Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore tripitaka_12

tripitaka_12

Published by sadudees, 2017-01-10 01:15:38

Description: tripitaka_12

Search

Read the Text Version

พระสตุ ตันตปฎก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 101ในสามญั ญผลสูตร) ภิกษเุ ปนผถู ึงพรอ มแลวดว ยศลี อยา งน้ี ฯลฯ บรรลุฌานท่ีตน มีวติ ก มีวิจาร มปี ต ิและสขุ เกิดแตวิเวกแลว อยู. ภิกษุใดรูอยา งน้ี เห็นอยา งนี้ นนั่ เปน การสมควรแกภ ิกษุนั้นหรือหนอ เพือ่ จะกลา ววาชีพกอ็ ันนน้ั สรีระก็อันนน้ั หรือวา ชพี อนั อ่นื สรีระอันอน่ื ดงั น.ี้ ภิกษนุ ้ันใดรูอยา งนี้ เห็นอยา งน้ี น่ันไมเ ปนการสมควรแกภ กิ ษนุ นั้ เพอ่ื จะกลา ววา ชพี ก็อนั น้ัน สรีระก็อันนั้น หรือวา ชพี อันอ่ืน สรีระอนั อน่ื . ก็แลความขอน้ี เรารอู ยูอยางน้ี เห็นอยูอยา งนี้ ดงั น้ัน เราจึงไมกลาววา ชีพกอ็ ันนน้ั สรรี ะกอ็ ันน้ัน หรือวา ชพี อันอื่น สรรี ะอันอน่ื ดงั น.ี้ ภิกษุบรรลฌุ านท่ี ๒ ฯลฯ ภกิ ษุบรรลฌุ านที่ ๓ ฯลฯ ภกิ ษุบรรลุฌานที่ ๔ไมม ที กุ ข ไมมสี ขุ เพราะละสขุ และเพราะละทกุ ขเ สียได เพราะสน้ิ ไปแหง โสมนสั และโทมนสั ในกาลกอน มคี วามบรสิ ทุ ธิเ์ พราะอุเบกขาและสติแลวอยู. ภกิ ษใุ ดรอู ยางน้ี เห็นอยา งนี้ นั่นเปน การสมควรแกภกิ ษุนน้ัหรอื หนอ เพอื่ จะกลา ววา ชีพกอ็ นั นนั้ สรรี ะก็อันนนั้ หรือวา ชีพอันอ่นืสรรี ะอันอ่นื ดงั นี้. ภกิ ษนุ ัน้ ใด รูอยา งนี้ เห็นอยา งนี้ นัน่ ไมเปน การสมควรแกภกิ ษุนัน้ เพอ่ื จะกลา ววา ชพี ก็อนั น้ัน สรีระกอ็ นั นัน้ หรือวาชพี อันอ่นื สรีระอันอืน่ . กแ็ ลความขอ นี้ เรารอู ยูอ ยา งน้ี เห็นอยูอยา งน้ีดงั นนั้ เราจึงไมกลาววา ชีพก็อันนน้ั สรรี ะก็อันน้นั หรือวา ชพีอันอน่ื สรีระกอ็ ันอน่ื . เธอนําจิตไปเฉพาะ นอ มจิตไปเฉพาะ เพื่อญาณทัสสนะ (คือปญญาเครอื่ งรเู ครื่องเห็น). ภกิ ษุใด ฯลฯ เธอรชู ดั วาชาตสิ ้นิ แลว พรหมจรรยอยูจบแลว กิจทีจ่ ะตอ งทํา ทําเสรจ็ แลว กจิ อื่นอกี เพอื่ ความเปน เชน นี้ยอมไมมี ดงั น้ี. ภกิ ษุใด รูอยางน้ี เหน็ อยางนี้ นัน่ เปน การสมควรแก

พระสุตตนั ตปฎก ทฆี นิกาย สลี ขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 102ภกิ ษนุ ้นั หรอื หนอ เพอ่ื จะกลา ววา ชพี กอ็ นั นั้น สรีระกอ็ ันนั้น หรอื วาชีพอันอ่ืน สรีระอันอื่น ดังน้ี. ภิกษนุ นั้ ใด รูอยางนี้ เหน็ อยา งนี้ นน่ัไมเปน การสมควรแกภิกษนุ นั้ เพ่อื จะกลาววา ชีพกอ็ ันน้นั สรรี ะก็อันนนั้ หรอื วา ชีพอนั อน่ื สรรี ะอนั อน่ื . กแ็ ลความขอน้ี เรารูอยอู ยางนี้เหน็ อยอู ยา งนี้ ดงั นั้น เราจึงไมก ลา ววา ชีพกอ็ ันน้ัน สรรี ะก็อันนั้นหรอื วา ชพี อนั อื่น สรีระอนั อนื่ ดังน้.ี พระผมู ีพระภาคเจา ไดตรสั เวยยากรณพจนน้แี ลว. โอฏฐัทธลจิ ฉวีมใี จยินดี ช่นื ชมภาสติ ของพระผมู พี ระภาคเจาแลว แล. จบ มหาลิสูตร ที่ ๖

พระสุตตันตปฎก ทีฆนกิ าย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 103 อรรถกถามหาลิสูตร เอวมเฺ ม สุต ฯปฯ เวสาลยิ นฺติ มหาลสิ ุตตฺ  ในมหาลสิ ูตรน้ัน มีการพรรนาตามลาํ ดบั บทดงั น้.ี บทวา เวสาลยิ ความวา ใกลนครอันไดนามวา เวสาลี เพราะเมืองนถ้ี งึ ความไพศาลเนอื ง ๆบทวา มหาวเน ความวา ในปาใหญเ กิดเองต้ังอยตู อเน่ืองกับปา หิมพานตภายนอกนคร ซึง่ เรียกวา มหาวนั เพราะความท่ีเปน ปา ใหญนน้ั . บทวา กูฏ-คารสาลาย ความวา ไดส รา งสงั ฆารามในราวปา น้ัน. ไดสรางปราสาทเชนกับเทพวมิ าน ทาํ ตามแบบกูฏาคารศาลา ยกชอ ฟา บนเสาท้ังหลายในสังฆา-รามนน้ั . หมายถงึ ปราสาทนน้ั สังฆารามแมท ้ังสิน จึงปรากฏวา กูฏาคารศาลา.พระผูมพี ระภาคเจา ทรงอาศัยนครเวสาลนี ้นั ประทบั อยู ณ สงั ฆารามนั้น.ดวยเหตุนั้น ทานจงึ กลา ววา เวสาลยิ  วหิ รติ มหาวเน กูฏคารสาลาย ดงั น้.ี บทวา โกสลกา คอื ชาวแควนโกศล. บทวา มาคธกา คอื ชาวแควนมคธ. บทวา กรณเี ยน ความวา ดว ยการงานท่ีพึงทาํ แนแท. ก็การงานท่ีแมจ ะไมกระทําก็ไดเรียกวากจิ การงานทค่ี วรทําแนแ ทท เี ดยี วช่ือวา กรณยี ะ. บทวา ปฏสิ ลสฺ โี น ภควา ความวา พระผมู พี ระภาคเจา ทรงหลกีเรน คือ ทรงหลบจากเรื่องอารมณตา ง ๆ ทรงอาศัย เอกภี าพ เสวยความยนิ ดใี นฌานในเอกคั คตารมณ. บทวา ตตฺเถว คอื ในวหิ ารนนั้ . บทวา เอกมนตฺ ความวา พราหมณทตู เหลาน้นั ไมล ะทนี่ นั้ พากนั นงั่ ณ เงาตน ไมน นั้ ๆ.











พระสตุ ตันตปฎ ก ทฆี นิกาย สลี ขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 109 ในมรรคมีองค ๘ นน้ั สมั มาทิฏฐิ มีลกั ษณะเหน็ ชอบ. สมั มาสัง-กปั ปะ มลี ักษณะนอมนกึ ชอบ. สมั มาวาจา มลี กั ษณะใครครวญชอบ. สมั มากมั มนั ตะ มีลักษณะใหตงั้ ม่นั ชอบ. สมั มาอาชวี ะ มลี กั ษณะใหผอ งแผวชอบ.สัมมาวายามะ มีลกั ษณะประคองชอบ. สัมมาสติ มลี ักษณะเขาไปตั้งอยชู อบ.สัมมาสมาธิ มีลักษณะตงั้ ใจชอบ. ในมรรคมอี งค ๘ เหลานัน้ แตล ะองคมีกจิ ๓ อยาง คอื สมั มาทิฏฐิ ยอมละมจิ ฉาทฏิ ฐิพรอ มกับกิเลสอนั เปน ขาศึกแกต น แมเ หลา อ่นื กอ น ยอ มทํานิโรธใหเปน อารมณ และเห็นแจงซึง่สัมปยตุ ธรรมทง้ั หลาย เพราะไมลุม หลงงมงาย ดว ยสามารถกาํ จัดโมหะอนัปกปด ความเห็นชอบน้ัน. ธรรมทงั้ หลาย แมม ีสัมมาสงั กปั ปะเปน ตน ยอ มละมจิ ฉาสังกัปปะเปน ตน และทาํ นิโรธใหเปนอารมณ เหมือนอยางนัน้ .กใ็ นท่นี โ้ี ดยพิเศษ สมั มาสงั กปั ปะ ยอ มนอ มนึกถึงสหชาตธรรมทัง้ หลายสัมมาวาจา ยอมพิเคราะหโ ดยชอบ สัมมากัมมันตะ ยอ มใหตง้ั มน่ั โดยชอบสัมมาอาชวี ะ ยอมใหผ อ งใสโดยชอบ สมั มาวายามะ ยอมประคองโดยชอบสัมมาสตยิ อ มใหเขา ไปตั้งอยโู ดยชอบ สมั มาสมาธิ ยอมตัง้ ใจโดยชอบ. อีกอยา งหนง่ึ ธรรมดาสัมมาทิฏฐนิ ัน้ ในสวนบุพภาคมีขณะตา งกนั มีอารมณตา งกนั ในขณะแหงมรรคมีขณะเดยี ว มีอารมณเดยี ว แตโดยกจิยอ มไดช่อื ๔ อยา ง มีญาณในทกุ ขเ ปนตน ธรรมทง้ั หลายแมมีสัมมาสังกปั ปะเปนตน ในบุพภาคมีขณะตางกัน มีอารมณตา งกนั ในขณะแหงมรรคมขี ณะเดยี ว มีอารมณเ ดียว. ในธรรมเหลา นัน้ สัมมาสงั กัปปะโดยกิจยอ มไดช อื่ ๓ อยา งมีเนกขมั มสังกปั ปะเปนตน . ธรรม ๓ อยา งมสี ัมมาวาจาเปนตน เปนวิรัตบิ า ง เปน เจตนาบา ง แตในขณะแหง มรรคเปนวิรัตอิ ยา งเดียว. สองอยา งแมนี้คอื สัมมาวายามะ สัมมาสติ โดยกจิ ยอมไดช ื่อ ๔

พระสตุ ตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 110อยางดวยอาํ นาจสัมมปั ปธาน และสตปิ ฏ ฐาน. สวนสัมมาสมาธิในบพุ ภาคก็ดี ในขณะแหงมรรคก็ดี ยอมเปนสมั มาสมาธอิ ยางเดียว. ในธรรม ๘ อยา งน้ี สมั มาทิฏฐิอันพระผมู ีพระภาคเจา ทรงแสดงกอ น เพราะความทสี่ ัมมาทิฏฐเิ ปน ธรรมมีอปุ การะมาก แกพระโยคผี ปู ฏิบัติเพ่ือบรรลุนิพพาน. กป็ ญญานีท้ านกลาววา ปญญาปชโชตะ และปญ ญาสตั ถะ เพราะฉะนั้น พระโยคาวจร จึงกําจดั ความมืดคอื อวิชชาดว ยสัมมา-ทฏิ ฐิ กลา วคือ วปิ สสนาญาณในบพุ ภาคน้ัน ฆาโจรคอื กิเลส บรรลุนพิ พานดว ยเขมะ. เพราะเหตนุ ้ัน ทา นจงึ กลาววา พระผมู พี ระภาคเจาทรงแสดงสัมมาทฏิ ฐกิ อน เพราะความทสี่ ัมมาทิฏฐเิ ปน ธรรมมอี ปุ การะมากแกพระโยคี ผปู ฏิบตั ิเพอ่ื บรรลุนิพพาน. ก็สัมมาสังกัปปะมอี ุปการะมากแกสัมมาทิฏฐินน้ั เพราะเหตุนน้ัพระผูม ีพระภาคเจา จงึ ตรสั ไวใ นลาํ ดบั แหงสัมมาทฏิ ฐนิ ้นั . เหมอื นเหรญั ญิกเอามอื พลกิ ไปพลิกมา มองดูกหาปณะดวยตา ยอ มรูวา กหาปณะนป้ี ลอมนแี้ ท ฉนั ใด แมพ ระโยคาวจรกฉ็ ันนั้น ในบุพภาคตรึกตรองดว ยวติ กมองดูดว ยวิปส สนาปญญา ยอมรวู าธรรมเหลา น้เี ปนกามาวจร เหลา น้ีเปน รปู าวจรเปน ตน . กห็ รือเหมอื นชางถาก ถากไมใหญท ี่คนจับปลายพลกิ ไปพลิกมาดว ยขวาน ยอมนาํ ไปใชก ารงานได ฉันใด พระโยคาวจรกําหนดธรรมทง้ั หลายทวี่ ิตกตรึกตรองใหแ ลว โดยนยั วา ธรรมเหลา น้เี ปน กามาวจร เหลานีเ้ ปนรูปาวจรเปนตน ดวยปญญา ยอ มนําไปใชก ารงานไดฉ ันนน้ั . ดวยเหตนุ ้ันทา นจึงกลาววา ก็สมั มาสังกปั ปะมอี ุปการะมากแกส มั มาทฏิ ฐินัน้ เพราะเหตนุ น้ั พระผมู พี ระภาคเจาจึงตรสั ไวใ นลําดบั แหงสัมมาทิฏฐนิ นั้ ดังนี.้

