๔๔ ๖.๒ ผลท่ีประเทศไทยไดร้ บั จากการสง่ ทหารเข้ารว่ มสงครามโลกคร้ังท่ี ๑ กับฝา่ ย สมั พนั ธมติ รโดยเขียนเป็นแผนผังความคดิ ประกอบการสรุป ผงั ความคดิ เร่ือง ผลทป่ี ระเทศไทยไดร้ บั จากการเขา้ ร่วมสงครามโลกครงั้ ที่ ๑ กับฝา่ ยสมั พันธมติ ร ไดร้ บั เชิญเข้าเป็นสมาชกิ เป็นการเผยแพร่ ได้ยกเลิกสนธสิ ญั ญาไม่ ช่ือเสยี งและเกยี รติคณุ เสมอภาคทันทกี บั ประเภทริเร่มิ ขององค์การ ของประเทศ สันนิบาตชาติ เยอรมันและออสเตรยี – ฮงั การี มกี ารจดั ทหารแบบยโุ รป ผลทป่ี ระเทศไทยได้รบั จาก ได้แก้ไขสนธสิ ญั ญา ววิ ัฒนาการมาจน การเขา้ ร่วมสงครามโลก เสมอภาคกับนานา กลายเปน็ กองทพั อากาศ ประเทศในเวลาต่อมา ครัง้ ท่ี ๑ กับฝา่ ย สัมพนั ธมติ ร ได้รบั เกียรติเข้ารว่ มทา สนธิสญั ญาแวรซ์ าย เปลยี่ นธงชาติจากธง ช้างเผือกมาเป็นธง ไตรรงค์ ๗. ครูสุ่มถามนักเรียนว่าหากนักเรียนเป็นผู้ตัดสินใจในการประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้ง ท่ี ๑ นักเรียนจะเลอื กฝ่ายสัมพนั ธมิตร หรือมหาอานาจกลาง เพราะเหตุผลใด ๘. ครูแจกใบความรู้ท่ี ๑ เรอื่ ง ประเทศไทยกับสงครามโลกครัง้ ที่ ๑ ใหน้ ักเรียนกลุ่มเดิมคนละ ๑ ชุด และใบกิจกรรมท่ี ๒ เรื่อง พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ เหตกุ ารณส์ งครามโลกคร้ังท่ี ๑ ให้กลุ่มละ๑ ชดุ โดยให้นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มรว่ มกันปฏิบัตติ ามคาช้ีแจง แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเยีรียนนรปู้รู้ประรวะัตวตัศิ ิศาสาสตตร์เรพเ์ พอื่ อ่ืสสร้ารงา้ สงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิ ตทไิยทย
๔๕ ๙.ตัวแทนกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมในใบกิจกรรมท่ี ๒ โดยครูเขียนคาตอบเป็น ตารางลาดบั เหตุการณ์ลงบนกระดานดา ดงั กรณตี ัวอย่าง วนั เดือน ปี เหตกุ ารณ์ ๒๘ กรกฎาคม ๒๔๕๗ สงครามโลกครงั้ ท่ี ๑ เกิดขึ้นในทวีปยุโรป ประเทศไทยวางตวั เปน็ กลาง ๖ เมษายน ๒๔๖๐ สหรฐั อเมริกาประกาศเข้าร่วมสงครามกับฝา่ ยสัมพนั ธมติ ร ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ ัว ทรงประกาศสงครามกับ เยอรมนแี ละออสเตรีย ฮังการี ๑๙มถิ นุ ายน ๒๔๖๑ ทหารไทยจานวน ๑,๒๕๐ นายออกเดินทางจากท่าราชวรดฐิ และไปต่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๖๑ เรือเอ็มไพรข์ องฝรั่งเศส ทีเ่ กาะสชี งั เพอ่ื เดินทางไปยงั ประเทศฝรัง่ เศส ๕ สิงหาคม ๒๔๖๑ ถงึ ทหารไทยเดนิ ทางถึงเมืองมาร์แซยป์ ระเทศฝรั่งเศส ๒๐ มีนาคม ๒๔๖๒ ๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๔๖๑ ทหารไทยต้องไปเรียนรูว้ ธิ กี ารรบสมยั ใหม่ อาทิการใช้อาวุธการยงิ การทิง้ ๑ กรกฎาคม ๒๔๖๒ ระเบดิ การส่ือสารการใชว้ ิทยโุ ทรเลข ๒๑ กันยายน ๒๔๖๒ เยอรมนี ประกาศยอมแพส้ งครามและยอมลงนามในสญั ญาสงบศกึ ทหารไทยได้ถูกส่งไปปฏิบตั หิ น้าทโ่ี ดยทาหนา้ ที่ลาเลียงสง่ กาลงั ให้แก่ กองทพั ฝา่ ยพนั ธมิตรในคราวเคลือ่ นทัพยดึ ดินแดนของเยอรมันทางฝั่ง ซ้ายแมน่ ้าไรน์ กองทหารอาสาร่นุ สุดท้ายของไทยเดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานคร ไทยประกาศยกเลิกสนธสิ ญั ญาไมเ่ สมอภาคกับเยอรมนีและออสเตรีย- ฮงั การี ๑๐. ครูสุ่มถามนักเรียนว่าจากตารางลาดับเห ตุการณ์ นักเรียนคิดว่าเพระเหตุใด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงตัดสินพระทัยเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทันทีเมื่อ สงครามโลกคร้ังท่ี ๑ เกิดขึ้น แต่พระองค์ทรงประกาศเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรหลังจากสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ผ่านไปแล้วประมาณ ๓ ปี จากข้อมูลดังกล่าวแสดงถึงพระอจั ฉริยภาพของพระบาทสมเดจ็ พระ มงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั ในดา้ นใดบา้ ง ๑๑. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวในการตัดสินพระทัยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งท่ี ๑ กับฝ่ายสัมพันธมิตร เช่น การมองการณ์ ปัจจุบัน และการณ์ไกล ดังจากท่ีพระองค์ทรงประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ก่อนว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่าย ชนะ หรือแพ้สงคราม ความสามารถในการวางแผน การตัดสินพระทัยอย่างความรอบคอบ อาศัย ขอ้ มูลรอบดา้ น รวมทั้งต้องการให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากชาติมหาอานาจ เป็นต้นพร้อมทั้งย้า นกั เรยี นใหน้ ักเรียนว่าในชีวิตจริงนักเรียนจะต้องมกี ารตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา ดังน้ันก่อนตัดสินใจในการ แแนนววกการารจจัดดักการารเรเรยี ยี นนรรปู้ ้ปู รระวะวตั ตั ศิ ศิ าสาสตตรร์เพเ์ พื่อื่อสสรร้างา้ งสสานำนกึ ึกคคววามามเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๔๖ กระทาสิ่งต่าง ๆ จะต้องคิดอย่างรอบคอบ โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐาน มีการวางแผน ซึ่งจะทาให้โอกาสท่ี นกั เรียนจะตัดสินใจผิดพลาดมีนอ้ ย ๑๒. จัดกลุ่มนักเรียนกลุ่มละ ๔ คน แจกใบกิจกรรมที่ ๓ เร่ือง ข้อคิดที่ได้จากการศึกษา เหตุการณ์ประเทศไทยกับสงครามโลกคร้ังท่ี ๑ ให้กลุ่มละ ๑ ชดุ พรอ้ มใหน้ ักเรียนปฏิบตั ิตามคาชี้แจงใน ใบกจิ กรรม ๑๓. ตัวแทนนักเรียนนาเสนอข้อมูลการปฏิบัติกิจกรรมใบกิจกรรมที่ ๓ พร้อมเปิดโอกาสให้ นักเรยี นสามารถแสดงความคิดเห็นเพ่มิ เติม ๑๔. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความเก่ียวกับอานาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทย ซ่ึงมีผลมา จากบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ทหาร และประชาชน (บรรพบุรุษ) ท่ีได้ร่วมกันสร้างความมั่นคงและ ความเจรญิ รุง่ เรืองของไทยจากเหตุการณ์ประเทศไทยกบั สงครามโลกคร้ังท่ี ๑ ๑๐.๓ ข้นั สรปุ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปสาเหตุท่ีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งกอง ทหารอาสาเข้าร่วมสงครามโลกคร้ังที่ ๑ และผลที่เกิดขึ้นที่มีต่อความมั่นคง และความเจรญิ รุ่งเรืองของ ไทยในปัจจุบัน รวมท้ังชี้ประเด็นให้นักเรียนตระหนักถึงความเป็นเอกราชของชาติไทย รวมท้ังสานึกใน พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ และบรรพบุรุษที่ได้ร่วมกันเสียสละเพ่ือความเป็นเอกราชของ ประเทศชาติ ๑๑. สือ่ และแหล่งเรียนรู้ ๑๑.๑ วีดิทศั น์ เรอื่ ง ปีกแห่งเกยี รตยิ ศ ๑๑.๒ ใบความรู้ที่ ๑ เรอ่ื ง ประเทศไทยกับเหตกุ ารณ์สงครามโลกครงั้ ที่ ๑ ๑๑.๓ ใบกจิ กรรมที่ ๑ เร่อื ง ประเทศไทยกับสงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ ๑๑.๔ ใบกิจกรรมที่ ๒ เรื่อง พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับ เหตุการณส์ งครามโลกครั้งที่ ๑ ๑๑.๔ ใบกิจกรรมที่ ๓ เรือ่ ง ขอ้ คิดที่ได้จากการศึกษาเหตุการณ์ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้ง ท่ี ๑ ๑๒. กิจกรรมเสนอแนะ : แบ่งกลมุ่ นกั เรียนจัดนิทรรศการที่เก่ยี วกับ ๑) พระราชประวตั ิและพระราชกรณยี กจิ ของพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั ๒) สงครามโลกครัง้ ที่ ๑ ๓) ความเป็นมาของธงชาติไทย แนแนวกวการาจรัดจดักการาเรรเียรยีนนรปู้ร้ปูระรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตร์เรพ์เพอ่ื ื่อสสรา้รงา้ สงสานำนึกึกคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
