Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา

หนังสือเล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา

Description: หนังสือเล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา

Search

Read the Text Version

งานวชิ าการเพื่อศกึ ษาเรยี นรู้ประวตั ิศาสตรศ์ รลี งั กา เลม่ ๑๒

พญามารวสวตั ตแี ละหมเู่ สนายกทัพชิงโพธบิ ลั ลงั ก์ ภาพจติ รกรรมฝาผนังวดั ศรสี โุ พธาราม เขตเดหวิ าละ เมืองโคลมั โบ เล่าเรื่องเมอื ง (ศร)ี ลงั กา: รวมบทความวิชาการในรอบหน่งึ ทศวรรษครึง่ เลขมาตรฐานสากลประจำ� หนงั สือ : 978-616-590-170-3 พิมพค์ รัง้ ที่ ๑ : มีนาคม ๒๕๖๕ จ�ำนวนพิมพ์ : ๕๐๐ เล่ม กองบรรณาธิการ : พระครูศรปี ัญญาวิกรม, ผศ.ดร. พระมหาถนอม อานนฺโท, ดร. วนั เพ็ญ ปะกินะโม เอมมิกา โน๊ตสุภา พยุง จันทรงั ษี พิสจู น์อักษร : ลงั กากมุ าร ภาพประกอบ : ลงั กากมุ าร ออกแบบปก : เอนก เอ้ือการณุ วงศ์ ดำ� เนินการจดั พิมพ์ : สาละพิมพการ ๙/๖๔๖ ซอยกระทุม่ ลม้ ๖ ถ.พทุ ธมณฑลสาย ๔ ต.กระทุม่ ล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ๗๓๒๒๐ โทร. ๐๒-๔๒๙๒๔๕๒ ๐๙๒-๒๕๔๔๑๑๖

คำ� นำ� หลังจากผู้เขียนได้ตีพิมพ์หนังสือ “เล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา: รวมบทความวชิ าการในวาระครบรอบหนงึ่ ทศวรรษ” ในปพี ุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นการรวบรวมบทความท่ีตีพิมพ์เผยแผ่ต้ังแต่เริ่มใช้ นามปากกาวา่ “ลงั กากมุ าร” จนถงึ วาระครบรอบ ๑๐ ปี นบั แตน่ น้ั มา ผู้เขียนก็คิดไว้ในใจว่าอีกห้าปีข้างหน้าจะต้องมีหนังสือรวมบทความ วิชาการเช่นน้ีอีก โดยเนื้อหาจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งน้ีเพ่ือ เปน็ ประโยชนต์ อ่ ผอู้ า่ นเปน็ สำ� คญั ดว้ ยเหตนุ น้ั บทความเรอ่ื ง “การศกึ ษา ของคณะสงฆศ์ รีลงั กาสมัยอาณาจกั รอนรุ าธปรุ ะ” จงึ เกดิ ข้ึนเป็นปฐม และตามมาด้วยบทความเร่ือง “การศึกษาของคณะสงฆ์ศรีลังกา สมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะ” และ บทความเรื่อง “การศึกษาของ คณะสงฆ์ศรีลงั กาสมยั อาณาจักรดมั พเดณยิ ะ” ตามลำ� ดับ แต่ต่อมามีปัจจัยภายนอกเข้ามาแทรกซ้อน กล่าวคือผู้ใหญ่ ท่านหน่ึงทางจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้องการให้ผู้เขียนวิเคราะห์ หลากหลายประเด็นในต�ำนานของวรรณกรรมปักษ์ใต้ โดยเช่ือมโยง กับเหตุการณ์ในศรีลังกา นัยว่าเป็นข้อมูลส่วนหน่ึงเพื่อเสนอวัด พระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ข้ึนบัญชีเป็น มรดกโลก ต่อองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง สหประชาชาติ (UNESCO) แม้ผู้เขียนจะแจ้งว่าข้อมูลดังกล่าวได้มี การตีพิมพ์แล้ว ในหนังสือเร่ือง “การประดิษฐานพระพุทธศาสนา

ลังกาวงศใ์ นอาณาจักรตามพรลิงค์” แต่คำ� แยง้ ไม่เป็นผล เพราะผูใ้ หญ่ ท่านน้ันเห็นว่าผู้เขียนยังมีข้อมูลเกี่ยวกับศรีลังกาอีกมาก จึงเป็นเหตุ ให้ผเู้ ขยี นต้องสืบคน้ ข้อมลู แลว้ เขยี นบทความเรื่อง “ข้อสังเกตเก่ยี วกบั การประดษิ ฐานพระเขย้ี วแกว้ ทหี่ าดทรายแกว้ ” และ เรอื่ ง “ขอ้ สงั เกต เกี่ยวกับเช้ือสายของพระเจ้าจันทรภาณุแห่งตามพรลิงค์” (บทความ หลังน้ีก�ำลังด�ำเนินการตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สงขลา) ส่วนบทความเรื่อง “บทบาทของพระสงฆ์ศรีลังกากับการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย” ซึ่งเคยตีพิมพ์เป็นส่วนหน่ึงในเอกสาร ประกอบการสอน รายวิชาพระพุทธศาสนากับการเมืองการปกครอง ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั นน้ั ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ เนอ้ื หา เป็นประโยชน์จึงน�ำมาตีพิมพ์อีกคร้ัง สุดท้ายบทความเรื่อง “คัมภีร์ สมันตกูฏวัณณนา: วิเคราะห์ประเด็นเก่ียวกับคติความเชื่อของ ศรีลังกา” เกิดจากผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการบรรยายสรุป วิทยานิพนธ์ของพระมหากวีศักด์ิ วาปีกุลเศรษฐ์ เร่ือง “วรรณกรรม บาลเี รอ่ื งสมนั ตกฏู วณั ณนา: การศกึ ษาวรรณศลิ ปแ์ ละสงั คม” ซง่ึ เปน็ วิทยานิพนธ์สาขาจารึกภาษาไทยและภาษาตะวันออกของมหาวิทยาลัย ศิลปากร และผู้เขียนเห็นบางประเด็นท่ีไม่มีกล่าวถึงในวิทยานิพนธ์ จึงเขียนขึ้นเพ่ือให้เห็นว่าเนื้อหาในคัมภีร์สมันตกูฏวัณณนานั้นมี หลากหลายมิติชวนให้ตีความ โดยเฉพาะด้านคติความเชื่อและ การเมอื ง

ขออนุโมทนาขอบคุณญาติธรรมทุกท่านที่ช่วยเหลือทุนในการ ตพี มิ พ ์ โดยเฉพาะคณุ ประเสรฐิ เลศิ อศั วลกั ษณ ์ แหง่ รา้ นหนงั สอื ไตรป® ก ศูนย์หนังสือพระพุทธศาสนาและห้องสมุด และคุณวนิดา ทิพย์ศักด์ิ พร้อมมิตรสหาย ด้วยหวังว่าหนังสือเก่ียวกับศรีลังกาจะเปดโลกทัศน์ เกีย่ วกับ “ลงั กาศกึ ษา” ใหก้ วา้ งขวางขึ้นในวงการนกั ศกึ ษาของไทย (ลงั กากุมาร) ผคณุ มาส (มนี าคม) ๒๕๖๕



สารบญั ค�ำนำ� ๓ บทท่ี ๑ การศึกษาคณะสงฆส์ มัยอนุราธปรุ ะ ๔ กลา่ วน�ำ ๑๐ วเิ คราะหค์ ัมภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ า ๑๗ การพระศาสนาก่อนการมาของพระพุทธโฆษาจารย์ ๒๘ การศกึ ษาของคณะสงฆ ์ ๕๑ พระสงฆน์ กั ปราชญแ์ ละวรรณกรรมสำ� คญั ๕๒ บทท่ี ๒ การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารวุ ะ ๕๙ กลา่ วน�ำ ๗๑ ราชูปถมั ภ์ทางพระศาสนา ๘๙ ก�ำเนดิ และพัฒนาการของอายตนะ ๙๐ การศึกษาของคณะสงฆ ์ ๙๔ บทท่ี ๓ การศึกษาคณะสงฆส์ มยั ดมั พเดณิยะ ๙๙ กลา่ วนำ� ๑๒๓ เหตุการณบ์ ้านเมอื ง ๑๒๔ กษตั รยิ ์ทรงตรากติกาวตั ร ระบบการศกึ ษาของคณะสงฆ์ บทท่ี ๔ การประดษิ ฐานพระเข้ยี วแกว้ ท่ีหาดทรายแกว้ กลา่ วนำ� เพราะอิทธิพลของพระสมณทตู

เพราะอิทธพิ ลของส�ำนักอภัยคิรวี หิ าร ๑๓๐ เพราะอิทธิพลของพม่ารามญั ๑๓๗ บทที่ ๕ บทบาทพระสงฆศ์ รีลงั กา ๑๖๓ กลา่ วนำ� ๑๖๔ บทบาทสมยั อดีต ๑๖๗ บทบาทในฐานะดำ� รงศาสน์ ๑๗๓ บทบาทในฐานะเสรมิ รฐั ๑๘๒ บทบาทเกดิ ขึ้นตามสภาวะ ๑๘๖ บทบาทสมยั อาณานิคมตะวนั ตก ๒๐๐ บทบาทหลังประกาศเอกราชสามทศวรรษ ๒๑๒ บทบาทสมยั ปัจจุบัน ๒๑๙ สรปุ ทา้ ยบท บทที่ ๖ คมั ภรี ส์ มนั ตกฏู วณั ณนา: วิเคราะห์ประเด็นเกี่ยวกบั คตคิ วามเชอื่ ของศรลี ังกา กลา่ วนำ� ๒๓๑ ศึกษาสารตั ถะของคมั ภีร์สมนั ตกูฏวณั ณนา ๒๓๒ ศกึ ษาวเิ คราะหป์ ระเดน็ เกยี่ วกบั คตคิ วามเชอื่ ของศรลี งั กา ๒๔๑ บทสรุป ๒๕๕





การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั อนรุ าธปรุ ะ 1

บรรยายภาพ : พระเวสสนั ดรถวายชา้ งปจั จยั นาเคนทรแ์ กพ่ ราหมณ์ ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วัดเดกันโดรวุ ะวหิ าร เมืองแคนดี

บทที่ ๑ การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปุระ* กลา่ วน�ำ อาณาจักรอนุราธปุระของศรีลังกาก่อตัวขึ้นก่อนการมาของ พระพุทธศาสนาประมาณหนึ่งศตวรรษ แม้จะมีความเจริญตามคติ ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์กจ็ รงิ แต่หาไดส้ ร้างความเปน็ หนง่ึ เดียว ของคนทง้ั เกาะไดไ้ ม่ แตล่ ะอาณาจักรต่างปกครองกันเองเปน็ อสิ ระ และ แมจ้ ะมคี วามเจริญด้านการศึกษาดังหลกั ฐานกลา่ วอ้าง แตก่ ็มีขอบเขต จ�ำกัดเฉพาะกลุ่มคนช้ันสูงเท่านั้น คร้ันพระพุทธศาสนาประดิษฐาน มนั่ คงดแี ลว้ ดเู หมอื นวา่ พยายามจะเตมิ เตม็ ชอ่ งวา่ งดงั กลา่ วใหส้ มบรู ณ์ มากขึ้น สิ่งหน่ึงซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสังคมชาวลังกาให้เป็นระบบ อย่างมีประสิทธิภาพคือการศึกษาของคณะสงฆ์ โดยเร่ิมต้นจากการ วางรากฐานของคณะสมณทูตชุดแรก โดยการน�ำของพระมหินทเถระ และพัฒนาต่อยอดเร่ือยมาอีกหลายศตวรรษ ระบบการศึกษาคณะสงฆ์ ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพนเ้ี องเปน็ กระบวนการสรา้ งความยงิ่ ใหญใ่ หแ้ กศ่ าสนจกั ร จนเกาะลังกากลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาท แทนท่ีอินเดียชมพูทวีป ส่วนด้านอาณาจักรสามารถหลอมรวมกันเป็น หน่ึงเดียวภายใต้ราชวงศ์สิงหล บทความนี้ต้องการน�ำเสนอการศึกษา * “การศกึ ษาคณะสงฆข์ องศรลี งั กาสมยั อาณาจกั รอนรุ าธปรุ ะ” ตพี มิ พ์ ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี Vol.10 No.1 (2019)