พระสตุ ตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 111 สมั มาสังกัปปะนีน้ ั้น ก็มีอปุ การะแมแกสัมมาวาจา เหมอื นมอี ุปการะแกส ัมมาทิฏฐฉิ ะน้ัน. เหมอื นท่พี ระผูมีพระภาคเจา ตรสั ไวว า คหบดีตรกึ ตรองกอนแลว จึงเปลง วาจาในภายหลงั . เพราะฉะนัน้ พระผมู -ีพระภาคเจาจงึ ตรสั สมั มาวาจาในลาํ ดับแหงสัมมาสังกัปปะน้นั . ก็เพราะคนท้งั หลายตระเตรยี มดวยวาจากอนวา เราจักทาํ การงานนี้และการงานน้ี แลวจึงประกอบการงานท้ังหลายในโลก เพราะฉะนั้น วาจาจงึ เปน อุปการะแกก ายกรรม เพราะฉะนน้ั พระผูม ีพระภาคเจา จึงตรสัสัมมากัมมันตะในลําดับแหง สัมมาวาจา ก็อาชีวฏั ฐมกศีล ยอมบรบิ ูรณแกบ ุคคลผลู ะวจีทุจริต ๔ อยา งและกายทจุ รติ ๓ อยา ง บําเพญ็ สจุ ริตทง้ั ๒ อยา งเทา นั้น หาบริบรู ณแ กบคุ คลนอกน้ไี ม เพราะฉะน้นั พระผูมพี ระภาคเจา จงึ ตรัสสมั มาอาชวี ะในลําดบั แหง สุจริตท้งั ๒ นน้ั . อนึ่ง บคุ คลมอี าชวี ะบริสทุ ธอิ์ ยางน้ี ทําความยินดดี วยเหตเุ พียงน้ีวาอาชีวะของเราบรสิ ทุ ธแ์ิ ลว ไมควรอยอู ยางคนหลับหรอื ประมาท ดงั นั้นแลพระผูมีพระภาคเจาจึงตรสั สัมมาวายามะในลาํ ดับแหงสมั มาอาชวี ะนน้ั เพ่อืทรงแสดงวา บุคคลควรปรารภความเพยี รน้ใี นทุกอริ ิยาบถ. แตนั้น พระผมู ีพระภาคเจา ทรงแสดงสัมมาสตใิ นลาํ ดบั แหง สัมมา-วายามะน้ัน เพ่ือทรงแสดงวา สติอันดํารงมน่ั ดแี ลวในวตั ถทุ ้ัง ๔ มกี ายเปนตน แมบ ุคคลผูป รารภความเพียรแลวกค็ วรทาํ . กเ็ พราะสติทต่ี ั้งม่นั ดีแลวอยา งน้ี ยอ มอํานวยคตแิ หง ธรรมทงั้ หลายท่ีอุปการะแกส มาธิเพียงพอเพื่อจติ ม่นั ในเอกัตตารมณ เพราะเหตนุ ้ัน พึงทราบวา พระผูมีพระภาคเจา ทรงแสดงสมั มาสมาธใิ นลาํ ดับแหงสมั มาสต.ิ

พระสุตตนั ตปฎ ก ทีฆนกิ าย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 112 บทวา เอเตส ธมมฺ าน สจฉฺ ิกิรยิ าย ความวา เพื่อประโยชนแ กก ารกระทาํ ใหประจักษซึ่งธรรมมโี สดาปตตผิ ลเปน ตนเหลาน้ัน. บทวา เอกมิทาห นี้ พระผูมพี ระภาคเจาทรงปรารภเพราะเหตุอะไร.ไดยนิ วา พระราชานมี้ ีลัทธิอยา งน้วี า รูปเปนอตั ตา. ดว ยเหตุนัน้ จติ ของพระราชานั้นจึงไมน อ มไปในเทศนา. ลาํ ดบั นัน้ พระผมู ีพระภาคเจาจงึทรงปรารภถึงขอ น้ี เพื่อทรงนํามาซ่งึ เหตุการณห นง่ึ เพ่ือทรงทําใหแ จงซ่งึลัทธิของพระราชานั้น. ในเร่ืองน้นั มเี นื้อความโดยยอดังน.ี้ สมัยหนึง่ เราอยูในโฆษิตาราม ครง้ั นัน้ บรรพชติ สองรปู น้ัน ถามเราอยางน้.ี ลําดบั นัน้ เราจึงแสดงถึงการเกดิ ขนึ้ ของพระพุทธเจาแกบรรพชิตเหลานนั้ เมือ่ จะแสดงตนั -ติธรรม จึงไดกลาวขอ นีว้ า ผูม อี ายุ กุลบุตรผูช ่อื วา ถึงพรอ มดว ยศรทั ธาบวชในศาสนาของพระศาสดาเห็นปานน้ี บาํ เพญ็ ศลี ๓ อยาง บรรลุถึงฌานมีปฐมฌานเปนตน ดํารงอยูอยางน้ี พึงกลา วคาํ เปน ตน วา ชพี ก็อันนนั้ คําน้นั สมควรแกก ลุ บุตรนัน้ หรือหนอ. ลาํ ดบั นัน้ คร้ันบรรพชิตทงั้สองนน้ั กลาววา สมควรก็เราแลไดคดั คานวาทะน้ันวา ผมู ีอายุ ความขอ นี้เรารูอยอู ยา งนี้ เหน็ อยูอยา งน้ี ดังนั้นแลเราจึงไมกลา วอยา งนี้ แลวแสดงพระขีณาสพยงิ่ ๆ ข้นึ ไป บอกแกกลุ บุตรน้ีวา ไมค วรกลาวอยางนี้ บรรพชติเหลาน้ัน ฟงคาํ พดู ของเราแลว เปนผมู ใี จยินดี ดงั น.้ี คร้ันพระผมู พี ระภาคเจา ตรัสอยางนี้แลว พระราชาแมนน้ั ก็มใี จยินด.ี ดวยเหตุน้นั ทานจึงกลาว พระผูมีพระภาคเจา ไดตรสั ไวยากรณ-พจนน แี้ ลว โอฏฐัทธลิจฉวี มีใจยินดีชนื่ ชมภาษติ ของพระผูมีพระภาคเจา. อรรถกถามหาลิสตู ร ในอรรกถาทฆี นิกายชื่อสมุ งั คลวิลาสนิ ี จบดว ยประการฉะนี้ จบอรรถกถามหาลสิ ูตรท่ี ๖

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนกิ าย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 113 ๗. ชาลยิ สตู ร เรอ่ื งมัณฑิยปริพาชก และชาลปิ ริพายก [๒๕๖] ขา พเจา ไดส ดบั มาอยางน้ี :- สมยั หนง่ึ พระผูมีพระภาคเจาเสด็จอยู ณ โฆสติ าราม กรุงโกสมั พ.ีคร้ังนน้ั บรรพชติ สองรูป คอื ปรพิ าชก ชอื่ มัณฑิยะ ๑ ชาลิยะ อนั เตวาสกิของบรรพชิตผูใ ชบ าตรไม ๑ ไปเฝา พระผูมพี ระภาคเจา ไดป ราศรยั กบั พระผมู ีพระภาคเจา ครงั้ ผานการปราศรยั พอใหระลกึ ถึงกันไปแลว ไดย นื อยู ณ ทีค่ วรสว นขางหนงึ่ แลว ทลู ถามพระผูมีพระภาคเจา วา พระโคดม ชวี ะอันนน้ั สรีระอนั น้นั หรือ ชีวะอันอนื่ สรรี ะอนั อ่ืน. พระผมู ีพระภาคเจา ตรสั วา ถา อยา งนั้นเธอฟง เถิด ทาํ ในใจจงดเี ถดิ เราจกั กลาว. บรรพชติ สองรูปนั้นทลู รับวาจักทาํ ตามแลว . พระผูมีพระภาคเจาตรสั วา แนะเธอ พระตถาคตเสด็จอุบตั ิในโลกนี้ เปนพระอรหนั ตต รัสรูเ องโดยชอบ ฯลฯ [พึงดูพิสดารในสามัญญผลสตู ร] ฯลฯ แนะเธอ ภิกษุเปน ผถู งึ พรอมดว ยศีลอยางนแ้ี ล. เขาถึงปฐมฌานอย.ู [๒๕๗] พระผูมีพระภาคเจาตรสั ถามวา แนะเธอ ภิกษผุ รู ูอยา งน้ีเหน็ อยา งนี้ ควรจะกลา ววา ชวี ะอันน้ัน สรรี ะอันน้ัน หรือวา ชีวะอันอนื่สรีระอันอ่ืน. แนะเธอ ภิกษผุ รู ูอยา งน้ี เหน็ อยางน้ี ไมสมควรกลาวอยา งนัน้ วา ฯลฯ ก็เรารอู ยา งน้ี เห็นอยา งนี้ เม่ือเปนเชนน้ัน เราจงึ ไมกลา ววา ชีวะอันนน้ั สรีระอนั น้นั หรือวา ชีวะอนั อ่นื สรีระอนั อ่นื . ทุตยิ ฌาน. ตตยิ ฌาน.เขาถงึ จตตุ ถฌานอย.ู [๒๕๘] พระผมู พี ระภาคเจาตรัสถามวา แนะ เธอ ภกิ ษผุ รู อู ยา งนี้เห็นอยางนี้ สมควรหรอื ทจ่ี ะกลา ววา ชวี ะอันนน้ั สรีระอันนนั้ หรอื วา

พระสุตตนั ตปฎ ก ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 114ชวี ะอันอ่ืน สรรี ะอนั อ่ืน แนะเธอ ภกิ ษุผูรูอ ยางน้ี เห็นอยางนี้ ไมสมควรกลาววา ชวี ะอันน้ัน สรรี ะอันน้นั หรอื วา ชวี ะอันอ่นื สรรี ะอนั อ่นื . แนะ เธอกเ็ รารูอยา งนี้ เห็นอยางน้ี เมอ่ื เปนเชน น้นั เราจงึ ไมก ลาววา ชวี ะอนั น้นัสรรี ะอนั นั้น หรอื วา ชีวะอนั อน่ื สรีระอนั อนื่ . ภิกษนุ ําไปเฉพาะ นอ มไปเฉพาะซง่ึ จติ เพื่อญาณทัสสนะ. แนะเธอ ภิกษยุ อมรชู ดั วา ฯลฯ กจิ อื่นเพ่อื ความเปนอยา งนม้ี ไิ ดม .ี [๒๕๙] พระผูมพี ระภาคเจา ตรสั ถามวา แนะเธอ ภกิ ษุผรู อู ยา งน้ีเหน็ อยา งนี้ สมควรหรอื ท่จี ะกลา ววา ชีวะอนั นั้น สรรี ะอนั นนั้ หรือวา ชวี ะอันอ่ืน สรรี ะอนั อื่น. แนะเธอ ภกิ ษุผูรูอยา งน้ี เหน็ อยางนี้ ไมสมควรกลาววา ชีวะอนั นั้น สรีระอันนั้น หรือวา ชวี ะอนั อน่ื สรรี ะอันอ่ืน.แนะเธอ กเ็ รารูอ ยางนี้ เห็นอยางน้ี เมือ่ เปน เชน นนั้ เราจงึ ไมกลาววาชวี ะอนั นนั้ สรรี ะอนั นนั้ หรือวา ชีวะอนั อนื่ สรีระอนั อ่นื . พระผมู พี ระภาคเจาตรสั อยางน.ี้ บรรพชติ สองรปู นน้ั ดใี จช่ืนชมภาษติ ของพระผมู ีพระภาคเจาแลวแล. จบชาลยิ สตู รท่ี ๗

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 115 อรรถกถาชาลสิ ูตร (เดมิ ไมไดแ ปลไว) ชาลยิ สูตรวา ขาพเจาไดสดับมาแลวอยางน้ี ฯลฯ ในกรุงโกสัมพีเปน ตน ในชาลิยสูตรนั้น มกี ารพรรณนาตามลําดบั บทดงั ตอไปนี.้ บทวาโฆสติ าราเม ความวา ในอารามทีโ่ ฆษติ เศรษฐีสรา งถวาย. ไดย นิ วาในกาลกอ น ไดมนี ครแหงหนึ่งชอื่ ทมฬิ รฐั . จากนครน้นับรุ ุษเขญ็ ใจช่ือโกตูหลิก พรอมกบั บุตรและภรรยาหนีไปสอู วนั ตรี ัฐ เพราะฉาตกภยั เม่ือไมอาจนําบุตรไปไดจึงท้งิ บุตรเสยี แลวเดนิ ทางตอ ไป. มารดากลบั ไปรับเอาบตุ รนั้น. เขาจงึ พากนั ไปยังบานนายโคบาลแหง หนึ่ง. กใ็ นกาลนั้นนายโคบาลไดตระเตรยี มขาวปายาสไวม าก. เขาไดก ินขา วปายาสน้ัน.ลําดบั นน้ั แล บุรุษนัน้ กนิ ขาวปายาสมาก ไมอาจจะใหย อยได ตกกลางคนืไดต ายไป ถอื ปฏิสนธใิ นทองแมสุนัข เกิดเปน ลูกสุนัขนอยในบา นนายโคบาลน้นั เทยี ว. ลกู สุนัขนอยนั้นเปน ทีร่ ักของนายโคบาล. และนายโคบาลบาํ รุงอุปฏฐาก พระปจเจกพทุ ธเจา . ฝายพระปจ เจกพทุ ธเจาก็ใหก อ นขา วกอ นหนง่ึ ๆแกล กู สนุ ขั นอยในกาลเสรจ็ ภตั กจิ . ลกู สนุ ัขนอ ยนัน้ เกดิ ความรักในพระ-ปจเจกพทุ ธเจา จึงไปยังบรรณศาลา พรอ มกบั นายโคบาล. คร้ันนายโคบาลไมใ ชไ ปก็ไปเอง ในเวลาภตั เฝา อยูท ่ีประตบู รรณศาลา เพอื่ รอเวลา และเฝาดูสัตวร า ยในระหวา งทางใหสตั วร ายหนีไป. สนุ ขั นอ ยน้นั ตายไปเกิดในเทวโลกดว ยจิตออนนอ มในพระปจเจกพทุ ธะ. ในเทวโลกน้ัน เขาจึงมีชอ่ื วา โฆสก-เทวบุตร. โฆสกเทวบตุ รนั้น จตุ ิจากเทวโลกแลว ไปเกดิ ในเรอื นตระกลู หน่ึงในกรุงโกสมั พ.ี เศรษฐไี มม บี ุตรไดใ หท รพั ยแกบ ดิ ามารดาของทารกน้ัน ได

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นิกาย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 116รับเขาเปน บุตร. ตอ มาคร้ันบตุ รของตนเกิด เศรษฐกี ็พยายามใหฆา เขาถงึ เจ็ด-ครง้ั . เขาไมถงึ ความตายในทเ่ี จ็ดแหง เพราะคาทีต่ นเปน ผูมบี ุญ ในทสี่ ดุ ก็ไดชีวิตรอดมา เพราะความชว ยเหลือของธดิ าเศรษฐีคนหน่งึ . ในกาลตอมาเมอ่ื บดิ าลวงลบั ไป เขาจึงไดตาํ แหนง เศรษฐชี ่ือวา โฆษิตเศรษฐ.ี กใ็ นกรงุ โกสัมพยี งั มเี ศรษฐอี กี สองคน คอื กกุ กฏุ เศรษฐแี ละปาวารกิ -เศรษฐี รวมเปน ๓ คนกับโฆษิตเศรษฐีน้ี. ก็โดยสมยั น้ัน ดาบส ๕๐๐คนจากปาหมิ พานต พากนั ไปยงั กรงุ โกสัมพี เพอ่ื ตากอากาศอบอุน . เศรษฐีสามคนน้ัน ไดสรา งบรรณกุฏใิ นอุทยานของตน ๆ ทาํ การบํารงุ แกดาบสเหลานัน้ . อยูม าวันหน่งึ ดาบสเหลานั้นมาจากปาหิมพานต ไดรับหนาวจดัลาํ บากในทางกันดารมาก ถงึ ตน ไทรใหญตนหน่งึ พากันนงั่ รอรับการสงเคราะหจากสํานกั ของเทวดาท่สี ิงสถิตอยใู นตน ไทรนนั้ . เทวดาไดเ หยยี ดแขนซึ่งประดบั ดวยเคร่ืองอลังการทงั้ ปวง ใหว ัตถมุ นี ํ้าดม่ื น้ําใชเปน ตน แกดาบสเหลานน้ั บรรเทาความลําบาก. ดาบสเหลาน้ันย้มิ แยมดว ยอานภุ าพแหง เทวดา จงึ ถามวา ขาแตเ ทพทา นทํากรรมอะไรหนอแล จงึ ไดสมบัตนิ ี.้ เทวดากลา ววา พระผมู พี ระ-ภาคเจา พระนามวา พทุ ธ ไดเ กิดแลวในโลก บัดนี้ พระองคป ระทบั อยู ณ-กรุงสาวัตถี ทา นอนาถบิณฑกิ คหบดบี ํารุงพระผมู ีพระภาคเจาพระองคน้ันในวนั อุโบสถทง้ั หลาย ทา นอนาถบิณฑิกะใหภ ตั และคาจา งตามปกติแกล กู จางของตน แลว ใหร ักษาอโุ บสถศีล อยมู าวันหนึง่ ในเวลาเทยี่ งวนั ขา พเจามาเพอื่ ประโยชนแกอาหารเชา ไดเ ห็นทา นอนาถบณิ ฑิกะไมทาํ การงานเก่ียวกบัลูกจางอะไรเลย จึงถามวา ในวันนี้ มนษุ ยท ัง้ หลายไมท ําการงานเพราะเหตุอะไร เขาเหลานัน้ ไดบอกเน้ือความนน้ั แกข า พเจา ลาํ ดบั นนั้ ขา พเจา จึงกลา ว

พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 117คํานวี้ า บัดนไ้ี ดลว งไปครง่ึ วนั แลว ขา พเจา อาจเพือ่ รักษาอโุ บสถครง่ึ หนง่ึหรอื หนอแล แตนัน้ ทานเศรษฐใี หด ใี จแลวพูดวา อาจรกั ษาได ขา พเจาน้ันจงึไดส มาทานอโุ บสถครึง่ ในครึง่ วนั ไดทํากาลกิริยาในวนั นัน้ เทียวจึงไดร ับสมบตั นิ ี.้ ลําดับนั้น ดาบสเหลาน้ันเกดิ ปต ิปราโมทยวา ไดยินวา พระพทุ ธเจาเกิดขึ้นแลว ประสงคจ ะไปสกู รงุ สาวตั ถี จากนัน้ พากันไปสกู รุงโกสัมพีดว ยคดิ วา เศรษฐีผูบ ํารุงมอี ปุ การะมากแกพ วกเรา พวกเราจักบอกเน้ือความน้แี กเศรษฐีแมเ หลานัน้ ผอู นั เศรษฐที ้งั หลายกระทาํ สกั การะมากมาย จึงกลาววาพวกเราจะไปในเวลาน้นั เทยี ว. ผอู นั เศรษฐีทัง้ หลายกลาววา ทานรีบรอนอะไรหนอ ในกาลกอนพวกทานจะอยตู ลอดส่เี ดอื นจึงไป ไดบ อกประวตั ินนั้ .และคร้ันเศรษฐีทงั้ หลายกลา ววา ขาแตท า น ถาอยางนั้นพวกเราจะไปพรอ มกัน จึงกลาววา พวกเราจะไป ขอใหพวกทานคอยตามมา แลวไปสูกรุงสาวัตถีบวชในสํานักของพระผมู ีพระภาคเจา ไดบรรลุพระอรหตั . ฝา ยเศรษฐีเหลา นนั้ มีเกวยี นคนละ ๕๐๐ เลม เปน บรวิ ารไปสกู รุงสาวัตถี ไดท ํากิจมีทานเปนตน ทูลขอพระผมู พี ระภาคเจา เพือ่ ประโยชนเ สด็จมาสกู รงุ โกสัมพีกลับมาสรา งวัดสามแหง. ในเศรษฐเี หลา นน้ั กกุ กุ ฏุ เศรษฐีสรา งวดั ชอ่ื วากุกกฏุ าราม ปาวาริกเศรษฐีสรางวดั ชอ่ื ปาวารกิ ัมพวนั ทานโฆษติ เศรษฐีสรางวัดช่อื โฆษิตาราม. ทา นหมายถงึ โฆษติ ารามนนั้ จงึ กลาววา โกสมุ -ฺพิย วหิ รติ โฆสิตาราเม ดงั นี้. บทวา มณฑฺ ิโย นีเ้ ปน ชือ่ ของบรรพชิตนน้ั . บทวา ชาลิโย แมน ี้เปนช่อื ของบรรพชิตอกี รปู หนึง่ เหมอื นกนั . ก็เพราะพระอปุ ชฌายข องชาลยิ ะน้นั เท่ียวบิณฑบาตดวยบาตรทําดว ยไม เพราะฉะนน้ั จงึ เรียกวา

พระสุตตนั ตปฎก ทฆี นกิ าย สลี ขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 118ทารุปตตฺ กิ นเฺ ตวาสี. บทวา เอตทโวจุ ความวาบรรพชิตทงั้ สองประสงคจะทลู บอกวาทะโดยประสงคจะโตตอบ จึงทูลเนอ้ื ความนัน่ . ไดย ินวาบรรพชิตสองรปู นั้นมีความคดิ อยา งนี้วา ถาพระสมณโคดมตรัสวา ชวี ะอนั นั้น สรีระอนั นัน้ ลาํ ดับนนั้ พวกเราก็จักยกวาทะนนั่ ของพระสมณโคดมนน้ั วา ขา แตพระโคดมผูเจริญ ตามลทั ธิของทา น สตั วในโลกนี้เทียว จะดับสูญ ดว ยเหตุน้นั วาทะของพระองคท า น ยอมเปน อุจเฉทวาทะ แตถาตรสั วา ชวี ะอนั อน่ืสรรี ะอนั อื่น ลาํ ดบั น้นั พวกเราจกั ยกวาทะของพระสมณโคดมน้นั วา ในวาทะของทา นรูปยอ มดับสญู สตั วยอ มไมด บั สญู เพราะเหตนุ ้นั วาทะของพระองคทา น สัตวก จ็ ะเทีย่ ง ดังน.้ี ลําดับนน้ั พระผมู ีพระภาคเจา ทรงดํารวิ า บรรพชติ เหลา นี้ ยอ มถามปญหาเพอ่ื ประโยชนแ กก ารยกวาทะ แตบ รรพชติ เหลา นี้ไมอา งองิ ท่ีสุดสองอยางในศาสนาของเรา จงึ ไมรวู า มชั ฌิมาปฏปิ ทามีอยู เอาละ เราจะไมแกปญหาของบรรพชิตเหลานน้ั จะแสดงธรรมเพื่อความแจมแจง แหงปฏปิ ทาเหน็ ปานนีแ้ มนน้ั จงึ ตรสั วา เตนหาวุโส ดังนเ้ี ปน ตน. ในบทเหลา น้ัน บทวา กลลฺ  นุโข ตสเฺ สต วจนาย ความวา บรรพชิตผบู วชดว ยศรทั ธาบาํ เพ็ญศลี ๓ อยางบรรลุปฐมฌานน้นั สมควรกลาวคาํ น้ันหรอื หนอ อธบิ ายวา คํานัน้ ควรเพื่อกลา วดว ยคําพูด. ปริพาชกทั้งหลายไดฟง พระพทุ ธพจนน ัน้ แลว สําคญั อยูว า ธรรมดาปุถุชนยอ มไมส น้ิ ความสงสยัเพราะฉะนั้น จึงกลา วอยางน้ันในบางคราว จึงกลา ววา กลฺล ตสเฺ สต วจนายดังน้ี. บทวา อถ จ ปนาห น วทามิ ความวา เราต้งั สญั ญาวา ความขอน้ันเรารูอยางนี้ จงึ ไมก ลา วอยา งน้ัน ถาและเมอ่ื ภิกษุกระทํากสิณบรกิ รรมเจริญอยู มหัคคตจิตนัน้ ก็เกิดข้นึ ดวยกาํ ลงั ปญญา. บทวา น กลฺล ตสฺเสต

พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นกิ าย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 119ความวา ปริพาชกเหลานน้ั สําคญั ความขอนี้กลาววา พระขณี าสพปราศจากความงมงาย ปราศจากความสงสัย เพราะเหตุใด เพราะเหตนุ ัน้ พระขีณาสพนั้นจงึ ไมควรกลาวความขอนั้น. บททเ่ี หลอื ในชาลยิ สตู รนัน้ มีเนื้อความงา ยทั้งนน้ั . อรรถกถาชาลยิ สตู ร ในอรรถกถาทฆี นิการ ช่อื สุมงั คลวิลาสนิ ี จบเพียงเทาน.้ี จบอรรถกถาชาลสิ ูตรที่ ๗

พระสุตตนั ตปฎ ก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 120 ๘. มหาสหี นาทสูตร เรื่องของอเจลกัสสป [๒๖๐] ขา พเจาไดสดับมาแลว อยา งน้ี :- ในสมัยหนง่ึ พระผมู พี ระภาคเจา ประทับอยู ณ กัณณกถลมิคทายวันใกลอุชญุ ญานคร. ครัง้ นนั้ อเจล ชือ่ กัสสป เขาไปเฝาพระมีพระภาคเจา ถงึทีป่ ระทับ ไดป ราศรยั กับพระผูมพี ระภาคเจา คร้นั ผา นการปราศรัยพอใหระลึกถงึ กนั ไปแลว ไดย นื ณ ทค่ี วรสวนสดุ ขางหน่ึง จงึ กราบทลู วา ขาแตพระโคดมผเู จรญิ ขา พเจา ไดสดับมาวา พระสมณโคดมทรงตติ บะทุกอยา งทรงคดั คาน กลาวโทษบคุ คลผปู ระพฤติตบะทง้ั ปวง ผมู อี าชพี เศรา หมองโดยสวนเดียว สมณพราหมณเ หลานน้ั มกั กลาวตามคําท่ีพระโคดมผูเ จริญตรัสไว ไมช ือ่ วากลาวตพู ระโคดมผูเจรญิ คาํ ไมจ ริง และชื่อวาพยากรณธ รรมตามสมควรแกธรรม อน่ึง การกลาวและการกลาวตามท่ชี อบธรรม แมน อ ยหน่งึ จะไมถ งึ ฐานะทค่ี วรติเตียนแลหรอื ความจริงขาพเจามไิ ดม ีความประสงคทีจ่ ะกลา วตูพระโคดมผเู จริญ. พระผมู ีพระภาคเจาตรัสวา ดกู อ นกัสสปสมณพราหมณผ ูกลา วอยา งน้ีวา พระสมณโคดมทรงตติ บะทกุ อยาง ทรงคัดคาน กลา วโทษบคุ คลผูประพฤติตบะทงั้ ปวง ผมู อี าชพี เศราหมองโดยสวนเดียว ไมเ ปนอนั กลาวตามเรา และไมช อ่ื วา กลาวตูเราดว ยคําทไี่ มม ีจรงิ ไมเปนจริง. ดกู อ นกัสสป เราเหน็ บคุ คลผปู ระพฤติตบะมีอาชีพเศราหมองบางคนในโลกน้ี เบือ้ งหนาแตตายเพราะกายแตก เขา ถงึ อบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต นรกกม็ ี เขา ถงึ สุคติโลกสวรรคก ็มี อยเู ปนทุกขเ พราะบญุ นอ ย เขา ถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรกก็มี อยเู ปนทุกขเ พราะบุญนอ ยเขาถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรคก ็มี ดวย

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 121ทิพยจกั ษอุ นั บรสิ ทุ ธ์ิลวงจกั ษุมนษุ ย. ดูกอ นกสั สป เรานนั้ รกู ารมา การไป จุติและอบุ ัตขิ องบุคคลผปู ระพฤติตบะเหลานี้ ตามความเปน จริงอยางนี้ เราจักตติ บะทกุ อยาง จกั คดั คา นกลา วโทษบคุ คลผูประพฤติตบะทั้งปวง ผมู ีอาชพีเศรา หมองโดยสว นเดยี วทาํ ไมเลา . [๒๖๑] ดกู อนกัสสป สมณพราหมณพ วกหนง่ึ เปนบณั ฑติ มีปญญาละเอียด ทําการโตเถยี งผอู น่ื มที า ทางเหมือนคนแมนธนอู ยู พวกเขานา จะเท่ยี วทําลายทิฏฐิท้งั หลายดวยปญ ญา. กส็ มณพราหมณพ วกน้ันยอมลงกบั เราในฐานะบางอยาง ไมล งกบั เราในฐานะบางอยา ง. บางอยา งทเ่ี ขากลา ววา ดี แมเราก็กลาววาด.ี บางอยางท่ีเขากลาววาไมด ี แมเ รากก็ ลาววา ไมด .ี บางอยา งท่ีเขากลา ววาดี เรากลับกลา ววา ไมดี. บางอยา งท่เี ขากลา ววา ไมด ี เรากลบักลา ววาด.ี บางอยา งทีเ่ รากลา ววา ดี แมส มณพราหมณพวกอ่นื ก็กลาววา ด.ีบางอยางทเ่ี รากลา ววาไมดี ฝา ยหนง่ึ ก็กลาววา ดี. บางอยางทีเ่ รากลา ววาดีฝา ยหน่ึงก็กลา ววา ไมด.ี บางอยา งทีเ่ รากลาววา ไมดี ฝา ยหนึง่ กก็ ลา ววาด.ี เราเขา ไปหาสมณพราหมณพ วกน้ันแลว กลา วอยา งนว้ี า ดูกอนทานผูมอี ายุ ฐานะที่เราไมล งกันจงงดไว ในฐานะทง้ั หลายทล่ี งกัน วญิ ชู นจงซักไซไ ลเ ลียงสอบสวน เปรยี บเทียบครูดว ยครู หรอื เปรยี บเทยี บหมดู ว ยหมวู า ธรรมของทา นพวกนีเ้ หลา ใด เปน อกุศล นบั วาเปน อกศุ ล มโี ทษ นับวามโี ทษ ไมค วรเสพนับวาไมควรเสพ ไมเปน ธรรมประเสรฐิ นบั วา ไมเ ปน ธรรมประเสรฐิ เปนฝายดํา นับวาเปนฝา ยดํา ใครเลาละธรรมเหลาน้ไี ดไมม เี หลอื ประพฤติอยูพระสมณโคดมหรือคณาจารยผเู จรญิ เหลาอ่ืน.

พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 122 [๒๖๒] ดูกอนกัสสป กข็ อนเี้ ปน ฐานะทจี่ ะมีได คือวิญูชนเมือ่ ซกัไซไ ลเ ลยี ง สอบสวน พึงกลา วอยางนวี้ า ธรรมของทานพวกน้ีเหลา ใด เปนอกุศล นบั วา เปน อกศุ ล มโี ทษ นับวา มีโทษ ไมค วรเสพ นบั วา ไมควรเสพไมเ ปน ธรรมประเสรฐิ นบั วา ไมเ ปนธรรมประเสรฐิ เปนฝายดํา นับวา เปนฝา ยดํา พระสมณโคดมละธรรมเหลา นีไ้ ดไมม ีเหลือ ประพฤติอยู หรอื วา ทา นคณาจารยผูเจริญเหลาอน่ื . ดูกอนกัสสป วญิ ูชนในโลกนี้ เมือ่ ซักไซไลเลียงสอบสวนดังนี้ โดยมากพึงสรรเสรญิ เราพวกเดยี วในขอนัน้ . [๒๖๓] ดกู อนกัสสป อกี ขอ หน่งึ เลา วญิ ูชนจงซักไซไ ลเลียงสอบสวนพวกเรา เปรียบเทยี บครูดวยครู หรอื เปรียบเทยี บหมูดวยหมวู า ธรรมของทา นพวกน้ี เหลาใดเปน กศุ ล นบั วา เปนกศุ ล ไมมีโทษ นบั วา ไมมีโทษควรเสพ นับวา ควรเสพ เปนธรรมประเสริฐ นับวา เปน ธรรมประเสริฐ เปนฝา ยขาว นบั วาเปนฝา ยขาว ใครเลา สมาทานธรรมเหลานีไ้ มม ีเหลือ ประพฤติอยู พระสมณโคดมหรอื คณาจารยผเู จริญเหลา อื่น. ดูกอ นกัสสป ก็ขอนเี้ ปนฐานะที่จะมไี ด คอื วิญชู น เมือ่ ซกั ไซไ ลเ ลยี งสอบสวน พงึ กลา วอยา งนว้ี า ธรรมของทานพวกนี้ เหลา ใดเปนกุศล นบั วาเปนกศุ ล ไมม ีโทษ นบั วา ไมมโี ทษควรเสพ นบั วา ควรเสพ เปนธรรมประเสริฐ นับวา เปนธรรมประเสรฐิ เปนฝายขาว นับวา เปนฝายขาว พระสมณโคดมสมาทานธรรมเหลานีไ้ ดไ มม ีเหลือ พระพฤติอยู หรอื คณาจารยผเู จรญิ เหลา อืน่ . ดูกอนกสั สป วิญูชนในโลกนี้ เมือ่ ซกั ไซไ ลเ ลยี งสอบสวนดังน้ี โดยมากพึงสรรเสรญิ เราพวกเดียวในขอนั้น.

พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 123 [๒๖๔] ดกู อ นกสั สป อกี ขอหนงึ่ วญิ ชู นจงซกั ไซไ ลเ ลยี ง สอบสวนพวกเรา เปรียบเทียบครูดวยครู หรอื เปรียบเทียบหมูดวยหมวู า ธรรมของทานพวกน้ี เหลา ใด เปน อกศุ ล นับวาเปนอกศุ ล มีโทษ นับวามโี ทษ ไมค วรเสพ นบั วา ไมค วรเสพ ไมเ ปนธรรมประเสรฐิ นบั วา ไมเปนธรรมประเสริฐเปน ฝายดาํ นับวาเปนฝา ยดํา ใครเลาละธรรมเหลา นไ้ี ดไ มมีเหลือ ประพฤติอยู หมูสาวกของพระโคดม หรือหมูส าวกของคณาจารยผ ูเจริญเหลา อน่ื .ดูกอ นกัสสป กข็ อน้ีเปน ฐานะท่จี ะมไี ด คือ วิญชู นเมือ่ ซกั ไซไ ลเลียงสอบสวนพึงกลา วอยา งน้ีวา ธรรมของทานพวกน้ี เหลาใด เปนอกศุ ล นับวาเปนอกุศลมโี ทษ นับวามโี ทษ ไมค วรเสพ นบั วา ไมควรเสพ ไมเ ปนธรรมประเสริฐนบั วา ไมเปน ธรรมประเสริฐ เปนฝา ยดํา นับวา เปนฝายดํา หมสู าวกของพระโคดมละธรรมเหลา น้ไี ด ไมม ีเหลอื ประพฤติอยู หรือหมสู าวกของคณาจารยผ ูเ จริญเหลา อืน่ . ดูกอ นกัสสป วญิ ชู นทัง้ หลายในโลกน้ี เม่อืซักไซไ ลเลยี งสอบสวนดังนี้ โดยมากพึงสรรเสริญเราพวกเดยี วในขอน้นั . [๒๖๕] ดกู อนกัสสป อีกขอหน่งึ วิญชู นจงซักไซไ ลเ ลียง สอบสวนพวกเรา เปรียบเทียบครูดว ยครู หรอื เปรยี บเทียบหมดู วยหมวู า ธรรมทงั้ หลายของทา นพวกนี้ เหลา ใด เปนกศุ ล นับวา เปน กศุ ล ไมมีโทษ นบั วา ไมมโี ทษควรเสพ นับวาควรเสพ เปน ธรรมประเสริฐ นับวาเปน ธรรมประเสริฐเปน ฝา ยขาว นับวา เปนฝา ยขาว ใครสมาทานธรรมเหลานี้ไดไ มม ีเหลอืประพฤติอยู หมูสาวกของพระโคดม หรือหมูส าวกของคณาจารยผูเจรญิ เหลา -อื่น. ดกู อนกสั สป กข็ อ น้ีเปนฐานะท่ีจะมไี ด คอื วิญูชนเมอื่ ซักไซไ ลเลียงสอบสวน พึงกลา วอยางนี้วา ธรรมของทา นพวกนี้ เหลา ใด เปนกุศล นบั วาเปน กุศล ไมมีโทษ นับวา ไมม โี ทษ ควรเสพ นบั วาควรเสพ เปน ธรรม

พระสตุ ตันตปฎ ก ทฆี นิกาย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 124ประเสริฐ นบั วาเปนธรรมประเสรฐิ เปน ฝา ยขาว นบั วา เปนฝา ยขาว หมูสาวกของพระโคดมสมาทานธรรมเหลา น้ไี ดไมม เี หลอื ประพฤตอิ ยู หรอื หมูสาวกของคณาจารยผเู จรญิ เหลาอนื่ . ดูกอ นกัสสป วิญชู นในโลกน้ี เมอ่ืซกั ไซไลเลยี งสอบสวน ดงั น้ี โดยมากพงึ สรรเสรญิ เราพวกเดียวในขอ นนั้ .ดูกอ นกัสสป มรรคมอี ยู ปฏปิ ทามอี ยู บุคคลปฏิบัตติ ามแลวจะรูเอง จะเห็นเองวา พระสมณโคดมกลาวตามกาล กลา วจรงิ กลาวอรรถ กลาวธรรมกลาววินยั . ดกู อนกัสสป มรรคเปนไฉน ปฏปิ ทาเปนไฉน ทบี่ คุ คลปฏิบตั ิแลว จะรูเ อง จะเหน็ เองวา พระสมณโคดมกลา วตามกาล กลา วจรงิ กลาว-อรรถ กลาวธรรม กลา ววินยั . มรรคมอี งค ๘ อนั ประเสรฐิ นี้ คอื ความเหน็ ชอบ ความดํารชิ อบ พดู ชอบ การงานชอบ เล้ียงชพี ชอบ พยายามชอบระลกึ ชอบ ตัง้ ใจชอบ. ดกู อนกสั สป มรรคนี้แล ปฏิปทานี้ ท่บี คุ คลปฏบิ ัติตามแลว จะรเู อง จะเหน็ เองวา พระสมณโคดมกลา วตามกาล กลาวจริงกลาวอรรถ กลา วธรรม กลาววนิ ยั . [๒๖๖] ครน้ั พระผูมพี ระภาคเจา ตรสั อยา งนี้แลว อเจลกสั สปไดท ลู วาขา แตพ ระโคดมผูมีอายุ การบําเพญ็ ตบะแมเ หลา น้ี นับวา เปนสามัญคณุ และนับวา เปน พรหมัญคุณของสมณพราหมณเหลา นั้น คือ คนเปลือย ทอดท้งิมรรยาท เลยี มือ เชิญใหมารับภิกษากไ็ มม า เชญิ ใหห ยุดก็ไมหยุด ไมร บัภิกษาทแี่ บงไวก อ น ไมร บั ภกิ ษาท่ที ําเจาะจง ไมร ับภกิ ษาท่ีไดนิมนตไ ว เขาไมร บั ภกิ ษาจากปากหมอ ไมร ับภิกษาจากปากหมอ ขา ว ไมร บั ภกิ ษาทีบ่ คุ คลยืนครอ มธรณีประตูนํามา ไมร ับภิกษาทีบ่ ุคคลยืนครอมทอ นไมนํามา ไมรบัภิกษาทบี่ ุคคลยนื ครอ มสากนาํ มา ไมร บั ภิกษาของคน ๒ คน ทก่ี าํ ลงั บรโิ ภคอยู ไมรบั ภิกษาของหญงิ มีครรภ ไมร บั ภกิ ษาของหญงิ ผูกําลงั ใหล กู ดูดนม

พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 125ไมรบั ภกิ ษาของหญงิ ผูค ลอเคลยี บรุ ษุ ไมร ับภกิ ษาท่นี ัดแนะกันทาํ ไว ไมรับภกิ ษาในทซี่ ่ึงสุนัขไดรบั เลีย้ งดู ไมร บั ภิกษาในทมี่ ีแมลงวันไตตอมเปนกลุมไมก นิ ปลา ไมกินเนื้อ ไมด ่ืมสุรา ไมด ม่ื เมรยั ไมด มื่ ของหมกั ดอง. เขารับภิกษาท่ีเรือนหลงั เดียว เยยี วยาอัตภาพดวยขาวคําเดยี วบา ง รับภกิ ษาท่เี รอื นสองหลงัเยยี วยาอตั ภาพดว ยขาวสองคําบา ง รับภกิ ษาทีเ่ รือนเจ็ดหลงั เยยี วยาอตั ภาพดว ยขา วเจ็ดคาํ บาง เยยี วยาอัตภาพดวยภิกษาในถาดใบเดียวบา ง สองใบบางเจด็ ใบบาง กนิ อาหารที่เกบ็ คางไววนั หน่งึ บาง สองวันบา ง เจด็ วันบา ง.เปน ผูป ระกอบความขวนขวายในการบรโิ ภคภตั ท่ีเวยี นมาต้ังก่ึงเดอื นเชนนบ้ี า งขาแตพ ระโคดมผูมอี ายุ การบาํ เพ็ญตบะของสมณพราหมณเ หลา นี้ นบั วา เปนสามญั คุณและเปน พรหมัญคณุ คือ เปนผูมผี กั ดองเปนภักษาบาง มขี าวฟา งเปน ภักษาบาง มีลูกเดอื ยเปน ภกั ษาบาง มกี ากขาวเปนภกั ษาบาง มยี างเปนภกั ษาบา ง มสี าหรายเปนภกั ษาบา ง มีรําเปนภักษาบา ง มขี าวตังเปนภกั ษาบาง มกี าํ ยานเปน ภักษาบา ง มีหญา เปน ภักษาบาง มีโคมยั เปน ภกั ษาบา งมีเหงา และผลไมในปา เปน อาหาร บรโิ ภคผลไมหลน เยียวยาอัตภาพ. ขา แตพระโคดมผมู ีอายุ การบําเพ็ญตบะ ของสมณพราหมณเหลาน้ี จดั เปน สามญั -คุณ และเปนพรหมัญคุณ คือ เขาทรงผา ปานบาง ผา แกมกันบา ง ผาหอ ศพบาง ผาบังสกุ ลุ บา ง ผา เปลอื กไมบาง หนังเสือบาง หนงั เสือทั้งเล็บบา งผา คากรองบาง ผา เปลอื กปอกรองบา ง ผา ผลไมก รองบาง ผากมั พลทําดวยผมคนบาง ผา กมั พลทาํ ดวยขนสตั วบาง ผา ทําดว ยขนปก นกเคาแมวบา ง เปน ผูถอนผนและหนวด ประกอบความขวนขวายในการถอนผมและหนวดบา ง เปนผยู นื หา มอาสนะบา ง เปนผกู ระโหยง ประกอบความเพียรในการกระโหยงบา งเปนผูน อนบนหนาม สาํ เร็จการนอนบนหนามบา ง สําเรจ็ การนอนบนแผน -

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 126กระดานบา ง สาํ เร็จการนอนบนเนินดนิ บาง เปน ผูนอนตะแคงขางเดยี วบางเปนผหู มักหมมดว ยธลุ อี ยูก ลางแจง นั่งบนอาสนะตามทล่ี าดไวบาง เปนผูบรโิ ภคคถู ประกอบความขวนขวายในการบรโิ ภคคูถบา ง เปนผูหา มนํ้าเยน็ขวนขวายในการหามนํ้าเย็นบา ง เปน ผปู ระกอบความขวนขวายในการอาบน้ําวันละสามครงั้ อยูบ า ง. [๒๖๗] พระผมู ีพระภาคเจาตรัสวา ดูกอนกสั สป แมถา เขาเปน ผูเ ปลอื ยทอดทิง้ มรรยาท เลยี มอื ฯลฯ เปน ผปู ระกอบความขวนขวายในการบรโิ ภคภัตทเ่ี วยี นมาตัง้ กง่ึ เดอื นเชน นี้บา ง. สีลสัมปทา จติ ตสมั ปทา หรือปญญา-สัมปทานี้ เปนอนั เขาไมไดอ บรมแลว ไมไดกระทําใหแจง แลว . ท่แี ท เขายังหา งไกลจากสามญั คุณ และพรหมัญคณุ . ดูกอ นกัสสป ตอเมอื่ ภิกษเุ จริญเมตตาจิตอันไมมีเวร ไมมคี วามเบยี ดเบยี น และทําใหแ จงซงึ่ เจโตวิมตุ ติ ปญ ญา-วิมุตติ อนั หาอาสวะมไิ ดเ พราะอาสวะส้ินไป ดว ยปญ ญาอนั ยิง่ ดวยตนเองในปจ จุบนั เขาถึงอย.ู ดกู อนกสั สป ภิกษุนีเ้ ราเรียกวา สมณะบาง พราหมณบาง. ดกู อ นกัสสป แมถ าเขาเปนผูมผี ักดองเปน ภกั ษา มขี า วฟางเปน ภกั ษาฯลฯ มเี หงาและผลไมในปาเปน อาหาร บริโภคผลไมห ลน เยยี วยาอตั ภาพ.เพียงเทานี้ สลี สมั ปทา จิตตสัมปทา ปญญาสัมปทา นี้เปนอันเขาไมไ ดอ บรมแลว ไมไ ดกระทําใหแจง แลว. ท่แี ทเ ขายังหา งไกลจากสามญั คณุ และพรหมัญคณุ . ดกู อ นกสั สป ตอ เมอ่ื ภกิ ษเุ จรญิ เมตตาจิตอนั ไมมเี วร ไมมีความเบียดเบียน และทําใหแ จงซึง่ เจโตวมิ ตุ ติ ปญ ญาวมิ ตุ ติ อนั หาอาสวะมไิ ดเ พราะอาสวะส้นิ ไป ดวยปญญาอันยิ่งดวยตนเองในปจ จบุ ัน เขา ถงึ อยู. ดกู อ นกัสสปภิกษุนีเ้ ราเรยี กวา สมณะบา ง พราหมณบ าง. ดกู อ นกัสสป แมถ าเขาทรงผา-ปานบาง ผาแกมกนั บา ง ฯลฯ เปนผปู ระกอบความขวนขวายในการอาบนํ้า

