Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พนักงานการเงิน 4 ธกส 2564

พนักงานการเงิน 4 ธกส 2564

Published by kitthanachon01, 2021-11-05 15:49:58

Description: พนักงานการเงิน 4 ธกส 2564

Search

Read the Text Version

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 195 ------------------------------------------------------------------------------- ของอุตสาหกรรมน้นั ๆ ส่วนเศรษฐศาสตรม์ หภาค น้ันคอื การวิเคราะหผ์ ลกระทบของนโยบายหรือราคาพลังงานท่ี กระทบต่อวงกวา้ งของสังคม เช่น การศึกษาผลกระทบต่อการสนับสนนุ เงินอุดหนนุ โครงการตรึงราคา LPG ว่ามี ผลกระทบต่อทุกภาคเศรษฐกิจอยา่ งไร เป็นต้น ------------------------

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 196 ------------------------------------------------------------------------------- แนวขอ้ สอบความร้ดู า้ นเศรษฐศาสตร์เบื้องตน้ 1. ขอ้ ใดเป็นความหมายที่ถูกตอ้ งทส่ี ดุ ของคาวา่ การผลิตท่ีมีประสทิ ธิภาพในทางเศรษฐศาสตร์ 1) การใช้ปัจจัยทด่ี ินและแรงงานจานวนมากเพอ่ื ใหไ้ ด้ผลผลิตมากท่สี ุด 2) การใชเ้ ครอ่ื งจกั รและเงนิ ทุนจานวนมากเพอื่ ให้ได้ผลผลติ มากทส่ี ดุ 3) การใช้ทรัพยากรใหม้ ากที่สุดเพื่อให้ได้ผลผลติ มากทส่ี ุด 4) การใชท้ รพั ยากรเทา่ กบั ผลผลติ ทีอ่ อกมามากท่ีสุด 5) การใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สดุ เพื่อใหไ้ ด้ผลผลติ ทมี่ ากท่ีสุด ตอบ 5 การผลติ ที่มีประสทิ ธิภาพในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง การใชท้ รัพยากรหรือปัจจยั การผลิตให้ นอ้ ยทส่ี ดุ เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลผลติ ท่ีมากทีส่ ดุ (ทั้งน้เี ศรษฐศาสตร์ เป็นวชิ าท่ีศกึ ษาถึงการตัดสินใจเลอื กใช้ ทรพั ยากรทีม่ ีอย่อู ย่างจากดั เพอื่ ผลิตสนิ ค้าและบริการ เพ่ือตอบนองความต้องการท่ีอยู่อย่างไม่จากัดของ มนุษยใ์ หเ้ กดิ ประสิทธิภาพสงู สุดทางเศรษฐกิจ) 2. การแก้ปญั ญาพ้ืนฐานทางเศรษฐกจิ โดยใชก้ ลไกของตลาด เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจแบบใด 1) ทนุ นิยม 2) สงั คมนิยม 3) วางแผนจากรฐั 4) แบบผสม 5) ถกู ทกุ ขอ้ ตอบ 1 ระบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยม (Capitalism) หรือแบบที่ไม่มกี ารวางแผน เป็นระบบเศรษฐกจิ ที่ เอกชนเป็นเจา้ ของปจั จัยการผลติ มีอสิ ระในการดาเนินการผลติ และการบรโิ ภค การแก้ไขปัญหาพืน้ ฐานทาง เศรษฐกิจจะใช้กลไกของตลาดหรือกลไกราคาเป็นตัวกาหนด กลา่ วคอื ราคาสนิ ค้าจะถกู กาหนดโดยอปุ สงคแ์ ละ อุปทานของตลาด 3. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ปัจจยั กาหนดอุปสงค์ 1) ราคาสินคา้ ชนิดน้ัน 2) รสนิยมการบรโิ ภค 3) รายได้ 4) รสนยิ ม 5) เทคโนโลยี ตอบ 5 ปัจจยั ทก่ี าหนดอุปสงคไ์ ด้แก่ ราคาสนิ คา้ ชนดิ นนั้ , ราคาสินคา้ ชนิดอน่ื ทเ่ี ก่ียวข้องกันกับสินค้า ชนิดน้นั , รายไดห้ รืออานาจซือ้ , รสนยิ ม, จานวนประชากร, ค่าใชจ้ ่ายโฆษณาประชาสมั พนั ธ์ เปน็ ตน้ 4. ปริมาณการซอ้ื ทุเรียนหมอนทองเปลยี่ นแปลงอยูบ่ นเส้นอุปสงคเ์ สน้ เดิม (Move along the curve) เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจยั ใด 1) ราคาเงาะ 2) ราคาของทุเรียนกา้ นยาว 3) ราคาทเุ รียนหมอนทอง 4) รสนยิ มของผู้ซ้ือ 5) ฤดูกาลผลผลติ ของทเุ รียน ตอบ 3 การเปล่ยี นแปลงปรมิ าณอุปสงค์ หมายถึง การเปลย่ี นแปลงความต้องการซ้ือสนิ คา้ อัน เนอ่ื งมาจาก การเปลยี่ นแปลงราคาของสินคา้ ชนดิ น้ัน โดยให้ปจั จัยอ่ืนๆ ท่กี าหนดอปุ สงคค์ งท่ี กรณนี จ้ี ะ ทาให้ปริมาณอปุ สงค์ของสนิ ค้าเคล่อื นย้ายบนเสน้ อปุ สงค์เดมิ 5. ขอ้ ใดสง่ ผลท่ที าให้เสน้ อุปสงคเ์ คลือ่ น (Shift) ไปทางซา้ ยของเสน้ เดมิ 1) ราคาของสินคา้ ชนิดนั้นเพิ่มขึน้ 2) รายได้ของผู้บริโภคเพิ่มข้ึน 3) ราคาของสินค้าทใ่ี ช้ประกอบกนั ลดลง 4)ราคาของสนิ ค้าท่ใี ช้ทดแทนกนั ลดลง 5) ต้นทุนการผลติ สินคา้ นั้นเพ่มิ ขนึ้

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 197 ------------------------------------------------------------------------------- ตอบ 4 ถ้าราคาสินค้าที่ใชท้ ดแทนกันไดเ้ ปลี่ยนแปลง จะมผี ลตอ่ ความตอ้ งการของสินค้าชนิดทีก่ าลงั พิจารณาเปลย่ี นแปลงไปในทิศทางเดียวกัน เช่น โค้กกบั เป๊ปซี่ เม่ือราคาโคก้ ลดลง อุปสงคข์ องเปป๊ ซีจ่ ะ ลดลงด้วยทง้ั ๆ ทรี่ าคาของเป๊ปซี่กย็ ังคงที่ ทาให้เส้นอปุ สงค์ของเป๊ปซี่ลดลงโดยเคลอ่ื นย้ายไปทางซา้ ยของ เสน้ เดมิ 6. ขอ้ ใดเปน็ ไปตามกฎของอุปทาน 1) ราคาขายเทา่ เดิม ปริมาณขายลดลง 2) ราคาขายเท่าเดิม ปริมาณขายเพิ่มขนึ้ 3)ราคาขายเพิ่มขึ้น ปรมิ าณขายลดลง 4) ราคาขายลดลง ปรมิ าณขายลดลง 5) รายได้ลดลง ปริมาณขายลดลง ตอบ 4 กฎของอปุ ทาน (Law of Supply) เปน็ กฎท่วี า่ ด้วยความสมั พันธ์ระหว่างราคาสินค้าชนดิ หน่งึ กับปริมาณเสนอขายราคาสนิ ค้าชนิดนน้ั ท่ีเปน็ ไปในทิศทางเดยี วกัน กล่าวคอื - เมอ่ื ราคาสินค้าชนิดหน่ึงเพ่ิมขึน้ ปริมาณเสนอขายสินค้าชนดิ นั้นจะเพิ่มข้ึน - เมือ่ ราคาสนิ คา้ ชนิดหนงึ่ ลดลง ปรมิ าณเสนอขายสินคา้ ชนิดน้นั จะลดลง 7. สินค้าใดท่ีมีความยดื หยนุ่ ของอปุ ทานมากที่สดุ 1) โลงศพ 2)วัตถุโบราณ 3) หนังสือ 4) ขา้ ว 5) น้าหอม ตอบ 4 อุปทานท่มี คี วามยืดหยุ่นมากกว่า 1 ( ) กล่าวคือ เมอ่ื ราคาสินคา้ ชนดิ หนง่ึ เปลยี่ นแปลงไป 1% จะทาใหป้ รมิ าณเสนอขายของสนิ ค้านั้นเปลย่ี นแปลงไปน้อยกว่า 1% ในทศิ ทางเดียวกนั เส้นอปุ ทานจะมี ลักษณะท่มี จี ดุ เริม่ ต้นจากจุดตัดทางแกนปริมาณ ไดแ้ ก่ สินค้าที่ผลติ ยาก เชน่ สนิ คา้ เกษตร 8. รฐั บาลจะใช้นโยบายการกาหนดราขั้นสงู เมือ่ เกดิ กรณีใด 1) ราคาสินคา้ สูงกวา่ ราคาตลาดโลก 2) สินค้ามีมากเกินความต้องการ 3) ราคาสนิ คา้ ถกู เกินไปจนผู้ผลิตเดือดร้อน 4) สนิ ค้าราคาแพงเกนิ ไปจนทาใหผ้ บู้ ริโภคเดือดร้อน 5) สนิ ค้าไมเ่ พียงพอต่อความต้องการ ตอบ 4 การกาหนดราคาข้นั สงู เป็นมาตรการที่รัฐบาลตอ้ งการช่วยเหลือผบู้ รโิ ภคท่ีเดือดรอ้ นจากการท่ี ราคาสนิ ค้าในตลาดสูงเกินไป โดยจะกาหนดราคาขั้นสูงไว้ใหต้ า่ กว่าราคาดลุ ยภาพหรือราคาตลาดใน ขณะนั้น ทาใหเ้ กิดอุปสงคส์ ว่ นเกินหรอื สินคา้ ขาดแคลน 9. การใช้นโยบายการแทรกแซงราคา ส่งผลอย่างไรต่อตลาด 1) ผู้ผลิตได้รบั ประโยชน์ 2) ผู้บริโภคได้รบั ประโยชน์ 3) กลไกราคาลม้ เหลว 4) เกิดดลุ ยภาพในตลาดสินค้า 5) ถูกทกุ ข้อ ตอบ 3 การแทรกแซงทางดา้ นราคา อาจจะใช้วธิ กี ารกาหนดราคาขั้นตา่ ราคาขนั้ สูง การเกบ็ ภาษี ทางด้านผขู้ ายหรือดา้ นผู้ซ้อื ของรัฐบาลล้วนแล้วแต่จะทาให้เสยี ระบบการทางานของกลไกราคา หรอื ทาให้ กลไกราคาล้มเหลว 10. การเก็บภาษีตามสภาพ (Specific Tax) มลี ักษณะการจัดเก็บภาษอี ย่างไร 1) เก็บภาษจี ากการผลติ ต่อหนว่ ยของผู้ผลิต 2) เกบ็ ภาษตี ่อหนว่ ยของสินคา้ 3) เก็บภาษีจากการผลิตรวมทั้งหมดของผ้ผู ลิต 4) เกบ็ ภาษีต่อราคาสินคา้ ชนิดนั้น 5) ถกู ทุกข้อ

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 198 ------------------------------------------------------------------------------- ตอบ 2 รฐั บาลนิยมเกบ็ ภาษี 2 ประเภทคอื 1. ภาษีเกบ็ ตามสภาพ (Specific Tax) หรือภาษีแบบต่อหนว่ ย (Per Unit Tax) ซ่งึ เป็นภาษีทเ่ี ก็บเปน็ อัตราคงที่ต่อหนว่ ยหนึง่ หน่วยของสินคา้ 2. ภาษีเก็บตามมลู คา่ ของสนิ ค้า (Ad-valorem Tax) คือ ภาษีท่ีเก็บโดยคดิ เป็นเปอรเ์ ซน็ ต์ (ร้อยละ)ของ ราคาสินคา้ 11. เมื่อรัฐบาลเก็บภาษีจากผู้ผลติ ทาใหร้ าคาสินคา้ เพิ่มข้นึ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบภาระภาษีดังกล่าวมากที่สุด 1) ผผู้ ลติ รับภาระทางภาษีมากกว่า 2) ผู้บริโภครับภาระภาษมี ากกว่า 3) ผู้ผลติ รับภาระภาษีทัง้ หมด 4) ผ้บู ริโภครบั ภาระภาษีทั้งหมด 5) ยังไม่สามารถสรปุ ไดว้ า่ ใครจะรบั ภาระมากกวา่ กนั ตอบ 5 ในการเก็บภาษีจากผูผ้ ลติ ภาระภาษีจะตกแก่ใครมากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับ ความยืดหยุ่นของ อุปสงค์และอปุ ทาน 12. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้องเกี่ยวกบั การผลติ มากที่สดุ 1) เป็นการใชป้ ัจจัยแรงงานกับเคร่ืองจักร ให้เปน็ ผลผลิต 2) เปน็ การใชป้ ัจจัยแรงงานกับทุน 3) เป็นกระบวนการเปลยี่ นปัจจัยการผลติ ให้เป็นผลผลิต 4) เปน็ การใช้ปัจจัยแรงงานกับผู้ประกอบการ ให้เป็นผลผลิต 5) เปน็ กระบวนการเปลย่ี นวตั ถุดบิ ให้เป็นผลผลิต ตอบ 3 การผลติ หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนปจั จยั การผลติ (Input) ให้เปน็ ผลผลติ (Output) โดย การนาปจั จยั การผลติ หลายๆ อย่างมาเขา้ สกู่ ระบวนการผลติ เพ่อื เปลี่ยนให้เป็นผลผลติ 13. ข้อใดเป็นลกั ษณะของปัจจัยแปรผัน 1) มีการเปลยี่ นแปลงไปตามการจา้ งงาน 2) มีการแปรเปลี่ยนไปตามการผลติ 3) มีการเปลยี่ นแปลงไปตามวตั ถดุ ิบ 4) มเี ฉพาะการผลิตในระยะสน้ั 5) ยิง่ ผลติ มากค่าเฉล่ียต่อหน่วยของปัจจยั จะย่งิ น้อยลง ตอบ 2 ปัจจัยแปรผัน เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถแปรผันไดต้ ามปริมาณการผลติ ที่ตอ้ งการ เช่น แรงงาน นา้ มนั เช้ือเพลิง วตั ถุดิบทใี่ ช้ในการผลิต เป็นต้น 14. ปรมิ าณผลผลติ เฉล่ียทเ่ี กิดขึ้นจากการใช้ปัจจยั การผลติ ในปรมิ าณต่างๆ หมายถึงขอ้ ใด 1) TP 2) MP 3) AP 4) TC 5) VC ตอบ 3 ผลผลิตเฉล่ีย (Average Product : AP) หมายถงึ ผลผลิตรวมทัง้ หมดทค่ี ิดเฉลี่ย ต่อปจั จยั แปรผันจานวนหนึ่ง น่นั คือ AP ผลผลติ ทัง้ หมด = ปจั จัยแปรผัน หรือ AP = 15. ข้อใดกลา่ วถกู ต้องเกย่ี วกบั กฎวา่ ด้วยผลตอบแทนทล่ี ดน้อยถอยลง 1) เปน็ กฎทีก่ ล่าวถงึ การใช้ปัจจยั แปรผันรวมกับปัจจัยคงที่ 2) ในชว่ งแรกของการผลิต ผลผลิตจะเพิ่มข้นึ

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 199 ------------------------------------------------------------------------------- 3) เมอื่ ใช้ปัจจยั แปรผันเพิ่มขึ้นเร่ือยๆ ผลผลติ จะเรม่ิ ลดลง 4) เกิดข้ึนกับการผลติ ในระยะสัน้ 5) ถกู ทกุ ข้อ ตอบ 5 กฎที่วา่ ดว้ ยผลตอบแทนทล่ี ดน้อยถอยลง (Law of Diminishing Returns) จะเกดิ ข้ึนใน ระยะเวลาสน้ั ซึง่ กฎดังกลา่ วนม้ี ใี จความสาคญั วา่ เมื่อเพมิ่ ปจั จยั แปรผันเขา้ ทางานร่วมกับปจั จัยคงท่เี กนิ ระดบั หนึ่ง ในระยะแรกผลผลิตหน่วยสุดทา้ ย (MP) จะเพ่มิ ข้นึ แต่หลงั จากน้ันก็จะลดลงในที่สดุ จะเปน็ 0 และติดลบ 16. ในระยะเวลา 15 วนั เบสขายหมวกกันน็อคได้ 50 ใบ มีรายรับรวมจากการขาย 18,900 บาท เบสจะมี รายรับเฉลยี่ AR เทา่ ใด 1) 300 บาท/ตัว 2) 325 บาท/ตัว 3) 378 บาท/ตัว 4) 388 บาท/ตัว 5) 370 บาท/ตวั ตอบ 3 รายรบั เฉล่ีย (AR) = โดย TR = 18,900, Q = 50 ใบ แทนค่า AR = = 378 บาท/ตัว 17. ข้อใดไม่ใชเ่ กณฑ์ในการแบง่ ประเภทตลาดตามแนวความคิดของนกั เศรษฐศาสตร์ 1) จานวนผู้ซื้อและผขู้ าย 2) ลักษณะของสนิ ค้า 3) ราคาของสินคา้ 4) ข้อมลู ข่าวสารของตลาด 5) การเขา้ ออกตลาดของผู้ผลิต ตอบ 3 การแบ่งประเภทต่างตามแนวความคดิ ของนักเศรษฐศาสตร์ มเี กณฑ์ดงั นี้ 1. จานวนผ้ซู ื้อและผู้ขาย 2. ลกั ษณะของสนิ ค้า 3. ข้อมูลข่าวสารทางการตลาด 4. การเข้าออกตลาดของผู้ผลิต 18. ข้อใดคือเงือ่ นไขที่ผู้ผลิตในตลาดแขง่ ขันสมบูรณ์จะได้รับกาไรสงู สดุ 1) รายรบั เฉลีย่ (AR) = รายรบั หน่วยสุดทา้ ย (MR) 2) รายรับเฉล่ีย (AR) = ต้นทนุ หน่วยสดุ ทา้ ย (MC) 3) รายรับหนว่ ยสุดท้าย (MR) = ต้นทุนเฉลย่ี (AC) 4) รายรบั หน่วยสดุ ทา้ ย (MR) = ตน้ ทุนหนว่ ยสุดทา้ ย (MC) 5) รายรบั หน่วยสุดทา้ ย (MR) มีค่าสูงสดุ ตอบ 2 ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ P = AR = MR และเป็นเส้นเดียวกนั ดงั น้ันเงื่อนไขทจ่ี ะทาใหผ้ ู้ผลติ ได้รับกาไรสงู สุดอยู่ที่ P = MC เฉพาะตลาดแข็งขนั สมบรู ณเ์ ท่านัน้ AR = MC 19. การผูกขาดโดยธรรมชาติ เกิดขน้ึ ในตลาดใด 1) ตลาดการแข่งขนั สมบูรณ์ 2) ตลาดผกู ขาด 3) ตลาดซื้อขายเงนิ ตราต่างประเทศ 4) ตลาดผขู้ ายน้อยราย 5) ตลาดกึ่งแข่งขนั กึง่ ผกู ขาด ตอบ 2 การผลิตบางอยา่ งต้องใช้ต้นทนุ การผลติ สงู จงึ จะเกิดการประหยัดจากขนาด เปน็ ปัจจัยที่ทาให้ เกิดการผูกขาดขึ้น

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 200 ------------------------------------------------------------------------------- 20. ขอ้ ใดหมายถงึ รายไดป้ ระชาชาติ 1) มูลคา่ ของสนิ ค้าและบริการทีผ่ ลิตขึน้ ภายในเศรษฐกิจ 2) ราคาของสนิ ค้าท่รี วมบรกิ ารภายในระบบเศรษฐกิจ 3) กาไรของสนิ คา้ และผลผลติ ในระบบเศรษฐกจิ 4) ตน้ ทนุ การผลติ ของสนิ คา้ ภายในระบบเศรษฐกจิ 5) มลู ค่าเพ่ิมของผลผลิตภายในระบบเศรษฐกิจ ตอบ 1 รายไดป้ ระชาชาติ หรือผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น คอื มลู คา่ ของสินคา้ และบรกิ ารข้ัน สุดท้ายตามราคาตลาดท่ปี ระชาชนประเทศหนงึ่ ๆ สามารถผลติ ไดต้ ามในระยะเวลาหน่ึง โดยปกติคิดเป็น 1 ปี มีการคานวณได้ 3 วิธี คือ 1. ด้านผลผลติ (Product Approach) 2. ด้านรายจ่าย (Expenditure Approach) 3. ดา้ นรายได้ (Income Approach) 21. การคานวณรายได้ประชาชาติสามารถคานวณได้กีว่ ิธี 1) 5 วธิ ี 2) 4 วธิ ี 3) 3 วธิ ี 4) 2 วิธี 5) 1 วิธี ตอบ 3 ดคู าอธบิ ายขอ้ 20. ประกอบ 22. ข้อใดไม่ใช่การคานวณรายไดป้ ระชาชาติ 1) การคานวณดา้ นมลู ค่าและเพิ่มผลผลติ 2) การคานวณดา้ นรายได้และผลผลติ 3) การคานวณด้านผลผลติ และรายจ่าย 4) การคานวณดา้ นรายไดแ้ ละรายจ่าย 5) การคานวณด้านการใชจ้ า่ ย ตอบ 1 ดูคาอธิบายขอ้ 20. ประกอบ 23. ข้อใดเป็นผลติ ภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 1) GDP 2) GNP 3) NNT 4) PI 5) DI ตอบ 1 ผลิตภณั ฑม์ วลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) หมายถึงมลู คา่ รวมใน ราคาตลาดของสินค้าและบริการท่เี ปน็ สนิ คา้ ข้ันสดุ ทา้ ยทกุ ประเภททผี่ ลติ ได้เฉพาะภายในประเทศเท่าน้ัน ใน ระยะเวลาทกี่ าหนด (โดยทั่วไปจะมีระยะเวลา 1 ปี) ก่อนท่ีจะหักค่าเสอ่ื มราคาทรัพย์สินอันเนื่องมาจาก การผลติ สินคา้ และบริการเหล่านั้นขึน้ มา 24. รายการต่อไปน้ีไม่สามารถนามาคานวณรายได้ประชาชาติดา้ นรายได้ 1) คา่ ตอบแทนแรงงาน 2) รายได้ของแมค่ ้าในตลาด 3) ดอกเบยี้ เงนิ กูข้ องพมิ พ์ 4) เงินลงทุนของกบ 5) รายได้ของรฐั จากการใหเ้ ช่าท่ีดนิ ตอบ 4 การคานวณรายไดป้ ระชาชาติทางดา้ นรายไดเ้ ปน็ ผลรวมจากรายไดท้ ีเ่ ปน็ ผลตอบแทนของปจั จัย การผลิตได้แก่ 1. ค่าจ้างทเ่ี ปน็ ผลตอบแทนของแรงงาน 2. ค่าเช่าทเ่ี ปน็ ผลตอบแทนจากการใชท้ ด่ี ิน

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 201 ------------------------------------------------------------------------------- 3. ดอกเบี้ยท่ีเป็นผลตอบแทนของทุน 4. กาไรทเ่ี ป็นผลตอบแทนของผปู้ ระกอบการ (สว่ นเงินทุนของกบ จัดวา่ เป็นการคานวณทางด้านรายจ่าย) 25. ข้อใดไม่จดั อยู่ในสาขาการผลิต 1) เกษตรกรรม 2) อตุ สาหกรรม 3) การค้า 4) บริการ 5) การลงทุน ตอบ 5 การลงทนุ (Investment : I) จัดวา่ เปน็ การคานวณรายได้ประชาชาติทางด้านรายจ่ายรวม (Expenditure Approach) 26. การผลติ ทไี่ ม่ผา่ นตลาด (Non-market Production) หมายถงึ ขอ้ ใด 1) การปลูกผกั ขาย 2) การทาอาหารกินเอง 3) การเปิดรา้ นถ่ายเอกสาร 4) บริการทัวรน์ าเที่ยว 5) กล่มุ แมบ่ ้านทาขนมขาย ตอบ 2 สนิ คา้ และบรกิ ารทีไ่ ม่ผ่านตลาด คือ ไมไ่ ด้ทาการซ้ือขายกันในทอ้ งตลาด เชน่ การทาอาหารกนิ เอง พืชผลส่วนหน่งึ ทีเ่ กษตรกรเก็บไวบ้ รโิ ภคเอง เสอ้ื ผา้ ที่แมบ่ ้านเยบ็ ใส่เอง การซ่อมรถของตนเอง เปน็ ต้น 27. GNP หมายถึงข้อใด 1) ผลติ ภัณฑ์ภายในประเทศเบื้องต้น 2) รายได้ทีจ่ า่ ยได้ 3) รายได้ทีเ่ ป็นตวั เงนิ 4) ผลิตภณั ฑม์ วลรวมประชาชาติ 5) รายไดป้ ระชาชาติ ตอบ 4 ผลติ ภัณฑม์ วลรวมประชาชาติ (Gross National Product : GNP) หมายถึงมูลคา่ รวมใน ราคาตลาดของสนิ คา้ และบริการขน้ั สดุ ทา้ ยทปี่ ระชาชาตผิ ลิตขึน้ ได้ในระยะเวลา 1 ปี ภายหลังหกั คา่ ใช้จ่าย กนิ ทนุ (CCA) ออกไปแล้ว 28. ขอ้ ใดไม่ใช่อุปสงคม์ วลรวม (Aggregate Demand) 1) การออม 2) การสง่ ออก 3) การนาเขา้ 4) การบริโภค 5) การลงทนุ ตอบ 1 อปุ สงคร์ วม (Aggregate Demand : AD) หมายถงึ ผลรวมของค่าใช้จา่ ยท้งั หมด ซงึ่ ประกอบดว้ ย ค่าใช้จ่ายเพ่ือการอปุ โภคและบริโภคของประชาชน (C), การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน (I), การ ใช้ จา่ ยของรัฐบาล(G)และผลสทุ ธิจากการค้าตา่ งประเทศ (X - M) นั่นคอื AD = C + I + G +(X-M) 29. ข้อใดเปน็ การคานวณด้านรายจา่ ย 1) AD = C + I + G +(X-M) 2) AD = ค่าใชจ้ ่าย + ค่าเช่า + ดอกเบ้ีย + กาไร 3) AD = รายได้ + รายจ่าย + การลงทนุ 4) AD = ท่ดี ิน + ทนุ + แรงงาน + ผู้ประกอบการ 5) AD = รายได้ – คา่ ใชจ้ า่ ย ตอบ 1 ดคู าอธิบายขอ้ 28. ประกอบ 30. ข้อใดหมายถึงแนวโน้มสว่ นเพิ่มแห่งการบริโภค 1) APC 2) APS 3) MPC 4) MPS 5) ไมม่ ขี อ้ ใดถูก ตอบ 3 ความโนม้ เอยี งในการบริโภคหน่วยท่เี พิ่ม (Marginal Propensity to Consume : MPC) หมายถึง คา่ ใชจ้ ่ายเพอื่ การอปุ โภคบริโภคทงั้ หมดทเ่ี พิม่ ข้ึนเมื่อรายไดเ้ พม่ิ ขึ้น 1 หนว่ ย หรือ MPC จะ

