Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Description: Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Search

Read the Text Version

รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ (Political Science in Buddhist Approach) รองศาสตราจารยส์ งบ เชอ้ื ทอง พ.ม., ศน.บ., M.A. (Pol. Sc.) ภาควิชารฐั ศาสตรแ์ ละเศรษฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั

รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ (Political Science in Buddhist Approach) ISBN : 978-616-7821-39-9 เรียบเรียงโดย : รศ.สงบ เชอื้ ทอง พ.ม., ศน.บ., M.A. (Pol. Sc.) สงวนลิขสทิ ธิ์ : ตาม พ.ร.บ.ลขิ สิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ พมิ พ์คร้ังท่ี ๑ : พฤศจกิ ายน ๒๕๕๖ จ�ำนวนพิมพ์ : ๕๐๐ เลม่ จดั พิมพโ์ ดย : โครงการผลิตส่ือการสอนพระพุทธศาสนา ตามแนวทางปฏิรปู การศกึ ษา ภาควชิ ารฐั ศาสตร์และเศรษฐศาสตรค์ ณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย ถ. ศาลายา-นครชยั ศรี ต. ศาลายา อ. พทุ ธมณฑล จ. นครปฐม ๗๓๑๐๗

คำ� น�ำ หนงั สอื รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตรน์ ี้ ไดร้ วบรวมเรยี บเรยี งขนึ้ เพอื่ เปน็ ตำ� ราในการบรรยาย วิชารัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยรวบรวมจากหนังสือ เอกสารต่างๆ ที่เก่ียวข้อง โดยเฉพาะ พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์จารึกพระธรรมวินัย ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า เพ่ือให้สอดคล้องกับเน้ือหา รายวิชาท่ีก�ำหนดไว้ในหลักสูตร ซึ่งจะท�ำให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจการเมือง การปกครอง การบรหิ ารจดั การ ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ สนั ตสิ ขุ ในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมมนษุ ย์ อยา่ งไรกต็ าม พระพทุ ธศาสนาไมใ่ ชศ่ าสตรแ์ หง่ การเมอื ง จงึ ไมม่ คี ำ� สอนเกยี่ วกบั หลกั รฐั ศาสตร์ หรือลัทธิการเมืองโดยตรง จึงได้อาศัยแนวคิดตามหลักรัฐศาสตร์ตะวันตก เป็นกรอบในการรวบรวม เรียบเรียง ซึ่งบางประเด็นก็ตรงกัน สามารถเทียบเคียงกันได้ แต่บางประเด็นก็เป็นลักษณะเฉพาะท่ี ปรากฏในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีประเด็นท่ีลึกซึ้งกว้างขวางเกินกว่าวิชารัฐศาสตร์จะครอบคลุมถึงได้ แต่ก็ได้พยายามใหอ้ ยใู่ นขอบเขตของสังเขปรายวิชาทไี่ ด้ก�ำหนดไว้ ผรู้ วบรวมขอขอบคณุ พลอากาศตรหี ญงิ กาญจนา (สงิ หพานชิ ) เชอื้ ทอง ทใ่ี หค้ ำ� ปรกึ ษา แนะนำ� ตรวจสอบ และช่วยค้นคว้า เรียบเรียง และคุณกัณหา อุรัสยะนันทน์ ผู้กรุณาออกแบบปกให้อย่าง สวยงาม ผรู้ วบรวมขอขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสงู สำ� หรบั เจา้ ของตำ� ราและเอกสารตา่ ง ๆ ซง่ึ ไดน้ ำ� มาอา้ งองิ ประกอบในหนังสอื เลม่ น้ี อน่ึง ข้อบกพร่องผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์ย่อมมีในการรวบรวมเรียบเรียงอยู่บ้าง หวงั เปน็ อยา่ งยงิ่ วา่ จะไดร้ บั ความกรณุ าจากทา่ นผรู้ ชู้ ว่ ยชแ้ี นะ ทว้ งตงิ เพอื่ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหส้ มบรู ณย์ งิ่ ขึน้ ในโอกาสตอ่ ไป รองศาสตราจารย์สงบ เช้ือทอง ภาควชิ ารฐั ศาสตรแ์ ละเศรษฐศาสตร์คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั



สารบัญ ค�ำน�ำ สารบญั บทที่ ๑ รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ (Political Science in Buddhist Approach) ๙ - ความเป็นมาและความหมายของรฐั ศาสตรต์ ามแนวตะวนั ตก ๙ - ความหมายของรัฐศาสตร ์ ๑๐ - ความหมายของค�ำว่า “รัฐศาสตร์” “การเมอื ง” และ “การปกครอง” ใน ๑๓ พระพทุ ธศาสนา - พละทเ่ี ปน็ กำ� ลังหรืออ�ำนาจของบุคคล ๑๔ - ระเบยี บและวธิ ปี ฏบิ ตั ิในการปกครองตนเอง ๑๕ - ความแตกตา่ งระหว่างรัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตรก์ บั รฐั ศาสตร์ตามแนวคดิ ตะวันตก ๑๙ - รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร ์ ๑๙ - รัฐศาสตร์ตามแนวตะวนั ตก ๒๐ - สรปุ ๒๑ บทท่ี ๒ กำ� เนิดรัฐ (State Origin) ๒๓ - ทฤษฎกี �ำเนิดรัฐ ๒๓ - ทฤษฎีเทวสิทธ์ ิ ๒๔ - อาหารช้นั แรก ๒๗ - เพศหญิงเพศชาย ๒๘ - การสะสมอาหาร ๒๘ - อกศุ ลธรรมเกิดข้นึ กษตั ริย์เกดิ ขึ้น ๒๘ - เกิดพราหมณ์ แพศย์ ศูทร ๒๘ - สมณมณฑล ๒๙ - การไดร้ บั ผลกันเสมอ ๒๙ - สรุป ๓๓ บทท่ี ๓ รัฐ (State) ๓๕ - องค์ประกอบของรฐั ๓๖ - ลักษณะของรัฐ ๓๗ - จุดประสงค์ของรัฐ ๓๗ - หนา้ ที่ของรฐั ๓๘

- รัฐตามแนวพระพุทธศาสนา ๓๙ - องค์ประกอบของรัฐ ๓๙ - รัฐโลก ๔๑ - สรุป ๔๑ บทท่ี ๔ รปู แบบของรฐั (Forms of Government) ๔๓ - รูปแบบการปกครองแบบต่าง ๆ ในอดตี ๔๓ - รูปแบบการปกครองในปจั จบุ นั ๔๖ - รปู แบบการปกครองตามแนวพทุ ธ ๔๖ - รูปแบบการปกครองในสมัยพทุ ธกาล ๔๗ - รูปแบบการปกครองทีส่ อดคลอ้ งกบั หลักอธิปไตย ๔๗ - รปู แบบการปกครองในพระพุทธศาสนา ๔๘ - สรุป ๔๙ บทที่ ๕ ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวันตก ๕๑ - ความหมายของประชาธปิ ไตย ๕๑ - ความหมายของประชาธปิ ไตยทัศนะตา่ ง ๆ ๕๒ - หลักการประชาธิปไตย ๕๔ - หลักการสำ� คัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ๕๕ - อุดมการณป์ ระชาธิปไตย ๕๗ - ประชาธปิ ไตย ๒ รปู แบบ ๕๘ - ประชาธิปไตยตามแนวพทุ ธ ๕๙ - อ�ำนาจหน้าท่ีของภกิ ษสุ งฆแ์ ต่ละประเภท ๖๐ - กรณมี ตเิ สียงข้างมาก ๗๙ - สรปุ ๗๙ บทที่ ๖ การปกครองระบอบเผดจ็ การ ๘๑ - ความหมายของการปกครองระบอบเผดจ็ การ ๘๑ - ประเภทของเผด็จการ ๘๓ - หลกั การระบบการเมอื งการปกครองแบบเผดจ็ การ ๘๔ - วัฒนธรรมหรือแบบวถิ ีชีวติ ของบคุ คลในสังคมการเมืองแบบเผดจ็ การ ๘๕ - ความแตกตา่ งระหว่างเผดจ็ การอ�ำนาจนิยมและเผดจ็ การเบ็ดเสรจ็ นิยม ๘๖ - ระบอบเผดจ็ การกบั รูปแบบการปกครอง ๘๗ - พระพทุ ธศาสนากับการปกครองระบอบเผด็จการ ๘๙ - กำ� เนดิ การปกครองเผด็จการอ�ำนาจนิยมแบบราชาธิปไตย ๘๙

- รูปแบบการปกครองในสมยั พทุ ธกาล ๙๐ - พระพทุ ธคุณ ๙ ประการ ๙๓ - พระธรรมคณุ ๖ ประการ ๙๔ - พระสงั ฆคุณ ๙ ประการ ๙๔ - หลกั ปฏิบตั ขิ องกษัตริยห์ รือผู้ปกครองแบบราชาธิปไตย ๙๕ - หลักปฏบิ ัตขิ องกษัตรยิ ์หรอื ผปู้ กครองทป่ี รากฏในราโชวาทชาดก ๙๗ - หลกั ปฏิบตั ขิ องกษตั รยิ ห์ รอื ผปู้ กครองทปี่ รากฏในมหาสุทสั สนสูตร ๙๗ - หลกั ปฏบิ ัตขิ องกษัตริย์หรอื ผ้ปู กครองทป่ี รากฏในเตสกณุ ชาดก ๙๘ - หลกั ปฏบิ ัตขิ องกษัตริยห์ รือผปู้ กครองที่ปรากฏในมหาหังสชาดก ๑๐๐ - หลกั ปฏบิ ตั ขิ องกษัตรยิ ์หรอื ผปู้ กครองที่ปรากฏในกูฏทนั ตสตู ร ๑๐๒ - หลกั ปฏิบตั ขิ องกษตั ริย์หรอื ผปู้ กครองที่ปรากฏในวิธรู ชาดก ๑๐๓ - หลักปฏบิ ตั ขิ องกษตั ริย์หรอื ผ้ปู กครองทีป่ รากฏในจกั กวตั ติสูตร ๑๐๗ - หลักปฏบิ ัตขิ องกษตั รยิ ์หรอื ผปู้ กครองที่ปรากฏในธัมมกิ สตู ร ๑๐๘ - หลกั ปฏบิ ัติของกษตั รยิ ์หรอื ผปู้ กครองในรูปแบบการปกครองอภชิ นาธปิ ไตย ๑๐๙ หรือสามคั คีธรรม ๑๑๑ - สรปุ ๑๑๓ บทที่ ๗ ระบบสงั คมนยิ ม (Socialism) ๑๑๓ - ความหมายของระบบสงั คมนิยม ๑๑๕ - สงั คมนยิ ม ๓ แบบ ๑๒๐ - หลักการสงั คมนิยมแบบประชาธิปไตย ๑๒๓ - ระบบสังคมนยิ มกับพระพุทธศาสนา (Socialism and Buddhism) ๑๒๔ - นิสยั ๔ ๑๓๕ - กรรมวาจาสมมติ ๑๓๗ - สรุป ๑๓๙ บทท่ี ๘ สถาบนั ทางการเมอื ง (Political Institute) ๑๓๙ - สถาบันนติ บิ ญั ญตั ิ (Legislative Institutute) ๑๔๐ - ความหมายของรฐั สภา ๑๔๑ - สถาบันบรหิ าร (Executive Institute) ๑๔๒ - สถาบนั ตุลาการ (Judicial Institute) ๑๔๓ - สถาบนั การเมอื งตามแนวพทุ ธ ๑๔๔ - สถาบนั นติ ิบัญญตั ติ ามแนวพทุ ธ ๑๔๕ - พระพุทธเจ้าไมไ่ ด้ทรงบญั ญัตพิ ระวินัยไวล้ ่วงหน้า

- ปรารภเหตใุ ห้ทรงบัญญัติสิกขาบท ๑๔๗ - พระวินัย ๒ ประเภท ๑๔๙ - สาเหตหุ รอื อาการที่ภกิ ษสุ งฆ์ตอ้ งอาบตั ิ ๕ อยา่ ง ๑๕๑ - ขอ้ ยกเว้นไมต่ อ้ งอาบัติ ๑๕๒ - พุทธานญุ าตภตั ร ๑๕๗ - พุทธานญุ าตให้สมมติภัตตุเทสก ์ ๑๕๗ - วธิ สี มมต ิ ๑๕๘ - กรรมวาจาสมมต ิ ๑๕๘ - วิธแี จกภัตร ๑๕๘ - สมมตภิ กิ ษเุ ปน็ ผแู้ ตง่ ตั้งเสนาสนะเป็นตน้ ๑๕๘ - วิธีสมมต ิ ๑๕๙ - กรรมวาจาสมมต ิ ๑๕๙ - สมมตภิ กิ ษุเป็นผู้แจกของเลก็ น้อย ๑๕๙ - วิธีสมมติ ๑๕๙ - กรรมวาจาสมมต ิ ๑๖๐ - ของเลก็ นอ้ ยทค่ี วรแจก ๑๖๐ - พุทธานญุ าตให้สมมตภิ ิกษเุ ป็นผู้แจกผา้ เปน็ ต้น ๑๖๐ - วธิ สี มมติ ๑๖๑ - กรรมวาจาสมมติ ๑๖๑ - สถาบนั ตลุ าการตามแนวพุทธ ๑๖๑ - สรุป ๑๖๘ บทที่ ๙ หลักปฏิสมั พนั ธข์ องประชากรในรัฐแบบรอบทิศทางตามแนวพุทธ ๑๖๙ - ทศิ ๖ ๑๖๙ - มารดาบิดาเป็นพรหมองค์แรกของลกู ๑๗๖ - หนา้ ท่ีของบุตรทีม่ ตี อ่ มารดาบดิ า ๑๗๗ - ทิศเบอ้ื งขวา ครู อาจารย์ (ทักษิณทศิ ) ๑๘๕ - ทศิ เบอ้ื งหลังภรรยา (ปจั ฉมิ ทิศ) ๑๙๐ - ทศิ เบือ้ งซา้ ย มติ ร (อตุ ตรทิศ) ๑๙๙ - ทศิ เบอ้ื งต่�ำ (เหฏฐิมทศิ ) ๒๐๕ - ทศิ เบื้องบนสมณพราหมณ์ (อุปรมิ ทิศ) ๒๑๒ - สรปุ ๒๑๖ บรรณานุกรม ๒๑๗ ประวัตแิ ละผลงานของผเู้ ขียน ๒๒๐

บทที่ ๑ รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ (Political Science in Buddhist Approach) รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ เป็นการศึกษารัฐศาสตร์ท่ีมีปรากฏอยู่ในค�ำสอนของ พระพุทธศาสนา แต่โดยท่ีศาสนาพุทธเป็นศาสนา ไม่ใช่ศาสตร์แห่งการเมืองการปกครองโดยตรง จงึ ไมม่ ีหลักทฤษฎที างรัฐศาสตรโ์ ดยเฉพาะ แต่เป็นค�ำสอนท่ีเกี่ยวเนอ่ื งกับศลี ธรรมและจรยิ ธรรม ท่ที ัง้ ผู้ปกครองและผู้ใต้ปกครองจะต้องประพฤติเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการอยู่ร่วมกันท้ังในระดับ บุคคล กลุ่ม องค์กร สังคม ประเทศชาติ นานาชาติ และมนุษยชาติท้ังมวล การศึกษาวิชา รัฐศาสตร์ ตามแนวพุทธศาสตร์ จึงศึกษาโดยอาศัยแนวคิดตามรัฐศาสตร์แนวตะวันตกเป็นกรอบในการศึกษา หลักคำ� สอนที่มีปรากฏอย่ใู นพระพุทธศาสนา คอื พระไตรปิฎก ท่ีสอดคลอ้ งกับหลกั การทางรฐั ศาสตร์ ซง่ึ อาจจะสงเคราะหเ์ ทยี บเคยี งกนั ไดใ้ นบางประเดน็ หรอื อาจจะแตกตา่ งกนั บา้ งในรายละเอยี ดปลกี ยอ่ ย ความเปน็ มาและความหมายของรัฐศาสตรต์ ามแนวตะวนั ตก รัฐศาสตรเ์ ปน็ ศาสตรท์ ีเ่ ร่มิ ต้นในโลกตะวันตกในสมยั กรกี โบราณ ประมาณ ๓๐๐ – ๕๐๐ ปี หรอื ปลาย ศตวรรษท่ี ๕ ก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณ ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว ในระยะเร่ิมแรกเป็นเพียงแนวความ คิดเชิงรัฐศาสตร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง ท�ำให้เกิดความเป็นธรรม มีการด�ำรงชีวิตท่ีดี สามารถบรรลุประโยชน์สุขร่วมกันของมนุษย์ในสังคม โดยหาวิธีในการจัดสรรอ�ำนาจ และแบ่งปันผล ประโยชน์ที่ดีและเหมาะสมที่สุดแก่ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองในการบริหารและการจัดการสังคม การเมือง แนวความคิดเชงิ รฐั ศาสตรน์ ี้ ไดเ้ ร่ิมเป็นรูปแบบท่ีมีเนื้อหาสาระเชงิ วชิ าการทางการเมอื งอย่าง มีระบบในปลายศตวรรษที่ ๑๘ ต้นศตวรรษท่ี ๑๙ น้ีเอง เป็นผลมาจากอิทธิพลของการเขียนทาง ประวัติศาสตร์ และอิทธิพลจากแนวความคิดเชิงปรัชญา ซ่ึงเป็นรากฐานของวิชารัฐศาสตร์ในปัจจุบัน โดยมีวิวฒั นาการอยา่ งต่อเนือ่ งจนเปน็ ศาสตร์แขนงหนง่ึ ของวชิ าสงั คมศาสตร๑์ ๑ จรญู สภุ าพ, ศ., “หลกั รฐั ศาสตร”์ ฉบบั ปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหม่ ครงั้ ที่ ๒. (กรงุ เทพฯ, บรษิ ทั โรงพมิ พไ์ ทยวฒั นาพานชิ จำ� กดั : ๒๕๒๒) หน้า ๓ - ๔

10 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ความหมายของรัฐศาสตร์ รฐั ศาสตรต์ ามรปู ศพั ทใ์ นทางภาษาองั กฤษใชค้ ำ� วา่ Political Science มคี ำ� ทใ่ี ชเ้ ปน็ ไวพจนซ์ งึ่ กันและกัน และมีความหมายใกล้เคียงกันคือ Politics และ Government ซ่ึงแปลว่า “การเมือง” และ “การปกครอง” ศัพทท์ ั้ง ๓ มรี ากศพั ทแ์ ละที่มาแตกตา่ งกนั ดังน้ี จริ โชค (บรรพต) วรี ะสยั และคณะไดก้ ล่าวถึงรากศพั ท์เหล่านว้ี า่ ค�ำว่า “รัฐศาสตร์”๒ ท่ีใช้ในภาษาอังกฤษว่า Political Science มาจากภาษาเยอรมัน คือ สตาตสวิสเซนชาฟต์ (STAATSWISENCHAFT) แปลตามตัวอักษรว่า “ศาสตร์แห่งรัฐ” โดยค�ำว่า “STAAT” แปลวา่ “รฐั ” และ “SWISSENCHAFT” แปลว่า “วทิ ยาการ” ซ่งึ เพงิ่ มขี น้ึ ในศตวรรษที่ ๑๘ และ ๑๙ คือประมาณ ๒๐๐ ปที ผ่ี า่ นมา ค�ำว่า “POLITICS” ซึ่งแปลว่า “การเมือง” มาจากรากศพั ท์คือ “POLIS” ซง่ึ เป็นภาษากรีก แปลวา่ “นครรัฐ” เปน็ การรวมตัวทางการเมืองแบบหนง่ึ ซง่ึ ใหญ่กวา่ ระดับครอบครวั หรอื เผ่าพนั ธ์ ส่วนค�ำว่า “GOVERNMENT” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า “KYBERNATES” แปลว่า “ผู้ถือหางเสือเรือ” โดยการเปรียบการเมืองการปกครองหรือรัฐบาลเป็นเสมือนเรือหรือ “รัฐนาวา” (SHIP OF STATE) ส่วนความหมายของ “รฐั ศาสตร์” นั้นมีผู้ให้ความหมายไวม้ ากมาย เชน่ บรรพต วรี ะสยั และคณะ ได้ให้ความหมายไว้หลายนยั โดยให้ค�ำจ�ำกัดความดงั ตอ่ ไปนี้ การเมืองหรือรัฐศาสตร์ หมายถึงการด�ำรงชีวติ ท่ดี ขี องสงั คมหรอื ชมุ ชน โดยยกค�ำจำ� กัดความ ของอริสโตเตลิ ผู้เป็นบิดาแหง่ รฐั ศาสตร์วา่ “การเมอื งไดแ้ ก่ การพยายามทีจ่ ะให้ได้มาซ่ึงการดำ� รงชวี ิต ท่ีดี (Good Life) ของสังคมหรอื ชุมชน” การศึกษาเร่ืองการเมืองหรือรัฐศาสตร์ ได้แก่ “การเรียนรู้เก่ียวกับอิทธิพลและผู้มีอิทธิพล” รฐั ศาสตรศ์ กึ ษาพฤตกิ รรมของมนษุ ยใ์ นสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การปกครอง คอื ในเรอ่ื งการสถาปนารฐั และ การจัดตง้ั รฐั บาลขึ้นมา ๒ จิรโชค (บรรพต) วีระสัย, ดร., สุรพล ราชภัณฑารักษ์, ดร., และสุรพันธ์ ทับสุวรรณ, ผศ., “รัฐศาสตร์ท่ัวไป” (กรงุ เทพฯ : ส�ำนกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยรามคำ� แหง : ๒๕๓๘) หน้า ๔ – ๕

รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ 11 การเมืองศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์ในเรื่องการบังคับบัญชา และถูกบังคับบัญชา การควบคมุ และการถกู ควบคุม การเปน็ ผปู้ กครองและถกู ปกครอง การเมอื งหรอื รฐั ศาสตร์ ศกึ ษาเกยี่ วกบั ประเดน็ ทมี่ กี ารขดั แยง้ กนั เกย่ี วกบั ผลประโยชนข์ องคน หม่มู าก ทั้งในสว่ นที่เกย่ี วกับกระบวนการท่เี กิดขึ้น และการขจดั ขอ้ ขดั แยง้ ใหห้ มดไป ศาสตราจารย์โวลิน (S.S. Wolin, ๑๙๖๐: ๑๐ – ๑๑) ได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับการเมืองหรือ รฐั ศาสตร์ไวด้ ังนี้ การเมอื งเปน็ กจิ กรรมทม่ี จี ดุ สนใจอยทู่ ก่ี ารแสวงหาผลประโยชน์ ดว้ ยการแขง่ ขนั ในระดบั บคุ คล กลุ่มคนต่อกล่มุ คน และสังคมตอ่ สังคม การเมืองเป็นกิจกรรมซ่ึงเกิดข้ึนในสถานการณ์ท่ีมีการเปลี่ยนแปลง และเกิดขึ้นในสภาพท่ี คอ่ นขา้ งขาดแคลน การเมอื งเปน็ กจิ กรรมซง่ึ เกยี่ วกบั การแสวงหาผลประโยชน์ อนั มผี ลสะทอ้ นตอ่ คนหมมู่ ากตาม คำ� นยิ ามของศาสตราจารยโ์ วลนิ นี้ บรรพต วรี ะสยั และคณะเหน็ วา่ เปน็ คำ� จำ� กดั ความของการเมอื งหรอื รัฐศาสตร์ทน่ี ่าจะสมบรู ณ์ที่สดุ เพราะสามารถครอบคลุมได้ใน ๓ ระดับ ไดแ้ ก่ ๑. ระดับกลุ่ม ได้แก่ สมาคม หน่วยงาน สหพันธ์ สันนิบาต องคก์ าร ชมรม ชุมชน ฯลฯ ๒. ระดับชาติ เกยี่ วกับสงั คมท้ังสงั คม เชน่ ในเรือ่ งการเลือกตง้ั การแต่งตั้งรฐั มนตรี ๓. ระดับนานาชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมหน่ึงต่ออีกสังคมหน่ึง คือ ระดับ “การเมือง ระหว่างประเทศ” หรือการเมืองระดับโลก (World Politics) ได้แก่ การทูต การเจรจาสันติภาพ การมีองค์การระหว่างประเทศ การสงคราม ทินพันธุ์ นาคะตะ ได้สรุปความหมายของวิชารัฐศาสตร์หรือศาสตร์ทางการเมืองไว้ว่า เปน็ วชิ าทศ่ี กึ ษาเกยี่ วกบั สงิ่ ตา่ ง ๆ หลายอยา่ ง ซง่ึ ไดแ้ ก่ รฐั สถาบนั การปกครอง อำ� นาจ การตดั สนิ ตกลง ใจ หรือนโยบายสาธารณะ ระบบการเมือง และการจัดสรรส่งิ ท่มี คี ุณคา่ เพอ่ื สงั คม๓ ปรีชา หงษไ์ กรเลศิ ได้สรปุ ความหมายไว้วา่ การเมืองหมายถึงผลประโยชน์ (Interest) ท้ังน้ีก็เพราะอ�ำนาจ (Power) หรืออิทธิพล (Influence) ก็คือผลประโยชน์ของมนุษย์น่ันเองโดยธรรมชาติจึงเป็นสัตว์แห่งผลประโยชน์ (Animal ๓ ทินพันธุ์ นาคะตะ, ดร., “รัฐศาสตร์ ทฤษฎีแนวคิด ปัญหาส�ำคัญและแนวทางการศึกษาวิเคราะห์ทางการเมือง” (กรุงเทพฯ : จัดพมิ พโ์ ดยสมาคมรฐั ประศาสนศาสตร์ นิดา, ครั้งที่ ๔ : ๒๕๔๑) หน้า ๑๒ – ๑๓

12 รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ of Interest) และผลประโยชน์ย่อมครอบคลุมไปถึงผลประโยชน์ทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกจิ และสังคมกต็ าม การเมอื งกค็ อื อ�ำนาจ อิทธิพล และผลประโยชน์ คำ� จ�ำกัดความท่ีวา่ “รฐั ศาสตรค์ อื การศกึ ษา ว่าด้วยการเมอื ง” (Political Science is the Science of Politics) จงึ เทา่ กับเปน็ การศึกษาวา่ ด้วย อ�ำนาจ อิทธิพล และผลประโยชน์ ด้วยนั่นเอง โดยที่การเมืองเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของมนุษย์ (Human Nature) ผลประโยชน์อันย่ิงใหญ่ของมนุษยชาติก็คือการรวมตัวกันเป็นรัฐ (State) รัฐจึง ประกอบดว้ ยกล่มุ ของมนุษย์ (A Group of Human Beings) หรอื ประชากร (Population) อาณาเขต ทก่ี ำ� หนดไวแ้ นน่ อน (A Fixed Territory) รฐั บาล (Government) และอำ� นาจอธปิ ไตย (Sovereignty) ด้วยเหตุน้ี รัฐศาสตรจ์ ึงอาจหมายถงึ “ศาสตร์แหง่ รัฐ” (Science of States) และ “ศาสตร์ แห่งรฐั บาลหรอื การปกครอง” (Science of Government) อกี ด้วย เพราะทง้ั “รฐั ” และ “รฐั บาล” ลว้ นเปน็ ผลประโยชนข์ องมนุษยท์ ่ีมารวมกันเป็นรฐั นัน่ เอง๔ สุขุม นวลสกลุ และคณะ ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ คำ� วา่ “การเมอื ง” (Politics) และการปกครอง (Government) นน้ั มคี วามหมายทางรฐั ศาสตร์ แตกตา่ งกนั การเมืองหมายถึงเรื่องเกย่ี วกับการแข่งขันเพื่อหรือการแสวงหาอ�ำนาจซ่งึ ส่งผลกระทบต่อ สังคมทั้งสังคมหรือส่วนใหญ่ของสังคม ส่วนการปกครองมีความหมายเกี่ยวกับบริหารวางระเบียบกฎ เกณฑ์ส�ำหรับสังคมเพ่ือให้สังคมมีความสงบสุข อย่างไรก็ตาม การเมืองและการปกครองก็มีความ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เพราะการปกครองหรือการบริหารวางระเบียบกฎเกณฑ์เพื่อให้เกิดการบ�ำบัด ทกุ ขบ์ ำ� รงุ สขุ นนั้ จำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั อำ� นาจคอื การเมอื งจงึ จะดำ� เนนิ การไดส้ ำ� เรจ็ เพราะฉะนน้ั การศกึ ษา เร่ืองการเมืองการปกครองจึงหมายถึงการศึกษาเก่ียวกับองค์กรท่ีใช้อ�ำนาจและระเบียบกฎเกณฑ์การ บรหิ าร๕ จากค�ำจ�ำกัดความดังกล่าวข้างต้น พอสรุปได้ว่า การเมืองหรือรัฐศาสตร์นั้น หมายถึง การแสวงหาอ�ำนาจและการได้มาซึ่งอ�ำนาจ เพ่ือจัดการผลประโยชน์ของคนหมู่มากให้บรรลุเป้า หมายแหง่ การอยรู่ ว่ มกนั ของคนในสงั คมทกุ ระดบั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลดมี ากทส่ี ดุ และเกดิ ผลเสยี หายนอ้ ย ทส่ี ดุ โดยใชอ้ ำ� นาจนน้ั ในรปู แบบของการปกครอง การบรหิ าร การจดั การ ทง้ั ในระดบั กลมุ่ ระดบั ชาติ และระดบั นานาชาติ ๔ ปรีชา หงส์ไกลเลศิ , รศ., ดร., “รฐั ศาสตร์ ๕๐ ป”ี (กรุงเทพฯ จัดพิมพโ์ ดยคณะรฐั ศาสตร์ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย : ๒๕๔๑) หน้า ๖๑๐ ๕ สขุ มุ นวลสกลุ , รศ., ดร., วทิ ยา นภาศริ กิ ลุ กจิ , รศ., ดร., และวศิ ษิ ฐ์ ทวเี ศรษฐ,์ รศ., “การเมอื งและการปกครองไทย” (กรงุ เทพฯ, หจก. แสงจันทรก์ ารพมิ พ์ : ๒๕๓๑) หน้า ๑๑๐

รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ 13 ความหมายของค�ำวา่ “รฐั ศาสตร”์ “การเมอื ง” และ “การปกครอง” ในพระพทุ ธศาสนา รฐั ศาสตร์ (Political Science) ตามรปู ศัพท์เป็นภาษาสันสกฤต ภาษาบาลี ใชค้ �ำวา่ “รัฐปสาสนะ” คำ� ว่า “รฐั ” ในภาษาบาลหี มายถงึ “ราชธานี” หรือ “พระนคร” ท้งั นีร้ วมถงึ ทั้งดา้ นภูมิศาสตรแ์ ละด้านประชากรที่อย่รู วมกันภายในรฐั ดว้ ย ค�ำว่า “ศาสตร์” หรือ “สาสนะ” หมายถึง ค�ำสอน หรือวิทยาการความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง เมอ่ื รวมสองศพั ทเ์ ขา้ ดว้ ยกนั จงึ เปน็ “รฐั ศาสตร”์ หมายถงึ ศาสตรห์ รอื คำ� สอนเกยี่ วกบั แควน้ ประเทศ เมอื ง หรือนคร ซ่ึงรวมถงึ องค์ประกอบของรัฐ ได้แก่ พลเมอื ง ผูป้ กครอง อาณาเขต และอ�ำนาจอธปิ ไตยดว้ ย การเมือง (Politics) ในภาษาบาลี คือ “รัฐกิจ” หมายถึงการจัดกิจการบ้านเมือง โดยอาศัย อ�ำนาจหน้าที่อย่างใดอยา่ งหน่ึงทีม่ ีอยดู่ ำ� เนนิ การให้บรรลเุ ป้าหมาย คือ ผลประโยชน์ของประชาชน การปกครอง (Government) ตรงกับค�ำว่า “ปริหาระ” หรือ “บริหาร” หรือจะใช้ค�ำว่า “ปสาสะ” หรือ “อภิปาละ” หมายถึงการปกครอง การคุ้มครอง ควบคุมดูแล โดยการใช้กฎระเบียบ ควบคุม ซ่ึงทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า พระธรรมวินัย เป็นเครื่องมือในการปกครอง ให้คนเป็นคนดี ถึงพร้อมด้วยความรู้ ความประพฤติ คือ พรอ้ มท้ังวิชชาและจรณะ อกี อยา่ งหนง่ึ คำ� วา่ “การเมอื ง” ซง่ึ หมายถงึ การแสวงหาอำ� นาจ การไดม้ าซง่ึ อำ� นาจ ในกรอบ แนวคิดทางตะวันตกน้ัน การเมือง ก็คือ “อ�ำนาจ” นั่นเอง โดยค�ำนี้ในทางพระพุทธศาสนามีศัพท์ เกีย่ วขอ้ งกบั อำ� นาจหลายคำ� เชน่ วสะ อิทธิ สักกะ อานุภาวะ อินทรยิ ะ พละ ใชใ้ นความหมายท้งั ในรปู แบบแสดงถงึ ตัวอ�ำนาจ อานุภาพของอำ� นาจ คณุ ธรรมท่ที ำ� ใหเ้ กดิ อ�ำนาจในลกั ษณะต่างๆ กัน เช่น ๑. วสะ อำ� นาจที่มีความยิง่ ใหญ่ เชน่ “วโส อิสสริยงั โลเก” อำ� นาจเปน็ ใหญ่ในโลก๖ ๒. อิทธิ อ�ำนาจที่สามารถท�ำให้เกิดผลส�ำเร็จ เช่น อิทธิบาท ๔ ประการ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมงั สา๗ - ฉันทะ ความพอใจท�ำ เป็นไปในกุศลทป่ี ระกอบด้วยปญั ญา - วริ ยิ ะ พากเพยี รพยายามท�ำ เป็นไปในกศุ ลทปี่ ระกอบดว้ ยปญั ญา - จติ ตะ จิตที่มกี ำ� ลงั ซง่ึ เป็นจิตท่ปี ระกอบด้วยปญั ญา - วิมงั สา ปญั ญาทีร่ ู้ธรรมะตามความเป็นจรงิ ๖ พระสุตตนั ตปฎิ ก สังยตุ ตนิกาย สคาถวรรค เลม่ ท่ี ๑๕ หน้าท่ี ๖๐ ๗ พระอภิธรรมปฎิ ก วิภังค์ เลม่ ที่ ๓๕ หน้า ๒๙๒

14 รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ๓. อานภุ าวะ อำ� นาจ คอื ความยง่ิ ใหญ่ เชน่ พทุ ธานภุ าเวนะ ธมั มานภุ าเวนะ สงั ฆานภุ าเวนะ๘ ๔. อินทรยิ ะ ความเป็นใหญ่ ทเ่ี รยี กว่า อนิ ทริยะ ๕ ไดแ้ ก่ ตา หู จมกู ล้นิ กาย ใจ ทีเ่ ปน็ ใหญ่ ในหนา้ ท่ีเฉพาะของตน๙ ๕. พละ ก�ำลงั หรอื อำ� นาจ ท่เี ปน็ คณุ ธรรม เชน่ พละ ๔ คอื คณุ ธรรมทที่ �ำใหเ้ กิดอำ� นาจ ๔ ประการ๑๐ ไดแ้ ก่ - ปัญญาพละ กำ� ลังของความรูท้ ่ัว - วิริยพละ ก�ำลังของความเพียร - อนวัชชพละ กำ� ลงั ของความสุจรติ - สังคหพละ กำ� ลงั ของการสงเคราะห์ (ทาน ปิยะวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา) พละ ๕ ได้แก๑่ ๑ - สัทธาพละ กำ� ลงั คือ ศรัทธา - วิริยพละ กำ� ลงั คือ ความเพยี ร - สติพละ ก�ำลัง คือ สติ - สมาธิพละ กำ� ลัง คือ สมาธิ - ปัญญาพละ ก�ำลัง คอื ปัญญา พละท่เี ป็นกำ� ลงั หรอื อ�ำนาจของบคุ คล เชน่ กษัตรยิ ๑์ ๒ คือ ๑. พาหาพลัง หรอื กายพลงั อ�ำนาจ หรอื กำ� ลังกาย ๒. โภคพลงั อ�ำนาจหรือกำ� ลงั ของ (สมบัต)ิ ราชสมบัติ ๓. อมัจจาพลงั อำ� นาจหรือกำ� ลงั ของขา้ ราชบรพิ าร ๔. อภสิ ัจจพลัง อำ� นาจหรอื ก�ำลังของชาตติ ระกูล ๕. ปัญญาพลงั อำ� นาจหรือกำ� ลังของสตปิ ัญญา ๘ พระสตุ ตันตปิฎก ขุททกนกิ าย ขุททกปาฐะ เลม่ ที่ ๑๗ หน้าที่ ๔ - ๗ ๙ พระสตุ ตนั ตปิฎก อังคุตตรนกิ าย ปัญจกนบิ าต เลม่ ที่ ๒๒ หน้าที่ ๑๑ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก องั คตุ ตรนกิ าย นวกนบิ าต เลม่ ที่ ๒๓ หน้าที่ ๒๐๙ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เล่มท่ี ๑๑ หน้าที่ ๓๐๐ ๑๒ พระสุตตนั ตปิฎก ขุททกนกิ าย ชาดก เล่มที่ ๒๗ หนา้ ท่ี ๒๔๔

รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ 15 ส่วนพระพุทธด�ำรัสที่แสดงถึงอ�ำนาจการปกครอง คือ “อหัง ภิกขุสังฆัง ปริหริสสามิ”๑๓ เราจะปกครองสงฆ์ (หมู่คณะหรือสังคมภิกษุทั้งหมด) และ “ภิกษุท้ังหลาย ในกาลล่วงไปแห่งเรา (พระพุทธเจ้า) พระธรรมวินัยจักเป็นศาสดาของเธอ”๑๔ แสดงถึงกฎระเบียบและหลักการในการ ปกครองสงฆ์ของพระองค์ การปกครองในทางพระพทุ ธศาสนาจะมุง่ ในการปกครอง ๓ ระดับ คอื ๑. ระดับตน้ หมายถงึ ระดับตนเอง คอื ควบคุมรกั ษาตนเอง ๒. ระดบั กลาง หมายถงึ ระดับคนอื่น คอื สมาคม องค์กร ในการปฏสิ ัมพันธ์ ๓. ระดับสูง หมายถึงระดับสังคม ประเทศชาติ นานาชาติ และระดับโลก คือ มนุษยชาติ ทง้ั มวล ให้ได้รบั ประโยชนแ์ ละความสงบสขุ ในการอยู่รว่ มกนั ๑. ระดับตนเอง คือระดับเบ้ืองต้น ในการรักษาควบคุมพฤติกรรมท้ังทางกาย วาจา และใจ ของตนเองให้เป็นคนดี มีคุณธรรม สะอาดบริสุทธ์ิจากความไม่ดีทั้งหลาย โดยการประพฤติ ภายใต้ ระเบียบข้อบังคับท่ีจะต้องละเว้น ไม่ล่วงละเมิด และฝึกหัดขัดเกลาปฏิบัติตามหลักการเพื่อบรรลุ เปา้ หมาย คือ ประโยชนส์ ุขส่วนตนตามลำ� ดบั ตามพระพุทธพจนท์ ่ีว่า “บุคคลพงึ ยงั ตนให้มีคณุ ความ ดกี อ่ น จงึ ควรสอนผอู้ น่ื ภายหลงั ” ยงิ่ ปกครองควบคมุ ตนเองใหเ้ ปน็ คนดมี ากเทา่ ไร กย็ ง่ิ จะทำ� ใหต้ นเอง มีความสุขมากยิ่งขน้ึ ตามล�ำดบั ขนั้ ของความดีเทา่ น้นั ทางพระพทุ ธศาสนาถอื ว่าท�ำใหต้ นเองเกดิ บารมี เปน็ ผู้มบี ุญ คอื ผมู้ คี วามดใี นตวั เอง สะอาดท้งั ทางกาย วาจา ใจ ผ่องใสจากความเศรา้ หมอง คือ ความ ชวั่ ผลทไี่ ดร้ บั คอื ความสขุ ทงั้ กายและใจ บารมแี ละบญุ กอ่ ใหเ้ กดิ อำ� นาจ ทเ่ี รยี กวา่ “อทิ ธ”ิ เมอ่ื มอี ำ� นาจ แห่งความดี คือ หิริและโอตตัปปะแล้ว ก็สามารถปกครองควบคุมรักษาตนเองและคุณอ่ืนได้ท้ังโลก ตามพุทธภาษิตที่ว่า “วโส อสริยัง โลเก” มีอ�ำนาจ (พลังแห่งคุณธรรม) ก็เป็นใหญ่ในโลกได้ โดยมี พระวินัยหรือศีล เป็นเคร่ืองป้องกันคุ้มครองกาย วาจา มีพระธรรมเป็นเคร่ืองคุ้มครองรักษาใจ โดยฝากกาย วาจาไว้ท่ีพระวนิ ัย ฝากใจไว้ทพี่ ระธรรม ระเบียบและวธิ ปี ฏิบัติในการปกครองตนเอง ๓ วธิ ี๑๕ คือ ๑. ศีล ควบคมุ กายวาจาให้เปน็ ปกติ ไมท่ �ำให้ตนเองและผอู้ น่ื เดอื ดรอ้ น ๒. สมาธิ รักษาคุ้มครองจิตให้ต้งั มน่ั ในความดงี าม ๓. ปัญญา ขัดเกลาจติ ใจใหเ้ ขา้ ถึงความดีในขัน้ ท่ีละเอยี ด เพือ่ สรา้ งพลงั ความคิด ฉลาด รอบรู้ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เล่มที่ ๑๐ หน้าท่ี ๙๓ ๑๔ พระสุตตนั ตปิฎก ทฆี นิกาย มหาวรรค เลม่ ที่ ๑๐ หนา้ ๓๒๐ ๑๕ พระสตุ ตันตปิฎก อังคตุ ตรนิกาย ติกนิบาต เล่มที่ ๒๐ หน้าท่ี ๒๙๔

16 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ศีล เป็นกฎระเบียบที่ควบคุมปกครองรักษาพฤติกรรมทางกายและวาจาท่ีจะแสดงออกให้ เป็นการกระท�ำและค�ำพูดในส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ถูกต้อง ดีงาม ควบคุมตนเองให้มีบุคลิกภาพหรือภาพ ลักษณ์ท่ีดีงาม น่าเคารพนับถือ ทั้งแก่ตัวเองและคนอื่น ไม่ท�ำลายตัวเองโดยกิริยาวาจาท่ีไม่เหมาะสม ไมท่ �ำร้ายหรือเบยี ดเบยี นคนอนื่ ดว้ ยคำ� พดู หรอื การกระทำ� กกั ขฬะหยาบคาย ซง่ึ จะกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ สขุ ในการอยูร่ ่วมกันได้เป็นอย่างดใี นสังคม สมาธิ เป็นการปกครอง ควบคมุ รกั ษาจติ ใจของตนเอง ใหป้ ราศจากความชว่ั เป็นจติ ทีด่ ีงาม มีคุณธรรม สะอาด ผ่องใสจากสิ่งท่ีไม่ดี ที่เรียกว่า “กิเลส” คือ ความเศร้าหมองท่ีมีอยู่ภายในอันเป็น เหตุให้แสดงพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาไม่ถูกต้องดีงาม การปกครอง ควบคุม รักษาตัวเองด้วยศีล ตามทก่ี ลา่ วขา้ งตน้ กเ็ ปน็ วธิ กี ารควบคมุ ทด่ี ี แตจ่ ะดไี มต่ ลอดได้ หากจติ ใจยงั ไมด่ ี ยงั ไมม่ กี ารรกั ษาควบคมุ ให้มคี วามดมี าก ความช่วั นอ้ ย ฉะนนั้ เม่อื รกั ษากายวาจาแล้ว จึงตอ้ งรักษาจติ ดว้ ย ปญั ญา ความรรู้ อบถึงสิง่ ทมี่ ีอิทธิพลอนั เป็นต้นตอทีท่ �ำให้แสดงพฤตกิ รรมทางกาย วาจา และ ใจในทางท่ไี ม่พงึ ประสงค์ คือ กิเลส หรืออกุศลมูล ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ แลว้ พยายามขจดั ขัดเกลา จิตใจทีละนอ้ ย ๆ จนหมดไปในท่ีสุด แต่ละขณะจิตเกดิ ปญั ญารเู้ ทา่ ทันกเิ ลส สามารถลดละไดท้ ลี ะน้อย ๆ นน้ั เปน็ การปกปอ้ ง คมุ้ ครอง รกั ษาตวั เราเองใหเ้ ขา้ ถงึ ความดที สี่ งู ขน้ึ ตามลำ� ดบั จนถงึ ขนั้ เปน็ บคุ คลชน้ั สูงสุด วิเศษสุดในความเป็นมนุษย์ คือ พระอริยบุคคล เป็นคนที่เป็นยอดมนุษย์ มีแต่ส่ิงที่ดีงามท้ัง ทางกาย วาจา ใจ ไม่มีพฤติกรรมใดที่จะเป็นสิ่งชั่วร้าย แม้แต่จะคิด ซ่ึงในพระพุทธศาสนา ได้จัด พระอริยบคุ คลไวเ้ ปน็ ๔ ระดับ๑๖ คอื ๑. พระโสดาบนั บุคคล ๒. พระสกทาคามบี ุคคล ๓. พระอนาคามีบุคคล ๔. พระอรหนั ต์ ๒. ระดบั คนอน่ื คอื ระดบั ปฏสิ มั พนั ธใ์ นการคบหาสมาคมซง่ึ กนั และกนั ในระดบั องคก์ าร หนว่ ย งาน และสถาบันทางสังคม เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันการปกครอง การศึกษา ศาสนา และ สันทนาการ เป็นตน้ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนกิ าย สลี ขันธวรรค เล่มที่ ๙ หน้าท่ี ๑๙๙

รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ 17 การปฏิสมั พันธ์กับคนอ่ืน จะกอ่ ใหเ้ กิดอ�ำนาจการต่อรองในผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนงึ่ ให้ เกดิ ข้นึ เสมอ ฝ่ายท่มี ีพลงั หรืออำ� นาจเหนอื กวา่ กจ็ ะควบคมุ หรอื บงั คับครอบง�ำให้คนอืน่ ยอมตาม และ ไดร้ บั ประโยชนม์ ากกวา่ ในกรณเี ชน่ นี้ ฝา่ ยทเี่ สยี เปรยี บจะไดร้ บั ความทกุ ข์ ความเดอื ดรอ้ น อนั เกดิ จาก การถกู ปกครองโดยไมเ่ ปน็ ธรรม ฝา่ ยทไี่ ดเ้ ปรยี บกจ็ ะดใี จ เหลงิ ในอำ� นาจ และจะหาทางเอาเปรยี บบคุ คล อืน่ ท่อี ยใู่ ตอ้ �ำนาจมากข้ึน จนกลายเปน็ ความเคยชนิ ในการใชอ้ �ำนาจในทางที่ผดิ ได้ แต่ถ้าหากบุคคลน้ันได้รับการฝึกหัดขัดเกลาตามหลักการปกครอง ควบคุม รักษาตนเองตาม แนวทางพระพุทธศาสนา ผลของการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นนั้นจะก่อให้เกิดความพอใจทั้ง ๒ ฝ่าย ผู้ท่ียอมให้ก็ย่อมด้วยความพอใจ ผู้ท่ีได้รับประโยชน์ก็พอใจ คือ ประสานประโยชน์กันทั้ง ๒ ฝ่าย ผลประโยชน์ลงตัว เป็นทีย่ อมรับได้ ถือวา่ ถกู ต้องชอบธรรม บรรลุเป้าหมาย คือ ประโยชน์สขุ ร่วมกนั ๓.ระดบั สงั คม ซง่ึ เปน็ ระดบั สูง ไดแ้ ก่ระดบั สงั คมโดยกวา้ ง เชน่ ระดบั ประเทศชาติ นานาชาติ ระดับโลก หรือมนุษยชาติทง้ั มวล ให้ได้รบั ประโยชน์และความสงบสุขในการอย่รู ว่ มกนั จะเห็นได้จาก การท่พี ระพทุ ธองคเ์ มื่อทรงบ�ำเพ็ญพระบารมใี นส่วนของพระองค์เต็มเป่ียมแลว้ ทรงตรัสรอู้ นุตรสัมมา สมั โพธญิ าณ อนั ไดช้ อ่ื วา่ พระองคป์ กปอ้ งคมุ้ ครองพระองคเ์ อง ทรงหลดุ พน้ จากความไมด่ งี ามทง้ั หลาย คอื อาสวะกเิ ลสทง้ั ปวง เขา้ ถงึ ความดอี นั สงู สดุ สว่ นพระองคเ์ องแลว้ กท็ รงเสดจ็ ไปบำ� เพญ็ ประโยชนส์ ขุ แก่บุคคลอ่ืน ให้บุคคลเหล่านั้นหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งมวล เข้าถึงบรมสุขอัน สมบูรณ์ คือ บรรลุถึงความเป็นพระอริยบุคคล เป็นยอดของมนุษย์ โดยเร่ิมแรกได้ทรงแสดงธรรมให้ บุคคล ๖๐ ท่านบรรลเุ ปน็ พระอรหนั ตแ์ ละทรงให้อุปสมบทเป็นภิกษุ คอื พระปัญจวัคคยี ์ ๕ รูป พระยสะ และสหาย ๕๕ รูป รวมเป็นพระอรหนั ต์ ๖๐ รปู พระองคท์ รงสง่ ทา่ นเหลา่ นนั้ ไปเผยแพรค่ วามดี คอื ทำ� ประโยชนใ์ หม้ วลมนษุ ยชาติ ใหส้ ามารถ คมุ้ ครองรกั ษาตนเองใหไ้ ดร้ บั ประโยชนแ์ ละความสขุ โดยทรงประทานหลกั การและอดุ มการณ์ ซงึ่ ถอื วา่ เป็นนโยบายหลักของพระพุทธศาสนาว่า “จรถ ภิกขเว จาริกัง จรมานา พหุชนหิตาย พหุชน สขุ าย โลกาอนุกัมปาย” ซงึ่ แปลว่า “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย พวกเธอจงจาริกไปเพอ่ื ประโยชน์ เพ่อื ความสุข แกม่ หาชน เพอื่ อนเุ คราะหแ์ กม่ วลมนษุ ยชาต”ิ อนั นถี้ อื วา่ เปน็ หลกั การสำ� คญั ยงิ่ ของพระพทุ ธศาสนา และตรสั วา่ “แมเ้ ราตถาคตเองกจ็ ะเสดจ็ ไปอรุ เุ วลาเสนานคิ ม เพอ่ื โปรดชฎลิ ๓ พนี่ อ้ ง พรอ้ มบรวิ าร ๑,๐๐๐ คนเหมือนกนั ”๑๗ จะเหน็ ไดว้ ่า พระองค์และพระสาวกผ้เู ขา้ ถึงความดอี ันสูงสดุ แลว้ คุ้มครอง ๑๗ พระวินัยปฎิ ก มหาวรรค มหาขันธกะ เล่มท่ี ๔ หนา้ ที่ ๒๔ - ๓๒

18 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ รักษาตนเองในเบ้ืองต้น ในส่วนของพระองค์ได้แล้ว ก็บ�ำเพ็ญประโยชน์แก่สัตว์โลกโดยไม่หวังผล ประโยชน์ หรือความสขุ ส่วนตัวตอบแทนเลย จะเหน็ ไดจ้ ากพระดำ� รัสวา่ “ตถาคตเกดิ ขน้ึ ในโลก เพือ่ ประโยชน์ เพ่ือความสุขของมหาชน ของสัตว์ทั้งหลาย ทั้งเทวดาและมนุษย์” และ “เม่ือเห็น ประโยชน์ตนก็ท�ำประโยชน์ตนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท เม่ือเห็นประโยชน์ผู้อื่น ก็ท�ำ ประโยชนข์ องผอู้ น่ื ใหถ้ งึ พรอ้ มดว้ ยความไมป่ ระมาท เมอื่ เหน็ ประโยชนท์ งั้ สองฝา่ ย คอื ทง้ั ประโยชน์ ตนและผอู้ ื่น ก็พึงทำ� ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝา่ ย ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถดิ ” จะเหน็ ได้วา่ การแสวงหาอ�ำนาจ การมีและการไดม้ าซง่ึ อ�ำนาจ หรือบญุ บารมนี น้ั เกิดขึ้นจาก การปกครอง ควบคมุ ดูแล รักษาตนเองเปน็ เบอ้ื งต้นกอ่ น จากนน้ั กใ็ ช้อ�ำนาจบุญบารมที ่มี ีอยู่ในตนน้ัน ปกปอ้ งคมุ้ ครองใหบ้ คุ คลอนื่ ในสงั คมไดป้ ฏบิ ตั ติ าม **ควบคมุ ปกครองรกั ษาความสขุ ใหอ้ ยกู่ บั ตวั เองได้ นานเทา่ นนั้ และช่วยเหลือบคุ คลอืน่ ๆ ใหไ้ ด้รับประโยชนส์ ขุ เป็นเครอื ข่ายแพร่วงกว้างออกไปจากตน สู่คนอื่น จากบุคคลอื่นสู่สังคม จากสังคมสู่ประเทศ สู่นานาชาติ สู่มวลมนุษยชาติ เป็นล�ำดับต่อเนื่อง ตลอดไป ส่วนหลักการของรัฐศาสตร์ตะวันตกถือว่า “อ�ำนาจเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลใน สงั คม มีการกระท�ำทางสงั คม อ�ำนาจเกิดข้ึน อำ� นาจมีการเคลื่อนท่ตี ลอดเวลาทุกขณะ” อำ� นาจตามท่ี วา่ นี้ เกดิ จากภายนอก ไดม้ าจากการติดตอ่ กับบุคคลอื่น ย่ิงตดิ ต่อมาก กย็ ง่ิ เกิดพลวตั รแหง่ อำ� นาจมาก ขนึ้ และซบั ซอ้ นมากยงิ่ ขน้ึ อำ� นาจมาจากคนอนื่ ใหค้ นอนื่ ยอมรบั ถา้ คนอน่ื ไมใ่ หห้ รอื ไมย่ อมรบั อำ� นาจ กไ็ มเ่ กดิ หรอื เกดิ ขน้ึ กไ็ มถ่ าวร เพราะมกี ารเปลยี่ นแปลงเคลอ่ื นยา้ ยไดท้ กุ ขณะ ตลอดเวลา เปน็ ลกั ษณะ ของอ�ำนาจชั่วครั้งชั่วคราว มีการเปลี่ยนจากบุคคลหน่ึงสู่บุคคลอ่ืน และอ่ืนๆตลอดไป ซึ่งต่างจาก รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ท่ีถือว่า การมีอ�ำนาจ การได้มาซึ่งอ�ำนาจ เกิดจากการแสวงหาอ�ำนาจ ภายในตัวเอง หรือปกครองรักษาคุ้มครอง ควบคุมความดีให้เกิดข้ึนในตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมาก ไดก้ ่อน จากนนั้ กใ็ ช้อ�ำนาจความดนี ัน้ ท�ำประโยชนใ์ ห้แกบ่ ุคคล สังคม ประเทศชาติ ตลอดจนมนษุ ยท์ ั้ง มวล เป็นอ�ำนาจทค่ี งท่ี แน่นอน ถาวรตลอดไป จากคำ� จ�ำกัดความข้างต้น รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธ หมายถงึ “ค�ำสั่งสอนของพระพทุ ธเจ้าที่ เก่ียวข้องกับการปกครอง การคุ้มครอง ควบคุม ดูแลตนเองและบุคคลอื่น ทั้งผู้ปกครองและ ผถู้ ูกปกครอง ท�ำใหไ้ ด้นกั ปกครองทีด่ ี (Good government) และประชากรทดี่ ี (Good citizen) โดยอาศยั อำ� นาจความดที เี่ กดิ จากการประพฤตติ นใหม้ คี ณุ ธรรม ใชอ้ ำ� นาจนน้ั ในการปฏสิ มั พนั ธก์ บั คนอ่นื ในรปู แบบของการบริหารจดั การบ้านเมอื ง ให้เกิดประโยชนส์ ขุ แก่คนหมู่มาก โดยปราศจาก ผลรา้ ยใดๆ เปน็ ทยี่ อมรบั และพอใจของทกุ ฝา่ ยในสงั คม ซงึ่ จะอำ� นวยประโยชนส์ ขุ ใหท้ งั้ ตนเองและ บคุ คลอ่นื ในการอยรู่ ่วมกนั ในสังคมและแหง่ มวลมนุษยชาติ”

รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ 19 ความแตกตา่ งระหว่างรฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตรก์ ับรัฐศาสตรต์ ามแนวคดิ ตะวนั ตก หลักการทางรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์และรัฐศาสตร์ตามแนวคิดตะวันตก ตามความ หมายดงั กลา่ วขา้ งตน้ นน้ั จดุ มงุ่ หมายสงู สดุ คอื การทำ� ใหป้ ระชาชนทอี่ ยรู่ ว่ มกนั ภายในรฐั ไดร้ บั ประโยชน์ มากท่สี ดุ โดยการใช้อ�ำนาจในการบรหิ ารจดั การผลประโยชน์ของสมาชกิ ทอ่ี ยรู่ ่วมกนั ในสงั คมให้ลงตวั สมประโยชน์ เปน็ ทพี่ อใจของทกุ ฝา่ ย โดยการจดั สรรผลประโยชนอ์ ยา่ งเปน็ ธรรม กอ่ ใหเ้ กดิ ผลเสยี นอ้ ย ท่ีสุด หรือไม่ให้เกิดผลเสียเลย อย่างไรก็ตาม ย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมากในการแสวงหาอ�ำนาจ การไดม้ าซง่ึ อำ� นาจ การใชอ้ ำ� นาจ และผลของการใชอ้ ำ� นาจในการปกครอง บรหิ ารจดั การผลประโยชน์ ทางสังคมระหว่างรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตรแ์ ละรัฐศาสตร์ตามแนวคดิ ตะวันตก รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ๑. การแสวงหาอ�ำนาจ การได้มาซ่ึงอ�ำนาจ แสวงหาจากตัวเอง ได้มาเพราะพฤติกรรมที่ ตัวเองกระท�ำ เกิดขึ้นจากการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ อ�ำนาจเกิดจากการท่ีตัวเองประพฤติ คณุ ธรรม ตง้ั อยใู่ นคณุ ธรรม ไดแ้ ก่ การปกครองหรอื ฝกึ ฝนตนเองตามหลกั พระพทุ ธศาสนาทว่ี า่ “บคุ คล พงึ ยงั ตนใหต้ งั้ มน่ั อยใู่ นคณุ ธรรมอนั สมควรเสยี กอ่ น แลว้ พรำ่� สอนบคุ คลอน่ื ในภายหลงั บณั ฑติ ประพฤติ ตนอยา่ งนี้ จึงไม่เศรา้ หมอง” และ “ถา้ สอนผู้อ่ืน ฉนั ใด พึงทำ� ตน ฉนั น้นั ผู้ฝกึ ตนดแี ลว้ จงึ ควรฝกึ ผู้อืน่ ฝึกตนไดย้ ากกวา่ ฝึกผู้อื่น” และ “บัณฑติ พงึ ตงั้ ตนไวใ้ นคุณอนั สมควรกอ่ น สอนผอู้ ่ืนภายหลัง จงึ ไมม่ ัว หมอง” การแสวงหาอ�ำนาจ (ความดี) และการได้มาซึ่งอ�ำนาจ (ความดี) จึงเกิดประโยชน์สุขให้แก่ตัว เองเป็นเบ้อื งตน้ มคี วามสขุ ไมเ่ ดือดรอ้ นท้ังแกต่ นเองและสงั คม ๒. การใช้อ�ำนาจ ตามแนวพุทธศาสตร์โดยวิธีการบ�ำเพ็ญประโยชน์แก่บุคคลอื่น เก้ือกูลแก่ มหาชน ในการปฏสิ มั พนั ธก์ บั มวลชน อำ� นาจของคณุ ธรรมทม่ี อี ยใู่ นตวั ผใู้ ชบ้ วกกบั อำ� นาจทเ่ี กดิ จากการ ปฏิสัมพนั ธ์กับคนอ่นื คอื ความต้องการผลประโยชนเ์ กดิ ขนึ้ ซงึ่ เป็นผลประโยชนท์ ้ังสอง จะลงตัวอยา่ ง สมบูรณ์แบบ ไดร้ บั การตอบสนองเป็นทพ่ี อใจแบบสมประโยชนอ์ ย่างเตม็ ท่ี นน่ั กค็ ือฝา่ ยผู้ใช้อ�ำนาจกม็ ี เปา้ หมายเพอื่ อ�ำนวยให้เกดิ ประโยชน์ เพือ่ ความสุขแกผ่ ้อู ื่นอยู่แล้ว อีกฝ่ายก็ตอ้ งการผลประโยชนแ์ ละ ความสขุ ตามความตอ้ งการของตวั เอง เปา้ หมายจงึ บรรลผุ ลไดด้ ว้ ยดี ฝา่ ยผใู้ หก้ พ็ อใจ ฝา่ ยผรู้ บั กด็ ใี จ จงึ เป็นการใช้อำ� นาจโดยปราศจากผลร้ายใด ๆ ๓. ผลของการใชอ้ ำ� นาจ เกดิ การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมทางสงั คม แบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป โดย สนั ตวิ ธิ ี โดยความสมคั รใจและเตม็ ใจ เปน็ การเปลยี่ นแบบถาวร และการเปลย่ี นแปลงเปน็ ทย่ี อมรบั ของ สังคมว่า จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดรอ้ นแก่ใคร ๆ

20 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ๔. วัตถุประสงค์ของการใช้อ�ำนาจ เกิดจากการประพฤติปฏิบัติตามค�ำสั่งและค�ำสอนของ พระพุทธเจ้านั้น เพ่ือให้เกิดประโยชน์และความสุขในชีวิตท้ังปัจจุบันท่ีเป็นอยู่ในโลกน้ี ทั้งในโลกหน้า หลงั จากตายไปแลว้ และประโยชนส์ งู สดุ คอื ดบั ทกุ ขท์ งั้ สนิ้ ใหห้ มดไป คงเหลอื อยแู่ ตค่ วามสงบสขุ อยา่ ง สมบูรณแ์ บบ เป้าหมายนมี้ ใิ ช่มเี พียงแต่ในหม่มู นุษย์ทีด่ �ำรงอยใู่ นโลกนเ้ี ทา่ น้ัน ยงั รวมถึงเหลา่ เทวดาใน เทวโลกและพรหมโลกอกี ด้วย รฐั ศาสตรต์ ามแนวคิดตะวนั ตก ๑. การแสวงหาอำ� นาจและการไดม้ าซง่ึ อำ� นาจ เปน็ การแสวงหาจากคนอน่ื ใหค้ นอนื่ ยอมรบั อำ� นาจเกดิ จากการตอ่ รองผลประโยชน์ จากการปฏสิ มั พนั ธก์ บั คนอนื่ ในเชงิ บงั คบั ใหจ้ ำ� ยอม เชน่ ในรปู แบบประชาธปิ ไตยหรอื สมบรู ณาญาสทิ ธริ าช อำ� นาจเกดิ จากการบงั คบั คนอนื่ ใหย้ อมรบั โดยการสถาปนา ตนเองใหท้ ุกคนยอมรับวา่ อ�ำนาจทง้ั บรหิ าร ตลุ าการ นติ ิบัญญตั ิอยูท่ ่ีผนู้ �ำเพยี งคนเดยี ว ถ้าไมย่ อมรบั หรือเป็นปฏิปักษ์ ก็จะได้รับการลงโทษโดยเด็ดขาด อาจจะอ้างอ�ำนาจจากพระเจ้าประทานอ�ำนาจให้ ตามทฤษฎเี ทวสทิ ธ์ิ หรอื สญั ญาประชาคมวา่ ประชาชนพรอ้ มใจกนั มอบให้ ตามทฤษฎขี องโธมสั ฮอบส์ ท่ีมอบใหแ้ ลว้ ใหเ้ ลย เอาคนื ไม่ได้ เพ่ือใชอ้ �ำนาจนนั้ แบบถาวร มีความเขม้ แขง็ ในการบงั คับใช้ หรอื เป็น แบบประชาธิปไตยตามทฤษฎีของจอห์น ล็อค ท่ีประชาชนผู้เป็นเจ้าของอ�ำนาจมอบให้เป็นคร้ังคราว เรยี กคนื ไดต้ ลอดเวลา ถา้ หากผใู้ ชอ้ ำ� นาจขดั กบั ความประสงคข์ องเจา้ ของอำ� นาจ รวมทง้ั อำ� นาจเผดจ็ การ อ�ำนาจนิยมแบบฟาสซิสต์ หรือแบบนาซี หรืออ�ำนาจเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ แบบคอมมิวนิสต์ การแสวงหาอำ� นาจจากบคุ คลอนื่ และไดอ้ ำ� นาจมาโดยใชค้ วามรนุ แรงบบี บงั คบั ใหป้ ระชาชนยอมจำ� นน ทั้งสนิ้ ๒. การใชอ้ ำ� นาจ เปน็ การใชโ้ ดยการบงั คบั ใหย้ อมทำ� ตาม จะดว้ ยความยนิ ยอมหรอื ไมก่ ต็ าม หากฝ่าฝืนจะตอ้ งไดร้ บั ผลร้ายตอบแทน ตอ้ งปฏบิ ัตติ ามด้วยความกลัว และไมเ่ ต็มใจ เพราะแมอ้ �ำนาจ นน้ั จะบังคบั ใชโ้ ดยถกู ตอ้ งตามกฎเกณฑ์ของอำ� นาจนิติบญั ญตั ิ ทีอ่ อกกฎหมายมาบงั คบั ใช้ แต่ผู้ปฏบิ ตั ิ ตามกต็ อ้ งเสียสทิ ธิสว่ นบคุ คลอยดู่ ี ๓. ผลของการใชอ้ ำ� นาจ อาจจะเปน็ ผลประโยชนต์ อ่ ผปู้ กครองฝา่ ยเดยี ว หรอื เปน็ ผลประโยชน์ ของประชาชนโดยรวมกไ็ ด้ จากผลของการใชอ้ ำ� นาจนี้ จงึ เกดิ การปกครองในระบบการเมอื งหลายระบบ เชน่ เพอ่ื ประโยชนข์ องผปู้ กครองเองกเ็ กดิ ระบบทชุ นาธปิ ไตย ทรราชย์ คณาธปิ ไตย และประชาธปิ ไตย แบบฝงู ชน สว่ นการปกครองเพอ่ื ประโยชนแ์ กป่ ระชาชน กเ็ กดิ ระบบการปกครองแบบราชาธปิ ไตย อภิ ชนาธปิ ไตย และประชาธปิ ไตย ๔. วัตถุประสงค์ของการใช้อ�ำนาจ เพียงเพื่อประโยชน์สุขในการอยู่ร่วมกันของประชากร ในรัฐ ขจดั ปญั หาและอปุ สรรคท่จี ะก่อใหเ้ กิดอันตรายตอ่ ความสงบสขุ ภายใจ และป้องกนั ภัยทเี่ กิดจาก ภายนอก

รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ 21 สรุป รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ (Political Science in Buddhist Approach) หมายถงึ ความ รู้เก่ียวกับรัฐ การเมือง การปกครอง ซึ่งปรากฏอยู่ในค�ำสอนของพระพุทธเจ้า หรือที่ปรากฏอยู่ใน พระไตรปฎิ ก โดยอาศยั แนวคดิ ของรฐั ศาสตรแ์ นวตะวนั ตกเปน็ กรอบในการศกึ ษา รฐั ศาสตรแ์ นวตะวนั ตกมุ่งใช้อ�ำนาจบังคับประชากรให้ปฏิบัติตาม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ปรากฏทางกาย วาจาเท่าน้ัน แต่พระพุทธศาสนามุ่งให้ประชากรของรัฐและผู้ปกครองรัฐควบคุมพฤติกรรมท้ังทางกาย ทางวาจา ทางใจดว้ ยคณุ ธรรมในการปฏสิ มั พนั ธต์ อ่ กนั เปน็ การปกครอง คมุ้ ครอง ควบคมุ ดแู ลตนเองและบคุ คลอน่ื โดยอาศัยอ�ำนาจอิทธิพลของความดีที่ออกมาจากภายใน คือ จิตใจที่มีคุณธรรม ท�ำให้พฤติกรรม ท้ังทางกาย วาจาที่แสดงออกมาในการปฏิบัติต่อกันเป็นไปอย่างมีคุณธรรม นักปกครองจึงเป็น นักปกครองท่ีดี (Good Government) และประชากรก็เป็นประชากรท่ีดี (Good Citizen) เม่ือเป็น เช่นนก้ี จ็ ะเกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ แก่คนหม่มู าก ท�ำใหก้ ารบริหาร การจัดการผลประโยชน์ของคนในสังคม บรรลุจุดมุ่งหมายแห่งการปกครองที่ดี ปราศจากการต่อต้านและโต้แย้ง เพราะการใช้อ�ำนาจในการ จดั การผลประโยชนข์ องรฐั ยตุ ดิ ว้ ยธรรม มธี รรมเปน็ เครอ่ื งตดั สนิ ทเี่ รยี กวา่ “ยตุ ธิ รรม” หรอื “ยตุ ทิ ธ่ี รรม”



บทท่ี ๒ กำ� เนดิ รฐั (State Origin) รฐั หรอื ประเทศเกดิ ขนึ้ มาไดอ้ ยา่ งไร? เกดิ จากสาเหตอุ ะไร? นบั วา่ เปน็ คำ� ถามทบ่ี รรดาปราชญ์ ทางรฐั ศาสตรไ์ ดพ้ ยายามคน้ หาสาเหตแุ ละคำ� ตอบอยตู่ ลอดเวลา มกี ารตง้ั สมมตฐิ านของการเกดิ องคก์ ร ทางการเมืองท่ีเรียกว่า “รัฐ” น้ีในหลายสมมติฐาน แม้จะมีการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานษุ ยวทิ ยาก็ตาม แตไ่ มม่ หี ลกั ฐานใดสามารถอธิบายว่า แท้จรงิ รัฐเกิดขึ้นมาไดอ้ ยา่ งไร? จากการ ศกึ ษาคน้ ควา้ ของนกั รฐั ศาสตรไ์ ดต้ งั้ ทฤษฎขี องตวั เองขนึ้ มาหลายทฤษฎี เพอ่ื อธบิ ายถงึ สาเหตกุ ารกำ� เนดิ รฐั ในบรรดาทฤษฎเี หล่านัน้ บางทฤษฎีสามารถอธิบายก�ำเนิดรัฐบางรฐั ได้ แต่ไมอ่ าจอธบิ ายกำ� เนิดรฐั อนื่ ๆ ได้ เพราะการกำ� เนดิ รฐั ทงั้ หลายในโลก ไมเ่ หมอื นกนั ทฤษฎหี นง่ึ จงึ ไมอ่ าจตอบคำ� ถามการเกดิ รฐั อืน่ ได้อย่างลงตัว ดังนน้ั จึงเกดิ มที ฤษฎีก�ำเนดิ รัฐหลายทฤษฎี แต่ละทฤษฎีมจี ุดอ่อนและจดุ แข็งต่างกัน มีทั้งน่าเป็นไปได้และไม่น่าเป็นไปได้ แม้ในพระพุทธศาสนาก็มีค�ำสอนที่ปรากฏใน อัคคัญญสูตรและ มหาโควินทสูตรเก่ียวกับก�ำเนิดรัฐเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ค�ำสอนเก่ียวกับทฤษฎีการก�ำเนิดรัฐโดยเฉพาะ เป็นเพียงหลักค�ำสอนท่ีเก่ียวเน่ืองเพื่ออธิบายเช่ือมโยงถึงหลักธรรมท่ีควรประพฤติปฏิบัติ และควร งดเวน้ เพ่อื เข้าถึงความสงบสขุ ของมนุษย์เท่าน้ัน ทฤษฎีกำ� เนิดรัฐ ทฤษฎีกำ� เนดิ รฐั ตามทศั นะของนกั รัฐศาสตร์มีหลายทฤษฎี ดังตอ่ ไปน้ี ๑. ทฤษฎเี ทวสทิ ธ์ิ (Devine Right Theory) ๒. ทฤษฎกี ารแบง่ งาน (Devision of Labor Theory) ๓. ทฤษฎสี ัญชาตญาณ หรอื ทฤษฎธี รรมชาติ (Instinct or Natural Theory) ๔. ทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract Theory) ๕. ทฤษฎอี ภปิ รชั ญา (Metaphysical Theory) ๖. ทฤษฎีทางกฎหมาย (Legal or Juristic Theory) ๗. ทฤษฎวี ิวัฒนาการ (Evolutionary Theory) ๘. ทฤษฎพี ลกำ� ลัง (Force Theory) ๙. ทฤษฎีอัคคัญสตู ร (Akkhanyasuta Theory) ๑๐. ทฤษฎีมหาโควนิ ทสูตร (Mahakhovintasuta Theory)

24 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๑. ทฤษฎเี ทวสทิ ธ์ิ (Devine Right Theory)๑ ทฤษฎีนี้อธิบายตามแนวความเชื่อในคริสต์ศาสนาท่ีเชื่อว่า พระเจ้าสร้างรัฐและทุกสรรพสิ่ง บนโลก รัฐเป็นการบันดาลตามเจตนารมณ์ของพระเจ้าว่า เพื่อให้มีอ�ำนาจในการควบคุมมนุษย์ มนษุ ยไ์ มไ่ ดส้ รา้ งรฐั เปน็ สว่ นหนง่ึ ของรฐั คอื องคป์ ระกอบของรฐั ผปู้ กครองรฐั เปน็ ตวั แทนของพระเจา้ ทกุ คนจะตอ้ งเชอ่ื ฟงั คำ� ส่งั ของผู้ปกครองรัฐ การลว่ งละเมดิ ฝา่ ฝืนถือว่ามโี ทษและเป็นบาป ๒. ทฤษฎีการแบง่ งาน (Devision of Labor Theory)๒ ทฤษฎีน้ีถือว่า รัฐเกิดข้ึนมาเพ่ือท�ำหน้าที่ควบคมุการแบ่งงาน เพราะมนุษย์ในสังคมมีภาระ หน้าที่รับผิดชอบมากมายหลากหลายสลับซับซ้อน รัฐจึงจ�ำเป็นต้องมีอ�ำนาจในการควบคุม ดูแลการ แบง่ งาน หากไมม่ ีรัฐแล้วจะเกดิ ความสับสนวุ่นวาย เพราะขาดกลไกในการขบั เคล่อื นไปในทศิ ทางทพ่ี งึ ประสงค์ ๓. ทฤษฎสี ญั ชาตญาณ หรอื ทฤษฎธี รรมชาติ (Instinct or Natural Theory)๓ ทฤษฎนี เี้ ชอื่ วา่ รฐั เกิดจากสัญชาตญาณตามธรรมชาติของมนุษย์ ทีไ่ มอ่ าจจะอยูโ่ ดดเดีย่ วตาม ล�ำพังได้ การอยู่รวมกันเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ก่อให้เกิดชุมชนและสังคมมนุษย์ขึ้น อันไดแ้ ก่ รฐั ๔. ทฤษฎสี ญั ญาประชาคม (Social Contract Theory)๔ ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่า มนุษย์เป็นผู้ตกลงยินยอมท�ำสัญญาสังคมเพ่ือก่อต้ังรัฐขึ้นมา โดยมอบ อ�ำนาจอธิปไตยแต่บุคคลท่ี ๓ ใช้อ�ำนาจแทน ซึ่งมีอยู่ ๒ รูปแบบ คือ รูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราช มอบให้พระมหากษัตริย์ใช้อ�ำนาจโดยเด็ดขาด (Absolute Government) ในการปกครอง ตามแนว คดิ ของโธมสั ฮอบส์ (Thomas Hobbs) และรปู แบบประชาธปิ ไตย โดยมอบอ�ำนาจอธิปไตยให้ผแู้ ทน ท�ำหน้าท่ีใช้อ�ำนาจอธิปไตย ทั้งด้านบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ เมื่อมอบให้ท�ำหน้าที่แล้วสามารถ เรยี กคืนได้ ตามแนวคิดของจอห์น ลอ็ ค ว่าเปน็ สาเหตุของการเกดิ รฐั หมายถงึ สังคมและรฐั เกิดขนึ้ จาก การท่ีมนุษย์ยอมสละสิทธิ์และยินยอมยกสิทธ์ิให้แก่องค์กรท้ัง ๓ ท�ำหน้าท่ีแทนประชาชน ขั้นตอน ดงั กลา่ วถอื วา่ เป็นสญั ญาประชาคม เป็นเหตุให้เกิดสังคมและรฐั ๑ ทินพันธุ์ นาคะตะ, ดร., เรอ่ื งเดมิ , หนา้ ๒๖ ๒ จริ โชค (บรรพต) วีระสัย, ดร., และคณะ, เร่ืองเดิม, หน้า ๑๒๘ ๓ สนธิ เตชานนั ท,์ รศ., ดร., “พนื้ ฐานรัฐศาสตร์” (กรุงเทพฯ , ส�ำนกั พมิ พม์ หาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ : ๒๕๔๓) หน้า ๒๑ ๔ อานนท์ อาภาภิรม, “รฐั ศาสตรเ์ บอ้ื งตน้ ” (กรงุ เทพฯ , ส�ำนักพมิ พโ์ อเดียนสโตร์ : ๒๕๒๘) หน้า ๒๕

ก�ำเนิดของรัฐ 25 ๕. ทฤษฎีอภิปรัชญา (Metaphysical Theory)๕ ทฤษฎีนี้เชื่อว่า รัฐมีสภาพพิเศษแตกต่างจากสังคมมนุษย์ทั่วไป เป็นสภาพนามธรรม จับต้อง สัมผัสไม่ได้ เป็นสภาวะท่ีมีอยู่จริง มีตัวตนเป็นเอกเทศจากสังคมมนุษย์ธรรมดา มีสภาพเฉพาะของ ตนเอง รัฐเปน็ อมตะ คงอย่ตู ลอดกาล มนุษยเ์ กดิ มาเพ่อื รัฐ แม้มนุษย์จะตายไป แต่รฐั จะตอ้ งคงอยู่ ๖. ทฤษฎีทางกฎหมาย (Legal or Juristic Theory)๖ ทฤษฎนี ถ้ี อื วา่ เมอ่ื ประชากรมาอยรู่ วมกนั ในสงั คมเปน็ จำ� นวนมากขน้ึ ยอ่ มมกี ารออกกฎเกณฑ์ ข้อบังคับและบทบัญญัติต่าง ๆ ข้ึนมาใช้บังคับให้คนอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข องค์กรที่ออกบทบัญญัติ และมีอำ� นาจใชบ้ ทบญั ญตั ิ หรอื กฎหมายนั้น ก็คือ รฐั นั่นเอง ๗. ทฤษฎีววิ ัฒนาการ (Evolutionary Theory)๗ การก�ำเนิดรัฐตามทฤษฎีนี้ คือ รัฐเกิดจากการที่มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีวิวัฒนาการ ตดิ ตอ่ กันเป็นระยะเวลานานตามล�ำดับ จากกลุม่ เล็ก ๆ เริม่ จากกลุ่มวงศาคณาญาติ ขยายเป็นเผา่ พันธุ์ วิวัฒนาการเป็นนครรัฐ คือ รวมเผ่าพันธุ์หลาย ๆ เผ่าเข้าด้วยกัน มีการรวบรวมหลาย ๆ นครรัฐเข้า ดว้ ยกนั ววิ ฒั นาการเปน็ จกั รวรรดิ คอื อาณาจกั รทก่ี วา้ งใหญ่ เมอื่ อาณาจกั รอนั กวา้ งใหญด่ งั กลา่ วเสอ่ื ม อ�ำนาจลง มกี ารแบง่ แยกออกเปน็ หลาย ๆ รฐั หรือประเทศปกครองตนเอง ๘. ทฤษฎพี ลก�ำลงั (Force Theory)๘ ทฤษฎนี ม้ี ที ศั นะวา่ รฐั เกดิ ขน้ึ จากการใชก้ ำ� ลงั หรอื ใชอ้ ำ� นาจของผทู้ มี่ คี วามเขม้ แขง็ กวา่ ยดึ ครอง ดินแดน หรอื ประเทศทอี่ ่อนแอกว่าให้อยู่ภายใต้อ�ำนาจ อ�ำนาจเปน็ ส่ิงส�ำคญั ท่ีท�ำใหเ้ กิดรฐั เพราะเป็น เคร่ืองมือที่ส�ำคัญท่สี ดุ ทที่ �ำให้เกดิ อำ� นาจการปกครอง นติ ิบัญญัติ และตุลาการ ๕ จิรโชค (บรรพต) วรี ะสยั , ดร., และคณะ, เรื่องเดมิ , หน้า ๑๓๑ ๖ จริ โชค (บรรพต) วีระสยั , ดร., และคณะ, เรอ่ื งเดมิ , หนา้ ๑๓๒ ๗ ทนิ พนั ธุ์ นาคะตะ, ดร., เร่ืองเดมิ , หน้า ๓๑ ๘ นงเยาว์ พีระตานนท์, “การเมืองและการปกครอง” (กรุงเทพฯ , ฝ่ายเอกสารและต�ำรา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต : ๒๕๔๑) หน้า ๑๗

26 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๙. ทฤษฎอี ัคคญั ญสตู ร (Akkhanyasuta Theory)๙ ในพระพทุ ธศาสนามีการกลา่ วถงึ ไม่เพยี งแตก่ ำ� เนดิ รฐั อยา่ งเดยี ว แต่ยังกล่าวรวมไปถึงกำ� เนิด โลก กำ� เนิดมนุษย์ ตลอดจนชนั้ วรรณะของมนุษย์อีกด้วย ซงึ่ ปรากฏในพระสุตตนั ตปฎิ ก อัคคัญญสูตร พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสถึงเร่ืองก�ำเนิดรัฐโดยตรง แต่จุดประสงค์ส�ำคัญเป็นการตรัสสอนสามเณร ๒ รูปทเี่ ข้าเฝา้ เกยี่ วกับการประพฤติปฏิบัติของมนษุ ยท์ างกาย วาจา ใจ ทท่ี ำ� ให้เป็นคนประเสรฐิ หรอื ไมป่ ระเสรฐิ เปน็ คนดหี รอื เลวเพราะการกระทำ� ไมไ่ ดข้ น้ึ อยกู่ บั ชาตกิ ำ� เนดิ หรอื ชน ชน้ั วรรณะแตอ่ ยา่ งใด เพราะมนษุ ยย์ คุ แรกของโลกนนั้ มกี ำ� เนดิ เทา่ เทยี มกนั ไมแ่ ตกตา่ งกนั เลย ซงึ่ ตรสั ถงึ กำ� เนดิ รฐั กำ� เนดิ โลก และมนษุ ยเ์ พยี งเป็นส่วนประกอบเทา่ นั้น ซึ่งเน้ือหาโดยยอ่ ในพระสตู รดงั กล่าว มีดังต่อไปน้ี พระผมู้ ีพระภาคประทับ ณ ปราสาทของนางวสิ าขาในบุพพาราม ใกล้กรงุ สาวตั ถี สมัยนั้น สามเณรช่ือ วาเสฏฐะและภารทวาชะ (เดิมนับถือศาสนาอ่ืน) อยู่ปริวาส (อบรม) ในภิกษุทั้งหลาย ปรารถนาความเป็นภิกษุ ชวนกันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ผู้ก�ำลังจงกรมอยู่ในที่แจ้ง เพ่อื ฟงั ธรรม พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พวกท่านมีชาติเป็นพราหมณ์ มีสกุลเป็นพราหมณ์ ออกบวช พวกพราหมณ์ท่ีเป็นชั้นหัวหน้า ไม่ด่า ไม่บริภาษบ้างหรือ กราบทูลว่า ด่าอย่างเต็มท่ี ตรัสถามว่า ด่าอย่างไร กราบทูลว่า ด่าว่าพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐ เป็นวรรณะขาว บริสุทธิ์ วรรณะอื่นเลว เปน็ วรรณะดำ� ไมบ่ รสิ ทุ ธิ์ พราหมณเ์ ปน็ บตุ รของพรหม เกดิ จากปากพรหม เปน็ พรหมทายาท พวกทา่ น ละวรรณะอนั ประเสริฐ ไปเขา้ ส่วู รรณะเลว คือพวกสมณะศีรษะโล้น ซึง่ เปน็ พวกไพร่ พวกดำ� พวกเกดิ จากเทา้ ของพระพรหม ซึ่งเป็นการไม่ดี ไมส่ มควรเลย พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์พวกน้ันลืมตน เกิดจากองค์ก�ำเนิดของนางพราหมณี แท้ๆ ยังกล่าวว่าประเสรฐิ สดุ เกดิ จากปากพรหมเปน็ ต้น ซง่ึ เป็นการตูพ่ ระพรหมและพูดปด แลว้ ตรสั เรอ่ื งมนุษย์ ๔ วรรณะ ที่ทำ� ชวั่ ทำ� ดีได้อยา่ งเดยี วกนั และเรอ่ื งทีพ่ ระเจ้าปเสนทิโกศล (ผู้เป็นกษัตริย์) แต่ปฏิบัติต่อพระองค์ซึ่งพวกพราหมณ์ถือว่าเป็นพวกด�ำ (เพราะปลงศีรษะออกบวช) อย่างเตม็ ไปดว้ ยความเคารพ ๙ พระสุตตันตปฎิ ก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เล่ม ๑๕ หน้า ๑๔๖

ก�ำเนดิ ของรัฐ 27 ครั้นแล้วตรัส (เป็นเชิงปลอบใจ หรือให้หลักการใหม่) ว่าท่านทั้งหลายมาบวชจากโคตร จากสกุลต่าง ๆ เม่ือมีผู้ถามว่าเป็นใคร ก็จงกล่าวตอบว่า พวกเราเป็นสมณะศากยบุตร ผู้ใดมีศรัทธา ต้ังม่ันในตถาคต ผู้นั้นย่อมควรท่ีจะกล่าวว่า เราเป็นบุตร เป็นโอรสของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้เกิด จากธรรม อันธรรมสร้าง เป็นธรรมทายาท (ผู้รับมรดกธรรม) ท้ังนี้เพราะค�ำว่า ธัมมกาย (กายธรรม) พรหมกาย (กายพรหม) และผู้เปน็ ธรรม ผู้เปน็ พรหม น้ีเป็นชอ่ื ของตถาคต (เป็นการแก้ข้อด่าของพวกพราหมณ์ โดยสร้างหลักการใหม่ให้พวกมาบวชจากทุกวรรณะ ไดช้ ่อื ว่า มีก�ำเนิดใหมท่ ่ีไมแ่ พ้พวกพราหมณ)์ คร้ันแล้วตรัสเร่ือง สมัยหนึ่งโลกหมุนเวียนไปสู่ความพินาศ สัตว์ท้ังหลายไปเกิดในชั้น อาภัสสรพรหมกนั โดยมาก เม่ือโลกหมุนกลบั (คือเกิดใหมภ่ ายหลังพนิ าศ) สัตวเ์ หล่าน้ันก็จตุ มิ าสโู่ ลกนี้ เป็นผู้เกิดข้ึนจากใจ กินปีติเป็นภักษา (ยังมีอ�ำนาจฌานอยู่) มีแสงสว่างในตัว ไปได้ในอากาศ (เช่นเดยี วกับเมื่อเกดิ ในชน้ั อาภสั สรพรหม) อาหารชัน้ แรก แลว้ เกดิ มีรสดิน (หรอื เรยี กว่า ง้วนดิน) อนั สมบรู ณ์ดว้ ยสี กลน่ิ รส สัตวท์ ง้ั หลายเอานิ้วจิ้มงว้ น ดินลิ้มรสดูก็ชอบใจ เลยหมดแสงสว่างในตัว เมื่อแสงสว่างหายไป ก็มีพระจันทร์ พระอาทิตย์ มีดาว นักษัตร มีคืนวัน มีเดือน มีกึ่งเดือน มีฤดู และปี เมื่อกินง้วนดินเป็นอาหาร กายก็หยาบกระด้าง ความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏ พวกมีผิวพรรณดี ก็ดูหม่ินพวกมีผิวพรรณทราม เพราะดูหม่ินผู้อ่ืน เร่ืองผิวพรรณ เพราะความถือตัวและดูหม่ินผู้อ่ืน ง้วนดินก็หายไป ต่างก็พากันบ่นเสียดาย แล้วก็เกิด สะเก็ดดินท่ีสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรสขึ้นแทนใช้เป็นอาหารได้ แต่เม่ือกินเข้าไปแล้วร่างกายก็หยาบ กระด้างยิ่งขนึ้ ความทรามของผวิ พรรณก็ปรากฏชัดขนึ้ เกดิ การดหู มิน่ ถอื ตวั เพราะเหตผุ ิวพรรณนน้ั มากขึ้น สะเก็ดดินก็หายไป เกิดเถาไม้สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรสขึ้นแทน ใช้กินเป็นอาหารได้ ความหยาบกระด้างของกาย และความทรามของผิวพรรณก็ปรากฏมากขึ้น เกิดการดูหม่ินถือตัว เพราะเหตุผิวพรรณน้ันมากขึ้น เถาไม้ก็หายไป ข้าวสาลี ไม่มีเปลือก มีกล่ินหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสาร กเ็ กดิ ขึน้ แทน ใช้เป็นอาหารได้ ขา้ วน้ีเกบ็ เย็น เช้ากแ็ กแ่ ทนทีข่ ึ้นมาอกี เกบ็ เช้าเยน็ กแ็ ก่แทนทขี่ นึ้ มาอกี ไม่ปรากฏพร่องไปเลย ความหยาบกระดา้ งของกาย ความทรามของผวิ พรรณก็ปรากฏมากข้นึ

28 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ เพศหญิงเพศชาย จงึ ปรากฏเพศหญงิ เพศชาย เมอื่ ตา่ งเพศเพง่ กนั แลกนั เกนิ ขอบเขต กเ็ กดิ ความกำ� หนดั เรา่ รอ้ น และเสพเมถนุ ธรรมตอ่ หนา้ คนทง้ั หลาย เปน็ ทรี่ งั เกยี จและพากนั เอาสง่ิ ของขวา้ งปา เพราะสมยั นน้ั ถอื วา่ การเสพเมถนุ เป็นอธรรม เชน่ กบั ทสี่ มัยนถี้ ือว่าเป็นธรรม (ถกู ต้อง) ต่อมาจึงรจู้ ักสรา้ งบ้านเรือน ปกปิด ซ่อนเรน้ การสะสมอาหาร ต่อมามีผู้เกียจคร้านท่ีจะน�ำข้าวสาลีมาตอนเช้าเพื่ออาหารเช้า น�ำมาตอนเย็นเพ่ืออาหารเย็น จึงน�ำมาครง้ั เดยี วใหพ้ อทัง้ เช้าและเย็น ต่อมาก็นำ� มาครง้ั เดยี วให้พอสำ� หรับ ๒ วัน ๔ วนั ๘ วนั มีการ สะสมอาหาร จึงเกิดมีเปลือกห่อหุ้มข้าวสาร ที่ถอนแล้วก็ไม่งอกข้ึนแทน ปรากฏความพร่อง (เป็นตอนๆ ท่ีถูกถอนไป) มนุษย์เหล่าน้ันก็ประชุมกันปรารภความเสื่อมลงโดยล�ำดับ แล้วก็มีการ แบง่ ขา้ วสาลี ก�ำหนดเขต (เปน็ ของคนนัน้ คนนี)้ อกศุ ลธรรมเกิดข้ึน กษตั ริย์เกิดขึน้ ตอ่ มาบางคนรกั ษาส่วนของตน ขโมยของคนอน่ื มาบริโภค เมอ่ื ถกู จับได้ กเ็ พียงแตส่ ่งั สอนกัน ไม่ให้ท�ำอีก เขาก็รับค�ำ ต่อมาขโมยอีก ถูกจับได้ถึงครั้งที่ ๓ ก็ส่ังสอนเช่นเดิมอีก แต่บางคนก็ลงโทษ ตบด้วยมือ ขว้างด้วยก้อนดิน ตีด้วยไม้ เขาจึงประชุมกันปรารภว่า การลักทรัพย์ การติเตียน การพูด ปด การจับทอ่ นไม้เกดิ ขนึ้ ควรจะแตง่ ตง้ั คนข้นึ ใหท้ �ำหน้าทตี่ ิคนทีค่ วรติ ขับไลค่ นท่ีควรขบั ไล่ โดยพวก เราจะแบ่งส่วนข้าวสาลใี ห้ จงึ เลอื กคนที่งดงาม มีศกั ด์ใิ หญ่แต่งตัง้ เปน็ หัวหนา้ เพือ่ ปกครองคน (ติและ ขับไล่คนที่ท�ำผิด) ค�ำว่า “มหาชนสมมติ” (ผู้ที่มหาชนแต่งตั้ง) กษัตริย์ (ผู้เป็นใหญ่แห่งนา) ราชา (ผทู้ ำ� ความอ่ิมใจ สุขใจแกผ่ ู้อ่ืน) จงึ เกิดข้ึน กษัตรยิ ์กเ็ กดิ ขน้ึ จากคนพวกนัน้ มใิ ช่พวกอนื่ จากคนเสมอกนั มใิ ช่คนไมเ่ สมอกัน เกิดข้ึน โดยธรรม มิใชเ่ กดิ ขึน้ โดยอธรรม ธรรมจึงเป็นสิ่งประเสรฐิ สดุ ในหมู่ชน ทัง้ ในปจั จุบันและอนาคต เกิดพราหมณ์ แพศย์ ศูทร ยังมีคนบางกลุ่มออกบวชมุ่งลอยธรรมที่ช่ัว ที่เป็นอกุศล จึงมีนามว่า พราหมณ์ (ผู้ลอยบาป) สร้างกุฏิหญ้าขึ้น เพ่งในกุฏินั้น จึงมีนามว่า ฌายกะ (ผู้เพ่ง) บางคนไปอยู่รอบหมู่บ้าน รอบนิคม แต่งต�ำรา (อรรถกถาว่า แต่งพระเวทและสอนให้ผู้อ่ืนสวดสาธยาย) คนจึงกล่าวว่า ไม่เพ่ง นามว่า อชั ฌายกะ (ผไู้ มเ่ พง่ ) จงึ เกดิ ขน้ึ เดมิ หมายความเลว แตบ่ ดั นหี้ มายความดี (อชั ฌายกะ ปจั จบุ นั นแี้ ปลวา่ ผ้สู าธยาย)

กำ� เนิดของรฐั 29 ยังมีคนบางกลุ่ม ถือการเสพเมถุนธรรม ประกอบการงานเป็นส่วน ๆ จึงมีชื่อว่า เวสสะ (แพศย์ ประกอบการค้า) ยงั มคี นบางกลมุ่ ประกอบการฆา่ สตั ว์ อาศยั การลา่ สตั วเ์ ลยี้ งชวี ติ จงึ มชี อื่ วา่ ศทู ร (พระไตรปฎิ ก ฉบับไทยตกหาย ข้อความวรรคน้ีท้ังวรรค จึงต้องแปลตามฝร่ัง อรรถกถาอธิบายค�ำว่า สุทท (ศูทร) ว่าเพ้ียนมาจากค�ำว่า สุทท (นายพราน) หรือ ขุทท (งานเล็ก ๆ น้อย ๆ) เป็นเชิงว่าพวกแพศย์ คือ ผู้ ทำ� งานสำ� คญั แตพ่ วกศทู รทำ� งานเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ ทเ่ี ขา้ ใจกนั ทว่ั ไป คอื ศทู รเปน็ พวกคนงาน หรอื คนรบั ใช)้ ครนั้ แลว้ ตรสั สรปุ วา่ ทงั้ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร กเ็ กดิ จากคนพวกนนั้ มใิ ชเ่ กดิ จากคนพวกนนั้ เกิดจากคนท่ีเสมอกัน มิใช่เกิดจากคนท่ีไม่เสมอกัน เกิดข้ึนโดยธรรม มิใช่เกิดข้ึนโดยอธรรม (แสดงวา่ การแบง่ ชนั้ วรรณะนน้ั ในชน้ั เดมิ มไิ ดม้ าจากหลกั การอนื่ นอกจากการแบง่ งานหรอื แบง่ หนา้ ที่ กันตามความสมคั รใจ แล้วกไ็ ม่ใชว่ า่ ใครวิเศษกว่าใครมาแต่ตน้ แทจ้ รงิ กค็ นชั้นเดยี วกันมาแต่เดิม ท้งั นี้ เปน็ การท�ำลายทฏิ ฐิมานะ ชว่ ยใหล้ ดการดูหมิน่ กนั และกนั เป็นการปฏเิ สธหลักการของพราหมณ์ ท่ีว่า ใครเกิดจากสว่ นไหนของพระพรหม ซงึ่ สูงต่ำ� กว่ากนั ) สมณมณฑล แลว้ ตรัสตอ่ ไปว่า มสี มยั ซึ่งบุคคลในวรรณะทัง้ ๔ มกี ษัตรยิ ์ เป็นต้น ไม่พอใจธรรมะของตน ออกบวช ไม่ครองเรอื น จึงเกดิ สมณมณฑล หรือ คณะของสมณะขึ้น จากคณะทง้ั ๔ คอื เกดิ จาก คนเหลา่ นน้ั มใิ ชเ่ กดิ จากคนพวกอน่ื เกดิ จากคนทเี่ สมอกนั มใิ ชเ่ กดิ จากคนทไี่ มเ่ สมอกนั เกดิ ขนึ้ โดย ธรรม มิใช่เกิดขึ้นโดยอธรรม (อันน้ีเป็นการพิสูจน์ว่า คนชั้นสมณะท่ีพวกพราหมณ์ดูหมิ่นอย่างยิ่งนั้น กเ็ กดิ จากวรรณะท้งั ๔ ซ่งึ มมี ูลเดิมมาดว้ ยกัน ไมใ่ ช่ใครสูงต�ำ่ กวา่ กัน) การได้รบั ผลเสมอกัน ครั้นแลว้ ตรสั สรปุ ว่า ทั้งกษัตรยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร และสมณะ ถา้ ประพฤตทิ จุ รติ ทางกาย วาจา ใจ มคี วามเหน็ ผดิ ประกอบกรรมซง่ึ เกดิ จากความเหน็ ผดิ เมอื่ ตายไปกจ็ ะเขา้ ถงึ อบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต นรกเหมอื นกนั ถา้ ตรงกนั ขา้ ม คอื ประพฤตสิ จุ รติ ทางกาย วาจา ใจ มคี วามเหน็ ชอบ ประกอบการกรรม ซึ่งเกดิ จากความเหน็ ชอบ เมื่อตายไป กจ็ ะเข้าถึงสุคติ โลก สวรรค์ เหมอื นกนั หรอื ถ้าท�ำทง้ั สองอยา่ ง (คอื ชั่วก็ทำ� ดกี ท็ ำ� ) กจ็ ะไดร้ ับทัง้ สขุ ท้ังทกุ ขเ์ หมอื นกัน อนงึ่ วรรณะทั้ง ๔ นี้ ถ้าส�ำรวมกาย วาจา ใจ อาศยั การเจรญิ โพธปิ ักขยิ ธรรม ๓๗ ประการก็ จะปรนิ ิพพานได้ในปจั จบุ นั เหมอื นกัน

30 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ และวรรณะท้งั ๔ เหลา่ นี้ ผใู้ ดเป็นภกิ ษุ เป็นพระอรหนั ต์ขณี าสพ หมดกิจ ปลงภาระ หลดุ พ้น เพราะรูโ้ ดยชอบ ผนู้ ัน้ ก็นบั วา่ เปน็ ยอดแหง่ วรรณะเหลา่ นน้ั โดยธรรม มใิ ช่โดยอธรรม เพราะธรรมเป็น ส่ิงประเสริฐสดุ ในหม่ชู นทั้งในปัจจบุ ันและอนาคต ในทีส่ ดุ ตรสั ย�้ำถงึ ภาษิตของสนังกมุ ารพรหมและของพระองค์ ทีต่ รงกนั ว่า “กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่ชนผู้ถือโคตร แต่ผู้ใดมีวิชชา (ความรู้) จรณะ (ความ ประพฤติ) ผู้นัน้ เป็นผูป้ ระเสรฐิ สดุ ในเทวดาและมนุษย”์ ใจความสำ� คญั ของอญั คญั ญสตู ร และเมอ่ื วเิ คราะหเ์ นอ้ื หาในพระสตู รนแ้ี ลว้ พอจะสรปุ สาระ ส�ำคัญเกีย่ วกับกำ� เนิดของรัฐไดด้ ังน๑ี้ ๐ ๑. สภาพธรรมชาติ (State of Nature) ในทัศนะของอัคคญั ญสตู รน้นั ตอนแรกเรม่ิ มลี กั ษณะ บริสุทธิ์ผุดผ่อง เสมือนว่าโลกยุคน้ันเป็นสวรรค์ เพราะปรากฏว่า มนุษย์ยุคแรกมีบรรพบุรุษจุติมาจาก อาภัสสรพรหม ซึ่งเป็นพรหมช้ันหน่ึงในจ�ำนวน ๑๖ ช้ัน จึงเป็นมนุษย์ท่ีไม่มีความอยากความต้องการ เพราะมีพร้อมทุกส่ิง กายเป็นทิพย์ อาหารก็เป็นทิพย์ ความจ�ำเป็นท่ีจะก่อเป็นสังคม เป็นรัฐก็ไม่มี เปน็ สภาวะทส่ี งบต่างคนตา่ งอยู่ ความขดั แย้งกนั ก็ไม่มี ๒. เมือ่ มนุษยเ์ หล่านัน้ ดำ� รงชีพอยดู่ ้วยอาหารหยาบ และมลี กั ษณะเปน็ สงั คม กย็ ังไม่มปี ญั หา เพราะปัจจัยเลี้ยงชีพข้ันพื้นฐานคืออาหารนั้น สามารถหาเอาได้จากพ้ืนดินอันอุดมสมบูรณ์ ยังไม่รู้จัก การเก็บสะสม เพราะยงั ไม่มีความจ�ำเปน็ ต้องสะสม ทรพั ย์สินสว่ นบคุ คลจึงยังไม่มี ทรพั ยากรท่มี ีอยจู่ งึ เปน็ กรรมสทิ ธ์สิ ว่ นรวม ๓. มนษุ ยย์ คุ บรรพกาล ยงั มคี วามดพี รอ้ ม แตม่ นษุ ยเ์ หลา่ นนั้ ตอ้ งสญู เสยี ความดไี ป เมอื่ มคี วาม แตกตา่ งกนั เกิดขึ้นโดยเฉพาะคอื ความแตกตา่ งทางผิวพรรณ จึงเกิดความชัว่ ขึน้ คือ การดหู มิ่นเหยียด หยามกันขน้ึ ความดีจึงเร่ิมถูกบดบงั ๔. การสืบพันธุ์เป็นสัญชาติญาณดั้งเดิม และเป็นเหตุให้เกิดครอบครัว เมื่อเกิดครอบครัวข้ึน แลว้ ท�ำใหเ้ กิดความผกู พันเฉพาะครอบครวั จงึ เกดิ ความคดิ สะสม ต้องแบ่งปนั ปักเขตการทำ� มาหากิน กันเปน็ สดั สว่ น ๑๐ ประสาร ทองภักดี, พท., “หลักการปกครอง (หลกั รฐั ศาสตร์)” (กรุงเทพฯ มหาวทิ ยาลยั ธุรกิจบัณฑติ : ๒๕๒๕) หน้า ๒๖

ก�ำเนดิ ของรฐั 31 ๕. เม่ือสังคมเติบโตข้ึน มนุษย์มีมากขึ้น ภาวะที่แท้จริงของมนุษย์ต้ังแต่บรรพกาลจวบจน ปจั จบุ นั กค็ อื มนษุ ยม์ ดี มี ชี ว่ั ความชวั่ ทปี่ รากฏครงั้ แรกในหมมู่ นษุ ย์ คอื ความโลภเปน็ ตน้ เหตใุ หเ้ กดิ ความ เห็นแก่ตัว ความเกียจคร้าน และการลักขโมย ความช่ัวต่อมาคือ การเหยียดหยาม การทะเลาะวิวาท ผลกค็ อื ท�ำใหส้ งั คมปน่ั ปว่ นระส่�ำระสาย ๖. แต่ความต้องการของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย ก็คือความสุขความสงบ ความระส่�ำระสายใน สงั คม จงึ เปน็ ส่งิ ขัดแยง้ ตอ่ ความตอ้ งการของมนษุ ย์ เปน็ เหตใุ หม้ นษุ ยแ์ สวงหาทางคืนส่คู วามสงบสุขท่ี เคยมมี าแต่เดมิ โดยรว่ มใจกันไปขอให้ผูม้ คี วามสามารถมีกำ� ลังแข็งแรงกว่า ทำ� หน้าท่ขี จัดปดั เปา่ ความ ระส�ำ่ ระสายในสงั คม โดยใหอ้ �ำนาจลงโทษผูท้ ำ� ผิด ซึ่งเปน็ ตน้ เหตุแหง่ ความระส�่ำระสายน้นั ๗. ผู้ที่ได้รับเลือกน้ีมีฐานะเป็นหัวหน้า เป็นต�ำแหน่งมหาชนสมมติ ต�ำแหน่งที่ได้มาจึง คล้าย ๆ การเลือกต้ังประมุขของรัฐในบางประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างมหาชนสมมติกับคนอ่ืนๆ ในสงั คม มลี กั ษณะคลา้ ยกบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประมขุ ของรฐั กบั พสกนกิ ร ๘. มหาชนสมมติ ได้รับมอบอ�ำนาจจากมหาชนให้เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองชีวิต และทรัพย์สิน ชว่ ยเปน็ ผตู้ ดั สิน ในกรณที มี่ คี วามขัดแย้งในสังคม หนา้ ที่หลักทส่ี ำ� คญั ที่สุด คอื การลงโทษผูก้ ระท�ำผดิ ๙. ตามอัญคัญญสูตร เราจึงสรุปได้ว่า ความขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท และการเอารัดเอา เปรยี บกนั ในหมมู่ นุษยเ์ ป็นเหตุสำ� คญั ท่ีทำ� ให้เกดิ ความจ�ำเป็นตอ้ งมีรฐั มผี ูป้ กครอง และมผี ูใ้ ตป้ กครอง ทงั้ นเี้ พราะเมอื่ มนษุ ยจ์ ำ� นวนมากรวมตวั กนั เปน็ สงั คม ปญั หาทต่ี ามมาคอื ความขดั แยง้ แมแ้ ตใ่ นปจั จบุ นั นี้ก็มีลกั ษณะเช่นนนั้ ปรากฏอยู่ ๑๐. ทฤษฎมี หาโควินทสูตร (Mahakhovintasuta Theory)๑๑ ทฤษฎีนี้สอดคล้องกับการก�ำเนิดรัฐแบบการแบ่งแยกอ�ำนาจอธิปไตย โดยทั่วไปแล้ว องค์ประกอบของรัฐที่ถือว่าเป็นรัฐที่สมบูรณ์นั้น จะประกอบไปด้วย อาณาเขต ประชากร รัฐบาล และอำ� นาจอธปิ ไตย ลักษณะของอำ� นาจอธิปไตย ก็คือ เด็ดขาด เปน็ การท่ัวไป แผ่ไปทวั่ และแบ่งแยก ไม่ได้ ถ้าหากอ�ำนาจอธิปไตยของรัฐ ๆ หน่ึงแบ่งแยกก็จะท�ำให้เกิดมีรัฐใหม่ขึ้นมา มหาอาณาจักรใน โควินทสูตรมีการแบ่งแยกออกเป็นส่วน ๆ จ�ำนวน ๗ แคว้น เม่ือมีการแบ่งแยกอาณาเขต มีกษัตริย์ ปกครอง มอี ำ� นาจอธิปไตยเกิดขน้ึ ใหม่ ก็ถอื ว่ารฐั ใหมเ่ กดิ ข้ึนทันที รัฐทเ่ี กิดข้นึ ตามรูปแบบนใี้ นปัจจุบนั ๑๑ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค เล่มท่ี ๑๐ หนา้ ท่ี ๑๙๙ - ๒๒๖

32 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ก็มีปรากฏให้เห็น เช่น สหราชอาณาจักร ซึ่งมีอาณานิคมท่ัวโลก และในที่สุดก็มีการเรียกร้องเอกราช บางแห่งต้องเกิดสงครามต่อสู้ เชน่ อนิ เดีย เปน็ ตน้ และสหภาพโซเวยี ตมีการแบ่งแยกออกเป็นประเทศ ใหมห่ ลาย ๆ ประเทศ แตเ่ ปน็ ไปโดยการใชก้ ำ� ลงั แยง่ ชงิ และวธิ กี ารตา่ ง ๆ ซง่ึ ตา่ งจากในมหาโควนิ ทสตู ร ที่รัฐเกดิ ขึน้ ดว้ ยความเต็มใจของกษตั ริยผ์ มู้ ีอ�ำนาจในขณะน้นั ซงึ่ มีขอ้ ความโดยยอ่ ดังตอ่ ไปน้ี พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ภูเขาคิชกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ บุตรแห่งคนธรรพ์ ช่ือ ปัญจสิขะ เข้าไปเฝา้ กราบทูลเลา่ เรอ่ื งท่ไี ด้พบเหน็ มาจากเทพชน้ั ดาวดงึ ส์ ในท่ีประชุมช่อื สธุ ัมมสภา ท้าวสกั กะได้ กลา่ วพรรณนาพระคุณของพระพทุ ธเจา้ ๘ ประการ คือ ๑. ทรงปฏบิ ตั เิ พอ่ื ประโยชนแ์ ละความสขุ แกช่ นเปน็ อนั มาก เพอ่ื อนเุ คราะหโ์ ลก เพอื่ ประโยชน์ เก้ือกลู และความสุขแกเ่ ทวดาและมนษุ ย์ ๒. ทรงแสดงธรรมอนั เหน็ ไดด้ ว้ ยตนเอง ไมป่ ระกอบดว้ ยกาล ควรเรยี กมาดู ควรนอ้ มเขา้ มาใน ตน เป็นตน้ ๓. ทรงแสดงธรรมอันเป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ ควรเสพ ไม่ควรเสพ เลว ประณีต ด�ำ ขาว และมีส่วนเปรยี บ ๔. ทรงบัญญัติด้วยดี ซึ่งข้อปฏิบัติอันจะน�ำไปสู่พระนิพพานแก่พระสาวก พระนิพพานและ ข้อปฏบิ ตั กิ ็เขา้ กันไดเ้ หมอื นนำ�้ ในแมน่ �ำ้ คงคากบั ยมนุ า ๕. ทรงไดส้ หาย คอื พระเสขะผปู้ ฏบิ ตั ิ และพระอรหนั ตผ์ อู้ ยจู่ บพรหมจรรยแ์ ลว้ แตก่ ท็ รงปลกี พระองคจ์ ากสหายเหลา่ นั้น ทรงประกอบความยนิ ดีในการอยูแ่ ตพ่ ระองคเ์ ดยี ว ๖. ทรงมีลาภ และชื่อเสยี งอันเพียบพร้อม มกี ษตั ริยเ์ ปน็ ตน้ รักใคร่ แตก่ เ็ สวยพระกระยาหาร อย่างปราศจากความเมา ๗. ทรงพดู อย่างใดทำ� อย่างน้ัน ท�ำอยา่ งใดพดู อยา่ งน้ัน ๘. ทรงข้ามความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง มคี วามด�ำรอิ ันสำ� เร็จสมบรู ณ์ (ไม่ตดิ อยู่ เพียงข้ันใดข้ันหน่ึง) ต่อมามแี สงสว่างอนั โอฬารปรากฏข้นึ สนังกุมารพรหมก็นิรมิตอัตภาพอันหยาบให้ปรากฏแก่ เทพช้ันดาวดึงส์ ถามทราบความว่า ก�ำลังสนทนากันเร่ืองอะไรแล้ว สนังกุมารพรหมก็เล่าเรื่อง โชตปิ าลมาณพ ผเู้ ปน็ บตุ รของโควนิ ทพราหมณ์ ปโุ รหติ ของพระเจา้ ทสิ มั ปติ ผไู้ ดร้ บั แตง่ ตง้ั ใหเ้ ปน็ ปโุ รหติ แทนบดิ าของตน เมอื่ ทา่ นถงึ แกก่ รรม เมอ่ื ไดร้ บั แตง่ ตง้ั แลว้ กท็ ำ� หนา้ ทเ่ี จรญิ รอยตามบดิ า จนคนทงั้ หลาย ขนานนามว่า มหาโควิทนพราหมณ์ ตอ่ มาเมอ่ื พระเจ้าทสิ มั ปตสิ วรรคต เรณรุ าชกุมารผูเ้ ปน็ พระราชโอรส และเป็นพระสหายของ มหาโควินทพราหมณ์ขึ้นเสวยราชย์ ก็ตรัสส่ังโควินทพราหมณ์ให้แบ่งราชสมบัติออกเป็น ๗ ส่วน ส่วนหนึ่งเพ่ือพระองค์ อีก ๖ ส่วนเพื่อกษัตริย์ราชกุมารอื่น ๆ ท่ีเป็นพระสหายรักใคร่ จึงมี ๗ แคว้น ๗ ราชธานี ดงั น้ี

กำ� เนดิ ของรัฐ 33 ๑. แคว้น กาลงิ คะ ราชธานี ชอื่ ทนั ตปุระ ๒. แคว้น อัสสกะ ราชธานี ชอื่ โปดนะ ๓. แควน้ อวนั ตี ราชธานี ชอ่ื มาหสิ สติ ๔. แคว้น โสจิระ ราชธานี ชื่อ โรรกุ ะ ๕. แคว้น วิเทหะ ราชธานี ชื่อ มิถลิ า ๖. แควน้ องั คะ ราชธานี ช่อื จัมปา ๗. แควน้ กาสี ราชธานี ช่ือ พาราณสี มหาโควินทพราหมณ์เป็นปโุ รหิต ถวายอนุสาส์นแตพ่ ระมหากษตั ริยท์ ้ัง ๗ แคว้นน้นั ตอ่ มาได้ กราบทูลลาพระมหากษตั ริย์ทั้ง ๗ ออกบวช ประพฤติพรหมจรรย์ เปน็ ที่เคารพนับถอื ของคนทัง้ หลาย เป็นราชาของราชาท้ังหลาย เป็นพรหมของพวกพราหมณ์ และเป็นเทวดาของพวกคฤหบดี ใครไอ จาม หรอื พลาดหกลม้ กเ็ ปลง่ วาจาวา่ ขอนมสั การมหาโควนิ ทพราหมณบ์ า้ ง สตั ตปโุ รหติ (ปโุ รหติ ของพระราชาทง้ั ๗) บา้ ง มหาโควนิ ทพราหมณไ์ ดเ้ จรญิ ฌานมพี รหมวหิ าร ๔ เปน็ อารมณ์ มสี าวกปฏบิ ตั ิ ตามได้ผลเป็นอันมาก นี้เป็นเรื่องเล่าของสนังกุมารพรหมในเทวสภาในดาวดึงส์ ปัญจสิขะ บุตรแห่ง คนธรรพ์เล่าถวายพระผู้มพี ระภาคอกี ต่อหนงึ่ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระองค์เองได้เสวยพระชาติเป็นมหาโควินทพราหมณ์ในครั้งน้ัน แต่ในคร้ังนั้น ทรงช้ีทางแก่สาวกแค่ที่จะไปอยู่ร่วมกับพรหมได้ แต่ในชาตินี้ทรงแสดงมรรค ๘ อันเป็น ไปเพอื่ พระนิพพาน (สงู กวา่ พรหมโลก) สรปุ ทฤษฎกี �ำเนิดของรัฐดงั กล่าวมาข้างตน้ นี้ จะเหน็ ได้วา่ แต่ละทฤษฎีพยายามอธบิ ายจุดกำ� เนิด ของรฐั ใหใ้ กลเ้ คยี งและชดั เจนทส่ี ดุ แตล่ ะทฤษฎลี ว้ นมจี ดุ เดน่ และจดุ ดอ้ ยอยใู่ นตวั เอง ไมม่ คี วามสมบรู ณ์ ถูกตอ้ งชดั เจนพอท่ีจะช้ีชดั ลงไปวา่ แท้จริงแลว้ รฐั มีจดุ กำ� เนดิ มาอย่างไร แตต่ ามพน้ื ฐานของความเป็น จริงแล้ว หากน�ำจุดเด่นของแต่ละทฤษฎีมาประมวลกันเข้าเป็นอันเดียวแล้ว ก็สามารถอธิบายก�ำเนิด ของรฐั และจดุ ประสงคท์ างการเมอื งของแตล่ ะทฤษฎไี ดเ้ ชน่ กนั ทฤษฎเี ทวสทิ ธอิ ธบิ ายการกำ� เนดิ รฐั ตาม หลักการของครสิ ตศ์ าสนาที่ถือวา่ พระเจา้ ให้ก�ำเนดิ ทุกสรรพสงิ่ ในโลกรวมทัง้ รฐั ด้วย ซึ่งเป็นการง่ายใน การตงั้ ทฤษฎนี ้ี แตเ่ ปน็ การยากตอ่ การพสิ จู นข์ อ้ เทจ็ จรงิ ทฤษฎนี ส้ี นบั สนนุ อำ� นาจสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช ของพระมหากษัติรย์ หรืออ�ำนาจของผู้น�ำท่ีไม่สนับสนุนในระบอบประชาธิปไตย โดยถือว่าอ�ำนาจ พระมหากษตั ริยท์ รงมีอย่างเตม็ ทใี่ นฐานะเปน็ ตัวแทนพระเจา้ ไม่มีใครจะละเมดิ หรอื ลม้ ลา้ งได้ ทุกคน ตอ้ งเช่ือฟงั ซึ่งเป็นผลดีตอ่ การเมอื งการปกครองในยคุ หนึ่งเช่นกนั

๓๔ รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ทฤษฎกี ารแบง่ งานไมส่ ามารถอธบิ ายไดว้ า่ รฐั เกดิ ขนึ้ มากอ่ นแลว้ จงึ แบง่ งาน หรอื การแบง่ งาน เกดิ ขนึ้ กอ่ นแลว้ จงึ กอ่ ใหเ้ กดิ รฐั ประชาชนทถี่ กู แบง่ งานใหท้ ำ� ตามความเหมาะสมมาจากไหน รวมตวั กนั เข้าเปน็ สังคมโดยวธิ ีใด ทฤษฎที สี่ ามารถอธบิ ายกำ� เนดิ รฐั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน คอื ทฤษฎพี ลกำ� ลงั หรอื ทฤษฎอี ำ� นาจบงั คบั ในการใช้ก�ำลังรวบรวมเผ่าชนทอ่ี ่อนแอกว่าเข้ามาอยใู่ นอ�ำนาจ แลว้ กอ่ ตงั้ รัฐขึ้น ซึง่ มรี ฐั ท่ีกำ� เนดิ ขึ้นมา ในลักษณะนี้ไม่น้อยเช่นกัน แต่รัฐทุกรัฐในโลกก็ไม่ได้เกิดในลักษณะนี้ทั้งหมด ทฤษฎีน้ีไม่อาจอธิบาย การกำ� เนดิ รฐั ไดค้ รอบคลุมท้งั หมดได้อยู่ดี ส่วนทฤษฎีอภิปรัชญานั้น อธิบายการก�ำเนิดรัฐในรูปแบบของนามธรรม พิเศษแตกต่างจาก สังคมมนษุ ย์ทวั่ ไป แตเ่ ป็นสภาวะท่ีมีอยู่จรงิ ไมอ่ าจตอบคำ� ถามได้อยา่ งแท้จรงิ ว่า รัฐเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ยา่ งไร ทฤษฎนี ้นี ่าจะจัดอยใู่ นกลุ่มทฤษฎีเทวสทิ ธิได้ ทฤษฎกี �ำเนิดรัฐที่มที ฤษฎีและสมมตฐิ านไปในแนวทางเดียวกัน คอื ทฤษฎสี ญั ชาตญาณหรอื ทฤษฎีธรรมชาติ ทฤษฎีสัญญาประชาคม และทฤษฎีทางกฎหมาย ทฤษฎีวิวัฒนาการ สามารถให้ค�ำ ตอบเกยี่ วกบั การกำ� เนดิ ของรฐั ไดอ้ ยา่ งสมเหตผุ ล ตามแนวทางของทฤษฎอี คั คญั ญสตู ร คอื รฐั นน้ั พฒั นา ไปจากรูปแบบของครอบครวั แลว้ ค่อย ๆ เจรญิ ข้ึน มกี ารสรา้ งบ้านเรอื นมากขึ้น มกี ารเร่มิ สะสมอาหาร และทรพั ยส์ มบตั ิ มกี ารออกกฎเกณฑ์ กตกิ า ทเี่ ปน็ ลกั ษณะสญั ญาประชาคม ทใ่ี ชค้ วบคมุ สงั คม มคี วาม จำ� เปน็ ทจี่ ะมหี วั หนา้ มาคมุ้ ครองรกั ษากฎเกณฑ์ กตกิ า รกั ษาความสงบสขุ แกส่ มาชกิ ในสงั คม ตลอดจน รักษาทรัพย์สินก็เกดิ ขนึ้ ตามมา และเริ่มมกี ารถอื กรรมสทิ ธิ์ในทด่ี ินเกดิ ข้ึน กษัตรยิ พ์ ระองคห์ นึง่ ๆ กจ็ ะ ทรงครอบครองอาณาจักรทม่ี ีอาณาเขตแน่นอน รฐั ทสี่ มบรู ณ์แบบก็เกิดขึ้นแต่บัดนัน้ สว่ นทฤษฎมี หาโควนิ ทสตู รเปน็ แนวกำ� เนดิ รฐั ในรปู แบบการแบง่ แยกอำ� นาจอธปิ ไตยจากรฐั หนง่ึ ซงึ่ เปน็ รฐั ทมี่ อี าณาเขตกวา้ งใหญ่ มลี กั ษณะคลา้ ยกบั รปู แบบของจกั รวรรดิ แลว้ ถกู แบง่ แยกออกเปน็ รฐั อิสระหลาย ๆ รัฐ แตล่ ะรัฐก็มีอำ� นาจอธปิ ไตยเป็นของตนเอง ก่อให้เกดิ รัฐใหม่ ซงึ่ มีความสอดคล้องกบั การก�ำเนดิ รัฐในสมัยกลางทจี่ ักรวรรดิลม่ สลาย และเกดิ เปน็ นครรฐั ใหม่ ๆ ข้นึ มาแทน เช่นเดียวกับการ เกดิ รฐั หลงั สงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ แตก่ ารเกดิ รฐั ใหมต่ ามมหาโควนิ ทสตู รมคี วามแตกตา่ งกบั การเกดิ รฐั ใน อัคคัญญสูตร ในอัคคัญญสูตรเป็นการอธิบายการเกิดข้ึนของโลก มนุษยชาติ รัฐ กษัตริย์ และชนชั้น ต่าง ๆ เป็นปฐม แต่การเกิดข้ึนของรัฐในมหาโควินทสูตรน้ัน เกิดขึ้นหลังจากมีรัฐแล้ว และแบ่งแยก อำ� นาจอธปิ ไตย ก่อใหเ้ กิดเป็นรัฐใหมข่ น้ึ มา

บทท่ี ๓ รัฐ (State) และเปน็ ทยี่ อมรับโดยทวั่ ไป ศพั ทท์ ง้ั ๓ สามารถใชแ้ ทนกนั ได้ บางครงั้ เรยี ก “รฐั ” วา่ “ประเทศ” หรอื “ชาต”ิ ๑ เชน่ ชาตไิ ทย หรือประเทศไทย เปน็ ตน้ ส่วนที่ใช้ความหมายเฉพาะแต่ละศัพท์ ซงึ่ มคี วามโนม้ เอียงไปทางใดทางหน่ึง อาจมคี วามแตกต่างกัน คอื ก. รัฐ เน้นความเปน็ เอกราช หรือความเป็นอสิ ระที่มีอ�ำนาจอธปิ ไตยท้งั ภายในและภายนอก ข. ประเทศ เน้นสภาวะทางอาณาเขต ดินแดน คือ สภาวะทางภูมิศาสตร์ของแต่ละประเทศ น้นั ๆ วา่ มีรปู ลกั ษณะเปน็ อย่างไร การจัดตัง้ องค์กรทางการเมือง สืบเนอื่ งมาจากการที่มนุษยร์ วมตัว กันข้ึนเป็นสังคม จุดเร่ิมต้นของการรวมตัวเป็นสังคม คือ การรวมกลุ่มข้ึนเป็นครอบครัว จากกลุ่ม ครอบครัวขยายเป็นเผ่าชน หรือเป็นรูปแบบเหล่ากอ หรือโคตรตระกูล จากนั้นกลายเป็นนครรัฐ จากนครรัฐแปรสภาพเป็นจักรวรรดิ ซึ่งมีระยะเวลาคาบเก่ียวกับนครรัฐ จนถึงสงครามโลกคร้ังท่ี ๒ สนิ้ สดุ ลง มกี ารจดั องค์กรทางการเมืองเป็นรฐั ประชาชาติ หรือ “รฐั ” “ชาต”ิ หรอื “ประเทศ” ซ่ึงเปน็ การจัดรูปแบบองค์กรทางการเมอื งในปัจจุบัน ค. ชาติ เนน้ เชือ้ สายเผา่ พนั ธุ์ ตลอดจนวฒั นธรรมของประชากรในชาติน้นั ๆ ความหมายของค�ำว่า “รัฐ” หมายถึง “ประชากรท่ีมาอยู่รวมกัน ณ ท่ีใดท่ีหนึ่งท้ังชายและ หญงิ เปน็ ระยะเวลาอนั ยาวนาน รวมตวั กนั เขา้ เปน็ สงั คม มคี วามเปน็ ปกึ แผน่ อยใู่ นอาณาเขตทแ่ี นน่ อน มีขนบธรรมเนยี ม ประเพณี วฒั นธรรม กฎระเบียบ ขอ้ บงั คับ เปน็ ของตวั เอง มีผรู้ ับผดิ ชอบ โดยการใช้ อำ� นาจในการปกครอง ควบคมุ ดแู ลผลประโยชนข์ องคนในสงั คมใหเ้ กดิ ความสงบสขุ ภายใน และปอ้ งกนั ภัยอันตรายจากภายนอก” ๑ จิรโชค (บรรพต) วรี ะสยั , ดร., และคณะ, เรอ่ื งเดมิ , หน้า ๙๑

36 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ องค์ประกอบของรัฐ โดยทว่ั ไปแลว้ รฐั จะมสี ภาพเปน็ รฐั ทส่ี มบรู ณไ์ ดต้ อ้ งประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบ ๔ ประการ คอื ๑. ประชากร (พลเมือง) ๒. อาณาเขต หรอื ดินแดน ๓. รฐั บาล ๔. อธิปไตย๒ ๑. ประชากร (พลเมอื ง) เป็นองค์ประกอบท่สี ำ� คัญของรัฐ ถ้าไม่มีประชากรมแี ตอ่ าณาเขตหรอื ดนิ แดน จะเปน็ รัฐไมไ่ ด้ ประชากรอาจจะเปน็ สมานรปู คอื มเี ชอื้ ชาตเิ ผา่ พนั ธ์ุ วฒั นธรรมเปน็ อนั เดยี วกนั เชน่ ไทย เขมร เวยี ดนาม ญปี่ ุ่น เป็นตน้ หรอื จะเปน็ ประชากรแบบพหสุ ังคม คอื หลากหลายเช้อื ชาติเผา่ พนั ธุ์ วฒั นธรรม รวมอยู่ ในรฐั เดยี วกนั กไ็ ด้ ส่วนจำ� นวนน้ันจะมากน้อยแตกต่างกันออกไป ไม่แน่นอน ในยคุ กรกี โบราณ เพลโต ก�ำหนดจ�ำนวนประชากรที่เหมาะสมที่สามารถบริหารจัดการได้ดี ก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยคือ ๕,๐๔๐ คน แต่ในปจั จบุ ัน (พ.ศ. ๒๕๕๓) จำ� นวนประชากรในโลกมีประมาณ ๖,๙๐๐ ลา้ นคน ประเทศ ทมี่ จี ำ� นวนมากท่ีสุด ๓ ล�ำดับแรก คือ ประเทศจีน ประมาณ ๐,๓๐๐ ล้านคน ประเทศอินเดยี ๑,๑๐๐ ลา้ นคน สหรัฐอเมรกิ า ๒๗๕ ล้านคน เปน็ ตน้ ข. อาณาเขตหรือดนิ แดน รัฐจะมีแต่ประชากรอย่างเดียว โดยไม่มีอาณาเขตหรือดินแดนเป็นถิ่นที่อยู่ไม่ได้ เพราะ จะท�ำให้เป็นพวกเร่ร่อน ไม่มีท่ีอยู่เป็นหลักแหล่ง ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็น “รัฐ” หรือ “ประเทศ” ไดโ้ ดยสมบรู ณ์ อาณาเขตของรัฐประกอบไปดว้ ย ๑. แผน่ ดิน ๒. ทะเล ๓. ไหลท่ วปี ๔. อากาศ ๒ จิรโชค (บรรพต) วรี ะสัย, ดร., และคณะ, เรอื่ งเดมิ , หน้า ๙๒ - ๙๘

รฐั 37 ค. รฐั บาล รัฐจ�ำเป็นท่ีจะต้องมีรัฐบาล เพื่อท�ำหน้าท่ีปกป้องคุ้มครอง ดูแล รักษาอาณาเขต ดินแดน รวมทง้ั ประชากรทอี่ ยภู่ ายในรฐั ใหไ้ ดร้ บั ความปลอดภยั จากศตั รภู ายใน รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยภายใน สังคมของรัฐนน้ั ๆ และจากศัตรูภายนอก มิให้มารุกรานได้ ถา้ รฐั ปราศจากรฐั บาลแล้ว จะไม่สามารถ ด�ำรงความเป็นรฐั หรือชาตไิ ว้ได้ ง. อ�ำนาจอธิปไตย รัฐจะต้องมีอ�ำนาจอธิปไตย คือ อ�ำนาจสูงสุด หรืออ�ำนาจท่ีมีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ครอบคลุมทั่วอาณาเขตดินแดน และประชากรของรัฐ เป็นอ�ำนาจท่ีถาวร คงอยู่คู่กับรัฐตลอดไป และแบง่ แยกไมไ่ ด้ ทงั้ อำ� นาจอธปิ ไตยภายในและอำ� นาจอธปิ ไตยภายนอก อำ� นาจอธปิ ไตยภายใน ไดแ้ ก่ อำ� นาจอธิปไตยทางกฎหมาย ทางการเมอื ง ตามขอ้ เท็จจรงิ ตามนติ นิ ัย ส่วนอำ� นาจอธปิ ไตยภายนอก ไดแ้ ก่ ความเป็นรฐั เอกราช มีอิสรเสรีภาพ ปราศจากการควบคมุ หรอื แทรกแซงจากรฐั อน่ื ๆ ลักษณะของรัฐ รัฐมลี ักษณะที่สำ� คญั ๓ ประการ คือ ๑. อำ� นาจอธปิ ไตย ๒. การผูกขาดอำ� นาจ ๓. มิติการเมือง อ�ำนาจอธิปไตยและการผูกขาดอ�ำนาจเป็นท้ังองค์ประกอบของรัฐ และลักษณะของรัฐ เปน็ สงิ่ สำ� คญั ถอื วา่ เปน็ หวั ใจของความเปน็ รฐั เพราะเปน็ อำ� นาจทใี่ ชค้ วบคมุ ทงั้ อาณาเขตและประชากร ทง้ั หมด ทง้ั เป็นการผกู ขาดเหนือความกดดนั บีบบังคบั จากองคก์ รใด ๆ จดุ ประสงคข์ องรฐั ตามทศั นะของอรสิ โตเตลิ จดุ ประสงคข์ องรฐั กค็ อื “มใิ ชเ่ พยี งเพอ่ื มชี วี ติ อยู่ แตต่ อ้ งเปน็ ไปเพอ่ื ชวี ติ ซึง่ มีคณุ ภาพทีด่ ”ี ๓ จุดประสงคข์ องรัฐตามแนวคิดข้างต้น แยกออกเปน็ ๓ ประการ คือ ๓ “The end of the state not mere life. It is rather, a good quality of life” of Andrew Hacker, Political Theory (New York: Macmillan, 1961), p. ๘๑.

38 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. ให้ความค้มุ ครองประชากรใหอ้ ยู่รอดปลอดภัยจากศตั รูภายในและภายนอก ๒. ให้การดแู ลเอาใจใสส่ วสั ดกิ ารของประชากร ๓. ส่งเสรมิ การอย่รู ว่ มกันของประชากรอย่างมคี ณุ ธรรม จดุ ประสงค์ของรัฐตามทัศนะของชารล์ ส์ หลุยส์ มองเตสกิเออ๔ นักนติ ศิ าสตร์ชาวฝรง่ั เศส คือ ๑. การค้มุ ครองชีวิต ๒. การใหม้ ีปจั จยั ๔ ท่ีเหมาะสม ๓. การดำ� รงชวี ติ เป็นปกติสุข จุดประสงคข์ องรัฐตามทัศนะของจาคอบเสน็ และลิปแมน๕ คือ ๑. ให้สังคมมคี วามสขุ ๒. สง่ เสริมความผาสกุ สว่ นบุคคล ๓. สง่ เสริมความผาสกุ ส่วนรวม ๔. ส่งเสรมิ คุณธรรม หน้าทีข่ องรัฐ หนา้ ทขี่ องรฐั คอื รฐั บาลจะตอ้ งทำ� หนา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบในการอำ� นวยประโยชนส์ ขุ ใหแ้ กป่ ระชาชน และประชาชนจะต้องได้รับประโยชนจ์ ากรัฐ คือ ๑. รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยและความมน่ั คงภายใน โดยการออกกฎหมาย ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั ตา่ ง ๆ ๒. การจัดสวัสดิการทางสงั คมใหบ้ รกิ ารแก่ประชาชน ใหป้ ระชาชนไดร้ ับประโยชน์และความ สขุ โดยทัว่ ถึง ๓. พัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม ใหป้ ระชาชนอยูด่ ีกนิ ดี สรา้ งความเจริญให้เกดิ ขึ้นในสังคม ๔ Robert Stewart (Comp.) The Penguin Dictionary of Political Quatations (Middlesex: Penguin Books, ๑๙๘๔. ๕ James Flynn and William Durham, America Political Documents (New York: Monarch Press, ๑๙๖๖) p. ๒๗.

รัฐ 39 รฐั ตามแนวพุทธศาสนา รัฐตามทัศนะของพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในอัคคัญญสูตร๖ ถือว่ารัฐเป็นเครื่องมือของ ประชาชน รัฐท�ำหน้าท่ีในการรับใช้ประชาชน โดยการใช้อ�ำนาจในการควบคุมกิเลสชนิดหยาบ คือ ตัณหา ความต้องการของมนุษยท์ ี่แสดงออกมาทางกาย วาจา ละเมิดสิทธเิ สรีภาพของประชากรที่รว่ ม กันในสังคม ให้อยู่ในระดับปกติ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข แต่เน่ืองจากมนุษย์มีจิตใจท่ีดี เลว หยาบ กระด้างต่างกัน ในการอยู่รวมกันดังกล่าว จึงจ�ำเป็นต้องมีรัฐและผู้ใช้อ�ำนาจของรัฐ หากมนุษย์ทกุ คนในสงั คมเปน็ คนดี มศี ีลธรรม ประพฤตสิ ุจรติ ทางกาย วาจา ใจ แล้ว รฐั ก็ดี ผ้ใู ช้อำ� นาจ รฐั กด็ ี กฎหมายก็ดี ไม่มคี วามจ�ำเป็นใด ๆ เลย จดุ เรม่ิ ตน้ ของการรวมตวั เปน็ รฐั นน้ั เปน็ ไปแบบววิ ฒั นาการตามธรรมชาตเิ รมิ่ ตน้ จากครอบครวั และสังคมขนาดใหญ่ขึ้นตามล�ำดับ เร่ิมจากสถาบันทางครอบครัว ต่อมาเป็นสถาบันการปกครอง และเศรษฐกิจ ส่วนสถาบันการศึกษา ศาสนา และสันทนาการยังไม่ปรากฏ ส่วนองค์กรทางการเมือง เช่น “รัฐ” “ประเทศ” หรอื “ชาต”ิ ยังไม่มีเรียกแยกย่อย มีเพียงรัฐเดียว คอื “รัฐโลก” มปี ระเทศเดยี ว คือ “ประเทศโลก” และมีชาตเิ ดียว คอื “มนษุ ยชาต”ิ องคป์ ระกอบของรฐั องค์ประกอบของรัฐในอัคคัญญสูตร มีองค์ประกอบครบถ้วนตามองค์ของประกอบของรัฐใน ปจั จบุ นั เชน่ กนั คอื ๑. ประชากร (พลเมอื ง) ๒. อาณาเขต หรอื ดินแดน ๓. รฐั บาล ๔. อ�ำนาจอธิปไตย ๑. ประชากร ตามทป่ี รากฏในพระสตู รน้ี มลี กั ษณะของประชากรแบบสมานรปู เปน็ ประชากร ทีม่ จี ากแหล่งเดยี วกนั มชี าติก�ำเนิดเหมือนกนั จ�ำนวนประชากรไมไ่ ด้ระบชุ ดั วา่ มีจำ� นวนเทา่ ใด แต่ก็มี มากพอที่จะรวมตัวกันเข้าเป็นครอบครัว และวิวัฒนาการเป็นสถาบันสังคมตามล�ำดับ นับว่าเป็น ประชากรกลุ่มแรกของโลก และเป็นปฐมแหง่ บรรพบรุ ษุ ของมวลมนษุ ยชาติ ๖ พระสตุ ตนั ตปิฎก ทฆี นกิ าย ทฆี นกิ าย ปาฏิกวรรค เลม่ ๑๕ หนา้ ๑๔๖

40 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ๒. อาณาเขตหรือดินแดน มีแห่งเดียว คือ อาณาเขตโลก หรือดินแดนท้ังโลก ซ่ึงกว้างใหญ่ กว่าอาณาเขตของรัฐในปัจจุบันซ่ึงแยกย่อยออกเป็นรัฐต่าง ๆ อันประกอบ ด้วย แผ่นดิน น�้ำ อากาศ อาณาเขตท้ัง ๓ นี้ เทา่ ท่ปี รากฏในพระสูตรนี้ นำ้� จะมีปริมาณมาก ในระยะแรกมนี �้ำทวั่ จกั รวาล จากน้ัน นำ�้ จะลดลง และปรากฏเปน็ แผ่นดิน และวิวัฒนาการขยายใหญข่ ้ึน จนเปน็ โลกในปัจจบุ นั ๓. รัฐบาล เกิดขึ้นเนื่องจากมีความจ�ำเป็นท่ีจะต้องมีผู้ปกครอง เพ่ือขจัดความสับสนวุ่นวาย ของสังคม ให้มีผู้ว่ากล่าวตักเตือนและลงโทษผู้ที่กระท�ำผิด เพื่อปกป้องคุ้มครองคนดี รัฐบาลตามนัย ของพระสตู รน้ี เป็นรัฐบาลแบบสมบรู ณาญาสิทธริ าช หรอื แบบราชาธปิ ไตย หรอื แบบพระมหากษตั ริย์ ซ่ึงได้รับการคัดเลือกและมอบอ�ำนาจจากมหาชน จึงเรียกว่า “มหาชนสมมติ” มีลักษณะคล้ายทฤษฎี สัญญาประชาคมของโธมสั ฮอบส์ และที่ไดช้ ่อื วา่ “ราชา” เพราะประชาชนยนิ ดีมอบต�ำแหนง่ ผู้นำ� ให้ และทชี่ อื่ วา่ “กษตั รยิ ”์ เพราะเปน็ ผปู้ กครองดแู ลพน้ื ทกี่ ารเกษตร หรอื ผเู้ ปน็ เจา้ แหง่ นา หรอื ผเู้ ปน็ ใหญ่ แหง่ นา หรือผคู้ ุ้มครองดแู ลพนื้ ทอ่ี นั กวา้ งใหญ่ไพศาล ๔. อำ� นาจอธปิ ไตย จะอยทู่ ่กี ษัตริย์ เปน็ อำ� นาจอธิปไตยทางการเมืองการปกครอง จะทรงใช้ เองโดยเบอื้ งตน้ มหาชนเป็นผ้มู อบให้ มีค่าตอบแทนเปน็ ขา้ วท่ปี ระชาชนจะแบ่งใหต้ ามความเหมาะสม จะใช้อ�ำนาจการปกครองโดยวิธีการออกกฎเกณฑ์ข้อบังคับให้มหาชนปฏิบัติตาม หากมีผู้ฝ่าฝืนก็จะ พจิ ารณาลงโทษตามความเหมาะสมแกก่ รณี ตามทปี่ รากฏในพระสตู รน้ี อำ� นาจอธปิ ไตยจะประกอบดว้ ย ก. อำ� นาจอธปิ ไตยทางการเมอื งการปกครอง ข. อำ� นาจอธปิ ไตยทางกฎหมาย ค. อำ� นาจอธิปไตยตามนติ นิ ัย อ�ำนาจอธิปไตยน้ีเป็นอ�ำนาจอธิปไตยภายในเพียงอย่างเดียว ไม่มีอ�ำนาจอธิปไตยภายนอก เพราะเป็นรฐั เอกราชรัฐเดยี วในโลก ไมม่ รี ัฐอ่นื ใดอีก จุดประสงคข์ องรฐั ในอัคคญั ญสตู รได้กลา่ วถงึ จุดประสงคข์ องรัฐ พอสรปุ ได้ดังน้ี ๑. คมุ้ ครองคนดี ขจัดคนช่วั ๒. อบรมสงั่ สอนให้เป็นคนดี ๓. ลงโทษผู้กระทำ� ผิดโดยการต�ำหนิ หรือเนรเทศออกจากสังคม ๔. ท�ำให้สงั คมเกดิ ความสงบสขุ ในการอย่รู ่วมกนั โดยหลกั ธรรมาภบิ าล หน้าทีข่ องรัฐ ในพระสตู รน้ี ได้กลา่ วถงึ หนา้ ที่ของผนู้ ำ� ที่มหาชนคดั เลอื ก ดงั น้คี ือ ๑. รกั ษาความสงบเรียบรอ้ ยของสังคม

รัฐ 41 ๒. ใชอ้ ำ� นาจทางการบรหิ ารโดยหลักธรรมรฐั หรือธรรมาภิบาล ๓. สร้างความยตุ ธิ รรมใหเ้ กดิ ข้นึ ในสงั คม ๔. สรา้ งความสขุ ใจ และท�ำความพอใจให้เกดิ แก่ประชาชน รฐั โลก ตามทีป่ รากฏในอคั คญั ญสูตรดงั กลา่ วน้ี รฐั ทีเ่ กิดขึ้นมีลกั ษณะดงั น้ี ๑. มรี ฐั เดยี ว คือ รฐั โลก ๒. รฐั บาลเดยี วปกครองรฐั โลก ๓. รัฐบาลมีอ�ำนาจอธิปไตยในการบังคับใช้ภายในรัฐโลก โดยประชาชนทั้งโลกมอบ ใหจ้ ากการคดั เลือก ๔. ทุกคนอยภู่ ายใตก้ ฎเกณฑ์อันเดยี วกัน ๕. ประชาชนทัง้ หมดมีเผา่ พันธแุ์ ละท่มี าแหง่ เดยี วกัน คือ เปน็ อาภัสสรพรหมจากพรหมโลก การเกิดโลกใหม่หลังจากโลกเก่าพินาศไปแล้ว อาณาเขตของโลกมีแห่งเดียว คือ โลกท้ังโลก ประชากรมีเผ่าพันธุ์กลุ่มเดียวทจ่ี ตุ ิมาจากอาภสั สรพรหมจากพรหมโลก รฐั บาล คือ หวั หนา้ ผูท้ �ำหนา้ ที่ ปกครองมรี ฐั บาลเดียวในโลก จะเรียกว่า “รัฐบาลแหง่ โลก” ก็ได้ ใชห้ ลักในการปกครองเกณฑ์เดียวกนั กับทุกคนในสงั คมอยา่ งเสมอภาค สรุป ในปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๓) มรี ฐั หรอื ประเทศตา่ ง ๆ ท่วั โลกจำ� นวน ๒๔๕ ประเทศ แต่มแี นวคดิ ยอ้ นยคุ ไปสปู่ ฐมโลก คอื ตอ้ งการใหม้ กี ารรวมกนั เขา้ เปน็ รฐั เดยี วกนั คอื “รฐั โลก” (World State) หรอื รฐั บาลเดยี ว คอื “รฐั บาลโลก” (World Government) โดยการสรา้ งจกั รวรรดโิ ลกในสมยั ของพระเจา้ อเลกซานเดอรม์ หาราชแหง่ โรมนั เยอรมนั รว่ มมอื กบั ญป่ี นุ่ พยายามขยายดนิ แดนไปทว่ั ยโุ รปและเอเชยี เพอื่ สรา้ งจกั รวรรดโิ ลก จนเกดิ สงครามโลกครงั้ ท่ี ๒ ผนู้ ยิ มลทั ธมิ ารก์ ซ์ ไดข้ ยายอาณาเขตยดึ ครองเขา้ ไป ในยุโรปตะวันออก เอเชีย อัฟริกา ละตินอเมริกา และมีความพยายามในการจัดต้ังองค์การต่างๆ ให้เสมือนรัฐโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ แต่ก็ขาดอ�ำนาจอธิปไตย คือ อ�ำนาจสูงสุดที่ใช้บังคับได้ ทว่ั โลก แนวคดิ เหล่านีจ้ งึ เป็นเพยี งอดุ มการณ์ ซึง่ ไม่อาจบรรลุผลทีแ่ ท้จริง ผทู้ ่ีเป็นเจ้าของอุดมคตนิ ีจ้ ะ ทราบหรอื ไมก่ ต็ ามวา่ รฐั โลกไดเ้ คยมมี าแลว้ ตงั้ แตส่ มยั โลกอบุ ตั ขิ น้ึ ครง้ั แรก แนวคดิ ทล่ี ำ�้ สมยั กลบั กลาย เปน็ อดุ มคติย้อนยคุ ไปสู่สมัยปฐมบรรพ์อย่างไม่น่าเชอ่ื ดังท่ปี รากฏในอคั คญั ญสตู ร



บทที่ ๔ รูปแบบของรฐั (Forms of Government) รูปแบบของรัฐหรือรูปแบบการปกครองเกิดข้ึนพร้อมกับการก�ำเนิดรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการควบคุม ดูแล ให้ประชาชนอยู่ภายใต้อ�ำนาจ หรือบางทีเป้าหมายก็เพ่ือ ประโยชน์สุขของผู้ปกครองเองและพวกพ้อง บางทีก็เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนที่อยู่ในรัฐ ให้อยู่ กันอย่างปกตสิ ขุ ท�ำให้สงั คมมคี วามเป็นปึกแผ่นมั่นคง รูปแบบการปกครองมีหลายรูปแบบ ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับผู้น�ำและประชาชนว่า มีพ้ืนฐานทางด้าน สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเป็นอย่างไร ท้ังนี้จะไม่มีรูปแบบการปกครองใดเป็นรูปแบบท่ีดีท่ีสุด และใชไ้ ดต้ ลอดไป แตเ่ ปา้ หมายคอื ประโยชนส์ ขุ ของประชาชนสว่ นใหญ่ รปู แบบใดสามารถตอบสนอง เปา้ หมายได้ในขณะนนั้ ก็ถือวา่ เปน็ รปู แบบท่เี หมาะสมและมปี ระโยชนแ์ ก่รฐั นั้น ๆ บางทรี ูปแบบหน่ึง ก็เหมาะกับสังคมหนึ่ง แตไ่ ม่อาจใช้เป็นรูปแบบการปกครองอีกสงั คมหนงึ่ ได้ นกั ปราชญใ์ นทางรฐั ศาสตร์ ไดพ้ ยายามวางกฎเกณฑค์ น้ หารปู แบบการปกครองทดี่ ที สี่ ดุ แตก่ ็ ยังไม่พบรปู แบบดังกล่าว จึงทำ� ให้เกิดรูปแบบการปกครองหลากหลายรปู แบบ และหลากหลายทฤษฎี แตก่ ย็ ังไม่มีขอ้ ยตุ ิอยดู่ ี รูปแบบการปกครองดังกล่าวที่ว่าน้ี หมายถึงรูปแบบของรัฐบาลที่ใช้อ�ำนาจในการปกครอง ซ่ึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งท่ีส�ำคัญในความเป็นรัฐ อันประกอบไปด้วยอาณาเขต ประชากร รัฐบาล และอ�ำนาจอธิปไตย รัฐบาลดังกล่าวคือผู้ท�ำหน้าที่ใช้อ�ำนาจอธิปไตย เพ่ือคุ้มครองควบคุมดูแลรักษา ประเทศใหเ้ กดิ ความสงบเรียบรอ้ ย และประโยชน์สขุ ร่วมกนั ของประชาชน รูปแบบการปกครองแบบต่าง ๆ ในอดีต - เพลโต ได้ช่ือว่าเป็นบิดาวิชาทฤษฎีการเมือง ได้ก�ำหนดรูปแบบการปกครองไว้ในปี ๔๒๗ ก่อนคริสตกาล ดังต่อไปน๑ี้ ๑ สขุ มุ นวลสกลุ , รศ., ดร., วทิ ยา นภาศริ กิ ลุ กจิ , รศ., ดร., และวศิ ษิ ฐ์ ทวเี ศรษฐ,์ รศ., “การเมอื งและการปกครองไทย” (กรงุ เทพฯ, โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำ� แหง : ๒๕๓๙) หนา้ ๒ - ๔

44 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ จ�ำนวนผปู้ กครอง รัฐท่มี ีกฎหมาย รฐั ท่ีไมม่ กี ฎหมาย คนเดยี ว ราชาธิปไตย (Monarchy) ทชุ นาธปิ ไตย (Tyranny) อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) คณาธปิ ไตย (Oligrachy) คนส่วนนอ้ ย ประชาธปิ ไตย (Democracy) ฝงู ชน (Mob – Rule) คนสว่ นมาก ในความเหน็ ของเพลโต การปกครองทด่ี ที สี่ ดุ คอื การปกครองแบบของราชาธปิ ไตย หรอื ราชา ปราชญ์ ซึ่งได้กล่าวไว้ในอุดมรัฐ หรือเลิศรัฐ และรูปแบบการปกครองที่ดีรองลงมา ได้แก่ ระบบการ ปกครองแบบอภิชนาธิปไตย ส่วนการปกครองท่ีเลวก็คือ ทุชนาธิปไตย หรือทรราชย์ และฝูงชน โดยการปกครองท่ีดนี ั้น ผ้ปู กครองต้องประกอบไปดว้ ยความรู้ ความสามารถ และคณุ ธรรม โดยยึดถอื กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปกครองโดยผู้ปกครองคนเดียว ที่เรียกว่า ราชาธิปไตย หากไม่มีคุณธรรม ปกครองเพื่อประโยชน์ของตนเอง เรียกว่า ทุชนาธิปไตย หรือทรราชย์ การปกครองโดยคณะบุคคลที่ ม่งุ ประโยชนแ์ ก่ประชาชน โดยมีคุณธรรมเป็นบรรทัดฐาน ทเี่ รียกวา่ อภชิ นาธปิ ไตย กเ็ ป็นรูปแบบการ ปกครองทย่ี อมรบั ได้ แตถ่ า้ หากผปู้ กครองเพอื่ ประโยชนข์ องตนเองและพวกพอ้ ง ปกครองโดยปราศจาก คุณธรรม การปกครองน้ันเรียกว่า คณาธิปไตย เป็นรูปแบบที่ไม่พึงประสงค์ในความเห็นของเพลโต ส่วนการปกครองแบบประชาธิปไตย เพลโตเห็นว่าเป็นการปกครองท่ีไม่เหมาะสม เพราะเป็นการ ปกครองโดยผู้ปกครองใช้ฝูงชนเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง ซึ่งไม่ เหมาะกบั สภาพสงั คมทป่ี ระชาชนสว่ นใหญข่ าดความรู้ ความรบั ผดิ ชอบ และยากจน จงึ เปน็ การปกครอง กบั สภาพสังคมและเศรษฐกจิ ในขณะนั้น - อริสโตเติล ได้ชื่อว่า เป็นบิดาของวิชารัฐศาสตร์ ได้ก�ำหนดรูปแบบการปกครองท้ังท่ีดีและ ไม่ดี ดังต่อไปนี้ ก. ระบอบราชาธปิ ไตย (Monarchy) ข. ระบอบอภิชนาธปิ ไตย (Aristocracy) ค. ระบอบโพลิตี (Polity) ง. ระบอบทรราชย์ (Tyranny) จ. ระบอบคณาธปิ ไตย (Oligarchy) ฉ. ระบอบประชาธิปไตย (Democracy) รปู แบบการปกครองทผ่ี ปู้ กครองใชอ้ ำ� นาจเพอ่ื ประโยชนส์ ขุ ของสว่ นรวม ถอื วา่ เปน็ รปู แบบการ ปกครองทด่ี ี ได้แก่ ระบอบราชาธปิ ไตย ระบอบอภชิ นาธปิ ไตยและระบอบโพลติ ี

รปู แบบของรัฐ 45 รูปแบบการปกครองที่ผู้ปกครองใช้อ�ำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก ถือว่าเป็นรูป แบบการปกครองที่ไมด่ ี ไดแ้ ก่ ระบอบทรราชย์ ระบอบคณาธปิ ไตย และระบอบประชาธปิ ไตย - โธมัส ฮอบส์ ได้ก�ำหนดรูปแบบการปกครองท่เี หน็ วา่ ดที ีส่ ดุ คอื การปกครองในรปู แบบของ ราชาธิปไตย ซึ่งเปน็ แบบสมบรู ณาญาสิทธริ าช ทฤษฎีน้เี กิดข้นึ ในศตวรรษท่ี ๑๖ เรยี กว่า ทฤษฎสี ญั ญา ประชาคม โดยโธมสั ฮอบสเ์ หน็ วา่ ประชาชนเมอ่ื มาอยรู่ วมกนั เขา้ เปน็ สงั คม ยอมสละสทิ ธเิ สรภี าพบาง ประการให้แก่บคุ คลที่ ๓ ใชอ้ ำ� นาจแทน อ�ำนาจท่ีกล่าวน้ัน คอื อ�ำนาจบรหิ าร ตลุ าการและนิติบญั ญตั ิ ใช้ในการบริหารประเทศ อ�ำนาจน้ีเม่ือมอบให้แล้ว มอบให้เลย ไม่สามารถจะน�ำกลับคืนมาได้ เพราะ บคุ คลที่ ๓ ท่ไี ด้รับมอบอำ� นาจนัน้ ไม่ใช่คสู่ ัญญา จงึ ไมจ่ �ำเปน็ ท่จี ะคนื ใหป้ ระชาชน ทฤษฎนี ี้ไดส้ นบั สนนุ ให้เกิดรูปแบบการปกครองแบบศูนย์รวมอ�ำนาจอยู่ที่ผู้น�ำ โดยมีจุดมุ่งหมายให้เกิดความเข้มแข็ง และ เด็ดขาดในการบรหิ ารรัฐ - จอหน์ ล็อค เปน็ เจา้ ของทฤษฎีสญั ญาประชาคม ซ่ึงเกดิ ขึ้นในศตวรรษท่ี ๑๖ ตอ่ จากโธมัส ฮอบส์ แต่มีแนวคิดซ่ึงแตกต่างกัน โดยเห็นว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย ได้ตกลงกันท�ำ สัญญามอบอ�ำนาจบริหาร ตุลาการ นติ ิบัญญัติ ให้บุคคลที่ ๓ ใชใ้ นการบริหารประเทศแทน หากผรู้ ับ มอบอ�ำนาจนั้นบริหารประเทศไม่เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ เจตจ�ำนงของเจา้ ของผ้ทู ำ� สัญญา ก็สามารถ จะเรยี กคนื ได้ และอำ� นาจทง้ั ๓ ยงั เปน็ ของประชาชนผเู้ ปน็ เจา้ ของอำ� นาจอธปิ ไตย สว่ นผรู้ บั มอบอำ� นาจ อธิปไตยเป็นเพียงผู้รับใช้และท�ำหน้าที่แทน โดยรับผลประโยชน์ตอบแทนตามกฎกติกาท่ีตกลงกันไว้ และอ�ำนาจทง้ั ๓ นัน้ สามารถท่จี ะคานอ�ำนาจซึง่ กนั และกันได้ เพอื่ ไม่ให้เกิดการรวบอำ� นาจ อนั จะก่อ ให้เกิดความเสียหายแก่ผลประโยชน์ของประชาชน ทฤษฎีน้ีได้ช่ือว่าสนับสนุนการปกครองในรูปแบบ ประชาธปิ ไตย - ลทั ธเิ ผดจ็ การแบบเบด็ เสรจ็ นยิ ม๒ ทเ่ี รยี กวา่ ลทั ธคิ อมมวิ นสิ ต์ หรอื ลทั ธสิ งั คมนยิ มแนวคารล์ มารก์ ซ์ ในตน้ ศตวรรษท่ี ๑๙ ลทั ธปิ ระชาธปิ ไตยตามทฤษฎขี องจอหน์ เจรญิ สดุ ขดี ปลายศตวรรษที่ ๑๘ ถงึ ตน้ ศตวรรษท่ี ๑๙ ไดเ้ กิดสงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ ข้นึ ในปี ค.ศ. ๑๙๑๔ – ๑๙๑๘ เปน็ ระยะเวลา ๔ ปี หลังสงครามสงบลง ไดเ้ กดิ ปัญหาเศรษฐกจิ ตกต�ำ่ มปี ัญหาการวา่ งงาน และความว่นุ วายทางการเมือง คาร์ล มาร์กซ์ เห็นว่าการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยไม่อาจแก้ปัญหาได้ จึงมีแนวความคิดใน รปู แบบการปกครองแบบคอมมวิ นสิ ต์ เพือ่ แกป้ ญั หาดงั กล่าว โดยมสี มมตฐิ านวา่ ถา้ สามารถแกป้ ัญหา เศรษฐกิจซ่ึงเป็นโครงสร้างพ้ืนฐานของสังคมได้ ก็จะสามารถท�ำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี โดยถือว่า ทุกคนมีความเสมอภาคกัน มีชนช้ันเดียวในสังคม คือ ชนช้ันกรรมาชีพเท่าน้ัน แต่มีพรรคการเมือง ๒ อานนท์ อาภาภริ ม, “รัฐศาสตรเ์ บื้องต้น” (กรงุ เทพฯ , สำ� นักพิมพโ์ อเดยี นสโตร์ : ๒๕๒๘) หน้า ๓๗

46 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ พรรคหนงึ่ ซงึ่ เปน็ ตวั แทนของคนในสงั คม คอื พรรคคอมมวิ นสิ ต์ ทำ� หนา้ ทใ่ี นการบรหิ ารเพอ่ื ขบั เคลอ่ื น และแบ่งปันผลประโยชน์ของคนในสังคมให้เสมอภาคกัน รูปแบบการปกครองดังกล่าวถือว่าเป็น การปกครองแบบเผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นยิ ม คอื ประชาชนไมม่ สี ทิ ธเิ สรภี าพทง้ั ดา้ นการเมอื ง การปกครอง สงั คม เศรษฐกจิ การศกึ ษา และอ่ืน ๆ ทุกอย่างข้ึนอยกู่ ับพรรคคอมมิวนสิ ตแ์ ละรัฐบาลเท่าน้ัน - ลัทธิเผด็จการแบบอ�ำนาจนิยม ฟาสซิสม์๓ โดยมุสโสลินี ซ่ึงเกิดในอิตาลีในปี ค.ศ. ๑๙๒๒ และลัทธินาซี โดยฮิตเลอร์ ซ่ึงเกิดในเยอรมันใน ค.ศ. ๑๙๓๓ ถือว่าเป็นรูปแบบการปกครองแบบ เผดจ็ การแบบอำ� นาจนยิ มอกี แบบหนง่ึ ซง่ึ ตรงกนั ขา้ มกบั เผดจ็ การแบบเบด็ เสรจ็ นยิ ม เกดิ ขน้ึ มาเพอื่ ตอ่ ต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธินี้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา ศาสนา และอื่น ๆ เหมือนกับการปกครองรูปแบบประชาธิปไตย แต่อ�ำนาจทางด้านการเมืองการปกครองข้ึน อยกู่ ับรฐั บาล หรอื ท่เี รยี กวา่ ผนู้ �ำเท่าน้นั การปกครองรูปแบบนม้ี แี นวความคดิ ว่า ประชาชนเกิดมาเพ่อื รัฐ รัฐเท่านั้นจะต้องคงอยู่ ทุกคนจะต้องเช่ือฟังรัฐ ฉะน้ัน อ�ำนาจรัฐจึงถือว่าเป็นอ�ำนาจท่ีเด็ดขาด ประชาชนจะตอ้ งเชอ่ื ฟงั รปู แบบการปกครองในปจั จุบนั รูปแบบการปกครองในปจั จบุ นั ที่ใช้ในการบริหารประเทศต่าง ๆ มี ๓ รปู แบบ คือ ๑. แบบประชาธปิ ไตย (Democracy) ๒. แบบเผด็จการ (Dictatorship) ๓. แบบสงั คมนยิ ม (Socialism) รปู แบบการปกครองตามแนวพทุ ธ เป็นท่ีทราบกันดีอยู่แล้วว่า รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด คือ รูปแบบการปกครองท่ีอ�ำนวย ประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนได้มากท่ีสุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการปกครองรูปแบบใดก็ตาม ทั้งนี้จะ ส�ำเร็จตามเป้าหมายได้น้ัน ข้ึนอยู่กับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมของแต่ละรัฐ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย รูปแบบการปกครองรูปหน่ึงอาจจะเหมาะกับสังคมในยุคหน่ึงสมัยหนึ่ง แต่เม่ือกาลเวลาผ่านไปก็ไม่ สามารถทจ่ี ะใช้เป็นเครอื่ งมอื ในการบรหิ ารและจัดการผลประโยชน์ หรือแกป้ ัญหาทีเ่ กิดขน้ึ ในสังคมได้ ในการปกครองสมัยพทุ ธกาลกเ็ ชน่ กนั รปู แบบการปกครองก็เชน่ กัน รูปแบบท่เี หมาะในขณะนนั้ ขนึ้ อยู่ กบั สภาพสังคม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม สิง่ แวดลอ้ มในขณะนน้ั ๓ นงเยาว์ พีระตานนท์, “การเมืองและการปกครอง” (กรุงเทพฯ , ฝ่ายเอกสารและต�ำรา สถาบันราชภัฏสวนดุสิต : ๒๕๔๑) หนา้ ๕๘

รูปแบบของรฐั 47 การปกครองตามแนวพทุ ธศาสตรน์ น้ั พระพทุ ธองคม์ ไิ ดต้ รสั เกย่ี วกบั การปกครองรฐั วา่ ควรจะ เปน็ รปู แบบใด แตท่ รงเนน้ ถงึ รปู แบบการปกครองทท่ี งั้ ทผี่ ปู้ กครองและผใู้ ตป้ กครองไดร้ บั ประโยชนม์ าก ทส่ี ดุ ในการอยรู่ ว่ มกนั โดยทรงยดึ การปกครองโดยธรรม เพอื่ ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ขุ แกป่ ระชาชนเปน็ สำ� คญั ซงึ่ รปู แบบการปกครองในอนิ เดยี ในสมยั พทุ ธกาลนน้ั เปน็ การปกครอง ๒ รปู แบบ คอื รปู แบบราชาธปิ ไตย และรปู แบบอภชิ นาธปิ ไตย หรอื ทเี่ รยี กวา่ สามคั คธี รรม ซงึ่ ทง้ั ๒ แบบ พระองคไ์ มไ่ ดท้ รงชล้ี งไปวา่ แบบ ใดดีหรือไม่ดี แต่ทั้ง ๒ แบบน้ัน ก็เหมาะกับสภาพสิ่งแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐกิจในขณะนั้น เช่นกนั รูปแบบการปกครองในสมยั พทุ ธกาล ในสมยั พทุ ธกาลมสี ภาพทางสงั คม เศรษฐกจิ และการเมอื งเปน็ รปู แบบเฉพาะของสงั คมในขณะ น้ัน คือ ชนชั้นในสังคมจะประกอบด้วย ๔ ชนช้ัน คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร๔ และจัณฑาล ซ่ึงเป็นชนช้ันนอกวรรณะ เป็นการแบ่งชนชั้นตามก�ำเนิด ซึ่งเป็นชนช้ันแบบถาวร ไม่มีการท่ีจะ เปลย่ี นแปลงได้โดยการเลอ่ื นชน้ั หรือสถานภาพใด ๆ ตามความเช่ือของศาสนาพราหมณ์ ดังปรากฏใน อัคคัญญสูตร ในรูปแบบเชน่ นี้ การปกครองในรูปแบบประชาธปิ ไตย ซง่ึ ในปจั จุบันถอื ว่าดีทสี่ ุด ยอ่ มจะ เป็นรูปแบบที่เลวที่สุด ถ้าน�ำไปใช้ในสมัยนั้น แต่รูปแบบที่เหมาะที่สุดกับสภาพสังคมเช่นนั้น ก็คือรูป แบบของราชาธิปไตย หรืออภิชนาธิปไตย ในการปกครองทั้ง ๒ รูปแบบนี้ พระพุทธองค์ทรงเข้าไป เกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับทั้งผู้ปกครองและประชาชน โดยท่ีพระองค์ไม่ได้ทรงยุ่ง เก่ียวกับการบริหารจัดการของรัฐโดยตรง แต่พระองค์จะทรงเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะของพระศาสดา หรือครู ผู้ที่อยู่ในฐานะเป็นที่พ่ึงเคารพสักการะ โดยทรงแนะน�ำสั่งสอนพระราชาเหล่านั้นให้เป็น พระราชาทดี่ ี ปกครองโดยทศพธิ ราชธรรม และประชาชนกเ็ ปน็ ผปู้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นอยใู่ นสมั มาปฏบิ ตั ิ เป็นพลเมืองที่ดพี รอ้ ม จะเห็นได้วา่ พระองค์ไมไ่ ดท้ รงยกย่องหรือต�ำหนิรปู แบบการปกครองใดรูปแบบการปกครอง หนึ่งวา่ ดหี รอื เลว แตท่ รงมุ่งถงึ ประโยชนส์ ุข ทีท่ งั้ ผปู้ กครองและประชาชนจะได้รบั เปน็ สำ� คัญ รปู แบบการปกครองทสี่ อดคล้องกบั หลกั อธิปไตย ๓ อย่างในพระพทุ ธศาสนา รูปแบบการปกครองในปัจจุบัน สามารถเปรียบเทียบกับหลักค�ำสอนในพระพุทธศาสนา ซึง่ เรยี กวา่ หลกั อธปิ ไตย ๓ อย่าง๕ ได้ดงั น้ี ๔ พระสตุ ตันตปฎิ ก มัชฌิมนิกาย มัชฌมิ ปัณณาสก์ เล่มท่ี ๑๓ หน้าที่ ๕๒๐ ๕ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก องั คตุ ตรนิกาย ติกนิบาต เล่มที่ ๒๐ หนา้ ๑๘๖

48 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. อัตตาธิปไตย ๒. โลกาธปิ ไตย ๓. ธมั มาธิปไตย อตั ตาธปิ ไตย การปกครองโดยถอื ตนเปน็ ใหญ่ หากเปน็ ไปเพอื่ ประโยชนแ์ กต่ วั เอง การปกครอง นั้นก็เป็นรูปแบบการปกครองของทุชนาธิปไตย หรือทรราชย์ แต่ถ้าการปกครองน้ันเป็นการปกครอง โดยยึดหลักของความชอบธรรม ผู้ปกครองประกอบไปดว้ ยทศพิธราชธรรม ก่อให้เกดิ ประโยชน์สุขแก่ ประชาชน การปกครองนนั้ เรียกวา่ ราชาธปิ ไตย โลกาธิปไตย การปกครองโดยยึดโลกหรือประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าสภาพสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา ไม่เอื้ออ�ำนวย ประชาชนส่วนใหญ่นั้นตกเป็นเคร่ืองมือของผู้ปกครองท่ีชาญฉลาด มีความ สามารถในการปลุกระดมมวลชน เพ่ือให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง สนับสนุนให้เป็นผู้มี อำ� นาจในการปกครอง การปกครองในรปู แบบนถ้ี อื วา่ เปน็ การปกครองแบบฝงู ชนหรอื มอ็ บ ซง่ึ ไมถ่ อื วา่ เป็นแบบประชาธิปไตย สอดคล้องกับความเห็นของเพลโตและอริสโตเติล แต่ถ้าการปกครองโดย ประชาชนซึ่งเป็นเสียงสว่ นใหญ่ท่ีมสี ภาพทางสงั คม เศรษฐกจิ การศึกษาเออ้ื อ�ำนวย สามารถตดั สนิ ผดิ ชอบชว่ั ดดี ว้ ยตนเองอยา่ งมเี หตผุ ล การปกครองนน้ั กถ็ อื วา่ เปน็ การปกครองทดี่ แี ละมปี ระโยชน์ สามารถ สมั ฤทธ์ผิ ลแก่ประเทศชาติและประชาชนส่วนรวมได้ ธัมมาธิปไตย การปกครองที่ยึดเหตุผล ความถูกต้องชอบธรรมเป็นใหญ่ในการตัดสินใจ การปกครองในรูปแบบน้ีจะเป็นการปกครองที่ดีที่สุด ท�ำให้การปกครองน้ันไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด สัมฤทธ์ิผลตามเป้าหมายของการใช้อ�ำนาจในการปกครองได้อย่างดี การปกครองนั้นก็จะเป็นรูปแบบ ราชาธิปไตย หรอื ทีเ่ รียกว่า ราชาปราชญ์ อภชิ นาธิปไตย และประชาธปิ ไตย ตามล�ำดบั สอดคลอ้ งกบั หลักการในพระพุทธศาสนาที่ว่า “ปะชาสุขัง มหุตมัง” การปกครองท่ีมีความสุขของประชาชนเป็น ที่ตัง้ และ “พหุชน หติ าย สขุ าย” เป็นไปเพ่ือประโยชนส์ ขุ ของประชาชน รูปแบบการปกครองในพระพทุ ธศาสนา การปกครองในพระพุทธศาสนา หมายถึง การปกครองพุทธจักรหรือการปกครองพระสงฆ์ ซ่งึ เปน็ รูปแบบอีกรปู แบบหนึง่ ต่างจากรูปแบบของรฐั โดยแบง่ การปกครองออกเป็น ๓ แบบ คือ ๑. แบบราชาธิปไตย คือ พระองค์ทรงเปน็ ธรรมราชา ๒. แบบประชาธิปไตย ให้สงฆเ์ ป็นใหญใ่ นการปกครองหมู่คณะ ๓. แบบสงั คมนยิ มประชาธปิ ไตย ใหม้ คี วามเสมอภาคกนั ในดา้ นปจั จยั ๔ ของสงฆ์ แบบราชาธิปไตยหรือแบบธรรมราชา พระองค์ทรงปกครองคณะสงฆ์ด้วยพระองค์เอง ในการบริหารคณะสงฆ์ พระองค์อยู่ในฐานะสังฆบิดา ทรงปกครองเหมือนบิดาปกครองบุตร ในทาง