พระสตุ ตนั ตปฎก ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 127วนั ละสามครง้ั อยบู าง เพียงเทา น้ี สลี สมั ปทา จติ ตสมั ปทา ปญ ญาสัมปทานี้เปน อนั เขาไมไดอบรมแลว ไมไ ดก ระทาํ ใหแจง แลว . ทแี่ ทเ ขายงั หา งไกลจากสามัญคณุ และพรหมัญคณุ . ดูกอ นกสั สป ตอ เมื่อภกิ ษเุ จริญเมตตาจิตอนั ไมมเี วร ไมค วามเบียดเบียน และทําใหแจงซงึ่ เจโตวมิ ตุ ติ ปญ ญาวมิ ุตติอนั หาอาสวะมไิ ดเพราะอาสวะสิน้ ไป ดวยปญ ญาอนั ยิ่งดว ยตนเองในปจจบุ นัเขา ถงึ อย.ู ดกู อนกัสสป ภิกษนุ เี้ ราเรียกวา สมณะบา ง พราหมณบาง. [๒๖๘] คร้ันพระผมู พี ระภาคเจาตรสั อยา งนแ้ี ลว อเจลกัสสปไดทูลวา ขา แตพระโคดมผูเ จริญ สามัญคณุ ทําไดยาก พรหมญั คุณทาํ ไดยาก.พระผมู ีพระภาคเจาตรสั วา ดกู อนกสั สป คํากลา วน่ันเปนปกตใิ นโลกแล ที่สามัญคณุ ทําไดยาก พรหมญั คณุ ทําไดย าก. ดูกอนกัสสป แมถา เขาเปนผเู ปลือยทอดท้งิ มรรยาท เลยี มือ ฯลฯ เปนผูประกอบความขวนขวายในการบรโิ ภคภตัท่เี วียนมาต้งั กง่ึ เดือนอยูเชนนบ้ี า ง. ดูกอ นกสั สป สามญั คุณหรอื พรหมัญคณุจกั เปน กิจทีก่ ระทําไดยาก กระทาํ ไดแ สนยาก ดว ยการปฏบิ ตั ิมปี ระมาณนอยน้ีและดว ยการบําเพ็ญตบะน้ีแลว ขอ นนั้ ไมน า จักตองกลาววา สามัญคณุ ทาํ ไดยาก พรหมญั คณุ ทําไดยากดังนแี้ ล กค็ หบดหี รอื บตุ รคหบดี โดยท่สี ดุ แมน างกุมภทาสี จกั อาจทาํ สามญั คณุ และพรหมญั คุณนน้ั ไดดวยการกลาววา เอาเถอะเราจักเปน คนเปลือยทอดท้ิงมรรยาท. เลียมอื ฯลฯ เปน ผูประกอบความขวนขวายในการบริโภคภัตทเ่ี วียนมาตงั้ ก่งึ เดือนอยูเชนนบี้ าง. ดูกอ นกสั สป กเ็ พราะสามัญคณุ หรอื พรหมัญคณุ เปนกิจท่ที ําไดยาก ทาํ ไดแ สนยาก เพราะตอ งเวนการปฏิบัติมีประมาณนอ ยน้ี และตองเวนการบาํ เพ็ญตบะน้ี เพราะฉะนนั้ การที่กลาววาสามัญคณุ ทําไดยาก พรหมญั คุณทําไดยากนั่น สมควรแลว. ดูกอ นกสั สปตอเมอ่ื ภกิ ษเุ จริญเมตตาจิตอันไมมเี วร ไมมีความเบยี ดเบยี น และทาํ ให

พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นิกาย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 128แจงซ่ึงเจโตวิมตุ ติ ปญญาวมิ ุตติ อันหาอาสวะมิไดเพราะอาสวะสนิ้ ไป ดว ยปญ ญาอนั ยิง่ ดวยตนเองในปจ จุบนั เขา ถงึ อย.ู ดกู อ นกัสสป ภิกษุน้เี ราเรียกวาสมณะบาง พราหมณบา ง. ดูกอนกัสสป แมถ า เขา เปนผมู ผี กั ดองเปนภกั ษาบา งมขี า วฟางเปนภักษาบา ง ฯลฯ มเี หงา และผลไมใ นปา เปน อาหาร บรโิ ภคผลไมห ลน เยียวยาอัตภาพ. ดูกอนกัสสป สามญั คณุ . หรอื พรหมัญคณุ จกัเปน กจิ ที่ทําไดย าก กระทาํ ไดแ สนยาก ดว ยการปฏบิ ตั ิมีประมาณนอ ยน้ี และดวยการบําเพ็ญตบะน้ีแลว ไมน า จะตองกลา ววา สามัญคุณทําไดยาก พรหม-มัญคณุ ทําไดย าก ดงั นี้เลย ก็คหบดหี รือบตุ รคหบดีโดยทส่ี ุดแมน างกมุ ภทาสีจกั อาจทาํ สามญั คุณและพรหมัญคุณน้นั ได ดว ยการกลา ววา เอาเถอะ เราจะเปนคนเปลือย มผี กั ดองเปนภกั ษาบา ง มีขาวฟางเปน ภักษาบา ง ฯลฯ มีเหงาและผลไมใ นปา เปนอาหาร บริโภคผลไมห ลน เยียวยาอตั ภาพ. ดูกอ นกสั สปกเ็ พราะสามญั คณุ หรือพรหมญั คณุ เปน กิจที่ทําไดยาก กระทําไดแ สนยากเพราะตองเวนการปฏบิ ตั มิ ปี ระมาณนอ ยนี้ และตอ งเวน การบําเพ็ญตบะน้ีเพราะฉะน้นั การทีก่ ลาววา สามัญคุณทาํ ไดยาก พรหมัญคณุ ทาํ ไดยาก ดังน้ี สมควรแลว . ดูกอ นกสั สป ตอเม่อื ภิกษเุ จริญเมตตาจติ อนั ไมมีเวร ไมม ีความเบยี ดเบยี น และทาํ ใหแจงซ่ึงเจโตวิมตุ ติ ปญญาวมิ ุตติ อันหาอาสวะมิไดเ พราะอาสวะส้นิ ไป ดวยปญ ญาอันยิ่งดวยตนเองในปจจุบนั เขา ถึงอย.ูดกู อนกัสสป ภิกษนุ เี้ ราเรยี กวา สมณะบา ง พราหมณบา ง. ดูกอนกสั สป แมถา เขาทรงผา ปา นบา ง ผาแกมกนั บาง ฯลฯ ประกอบความขวนขวายในการอาบนํ้าวนั ละสามครั้งอยูบ า ง. ดกู อ นกสั สป สามัญคุณหรอื พรหมัญคณุ จกัเปน กจิ ที่กระทาํ ไดยาก กระทําไดแสนยาก ดวยการปฏิบัติมีประมาณนอยนี้และดวยการบาํ เพญ็ ตบะนแี้ ลว ไมน าจกั ตอ งกลา ววา สามญั คณุ ทาํ ไดยาก

พระสตุ ตันตปฎ ก ทีฆนกิ าย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 129พรหมัญคณุ ทําไดย าก ดงั นเี้ ลย.. กค็ หบดหี รือบตุ รคหบดี โดยท่ีสดุ แมนางกมุ ภทาสี จักอาจทําสามญั คณุ และพรหมัญคณุ นไ้ี ดด วยการกลา ววา เอาเถอะเราจะทรงผา ปานบา ง ผา แกมกันบา ง ฯลฯ ประกอบความขวนขวายในการลงอาบนาํ้ วนั ละสามครง้ั อยูบ า ง. ดกู อนกัสสปะ ก็เพราะสามัญคุณหรอืพรหมญั คุณ เปนกจิ ที่กระทําไดยาก กระทาํ ไดแสนยาก เพราะตองเวน การปฏบิ ัติมปี ระมาณนอยนี้ และเพราะตอ งเวน การบาํ เพ็ญตบะนี้ เพราะฉะน้ันการทกี่ ลาววา สามัญคุณทําไดย าก พรหมญั คณุ ทาํ ไดย าก ดังน้ี สมควรแลว . ดกู อ นกัสสปะ ตอเมอ่ื ภกิ ษุเจรญิ เมตตาจิตอันไมมเี วร ไมม ีความเบยี ด-เบยี น และทาํ ใหแ จงซึ่งเจโตวมิ ตุ ติ ปญญาวมิ ตุ ติ อันหาอาสวะมิไดเ พราะอาสวะสิ้นไปดวยปญ ญาอันยิ่งดวยตนเองไปปจ จุบัน เขา ถึงอย.ู ดูกอ นกสั สปะภกิ ษนุ ้ีเราเรียกวา สมณะบาง พราหมณบ า ง. [๒๖๙] ครั้นพระผมู ีพระภาคเจา ตรัสอยางน้แี ลว อเจลกสั สปะไดท ลูวา ขา แตพ ระโคดมผูเ จริญ สมณะรไู ดย าก พราหมณร ูไดยาก. พระผูมพี ระภาค-เจา ตรสั วา ดูกอนกัสสปะ คํากลา วทีว่ า สมณะรูไดย าก พราหมณร ูไดยาก นั่นเปน ปกตใิ นโลกแล. ดกู อ นกสั สปะ แมถ าเขาเปนคนเปลือย ทอดทงิ้ มรรยาท เลียมอื ฯลฯ ประกอบความขวนขวายในการบริโภคภตั ท่เี วียนมาตง้ั กง่ึ เดือนเหน็ ปานนอี้ ยู ดูกอ นกัสสปะ สมณะหรอื พราหมณจักรูไ ดย าก รไู ดแสนยาก ดว ยการปฏบิ ตั ิมปี ระมาณนอยน้ี และดวยการบําเพญ็ ตบะนแ้ี ลว ไมนาจะตอ งกลา ววาสมณะรูไ ดย าก พราหมณร ูไดยาก ดงั น้เี ลย. กค็ หบดหี รือบตุ รคหบดโี ดยท่ีสดุ แมน างกุมภทาสี จักอาจ สามญั คณุ และพรหมญั คุณนไ้ี ดว า สมณะหรือพราหมณแ มน ้ี เปน คนเปลอื ย ทอดทิ้งมรรยาท เลียมือ ฯลฯ ประกอบความขวนขวายในการบริโภคภัตทีเ่ วียนมาต้ังก่ึงเดอื น เชน นบ้ี าง. ดูกอนกัสสปะ ก็

พระสุตตันตปฎ ก ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 130เพราะสมณะหรอื พราหมณเปนผรู ไู ดย าก รไู ดแ สนยาก เพราะตองเวน การปฏบิ ัติมปี ระมาณนอ ยน้ี และตอ งเวนการบาํ เพญ็ ตบะน้ี เพราะฉะนั้นการที่กลาววา สมณะรูไดย าก พราหมณร ูไ ดย าก ดังนีส้ มควรแลว . ดูกอนกัสสปะตอ เม่ือภกิ ษเุ จรญิ เมตตาจิตอนั ไมมเี วร ไมมคี วามเบยี ดเบียน และทําใหแจงซึง่ เจโตวิมตุ ติ ปญ ญาวมิ ตุ ติ อนั หาอาสวะมิได เพราะอาสวะส้นิ ไป ดวยปญญาอนัย่ิงดวยตนเองในปจ จบุ ันเขาถงึ อย.ู ดกู อนกสั สปะ ภกิ ษนุ ้เี ราเรียกวา สมณะบางพราหมณบาง. ดกู อนกสั สปะ แมถา เขาเปนผมู ผี กั ดองเปน ภักษาบาง มีขาวฟา งเปน ภักษาบาง ฯลฯ มเี หงา และผลไมในปา เปนอาหาร บริโภคผลไมท ี่หลน เยยี วยาอัตภาพ. ดูกอ นกัสสปะ สมณะหรอื พราหมณ จกั รไู ดย าก รไู ดแ สนยาก ดวยการปฏิบัติมีประมาณนอยนี้ และดวยการบาํ เพ็ญตบะนี้ ไมน า จักตองกลาววา สมณะรูไดย าก พราหมณรูไ ดยาก ดงั น้ีเลย. กส็ มณะหรือพราหมณนั่น อันคหบดีหรือบุตรคหบดโี ดยทส่ี ุดแมน างกมุ ภทาสี จกั อาจรูไดว า สมณะหรือพราหมณน้ี เปน ผมู ผี ักดองเปนภักษา มีขา วฟางเปนภักษาฯลฯ มีเหงาและผลไมในปา เปนอาหาร บริโภคผลไมท ีห่ ลน เยยี วยาอัตภาพ.ดูกอนกสั สปะ สมณะหรอื พราหมณเ ปน ผรู ูไดยาก รูไ ดแ สนยาก เพราะตอ งเวน จากการปฏบิ ัตอิ ันมีประมาณนอยน้ี และตอ งเวนการบาํ เพ็ญตบะน้ี เพราะฉะน้ันจงึ สมควรกลา ววา สมณะรูไดย าก พราหมณรไู ดยาก. ดกู อ นกสั สปะ ก็เพราะภกิ ษุเจรญิ เมตตาจติ อันไมมีเวร ไมม คี วามเบียดเบยี น และทําใหแ จงซ่ึงเจโตวิมุตติ ปญ ญาวมิ ตุ ติ อันหาอาสวะมิได เพราะอาสวะสนิ้ ไป ดวยปญ ญาอันย่งิ ดวยตนเองในปจ จบุ นั เขา ถึงอยู. ดูกอนกัสสป ภกิ ษนุ ีเ้ ราเรียกวา สมณะบา งพราหมณบ า ง. ดูกอ นกสั สปะ แมถา เขาทรงผา ปานบาง ผา แกมกันบาง ฯลฯประกอบความขวนขวายในการอาบน้าํ วันละสามคร้งั อยบู าง. ดูกอนกสั สปะ