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 202 ------------------------------------------------------------------------------- แสดงให้เห็นว่าเมอ่ื รายได้เปลย่ี นแปลงเพ่ิมขน้ึ 1 หนว่ ย จะมีผลทาใหร้ ายจา่ ยในการบริโภคเปลยี่ นแปลง เพิม่ ขึน้ เทา่ ใด หรือ MPC = 31. ขอ้ ใดหมายถงึ แนวโนม้ เฉลย่ี แห่งการออม 1) APC 2) APS 3) MPC 4) MPS 5) ไมม่ ีขอ้ ใดถกู ตอบ 2 ความโนม้ เฉลยี่ ทจี่ ะออมทรพั ย์ (Average Propensity to Save : APS) หมายถงึ จานวน เงินออมทค่ี ิดเฉล่ยี ตอ่ หนงึ่ หน่วยของรายได้ โดยหาจากอัตราส่วนของจานวนเงินท่ีจะออม (S) กบั รายได้ (Y) หรือ APS = 32. ข้อใดเรยี งลาดบั การวิวัฒนาการของระบบอัตราแลกเปลยี่ นได้ถูกต้อง 1) ใชส้ ินคา้ แลกเปลย่ี น, ใชเ้ ครดิตแลกเปลย่ี น, ใช้เงนิ แลกเปลี่ยน 2) ใชส้ นิ คา้ แลกเปล่ยี น, ใช้เงินแลกเปลี่ยน, ใชเ้ ครดติ แลกเปลี่ยน 3) ใช้เครดติ แลกเปล่ียน, ใช้สนิ ค้าแลกเปล่ียน, ใช้เงินแลกเปลี่ยน 4)ใชเ้ ครดิตแลกเปลยี่ น, ใช้เงินแลกเปลยี่ น, ใช้สินคา้ แลกเปล่ียน 5) ใช้เงนิ แลกเปลยี่ น, ใช้สนิ ค้าแลกเปลีย่ น, ใช้เครดิตแลกเปลี่ยน ตอบ 2 ววิ ฒั นาการของระบบอัตราแลกเปลยี่ นแบง่ ออกเปน็ 1. สังคมทใ่ี ช้สนิ คา้ ในการแลกเปลีย่ นกนั 2. สังคมท่ีใช้ส่งิ ของในการแลกเปล่ียน 3. สังคมทใ่ี ช้เงินในการแลกเปล่ียน 4. สังคมทใ่ี ชเ้ ครดิตในการแลกเปล่ียน 33. โรสนาเงนิ ไปฝากไว้ท่ธี นาคาร เงนิ ของโรสทาหน้าท่ีดา้ นใด 1) สอื่ กลางในการแลกเปลีย่ น 2) เป็นเครื่องชาระหนี้ 3) มาตรฐานในการวัดมูลคา่ 4) เป็นเคร่ืองสะสมค่า 5) ไมม่ ขี อ้ ใดถูก ตอบ 4 หน้าที่ของเงินอันมสี ภาพนิง่ 4 ประการ คือ 1. เป็นสอ่ื กลางในการแลกเปลีย่ น 2. เป็นมาตรฐานทใ่ี ช้วดั มูลค่า 3. เป็นมาตรฐานชาระหน้ีภายหนา้ 4. เปลย่ี นเคร่ืองสะสมมูลค่า เชน่ นาเงนิ ไปฝากธนาคาร ซื้อท่ดี ิน ทองคา ฯลฯ 34. ข้อใดคือความหมายของปริมาณเงินตามความหมายแคบ 1) ธนบัตร + เหรียญกษาปณ์ 2) ธนบัตร + เหรยี ญกษาปณ์ + เงินฝากกระแสรายวัน 3) ธนบัตร + เหรยี ญกษาปณ์ + เงินฝากออมทรัพย์และเงนิ ฝากประจา 4) เงินฝากกระแสรายวนั + เงินฝากออมทรพั ย์และเงินฝากประจา 5) ธนบตั ร + เงินฝากกระแสรายวนั + เงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจา ตอบ 2 ปรมิ าณเงินตามความหมายอยา่ งแคบ (Narrow Money) หมายถงึ เหรยี ญกษาปณ์, ธนบัตร และเงินฝากกระแสรายวันท่ีนาออกมาใชห้ มุนเวยี นอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และเป็นปริมาณเงนิ ทีใ่ ช้วดั อานาจซื้อของประชาชน

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 203 ------------------------------------------------------------------------------- 35. ขอ้ ใดเปน็ ลักษณะของการเกิดเงินเฟ้อ 1) GDP ขยายตัวในระดบั สูง 2) เกดิ การส่งออกขยายตวั มาก 3) ราคามกี ารปรับตัวสงู ข้นึ อยา่ งตอ่ เน่ือง 4) เงินทนุ ไหลเขา้ ติดลบ 5) รัฐบาลใชเ้ กบ็ ภาษไี ด้น้อยกวา่ รายจ่าย ตอบ 3 ภาวะเงนิ เฟ้อหมายถึง การทรี่ ะดับราคาสนิ คา้ โดยท่ัวไปสูงขึน้ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง พิจารณาได้จากอตั ราเพม่ิ ของดชั นรี าคาผู้บริโภคซึง่ อัตราเพ่มิ น้ีเรยี กวา่ อัตราเงนิ เฟอ้ 36. หากเกิดเงินเฟ้อ จะดาเนินนโยบายการเงนิ เพือ่ แกไ้ ขปญั หาเงนิ เฟ้ออย่างไร 1) ดาเนินนโยบายแบบเขม้ งวด 2) ดาเนินนโยบายแบบเข้มงวด โดยเพมิ่ ปรมิ าณเงิน 3) ดาเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย 4) ดาเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย โดยเพิ่มปรมิ าณเงนิ 5) ไม่สามารถใชน้ โยบายการเงินแกไ้ ขปญั หาได้ ตอบ 1 นโยบายการเงินแบบเขม้ งวด คอื ลดปริมาณเงินลง โดยวิธดี งั น้ี 1. ธนาคารกลางจะขายหลกั ทรัพยใ์ หแ้ กป่ ระชาชน 2. ธนาคารกลางจะเพิม่ อัตรารับช่วงซ้อื ลดตั๋วเงนิ 3. ธนาคารกลางจะเพ่มิ อตั ราเงนิ สดสารองตามกฎหมาย 37. ตามทฤษฎีของเคนส์ ความต้องการถอื เงนิ ประเภทใดทข่ี นึ้ อยู่กบั รายได้ 1) ถือเงินเพื่อจับจ่ายใชส้ อย 2) ถือเงนิ เพ่ือเหตุฉกุ เฉินจาเป็น 3) ถือเงินเพื่อเก็งกาไร 4) ถือเงินเพื่อจับจ่ายใช้สอยและถือเงินเพอื่ เก็งกาไร 5) ถอื เงินเพือ่ จับจ่ายใชส้ อยและถอื เงินเพื่อเหตุฉุกเฉินจาเป็น ตอบ 5 เคนส์ไดแ้ บ่งความตอ้ งการถอื เงินออกเปน็ 3 แบบ คือ 1. เพ่อื ใชจ้ า่ ยประจาวัน จะขนึ้ อยูก่ ับรายไดใ้ นทิศทางเดียวกนั 2. เพอื่ ใชจ้ ่ายในยามฉกุ เฉิน 3. เพ่ือเก็งกาไร จะขนึ้ อยู่อยู่กับอัตราดอกเบย้ี ในทิศทางตรงกนั ขา้ ม 38. การทที่ ่านฝากเงนิ ไว้กบั ธนาคาร เปน็ การดาเนินงานผา่ นตลาดใด 1) ตลาดเงิน 2) ตลาดบริการ 3) ตลาดสนิ คา้ 4) ตลาดทนุ 5) ตลาดปัจจัยการผลิต ตอบ 1 ตลาดเงนิ เปน็ ตลาดทม่ี กี ารรับฝากและกูย้ ืมเงนิ ในระยะสนั้ ปกติไมเ่ กนิ 1 ปี แบ่งออกเปน็ 1. ตลาดเงนิ ในระบบ จดั ต้งั ข้ึนอยา่ งถกู กฎหมาย เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกลาง บรษิ ัทเงินทนุ หลกั ทรัพย์ ฯลฯ 2. ตลาดเงินนอกระบบ มไิ ด้จัดตั้งตามกฎหมาย เช่น การกู้ยมื กันเองระหว่างประชาชน การเลน่ แชร์ และ การขายฝาก ฯลฯ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 204 ------------------------------------------------------------------------------- 39. ขอ้ ใดไม่ใช่ตราสารทางการเงินทีอ่ ยู่ในตลาดตราสารหนี้ 1) หนุ้ กู้ 2) ต๋ัวสัญญาใชเ้ งิน 3) พนั ธบตั ร 4) ห้นุ กู้ 5) ห้นุ บุริมสทิ ธิ ตอบ 5 ตราสารหนี้แบง่ ออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ 1. ตราสารหน้ภี าคเอกชน เช่น ตวั๋ แลกเงิน ต๋ัวสัญญาใชเ้ งิน หุ้นกู้ ฯลฯ 2. ตราสารหนภ้ี าครัฐบาล เช่น ตั๋วเงินคลงั พันธบัตรรัฐบาล พนั ธบตั รออมทรัพย์ ฯลฯ 40. ถา้ กาหนดให้เงินสดสารองตามกฎหมาย 5% หากมเี งนิ ฝากก้อนแรกเขา้ สู่ระบบธนาคาร 2 ล้านบาท และ ธนาคารจา่ ยดอกเบ้ยี 2% ระบบธนาคารจะสามารถสรา้ งเงนิ ฝากไดเ้ ทา่ ใด 1) 10 ล้านบาท 2) 20 ลา้ นบาท 3) 30 ล้านบาท 4) 40 ล้านบาท 5) 45 ล้านบาท ตอบ 4 จากโจทย์ เงินฝากขั้นต้น (P) = 2 ลา้ นบาท เงินสดสารองตามกฎหมาย (R) = 5% สูตร แทนคา่ ล้านบาท ธนาคารจะสรา้ งเงินฝาก = 40 ลา้ นบาท 41. ข้อใดไม่ใช่เป้าหมายของการคลงั 1) จัดสรรทรพั ยากร 2) รักษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกจิ 3) รักษาความม่นั คง 4) การกระจายรายได้ 5) การจ้างงานเตม็ ท่ี ตอบ 3 เป้าหมายของนโยบายการคลังมดี งั นี้ 1. เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ 2. เพอ่ื รักษาเสถยี รภาพภายในและภายนอกเศรษฐกิจ 3. เพื่อกระจายรายได้ท่เี ป็นธรรม 4. เพ่อื สง่ เสริมการผลติ ทีเ่ ป็นผลดตี ่อส่วนรวม 5. เพอ่ื ควบคุมและจากัดการผลติ ทเี่ ปน็ ผลเสียต่อสว่ นรวม 42. โครงการลงทะเบียนคนจนเพ่ือสวสั ดกิ ารแหง่ รฐั จดั เป็นข้อใดต่อไปนี้ 1) งบประมาณเกนิ ดลุ 2) งบประมาณสมดุล 3) งบประมาณขาดดุล 4) นโยบายการคลังขยายตวั 5) นโยบายการคลงั หดตวั ตอบ 4 นโยบายการคลงั แบบขยายตัว เป็นนโยบายการคลังที่จะถูกนาไปใชเ้ มื่อเกิดเหตกุ ารณเ์ ศรษฐกจิ ถดถอยหรอื ตกต่า โดยใชว้ ธิ ีการเพ่มิ การใช้จา่ ยของรัฐบาลเปน็ งบประมาณขาดดุลหรือลดการจัดเก็บภาษี จากประชาชน เพ่ือเพ่มิ ระดบั อปุ สงค์มวลรวมและจะทาให้รายไดป้ ระชาชาติเพ่ิมขึ้น 43. เมือ่ ประเทศเกดิ ภาวะเงนิ เฟ้อ รัฐบาลควรใชน้ โยบายการคลังในด้านใด 1) งบประมาณเกินดลุ 2) งบประมาณสมดุล 3) งบประมาณขาดดลุ 4) นโยบายการคลงั ขยายตัว 5) นโยบายการคลังหดตวั

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 205 ------------------------------------------------------------------------------- ตอบ 5 นโยบายการคลังแบบหดตวั เปน็ นโยบายการคลังทจี่ ะถูกนามาใช้เม่อื เกิดเศรษฐกจิ รุ่งเรืองจน เกิดภาวะเงินเฟอ้ โดยลดการใช้จ่ายของรฐั บาล เปน็ งบประมาณแบบเกนิ ดุลหรอเพ่มิ ภาษที จ่ี ัดเกบ็ ประชาชน เพือ่ ลดระดับอปุ สงคร์ วมและจะทาให้รายได้ประชาชาตลิ ดลง 44. ขอ้ ใดเปน็ ภาษที างตรง 1) ภาษกี ารคา้ 2) ภาษีมูลคา่ เพ่ิม 3) ภาษีสรรพสามติ 4) ภาษีเงนิ ได้ 5) ภาษีการขาย ตอบ 4 ภาษีทางตรง (Direct Tax) คอื ภาษที ่ีเก็บจากบคุ คลหรอื หน่วยผลิต ไดแ้ ก่ ภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา ภาษีเงนิ ไดน้ ิติบคุ คล ภาษีทรัพย์สิน และ ภาษีมรดก (สว่ นภาษีทางอ้อม (Indirect Tax) คอื ภาษีทเ่ี ก็บจากสินค้าและบรกิ าร ไดแ้ ก่ ภาษกี ารคา้ ภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามติ และภาษี ศลุ กากร) 45. ในบัญชีดลุ การชาระเงนิ ประกอบดว้ ยบญั ชหี ลัก บัญชใี ดบ้าง 1) บัญชีเดนิ สะพัด, บญั ชเี งินทนุ 2) บญั ชีเดินสะพดั , บญั ชีบริการ 3) บญั ชีการคา้ , บญั ชีบริการ 4) บญั ชกี ารคา้ , บญั ชเี งนิ ทนุ 5) บญั ชกี ารค้า, บัญชีบรกิ าร, บญั ชเี งนิ ทุน ตอบ 1 ดลุ การชาระเงนิ แบบบนั ทึก รายรบั และรายจ่ายของการทาธรุ กรรมทางเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศหนง่ึ กับประเทศอื่นๆ ในโลก ในระยะเวลา 1 ปี โดยจะบนั ทกึ ในรูปของเงินสกุลในประเทศ ซึง่ องคป์ ระกอบสาคัญของดุลการชาระเงิน คอื บัญชีเดนิ สะพัด และบญั ชที ุน 46. ถ้าบญั ชีดุลการ ชาระเงินเกนิ ดุล จะทาใหเ้ กิดสิง่ ใด 1) อัตราแลกเปลยี่ นสูงขึ้น และเปน็ ผลดตี ่อการสง่ ออก 2) อตั ราแลกเปลย่ี นสงู ข้นึ และเป็นผลดีต่อการนาเข้า 3) อัตราแลกเปลย่ี นลดลง และเป็นผลดตี ่อการส่งออก 4) อตั ราแลกเปลย่ี นลดลง และเป็นผลดีต่อการนาเขา้ 5) ไม่มขี ้อใดถูก ตอบ 4 ถา้ บัญชดี ลุ การชาระเงินเกนิ ดุล จะทาใหท้ ุนสารองทางการเงินเพม่ิ ขน้ึ เปน็ ผลในอตั ราการ แลกเปล่ียนเงนิ ตราต่างประเทศลดลง หรือค่าเงนิ บาทแขง็ ค่า ในสายตาชาวต่างชาติ เห็นวา่ สินค้าของไทย มี ราคาแพงขึน้ ส่วนคนไทยจะเหน็ วา่ สินคา้ จากต่างประเทศมีราคาถกู ลง จึงเป็นผลดีต่อผู้นาเขา้ แตจ่ ะเป็น ผลเสียตอ่ ผู้ ส่งออก 47. รปู แบบของการคา้ ระหวา่ งประเทศในยคุ แรกสุด เปน็ รปู แบบการคา้ แบบใด 1) การคา้ เสรี 2) การคา้ แบบกดี กนั 3) การรวมกลมุ่ แบบพหุภาคี 4) การคา้ ตามแนวคดิ ของคลาสสิก 5) การค้าตามแนวคดิ พาณิชย์นิยม ตอบ 2 นโยบายกดี กนั ทางการค้าเร่ิมมาจากกลุม่ พาณชิ ยน์ ิยม (Mercantilism) ในชว่ งศตวรรษที่ 18 ให้ มกี ารสง่ ออกสนิ คา้ ออกไปขายมากกว่าการสั่งสินคา้ เขา้ หรือให้มีดุลการคา้ แบบได้เปรยี บ 48. สาเหตุใดท่ที าใหเ้ กิดการคา้ ภายใตท้ ฤษฎคี วามไดเ้ ปรยี บโดยเปรยี บเทียบ 1) ความแตกตา่ งทางด้านประชากร 2) ความแตกต่างด้านทรัพยากร

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 206 ------------------------------------------------------------------------------- 3) ความแตกต่างทางดา้ นตน้ ทุน 4) ความแตกต่างด้านพฤตกิ รรม 5) ถูกทุกขอ้ ตอบ 3 ภายใต้แนวคดิ ทฤษฎีความได้เปรียบเสยี เปรียบโดยเปรียบเทยี บของเดวิด รคิ ารโ์ ด สาเหตทุ ่มี ี การค้าเกิดจากความแตกตา่ งด้านตน้ ทุนการผลิต โดยแตล่ ะประเทศจะเลอื กผลิตเฉพาะสินค้าทเี่ มือ่ เปรยี บเทยี บกับสินคา้ อ่ืนแล้ว ประเทศตนสามารถผลิตได้ด้วยตน้ ทนุ ท่ีต่าทส่ี ุด โดยมกี ารเปรียบเทียบ ตน้ ทุนแรงงานท่ใี ชใ้ นการผลติ สินคา้ ในสองประเทศนัน้ 49. ขอ้ ใดไม่ใช่วตั ถปุ ระสงคข์ องประชาคมอาเซยี น 1) เปน็ ตลาดพื้นฐานการผลติ สินค้าร่วมกัน 2) สรา้ งขีดความสามารถในการแขง่ ขัน 3) การพัฒนาเศรษฐกิจอยา่ งเสมอภาค 4)การบรูณาการเข้ากบั เศรษฐกิจโลก 5) ร่วมกันส่งออกสนิ ค้าในนามอาเซยี น ตอบ 5 ประเทศประชาคมอาเซียน (AEC) จัดตัง้ ขน้ึ เพ่อื ให้ภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตม้ ีเศรษฐกิจ มนั่ คง และสามารถแขง่ ขนั กับภูมิภาคอ่ืนได้ โดยมีวัตถุประสงค์ 4 ดา้ น คอื 1. มีการตลาดและฐานการผลิตเดียว โดยจะมกี ารเคลอ่ื นย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือ อย่างเสรี 2. การสรา้ งขีดความสามารถในการแขง่ ขนั โดยให้ความสาคญั กบั ประเด็นนโยบายทจี่ ะชว่ ยสง่ เสรมิ การ รวบรวมกลมุ่ ทางเศรษฐกิจ 3. การพฒั นาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค สง่ เสรมิ การพัฒนาวสิ าหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพอ่ื ลด ชอ่ งว่างการพฒั นาทางเศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศสมาชกิ 4. การบรู ณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ประสานนโยบายเศรษฐกิจของอาเซียนกับภูมิภาคอน่ื 50. ขอ้ ใดไม่ถกู ต้องเก่ียวกบั การพัฒนาเศรษฐกิจ 1) รายได้เพ่ิม 2) ประชากรเพิ่ม 3) อานาจการซ้ือเพ่มิ 4) การลงทนุ เพ่มิ 5) ผลผลติ เพมิ่ ตอบ 2 การพฒั นาเศรษฐกิจ หมายถึง การทาให้รายไดท้ ีแ่ ท้จริงตอ่ คนเพมิ่ ขึ้นตดิ ต่อกันเป็นเวลานาน เพอื่ ทาใหป้ ระชาชนส่วนใหญ่มคี วามเป็นอยู่ท่ดี ขี ้ึน ดงั นั้นการพัฒนาเศรษฐกจิ จะทาให้เกิดการ เปลย่ี นแปลงท้ังทางดา้ นเศรษฐกิจและสังคม 51. การทเ่ี ราฝากเงนิ ประเภทเงินฝากประจาไว้กบั ธนาคารพาณชิ ย์ ถือเปน็ หน้าทีข่ องเงินข้อใด 1) เปน็ มาตรฐานวัดมูลค่า 2) เป็นสื่อจงู ใจในการทางาน 3) เปน็ ส่อื กลางในการแลกเปลยี่ น 4) เปน็ เครื่องมือสะสมมูลคา่ 5) ไมม่ ีข้อถูก ตอบ 4 การฝากเงนิ ประเภทเงินฝากประจาไวก้ ับธนาคารพาณชิ ย์เป็นการพกั อานาจซือ้ ในปัจจุบนั ไปสู่ อนาคต หรือในเวลาอื่นท่ีต้องการ เงินจึงทาหน้าท่ีเป็นเคร่ืองสะสมมูลค่า (Store of Value) 52. ข้อใดไม่ตรงกับหน้าทข่ี องเงิน 1) เปน็ ส่งิ จงู ใจในการทางาน 2) เปน็ มาตรฐานวัดมูลคา่ 3) เป็นส่ือกลางในการแลกเปล่ียน 4) เปน็ เครื่องมอื สะสมมลู ค่า

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 207 ------------------------------------------------------------------------------- 5) ไม่มีขอ้ ถูก ตอบ 1 หน้าทีข่ องเงินอันมีสภาพนิ่ง 4 ประการ คือ 1. เปน็ สอื่ กลางในการแลกเปล่ยี น 2. เปน็ มาตรฐานทใี่ ช้วดั มูลค่า 3. เปน็ มาตรฐานชาระหนี้ภายหนา้ 4. เปลี่ยนเครื่องสะสมมลู คา่ เชน่ นาเงนิ ไปฝากธนาคาร ซื้อทดี่ ิน ทองคา ฯลฯ 53. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของ ค่าของเงินภายในลดลง 1) ต้นทนุ การผลิตสนิ คา้ ลดลง 2) อานาจซอื้ ทแ่ี ทจ้ รงิ เพิม่ ข้ึน 3) ราคาสนิ ค้าจากตา่ งประเทศถูกลง 4) ระดบั ราคาสนิ ค้าในประเทศถกู ลง 5) ไม่มขี ้อใดถกู ตอบ 1 ค่าภายในของเงิน หมายถึง อานาจซอื้ ของเงินจานวนหน่งึ ซ่ึงอานาจซอื้ น้ีจะเปล่ยี นแปลง ตรงกันข้ามกับราคาสินค้า - ถ้าราคาสินคา้ สงู ขึ้น เงนิ จานวนเท่าเดิม ซอ้ื สินค้าได้นอ้ ยลง ค่าของเงนิ ลดลง - ถา้ สินค้าราคาลดลง เงินจานวนเท่าเดมิ ซื้อสินคา้ ได้มากข้ึน คา่ ของเงินเพ่ิมขน้ึ 54. การท่ีอัตราแลกเปล่ียน เปลี่ยนจาก 31 บาท เป็น 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะกระทบกบั คา่ เงิน อยา่ งไร 1) ค่าเงินบาทแข็งคา่ 2) ค่าเงินบาทเสื่อมค่า 3) คา่ เงนิ ดอลลาร์ลดค่า 4) ค่าเงินบาทและค่าเงินดอลลาร์ออ่ นค่า 5) คา่ เงนิ บาทและคา่ เงินดอลลารแ์ ขง็ ค่า ตอบ 2 อตั ราการแลกเปล่ียนจาก 31 บาท มาเปน็ 33 บาท ต่อดอลลารส์ หรฐั แสดงวา่ ราคาเงิน ดอลลาร์ แพงข้ึน อัตราการแลกเปลยี่ นเงนิ ตราต่างประเทศสูงข้นึ หรอื เงนิ ดอลลารแ์ ขง็ คา่ ในขณะที่เงนิ บาทอ่อนค่าหรือเงิน บาทเสอื่ มค่า ส่งผลให้มกี ารสง่ ออกเพม่ิ ขึ้น แตก่ ารนาเข้าจะลดลง กรณนี ีผ้ ูส้ ่งออกจะได้รับประโยชน์ สว่ นผู้นาเข้า จะเสยี ประโยชน์ 55. ข้อใดไม่อยู่ในความหมายของปรมิ าณเงินตามความหมายแคบ (M1) 1) ปรมิ าณเงินฝากประแสรายวนั 2) ปริมาณเหรียญกษาปณ์ 3) ปรมิ าณเงินฝากออมทรพั ย์ 4) ปริมาณธนบัตร 5) ไม่มีขอ้ ใดถกู ตอบ 3 ปริมาณเงินตามความหมายแคบ (M1) ประกอบด้วย ปริมาณธนบัตร เหรียญกษาปณ์ และเงิน ฝากกระแสรายวันที่นาออกมาหมุนเวยี นในมือของประชาชน 56. ข้อใดไม่ถูกนบั รวมเป็นปริมาณการเงินตามความหมายอยา่ งกวา้ ง (M2) 1) ธนบัตร 2) เหรียญกษาปณ์ 3) ทองคา 4) เงนิ ฝากกระแสรายวัน 5)เงินฝากออมทรพั ยแ์ ละเงนิ ฝากประจา ตอบ 3 ปริมาณเงินตามความหมายอยา่ งกวา้ ง ประกอบดว้ ย เหรยี ญกษาปณ์ ธนบุตร เงินฝาก กระแส รายวนั เงินฝากประจา เงินฝากออมทรัพย์

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 208 ------------------------------------------------------------------------------- 57. การสร้างเงินฝากของธนาคารพาณชิ ยเ์ กิดขึน้ ไดอ้ ยา่ งไร 1) การขยายสาขา 2) การขายประกนั 3) การซอ้ื สินทรัพย์ 4) การปลอ่ ยกู้ 5) การแลกเปล่ยี นเงินตราต่างประเทศ ตอบ 4 เมอ่ื มผี นู้ าเงนิ มาฝากไวท้ ่ธี นาคารแหง่ ใดแหง่ หนง่ึ ธนาคารนัน้ สามารถนาเงินดงั กล่าวไปให้ผอู้ นื่ กู้ ได้ (เพ่ือหารายได้ของธนาคาร และนาผลตอบแทนจากเงินกู้นั้นมาจา่ ยดอกเบีย้ แก่ผฝู้ ากเงิน) การนาเงนิ ไปฝากไป ปลอ่ ยกู้เท่ากับเปน็ การสร้างเงินเพ่มิ ขึน้ ในระบบ จงใช้ข้อมูลตอ่ ไปนต้ี อบคาถามขอ้ 58 – 60 นายต้ังใจนาเงินสดมาฝากท่ีธนาคารพาณิชยแ์ ห่งหนงึ่ จานวน 500,000 บาท และขณะน้นั ธนาคาร กลางกาหนดให้อัตราเงินสดสารองทางกฎหมายเท่ากบั ร้อยละ 10 อยากทราบว่า 58. ธนาคารพาณิชย์จะมเี งินฝากขั้นต้นเพิ่มขน้ึ เป็นเงนิ กบ่ี าท 1) 50,000 บาท 2) 450,000 บาท 3) 500,000 บาท 4) 2,500,000 บาท 5) 5,000,000 บาท ตอบ 3 เงิน 500,000 น้ถี ือว่าเปน็ เงินฝากข้นั ต้น ธนาคารเก็บเงินสดสารองตามกฎหมายไว้ 10% - เงินสดสารองตามกฎหมาย บาท - เงินสดสารองส่วนเกิน บาท 59. ธนาคารพาณชิ ย์จะมีเงนิ สดสารองตามกฎหมายเพ่มิ ข้ึนเป็นเงินกบี่ าท 1) 50,000 บาท 2) 450,000 บาท 3) 500,000 บาท 4) 2,500,000 บาท 5) 5,000,000 บาท ตอบ 2 ดคู าอธิบายข้อ 58. ประกอบ 60. ธนาคารพาณิชย์จะมีเงินสดสารองตามกฎหมายเพมิ่ ข้ึนเป็นก่บี าท 1) 50,000 บาท 2) 450,000 บาท 3) 500,000 บาท 4) 2,500,000 บาท 5) 5,000,000 บาท ตอบ 1 ดูคาอธิบายขอ้ 58. ประกอบ 61. ถ้าเงนิ ฝากเรม่ิ แรก = 5,000 ล้านบาท และอตั ราเงินสดสารองตามกฎหมาย = 10% จานวนเงิน ฝากทั้งสนิ้ ทรี่ ะบบธนาคารสร้างได้จะเท่ากบั ก่ลี ้านบาท (ใช้สูตร ) 1) 500 2) 50,000 3) 55,000 4) 5,000 ล้านบาท 5) ไม่มีข้อถกู ตอบ 2 เงินฝากเรมิ่ แรก (P) = 5,000 ลา้ นบาท, R = 10% สูตร แทนคา่ ลา้ นบาท 62. ถ้าเงนิ ฝากเริม่ แรก = 1,200 ล้านบาท และอตั ราเงนิ สดสารองตามกฎหมาย = 5% จานวนเงิน ฝากทงั้ สน้ิ ทรี่ ะบบธนาคารสร้างได้จะเท่ากับกี่ลา้ นบาท (ใชส้ ตู ร ) 1) 240 2) 1,200 3) 6,000 4) 12,000 5) 24,000 ตอบ 5 เงินฝากเรม่ิ แรก (P) = 1,200 ล้านบาท, R = 5% สูตร แทนค่า ลา้ นบาท 63. องค์กรใดทาหน้าทใี่ นการกาหนดนโยบายทางการเงิน 1) ธนาคารพาณชิ ย์ 2) กระทรวงการคลัง 3) มหาวทิ ยาลัย 4) องค์การบริหารส่วนจงั หวัด 5) ธนาคารกลาง