4 เล่าเรอ่ื งเมอื ง (ศรี) ลงั กา ของคณะสงฆ์สมัยอาณาจักรอนุราธปุระ โดยเน้นวิเคราะห์ระบบ การศกึ ษาและผลสำ� เร็จของการศึกษา ซง่ึ สว่ นใหญเ่ อกสารอ้างองิ ได้มา จากคัมภีร์สมันตปาสาทกิ า วิเคราะห์คัมภรี ส์ มนั ตปาสาทิกา คมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ าเปน็ ผลงานของพระพทุ ธโฆษาจารย์ ผไู้ ดร้ บั การยอมรบั วา่ เปน็ พระอรรถกถาจารยผ์ ยู้ งิ่ ใหญ่ (Bimala Churn Law: 2000, Introduction) เนื้อความตามคัมภีร์เล่มนี้เป็นการอธิบาย ขยายความตามคมั ภีรพ์ ระวินยั ปฎิ ก ทงั้ ๕ คมั ภีร์ กล่าวคือ คัมภรี ม์ หา วิภังค์ คัมภีร์ภิกขุนีวิภังค์ คัมภีร์มหาวรรค คัมภีร์จุลวรรค และคัมภีร์ บรวิ าร โดยอาศยั โครงรา่ งของคมั ภรี ม์ หาอฏั ฐกถาเปน็ ตน้ แบบ หลกั ฐาน ทางประวัติศาสตร์ระบุว่าพระพุทธโฆษาจารย์แต่งคัมภีร์เล่มน้ีในรัชสมัย ของพระเจ้ามหานามะ ผู้ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๙๔๗-๙๗๑ ขณะน้ันท่านพ�ำนักพักอาศัยในส�ำนักมหาวิหารแห่งเมืองอนุราธปุระ โดยความช่วยเหลือแนะน�ำของพระพุทธมิตตเถระ ผู้เป็นปราชญ์ ชาวสงิ หล ซงึ่ แตกฉานชำ� นาญดา้ นพระวนิ ยั มชี อื่ เสยี งโดง่ ดงั แพรห่ ลาย ตลอดเกาะลงั กา ส�ำหรับระยะเวลาการแต่งคัมภีร์เล่มน้ีน้ัน พระพุทธโฆษาจารย์ ไดร้ ะบไุ วใ้ นนคิ มกถาวา่ แตง่ ในปที ่ี ๒๐ และสำ� เรจ็ เรยี บรอ้ ยในปที ่ี ๒๑ แห่งการครองราชย์ของพระเจ้าสิริบาล (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๓, ๒๕๕๐, ๗๒๘) ตรงกบั พ.ศ.๙๖๘-๙๖๙ ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ ชว่ งปลาย รัชสมัยของกษัตริย์พระองค์น้ี โดยผู้แต่งย�้ำว่าเป็นช่วงที่พระเจ้าสิริบาล “ทรงครองราชย์ด้วยความเกษมส�ำราญ รุ่งเรืองด้วยลาภยศสักการะ

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปุระ 5 และไรอ้ รริ าชศตั รเู ขา้ มาเบยี ดเบยี น” ประวตั ศิ าสตรบ์ อกไวว้ า่ ครน้ั พระองค์ สวรรคตล่วงแล้ว กษัตริยป์ ณั ฑยะแหง่ อินเดยี ตอนใตไ้ ดบ้ ุกรุกเกาะลงั กา แล้วยึดครองเป็นเวลาถึง ๒๗ ปี ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ คนนอกเป็นระยะเวลาอันยาวนานเชน่ น้ี ยอ่ มทำ� ให้การพระพทุ ธศาสนา หยดุ พฒั นาและถงึ กาลเสอ่ื มโทรมทกุ ดา้ น (E.W. Adikaram: 2009, 5) เนอ้ื หาในคมั ภรี ์สมันตปาสาทิกาแบง่ ออกเปน็ ๓ ภาค ภาคที่ ๑ (ปฐมภาค) อธิบายขยายความประเด็นส�ำคัญในคัมภีร์มหาวิภังค์ เฉพาะพาหิรนิทาน เวรัญชกัณฑ์ และปาราชิกกัณฑ์ ภาคที่ ๒ (ทตุ ยิ ภาค) อธบิ ายขยายความประเด็นสำ� คญั ในคัมภรี ์มหาวิภังค์ ต้งั แต่ สังฆาทิเสสกัณฑ์จนถึงเสขิยกัณฑ์ และภิกขุณีวิภังค์ ส่วนภาคที่ ๓ (ตติยภาค) อธิบายขยายความประเด็นส�ำคัญในคัมภีร์มหาวรรค คมั ภรี จ์ ฬู วรรค และคมั ภรี บ์ รวิ าร (พระพทุ ธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ค�ำน�ำ) นอกจากจะเป็นคัมภีร์อรรถกถาเกี่ยวกับพระวินัยปิฎกแล้ว ผเู้ ขียนยงั สอดแทรกและบันทึกขอ้ มลู อนั ทรงคณุ ค่าดา้ นสงั คม การเมอื ง จริยธรรม และประวัติศาสตร์ศาสนา ตลอดท้ังปรัชญาของอินเดีย สมยั โบราณดว้ ย (Bimala Churn Law: 2000, 77) ส่วนการต้ังชื่อคัมภีร์ว่า “สมันตปาสาทิกา” นั้น พระพุทธโฆษา จารย์ได้ระบุไว้เป็นคาถาตอนท้ายของปฐมปาราชิกกัณฑ์ ความว่า “เมื่อวิญญูชนพิจารณาโดยล�ำดับอาจารย์ โดยแสดงประเภทนิทาน และวัตถุ โดยเวน้ ลทั ธอิ นื่ โดยความหมดจดแหง่ ลทั ธิของตน โดยชำ� ระ พยัญชนะให้หมดจด โดยความหมายแห่งบท โดยล�ำดับบาลีและ โยชนาบาลี โดยวนิ จิ ฉยั สกิ ขาบท และโดยแสดงความตา่ งแหง่ นยั ในวภิ งั ค์ ค�ำเล็กนอ้ ยทไ่ี มช่ วนใหเ้ ล่อื มใส ไมป่ รากฏในสมันตปาสาทกิ า เพราะเหตุ

6 เล่าเร่อื งเมอื ง (ศรี) ลังกา นนั้ สงั วรรณนาพระวนิ ยั ทพี่ ระโลกนาถผทู้ รงอนเุ คราะหส์ ตั วโ์ ลก ผฉู้ ลาด ในการฝึกเวไนยสัตว์ตรัสไว้แล้ว จึงเป็นไปโดยช่ือว่าสมันตปาสาทิกา” (พระพทุ ธโฆสเถระ: ภาค ๓, ๒๕๕๐, ๔๑๔) สำ� หรบั การแตง่ คมั ภรี เ์ ลม่ นน้ี นั้ พระพทุ ธโฆษาจารยไ์ ดป้ รารภไวใ้ น อารัมภกถา ความว่า “การสังวรรณนานี้ก็มิได้อ�ำนาจประโยชน์ อะไรๆ แก่หมู่ภิกษุในเกาะอ่ืน เพราะท่านรจนาด้วยถ้อยค�ำเป็นภาษา ชาวเกาะสีหล เพราะฉะน้ัน เม่ือหวนระลึกโดยชอบถึงค�ำเชิญของ พระพุทธสิริเถระ ข้าพเจ้าจึงจักเริ่มการสังวรรณนาอันสมควรแก่นัย พระบาลี ณ บัดนี้ อนึ่ง เม่ือจะเร่ิมสังวรรณนานั้น ข้าพเจ้าจะใช้ มหาอรรถกถา เป็นหลักแห่งการสังวรรณนาน้ัน ไม่ละท้ิงข้อความ อันควรตามแนวเถรวาทะ จากวินิจฉัยที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถา มหาปัจจรี และอรรถกถาต่างๆ ที่ปรากฏมีอรรถกถากุรุนที เป็นต้น จกั เรม่ิ การสงั วรรณนาดว้ ยดโี ดยชอบ ขอภกิ ษผุ เู้ ถระ มชั ฌมิ ะ และนวกะ ผู้เคารพนับถือพระธรรมของพระตถาคต ผู้ทรงมีประทีปคือพระธรรม จงมจี ติ เลอื่ มใสตงั้ ใจฟงั สงั วรรณนาของขา้ พเจา้ เถดิ ” (พระพทุ ธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ๓-๔) หลกั ฐานตรงนช้ี ใี้ หเ้ หน็ วา่ คมั ภรี เ์ กา่ แกโ่ บราณ ของชาวสิงหลในนามว่ามหาอัฏฐกถาไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายของ ชาววิเทศ จึงเป็นเหตุให้พระพุทธโฆษาจารย์น�ำข้อมูลมาปรับแก้แต่ง ข้ึนใหม่ Bimala Churn Law อ้างว่าพระพุทธโฆษาจารย์แต่งคัมภีร์ เล่มนี้ก่อนคัมภีร์อรรถกถาเล่มอ่ืนใด เพราะพิจารณาเห็นว่าพระวินัย คือรากฐานของพระศาสนา (Bimala Churn Law: 2000, 77)

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนรุ าธปรุ ะ 7 แตค่ วามจรงิ คอื หลกั ฐานดงั กลา่ วไมป่ รากฏเหน็ ในคมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ า เลย สันนิษฐานว่าการอ้างดังกล่าวน่าจะต้องการให้สอดคล้องกับ เหตกุ ารณก์ ารสงั คายนาครง้ั แรก ซงึ่ พรรณนาไวว้ า่ “พระมหากสั สปเถระ จึงปรกึ ษากับภกิ ษุทงั้ หลายวา่ ท่านท้ังหลาย เราจะสงั คายนาอะไรกอ่ น พระธรรมหรอื พระวินัย ภิกษุทง้ั หลายกลา่ ววา่ ท่านมหากัสสปะผูเ้ จรญิ วนิ ัยได้ช่ือว่าเป็นอายุของพระพทุ ธศาสนา เมอ่ื วินัยตงั้ มั่น พระศาสนาก็ เป็นอันต้ังมั่นอยู่ได้” (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ๑๗) ประเด็นน้ีตรงกับค�ำปรารภการรจนาคัมภีร์สมันตปาสาทิกาว่า “เมื่อ พระวินัยยังต้ังมั่นอยู่ ศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้มิได้ทรงด�ำรงอยู่ก็ยัง ตั้งม่ัน ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) อาศัยอานุภาพแห่งบุรพาจารย์ แล้ว จักพรรณนาพระวินัยน้ี มิให้เจือปน เพ่ือความด�ำรงม่ันแห่ง พระศาสนา” (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ๒) หากตรวจสอบระยะเวลาการแต่งคัมภีร์ดังวิเคราะห์เบ้ืองต้น ย่อมท�ำให้เช่ือได้ยากว่าพระพุทธโฆษาจารย์แต่งคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ก่อนคัมภรี ์อรรถกถาเลม่ อื่น ประเด็นน้ี N.A. Jayawickrama ต้งั ขอ้ สังเกตวา่ เรอ่ื งราวของพระพทุ ธโฆษาจารย์ในคัมภรี ์ผลงานของทา่ นกับ คัมภีร์มหาวงศ์ไม่ลงรอยกัน กล่าวคือพระพุทธโฆษาจารย์อ้างว่าท่าน แตง่ คมั ภรี ส์ มนั ตปสาทกิ ากอ่ นคมั ภรี อ์ รรถกถาเลม่ อน่ื แตค่ มั ภรี ม์ หาวงศ์ ระบุว่าพระพทุ ธโฆษาจารย์เดินทางกลับอินเดียมาตุภูมิกอ่ นการสวรรคต ของพระเจ้ามหานามะหน่ึงปี จึงเป็นไปได้ยากนักท่ีพระพุทธโฆษาจารย์ จะสามารถแต่งคัมภีร์อรรถกถาอีกหลายเล่มโดยใช้เวลาเพียงแค่ปีเดียว ความเปน็ ไปไดค้ อื พระพทุ ธโฆษาจารยต์ อ้ งแตง่ คมั ภรี อ์ รรถกถาพรอ้ มกนั (N.A. Jayawickrama: 1962, introduction xxviii)

8 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศรี) ลังกา Lily de Silva ไดแ้ สดงความเหน็ ประเดน็ นว้ี า่ พระพทุ ธโฆษาจารย์ ได้เขียนคัมภีร์อรรถกถาตามล�ำดับเน้ือหาของพระไตรปิฎกจริง เพราะ มีการวางแผนไว้อย่างเป็นอย่างดี เหตุเพราะท่านได้ศึกษาคัมภีร์ พระไตรปิฎกท้ังหมดอย่างแตกฉานลึกซึ้ง ในการแต่งคัมภีร์อรรถกถา ท่านย่อมรู้เป็นอย่างดีว่าเนื้อหาใดควรอยู่ส่วนใดของคัมภีร์เล่มไหน และเน้ือหาส่วนใดในคัมภีร์เล่มไหนควรอธิบายย่อส้ันหรือละเอียดจึงจะ เหมาะสมท่ีสุด ด้วยเหตุนั้นจึงมีการอ้างอิงสลับกันไปมาในผลงาน ของท่าน เช่น คัมภีร์สมันตปาสาทิกาก็อ้างคัมภีร์อรรถกถาอภิธรรม ช่ือว่าอัตถสาลินี ขณะเดียวกันคัมภีร์อัตถสาลินีก็แนะน�ำให้ไปอ่าน รายละเอียดในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา (สุภาพรรณ ณ บางช้าง: ๒๕๒๖, ๒๙๓) ผู้เขียนเห็นว่าพระพุทธโฆษาจารย์น่าจะแต่งคัมภีร์อรรถกถา พร้อมกัน และน่าจะเสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน เหตุที่พระเถระเน้นระบุ วนั เวลาในคมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ านน้ั อาจเปน็ เพราะเหน็ วา่ พระวนิ ยั ปฎิ ก เป็นคัมภีร์เล่มแรกที่พระสังคีติกาจารย์ยกข้ึนก่อนคัมภีร์เล่มอื่น หรือ อาจเปน็ เพราะวา่ เนอื้ หาในพระวนิ ยั เปน็ เบอื้ งตน้ สำ� หรบั พระสงฆห์ มใู่ หญ่ อีกเหตุผลหนึ่งคือ หลังจากพระพุทธโฆษาจารย์แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค เสร็จแล้ว น่าจะมีการวางแผนเตรียมข้อมูลเพื่อผลิตผลงานเล่มอื่นอีก สังเกตได้จากคัมภีร์ผลงานของท่านทุกเล่มมีเน้ือหาเป็นไปในทิศทาง เดยี วกนั ไมแ่ ยง้ กนั แมใ้ นบรบิ ททางประวตั ศิ าสตร์ สนั นษิ ฐานวา่ พระเถระ นกั ปราชญช์ าวสงิ หลนา่ จะมสี ว่ นชว่ ยเหลอื ในการใหค้ ำ� แนะนำ� หรอื ตรวจ สอบความถูกต้องของข้อมูล โดยเฉพาะหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ ของศรีลังกา