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทีฆนิกาย สลี ขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 131สมณะหรอื พราหมณจักรไู ดย าก รูไดแสนยาก ดวยการปฏิบัตมิ ีประมาณนอยนี้ และดว ยการบาํ เพญ็ ตบะนี้ ไมนา จกั กลา ววา สมณะรูไดยาก พราหมณรูไดย าก ดังนี้เลย. ก็สมณะหรอื พราหมณน้ัน อันคหบดีหรือบุตรคหบดีโดยท่สี ดุ แมน างกมุ ภทาสี จักอาจรไู ดวา สมณะหรอื พราหมณน ้ี ทรงผาปา นบาง ทรงผาแกมกันบา ง ฯลฯ ประกอบดว ยการขวนขวายในการอาบนํา้ วนัละสามครง้ั อยบู าง. ดูกอ นกสั สปะ เพราะเวนจากการปฏบิ ัติมปี ระมาณนอ ยนี้และเวนจากการบําเพญ็ ตบะน้ี สมณะหรือพราหมณจะรูไดยาก รไู ดแ สนยากเพราะฉะนัน้ จงึ สมควรกลาววา สมณะรไู ดยาก พราหมณร ูไ ดยาก. ดูกอนกัสสปะ ตอ เมอ่ื ภิกษเุ จริญเมตตาจิตอนั ไมมเี วร ไมมีความเบยี ดเบยี น และทาํใหแจง ซงึ่ เจโตวมิ ุตติ ปญ ญาวมิ ุตติ อนั หาอาสวะมิไดเพราะอาสวะสน้ิ ไปดวยปญ ญาอันยงิ่ ดวยตนเองในปจ จุบันเขาถงึ อย.ู ดกู อ นกสั สปะ ภิกษนุ ้ีเราเรยี กวา สมณะบาง พราหมณบ า ง ดงั น้.ี [๒๗๐] คร้นั พระผูมพี ระภาคเจา ตรัสอยา งน้ีแลว อเจลกสั สปะไดทูลวา ขาแตพระโคดมผูเ จรญิ ก็สีลสมั ปทานน้ันเปน ไฉน จิตตสัมปทาเปน ไฉนปญญาสัมปทาเปนไฉน. พระผมู ีพระภาคเจา ตรัสวา ดกู อ นกัสสปะ พระตถาคตเสด็จอุบัตใิ นโลกน้ี เปน พระอรหนั ตต รัสรูช อบเอง ฯลฯ ดูกอนกสั สปะ กภ็ ิกษุเปนผถู งึ พรอ มดว ยศีลเปนอยา งไร ภิกษใุ นศาสนาน้ลี ะการฆา สตั ว งดเวน จากการฆาสตั ว วางทอ นไม วางศาตรา มีความละอาย มคี วามเอ็นดู มีความกรณุ า หวังประโยชนแ กส ัตวทง้ั ปวงอยู ขอน้เี ปน สลี สัมปทาของเธอประการหน่งึ ฯลฯ ภกิ ษุนั้นประกอบพรอมดวยศีลสีลขันธอ ันประเสริฐนี้ เสวยสุขอันไมมีโทษ เปน ไปในภายใน ดกู อนกัสสปะ ภกิ ษเุ ปนผูถงึ พรอมดวยศลี อยา งน้ี นี้แลสลี สัมปทาน้นั ฯลฯ บรรลุปฐมฌานอยู นเี้ ปนจิตสัมปทาของเธอประการ

พระสุตตันตปฎก ทฆี นิกาย สลี ขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 132หนงึ่ นแ้ี ลจติ ตสัมปทา ฯลฯ โนม นอ มจิตไปเพื่อญาณทสั สนะ. นเี้ ปน ปญญา-สมั ปทาของเธอประการหน่งึ ฯลฯ รชู ดั วา ฯลฯ กจิ อนื่ เพ่ือความเปน อยา งน้ีมิไดมี นเ้ี ปน ปญญาสมั ปทาของเธอประการหน่งึ น้ีแลญาณสมั ปทา. ดกู อนกสั สปะ สีลสมั ปทา จติ ตสมั ปทา ปญ ญาสมั ปทาอยา งอ่ืนทย่ี งิ่ กวา หรอื ประณตีกวา สลี สมั ปทา จติ ตสมั ปทา ปญ ญาสมั ปทานีไ้ มมีเลย. [๒๗๑] ดกู อ นกลั สปะ มีสมณพราหมณพ วกหนึ่งเปนผูกลา วศีล สรรเสรญิคณุ แหง ศลี โดยอเนกปรยิ าย. ดูกอ นกสั สปะ ศีลอันประเสรฐิ ยอดเยย่ี มมปี ระมาณเทา ใด เรายงั ไมเห็นผูใดทัดเทยี มเราในศีลน้นั ผทู ีย่ ่ิงกวาจะมีท่ไี หน ที่จรงิเราผเู ดียวเปนผูย่ิงในศลี นน้ั คือ อธิศีล. ดูกอ นกสั สปะ มีสมณพราหมณพวกหนง่ึ เปน ผกู ลา วตบะอันกีดกันกิเลส กลา วสรรเสรญิ คุณตบะอันกีดกันกเิ ลสโดยอเนกปรยิ าย. ดูกอนกัสสปะ ตบะอนั กดี กนั กิเลสอันประเสรฐิ ยอดเยย่ี มมีประมาณเทา ใด เรายังไมเหน็ ผูใดทัดเทยี มเราในตบะนน้ั ผทู ีย่ ิง่ กวา จะมที ี่ไหนทจี่ รงิ เราผเู ดยี วเปน ผูยิ่งในตบะนน้ั คอื อธิจติ . ดูกอนกัสสปะ ยังมสี มณ-พราหมณพวกหนึ่งเปน ผูก ลาวปญญา สรรเสรญิ คุณแหง ปญ ญาโดยอเนกปรยิ าย.ดูกอ นกสั สปะ ปญญาอันประเสริฐ ยอดเยีย่ มมปี ระมาณเทา ใด เรายงั ไมเหน็ ผูใ ดทัดเทยี มเรา ในปญ ญานนั้ ผทู ีย่ งิ่ กวา จะมีท่ไี หน แทจ ริง เราผูเ ดียวเปนผูยงิ่ กวา ในปญญานั้นคือ อธิปญ ญา. ดูกอ นกัสสปะ มีสมณพราหมณพ วกหน่งึเปน ผูก ลา ววมิ ุตติ สรรเสริญคณุ แหงวมิ ุตตโิ ดยอเนกปรยิ าย. ดูกอนกสั สปะวิมุตติอนั ประเสรฐิ ยอดเยี่ยมมปี ระมาณเทา ใด เราไมเ หน็ ผูใดทดั เทียมเราในวมิ ุตติน้ัน ผูท ีย่ ง่ิ กวาจะมที ไ่ี หน แทจริงเราผูเ ดยี วเปนผยู ง่ิ กวา ในวิมตุ ติน้นัคือ อธวิ ิมุตติ.

พระสตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ าย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 133 [๒๗๒] ดูกอ นกสั สปะ ก็ขอนเ้ี ปน ฐานะทีจ่ ะมไี ด คอื พวกปรพิ าชกอัญญเดยี รถีย จะพึงกลา วอยางนว้ี า พระสมณโคดมบันลือสหี นาท แตบ ันลือในเรอื นวา ง ไมใชในบรษิ ทั . ทา นพึงบอกปริพาชกพวกนั้นวา พวกทา นอยากลา วอยา งนี้เลย. ดูกอนกัสสปะ ทานพงึ บอกอยางนีว้ า พระสมณโคดมบนั ลือสหี นาท บนั ลอื ในบริษัท ไมใ ชใ นเรือนวา ง. ดูกอ นกสั สปะ กข็ อ นเี้ ปนฐานะทจ่ี ะมีได คอื พวกปรพิ าชกอัญญเดยี รถีย จะพงึ กลา วอยา งน้ีวา พระสมณะ-โคดมบันลือสีหนาท และบนั ลือในบริษทั ไมใ ชบ ันลืออยา งองอาจ. ทา นพึงบอกปริพาชกพวกน้ันวา พวกทา นอยากลาวอยา งนีเ้ ลย. ดูกอนกสั สปะ ทานพึงบอกอยา งนี้วา พระสมณโคดมบันลอื สหี นาท และบนั ลือในบริษทั ท้งับนั ลืออยางองอาจ. ดูกอ นกสั สปะ ก็ขอ นเี้ ปน ฐานท่ีจะมไี ด คอื พวกปรพิ าชกอญั ญเดียรถียจะพงึ กลา วอยางนี้ พระสมณโคดมบนั ลือสหี นาท และบนั ลือในบริษทั ท้งั บนั ลอื อยางองอาจ แตเ ทวดาและมนุษยมไิ ดถ ามปญ หาเธอ ถงึ ถามเธอกพ็ ยากรณไมได ถงึ จะพยากรณได กย็ ังจิตของเขาใหย นิ ดดี วยการพยากรณปญหาไมได ถงึ ใหย ินดไี ด เขาก็ไมสําคัญจะฟง ถงึ ฟง กไ็ มเ ลือ่ มใส ถึงเลื่อมใสก็ไมทาํ อาการของผเู ลือ่ มใส ถงึ ทํากไ็ มปฏิบตั ิเพื่อความเปนอยา งนน้ัถงึ ปฏิบตั ิก็ไมชื่นชม. ทานพึงบอกพวกเขาวา พวกทานอยาไดก ลาวอยา งนี้เลย. ดูกอนกัสสปะ ทานพึงบอกอยางนี้วา พระสมณโคดมบนั ลือสีหนาท และบนั ลือในบริษัท ท้ังบนั ลอื อยา งองอาจ เทวดาและมนุษยยอมถามปญหาพระองค พระองคถ กู ถามปญหาแลว ยอ มพยากรณแ กเ ทวดาและมนษุ ยเหลานน้ัได ยังจิตของเทวดาและมนุษยเหลานนั้ ใหยนิ ดีดว ยการพยากรณปญ หา เทวดาและมนุษยเ หลา นัน้ ยอมสาํ คญั ปญหาพยากรณว า อันตน ๆ ควรฟง ครน้ั ฟงแลว ยอ มเลือ่ มใส ครัน้ เล่ือมใสแลว ยอ มทาํ อาการของผูเลอื่ มใส ยอมปฏิบัติ

พระสุตตนั ตปฎ ก ทฆี นกิ าย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 134เพื่อความเปนอยา งนั้น ครน้ั ปฏิบตั ิแลว ยอมชื่นชม. ดูกอนกัสสปะ. สมยัหน่ึงเราอยทู ี่ภเู ขาคชิ ฌกูฏ ใกลก รงุ ราชคฤห. เพ่ือนพรหมจรรยข องทานคนหนึง่ ในกรงุ ราชคฤหน้ัน ช่ือวา นิโครธปริพาชก ไดถามปญหาในตบะอันกีดกันกเิ ลสอยางยิง่ เราถูกถามแลว ไดพยากรณแกเขา เมื่อเราพยากรณแลวเขาปล้มื ใจเหลือเกิน. [๒๗๓] อเจลกสั สปะทูลวา ขาแตพระองคผูเจรญิ ใครเลา ฟง ธรรมของผูม ีพระภาคเจา แลว จะไมปลม้ื ใจอยา งเหลือเกิน แมข า พระองคฟงธรรมของพระผูมพี ระภาคเจา แลว ยงั ปล้ืมใจเหลอื เกิน ขาแตพ ระองคผเู จริญ ภาษติไพเราะยงิ่ นกั ขาแตพ ระองคผเู จรญิ ภาษิตไพเราะย่งิ นัก เปรียบเหมือนหงายของท่คี วํ่า เปด ของทป่ี ด บอกทางแกค นหลงทาง หรอื สองประทปี ในที่มดื ดว ยคิดวา ผมู ีจกั ษุจะเห็นรปู ดังน้ี ฉันใด พระผมู พี ระภาคเจา ทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปรยิ ายฉันนัน้ เหมือนกนั ขา แตพระองคผ เู จริญ ขา พระองคน ี้ขอถึงพระผูมพี ระภาคเจา พระธรรม และพระสงฆวา เปนสรณะ ขา พระองคพงึ ไดบรรพชา พึงไดอุปสมบทในสํานกั ของพระผูม ีพระภาคเจา ดงั น้.ี [๒๗๔] พระผมู พี ระภาคเจาตรสั วา ดูกอ นกสั สปะ ผูใดเคยเปนอญั ญ-เดยี รถีย หวงั บรรพชา หวงั อุปสมบทในธรรมวนิ ยั นี้ ผนู ั้นจะตองอยปู รวิ าส๔ เดือน ตอลว ง ๔ เดอื น ภิกษุทั้งหลายเตม็ ใจแลว จงึ ใหบรรพชา ใหอ ุปสมบทเพ่ือความเปน ภิกษุ ก็แตวา เรารคู วามตา งแหงบุคคลในขอน.ี้ อเจลกสั สปะทูลวา ขา แตพ ระองคผเู จรญิ หากผูท่เี คยเปนอญั ญเดยี รถยี  หวงั บรรพชาหวงั อปุ สมบท ในพระธรรมวินัยนี้ จะตอ งอยูป รวิ าส ๔ เดอื น ตอลว ง ๔ เดือนภกิ ษุท้งั หลายเตม็ ใจแลว จงึ ใหบ รรพชา ใหอปุ สมบท เพอื่ ความเปนภกิ ษุไซร

พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 135ขา พระองคจ ักอยปู รวิ าส ๔ ป ตอลว ง ๔ ป ภกิ ษุทั้งหลายเตม็ ใจแลวจึงใหบ รรพ-ชาใหอ ปุ สมบท เพื่อความเปนภกิ ษุ. อเจลกสั สปะไดบ รรพชา ไดอุปสมบทในสํานักของพระผมู ีพระภาคเจา แลว . กท็ า นกสั สปะอุปสมบทแลว ไมนาน หลีกออกแตผ เู ดียว ไมป ระมาทมคี วามเพยี ร มีตนสง ไปแลว ไมน านนัก กท็ ําใหแจง ซึง่ ทสี่ ดุ แหงพรหมจรรยอ นั ยอดเยย่ี ม ซึ่งกลุ บุตรท้ังหลายผูออกจากเรือนบวชเปนบรรพชิตโดยชอบตองการนน้ั ดว ยปญญาอันยิ่งดว ยตนเองในปจ จบุ ัน เขา ถึงอยู รูช ัดวาชาตสิ ิน้ แลว พรหมจรรยอยูจ บแลว กจิ ทคี่ วรทาํ ไดทาํ เสรจ็ แลว กจิ อ่ืนเพ่ือความเปน อยา งน้ีมไิ ดม ดี งั น้.ี ก็ทา นกัสสปะไดเ ปน พระอรหันตร ูปหนึ่งในจํานวนพระอรหนั ตท ัง้ หลาย ฉะนแ้ี ล. จบมหาสหี นาทสตู รท่ี ๘

พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 136 อรรถกถามหาสหี นาทสตู ร มหาสหี นาทสตู รวา ขาพเจาไดสดับมาแลว อยางนี้ ฯลฯ พระผมู พี ระ-ภาคเจาประทับอยใู นเมืองอรุ ญุ ญา๑. เปน ตน . ในมหาสีหนาทสูตรนน้ั มีการพรรณนาตามลําดับบท ดังตอ ไปนี้ บทวา อรุ ฺาย ความวาคําวา อรุ ญุ ญา นแ่ี หละเปนชื่อของแควนบา ง ของเมืองบาง. พระผมู ีพระภาคเจาทรงอาศยั เมอื งอุรุญญาประทบั อย.ูบทวา ในสวนกวางช่ือกัณณกถละ คอื ภูมภิ าคทีน่ า ร่ืนรมยแ หงหนึง่ ชือ่กณั ณกถละมอี ยใู นทไี่ มไกลแหงเมอื งนัน้ . ภมู ภิ าคนั้น เรยี กวา สวนกวางเพราะพระราชทานอภยั แกกวาง ในสวนกวางช่อื กัณณกถละนน้ั . บทวา เปลือย คือ นกั บวชเปลือย. บทวา กัสสปะ เปนชอ่ื ของนักบวช น้นั . บทวา ผูม ีตปะ คือ ผอู าศยั ตปะ. บทวา ผูม กี ารเล้ยี งชพีเศราหมอง คอื การเลี้ยงชีพของนักบวชน้นั เศราหมองดว ยอาํ นาจแหงความเปลอื ยและการมีความประพฤตเิ สียเปนตน เหตนุ ้นั จงึ ชื่อวา มีการเลีย้ งชีพเศราหมอง. ผูมกี ารเลี้ยงชพี เศราหมองนั้น. บทวา ยอ มตเิ ตียน คือ ยอมตาํ หน.ิ บทวา ยอ มวา ราย คือ ยอมเยยหยัน ยอมเพดิ เพย. บทวา และยอ มพยากรณธ รรมตามสมควรแกธรรม คือ ยอ มกลา วเหตสุ มควรแกเ หตุที่พระโคตมะผูเ จริญตรัสแลว. บทวา วาทะและอนุวาทะ เปนไปกบั ดว ยธรรมคือ วาทะและอนุวาทะของทา น มีเหตุดวยเหตุที่คนอนื่ กลา วแลวคือเหตอุ ัน๑. บาลเี ปน อชุ ุญญา.

พระสุตตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 137ผรู ูพงึ ติเตียนวา ใคร ๆ แมไมประมาท ก็ไมมาหรอื . คํานี้ ทานกลาวไววาเหตทุ ่ีควรตเิ ตียนในเพราะวาทะของทา นไมมีหรือ. คําวา ไมตองการกลาวตูคือ ไมตอ งการกลา วดวยคําไมเ ปนจรงิ . ในคําวา ผมู ีตปะ มกี ารเลีย้ งชพี เศรา หมองบางคน เปนตน พึงทราบดงั นี้ คนในโลกบางคนมีตปะ เพราะอาศัยตปะมกี ารบวชเปน อเจลกเปนตนคดิ วา เราจกั เลยี้ งชีวติ ดว ยของเศราหมอง จงึ ยงั ตนใหล าํ บากดวยประการตา ง ๆ มกี นิ หญาและขวี้ ัวเปนตน และไมไดการดาํ เนนิ ชวี ติ ดวยความสขุเพราะมบี ญุ นอย. เขาบาํ เพ็ญทุจริต ๓ แลวเกิดในนรก. อกี คนหน่งึ อาศยัตปะเชนนัน้ เปน ผูมีบญุ ยอ มไดล าภสักการะ. เขาเขา ใจวา บัดนี้ คนเชน เราไมม ีแลว ยกยอ งตนไวอ ยใู นฐานะสงู คดิ วา จกั ยงั ลาภใหเ กดิ ยิง่ ๆ ขึ้น และบาํ เพ็ญทจุ รติ ๓ ดว ยอํานาจแหง อเนสนา แลวจะเกดิ ในนรก นัยตน กลา วหมายถงึ บรรพชิตท้งั สองน.้ี อีกคนหนึ่ง เลยี้ งชพี เศราหมอง แมอ าศัยตปะ เปน ผมู บี ุญนอย ยอมไมไดก ารดาํ เนนิ ชีวติ ดวยความสุข. เขาคิดวา ความเปน อยูสบาย ยอมไมเกดิ ข้นึ แกเ รา เพราะไมไดทําบุญไวใ นกอน เอาละ บัดน้ี เราจะทาํ บญุดงั น้ีแลวบําเพญ็ สุจรติ ๓ จะเกิดในสวรรค. อีกคนหน่งึ เล้ยี งชพี เศราหมอง เปนผมู บี ุญ ยอ มไดก ารดําเนนิ ชีวติดว ยความสุข เขาคิดวา ความเปน อยสู บายยอ มเกิดแกเ รา เพราะเปนผูท าํบญุ ไวในกอ น ละอเนสนาแลว บาํ เพ็ญสุจริต ๓ จะเกดิ ในสวรรค. นัยที่ ๒กลาวหมายถึงบรรพชิตทั้งสองน้ี. สว นผบู ําเพญ็ ตปะคนหน่ึง มีทุกขนอ ย ประกอบดวยความประพฤติภายนอก เปน ดาบส หรอื เปน ปรพิ าชกที่ปกปด ยอมไมไ ดปจจยั ทช่ี อบใจเพราะมบี ุญนอ ย. เขาบําเพญ็ ทจุ รติ ๓ ดว ยอาํ นาจแหง อเนสนา ตัง้ ตนไว

พระสตุ ตันตปฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ท่ี 138ในความสขุ จะเกดิ ในนรก. อกี รูปหนงึ่ มีบุญ เกดิ มานะข้นึ วา บดั น้ี คนเชนเราไมม ี หรือยงั ลาภสักการะใหเ กดิ ขนึ้ ดวยอาํ นาจอเนสนา. คิดสง ๆเปนตน ดวยอํานาจมจิ ฉาทฏิ ฐวิ า ความสมั ผัสแหงปริพาชกิ าสาวรุน ผูมขี นออ นนมุ น้เี ปน ความสุข หรอื ถึงความด่ืมด่าํ ในกาม บําเพญ็ ทุจริต ๓ จะตกนรก. นัยที่ ๓ กลา วถงึ บรรพชิตท้งั สอง. สวนอกี รปู หนึ่ง มีทุกขน อย มบี ุญนอ ย. เขาคดิ วา เราไมไ ดช ีวติดวยความสขุ เพราะไมไดท ําบญุ ไวแมใ นกอน ดังนแ้ี ลวบําเพญ็ สุจรติ ๓ จึงเกิดในสวรรค. อีกรูปหนงึ่ มีบุญ. เขาคิดวา เราไดความสขุ เพราะทาํ บญุไวในกอ น แมบ ัดนี้ กจ็ ักทาํ บุญเหมือนกนั จงึ บาํ เพ็ญสจุ รติ ๓ จะเกดิ ในสวรรค. นัยที่ ๔ กลาวถึงบรรพชิตสองรูปน.ี้ การกระทาํ น้ีมาดวยอาํ นาจแหงเดียรถยี  ไมไดแ มในศาสนา. นักบวชบางคน เปน ผูมคี วามเปน อยูเ ศรา หมองดว ยอํานาจแหงการสมาทานธุดงค หรือเทีย่ วไปท่วั บาน ก็ไมไ ดอาหารเต็มทอง เพราะมบี ุญนอ ย. เขาคดิ วาจกั ยงั ปจจยั ใหเกดิ ขึ้น จงึ ทาํ อเนสนาดวยอํานาจเวชกรรมเปนตน โออวดพระอรหตั หรอื ซองเสพเรอ่ื งโกหก ๓ ประการ ยอ มเกดิในนรก. อีกรูปหนึ่ง เปน ผูมบี ญุ เชนน้นั เหมอื นกนั . เขายังมานะใหเ กิดขน้ึ เพราะบญุ สมบัตนิ ้นั ประสงคจ ะทาํ ลาภทเี่ กิดขนึ้ แลวใหม่นั คง จงึ บําเพญ็ทจุ ริต ๓ ดว ยอํานาจอเนสนา ยอ มเกดิ ในนรก. อกี รูปหนึง่ สมาทานธดุ งค เปน ผมู ีบุญนอ ย ยอ มไมไ ดการดาํ เนนิชีวิตโดยความสุข. เขาคดิ วา เราไมไดอะไร ๆ เพราะไมไ ดท าํ บญุ ไวใ นกอ นถา บดั น้ี จกั ทําอเนสนาแลว แมต อไป กจ็ กั ไดความสุขยาก ดงั นีแ้ ลว บาํ เพญ็สุจริต ๓ เมือ่ ไมอาจบรรลุพระอรหัต กจ็ ะเกดิ ในสวรรค. อีกรูปหนง่ึ เปนผมู ีบุญ. เขาคดิ วา เด๋ียวนี้ เรามคี วามสขุ เพราะทําบุญไวใ นกอ น แมบ ดั นี้













พระสตุ ตนั ตปฎก ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 145 คาํ วา ผาปา น คือผา ปอปา น. คําวา ผาแกม คอื ผาปนกนั . คาํ วาผาหอศพ คือผาที่เขาท้ิงไวจ ากรา งคนตาย หรือผานุงทเี่ ขากรองตนตะไครน้ําและหญาเปนตนทาํ ไว คาํ วา ผา บังสกุ ุล คือผา เปอ นทีเ่ ขาท้งิ ไวบนดนิ .คําวา เปลือกไม คือผาเปลือกไม. คาํ วา หนงั เสอื คอื ผาหนังเสอื . คาํ วาอชนิ กขฺ ปิ  คอื หนงั เสือน้นั เอง ถกู ผา กลาง. คาํ วา คากรอง คอื ผา ทีเ่ ขากรองหญาคาทําไว. แมใยปอและใยปาน ก็นยั นีแ้ หละ คําวา ผากัมพลท่ที ําดวยผม คือผากัมพลท่ที าํ ดวยผมมนุษย. คําที่พระผูมีพระภาคเจามุงหมายตรสั ไวว า แมฉ ันใดกด็ ี ภกิ ษุท้ังหลาย ผาทีท่ อแลวอยางใดอยางหน่ึงบรรดาผาเหลานน้ั ผากัมพลท่ที อดวยผมนบั วา เลวท่สี ุด ดกู อ นภกิ ษทุ ้งั หลายผากัมพลทีท่ อดว ยผม เย็นในเวลาเยน็ และรอ นในเวลารอน มีคา นอ ยมสี ีทราม มกี ลนิ่ เหมน็ คลุง และระคาย. คําวา ผา กมั พลทาํ ดวยหางสัตวคือผากัมพลทท่ี ําดว ยหางมา. คาํ วา ผา ที่ทําดว ยปกนกเคา คือ ผา นงุ ท่ีผูกปกนกเคาทําไว. คําวา ประกอบความเพียรเขยง คือ ประกอบความเพยี รเขยง แมเดินไปก็เขยง เดนิ โหยง ๆ. คําวา นอนบนหนาม คือ ท่ิมหนามเหล็กหรือหนามธรรมดาไวบนพน้ื ดิน ลาดหนงั ไวใ นทนี่ ้ันแลวทําเปน ทยี่ นื และท่ีจงกรมเปน ตน. คาํ วา นอน คือแมเ ม่ือนอนก็นอนในทีน่ ัน้ เอง คาํ วา ทนี่ อนแผน กระดาน คือท่ีนอนทําดวยแผน ไม. คาํ วา ที่นอนสงู คือท่นี อนในพนื้ ท่ีสงู ๆ. คาํ วา นอนตะแคงขา งเดียว คือนอนโดยขางเดยี วเทานนั้ . คาํ วาหมกฝนุ คือทารา งกายดวยนํ้ามนั แลว ยนื ในทฝี่ ุนฟงุ ลําดับนนั้ ฝนุ จะตดิทร่ี างกายของเขา ใหฝ ุนนัน้ เกาะอยู. คําวา นั่งบนอาสนะตามท่ีปูลาดไว คอืไมย งั อาสนะใหก าํ เริบ ไดอาสนะอยา งใดก็นงั่ ในอาสนะอยางนน้ั เปน ปรกติ.คาํ วา กินขี้ คือกนิ ขเี้ ปน ปรกต.ิ คถู เขาเรียกวาข.ี้ คําวา ไมด ่มื นา้ํ เย็น

พระสุตตันตปฎ ก ทฆี นกิ าย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 146คอื หามดม่ื นาํ้ เยน็ . คําวา อาบนํ้าวนั ละ ๓ ครง้ั ในเวลาเยน็ คือ เวลาเย็นเปนครั้งที่ ๓ อเจลกคดิ วา เราจกั ลอยบาปวันละ ๓ คร้ัง คอื เชา เทย่ี งเยน็ จึงประกอบการขวนขวายลงอาบนํ้า. ลําดับนั้น เมอื่ พระผมู พี ระภาคเจา จะทรงแสดงความท่ีการพยายามบําเพญ็ ตปะนั้น เวนจากสลี สมั ปทา เปน ตน เปนการกระทําท่ีไรป ระโยชนจึงตรัสข้นึ ตนวา ดูกอ นกัสสปะ แมถาอเจลก ดงั น้.ี ในคาํ เหลาน้นั คําวา ไกล คอื ในทไ่ี กล.คาํ วา ไมมีเวร คือเวนจากเวรทีใ่ หเกดิ โทษ. คําวา ไมเ บียดเบยี น คือเวนจากความเบียดเบียนท่ใี หเกิดโทมนัส. คําวา ขาแตพระโคดมผเู จรญิ (ความเปน สมณะและความเปน พราหมณ) ทํายาก นี้ ทานกสั สปะกลาวแสดงวา เม่อื กอน พวกขา พระองคเขาใจวา ความเปน สมณะ และความเปน พราหมณ เพยี งเทา น้ีแตพระองคตรสั ความเปนสมณะและความเปน พรหมณเ ปน อยา งอนื่ . คําวา คําน้ีเปน ปรกตแิ ล คือคํานเ้ี ปน ปรกติ. คาํ วา ดกู อนกสั สปะถา (ความเปนสมณะหรือความพราหมณท ํายาก) ดว ยประมาณน้ี คอื วาดูกอนกัสสปะ ผิวาความเปนสมณะหรือความเปนพราหมณ ดวยประมาณน้ีไดแกด ว ยขอ ปฏบิ ัตเิ ลก็ นอยอยางนี้ จกั ชื่อวาทาํ ไดโ ดยยาก ไดแ กทําไดยากยง่ิ แลว แตน ้ัน ขอ นี้จกั ไมควรกลา ววา ความเปนสมณะทําไดยาก ความเปนพราหมณทําไดยากดังน้ี นีเ้ ปนอรรถาธบิ ายกบั ดวยการเชือ่ มบทในขอน้ี.การเชอ่ื มบทในที่ทงั้ ปวง พงึ ทราบโดยนยั นี้. คําวา รูยาก นี้ อเจลกสั สปะนน้ั กลา วหมายเอาคําน้ีวา เม่ือกอ นพวกขา พระองคเ ขาใจเอาวา เปนสมณะหรอื เปน พราหมณดวยเหตุเทานี้ แตพระองคตรสั โดยประการอน่ื . ลําดับนั้น พระผมู ีพระภาคเจาทรงปฏิเสธคําโตแ ยง นัน้ ของทา น