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 209 ------------------------------------------------------------------------------- ตอบ 5 นโยบายการเงิน คอื การควบคุมปรมิ าณเงินและสินเชอ่ื ให้อยู่ในระดับท่เี หมาะสม เพอื่ ให้บรรลุ เปา้ หมายทางเศรษฐกิจ ผู้มีอานาจหนา้ ทใี่ นการดาเนนิ นโยบายทางการเงนิ คอื ธนาคารกลาง 64. หากตอ้ งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรดาเนินนโยบายการเงนิ ประเภทใด 1) นโยบายการเงนิ แบบสมดุล 2) นโยบายการเงินแบบเขม้ งวด 3) นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย 4) นโยบายการเงนิ แบบขาดดุล 5) ไมม่ ขี ้อถกู ตอบ 3 นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย จะใช้ในกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรอื ถดถอย การ ผลิต – การลงทนุ การใช้จ่ายอย่ใู นระดบั ตา่ และเปน็ การดาเนินการเพ่ือช่วยกระตนุ้ เศรษฐกิจฟ้ืนตัว 65. ขอ้ ใดจดั เปน็ เครื่องมอื ของนโยบายการเงินด้านการควบคุมปริมาณ 1) การกาหนดหลกั ทรพั ย์ค้าประกันหรือการขอสนิ เชื่อ 2) การซ้ือขายในหลกั ทรัพย์รัฐบาล 3) การกาหนดเงนิ ดาวนใ์ นการซ้ือบ้าน 4) กาหนด Margin Requirement สินเชื่อ 5) ถกู ทุกข้อ ตอบ 2 วิธกี ารควบคมุ ทางปรมิ าณมี 3 วิธสี าคัญคอื คือ 1. การซ้อื ขายหลักทรพั ยร์ ัฐบาล 2. การกาหนดอัตรารบั ช่วงซื้อลดเงิน หรืออัตราดอกเบย้ี มาตรฐาน 3. การเปล่ยี นแปลงอัตราเงินสดสารองตามกฎหมาย 66. นโยบายการเงินข้อใดจัดเป็นนโยบายด้านการควบคุมเชิงคุณภาพท่ีส่งผลให้ปริมาณเงินลดลง 1) เพิ่มอัตราเงินสดสารองตามกฎหมาย 2) เพม่ิ อัตรารบั ช่วงซ้ือลด 3) ขายพันธบตั รรฐั บาล 4) เพ่มิ เงินดาวน์ในการซ้อื สินคา้ 5) ถกู ทุกข้อ ตอบ 4 นโยบายด้านการควบคมุ คณุ ภาพ มีดงั น้ี 1. สนิ เช่อื เพื่อการซ้อื หลกั ทรัพย์ (Margin Requirement) - ถา้ กาหนด Margin สงู แสดงวา่ ใหก้ ูน้ อ้ ยลง เป็นการลดปรมิ าณเงิน - ถา้ กาหนด Margin ตา่ แสดงวา่ ใหก้ ู้ไปซ้อื ได้มากขน้ึ เป็นการเพ่ิมปรมิ าณเงิน 2. สินเชอ่ื เพื่ออสังหารมิ ทรพั ยแ์ ละสินเชือ่ เพอ่ื การบริโภค - ถ้ากาหนดเงนิ ดาวนสงู ระยะเวลาผ่อนชาระสน้ั ทาให้กูย้ าก เป็นการลดปริมาณเงนิ - ถ้ากาหนดเงนิ ดาวน์ต่า ระยะเวลาผอ่ นชาระยาว ทาให้ก้งู า่ ย เป็นการเพิ่มปรมิ าณเงิน 67. การใชเ้ ครื่องมือนโยบายการเงินข้อใดสง่ ผลในการแก้ปัญหาการเกดิ เงินเฟ้อ 1) ขายธนบตั ร, ลด Margin Requirement 2) ซอ้ื คืนพนั ธบตั ร, เพิ่มอตั รารบั ช่วงซ้อื ลด 3) ขายพนั ธบัตร, ลดการใหส้ นิ เช่อื 4) ซือ้ คนื พนั ธบตั ร, เพ่ิมเวลาการผอ่ นชาระ 5) ซ้อื คืนพันธบตั ร, เพมิ่ อตั ราเงินสดสารองทางกฎหมาย

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 210 ------------------------------------------------------------------------------- ตอบ 3 นโยบายการเงินแบบเข้มงวด เปน็ การลดปรมิ าณเงินในระบบเศรษฐกิจลง มกั ถกู นามาใชเ้ มือ่ เกิด ภาวะเงนิ เฟ้อ ประชาชนใชจ้ ่ายเกินตวั ขาดดลุ การค้าและดุลการชาระเงนิ รวมท้ังช่วยลดความร้อนแรงของระบบ เศรษฐกิจ ทาไดด้ ังนี้ 1. ขายหลกั ทรพั ยใ์ หป้ ระชาชน 2. เพ่มิ อตั ราเงินสดสารองตามกฎหมาย 3. เพม่ิ อัตรารบั ช่วงซอ้ื ลดต๋ัวเงนิ หรือเพ่มิ อัตราดอกเบย้ี มาตรฐาน 68. การใชเ้ คร่ืองมอื นโยบายการเงินข้อใดส่งผลในการแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกตา่ 1) ขายธนบตั ร, ลด Margin Requirement 2) ซ้ือคืนพันธบตั ร, เพิ่มอตั รารับชว่ งซื้อลด 3) ขายพันธบตั ร, ลดการให้สนิ เช่อื 4) ซ้ือคนื พันธบัตร, เพม่ิ เวลาการผอ่ นชาระ 5) ซือ้ คนื พันธบัตร, เพ่มิ อตั ราเงินสดสารองทางกฎหมาย ตอบ 4 นโยบายการเงินแบบผอ่ นคลาย เปน็ การเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ จะถูกนามาใช้เม่อื ภาวะ เศรษฐกิจซบเซาหรอื ถดถอย เกิดภาวะเงนิ ฝืด เป็นการกระต้นุ เศรษฐกจิ ใหฟ้ น้ื ตวั ทาได้ดังนี้ 1. ซ้อื หลักทรัพยจ์ ากประชาชน 2. ลดอตั ราเงินสดสารองตามกฎหมาย 3. ลดอตั รารบั ชว่ งซ้ือลดตว๋ั เงิน หรือลดอัตราดอกเบย้ี มาตรฐาน (ดคู าอธิบายข้อ 66. ประกอบ) 69. ขอ้ ใดไม่ใช่ความต้องการถือเงินตามทฤษฎีของเคนส์ 1) จิ๋วเกบ็ เงินไวเ้ พ่ืออยากมเี งินมากๆ 2) พรเกบ็ เงินไวเ้ พ่ือซือ้ พันธบตั ร 3) พเี กบ็ เงนิ ไว้เพอื่ รักษาตัวเม่ือเจ็บป่วย 4) พายเก็บเงนิ ไวเ้ พ่ือซ้อื ขา้ ว 5) พรรณเก็บเงินไวเ้ พือ่ ไปเท่ียว ตอบ 1 เคนสไ์ ดแ้ บง่ ความตอ้ งการถอื เงินออกเป็น 3 แบบ คือ 1. เพ่อื ใชจ้ ่ายประจาวัน จะขึน้ อยูก่ ับรายไดใ้ นทศิ ทางเดียวกัน 2. เพ่อื ใชจ้ ่ายในยามฉุกเฉิน 3. เพอื่ เกง็ กาไร จะขน้ึ อยู่อยู่กบั อตั ราดอกเบ้ียในทศิ ทางตรงกนั ข้าม 70. ข้อใดมผี ลต่ออุปสงคต์ ่อเงิน/ความต้องการถอื เงินเพ่ือเก็งกาไร 1) รายได้ 2) อตั ราเงินเฟอ้ 3) อตั ราวา่ งงาน 4) ดอกเบย้ี 5) ถกู ทกุ ข้อ ตอบ 4 ดคู าอธบิ ายข้อ 69. ประกอบ --------------------------

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 211 ------------------------------------------------------------------------------- ความรู้เกย่ี วกบั การพฒั นาชนบทและชุมชน 1. การพฒั นาชุมชนโดยให้ประชาชนมสี ว่ นร่วม 1.1 แนวคิดการพัฒนาชุมชน 1.1.1 ความหมายการพฒั นาชมุ ชน การพัฒนาชมุ ชน ประกอบดว้ ย 2 คา คือ การพฒั นา และชมุ ชน การพัฒนา หมายถงึ ทาให้เจริญ การเปลีย่ นแปลง เปลยี่ นสภาพ ปรับปรงุ ให้ต่างจากเดิม ชมุ ชน หมายถงึ การรวมตัวของบคุ คล กลุ่ม/องค์กรชุมชน เครือข่ายองคก์ รชุมชน และ ประชาชนทอ่ี าศยั อยู่ในขอบเขตพ้ืนท่หี นึ่ง ๆ ซ่งึ มีปฏิสมั พันธ์ซ่ึงกนั และกนั ระดับพ้ืนฐานทีส่ ุด คือหมู่บ้าน หรือ ชุมชนในรปู แบบอื่น ๆ ท่มี ีมารวมตวั กันเพอื่ แก้ไขปญั หาเดียวกัน เชน่ ชมุ ชนลุ่มน้า ชุมชนวัฒนธรรม เปน็ ต้นการ พฒั นาชมุ ชน (Community Development) ตามหลักการพ้ืนฐานเป็นกระบวนการให้ การศึกษา (educational process) แกป่ ระชาชนเพือ่ ใหส้ ามารถพงึ่ ตนเองได้ (self – reliance) หรือช่วยตนเองได้ (self – help) ในการคดิ ตดั สนิ ใจ และดาเนนิ การแกป้ ัญหา ตลอดจนตอบสนองความตอ้ งการของตนเอง และ สว่ นรวม 1.1.2 ปรชั ญาการพฒั นาชุมชน ปรชั ญาพ้ืนฐานเบ้อื งต้นของนักพัฒนาชมุ ชน คือ ความเช่ือมนั่ และศรทั ธาในมนุษยชาตวิ ่ามนษุ ยท์ กุ ชวี ิต มี คุณค่า มีความหมาย มศี ักดิ์ศรี มีศกั ยภาพ และ สามารถพฒั นาไดถ้ ้ามโี อกาส 1.1.3 หลักการพฒั นาชุมชน คือ หลกั ประชาชน กลา่ วคอื 1. เริ่มต้นที่ประชาชน ยืนจุดเดยี วกบั ประชาชน มองโลก มองชวี ิต มองปญั หา จากทัศนะของประชาชน เพื่อให้เขา้ ใจปัญหา ความต้องการของประชาชน เพื่อใหเ้ ข้าถึงชีวิต จิตใจ ของประชาชน 2. ทางานร่วมกับประชาชน (ไม่ใช่ทางานให้แก่ประชาชน เพราะจะทาให้เกดิ ความคิดมาทวงบุญทวงคณุ จากประชาชนในภายหลงั ) การท่ีจะทาใหป้ ระชาชนเขา้ ใจปัญหาของตนเอง และมกี าลังใจลกุ ขน้ึ ต่อส้กู ับปญั หา ชว่ ยกนั คดิ ชว่ ยกันแกไ้ ขปัญหา นน้ั ย่อมมหี นทางทีจ่ ะกระทาได้โดยไมย่ ากหากเข้าใจปัญหาและเข้าถึงจติ ใจ ประชาชน 3. ยึดประชาชนเป็นพระเอก ประชาชนต้องเป็นผู้กระทาการพฒั นาดว้ ยตนเอง ไม่ใช่ เป็นผ้ถู กู กระทา หรือ ฝ่ายรองรับขา้ งเดียว เพราะผลของการกระทาการพัฒนานั้น ตกอย่ทู ี่ประชาชนโดยตรงประชาชน เปน็ ผ้รู ับโชค หรือ เคราะหจ์ ากการพฒั นา นั้น 1.1.4 วธิ กี ารพัฒนาชุมชน เป็นวธิ ีการพ้นื ฐานของการพัฒนาชุมชน คือ 1. การรวมกลมุ่ หรือ จัดตง้ั องคก์ รประชาชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนนุ ใหป้ ระชาชน ซึง่ เปน็ สมาชกิ มี บทบาท และ มีส่วนรว่ ม ในกิจกรรมของกล่มุ /องค์กร ซง่ึ จะส่งผลกระทบไปถงึ ส่วนรวมด้วย 2. การส่งเสริม/สร้างสรรค์ผู้นาและอาสาสมัคร เพอ่ื เปดิ โอกาสและสนบั สนนุ ใหป้ ระชาชน มีความพร้อม จะ เป็นผนู้ า และ เป็นผูเ้ สียสละ ไดอ้ ทุ ศิ ตน ได้แสดงบทบาท มีส่วนรว่ มในกระบวนการพฒั นาชมุ ชนโดยส่วนรวม 1.1.5 กระบวนการพฒั นาชมุ ชน การปฏิบัติงานพัฒนาชุมชนเปน็ งานท่ีต้องทาอย่างต่อเน่ืองเป็น กระบวนการ และต้องอาศยั หลักการมสี ว่ นร่วมในการพัฒนาซงึ่ เป็นหวั ใจสาคัญของการพฒั นาในทกุ ระดบั เป็นการ เปิดโอกาสให้ประชาชนรว่ มคดิ วเิ คราะห์ ตัดสนิ ใจ การวางแผน การปฏิบตั ิตามแผน การติดตามประเมินผลใน

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 212 ------------------------------------------------------------------------------- กิจกรรม/โครงการของชมุ ชน เป็นการสรา้ ง/ปลูกฝังจติ สานกึ ในความเปน็ เจา้ ของกจิ กรรม/โครงการ น้ัน โดย กระบวนการพฒั นาชุมชนที่ประชาชนมสี ว่ นร่วมทุกข้ันตอนมีดงั น้ี 1. การศกึ ษาชุมชน เปน็ การเสาะแสวงหาข้อมูลต่าง ๆ ในชมุ ชน เช่น ข้อมูลด้านเศรษฐกจิ สังคมการเมือง การปกครอง และสภาพความเปน็ อย่ขู องคนในชมุ ชน เพ่อื ทราบปญั หาและความตอ้ งการของชุมชนท่ีแทจ้ รงิ วธิ กี าร ในการศึกษาชมุ ชนอาจตอ้ งใชห้ ลายวิธีประกอบกันทั้งการสมั ภาษณ์ การสังเกต การสารวจ และการศึกษาข้อมลู จาก เอกสารต่าง ๆ ท่มี ีอยู่ในชมุ ชนด้วย เพื่อใหไ้ ดข้ ้อมลู ทตี่ รงกบั ความเป็นจริงมากทสี่ ุด กลวธิ ที ส่ี าคัญทน่ี กั พฒั นาต้อง ใชใ้ นขัน้ ตอนนี้ คือ การสรา้ งความสัมพันธก์ บั คนในชุมชน เพราะถา้ หากปราศจากสัมพันธภาพทดี่ ีระหวา่ งพัฒนา กรกับชาวบา้ น แล้วเป็นการยากที่จะได้รู้ และเขา้ ใจปัญหาความตอ้ งการจริง ๆของชาวบ้าน ความสัมพนั ธ์อนั ดี จนถงึ ขั้นความสนิทสนม รกั ใคร่ ศรทั ธา จงึ เป็นส่ิงทจ่ี าเป็นท่ีจะต้องปลกู ฝังใหเ้ กิดขึ้นกับคนในชุมชน 2. การให้การศึกษาแกช่ มุ ชน เป็นการสนทนา วิเคราะหป์ ัญหาร่วมกบั ประชาชนเป็นการนาข้อมลู ตา่ ง ๆ ท่ี ได้จากขัน้ ตอนการศกึ ษาชมุ ชน มาวเิ คราะหถ์ งึ ปัญหาความตอ้ งการและสภาพท่ีเป็นจรงิ ผลกระทบ ความรนุ แรง และความเสยี หายตอ่ ชุมชน กลวิธีท่สี าคัญในขั้นตอนนี้ คือ การกระตุน้ ให้ประชาชนไดร้ ู้เขา้ ใจ และตระหนกั ใน ปัญหาของชมุ ชน ซง่ึ ในปัจจุบนั กค็ ือ การจัดเวทปี ระชาคม เพอื่ ค้นหาปัญหาร่วมกนั ของชุมชน 3. การวางแผน / โครงการ เป็นข้ันตอนให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ และกาหนดโครงการ เปน็ การนาเอา ปญั หาท่ีประชาชนตระหนกั และยอมรบั ว่าเปน็ ปัญหาของชมุ ชนมารว่ มกันหาสาเหตุ แนวทางแกไ้ ข และจดั ลาดบั ความสาคัญของปัญหา และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสนิ ใจที่จะแก้ไขภายใต้ขดี ความสามารถของประชาชน และการ แสวงหาความชว่ ยเหลอื จากภายนอก กลวิธีที่สาคญั ในขั้นตอนน้ี คอื การใหค้ วามรู้เกยี่ วกบั กระบวนการแกไ้ ขปัญหา วิธกี ารวางแผน การเขยี นโครงการ โดยใช้เทคนิคการวางแผนแบบใหป้ ระชาชนมีส่วนร่วม 4. การดาเนินงานตามแผนและโครงการ โดยมผี ู้รับผดิ ชอบในการดาเนนิ การตามแผนและโครงการทไี่ ด้ตก ลงกันไว้ กลวิธีทสี่ าคัญในข้ันตอนน้ี คือ การเป็นผูช้ ่วยเหลือสนบั สนนุ ใน 2 ลกั ษณะ คือ 4.1 เปน็ ผ้ปู ฏิบตั งิ านทางวิชาการ เชน่ แนะนาการปฏิบัติงาน ใหค้ าปรกึ ษาหารือในการแก้ไขปัญหาที่ เกิดขนึ้ จากการปฏิบัติงาน 4.2 เปน็ ผสู้ ง่ เสรมิ ใหช้ าวบา้ นเขา้ มามีสว่ นร่วมในการปฏิบตั ิงาน 5. การติดตามประเมินผล เป็นการติดตามความกา้ วหนา้ ของงานทด่ี าเนินการตามโครงการเพ่ือการ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขปัญหา อปุ สรรคทพ่ี บไดอ้ ยา่ งทนั ท่วงที กลวธิ ีทส่ี าคญั ในขั้นตอนน้ี คือ การติดตามดูแลการทางานที่ ประชาชนทา เพื่อทราบผลความก้าวหน้าและปญั หาอปุ สรรค แลว้ นาผลการปฏบิ ตั งิ านตาม โครงการ หรอื กิจกรรมไปเผยแพร่เพือ่ ให้ผู้เก่ียวขอ้ งได้ทราบ 1.2 การพัฒนาแบบมสี ว่ นร่วม กระบวนการมีสว่ นร่วม นับเปน็ หวั ใจสาคัญของการพัฒนาในทกุ ระดบั เปน็ การเปิดโอกาสให้ประชาชน รว่ มคิด วิเคราะห์ ตดั สินใจ การวางแผน การปฏิบัติตามแผน การติดตามประเมนิ ผลในกจิ กรรม/โครงการของชมุ ชน เป็นการสรา้ ง/ปลูกฝังจิตสานึกในความเป็นเจ้าของกจิ กรรม/โครงการ นั้นปัจจบุ ัน แนวคดิ การมีส่วนรว่ มของ ประชาชนในงานพฒั นา (People Paticipation for Development) ได้รบั การยอมรับและใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ในงานพฒั นาทกุ ภาคส่วนหรือในลักษณะเบญจภาคี ได้แก่ หนว่ ยงานภาครฐั ภาคเอกชน องคก์ รพัฒนาเอกชน นักวชิ าการ และประชาชน รวมพลงั กันแก้ไขปัญหาทเี่ กิดขึ้น

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 213 ------------------------------------------------------------------------------- ขั้นตอนการมสี ่วนร่วม มี 5 ขนั้ ตอน ดังน้ี ขั้นตอนที่ 1 การมสี ่วนรว่ มในขั้นการริเรม่ิ การพัฒนา เป็นข้นั ตอนทปี่ ระชาชนเขา้ มามีสว่ นร่วมในการ ค้นหาปัญหา/สาเหตขุ องปัญหาภายในชุมชน ตลอดจนมีสว่ นรว่ มในการตัดสินใจกาหนดความต้องการของชุมชน และจดั ลาดบั ความสาคญั ของความต้องการของชุมชน ขนั้ ตอนที่ 2 การมีส่วนรว่ มในข้ันการวางแผนในการพฒั นาซึง่ เป็นข้ันตอนของการกาหนดนโยบาย วัตถุประสงคข์ องโครงการ วิธกี ารตลอดจนแนวทางการดาเนนิ งานและทรัพยากรท่จี ะใช้ ขน้ั ตอนท่ี 3 การมีสว่ นร่วมในขน้ั ตอนการดาเนินการพัฒนา เปน็ ส่วนทปี่ ระชาชนมีสว่ นรว่ มในการสร้าง ประโยชนใ์ ห้กบั ชุมชน โดยไดร้ บั การสนับสนุนดา้ นงบประมาณ เทคโนโลยี ฯลฯ จากองคก์ รภาคพี ัฒนา ขน้ั ตอนท่ี 4 การมีส่วนรว่ มในขน้ั ตอนรับผลประโยชนจ์ ากการพฒั นา ซง่ึ เปน็ ทัง้ การได้รบั ผลประโยชน์ ทางด้านวัตถุและทางด้านจติ ใจ ขัน้ ตอนท่ี 5 การมีส่วนร่วมในขนั้ ประเมินผลการพฒั นา เป็นการประเมินว่า การทป่ี ระชาชนเข้าร่วมพัฒนา ได้ดาเนินการสาเร็จตามวตั ถุประสงคเ์ พยี งใด การประเมินอาจประเมินแบบยอ่ ย (Formative Evaluation) เป็น การประเมนิ ผลความก้าวหน้าเปน็ ระยะๆ หรืออาจประเมินผลรวม (SummativeEvaluation) ซง่ึ เปน็ การ ประเมินผลสรปุ รวมยอด 1.2.1 ปัจจยั สง่ เสรมิ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชน การทจ่ี ะให้ประชาชนมสี ว่ นร่วม นอกจากการปลูกฝงั จิตสานกึ แล้วจะตอ้ งมีการส่งเสรมิ และกระตนุ้ ให้เกดิ การมสี ่วนร่วมอย่างกวา้ งขวางซ่งึ ควรพิจารณาถงึ ปัจจัยตา่ งๆ ดงั นี้ 1. ปัจจัยเกี่ยวกบั กลไกของภาครัฐ ทงั้ ในระดบั นโยบายมาตรการ และการปฏบิ ัติทเ่ี อ้อื อานวย รวมทั้งการ สรา้ งชอ่ งทางการมสี ว่ นรว่ มของประชาชน จาเป็นที่จะต้องทาให้การพัฒนาเปน็ ระบบเปดิ มคี วามเป็นประชาธปิ ไตย มีความโปร่งใส รับฟงั ความคิดเห็นของประชาชน และมกี ารตรวจสอบได้ 2. ปัจจัยด้านประชาชน ทม่ี ีสานึกตอ่ ปัญหาและประโยชน์ร่วมมีสานกึ ต่อความสามารถและภูมปิ ัญญาใน การจัดการปัญหาซง่ึ เกิดจากประสบการณแ์ ละการเรียนรู้ ซ่ึงรวมถึงการสรา้ งพลังเชื่อมโยงในรูปกลุ่มองค์กร เครือขา่ ยและประชาสงั คม 3. ปจั จยั ด้านนักพัฒนาและองคก์ รพัฒนา ซึ่งเป็นผทู้ ม่ี ีบทบาทในการสง่ เสรมิ กระตุ้น สร้างจติ สานึก เอือ้ อานวยกระบวนการพัฒนาสนบั สนุนข้อมลู ข่าวสารและทรพั ยากรและร่วมเรยี นรูก้ ับสมาชกิ ชมุ ชน 1.2.2 ปัญหาอปุ สรรคที่มีต่อการมสี ่วนร่วมของประชาชน 1. อปุ สรรคดา้ นการเมอื ง เกิดจากการไม่ได้กระจายอานาจหน้าท่ีความรบั ผิดชอบใหแ้ กป่ ระชาชน โครงสร้างอานาจทางการเมือง การปกครอง การบริหาร เศรษฐกจิ ถกู ควบคุมโดยคนกลุ่มนอ้ ยทหาร นายทนุ และ ข้าราชการ ขาดกลไกที่มปี ระสิทธิภาพในการแจกแจงทรัพยากร 2. อปุ สรรคด้านเศรษฐกิจ เกิดจากการขาดความสามารถในการพ่งึ ตนเอง อานาจการต่อรองมีน้อย กระบวนการผลติ ปัจจยั การผลติ อยูภ่ ายใตร้ ะบบอปุ ถมั ภ์ ความแตกต่างในสังคม ด้านรายได้ อานาจ และฐานะทาง เศรษฐกิจ 3. อุปสรรคด้านวัฒนธรรม ขนบประเพณใี นแต่ละพนื้ ที่ที่ทาให้ประชาชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ เนอ่ื งจากขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณขี องชุมชน/เผ่า

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 214 ------------------------------------------------------------------------------- 1.3 การดาเนินการโครงการกจิ กรรมของกรมการพฒั นาชุมชน โครงการหรือกิจกรรมการพัฒนาชุมชน หมายถงึ การกระทาใดๆ กต็ ามที่เกดิ จากความคิดรเิ รม่ิ ของ ประชาชน จากปัญหา/ความต้องการของประชาชน โดยการชว่ ยกนั คิด ร่วมกนั ตัดสนิ ใจ ชว่ ยกันวางแผน และ ร่วมกันดาเนนิ การของประชาชน เพื่อแกป้ ัญหาและสนองความตอ้ งการของประชาชนทัง้ ชุมชน หรือของประชาชน สว่ นหนึง่ หรอื กล่มุ หนึง่ โดยมีพฒั นากรเป็นผู้เอื้ออานวยให้ประชาชนเป็นผ้รู ิเริ่มหรือเป็นเจ้าของโครงการโดยมี ตวั อย่างโครงการกจิ กรรมทก่ี รมการพัฒนาชุมชนดาเนนิ การ ดงั น้ี 1.3.1 การพฒั นาผู้นาชุมชนและอาสาสมคั ร วตั ถปุ ระสงค์ เพอ่ื ใหป้ ระชาชนมโี อกาสเสยี สละอทุ ศิ ตนเพอ่ื ส่วนรวม มบี ทบาทและส่วนรว่ มในการ แก้ปัญหาและการดาเนินกิจกรรมพัฒนาของชมุ ชน ม่งุ เน้นใหเ้ กดิ ความต่อเนื่องในการรวมกลมุ่ การพฒั นาศักยภาพ และการดาเนินกิจกรรมใหเ้ กิดผลงานอย่างเปน็ รปู ธรรม 1.3.2 พัฒนากลมุ่ /องคก์ ร/เครือขา่ ย วัตถปุ ระสงค์ เพอื่ สนับสนุนใหป้ ระชาชนรวมตัวกันทากจิ กรรมร่วมกนั ในลกั ษณะกล่มุ /องคก์ รชมุ ชน เช่น คณะกรรมการพัฒนาสตรี กลุม่ ออมทรพั ย์เพื่อการผลิต กลมุ่ อาชีพ ฯลฯ รวมทัง้ สนบั สนุนใหก้ ลุม่ /องค์กรชุมชน รวมตัวกันในลกั ษณะเครือขา่ ยตา่ งๆ เชน่ สมาพนั ธ์องค์การพัฒนาชมุ ชนแหง่ ประเทศไทยสมาคมผนู้ าอาสาพฒั นา ชุมชนไทย สมาคมผูน้ าสตรีพัฒนาชุมชนไทย สมาคมผ้นู าอาชพี กา้ วหนา้ (สิงห์ทอง)4 ภาค ศูนยป์ ระสานงาน องคก์ ารชุมชน (ศอช.) 1.3.3 การพัฒนาแผนชมุ ชน วัตถปุ ระสงค์ เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรขู้ องชุมชน ให้คนในชุมชนชว่ ยกันคิด รว่ มกนั ตัดสินใจ ช่วยกนั วางแผน รว่ มกันดาเนนิ การเพื่อแก้ปัญหาและสนองความตอ้ งการของประชาชนทัง้ ชมุ ชน ซึ่งจะทาให้ชุมชนไดท้ า ความรูจ้ ักและประเมินศักยภาพของชุมชน และกาหนดอนาคตทศิ ทางของชุมชน ทาใหช้ มุ ชนสามารถพ่ึงตนเองได้ และสร้างชุมชนใหเ้ ข้มแขง็ ได้ 1.3.4 สง่ เสริมการออมทรัพย์เพื่อการผลิต วตั ถุประสงค์ เพอ่ื กระตุ้นและสง่ เสริมให้ประชาชนรวมตัวกันระดมเงินออมเพ่ือเปน็ ทุนของชุมชน สนับสนนุ การพฒั นาดา้ นการบรหิ ารและจดั การเงนิ ทนุ ในเชงิ ธรุ กจิ เพื่อพัฒนาอาชพี และคุณภาพชีวติ โดยยดึ หลัก คุณธรรมและการพง่ึ ตนเองเป็นฐานไปสู่สถาบนั นติ บิ ุคคล 1.3.5 ส่งเสริมการจัดตงั้ สถาบนั จัดการเงินทุนชุมชน โดยการบรู ณาการ เชื่อมโยงกลุ่มองคก์ รกองทุน การเงินต่าง ๆ รวมกันบรหิ ารจัดการเงินทุนในชุมชน เพื่อให้เกดิ การใช้เงินทนุ ในชมุ ชนอย่างคมุ้ คา่ เกิดประโยชน์ สูงสุดวัตถุประสงค์ เพื่อให้การจัดการเงินทุนชุมชนเป็นระบบมคี วามเปน็ เอกภาพสามารถแก้ไขปญั หาพัฒนา เศรษฐกิจและพัฒนาสังคมให้ชมุ ชน เพอ่ื เป็นแหลง่ เงนิ ออม แหลง่ ทุน สวสั ดิการของชุมชน และเพ่อื เป็นศนู ย์ แลกเปล่ยี นเรยี นร้ขู องชุมชน 1.3.6 ศูนย์เรยี นรชู้ มุ ชน วัตถปุ ระสงค์ เพอ่ื รวบรวมองคค์ วามรู้ทกี่ ระจัดกระจายอยูใ่ นชมุ ชนให้เป็นระบบสามารถเป็นแหลง่ เรียนรู้ ของคนในชมุ ชน และคนภายนอกชมุ ชน ในการพัฒนาความคดิ พัฒนาอาชีพ และรายได้ รวมทง้ั แกไ้ ขปัญหาอื่น ๆ ของคนในชุมชน

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 215 ------------------------------------------------------------------------------- 2. การพฒั นาของภาครัฐรว่ มกบั องคก์ รพฒั นาเอกชน และภาคประชาสังคม 2.1 ความเปน็ มา ความรว่ มมือระหว่างภาครัฐและองค์กรภาคเอกชนเห็นได้ชัดเจนใน พ.ศ. 2527 เม่อื คณะกรรมการ พฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ได้ตระหนกั ถงึ ศกั ยภาพและพลังความสามารถขององคก์ รภาคเอกชนทจี่ ะ ช่วยส่งเสรมิ และสนบั สนนุ การพฒั นาชนบทของภาครฐั บาล ไดบ้ รรจุนโยบายทจี่ ะส่งเสริมบทบาทขององค์การ ภาคเอกชนไว้เป็นแนวทางในการพฒั นาตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 6 และจดั ตั้งหน่วยงาน ประสานงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนข้นึ ในศนู ย์ประสานงานพัฒนาชนบทแห่งชาติ และตอ่ มาไดจ้ ัดต้ัง คณะกรรมการประสานงานในระดับชาติ เรียกว่า คณะกรรมการประสานงานองคก์ รเอกชนพัฒนาชนบท (กป.อพช.) สาหรับปจั จุบัน รัฐยงิ่ เพิม่ การสนับสนุนการมสี ่วนรว่ มขององคก์ รเอกชนมากขนึ้ เห็นได้จากการเชิญ ภาคเอกชนเขา้ มามีส่วนร่วมในกาดาเนินงานตามนโยบายสาคญั ๆ ของรัฐบาลหลายดา้ น และไดอ้ ุดหนุนงบประมาณ ใหก้ ับองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองคก์ รในการดาเนินกิจกรรมพัฒนาเพ่ือความคลอ่ งตวั ในการขับเคล่ือนนโนบาย ของรัฐบาล \"ประชาสงั คม\" มาจากภาษาองั กฤษวา่ Civil Society และมีผู้ใช้คาภาษาไทยเทยี บเคียงกันหลายคาอาทิ \"สงั คมประชาธรรม\" (ไพบลู ย์ วัฒนศิริธรรม) \"สงั คมราษฎร์\" (เสน่ห์ จามริก) \"วถี ีประชา\"(ชยั อนันต์ สมุทวณชิ ใช้ คานี้โดยมีนัยยะของคาว่า Civic movement) \"อารยสังคม\" (อเนก เหลา่ ธรรมทศั น์) และ\"สังคมเขม้ แขง็ \"(ธีรยุทธ บุญม)ี เป็นตน้ ทงั้ นี้ นักคิดสาคัญ ๆ ของสังคมไทยไดอ้ ธบิ ายขยายความคาว่า \"ประชาสังคม\"หรอื Civil Society นี้ ในบรบิ ทเงื่อนไขและการให้น้าหนกั ท่ีแตกต่างกนั ดังนี้ ศ.ดร.ชยั อนันต์ สมทุ วณิช มองวา่ \"ประชาสังคม\" หมายถงึ ทกุ ๆ ส่วนของสังคมโดยรวมถึงภาครัฐ ภาค ประชาชนด้วย ถอื ว่าทงั้ หมด เป็น Civil Society ซง่ึ แตกต่างจากความหมายแบบตะวนั ตกท่ีแยกออกมาจากภาครัฐ หรอื นอกภาครัฐ แตห่ มายถงึ ทุกฝ่ายเขา้ มาเปน็ partnership กัน (ชัยอนันต์ สมทุ วณิช 2539) โดยนยั ยะน้ี ศ.ดร.ชยั อนันต์ สมุทวณชิ ให้ความสาคญั กับ Civic movement หรือ \"วถิ ปี ระชา\" ทีเ่ ปน็ การดาเนนิ กจิ กรรมของกลมุ่ องค์กร ตา่ ง ๆ โดยเอาตัวกิจกรรมเป็นศูนย์กลางปราศจากการจัดตงั้ ดังขอ้ เสนอท่ีสาคัญในเชงิ ยทุ ธศาสต์การพัฒนา ในชว่ ง ของการจัดทาแผน พัฒนาฯ ฉบบั ท่ี 8 คือ Area-Function-Participation - AFPกลา่ วคือจะต้องเน้นที่ กระบวนการมสี ่วนร่วม ในการดาเนินกิจกรรมการพฒั นาของ ทกุ ฝ่ายร่วมกนั ในระดับพ้ืนที่ (ยอ่ ย ๆ) ซึ่งในท่ีน้ี อาจ เป็นพน้ื ทีจ่ ังหวัด อาเภอ ตาบล หมบู่ า้ น หรือพืน้ ท่ใี นเชงิ เศรษฐกิจ เช่น เขตพ้ืนท่ีชายฝัง่ ทะเล ภาคตะวนั ออก เปน็ ตน้ (ชัยอนันต์ สมุทวณชิ 2539) ไพบูลย์ วฒั นศิริธรรม ไดใ้ ห้ความหมายของ \"ประชาสงั คม\" วา่ หมายถงึ \"สังคมท่ปี ระชาชนทว่ั ไป ตา่ งมี บทบาทสาคัญในการจัดการเรอื่ งตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ยี วกับวิถชี ีวิต ของประชาชน โดยอาศัยองค์กร กลไก กระบวนการและ กจิ กรรมอนั หลากหลาย ทป่ี ระชาชนจัดขน้ึ \" โดยนัยยะของความหลากหลาย ขององค์กรนีไ้ ม่ว่า จะเปน็ กลมุ่ องคก์ ร ชมรม สมาคม ซงึ่ ลว้ นแต่มบี ทบาทสาคญั ต่อการผลักดนั การเปลี่ยนแปลงทางสงั คมท้ังสิน้ จงึ เปน็ เสมือน \"สังคม\" ของ \"ประชา\" หรอื Society ของ Civil น่ันเอง อยา่ งไรก็ดี คณุ ไพบูลย์ วฒั นศิริธรรม ยงั เสนอต่ออกี ด้วยว่า \"ประชา สังคม\" นน้ั เป็นสว่ นของสังคม ที่ไม่ใชภ่ าครฐั ซงึ่ ดาเนินงานโดยอาศยั อานาจตามกฎหมายและก็ไม่ใชภ่ าคธุรกจิ ซ่ึง ดาเนนิ งานโดยมงุ่ หวังผลกาไรเปน็ สาคัญ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 216 ------------------------------------------------------------------------------- สาหรบั ปจั จบุ ัน ได้มีการพฒั นาภาคประชาสังคมใหเ้ ขม้ แขง็ ผา่ นการพฒั นา ผนู้ า กลมุ่ องคก์ รเครือข่าย ตา่ ง ๆ รวมทั้งรปู แบบการประชาคม ทมี่ ุ่งเนน้ ให้ทุกภาคสว่ นมีส่วนร่วมในการตดั สนิ ใจในการแกไ้ ขปัญหา หรือกาหนด ทศิ ทางการพฒั นาชมุ ชนของตนเอง 2.2 แนวทางส่งเสรมิ บทบาทขององคก์ รเอกชน และภาคประชาสังคมในการพัฒนาแมว้ ่านโยบายของรัฐที่ ส่งเสริมและเปดิ โอกาสใหอ้ งคก์ รเอกชน มีบทบาทมากข้นึ ในการพัฒนาชนบทแก้ไขปัญหาในสงั คมและการ ใหบ้ รกิ ารสงั คม แตก่ ไ็ ม่มีหลักประกันว่าการมีสว่ นร่วมขององค์กรทงั้ สองจะมีมากขึน้ หากผู้เกยี่ วขอ้ ง กระบวนการ ของสังคมในสงั คม และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ไม่เอื้ออานวย เนอ่ื งจากนโยบายของรัฐเปน็ เพยี งกรอบของสังคมใหญ่ เท่าน้นั ดงั น้ันเพ่ือให้นโยบายของรัฐบังเกดิ ผลอยา่ งแท้จรงิ ด้วยความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ควรมี แนวทางในการดาเนินงานของสว่ นต่างๆ ดงั น้ี 1. ระดมส่ือทุกดา้ นปรับทัศนคตแิ ละคา่ นิยมของคนในสงั คมใหเ้ คารพในศกั ดิ์ศรี และสิทธ์ิของกันและกัน ให้มคี วามเชื่อม่ันในความคิดและความสามารถของบคุ คล ไม่วัดคุณคา่ ของคนทฐี่ านะความเป็นอยหู่ รือ ระดับ การศกึ ษา หนา้ ทีก่ ารงาน การยอมรับในคณุ คา่ ความเปน็ มนุษยข์ องคนร่วมสังคม จะทาให้การทางานร่วมกนั เป็นไป ดว้ ยความราบรืน่ สมานฉันท์ แมว้ ่าจะมคี วามขัดแยง้ ในความคดิ หรือแนวทางการทางานบ้าง กไ็ มเ่ ปน็ ปัญหาต่อกา รว่ มกันทางาน 2. ในการส่งเสริมบทบาทขององคก์ รเอกชน ต้องสร้างระบบให้ภาครฐั ดาเนินงานอย่างต่อเนอ่ื งจรงิ จังและ มคี วามจริงใจ โดยใหเ้ ป็นการมบี ทบาทในฐานะหนว่ ยงานหรอื บุคคลทีม่ ศี ักด์ิศรีเทา่ เทยี มกนั หรือเรยี กว่าในฐานะ “หุน้ สว่ น” ไม่ใชใ่ หเ้ ขา้ มามีบทบาทเพยี งร่วมทาในสง่ิ ทร่ี ัฐตัดสนิ ใจไว้แลว้ 3. ส่งเสริมให้เกดิ การผนึกกาลงั ของสงั คมในลักษณะประชาคมในทุกภมู ภิ าค เพื่อใหค้ นในสังคมตนื่ ตัวท่ี จะร่วมกนั รับผดิ ชอบต่อการแก้ไขปญั หาและสรา้ งสรรค์สิง่ ดีงามใหก้ บั สังคมของตนมากขึ้น ซึง่ เป็นทนุ ทางสังคมที่ สาคัญในการแก้ไขปัญหาในสงั คมระยะยาว 4. ใหส้ รา้ งระบบหรอื สภาพแวดลอ้ มทีเ่ อื้อต่อการมบี ทบาทของท้องถ่ินและองค์กร ภาคเอกชน ในการ พฒั นาและแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการเปดิ โอกาสให้องค์กรฯ ได้รับและสามารถเข้าถงึ ข้อมลู ขา่ วสารความรู้ แหล่งทรพั ยากร และบรกิ ารของรัฐอยา่ งยุตธิ รรมและเพียงพอทจ่ี ะตัดสนิ ใจในการรว่ มพฒั นาและแก้ไขปัญหาใน สังคม ไม่วา่ จะเปน็ การทางานในหนา้ ท่ีหรือการทางานร่วมกบั ภาคี เช่น การมีศูนย์บรกิ ารข้อมูลข่าวสารความรู้ท่ีมี เครือขา่ ยเช่ือมโยงอยา่ งทวั่ ถงึ และมีกลไกบังคบั ใหภ้ าครัฐรวมท้งั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ เปิดเผยขอ้ มูลข่าวสาร ความรูท้ ี่เป็นจรงิ ใหส้ าธารณะไดท้ ราบ โดยเฉพาะท่เี กยี่ วกับนโยบาย แผนงาน/โครงการ/กจิ กรรมท่ีจะดาเนินงานใน พน้ื ที่ต่าง ๆ ทรพั ยากร การจัดสรรทรัพยากร ระเบียบ กฎเกณฑใ์ นการจดั สรร สทิ ธปิ ระโยชนข์ องประชาชน จาก การบริการของรฐั และทอ้ งถ่ิน 5. ต้องส่งเสริมกระบวนการเรยี นรู้รว่ มกนั ระหวา่ งหน่วยราชการ องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิน่ องคก์ ร ภาคเอกชน และประชาชนอย่างตอ่ เนอ่ื งเก่ียวกับแนวทางในการแกไ้ ขปญั หาของสงั คมโดยพลังความรว่ มมือของทกุ ฝา่ ย นับตง้ั แตก่ ารร่วมกันวเิ คราะหส์ ถานการณข์ องท้องถ่ิน ตดั สินใจกาหนดวสิ ัยทัศน์ วางแผนดาเนนิ งานติดตาม และประเมินผลการดาเนินงาน โดยให้มีการรว่ มสรปุ บทเรียนเปน็ ระยะๆ กระตุ้นใหต้ ระหนกั ในความเจริญงอกงาม ของประสบการณท์ พ่ี อกพนู ขน้ึ จากการมสี ว่ นรว่ มในการแก้ไขปัญหา ใชค้ วามลม้ เหลวและความสาเรจ็ เป็นบทเรียน ในการแสวงหาแนวทางแกไ้ ขปญั หาท่ียงั่ ยืนต่อไป

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 217 ------------------------------------------------------------------------------- 6. ส่งเสริมใหร้ ่วมกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมแบบองคร์ วม ทีม่ งุ่ ให้สงั คมมีการเจรญิ เตบิ โตในทุกด้าน ไมเ่ น้นการแกป้ ญั หาหนึ่ง โดยไม่คานงึ ถงึ ปัญหาอน่ื ท่ีจะตามมา การส่งเสรมิ ลักษณะน้ีจะบงั เกิดผลอยา่ งเปน็ รปู ธรรมไดก้ ็ตอ่ เม่อื ผู้มีสว่ นรว่ มในการแกไ้ ขปญั หามีความคิดความชานาญ หนา้ ท่ีความรับผิดชอบและความรทู้ ี่ หลากหลาย 7. พัฒนาการมสี ่วนรว่ มขององคก์ รตา่ งๆ จนถงึ ระดบั ทมี่ ีการจดั ระเบียบทางสงั คมจนกลายเป็นบรรทดั ฐาน ของสังคมที่ไดร้ บั การยอมรบั และมขี ้อตกลงรว่ มกนั ท่ีจะยึดถือเปน็ แนวทางในการปฏิบัตงิ านของแตล่ ะฝ่ายเพอ่ื ไม่ใหบ้ ทบาทการมีสว่ นร่วมขององค์กรต่างๆ ในการแกไ้ ขปัญหาในสังคมข้นึ อยู่กับความ สมั พนั ธ์ส่วนบุคคล เมอ่ื เปล่ยี นบุคคลทเี่ ป็นตัวแทนองค์กรนั้น ความร่วมมือหรอื ข้อตกลงร่วมกนั ตอ้ งถูกยกเลกิ 3 การสร้างมาตรฐานของการชี้วัดผลการพฒั นา 3.1 แนวคดิ ตัวชี้วดั การพัฒนาชุมชน การกาหนดตวั ชว้ี ดั การพฒั นาประเทศเรม่ิ ใช้ตั้งแตแ่ ผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504 เปน็ ต้นมา โดยใช้เป็นเคร่อื งมือติดตามผลการพัฒนา และได้มีการพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ โดยหนว่ ยงานท่ีมหี น้าที่ดูแล รบั ผดิ ชอบผลของการพัฒนาแตล่ ะดา้ นมกั เป็นผ้สู ร้างเคร่ืองมอื เอง โดยมีตัวอยา่ งเครื่องชี้วัดการพฒั นาประเทศ ดังนี้ 1. เคร่ืองชว้ี ดั ทางเศรษฐกจิ เชน่ การวัดอัตราการเจริญหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การวัดขีด ความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ การกระจายรายได้ เสน้ ความยากจน (proverty line) การวดั รายได้ ค่าใช้จา่ ยและหนีส้ ินของครัวเรือน เป็นต้น 2. เครื่องชว้ี ดั ทางสังคม เช่น เครื่องชี้วัดความจาเปน็ พื้นฐาน (จปฐ) เครอื่ งช้ีภาวะสงั คม ดชั นที างการศึกษา ตวั ชว้ี ัดสขุ ภาพดีถ้วนหน้า ดัชนคี วามอยูด่ มี ีสขุ ของคนไทย เปน็ ตน้ 3. เคร่ืองช้ีวดั ทางสิ่งแวดล้อม เช่น ดชั นชี ี้วดั คุณภาพส่งิ แวดล้อม เป็นต้น 3.2 เคร่ืองชีว้ ดั ความจาเป็นพื้นฐาน (จปฐ) เคร่ืองช้ีวัดความจาเปน็ พื้นฐาน (จปฐ) ของครัวเรือน ถอื ได้ว่าเปน็ เคร่ืองช้วี ดั ทมี่ กี ารพัฒนาอยา่ งต่อเน่ือง และนาไปใช้ประโยชนเ์ ปน็ อยา่ งมาก โดยเรม่ิ ใชต้ ั้งแต่ พ.ศ. 2528 ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 5 มีการปรับปรุงมาเป็นระยะจนปัจจบุ ันเป็นการจัดเก็บขอ้ มูลความจาเป็นพ้นื ฐาน ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี 10 (ปี 2550-2554) 1. ความสาคญั ของเคร่ืองชวี้ ัด พระราชกระแสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ใน วโรกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้คณะกรรมการอานวยการงานพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ของประชาชนในชนบท (พชช.) และเจา้ หน้าที่เข้าเฝา้ ถวายรายงานคณุ ภาพชีวติ ของคนไทย ปี 2533 (เมอ่ื วันท่ี 16กรกฎาคม 2534) “การ ดาเนินงานพฒั นา แตก่ ่อนใช้วัดดว้ ยสายตาบ้าง เฉลีย่ ไปตามความคิดเห็นท่ีไมเ่ ปน็ เชงิ สถิตบิ า้ ง ทาไปเร่ือย ๆ บา้ ง แต่ ตอนน้ที างราชการมีการสารวจข้อมลู จปฐ. เปน็ ข้อมูลทค่ี ิดวา่ ในขณะน้ดี ที ส่ี ุดแล้ว ดีในการเป็นฐานให้เร่ิมต้นแกไ้ ข ปญั หา เป็นข้อมูลทง่ี ่าย ดงู ่าย และเหน็ ด้วยทมี่ กี ารสารวจข้อมลู จปฐ. มกี ารวัดเพื่อให้พบปญั หา ซึง่ เมื่อรูป้ ัญหาแลว้ จะไดม้ กี ารแกไ้ ข สาหรบั การวัดน้ันจะตรงหรือไมต่ รง แน่นอนตอ้ งมกี ารผิดพลาดบา้ ง ก็ไมน่ ่าจะเป็นปญั หาใหญ่ ขอใหม้ สี ่ิงท่ีจะช่วยชี้ใหฝ้ า่ ยรัฐเข้าไปหาชาวบา้ น ไดท้ ราบปัญหาของชาวบ้านบา้ ง เม่ือเราทาจรงิ สารวจจรงิ แล้ว จะ ทาใหพ้ บกับบคุ คลท่ีควรสงเคราะห์ หรือทาใหพ้ บปัญหาและเม่ือพบปญั หาแล้วจะแก้ไขอยา่ งไรเป็นส่งิ ซึ่งจะตามมา

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 218 ------------------------------------------------------------------------------- หลักการพฒั นาท่คี วรจะคานึงถงึ คอื ช่วยเขาเพ่ือให้เขาชว่ ยตวั เองได้ การใหค้ าแนะนาเพอ่ื ให้ชาวบา้ นได้เรียนรู้ วิธีการแก้ไขปญั หาด้วยตวั เอง จงึ เปน็ สิ่งสาคัญ” 2. ความหมายของขอ้ มลู ความจาเป็นพืน้ ฐาน (จปฐ.) เปน็ ขอ้ มลู ท่แี สดงถึงลักษณะของสังคมไทยทีพ่ ึง ประสงค์ ตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นตา่ ของเครือ่ งช้ีวดั วา่ อยา่ งน้อยคนไทยควรจะมีระดับความเปน็ อยู่ไมต่ า่ กวา่ ระดบั ไหน ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ และทาให้ประชาชนสามารถทราบได้ด้วยตนเองวา่ ในขณะนีค้ ุณภาพชีวติ ของตนเอง ครอบครัว รวมไปถงึ หมบู่ า้ นอย่ใู นระดับใด มีปัญหาทจ่ี ะต้องแกไ้ ขในเรือ่ งใดบ้าง เป็นการส่งเสรมิ ให้ประชาชนเข้า มามสี ่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง ครอบครวั และสังคม อนั เป็นนโยบายสาคญั ในการพัฒนาชนบทของประเทศ ข้อมลู ความจาเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) คือ ข้อมลู ในระดบั ครวั เรอื นท่ีแสดงถึงสภาพความจาเป็นพืน้ ฐานของคนใน ครวั เรือนในดา้ นต่าง ๆ เก่ยี วกบั คณุ ภาพชวี ิตทีไ่ ด้กาหนดมาตรฐานขนั้ ตา่ เอาไว้ว่า คนควรจะมีคุณภาพชีวิตในแตล่ ะ เรื่องอย่างไรในช่วงระยะเวลาหนึง่ ๆ 3. หลกั การของข้อมลู ความจาเปน็ พ้นื ฐาน (จปฐ.) ได้แก่ 3.1 ใชเ้ ครื่องช้ีวดั ความจาเป็นพนื้ ฐาน (จปฐ.) เป็นเครื่องมอื ของกระบวนการเรยี นรขู้ องประชาชนใน หมู่บา้ น/ชมุ ชน เพ่ือใหป้ ระชาชนในหมู่บา้ น/ชมุ ชน ทราบถงึ สภาพความเปน็ อย่ขู องตนเองและชุมชนวา่ บรรลุตาม เกณฑ์ความจาเป็นพ้นื ฐานแลว้ หรือไม่ 3.2 ส่งเสรมิ ให้ประชาชนมสี ่วนรว่ มในการพัฒนาโดยผา่ นกระบวนการ จปฐ. นับต้ังแต่การกาหนด ปัญหาความต้องการทแี่ ทจ้ รงิ ของชุมชน ตลอดจนค้นหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยใชข้ ้อมลู จปฐ. ทม่ี ีอยู่ ตลอดจนการประเมนิ ผลการดาเนนิ งานทผ่ี า่ นมา 3.3 ใช้ขอ้ มลู จปฐ. เป็นแนวทางในการคดั เลือกโครงการต่าง ๆ ของรัฐใหส้ อดคล้องกบั สภาพปญั หา ทแี่ ท้จริงของชมุ ชน สามารถใช้ทรัพยากรท่มี ีอยู่อย่างจากัดได้อยา่ งท่วั ถึงและมีประสทิ ธภิ าพ รวมทัง้ มกี าร ประสานระหว่างสาขาในดา้ นการปฏิบัตมิ ากขน้ึ 4. วตั ถุประสงค์ เพือ่ ให้ประชาชนสามารถพฒั นาชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง และครอบครัวใหม้ ี คุณภาพชีวิตทด่ี ีอยา่ งนอ้ ยผ่านเกณฑ์ความจาเป็นพื้นฐาน โดยมีเครอื่ งชี้วัด จปฐ. เปน็ เครอ่ื งมือ 5. ตวั ชวี้ ัดความจาเป็นพนื้ ฐาน (จปฐ.) ได้แก่ ข้อมูลความจาเปน็ พ้นื ฐาน (จปฐ.) ช่วงแผนพฒั นา เศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 10 (ปี 2550-2554) มีจานวน 6 หมวด 42 ตัวชีว้ ัด 3.3 เคร่ืองช้ีวดั การพัฒนาแบบบรู ณาการทีม่ ีชมุ ชนเปน็ ศูนย์กลาง (ระบบมาตรฐานงานชุมชน)ระบบการ พฒั นาประเทศท่ีผา่ นมาไดม้ ีความพยายามของหนว่ ยงานภาครัฐในการวัด ประเมนิ ผลของการพัฒนา ซ่งึ สว่ นใหญ่ เปน็ การวัดผลเพื่อบอกถึงผลสมั ฤทธิข์ องหนว่ ยงาน หรือเป็นการวดั ประเมินผลในภาพรวมของประเทศ โดย หนว่ ยงานเป็นผ้กู าหนดตวั ชี้วัด แต่ยังไมม่ ีการจัดทาระบบการวัดและประเมินทีช่ มุ ชนเปน็ ผู้กาหนดและนาไปสู่ กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองโดยชุมชนไดอ้ ย่างแท้จริง กรมการพัฒนาชมุ ชนจึงได้จัดทา “เครื่องชว้ี ัดการ พัฒนาแบบบูรณาการที่มีชุมชนเปน็ ศนู ยก์ ลาง” คอื “ระบบมาตรฐานงานชมุ ชน หรือเรียกชอื่ ย่อว่า “มชช.” 3.3.1 ความหมาย ระบบมาตรฐานงานชุมชน หมายถึง เครอ่ื งมือในการสรา้ งกระบวนการเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองของผู้นา ชมุ ชน, กลุ่ม/องคก์ รชุมชน,เครือขา่ ยองค์กรชมุ ชน และชุมชน ไปสู่ขอ้ กาหนดและตัวชวี้ ัดทกี่ ่อใหเ้ กดิ การพฒั นาอัน พงึ ปรารถนาร่วมกันกับภาคีทเี่ ก่ยี วขอ้ ง บนพื้นฐานของความสมัครใจ

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 219 ------------------------------------------------------------------------------- 3.3.2 หลกั การของระบบมาตรฐานงานชมุ ชน 1. การประสานความรว่ มมอื จากภาคกี ารพฒั นา ทัง้ ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน 2. การมีสว่ นรว่ มของชมุ ชน ชุมชนเปน็ เจ้าของ ประชาชนเป็นผไู้ ด้รบั ประโยชน์ 3. ยดื หยนุ่ สอดคลอ้ งเหมาะสมกับชมุ ชน 4. เป็นทยี่ อมรบั ของทกุ ภาคส่วน 5. ความสมคั รใจของชุมชน ในการเขา้ สรู่ ะบบมาตรฐานชุมชน 6. กระบวนการเรียนรใู้ นการพัฒนาตนเอง 3.3.3 วัตถปุ ระสงค์ของระบบมาตรฐานงานชุมชน 1. เพื่อใหผ้ นู้ าชุมชน กลุ่ม/องค์กร เครือข่าย และชุมชน ใช้เปน็ เครื่องมือและแนวทางสร้างกระบวนการ เรียนรู้ ในการประเมนิ และพัฒนาตนเองไปสคู่ วามเข้มแข็งท่ไี ด้รบั การยอมรับ 2. เพ่ือสง่ เสรมิ สนับสนนุ ให้กล่มุ เปา้ หมาย เกดิ กระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองไปสคู่ ุณภาพ และ ความสาเร็จทีไ่ ด้รับการยอมรับร่วมกันระหวา่ งชุมชนและภาคีทเ่ี ก่ียวขอ้ ง 3. เพ่อื บูรณาการการทางานระหว่างภาคกี ารพัฒนาและชุมชนให้มีเปา้ หมายและทศิ ทางการทางานทช่ี ดั เจน ร่วมกัน ลดความซา้ ซอ้ น เพมิ่ ประสิทธิภาพ และความคุม้ คา่ ในการพฒั นาไป สคู่ วามเข้มเขง็ ของชุมชน 3.3.4 ข้นั ตอนการดาเนินงาน มชช. 1. ขน้ั การเตรยี มการ ประกอบด้วย การเตรยี มขอ้ มูล/เน้ือหา เตรียมตนเอง เตรียมทีมงานเตรยี มงาน 2. ขน้ั ดาเนินการ ประกอบด้วย การสมัคร การสร้างความเขา้ ใจ การวิเคราะห์ตนเอง การสร้างการมสี ่วน รว่ ม การสรา้ งตัวชีว้ ัด การจัดทาแผนพัฒนาตนเอง และการดาเนนิ การตามแผน 3. ข้ันประเมนิ ผล ประกอบด้วย การประเมินผลดว้ ยตนเอง การประเมินผลโดยชมุ ชน/สมาชกิ /คนรอบขา้ ง และการประเมินผลโดยคณะกรรมการ 4. ข้นั ยกยอ่ ง เชิดชเู กยี รติ เช่น มอบเขม็ ใบประกาศเกยี รติคุณ 5. ข้ันขยายผล เชน่ จดั ตั้งเครือข่ายการเรยี นรู้ ศูนยเ์ รยี นรู้ มชช.ต้นแบบ 3.3.5 ประเภทมาตรฐานงานชุมชน มี 4 ประเภท กล่าวโดยสรปุ ตัวชวี้ ัดเป็นเครอ่ื งมือในการบ่งบอกถงึ คุณคา่ หรอื ระดับการพัฒนา ซงึ่ สะท้อนให้เห็นถึง สภาพความเป็นจริงของสงั คมทีเ่ ป็นอยู่ในขณะนั้น ดังน้ันตวั ชวี้ ดั จะตอ้ งมีมาตรฐาน และเปน็ ท่ยี อมรับของคนใน สงั คม ซ่ึงหมายถึงจะตอ้ งรวมมติ ิด้านต่างๆของสังคมทงั้ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและส่งิ แวดลอ้ มในมมุ กว้าง และลกึ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทกุ ระดับ จึงจะสามารถบรรลวุ ัตถุประสงค์ของการพัฒนาท่ยี ั่งยืน 4. การกระจายอานาจในการพัฒนาและงบประมาณสู่ทอ้ งถ่นิ 4.1 ความสาคัญ กฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง 4.1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2550 การกระจายอานาจสู่ทอ้ งถนิ่ ถือวา่ เป็นวัตถปุ ระสงคห์ ลักประการหน่ึงของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักร ไทย พทุ ธศกั ราช 2550 ดงั ปรากฏตาม มาตรา 78 , 80 และ 281-290 โดยมีแนวนโยบายพื้นฐานแหง่ รฐั ดังนี้ 1. รฐั ต้องกระจายอานาจให้ อปท. พ่งึ ตนเองและตัดสนิ ใจในกิจการของท้องถ่ินไดเ้ อง สง่ เสริมให้ อปท. มี ส่วนร่วมในการดาเนนิ การตามแนวนโยบายพน้ื ฐานแหง่ รัฐ

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 220 ------------------------------------------------------------------------------- 2. ส่งเสรมิ และสนับสนุนการกระจายอานาจเพื่อให้ อปท. ฯลฯ จดั และมีส่วนร่วมในการจัดการศกึ ษาเพ่ือ พัฒนามาตรฐานคณุ ภาพการศึกษาใหเ้ ท่าเทียมและสอดคล้องกบั แนวนโยบายพืน้ ฐานแหง่ รัฐ 4.1.2 พระราชบญั ญัติกาหนดแผนและขัน้ ตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ พ.ศ. 2542 มีผลบังคบั ใช้ เม่อื วันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา ฉบบั กฤษฎีกา เลม่ ท่ี 116 ตอนท่ี 114 ก หน้า 48 ถึง 66 วันท่ี 17 พฤศจิกายน 2542สาระสาคัญ ได้แก่ 1. การกาหนดอานาจและหน้าทีใ่ นการจดั ระบบการบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับองคก์ รปกครองส่วน ทอ้ งถ่ิน และระหวา่ งองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ด้วยกันเอง 2. การจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรระหวา่ งรฐั กับองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน โดยคานงึ ถงึ ภาระหนา้ ที่ ของรัฐกับองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ และระหว่างองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินดว้ ยกันเองเป็นสาคญั 3. การจัดให้มคี ณะกรรมการขน้ึ คณะหน่งึ ประกอบดว้ ย ผู้แทนของหนว่ ยงานราชการที่เก่ียวขอ้ ง ผูแ้ ทนของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ และผทู้ รงคณุ วฒุ ิซง่ึ มีคุณสมบัตติ ามทก่ี ฎหมายบญั ญัติโดยมจี านวนเทา่ กนั ทาหนา้ ที่ ตามขอ้ 1 และข้อ 2 ขา้ งต้นการถ่ายโอนภารกิจ กาหนดไว้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นระยะเวลาการถ่ายโอน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2544 – 2547 ระยะท่ี 2 เป็นระยะเวลาการถ่ายโอน ต้ังแตป่ งี บประมาณ 2545 – 2549 ระยะท่ี 3 เป็นระยะเวลาการถ่ายโอน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 – 2553 ซง่ึ เป็นเร่ืองไม่เร่งดว่ น และ จาเปน็ ต้องสรา้ งกลไก และระบบควบคมุ มาตรฐานมารองรบั ภารกิจที่ต้องถ่ายโอนแผนการกระจายอานาจฯ ไดก้ าหนดไว้ 6 ด้าน คือ 1. ด้านโครงสร้างพ้ืนฐาน 2. ด้านสง่ เสริมคณุ ภาพชีวิต 3. ด้านการจัดระเบียบชมุ ชน สังคม และการรกั ษาความสงบเรียบร้อย 4. ด้านกวางแผนการสง่ เสริมการลงทุน พาณชิ ยกรรมและการทอ่ งเทย่ี ว 5. ดา้ นการบรหิ ารจัดการและการอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาตสิ ่งิ แวดล้อม 6. ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี และด้านภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น 4.1.3 แผนการกระจายอานาจให้แก่องคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2543 แผนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเปน็ แผนทกี่ าหนดกรอบแนวคิดเปา้ หมาย และ แนวทางการกระจายอานาจ มีสาระสาคัญ ดังนี้ วิสยั ทศั น์การกระจายอานาจสู่ทอ้ งถน่ิ ในช่วง 4 ปีแรก (พ.ศ. 2544-2547) ของการถา่ ยโอนภารกจิ ตามกรอบของกฎหมายวา่ ด้วยการกาหนดแผน และขัน้ ตอนการกระจายอานาจใหแ้ ก่องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ จะเป็นช่วงของการปรบั ปรงุ ระบบการ บรหิ ารงานภายในขององค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ ราชการบริหารส่วนการ และราชการบรหิ ารส่วนภมู ิภาค รวมท้ัง การพัฒนายุทธศาสตร์ การสร้างความพร้อมในการรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากรงบประมาณ และทรัพยส์ ิน รวมทง้ั การแก้ไขกฎหมายท่ีเก่ียวขอ้ ง ในส่วนของภารกจิ ท่ีถ่ายโอนจะมีทงั้ การถา่ ยโอนให้องคก์ รปกครองสว่ น ท้องถน่ิ อยา่ งสมบูรณ์และการดาเนินงานรว่ มกนั ระหวา่ งองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ด้วยกนั เอง และระหว่างองคก์ ร ปกครองส่วนท้องถิน่ กับหน่วยงานของรัฐ และจะมบี ุคลากรจานวนหนงึ่ ถา่ ยโอนไปปฏิบตั งิ านภายใตก้ ารกากบั ดแู ล

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 221 ------------------------------------------------------------------------------- ขององคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ หลงั จากการถา่ ยโอนในชว่ ง 4 ปี แรกส้ินสดุ ลงจนถงึ ระยะเวลาการถา่ ยโอนในปที ี่ 10 (พ.ศ. 2548-2553) ตามกรอบของกฎหมายว่าด้วยการกาหนดแผนและขนั้ ตอนการกระจายอานาจให้แก่องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ จะ เปน็ ชว่ งเปล่ียนผา่ นมกี ารปรับบทบาทของราชการสว่ นกลาง ราชการบริหารสว่ นภมู ภิ าค องค์กรปกครองส่วน ทอ้ งถิ่น และภาคประชาชนที่จะเรยี นรู้ร่วมกนั ในการถา่ ยโอนภารกิจ มกี ารปรับกลไกความสมั พันธ์ระหว่างองคก์ ร ปกครองส่วนท้องถิน่ กบั ราชการบริหารสว่ นภูมิภาคอย่างกลมกลนื รวมท้ังปรบั ปรงุ กฎหมายทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง อันจะทาให้ องคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินสามารถดาเนนิ กจิ การสาธารณะทีต่ อบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถน่ิ ดี ข้ึน และจะทาให้ประชาชนเข้ามามสี ่วนร่วมในการบรหิ ารงานขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน และองคก์ รปกครอง สว่ นทอ้ งถน่ิ จะสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการดาเนินกิจกรรมได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพและมีความโปรง่ ใส ในชว่ งเวลาหลังจากปที ี่ 10 (พ.ศ.2554 เปน็ ตน้ ไป) ประชาชนในท้องถิ่นจะมีคุณภาพชวี ิตท่ี ดีขึน้ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะไดอ้ ยา่ งทั่วถึงและเป็นธรรม ประชาชนจะมบี ทบาทในการตดั สินใจ การกากับ ดูแลและการตรวจสอบ ตลอดจนการสนบั สนุนการดาเนินกจิ กรรมขององค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ อยา่ งเต็มที่ ใน สว่ นองคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ จะมกี ารพัฒนาศกั ยภาพทางดา้ นการบรหิ ารจดั การและการคลงั ท้องถ่นิ ที่พงึ่ ตนเอง และเปน็ อสิ ระมากขึน้ ผู้บริหารและสภาท้องถิน่ จะเปน็ ผ้มู ีความรู้ ความสามารถและมีวิสัยทัศนใ์ นการบรหิ าร ราชการบริหารสว่ นภูมิภาคจะเปลยี่ นบทบาทจากฐานะผูจ้ ัดทาบรกิ ารสาธารณะเป็นผูใ้ หค้ วามช่วยเหลอื ทางวชิ าการ และกากับดูแลการดาเนินงานขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ เท่าทีจ่ าเปน็ ภายใตข้ อบเขตท่ชี ัดเจน และการปกครอง ส่วนท้องถน่ิ จะเป็นการปกครองตนเองของประชาชนในท้องถนิ่ อยา่ งแทจ้ ริง เปา้ หมาย 1. ให้มกี ารถา่ ยโอนภารกิจในการจัดบรกิ ารสาธารณะของรฐั ใหแ้ ก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญตั ิกาหนดแผนและขน้ั ตอนการกระจายอานาจให้แกอ่ งค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ พ.ศ.2542 โดยกาหนดขอบเขตความรับผิดชอบในการใหบ้ รกิ ารสาธารณะของรัฐและขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ และ ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ดว้ ยกนั เองใหช้ ัดเจน 2. กาหนดการจัดสรรภาษี และอากร เงินอุดหนุนและรายไดอ้ ืน่ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ เพ่ือให้ สอดคล้องกับการดาเนินการตามอานาจและหน้าทีข่ ององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินแต่ละประเภทอยา่ งเหมาะสม 3. การจดั ตั้งงบประมาณรายจา่ ยประจาปีในสว่ นท่ีเกย่ี วข้องกบั การจดั บรกิ ารสาธารณะในเขตองคก์ ร ปกครองสว่ นท้องถิน่ ใหร้ ัฐจัดสรรเงนิ อุดหนุนให้เป็นไปตามความจาเป็น และความต้องการขององค์กรปกครอง สว่ นท้องถน่ิ นน้ั 4. จดั ระบบของการถ่ายโอนบุคลากรจากหนว่ ยงานของรัฐ เพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกับการถา่ ยโอนภารกิจ 5. ปรับปรงุ กฎหมายและระเบยี บใหส้ อดคล้องกบั การถ่ายโอนอานาจและหน้าที่ ขอบเขตของการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น ใหด้ าเนินการ ดงั น้ี 1. รัฐจะกระจายอานาจหนา้ ท่ีความรบั ผดิ ชอบ อานาจการตดั สนิ ใจ อานาจการบรหิ ารจดั การทรพั ยากร การเงินการคลัง และบุคลากรให้แกอ่ งคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ ประเภทต่างๆ สรา้ งความพรอ้ มขององคก์ รปกครอง สว่ นทอ้ งถิน่ ส่งเสรมิ ให้ประชาชนและภาคประชาสงั คมมีส่วนร่วมในการดาเนนิ งานขององคก์ รปกครองส่วน ทอ้ งถนิ่

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 222 ------------------------------------------------------------------------------- 2. รฐั จะดาเนนิ การปรับบทบาทของราชการบริหารสว่ นกลางและราชการบรหิ ารส่วนภมู ิภาค ปรับ โครงสรา้ งภายในขององค์กรปกครองสว่ นท้องถิน่ ปรบั ปรงุ กฎหมายและระเบียบทเ่ี กย่ี วข้อง พัฒนาโครงสรา้ งและกลไกเพอื่ สนบั สนนุ การกระจายอานาจ รวมทัง้ สรา้ งระบบการติดตามตรวจสอบ กากับดแู ล และประเมนิ ผลทีม่ ีประสิทธภิ าพ 3. การถา่ ยโอนภารกิจและการจัดแบง่ อานาจหน้าที่ระหว่างรัฐกับองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินและระหว่าง องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ ด้วยกนั เอง ลกั ษณะภารกิจการให้บริการสาธารณทีจ่ ะตอ้ งถา่ ยโอนใน 4 ปี ไดแ้ ก่ 1. ภารกิจที่ซ้าซอ้ น เปน็ ภารกจิ ให้บริการสาธารณะที่กฎหมายกาหนดให้รัฐหรือองค์กรปกครองส่วน ท้องถน่ิ มอี านาจหน้าที่ในเรื่องเดียวกัน และองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ไดม้ ีการดาเนินการตามภารกิจนั้นแล้ว 2. ภารกิจที่รฐั จัดทาในเขตองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ เป็นภารกิจการใหบ้ รกิ ารสาธารณะทกี่ ฎหมาย กาหนดใหร้ ัฐและองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่นมีอานาจหน้าที่แต่องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ยังไมไ่ ดด้ าเนินการ หรือไม่เคยดาเนินการตามภารกจิ นัน้ 3. ภารกจิ ที่รฐั จัดทาในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกระทบองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ อื่น เป็น ภารกิจการใหบ้ รกิ ารสาธารณะท่รี ัฐดาเนินการในเขตพ้ืนที่องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ หน่งึ และมีผลกระทบเกิด ขึน้ กับองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินอนื่ 4. ภารกจิ ตามนโยบาลรัฐบาล ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใดยังไม่พร้อมใหข้ ยายเวลาเตรยี มความพรอ้ ม ไดภ้ ายใน 10 ปี โดยองคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ ต้องทาแผนเตรียมความพร้อม และราชการบรหิ ารส่วนการและ ราชการบริหารส่วนภูมภิ าคใหก้ ารสนบั สนุนแนะนาดา้ นการบรหิ ารจัดการและเทคนิควชิ าการ 4.1.4 แผนการกระจายอานาจใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2551 มสี าระสาคัญ ดังน้เี ป้าหมาย 1. ถา่ ยโอนภารกจิ ของหนว่ ยงานของรัฐเป็นหลกั โดยถา่ ยโอนให้กับ อปท. ท่ีมีความพรอ้ มให้แล้วเสร็จ ภายในปี พ.ศ. 2553 2. ให้ อปท. มรี ายได้ที่เพยี งพอกับรายจ่ายตามอานาจหน้าท่ีที่มอี ยเู่ ดิมและทีร่ บั การถา่ ยโอน 3. การจดั สรรเงินอุดหนุนให้ อปท. สอดคลอ้ งกบั การจัดบริการสาธารณะของ อปท. 4. การถา่ ยโอนบุคลากรมีรูปแบบท่ีหลากหลายและสอดคล้องกับการถ่ายโอนภารกิจ 5. มกี ารแก้ไขกฎหมายที่สอดคลอ้ งกับการถา่ ยโอนภารกิจ ขอบเขตของการกระจายอานาจ 1.กระจายอานาจหน้าที่ความรับผิดชอบ อานาจการตดั สินใจ อานาจการบริหารจดั การทรัพยากรการเงิน การคลงั และบคุ ลากร ใหแ้ ก่ อปท. ประเภทต่างๆ 2. สร้างความพร้อมและส่ง เสรมิ ใหป้ ระชาชนและภาคประชาสังคมมสี ่วนรว่ มใน การดาเนนิ งานของ อปท. แนวทางการกระจายอานาจใหแ้ ก่ อปท. 1. ถ่ายโอนภารกจิ และการจัดแบ่งอานาจหนา้ ที่ระหว่างรัฐกับองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน และระหวา่ ง องคก์ รปกครองส่วนท้องถน่ิ ด้วยกนั เองให้เปน็ ไปตามมาตรา ๓๐ แหง่ พ.ร.บ. กาหนดแผนฯ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 223 ------------------------------------------------------------------------------- 2. หลักการทวั่ ไปในการถ่ายโอนภารกจิ ยึดภารกจิ ของรัฐเป็นหลกั รูปแบบการถ่ายโอนภารกจิ 1. ภารกิจที่ อปท. ดาเนินการเอง 2. ภารกจิ ท่ี อปท. ซือ้ บรกิ ารจากภาคเอกชน สว่ นราชการ หน่วยงานของรฐั หรือ อปท. อนื่ 3. ภารกิจท่ี อปท. รว่ มดาเนินการกบั อปท. อ่ืน หรือสหการ 4. ภารกิจท่ี อปท. ดาเนินการรว่ มกบั รัฐ (Share Function) 5. ภารกจิ ที่รัฐยังคงดาเนนิ การอยู่แต่ อปท. สามารถดาเนนิ การ 6. ภารกจิ สัมปทาน คือ ภารกิจที่มีการมอบอานาจใหเ้ อกชนดาเนินการ โดย อปท. เป็นผู้ควบคุม 4.1.5 ผลการดาเนินงาน ในปัจจุบนั หน่วยงานส่วนกลางและสว่ นภูมภิ าค ได้ดาเนินการถ่ายโอนภารกจิ ให้แก่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นแล้ว จานวน 180 ภารกิจ ภารกิจที่ยงั ไม่ถ่ายโอน จานวน 65 ภารกจิ การถ่ายโอนภารกจิ หลาย ๆ กจิ กรรมมี ความล่าชา้ บางกจิ กรรมประสบปัญหาอุปสรรคมากมาย บางกจิ กรรมไม่สามารถกระทาไดต้ ามเวลาที่กาหนด กอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบในการจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนในทอ้ งถน่ิ 4.2 บทบาทขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่ ในการพัฒนาชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน เป็นองค์กรทจี่ ัดตัง้ ข้ึนตามกฎหมายการปกครองท้องถ่ินให้มีอานาจอสิ ระ บรหิ ารในเขตพน้ื ทท่ี ี่กาหนดและมีหนา้ ท่ีดาเนินกิจกรรมภายในกรอบที่กฎหมายบัญญตั ิไว้ เพอ่ื ผลประโยชน์ของรฐั และของท้องถิน่ โดยตรง ทง้ั นี้ คาว่าองค์กร หมายความถึง คณะบุคคลหรือบคุ คลผกู้ ระทาการในฐานะผู้แทนหรอื ใน นามหน่วยการปกครองท้องถิน่ ซง่ึ คณะบุคคลทีม่ ีฐานะเป็นองค์กร หมายถงึ คณะผูบ้ ริหารหน่วยการปกครอง ท้องถ่นิ และสภาทอ้ งถน่ิ สว่ นบุคคลท่มี ีฐานะเปน็ องค์กร หมายถงึ ผูบ้ ริหารหน่วยการปกครองท้องถน่ิ 4.2.1 ลักษณะสาคญั ปกครองส่วนท้องถิน่ โดยทวั่ ไปมี 5 ประการ คอื 1. เปน็ องคก์ รปกครองในชมุ ชนท่ีมขี อบเขตพ้นื ทกี่ ารปกครองทก่ี าหนดไวแ้ นน่ อน 2. มสี ถานภาพเป็นนติ บิ คุ คลจัดตง้ั ข้ึนโดยกฎหมาย 3. มอี สิ ระในการดาเนินกิจกรรมและสามารถใชด้ ุลพินจิ ของตนเองในการวินิจฉยั และการกาหนดนโยบาย ภายใต้การควบคุมของรัฐ 4. มีการจัดองคก์ รเป็น 2 ฝา่ ย คือ ฝา่ ยบรหิ ารและฝา่ ยสภา 5. ประชาชนมีสว่ นร่วมในการปกครองโดยการเลือกตง้ั คณะผู้บรหิ ารและสภาท้องถิน่ การมีส่วนร่วมใน การดาเนินกจิ กรรม และ การติดตามตรวจสอบการทางานขององค์กรทอ้ งถิ่น 4.2.2 บทบาทขององคก์ รปกรองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาชมุ ชน มีดงั นี้ 1. ผู้ดาเนินการพัฒนา เนื่องจากองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่นิ มีความเป็นอสิ ระ มีทรพั ยากรและมีอานาจที่จะ ดาเนนิ การอย่างใดอยา่ งหนึ่งในการแกไ้ ขปญั หาที่เกดิ ข้ึนในเขตความรบั ผิดชอบ ดงั น้นั จงึ มขี ีดความสามารถทจ่ี ะ แสดงบทบาทของผู้ดาเนนิ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภายในพ้ืนทีค่ วามรับผดิ ชอบซึ่งหมายถึงการเป็นหน่วยงาน ดาเนินการพัฒนาเอง ส่วนใหญอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินมักจะใหค้ วามสาคัญกบั การแกไ้ ขปญั หาด้านโครงสรา้ ง พน้ื ฐานทางเศรษฐกิจหรือด้านการพฒั นาทางกายภาพมากกวา่ ทางสังคมหรอื การเมือง โครงการกจิ กรรมขององคก์ ร จึงอยใู่ นรูปการก่อสร้างถนน ทางระบายนา้ อาคารสิ่งก่อสรา้ งเป็นส่วนใหญ่ มีอยู่บ้างท่เี ปน็ โครงการประเภทการ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 224 ------------------------------------------------------------------------------- ฝกึ อบรมหรือการพฒั นาอาชีพ แตไ่ มม่ ากนกั 2. ผ้รู ว่ มมือกบั หนว่ ยงานอื่น ในกรณีทีม่ ีหน่วยงานรบั ผิดชอบเพื่อดาเนินกจิ กรรมพัฒนานั้นอยแู่ ล้ว หากแต่ ตอ้ งการความร่วมมือในบางเรอื่ งเพ่อื ให้สามารถดาเนินการได้โดยรวดเร็วและถกู ต้อง รวมทัง้ กรณีท่ีการพัฒนา ดงั กล่าวไม่อยใู่ นอานาจหนา้ ที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ องคก์ รฯ ก็สามารถเขา้ มีสว่ นรว่ มในการพัฒนาใน บทบาทของผ้รู ่วมมือกบั หน่วยงานอน่ื หมายถงึ การให้ความรว่ มมือในลักษณะตา่ ง ๆ แก่หน่วยงานท่มี ีหน้าท่ี รับผดิ ชอบ เพือ่ ให้หนว่ ยงานดงั กล่าวสามารถดาเนนิ การได้ โดยองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ นนั้ ๆ ไมต่ ้องเปน็ หนว่ ยงานร่วมดาเนนิ งานดว้ ย เชน่ ให้ข้อมลู ท่หี น่วยงานรับผดิ ชอบต้องการทราบเพ่ือประกอบการวางแผนหรือ ดาเนนิ การ ช้ีเบาะแสใหข้ ้อคิดเห็นข้อแนะนา จัดใหพ้ บกับกลมุ่ เปา้ หมาย ประสานงานหรือติดตามผลการดาเนินงาน ในพน้ื ทท่ี เี่ กี่ยวขอ้ ง เป็นต้น อย่างไรกต็ าม หน่วยงานรบั ผิดชอบ มักจะพยายามสรา้ งความสมั พนั ธ์กบั องค์กรที่ให้ ความร่วมมือในลักษณะ “หุ้นสวนการพัฒนา” โดยยกยอ่ งใหเ้ กียรตใิ นฐานะทเ่ี ทา่ เทียม รวมทง้ั มีการเชิญเข้าร่วม รบั รขู้ ้อมูลขา่ วสารการดาเนินงานของหนว่ ยงานรับผิดชอบ ไม่ใชข่ อความรว่ มมือในลักษณะเป็นการส่ังการ 3. ผู้ส่งเสรมิ การพฒั นา ในกรณีท่ภี ูมิภาคมปี ระเด็นท่ีควรพฒั นา แต่ยังไมม่ หี นว่ ยงานใดแสดง ความรับผดิ ชอบทจี่ ะดาเนินการ โดยทปี่ ระเด็นการพัฒนาดังกลา่ วกเ็ กินขีดความสามารถขององค์กรทอ้ งถ่ินจะ ดาเนินการได้ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ สามารถเข้ามามสี ว่ นร่วมในการพฒั นาในบทบาทของการส่งเสรมิ ให้มี การดาเนินการ หมายถึงการให้ขอ้ มูลขา่ วสารด้วยวิธกี ารต่าง ๆ เพอ่ื ชกั จงู โน้มน้าวใหผ้ ู้มอี านาจหนา้ ท่ีหรือสงั คม โดยส่วนรวม เกิดแรงบันดาลใจที่จะดาเนินการกับประเด็นการพฒั นานั้นดว้ ยวิธกี ารใดวิธีการหนึ่ง โดยการกระตุ้น ให้ประเดน็ การพัฒนาดงั กล่าวเปน็ ที่สนใจของสาธารณะ ในลกั ษณะผลกั ดันใหก้ ลายเปน็ กระแสของสังคมหรือ ช้ใี ห้เห็นว่าเร่ืองนน้ั ๆ เปน็ ประเดน็ ของสังคมท่หี น่วยงานต่าง ๆ หรือผบู้ ริหารทม่ี ีอานาจสง่ั การต้องหนั มาให้ความ สนใจ หรือคนในสังคมต้องร่วมกันดาเนินการ 4. ผู้สนับสนุนการพฒั นา เป็นบทบาททีอ่ งค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ มสี ่วนรว่ มในการพฒั นาท่มี ีหนว่ ยงาน รบั ผดิ ชอบดาเนนิ การอยู่ แต่องค์กรฯ เห็นวา่ แนวทางการทางานของหนว่ ยงานดังกล่าวเป็นประโยชน์ จึงเข้าร่วมโดย การสนับสนุนแนวทางการพัฒนานัน้ ด้วยการช่วยเผยแพร่กระจายขา่ วใหผ้ ู้ท่อี ยใู่ นพน้ื ที่เขตรับผิดชอบทราบและให้ ความร่วมมือหรือสนับสนนุ งบประมาณให้หน่วยงานน้นั สามารถดาเนินกจิ กรรมดงั กล่าวไดม้ ีประสทิ ธิภาพยิ่งข้นึ หรอื สนบั สนุนบุคลากรเจา้ หนา้ ท่เี ขา้ ร่วมดาเนินงานด้วย เชน่ การสนับสนนุ งบประมาณขององค์การเอกชนให้ หนว่ ยงานของรฐั จัดทาเอกสารเผยแพรค่ วามรู้ท่เี ปน็ ประโยชนต์ อ่ ประชาชน หรือการสนับสนุนงบประมาณของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหห้ นว่ ยงานของรัฐจดั ฝึกอบรมเปน็ ตน้ 5. การดาเนนิ การพฒั นาชุมชนทผี่ ่านมา ปัญหาอปุ สรรค แนวโนม้ ในอนาคต 5.1 กลไกการบริหารการพัฒนาชนบทในอดีต การประสานงานของสว่ นราชการของรฐั ในการพฒั นาชนบท เป็นไปตามระบบการบริหารการพัฒนา ชนบท ซ่งึ เรม่ิ เมื่อ พ.ศ. 2524 โดยรัฐบาลได้ออกระเบยี บสานักนายกรฐั มนตรี วา่ ด้วยการบริหารการพัฒนาชนบท (กชช.) เพื่อรองรับการดาเนินงานพฒั นาท่เี นน้ การยกระดบั คณุ ภาพชีวติ ของคนในชนบทเปน็ สาคญั ซง่ึ ได ดาเนนิ การเรือ่ ยมาจนถงึ พ.ศ. 2535 จึงได้มีการเพิม่ เตมิ แนวทางการกระจายความเจริญไปสภู่ ูมภิ าคควบคกู่ ับแนว ทางการพฒั นาทไ่ี ด้ดาเนินการอยแู่ ลว้ ต่อมาพบว่าการกระจายความเจริญไปส่ภู มู ภิ าคในช่วงทผ่ี า่ นมายงั มีปัญหา

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 225 ------------------------------------------------------------------------------- หลักๆ เกดิ ขึ้นหลายประการไดแ้ ก่ ชอ่ งว่างของรายได้ระหวา่ งเมืองกับชนบท แรงงานชนบทยงั คงหลั่งไหลเขา้ กรงุ เทพมหานคร อุตสาหกรรมที่ใชแ้ รงงานสูง ท่ตี งั้ อยใู่ นเขตกรงุ เทพมหานคร ประสบปญั หาดา้ นการแขง่ ขัน ควร จะโยกย้ายไปอยูใ่ นภมู ิภาคท่ีมแี รงงานพอเพยี ง รัฐบาลไดม้ นี โยบายหลักทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั การกระจายความเจริญไปสภู่ ูมภิ าคและท้องถน่ิ และดาเนินการมา อยา่ งตอ่ เน่ืองโดยตลอดจนถึงปีพ.ศ. 2539 จงึ ไดม้ กี ารปรบั ปรงุ ระเบยี บกชช.ภ.เดิมเป็นระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารการพัฒนาเพอื่ กระจายความเจริญไปสู่ภูมภิ าคและทอ้ งถน่ิ (กนภ.) เพ่ือให้การพัฒนาทีด่ าเนินการ อย่คู รอบคลมุ ถงึ องคก์ รท้องถ่ินทไ่ี ด้มกี ารจัดต้ังขึ้นตามกฎหมายต่างๆ และให้นโยบายของรัฐบาลทุกเรื่องทเี่ กย่ี วขอ้ ง กับการกระจายความเจริญไปสภู่ ูมิภาคและท้องถิ่นได้ดาเนินการอยา่ งเป็นระบบสอดคล้องกนั และเปน็ เอกภาพ กนภ. ได้มคี วามพยายามในการกระจายความเจริญไปสู่ภมู ิภาคและท้องถิ่นอย่างต่อเน่ืองมาโดยตลอด ซึ่งมุ่งเน้นการ เสรมิ สร้างความเข้มแข็งใหแ้ ก่ชุมชนและประชาชนในระยะยาวภายใต้ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ โดยเน้นการ พฒั นาคนและสงั คมเพอ่ื ลดผลกระทบจากวกิ ฤตเศรษฐกจิ และการปรับระบบบริหารจัดการเพอ่ื การพัฒนาประเทศ 5.2 กลไกการบริหารการพัฒนาชนบทในปจั จบุ ัน เพอ่ื ใหก้ ารพัฒนาชนบทเกิดประสทิ ธภิ าพสงู สดุ รัฐบาลจงึ ไดป้ รบั ระบบการบรหิ ารงานโดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง การบรหิ ารงานในระดับพนื้ ท่ี ไดแ้ ก่ จงั หวัด ซ่ึงเป็นหน่วยงานเชงิ ยทุ ธศาสตร์ภาครฐั ในระดับพื้นที่ ให้มีศกั ยภาพ และสมรรถภาพสูง สามารถประสานและกากบั ดแู ลการปฏิบตั ิราชการของทุกสว่ นราชการรัฐวิสาหกิจและ หน่วยงานอ่ืนของรฐั และส่งเสริมสนบั สนนุ องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ และชมุ ชนในพ้ืนที่ใหส้ ามารถรเิ ร่ิม แก้ไข ปัญหาและพัฒนาพน้ื ท่ีของตนเอง รวมทงั้ ส่งเสริมให้เกิดระบบงานทมี่ กี ระบวนการสรา้ งความเห็นพ้องต้องกนั ของ ทกุ ภาคส่วนในสงั คม เพื่อให้ประชาชนได้รบั บรกิ ารดว้ ยความรวดเร็ว มปี ระสิทธภิ าพมปี ระชาชนเป็นศูนย์กลาง และมผี รู้ ับผิดชอบท่ีชัดเจนในการบริหารราชการในระดับพ้นื ทจี่ ึงมี ระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรี วา่ ด้วยระบบการ บรหิ ารงานจงั หวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2546 ขน้ึ และได้มกี ารปรบั ปรงุ ให้เป็นไปตามเจตนารมยณ์ของรัฐธรรมนญู พ.ศ.2550 ซึ่งมีส่วนสาคญั ทาใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงตอ่ ระบบการจัดทางบประมาณของประเทศ ทีแ่ ต่เดมิ เปน็ การ ตงั้ งบประมาณทีเ่ กดิ จากฐานของหน่วยงานระดบั กรมเป็นหลกั มาสู่การกระจายอานาจไปยังจังหวดั และกลมุ่ จงั หวัด จงึ ไดก้ าหนดพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจงั หวัดและกลุ่มจงั หวดั แบบบูรณาการ พ.ศ.2551 โดยมี สาระสาคญั ดงั นี้ 5.2.1 แนวคดิ เก่ียวกับระบบการบริหารงานจังหวัดและกลมุ่ จังหวัดแบบบูรณาการ - ยึดพืน้ ทเ่ี ปน็ หลักในการพัฒนาเพื่อกระจายการพฒั นาและ ลดความเหลอ่ื มล้าของความเจริญเตบิ โต ระหวา่ ง พ้นื ท่ตี า่ ง ๆ ในประเทศแบ่งเป็น 18 กลุม่ จงั หวดั และ 75 จงั หวัด(กลุ่มจังหวัดเน้นยุทธศาสตรเ์ ร่ืองการสรา้ ง ขดี ความสามารถ (competitiveness) จงั หวัดเนน้ ยุทธศาสตรเ์ ร่ืองพัฒนาสงคม รวมถึงการสรา้ งโอกาสและอาชพี ) - ตอ้ งการใหแ้ ต่ละพื้นทมี่ ีตาแหนง่ (position) ในการพัฒนาที่ชัดเจน และผา่ นการเหน็ ชอบรว่ มกนั ทกุ ฝา่ ย เพ่ือใหเ้ กิดความยงั่ ยนื และร่วมมอื ร่วมใจกัน - การจัดการความสัมพันธ์แนวดิง่ ระหว่างสว่ นกลาง สว่ นภูมภิ าค สว่ นท้องถิ่น - การจดั การความสัมพันธแ์ นวนอนระหว่างภาครัฐและภาคส่วนอื่นในสงั คม (ภาคเอกชน และภาคประชา สังคม) - กาหนดใหผ้ ู้ว่าราชการจังหวดั เป็นตวั เช่ือมโยง (linkage) ฝ่ายตา่ งๆ เข้าด้วยกนั

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 226 ------------------------------------------------------------------------------- 5.2.2 องคก์ รกากับและดาเนินการการบรหิ ารงานจงั หวดั แบบบรู ณาการ 1. ระดบั ชาติ กาหนดใหม้ ีคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจงั หวดั และกลุ่มจงั หวดั แบบบรู ณาการ (กนจ.) โดยมีนายกรัฐมนตรี เปน็ ประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) เปน็ กรรมการ และเลขานกุ าร มีอานาจหน้าทท่ี ส่ี าคัญ คอื กาหนดกรอบนโยบาย วางระบบ แนวทางมาตรการในการบริหารงาน จังหวัดแบบบูรณาการ พจิ ารณา กล่ันกรอง และให้ความเห็นชอบแผนพัฒนา 2. ระดับกลุ่มจังหวัด มคี ณะกรรมการบริหารกลุ่มจงั หวัดแบบบรู ณาการ (ก.บ.ก.) โดยมีหัวหนา้ กล่มุ จังหวัด เปน็ ประธาน ข้าราชการในสังกดั กระทรวงมหาดไทยท่ปี ลดั กระทรวงมหาดไทยแต่งตงั้ เป็นกรรมการและ เลขานกุ าร มอี านาจหนา้ ทส่ี าคัญ คอื จัดทาแผนพฒั นากลุ่มจงั หวดั สง่ เสริมประสานความรว่ มมือการพฒั นาระหวา่ ง ภาครฐั ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน และแก้ไขปญั หาภายในกลุม่ จังหวัดและระหวา่ งกล่มุ จงั หวัดเพื่อให้ การพัฒนาเป็นไปตามแผนพัฒนาจงั หวดั อย่างย่ังยนื 3. ระดับจังหวัด กาหนดใหม้ ีคณะกรรมการบรหิ ารงานจังหวดั แบบบูรณาการ (ก.บ.จ.)โดยมีผวู้ ่าราชการ จงั หวดั เปน็ ประธาน หัวหน้าสานกั งานจังหวัด เปน็ กรรมการและเลขานุการ มีอานาจหนา้ ท่ีสาคัญ คือ จดั ทา แผนพัฒนาจังหวัด ส่งเสริมประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคธรุ กิจเอกชน เพอื่ สรา้ งบรรยากาศใหเ้ อือ้ อานวยตอ่ การลงทนุ และชักชวนภาคธุรกิจเอกชนมาลงทุนในจังหวดั 5.3 ผลกระทบการพัฒนาประเทศทผ่ี า่ นมาและปญั หาอุปสรรคผลการสมั มนาทางวชิ าการเหลยี วหลังแล หนา้ ย่สี บิ ปเี ศรษฐกิจสงั คมไทยซึง่ จดั โดยสถาบนั วิจัยเพอ่ื การพฒั นาประเทศไทย (TDRI) สรปุ ได้ ดงั นี้ 5.3.1 ผลจากนโนบายทางเศรษฐกิจท่ีผ่านมา นโยบายการส่งออก ในระยะแรกเนน้ การควบคมุ การส่งออก อย่างเครง่ ครัดโดยใช้กาแพงภาษี และสง่ เสรมิ อุตสาหกรรมแทนการนาเข้า แต่ระยะต่อมาการควบคุมผอ่ นคลายลงมี การสง่ เสรมิ การสง่ ออกมากข้ึน นโยบายดา้ นการเงนิ การลดค่าเงินบาท ราคาสินคา้ การเกษตรตกตา่ แรงงานภาคเกษตรเคล่อื นย้ายไปสู่ ภาคอตุ สาหกรรม ประกอบกับคา่ เงินดอลลารต์ กต่าคา่ เงินเยน็ สูงทาให้ภาคอุตสาหกรรมเคล่อื นย้ายฐานการผลติ มาสู่ ประเทศไทยนโยบายการส่งเสรมิ การลงทุน ส่งเสรมิ การแขง่ ขนั และการลงทนุ ทมี่ ีผลต่อการฟืน้ ตวั ทางเศรษฐกิจ 1. ผลการพัฒนาท่ผี ่านมา ความสาคัญภาคเกษตรลดลง อตุ สาหกรรมส่งออกขยายตัวทาใหค้ ่าแรงสงู ขนึ้ กฎหมายแรงงานถูกบังคับใช้ ความเปน็ ชนบทลดลง ชีวิตคนในชนบทดีข้ึน ในดา้ นบริการตา่ ง ๆ ดีขึน้ เชน่ บริการ การแพทย์ ไฟฟา้ ชลประทาน การคมนาคม ความแตกตา่ งทางด้านรายไดข้ องคนในเมืองและชนบทเพ่ิมสงู ขนึ้ แต่ ความแตกตา่ งด้านการบรโิ ภคและบริการน้อยลง 2. การเปลย่ี นแปลงของคนไทยและสภาพแวดล้อม 5.3.2 การเปล่ียนแปลงของคนไทย 1. ด้านโครงสรา้ งประชากร อัตราการเกิดการตายของทารกลดลง อายขุ ยั เฉล่ยี ของประชากรเพ่ิมข้นึ ประชากรวยั ทางานอายุ 23 – 45 ปี มากข้นั อีก 6 ปี ขา้ งหนา้ สดั สว่ นประชากรวยั ทางานเพิ่มข้นึ หลังจากนั้นจะ ลดลงประเทศไทยจะเข้าส่สู งั คมผู้สูงอายุ ปัญหาแรงงานต่างดา้ วจะสง่ ผลตอ่ สภาพความเปน็ อยขู่ องคนไทย 2. ดา้ นสขุ ภาพ ประชาชนเขา้ ถึงบริการมากขึ้นแตย่ งั มีความเหล่ือมล้าระหวา่ งคนในเมืองกับชนบทแต่ ปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสีย่ งต่อสขุ ภาพมมี ากขนึ้ มคี วามพยายามในการปฏริ ูประบบสขุ ภาพเน้นการ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 227 ------------------------------------------------------------------------------- ป้องกนั มากกว่ารกั ษา แนวโน้มในอนาคตสขุ ภาวะคนไทยจะดขี น้ึ ประเทศไทยจะเป็นศนู ยก์ ลางทางดา้ นสุขภาพแต่ ก็ต้องเผชิญกบั ปญั หาการป้องกันโรคทีม่ าจากการทอ่ งเที่ยว เชน่ โรค SARS ไขห้ วดั นก 3. ดา้ นศลี ธรรมและจิตใจ สังคมไทยเขา้ สูล่ ัทธิบรโิ ภคนยิ มเต็มขน้ั วัตถนุ ิยม ละเลยดา้ นศลี ธรรม ขาด จิตสานกึ สาธารณะ บทบาทสถาบนั สงฆ์อ่อนแอ และมีข้อจากดั ในการพัฒนา ศลี ธรรม แนวโน้มในอนาคต ระบบ คุณคา่ จรยิ ธรรม ศีลธรรมจะไม่ดีขน้ึ คณุ คา่ ดา้ นวตั ถนุ ิยม บรโิ ภคนยิ มยงั ไมชัดเจนวา่ จะเปลยี่ นไปในทางทีด่ ขี นึ้ 4. ดา้ นการศกึ ษา จานวนปกี ารศึกษาของคนไทย เฉล่ยี เพิ่มขึ้นเปน็ 7 – 8 ปี จานวนนกั เรียนสายอาชวี ะ ลดลงจะทาให้ขาดแคลนแรงงานระดับกลางคุณภาพการศึกษาดอ้ ยลงความรู้ทางคณติ -วทิ ย์ และภาษาองั กฤษและ IT อยใู่ นระดบั ตา่ คนไทยเลือกเรยี นสายสงั คมมากกว่าสายวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีแนวโน้มในอนาคต จานวน ปีการศกึ ษาจะเพิม่ ขึน้ คุณภาพการศึกษาจะดขี ้นึ การศกึ ษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมแี นวโน้มสูงข้นึ โอกาส การเรยี นรู้ดขี ึ้น แต่จะมคี วามเหลอื่ มลา้ จากการใช้เทคโนโลยีเพ่อื การเรียนรู้ 5.3.3 การเปลย่ี นแปลงทางสงั คมและแนวโนม้ สงั คมไทยใน 20 ปี ข้างหนา้ - โลภาภิวัตน์ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะกระทบต่อชุมชน - ประชากรสว่ นใหญ่อยู่ในสังคมเมอื ง - ชนช้ันกลางกลายเป็นประชาชนกลมุ่ ใหญ่ของประเทศ - ประชาชนใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) อย่างกวา้ งขวาง - ส่ิงแวดล้อมถกู ทาลาย เปลย่ี นบริบทของภูมิปัญญาชมุ ชน - คนมีแนวโน้มเป็นปจั เจกเพ่ิมขน้ึ กจิ กรรม/พนื้ ทีส่ ่วนรวม (Public Space) น้อยลง - ตอ้ งมีนวัตกรรมทางสังคมเพมิ่ ขน้ึ เพ่อื การตดิ ต่อสัมพนั ธ์ เชน่ นวัตกรรมการมสี ว่ นร่วม(ประชาพจิ ารณ์ ประชามติ) นวัตกรรมระบบยตุ ิธรรมชมุ ชน และยตุ ธิ รรมเชิงสมานฉนั ท์ 5.3.4 การเปล่ยี นแปลงสภาพแวดลอ้ มทางเศรษฐกิจ - บทเรยี นจากอดีต ผลกระทบจากภายนอก เช่น วกิ ฤตการณ์น้ามนั วิกฤตเศรษฐกิจ ทาให้ต้องหันมาให้ ความสนใจในการบรหิ ารจัดการความเสีย่ งทมี่ ปี จั จยั มาจากภายนอก มีการปรับโครงสรา้ งทางเศรษฐกิจ แรงงานภาค เกษตรเคล่ือนยายไปสู่ภาคอุตสาหกรรม - แนวโน้มในอนาคต ระบบเศรษฐกิจจะขยายตวั ในระดบั ปานกลางรอ้ ยละ 5 – 7 แตจ่ ะมคี วามเสยี่ งจาก ตา่ งประเทศ ได้แก่ ความไมส่ มดุลของระบบการเงินโลกและอตั ราแลกเปลีย่ น การเช่อื มโยงและการแขง่ ขันทาง การคา้ อยา่ งรุนแรงท้งั ในระบบทวภิ าคี ภูมิภาคและพหภุ าคี และจะสง่ ผลต่อราคานา้ มันและเศรษฐกิจไทย ภาค เกษตรจะมแี รงงานนอ้ ยลงอายุมากข้ึน ความเหลือ่ มล้าทางสงั คมลดลง ความขัดแยง้ ในสังคมทีบ่ านปลายจะมี ผลกระทบตอ่ ระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยีจะชว่ ยสาขาเศรษฐกจิ ไทยให้มีศักยภาพ เชน่ อาหาร ยา การท่องเท่ียว 5.4 แนวโนม้ การพัฒนาชุมชนในอนาคต ทิศทางการพฒั นาชนบทในอนาคต ซึ่งต้องมุ่งเน้นการพฒั นาเพอ่ื ให้เกิดความสมดลุ และย่ังยนื โดยการ กระจายอานาจ การส่งเสรมิ ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จัดทาระบบฐานข้อมูล มีการประสานงานระหว่างรัฐ และท้องถ่นิ สร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพ้นื ทใี่ ห้แกป่ ระชาชน เพิ่มศักยภาพใหแ้ กอ่ งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ พฒั นาพน้ื ทต่ี ามศกั ยภาพทีไ่ มเ่ หมือนกนั โครงการพัฒนาขนาดใหญท่ ี่ประชาชนได้รับผลกระทบประชาชนต้องมี ส่วนรว่ มในการตดั สนิ ใจ โดยมที ิศทางการพัฒนาชนบทในอนาคต ในมิติตา่ งๆ ดงั นี้

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 228 ------------------------------------------------------------------------------- 5.4.1 การพัฒนาเศรษฐกิจบนพ้ืนฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพยี ง เศรษฐกิจพอเพียง คอื การวางรากฐานอัน มน่ั คงและยั่งยืนของชวี ติ เมอื่ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี 2541 ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคณุ อธบิ ายเพ่มิ เติมถึงคาวา่ “พอเพียง” หมายถงึ “พอมีพอกนิ ” “...พอมพี อกินก็แปลว่า เศรษฐกจิ พอเพยี งนัน่ เองถ้าแตล่ ะคนมพี อกนิ กใ็ ชไ้ ด้ ยิ่ง ถ้าท้ังประเทศพอมีพอกนิ กย็ ิ่งดี...” “...ฉะนนั้ ความพอเพียงนกี้ ็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล...” เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เศรษฐกจิ ทส่ี ามารถอุ้มชูตัวเอง(Relative Lilf - Sufficiency) อยูไ่ ดโ้ ดยมีต้อง เดือดร้อน โดยต้องสรา้ งพนื้ ฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีเสยี ก่อน คือต้ังตัวให้มคี วามพอกนิ พอใชไ้ มม่ ่งุ หวงั แต่ จะทุม่ สร้างความเจริญยกเศรษฐกจิ ใหร้ วดเรว็ แต่เพยี งอยา่ งเดียว เพราะผ้ทู มี่ อี าชีพและฐานะเพยี งพอท่ีจะพ่ึงตนเอง การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง สาหรับเกษตรกรนั้นมกี ารปฏิบัติตามขั้นตอน “ทฤษฎีใหม่” ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว รชั กาลที่ 9. ซึ่งประกอบด้วย 3 ข้นั คือ ขัน้ ที่ 1 ผลติ เพ่ือใช้บริโภคในครวั เรือน ในระดับชวี ติ ทีป่ ระหยดั ทงั้ นต้ี ้องมคี วามสามคั คีในท้องถ่ิน ข้นั ที่ 2 รวมกล่มุ เพื่อการผลิต การตลาด ความเปน็ อยู่ สร้างสวสั ดกิ าร การศกึ ษา สังคมและศาสนา ข้นั ที่ 3 ร่วมมือกับองคก์ รภายนอกในการทาธุรกิจและพฒั นาคณุ ภาพชีวิต ท้งั นท้ี ุกฝ่ายตอ้ ง ไดร้ บั ประโยชน์ การพัฒนาชนบทในลกั ษณะเศรษฐกจิ พอเพียง จึงเปน็ การใช้ “คน” เป็นเปา้ หมายและเนน้ “การพฒั นาแบบ องค์รวม” หรอื “การพัฒนาแบบบรู ณาการ” ท้ังด้านเศรษฐกจิ จิตใจ สงั คม วัฒนธรรมสง่ิ แวดล้อม การเมือง ฯลฯ โดยใช้ “พลังทางสงั คม” ขบั เคล่อื นกระบวนการพฒั นาในรูปของกล่มุ เครือข่ายหรือประชาสังคม กลา่ วคือเปน็ การ ผนึกกาลงั ทุกฝา่ ยในลักษณะ “พหุภาคี” ประกอบด้วยภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน 5.4.2 การพัฒนาการเมอื งไปสปู่ ระชาธิปไตยพหนุ ยิ ม ในอนาคตทิศทางการเมืองไทยจะปรับเปล่ยี นจาก ระบบอามาตยาธปิ ไตย (Bureaucrative Polity) ไปสู่ประชาธิปไตยพหนุ ิยม (PluralisticDemocracy) อนั หมายถงึ ระบบประชาธิปไตยทีเ่ ปดิ โอกาสใหก้ ลมุ่ ต่างๆ ในสงั คมแข่งขนั และสับเปล่ยี นขนึ้ มามอี านาจโดยไม่เปดิ โอกาสให้กลุ่มหนง่ึ มกี ารผูกขาดในเชิงอานาจ ระบบอามาตยาธิปไตยเป็นระบบการเมืองไทยทมี่ ีการฝังรากลกึ มาเป็นเวลาหลายทศวรรษระบบดงั กลา่ ว เป็นระบบท่ีแสดงถึงความย่งิ ใหญข่ องข้าราชการอันเป็นผลมาจากการผูกขาดอานาจของขา้ ราชการไทยในสงั คม เพราะกลมุ่ ขา้ ราชการในอดีตเปน็ กลุม่ ท่มี กี ารจัดตง้ั อย่างเป็นระบบมาก่อนกลมุ่ อื่นๆ การขยายตวั ของกลุ่มตา่ ง ๆ ทางสงั คมซึง่ มอี านาจต่อรองมากข้ึน โดยจะลดบทบาทการครอบงาของ ข้าราชการจะสง่ ผลใหค้ วามพยายามในการทจ่ี ะก่อรฐั ประหารลดความถล่ี ง และหมดสนิ้ ไปในทีส่ ุดเมอ่ื โครงสรา้ ง อานาจระหวา่ งกลุ่มต่าง ๆ มีการถ่วงดุลพอดี จะส่งผลให้ความพยายามทจ่ี ะให้มีการปกครองเป็นระบบเผดจ็ การดัง ในอดีต เปน็ ไปไดย้ ากและหมดสิ้นไปในระยะยาว ในการเปลีย่ นแปลงดงั กล่าวของการเมืองไทยในอนาคต ย่อม หมายถึง การสนิ้ สุดของแนวคิดทว่ี ่าด้วยอามาตยาธปิ ไตยอนั เป็นลกั ษณะของการระบบประชาธไิ ตยพหนุ ิยม (Pluralistic Democracy) ในอนาคตระยะยาว ทศิ ทางการเมืองไทยขณะน้ีจงึ เป็นช่วงแหง่ รอยต่อ (Transition) ระหวา่ งระบบอามาตยาธปิ ไตยและระบบประชาธปิ ไตยพหนุ ยิ ม บทสรุป การพฒั นาชุมชนของประเทศไทย ตั้งแตอ่ ดตี – ปจั จบุ ัน แนวคดิ รปู แบบ วิธกี ารในแตล่ ะช่วง สมั พนั ธ์ สอดคลอ้ งและอยู่ภายใต้แนวคิดหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติฉบบั ตา่ ง ๆ ผล กระทบท่เี กดิ กบั