๔๗ ใบความรู้ที่ ๑ เรื่อง ไทยกับเหตุการณ์สงครามโลกครงั้ ท่ี ๑ สงครามโลกคร้ังที่หนึ่ง (World War I หรือ First World War) เป็นสงครามใหญ่ท่ีมี ศูนยก์ ลางในยโุ รประหวา่ งวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ถงึ ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ระหวา่ ง ประเทศสมาชิกจากกลุ่มชาติพันธมิตรในยุโรป ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มไตรพันธมิตร (Triple Alliance) ได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย- ฮังการี ต่อมาพัฒนาเป็นกลุ่มมหาอานาจกลาง และกลุ่มไตรภาคี (Triple Entente) ได้แก่ อังกฤษ ฝร่ังเศส และรัสเซีย ต่อมาพัฒนาเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร (Allies) สงคราม เกิดข้ึนในวันท่ี ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ เม่ือออสเตรีย – ฮังการี ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย หลังมกุฎราชกุมารของออสเตรียและพระชายาถูกปลงพระชนม์ สาหรับประเทศไทยประกาศเป็นกลาง จนกระท่ังวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงประกาศ สงครามกับฝ่ายเยอรมนี ออสเตรยี – ฮงั การี และโปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกชายฉกรรจ์เพือ่ ส่งไปเป็นทหาร เข้าร่วมรบในสมรภูมิยุโรปคณะทหารอาสาของไทย๑.๒๕๐ นาย ประกอบด้วยกองบินทหารบกอยู่ใน บงั คับบัญชาของพ.ต. หลวงทยานพิฆาต (ทิพย์ เกตุทัต) และกองทหารบกรถยนต์อยู่ในบังคับบัญชาของ ร.อ. หลวงรามฤทธิรงค์ (ตอ๋ ย หสั ดิเสวี) วันท่ี ๑๙ มิถุนายน ๒๔๖๑ ทหารไทยออกเดินทางจากท่าราชวรดิฐ โดยเรือศรีสมุทร และ เรือกล้าทะเล เพอ่ื ไปต่อเรือเอ็มไพร์ของประเทศฝรัง่ เศสท่เี กาะสีชังและเดินทางถึงเมืองมารแ์ ซย์ ประเทศ ฝรั่งเศสเมื่อวันท่ี ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๖๑ ทหารไทยต้องไปเรียนรวู้ ิธีการบสมยั ใหม่อาทิการใชอ้ าวุธการยิง การทิ้งระเบิดการส่ือสารการใชว้ ิทยุโทรเลขโดยเริ่มเรยี นต้ังแต่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ถึง ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ จึงสาเร็จการศึกษาแต่ไม่ทันรว่ มรบในสงครามเพราะสงครามโลกได้ยุติลงเสียก่อนเม่ือ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ รัชกาลท่ี ๖ ได้โปรดให้คัดเลือกทหารไปฝึกและหาความรู้เพ่ิมเติมในวิชาการ บินและช่างเครื่องยนต์ หลังการฝึกสาเร็จแล้ว ทหารไทยถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ โดยทาหน้าที่ลาเลียงส่ง กาลังให้แก่กองทัพฝ่ายพันธมิตรในคราวเคล่ือนทัพยึดดินแดนของเยอรมันทางฝ่ังซ้ายแม่น้าไรน์ผลงาน ของทหารอาสายุติลงเมื่อ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ กองทหารอาสารุ่นสุดท้ายของไทยเดินทางกลับถึง กรุงเทพฯ เมื่อ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ทหารไทยเสียชีวิตไป ๒๐ นาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยหู่ ัวไดโ้ ปรดให้สร้าง “อนุสาวรีย์ทหารอาสา”ไว้ ณ บริเวณทิศเหนือของสนามหลวง และสรา้ ง วงเวียน ๒๒ กรกฎาคม เป็นที่ระลกึ สาหรบั การประกาศสงครามเข้าเปน็ ฝ่ายสมั พนั ธมิตร ปรบั ปรุงจาก ที่มา......................................... แแนนววกกาารรจจดั ดั กกาารรเรเรยี ียนนรรปู้ ปู้ รระะววตั ตั ศิ ิศาาสสตตรรเ์ พเ์ พื่ออ่ื สสรรา้ า้งงสสาำนนกึ ึกคคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปม็นามขาอขงอชงาชตาไิตทไิ ยทย
๔๘ ใบกจิ กรรมท่ี ๑ เร่อื ง ประเทศไทยกับสงครามโลกครงั้ ที่ ๑ ช่อื – สกลุ ........................................................ชนั้ .................. เลขท่ี ....... คาชี้แจง หลงั จากนกั เรยี นดูวดี ิทัศน์ เรื่อง ปกี แห่งเกยี รตยิ ศ และเอกสารเร่ือง ประกาศกระแสร์พระบรม ราชการวา่ ดว้ ยการสงครามซึ่งมตี อ่ ประเทศเยอรมนีและออสเตรยี -ฮังการี ใหน้ ักเรียนตอ่ คาถามตอ่ ไปน้ี โดยเขียนเปน็ กราฟกิ ไดต้ ามความเหมาะสม ๑. เพราะเหตุใดพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยูห่ วั จึงทรงสง่ ทหารเข้ารว่ มกับฝา่ ย สมั พนั ธมติ ร ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ๒. ผลท่ีประเทศไทยไดร้ ับจากการสง่ ทหารเข้าร่วมสงครามโลกครัง้ ท่ี ๑ กับฝ่ายสมั พันธมิตรมี อะไรบ้าง “ประกาศกระแสรพ์ ระบรมราชโองการ วา่ ดว้ ยการสงครามซ่ึงมตี ่อประเทศเยอรมนีและออสเตรยี ฮงั การี” แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเยีรยีนนรปู้รปู้ระรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตร์เรพ์เพ่อื ื่อสสร้ารง้าสงสานำนึกึกคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิยทย
๔๙ แแนนววกกาารรจจดั ัดกกาารรเรเรียยี นนรรปู้ ู้ปรระะววตั ัตศิ ศิ าาสสตตรร์เพ์เพือ่ อื่ สสรร้า้างงสสาำนนกึ กึ คคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิตทิไยทย
๕๐ แนแนวกวการาจรัดจดักการาเรรเยีรยีนนรปู้รู้ประรวะตัวตัศิ ศิาสาสตตร์เรพ์เพอื่ อื่สสร้ารงา้ สงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๕๑ ท่มี า ราชกจิ จานุเบกษา, ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐ ฉบับสมบูรณ์ดาวนโ์ หลดได้จากเวบ็ ไซต์ของราชกจิ จานุเบกษา แแนนววกกาารรจจดั ัดกกาารรเรเรยี ียนนรรปู้ ้ปู รระะววัตตั ศิ ศิ าาสสตตรร์เพเ์ พ่ือื่อสสรรา้ ้างงสสาำนนึกกึ คคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๕๒ ใบกจิ กรรมท่ี ๒ เรอื่ ง พระอัจฉรยิ ภาพของพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว กบั เหตุการณส์ งครามโลกครงั้ ที่ ๑ กลุม่ ท่ี ............... ๑……………………………..... .................... เลขท.ี่ ......... สมาชิกประกอบดว้ ย ๒. …………………………………………… เลขท่ี ........ ๓. …………………………………………… เลขท่ี ........ ๔. …………………………………………… เลขที่ ........ คาชแี้ จง ใหส้ มาชิกในกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษาใบความร้ทู ่ี ๑ เร่อื ง พระอจั ฉรยิ ภาพของพระบาทสมเดจ็ พระ มงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หัวกับเหตุการณส์ งครามโลกคร้งั ที่ ๑ แล้วสรปุ สาระสาคัญเปน็ เส้นเวลา (Timeline) แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเียรียนนรปู้รู้ประรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตรเ์รพ์เพ่ือือ่สสรา้รงา้ สงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิยทย
๕๓ ใบกิจกรรมที่ ๓ เรือ่ ง ข้อคิดที่ได้จากการศึกษาเหตกุ ารณ์ประเทศไทยกบั สงครามโลกครั้งที่ ๑ กลุม่ ท่ี ............... ๑……………………………..... .................... เลขที่.......... สมาชกิ ประกอบด้วย ๒. …………………………………………… เลขท่ี ........ ๓. …………………………………………… เลขท่ี ........ ๔. …………………………………………… เลขที่ ........ คาช้แี จง ให้สมาชกิ ในกล่มุ ร่วมกันวิเคราะหค์ าถามต่อไปนี้ ๑. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวส่งทหารเข้าร่วมสงครามโลกคร้ังที่ ๑ กับฝ่าย สมั พนั ธมิตร นกั เรยี นคดิ วา่ ๑.๑ มีผลต่อความมั่นคง (ความเป็นเอกราช) ของไทยหรือไม่อย่างไร พร้อมให้เหตุผล ประกอบ (วดั ความรู)้ ๑.๒ มีผลต่อความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และสังคมของไทยหรือไม่อย่างไร พร้อมให้ เหตผุ ลประกอบ (วดั ความร้)ู ๒. เมื่อนักเรียนได้ศึกษาเหตุการณ์ประเทศไทยกับสงครามโลกคร้ังที่ ๑ นักเรียนได้ข้อคิด อะไรบ้างในประเดน็ ตา่ ง ๆ ต่อไปน้ี โดยเขยี นเป็นกราฟิกได้ตามความเหมาะสม ๒.๑ บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริยก์ ับการสร้างความม่ันคง (ความเปน็ เอกราช) และ ความเจรญิ รงุ่ เรืองของชาตไิ ทย (วดั เจตคต)ิ ๒.๒ บทบาทของทหารไทยและประชาชนกับการสร้างความมั่นคง (ความเป็นเอกราช) ของชาติไทย (วดั เจตคติ) ๒.๓ ความภาคภูมิใจในฐานะท่ีนกั เรยี นเป็นคนไทย (วัดเจตคต)ิ แแนนววกกาารรจจดั ดั กกาารรเรเรียยี นนรรปู้ ู้ปรระะววัตัตศิ ศิ าาสสตตรร์เพ์เพื่ออื่ สสรรา้ า้งงสสาำนนกึ ึกคคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๕๔ แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ : รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ : ด้านธารงไว้ซงึ่ ความเปน็ ชาติไทย และเคารพเทดิ ทูนสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ (ครปู ระเมิน) คาช้ีแจง ๑. ครูอ่านคาตอบในใบกิจกรรมที่ ๒ ข้อที่ ๒.๑ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ท่ีมีต่อการสร้าง ความมั่นคง (ความเป็นเอกราช) และความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทย เพ่ือนามาประเมินคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ของนักเรียน ด้าน เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ในประเด็น แสดงความสานึกใน พระมหากรณุ าธิคณุ ของพระมหากษัตริย์ ๒. ครูอ่านคาตอบในใบกิจกรรมที่ ๓ ข้อท่ี ๒.๓ เพื่อนามาประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรยี น ดา้ น ธารงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย ในประเดน็ หวงแหน ปกป้อง ยกยอ่ งความเป็นชาตไิ ทย ประเดน็ การประเมิน ผลการประเมิน หวงแหน ปกป้อง ยกยอ่ ง ผ่าน ไม่ผ่าน ความเป็นชาติไทย แสดงข้อความท่ีแสดงให้เหน็ ถึง ไม่แสดงขอ้ ความทแี่ สดงใหเ้ ห็น แสดงความสานกึ ในพระมหา กรุณาธิคุณของ การหวงแหน ปกป้อง ยกย่อง ถึงการหวงแหน ปกป้อง ยกย่อง พระมหากษัตริย์ ความเป็นชาตไิ ทย ความเปน็ ชาติไทย แสดงข้อความที่แสดงให้เหน็ ถึง ไม่แสดงข้อความทแี่ สดงให้เห็น ความสาคัญของสถาบนั ถงึ ความสาคัญของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ท์ ่ีมตี ่อการสร้าง พระมหากษัตริยท์ ีม่ ีต่อการสรา้ ง ความมัน่ คง (ความเป็นเอกราช) ความมน่ั คง (เอกราช) และความ และความเจริญรุ่งเรอื งของชาติ เจรญิ ร่งุ เรอื งของชาติไทย ไทย เกณฑ์การประเมิน ผา่ น เม่อื ผลการประเมิน อยูใ่ นระดับผ่านท้งั ๒ ประเดน็ การประเมนิ ไมผ่ ่าน เมอ่ื ผลการประเมิน อยูใ่ นระดับผ่านเพียงด้านใดด้านหน่งึ ดา้ นเดยี ว แนแนวกวการาจรดัจัดกการาเรรเยีรยีนนรปู้รปู้ระรวะัตวตัศิ ศิาสาสตตรเ์รพ์เพอื่ อื่สสร้ารง้าสงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