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั อนุราธปุระ 9 ค�ำถามชวนสงสัยคือคัมภีร์มหาอัฏฐกถาคืออะไร? ประเด็นนี้ นกั วิชาการชี้แจงว่าคัมภีรม์ หาอัฏฐกถา (บางทเี รียกวา่ สงิ หลอรรถกถา หรอื สงิ หลมหาอรรถกถา) เปน็ คมั ภรี เ์ กา่ แกแ่ ตง่ ขน้ึ กอ่ นพระพทุ ธโฆษาจารย์ หลายศตวรรษ มหี ลายสำ� นวนมากภาษา สว่ นใหญแ่ ตง่ ขน้ึ บนเกาะลงั กา บางสว่ นแตง่ ขนึ้ ทอ่ี นิ เดยี ตอนใต้ นกั วชิ าการไดร้ วบรวมคมั ภรี เ์ หลา่ นนั้ ไว้ ดงั น้ี ๑) คมั ภรี ์มหาอรรถกถา (บางทเี รียกวา่ มูลอรรถกถา) ๒) คัมภีร์ มหาปจั จรอี รรถกถา ๓) คมั ภรี ก์ รุ นุ ทอี รรถกถา ๔) คมั ภรี อ์ นั ธกตั ถกถา ๕) คมั ภรี ส์ งั เขปตั ถกถา ๖) คมั ภรี ว์ นิ ยตั ถกถา ๗) คมั ภรี ส์ ตุ ตนั ตตั ถกถา ๘) คมั ภีรอ์ าคมัตถกถา ๙) คมั ภีรท์ ีฆอรรถกถา ๑๐) คมั ภีร์มชั ฌิม อรรถกถา ๑๑) คัมภีร์สังยุตตัตถกถา ๑๒) คัมภีร์อังคุตตรัตถกถา ๑๓) คัมภีร์อภิธัมมัตถกถา ๑๔) คัมภีร์สีหลัตถกถา ๑๕) คัมภีร์ อรรถกถา (เล่มเดยี ว) ๑๖) คมั ภีร์อรรถกถา (หลายเลม่ ) ๑๗) คัมภีร์ อรรถกถาจรยิ า ๑๘) คมั ภรี อ์ าจรยิ า ๑๙) คมั ภรี อ์ าจรยิ วาท ๒๐) คมั ภรี ์ อาจริยมตะ ๒๑) คัมภีร์เถรสัลลาปะ ๒๒) คัมภีร์ปรสมุททวาสีเถระ ๒๓) คมั ภีรว์ ติ ณั ฑวาที ๒๔) คัมภีร์โปราณะ ๒๕) คมั ภรี โ์ ปราณกัต เถระ ๒๖) คัมภีร์โปราณจริยา ๒๗) คัมภีร์โปราณัตถกถา และ ๒๘) คมั ภีร์ภาณกา (E.W. Adikaram: 2009, 10) จงึ เปน็ ไปไดว้ ่า ดว้ ยขอ้ มลู อนั มากมายเชน่ น้ี ยอ่ มเปน็ การงา่ ยสำ� หรบั พระพทุ ธโฆษาจารย์ ในการคัดเลือกและดัดแปลง เพ่ือให้ผลงานของตนสมบูรณ์ท้ังเน้ือหา และอรรถรส หนังสือประวัติพระพุทธโฆสะหรือพุทธโฆสุปปัตติอ้างหลักฐาน นา่ สนใจวา่ “ครนั้ แตง่ คมั ภรี อ์ รรถกถาทงั้ สน้ิ ทง้ั ปวงเสรจ็ แลว้ พระพทุ ธโฆสะ ได้รวบรวมคัมภีร์น้อยใหญ่ ซ่ึงรักษาสืบทอดต่อมาจากพระมหินทเถระ

10 เล่าเรอ่ื งเมอื ง (ศร)ี ลงั กา ผเู้ ปน็ บรู พาจารย์ ใหร้ วมเปน็ กองขนาดใหญภ่ ายในบรเิ วณมหาสถปู แลว้ ให้เผาท�ำลายเป็นเถ้าผงธุลี กล่าวกันว่าคัมภีร์ภาษาสิงหลเหล่าน้ัน มากมายก่ายกองสูงท่วมหลังช้างพลายถึงเจ็ดเชือก” (James Gray: 1998, 29) ประเด็นน้ีอาจมิได้หมายถึงการเผาท�ำลายจริงดังหลักฐาน กล่าวอ้าง ความน่าจะเป็นคือคร้ันพระพุทธโฆษาจารย์ได้แต่งคัมภีร์ อรรถกถาเสร็จแล้ว ปรากฏว่าผลงานของท่านเป็นท่ีนิยมแพร่หลาย ของบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นเหตุให้คัมภีร์เก่าภาษาสิงหล ลดความนิยมและสูญหายไปตามกาลเวลา จนหามีผู้ใดสนใจศึกษา เรียนรู้อีกตอ่ ไป การพระศาสนากอ่ นการมาของพระพทุ ธโฆษาจารย์ พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่เกาะลังกาสมัยพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ (พ.ศ.๒๙๓-๓๓๓) กษัตริย์พระองค์นี้ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับ พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งดินแดนชมพูทวีป คราวนั้นพระเจ้าอโศก มหาราชโปรดจัดส่งพระสมณทูตโดยการน�ำของพระมหินทเถระผู้เป็น พระราชโอรส ให้เดินทางมาเผยแผ่พระสัทธรรมค�ำสอนของพระศาสดา เจ้าแก่ชนชาวเกาะลังกา หากวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์จะ ทราบวา่ การประดษิ ฐานพระศาสนาของพระมหนิ ทเถระและคณะครงั้ นน้ั ประสบความส�ำเร็จเป็นอย่างดียิ่ง เหตุเพราะอาศัยปัจจัยทางการเมือง เป็นเคร่ืองหนุนน�ำ (จี.พี. มาลาลาเสเกรา: ๒๕๕๔, ๒๘-๒๙) หลักฐานตามคัมภีร์ระบุว่าเพียงระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน มีกุลบุตร ชาวสิงหลออกบวชประพฤติตามพระอรหันต์มหินทเถระและคณะ เป็นจ�ำนวนมาก จนกษัตริย์ลังกาต้องโปรดให้สร้างอารามวิหาร หลายแห่ง เพือ่ ให้เพียงพอตอ่ ความตอ้ งการของพระสงฆช์ าวสิงหล

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนรุ าธปรุ ะ 11 ครน้ั ตอ่ มาไมน่ านพระมหนิ ทเถระไดพ้ จิ ารณาเลอื กสถานทแ่ี หง่ หนงึ่ ส�ำหรับเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ค�ำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจา้ เทวานมั ปยิ ตสิ สะครนั้ ทราบเจตนารมณข์ องพระเถระแลว้ ไดน้ อ้ ม ถวายอุทยานมหาเมฆวันด้านทศิ ใตข้ องพระนคร เหตุการณค์ ร้ังน้ันเหน็ จะเป็นปรากฏการณ์ส�ำคัญทางประวัติศาสตร์ เหตุเพราะคัมภีร์สมันต ปาสาทิกาได้บันทึกไว้ว่า “(พระมหินทเถระกราบทูลว่า) มหาบพิตร พระศาสนาของพระทศพลจกั ด�ำรงคงม่ันในเกาะแห่งน้ี และสถานทแ่ี ห่ง น้ีจักเป็นที่ต้ังมหาวิหารแห่งแรก เหตุท่ีแผ่นดินไหวนั่นเป็นบุพนิมิตแห่ง การประดิษฐานพระศาสนา” (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ๑๐๔-๑๐๕) และเพื่อย้�ำถึงความหนักแน่นของเน้ือหาเกี่ยวกับการ น้อมถวายอุทยานมหาเมฆวันครั้งน้ัน คัมภีร์มหาวงศ์ได้ขยายความ เพ่ิมเติมว่า มหาวิหารแห่งนี้อดีตพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ได้เสด็จมา ประทับและพยากรณ์ไว้แล้ว (พระมหานามเถระและคณะบัณฑิต: ภาค ๑, ๒๕๕๓, ๑๓๑-๑๓๒) Walpola Rahula ได้แสดงความเห็นเพ่ิมเติมว่า ครั้นพระเจ้า เทวานัมปิยติสสะน้อมถวายอุทยานมหาเมฆวันแด่คณะสงฆ์แล้ว พระ มหินทเถระได้วางแผนให้สถานที่แห่งน้ีเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ทันที ซ่ึงต่อมาเป็นท่ีรู้จักแพร่หลายในช่ือว่าส�ำนักมหาวิหาร หรือศูนย์ ศึกษาวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่บนเกาะลังกา หรือ ศนู ยก์ ลางอนั สำ� คญั ของนกิ ายเถรวาท เหตผุ ลคอื ตอ่ มาเมอื งอนรุ าธปรุ ะ ได้กลายเป็นมหานครอันศักด์ิสิทธ์ิ (งดงามด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ และมากมายด้วยปูชนียสถาน) ซ่ึงล้วนเป็นการวางแผนและออกแบบ ของพระมหินทเถระ เหตุเพราะผู้คนบนเกาะลังกาสมัยน้ันหามีใครผู้ใด

12 เล่าเร่ืองเมือง (ศร)ี ลงั กา ทรงความรู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม และเลิศด้วยประสบการณ์ด้าน โลกกว้าง เสมอเหมอื นพระมหินทเถระไม่ (Walpola Rahula: 1993, 52-53) คณะสงฆ์ส�ำนักมหาวิหารผู้สืบเชื้อสายมาจากพระมหินทเถระน้ัน พยายามเผยแผ่หลักธรรมค�ำสอนให้แทรกซึมฝังลึกเข้าไปสู่ทุกกลุ่มชน ของชาวลงั กา จนกลายมาเปน็ ประเพณวี ฒั นธรรมและวถิ ชี วี ติ ประจำ� วนั บทบาทอนั โดดเดน่ ของคณะสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ ารคอื การเผยแผพ่ ระธรรม คำ� สอนและพยายามรกั ษาความบรสิ ทุ ธแ์ิ หง่ พทุ ธพจน์ สงั เกตไดจ้ ากครน้ั เห็นว่าพระสงฆ์อ่อนก�ำลังปัญญาคราวทุพภิกขภัยรุมเร้าบ้านเมืองและ พระศาสนา กช็ กั ชวนกนั บนั ทกึ พระพทุ ธพจนล์ งในใบลาน เพ่ือสามารถ เก็บรักษาไว้นานปี และครั้นเห็นว่ามีพระสงฆ์ประพฤติผิดธรรมผิดวินัย กช็ ว่ ยกนั เรง่ แกไ้ ขปญั หาเพอ่ื ไมใ่ หเ้ กดิ ผลเสยี หายแกพ่ ระศาสนา บางครงั้ หากไม่สามารถตัดสินได้ด้วยตนเอง คณะสงฆ์ก็ขอความช่วยเหลือจาก บ้านเมืองให้ชว่ ยช�ำระอธิกรณ์เพือ่ ความม่นั คงดีงามแหง่ พระศาสนา กรณกี ารบนั ทกึ พระธรรมวนิ ยั ลงในใบลานนนั้ นกั ปราชญท์ า่ นหนง่ึ บรรยายไว้อย่างน่าสนใจว่า “พระเถราจารย์ผู้ท�ำการสังคายนาท่ี อาลุวิหาร ได้จัดแบ่งเน้อื ความในพระไตรปิฎกและคัมภรี อ์ รรถกถาอยา่ ง เป็นระเบียบ จนกระทั่งอะไรที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนแม้เพียงน้อยนิดก็ ไม่ปรากฏพบเห็น จนกลายมาเป็นมรดกอันล้�ำค่าของคนจ�ำนวนมาก ภารกิจส�ำคัญใหญ่หลวงเช่นนี้ถือว่าเป็นการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ต้ังแต่น้ันเป็นต้นมาพระสงฆ์นักปราชญ์ต่างช่วยกันศึกษาส่วนแห่ง พระไตรปฎิ กดว้ ยการทอ่ งจำ� สง่ั สอนลกู ศษิ ยแ์ ละอธบิ ายเปน็ ภาษาสงิ หล

