43 การทดลองที่ 6 พลงั งานศักยย ืดหยนุ ของสปริง (กฎของฮุค) วัตถุประสงคการทดลอง 1. เพอื่ ศกึ ษากฎของฮุคโดยใชส ือ่ จำลองโตต อบเสมือนจรงิ PhET 2. เพอื่ ศึกษาการตอสปรงิ แบบอนกุ รม และแบบขนานโดยใชส่อื จำลองโตต อบเสมอื นจรงิ PhET 3. เพือ่ ศกึ ษาพลงั งานศกั ยยดื หยนุ ของสปรงิ โดยใชส ่อื จำลองโตต อบเสมือนจริง PhET เครอื่ งมือ สถานการณจ ำลองเรอ่ื ง กฎของ Hooke จากเว็บไซต https://phet.colorado.edu/th/simulation/hookes-law ทฤษฎี การเคลือ่ นที่แบบฮารมอนิกอยางงาย (Simple Harmonic Motion: SHM) เปนการเคลื่อนที่ ของที่วัตถุเคลอื่ นที่กลับไปกลับมารอบ ๆ ตำแหนงสมดุล (equilibrium position) โดยที่แอมพลิจดู (amplitude) ของการส่ันคงที่ ซึง่ การการเคล่ือนท่ีเชน นีจ้ ะเกิดข้นึ ไดก ็ตอเมอ่ื มีแรงคืนตัว (restoring force) ซึ่งมีขนาดแปรผันโดยตรงกับการกระจดั ของวัตถุ โดยที่แรงคนื ตวั จะมีทิศทางตรงกันขามกับ การกระจัดของวัตถุเสมอ พิจารณาวัตถุมวล m ติดกับสปริงที่มีคาคงตัวสปริง (spring constant) k (สมมติใหสปริงไมมีมวล) วางอยูบนพื้นทีไ่ มมีแรงเสยี ดทานดงั แสดงในรูปท่ี 6.1 กำหนดใหตำแหนง ของตำแหนง สมดลุ ของวัตถุ (ไมม กี ารยืดและหด) เปน ตำแหนง x = 0 รปู ท่ี 6.1 ระบบของมวลตดิ สปริง แรงสปรงิ ทาหนา ที่เปนแรงคนื ตัว 43
44 ขณะวัตถุเกิดการเคลื่อนที่เปนระยะทาง จากตำแหนงสมดุล แรงลัพธท ี่กระทำตอวัตถคุ ือแรง คืนตวั ของ สปรงิ ( Fr ) จากกฎของฮคุ (Hooke’s law) แรงคืนตัวของสปริง เขยี นไดวา Fr = −kx (1) เคร่ืองหมายลบดานหนาแสดงใหเ ห็นวา แรงคืนตวั มที ิศทางตรงกันขามกับการกระจัดเสมอ จาก กฎการเคลื่อนที่ ขอ ท่ี 2 ของนิวตัน สามารถเขยี นไดวา ∑ F = ma = −kx (2) เมื่อ a คือความเรงของวตั ถทุ ตี่ ำแหนง x ในสว นของแบบจำลองโตต อบเสมือนจรงิ เรื่อง กฎของ Hooke ก็ไดน ำเสนอออกมาในหลาย ๆ ประเดน็ ไดแก สปรงิ แรง พลังงานศักย กฎของฮคุ เวกเตอร และคาคงท่ีของสปรงิ แสดงในรูปแบบ การยืดและบบี อัดสปริงเพื่อสำรวจความสัมพันธร ะหวางแรงที่ออก แรงของสปรงิ คาคงที่ของสปริง การกระจัด และพลังงานศักย ตรวจสอบวาจะเกิดอะไรขึ้นเมือ่ สปริงสองอนั ถกู เชื่อมตดิ กันตอ ๆ กัน และขนานกนั โดยจุดประสงคข องโครงการเร่อื งกฎของฮุค คอื อธิบายความสมั พันธร ะหวางแรงท่อี อก แรงของสปริง คาคงทข่ี องสปริง การกระจดั และพลงั งานศกั ย อธิบายวธิ ีการเชอื่ มตอ สปรงิ สองอันตอ ๆ กัน หรือ ขนานกัน จะมีผลตอ คาคงที่ของสปริงและแรงของสปริง รวมถึงทำนายวา พลังงานศกั ยท ี่ ถูกเกบ็ ไวในสปริงจะเปลี่ยนคา คงท่ีของสปรงิ และการกระจดั อยางไร รปู ท่ี 6.2 หนา จอแสดงแบบจำลองโตตอบเสมือนจริง เรื่อง กฎของ Hooke เนื้อหากฎของฮคุ ท่โี ปรแกรมนำเสนอ มีทงั้ หมด 3 หวั ขอ หลัก คือ บทนำ ระบบ และพลังงาน ซึง่ สามารถเลอื กใชไ ดต ามหัวขอ ทีต่ อ งการ เพราะมกี ารแบงสวนของหวั ขอแยกกนั ดังแสดงในรูปที่ 6.3 44
45 รปู ที่ 6.3 แสดงแบบจำลองโตต อบเสมอื นจรงิ เรือ่ ง กฎของ Hooke ใน 3 หัวขอ หลกั คอื บทนำ ระบบ และพลังงาน หวั ขอท่ี 1 บทนำ (Intro) สวนประกอบและรายละเอียดของอุปกรณเครื่องมือตาง ๆ ในแบบจำลองโตตอบเสมือนจรงิ เรื่อง กฎของฮุค ในหัวขอ บทนำ รปู ท่ี 6.4 สว นประกอบและรายละเอยี ดของอปุ กรณเ คร่อื งมือตาง ๆ ในหัวขอ บทนำ ตารางท่ี 6.1 สว นประกอบและรายละเอยี ดของอุปกรณเครอ่ื งมอื ตา ง ๆ ในหวั ขอบทนำ ลำดบั อปุ กรณ/ เคร่อื งมือ รายละเอียด 1 1.ฟง กช นั การแสดงผล 1.1 แรงพยายาม คือ เวกเตอรที่แสดงขนาดและทิศทางของ แรงท่กี ระทำตอสปรงิ ทั้งการยดื และหดของสปริง 1.2 แรงสปริง คือ เวกเตอรแสดงขนาดและทิศทางของแรงดึง กลบั ของสปริงซ่ึงเปนแรงปฏิกิริยาท่สี ปรงิ จะกระทำในทิศตรงขาม กับแรงพยายาม 1.3 การกระจัด คอื เวกเตอรแ สดงขนาดและทศิ ทางของระยะ ยดื หรือหดของสปริง 1.4 ตำแหนงสมดุล คือ การแสดงผลจุดสมดุลของสปริงเพ่ือ ทราบระยะยืดและหดของสปริง 45
46 1.5 คาจะแสดงขนาดของเวกเตอรออกมาเปนตัวเลขกากับ เวกเตอรนัน้ ๆ 2 2. จำนวนสปรงิ สามารถเลือกไดว าจะแสดงชดุ การทดลองสปริง 1 หรอื 2 ชุด 3 3. คาคงที่สปริง สามารถกำหนดหรือปรับคาคงที่สปริงได ตั้งแต 100 N/m ถงึ 1,000 N/m 4 4. แรงพยายาม สามารถกำหนดหรือปรับแรงพยายามท่ีกระทำตอ สปริง ถาปรับคา –100 ถึง 0 คือการออกแรงตอสปริงในทิศ –X หรือเปนการหดสปรงิ และถา ปรบั คา 0 ถงึ 100 คือ การออกแรง ตอ สปรงิ ในทศิ +X หรือเปนการยดื สปริง รปู ที่ 6.5 ภาพตวั อยาง เลือกแสดงแบบจำลองสปรงิ 2 ตัว หวั ขอที่ 2 ระบบ รปู ท่ี 6.6 สว นประกอบและรายละเอียดของอุปกรณเครอื่ งมือตาง ๆ ในแบบจำลองโตต อบเสมือนจริง เรอ่ื ง กฎของ ฮุค ในหวั ขอ ระบบ ระบบของสปรงิ 2 ตวั ตอกนั แบบขนาน 46
47 ตารางที่ 6.2 สวนประกอบและรายละเอยี ดของอุปกรณเ ครื่องมอื ตา ง ๆ ในหัวขอ ระบบ ลำดบั อปุ กรณ/เครื่องมอื รายละเอียด 1 1.ฟง กช นั การแสดงผล 1.1 แรงพยายาม คือ เวกเตอรที่แสดงขนาด และทิศทางของแรงที่กระทำตอสปริง ทั้งการยืด และหดของสปรงิ 1.2 แรงสปริง คือ เวกเตอรแสดงขนาดและ ทิศทางของแรงดึงกลับของสปริงซึ่งเปนแรง ปฏิกิริยาที่สปริงจะกระทำในทิศตรงขามกับแรง พยายาม สามารถเลือกแสดงผลไดคือแสดงแบบ แรงลัพธ หรือ แตกแรง 1.3 การกระจัด คือเวกเตอรแสดงขนาดและ ทศิ ทางของระยะยืดหรือหดของสปริง 1.4 ตำแหนงสมดุล คือ การแสดงผลจุดสมดลุ ของสปรงิ เพอ่ื ทราบระยะยดื และหดของสปรงิ 1.5 คาจะแสดงขนาดของเวกเตอรออกมาเปน ตวั เลขกากบั เวกเตอรน นั้ ๆ 2 2. ระบบของสปริง -แสดงระบบของสปรงิ 2 ตัวทีต่ อแบบขนานกนั -แสดงระบบของสปริง 2 ตัวที่ตอแบบอนุกรมกัน 3 กรณตี อแบบขนาน 3. คา คงทีส่ ปรงิ -กรณสี ปรงิ ตอ แบบขนาน สามารถกำหนดหรือปรับ คา คงทส่ี ปรงิ ตัวบนและตัวลางได ต้งั แต 200 N/m ถึง 600 N/m -กรณีสปริงตอแบบอนุกรม สามารถกำหนดหรือ กรณตี อแบบอนกุ รม ปรับคาคงที่สปริงตัวซายและตัวขวาได ตั้งแต 200 N/m ถึง 600 N/m 4 4. แรงพยายาม สามารถกำหนดหรือปรับแรง พยายามที่กระทำตอสปริง ถาปรับคา –100 ถึง 0 คอื การออกแรงตอสปรงิ ในทิศ –X หรอื เปนการหด สปรงิ และถาปรบั คา 0ถึง 100 คือการออกแรงตอ สปริงในทิศ +X หรือเปนการยืดสปรงิ 47
48 รปู ที่ 6.7 สว นประกอบและรายละเอียดของอุปกรณเครอ่ื งมือตาง ๆ ในแบบจำลองโตต อบเสมือนจริง เรอื่ ง กฎของ ฮุค ในหัวขอระบบ ระบบของสปรงิ 2 ตวั ตอ กนั แบบอนกุ รม การเอาสปรงิ สองอนั ซง่ึ มคี านิจของสปรงิ k1 และ k2 ตามลำดับ มาตอ กันอาจจะตอกนั ไดใน 2 ลักษณะคอื ตอแบบขนาน และตอ แบบอนกุ รม คานจิ ของสปริงรวมกันทงั้ สองเปนดงั น้ี การตอแบบขนาน k= k1 + k2 การตอแบบอนุกรม 1= 1 + 1 หรอื k = k1k2 k k1 k2 k1 + k2 หัวขอท่ี 3 พลังงาน รปู ที่ 6.8 แบบจาลองโตต อบเสมอื นจรงิ เร่ือง กฎของฮคุ ในหวั ขอ พลังงาน 48
49 ตารางที่ 6.3 สวนประกอบและรายละเอยี ดของอปุ กรณเคร่ืองมอื ตา ง ๆ ในหัวขอ พลังงาน ลำดบั อปุ กรณ/เคร่ืองมอื รายละเอียด 1 1.ฟง กช นั การแสดงผล 1.1 การแสดงผลพลังงาน สามารถเลือกการ แสดงผลของพลังงาน ในรูปแบบตาง ๆ ไดแก กราฟ แทง แสดงคาพลังงาน หรอื แสดงคาของแรง 1.2 แรงพยายาม คือ เวกเตอรที่แสดงขนาดและ ทิศทางของแรงที่กระทำตอสปริง ทั้งการยืดและหด ของสปรงิ 1.3 การกระจัด คือเวกเตอรแสดงขนาดและ ทศิ ทางของระยะยดื หรอื หดของสปรงิ 1.4 ตำแหนงสมดุล คือ การแสดงผลจุดสมดุลของ สปริงเพือ่ ทราบระยะยดื และหดของสปริง 1.5 คา จะแสดงขนาดของเวกเตอรออกมาเปน ตวั เลขกำกบั เวกเตอรน ้ัน ๆ 2 คาคงท่ีสปรงิ สามารถกำหนดหรือปรับคาคงท่ีสปริงได ตั้งแต 100 N/m ถงึ 400 N/m 3 การกระจัด สามารถกำหนดหรือปรับระยะยืดหรือหด ของสปริงตามแนวแกน x ได ปรับไดตั้งแต –1 m จนถึง 1 m ถาปรับคา –1 m ถึง 0 คือสปริงจะหดใน ทศิ –X และถาปรบั คา 0 ถึง 1 m คือสปรงิ ยืดออกใน ทิศ +X พลังงานศักยยืดหยุน (Elastic Potential Energy) คือ พลังงานศักยของสปริงขณะทีย่ ืดออก หรอื หดเขา จากตำแหนง สมดุล หาพลงั งานศักยยืดหยุน ไดจากสมการ เมื่อ U = 1 kx2 (m) 2 ������������ คอื การกระจดั ของสปรงิ อา งอิงทจี่ ุดสมดลุ ของสปรงิ จนถึงจุดทสี่ ปรงิ ยดื หรือหด ������������ คือ คา นจิ หรอื คา คงท่ขี องสปริง (N/m) 49
50 วธิ กี ารทดลอง 6.1 การหาคา คงทขี่ องสปรงิ 1. เขาไปทีเ่ วบ็ ไซตก ารทดลอง https://phet.colorado.edu/th/simulation/hookes-law หรอื เปดแอปพลเิ คชนั PhET Simulation บนสมารต โฟน 2. ต้งั คา ตาง ๆ ดังรปู ท่ี 6.9 แลวปรบั คา ตามท่กี ำหนดใหในตารางท่ี 6.4 และบันทึกผลลงใน ตาราง รูปที่ 6.9 หนาจอแสดงการปรับคา ตาง ๆ เพือ่ หาคา คงท่ีของสปริงตามกฎของฮคุ ตารางท่ี 6.4 แรงพยายาม (F) และการกระจดั (x) ท่กี ระทำตอสปริง k = 1000 N/m k = 100 N/m k = 300 N/m k = 500 N/m k = 800 N/m F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) 10 10 10 10 10 20 20 20 20 20 30 30 30 30 30 40 40 40 40 40 50 50 50 50 50 60 60 60 60 60 70 70 70 70 70 80 80 80 80 80 90 90 90 90 90 100 100 100 100 100 50
