Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 4011606 ปฏิบัติการฟิสิกส์ทั่วไป 2565

4011606 ปฏิบัติการฟิสิกส์ทั่วไป 2565

Published by Chat Teeka, 2023-08-08 13:46:22

Description: 4011606 ปฏิบัติการฟิสิกส์ทั่วไป 2565

Search

Read the Text Version

133 E = hν (15.1) โดย h คอื คาคงทีข่ องพลงั คมคี าเทากบั h = 6.626 × 10-34 J⋅s โดยในลำแสงหน่งึ ทมี่ ีความถีเ่ ดียวจะมีโฟตอนไดมากมายโดยท่ีโฟตอนแตล ะตวั มีพลังงานเทากัน เมื่อแสงมคี วามเขมมากข้นึ จำนวนโฟตอนก็จะมากข้นึ ตามไปดวย เราสามารถอธบิ ายความสมั พนั ธระหวางความถี่ขีดเร่ิมกับเวิรกฟงกชนั ไดดังนี้เนือ่ งจากพลงั งาน ของโฟตอนทีน่ อ ยที่สดุ ท่ีจะทำใหเ กดิ โฟโตอเิ ลก็ ตรอนไดต อ งมคี าเทากับเวริ ก ฟง กชนั ถา เราใหเ วิรกฟงกช นั มีคาเทากบั φ น่ันหมายความวา พลังงานของโฟตอนทีน่ อ ยทสี่ ุด (������������0) ตองมีคา เทา กบั (������������0) = ������������ (15.2) แตเนื่องจากพลังงานของโฟตอนขึ้นกับความถี่ตามสมการที่ 1 นั่นหมายความวาความถี่ของโฟ ตอนท่ีมพี ลังงาน Eo จะมีคา เทากับ (������������0) = ℎ������������0 = ������������ (15.3) โดย ������������0 ก็คือความถ่ีขีดเรม่ิ น่ันเอง ในกรณีที่ความถี่ของคลืน่ แมเหลก็ ไฟฟามีคาสูงกวาความถีข่ ีดเร่ิม (นั่นก็คือโฟตอนมีพลังงานสงู กวาคา เวริ กฟง กช นั ) พลังงานสวนทม่ี ากกวาคา เวริ ก ฟงกชนั จะเปนพลังงานจลนข องอิเล็กตรอน (KE) เรา สามารถเขียนออกมาเปน สมการไดดงั นี้ ������������������������������������������������������������= ℎ������������ - ������������ = ℎ������������ - ℎ������������0 (15.4) โดยจะสงั เกตไดว าสัญลักษณข องพลังงานจลนของโฟโตอเิ ล็กตรอนมตี ัวหอ ย max อยซู งึ่ เปนการ บอกวาพลังงานจลนนี้เปนคาพลังงานจลนสูงทสี่ ุดที่เปนไปไดของโฟโตอิเล็กตรอน เหตุที่เปนคาสูงสุด เพราะสมการท่ี 4 อธบิ ายกรณที พี่ ลงั งานสวนทเ่ี กนิ ทั้งหมดถูกเปลี่ยนไปเปนพลังงานจลนของอิเล็กตรอน แตใ นความเปน จริงแลว โฟโตอิเลก็ ตรอนบางตัวอาจสูญเสยี พลังงานสวนหนงึ่ ไปกับกระบวนการอื่น ๆ ได ดว ย อปุ กรณช ้ินสำคัญในการทดลองนี้คอื หลอดสญุ ญากาศท่ีมีโลหะภายในเปน ขั้วคาโทด และมีขั้วอา โนดสำหรับรับโฟโตอิเลก็ ตรอนที่หลดุ ออกมาจากโลหะขวั้ แคโทดดงั แสดงในภาพที่ 2 ขวั้ ทงั้ สองตอเขากับ แหลง กำเนดิ ความตางศักยท ่ปี รบั คาไดโ ดยเราสามารถปรบั ความตางศักยนใ้ี หขั้วอาโนดมีศักยสูงกวาหรือ ตำ่ กวาข้ัวแคโทดกไ็ ด พจิ ารณากรณที ่เี ราปรบั ใหข ้ัวอาโนดมศี กั ยสูงกวา ขว้ั แคโทด (อาโนดมศี ักยเ ปน บวก สวนแคโทดมี ศักยเ ปน ลบ) ในกรณที ี่มีโฟโตอิเลก็ ตรอนเกดิ ข้นึ โฟโตอิเลก็ ตรอนเหลา น้ีกจ็ ะเคลือ่ นที่เขาหาข้ัวอาโนดได และเกิดเปนกระแสไฟฟาไหลในวงจรที่สามารถวัดคาไดโดยแอมมิเตอรที่ติดตั้งไว (เราอาจเรียก


134 กระแสไฟฟาที่ไดจากการเคล่ือนทีข่ องโฟโตอิเลก็ ตรอนวา photocurrent) คากระแสไฟฟานี้จะมากหรอื นอยขึ้นอยูกับจำนวนโฟโตอิเล็กตรอนที่เกิดขึ้น เนื่องจากจำนวนโฟโตอิเล็กตรอนขึน้ กับจำนวนโฟตอนที่ ตกกระทบและเราทราบแลววา ย่ิงจำนวนโฟตอนมากหมายความวาความเขมของคล่ืนแมเหล็กไฟฟาท่ีสูง เพราะฉะน้ันกระแสไฟฟาในวงจรยอมขนึ้ กบั ความเขม ของคลน่ื แมเ หลก็ ไฟฟาท่ีตกกระทบ ภาพท่ี 15.2 เครอื่ งมือทใ่ี ชแสดงปรากฏการณโฟโตอิเลก็ ทริก ถัดมาพิจารณากรณีที่เราปรับใหขั้วอาโนดมีศักยต่ำกวาขั้วแคโทด ในกรณีนี้โฟโตอิเล็กตรอนที่ เกิดขึ้นจะถูกเหนี่ยวรั้งใหเคลือ่ นทีเ่ ขาหาขั้วอาโนดยากขึ้น ยิ่งเราทำใหขนาดของความตางศักยมากขึ้น เทาไร จำนวนโฟโตอเิ ลก็ ตรอนท่ีวิง่ ถงึ ขว้ั อาโนดก็ยิ่งนอยลงเทาน้ัน จนในทสี่ ุดเม่อื ความตางศักยมีคามาก ถึงขนาดที่ แมแตอิเล็กตรอนตวั ที่มพี ลังงานจลนสูงสดุ ก็ไมส ามารถไปถึงขัว้ อาโนดไดกระแสไฟฟาท่ีวัดได จากแอมมิเตอรจะเปน ศูนยเ ราเรียกความตา งศักยค าน้ีวา “ความตางศักยห ยดุ ยงั้ ”(stopping potential) และใชสญั ลักษณ������������0 การวดั คาความตา งศกั ยห ยดุ ยงั้ ชว ยใหเราสามารถหาคา พลงั งานจลนส งู สุดของโฟโตอเิ ลก็ ตรอนได ทั้งนเ้ี พราะทค่ี วามตา งศกั ยหยุดย้งั นหี้ มายความวา พลงั งานไฟฟา ท่เี ราใหเ ขาไปมขี นาดเทากบั พลังงานจลน สูงสุดของอเิ ลก็ ตรอนพอดพี ลงั งานไฟฟาสามารถคาํ นวณไดจากผลคณู ระหวางประจไุ ฟฟา กบั ความตา ง ศักยเ พราะฉะนัน้ สำหรบั อิเล็กตรอนทมี่ ีประจุไฟฟา e จะไดวา ������������������������������������������������������������ = ������������������������0 (15.5) อาศัยสมการที่ 4 เราสามารถเขียนความสัมพันธร ะหวา งความตางศกั ยหยดุ ยงั้ กบั ความถ่ีของแสง ทตี่ กกระทบไดเ ปน ������������������������0 = ℎ������������ − ������������ (15.6)