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปรุ ะ 13 แต่ละก้าวย่างต่างเป็นอยู่ด้วยการรวบรวมค�ำสอนท่ีเป็นแก่นแท้ การ ช่วยเหลือจดจ�ำส่ิงที่บรรยายด้วยคาถาอันซับซ้อน บ่อยคร้ังย่อมเกิด ข้อผิดพลาดไม่ตรงตามแบบแผนต้นฉบับดั้งเดิม แต่คัมภีร์เหล่าน้ันไม่ หลงเหลือตกทอดมาถึงปัจจุบัน เหตุเพราะการสังคายนาที่อาลุวิหารได้ เปล่ียนแปลงข้อผิดพลาดเหล่าน้ันหมดสิ้น” (จี.พี. มาลาลาเสเกรา: ๒๕๕๔, ๖๖-๖๗) ผลจากการบนั ทกึ พระธรรมวินัยลงในใบลานคร้ัง นี้ท�ำให้ระบบการเขียนวรรณกรรมพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว จนการ สงั คายนาทอ่ี าลวุ หิ ารครงั้ นนั้ ไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ เปน็ ผลงานอนั ประเมนิ คา่ มไิ ด้ คณะสงฆส์ �ำนกั มหาวิหารพบกับการทา้ ทายครัง้ ใหญส่ มัยพระเจา้ วฏั ฏคามณอี ภยั (พ.ศ.๔๕๔-๔๖๖) เมอ่ื กษตั รยิ พ์ ระองคน์ โี้ ปรดใหส้ รา้ ง อภัยคิรีวิหาร เพ่ือถวายให้เป็นสมบัติส่วนตัวแก่พระมหาติสสเถระผู้ ช่วยเหลือสงเคราะห์พระองค์ สมัยหลบหนีราชภัยจากทมิฬคนนอก (พระมหานามเถระและคณะบณั ฑติ : ภาค ๑, ๒๕๕๓, ๓๐๐) ประเพณี เชน่ นไี้ มเ่ คยปรากฏเหน็ มากอ่ น เปน็ เหตใุ หค้ ณะสงฆแ์ หง่ สำ� นกั มหาวหิ าร พากนั คดั คา้ นเหน็ แยง้ นำ� มาสกู่ ารลงสงั ฆมตปิ รบั อาบตั พิ ระมหาตสิ สเถระ ดว้ ยการขับไลอ่ อกจากหม่คู ณะ คราวนัน้ พระมหาแทฬิยติสสเถระผู้เป็น ศิษย์ไม่เห็นด้วยกับค�ำตัดสินจึงถูกลงโทษด้วยเช่นกัน พระเถระกับศิษย์ จ�ำนวนมากจึงพากันแยกจากคณะสงฆ์ส�ำนักมหาวิหาร มาพ�ำนักพัก อาศัยกบั อาจารย์แห่งตน ณ ส�ำนกั อภัยคิรวี ิหาร ภายหลังต่อมาพระสงฆ์ผู้เป็นศิษย์ของพระธรรมรุจิยาจารย์แห่ง ไวตลุ ยนกิ าย พากนั เดนิ ทางมาจากปลั ลรารามแหง่ อนิ เดยี ตอนใต้ ไดเ้ ขา้

14 เล่าเรือ่ งเมอื ง (ศรี) ลังกา มาพักอาศัยกับคณะสงฆ์ส�ำนักอภัยคิรีวิหาร พระมหาแทฬิยติสสเถระ พร้อมผองศิษย์ต่างพากันยินดียอมรับค�ำสอนของไวตุลยวาทะจนกลาย เป็นกลมุ่ เดียวกัน รู้จักในนามวา่ ธรรมรจุ ยิ กะ คัมภรี ์นิกายสงั คหยะอ้าง วา่ ผกู้ อ่ ตั้งไวตลุ ยนิกายเป็นพราหมณน์ อกรตี นามวา่ ไวตลุ ยะ ได้ปลอม บวชเป็นพระสงฆ์มีจุดประสงค์ท�ำลายพระพุทธศาสนา โดยแต่งคัมภีร์ พระไตรปิฎกขึ้นในสมัยของพระเจ้าธรรมาโศกแห่งชมพูทวีป แล้วเท่ียว ประกาศวา่ เปน็ คำ� สอนอนั แทจ้ รงิ ของพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ (พระสงั ฆราช เทวรักษิตะชยั พาหเุ ถระ: ๒๕๕๙, ๔๑) ครนั้ ยา่ งเขา้ สสู่ มยั ของพระเจา้ โวหารกิ ตสิ สะ (พ.ศ.๗๔๖-๗๗๔) เกดิ ความขดั แยง้ เรอื่ งคำ� สอนระหวา่ งคณะสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ ารกบั สำ� นกั อภัยคิรีวิหาร พระเจ้าแผ่นดินเกรงเรื่องราวจะลุกลามใหญ่โต จึงมอบ หมายใหเ้ สนาบดนี ามวา่ ทฆี การายนะผเู้ ชย่ี วชาญพระไตรปฎิ ก ทำ� หนา้ ท่ี ไต่สวนระงับอธิกรณ์ ครั้นตรวจสอบเรียบร้อยแล้วเสนาบดีได้ตัดสินให้ คณะสงฆ์ส�ำนักมหาวิหารเป็นฝ่ายชนะ ตอนปลายรัชสมัยเกิดความ ขดั แยง้ เรอื่ งคำ� สอนขนึ้ อกี ครงั้ หนงึ่ คราวนพ้ี ระองคโ์ ปรดใหเ้ สนาบดนี าม ว่ากปิละท�ำหน้าท่ีไต่สวนอธิกรณ์ ครั้นตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว เสนาบดีตัดสินว่าค�ำสอนของคณะสงฆ์ส�ำนักอภัยคิรีวิหารขัดแย้งกับ ค�ำสอนของพระศาสดาเจ้า ครั้นแล้วพระเจ้าโวหาริกติสสะรับส่ังให้เผา ทำ� ลายคัมภีร์ของพวกไวตลุ ยวาทะหมดส้ิน และถอดยศพวกภิกษสุ �ำนกั อภัยคิรีวิหารที่ยอมรับค�ำสอนของพวกนอกรีตพร้อมทั้งให้เนรเทศ ออกจากเกาะลังกาเสีย (พระมหานามเถระและคณะบัณฑิต: ภาค ๑, ๒๕๕๓, ๓๔๐) ชะตากรรมของคณะสงฆ์ส�ำนักมหาวิหารมาถึงจุดต�่ำสุดสมัย พระเจา้ มหาเสนะ (พ.ศ.๘๑๗-๘๔๔) เมอ่ื พระสงั ฆมติ ตเถระชาวอนิ เดยี

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั อนุราธปรุ ะ 15 ใต้ได้ท�ำหน้าที่เป็นราชคุรุ พยายามเกล้ียกล่อมกษัตริย์พระองค์นี้ให้เห็น ผิดเป็นชอบว่า “ดูกรมหาบพิตร สมภารราชเจ้า อนั ว่าพวกภิกษผุ อู้ าศัย สำ� นกั มหาวหิ าร มไิ ดส้ ง่ั สอนพระธรรมวนิ ยั ตามครรลองแหง่ พทุ ธบญั ญตั ิ อย่างแท้จริง มีเพียงพระสงฆ์ส�ำนักอภัยคิรีวิหารเท่าน้ันท่ีท�ำหน้าท่ี รักษาค�ำสอนดัง้ เดมิ แท้จรงิ ของพระศาสดาเจา้ ” (จ.ี พ.ี มาลาลาเสเกรา: ๒๕๕๔, ๘๕) คร้ันพระเจ้าแผ่นดินเห็นชอบคล้อยตามแล้ว พระ สังฆมิตตเถระและผู้ช่วยเหลือนามว่าโสณเสนาบดี ได้รื้อท�ำลายทุกส่ิง อย่างอันเป็นของคณะสงฆ์สำ� นักมหาวิหารส้ิน ส่วนพระสงฆ์แห่งสำ� นัก มหาวิหารต่างพากันอพยพหลบหนีภัยย้ายไปอยู่หัวเมืองเขตโรหณรฏะ ถอื วา่ เป็นความเสียหายร้ายแรงมากสุดนบั แตก่ ่อตั้งสำ� นกั มหาวหิ ารมา ต่อมาพระเจ้ามหาเสนะถูกเสนาบดีและพสกนิกรกดดันอย่างหนัก ดว้ ยการยกทพั เขา้ ลอ้ มเมอื งหลวง เพอื่ หลกี เลย่ี งการสญู เสยี ทงั้ สองฝา่ ย พระองคจ์ งึ ยนิ ยอมอนญุ าตใหค้ ณะสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ ารเขา้ มาอยดู่ งั เดมิ พร้อมบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะทุกอย่างให้งดงามเหมือนดังอดีต แต่ วีรกรรมของพระเจ้ามหาเสนะน้ันหาได้ส้ินสุดเพียงเท่านั้นไม่ ต่อมา พระองค์ทรงศรัทธาพระโกโหนติสสเถระแห่งสาคลิยนิกาย ซึ่งแยกตัว ออกจากส�ำนักอภัยคิรีวิหารไปอาศัยอยู่ที่ทักขิณาคิรีวิหารหลายปีก่อน คราวนน้ั พระองคโ์ ปรดใหส้ รา้ งอารามภายในบรเิ วณของสำ� นกั มหาวหิ าร นามว่าเชตวันวิหาร แล้วน้อมถวายพระโกโหนติสสเถระ (พระมหา นามเถระและคณะบณั ฑิต : ภาค ๑, ๒๕๕๓, ๓๔๖-๓๔๗) คัมภีร์ นกิ ายสงั ครหยะอธบิ ายเสรมิ วา่ “คณะสงฆแ์ หง่ สำ� นกั มหาวหิ าร ไดป้ ระชมุ กันลงสังฆามติพระติสสเถระผู้รับเชตวันวิหาร ด้วยวิธีสัมมุขาวินัยและ เยภุยยสิกา จากน้ันได้ตรวจสอบอธิกรณ์จนพบความจริง ผู้ท�ำหน้าท่ี

16 เล่าเร่ืองเมอื ง (ศร)ี ลงั กา ไต่สวนคือธรรมกิ เสนาบดี ไดต้ ัดสนิ ให้พระเถระลาสกิ ขาและขับออกจาก หมู่คณะเสีย แม้จะขัดแย้งกับความปรารถนาของกษัตริย์ก็ตาม” (พระสงั ฆราชเทวรกั ษิตะชัยพาหเุ ถระ: ๒๕๕๙, ๕๔) เร่ืองราวของคณะสงฆ์ส�ำนักเชตวันวิหารมีกล่าวถึงเพียงเท่านี้ แม้จะมีหลกั ฐานอา้ งวา่ พระสงฆ์ส�ำนักนี้ช่ืนชอบคำ� สอนของไวตลุ ยวาทะ ก็จรงิ (พระสังฆราชเทวรกั ษิตะชยั พาหุเถระ: ๒๕๕๙, ๕๕) แต่กเ็ ป็น เหตกุ ารณเ์ กดิ ขน้ึ ภายหลงั พระพทุ ธโฆษาจารยเ์ ดนิ ทางมาเกาะลงั กาแลว้ หลายปี ผู้เขียนสันนิษฐานว่าคณะสงฆ์แห่งส�ำนักเชตวันวิหารน่าจะใช้ วิธีประนีประนอม กล่าวคือไม่เอนเอียงชื่นชอบส�ำนักมหาวิหารหรือ ส�ำนักอภัยคิรีวิหาร เพียงแต่เลือกหลักค�ำสอนของทั้งสองส�ำนักมาเป็น แนวปฏิบัติแห่งตน เหตุเพราะส�ำนักเชตวันวิหารเกิดขึ้นใหม่สมาชิกมี จ�ำนวนน้อย หากเอนเอียงไปทางใดทางหน่ึงย่อมเป็นผลเสียมากกว่า ผลดี การจะอยรู่ อดจำ� ต้องใชท้ ฤษฎเี หยยี บเรือสองแคม หลักฐานสุดท้ายที่กล่าวถึงการพระศาสนาบนเกาะลังกาก่อน การเข้ามาของพระพุทธโฆษาจารย์คือบันทึกการเดินทางของพระภิกษุ ฟาเหียน ซึ่งสมณะจีนท่านน้ีได้เดินทางจากจีนโพ้นทะเลผ่านอินเดีย ดนิ แดนชมพทู วีป กอ่ นเดินทางกลบั มาตุภูมิไดแ้ วะพกั เกาะลังกา ๒ ปี (พ.ศ.๙๕๕-๙๕๗) หากเปรยี บเทยี บหลกั ฐานในคมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ า ย่อมแสดงให้เห็นว่า ท่านเดินทางล่วงหน้ามาก่อนพระพุทธโฆษาจารย์ ประมาณ ๑๐ ปี ตลอดระยะเวลาพกั อย่เู กาะลังกานน้ั ทา่ นไดบ้ รรยาย การพระศาสนาไวอ้ ยา่ งนา่ สนใจวา่ สมยั นนั้ มพี ระสงฆอ์ ยใู่ นเมอื งอนรุ าธปรุ ะ เป็นจ�ำนวนมาก กล่าวคือ ส�ำนักอภัยคิรีวิหารมีพระสงฆ์อยู่อาศัยถึง ๕,๐๐๐ รปู ส�ำนักมหาวิหารมพี ระสงฆ์ ๓,๐๐๐ รปู และเจตยิ วิหาร

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนรุ าธปุระ 17 มพี ระสงฆ์ ๒,๐๐ รูป (หมายถงึ มหิ ินตะเลในปจั จบุ นั ) ขณะท่านพ�ำนกั อาศยั ภายในสำ� นกั อภยั คริ นี นั้ ไดค้ ดั ลอกคมั ภรี ภ์ าษาสนั สกฤตหลายเลม่ ได้แก่ คัมภีร์วินัยปิฎกแห่งมหีศาสกาหะ ทีรคหาคม และสัมยุตาคม พร้อมกับสัมยุตกสัญจยปิฎก (จดหมายเหตุแห่งพุทธอาณาจักรของ พระภิกษฟุ าเหียน: ๒๕๒๒, ๑๙๐-๒๐๘) หลกั ฐานตรงน้ชี ใ้ี ห้เหน็ ว่าสมัยน้ันมีพระสงฆ์พ�ำนักอาศัยภายในอนุราธปุระเมืองหลวงเป็น จ�ำนวนมาก อีกทง้ั คัมภรี ท์ ีพ่ ระภกิ ษุฟาเหยี นคดั ลอกนัน้ กบ็ ง่ บอกวา่ เปน็ คัมภีร์ส�ำคัญของพระพุทธศาสนามหายาน ถือว่าเป็นหลักฐานส�ำคัญ ชี้บอกใหท้ ราบถึงผลส�ำเรจ็ ของระบบการศกึ ษาอยา่ งหน่ึง การศกึ ษาของคณะสงฆ์ จากการขุดค้นทางโบราณคดีได้พบซากส่ิงก่อสร้างเรียกช่ือว่า “ปัญจายตนะปิริเวณะ” ปัญจายตนะ หมายถึงอาราม ๕ หลงั ส่วนปิริเวณะ หมายถงึ ที่ ต้ังของกุฎีสงฆ์ภายในอารามวิหาร กล่าวโดยรวมหมายถึงบริเวณท่ีตั้ง กฎุ ี ๕ หลัง ภายในอารามวิหาร นอกจากนน้ั ยงั พบหลกั ฐานเพิ่มเติม อกี ว่า ตรงกลางปัญจายตนะปริ เิ วณะน้ันมีอาคารขนาดปานกลางตงั้ อยู่ เรียกว่าปาสาทะ (ปราสาท) และบริเวณโดยรอบส่ีทิศเป็นกุฎี ๔ หลัง ต้ังแวดล้อมปาสาทะเสมือนเป็นบริวาร (Senake Bandaranayake: 2009, 86-95) สันนิษฐานว่าปัญจายนตะปิริเวณะน้ีเองเป็นจุดก�ำเนิด ของระบบการศึกษาคณะสงฆ์ศรีลังกา แต่น่าจะเป็นกลุ่มของพระสงฆ์ ขนาดเล็กประกอบด้วยอุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริกหรืออาจารย์กับ อันเตวาสิก โดยสัทธิวิหาริกหรืออันเตวาสิก นอกจากจะท�ำหน้าที่

18 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศรี) ลังกา อปุ ฏั ฐากรบั ใชอ้ ปุ ชั ฌายอ์ าจารยแ์ ลว้ ยงั ตอ้ งศกึ ษาเลา่ เรยี นพระธรรมวนิ ยั และเรียนรู้วัตรปฏิบัตดิ ว้ ย หลักฐานตรงน้ีสอดคล้องกับข้อมูลในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา ซึ่ง ระบวุ า่ สมยั อนรุ าธปรุ ะนน้ั พระสงฆแ์ บง่ กลมุ่ เลา่ เรยี นศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั เป็นแผนก กล่าวคือ กลุ่มมัชฌิมนิกายภาณกะเรียนมูลปัณณาสก์ กลุ่มทีฆนิกายภาณกะเรียนมหาวรรค กลุ่มสังยุตตนิกายภาณกะเรียน สามวรรคเบื้องต้นหรือมหาวรรค และกลุ่มอังคุตตรนิกายภาณกะเรียน กึ่งนิกายข้างต้น (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๒, ๒๕๐๐, ๓๘๖) หลักฐานอีกแห่งหนึ่งพบเห็นในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งกล่าวถึงกลุ่ม พระสงฆ์ศึกษาพระสูตร (สุตตันติกคณะ) และกลุ่มพระสงฆ์ศึกษา พระอภิธรรม (อภธิ มั มกิ คณะ) (พระพุทธโฆสเถระ: ๒๕๔๘, ๑๕๓) สนั นษิ ฐานวา่ เบอ้ื งตน้ การศกึ ษานา่ จะเปน็ การสงั่ สอนระหวา่ งอาจารยก์ บั ศิษยผ์ ู้อยูอ่ าศยั ในปญั จายตนะ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั หลกั ฐานทางโบราณคดี และการเรียนการสอนน่าจะขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของอาจารย์ เป็นหลัก หาไดม้ ีรูปแบบการเรยี นการสอนท่เี ป็นระบบไม่ คร้ันต่อมาจ�ำนวนนักศึกษาเพ่ิมมากขึ้น จึงเป็นเหตุให้มีการเพิ่ม ขยายสถานท่ีศึกษา และมีการจัดระบบการเรียนการสอนให้เป็นไปใน ทิศทางเดียวกัน สมัยน้ีค�ำเรียกว่าปัญจายตนะปิริเวณะน่าจะกร่อน เป็นปิริเวณะ เพ่ือให้เข้ากับพัฒนาการที่เกิดข้ึนกับการศึกษาคณะสงฆ์ สอดคล้องกบั ทศั นะของพระวัลโปละราหลุ เถระวา่ กุฎที ่พี กั ของพระสงฆ์ สมัยอนุราธปุระมีเรียกหลายชื่อ ได้แก่ วิหาร อาวาส หรือปริเวณะ แต่ปริเวณะเป็นค�ำที่นิยมแพร่หลายมากสุดในสมัยนั้น (Walpola Rahula: 1993, 132) คัมภีร์นิกายสังครหยะอ้างว่าสมัยอาณาจักร

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนรุ าธปรุ ะ 19 อนรุ าธปรุ ะนนั้ สำ� นกั มหาวหิ ารมปี รเิ วณะถงึ ๓๖๔ แหง่ (พระสงั ฆราช เทวรกั ษติ ะชยั พาหเุ ถระ, ๒๕๕๙: ๔๕) สว่ นสำ� นกั ตสิ สมหาวหิ ารแหง่ แคว้นโรหณะมีปริ ิเวณะ ๓๖๓ แห่ง (Epigraphia Zeylanica Vol. III: 1994, 223) หลักฐานของพระภิกษุฟาเหยี นระบุว่าพระสงฆภ์ ายใน เมอื งอนรุ าธปรุ ะมจี �ำนวน ๑๐,๐๐๐ รปู กลา่ วคอื สำ� นกั อภัยคิรีวิหาร มี ๕,๐๐๐ รูป ส�ำนักมหาวิหารมี ๓,๐๐๐ รูป และเจติยวิหาร มี ๒,๐๐๐ รปู (จดหมายเหตแุ หง่ พทุ ธอาณาจกั รของพระภกิ ษฟุ าเหยี น: ๒๕๒๒, ๑๙๐-๒๐๐) หลกั ฐานดงั กลา่ วเบอื้ งตน้ นา่ จะบง่ ถงึ จำ� นวน พระสงฆผ์ เู้ ป็นนกั ศึกษาเปน็ แน่ ส�ำหรับหลักสูตรการเรียนการสอนน้ันแบ่งออกเป็น ๓ ระดับชั้น (พระพทุ ธโฆสเถระ: ภาค ๒, ๒๕๕๐, ๓๘๖-๓๘๗) ชน้ั แรกเรยี กวา่ ผพู้ น้ นสิ ยั (นสิ สยั มจุ จนกะ) นกั ศกึ ษาชนั้ นจ้ี ำ� ตอ้ ง มีพรรษาครบห้าเสียก่อน เน้ือหาของหลักสูตรแบ่งออกเป็น ๖ กลุ่ม ได้แก่ ๑) การท่องภิกขุปาติโมกข์และภิกขุนีปาติโมกข์ให้ช�่ำชอง คล่องปาก เพ่อื ให้เขา้ ใจพุทธบญั ญัตอิ ย่างถูกตอ้ ง ๒) ศกึ ษาภาณวาร ท้ัง ๔ จากคัมภีร์พระปริตร เพื่อเป็นประโยชน์ส�ำหรับสาธุชนผู้เข้าวัด ในวันแห่งปักษ์ ๓) ศึกษาอันธกวินทสูตร มหาราหุโลวาทสูตร และ อมั พัฏฐสตู ร เพือ่ สามารถสนทนาธรรมกบั สาธุชน ๔) เรยี นอนุโมทนา คาถา ๓ อย่าง เพื่อกล่าวสัมโมทนียกถาในคราวสังฆภัต งานมงคล และงานอวมงคล ๕) ศึกษาการวินิจฉัยสังฆกรรมจนเข้าใจ ดังเช่น อุโบสถกรรมและปวารณากรรมเป็นต้น และ ๖) เรียนกัมมัฏฐาน สักข้อหนึ่งเพื่อบ�ำเพ็ญสมณธรรม ทั้งส่วนสมาธิและวิปัสสนาโดยมี เป้าหมายคือพระอรหัตเป็นทีส่ ุด

20 เล่าเร่ืองเมือง (ศรี) ลงั กา รุวันแวฬิแสยะเจดีย์หรือสุวรรณมาลิกเจดีย์ เมืองเก่าอนุราธปุระ ศรีลังกา (คัดลอกภาพ จาก https://www.google.com/maps) ภาพวาดเกี่ยวกับพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https:// www.google.com/maps)

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนุราธปุระ 21 (บนซา้ ย) หนงั สอื เกย่ี วกบั พระมหินทเถระ และ (บนขวา) หนังสอื สมนั ตปาสาทิกาภาษา สิงหล (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) ซากวิหารขนาดใหญ่ภายในส�ำนักมหาวิหาร เมืองเก่าอนุราธปุระ ศรีลังกา (คัดลอกภาพ จาก https://www.google.com/maps)

22 เล่าเรื่องเมือง (ศร)ี ลังกา ถูปารามเจดีย์ เมืองเก่าอนุราธปุระ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google. com/maps) (ล่างซ้าย) คัมภีร์มหาวงศ์ เรียบเรียงโดยคุณปาละ วิรเสกะระ และ (ล่างขวา) คัมภีร์ มหาวงศ์ แปลเปน็ ภาษาองั กฤษโดย Wilhelm Geiger (คัดลอกภาพจาก https://www. google.com/maps)

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนรุ าธปรุ ะ 23 (บนซ้าย) หนังสือบันทึกการเดินทางของพระภิกษุฟาเหียน ฉบับแปลเป็นภาษาสิงหล และ (บนขวา) หนังสือพระราชประวัติของพระเจ้าวัฏฏคามีอภัย (ภาษาสิงหลเรียกว่า วฬคมั บา) สระส�ำหรับสรงน�้ำของพระสงฆ์ภายในส�ำนักอภัยคิรีวิหาร เมืองเก่าอนุราธปุระ (คัดลอก ภาพจาก https://www.google.com/maps)

24 เล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา ครนั้ จบชน้ั นแ้ี ลว้ ผเู้ รยี นสามารถเปน็ อสิ ระ กลา่ วคอื พน้ จากการอยู่ ภายใต้การดูแลของอุปัชฌาย์อาจารย์ สามารถเดินทางแสวงหาครู อาจารยร์ ปู อน่ื ซง่ึ ตนเหน็ วา่ เปน็ อาจารยช์ น้ั ทศิ าปาโมกข์ หรอื สนใจศกึ ษา ลุ่มลึกสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามอารามวิหารอันเป็นอรัญวาสี กล่าวเฉพาะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น หลักสูตรชั้นน้ีเป็นเพียง ความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้น หากต้องการ ปฏิบัติอย่างถูกต้อง นักศึกษาต้องแสวงหาครูอาจารย์ด้านน้ีโดยเฉพาะ (พระพุทธโฆสเถระ: ๒๕๔๘, ๑๕๖) หากวิเคราะห์อย่างละเอียดจะเห็นว่า การศึกษาชั้นน้ีมีลักษณะ แตกต่างจากสมัยพุทธกาล โดยช่วงเวลาการศึกษาก�ำหนดเร่ิมต้นจาก การพ้นนิสัยตามวินัยกรรม อาจเป็นไปได้ว่านักศึกษาอ่อนความรู้ เรอื่ งวินัยกรรม พิธีกรรมและการปฏิสัมพนั ธ์กับชาวบา้ น จึงตอ้ งเรียนรู้ เรื่องวินัยบัญญัติส่วนตน พร้อมเข้าใจสังฆกรรมเบื้องต้นส�ำหรับผู้บวช ใหม่ ถดั มาตอ้ งเรยี นรบู้ างพระสตู รและวธิ กี ลา่ วอนโุ มทนา เพอ่ื สงเคราะห์ ชาวบ้านทั้งในวันปกติและเทศกาลส�ำคัญ เป็นท่ีน่าสนใจคือการยกเอา ภาณวารหรอื พระสตู รทคี่ ดั ลอกจากคมั ภรี พ์ ระปรติ รมาเปน็ สว่ นหนง่ึ ของ หลักสูตร แสดงให้เห็นว่าประเพณีการสวดพระปริตรเกิดข้ึนจากการ ศึกษาของคณะสงฆ์ ส�ำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานซ่ึงถือว่า เป็นหัวใจส�ำคัญของการศึกษาตามแนวพุทธก็ยังให้ความส�ำคัญอยู่ ถือได้วา่ หลกั สูตรช้นั นี้พร้อมทง้ั ปริยัติและปฏิบัติ ถัดมาเป็นช้ันสองเรียกว่า ผู้ให้บริษัทอุปัฏฐาก (ปริสุปัฏฐาปก) นักเรียนช้ันนี้จ�ำต้องมีพรรษาครบ ๑๐ เริ่มต้นจากท่องสองวิภังค์หรือ

