มมี ลทนิ หรอื มวั หมองในกรณีทถ่ี ูกสอบสวน ถ้าให้ผู้นั้นรับราชการต่อไปจะเป็ นการเสียหายแก่ราชการ คณะกรรมการสอบสวนกส็ ามารถทาความเหน็ เสนอไว้ในรายงาน การสอบสวนเพ่อื เสนอต่อผบู้ งั คบั บญั ชา ซง่ึ ผบู้ งั คบั บญั ชากส็ ามารถ นาขอ้ เทจ็ จรงิ เหล่านนั้ มาประกอบการพจิ ารณาความดีความชอบ การเล่อื นตาแหน่ง และการให้ประโยชน์อ่นื แก่ขา้ ราชการผู้นัน้ ได้ ทงั้ น้ี ตามมาตรา ๔๒ (๓) แห่งพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการ พลเรอื น พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกบั ขอ้ ๕๒ วรรคสาม ของกฎ ก.พ. ว่าดว้ ยการดาเนนิ การทางวนิ ยั พ.ศ. ๒๕๕๖

ท่ีปรึกษา นายอตโิ ชค ผลดี เลขาธกิ ารสานกั งานศาลปกครอง นางสมฤดี ธญั ญสริ ิ รองเลขาธกิ ารสานกั งานศาลปกครอง คณะทางาน ผอู้ านวยการสานกั วจิ ยั และวชิ าการ ผอู้ านวยการกลุ่มเผยแพรข่ อ้ มลู นายปิยะศาสตร์ ไขวพ้ นั ธุ์ ทางวชิ าการและวารสาร นางสาวธญั ธร ปังประเสรฐิ พนกั งานคดปี กครองชานาญการ พนกั งานคดปี กครองชานาญการ นางสาวจารณุ ี กจิ ตระกลู พนกั งานคดปี กครองชานาญการ นางสาวนติ า บณุ ยรตั น์ พนกั งานคดปี กครองปฏบิ ตั กิ าร นางสาวจดิ าภา มสุ กิ ธนเสฏฐ์ พนกั งานคดปี กครองปฏบิ ตั กิ าร นางสาวสชุ าดา ศรเี กลย้ี ง พนกั งานคดปี กครองปฏบิ ตั กิ าร นายวฒั นา ขวญั สดุ เจา้ พนกั งานธุรการชานาญงาน นางสาวดารกิ า หวนสรุ ยิ า เจา้ พนกั งานธุรการชานาญงาน นางสาวกชพร นิคมเขต ผพู้ มิ พ์ นางสาวดวงแกว้ เกดิ จนั ทร์ เจา้ พนกั งานธุรการปฏบิ ตั งิ าน ผอู้ อกแบบปก นางสาวอรณชิ า โฉมวฒั นา