135 หรอื ������������0 = (ℎ/������������)������������ − (������������/������������) (15.7) น่ันคือถาเราเขยี นกราฟระหวางความตางศกั ยห ยดุ ยงั้ (������������0) กบั ความถี่ (f) แสงตกกระทบจะไดก ราฟ เสน ตรงทมี่ ีความชันเทากบั h/e ในขณะทจี่ ุดตดั แกน y จะบอกคา φ/e ดังแสดงในภาพท่ี 15.3 ภาพท่ี 15.3 กราฟระหวา งความตา งศักยห ยดุ ยงั้ กับความถ่ีของโฟตอน ไดโอดเปลง แสง (LED) เปน อปุ กรณส ารก่ึงตวั นำชนดิ หนึง่ สามารถใชเปนหลอดไฟใหความสวา งได เมื่อตอกับแหลงจายแรงดันไฟฟา (Ferreira André & Brito André, 2014) ไดโอดเปลงแสงจะใหแสง สวางเมือ่ แรงดนั ไฟฟา ท่ีจายให LED มคี ามากกวา แรงดนั กระตุน (V > Vg) และเมื่อจายแรงดันสงู กวา Vg นี้ คา กระแสทไ่ี หลผาน LED จะแปรผันตรงกบั คาแรงดนั ไฟฟา ดังแสดงในภาพที่ 15.4 ดังนัน้ เราจงึ สามารถ บอกไดว า LED แตล ะตัวจะเปนตัวนำไฟฟา ทไ่ี มเ ปน ไปตามกฎของโอหม (non–ohmic conductor) ในการหาคา Vg นั้นเราตองเขียนกราฟเชิงเสนของบริเวณ II ดังแสดงในภาพที่ 15.4 เพื่อหาคา จุดตัดแกน x โดยคา Vg นคี้ ณู กับประจอุ เิ ล็กตรอนก็จะไดคาพลงั งานของการปลดปลอ ยโฟตอน ( Eg = eVg ) เราสามารถหาคาคงที่ของพลังคจากการทดลองไดจากความสัมพันธดังนี้ (Checchetti & Fantini, 2015) V=F Vg + Rseries IF (15.8) หรือ เขยี นสมการใหมไดเปน =I F VF − Vg (15.9) R Rseries series เขียนสมการที่ (15.9) ใหอ ยใู นรูปของสมการเชงิ เสน จะไดวา


136 =IF mVF − n (15.10) โดยท่ี Rseries = 1 (15.11) m และกรณีทไ่ี มมกี ระแสไฟฟา ไหลผาน LED (บริเวณ I ในภาพที่ 15.4) น่ันคอื I = 0 จะไดวา Vg = n (15.12) m โดยทั่วไป พลังงานของการปลดปลอยโฟตอนมคี าเปน Eg = hυ (15.13) เชน เดยี วกนั พลงั งานการปลดปลอ ยอิเล็กตรอนของ LED Eg = qVg (15.14) ดังนั้น พลังงานแถบที่ใชในการปลดปลอ ยโฟตอนและอิเล็กตรอนมีคาเทา กัน จากสมการที่ (15.13) และ (15.14) จะไดวา h = qVgλ (15.15) c โดยที่ h คือคาคงที่ของพลังค q คอื ประจุของอเิ ล็กตรอน และ Vg คอื คาแรงดันกระตนุ ของ LED การวเิ คราะหก ราฟเพื่อหาคาคงที่ของพลังค (h) ในสมการท่ี (15.15) มีดงั นี้ กระแสไฟ ้ฟา, I (mA) 0.7 RED LED 0.6 y = 0.0489x - 0.0813 0.5 20 0.4 R² = 0.9977 0.3 0.2 5 10 15 0.1 ความต่างศักย์ไฟฟ้า, V (V) 0 -0.1 0 ภาพที่ 15.4 กราฟแสดงความสัมพันธระหวางความตา งศักยไฟฟา (V) กับกระแสไฟฟา (I) ของ LED แสงสีแดง (λ = 697 nm)


137 จากผลการทดลองดังแสดงกราฟแสดงความสมั พันธระหวางกระแสและความตางศักยไฟฟาของ LED แสงสแี ดง (697nm) ซง่ึ จะไดสมการแสดงความสัมพนั ธตามสมการท่ี (15.10) คอื =IF (0.0489A / V ) ⋅VF − 0.0813A เมื่อพจิ ารณาในกรณที ่ไี มม กี ระแสไฟฟา ไหลผาน LED ตามสมการที่ (5) จะไดว า =Vg =n 0.0813A= 1.663V m 0.0489A / V ดังนัน้ จะไดค า คงทขี่ องพลงั คของการปลดปลอ ยพลังงานโฟตอนของ LED แสงสีแดง ตามสมการที่ (15.15) มีคาเปน h= ( )1.6×10−34 J ⋅ s (1.663V )(697nm) = 6.182 ×10−34 J ⋅ s 3×108 m / s ข้นั ตอนวิธีการทดลอง 1.ตอวงจรไฟฟาใหไ ดตามแผงวงจรดังภาพที่ 15.15 ภาพที่ 15.15 การตอ วงจรการทดลอง 2 ปลอ ยไฟฟาไหลผานไปทีห่ ลอด LED ปรบั แรงคา เคล่ือนไฟฟา ไปเรอ่ื ยๆโดยเรม่ิ จาก 1 Volt – 15 Volt 3.อา นคากระแสไฟฟาท่ีไหลผา น LED จะแสดงท่ี Ammeter 4.บนั ทกึ ผลลงในตาราง 5.ทำการทดลองที่ 1-4 ซำ้ โดยเปลีย่ นหลอดไฟเปน สีแดง สนี ้ำเงิน สสี ม ตามลำดบั แลวนำมา เขียนกราฟเพื่อหาคาคงท่ีของพลงั ค


138


ภาคผนวก การทดลองเสมอื นจริง PhET Simulation


1 การทดลองที่ 2 การตกอิสระและการเคล่อื นท่ีวถิ ีโคง ตอนท่ี 1 การตกอสิ ระ วัตถุประสงคการทดลอง เพ่ือหาคา ความเรงเน่อื งจากแรงโนมถวงของโลก (g) การเคล่ือนทแ่ี บบการอิสระ (free fall motion) เปนการเคล่ือนที่ใน 1 มติ ิ ตามแนวดงิ่ และมี ความเรงที่เกิดขึน้ นเี้ ปน ผลเนื่องมาจากมแี รงโนมถว งของโลกกระทำตอวตั ถุชน้ิ นั้น ๆดังแสดงในภาพที่ 2.1 x0 = h, t = 0 v0 = 0 a=-g x(t) = 0 ภาพท่ี 2.1 ไดอะแกรมการตกอยางอสิ ระของวตั ถุในอากาศ พิจารณาการเคลื่อนที่แบบตกอิสระเม่อื ปลอยวัตถมุ วล mจากระดับความสูง hสามารถเขียน สมการเคล่ือนทข่ี องมวล mไดเปน =h v0t − 1 gt 2 (2.1) 2 เมื่อ v0คือความเร็วตนซึ่งเทากับ 0 m/s (เมื่อไมคิดเครอื่ งหมายลบของคาความเรงเน่ืองจาก ความโนมถว งของโลก) h = 1 gt2 (2.2) 2 ถาเขียนกราฟแสดงความสัมพันธระหวางความสูง (h) กับกำลังสองของเวลาท่ีใชในการ เคล่ือนท่ี ( 1 t2) 2 ความชันที่ไดจะมีคา เทา กบั ความเรง เนอ่ื งจากแรงโนม ถวงของโลก (g) น่นั คอื slope = ∆h =g (2.3) ( )∆ 1 t 2 2 วธิ กี ารทดลอง 1. เขาไปที่เว็บไซตการทดลองhttps://phet.colorado.edu/th/simulation/projectile- motion หรือ เปด แอปพลเิ คชนั PhET Simulation บนสมารต โฟน จะปรากฏหนาจอดังภาพท่ี 2.2


2 ภาพที่ 2.2 หนา จอแสดงโปรแกรม PhET การเคลื่อนท่ีแบบโพรเจกไทล 2. ใชเ มาทคลกิ เขาไปที่ จะปรากฏหนา จอดงั ภาพที่ 2.3 ภาพที่ 2.3 แสดงรายละเอยี ดกิจกรรมการทดลองเสมือนจรงิ 3. คลิกเลอื ก “ปฏิบตั กิ าร (LAB)”จะปรากฏหนาจอรายละเอียดเมนตู า ง ๆ ดงั ภาพท่ี 2.4 ภาพที่ 2.4 รายละเอียดองคป ระกอบของสื่อจำลองโตตอบเสมือนจริงเรอ่ื ง การเคลอ่ื นที่แนววิถโี คง


3 4. ปรับเลื่อนฐานยิงใหมีความสูง h = 15m ปรับคามุมกระบอกยิงเปน θ = - 90°ปรับ อัตราเร็วตนเปน 0 m/s และใชปุมแสดงเคร่ืองมือแสดงเวลา/ระยะตกในแนวระดับ/ความสูงใน แนวดิ่ง ดังแสดงในภาพที่ 2.5 ภาพท่ี 2.5 แสดงการปรบั เครอื่ งมอื การทดลองเสมือนจริงเพ่ือศึกษาการตกอิสระ 5. กดปมุ เพอื่ ปลอ ยวัตถุใหตกอิสระ อา นคาเวลาการตกอสิ ระจากปุม บันทกึ คา เวลา(t)ในตารางที่ 2.1 แลวคลิกปุม เพื่อลบคาทดลองอันเดิม เพ่ือทำการทดลองซ้ำตามระดับ ความสงู (h) ทก่ี ำหนดใหในตารางที่ 2.1 และคำนวณคา ( 1 t2) บนั ทกึ ลงในตารางที่ 2.1 2 ตารางที่ 2.1 ผลการทดลองเสมือนจรงิ PhETการตกอิสระ ความสงู , h (m) เวลา, t (s) ( 1 t2) (s2) 2 15 14 13 12 11 10 9 8 7 6 5 4


4 6. ใชโปรแกรม Microsoft Excel ในการเขียนกราฟแสดงความสัมพันธระหวางความสูง (h)(แกน y) และเวลา ( 1 t2) (แ กน x) แลวห าค าความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก (g) ซ่ึงมีคา 2 เทา กบั คา ความชันของกราฟ แทรกกราฟจากโปรแกรม Microsoft Excel จากกราฟไดคาความเรงเนอ่ื งจากแรงโนม ถวงของโลก (g) เทากบั …………….. m/s2 ตอนที่ 2 การเคลอ่ื นทีว่ ิถีโคง วัตถปุ ระสงคก ารทดลอง (ใหกำหนดg = 9.81 m/s2 คงทีต่ ลอดการทดลอง) 1. เพอ่ื พิสูจนวาความเร็วในแนวราบของการเคล่ือนทว่ี ถิ โี คงมีคาคงท่ี 2. เพือ่ หาคาระยะทางไกลสดุ ของการเคล่อื นที่ในแนวราบ (Rx) เม่อื เปล่ยี นคาอตั ราเร็วตน 3. เพือ่ หาคา ระยะทางไกลสดุ ในแนวราบเมือ่ เปล่ียนคามมุ ยงิ 4. เพื่อหาคา เวลาตกกระทบพน้ื เมอื่ ยงิ จากฐานสูงคงที่ (θ= 0°) ท่อี ัตราเร็วตนตา งกนั 5. เพ่ือหาระยะทางไกลสุดและเวลาในแนวราบ และคาตา ง ๆ ที่ตำแหนง สูงสดุ เม่ือยิงลูกบอล ดว ยคา มุมตาง ๆ ที่ระดับความสูงคงที่ ในการทดลองนี้เปนการทดลองเสมือนจรงิ โดยใชโปรแกรม PhET เรื่อง การเคลื่อนท่ีวิถีโคง จากเว็ปไซต https://phet.colorado.edu/en/simulation/projectile-motion ซ่ึงในส่ือจำลอง โตต อบเสมือนจริงมรี ายละเอยี ดของสว นประกอบของสื่อจำลองโตตอบเสมือนจริงเรอื่ งการเคลื่อนท่ี แนววถิ ีโคง ดังแสดงในภาพท่ี 2.2


5 ภาพที่ 2.2รายละเอียดองคประกอบของส่อื จำลองโตตอบเสมือนจริงเรือ่ ง การเคล่อื นท่แี นววิถโี คง ท่ีมา: ชาญวทิ ย คำเจรญิ และดารกา พลงั , วารสารครุศาสตรอตุ สาหกรรม ปที่ 18 ฉบับที่ 3, 2562 2.1 พสิ ูจนว าความเรว็ ในแนวราบ (vx) ของการเคลื่อนท่ีวิถโี คง มีคา คงที่ 1.เขาไปท่ีเว็บไซตการทดลอง https://phet.colorado.edu/th/simulation/projectile-motion หรอื เปด แอปพลเิ คชัน PhET Simulation บนสมารตโฟน 2. ปรับคา ความสูงฐานยิงอยูทศ่ี ูนย (h = 0) คา มุมของกระบอกยงิ เปน 45°(θ = 45°) และอตั ราเร็ว ตนเปน 15m/s (v0 = 15 m/s) ดังแสดงในภาพท่ี 2.6 ภาพท่ี 2.6 การทดลองเพ่ือพิสจู นว าความเร็วในแนวราบ (vx) ของการเคลือ่ นท่ีวิถีโคง มีคาคงท่ี 3. ใชเครอ่ื งวดั คาเวลา (t) ตามคาระยะทางในแนวราบ (วิถี: Rx) ท่ีกำหนดใหในตารางที่ 2.2 และคำนวณหาคา (vx) บันทึกลงในตารางที่ 2.2


6 ตารางท่ี 3.2 ผลการทดลองเพ่ือพิสูจนวาความเร็วในแนวราบ(vx) ของการเคล่อื นท่วี ถิ ีโคงมคี า คงท่ี ระยะทางในแนวราบ (วิถี), Rx (m) เวลา, t (s) ความเรว็ ในแนวราบ,vx(m/s) 1.06 3.18 5.30 7.42 9.55 11.67 13.79 15.91 18.03 20.15 22.94 อภิปรายผลการทดลองทไี่ ดใ นตารางท่ี 2.2 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. ทต่ี ำแหนง ลกู บอลเคลอ่ื นที่ขน้ึ ไปไดส ูงสดุ ความเร็วในแนวราบ (vx) และความเร็วในแนวด่ิง (vy) มี คา เทาใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..


7 2.2 การหาคา ระยะทางไกลสุดในแนวราบเม่อื เปล่ียนคาอตั ราเรว็ ตน วัด ปรับฐานยิงอยูที่ศนู ย (h = 0) คามุมของกระบอกยงิ เปน 25°(θ = 25°) แลวใช คาระยะทางไกลสดุ ในแนวราบ (วถิ ี: Rx) ตามคาอตั ราเร็วตน (v0) ทก่ี ำหนดใหใ นตารางที่ 2.3 ตารางที่ 2.3 ระยะทางไกลสุดในแนวราบ(Rx)เมอื่ เพม่ิ คาอตั ราเรว็ ตน (h = 0, θ = 25°) อัตราเร็วตน,v0(m/s) ระยะทางในแนวราบ,Rx (m) เวลา,tf (s) 5 10 15 20 25 30 อภิปรายผลการทดลองทีไ่ ดในตารางที่ 2.3 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..


8 2.3 การหาคาระยะทางไกลสุดในแนวราบเม่อื เปลีย่ นคา มมุ ยิง ใหอัตราเร็วตนคงที่ที่ (v0 = 15 m/s) ปรับคามุมของกระบอกยิงตามที่กำหนดใหในตารางท่ี 2.4 แลวใช วัดคาระยะทางไกลสุดในแนวราบ (วิถี: Rx) และเวลา และคาตาง ๆ ท่ีตำแหนง สูงสุดบันทึกคาลงในตารางที่ 2.4 ตารางท่ี 2.4ระยะทางไกลสดุ ในแนวราบ (Rx) และคา ตาง ๆ ท่ตี ำแหนง สงู สดุ เม่ือเปลย่ี นคามุมยงิ (v0 = 15 m/s) มุมยงิ sin θ sin2θ sin 2θ Rx (m) เวลา ท่ตี ำแหนงสงู สดุ θ (°) tf (s) ความสงู , h (m) th (s) 25 0.423 0.179 0.766 30 0.500 0.250 0.866 37 0.602 0.362 0.961 45 0.707 0.499 1.000 53 0.799 0.638 0.961 60 0.866 0.750 0.866 75 0.966 0.933 0.500 อภปิ รายผลการทดลองท่ีไดใ นตารางท่ี 2.4 1) ทม่ี มุ ยงิ เทาใดทลี่ ูกบอลเคลอื่ นทข่ี น้ึ ไปไดสูงท่สี ดุ เพราะเหตุใด …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………


9 2) ทม่ี มุ ยงิ เทา ใดที่ลูกบอลเคลือ่ นท่ีไดร ะยะทางไกลท่สี ุดในแนวราบ เพราะเหตใุ ด …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3) ท่มี มุ ยงิ เทาใดที่ลกู บอลเคลอ่ื นที่ไดร ะยะทางไกลทีส่ ดุ ในแนวราบมีคาเทา กนั เพราะเหตุใด …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………. 4) เวลาทีล่ กู บอลเคลือ่ นทไี่ ปทตี่ ำแหนงสงู สดุ (th)มคี วามสัมพันธก ันอยางไรกับเวลาทั้งหมดใน การเคล่อื นทใี่ นแนวราบ (tf) …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………… 5) เวลาทั้งหมดท่ีใชในการเคล่ือนท่ีในแนวราบ (tf) tf = 2v0 sinθ ใหใชโปรแกรม Microsoft g Excel เขียนกราฟระหวาง tf(แกน x) และ sinθ (แกน y) แลวคำนวณหาคาความเรงเน่ืองจากแรง โนม ถวงของโลก (g) แทรกกราฟ Microsoft Excel แสดงวธิ กี ารคำนวณคาความเรง เนอ่ื งจากแรงโนมถว งของโลก (g) จากกราฟ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..


10 6) ตำแหนงสูงสุดท่ีลูกบอลข้ึนไปไดในแนวด่ิง (h) h = v02 sin2 θ ใหใชโปรแกรม Microsoft 2g Excel เขียนกราฟระหวางh(แกน x) และ sin2θ (แกน y) แลวคำนวณหาคาความเรงเนื่องจากแรง โนมถว งของโลก (g) แทรกกราฟ Microsoft Excel แสดงวิธกี ารคำนวณคา ความเรงเนอ่ื งจากแรงโนมถว งของโลก (g) จากกราฟ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 7) ระยะทางไกลสุดในแนวราบ (Rx) Rx = v02 sin 2θ ใหใ ชโปรแกรม Microsoft Excel เขียน g กราฟระหวาง Rx(แกน x) และ sin2θ (แกน y) แลวคำนวณหาคาความเรง เน่ืองจากแรงโนม ถว งของ โลก (g) แทรกกราฟ Microsoft Excel แสดงวธิ กี ารคำนวณคาความเรงเนอ่ื งจากแรงโนม ถวงของโลก (g) จากกราฟ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..


11 2.4การหาคาเวลาตกกระทบพ้ืนเมอ่ื ยิงจากฐานสงู คงท่ี (θ= 0°) ที่อตั ราเรว็ ตน ตา งกัน ใหปรบั ฐานยิงที่ระดับความสูง h = 15 m มมุ ของกระบอกยงิ θ = 0°แลวกำหนดคาอตั ราเรว็ ตน(v0) ของลูกบอลตามท่กี ำหนดใหในตารางที่ 2.5แลว ใช วดั คาระยะทางไกลสดุ ในแนวราบ (วถิ ี: Rx) และเวลา บันทึกคาลงในตารางที่ 2.5 ตารางท่ี 2.5 ระยะทางไกลสุดในแนวราบ (Rx) และเวลาท่ใี ชในการเคล่อื นที่ (t) อตั ราเรว็ ตน ,v0 (m/s) ระยะทางไกลสดุ ในแนวราบ, Rx เวลาทีใ่ ชใ นการเคลอื่ นที,่ t (s) (m) 5 10 15 20 25 30 อภิปรายผลการทดลองที่ไดใ นตารางที่ 2.5 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..


12 2.5 การหาระยะทางไกลสุดและเวลาในแนวราบ และคาตาง ๆ ที่ตำแหนงสูงสุด เม่ือยงิ ลูกบอล ดวยคา มมุ ตา ง ๆ ที่ระดับความสงู คงที่ ใหปรับฐานยิงท่ีระดับความสูง h = 10 m คาอัตราเร็วตน v0 = 15 m/sแลวปรับคามุมของ กระบอกยิง (θ) ตามท่ีกำหนดใหในตารางท่ี 2.6 แลวใช วัดคาระยะทางไกลสุดในแนวราบ (วถิ ี: Rx) และเวลา และคาตาง ๆ ทตี่ ำแหนงสูงสดุ บนั ทึกคา ลงในตารางที่ 2.6 ตารางท่ี 2.6คาระยะทางไกลสุดในแนวราบและเวลา และคาตาง ๆ ท่ีตำแหนงสูงสุด(ให v0 = 15 m/s) มมุ ยงิ , θ (°) Rx (m) เวลา, t (s) ทต่ี ำแหนงสงู สุด t (s) ความสงู , h (m) Rx (m) 70 60 50 45 30 15 0 - 15 - 30 อภปิ รายผลการทดลองทไี่ ดในตารางที่ 2.6


13 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..


14


15 การทดลองท่ี 3 สมดลุ ของแรง: โตะ แรง วตั ถุประสงคก ารเรียนรู 1. เพอ่ื หาแรงลัพธ กำหนดแรงใหสมดลุ กับอกี 2 แรง ผลลัพธจ ะถกู ตรวจสอบโดยการเพิม่ แรง อีก 2 แรง โดยใชแ กนท่มี อี ยู และดวยการเพิม่ แรงแบบภาพ 2. เพื่อศึกษาการหาคา แรงลัพธโ ดยใชก ารทดลองเสมือนจริง PhET การหาแรงลพั ธโดยใชโ ตะแรง การทดลองนีท้ ำใหพบผลของการเพมิ่ ของเวกเตอรท ัง้ 2 ดว ยทงั้ 3 กรรมวิธี คือ ประสบการณ การทดลอง, การใชแกน และแบบภาพ ภาพที่ 3.1 การหาแรงลัพธโ ยใชโตะ แรง Note ในทุกกรณี แรงเกดิ ไดจ ากการแขวนมวลเหนือลกู รอก ซ่งึ ไดมาจากมวลหลายมวลดวยความเรง เน่อื งมาจากแรงโนมถวง วิธกี ารทดลอง (Experimental Method) แรง 2 แรงถูกกำหนดบนโตะทดสอบแรงดว ยการแขวนมวลเหนือลกู รอกในตำแหนง ของมมุ ที่ แนนอน จากนนั้ จะมอี กี 1 มวลที่แขวนท่ลี กู รอกท่ี 3 โดยมุมจะถกู ปรบั จนกระทง่ั สมดลุ กบั อกี 2 แรง ซงึ่ แรงท่ี 3 นจ้ี ะถูกเรียกวา แรงสมดลุ (Equilibrant, FE) ซึง่ จะเปน แรงท่ีทำใหเกดิ ความสมดลุ แรงสมดลุ ไมเ หมอื นกับแรงลัพธ (Resultant, FR) โดยแรงลพั ธเปน การเพมิ่ ของแรง 2 แรง ขณะที่ แรงสมดลุ จะมี ขนาดเทากนั กับแรงลัพธ แตเ ปนทศิ ทางตรงกันขามกันเพราะมนั เทา กบั แรงลัพธ (ดูภาพที่ 3,2) ดงั นัน้ แรงสมดุลจะเปนคา ลบของแรงลัพธ


16 ภาพท่ี 3.2 การหาคาแรงลัพธ วธิ กี ารใชแกน (Component Method) ภาพที่ 3.3 องคป ระกอบของแรง แรง 2 แรงถกู รวมเขา ดวยกันดว ยการเพ่ิมแกน x และ y ของแรง โดยข้ันแรก แรงท้งั 2 ถกู กระจายเขาสแู กน x และ y ดว ยFกAาร=ใชAต xรxโี ก+ณAมyติ ิy and Bxx + By y เมือ่ Ax คือแกน x ของเวกเตอร FA และ x คอื หนว ย เวกเตอร ในทศิ ทาง x ดูภาพท่ี 3.3 เพ่ือ กำหนดผลรวมของ FA และ FB (แAกxนจ+ะBถxกู เ)พx่มิ +เพ(ื่อAใyห+ไ ดBแ กyน)ขyอ=งแRรxงลxพั +ธR(FyRy) FR = เพอื่ ใหก ารวิเคราะหส มบรู ณ แรงลัพธต องอยใู นรปู แบบของขนาดและทศิ ทาง (มมุ ) ดงั น้นั แกนของ แรง ลพั ธ (Rx และ Ry) ตองถกู รวมกนั โดยการใชทฤษฎีพิธากอรสั เม่อื แกนเปนมมุ ดานขวาของแตละอนั  FR = R2 + R2 Tan(θ ) = Rx Ry และใชตรีโกณมิตเิ พ่ือกำหนดมุม


17 วิธีทางรปู ภาพ (Graphical Method) แรง 2 แรงถูกรวมเขาดว ยกันดวยการสรา งรูปเพอ่ื หาอตั ราสว นดวยการใชไมบ รรทัดและสเกล บอกมมุ แรงที่ 2 (FB) ถกู วาดโดยหางจะอยูทีห่ วั ของแรงท่ี 1 (FA) แรงลพั ธ (FR) ถกู วาดจากหางของ FA ไปยังหัวของ FB ดูภาพที่ 3.4 ดังนั้นขนาดของแรงลัพธสามารถถูกวัดไดโดยตรงจาก Diagram และ แปลงไปสแู รงทีเ่ หมาะสมดว ยการใชอัตราสวนท่เี ลอื กไว มุมสามารถถูกวดั คา ไดดวยการใชสเกลบอก มุม ภาพท่ี 3.4 การหาคาแรงลัพธดว ยวิธกี ารบวกเวกเตอร แหลงขอ มูลการทดลองเสมอื นจรงิ https://phet.colorado.edu/en/simulation/vector-addition การหาแรงลพั ธโ ดยใช PhET Simulation ในภาพที่ 3.5 แสดงองคป ระกอบของแรง =v 18.0∠56.3 ซึ่งอยูในควอนรันดที่ 1 จะไดองคในแนว=แกน x คือ vx (1=8.0)cos56.3 10.0 และองคประกอบในแนวแกน y คือ =vy (1=8.0)sin 56.3 15.0 ซึ่งดังกลา วสามารถหาไดโ ดยตรงจากโปรแกรม PhET ดังแสดงคาบน ภาพที่ 3.5 ภาพที่ 3.5 องคป ระกอบของแรงในควอนรันดที่ 1 ในโปรแกรม PhET


18 ในภาพที่ 3.6 แสดงองคป ระกอบของแรง =v 18.0∠123.7 ซง่ึ อยูใ นควอนรนั ดท ่ี 2 จะไดองคในแนวแกน x คือ vx = (18.0)cos123.7 = −10.0 และองคประกอบในแนวแกน y คือ =vy (1=8.0)sin123.7 15.0 ซึ่งดังกลาวสามารถหาไดโดยตรงจากโปรแกรม PhET ดังแสดงคา บนภาพท่ี 23.6 ภาพที่ 3.6 องคประกอบของแรงในควอนรันดท ่ี 2 ในโปรแกรม PhET ใ น ภ า พ ท ี ่ 3.7 แ ส ด ง อ ง ค  ป ร ะ ก อ บ ข อ ง แ ร ง =v 18.0∠ −146.3 ห รื อ =v 18.0∠213.7 ซ ึ ่ ง อ ย ู  ใ น ค ว อ น ร ั น ด  ท ี ่ 3 จ ะ ไ ด  อ ง ค  ใ น แ น ว แ ก น x คื อ vx = (18.0)cos 213.7 = −10.0 แ ล ะ อ ง ค  ป ร ะ ก อ บ ใ น แ น ว แ ก น y คื อ vy = (18.0)sin 213.7 = −15.0 ซ่งึ ดังกลาวสามารถหาไดโ ดยตรงจากโปรแกรม PhET ดังแสดงคา บนภาพที่ 3.7 ภาพที่ 3.7 องคป ระกอบของแรงในควอนรนั ดท ่ี 3 ในโปรแกรม PhET


19 ใ น ภ า พ ท ี ่ 3.8 แ ส ด ง อ ง ค  ป ร ะ ก อ บ ข อ ง แ ร ง =v 18.0∠ − 33.7 ห รื อ =v 18.0∠326.3 ซ ึ ่ ง อ ย ู  ใ น ค ว อ น ร ั น ด  ท ี ่ 4 จ ะ ไ ด  อ ง ค  ใ น แ น ว แ ก น x คื อ =vx (1=8.0)cos326.3 10.0 แ ล ะ อ ง ค  ป ร ะ ก อ บ ใ น แ น ว แ ก น y คื อ vy = (18.0)sin 326.3.3 = −15.0 ซึ่งดังกลาวสามารถหาไดโดยตรงจากโปรแกรม PhET ดังแสดง คาบนภาพที่ 3.8 ภาพที่ 3.8 องคป ระกอบของแรงในควอนรันดท่ี 4 ในโปรแกรม PhET ภาพที่ 3.9 การบวกลบเวกเตอรด วยโปรแกรม PhET


20 ภาพที่ 3.10 การหาแรงลพั ธ (  ) ดว ยโปรแกรม PhET S  ในภาพที่ 3.9 แสดงการหาคาแรงลพั ธของแรง  11.2∠116.6 ,  10.0∠36.9 และ =C =A =B 13.9∠ − 21.0 ดว ยโปรแกรม PhET ซึง่ สามารถองคป ระกอบของเวกเตอรแรงท้งั ในแนวแกน x และ y ดว ยการใชเ มา สค ลิกทเี่ วกเตอรท ่ตี องการทราบคาองคป ระกอบ การหาคา แรงลพั ธในภาพท่ี 3.9 จะไดค า เวกเตอรข องแรงลพั ธในภาพท่ี 3.10 โดยการ  Sum ท่มี ุมดา นขวาบนสุดของโปรแกรม  PhET (ดูภาพที่ 3.10) ซ่ึงแรงลพั ธท ่ีไดมคี าเทากบั =S 19.4∠34.5 เขียนองคป ระกอบของแรงตาง ๆ ไดดงั แสดงในตารางที่ 3.1 ตารางที่ 3.1 องคป ระกอบของแรงตาง ๆ และแรงลัพธ Vectors Magnitude Degree x-component y-component 11.2 116.6 -5.0 10.0  10.0 36.9 8.0 6.0 A  13.9 -21.0 13.0 -5.0 B 19.4 34.5 16.0 11.0 C S วธิ กี ารทดลองเสมือนจรงิ 1. เขาไปที่เว็บไซต https://phet.colorado.edu/en/simulation/vector-addition หรอื แอปพลิเคชนั PhET บนสมารต โฟน


21 ภาพท่ี 3.11 PhET การบวกเวกเตอร 2. คลิกเขาไปยังการทดลองเสมอื น เลอื ก จะไดห นา จอแสดงดังภาพ นเิ งา� ํ นี ส์ รอตกเ วเ ณามิ รมปวร ราก์ ธพั ลงผดแสม่ ปุ ง ตาๆม่ ณี้ สาสม์ ิ รรอาปต่ เคกดงวเสณแมามิ ุ่รปปมวร รกา์ ธ พั ลลผงดแส่มุป ์ ตรอเ กวเ ณมาิ ปรงอขมุ าม่ ค งดสแม่ ุ ป ์ อรตเ เกวณามิ รปอบกะรป์ คงอา ่ คงสดแะ จ� ี นนว่ ส ์ ตรอเ กวเ ณมาิ รปงอขบอกะรป์ คงาอ่ ค งดสแม่ ุ ป ดรใๆ์ อตเ กวเ าณมิ รปงดสแมุ่ ป ภาพที่ 3.12 องคประกอบของ PhET การบวกเวกเตอร ตัวอยาง เชน การหาคาแรงลัพธของแรง  5∠90 ,  10∠53.1 และ  10∠0 จะได  A= B= C= =S แรงลัพธ คือ 20.6∠39.1 เมื่อกำหนดปริมาณเวกเตอรใน PhET ก็จะไดคาองคประกอบ ปรมิ าณเวกเตอรของแรงตาง ๆ ดงั แสดงในตารางท่ี 3.2 และภาพท่ี 3.13


22 Vectors Magnitude Degree x-component y-component 5.0 90 0.0 5.0  10.0 53.1 6.0 8.0 A 10.0 0 10.0 0  B 20.6 39.1 16.0 13.0 C  S ภาพที่ 3.13 การบวกปรมิ าณเวกเตอร  5∠90 ,  10∠53.1 และ  10∠0 A= B= C= 1. จงหาแ3ร.2ง.ล4ัพผธลข อแงลกะาอรภริปวมราปยรผมิ ลาณกาแรรทงดลAอ=ง 5∠90 และ  8.6∠54.5 B= Vectors Magnitude Degree x-component y-component  A  B S แทรกรูปผลการทดลองเสมือนจรงิ


23 แสดงการคำนวณองคประกอบของแรง   และแรงลัพธ  แลวเปรียบเทียบกับคาที่ไดจาก A, B S โปรแกรม PhET ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จงหาปรมิ าณแรงลพั ธของการรวมแรง  5∠90 ,  8.6∠54.5 และ  11.7∠20 A= B= =C Vectors Magnitude Degree x-component y-component  A  B C  S แทรกรูปผลการทดลองเสมือนจรงิ


24 แสดงการคำนวณองคประกอบของแรง   ,  และแรงลัพธ  แลวเปรียบเทียบกับคา ที่ไดจ าก A, B C S โปรแกรม PhET ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จงหาแรงลัพธข องการรวมแรง  5∠90 ,  9.4∠32 และ  13.3∠13 A= B= =C Vectors Magnitude Degree x-component y-component  A  B C  S แทรกรูปผลการทดลองเสมือนจรงิ


25 แสดงการคำนวณองคประกอบของแรง   ,  และแรงลัพธ  แลวเปรียบเทียบกับคา ที่ไดจ าก A, B C S โปรแกรม PhET ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. จงหาแรงลพั ธของการรวมแรง  5∠90 ,  12.8∠51.3 และ  13.3∠13 A= =B =C Vectors Magnitude Degree x-component y-component  A  B C S แทรกรูปผลการทดลองเสมือนจรงิ


26 แสดงการคำนวณองคประกอบของแรง   ,  และแรงลัพธ  แลวเปรียบเทยี บกับคา ที่ไดจ าก A, B C S โปรแกรม PhET ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. จงหาแรงลพั ธข องการรวมแรง  14.9∠47.7 และ  13.3∠13 =A =B Vectors Magnitude Degree x-component y-component  A  B S แทรกรปู ผลการทดลองเสมือนจรงิ แสดงการคำนวณองคประกอบของแรง   และแรงลัพธ  แลวเปรียบเทียบกับคาที่ไดจาก A, B S โปรแกรม PhET ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………


27 การทดลองท่ี 4 โมเมนตมั และการชน วตั ถุประสงคการเรยี นรู 1. เพื่อศกึ ษาผลรวมของโมเมนตมั และพลงั งานจลนจากการชนแบบยืดหยนุ 2. เพื่อศึกษาผลรวมของโมเมนตัมและพลงั งานจลนจากการชนแบบไมย ดื หยนุ ทฤษฎโี มเมนตมั และการชน โมเมนตัมเชงิ เสน ของอนุภาคหรือวัตถใุ ด ๆ มีนิยามดงั นี้ (4.1) p = mv เมื่อ p คือโมเมนตัมของวัตถุ m คือมวลของวัตถุ และ v คือความเร็วของวัตถุ จากกฎ การเคลอื่ นท่ขี อ ท่ี 2 ของนิวตัน จะไดว า m d=v dp  =F m=a dt dt (4.2) ถาไมม แี รงอ่ืนใดมากระทำ หรอื =Fแรงลd=พั pธท ก่ี0ระทำตอ วตั ถเุ ปนศนู ย นัน่ คอื dt หรือ dp  0 = การเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมเปนศูนย ซึ่งเปนการอนุรักษโมเมนตัม จะไดวาโมเมนตัมจะมี คาคงท่ีเสมอ เมอ่ื พิจารณาในกรณที ี่ไมม ีแรงเสียดทาน dp = p f − pi = 0 หรือ p f = pi (4.3) จะเหน็ ไดวา โมเมนตัมสุดทา ย pf ณ เวลาใด ๆ เหมือนกนั กบั โมเมนตมั เรมิ่ ตน pi ณ จุดเริ่มตน เมอื่ ประยุกตเขากบั กฎการเคลื่อนทข่ี อท่ี 1 ของนวิ ตัน จะไดว า mvf = mvi นัน่ คอื วตั ถยุ ังคงรกั ษาสภาพความเฉือ่ ยได ในทำนองเดยี วกนั ถาเปนอนภุ าคหรอื วัตถทุ ป่ี ระกอบดว ยวตั ถุ 2 อัน คือ มีมวล m1 และ m2 =p   กำหนดให p1 + p2 dp  0 เม่อื ไมม แี รงภายนอกมากระทำตอ ระบบ จะไดวา =


28 ในกรณีการชนกันระหวางไกลเดอรทัง้ สองอันยอมไดโมเมนตัมกอนชนเทา กับโมเมนตัมหลัง ชน นนั่ คอื     p1i p2i p1 f p2 + = + f (4.4) ในกรณี 1 มติ ทิ ศิ ทางของความเร็วและโมเมนตมั กำหนดไวไ ด โดยใชเ ครอื่ งหมาย + หรอื – การชนกัน แบงไดเปน 3 ลักษณะ คือ 1. การชนแบบยืดหยุนสมบรู ณ (Completely Elastic Collision) 2. การชนแบบไมย ดื หยนุ สมบรู ณ (Completely Inelastic Collision) 3. การชนแบบไมยืดหยุน (Inelastic Collision) การชนแบบยืดหยุนสมบูรณ การชนในลักษณะนี้ทั้งโมเมนตัมและพลังงานจะมีคาคงท่ี เงือ่ นไขสำหรบั การชนแบบนี้เขียนไดดังน้ี โมเมนตมั m1v1i + m2v2i = m1v1 f + m2v2 f (4.5) พลงั งานจลน 1 m1v12i + 1 m2v22i = 1 m1v12f + 1 m2 v22 f (4.6) 2 2 2 2 เมอ่ื v1i คือ ความเร็วกอนการชนของมวล # 1 มหี นวยเปน (m/s) v2i คือ ความเร็วกอนการชนของมวล # 2 มีหนว ยเปน (m/s) v1f คอื ความเรว็ หลังการชนของมวล # 1 มหี นว ยเปน (m/s) v2 f คอื ความเร็วหลังการชนของมวล # 2 มหี นว ยเปน (m/s) m1 คอื มวล # 1 มหี นว ยเปน (kg) m2 คอื มวล # 2 มหี นวยเปน (kg) จากสมการที่ (4.5) และ (4.6) จัดรปู แบบสมการใหม ดังน้ี ( ) ( )m1 v1i − v1 f= m2 v2 f − v2i (4.7) ( ) ( )m1 v12i − v12f= m2 v22 f − v22i (4.8) ( )( ) ( )( )m1 v1i + v1 f v1i − v1 f= m2 v2 f + v2i v2 f − v2i แทนสมการท่ี (4.7) ใน (4.8) จะได ( ) ( ) ( ) ( )v1i + v1 f m2 v2 f − v2=i m2 v2 f + v2i v2 f − v2i หรอื v1i − v2i = v2 f − v1 f (4.9) นำเอา m1 หารตลอดสมการที่ (4.5) แลวบวกกบั สมการที่ (4.9) [โดยให m2 =M ] จะไดด งั นี้ m1 v1i = (M +1) v2 f + (1− M ) v2i (4.10) 2 ในทำนองเดียวกัน นำเอา m1 หารตลอดสมการที่ (4.5) แลวลบกับสมการที่ (4.9) [โดยให m2 = M ] จะไดด งั น้ี m1


29 v1 f = (1− M ) v2 f + (1+ M ) v2i (4.11) 2 การชนแบบไมยืดหยุนสมบูรณ การชนในลักษณะนี้อนุภาคหรอื วัตถุจะเคลือ่ นทีต่ ดิ กันไป ภายหลังการชน กลา วคือ ความเร็วหลังการชนมคี า เทากนั ( v=1f v=2 f vf ) ซง่ึ การชนในลักษณะ น้ีเฉพาะโมเมนตัมเทานน้ั ที่มีคาคงท่ี เง่อื นไขสำหรบั การชนแบบนเ้ี ขยี นไดด ังน้ี โมเมนตมั ( )m1v1i + m2v2i =m1 + m2 v f (4.12) พลงั งานจลน ( )1m1v12i 1 1 2 (4.13) 2 2 f 2 + m2v22i ≠ m1 + m2 v พลังงานจลนท สี่ ูญเสยี ไป = พลงั งานจลนห ลงั ชน - พลงั งานจลนก อ นการชน (4.14) ดังนั้น สำหรับการชนในลักษณะนี้ สามารถเขียนความสัมพันธระหวางความเร็วของการ เคลือ่ นทเี่ ขา หากนั กบั ความเร็วของการเคลอื่ นท่แี ยกออกจากกนั ไดดังนี้ v1 f − v2 f =0 (4.15) วิธีการทดลอง 1. เขาไปที่เว็บไซตการทดลอง https://phet.colorado.edu/th/simulations/collision- lab หรอื เปด แอปพลเิ คชนั PhET Simulation บนสมารตโฟน จะปรากฏหนา จอดังภาพท่ี 4.1 ภาพที่ 4.1 ภาพแสดงหนา จอโปรแกรม PhET ปฏบิ ัตกิ าร การชน


30 ภาพที่ 4.2 แสดงรายละเอยี ดกิจกรรมการทดลองเสมือนจริง ภาพท่ี 4.3 รายละเอียดองคป ระกอบของส่ือจำลองโตตอบเสมือนจรงิ เรอ่ื ง ปฏบิ ัตกิ าร การชน 1. การชนแบบยดื หยนุ สมบูรณ 1. วางมวล m1 = 2.00 kg ไวท ีต่ ำแหนง x = - 1.00 m และมวล m2 = 2.00 kg ไวท ี่ตำแหนง x = 1.00 m ดังแสดงในภาพท่ี 4.4 โดยมวล m1 มคี วามเรว็ ตน v1i =1.00m s สว นมวล m2 วางนงิ่ กับที่ v2i = 0 บนั ทกึ คา โมเมนตัมกอ นชนท้งั มวล m1 และ m2 ในตารางท่ี 4.1 แลว คลกิ ท่ีปุม play เพ่ือปลอ ยมวล m1 ใหเคลือ่ นทีไ่ ปชนมวล m2 บนั ทึกคาความเรว็ หลงั ชนและโมเมนตมั หลังชนทั้งมวล m1 และ m2 ลงในตารางท่ี 4.1


31 ภาพที่ 4.4 วางมวล m1 = 2.00 kg ไวท ี่ x = - 1.00 m และมวล m2 = 2.00 kg ไวท ี่ x = 1.00 m 2. เปลี่ยนคามวล m1 และ m2 ความเร็วตน v1i และ v2i ตามที่กำหนดใหในตารางที่ 4.1 แลว ทดลองตามขอ 1. ผลการทดลอง ตารางที่ 4.1 ผลการทดลองการชนแบบยืดหยนุ สมบูรณใ น 1 มติ ิ m1 m2 v1i v2i v1 f v2 f p1i p2i p1 f p2 f kg kg m/s m/s m/s m/s kg m/s kg m/s kg m/s kg m/s 2.00 2.00 1.00 0.00 2.00 3.00 1.00 0.00 1.50 3.00 1.00 0.00 1.00 3.00 1.00 0.00 3.00 2.00 1.00 0.00 3.00 1.50 1.00 0.00 3.00 1.00 1.00 0.00 2.00 2.00 2.00 - 2.00 2.00 3.00 2.00 - 1.00 3.00 2.00 2.00 - 1.00


32 สรุปและวิเคราะหผลการทดลอง (โดยการวิเคราะหเ ปรยี บเทยี บขอมลู ผลการทดลองวาผลรวมของโมเมนตัมกอ นชนและหลงั ชนเปน อยา งไร ผลรวมของพลงั งานจลนก อ นชนและหลงั ชนเปนอยา งไร) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................


33 2. การชนแบบไมย ดื หยนุ สมบูรณ 1. วางมวล m1 = 2.00 kg ไวท ตี่ ำแหนง x = - 1.00 m และมวล m2 = 2.00 kg ไวทีต่ ำแหนง x = 1.00 m ดงั แสดงในภาพท่ี 4.5 โดยมวล m1 มคี วามเร็วตน v1i =1.00m s สว นมวล m2 วางนิ่ง กบั ท่ี v2i = 0 บนั ทึกคา โมเมนตมั กอนชนท้ังมวล m1 และ m2 ในตารางท่ี 4.2 แลวคลิกทปี่ ุม play เพื่อปลอยมวล m1 ใหเคลื่อนที่ไปชนมวล m2 บันทึกคาความเร็วหลังชน โมเมนตัมหลังชน และ พลงั งานจลนท ง้ั มวล m1 และ m2 ลงในตารางที่ 4.2 ภาพท่ี 4.5 วางมวล m1 = 2.00 kg ไวท ี่ x = - 1.00 m และมวล m2 = 2.00 kg ไวท่ี x = 1.00 m 2. เปลี่ยนคามวล m1 และ m2 ความเร็วตน v1i และ v2i ตามที่กำหนดใหในตารางที่ 4.1 แลวทดลองตามขอ 1. ตารางท่ี 4.2 ผลการทดลองการชนแบบไมยืดหยนุ สมบูรณ ใน 1 มติ ิ p1 f p2 f Ki Kf m1 m2 v1i v2i v1 f v2 f p1i p2i kg m/s kg m/s J J kg kg m/s m/s m/s m/s kg m/s kg m/s 2.00 2.00 1.00 0.00 2.00 3.00 1.00 0.00 1.50 3.00 1.00 0.00 1.00 3.00 1.00 0.00 3.00 2.00 1.00 0.00 3.00 1.50 1.00 0.00


34 3.00 1.00 1.00 0.00 2.00 2.00 2.00 - 2.00 2.00 3.00 2.00 - 1.00 3.00 2.00 2.00 - 1.00 สรปุ และวิเคราะหผ ลการทดลอง (โดยการวิเคราะหเ ปรียบเทียบขอมลู ผลการทดลองวาผลรวมของโมเมนตมั กอ นชนและหลงั ชนเปน อยา งไร ผลรวมของพลงั งานจลนก อนชนและหลงั ชนเปนอยา งไร) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................


