50 โสวัฒนธรรม ศาสนาและวฒั นธรรมเดยี วกนั แมจ้ ะมแี นวทางปฏบิ ตั ปิ ลกี ยอ่ ยแตกตา่ งกนั ไปกต็ าม แต่ก็เป็นชนเผ่าไทเดยี วกนั สรุ ิยา สมทุ คปุ ติ์ และพฒั นา กติ อิ าษา (บรรณาธิการ, 2536ป) ได้กล่าวถึง ชาวไทยลาว มีฮีตบ้านคองเมืองท่ียังคงรักษาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน แสดงความ สำ� คัญด้านวฒั นธรรมทีม่ ตี ่อการพัฒนา ส�ำหรับมณีวรรณ บวั ชุม (2539ป) ได้ศกึ ษากลุ่มชาติพันธ์ุไทยเขมรที่ยงั คงมี ความเคารพระบบเครือญาตผิ ู้ใหญ่ ค่านิยมของชาวบ้านเช่อื ในกฎแห่งกรรม ส่วนสมศักดิ์ ศรีสันติสุข (2540) ได้ศึกษาประเมินความยากจนแบบมี ส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเลิงบ้านทรายแก้ว อ�ำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ความหมายของความยากจนเป็นมิติทางใจและทางกายภาพ ส�ำหรับสาเหตุของ ความยากจนก็คือ ด้านภมู ศิ าสตร์ แต่ต้องอาศัยและพึง่ พงิ ธรรมชาติเป็นหลัก ส�ำหรบั เอมอร ไพไหล (2540) ได้ศึกษากระบวนการประกอบอาชพี ค้าสนุ ขั สืบเน่ืองมาจากการอพยพเข้ามาของกลุ่มชาติพันธุ์ญวนและชาวพ้ืนเมืองสกลนคร จึงน�ำเอาความเชื่อที่ว่าปีหนงึ่ จะต้องบรโิ ภคสุนขั ด�ำ 1-2 ครั้ง เพ่ือให้ความอบอุ่น แก่ร่างกายในฤดหู นาว ต่อมาได้ขยายเป็นที่นยิ มของชาวบ้านใกล้เคยี ง ส่วนวารีรัตน์ ปั้นทอง (2543) ได้ศึกษาวัฒนธรรมบรโิ ภคอาหารและวิถี การเปล่ียนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม พบว่า ชาวไทยเช้ือสาย เวียดนามอพยพมาตั้งถ่ินฐานในจังหวัดอุบลราชธานี ในปีพ.ศ.2488 มีอาชีพ ปลกู ผกั ชา่ งเหลก็ ชา่ งซอ่ ม ขายหมยู อ ขายอาหารเวยี ดนาม เปน็ ตน้ วฒั นธรรมการ บรโิ ภคไดร้ บั เอาวฒั นธรรมการบรโิ ภคจากประเทศฝรงั่ เศส และผสมผสานกลมกลนื วฒั นธรรมของทอ้ งถนิ่ ทอ่ี าศยั ซง่ึ บรโิ ภคอาหาร 3 มอื้ คอื มอ้ื เชา้ คอื กว๋ ยจบั๊ มอ้ื เทย่ี ง คอื เฝ๋อ และอาหารอีสาน อาหารเยน็ คอื แกงจืด ผัดผกั ต้มหมู เป็นต้น สำ� หรบั คณุ ภาพชวี ติ ของผสู้ งู อายใุ นกลมุ่ ชาตพิ นั ธผ์ุ ไู้ ทย โส้ ยอ้ และไท-ลาว ท่ี อาศยั ในเขตชนบทจงั หวดั สกลนคร โดยจากการศกึ ษาของฉววี รรณ สมบรู ณพ์ รอ้ ม (2539) ได้พบว่าผู้สูงอายุในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว เม่ือมีอาการเจ็บป่วยมักจะไป
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 51 ปรกึ ษาทีส่ ถานบรกิ ารสาธารณสขุ ของรัฐ ส่วนชาวโส้รักษาโดยใช้หมอแผนโบราณ วารีรัตน์ ปั้นทอง (2543) ได้ศึกษาวัฒนธรรมบรโิ ภคอาหารและวิถีการ เปลยี่ นแปลงดา้ นเศรษฐกจิ สงั คมและวฒั นธรรม พบวา่ ชาวไทยเชอื้ สายเวยี ดนาม อพยพมาตง้ั ถน่ิ ฐานในจงั หวดั อบุ ลราชธานี ในปพี .ศ.2488 มอี าชพี ปลกู ผกั ชา่ งเหลก็ ช่างซ่อม ขายหมูยอ ขายอาหารเวยี ดนาม เป็นต้น วฒั นธรรมการบรโิ ภคได้รบั เอา วัฒนธรรมการบรโิ ภคจากประเทศฝร่ังเศส และผสมผสานกลมกลืนวัฒนธรรมของ ท้องถิน่ ทอ่ี าศยั ซึง่ บรโิ ภคอาหาร 3 มอื้ คอื ม้อื เช้าคอื ก๋วยจ๊บั มือ้ เทย่ี งคอื เฝ๋อ และ อาหารอสี าน อาหารเยน็ คอื แกงจืด ผดั ผกั ต้มหมู เป็นต้น เราอาจจะสรุปได้ว่าแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีความหลากหลายทางด้าน วฒั นธรรมของตนตอ่ การพฒั นาในวถิ แี ห่งการด�ำรงชวี ติ และมวี ถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยู่ ตามพื้นฐานทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชนชาติพันธุ์ แสดงให้เห็นถึงการดำ� รง วัฒนธรรมของตนอย่างเป็นวิถีชีวิตประจ�ำวัน ซ่ึงเป็นความหลากหลายในแต่ละ กลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองความเชื่อ แผนผังการตั้งบ้าน การรักษาฮีตคอง ประเพณี ค่านิยมและความเชื่อกฎแห่งกรรม การมีวิถีชีวิตแบบยากจนในสายตา ของคนภายนอก ความยากจนเป็นมิติทางใจและทางกายภาพ วิถีการประกอบ อาชีพของคนญวน คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และการบรโิ ภคอาหารของไทย เชื้อสายญวน ซ่ึงความเชื่อและประเพณที ้ังหลายเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ทไี่ ด้มกี ารพฒั นาสืบต่อเน่ืองจากอดีตจนถึงปัจจบุ ัน 2.6 ความหลากหลายของชวี ิตวัฒนธรรมทางศิลปะ แนวความคดิ ของศลิ ปะเปน็ การแสดงออกในรปู แบบตา่ งๆ ซง่ึ มคี วามสมั พนั ธ์ สอดคลอ้ งกบั วถิ ชี วี ติ ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ จนเปน็ ลกั ษณะเฉพาะในแตล่ ะกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ โดยสามารถแสดงความแตกต่างของแต่ละชาตพิ นั ธ์ุ ดงั ต่อไปน้ี ชศู ักด์ิ ศกุ รนนั ท์ (2541) ได้พบว่ากลุ่มชาตพิ ันธ์ุไทย ไทยลาว และไทยเขมร
52 โสวฒั นธรรม มวี ถิ กี ารดำ� รงชวี ติ ทเ่ี รยี บงา่ ย มนี ำ�้ ใจงามโอบออ้ มอารี ยดึ มน่ั ในพทุ ธศาสนา รกั ษา ศลิ ปวฒั นธรรม โดยเฉพาะดา้ นหตั ถศลิ ป์ เชน่ การทอผา้ เปน็ มรดกของชาวอสี าน ซงึ่ ลกั ษณะการทอผา้ แบง่ ออกเปน็ 3 กลมุ่ คอื กลมุ่ ชาตพิ นั ธล์ุ าวและเขมรนยิ มทอผา้ ไหม และผ้าฝ้ายด้วยวิธีการขิดและมัดหมี่ ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทยนิยมทอผ้าด้วยวิธี การขิด การศึกษาเปรียบเทียบนทิ านพนื้ บ้านไทยลาว ไทยเขมร และไทยกวย โดย วจิ ติ รนาวนั งามสะพรงั่ (2543) พบวา่ นทิ านพน้ื บา้ นทงั้ สามกลมุ่ ชาตพิ นั ธม์ุ ลี กั ษณะ ร่วมกัน ด้านองค์ประกอบหลักและด้านบริบททางสังคมและวัฒนธรรมท่ีส่งผลต่อ นทิ าน การท่ีมีลักษณะทางวัฒนธรรมร่วมกันท�ำให้เห็นพื้นฐานวัฒนธรรมท่ีเหมือน กัน และสานสัมพันธ์ระหว่างสังคม วัฒนธรรมท่ีเกี่ยวกับนทิ าน ส่วนลักษณะท่ี แตกตา่ งกนั คอื นทิ านลาวมลี กั ษณะเปน็ สงั คมทเ่ี ครง่ ครดั จารตี นทิ านเขมรเนน้ ความ เช่ือทางไสยศาสตร์ และนทิ านชาตพิ ันธุ์กวยเน้นความผูกสัมพนั ธ์กับช้าง นภดล ตง้ั สกลุ และ จนั ทนยี ์ วงศค์ ำ� (2540) ไดศ้ กึ ษาคตคิ วามเชอ่ื และระบบ สังคมในการปลูกสร้างบ้านเรือนพื้นบ้านของชุมชนผู้ไทย ซึ่งได้แสดงให้เห็นความ แตกต่างท่ีสะท้อนให้เห็นคตคิ วามเชือ่ ในวิถชี วี ิตและพฤตกิ รรม ส�ำหรับเส้นทางไหมอีสานเขยี นโดย สทุ ัศน์ รุ่งศริ ศิ ลิ ป์ (2543) ชใ้ี ห้เหน็ อดีต ความเป็นมาตงั้ แต่การย้อมสคี ราม ผ้าขิด ผ้ามดั หม่ี และผ้าแพรวา ซึ่งยังคงรักษา ประเพณอี ย่างเข้มแขง็ คมกริช การินทร์ (2542) ได้ศึกษาดนตรีของชนผู้ไทย จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าส่วนใหญ่เป็นการเล่นเพ่ือความบันเทงิ เพอ่ื ประเพณี สำ� หรบั ศุภชัย สงิ ห์ยะบุศย์ และคณะ (2546) ได้ศกึ ษารูปแบบศิลปะและ การจัดการผ้าทอที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งและการพ่ึงตนเองของชุมชนท้องถ่ิน ดงั นนั้ ผา้ ไหมแพรวาของชาวผไู้ ทยมรี ปู แบบศลิ ปะ 3 ลกั ษณะคอื ผา้ ทอลว่ ง ผา้ จกดาว และผ้าเกาะ มีลักษณะการทอ ลวดลาย แตกต่างกนั แต่มีกำ� เนดิ มาจากผ้าแพรวา แบบดั้งเดิม วิธีการใช้นิ้วเกาะ มีไหมสีพื้นคือสีแดงเข้ม และชาวผู้ไทยใช้เป็น
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 53 ผ้าสไบเบี่ยงไปร่วมพิธกี ารส�ำคญั ส่วน ลักขณา จตุโพธ์ิ (2541) ได้ศึกษากระบวนการทำ� เครือ่ งหมายจกั สาน ไม้ไผ่ และคุณค่าของเครื่องจักสานไม้ไผ่ต่อวิถีชีวิตของชาวผู้ไทยบ้านโพน อ�ำเภอ ค�ำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่าชาวผู้ไทยบ้านโพนได้ยึดแนวทางศิลปหัตถกรรม แบบด้ังเดิมท่ีว่า “ผู้หญิงทอฟ้าท่ีมีความงามทางด้านลวดลาย ส่วนผู้ชายท�ำ เครื่องจักสานด้วยความประณีต” ดังน้ันการท�ำเครื่องจักสานไม้ไผ่ประเภท เครื่องใช้สอยภายในบ้าน จึงมีความละเอียดในการสานเพราะใช้เป็นประจ�ำ สว่ นประเภทเครอื่ งมอื จบั สตั วจ์ ะท�ำแบบงา่ ยและไดป้ ระโยชนจ์ ากเครอื่ งจกั สานไมไ้ ผ่ ในการพกพาและใช้แสวงหาอาหารในท้องถ่นิ ทราย (2542) ได้เขียนบทความเก่ียวกับผ้าไหมแพรวา เป็นช่ือเฉพาะที่ ชาวอสี านทวั่ ไปเรยี กผา้ ชนดิ หนงึ่ ใชส้ ำ� หรบั คลมุ ไหลห่ รอื หม่ สไบเฉยี งของชาวไทย ซง่ึ ใชใ้ นโอกาสทมี่ งี านเทศกาล บญุ ประเพณหี รอื งานสำ� คญั อนื่ ๆ เดมิ การทอผา้ แพรวา นยิ มทอใชใ้ นครวั เรอื นเทา่ นนั้ ลกั ษณะของแพรวา เปน็ ผา้ ขดิ สแี ดงทอลวดลายตา่ งๆ ในผนื เดยี วกันสลบั ลายถงึ 5 ลายมากกว่า 5 สี มีลายก้ันกลางระหว่างดอก ช่วง ดอกเรียกดอกอ้อมคั่นลาย จะสลับดอกตามขวางไปเร่ือยจนเกือบถึงเชิงผ้า จึงมี ลวดลายปลายเชงิ ผ้า ศิลปะการฟ้อนผู้ไทย จงั หวดั นครพนม ซ่ึง นงเยาว์ อ�ำรงุ พงษ์วัฒนา (2541) ได้ศึกษาศิลปะการฟ้อนผู้ไทย พบว่าชาวผู้ไทยเรณนู ครประกอบอาชีพท�ำนาเป็น อาชพี หลกั และเปน็ ทม่ี าของการฟอ้ นผ้ไู ทย ซง่ึ สะทอ้ นใหเ้ ปน็ ชวี ติ ความเปน็ อยขู่ อง ชาวผู้ไทยอย่างชัดเจน วฒั นธรรมของชาวผู้ไทยถูกหล่อหลอมและถ่ายทอดเป็นสือ่ ทางวฒั นธรรมอย่างหนงึ่ ของกระบวนท่าฟ้อนร�ำ นอกจากนี้ ทรัพย์สิน ปกิรณะ (2538) ได้ศึกษานทิ านชาวบ้านผู้ไทยท่ีเป็น มุขปาฐของชาวผู้ไทยก่ิงอ�ำเภอหนองสูง จังหวัดนครพนม ได้พบว่านทิ านสามารถ จ�ำแนกประเภทตามรูปแบบได้ 8 ประเภท และเม่ือวิเคราะห์เน้ือหาพบว่าในด้าน ประเพณที ม่ี กี ารเกดิ การสขู่ วญั การลงขว่ ง การตายและฮตี สบิ สอง สว่ นดา้ นความ
54 โสวฒั นธรรม เชอื่ พบว่าชาวผู้ไทยเชือ่ เรอื่ งการเวยี นว่ายตายเกิด เราอาจจะสรุปว่า ผลงานวิจัยท่ีมีนักวิจัยหลายท่านได้ศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรมทางศิลปนน้ั ชาวผู้ไทยเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ท่ีมีเอกลักษณะในด้านการทอ ผ้าแพรวา นอกจากนชี้ าวผู้ไทยยังมีเอกลักษณะที่ส�ำคัญเก่ียวกับการจักสานของ ฝ่ายชาย การฟ้อนผู้ไทย และนทิ านมขุ ปาฐอกี ด้วย ครสิ เตยี น บาวเวอร์ (2536) ได้เขยี นบทความเกย่ี วกบั การศกึ ษา พฒั นาการ ขับเจรียง แบริญ ของชาวเขมร ซ่ึงเป็นเพลงพื้นบ้านที่มีลักษณะเหมือนการขับล�ำ ของหมอล�ำลาว จากการศกึ ษาของ วจิ ติ รน์ าวนั งามสะพรง่ั (2543) เกย่ี วกบั การเปรยี บเทยี บ นทิ านพนื้ บา้ นของบา้ นลาว เขมรและกวย พบวา่ ในหมบู่ า้ น 3 แหง่ ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ที่ศึกษามีลักษณะร่วมกัน ด้านองค์ประกอบหลักและด้านบริบททางสังคมและ วฒั นธรรม ที่ส่งผลต่อนทิ าน โดยเฉพาะนทิ านเขมรเน้นเก่ยี วกบั ไสยศาสตร์ อรชร ทองสดา (2539) ได้ศกึ ษาบทเพลงกล่อมเด็กว่า รปู แบบฉนั ทลกั ษณ์ ไมม่ แี บบแผนแนน่ อน โดยทวั่ ไปมฉี นั ทลกั ษณค์ ลา้ ยเพลงพนื้ บา้ นจงั หวดั สรุ นิ ทรแ์ ละ ประเทศกัมพชู า มี 3 รูปแบบคอื การปลอบประโลม การวางเงื่อนไขให้รางวัลและ การขู่ ส่วนภาพสะท้อนด้านรูปธรรมพบว่า สังคมชาวไทยเขมรบ้านตาหยวก เป็น สงั คมเกษตรกรรมมชี วี ติ แบบเรยี บงา่ ย เชน่ เดยี วกบั อรณุ พนั ธเ์ุ สอื (2540) ไดศ้ กึ ษา วฒั นธรรมทางดา้ นพธิ กี รรมตา่ งๆ ทใี่ ชบ้ ทเพลงกลอ่ มเดก็ เกยี่ วขอ้ งกบั การเกดิ และ การเลี้ยงดู ซึ่งพิธีกรรมการเกิดและการเล้ียงดูเหมือนชาวอีสาน จึงท�ำให้บทเพลง ท่ใี ช้ประกอบขณะท�ำพธิ ีร่อนกระด้งเป็นการขบั กล่อมให้ลูกนอนหลบั ปรุงแต่งด้วย จนิ ตนาการของธรรมชาติ เป็นการขบั ร้องอย่างเดียว ไม่มเี คร่อื งประกอบจงั หวะ ส�ำหรับ จารุวรรณ ธรรมวัตร (2539) ได้กล่าวถึง ภาคอีสานซ่ึงมีความ หลากหลายของกลุ่มชาติพนั ธุ์ จงึ ท�ำให้มภี าษาพูดท่ีแตกต่างกนั ไป กล่าวคือ พ้นื ที่ ของจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อ�ำนาจเจริญ ขอนแก่น และชัยภูมิ จะพูดภาษาอีสาน จังหวัดอุดรธานี และหนองคาย จะพูดภาษาปวน
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 55 จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ และนครพนม พูดภาษาผู้ไทย ส่วนจงั หวัดสรุ ินทร์และศรสี ะเกษ พูดภาษาเขมร และนครราชสีมาจะพูดภาษาโคราช ภาษาอีสานและภาษาลาว จดั อยู่ในภาษาไต เราจะสรุปได้ว่าวิถีชีวิตวัฒนธรรมทางศิลปะของชาวไทยเขมรน้ี เน้นใน ด้านการมีเอกลักษณ์ในเร่ืองของการขับเจรียง แบริญ ซึ่งการขับเหมือนการขับลำ� ของหมอล�ำ ได้พบอกี ว่า เพลงกล่อมเดก็ มคี วามสัมพนั ธ์เกย่ี วกับวิถีชีวิตประจ�ำวนั นอกจากนยี้ งั มภี าษาถน่ิ ท่พี ดู ทแี่ ตกต่างกันไป สะอิ้ง แสงมืน (2536) ได้ศึกษาภาษากวยท่ีต�ำบลเย้ยปราสาท อ�ำเภอ หนองก่ี จงั หวดั บรุ รี มั ย์ ซง่ึ มี 7 หมบู่ า้ น พบวา่ หนว่ ยเสยี งในภาษากวยแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภทคือ หน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงรีจิสเตอร์ และหน่วยเสียงสระ ลักษณะของการลงเสียงหนัก-เบา ในค�ำนั้น ค�ำพยางค์เดียวจะลงเสียงหนัก ทุกค�ำลักษณะพยางค์ ส่วนกนกวรรณ ระลึก (2545) ได้ศึกษาการฟ้อนสะเอิงมี 2 รปู แบบคอื การฟอ้ นเพอื่ การรกั ษาโรค และการฟอ้ นเพอื่ สกั การะผสี ะเองิ หรอื การ ลงขว่ ง การฟอ้ นเพอ่ื รกั ษาโรคมกี ารเขา้ ทรงผสี ะเองิ เพอ่ื รกั ษาโรคภยั ไขเ้ จบ็ เชน่ เดยี ว กบั วจิ ติ รนาวนั งามสะพรงั่ (2543) ไดศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บนทิ านพน้ื บา้ นของไทยลาว ไทยเขมร และไทยกวย พบว่ามีลกั ษณะท่คี ล้ายคลึงกนั ส่วนวรี ะ สดุ สงั ข์ (2543) ได้ศกึ ษาการฟอ้ นรำ� ตำ� ตะ และการเล่นตร๊ด ซงึ่ ถอื เป็นการประยกุ ต์ท่วงท่าจากการตเี หลก็ เมื่อศึกษาประวตั ศิ าสตร์ชมุ ชน ซงึ่ เคยเป็น หมู่บ้านตีเหล็ก และมีทรพั ยากรเหลก็ อยู่เป็นจ�ำนวนมาก เราอาจจะเหน็ ไดว้ า่ ผลงานวจิ ยั ปรากฏวา่ ชาวไทยกวยไมม่ ภี าษาของตนเอง การฟอ้ นร�ำเพอื่ การลงขว่ ง การฟอ้ นเพอ่ื การรกั ษา ตลอดจนมนี ทิ านพนื้ บา้ นส�ำหรบั เดก็ ซึ่งถอื เป็นวถิ ีชีวติ วฒั นธรรมทางศิลปะที่เป็นอัตลกั ษณ์ของชาวไทยกวย จันทนีย์ วงศ์ค�ำ (2544) ได้ศึกษาพัฒนาการของเรือนพ้ืนบ้านไทยกะเลิง ณ บ้านหนองหนาว จังหวัดมุกดาหาร และได้พบว่าแบบแผนชีวิตของชาวกะเลิง มีความสัมพันธ์กับการสร้างบ้านเรือน ตามระยะเวลาท่ีมีปัจจัยท่ีมีต่อการ
56 โสวฒั นธรรม เปลีย่ นแปลงพัฒนาการของเรอื นพ้นื บ้านกะเลงิ สำ� หรบั ศวิ พร เตโช และ บญุ โฮม พรศรี (2542) ไดศ้ กึ ษาชาวไทยรมู คี วามชำ� นาญ การสานกระตบิ ของชาวบรขู องบา้ นทา่ แลง้ กรรมวธิ ถี า่ ยทอดจากบรรพชนสลู่ กู หลาน สว่ นทรงคณุ จนั ทรวร และคณะ (2536) ไดศ้ กึ ษาเกยี่ วกบั ผา้ ของชาวไทยโส้ มี ประวตั คิ วามเปน็ มาของผชู้ าวโส้ โดยไดพ้ บวา่ ประวตั ศิ าสตรค์ วามเปน็ มาของผา้ ขาว มหี ลายจดุ ไดแ้ ก่ ยคุ โบราณ ยคุ แลกเปลยี่ นวฒั นธรรมการทอผา้ และยคุ พฒั นาการ ทอผ้าและยุคปัจจุบัน และมีข้ันตอนดังนค้ี ือ การปลูกฝ้าย การเก็บฝ้าย การท�ำ เสน้ ฝา้ ย การยอ้ มสฝี า้ ย ซงึ่ เปน็ สที ไ่ี ดจ้ ากธรรมชาติ และมเี ทคนคิ วธิ ใี นการทอผา้ คอื การทอผ้าส่เี ขา การทอผ้าขดิ การทอผ้าเก็บ การทอผ้ามัดหมี่ และการผลิตผ้าและ มลี ายผา้ 2 ลกั ษณะคอื ลายทไ่ี ดจ้ ากธรรมชาตแิ ละลายทไี่ ดจ้ ากอทิ ธพิ ลของศาสนา นอกจากนพี้ ระมหาสวุ รรณ์ วงษา (2543) ไดค้ น้ คำ� ในภาษาโสท้ บ่ี า้ นดอนแดง ตำ� บลทา่ จำ� ปา อำ� เภอทา่ อเุ ทน จงั หวดั นครพนม ตง้ั แตก่ ารสรา้ งคำ� ความหมายของคำ� และระบบคำ� ไดแ้ บง่ ลกั ษณะคำ� ในภาษาโสอ้ อกเปน็ 2 ลกั ษณะคอื ค�ำพยางคเ์ ดยี ว และค�ำสองพยางค์ข้ึนไป และยงั ได้ศึกษาชนดิ และหน้าทีข่ องคำ� ไทยทำ� การแยกคำ� ออกเป็นชนดิ ได้ 15 ชนดิ คอื คำ� นาม ค�ำสรรพนาม ค�ำกรยิ า ค�ำช่วยกรยิ า ค�ำหน้า กริยาและค�ำหลังกริยา ค�ำกริยาวิเศษณ์ ค�ำคุณศัพท์ ค�ำลักษณะนาม ค�ำบอก จ�ำนวน ค�ำช้ีเฉพาะ ค�ำบอกเวลา ค�ำบุพบท ค�ำเชื่อม ค�ำปฏิเสธ และค�ำลงท้าย ตลอดจนการเรียงคำ� ในประโยค เช่นเดยี วกับ สุรชยั ชนิ บุตร (2542) ได้ศึกษาชาวไทยโส้นครพนมกบั ภาษา ที่ก�ำลังถูกลืม พบว่ามีชนบทไทยโส้อาศัยอยู่ในอ�ำเภอท่าอุเทน อ�ำเภอโพนสวรรค์ อ�ำเภอศรีสงคราม อ�ำเภอปลาปากและอ�ำเภอนาแก โดยชาวไทยโส้จะอาศัยปน อยู่กับชนพ้ืนเมืองกลุ่มต่างๆ เช่น ย้อ แสกกะเลงิ ผู้ไทย และลาวโส้มภี าษาพดู แต่ ไม่มีภาษาเขียน จัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตเอเชียติก ปัจจุบันชาวโส้อยู่ใกลัชิด กับคนอีสานมาก ดังนน้ั ประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ตลอดจนการดำ� เนนิ ชีวิต เปล่ียนแปลงไปจากเดิมมาก เด็กๆ จะพูดภาษาไทยได้มากกว่าภาษาโส้ ระบบ
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 57 เสียงในภาษาโส้ได้จัดแบ่งเป็นหน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงสระ ลักษณะ น้�ำเสยี งและโครงสร้างบรบิ ท ขณะเดยี วกนั เอมอร ชนื่ ชม (2542) ไดศ้ กึ ษาเปรยี บเทยี บคำ� ศพั ทภ์ าษาโสใ้ น จงั หวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจงั หวดั มกุ ดาหาร โดยได้ศึกษาผู้บอกภาษา พบว่า ภาษาโส้ท้ัง 3 ถ่ิน มีการใช้ศพั ท์แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคอื ประเภทท่ี 1 ศัพท์เหมือนกันทง้ั 3 ถ่นิ รวม 600 หน่วยอรรถ ประเภทท่ี 2 ใช้ศัพท์แตกต่างกันทั้ง 3 ถ่นิ รวม 345 หน่วยอรรถ และประเภทที่ 3 ใช้ศัพท์เหมอื นกันบางส่วน ต่างกัน บางถน่ิ รวม 578 หนว่ ยอรรถ และพบวา่ เมอื่ เปรยี บเทยี บจ�ำนวนศพั ทท์ ช่ี าวโสใ้ ชน้ นั้ มกี ารเปลย่ี นแปลงไปจากศัพท์ด้งั เดมิ ของภาษาโส้ 3 ถ่ิน จ�ำนวน 883 หน่วยอรรถ เราอาจจะสรุปได้ว่า นกั วิจัยหลายท่านได้แสดงให้เห็นว่าไทยโส้ เป็นกลุ่ม ของภาษาออสโตรเอเชยี ตคิ ทมี่ ลี กั ษณะของการใชภ้ าษาทม่ี เี อกลกั ษณเ์ ฉพาะ โดย ไทยโส้มีแต่ภาษาพูดไม่มีภาษาเขียน อัมพร ยะวรรณ (2543) ได้ศึกษาชาวไทยแสกเต้นสาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กระบวนการขดั เกลาทางสงั คมของกลมุ่ ชาตพิ นั ธแ์ุ สก บา้ นอาจสามารถ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครพนม นอกจากนีย้ งั พบว่า ชาวไทยแสกเต้นสากประกอบด้วยผู้เต้นสาก ไม้สากที่ใช้เต้น เคร่ืองดนตรีท่ีใช้บรรเลง เพลงที่ใช้ร้องประกอบเป็นภาษาแสก ประเพณีการเต้นสากนี้เป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคมท่ีมีอิทธิพลมาตั้งแต่ วัยเด็กจนถึงวัยชรา นอกจากนี้ อัมพร ยะวรรณ (2543) ได้บันทึกกระบวนการ ขดั เกลาทางสงั คม ซง่ึ เนน้ กรณหี ลกั บา้ นอาจสามารถ ซง่ึ แสดงถงึ การรกั ษาประเพณี โดยมลี ักษณะของกระบวนการขัดเกลาท่มี อี ิทธพิ ลต้งั แต่วยั เดก็ จนถงึ วยั ชรา ทำ� ให้ กระบวนการขดั เกลามลี กั ษณะทเี่ ออ้ื ตอ่ การรกั ษาศลิ ปะและวฒั นธรรมเปน็ อยา่ งยงิ่ ส�ำหรับธรรมศักดิ์ ชิตทรงสวัสด์ิ (2543) ได้ศึกษารูปแบบและคติความเช่ือ ท่ปี รากฏในผลงานศิลปะแบบอย่างจีนในอ�ำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด โดยถามว่า ชาวจนี เคลอื่ นยา้ ยเขา้ มาอยใู่ นจงั หวดั รอ้ ยเอด็ มอี ยู่ 2 เสน้ ทางคอื ทางแรกผา่ นทาง จงั หวดั นครราชสมี า มหาสารคาม โดยอาศยั ขบวนวงั ตา่ งๆ และทางทส่ี องผา่ นทาง
58 โสวฒั นธรรม จังหวัดนครราชสมี า สุรนิ ทร์ โดยอาศัยรถไฟเป็นพาหนะเดนิ ทาง ส่วนรูปแบบและ ความหมายศลิ ปะนน้ั ดไู ดจ้ ากทอ่ี ย่อู าศยั ศาลเจ้าจนี และสถานทเี่ กษตรอน่ื ๆ ของ คนไทย เช่น วดั ไทย ศาลหลกั เมือง 2.7 แนวคิดทฤษฎแี ละวธิ ีการศกึ ษา จากการรวบรวมงานทศ่ี กึ ษาเกยี่ วกบั ชาตพิ นั ธ์ใุ นอสี านมาพบว่า การศกึ ษา ชาติพันธุ์ในอีสานมีความเป็นพลวัตทั้งในเร่ืองของแนวคิดท่ีใช้ในการศึกษา วิธี การศึกษา กระแสการศึกษาชาติพันธุ์ในอีสานจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน พบว่า ยังคงอยู่ในแวดวงทางวชิ าการ คอื ส่วนใหญ่จะเป็นงานของอาจารย์มหาวทิ ยาลยั นักศึกษาสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และสาขาวิชาไทยศึกษา ข้อสังเกตอย่างหนงึ่ คือ งานศึกษาทางชาติพันธุ์ในอีสานจะไม่ค่อยถูกหยิบยกข้ึน มาพูดถึงในสังคมมากนกั เมื่อเปรียบเทียบกับงานศึกษาทางด้านอ่ืนๆ ซึ่งอาจจะ เป็นเพราะช้ึนอยู่กับบริบททางสังคมหรือบริบททางการเมืองที่แตกต่างกันในแต่ละ กลุ่มชาติพนั ธุ์ อย่างไรก็ตามงานศึกษาทางชาติพันธุ์หลายต่อหลายชิ้น ล้วนได้สร้าง องค์ความรู้มากมายเกี่ยวกับความเป็นมาทางชาติพันธุ์ในภาคอีสาน ทำ� ให้เห็นถึง ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ การศึกษาชาติพันธุ์จากอดีตมาจนปัจจุบันนับ เป็นการปพู ้ืนฐานเกยี่ วกบั องค์ความรู้ทางชาตพิ นั ธ์ุ ซงึ่ ในท่ีนจ้ี ะขอเรยี กยุคของการ ศึกษาชาติพันธุ์อีสานในอดีตว่า ยุคของการค้นหาความหลากหลายทางชาติพันธุ์ งานหลายชิ้นช้ีให้เห็นถึงต�ำแหน่งแห่งท่ีของกลุ่มชาติพันธุ์ วัฒนธรรมของกลุ่ม ชาติพันธุ์ ได้เป็นอย่างดี ซ่ึงเม่ือมองหาแนวทางการศึกษาชาติพันธุ์ก็ท�ำให้พบว่า ยุคก่อนหน้านี้จะน�ำแนวทางการศึกษาชาติพันธุ์ในแบบโครงสร้างนิยมเป็นหลัก สำ� หรบั งานของนกั ศกึ ษาจะพบวา่ มงี านวทิ ยานพิ นธข์ องนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าไทยคดี ศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่ค่อนข้างโดดเด่นและมีจ�ำนวนมาก ซึ่ง นกั วจิ ยั ชาตพิ นั ธอ์ุ สี านเลย่ี งไมไ่ ดท้ จ่ี ะไมม่ องหางานเหลา่ นนั้ เพอื่ ใชเ้ ปน็ แนวทางหรอื เพ่ือการทบทวนวรรณกรรมที่เกีย่ วข้อง เพื่อใช้ในการทีจ่ ะศกึ ษาชาตพิ ันธุ์ในอีสาน ผลงานศกึ ษาความหลากหลายทางชาตพิ นั ธ์ุ อาจจะพจิ ารณาจากลกั ษณะ
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 59 ของสถานภาพแนวทางศึกษาอย่างน้อย 4 ลักษณะ ดังน้ี แนวทางแรก ศึกษาวถิ ีชวี ติ วฒั นธรรม การศกึ ษาวถิ ชี วี ติ วฒั นธรรมนถี้ อื วา่ เปน็ การวจิ ยั แบบดงั้ เดมิ ทต่ี อ้ งการศกึ ษา ประเพณี ความเชอื่ พธิ กี รรม และภมู ปิ ัญญา ในแต่ละกล่มุ ชาตพิ นั ธ์ุ โดยงานเขยี น ส่วนใหญ่ เป็นลักษณะชาติพันธุ์พรรณนา ซึ่งเป็นการศึกษาแบบไม่เคล่ือนไหว มากกว่าการเปลีย่ นแปลง นอกจากน้ี ผู้ศกึ ษาในระยะหลังได้เน้นการศกึ ษาในด้าน ภูมิปัญญา ซึ่งช่วยให้เกิดการสร้างจิตส�ำนกึ ต่อการพัฒนาองค์กรชุมชนชาติพันธุ์ อยา่ งยงั่ ยนื ทง้ั นผี้ ศู้ กึ ษามคี วามตอ้ งการเพอื่ ทำ� ความเขา้ ใจวฒั นธรรมของแตล่ ะกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ซงึ่ สมั พนั ธก์ บั การพฒั นา และเพอื่ เปน็ แนวทางวฒั นธรรมเสนอแนะการน�ำ ไปใช้กับกลุ่มชาตพิ นั ธุ์อ่นื ๆ ดงั จะเหน็ ได้จากงานวจิ ยั ส่วนใหญ่เป็นผลงานวจิ ยั ด้าน ความเชอื่ ของนสิ ติ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม และมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล แนวทางทีส่ อง ศกึ ษาการเปลีย่ นแปลงทางสงั คม แนวทางศกึ ษาการเปลยี่ นแปลงทางสังคม (social change) นีไ้ ด้เน้นในเรอ่ื ง พลวัตการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์จากผลกระทบ ของการพัฒนาประเทศ โดยผลงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นประเด็น ลักษณะ ปัจจัย และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง ท้ังนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นกั วิชาการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลท่ัวไป ได้เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ และ เปลย่ี นแปลงไปจากการไดร้ บั อทิ ธพิ ลของการพฒั นาประเทศซงึ่ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาองคค์ วามรขู้ องการเปลยี่ นแปลงทางสงั คมในกล่มุ ชาตพิ นั ธ์ุ และความรู้ ความเขา้ ใจในการนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพฒั นาตอ่ ไป ดงั ผลงานวจิ ยั ของ สมศกั ดิ์ ศรสี ันติสุข และคณะ (2538-2539) ดษุ ฎี อายุวฒั น์ และคณะ (2538) และดารารตั น์ เมตตาริกานนท์ (2538) เป็นต้น แนวทางท่สี าม ศกึ ษากระบวนการปรบั ตวั
60 โสวัฒนธรรม แนวทางศกึ ษากระบวนการปรบั ตวั (adaptation process) นเ้ี นน้ การกลมกลนื ทางวฒั นธรรม เชน่ ด้านภาษา อาหารการกนิ และการรกั ษาความสะอาด เช่นการ ศกึ ษาของ ศราวธุ แฝงสดี ำ� (2542) สภุ ติ า ไชยสวาสดิ์ (2542) และ ชาญใจ ใจหาญ (2538) เป็นต้น และกลุ่มชาตพิ นั ธุ์ทง้ั หลายสามารถอยู่ร่วมกันกบั ความหลากหลาย ทางชาติพนั ธ์ุอย่างสมานฉนั ท์ (ทวี ถาวโร,2540) แนวทางท่ีสี่ การศึกษาความเปน็ ชาติพนั ธุ์ แนวทางศึกษาความเป็นชาติพนั ธุ์ (ethnicity) น้ีมีผลงานการวจิ ัยไม่มากนกั ในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ เช่นผลงานวิจัยของสุริยา สมทุ คุปติ์ และคณะ (2544) โดยไดช้ ใี้ หเ้ หน็ อำ� นาจของรฐั ของการพฒั นาทม่ี ตี อ่ กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ซง่ึ ไดม้ กี ารปรบั ตวั และพัฒนาเป็นอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนของความเป็นชาติพนั ธุ์ โดยทั่วไป เราอาจจะกล่าวได้ว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ กลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่เป็นปัญหาในการพัฒนา และรัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจ น�ำไปสู่การวางแผนเชิงนโยบายของประเทศ ทั้งน้ีเนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์ในภาค ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื สามารถอยรู่ ว่ มกนั ทา่ มกลางความหลากหลายทางวฒั นธรรม อยา่ งสมานฉนั ท์ โดยยอมรบั ในความแตกตา่ ง และเคารพในความหลากหลายทาง ชาตพิ นั ธุ์ แนวความคดิ ทางทฤษฎที น่ี กั วชิ าการไดใ้ ชเ้ ปน็ กรอบแนวความคดิ ในการวจิ ยั หรอื เป็นกรอบในการวิเคราะห์มีดงั ต่อไปน้ี ผลงานที่ได้จากการค้นคว้าวิจัยอันเป็นร่องรอยในอดีตย่อมจะเห็นความ หลากหลายของชาตพิ นั ธ์ุ ดงั ไดก้ ลา่ วมาบา้ งแลว้ วา่ งานวจิ ยั สว่ นใหญไ่ ดใ้ ชแ้ นวคดิ ทางทฤษฎโี ครงสรา้ งและหนา้ ที่ การนำ� เสนอรายละเอยี ดเกยี่ วกบั การศกึ ษาชาตพิ นั ธ์ุ ในอสี าน ภายใตห้ วั ขอ้ รอ่ งรอยการศกึ ษาชาตพิ นั ธอ์ุ สี านในอดตี คงไมไ่ ดห้ มายความ ตรงตามหัวข้อมากนกั เนื่องจากผู้เขียนต้องการสื่อภาพการศึกษาชาติพันธุ์ให้เห็น ถึงพลวัตของการศึกษาเท่านน้ั เอง งานของดารารัตน์ เมตตาริกานนท์และอัครยา
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 61 สงั ขจนั ทร์ (2546) เรอ่ื ง การสำ� รวจสถานภาพองคค์ วามรเู้ บอื้ งตน้ จากงานวจิ ยั เกยี่ วกบั วถิ ชี วี ติ ทางสงั คมและวฒั นธรรมของกลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นภาคอสี าน พ.ศ.2500 – 2545 นนั้ เปน็ อกี งานทพ่ี ยายามรวบรวมและน�ำเสนอเกย่ี วกบั รอ่ งรอยของการศกึ ษาชาตพิ นั ธ์ุ อสี าน ซงึ่ ในงานไดน้ ำ� เสนอวา่ กอ่ นพ.ศ.2500 มงี านเขยี นเกยี่ วกบั อสี านเรม่ิ ขน้ึ ในสมยั ของพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ในรปู ของพงศาวดาร นอกจากนน้ั ยงั มผี รู้ ไู้ ดร้ วบรวมเรอื่ งราวเกย่ี วกบั กลมุ่ คนตา่ งๆ สำ� หรบั ชาวตา่ งชาตใิ นชว่ งดงั กลา่ ว พบว่าเป็นการศกึ ษาเชงิ ชาตพิ นั ธุ์วรรณาอย่างกว้างๆ สำ� หรบั ช่วงพ.ศ.2500 - 2519 ได้น�ำเสนอว่าการศึกษาชาตพิ นั ธุ์อีสานจะโยง กบั เรอ่ื งของการเมอื ง และเกยี่ วเนอ่ื งกบั สงครามอนิ โดจนี และอสี านในขณะนน้ั เรม่ิ มกี ารเคลอื่ นไหวทางการเมอื ง รฐั บาลไทยและรฐั บาลอเมรกิ นั เรม่ิ หนั มาสนใจอสี าน มากขึ้น และสุดท้ายพ.ศ.2520 - 2545 ได้น�ำเสนอว่าอีสานได้ถกู ศึกษามากขึน้ และ ต่างไปจากอดตี โดยมกี ารศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และเน้นการนำ� แนวคิด mod- ernization มาวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปล่ียนแปลงจากระบบประเพณีไปสู่ระบบทัน สมัยของกลุ่มชาติพนั ธ์ุต่างๆ ซ่งึ วิธกี ารศกึ ษาก็ยังคงไม่หลากหลายนกั ประเด็นที่แตกต่างออกไปในงานศึกษาชิ้นนนี้ อกจากการนำ� เสนอภาพการ ศึกษาชาติพันธุ์ในอีสานแล้วนั้น งานศึกษายังได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับส่วนที่ ยงั ขาด ประเดน็ ทตี่ อ้ งการการตอ่ ยอดการศกึ ษา คอื การศกึ ษาชาตพิ นั ธใ์ุ นสงั คมเมอื ง การปรับตัว การเปล่ียนแปลง การเช่ือมโยงวัฒนธรรมของชาติพันธุ์กับบริบท ทางสังคมและวัฒนธรรมท่ีเปล่ียนแปลงไป การศึกษาการก้าวข้ามพรมแดนทาง ชาติพันธุ์ต่างๆ มากข้ึน ซ่ึงงานชิ้นน้ีท�ำให้ทราบว่าแนวทางการศึกษาชาติพันธุ์ อีสานยังต้องการวิธีการที่หลากหลายเพ่ือท�ำความเข้าใจในความหลากหลายและ วัฒนธรรมกลุ่มชาติพนั ธ์ุมากขนึ้ งานศึกษาชาติพันธุ์ในอีสานที่พยายามวิเคราะห์ให้เห็นถึงการตอบโต้และ ปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ งานของสุริยา สมุทคุปต์ิ และพัฒนา กิติอาษา (2544) หลายงานของทั้งสองท่านพยายามชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่มา ท่ีไปของรากเหง้าทางชาติพันธุ์ หรือ ความเก่ียวโยงของการเปลี่ยนแปลง การ
62 โสวัฒนธรรม ปรบั เปล่ียน การนำ� เสนอ การมตี วั ตนของแต่ละกลุ่มชาติพนั ธุ์ในบริบทของสังคมท่ี มีความเปล่ียนแปลง ผลงานของท้ังสองท่านค่อนข้างที่จะมีจุดยืนท่ีแน่นอน ว่าได้ ใช้แนวทางการศึกษาตามแนวความคิดหลังโครงสร้างนิยม และหลังทันสมัยนิยม โดยปฏเิ สธแนวทางการศกึ ษาแบบโครงสรา้ งหนา้ ทนี่ ยิ มและววิ ฒั นาการนยิ มอยา่ ง ชดั เจน ซึ่งนับว่าแนวทางการศกึ ษาแบบดังกล่าวของทั้งสองท่านนบั เป็นงานศึกษา ชาติพันธุ์ในอีสานตามแนวทางท่ีแตกต่างออกไป จากแบบเดิมๆ ท่ีมักเน้นวิธีการ ศึกษาชาติพันธุ์เพ่ือค้นหาองค์ความรู้มากกว่าท่ีจะค้นหาถึงรายละเอียดปลีกย่อย หรือความเป็นมาเป็นไป ความเก่ียวเน่ือง ไม่ได้นำ� เร่ืองราวต่างๆ หรือบริบททาง การเมอื ง หรือเรอ่ื งของอ�ำนาจ เข้ามาร่วมวเิ คราะห์ด้วย แต่งานศกึ ษาชาติพันธ์ุใน อสี านในอดตี ทผี่ า่ นมากน็ บั ไดว้ า่ ไดป้ พู นื้ ฐาน และสรา้ งองคค์ วามรเู้ กยี่ วกบั ชาตพิ นั ธ์ุ ไวม้ ากมาย นบั เปน็ คณุ ปู การอยา่ งยงิ่ ตอ่ วงการศกึ ษาชาตพิ นั ธใ์ุ นอสี าน งานเหลา่ นน้ั สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ความหลากหลายทางชาตพิ นั ธใ์ุ นอสี านไดเ้ ปน็ อยา่ งดี และสามารถ ทจ่ี ะหยบิ ยกขนึ้ มาเรยี นรคู้ น้ ควา้ เพอ่ื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการศกึ ษาชาตพิ นั ธใ์ุ นสงั คม ร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี สังคมท่ีเปล่ียนไปมีความสลับซับซ้อนมากข้ึน การศึกษา ชาตพิ ันธุ์ย่อมที่จะต้องการแนวทางการศกึ ษาท่ีปรับเปล่ยี นไปตามสังคมเช่นกนั งานทศี่ กึ ษาชาตพิ นั ธใ์ุ นอสี านทเี่ นน้ แนวทางการศกึ ษาแบบหลงั ทนั สมยั นยิ ม อย่างที่ได้น�ำเสนอไปแล้วว่า งานของสุริยา สมุทคุปต์ิ และพัฒนา กิติอาษา (2544) จะถูกกล่าวถงึ ในเบ้ืองต้นเสมอ งานของทง้ั สองท่านที่ปรากฏ อาทิ เรอ่ื ง วธิ คี ดิ ของ คนไทย : พิธีกรรม “ข่วงผฟี ้อน” ของ “ลาวข้าวเจ้า” จังหวัดนครราชสีมา (2540) งานช้ินน้ีได้ศึกษา “วิธีคิดของคนไทย” ในระดับชาติ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และ “วธิ คี ดิ ของชาวอสี าน” โดยหยบิ “พธิ กี รรมขว่ งผฟี อ้ น” ซงึ่ เปน็ วธิ กี ารรกั ษาพยาบาล โดยการฟ้อนร�ำ ของชาวบา้ นเชอ้ื สายไทย-ลาว ในจงั หวดั นครราชสมี า มาวเิ คราะห์ เพอื่ ดกู ารตอบโตต้ อ่ รองและการแสดงออกถงึ อตั ลกั ษณท์ างชาตพิ นั ธท์ุ สี่ ะทอ้ นระบบ คิดว่ามีอะไรบ้างท่ีมีอิทธิพลต่อระบบคิด ค�ำถามท่ีเกิดข้ึนในรายละเอียดของงาน ศกึ ษาชน้ิ น้ี คอื อำ� นาจรฐั ไทยในการครอบงำ� ทาง “วธิ คี ดิ ” ซงึ่ กระทำ� ตอ่ “ลาวขา้ วเจา้ ” มีอะไรบ้าง ซึ่งก็พบว่า มีการห้ามนับถือผีหลังกบฎผีบุญภาคอีสาน การห้ามเล่น
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 63 แอ่วลาวหรือลาวแคน งานศกึ ษาชนิ้ นใ้ี ชแ้ นวคดิ ของนกั ปรชั ญาอยา่ งมเิ ชล ฟโู กท้ ์ (Michel Foucault) และนกั มานุษวทิ ยาอย่างคลิฟฟอร์ด เกียร์ซ (Clifford Geertz) ในการวเิ คราะห์ ซ่ึง งานศึกษาพบว่า “วิธีคิด” ที่ส�ำคัญของ “ลาวข้าวเจ้า” ในพิธีกรรมข่วงผีฟ้อน อยู่ที่การตอกย้�ำและสืบทอดเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของลาวข้าวเจ้าในบริบท หมู่บ้านและสงั คมสมัยใหม่ ในรปู แบบของการรกั ษาพยาบาลแบบพื้นบ้าน แนวความคิดท่ีส�ำคัญท่ีนกั วิชาการได้น�ำไปศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ สามารถที่ จะสรปุ ได้ 4 แนวความคดิ ดังต่อไปนี้ 1. พลวัตวิถีชุมชนเป็นพลังการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์ ที่ต้องมีการเปล่ียนแปลงตามเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม สมศักดิ์ ศรสี นั ตสิ ขุ (2536) และสมศกั ด์ิ ศรสี นั ตสิ ขุ และคณะ (2538-2539) ไดก้ ลา่ วถงึ ฐานคดิ ของแนวคดิ การเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ วเปน็ พลวตั วถิ ที มี่ ผี ลกระทบตอ่ วถิ คี วามเปน็ อยู่ ของชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์เป็นอย่างมาก อาทิเช่น ผลงานวิจัยของ สมศักด์ิ ศรสี ันติสุข และคณะ (2539-2539) ผลงานวจิ ยั ทางวฒั นธรรมกบั การพฒั นาของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ เปน็ อกี การศกึ ษา แนวความคดิ หนงึ่ ทเ่ี นน้ พลวตั วถิ วี ฒั นธรรมของแตล่ ะกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ซงึ่ สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ชี มุ ชนทไ่ี ดพ้ ฒั นาเปน็ ไปตามภมู ปิ ญั ญาพน้ื ฐานแตล่ ะกลมุ่ และยงั แสดงใหเ้ หน็ วฒั นธรรมมคี วามหมายชวี ติ วฒั นธรรมทมี่ พี ลวตั อกี ดว้ ย ดงั จะเหน็ วา่ ดา้ นการรกั ษา ฮตี คองประเพณี คา่ นยิ ม และความเชอ่ื กฎแหง่ กรรม เปน็ ตน้ ซง่ึ ไดม้ กี ารปรบั เปลย่ี น และพัฒนาด้วยมุมมองทางวัฒนธรรมในสายตาของกลุ่มชาติพันธุ์อีกด้วย ดังผลงานวจิ ยั ของสรุ ิยา สมทุ คปุ ติ์ และพัฒนา กิตอิ าษา (2540, 2544) 2. การศึกษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ในอดีต มีลักษณะของการหยุคนิ่ง Keyes (1979) ได้กล่าวว่า สมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่จ�ำเป็นต้องมีลักษณะทาง วัฒนธรรมท่รี ่วมกนั โดยวฒั นธรรมมไิ ด้เป็นตวั กำ� หนดพฤติกรรมของกลุ่มชาติพนั ธุ์ แต่อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ต่างหากเป็นตัวก�ำหนดลักษณะวัฒนธรรมของกลุ่ม
64 โสวฒั นธรรม ชาติพันธุ์ Keyes (1979) กล่าวว่าอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์เป็นสื่อท่ีส่ือสารและ แสดงออกทางวฒั นธรรมเฉพาะของตนอยา่ งโดดเดน่ เชน่ ตำ� นานความเชอื่ พธิ กี รรม ประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน และศิลปะการแสดง เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างอัตลักษณ์ ทางชาติพันธุ์ (symbolic formulations) การศึกษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นการศึกษาอัตลักษณ์ทาง ชาตพิ นั ธข์ุ องกลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ซง่ึ มลี กั ษณะทางสงั คมและ วัฒนธรรมท่ีร่วมกันของคนกลุ่มใดกลุ่มหนงึ่ ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกับกลุ่มอ่ืน การศกึ ษามกั จะเปน็ ลกั ษณะวฒั นธรรมเชงิ กายภาพ เชน่ การแตง่ กาย การสรา้ งบา้ น ภาษา ตำ� นาน ความเชอ่ื และลกั ษณะพธิ กี รรม ในการศกึ ษาอตั ลกั ษณท์ างชาตพิ นั ธ์ุ ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นระยะแรกเปน็ ชาวตา่ งประเทศ ไดแ้ ยกยา้ ยศกึ ษากลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ กลุ่มใดกลุ่มหนง่ึ ซง่ึ เป็นการศกึ ษาเชงิ ชาติพนั ธุ์วรรณนา เป็นระยะเวลาหลายเดอื น ดังเช่น งานวิจัยอัตลักษณ์ของกะเหรีย่ ง ของ Keyes (บรรณาธกิ าร, 1979) กล่าวว่า อัตลักษณ์ของชาวกะเหร่ียงไม่เก่ียวข้องความเช่ือทางวัฒนธรรมด้านภาษาเป็น อย่างเดียว แต่มาจากตำ� นานและประวตั ศิ าสตร์พนื้ บ้านของชาวกะเหรย่ี ง ส�ำหรับการศึกษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของความหลากหลายทาง วฒั นธรรมในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื พบวา่ ผลงานหลายชนิ้ ทศี่ กึ ษาแบบลกั ษณะ ด้ังเดิมและเฉพาะทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หนง่ึ ๆ เป็นแบบแก่นสารนิยม (Essentialism) โดยแนวคดิ นม้ี พี นื้ ฐานคอื กลมุ่ ชาตพิ นั ธเ์ุ ปน็ หนว่ ยทางสงั คมทมี่ แี กน ส�ำคัญอยู่ท่ีลักษณะดั้งเดิมทางภาษา ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ความเช่ือทาง ศาสนา และพิธีกรรม ซ่ึงเป็นแนวคิดท่ีท�ำให้กลุ่มชาติพันธุ์มีความม่ันคงย่ังยืนใน การธำ� รงเอกลกั ษณ์ทางชาตพิ นั ธ์ุของตน ส่วนการศึกษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ได้ปรับเปล่ียนแนวทางการศึกษาที่ ไม่ได้อยู่นงิ่ แต่เป็นการมองความเป็นชาติพันธ์เุ ป็นเคร่อื งมือนิยม (instrumentalism) หรือสถานการณ์นิยม (circumstantialism) ในเรื่องความสัมพันธ์ที่ขัดแย้ง (Keyes,1979) ท�ำให้มองความเป็นชาติพันธุ์ในเชิงหน้าท่ีอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นตัวตนของกลุ่ม และเป็นเง่ือนไข
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 65 ในความสัมพันธ์ทางการเมือง สำ� หรบั การอธบิ ายความหมายของความเปน็ ชาตพิ นั ธใ์ุ นลกั ษณะทเ่ี ป็นการ สร้างความหมายนิยม (constructivism) โดยไม่เช่ือว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นหน่วยทาง สังคมทค่ี งเป็นอตั ลกั ษณ์ความดั้งเดิมไม่เปล่ียนแปลง แต่มคี วามเช่ือว่า ความเป็น ชาติพันธุ์เป็นกระบวนการสร้างความหมาย ซึ่งมีความส�ำคัญต่อการก�ำหนดความ สัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์อ่ืนๆ ท้ังนี้ผลงานวิจัยตามแนวทางดังกล่าวในภาค ตะวันออกเฉยี งเหนอื ได้ให้ความส�ำคัญของความเป็นชาติพนั ธ์ุจากการสร้างความ หมายของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีภูมิหลังตามบริบททางประวัติศาสตร์ไม่มากนัก (สุริยา สมทุ คุปติ์ และ คณะ, 2544) เป็นที่รู้กันดีว่า ชาติพันธุ์ผู้ไทยหรือชาวผู้ไท หรือภูไท นน้ั เป็นชนกลุ่มใหญ่ ที่ตั้งถิ่นฐานในภาคอีสาน ตามต�ำนานพบว่าอพยพมาจากแคว้น สิบสองจุไทย หรอื เมอื งแถง หรอื เดียนเบยี นฟู ซง่ึ เป็นศนู ย์กลางของชาวไทด�ำ โดยอพยพเข้ามา ในสมัยกรงุ ธนบุรี งานของ ธรภี าพ โลหติ กุล (2546) เขียนเรอ่ื ง กว่าจะรู้ค่า: คนไท ในอุษาคเนย์ น�ำเสนอว่า กลุ่มผู้ไท ยังคงรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายเดิมเอาไว้ โดยเน้นสีด�ำ ซ่ึงเก่ียวข้องกับช่ือไททรงด�ำ เพราะค�ำว่าทรง มาจากค�ำว่า โซ่ง ในภาษาผไู้ ทยทหี่ มายถงึ กางเกง สว่ นชอื่ เรยี กชาวภไู ท ธรี ภาพเสนอวา่ เกดิ จากการ นยิ มตง้ั บา้ นเรอื นใกล้ภเู ขา จงึ เรยี กว่าชาวภไู ท การอพยพมาจากเมอื งแถงมาอยใู่ น ภาคอีสาน และสามารถอยู่ร่วมได้กับชาวไทยอีสานได้อย่างกลมกลืน เป็นเพราะ ภาษา และวัฒนธรรมมีความใกล้เคียงกันมาก และเอกลักษณ์ของผู้ไท คือ การ นับถือผีบ้านผีเรือน ผีบรรพบุรุษ และมีการน�ำเอาศาสนาพุทธมานับถือควบคู่กัน ไปด้วย รวมทง้ั ประเพณเี กีย่ วกบั ขวัญ ซึ่งชาวผู้ไทถือว่าเป็นส่ิงมงคล ดงั นน้ั ขวัญ จงึ เป็นความเชอื่ ของชาวผู้ไท ซ่ึงปัจจุบันการสู่ขวัญท่พี บเหน็ ในภาคอสี านนน้ั ก็น่า จะมาจากความเชอื่ เร่ืองขวญั บทความเรอ่ื ง กลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นแอง่ สกลนคร (2540) ไดก้ ลา่ วถงึ ประเภทของ ผไู้ ทยวา่ มี 2 ประเภท คอื ไทดำ� และไทขาว ซง่ึ ไทดำ� สว่ นหนง่ึ พบวา่ อาศยั อยทู่ จ่ี งั หวดั เพชรบรุ ี อกี สว่ นหนงึ่ อพยพไปอยแู่ ถวสพุ รรณบรุ ี และพษิ ณโุ ลก ไทด�ำจะผวิ ขาว แต่
66 โสวัฒนธรรม ทเ่ี รยี กวา่ ไทดำ� เพราะนยิ มแตง่ กายดว้ ยสดี ำ� และกรณขี องไทขาวเชน่ เดยี วกนั ทเี่ รยี ก กนั วา่ ไทขาว เพราะชาวไทขาวนยิ มใสเ่ สอื้ ผา้ และเครอื่ งแตง่ กายดว้ ยสขี าว ทงั้ สอง กลุ่ม คือ ท้ังกลุ่มไทดำ� และไทขาวต่างมคี วามคล้ายคลึงกนั ในวฒั นธรรม การเลีย้ ง ผบี รรพบุรษุ ของชาวผู้ไทมี 2 ลักษณะ คือ เลยี้ งประจำ� ปีทน่ี ยิ มในวนั สงกรานต์และ เลี้ยงในการแก้บน โดยมีจ้�ำเป็นสื่อกลางและระหว่างคนกับผี มีเครื่องสังเวยต่างๆ ในการท�ำพธิ ี ทส่ี �ำคญั จะต้องมลี าบแดงแกงร้อน และต้องมีเนือ้ สดๆ และเท้าสตั ว์ ครบข้างประกอบด้วย ส่วนของหวานจะเป็นข้าวด�ำและข้าวแดง ดอกไม้ชาวผู้ไท นยิ มใช้ดอกจ�ำปาท่ีเชือ่ กันว่าเป็นดอกไม้สำ� หรบั ไว้บชู าผี วทิ ยานิพนธ์สาขาไทยคดศี กึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ทีท่ ำ� การศกึ ษา กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทย พบว่ามีงานของน�ำชัย อุปัญญ์ (2538) ศึกษาเร่ืองบทบาท พอ่ ลา่ มชาวผไู้ ทย ต�ำบลคำ� ชะอี จงั หวดั มกุ ดาหาร พบวา่ พอ่ ลา่ ม คอื ผทู้ ที่ �ำหนา้ ที่ สู่ขอเจ้าสาวจากลงุ ตาให้แก่ลูกล่าม และยงั มีบทบาทภายหลงั การแต่งงานอีกด้วย ซึ่งประเพณกี ารแต่งงานแบบผู้ไทยจะมีความแตกต่างไปจากชาวไทยอีสานในบาง เร่ืองเช่นกัน ซึ่งในส่วนนน้ี ่าจะสามารถจ�ำแนกแยกแยะเส้นพรมแดนทางชาติพันธุ์ ต่างๆ ให้แยกออกจากกันได้ ซ่ึงแต่ละชาติพันธ์ุนนั้ จะมลี ักษณะเฉพาะของกลุ่มเอง เมอื่ ตอ้ งอยรู่ วมกบั กลมุ่ ตา่ งชาตพิ นั ธ์ุ หรอื เมอ่ื ตอ้ งปฎสิ มั พนั ธก์ บั กลมุ่ อนื่ ๆ ทงั้ นตี้ า่ ง กข็ น้ึ อยู่กับบริบทและสถานการณ์ ณ เวลานนั้ ๆ ด้วย ผลงานของนติ ยา เขยี วสวุ รรณ (2539) ศกึ ษาเรอ่ื งลายถกั หวายในเครอื่ งสาน ไม้ไผ่ของชาวผู้ไทยบ้านโพน อ�ำเภอค�ำม่วง จงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ งานชิน้ นท้ี ำ� ให้พบว่า ผ้ไู ทมกี ารประดษิ ฐเ์ ครอ่ื งใชไ้ ม้สอยขน้ึ ใช้เอง ซงึ่ มคี วามงดงามในแบบลายถกั หวาย ผู้ไทตัง้ ชอ่ื ตามจนิ ตนาการว่าลายถกั หวาย งานของลกั ขณา จัตโุ พธ์ิ (2541) ศึกษา เรื่องเครื่องจักสานไม้ไผ่ของชาวผู้ไทยบ้านโพนเช่นเดียวกัน พบว่าผู้ไทบ้านโพนมี ความเหมาะสมในการสร้างสรรค์หตั ถกรรม เพราะในพ้ืนที่มวี ตั ถุดบิ คอื ไม้ไผ่ทีม่ ี หลากหลายพันธุ์ และเกยี่ วเนอ่ื งกับประเพณวี ัฒนธรรมท่ยี ึดว่าผู้หญิงทอผ้า ผู้ชาย ทำ� เครอื่ งจกั สาน เชน่ เดยี วกนั ในงานของศริ พิ ร บณุ ยะกาญจน (2542) เรอ่ื งการผลติ หัตกรรมไม้ไผ่ของชาวผู้ไทยบ้านหนองห้าง ต�ำบลหนองห้าง อ�ำเภอกุฉนิ ารายณ์
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 67 จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า กระบวนการผลิตเครื่องจักสานไม้ไผ่เป็นการผลิตเพ่ือ จ�ำหน่ายและไว้ใช้สอยในครัวเรือน โดยสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ งานของศิวพร เตโช (2542) ศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอุกับวิถีชีวิตของชาวผู้ไทยอ�ำเภอ เรณนู คร จังหวัดนครพนม ซึ่งพบว่าชาวผู้ไทยมีกรรมวิธีในการผลิตอุในแบบของ ชาตพิ นั ธต์ุ นเอง และมพี ธิ กี รรมทส่ี มั พนั ธก์ บั อุ คอื พธิ เี ลย้ี งผตี าแฮก พธิ เี หยา และพธิ ี แตง่ งาน โดยชาวผไู้ ทยจะนำ� อมุ าใชใ้ นการประกอบพธิ ี และงานของเยาวดี วเิ ศษรตั น์ (2541) เรื่องภูมิปัญญาพื้นบ้านในการบ�ำบัดรักษาความเจ็บป่วยของชาวผู้ไทย บา้ นดงยาง ตำ� บลหอ้ งแซง อำ� เภอเลงิ นกทา จงั หวดั ยโสธร งานชน้ิ นพี้ บวา่ การบำ� บดั รกั ษาการเจ็บป่วยของชาวผู้ไทย มี 2 ประเภท คอื ประเภทท่สี ามารถรกั ษาได้ด้วย ตนเอง และประเภทท่ีรักษาด้วยหมอพืน้ บ้าน ผลงานของสภุ ติ า ไชยสวาสด์ิ (2542) เรอื่ งการผสมกลมกลนื ทางวฒั นธรรมของ ชาวผไู้ ทยกบั ชาวไทยลาว ศกึ ษากรณบี า้ นคำ� กงั้ ตำ� บลเหลา่ ใหญ่ อำ� เภอกฉุ นิ ารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ งานช้ินนี้ได้น�ำเสนอถึงความคล้ายคลึงกันในวัฒนธรรมของ ผู้ไทยและไทยลาว คือ ภาษา การมีผญาและนทิ านของตนเอง อาหาร ความเชอื่ ตามคติโบราณ การนับถือผี การรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรหรือหมอเหยา และ ทส่ี ำ� คญั การมปี ระเพณี การบวช การแตง่ งาน การตาย จะถอื ปฏบิ ตั ติ ามฮตี สบิ สอง แบบเดยี วกัน ดงั นน้ั จึงพบว่าได้มีการผสมกลมกลนื กันของสองวัฒนธรรม ผลงานศึกษาเกี่ยวกับการเปล่ียนแปลงของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทย ของ สุวิทย์ ธีรศาศวัต และณรงค์ อุปัญญ์ ซึ่งได้ตีพิมพ์ลงเป็นบทความในหนังสือ เรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนาทางเลือกของสังคมไทย (2541) ของส�ำนกั งานคณะ กรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นงานศึกษาครอบครัวกับ การเปลีย่ นแปลง : กรณศี กึ ษาชาตพิ ันธ์ุผู้ไทย โดยศกึ ษาบ้านหนองโอใหญ่ ต�ำบล โนนยาง อ�ำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร พบว่าการอพยพของชาวผู้ไทยเข้าสู่ ประเทศไทยมี 3 ระลอกดว้ ยกนั คอื สมยั ธนบรุ ี สมยั รชั กาลที่ 1 และสมยั รชั กาลที่ 3 สาเหตกุ แ็ ตกต่างกนั ออกไปตามระลอก แตม่ กั เกดิ จากสงคราม ส่วนภาษาของชาว ผไู้ ทยนน้ั จดั เปน็ ภาษาในตระกลู ภาษาไทย โครงสรา้ งครอบครวั เมอ่ื แตง่ งานผหู้ ญงิ
68 โสวัฒนธรรม จะตอ้ งไปอยบู่ า้ นผชู้ าย และเปน็ สงั คมแบบชายเปน็ ใหญ่ แตป่ จั จบุ นั เรมิ่ ปรบั เปลยี่ น ไปมาก ความเสมอภาคเรอ่ื งสทิ ธสิ ตรเี รม่ิ มมี ากขนึ้ เพราะผหู้ ญงิ เรมิ่ ทำ� งานนอกบา้ น มากข้ึน มภี าระไม่ต่างไปจากผู้ชาย แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามผลงานดงั กลา่ ว ยงั ไดช้ ชี้ ดั เจนวา่ ชาตพิ นั ธผ์ุ ไู้ ทยยงั คงรกั ษา เอกลกั ษณท์ างชาตพิ นั ธข์ุ องตนเองเอาไว้ โดยการยดึ ประเพณที ส่ี ำ� คญั คอื บญุ พระเวส โดยสังเกตจาก ผู้ท่ีมาร่วมงานเป็นอันมากมีท้ังรุ่นเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึง คนเฒา่ คนแก่ ประเดน็ ทน่ี า่ ตง้ั ขอ้ สงั เกตจากงานชนิ้ น้ี คอื กระแสโลกาภวิ ตั น์ ไมว่ า่ จะ เปน็ การพฒั นาจากภาครฐั เศรษฐกจิ แบบทนุ นยิ มทตี่ อ้ งพงึ่ พาตลาดภายนอกมากขน้ึ การย้ายถ่ินฐานไปท�ำงานยังเมืองหลวง เหล่านต้ี ่างมีผลให้ชาวผู้ไทยปรับเปลี่ยน ความเป็นชาติพันธุ์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด การแต่งกาย เมื่ออยู่ในสังคมภายนอก หรือกระท่ังการรับเอาวัฒนธรรมประเพณจี ากภายนอก เข้าไปปฏบิ ตั ิ ที่เหน็ ได้ชัด คอื กลุ่มเยาวชน เป็นต้น นักวิจัยของสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัย มหาสารคาม เช่น พิสฏิ ฐ์ บญุ ไชย (2540) ยังได้ศกึ ษาเรอื่ ง การใช้สมุนไพรเพื่อการ ดแู ลสขุ ภาพของชาวผไู้ ทย จงั หวดั มกุ ดาหาร งานชน้ิ นที้ ำ� ใหเ้ หน็ รายละเอยี ดของการ ใชส้ มนุ ไพรในการดแู ลรกั ษาสขุ ภาพ ไมว่ า่ จะเปน็ วธิ กี ารเกบ็ หาสมนุ ไพร การเตรยี ม เคร่ืองมือ กระบวนการปรุง วิธีการเก็บรักษาและวิธีใช้ยาสมุนไพร ซ่ึงจะมีพิธีที่ เกยี่ วขอ้ งกบั การดแู ลสขุ ภาพ คอื พธิ เี หยา เพอ่ื คน้ หาสาเหตขุ องการเจบ็ ปว่ ยและวธิ ี การรกั ษานบั วา่ เปน็ การผกู โยงเกย่ี วกบั ความเชอื่ เรอื่ งผี เพราะพธิ เี หยาจะใหผ้ บี อกถงึ สาเหตแุ ละวธิ กี ารรกั ษาอาการเจบ็ ปว่ ย กรณเี ดยี วกนั งานของทรงคณุ จนั ทจร และ ปติ ิ แสนโคตร (2540) เรอ่ื ง การรกั ษาผปู้ ว่ ยดว้ ยวธิ เี หยาของชาวผไู้ ทย : ศกึ ษากรณี ชาวผู้ไทย อ�ำเภอหนองสูง จงั หวดั มุกดาหาร งานช้นิ นไ้ี ด้น�ำเสนอมมุ มองเพิม่ เตมิ วา่ พธิ เี หยา เปน็ เครอื่ งมอื บำ� บดั รกั ษาผคู้ นในสงั คมทอ่ี ยเู่ หนอื ธรรมชาติ เปน็ การให้ ขวญั และกำ� ลงั ใจไดอ้ ยา่ งอศั จรรย์ และยงั สามารถเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธข์ องคนใน สังคมได้อย่างแน่นแฟ้น จนมีผลต่อโครงสร้างทางสงั คมของชาวผู้ไทยเลยทีเดยี ว นอกจากนั้นยังมีบทความของสาขาวารสารภาษาและวัฒนธรรม
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 69 มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล ทก่ี ลา่ วถงึ รายละเอยี ดของประเพณพี ธิ กี รรมของชาวผไู้ ทย คอื บทความของเรงิ วชิ ญ์ นลิ โคตร (2546) เรอ่ื ง พธิ กี รรมเหยาเลย้ี งผขี องชาวผไู้ ทย บา้ น โคกโกง่ ตำ� บลกดุ หวา้ อำ� เภอกฉุ นิ ารายณ์ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ นำ� เสนอวา่ พธิ กี รรมเหยา ไมเ่ พยี งแตเ่ ปน็ การเซน่ ไหวบ้ รรพบรุ ษุ ของชาวผไู้ ทยเทา่ นนั้ หากแตเ่ ปน็ กระบวนการ กล่อมเกลาทางสังคมที่จรรโลงชุมชนให้ด�ำรงอยู่ท่ามกลางกระแสการเปล่ียนแปลง ของสังคมและวฒั นธรรมที่มอี ยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ผลงานศึกษาของการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย ส�ำนกั งานภาคตะวันออก เฉยี งเหนือ เขต 3 (2545) เร่ือง ผู้ไทยโคกโก่ง กาฬสนิ ธ์ุ งานชิ้นนีพ้ บว่าวัฒนธรรม แบบผู้ไทยสามารถท่ีจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับวัฒนธรรมได้ เช่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ รับประทานอาหารพาแลง ศิลปะการแสดงดนตรีพ้ืนบ้าน หตั ถกรรมพื้นบ้าน เป็นต้น ผลงานของสมชาย นลิ อาธิ (2542) เรือ่ งธรรมาสน์เสาเดยี วของผู้ไทย: จาก ผหี ลกั เมอื งบ้านถึง ธรรมาสน์พุทธ ในงานน�ำเสนอว่า ธรรมาสน์เทศน์บนโรงธรรม ของชาวผู้ไทยจะมีลักษณะแปลกแตกต่างกับชาวอีสานทั่วไปตรงท่ีเป็นธรรมาสน์ ท่ีตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวและเสาท่ีตั้งทะลุพ้ืนไม้โรงธรรมลงฝังดินอีกด้วย ในขณะท่ี ของชาวอีสานจะเป็นธรรมาสน์ที่มีฐาน 4 เสา และต้งั เสาในลกั ษณะกล่องส่ีเหลย่ี ม แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามทงั้ สองชาตพิ นั ธน์ุ น้ั มคี วามสมั พนั ธก์ นั ทงั้ ทางสงั คมเศรษฐกจิ และ วัฒนธรรมกันมายาวนาน คือ ต่างมีหลักบ้านเป็นที่ยึดเหน่ียวร่วมกันในชุมชน มคี วามเช่ือเร่ืองผซี ึ่งเป็นความเช่อื ดัง้ เดิม และที่ส�ำคัญผลงานที่ศึกษาเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของกลุ่ม ชาติพันธุ์ผู้ไทยที่ค่อนข้างโดดเด่นและเป็นการศึกษาที่มีความต่อเน่ืองยาวนาน สามารถที่จะอธิบายถึงความเป็นมาทางชาติพันธุ์ การเปล่ียนแปลงและการปรับ ตัวของกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุผู้ไทย ได้เป็นอย่างดี คอื ผลงานของสมศักด์ิ ศรีสันตสิ ขุ และ คณะ (2528, 2535, 2538, 2542, 2544) ซงึ่ เปน็ ผลงานศกึ ษาวจิ ยั คน้ ควา้ ทไี่ ดศ้ กึ ษากลมุ่ ชาติพันธุ์ต่างๆ ในภาคอีสานไว้มากมาย ในส่วนที่เก่ียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทยนน้ั พบวา่ มเี รอ่ื ง การศกึ ษาโครงสรา้ งชมุ ชนชาตพิ นั ธผ์ุ ไู้ ทยบา้ นโนนหอม ต�ำบลโนนหอม
70 โสวัฒนธรรม อ�ำเภอเมอื ง จังหวัดสกลนคร (สมศกั ดิ์ ศรีสันติสขุ และคณะ, 2544) ผลงานเรอ่ื งน้ี ได้วิเคราะห์ถึงโครงสร้างชุมชนชาติพันธุ์ผู้ไทย ซ่ึงพบว่ามีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ความเชื่อต่างๆ ในชุมชน และส่งผลต่อการท�ำการเกษตรซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของ ชุมชน และชุมชนยังมีการรักษาวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ผู้ไทยไว้เป็นอย่างดี และ พืน้ ทศ่ี กึ ษาเดียวกนั นีเ้ องสมศักดิ์ ศรีสันตสิ ขุ และวศิ ักดิ์ แก้วศริ ิ (2542) ยังได้ศึกษา เพม่ิ เตมิ ในเรอ่ื ง ผลกระทบตอ่ การศกึ ษาตอ่ การเปลย่ี นแปลงทศั นคตแิ ละคา่ นยิ มของ ชุมชนชาติพันธุ์ผู้ไทย ซึ่งท�ำให้พบว่า ปัญหายาเสพติดเท่านนั้ ท่ีมีผลต่อวัฒนธรรม ของชาวผู้ไทย ส่วนการศึกษาน้นั ไม่ได้ท�ำให้เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่ม ชาติพนั ธุ์ผู้ไทยเปล่ียนแปลงไปเลย แต่ยังคงรกั ษาวัฒนธรรมต่างๆ เอาไว้ ไม่ว่าจะ เป็นภาษาพูด และประเพณตี ่างๆ ผลงานศกึ ษาเกีย่ วกบั ชาติพนั ธุ์ผู้ไทย เมื่อทำ� การรวบรวมแล้วพบว่ามคี วาม หลากหลายทง้ั นกั วชิ าการ นกั วจิ ยั ทงั้ นกั ศกึ ษาทพี่ ยายามทำ� ความเขา้ ใจความเปน็ มา และการเปล่ียนแปลงของกลุ่มชาติพันธุ์ และดูเหมือนว่าแนวทางการศึกษาจะเร่ิม เปลย่ี นแปลงไปโดยไดม้ กี ารนำ� แนวความคดิ ทฤษฎสี งั คมรว่ มสมยั มาใชม้ ากขน้ึ แต่ ก็ยังไม่พบว่างานท่ีมีลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น ซ่ึงจากการรวบรวมพบว่ามีบทความ ของพเิ ชฐ สายพนั ธ์ (2544) เร่ือง ผผี ู้ไทย ความหมายจากวาทกรรมแห่งชวี ติ และ ความตาย ผลงานดงั กล่าวได้ลบภาพตายตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทย โดยการช้ีให้ เหน็ วา่ ความเปน็ ผไู้ ทย ทผี่ า่ นมานน้ั ถกู สรา้ งขน้ึ จากผรู้ ใู้ นสงั คมอยา่ งนกั วชิ าการ ดว้ ย เครื่องมืออย่างงานเขียน (Writing) ด้วยอ�ำนาจของภาษา (Discourse) ท่ีทรงพลัง ภายใต้กรอบแนวคดิ แบบโครงสรา้ งและหน้าท่ี ซงึ่ ไดก้ กั ขงั อตั ลกั ษณแ์ ละสรา้ งภาพ ตัวแทนให้กับชาติพันธุ์ผู้ไท งานช้ินนี้วิพากษ์การศึกษาชาติพันธุ์ผู้ไทยอย่างตรงไป ตรงมา โดยพเิ ชฐ สายพนั ธ์ (2544) ชใ้ี ห้เห็นว่างานของสุรตั น์ วรางค์รตั น์ (2535) ที่ ศึกษาเกี่ยวกับชาวผู้ไทยในภาคอีสานนนั้ ได้ใช้แนวความคิดแบบ Enlightenment ของตะวันตก ซ่ึงเชื่อว่ามนุษย์ต้องจัดระเบียบสังคมใหม่ และคิดว่าระเบียบและ โครงสร้างนนั้ เป็นส่ิงที่คงที่และตายตัว ดังนน้ั สุรัตน์จึงน�ำเสนอว่า พิธีกรรมแสดง ให้เห็นถึงบทบาทหน้าท่ี ช่วยจัดดุลยภาพให้กับสังคม และหน้าท่ี ก็ถูกก�ำหนด ผ่านสถาบันต่างๆ ในโครงสร้างสังคม เช่น สถาบนั ศาสนา และสถาบนั ครอบครัว
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 71 วาทกรรมดังกล่าวจึงท�ำให้ความตายของชาวผู้ไทย สงบนง่ิ และถูกยึดติดอยู่กับ ระเบยี บหน้าท่ี พเิ ชฐ สายพนั ธ์ (2544) วเิ คราะห์ว่า การสรปุ แบบนท้ี �ำใหไ้ มส่ ามารถ มองเห็นความเปล่ียนแปลงและความขัดแย้งภายใน ซึ่งมันจะเล็ดลอดออกมาเม่ือ พธิ กี รรมทเ่ี กดิ ขนึ้ จรงิ ไมไ่ ดเ้ ปน็ ไปในลกั ษณะเดมิ เชน่ การดนิ้ รนตอ่ สกู้ บั ความขดั แยง้ ทางความคิดต่างๆ หรอื กระทั่งการต่อสู้ระหว่างความคิดแบบพทุ ธกบั ผี เป็นต้น จะเหน็ ไดว้ า่ องคค์ วามรเู้ กย่ี วกบั ชาตพิ นั ธผ์ุ ไู้ ทย เกดิ จากงานศกึ ษาภาคสนาม ทั้งส้ิน การน�ำแนวคิด และวิธีการศึกษาไปใช้ในภาคสนามของท้ังอาจารย์ มหาวทิ ยาลยั นกั วจิ ยั และนกั ศกึ ษา ลว้ นไดส้ รา้ งองคค์ วามรเู้ กย่ี วกบั ชาตพิ นั ธด์ุ งั กลา่ ว เมือ่ วิเคราะห์ถงึ ระยะเวลาและช่วงท่ีศึกษาจะพบว่าเป็นช่วงของการทำ� ความเข้าใจ ในชาติพันธ์ุ ซึง่ เป็นผลดีเพ่อื การทีจ่ ะค้นหาถึงความหลากหลายทางชาตพิ นั ธ์ุ ส่วนการท�ำความเข้าใจเพื่อวิเคราะห์ถึงสิ่งท่ีเกี่ยวข้องเชื่อมโยง หรือค้นหา ถงึ สง่ิ ทท่ี ำ� ใหช้ าตพิ นั ธผ์ุ ไู้ ทยตอ้ งผสมผสานทางวฒั นธรรม การปรบั ตวั ทางชาตพิ นั ธ์ุ หรอื กระทง่ั การปรบั เปลย่ี นรปู แบบพธิ กี รรม การสรา้ งสง่ิ ทม่ี าทดแทน หรอื ทเี่ รยี กกนั ตามแนวการศึกษาชาติพันธุ์ตามแบบของนักคิดสกุลสายหลังทันสมัยนิยม (postmodernism) ว่าการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์นนั้ มีสาเหตุมาจาก อะไรบ้าง กลุ่มชาติพันธุ์นนั้ ๆ มีความสัมพันธ์เชิงอ�ำนาจกับกลุ่มไหนอยู่บ้าง ต้อง ปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนภายนอกอย่างไรบ้าง และท่ีส�ำคัญบริบททางการเมือง เศรษฐกจิ และสงั คม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ กระแสโลกาภวิ ตั นท์ ม่ี สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งโดยตรง ตอ่ การสรา้ งอตั ลกั ษณท์ างชาตพิ นั ธน์ุ นั้ เปน็ อยา่ งไรบา้ ง ผลงานศกึ ษาชาตพิ นั ธอ์ุ สี าน ในลักษณะน้ียังไม่มีให้เห็นมากนกั ส่วนใหญ่จะเป็นบทความและการต้ังข้อสังเกต ในเวทปี ระชุมของนกั วชิ าการมากกว่า ดงั นน้ั องค์ความรู้และภาพโดยรวมของกลุ่ม ชาตพิ ันธุ์ผู้ไทย พอที่จะท�ำให้เห็นถงึ ความเป็นมาทางชาติพันธุ์ การเข้ามา การต้งั ถ่ินฐานในภาคอีสาน การกระจายตัวของประชากร การท�ำมาหากิน ตลอดจน การปรับตัวทางชาติพันธุ์ว่า กลุ่มชาติพันธุ์นี้สามารถท่ีจะอยู่ร่วมกับชาวไทยอีสาน สว่ นใหญ่ไดเ้ ป็นอย่างดมี กี ารรบั เอาวฒั นธรรมแบบอสี านทม่ี คี วามคลา้ ยคลงึ กนั มา ปฏิบัติ และท่ีส�ำคัญมีการน�ำเอาศาสนาพุทธเข้ามานับถือร่วมไปกับการนับถือผี
72 โสวฒั นธรรม แบบเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง และท่ีส�ำคัญชาติพันธุ์ผู้ไทยนี้ยังสามารถรักษา อตั ลกั ษณท์ างวฒั นธรรมของตนเองไวไ้ ด้ ถงึ แมจ้ ะตอ้ งปรบั เปลยี่ นไปบา้ งในบางอยา่ ง แต่ส�ำนกึ ทางชาติพันธุ์จะเป็นตัวบ่งช้ีถึงความเป็นตัวตนทางชาติพันธุ์และยึดโยง ลูกหลานผู้ไทยให้ส�ำนกึ ในบรรพบุรษุ ของตนเองได้ ชาติพันธุ์ไทยเขมรเป็นกลุ่มหนง่ึ ที่ท�ำให้เห็นว่าภาษาเป็นอัตลักษณ์ท่ีส�ำคัญ ทีก่ ลุ่มชาติพันธ์ุสามารถธำ� รงความเป็นชาตพิ นั ธ์ุได้สงู เช่นงานของพิสิฎฐ์ บุญไชย (2541) ได้กล่าวถงึ ชาติพนั ธ์ุเขมร มคี วามเชือ่ ประเพณีอย่างเคร่งครดั ในการสบื ทอด ดา้ นงานของบรรทมทพิ ย์ มชี ยั (2540) ไดก้ ลา่ วถงึ ภมู ปิ ญั ญาของลกู กรู (ผทู้ มี่ วี ชิ าอาคม ในการรักษาโรค) ทั้งที่มีพิธีความเช่ือ ท�ำให้ชาวบ้านได้เห็นความส�ำคัญของพลังท่ี มปี ัญญาด้านวถิ ชี วี ิตวฒั นธรรม การศึกษาภูมิปัญญาของชาวไทยเขมรคือพิธีกรรมเล่นละเลง มีการติดต่อ ผ่านร่างทรง ซึ่งได้น�ำมาเป็นการรกั ษาเก่ยี วกบั ความสัมพนั ธ์กับชาติพนั ธ์ุอนื่ ๆ กไ็ ด้ ตลอดจนงานวิจัยของ ประนอม เทียบทอง (2536) ได้ศึกษาจารีตประเพณตี าม อัตสัยสองถึงการเกดิ การบวช การแต่งงาน และการตาย นอกจากนมี้ กี ารศกึ ษากลมุ่ ชาตพิ นั ธเ์ุ ขมรถน่ิ ไทยหลายเรอื่ งทไี่ ดแ้ สดงถงึ การ ใชภ้ าษาในบทเพลงกลอ่ มเดก็ การขบั เจรยี งแบรญั ซง่ึ แสดงถงึ เอกลกั ษณด์ า้ นภาษา เป็นอย่างมาก (ครสิ เตียม บางเลอร์ม, 2536; วจิ ติ ร์นาจบั งามสะพรง่ั , 2543; อรชร ทองสดา ;2539 และ จารวุ รรณ ธรรมวตั ร; 2539 เป็นต้น) การที่กลุ่มชาติพันธุ์ไทยเขมรได้มีวิธีกรรมและขนบธรรมเนียมความเชื่อที่มี การสบื ต่ออย่างต่อเน่ืองและการใช้ภาษาในการสนทนาในชมุ ชน เป็นเรอื่ งของการ ธ�ำรงเอกลักษณ์ด้านภาษาแสดงถึงการใช้พลังภมู ปิ ัญญาในการเชื่อมโยงเครอื ข่าย ความสัมพันธ์เพ่อื ความอยู่รอดของกลุ่มชาติพนั ธุ์ของตน กลมุ่ ชาตพิ นั ธท์ุ พ่ี ดู ภาษากยู ภาษาบรู และภาษาโส้ ซง่ึ อยใู่ นกลมุ่ ของภาษา มอญ เขมรกเ็ ป็นกลุ่มชาติพันธ์ุหนง่ึ ท่มี งี านวจิ ัยหลายชิน้ ที่สรปุ ว่าเป็นกลุ่มภาษาที่ ไม่มีภาษาเขียน แต่สามารถธ�ำรงเป็นเอกลักษณ์แห่งการส่ือสารการปฏิบัติที่ถือ
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 73 วัฒนธรรมของกลุ่มชนของตนอย่างดีเช่น ผลงานวิจัยที่เก่ียวข้อง อัตลักษณ์ของ ความเป็นชาติพนั ธุ์ของชายไทยเขมรในด้านภาษา (ประกอบ พวงแข, 2538) ความ เครง่ ครดั ทางดา้ นศาสนาของชายไทยโยย้ (สมศกั ด์ิ ศรสี นั ตสิ ขุ , 2540 – 2541) ความ สามารถในอาชีพประมงของชายไทยโส้ (สุรัตน์ วรางครัตน์, 2538) และความ สามารถในการค้าขายของคนจีนในเขตเทศบาลมหาสารคาม เป็นต้น 3. การนิยามความหมายของวัฒนธรรมมีหลายแนวความคิด นกั วิชาการ หลายท่านได้กล่าวถึงวัฒนธรรมในมิติของการเปล่ียนแปลงเป็นพลวัต จึงท�ำให้ วัฒนธรรมมีพลังโดยเฉพาะระบบความเชื่อทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยัง ฝงั แนบแนน่ กบั วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม ซงึ่ แสดงออกถงึ อตั ลกั ษณท์ างชาตพิ นั ธด์ุ ว้ ย ทงั้ น้ี ผลงานวจิ ยั ไดก้ ลา่ วถงึ โลกทศั นข์ องชาวไทยโคราช ผา่ นทางวฒั นธรรมดนตรพี นื้ บา้ น ซง่ึ มที งั้ รปู แบบเนอ้ื หา สะทอ้ นใหเ้ หน็ ระบบความเชอื่ และคา่ นยิ ม (เพชร สวุ รรณภาชน,์ 2544) เช่นเดียวกับโลกทัศน์ของชาวบรูที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม รวมทั้งการรักษาสุขภาพแบบด้ังเดิมอีกด้วย (จิตรกร โพธิ์งาม, 2536) ความเชื่อ เกี่ยวกับผีบรรพบุรุษของชาวไทยกวย ไทยบรู ไทยเขมร ไทยแสก และเวียดนาม กลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมีความหลากหลายของระบบความเชื่อ แต่สิ่งที่เป็นความ มุ่งหมายปลายทางเดียวกนั คือ ความหลากหลายของระบบความเช่ือน�ำไปสู่การ ดำ� รงชพี ท่ีสงบสขุ เช่นเดียวกัน ระบบความเชอ่ื ของวถิ ชี วี ติ ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ยงั มเี รอ่ื งของความเชอ่ื เกย่ี วกบั งานศพของชาวภูไท กะเลิง และชาวจีน ซึง่ ยังมคี วามเชื่อเกยี่ วกับผีบรรพบุรุษเป็น อย่างมาก (สมชาย นิลอาธ,ิ 2542) ผลงานวิจัยส่วนมากได้เน้นในเรื่องโลกทัศน์ ความเชื่อเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ ความเชื่อเก่ียวกับงานศพ และความเช่ือด้านหลักบ้าน แสดงให้เห็นระบบความ เช่ือมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก นอกจากน้ียังแสดงให้เห็น ว่า แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคตะวันออกเฉยี งเหนือมีความหลากหลายของระบบ ความเช่ือด้วย
74 โสวัฒนธรรม 4. ระบบภูมปิ ัญญากับวถิ ชี วี ิตวฒั นธรรม เป็นพลังความรู้ซง่ึ ชมุ ชนได้ใช้ใน การด�ำรงชีวิตวัฒนธรรม โดยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมท่ีแตกต่างกันไป ดังจะเห็นได้จากภูมิปัญญา การแพทย์พื้นบ้าน การผลิตอุของชาวผู้ไทยเรณนู คร (ศิวพร, 2542) การรักษาโรคภัย การผลิตในเชิงหัตถกรรม (เยาวดี วิเศษรัตน์, 2541) รวมท้ังชาวไทยเขมรซงึ่ มีภมู ปิ ัญญาทางด้านสมุนไพร เก่ียวข้องกบั ความเช่อื ตลอดจนกลมุ่ ชาตพิ นั ธอ์ุ น่ื เชน่ ชาวกวย ชาวโส้ ชาวบรู ชาวมอญ ชาวกะเลงิ ชาวจนี และชาวย้อ เป็นต้น นอกจากน้ี ผลงานวิจัยหลายเรื่อง ซึ่งเป็นแนวความคิดหลากหลายทาง ชาติพันธุ์ เป็นระบบภูมิปัญญาที่เก่ียวกับวัฒนธรรม การพัฒนา โดยเน้นการน�ำ วฒั นธรรมไปใช้ประโยชน์ เช่น งานวิจัยของเอมอร ไพรไหล (2540) มากกว่าในเชงิ ทฤษฎี เป็นผลงานของชาวไทยกะเลงิ เวียดนามและชาวไทยโส้ เป็นต้น ตลอดจนศิลปะกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งของชาวผู้ไทย ชาวเขมร ชาวกวย ชาวบรู และชาวจนี เป็นต้น โดยส่วนมากเก่ยี วกบั ศลิ ปะชุมชน เมื่อพิจารณาจากการประเมินและวิเคราะห์สถานภาพองค์ความรู้การ วิจัยวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ในด้านความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เราอาจจะกล่าวได้ว่า กลุ่มชาติพันธุ์เป้าหมายที่ศึกษามากท่ีสุด คือ ชาวผู้ไทย รองลงมา คอื ชาวไทยเขมร โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาตามแนวความคดิ ทั้ง 4 แนวความคิด ได้แก่ พลวัตวถิ ีชุมชนชาตพิ นั ธ์ุ อัตลกั ษณ์ทางชาติพนั ธุ์ ระบบ ความเชื่อกับวิถีชีวิตวัฒนธรรม และระบบภูมิปัญญากับวิถีชีวิตวัฒนธรรม แม้จะ มผี ลงานการศึกษาเป็นจ�ำนวนมากกต็ ามแต่เป็นองค์ความรู้พ้นื ฐานย่อยๆ ซึ่งยงั ไม่ สามารถพัฒนาเป็นทฤษฎคี วามหลากหลายทางชาติพันธ์ุได้ ส�ำหรับกลุ่มชาติพันธุ์อ่ืนท่ีได้ใช้เป็นกลุ่มเป้าหมาย เช่น ไทยญ้อ ไทยโย้ย ไทยแสก ไทยด�ำ ไทยบรู ไทยกะเลิง ไทยโส้ ไทยกวย ชาวเวยี ดนาม และชาวจนี เปน็ ตน้ นนั้ กลมุ่ ชาตพิ นั ธเ์ุ หลา่ นน้ั ยงั ตอ้ งไดร้ บั ความสนใจมากขนึ้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความ เข้าใจ การเข้าถึงวิถชี วี ติ วฒั นธรรม ซงึ่ จะน�ำไปสู่การพฒั นาท่แี ท้จรงิ อย่างย่งั ยืน
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 75 อย่างไรก็ตามกลุ่มชาติพนั ธุ์เป้าหมายท่ยี ังไม่มีการศึกษา ก็คอื ชาวอินเดีย ชาวไทยพวน ชาวไทยเญอ (อยทู่ จี่ งั หวดั ศรสี ะเกษ) ชาวไทยบน (อยทู่ จี่ งั หวดั ชยั ภมู )ิ และอ่ืนๆ กลุ่มชาติพันธุ์เป้าหมายดังกล่าว เป็นส่วนหนง่ึ ของสังคมไทย จึงจ�ำเป็น อย่างมากท่ีจะต้องได้รับความสนใจจากนกั วชิ าการ และนกั พฒั นา เพอื่ ทจ่ี ะท�ำให้ เกิดความเข้าใจในมิติของความหลากหลายทางชาติพนั ธุ์ในสังคมไทยสืบไป การอภปิ รายสถานภาพองค์ความรู้การวจิ ัยความหลากหลายทางชาตพิ นั ธุ์ เป็นการน�ำเสนอความคิดเห็นต่อการสังเคราะห์สถานภาพองค์ความรู้การวิจัย ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าใจในมุมมองท่ี หลากหลาย จนสามารถท่ีจะพัฒนาเป็นองค์ความรู้ในการวิจัยความหลากหลาย ทางชาตพิ ันธุ์สบื ไป เนอื่ งจากการสงั เคราะห์องค์ความร้กู ารวจิ ยั ความหลากหลายทางชาตพิ นั ธ์ุ ดังกล่าว ยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมให้มากขึ้น ซ่ึงการสังเคราะห์องค์ความ รู้ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ข้างต้นไม่ได้มีผลงานที่เฉพาะในด้านการเมือง มากนกั ผลงานวิจยั เป็นเร่ืองสถาบันทางการเมอื ง ซ่ึงเป็นส่วนหนงึ่ ของสถาบันทาง สังคม มีการปรับตัวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อการพัฒนาประเทศ จึงไม่มีองค์ความรู้ ในเร่ืองความสัมพันธ์เกี่ยวกับอ�ำนาจทางการเมืองในวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนี้ผลงานวิจัยยังไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบของการพัฒนาประเทศที่มีต่อ แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มากนกั ซ่ึงอาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ยังไม่ถึง จดุ วกิ ฤตในการตอบโต้ เช่น ความร้สู กึ ของความไมเ่ ท่าเทยี มกนั ทง้ั ในดา้ นการเมอื ง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในลักษณะการถูกเอารัดเอาเปรียบ การเข้าถึง ทรพั ยากร การขาดสทิ ธอิ ำ� นาจ การถกู เลอื กปฏบิ ตั ิ ดงั นน้ั การวจิ ยั โดยมแี นวความคดิ ท่ีหลากหลาย จึงจ�ำเป็นต่อการเข้าใจความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้มีองค์ความรู้ที่หลากหลายในลักษณะองค์รวม (holism) ซ่ึงสามารถจะ น�ำไปสู่การปฏิบัติ และอยู่ร่วมกันกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายอย่างสมานฉนั ท์ และ อย่างยงั่ ยืนทแี่ ท้จรงิ
76 โสวฒั นธรรม ชพู นิ จิ เกษมณี (2548) ไดก้ ลา่ วถงึ ความหลากหลายทางวฒั นธรรมมี 3 มติ ิ คอื ความหลากหลายของวัฒนธรรมย่อย (subculture diversity) ความหลากหลาย ทางมุมมอง (perspective diversity) และความหลากหลายทางชมุ ชน (community diversity) หรือ ความหลากหลายชาติพันธุ์ ดังนนั้ การเข้าใจวัฒนธรรมของกลุ่ม ชาตพิ นั ธจ์ุ �ำเป็นตอ้ งมงี านวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้องกบั การยอมรบั ในความแตกตา่ ง และการ เคารพในความแตกต่างของกลุ่มชาติพันธ์ุ จงึ ต้องมีงานวจิ ัยความหลากหลายทาง ชาตพิ ันธุ์ โดยนกั วจิ ัยต้องมคี วามเป็นกลาง (objectivity) ปราศจากการถือชาตพิ ันธุ์ เป็นเกณฑ์ (absence of ethnocentrism) ปราศจากการรังเกียจเดียดฉนั ท์ (absence of prejudice) และการไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ิ (discrimination) ซง่ึ จะเปน็ การแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ ระหวา่ งนกั วจิ ยั กบั กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ อนั จะนำ� ไปสคู่ วามเขา้ ใจซง่ึ กนั และกนั อยา่ งแทจ้ รงิ และความเท่าเทียมทางสังคมในสังคมไทยตามรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิและ เสรภี าพของบคุ คลย่อมได้รบั ความคุ้มครอง” นกั วจิ ยั ตา่ งวฒั นธรรมไดม้ บี ทบาทอยา่ งมากในการศกึ ษาความหลากหลาย ทางชาติพันธุ์ โดยได้เสนอแนวความคิดท่ีเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยกลุ่มชาติพันธุ์ ทงั้ ในวธิ วี ทิ ยาของแนวความคดิ และทฤษฎที เี่ กยี่ วขอ้ งกบั พน้ื ทท่ี ศ่ี กึ ษา เชน่ Frederick Barth (1969) ไดเ้ สนอแนวความคดิ ทวี่ า่ กลมุ่ ชาตพิ นั ธท์ุ ตี่ งั้ รกรากในบรเิ วณเดยี วกนั ยอ่ มจะมคี วามสมั พนั ธซ์ ง่ึ กนั และกนั เรยี กวา่ พรมแดนทางชาตพิ นั ธ์ุ (ethnic boundary) ท้ังน้ี ต่างฝ่ายยอมรับพรมแดนระหว่างกัน ซึ่งย่อมน�ำไปสู่ความสมานฉันท์ได้ การเสนอแนวความคดิ นี้ นา่ จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การน�ำไปใชใ้ นการวจิ ยั บรบิ ทในกลมุ่ ชาติพันธ์ุท่อี ยู่พรมแดนของประเทศ เช่น เร่ืองการจัดการธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม และปัญหาแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น นอกจากนก้ี ารวิจัยตามแนวความคิดของประชาสังคม (civil society) เป็น มุมมองของนกั วิชาการท่ีสนใจศึกษาการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน (Somjit Daenseekaew, others, 2005; Somsak Srisontisuk, 2545; and Yoshihide, Sakurai, and Srisontisuk, Somsak.ed., 2003) ได้เสนอแนวความคิดของประชาสังคมใน
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 77 ระดับของชุมชนท่ีมีความเข้มแข็ง ซึ่งเป็นศักยภาพของชุมชนในการด�ำรงชีวิตใน สงั คมอย่างเหมาะสม ทา่ มกลางกระแสของการพฒั นาประเทศ และจากสงั คมโลก แนวความคิดดงั กล่าวสามารถน�ำไปศึกษากลุ่มชาตพิ ันธ์ุได้ การท�ำวิจัยในกลุ่มชาติพันธุ์โดยนกั วิจัยต่างวัฒนธรรมนนั้ มีข้อได้เปรียบ และเสียเปรียบในเรื่องความเท่ียงตรง และความเชื่อถือได้ของข้อมูลที่แตกต่างกัน ไป ซ่ึงข้ึนกับความสัมพันธ์ระหว่างนกั วิจัยต่างวัฒนธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์มีความ ลึกซ้ึงมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามการเสริมสร้างนกั วิจัยท้องถิ่นในแต่ละกลุ่ม ชาตพิ นั ธ์ุ มคี วามจำ� เปน็ และสำ� คญั อยา่ งยง่ิ ทงั้ นเี้ นอื่ งจากนกั วจิ ยั ทอ้ งถนิ่ สามารถที่ จะเขา้ ใจความตอ้ งการ การแกไ้ ขปญั หา และอนื่ ๆ ในกลมุ่ ชาตพิ นั ธข์ุ องตนไดอ้ ยา่ ง ลึกซงึ้ ตามวิถชี วี ิตวัฒนธรรมทแี่ ท้จรงิ 2.8 บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ ผลงานการวจิ ยั สว่ นใหญเ่ ปน็ การศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพ อาจมงี านวจิ ยั บางเรอ่ื งที่ ใชท้ ง้ั สองวธิ ผี สมกนั ซง่ึ ชว่ ยทำ� ใหข้ อ้ มลู มคี วามเทย่ี งตรงและความเชอื่ ถอื ไดม้ ากขน้ึ สว่ นเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาสว่ นมากเปน็ แนวทางการสมั ภาษณ์ แบบสมั ภาษณ์ แบบการสังเกตการณ์ โดยเทคนคิ ที่ส�ำคัญคือการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และมสี ่วนร่วมและใชเ้ ทคนคิ ของการสนทนากลมุ่ (focus group) การถา่ ยภาพ และ การบันทกึ เสียง เป็นต้น อตั ลกั ษณข์ องกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ เปน็ การศกึ ษาความเปน็ ตวั ตนของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ที่มักจะเน้นในด้านการใช้ภาษา พิธีกรรม และพลังความคิดและภูมิปัญญา โดย การประพฤติปฏิบัติตามวิถีท่ีแตกต่างกันกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ มีผลงานหลายเร่ืองท่ี แสดงถงึ การธำ� รงเอกลกั ษณท์ างชาตพิ นั ธเ์ุ ปน็ อยา่ งมน่ั คง โดยมโี ครงสรา้ งทางสงั คม ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ส่งเสริมและสร้างเครือข่ายโยงใยความเป็นชาติพันธุ์ของตน ซึ่งน�ำไปสู่ความย่ังยนื ของเป็นความหลากหลายทางชาตพิ นั ธ์ุ
78 โสวัฒนธรรม ระบบความเชอ่ื กบั วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรม เปน็ การนำ� เสนอผลงานวจิ ยั ทก่ี ลา่ วถงึ ระบบความเช่ือของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเรื่องโลกทัศน์ ความเชื่อผีบรรพบุรุษ ความเช่ืองานศพ และความเชื่อหลักบ้าน มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตวัฒนธรรมของตน เปน็ อยา่ งยง่ิ เชน่ องคค์ วามรทู้ เ่ี นน้ เรอื่ งระบบความเชอื่ ในดา้ นผบี รรพบรุ ษุ มอี ยเู่ กอื บ ทกุ กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ ซงึ่ เปน็ การแสดงออกในเชงิ วถิ ชี วี ติ วฒั นธรรมพธิ กี รรม การเคารพ ผู้อาวโุ ส และความกตัญญตู ่อบรรพบุรษุ เป็นต้น พลวัตวิถีชุมชนชาติพันธุ์ เป็นการน�ำเสนอกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประสบการณ์ ของการได้รับการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมอื ง สงั คม และวฒั นธรรม การ กลมกลนื ทางวฒั นธรรม และความหลากหลายทางวฒั นธรรม ไมม่ ากกน็ อ้ ยแกก่ ลมุ่ ชาติพันธุ์ ซึ่งสามารถด�ำรงอยู่ได้ในกระแสการเปล่ียนแปลงดังกล่าว อาทิงานวิจัย หลายเรอื่ งทก่ี ลา่ วถงึ การปรบั ตวั ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธต์ุ า่ งๆ การพฒั นาทคี่ อ่ ยๆ เปลยี่ น ไปตามกระแสโลกววิ ัฒน์ แต่ยงั คงรกั ษาเอกลกั ษณ์ของตนไว้ได้ นอกจากนน้ี กั วจิ ยั ไดพ้ ยายามสงั เคราะหจ์ ากผลงานวจิ ยั ทกี่ ลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ดม้ กี ารตดิ ตอ่ สมั พนั ธต์ า่ งกนั ไมว่ ่าจะเป็นเรอ่ื งของทศั นคตทิ ก่ี ล่มุ ชาตพิ นั ธท์ุ ม่ี คี วามคดิ เหน็ ว่า ได้เปรยี บกวา่ กล่มุ ชาตพิ นั ธอ์ุ น่ื ในดา้ นการไดใ้ ชภ้ าษาของตน ซง่ึ กลมุ่ ชาตพิ นั ธอ์ุ น่ื ไมส่ ามารถเขา้ ใจกนั แต่ความสมั พนั ธ์ระหว่างกลุ่มชาตพิ นั ธุ์ย่อยเกดิ ขน้ึ ได้ ไม่ว่าในด้านการแลกเปลีย่ น ทางวัฒนธรรม จนมีการกลมกลืนทางวัฒนธรรม ซ่ึงได้กลายเป็นพลวัตวิถีชุมชน ชาตพิ นั ธ์ุนนั่ เอง ระบบภูมิปัญญากับวิถีชีวิตวัฒนธรรม เป็นการกล่าวถึง นิเวศวิทยา วัฒนธรรม ภูมิปัญญาการแพทย์พ้ืนบ้าน ภูมิปัญญาหัตถกรรม วัฒนธรรมการ พัฒนา และวิถีชีวิตวัฒนธรรมทางศิลปะ ซึ่งเป็นพลังความคิดของภูมิปัญญาท่ีได้ พัฒนาจนเป็นความรู้เพอื่ ตอบสนองความจ�ำเป็นของพ้นื ฐานทางสงั คม และความ ต้องการทางสังคมในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ จนสามารถเป็นวิถีแห่งการด�ำรงชีวิต และแก้ไขปัญหาต่างๆ ภายในชุมชน ท�ำให้ชุมชนชาติพันธุ์มีความเข้มแข็งและ สามารถดำ� รงอยใู่ นกระแสการพฒั นาประเทศอยา่ งมนั่ คง ดงั นนั้ เราอาจกลา่ วไดว้ า่ ระบบภมู ปิ ญั ญากบั วถิ วี ฒั นธรรมมคี วามสอดคลอ้ ง และความสมั พนั ธซ์ ง่ึ กนั และกนั
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 79 นอกจากนย้ี งั แสดงใหเ้ หน็ วา่ ระบบภมู ปิ ญั ญาเปน็ ทนุ ทางวฒั นธรรม (culture capital) ทแี่ ตล่ ะกลมุ่ ชาตพิ นั ธไ์ุ ดส้ ะสม รกั ษาไวจ้ นถงึ ปจั จบุ นั ตลอดจนเปน็ สงิ่ ทท่ี ำ� ใหเ้ หน็ ถงึ ความหลากหลายของระบบภูมิปัญญาท่ีมีความแตกต่างกันในแต่ละทางชาติพันธุ์ อกี ด้วย เราอาจจะสรุปได้ว่า แนวความคิดที่เป็นผลงานท้ัง 4 แนวความคิดนั้น เป็นการเน้นให้เห็นถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในการแก้ปัญหาวิถีแห่งการ ดำ� รงชวี ติ เพอ่ื สนองความจำ� เปน็ พน้ื ฐานทางสงั คม และเพอื่ ความอยรู่ อดทางสงั คม โดยมคี วามหลากหลายในแต่ละชาตพิ ันธุ์ สถานภาพของแนวทางการศึกษา ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในภาค ตะวันออกเฉยี งเหนือ มี 4 ลักษณะ คือ การศึกษาวิถีชีวิตวัฒนธรรม การศึกษา การเปลยี่ นแปลงทางสงั คมและวฒั นธรรม การศกึ ษากระบวนการปรบั ตวั และการ ศึกษากระบวนการสร้างความเป็นอตั ลักษณ์ทางชาติพันธุ์ นอกจากนี้ทฤษฎีที่ใช้ในการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ในอดีตได้ใช้ทฤษฎี โครงสร้างและหน้าที่เป็นส่วนมาก โดยทั่วไปผลงานวิจัยในอดีตไม่ได้ชี้ชัดในการ ใช้ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่ แต่ในการสรุปและการแปลความหมายนน้ั ได้ใช้ ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่เป็นกรอบแนวความคิดในการวิจัยความหลากหลาย ทางชาติพันธุ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามการศึกษาโดยใช้ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าท่ี เป็นประโยชน์อย่างย่ิงต่อความเข้าใจความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในแต่ละกลุ่ม ชาตพิ นั ธุ์ทแ่ี ตกต่างกันด้วย ส่วนการศึกษาในปัจจุบันได้มีนกั วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า โดยใช้แนวความคิด หลังทนั สมยั ของ มิเชล ฟรโู ก (Michel Foucault) ด้วย แม้ว่าการศกึ ษาโดยใช้แนว ความคดิ ของฟรโู กเป็นกรอบในการวจิ ัย แต่กย็ งั มผี ลงานวจิ ยั ไม่มากนกั
80 โสวฒั นธรรม ส�ำหรับข้อเสนอแนะการวจิ ัยในอนาคตมีดังนี้ 1. ควรส่งเสริมการวจิ ัยความหลากหลายทางชาตพิ ันธุใ์ นดา้ นแนวความคดิ ใหมๆ่ ใหม้ ากขนึ้ โดยเฉพาะในดา้ นทางการเมอื ง การศกึ ษา การปรบั ตวั วฒั นธรรม และการผสมผสานทางวัฒนธรรม 2. ควรสง่ เสรมิ การวจิ ยั กลมุ่ ชาตพิ นั ธเุ์ ปา้ หมายทยี่ งั ไมไ่ ดศ้ กึ ษา เพอื่ จะทำ�ให้ มีความเข้าใจความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากยิ่งขึ้น 3. ควรส่งเสริมให้นักวิจัยได้พัฒนาองค์ความรู้ของความหลากหลายทาง ชาติพันธุ์ให้เป็นแนวคิดและทฤษฎีที่จะนำ�ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง 4. ควรส่งเสริมการวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ สำ�นักงานคณะกรรมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เช่น การศึกษาข้ามวัฒนธรรมชายแดน การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 5. ควรค้นหาวิธีการที่หลากหลายในการศึกษาความหลากหลายทาง วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มากขึ้น เพื่อที่จะทำ�ให้มีความมั่นใจในข้อมูลที่มี ความเที่ยงตรง และเชื่อถือได้ 6. ควรสง่ เสรมิ การวจิ ยั กลมุ่ ชาตพิ นั ธทุ์ ยี่ งั คงรกั ษาอตั ลกั ษณท์ างชาตพิ นั ธไุ์ ด้ อย่างมั่นคง เพื่อจะเป็นแนวทางในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ต่อไป 7. ควรส่งเสริมการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่นักวิจัยกับชุมชนชาติพันธุ์ได้ร่วมกัน เรยี นรวู้ ถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยขู่ องกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ เพอื่ จะเปน็ แนวทางนำ�ไปสคู่ วามรคู้ วาม เข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์โดยปราศจากอคติทางชาติพันธุ์ 8. ควรส่งเสริมการทำ�วิจัยโดยชาวชุมชนชาติพันธุ์ เพื่อนำ�ความรู้ที่ได้รับไป ใช้ประยุกต์ในวิถีชีวิตของตน เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพ และสิทธิ เสรีภาพของความเป็นชาติพันธุ์ของตนตามกรอบของรัฐธรรมนูญ
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 81 เอกสารอา้ งองิ กนกวรรณ ระลกึ (2545) การฟ้ อนสะเอิงของชาวไทยกยู วารสารมหาวิทยาลัยรามค�ำแหง 19(3): 14-23 กรรณิการ์ สขุ สวสั ดิ์ (2541) การอพยพย้ายถ่ินของกลมุ่ ชนสว่ ยบ้านโพนทอง ต�ำบลดา่ น อ�ำเภอ กาบเชิงจงั หวดั สรุ ินทร์ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม กฤตยา แสวงเจริญและคนอื่นๆ (2537) แนวทางการให้ความรู้ทางด้านสขุ ภาพอนามยั หมอล�ำ ผีฟ้ า ขอนแกน่ : คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ กองการศกึ ษาเทศบาลต�ำบล กสุ มุ าลย์ ศนู ย์ศลิ ปวฒั นธรรมไทโส้ อ�ำเภอกสุ มุ าลย์ จงั หวดั สกลนคร (2548) ประเพณีไทโส้ อ�ำเภอกสุ มุ าลย์ สกลนคร : สำ� นกั พิมพ์สกลนคร การทอ่ งเท่ียวแหง่ ประเทศไทย สำ� นกั งานภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ เขต 3 (2545) ผ้ไู ทยโคกโก่ง กาฬสนิ ธ์ุ ขอนแก่น : การทอ่ งเที่ยวแหง่ ประเทศไทย กิตตริ ัช พงษ์สทิ ธิศกั ดิ์ (2540) การปรับเปลย่ี นทางวฒั นธรรมในบญุ ยอธาตขุ องไทยโย้ย บ้านเดื่อศรีคนั ไชย ต�ำบลเดื่อศรีคนั ไชย อ�ำเภอวานรนิวาส จงั หวดั สกลนคร วิทยานิพนธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั หาวทิ ยาลยั มหาสารคาม เกษม คนไว (2546) เฮด็ อยเู่ ฮด็ กนิ : ทางออกหนสี ้ นิ ของชมุ ชน วารสารสงั คมพฒั นา 31(2-3): 73-76 คมกริช การินทร์ (2542) ดนตรีชาวภูไทจงั หวดั กาฬสินธ์ุ วารสารคณะมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร 17(2): 77-82 คริสเตียน บาวเวอร์ (2536) เจรียงเบริญ วารสารภาษาและวัฒนธรรม นครปฐม : ส�ำนกั อ�ำนวยการสถาบนั วิจยั ภาษาและวฒั นธรรมเพ่ือพฒั นาชนบท มหาวิทยาลยั มหิดล ศกึ ษาพฒั นาการการขบั เจรียงเบริญของเขมร จิระพงษ์ มะเสนา (2541) เส้นทางแห่งเผ่าพันธ์ุโองมู้ความเช่ือที่เป็ นอดีตและปัจจุบนั ของ ชาวไท-แสก คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 3(1): 39-42 จิราภรณ์ วีระชัย (2543) สถานภาพและบทบาทของเจ้าอง โต๋ที่มีผลต่อวิถีชีวิตของ คนไทยเชือ้ สายเวียดนามในอ�ำเภอท่าบอ่ จงั หวดั หนองคาย วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหา บณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม จติ รกรโพธงิ์ าม(2536)โลกทศั นข์ องชาวบรูบ้านเวกิ บกึ อำ� เภอโขงเจยี มจงั หวดั อบุ ลราชธานีวทิ ยานพิ นธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม จนั ทนีย์ วงศ์ค�ำ (2544) พฒั นาการของเรือนพืน้ บ้านกะเลงิ : กรณีศกึ ษาบ้านหนองหนาว จงั หวดั มกุ ดาหาร[กรุงเทพฯ] : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร จารุวรรณ ธรรมวตั ร (2539) ภาษาถิ่นอีสาน วารสารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ฉบบั ปฐมฤกษ์ 15-21
82 โสวัฒนธรรม ฉวีวรรณ สมบรู ณ์พร้อม (2539) คณุ ภาพชีวิตของผ้สู งู อายใุ นกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ภุ ไู ท โส้ ญ้อ ไทย ลาวที่ อาศยั ในเขตชนบทจงั หวดั สกลนคร วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาการ พยาบาล) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ฉันทนา จนั ทร์บรรจง (2541) การศึกษาวิจยั การพฒั นาทางสงั คมของกล่มุ ชนพืน้ เมืองเชือ้ สาย ไทย-ลาว ซงึ่ ตงั้ อยแู่ ถบพืน้ ท่ีชายขอบของประเทศไทย ในจงั หวดั พิษณโุ ลก เพชรบรู ณ์ และ จงั หวดั เลยกรุงเทพฯ : ส�ำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ กระทรวงศกึ ษาธิการ ชาญชยั ใจหาญ (2538) การผสมผสานทางวฒั นธรรมของชาวไทยเญอกบั ชาวไทยลาว บ้านหวั หมู ต�ำบลก้ามปู อ�ำเภอพยคั ฆภมู ิพิสยั จงั หวดั มหาสารคาม วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา)บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ชาตชิ ยั ฉายมงคล (2543) การปรับเปลย่ี นพธิ ีกรรมการฟ้ อนผหี มอชาวบ้านโส้ อ�ำเภอดงหลวง จงั หวดั มกุ ดาหาร วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ชพู ินิจ เกษมณี (2548) สังคมไทยกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การรับสง่ สนิ คแ่ ละพสั ดภุ ณั ฑ์ (ร.ส.พ.) ชศู กั ดิ์ ศกุ รนนั ท์ (2541) ผ้าทอ:หตั ถกรรมของกลมุ่ ชาติพนั ธ์ไุ ท-ลาว-เขมร วารสารมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม 3(1): 18-27 ฐิตนิ นั ท์ เวทย์ศริ ิยานนั ท์ (2545) ความเชอื่ เรื่องป่ ตู าตะกวดกบั วถิ ชี วี ติ ของชาวกยู บ้านตรึม ตำ� บลตรึม อ�ำเภอศีขรภมู ิ จงั หวดั สรุ ินทร์ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาสงั คมวิทยาการ พฒั นา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์และอคั รยา สงั ข์จนั ทร์ (2546) การส�ำรวจสถานภาพองค์ความรู้เบือ้ งต้น จากงานวิจัยเกี่ยวกับวิถีชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุในภาคอีสาน พ.ศ.(2500-2545) [ขอนแก่น] : คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ดารารตั น์เมตตาริกานนท์และสมศกั ดิ์ศรีสนั ตสิ ขุ (2533)“ชาวจนี ในอำ� เภอสองแหง่ ของจงั หวดั ยโสธร: การศกึ ษาเปรียบเทยี บเฉพาะกรณ”ี มนษุ ยศาสตร์สงั คมศาสตร์ 8, 1 พฤษภาคม-ตลุ าคม:55-60 ดุริยางค์ วรางครัตน์ (2536) การศึกษาเปรียบเทียบการรักษาแบบพืน้ บ้านกับการรักษา แผนปัจจุบันของชาวไทยโส้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : การศึกษาโรคอุจจาระร่วง ในเด็ก 0-5 ปี วิทยานิพนธ์สงั คมศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชามานุษยวิทยาประยุกต์) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหิดล ทราย (2542) ผ้าไหมแพรวา นิตรสาร การประชาสงเคราะห์ 42(2): 29-30 ทรงคณุ จนั ทจร (2544) การถ่ายทอดภมู ิปัญญาพืน้ บ้านเร่ืองทรัพยากรดิน น�ำ้ ป่ าไม้ ของกล่มุ ชาตพิ นั ธ์กุ ะเลงิ วิทยานิพนธ์ดษุ ฎีบณั ฑิต (สงิ่ แวดล้อมศกึ ษา) มหาวทิ ยาลยั มหิดล ทรงคณุ จนั ทรวรและคณะ (2536) ผ้าชาวโส้ : ศกึ ษากรณีชาวโส้ อ�ำเภอดงหลวง จงั หวดั มกุ ดาหาร และอ�ำเภอกสุ มุ าลย์ จงั หวดั สกลนคร วารสารภาษาและวัฒนธรรม สถาบนั วจิ ยั ภาษาและ วฒั นธรรม เพ่ือพฒั นาชนบท มหาวิทยาลยั มหิดล 12(2):16-29
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 83 ทรงคณุ จนั ทรจรและปิ ติ แสนโคตร (2540) การรักษาผ้ปู ่ วยด้วยวธิ ีเหยาของชาวผ้ไู ทย : ศกึ ษากรณี ชาวผ้ไู ทย อำ� เภอหนองสงู จงั หวดั มกุ ดาหาร [ขอนแกน่ ] : สถาบนั วจิ ยั และพฒั นา มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ทวี ถาวโร (2540) การศกึ ษาวถิ ีชีวิตชนกลมุ่ น้อยในเขตพืน้ ท่ีภาคอีสาน มหาสารคาม : สถาบนั วิจยั ศลิ ปะและวฒั นธรรมอีสาน มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ทวี ถาวโร และจ�ำนง กิตสิ สากล (2542) ไทยย้อกนั ทรวชิ ยั สถาบนั วจิ ยั ศลิ ปะและวฒั นธรรมอีสาน มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ทวี พรมมา (2541) เรือนไทยด�ำบ้านนาป่ าหนาด ต�ำบลเขาแก้ว อ�ำเภอเชียงคาม จงั หวดั เลย วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวชิ าไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ทิพย์สดุ า พรรณสหพาณิชย์ (2545) บทบาทสตรีชาวผ้ไู ทยในพิธีกรรมเหยา ต�ำบลป่ าไร่ อ�ำเภอ ดอนตาล จงั หวดั มกุ ดาหาร วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ทรัพย์สนิ ปกิรณะ (2538) นิทานชาวบ้านผ้ไู ทย : ศกึ ษากรณีกิ่งอ�ำเภอหนองสงู จงั หวดั มกุ ดาหาร วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวชิ าไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ธรรมศกั ดิ์ ชิตทรงสวสั ดิ์ (2543) รูปแบบและคตคิ วามเช่ือท่ีปรากฏในผลงานศลิ ปะแบบอยา่ งจีนใน อ�ำเภอเมือง จงั หวดั ร้อยเอ็ด วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ธีรภาพ โลหิตกลุ (2546) กว่าจะรู้ค่า : คนไทยในอุษาคเนย์ กรุงเทพมหานคร : ประพนั ธ์สาส์น ธาดา สุทธิธรรม (2544) รูปแบบแผนผังชุมชนอีสานสายวัฒนธรรมไท [ขอนแก่น] : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ธญั ญาทพิ ย์ ศรีพนา (2546) ชาวเวยี ดนามอพยพในภาคอสี าน วารสารอนิ โดจนี ศกึ ษา ปีท่ี 3-4: 59-75 นพดล ตงั้ สกลุ และจนั ทนีย์ วงศ์ค�ำ (2546) คติความเช่ือและระบบสงั คมกบั การปลกู สร้างเรือน พืน้ บ้านและชมุ ชนผ้ไู ท [ขอนแก่น] : คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น นงเยาว์ อ�ำรุงพงษ์วฒั นา (2541) ศลิ ปะการฟ้ อนผ้ไู ทย จงั หวดั นครพนม วารสารวัฒนธรรมไทย 35(5): 24-27 นารีรัตน์ ปริสทุ ธิวฒุ ิพร (2541) ความเช่ือเร่ืองประเพณีเก่ียวกบั การตายของชาวจีนในประเทศไทย วารสารมหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 16(2): 64-67 นารีรัตน์ ปริสทุ ธิวฒุ พิ ร (2546) รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ โครงการ “คนจีนกบั การขยายตวั ของเมือง บริเวณลมุ่ น�ำ้ ชี” [มหาสารคาม] : ภาควชิ าประวตั ศิ าสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม น�ำชยั อปุ ัญญ์ (2538) บทบาทของพอ่ ลา่ มชาวผ้ไู ทย ต�ำบลค�ำชะอี จงั หวดั มกุ ดาหาร วิทยานิพนธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
84 โสวฒั นธรรม นชุ นงค์ อเุ ทศพรรัตนกลุ (2544) วฒั นธรรมการปริโภคอาหารของชาวเวยี ดนามในเขตเทศบาลเมอื ง นครพนม วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม นชุ นาฎ เนตรประเสริฐศรี และพิศวาส ปทมุ มตุ ์ตรังษี ผ้แู ปล ม.ป.ป. วฒั นธรรมอนั หลากสีของ มนษุ ยชาติ กรุงเทพมหานคร : สำ� นกั งานเลขาธิการคณะกรรมการแหง่ ชาตวิ า่ ด้วยการศกึ ษา วทิ ยาศาสตร์ และวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ นิตยา เขียวสวุ รรณ (2539) ลายถกั หวายในเครื่องสานไม้ไผข่ องชาวผ้ไู ทย บ้านโพน อ�ำเภอค�ำมว่ ง จงั หวดั กาฬสินธ์ุ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิต วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม นิราศ ศรีขาวรส (2541) พฒั นาการของรูปแบบที่อยอู่ าศยั ของชาวจีนในเขตเทศบาลเมือง ร้อยเอด็ อ�ำเภอเมือง จงั หวดั ร้อยเอ็ด วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม นริ ัญ สขุ สวสั ดิ์ (2541) เปรียบเทยี บพธิ ีกรรมการแตง่ งานของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์กุ ยู และเขมรบ้านโพนทอง กบั บ้านโจรก ต�ำบลดา่ น อ�ำเภอกาบเชิง จงั หวดั สรุ ินทร์ วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวชิ าไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม บรรทมทิพย์ มีชยั (2540) ภมู ิปัญญาลกู กรู ต�ำบลชมุ เหด็ อ�ำเภอเมือง จงั หวดั บรุ ีรัมย์ วิทยานิพนธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวชิ าไทยคดีศกึ ษา)บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม บญั ญตั ิ สาลี (2545) จวมและความเชื่องของชาวไทยเขมร วารสารมหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 21(2): 145-150 บุญเกิด มะพารัมย์ (2544) บทบาทของพระสงฆ์กับการพฒั นาชุนที่พูดภาษาเขมรถิ่นไทย : กรณีศกึ ษา บทบาทหลวงพอ่ เม้า อิสสโร วดั ป่ าเลไลย์ และเครือขา่ ย จ. บรุ ีรัมย์ วทิ ยานิพนธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต พฒั นาชนบทศกึ ษา มหาวิทยาลยั มหิดล บญุ ชว่ ย เทอำ� รุง (2537) วฒั นธรรมชาวบ้านกรุคุ อำ� เภอเมอื งนครพนม จงั หวดั นครพนม วทิ ยานพิ นธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม บญุ ยงค์เกศเทศ(2536)พธิ กี รรมของชาวผ้ไู ท:ศกึ ษากรณกี ง่ิ อำ� เภอหนองสงู จงั หวดั มกุ ดาหารวทิ ยานพิ นธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม เบญจลกั ษณ์ ธราพร (2538) วฒั นธรรมชมุ ชนกบั การอนรุ ักษ์ทรัพยากรป่ าไม้ : กรณีศกึ ษากลมุ่ ชาตพิ นั ธ์กุ ะเลงิ วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น ปราณี วงษ์เทศ (2539) ซน่ ตะกวด:พธิ ีกรรมของชาวกยู บ้านตรึม วารสารศลิ ปวฒั นธรรม 17(11): 84-91 ปิ ยะมาศ อรรคอ�ำนวย (2545) ชนเผ่าผู้ไทยกับการมีบทบาททางการเมืองบนเทือกเขาภูพาน ระหว่างปี พ.ศ.2488-2523 วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาประวตั ิศาสตร์) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 85 ปิ ยะพนั ธ์ สรรพสาร (2545) วิเคราะห์บทสขู่ วญั ชาวกยู อ�ำเภอศรีขรภมู ิ จงั หวดั สรุ ินทร์ วทิ ยานิพนธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (ภาษาไทย) มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ ปิ่ นกนก ค�ำเรืองศรี (2545) การแบ่งกล่มภาษาญ้อในภาคอีสานโดยใช้ระบบเสียงวรรณยุกต์ วทิ ยานพิ นธ์การศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ (ภาษาไทย)บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ประนอม เคยี นทอง (2536) ประเพณีและพธิ ีกรรมของชาวมอญบ้านพระเพลงิ ต�ำบลนกออก อ�ำเภอ ปักธงชยั จงั หวดั นครราชสีมา วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ประไพ เจริงบุญ (2540) การผสมผสานวัฒนธรรมชาวไทย-ลาว และชาวไทย-เขมร ในพิธี มงก็วลจองได ที่บ้านดม อ�ำเภอสงั ขะ จงั หวดั สรุ ินทร์ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวชิ าไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ประกอบ ผลงาม (2538) สารานกุ รมกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์เุ ขมรถ่ินไทย นครปฐม : สำ� นกั งานวจิ ยั ภาษาและ วฒั นธรรมเอเชียอาคเนย์ สถาบนั วิจยั ภาษาและวฒั นธรรมเพื่อพฒั นาชนบท มหาวิทยาลยั มหิดล ณ ศาลายา ประเวศ วะสี (2547) การพัฒนาต้องเอาวัฒนธรรมเป็ นตัวตัง้ กรุงเทพมหานคร : ส�ำนกั พิมพ์ หมอชาวบ้าน ประสาน สงิ ห์ทอง (2540) การเคีย้ วหมากในวิถีชีวติ ของชาวผ้ไู ทย ต�ำบลหนองสงู อ�ำเภอหนองสงู จงั หวดั มกุ ดาหาร วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิต วทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ปราโมทย์ มลภิญโญ (2539) ดอนป่ ตู าวฒั นธรรมชมุ ชนอีสานกบั การรักษาป่ า วารสารอาทติ ย์ 19(3):18-24 ปรางทอง ดีวงษ์ (2544) รูปแบบประเพณีงานศพของชาวผ้ไู ทยเรณนู คร อ�ำเภอเรณนู คร จงั หวดั นครพนม วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ปรัชญาวฒั น์ ประจญั (2542) “เฮอื น” ขา่ เลงิ บ้านบวั ทรายแก้วกบั บริบทแหง่ ชวี ติ และสงั คมเครือญาติ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 3(2): 44-47 ผล อฐั นาถ (2543) วถิ ีชวี ติ คนไทยเชอื ้ สายเวยี ดนามในเขตเทศบาลเมอื งมกุ ดาหาร จงั หวดั มกุ ดาหาร วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวชิ าไทยคดีศกึ ษา)บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม พชร สวุ รรณภาชน์ (2544) รายงานการวิจยั เร่ือง โลกทศั น์ของกลมุ่ ชาติพนั ธ์ใุ นประเทศไทย เพลง โคราช [กรุงเทพฯ] : สำ� นกั งานวจิ ยั ภาษาและวฒั นธรรมเพอ่ื พฒั นาชนบท มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล พรเทพ วีระพล (2534) ประเพณีไหว้ผีหมอของชาวบ้านผ้ไู ทยอ�ำเภอนาแก วารสารมหาวทิ ยาลัย ศรีนครินทรวโิ รฒ มหาสารคาม 10(1): 56-61
86 โสวัฒนธรรม พระมหาณัฐพล โพไพ (2543) วิเคราะห์ค�ำศพั ท์เครือญาติของกล่มุ ชาติพนั ธ์ุไทยในภาคอีสาน วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม พระมหาสวุ รรณ์ วงษา (2543) การศกึ ษาคำ� ในภาษาโซท่ บี่ ้านดอนแดง ตำ� บลทา่ จำ� ปา อำ� เภอทา่ อเุ ทน จงั หวดั นครพนม กรุงเทพฯ : คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร พิเชฐ สายพนั ธ์ (2544) “ผีผ้ไู ท” : ความหมายในความตายและตวั ตน กรุงเทพฯ : คณะศลิ ปะศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ พิสิฏฐ์ บุญไชย (2539) การดูแลสุขภาพโดยใช้สมุนไพรของชาวผู้ไทย จังหวัดอ�ำนาจเจริญ มหาสารคาม : สถาบนั วิจยั ศลิ ปะและวฒั นธรรมอีสาน มหาวิทยาลยั มหาสารคาม พิสิฏฐ์ บุญไชย (2540) การใช้สมุนไพรเพ่ือการดูแลสุขภาพของชาวผู้ไทย จังหวดั มุกดาหาร มหาสารคาม : สถาบนั วิจยั และวฒั นธรรมอีสาน มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม พิสฏิ ฐ์ บญุ ไชย (2541) ยาสมนุ ไพรกบั วิถีชีวติ ของชาวอีสาน มหาสารคาม : สถาบนั วจิ ยั ศลิ ปะและ วฒั นธรรมอีสาน มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม พสิ ษิ ฐ์ บญุ ไชย (2542) ความรู้และความเชอ่ื ในการใช้สมนุ ไพรรักษาสขุ ภาพของผ้ไู ทย มหาสารคาม : สถาบนั วิจยั ศิลปวฒั นธรรมอีสาน มหาวิทยาลยั มหาสารคาม พิสิฏฐ์ บญุ ไชย (2545) ชาวบรู จงั หวดั มกุ ดาหาร วารสารสารรักษ์ศิลป์ 2(2): 5-17 เพชราภรณ์ โสล�ำภา (2537) พิธีกรรมแซนโดนตา ที่บ้านกระหาด ตำ� บลกระหาด อ�ำเภอจอมพระจงั หวดั สรุ ินทร์ วทิ ยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม เพญ็ แข คชเดช (2543) บทบาททางเศรษฐกจิ และการเมอื งของคนไทยเชอื ้ สายจนี ในเขตเทศบาลนคร อดุ รธานี (พ.ศ.2480 ถงึ พ.ศ.2540) วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม เพ็ญนภา อินทรตระกูล (2535) การนับถือผีของชาวไทยด�ำบ้านนาป่ าหนาด ต�ำบลเขาแก้ว อำ� เภอเชียงคาน จงั หวดั เลย วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ไพฑรู ย์ มีกศุ ล (2545) การพฒั นาสงั คมของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์เุ ขมรป่ าดง กรุงเทพฯ : คณะศลิ ปศาสตร มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช ไพฑรู ย์ มีกศุ ล (2540) ชนชาติกวย ผ้สู ืบวฒั นธรรมต่อเนื่องนบั พนั ปี วารสารประวัติศาสตร์ : รายปี 2540: 13-32 ไพฑรู ย์ ปิ ยะปกรณ์ (2537) ภมู ินามการตงั้ ถ่ินฐานหม่บู ้านชนบทในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ : วิเคราะห์รุปแบบทางภมู ิศาสตร์ของนามทวั่ ไป วารสารภาษาและวัฒนธรรม สถาบนั วิจยั ภาษาและวฒั นธรรมเพ่ือพฒั นาชนบท มหาวิทยาลยั มหิดล 13(2): 49- 60
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 87 ฟองจนั ทร์ อรุณกมล (2541) วถิ ีการด�ำเนินชีวติ ของชาวไทยโย้ยบ้านอากาศ ต�ำบลอากาศ อ�ำเภอ อากาศอ�ำนวย จงั หวดั สกลนคร วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม มนสิชา เพชรานนท์ (2546) มิติทางสงั คม วฒั นธรรมและความหมายของพืน้ ท่ีในเรือนและชมุ ชน หมบู่ ้านผ้ไู ท ขอนแก่น : ภาควิชาผงั เมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลยั ขอนแก่น มนสั กมล ทองสมบตั ิ (2536) ประเพณีพะชขู องชาวบ้านหนองหญ้าไซ ต�ำบลหนองหญ้าไซ อ�ำเภอ วงั สามหมอ จังหวดั อุดรธานี วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มยรุ ี ปาละอินทร์ (2543) คองสบิ ส่ีในวิถีชีวิตของชาวไทพวนต�ำบลบ้านผือ อ�ำเภอบ้านผือ จงั หวดั อุดรธานี วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาไทยคดีศึกษา) บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหาสารคาม มาลี สิทธิเกรียงไกร (2538) หมอเหยา : ผ้รู ักษาพืน้ บ้านในชุมชนชาวผ้ไู ทย วิทยานิพนธ์สงั คม ศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาวิชาสงั คมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสขุ ) คณะสงั คมศาสตร์ และมานษุ ยวทิ ยา มหาวทิ ยาลยั มหิดล มี หมน่ั ดี (2542) สารทเขมร-แซนโดนตา วารสารเมืองโบราณ 25(3): 107-112 เมขลา สอนสภุ ี (2540) ผีฟ้ า วารสารดอกฝ้ าย 7: 33-36 มงกฎ แก่นเดียว (2537) กนั ตรึม ดนตรีไทย เชือ้ สายเขมร วารสารสยามอารยะ 2(21): 27-37 ยงยทุ ธตรีนชุ กรและคณะ(2542)การศกึ ษาภมู ปิ ัญญาพนื ้ บ้าน:กรณศี กึ ษาอาหารพนื ้ บ้าน ไทยบ้านบงั อ.กดุ บาก จ.สกลนคร กรุงเทพฯ : ส�ำนกั งานคณะกรรมการสภาวิจยั แหง่ ชาติ (2541 – 2542) ยพุ า อทุ ามนตรี (2539) ประเพณี พิธีกรรมของชาวบรูบ้านเวินบกึ ต�ำบลโขงเจียม อ�ำเภอโขงเจียม จงั หวดั อบุ ลราชธานี วทิ ยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม เยาวดี วเิ ศษรัตน์ (2541) ภมู ปิ ัญญาพนื ้ บ้านในการบ�ำบดั รักษาความเจบ็ ป่ วยของผ้ไู ทย บ้านดงยาง ตำ� บลห้องแซง อ�ำเภอเลงิ นกทา จงั หวดั ยโสธร วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทย คดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม รักษพล สกลุ วฒั นา (2538) คนเลยี ้ งช้างไทยกวยจงั หวดั สรุ ินทร์ วทิ ยานิพนธ์สงั คมวทิ ยาและมานษุ ย วทิ ยามหาบณั ฑติ (มานษุ ยวทิ ยา) คณะสงั คมวทิ ยาและมานษุ ยวทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ เริงวิชญ์ นิลโคตร (2546) พิธีกรรมเหยาเลีย้ งผีของชาวผ้ไู ทย บ้านโคกโก่ง ต�ำบลกดุ หว้า อ�ำเภอ กฉุ ินารายณ์ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ วารสารภาษาและวฒั นธรรม สถาบนั วจิ ยั ภาษา และวฒั นธรรม เพื่อพฒั นาชนบท มหาวิทยาลยั มหิดล 22(2): 49-55 รุ่งจิต ปรัชญาสนั ติ (2542) การตงั้ ถิ่นฐาน วิถีชีวิต และบทบาทของชาวจีนในอ�ำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างปี พ.ศ.2490-2539 วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
88 โสวัฒนธรรม รุ่งทพิ ย์ ชาญชยั ศริ ิกลุ (2546) สตรีแมบ่ ้านในชมุ ชนวฒั นธรรมเขมรกบั บทบาทการดแู ลรักษาสขุ ภาพ : กรณีศกึ ษาบ้านตลงุ เก่า ต�ำบลโคกม้า อ�ำเภอประโคนชยั จงั หวดั บรุ ีรัมย์ วิทยานิพนธ์ศิลป ศาสตรมหาบณั ฑิต(สาขาวิชาการพฒั นาสงั คม) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ขอนแก่น ลกั ขณา จตโุ พธิ์ (2541) เคร่ืองจกั สานไม้ไผข่ องชาวผ้ไู ทยบ้านโพน อ�ำเภอค�ำมว่ ง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ลดั ดา พนสั นอก (2538) รายงานการวจิ ยั เร่ือง วฒั นธรรมชาวไทโย้ยบ้านอากาศ อำ� เภออากาศอำ� นวย จงั หวดั สกลนคร [สกลนคร] : ศนู ย์ศลิ ปวฒั นธรรม สถาบนั ราชภฏั สกลนคร วรรณศกั ดิพ์ ิจิตร บญุ เสริม (2541) ผีเจ้านายของไทยด�ำ (พลดั ถ่ิน) ที่บ้านนาป่ าหนาด จงั หวดั เลย วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 3(1): 33- 38 วรเทพ สนั ติวรรักษ์ (2542) วิถีชีวิตชาวจีนในเขตสถานีรถไฟศีรสะเกษ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม วจิ ิตร์นาวนั งามสะพรั่ง (2543) ศกึ ษาเปรียบเทียบนิทานพืน้ บ้านลาว เขมร และกวย กรณีศกึ ษา : บ้านศรีษะแรต อ�ำเภอพุทไธสง บ้านประโคนชัย อ�ำเภอประโคนชัย บ้านหนองบวั เจ้าป่ า อ�ำเภอสตกึ จงั หวดั บรุ ีรัมย์ วิญญู ผลสวสั ด์ิ (2536) พิธีกรรมการเลีย้ งผีบรรพบรุ ุษของชาวผ้ไู ทยต�ำบลค�ำชะอี อ�ำเภอค�ำชะอี จงั หวดั มกุ ดาหาร วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดี ศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม วโิ รฒ ศรีสโุ ร (2538) วฒั นธรรมอีสานกบั การพฒั นา วารสารศูนย์การศกึ ษาต่อเน่ือง 3(1): 9-16 วภิ าดา อนิ ทรพานชิ ย์ (2542) บทบาทเครือญาตขิ องชาวผ้ไู ทบ้านธาตุอำ� เภอวาริชภมู ิ จงั หวดั สกลนคร วทิ ยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาไทยคดศี กึ ษา)บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม วารีรัตน์ ปัน้ ทอง (2543) วฒั นธรรมกบั การบริโภคอาหารของชาวไทยเชือ้ สายเวียดนาม ในเขต เทศบาลเมืองอบุ ลราชธานี วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิต วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม วาสนา ตอ่ ชาติ (2545) การจดั การทรพั ยากรป่ าชมุ ชนของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ผุ ้ไู ทบ้านคำ� โพน ตำ� บลคำ� โพน อ�ำเภอปทมุ ราชวงศา จงั หวดั อ�ำนาจเจริญ วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดี ศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม วนั ทา แกน่ วงษ์คำ� (2539) ประเพณีการท�ำบญุ เบน็ ของชาวบ้านพราณ ตำ� บลพราณ อ�ำเภอขนุ หาญ จงั หวดั ศีรสะเกษ วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม วีระ สดุ สงั ข์ (2545) สารคดีชุด กวย ชนกล่มุ น้อยจากล่มุ แม่น�ำ้ โขงถึงล่มุ แม่น�ำ้ มลู นนทบุรี : สำ� นกั พิมพ์โป๊ ยเซียน วีระ สดุ สงั ข์ (2542) การเลน่ สะเองของชาวกยู ศรีสะเกษ วารสารเมืองโบราณ 26(1):105-108
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 89 วรี ะสดุ สงั ข์(2543)ชาวกวย-ชาวเขมรร�ำตำ� ตะ-เลน่ เตร๊ดทศี่ รีสะเกษวารสารเมอื งโบราณ 26(1):118-121 ไวพจน์ ขันสุวรรณา (2543) บทบาททางเศรษฐกิจ และการเมืองของชาวไทยเชือ้ สายจีน เขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ศราวธุ แฝงสีค�ำ (2542) ไทยครัว : การผสมกลมกลืนทางวฒั นธรรม ศกึ ษากรณีบ้านดงสวนพฒั นา ต�ำบลนาทนั อ�ำเภอค�ำมว่ ง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทย คดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ศวิ พร เตโช (2542) ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอกุ บั วิถีชีวิตของชาวผ้ไู ท อ�ำเภอเรณนู คร จงั หวดั นครพนม วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศึกษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ศริ ิพร บณุ ยะกาญจน (2542) การผลติ หตั ถกรรมไม้ไผข่ องชาวผ้ไู ทบ้านหนองห้าง ต�ำบลหนองห้าง อำ� เภอกฉุ ินารายณ์ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาไทยคดศี กึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ศวิ พรเตโชและบญุ โฮมพรศรี (2542)กระตบิ กบั เสอื่ สานขา่ บรูบ้านทา่ เล้งกรรมวธิ ถี า่ ยทอดจากบรรพชน สลู่ กู หลาน วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม 3(2): 48-52 ศภุ ชยั สงิ ห์ยะบศุ ย์และคณะ (2545) รูปแบบศลิ ปะและการจดั การผ้าทอทสี่ ง่ ผลตอ่ ความเข้มแขง็ และ การพงึ่ ตนเองของชมุ ชนท้องถิ่น ศกึ ษากรณีผ้าไหมแพรวาสายวฒั นธรรมผ้ไู ท จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ กรุงเทพฯ : สำ� นกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ ศภุ ลกั ษณ์ นิลทะราช (2537) ประเพณีเจี๊ยะสลา่ ของชาวกะโซบ่ ้านพนั แดง ต�ำบลพนั แดง อ�ำเภอ ดงหลวง จงั หวดั มกุ ดาหาร วทิ ยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิต วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม สงคราม บวั ก่�ำ (2540) ชนเผา่ ไทด�ำ วารสารดอกฝ้ าย 7:100-103 สพสนั ต์ เพชรค�ำและคนอ่ืนๆ (2545) วิถีวฒั นธรรมของคนไทยที่สง่ เสริมและเป็ นอปุ สรรคต่อการ พฒั นาประชาธิปไตย : ศกึ ษากรณีกลมุ่ ชาติพนั ์ไุ ทญ้อ ไทลาว และไทเขมรที่อย่ใู นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ : สถาบนั พระปกเกล้า สมชาย นิลอาธิ (2542) ธรรมาสน์เสาเดยี วของผ้ไู ท : จากผีหลกั เมืองบ้านถงึ ธรรมาสน์พทุ ธ วารสาร มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 17(2): 71-73 สมคั ร เจาะใจดี (2540) พิธีกรรมกอร์เซาะก�ำป็ อจของชาวไทยเขมรบ้านหนองกวั ต�ำบลเมืองที อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สรุ ินทร์ วิทยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิต วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม สมทรง บุรุษพัฒน์ (2536) ค�ำลงท้ายบอกมาลาในภาษากูย-กวย(ส่วย) วารสารภาษาและ วัฒนธรรม สถาบนั วิจยั ภาษาและวฒั นธรรมเพื่อพฒั นาชนบทมหาวิทยาลยั มหิดล 12(1): 25-53
90 โสวฒั นธรรม สมมาตร์ ผลเกิด (2538) วิถีครอบครัวและชมุ ชนชาตพิ นั ธ์ไุ ทยสว่ ย บ้านดงกระทิง อ�ำเภอบ้านดา่ น อ�ำเภอเมือง จงั หวดั บรุ ีรัมย์ บรุ ีรัมย์ : สถาบนั ราชภฎั บรุ ีรัมย์ สมศกั ดิ์ ศรีสนั ติสขุ (2537) “การศกึ ษาภมู ิปัญญาชาวบ้านเพ่ือแก้ปัญหาครอบครัวและชมุ ชน : กรณีศึกษาการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานในเขตอีสานกลาง” วารสารมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ 11,2 พฤศจิกายน-เมษายน: 66-69 สมศกั ดิ์ ศรีสนั ตสิ ขุ (2537) การศกึ ษาภมู ปิ ัญญาชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหาครอบครัวและชมุ ชนในภาค ตะวนั ออกเฉียงเหนือ : ภาพรวม [ขอนแก่น] : สำ� นกั คณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ สมศกั ดิ์ ศรีสนั ติสขุ (2538-2539) การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจและสงั คมในชมุ ชนชาติพนั ธ์ญุ ้อ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น 13(2): 1-21 สมศกั ดิ์ ศรีสนั ติสขุ (2543) มองอนาคต : บทวิเคราะห์วฒั นธรรมขิงคนอีสาน มนุษยศาสตร์ สงั คมศาสตร์ 18,1 ตลุ าคม- ธนั วาคม: 27-32 สมศกั ดิ์ ศรีสนั ตสิ ขุ (2549) “ความหลากหลายทางวฒั นธรรมกบั การวจิ ยั กลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ หน้า 19-34 ในสมศกั ดิ์ ศรีสนั ติสขุ บรรณาธิการ สงั คมวิทยาความเป็ นท้องถิ่นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ขอนแก่น” : คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น สมศักดิ์ ศรีสันติสุข (2546) การประเมินความยากจนแบบมีส่วนร่วมในกล่มุ ชาติพนั ธ์ุกะเลิง บ้านทรายแก้ว ต�ำบลกดุ บาก อ�ำเภอกดุ บาก จงั หวดั สกลนคร วารสารมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น 20(2): 40-44 สมศกั ด์ิ ศรีสนั ตสิ ขุ , ปนดั ดา เผือกพนั ธ์ และ รุ่งอรุณ ทีฆชณุ หเถียร (2534) การเปลยี่ นแปลงทาง เศรษฐกจิ การเมอื งสงั คมและวฒั นธรรมในชมุ ชนชาตพิ นั ธ์กุ วยและญ้อ:การศกึ ษาเปรียบเทยี บ เฉพาะกรณี วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 8, 2 พฤศจิกายน- เมษายน : 78-89 สมศกั ดิ์ ศรีสนั ตสิ ขุ ,วยิ ทุ ธิ์ จำ� รสั พนั ธ์ุและดษุ ฎี อายวุ ฒั น์ (2535)“การศกึ ษาการเปลย่ี นแปลงบทบาท ด้านการประกอบอาชีพของชาวชนบทอสี าน” แก่นเกษตร 20, 5 กนั ยายน- ตลุ าคม: 271-281 สมศกั ดิ์ศรีสนั ตสิ ขุ และวศิ กั ดิ์แก้วศริ ิ (2542)ผลกระทบของการศกึ ษาตอ่ การเปลย่ี นแปลงทศั นคตแิ ละ คา่ นยิ มของชมุ ชนชาตพิ นั ธผ์ุ ้ไู ทยหมบู่ ้านโนนหอมตำ� บลโนนหอมอำ� เภอเมอื งจงั หวดั สกลนครขอนแกน่ : ภาควชิ าสงั คมวทิ ยาและมานษุ ยวทิ ยา คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ สมศกั ด์ิ ศรีสนั ตสิ ขุ , สวุ ิทย์ ธีรศาศวตั , ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์ และ ดษุ ฎี อายวุ ฒั น์ (2534) “การ เปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกจิ การเมอื งสงั คมและวฒั นธรรมในชมุ ชนบ้านเยอบ้านไทยดำ� และบ้าน ไทยลาว : การศกึ ษาเปรียบเทยี บเฉพาะกรณ”ี แก่นเกษตร 19, 6 พฤศจกิ ายน-ธนั วาคม: 337-345 สมศกั ดิ์ ศรีสนั ตสิ ขุ และปรีชา ชยั ปัญหา (2538) วถิ คี รอบครวั และชมุ ชนชาตพิ นั ธ์ไุ ทยแสก บ้านบะหว้า ตำ� บลทา่ เรือ อำ� เภอนาหว้า จงั หวดั นครพนม กรุงเทพฯ : สำ� นกั คณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ กระทรวงศกึ ษาธิการ สมศกั ด์ิ ศรีสนั ตสิ ขุ และคณะ (2540-2541) วิถีครอบครัวและชมุ ชนชาตพิ นั ธ์ไุ ทยโย้ย บ้านโพนแพง ตำ� บลหนองสนม อำ� เภอวานรนวิ าส จงั หวดั สกลนคร วารสารมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น 15(2):93-105
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 91 สมศกั ดิ์ ศรีสนั ตสิ ขุ , และ สวุ รรณ บวั ทวน (2527) การเปลย่ี นแปลงและวฒั นธรรมของชมุ ชนสองแหง่ ในจงั หวดั ขอนแกน่ : หมบู่ ้านอมั พวนั และหมบู่ ้านค�ำแกน่ คณู ขอนแกน่ : ภาควชิ าสงั คมศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น สมศกั ด์ิ ศรีสนั ตสิ ขุ และ สวุ รรณ บวั ทวน (2528) การเปลยี่ นแปลงทางสงั คมและวฒั นธรรมในชมุ ชน ชาตพิ นั ธ์สุ องแหง่ ของจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ : การศกึ ษาเปรียบเทียบเฉพาะกรณี ขอนแกน่ : ภาควชิ า สงั คมศาสตร์ คณะมนษุ ยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น สมศกั ดิ์ ศรีสนั ติสขุ , วิศกั ดิ์ แก้วศิริและคณะ (2544) การศึกษาโครงสร้างชุมชนชาติพนั ธ์ุผ้ไู ทย บ้านโนนหอม ต�ำบลโนนหอม อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สกลนคร ขอนแก่น : คณะมนษุ ยศาสตร์และ สงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น สมศกั ดิ์ศรีสนั ตสิ ขุ ,วยิ ทุ ธ์ จำ� รสั พนั ธ์แุ ละดษุ ฎีอายวุ ฒั น์(2535)การศกึ ษาเปลยี่ นแปลงบทบาทด้านการ เปลยี่ นแปลงด้านการประกอบอาชพี ของชาวชนบทอสี าน วารสารแก่นเกษตร 20(5) : 271-281 สะอิง้ แสงมืน (2536) ภาษากยู (สว่ ยปท่ีต�ำบลเย้ยปราสาท อ�ำเภอหนองกี่ จงั หวดั บรุ ีรัมย์) วารสาร บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร 7(2): 1-4 สำ� นกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ กระทรวงศกึ ษาธิการ (2540) วฒั นธรรมกบั การพฒั นา : ทางเลอื กของสงั คมไทย [กรุงเทพฯ] : ส�ำนกั งานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ สภุ ติ าไชยสวาสดิ์(2542)การผสมกลมกลนื ทางวฒั นธรรมของชาวผ้ไู ทกบั ชาวไทยลาว ศกึ ษากรณบี ้าน คำ� กงั้ ตำ� บลเหลา่ ใหญ่ อำ� เภอกฉุ ินารายณ์ จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ วทิ ยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม สภุ าวดี ต้มุ เงิน (2538) การทอผ้าแพรวาท่ีบ้านโพน อ�ำเภอม่วง จงั หวดั กาฬสินธ์ุ วิทยานิพนธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม สรุ ัตน์ จงดา (2541) ฟ้ อนผีฟ้ านางเทียม : การฟ้ อนร�ำในพิธีกรรมและความเช่ือของชาวอีสาน วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม.) จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั สรุ ชยั ชินบตุ ร (2542) โซน่ ครพนมกบั ภาษาท่ีก�ำลงั ถกู ลมื วารสารมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ าลยั มหาสารคาม 3(2):53-57 สรุ ัตน์ วรางครัตน์ (2535) การศกึ ษาภมู ิปัญญาชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหาครอบครัวและชมุ ชน กรณี ศึกษาการผลิตไม้กวาดบ้านหนองกะปาด ต�ำบลค�ำชะอี อ�ำเภอค�ำชะอี จงั หวดั มกุ ดาหาร สกลนคร : สถาบนั ราชภฏั สกลนคร สรุ ัตน์ วรางรัตน์ (2538) วฒั นธรรมการประกอบอาชีพประมงลำ� น�ำ้ สงครามของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ไุ ทโซ่ บ้านปากอนู ไทลาว บ้านปากยาม อ�ำเภอศรีสงคราม จงั หวดั นครพนม สกลนคร : ศนู ย์ศิลป วฒั นธรรม สถาบนั ราชภฏั สกลนคร สทุ ศั น์ รงุ่ ศริ ิศลิ ป์ (2543)เส้นทางไหมอสี านสายมรดกโลกและวฒั นธรรมผ้ไู ทยอนสุ าร อสท.41(1):63-75 สวุ ทิ ย์ ธีรศาศวตั (2545) ประวตั ศิ าสตร์เศรษฐกจิ หมบู่ ้านอสี านห้าทศวรรษหลงั สงครามโลกครัง้ ทสี่ อง (พ.ศ.2488-2544): กรณีศกึ ษาบ้านบวั จงั หวดั สกลนคร วารสารมหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม 21(1): 87-92
92 โสวฒั นธรรม สวุ ิทย์ ธีรศาศวตั และณรงค์ อปุ ัญญ์ (2540) ประเพณีการตายของชาวกะเลงิ อ�ำเภอค�ำชะอี จงั หวดั มกุ ดาหาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น 15(1):23-43 สวุ ิทย์ ธีรศาศวตั และณรงค์ อปุ ัญญ์ (2540) การเปลี่ยนแปลงวิถีครอบครัวและชมุ ชนอีสาน : กรณี กะเลงิ จงั หวดั มกุ ดาหาร [ขอนแกน่ ] : ภาควชิ าประวตั ศิ าสตร์และโบรารคดี คณะมนษุ ยศาสตร์ และสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น สวุ ทิ ย์ ธีรศาศวตั และณรงค์ อปุ ัญญ์ (2538) ประวตั ศิ าสตร์หมบู่ ้านผ้ไู ทย กรณีศกึ ษาบ้านหนองโอใหญ่ ต�ำบลโนนยาง อ�ำเภอหนองสงู จงั หวดั มกุ ดาหาร วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น 13(1): 69-91 สรุ ิยา สมทุ คปุ ต์ิ และพฒั นา กิตอิ าษา (2540) วธิ ีคดิ ของคนไทย : พิธีกรรมขว่ งผีฟ้ าของลาว ข้าวเจ้า นครราชสมี า : ห้องไทยศกึ ษานิทศั น์ สาขาวชิ าทวั่ ไป ส�ำนกั วชิ าเทคโนโลยี สงั คม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีสรุ นารี สรุ ิยา สมทุ คปุ ติ์ และพฒั นา กติ อิ าษา (2544) “ยวนสคี วิ ้ ” ในชมุ ชนทางชาตพิ นั ธ์ุ : เร่ืองเลา่ ความทรงจ�ำ และอตั ลกั ษณ์ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ไุ ทยวนในจงั หวดั นครราชสีมา นครราชสีมา : ห้องไทยศกึ ษา นิทศั น์ สาขาวชิ าทวั่ ไป ส�ำนกั วิชาเทคโนโลยีสงั คม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีสรุ นารี สรุ จติ ต์ จนั ทรสาขา (2545) ญวน (เวยี ดนาม) อพยพ วารสารศลิ ปวฒั นธรรม พฤษภาคม : 106-115 สรุ ินทร์ มขุ ศรี (2543) ตามรอยปฏวิ ตั ิ “โฮจมิ นิ ห์” ในท้องถ่นิ อสี าน วารสารศลิ ปวฒั นธรรม มถิ นุ ายน (2543): 80-86 หอศิลปวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น (2544) สงั คมและวฒั นธรรมอีสาน ขอนแก่น : โรงพิมพ์คลงั นานาวทิ ยา อธิคม คณุ าวฒุ ิ บรรณาธิการ (2548) สมชั ชาแหง่ ชาติ : คนไทยกบั ความหลากหลายทางวฒั นธรรม กรุงเทพมหานคร : กระทรวงวฒั นธรรม และ มลู นิธิสาธารณสขุ แหง่ ชาติ (มสช.) อมรรตั น์วนั ยาว(2545)การตงั้ ชอื่ ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ผุ ้ไู ทในเขตอำ� เภอเขาวงจงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุวทิ ยานพิ นธ์ การศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาวชิ าภาษาไทย) บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม อมั พร ยะวรรณ (2543) แสกต้นสาก:กระบวนการขัดเกลาทางสงั คม ศึกษากรณีแสกต้นสาก บ้านอาจสามารถ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นครพนม วทิ ยานพิ นธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ (สาขาไทย คดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม อรชร ทองสตา (2539) บทเพลงกลอ่ มเดก็ ของชาวไทยเขมร บ้านตาหยวก ตำ� บลทงุ่ หลวง อ�ำเภอ สวุ รรณภมู ิ จงั หวดั ร้อยเอด็ วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิต ลยั วิทยาลยั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม อรพันธ์ บวรรักษา (2541) ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาผู้ไทกับภาษาลาวโซ่ง:การวิเคราะห์ เสยี งปฏิภาค จุลสารไทยคดศี กึ ษา 15(1): 60-70 อรุณ พนั ธ์เุ สอื (2546) การศกึ ษาเพลงกลอ่ มเดก็ ชาวไทยเขมรบ้านตาหยวก ตำ� บลทงุ่ หลวง อำ� เภอ สวุ รรณภมู ิ จงั หวดั ร้อยเอด็ วทิ ยานิพนธ์ศลิ ปกรรมศาสตรมหาบณั ฑิต (มานษุ ยดรุ ิยางควทิ ยา) มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒ
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 93 อิศราพร จนั ทร์ทอง (2538) บทบาทหน้าท่ีของพิธีแก็ลมอของชาวกูย บ้านส�ำโรงทาบ อ�ำเภอ สำ� โรงทาบ จงั หวดั สรุ ินทร์ วารสารบณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร 10(4):1-4 อิศราพร จนั ทร์ทอง (2543) มนายปาเล : ภาพสะท้อนความสมั พนั ธ์ของพฤตกิ รรมทางสงั คม และ วฒั นธรรม ในหมชู่ าวกยู สรุ ินทร์ : สถาบนั ราชภฏั สรุ ินทร์ อานตั ิ วฒั เนสก์ (2546) สวนชนบทผ้ไู ท รูปแบบการวางผงั และความสมั พนั ธ์กบั การอย่อู าศยั ขอนแก่น : ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น เอมอร ชื่นชม (2542) การศกึ ษาเปรียบเทียบค�ำศพั ท์ภาษาโซใ่ นจงั หวดั สกลนคร จงั หวดั นครพนม จงั หวดั มกุ ดาหาร กรุงเทพฯ : คณะโบราณคดี มหวิทยาลยั ศลิ ปากร เอมอร ไพใหล (2540) กระบวนการประกอบอาชีพค้าสนุ ขั ชมุ ชนท่าแร่ ต�ำบลท่าแร่ อ�ำเภอเมือง จงั หวดั สกลนคร วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต (สาขาไทยคดีศกึ ษา) บณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม หอศิลปวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั ขอนแก่น (2544) สังคมและวัฒนธรรมอีสาน ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลงั นานาวทิ ยา Barth, F.(ed.) (1969) Ethnic Groups and Boundaries: The Social Organization of Culture Difference. Boston: Little, Brown and Co. Keyes, Charles F. (1979) “Introduction” In Ethnic Adaptation and Identity: The Karen on The Thai Frontier with Burma. Charles F Keyes, ed, Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues. Keyes, Charles F. ed. (1979) Ethnic Adaptation and Identity: The Karen on The Thai Frontier with Burma. Philadelphia: Institute for the Study of Human Issues. Kirsch, Thomas A. (1966) “Development and Mobility among the Thai of Northeast Thailand” Asian Survey 16 (July) Klausner, William J. “The World and Nong Khon: Continuity and Change”. วารสาร สังคมศาสตร์ 9,3 (กรกฎาคม): 121-123 Somjit Daenseekaew, Somsak Srisontisuk, Earmporn Thongkrajar,and Pirasak Sriruecha (2005) “Mobilizing Communities to Combat Illicit Drug Use in Northeast Thailand.” Thai Journal of Nursing Research 9,3 July-September: 141-154. Somsak Srisontisuk (2545) “Village Civil Society: A Solution for Ban Khum Community Problems, Tambon Khu Muang, Maha Chanachai District, Yasothon Province.” มนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ 20, 1 ตลุ าคม – ธนั วาคม: 50-63.. Yoshihide, Sakurai, and Srisontisuk, Somsak Regional Development in Northeast Thailand, and The Formation of Thai Civil Society. Khon Kaen: Khon Kaen University Press, (2003)
บทท่ี 3 พลังความคิดและภมู ิปัญญา สมศักดิ์ ศรีสันติสขุ 3.1 บทนำ� นบั ตงั้ แตร่ ฐั บาลไดม้ แี ผนพฒั นาเศรษฐกจิ แหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 1 และแผนพฒั นา เศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบบั ท่ี 2 จนถงึ ปัจจบุ ันเป็นแผนพฒั นาประเทศ ฉบับที่ 9 นน้ั รัฐบาลได้พยายามด�ำเนนิ การตามแผนพัฒนาฉบับต่างๆ ไปได้ใน ระดบั หนงึ่ ชมุ ชนหลายแหง่ สามารถบรรลตุ ามเปา้ หมายของแผนพฒั นาประเทศได้ แต่ชุมชนบางแห่งไม่สามารถพัฒนาตามแผนการพัฒนาประเทศไทย จึงเกิด ช่องว่างระหว่างชุมชนต่างๆ ท�ำให้ชุมชนเหล่านั้นถูกรัฐบาลมองว่าเป็นชุมชนท่ี ล้าหลงั หรือล้าสมยั เมื่อพิจารณาถึงวิถีชีวิตของประชาชนในชุมชน ย่อมจะเห็นว่าประชาชนมี ชวี ติ ความเปน็ อยทู่ ดี่ ขี นึ้ มเี ครอ่ื งใชต้ า่ งๆ ทจ่ี ะอำ� นวยความสะดวกในระดบั ครอบครวั และชวี ติ ความเป็นอย่มู คี วามเหมาะสมมากขนึ้ กว่าเดมิ เพอื่ เปรยี บเทยี บกบั วถิ ชี วี ติ ในอดตี อยา่ งไรกต็ าม ยงั มบี างชมุ ชนทวี่ ถิ ชี วี ติ ของประชาชนมวี ถิ กี ารดำ� รงชวี ติ ทไ่ี ม่ ดีนกั เป็นกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสทางสังคมเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของการวางแผน พัฒนาประเทศท่ีผ่านมา การศึกษาท�ำความเข้าใจในเร่ืองวัฒนธรรม นอกเหนือจากการศึกษา ความหมาย และสญั ลกั ษณข์ องวฒั นธรรมแลว้ นนั้ ยงั มสี งิ่ ทไ่ี มค่ วรมองขา้ ม นนั่ คอื
96 โสวัฒนธรรม การศึกษาเชิงเปรียบเทียบในหลากหลายมิติ ทั้งบริบท พ้ืนที่ และเวลา ซึ่งเป็นสิ่ง จำ� เปน็ ตอ่ การสรา้ งองคค์ วามรทู้ างวฒั นธรรม สง่ิ ทชี่ ดั เจนอยา่ งหนง่ึ ตอ่ การวเิ คราะห์ และศึกษาวัฒนธรรม ก็คือ การเขียนเรื่องราวท่ีเกี่ยวกับมนุษย์บางกลุ่มบางพวก ที่มีชีวิตอยู่ในสถานที่และช่วงเวลาเฉพาะ ช่วงใดช่วงหนง่ึ พลวัตของการศึกษา วัฒนธรรมในสังคมไทยนนั้ มีสูง อาจกล่าวได้ว่าบริบทและช่วงเวลามีความสำ� คัญ กับพลวัตทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก การศึกษาวัฒนธรรมจึงต้องใช้มุมมองที่ หลากหลายเขา้ มาชว่ ย กระแสของโลกไรพ้ รมแดน ทท่ี กุ อยา่ งถกู ทำ� ใหแ้ คบลง ผคู้ น สามารถสอ่ื สารกนั ได้อย่างไม่จ�ำกดั เกดิ การแลกเปล่ียนเรียนรู้ทางวัฒนธรรม การ ผสมผสานทางวฒั นธรรม ตลอดจนการศกึ ษาขา้ มวฒั นธรรมทไี่ มจ่ ำ� กดั สบื เนอื่ งของ กระแสของโลกาภวิ ัตน์ท่ที �ำให้ทกุ อย่างถ่ายเท เช่ือมโยงกัน ดงั นน้ั งานสังเคราะห์ สถานภาพการวิจัยวัฒนธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความจ�ำเป็นที่ จะตอ้ งคน้ หาความหมาย องคค์ วามรู้ พลวตั ตลอดจนการวจิ ยั วฒั นธรรมดา้ นพลงั ความคดิ และภมู ปิ ญั ญาในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื เพอื่ ใหส้ งั คมไดย้ อมรบั ในความ แตกต่างนน้ั ๆ ได้อย่างแท้จริง เม่ือเอ่ยถึงการวิจัยทางด้านพลังความคิดและภูมิปัญญา ถ้าเป็นบุคคลใน แวดวงวิชาการหรือบุคคลที่ท�ำงานเก่ียวข้องกับประเด็นทางวัฒนธรรมแล้วนนั้ คง พอทจี่ ะเขา้ ใจถงึ ความจำ� เป็นต่อการวจิ ยั ในประเดน็ นเี้ ปน็ อย่างมาก แตท่ ว่าสำ� หรบั บคุ คลอน่ื นอกเหนอื ไปจากแวดวงวชิ าการทเ่ี กย่ี วขอ้ งแลว้ นนั้ ย่อมเปน็ การยากทจี่ ะ เขา้ ใจตอ่ การเขา้ ใจถงึ ความจำ� เปน็ ของการวจิ ยั ทางดา้ นพลงั ความคดิ และภมู ปิ ญั ญา อาจจะเป็นเพราะการไม่เข้าใจในความส�ำคัญของการเคารพในวัฒนธรรมท่ี แตกต่างหลากหลายท่ีมีในสังคม หรือแม้กระท่ังยังขาดความเข้าใจในความหมาย ของวฒั นธรรม ทม่ี กี ารเปลยี่ นแปลงมคี วามเปน็ พลวตั ขนึ้ อยกู่ บั สภาพของบรบิ ททาง สังคมและการเมือง หรือแม้กระท่ังในสังคมเศรษฐกิจในยุคกระแสของโลกาภิวัตน์ ที่ทุกส่ิงทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกันหมด เกิดการถ่ายเทแลกเปล่ียนผสมผสานและรับ วัฒนธรรมอน่ื มาใช้ ไม่ว่าจะด้วยความสมั พันธ์เชิงอำ� นาจหรอื เร่อื งของการเมอื งใน ประเทศหรือระหว่างประเทศก็เป็นไปได้ การทำ� ความเข้าใจในความหมายและการ
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 97 ปรบั เปลย่ี นของวฒั นธรรมนนั้ ๆ ยอ่ มหลกี เลยี่ งไมไ่ ดท้ จี่ ะตอ้ งศกึ ษาถงึ ปรากฎการณ์ ท่ีเกิดขึ้นจริงในสังคมด้วยกระบวนการวิจัยเพ่ือค้นหาข้อเท็จจริงท่ีเกิดข้ึน และเพ่ือ ศึกษาถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดปรากฎการณ์นน้ั ๆ ดังนน้ั การวิจัยด้านพลังความคิด และภูมิปัญญา จึงต้องค้นหาถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น พลังความคิด ภูมปิ ัญญา หรอื การสร้างวาทกรรมและการครอบง�ำทางวัฒนธรรม ท่ีดูเหมือนจะทรงพลังอ�ำนาจมากท่ีสุดในการส่งผลถึงพลวัตวัฒนธรรม และการ ครอบงำ� ทางวฒั นธรรม ดว้ ยการสรา้ งวาทกรรมใหเ้ กดิ กบั วฒั นธรรมไทยกระแสหลกั ให้ทรงพลังมาอย่างยาวนานจากอดตี จนถงึ ปัจจบุ ันนนั้ พบว่า มกี ารอธิบายในงาน ศึกษาของศูนย์มานุษยวิทยาหลายเล่มได้กล่าวถึงวัฒนธรรมย่อยๆ โดยเฉพาะ วฒั นธรรมอสี านไวว้ า่ “ความเปน็ ลาว” ของประชากรในภาคอสี านนนั้ ไดถ้ กู นยิ าม ข้นึ โดยอธบิ ายจากภาษา ประเพณี วฒั นธรรม ความเชือ่ และสงิ่ ท่ีมีอยู่ร่วมกนั ใน ขณะเดียวกันก็อธิบายจากเอกลักษณ์ของตนท่ีแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ส�ำนวนที่ว่า “กนิ ปลาแดก เวา้ ลาว เป่าแคน แหน้ ข้าวเหนยี ว” กลายเป็นสญั ลกั ษณ์ของ “ความ เป็นลาว” โดยเฉพาะภาษาพูดนน้ั เป็นเครื่องแบ่งแยกระหว่าง “ความเป็นไทย” กับ “ความเป็นลาว” อย่างชัดเจน และก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันนับแต่อดีต เมื่อภาษาไทยกลางมีอ�ำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองสูงกว่า สืบเนื่องมาจาก ดนิ แดนทร่ี าบสงู ถกู ผนวกเข้าเป็นส่วนหนงึ่ ของสยามตง้ั แตส่ มยั กรงุ ธนบรุ แี ละอยใู่ น การปกครองของรัฐไทย วาทกรรม “ความเปน็ ไทย” ไดถ้ กู นยิ ามขน้ึ เพอื่ ให้ “ลาว” กลายเป็น “ไทย” และวาทกรรมนี้ได้ถูกเสริมด้วยการศึกษา ส่ือ นโยบาย และการปฏิบัติอีกหลาย ประการ ความสัมพันธ์ท่ีท�ำให้เกิดการนิยามตวั ตนนี้ คอื ความสมั พนั ธ์เชงิ อำ� นาจที่ กอ่ เกดิ สทิ ธิ การเขา้ ถงึ ทรพั ยากร ความถกู ตอ้ งและความชอบธรรมอยา่ งหนง่ึ และ แน่นอนท่ีสุดว่ากลุ่มที่ถูกกีดกันในเรื่องดังกล่าวก็คือกลุ่มคนชายขอบเหล่านนี้ ี่เอง (ศนู ย์มานุษยวิทยาสริ ินธร 2547:127-130) การสร้างวาทกรรมให้กับวัฒนธรรมท่ีมีความแตกต่างไปจากวัฒนธรรม กระแสหลักน้ันได้ส่งผลให้เกิดการลดทอนความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่
98 โสวฒั นธรรม มีในสังคมลงไปอย่างมาก และยาวนานสืบเน่ืองมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ซ่ึง กระบวนการวิจัยทางด้านวัฒนธรรมจะมีความส�ำคัญมากในการศึกษาท�ำความ เขา้ ใจและวเิ คราะหบ์ รบิ ทของสงั คมทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปตามชว่ งเวลา วเิ คราะหใ์ หเ้ หน็ ถงึ เหตแุ ละปัจจยั ท่ีท�ำให้วฒั นธรรมต่างๆ ทม่ี ใี นสงั คมนน้ั ต้องถกู เบียดขบั หรือบาง วฒั นธรรมกถ็ กู ทำ� ใหก้ ลายเปน็ สนิ คา้ เพอื่ การพาณชิ ย์ วฒั นธรรมถกู ทำ� ใหก้ ลายเปน็ สินค้าให้คนภายนอกหรือนกั ท่องเที่ยวได้บรโิ ภควัฒนธรรมแบบเด็ดยอด ไม่เข้าใจ วัฒนธรรมได้อย่างลึกซ้ึง การวิจัยทางด้านวัฒนธรรมที่ยังเข้าไม่ถึงความเป็นจริง ของวฒั นธรรมจะไม่สามารถชใี้ ห้เห็นความจริงที่เกดิ กบั วฒั นธรรมอีสานตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจบุ นั ได้เลย ผลของกระบวนการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมวฒั นธรรมไปสคู่ วามทนั สมยั และ กระบวนการเชงิ พาณชิ ย์ ไดส้ ง่ ผลใหเ้ กดิ การลดทอน ผลกั วฒั นธรรมของคนชายขอบ กลุ่มต่างๆ ให้ไปอยู่ในทีๆ่ ไม่ใช่ศนู ย์กลาง เกิดภาวะขัดกันในการนยิ ามตัวตนและ การแสดงออกทางวฒั นธรรมทไี่ ด้ถ่ายทอด สัง่ สม และผสมผสาน อย่างไรก็ตามก็ ไมไ่ ดห้ มายความวา่ การเปลยี่ นแปลงทางสงั คมและวฒั นธรรมนน้ั ๆ ไดส้ ง่ ผลกระทบ ทางด้านลบเสมอไป กลุ่มต่างๆ กม็ ีการปรับตัวเพ่อื ให้กลุ่มของตนเองมีพน้ื ทใี่ นการ แสดงออกทางวัฒนธรรม และมีอำ� นาจในการต่อรองเร่ืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเร่ือง ทางสงั คม เศรษฐกจิ มกี ารปรบั วฒั นธรรมใหเ้ หมาะสมสอดคลอ้ ง มกี ารปฏสิ มั พนั ธ์ ข้ามกลุ่มเพอ่ื การต่อรองเชงิ อ�ำนาจ งานศึกษาทางด้านวัฒนธรรมในปัจจุบันได้พลิกมุมมองการท�ำความเข้าใจ ในความหมายของวัฒนธรรมไปในมิติที่เชื่อมโยงกับกระแสโลกาภิวัตน์ กระแส วาทกรรมหลกั ทท่ี รงพลงั ดว้ ยการเบยี ดขบั วฒั นธรรมยอ่ ยๆ ของกลมุ่ คนทห่ี ลากหลาย ให้ด้อยค่าลงไปมาก การศึกษางานวัฒนธรรมในปัจจุบันก้าวไกลไปถึงการน�ำแนว คิดใหม่ๆ ท่ีให้ความส�ำคัญกับบริบทและสถานการณ์ของสังคม การเมือง ในช่วง เวลานนั้ ๆ เข้ามาวเิ คราะห์รว่ มดว้ ย แต่กไ็ มไ่ ด้ละทงิ้ งานศกึ ษาวฒั นธรรมทพี่ ยายาม ท�ำความเข้าใจความหมายของวัฒนธรรมด้วยการตีความจากคนในวัฒนธรรมนนั้ และการตีความผ่านสัญลกั ษณ์และพธิ กี รรม
งานวิจัยวัฒนธรรมภาคอีสาน 99 ส�ำหรบั การศกึ ษาวิจัยวฒั นธรรมของภาคอีสานนน้ั พบว่า มพี ลวตั ของงาน ทศี่ กึ ษาเกยี่ วกบั วฒั นธรรมตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั สะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ วฒั นธรรมของ ภาคอสี านนนั้ ได้ปรับเปล่ยี นไปตามบรบิ ทของสงั คม ไม่ว่าจะด้านสงั คม เศรษฐกจิ และการเมอื งของไทย ซงึ่ ถงึ แม้ว่าจะมีความเปล่ยี นแปลงทางด้านสงั คม เศรษฐกิจ และการเมืองภายในอย่างไรก็ตามนนั้ กระบวนการวิจัยและศึกษาวัฒนธรรมก็ยิ่ง มีความจ�ำเป็น และจะต้องท�ำการวิเคราะห์ให้รอบด้านมากยิ่งขน้ึ เพราะว่า บริบท และสถานการณ์ย่ิงเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใด ปรากฎการณ์ต่างๆ ความสัมพันธ์ เชงิ อ�ำนาจ การสร้างพนื้ ทท่ี างสงั คม การปรบั เปลี่ยนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของ กลุ่มวฒั นธรรมต่างๆ ยิง่ จะมีเพิ่มมากข้นึ ตามไปด้วย ส�ำหรับงานวิจัยทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือที่ผ่านมาได้ สะท้อนให้เห็นพลวัตของวัฒนธรรมที่เด่นชัดมาก งานช่วงแรกได้พยายามเสนอ องค์ความรู้โดยเฉพาะภูมิปัญญาท่ีมีในภาคอีสาน และพลังทางความคิดของ คนอสี าน ความหลากหลายทางดา้ นการใชว้ ฒั นธรรมเพอ่ื สรา้ งความเปน็ ตวั ตนของ คนอสี านใหเ้ ดน่ ชดั และชว่ งหลงั ๆ ตอ่ มามงี านวจิ ยั ทางวฒั นธรรมทพ่ี ยายามอธบิ าย วฒั นธรรมของคนอสี านทถ่ี กู ปรบั เปลย่ี นไปมาก เพอ่ื ความอยรู่ อดในกระแสของโลกา ภวิ ตั น์ งานวจิ ยั ทางดา้ นวฒั นธรรมทง้ั หมดเป็นความพยายามอธบิ ายสงั คมของคน อีสานเพื่อชี้ให้สังคมได้เห็นว่าวัฒนธรรมของคนอีสานจริงๆ แล้วนน้ั เป็นอย่างไร มี ความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อย่างไร เพราะการถูกเบียดขับ ให้ความเป็น “คนอีสาน” และความเป็น “ลาว” นนั้ ได้ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ดงั นน้ั งานสงั เคราะหแ์ ละประเมนิ สถานภาพการศกึ ษาทางดา้ นพลงั ความคดิ และภูมิปัญญาน้ี จะได้ช่วยให้เกิดความเข้าใจของคนในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี วา่ แตล่ ะกลมุ่ วฒั นธรรมมคี วามเปน็ อยอู่ ยา่ งไร มกี ารสรา้ งพนื้ ทหี่ รอื การทตี่ อ้ งตอ่ รอง ต่อสู้อย่างไร เพอื่ ให้กลุ่มตนเองมีตวั ตนและมีพ้ืนท่ีในการแสดงออกทางวัฒนธรรม ซ่ึงสังคมไทยจะต้องยอมรับว่าเป็นสังคมท่ีมีความเป็นพหุสังคมค่อนข้างสูง และ ในทางกฎหมายและนโยบายถึงแม้ว่าจะยอมรับและเปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่มได้ แสดงออกทางวัฒนธรรม ภาษา การแต่งกาย ฯลฯ แล้วนน้ั แต่ในทางปฏบิ ตั ิก็ยัง คงพบวา่ มคี วามเหลอื่ มลำ้� การดหู มน่ิ ดแู คลนด้วยวฒั นธรรมกระแสหลกั อยไู่ ม่นอ้ ย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317