51 เขียนกราฟแสดงความสัมพันธร ะหวางแรงพยายาม (F) (บนแกน y) และการกระจัด (x) (บนแกน x) และหาคา คงทสี่ ปรงิ (k) จากคาความชนั ของกราฟ สรุปและอภปิ รายผลการทดลอง 6.2 การหาคาคงท่ขี องสปรงิ ท่ตี อ กนั แบบขนาน 1. เขาไปที่เว็บไซตการทดลอง https://phet.colorado.edu/th/simulation/hookes-law หรือ เปดแอปพลเิ คชัน PhET Simulation บนสมารตโฟน 2. ตั้งคาตา ง ๆ ดังรูปที่ 6.10 แลวปรับคาตามที่กำหนดใหในตารางท่ี 6.5 และบันทึกผลลงใน ตาราง รปู ท่ี 6.10 หนา จอแสดงการปรับคา ตาง ๆ เพือ่ หาคาคงทข่ี องสปรงิ ตามกฎของฮุค กรณีตอสปรงิ แบบขนาน ตารางท่ี 6.5 แรงพยายาม (F) และการกระจัด (x) ที่กระทำตอสปรงิ ท่ตี อ กนั แบบขนาน k1 = 200 N/m k1 = 200 N/m k1 = 200 N/m k1 = 400 N/m k1 = 600 N/m k2 = 200 N/m k2 = 400 N/m k2 = 600 N/m k2 = 200 N/m k2 = 200 N/m F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) 10 10 10 10 10 20 20 20 20 20 30 30 30 30 30 40 40 40 40 40 50 50 50 50 50 60 60 60 60 60 70 70 70 70 70 80 80 80 80 80 90 90 90 90 90 51
52 100 100 100 100 100 เขียนกราฟแสดงความสมั พนั ธร ะหวางแรงพยายาม (F) (บนแกน y) และการกระจดั (x) (บนแกน x) และหาคา คงทสี่ ปรงิ (k) จากคา ความชันของกราฟและเปรียบเทียบจากการคำนวณทางทฤษฎี - คาคงที่สปรงิ (k) จากคา ความชันของกราฟ ................................................................. - คาคงท่ีสปรงิ (k) จากการคำนวณทางทฤษฎี k= k1 + k2 สรุปและอภปิ รายผลการทดลอง 6.3 การหาคา คงทข่ี องสปรงิ ทีต่ อกันแบบอนกุ รม 1. เขาไปที่เว็บไซตการทดลอง https://phet.colorado.edu/th/simulation/hookes-law หรอื เปด แอปพลเิ คชนั PhET Simulation บนสมารต โฟน 2. ตั้งคาตาง ๆ ดังรูปที่ 6.11 แลวปรับคาตามที่กำหนดใหในตารางที่ 6.6 และบันทกึ ผลลงใน ตาราง รูปที่ 6.11 หนา จอแสดงการปรับคาตาง ๆ เพ่ือหาคา คงทีข่ องสปริงตามกฎของฮุค กรณีตอ สปริงแบบอนุกรม ตารางท่ี 6.6 แรงพยายาม (F) และการกระจดั (x) ท่กี ระทำตอ สปริงทตี่ อกนั แบบอนกุ รม k1 = 200 N/m k1 = 200 N/m k1 = 200 N/m k1 = 400 N/m k1 = 600 N/m k2 = 200 N/m k2 = 400 N/m k2 = 600 N/m k2 = 200 N/m k2 = 200 N/m F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) F (N) x (m) 10 10 10 10 10 20 20 20 20 20 52
53 30 30 30 30 30 40 40 40 40 40 50 50 50 50 50 60 60 60 60 60 70 70 70 70 70 80 80 80 80 80 90 90 90 90 90 100 100 100 100 100 เขียนกราฟแสดงความสมั พันธร ะหวางแรงพยายาม (F) (บนแกน y) และการกระจดั (x) (บนแกน x) และหาคาคงทส่ี ปรงิ (k) จากคา ความชนั ของกราฟและเปรยี บเทยี บจากการคำนวณทางทฤษฎี - คา คงท่ีสปรงิ (k) จากคาความชนั ของกราฟ ................................................................. - คา คงทสี่ ปริง (k) จากการคำนวณทางทฤษฎี k = k1k2 สรปุ และอภิปรายผลการทดลอง k1 + k2 6.4 พลังงานศกั ยยดื หยนุ ของสปรงิ 1. เขาไปที่เว็บไซตการทดลอง https://phet.colorado.edu/th/simulation/hookes-law หรอื เปด แอปพลิเคชัน PhET Simulation บนสมารต โฟน 2. ตั้งคาตาง ๆ ดังรูปที่ 6.12 แลวปรับคา ตามที่กำหนดใหใ นตารางท่ี 6.7 และบันทึกผลลงใน ตาราง รปู ท่ี 6.12 หนา จอแสดงการปรบั คาตา ง ๆ เพ่อื หาคาพลังงานศักยยืดหยุนของสปรงิ 53
54 ตารางท่ี 6.7 พลงั งานศกั ยย ืดหยนุ (U) และการกระจัด (x) ท่ีกระทำตอ สปริง k = 100 N/m k = 200 N/m k = 300 N/m k = 400 N/m x (m) U (J) x (m) U (J) x (m) U (J) x (m) U (J) 0.200 0.200 0.200 0.200 0.400 0.400 0.400 0.400 0.600 0.600 0.600 0.600 0.800 0.800 0.800 0.800 1.000 1.000 1.000 1.000 เขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธระหวา งพลงั งานศกั ยยดื หยุน (U) (บนแกน y) และการกระจัด (x) (บน แกน x) และหาคาคงทสี่ ปริง (k) จากคา ความชนั ของกราฟและเปรียบเทียบจากคาท่กี ำหนดให สรปุ และอภปิ รายผลการทดลอง 54
55 การทดลองที่ 7 คล่นื ในเสนเชือก วัตถุประสงค 1. เพือ่ ศึกษาชนดิ ของคล่ืนในเสนเชือกโดยใชส่ือจำลองโตต อบเสมือนจริง PhET 2. เพ่ือหาคา อัตราเรว็ คลน่ื ในเสนเชือกโดยใชส ่อื จำลองโตต อบเสมอื นจริง PhET เครอื่ งมือ สถานการณจ ำลองเรือ่ ง คลื่นในเสนเชอื ก จากเว็บไซต https://phet.colorado.edu/th/simulation/wave-on-a-string สวนประกอบของคล่ืน 1) ความยาวคล่ืน ( λ ) คือระยะทคี่ ล่ืนเคลอ่ื นท่ไี ดค รบหนงึ่ รอบ 2) แอมพลิจูดของคลื่น (A) คือระยะท่ีคลื่นเคล่ือนที่ขึ้นไปถงึ จุดสูงสุด หรือเปนระยะทอ ง คลืน่ นั่นเอง 3) คาบ (T) คอื ระยะเวลาทค่ี ลื่นใชในการเคลือ่ นทคี่ รบหนง่ึ รอบ 4) ความถ่ี (f) คือความถี่ของคลืน่ ในเวลาทีค่ ล่นื เคล่อื นท่ีครบหน่ึงรอบหรอื คาบ ซงึ่ ความถี่จะ เปน สว นกลบั ของคาบหรือมีคา เทา กบั 1/T 5) ความถี่เชิงมุม ( ω) คือความถี่เชิงมุมของคลื่นที่เคลื่อนที่ครบหนึ่งรอบโดยระยะของ ความถเี่ ชิงมุมจะวดั เปนเรเดยี น ความถ่ีเชิงมมุ มีหนว ยเปนเรเดียนตอ วินาที 6) ความเร็วของคลนื่ (v) คอื อัตราเร็วในการแผข องคลื่น สำหรบั ความเร็ว ความถ่ี และความยาวคลน่ื มีความสัมพันธกนั ดังสมการ v = fλ (7.1) และความสัมพันธร ะหวางความเรว็ ของคล่นื ความถเ่ี ชงิ มมุ และเลขเชงิ มมุ (k) สามารถเขียนไดดัง สมการขางลาง v=ω (7.2) k