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 229 ------------------------------------------------------------------------------- ชนบท จงึ ไมเ่ ปน็ ผลเฉพาะกจิ กรรมการพัฒนาชนบทเท่าน้ัน แตช่ นบทได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลรวมของการ พฒั นาประเทศ ท้งั จากนโยบายท้งั ดา้ นเศรษฐกจิ ไม่วา่ จะเป็นนโยบายการส่งออก การเงนิ การลงทนุ นโยบายด้าน สังคมและอื่น ๆ ซึ่งลว้ นกอ่ ให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงของ “คน” และ “สง่ิ แวดล้อม” ชนบทในหลาย ๆมิติ ซ่ึงทาให้ ชนบทกบั การเมืองมีวถิ ีชีวิตท่ใี กลเ้ คยี งกนั ทงั้ ๆ ทีด่ า้ นเศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรมแตกต่างกนั ทิศทางการพัฒนาชนบทไทยในอนาคต ต้องหนั มามงุ่ เน้นการพัฒนาเพื่อใหเ้ กิดความสมดลุ และยง่ั ยืนมกี าร พัฒนาเศรษฐกิจบนพ้ืนฐานแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณ (Moderation) ความมีเหตุผล (Reasonableness) และการมีภมู ิค้มุ กนั ทดี่ ี (Self – immunity) มกี ารกระจายอานาจทงั้ การกระจายอานาจใหแ้ ก่ องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น และกระจายอานาจใหก้ บั ประชาชน สง่ เสรมิ ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนรว่ มในการ บริหารการพัฒนาชนบททกุ ขั้นตอน มีการประสานงานระหว่างภาครัฐและท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการ ประสานงานท่ดี ีระหวา่ งหน่วยงานภาครัฐ โดยพฒั นาปจั จัยสาคัญของความสาเร็จในการประสานงาน คือ ภาวะผนู้ า (Leadership) และการปรับเปล่ียนวัฒนธรรมการทางานทีย่ ึด Agenda basedและ Area based เพอื่ ให้ภารกจิ สาเรจ็ ภายใตว้ ัฒนธรรมการบริหารงานแนวใหม่ทยี่ ดึ ประชาชนเป็นศนู ย์กลาง กองทุนหมู่บ้าน พัฒนาการของกองทนุ หมู่บา้ น และชมุ ชนเมืองนน้ั เป็นฐานเรมิ่ ต้นมาจากฐานการดาเนินงานนโยบายของ รฐั บาลทน่ี าเม็ดเงินลงไปในหมู่บา้ น ชุมชนละ 1,000,000 บาท ภายใต้แนวทาง “กองทุนหมบู่ า้ น หมบู่ า้ นละหนึง่ ลา้ นบาท” ในช่วงปี พ.ศ.2544 โดยงบประมาณดังกล่าวน้ี เป็นการเพมิ่ เงินลงไปในระบบประชาชนในหม่บู ้านเพ่ือ เพ่ิมเม็ดเงินใหเ้ กิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยชว่ งระยะเวลาดงั กลา่ วนนั้ เป็นช่วงที่ประเทศ ไทยเรมิ่ ผา่ นพ้นวิกฤตเศรษฐกิจทเี่ รยี กว่า “วิกฤตต้มยากงุ้ ” ซง่ึ สัมพนั ธก์ ับข้อมูลวัตถปุ ระสงค์ของการจดั ตัง้ กองทนุ ดังกลา่ ว ปรากฏในระเบยี บคณะกรรมการกองทุนหมบู่ า้ น และชมุ ชนเมืองแห่งชาติ วา่ ด้วยการจัดตัง้ และบริหาร กองทนุ หมบู่ ้านและชมุ ชนเมืองแหง่ ชาติ พ.ศ. 2544 วา่ ด้วยรัฐบาลมีนโยบายเรง่ ด่วนในการจดั ต้งั กองทุนหมบู่ า้ น และชมุ ชนเมอื งแห่งชาติสาหรับเปน็ แหลง่ เงินทุนหมนุ เวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมืองใชใ้ นการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม อีกทงั้ เพอ่ื ให้ท้องถน่ิ มีขีดความสามารถในการจดั ระบบและบริหารจัดการเงินกองทนุ ของตนเอง เพ่อื สร้างศกั ยภาพในการสร้างเสริมความเขม้ แข็งดา้ นสงั คมและดา้ นเศรษฐกิจของประชาชนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง สู่การพงึ่ พาตนเองอย่างย่ังยนื อนั เป็นการกระตุ้นเศรษฐกจิ ฐานรากของประเทศ รวมท้ังเสรมิ สร้างภูมคิ ุ้มกันทาง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต (คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สานกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2544) อย่างไรก็ตาม สาหรับการบริหารกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมอื งตามพระราชบัญญัติกองทนุ หมู่บา้ นและ ชุมชนเมอื งแห่งชาติ พ.ศ.2547 กาหนดให้กองทุนหมบู่ ้านและชมุ ชนเมืองจดทะเบยี นเป็นนิตบิ คุ คล และ คณะกรรมการกองทนุ หมู่บ้านและชมุ ชนเมอื งแห่งชาติ (กทบ.) โดยมอบอานาจให้ผูว้ า่ ราชการจงั หวัด ทาหนา้ ท่ีเปน็ นายทะเบยี นกองทนุ หมู่บ้าน พัฒนาการจังหวัดในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการสนบั สนนุ และติดตามการ ดาเนินงานกองทนุ หมู่บ้านระดบั จงั หวดั เปน็ ผู้รับการจดทะเบียนและสนับสนนุ ใหก้ องทุนหมบู่ ้านและชุมชนเมือง เตรยี มความพร้อมและย่นื จดทะเบยี น จากการรายงานของ สานักงานกองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชนเมืองแหง่ ชาติ ข้อมลู ณ วันที่ 1 มกราคม 2551 พบวา่ มีกองทุนทัง้ สิน้ จานวน 78,000 กองทุน มีการยน่ื จดทะเบียนแลว้ จานวน 63,381 กองทนุ ซึง่ ยงั คงรอการอนุมัติของนายทะเบียน (สุรชิ าติ สายทอง, 2552) แต่อย่างไรกต็ าม เมือ่ มกี ารดาเนินงาน

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 230 ------------------------------------------------------------------------------- โครงการดงั กล่าวมา กจ็ ะมีรายงานปญั หาเร่อื งของกองทุนดงั กล่าวอย่างตอ่ เนื่อง อาทิ ในรายงานข่าวของ หนังสอื พมิ พ์บ้านเมือง (2554) ไดย้ กตัวอย่างกรณีฟ้องรอ้ งเร่ืองกองทนุ หมูบ่ า้ น เช่นการฟ้องร้องคณะกรรมการ กองทุนหมู่บา้ น (ระดบั หมู่บา้ น) เก่ียวกับการใหก้ ้ยู มื เงินแก่สมาชิกไม่ถูกต้องบ้าง ไมส่ ามารถตดิ ตามเงินยืมได้ และ ปญั หาอ่ืนๆ อยา่ งต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกบั รายงานของ กมลชยั บวั สาย และคณะ (2557) ได้รายงานว่าปัญหาของ กองทนุ ดงั กลา่ วพบวา่ มี 3 ปญั หาหลัก คอื 1) สมาชิกไม่สามารถชาระเงินคนื ตามระยะเวลาทีก่ าหนด 2) สมาชิกบางรายได้มีการกเู้ งินนอกระบบมาหมนุ เวียนทาใหเ้ กิดสภาพหนผี้ กู พัน และ 3) การเข้าไมถ่ ึงโอกาสการกู้ยืมเงนิ ซง่ึ จากขอ้ มูลดังกล่าวน้ี คอื สภาพปัญหาพ้ืนฐานของกองทนุ หม่บู ้าน และชมุ ชนเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อมกี องทุนหมู่บา้ นเกิดขน้ึ แลว้ และมีการบริหารจัดการมากวา่ 14 ปีอย่างตอ่ เน่อื ง แสดงให้ เห็นว่าบทเรียนจากการดาเนินงานด้านการบริหารจดั การกองทนุ ดงั กลา่ ว และแนวทางการบรหิ ารจัดการกองทุน ดังกลา่ วนน้ั มีส่วนท่ปี ระสบผลสาเรจ็ และลม้ เหลวดว้ ยเช่นกนั ดงั น้ัน จากสถานการณ์ดงั กลา่ วน้ี จึงเกิดคาถามวจิ ัยว่า มแี นวทางใดบ้างทจี่ ะทาใหก้ ารบริหารงานกองทนุ หมบู่ ้านและชนชนเมอื งนั้นย่ังยืน หากพิจารณาถึงความย่งั ยืนใน มิติตามแนวคิดของ Munck, et al., (2012) ท่ีกล่าวว่าความยัง่ ยนื ขององค์กรน้ันมีความซา้ ซ้อนและลึกซ้ึงเปน็ อย่าง มาก อยา่ งไรก็ตาม มติ ิดา้ นพลวัตร (dynamic) ขององค์การนน้ั เปน็ สิง่ สาคัญอย่างย่งิ ทจ่ี ะสง่ ผลให้องคก์ ารสามารถ ปรับตัวให้อยไู่ ดท้ นั ยุคทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงสดุ ซงึ่ ผลการศกึ ษาดังกล่าวน้ี จะเป็นการแสวงหาแนวทาง ทางเลอื กการบริหารจดั การกองทุนอย่างยัง่ ยืนต่อไปในอนาคต จากการดาเนินการศึกษาพบว่า การแยกออกมาเป็นยุคแหง่ การเตรยี มตัว คือ เรมิ่ จากนโยบายของพรรค การเมอื งใชห้ าเสยี งในช่วงปี พ.ศ. 2541 ไดช้ แู นวคิดนโยบายประชานิยมขนึ้ มา (ณัฐนพนิ ขันนาแล, 2549) จนกระท่งั พรรคการเมอื งที่ไดห้ าเสยี งชนะการเลือกต้ังในปี พ.ศ.2544 ทงั้ นี้ โครงการ “หมู่บา้ นเงินล้าน” เป็นการใช้ แนวคดิ การเตมิ เม็ดเงินลงไปในชุมชนเพ่ือเกดิ การหมนุ เงินในระบบเศรษฐกจิ ทั้งนี้ ในชว่ งระยะเวลาดงั กลา่ วนน้ั สภาพเศรษฐกจิ ในประเทศไทยก็ยงั ไม่ฟ้นื ตวั สบื เน่อื งจากสถานการณ์ต้มยากุ้ง ในชว่ งปี พ.ศ.2540 เมื่อมเี งินเติมเข้า มาในระบบเศรษฐกิจฐานราก กจ็ ะเกดิ การหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจในประเทศ ซง่ึ จะเป็นการกระตุ้น เศรษฐกจิ ภาพใหญข่ องประเทศและเกิดการลงทุนขนาดย่อม อย่างไรก็ตาม ในการเตรียมความพรอ้ มเพื่อรองรับ เงนิ กองทนุ หม่บู า้ นนั้น ก็ได้มกี ารจดั ตัง้ คณะกรรมการในหลายระดับ ไม่วา่ จะเปน็ ระดับจังหวดั ระดบั อาเภอ ระดบั ตาบล และระดบั หมบู่ า้ น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการดาเนินงานกันมาอยา่ งต่อเนอ่ื งก็เริ่มประสบกับปัญหาตา่ งๆ ในการดาเนินการ ไม่วา่ จะเปน็ ระเบยี บ วธิ ีการ ดาเนินงานของกลุ่มผกู้ ู้ หรือคณะกรรมการเอง แต่ท้ังนี้กองทนุ ดังกลา่ วไม่ใช่ว่าจะลงมาเพยี ง โครงการเดยี วเท่านัน้ กย็ ังมอี ีกหลายโครงการ หลายรัฐบาล ได้กระหน่าเม็ดเงินลงมาเพ่ือกระต้นุ ระบบเศรษฐกิจฐาน ราก (มิติการศกึ ษานจี้ ะพิจารณาโครงสร้างการจัดการ มไิ ด้วพิ ากษ์ถึงแนวคิดของกระบวนการพัฒนานโยบาย และ แนวทางปฏิบัต)ิ แต่สภาพการดาเนนิ งานกย็ ังมีประสบปญั หามาอย่างต่อเน่ือง และมกี ารแก้ไขปัญหากนั เร่ือยมา ในชว่ งระยะเวลาดังกลา่ วนเ้ี อง ไดเ้ กดิ กองทุนหลายๆกองทุน กิจกรรมหลายๆ กิจกรรมเกิดขน้ึ ในหมูบ่ ้านและชมุ ชน เอง อยา่ งไรกต็ าม โครงการดังกลา่ วนโ้ี ดยโครงสรา้ งการดาเนนิ งานไดก้ ารติดตามการดาเนินงานอีกด้วย รปู แบบกลไกการบริหาร และจดั การกองทนุ หมบู่ า้ น และชมุ ชนเมอื ง

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 231 ------------------------------------------------------------------------------- จากการศึกษาพบวา่ คณะกรรมการกองทนุ หมบู่ า้ นมีรูปแบบ การดาเนินงานบริหารงานเปน็ กลุม่ คณะกรรมการจัดการในระดับหมบู่ ้านหรือชมุ ชน โดยมหี นา้ ที่หลกั คือ การบริหารจัดการเงนิ กองทนุ ทีไ่ ด้รบั มาจาก หนว่ ยงานของรัฐ และมีคณะกรรมการกองทนุ หมบู่ า้ นเป็นผู้ดแู ล ซึ่งคณะกรรมการจะมปี ระธานกองทนุ สว่ นใหญ่ จะเปน็ ผนู้ าชุมชนหรือผู้ใหญ่บา้ น และมคี ณะกรรมการแต่ละฝ่ายต่างๆ ตามโครงสรา้ งทพี่ ัฒนาชมุ ชนไดก้ าหนดไว้ ชมุ ชนละประมาณ12 – 15 คน เป็นกลไกหลักในการบรหิ ารงาน และจัดการกองทนุ หมู่บา้ น จากรายงานของ สรุ ชาติ สายทอง (2552) ไดอ้ ธบิ ายว่า การบรหิ ารกองทุนไดแ้ บง่ ออกเปน็ 4 ระดบั คือ 1) ระดับชาติ ที่มีนายกรฐั มนตรี หรือรัฐมนตรที ไี่ ด้รับมอบหมายเป็นประธาน โดยบทบาทหลกั คือ กาหนด แผนการจัดหา และจัดสรรเงินแก่กองทนุ และจดั ทารา่ งกฎหมาย การออกระเบยี บ ขอ้ บังคบั คาสั่ง เกย่ี วกับการ บริหารจัดการกองทนุ 2) สานกั งานกองทนุ หมูบ่ ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) มบี ทบาทเปน็ เลขานุการของคณะกรรมการ กองทนุ หมู่บ้านและชมุ ชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ซึง่ จะติดตามตรวจสอบการดาเนินงานกองทุนในจังหวัดให้เป็นไป ตามระเบยี บ เกิดความโปร่งใส ตลอดจนสนับสนุนขอ้ มลู ด้านวิชาการเพือ่ การบรหิ ารกองทนุ 3) ระดับอาเภอมีคณะอนกุ รรมการสนับสนุนและติดตามการดาเนินงานกองทนุ หมบู่ า้ นระดบั อาเภอโดยมี นายอาเภอเปน็ ประธาน มหี น้าท่หี ลัก คือ ประเมินความพร้อมกองทนุ และ 4) ระดับหมู่บา้ นหรือชมุ ชนเมือง มคี ณะกรรมการกองทุน 9-15 คน มาจากการคัดเลอื กกันเองโดยเวที ชาวบ้าน (สมาชิก) โดยควรคานึงถงึ จานวนกรรมการชายและหญงิ ในสัดสว่ นทใ่ี กล้เคยี งกนั บรหิ ารจัดการ ตรวจสอบ กากบั ดูแล จดั สรรผลประโยชน์ และจัดการกองทนุ อย่างไรก็ตาม สาหรับการบริหารจัดการกองทุนว่าด้วยระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมูบ่ ้านและชมุ ชน เมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจดั ตั้งและบรหิ ารกองทุนหมูบ่ า้ นและชมุ ชนเมอื งแหง่ ชาติ พ.ศ.2551 ไดอ้ ธิบายถึง โครงสรา้ งการบริหารงาน และการจัดการโครงสร้างอยา่ งชัดเจน นบั ได้วา่ การจดั ตั้งกองทนุ ดงั กล่าวนีม้ ีกลไกอยา่ ง ชัดเจนในการบรหิ ารจดั การ โดยมงุ่ เป้าหลกั ในการนาผลประโยชน์ทง่ี อกเงยจากกองทุนนนั้ มาพัฒนาท้องถน่ิ เป็น หลักสาคัญ แม้ว่าจะมีการเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งและบทบาทของหน่วยงานการทางานน้นั กระทรวงการคลงั ได้ ร่วมมือกบั ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และสานักงานกองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชนเมือง แห่งชาติในการจัดการโครงสร้างการบรหิ ารในระดบั ชาติ (สานักงานเศรษฐกจิ การคลัง, 2558) โดยรปู แบบ และ กลไกดงั กลา่ วนี้ เป็นพ้ืนฐานการบริหารองค์กรในลกั ษณะทเี่ ปน็ กองทนุ ที่หนว่ ยงานที่รัฐได้เขา้ มาส่งเสริมนัน้ ได้ สร้างไวเ้ ปน็ หลักตงั้ ต้นในการบรหิ ารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมอื ง ความคาดหวงั ของการดาเนินงานกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมอื ง จากการสัมภาษณผ์ ูน้ าชุมชน คณะกรรมการกองทนุ และผู้นาองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ จานวน 31 คน โดยสมั ภาษณถ์ ึงประเด็นความคาดหวงั การดาเนินงานกองทุนดงั กลา่ ว สามารถจาแนกได้ 10 ประเด็น ดงั น้ี 1. เพม่ิ ทนุ ใหก้ บั ชาวบา้ นเพื่อการประกอบอาชีพ (ร้อยละ 97 ของผู้ให้ขอ้ มลู ) 2. เปน็ แหล่งพ่งึ พาเงินทุนของชาวบา้ นในยามฉกุ เฉนิ (รอ้ ยละ 91 ของผู้ให้ข้อมลู ) 3. สวสั ดกิ ารชุมชน (รอ้ ยละ 91 ของผู้ให้ขอ้ มูล) 4. เปน็ การพัฒนาเศรษฐกจิ ขนาดยอ่ มภายในชมุ ชน (ร้อยละ 80 ของผ้ใู ห้ขอ้ มลู ) 5. เปน็ การเพมิ่ โอกาสให้กับคนในชุมชนในการเข้าถึงแหล่งเงินทนุ (รอ้ ยละ 71 ของผูใ้ ห้ขอ้ มลู )

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 232 ------------------------------------------------------------------------------- 6. พฒั นาอาชีพ และกจิ กรรมภายในท้องถน่ิ (รอ้ ยละ 66 ของผู้ใหข้ ้อมลู ) 7. ทอ้ งถน่ิ มที ุนในการพัฒนาชุมชนของตนเอง (ร้อยละ 66 ของผใู้ หข้ ้อมูล) 8. เป็นการสร้างฐานการมสี ่วนรว่ มของคนในชุมชน (รอ้ ยละ 57 ของผู้ให้ข้อมลู ) 9. เปน็ การฝึกการออมใหก้ ับคนในชมุ ชน (รอ้ ยละ 54 ของผู้ใหข้ อ้ มลู ) 10. เปน็ ทนุ ตง้ั ต้นสาหรับกลมุ่ สมาชกิ ในการเร่มิ ดาเนินกิจกรรม (ร้อยละ 54 ของผู้ใหข้ ้อมลู ) อยา่ งไรกต็ าม จากข้อมูลความคาดหวังของการดาเนินงานกองทนุ นี้ หากพจิ ารณาวา่ ความคาดหวงั ที่สาคัญ กค็ ือการเพิ่มทนุ ใหก้ ับชาวบา้ นเพอ่ื ประกอบอาชีพซ่งึ นับว่าเปน็ หนึง่ ในวตั ถุประสงคห์ ลักของกองทุนนี้ ความ คาดหวงั อยา่ งอ่ืนนั้นก็สัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจของชาวบา้ นเป็นสาคญั ดังนน้ั จงึ สามารถกล่าวไดว้ ่าความ คาดหวังของการดาเนินงานกองทุนนั้นมุ่งเป้าไปทก่ี ารเพม่ิ ทุนให้กบั ชาวบ้านเพื่อพฒั นาอาชีพ และยกระดบั คุณภาพ ชีวติ ตลอดจนผลพลอยได้ (outcome) จะเป็นเร่ืองของสวัสดกิ ารทเี่ กิดขึน้ จากการเจริญงอกเงยของกองทุน อย่างไรก็ตาม ในความคาดหวงั ดงั กล่าวพบว่า สอดคลอ้ งกับเป้าหมายของสถาบนั การดาเนินงานของ กองทุนทีจ่ ัดตง้ั ข้ึน ที่มงุ่ พัฒนาใหเ้ ปน็ สถาบันการเงินในชุมชนเพอ่ื เปน็ ฟนั เฟืองขบั เคลื่อนธุรกจิ ในกลุ่มฐานราก เพื่อ นาไปสู่การขบั เคลอ่ื นเศรษฐกิจในระดับประเทศต่อไป (Lancaster, 2013) เช่นเดยี วกันกบั รายงานของ Chandoevwit and Ashakul (2008) รายงานว่าการดาเนนิ งานกองทุนหมูบ่ ้านและชุมชนมีผลตอ่ การเพม่ิ ข้ึนของ รายไดเ้ กษตรกรใน ซ่ึงเป็นการเพมิ่ ข้นึ ในหนว่ ยการผลติ อันไดแ้ ก่ รายได้จากการขายผลผลติ และผลผลิตทเี่ พ่มิ ขึ้น เปน็ ต้น แนวทางการบริหารชุมชนเมอื งในมิตผิ ้นู าชุมชน และกรรมการกองทนุ สาหรับผู้นาชุมชนสว่ นมากจะเปน็ ประธานกองทุนในชมุ ชน และมคี ณะกรรมการหมู่บ้านเป็น คณะกรรมการกองทุนรว่ มด้วย ซงึ่ สว่ นใหญจ่ ะมกี ารแบ่งเปน็ ฝา่ ยตา่ งๆ ตามโครงสรา้ งของหนว่ ยงานรฐั บาล ผ่าน หน่วยงานพัฒนาชุมชน จัดตั้งขน้ึ โดยข้อคดิ เหน็ ของผู้ให้ขอ้ มลู จานวน 31 คนในเร่ืองการบริหารจัดการกองทุน หมู่บ้านและกองทุนเมือง แบ่งได้เปน็ 7 ประเด็นหลักดังนี้ 1. ทกุ ครอบครัวจะต้องมีโอกาสเขา้ ถงึ กองทุนไมว่ ่าดว้ ยเงื่อนไขใด แตจ่ ะต้องพจิ ารณาถึงศักยภาพรวมถงึ ความสามารถในการการจา่ ยคืนกองทนุ (คิดเป็นร้อยละ 85) 2. สาหรบั การอนมุ ตั กิ ารยืม และการนาเงินจากกองทนุ ดังกล่าวนี้ จะตอ้ งผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการกองทุน ทกุ ระดับของคณะกรรมการ แต่อย่างไรกต็ าม จะต้องเปน็ ไปตามกฎระเบียบของกองทุนทม่ี ี การกาหนดไว้ ทง้ั ระดับของคุณสมบตั ิสมาชกิ จากสว่ นกลาง และระเบียบของชมุ ชนท่ีมีการวางกฎระเบยี บเพื่อให้ เหมาะสมกบั สภาพของบรบิ ทของกองทนุ (คิดเป็นร้อยละ 85) 3. สมาชกิ กองทนุ จาเปน็ อย่างยงิ่ ท่จี ะตอ้ งเป็นคนในชมุ ชน และอาศัยอยูใ่ นชุมชนไม่นอ้ ยกว่า 6 เดอื น เพราะเคยมีหลายกรณีคนมาเชา่ บา้ นในชุมชนแลว้ ทาเร่ืองยืมเงนิ กองทุน เมอื่ มกี ารย้ายออกไปจากท่ีพักกไ็ มไ่ ด้ จ่ายเงินเข้ากองทุนหม่บู ้าน ส่งผลให้กองทุนหมูบ่ ้านสญู เสียเงินกองทนุ และทาใหผ้ ู้คา้ ประกนั ขดั แย้งกบั คณะกรรมการผู้ดูแลเงินกองทุน (คดิ เป็นร้อยละ 80) 4. สาหรบั การใช้เงนิ กองทนุ เพื่อไปทาประโยชน์สาธารณะ จะต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบการใช้เงนิ และประเมินผลการดาเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการใชเ้ งนิ กองทนุ (คิดเป็นร้อยละ 80)

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 233 ------------------------------------------------------------------------------- 5. การเพ่ิมหลักทรพั ยใ์ นการคา้ ประกัน อยา่ งเช่นการเปิดบัญชีออมทรัพยส์ ัจจะ หรือการลงทะเบยี นผลผลติ เปน็ ต้น (คิดเป็นร้อยละ 80) 6. การใช้เงนิ ท่ีเป็นผลกาไรจากเงินกองทนุ หมบู่ า้ น และชุมชนเมอื งน้ันจาเป็นจะต้องนามาใช้พัฒนาอาชีพ ของคนในชมุ ชน เพื่อเพมิ่ ประสทิ ธิภาพในการใชก้ องทนุ หมู่บา้ นเพื่อยกระดบั คณุ ภาพชีวติ ของคนในชมุ ชน ตลอดจนการลดความเส่ยี งในการทส่ี มาชิกก้ไู ปแล้วไมม่ ศี กั ยภาพในการใช้หนี้กองทุน (คดิ เป็นร้อยละ 71) 7. สาหรบั การจัดทาบญั ชกี ารเงินของกองทนุ และรายงานการใช้เงนิ กองทุนอยา่ งละเอียดและเปน็ ระบบ สามารถตรวจสอบไดท้ ้ังระดับภายใน และภายนอก ทงั้ นี้จาเป็นอย่างย่ิงทีอ่ าจจะต้องพัฒนาเครือขา่ ยกองทุนเพื่อการ ตรวจสอบและเรียนรู้ในเร่ืองการบรหิ ารจัดการร่วมกนั ระหวา่ งชมุ ชน และชุมชน ท่ีอยู่ใกลเ้ คียงกนั (คดิ เป็นรอ้ ยละ 71) อยา่ งไรก็ตาม การดาเนินการดังกลา่ วนเี้ ปน็ การเพ่ิมโอกาสใหค้ นในชมุ ชนเขา้ ถึงแหล่งกองทนุ เพม่ิ มากขน้ึ รวมถึงควบคมุ การดาเนินงานของคณะกรรมการให้โปรง่ ใสและปลอดจากการทจุ ริต จาเป็นอย่างยง่ิ ทจ่ี ะต้องอาศยั ฐานความร้ใู นด้านการบริหารจัดการกองทุนเข้ามาจัดการ ซ่งึ สอดคล้องกับงานวจิ ยั ของ วชั รพงศ์ เพชรรัตน์ และ จรัสดาว คงเมือง (2553) ได้แสดงให้เห็นวา่ โดยการดาเนินงานของกองทุนน้ันมีความเหมาะสมเปน็ อย่างยงิ่ แต่การ ดาเนนิ งาน ของคณะกรรมการดาเนินงานส่วนมากยังขาดความรู้เรือ่ งการบริหารจดั การกองทนุ อยู่ และจาเป็นอย่าง ยงิ่ ทีจ่ ะตอ้ งเพมิ่ เติมความร้ใู นด้านดังกลา่ วน้เี พื่อลดปญั หาและขอ้ ผิดพลาดในการบริหารกองทนุ ซ่งึ ขอ้ คิดเหน็ ดา้ น ความร้ใู นการจดั การดังกลา่ วน้ีสอดคล้องกบั การศึกษาของ และ คะนึงนิจ ศิริสมบรู ณ์ และคณะ (2553) ทม่ี ุ่งเน้นถึง ว่าการให้ความรคู้ วามเข้าใจด้านการบริหารจัดการน้ัน คือ หน่งึ กลยทุ ธท์ ข่ี บั เคลือ่ นการดาเนินงานกองทนุ ได้อยา่ งมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ สิง่ ทีน่ า่ สนใจเพ่ิมเตมิ จากแนวคิดของ ไพรรนิ ทร์ พฤตนิ อก (2555) ในมมุ มองท่วี า่ กระบวนการใชท้ ุนทางสงั คมในการบรหิ ารจัดการกองทุนหมบู่ ้าน คอื การใช้ความสมั พันธก์ ันในชมุ ชนไมว่ า่ จะ เป็นเครือญาติหรือความอาวุโส ซงึ่ เป็นฐานทส่ี าคญั ในสงั คมไทยเขา้ มารว่ มในการจัดการกองทนุ ดงั กลา่ วน้เี พ่ือให้ สาฤทธิ์ผล แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม แมว้ ่าแนวคิดดังกลา่ วนแ้ี สดงใหเ้ ห็นถึงจดุ แข็งของทุนทางสงั คมในชนบท หากแต่ ระบบดังกล่าวจาเป็นจะต้องอย่ภู ายใต้ระบบการตรวจสอบและตดิ ตามอยา่ งมีประสิทธผิ ลเพอ่ื ใหก้ องทุนนน้ั สามารถ ดารงอยู่ได้อยา่ งยั่งยืน โดยรปู แบบดังกลา่ วเปน็ การผสมผสานกนั ระหว่างการจัดการกองทนุ โดยใช้ระบบทุนทาง สังคม ซง่ึ Pakdeewut (2012) ไดร้ ายงานวา่ การบริหารจัดการกองทุนที่ดที ีส่ ุดน้นั ตอ้ งมกี ารจดั การแบบผสมผสาน (integrated) โดยการมีสถาบันกองทนุ และมเี ปา้ หมายร่วมกัน นอกจากนก้ี องทุนน้ันไม่ใช่มเี ฉพาะการกู้ยืม หากแต่ จะตอ้ งมกี ารบรหิ ารจัดการท่ีหลากหลายและเหมาะสม ตลอดจนตอบสนองต่อสมาชิก และชมุ ชนมากทีส่ ุด แนวทางการบริหารจดั การกองทุนหม่บู า้ นและชมุ ชนเมอื งในมมุ มองของผู้เช่ยี วชาญ จากการสนทนากบั ผู้เชี่ยวชาญพบว่า การบรหิ ารกองทนุ หมู่บา้ นและชุมชนนัน้ จาเปน็ อยา่ งยง่ิ ทจี่ ะตอ้ งมี การองค์ประกอบหลัก 5 ประการ คอื 1. ผนู้ า (Leader) ได้แก่ ผู้ท่มี ีอานาจในการบริหารจัดการกองทนุ สูงสดุ ซึ่งได้แก่ ประธาน รวมถึง คณะกรรมการตอ้ งมีภาวะผูน้ า (leaderships) และจาเปน็ ต้องสรา้ งความศรัทธาเชื่อม่ันใหก้ บั คนในองคก์ ร หรือ สมาชกิ กองทนุ ใหเ้ ป็นที่ยอมรับในเร่ืองความซือ่ สตั ย์ (honest) และการเสียสละ (sacrifice) เพอื่ ใหส้ มาชิกได้ เช่ือถอื และเคารพ อยา่ งไรก็ตาม ประเดน็ ผู้นายังสัมพันธก์ ับคณะกรรมการกองทนุ อกี ด้วย ดงั รายงานของ จริยา วงศ์ กาแหง (2550) ไดก้ ล่าวว่า การบรหิ ารจัดการกองทุนหมบู่ ้านน้นั ปัจจยั ดา้ นความเปน็ ผู้นา ตลอดจนคณะกรรมการมี

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 234 ------------------------------------------------------------------------------- ความสาคัญถงึ รอ้ ยละ 47.6 ทส่ี ่งผลต่อประสิทธภิ าพการดาเนนิ งานของกองทุน แต่อย่างไรก็ตาม ในประเดน็ ดงั กล่าวนี้จะรวมไปถงึ ความสามารถในการบรหิ ารจัดการองคก์ ารของผนู้ ารว่ มด้วย 2. การมีส่วนร่วม (Participation) จากการดาเนินงานทีผ่ ่านมาด้านกองทุน การมีส่วนร่วมนับว่าเปน็ จดุ หน่ึงท่จี ะต้องพัฒนารว่ มกันกับการเจริญเติบโตของกองทุน เน่ืองจากบทเรียนทีผ่ ่านมาแม้ว่ากองทนุ จะช่วยให้ ชมุ ชนเกิดการพัฒนาความสัมพนั ธใ์ นด้านเครอื ขา่ ยดา้ นเศรษฐกจิ แตก่ ารมสี ่วนรว่ มในการตัดสนิ ใจในการบริหาร จัดการกองทุนของสมาชิกนั้นยังนับไดว้ า่ มีส่วนทพี่ ัฒนาการน้อยมาก (พีระพงษ์ สดุ ประเสรฐิ , 2552) อย่างไรก็ตาม การดาเนินงานจากรายงานของ นิรัช อนิ นุพัฒน์ (2545) ไดแ้ สดงใหเ้ ห็นวา่ การมีส่วนร่วมของสมาชกิ ในกองทนุ นน้ั นอกจากเปน็ เพียงผกู้ ู้แลว้ ยังมีส่วนร่วมในการดาเนินงานของกองทุนนอ้ ยมาก ซึง่ สาเหตุหน่งึ อาจจะมาจากเร่ือง การสือ่ สาร และ/หรอื การประชาสัมพนั ธใ์ ห้กับสมาชิกเหลา่ น้ันรับทราบถงึ บทบาทของสมาชิกของกองทุน 3. การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์ (Human resource management) ในประเด็นน้ีจะครอบคลมุ ไปถึงเรื่อง การพัฒนาความรขู้ องคน อันได้แก่ ความร้ดู ้านการบรหิ ารจดั การของทนุ ของผู้นา คณะกรรมการกองทนุ และ สมาชกิ ในกลุ่มกองทุน สาหรบั การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรมนุษยน์ ้นั จาเป็นต้องม่งุ ในการพัฒนายกระดบั ความรู้ ความสามารถของคน เชน่ บทบาทของผู้นา หรือองคค์ วามรู้ด้านการบริหารกองทุนของคณะกรรมการ อาจจะตอ้ งมี การเขา้ รบั การอบรม การจัดใหม้ ีผู้เชียวชาญเขา้ มาให้ความรู้ให้กับกลมุ่ คณะกรรมการ เปน็ ต้น สว่ นทางด้านสมาชิก ของกลุม่ กองทุนนน้ั อาจอยูใ่ นรูปการพัฒนาฐานอาชพี และยกระดบั คุณภาพชวี ิตของกลมุ่ สมาชกิ เช่น การพฒั นา กลมุ่ อาชีพเสรมิ หรือการรวมกลุ่มการพฒั นาผลิตภณั ฑข์ ้ึนมาในชุมชน เพ่อื เพม่ิ ขดี ความสามารถให้แกส่ มาชกิ ใน ชุมชน และลดโอกาส การผิดชาระหน้กี ับกองทนุ อีกด้วย 4. การเขา้ ถึงขอ้ มูลและการตรวจสอบข้อมลู สาหรับประเดน็ น้ี คือ การที่สมาชิกสามารถรับรูข้ อ้ มูลของ สถานภาพของกองทุน รวมถึงทิศทางการดาเนินงานของกองทุน ซึง่ สัมพันธก์ ับการศกึ ษาของ พนม สิงหส์ าย และ คณะ (2548) ทพ่ี บวา่ การทีก่ ารตรวจสอบข้อมลู ของคณะกรรมการนนั้ มีผลต่อความเชื่อม่นั และความสาเร็จของ กองทุน ทง้ั นี้ จากการสมั ภาษณผ์ รู้ สู้ ามารถจาแนกการตรวจสอบออกเป็น 2 ระดับ คอื 1) การตรวจสอบโดยสมาชิก กลา่ วคอื การดาเนินงานของคณะกรรมการน้ัน สมาชกิ กองทนุ สามารถ ตรวจสอบได้ ซึ่งอาจเปน็ การนาเสนอข้อมลู ความเคลือ่ นไหวของกองทุนในวาระการประชุมประจาไตรมาส หรือ ประจาปแี ละ/หรอื ประจาเดือน ซ่ึงข้ึนอย่กู บั สภาพบริบทของกองทนุ แต่ละหมบู่ า้ น แตล่ ะชมุ ชน ซ่ึงการจัดทาข้อมูล ดงั กล่าวจาเปน็ อย่างยิง่ ทตี่ ้องมกี ารจาแนกชดั เจน เน่ืองจากในสภาพปัจจุบนั แตล่ ะหมบู่ ้านน้ันมีกองทุนทหี่ ลากหลาย นอกเหนือจากกองทุนหมบู่ า้ น เชน่ กองทุนสตรี กองทุนออมทรัพย์ กองทนุ สัจจะออมทรัพย์ เป็นต้น ซง่ึ สว่ นใหญ่ จะใชค้ ณะกรรมการชุดเดียวกนั บรหิ าร ดงั น้ัน การจัดทาข้อมูล การจดั เกบ็ ข้อมูล และการนาเสนอขอ้ มูล จึงเปน็ ส่ิงท่ี สาคัญอย่างยิ่ง ตลอดจนการตรวจสอบจากสมาชิกกม็ คี วามสาคญั เปน็ อยา่ งมาก เน่ืองจากเปน็ กลุ่มคนทใ่ี กลช้ ดิ และ ได้รับผลกระทบโดยตรงหากการดาเนินงานกองทุนนั้นมีปัญหา 2) การตรวจสอบโดยหน่วยงานของรฐั และคณะกรรมการกองทนุ ระดบั อาเภอ ท้ังน้ี การตรวจสอบระดบั อาเภอจะเปน็ อกี ช่องทางหน่งึ ในการเฝา้ ระวัง และชแี้ นะ รวมถงึ การใหค้ วามรู้ดา้ นการบรหิ ารงานกองทุนให้กบั ชมุ ชนไดอ้ ยา่ งใกลช้ ดิ นอกจากนี้ การตรวจสอบโดยหนว่ ยงานของรัฐจะเปน็ กลไกการปอ้ งปรามการดาเนนิ งานที่ ไมเ่ หมาะสมของคณะกรรมการดาเนินงานกองทุน เนอื่ งจากหน่วยงานของรฐั น้นั จะมชี ่องทางการรบั เรอื่ งรอ้ งเรียน จากสมาชกิ ซึง่ ช่องทางน้ีอาจเข้าถึงสานกั งานกองทุนหมบู่ ้านและชุมชนเมอื งแห่งชาติโดยตรง เพือ่ ให้เกิดความ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 235 ------------------------------------------------------------------------------- ระมดั ระวังการดาเนนิ งานของคณะกรรมการกองทนุ ระดับหมู่บา้ นและชุมชนอกี ดว้ ย 5. การแบ่งปันผลประโยชน์ทเี่ หมาะสม ในประเด็นดังกล่าวนี้ จะพบว่าเป้าหมายของกองทนุ น้ันจะมี เปา้ หมายหลกั และเปา้ หมายรอง โดยเปา้ หมายหลกั ก็จะเป็นสองส่วนใหญ่ คือ เป็นการเสรมิ ทุนหมุนเวียนใหก้ บั ชาวบ้านและคนในชมุ ชน ซ่ึงน่นั อยใู่ นส่วนของเศรษฐกิจระดบั ย่อย แตเ่ ศรษฐกจิ ระดบั ประเทศ กค็ อื การกระต้นุ ให้ เกดิ การใชจ้ า่ ยในระบบเศรษฐกิจ นน่ั อาจเป็นเป้าหมายหลัก แต่อยา่ งไรก็ตาม ผลกาไรที่เกิดขึน้ จากกองทุนน้ันย่อม สะทอ้ นกลับมาสู่ต้นทุนพัฒนาชุมชน ทง้ั นี้ จาเปน็ อยา่ งมากทีค่ ณะกรรมการกองทุนต้องจดั สรรแบ่งปัน ผลประโยชนใ์ หเ้ หมาะสม ไม่ว่าจะอยใู่ นรปู ของการปันผล การลงทุน และ/หรือนาไปสร้างกจิ กรรมที่เป็นประโยชน์ ตอ่ ชุมชน สาหรบั การแบ่งปันผลประโยชน์ดงั กลา่ วนี้จาเป็นอย่างยง่ิ ท่จี ะตอ้ งผา่ นมติสมาชกิ และสมาชิกจะตอ้ งมี ส่วนรว่ มต้ังแต่ระดบั เรม่ิ ต้นคิดโครงการหรือกิจกรรม ตลอดจนการทากิจกรรม เนื่องจากการแบ่งปนั ผลประโยชน์ ดงั กล่าวน้ันต้องสัมพันธ์กบั การมสี ่วนร่วม และการตรวจสอบของสมาชิกร่วมดว้ ย สาหรับแนวทางการบริหารจัดการกองทนุ ที่สมาชกิ กองทุนทีก่ ู้เพ่อื ไปลงทุนเพื่อการผลิตเปน็ หลกั สอดคล้องกับ Boonperm และคณะ (2007) ได้รายงานว่าสว่ นใหญ่ยงั คงอยใู่ นมิตทิ ีเ่ กษตรกร ไดก้ ยู้ ืมเงินลงไปเพ่ือ ลงทุนการผลิต เพื่อเพ่ิมผลผลติ ทางการเกษตร แต่อยา่ งไรก็ตาม พัฒนาการของกองทุนดังกลา่ วนีไ้ ดม้ ีมาอย่าง ต่อเนอ่ื งจนกระทั่งบางสว่ นไดม้ กี ารพฒั นาไปสู่การดาเนินการจัดต้งั เปน็ “วสิ าหกจิ ชมุ ชน” ซ่งึ เปน็ ส่วนท่ี งอกเงยจากเงนิ ในกองทนุ หมู่บา้ นและชุมชน จากการดาเนินการศึกษาครัง้ นี้พบวา่ การเกิดกองทนุ หมบู่ ้านและชมุ ชนเมืองเรมิ่ มาจากนโยบายทาง การเมอื ง และได้มรี ปู แบบการบรหิ ารจัดการโดยแบ่งโครงสร้างออกเปน็ 4 ระดบั ได้แก่ ระดบั ประเทศ หน่วยงาน รับผิดชอบ ระดบั อาเภอ และกองทนุ อยา่ งไร ก็ตาม การเร่มิ ตน้ ของกองทุนเปน็ การจัดตั้งโดยหน่วยงานรฐั เข้ามาดาเนินการ แต่เมื่อระยะเวลาผา่ นไปสกั ระยะหน่งึ พบว่า ชมุ ชนเกิดการเรียนรู้ และมีการจัดการที่แตกตา่ งกนั ออกไป เปน็ ไปตามความคาดหวงั ของแต่ละ กองทุน ทง้ั น้ี ความคาดหวังของกองทนุ ส่วนใหญ่น้ัน คือ การเพม่ิ ทุนใหก้ ับชาวบ้านเพื่อการประกอบอาชพี (ร้อยละ 97) รองลงมา คือ เป็นแหลง่ พ่งึ พาเงนิ ทนุ ของชาวบ้านในยามฉกุ เฉิน (ร้อยละ 91) และสวสั ดิการชมุ ชน (รอ้ ยละ 91) ตามลาดับ นอกจากนี้ ตามทศั นะของคณะกรรมการกองทุน และผู้นาชุมชนยังพบว่าความเป็นธรรม และความ เทา่ เทยี มในโอกาสเข้าถึงกองทุนนั้นเป็นสงิ่ ทีส่ าคัญ นอกจากนั้น กระบวนการตดิ ตามและตรวจสอบก็มีความสาคัญ อย่างยงิ่ ในการบริหารจัดการกองทนุ หมูบ่ ้านและชมุ ชนเมือง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้เชย่ี วชาญสาหรบั แนว ทางการบริหารจัดการกองทุนหม่บู า้ นและชุมชนเมือง ได้ตระหนักถงึ ผนู้ าและคณะกรรมการว่ายังเป็นกลไกหลักใน การบรหิ ารจัดการกองทุนให้ประสบผลสาเรจ็ ตลอดจนทรัพยากรมนุษย์ท่ีต้องพัฒนาโดยเฉพาะด้านองคค์ วามรู้ใน ดา้ นการบริหารจัดการกองทุนดงั กลา่ วนน้ั เพ่ือให้มคี วามเปน็ ธรรมและเกดิ ประสิทธภิ าพสูงสดุ กระบวนการ ตรวจสอบจาเปน็ ต้องมที ง้ั ระดับภายในและภายนอก เพ่ือใหเ้ กดิ การดาเนินงานที่โปรง่ ใส อย่างไรก็ตาม การ ดาเนนิ งานโดยการมีส่วนร่วมของสมาชิกในหมู่บ้าน และชมุ ชนเมือง นบั ว่าเป็นฟนั เฟืองในการบรหิ ารจดั การ กองทุนเพื่อใหม้ ีประสิทธิภาพสงู สุดและเกดิ ความยั่งยนื ของกองทนุ หมูบ่ า้ นและชุมชน หลกั การพฒั นากองทุนเป็นสถาบันการเงินชมุ ชน สถาบนั การเงนิ ชมุ ชน นโยบาย : สถาบันการเงินชุมชน

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 236 ------------------------------------------------------------------------------- รฐั บาลไดแ้ ถลงนโยบายต่อรัฐสภา เม่ือวันที่ ๒๓ มนี าคม ๒๕๔๘ ว่าจะพัฒนาระบบการเงนิ ท่ีสนับสนุน เศรษฐกิจฐานราก จากกองทุนหมบู่ า้ นทมี่ ีความพรอ้ มส่ธู นาคารหมู่บา้ น ทใี่ หโ้ อกาสประชาชนเข้าถึงแหลง่ เงินทนุ อย่างย่งั ยืน ความหมาย : สถาบันการเงินชมุ ชน สถาบันการเงินชุมชน หมายถงึ สถาบันการเงนิ ของชมุ ชนที่จดั ตั้งข้ึนโดยกองทนุ หมบู่ ้านและชุมชนเมือง เพอื่ ให้บริการทางการเงนิ ที่สามารถตอบสนองความต้องการแกป่ ระชาชนในชมุ ชนซึ่งขาดโอกาสในการเข้าถึง และ ใชบ้ รกิ ารทางการเงนิ ของสถาบันการเงนิ ทั่วไป ตามวัตถปุ ระสงคห์ ลกั เกณฑ์ มาตรฐาน และรปู แบบ ซ่ึง คณะกรรมการกองทนุ หมบู่ ้านและชมุ ชนเมอื งแหง่ ชาตกิ าหนด กรอบแนวคิด : สถาบนั การเงินชมุ ชนเป็นองค์กรทางการเงินของชมุ ชน สถาบนั การเงินชุมชน : องค์กรกลางทางการเงินของชมุ ชน วตั ถุประสงค์ : สถาบนั การเงินชมุ ชน ๑. แหล่งเก็บออมเงินทม่ี คี วามมั่นคง ปลอดภัย และมีผลตอบแทนท่ีเหมาะสม

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 237 ------------------------------------------------------------------------------- ๒. แหลง่ เงินทุน เพ่ือการพัฒนาเศรษฐกจิ และบรรเทาความเดอื ดร้อนทัง้ ในระดับบุคคลครัวเรือน และ ชุมชน ๓. เสริมสร้างสวัสดิการ และสวสั ดิภาพของชุมชน ๔. เสริมสร้างวินัยทางการเงิน และใหค้ าปรกึ ษาทางการเงนิ แกช่ ุมชน ๕. เป็นศนู ย์กลางการเรียนรรู้ ่วมกันในการพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมของชมุ ชน รูปแบบ : สถาบันการเงนิ ชุมชน เปน็ กิจกรรมสว่ นหนึ่งของกองทนุ หมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมอื ง

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 238 ------------------------------------------------------------------------------- กองทนุ หมูบ่ ้านหรือกองทุนชมุ ชนเมืองหลายกองทนุ รว่ มกันจดั ต้ังข้ึน เกิดจากการยุบรวมกองทุนหม่บู า้ นหรือกองทุนชมุ ชนเมืองเขา้ ดว้ ยกนั หม่บู า้ นรว่ มกับกล่มุ การเงินในชุมชนและกองทุนหมู่บา้ นร่วมกันจัดต้ัง

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 239 ------------------------------------------------------------------------------- กิจกรรม : สถาบนั การเงินชุมชน ► สง่ เสรมิ การออมเงินของชุมชน ทัง้ สมาชกิ และประชาชน ► รบั ฝากเงนิ จากสมาชิก และประชาชน ► ใหส้ นิ เช่ือแก่สมาชกิ และประชาชน หรือองค์กรการเงินอน่ื ► กู้ยืมเงินจากแหล่งเงนิ ทุนอนื่ ตามทคี่ ณะกรรมการกองทุนหมู่บา้ นและชุมชนเมืองกาหนด ► ให้บรกิ ารธุรกรรมทางการเงนิ และธุรกรรมอนื่ ๆ ท่ีอานวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการ ให้แกส่ มาชกิ และประชาชน ► จดั สวัสดิการและสวัสดภิ าพแก่สมาชิกและชุมชน ► จัดสรรรายได้เพ่ือดาเนินการใหบ้ ริการและพฒั นาศักยภาพ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 240 ------------------------------------------------------------------------------- กระบวนการและข้ันตอนการพฒั นา : กองทุนเป็นสถาบันการเงินชมุ ชน ขน้ั ตอนที่ ๑ ๑. เครือข่ายระดับอาเภอและระดับตาบล จะร่วมกันค้นหา (Scan) กองทนุ ทม่ี คี วามประสงคจ์ ะยกระดับ เปน็ สถาบนั การเงินชุมชนเข้าสูก่ ระบวนการคดั เลอื ก ๒. จากนนั้ เครอื ขา่ ยระดับอาเภอดาเนนิ การคัดเลือก (Screen) กองทุนทม่ี คี วามประสงคโ์ ดยใช้กาหนด มาตรฐานและคุณสมบัติ เป็นเครื่องมอื ในการคัดเลือก และกาหนดวา่ กองทุนใดผา่ นการคัดเลือกกองทนุ ใดไมผ่ ่าน การคัดเลอื ก (กองทนุ ทไ่ี มผ่ า่ นการคัดเลือก ครือขา่ ยระดับอาเภอจะดาเนินการพัฒนาเบื้องตน้ ตอ่ ไป)

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 241 ------------------------------------------------------------------------------- ขั้นตอนท่ี ๒ ๑. กองทุนฯ ท่ีผ่านในการคดั เลอื กจะเข้าสู่กระบวนการพัฒนา โดยการฝึกอบรมให้มคี วามรคู้ วามสามารถ ในการดาเนินกจิ กรรมสถาบันการเงินชมุ ชน ๒. เม่ือผ่านการฝกึ อบรม จะทาการฝกึ ปฏบิ ตั ิ โดยให้ทดลองใช้โปรแกรมธนาคาร ผูฝ้ ึกอบรมจะเปน็ ผู้ ประเมินวา่ ผา่ นการฝึกอบรม หากยงั ไม่สามารถใช้โปรแกรมได้จะทาการพัฒนาโดยการฝกึ อบรมซา้ ข้นั ตอนที่ ๓ ๑. ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมและการทดลองปฏิบตั ิใชแ้ ลว้ จะต้องไปปฏิบตั จิ รงิ และเรยี นร้เู พิ่มเติม จนได้ ระยะเวลาหน่ึง ๒. สานกั งานกองทนุ หมบู่ า้ นและชุมชนเมอื งแหง่ ชาติ และหรืออนกุ รรมการสนบั สนนุ ระดบั จังหวดั จะทา การประเมนิ โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานสถาบันการเงินชุมชน เปน็ เคร่ืองมือการประเมนิ และออกหนังสอื รับรอง มาตรฐานสถาบนั การเงินชุมชน กรณีทไ่ี มผ่ า่ นการประเมินจะส่งใหเ้ ครือข่ายระดับจงั หวดั และอาเภอวางแผนการ พัฒนาเพ่ือแกไ้ ขข้อบกพร่องและสง่ ให้ สทบ. และหรอื อนุกรรมการสนับสนุนฯ ระดับจังหวดั ประเมิน ถา้ ยงั ไมผ่ า่ น จะส่งกลบั ไปให้เครือข่ายระดับตาบลอาเภอดาเนินการพัฒนาและคัดเลือกเข้าสรู่ ะบบการพัฒนาต่อไป

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 242 ------------------------------------------------------------------------------- มาตรฐานและคณุ สมบตั ิของกองทุนทีจ่ ะพฒั นาเขา้ สู่มาตรฐานสถาบันการเงนิ ชมุ ชน ๑. สถานภาพของสถาบันการเงินชุมชน เป็นกองทนุ หมู่บ้าน หรอื กองทนุ ชุมชนเมืองซ่งึ จดทะเบยี นนิตบิ คุ คล ตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้าน และชมุ ชนเมอื งแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๒. ปัจจัย ความสัมพนั ธ์ภายใน สมาชกิ • สมาชิก มีส่วนร่วมในการถือหุ้น และการออม อยา่ งสม่าเสมอ • สมาชิกเขา้ รว่ มเวทกี ารเรยี นรู้ การประชุมหรือประชาคม มีความเข้าใจและใหก้ ารสนบั สนนุ กองทุน กรรมการ • คณะกรรมการ สามารถบริหารจัดการกองทุนได้ดี โปร่งใส เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงค์และมติของท่ีประชุม สมาชกิ กองทุน • คณะกรรมการมคี วามรู้ ความเข้าใจทถ่ี กู ต้อง เกย่ี วกบั บทบาท ภารกิจของสถาบนั การเงินชุมชน และการ บริหารจัดการสถาบันการเงินชุมชน • มโี ครงสรา้ ง การบริหารและกาหนดหนา้ ที่ ความรับผิดชอบเปน็ ลายลักษณอ์ กั ษรและปฏิบัติ หรือ ดาเนนิ การตามทกี่ าหนดไว้ • กรรมการและหรือคณะกรรมการไม่เคยถกู ฟอ้ งรอ้ ง ดาเนนิ คดีและถกู ศาลพิพากษาวา่ มคี วามผิด

คู่มือสอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 243 ------------------------------------------------------------------------------- ระเบียบ • มีระเบยี บ ขอ้ บงั คับ เปน็ ลายลักษณ์อกั ษรชัดเจนในการดาเนินงานกองทุนฯ • มรี ะบบการตรวจสอบและการควบคมุ การดาเนินงานและการบรหิ ารงานกองทนุ กจิ การ • มกี จิ กรรมระดมเงินออม และการให้กู้ • มคี วามสม่าเสมอในการให้บรกิ าร • มกี ารจดั สวสั ดกิ ารและสวัสดิภาพ แกส่ มาชิกและชมุ ชน • มีการจัดการเรียนรู้ เพอื่ พัฒนาอาชีพ และการตลาดใหส้ มาชิก การบรหิ ารงาน • มกี ารจดั ทางบการเงนิ ไดถ้ ูกตอ้ งและเปน็ ปัจจบุ นั • มคี วามสามารถในการหารายไดแ้ ละทากาไร • มหี น้คี ้างชาระเกิน ๓ เดือน ตากว่าร้อยละ ๒ ของเงนิ ให้กู้ยืม • มเี งนิ สารองไมต่ า่ กวา่ ร้อยละ ๕ ของวงเงินกยู้ มื แก่สมาชิกและเงนิ กู้จากแหลง่ เงินทนุ ภายนอก ๓. ปัจจยั และความสมั พันธภ์ ายนอก • ได้รบั การยอมรบั จากภาคีพฒั นา อาทิ พัฒนาชุมชน การศกึ ษานอกโรงเรียนธนาคารกรงุ ไทย / ออมสนิ / ธ.ก.ส. และจากกองทนุ หมู่บา้ นอน่ื ๆ • เคยหรือไดร้ ับการสนับสนุนงบประมาณ การดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ จากหนว่ ยงานราชการ องคก์ รเอกชน และอื่น ๆ • ได้รับการสนบั สนุนจากองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิ่น ๔. โครงสร้างพื้นฐาน • มสี ถานทเ่ี ปน็ สานักงานทสี่ ะดวกแกก่ ารใช้บริการ • มคี ู่สายโทรศัพท์ เพ่อื การสื่อสารและเชือ่ มโยงระบบฐานขอ้ มลู สารสนเทศ

คู่มอื สอบพนกั งานการเงิน ระดบั 4 ธนาคารเพอื่ การเกษตรและสหกรณ์ 244 ------------------------------------------------------------------------------- • มีคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ใชใ้ นการปฏบิ ัตงิ าน หลกั การ : พัฒนากองทนุ เป็นสถาบันการเงินชุมชน คน้ หาตนเอง และมองความคาดหวงั การเป็นสถาบนั การเงินชมุ ชน ศึกษา ► ความรู้สถาบันการเงินชุมชนทจี่ าเป็น ► ประมวลองคค์ วามรทู้ ่มี ีอยู่ ► วิเคราะห์ปัญหา และจดุ อ่อนของกองทุน ► ความคาดหวังการเปน็ สถาบันการเงินชุมชน พัฒนา ► สร้างตามรปู แบบสถาบนั การเงนิ ชุมชนท่ีเหมาะสมกบั กองทุน ► เรียนรู้ กจิ กรรม การบริหารจดั การ และการปฏบิ ัติด้วยระบบสารสนเทศ ► มรี ะบบการควบคุม ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการบริหารจัดการ พัฒนากองทุน : สูม่ าตรฐานสถาบนั การเงินชุมชน การบริหารจดั การการเงินชมุ ชน ► การวางแผนด้านการเงินและระบบการดาเนินการ ► การบริหารการเงินและบัญชี และระบบการเงินฐานราก ► การบริหารจัดการเพ่ือลดความเสย่ี ง ► การควบคุม และการตรวจสอบ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook