สัญญาเลขที่ 004/2550 รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ โครงการการศึกษาบทเรียน – ประสบการณ์ของภาคประชาสังคม/ ชุมชนในการดูแลจดั การฐานทรัพยากร โดย ศยามล ไกยูรวงศ์ สนับสนุนโดย สํานักงานการแพทย์พนื้ บ้านไทย กรมพฒั นาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก กระทรวงสาธารณสุข 10 มนี าคม 2551
คาํ นํา ในช่วงระยะเวลา ๑๘ ปี ต้งั แต่ พ.ศ.๒๕๓๒ – ๒๕๕๐ สังคมไทยไดต้ ื่นตวั ต่อการให้ ชุมชนมีส่วนร่วมในการจดั การป่ า หลงั จากไดร้ ับผลกระทบจากวกิ ฤตทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอ้ มท่ีเสื่อมโทรม ท่ามกลางการทาํ ลายพ้ืนที่ป่ าท่ีสมบรู ณ์มาแลว้ อยา่ งมหาศาล โดยการขาย ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อพฒั นาเศรษฐกิจ และการบุกเบิกพ้ืนที่ทาํ กินเพือ่ การคา้ และรองรับการ เพิ่มข้ึนของประชาชนดว้ ยแนวคิดของการพฒั นาประเทศใหท้ นั สมยั ก็ไดท้ าํ ลายภมู ิปัญญาของ ชุมชนท่ีอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ดว้ ย การสง่ั สมความรู้ สืบทอด และพฒั นามาวฒั นธรรมการดาํ รงอยขู่ องสังคมไทยไปพร้อมกนั กล่าว ไดว้ า่ สถานการณ์ปัจจุบนั (๒๕๕๑) คนไทยกาํ ลงั เผชิญหนา้ กบั การเสื่อมถอยของภูมิปัญญาชุมชน และฐานทรัพยากร ขณะเดียวกนั ก็กาํ ลงั ฟ้ื นฟสู ิ่งเหล่าน้นั ดว้ ยบทบาทของชุมชนอยา่ งมีพลงั การ ฟ้ื นฟภู มู ิปัญญาชุมชนจึงตอ้ งเกิดมาจากการใหช้ ุมชนและคนในสงั คมไทยเห็นคุณคา่ และมี ความหวงั วา่ สิ่งน้ีคือหวั ใจสาํ คญั ของการสร้างประเทศใหม้ นั่ คงในทุกดา้ น จากงานศึกษาเล่มน้ีทาํ ใหข้ า้ พเจา้ ไดข้ อ้ คิดวา่ ความหลากหลายและความแตกตา่ งของกลุ่ม ชาติพนั ธุ์ท่ีต้งั ถิ่นฐานอยใู่ นประเทศไทย ไดส้ ร้างสมภมู ิปัญญาอนั มีคา่ มหาศาลสาํ หรับการดาํ รงชีวติ อยรู่ ่วมกบั ฐานทรัพยากรไวอ้ ยา่ งยงั่ ยนื เพราะความหลากหลายทางวฒั นธรรมของกลุ่มชาติพนั ธุ์น้ี เองเราจึงไดร้ ู้วา่ ในทุกระบบนิเวศทวั่ ประเทศไทยน้นั มีคุณคา่ ของส่ิงมีชีวติ และทรัพยากร พนั ธุกรรม ท่ีปรับตวั และพฒั นาเพื่อการมีชีวติ ท่ีอยรู่ อด ขณะเดียวกนั ก็ไดส้ ร้างสรรคศ์ ิลปวฒั นธรรม ที่ทาํ ใหช้ ุมชนเกิดความภาคภูมิใจ และก่อรูปของชุมชนอยา่ งเป็นเครือข่ายขยายมาเป็นสงั คมไทย และสังคมโลก การสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเครือขา่ ยชุมชนและสังคมไทยในมิติของการ พฒั นาบนฐานการสร้างคุณค่าความหลากหลายทางวฒั นธรรม และการสร้างเศรษฐกิจของการ พ่งึ ตนเอง ดว้ ยการพ่ึงพาฐานทรัพยากรอยา่ งอ่อนนอ้ มถ่อมตน เป็นเกราะป้ องกนั ทุกใหช้ ุมชนมี ความเขม้ แขง็ พร้อมท่ีจะเผชิญหนา้ กบั การพฒั นาในยคุ โลกาภิวฒั น์
ขา้ พเจา้ หวงั วา่ รายงานศึกษาฉบบั น้ีจะเป็นคุณูปการของการร่วมสร้างคุณค่าของภูมิปัญญา ของชุมชนและคุณค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ท่ีชุมชนกาํ ลงั ปฏิบตั ิการ ใหเ้ กิดผลในทางนโยบายและสังคมตระหนกั ในคุณค่าดงั กล่าว ขา้ พเจา้ ขอขอบคุณ สาํ นกั งานการแพทยพ์ ้ืนบา้ นไทย กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก กระทรวง สาธารณสุขที่เปิ ดโอกาสใหข้ า้ พเจา้ ไดเ้ รียนรู้สิ่งใหม่ท่ีไม่เคยรู้ ไดร้ ู้จกั ชุมชนที่ใหข้ อ้ มูลแก่ขา้ พเจา้ ทางขา้ งหนา้ ยงั ตอ้ งสร้างสรรคร์ ่วมกบั ชุมชนท่ีขา้ พเจา้ รู้จกั จากงานศึกษาเล่มน้ี และอีกหลายชุมชน เพอ่ื ใหช้ ุมชนภาคเกษตรกรรมไมถ่ ูกทาํ ลายจนหมดสิ้นในอนาคต ดว้ ยความเคารพต่อภมู ิปัญญาของบรรพบุรุษที่สร้างสงั คมไทยใหแ้ ก่เรา ศยามล ไกยรู วงศ์ 10 มีนาคม 2551
บทคดั ย่อ วตั ถุประสงคข์ องการศึกษาองคค์ วามรู้ของชุมชนในการจดั การป่ า และความหลากหลาย ของพืชอาหารและสมุนไพรเพ่อื รวมรวมองคค์ วามรู้ทีเก่ียวขอ้ ง รวบรวมจดั ทาํ แผนท่ีชุมชนท่ีมี ศกั ยภาพในการจดั การ ๔ ภูมิภาค เพอ่ื เป็นแหล่งเรียนรู้/ศึกษาดูงาน สังเคราะห์บทเรียนและปัจจยั เง่ือนไขท่ีกาํ หนดความเขม้ แขง็ ในการจดั การป่ าและความหลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพร ของชุมชน ตลอดจนจดั ทาํ แนวปฏิบตั ิการและเคร่ืองมือสาํ หรับชุมชน จากการรวบรวมงานศึกษาที่เก่ียวขอ้ ง พบวา่ หลายชุมชนในทุกภาคของประเทศไทยมี องคค์ วามรู้อยมู่ ากในการใชป้ ระโยชนแ์ ละอนุรักษป์ ่ า พืชอาหาร และสมุนไพร ในพ้ืนที่ที่มี ทรัพยากรป่ าและน้าํ ใหพ้ ่ึงพา มีที่ดินใหท้ าํ กิน และมีวถิ ีการผลิตแบบผสมผสานในรูปแบบการทาํ เกษตรกรรมเพื่อผลิตอาหารใหก้ บั ครอบครัวและผลิตพชื เชิงพาณิชยน์ ้นั ยงั สามารถรักษาความ หลากหลายของพนั ธุกรรม ท้งั ผลผลิตจากป่ า พชื อาหารและสมุนไพรได้ ถา้ หากชุมชนไดใ้ ช้ ประโยชน์โดยตรงในการเป็ นปัจจยั ส่ีของการดาํ รงชีวติ และเป็นท้งั รายไดแ้ ละการลดค่าใชจ้ ่าย ภายในครอบครัว และชุมชน อยา่ งไรกต็ ามหลายชุมชนในประเทศไทยกาํ ลงั เปล่ียนแปลงไปสู่ลดการพ่ึงพา ทรัพยากรธรรมชาติท่ีเป็ นการพ่งึ ตนเอง แตพ่ ่งึ พาการบริโภคจากสินคา้ ท่ีผลิตจากขา้ งนอก รักษา สุขภาพดว้ ยการซ้ือยากิน การเปลี่ยนระบบการผลิตเพื่อขาย การถูกตดั ขาดจากการใชท้ รัพยากรป่ า โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การเปล่ียนวถิ ีชีวติ ของชาวนาไปเป็นชาวไร่ปลูกพืชเงินตรา เช่น ออ้ ย ขา้ วโพด มนั สาํ ปะหลงั ยางพารา แทนท่ีการปลูกพืชอาหาร เราพบเห็นชุมชนเหล่าน้ีไดใ้ นทุกภาคของ ประเทศ ซ่ึงส่งผลใหค้ วามรู้ของชุมชนในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรสูญหายไป มี ความจาํ เป็นอยา่ งยง่ิ ที่ตอ้ งมีการฟ้ื นฟคู วามรู้ของชุมชน พร้อมกบั มีทางเลือกในการดาํ รงชีวติ ท้งั ทาง เศรษฐกิจและสังคมที่มน่ั คงใหก้ บั ครอบครัวและชุมชน งานศึกษาที่เกี่ยวกบั การจดั การป่ าชุมชนรวมท้งั การอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากพชื อาหาร สมุนไพร และผลผลิตจากป่ า เป็นการศึกษาในมิติของการเคล่ือนไหวทางสงั คม การรวมกลุ่มใน การจดั การป่ า สิทธิและอาํ นาจของชุมชน เพอ่ื ทา้ ทายตอ่ อาํ นาจและสิทธิในการจดั การป่ าโดยรัฐ ตอ่ มาจึงพฒั นามาสู่การศึกษาในมิติของระบบนิเวศ มูลค่าของการใชป้ ระโยชนท์ างเศรษฐกิจ และ ความสมั พนั ธ์ทางวฒั นธรรมของชุมชนในการใชป้ ระโยชน์และอนุรักษค์ วามหลากหลายทาง ชีวภาพ การพฒั นาการงานศึกษาเป็นไปตามกระแสของสังคมต่อการวพิ ากษว์ จิ ารณ์การคุกคาม ทรัพยากรในหลากหลายมิติ ฐานขอ้ มลู งานศึกษาท่ีไดร้ วบรวมไวใ้ นรายงานศึกษาน้ีจะทาํ ใหเ้ ห็น ภาพรวมของพ้ืนที่ตา่ งๆท่ีชุมชนไดด้ ูแลรักษา และมีงานศึกษา สรุปบทเรียนไวแ้ ลว้ จาํ นวนหน่ึง ในช่วงระหวา่ งปี พ.ศ.๒๕๓๖ – ๒๕๔๙
ในงานศึกษาเลือกพ้ืนท่ีศึกษาของชุมชนที่มีความพร้อมและสนใจท้งั ดา้ นการจดั การป่ า ชุมชน พชื อาหาร และสมุนไพร ซ่ึงประกอบดว้ ยบทบาทของกลุ่มต่างๆชุมชน ไดแ้ ก่ องคก์ รชุมชน ที่ดูแลรักษาป่ า หมอพ้นื บา้ น กลุ่มผหู้ ญิง เยาวชน บางพ้ืนที่กลุ่มผสู้ ูงอายุ และผนู้ าํ ที่เป็นทางการ เช่น กาํ นนั ผใู้ หญบ่ า้ น องคก์ ารบริหารส่วนตาํ บล โรงเรียน วดั ผนู้ าํ ทางศาสนา พ้ืนท่ีศึกษาไดแ้ ก่ ภาคเหนือ - เครือขา่ ยป่ าชุมชนลุ่มน้าํ แม่มอก ต.แมม่ อก อ.เถิน จ.ลาํ ปาง ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ – ป่ าแบร็ย ตาํ บลตาเบา อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ภาคกลาง – เขตรักษา พนั ธุ์สัตวป์ ่ าหว้ ยขาแขง็ บา้ นหว้ ยร่วม และบา้ นอีซ่าพฒั นา ต.หว้ ยคต จ.อุทยั ธานี ภาคใต้ – อุทยาน แห่งชาติทะเลบนั ต.วงั ประจนั อ.ควนโดน จ.สตูล พ้ืนท่ีศึกษาดงั กล่าวจะเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษา ดูงานไดใ้ นหลายดา้ นตามความแตกต่างของระบบนิเวศ วฒั นธรรมของชุมชน และปัจจยั ภายนอก ท่ีมากระทาํ กบั ชุมชน โดยสรุปดงั น้ี กระบวนการเรียนรู้ของการรวมกลุ่มของชุมชนในระดบั ชุมชน ตาํ บล และเครือข่าย ความรู้ ของชุมชนในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนผ์ ลผลิตจากป่ า พืชอาหารและสมุนไพร ปัจจยั เง่ือนไขท่ี ทาํ ใหช้ ุมชนจดั การป่ าอยา่ งเขม้ แขง็ และเกิดการเรียนรู้ร่วมกนั ความสัมพนั ธ์ของบุคคลภายนอกที่ เขา้ มาปฏิบตั ิการร่วมกบั ชุมชน รวมท้งั แนวทางในการปฏิบตั ิสาํ หรับชุมชนซ่ึงไดว้ เิ คราะห์มาจาก ความรู้และประสบการณ์ของหลายชุมชนท่ีรวมรวมไวใ้ นงานศึกษาและรายงานสัมมนาบทเรียน ต่างๆ ตลอดจนการสงั เคราะห์จากพ้ืนท่ีกรณีศึกษา หลกั การสาํ คญั ของกระบวนการเรียนรู้คือการ สร้างเงื่อนไขใหก้ ลุ่มต่างๆและชุมชนร่วมกนั สังเคราะห์จากขอ้ มูลท้งั ภายในและภายนอกชุมชน เชื่อมโยงกบั การพฒั นาในทุกระดบั และกาํ หนดทิศทางวา่ ชุมชนควรไปในทิศทางใด การจดั การป่ า และฐานทรัพยากรควรเป็ นอยา่ งไรชุมชนจึงจะอยรู่ อดไดอ้ ยา่ งมน่ั คงในอนาคต
สารบัญ เร่ือง หน้า คาํ นํา 1 บทคดั ย่อ 1-1 1-3 • บทท่ี 1 บทนํา 1-3 1. หลกั การและเหตุผล 1-3 2. วตั ถุประสงคก์ ารศึกษา 1-4 3. ขอบเขตเน้ือหาการศึกษา 1-4 4. ระยะเวลาดาํ เนินการ 1-5 5. ข้นั ตอนการดาํ เนินการ 6. ผลที่คาดวา่ จะไดร้ ับ 1-5 7. นกั วจิ ยั ท่ีรับผิดชอบ 1-7 8. แนวคิดและแนวทางการศึกษา 9. คาํ นิยาม • บทท่ี 2 แนวคดิ การจัดการป่ าชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ 2 1. ความสาํ คญั ของการจดั การป่ าชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ 2-1 2. แนวคิดการจดั การป่ าชุมชนกบั ความหลากหลายทางชีวภาพ 2-11 • บทที่ 3 ความรู้ของชุมชนในการจัดการป่ า พชื อาหารและสมุนไพร 3 1. กระบวนการในการจดั การป่ าของชุมชน 3-1 2. กระบวนการรวมกลุ่มในการจดั การป่ าชุมชน 3-6 3. การติดตามประเมินผลการจดั การป่ า พชื อาหาร และสมุนไพรโดยชุมชน 3-14 4. การอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์ความหลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพร 3-20 • บทที่ 4 กรณศี ึกษาการจัดการป่ า พชื อาหารและสมุนไพร 4 พนื้ ที่ 4 1. หลกั เกณฑก์ ารเลือกกรณีศึกษา 4 -1 2. เครือขา่ ยป่ าชุมชนลุ่มน้าํ แม่มอก จ.ลาํ ปาง 4-3 3. การจดั การป่ ากนั ชนเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ จ.อุทยั ธานี 4-23
4. หมอพ้ืนบา้ นกบั ป่ าแบร็ยที่ตาํ บลตาเบา จ.สุรินทร์ 4-45 5. ราษฎร์ร่วมรัฐจดั การอุทยานแห่งชาติทะเลบนั จ.สตลู 4-60 • บทท่ี 5 บทสรุปและแนวทางปฏบิ ตั ิในการจัดการป่ า พชื อาหารและสมุนไพร 5 1. องคค์ วามรู้ในการจดั การป่ าพชื อาหารและสมุนไพร 5-2 2. ศกั ยภาพของชุมชนในการจดั การป่ า พชื อาหาร และสมุนไพร 5-7 3. แนวปฏิบตั ิสาํ หรับชุมชนในการจดั การป่ า พชื อาหารและสมุนไพร 5-10 • บรรณานุกรม 6 1. บทท่ี 2 แนวคิดการจดั การป่ าชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ 6-1 2. บทท่ี 3 ความรู้ของชุมชนในการจดั การป่ า พชื อาหารและสมุนไพร 6-3 3. บทที่ 4 กรณีศึกษาการจดั การป่ า พืชอาหารและสมุนไพร 4 พ้นื ที่ 6-17 • ภาคผนวก ฐานข้อมูลงานศึกษา 1-104 ภาคเหนือ 1 ภาคกลาง ตะวนั ตก และตะวนั ออก 35 ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 41 ภาคใต้ 73
บทที่ 1 บทนํา
บทที่ 2 แนวคดิ การจดั การป่ าชุมชน และความหลากหลายทางชีวภาพ
บทที่ 3 ความรู้ของชุมชนในการจดั การป่ า พชื อาหารและสมุนไพร
บทท่ี 4 กรณศี ึกษาการจดั การป่ า พชื อาหารและสมุนไพร 4 พนื้ ท่ี
บทที่ 5 บทสรุปและแนวทางปฏิบตั ใิ นการจดั การป่ า พชื อาหารและสมุนไพร
6 บรรณานุกรม
ภาคผนวก ฐานข้อมูลงานศึกษา
บทท่ี 1 บทนํา 1.หลกั การและเหตุผล องคค์ วามรู้ของชุมชนในการจดั การป่ าและความหลากหลายของพชื อาหารและ สมุนไพรมีมาแต่โบราณบนโลกใบน้ี ซ่ึงก่อกาํ เนิดข้ึนมาพร้อมกบั ความอุดมสมบูรณ์ของฐาน ทรัพยากรที่มีความแตกตา่ งหลากหลายตามระบบภูมินิเวศน์ ประเทศไทยต้งั อยบู่ ริเวณเส้นศนู ย์ สูตร มีลกั ษณะภมู ิประเทศและภมู ิอากาศที่เป็นป่ าเขตร้อน (Tropical forest) ซ่ึงมีความหลากหลาย ของป่ าหลายประเภท ไดแ้ ก่ ป่ าดงดิบ ป่ าผลดั ใบ ป่ าชายเลน ป่ าพรุ เป็นตน้ และมีความหลากหลาย ของพนั ธุ์พืช พนั ธุ์สัตว์ ป่ าเขตร้อนมีเน้ือที่เพยี งร้อยละ 7 ของพ้ืนดินบนโลก และพ้นื ที่ป่ าใน ประเทศไทยก็อยใู่ นองคป์ ระกอบน้นั การจดั การป่ าของชุมชนไดป้ รับตวั ไปตามพลวตั ิของการเปล่ียนแปลงพ้ืนที่ป่ า ที่มี แนวโนม้ ลดลงเร่ือยมา ชุมชนไดด้ ูแลรักษาป่ าและความหลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพร จากการใชป้ ระโยชน์อยา่ งไมท่ าํ ลาย ดว้ ยการเก็บเกี่ยวที่ไมข่ ดุ รากถอนโคน และเก็บเก่ียวเพยี งเพื่อ การใชป้ ระโยชน์ภายในครอบครัวและชุมชน ซ่ึงเป็นการแลกเปล่ียนผลผลิตเพ่อื การดาํ รงชีพ โดย ไม่เนน้ การคา้ เชิงพาณิชย์ แต่เม่ือนโยบายการใหอ้ นุญาตสัมปทานทาํ ไมใ้ หแ้ ก่บริษทั ตา่ งชาติและ บริษทั ในประเทศไทยมีมาต้งั แต่สมยั ยคุ ล่าอาณานิคม และการพฒั นาประเทศให้เกิดความทนั สมยั ดว้ ยการสร้างโครงสร้างพ้ืนฐานท่ีทาํ ลายพ้นื ที่ป่ า ผลกระทบที่เกิดข้ึนคือการแยง่ ชิงทรัพยากรจาก ภาคชนบทใหก้ บั ภาคเมือง และผกู ขาดการตดั สินใจต่อการพฒั นาโดยรัฐส่วนกลาง ซ่ึงเป็นเหตุให้ ชุมชนไดต้ ระหนกั ถึงการถูกละเมิดสิทธิในฐานทรัพยากรและสิทธิของชุมชน ชุมชนจึงไดร้ วมกลุ่มกนั ข้ึนในการคดั คา้ นสมั ปทานทาํ ไม้ จนกระทงั่ รัฐบาลไดย้ กเลิกการ ใหอ้ นุญาตสมั ปทานทาํ ไมท้ ้งั ประเทศเม่ือปี พ.ศ.2532 นบั แต่น้นั มาการจดั การป่ าชุมชนอยา่ งเป็น ทางการจึงไดเ้ กิดข้ึน เพื่อใหร้ ัฐและสงั คมไทยเห็นคุณคา่ ในศกั ยภาพของชุมชนท่ีสามารถดูแลรักษา ป่ าได้ วาทกรรม “ป่ าชุมชน” และ “สิทธิชุมชน” ไดถ้ ูกสร้างสรรคข์ ้ึนมาเพ่ือต่อสู้กบั อาํ นาจรัฐ ส่วนกลางท่ีผกู ขาดการจดั การป่ าอยา่ งไร้ประสิทธิภาพ หลายชุมชนทวั่ ประเทศไทยตื่นตวั ในการ จดั การป่ าชุมชนเนื่องจาก ไดป้ ระสบปัญหาวกิ ฤตความเสื่อมโทรมของป่ า ขาดแคลนแหล่งอาหาร และสมุนไพร ซ่ึงส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจภายในครอบครัวท่ีมีคา่ ใชจ้ ่ายเพ่มิ ข้ึน ในขณะท่ี รายไดล้ ดลงเพราะทาํ การเกษตรไมไ่ ดผ้ ล อนั เน่ืองมาจากขาดแคลนแหล่งน้าํ สภาพดินเสื่อมโทรม และราคาผลผลิตตกต่าํ ชุมชนจึงตระหนกั ถึงคุณคา่ ท่ีตอ้ งร่วมกนั ดูแลรักษาในลกั ษณะของกลุ่ม 1-1
องคก์ รประชาชน และร่วมกนั ท้งั ชุมชน เพื่อพ้ืนฟูทรัพยากร แหล่งอาหารและยาของชุมชน ในการ ดาํ รงชีวติ ท่ีพ่งึ ตนเองไดอ้ ยา่ งมีศกั ด์ิศรี งานศึกษาท่ีเกี่ยวกบั ป่ าชุมชนในประเทศไทยมีจาํ นวนมากท้งั น้ีมาจากกระแสการตื่นตวั ใน การรณรงคเ์ ผยแพร่ “ป่ าชุมชน” และ “สิทธิชุมชน” จึงทาํ ใหส้ ถาบนั การศึกษาและชุมชนใหค้ วาม สนใจต่อการศึกษาภูมิปัญญาของทอ้ งถิ่นในการจดั การป่ าในหลายมิติต้งั แตป่ ี พ.ศ.2532 มาจนถึงปี 2550 งานศึกษาส่วนใหญ่นาํ เสนอใหเ้ ห็นศกั ยภาพของชุมชนในการจดั องคก์ รการจดั การป่ าของ ชุมชน การเคลื่อนไหวของประชาชนในการรวมกลุ่มจดั การป่ าในระดบั ชุมชน ระดบั เครือขา่ ย และ นาํ เสนอต่อนโยบาย และยกร่างกฎหมายป่ าชุมชน ผลพวงของการจดั การป่ าของชุมชนไดท้ าํ ใหป้ ่ า ถูกฟ้ื นสภาพข้ึนมาเป็นป่ าธรรมชาติที่สมบรู ณ์ งานศึกษานาํ เสนอใหเ้ ห็นกฎเกณฑก์ ารจดั การป่ าที่มีกุศโลบายในการอนุรักษแ์ ละใช้ ประโยชนจ์ ากป่ า อาหารและสมุนไพร ที่ไม่ทาํ ลายแต่ยงั่ ยนื ไปจนถึงลูกหลาน เราจะพบงานศึกษา จาํ นวนมากมีการศึกษาที่แยกส่วนเฉพาะการศึกษาภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นในการดูแลรักษาและใช้ ประโยชน์จากสาํ รวจสมุนไพรและอาหาร แต่ไม่ไดเ้ ชื่อมโยงกบั การขบั เคลื่อนของชุมชนในการ จดั การท้งั ป่ า อาหารและสมุนไพรในป่ า อยา่ งไรก็ตามยงั มีงานศึกษาจาํ นวนนอ้ ยที่มีการศึกษาเกี่ยวกบั บทบาทของชุมชนในการ อนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ าควบคูไ่ ปกบั ความหลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพรในป่ า งานศึกษาท่ีพบในลกั ษณะดงั กล่าวเป็นวทิ ยานิพนธ์และงานวจิ ยั ของนกั สังคมศาสตร์ในช่วงปี พ.ศ. 2539 เป็นตน้ มา ซ่ึงเป็นกระแสการต่ืนตวั ต่อการขบั เคล่ือนเร่ืองความรู้ของชุมชนและชนเผา่ ที่จะมี อาํ นาจในการจดั การความหลากหลายทางชีวภาพและป่ าอยา่ งไรท้งั ในประเทศไทยและระดบั โลก งานศึกษาจึงเป็นตวั ช้ีวดั ไดว้ า่ สังคมไทยไดห้ นั มาใหค้ วามสาํ คญั ตอ้ งการจดั การฐานทรัพยากรของ ชุมชน ที่จะสามารถดูแลรักษาป่ าเขตร้อนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพดีกวา่ การจดั การป่ าโดยรัฐฝ่ าย เดียว บทบาทของภาครัฐ และผกู้ าํ หนดนโยบายมีส่วนสาํ คญั อยา่ งยง่ิ ท่ีตอ้ งส่งเสริมใหช้ ุมชนเห็น คุณคา่ ของภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นในการจดั การป่ าและความหลากหลายของพืช อาหารและสมุนไพรใน ป่ า เพราะเม่ือป่ า ชุมชน และหมอพ้นื บา้ นสูญสลาย องคค์ วามรู้และภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นเหล่าน้นั จะ สูญสิ้นไปเช่นกนั เพราะฉะน้นั วตั ถุประสงคก์ ารศึกษา “องคค์ วามรู้และรูปแบบการจดั การป่ าและความ หลากหลายของพชื อาหารและสมุนไพรของชุมชน” ภายใตโ้ ครงการเสริมสร้างศกั ยภาพและความ เขม้ แขง็ ของชุมชนทอ้ งถิ่นในการคุม้ ครองภมู ิปัญญาไทย ท่ีรับผดิ ชอบโดยสาํ นกั งานการแพทย์ พ้นื บา้ นไทย กรมพฒั นาการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก กระทรวงสาธารณสุข เพื่อ นาํ เสนอสถานภาพงานศึกษาที่เกี่ยวกบั องคค์ วามรู้และรูปแบบการจดั การป่ าและความหลากหลาย ของพืชอาหารและสมุนไพรของชุมชน บทเรียนและประสบการณ์ในการจดั การที่เป็นเงื่อนไข สาํ คญั ของการจดั การที่เขม้ แขง็ ของชุมชน รวมท้งั การนาํ เสนอกรณีศึกษา 4 กรณีในแตล่ ะภาคของ 1-2
ประเทศไทย เพ่ือเป็นกรณีตวั อยา่ งในการปฏิบตั ิการและเคร่ืองมือต่อการส่งเสริมใหช้ ุมชนร่วม จดั การป่ า พืชอาหาร และสมุนไพร 2. วตั ถุประสงค์การศึกษา ๑) รวบรวมองคค์ วามรู้และรูปแบบของชุมชนในการจดั การป่ าและความหลากหลายของ พืชอาหารและสมุนไพรในป่ า ๒) รวบรวมและจดั ทาํ แผนท่ีชุมชนท่ีมีศกั ยภาพในการจดั การป่ า และความหลากหลาย ของพืชอาหารและสมุนไพร 4 ภูมิภาค (เพื่อใชส้ าํ หรับเป็ นแหล่งเรียนรู้/ศึกษาดูงาน สาํ หรับพ้ืนท่ีเป้ าหมาย) ๓) สังเคราะห์บทเรียนและเหตุปัจจยั เง่ือนไขที่กาํ หนดความเขม้ แขง็ ในการจดั การป่ า และความหลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพรของชุมชน ๔) จดั ทาํ แนวปฏิบตั ิการและเครื่องมือสาํ หรับชุมชนเก่ียวกบั การจดั การป่ า พืชอาหารและ สมุนไพรในป่ า 3. ขอบเขตเนือ้ หาการศึกษา • บทสาํ รวจงานศึกษาท่ีเก่ียวกบั องคค์ วามรู้และรูปแบบของชุมชนในการจดั การป่ าและความ หลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพรในป่ า และฐานขอ้ มูลของการสืบคน้ งานศึกษา • การจดั การป่ าและความหลากหลายของพชื อาหารและสมุนไพรในป่ าของชุมชน จาก กรณีศึกษา 4 พ้นื ในที่ในแต่ละภาคของประเทศไทย • วเิ คราะห์ปัจจยั สาํ คญั ในการจดั การป่ าและความหลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพรใน ป่ าไดอ้ ยา่ งเขม้ แขง็ (ดา้ นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วฒั นธรรมและสิ่งแวดลอ้ ม) • บทเรียนและขอ้ เสนอแนะต่อการจดั การป่ าและความหลากหลายของพืชอาหารและ สมุนไพรอยา่ งยง่ั ยนื ในระดบั ชุมชน • จดั ทาํ แผนท่ีชุมชนที่มีศกั ยภาพในการจดั การป่ าและความหลากหลายทางชีวภาพของ ชุมชน • จดั ทาํ แนวปฏิบตั ิการและเครื่องมือแบบง่ายสาํ หรับชุมชน รวมรวมและวเิ คราะห์ สถานการณ์ของป่ า พชื อาหาร และสมุนไพรที่เชื่อมโยงกบั แหล่งทรัพยากรธรรมชาติของ ทอ้ งถ่ิน 4. ระยะเวลาดาํ เนินการ 8 เดือน ต้งั แต่วนั ที่ 5 กรกฎาคม 2550 – 5 มีนาคม 2551 1-3
5. ข้นั ตอนการดําเนินการ เวลา การดําเนินการ กรกฎาคม – สิงหาคม - รวบรวมวรรณกรรมท้งั 4 ภาค คือภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และ 2550 ภาคใต้ และเขียนร่างรายงานการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรม - สาํ รวจพ้ืนท่ีที่เป็นกรณีศึกษาตวั อยา่ ง 2 กรณี กนั ยายน 2550 – - สาํ รวจพ้ืนท่ีเป็นกรณีศึกษาตวั อยา่ ง 2 กรณี มกราคม 2551 - สมั ภาษณ์ผรู้ ู้/ผเู้ ช่ียวชาญท่ีมีประสบการณ์ทาํ งานดา้ นประชาคมกบั บทบาทในการจดั การป่ าและความหลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพร มกราคม 2550 กุมภาพนั ธ์ 2551 เขียนร่างรายงานการศึกษา กุมภาพนั ธ์ 2551 จดั เวทีระดมสมองเพื่อตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มลู และความเป็นไป ไดใ้ นการใชป้ ระโยชนใ์ นชุมชน 1 คร้ัง (ไม่เกิน 20 คน ไม่รวมผจู้ ดั ) แกไ้ ขและจดั ทาํ รายงานการศึกษาฉบบั สมบรู ณ์ 5 เล่ม พร้อม CD-ROM 5 แผน่ 6. ผลทค่ี าดว่าจะได้รับ 1) ไดร้ ายงานการศึกษาทบทวนวรรณกรรมงานศึกษาเก่ียวกบั องคค์ วามรู้ในการจดั การป่ า และความหลากหลายของพชื อาหารและสมุนไพรในป่ า 2) ไดร้ ายงานกรณีศึกษา 4 กรณีของแตล่ ะภาคในประเทศไทย ซ่ึงนาํ เสนอบทเรียน และ แนวทางการปฏิบตั ิการและเครื่องมือสาํ หรับชุมชนในการรวมรวมและวเิ คราะห์สถานการณ์ของ การจดั การป่ า พชื อาหารและสมุนไพรและของชุมชน 3) ชุมชนจากกรณีศึกษาไดร้ ่วมศึกษาบทเรียนและประสบการณ์การจดั การป่ าและความ หลากหลายของพืชอาหารและสมุนไพรในปา 1-4
7. นักวจิ ยั ทร่ี ับผดิ ชอบ นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ (Ms.Sayamol Kaiyoorawong) โครงการเสริมสร้างจิตสาํ นึกนิเวศวทิ ยา (สจน.) 99/44 ซอย 13 ถนนรัษฎา ตาํ บลทบั เท่ียง อาํ เภอเมือง จงั หวดั ตรัง 92000 โทร/โทรสาร : 0-7521 6748 มือถือ : 08-1493 9535 Email : [email protected], [email protected] ทป่ี รึกษาของกระทรวงการคลงั ลาํ ดับท่ี 2071 ประเภท B ผู้ช่วยวจิ ัย รวบรวมและจดั ทาํ รายงานตารางงานศึกษาท่ี • นางสาวสุชญา ชดทอง เก่ียวขอ้ ง • นางสาวหทยั ชนก อินทรกาํ แหง เก็บขอ้ มลู ภาคสนาม บา้ นหว้ ยร่วม และ • นางสาวภาณินี มีผล บา้ นอีซ่าพฒั นา ต.ทองหลาง อ.หว้ ยคต • นายปรัชญา โตะ๊ อิแด จ.อุทยั ธานี • นายวฒุ ิชยั พระจนั ทร์ เก็บขอ้ มลู ภาคสนาม ลุ่มน้าํ แม่มอก ต.แมม่ อก อ.เถิน จ.ลาํ ปาง เกบ็ ขอ้ มลู ภาคสนาม บา้ นวงั ประจนั ต.วงั ประจนั อ.ควนโดน จ.สตูล เกบ็ ขอ้ มลู ภาคสนามตาํ บลตาเบา อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ 8) แนวคดิ และแนวทางการศึกษา ผเู้ ขียนใชบ้ ทวเิ คราะห์ในการสาํ รวจงานศึกษา และการวเิ คราะห์กรณีศึกษาท้งั 4 ภาค โดย เร่ิมตน้ จากความตอ้ งการพ้ืนฐานและปัจจยั ส่ีที่สาํ คญั ต่อการดาํ รงชีวติ ของชาวบา้ นและชุมชนใน ระบบภาคเกษตรกรรม ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นในการรักษาป่ าและความหลากหลายของพืชอาหารและ สมุนไพรในป่ ายง่ั ยนื อยไู่ ดด้ ว้ ยองคป์ ระกอบของ ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ที่เป็นปัจจยั สาํ คญั ของการต้งั ถิ่นฐานของชุมชน การสัง่ สมสืบทอดความรู้และการสร้างสรรคว์ ฒั นธรรม ประเพณีของชุมชนในการดาํ รงชีวติ ร่วมกนั ในสังคมและธรรมชาติอยา่ งยงั่ ยนื ไดบ้ ่มเพาะกลายเป็น ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ า ระบบการผลิตอาหาร และการรักษาโรค ดว้ ยสมุนไพรและความรู้ของการแพทยพ์ ้ืนบา้ น ปัจจยั เหล่าน้ีคือความจาํ เป็นข้นั พืชฐานของ 1-5
มนุษยใ์ นการดาํ รงชีพซ่ึงพฒั นามาจากชุมชนเกษตรกรรม ชุมชนเกษตรกรรมจึงมีความเป็นอิสระ และพ่งึ ตนเองบนฐานของการเคารพนอบนอ้ มต่อธรรมชาติ ต่อมาเม่ือสงั คมมีววิ ฒั นาการในการพฒั นาเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม กไ็ ดต้ อ่ ยอดจาก ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นน้นั มาพฒั นาเป็นสินคา้ และฉกฉวยสร้างผลประโยชนท์ างเงินตรา ใหม้ นุษยต์ อ้ ง พ่งึ พาเทคโนโลยที ี่ผลิตโดยกลุ่มทุนแบบผกู ขาด สร้างวฒั นธรรมการบริโภคนิยมและพ่ึงพาเงินตรา และผอู้ ื่น สงั คมเศรษฐกิจทุนนิยมเช่นน้ีจึงส่งผลกระทบตอ่ การทาํ ลายภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นและความ หลากหลายทางชีวภาพของป่ าเขตร้อนที่มีความสาํ คญั ต่อการผลิตปัจจยั สี่ ท่ีกล่าวเช่นน้ีมิได้ หมายความวา่ จะยอ้ นยคุ ของสังคมไปสู่อดีตกาล แต่สะทอ้ นใหเ้ ห็นวา่ หากเราตอ้ งการใหม้ นุษยแ์ ละ ธรรมชาติอยรู่ ่วมกนั อยา่ งยงั่ ยนื และสร้างความเป็นธรรมใหก้ บั คนทุกกลุ่มแลว้ การสร้างฐาน ทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นของชุมชนเกษตรกรรมใหเ้ ขม้ แขง็ และอยรู่ ่วมกนั ไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื คือการสร้างระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอ้ มที่เป็นภมู ิคุม้ กนั อยา่ งยงิ่ ตอ่ การตอ่ ตา้ นกบั ลทั ธิบริโภคนิยม และเทคโนโลยชี ีวภาพ ที่ทาํ ลายความเป็นชุมชนและ ธรรมชาติอยา่ งยอ่ ยยบั แนวทางการศึกษาในงานวจิ ยั ฉบบั น้ีจึงตอ้ งศึกษาในหลายในมิติ ดงั น้ี (1) มิติของระบบภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นที่เกี่ยวกบั ระบบนิเวศชุมชน ไดแ้ ก่ (1.1) ความรู้เก่ียวกบั ความสมั พนั ธ์ของทรัพยากรดินน้าํ ป่ ากบั คนในระบบนิเวศ (1.2) ความรู้เกี่ยวกบั โครงสร้างและลกั ษณะของป่ า ชาวบา้ นมีความเขา้ ใจตอ่ การ จดั ลาํ ดบั ช้นั ของตน้ ไมแ้ ละพชื พนั ธุ์ในป่ า ทาํ เลหรือถิ่นท่ีอยขู่ องพชื ที่จาํ เป็ นต่อการดาํ รงชีวติ เช่น ผกั ป่ า สมุนไพร เป็นตน้ ชาวบา้ นจาํ แนกป่ าออกเป็นประเภทต่างๆเพือ่ ประโยชนข์ องการอนุรักษ์ และการใชส้ อยในชีวติ ประจาํ วนั (1.3) ความรู้เก่ียวกบั ขีดจาํ กดั ของการใชป้ ระโยชน์จากป่ า ชาวบา้ นไดส้ ร้างกฎเกณฑ์ ข้ึนมาเพื่อกาํ หนดแนวทาง วิธีการ และขอ้ หา้ มเพอ่ื ป้ องกนั มิใหใ้ ชป้ ระโยชน์จากป่ ามากเกินไป จน ทาํ ลายความสมดุลตามธรรมชาติ เช่น กฎเกณฑ์หา้ มขดุ หน่อไมแ้ ละเห็ดเกินกวา่ ความตอ้ งการ บริโภคภายในครอบครัว หรือการใชไ้ มใ้ นเขตป่ าใชส้ อยอยา่ งประหยดั ตามความจาํ เป็น (1.4) ความรู้เร่ืองการหมุนเวยี นของธาตุอาหารในดินและความเชื่อมโยงของมวล ชีวภาพ ในระบบนิเวศเขตร้อน เช่นระบบการทาํ ไร่หมุนเวยี น ที่มีการเผาตน้ ไมแ้ หง้ จะช่วยเติมธาตุ อาหารจากมวลชีวภาพใหแ้ ก่ดิน เป็นตน้ (1.5) ความรู้เร่ืองการทดแทนในสังคมพชื หลงั จากมีการรบกวนระบบนิเวศพ้ืนที่ไร่ ที่ถูกทิง้ ร้างไปไมไ่ ดท้ าํ การเพาะปลูกอีก ดินกจ็ ะพฒั นาข้ึนจนกลายเป็นป่ าในท่ีสุด (1.6) ความรู้ของชุมชนในการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรพนั ธุกรรมในป่ า หรือการ เล้ียงสตั วใ์ นป่ า มีความสมั พนั ธ์ต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติใหส้ มดุล และทาํ ใหช้ ุมชนและ 1-6
ความครัวอยกู่ บั ธรรมชาติไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื ซ่ึงมีกฎเกณฑด์ งั น้ี การเลือกใชเ้ ฉพาะส่วนท่ีมีประโยชน์ การเลือกใชป้ ระโยชน์บางฤดูกาล และ การมีกฎเกณฑร์ ่วมของชุมชน (2) มิติของบทบาทหญิงชายในการจดั การป่ าและความหลากหลายของพืชอาหารและ สมุนไพร ซ่ึงมีมโนทศั น์ท่ีแตกต่างกนั ขณะเดียวกนั กเ็ ก้ือหนุนในการจดั การร่วมกนั (3) มิติของการเคลื่อนไหวทางสงั คมตอ่ การแกไ้ ขปัญหา ปกป้ องประโยชน์ และ รวมกลุ่มจดั การป่ าชุมชนร่วมกนั ปัจจยั สาํ คญั และบทเรียนท่ีชุมชนจดั การป่ า และกระบวนการ เรียนรู้ของชุมชน (4) มิติของการจดั การป่ าชุมชนและการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนท์ ่ีสร้างมลู ค่าทาง เศรษฐกิจอยา่ งยงั่ ยนื ใหก้ บั ชุมชน (5) มิติของสิทธิและความสมั พนั ธ์ทางอาํ นาจท่ีชุมชนเขา้ มามีบทบาทและร่วม ตดั สินใจและจดั การไดอ้ ยา่ งมีศกั ยภาพ และมีประสิทธิภาพ 9) คาํ นิยาม • ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง ความหลากหลายทางดา้ นระบบนิเวศ ชนิดของ ส่ิงมีชีวติ และพนั ธุกรรม (สมศกั ด์ิ สุขวงศ์ 2546 : 112 – 114) ความหลากหลายในชนิดของสิ่งมีชีวติ (Species Diversity) หมายถึง ความหลากหลายของ ชนิดสิ่งมีชีวติ ท่ีมีอยใู่ นพ้ืนที่หน่ึง ซ่ึงมีความหมายอยสู่ องดา้ นคือ ความมากชนิดกบั ความ สม่าํ เสมอของชนิด ความหลากหลายของพนั ธุกรรม (Genetic Diversity) ความหลากหลายของยนี ส์ (genes) ที่ มีอยใู่ นสิ่งมีชีวติ แตล่ ะชนิด สิ่งมีชีวติ ชนิดเดียวกนั อาจมียนี ส์แตกตา่ งกนั ไปตามสายพนั ธุ์ เช่นขา้ วมีสายพนั ธุ์นบั พนั ชนิด มนั ฝรั่ง หรือพืชอาหารชนิดอื่นๆ มีมากมายหลายสายพนั ธุ์ ความหลากหลายของระบบนิเวศ (Ecosystem Diversity) หมายถึง ความหลากหลายของ ถิ่นกาํ เนิดตามธรรมชาติ การทดแทนและภูมิประเทศ • ทรัพยากรชีวภาพ หมายถึง ทรัพยากรที่เป็นท้งั ระบบนิเวศ ชนิดของสิ่งมีชีวติ และ พนั ธุกรรม • ทรัพยากรพนั ธุกรรม มีความหมายเช่นเดียวความหลากหลายของพนั ธุกรรม • ฐานทรัพยากร หมายถึง ทรัพยากรดิน น้าํ ป่ า พนั ธุกรรม ชนิดของสิ่งมีชีวติ และระบบ นิเวศ ท่ีสัมพนั ธ์กบั การอนุรักษแ์ ละการใชป้ ระโยชนข์ องมนุษย์ • ภูมิปัญญา/ความรู้ หมายถึง ความรู้และทรัพยากรวฒั นธรรม ไดแ้ ก่ - ความรู้ในคน ท่ีเกิดจากการเรียนรู้สะสมผา่ นประสบการณ์ลองผดิ ลองถูกของแต่ ละคน หรือเกิดจากการคน้ ควา้ ทดลองดว้ ยตนเอง จนเกิดความเขา้ ใจอยา่ งลึกซ้ึง 1-7