35 การทดลองที่ 5 เพนดูลมั อยางงาย วัตถปุ ระสงค 1. เพ่อื ศกึ ษาความสัมพันธร ะหวางคาบการเคลอื่ นทีก่ ับความยาวของแขนเพนดูลมั 2. เพื่อหาความเรง เนื่องจากแรงโนมถว งของโลก (g) 3. เพื่อศึกษาความสมั พนั ธระหวา งคาบการเคลื่อนทก่ี ับมวลของแขนเพนดูลมั 4. เพ่ือศกึ ษาความสัมพันธระหวางคาบการเคลือ่ นท่กี บั มุมการแกวงของแขนเพนดลู มั เครื่องมือ สถานการณจ ำลองเรอื่ ง ปฏิบตั กิ ารลูกตมุ นากิ า จากเว็บไซต https://phet.colorado.edu/th/simulation/pendulum-lab ทฤษฎี ลูกตุมนาิกาชนิดธรรมดาประกอบดวยวัตถุทรงกลมเล็ก ๆ แขวนดวยเชือกเบามาก เมื่อ เทียบกับมวลของวัตถุทรงกลมที่แขวนนั้น ซึ่งไมยืดหรือไมหด เชือกที่ใชแขวนตองยาวเมือ่ เทยี บกับ รัศมีของวตั ถุทรงกลม เมื่อดึงใหลูกตุม ออกไปจากตำแหนงสมดุลเดิมในแนวดิง่ แลวปลอย ลูกตุมจะ แกวงไปมาในแนวดิง่ ภายใตอ ทิ ธิพลสนามแรงโนมถวงของโลก ซึ่งเปนผลจากน้ำหนกั ของลูกตุมและ แรงตงึ เสน เชือกทำใหเกดิ แรงทพี่ ยายามดึงลูกตุมกลับสูตำแหนง สมดุล สมมตใิ หว ตั ถุมวล m ผกู ไวก ับเชือกความยาว L และดงึ ทำมมุ กับแนวด่งิ เปน มมุ θ ดงั ภาพท่ี 5.1 ภาพที่ 5.1 วตั ถุมวล m ผกู ไวกบั เชอื กความยาว L และดึงทำมุมกบั แนวด่งิ เปน มมุ θ จะไดว า คาบการเคลื่อนทข่ี องลกู ตมุ อยางงา ยหาไดจ าก T = 2π L g


36 วิธีการทดลอง ตอนที่ 1 ศกึ ษาความสมั พนั ธร ะหวา งคาบและความยาวของเชอื ก 1. ใหน ักศึกษาเขา Website https://phet.colorado.edu/th/simulation/pendulum-lab เลอื ก ปฏบิ ตั ิการลูกตมุ นากิ า 2. ใหนักศกึ ษาต้ังคา เบอ้ื งตนดงั น้ี ความยาว 0.3 เมตร มวล 1 กโิ ลกรัม ความเรง เนอ่ื งจากแรง โนมถว งของโลก 3. เล่ือนลูกตมุ ใหมคี วามเอียงประมาณ 10 องศา แลวกด เลน ทีเ่ ครอื่ งหมาย 4. กด √ หนานากิ าจับเวลา เมอื่ ปรากฏนากิ าจบั เวลา จบั ตาดูการแกวง ของนาิกาเมือ่ จดุ ผา นจุดใดจุดหนงึ่ และกลบั มาทจี่ ดุ เดมิ จำนวน 20 รอบข้ึนไป บนั ทกึ ผลในตารางที่ 6.1 5. เปลย่ี นความยาวเชอื ก 0.4 – 1.0 m ทำซ้ำขอ 3 – 4 บนั ทึกผลในตารางที่ 6.1


37 6. เขียนกราฟความสมั พันธของคา T กับ L และกราฟความสมั พันธของคา T2 กบั L โดยใช โปรแกรม Excel 7. คำนวณคาความเรง เนอื่ งจากแรงโนม ถว งของโลก (g) จากกราฟความสัมพันธข องคา T2 กับ L เปรยี บเทยี บกับคา 9.81 m/s2 สรปุ ผลการทดลอง ตารางท่ี 6.1 บันทึกผลการทดลองความสมั พันธระหวางคาบและความยาวของเชอื ก ความยาวเชอื ก, เวลาที่ใช 20 รอบ(s) เวลาทีใ่ ช 1 รอบ (s) T2 (s2) L (m) 20T T 0.3 0.4 0.5 0.6 0.7 0.8 0.9 1.0 กราฟความสมั พันธข องคา T (แกน x) กบั L (แกน y) กราฟความสมั พันธข องคา T2 (แกน x) กับ L (แกน y) สรุปผลการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………


38 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ตอนที่ 2 ศึกษาความสมั พนั ธร ะหวางคาบและมวล 1. ใหน ักศึกษาเขา Website https://phet.colorado.edu/th/simulation/pendulum-lab เลือก ปฏบิ ัตกิ ารลูกตมุ นาิกา 2. ใหน กั ศึกษาตัง้ คาเบอ้ื งตนดงั นี้ ความยาว 1.0 เมตร มวล 0.10 กิโลกรมั ความเรง เน่ืองจาก แรงโนมถว งของโลก


39 3. เลื่อนลกู ตุมใหม คี วามเอียงประมาณ 10 องศา แลวกด เลน ที่เคร่ืองหมาย 4. กด √ หนานาิกาจับเวลา เมือ่ ปรากฏนากิ าจบั เวลา จบั ตาดกู ารแกวง ของนาิกาเมือ่ จุด ผานจดุ ใดจุดหนึง่ และกลบั มาทจี่ ดุ เดมิ จำนวน 20 รอบขึ้นไป บันทึกผลในตารางท่ี 6.2 5. เปลี่ยนคา มวล 0.3 – 1.5 kg ทำซำ้ ขอ 3 – 4 บันทึกผลในตารางท่ี 6.2 ตารางท่ี 6.2 บนั ทึกผลการทดลองความสมั พันธระหวา งคาบและมวล มวล, m (kg) เวลาที่ใช 20 รอบ(s) : 20T เวลาทใ่ี ช 1 รอบ (s) : T 0.1 40.12 0.3 40.17 0.5 40.23 0.7 40.39 0.9 40.24 1.1 40.12 1.3 40.24 1.5 40.27 กราฟความสมั พันธของคา T (แกน x) กับ m (แกน y)


40 สรุปผลการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ตอนท่ี 3 ศกึ ษาความสมั พันธระหวางคาบและมมุ การแกวง 1. ใหน ักศกึ ษาเขา Website https://phet.colorado.edu/th/simulation/pendulum-lab เลอื ก ปฏบิ ัติการลูกตมุ นาิกา 2. ใหน ักศกึ ษาตั้งคาเบื้องตนดงั น้ี ความยาว 1.0 เมตร มวล 1.00 กิโลกรมั ความเรง เน่ืองจาก แรงโนม ถว งของโลก


41 3. เลื่อนลกู ตุมใหม ีความเอยี งประมาณ 10 องศา แลว กด เลน ทเี่ ครอ่ื งหมาย 4. กด √ หนา นาิกาจบั เวลา เม่ือปรากฏนากิ าจบั เวลา จบั ตาดกู ารแกวง ของนากิ าเมือ่ จุด ผานจุดใดจุดหนง่ึ และกลบั มาทจ่ี ุดเดมิ จำนวน 20 รอบขน้ึ ไป บนั ทึกผลในตารางที่ 6.3 5. เปลีย่ นคา มมุ เอยี ง 20 – 90 องศา ทำซ้ำขอ 3 – 4 บันทึกผลในตารางท่ี 6.3 ตารางท่ี 6.3 บันทึกผลการทดลองความสมั พันธร ะหวางคาบและมุมการแกวง มมุ เอียง, θ (degree) เวลาทใี่ ช 20 รอบ(s) : 20T เวลาทใ่ี ช 1 รอบ (s) : T 10 40.20 20 40.64 30 40.82 40 41.38 50 42.22 60 42.77 70 44.33 80 45.79 90 47.44 กราฟความสมั พันธของคา T (แกน x) กบั θ (แกน y)


42 สรุปผลการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook