เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาปฏบิ ัตกิ ารฟส ิกสทวั่ ไป (4011606) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติ ทฆี ะ คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสติ 2565
สารบญั หนา 1 การทดลองที่ 1 กราฟและการวัดอยา งละเอยี ด 17 การทดลองท่ี 2 การเคล่ือนท่ีในแนวตรง 25 การทดลองที่ 3 แรงเสียดสถิตและแรงเสยี ดทานจลน การทดลองที่ 4 กฎการอนุรกั ษพลงั งานกล 29 การทดลองท่ี 5 การดล โมเมนตัมและการชน 37 การทดลองที่ 6 กลศาสตรของไหล 41 การทดลองท่ี 7 การเคลอ่ื นทแี่ บบคาบ การทดลองที่ 8 คลน่ื น่งิ ในเสน เชอื ก 51 การทดลองท่ี 9 เสยี งและการไดยิน 61 การทดลองที่ 10 อณุ หพลศาสตร 71 การทดลองที่ 11 วงจรไฟฟา กระแสตรง การทดลองที่ 12 แมเ หลก็ 81 การทดลองท่ี 13 ทศั นศาสตรเชิงเรขาคณิต 89 การทดลองท่ี 14 ทศั นศาสตรเ ชงิ คลื่น 97 การทดลองท่ี 15 การหาคา คงท่ขี องพลงั คโดยใชห ลอดเปลง แสง ภาคผนวก 107 121 131 139
(1) บทนำ ในการศึกษาปรากฏการณท างฟสิกส โดยทั่วไปมักเริ่มตนดวยการใชแ บบจำลอง (model) และ/หรือสมมุติฐาน (hypothesis) กอน จากน้ันจึงใชหลักการทางคณิตศาสตร สรางหรือพิสูจน ทฤษฎขี ้ึนมา ผลสดุ ทายตอ งออกแบบและทำการทดลองยนื ยันวาแบบจำลองและทฤษฎนี น้ั เปนจริง ถา ทดลองยนื ยนั ไมไ ดท ฤษฎดี ังกลาวจะถกู เพิกถอนไป ดังนน้ั การทดลองทางฟสกิ สจึงดานสดุ ทายที่มี ความสำคญั มาก การท่จี ะใหไดผลการทดลองออกมาถูกตอ งแมนยำนัน้ นักวิทยาศาสตรจำเปนตอง ทราบวิธีการวัดปรมิ าณตางๆ การประมาณคาผดิ พลาด (errors estimation) ของปริมาณเหลานั้น ตลอดจนหาคา ผดิ พลาดของผลการทดลองใหไดถ กู ตอ งและแมน ยำอีกดว ย 1. การวัด (Measurement) การทำการวดั ปริมาณใด ๆ ทางฟสิกสควรทราบสิง่ ตอไปนี้ 1) หลักการทางฟสิกสของปริมาณที่ตองการวัด ซึ่งเก่ียวโยงไปถึงทฤษฎีท่ีตองการ ทดสอบ 2) หลักการและความละเอยี ดของเคร่ืองมอื ทใ่ี ชทำการวดั เชน ขดี สเกลบนเครื่องมอื 3) ส่ิงแวดลอมตา ง ๆ ขณะทที่ ำการวัด 4) หลักการคาดคะเนคา ผดิ พลาดชนิดตา งๆ ส่ิงเหลาน้ีตองนำมาใชประกอบการวัดและการประเมินคาผิดพลาดใหเหมาะสม เพื่อให ปรมิ าณหรอื คา ท่วี ดั ออกมานั้นมคี วามถกู ตอ งอยใู นรปู ของ คาถูกตอ ง = คา เฉลยี่ ± คา ผดิ พลาด ในการวดั ปรมิ าณใด ๆ ตอ งทำการวดั มากกวาหนง่ึ ครง้ั เสมอ อยา งนอ ยไมค วรต่ำกวา 3 ครั้ง เพอ่ื หาคาเฉล่ยี (mean) 2. คา จริง (true value) คาจริงเปน คา ท่ถี ูกตองมากท่สี ุดในทางทฤษฎี เปน คาในอดุ มคติ ซึ่งในทางปฏิบัตไิ มมีทางวัด ไดเ ลยไมวาจะใชเ ครอ่ื งมอื แบบไหนก็ตาม เพยี งแตสามารถทำใหคาถูกตอ งใกลเ คยี งกับคาจริงใหมาก ที่สดุ เทานนั้ ถา หากไดมกี ารทำการทดลองและวัดคา ไดเ ที่ยงตรง ซึง่ ผลทไ่ี ดอ ยูใ นรูป คาเฉลย่ี ± คา ผดิ พลาด คา น้คี วรครอบคลุมคาจริงอยูในนัน้ ดว ย ตวั อยา งเชน ในกรณหี าความเรง ของแรงโนมถว ง (g) เมือ่ ทำการทดลองวัดไดคาถกู ตอ ง g = <g> ± ∆g = 9.6 ± 0.4 m/s2
(2) คา g ควรจะครอบคลุมคา 9.8 m/s2 (ซ่ึงเปนคาจริง) อยูดวย หากไมเปนเชนนั้นควรตั้ง ขอสังเกตวาตองมีสิง่ ผิดพลาดบางอยา งเกิดขึ้นในการทดลอง 3. คา ผดิ พลาด (Error) ในความเปนจริง ไมมีการวัดใดท่ีปราศจากคาผิดพลาด ประเด็นสำคัญอยูที่วา ตองรูถึง แหลงกำเนิด (source) ของคา ผิดพลาดชนิดตาง ๆ แลวสามารถคาดคะเนหรือประเมินขนาดของคา ผดิ พลาดเหลานั้นใหใ กลเคยี งกบั ความเปน จรงิ ใหมากทส่ี ดุ โดยทั่วไปแหลง กำเนิดคาผดิ พลาดมอี ยู 2 ชนดิ คือ 3.1 คาผดิ พลาดแบบเปนระบบ (systematic error) เปนคาผิดพลาดซึ่งมีขนาดหรือปริมาณเทา เดิมตลอด เกิดขึ้นแบบเดียวกันตลอดและซอน เรนอยูในระบบหรอื เครือ่ งมือท่ที ำการวัด ซ่ึงคา ผดิ พลาดชนิดนเ้ี กิดจาก การเทียบมาตรฐาน (calibration) เชน นำเคร่ืองมือมาใชวัดโดยไมมีการปรับเทียบกับ เคร่อื งมือมาตรฐานกอน หรือไมกเ็ คร่ืองมอื มาตรฐานท่ีใชป รับเทียบน้นั เส่อื มสภาพไป ตวั อยา งเชน การนำเอานาิกาซึ่งเดินเร็วเกินไป 5 วินาทีไปจับเวลาในการทดลอง เวลาที่วัดไดในแตละคร้ังจะ มากเกนิ ไป 5 วนิ าทีเสมอ การใช การใชเ คร่ืองแตละชนิดเพ่อื วดั คาปริมาณตาง ๆ จะไดคาที่ถูกตองตอเมื่ออยูภายใต ภาวะหรือสงิ่ แวดลอมท่ีเหมือนกนั เทานน้ั เชน ไมเ มตรท่ีทำดวยเหล็กซ่งึ มีการเทยี บมาตรฐานหรือสลัก สเกลมาตราสวนท่ี 25 °C ถานำไมเมตรดังกลาวไปวดั ทอ่ี ุณหภมู ิ – 20 °C เหล็กทีท่ ำไมเ มตรจะหด ตวั ทำใหสเกลทีส่ ลกั อยบู นเหล็กหดสนั้ ตามไปดวย ขอจำกัดและขอบกพรองของเครอ่ื งมือ สิ่งเหลานีม้ ักเกิดขึ้นเสมอหลังจากที่ใชเครื่องมือ ชนิดใดชนิดหนึ่งไปเปน ระเวลานาน ๆ ตวั อยา งทมี่ กั จะพบเห็นบอย ๆ คอื หลงั จากที่ใชเคร่ืองมอื ไป นาน ๆ จุดเร่ิมตนหรือตำแหนงเริ่มตนบนเวอรเนียรคาลิเปอรหรือไมโครมิเตอรจะเล่ือนออกจาก ตำแหนงศนู ย การประมาณคาผิดพลาดแบบเปนระบบนี้จะหาไดตอเมื่อทราบถึงประวัติการใชเครื่องมือ ดังกลาว วามีมาอยางไรบาง โดยตองดูจากสมุดบันทึกการทดลอง (log book) ในหองปฏิบัติการ นอกจากนี้แลวตองเขาใจหลักการและวิธีการใชเคร่ืองมือชนิดน้ัน ๆ เปนอยางดี รวมท้ังเขาใจถึง หลักการพื้นฐานของระบบและส่งิ แวดลอ มขณะท่ีทำการวัด 3.2 คาผิดพลาดแบบสุม (random error) การประเมินคา ผดิ พลาดในตารางขอมูล (table) ซ่งึ โดยปกตจิ ะเปนคา ผดิ พลาดแบบสุม ซ่งึ คา ผิดพลาดประเภทนเี้ กิดจาก
(3) ตวั แปรท่ีไมส ามารถควบคุมได เชน การเปล่ยี นแปลงของสง่ิ แวดลอมขณะทท่ี ำการวดั ทำให ภาวะของการใชเ ครอ่ื งมือในแตละคร้งั แตกตา งกนั การเปลยี่ นแปลงของสารตัวอยาง เชน ตวั กลางหรอื สารทต่ี อ งการวดั เกิดการแปรสภาพ เมื่อกาลเวลาผา นไปเปนระยะเวลานานๆ การวัดคา จุดเดอื ดของน้ำเปนตวั อยางท่ดี อี ันหนงึ่ ของคาผดิ พลาดแบบสุม หลงั จากทไี่ ดท ำ การปรบั เทยี บมาตรฐานเคร่อื งวัดแลว ผลของการวัดอุณหภูมขิ องจุดเดอื ดของน้ำจำนวน 6 ครั้งเปน ดงั ตารางที่ 0.1 ตารางท่ี 0.1 ขอ มลู การวัดจุดเดือดของนำ้ จุดเดือด (°C) ครั้งที่ 100.51 100.72 1 100.72 2 100.93 3 100.20 4 100.83 5 6 จากตารางที่ 0.1 จะเห็นไดวาคาที่อยูในตารางมีการเปล่ียนแปลงเล็กนอย อันสืบ เนื่องมาจากการแปรเปล่ียนของส่ิงแวดลอม ซึ่งผูทำการทดลองไมสามารถบังคับได เชน การ สัน่ สะเทือน การเปลี่ยนแปลงศักยไฟฟาในสายไฟ ความเสียดทานของเข็มมิเตอรในเครื่องมือวัด ฯลฯ ซึง่ เม่ือรวมเขากันแลว จะเกดิ คาผิดพลาดประมาณ 0.5 °C 4. คาความไมแนนอน (uncertainty) เปนที่ทราบกันดีวา ในการวัดปริมาณใด ๆ ไมวาจะทำอยางไรกต็ าม จะไมสามารถหลีกเลี่ยง คาผิดพลาดไดเลย ส่ิงท่ีผูท ดลองควรพยายามทำใหได คอื การประเมนิ คาความไมแ นนอนใหด ีทส่ี ุด หรอื ใกลเ คยี งความจริงท่ีสุด และเนือ่ งจากคา ความไมแนนอน คือ “ผลรวมของคา ผิดพลาดที่เกดิ ข้ึน ท้งั หมด” จงึ ควรลดคาผดิ พลาดใหเ หลอื นอยทีส่ ดุ เทาท่ีจะทำได โดยใชฝมอื ต้ังมัน่ อยูบ นรากฐานของ ความเปนจริงทางวทิ ยาศาสตรและขอ สำคญั อยา ไดสรา งขอมูลที่ไมจรงิ หรอื คาผิดพลาดทีไ่ มจ รงิ ขึน้ มา เพื่อหลอกลวงผูอ่ืนโดยเด็ดขาด การวัดปริมาณใด ๆ จะมีความไมแนนอนในการวัดเสมอ ตัวอยางเชน การวดั ความยาวของ วตั ถุหนึ่ง สมมติวาคาที่วัดไดเทากับ 50 cm น่ันคือ เครื่องมือวัดน้ีมีความละเอียดสุด (resolution)
(4) ของการวัดเทากับ 1 cm ซ่ึงโดยปกติแลวคาผิดพลาดท่ีควรจะเปนจะมีคาเทากับ ครึ่งหนึ่งของคา ความละเอยี ดสุดของเครอ่ื งมือนน้ั (Shukla & Srivastava, 2006: 4) เมอ่ื บนั ทึกขอมลู จงึ เขยี นไดว า ความยาวของวัตถุ = 50.0 ± 0.5 cm อกี ตวั อยางหนึง่ ทเี่ หน็ ไดชัด เชน เมื่อวัดความยาวของปากกาดามหนึง่ ดว ยไมเมตร สมมุตวิ า วัดได 14.4 cm เน่อื งจากวาไมเมตรมีความละเอียดสุดของการวดั เทากับ 1 mm ดังนั้นคาท่ีบันทึก ไดควรเปน ความยาวของปากกา = 14.4. ± 0.05 cm 5. ตัวแปรอสิ ระและไมอ สิ ระ (independent and dependent variable) ในทางฟสิกสปรากฏการณตาง ๆ ที่เกิดข้ึนมักนำเสนออยูในรูปของความสัมพันธทาง คณิตศาสตร ซ่ึงอาจเปน ฟง กชนั หรือสมการแบบใดแบบหน่งึ ดตู ัวอยางการตกของวตั ถุอยางอสิ ระ (free fall) เปน ระยะ y เมตร เม่ือเวลาผา นไป t วนิ าที จากกฎการเคลอ่ื นท่ขี องนวิ ตนั ความสมั พันธ ของระยะทางกบั เวลามสี มการเปน y = 1 gt2 2 เม่ือ g เปนความเรง ของแรงโนม ถว ง ณ ท่นี ี้ y เปนฟง กช นั ของตัวแปร 2 ตวั คือ g และ t ซง่ึ ตา งกเ็ ปน ตวั แปรอสิ ระ สวน y ถือวา เปนตัวแปรไมอ ิสระ เพราะข้นึ อยกู ับการเปลี่ยนแปลงของ g และ t และเมื่อใดก็ตามท่ีมีการวัดคา g และ t คา ผิดพลาดทเี่ กิดขน้ึ กบั คา g และ t กจ็ ะสง ผลตอ ไปถงึ คา y ดว ย 6. การแผข องคา ผิดพลาด เพอ่ื หลกี เลยี่ งวิธีการทางสถติ ซิ ึ่งตอ งใชเวลาคำนวณท่ียุง ยากและมีขอมลู จำนวนมาก ๆ จงึ ไดมี การกำหนดวิธีประมาณคา การแผ (propagation) หรือการสะสมคา ผิดพลาดอันเกิดจากตวั แปรอสิ ระ ซึ่งสุดทา ยจะสง ผลใหเกดิ เปนความไมแ นน อนแกต วั แปรไมอ ิสระ ดงั ตัวอยา งตอ ไปน้ี 6.1 ผลบวกและผลลบ ถา p= x ± y จะได ∆p = ∆x + ∆y (ไมม ีการลบคาผิดพลาดใหผ ลลพั ธน อยลง) 6.2 ผลคณู และผลหาร ถา p= x ⋅ y หรือ p = x y
(5) จะได ∆=p ∆x + ∆y p xy 6.3 เลขยกกำลัง ถา p = xn จะได ∆p= n ⋅ ∆x p x นอกจากนเ้ี พอ่ื ความสะดวกไดแ สดงสูตรสำเรจ็ ไวใ นตารางท่ี 0.2 ตารางท่ี 0.2 ตวั อยา งสตู รสำเรจ็ ของการแผห รอื การสะสมของคา ผดิ พลาด สตู ร ความไมแนนอน p = ky ∆p = k∆y p= x ± y ∆p = ∆x + ∆y =p x=y, p x ∆=p ∆x + ∆y y pxy p = xn ∆p= n ⋅ ∆x p x p = sin kx ∆p = k∆x cos kx p = cos kx ∆p = k∆x sin kx เม่อื k เปน คาคงท่ี ตวั อยา ง การคำนวณความไมแนนอนของคาความเรว็ เสียง (sound velocity) v= s t เมือ่ x =332 ±1 m, t =0.223 ± 0.003 s ∆=v ∆x + ∆t v xt หรือ ∆v = v ⋅ ∆x + ∆t แทนคา ตวั เลขลงไปจะได x t =∆v 332 1 + 0.003 m/s =∆v 0.223 332 0.223 1489(0.003 + 0.013) m / s ∆v =24 m / s ดังน้นั =v 1489 ± 24 m / s
(6) 7. เปอรเซน็ ตคา ผิดพลาด ดงั ตัวอยางคา สามารถหาเปอรเ ซ็นตคา ผิดพลาด (percentage error) ไดจ ากสตู รงาย ๆ ความเรว็ เสยี งในหัวขอที่ 6 คือ =∆v 24=m / s, v 1489 m / s % erro=r ∆v ×100% v ดังน้ัน % er=ror 24 ×100% 1489 % error = 1.6% 8. ตัวเลขนยั สำคญั ในการทดลองไมวาจะใชเคร่ืองมือชนดิ ใดก็ตาม การประเมินคาทีว่ ัดไดอยางงายๆนน้ั มักใช วิธดี ตู วั เลขนยั สำคัญ ซง่ึ ตามนยิ ามแลว ตวั เลขนัยสำคญั คอื “จำนวนตัวเลขท่ีบงใหเ ห็นถึงสวนทวี่ ดั ได จรงิ ในปริมาณใดปรมิ าณหนงึ่ ” ตวั อยา งของตัวเลขนัยสำคญั ไดแสดงไวใ นตารางท่ี 0.3 ตารางที่ 0.3 ตวั อยางของตวั เลขนัยสำคญั ในปรมิ าณตา ง ๆ เลขนยั สำคญั เลขนัยสำคญั เลขนยั สำคญั เลขนัยสำคญั 1 ตวั 4 ตัว 3 ตัว 2 ตวั 4 4.514 4.51 4.5 700 732.3 732 730 20000 24430 24400 24000 0.002 0.002423 0.00243 0.0024 สว นหลกั ในการคำนวณตวั เลขนยั สำคญั มีดังตวั อยางตอไปน้ี 8.1 การบวกและลบ มหี ลักการดังนี้ - ใหพิจารณาเทอมทม่ี จี ำนวนทศนยิ มนอ ยทสี่ ดุ เปนหลกั - ทำการ บวก หรอื ลบ ทกุ เทอมไดผลลัพธเ ทาไรคอยปด ใหเหลือจำนวนทศนิยม เทากับจำนวนทศนยิ มทน่ี อ ยสุด ตวั อยางเชน การบวก 2.64 + 2.125 + 0.8 จำนวนที่มที ศนยิ มนอ ยท่สี ดุ คือ 0.8 ผลของการบวกทุกเทอมเทา กับ 5.565 ปด ใหเหลอื จำนวนทศนยิ มเทา กบั จำนวนทศนยิ มนอ ยทส่ี ุด และจะไดคำตอบ คือ 5.6
(7) การลบ 7.6213 – 1.03 จำนวนทม่ี ที ศนิยมนอ ยทีส่ ุด คอื 1.03 ผลของการบวกทุกเทอมเทากับ 6.5913 ปด ใหเ หลอื จำนวนทศนยิ มเทา กับจำนวนทศนิยมนอยทีส่ ดุ และจะไดค ำตอบ คอื 6.59 8.2 การคูณและการหาร มหี ลกั การดงั น้ี - ใหพ จิ ารณาเทอมทมี่ ีจำนวนทศนยิ มนอยทส่ี ดุ เปน หลกั - ทำการ คูณ หรือ หาร ทุกเทอมไดผลลัพธเทาไรคอยปดใหเหลือจำนวนทศนิยม เทากับจำนวนทศนิยมท่ีนอยสุด ตัวอยางเชน การคำนวณความตานทานเชิงซอน (impedance) ของวงจรกระแสสลบั จากความตางศกั ย และกระแส โดยที่ Z = V 0.21 A I สมมตวิ=า V =75.9 V , I จะได =Z =75.9 V 361.428 Ω 0.21 A เนื่องจากตัวเลขที่มีทศนิยมท่ีนอยท่ีสุด คอื V มีทศนิยม 1 ตำแหนง ดงั นัน้ คา Z ท่ีไดยอ มมีทศนิยม สำคญั เพยี ง 1 ตำแหนง เชน กัน คำตอบทถี่ ูกตอ งจึงเปน Z = 361.4 Ω 9. การสรา งตารางขอมลู ในขณะทำการทดลองนักวิทยาศาสตรจะเฝาศึกษาและดูพฤติกรรมของปรากฏการณทาง วทิ ยาศาสตรท่ีเกิดขึ้น เมื่อกาลเวลาผานไปปรมิ าณตางๆทางกายภาพมักเปลี่ยนตามไปดวย ดวย เหตุน้นี ักวทิ ยาศาสตรจ ึงจำเปนตอ งบันทึกขอมูล (data) ท่ีวดั ไดอ ยา งมีระบบหรือเปนตาราง (table) เพ่ือนำมาตรวจวิเคราะหในภายหลัง และยังเปนการปอ งกันไมใหเ กดิ ความผิดพลาดหรือการตกหลน หายไปของขอมูล ในการสรางตารางขอมูล ควรมีการวางแผนลวงหนากอนทำการทดลองวา ตอง บันทึกขอ มูลท่ีจำเปนอะไรบาง และจัดรูปแบบอยางไรเพ่ือสะดวกแกการใช โดยทั่วไปการสราง ตารางมักจะเริม่ ตน ดว ยการมีหวั ขอ (heading) พรอมกับตวั เลขท่เี รียงลำดบั ตามแนวนอนหรือแนวด่ิง นอกจากนี้ตัวเลขขอ มูลทบ่ี ันทกึ ในตารางยังตอ งคำนึงถงึ คา ความไมแ นน อน คาผดิ พลาด ตลอดจนคา ตวั เลขนัยสำคญั อกี ดว ย
(8) 10. ชนดิ ของตารางขอ มูล ตารางขอมูลเปนตารางที่ใหคาของปริมาณหน่ึงอยูในพจนของปริมาณอีกอันหนึ่ง นั่นคือ ตารางขอมูลจะประกอบดวยคาตัวแปรอิสระและตัวแปรไมอ ิสระอยดู ว ยกนั พรอมท้งั มหี ัวขอ ใหเห็น ชัดเจน และเน่ืองจากตัวแปรไมอิสระจะเปน ฟง กช ันทางคณิตศาสตรของตัวแปรอิสระจึงนิยมเรียก ตารางแบบนว้ี า “ตารางเชงิ ฟง กชนั (functional table)” ดงั ตารางที่ 0.4 ตารางที่ 0.4 คา ความเรง ของแรงโนม ถว งทีร่ ะยะความสูงตาง ๆ จากระดบั นำ้ ทะเล ความสงู (m) ความเรง ของแรงโนมถวง (m/s2) 0 9.78039 5 9.78078 10 9.78195 .. .. .. 90 9.83217 สว นตารางอีกชนิดหนึ่ง คอื “ตารางเชิงสถิติ (statistical table)” ซ่ึงประกอบดวยหัวเร่ืองท่ีอธิบาย คณุ สมบัติของส่งิ ตา งๆในเชงิ คุณภาพ (qualitative) มากกวา ท่ีจะเปนตัวเลขท่แี สดงความสัมพนั ธทาง คณติ ศาสตร ดงั แสดงในตารางท่ี 0.5 ตารางที่ 0.5 ความหนาแนนของโลหะบางชนิดทอ่ี ณุ หภูมหิ อ ง (20 °C) สาร ความหนาแนน (gm/cm2) อลมู เิ นยี ม 2.7 คารบ อน (แกรไฟต) 2.25 คอนกรตี 2.4 ทองแดง 8.93 แกว 2.4 – 2.8 ในทางปฏิบตั จิ ะมกี ารใชตารางขอมลู ท้ังสองชนิดนแี้ บบผสมผสานทงั้ นี้ข้ึนกับความเหมาะสมและ วตั ถปุ ระสงคในการใชง านแตละคร้งั
(9) 11. การสรา งกราฟ เมื่อมีตารางขอมูลยอมหลีกเลี่ยงไมไดท่ีจะตองมีกราฟ เพราะกราฟน้ันเปนแผนภาพซึ่ง อาศยั เสน ตรง วงกลม และรูปทรงเรขาคณิตอ่ืนๆแสดงปรมิ าณและพฤติกรรมของขอ มูลตางๆทอ่ี ยูใน ตาราง ดว ยเหตุน้ีจึงแบงกราฟออกเปน 2 ชนิดตามชนดิ ของตาราง คือ กราฟเชิงสถิตแิ ละกราฟเชิง ฟงกชัน กราฟเชิงสถิติมักจะมีรูปแบบเปนแผนภูมิแทง (bar chart) หรือแผนภูมิวงกลมท่ีแสดง จำนวน % หรือขนาดของสง่ิ ของตางๆในเชิงคุณภาพ ในทีน่ ้ีจะไมกลาวถึงรายละเอียดของกราฟเชิง สถิติ แตจะเนนเฉพาะกราฟเชิงฟงกชนั เพราะเปนกราฟท่ีใชมากในการทดลอง กราฟเชิงฟง กช ัน มกั จะลกั ษณะเปน เสน ตรงหรือเสน โคง ฯลฯ ซ่ึงเม่ือเขยี นกราฟแลว จะมกี ารวิเคราะหกราฟเพ่อื ใหไ ด สงิ่ ท่ีตอ งการในขนั้ สดุ ทา ย เชน การประมาณคาในชว ง (interpolation) หรือการประมาณคานอกชว ง (extrapolation) เปน ตน หลกั การสรางกราฟหรือเขียนกราฟนัน้ เรมิ่ ตนดวยการลากแกนตงั้ ฉาก x และ y และกำหนด สเกลพรอมดว ยหนวยไวบ นแกน โดยทว่ั ไปตัวแปรไมอิสระจะอยูบนแกน y สวนตัวแปรอิสระจะอยู บนแกน x บอ ยครั้งที่พบวาตัวแปร y มักอยูใ นฟงกช ันของคา x โดยที่คา x และ y ไดมาจากตัวเลข ในตารางขอมลู ในกรณีท่มี ีคาผดิ พลาดหรือความไมแ นน อนอยใู นขอ มูลควรมีการใสแ ทง คาผดิ พลาด (error bar) กำกบั ลงไปดวย ตัวอยา งเชน กรณีของแรงเสยี ดทาน (friction) ดังแสดงในตารางที่ 0.6 ตารางท่ี 0.6 แรงเสยี ดทานทเี่ กิดขึ้นระหวา งพืน้ ผิวคหู นงึ่ แรงเสยี ดทาน (N) แรงปกติ (N) 4.3 ± 1.6 12.2 16.5 ± 3.1 38.3 26.1 ± 5.2 73.1 48.1 ± 6.1 107 56.4 ± 6.3 143 64.4 ± 7.8 179 และเมอ่ื เขยี นกราฟออกมาจะไดกราฟภาพที่ 0.1
แรงเ ีสยดทาน (N) (10) 80 70 60 50 40 30 20 10 0 0 20 40 60 80 100 120 140 160 180 200 แรงปกติ (N) ภาพที่ 0.1 ความสัมพันธระหวา งแรงเสียดทานและแรงปกติ 12. สมการและการประมาณคา ในชวง หลงั จากทีไ่ ดวาดจุดตางๆ พรอมกับแทง คา ผดิ พลาดบนแกน y ลงในกระดาษกราฟที่มสี เกล แลว คำถามคือ จะลากเสนตรงผานจดุ เหลา น้ีในลกั ษณะใด การทำเชน นม้ี ีชื่อเรียกวา “การประมาณ คาในชวง” แตการที่จะทำการประมาณคาไดน้ันจำเปน อยา งย่ิงทีจ่ ะตองทราบพน้ื ฐานทางดานทฤษฎี กอนวาความสัมพันธระหวางปริมาณตาง ๆ ท่ีวัดไดและท่ีบันทึกไวอยูในตารางขอมูลน้ันมี ความสมั พนั ธกนั เปนสมการโดยประสบการณ (empirical equation) ในลักษณะใด จากนัน้ จงึ คอ ย ดำเนินการวิเคราะหหรือทำการคำนวณจากกราฟ หรือหาปริมาณที่ตองการทราบคาในสมการ ดังกลาว ในกรณขี องแรงเสียดทาน (ตารางท่ี 0.6) สมการมลี ักษณะเปน เสนตรงซง่ึ อยใู นรูป y = kx (เม่ือ k เปนคา คงท่ี) และเขยี นใหด ขี นึ้ เปน =F µ=N, (k µ) เมือ่ F เปนแรงเสียดทานและ N เปนแรงปกติ (normal force) และ µ คอื สมั ประสทิ ธิ์แรง เสียดทาน (coefficient of friction) ซึ่งเปนคาความชัน (slope) ของกราฟ หลังจากที่ทราบ ความสมั พันธข องสมการแลว จึงคอ ยลากเสน ตรงทีด่ ที ีส่ ดุ ใหผ า นจดุ ขอมูลทงั้ หมดภายในชวงระยะของ แทง คาผดิ พลาด
(11) 80 70 y = 0.3728x + 1.6355 60 แรงเ ีสยดทาน (N) 50 R2 = 0.9745 40 30 20 10 0 0 20 40 60 80 100 120 140 160 180 200 แรงปกติ (N) ภาพที่ 0.2 ความสัมพันธร ะหวา งแรงเสยี ดทานและแรงปกติแสดงการประมาณคา ในชว ง จากคา ความชนั สามารถคำนวณหาคาสัมประสิทธแิ์ รงเสียดทานไดเ ทา กบั µ = 0.37 ทำใหไดส มการโดยประสบการณเ ปน =F 0.37 ⋅ N 13. ความไมแนน อนของความชนั และสวนตดั เนอื่ งจากในการกราฟในแตล ะครั้งยอมมคี วามไมแนนอนเกิดขึ้นจากการวัดหรอื จดุ ที่วาดลงใน กระดาษกราฟเสมอ ดงั น้ันเม่ือลากกราฟเสน รงตามสมการ =y kx + c ซึ่งมีความชันเทากับ k และ c เปนสวนตัดแกน y การประเมินคาความไมแนนอนของความชัน สามารถทำไดดังนี้ คือ หลังจากไดเสนความชันท่ีดีสุด (ตามกรรมวิธีในภาพท่ี 0.2) แลวใหลากเสน กราฟเพิม่ อกี สองเสน คอื เสนทีค่ า ความชันมากท่สี ดุ (maximum gradient) หรือ k+ และลากอกี เสน หน่งึ เปน เสนท่ีมีความชนั นอยที่สุด (minimum gradient) หรือ k- ดังตวั อยา งของกราฟการปลูกผลึก ในภาพท่ี 0.3 จากนั้นจึงหาคาเบี่ยงเบนของความชัน โดยเอาขนาดของคาเบี่ยงเบนเฉลีย่ เปน เกณฑ สมมติวาเปน ∆k จะไดสมการเปน y= (k ± ∆k ) ⋅ x + c โดยท่ี ∆k + = k + − k และ ∆k − = k − − k
(12) ดงั นน้ั ∆k + + ∆k − ∆k = 2 ภาพที่ 0.3 ความสัมพันธระหวา งความยาวของผลึกและเวลาทีใ่ ชใ นการปลกู ผลกึ ในทำนองเดยี วกัน ถาตองการความไมแ นนอนของสว นตดั ยอ มหาไดจ ากคาทีอ่ านไดจากจดุ ตดั บน แกน y ∆c+ + ∆c− ∆c = 2 โดยท่ี ∆c+ = c+ − c และ ∆c− = c− − c ปกติสมการโดยประสบการณซ่ึงเปนส่ิงชี้ใหเห็นถึงความสัมพันธของปรากฏการณตางๆทาง คณิตศาสตรน ้ัน มักมีลกั ษณะท่ีแตกตางกัน กลาวคือ กราฟของความสัมพันธอาจเปน แบบเสนตรง พาราโบลา ไฮเปอรโ บลา ลอกการทิ ึม ยกกำลงั ฯลฯ ในการเขียนกราฟจึงควรคำนึงถึงฟงกชัน เหลานี้ แลวคอยลากเสนท่ีเรียบท่ีสุดใหผานจุดขอมูลทั้งหมดตามวิธีการที่ไดกลาวมาแลว (ไมควร ลากเสนแบบจุดตอจดุ )
(13) 14. สามญั สำนึก ที่กลาวมาแลว ทงั้ หมดคือ หลักการและวิธีการที่สำคัญ ๆ บางประการในเรอื่ งของการวดั คา ผิดพลาด โดยที่สวนใหญแลวจะเนนเฉพาะกรณีการวัดท่ีมีจำนวนขอมูลไมมากนักและยังไม จำเปนตองใชว ิธีวิเคราะหเชิงสถิติอยางละเอียด ซ่ึงในทางปฏิบัตจิ ะใชเวลามากและใชรายละเอียด เกินความจำเปน สำหรับระดับการทดลองทางฟสิกสเบ้ืองตนเพราะในขั้นน้ียังไมตองการความ แมน ยำทสี่ ูงสุด (extreme accuracy) แตไมวาจะเรียนรสู ่ิงเหลานีใ้ หม ากเพียงใดก็ตาม สงิ่ สำคัญที่สดุ คือผูทำการทดลองหรือผูท ำ ปฏิบัติการตองมีความละเอียดและรอบครอบ มีความระมัดระวังทุกขั้นตอนและมีสามัญสำนึก (common sense) ในส่ิงตาง ๆ รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยขณะใชเครื่องมือและความ ปลอดภัยอื่น ๆ ขณะทีอ่ ยใู นหอ งทดลอง
(14) เอกสารอางองิ วริ ตั น เจรญิ บุญ และ ปต ิพร ถนอมงาม. ปฏิบตั ิการฟส กิ สทั่วไป 1. ภาควิชาฟส ิกสป ระยุกต คณะ- วทิ ยาศาสตร สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคณุ ทหารลาดกระบงั . 2546. Amato, J. C. and Williams, R. E. (1998). Crater formation in the laboratory: An introductory experiment in error analysis. American Journal of Physics, 66(2), 141–143. Fornasini, P. (2008). The uncertainty in physical measurements: An introduction to data analysis in the physics laboratory. New York: Springer. Kirkup, L. and Frenkel, R. B. (2006). An introduction to uncertainty in measurement. New York: Cambridge University Press. Shukla, R.K. and Srivastava, A. (2006). Practical Physics. New Delhi: New Age International.
1 Graph and 1 Measurement กราฟและการวัดอยางละเอียด ตอนที่ 1 กราฟและการวิเคราะหขอ มูลจากกราฟ วัตถปุ ระสงคการเรียนรู 1. เพื่อใหนักศึกษาสามารถเขียนกราฟโดยใชกระดาษกราฟท้ัง 3 รูปแบบและโปรแกรม Microsoft Excel ของขอมลู ท่ีไดจ ากการทดลองไดอยางถกู ตอ ง 2. เพอื่ ใหน ักศึกษาสามารถวเิ คราะหขอ มูลจากกราฟไดอ ยา งถูกตอ ง ทฤษฎี ในการทดลองหรือการวจิ ัยทางดา นวิทยาศาสตรสามารถใชก ราฟแสดงความสมั พนั ธของขอมูลท่ี ทำการทดลองคาดการณห รอื ทำนายปรากฏการณนอกเหนือจากการทดลอง ซ่งึ ทำใหเขาใจความสัมพนั ธ ของตัวแปรจากการทดลองการแสดงขอมลู โดยใชกราฟเปน วธิ ที ่นี ิยมใชกันมากทีส่ ุด 1. หลกั การเขยี นกราฟ 1) กราฟทมี่ คี วามสัมพันธแบบเชิงเสน (Linear Relationship) ความสมั พันธร ะหวางปริมาณใด ๆ จะสอดคลองกบั สมการคณติ ศาสตรซ ึง่ มคี วามสัมพนั ธแ บบเชงิ เสน เสนตรงท่ไี ดจากกราฟไมจำเปน ตอ งผา นจุดกำเนิด ถาปริมาณทั้งสองน้ันมีความสัมพันธแบบแปร ตามกัน เสนตรงท่ีไดจากกราฟจะตองผานจดุ กำเนิด ซึ่งความสัมพันธแบบเชิงเสนนี้จะสอดคลองกบั รปู แบบทัว่ ไปของสมการเสน ตรง คอื =y mx + c (1.1) โดยที่ y คือ ตัวแปรตาม x คอื ตัวแปรอสิ ระ m คอื ความชัน (slope) ของเสน กราฟ และ c คือ คาคงที่หรอื คาตัดแกน y (y-intercept)
2 } ∆y = y2 − y1 } ∆x = x2 − x1 ภาพที่ 1.1 การหาคา ความชันจากกราฟเสนตรง การแปรความหมายจากกราฟเสน ตรง เพอื่ ใหไดขอมูลทตี่ อ งการนั้นสวนใหญจ ะเปนการหาคา ความชันจากกราฟแลวนำไปหาคาท่ีตองการ การหาคาความชันจากกราฟเสนตรงมีวิธีปฏิบัตดิ งั น้ี 1.1 เลือกจุดบนเสนกราฟ 2 จุด โดยจุด 2 จุดนี้จะตองสามารถอานคาพิกัดไดอยางสะดวก ถกู ตอ ง และไมค วรอยใู กลกนั จนเกนิ ไป 1.2 ลากเสนตรงในแนวนอนผานจุดพกิ ดั (x1, y1) และลากเสน ตรงในแนวตั้งผา นจดุ พิกัด (x2, y2) เม่ือสองเสนตดั กนั ทำใหเกิดผลตางทางแกน y (∆y) และผลตา งทางแกน x (∆x) ดงั แสดงใน ภาพท่ี 1.1 จะได ∆x = x2 − x1 และ ∆y = y2 − y1 1.3 คำนวณคาความชันจากสมการตอ ไปน้ี =m =∆y y2 − y1 (1.2) ∆x x2 − x1 ***หมายเหตุ การคำนวณหาคา ความชันจากกราฟใหน ำหนวยมาคำนวณดวย สำหรับกราฟเสน ตรงนอกจากการคำนวณหาความชันแลว การหาระยะตัดแกนพิกัดก็เปนการ วิเคราะหขอมูลจากกราฟเชนเดียวกัน ตัวอยางเชน การเขยี นแสดงความสัมพันธระหวางความเร็วกับ เวลาของการเคลอื่ นท่ี
3 ภาพที่ 1.2 กราฟแสดงความสมั พันธร ะหวางความเรว็ กบั เวลา จากภาพที่ 1.2 หาคาความชัน จะได ความชนั = ∆y = 21.0 m / s = 4.2 m / s2 ∆x 5.0 s และจดุ ตดั แกน y เทากบั 6.0 m/s ดังน้ัน เขียนเปน สมการเสน ตรง จะได =v (4.2 m / s2 ) ⋅t + (6.0 m / s) 2) กราฟทม่ี ีความสัมพันธแ บบไมเปน เชิงเสน (Non-linear Relationship) การบันทึกคาลงในกระดาษกราฟธรรมดาสำหรบั เง่ือนไขของบางการทดลอง กราฟที่ไดไมเปน กราฟเสนตรง และคาความชันแตละจุดแตกตางกันไป ความชันที่จดุ ใดจะมีคา เทากับความชันของเสน สัมผสั ณ จดุ น้นั ซ่งึ แสดงวาความสัมพนั ธร ะหวางปริมาณทงั้ สองไมเ ปน แบบเชิงเสน เชน มคี วามสัมพนั ธ แบบเอ็กซโพเนนเซียล (exponential relationship) หรือความสัมพันธแบบยกกำลังสอง (power-law relationship) แตถานำคาเหลา น้ีมาเขียนกราฟบนกระดาษกราฟชนิดอืน่ เชน กระดาษกราฟกึ่ง-ล็อค หรอื กระดาษกราฟลอ็ ค กจ็ ะไดความสัมพนั ธข องกราฟเปนเสนตรง 2.1) ความสัมพันธแบบเอ็กซโ พเนนเซียล ความสัมพนั ธแ บบเอก็ ซโพเนนเซยี ล มรี ูปแบบสมการเปน y = aemx (1.3) โดยที่ y คือ ตัวแปรตาม, x คอื ตวั แปรอิสระ, m และ a เปน คาคงที่
4 ถานำคาขอมูลของ y และ x ไปเขียนบนกระดาษกราฟธรรมดาจะไดกราฟเสนโคงแบบเอ็กซ โพเนนเซียล แตถ า นำขอมลู ไปเขียนบนกระดาษกราฟกง่ึ -ลอ็ ค จะไดกราฟทม่ี ีความสัมพันธแบบเชิงเสน ดังภาพท่ี 1.3 ภาพที่ 1.3 กราฟของความสมั พันธระหวางอุณหภมู กิ บั เวลาการคายความรอ นบนกระดาษกราฟกึ่งล็อค จากสมการที่ (1.3) เมอื่ ใสฟง กช นั ลอการทิ มึ จะได =ln y ln(ae=mx ) ln(a) + ln(emx ) หรือ ln=y mx + ln a (1.4) จะเหน็ ไดว า เมอ่ื ใสฟ ง กช ันลอการทิ มึ เขา ไปแลว จะไดรูปแบบสมการเปน เสนตรง โดยที่ ln y เปนตวั แปรตาม x เปนตวั แปรอิสระ และมีความชันเทากับ m สวน ln a เปนคาคงที่ และความชนั ของเสนกราฟหาไดจ ากความสัมพนั ธ ความชัน = ln y2 − ln y1 (1.5) x2 − x1 ตัวอยา งเชน พจิ ารณาจากกราฟในภาพท่ี 1.3 - คาความชนั ของเสน กราฟ = ln T2 − ln T1 = −0.0485 C / min t2 − t1
5 2.2) ความสมั พันธแบบยกกำลัง ความสัมพนั ธแบบยกกำลงั มรี ปู แบบสมการทั่วไป คอื y = axm (1.6) โดยท่ี y คอื ตวั แปรตาม x คือ ตัวแปรอิสระ a และ m เปน คา คงท่ี ถา นำ y และ x ไปเขียนบนกราฟธรรมดา จะไดก ราฟเสน โคงเชน เดยี วกับแบบเอ็กซโ พเนนเซียล แตถา นำปริมาณทั้งสองไปเขียนบนกระดาษกราฟล็อค (logarithmic paper) ก็จะไดกราฟที่มีความสัมพันธ แบบเชิงเสน ดงั นน้ั จากสมการที่ (1.6) เมอื่ ใสฟงกชนั ลอการทิ ึม จะได l=n( y) ln(=axm ) m ln x + ln a (1.7) จากสมการที่ (1.7) จะเห็นไดวามีรูปสมการเปนสมการเสนตรง โดยที่ ln y เปนตัวแปรตาม, ln x เปนตัวแปรอสิ ระ, m เปน คา ความชนั และ ln a เปน คาคงทีใ่ ดๆ ดังนนั้ เราสามารถหาคา ความชัน (m) ไดดงั น้ี m = ln y2 − ln y1 (1.8) ln x2 − ln x1 เม่ือเสนกราฟไมผ า นจดุ กำเนดิ คอื กราฟไปตดั แกนตั้งที่ตำแหนง ใดๆแลวทำใหเ กดิ คา คงทคี่ า หน่ึง ซ่งึ เปนคา ตดั แกนพกิ ดั ของกราฟ ดังน้ันสมการที่ (1.6) กจ็ ะมีรปู สมการเปน =y axm + b (1.9) โดยท่ี b เปนคา คงที่ ซง่ึ มคี าเทากบั ระยะตดั แกนตั้ง 1. การเขยี นกราฟทม่ี ีความสัมพนั ธแบบเชงิ เสน โดยใชโปรแกรม Microsoft Excel คลิกเลือก
6 1. พิมพข อ มูลในเซลล A3 : B11 แลว ใชเ มาสคลกิ เลอื กขอ มลู ในเซลล A3 : B11 2. ใชเมาสค ลิกทีไ่ อคอน Insert (แทรก) แลวคลกิ เลอื กไอคอน 3. จะปรากฏชนิดของกราฟเชิงเสนตามทเ่ี ราตองการ 4. ใสคา แกนบน X และ Y การหาคา ความชนั (slope) และสมการของกราฟที่มคี วามสัมพนั ธแ บบเชงิ เสน 1. คลิกเมาสขวาทจี่ ดุ การพล็อตกราฟแลว เลือกที่ Add Trendline…(เพม่ิ เสนแนวโนม...)
7 2. จะปรากฏไดอะลอ็ กบ็อกซ Add Trendline ขน้ึ มา แลวคลกิ เมาสท ไ่ี อคอน Type เลอื กที่ Linear แลวคลกิ เมาสท ี่ไอคอน Options แลวคลิกเครอื่ งหมายถูก √ ที่ Display equation on chart และ Display R-squared value on chart เพือ่ แสดงสมการเชงิ เสน ของกราฟและคาความเช่อื มนั่ (R2) ของกราฟ
8 2. การเขยี นกราฟท่ีมีความสัมพนั ธแบบเอ็กซโพเนนเซยี ลโดยใชโปรแกรม Microsoft Excel 1. พมิ พขอมลู ในเซลล A3 : B11 แลวใชเ มาสคลิกเลอื กขอ มูลในเซลล A3 : B11 2. ใชเมาสคลิกทไี่ อคอน Insert (แทรก) แลว คลกิ เลอื กไอคอน คลิกเลือก 3. จะปรากฏชนดิ ของกราฟเชิงเสนตามทเี่ ราตองการ 4. ใสคาแกนบน X และ Y
9 5. จะไดรปู กราฟดังแสดงขางลางน้ีซง่ึ เปน กราฟเชิงเสน ใหค ลกิ เมาสข วาทแ่ี กน Y 6. จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ Format Axis ขึ้นมา คลิกเมาสที่ไอคอน Scale คลิกเมาส กำหนดเครือ่ งหมายถกู ท่ี Logarithmic Scale แลว คลิกเมาสท ่ไี อคอน Patterns 7. จะไดก ราฟเอก็ ซโพเนนเซียลดงั รปู ขางลา งน้ี
10 การหาคา ความชนั และสมการของกราฟทมี่ คี วามสัมพันธแ บบเอก็ ซโ พเนนเซยี ล 1. คลิกเมาสขวาทีจ่ ดุ การพล็อตกราฟแลวเลอื กที่ Add Trendline…จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ Add Trendline ขึ้นมา แลวคลิกเมาสที่ไอคอน Type เลือกท่ี Exponential แลวคลิกเมาสที่ไอคอน Options 2. ตรงทไี่ อคอน Options นีใ้ หนกั ศกึ ษาใชเ มาสคลกิ เลือก Trendline name เปน Automatic แลว คลิกเครื่องหมายถูก √ ที่ Display equation on chart และ Display R-squared value on chart เพื่อแสดงสมการเอ็กซโพเนนเซียลของกราฟและคาความเชื่อมั่น (R2) ของกราฟ จะไดสมการเอ็กซ โพเนนเซยี ลของเสน กราฟและคา ความเช่ือมัน่ ของเสนกราฟดงั รปู ขางลางน้ี การหาคา ความชนั และสมการของกราฟทม่ี คี วามสัมพันธแ บบยกกำลงั 1. คลกิ เมาสขวาท่ีจดุ การพลอ็ ตกราฟแลวเลอื กท่ี Add Trendline…จะปรากฏไดอะล็อกบ็อกซ Add Trendline ขึ้นมา แลวคลิกเมาสที่ไอคอน Type เลือกที่ Power แลวคลิกเมาสที่ไอคอน Options 2. ตรงทไี่ อคอน Options น้ใี หนักศกึ ษาใชเ มาสค ลิกเลอื ก Trendline name เปน Automatic แลวคลิกเครอื่ งหมายถกู √ ท่ี Display equation on chart และ Display R-squared value on chart
11 เพื่อแสดงสมการยกกำลังของกราฟและคาความเชื่อมั่น (R2) ของกราฟ จะไดสมการยกกำลังของ เสน กราฟและคาความเช่ือมั่นของเสนกราฟดังรูปขา งลา งน้ี ตอนที่ 2 การวัดอยางละเอยี ด วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่อื ศึกษาหลกั การพน้ื ฐานในการใชเวอรเ นยี รค าลิเปอร ไมโครมเิ ตอร และสเฟยโรมเิ ตอร 2. เพื่อทดลองใชเวอรเ นยี รคาลปิ เปอร ไมโครมเิ ตอรแ ละมาตรความโคง ทรงกลม วดั สิง่ ตางๆ อุปกรณก ารทดลอง 1. เวอรเนียรค าลเิ ปอร 2. ไมโครมิเตอร ทฤษฎี เลขนัยสำคญั (Significant figures) คือจำนวนตัวเลขที่อานไดโดยตรงจากการวัดรวมกับตัวเลข ตัวแรกทีไ่ ดจ ากการคาดคะเน หลักในการนบั เลขนัยสำคัญ
12 1. ในกรณีทีเปน เลขศูนย - เลขศนู ยถาอยทู างขวามือนับเปนเลขนยั สำคญั เชน 2.50 มเี ลขนัยสำคญั 3 คือ 2, 5, 0 - เลขศูนยอ ยตู รงกลางระหวา งจำนวนเต็มตัวอื่นนับเปนเลขนัยสำคญั เชน 109.33 มีเลข นัยสำคัญ 5 ตัว คอื 1, 0, 9, 3, 3 - เลขศนู ยอ ยดู า นซายมอื เราจะไมน ับเปนเลขนัยสำคัญ เชน 0.005 มีเลขนัยสำคัญ 1 ตัว คอื 5 2. ตัวเลขที่เขียนในรูป A x 10n เมื่อ 1 ≤ A ≤ 10 และ n = 1,2,3,... เราไมนับ 10n เปนเลข นัยสำคัญเชน 9.20 x 103 มีเลขนัยสำคัญ 3 ตวั คอื 9, 2, 0 3. คาท่ีบันทกึ ความแมน ยำในรปู A ± ∆A เราไมนบั (∆A เปนเลขนัยสำคัญ เชน 9.2 ± 0.01 มเี ลข นัยสำคัญ 2 ตวั คือ 9, 2 4. คาท่บี นั ทกึ ผลไมช ดั เจนถอื วา เปนจำนวนทีไ่ มบ งเลขนยั สำคญั ทแ่ี นชดั ได เชน 80 ถือวาไมบง เลขนยั สำคญั ทช่ี ัดเจน การบวกและลบเลขนยั สำคญั ผลที่ไดจากการบวกลบควรปด เศษเพื่อใหเกบ็ ถึงแคหลักแรกที่เปนตวั เลขท่ีไดจ ากการประมาณ เชน 4.20 + 1.6523 + 0.015 = 5.8673 ควรตอบเปนเลขนยั สำคญั คือ 5.87 กรณบี ันทึกผลการวดั ของ A คือ A ± a และบนั ทกึ ผลการวดั ของ B คอื B ± b ในการนำผล การ วัดมาวิเคราะหจ ะตองนำคา ความคลาดเคลอ่ื นมารวมกัน คอื (A + B) ± (a + b) หรอื (A – B) ± (a + b) เวอรเ นียรค าลเิ ปอร (Vernier Caliper) เวอรเนียรคาลิเปอรซึ่งเรียกสั้น ๆ วา เวอรเนียร เปนเครื่องมือที่จะใหนักศึกษาใชสำหรับวดั ชนิ้ งานท่ีตอ งการความละเอยี ดในหนว ยวัดตาง ๆ เชน มลิ ลเิ มตร (mm)
13 ภาพท่ี 1.4 เวอรเ นยี รค าลเิ ปอร (ท่ีมา : Ryan, http://www.technologystudent.com/equip1/vernier3.htm) สเกลของเวอรเ นยี ร เวอรเ นยี รมสี เกลที่ใชว ัดชิน้ งาน 2 สเกล คือ 1. สเกลหลักหรือสเกลหยาบ (Course scale) มีหนวยเปนมิลลิเมตรโดยแตละสเกลมี ความยาว 1 mm 2. สเกลเวอรเ นียรหรือสเกลละเอียด (Vernier or Fine scale) โดยแตละสเกลแสดงถงึ คาความละเอียดที่สดุ หรือจำนวนนับทีน่ อยที่สุดของเวอรเนยี ร เชนมีจำนวนชองสเกล ทั้งหมด 10 ชอ ง คาของ 1 ชองสเกลเวอรเนียรจ ะแสดงถงึ คา ความละเอียดท่สี ุดของ เวอรเนยี รห าไดโ ดยความสมั พนั ธ คา ความละเอยี ดท่ีสุด (Least count) = ความยาว 1 ชองสเกลหลกั /จำนวนชอ งสเกลละเอียด = 1 mm = 0.02 mm 10 น้ันหมายความวา คา ของสเกลเวอรเนยี รแ ตละสเกลจะเทา กบั 0.02 mm การอา นคา วดั ของเวอรเ นียคาลเิ ปอร A. The main metric scale is read first and this shows that there are 13 whole divisions before the 0 on the hundredths scale. Therefore, the first number is 13. B. The’ hundredths of mm’ scale is then read. The best way to do this is to count the number of divisions until you get to the division that lines up with the main metric scale. This is 21 divisions on the hundredths scale. C. This 21 is multiplied by 0.02 giving 0.42 as the answer (each division on the hundredths scale is equivalent to 0.02mm).
14 D. The 13 and the 0.42 are added together to give the final measurement of 13.42mm (the diameter of the piece of round section steel) ภาพท่ี 1.5 การอานคาการวดั โดยใชเวอรเ นยี รคาลิเปอร (ทม่ี า : Ryan, http://www.technologystudent.com/equip1/vernier3.htm) ไมโครมิเตอร (Micrometer) ไมโครมิเตอรมลี ักษณะของเครอื่ งมอื เปน ดงั ภาพท่ี 1.6 ภาพที่ 1.6 ไมโครมิเตอร (ท่ีมา : โครงการ พวส., 2544)
15 การอา นคา วดั ของไมโครมเิ ตอร 1. สเกลหลกั เปนสเกลท่ีอยูบนปลอกหมนุ หยาบมีจำนวนทั้งหมด 26 mm โดยความยาวของแต ละชองสเกลมคี าเทากบั 0.5 mm 2. สเกลละเอียดเปนสเกลที่อยูบนปลอกหมุนหยาบมีจำนวนทั้งหมด 50 สเกล แตละสเกลจะ แสดงถึงคาความละเอียดที่สุด หรือ จำนวนนับที่นอยที่สุดของไมโครมิเตอร หาไดทำนอง เดยี วกันสเกลละเอยี ดของเวอรเ นียรด งั นี้ คาความละเอียดทส่ี ุด (Least count) = ความยาว 1 ชองสเกลหลัก / จำนวนชองสเกลละเอียด = 0.5 mm = 0.01 mm 50 จากภาพท่ี 1.3 ขน้ั ตอนในการอานคามีดงั นี้ 1. ดูขอบของปลอกหมุนวาผา นสเกลหลักไปเทาใด จากรปู เปน 12.5 mm 2. ดคู า ละเอยี ดบนปลอกหมนุ ท่มี ขี ีดตรงกับขีดกลางบนสเกลหลกั จากรูปเปน ขดี ที่ 34 คา ละเอียดจงึ เทากบั 34 x 0.01 = 0.34 mm 3. ขนาดเสนผานศูนยกลางของวตั ถุ = 12.5 + 0.34 = 12.84 mm วิธกี ารทดลอง 1. ใชเวอรเ นียรท ำการวดั ความหนาของเหรียญบาทและเหรยี ญหา บาท 2. ใชไ มโครมเิ ตอรว ัดเสนผานศนู ยก ลางของเสน ลวดทองแดง
16
17 Linear Motion 2 การเคล่ือนที่ในแนวเสน ตรง ตอนท่ี 1 การเคลื่อนทใี่ นแนวราบ จดุ ประสงคข องกิจกรรม 1. ออกแบบและสรางชุดทดลองการเคลื่อนทใี่ นแนวเสน ตรงจากอุปกรณที่กำหนดให 2. ทดลองและอธบิ ายความสมั พันธร ะหวาง ตำแหนง การกระจดั ความเร็ว และความเรง ของ การเคลื่อนที่ของวัตถุในแนวตรงที่มี ความเรงคงตัวจากกราฟและสมการ รวมทั้ง ทดลองหาคา ความเรงโนมถวงของโลก และ คำนวณปรมิ าณตา ง ๆ ทีเ่ กี่ยวของ สมารต โฟนแอปพลเิ คชัน เซนเซอร)) ทใ่ี ชก ารในการออกแบบการทดลอง Android: Sensor kinetics, Physics Toolbox sensor suite โหมด Magnetometer Sensor, Phyphox iOS: Sensor kinetics, Physics Toolbox sensor suite โหมด Magnetometer Sensor, Phyphox • ปรมิ าณท่ีเกยี่ วกับการเคล่ือนท่ี ไดแก ตำแหนง การกระจัด ความเรว็ และความเรง โดยความเรว็ และ ความเรงมที ง้ั คา เฉลย่ี และคาขณะหนง่ึ ซ่งึ คิดใน ชว งเวลาสน้ั ๆ สำหรับปริมาณตาง ๆ ทเ่ี กี่ยวของกบั การเคลอ่ื นท่แี นวตรงดวยความเรง คงตัวมี ความสัมพนั ธตามสมการ v= u + at ∆x = u + v t 2 (2.1) ∆x = ut + 1 at2 2 v2 = u2 + 2a∆x • การอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุสามารถเขียนอยู ในรูปกราฟตำแหนงกับเวลา กราฟความเร็วกับเวลา หรือกราฟความเรงกับเวลา ความชันของเสนกราฟ ตำแหนงกับเวลาเปน ความเร็ว ความชันของเสนกราฟ ความเรว็ กบั เวลาเปนความเรง และพื้นที่ใตเสน กราฟ ความเร็วกบั
18 เวลาเปนการกระจัด ในกรณที ผ่ี สู ังเกต มีความเร็ว ความเรว็ ของวตั ถุที่สังเกตไดเปน ความเร็ว ท่ีเทียบ กบั ผสู งั เกต • การตกแบบเสรีเปนตัวอยางหนึ่งของการเคลื่อนที่ใน หนึ่งมิติที่มีความเรงเทากับ ความเรงโนมถว งของโลก Temiz, B.K. และ Yavuz, A. (2016) ไดทดลองวัดตำแหนงและความเร็วที่เปนฟงกชันของ เวลา โดยใชเซนเซอรว ัดสนามแมเ หลก็ บนสมารต โฟน ดังแสดงในภาพที่ 2.1 โดยมวี ัตถุประสงคเ พ่อื วดั เวลาของวัตถุ (สมารตโฟน iPhone ติดอยูบนรถทดลอง) เคลื่อนที่ผานตำแหนงตาง ๆ ที่มีแทง แมเหลก็ ถาวรชนิด Neodymium ติดอยูใ นแตล ะตำแหนง (ก) (ข) ภาพที่ 2.1 จลศาสตรส ำหรับการอภิปรายขอ มลู ท่ีไดจากเซนเซอรว ัดคาสนามแมเหล็ก ทีม่ า: Temiz & Yavuz, 2016; Nuryantini, Sawitri & Nuryadin, 2018 จ า ก ภา พ ท ี ่ 2.1 ใ ช iPhone 5s ท ี ่ ต ิ ด ต ั ้ ง แ อ ป พ ล ิ เ คชั น ‘sensor Kinetics pro’ (www.rotoview.com) และใชแทงแมเหล็ก neodymium อันเล็กจำนวน 10 – 15 อันติดใน ตำแหนง บนรางเสนตรงในระยะหา งเทา กนั เราเรียกวธิ กี ารน้วี า ‘magnetogate’ iPhone ท่ีติดบนรถ
19 ทดลอง เซนเซอรวัดคาสนามแมเหล็กบนสมารตโฟนจะวัดคาความเขมสนามแมเหล็กตลอดการ เคลอื่ นทีบ่ นรางเสน ตรง ซึง่ จะไดก ราฟคา ความเขมสนามแมเ หล็กท่ีเปลยี่ นไปกับเวลาของการเคลอื่ นที่ ของรถทดลองดงั แสดงในภาพท่ี 2.1 จะเหน็ ไดใ นชวงเวลาท่เี คลอื่ นทีผ่ านตำแหนง ของแทง แมเ หล็กคา ความเขม สนามแมเ หลก็ ที่วัดไดจะมคี าสงู สดุ สอดคลองกบั ขอ มูลท่ไี ดจ ากเซนเซอรว ัดคาสนามแมเ หลก็ บนสมารต โฟน คาสนามแมเ หลก็ จะมี คาสงู สุดเม่อื รถทดลองเคลอ่ื นทเี่ ขาใกลแทง แมเหล็กถาวร เมอ่ื เคลอื่ นทีส่ ้นิ สุดลง เวลา (t1, t2, …tn) คือตำแหนง สูงสดุ ของแอมพลิจูดบนกราฟ ซึ่งเปนตำแหนงของแทงแมเ หล็กถาวร (x1, x2,…xn) ทเี่ ราได ทำการติดไวบนรางการเคลื่อนที่ ความเร็วและความเรงของรถทดลองสามารถคำนวณคาไดจาก กราฟระหวางขนาดสนามแมเหล็กกับเวลา โดยตำแหนงของแทงแมเหล็กถูกวางไวในตำแหนงที่ ระยะหา งเทากนั ซึง่ สามารถหาคาความเรว็ เฉล่ยี ไดจ ากสมการ =v =∆x x f =− xi d (2.2) ∆t t f − ti t f − ti วิธีการทดลอง 1. ติดต้งั แอปพลเิ คชัน physics toolbox sensor suite, phyphox ภาพท่ี 2.2 แอปพลเิ คชัน physics toolbox sensor suite และ phyphox 2. ใหตดิ ต้งั ชดุ อปุ กรณดงั ภาพท่ี 2.3 ภาพท่ี 2.3 การตดิ ต้งั ชุดอปุ กรณการทดลองการเคลื่อนท่แี นวตรงดวยความเรง คงที่ 3. กดเขาไปในแอป physics toolbox และเลือก Magnetometer
20 ภาพท่ี 2.4 แสดงแอปพลเิ คชัน Magnetometer ทอ่ี ยภู ายใน Physics Toolbox Sensor Suite app 4. เริ่มทำการทดลองโดยกดบนั ทึกผลตามภาพท่ี 2.5 จากนน้ั กดรโี มทเพอ่ื ใหรถเคลอ่ื นทีไ่ ปจนสดุ ราง แลวกดหยดุ ภาพท่ี 2.5 ภาพที่ 2.6 5. เมอ่ื ไดผลจากการทดลองแลวใหกดไปยังภาพที่ 2.7 ไปทาง LINE หรอื ทาง E-mail เพ่ือจะไดเขียน กราฟลงใน Excel
21 ภาพที่ 2.7 แสดงหนาจอการวัดคาความเขม สนามแมเ หล็กเทยี บเทยี บกบั เวลา 6. จดบันทึกผลการทดลอง ภาพท่ี 2.8 กราฟ Excel จากกราฟในภาพที่ 2.8 สอดคลองกับขอมูลที่ไดจากเซนเซอรวัดคา สนามแมเหล็กบนสมารต โฟน คาสนามแมเหล็กจะมีคาสูงสุดเมื่อรถทดลองเคลื่อนท่ีเขาใกลแทงแมเหลก็ ถาวร เมื่อเคลือ่ นท่ี สิ้นสุดลง เวลา (t1, t2, …tn) คือตำแหนงสูงสุดของแอมพลิจูดบนกราฟ ซึ่งเปนตำแหนงของแทง แมเหล็กถาวร (x1, x2,…xn) ที่เราไดทำการติดไวบนรางการเคลื่อนที่ ความเร็วและความเรง ของรถ ทดลองสามารถคำนวณคาไดจากกราฟระหวางขนาดสนามแมเหล็กกับเวลา โดยตำแหนงของแทง แมเหลก็ ถกู วางไวในตำแหนง ที่ระยะหา งเทา กัน ซ่ึงสามารถหาคา ความเร็วเฉลย่ี ไดจ ากสมการ =v =∆x x f =− xi d ∆t t f − ti t f − ti
22 ตอนที่ 2 การตกอสิ ระ วัตถปุ ระสงค เพือ่ หาคา อัตราเรงทเ่ี กดิ จากแรงโนม ถว งของโลก (g) อุปกรณ 1. วตั ถรุ ปู ทรงใด ๆ เชน ลกู ปงปอง ทรงกลมตนั 2. ไมเ มตร/ตลับเมตร 3. นากิ าจบั เวลา/สมารตโฟน ทฤษฎี 1. กรณปี ลอยวตั ถใุ หต กอสิ ระ การเคลื่อนท่ีแบบการอิสระ (free fall motion) เปนการเคลื่อนท่ีใน 1 มิติ ตามแนวดิ่งและมี ความเรงทเ่ี กดิ ขนึ้ นเ้ี ปนผลเน่อื งมาจากมีแรงโนมถวงของโลกกระทำตอ วัตถชุ ิน้ นน้ั ๆ ดงั แสดงในภาพที่ 2.9 x0 = h, t = 0 v0 = 0 a=-g x(t) = 0 ภาพที่ 2.9 ไดอะแกรมการตกอยา งอิสระของวตั ถใุ นอากาศ พิจารณาการเคลือ่ นทแ่ี บบตกอิสระเมอื่ ปลอยวัตถุมวล m จากระดับความสงู h สามารถเขียน สมการเคล่อื นทขี่ องมวล m ไดเ ปน =h v0t + 1 gt 2 (2.3) 2 เมอื่ v0 คือความเร็วตนซ่งึ เทากบั 0 m/s h = 1 gt2 (2.4) 2 จะได g = 2h (2.5) t2 แสดงวาถา เขียนกราฟแสดงความสัมพันธร ะหวางความสงู (h) กบั กำลงั สองของเวลาที่ใชในการ เคลือ่ นที่ (t2) ความชนั ทไ่ี ดจะมีคาเปนครงึ่ หนง่ึ ของอัตราเรงที่เกิดจากแรงโนม ถวงของโลก slope = ∆h = 1g (2.6) ∆t 2 2
23 แรงตา นอากาศ สำหรับการทดลองในชั้นเรียนโดยท่ัวไปกับวัตถุที่ตกอยา งอิสระในอากาศ เราจะพบวาตัวเลข Reynolds มีขนาดใหญ R >> 1 ดวยเหตุน้ีเราจึงสามารถสันนิษฐานไดวาขนาดของแรงลาก (drag force) เปนสัดสวนโดยตรงกับความเร็วในการตกยกกำลังสอง (Becker, Klein & Kuhn, 2016) สามารถเขยี นสมการไดเ ปน F= k ⋅ v2, (2.7) เมอ่ื คาสดั สว นคงท่กี ำหนดโดย k = 0.5⋅CD ⋅ ρ ⋅ A. (2.8) เมื่อ ρ คือความหนาแนนของอากาศ A คือพื้นที่ผิวที่คาดการณไวของวัตถุที่ตกลงมาอยาง อสิ ระ และ CD คอื สมั ประสทิ ธกิ์ ารลาก ถาแรงดึงเทา กับแรงโนมถว งวัตถุทตี่ กอยางอิสระ ความเร็ว ของสดุ ทา ย vt สามารถเขียนไดเปน vt = 2mg (2.9) CDρ A เมื่อ m คือมวลของวัตถุที่ตกอยางอสิ ระ นั่นคือ จากสมการที่ (5) ความเร็วสุดทายยกกำลงั สองจะแปรผนั ตรงกับมวลของวัตถุ นัน่ คอื vt2= b ⋅ m, (2.10) โดยท่ี b = 2g (2.11) CDρ A และสมการที่ (2.8) สัมประสทิ ธิก์ ารลาก หาไดจากความสมั พนั ธของสมการดังนี้ CD = 2g . (2.12) bρ A 2. กรณปี ลอยสมารตโฟนใหตกอิสระ การตกอยา งอสิ ระเปน ตวั อยา งหน่ึงของการเคลอ่ื นที่ในหนง่ึ มิติ โดยการกำหนดกรอบอางอิง ในแนวดิ่งตามแนวแกน y โดยตำแหนงอางอิงจะมีคาเปนบวกเมื่อตำแหนงของวัตถุอยูเหนือจาก จุดอางอิง และจะมีคาเปน ลบ เมื่อตำแหนงของวัตถุอยูต่ำกวาจุดอางอิง คาความเรง a = –g โดยท่ี g= 9.8 m/s2 ซง่ึ จะสามารถเขียนเปน สมการการเคลื่อนที่ใหมไดเปน
24 (ก) (ข) ภาพท่ี 2.10 การทดลองการตกอยางอิสระ (ก) การตดิ ต้งั อปุ กรณการทดลองโดยการผูกหอยสมารต โฟนดวยเชือก เบาเมอ่ื ตอ งปลอยใหต กอยางอิสระใชกรรไกรหรือตดั เชือกและหมอนหรือเบาะรองรับสมารตโฟนปองกันความเสีย จากกระแทก (ข) ขอมลู การทดลองท่นี ำมาเขยี นกราฟใหมบ นโปรแกรม Excel ทม่ี า: Vogt & Kuhn, 2012, p. 182 เวลาที่ใชในการตกคำนวณไดเ ปน ∆t = 0.56 วนิ าที สำหรบั ระยะทาง (ความสงู ) ของการตก h = 1.575 เมตร นำคาท่ีไดน ้ไี ปแทนคา ในสมการระยะทาง – เวลาสำหรบั การเคลือ่ นทดี่ วยความเรง สม่ำเสมอ (ไมร วมระยะทางเริม่ ตน และอตั ราเรว็ ในการเรม่ิ ตนและความเรง ของการเคลอ่ื นท่นี ้ีมผี ลจาก สนามแรงโนม ถว ง) h = 1 gt2 (2.13) 2 (2.14) g = h ∆t 2 คา ความเรง เนือ่ งจากแรงโนมถวงของโลก ณ ที่ทำการทดลอง (g) คำนวณไดด งั สมการ =g =2h 10.0 m ∆t 2 s2
25 3Static and Kinetics Friction แรงเสยี ดทานสถิตและแรงเสยี ดทานจลน วตั ถปุ ระสงคของการวิจยั เพื่อศึกษาการหาคาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตสูงสุดและความเสียดทานจลน โดยใช สมารตโฟนเป็นเครือ่ งมือวัดอยา งงา ย สมารต โฟนแอปพลเิ คชนั เซนเซอร)) ท่ีใชก ารในการออกแบบการทดลอง Android: Sensor kinetics, Physics Toolbox sensor suite, Phyphox, Angle meter iOS: Sensor kinetics, Physics Toolbox sensor suite, Phyphox, Slope Angle วิธีดำเนนิ การทดลอง 1. การหาคา สมั ประสิทธค์ิ วามเสียดทานสถติ ระหวา งคูพ น้ื ผวิ สัมผัส การทดลองหาคา สัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตสูงสดุ ( µs,max ) ของคพู นื้ ผิวสมั ผสั ใด ๆ ดวย การวางควู ัตถุซอ นกัน เชน ตองการหาคา สมั ประสทิ ธคิ์ วามเสียดทานสถติ สงู สดุ ระหวา งสมารตโฟนกบั เกา อพ้ี ลาสติก ดงั แสดงในภาพท่ี 3.1 และตดิ ต้งั แอปพลเิ คชนั Angle meter บนสมารต โฟนเพอื่ วัดคา มุมเอียง ใชม อื ดงึ ใหเ กาอพี้ ลาสตกิ เอียงเพม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ จนกระทงั่ สมารต โฟนทีว่ างอยูเ ริม่ ขยับเคลอ่ื นที่ แลวบันทึกคามุมเอียงบนสมารต โฟน (แอปพลิเคชัน) ทำการทดลองซ้ำ 3 ครั้ง แลวนำคา มุมเฉลี่ยมา หาคาสัมประสิทธ์ิความเสยี ดทานสถติ สงู สุด ( µs,max ) (Kapucu, 2018: 053006) ในสมการที่ (3.1) µs,max = tanθ (3.1) ทำการทดลองหาคาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานสถิตสูงสุด ( µs,max ) ของคูพื้นผิว ทำการติด สมารตโฟน ไวบนวตั ถุคูผิวบนและใชแ อปพลเิ คชนั Slope Angle ผลิตโดย Radislav Khayretdinov ใชมือยกคูพ้นื ผิวทงั้ สองท่ีวางซอ นกันในแนวราบใหเอียงเพ่มิ ขนึ้ เรอ่ื ย ๆ จนกระทงั่ คูพ ้นื ผวิ บนเร่ิมขยับ เคลื่อนที่บันทกึ คา มมุ แลวทำการทดลองซำ้ 3 ครัง้ นำคามุมเฉลีย่ มาหาคาสมั ประสิทธคิ์ วามเสียดทาน สถติ สงู สดุ ( µs,max ) จากสมการท่ี (3.1)
26 ภาพที่ 3.1 การทดลองหาคา สัมประสิทธค์ิ วามเสยี ดทานสถติ สูงสดุ ระหวางสมารตโฟนกับเกา อีพ้ ลาสติก (ทิพวรรณ ศรสี าคร และคณะ, 2564) 2. การหาคาสัมประสทิ ธค์ิ วามเสยี ดทานจลนระหวางคพู ืน้ ผิวสมั ผสั ปลอยวัตถุใหเคล่ือนท่ีลงบนพ้ืนเอยี งคามุมตาง ๆ ดังแสดงในภาพที่ 3.2 แลวใชสมารต โฟน วดั คาความเรง ในแนวดง่ิ ภาพท่ี 3.2 กลอ งหรือสมารตโฟนเคล่ือนทลี่ งบนพืน้ อียง (Baldock and Johnson, 2016: 065005) จากภาพที่ 3.2 วัตถุมวล m วางสัมผัสกับระนาบเอียงทำมุม θ ซึ่งจะมีแรงในแนวตั้งฉากมา กระทำตอวัตถุ FN และเมื่อ g คือความเรงเนื่องจากแรงโนมถวงของโลก จะไดวา (Baldock and Johnson, 2016: 065005) FN = mg cosθ (3.2) องคประกอบของแรงดงึ ลงและขนานกบั ระนาบของพน้ื เอยี งมีคาเปน F = mg sinθ (3.3) ถาวัตถุหยุดนิ่งบนพื้นเอียง ดังนั้นจะมีแรงเสียดทานสถิต fs กระทำในทิศขึ้นและขนานกับ ระนาบของพื้นเอยี งในทิศทางตรงกันขา มกับแรง F จะไดวา fs = mg sinθ (3.4) เมอื่ fs มีนิยามเปน fs = µs FN (3.5)
27 เมื่อ µs คอื สมั ประสิทธ์ิความเสียดทานสถติ ถาวัตถุไถลลงบนระนาบเนือ่ งจากมีแรงเสียดทานกระทำในทิศทางตรงกันขามกับทศิ ทางการ เคลื่อนทีข่ องวัตถุ น่นั คือมีแรงเสยี ดทานจลน fk มากระทำตอ วตั ถุ จะไดวา fk = µk FN (3.6) เม่อื µk คอื สัมประสทิ ธ์คิ วามเสยี ดทานจลน สำหรับวัตถุที่ไถลลงบนพื้นของระนาบเอียงจะมีคาแรงเสียดทานจลนนอยกวาแรงเสียดทาน สถติ เสมอ น่ันคือ fk < fs และความเรง a ของวตั ถุที่ไถลลงบนระนาบเอยี ง สามารถเขยี นสมการแสดง ความพนั ธไ ดเปน =ma mg sinθ − fk (3.7) ดังนน้ั =ma mg sinθ − µk FN (3.8) และ =a g (sinθ − µk cosθ ) (3.9) =a g cosθ (tanθ − µk ) (3.10) เพราะฉะนัน้ จะไดว า =a / g cosθ (tanθ − µk ) (3.11) สมการที่ (3.11) แสดงใหเหน็ วาอตั ราสวนของ a/g เพิ่มขึ้นเปน ฟงกช ันของมมุ ระนาบเอียง θ สำหรับ µk คงทใ่ี ด ๆ นอกจากนี้แลว สำหรับคา µk ตา ง ๆ ที่เพมิ่ ข้นึ ซึ่งเปน ฟงกชนั ของมมุ อาจมคี า แตกตา งกนั อัตราสว นของ a/g ทีเ่ พมิ่ ขน้ึ เปนฟงกชันของมุมเอยี ง θ สำหรับ µk คงทค่ี า หนึ่ง เมื่อ g คือคา ความเรงเนอ่ื งจากแรงโนม ถวงของโลก นอกจากน้สี ำหรบั คา µk ทแ่ี ตกตางกนั ทเี่ พ่ิมขนึ้ ทีเ่ ปน ฟงกชนั ของมุมอาจจะมีคาแตกตางกันได เมื่อมุมเอียงเปน 90° แผนกระดานของพื้นเอียงจะอยใู น แนวตั้งฉากกับพื้น และคาอัตราสวนของ a/g มีคาเทากับ 1 วัตถุจะตกลงมาอยางอิสระ (free-fall) เมอ่ื อตั ราสว นของ a/g มีคาเทา กับ 0 นัน่ คือ a = 0 และความเรว็ ของวตั ถจุ ะมคี าคงท่ี (Baldock and Johnson, 2016: 065005) (ก) (ข) ภาพท่ี 3.3 ตวั อยา งการวัดคาความเรงสมารตโฟนเคล่ือนท่ีลงบนพื้นเอียง (ก) θ = 15° และ (ข) θ = 35°
28 ภาพท่ี 3.4 คา a/g และ มมุ θ ท่ีวดั โดยใชเซนเซอรวัดความเรง บนสมารตโฟนของวตั ถทุ ี่ไถลลงระนาบของพ้ืนเอียง (ทมี่ า: Baldock & Johnson, 2016) เมือ่ เขียนกราฟแสดงความสมั พันธระหวา งอัตราสวน a/g กบั คามมุ เอียง θ แลว หาคามุม θ บนกราฟที่ a/g = 0 มาคำนวณหาคาสัมประสิทธิค์ วามเสียดทานจลน ( µk ) ไดจากสมการ µk = tanθ (3.12) ทำการทดลองหาคาสัมประสิทธิ์ความเสียดทานจลน ( µk ) ของคูพื้นผิว ดวยการติดสมารต โฟน ไวบ นวตั ถุคผู วิ บนและใชแ อปพลิเคชนั SPARKvue ผลิตโดย PASCO scientific วดั คา ความเรง ของการเคล่อื นทีใ่ นแนวดงิ่ (แกน y, ay) โดยการนำวตั ถุคูพนื้ ผวิ ไปวางบนพ้นื เอียงคามมุ ตาง ๆ แลว ปลอยใหเคลือ่ นที่บนพ้ืนเอียง (ภาพที่ 3.3) วัดคาความเรง ทำการทดลองซ้ำ 3 ครั้ง แลวเขียนกราฟ แสดงความสัมพันธระหวางคา a/g กับคามุม θ แลวหาคาจุดตัดแกน x ที่ทำให a/g = 0 บนกราฟ คำนวณหาคาสมั ประสิทธิ์ความเสียดทานจลน ( µk ) จากสมการท่ี (3.12) เอกสารอา งองิ Serkan Kapucu, (2018). A simple experiment to measure the maximum coefficient of static friction with a smartphone. Physics Education, 53, 053006. Baldock, C. and Johnson, R. (2016). Investigation of kinetic friction using an iPhone. Physics Education, 51, 065005.
29 O A T L Conservation of 4h Fr Mechanical Energy B W กฎการอนุรักษพ ลังงานกล ตอนที่ 1 การอนรุ กั ษพ ลังงานกลของการเคลื่อนทบ่ี นระนาบเอียง คาคงทโ่ี มเมนตความเฉือ่ ยของวตั ถุแข็งเกร็งดวยหลักการอนุรักษพ ลังงานของการกล้ิงบนระนาบ เอียง วตั ถุประสงคข องการวจิ ยั เพ่อื หาคา คงท่โี มเมนตความเฉอื่ ยของลูกบอลเหล็กและแทง ไมทรงกระบอกตัน ดวยหลกั การ อนรุ ักษพ ลงั งานของการกลิง้ บนระนาบเอยี ง คาคงท่โี มเมนตค วามเฉื่อยของวตั ถุแข็งเกรง็ เปน คาคงทเ่ี ฉพาะสำหรับวัตถแุ ข็งเกรง็ รปู ทรงใด ๆ (Serway & Jewett, 2014) ที่ใชในการคำนวณหาคาโมเมนตความเฉื่อยของวัตถุ ในการเรียนการ สอนในรายวชิ าฟส ิกสพ ื้นฐานจะแสดงวธิ กี ารหาที่มาของสมการโมเมนตความเฉ่อื ยและคา คงทโี่ มเมนต ความเฉื่อยของวัตถุแข็งเกดวยวิธีการอินทิเกรตรอบแกนหมุนของวัตถุแข็งเกร็ง ซึ่งเปนวิธีการที่ ซบั ซอ นทำใหผ ูเรยี นเกดิ ความสบั สนใจการเรยี นรจู งึ ทำใหผ เู รียนเกดิ ความเบอ่ื หนายในการเรียนเรื่อง โมเมนตค วามเฉื่อย มีนักฟสิกสหลายทานพยายามหาทีม่ าของสมการโมเมนตความเฉ่ือยอยางงาย ดว ยวธิ กี ารตา ง ๆ อาทเิ ชน S.-C. Hong และ S.-I. Hong (2013; 2014) ไดศ กึ ษาวิธีการหาคา โมเมนต ความเฉอ่ื ยของแผน จาน วงแหวน ทรงกลมตัน และทรงกลมกลวงดว ยวธิ ีการแกสมการอยางงายโดย ไมใชวิธีการอนิ ทิเกรต ในขณะที่ Cao (2012) ใชว ธิ กี ารทดลองอยา งงายเพ่ือหาคาคงท่ีโมเมนตความ เฉ่ือยของลกู ปง ปอง นอกจากนี้ Andersen (2007) ยังไดแสดงวธิ ีการหาคา คงท่โี มเมนตความเฉ่ือย โดยไมใ ชก ารอินทิเกรต จากงานวิจัยท่ีไดก ลาวมาจะเห็นไดวามีวิธีการหาคาคงทีโ่ มเมนตความเฉ่ือย อยา งงา ยโดยไมใ ชก ารอินทเิ กรต ดงั น้นั ในบทความนี้จงึ เปน การออกแบบชุดทดลองอยางงา ยสำหรบั หาคาคงท่ีโมเมนตค วามเฉื่อยของวัตถแุ ข็งเกรง็ ดวยหลกั การอนุรักษพลังงานของการกลิ้งบนระนาบ เอียง
30 การเคลอ่ื นท่ขี องวัตถบุ นเสนตรงท่ีมีความเรงคงที่ วัตถุเคลื่อนที่บนระนาบเอียงเปนตัวอยางของวัตถุที่เคลื่อนที่ในแนวเสนตรงดวยความเร็ว เปลีย่ นไปอยางสมำ่ เสมอหรอื การเคลอ่ื นทีด่ วยความเรง คงท่ี สมการการเคล่ือนท่ีดวยความเรง คงทท่ี ี่ กำหนดใหระยะทางเปนฟง กช นั ของเวลาและกำหนดใหตำแหนงเร่ิมตนวัตถหุ ยุดนิ่งอยูกับที่ ( v0 = 0) สามารถเขียนสมการแสดงความสัมพนั ธไ ดเปน =s v0t + 1 at 2 (4.1) 2 เน่อื งจากตำแหนง เร่มิ ตน วัตถหุ ยุดนง่ิ อยกู ับท่ี ( v0 = 0) และความเรง ของวตั ถุ a = v t เขยี นสมการท่ี (4.1) ใหมไ ดเปน s = 1 vt (4.2) 2 หรือเขียนใหมไดเ ปน v = 2s (4.3) t โมเมนตค วามเฉ่อื ย พิจารณาการกลิ้งของวัตถุลงบนระนาบเอียงดังแสดงในภาพที่ 4.1 และจากกฎการอนุรัก พลงั งาน (Mungan, 2005; Hecht, 2007; 2008) เราสามารถพจิ ารณาการกลงิ้ ของวตั ถุลงบนระนาบ เอียงไดวา 1 2 ภาพที่ 4.1 การกล้ิงของวัตถุบนระนาบเอียง ผลรวมของพลังงานกลกอ น = ผลรวมของพลังงานกลหลัง ∑ Em1 = ∑ Em2 (4.4) Ep1 + Ek1 = Ep2 + Ek2 เม่อื พิจารณาจากภาพท่ี 1 วัตถวุ างทตี่ ำแหนงปลายสดุ ของระนาบเอียง วตั ถุจะมเี ฉพาะพลงั งาน ศักยเนื่องจากความสงู (h) ของระนาบเอยี งเทาน้ัน แตเมอ่ื วตั ถุกลิ้งลงมาตามระนาบเอียง (ตำแหนงที่ 2) วตั ถุจะมที งั้ พลังงานจลนของการเคลอื่ นทีแ่ ละพลงั งานจลนของการกล้งิ (Mungan, 2005) ดังนั้น จะไดวา mgh + 0 = 0 + 1 mv2 + 1 Iω2 (4.5) 22 เนื่องจากอตั ราเร็วเชงิ มมุ ของการกล้งิ v = ωR เขยี นสมการท่ี (4.5) ใหมไดเ ปน
31 =mgh 1 mv2 + 1 I v2 (4.6) 2 2 R2 เมือ่ พิจาณาโมเมนตค วามเฉ่อื ยของวัตถทุ ีเ่ ปน ทรงกลมตันและทรงกระบอกตัน I = mkR2 และ ความเร็วของการเคลอ่ื นท่ีจากสมการท่ี (4.3) จะไดวา 1 = 1 gh (4.7) t2 (1+ k ) 2s2 จากสมการที่ (4.7) เมื่อเปรียบเทียบกับสมการเสนตรง =y mx + c จะพบวา ,y = 1 t2 m = 1 k ) และ x = gh นั่นคือ สามารถคำนวณหาคาคงที่โมเมนตความเฉื่อยของวัตถุไดจาก 2s2 (1 + กราฟความสมั พนั ธร ะหวา ง 1 t2 บนแกน y และ gh 2s2 บนแกน x ตามลำดับ วิธีการดำเนนิ การวิจัย 1. วธิ ีการสรา งชุดทดลองอยา งงา ยสำหรบั หาคา คงทีโ่ มเมนตความเฉอ่ื ย วัสด/ุ อปุ กรณ 1. พ้ืนเอยี ง 2. แทง ไมท รงกระบอกตนั และลกู เหล็กทรงกลมตนั 3. นาิกาจับเวลาและไมเ มตร (ก) t5 h4 h5 t1 t2 t3 t4 h1 s5 h2 h3 s1 s2 s3 s4 (ข) t2 t3 t4 t5 h5 h1 h2 h3 h4 t1 s1 s2 s3 s4 s5 ภาพท่ี 4.2 การตดิ ตั้งชดุ อปุ กรณการทดลองเพ่ือหาคา คงที่โมเมนตค วามเฉ่ือยของ (ก) แทงไมทรงกระบอกตัน และ (ข) ลูกเหล็กทรงกลมตัน ดว ยวธิ กี ารปลอ ยใหกลิง้ ลงบนระนาบเอียง
32 วิธกี ารทดลอง 1. ปรับพน้ื เอยี งท่มี ุมคา ใดคา หน่งึ ดงั แสดงในภาพท่ี 4.2 และกำหนดระยะการปลอยวตั ถุ (s) ที่ ระยะตาง ๆ เมื่อเทียบกบั ระดับความสงู ของพ้นื เอยี งทต่ี ำแหนง นั้น 2. ปลอยวตั ถุใหก ลง้ิ ลงมาบนพื้นเอยี งที่ตำแหนงตา ง ๆ บนั ทึกเวลาการกลิ้งของวัตถุ 3. เขียนกราฟแสดงความสัมพนั ธร ะหวา ง gh (บนแกน x) และ 1 (บนแกน y) เพ่อื หา 2s2 t2 คาความชันของกราฟ (slope) โดยท่ี = 1 แลว คำนวณหาคาคงทโี่ มเมนตความเฉอื่ ย (k) slope (1+ k ) ตอนท่ี 2 การอนุรักษพ ลังงานกลของการเคลื่อนทีแ่ บบแกวง กวัด วัตถุประสงค 1. เพ่ือศึกษาการประยุกตใชเ ซนเซอรบนสมารตโฟน 2. เพื่อศกึ ษากฎการอนรุ ักษพ ลงั งานกลจากชดุ ทดลองเพนดลู ัมอยา งงา ย 3. เพ่อื คำนวณหาคา (g) เปรยี บเทยี บกันทง้ั สองการทดลอง เน้อื หาวชิ า ฟส ิกส คณติ ศาสตร สำหรับ ระดบั ชัน้ มัธยมปลาย อุปกรณ 1. ทส่ี ำหรบั แขวนเชอื ก 2. เชือก 3. Smart phone 4. ไมเมตรหรอื ตลบั เมตร สมารต โฟนเซนเซอร (แอปพลเิ คชัน) Android : SPARKvue, Androsensor, Physics Toolbox sensor suite iOS : SPARKvue, Kinetic Sensor กฎการอนุรักษพลังงานกล ในการทดลองนเ้ี ราจะสรา งชดุ ทดลองเพนดูลัมอยา งงา ยโดยใชส มารตโฟนแทนมวลและใชเปน เครื่องมือวดั ดวย โดยการแขวนสมารต โฟนดวยเชอื ก ดังแสดงในภาพที่ 4.3 เริ่มตนการทดลองดว ย การดงึ สมารตโฟนออกมาจากตำแหนง สมดุลในแนวดงิ่ แลว ปลอยใหเ คลื่อนท่ีแบบแกวงกวัดซ่งึ เปนการ เคลื่อนที่แบบคาบนั่นเอง ณ ตำแหนง B ซึ่งเปนจุดต่ำสุดสมารตโฟนมีอัตราเร็วเปน vB และแรง เนอ่ื งจากน้ำหนัก W และความตึงของเสน เชือก T โดยแรงทงั้ หมดน้กี ระทำตอสมารตโฟนท่ีจุดศูนย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278