และนาํ มาปฏิบตั ิ หรือแสดงออกพฤติกรรมจนชาํ นาญเป็ นทกั ษะท่ีก่อใหเ้ กิด ประโยชน์ต่อตนเอง กลุ่ม ชุมชน และสงั คม - ความรู้นอกตวั ตน ความรู้ในตาํ ราหรือวตั ถุ เป็ นความรู้ชนิดท่ีฝังหรือแฝงอยกู่ บั วตั ถุสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง หนงั สือ เอกสาร วสั ดุอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยที ี่คน ประดิษฐข์ ้ึนมา และมีการแปรรูปไปใชต้ ่อ หรือถ่ายทอดออกมาในรูปของส่ือ เคร่ืองหมาย รูปลกั ษณ์ตา่ งๆ เป็นตน้ - ภูมิปัญญาจึงสมั พนั ธ์กบั การดาํ รงอยรู่ ่วมกนั และเกี่ยวขอ้ งสมั พนั ธ์กบั วฒั นธรรม เช่น ระบบการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบ การแพทยแ์ ละสุขภาพ ระบบครอบครัว/เครือญาติ ระบบการสื่อสาร ระบบ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นตน้ (สายนั ต์ ไพรชาญจิตร์ 2549 : 27-28) 1-8
1-9
บทที่ 2 แนวคดิ การจดั การป่ าชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ 1) ความสําคญั ของการจดั การป่ าชุมชนและความหลากหลายทางชีวภาพ ความสาํ คญั ของงานศึกษาองคค์ วามรู้และรูปแบบการจดั การป่ าและความหลากหลายทาง อาหารและสมุนไพรของชุมชน สืบเนื่องมาจากการล่าอาณานิคมทางดินแดน และฐานทรัพยากร และความหลากหลายทางชีวภาพอนั เป็ นปัจจยั ส่ี (อาหาร ยา เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยอู่ าศยั ) ในการ ดาํ รงชีวติ ของมนุษยต์ ้งั แต่อดีตถึงปัจจุบนั เพอ่ื การแสวงหาผลประโยชน์ และอาํ นาจทางการเมือง ในการผกู ขาดต่อการควบคุมดินแดน ประชาชน ระบบเศรษฐกิจ และควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางพนั ธุกรรมและชนิดพนั ธุ์ ท้งั พนั ธุ์พชื และพนั ธุ์สัตว์ ประเทศตะวนั ตกไดค้ รอบงาํ ความรู้และเขา้ มามีอิทธิพลการเมืองเพอื่ ควบคุมฐานทรัพยากร ของประเทศในป่ าเขตร้อน ดว้ ยการจดั ระเบียบทางเศรษฐกิจของการคา้ ในลกั ษณะของการผกู ขาด ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การจดั ระเบียบทางการผลิตแบบเชิงเด่ียว (monoculture) แทนที่ระบบการผลิตทาง การเกษตรแบบพ้ืนบา้ น และการจดั การป่ าในลกั ษณะการปลูกป่ าเชิงพาณิชยใ์ นรูปแบบ “สวนป่ า (plantation)” แทนที่การฟ้ื นฟปู ่ าธรรมชาติ ระบบการผลิตดงั กล่าวไดถ้ ูกเรียกขานกนั วา่ “การปฏิวตั ิเขียว” (Green Revolution) ซ่ึงเป็น การปฏิวตั ิเทคโนโลยที างการเกษตรอยา่ งครบวงจร ต้งั แต่การพฒั นาพนั ธุ์พืชใหม่ที่มีการวจิ ยั ทาง วทิ ยาศาสตร์ การใชส้ ารเคมีในการผลิต เช่น ป๋ ุย และยาปราบศตั รูพชื และสนบั สนุนใหม้ ีระบบการ ผลิตท่ีใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรแบบทาํ ลาย เช่น การจดั ระบบชลประทาน การวางแผนการใช้ ที่ดิน เพื่อเพิม่ ผลผลิตเพื่อการส่งออกในทางการคา้ ระบบการผลิตเช่นน้ีไดส้ ่งผลใหเ้ กษตรกรรายยอ่ ยตอ้ งพ่ึงพาปัจจยั การผลิตจากบริษทั เอกชน และผลผลิตมีคุณภาพต่าํ ลงเน่ืองจากทรัพยากรท่ีดินเส่ือมโทรม และแหล่งน้าํ ขาดแคลน เม่ือ มีการทาํ ลายพ้ืนท่ีป่ าไมแ้ ละใชท้ ่ีดินอยา่ งไมเ่ หมาะสม ยงิ่ ไปกวา่ น้นั เกษตรกรรายยอ่ ยไมส่ ามารถ กาํ หนดราคาของผลผลิตได้ เพราะข้ึนอยกู่ บั ราคาตลาดโลก เกษตรกรรายยอ่ ยจึงประสบความ ลม้ เหลวทางการผลิต และตอ้ งสูญเสียที่ดินไปในที่สุด เหตุผลสาํ คญั ของการปฏิวตั ิเขียวมาจากการคน้ พบคุณคา่ ของทรัพยากรชีวภาพในประเทศ ป่ าเขตร้อน ในระดบั พนั ธุกรรม (Genetic) ท่ีจะนาํ มาสู่การปฏิวตั ิเทคโนโลยดี า้ นอาหารและยา การ รวบรวมพนั ธุกรรมดงั กล่าวไดอ้ าศยั ชนพ้ืนเมืองท่ีมีภูมิปัญญาในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนม์ า อยา่ งยาวนานในการเก็บรวบรวม และนาํ มาไวใ้ นธนาคารพนั ธุกรรม (Gene Bank) ของประเทศ ตะวนั ตก และปรับปรุงดดั แปลงพนั ธุกรรมในรูปของพนั ธุ์พชื ใหม่ท้งั ดา้ นอาหาร และยา และจด สิทธิบตั รผกู ขาดความเป็ นเจา้ ของพนั ธุ์พืชใหม่ ส่งออกขายไปทวั่ โลก ในขณะเดียวกนั การทาํ สวน 2-1
ป่ าไดถ้ ูกส่งเสริมในพ้นื ท่ีป่ าสงวนแห่งชาติท่ีเสื่อมโทรม ทดแทนการฟ้ื นฟปู ่ าธรรมชาติ โดยกรมป่ า ไมแ้ ละองคก์ ารอุตสาหกรรมป่ าไม้ (ออป.) การเปล่ียนแปลงโครงสร้างระบบการผลิตและการใชป้ ระโยชน์จากฐานทรัพยากรเพอื่ การ ล่าอาณานิคมต้งั แต่อดีตถึงปัจจุบนั ไดส้ ่งผลกระทบตอ่ ทรัพยากรชีวภาพและภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นท้งั ก่อนและหลงั ยคุ อุตสาหกรรมวทิ ยาศาสตร์ชีวภาพไวด้ งั น้ี01 1) อุตสาหกรรมการทาํ ไม้และการพฒั นาโครงสร้างพนื้ ฐานได้ทาํ ลายฐานทรัพยากรชีวภาพ ในพนื้ ทปี่ ่ า นบั แต่ประเทศไทยประกาศใชน้ โยบายการพฒั นาเศรษฐกิจทุนนิยม จากการวางแผน พฒั นาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบบั ที่ 1 (พ.ศ.2504) เป็นตน้ มา การทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติไดเ้ กิดข้ึน อยา่ งรุนแรงเร่ือยมา จากการพฒั นาโครงสร้างพ้ืนฐานเพอื่ พฒั นาพ้ืนท่ีเกษตรกรรมส่งออก และ สร้างโรงงานอุตสาหกรรม และพฒั นาภาคบริการและภาคเมือง แนวทางการพฒั นาเช่นน้ีไดท้ าํ ลาย ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นและทรัพยากรชีวภาพไปอยา่ งรวดเร็ว การส่งเสริมใหม้ ีการบุกเบิกพ้ืนที่ทาํ กินเพอ่ื ขยายภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม ไดท้ าํ ใหม้ ีการทาํ ไมน้ อกพ้ืนท่ีป่ า กอร์ปกบั รัฐบาลได้ อนุญาตใหม้ ีการสัมปทานทาํ ไมใ้ นพ้ืนท่ีป่ าทว่ั ประเทศ ปี 2547 พ้นื ที่ป่ าไมข้ องประเทศไทยมีจาํ นวนร้อยละ 32.66 ของเน้ือท่ีประเทศ หรือ จาํ นวน 167,591 ตารางกิโลเมตร ซ่ึงมีจาํ นวนลดลงเมื่อเปรียบเทียบกบั ปี 2543 มีพ้นื ท่ีป่ าไมร้ ้อยละ 33.15 หรือเน้ือที่ 270,110.8 ตารางกิโลเมตร (สถิติเน้ือที่ป่ าไมแ้ ยกรายจงั หวดั พ.ศ.2543 และ 2547 สาํ นกั งานสถิติแห่งชาติ) และจากตวั เลขสถิติของทางราชการต้งั แต่ปี พ.ศ.2514 – 2532 (ปี ที่รัฐบาล ยกเลิกการใหอ้ นุญาตสมั ปทานทาํ ไม)้ พบวา่ มีการตดั ไมผ้ ล 13 ชนิดไม่ต่าํ กวา่ 1 ลา้ นลูกบาศกเ์ มตร (ลบม.) ตวั อยา่ งเช่น ไมก้ ่อ ถูกตดั ฟันออกจากพ้ืนที่ป่ าในปริมาณ 8,388 ลบม. ขนุนป่ า ถูกตดั ออก จาํ นวน 18,047 ลบม. และ มะมว่ งป่ า ถูกตดั ออกจาํ นวน 29,254 ลบม. เป็นตน้ 2) นโยบายส่งเสริมการปลกู ป่ าเชิงพาณชิ ย์ เป็นการจดั การป่ าตามหลกั “วนวฒั น์วธิ ี” (silviculture system) หมายถึง การปลูกป่ าเพือ่ “ทดแทน” หรือ “ฟ้ื นฟปู ่ า” ตอ้ งถากถางป่ าธรรมชาติ ออกให้ “โล่งเตียน” ก่อน เพื่อมิใหก้ ีดขวางการเติบโตของตน้ ไมท้ ่ีปลูกใหม่ การเตรียมพ้ืนท่ีที่ดี คือ การขจดั สิ่งตา่ งๆที่ไมต่ อ้ งการออกใหห้ มด หากเป็ นไปไดค้ วรขดุ ตออกไปดว้ ย (พรพนา กว๊ ยเจริญ และดี. โนเอล ราเจส 2548 : 190 - 191) กรมป่ าไมไ้ ดก้ ล่าวอา้ งวา่ การปลูกป่ าตามหลกั วนวฒั น์วธิ ี เป็นมาตรการช่วยฟ้ื นฟูสภาพป่ าไมใ้ หม้ ีสภาพดีข้ึน ประการแรกเพื่อชดเชยเน้ือที่ป่ าไมท้ ี่กาํ ลงั ลด นอ้ ยลงไป และเพอ่ื รักษาความสมดุลของธรรมชาติ นอกจากน้ียงั ชดเชยป่ าไมท้ ่ีถูกทาํ ลายไปจาก การถางป่ า ทาํ ไร่ และการลกั ลอบตดั ไมโ้ ดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาต ซ่ึงรวมถึงการทาํ ไร่เล่ือนลอยของ 1 ผเู้ ขียนไดว้ เิ คราะห์และเรียบเรียงเพิ่มเติมจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (2548), “สิทธิชุมชนใน ทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น”. 2-2
ชาวเขาเผา่ ตา่ งๆ ประการที่สอง การปลูกป่ าสามารถใหผ้ ลผลิตในเชิงเศรษฐกิจ สร้างรายไดใ้ ห้ ประเทศ และช่วยใหค้ นมีงานทาํ (อาํ นวย คอวนิช 2522 : 1 และ พงษศ์ กํ ด์ิ สหุพาฬุ 2529 : 42, 49) จากแนวคิดดงั กล่าวไดท้ าํ ใหบ้ ริษทั เอกชน และองคก์ ารอุตสาหกรรมป่ าไม้ (ออป.) ไดร้ ับ การสนบั สนุนจากรัฐบาล เช่น การยกเวน้ ภาษีเครื่องจกั ร ภาษีรายได้ และไดก้ าํ ไรจากตน้ ทุน ทรัพยากรธรรมชาติแบบใหเ้ ปล่า ดว้ ยการเช่าทาํ ประโยชน์ปลูกสร้างสวนป่ าในพ้นื ท่ีป่ าสงวน แห่งชาติ ไร่ละ 10 บาท และส่งผลกระทบตอ่ การทาํ ลายป่ าธรรมชาติ ตลอดจนพนั ธุกรรมของพืช อาหารและสมุนไพรจาํ นวนมาก พนั ธุ์ไมท้ ี่ปลูกเป็นลกั ษณะไมโ้ ตเร็ว เช่น ยคู าลิปตสั พนั ธุ์คามาลดู- แลนซิส ในภาคอีสาน ยางพาราในภาคใต้ ภาคตะวนั ออกและภาคอีสาน ปาลม์ น้าํ มนั ในภาคใต้ และไมส้ กั ในภาคเหนือ 3) การปฏวิ ตั เิ ขยี วกบั การสูญหายไปของพนั ธ์ุพชื พนื้ เมือง การส่งเสริมการปลูกพืชเชิง พาณิชยใ์ นยคุ ของการปฏิวตั ิเขียว ไดส้ ่งผลต่อการทาํ ลายพ้ืนที่ป่ า และฐานทรัพยากรพนั ธุกรรม จาํ นวนมหาศาล อนั เน่ืองมาจากการส่งเสริมของรัฐบาลใหเ้ กษตรกรบุกเบิกที่ดินเพื่อการปลูกพืช เชิงเดี่ยว เช่น ปอ มนั สาํ ปะหลงั ออ้ ย ขา้ วโพด ยางพารา ลาํ ไย กระเทียม และหอม เป็นตน้ ยงิ่ ไปกวา่ น้นั รัฐบาลยงั ไดส้ ่งเสริมใหม้ ีการใชส้ ารเคมีเป็ นป๋ ุย และยาปราบศตั รูพืช ใชเ้ ครื่องจกั รกลการเกษตร ไถหนา้ ดิน การส่งเสริมดงั กล่าวไดท้ าํ ลายพนั ธุกรรมพชื อาหารและสมุนไพรไปจาํ นวนมหาศาล ตวั อยา่ งเช่น สายพนั ธุ์ขา้ วไดส้ ูญหายไปจากแปลงเกษตรกรรมอยา่ งรวดเร็วเม่ือมีการก่อต้งั สถาบนั วจิ ยั ขา้ วนานาชาติ (International Rice Research Institute/IRRI) เมื่อปี พ.ศ.2503 เป็นตน้ มา พนั ธุ์ขา้ วของ IRRI ท่ีใชป้ ลูกกนั ในปัจจุบนั มีสายพนั ธุ์ขา้ วของ IRRI ผสมอยรู่ ้อยละ 60 จากจาํ นวน พนั ธุ์ขา้ ว 1,872 สายพนั ธุ์ สาํ หรับพนั ธุ์ท่ีปลูกอยใู่ นโลกมีจาํ นวน 1,123 สายพนั ธุ์ที่มีบรรพบุรุษมา จากสายพนั ธุ์ขา้ วของ IRRI โดยในจาํ นวนน้นั 937 สายพนั ธุ์ มีพนั ธุ์ขา้ วของ IRRI เป็ นสายพนั ธุ์พอ่ แมโ่ ดยตรง และมีสูงถึงร้อยละ 12 หรือ 223 สายพนั ธุ์ที่เป็นพนั ธุ์ของ IRRI แทๆ้ แต่ประเทศที่นาํ พนั ธุ์ขา้ วไปปลูกไดต้ ้งั ชื่อใหใ้ หมต่ ามภาษาของตน (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2548 : 52) สาํ หรับประเทศไทยตวั อยา่ งที่ชดั เจนคือ ตน้ ขา้ วสายพนั ธุ์ใหม่ กข.1 และ กข.3 มี แหล่งกาํ เนิดมาจาก IRRI ซ่ึงไดป้ ลูกในภาคกลางเม่ือปี พ.ศ.2512 นบั แต่น้นั มาพนั ธุ์ขา้ วพ้ืนเมืองได้ สูญหาย และทดแทนดว้ ยพนั ธุ์ขา้ วใหม่ในทุกภาคของประเทศ 4) ผลกระทบของอตุ สาหกรรมวทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ อุตสาหกรรมวทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science Industry) ไดเ้ ร่ิมตน้ เมื่อสองทศวรรษท่ีแลว้ ดว้ ยการใชเ้ ทคโนโลยชี ีวภาพในการ ผลิตเมลด็ พนั ธุ์ อาหาร ยาและผลิตภณั ฑอ์ ่ืนๆ โดยการวิจยั ทางวทิ ยาศาสตร์เก่ียวกบั สิ่งมีชีวติ เขา้ มา ใชป้ ระโยชน์ บริษทั ท่ีดาํ เนินการดา้ นเทคโนโลยชี ีวภาพ เติบโตข้ึนต้งั แตท่ ศวรรษ 1970 โดยการ ครอบครองของบริษทั ขา้ มชาติขนาดใหญ่ ซ่ึงเกี่ยวกบั การผลิตเมล็ดพนั ธุ์ เคมีภณั ฑก์ ารเกษตร และ 2-3
ยารักษาโรค เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมโนวาร์ติส (Novartis) และ ซีบาไกก้ี ปัจจุบนั รายไดข้ องบริษทั ร้อยละ 59 มาจากยา ร้อยละ 27 มาจากดา้ นการเกษตร และร้อยละ 14 มาจากอุตสาหกรรมอาหาร ผลกระทบของอุตสาหกรรมวทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ คือ การฉกฉวยทรัพยากรพนั ธุกรรมและ ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นจากประเทศป่ าเขตร้อน หรือที่เรียกวา่ “โจรสลดั ชีวภาพ” พชื สมุนไพรกวา่ 2 ใน 3 ของโลก หรืออยา่ งนอ้ ย 35,000 ชนิดท่ีมีคุณคา่ ทางยาไดม้ าจากประเทศกาํ ลงั พฒั นา ส่วนผสมของ ยาอยา่ งนอ้ ย 7,000 ชนิดที่ใชใ้ นการผลิตยาในประเทศอุตสาหกรรม ซ่ึงไดม้ าจากพืช 1 ใน 4 ของ มลู ค่าการคา้ ขายเภสชั ภณั ฑใ์ นสหรัฐอเมริกา เป็ นยาที่ไดจ้ ากพืชท้งั ท่ีไดม้ าจากกระบวนการสกดั โดยตรงและการสังเคราะห์เลียนแบบ (RAFI 1998) อุตสาหกรรมวทิ ยาศาสตร์ชีวภาพยงั ไดผ้ ลิต ผลิตภณั ฑแ์ ปลงพนั ธุกรรมจากสิ่งมีชีวติ และ อาหาร (GMOs/Genetically Modified Organisms) และผลกั ดนั ใหเ้ ขา้ มาปลูกและจาํ หน่ายใน ประเทศกาํ ลงั พฒั นา เช่น ประเทศไทย ในขณะที่สถานการณ์ความขดั แยง้ ต่อกรณีน้ีมีสูงระหวา่ ง ผผู้ ลิตกบั ผบู้ ริโภค สหรัฐอเมริกากบั ประชาคมยโุ รป และประเทศกาํ ลงั พฒั นากบั ประเทศ อุตสาหกรรม เน่ืองจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้ ม สุขภาพ และเศรษฐกิจในระยะยาว สถาบนั วจิ ยั ในประเทศอุตสาหกรรมและบริษทั ขา้ มชาติขนาดใหญ่ไม่กี่บริษทั ไดผ้ กู ขาด การผลิตเทคโนโลยผี ลิตพืช GMOs กล่าวคือ บริษทั ขา้ มชาติ 5 บริษทั ของสหรัฐอเมริกาและยโุ รป คือ เอสตราเซเนกา้ (Astra Zeneca) มอนซานโต้ (Monsanto) โนวาร์ติส (Novartis) อาร์เวนติส (Aventis) และดูปองต์ (Dupont) ครอบครองตลาดพนั ธุ์พืชแปลงพนั ธุกรรมไวท้ ้งั หมด 100 เปอร์เซ็น เฉพาะบริษทั มอนซานโตบ้ ริษทั เดียวครอบครองไวถ้ ึงร้อยละ 90 ของโลก (คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อา้ งแลว้ 2548 : 57) 5) ข้อตกลงและกฎหมายของระบบทรัพย์สินทางปัญญาทค่ี วบคุมผกู ขาดทรัพยากร ชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถ่ิน ระบบทรัพยส์ ินทางปัญญาไดถ้ ูกบญั ญตั ิไวใ้ นความตกลงวา่ ดว้ ยสิทธิในทรัพยส์ ินทาง ปัญญาท่ีเก่ียวกบั การคา้ (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights : TRIPs) ซ่ึงเป็น การเจรจาการคา้ พหุภาคีรอบอุรุกวยั ที่มีผลใชบ้ งั คบั ต้งั แต่วนั ท่ี 1 มกราคม 2538 โดยมีสมาชิกร่วม ลงนามท้งั หมด 134 ประเทศ (ตวั เลขเมื่อวนั ที่ 10 กุมภาพนั ธ์ 1999) ระบบทรัพยส์ ินทางปัญญา ครอบคลุมการคุม้ ครอง สิทธิบตั ร สิทธินกั ปรับปรุงพนั ธุ์ ลิขสิทธ์ิ และสิทธิขา้ งเคียง สิ่งบ่งช้ีทาง ภมู ิศาสตร์ การออกแบบทางอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และการคุม้ ครองขอ้ สนเทศที่ไม่ เปิ ดเผย ไปจนถึงการคุม้ ครองทรัพยส์ ินทางปัญญาในสิ่งมีชีวติ และทรัพยากรชีวภาพ (มาตรา 27 ขอ้ 3 b ใน TRIPs ) ลกั ษณะสาํ คญั ของการคุม้ ครองของระบบทรัพยส์ ินทางปัญญาคือ การจดทะเบียนตาม กฎหมายเพอื่ คุม้ ครองสิทธิของบุคคลน้นั ที่เป็ นผพู้ ฒั นาข้ึนใหม่ และมีความแตกต่างจากสิ่งเดิมท่ีมี 2-4
อยู่ ไมว่ า่ จะเป็นสิ่งประดิษฐ์ เทคโนโลยี ผลิตภณั ฑ์ (สิทธิบตั ร) วรรณกรรม ศิลปะ การออกแบบ ผลิตภณั ฑ์ (ลิขสิทธ์ิ) ผลผลิตหรือผลิตภณั ฑท์ ่ีมาจากแหล่งกาํ เนิดและความรู้ของทอ้ งถิ่นน้นั โดยเฉพาะและมีความแตกต่างจากทอ้ งถิ่นอื่น เช่น ส้มโอนครชยั ศรี เป็ นตน้ ประเทศกาํ ลงั พฒั นาไดต้ ่อสู้ที่จะออกกฎหมายเฉพาะ (sui generis) ซ่ึงเป็นขอ้ ยกเวน้ ของ การคุม้ ครองสิทธิบตั รในสิ่งมีชีวติ และทรัพยากรชีวภาพ ตามมาตรา 27 ขอ้ 3 ของ TRIPs เช่น ประเทศไทย ท้งั นกั วชิ าการ องคก์ รพฒั นาเอกชน ชาวบา้ นและสถาบนั ของรัฐบางองคก์ รไดร้ ่วม เคลื่อนไหวพฒั นาระบบกฎหมายเฉพาะในการคุม้ ครองทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาของทอ้ งถิ่น ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การแพทยพ์ ้ืนบา้ นข้ึนมาแทน เช่นกฎหมายคุม้ ครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์ แผนไทย พ.ศ.2542 และกฎหมายคุม้ ครองพนั ธุ์พชื พ.ศ.2542 เป็นตน้ เมื่อพจิ ารณาระบบกฎหมายทรัพยส์ ินทางปัญญาเชื่อมโยงกบั ความรู้ของทอ้ งถิ่นและ ทรัพยากรชีวภาพ เราจะพบวา่ มีความแตกตา่ งท้งั แนวคิด การคุม้ ครองสิทธิ รูปแบบ และวธิ ีการ อยา่ งสิ้นเชิง ระบบกฎหมายทรัพยส์ ินทางปัญหาไดผ้ กู ขาด และคุกคามทาํ ลายความรู้ของทอ้ งถิ่น และทรัพยากรชีวภาพดงั ตวั อยา่ งที่กล่าวมาขา้ งตน้ จึงจาํ เป็นที่ผอู้ ่านตอ้ งเรียนรู้วา่ มีความแตกต่าง อยา่ งไร งานศึกษาของ กฤษฎา บุญชัย และวรินทรา ไกยูรวงศ์ (2548) เร่ือง “การเมืองของความรู้ ท้องถ่ินต่อทรัพยากรชีวภาพ” ไดว้ เิ คราะห์ให้เห็นวา่ แนวคิด ทฤษฎี ระบบกฎหมาย ของระบบ ทรัพยส์ ินทางปัญญาไม่สอดคลอ้ งกบั ความรู้ของทอ้ งถิ่นในหลายดา้ น และมีนยั ทางการเมืองและ ผลประโยชน์ท่ีเขา้ มาครอบงาํ ความรู้ของทอ้ งถิ่น โดยศึกษาจากขบวนการเคลื่อนไหวของชุมชนที่ ต่อตา้ นและปกป้ องความรู้ของชุมชน ความไมส่ อดคลอ้ งระหวา่ งระบบทรัพยส์ ินทางปัญญาและ ความรู้ของทอ้ งถิ่นมีดงั น้ี12 (1) ระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้คุณค่าต่อความรู้ของท้องถ่นิ และฐานทรัพยากรเป็ น ทรัพย์สินส่วนบุคคล ท่ีมีกรรมสิทธ์ิเป็นเจา้ ของแบบผกู ขาด เป้ าหมายอยทู่ ่ีการสร้างกาํ ไรเป็นเงินตรา แต่ความรู้ของทอ้ งถิ่นอยบู่ นฐานของชุมชนที่มีลกั ษณะเปิ ดกวา้ งใหช้ ุมชนและสงั คมไดใ้ ชร้ ่วมกนั และใหส้ ิทธิแก่บุคคลท่ีมีมาแต่เดิมและพฒั นาดว้ ยบุคคลน้นั ซ่ึงสัมพนั ธ์กบั การสร้างความมนั่ คง ทางเศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม และระบบนิเวศ คุณค่าของความรู้ทอ้ งถิ่นคือการสร้างสรรคแ์ ละ เผยแพร่เพื่อสงั คม (2) ระบบทรัพย์สินทางปัญญาได้ใช้หลกั ฐานการจดทะเบียนทางเอกสารทแ่ี สดง ความเป็ นเจ้าของผูกขาดจากการต่อยอดพฒั นาจากความรู้ของท้องถิ่น ในขณะท่ีแหล่งกาํ เนิด ความรู้ของทอ้ งถิ่นมีการส่ังสม สืบทอด ปรับตวั และพฒั นาข้ึนใหม่ ซ่ึงเปลี่ยนแปลงไปตามพลวตั 2 ผเู้ ขียนไดว้ เิ คราะห์และเรียบเรียงเพิ่มเติมไวด้ ว้ ย 2-5
ของสังคมและชุมชน ไม่มีความแน่นอนตายตวั หรือหวงกนั ดว้ ยการขโมยความรู้ของผอู้ ื่น ซ่ึง แน่นอนวา่ ความรู้ของทอ้ งถิ่นอยใู่ นทุกสถานที่ ทุกเวลา ท่ีมนุษยไ์ ดม้ ีปฏิสมั พนั ธ์ในการอยรู่ ่วมกบั ธรรมชาติอยา่ งยง่ั ยนื ซ่ึงไมส่ ามารถท่ีจะบง่ บอกหรือแสดงนยั ถึงความเป็นเจา้ ของแตผ่ เู้ ดียวได้ (3) ระบบทรัพย์สินทางปัญญาใช้ตัวชี้วดั ถงึ ความก้าวหน้าของความรู้ จากศูนย์กลาง ทเ่ี อามนุษย์เป็ นตัวต้ังแยกและอยู่เหนือธรรมชาติ โดยใหค้ ุณค่าต่อเทคโนโลยหี รือผลิตผล ผลิตภณั ฑท์ ่ีสร้างข้ึนใหม่ และตดั ทอนความรู้ของทอ้ งถิ่นที่ถูกพฒั นาตอ่ ยอดข้ึนไป ในขณะที่ เกณฑก์ ารวดั คุณค่าของความรู้ทอ้ งถิ่น อยทู่ ี่ความสามารถและศกั ยภาพของชุมชนในการแกไ้ ข ปัญหา การปรับตวั ในการอยรู่ ่วมกบั ธรรมชาติ ซ่ึงไม่ไดช้ ้ีวดั ความเก่า-ใหม่ หรือความแตกตา่ ง ท่ี มุง่ เนน้ การสร้างความมน่ั คงทางเศรษฐกิจเทา่ น้นั (4) ระบบทรัพย์สินทางปัญญาใช้การจดทะเบยี นเป็ นเจ้าของความรู้ และมฐี านข้อมูล ทเี่ ปิ ดเผยตรวจสอบได้ เนื่องจากทรัพยส์ ินทางปัญญามีฐานที่แคบเฉพาะทรัพยส์ ินส่วนบุคคล ในทางพาณิชย์ การควบคุมตรวจสอบจึงทาํ ไดง้ ่าย แตค่ วามรู้ของทอ้ งถิ่นเป็ นของสาธารณะ กระจายตวั แลกเปล่ียนผสมผสาน การเขา้ ถึงขอ้ มูล การทาํ ฐานขอ้ มลู การตรวจสอบแหล่งท่ีมาทาํ ได้ ยาก ท้งั น้ีเพราะแหล่งท่ีของความรู้มาจากพธิ ีกรรม เรื่องเล่า ศิลปะ ตาํ นาน และการใช้ ชีวติ ประจาํ วนั ที่สืบทอดต่อกนั มา ซ่ึงมิไดม้ ีเฉพาะการบนั ทึกเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรเท่าน้นั การ คุม้ ครองความรู้ของทอ้ งถิ่นไดด้ ีที่สุดคือการใหช้ ุมชนและสังคมไดส้ ืบทอดพฒั นาความรู้ท่ีอยู่ ร่วมกบั ธรรมชาติอยา่ งยง่ั ยนื จากสถานการณ์ดงั กล่าวประเทศไทยจึงมีความจาํ เป็นตอ้ งออกกฎหมายรับรองสิทธิของ ชุมชนในฐานทรัพยากร และคุม้ ครองภมู ิปัญญาการแพทยพ์ ้ืนบา้ น งานศึกษาของ ศยามล ไกยูรวงศ์ และคณะ (2541) ได้ศึกษาเรื่อง “มติ กิ ฎหมายในการคุ้มครองส่งเสริมภูมปิ ัญญาการแพทย์แผนไทย และทรัพยากรพนั ธุกรรม” เพื่อช้ีใหเ้ ห็นถึงความจาํ เป็นในการออกพระราชบญั ญตั ิคุม้ ครองและ ส่งเสริมภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย เนื่องจากภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทยเกี่ยวขอ้ งกบั ทรัพยากร ชีวภาพไดแ้ ก่พืช สัตว์ แร่ธาตุ จุลชีพซ่ึงเป็นสมุนไพรที่พฒั นาเป็ นยาและอาหารเพอ่ื สุขภาพ ตลอดจนแหล่งกาํ เนิดของสมุนไพร และเกี่ยวขอ้ งกบั ภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทยท่ีพฒั นามาจาก การใชป้ ระโยชน์จากสมุนไพรในการรักษาและป้ องกนั โรค อนั ไดแ้ ก่ ความรู้เก่ียวกบั การรักษาโรค การพฒั นาสูตรยาตาํ รับยา การพฒั นาสูตรอาหารในการรักษาสุขภาพ ความสาํ คญั ของภูมิปัญญา การแพทยแ์ ผนไทยคือกระบวนการการสัง่ สมและสืบทอดความรู้ของเกษตรกรและหมอพ้ืนบา้ นใน การอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรพนั ธุกรรมสมุนไพร และภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย ด้งั เดิมท่ีมีการเรียนรู้และพฒั นาข้ึนใหมต่ ลอดเวลา จนกลายเป็นฐานความรู้ท่ีสาํ คญั ของการพฒั นา การแพทยแ์ ผนปัจจุบนั 2-6
ในระดบั ระหวา่ งประเทศแนวความคิดการคุม้ ครองทรัพยากรพนั ธุกรรมและภมู ิปัญญา ทอ้ งถ่ินไดเ้ กิดข้ึนอยา่ งเป็ นรูปธรรมในกฎหมายระหวา่ งประเทศ คืออนุสัญญาความหลากหลาย ทางชีวภาพ ชุมชนในประเทศโลกที่สามสามารถควบคุมทรัพยากรพนั ธุกรรมสาํ หรับการปกป้ องมิ ใหม้ ีผลกระทบต่อระบบนิเวศและเคารพสิทธิของชุมชนทอ้ งถิ่น และไดร้ ับการแบง่ ปัน ผลประโยชน์อยา่ งเทา่ เทียม โดยที่ระบบสิทธิในทรัพยส์ ินทางปัญญาจะไมเ่ ป็นสาเหตุสาํ คญั ในการ กีดกนั ประเทศโลกท่ีสามจากการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรพนั ธุกรรมและภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น ภายใตก้ ฎหมายสิทธิในทรัพยส์ ินทางปัญญาในมาตรา 27.3 (b) ไดม้ ีขอ้ ยกเวน้ ใหร้ ัฐภาคี สมาชิกออกกฎหมายเฉพาะ (Sui Generis) หรือกฎหมายท่ีมีลกั ษณะผสมผสานของกฎหมายท้งั สอง ได้ ซ่ึงจะเป็นทางเลือกที่จะคุม้ ครองภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นและทรัพยากรชีวภาพ โดยที่หลกั การของ กฎหมายจะสวนทางกบั กฎหมายทรัพยส์ ินทางปัญญาซ่ึงเปิ ดโอกาสใหม้ ีการฉกฉวยเอาภมู ิปัญญา ทอ้ งถ่ินหรือทรัพยากรชีวภาพไปแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ดงั น้นั การคุม้ ครองทรัพยากร ชีวภาพและภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นจะตอ้ งออกกฎหมายลกั ษณะเฉพาะท่ีมีหลกั การแตกตา่ งจากกฎหมาย ทรัพยส์ ินทางปัญญา และควรคุม้ ครองเทคโนโลยชี ีวภาพในระดบั สูงท่ีผนวกหลกั การเชิงอนุรักษซ์ ่ึง ไมม่ ีผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาติดว้ ย และจะตอ้ งไม่ผกู ขาดความเป็นเจา้ ของใน ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นน้นั นอกจากน้ีสถานการณ์โจรสลดั ชีวภาพ (Biopiracy)3 ภายในประเทศไดค้ ุกคามต่อ ทรัพยากรพนั ธุกรรมสมุนไพร และภมู ิปัญญาดา้ นการแพทยพ์ ้ืนบา้ น ในขณะท่ีความรู้ดา้ น การแพทยแ์ ผนไทยภาครัฐยงั ไมใ่ หค้ วามสาํ คญั ที่จะกาํ หนดเป็นนโยบายระดบั ประเทศท่ีตอ้ ง ส่งเสริมสนบั สนุนอยา่ งแพร่หลาย และไม่ไดร้ ับการคุม้ ครองตามกฎหมาย สถานการณ์ดงั กล่าวจึง เป็นปัจจยั สาํ คญั ตอ่ ความจาํ เป็นที่ตอ้ งออกกฎหมายมาป้ องกนั และเตรียมความพร้อมสําหรับ สถานการณ์ดงั กล่าว ประเทศไทยมีกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั การคุม้ ครองพ้ืนท่ีในถิ่นท่ีอยซู่ ่ึงเป็นถิ่นกาํ เนิดของ สมุนไพรหลายประเภท ไดแ้ ก่ พ้นื ท่ีป่ าประเภทตา่ งๆ พ้นื ท่ีสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ ร่วมกนั พ้นื ที่เขตรักษาพืชพนั ธุ์ พ้ืนท่ีคุม้ ครองสิ่งแวดลอ้ ม เป็นตน้ แตก่ ฎหมายที่เก่ียวขอ้ งท้งั หมด เป็นการคุม้ ครองอาณาเขตและดูแลรักษาทรัพยากรพนั ธุกรรมแต่ละประเภทแยกขาดจากกนั โดยอยู่ บนพ้ืนฐานของรักษาทรัพยากรพนั ธุกรรมที่มีประโยชน์ต่อการพฒั นาทางเศรษฐกิจ เช่น พนั ธุ์พชื เศรษฐกิจ ไมใ้ หญ่ สตั วป์ ่ า แต่ถา้ เป็นทรัพยากรพนั ธุกรรมประเภทสมุนไพรในการรักษาโรค แต่ละ หน่วยงานไมไ่ ดใ้ หค้ วามสาํ คญั ในการอนุรักษด์ ูแลรักษา และไมร่ วมถึงการอนุรักษน์ อกถิ่นที่อยใู่ น กรณีท่ีทรัพยากรพนั ธุกรรมถูกรวบรวมไวใ้ นธนาคารประเภทตา่ งๆ นอกจากน้ีกฎหมายที่มีอยมู่ ี 3 “โจรสลดั ชีวภาพ หมายถึง “บุคคลหรือองคก์ รที่เขา้ มาแสวงหาผลประโยชนจ์ ากทรัพยากรชีวภาพและภมู ิปัญญา ทอ้ งถ่ินโดยมิไดข้ ออนุญาต และหรือมิไดแ้ บ่งปันผลประโยชน์ท่ีไดร้ ับตอ่ ผเู้ ป็นเจา้ ของอยา่ งเป็นธรรม และนาํ ไป พฒั นาต่อโดยไดร้ บั การคุม้ ครองตามระบบทรัพยส์ ินทางปัญญาผกู ขาดความเป็นเจา้ ของ” 2-7
ลกั ษณะเป็นการป้ องกนั และหา้ มปราม โดยไมม่ ีมิติการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ชุมชน ในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรพนั ธุกรรม หลกั การการคุม้ ครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทยและทรัพยากรพนั ธุกรรม ตอ้ งพิจารณาจากบริบทของสังคมไทยในมิติทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ในสภาวะที่ระบบ การเมืองของไทยยงั ไมม่ นั่ คงและกลไกของรัฐยงั อ่อนแอ การใหบ้ ทบาทรัฐกบั เอกชนเทา่ น้นั ยงั ไม่ เพยี งพอในการตรวจสอบถ่วงดุลซ่ึงกนั และกนั การคุม้ ครองสิทธิของชุมชนจะทาํ ใหช้ ุมชนมี บทบาทในการตรวจสอบและบริหารจดั การ และคุม้ ครองไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ อีกท้งั สร้าง แรงจงู ใจใหห้ มอพ้ืนบา้ น หมอแผนโบราณ และสมาชิกในชุมชนมีบทบาทการสืบทอดความรู้ นอกจากน้ีสิทธิของชุมชนจะตอ้ งไดร้ ับการส่งเสริมในการวจิ ยั และพฒั นา การรวบรวมขอ้ มลู ความรู้ และทรัพยากรพนั ธุกรรมนอกถิ่นที่อยแู่ ละในถิ่นที่อยู่ การไดม้ าซ่ึงสิทธิในการคุม้ ครองจึงตอ้ งเป็นข้นั ตอนท่ีเอ้ือประโยชน์ต่อการทาํ ใหช้ ุมชนและ เอกชนไดร้ ับสิทธิการไดร้ ับค่าตอบแทนอยา่ งเท่าเทียม และเป็นประโยชน์ต่อการทาํ ใหม้ ีการ ตรวจสอบไดอ้ ยา่ งเป็นระบบเพื่อป้ องกนั มิใหม้ ีการเขา้ ถึงโดยที่ชุมชน รัฐและเอกชนเสีย ผลประโยชน์ การข้ึนทะเบียนเป็นวธิ ีการท่ีไดร้ ับรู้แหล่งที่มาและการดาํ เนินการ ใครเป็นเจา้ ของ สิทธิ ตลอดจนเป็ นหลกั ฐานไวส้ าํ หรับการตรวจสอบโดยที่รัฐไมไ่ ดค้ วบคุม องคก์ รที่มี หนา้ ท่ีรับข้ึนทะเบียนจะตอ้ งมีการกระจายอยใู่ นส่วนกลาง สาธารณสุขจงั หวดั และทอ้ งถิ่นใน รูปแบบของชุมชน เพ่ือสร้างสาํ นึกใหช้ ุมชนร่วมกนั ทาํ งานกบั รัฐ การข้ึนทะเบียนทาํ ใหช้ ุมชนจะมี การรวบรวมขอ้ มลู อยา่ งเป็นระบบซ่ึงสามารถตรวจสอบได้ และป้ องกนั สิทธิจากการเขา้ ถึงภมู ิ ปัญญาเพ่อื พฒั นาเป็นการคา้ กฎหมายจะคุม้ ครองสิทธิภูมิปัญญาประเภทน้ีนบั ต้งั แต่วนั ที่มีการข้ึน ทะเบียน นอกจากน้ีกระบวนการข้ึนทะเบียนตอ้ งโปร่งใสตรวจสอบได้ เปิ ดโอกาสใหม้ ีการโตแ้ ยง้ คดั คา้ น และอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการที่บริหารจดั การตามกฎหมายน้ี ผลของการข้ึนทะเบียนทรัพยากรพนั ธุกรรมไม่ไดม้ ีผลตอ่ ผทู้ ี่มาข้ึนทะเบียนจะไดส้ ิทธิการ ไดร้ ับค่าตอบแทนอยา่ งเท่าเทียม เน่ืองจากทรัพยากรพนั ธุกรรมเป็ นสาธารณสมบตั ิไม่มีใครเป็น เจา้ ของได้ แตก่ ารข้ึนทะเบียนจะทาํ ใหช้ ุมชนไดร้ วบรวมขอ้ มลู ความรู้ในการใชส้ มุนไพรรักษาโรค และทาํ ใหส้ มาชิกในชุมชนเห็นคุณค่าของสมุนไพรและช่วยป้ องกนั การเขา้ ถึงและส่งเสริมใหม้ ีการ เผยแพร่และฟ้ื นฟขู ้ึนมาใหม่ สาํ หรับผลของการไดส้ ิทธิภูมิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทยภายหลงั จาก การข้ึนทะเบียนจะมีผลผกู พนั ตอ่ ผทู้ ่ีข้ึนทะเบียนมีสิทธิไดร้ ับค่าตอบแทนอยา่ งเทา่ เทียม และสิทธิ การรับโอนมรดกในเวลา 15-30 ปี หากบุคคลหรือองคก์ รใดไม่ข้ึนทะเบียนจะไมไ่ ดร้ ับสิทธิดงั กล่าว เพอ่ื ป้ องกนั มิใหม้ ีการทาํ สัญญาการเขา้ ถึงโดยลาํ พงั ท่ีชุมชนและรัฐตรวจสอบไม่ได้ นอกจากน้ียงั รวมถึงการคุม้ ครองสิทธิในภูมิปัญญาและความรู้ท่ีมีอยใู่ นตา่ งประเทศโดยใชห้ ลกั ต่างตอบแทน โดยคนต่างชาติที่จะไดร้ ับความคุม้ ครองตามกฎหมายฉบบั น้ีเม่ือปรากฏวา่ ประเทศที่บุคคลน้นั มี 2-8
สญั ชาติไดใ้ หค้ วามคุม้ ครองทรัพยากรชีวภาพและภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นของคนไทยในทาํ นองเดียวกนั เพอ่ื ใหเ้ กิดการถ่ายทอดเทคโนโลยมี าสู่ประเทศโลกที่สาม และรับรองสิทธิของชุมชนและหมอ พ้นื บา้ น หมอแผนโบราณเหนือทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทยในระดบั ระหวา่ งประเทศ การป้ องกนั การเขา้ ถึงทรัพยากรพนั ธุกรรมและภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย โดยใชร้ ูปแบบ การทาํ “สัญญาการได้รับค่าตอบแทนอย่างเท่าเทยี มจากการเข้าถึงทรัพยากรพนั ธุกรรมและภูมิ ปัญญาการแพทย์แผนไทย” เป็นมาตรการป้ องกนั การเขา้ ถึงที่จะทาํ ใหก้ ารเขา้ ถึงอยภู่ ายใตเ้ ง่ือนไข และขอ้ ตกลงร่วมกนั ระหวา่ งผทู้ ี่เขา้ ถึงกบั ผทู้ ี่เป็นเจา้ ของครอบครองดูแลรักษา โดยสัญญาการไดร้ ับ คา่ ตอบแทนฯเป็ นสัญญาทางปกครองเน่ืองจากเป็นสญั ญาท่ีเป็นการก่อนิติสัมพนั ธ์ระหวา่ งรัฐกบั เอกชน รัฐจะมีสิทธิพเิ ศษในการกาํ หนดขอ้ ตกลงของสัญญา และถา้ มีการเปล่ียนแปลงสญั ญา นอกเหนือจากท่ีตกลงไว้ รัฐจะตอ้ งจ่ายคา่ เสียหายใหแ้ ก่เอกชน สัญญาน้ีสามารถถูกทาํ ข้ึนระหวา่ ง บุคคล 4 ฝ่ าย หรือ 5 ฝ่ าย ฝ่ ายที่หน่ึงไดแ้ ก่บุคคลท่ีตอ้ งการเขา้ ถึงฯ ไดแ้ ก่ ผวู้ ิจยั ผรู้ วบรวม ฝ่ ายท่ี สองไดแ้ ก่ หน่วยงานที่ตอ้ งการเขา้ ถึง ไดแ้ ก่ บริษทั ที่ผลิตยา สถาบนั วจิ ยั และพฒั นา ฝ่ ายที่สาม ไดแ้ ก่รัฐ ฝ่ ายที่ส่ี ไดแ้ ก่ชุมชน หรือฝ่ ายที่หา้ ไดแ้ ก่ บุคคลหรือชุมชนท่ีสร้างสรรค์ พฒั นา คน้ พบข้ึน ใหม่ หรือครอบครองดูแลรักษา การทาํ สญั ญาการไดร้ ับคา่ ตอบแทนฯควรแบง่ เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทการวิจยั และพฒั นา รูปแบบของสัญญามุง่ เนน้ การส่งเสริมใหม้ ีการวจิ ยั และพฒั นา หลกั การการทาํ สัญญาจะตอ้ งเป็น การเจรจาอยา่ งเท่าเทียมที่กาํ หนดสถานะความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรัฐ ชุมชนทอ้ งถิ่นหรือหลายชุมชน ผรู้ วบรวม บริษทั หรือสถาบนั ทางวทิ ยาศาสตร์และการศึกษา รวมท้งั บุคคลหรือกลุ่ม หรือองคก์ ร ทุกฝ่ ายไดร้ ับรู้กระบวนการเขา้ ถึงฯต้งั แต่เร่ิมตน้ จนถึงข้นั สุดทา้ ย สิทธิการไดร้ ับค่าตอบแทนอยา่ ง เท่าเทียมจะเป็นเงื่อนไขสาํ คญั ท่ีตอ้ งกาํ หนดไวใ้ นสญั ญาการไดร้ ับคา่ ตอบแทนฯ ซ่ึงตอ้ งพจิ ารณาใน หลายลกั ษณะท่ีเจา้ ของทรัพยากรพนั ธุกรรมและภมู ิปัญญาตอ่ รองได้ ประการสาํ คญั คือตอ้ งมี ขอ้ ตกลงโอนมอบสารพนั ธุกรรมใหแ้ ก่องคก์ รที่ไม่ไดท้ าํ ธุรกิจเชิงพาณิชย์ หรือองคก์ รท่ีมีบทบาท วจิ ยั และพฒั นา และ ขอ้ ตกลงถ่ายโอนขอ้ มลู ข่าวสารหรือภูมิปัญญาใหอ้ ีกฝ่ ายหน่ึง และตอ้ งถือวา่ เป็นผลงานร่วมกนั เรียกขอ้ ตกลงดงั กล่าววา่ Material & Knowledge Transfer Agreements (MKTAs) ผลของสัญญาการไดร้ ับค่าตอบแทนฯดงั กล่าวเป็ นไปตามสัญญาทางปกครองโดยทวั่ ไป ท่ีรัฐ และชุมชนมีอาํ นาจมากกวา่ เอกชนคูส่ ัญญา ไดแ้ ก่ การกาํ หนดขอ้ ตกลงของสัญญา หากเอกชน คูส่ ัญญาไม่ปฏิบตั ิตามสัญญา หรือปฏิบตั ิงานบกพร่อง หน่วยงานรัฐและชุมชนมีอาํ นาจสั่งปรับ ให้ ชดใชค้ า่ เสียหาย หรือบอกเลิกสญั ญา ท้งั น้ีการใชอ้ าํ นาจน้ีจะตอ้ งมีมูลเหตุมีความจาํ เป็นท่ีจะกระทาํ ไปเพ่อื ประโยชนแ์ ก่สาธารณะ ขณะเดียวกนั เอกชนมีสิทธิเรียกร้องคา่ เสียหายในกรณีท่ีหน่วยงาน 2-9
รัฐและหรือชุมชนไมป่ ฏิบตั ิตามสญั ญา และมีสิทธิเรียกร้องคา่ เสียหายได้ อยา่ งไรก็ตามการทาํ สัญญาการไดร้ ับคา่ ตอบแทนฯแตกตา่ งสัญญาทางปกครองโดยทว่ั ไป เน่ืองจากมีชุมชนเขา้ มามีส่วน ร่วมเสมือนเป็นกลไกที่มีอาํ นาจทาํ สัญญาฯเช่นเดียวกบั รัฐ เพราะฉะน้นั ผลของสญั ญาจึงมีผลผกู พนั ท้งั รัฐ ชุมชน บุคคล หรือองคก์ รเจา้ ของภูมิปัญญา และผทู้ ่ีเขา้ ถึง การการเปลี่ยนแปลงแกไ้ ข การ ยกเลิกสัญญาการไดร้ ับคา่ ตอบแทนฯตอ้ งมาจากการตดั สินใจร่วมกนั ระหวา่ งผทู้ าํ สัญญาท้งั หมด อยา่ งไรกต็ ามสิทธิการไดร้ ับคา่ ตอบแทนอยา่ งเทา่ เทียมของเอกชนและชุมชนจะถูกระงบั หรือ เพิกถอนไดเ้ พื่อควบคุมมิให้มีการใชส้ ิทธิท่ีผดิ วตั ถุประสงคข์ องการคุม้ ครองตามกฎหมาย ซ่ึงตอ้ ง อยใู่ นหลกั เกณฑท์ ี่ชุมชนหรือเอกชนกระทาํ การอยา่ งหน่ึงอยา่ งใด หรือการทาํ ขอ้ ตกลงในสญั ญา การไดร้ ับค่าตอบแทนฯมีผลกระทบต่อการทาํ ลายหรือทาํ ใหเ้ สียหายทรัพยากรชีวภาพ และภูมิ ปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย ตลอดจนความปลอดภยั และการดาํ รงชีวติ ความปลอดภยั ทางชีวภาพ และระบบนิเวศและสิ่งแวดลอ้ ม หรือจาํ หน่ายจ่ายโอนทรัพยากรพนั ธุกรรมและภมู ิปัญญาการแพทย์ แผนไทยใหแ้ ก่บุคคลและหรือองคก์ รที่เขา้ ถึงโดยไม่มีสิทธิ หรือลกั ลอบการทาํ สัญญาการไดร้ ับ คา่ ตอบแทนฯโดยไมม่ ีชุมชนและรัฐร่วมทาํ สัญญาการไดร้ ับค่าตอบแทนฯ หรือบุคคลหรือองคก์ รที่ เขา้ ถึงไม่มีสิทธิในการเขา้ ถึงในกรณีที่ไม่ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลงในการสญั ญาการเขา้ ถึง ท้งั น้ีจะมีบท กาํ หนดโทษทางปกครองสาํ หรับบุคคลหรือองคก์ รท่ีไม่ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลงในสัญญาหรือกระทาํ การใดๆท่ีเป็นเหตุใหร้ ะงบั สิทธิดงั ที่กล่าวมา จากสถานการณ์ดงั กล่าวได้ทาํ ให้ชุมชนต่อสู้ในการปกป้ องสิทธิในการจัดการฐานทรัพยากร การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากพนั ธุกรรม เพอื่ ให้ได้มาซึ่งสิทธิอธิปไตยของชุมชนในการควบคุม และจัดการฐานทรัพยากรและความหลากหลายชีวภาพกลบั คืนมา จากการล่าอาณานิคมด้วยการ พฒั นาระบบเศรษฐกจิ ทุนนิยมและกระแสโลกาภิวฒั น์ เพราะฉะน้ันงานศึกษาทเ่ี กยี่ วกับการปกป้ อง ดูแลรักษาป่ า การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ของพชื อาหารและสมุนไพรของชุมชน ตลอดจนการ สืบทอดภูมิปัญญาท้องถ่ินให้ดาํ รงอยู่ ซ่ึงเป็ นการต่อสู้ในสิทธิของชุมชนเพอื่ เป็ นอสิ ระต่อการ ผกู ขาดของกลุ่มทุนและรัฐ ท้งั ในด้านทดี่ นิ ฐานทรัพยากร ทรัพยากรพนั ธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน และความเป็ นตวั ตนในอตั ลกั ษณ์วฒั นธรรมของชุมชน และสิทธิในการกาํ หนดการพฒั นาของ ชุมชน มีความสําคญั อย่างยง่ิ ทจ่ี ะทาํ ให้สังคมไทยได้ตระหนักในคุณค่าของฐานทรัพยากรและภูมิ ปัญญาท้องถ่ินในการจัดการป่ า และความหลากหลายของพชื อาหารและสมุนไพร ตลอดจนศึกษา แนวทางการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิดงั กล่าวจากการบงั คับใช้พระราชบญั ญตั คิ ุ้มครองและ ส่งเสริมภูมปิ ัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ควรเป็ นอย่างไร 2-10
2) แนวคดิ การจัดการป่ าชุมชนกบั ความหลากหลายทางชีวภาพ งานศึกษาที่เก่ียวกบั การจดั การป่ าชุมชนมีจาํ นวนมากท้งั งานวจิ ยั วทิ ยานิพนธ์ และรายงาน การสมั มนา การสรุปบทเรียนขององคก์ รพฒั นาเอกชน ซ่ึงมีพฒั นาการไปตามบริบทของกระแสการ ต่ืนตวั ของภาคประชาชนท่ีเรียกร้องใหม้ ีส่วนร่วมในการจดั การป่ าชุมชน และผลกั ดนั ใหร้ ัฐบาล กาํ หนดนโยบาย ตลอดจนการออกพระราชบญั ญตั ิป่ าชุมชนรับรองสิทธิของชุมชนในการจดั การป่ า ตอ่ มางานศึกษาเกี่ยวกบั ป่ าชุมชนไดถ้ ูกพฒั นามาศึกษาเชื่อมโยงกบั บริบทของความหลากหลายทาง ชีวภาพ และภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น ท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงการจดั การฐานทรัพยากรของชุมชนอยา่ งยง่ั ยนื ท้งั ที่ดิน ป่ า น้าํ พนั ธุกรรม สตั วป์ ่ า เป็นตน้ แนวคิด “ป่ าชุมชน” ไดม้ ีพฒั นาการเปล่ียนแปลงไปตามบริบทของการเคล่ือนไหวเรื่องป่ า ชุมชน และมีการสรุปบทเรียนและงานศึกษาที่ทาํ ใหเ้ ห็นวา่ มุมมองต่อป่ าชุมชนไม่หยุดนิ่ง และมี แนวคิดในมิติการมองป่ าชุมชนแบบองคร์ วมครอบคลุมการวเิ คราะห์ในหลายมิติ ซ่ึงสรุปพฒั นาการ ไดด้ งั น้ี 2.1) แนวคิดวนศาสตร์ชุมชน แนวคิด “ป่ าชุมชน” ไดถ้ ูกริเริ่มข้ึนท้งั ในระดบั สากลและระดบั ประเทศไทย ซ่ึงสะทอ้ นให้ เห็นถึงขบวนการประชาชนท่ีเรียกร้องสิทธิในการจดั การป่ าของตนเอง และตอ้ งการฟ้ื นฟู ทรัพยากรข้ึนมาเพื่อใหช้ ุมชนอยรู่ อดไดอ้ ยา่ งมน่ั คง โดยเฉพาะในประเทศกาํ ลงั พฒั นาและประเทศ ดอ้ ยพฒั นา แนวคดิ “วนศาสตร์ชุมชน” ถกู ริเร่ิมข้ึนมาจากนกั วชิ าการป่ าไมท้ ี่ทาํ งานร่วมกบั ชุมชน และเห็นวา่ ป่ าชุมชนเป็นความตอ้ งการพ้ืนฐานของคนในชนบทที่มีอตั ราการเพ่มิ ประชากร สูงมากข้ึน ปัญหาความยากจนมาจากการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ชาวบา้ นขาดความรู้ การส่งเสริมใหป้ ลูกป่ าจะแกไ้ ขปัญหาความยากจน แนวคิดน้ีอยบู่ นพ้ืนฐานทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ กระแสหลกั ที่พจิ ารณาจากความตอ้ งการ (demand) และ ปัจจยั ท่ีเก้ือหนุนมีปริมาณของทรัพยากร สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ (supply) เมื่อชาวบา้ นตอ้ งการบริโภคไม้ กต็ อ้ งปลูกไมเ้ พิ่ม เพอื่ ลด คา่ ใชจ้ า่ ยและมีรายไดเ้ พิม่ แนวคิดน้ีมาจากการจดั ประชุมวา่ ดว้ ยการปฏิรูปที่ดินเพือ่ เกษตรกรรมและพฒั นาชนบท แห่งโลก (WCARRD) ในเดือนกรกฎาคม 1979 เพอ่ื ตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการข้นั มลู ฐานของ ชุมชนเกษตรกรรม และในปี 1978 ธนาคารโลกไดจ้ ดั ทาํ เอกสารชื่อวา่ “Forestry : Sector Policy Paper” ซ่ึงเสนอใหม้ ีการเปล่ียนแปลงกิจกรรมทางป่ าไมจ้ ากการประกอบอุตสาหกรรมป่ าไมไ้ ปสู่ องต่ 4 แนวทางการอนุรักษส์ ่ิงแวดลอ้ ม เพอ่ื ตอบสน อความ ตอ้ งการข องท อ้ งถิ่ น 3 4คาํ นิยามของธนาคารโลก (1979) ป่ าชุมชนคือ “ป่ าสงั คมเป็ นกิจกรรมที่ชาวบา้ นมีส่วนร่วมในการปลกู ตน้ ไมเ้ พื่อ เป็ นประโยชนใ์ ชส้ อยสาํ หรับชาวบา้ น กิจกรรมป่ าชุมชนดงั กลา่ วรวมถึงการปลกู แปลงไมข้ นาดเลก็ ป่ าชุมชน 2-11
J.E.M. Arnold (1992/2535) ไดท้ บทวนประสบการณ์การจดั การป่ าชุมชนในรอบ 10 ปี นบั แตท่ ศวรรษ 1970 – 1980 (2513 – 2523) บทความน้ีไดน้ าํ เสนอให้เห็นบทเรียนต่อแนวคิด วนศาสตร์ชุมชนที่ดาํ เนินการโครงการไปแลว้ ดงั น้ี ประการแรก ในความเป็นจริงสังคมมีความซบั ซอ้ นและมีปัจจยั หลายอยา่ งที่ส่งผลตอ่ ระบบทรัพยากรธรรมชาติ ซ่ึงเก่ียวกบั คนและวธิ ีการที่ท้งั ชายและหญิงกบั การจดั การที่ดินและ ทรัพยากรต่างๆ การแกไ้ ขปัญหาดว้ ยการผลิตและใชป้ ระโยชน์ผลิตภณั ฑจ์ ากตน้ ไมใ้ นระดบั หมูบ่ า้ น จึงไมไ่ ดผ้ ลเนื่องจากตอ้ งใชว้ ธิ ีการแกไ้ ขปัญหาท่ีเหมาะสมกบั สถานการณ์เฉพาะเป็นเรื่องๆ ไป ไมส่ ามารถนาํ เอาวธิ ีการแกไ้ ขทวั่ ไปท่ีเหมือนกนั มาใชไ้ ด้ ประการที่สอง การวเิ คราะห์เกี่ยวกบั ธรรมชาติของเพศหญิงและเพศชาย ในการพ่ึงพา อาศยั ตน้ ไมแ้ ละผลิตภณั ฑจ์ ากตน้ ไมใ้ นระยะแรก ดาํ เนินการไม่ถูกตอ้ ง เป็นผลใหแ้ กไ้ ขปัญหาไม่ ตรงจุด โดยเฉพาะการแกไ้ ขปัญหาเรื่องไมฟ้ ื นที่มีปริมาณลดลง และไม่ไดแ้ กไ้ ขปัญหาของ โครงสร้างของสังคมและสถาบนั ภายในชุมชนน้นั ๆ ประการที่สาม การดาํ เนินการโครงการต่างๆวเิ คราะห์ความตอ้ งการของทอ้ งถิ่น และความ เป็นไปไดใ้ นทางปฏิบตั ิมาจากผวู้ างแผน หรือคนนอกแทนที่ประชาชนในทอ้ งถิ่น เมื่อวางโครงการ สาํ เร็จแลว้ จึงเริ่มมีการเจรจาขอความร่วมมือจากชาวบา้ น การตกลงใหค้ วามร่วมมือทาํ ไดง้ ่ายแต่ เป็นการพดู ไมใ่ ช่การลงมือกระทาํ จริง ประการท่ีสี่ คาํ วา่ “วนศาสตร์ชุมชน” ยงั สับสนไม่ชดั เจนวา่ คืออะไร และมีวตั ถุประสงค์ อะไร เนื่องจากการวางแผนโครงการเพ่ือสนบั สนุนงานป่ าชุมชนมีวตั ถุประสงคห์ ลายอยา่ งรวมกนั ตวั อยา่ งเช่น การปลูกตน้ ไมเ้ พือ่ วดั ผลทางสิ่งแวดลอ้ ม เช่น ป้ องกนั ผวิ ดิน แต่อาจไมเ่ ป็นที่ตอ้ งการ ของเกษตรกร เน่ืองจากเกษตรกรตอ้ งการขายผลผลิตจากตน้ ไม้ ซ่ึงไมค่ ุม้ ทุนพอที่จะจูงใจใหป้ ลูก การปลูกตน้ ไมเ้ พ่อื เป็นแหล่งรายไดไ้ ม่เกิดประโยชนแ์ ต่อยา่ งใด หากเกษตรกรไมม่ ีที่ดิน หรือมีที่ดิน ไมเ่ พยี งพอ Arnold ยงั ไดว้ เิ คราะห์งานศึกษาในตา่ งประเทศจากการประเมินประสบการณ์การจดั การ ป่ าชุมชนในรอบ 10 ปี ตามแนวคิดวนศาสตร์ชุมชน ซ่ึงพบวา่ การวางเป้ าหมายใหช้ ดั เจนและตรง กบั ความเป็นจริง ตอ้ งอาศยั ความเขา้ ใจในการใหค้ นเขา้ มามีส่วนร่วมในการจดั การตน้ ไม้ การป่ า ไมเ้ พ่ือชุมชนตอ้ งเป็ นสาขาวชิ า หรือโครงการที่เป็นส่วนหน่ึงของการป่ าไม้ เกษตรกรรม พลงั งาน ในชุมชน และองคป์ ระกอบอ่ืนๆของการพฒั นาชนบท หมบู่ า้ น การปลกู ตน้ ไมต้ ามถนนหนทาง และการปลกู ตน้ ไมต้ ามหวั ไร่ปลายนา โดยท่ีไม่รวมถึงการปลกู สวนป่ า ขนาดใหญ”่ 2-12
Arnold ไดน้ าํ เสนอบทเรียนและแง่คิดที่ลึกซ้ึงเกี่ยวกบั การใชผ้ ลผลิตจากป่ า และการหา รายไดจ้ ากป่ า ท่ีสมั พนั ธ์กบั บทบาทหญิงชายในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ความเขา้ ใจ ตอ่ วถิ ีชีวิตที่ชาวบา้ นนาํ ผลผลิตจากป่ าไมแ้ ละตน้ ไม้ บริเวณท่ีใชส้ อย มาทาํ เป็นอาหาร ยา เช้ือเพลิง ซ่ึงเป็นความตอ้ งการพ้ืนฐานของชาวชนบท สรุปไดด้ งั น้ี การใชเ้ ช้ือเพลิงจากไม้ การเนน้ เป้ าหมายไปที่การปลูกตน้ ไมเ้ พอ่ื เป็นไมฟ้ ื นใชส้ อยอยา่ ง เพยี งพอ ทาํ ใหม้ องขา้ มเหตุผลอื่นๆ และมองขา้ มความสามารถการแกไ้ ขปัญหาดว้ ยตนเองของ ชาวบา้ น นอกจากน้ียงั เบี่ยงเบนการใหค้ วามสาํ คญั ต่อบทบาทอื่นๆของตน้ ไมท้ ี่มีความสาํ คญั ต่อการ สร้างเศรษฐกิจในครัวเรือน เช่น การสนบั สนุนใหป้ ลูกพืชชนิดตา่ งๆท่ีคาดวา่ เกษตรกรจะได้ ผลตอบแทนมูลคา่ สูงข้ึน เช่น ไมผ้ ล หญา้ แหง้ เป็นอาหารสตั ว์ ปลูกตน้ ไมท้ ่ีนาํ มาใชเ้ ป็นที่อยอู่ าศยั นอกจากน้ีการปลูกไมฟ้ ื นเพ่ือสนองตอบต่อความตอ้ งการฟื นของคนในเมืองและอุตสาหกรรม ตา่ งๆ ซ่ึงเป็นความตอ้ งการที่มีปริมาณคราวละมากๆ จะเป็นสาเหตุให้เกิดการทาํ ลายป่ าอยา่ งรุนแรง การลงทุนการปลูกป่ าเพื่อใชไ้ มเ้ ป็นเช้ือเพลิง และขายผลผลิตใหผ้ ใู้ ชใ้ นเมืองยอ่ มไมช่ ่วยสนองตอบ ความตอ้ งการของชาวชนบท ซ่ึงไมม่ ีทุนทรัพยพ์ อท่ีจะหาซ้ือเช้ือเพลิงมาใชไ้ ด้ อาหาร อาหารสาํ หรับชาวชนบทส่วนใหญ่ไดม้ าจากป่ า หรือจากตน้ ไมท้ ้งั หลายท่ีอยู่ บริเวณไร่นา ซ่ึงช่วยเพิม่ ความหลากหลายในชนิดอาหาร แตป่ รากฏวา่ การบริโภคอาหารท่ีไดจ้ าก ป่ ามีปริมาณไมม่ ากนกั เมื่อเทียบกบั อาหารประจาํ วนั ชาวบา้ นนิยมใชอ้ าหารจากป่ าเพือ่ ประทงั ชีวติ ในฤดูที่อาหารเก็บสาํ รองไวเ้ หลือนอ้ ย ซ่ึงเป็นการรักษาปริมาณของอาหารใหเ้ พียงพอ สม่าํ เสมอ ในพ้นื ที่ป่ าที่ไม่เขม้ งวดหวงหา้ มสาํ หรับชาวบา้ นท่ีหาอาหารไดจ้ ากป่ า มีความสาํ คญั กบั ชาวบา้ นที่ยากจนกวา่ คนอ่ืนในชุมชน บทบาทของอาหารจากป่ าที่ใหค้ ุณคา่ ตอ่ การบริโภคเปลี่ยน เปล่ียนไป เมื่อผลิตภณั ฑอ์ าหารใหม่ๆ รสชาติแปลกใหม่จากตลาดในเมืองแพร่หลายเขา้ มาใน ชนบท จนในพ้ืนที่หลายแห่งเลิกบริโภคอาหารจากป่ า และผทู้ ี่รู้เรื่องอาหารจากป่ าหาตวั ยากข้ึน อาหารปศุสตั ว์ และสารอาหารภายในดิน สาเหตุสาํ คญั ท่ีอาหารสตั วล์ ดลง เช่น การสร้าง โครงการชลประทานในพ้นื ท่ีแหง้ แลง้ ซ่ึงมีทุง่ หญา้ หรือมีการทาํ เกษตรกรรมมาก่อน เกษตรกรหนั ไปปลูกธญั พชื ลาํ ตน้ ส้นั ท่ีใหผ้ ลผลิตสูง หรือเลิกปลูกธญั พืช มีการเปลี่ยนแปลงการใชท้ ี่สาธารณะ ไปเป็นท่ีดินส่วนบุคคล มีการใชร้ ถแทรกเตอร์แทนสัตว์ หรือเล้ียงสัตวใ์ นคอก ซ่ึงตอ้ งใชท้ ุนสูง และมีแรงงานมากข้ึน คนจนในชนบทยอ่ มไมส่ ามารถทาํ ได้ ดงั น้นั ควรเพิม่ ปริมาณอาหารสัตว์ จากตน้ ไมแ้ ละพ้ืนท่ีป่ า แต่ตอ้ งหลีกเลี่ยงไมเ่ กิดปัญหาต่อการปลูกพืชเกษตรกบั สตั วเ์ ล้ียง ในกรณีที่ ตอ้ งปลูกตน้ ไมเ้ พิม่ มากข้ึน แง่คิดอีกประการหน่ึงเก่ียวกบั พ้นื ผวิ ดินบริเวณรอยต่อระหวา่ งชายป่ า กบั ท่ีดินที่เป็นไร่นา พบวา่ มีความสาํ คญั มากตอ่ การเพิ่มป๋ ุยธรรมชาติแก่ผวิ ดิน การเกษตรในป่ าเขต ร้อนส่วนมากถือกาํ เนิดจากการปลูกพืชสลบั หรือทาํ ไร่หมุนเวยี น ที่ปล่อยใหท้ ี่ดินแปลงที่ผา่ นการ ปลูกพชื ทิ้งไวส้ กั ระยะหน่ึงเพือ่ ใหด้ ินฟ้ื นตวั มีตน้ ไมข้ ้ึนปกคลุมผวิ ดิน ดว้ ยการหมุนไปทาํ ไร่อีก แปลงหน่ึง 2-13
รายไดจ้ ากผลผลิตจากป่ าที่มีอยแู่ ลว้ ผลผลิตจากป่ าหลากหลายชนิดที่ชาวชนบทท้งั หญิง ชายเก็บหาแปรรูปขาย ไดแ้ ก่ ฟื น หวาย ไมไ้ ผ่ เส้นใยจากพชื สมุนไพร ชนั จากยางไมต้ ่างๆ และ อาหารป่ า มีการทาํ ผลิตภณั ฑท์ ่ีมาจากผลผลิตในป่ า ดว้ ยกรรมวธิ ีผลิตอยา่ ง่าย ใชก้ นั ตามบา้ นเรือน หรือระดบั ธุรกิจขนาดเลก็ เช่น การสานเสื่อ จกั ตอก กระบุง ตะกร้า เป็นตน้ ชาวบา้ นท่ีเป็นผหู้ ญิง มีความสามารถทาํ งานระดบั น้ีไดเ้ ป็นอยา่ งดี ความสาํ คญั ของรายไดจ้ ากผลผลิตในป่ ามีผลต่อการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ การทาํ ธุรกิจรายยอ่ ยไมส่ ามารถรักษาตน้ ไมห้ รือปลูกข้ึนใหม่เป็ นของตนเอง การทาํ ไมท้ ่ีเกินกาํ ลงั ของป่ า มีผลตอ่ การทาํ ลายป่ า การประกาศเป็นป่ าสงวน หรือพ้ืนที่อนุรักษ์ เป็นขอ้ จาํ กดั การใชป้ ระโยชน์ จากป่ า เช่น มีกฎระเบียบการเขา้ ไปเก็บหาของป่ า ท่ีหวงหา้ มเฉพาะผทู้ ี่ไดร้ ับอนุญาตสัมปทาน เท่าน้นั หรือตอ้ งปฏิบตั ิตามเง่ือนไขท่ีซบั ซอ้ นและมีการผกู ขาด เป็นตน้ นอกจากน้ีปัญหาสาํ หรับการทาํ ธุรกิจรายยอ่ ย คือการขาดแคลนวตั ถุดิบ การตลาดไมม่ นั่ คง ขาดแคลนเงินทุน การบริหารจดั การไมด่ ี เสียเปรียบการแข่งยนั ผลิตภณั ฑท์ ่ีทาํ อยเู่ ป็นประเภทที่ ง่ายตอ่ การเอาสินคา้ ที่ทาํ ดว้ ยวตั ถุอ่ืนมาใชแ้ ทนได้ ดงั น้นั ยงั มีคนในชนบทจาํ นวนมากที่ประกอบ ธุรกิจรายยอ่ ยแลว้ ไปไมร่ อด รายไดจ้ ากการปลูกไมย้ นื ตน้ สมมติฐานท่ีวา่ การเพาะปลูกไมย้ นื ตนั น้นั เกษตรกรฐานะดี เทา่ น้นั ท่ีจะทาํ ได้ อยา่ งไรก็ตามกรณีที่แหล่งทาํ ประโยชนข์ องเกษตรกรท่ียกจนมีจาํ กดั จนไม่ สามารถยงั ชีพไดด้ ว้ ยผลผลิตของตนเอง จึงตอ้ งเลือกวธิ ีที่จะไดเ้ งินมาใชซ้ ้ือหาอาหารก่อนเป็น อนั ดบั แรก ในสถานการณ์เช่นน้ี ตน้ ไมอ้ าจเหมาะสมท่ีจะปลูกเป็นพืชทาํ เงิน หรือปลูกพืชควบกบั พชื ทาํ เงินอยา่ งอื่น หรือในสถานการณ์ที่มีขอ้ จาํ กดั เร่ืองท่ีดิน แต่มีแรงงานมากพออาจใชร้ ะบบ ตน้ ไม/้ พชื ไร่/ปศุสตั ว์ ซ่ึงจะใหผ้ ลตอบแทนดีกวา่ ปลูกพชื ไร่อยา่ งเดียว สาํ หรับสถานการณ์ที่มี ขอ้ จาํ กดั ดา้ นแรงงาน เพราะตอ้ งออกไปหางานนอกบา้ นทาํ วธิ ีที่ดีที่สุดคือการปลูกไมย้ นื ตน้ ท่ีไม่ ตอ้ งบาํ รุงรักษามาก เพอื่ ใชท้ ่ีดินใหเ้ กิดประโยชน์ เกษตรกรโดยทวั่ ไปเห็นการปลูกตน้ ไมเ้ ป็นหลกั ประกนั ของชีวติ ซ่ึงมีคุณคา่ หลายดา้ น เช่น การปลูกไมต้ ามหวั ไร่ปลายนา เพอ่ื ให้ร่มไมห้ รือใชท้ าํ ของใชท้ ี่มีคุณคา่ ทางประเพณีนิยมหรือ ทางเศรษฐกิจ หรือลดความแหง้ แลง้ ระหวา่ งฤดูกาลที่เป็นผลเสียตอ่ พชื ไร่ เพม่ิ ความหลากหลาย ของผลผลิตจากจากไร่นา หรือทดแทนความเส่ียงตอ่ ความเสียหายของพืชไร่ หรือพืชผลบางอยา่ ง ราคาตกต่าํ ตน้ ไมบ้ างอยา่ งใชร้ ักษาโรค หรือใหผ้ ลผลิตบางอยา่ งท่ีมีราคา การจดั การป่ าชุมชน แผนปฏิบตั ิงานโครงการป่ าไมเ้ พอ่ื ชุมชนที่เนน้ หนกั ระบบทาํ ฟาร์มป่ า ไม้ (farm forestry) น้นั จะไดผ้ ลตอ่ เม่ือควบคุมบริหารโดยเอกชนซ่ึงมีประสิทธิผลดีกวา่ ใหช้ ุมชน ดูแล ตลอดจนการทาํ ผลผลิตมาใช้ ทรัพยากรที่ลดลงไปท้งั ปริมาณและคุณภาพมีสาเหตุมาจากการ สร้างความอ่อนแอใหแ้ ก่ทอ้ งถิ่นในการบริหารจดั การของทอ้ งถิ่น การรุกที่ดินของเอกชน การ 2-14
เพิ่มข้ึนของประชากร การขยายตวั ทางการคา้ ในหมูบ่ า้ น และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และการ รวมศูนยอ์ าํ นาจจากรัฐส่วนกลาง มีส่วนทาํ ใหเ้ กิดความลม้ เหลวท้งั สิ้น การใหส้ ิทธิแก่เอกชนเป็นผใู้ ชท้ รัพยากร เป็นช่องทางใหใ้ ชท้ รัพยากรเกินกาํ ลงั ของป่ า และ เกิดความเสื่อมโทรมข้ึนไดง้ ่าย ในขณะที่รัฐไม่สามารถเขา้ ไปควบคุมจดั การป้ องกนั ทรัพยากรป่ า ได้ ในทาํ นองเดียวกนั การให้กรรมสิทธ์ิท่ีดินแก่คนใดคนหน่ึง กเ็ ป็นการเปลี่ยนมือการใชท้ รัพยากร ส่วนรวมไปอยทู่ ี่บุคคลอื่นแทน มีสาเหตุหลายประการที่ชุมชนไม่ร่วมจดั การป่ าชุมชน เน่ืองจาก ชุมชนไม่เกิดความมนั่ ใจ ในผลท่ีไดร้ ับ เช่น การจดั การป่ าถูกกาํ หนดใหเ้ หมาะสมกบั การจดั การของพนกั งานป่ าไม้ มากกวา่ ท่ีจะใหเ้ หมาะสมกบั ชาวบา้ น การกาํ หนดกฎระเบียบการใชป้ ระโยชน์จากป่ าโดยรัฐไมส่ อดคลอ้ ง กบั ความตอ้ งการของชุมชน ระบบวางแผนควบคุมอยทู่ ่ีหน่วยงานของรัฐ โครงการป่ าชุมชน ลกั ษณะดงั กล่าวก่อใหเ้ กิดความเสี่ยงที่รัฐเขา้ มาควบคุมจดั การเอง ในขณะท่ีตวั อยา่ งการจดั การป่ า ชุมชนท่ีประสบผลสาํ เร็จ คือบริเวณท่ีชุมชนมีภมู ิปัญญาในการจดั การป่ าอยแู่ ลว้ การสํารวจจากประสบการณ์ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ (Seymour and Rutherford 1990/2533) มีรายงานกล่าวถึงอุปสรรคสาํ คญั สองประการของการจดั การป่ าชุมชน ประการแรก กรมป่ าไมไ้ มโ่ อนอาํ นาจการจดั การป่ าชุมชนไปสู่ระดบั ทอ้ งถิ่น หรือการยนิ ยอมใหช้ ุมชนเกบ็ หา ผลผลิตจากป่ าท่ีเสื่อมโทรมเท่าน้นั ประการท่ีสอง แรงกดดนั ภายในชุมชน เช่น บุคคลภายนอก อพยพขา้ ไปในหมู่บา้ น และฝ่ าผนื ขอ้ ตกลงตา่ งๆ จนก่อใหเ้ กิดความลม้ เหลว ตน้ ไมใ้ นระบบไร่นา ในหลายสถานการณ์พบวา่ เกษตรกรใชป้ ระโยชน์ตน้ ไมใ้ นท่ีดินที่ ตนครอบครอง ส่วนผลผลิตอยา่ งอื่นไดจ้ ากป่ าของส่วนรวม สาเหตุสาํ คญั ของการทาํ ใหต้ น้ ไมใ้ น ระบบไร่นาลดลง ไดแ้ ก่ การแก่งแยง่ ตน้ ไมก้ บั พชื ไร่ เช่น แสงสวา่ ง น้าํ และอาหาร วธิ ีการเกษตร แผนใม่ การเป็นท่ีดินส่วนบุคคล หรือเป็นของรัฐ การลดรอบตดั ฟันตน้ ไมใ้ หส้ ้ันลงจนตน้ ไมท้ ี่ ตอ้ งการเติบโตไม่ได้ จากการประเมินผลโครงการป่ าไมใ้ นระยะแรกพบวา่ โครงการท่ีพฒั นาข้ึนแบบแยกส่วน โดยคาํ นึงถึงความสาํ คญั ของปัจจยั อื่นที่มีอิทธิพลต่อโครงการ เช่น บางโครงการกาํ หนดเง่ือนไข หา้ มชุมชนในโครงการนาํ ผลิตผลตน้ ไมไ้ ปขาย เพราะคิดวา่ ขดั กบั การปฏิบตั ิตามแผน ที่ถือวา่ เป็น เป้ าหมายของโครงการวนศาสตร์ชุมชน หรือป่ าไมส้ ังคม ในขณะท่ีในพ้ืนที่พบวา่ เกษตรกร ครอบครองที่ดินผืนเลก็ ๆ มกั จะเลือกปลูกพืชท่ีใชเ้ ป็นอาหารเพ่ือยงั ชีพ โดยพิจารณาโอกาสทาง ตลาดในทอ้ งถิ่น และตน้ ทุนรวมอยดู่ ว้ ย การกาํ หนดให้โครงการตอ้ งเร่งรีบใหเ้ สร็จตามเป้ าหมาย ไม่วา่ จะเป็นการแจกจา่ ยเมล็ด พนั ธุ์ การเพาะชาํ กลา้ ไม้ การปลูกซ่ึงหน่วยงานป่ าไมเ้ ป็นผรู้ ับผดิ ชอบ แรงกดดนั เหล่าน้ีจะเป็นผล ในทางปฏิบตั ิใหไ้ ดป้ ริมาณมาก่อนคุณภาพ หรือปริมาณมาก่อนความถูกตอ้ งเหมาะสมอยเู่ สมอ นอกจากน้ีการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชาํ นาญทางดา้ นการส่งเสริมเผยแพร่ในระยะ 2-15
เริ่มแรกของงานวนศาสตร์ชุมชน ผหู้ ญิงมีบทบาทสูงในการเกบ็ หาฟื น หาอาหารจากป่ า หาฟางให้ ววั ควาย สานกระบุงตะกร้า แต่ผหู้ ญิงมกั ไมไ่ ดร้ ับความเชื่อถือ งานศึกษาของ Arnold ได้แสดงถึงบทเรียนของการจัดการป่ าชุมชน ต้องสัมพันธ์เช่ือมโยง กบั โครงสร้างของสังคม เศรษฐกจิ การเมอื งทส่ี ่งผลต่อการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติ และเป็ น ปัจจัยสําคญั ต่อการเป็ นแรงจูงใจทใ่ี ห้ชาวบ้านมาร่วมจัดการป่ าชุมชน การจัดการป่ าชุมชนไม่ สามารถแยกขาดจากมติ ิของการมีส่วนร่วมของคนในพนื้ ท่ี และต้องสอดคล้องกบั การแก้ไขปัญหา และความต้องการของชุมชน ซ่ึงมหี ลายมติ ทิ เ่ี กย่ี วกบั การจัดการและการใช้ประโยชน์จากผลผลติ ใน ป่ า ระบบนิเวศของป่ าชุมชนยงั มีความสําคญั ในทุกพนื้ ที่ เช่น พนื้ ทต่ี ้นไม้ในไร่นา (หัวไร่ปลายนา) เป็ นระบบการเกษตรทสี่ ร้างพนื้ ทปี่ ่ า หรือไร่หมุนเวียนเพมิ่ ความหลากหลายทางพนั ธุกรรมพชื สัตว์ รวมท้งั ผลผลติ ทเ่ี กดิ ในป่ า นอกจากจากนีบ้ ทบาทของผู้หญงิ มีความสําคัญอย่างยงิ่ ต่อการเหน็ คุณค่าของป่ าและ ผลผลติ ในป่ า เพราะเป็ นผู้ใช้ประโยชน์และเกบ็ เกยี่ วโดยตรง แต่โครงการทดี่ าํ เนินการเกยี่ วกบั วน ศาสตร์ชุมชน ได้ละเลยบทบาทของผู้หญงิ งานศึกษายงั ได้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการป่ าและ การใช้ประโยชน์จากผลผลติ ในป่ า ไม่ว่าจะเป็ นอาหาร สมุนไพร ไม้ฟื น สัมพนั ธ์กบั รายได้เสริม นอกเหนือจากการทาํ การเกษตรกรรม และเป็ นการลดค่าใช้จ่ายของครอบครัว ซ่ึงเป็ นแรงจูงใจอนั สําคัญทีท่ าํ ให้เกษตรกรร่วมจัดการป่ า หากมีการใช้ประโยชน์จากผลผลติ ในป่ าในปริมาณทม่ี าก หรือพฒั นาเป็ นธุรกจิ รายย่อย กไ็ ม่สร้างรายได้ทางเศรษฐกจิ ทย่ี ง่ั ยนื แก่ชุมชนอย่างแท้จริง เพราะ ชุมชนเกษตรกรรมยงั มขี ้อจํากดั ในการบริหารจัดการทางตลาด และมีความเสี่ยงต่อการทาํ ลาย ทรัพยากรในป่ า ดังน้ันการจัดการและการใช้ประโยชน์ดงั กล่าวได้สัมพนั ธ์กบั องค์ความรู้ของชุมชน ทสี่ ่ังสมสืบทอดการใช้ประโยชน์อย่างไม่ทาํ ลาย เพอื่ เป็ นการรักษาระบบนิเวศ แหล่งอาหารและยา ของชุมชน สรุปไดว้ า่ แนวคิดวนศาสตร์ชุมชน ในระยะเร่ิมแรกการดาํ เนินการโครงการวนศาสตร์ ชุมชน มุง่ เนน้ การบรรลุเป้ าหมายตอ่ โครงการในมิติของการเพิ่มพ้นื ที่ป่ าไม้ โดยคิดวา่ จะแกไ้ ข ปัญหาความยากจนได้ แนวคิดดงั กล่าวมาจากมุมมองของผวู้ างแผนที่ไม่สอดคลอ้ งกบั วฒั นธรรม และความตอ้ งการของชุมชนทอ้ งถิ่น แตส่ าเหตุของปัญหาที่แทจ้ ริงคือปัญหาเชิงโครงสร้างของ ความยากจน ซ่ึงมาจากการผกู ขาดทางอาํ นาจในการจดั การป่ าและใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ าของกลุ่มทุน และรัฐซ่ึงเช่ือมโยงกบั ผลประโยชน์ขา้ มชาติ และมีผลกระทบตอ่ ชุมชน โครงการดงั กล่าวจึงไม่ ตอบสนองต่อกลุ่มเป้ าหมายแต่อยา่ งใด 2-16
2.2) แนวคิดป่ าไม้สังคม “แนวคิดป่ าไม้สังคม” ไดพ้ ฒั นามาจากแนวคิด “วนศาสตร์ชุมชน” ท่ีเชื่อมโยงในประเทศ ไทยซ่ึงถูกริเริ่มข้ึนในกลางทศวรรษ 2520 FAO (Food and Agriculture Organization)5 ไดส้ ่ง ผเู้ ช่ียวชาญมากาํ หนดหลกั สูตรป่ าไมเ้ ชิงสงั คม (Social Forestry) กบั คณะทาํ งานคณะวนศาสตร์ของ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ในปี พ.ศ.2527 ฉลาดชาย รมิตานนท์ (2528) นกั มานุษยวทิ ยาจาก มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ ไดเ้ สนอแนวคิดดงั กล่าวโดยใชแ้ นวทางสังคมศาสตร์ในการศึกษาวเิ คราะห์ การจดั การป่ าควบคูไ่ ปกบั การพฒั นาชนบทและวฒั นธรรมชุมชน แนวทางการศึกษาใชแ้ นวคิดจาก ตา่ งประเทศวิเคราะห์กบั สถานการณ์ปัญหาในประเทศไทย ซ่ึงเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกาํ หนด นโยบายป่ าไมแ้ ห่งชาติ พ.ศ.2528 ใหม้ ีป่ าอนุรักษแ์ ละป่ าเศรษฐกิจในประเทศไทย ความหมายของป่ าไมส้ ังคมในทศั นะของฉลาดชายคือ “ป่ าที่ชุมชนร่วมกนั จัดการ การ จัดการเป็ นส่วนหน่ึงของการพฒั นาชนบท และรวมถึงการร่วมมือของชุมชนในการต่อรองกับรัฐ หรือใช้หลกั การจัดการของชุมชนโดยชุมชน เพื่อชุมชน หรือ ผลประโยชน์อย่กู ับชุมชน ไม่ใช่เป็ น โครงการของรัฐท่ีส่งเสริมให้ชาวบ้านปลกู ไม้ใช้สอย หรือทาํ วนเกษตร หม่บู ้านป่ าไม้ ซึ่งยงั ยึดถือ ว่ารัฐเป็นผ้นู าํ หรือผ้เู ชี่ยวชาญที่ชี้นาํ ชาวบ้าน” ในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบั ที่ 6 (2530 – 2534) ไดก้ าํ หนดใหม้ ีการ ส่งเสริมการจดั การป่ าชุมชนตามแนวคิดป่ าไมส้ ังคม โดยเนน้ การมีส่วนร่วมของชาวบา้ น และมี และต่อมามีโครงการวน โครงการพฒั นาป่ าชุมชนภายใตค้ วามรับผิดชอบของกรมป่ าไม้ ศาสตร์ชุมชนบนพ้ืนท่ีสูงในประเทศไทย ระหวา่ งปี พ.ศ.2532 – 2536 ซ่ึงเป็นโครงการทดลองที่ เกิดจากความร่วมมือระหวา่ งกรมป่ าไม้ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น และ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ กรมป่ าไมไ้ ดจ้ ดั ทาํ โครงการพฒั นาป่ าชุมชน โดยเปล่ียนช่ือจากเดิมคือ โครงการปลูกไมใ้ ช้ สอยชุมชน (ปี พ.ศ.2530 - 2532) มีวตั ถุประสงคเ์ พ่อื เพิ่มพ้ืนท่ีป่ าไมข้ องประเทศ และเป็นแหล่ง ผลิตไมใ้ นระดบั หมู่บา้ นสาํ หรับใชส้ อยในพ้ืนที่ ฝ่ ายส่งเสริมและพฒั นาป่ าชุมชน กรมป่ าไม้ และ กองจดั การท่ีดินป่ าสงวนแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไดจ้ ดั พมิ พห์ นงั สือคูม่ ือเจา้ หนา้ ที่ รัฐเรื่อง “ป่ าชุมชนในประเทศไทย” ภายใตก้ รอบของกฎหมาย การจดั การป่ าชุมชนดาํ เนินการได้ 5 ป่ าชุมชนในนิยามของ FAO (1978) “ป่ าชุมชนเป็ นกิจกรรมป่ าไมอ้ ะไรกไ็ ดท้ ่ีประชาชนมีส่วนร่วม เช่น การปลูก ป่ า หรือการจดั การป่ าชุมชนประจาํ หมูบ่ า้ นในทอ้ งท่ีซ่ึงขาดแคลนไมใ้ ชส้ อยหรือของป่ าอยา่ งอ่ืน จนกระทงั่ รวมถึงการปลูกตน้ ไมใ้ นไร่นา หรือสวนป่ ารายยอ่ ยเพอ่ื ขายไมเ้ ป็นรายได้ นอกจากน้ียงั รวมถึงกิจการ อุตสาหกรรมในครัวเรือนที่ใชว้ สั ดุจากป่ าเป็ นวตั ถดุ ิบ แตไ่ ม่รวมกิจการป่ าไมท้ ี่เป็ นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือ กิจการป่ าไมท้ ี่ประชาชนไดร้ ับผลตอบแทนเพียงค่าจา้ งแรงงานเท่าน้นั แตร่ วมถึงกิจกรรมของรัฐ หรือ อตุ สาหกรรมป่ าไมท้ ่ีกระตนุ้ หรือ ช่วยกิจการป่ าไมข้ องชุมชนทอ้ งถิน่ ” 2-17
เฉพาะในเขตป่ าสงวนแห่งชาติ โกมล แพรกทอง ขา้ ราชการกรมป่ าไมไ้ ดน้ าํ เสนอแนวคิดป่ าชุมชน ไวใ้ นหนงั สือเล่มดงั กล่าว ซ่ึงสรุปไดว้ า่ ป่ าชุมชนคือ รูปแบบของการจดั การป่ าไมท้ ่ีนาํ เอาความตอ้ งการพ่ึงพิงป่ าของประชาชนมา เป็นวตั ถุประสงคใ์ นการจดั การป่ า และใหป้ ระชาชนผไู้ ดร้ ับประโยชน์จากป่ า เป็นผกู้ าํ หนด แผนการและควบคุมการดาํ เนินงานใหเ้ ป็ นไปตามวตั ถุประสงคท์ ่ีวางไว้ เพอ่ื ผลประโยชน์ต่อเนื่อง อยา่ งสม่าํ เสมอตามความตอ้ งการของชุมชน การพฒั นาป่ าชุมชนอยบู่ นพ้ืนฐานของแนวความคิด 4 ประการคือ ดา้ นนิเวศวทิ ยา การ พฒั นาชนบท การกระจายอาํ นาจ และการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรป่ าไมซ้ ่ึงเป็นทรัพยากรที่งอก เงยได้ กรมป่ าไมไ้ ดน้ าํ เสนอรูปแบบป่ าชุมชนซ่ึงมีสองลกั ษณะ คือ • ป่ าชุมชนแบบด้งั เดิม ไดแ้ ก่ (1) การอนุรักษป์ ่ าไมเ้ พ่อื ประกอบพธิ ีกรรมตามประเพณี เช่น การรักษาดอนป่ ูตาใน ภาคอีสาน ป่ าชา้ ในภาคเหนือ (2) การอนุรักษป์ ่ าไมเ้ ป็นแหล่งซบั น้าํ ใหก้ บั พ้นื ท่ีนา หรือพ้ืนทีประกอบเกษตรกรรม ป้ องกนั การพงั ทลายของดิน เป็นแหล่งอาหาร และสมุนไพร ของป่ า เป็ นตน้ (3) การอนุรักษป์ ่ าไวเ้ ป็นเขตอภยั ทาน เป็นพ้นื ที่ซ่ึงหา้ มล่าสตั วต์ ดั ชีวิตตามหลกั พุทธ ศาสนา เป็นพ้นื ท่ีไวเ้ พอื่ ความร่มร่ืน เป็นที่พกั พงิ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ จะพบเห็น ตามวดั ทวั่ ไปในภมู ิภาคของประเทศ (4) การอนุรักษพ์ ้ืนที่เพื่อเป็นที่พกั ผอ่ น เนน้ การรักษาไวต้ ามสภาพธรรมชาติ และมี จุดที่น่าสนใจ เช่น ถ้าํ น้าํ ตก (5) การอนุรักษพ์ ้ืนท่ีไวเ้ ป็ นแหล่งอาหารและใชส้ อยอ่ืนๆ เพอื่ การเก็บหาอาหาร เช่น เห็ด หน่อไม้ ผลไม้ ยาสมุนไพร หรือเป็ นแหล่งเสริมรายได้ เพิ่มใหก้ บั ประชาชน • ป่ าชุมชนแบบพฒั นา ไดแ้ ก่ (1) ป่ าชุมชนเพอ่ื การใชส้ อย เป็ นพ้ืนที่ที่สร้างข้ึนในบริเวณที่ดินในหม่บู า้ น เช่น ที่ สาธารณะ ที่อ่างเก็บน้าํ ท่ีสองขา้ งทาง เป็นตน้ (2) ป่ าโรงเรียน เป็นการปลูกป่ าในโรงเรียนเพ่อื การศึกษาทางดา้ นการเกษตรจาก โรงเรียน และการใชป้ ระโยชน์จากรายได้ การจาํ หน่ายผลประโยชน์จากตน้ ไม้ เป็นอาหารกลางวนั สาํ หรับเด็กที่ยากจนในโรงเรียน (3) การพฒั นาวดั ป่ า เป็นการปลูกตน้ ไมข้ ้ึนบริเวณวดั หรือสาํ นกั สงฆ์ (4) การกนั พ้ืนที่ดินไวเ้ ป็นป่ าจาํ นวนร้อยละ 20 ของพ้นื ท่ีจดั สรรท่ีดิน เพ่ือเป็ นแหล่ง ใชส้ อยของหม่บู า้ นที่ไดร้ ับจากการจดั ที่ดินตามมติของคณะกรรมการจดั ที่ดิน แห่งชาติ วนั ที่ 19 มีนาคม 2499 เพือ่ เป็ นแหล่งไมใ้ ชส้ อยของชุมชน 2-18
(5) การจดั ป่ าของชาติใหเ้ ป็นป่ าชุมชน ตามนยั มติของท่ีประชุมคณะกรรมการพฒั นา ท่ีดิน คร้ังท่ี 4/2530 เมื่อวนั ที่ 8 กรกฎาคม 2530 ใหก้ นั พ้นื ที่ป่ าที่เหลืออยไู่ ม่เกิน 500 ไร่ และไม่ติดกบั เขตป่ าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพนั ธุ์สัตว์ ป่ า สาํ หรับเป็นป่ าชุมชน โดยใหอ้ งคก์ รของหมู่บา้ น ตาํ บล เช่น คณะกรรมการ หมู่บา้ น สภาตาํ บลเป็นผดู้ ูแล การจดั การป่ าชุมชนระหวา่ งปี พ.ศ.2530 – 2536 จึงเป็นการจดั การป่ าชุมชนที่ผสมผสาน พฒั นาจากแนวคิดวนศาสตร์ชุมชน แนวคิดป่ าไมส้ งั คม ท้งั จากต่างประเทศและในประเทศไทย โดย มุ่งเนน้ ท่ีการจดั การป่ าชุมชนนอกพ้นื ท่ีป่ าอนุรักษ์ (ไดแ้ ก่ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ า เขตวนอุทยาน เขตหา้ มล่าสัตวป์ ่ า เขตตน้ น้าํ ลาํ ธารช้นั 1 ) งานศึกษาจาํ นวนมากในยคุ น้นั ศึกษา โดยนกั ศึกษาคณะวนศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ และมหาวทิ ยาลยั ในภูมิภาค บทความ รายงานวจิ ยั ของนกั วชิ าการ โดยส่วนใหญน่ าํ เสนอใหเ้ ห็นรูปแบบของการจดั การป่ าชุมชน และ ลกั ษณะของการจดั การป่ าชุมชน ซ่ึงประกอบดว้ ยองคก์ รประชาชนท้งั ท่ีเป็นองคก์ รตามวฒั นธรรม ด้งั เดิม เช่น องคก์ รเหมืองฝายในภาคเหนือ สภาตาํ บล หรือ อ.บ.ต. หรือการรวมกลุ่มของชาวบา้ น ข้ึนใหม่เป็นองคก์ รเพอ่ื การจดั การป่ าชุมชน การมีระเบียบและกฎเกณฑด์ ูแลรักษาป่ า ท้งั การ อนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ า บทบาทของบุคคลภายนอกที่ไปส่งเสริมและร่วมจดั การ 2.3) แนวคิดป่ าชุมชน ต้งั แต่ปี พ.ศ.2532 เป็นตน้ มา ภายหลงั รัฐบาลยกเลิกสมั ปทานทาํ ไม้ และประชาชน เรียกร้องการมีส่วนร่วมในการจดั การป่ า พร้อมกบั นาํ เสนอแนวคดิ “ป่ าชุมชน” ข้ึนมา แนวคิดน้ีได้ ถูกพฒั นาข้ึนมาจากกระแสการขบั เคล่ือนของภาคประชาชนท่ีมีการรักษาป่ าอยา่ งเขม้ แขง็ และมี ความหลากหลายทางวฒั นธรรมในทุกภาค ซ่ึงชุมชนไดเ้ รียกร้องสิทธิในการจดั การป่ า และมีการ จดั การและกาํ หนดกฎระเบียบการดูแลรักษาของชุมชน จนในที่สุดรัฐบาลไดก้ าํ หนดแผนการ ส่งเสริมการจดั การป่ าชุมชนไวใ้ นแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบั ที่ 6 (พ.ศ.2530 – 2534) ต่อมารัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายป่ าไมแ้ ห่งชาติ แตง่ ต้งั คณะอนุกรรมการพิจารณา แนวทางการดาํ เนินงานเก่ียวกบั ป่ าชุมชน ในเดือนพฤษภาคม 2533 งานศึกษาทางวชิ าการของ เจิมศกั ด์ิ ปิ่ นทอง บรรณาธิการ (2534) เรื่อง “ววิ ฒั นาการของ การบุกเบิกที่ดินทาํ กินในเขตป่ า” ศึกษาในทุกภาคต้งั แต่ปี พ.ศ.2533 – 2534 และงานศึกษาของ อานนั ท์ กาญจนพนั ธุ์ และมิ่งสรรพ์ ขาวสอาด (2538) ศึกษาววิ ฒั นาการของการบุกเบิกท่ีดินทาํ กิน ในเขตป่ า กรณีภาคเหนือตอนบน ซ่ึงไดน้ าํ เสนอสอดคลอ้ งกนั ใหเ้ ห็นวา่ สาเหตุการทาํ ลายป่ ามาจาก โครงสร้างของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ท่ีมีมาแตอ่ ดีตถึงปัจจุบนั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การให้ อนุญาตสมั ปทานทาํ ไม้ การลกั ลอบตดั ไมอ้ ยา่ งผิดกฎหมายซ่ึงมีผมู้ ีอิทธิพลท้งั ในระดบั ชาติ และ ระดบั ทอ้ งถ่ิน เกี่ยวขอ้ งดว้ ยอยเู่ สมอ การพฒั นาโครงสร้างพ้ืนฐาน ตลอดจนนโยบายของรัฐที่ 2-19
ส่งเสริมใหม้ ีการบุกเบิกท่ีดินทาํ กินเพือ่ ทาํ ประโยชนใ์ นท่ีดิน เป็นสาเหตุสาํ คญั ของการทาํ ลายป่ า มิใช่มาจากการทาํ ลายป่ าของชาวบา้ นแต่เพยี งลาํ พงั ดงั น้นั การหวงั พ่งึ เจา้ หนา้ ท่ีรัฐในการรักษา พ้นื ที่ป่ าฝ่ ายเดียวไมป่ รากฏเป็ นจริงได้ เพราะปัจจุบนั ผใู้ ชป้ ่ ามีท้งั ชาวบา้ น นายทุน และผมู้ ีฐานะมง่ั คงั่ จากภายนอกเขตป่ าเขา้ มาใชป้ ่ าเพิ่มข้ึน ทาํ ใหท้ ี่ดินในเขตป่ ามีราคาสูง เจา้ หนา้ ที่จึงร่วมมือกบั นายทุนหาประโยชนจ์ ากพ้นื ที่ป่ ามากข้ึน งานศึกษายงั ไดน้ าํ เสนอใหเ้ ห็นวา่ ชุมชนมีศกั ยภาพในการจดั การทรัพยากรได้ มีชุมชน หลายแห่งไดพ้ ฒั นาท่ีดิน และภูมิปัญญาในการอนุรักษ์ และสามารถอยรู่ ่วมกบั ป่ าในรูปแบบของป่ า ชุมชน บางแห่งมีประวตั ิความเป็นมาของการจดั การป่ าชุมชนตามวฒั นธรรมของทอ้ งถิ่น บางแห่ง เร่ิมพฒั นาข้ึนมาจากความรู้สึกหวงแหนทรัพยากรของชุมชนมาไมน่ าน ชุมชนเหล่าน้ีมีกระจายอยู่ ทวั่ ไป งานศึกษาของอานนั ท์ และมิ่งสรรพ์ ไดเ้ สนอปัจจยั สาํ คญั เก่ียวกบั การอนุรักษป์ ่ ามี ดงั ต่อไปน้ี (๑) การปรับปรุงแนวเขตป่ าอนุรักษใ์ หต้ รงกบั สภาพความเป็นจริงของ วฒั นธรรมการผลิตในทอ้ งถิ่น โดยใหอ้ งคก์ รชาวบา้ นมีส่วนร่วมในการจาํ แนกประเภทการใชท้ ่ีดิน (๒) ควรสร้างหลกั ประกนั ความมน่ั คงในการถือครองที่ดิน โดยใหส้ ิทธิทาํ กินร่วมกนั กบั ชุมชนในเขตป่ าอนุรักษ์ เพ่อื แลกเปลี่ยนกบั หนา้ ท่ีของชุมชนในการรักษาป่ า นอกจากน้ีรัฐตอ้ งช่วยพฒั นาอาชีพนอกภาคการเกษตร เพอ่ื เสริมรายไดแ้ ละลดแรงกดดนั ในการพ่งึ รายไดจ้ ากพ้ืนท่ีป่ า (๓) ควรพฒั นาส่งเสริม และใหก้ ารรับรองสิทธิตามกฎหมายแก่องคก์ ร ทอ้ งถ่ินที่มีศกั ยภาพในการอนุรักษพ์ ้ืนท่ีป่ าในรูปของป่ าชุมชน เพื่อให้องคก์ รทอ้ งถิ่นมีอาํ นาจ หนา้ ที่อยา่ งเป็ นทางการในการป้ องกนั การบุกรุกของบุคคลภายนอกท่ีมีอาํ นาจ ซ่ึงจะช่วยให้ ชาวบา้ นสามารถฟ้ องร้องต่อศาลไดเ้ มื่อเกิดความจาํ เป็ นโดยไมต่ อ้ งเดินขบวน ตอ่ มางานศึกษาเรื่อง “ป่ าชุมชนในประเทศไทย แนวทางการพฒั นา” โดยเสน่ห์ จามริก และยศ สันตสมบตั ิ บรรณาธิการ (2536) ศึกษาระหวา่ งปี พ.ศ.2534 – 2537 เป็นความ ร่วมมือระหวา่ งนกั วชิ าการและเครือขา่ ยองคก์ รพฒั นาเอกชน ในการศึกษาป่ าชุมชนของทุกภาค งานศึกษานาํ เสนอใหเ้ ห็นวา่ การจดั การป่ าชุมชนมีความหลากหลายตามวฒั นธรรมประเพณี และ ระบบนิเวศของแต่ละชุมชน ปัจจยั สาํ คญั ในการจดั การป่ าชุมชนมาจากการรวมศูนยอ์ าํ นาจการ จดั การป่ าไวท้ ี่รัฐ ซ่ึงไมส่ ามารถดูแลรักษาป่ าไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ชุมชนดูแลรักษาป่ า และใชป้ ระโยชนผ์ ลผลิตจากป่ าที่ไมท่ าํ ลาย แตต่ อ้ งไดร้ ับผลกระทบถูกละเมิดสิทธิจากเจา้ หนา้ ที่รัฐ และกลุ่มทุน จากการไม่มีสิทธิในการจดั การป่ า จนกลายเป็ นความขดั แยง้ ในสงั คมไทย “สิทธิชุมชน” ไดถ้ ูกพฒั นามาเป็นวาทกรรมที่มีการถกเถียงในสังคมไทย ซ่ึงมาจาก รูปธรรมของการจดั การป่ าชุมชน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2540 ไดบ้ ญั ญตั ิ 2-20
ไวใ้ นมาตรา 46 และในมาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช25506 แต่ยงั ถูกตีความในความหมายที่แคบคุม้ ครองสิทธิเฉพาะ “สิทธิชุมชนทอ้ งถิ่นด้งั เดิม” ทีม่ ีวฒั นธรรม ประเพณีที่แตกต่างจากคนไทย เช่น ชนเผา่ บนพ้นื ที่สูง เป็ นตน้ ในขณะท่ีงานศึกษาเก่ียวกบั “สิทธิ ชุมชน” และ “ป่ าชุมชน” หลายฉบบั นาํ เสนอกรณีศึกษาของการจดั การป่ าโดยชุมชนในหลาย หมู่บา้ น มีท้งั ชุมชนที่ต้งั ถิ่นฐานมายาวนาน และชุมชนท่ีมีการต้งั ถิ่นฐานมา 30 ปี ซ่ึงมีกระบวนการ เรียนรู้จากปัญหาวกิ ฤตป่ าเสื่อมโทรม และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างพ้นื ที่ รวมท้งั การ ส่งเสริมจากบุคคลภายนอกชุมชน งานศึกษาดงั กล่าวศึกษาบนฐานคิดนิเวศวทิ ยาการเมือง เศรษฐศาสตร์การเมือง ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมแบบใหม่ ไดน้ าํ เสนอมิติสิทธิชุมชน ที่ ครอบคลุมในหลายมิติดงั น้ี (1) ความสัมพนั ธ์ทางอาํ นาจท่ีตอ้ งมีการตรวจสอบถ่วงดุลอาํ นาจของรัฐ ชุมชน และประชาสังคม เพื่อเป็นหลกั ประกนั ใหท้ ุกฝ่ ายในสังคมร่วมกนั ดูแลรักษาป่ า และนาํ ไปสู่ การสร้างความเป็ นธรรมในสงั คม (Social Justice) ที่มีการกระจายสิทธิและการเขา้ ถึงทรัพยากร อยา่ งเป็นธรรม (2) ใหค้ ุณค่าต่อมนุษยแ์ ละธรรมชาติ ท่ีเป็ นทุนทางสงั คม (3) พลวตั ของสิทธิ ที่สามารถปรับเปลี่ยนความหมายไดต้ ลอดเวลา ในมิติของ ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ (New Social Movement) พฒั นาการของสิทธิชุมชน จึงตอ้ งมีการปรับเปล่ียนนิยามความหมายที่ดาํ รงความเป็ นตวั ตนในอตั ลกั ษณ์ของชุมชนแตล่ ะ ทอ้ งถิ่น (4) ระบบการจดั การป่ าในมิติสิทธิชุมชนจึงตอ้ งมีหลายมิติ เชิงซอ้ นท้งั ในระดบั ปัจเจกบุคคล กลุ่มคน ชุมชน สังคม และรัฐ แนวคิดป่ าชุมชนก่อใหเ้ กิดการถกเถียงวา่ “สิทธิชุมชน” มีลกั ษณะของสิทธิอยา่ งไร เม่ือ เปรียบเทียบกบั สิทธิตามกฎหมายท่ีรับรองสิทธิ 2 แบบคือ สิทธิของบุคคลที่ไดท้ ่ีดินมาโดยชอบดว้ ย กฎหมาย และสิทธิของรัฐเหนือที่ดินที่เป็นพ้ืนที่ป่ าตามพระราชบญั ญตั ิป่ าไม้ พ.ศ.2484 เพิ่มศกั ด์ิ มกราภิรมย์ (พ.ศ.2543) ไดน้ าํ เสนอไวว้ า่ การสนบั สนุนการจดั การป่ าและทรัพยากรของชุมชน ในทางปฏิบตั ิเจาะจงไปยงั กลุ่มต่างๆในชุมชน เช่น กลุ่มผใู้ ชป้ ระโยชน์ กลุ่มผมู้ ีผลประโยชน์ เก่ียวขอ้ ง กลุ่มผหู้ ญิง หรือกลุ่มเยาวชน โดยมีชุมชนเป็นกรอบการประสานความร่วมมือ หรืออาจ ทาํ หนา้ ที่เป็นตวั แทนองคก์ รทอ้ งถิ่นรับมอบอาํ นาจรัฐจากส่วนกลาง มารับรองหรือคุม้ ครองอาํ นาจ การบริหารจดั การของกลุ่มองคก์ รต่างๆ 6 มาตรา 66 “บุคคลซ่ึงรวมกนั เป็นชุมชน ชุมชนทอ้ งถิ่น หรือชุมชนทอ้ งถ่ินด้งั เดิม ยอ่ มมีสิทธิอนุรักษห์ รือฟ้ื นฟู จารีตประเพณี ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น ศิลปวฒั นธรรมอนั ดีของทอ้ งถน่ิ และของชาติ และมีส่วนร่วมในการจดั การ การ บาํ รุงรักษา และการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอ้ ม รวมท้งั ความหลากหลายทางชีวภาพอยา่ ง สมดุลและยงั่ ยนื ” 2-21
เพราะฉะน้นั สิทธิการใชป้ ระโยชน์มี 2 แบบคือ - สิทธิการใช้ด้งั เดิม กาํ หนดข้ึนโดยชุมชนทอ้ งถิ่นตามวฒั นธรรมแบบด้งั เดิมที่สืบทอดกนั มา โดยมีจารีตประเพณีและกลไกทางสงั คมของชุมชนเป็นตวั ควบคุมในทางปฏิบตั ิ อาจจะแบ่ง สิทธิการใชด้ ้งั เดิมออกไดห้ ลายระดบั เช่น ระดบั บุคคล ครัวเรือน กลุ่มครัวเรือน และระดบั ชุมชน ข้ึนอยกู่ บั แตล่ ะทอ้ งถิ่น สมาชิกของชุมชนท้งั หมดจะมี “สิทธิตามธรรมชาติ” ในการใชท้ รัพยากร ส่วนรวม แต่ชุมชนก็มีอาํ นาจออกกฎเกณฑโ์ ดยคาํ นึงถึง “ความเป็นธรรมของสงั คม” เป็นสาํ คญั สิทธิชุมชนจึงไม่ใช่สิทธิส่วนตวั และสิทธิสาธารณะ การจดั การในรูปแบบสิทธิชุมชนจะจดั การ ภายใตก้ ฏเกณฑป์ ระเพณีที่กาํ หนดข้ึนจากวถิ ีชีวติ และวฒั นธรรมของชุมชน (อา้ งในชูศกั ด์ิ, 2538) - สิทธิการใช้ทร่ี ับรองโดยกฎหมาย สิทธิประเภทน้ีกาํ หนดข้ึนโดยหน่วยงาน/องคก์ รท่ีมี อาํ นาจปกครองเหนือพ้ืนท่ีป่ าและทรัพยากรในป่ า ซ่ึงมกั ใหส้ ิทธิกบั บุคคลหรือองคก์ ร/หน่วยงานท่ี เป็นนิติบุคคลเพื่ออนุญาตใหป้ ระโยชนท์ รัพยากรบางประเภท และมีรายละเอียดในการใช้ สิทธิแบบน้ีไมค่ ลุมทุกอยา่ ง แต่สิทธิทางการบริหารจดั การ ประโยชน์และการอนุรักษ์ (management rights) เช่น จดั การน้าํ จดั การป่ า จดั การท่ีดินทาํ เลเล้ียงสตั ว์ เป็นตน้ สิทธิชุมชนจึงมีความซบั ซอ้ น ท่ีครอบคลุมทรัพยากรป่ า ที่ดิน น้าํ ทรัพยากรชายฝ่ัง และมี ความหลากหลายของกลุ่มคนผใู้ ชป้ ระโยชน์ และสภาพความเป็นสาธารณสมบตั ิท่ีไม่มีขอ้ จาํ กดั ใน การใชป้ ระโยชน์ ทาํ ใหป้ ัญหาความขดั แยง้ ในการใชท้ รัพยากรชายฝั่งโดยเฉพาะการจบั สตั วน์ ้าํ หรือ การประมงชายฝ่ังมีความหลากหลายยงุ่ ยากซบั ซอ้ น ต่อมามีการศึกษา “สิทธิชุมชน” จากรากฐานวฒั นธรรมด้งั เดิมของกลุ่มชาติพนั ธุ์ เพ่อื ยนื ยนั ในสิทธิตามธรรมชาติท่ีสืบทอดกนั มา และไดถ้ ูกทาํ ลายโดยรัฐส่วนกลางจากเครื่องมือของนโยบาย และกฎหมายควบคุมสิทธิใหเ้ ป็นแบบแผนเดียวกนั หมดท้งั ประเทศ ในปี พ.ศ.2546 โครงการสิทธิ มนุษยชนไทยในสถานการณ์สากล ไดน้ าํ เสนอโครงการสิทธิชุมชนทอ้ งถิ่นจากจารีตประเพณีสู่ สถานการณ์ปัจจุบนั : การศึกษาเพ่ือแสวงหาแนวทางนโยบายสิทธิชุมชนทอ้ งถิ่นในประเทศ หวั หนา้ โครงการวจิ ยั คือ ศาตราจารย์ (พิเศษ) ดร.ชลธิรา สัตยาวฒั นา แนวคิดมุมมองวา่ ดว้ ย “สิทธิ ชุมชน” ครอบคลุมถึงโลกทศั น์ (World view) และจกั รวาลทศั น์ (Cosmology) ของชุมชนพ้ืนเมือง ด้งั เดิม และชุมชนทอ้ งถิ่นด้งั เดิม ดว้ ยการศึกษาผา่ นปัญหาความขดั แยง้ ในการควบคุมและจดั การ ทรัพยากรดิน น้าํ ป่ า เขา ซ่ึงเป็นปัญหาการใชป้ ระโยชน์จากฐานทรัพยากรระหวา่ งรัฐส่วนกลางกบั ทอ้ งถ่ินท่ีสวนทางกนั หรือระหวา่ งชุมชนทอ้ งถิ่นกบั กลุ่มอิทธิพลจากภายนอกท่ีมีผลประโยชน์ ขดั แยง้ กนั หรือระหวา่ งชุมชนตา่ งชาติพนั ธุ์ที่ใชท้ รัพยากรร่วมกนั แลว้ มีปัญหาขดั แยง้ กนั โครงการวจิ ยั ดงั กล่าวไดน้ าํ เสนอใหเ้ ห็นวา่ สิทธิชุมชนของกลุ่มชาติพนั ธุ์ในทุกภมู ิภาคของ ประเทศไทย มีความแตกตา่ งหลากหลายมาก แต่อยบู่ นฐานแนวคิดท่ีเหมือนกนั คือ “สิทธิ ส่วนรวม” หรือ “ของหนา้ หมู”่ ซ่ึงสัมพนั ธ์กบั โลกทศั นข์ องกลุ่มชาติพนั ธ์ตามวฒั นธรรม ความเชื่อ ท่ีส่งั สมมายาวนาน 2-22
“ป่ า” หมายถึงวฒั นธรรมความเช่ือของชาวบา้ นที่ไดร้ ับจากป่ าหรือมีสิ่งเหนือธรรมชาติที่ คุม้ ครองรักษาป่ า และทรัพยากรในป่ า เช่น “ผปี ่ า” “ผหี ว้ ย” “ผขี นุ น้าํ ” “ผบี อ่ เกลือ” ฯลฯ ป่ ายงั เป็น แหล่งรวมของตน้ ไมต้ า่ งช้นั ต่างอายุ ตา่ งพนั ธุ์ ชาวบา้ นใชป้ ่ าเป็นแหล่งหาอาหาร แหล่งหาวสั ดุเพอื่ ใชส้ อยในชีวติ ประจนั และใชเ้ ป็นยาสมุนไพร ป่ าเป็นแหล่งน้าํ ซบั ตวั อยา่ งในจกั รวาลทศั น์ของ ชาวลา้ นนา จาํ แนกประเภทของปาได้ 9 ชนิด ไดแ้ ก่ - ป่ าแพะ (แกะ) คือป่ าละเมาะทวั่ ไปในพ้ืนท่ีราบอยตู่ ิดกบั เขตหมูบา้ น - ป่ าดงกรรม หรือดงก้าํ เป็นป่ าพิธีกรรม คาํ วา่ “ดง”หมายถึงป่ าท่ีมีตน้ ไม้ ขนาดใหญ่ข้ึนหนาแน่นเป็นป่ าทึบหรือป่ าใหญ่ ชาวบา้ นจะต้งั บา้ นเรือน ไม่ห่างไกลจากป่ าดงมากนกั - ป่ าเหล่า คาํ วา่ “เหล่า” หมายถึงป่ าละเมาะท่ีรกดว้ ยตน้ ไมแ้ ละเครือวลั ยท์ ี่ อุดมสมบูรณ์ และมีสตั วป์ ่ าอาศยั อยชู่ ุกชุม ป่ าเหล่าเป็ นแหล่งอาหาร โปรตีนจากสตั วเ์ ป็นสาํ คญั - ป่ าขนุ หว้ ย หรือป่ าตน้ น้าํ เป็นป่ าสาํ คญั ของแหล่งกาํ เนิดของสายน้าํ ทุก คนมีสิทธิการใชน้ ้าํ ท่ีไหลมาเป็นลาํ หว้ ย หรือแม่น้าํ และทุกคนตอ้ ง ช่วยกนั รักษาป่ าและตน้ แมน่ ้าํ ไม่ใหถ้ ูกทาํ ลาย - ป่ าเหม้ียง เป็นป่ าท่ีมีตน้ ไมช้ นิดเดียวข้ึนเป็นส่วนใหญ่และข้ึนเองตาม ธรรมชาติ ชาวบา้ นเรียกป่ าตามพนั ธุ์ไมท้ ี่ข้ึนในป่ า เช่น ป่ าไผ่ ป่ าเหียง ป่ า แขม ป่ าสัก ป่ าตึง (พลวง) เป็ นตน้ - ป่ า/ยาง กบั การเมือง กฎหมายโบราณกล่าววา่ ที่ดินและป่ าท้งั หมดเป็น “กรรมสิทธ์ิ”ของเจา้ เมือง และชนช้นั ปกครอง หรือ “พญากินป่ ากิน เมือง” กฎหมายกล่าวถึงป่ าบางแห่งวา่ เป็นป่ าของบา้ นเมือง ซ่ึง ผปู้ กครอง สงวนสิทธ์ิในการใชท้ รัพยากรจากป่ า จึงเรียกป่ าชนิดน้ีวา่ “ป่ ายางกบั การเมือง” คาํ วา่ “ยาง” เป็นคาํ โบราณหมายถึงป่ า - ป่ าหวั ไร่ดอนนา หมู่บา้ นและที่นาของหมบู่ า้ นหลายแห่งมีพ้ืนที่ติดต่อ กบั ป่ าซ่ึงเป็นป่ าชายเขตแดน และมีเน้ือท่ีไมก่ วา้ งมากนกั ชาวบา้ นพ่งึ พา ทรัพยากรจากป่ าชายหมูบ่ า้ น ทุกคนมีสิทธิใชร้ ่วมเพ่ือเก็บพืชผกั และ ของป่ าทุกชนิด - ป่ าข้ี หรือเหล่าป่ าข้ี ในอดีตชาวบา้ นยงั ไมม่ ีส้วมใชใ้ นบา้ น ป่ าที่อยทู่ า้ ย หม่บู า้ นบริเวณใดบริเวณหน่ึงหรือป่ านอกเขตหมูบ่ า้ นออกไป ชาวบา้ น จะจดั พ้ืนที่เป็ นท่ีปลดทุกข์ ภาษาลา้ นนาเรียกวา่ “ป่ าข้ี” ซ่ึงจะเป็นป่ าทึบ หรือป่ าที่มีตน้ ไมเ้ ถาวลั ยข์ ้ึนปกคลุม เพื่อใหท้ ุกคนใชป้ ่ าแห่งน้ีอยา่ ง สะดวก 2-23
- ป่ าเร่ว หรือป่ าชา้ ป่ าชา้ ในอดีตเป็ นป่ าทึบห่างไกลจากหมู่บา้ นหรือเมือง มกั จะต้งั อยชู่ ายเขตของหมูบ่ า้ น หรือทา้ ยหม่บู า้ น ป่ าประเภทน้ีถูกจดั วา่ เป็น “ป่ าหนา้ หมู่” และเป็นป่ าพิธีกรรม/ป่ าดงกรรม ลกั ษณะการใชป้ ระโยชน์จากป่ าของลา้ นนา มีความคลา้ ยคลึงกบั การใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ า ในทุกภมู ิภาคของประเทศไทย สิทธิในป่ าเป็นสิทธิส่วนรวม ซ่ึงไดไ้ ดถ้ ูกทาํ ลายจากนโยบายและ กฎหมายของรัฐ ตลอดจนกระแสการพฒั นาเศรษฐกิจที่ก่อใหเ้ กิดการทาํ ลายป่ าเพื่อบุกเบิกพ้ืนท่ีทาํ กิน จึงเป็นสาเหตุใหช้ าวบา้ นถูกกล่าวหาวา่ เป็นผบู้ ุกรุกป่ า และกลายเป็นความขดั แยง้ ท่ีรุนแรงใน สงั คมไทย การศึกษาสิทธิชุมชนทอ้ งถิ่นด้งั เดิมไดท้ าํ ให้สังคมไทยไดเ้ ขา้ ใจมิติของสิทธิชุมชนท่ีมี รากเหงา้ มาจากวฒั นธรรมประเพณีมายาวนาน และมีความจาํ เป็นถูกฟ้ื นฟูข้ึนมาใหม่และปรับใชใ้ ห้ เหมาะสมกบั สถานการณ์ปัจจุบนั ซ่ึงจะทาํ ใหม้ ีการรักษาป่ าโดยชุมชน ดว้ ยการเห็นคุณคา่ ของป่ า กลบั คืนมาในการตอบสนองการแกไ้ ขปัญหาความยากจนไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื 2.4) แนวคิดป่ าชุมชนในมติ คิ วามหลากหลายทางชีวภาพกบั การพฒั นาอย่างยงั่ ยนื จากกระแสการต่ืนตวั การจดั การป่ าชุมชนไดท้ าํ ใหส้ ังคมไทยใหค้ วามสนใจต่อการศึกษา ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นกบั ความหลากหลายทางชีวภาพดว้ ยเช่นกนั สาเหตุสาํ คญั ของการศึกษามาจาก มุมมองต่อฐานทรัพยากรในป่ าเขตร้อนท่ีมีความสาํ คญั ต่อการอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพ ท้งั ระบบนิเวศ พนั ธุกรรม และชนิดพนั ธุ์ ซ่ึงเป็นแหล่งอาหารและยาที่สาํ คญั ของมนุษยชาติ ความ หลากหลายทางชีวภาพน้ีมีความเช่ือมโยงกบั ฐานทรัพยากรรวมถึงที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินใน แปลงเกษตรกรรม ท่ีดินที่ชุมชนเกษตรกรรมอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์สืบทอดภมู ิปัญญามายาวนาน คาํ วา่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ไดถ้ ูกววิ าทะและมีการถกเถียงกนั มากในปี พ.ศ.2536 ซ่ึงสืบเน่ืองจากการใหส้ ัตยาบนั ในอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพวา่ มีความสาํ คญั อยา่ งไร หน่วยงานของรัฐโดย สาํ นกั นโยบายและแผนส่ิงแวดลอ้ ม กระทรวงวทิ ยาศาสตร์ ไดจ้ ดั ต้งั ฝ่ าย ทรัพยากรชีวภาพข้ึน มีการจดั ทาํ นโยบาย มาตรการ และแผนการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์ความ หลากหลายทางชีวภาพอยา่ งยง่ั ยนื ซ่ึงเป็นนโยบายระดบั ชาติท่ีไดร้ ับการสนบั สนุนจาก UNEP สาํ หรับทางดา้ นงานวจิ ยั น้นั สาํ นกั งานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ ศูนยพ์ นั ธุวศิ วกรรมและ เทคโนโลยชี ีวภาพแห่งชาติ และสาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั ไดส้ นบั สนุนการวจิ ยั เร่ือง ความหลากหลายทางชีวาภาพในทางมิติทางวทิ ยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ (กฤษฎา บุญชยั 2540) ตอ่ มามีงานศึกษาหลายชิ้นไดน้ าํ เสนอแนวคิดการพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื กบั การจดั การป่ าและ ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ใหค้ วามสาํ คญั และความจาํ เป็นตอ้ งมีการสืบทอดภูมิปัญญาทอ้ งถิ่น ในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ ความรู้ในการรักษาแบบการแพทยพ์ ้ืนบา้ น การอนุรักษแ์ ละใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรพนั ธุกรรมท้งั พชื และสัตว์ แนวคิดในการศึกษาดงั กล่าวเป็นการผสมผสาน 2-24
ความรู้เชิงวฒั นธรรม ภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่น และนิเวศวทิ ยา และเศรษฐศาสตร์การเมืองในการศึกษา บริบทของชุมชนในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ แนวคิด “ป่ าชุมชน” ยงั ได้ถูกพฒั นาและอธิบายในมติ ิของการพฒั นาทยี่ ง่ั ยืน ซ่ึงมาจาก ฐานคิดของการจดั การป่ าชุมชนท่ีเชื่อมโยงไปสู่การจดั การฐานทรัพยากรในระบบนิเวศลุ่มน้าํ หรือ ระบบภูมินิเวศที่ใชป้ ระโยชน์และจดั การร่วมกนั และมีการพฒั นามาจากการมีส่วนร่วมของ ประชาชนอยา่ งยง่ั ยนื ท้งั ชุมชน และฐานทรัพยากร การวเิ คราะห์ในทางนิเวศวิทยา ชีววทิ ยา สงั คมศาสตร์จึงมีความสาํ คญั ท่ีตอ้ งศึกษาร่วมกนั เพื่อนาํ ไปสู่การพฒั นาที่ยงั่ ยนื ของชุมชนและ สงั คม นกั วชิ าการท้งั 3 คนไดน้ าํ เสนอแนวคิดไวด้ งั น้ี เสน่ห์ จามริก (2546) นกั สังคมศาสตร์ไดเ้ สนอแนวคิดไวว้ า่ การจดั การป่ าชุมชนเป็นหวั ใจ สาํ คญั ของการปฏิรูปกระบวนทศั น์การพฒั นา เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจของชุมชนทอ้ งถิ่นท่ี พ่งึ ตนเองและยงั่ ยนื เป็นการสร้างความมนั่ คงทางอาหารและยา ไม่พ่งึ พงิ กบั ระบบกลไกตลาด การคา้ เสรี และเป็ นการกระจายอาํ นาจใหก้ บั ชุมชนทอ้ งถิ่นในการบริหารจดั การฐานทรัพยากร การจดั การป่ าชุมชนเป็ นการสร้างเครือขา่ ยของการสร้างฐานทรัพยากรชีวภาพ ท่ีฟ้ื นฟูภูมิปัญญา ของชุมชนในการสร้างระบบภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นท่ีทา้ ทายกบั ระบบทรัพยส์ ินทางปัญญาแบบผกู ขาด สมศักด์ิ สุขวงศ์ (2546) นกั วนศาสตร์ชุมชนไดเ้ สนอป่ าเขตร้อนของประเทศไทยใหค้ ุณค่า แก่ความหลากหลายทางชีวภาพท้งั ระบบนิเวศ ชนิดของสิ่งมีชีวติ และพนั ธุกรรม แนวทางการ อนุรักษค์ วามหลากหลายในป่ าเขตร้อนท่ีดีท่ีสุดคือการรักษาป่ าสมบูรณ์ที่เหลืออยไู่ วใ้ หไ้ ด้ บทเรียนที่สาํ คญั คือ การอนุรักษป์ ่ าท่ีผา่ นมาเป็นการทาํ ไมท้ ี่ทาํ ใหป้ ่ าเสื่อมโทรม เพราะฉะน้นั ตอ้ ง ศึกษาวา่ จะฟ้ื นฟูป่ าเสื่อมโทรมอยา่ งไรใหไ้ ดผ้ ลผลิตยงั่ ยนื ถาวร เพื่อรักษาความหลากหลายทาง ชีวภาพ การฟ้ื นฟปู ่ าเส่ือมโทรมทาํ ไดด้ ว้ ยการสืบพนั ธุ์ตามธรรมชาติ โดยการจดั การร่วมระหวา่ งรัฐ กบั ประชาชน ซ่ึงสาํ เร็จมาแลว้ ที่อินเดียและเนปาล การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีดินก็ควรมีหลายรูปแบบ ยงิ่ ไปกวา่ น้นั การศึกษา ลดหลนั่ ไปตามความมากนอ้ ยในการอนุญาตใหใ้ ชป้ ระโยชนจ์ ากป่ า ภูมิปัญญาของชาวบา้ นและการอนุรักษท์ รัพยากรทางพนั ธุกรรมของทอ้ งถิ่นควรมีการศึกษาเป็น อยา่ งยง่ิ ตลอดจนสร้างแรงจงู ใจใหท้ อ้ งถิ่นร่วมเรียนรู้และจดั การสืบทอดภมู ิปัญญาในการจดั การ ความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมกนั วสิ ุทธ์ิ ใบไม้ (2538) นกั ชีววทิ ยา ไดน้ าํ เสนอความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์สามารถประยกุ ตใ์ ห้ สอดคลอ้ งกบั ทิศทางการพฒั นาอยา่ งยง่ั ยนื บนฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ การพฒั นา อยา่ งยงั่ ยนื ท้งั ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดลอ้ ม ทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติน้นั รวมถึงทรัพยากรทางกายภาพ และทรัพยากรชีวภาพ ท่ีมีการใชป้ ระโยชน์ อยา่ งยงั่ ยนื ท้งั ในทางการแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม และทางวชิ าการชีววิทยา ดว้ ยการ 2-25
ผสมผสานภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินกบั เทคโนโลยยี คุ ใหม่ ทิศทางการพฒั นาอยา่ งยงั่ ยนื เช่นน้ีท่ีนาํ ไปสู่การ สร้างเศรษฐกิจพ้ืนบา้ นกบั การอนุรักษท์ รัพยากรชีวภาพ เพมิ่ ศักด์ิ มกราภิรมย์ (2543) ศึกษาเรื่องการจดั การปัญหาความยากจนดว้ ยป่ าชุมชนโดย นาํ เสนอป่ าชุมชนกบั การบรรเทาความยากจน ชุมชนภาคเกษตรกรรมในทุกภาคของประเทศไทยมี วถิ ีชีวติ พ่ึงพาป่ าและทรัพยากรธรรมชาติในการดาํ รงชีวติ ชุมชนชนบทโดยเฉล่ียมีสัดส่วนพ่ึงพา ดา้ นแหล่งน้าํ ในการทาํ เกษตรกรรม และการบริโภค พ่ึงพาอาหาร สมุนไพรในการรักษาโรค ฟื น ถ่าน และของป่ าเพื่อยงั ชีพ โดยชุมชนไดม้ ีการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากฐานความรู้ของชุมชนท่ี สืบทอดมายาวนาน ชุมชนชนบทโดยเฉลี่ยมีสดั ส่วนของคนพ่ึงพาป่ ามากกวา่ ร้อยละ 30 โดยเฉพาะ เรื่องอาหาร ฟื น ถ่าน และของป่ าเพอ่ื ยงั ชีพ บา้ นเขาขาดในภาคตะวนั ออก ซ่ึงห่างจากกรุงเทพขบั รถ แคส่ องชว่ั โมงเศษ ชาวบา้ นยงั ตอ้ งเกบ็ หาของป่ า เช่น มนั กลอย มาแลกขา้ วกิน ชุมชนบา้ นหนอง เรือกลุ่มบา้ นซบั ววั แดงอยตู่ ิดเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าเขาอ่างฤาไน จงั หวดั ฉะเชิงเทรา ชาวบา้ น ท้งั หมด 38 ครัวเรือน ไม่มีที่ดินทาํ กิน ตอ้ งอาศยั รับจา้ งตดั ไมแ้ ละเก็บหาของป่ า แลกขา้ วสารเพ่อื ยงั ชีพ (ระว,ี 2543) ชุมชนบา้ นซาํ ผกั หนามในป่ าภูผามา่ นจงั หวดั ขอนแก่นนาํ หน่อไมจ้ ากป่ าชุมชนไป แลกเปล่ียนขา้ วและปลาร้ากบั ชุมชนชาวนาแถบจงั หวดั ร้อยเอด็ ความยากจนมาจากผลดา้ นลบของระบบรัฐไทย ซ่ึงเป็นระบบศกั ดินา ระบบเงินตรา มุ่งเนน้ การคา้ ขาย ทาํ ใหช้ ุมชนเสียสิทธิทาํ กินใหก้ บั ภาคธุรกิจ และถูกตดั ขาดจากการใชท้ รัพยากรที่มาจาก นโยบายรัฐและกฎหมาย เพราะฉะน้นั การบรรเทาความยากจนของชุมชนในชนบทคือการมีอาํ นาจ และโอกาสในการจดั การและใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ า และทรัพยากรมากกวา่ ประเด็นขาดแคลนอาหาร หรือขาดโอกาส ความมนั่ คงของคนในชนบทคือ ความมนั่ คงในการอยอู่ าศยั และทาํ มาหากิน ความ มน่ั คงดา้ นอาหารและสุขภาพ งานศึกษาที่นาํ เสนอแนวคิดการศึกษาและมุมมองการจดั การป่ าชุมชนและความหลาก หลายทางชีวภาพในช่วงแรกของการเคลื่อนไหวป่ าชุมชน และมีการรวมรวมความรู้จากกรณีศึกษา คือ โครงการศึกษาวจิ ยั ป่ าชุมชนในประเทศไทย : แนวทางการพฒั นา (2536) งานศึกษาฉบบั น้ีได้ สรุปใหเ้ ห็นวา่ ชาวบา้ นมีภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นเกี่ยวกบั ระบบนิเวศชุมชนในหลายประการ คือ • ความรู้เกี่ยวกบั ความสัมพนั ธ์ของทรัพยากรดิน น้าํ ป่ า กบั คน ในระบบ นิเวศชุดหน่ึง • ความรู้เกี่ยวกบั โครงสร้างและลกั ษณะของป่ า ชาวบา้ นมีความเขา้ ใจการ จดั ลาํ ดบั ช้นั ของตน้ ไมแ้ ละพชื พรรณในป่ า ทาํ เลเล้ียงสัตว์ หรือถิ่นท่ีอยขู่ อง พืชที่จาํ เป็นต่อการดาํ รงชีวิต เช่น ผกั ป่ า และสมุนไพร 2-26
• ความรู้เกี่ยวกบั ขีดจาํ กดั ของการใชป้ ระโยชน์จากป่ า ชาวบา้ นไดส้ ร้าง กฎเกณฑข์ ้ึนมาเพื่อกาํ หนดแนวทาง วธิ ีการ และขอ้ หา้ ม เพอ่ื ป้ องกนั มิใหม้ ี การใชป้ ระโยชน์จากป่ ามากเกินไปจนทาํ ลายความสมดุลตามธรรมชาติ • ความรู้เรื่องการหมุนเวยี นของธาตุอาหารในดินและความเช่ือมโยงของมวล ชีวภาพในระบบนิเวศเขตร้อน เช่นการทาํ ไร่หมุนเวยี น • ความรู้เร่ืองการทดแทนสังคมพืชหลงั จากมีการรบกวนระบบนิเวศพ้ืนท่ีไร่ ที่ถูกทิ้งร้างไป โดยไมไ่ ดท้ าํ การเพาะปลูก ต่อมางานศึกษาของ ยศ สนั ตสมบตั ิ (2542) ไดป้ ระมวลความรู้ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ภมู ิปัญญา ทอ้ งถ่ินของกลุ่มชาติพนั ธุ์ในเขตภาคเหนือตอนบน ในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากความ หลากหลายทางชีวภาพในมุมมองทางดา้ นสังคมวฒั นธรรม งานศึกษาไดเ้ สนอใหเ้ ห็นภาพรวมการ ต้งั ถิ่นฐานของกลุ่มชาติพนั ธุ์ ท่ีมีระบบการผลิต การจดั การป่ า การอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากป่ า อาหาร สมุนไพร และการแพทยพ์ ้ืนบา้ น งานศึกษาของยศไดส้ รุปแนวคิดการศึกษาภูมิปัญญา ทอ้ งถ่ินกบั ความหลากหลายทางชีวภาพ ในหลายมิติดงั น้ี (1) ความหลากหลายทางชีวภาพกบั ความหลากหลายทางวฒั นธรรม ชุมชน กบั ป่ าไมเ่ คยแยกออกจากนั ชุมชนมีบทบาทสาํ คญั ต่อการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพใหก้ บั ป่ า ดว้ ยการปลูกพืชหลากหลายชนิดในสภาพธรรมชาติ การใชไ้ ฟเพอ่ื ลดการผกู ขาดของพชื เด่นใน ระบบนิเวศบางชนิด รวมท้งั การอนุรักษแ์ ละพฒั นาสายพนั ธุ์พชื ดว้ ยการตรากฎเกณฑเ์ พ่ือจาํ กดั การ ใชป้ ระโยชน์ในพ้ืนที่บางประเภทท่ีล่อแหลมต่อการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เช่นป่ าตน้ น้าํ (2) ภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ กบั ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ ภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นเป็น องคค์ วามรู้ท่ีพฒั นาข้ึนในบริบททางกายภาพ และวฒั นธรรมของปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งคนกบั ระบบ นิเวศ เช่น การปรับเปล่ียนถิ่นที่อยอู่ าศยั ระบบการผลิต หรือการอพยพกลุ่มชนตา่ งๆลงจากดอย ภมู ิ ปัญญาทอ้ งถ่ินไม่อาจดาํ รงอยแู่ ละพฒั นาสืบไปไดห้ ากถูกตดั ขาดจากรากเหงา้ ท้งั ในดา้ นของ ธรรมชาติและวฒั นธรรม การปกป้ องภมู ิปัญญาทอ้ งถิ่นในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนค์ วาม หลากหลายทางชีวภาพ ควรรวบรวมความรู้ไวภ้ ายในทอ้ งถิ่น ดว้ ยการเปิ ดโอกาสใหค้ นในชุมชน และกลุ่มชาติพนั ธุ์ต่างๆสามารถดาํ รงชีวิตอยอู่ ยา่ งมีศกั ด์ิศรี ภายในระบบนิเวศท่ีพวกเขาสามารถ บริหารจดั การ ประยกุ ตใ์ ชแ้ ละพฒั นาภูมิปัญญาของตนใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการและบริบท ของยคุ สมยั ไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง (3) ชุมชนเรียนรู้กบั การจัดการทรัพยากรพนั ธุกรรม ชุมชนมีกระบวนการเรียนรู้ อยา่ งตอ่ เน่ือง ซ่ึงมีการสัง่ สม สืบทอด และแลกเปล่ียนความรู้ท้งั ภายในชุมชน ระหวา่ งชุมชนอยา่ ง ตอ่ เน่ืองจนเกิดเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ และมีการผลิตองคค์ วามรู้ในลกั ษณะท่ีสอดคลอ้ งกบั ความ ตอ้ งการของชุมชนอยา่ งแทจ้ ริง ชุมชนในฐานะผจู้ ดั การทรัพยากรพนั ธุกรรม ซ่ึงหมายถึงการ 2-27
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236