พระสตุ ตนั ตปฎก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 147กสั สปะน้นั แลว ทรงเปด เผยความเปนผรู ูยากตามสภาพแลว ตรัสคาํ ขึ้นตน วา\"เปน ปรกตแิ ล\" อกี . พงึ เช่ือมบทแลว ทราบเนอ้ื ความโดยนยั ท่ีกลา วแลวแมในขอ นั้น. เพราะเหตไุ ร อเจลกสั สปะจึงถามวา ขาแตพระโคดมผูเ จริญกส็ ีลสัมปทาเปน ไฉนเปน ตน. ไดย นิ วา อเจลกัสสปะน้เี ปน คนฉลาด เมื่อพระผมู พี ระภาคเจา ตรัสอยู จึงศึกษาถอ ยคาํ ภายหลังรกู ารปฏบิ ตั ขิ องตนวา ไมเ ปน ประโยชน จงึ คิดวา พระสมณโคดมตรัสคาํ เปนตน วา ก็สีลสมั ปทาจติ ตสัมปทาปญ ญาสัมปทาน้ี อนั เขาไมไดอ บรมแลว ไมไดท าํ ใหแ จงแลวเขาหา งจากความเปน สมณะ โดยแทแ ล ดงั นี้ เอาเถดิ บัดน้ีเราจะถามถึงสมบตั ิเหลา นนั้ ตอพระผูมพี ระภาคเจา จึงทูลถามเพอ่ื รูแ จงสลี สัมปทาเปน ตน . ลําดับนั้น พระผูม ีพระภาคเจา จงึ ทรงแสดงการเกดิ ขึ้นของพระ-พทุ ธเจา เมอ่ื จะตรัสถึงแบบแผน เพ่อื แสดงถึงความถึงพรอ มเหลา นัน้ จึงตรัสคาํ ขึน้ ตนวา ดูกอนกสั สปะ (ตถาคตเกิดข้ึนในโลก) นี้. คําวา ดกู อนกสั สปะ ก็ (สีลสัมปทาอ่ืนอนั ยิ่งกวา ประณตี กวา ) สีลสัมปทาน (ไมมี)ตรัสหมายถึงพระอรหัตตผล. จรงิ อยู ศาสนาของพระผมู พี ระภาคเจามีพระอรหตั ตผลเปน ทส่ี ดุ เพราะฉะนนั้ พระองคจ งึ ตรสั วา ความถึงพรอมดว ยศีลเปน ตน อน่ื อันยง่ิ กวา หรอื ประณตี กวา ความถงึ พรอ มดวยศีลจติ และปญญาอนั ประกอบดวยพระอรหัตผลไมม ี กแ็ ลคร้ันตรัสอยา งนแ้ี ลว บัดน้ี เมือ่ จะทรงบันลอื สีหนาทอนั ยงิ่ จึงตรัสคําขึ้นตนวา ดูกอนกัสสปะ มีสมณพราหมณอยูพวกหนึ่ง. ในคาํ เหลานัน้ คาํ วา ประเสรฐิ คือ ปราศจากอุปกิเลส บรสิ ุทธ์ิอยางยง่ิ . คําวา อยางย่ิง คอื สงู สุด. ก็ศีลนบั แตศีลหาเปนตนตลอดถงึปาฏิโมกขสังวรศลี ช่อื วา ศีลเหมอื นกนั สว นศีลทีป่ ระกอบดว ยโลกุตตระ-มรรค และผล ชือ่ บรมศลี . คําวา เรา (ไมเห็น) ในศลี น้ัน มอี รรถวา

พระสุตตันตปฎก ทฆี นกิ าย สีลขันธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาที่ 148เราไมเหน็ บุคคลผูเสมอ ๆ ของตน ไดแ กบคุ คลผเู สมอกบั เราดว ยศลี อันเสมอดวยศีลของเรา แมในศีล แมใ นบรมศีลน้นั . คําวา เราเอง ยิ่งในศีลนน้ั คอื เราเทา นน้ั เปนผสู งู สดุ ในศีลน้ัน. ถามวา ตรัสไวในไหน.ตอบวา ในอธศิ ีล. คําวา อธศิ ีล อธบิ ายวา อธิศีลน้ี เปน อุดมศลี . พระผูมีพระภาคเจา ทรงบนั ลอื สหี นาทนเี้ ปน ครง้ั แรก ดังนี.้ คาํ วา เปนผกู ลาวเกลียดชังดว ยตปะ คอื บุคคลทต่ี ิเตยี นตบะ.ในคาํ นนั้ ความเพียรใด ยอ มเผา (กิเลส) ฉะนนั้ ความเพยี รนั้น ชื่อวา\"ตปะ\" นนั้ เปนช่ือของความเพยี รท่ีเผากิเลส. ตปะนัน้ ยอมเกลียดกิเลสเหลา นนั้ เหตุน้ัน ตปะนั้นชอื่ ความเกลยี ดชงั . ในบทวา อริยะ อยา งย่ิง นี้ ความวา ช่ือวา อรยิ ะ เพราะปราศจากโทษ ความเกลียดชงั ดว ยตปะ กลาวคอื ความเพียรดว ยวปิ ส สนาเกดิ ขึ้นดวยอาํ นาจแหง วัตถมุ อี ารมณ ๘ ประการ ชือ่ ความเกลยี ดชังดว ยตปะนน้ั เอง. ปญญาทสี่ มั ปยตุ ดว ยมรรคและผล ชื่อวา ยอดเย่ยี ม. ความเกลยี ดชงั ในบทนว้ี า อธเิ ชคุจฉฺ  เปนความเกลียดชงั ความเกลยี ดชงั อยา งอดุ ม ชอื่ วา อธเิ ชคจุ ฉฺ  เพราะฉะนน้ั พึงเหน็ อรรถในบทน้ันอยา งน้ีวา คอือธเิ ชคจุ ฉะ เราผูเดยี วเปน ผยู ิง่ ในอธิเชคจุ ฉะ นนั้ . มีอธบิ ายแมใ นปญ ญาธกิ าร. กัมมัสสกตาปญ ญา และวิปส สนาปญ ญาช่อื วา ปญญา. ปญ ญาทส่ี มั ปยุตดวยมรรคและผล ชอื่ วา ปรมปญญา. ในคําวา อธปิ ฺ นพี้ ึงทราบวาเปนลงิ ควิปล ลาส อรรถในบทนน้ั มีอยา งนคี้ ือชือ่ วา อธปิ ญญานใี้ ด เราผเู ดียวเปนผูย ง่ิ ในอธิปญ ญานัน้ . ในวิมุตตาธิการมอี รรถดงั น้.ี ตทังควมิ ุตติ และวิกขัมภนวิมุตติชอ่ื วา วมิ ตุ ติ. สว นสมุจเฉทวมิ ตุ ติ ปฏิปส สทั ธวิ มิ ตุ ติ และนสิ สรณวมิ ตุ ติ

พระสตุ ตนั ตปฎก ทฆี นิกาย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนา ที่ 149พงึ ทราบวา เปน ปรมวิมตุ ต.ิ ก็ในบทนีว้ า ยททิ  อธิวมิ ตุ ตฺ ิ มีอรรถวาอธิวมิ ุตตินี้ใด เราผเู ดยี ว เปนผยู งิ่ ในอธวิ มิ ุตตนิ ั้น. บทวา สุ าฺ คาเร อธบิ ายวา นง่ั คนเดียวในเรอื นวางเปลา. บทวาปริสาสุ จ ความวา ในบรษิ ทั ๘. สมจริงดังพระพุทธดาํ รสั ทต่ี รัสวา ดกู อนสารบี ตุ ร เวสารัชชญาณสน่ี ี้ท่ตี ถาคตถึงพรอมแลว จงึ ปฏิญาณอาสภสถานบันลอื สีหนาทในบรษิ ทั ทงั้ หลาย ดงั น้.ี พระสตู รพงึ ใหพสิ ดาร. บทวาปหฺ ฺจ น ปุจฉฺ นตฺ ิ ความวา เทวดาและมนุษยท งั้ หลายผเู ปนบณั ฑติรวบรวมปญ หาแลว ยอมทูลถาม. บทวา พฺยากโรติ ความวา ทรงแกใ นขณะนัน้ ทันท.ี บทวา จิตฺต อาราเธติ ความวา ทรงยังจติ ของมหาชนใหเอบิอ่มิ ดวยการแกป ญ หา. บทวา โน จ โข โสตพฺพ มฺนฺติ ความวาแมเ มือ่ พระองคต รัสทาํ จิตใหย นิ ดี คนเหลาอ่ืนก็ไมส นใจท่จี ะฟง อธบิ ายวาพงึ กลา วอยางนนั้ . บทวา โสตพพฺ ฺจสสฺ มฺนตฺ ิ ความวา เทวดากด็ ีมนษุ ยกด็ ี ยอ มสนใจฟงดวยความอตุ สาหะใหญ บทวา ปสที นตฺ ิ ความวาเปน ผเู ลือ่ มใสดแี ลว มจี ิตควร มจี ิตออ น. บทวา ปสนนฺ าการ กโรนฺติความวา ไมเปน ผูเล่อื มใสงมงาย เมือ่ บริจาควัตถุมจี ีวรเปน ตนอันประณีตและมหาวิหารมเี วฬวุ นั วิหารเปน ตน ชือ่ วา กระทําอาการแหง ผูเลื่อมใส. บทวา ตถตฺตาย ความวา พระผมู พี ระภาคเจา นน้ั ทรงแสดงธรรมใด ยอ มปฏิบัติเพอ่ื ความมแี หงธรรมโดยประการนนั้ คอื เพื่อประโยชนแกก ารปฏบิ ัติธรรมสมควรแกธรรม. บทวา ตถตฺตาย จ ปฏปิ ชฺชนตฺ ิ ความวา ยอ มปฏบิ ตั ิเพอ่ื ความมอี ยางน้ัน. จรงิ อยู เทวดาและมนุษยฟ ง ธรรมของพระผูมพี ระภาค-เจา พระองคน ัน้ แลว บางพวกตั้งอยูในสรณะ บางพวกตั้งอยูในศีลหา พวกอ่นื ออกบวช. บทวา ปฏิปนนฺ า จ อาราเธนตฺ ิ ความวา กผ็ ูปฏบิ ตั ิปฏิปทา

พระสตุ ตนั ตปฎ ก ทฆี นิกาย สีลขนั ธวรรค เลม ๑ ภาค ๒ - หนาท่ี 150นนั้ ยอ มอาจเพ่อื ใหบ ริบูรณ แตใหบ รบิ ูรณโ ดยอาการทงั้ ปวง พงึ กลา ววายอมยงั จติ ของพระโคดมผเู จรญิ นั้นใหย นิ ดดี วยการบําเพญ็ การปฏิบัติ. ก็บัณฑติ ดาํ รงอยูในโอกาสน้ี แลวพึงประมวลสหี นาททั้งหลาย. กส็ ีหนาทหนึง่ ของพระผูม ีพระภาคเจา วา เราเห็นผูบ าํ เพ็ญตบะบางคนเกิดในนรก. สีหนาทหนึ่งวา เราเหน็ คนอน่ื เกดิ ในสวรรค. สหี นาทหนงึ่วา เราผูเดยี ว เปน ผูประเสริฐทส่ี ุดในการละอกุศลธรรม. สีหนาทหนง่ึ วาเราผูเ ดียวเปน ผูประเสริฐท่ีสดุ แมในการสมาทานกศุ ลธรรม. สีหนาทหนึง่ วาสงฆสาวกของเราเทา น้นั เปนผปู ระเสรฐิ ทสี่ ดุ ในการละอกศุ ลธรรม. สีหนาทหนง่ึ วา สงฆส าวกเราเทา นนั้ เปนผปู ระเสรฐิ ท่สี ุดแมในการสมาทานกศุ ลธรรม. สหี นาทหนึ่งวา ไมมผี ูใ ดเชนเราดว ยศีล. สหี นาทหนึ่งวา ไมมีผใู ดเชนเรา ดว ยวริ ิยะ. สีหนาทหน่งึ วา ไมมีผูใดเชน เราดวยปญญา.สีหนาทหน่งึ วา ไมม ผี ใู ดเชน เราดว ยวมิ ุตต.ิ สีหนาทหน่ึงวา เราบนั ลือสีหนาท ก็น่งั ในทามกลางบรษิ ัทบันลอื .สหี นาทหน่งึ วา เราเปนผอู งอาจบนั ลอื . สหี นาทหน่งึ วา เทวดาและมนษุ ยยอมถามปญญากะเรา. สหี นาทหน่งึ วา เราจะแกป ญ หา. สีหนาทหน่งึ วา เราจะยังจติ ของคนอน่ื ใหย นิ ดีดว ยการแก. สหี นาทหนง่ึ วา ฟงแลว ยอ มสนใจทจ่ี ะฟง . สหี นาทหนึง่ วา ฟง แลว ยอมเลอื่ มใสเรา. สีหนาทหนงึ่ วา เลอื่ มใสแลว ยอมทาํ อาการของผเู ลื่อมใส. สีหนาทหนง่ึ วา เราแสดงการปฏิบัติใด เทวดาและมนุษยยอ มปฏบิ ัติเพอื่ ความเปน อยางนนั้ . สหี นาทหนง่ึ วาและยอ มใหเ รายนิ ดดี ว ยการปฏิบัติ. สีหนาททัง้ หลายเปนตนวา บันลอื ในบรษิ ัทท้งั หลายแหง บริษัทกอนอยา งละสิบเปนตน รวมเปน บริวารอยางละสิบดวยประการฉะน.้ี สหี นาทมีหนงึ่ รอ ยสบิ คือ สีหนาทสิบเหลานัน้ รวมเปนหนึง่ รอ ยดวยอํานาจแหง บรวิ าร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook