นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชยั เรียบเรียง โดยเสดจ็ พระราชกุศลงานในพระบรมราชปู ถมั ภ์ เนื่องในโอกาสที่ สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจรญิ พระชนมายุ ๙๔ พรรษา ๒๖ มิถนุ ายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
ค�ำปรารภ มงคลสมัยคล้ายวันประสูติ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศา คตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เวียนมาบรรจบอีกวาระหน่ึง ในวนั เสาร์ ที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศกั ราช ๒๕๖๔ ยังความปีติยินดีแก่คณะวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ พุทธศาสนิกชนโดยท่ัวกัน กอปรกับสมเด็จบรมบพิตร พระราช สมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์งานเฉลิมฉลอง มงคลสมัยดังกล่าว เป็นนิพัทธราชกิจสืบเน่ืองมาทุกปี เป็นท่ีส�ำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณ และขอถวายพระพรเจริญพระราชสิริสวัสดิ พพิ ัฒนมงคลพระชนมสขุ ทุกประการ คณะวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามได้จัดพิมพ์ธรรมบรรณา นุสสรณีย์ เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลในมงคลสมัยนี้ตามที่ปฏิบัติ สืบเน่ืองมาทุกปี โดยในปีนี้ ได้จัดพิมพ์ประมวลพระธรรมเทศนา พระโอวาท พระด�ำรัส พระสมโมทนียกถา และพระคติธรรม ของ เจา้ พระคุณ สมเดจ็ พระสังฆราช ในชือ่ “อัมพโรวาท ปัญจมภาค” และ ได้จดั พิมพ์หนังสอื “ราชบพธิ มิตรธรรม FRIENDSHIP BEYOND TIME” อนั ประมวลเรอื่ งราวเชงิ จดหมายเหตใุ นโอกาสทส่ี มเดจ็ พระสนั ตะปาปา พระประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก ๒ พระองค์ เสด็จมา ทรงเย่ียมพระประมุขแห่งพุทธจักรไทย ๒ พระองค์ ณ วัดราชบพิธ สถติ มหาสมี าราม นอกจากน้นั ยงั คดั เลือกหนงั สอื “อัมพราลังการ –
บุญประดับฟ้า” นิพนธ์ของนาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย มา จัดพิมพ์เผยแพร่ จึงขออนโุ มทนาขอบคณุ ผู้นพิ นธ์ไว้ ณ ทนี่ ีด้ ้วย นาวาเอก ทองย้อย แสงสนิ ชยั ผูเ้ คยด�ำรงต�ำแหนง่ ผ้อู �ำนวยการ กองอนุศาสนาจารย์ กองทัพเรือ เป็นชาวราชบุรีอันเป็นพระสหภูมิ ของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช และเป็นผู้ศึกษาส�ำเร็จเป็น เปรียญธรรม ๙ ประโยค แต่คร้ังยังอยู่ในภิกษุภาวะ ในเพศฆราวาส ได้พยายามน�ำความรู้ด้านภาษาบาลีและพระพุทธศาสนา เผยแพร่ให้ เป็นประโยชน์ต่อหมู่ชนอยู่สม�่ำเสมอ ต่อมาในวโรกาสทรงพระกรุณา โปรดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงรจนา อรรถาธิบายค�ำศัพท์ท่ีปรากฏในพระนามตลอดถึงสร้อยพระนาม โดย ใช้หลักทางมคธภาษาเปน็ แนวพนิ จิ ต้ังช่อื วา่ “อมั พราลงั การ – บุญ ประดบั ฟา้ ” พระนามตามที่ปรากฏในพระสุพรรณบัฏ นอกจากแสดง พระราชศรทั ธาขององคพ์ ระประมขุ ผ้ทู รงเป็นอคั รพุทธศาสนูปถัมภก แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นอลังการศาสตร์ คือความรุ่มรวยของภาษาไทย อันอาศัยค�ำยืมจากภาษาต่างประเทศ และเนื่องจากแต่งขึ้นจาก พระคุณสมบัติอันปรากฏแท้จริง จึงเป็นเคร่ืองสะท้อนพระเกียรติคุณ ในด้านต่าง ๆ ของเจา้ พระคุณ สมเดจ็ พระสงั ฆราช อีกดว้ ย สิ่งนหี้ าก น้อมน�ำให้พุทธศาสนิกชนพิศดูพระจริยาการของเจ้าพระคุณ สมเด็จ พระสังฆราชไว้เป็นเนตติแบบอย่าง พัฒนาและด�ำรงตนให้ดีข้ึนท้ัง ในทางโลกและทางธรรม หนังสือ “อมั พราลงั การ – บญุ ประดับฟ้า” ก็จกั สำ� เรจ็ ประโยชนแ์ ท้จริง
ในปีท่ีโรคภัยในระดับสากลยังคงอยู่น้ี คณะวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมาราม รวมถึงศิษยานุศิษย์ในพระองค์ ท้ังที่อยู่ใกล้และ ไกลอันส่งใจมาร่วมกัน จึงขอใช้หนังสือน้ีต่างเคร่ืองอภิวันทนาการ บูชาพระคุณ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพร มหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ให้มี พระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง เจริญพระชนมายุยืนนาน ทรง งดงามในพระพุทธศาสนา และเป็นมิ่งขวัญของคณะสงฆ์และ พุทธศาสนิกชนชาวไทยสบื ไป คณะวดั ราชบพธิ สถิตมหาสีมาราม ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔
ส�ำนกึ ในพระกรณุ า เมอ่ื วนั ท่ี ๑๘ เมษายน พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ชาวจังหวดั ราชบุรี ได้จัดพิธีถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเดจ็ พระสังฆราชพระองค์ ท่ี ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และสมเด็จพระสังฆราชองค์ปฐม ใน รัชกาลท่ี ๑๐ ในฐานะทท่ี รงมีพระชาติภมู ิเปน็ ชาวราชบุรี ในโอกาสนนั้ ทรงมีพระสัมโมทนยี กถาตอนหนง่ึ ว่า “อาตมามีก�ำเนิดเป็นชาวราชบุรี มีความผูกพันในฐานะเป็นคน ราชบุรี ก็ยอ่ มเป็นความรสู้ กึ ท่ีตดิ ตวั ไปทกุ หนทุกแห่ง ไม่ว่าจะไปอยูใ่ น ณ ทใี่ ดในสถานะใด เพราะฉะน้ัน การทไ่ี ดก้ ลับมานงั่ อยู่ ณ ทา่ มกลาง สันนิบาตแห่งน�้ำใจไมตรีของคนร่วมบ้านจึงเป็นความรู้สึกพิเศษท่ีจะ สนับสนุนให้อาตมาสามารถปฏิบัติหน้าท่ีตามที่ทรงมีพระมหากรุณา แต่งตั้งไวไ้ ดอ้ ยา่ งเต็มกำ� ลงั และความสามารถ” ในฐานะชาวพทุ ธ ในฐานะคนวดั และในฐานะคนราชบุรีอนั เป็น ชาติภูมิของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผมย่อมจะมีความยินดีเปน็ พเิ ศษ เมื่อพระนามสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ ปรากฏสู่ สายตาสาธารณชน มีพระนามเต็มตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ มี ค�ำอ่านท่ีเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนครบถ้วนทุกค�ำ มีท้ังเสียง
อ่านจริงของอาลักษณ์ท่ีตรงกันกับค�ำอ่านท่ีปรากฏ และค�ำอ่านทุกค�ำ ถูกต้องตามหลักภาษาอันควรจะเป็น และแถมยังมีค�ำแปลความหมาย ของพระนามแตล่ ะวรรคอีกดว้ ย มีญาติมิตรจ�ำนวนมากเม่ือได้อ่านพระนามสมเด็จพระสังฆราช แล้วบอกว่า ผมน่าจะยกค�ำศัพท์ท่ีปรากฏในพระนามแต่ละค�ำแต่ละ ศัพท์มาแยกแยะอธิบายความหมายเป็นวิทยาทานแบบเดียวกับที่ได้ ท�ำอยู่เป็นประจ�ำทกุ วนั ทางเฟซบุ๊กในนาม “บาลีวนั ละค�ำ” น่ัน ผมพิจารณาแล้วเห็นว่าอยู่ในวิสัยที่พอจะท�ำได้ ก็จึงรับสนอง กุศลเจตนาด้วยความเต็มใจ แต่กว่าจะได้ลงมือท�ำวันเวลาก็ล่วงเลย ไปนาน และลว่ งเลยต่อไปอีกนานงานท่ีผมตง้ั ช่ือวา่ “อัมพราลงั การ – บญุ ประดบั ฟา้ ” ชนิ้ น้จี ึงส�ำเร็จ งานช้ินนี้พิมพ์คร้ังแรกรวมอยู่ในหนังสือ อัมพรธรรมอ�ำไพ ซึ่ง คุณธีรภาพ โลหิตกุล เป็นผู้จัดท�ำและจัดพิมพ์เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๐ ในศก ๒๕๖๔ น้ี สมเด็จพระอรยิ วงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ ๙๔ พรรษา ส�ำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชได้เลือกเรื่อง “อัมพราลังการ – บุญประดับฟ้า” จัดพิมพ์เป็นบรรณานุสรณ์สนอง พระเดชพระคุณด้วยเล่มหนึ่ง นับเป็นความเมตตาต่อกระผมอย่าง ลน้ เหลือ และถือว่าเป็นเกียรตยิ ศอยา่ งสงู ยิ่งส�ำหรบั กระผมผู้เปน็ เพียง “เปรยี ญหวั เมอื ง” เลก็ ๆ คนหนึ่ง
ผมตง้ั ชอื่ งานชน้ิ นวี้ า่ “อมั พราลงั การ – บญุ ประดบั ฟา้ ” เพราะ ค�ำว่า “อัมพร” พระนามเดิมสมเด็จพระสังฆราชมีความหมายว่า “ฟ้า” การแยกแยะและแปลถ้อยค�ำในพระนามเต็มตามท่ีจารึกใน พระสุพรรณบัฏออกมาตามหลักวิชาและตามสติปัญญาเป็นเสมือน “อลังการ” คือ “เครื่องประดับ” อันเป็น “บุญ” ที่ผมต้ังกุศลจิต ทำ� ขึ้นถวายในโอกาสอนั เป็นมหามงคล ขอพระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระสังฆราชพระองค์น้ันตามที่ จารึกในพระสุพรรณบัฏจงด�ำรงอยู่และแผ่ไพศาล ตราบเท่าท่ีค�ำว่า “พุทโธ” อันเป็นพระคุณนามแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังดำ� รงอยใู่ นไตรโลกเทอญ นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชยั
น�ำรอ่ ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพย วรางกรู * มพี ระราชโองการโปรดสถาปนา สมเดจ็ พระมหามนุ วี งศ์ วัดราชบพธิ ข้ึนเปน็ สมเดจ็ พระสงั ฆราช พระราชพิธีสถาปนามีขึ้นเม่ือวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใน พระบรมมหาราชวงั ในฐานะชาวพุทธ ในฐานะคนวัด และในฐานะคนราชบุรี อันเป็นชาติภูมิของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุง รัตนโกสนิ ทร์ ผมย่อมจะมีความยินดีเปน็ พเิ ศษ เมื่อพระนามสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ ปรากฏสู่ สายตาสาธารณชน สิ่งที่ผมกระหายจะไดร้ บั ร้กู ็คือ พระนามเตม็ ๆ ว่าอย่างไร ค�ำไหนสะกดอย่างไร และท่ีส�ำคัญท่ีสุดคือแต่ละค�ำ แตล่ ะพยางคอ์ า่ นออกเสยี งอย่างไร ทีเ่ ปน็ เชน่ นีก้ เ็ พราะ “เรอ่ื งมนั เคยเกิด” คือในห้วงเวลาท่ีผ่านมา การอ่านพระปรมาภิไธยพระบาท สมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั รชั กาล ท่ี ๑๐ มคี ำ� ท่สี ะดดุ หสู ะดุดใจและเป็นท่ถี กเถียงกันอือ้ องึ คือ พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช *พระปรมาภิไธยก่อนพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก
ตรงคำ� ว่า “...ปรมินทรมหา...” แรก ๆ อา่ นกันว่า ..-ปอ- ระ-มนิ -มะ-หา-.. คอื “...ปรมนิ ทร...” อา่ นว่า -ปอ-ระ-มิน- อักษร “ทร” ข้างท้ายไม่ออกเสียง ข้ามไปอ่าน -มะ-หา- ต่อไปเลย กเ็ กดิ ถกเถยี งทกั ทว้ งกนั ขนึ้ วา่ ทำ� ไมไมอ่ อกเสยี ง “-ทร-” ดว้ ย จนในที่สุดก็แก้ไขการอ่านใหม่เป็น ..-ปอ-ระ-มิน-ทฺระ- มะ-หา-.. นั่นกค็ ราวหน่งึ แลว้ คร้ันมาถึงพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพย- วรางกรู กเ็ กดิ เรือ่ งอกี คอื วรรคแรก --- มหาวชิราลงกรณ อา่ นว่า มะ-หา-วะ-ช-ิ รา-ลง-กอน วรรคตอ่ ไป -- บดินทรเทพยวรางกูร ใคร ๆ ท่พี อร้หู ลักของ “สมั ผสั ” อยู่บา้ ง กเ็ ข้าใจว่าวรรคน้ี จะต้องอา่ นว่า บอ-ดนิ -ทอน-เทบ-พะ-ยะ-วะ-ราง-กูน คือ “บดนิ ทร--” อ่านวา่ บอ-ดนิ -ทอน- -ทอน รบั สมั ผสั -กอน “..วชริ าลงกรณ” วรรคต้น