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปุระ 25 มหาวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์ให้ช�่ำชองคล่องปาก เพ่ือแนะน�ำภิกษุและ ภิกษุณีบริษัทให้รู้และเข้าใจในอภิวินัย หากท่องจ�ำสองวิภังค์มิได้ก็ควร ท่องอีกสามวิภังค์ท่ีเหลือ ต่อมาควรศึกษาวินัยกรรมและขันธกวัตร เพ่ือแนะนำ� ภิกษุและภิกษุณีบริษัทให้รู้และเข้าใจในพระอภิธรรม สำ� หรับ ผเู้ ปน็ มชั ฌมิ นกิ ายภาณกะกพ็ งึ เรยี นมลู ปณั ณาสก์ ผเู้ ปน็ ทฆี นกิ ายภาณกะ ก็พึงเรียนมหาวรรค ผู้เป็นสังยุตตนิกายภาณกะพึงเรียนสามวรรคแรก หรอื มหาวรรค และผเู้ ปน็ องั คตุ ตรนกิ ายภาณกะพงึ เรยี นกง่ึ หนงึ่ ของนกิ าย เบอื้ งตน้ หรอื เบอื้ งปลาย เฉพาะองั คตุ ตรนกิ ายภาณกะนนั้ หากไมส่ ามารถ เรยี นเบอ้ื งตน้ และเบอื้ งปลายไดก้ ค็ วรเรม่ิ ตน้ ศกึ ษาจากตกิ นบิ าต สำ� หรบั ผเู้ ปน็ ชาตกภาณกะจำ� ตอ้ งแตกฉานในคมั ภรี ช์ าดกพรอ้ มคมั ภรี อ์ รรถกถา หากพระสงฆ์รูปใดผ่านช้ันนี้ต่างเรียกช่ือว่าทิศาปาโมกข์ (Walpola Rahula: 1993, 296) หากวิเคราะห์หลักสูตรชั้นน้ีจะเห็นว่า เนื้อหาของหลักสูตรสืบ เนื่องมาจากหลักสูตรชั้นแรก โดยเน้นให้สามารถด�ำรงภาวะผู้น�ำแห่ง จิตวิญญาณ เห็นได้จากการลงลึกรายละเอียดเกี่ยวกับพระวินัยปิฎก ไม่ว่าจะเป็นวินัยบัญญัติหรือสังฆกรรม ล้วนบ่งเจตนาเพ่ือสามารถ ส่ังสอนบริษัทแห่งตนได้ ส่วนพระสุตตันตปิฎกแม้จะเน้นให้ศึกษา เฉพาะส่วนใดส่วนหน่ึงเท่าน้ัน แต่ธรรมชาติของพระไตรปิฎกนั้นหาก เข้าใจส่วนหน่ึงได้ก็สามารถเช่ือมโยงถึงส่วนอื่นได้ ประเด็นน่าสนใจคือ มกี ารเรยี นคมั ภรี ช์ าดกและคมั ภรี อ์ รรถกถาทง้ั หมด ผเู้ ขยี นสนั นษิ ฐานวา่ นา่ จะเป็นวธิ กี ารสงเคราะหช์ าวบ้านด้วยเทศนาวิธเี ป็นแน่ ส่วนชั้นสุดท้ายเรียกวา่ ผู้ส่ังสอนภิกษณุ ี (ภิกขุโนวาทกะ) ช้ันน้ี ไม่ได้ก�ำหนดอายุผู้เรียน แต่เช่ือว่าน่าจะผ่านชั้นผู้ให้บริษัทอุปัฏฐากมา

26 เล่าเร่ืองเมือง (ศร)ี ลงั กา แล้ว ช้ันสุดท้ายน้ีการศึกษาค่อนข้างยากเพราะเน้นผู้เรียนให้เช่ียวชาญ แตกฉานท้ังคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาท้ังหมด เพราะ จุดประสงค์หลักต้องการให้ส่ังสอนภิกษุณี เป็นเร่ืองน่าแปลกคือ เฉพาะพระอภิธรรมปฎิ กนัน้ เนน้ ใหศ้ ึกษาเพยี งสีป่ กรณเ์ ทา่ นัน้ ด้วยอา้ ง ว่าแม้เพียงเท่าน้ีก็สามารถเข้าใจปกรณ์ที่เหลือได้ (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ๓๘๖-๓๘๗) หากมองเน้ือหาโดยรวมของ หลักสูตรชั้นน้ี สันนิษฐานว่าน่าจะใช้เวลาเกินห้าปีเป็นแน่ แม้หลักสูตร ท้ังสองช้ันจะเป็นการปูทางเร่ิมต้นก็จริง แต่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เพราะการศึกษาพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถาท้ังหมดจ�ำเป็นต้องใช้ เวลาพอสมควร ประเด็นน่าสนใจคือเหตุใดพระสงฆ์ผู้ได้รับฉันทามติจากคณะสงฆ์ ใหส้ งั่ สอนภกิ ษณุ ี จงึ ตอ้ งแตกฉานในพระไตรปฎิ กและอรรถกถาทัง้ หมด การตกี รอบดว้ ยระยะเวลาและความรเู้ ชน่ นนี้ า่ จะมนี ยั อะไรหรอื ไม่ ผเู้ ขยี น เหน็ วา่ คำ� ตอบนา่ จะอยทู่ พี่ ระสงฆเ์ อง เพราะหากพระสงฆด์ อ้ ยเรอ่ื งคมั ภรี ์ ไปส่ังสอนภิกษุณี ย่อมเป็นเร่ืองน่าอายหากมีการสอบถามประเด็น ลมุ่ ลกึ ผไู้ ดร้ บั การคดั เลอื กจากคณะสงฆจ์ ำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารกลนั่ กรองเปน็ กรณีพิเศษ สันนิษฐานว่าหากเป็นเช่นน้ีผลดีน่าจะตกแก่ภิกษุณี และ เชอื่ แนว่ า่ การศกึ ษาของภกิ ษณุ สี งฆก์ ค็ งไมแ่ ตกตา่ งจากภกิ ษสุ งฆ์ เพราะ นักวิชาการบางท่านอ้างว่าภิกษุณีสมัยน้ันมีความรู้พระไตรปิฎกเป็น อยา่ งดเี ฉกเชน่ ภกิ ษุสงฆ์ (Bimala Churn Law: 2000, 7) ส�ำหรับช่วงระยะเวลาการเรียนการสอนนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะ แบง่ เปน็ ๓ ชว่ ง กลา่ วคอื ภาคเชา้ ภายหลงั ออกรบั บณิ ฑบาตเสรจ็ แลว้

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนรุ าธปรุ ะ 27 ภาคบา่ ยภายหลงั ฉนั ภตั ตาหารเพลแลว้ และภาคเยน็ หลงั การทำ� วตั รเยน็ แล้ว หลกั ฐานบางแห่งระบวุ า่ บางครงั้ การเรียนการสอนมีการเปดิ กว้าง ส�ำหรบั ชาวบา้ นท่วั ไปดว้ ย ยกตวั อยา่ งเชน่ คราวเม่อื พระติปิฎกจฬุ าภยั เถระแหง่ มหาวหิ ารพร้อมศิษย์จ�ำนวนมากเดนิ ทางไปศึกษากบั พระธรรม รกั ขติ เถระแหง่ ตลุ าธารบรรพตในแควน้ โรหณะ การเรยี นการสอนกำ� หนด เวลาวา่ นกั ศกึ ษาตอ้ งทอ่ งหนงั สอื สง่ อาจารยต์ อนกลางคนื สว่ นอาจารย์ จะอธิบายรายละเอียดตอนกลางวัน ชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างปะร�ำ ด้านหน้าปิริเวณะและเข้าร่วมรับฟังการเรียนการสอนทุกวัน (พระพุทธ โฆสเถระ: ๒๕๔๘, ๑๕๗-๑๕๘) หลักฐานดังกล่าวเบ้ืองต้นเป็นการเรียนการสอนของส�ำนัก มหาวหิ าร บนั ทกึ โดยพระพทุ ธโฆษาจารยผ์ ฝู้ กั ใฝพ่ ระสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ าร จงึ เปน็ ธรรมดาวสิ ยั ทจ่ี ะตอ้ งละเลยกลา่ วถงึ สำ� นกั อภยั คริ วี หิ ารและสำ� นกั เชตวนั วหิ ารผเู้ ปน็ ปฏปิ กั ษ์ สว่ นการเรยี นการสอนของสองสำ� นกั ดงั กลา่ ว มีบันทึกไว้ในการเดินทางของสมณะเหี้ยนจังหรือถังซ�ำจั๋งความว่า “พระสงฆ์แห่งส�ำนักอภัยคิรีวิหารน้ันศึกษาท้ังมหายานและหีนยาน วิจัยค้นคว้าและเผยแพร่พระไตรปิฎก พระภิกษุเหล่านั้นเคร่งครัดใน พระธรรมวินัย มุ่งมั่นฝึกฝนสมาธิและปัญญา ล้วนเป็นผู้สมควรแก่ การเคารพนบั ถือ เป็นแบบอย่างของบุคคลท่ัวไป” (ถังซ�ำจงั๋ : ๒๕๔๗, ๔๔๔) สันนิษฐานวา่ หลกั สตู รของส�ำนักมหาวิหารนา่ จะเน้นภาษาบาลี เป็นหลัก ส่วนส�ำนักอภัยคิรีวิหารและส�ำนักเชตวันวิหารน่าจะให้ความ สำ� คญั ภาษาสนั สกฤต ทง้ั นเ้ี พอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกบั ภาษาบนั ทกึ พระไตรปฎิ ก ตามคตคิ วามเชอ่ื แห่งตน

28 เล่าเรอื่ งเมือง (ศรี) ลงั กา พระสงฆ์นักปราชญแ์ ละวรรณกรรมสำ� คญั ผลแห่งความส�ำเร็จด้านการศึกษาวัดได้จากพระสงฆ์นักปราชญ์ และวรรณกรรมสำ� คญั พระสงฆ์นักปราชญ์รูปแรกคือพระอาภิธัมมิกโคทัตตเถระ ท่าน เป็นผู้เช่ียวชาญแตกฉานในพระอภิธรรมปิฎก ว่ากันว่าท่านสามารถ อธิบายความลึกซ้ึงของพระอภิธรรมให้เป็นของง่ายแม้แก่บุรุษผู้เล้ียงโค นอกจากนน้ั ทา่ นยงั เปน็ ผรู้ อบรพู้ ระวนิ ยั ปฎิ ก มกั ไดร้ บั ความเหน็ ชอบจาก คณะสงฆแ์ หง่ สำ� นกั มหาวหิ ารใหพ้ จิ ารณาอธกิ รณท์ กุ ครง้ั ความเปน็ เลศิ และทรงคณุ ธรรมของพระเถระทราบถงึ พระกรรณของพระเจา้ ภาตกิ อภยั (พ.ศ.๕๒๑-๕๕๐) พระองคจ์ งึ โปรดแต่งตั้งใหพ้ ระเถระเปน็ ผู้พจิ ารณา คดีความ แล้วรับสั่งว่าการตัดสินของพระเถระถือว่าเป็นอันส้ินสุด (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ๔๔๓-๔๔๔) ถัดมาคือ พระมหาปทุมเถระ พระนักปราชญ์รูปนี้เป็นผู้ข้ึนช่ือด้านเช่ียวชาญ แตกฉานในพระวินัยปิฎก กล่าวกันว่าคร้ังหน่ึงพระมเหสีของพระเจ้า วสภะ (พ.ศ.๖๑๐-๖๕๔) ทรงประชวร ได้ส่งสาวใช้ไปถามพระเถระ เรื่องเภสัชเพื่อรักษา พระเถระมิได้บอกโดยตรงแต่เล่ียงไปอธิบาย วิธีการปรุงยาแก่พระภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐาก คร้ันสาวใช้น�ำยาไปปรุงถวาย พระมเหสกี ห็ ายเปน็ ปกติ ดว้ ยสำ� นกึ ในกรณุ าคณุ ของพระเถระ พระมเหสี จึงน้อมถวายเครื่องบูชาเภสัชแก่พระเถระ ประกอบด้วยจีวรสามผืน และเงินอีก ๓๐๐ กหาปณะ เพ่ือมิให้เสียศรัทธาท่านจึงรับไว้แล้ว น�ำไปซ้ือดอกไม้ถวายเป็นพุทธบูชา (พระพุทธโฆสเถระ: ภาค ๑, ๒๕๕๐, ๖๔๕)

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั อนุราธปรุ ะ 29 พระสงฆ์นักปราชญ์อีกรูปหน่ึงคือพระธรรมทินนเถระ (บางที เรียกว่ามหาธรรมทินนะ) พระเถระรูปน้ีเป็นพระอรหันต์นับแต่อุปสมบท พรรษาแรก ต่อมาได้ท�ำหน้าท่ีเป็นสมภารเจ้าอาวาสวัดตลังคติสสะ บรรพต ท่านมีอาจารย์รูปหน่ึงนามว่าพระมหานาคะแห่งอุจจตลังกา เลา่ กนั วา่ ครนั้ อาจารยเ์ ขา้ สชู่ ราภาวะ ทา่ นไดเ้ ดนิ ทางไปเทศนาสงเคราะห์ อาจารย์แห่งตนจนบรรลุพระอรหัต พระธรรมทินนเถระนั้นข้ึนชื่อลือชา ด้านการเทศนาด้วยการใช้อิทธิฤทธ์ิ คราวหน่ึงท่านได้แสดงเทศนาเรื่อง อปณั ณกสูตรท่ตี สิ สมหาราม โดยบนั ดาลอิทธาภิสังขารใชฤ้ ทธิเ์ ปดิ อเวจี นรกให้ผู้ฟังธรรมได้เห็น เพื่อให้รับรู้ความเร่าร้อนของสัตว์นรกว่าเป็น อย่างไร จากน้ันแสดงภาพของนรกน้อยใหญ่เรียงตามล�ำดับ ก่อนที่จะ แสดงการเสวยสุขของชาวโลกสวรรค์นับแต่ช้ันแรกจนถึงพรหมโลก ทั้งนี้เพื่อช้ีให้เห็นถึงผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว (พระพุทธโฆสเถระ: ๒๕๔๘, ๖๗๕, ๑๐๖๓) เร่อื งราวของพระธรรมทินนเถระน้นั ช้ีให้ เห็นว่าการศึกษาสมัยนั้นเน้นเรียนปรยิ ัตแิ ละปฏิบตั คิ วบคู่กันไป นอกจากพระภกิ ษแุ ลว้ การศกึ ษาสงฆย์ งั เออ้ื ประโยชนต์ อ่ ฆราวาส ด้วย ดังหลักฐานปรากฏว่าทีฆการายนะเสนาบดีและกปิลเสนาบดี ซ่ึง ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าโวหาริกติสสะให้พิจารณาอธิกรณ์ระหว่าง คณะสงฆ์ส�ำนักมหาวิหารและส�ำนักอภัยคิรีวิหาร เหตุเพราะเสนาบดี ท้ังสองท่านแตกฉานในพระไตรปิฎกและคัมภีรอ์ รรถกถา (พระมหานาม เถระและคณะบัณฑติ : ภาค ๑, ๒๕๕๓, ๓๔๐) หลกั ฐานดงั กลา่ ว ชใี้ หเ้ หน็ วา่ การศกึ ษาสมยั อาณาจกั รอนรุ าธปรุ ะ มไิ ดจ้ ำ� กดั ขอบเขตเฉพาะ พระภกิ ษสุ ามเณรอยา่ งเดยี ว แตเ่ ออ้ื ประโยชนต์ อ่ ฆราวาสดว้ ย แมเ้ นอื้ หา ของการเรยี นการสอนจะเนน้ หลกั ธรรมและหลกั การทางพระพทุ ธศาสนา กจ็ รงิ แตก่ ็ถือได้วา่ มีการประยุกตใ์ ห้สอดคล้องกบั สังคมฆราวาสดว้ ย

30 เล่าเรอื่ งเมือง (ศรี) ลงั กา ส�ำหรับผลผลิตด้านวรรณกรรมนั้น คัมภีร์ที่เห็นสมควรกล่าวถึง คอื วมิ ุตตมิ รรค คัมภรี เ์ ล่มน้ีฉบบั เดิมเป็นภาษาบาลีแตง่ โดยพระอปุ ตสิ ส เถระ ต่อมาภายหลังมีการแปลเป็นภาษาจีนโดยพระสังฆปาลเถระ ชาวกัมพูชา เน้ือหาของคัมภีร์แบ่งออกเป็น ๑๒ ปริเฉท ได้แก่ ๑) นิทานกถา ๒) ศีลปริเฉท ๓) ธุตังคปริเฉท ๔) สมาธิปริเฉท ๕) กลั ยาณมติ รปรเิ ฉท ๖) จรยิ าปรเิ ฉท ๗) กมั มฏั ฐานารมั มณปรเิ ฉท ๘) กัมมัฏฐานปริเฉท ๙) อภิญญาปริเฉท ๑๐) ปัญญาปริเฉท ๑๑) อบุ ายปริเฉท และ ๑๒) สจั จญาณปรเิ ฉท กลา่ วโดยยอ่ คมั ภรี ์ เล่มนี้อธิบายไตรสิกขาคือศีลสมาธิและปัญญาอันเป็นวิมุตติมรรค (ทางแห่งความหลุดพ้น) ถือว่าเป็นคู่มือส�ำหรับศึกษาและปฏิบัติธรรม ซ่ึงแต่งก่อนหนังสือที่มีช่ือคล้ายกันคือคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธ โฆสาจารย์ (พระอุปตสิ สเถระ: ๒๕๔๘, ๒๐๓) ดา้ นประวตั ขิ องผแู้ ตง่ นนั้ ไมม่ หี ลกั ฐานยนื ยนั ชดั เจน จงึ เปน็ เหตใุ ห้ นักวิชาการแสดงความเหน็ แตกตา่ งกันไป M. Nagai ได้สนั นษิ ฐานว่า ผู้รจนาคัมภีร์วิมุตติมรรคคือพระอรหันต์อุปติสสะชาวลังกา ซึ่งเป็น ผู้ช�ำนาญพระวินัยและมีชื่อปรากฏในคัมภีร์บริวารแห่งพระวินัยปิฎก (M. Nagai: 1919, 71-74) กล่าวกันว่าพระเถระรูปน้ีมีผลงาน แพรห่ ลายในรชั สมยั ของพระเจา้ วสภะ (พ.ศ.๖๑๐-๖๕๔) Nyanamoli ผู้แปลคัมภีร์วิสุทธิมรรคเป็นภาษาอังกฤษได้แย้งว่า พระอุปติสสเถระ ผู้รจนาคัมภีร์วิมุตติมรรคหาได้เป็นรูปเดียวกันกับพระอรหันต์อุปติสสะ ผชู้ ำ� นาญพระวนิ ยั ไม่ แตเ่ หตผุ ลทน่ี า่ เชอื่ ถอื คอื คมั ภรี ว์ มิ ตุ ตมิ รรคแตง่ กอ่ น คัมภีร์วิสุทธิมรรค และน่าจะแต่งขึ้นท่ีประเทศอินเดีย (Nyanamoli:

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปุระ 31 1991, introduction xxviii) แนวความคิดเช่นน้ีสอดคล้องกับ P.V. Bapat ว่า พระอุปติสสเถระเป็นชาวอินเดียและท่านรจนาคัมภีร์วิมุตติ มรรคในประเทศอินเดีย (P.V. Bapat: 1937, introduction liv) แม้ความคิดเห็นจะขัดแย้งเร่ืองถ่ินก�ำเนิดของพระอุปติสสเถระ ก็จริง แต่นักวิชาการล้วนเห็นตรงกันว่าพระอุปติสสเถระได้แต่งคัมภีร์ วิมุตตมิ รรคกอ่ นที่พระพุทธโฆษาจารย์จะแตง่ คมั ภีร์วสิ ทุ ธิมรรค เปน็ ทนี่ า่ สงั เกตวา่ แมพ้ ระพทุ ธโฆษาจารยจ์ ะแตง่ คมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรค ซ่ึงเดินตามแนวทางแห่งคัมภีร์วิมุตติมรรคของพระอุปติสสเถระก็จริง แต่หาได้อ้างถึงคัมภีร์หรือผู้เขียนแต่อย่างใดไม่ เพียงแต่อ้างว่าเป็น มติของอาจารย์บางพวก (เอกัจเจ อาจริยา) ประเด็นน้ีคณาจารย์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั ซง่ึ ถอดแปลคมั ภรี ว์ มิ ตุ ตมิ รรค เป็นภาษาไทยได้แสดงทัศนะไว้ว่า เพราะพระพุทธโฆสาจารย์แต่ง วิสุทธิมรรคในฐานะผู้เสนอผลงานทางวิชาการ เพ่ือการยอมรับของ พระเถระแห่งส�ำนักมหาวิหาร จึงเป็นไปได้ว่าท่านจงใจหลีกเลี่ยง การอ้างอิงคัมภีร์วิมุตติมรรค ซ่ึงถูกเข้าใจว่าเป็นคัมภีร์หลักของฝ่าย อภัยคิรีวิหาร ท้ังน้ีก็เพื่อความสบายใจของพระเถระส�ำนักมหาวิหาร นนั่ เอง (พระอุปตสิ สเถระ: ๒๕๔๘, ๒๐๔) ประเด็นนี้ภิกษุญาณโมลีเถระได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การ ท่ีคัมภีร์วิมุตติมรรคมีทัศนะอันเป็นท่ียอมรับของพระสงฆ์ส�ำนักอภัยคิรี วหิ าร ไมไ่ ดห้ มายความวา่ คมั ภรี เ์ ลม่ นีม้ ีความเกีย่ วขอ้ งใกล้ชิดกบั สำ� นัก แห่งนี้ ทั้งคัมภีร์วิมุตติมรรคและส�ำนักอภัยคิรีวิหารอาจจะอ้างคัมภีร์ จากแหลง่ ทม่ี าเดยี วกนั จงึ มที ศั นะพอ้ งกนั และทศั นะทคี่ มั ภรี ว์ มิ ตุ ตมิ รรค

32 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศรี) ลงั กา ยอมรับก็ไม่ใช่ประเด็นส�ำคัญถึงขนาดท�ำให้แตกแยกนิกายจากเถรวาท เพราะคัมภีร์วิมุตติมรรคไม่ได้เสนอแนวค�ำสอนท่ีเป็นของมหายานแต่ อย่างใด การตีความหลักธรรมของคัมภีร์ยังคงอยู่ในกรอบของหินยาน หรอื เถรวาทเชน่ เดิม (Nyanamoli: 1991, introduction xxvii) หากศึกษาวิเคราะห์พัฒนาการของส�ำนักอภัยคิรีวิหารจะเห็นว่า พระสงฆ์จ�ำนวนหลายพันท่ีพ�ำนักพักอาศัยส�ำนักแห่งน้ีมิใช่ฝักใฝ่ศึกษา ค�ำสอนมหายานเพียงอย่างเดียว บางกลุ่มยังมั่นคงแน่วแน่ศึกษาหลัก ธรรมตามนยั เถรวาท และประพฤตดิ งี ามตามหลกั คำ� สอนของศาสดาเจา้ อย่างเคร่งครัด ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มภิกษุผู้เรียกตนเองว่าปังสุกูลิกะ หรือผู้ทรงผ้าบังสุกุลจีวร ต่างประพฤติตามพุทธประเพณีทุกประการ ก่อนท่ีภายหลังจะปลีกตัวออกมาตั้งกลุ่มอรัญวาสี (R.A.L.H. Gunawardana: 1979, 41-44) หากวิเคราะห์ตามเน้ือหาของคัมภีร์ วิมุตติมรรคอย่างละเอียดจะเห็นว่า พระอุปติสสเถระผู้แต่งคัมภีร์เล่มนี้ น่าจะเป็นสมาชิกรูปหนึ่งของคณะสงฆ์กลุ่มน้ีก็เป็นได้ เพราะเนื้อหา ของคัมภีร์วิมุตติมรรคมีลักษณะโน้มไปสู่การปฏิบัติธรรม เพื่อความ หลุดพน้ มากกวา่ ความเปน็ เลิศทางวิชาการ โดยแสดงวิธีการแก่ผูศ้ ึกษา นบั แตจ่ ุดเรม่ิ ตน้ จนถงึ ช้ันสงู สุดกลา่ วคือพระนพิ พาน คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้สรุป สารัตถะของคัมภีร์วิมุตติมรรคเปรียบเทียบกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคไว้ อย่างน่าสนใจว่า การอธิบายธรรมในคัมภีร์วิมุตติมรรคยังคงเป็นแบบ เถรวาทที่อาศัยแหล่งอ้างอิงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา เชิงอรรถท่ี นำ� มาอา้ งองิ ทา้ ยเลม่ นี้ (หมายถงึ เลม่ แปล) เปน็ เอกสารหลกั ฐานทยี่ นื ยนั

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั อนุราธปรุ ะ 33 วา่ ผรู้ จนาคมั ภรี ว์ มิ ตุ ตมิ รรคไดป้ ระมวลความรจู้ ากพระไตรปฎิ กอรรถกถา และคัมภีร์บาลีอ่ืน ๆ มาอธิบายไตรสิกขาอย่างเป็นระบบ ด้วยวิธีการ เขียนแบบถามตอบที่สั้นกระชับตรงประเด็น นับว่าเป็นวิธีการประพันธ์ ท่ีต่างจากคัมภีร์วิสุทธิมรรคอย่างเห็นได้ชัด การที่คัมภีร์วิมุตติมรรค และคมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรคจะอธบิ ายเรอ่ื งไตรสกิ ขาเหมอื นกนั มไิ ดห้ มายความ วา่ คัมภีร์ใดคมั ภีรห์ นง่ึ จะไม่สำ� คญั หรือไมจ่ �ำเป็น การศกึ ษาคมั ภีร์ทั้งสอง จะเสริมกันและกัน กล่าวคือ คัมภีร์วิมุตติมรรคจะช่วยให้ผู้อ่านจับ ประเดน็ หลกั และไดค้ วามคดิ รวบยอมเกย่ี วกบั ขอ้ ธรรมนนั้ ๆ อยา่ งรวดเรว็ ในขณะท่คี มั ภีรว์ สิ ทุ ธมิ รรคจะใหค้ ำ� อธบิ ายข้อธรรมอยา่ งละเอยี ด พรอ้ ม ท้ังเสนอกรณีตัวอย่างประกอบเป็นบุคลาธิษฐาน (พระอุปติสสเถระ: ๒๕๔๘, ๒๐๕) วรรณกรรมอกี เลม่ หนง่ึ ซงึ่ มคี วามสำ� คญั ไมแ่ พก้ นั คอื คมั ภรี ท์ ปี วงศ์ คมั ภรี เ์ ลม่ นเี้ ปน็ วรรณกรรมภาษาบาลมี เี นอื้ หาวา่ ดว้ ยประวตั ศิ าสตร์ ของชนชาวเกาะลังกา เร่ิมตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จเกาะลังกาสามคร้ัง การสงั คายนาครงั้ แรกจนถงึ ครง้ั ทส่ี าม พระเถราจารยผ์ สู้ บื ทอดพระวนิ ยั ปิฎก การสถาปนาราชวงศ์สิงหลของพระเจ้าวิชัยและกษัตริย์สิงหล สมัยต่อมา การประดิษฐานส�ำนักมหาวิหารของพระมหินทเถระ และ ประวัติศาสตร์ศรีลังกาสืบเนื่องต่อมาจนถึงสมัยพระเจ้ามหาเสนะ (พ.ศ.๘๑๗-๘๔๔) ขอ้ มลู เหลา่ นล้ี ว้ นนำ� มาจากคมั ภรี ส์ หี ลมหาวงั สกถา ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ยุคเก่าแก่และรักษาสืบทอดเร่ือยมา โดย พระสงฆ์แห่งส�ำนักมหาวิหารสมัยอาณาจักรอนุราธปุระ (Somapala Jayawardhana: 1994, 53-54) เปน็ ทีน่ ่าสังเกตอย่างหนง่ึ คือเรื่องราว ส่วนใหญ่เน้นกล่าวถึงเหตุการณ์เช่ือมโยงระหว่างอินเดียกับศรีลังกา

34 เล่าเรอื่ งเมือง (ศร)ี ลังกา เป็นหลัก เพอื่ ช้ใี หเ้ หน็ ถึงความสมเหตุสมผลในการประดิษฐานพระพทุ ธ ศาสนาบนเกาะลังกา และเน้นย้�ำให้ชนชาวเกาะลังกาเป็นผู้รับผิดชอบ พระพุทธศาสนาตามค�ำพยากรณ์ของพระพุทธเจา้ หากสังเกตลักษณะการแต่งจะเห็นว่าเป็นการรักษาถ้อยค�ำทุก ความหมาย และพยายามรักษาอารมณ์ทางวรรณคดีไว้อย่างครบถ้วน อีกด้านหน่ึงยังมีข้อบกพร่องทางภาษาค่อนข้างมาก ลีลาการประพันธ์ ก็ขัดเขินไม่ราบเรียบสละสลวย เห็นจะเป็นเพราะเหตุนี้จึงมีการแต่ง คัมภีร์มหาวงศ์ขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง (Bimala Churn Law, 2000: 511) นอกจากนนั้ เนอื้ หาสว่ นมากของคมั ภรี ไ์ มไ่ ดแ้ ยกเปน็ อสิ ระมลี กั ษณะเปน็ วรรณกรรมต่อเนื่อง โดยเป็นการรวบรวมคาถาเดี่ยวซึ่งคัดลอกมาจาก คมั ภรี ์อันหลากหลาย ดงั เช่นคัมภีร์อรรถกถา การกล่าวซ้ำ� ซากและการ ลืมเลือนก็ดี เน้ือความบางส่วนของแต่ละบทก็ดีเข้าใจได้ยากนัก น้ีคง มิใช่เกิดจากการคัดลอกแต่น่าจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของการแต่ง เป็นแน่ (The Dipavamsa: 2001, 67-68) ลักษณะอันเด่นชัดอีก อยา่ งหนงึ่ คอื การรกั ษาประเพณขี องพระสงฆส์ ำ� นกั มหาวหิ าร กลา่ วคอื การพยายามแต่งเร่ืองราวให้สอดคล้องต้องกันต้ังแต่บทแรกจนถึง บทสุดท้าย ด้วยการชี้ให้เห็นว่าเกาะลังกาเป็นดินแดนแห่งพระ พุทธศาสนาเถรวาท จึงเป็นหน้าที่ของชาวพุทธท้ังบรรพชิตและ คฤหสั ถต์ ้องช่วยกันปกป้องดแู ลรักษาให้มน่ั คงจนถงึ อนชุ นคนรุ่นหลัง ส�ำหรับระยะเวลาการแต่งน้ันไมป่ รากฏหลักฐานชดั เจน แตค่ ัมภีร์ มหาวงศ์ระบุว่าสมัยพระเจ้าธาตุเสนะน้ัน (พ.ศ.๙๙๘-๑๐๑๖) พระองค์โปรดให้สาธยายคัมภีร์ทีปวงศ์ต่อสาธารณชนในเทศกาลบูชา พระมหนิ ทเถระ (พระมหานามเถระและคณะบณั ฑติ : ภาค ๑, ๒๕๕๓,

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมัยอนรุ าธปรุ ะ 35 ๓๗๙) หลักฐานตรงน้ีน่าจะชี้บอกว่าสมัยนั้นคัมภีร์ทีปวงศ์เป็นท่ีรู้จัก แพร่หลายของชนทุกชั้นตลอดเกาะลังกาจึงเป็นเหตุให้มีการสาธยาย หรืออีกอย่างหน่ึงเรื่องราวในคัมภีร์กล่าวถึงพระมหินทเถระในฐานะ ปชู ยาจารยค์ อ่ นขา้ งชดั เจน จงึ เปน็ เหตใุ หม้ กี ารนำ� มาสาธยายในวนั สำ� คญั อันเก่ียวข้องกับพระเถระเจ้า ส�ำหรับผู้รจนาคัมภีร์เล่มน้ีก็ไม่ปรากฏ หลักฐานส่วนใดอ้างถึง จี พี มาลาลาเสเกราได้แสดงความเห็นไว้ว่า คมั ภรี เ์ ลม่ นม้ี ใิ ชเ่ ปน็ ผลงานเขยี นของคนเดยี ว แตเ่ ขยี นหลายตอ่ หลายรนุ่ สืบเนื่องตกทอดกันมา และสันนิษฐานว่าน่าจะแต่งโดยภิกษุณี เพราะ ตอนท้ายของคาถามีการอ้างถึงภิกษุณีสองรูปนามว่าพระสันหาเถรีและ พระสมทุ ทาเถรี (จี พี มาลาลาเสเกรา: ๒๕๔๕, ๑๘๙-๑๙๐) ประเด็นน้ีผู้เขียนเห็นแย้งว่าไม่น่าจะเป็นผลงานของภิกษุณี เหตุเพราะเนื้อหาในคัมภีร์ทีปวงศ์กล่าวถึงเร่ืองราวของภิกษุณีค่อนข้าง นอ้ ย ตรงกนั ขา้ มเรอื่ งราวของพระสงฆม์ กี ลา่ วถงึ ดาษดนื่ แมเ้ รอื่ งเลก็ นอ้ ย ก็มีการแทรกเข้ามา อีกประการหนึ่ง หากเป็นผลงานของภิกษุณีจริง นา่ มกี ารกลา่ วถงึ กจิ กรรมอนั โดดเดน่ มากกวา่ ขอ้ มลู เทา่ ทม่ี อี ยู่ แตป่ ฏเิ สธ มิได้ว่าคัมภีร์ทีปวงศ์เกิดจากการมีส่วนร่วมทั้งพระสงฆ์และภิกษุณี อย่างน้อยน่าจะเป็นคนให้ข้อมูล โดยเฉพาะประเด็นที่ผู้แต่งไม่สามารถ เขา้ ถึง เนื่องจากแต่งข้ึนก่อนพระพุทธโฆษาจารย์เดินทางมาเกาะลังกา คัมภีร์ทีปวงศ์จึงเป็นแหล่งข้อมูลของพระพุทธโฆษาจารย์เป็นอย่างดี คัมภีร์วิสุทธิมรรคก็อ้างอิงคัมภีร์ทีปวงศ์หลายแห่ง แม้คัมภีร์สมันต ปาสาทิกาจะไม่กล่าวถึงคัมภีร์ทีปวงศ์ก็จริง แต่หากดูเรื่องราวภาย ในคัมภีร์โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ศรีลังกา ต่างเช่ือกันว่าอาศัยข้อมูล

36 เล่าเรือ่ งเมอื ง (ศร)ี ลังกา จากคมั ภรี ท์ ปี วงศเ์ ปน็ แน่ (The Mahavamsa: 2000, introduction xi) คมั ภรี ท์ ปี วงศเ์ รมิ่ ลดความสำ� คญั เมอ่ื พระมหานามเถระแตง่ คมั ภรี ม์ หาวงศ์ อาจเป็นเพราะส�ำนวนภาษาไพเราะเพราพริ้งกว่า ไวยากรณ์เป็นระบบ มากกวา่ และการจดั เรยี งเนือ้ หาเปน็ ระเบยี บมากกว่า จงึ เป็นเหตไุ ดร้ ับ ความนิยมแพร่หลายมากกว่าคัมภีร์ทีปวงศ์ จี พี มาลาลาเสเกราช้ีให้เห็นความส�ำคัญของคัมภีร์ทีปวงศ์ว่า “เป็นความพยายามคร้ังแรกท่ีต้องการท�ำเน้ือหาให้กระชับ มีวิธีการน�ำ เสนอไดใ้ จความ และมรี ูปแบบเร่อื งราวตอ่ เน่ือง อกี ทัง้ รวมกนั เปน็ กลุ่ม ก้อนด้วยเทพนิยาย ต�ำนาน นิทาน และประวัติศาสตร์ นอกจากน้ัน พยายามยอ้ นหลังกลบั ไปสมัยทีย่ ังลึกลับเหมอื นเคยเป็น เพิม่ เติมแหล่ง ขอ้ มลู ทางตำ� นานอนั หลากหลาย ขวนขวายเพอ่ื สรา้ งสรรคอ์ งคป์ ระกอบ จากหลายแหล่งข้อมูลที่เกล่ือนกล่นหลากหลาย บันทึกเช่นน้ีเกิดมีข้ึน กลายเป็นรูปแบบภายนอกของคัมภีร์ทีปวงศ์ ความรุ่มร่ามบกพร่อง ของภาษาและจังหวะ การกล่าวซ�้ำแล้วซ้�ำอีก การละท้ิงส่ิงไม่จ�ำเป็น และอักขระท่ีไม่ปะติดปะต่อมีอยู่ทั่วไป ความไม่สมบูรณ์จ�ำนวนมาก พบเห็นในการเรียบเรียง และความต้องการแบบแผนช่วยให้สามารถ ก�ำหนดระยะเวลาการแตง่ ได้ เนือ้ หาประกอบด้วยพระคาถาจ�ำนวนมาก ซึ่งสามารถระบุส่วนส�ำคัญของนิทานได้ มีการจัดแจงเหมือนเสริม เทคนิคการช่วยจ�ำ และความผิดหลักศิลปะรวมเข้าด้วยกัน” (จี พี มาลาลาเสเกรา: ๒๕๔๕, ๑๘๙) กล่าวโดยสรุปการศึกษาคณะสงฆ์ศรีลังกาสมัยอาณาจักร อนุราธปุระน้ัน ก่อตัวขึ้นจากปัญจายตนะปิริเวณะ กล่าวคือการศึกษา แนวจารีตปฏิบัติระหว่างอุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริกหรือระหว่างอาจารย์

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนุราธปุระ 37 กับอันเตวาสกิ และมีพัฒนาการสืบเนื่องเรอ่ื ยมาจนประสบความสำ� เร็จ เป็นรปู ธรรม ท�ำใหเ้ กดิ มีพระสงฆน์ กั ปราชญ์เปน็ จำ� นวนมาก คณะสงฆ์ ในท่ีนี้หมายรวมถึงภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ นอกจากจะแต่งต�ำรา เปน็ คมู่ อื สำ� หรบั การเรยี นการสอนของคณะสงฆเ์ องแลว้ บทบาทเดน่ อกี ดา้ นหน่งึ ของพระสงฆน์ ักปราชญ์คอื การสงเคราะหส์ ังคมชาวบา้ น ด้วย การเทศนาเสริมคุณธรรมยกจิตใจของผู้คนในสังคมให้อยู่ร่วมกัน อย่างผาสกุ พระเถระบางรปู ก้าวลำ�้ ไปไกลดว้ ยการเขา้ ไปมบี ทบาทชี้แนะ สถาบนั กษตั รยิ จ์ นไดร้ บั ราชปู ถมั ภเ์ ปน็ อยา่ งดี สง่ ผลใหก้ ารศกึ ษาคณะสงฆ์ โดดเด่นเป็นที่ยอมรับจนมฆี ราวาสเข้ามาศกึ ษาเรยี นรภู้ ายใตก้ ารสง่ั สอน ของคณะสงฆ์เป็นจ�ำนวนมาก ประเดน็ นา่ สนใจคอื ระบบการเรยี นการสอนของคณะสงฆศ์ รลี งั กา สมัยอาณาจักรอนุราธปุระนั้น ด�ำเนินตามจารีตปฏิบัติของบูรพาจารย์ ผู้งามพร้อมด้วยศีลวัตรปฏิบัติ กล่าวคือพระมหินทเถระผู้เป็นปฐม บูรพาจารย์เร่ือยมา ระบบการเรียนการสอนนั้นเน้นศกึ ษาพระวินัยปิฎก เปน็ หลกั โดยจดุ ประสงคค์ อื ความตงั้ มนั่ แหง่ พระศาสนา สว่ นพระสตุ ตนั ต ปิฎกและพระอภิธรรมปิฎกนั้นเลือกสรรมาเฉพาะส่วนจ�ำเป็นท่ีเห็นว่า เกื้อกูลแก่พระวินัยปิฎกเท่าน้ัน โดยเป้าหมายหลักของการศึกษาคือ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คณะสงฆ์ และเพ่ือสงเคราะห์แก่สังคมชาวบ้าน ด้วยวิธีการเช่นนี้เองส่งผลให้ศาสนจักรและอาณาจักรช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นหนึ่งเดยี วจนกลายเป็นความปกึ แผน่ ม่ันคง

38 เล่าเรื่องเมอื ง (ศรี) ลังกา เอกสารอา้ งองิ จดหมายเหตุแห่งพุทธอาณาจักรของพระภิกษุฟาเหียน. ต้นฉบับของ ศาสตราจารย์ เจมส์ เล็กจ์ เอ็ม เอ แอลแอล ดี แปลและ เรียบเรียงโดย พระยาสุรินทรฤาชัย (จันทร์ ตุงคสวัสดิ). กรุงเทพมหานคร: มูลนิธมิ หามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๒๒. จี พี มาลาลาเสเกรา. ศรีลังกา: ว่าด้วยประวัติศาสตร์ การณ์ พระศาสนา และวรรณคดี. แปลโดยลังกากุมาร, นครปฐม: ส�ำนักพมิ พส์ าละ, ๒๕๕๔. ถงั ซำ� จงั๋ . จดหมายเหตกุ ารเดินทางสู่ดนิ แดนตะวันตกของราชวงศ์ถัง. แปลโดยชิว ชูหลุน. กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๗. ธัช มั่นต่อการ. การศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์สมันตปาสาทิกาปฐมภาค. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร. กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๔๗. พระมหานามเถระและคณะบัณฑิต. คมั ภีรม์ หาวงศ์ ภาค ๑. แปลโดย ผศ.สเุ ทพ พรมเลศิ . กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณ ราชวิทยาลยั , ๒๕๕๓. พระมหาพจน์ สุวโจ. เลา่ เร่ืองเมือง(ศร)ี ลงั กา: รวมบทความวชิ าการ ในวาระครอบรอบหน่ึงทศวรรษ. นครปฐม: ส�ำนักพิมพ์สาละ พมิ พการ, ๒๕๖๐.