40 บทที่ 3 ไดอเิ ลก็ ทริกและการเกบ็ ประจุ ในบทนจ้ี ะกลาวถงึ ตวั เกบ็ ประจุซ่ึงเปนอุปกรณท่ีสามารถเก็บพลังงานไฟฟา คือ ใชในการเก็บ ประจุ (Charge) และสามารถคายประจุ (Discharge) ได ตัวอยางเชน แบตเตอร่ีสามารถเก็บพลังงาน ไฟฟาไดและสามารถจายพลังงานไฟฟาใหกับวงจรไฟฟาได เปนตน ตัวเก็บประจุสามารถนําไปใชกับ อุปกรณอื่นๆ และในทุกสถานการณท่ีเก่ียวของกับสนามไฟฟา ความสามารถของตัวเก็บประจุ คือการ กําหนดจํานวน และสามารถเก็บประจไุ ดเทา ไหร ซ่งึ เรียกวาความจุ 3.1 ตวั เกบ็ ประจุไฟฟา และความจุไฟฟา พิจารณาตัวนําสองตัว ดังภาพที่ 3.1 ตัวเก็บประจุท่ัวไปไมวาจะมีรูปรางแบบใดจะ ประกอบดว ยตัวนําสองช้ิน เรียกวา แผนเพลท (Plate) แตล ะแผน เพลทจะมีตัวนําท่ีมีประจุตางชนิดกัน แตมีขนาดเทากันเทากับ Q เพื่อวาผลรวมประจุไฟฟาสุทธิระหวางตัวนําเปนศูนย หากมีการยาย ประจุทลี ะนอ ยจากตวั นําหนึ่งใหก บั อกี ตัวนําหนึ่งความตางศกั ยร ะหวา งตัวนาํ ทั้งสองจะคอ ยๆ เพ่มิ ขึ้น มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพที่ 3.1 ตัวนําสองตัวใดๆ ที่มีขนาดเทา กันแตป ระจตุ างชนิดกัน โดยถกู ประกอบขนึ้ เปนตัวเก็บประจุ ทมี่ า (Halliday, Resnick, & Walker, 2018) จากการทดลองพบวา ปรมิ าณประจุ Q ทอี่ ยูบนตวั นาํ น้ันแปรผนั ตรงกับคาความตางศักยระหวางตัวนํา ทั้งสอง น่ันคือ คาคงท่ีของการแปรผันข้ึนกับรูปรางและระยะหางของตัวนํา ซึ่งจาก Q ∝ ∆������������ P ความสมั พนั ธสามารถเขยี นไดด ังน้ี Q = C∆������������ สาํ หรบั ตวั เก็บประจุไฟฟา สามารถเขียนแทนดวยสัญลักษณ หรอื และสําหรบั ตัวเก็บประจแุ บบปรบั คาความจุไฟฟาไดเ ขียนแทนดว ยสญั ลักษณ หรอื
41 ความจไุ ฟฟา (Capacitance, C) ของตวั เกบ็ ประจมุ นี ิยาม คอื อัตราสว นระหวา งขนาดของ ประจุท่ีอยูบนตัวนําทั้งสองกบั ขนาดของความตา งศักยระหวางตัวนาํ เขยี นความสัมพันธเปนสมการได วา ������������ = Q (3-1) ������������ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงตามนิยามความจุจะเปนปริมาณบวกเสมอ นอกจากนี้ประจุ Q และความตางศักย V ท่ีแสดงใน สมการ 3-1 ก็จะมีคาเปนบวกเสมอ และจากสมการ 3-1 จะเห็นวาความจุมีหนวย SI ของคูลอมบตอ โวลต แตเพื่อเปนเกียรติแก ไมเคิล ฟาราเดย (Michael Faraday) หนวย SI ของความจุจึงใชเปน ฟา รดั (farad, F) 1 ������������ = 1 ������������⁄������������ (3-2) หนวยฟารัดเปนหนวยความจุท่ีใหญมากในทางปฏิบัติ อุปกรณทั่วไปท่ีใชกันอยูมีความจุไฟฟา ในชวงไมโครฟารัด (microfarads, 10-6 F) ถึง พิโกฟารัด (picofarads, 10-12 F) ซึ่งเราอาจจะใช สญั ลักษณ (µ������������) เพื่อแทนความหมายของไมโครฟารดั (microfarads) ตัวอยางท่ี 3.1 ตวั เกบ็ ประจุที่มีความจุ 36 ไมโครฟารดั ตอ เขากับความตางศักย 3 โวลตจ ะมีประจบุ น ตัวเก็บประจนุ ้เี ทาใด วธิ ที าํ Q = CV ( )= 36 ×10−6 × 3 = 108 ×10−6 C ตอบ ประจุบนตวั เกป็ ระจนุ ม้ี ีขนาด 108 ไมโครคลู อมบ 3.2 ตวั เก็บประจแุ ผนคูข นาน
42 ตัวเก็บประจุแบบคูขนาน (parallel plate capacitor) เปนอุปกรณที่ประกอบดวยตัวนําขนาน สองแผน ระหวา งแผนตัวนําท้งั 2 จะมีแผน ฉนวนค่ันอยู เพ่ือปอ งกันไมใหแ ผน โลหะท้ัง 2 ลัดวงจร แผน ฉนวนเรียกวา แผน ไดอเิ ล็กตรกิ (Direct Electric ) ดงั รูปท่ี 3.2 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพท่ี 3.2 ตวั เกบ็ ประจแุ บบแผน ขนาน ประกอบดวยแผนตวั นําทว่ี างขนานกนั สองแผน แตล ะแผน มี พืน้ ที่ A และอยูหางกันเปนระยะ d ทม่ี า ( Serway& Jewett,, 2008) จากภาพที่ 3.2 พิจารณาแผนตัวนําคูขนาน มีพื้นที่ A โดยแผนตัวนําแรกมีประจุ + Q และแผนตัวนํา อีกแผนมีประจุ -Q แตละแผนมีความหนาแนนเชิงผิว σ = Q ⁄������������ จากรูปแผนโลหะทั้งสองอยู หางกันเปนระยะ d ซึ่งนอยมากๆ เม่ือเทียบกับขนาดของแผนเพลท จึงสามารถประมาณไดวา สนามไฟฟาที่อยูระหวางแผนตัวนําทั้งสองมีความสม่ําเสมอและสนามไฟฟามีคาเปนศูนยท่ีบริเวณอื่น นอกเหนอื จากน้ี คาของสนามไฟฟาระหวา งแผน ตวั นําคูขนานคือ E= σ ε0 = σA ε0A =Q (3-3) ε0A เมื่อ σ คอื ความหนาแนน ของประจุไฟฟาบนแผน ตัวนาํ A คือ พ้นื ทข่ี องแผนตวั นาํ คูขนาน Q คอื ประจุไฟฟาท่ีกระจายบนแผน ตัวนํา เนื่องจากสนามไฟฟาระหวา งแผน ตวั นําสม่ําเสมอ โดยท่ี E = −∇V = − dV dr
43 ดงั น้นั ขนาดของศกั ยไฟฟาระหวา งแผนตวั นาํ คอื V = Ed = 1 Qd (3-4) ε0 A เม่ือ d คือระยะทางระหวา งแผนตวั นาํ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง จากสมการ (3-1) จะไดค วามจุไฟฟาของตัวเก็บประจแุ ผน ตัวนาํ คขู นานในสญุ ญากาศ คือ ������������ = Q ������������ = ε0 A (3-5) d ถา ε0, A และ d เปน คา คงตัวของตัวเกบ็ ประจุ สมการ (3-5) แสดงใหเหน็ วา ความจไุ ฟฟาของตัวเกบ็ ประจแุ บบแผนขนานแปรผนั ตรงกับพืน้ ที่ของแผน ตัวนาํ และแปรผกผันกับระยะหางระหวา งแผนตัวนํา คขู นานทั้งสอง ตวั อยาง 3.2 แผนตัวนาํ คูขนานของตวั เกบ็ ประจวุ างหา งกัน 5mm พ้ืนทแ่ี ผน 2m2 ถา ระหวา งแผน เปนสุญญากาศ และตอเขา กับความตา งศักย 10,000V จงหา ก) ความจไุ ฟฟา ข) ประจไุ ฟฟาบนแผน ตัวนําทั้งสอง ค) สนามไฟฟา วธิ ีทาํ ก) จากสมการ C = ε0 A d = (8.85 ×10−12 C 2 .N −1.m−2 )(2m2 ) 5 ×10−3 m = 3.54 ×10−9 C 2 .N −1.m−1 พจิ ารณา 1C 2 .N −1.m−1 = 1C 2 .J −1 = 1C.C.J −1 = 1F ดังนน้ั ความจไุ ฟฟา C = 3.54 ×10−9 C 2 .N −1.m−1 = 0.00354mF ข) ประจไุ ฟฟา บนตัวเกบ็ ประจุ Q = CVab = (3.54 ×10−9 C.V −1 )(104V ) = 3.54 ×10−5 C นนั่ คอื แผนที่มศี ักยไฟฟาสูงกวามปี ระจุไฟฟา 3.54 ×10−5C
44 อีกแผนมีประจุไฟฟา − 3.54 ×10−5 C ค) สนามไฟฟา E=σ = Q ε0 ε0A = 3.54 ×10−5 C (8.854 ×10−12 C −2 .N −1m−2 )(2m2 ) = 2.0 ×106 N.C −1 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง หรือคาํ นวณสนามไฟฟาจากเกรเดยี นตของศักยไฟฟา E = Vab d = 10 4 V m 5 ×10−3 = 2.0 ×106V .m−1 หมายเหตุ หนวย N.C −1 ของสนามไฟฟาเทียบไดเชนเดียวกับหนวย V.m−1 3.3 การตอ ตัวเก็บประจุ การตอตัวเก็บประจุมีไดหลายวิธี แตการตอท่ีงายท่ีสุดแบงออกเปนสองแบบ คือ การตอตัว เก็บประจุแบบขนาน (parallel) และแบบอนกุ รม (series) 3.3.1 การตอตวั เก็บประจุแบบขนาน ภาพที่ 3.3 การตอ ตวั เกบ็ ประจุแบบขนาน ทม่ี า ( Serway & Jewett, 2008) การตอ ตวั เก็บประจแุ บบขนาน แสดงดังภาพท่ี 3.3 แผนตัวนําดานซายของตัวเก็บประจุถูกตอ กับข้ัวบวกของแบตเตอรี่ โดยมีลวดตัวนําเชื่อมอยูกับตัวเก็บประจุและท้ังสองมีศักยไฟฟาเทากับ
45 ศักยไฟฟา ท่ีขว้ั บวก สวนแผนตัวนําทางดานขวาของตัวเก็บประจุทั้งสองตอกับขั้วลบของแบตเตอร่ีจึงมี ศักยไฟฟาเทากับขั้วลบของแบตเตอร่ี ดังนั้นจึงทําใหความตางศักยในตัวเก็บประจุแตละตัวมีขนาด เทากนั ตลอดสาย นน่ั คือ ∆���������1��� = ∆������������2 = ∆V เมอ่ื ∆V คือศักยไฟฟาทขี่ ้ัวของแบตเตอร่ี มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เม่ือตอแบตเตอร่ีเขาไปในวงจร จะมีประจุไฟฟาไหลเขาไปเต็มความจุของตัวเก็บประจุทั้งสอง ตวั เราจะแทนประจุสูงสดุ ทีอ่ ยบู นตวั เก็บประจทุ งั้ สองวา Q1 และ Q2 ซง่ึ มีขนาดประจุไมเ ทา กนั เม่ือ ประจไุ ฟฟารวม Q1 = C1V , Q2 = C2V Q = Q1 + Q2 = V (C1 + C2 ) หรอื Q = C1 + C2 V ดงั น้ันความจุไฟฟา รวม (3-6) (3-7) C = C1 + C2 กรณมี หี ลายตวั เก็บประจุตอแบบขนาน เขียนแสดงความสมั พันธไ ดเ ปน C = C1 + C2 + C3 + ... 3.3.2 การตอ ตัวเก็บประจุแบบอนกุ รม การตอ ตวั เก็บประจแุ บบอนุกรม ดังแสดงในภาพท่ี 3.4 แผนตัวนาํ ดา นซายของตัวเก็บประจุตัว ที่ 1 และแผนตัวนําดานขวาของตัวเก็บประจุตัวท่ี 2 ถูกตอเขากับขั้วท้ังสองของแบตเตอร่ี และแผน ตัวนําท่ีเหลอื ของตวั เก็บประจุทัง้ สองตวั ถูกเชื่อมตอดว ยกัน
46 ภาพท่ี 3.4 การตอตวั เกบ็ ประจุแบบอนุกรม ทีม่ า (Serway & Jewett, 2008) ตามหลักการคงตัวของประจุ ตอนเริ่มตนวงจรจะมีประจุสุทธิเปนศูนย (กอนตอวงจรเขากับ แบตเตอรี่) หลังจากตอตัวเก็บประจุทั้งสองเขากับแบตเตอร่ีเพียงทําใหเกิดการเคล่ือนยายประจุแยก ประจุบวกและประจุลบบนแผนตัวนําท่ีอยูชิดกัน ประจุสุทธิจึงยังคงเปนศูนยเทาเดิม ดังน้ันตัวเก็บ ประจแุ ตล ะตวั ทตี่ อ แบบอนุกรมจะมปี ระจเุ ทากนั น่ันคือ Q1 = Q2 = Q มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เมอื่ Q คอื ประจุท่ีเคลอ่ื นที่ระหวางเสน ลวดและจุดเช่ือมตอภายนอกของแผน ตัวนาํ ของตัวเกบ็ ประจุ ตวั หน่ึง แสดงความตางศักย ∆������������1 และ ∆������������2 ของตวั เกบ็ ประจุแตละตัว เม่ือบวกความตา งศักยท ้งั สอง เขาดวยกนั จะไดความตา งศักยร วม V ของตัวเก็บประจทุ ่ตี อกันแบบอนุกรม เขียนความสัมพนั ธไดดงั นี้ ������������ = v1 + v2 ������������ = Q1 + Q2 ������������1 C2 ������������ = Q( 1 + 1 ) C1 C2 หรอื ������������ = ( 1 + 1 ) Q C1 C2 (3-8) ให C แทนความจไุ ฟฟารวมของการตอ ตวั เก็บประจแุ บบอนุกรม น่ันคือ Q = CV และ V =1 QC ดังนั้นความจไุ ฟฟารวม 1= 1+ 1 (3-9) C C1 C2 กรณีมหี ลายตัวเก็บประจุตอแบบอนุกรม เขียนแสดงความสัมพนั ธไ ดเ ปน 1 = 1 + 1 + 1 + ... (3-10) C C1 C2 C3 ตัวอยางที่ 3.3 เม่ือนาํ ตัวเก็บประจุขนาด 4 ไมโครฟารดั และ 12 ไมโครฟารดั ไปตอเขา กับความตา ง ศักย 100 โวลต จะเกิดประจุ และความตา งศักยบ นตัวเกบ็ ประจตุ ัวละเทา ใด ถา ตวั เกบ็ ประจทุ ั้งสองนัน้ ตอกันแบบ
47 ก. อนุกรม ข. ขนาน วธิ ีทํา ก. แบบอนกุ รม จาก 1 = ������������รวม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง1 1 ������������1 + ������������2 1 = 1 + 1 ������������รวม 4 12 ������������รวม = 3 ������������������������ หา Q = (CV)รวม = 3 × 10−6 (100) = 3 × 10−4 ������������ รวม หาศักยไฟฟา ตกครอ มแตละตัว ������������ = Q V จาก ������������1 = Q = 3×10−4 = 75 Volt 4×10−6 ������������1 จาก ������������2 = Q = 3×10−4 = 25 Volt 12×10−6 ������������2 ข. แบบขนาน การตอแบบขนานศกั ยไฟฟา ของตัวเก็บประจุแตล ะตัวจะเทากนั และเทากบั ศักยไ ฟฟารวม จะได ������������1 = ������������2 = ���������ร���วม ������������1 = ������������2 = 100 Volt หา Q 1 = ������������1������������ = 4 × 10−6 ( 100 ) = 4 × 10−4 ������������ Q 2 = ������������2������������ = 12 × 10−6 ( 100 ) = 1.2 × 10−3 ������������ 3.4 พลงั งานของตัวเก็บประจุ เมื่อตอตัวเก็บประจุเขากับความตางศักย พบวาเมื่อเพิ่มความตางศักยประจุท่ีอยูในตัวเก็บ ประจุก็จะมีคาเพิ่มขึ้นดวย นอกจากจะมีประจุไฟฟาที่เก็บในตัวเก็บประจุแลว พบวายังมีพลังงานท่ี สะสมอยูในตัวเก็บประจุ เรียกวาพลังงานศักยไฟฟา (electric potential energy, ������������������������) พลังงาน
48 ศักยไฟฟามีขนาดเทากับงาน W ของแรงกระทําใหตัวนํามีประจุไฟฟา พิจารณาแผนตัวนํามีประจุ ไฟฟาสุทธิ q ความตางศักยไฟฟาระหวางแผน V โดยที่ ������������ = ������������/������������ ปริมาณงาน dW สําหรับการ เคล่ือนยายประจไุ ฟฟา dq คือ dW = vdq = q dq C มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ดงั นนั้ งาน W กระทําเพ่ือเพิม่ ประจไุ ฟฟาจากศูนย จนกระท่ังมีประจไุ ฟฟา Q คอื W = ∫ dW ∫= 1 Q = Q2 qdq C 0 2C งานทีก่ ระทาํ ในการเพิม่ ประจุใหก ับตวั กกั เกบ็ ประจุปรากฏอยใู นรูปของพลังงานศักยไฟฟา (������������������������) ทเี่ กบ็ สะสมอยูใ นตัวเก็บประจุ เพราะฉะนนั้ จะไดงานหรือพลังงาน เมอื่ ������������ = ������������������������ ดงั นั้น ������������������������ = Q2 2C = 1 CV 2 (3-11) 2 = 1 QV 2 จากสมการ (3-11) งานมีขนาดเทากับศักยไฟฟา เฉลย่ี V 2 ระหวา งการใหป ระจุไฟฟาคณู ดว ยประจุ ไฟฟา Q ทใ่ี หแกต ัวนาํ สาํ หรบั ตวั เก็บประจแุ ผน คขู นาน สนามไฟฟา มีคาเดียวกันทุกจุดที่อยูระหวางแผน ดังนั้นความ หนาแนนพลังงาน (energy density, u ) หรือพลังงานท่ีสะสมตอหนวยปริมาตรจะมีคาคงตัวเชนกัน นน่ั คอื u = EP 1 CV 2 =2 Ad Ad เมือ่ ผลคณู Ad เปนปริมาตรระหวางแผน แทนคา จากสมการ (3-5) ความจุไฟฟา C = ε0 A จะไดวาความหนาแนนพลังงาน d u = ε 0 (V )2 2d
49 ปรมิ าณ V คือ สนามไฟฟา E เพราะฉะนนั้ ความหนาแนน พลังงาน d u = 1 ε0E2 (3-12) 2 สEมกทา่จีรดุ 3ใ-ด12ๆ แมวา จะพจิ ารณาจากแผน ตัวนําคขู นาน แตสมการ (3-12) ยงั ใชไ ดกับกรณีสนามไฟฟา มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ตัวอยาง 3.4 ถาใชตัวตานทาน 10 โอหม ตอครอมตัวเก็บประจุขนาด 2,000 ไมโครฟารัด เพ่ือคาย ประจุจากคา ประจุเรม่ิ ตน 2 คลู อมบ จนไมมปี ระจุเหลอื อยเู ลย จะเกิดความรอนบนตวั ตานทานกี่จูล วิธที าํ จาก U= 1 Q2 = 1 22 2 2,000x10-6 2C U = 1,000 จูล เมื่อตอตวั เก็บประจุเขากับตัวตา นทาน ตวั เก็บประจุจะถายเทพลงั งานใหกับตวั ตานทาน และ จากหลักคงท่ีของพลงั งาน ความรอ นบนตัวตา นทาน = 1,000 จูล ตอบ เกิดความรอนบนตวั ตานทานเทากบั 1,000 จลู ตัวอยา งที่ 3.5 ตวั เกบ็ ประจุขนาด 25 ไมโครฟารัด เมื่อตอกับความตางศักย 100 โวลต จงหาพลังงาน สะสมในตวั เกบ็ ประจุ วธิ ีทาํ จาก U = 1 CV2 = 1 x25x10-6x1002 = 0.125 J 2 2 ตอบ พลังงานสะสมในตวั เกบ็ ประจุนม้ี คี า เทา กับ 0.125 จูล ตัวอยางที่ 3.6 จากภาพตัวอยาง 3.6 ตวั เกบ็ ประจุ C1 ตอเขากบั ความตางศักยไฟฟา V0 ถา C1 = 10µF และ V0 = 120V จงคาํ นวณหาพลงั งานของระบบกอนและหลงั การสับสวิตซ s +++++ สวติ ซ•์ • ----- • • ภาพตัวอยา ง 3.6
50 วิธีทาํ Q0 = C1V0 = 1200µC พลงั งานของตวั เก็บประจุ 1 = 0.072J 2 Q0V0 ภายหลงั การสบั สวิตซ ดงั นน้ั มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง Q1 + Q2 = Q0 ให V แทนความตางศักยไฟฟาปลายระหวา งแผนตัวเกบ็ ประจุ จะเขียนไดวา C1V + C2V = Q0 V = Q0 = 80V C1 + C2 = 1200µC 15µF Q1 = C1V = 800µC Q2 = C2V = 400µC พลงั งานปลายของระบบคือ W = 1 Q0V = 0.048J 2 3.5 ไดอเิ ลก็ ทรกิ ไดอิเล็กทริก (dielectric) หมายถงึ วัสดทุ ่ไี มนําไฟฟา ไดแก อากาศ พลาสติก กระดาษ ยาง หรือแกว เปนตน มีวตั ถุประสงคส ําคญั คือ ปอ งกันการสมั ผัสกนั ของแผนคขู นาน ชวยหลีกเล่ียงปญหา เบรกดาวน (breakdown or dielectric breakdown) และทาํ ใหคาความจุไฟฟาของตวั เกบ็ ประจุ สูงขึน้ ภาพท่ี 3.5 ตัวเกบ็ ประจุท่ถี ูกชารจ ประจไุ วแลว (a) กอน และ (b) หลงั ใสแ ผนไดอิเล็กทริกคัน่ กลาง ท่ีมา ( Serway & Jewett,, 2008)
51 จากการทดลองพบวา ตัวเก็บประจซุ ง่ึ มีประจไุ ฟฟา Q ความตา งศักยไ ฟฟา V0 ความจุไฟฟา C0 เม่ือ ใสไ ดอเิ ล็กทริกเขา ไประหวางแผนคขู นาน จะวัดคาความตางศักยใหมได V ซ่ึงนอยกวา V0 ความตาง ศักยในกรณีท่ีมีแผนไดอิเล็คทริคและในกรณีท่ีไมมีแผนไดอิเล็คทริคมีความสัมพันธกันเปนจํานวนเทา ของ k ดังสมการ ∆������������ = ∆������������0 ������������ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เพราะวา ∆������������ < ∆������������0 ดงั น้นั เราจงึ พบวา k > 1 เรยี กวาคาคงตวั ไดอเิ ล็กทรกิ (dielectric constant, k) ของวสั ดุ คา คงตวั ไดอิเลก็ ทริก ข้ึนกบั ชนดิ ของวัสดุ เพราะวา ประจุ Q 0 บนตวั เกบ็ ประจไุ ฟฟาท่ไี มเ ปลี่ยนแปลง จึงทาํ ใหความจุไฟฟา จาํ เปนตอง เปลย่ี นแปลงคา ไป ดังสมการ C = Q0 = Q0 = ������������ Q0 ∆������������ ∆������������0⁄������������ ∆������������ ������������ = ������������������������0 (3-13) เปนผลใหคา ความจุเพม่ิ ขน้ึ เปนจาํ นวน k เทาของคาเดิม เมื่อนาํ แผน ไดอเิ ล็กทรคิ มาคนั่ กลาง ระหวางแผน ตวั นํา จากสมการ (3-5) สามารถเขียนสมการแสดงคา ความจุไฟฟาของตัวเก็บประจุแบบคขู นานที่ ค่ันดว ยแผน ไดอเิ ล็คทริคไดเ ปน ������������ = ������������ ϵ0������������ (3-14) ������������ ตารางที่ 3.1 คา คงตัวไดอิเลก็ ทรกิ ( k ) ของวัสดตุ างๆ ท่ีอุณหภูมิหอง สุญญากาศ วัสดุ 1.00000 k อากาศ (แหง ) 1.00059 น้าํ 80 กระดาษ 3.7 ไนลอน 3.4 ไมลาร 3.2 เทปลอน 2.1 ฟว ส ควอตซ 3.78 พอลิสไตรนี 2.56 น้ํามันซิลโิ คน 2.5 แกวไพเรก็ ซ 5.6
52 ท่มี า (ดดั แปลงมาจาก Serway & Jewett, 2008) กรณีชอ งวางระหวางแผนตวั นําเปน สุญญากาศ สนามไฟฟา E0 ภายในพน้ื ทร่ี ะหวา งแผนตวั นําของตวั เก็บประจุแผน คขู นาน คือ E0 = V0 =σ (3-15) d ε0 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง เน่ืองจากความตางศักยไฟฟาลดลงเมื่อมีไดอิเล็กทริกสอดระหวางแผนตัวนํา สนามไฟฟาระหวางแผน จึงมีคาลดลงตามไปดวย แมวาจํานวนประจุไฟฟาบนแผนทั้งสองจะมีคาคงตัวก็ตาม ท้ังน้ีเพราะจะมี การเหน่ียวนําใหเกิดประจุไฟฟาชนิดตรงกันขามบนผิวทั้งสองดานของไดอิเล็กทริก นั่นคือ ผิวของไดอิ เล็กทรกิ ทอ่ี ยูใกลกบั แผน บวกจะถกู เหนยี่ วนาํ ใหเ กิดประจุไฟฟาลบ และผิวของไดอิเล็กทริกใกลแผนลบ จะถกู เหน่ยี วนําใหเ กิดประจไุ ฟฟาบวกขนาดเทากัน แสดงดงั ภาพท่ี 3.4 ภาพที่ 3.6 การเหนย่ี วนาํ บนผวิ ของไดอิเลก็ ทรกิ เนื่องจากสนามไฟฟา ทีม่ า (Serway & Jewett, 2008) ถา σ i เปน ขนาดของประจุไฟฟาถูกเหนี่ยวนาํ ตอ หนว ยพน้ื ท่ีของไดอิเลก็ ทริก ดังน้นั ประจุไฟฟา สุทธิ บนดา นทั้งสองใหสนามไฟฟา ผา นไดอิเล็กทริกจะมีขนาดเทากบั σ −σ i ขนาดของสนามไฟฟา คือ E=V d = σ −σi (3-16) ε0 แต K= C C0
53 Q =V Q V0 = V0 V = E0 E มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง =σ (3-17) σ −σi σ หรอื K σ −σi = (3-18) จากสมการ (3-16) และสมการ (3-18) เขยี นแสดงไดว าสนามไฟฟา E= σ Kε 0 (3-19) ปริมาณ Kε0 เรียกวาสภาพยอมของไดอเิ ลก็ ทรกิ (permittivity of the dielectric) เขียนแทนดวย สญั ลักษณ ε นนั่ คอื (3-20) ε = Kε 0 สนามไฟฟา ที่มีไดอิเล็กทริก เขียนสมการแสดงความสมั พนั ธไดว า E=σ ε (3-21) เน่อื งจากความจไุ ฟฟา C = KC0 = Kε 0 A d จะไดความจุไฟฟาของตัวเก็บประจแุ ผนคูขนาน ซงึ่ มีไดอิเล็กทรกิ สอดอยรู ะหวา งแผน ตัวนําคอื C =ε A (3-22) d ในสญุ ญากาศ k = 1,ε = ε 0 โดยที่ k ไมม ีหนว ย ε มีหนว ยเชนเดียวกับ ε 0 คอื C 2.N −1.m−2 หมายเหตุ สารท่ีเปนไดอเิ ล็กทรกิ เม่ืออยูในสนามไฟฟาทเ่ี ขมมากจะกลายเปนตัวนาํ ไฟฟา (ไมเ ปน ฉนวน) ปรากฏการณน ้ีเรยี กวาไดอเิ ล็กทรกิ เบรกดาวน (dielectric breakdown) คา สงู สดุ ทีจ่ ะทน สนามไฟฟา ได เรียกวา ความแรงไดอิเล็กทริก (dielectric strength) เชน อากาศแหง มีความแรงไดอิ เล็กทรกิ เทากบั 0.8×106V.m−1 เปน ตน ตวั อยาง 3.7 ไดอเิ ล็กทริกความหนา b คา คงตวั ไดอิเล็กทรกิ K สอดระหวา งตัวเก็บประจแุ ผน คูขนานพน้ื ที่หนาตัด A วางหางกัน d กอนสอดไดอิเล็กทรกิ ตัวเก็บประจมุ ีความตางศักย V0
54 สมมติวา A = 100cm2 ,b = 0.5cm, K = 7.0 และ V0 = 100V จงหา ก) สนามไฟฟาในท่ีวาง ข) สนามไฟฟา ในไดอิเล็กทรกิ ค) ความตางศักยไฟฟา ระหวางแผน ง) ความจไุ ฟฟา ภายหลงั ใสไ ดอเิ ลก็ ทริก มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวิธีทํา ก) ความจไุ ฟฟา C0 = ε0 A d = (8.854 ×10−12 C 2 .N −1.m−2 )(1100−−22mm2 ) = 8.9 ×10−12 F = 8.9 pF ประจุไฟฟา Q = C0V0 = (8.9 ×10−12 F )(100V ) = 8.9 ×10−10 C จากกฎของเกาส ∫ E ⋅ eˆndA = q ε0 E0 A = Q ε0 E0 = Q ε0A = 8.9 ×10−10 C = 1.0 ×104V .m−1 (8.854 ×10−12 C 2 .N −1.m−2 )(10−2 m2 ) K = 1 เพราะวา ฟลักซไฟฟา ดานบนไมผา นไดอเิ ล็กทริก ข) จากกฎของเกาสส าํ หรับแผนลา ง ∫ KE ⋅ eˆndA = q ε0 KEA = Q ε0 E= Q ε 0 KA = E0 K
55 ค) จากสมการ = 1.0 ×104V .m−1 = 0.14 ×104V .m−1 7.0 V = −∫ E ⋅ dl = −∫ E cosθdl = E0 (d − b) + Eb = (1.0 ×104V .m−1 )(5 ×10−3 m) + (0.14 ×104V .m−1 )(5 ×10−3 m) = 57 ������������ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ง) ความจไุ ฟฟาภายหลังสอดไดอเิ ล็กทริก C=Q V = 8.9 ×10−10 C = 16 pF 57V เมื่อสอดไดอิเล็กทริกความตา งศักยล ดลงจาก 100V ไปเปน 57V ความจุไฟฟา เพิ่มจาก 8.9V ไปเปน 16 pF ตามลาํ ดับ ตวั อยาง 3.7 แผนโลหะตัวนาํ คขู นาน มีพน้ื ท่ี A = 4 ×10−1m2 ระยะทางหาง d = 10−3 m ศกั ยไฟฟาระหวางแผน V0 = 4,000V ลดลงเปน V = 2,000V เมอ่ื มีไดอเิ ลก็ ทริกสอดระหวางแผน คูขนานทั้งสอง จงหา ก) ความจุไฟฟา เดิม C0 ข) ประจไุ ฟฟา Q บนแผนทั้งสอง ค) ความจไุ ฟฟา C ภายหลังสอดไดอเิ ล็กทรกิ วิธีทาํ ก) C0 = ε0 A d = (8.854 × 10 −12 C 2 .N −1.m −2 )( 4 ×10−1 m 2 ) 10−3 m = 35.42 ×10−11 F = 354 pF ข) Q = C0V0 = (35.42 ×10−11 F )(4 ×103V ) = 141.68 ×10−8 C ค) C = Q V = 53.1×10−8 C 103V
56 = 53.1×10−11 F = 531pF มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงสรุป ความจไุ ฟฟา ของตวั เกบ็ ประจุ C= Q Vab ความจุไฟฟา ของตัวเกบ็ ประจุแผนคขู นาน C = ε0 A d ตวั เกบ็ ประจตุ อแบบอนกุ รม ความจุไฟฟา รวม 1 = 1 + 1 + 1 + ... C C1 C2 C3 ตัวเกบ็ ประจุตอแบบขนาน ความจไุ ฟฟารวม C = C1 + C2 + C3 + ... พลงั งานของตวั เก็บประจุ W = EP = Q2 = 1 CV 2 = 1 QV 2C 22 แบบฝกหดั 1. ตัวเก็บประจุความจุไฟฟา 2.0,3.0 และ 4.0µF ตอแบบอนุกรมเขากับแหลงกําเนิด 1,300V จงหาศักยไ ฟฟาตกครอมของแตล ะตวั เก็บประจุ (ตอบ 600V ,400V ,300V ) 2. แผนโลหะขนานหา งกนั 2 เซนตเิ มตร ใชทาํ เปน ตัวเกบ็ ประจุที่มคี า ความจุ 50 พโิ กฟารดั ถา สนามไฟฟาระหวา งแผน โลหะมคี า 600 นวิ ตัน/คลู อมบ อยากทราบวา ตวั เก็บประจนุ มี้ ีประจุ เทา ใด (ตอบ 6x10-10 C) 3. ตวั เกบ็ ประจแุ บบแผน ขนานมีพื้นท่ขี องแผนขนาน แผนละ 7.60 cm2 อยหู า งกัน 1.8 mm ตอ อยกู บั ความตางศกั ย 20 V จงหา ก. สนามไฟฟา ระหวางแผน ขนานคู (ตอบ 11.1 kV/m) ข. คาความจไุ ฟฟา (ตอบ 3.74 pF) ค. พลงั งานท่สี ะสมในตัวเก็บประจุ (ตอบ 14.9 nJ)
57 4. นาํ ตัวเก็บประจทุ ่มี ีความจุ 2 ไมโครฟารัด มาอัดประจุโดยใชความตางศักย 12 โวลต แลวถอด ออก และนําไปตอขนานกับตัวเก็บประจุท่ีมีความจุ 1 ไมโครฟารัด ท่ียังไมไดอัดประจุ ความ ตางศักยครอ มตวั เกบ็ ประจุทั้งสองจะมีคา กโ่ี วลต (ตอบ 8 V) 5. A และ B มีประจุ +10 และ -10 นาโนคูลอมบ วางหางกัน 80 เซนติเมตร และ C เปนวัตถุ เล็กๆ มีประจุ +3.2 × 10-19 คูลอมบ วางอยูนิ่งระหวาง AB โดยหางจาก A เปนระยะ 20 เซนติเมตร ถา C เริ่มเคลอื่ นทีอ่ อกจากตําแหนงเดิมไปยัง B จงหาวาขณะที่ C ผานจุดก่ึงกลาง ระหวาง AB นนั้ C มพี ลงั งานจลนกอี่ เิ ลกตรอนโวลต (ตอบ 600 eV) มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 6. ถาไดอิเล็กทริกชนิดทําดวยกระดาษมีความหนา 0.005cm คาคงตัวไดอิเล็กทริกเทากับ 2.5 และความแรงไดอเิ ล็กทรกิ เทา กับ 50×106V.m−1 จงหา ก. พ้ืนทีข่ องกระดาษทาํ ใหตัวเกบ็ ประจุไฟฟา มีความจไุ ฟฟา 1µF (ตอบ 2.26m2 ) ข. ถา กระดาษทนไดไมเกนิ คร่ึงหน่งึ ของความแรงไดอิเลก็ ทริก จงหาความตางศกั ยสงู สดุ ท่ีจะ ตอ เขา กบั ตัวเก็บประจุได (ตอบ 1,250V ) 7. จงคาํ นวณหาคา ความจขุ องตัวเก็บประจดุ งั ตอไปนี้ ก. แผน โลหะมีพนื้ ท่ี 8 cm2 วางหา งกัน 0.2 cm และใชอ ากาศเปนฉนวน (ตอบ 3.54 pF) ข. แผน โลหะมีพนื้ ที่ 16 cm2 วางหางกัน 0.1 cm และใชส ารไดอิเล็กตรกิ เปนเซรามิก (ตอบ 0.106 mF) 8. ตัวเก็บประจุชนิดแผนตัวนําคูขนานมีพ้ืนท่ี แผนละ 0.5 m2 โดยแผนตัวนําหางกัน 0.1 เมตร นําตัวเก็บประจุตอกับแหลงท่ีมีความตางศักย 1000 โวลต หลังจากนั้นถอดออกมาแลวสอด แผนไดอิเลก็ ทรกิ เต็มชอ งวาง ทําใหค วามตางศกั ยลดลงเหลอื 200 โวลต จงคาํ นวณหา ก. ความจุไฟฟากอ นสอดแผน ไดอิเล็กทริก (ตอบ 44.25 pF ) ข. ความจไุ ฟฟา เม่ือมีแผนไดอเิ ลก็ ทริก (ตอบ 22.15 × 10-11 F) ค. คาคงตัวของไดอิเลก็ ทรกิ (ตอบ 5) 9. ตัวเก็บประจุชนิดแผนคูขนานมีความจุ 1 F และวางหางกันในอากาศเปนระยะเทากับ 1.0 mm. จงหาวา พ้ืนที่ของแผน โลหะแตละแผนมีคา เทา ใด (ตอบ 1.1x108 m2) 10. แผนขนานสองแผนมีประจุเทากันแตชนิดตรงกันขาม เมื่อชองระหวางแผนเปนสุญญากาศ มี ขนาดสนามไฟฟาคือ E0 = 3.2 x 10 5 V/m แตถาใสไดอิเล็กทริกเขาไปเต็ม สนามไฟฟา ขณะน้ันจะมีคาเปน E = 2.50 x 105 V/m จงหา ก. ประจุตอพ้ืนท่ีของแตล ะผิวของไดอเิ ล็กทรกิ (ตอบ 6.2 x 10 -7 C/m2) ข. คา คงตัวไดอิเลก็ ทรกิ (ตอบ 1.28 ) เอกสารอา งอิง Halliday, D. & Resnick, R. (1978). Physics part 2 (3rd ed.). New York: John Wiley & Sons.
58 Halliday, D., Resnick, R., & Walker, J. (2018). Fundamental of physics (6th ed.). New York: John Wiley & Sons. Sears, W. F., Zemansky, W. M., & Young, D. H. (1982). University physics (6th ed.). New York: Addison-Wesley. J. W. Jewett, Jr. and R. A. Serway, Physics for scientist and engineers with modern physics, 7th Ed., Brook/Cole, Singapore, 2008. มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
บทที่ 4 กระแสไฟฟา ประจุไฟฟาที่เคล่ือนที่ผานพื้นท่ีบางสวน คือ ความหมายของกระแสไฟฟา เพ่ือที่จะอธิบาย อัตราการไหลของประจุ การใชไฟฟาในทางปฏิบัติสวนใหญเกี่ยวของกับกระแสไฟฟา ตัวอยางเชน แบตเตอร่ีในไฟฉาย จะสรางกระแสในไสหลอดเม่ือเปดสวิตช หรือเครื่องใชไฟฟาในบานท่ีทํางานกับ กระแสสลับ ในสถานการณท่วั ไปเหลานก้ี ระแสไฟฟา จะอยูในตวั นาํ เชน ลวดทองแดง มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 4.1 กระแสไฟฟา กระแสไฟฟา (current) คือ การไหลของประจุไฟฟาในวงจรไฟฟา เมื่อศึกษาการไหลของ ประจุไฟฟาผานวัสดุหนึ่ง การไหลของประจุไฟฟาผา นบางพ้ืนที่ จะทําใหมีกระแสไฟฟาเกิดขึ้น เพื่อหา ปริมาณกระแสไฟฟา สมมติวาประจุเคลื่อนท่ีในแนวตั้งฉากกับ พื้นผิวของพื้นท่ี A ดังแสดงในภาพที่ 4.1 (พน้ื ที่นีอ้ าจเปน หนา ตดั พืน้ ท่ีของสายไฟ) นิยามของกระแสไฟฟา คือ อัตราที่ประจุไหลผานพ้ืนผิว นี้ ถา Q คอื จํานวนประจุท่ีไหลผานพืน้ ผิวนใ้ี นชวงเวลา t จะไดว ากระแสไฟฟามีคาเทากับประจุท่ีไหล ผา นพื้นผิวตอ หนว ยเวลา ดังนน้ั สมการกระแสไฟฟา I จึงนิยมเขียนแสดงขนาดดวยสมการอนุพันธ ดงั นี้ I = dQ (4-1) dt กระแสไฟฟาเปนปริมาณสเกลาร ระบบ SI กระแสไฟฟามีหนวยเปนคูลอมบตอวินาที ( C.s−1) เรียกวาแอมแปร ( ampe`re , A ) เพ่ือใหเปนเกียรติแก อองเดร-มารี อองแปร ( Andr′e Marie Ampe`re , 1775-1836) นกั วิทยาศาสตรชาวฝรัง่ เศส ผูคน พบกฎแอมแปร ภาพท่ี 4.1 สว นหน่ึงของอนภุ าคมปี ระจุไฟฟาในทรงกระบอกในชวงเวลา ∆t ทม่ี า ( Serway & Jewett, 2008)
59 จากภาพท่ี 4.1 ประจุไฟฟาในการเคลื่อนที่ผานพ้ืนท่ี A อัตราเวลาที่ประจุไหลผานพื้นที่ ในชวงเวลา ∆t ถูกกําหนดใหเปนกระแสไฟฟา (I) ถามีอนุภาค n คือจํานวนอนุภาคตอหน่ึงหนวย ปริมาตร อนุภาคทั้งหมดมีความเร็ว v ในชวงเวลา ∆t มีระยะทางเทากับ v∆t ปริมาตรของ ทรงกระบอกคือ Av∆t จาํ นวนอนภุ าคเทากับ nAv∆t ถาแตละอนุภาคมีประจุไฟฟา q ดังนั้นประจุ ไฟฟา ∆Q ทไี่ หลผานทรงกระบอกในชวงเวลา ∆t คอื มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง∆Q = nqvA∆t เม่อื เขียนสมการแสดงขนาดของกระแสไฟฟาเนอ่ื งจากอนุภาคมปี ระจุไฟฟา บวก ไดเปน I = ∆Q = nqvA (4-2) ∆t ถทาิศปทราะงจตุไรฟงฟขาามทกี่ไหับลสผนาานมพไฟ้ืนฟทาี่มีปEระทจุไําฟใหฟอานลบุภมาคากทก่ีมวีปารปะรจะุไจฟุไฟฟาฟบาวบกวทกี่เคแลรื่องเนนทื่อี่จงจากากซสายนไาปมขไฟวาฟาจจะะไปมี เพิ่มจํานวนประจุไฟฟาบวกที่ปลายดานขวา พรอมกับการลดลงของอนุภาคประจุไฟฟาลบท่ีปลาย ดานขวา เนื่องจากการเคล่ือนท่ีจากขวาไปทางซาย การลดของประจุไฟฟาลบหรือการเพ่ิมของประจุ ไฟฟาบวก ใหผลเชนเดียวกันคือกระแสไฟฟา ดังนั้นถาให ni แทนจํานวนอนุภาค qi แทนประจุ ไฟฟา และ vi แทนความเรว็ ลอยเลอ่ื นแลว ปริมาณกระแสไฟฟา I เขียนแสดงเปน สมการไดว า ∑I = A ni qi vi (4-3) i สําหรับโลหะ การเคล่ือนที่ของประจุไฟฟาสวนมากจะเปนประจุไฟฟาลบ (อิเล็กตรอน) แตสําหรับไอ ออไนซของแกสสามารถเคลื่อนท่ีทั้งประจุไฟฟาบวกและอิเล็กตรอน สวนสารกึ่งตัวนําประเภทเจอมา เนียมหรอื ซิลิกอน การนาํ ไฟฟาเกิดจากอเิ ล็กตรอนและโฮล ซ่ึงประพฤติตัวเปนเสมือนประจุไฟฟาบวก อัตราสวนกระแสไฟฟาตอหนึ่งหนวยพ้ืนท่ีหนาตัด เรียกวาความหนาแนนกระแสไฟฟา (current density, J ) กลา วคือ J= I = ∑ nqv (4-4) A โดย J มีหนวยในระบบ SI เปน แอมแปรตอตารางเมตร สมการขางตนใชไดเฉพาะกรณีท่ีความ หนาแนน กระแสมีความสมํ่าเสมอและใชไดเ ฉพาะกรณที พี่ ้ืนทห่ี นาตัด A นั้นต้ังฉากกับทิศทางการไหล ของกระแส Jเวเกขเยีตนอเรปคน วสามมJกหา=นราแ∑แสนดnนงiคกqวรiาvะมiแสสมั ไพฟนั ฟธาไ ด(vวeาctor current density) เขียนแทนดวย สัญลกั ษณ (4-5) ตัวอยาง 4.1 แทงทองแดงหนาตัดรูปทรงส่ีเหลี่ยมจัตุรัสยาวดานละ 2 mm. กระแสไฟฟาไหล 30 A ความหนาแนนของอิเล็กตรอนเสรีเทากับ 8×1028 อิเล็กตรอนตอหน่ึงลูกบาศกเมตร จงหาความ หนาแนนกระแสไฟฟา และความเร็วลอยเล่อื น วธิ ที ํา
60 ความหนาแนน กระแสไฟฟา J= I A = 30 A = 7.5 ×106 A.m−2 (2 ×10−3 m)2 ความเร็วลอยเล่ือน มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง J v= nq = 7.5 ×106 A.m−2 = 0.59 ×10−3 m.s −1 (8 ×1028 m−3 )(1.6 ×10−19 C) 4.2 ความตานทาน พิจารณาตัวนําที่มีพ้ืนที่หนาตัด A มีกระแสไฟฟาผาน I นิยามของความหนาแนนกระแส จากสมการ (4-4) J= I = ∑ nqv A ความหนาแนนกระแสและสนามไฟฟาจะถูกสรางขึ้นในตัวนําอยูเสมอ เม่ือใดก็ตามท่ียังคงมีความตาง ศักยครอมผานตัวนําอยู ในวัสดุบางชนิดความหนาแนนกระแสน้ันแปรผันตรงกับสนามไฟฟา โดย คา คงทข่ี องการแปรผัน σ เรียกวาสภาพนําไฟฟา ( conductivity ) ของตวั นาํ (4-6) J = σE ระบบ SI สภาพนําไฟฟามีหนวยเปน ซีเมนสต อ เมตร (seimens per meter, S.m−1 ) หรือตอโอหม . เมตร ( Ω−1.m−1) ตวั นําท่ีดีจะมสี ภาพนําไฟฟาประมาณ 1024 เทา ของฉนวน แตสําหรับสารกึ่งตัวนาํ โดยท่วั ไปจะมสี ภาพนําไฟฟาชวงประมาณระหวา ง 10-5 S.m−1 ถงึ 104 S.m−1 จากสมการ (4-4) คา ความหนาแนน กระแสไฟฟา J ในตวั นํา ในทางปฏบิ ัตปิ ริมาณความหนาแนน กระแสไฟฟา J นิยม วดั ปรมิ าณดังกลาวในเทอมของกระแสไฟฟาและความตางศักย ภาพท่ี 4.2 ตัวนําพื้นท่ีหนาตดั สม่ําเสมอ ความหนาแนนกระแสไฟฟา และสนามไฟฟาคงตัว ท่ีมา (Serway & Jewett, 2008) จากภาพที่ 4.2 ตัวนําซึ่งมีพ้ืนท่ีหนาตัด A มีความยาว l สมมติวาความหนาแนน กระแสไฟฟามีคา คงตวั ไหลผา นพ้นื ท่ีหนาตัดและอยูในสนามไฟฟาสมํ่าเสมอ ตามความยาวของตัวนํา จากสมการ (4-4) กระแสไฟฟา
61 I = JA ความตา งศักยไ ฟฟา ที่ครอมระหวางตวั นาํ นีม้ ีความสัมพันธก ับสนามไฟฟา ในตวั นาํ ดังสมการ (4-7) V = El เราสามารถแทนคา E ลงในสมการ (4-6) และเขยี นแสดงความสมั พนั ธไดว า J =σV l หรือ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง V = l J = l I = RI (4-8) σ σA ปริมาณ R = l Aσ เรียกวา ความตานทาน ( resistance ) ของตัวนํา เรานิยามใหความตานทาน คือ อตั ราสวนระหวางความตางศกั ย ครอมผานตวั นํากบั กระแสไฟฟา ที่ไหลผานตัวนาํ ดังสมการ R=V (4-9) I ดังนน้ั จากสมการ (4-9) จะไดศักยไฟฟา (4-10) V = IR สมการ (4-10) เรียกวากฎของโอหม (Ohm’s law) ในระบบ SI ความตานทานมีหนวยเปน โวลตตอแอมแปร (V. A−1 ) หรือเรียกวาโอหม (ohm, Ω ) เพื่อเปนเกียรติแกจอรจ ไซมอน โอหม (George Simon Ohm, 1787-1854) นักวิทยาศาสตรผูมีช่ือเสียงชาวเยอรมัน เราจะใชสมการนี้ใน การศึกษาวงจรไฟฟา จากผลขางตนแสดงใหเห็นวาในระบบ SI ความตานทานมีหนวยเปน โวลตตอ แอมแปร โดย 1 โวลตต อ แอมแปร นน้ั ถกู นยิ ามใหเปน 1 โอหม ( Ω ) วงจรไฟฟาสวนใหญใชอุปกรณที่ เรียกวา ตัวตานทานตออยูภายในวงจรเพ่ือควบคุมการไหลของกระแสไฟฟาในหลายสวนของวงจร เพราะความตา นทานเปน สมบัติเฉพาะตัวของสสาร และมีความสัมพันธกับสภาพตานทานซ่ึงแปรตาม อณุ หภมู ิ ดงั นนั้ ความตานทานจงึ แปรตามอุณหภูมดิ ว ย เขยี นความสมั พนั ธไดวา [ ]RT = R0 1 + α (T − T0 ) (4-11) เมอ่ื RT คือความตา นทานที่อุณหภูมิ T R0 คือความตานทานที่อุณหภมู ิ T0 และ α คอื สัมประสทิ ธอิ์ ุณหภมู ิของสภาพตา นทาน สัญลักษณของตวั ตา นทานแทนดวย ตัวอยาง 4.2 จงหาความตานทานของตัวนําชนิดหน่ึง มีอุณหภูมิ 0℃ และ 120℃ สมมติวาตัวนํา ชนิดนี้มีความตานทาน 1.72Ω ที่อุณหภูมิ 20℃ กําหนดสัมประสิทธิ์สภาพตานทานของตัวนํา α = 0.003930 C −1 วธิ ีทํา จากสมการ [ ]RT = R0 1 + α (T − T0 ) ท่อี ณุ หภมู ิ 00 C [ ]R = 1.72Ω 1 + (0.003930 C −1)(00 C − 200 C) = 1.58Ω
62 ท่ีอณุ หภูมิ 1200 C [ ]R = 1.72Ω 1 + (0.003930 C −1 )(1200 C − 200 C) = 2.11Ω ตัวอยาง 4.3 ทรงกระบอกมีแกนรวมกันรัศมี ra และ rb ตามลําดับ เติมดวยสารมีสภาพตานทาน ρ จงคาํ นวณความตานทานระหวางทรงกระบอกท้ังสอง ถา ทรงกระบอกยาว l วธิ ีทาํ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงρl สมการ R= A ไมสามารถใชไดโดยตรงเพราะพื้นที่หนาตัดท่ีประจุไฟฟาเคล่ือนท่ีเปลี่ยน จาก 2πral ของทรงกระบอกช้นั ในไปยัง 2πrbl ของทรงกระบอกช้ันนอก พจิ ารณาทรงกระบอกรศั มี r หนา dr พ้นื ที่ A = 2πrl ดังน้ันความตา นทาน dR ระหวางชนั้ ดงั กลาวคือ rdr dR = 2πrl น่ันคือความตานทาน ∫r rb dr R = 2πl rra = ρ ln ρ ρb = ρ ln ρb 2πl ρa 2πl ρa สว นกลบั ของสภาพนําไฟฟา คอื สภาพความตานทาน (resistivity, ρ ) ρ= 1 (4-12) σ เพราะวา R = l Aσ สามารถเขยี นสมการ แสดงคา ความตานทานของวสั ดุสมาํ่ เสมอทีม่ ีความยาว l ไดดงั น้ี R = ρl A โดยในระบบ SI สภาพตา นทานมีหนวยเปนโอหม.เมตร ( Ω.m ) สําหรับโลหะและโลหะผสม มีสภาพตานทานต่ํา จึงจัดเปนตัวนําท่ีดี เชน ทองแดง และเงิน ถามีสภาพตานทานสูงเรียกวาฉนวน (insulator) โดยท่ัวไปแลวสภาพตานทานของฉนวนจะมีคาประมาณ 1022 เทาของโลหะ เชน แกว และยาง โดยตวั นําในอดุ มคติจะมีสภาพตา นทานเปน ศนู ย แตฉ นวนในอุดมคติจะมีสภาพตานทานเปน อนนั ต สําหรบั สารก่งึ ตวั นําจัดอยใู นกลมุ ระหวา งตวั นาํ และฉนวน การนําไฟฟาของสารกึ่งตัวนําข้ึนกับ อณุ หภมู ิและการเติมไมใ หบรสิ ทุ ธิ์หรือสารเจือปน (impurities) ตารางท่ี 4.1 สภาพตา นทานของสสารท่อี ุณหภมู ิ 20℃ ทมี่ า (Serway & Jewett, 2008) สสาร ρ, Ω.m สสาร ρ, Ω.m ตัวนํา สารกึง่ ตัวนาํ 1.59x10-8 คารบ อน 3.5x10-5 เงิน 1.7x10-8 เจอรมาเนยี ม 0.46 ทองแดง
63 ทอง 2.44x10-8 ซลิ ิกอน 2300 อะลมู เิ นียม 2.82x10-8 ฉนวน 1010 - 1014 ทงั สเตน 5.6x10-8 1013 เหล็ก 10x10-8 แกว 1011 - 1015 ตะกัว่ 22x10-8 ยางแขง็ 75x1016 ปรอท 95x10-8 ไมกา 1015 มงั กานิน 44x10-8 ควอตซ (ฟวส) 108 - 1011 นิโครม 100x10-8 กํามะถนั ไม มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง สภาพตานทานของโลหะตัวนําแปรตามอุณหภูมิที่เพ่ิมข้ึน เขียนแสดงความสัมพันธเปน สมการไดว า [ ]ρT = ρ0 1 + α (T −T 0) (4-13) โดยที่ ρ0 คือ สภาพตานทานท่ีอุณหภูมิอางอิง T0 (0 0C หรือ 20 0C) ρT คือ สภาพ ตานทานท่ีอุณหภูมิ T ซ่ึงอาจสูงหรือตํ่ากวา T0 ซึ่ง α คือ สัมประสิทธิ์อุณหภูมิของสภาพตานทาน (coefficient of resistivity) ตารางที่ 4.2 สัมประสิทธิ์สภาพตา นทาน ท่มี า (Serway& Jewett, 2008) วัสดุ α , 0C-1 วสั ดุ α , 0C-1 อะลูมิเนียม 0.0039 ตะก่วั 0.0043 ทอง 0.0034 ปรอท 0.00088 คารบ อน 0.0005 นโิ ครม 0.0004 ทองแดง 0.0039 เงนิ 0.0038 เหล็ก (Iron) 0.0050 ทงั สเตน 0.0045 สภาพตา นทานของสารกงึ่ ตวั นําจะลดลงเม่ืออุณหภมู เิ พ่ิมขึ้น ดังนน้ั สัมประสิทธิส์ ภาพ ตานทานจงึ เปน คาลบ แตวสั ดุบางอยา งซ่ึงรวมทงั้ โลหะผสมสภาพตานทานจะลดลงเม่ืออุณหภมู ิลดลง เชน เดยี วกับโลหะท่ัวไป ขณะที่อุณหภูมิลดลงเรื่อยๆจนถึง อณุ หภูมิวกิ ฤต Tc สภาพตา นทานลดอยาง รวดเรว็ จนเปนศูนย ทําใหเ กดิ ตวั นาํ ยวดยง่ิ (superconductor) แสดงดังภาพที่ 4.3
64 ภาพท่ี 4.3 การเปลี่ยนคาของสภาพตานทาน (ตวั นํายวดยง่ิ ) ทมี่ า (Serway & Jewett, 2008) 4.3 แรงเคลื่อนไฟฟา แรงเคลื่อนไฟฟา หรือ electromotive force (emf; ε ) ของแหลงกําเนิดไฟฟาใดๆ นิยาม วา เปนพลังงานท่ีแหลงกําเนิดนั้นจะสามารถใหไดตอหนวยประจุไฟฟา เชน ถานไฟฉายกอนหน่ึงมี มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงแรงเคล่ือนไฟฟา 1.5 โวลต (V) หรือจูลตอคูลอมบ (J/C) หมายความวา ถานไฟฉายกอนนั้นสามารถ ใหพลังงานได 1.5 จลู ตอประจไุ ฟฟา ทกุ ๆ 1 คลู อมบ ท่ีเคลื่อนที่ระหวางข้ัวไฟฟาภายในถานไฟฉายน้ัน หรือถานไฟฉายน้ันสามารถทําใหเกิดความตางศักยไฟฟาระหวางข้ัวของถานไฟฉายได 1.5 โวลต เม่ือ ไมมีกระแสไฟฟา โดยสนามไฟฟาในการเคล่ือนประจุไฟฟา จากจุดหน่ึงไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยไม คํานึงถึงเสนทางปดหรือข้ึนกับวิถีปด (close path) ที่ประจุไฟฟาเคล่ือนท่ี เขียนเปนสมการแสดง ความสัมพนั ธไดว า (4-14) ∫ E ⋅ dl = VA −VB สมการ (4-14) แสดงใหเห็นวาปรพิ ันธเ ชิงเสนของสนามไฟฟา คงตวั ระหวางจุดสองจุดเทากับผลความ ตางศักยระหวางศักยไฟฟาสองจุดนั้น คาปริพันธวิถีปดของสนามไฟฟาเรียกวาแรงเคลื่อนไฟฟา (electromotive force or e.m.f., ε) น่ันคือ (4-15) ε = ∫ E ⋅ dl แรงเคล่ือนไฟฟา (e.m.f., ε ) ในการทําใหประจุไฟฟาเคลื่อนท่ีครบรอบวงจร วิถีเดินท่ีครบรอบหรือ วิถีปด คือ จุด A และจุด B ซอนทับอยูที่จุดเดียวกัน แสดงวาศักยไฟฟา VA = VB (แหลง e.m.f ใน อุดมคติ) นําสมการ (4-15) เขียนใหมไ ดว า (4-16) ε = ∫ E ⋅ dl = 0 สมการ (4-16) แรงเคลื่อนไฟฟาสําหรับวงจรวิถีปด มีคาเทากับศูนย (แหลง e.m.f อุดมคติ) แตถามี แหลงกําเนิดไฟฟาอยูในวงจร เชน แบตเตอรี่ เครื่องกําเนิดไฟฟา เปนตน แรงเคลื่อนไฟฟาจะมีคาไม เทากบั ศนู ย กรณีหากมีแหลง กําเนดิ ไฟฟา อยูใ นวงจร ประจุไฟฟาเคล่ือนท่ีผานเน้ือวัสดุไปเจอกับความ ตานทานภายในของแหลง และแทนดวย r ซึ่งมีคาคงตัวเมื่อประจุไฟฟาเคล่ือนท่ีผาน r ทําให ศักยไฟฟาลดลงเปน Ir ดังนั้นถาประจุไฟฟาเคล่ือนที่จากจุด A ไปจุด B ความตางศักย VAB เขียน สมการแสดงความสมั พนั ธไดว า (4-17) Vab = ε − Ir หรือ ε − Ir = IR (4-18) เม่ือ r เปนความตานทานภายในของแหลง กําเนิดไฟฟา จะไดกระแสไฟฟา I= ε R+r
65 ถาปลายทั้งสองของแหลงกําเนิดไฟฟาตอดวยตัวนําความตานทานนอยมาก (R = 0) เรียกวาการลัดวงจร (short circuit) กระแสลัดวงจรอาจมีคาสูงมากพอ ที่จะทําใหแบตเตอรี่เกิดการ ระเบดิ ได กระแสไฟฟา IS ของการลัดวงจรจะเขียนเปน IS = ε (4-19) r ระหวางปลายท้ังสองของการลัดวงจรมีความตา งศักยหรือแรงดันเปน ศนู ย มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงε Vab = ε − ( )r = 0 (4-20) r ตวั อยา ง 4.5 แบตเตอรีแ่ รงเคลื่อนไฟฟา 50 V ตอ เขากับความตา นทาน 10Ω มีกระแสไหล 3.2 A จงหา ก) ความตา นทานภายในของแบตเตอร่ี ข) แรงดนั ของแบตเตอร่ี วิธีทาํ ก) จากสมการ I= ε R+r r=ε −R I = 50V −10Ω = 5.63Ω 3.2 A ข) V = ε − Ir = 50V − (3.2A)(5.63Ω) = 32V 4.4 ความสมั พนั ธระหวา งกระแสไฟฟาและความตางศักย กระแสไฟฟาที่ไหลผานตัวตานทานหรืออุปกรณไฟฟาตางๆ ข้ึนกับคาความตางศักยระหวาง ปลายทง้ั สอง โดยไมจําเปนวาความสัมพนั ธร ะหวางกระแสไฟฟา และศกั ยไ ฟฟาจะเปนเสนตรง ตามกฎ ของโอหม (V = IR ) เสมอ เชน ไดโอด (diodes) เปน ตน
66 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงกข ภาพท่ี 4.4 ความสัมพนั ธระหวางกระแสไฟฟา และศักยไ ฟฟา (ก) ตวั ตา นทานตามกฎของโอหม (ข) ไดโอดสารกง่ึ ตัวนาํ (semiconductor diode) ท่มี า (ดัดแปลงมาจาก Serway & Jewett, 2008) จากภาพที่ 4.5 (ก) วัสดุและอุปกรณท่ีเปนไปตามกฎของโอหมนั้น มีความสัมพันธระหวาง กระแสกับความตางศักยเปนความสัมพันธเชิงเสน เมื่อใหความตางศักยในชวงกวางๆ ความชันของ กราฟระหวาง I กับ ∆V ในสวนของกราฟเสนตรงนั้นคือคา 1/R (ข) สําหรับวัสดุท่ีไมเปนไปตามกฎ ของโอหมระหวางกระแสกับความตางศักยจะไมเปนความสัมพันธเชิงเสน เชน สารกึ่งตัวนําแสดง ความสัมพันธระหวา ง I กบั ∆V ไมเปนกราฟเสนตรง ซึ่งเปนสมบัติเฉพาะของไดโอด ความตานทาน ของอุปกรณนี้มีคาตํ่าเม่ือกระแสที่ไหลในทิศทางหน่ึง (ไหลในทิศทางบวก ∆V ) และมีความตานทาน สูงเมื่อกระแสไหลในทิศตรงขาม (ไหลในทิศทางลบ ∆V ) ความสัมพันธระหวางกระแสไฟฟาและ ศักยไฟฟาข้ึนกับอุณหภูมิ โดยที่ศักยไฟฟาเปนบวก ณ อุณหภูมิตํ่า กราฟจะมีความชันมากกวา ณ อณุ หภมู ิสงู ความสมั พนั ธระหวางกระแสไฟฟาและศักยไ ฟฟา เขยี นเปนสมการไดว า V = ε − Ir (4-21) จากภาพท่ี 4.6 (ก) คาตัดแกน V ตรงกับสภาวะวงจรเปด ( I = 0) นั่นคือ V = ε และจุดตัดบน แกน I ตรงกบั สถานการณลัดวงจร (V = 0) อยูที่ I = ε r ใชกราฟ I เทียบกับ V เพื่อหากระแสใน วงจรที่มีอุปกรณไมเชิงเสน เชน ไดโอด เปนตน รูป ค แสดงความสัมพันธกระแส-ความตางศักยของ ไดโอดสารก่ึงตัวนํา ซึ่งจุดตัดของเสน 2 เสน แทนคาที่เปนไปไดของ V และ I เทานั้น ดังนั้นจึงเปน การหาคําตอบของสมการสาํ หรับ V และ I ดว ยกราฟ โดยท่ีสมการหนึ่งเปน สมการไมเ ชิงเสน ก ขค
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 67 ภาพท่ี 4.5 (ก) ความสมั พันธร ะหวา งกระแสไฟฟาและศักยไฟฟาของแหลง กาํ เนิดแรงเคล่ือนไฟฟา (ข) วงจรไฟฟาประกอบดว ยแหลง กาํ เนิดและไดโอด ไมเปนเชิงเสน (ค) ความสมั พันธร ะหวา ง I −V ของวงจรไฟฟาในขอ ทีม่ า (ดัดแปลงมาจาก Serway & Jewett, 2008) 4.5 งานและกาํ ลงั ในวงจรไฟฟา ภาพท่ี 4.6 กําลังไฟฟา P ในสว นของวงจรไฟฟาระหวา งจดุ a และ b ทม่ี า (Sears, Zemansky & Young, 1982) จากภาพ ความสัมพันธของพลังงานและกําลังในวงจรไฟฟา ในวงจรท่ีมีความตางศักย ระหวางสองขั้วและมีกระแส I ผานจาก a ไปหา b ขณะที่ประจุเคล่ือนที่ผานวงจร สนามไฟฟาจะ ทํางานตอประจไุ ฟฟา งานทงั้ หมดทที่ ําตอประจุซ่ึงเคล่ือนท่ีผานวงจรมีคาเทากับ qVab (งานตอประจุ 1 หนว ย ) ถากระแสไฟฟา ในชว งเวลา dt มีประจุ dQ = I dt ผา น งาน dW ท่ีทาํ ตอประจุน้ีคอื dW = Vab dQ = Vab Idt อัตราสวนของพลังงานตอชวงเวลา คือ กําลังไฟฟา P เปนพลังงานที่ถายโอนเขาหรือออกจากสวน ของวงจรไฟฟา นน่ั คือ P = dW dt
68 = Vab I (4-22) ระบบ SI กําลังไฟฟามีหนวยเปนโวลต.แอมแปร (V. A ) หรือจูลตอวินาที ( J.s−1 ) เรียกวาวัตต (watt,W ) ถาวตั ถทุ ี่อยใู นวงจรเปนตวั ตา นทาน (Vab = IR ) จากสมการ (4-22) จะเขียนไดเ ปน P = I2R V2 (4-23) = R มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ถา สวนของวงจรไฟฟา ตอเขากับแหลงกําเนิดไฟฟา แรงเคล่ือนไฟฟา (ε ) ความตานทานภายใน r จดุ a และ b เปน จดุ ปลายของแหลงกําเนิดไฟฟา โดยที่ Vab = ε − Ir จากสมการ (4-23) กาํ ลังไฟฟา ที่จายออกของแหลง จะเขียนไดเปน P = Vab I = εI − I 2r (4-24) ดังนนั้ ผลรวมของ εI + I 2r เปน อัตราพลังงานที่แหลงกาํ เนดิ ไฟฟาปอนใหแกว งจรไฟฟา ตัวอยา ง 4.6 จงหากําลงั ในรูปพลงั งานความรอ นตอชว งเวลา ของกระแสไฟฟา 2 A ผานตัวตา นทาน ขนาด 50Ω วธิ ที ํา จากสมการ P = I2R = (2 A)2 (50Ω) = 200W ตวั อยาง 4.7 หลอดไฟฟาแบบกลม 3 ข้ัว 2 ไสห ลอด ดังภาพตวั อยา ง 4.7 ตอ เขากบั ความตา งศักย 120V ครอ มระหวาง ab,bc หรือ ac ก) ถา R1 = 144Ω และ R2 = 216Ω จงหากาํ ลงั ไฟฟาของไสห ลอดท้ังสามกรณี ข) ถา ตอ งการใหหลอดไฟมกี ําลงั ไฟฟา 300 W, 100 W และ 75 W จงหาความตา นทานของไสห ลอด ทงั้ สอง a bc ภาพตวั อยาง 4.7
69 วิธที าํ ก) จากสมการ V2 P= R กรณขี อง ab กาํ ลังไฟฟา V2 P1 = R1 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง (120V )2 = 144Ω = 100W กรณขี อง bc กาํ ลงั ไฟฟา V2 P2 = R2 (120V )2 = 216Ω = 67W กรณีของ ac กาํ ลังไฟฟา V2 P3 = R1 + R2 (120V )2 = 360Ω = 40W ข) กําลงั ไฟฟาสงู สุด เมื่อความตา นทานต่าํ สดุ กรณขี อง ab ความตาน V2 R1 = P1 (120V )2 = 300W = 48Ω = 144Ω กรณขี อง bc กําลงั ไฟฟา V2 R2 = P2 (120V )2 = 100W กรณขี อง ac กาํ ลังไฟฟา V2 R3 = P3
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 70 (120V )2 = 75W = 192Ω = R1 + R2 4.6 ตัวนาํ ฉนวน และสารก่ึงตัวนาํ ตวั นาํ (Conductor) หมายถึง วสั ดุทม่ี คี วามตานทานไฟฟาตํ่ามาก หรือมีคาความนําไฟฟาสูง มาก กระแสไฟฟาจะไหลผานวัดสุตัวนําไดดี วสั ดทุ ีม่ ีสมบัติเปนตัวนําอะตอมของมันจะมีอิเล็กตรอนวง นอกสุดนอยทีส่ ดุ แรงยึดเหน่ียวระหวางอะตอมของมันจึงต่ํามาก พลังงานจากภายนอกเพียงเล็กนอย กส็ ามารถทาํ ใหอิเล็กตรอนวงนอกสุดหลุดออกมา ทําใหเกิดกระแสไฟฟาไหลไดโดยงาย สําหรับตัวนํา ที่เปนของแข็ง ประจุไฟฟาบวกเคลื่อนที่ไมได มีเพียงเฉพาะประจุไฟฟาลบเทานั้นเคลื่อนที่ได เรียกวา อิเล็กตรอนเสรี (free electron) ยกเวนเฉพาะตัวนําประเภทอิเล็กโทรไลต (electrolytes) ซึ่งประจุ ไฟฟา บวกและประจุไฟฟาลบเคล่ือนท่ีได โครงสรา งอะตอมของตวั นําแสดงในภาพท่ี 4.8 ฉนวน (Insulator) หมายถึง วัสดุท่ีมีความตานทานไฟฟาสูง วัสดุที่มีสมบัติเปนฉนวน คือ วัสดุท่ีอะตอมของมันมีอิเล็กตรอนวงนอกสุด จํานวน 8 ตัว วัสดุกลุมน้ีจะมีแรงยึดเหน่ียวระหวาง อะตอมของวัสดุที่แนนหนามาก พลังงานจากภายนอกไมสามารถทําใหอิเล็กตรอนท้ัง 8 ตัว ที่เกาะ เก่ียวกันอยูหลดุ ออกไปได อเิ ล็กตรอนจึงไมสามารถไหลผานฉนวนได ในทางปฏิบัติถึงแมจะไมมีฉนวน ทีส่ มบรู ณแบบ แตจะถือวา สารบางชนิดเปนฉนวนท่สี มบูรณ ถาสารนัน้ มสี ภาพตานทานเปน 1025 เทา ของทองแดง โครงสรา งอะตอมของฉนวนแสดงในภาพท่ี 4.8 กข ภาพท่ี 4.7 โครงสรางอะตอม (ก) ฉนวน (ข) ตัวนาํ ทม่ี า (ดัดแปลงมาจาก นภทั ร วัจนเทพนิ ทร, 2020) สารกึ่งตัวนํา (Semiconductor) หมายถึง วัสดุท่ีมีสมบัติกึ่งฉนวนและกึ่งตัวนํา โดยที่
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 71 อิเล็กตรอนวงนอกสุด (Valance Electron) มีจํานวน 4 ตัว และมีแรงยึดเหน่ียวระหวางอะตอมปาน กลาง เมอ่ื มพี ลงั งานไฟฟาจํานวนหน่ึงจายใหกับตัววัสดุ มันจะสามารถนํากระแสไฟฟาได (เปนตัวนํา) โครงสรางอะตอมของวัสดุท่ีเปนสารก่ึงตัวนําแสดงในภาพท่ี4.9 สารกึ่งตัวนําท่ีนิยมใชกันอยาง แพรห ลาย เชน เจอรมาเนียม (Ge) ซิลิคอน (Silicon) และเจอมาเนียม (Germanium) เปน ตน ภาพท่ี 4.8 โครงสรางอะตอมของสารกึ่งตัวนํา ทมี่ า (ดัดแปลงมาจาก นภทั ร วัจนเทพินทร, 2020) สารกงึ่ ตวั นําดังท่ไี ดก ลาวมาน้ีจัดเปนสารก่งึ ตัวนําจากภายในหรือสารกึ่งตัวนําในตัว (intrinsic semiconductor) นอกจากน้กี ารนําไฟฟา ของสารกึง่ ตวั นาํ ยังข้ึนกับอุณหภูมิและการเติมไมใหบริสุทธิ์ หรือสารเจือปน สารเจือปนที่ใสเขาไปในสารก่ึงตัวนํา จะทําใหการนํากระแสไฟฟาไดดีข้ึน ทําใหเกิด สารกึ่งตัวนํา 2 ประเภท คือ สารกึ่งตัวนําแบบชนิดเอ็น (N-type semiconductor) และสารกึ่งตัวนํา แบบชนดิ พี (P-type semiconductor) สารกง่ึ ตัวนําแบบชนดิ เอ็น เม่อื นําสารกึ่งตัวนําบริสุทธ์ิ มาเติม ดวยธาตุชนิดอื่นที่มีอะตอมตางกันเขามา เรียกวาการ “เจือ” (Doping) จะเปล่ียนสมบัติทางไฟฟา ของสารกึง่ ตัวนําบริสุทธ์ิ ใหเ ปนสารก่ึงตัวนํา ชนดิ เอ็น (N-type) หรอื สารก่ึงตัวนําชนิดพี (P-type) อะตอมของฟอสฟอรัส (Phosphorus Atom : P) ฟอสฟอรัสเปนธาตุที่มีจํานวนอิเล็กตรอน วงนอกสูด 5 ตัว เม่ือนําฟอสฟอรัสไปเจือลงในผลึกซิลิคอนบริสุทธ์ิ จะเกิดอิเล็กตรอนสวนเกินมา 1 ตัว กลายเปนอิเล็กตรอนเสรี ชวยในการนํากระแสไฟฟา การนํากระแสไฟฟาของสารกึ่งตัวนําแบบ ชนิดเอ็น ขึ้นกับจํานวนอิเล็กตรอนที่เกินจากการเขาพันธะ นอกจากน้ีการนําไฟฟายังข้ึนกับจํานวน อิเล็กตรอนและโฮลท่ีเกิดจากการสลายของพันธะเน่ืองจากอุณหภูมิ ดังน้ันสารกึ่งตัวนําแบบชนิดเอ็น จะมีอิเล็กตรอนเปนตัวนํากระแสไฟฟาหรือพาหะสวนใหญ (majority carrier) และโฮลเปนตัวนํา กระแสไฟฟาหรือพาหะสวนนอ ย (minority carrier) สารก่งึ ตวั นําแบบชนิดพี เกิดจากการนําธาตุชนิดอื่น เชน อะตอมของโบรอน (Boron Atom; B) ซี่งเปนธาตุท่ีมีอิเล็กตรอนวงนอกสุดจํานวน 3 ตัว และเมื่อเติมโบรอน 1 อะตอมเขาไปใน ซิลิคอน บริสุทธ์ิ จะทําใหเกิดชองวาง หรือโฮล 1 ตําแหนง โฮลน้ีจะมีประจุไฟฟาบวก (+) ชวยในการ นํากระแสไฟฟา ซ่ึงเปนการนํากระแสไฟฟาของสารก่ึงตัวนําแบบชนิดพี โดยข้ึนกับโฮลที่เกิดจากการ ขาดอิเล็กตรอนตัวที่สี่ของอะตอมสารเจือปน โฮลจึงเปนตัวนํากระแสไฟฟาสวนใหญ อิเล็กตรอนเปน ตวั นาํ กระแสไฟฟา สว นนอย สรปุ กระแสไฟฟาสัมพนั ธกับประจุไฟฟา ตามสมการ dQ I= dt สภาพตานทานเปนอตั ราสว นของสนามไฟฟาตอความหนาแนน กระแสไฟฟา สภาพตา นทานของโลหะ ตัวนําขึ้นกับอุณหภมู ิ [ ]ρT = ρ0 1 + α (T −T 0) ความตา นทานเปนอัตราสว นของความตา งศักยไฟฟา ตอกระแสไฟฟาเรียกวากฎของโอหม
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 72 V R= I ความตา นทานของเสน ลวดตัวนํา ρl R= A ความตางศักยไ ฟฟา ของวงจรปด เมอื่ มีแหลง กาํ เนดิ แรงเคล่ือนไฟฟาอยใู นวงจร ε − Ir = IR กาํ ลังไฟฟา นิยามวาคืออัตราสว นพลังงานตอ ชวงเวลา P = VI = I 2 R = V 2 R แบบฝก หดั 1. ลวดเสนหนึ่งมพี ้นื ทหี่ นา ตัด 0.1 ตารางมลิ ลิเมตร ยาว 500 เมตรเมอื่ ตอปลายทั้งสองของลวด เสนนั้น กับความตางศักย 15.9 โวลต จะมีกระแสไฟฟาไหลผานลวด 0.2 แอมแปร จงหา สภาพตานทานของลวดนี้ (ตอบ 1.59 ×10 -8 โอหม-เมตร ) 2. เงินรูปทรงลูกบาศกมีมวล 84 g จงหาความตานทานระหวางดานท้ังสอง กําหนดใหเงินมี ความหนาแนน 10.5g.cm−3 สภาพตา นทาน 1.47 × 10−8 Ω.m (ตอบ 0.735 × 10−6 Ω ) 3. 17เครื่องใชไฟฟาชนิด 120 วัตต 220 โวลต เม่ือนํามาใชขณะไฟตกเหลือ 180 โวลต เครื่องใชไ ฟฟา นั้นจะใชกําลังไฟฟาเทาใด17 (ตอบ 40 จลู ) 4. เครื่องกําเนิดไฟฟาเครื่องหนึ่งกําลังทํางานดวยอัตรา 88 กิโลวัตต สงกําลังไฟฟาผานสายไฟ ซ่ึงมีความตานทาน 0.5 โอหม เปนเวลา 5 วินาที ท่ีความตางศักย 22,000 โวลต จงหาคา พลงั งานที่สูญเสยี ไป ในรปู ความรอนภายในสายไฟ (ตอบ 144 กิโลจูล) 5. หองทํางานแหงหนึ่งใชไฟฟาจากแหลงกําเนิด 200 V ภายในหองมีหลอดไฟขนาด 100 W จํานวน 3 ดวง และมีพัดลมขนาด 200 W จํานวน 2 เครื่อง เพื่อปองกันความเสียหายจาก การเกิดไฟฟา ลดั วงจร ควรจะใชฟ ว สข นาดเล็กสุดเทาใด (ตอบ 100 W) 6. ขณะเปดหลอดไฟ 60 วตั ต พบวารอ ยละ 80 ของพลังงานไฟฟา สูญเสียไปในรูปความรอน จง หาปรมิ าณความรอนทง้ั หมดทไ่ี ดจากหลอดไฟใน 1 นาที (ตอบ 2,880 จูล) 7. ลวดตัวนํา มีขนาดสมํ่าเสมอยาว 1 เมตร พ้ืนที่หนาตัด 1 ตารางมิลลิเมตร ถาลวดนี้มีความ ตานทาน 500 โอหม จะมีสภาพการนําไฟฟาเปนกี่ซีเมนตตอเมตร (ตอบ 2 ×103 ซีเมนตตอ เมตร) 8. ลวดเสนหนง่ึ ยาว 1.0 เมตร มคี วามตานทาน 0.5 โอหม จงหาวา ลวดชนดิ เดยี วกันที่มีเสนผาน ศนู ยก ลางเปนครึ่งหน่ึงของเสน แรกจะตองมคี วามยาวเทา ใด จงึ จะมคี วามตานทาน 1.2 โอหม (ตอบ 0.6 เมตร)
73 เอกสารอางองิ Badrkhan, S. K. & Larky, N. D. (1984). Electronics: Principles and applications. Cincinnati: South-Western. Halliday, D. & Resnick, R. (1978). Physics part 2 (3rd ed.). New York: John Wiley & Sons. Sears, W. F., Zemansky, W. M., & Young, D. H. (1982). University physics (6th ed.). New York: Addison-Wesley. J. W. Jewett Jr. and R. A. Serway Physics for scientist (2008). Physics for scientist and engineers with modern physics, 7th Ed., Brook/Cole, Singapore. มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง
บทที่ 5 วงจรไฟฟา กระแสตรง วงจรไฟฟามีหลากหลายชนิดขึ้นกับการออกแบบและวัตถุประสงคของการทํางาน การ วิเคราะหวงจรไฟฟา มักเก่ียวของกับแรงดัน กระแสไฟฟา และกําลังไฟฟาท่ีปอนใหแกวงจรไฟฟา เชน การตอ วงจรไฟฟาจะมีผลตอแรงดันตกครอมแตละสวนของวงจร ปริมาณกระแสไฟฟาที่ไหลผานและ กําลังของวงจรไฟฟา เปน ตน 5.1 การตอ ตวั ตานทานไฟฟา ภายในวงจรไฟฟา ประกอบดวยอปุ กรณห ลายอยาง เชน ตัวตา นทาน ตวั เกบ็ ประจุ และ อืน่ ๆโดยชนิ้ สวนวงจรไฟฟาจะตอกนั เปน โครงขา ย มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ภาพที่ 5.1 การตอ ตัวตานทานแบบอนุกรม ที่มา (Serway & Jewett, 2008) จากภาพที่ 5.1 การตอหลอดไฟเขา ดว ยกันกับแบตเตอรี่ โดยเสมือนวา หลอดไฟคอื ตวั ตา นทาน 2 ตวั ความตานทาน R1 และ R2 เชอื่ มตอกนั ระหวางจุด a , b และ c การตอตัวตานทานแบบน้ี เรียกวา การตอ แบบอนุกรม (series) ซึง่ การตอแบบอนุกรมจะมีประจขุ นาดเทากนั เคลอ่ื นทีผ่ า นตวั ตานทาน ทั้งสองในชวงเวลาเดียวกนั ทาํ ใหมีกระแสไฟฟาท่ีไหลผานตัวตา นทานท้งั สองตวั เทากนั I = I1 = I2 เมอื่ I คอื กระแสไฟฟาทไ่ี หลเขา และออกจากแบตเตอรี่ I1 คอื กระแสไฟฟา ท่ีไหลผา นตวั ตานทาน R1 และ I2 คือกระแสไฟฟา ที่ไหลผา นตวั ตานทาน R2 สมการท่ัวไปสําหรับคํานวณหาความตางศักยที่ครอมระหวางแบตเตอรี่จะมีคาเทากับความ ตานทานสมมูล (equivalent resistance, R ) หรือความตานทานรวมของการตอตัวตานทานใน วงจรไฟฟาระหวา งจดุ a และ c คือ (5-1) Vac = IR
75 เมอ่ื Vab เปน ความตา งศักยร ะหวาง a กบั b และ I คอื กระแสไฟฟา ที่ไหลผานจดุ a หรอื b จากภาพท่ี 5.1 คือ การตอตัวตานทานแบบอนุกรม ซ่ึงจะมีกระแสไฟฟา I ไหลผานตัว ตานทานทง้ั สองตวั เทากนั จากสมการท่ี 5-1 จะไดวา Vab = IR1 Vbc = IR2 และ มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง Vac = Vab + Vbc = I (R1 + R2 ) หรือ Vac = R1 + R2 I สามารถเขยี น สมการหาความตา นทานสมมลู ของวงจรไฟฟา ไดดังน้ี (5-2) R = R1 + R2 กรณวี งจรไฟฟา ประกอบดว ยตวั ตา นทานสามตวั หรอื มากกวา ตอกันแบบอนุกรม เขียนสมการ แสดงความตา นทานสมมลู ไดดงั นี้ ∑R = R1 + R2 + R3 +... = Ri (5-3) i ภาพท่ี 5.2 การตอ ตวั ตา นทานแบบขนาน ที่มา (Serway & Jewett, 2008) จากภาพที่ 5.2 การตอตัวตานทานแบบขนาน (parallel combination) จะเห็นวาตัว ตานทานท้งั สองตอครอ มอยูโ ดยตรงกับขว้ั ของแบตเตอรี่ ทําใหความตางศักยตกครอมของตัวตานทาน แตละตวั มคี าเทากัน ดังน้ี Vac = V1 = V2 เม่ือ Vac ความตางศักยตกครอมของตัวตานทานท้ังสอง กระแสไฟฟาที่ไหลในวงจรเขียนแทนดวย I1 และ I2 จะไดว า I1 = Vab R1
76 และ I2 = Vab R2 เม่ือประจเุ คล่ือนทถ่ี งึ จุด a กระแสไฟฟา จะแยกออก แลวเคล่ือนที่ผานตวั ตา นทาน R1 กบั R2 กระแสไฟฟา ท่ีออกจากจุด a คือ I1 และ I2 จะไดวา I = I1 + I2 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง=Vab(1+ 1 ) R1 R2 หรอื I = 1 + 1 Vab R1 R2 หากมีสองตัวตานทานตอแบบขนาน 1 = 1 + 1 = R1 + R2 R R1 R2 R1 R2 ดงั นน้ั ความตานทานสมมูล R = R1 R2 (5-4) R1 + R2 กรณีวงจรไฟฟาประกอบดวยตัวตานทานสามตัวหรือมากกวา ตอกันแบบขนาน เขียน สมการแสดงความตา นทานสมมูลไดดงั นี้ 111 1 =∑ 1 (5-5) = + + +... i Ri R R1 R2 R3 จากสมการ 5-5 สวนกลับของตัวตานทานสมมูล ของตัวตานทาน 2 ตัวหรือมากกวาท่ีตอกัน แบบขนานมีคาเทากับผลรวมของสวนกลับของความตานทานแตละคา นอกจากน้ีความตานทาน สมมูลมคี านอ ยกวา ความตานทานท่ีนอยที่สุดที่ตอกันอยูในกลุมเสมอ เนื่องจาก Vab = I1R1 = I2 R2 จะไดว า I1 = R2 (5-6) I 2 R1 จากสมการ (5-6) จะเห็นวา กระแสไฟฟาท่ีไหลแปลผกผันกับความตา นทาน ตัวอยาง 5.1 จากภาพตัวอยาง จงหาความตานทานสมมูลและกระแสไฟฟาทีไ่ หลผา นตัวตา นทาน ภาพตัวอยา ง 5.1
77 วธิ ที ํา ตัวตา นทานตอ แบบขนานแทนดวย R = R1 R2 R1 + R2 = (8Ω)(4Ω) = 2.67Ω 8Ω + 4Ω มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง ตอ แบบอนกุ รมแทนดว ย R = R1 + R2 = 5Ω + 2.67Ω = 7.67Ω จากกฎของโอหม = 3.9A I =V R = 30V 7.67Ω 5.2 กฎของเคิรชฮอฟฟ (Kirchhoff) วงจรไฟฟาตางๆ ท่ีผานมา เปนวงจรอยางงายที่สามารถนําเอากฎของโอหมมาใชในการ แกปญหาไดโ ดยตรง แตถ า เปนการวิเคราะหวงจรไฟฟา ท่ีมคี วามซับซอนมากๆ จะไมสามารถใชกฎของ โอหมแกปญหาไดโดยตรง วงจรเหลาน้ีจะประกอบดวยแหลงจายแรงดันไฟฟาหลายตัวและอุปกรณ ตางๆ ตออยูหลากหลาย วิธีการแกปญหาของวงจรที่ซับซอนเหลานี้ ไดมาจากผลการทดลองของนัก ฟส กิ สชาวเยอรมันชอ่ื วา กสุ ตาฟ อาร เคอร ชอฟฟ ในราวป พ.ศ. 2400 เคิรช ชอฟฟ ไดต้ังขอสรุปผล จากการทดลองของเขาข้ึนมา 2 ขอรูจักกันในชื่อวากฎของเคอรชอฟฟ ซ่ึงประกอบดวยกฎ 2 ขอ ดังตอไปนี้ กฎขอ ที่ 1 กฎของทางแยก (Junction rule ) ทจี่ ุดทางแยกหรือจุดรวมใดๆ ในวงจรไฟฟา ผลรวม ของกระแสไฟฟาที่จุดรวมนัน้ จะมีคาเปนศนู ย ถาให In เปน กระแสไฟฟา ทีเ่ ขาหรอื ออกจากจุดรวม แลว
78 (5-7) ∑ In = 0 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงภาพที่ 5.3 กระแสไฟฟาเขา และออกจากจุดรวม ท่ีมา (Serway& Jewett, 2008) กฎขอที่ 1 Kirchhoff’s point (or junction) rule แสดงถึงสมบัติของการอนุรักษประจุไฟฟา โดย ประจุไฟฟาทุกตัวที่ไหลเขาทางแยกจะมีคาเทากับประจุไฟฟาท่ีไหลออกจากทางแยก เนื่องจากประจุ ไฟฟาไมสามารถเพิ่มหรือหายไปได กระแสที่พุงเขาทางแยกจะมีเคร่ืองหมาย +I และกระแสที่พุง ออกจากทางแยกจะมเี ครื่องหมาย -I ดังน้นั I1 – I2 – I3 = 0 กฎขอท่ี 2 Kirchhoff’s loop (or circuit) rule คือ ผลรวมของความตางศักยครอมอุปกรณไฟฟาทุก ตัว ภายในวงจรปดใดๆ มีคาเทากับศูนย หรือในวงจรไฟฟาปดใดๆ ผลรวมของแรงแรงเคลื่อนไฟฟาท่ี จายใหกับวงจรจะมีคาเทากับผลรวมของความตางศักยที่ตกครอมความตานทานในวงจรปดน้ันๆ ลักษณะของวงจรไฟฟาปด หรือที่เรียกกันทั่วๆ ไปวาลูป (Loop) หมายถึง เสนทางใดๆ ก็ตามใน วงจรไฟฟา ถาหากเร่ิมจากจุดหนึ่งไปตามเสนทางน้ันแลวสามารถกลับมายังจุดนั้นไดอีก เรียกวา ลูป (Loop) เขยี นเปนสมการไดดงั น้ี (5-8) ∑ ∆V = 0 หรือ ∑ε = ∑V (5-9) เม่ือ ε เปนแรงเคล่ือนไฟฟา V เปน ความตางศกั ยไฟฟา โดยสมมติทิศทางการวนของลูป (loop) ถา ทศิ ทางการวนของวงจรปด ไปทิศทางเดียวกันกบั กระแสไฟฟาคาความตางศักย V จะเปนบวก และถา ทิศทางการวนของวงจรปดตรงขามกับทิศของกระแสไฟฟาคาความตางศักย V จะเปนลบ หากทิศ การวนของวงจรปดผานแหลงกําเนิดแรงเคลื่อนไฟฟา ถาวงจรปดเคลื่อนท่ีผานข้ัวบวกไปหาขั้วลบ กําหนดให ε มีเคร่ืองหมายเปนบวก แตถาวงจรปดเคลื่อนที่ผานขั้วลบไปยังข้ัวบวก กําหนดให ε มี เครือ่ งหมายเปนลบ
79 ตวั อยา ง 5.2 จากรูปใหคํานวณคา I1 , I2, I3, I4 ภาพตวั อยาง 5.2 มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงวิธีทาํ 1 =1 +1 +1 R123 R 1 R 2 R 3 =1+1+1 333 R123 = 1Ω R123 + R4 = 1Ω + 2Ω = 3Ω I1 = V = 3 = 1A R 3 หาความตางศักยต กครอม R123 V1 = I1 × R123 = 1A ×1Ω = 1V หากระแสไฟฟา I2 I2 = V1 = 1 = 1/ 3A R1 3 I3 = V1 = 1 = 1/ 3A R2 3 I4 = V1 = 1 = 1/ 3A R3 3
80 ตวั อยาง 5.3 จากภาพตวั อยา ง 5.3 จงหากระแสไฟฟาในตัวตา นทานและความตานทานสมมลู มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงภาพตัวอยาง 5.3 วธิ ที ํา มีกระแสไฟฟาไหลผานตัวตานทานทั้ง 5 โดยอาศัยจุดรวม a และ b สามารถเขียน กระแสไฟฟาทไ่ี มท ราบคา ได 3 เทอม กระแสไฟฟา ไหลในแบตเตอร่ี คอื I1 + I2 จากกฎขอทสี่ องของเคิรช ฮอฟฟ ลูปท่ี 1 (1) 13 = I1 (1Ω) + (I1 − I3 )(1Ω) ลูปที่ 2 (2) 13 = I2 (1Ω) + (I2 + I3 )(2Ω) (3) (4) ลปู ท่ี 3 (5) I1 (1Ω) + (I3 )(1Ω) − I2 (1Ω) = 0 หรือ I2 = I1 + I3 จากสมการ (1) 13 = 2I1 − I3 สมการ (3) แทนคา ลงในสมการ (2) จะไดวา 13 = 3I1 + 5I3 คูณสมการ (4) ดวย 5 แลว รวมเขา กบั สมการ (5) จะไดวา 78 = 13I1 ดงั นน้ั กระแสไฟฟา 78V I1 = 13Ω = 6 A ทํานองเดยี วกนั กระแสไฟฟา
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 81 I2 = 5A I3 = −1A เครือ่ งหมายลบหมายถึงกระแสไฟฟา I3 มีทศิ ทางตรงขามกับทิศทางท่สี มมติ ดังน้ันความตานทาน สมมลู คือ 13V R = = 1.18Ω 11A 5.3 แอมมิเตอรและโวลตมเิ ตอร เครื่องวัดทางไฟฟาแบงออกเปนหลายชนิด เชน โวลทมิเตอร (Voltmeter) ใชวัดความตาง ศักยไ ฟฟาระหวา ง 2 จดุ แอมมเิ ตอร (Ampmeter) ใชว ัดกระแสไฟฟา ทไ่ี หลผานอุปกรณไฟฟา โอหม มิเตอร ใชวัดความตานทานไฟฟาของอุปกรณไฟฟา วัตตมิเตอรใชวัดกําลังไฟฟา หรืออัตราการใช พลงั งานไฟฟา ท่ใี ชบอยคอื แอมมิเตอรและโวลตมเิ ตอร ซงึ่ จะกลา วรายละเอยี ดและวิธใี ชดงั ตอ ไปน้ี แอมมิเตอร การวัดกระแสไฟฟาในวงจรไฟฟา แอมมิเตอรจะตองตอแบบอนุกรมกับวงจรไฟฟาเพื่อให กระแสไฟฟา ไหลผาน แอมมเิ ตอรที่ดตี องมีความตานทานนอ ย สาํ หรบั แอมมิเตอรอุดมคติถือวามีความ ตา นทานเปน ศูนย ในทางปฏิบตั เิ พื่อใหแอมมเิ ตอรมีความตานทานนอย จงึ นิยมนําความตานทาน Rsh มาตอแบบขนานกับขวดลวดเคลื่อนที่ แสดงดังภาพท่ี 5.4 (ก) ตัวตานทานที่นํามาตอเขากับวงจร เรยี กวา ทางลดั หรือชนั ต (shunt) (ก) (ข) ภาพที่ 5.4 (ก) การตอภายในของแอมมเิ ตอร (ข) การตอภายในของโวลตม เิ ตอร ทม่ี า (Sears, Zemansky & Young, 1982) ภาพที่ 5.4 (ข) แสดงหลักการทาํ งานของโวลตม เิ ตอร ใชสาํ หรับวัดความตางศักยระหวางสอง จุดของแหลงกําเนิดหรือวงจรไฟฟา โวลตมิเตอรอุดมคติจะมีความตานทานไมจํากัดเพื่อไมใหมี กระแสไฟฟาไหลผานขดลวด ในทางปฏิบัติสามารถทําไดโดยการนําความตานทาน Rs มาตอแบบ อนุกรมกับขดลวดเคลื่อนท่ี แอมมิเตอรและโวลตมิเตอรสามารถนําไปประยุกตใชวัดความตานทาน และกําลังไฟฟา ไดดังนี้ ความตานทานของตัวตานทานมีขนาดเทากับความตางศักย Vab ตอ กระแสไฟฟา I นั่นคือ R = Vab I กําลังไฟฟาของวงจรไฟฟามีคาเทากับผลคูณระหวางความตาง ศกั ย Vab และกระแสไฟฟา I นั่นคือ P = Vab I
มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง 82 (ก) (ข) ภาพที่ 5.5 การวัดความตานทานหรอื กําลงั ไฟฟา ดว ยแอมมิเตอรและโวลตม เิ ตอร ทมี่ า (Sears, Zemansky & Young, 1982) จากภาพท่ี 5.5 (ก) แอมมิเตอร A วัดกระแสไฟฟา I ในตวั ตานทาน R ไดถูกตอง แต โวลตมิเตอร V ท่วี ัดไดเปน ผลรวมของความตางศักย Vab ตกครอมตัวตา นทานและความตางศักย Vbc ตกครอ มแอมมิเตอร ถา ยา ยโวลตม ิเตอร จากจุด c ไปยงั จุด b แสดงดังภาพที่ 5.5 (ข) โวลต มเิ ตอรจะวัดความตางศักย Vab ไดถ ูกตอ ง แตแ อมมิเตอรท ี่วดั ไดเปนผลรวมของกระแสไฟฟา I ใน ตัวตา นทานและกระแสไฟฟา IV ในโวลตม ิเตอร ดังน้นั การวดั ปริมาณทางไฟฟา จะตองคํานึงถงึ เครอ่ื งมือที่ใชว ัดเพ่ือใหไดคา จรงิ ของความตางศกั ย Vab และกระแสไฟฟา I ปจจุบันการวัดความตานทานนิยมวัดดวยมาตรความตานทานไฟฟา หรือโอหมมิเตอร (ohmmeter) โอหม มเิ ตอรป ระกอบดว ยมเิ ตอร ตัวตานทานและแหลง กําเนิดตอแบบอนุกรม แสดงดัง ภาพที่ 5.6 ความตานทาน R จะถูกวดั โดยการตอ เขา กบั จดุ ปลายของ x และ y ภาพที่ 5.6 สวนประกอบของโอหม มิเตอร ที่มา (Sears, Zemansky & Young, 1982) ตัวอยาง 5.4 วงจรไฟฟา ใชวดั ตัวตานทาน R ถา ความตานทานของมเิ ตอร คือ RV = 5000Ω และ RA = 4.0Ω ถา โวลตม เิ ตอรอา นได 6.0V แอมมเิ ตอรอา นได 0.20A จงหาความตานทานจริง วธิ ที าํ ความตานทานจะเปน V R= I
83 = 6.0V 0.20 A = 30Ω โวลตมเิ ตอรท ี่อานไดเปนผลรวมของศักยไฟฟา VA ของแอมมิเตอรและ VR ของตัวตานทาน VA = IRA = (0.20A)(4.0Ω) = 0.8V ดงั นนั้ ศักยไฟฟา VR ของตวั ตานทานคือ 6.0V − 0.8V = 5.2V มคี วามตานทานเปน R = VR I = 5.2V 0.20 A = 26Ω 5.4 วงจร R-C เปน วงจรที่ประกอบดว ยตัวตานทานและตัวเก็บประจุ ซง่ึ กระแสไฟฟามคี า คงท่ีในวงจรไฟฟา กระแสตรง กระแสจะมที ิศเดียวเสมอ แตอาจมีการเปลี่ยนแปลงขนาดไปตามเวลา มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง กข ค ภาพที่ 5.7 ตวั เกบ็ ประจตุ ออนุกรมกบั ตวั ตา นทาน สวิตซ และแบตตอรี่ ท่มี า (Serway & Jewett, 2008) จากภาพท่ี 5.7 แสดงตัวอยางวงจร R-C อยางงาย ภาพท่ี 5.7 (ก) ชวงเริ่มตน วงจรไมมีกระแสไฟฟา ไหลเขาเน่ืองจากวงจรเปด ความตางศักยท่ีตัวเก็บประจุเปนศูนย ดังน้ันความตางศักยท่ีตกครอมตัว ตา นทานเทา กับแหลงจายไฟ ภาพท่ี 5.7 (ข) เมื่อสวิตซปด จะทําใหกระแสเร่ิมไหลผาน ดังนั้นกระแส ท่ีไหลผานชวงนี้มีคา (I = V/R) เกิดการชารจประจุไฟฟาท่ีตัวเก็บประจุและทําใหความตางศักยของ ตัวเก็บประจุเพ่ิมข้ึน เม่ือตัวเก็บประจุชารจประจุจนเต็ม กระแสจะหยุดไหล จะไมมีความตางศักยตก ครอมตัวตานทาน และความตา งศกั ยทง้ั หมดจะตกครอมท่ีตัวเก็บประจุ ภาพท่ี 5.7 (ค) ชวงคายประจุ โดยเช่ือมตัวเก็บประจุเขากับแผนตัวนํา b เน่ืองจากตัวเก็บประจุตอนนี้ชารจประจุจนเต็มแลว ความ ตางศักยของตัวเก็บประจุจะเทากับความตางศักยจากแหลงจายไฟ ซึ่งกระแสในวงจรท่ีไดจะเปน I =
84 Vsupply / R ดังนั้นตัวเก็บประจุจะถายโอนประจุไปยังแผนตัวนําอยางรวดเร็ว ตัวเก็บประจุจะทําการ คายประจุอยางตอเนื่อง พรอมกับความตางศักยและกระแสจะลดลง เม่ือตัวเก็บประจุทําการคาย ประจจุ นหมด กระแสจะหยุดไหลและทําใหแรงดนั ทต่ี กครอมตวั ตา นทานและตวั เก็บประจเุ ปน ศูนย ให q แทนประจุไฟฟา บนตวั เก็บประจุ และ i เปน กระแสไฟฟาเนื่องจากการเคลื่อนที่ของ ประจุไฟฟา เมอื่ วงจรตอเขากับแบตเตอรี่ โดยความตางศักยสามารถเขยี นเปน สมการไดดังนี้ V – q/C – iR = 0 (5-10) มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงเม่อื กําหนดให Vc = q/C คือ ความตา งศักยค รอมผา นตวั เก็บประจุ และ Vr = iR คือ ความ ตา งศักยครอ มผานตัวตา นทาน จะไดว า V = Vc + Vr = iR + q/C (5-11) จากสมการ (5-11) เมื่อ V คอื คา คงตวั สมการแสดงกระแสไฟฟา จะไดวา i=V − q (5-12) R RC ชว งเริม่ ตนตอวงจรประจุไฟฟา q = 0 เมอื่ สับสวิตซท ําใหเกิดกระแสไหลภายในวงจร จะไดว ากระแส เร่ิมตน I0 = V R มีคา คงตัว ขณะท่ปี ระจุไฟฟา q เพิ่มขึ้น กระแสไฟฟาจะลดลงจนกระทัง่ i = 0 เขียนไดว า V= q R RC หรอื q = CV = Qf เมอ่ื Qf เปนจาํ นวนประจุไฟฟาสูงสุดบนตวั เก็บประจุ และแทนกระแสไฟฟา i = 0 เพอ่ื หาสมการ สาํ หรบั การอธิบายเวลาของประจแุ ละกระแส โดยแทนกระแสไฟฟา i = dq / dt ลงในสมการ 5-12 ดังนนั้ dq V q (5-13) =− dt R RC จัดรปู สมการแลว อินทิเกรต dq = dt VC − q RC ∫ 1 q (−1)d (VC − q) = ∫ dt VC − RC t − ln(VC − q) = + cons tan t RC ณ ชวงเร่ิมตน เวลา t = 0 ประจไุ ฟฟา q = 0 จะได − ln(VC − 0) = 0 + cons tan t แทนคา cons tan t ในสมการดา นบน
85 − ln(VC − q) = t − lnVC RC หรอื t ln(VC − q) − lnVC = − RC VC − q t ln( ) = − มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบงVC RC VC − q = e− t RC VC สามารถเขยี นสมการประจไุ ฟฟา ไดเปน q = VC(1 − e− t RC ) = Q f (1 − e− t RC ) (5-14) และสามารถหาสมการแสดงการชารจ กระแส โดยสมการเชิงอนพุ ันธ (5-14) เทยี บกับเวลา โดยใช i = dq / dt พบวา dq i= dt = d VC(1 − e− t RC ) dt = V e − t RC R = I 0e − t RC (5-15) กข ภาพที่ 5.8 (ก) กราฟของตัวเก็บประจุระหวา งประจุกบั เวลา (ข) กราฟของกระแสกับเวลา ท่มี า (ดดั แปลงมาจาก Serway& Jewett, 2008) จากภาพท่ี 5.8 ประจุไฟฟาและกระแสไฟฟาที่ขึ้นกับเวลา ประจุมีคาเปนศูนย ท่ีเวลา t = 0 และ ประจุจะมีคา เพมิ่ ขึน้ เมือ่ t เพิ่มขึน้ ภาพที่ 5.8 (ข) กระแสไฟฟา i = I0 กระแสจะมีคาสูงสุด เมื่อ t=0 เมือ่ เวลาผานไปกระแสไฟฟาจะลดลง
86 ปรมิ าณ RC เรยี กวาคาคงทเี่ วลา (time constant) τ ของวงจร R-C นนั่ คอื (5-16) τ = RC คาคงท่ีเวลาแสดงถึงเวลาท่ีกระแสลดลง จนมีคาเปน ศูนย เม่ือเวลาผานไป τ = RC กระแสไฟฟาจะลดลง จากสมการ จะไดว า (5-17) i = 0.368I0 ณ เวลา τ = RC ประจุเพม่ิ ขนึ้ จากสมการ จะไดป ระจุไฟฟา มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง (5-18) q = 0.632Qf จากสมการ (5-17) และสมการ (5-18) เห็นไดวาเมื่อเวลาผานไป τ = RC มีผลทําใหกระแสไฟฟา ลดลงเหลือเทากับ 36.8 เปอรเซ็นต ของกระแสไฟฟาเร่ิมตน I0 ในทางตรงกันขามจะเห็นไดวาเมื่อ เวลาผานไป ประจไุ ฟฟา บนตัวเก็บประจุจะเพมิ่ ขน้ึ เทา กบั 63.2 เปอรเซ็นต ของประจุไฟฟา สูงสดุ Qf คร่ึงชีวิต (half-life) ของวงจร แทนดวยสัญลักษณ th หมายถึง เวลาท่ีผานไป จนทําให กระแสไฟฟาลดลงเหลือคร่ึงหน่ึงของกระแสไฟฟาเร่ิมตน หรือประจุไฟฟาบนตัวเก็บประจุมีคาเพ่ิมข้ึน เทากับครึ่งหน่ึงของประจุไฟฟาสูงสุด แสดงวาถาประจุไฟฟา i = I0 / 2 สมการ (5-15) จะเขียนได วา 1 = e −th RC 2 − th = ln 1 RC 2 หรือ th = RC(ln 2) = 0.693RC แสดงใหเห็นวาคาครึ่งชีวิตแปรผันโดยตรงกับคาคงท่ีเวลาของวงจร R-C โดยไมข้ึนกับปริมาณ กระแสไฟฟาเริ่มตน กระแสไฟฟาลดลงจาก I0 เปน I0 / 2 ในชวงเวลา th และจะลดลงไปเปน I0 / 4 ทุกชว งเวลา th ดงั นเี้ รือ่ ยไป ตัวอยาง 5.5 ตัวตานทานมีความตานทาน R = 15MΩ ตอแบบอนุกรมเขากับตัวเก็บประจุขนาด ความจไุ ฟฟา C = 2µF จงหาคาคงตวั เวลาและครงึ่ ชีวติ วิธีทํา จากสมการคา คงตวั เวลา τ = RC = (15 ×106 Ω)(2 ×10−6 F ) = 30s ครง่ึ ชวี ิต th = 0.693RC = (0.693)(30s) = 20.79s
87 จากภาพท่ี 5.7 (ค) ตัวเก็บประจุสะสมประจุไฟฟาจนมีขนาดเทากับ Q0 และมี ศกั ยไฟฟา ตกครอมตัวเกบ็ ประจุ V0 จากนั้นสวิตซถูกสับลงเชื่อมกับจุด b ทําใหประจุไฟฟาบนตัวเก็บ ประจุเริ่มคายประจุไฟฟาผานตัวตานทานท่ีเวลา t ใดๆ ระหวางการคายประจุกระแสไฟฟาท่ีไหลใน วงจร คือ i และประจไุ ฟฟาบนตัวเก็บประจุ คือ q ณ เวลา t หลังจากสวิตซถูกสับลง ทําใหแรงดัน V = 0 จากสมการ (5-10) เขยี นไดวา − q − iR = 0 (5-19) c ทิศทางของกระแสไฟฟาในตวั ตานทานเปล่ยี นไป ดงั นน้ั มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง VC = −Vr กระแสไฟฟา = iR i= q (5-20) RC ท่เี วลา t = 0 ประจุไฟฟา q = Q0 และกระแสไฟฟาเริ่มตน I0 โดยที่ I0 = Q0 RC = V0 R ประจุไฟฟาบนตัวเก็บประจุลดลง เพราะมีการถายโอนประจุไฟฟาหรือการปลอยประจุไฟฟา (discharge) ผลคือทงั้ ประจไุ ฟฟา q และกระแสไฟฟา i มีขนาดลดลง สมการ (5-20) แทนคา i = − dq เขียนสมการแสดงความสัมพันธไ ดว า dt dq = − q (5-21) dt RC จัดรปู สมการ แลวหาคาอนิ ทิเกรต ท่ีเวลา t = 0 และประจุไฟฟา บนตัวเก็บประจุเทากับ Q0 ดงั น้ัน ∫ ∫q 1 t 1 dq = − dt Q0 q 0 RC t t =− q ln q Q0 RC 0 qt ln = − Q0 RC q = Q0e − t RC (5-22) กระแสไฟฟา มีการลดลง การเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟา จากสมการ (5-20) เขียนไดวา di 1 dq =− dt RC dt i (5-23) =− RC
88 จัดรปู สมการ แลว หาคาอินทเิ กรต ท่เี วลา t = 0 กระแสไฟฟาเทา กับ I0 ดังนนั้ ∫ ∫i 1 t 1 di = − dt iI0 0 RC ln i i t t I0 =− 0 RC it ln = − I0 RC มหา ิวทยา ัลยราช ัภฏห ู่ม ้บานจอม ึบง i = I 0e − t RC (5-24) จากสมการ (5-22) และสมการ (5-24) เห็นไดวาหลังจากสับสวิตซลง ประจุไฟฟาและ กระแสไฟฟามีการเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็ว เมื่อปลอยใหเวลาผานไปเทากับคาคงที่เวลา RC ประจุ ไฟฟาบนตัวเก็บประจแุ ละกระแสไฟฟามคี า ดังน้ี i = 0.368 I0 และ q = 0.632 Qf สรปุ ตวั ตานทานตอ อนกุ รม I = I1 = I2 = I3 =... V = V1 + V2 + V3 +... R = R1 + R2 + R3 +... ตัวตานทานตอขนาน I = I1 + I2 + I3 +... V = V1 = V2 = V3 =... 111 1 = + + +... R R1 R2 R3 กระแสไฟฟา เน่ืองจากการเคล่ือนท่ขี องประจุไฟฟาเม่ือตอ วงจรเขากบั แหลง กาํ เนดิ i=V − q R RC ประจไุ ฟฟา q = VC(1 − e− t RC ) = Q f (1 − e− t RC ) กระแสไฟฟา i = dq = V e − t RC = I 0e − t RC dt R แบบฝก หัด 1. ลวดทองแดงมีพ้ืนท่ีหนาตัด 3.00×10–6 m2 มีกระแสไหล 10.0 A จงหา ความเร็วของ อิเล็กตรอนท่ีว่ิงในลวดทองแดง ถาทองแดงมีความ หนาแนนของอิเล็กตรอนเทากับ 8.46×1028 ตวั /m 3 (คําตอบ 2.46×10-4 m/s)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203