แต่แล้วก็หาได้เป็นไปดังท่ีเข้าใจกันไม่ เพราะ -- บดินทร- เทพยวรางกูร ทา่ นใหอ้ า่ นว่า บอ-ดนิ -ทฺระ-เทบ-พะ-ยะ-วะ-ราง-กนู ปล่อยให้ --กอน ส่งสัมผัสเก้ออยู่อย่างน้ัน เพราะไม่มีสระ “ออน” มารบั เม่ือท่านก�ำหนดให้อ่านอย่างน้ัน ก็ต้องเป็นไปตามน้ัน คน ทง้ั หลายรวมท้ังผมดว้ ยกไ็ ม่ไดต้ ดิ ใจอะไรอกี พอมาถึงพระนามสมเด็จพระสังฆราช ผมกก็ ลัวว่าจะมีอะไร ที่อยู่เหนือเหตุผลและข้อเท็จจริงเกิดซ้�ำรอยข้ึนมาอีก เพราะ- “เร่อื งมนั เคยเกดิ ” ดงั ทวี่ ่ามา เมื่อพระนามสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี ๒๐ ปรากฏสู่ สายตาสาธารณชน มีพระนามเต็มตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ มีค�ำอ่านท่ีเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนครบถ้วนทุกค�ำ มีทั้ง เสียงอ่านจริงของอาลักษณ์ที่ตรงกันกับค�ำอ่านท่ีปรากฏ และ ค�ำอ่านทุกค�ำถูกต้องตามหลักภาษาอันควรจะเป็น และแถมยังมี ค�ำแปลความหมายของพระนามแตล่ ะวรรคอกี ดว้ ย ทุกอย่างจึงสมควรท่ีจะกล่าวได้เต็มปากเต็มค�ำและเต็มใจ ว่า-อนุโมทนาสาธุ มญี าตมิ ติ รจำ� นวนมากเมอื่ ไดอ้ า่ นพระนามสมเดจ็ พระสงั ฆราช แล้วบอกว่า ผมน่าจะยกค�ำศัพท์ที่ปรากฏในพระนามแต่ละค�ำ แตล่ ะศพั ทม์ าแยกแยะอธบิ ายความหมายเปน็ วทิ ยาทานแบบเดยี ว กบั ทไี่ ดท้ ำ� อยเู่ ปน็ ประจำ� ทกุ วนั ทางเฟซบกุ๊ ในนาม “บาลวี นั ละคำ� ” น่ัน
ผมพิจารณาแล้วเห็นว่าอยู่ในวิสัยที่พอจะท�ำได้ ก็จึงรับ สนองกุศลเจตนาด้วยความเต็มใจ แต่กว่าจะได้ลงมือท�ำวันเวลา ก็ล่วงเลยไปนาน และล่วงเลยต่อไปอีกนานงานที่ผมต้ังชื่อว่า “อมั พราลงั การ – บุญประดบั ฟ้า” ชิน้ นี้จงึ ส�ำเรจ็ งานช้ินนี้ควรจะเรียกได้ว่าเป็นท้ังสังฆทานและปาฏิปุคลิก- ทาน การสนองเจตนาญาติมิตรท้ังปวง ท�ำเป็นวิทยาทานแก่ สาธารณชนโดยไม่จ�ำกัดขอบเขต น่ีสงเคราะห์เขา้ เป็น “สงั ฆทาน” ได้ประการหนง่ึ ที่เป็น “ปาฏิปุคลิกทาน” ก็เนื่องมาจากในระหว่างที่ผม ก�ำลงั ตง้ั นะโมจะลงมอื ท�ำงานชน้ิ น้ีอยู่นน่ั เอง คณุ ธีรภาพ โลหติ กลุ เขยราชบุรี ซ่ึงผมไม่รู้จักเป็นส่วนตัวมาก่อน แต่ด้วยการชักน�ำ ของทา่ นอาจารยส์ มปอง ดวงไสว ซึ่งทั้งสองทา่ นเปน็ กลั ยาณมิตร ของกันและกัน ก็ได้มาสนทนาธรรมกับผมเกี่ยวกับสมเด็จพระ- สงั ฆราช อมั พรมหาเถระ ได้ความว่าคุณธีรภาพก�ำลังจะท�ำหนังสือเล่มหนึ่งเผยแพร่ ในโอกาสที่พระมหาเถระชาวราชบุรีได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดสถาปนาข้นึ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ผมอนุโมทนาสาธุการกับกุศลเจตนาของคุณธีรภาพ แล้ว บอกว่าผมก�ำลังคิดจะเขียนค�ำอธิบายศัพท์ในพระนามสมเด็จ- พระสังฆราชอยู่พอดี ถ้าเขียนเสร็จ หากจะมอบให้คุณธีรภาพ น�ำไปพิจารณาด�ำเนินการตามท่ีเห็นสมควร จะต้องการหรือไม่ คุณธรี ภาพกต็ อบวา่ ตอ้ งการอยา่ งย่ิง
เพราะฉะนนั้ “อัมพราลงั การ – บญุ ประดับฟา้ ” นี้จงึ เป็น งานท่ีท�ำเพ่ือส่งมอบเป็นส่วนสนองน�้ำใจให้คุณธีรภาพเป็นส่วนตัว อีกประการหนง่ึ อีกท่านหน่ึงที่ผมตง้ั ใจไว้ คือ ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชชั พล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านผู้น้ีกับผมมีความมักคุ้นกันอยู่พอสมควร นับเป็นกัลยาณมิตร คนหน่ึง ทน่ี า่ ยนิ ดกี ค็ ือท่านอาจารย์เปน็ ผูไ้ ด้รับมอบหมายให้จัดท�ำ ค�ำอ่านและแปลความหมายในพระนามแต่ละวรรคตามท่ีเราท่าน ท้งั หลายได้เห็นปรากฏเผยแพร่อยู่นน่ั แลว้ เพราะฉะนั้น ผมจึงตั้งใจมอบ “อัมพราลังการ – บุญ ประดับฟ้า” เป็นอภินันทนาการส�ำหรับท่านอาจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร อีกคนหน่ึงเพื่อเป็นเครื่องเคียงคู่กับผลงานแปลพระนามท่ี ท่านอาจารยท์ �ำไว้ ญาติมิตรทั้งปวงท่ีได้เห็นงานช้ินนี้และหากประสงค์จะน�ำ ไปใช้ประโยชน์ในทางใด ๆ ท่ีไม่ใช่การหาก�ำไรทางธุรกิจ ผม ขออนุญาตเป็นสาธารณะไว้ ณ ทนี่ ้ี ขอเพียงบอกกลา่ วให้ผมรู้ดว้ ย ก็จะเป็นการดี เพื่อที่ว่าผมจะได้ตรวจตราต้นฉบับให้เป็นการ ถูกต้อง และหากมีการแก้ไขตกเติมอย่างไรผมจะได้ด�ำเนินการให้ เปน็ ทีเ่ รยี บร้อยต่อไป มีข้อควรถามว่า ค�ำแปลความหมายในพระนามทุกวรรค ท่านอาจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร ทา่ นก็ไดท้ �ำเป็นต้นฉบบั ไว้แล้ว การ ทผี่ มมาแยกศพั ทแ์ ละแปลศพั ทข์ นึ้ ใหมอ่ กี เชน่ นจี้ ะไมเ่ ปน็ การซำ�้ ซอ้ น กันหรือ และบางค�ำบางแห่งอาจจะเยื้องแย้งกับต้นฉบับค�ำแปล ของท่านอาจารย์ ดร.ชัชพล จะไม่เป็นการขัดแย้งกันไปดอกหรือ
เรอื่ งนผี้ มมีความคดิ ดังน้ี ในความรู้สึกของผม เพียงพระนามและค�ำแปลตามต้นฉบับ ท่ีปรากฏเผยแพร่อยู่ท่ัวไปแล้วน้ัน ก็ควรจะเพียงพอแล้วแก่ความ ตอ้ งการของคนทั้งหลายท่ปี ระสงคจ์ ะไดเ้ สพได้ทราบ ไม่เหน็ จ�ำเป็น จะต้องมาแยกรูปแยกนามให้พิสดารอะไรมากไปกว่าที่ตาเห็นอยู่ แต่ผมก็คดิ ตอ่ ไปตามประสาผมวา่ เกนิ ดกี วา่ ขาด อุปมาเหมือนผู้บริโภคโภชนาหาร ร้อยท้ังร้อยย่อมพอใจที่ จะชื่นชมยินดีกับรูปรสกล่ินสีท่ีปรากฏอยู่ในภาชนะตรงหน้า แล้ว ตงั้ ใจตักอาหารน้นั เขา้ ปากเสพโอชารสด้วยความร่นื รมย์สมสขุ จะมสี กั กคี่ นทต่ี อ้ งการจะรวู้ า่ พรกิ นน้ั หอมนนั้ กระเทยี มนนั้ ผักปลาเคร่ืองปรุงทั้งปวงนั้นมาจากสวนไหนไร่ไหนตลาดไหน เขา ปลูกแปลงข้ึนมาอย่างไร แต่ละชิ้นแต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไร และวธิ ปี รงุ ประกอบขน้ึ เปน็ โภชนาหารนน้ั มขี นั้ ตอนเปน็ ประการใด เป็นตน้ ไมน่ ่าจะมคี นอยากรู้ถึงขนาดนัน้ ใชห่ รือไม่ ถ้าไม่มีใครอยากรู้ ก็แล้วไป แต่ถ้าสมมุติว่ามีคนอยากรู้ ขึ้นมาล่ะ ใครจะตอบ จะวิ่งไปหาค�ำตอบมาจากไหน ตรงน้แี หละ ทีผ่ มบอกว่าเรอ่ื งเชน่ นี้เกนิ ย่อมดีกวา่ ขาด ไม่มใี ครต้องการ กเ็ ก็บไวเ้ ฉย ๆ ไมบ่ ูดไมเ่ นา่ ไม่เสยี หายอะไร ถา้ ตอ้ งการ ก็มีให้ ย่อมดีกว่า-ไมม่ ีให้เพราะนึกวา่ ไมม่ ีใครต้องการ
การแยกศพั ทแ์ ละแปลตามทผ่ี มทำ� ขนึ้ นกี้ ท็ ำ� ไปตามหลกั วชิ า บางค�ำบางศัพท์อาจแปลไปตามเหตุผลที่ผมมองเห็นคิดเห็น มิได้ มีเจตนาจะไปขัดแย้งหรือหักล้างค�ำแปลและความหมายท่ีท�ำไว้ก่อน แล้วแต่ประการใด แต่ส่วนมากหรือเรียกได้ว่าแทบท้ังหมดย่อม สอดคล้องและเสรมิ กันและกนั อยูใ่ นตัว ลองอ่านดกู ็จะเหน็ ค�ำแปลและความหมายท่ีท�ำไว้ก่อนแล้วนั้น อุปมาเหมือน อาหารจานเดียว-ก๋วยเต๋ียว บะหมี่ สกุ ้ี ผดั ไทย ท่ีคนครัวผูเ้ จนจัด ปรุงส�ำเรจ็ แลว้ และยกมาวางไวต้ รงหนา้ พรอ้ มทจ่ี ะใหบ้ รโิ ภค ส่วนงานของผมอปุ มาเหมือนพริกป่น น�้ำปลา น้�ำสม้ น้ำ� ตาล สำ� หรบั ท่ีผู้บรโิ ภคจะเลือกเตมิ ปรงุ รสตามอธั ยาศัย มกี ก็ นิ ดี ไมม่ กี ็กินได้ ฉันใดกฉ็ ันนั้นแล หากแต่มองในแง่สุนทรียาลังการแห่งภาษาแล้ว การแปล และอธิบายศัพท์ต่าง ๆ ในพระนามนี้ก็เป็นงานท่ีท�ำข้ึนเพื่อเป็น ศัพทกรีฑา เคร่ืองบันเทิงหฤทัยชนิดหน่ึงแห่งเหล่าสัปปุริสชนอัน นิยมสรรค์สรา้ งกนั ขนึ้ ในอารยประเทศทั้งปวงโดยแท้ จึงขอได้โปรดอนุโมทนาและเลือกเสพเลือกชิมตามอัธยาศัย โดยทว่ั กนั เทอญ นาวาเอก ทองย้อย แสงสนิ ชยั มีนาคม ๒๕๖๐
คำ� ช้แี จง ควรทราบความหมายของคำ� บางค�ำทจ่ี ะพบบ่อย ๆ ในหนังสอื น้ี “คำ� อปุ สรรค” หมายถงึ ค�ำส�ำหรบั ใชเ้ ติมขา้ งหน้าค�ำนามหรือ ค�ำกริยาท่ีเป็นรูปค�ำบาลีหรือสันสกฤตให้มีความหมายแผกเพ้ียนไปจาก เดิม หรือมีความหมายตรงข้ามกับความหมายเดิมเป็นต้น และถือเป็น ค�ำเดียวกับค�ำนามหรือค�ำกริยาน้ัน เพราะตามปรกติจะไม่ใช้ตามล�ำพัง “ธาตุ” หมายถึง รากศัพท์ของคํา อันเป็นส่วนที่ไม่สามารถ แยกสว่ นประกอบออกได้อกี “ปัจจัย” หมายถึง ค�ำท่ีเติมท้ายธาตุหรือท้ายศัพท์เพื่อแสดง ความหมายเปน็ ต้นตามกฎเกณฑแ์ หง่ ภาษาบาลี ตัวอยา่ งเชน่ คำ� ว่า “สาวก” ส่วนประกอบของค�ำมาจาก สุ + ณฺวุ แปลง อุ ท่ี สุ เป็น โอ แล้วแปลง โอ เป็น อว ทีฆะ อ ที่ ส เปน็ อา แปลง ณวฺ ุ เป็น อก : สุ > โส > สว > สาว + ณฺวุ > อก : สาว + อก = สาวก ตามตัวอย่างนี้ ส่วนประกอบของค�ำตัวแรกคือ “สุ” นี่คือธาตุ หรอื รากศัพทข์ องค�ำ เรียกว่า “สุ ธาตุ” เป็นสิน้ สุดแคน่ ี้ ทา่ นไม่แยก ตอ่ ไปอกี วา่ สว่ นประกอบของ “ส”ุ มาจากอะไร ส่วนประกอบต่อไปคือ “ณฺวุ” นี่คือปัจจัย ปัจจัยนั้นเม่ือเติม ลงท้ายธาตุแล้วคงรูปอยู่ก็มี ลบออกเสียก็มี แปลงรูปเป็นอย่างอื่นก็มี เช่นในที่น้ี ณฺวุ ปจั จัยแปลงเป็น อก (อะ-กะ) เป็นต้น
การใชเ้ ครอื่ งหมายต่าง ๆ พงึ ทราบว่าเปน็ เหตุผลส่วนตวั ของผม เองมากกว่าอย่างอื่น เช่นชอบเอาศัพท์บาลีใส่ไว้ในเครื่องหมายค�ำพูด ก็เพื่อจะเน้นให้เหน็ แตกต่างไปจากข้อความธรรมดา เคร่ืองหมายที่ใช้เมื่ออธิบายกระบวนการทางไวยากรณ์ที่ควร ทำ� ความเข้าใจกนั ไวก้ ่อนกเ็ ช่น - เคร่อื งหมาย + (บวก) หมายถงึ คำ� สองค�ำที่อย่หู น้าและหลัง เครื่องหมายมาประสมกนั เขา้ เชน่ ธาตปุ ระสมกบั ปัจจยั หรอื ศพั ท์สอง ศัพทป์ ระสมกนั ท่ีไวยากรณ์เรียกวา่ สมาสกนั หรอื สนธกิ นั เปน็ ตน้ เครือ่ งหมาย = (เท่ากบั ) หมายถึง ค�ำท่ีตามมาคอื ผลของการ ประสมคำ� กนั แล้ว หรือหมายถงึ ขอ้ สรุปผลว่าเปน็ เชน่ นน้ั เชน่ นี้ เครอื่ งหมาย : (ทวภิ าค) หมายถงึ เรมิ่ ตน้ ทจ่ี ะแสดงขนั้ ตอนใหม่ ของกระบวนการ หรอื ของเร่อื งน้นั ๆ เครือ่ งหมาย > หมายถงึ กลายรปู จากคำ� หนง่ึ ไปเป็นอีกค�ำหนงึ่ ค�ำหน้าคอื รปู เดมิ คำ� หลงั คอื รูปทกี่ ลายแล้ว หนงั สอื อ้างอิงท่ีเอ่ยถงึ ในเลม่ น้ี พจนานกุ รมบาล-ี องั กฤษ หมายถึง THE PALI TEXT SOCIETY’S PALI-ENGLISH DICTIONARY EDITED BY T. W. RHYS DAVIDS ค�ำแปลบาลีเป็นอังกฤษที่ยกมาอ้างทุกแห่ง ถ้าไม่ได้บอกไว้เป็น อย่างอ่ืน โปรดทราบว่าน�ำมาจากพจนานุกรมเลม่ นี้
การที่ยกค�ำอังกฤษมาเทียบไว้บ่อย ๆ น้ันก็ด้วยเหตุผลท่ีว่า ไทยสมัยใหม่อ่านค�ำบาลีที่แปลเป็นอังกฤษดูจะเข้าใจความหมาย ของบาลีค�ำน้ันได้ง่ายและได้ชัดเจนมากกว่าท่ีอ่านจากค�ำแปลเป็นไทย เหตุผลมีเท่านี้ พจนานกุ รมองั กฤษ-บาลี หมายถึง ENGLISH-PALI DICTIONARY จดั ท�ำโดย A.P. BUDDHADATTA MAHATHERA จัดพมิ พ์โดย THE PALI TEXT SOCIETY ฉบับที่น�ำมาอ้างอิงเป็นฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๓ (ค.ศ. ๑๙๗๐) สสํ กฤต-ไท-องั กฤษ อภธิ าน หมายถงึ พจนานกุ รมชอ่ื “สสํ กฤต- ไท-อังกฤษ อภิธาน” ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ นายรอ้ ยเอก หลวงบวรบรรณรักษ์ (นยิ ม รักไทย) เรียบเรยี ง ฉบับที่ น�ำมาอา้ งอิงเปน็ ฉบับพิมพค์ รัง้ ที่หนึ่ง (เพ่ิมเติมครัง้ ท่ีหนง่ึ ) พ.ศ. ๒๕๑๑ หลักฐานการวิเคราะห์ศัพท์ส่วนใหญ่อ้างอิงจากหนังสือ ศัพท์ วิเคราะห์ ของ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙, ราชบณั ฑิต) และมีที่สืบคน้ จากคัมภีร์ตา่ ง ๆ ด้วย ค�ำอ่านและค�ำแปลความรวมท่ีอ้างก�ำกับไว้ข้างต้นทุกวรรคของ พระนามในหนังสือนเ้ี ป็นผลงานของ ผูช้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดคี ณะนติ ิศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกเหนือไปจากน้ี ขอมอบให้เป็นภาระของผู้อ่านที่จะท�ำ ความเขา้ ใจเอาเองเทอญ นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชยั
พระนามสมเดจ็ พระสังฆราช การออกพระนามโดยสงั เขป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก ค�ำอา่ นพระนามเดิมและพระสมณฉายา อัมพร อ่านว่า อ�ำ-พอน อมพฺ โร อ่านวา่ อำ� -พะ-โร (หรอื สำ� เนียงมคธว่า อำ� -บะ-โร กไ็ ด)้ อมฺพรมหาเถร อ่านว่า อ�ำ-พะ-ระ-มะ-หา-เถ-ระ (หรือ สำ� เนียงมคธวา่ อำ� -บะ-ระ-มะ-หา-เถ-ระ กไ็ ด้) คำ� อา่ นพระนามสมเด็จพระสังฆราชแบบสังเขป สม-เด็ด-พระ-อะ-ริ-ยะ-วง-สา-คะ-ตะ-ยาน สม-เดด็ -พระ-สงั -คะ-ราด สะ-กน-ละ-มะ-หา-สงั -คะ-ปะ-ร-ิ นา-ยก
คำ� อ่าน และ ค�ำแปลความหมาย พระนามตามจารึกในพระสพุ รรณบฏั ๑. สมเดจ็ พระอรยิ วงศาคตญาณ (สม-เดด็ -พระ-อะ-ริ-ยะ-วง-สา-คะ-ตะ-ยาน) : สมเดจ็ พระผู้มีญาณสืบมาแต่วงศพ์ ระอรยิ เจา้ ๒. สุขมุ ธรรมวธิ านธำ� รง (ส-ุ ขุม-ท�ำ-มะ-วิ-ทาน-ท�ำ-รง) : ทรงเป็นผมู้ ธี รรมวธิ ีอันละเอยี ดอ่อน ๓. สกลมหาสงฆปริณายก (สะ-กน-ละ-มะ-หา-สง-คะ-ปะ-ร-ิ นา-ยก) : ทรงเปน็ ผู้นำ� พระสงฆห์ ม่ใู หญท่ ัง้ ปวง ๔. ตรีปิฎกธราจารย (ตร-ี ป-ิ ดก-ทะ-รา-จาน) : ทรงเปน็ อาจารยผ์ ้ทู รงไว้ซ่งึ พระปริยัตธิ รรม คอื พระไตรปฎิ ก ๕. อัมพราภิธานสงั ฆวสิ ุต (อ�ำ-พะ-รา-พิ-ทาน-สงั -คะ-ว-ิ สุด) : ปรากฏพระนามฉายาในทางสงฆว์ า่ อมฺพโร
๖. ปาพจนุตตมสาสนโสภณ (ปา-พด-จะ-นุด-ตะ-มะ-สาด-สะ-นะ-โส-พน) : ทรงงดงามในพระศาสนาด้วยพระปรีชากว้างขว้างในพระ อดุ มปาพจน์ คอื พระธรรมวินยั ๗. กติ ตนิ ริ มลครุ ฐุ านียบณั ฑิต (กิด-ติ-น-ิ ระ-มน-คุ-ร-ุ ถา-น-ี ยะ-บัน-ดดิ ) : ทรงด�ำรงพระเกียรตโิ ดยปราศจากมลทนิ และทรงเปน็ ครู ๘. วชริ าลงกรณนริศรปสันนาภสิ ติ ประกาศ (วะ-ช-ิ รา-ลง-กอน-นะ-ริด-ปะ-สนั -นา-พ-ิ สดิ -ตะ-ประ-กาด) : สมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ทรงสถาปนาด้วยเหตุทท่ี รงพระราชศรทั ธา เลื่อมใส ๙. วสิ ารทนาถธรรมทูตาภวิ ุฒ (ว-ิ สา-ระ-ทะ-นาด-ท�ำ-มะ-ท-ู ตา-พิ-วดุ ) : ทรงเป็นที่พ่ึงผู้แกล้วกล้าและมีพระปรีชาฉลาดเฉลียว ทรง เป็นผยู้ งั ความเจรญิ แกก่ ิจการพระธรรมทูต
๑๐. ทศมินทรสมมตุ ปิ ฐมสกลคณาธเิ บศร (ทด-สะ-มิน-สม-มุด-ปะ-ถม-สะ-กน-ละ-คะ-นา-ท-ิ เบด) : ทรงเป็นใหญ่ในสงฆ์ท้ังปวง (คือทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช) พระองคแ์ รกทีไ่ ดร้ บั สถาปนาในรชั กาลที่ ๑๐ ๑๑. ปวธิ เนตโยภาสวาสนวงศววิ ัฒ (ปะ-วิด-ทะ-เนด-ตะ-โย-พาด-วาด-สะ-นะ-วง-สะ-ว-ิ วดั ) : ทรงยังแสงสว่างแห่งแบบอย่างอันดีงามให้บังเกิด โดยเจริญ รอยตามสมเดจ็ พระอุปัชฌายะคือสมเดจ็ พระสงั ฆราช (วาสนมหาเถร) ๑๒. พุทธบรษิ ทั คารวสถาน (พุด-ทะ-บอ-ริ-สดั -คา-ระ-วะ-สะ-ถาน) : ทรงเป็นทีต่ ้งั แหง่ ความเคารพของพุทธบรษิ ัท ๑๓. วบิ ูลสีลสมาจารวัตรวิปสั สนสุนทร (ว-ิ บนู -สี-ละ-สะ-มา-จาน-ระ-วดั -วิ-ปดั -สะ-นะ-สุน-ทอน) : ทรงงดงามในพระวิปัสสนาธุระ ทรงพระศีลาจารวัตรอัน ไพบลู ย์
๑๔. ชินวรมหามนุ ีวงศานศุ ิษฏ (ชนิ -นะ-วอน-มะ-หา-มุ-น-ี วง-สา-น-ุ สดิ ) : ทรงเป็นอนุศิษย์ผู้สืบวงศ์สมณะมาแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชนิ วรสริ วิ ัฒน์ สมเดจ็ พระสังฆราชเจ้า ๑๕. บวรธรรมบพติ ร (บอ-วอน-ท�ำ-มะ-บอ-พิด) : ทรงเป็นเจา้ ผู้ประเสริฐในทางธรรม ๑๖. สมเด็จพระสังฆราช (สม-เดด็ -พระ-สงั -คะ-ราด) : ทรงเป็นราชาแห่งหมูส่ งฆ์ ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล ไชยพร เรียบเรยี ง
สารบัญ คำ� ปรารภ ๒ ส�ำนึกในพระกรุณา ๕ นำ� ร่อง ๙ คำ� ชแี้ จง ๑๖ พระนามสมเดจ็ พระสงั ฆราช ๑๙ อมั พราลังการ “บุญประดับฟ้า” ๒๙ วเิ คราะหศ์ ัพท์ในพระนามสมเดจ็ พระสงั ฆราช อัมพรมหาเถระ ๓๗ ๑. สมเดจ็ พระอริยวงศาคตญาณ ๔๗ ๒. สขุ มุ ธรรมวิธานธำ� รง ๕๗ ๓. สกลมหาสงฆปรณิ ายก ๖๗ ๔. ตรีปิฎกธราจารย ๕. อมั พราภิธานสงั ฆวิสุต
๖. ปาพจนตุ ตมสาสนโสภณ ๗๗ ๗. กติ ตินิรมลครุ ฐุ านียบณั ฑติ ๘๗ ๘. วชริ าลงกรณนรศิ รปสนั นาภสิ ติ ประกาศ ๙๙ ๙. วสิ ารทนาถธรรมทูตาภิวฒุ ๑๑๓ ๑๐. ทศมินทรสมมุติปฐมสกลคณาธิเบศร ๑๒๓ ๑๑. ปวธิ เนตโยภาสวาสนวงศวิวฒั ๑๔๑ ๑๒. พทุ ธบริษัทคารวสถาน ๑๕๕ ๑๓. วบิ ูลสลี สมาจารวตั รวิปัสสนสุนทร ๑๖๗ ๑๔. ชินวรมหามุนีวงศานศุ ิษฏ ๑๘๑ ๑๕. บวรธรรมบพติ ร ๑๘๙ ๑๖. สมเดจ็ พระสังฆราช ๑๙๙ นคิ มพจน ์ ๒๐๗
นมตฺถุ รตนตตฺ ยสสฺ อัมพราลังการ “บญุ ประดับฟ้า” วิเคราะห์ศพั ท์ในพระนาม สมเด็จพระสงั ฆราช อัมพรมหาเถระ
๑ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ อา่ น: สม-เด็ด-พระ-อะ-ริ-ยะ-วง-สา-คะ-ตะ-ยาน แปลรวมความ: สมเด็จพระผู้มีญาณสบื มาแต่วงศ์พระอรยิ เจ้า แยกศพั ท:์ สมเดจ็ + พระ + อริย + วงศ + อาคต + ญาณ อธิบาย : (๑) “สมเดจ็ ” ค�ำว่า “สมเด็จ” ผู้รู้ทางภาษาสันนิษฐานว่าเราได้มาจากเขมร จะเป็นค�ำเขมรแท้ ๆ หรือเขมรได้มาจากใครอีกต่อหนึ่งเป็นข้อท่ีควร ศึกษาสบื คน้ ตอ่ ไป พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไวว้ ่า - “สมเด็จ : (ค�ำนาม) คํายกย่องหน้าช่ือฐานันดรศักด์ิโดยก�ำเนิด หรือแต่งต้ัง หมายความว่า ย่ิงใหญ่หรือประเสริฐ เช่น สมเด็จ พระราชินี สมเด็จเจ้าฟ้า สมเด็จเจ้าพระยา สมเด็จพระราชาคณะ, ใชแ้ ตล่ ำ� พังวา่ สมเด็จ ก็มี.”
(๒) พระ ค�ำว่า “พระ” มีผู้ให้ความเห็นว่าน่าจะมาจาก “วร” (วะ-ระ) ในบาลีสนั สกฤต แปลวา่ “ผ้ปู ระเสริฐ” แปลง ว เป็น พ ออกเสียงวา่ พะ-ระ แล้วกลายเสยี งเปน็ พรฺ ะ (ร กลำ�้ ) ใ น ที่ นี้ ใ ช ้ ต า ม นั ย ที่ พ จ น า นุ ก ร ม ฉ บั บ ร า ช บั ณ ฑิ ต ย ส ถ า น พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไวต้ อนหนึง่ วา่ - “... ใช้ประกอบหน้าคําอ่ืนแสดงความยกย่อง ๑. เทพเจ้าหรือ เทวดาผเู้ ปน็ ใหญ่ ... ๒. พระเจา้ แผน่ ดนิ หรอื ของทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั พระเจา้ แผ่นดนิ และเจา้ นายชั้นสงู เช่น พระมหากษตั รยิ ์ พระราชวงศ์ ...” (๓) “อริย” บาลีอ่านวา่ อะ-ร-ิ ยะ รากศัพทม์ าจาก - ๑) อรห = “ผูฆ้ ่าขา้ ศึกคอื กเิ ลส”, แปลง อ ท่ี ร และ ห เป็น อิย : (อร + อห = ) อรห : อห > อิย : อร + อยิ = อริย แปล เท่ากบั ค�ำวา่ “อรห” คือ “ผฆู้ า่ ขา้ ศึกคอื กเิ ลส” ๒) อรฺ (ธาตุ = ถึง, บรรล)ุ + ณยฺ ปจั จยั , ลบ ณ,ฺ ลง อิ อาคม : อรฺ + อิ = อริ + ณยฺ > ย = อรยิ แปลว่า “ผูบ้ รรลธุ รรมคือ มรรคและผล” ๓) อารก = “ผูไ้ กลจากกิเลส”, แปลง อารก เปน็ อริย แปล เทา่ กับคำ� ว่า “อารก” คอื “ผไู้ กลจากกเิ ลส” 30
๔) อรฺ (ธาตุ = ถงึ , บรรล)ุ + ณยฺ ปจั จยั , ลบ ณ,ฺ ลง อิ อาคม [เหมอื น ๒)] แปลว่า “ผู้อันชาวโลกพึงเข้าถึง” ๕) อรยิ = “ผลอนั ประเสริฐ” + ณ ปจั จัย, ลบ ณ : อรยิ + ณ = อรยิ ณ > อริย แปลวา่ “ผ้ยู งั ชาวโลกให้ไดร้ บั ผลอนั ประเสริฐ” สรุปวา่ “อรยิ ” แปลว่า - (๑) ผูฆ้ ่าขา้ ศึกคอื กเิ ลส (๒) ผบู้ รรลธุ รรมคอื มรรคและผล (๓) ผู้ไกลจากกิเลส (๔) ผูอ้ ันชาวโลกพึงเขา้ ไปใกล้ (๕) ผู้ยังชาวโลกใหไ้ ดร้ บั ผลอนั ประเสรฐิ พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ประมวลความหมายของ “อริย” ไว้ดงั นี้ - ๑. ทางเช้อื ชาต:ิ หมายถึง ชาตอิ ารยัน (racial: Aryan) ๒. ทางสงั คม: หมายถงึ ผู้ด,ี เด่น, อรยิ ชาติ, สกุลสงู (social: noble, distinguished, of high birth) ๓. ทางจริยศาสตร์: หมายถึง ถูกต้อง, ดี, ดีเลิศ (ethical: right, good, ideal) พจนานกุ รมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไว้วา่ - “อริย-, อริยะ : (ค�ำนาม) ในพระพุทธศาสนา เรียกบุคคลผู้ บรรลุธรรมวิเศษ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น ว่า พระอริยะ หรือ 31
พระอริยบุคคล. (ค�ำวิเศษณ์) เป็นของพระอริยะ, เป็นชาติอริยะ; เจริญ, เด่น, ประเสรฐิ .” (๔) “วงศ” บาลีเป็น “วสํ ” (วัง-สะ) รากศัพทม์ าจาก - ๑) วนฺ (ธาตุ = คบหา) + ส ปจั จัย, แปลง นฺ (ท่ี (ว)-นฺ เปน็ นคิ หติ (วนฺ > ว)ํ : วนฺ + ส = วนส > วํส แปลตามศัพท์ว่า “เชื้อสายที่แผ่ ออกไป” (คือเมอื่ “คบหา” กันต่อ ๆ ไป คนทรี่ จู้ ักกันกข็ ยายตวั เพิ่มขึ้น) ๒) วสฺ (ธาตุ = อยู่) + อ ปัจจัย, ลงนิคหิตอาคมท่ีต้นธาตุ (วสฺ > วสํ ) : วสฺ + อ = วส > วสํ แปลตามศัพท์วา่ “อยรู่ วมกัน” “วํส” ในบาลีใชใ้ นความหมายว่า - (๑) ไมไ้ ผ่ (a bamboo) (๒) เช้ือชาติ, เชือ้ สาย, วงศต์ ระกลู (race, lineage, family) (๓) ประเพณี, ขนบธรรมเนยี มท่ีสบื ต่อกันมา, ทางปฏบิ ตั ิท่ีเป็น มา, ชือ่ เสียง (tradition, hereditary custom, usage, reputation) (๔) ราชวงศ์ (dynasty) (๕) ขลยุ่ ไม้ไผ,่ ขล่ยุ ผิว (a bamboo flute, fife) (๖) กีฬาชนิดหน่ึงซ่ึงอุปกรณ์การเล่นท�ำด้วยไม้ไผ่ (a certain game) 32
ในทนี่ ้ี “วสํ ” มีความหมายตามขอ้ (๒) และ (๓) บาลี “วสํ ” สนั สกฤตเปน็ “วํศ” ภาษาไทยใช้อิงสันสกฤตเปน็ “วงศ” เขียนเป็น “วงศ”์ และแผลงเป็น “พงศ”์ ด้วย พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอกไว้ว่า - “วงศ-, วงศ์ : (ค�ำนาม) เชื้อสาย, เหลา่ กอ, ตระกูล. (ส. วศํ ; ป. วสํ ).” (๕) “อาคต” บาลีอ่านว่า อา-คะ-ตะ รากศัพท์มาจาก อา (ค�ำอุปสรรค = ทั่ว, ย่ิง, กลับความ. ในท่ีน้ีใช้ในความหมาย “กลับความ”) + คมฺ (ธาตุ = ไป. กลบั ความ = มา) + ต ปัจจยั , ลบที่สดุ ธาตุ (คมฺ > ค) : อา + คมฺ + ต = อาคมต > อาคต แปลตามศพั ทว์ ่า “มาแลว้ ” “อาคต” หมายถึง - (๑) มา, มาถงึ (come, arrived) (๒) ถ่ายทอดกันลงมา, สืบต่อกันลงมา [โดยความทรงจ�ำ] (come down, handed down [by memory]) (๖) “ญาณ” บาลีอา่ นว่า ยา-นะ รากศัพทม์ าจาก า (ธาตุ = ร)ู้ + ยุ ปัจจยั , แปลง ยุ เป็น อน (อะ-นะ), แปลง น เป็น ณ : า + ยุ > อน = าน > าณ แปลตามศัพทว์ ่า “เคร่ือง ช่วยร”ู้ “สิง่ ที่เป็นเหตุให้ร”ู้ “รสู้ ง่ิ ท่ีพงึ ร”ู้ 33
“าณ” หมายถึง ความรู้, ปัญญา, การหย่ังเห็น, ความ เข้าใจ, การหยั่งรู้, การรับรู้, ความคงแก่เรียน, ทักษะ, ความฉลาด (knowledge, intelligence, insight, conviction, recognition, learning, skill) “าณ” ในความหมายพิเศษ หมายถึงปัญญาหย่ังรู้หรือ กําหนดรู้ความจริงอย่างใดอย่างหน่ึงได้อย่างแจ่มชัดจนเกิดความ สว่างไสวในดวงจิต หรือความสามารถหยั่งรู้เป็นพิเศษถึงเหตุการณ์ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต การอา่ นค�ำวา่ “าณ” ในภาษาไทย : - ถ้ามีค�ำอ่ืนมาสมาสท้าย อา่ นวา่ ยา-นะ- หรอื ยาน-นะ- เชน่ ญาณสงั วร (ยา-นะ-สงั -วอน, ยาน-นะ-สงั -วอน) - ถ้าอยู่เด่ียวหรือเป็นส่วนท้ายของสมาส อ่านว่า ยาน เช่น วชริ ญาณ (วะ-ชิ-ระ-ยาน) การประสม :คำ� (๑) สมเดจ็ + พระ = สมเด็จพระ เป็นคำ� ขึน้ ต้นพระนาม (๒) อริย + วํส = อริยวํส แปลว่า วงศ์แห่งอริยะ, สายของ อรยิ บคุ คล หรือ “อรยิ วงศ์” (of noble family) อกี นัยหนึ่ง วสํ + อาคต กม็ ีความหมายอกี อย่างหน่งึ คือ - วํส + อาคต = วํสาคต (วัง-สา-คะ-ตะ) แปลตามศัพท์ว่า “มาแล้วตามวงศ”์ หมายถงึ มาจากพ่อถงึ ลูก, สบื เชื้อสายกันมา, เป็น มรดกตกทอด (come down from father to son, hereditary) 34
(๓) อรยิ วํส + อาคต = อริยวํสาคต (อะ-ริ-ยะ-วงั -สา-คะ-ตะ) แปลว่า “-มาแล้วตามวงศ์แห่งอรยิ ะ” (๔) อริยวํสาคต + าณ = อริยวํสาคตาณ บาลีอ่านว่า อะ-ริ-ยะ-วัง-สา-คะ-ตะ-ยา-นะ “อรยิ วํสาคตาณ” แปลตามศพั ทไ์ ด้ ๒ นยั คอื (ก) “ผู้มญี าณอันมาแลว้ ตามวงศ์แห่งอรยิ ะ” (ข) “ผ้มู ีปรชี าญาณ (และเปน็ ) ผู้สืบสายมาแตว่ งศแ์ ห่งอรยิ ะ” “อรยิ วสํ าคตาณ” เขยี นในภาษาไทยเปน็ “อรยิ วงศาคตญาณ” “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” เป็นวรรคแรกของพระนาม สมเด็จพระสังฆราชหลายพระองค์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รวมท้ัง สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ท่ี ๒๐ ซ่ึงมีพระราชพิธีสถาปนาเมื่อวันท่ี ๑๒ กุมภาพนั ธ์ พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ 35
๒ สุขุมธรรมวธิ านธ�ำรง อ่าน: ส-ุ ขุม-ท�ำ-มะ-วิ-ทาน-ท�ำ-รง แปลรวมความ: ทรงเป็นผูม้ ีธรรมวธิ อี นั ละเอยี ดอ่อน แยกศพั ท:์ สุขุม + ธรรม + วธิ าน + ธำ� รง อธิบาย : (๑) “สขุ มุ ” บาลอี า่ นวา่ สุ-ข-ุ มะ รากศัพทม์ าจาก สุขฺ (ธาตุ = เหี่ยวแหง้ , ผอม) + อมุ ปัจจัย : สุขฺ + อุม = สุขุม แปลตามศัพท์ว่า “สิ่งท่ีผอมบาง” หมายถึง ละเอียด, ประณีต, ผอม, เล็กน้อย, อ่อนนุ่ม, แยบยล (subtle, minute) บาลี “สขุ มุ ” สันสกฤตเปน็ “สูกฺษม”
สสํ กฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน บอกไว้ดงั น้ี - (สะกดตามตน้ ฉบบั ) “สกู ษฺ ฺม : (คณุ ศัพท์) เลก็ , น้อย; ละเอียด; เปนปรมาณู; จตรุ , มศี ลิ ปศาสตร์หรอื ความเฉลยี วฉลาด; small, little; fine, delicate, minute; atomic; subtle, ingenious; – (ค�ำนาม) ปรมาณู; ปรมาตมา; การโกง; ใย; รูปอลังการศาสตร์; ศิลปะ; มัลลิชนิดหน่ึง; กระวานอย่างเล็ก; an atom; the Supreme Soul; cheating; fine tread; a figure of rhetoric; craft; a kind of jasmine; small cardamoms.” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอก ความหมายของ “สขุ มุ ” ในภาษาไทยไว้ดงั น้ี - “สุขมุ : (คำ� วิเศษณ)์ ประณตี , ลึกซ้ึง, รอบคอบ, ไมว่ วู่ าม, เช่น เขาจะไม่ด่วนตัดสินใจ ก่อนท่ีจะพิจารณาอย่างสุขุมท้ังทางได้และทาง 38
เสีย เขามีปัญญาสขุ มุ , บางครั้งใชเ้ ขา้ คกู่ ับคำ� อ่ืน เช่น สขุ ุมคมั ภรี ภาพ สขุ มุ รอบคอบ สุขุมลึกซึ้ง. (ป.; ส. สกู ฺษม).” (๒) “ธรรม” บาลเี ปน็ “ธมฺม” (ทำ� -มะ) รากศพั ท์มาจาก ธรฺ (ธาตุ = ทรงไว)้ + รมฺม (ปจั จัย) ลบ รฺ ทส่ี ุดธาตุ (ธรฺ > ธ) และ ร ตน้ ปัจจยั (รมมฺ > มมฺ ) : ธรฺ > ธ + รมฺม > มฺม : ธ + มมฺ = ธมฺม แปลตามศัพท์วา่ “สภาพทีท่ รงไว”้ “ธมมฺ ” สนั สกฤตเปน็ “ธรมฺ ” เราเขยี นองิ สนั สกฤตเปน็ “ธรรม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอก ความหมายของ “ธรรม” ในภาษาไทยไว้ดังน้ี - (๑) คุณความดี เช่น เปน็ คนมีธรรมะ เปน็ คนมศี ีลมีธรรม (๒) คาํ สง่ั สอนในศาสนา เช่น แสดงธรรม ฟงั ธรรม ธรรมะของ พระพุทธเจ้า (๓) หลักประพฤติปฏบิ ตั ิในศาสนา เชน่ ปฏบิ ัตธิ รรม ประพฤติ ธรรม (๔) ความจริง เชน่ ได้ดวงตาเหน็ ธรรม (๕) ความยตุ ธิ รรม, ความถกู ต้อง, เชน่ ความเป็นธรรมในสงั คม (๖) กฎ, กฎเกณฑ์, เช่น ธรรมะแห่งหมคู่ ณะ (๗) กฎหมาย เชน่ ธรรมะระหวา่ งประเทศ (๘) สิง่ ของ เชน่ เครื่องไทยธรรม ในทนี่ ี้ “ธรรม” เนน้ ความหมายตามขอ้ (๑) (๒) และ (๓) 39
(๓) “วิธาน” บาลีอ่านว่า วิ-ทา-นะ รากศัพท์มาจาก วิ (ค�ำอุปสรรค = พเิ ศษ) + ธา (ธาตุ = ทรงไว)้ + ยุ ปัจจยั , แปลง ยุ เปน็ อน (อะ-นะ) : วิ + ธา = วิธา + ยุ > อน : วิธา + อน = วิธาน แปลตามศพั ทว์ า่ “ทรงไวเ้ ปน็ พิเศษ” “วธิ าน” ในบาลใี ช้ในความหมายดังน้ี - (๑) การจัดแจง, การจัดการ, การประกอบ, กรรมวธิ ี (arrange- ment, get up, performance, process) (๒) พธิ ีการ, พธิ ีกรรม (ceremony, rite) (๓) การนัดหมาย, การก�ำหนด, การจัดหา (assignment, disposition, provision) (๔) การสืบลำ� ดับ (succession) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอก ความหมายของ “วิธาน” ในภาษาไทยไว้ดงั นี้ - “วธิ าน : (คำ� นาม) การจดั แจง, การทาํ ; กฎ, เกณฑ,์ ขอ้ บงั คบั ; พิธี, ธรรมเนยี ม. (ป., ส.).” (๔) “ธ�ำรง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอก ความหมายของ “ธำ� รง” ในภาษาไทยไวด้ ังนี้ - “ธ�ำรง : (คำ� กรยิ า) ทรงไว,้ ชไู ว.้ ” 40
พจนานุกรมฯ ไม่ได้บอกว่า “ธ�ำรง” เป็นภาษาอะไรหรือมา จากค�ำอะไร ผูเ้ ขยี นสนั นษิ ฐานในใจวา่ “ธ�ำรง” น่าจะแผลงมาจาก “ทรง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บอก ความหมายบางสว่ นของ “ทรง” (อา่ นว่า ซง) ไวด้ งั น้ี - “ทรง : (ค�ำนาม) รูปร่าง เช่น ทรงกระบอก ทรงปน้ั หยา ทรง กระสอบ ทรงกระทาย (ลักษณะชามหรือถ้วยมีรูปคล้ายกระทาย), แบบ เช่น ทรงผม. (ค�ำกริยา) ตั้งอยู่ได้ เช่น ทรงตัว; จํา เช่น ทรง 41
พระไตรปฎิ ก; รองรบั เชน่ ธรรมย่อมทรงผูป้ ระพฤตธิ รรมไมใ่ หต้ กไป ในที่ช่ัว; มี เช่น ทรงคุณวุฒิ; คงอยู่ เช่น ไข้ยังทรงอยู่ น้ําทรง; ในราชาศัพท์มคี วามหมายวา่ ข่ี หรอื ถอื เป็นต้น ตามเนอื้ ความของ คําท่ีตามหลัง เช่น ทรงม้า ว่า ขี่ม้า ทรงช้าง ว่า ข่ีช้าง ทรงศร ว่า ถอื ศร ทรงศีล วา่ รับศลี ทรงธรรม ว่า ฟงั เทศน์ ทรงบาตร วา่ ตกั บาตร ทรงราชย์ ว่า ครองราชสมบตั ;ิ ......” จะเหน็ ไดว้ า่ “ทรง” กบั “ธำ� รง” มคี วามหมายไปในทางเดยี วกนั อักขรวิธีของคนโบราณไม่ลงรอยเป็นแบบเดียวกันเหมือนการ สะกดค�ำในพจนานุกรมในปัจจุบัน เช่นค�ำว่า “ขออภัย” คนโบราณ อาจเขียนเป็น ขออะไพ ขออาภัย ฃออ�ำภัย ผู้อ่านจะต้องเข้าใจ เอาเองว่าผู้เขียนมีเจตนาจะหมายถึงอะไร ในเอกสารเก่าคือสมุดข่อย ใบลาน จะพบการสะกดคำ� แปลก ๆ เชน่ นี้เสมอ ดังน้นั “ทรง” จึงอาจเขียนเปน็ “ธรง” ก็ได้ เมื่อสันนิษฐานดังน้ี จึงลองเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย- สถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ กพ็ บว่า พจนานกุ รมฯ มคี �ำว่า “ธรง” จรงิ ๆ (บอก คำ� อ่านว่า ทรฺ ง คอื ไม่อา่ นวา่ ซง เหมอื น “ทรง”) และบอกไวด้ งั นี้ - “ธรง : (คำ� โบราณ; ค�ำที่เลกิ ใชแ้ ลว้ ) (ค�ำกรยิ า) ทรง. (สามดวง).” ค�ำวา่ “สามดวง” ในวงเล็บ หมายถงึ คำ� ว่า “ธรง” ตามความ หมายน้ีมีใช้ในหนงั สือกฎหมายตราสามดวง แม้พจนานุกรมฯ จะไมไ่ ด้บอกวา่ “ธำ� รง” แผลงมาจาก “ธรง” หรือ “ธรง” แผลงไปเป็น “ธ�ำรง” แต่ก็ลงความเห็นได้ว่า “ธ�ำรง” 42
43
แผลงมาจาก “ธรง” แน่นอน และค�ำว่า “ธรง” นี้โบราณอาจจะอา่ น วา่ ทะ-รง ก็เปน็ ได้ จึงแผลงสระ อะ ท่ีพยางค์หน้าเป็น “อำ� ” ได้ ตัวอยา่ งคำ� เทียบ เชน่ - กระจาย > ก�ำจาย ชนะ > ช�ำนะ อมฤต > อำ� มฤต ดงั นน้ั : ธรง > ธำ� รง เป็นอันสืบสาวไดค้ วามวา่ - “ธรง” กบั “ทรง” เป็นคำ� เดยี วกัน “ทรง” โบราณเขยี นเปน็ “ธรง” และ “ธรง” นน่ั เองแผลงเปน็ “ธ�ำรง” 44
สขุ มุ + ธรรม + วธิ าน ประสมคำ� อย่างไร? สขุ มุ + ธรรม + วธิ าน ๓ คำ� นี้นักบาลคี วรสงสยั ว่าจะประสม กันอยา่ งไร “สขุ ุม” เป็นคำ� คุณศพั ท์ ท�ำหน้าที่ขยายค�ำนาม “ธรรม” และ “วิธาน” เปน็ ค�ำนาม ถามว่า “สุขมุ ” ขยาย “ธรรม” หรอื ขยาย “วิธาน” “สขุ มุ ธรรม” หรือ “สุขมุ วธิ าน” ? “สุขมุ ธรรม” แปลว่า ธรรมอนั สขุ มุ , ธรรมที่ละเอยี ดลึกซึ้ง “สขุ มุ วิธาน” แปลวา่ วิธีอนั สขุ มุ , วธิ ีท่ีฉลาดแยบยล เนือ่ งจากพระนามสมเดจ็ พระสงั ฆราชอยใู่ นฐานะเปน็ ชือ่ เฉพาะ จะให้แปลอย่างไร มีความหมายอย่างไร ต้องเป็นไปตามเจตนาของ ผู้ต้ัง ถ้าเราไม่สามารถรู้เจตนาของผู้ตั้ง ก็ต้องสันนิษฐาน ซ่ึงอาจผิด หรือถกู กไ็ ด้ เฉพาะค�ำนี้ ผู้ต้ังมีเจตนาจะให้เป็น “สุขุมธรรม” หรือ “สุขุม วิธาน” ความหมายก็ดีท้ังนั้น หรือแม้จะให้มีความหมายคลุมหมด ทั้งสองค�ำก็ยังได้ นี่นับว่าเป็นแยบยลอย่างหน่ึงของท่านผู้คิดประดิษฐ์ พระนามทค่ี วรแก่การยกยอ่ ง 45
๓ สกลมหาสงฆปริณายก อ่าน: สะ-กน-ละ-มะ-หา-สง-คะ-ปะ-ร-ิ นา-ยก แปลรวมความ: ทรงเปน็ ผนู้ ำ� พระสงฆห์ มใู่ หญท่ ั้งปวง แยกศัพท:์ สกล + มหา + สงฆ + ปริณายก อธิบาย : (๑) “สกล” บาลอี ่านว่า สะ-กะ-ละ รากศพั ท์มาจาก ส + กล (ก) “ส” (สะ) ตัดมาจาก “สห” (สะ-หะ) เป็นค�ำอุปสรรค ใช้เป็นส่วน น�ำหน้าสมาส แปลว่า “กับ” (with) หมายถึง ประกอบด้วย, มี, เหมือนกบั (possessed of, having, same as) (ข) “กล” รูปค�ำเดิมในบาลีเป็น “กลา” (กะ-ลา) รากศัพท์มาจาก กลฺ (ธาตุ = นับ, ค�ำนวณ) + อ ปัจจยั + อา ปัจจยั เครอ่ื งหมายอติ ถลี ิงค์
: กลฺ + อ = กล + อา = กลา แปลตามศัพทว์ า่ “ส่วนอนั เขา นับดว้ ย ๑ เปน็ ตน้ ” พจนานุกรมบาล-ี องั กฤษ แปล “กลา” ดังนี้ - (๑) a small fraction of a whole, one infinitesimal part (เสี้ยวเล็กๆ ของส่วนท่เี ต็ม, สว่ นทเ่ี ล็กน้อยเหลอื ประมาณ) (๒) an art, a trick (อบุ าย, การหลอกลวง) สสํ กฤต-ไท-อังกฤษ อภิธาน มศี ัพท์ว่า “กล” บอกไว้ดังน้ี - (สะกดตามตน้ ฉบบั ) “กล : (คุณศัพท์) อันไม่ย่อย; อันเปล้ีย; undigested or crude; weak; - ‘นจี ศัพท์, ธรี นาท,’ เสียงขับรอ้ งเบาๆ; ตน้ สาลหรอื สาลพฤกษ์; (ค�ำใช้ในกวิตา) จังหวะอันเท่ากับสี่มาตร์; กามศุจิแห่ง ชาย; พุดซา; ส่วนย่อยของวัตถุต่างๆ; เลขาหรือเศษหน่ึงส่วนสิบหก พยาสหรือเส้นสกัดดวงจันทร์; ภาคเวลา (เท่ากับ ๑๐ กัษถะหรือ ประมาณ ๘ วินาฑี); นาฑีแห่งองศา; ดอกเบย้ี ; อาจารวทิ ยาอย่างใด อย่างหน่ึง; ฤดูประจ�ำเดือนของสตรี; เรือ; มายา; ความโกง; a low or soft tone, humming; the Sal tree; (in poetry) time equal to four Matras or instants; semen virile; the jujube; a small part of anything; a digit or one sixteenth of the moon’s diameter; a division of time (equal to thirty Kashthas or about eight seconds); a minute of a degree; interest on a capital; any practical art; the menstrual discharge; a boat; fraud, deceit.” 48
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212