56 รปู ท่ี 7.1 สวนประกอบของคล่ืน ทม่ี า (Serway & Jewett, 2019, p. 420) แบบจำลองโตต อบเสมือนจริงเร่ือง คลืน่ นิง่ ในเสน เชอื ก (Wave on a string) สามารถนำเสนอ ออกมาไดอยางหลากหลายรปู แบบ ยกตัวอยางเชน คล่นื แอมพลิจูด ความถี่ ความหนว งของเสนเชือก ความตึงของเสนเชือก ลักษณะการผูกของปลายเชือก และลักษณะของการกำเนิดคลื่น สามารถ ตรวจสอบไดวาจะเกิดอะไรขึ้นหาก แหลงกำเนิดคลื่นตางกัน มีความถี่ตางระดับกนั รวมถึงมีความ แตกตางของลักษณะการผูกของปลายเชือก จะสงผลตอลักษณะของคลื่นอยางไร และหากปรับคา ความหนวง ความตงึ ของเสนเชอื กจะสงผลตอคลืน่ มากนอ ยเพยี งใด แบบจำลองโตต อบเสมอื นจริง เร่ือง คลนื่ นง่ิ ในเสนเชอื ก รปู ที่ 7.2 หนาจอแสดงแบบจำลองโตตอบเสมือนจรงิ เร่อื ง คลน่ื น่งิ ในเสน เชือก
57 ตารางที่ 7.1 สวนประกอบและรายละเอยี ดของอุปกรณเครอื่ งมอื ตา ง ๆ ลำดับ อุปกรณ/ เครอ่ื งมือ รายละเอียด 1 ฟงกชันเลือกแหลง กำเนดิ คล่นื 1. แบบกำหนดเอง คือ ผูทดลองสามารถเลื่อนข้ึนลงเองได เพ่ือใหเกิดคล่ืนตามความประสงค 2. แบบแกวงไปมา คือ คลื่นที่เกิดขึ้นจะแกวงไปมาไดอยา เสถียรและตอ เน่ือง 3. แบบพัลส คอื คลนื่ ทีเ่ กิดขึน้ จะเกิดเพยี งหนง่ึ ลูกตอ การกด หนึง่ ครง้ั 2 กดเพื่อใหค ลนื่ เรม่ิ ทำงานใหม 3 ฟง กชนั เลอื กลกั ษณะการผูกของปลายเชือก 1. ปลายตรึงแนน คือ ปลายเชือกจะถูกผูกแบบตรึงแนนไม สามารถขยับได 2. ปลายตึงหลวม คือ ปลายเชือกจะผูกติดกับหวง ซึ่งสามารถ เคล่ือนที่ไดอยางอิสระ 3. ปลายไมถกู ตรึง คอื ปลายเชอื กจะถูกปลอ ยอยา งอสิ ระ 4 เปนปมุ กดเพื่อ Reset ใหอปุ กรณกลับไปอยูในจุดเร่ิมตน ของการ ตั้งคาใหม 5 ฟง กชันปรับคาแอมพลิจูด สามารถปรบั ไดจาก 0.00 เซนติเมตร จนถึง 1.25 เซนตเิ มตร
6 58 7 8 ฟงกชันปรับคาความถี่ สามารถปรับไดจาก 0.00 เฮิรต จนถึง 9 3.00 เฮริ ต 10 ฟงกชันปรับความหนวง สามารถปรับไดตั่งแตไมมีเลย จนถึง จำนวนมาก 11 ฟงกชันปรับความตึง สามารถปรับไดตั่งแตระดับต่ำ จนถึง ระดบั สูง ตัวอยางการวดั คา ตา ง ๆ อุปกรณเสรมิ 1. ไมบรรทัด 2. ตัวจบั เวลา 3. เสนอางอิง ฟงกช ันหยดุ ภาพ - ปุมสีฟา : สามารถกดเพอื่ หยุดภาพเพอื่ ดลู กั ษณะของคลนื่ อยาง ชดั เจน - ปุมสีเทา : สามารถกดดูภาพถัดไปของการเคลื่อนท่ีของคล่ืนที่ กดหยดุ ไวก อนหนา ฟงกช นั เลอื กลักษณะภาพท่แี สดง - แสดงแบบภาพชา คือ ภาพของคล่ืนท่ีแสดงจะชา กวาปกติ - แสดงแบบปกติ คอื ภาพของคล่นื ทแี่ สดงจะแสดงแบบปกติ จากรูปใชความถี่ f = 1.00 Hz จะไดค าบของคลืน่ (T = 1/1.00Hz = 1 s) และใชไ มบ รรทัดวัด ความยาวคลื่น (λ) ได 6.2 เซนติเมตร
59 จากรปู ใชค วามถ่ี f = 3.00 Hz จะไดค าบของคลื่น (T = 1/3.00Hz = 0.33 s) และใชไ มบรรทดั วดั ความยาวคล่ืน (λ) ได 3.1 เซนตเิ มตร วิธีการทดลอง ตั้งคาตาง ๆ ดงั นี้ 1. กำหนดคาแอมพลิจูดเทากับ 0.75 เซนติเมตร, ความถ่ี 1.00 เฮิรต เลือกความหนวง “ไมมีเลย” และปรบั ความตงึ เรม่ิ ตน “ระดับต่ำ ” ดังรปู ที่ 7.3 รูปที่ 7.3 แสดงหนาจอการตั้งคาเรม่ิ ตน ตาง ๆ
60 แลว กด เลน ท่เี ครอ่ื งหมาย บันทกึ คา ลงในตารางที่ 7.1 แลว ปรับคา ความถีต่ ามตารางท่ี 7.1 ตารางท่ี 7.1 ผลการทดลองคลนื่ ในเสน เชือก กรณีความตงึ เชอื ก ระดบั ต่ำ ความถ,่ี f (Hz) คาบ, T (s) ความยาวคล่ืน, λ (m) อตั ราเร็วคลื่น, v = fλ (m/s) 1.00 1.50 2.00 2.50 3.00 เฉลี่ย เขยี นกราฟแสดงความสมั พนั ธระหวางคาบ (T)(แกนx) กบั ความยาวคล่นื (λ)(แกน y) จากกราฟจะได อตั ราเรว็ คลืน่ = ความชนั ของกราฟ = …………………………………….. m/s 2. กำหนดคาแอมพลิจูดเทากับ 0.75 เซนติเมตร, ความถ่ี 1.00 เฮิรต เลือกความหนวง “ไมมีเลย” และปรบั ความตงึ เรมิ่ ตน “ระดบั ปานกลาง ” ดงั รูปที่ 7.4 รูปที่ 7.4 แสดงหนาจอการตัง้ คาเร่มิ ตนตาง ๆ
61 แลว กด เลน ทเ่ี ครือ่ งหมาย บันทกึ คา ลงในตารางที่ 7.2 แลว ปรับคาความถตี่ ามตารางท่ี 7.2 ตารางท่ี 7.2 ผลการทดลองคลืน่ ในเสนเชือก กรณคี วามตึงเชือก ระดับปานกลาง ความถ,่ี f (Hz) คาบ, T (s) ความยาวคล่ืน, λ (m) อัตราเรว็ คลน่ื , v = fλ (m/s) 1.00 1.50 2.00 2.50 3.00 เฉลยี่ เขียนกราฟแสดงความสมั พนั ธระหวางคาบ (T)(แกนx) กบั ความยาวคล่นื (λ)(แกน y) จากกราฟจะได อตั ราเรว็ คล่นื = ความชันของกราฟ = …………………………………….. m/s 3. กำหนดคาแอมพลิจูดเทากับ 0.75 เซนติเมตร, ความถ่ี 1.00 เฮิรต เลือกความหนวง “ไมมีเลย” และปรับความตึงเร่ิมตน “ระดบั ปานกลาง ” ดงั รูปที่ 7.5 รปู ท่ี 7.5 แสดงหนาจอการตัง้ คาเรม่ิ ตนตาง ๆ
62 แลวกด เลน ที่เคร่อื งหมาย บนั ทึกคา ลงในตารางท่ี 7.3 แลว ปรับคาความถี่ตามตารางท่ี 7.3 ตารางท่ี 7.3 ผลการทดลองคลน่ื ในเสนเชอื ก กรณีความตึงเชือก ระดับสูง ความถ,ี่ f (Hz) คาบ, T (s) ความยาวคลื่น, λ (m) อัตราเร็วคลืน่ , v = fλ (m/s) 1.00 1.50 2.00 2.50 3.00 เฉลย่ี เขียนกราฟแสดงความสมั พันธระหวางคาบ (T)(แกนx) กับ ความยาวคล่นื (λ)(แกน y) จากกราฟจะได อตั ราเร็วคลืน่ = ความชนั ของกราฟ = …………………………………….. m/s สรปุ และอภิปรายผลการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….
63 การทดลองท่ี 8 ความดันในของเหลว วัตถุประสงค เพอ่ื หาคาความหนาแนนของของเหลว (ρ) ทที่ ราบคาและไมท ราบคา เครื่องมือ https://phet.colorado.edu/th/simulations/under-pressure
64 กำหนดให g = 9.8 m/s2 ตอนที่ 1 หาคาความหนาแนน ของของเหลว 1. นำ้ มันเช้อื เพลิง ความลึก h (m) ความดนั P (kPa) 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 แทรกกราฟ Excel 1.6 1.8 2.0 2.2 2.4 2.6 2.8 หาคา ความหนาแนนของน้ำมนั เชื้อเพลงิ จากกราฟ จะได (กำหนดให g = 9.8 m/s2) ρ = slope และอภิปรายผลการทดลอง g
65 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
66 2. น้ำ ความลกึ h (m) ความดัน P (kPa) 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 แทรกกราฟ Excel 1.6 1.8 2.0 2.2 2.4 2.6 2.8 หาคาความหนาแนน ของนำ้ จากกราฟ จะได (กำหนดให g = 9.8 m/s2) ρ = slope และอภปิ รายผลการทดลอง g ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
67 3. น้ำผ้ึง ความลึก h (m) ความดัน P (kPa) 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 แทรกกราฟ Excel 1.6 1.8 2.0 2.2 2.4 2.6 2.8 หาคา ความหนาแนน ของนำ้ ผง้ึ จากกราฟ จะได (กำหนดให g = 9.8 m/s2) ρ = slope และอภปิ รายผลการทดลอง g ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
68 ตอนที่ 2 หาคา ความหนาแนนของของเหลวที่ไมทราบคา 1. ของไหล A ความลึก h (m) ความดนั P (kPa) 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 แทรกกราฟ Excel 1.6 1.8 2.0 2.2 2.4 2.6 2.8 หาคาความหนาแนนของของไหล A จากกราฟ จะได (กำหนดให g = 9.8 m/s2) ρ = slope และอภปิ รายผลการทดลอง g ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
69 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
70 2. ไหล B ความลึก h (m) ความดนั P (kPa) 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 แทรกกราฟ Excel 1.6 1.8 2.0 2.2 2.4 2.6 2.8 หาคาความหนาแนนของของไหล B จากกราฟ จะได (กำหนดให g = 9.8 m/s2) ρ = slope และอภิปรายผลการทดลอง g ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
71 3. ของไหล C ความลึก h (m) ความดนั P (kPa) 0.2 0.4 0.6 0.8 1.0 1.2 1.4 แทรกกราฟ Excel 1.6 1.8 2.0 2.2 2.4 2.6 2.8 หาคา ความหนาแนน ของของไหล C จากกราฟ จะได (กำหนดให g = 9.8 m/s2) ρ = slope และอภิปรายผลการทดลอง g ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
72 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
73 การทดลองท่ี 9 การตอแบตเตอรแี ละการประยุกตใชงาน 1. การตอเซลลไฟฟา 1.1 การตอเซลลไ ฟฟา แบบอนกุ รม คือ การนำเซลลไฟฟา มาตอ เรียงกนั 1.1.1 การตอเซลลไ ฟฟาท่ีแรงดนั มีทศิ ทางเดยี วกนั ดงั รปู ท่ี 9.1 แรงดันไฟฟา รวมเทากบั แรงดนั ไฟฟา ของแตล ะเซลลรวมกนั รูปที่ 9.1 แสดงการตอ เซลลไ ฟฟาแบบอนุกรมทแ่ี รงดนั มีทิศทางเดียวกัน จะได ET = E1 + E2 1.1.2 การตอเซลลไฟฟาที่แรงดันมีทิศทางตรงขามกัน ดังรูปท่ี 9.2 แรงดันไฟฟารวม เทากับแรงดันไฟฟา ของเซลลหักลางกัน รูปที่ 9.2 แสดงการตอ เซลลไฟฟา แบบอนุกรมท่ีแรงดันมที ศิ ทางตรงขา มกัน จะได ET = E1 − E2 (กรณีท่ี E1 > E2) ET = E2 − E1 (กรณที ่ี E2 > E1) 1.1.3 กระแสไฟฟาที่ไหลผานแตละเซลลมีคาเทากัน โดยความจุของกระแสไฟฟา แบตเตอรี่มีคาเทากับความจุของกระแสไฟฟาเซลลเดียว (หากแตละเซลลมีความจุกระแสไฟฟาไม เทากัน ความจุของกระแสไฟฟาแบตเตอรี่จะเทากับความจุกระแสไฟฟาของเซลลที่มีความจุ กระแสไฟฟานอ ยท่ีสุด) จะได IT = กระแสไฟฟาของเซลลไฟฟา ท่มี ีคา นอ ยทส่ี ุด 1.2 การตอเซลลไฟฟาแบบขนาน คือ การตอขั้วบวกของเซลลท ุกเซลลเขา ดวยกนั แลว ตอ เขา กับโหลดดา นหน่งึ และตอขั้วลบของเซลลทุกเซลลเขาดว ยกนั แลว ตอเขา กับโหลดอีกดานหน่ึง โดย การตอ แบบนจ้ี ะทำใหแ รงดันไฟฟารวมเทา เดิม แตกระแสไฟฟา ในวงจรจะมากขึน้
74 รูปที่ 9.3 แสดงการตอ เซลลไ ฟฟาแบบขนาน หาแรงดันไฟฟา รวม ไดจาก ET = E1 = E2 หากระแสไฟฟา รวม ไดจาก IT = I1 + I2 1.3 การตอเซลลไฟฟาแบบผสม เปนการตอทั้งแบบอนุกรมและขนานรวมกัน จึงตองใช ลักษณะสมบัติของการตอเซลลทั้งแบบอนุกรมและขนานมาใชในการคำนวณหาคาตาง ๆ การตอ เซลลไ ฟฟา แบบผสมแบง ได 2 แบบ คือ 1.3.1 การตอเซลลไฟฟา แบบอนกุ รม-ขนาน เปนการตอ เซลลแบบอนุกรมกอ น จากน้ัน จงึ นำมาขนานกัน ดังรูปท่ี 9.4 รูปท่ี 9.4 แสดงการตอเซลลไ ฟฟา แบบอนุกรม-ขนาน หาแรงดันไฟฟา รวม ET = E1 + E2 หรือ ET = E3 + E4 กระแสไฟฟารวมทส่ี ามารถจายออกมาได =I1 =IE1 IE2 =I2 =IE3 IE4 =IT I1 + I2 1.3.2 การตอ เซลลไฟฟา แบบขนาน-อนกุ รม เปน การตอ เซลลแบบขนานกอ น จากนัน้ จงึ นำมาอนุกรมกนั ดงั รปู ที่ 9.5 รปู ที่ 9.5 แสดงการตอ เซลลไฟฟาแบบขนาน-อนุกรม
75 หาแรงดันไฟฟารวม =ET1 =E1 E2 =E3 E4 =ET2 ET1 + ET2 =ET กระแสไฟฟารวมทสี่ ามารถจายออกมาได =IT1 I1 + I2 =IT2 I3 + I4 =IT =IT1 IT2 เคร่อื งมอื สถานการณจ ำลอง เร่ือง ชุดเคร่อื งมือตอวงจรไฟฟา : กระแสตรง https://phet.colorado.edu/th/simulation/circuit-construction-kit-dc รูปท่ี 9.6 หนาจอแสดงโปรแกรม PhET เรอื่ ง ชดุ เครือ่ งมอื ตอวงจรไฟฟา: กระแสตรง
76 ตารางท่ี 9.1 สว นประกอบและรายละเอยี ดของอปุ กรณเครื่องมอื ตาง ๆ รายละเอียด ลำดับ อุปกรณ/ เครอ่ื งมอื 1 สายไฟ ใชเ ชอ่ื มตอวงจรไฟฟา แบตเตอรี่ สามารถปรบั คา ความตางศกั ยไดตงั้ แต 0 – 120 โวลต และ 100 – 100,000 2 โวลต สามารถสลับขั้ว บวก/ลบ ได หลอดไฟ 3 สามารถปรับคา ความตานทานได 0 – 120 โอหม สวติ ชไฟ 4 สามารถ เปด /ปด ได โวลตมเิ ตอร 5 ใชว ัดความตา งศักยไฟฟา แอมมเิ ตอร ใชว ัดกระแสไฟฟา
77 วธิ ีการทดลอง 9.1 การตอเซลลไฟฟา แบบอนุกรม 1. ตอ เซลลไฟฟาตามรปู ท่ี 9.7 (ก) รปู ที่ 9.7 การตอเซลลไฟฟาแบบอนุกรม รปู ที่ 9.8 ตวั อยางการตอเซลลไ ฟฟาแบบอนุกรมและการวัดแรงดันไฟฟา 1.2 ใชโวลตมิเตอร วัดหาคาแรงดันไฟฟาที่จุด A – B, A – C, A – D และ A – E (ตามรูปที่ 9.7ก) บันทึกคาทีไ่ ดล งในตารางที่ 9.1 และคำนวณคาแรงดนั ไฟฟาระหวา งจดุ ท่ีกำหนด บันทึกคาใน ตารางท่ี 9.1
78 1.4 กลบั ข้วั เซลลไ ฟฟา ท่ี 4 ดังรูปท่ี 9.7 (ข) แลวทำซ้ำขอ 1.2 และ ขอ 1.3 และ คำนวณรอย ละของความแตกตา งระหวางคาที่วัดไดกับคา ทคี่ ำนวณได บนั ทึกคาในตารางที่ 9.1 ตารางท่ี 9.1 แสดงคาแรงดันไฟฟาจากการตอ เซลลไฟฟา แบบอนกุ รม VA-E หนวย VA-B VA-C VA-D V V ตอ เซลลไฟฟา คา ทว่ี ดั ได % ปกติ คา ท่ีคำนวณ V V เปอรเซนตค วามแตกตาง % กลับข้ัว คา ที่วดั ได เซลลไ ฟฟา ที่ 4 คา ทค่ี ำนวณ เปอรเซนตค วามแตกตาง 9.2 การตอ เซลลไ ฟฟา แบบขนาน 2.1 ตอ เซลลไฟฟาตามรูปท่ี 9.9 รูปที่ 9.9 การตอเซลลไฟฟา แบบขนาน รูปที่ 9.10 ตวั อยา งการตอ เซลลไฟฟาแบบขนานและการวดั แรงดันไฟฟา
79 2.2 ใชโ วลตม เิ ตอร วดั หาคาแรงดนั ไฟฟาที่จดุ A และ B บนั ทึกคา ทไ่ี ดล งในตารางที่ 9.2 ตารางที่ 9.2 แสดงคาแรงดันไฟฟาจากการตอ เซลลไฟฟาแบบขนาน VA-B VA-B VA-B หนว ย เซลลไ ฟฟา เซลลไฟฟา เซลลไ ฟฟา V V ขนานกนั 2 เซลล ขนานกนั 3 เซลล ขนานกัน 4 เซลล % คา ท่วี ัดได คา คำนวณ เปอรเซนตความ แตกตาง 9.3 การตอเซลลไ ฟฟาแบบผสม 3.1 ตอเซลลไ ฟฟาตามรูปที่ 9.11 รูปที่ 9.11 (ก) การตอเซลลไฟฟาแบบอนุกรม-ขนาน และ (ข) แบบขนาน-อนุกรม
80 รปู ท่ี 9.12 ตวั อยางการตอเซลลไ ฟฟาแบบผสมและการวัดแรงดนั ไฟฟา 3.2 ใชโ วลตมเิ ตอร วดั หาคาแรงดนั ไฟฟา ที่จุด A และ B บันทึกลงตารางท่ี 9.3 ตารางที่ 9.3 แสดงคาแรงดนั ไฟฟาจากการตอเซลลไฟฟา แบบผสม หนว ย VA-B VA-B V การตอ เซลลไฟฟา การตอเซลลไ ฟฟา V แบบอนกุ รม – ขนาน แบบขนาน – อนุกรม % คาทว่ี ดั ได คาคำนวณ เปอรเ ซนตค วามแตกตาง 9.4 การตอ เซลลไฟฟาแบบอนุกรมกบั หลอดไฟ ตอ วงจรดงั รูปที่ 9.13 โดยใชเซลลขนาด 6 โวลต เทากนั หมด แลวใชโวลตม ิเตอรว ดั คา ความตา งศักยแ ละใชแอมมิเตอรวดั คากระแสไฟฟา ในวงจร แลว บนั ทึกคาลงในตารางที่ 9.4
81 รปู ท่ี 9.13 การตอเซลลไฟฟาแบบอนุกรมกับหลอดไฟ ตารางท่ี 9.4 คาความตางศกั ยและกระแสไฟฟา ในวงจร วงจร ความตางศักยร วมของ ความตางศกั ยค รอ ม กระแสไหลผา นหลอดไฟ แบตเตอรี หลอดไฟ วงจรท่ี 1 วงจรที่ 2 วงจรที่ 3 เปรยี บเทยี บความสวางของหลอดไฟในวงจรที่ 1, 2 และ 3 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 9.5 การตอเซลลไฟฟา แบบขนานกบั หลอดไฟ ตอ วงจรดังรูปที่ 9.14 โดยใชเ ซลลขนาด 6 โวลต เทา กนั หมด แลว ใชโ วลตม ิเตอรว ัดคา ความตางศกั ยและใชแ อมมิเตอรวดั คากระแสไฟฟาในวงจร แลว บนั ทึกคา ลงในตารางที่ 9.5
82 วงจรท่ี 1 วงจรท่ี 2 วงจรท่ี 3 รปู ที่ 9.14 การตอเซลลไฟฟา แบบขนานกับหลอดไฟ ตารางที่ 9.5 คา ความตางศกั ยแ ละกระแสไฟฟาในวงจร วงจร ความตางศักยร วมของ ความตางศกั ยค รอม กระแสไหลผา นหลอดไฟ แบตเตอรี หลอดไฟ วงจรที่ 1 วงจรท่ี 2 วงจรที่ 3 เปรียบเทยี บความสวางของหลอดไฟในวงจรที่ 1, 2 และ 3 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
83 9.6 การตอเซลลไ ฟฟากบั หลอดไฟแบบอนกุ รมและขนาน ตอวงจรดังรปู ท่ี 9.15 โดยใชเ ซลลขนาด 6 โวลต เทา กันหมด แลว ใชโวลตมิเตอรว ดั คา ความตางศกั ยแ ละใชแ อมมเิ ตอรวัดคากระแสไฟฟาในวงจร แลว บนั ทกึ คาลงในตารางท่ี 9.6 AB D C วงจรท่ี 1 วงจรท่ี 2 รปู ที่ 9.15 การตอหลอดไฟแบบอนกุ รม (วงจรที่ 1) และ ขนาน (วงจรที่ 2) ตารางท่ี 9.6 คาความตา งศกั ยและกระแสไฟฟาในวงจร หลอดไฟ ความตา งศกั ย, V (V) กระแสไฟฟา I (A) A B C D เปรียบเทยี บความสวางของหลอดไฟ A, B, C และ D ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ...............................................................................................................................................................
84 9.7 การตอเซลลไฟฟา กับหลอดไฟแบบผสม 1) ตอ วงจรดังรูปท่ี 9.16 โดยใชเซลลขนาด 9 โวลต เทากนั หมด แลวใชโวลตมเิ ตอรวัด คา ความตางศักยและใชแอมมเิ ตอรวัดคากระแสไฟฟาในวงจร แลวบนั ทกึ คา ลงในตารางที่ 9.8 C EF AB D รปู ท่ี 9.16 การตอหลอดไฟแบบผสม ตารางที่ 9.7 คาความตา งศกั ยแ ละกระแสไฟฟา ในวงจร หลอดไฟ ความตา งศักย, V (V) กระแสไฟฟา I (A) A B C D E F เปรยี บเทยี บความสวางของหลอดไฟ A, B, C, D, E และ F ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ..............................................................................................................................................................
85 2) ตอ วงจรดังรปู ท่ี 9.17 โดยใชเซลลข นาด 9 โวลต แลวใชโวลตม ิเตอรวดั คาความตาง ศักยแ ละใชแ อมมเิ ตอรว ดั คากระแสไฟฟาในวงจร แลว บนั ทึกคา ลงในตารางที่ 9.9 A # 1 B # 2 C# 3 D รปู ที่ 9.17 การตอหลอดไฟแบบผสม ตารางท่ี 9.8 คา ความตา งศักยแ ละความสวา งของหลอดไฟ เปรียบเทยี บความสวางของหลอดไฟ A, B, C, D ความตา งศักยค รอมหลอดไฟ, V (V) ABCD ปดสวิตซ #1 อยางเดียว ปด สวติ ซ #2 อยา งเดยี ว ปดสวิตซ #3 อยางเดยี ว ปด สวติ ซท กุ ตัว ปดสวติ ซ #2 และ #3
86 สรุปผลการทดลอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………..……………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………
87 การทดลองที่ 10 วงจรไฟฟากระแสตรง จุดประสงคก ารเรยี นรู 1. เพื่อใหนักศึกษามีความรู ความเขาใจกฎของโอหม ความสัมพันธระหวางกระแสไฟฟา แรงดันไฟฟา และความตานทานตามกฎของโอหม 2. เพ่อื ใหม ีความรูและเขา ใจการตอ วงจรไฟฟา แบบอนุกรม ขนาน และผสม การคำนวณหา คากระแสไฟฟา แรงดนั ไฟฟา ความตานทาน ของวงจรไฟฟา ได 10.1 กฎของโอหม กฎของโอหม เปน กฎของความสมั พนั ธร ะหวา งกระแสไฟฟา แรงดนั ไฟฟา และความตา นทาน ไฟฟาไดมกี ารทดลองชวงในป ค.ศ.1787 – 1854 โดยนักวิทยาศาสตรชาวเยอรมันชื่อ ยอรจ ไซมอน โอหม (George Simon Ohm) ไดคนพบกฎของโอหม (Ohm’s Law) ซึ่งกลาวไววา “ในวงจรไฟฟา ใด ๆ กระแสไฟฟา จะแปรผันตรงกบั แรงดันไฟฟา และแปรผกผันกับความตานทานไฟฟา ” E = IR (10.1) ความสัมพันธระหวางแรงดันไฟฟาและกระแสไฟฟา ตามท่ี ยอรจ ไซมอน โอหม (George Simon Ohm) ไดศึกษาไว อาศัยวงจรอยางงายดงั รปู ที่ 10.1 รปู ที่ 10.1 วงจรไฟฟาที่กำหนดใหความตา นทานมคี าคงท่ี เมื่อใหความตานทานมีคาคงท่ี และคอย ๆ เพิ่มแรงดันไฟฟาดังรูปท่ี 10.1 จะพบวา กระแสไฟฟาจะเพิ่มขนึ้ ตามไปดว ยเปน อัตราสว นทเี่ ทา กัน ถาเพิ่มแรงดันไฟฟาในวงจรในขณะทีค่ วาม ตา นทานคงทจ่ี ะไดรบั กระแสไฟฟามากขึน้ และเมื่อใหแรงดันไฟฟามีคาคงที่ แลวความตานทานเปลี่ยนคาโดยคอย ๆ เพิ่มคาความ ตานทาน ดังวงจรไฟฟาในรูปที่ 10.2 พบวากระแสไฟฟาจะลดลง ถาเพิ่มความตานทานในวงจรใน ขณะทแี่ รงดนั ไฟฟาคงทจ่ี ะไดร ับกระแสไฟฟานอ ยลง
88 รปู ท่ี 10.2 วงจรไฟฟาที่กำหนดใหแ รงดันไฟฟามคี า คงท่ี 10.2 วงจรไฟฟาแบบอนกุ รม การตอตัวตานทานแบบอนุกรม หมายถึง การนำเอาตัวตานทานตั้งแต 2 ตัวขึ้นไปมาตอ เรียงลำดับกันไปในเสนวงจรเดยี วกนั ดังรปู ที่ 10.3 รูปท่ี 10.3 วงจรไฟฟาแบบอนุกรม แรงดันไฟฟาในวงจรจะเปนไปตามกฎแรงดันไฟฟา ของเคอชอฟฟท ่ีกลาวไววา “ผลรวมทาง พชี คณติ ของแรงดนั ไฟฟาในวงจรไฟฟาปดใด ๆ จะมคี า เทา กบั ศนู ย” 1) แรงดันไฟฟา หาไดดงั น้ี E = V1 +V2 +V3 (10.2) V1 = IT R1 = I1R1 (10.3) V2 = IT R2 = I2R2 (10.4) V3 = IT R3 = I3R3 (10.5) เมอื่ E แทน แรงดนั ไฟฟา แหลง จาย V1 แทน แรงดนั ไฟฟาตกครอ ม R1 V2 แทน แรงดนั ไฟฟาตกครอ ม R2 V3 แทน แรงดันไฟฟาตกครอ ม R3 Vn แทน แรงดันไฟฟาตกครอ ม R ตวั สดุ ทาย 2) กระแสไฟฟา หาไดด ังนี้
89 IT= I=1 I2= I3 (10.6) E= V=1 V=2 V3 (10.7) RT R1 R2 R3 (10.8) เมือ่ IT แทน กระแสไฟฟารวม (10.9) I1 แทน กระแสไฟฟา ทไี่ หลผา น R1 (10.10) I2 แทน กระแสไฟฟาทีไ่ หลผา น R2 (10.11) I3 แทน กระแสไฟฟาที่ไหลผา น R3 (10.12) (10.13) In แทน กระแสไฟฟา ท่ไี หลผาน R ตัวสดุ ทาย 3) ความตานทานรวมได หาไดดังน้ี RT = R1 + R2 + R3 เมอ่ื RT = ความตา นทานรวม R1, R2, R3 = ความตา นทานของตัวตา นทานแตล ะตัว 4) กำลงั ไฟฟา ทงั้ หมดของวงจร =P1 I=1V1 I12=R1 V12 R1 =P2 I=2V2 I 22=R2 V22 R2 =P3 I=3V3 I32=R3 V32 R3 PT = P1 + P2 + P3 หรือ PT = IT E เม่อื P1 แทน กำลงั ไฟฟาทเ่ี กิดขึ้นท่ี R1 P2 แทน กำลงั ไฟฟา ทเี่ กิดข้ึนท่ี R2 P3 แทน กำลงั ไฟฟา ทีเ่ กิดขึ้นที่ R3 Pn แทน กำลงั ไฟฟาที่เกิดขึ้นที่ R ตัวสดุ ทา ย
90 10.3 วงจรไฟฟา แบบขนาน ลักษณะของการตอวงจรไฟฟา คือ ตนสายของอุปกรณไฟฟาแตละตัวจะตอรวมกัน และ ปลายสายของอปุ กรณไฟฟาแตละตัวจะตอ รวมกัน ดงั รูปที่ 10.4 รูปท่ี 10.4 วงจรไฟฟา แบบขนาน จากรูปท่ี 10.4 ตัวตา นทานแตละตัวจะตอ ขนานกนั และตอครอมหรอื ตอขนานกับแหลงจาย ไฟฟาของวงจร ทำใหกระแสไฟฟาทีไ่ หลออกมาจากแหลงจายไฟฟา หรือ กระแสไฟฟารวม (Is) จะ แยกไหลในหลาย ๆ สาย ตามสาขาของตัวตานทานที่ตออยูนั้น กระแสไฟฟาที่ไหลออกมาจาก แหลงจายไฟฟา หรอื กระแสไฟฟา รวม (Is) จะเทา กับผลรวมของกระแสไฟฟาทไ่ี หลในแตละสาขา แต แรงดนั ไฟฟาตกครอมตวั ตา นทานทกุ ตวั จะเทา กับ แรงดันไฟฟาของแหลงจาย จากรูปท่ี 10.4 คากระแสไฟฟาภายในวงจร Is = I1 + I2 + I3 (10.14) คาความตา งศักยไ ฟฟา E= V=1 V=2 V3 (10.15) จากกฎของโอหม I = E ดังนั้นจะได RT E = V1 + V2 + V3 RT R1 R2 R3 เน่อื งจาก วงจรขนาน แรงดนั ไฟฟา แตละตวั มีคาเทากนั และเทากับแรงดันไฟฟาท่ีแหลงจาย ไฟฟา ดงั นัน้ จะได E =E+E+E (10.16) RT R1 R2 R3 เอา E หารสมการท่ี 4-19 จะได 1 =1+1+1 (10.17) RT R1 R2 R3
91 ในกรณีที่มตี ัวตา นทาน 2 ตัวตอ ขนานกัน เชน ถา มี R1 ขนานกบั R2 ความตานทานรวม (RT) หาไดจาก 1 = 1 + 1 = R2 + R1 RT R1 R2 R1R2 หรือ RT = R1R2 (10.18) R2 + R1 สรุปกรณที ี่มีตัวตา นทาน 2 ตัวตอขนานกันความตานทานรวม (RT) หาไดจาก (ผลคูณ หาร ดวยผลบวก) ของความตา นทานคูนัน้ ในกรณีที่ตัวตานทานที่ขนานกันมีคาเทากัน เชน ถามี RA, RB, RC ตอขนานกัน และมีคา เทากันทงั้ 3 ตวั ความตานทานรวม (RT) หาไดจาก 1 = 1+1+1 RT RA RB RC แต RA = RB = RC = R จะได 1 =1+1+1= 3 (10.19) RT R R R R เคร่อื งมือ สถานการณจำลอง เร่ือง ชุดเคร่อื งมอื ตอวงจรไฟฟา: กระแสตรง https://phet.colorado.edu/th/simulation/circuit-construction-kit-dc รูปที่ 10.5 หนาจอแสดงโปรแกรม PhET เรื่อง ชุดเครอ่ื งมือตอ วงจรไฟฟา : กระแสตรง
92 ตารางท่ี 10.1 สวนประกอบและรายละเอยี ดของอุปกรณเครอ่ื งมอื ตา ง ๆ รายละเอยี ด ลำดับ อปุ กรณ/เคร่อื งมือ สายไฟ 1 ใชเช่อื มตอวงจรไฟฟา 2 แบตเตอรี่ สามารถปรับคาความตางศักยได 3 ตง้ั แต 0 – 120 โ ว ล ต แ ล ะ 100 – 100,000 โวลต สามารถสลับขั้ว บวก/ลบ ได หลอดไฟ สามารถปรบั คา ความตานทานได 0 – 120 โอหม สวิตชไฟ 4 สามารถ เปด /ปด ได 5 โวลตมิเตอร 6 ใชวดั ความตา งศกั ยไ ฟฟา วิธกี ารทดลอง แอมมเิ ตอร 10.1 กฎของโอหม ใชวดั กระแสไฟฟา 1) เปลย่ี นคา ความตางศกั ยข องแหลงจา ย ตัวตานทาน สามารถปรับคาความตานทานได 0 – 120 โอหม และ 100 – 10,000 โอหม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278