๕๕ แบบสารวจรายการพฤตกิ รรมของนกั เรียนเพื่อประเมนิ ด้านมวี ินัย (ครูประเมิน) คาชแี้ จง ใหท้ าเครื่องหมาย / ลงในชอ่ งพฤติกรรมทตี่ รงกับพฤติกรรมนักเรียนในขณะจัดกจิ กรรมการ เรยี นรู้ ๑. เมอ่ื ถึงชัว่ โมงเรียนเข้าเรียนตามเวลา ๒. ไม่นางานวชิ าอ่ืนมาทาขณะจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ๓. ไมน่ ามอื ถือออกมาใชใ้ นขณะจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ๔. ไมน่ ัง่ พดู คุยเสียงดังเป็นท่ีรบกวนผู้อืน่ เลขท่ี ช่อื – สกุล พฤติกรรม รวมคะแนน ข้อ ๑ ข้อ ๒ ขอ้ ๓ ขอ้ ๔ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ เกณฑป์ ระเมินระดบั คณุ ภาพ ( ) ๔ คะแนน ระดบั คณุ ภาพดมี าก ( ) ๓ คะแนน ระดับคุณภาพดี ( ) ๒ คะแนน ระดบั คณุ ภาพพอใช้ ( ) ๑ คะแนน ระดบั คณุ ภาพตอ้ งปรับปรุง ( ) ๐ คะแนน ระดบั คุณภาพต้องปรับปรุงอยา่ งยงิ่ แแนนววกกาารรจจัดดั กกาารรเรเรียียนนรรปู้ ู้ปรระะววตั ัตศิ ศิ าาสสตตรร์เพ์เพ่อื อ่ื สสรรา้ ้างงสสาำนนึกกึ คคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทไิ ยทย
๕๖ แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏิบัติงานกลุ่ม เพ่ือประเมินกระบวนการกลุ่ม (ครู : ประเมิน) กล่มุ ท่ี ............ นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ............./......... สมาชิกประกอบด้วย ๑. ............................................................ เลขที่ ..............ประธานกล่มุ ๒. ........................................................... เลขที่ .............. ๓. ............................................................ เลขท่ี .............. ๔. ........................................................... เลขท่ี ............. คาชี้แจง ครสู ังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติงานของสมาชิกในแตล่ ะกลมุ่ โดยศกึ ษาประเด็นการประเมิน และคาอธบิ ายระดับคณุ ภาพพฤติกรรมการปฏบิ ตั ิงานกลุ่ม พรอ้ มประเมนิ ผล ประเดน็ การ คาอธิบายระดบั คุณภาพ ปรับปรุง (๑) ผลการ ประเมิน ดมี าก (๔) ดี (๓) พอใช้ (๒) ประเมิน สมาชิกในกลุ่มต่าง (คะแนน) คนตา่ งทา ความร่วมมือ สมาชิกในกลุ่ม สมาชิกในกลมุ่ สมาชิกในกลุ่ม ในการ ทกุ คนให้ความ ๓/๔ใหค้ วาม ๑/๒ใหค้ วาม ทางาน รว่ มมือใน รว่ มมือใน ร่วมมือใน การทางาน การทางาน การทางาน รวมคะแนน เกณฑ์ประเมินระดบั คณุ ภาพ ( ) ๔ คะแนน ระดับคุณภาพดมี าก ( ) ๓ คะแนน ระดับคณุ ภาพดี ( ) ๒ คะแนน ระดับคุณภาพพอใช้ ( ) ๑ คะแนน ระดบั คุณภาพตอ้ งปรบั ปรุง แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเียรียนนรปู้รูป้ระรวะตัวัตศิ ิศาสาสตตร์เรพ์เพอื่ อื่สสร้ารงา้ สงสานำนกึ กึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิ ตทไิยทย
๕๗ ข้อมูลเพ่ิมเติมในภาคผนวกของแผน ๑. สาเหตุของสงครามโลกคร้ังที่ ๑ เหตุการณ์สาคัญในสงครามโลกครั้งที่ ๑ และผลท่ีเกิดขึ้น จากเหตกุ ารณ์สงครามโลกคร้ังท่ี ๑ ๒. สาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งทหารอาสาเข้าร่วมสงครามโลก ครั้งท่ี ๑ เหตุการณ์สาคัญของทหารไทยท่ีเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ผลที่ประเทศไทยได้ทาง การเมอื ง เศรษฐกิจ และสังคม ๓. สาเหตุที่ไทยทาสนธิสัญญาบาวริงกับอังกฤษ พ.ศ. ๒๓๙๘ สาระสาคัญและ โดยเฉพาะที่ ทาให้ไทยเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต แผล รายชื่อประเทศอ่ืนท่ีทาสนธิสัญญากับไทยทานองเดียวกับ สนธิสัญญาบาวรงิ ๔. ความเป็นมาของธงไตรรงค์ ๕. อนสุ าวรยี ์ทหารอาสา แแนนววกกาารรจจดั ัดกกาารรเรเรยี ียนนรรปู้ ปู้ รระะววตั ตั ศิ ศิ าาสสตตรรเ์ พเ์ พอื่ ่ือสสรรา้ า้งงสสาำนนกึ ึกคคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๕๘ ตวั อย่างแผน ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ ๔-๖ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๓ รหสั วชิ า ................... กลมุ่ สาระสารการเรยี นร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม จานวน ๔ ชั่วโมง จานวน ๔ ช่ัวโมง รายวิชาประวตั ิศาสตร์ หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๑ เรือ่ ง การวางรากฐานประชาธปิ ไตย หนว่ ยยอ่ ยที่ ๑ เร่ือ งการวางรากฐานประชาธิปไตย ๑. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้วี ดั มาตรฐานการเรยี นรู้ ส ๔.๓ เขา้ ใจความเป็นมาของชาตไิ ทย วฒั นธรรม ภมู ิปญั ญาไทย มีความรกั ความภูมิใจและ ธารงความเป็นไทย ตวั ชว้ี ดั ม. ๔-๖/๑ วิเคราะห์ประเด็นสาคัญของประวตั ิศาสตรไ์ ทย ม ๔-๖/๒ วเิ คราะห์ความสาคัญของสถาบันพระมหากษัตริยต์ ่อชาติไทย ๒. สาระสาคัญ ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เปน็ ระบอบประชาธิปไตย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระราชดาริและพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในช่วงของการปฏิรูปประเทศ (รัชกาลที่ ๕-๗) ช่วยวางรากฐานและส่งเสริมประชาธิปไตยในไทย โดยเฉพาะการพัฒนาสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ๓. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๓.๑ วิเคราะห์การปฏิรูปประเทศในสมยั รัชกาลท่ี ๕ รัชกาลท่ี ๖ และรชั กาลที่ ๗ ได้ ๓.๒ วเิ คราะห์การพฒั นาสทิ ธิ เสรีภาพและความเสมอภาคในสมัยรชั กาลที่ ๕ ได้ ๓.๓ วิเคราะหแ์ นวคดิ พระราชทานรัฐธรรมนูญในรัชกาลท่ี ๕ รชั กาลที่ ๖ และรชั กาลที่ ๗ ได้ ๓.๔ วเิ คราะห์การฝึกฝนเพื่อส่งเสริมการเรยี นร้ปู ระชาธปิ ไตยในสมัยรชั กาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ได้ ๓.๕ วเิ คราะหก์ ารพระราชทานรฐั ธรรมนญู ของรัชกาลท่ี ๗ ได้ ๓.๖ ตระหนักถึงความสาคัญของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์ในการวางรากฐานระบอบการปกครองแบบ ประชาธปิ ไตย ๔. สาระการเรียนรู้ ๔.๑ การการปฏริ ปู ประเทศในสมยั รัชกาลท่ี ๕ รชั กาลที่ ๖ และรชั กาลท่ี ๗ ๔.๒ การพัฒนาสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคในสมยั รชั กาลท่ี ๕ ๔.๓ แนวคิดพระราชทานรฐั ธรรมนูญของรัชกาลที่ ๕ รชั กาลท่ี ๖ และรัชกาลที่ ๗ ๔.๔ การฝึกฝนเพ่ือสง่ เสริมการเรียนรปู้ ระชาธปิ ไตยในสมยั รชั กาลท่ี ๖ ๔.๕ การพระราชทานรฐั ธรรมนูญของรัชกาลท่ี ๗ แนแนวกวการาจรดัจัดกการาเรรเยีรียนนรปู้ร้ปูระรวะัตวตัศิ ิศาสาสตตร์เรพเ์ พอ่ื อื่สสรา้รงา้ สงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิยทย
๕๙ ๕. ทกั ษะ/กระบวนการ ๕.๑ กระบวนการกล่มุ ๕.๒ ทกั ษะการเขยี น ๕.๓ ทักษะการแกป้ ัญหา ๖. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ : ค่านยิ มหลกั ของคนไทย ๑๒ ประการ (คสช.) ๖.๑ มีความรกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ (คสช. : มคี วามรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย)์ ๖.๒ ซ่อื สตั ย์ สจุ รติ (คสช. : ซ่ือสัตย์ เสียสละอดทนมอี ุดมการณ์ในการสงิ่ ทีด่ งี ามเพื่อส่วนรวม) ๖.๓ ใฝเ่ รยี นรู้ (คสช. : ใฝห่ าความรู้ หมั่นศึกษาเลา่ เรยี น) ๖.๔ มุ่งมั่นในการทางาน (คสช. : มีสติ รูต้ วั ร้คู ิด รูท้ า รู้ปฏบิ ัต)ิ ๖.๕ รักความเป็นไทย (คสช. : รักษาวฒั นธรรมประเพณีอนั งดงาม) ๗. สมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น ๗.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๗.๒ ความสามารถในการคดิ ๗.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๗.๔ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ ๗.๕ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ๘. หลกั ฐานการเรียนรู้ ๘.๑ ช้นิ งาน ๑. การพาดหวั ข่าวและนาเสนอขา่ วในหนังสือพิมพเ์ กย่ี วกบั การวางรากฐานประชาธิปไตย ๒. การบันทึกผลการเรยี นรู้ ๓. การบันทึกองค์ความรู้ในกระดาษเสริมสร้างปัญญา ๔. เสน้ เวลาแสดงการวางรากฐานพัฒนาประชาธปิ ไตย ๙. การวัดและประเมินผล เปา้ หมาย วิธวี ัด เคร่ืองมือ เกณฑก์ ารประเมนิ ด้านความรู้ ๑. วเิ คราะห์การปฏริ ปู ประเทศในสมยั ประเมินชนิ้ งาน แบบประเมินช้ินงาน (ประเมินตามสภาพ รชั กาลที่ ๕ รชั กาลท่ี ๖ และรชั กาล จรงิ ) ที่ ๗ ได้ ๒. วิเคราะห์การพัฒนาสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอ ภาคในสมยั รัชกาลท่ี ๕ ได้ ๓. วิเคราะหแ์ นวคดิ พระราชทาน แแนนววกกาารรจจดั ดั กกาารรเรเรียยี นนรรปู้ ปู้ รระะววตั ัตศิ ิศาาสสตตรร์เพเ์ พื่ออ่ื สสรร้า้างงสสาำนนกึ ึกคคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิ ยทย
๖๐ เปา้ หมาย วธิ ีวดั เครอ่ื งมอื เกณฑ์การประเมิน รัฐธรรมนญู รัชกาลท่ี ๕ รชั กาลที่ ๖ และรัชกาลท่ี ๗ ได้ ๔. วิเคราะหก์ ารฝึกฝนเพ่ือสง่ เสริมการ เรยี นรปู้ ระชาธปิ ไตยในสมยั รัชกาล ท่ี ๖ และรชั กาลที่ ๗ ได้ ๕. วิเคราะห์การพระราชทาน รัฐธรรมนูญในสมยั รชั กาลที่ ๗ ได้ ๖. เรียงลาดับเหตกุ ารณ์การวางรากฐาน ประชาธิปไตยได้ ด้านความรู้ ๗. ตระหนักถึงความสาคัญของ พระมหากษตั ริยใ์ นการสง่ เสรมิ การปกครองแบบประชาธิปไตย ด้านทักษะกระบวนการ ๑. กระบวนการกลมุ่ สงั เกต แบบสังเกต ระดับคุณภาพ ๒ ผา่ นเกณฑ์ ๒. ทกั ษะการเขียน ประเมนิ ชิน้ งาน แบบประเมินชนิ้ งาน (ประเมนิ ตามสภาพ จรงิ ) ๓. ทกั ษะการแก้ปัญหา คาถามRCA แบบประเมนิ (ประเมนิ ตามสภาพ การตอบคาถาม RCA จริง) ดา้ นคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ความรกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สังเกต แบบสงั เกต ระดับคุณภาพ ๒ มวี ินัย ใฝ่เรียนรมู้ ุ่งมั่นในการทางาน คุณลักษณะ คณุ ลกั ษณะอนั พึง ผ่านเกณฑ์ และรักความเปน็ ไทย อันพึงประสงค์ ประสงค์ ด้านสมรรถนะทส่ี าคญั ของผู้เรยี น ๑. ความสามารถในการส่ือสาร ประเมิน แบบประเมนิ ระดบั คุณภาพ ๒ ๒. ความสามารถในการคดิ สมรรถนะท่ี สมรรถนะ ผ่านเกณฑ์ ๓. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ สาคญั ของ ที่สาคญั ของผู้เรียน ผูเ้ รียน แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเยีรยีนนรปู้รู้ประรวะตัวตัศิ ิศาสาสตตรเ์รพเ์ พ่อื ือ่สสร้ารง้าสงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๖๑ ๑๐. กิจกรรมการเรียนรู้ (ระบุวธิ ีสอน/เทคนคิ การสอน) ช่ัวโมงที่ ๑ ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรียน ๑. นาเขา้ ส่บู ทเรยี น ครูให้นกั เรยี นฟงั เพลง “กษัตริย์แห่งประชาธปิ ไตย” (ของแอ็ด คาราบาว) ๒. นักเรียนร่วมกนั วเิ คราะห์เน้ือเพลง ดงั นี้ - มีพระมหากษตั รยิ ์พระองคใ์ ดท่เี ก่ียวข้องกบั การปกครองแบบประชาธปิ ไตยของไทย - มีพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จกั รีพระองค์อ่นื ๆ อีกหรือไม่ทเี่ ก่ยี วข้องกบั การการ วางรากฐานประชาธปิ ไตย ข้ันสอน ๑. ครูชี้แจงวิธีการจัดการเรียนรู้ภายในชั่วโมงน้ี โดยใช้สถานการณ์จาลองเป็นการทางานของ สานักข่าวในการเสนอข่าว มีตัวแสดง ได้แก่ หัวหน้าห้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษ าธิการ นักเรยี นเป็นผสู้ อ่ื ขา่ วและนกั ข่าวประจาหนังสอื พิมพ์รายวนั ดังน้ี ๑.๑ แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม ๕ กลุ่ม คละความสามารถ สมมุติให้เป็นสานักงานของ หนังสือพมิ พร์ ายวนั แล้วใหน้ ักเรยี นช่วยกนั ตั้งช่อื หนังสอื พิมพข์ องกลมุ่ ตน ๑.๒ กาหนดบทบาทของนักเรียนท่ีเป็นหวั หน้าห้องให้เป็นรัฐมนตรวี ่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร และกาหนดตัวแทนของนักเรียนแต่ละกลุ่มให้ทาหน้าท่ีเป็นผู้สื่อข่าวของสานักข่าว ส่วนที่เหลือให้เป็น ผู้ส่อื ข่าวประจาสานกั งาน ๒. ครนู าหนังสือพิมพห์ น้าแรกของหนงั สือพิมพ์ในปัจจุบนั เพื่อให้นักเรียนดูวิธีการหรอื เทคนิค การพาดหัวขา่ ว หรอื การเสนอข่าวในหน้าแรกของหนังสือพมิ พ์ โดยครใู ห้แนวคิดเกี่ยวกบั การพาดหัวข่าว และการเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ประกอบ โดยเฉพาะการตอบคาถามข้อเท็จจริง ใคร ทาอะไร เที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และทาไม ๓. เม่ือนักเรียนได้ศึกษาวิธีการแล้ว ครูมอบอุปกรณ์การทากิจกรรมให้แก่นักเรียน เช่น กระดาษขนาดเทา่ หนังสอื พิมพ์ ปากกา เป็นตน้ และเรม่ิ ทางาน ๔. รัฐมนตรีแถลงข่าวอย่างสรุปเรื่อง แนวคิดพระราชทานรัฐธรรมนูญของรัชกาลท่ี ๕ รัชกาล ท่ี ๖ และรชั กาลที่ ๗ ผูส้ อ่ื ขา่ วรับเอกสารประกอบการแถลงขา่ ว ๕. ผู้สือ่ ขา่ ว (นกั เรยี น) กลบั ไปยงั สานักงานของตนเอง ๖. นักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกันเขียนข่าวเก่ียวกับแนวคิดพระราชทานรัฐธรรมนูญของรชั กาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรชั กาลท่ี ๗ พรอ้ มพาดหวั ข่าวเพอื่ นาเสนอในหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ ๗. เมื่อนักเรียนทาพาดหัวข่าวและเขียนข่าวเสร็จแล้ว ให้นักเรียนนาเสนอโดยนามาจัดป้าย นิเทศ แลว้ ใหต้ วั แทนของนกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มอ่านประโยคพาดหัวข่าวและสรุปข่าว แแนนววกกาารรจจดั ัดกกาารรเรเรียยี นนรรปู้ ปู้ รระะววตั ัตศิ ศิ าาสสตตรรเ์ พ์เพอื่ ่ือสสรร้าา้งงสสาำนนกึ กึ คคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิ ยทย
๖๒ ข้ันสรปุ ๑. นักเรยี นสรุปเปน็ รายบคุ คล โดยครแู จกกระดาษเสริมสร้างปัญญา (กระดาษเปล่า) เพ่ือให้ นักเรียนตอบคาถามสะท้อนคิด คาถามสะท้อนคดิ (RCA) : ๑. ครูใช้คาถาม (R = สะทอ้ น คือ ปัจจุบนั ) : ระหว่างที่นกั เรยี นทากิจกรรมนักเรียนมี ความรสู้ กึ เกี่ยวกับสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์อย่างไรบ้าง ๒. ครูใช้คาถาม (C = เชอ่ื มโยง คือ อดตี ) : นักเรียนเคยรู้เร่ืองบทบาทพระมหากษัตริย์ ทม่ี ตี ่อการส่งเสรมิ ประชาธิปไตยมากอ่ นหรือไม่ ๓. ครูใช้คาถาม (A = การปรับใช้ คือ อนาคต) : ส่ิงที่นักเรียนได้เรียนรู้จะสร้างความ จงรักภกั ดตี ่อพระมหากษัตริย์ได้อยา่ งไร (ตอบตามความคดิ เห็นของนักเรยี นและอยู่ในดุลยพินิจของครูผูส้ อน) ๒. หลงั จากตอบคาถามเสรจ็ แลว้ นกั เรยี นนากระดาษสรา้ งสรรค์ปัญญามาติดบอรด์ หน้าชนั้ เรยี น ๓. จากน้ันนักเรียนและครูร่วมกันสรุปเป็นองค์ความรู้ นักเรียนบันทึกข้อสรุปลงสมุด รายละเอียดดงั น้ี “รัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลท่ี ๗ ทรงปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยทาให้ประเทศไทย เปิดรับแนวคิดใหม่จากโลกตะวันตกมากขึ้น แนวคิดตะวันตกมีความสาคัญที่จะทาให้ไทยเปล่ียนแปลง ทางการเมืองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ก่อนหน้านี้ การปฏิรูปด้านต่างๆ ของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ใ์ นดา้ นต่างๆ ช่วยวางรากฐานประชาธิปไตย” ๔. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นไปสืบค้น ในเรื่องตอ่ ไปนี้ มาก่อนล่วงหนา้ - การการปฏริ ปู ประเทศในสมัยรัชกาลที่ ๕ รชั กาลท่ี ๖ และรัชกาลที่ ๗ - การพฒั นาสทิ ธิ เสรภี าพและความเสมอภาคในสมยั รัชกาลท่ี ๕ - แนวคดิ พระราชทานรฐั ธรรมนูญรชั กาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรชั กาลที่ ๗ - การฝึกฝนเพื่อส่งเสรมิ การเรียนร้ปู ระชาธิปไตยในสมยั รัชกาลท่ี ๖ - การพระราชทานรฐั ธรรมนญู ในสมยั รัชกาลท่ี ๗ ช่ัวโมงท่ี ๒ ๑. ครใู ห้นักเรียนนาผลงานทีไ่ ดส้ บื คน้ มาในช่วั โมงท่ีแลว้ ไปติดบอรด์ หนา้ ชน้ั เรียน จากนั้นครู แนะนาวิธีการเรยี นแบบจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ๒. นกั เรยี นกลุ่มเดิม กาหนดหมายเลขประจาตวั ๑-๕ ตามลาดับ เรยี กกลุ่มน้วี า่ กล่มุ บ้าน แลว้ ใหน้ กั เรยี นท่ีมีหมายเลขเดียวกันมารวมกนั เป็น กลุ่มใหม่ เรียกกลุ่มน้วี า่ กลมุ่ ผู้เช่ียวชาญ แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเยีรียนนรปู้รู้ประรวะัตวตัศิ ิศาสาสตตร์เรพ์เพ่ือื่อสสรา้รง้าสงสานำนกึ กึคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
๖๓ ๓. นักเรยี นกลมุ่ ผเู้ ชย่ี วชาญแตล่ ะหมายเลขรว่ มกนั ศึกษาความรู้ในหัวขอ้ ต่อไปน้ี - หมายเลข ๑ ศึกษาความรูเ้ รื่องการการปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลท่ี ๕ รชั กาลท่ี ๖ และ รชั กาลที่ ๗ - หมายเลข ๒ ศึกษาความรู้เรอ่ื งการพัฒนาสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคในสมัยรัชกาล ท่ี ๕ - หมายเลข ๓ ศึกษาความรู้เร่ืองแนวคิดพระราชทานรัฐธรรมนูญรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลท่ี ๗ - หมายเลข ๔ ศึกษาความรู้เรื่อง การฝึกฝนเพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยในสมัย รัชกาลท่ี ๖ - หมายเลข ๕ ศึกษาความรเู้ รื่อง การพระราชทานรฐั ธรรมนญู ของรชั กาลท่ี ๗ โดยครแู จกบันทึกผลการเรยี นรู้ใหก้ ับนกั เรยี นทุกคน หมายเหตุ : เอกสารที่แจกให้นักเรียนศึกษา ครูผู้สอนอาจจัดทาเป็นใบความรู้ เอกสารประกอบ การเรียนหรือหนังสือเลม่ เล็กก็ได้ เพอ่ื เร้าความสนใจของนกั เรยี น ๔. นักเรียนกลุ่มผู้เชีย่ วชาญนาความรู้ทไ่ี ด้ไปศึกษาจากกลุ่มอ่นื ๆ มาไปเปรียบเทียบกับความรู้ท่ี นักเรียนได้ไปสืบค้นมาที่ครูให้ติดบอร์ดหน้าห้องเรียน ให้นักเรียนบันทึกเฉพาะส่วนท่ีมีองค์ความรู้ที่ แตกตา่ งกนั ๕. หลงั จากน้นั นักเรยี นกลมุ่ ผู้เช่ยี วชาญกลับเข้าส่กู ลมุ่ บา้ น เพื่อนาความรทู้ ่ีไดจ้ ากการศึกษามา เลา่ ใหเ้ พือ่ นฟงั ในชว่ั โมงต่อไป ชว่ั โมงที่ ๓ ๑. ครทู บทวนการเรียนแบบจ๊กิ ซอว์ในชวั่ โมงท่ีผา่ นมา เพ่ือทบทวนความรู้เดมิ ให้กับนักเรยี นได้ ปฏิบตั ิกจิ กรรมต่อไป ๒. นักเรยี นกลุม่ ผเู้ ชี่ยวชาญกลับเขา้ ส่กู ลุม่ บ้าน นาความรู้ทไี่ ดจ้ ากการศึกษามาเลา่ ให้เพ่ือนฟัง ผลดั กันซักถามข้อสงสยั และผลดั กันอธิบายจนทกุ คนมีความเขา้ ใจชดั เจน หลงั จากนนั้ นักเรยี นบันทึกลง ในบันทึกผลการเรียนรู้ให้ครบทกุ เรอื่ ง ๓. ครแู จกกระดาษเสรมิ สรา้ งปญั ญา (กระดาษเปลา่ ) ใหก้ ลุม่ ละ ๑ แผน่ เพื่อให้แต่ละกลมุ่ ระดมความคดิ เป็นองค์ความรู้บนั ทกึ ลงในกระดาษเสริมสรา้ งปัญญา ๔. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ สง่ ตวั แทนออกมานาเสนอข้อสรุปทหี่ นา้ ชั้นเรียน โดยครแู ละเพ่ือน นักเรยี นเป็นผู้ตรวจสอบความถกู ต้องและใหข้ ้อเสนอแนะ ๕. นกั เรยี นนาผลงานของกลุม่ ไปติดบอร์ดหนา้ ชั้นเรยี น และครูชมเชยนกั เรียนทมี่ ีความตงั้ ใจใน การศึกษาหาความรู้ แแนนววกกาารรจจดั ดั กกาารรเรเรียียนนรรปู้ ปู้ รระะววัตตั ศิ ศิ าาสสตตรรเ์ พเ์ พื่อือ่ สสรร้าา้งงสสาำนนึกึกคคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิตทิไยทย
๖๔ ๖. นักเรียนสรปุ เปน็ รายบุคคล โดยครแู จกกระดาษเสริมสร้างปญั ญา (กระดาษเปลา่ ) เพื่อให้ นักเรยี นตอบคาถามสะท้อนคิด คาถามสะท้อนคิด (RCA) : ๑. ครใู ชค้ าถาม (R = สะท้อน คือ ปัจจบุ ัน) : ระหว่างท่ีนักเรียนทากจิ กรรมนกั เรยี นมี ความร้สู ึกเก่ยี วกับการวางรากฐานประชาธปิ ไตยอยา่ งไรบา้ ง ๒. ครใู ช้คาถาม (C = เช่ือมโยง คือ อดีต) : นกั เรียนเคยรูเ้ ร่ืองการวางรากฐาน ประชาธปิ ไตยมาก่อนหรือไม่ ๓. ครูใชค้ าถาม (A = การปรับใช้ คือ อนาคต) : ส่งิ ทนี่ ักเรียนไดเ้ รยี นรจู้ ะสร้างความ จงรักภกั ดีต่อพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร (ตอบตามความคิดเห็นของนักเรยี นและอยู่ในดลุ ยพินิจของครูผู้สอน) ๗. หลังจากตอบคาถามเสร็จแล้ว นาเรียนนากระดาษสร้างสรรค์ปัญญามาติดบอรด์ หน้าชัน้ เรียน ๘. จากนน้ั นกั เรียนและครรู ว่ มกันสรุปเป็นองค์ความรนู้ กั เรียนบันทึกข้อสรปุ ลงสมุด รายละเอยี ดดังนี้ “การเปล่ียนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของ ประเทศเป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไป วันท่ี ๑๐ ธันวาคมพ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เปลี่ยนระบอบการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หรือราชาธิปไตยเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในส่วนเก่ียวกับพระมหากษัตริย์นั้นได้บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์ ดารงอยใู่ นฐานะอันเปน็ ทเ่ี คารพสกั การะผู้ใดจะละเมดิ มิได้” ๙. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นไปสืบค้นเร่ืองราวเก่ียวกบั การพระราชทานรฐั ธรรมนญู ฉบับแรก (๒๗ มถิ ุนายน ๒๔๗๕) และรัฐธรรมนญู ฉบบั ถาวร (๑๐ ธนั วาคม ๒๔๗๕) ลงในกระดาษเสริมสร้าง ปัญญา (กระดาษเปล่า) มาส่งครใู นชวั่ โมงต่อไป ชัว่ โมงท่ี ๔ ๑. นักเรยี นผลงานที่ได้ไปสบื คน้ จากชัว่ โมงที่แลว้ ไปติดบอร์ดหนา้ ชน้ั เรียน เพอ่ื ใหเ้ พอ่ื นใน ห้องเรยี นได้ศกึ ษาแลกเปล่ียนเรยี นรู้ซงึ่ กนั และกัน ๒. ครูแจกภาพต่อ (Jigsaw) พฒั นาการประชาธปิ ไตยของไทย พรอ้ มอปุ กรณ์ในการปฏิบัติ กิจกรรมให้นักเรยี นกลมุ่ ละ ๑ ชดุ ๓. นักเรียนกลุ่มเดิม ช่วยกันต่อภาพ เสรจ็ แล้วครูตรวจสอบความถูกตอ้ งก่อนทน่ี กั เรยี นจะทา กาวภาพเพื่อต่อภาพ ๔. ครูแจกกระดาษเสริมสร้างปญั ญา (กระดาษเปลา่ ) ให้กลุ่มละ ๑ แผน่ เพอื่ ให้แต่ละกลุ่ม ระดมความคิดเป็นองค์ความรู้บนั ทกึ คาอธิบายของรูปภาพลงในกระดาษเสรมิ สร้างปัญญา แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเยีรยีนนรปู้รปู้ระรวะตัวตัศิ ิศาสาสตตร์เรพ์เพ่ืออ่ืสสรา้รง้าสงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
๖๕ ๕. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานาเสนอข้อสรุปทหี่ นา้ ช้ันเรยี น โดยครูและเพ่ือน นักเรยี นเป็นผูต้ รวจสอบความถูกต้องและให้ข้อเสนอแนะ ๖. นกั เรยี นนาผลงานของกลมุ่ ไปตดิ บอร์ดหนา้ ช้นั เรียน และครชู มเชยนักเรยี นท่ีมคี วามต้ังใจใน การศึกษาหาความรู้ ๗. นักเรียนสรุปเปน็ รายบคุ คล โดยครูแจกกระดาษเสริมสร้างปญั ญา (กระดาษเปล่า) เพ่ือให้ นกั เรยี นตอบคาถามสะท้อนคิด คาถามสะท้อนคิด (RCA) : ๑. ครูใช้คาถาม (R = สะทอ้ น คอื ปจั จบุ ัน) : เม่ือนักเรยี นเห็นรูปภาพดงั กล่าว นักเรยี นรู้สึกอยา่ งไร ๒. ครใู ช้คาถาม (C = เชื่อมโยง คือ อดตี ) : นกั เรียนเคยเห็นเรอ่ื งราวในรปู ภาพเหล่าน้ี มาก่อนหรือไม่ ๓. ครใู ชค้ าถาม (A = การปรับใช้ คือ อนาคต) : นักเรยี นสามารถทาใหป้ ระเทศมีการ เปลี่ยนแปลงทดี่ ีขน้ึ ไดอ้ ย่างไร (ตอบตามความคิดเห็นของนักเรียนและอยู่ในดุลยพินจิ ของครูผู้สอน) ๘. หลังจากตอบคาถามเสร็จแล้ว นาเรียนนากระดาษสร้างสรรค์ปัญญามาตดิ บอรด์ หน้าช้ันเรยี น ๙. จากน้นั นกั เรียนและครูรว่ มกันสรปุ เป็นองคค์ วามรู้ นกั เรยี นบนั ทกึ ข้อสรปุ ลงสมดุ รายละเอยี ดดังนี้ “วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน รัฐธรรมนูญฉบับถาวรและทรงโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังคณะรัฐมนตรี โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็น นายกรัฐมนตรคี นแรกของประเทศไทย” ๑๐. ครูให้นักเรียนทาเส้นเวลเพ่ือสรุปการวางรากฐาประชาธิปไตยของไทย กาหนดส่งใน ชั่วโมงต่อไป ๑๑. นักเรยี นประเมนิ ตนเองตามค่านิยมหลักของคนไทย ๑๒ ประการของของ คสช. และระบุ ว่า นักเรียนกสามารถนาคา่ นยิ มใดไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ซึ่งจะเป็นการสง่ เสริมประชาธิปไตยได้ ๑๑. ส่ือการเรียนรู้ ๑๑.๑ เพลง กษตั ริย์แหง่ ประชาธิปไตยของแอ็ด คาราบาว ๑๑.๒ เอกสารประกอบการแถลงขา่ ว เร่ือง ความเป็นมาของชาตไิ ทยและรากเหง้าของความเปน็ ไทย ๑๑.๓ ใบความรู้ เร่อื ง แนวคิดพระราชทานรัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ ๕ รชั กาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ๑๑.๔ ใบความรู้ เร่ือง การพัฒนาสทิ ธิ เสรีภาพและความเสมอภาคในสมัยรัชกาลท่ี ๕ ๑๑.๕ ใบความรู้ เรอ่ื ง การการปฏิรปู ประเทศในสมัยรชั กาลท่ี ๕ รชั กาลท่ี ๖ และรชั กาลท่ี ๗ ๑๑.๖ ใบความรู้ เรื่อง การฝึกฝนเพอ่ื สง่ เสริมการเรียนรูป้ ระชาธิปไตยในสมัยรชั กาลที่ ๖ ๑๑.๗ ใบความรู้ เรอื่ ง การพระราชทานรัฐธรรมนูญของรชั กาลที่ ๗ ๑๑.๘ รปู ภาพการวางรากฐานประชาธปิ ไตย แแนนววกกาารรจจัดดั กกาารรเรเรยี ียนนรรปู้ ูป้ รระะววัตตั ศิ ิศาาสสตตรรเ์ พเ์ พ่อื ่อื สสรรา้ า้งงสสาำนนกึ ึกคคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๖๖ ๑๑.๙ บันทกึ ผลการเรยี นรู้ ๑๑.๑๐ กระดาษเสริมสร้างปัญญา (กระดาษเปลา่ ) ๑๑.๑๑ อปุ กรณ์ตา่ งๆ - หนังสอื พมิ พ์ - กระดาษเทาขาว - ปากกาเคมี - กาว ๑๒. บันทกึ หลงั สอน ๑๒.๑ ด้านความรู้ .......................................................................................................................... .......................................... ............................................................................................................................. ....................................... ๑๒.๒ ดา้ นทักษะ/กระบวนการ ................................................................................................................................................... ................. ................................................................................................................. ................................................... ๑๒.๓ ดา้ นคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ............................................................................................................................. ....................................... ................................................................................................................................... ................................. ๑๒.๔ ด้านสมรรถนะที่สาคัญของผูเ้ รียน .................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................... เอกสารประกอบการสอน เพลง “กษัตรยิ ์แห่งประชาธิปไตย” ของแอ็ด คาราบาว แนแนวกวการาจรัดจดักการาเรรเยีรียนนรปู้รปู้ระรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตร์เรพเ์ พือ่ ื่อสสร้ารงา้ สงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทไิยทย
๖๗ เอกสารประกอบการแถลงข่าว เร่ือง ความเปน็ มาของชาตไิ ทยและรากเหง้าของความเปน็ ไทย ในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการล่าอาณานิคมของชาติ มหาอานาจตะวันตกพระมหากษัตริย์พระองค์ต่างๆ ทรงมีบทบาทสาคัญในการนาพาประเทศให้รอดพ้น จากภัยคุกคามมาได้ ทาให้ไม่ตกเป็นอาณานิคม เช่น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโอนอ่อนตามความต้องการของชาติตะวันตกด้วยการยอม เปิดการค้าเสรีกับชาติตะวันตก จึงมีการทาสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ เช่น ในสมัย รัชกาลท่ี ๓ โปรดให้ทาสนธิสัญญาเบอร์นี (พ.ศ. ๒๓๖๙) และสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. ๒๓๗๕) รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ทาสัญญาสัญญาเบาว์ริง (พ.ศ. ๒๓๙๘) และสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. ๒๓๙๙) และเพื่อให้ชาติ ตะวันตกถ่วงดุลอานาจกันเอง รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ทาสนธิสัญญาทานองเดียวกันกับชาติตะวันตกอ่ืนๆ ดว้ ย เช่น ฝรั่งเศส (พ.ศ. ๒๓๙๙) พระราชกรณยี กจิ เหล่าน้แี สดงถึงความรู้ความเป็นไปของโลกและการมี วิสัยทัศน์ของพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ดี การทาสนธิสัญญาดังกล่าวทาให้ในระยะยาวไทยต้อง เสียเปรียบ ได้แก่ การขาดอิสระในการกาหนดอัตราภาษศี ุลกากร เพราะในสนธิสัญญากาหนดไวต้ ายตัว แล้ว และการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่คนในบังคับของประเทศคู่สัญญา อย่างไรก็ดี การเปิดเสรี ทางเศรษฐกิจทาให้ระบบเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปเป็นการผลิตเพ่ือส่งออกแทนเพื่อการยังชีพ การเติบโต ทางเศรษฐกจิ เปิดโอกาสให้ชายชาวจีนจานวนมากอพยพเข้ามาทางานในไทย คนจีนสว่ นหนึง่ แต่งงานกับ คนท้องถ่ินและอาศัยอยู่ ต่อมากลายเป็นบรรพบุรุษของคนไทยในปัจจุบัน สาหรับการเสียเปรียบที่ เกิดขึ้นจากการทาสนธิสัญญากับชาติตะวันตกนี้เป็นแรงผลักสาคัญประการหนึ่งให้มีการปฏิรูปประเทศ ใหท้ นั สมัยอยา่ งขนาดใหญ่ในรัชกาลตอ่ มาคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในทุกด้าน เพื่อให้ไทยเป็นที่ยอมรับของชาติตะวนั ตกและปอ้ งกันไม่ให้ชาตติ ะวนั ตกใช้เป็นข้ออ้างในการคุกคามไทย ได้ เช่น กฎหมายและการศาล การศึกษา การบริหารราชการและการปกครองประเทศ การทหาร การแพทย์และการสาธารณสุข และวัฒนธรรมต่างๆ เช่น การแต่งกาย สาหรับด้านการบริหารราชการ และปกครองประเทศมีข้ึนท้ังในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถ่ินเพ่ือกระชับอานาจการ ปกครอง ทาให้อานาจการปกค รองรวมศูนย์อยู่ส่วนกลางที่พระมหากษัตริย์เป็นระบอบ สมบูรณาญาสิทธริ าชย์ และเปลีย่ นไทยจากรัฐจารีตเปน็ รัฐชาติสมยั ใหมแ่ บบราชอาณาจักร การนาระบบ เทศาภิบาลมาใช้ในช่วงเวลานี้น่เี องท่ีทาให้ดินแดนประเทศราชผูกผนวกเขา้ มาเป็นสว่ นหนึ่งของไทย เช่น ล้านนา (ภาคเหนือ) ล้านช้าง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และหัวเมืองมลายู (ภาคใต้) ซ่ึงเป็นการรวม ผู้คนท่ีแตกต่างทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นที่มาหน่ึงของความหลากหลายและ แตกต่างของชาติพนั ธ์แุ ละวฒั นธรรมในสงั คมไทย ขณะเดียวกันรัชกาลที่ ๕ ทรงนาประเทศไทยเข้าสู่เวทีโลก เพอ่ื แสดงออกถึงความเป็นประเทศ เอกราชของไทย และได้รับกายอมรับจากนานาชาติ การรับไทยเข้าเป็นสมาชิกเท่ากับเป็นการรับรอง อธิปไตยของไทยนั่นเอง เช่น การเป็นสมาชิกสหภาพไปรษณีย์สากล การส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม แแนนววกกาารรจจดั ัดกกาารรเรเรยี ยี นนรรปู้ ปู้ รระะววตั ตั ศิ ศิ าาสสตตรรเ์ พ์เพ่อื ่อื สสรรา้ า้งงสสาำนนกึ กึ คคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๖๘ เกย่ี วกับกฎหมายสงครามที่กรุงเฮก (พ.ศ. ๒๔๕๐) การเสด็จฯ ไปเยอื นอาณานคิ มของชาติตะวันตก เช่น สิงคโปร์ ชวา อินเดีย และเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ในยุโรป (พ.ศ. ๒๔๔๐) การเข้ากับฝ่าย สัมพันธมิตรด้วยการประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอานาจกลางในสงครามโลกครั้งท่ี ๑ (พ.ศ. ๒๔๕๗- ๒๕๖๑) และส่งทหารไปรบในยุโรปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการนาพา ประเทศไทยเข้าสู่เวทีโลกอย่างเท่าเทียมกบั ชาติตะวันตก ผลท่ีไดป้ ระการหน่ึงคอื การยกเลิกสนธิสญั ญาที่ ไทยเสียเปรยี บกบั เยอมณีและออสเตรีย-ฮังการี อย่างไรก็ดี การเปิดประเทศและการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยทาให้ประเทศไทยเปิดรับ แนวคิดใหม่จากโลกตะวันตกผ่านทางการศึกษาแบบตะวันตก ส่ือหนังสือพิมพ์ และมิชชันนารีอเมริกัน แนวคิดตะวันตกสาคัญที่จะทาให้ไทยเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็คือ ประชาธิปไตย ในท่ีสุด ชนชั้นนา ใหม่ท้ังพลเรอื นและทหารท่ีเป็นผลผลิตของการศึกษาตามแบบตะวนั ตกในนามคณะราษฎรได้ยึดอานาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น ประชาธิปไตย การประนีประนอมกบั คณะราษฎรของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทาให้ไม่เกิด การต่อสู้นองเลือด ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นการวางรากฐานการปกครองระบอบ ประชาธปิ ไตย การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของไทย จึงเริ่มต้น ตัง้ แตน่ ้นั เปน็ ต้นมา แต่ไม่กี่ปีหลังจากน้ัน ระหว่างที่จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. ๒๔๘๑- ๒๔๘๓) ไทยต้องเผชิญกับสงครามครง้ั ใหญ่อีกคร้ังหนึ่ง คือ สงครามโลกครั้งท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๔๘๘) ไทยต้องเผชิญกับสงครามโดยตรงจากการบุกของญีป่ ุ่นในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ รัฐบาลจอมพล ป. เลือกร่วมมือกับญ่ีปุ่นและประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ด้วยเหตุผลว่าเพ่ือรักษาเอกราชของชาติขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่อยู่ในประเทศและ ต่างประเทศเลือกท่ีจะต่อสู้เพื่อเอกราช จึงมีการจัดต้ังขบวนการเสรีไทย ขึ้นท้ังในไทยและต่างประเทศ ให้แก่สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ด้วยการร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร สมาชิกของขบวนการเสรีไทยจาก การนอกประเทศส่งเข้ามาปฏิบัติการในไทย ขณะที่ขบวนการเสรีไทยภายในประเทศพยายามติดต่อ ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพ่ือปฏิบัติการต่อต้านญ่ีปุ่น การเคลื่อนไหวของขบวนการเสรีไทยแสดงดัง การเสียสละของคนไทย ซ่ึงส่วนใหญ่ยังเป็นคนหนุ่มคนสาวคือนักศึกษาและข้าราชการ การเคลื่อนไหว ของขบวนการเสรีไทยนี้เองมีส่วนทาให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามจา กรวามมือกับญ่ีปุ่นและ ประกาศสงครามกบั อังกฤษและสหรฐั อเมริกา ท่มี า : พ.อ.รศ.ดร.ศรศกั ร ชูสวัสด์.ิ “ความเป็นมาของไทยและรากเหง้าของความเปน็ ไทย” กองวิชาประวัติศาสตร์ สว่ นการศึกษาโรงเรียนนายร้อยพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั (๑๕ ก.ค. ๒๕๕๗) แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเียรียนนรปู้รปู้ระรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตรเ์รพเ์ พอื่ ื่อสสรา้รง้าสงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
๖๙ ใบความรู้ เรอ่ื ง แนวคดิ พระราชทานรัฐธรรมนญู รชั กาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรชั กาลท่ี ๗ แนวคิดในเร่ืองประเทศไทยสมควรจะมีรัฐธรรมนูญเพ่ือใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง ประเทศตามแบบอารยประเทศ เริ่มข้ึนเม่ือ พ.ศ. ๒๔๒๗ (ร.ศ. ๑๐๓) ในเม่ือเจ้านายและข้าราชการ ณ กรุงลอนดอนและกรุงปารีส ได้ร่วมลงช่ือในหนังสือถวายความคิดเห็นเก่ียวกับการจัดเปล่ียนแปลง ราชการแผ่นดินแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั มใี จความสาคัญว่า ในขณะนน้ั ระบอบการ ปกครองของไทย (สมบูรณาญาสทิ ธิราชย)์ เปน็ ระบอบที่ลา้ หลงั มาก อารยประเทศเลกิ ใช้กันแล้ว ถ้าหาก ไทยยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองตามแบบอย่างอารยประเทศ ประเทศตะวันตก อาจใช้ เป็นขอ้ อ้างในการเข้ายดึ ครองประเทศไทย ประเทศไทยอาจตกเปน็ เมอื งขน้ึ ของประเทศตะวนั ตกได้ คณะบุคคลดังกล่าวเสนอให้ใช้รัฐธรรมนูญ (เรยี กวันในสมัยนัน้ ว่า “คอนสตติ วิ ช่นั ”) และเสนอ ระบอบการปกครองโดยเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “คอนสติติวช่ันแนล โมนากี” หรือที่นิยมเรียกกันใน ปัจจบุ ันว่า “ระบอบการปกครองแบบรฐั ธรรมนญู ซึ่งเปน็ พระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมขุ ” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว พระองค์ทรง เห็นว่า ในเวลาน้ันประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ยังด้อยการศึกษา ไม่มีความรู้เรื่องประชาธิปไตย ไม่ สามารถปกครองตนเองได้ ควรจะวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยด้วยการปฏิรูปการ ปกครองและพัฒนาการทางด้านต่างๆ ตามแบบสมัยใหม่อย่างเป็นข้ันตอนเสียก่อน เมื่อราษฎรมีความ พรอ้ มแลว้ จงึ จะพระราชทานรัฐธรรมนญู พระองค์ทรงคาดหวังว่าเม่ือส้ินรัชกาลของพระองค์แล้ว ราษฎรไทยคงจะพร้อมรับการ ปกครองแบบประชาธิปไตย น่ันคือประชาธิปไตยของไทยน่าจะเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงกับมีพระ ราชดารัสไว้วา่ “...ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญให้แก่พลเมืองในทันทีสู่ราชบัลลังก์ ในขณะสืบตาแหน่ง พระมหากษตั ริย์ กล่าวคือฉันจะใหเ้ ขาให้ปาลิเมนต์และคอนสติตวิ ชัน่ ...” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนให้พระราชโอรสคือพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะยังทรงดารงตาแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารและ กาลังทรงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ ทรงศึกษาวิชาการปกครองและเรื่องรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการ เตรียมความพร้อมสาหรับพระราชโอรสที่จะก้าวข้ึนสู่พระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญใน อนาคต ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิดเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. ๑๓๐ แต่ ประสบความล้มเหลว กลุ่มกบฏถูกจับกุมทั้งหมดและถูกลงโทษจาคุกคนละหลายปี ผู้นากบฏมี จุดมุ่งหมายท่ีจะล้มเลิกระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเปล่ียนมาเป็นระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีประธานาธิบดเี ป็นประมขุ ของประเทศ แนวความคิดของกลุ่มกบฏสร้าง แแนนววกกาารรจจัดัดกกาารรเรเรยี ียนนรรปู้ ปู้ รระะววัตตั ศิ ศิ าาสสตตรรเ์ พ์เพื่อื่อสสรร้า้างงสสาำนนึกึกคคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทไิ ยทย
๗๐ ความกงั วลแก่พระบาทสมเด็จพระเขา้ อยู่หัวอย่างมาก พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นความคิดที่ก้าวไกลเกินไป และเปน็ การทาลายประเพณีและวัฒนธรรมของชา×วไ×ทย ถึงกบั มีพระราชปรารภกบั เจา้ พระยมราชวา่ “...ฉันมีความวิตกและไม่สบายใจอยา่ งยิ่ง เพราะรูส้ ึกว่าเมืองเรากาลังจะเดนิ เรว็ เต็มท่ี ยงั มทิ ัน Ùจüะćเดöนิ ÖแĆÜขüúง็ กĒจ็ÖะŠóวøิง่ ąเสïยีćแìลÿว้ ö..đ.é”ĘÝóøąđךćĂ÷ŠĎĀĆüĂ÷ŠćÜöćÖ óøąĂÜÙŤìøÜđĀĘîüŠćđðŨîÙüćöÙĉéìęĊÖšćüĕÖúđÖĉîĕð ĒúąđðŨîÖćพøรìะćĞ บúาćท÷ðสมøąเดđó็จèพรĊĒะúมąงüกçĆ ุฎîเกíลøø้าöเจ×้าĂอÜยßหู่ ćัวüมĕìีพ÷ระëรċÜาÖชïĆ ดöาĊóริวøą่าøชćาßวðไøทćยøยõังÖดĆï้อđยÝกćš óารøศąึก÷ษöาøćไßมü่เćŠข้าใจ เรื่องประช“า.ธ..ÞิปĆîไตöยÙĊ üแćมö้กüêĉระÖทĒ่ัúงใąหĕö้เลŠÿือïกćต÷้ังĔÝกĂา÷นŠćันÜผ÷ู้ใÜĉę หđญóø่บć้าąนøĎšÿกċÖ็ยüังŠćไđมö่รČĂู้ไÜมđ่øใจćÖจĞćะúเกĆÜิดÝąผđลéดĉîีอđøยĘü่าđงêไĘöรìดĊę ั÷งมĆÜöีพĉìรĆîะ Ýราąชđéหĉîตั Ēถ×เลĘÜÖขĘÝาąถüึงสÜĉę đมÿเĊ÷ดĒ็จúพüš ร..ะ.”เจ้าน้องยาเธอ เจา้ ฟา้ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ความตอนหนึ่งกลา่ วไว้ ว่า óøąïćìÿöđéĘÝóøąöÜÖčãđÖúšćđÝšćĂ÷ĎŠĀĆüöĊóøąøćßéĞćøĉüŠć ßćüĕì÷÷ĆÜéšĂ÷ÖćøýċÖþć ĕöŠđךćĔÝ đøČęĂÜðøąß“ć.í..ĉðฉันĕêได÷เ้ คĒยöรšÖาøพąึงìมęĆÜาĔมĀาšđกúแČĂลÖ้วêĆĚÜวÖ่าĞเćมî่ือĆîไñรคĎšĔĀวรâจŠïัดšćใหî้เมÖือĘ÷งĆÜไĕทöยŠøมšĎĕöีปŠĔาÝรÝ์ลąเิ มđÖนĉéตñ์ขú้ึนéไĊดĂ้÷ถŠć้าÜฉĕันøจéะĆÜดöันĊóเอøąา øตćาßมĀลêĆ ัทëธđิไúม×่เćหëลÜċ ียÿöวดđéูทĘÝาóงøกąาđรÝšćฉîันšĂคÜง÷จćะđíปĂระđÝกšćาôศŜćเÖสøียö๕ĀúปüีมÜóาĉแþลè้วčēúแÖตð่มøีปąัญßćหîาćสëาคÙัญüćอöยêู่อĂยî่าĀงîหęċÜนÖ่ึงúซŠćึ่งüจĕะüš êüĀóจพหเลćŠ ะćúøลรือöšทĂอ้ĆïับกúöมาêตผกĆìĂอćาู้ปา÷đยเíÿสรกĎŠĀĉู่หĕĊ÷ีเยö“คøชรĕไ.ŠđČรĂอื ่.นöมĀ.อìทÞŠÙ่นคúงĆîęĊÝ่ีจĞćา้ันĊ÷ตąĕîะนสüนéĔใċÜึงéาßชšđเéดÙอเĎìšĂ้อรĎĕูไ÷งĞćöามć็จกøîนÜŠĕ่ไไĞć็ยéดÖดćาóังšÝ้จ้ćÙคทเċÜđøเพúöลČĂือารÞČĂือćÙคไาปöĆîÖกîนะćไñผÙĕไแมÖìทĎšĒู้แÜม่ไĒìÝทย÷ด้แúąเđîน้ จรøตšüð×ขาćร่เøüลĂอโēิงด鹊ćจือÜงđย÷ÖêตังกöทìĆัüวćกęČĂเđýเ่ัวęĆüจรĂอĕไĕđ้าøรÜงปðÿนÙมìทĊ÷่üาก((ĞาćไĕøทากÖĦมöÝร่ีฝาć่ใŠĔĆéศรø่ชðาßĔุขปðย่จŠÝŘöĀาเกÖาĞććšđทภđเöคÙĒóพศิบรČøĂúćาาอĂาÜšüąะภĕลงÜÙคìตêิบĒปîน÷นîêารĀöหลเđŠะöอĂĊðöมตจĊðงÜĎŠćู่า้อŦâĢ๑øตมöงŤúĀาคีคĊÙàซĉđบćวอüöċęÜ่ึงÿาćลยßชîมöĞćเĂอêซซเÙđïบสÿŤ×่ึง่ียĆâđยเ÷เĚċîมúลปĂใĔĕสŠî่นจÝ็นé÷อทÖìกšคĎŠĂëนĆïี่ับยęĊ÷่ัน÷šćอังĆÜĀหแŠćÞแĒยîนÜรĆîลúู่ทĀกĆÜังÝไĕÿุสกแîมöąČĂือแหċęÜ่เéŠđหĀóพàห่งĆî็นกĘċîęÜĉöิม่งđÝĂไาวüóพปรą่าŠććŤ)์) ÝกąารìเĞćลÖือćกøกđาßนŠîนัîผĆĚîใู้ ÿหĞćญđø่บĘÝ้าĕนéš ซđóึ่งตø่าćลąงĒไöปšĒกêวŠđ่าúนČĂนั้ ÖทÖาøไøดöง้ ่าÖยćกøวýา่č×นćั้นõĉïกć็ยúังðทøาเąหÝมĞćอืêนĞćïเลú่นลàะęċÜคđðรŨîตลÙกęĆî.Ē..ø”ÖĒĀŠÜÖćø đÖúćČĂøÖđúñĂČ šĎðÖÖÖÙพĞćøîรĂะîĆ ÜบñêาĎĔš îĀทđâสĂมŠïÜเÖšćดîĘ÷็จĆÜพàìċÜęรĞćêะĕęćĞเðจúĕ้าÜöอĕŠĕðยéÖู่หšÝüัวøćŠ ทĉÜîÝรĚĆîĆงÜìเกđĞćÝรĕšćéงîวšÜ่า把ćป÷ìÖรęĊòüะśććŠช÷îาđìĚîĆชนýÖćซ÷Ę õึ่งÜĆ มĉïìีคćĞćวúđĀาêมöšĂรČĂÜู้นîÙ้อđĂúย÷îŠ đอúàาąęĊ÷จÙöจøÿะêĂคúîลÖĂ้อ..÷.ย”ŠĎìตčาÖมĒผĀู้ทŠÜ่ีĕไมð่ øÙĀครอหĆåัฐüนัวüวíธćาĆÜังมøรöéมดีพøรóĊēพีโöรมÛฆøระîนþษĂš้อมâĎูญèณöมóหĒĒแแćøาาÖÖกกĔąใกĀหðŠðŠป่่ปïษšđ้เøøรรćตัĀหąąะะìรĘî็นßßชชยิÿéดććาาท์ößßĊđชีชเĀหรđîîนนéงĘî็นĕìไทĘเÝðปปÜงĊÝęóีจ่ćาÖก็นąะöøมĂŠ่อปøรąÖกîนĆïับรđĆïับÝะÖกøรøรšćมĆïับąะąะĂขุøĀรหïบ÷ไąะüวมĂอĎŠĀïบćŠ่าใ่ïบĆüÜĂงชอÖกìîนï่แบćาĊÙĚø้ีคÖบกøรÜüวćบาðปđøรøÖรสÖกÝจðปøาÙąคะÖÜกธđøเรüÙøาครĂอŠćÜŠรøง่รงÜðøณรĂอแĒéĆัดøÜงรบïĔĔąใใฐัĀĀหบหïßÖšö้กมดéććาŠßัĆ่งÜÙøครกÖîýĂČศือลúàċÖึก่าŠćøċęÜรþษวüöąะćาïĊÙบทìĒแĂüอรøÖกćïบงÜŠð่ปöเđÖกหĀøรøćาąะ็นĘîšĎîøรßชวüšðĂปćา่าŠć÷ÖกßชคÙÙคîนวĂüøรĂอรøćĂอย÷÷ยÝÜงืćŠดČéา่ÝĒแÜงเđąïบวìüทÙลúïบęüĆ่วั úาćëðถปšĂพóċÜึงøร÷รøąะđเêะąóพßชรćøćČęĂา่ือาöćíธđเชßêñตĉðปิ ทìøĎšìรĕไĊ÷êตยีาćęĊĕนîööม÷ยŠ ĂĆîöĊóøąöพĀรćะÖบþาêĆ ทøĉ÷สŤìมøเดÜ็đจðพîŨ รðะøปąกöเč×กĕลö้าŠĔเßจĒŠ้าอïยïู่หÿัวćíกć่อøèนเøสåĆ ด็จขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงสาเร็จการศึกษา วิชาทหารจóาøกąปïรćะìเทÿöศđอéังĘÝกóฤøษąแðลÖะđฝÖรúง่ั šćเศđÝสšćĂจ÷ึงทĎŠĀรĆüงคÖŠุ้นĂîเคđยÿกéับĘÝ×ระĚċîบÙอøบĂÜกøาćรßป÷กŤóคøรąอĂงÜแÙบŤìบøปÜรÿะĞćชđøาĘÝธÖปิ ćไตøýยċÖแþละć ÖĒüóĂกพอแĉß÷ćïยบาøรćøรŠćąา่ะïบìïÜบงĂอĂอöมĀøรÜง÷ย×ĊขีĉĀÙิหคćŠć่าîĆĚั้นøŤĔ์ใćาÜงîนÝêøตรøรÖðćกปĂอĆßัชÖćาîøนรÖกøðรąะćาïบđøเúลìทøąรìทýĉĀหิศđìĊęี่Ēแćาħ๖ýøรïบĂðปïบÙคĆÜøรêตČĂือÖąะąะùđเÝจìทüวþĆéัดĆîันýศĒêตêตúนîĚĆั้ÜงÖกąÙคอĂđเòðปèกÖณøŨî็นจÝęĆÜąะาćĂอđïบýกÖ÷ยčÙุคÿนîŠć่าÙคÜี้ทงĚĊìÝéดúลรøċÜĊีñผงÜìóพมöĎšู้öมøøรีพĊóĊÙีคÜąะÙรøüวĂอะščąîćาÜงรøöมđÙคÙาćøร์Ťมöชß÷šĎู้ ีĊพóÙดคéÖารøüĞวćĆïระøąćาøิทĉìบมöïą่ีจĊęÝสÿรïøะมąöćาĂพóøรรøïถëาćรøÖēโทะìąćßชรøĞาćøïบาćหĀðชćßานîÖ÷ยทì้šÙćาĔใาćîทìนøนîĂÖ่ีĊęทกìรøÜćาัฐćาĆåĒøรงÜธíïðปดéรøïÖร้กšøาćมöนÙîðคนîøรตêøĂอąูญĎâ่ŠาćßÜงงÜแĒðปๆėćกÖíøร่ปŠðชßĉðąะ่รŠวüøđเĕìทะêąย÷ชýศß÷เđหĀาêćĒตชลßúúćานืîČöอมĂą ìทĊęöี่มćา : สานÿĞćักîงĆาÖนÜćคîณÙะèกąรÖรøมøกöาÖรćกøาÖรćศøึกýษċÖาþขćั้น×พĚĆîื้นóฐĚČîาåนć.î(.๒(๕ģ๔Ħ๓ĥ)Ĥ. )ห. นĀังîสĆÜืÿอČĂเรđียøĊ÷นîรøาćย÷วüิชĉßาćพóื้นĚČîฐåาćนî ชß้ัĚĆîน öมĆíธั ÷ยöมýศÖċกึ þษćาðìŘ ęĊ ĥ-ħ đúöŠ Ģ ðøąüĆêýĉ ćÿêøĕŤ ì÷. ÖøÜč đìóĄ : ÿÖÿÙ.úćéóøćš ü. (Āîšć ĪĦ-Ģġħ) ปีท่ี ๔-๖ เลม่ ๑ ประวัติศาสตร์ไทย. กรงุ เทพฯ : สกสค.ลาดพรา้ ว. (หน้า ๙๕-๑๐๖) แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเยีรยีนนรปู้รปู้ระรวะัตวัตศิ ิศาสาสตตรเ์รพเ์ พ่ือ่ือสสร้ารง้าสงสานำนกึ กึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทไิยทย
๗๑ ใบความรู้ เร่อื ง การพัฒนาสทิ ธิ เสรภี าพและความเสมอภาคในสมยั รัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๕ ทรงสง่ เสริมใหป้ ระชาชนได้รับสทิ ธิ เสรภี าพและความเสมอภาค ดังนี้ ๑. ทรงยกเลิกประเพณีท่ีล้าสมัย เช่น เดิมข้าราชการ ขุนนางเวลาเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์จะต้องหมอบ คลานและก้มหน้าตลอดเวลามิให้มองพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัวเป็นอันขาด พระองค์มีพระราชประสงค์ลดความเป็น สมมุติเทพของพระองค์ลง และสร้างความเสมอภาคมากข้นึ ด้วยการประกาศยกเลกิ ประเพณีดงั กล่าว ทรงวางระเบียบ การแต่งกายเขา้ เฝ้าเสียใหม่ ขณะเข้าเฝ้าให้ใช้การยืนเฝ้าและถวายคานับแทนการหมอบกราบท่ีใช้กันมาแต่เดิม ทรงให้ เหตผุ ลเมือ่ ทรงประกาศยกเลิกใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ดังน้ี “...ก็ในประเทศสยามนี้ ธรรมเนียมบ้านเมืองท่ีเป็นการกดข่ีแก่กันอันไม่ต้องด้วยยุติธรรมน้ันก็ยังมีอยู่อีก หลายอย่างหลายประการ จะต้องคิดลดหย่อนผ่อนเปลย่ี นบา้ ง แต่การท่จี ะผลัดเปลี่ยนธรรมเนยี มให้แล้วไปในครง้ั เดียว คราวเดียวนนั้ ไม่ได้ จะต้องคิดเปล่ยี นแปลงไปตามเวลาท่คี วรแก่กาลที่จะเปลยี่ นแปลงได้ บา้ นเมืองจึ่งจะไดม้ คี วามเจริญ สมบูรณย์ ่งิ ขนึ้ ไป แลธรรมเนียมทห่ี มอบคลานกราบไหวใ้ นประเทศสยามนเ้ี หน็ ว่าเปน็ การกดข่ีแกก่ ันแข็งแรงนกั ...ไมท่ รง เหน็ ว่ามปี ระโยชน์แก่บ้านเมอื งแตส่ งิ่ หนง่ึ สิง่ ใดเลย...” ๒. ทรงยกเลกิ ระบบไพร่ ซ่งึ เปน็ ระบบที่ทางราชการเกณฑ์ประชาชนไปทางานให้แก่ขนุ นางและทางราชการ โดยไม่ได้รับคาจ้างหรือผลประโยชน์ตอบแทน ทาให้ขาดอิสระในการประกอบอาชีพบางคร้ังยังถูกกดขี่ข่มเหงจากมูล นายอีกด้วย เป็นเหตุให้เกิดการแบ่งชนช้ันในสังคมไทย ราษฎรไทยไมไ่ ด้รบั ความเสมอภาคและความยุตธิ รรมเท่าท่ีควร พระองคจ์ งึ โปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กเลกิ แบบคอ่ ยเปน็ ค่อยไป จนถึง พ.ศ. ๒๔๔๘ จึงยกเลกิ โดยเดด็ ขาด ๓. ทรงเลิกทาส พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าการมีทาสทาให้ประเทศชาติล้าหลัง เป็นสังคมท่ีมนุษย์ยังไร้ศักดิ์ศรี ขาดความเสมอภาค อิสรภาพ และเสรีภาพท้ังอารยประเทศต่างๆ ก็ได้ยกเลิกทาสใน ประเทศของตน จงึ มรี พราชดารยิ กเลกิ ทาสแบบคอ่ ยเป็นค่อยไป ซ่งึ เริ่มขึ้นเม่อื พ.ศ. ๒๔๑๗ การเลกิ ทาสดาเนินไปอยา่ ง เป็นขั้นตอนใชเ้ วลายาวนานถึง ๓๑ ปี จงึ สาเร็จเรยี บรอ้ ยทัว่ ประเทศโดยไม่ขัดแย้งถึงขน้ั ทาสงครามกนเองเหมือนดงั เช่น ทเี่ กดิ ข้ึนในประเทศสหรฐั อเมริกาใน พ.ศ. ๒๔๔๘ จึงตราพระราชบัญญัติทาส เปน็ กฎหมายที่ห้ามมิให้ซ้อื ขายเอาคนมา เปน็ ทาสโดยเดด็ ขาด การยกเลิกระบบไพรแ่ ละทาสดังกล่าว นบั เป็นการปฏิวัตสิ ังคมไทยครั้งยิ่งใหญ่ทาให้ชาวไทยได้รบั อิสรภาพ เสรีภาพและความเสมอภาค ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวหน้าไปสู่สังคมท่ีมีการปกครอง แบบ ประชาธิปไตยในเวลาตอ่ มา ๔. พฒั นาการด้านการศกึ ษา การจัดการศึกษาตามแบบแผนใหม่โดยทางราชการเป็นผู้ดาเนินการเร่ิมขึ้นใน สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยพระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ต้ังโรงเรียนหลวงขึ้นที่กรมทหารมหาดเล็ก ในพระบรมมหาราชวัง เมอื ง พ.ศ. ๒๔๑๔ เพือ่ สอนบุตรหลานของเจ้านางและขนุ นาง โดยสอนวชิ าภาษาไทย เลข และวิธีทาราชการ พร้อมท้ัง จ้างชาวตะวันตกมาสอนภาษาอังกฤษด้วย ต่อมาได้เปิดโรงเรียนสาหรับลูกหลานของราษฎรท่ัวไปเป็นครั้งแรก เม่ือ พ.ศ. ๒๔๒๗ ท่วี ัดมหรรณพาราม และทางราชการได้จัดหลักสูตรและแตง่ แบบเรียน รวมทั้งจัดต้ังหน่วยงานรับผิดชอบ การจัดการศึกษาของชาติ คือตั้งกระทรวงธรรมการใน พ.ศ. ๒๔๓๕ และต่อมาได้จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ ทาใหก้ ารเรยี นการสอนเขา้ สู่แบบผสมสากลมากยง่ิ ขนึ้ ทม่ี า : สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พื้นฐาน. (๒๕๔๓). หนงั สือเรยี น รายวชิ าพน้ื ฐาน ชั้นมัธยมศกึ ษา ปีท่ี ๔-๖ เลม่ ๑ ประวัติศาสตรไ์ ทย. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพรา้ ว. (หนา้ ๘๒-๘๔) แแนนววกกาารรจจัดัดกกาารรเรเรียียนนรรปู้ ปู้ รระะววัตัตศิ ิศาาสสตตรร์เพเ์ พื่ออ่ื สสรรา้ า้งงสสาำนนกึ ึกคคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิ ยทย
๗๒ ใบความรู้ เรอ่ื ง การปฏริ ูปการปกครองในสมัยรัชกาลท่ี ๕ รชั กาลที่ ๖ และรชั กาลที่ ๗ การบริหารและปกครองประเทศแบบสมัยใหม่ ปรากฏเห็นเด่นชัดเร่ิมต้นในสมัยรัชกาลท่ี ๕ ในเวลาน้ันเจ้านายและขุนนางแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คอื กลุ่มรุ่นใหม่กับกลุ่มรุ่นเก่า กลุ่มรุ่นใหม่เป็นกลุ่ม ที่มีอายุน้อยรุ่นราวคราวเดียวกับรัชกาลท่ี ๕ ได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตกเรียกว่ากลุ่ม “สยาม หนุ่ม” กลุ่มนี้มีความคิดก้าวหน้าต้องการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารและการปกครองประเทศตามแบบ ตะวันตก สว่ นกลุ่มท่ี ๒ เปน็ กลุ่มบุคคลที่มีอายุมากเปน็ คนรุ่นเก่า มีความคดิ แบบอนุรักษ์นยิ มไมต่ ้องการ เปล่ียนแปลงอะไรท่ีรวดเร็วเกินไป บางครั้งไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะมีสาเหตุมาจากกลัวว่าตนเองจะ เสียผลประโยชน์หรอื กระทบกระเทอื นตอ่ ฐานะของตน ระยะแรกมีพระราชดาริในการหาบุคคลผู้มคี วามรู้ความสามารถมาช่วยงานและแบ่งเบาภาระ ของพระองค์ โปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ัดต้งั คณะบุคคลเพ่ือทาหน้าทชี่ ่วยเหลือพระองค์ในการบริหารประเทศตาม แบบอย่างอารยประเทศ ดังมีพระราชดารัสในคราวเปิดการประชุมรัฐมนตรีสภา ความตอนหน่ึงแสดง พระราชประสงค์ในการจดั ตั้งสภาท่ปี รกึ ษาราชการแผ่นดินและสภาองคมนตรีไวด้ ังนี้ “...ต้ังแต่ปีแรกๆ ในราชสมบัติเราน้ัน เราได้มีความคิดเห็นว่า ถ้าจะได้มีผู้ประกอบด้วยสติแล ปัญญาประชุมกันอยู่ในอัตราบ้าง สาหรบั ท่ีจะได้ช่วยกนั แก้ไขกฎหมายเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้ว แลสาหรับที่จะ ได้คดิ ทากฎหมายใหม.่ ..” สภาทโ่ี ปรดเกลา้ ฯ จัดต้ังมี ๒ สภา คอื ๑. สภาท่ีปรึกษาราชการแผ่นดิน “เคาน์ซิล ออฟ เสตต” (Council of State) ในตอนแรก ทรงตั้งสมาชิกสภา จานวน ๑๒ คนต่อมาทรงตั้งเพ่ิมรวม ๑๕ คน ประกอบด้วยขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ชัน้ ผู้ใหญ่ มหี น้าทถี่ วายคาปรึกษาและความคิดเห็น ตลอดจนพจิ ารณาประกาศใช้กฎหมายตา่ งๆ ผลงาน สาคัญของสภาท่ีปรึกษาราชการแผ่นดินได้แก่ การถวายความเห็นเร่ืองการเลิกทาสและการจัดเก็บภาษี อากร เปน็ ตน้ ๒. สภาองคมนตรี “พรีวี เคาน์ซิล” (Privy Council) สมาชิก จานวน ๔๙ คน เป็นสภาส่วน พระองค์ มีหน้าที่ถวายคาปรึกษาในเรื่องต่างๆ นอกจากน้ียังทาหน้าที่ปฏิบัติราชการตามพระราช ประสงค์ของพระเจา้ อยู่หัว ทรงยึดหลักการปกครองแบบประชาธิปไตย ซ่ึงผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาสามารถท้วงติง หรือ คัดคา้ นในสง่ิ ท่ไี มถ่ กู ต้อง ดังปรากฏในพระราชปรารภตอนหนึ่งวา่ “...ยอมให้มีอานาจท่ีจะยุดหน่วง ขัดขวางพระเจ้าแผ่นดินได้ คือ การใดๆ ท่ีพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระราชดาริห์ เป็นการไม่ต้องดว้ ยยุติธรรม ราษฎรจะไดค้ วามเดอื ดร้อน มแี ต่จะเรง่ เอาเงนิ แก่ราษฎร ทั้งแผ่นดิน เป็นต้น จนถึงการใดๆ เลกๆ น้อยๆ จนถึงพระราชบัญญัติ พิกัดอากรขนอนตลาดเป็นท่ีสุด ...” การปฏิบัติหน้าท่ีของสมาชิกท้ัง ๒ สภา ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะเกรงกลัวพระราชอานาจและ ยังติดธรรมเนียมมาแต่โบราณที่ผู้น้อยไม่กล้าออกความเห็นโต้แย้งผู้ใหญ่ บางคนไม่กล้าริเริ่มหรือ แนแนวกวการาจรดัจัดกการาเรรเียรยีนนรปู้รปู้ระรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตร์เรพ์เพอื่ อ่ืสสร้ารงา้ สงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทไิยทย
๗๓ เปลี่ยนแปลงไปสู่แบบใหม่เพราะกลัวตนเองจะเสียผลประโยชน์ จึงทาให้สภาท้ังสองลดบทบาทลงไป ×Ú เร่ือยๆ ในทส่ี ดุ ไมม่ กี ารประชมุ สภาอกี ในสมยั รัชกาลท่ี ๕ พระองคโ์ ปรดฯ ให้ปฏิรูปงานบริหารราชการส่วนกลาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ โđดðยúจĊę÷ัดîตĒ้งั ðกúรÜมĕเðพÿ่ิมŠĎĒขï้ึนïจาĔกĀเöดŠđิมóซøงึ่ ćอąยÖู่ ú๖ĆüกêรîมđĂเÜพÝิ่มąใđหÿมĊ÷่อñกี úð๖øกąรē÷มßรîวŤมÝเċÜปì็นĞćĔ๑Ā๒šÿõกรćมìĚĆÜตÿ่อĂมÜาúใéนïพì.ïศ.ćì๒ú๔Ü๓ĕ๕ð จđøึงęĂČ เ÷ปėล่ียĔîนìแÿęĊ ปčéลĕöงอöŠ าÖĊ นćøาðจøแąลßะöč หÿนõ้าćĂทÖĊ่ีของกรมต่างๆ เสียใหม่เรียกชื่อว่า กระทรวง ซึ่งมีทั้งหมด ๑๒ กระทรวง ĔîÿöĆ÷øĆßÖćúìęĊ Ħ óøąĂÜÙŤēðøéĄ ĔĀšðäĉøĎðÜćîïøĉĀćøøćßÖćøÿŠüîÖúćÜ đöČęĂ ó.ý. ģĥĤĢ ēé÷ÝĆéêĆÜĚ Öกøาöรđปóรĉęöับ×ปĚċîÝรุงćกÖาđéรĉöปàกÜċę คĂร÷อĎŠ ħงในÖสøöมัยđóรัชęöĉ กĔĀาöลĂŠทĊÖี่ ๖ħกÖาøรöปกøüคöรđอðงŨîส่วĢนģกÖลøาöง มêีกŠĂöารćจĔîัดตóั้ง.กýร. ะģทĥรĤวĦง ใเกĔĢÝปหĀรċÜģ็นะมöđðทก่ÖŠๆėรรøúเąวะđĊę÷พóงìทîพิ่มęĉöøÖรĒüาเวđćตêณÜðงøิมĉศöðúิชึแกĒøยÜลษĆïúĂ์ เะąาĞðćปธเđîøลปðิกčÜี่ยćลúาÖนÝี่รยĊę÷ćĒชøนîยื่อúðแุĒบกąÖปðเรĀลÙละúิกøîทงÜĂกšกćÖรÜรìวรøĔะงะąęĊî×ทโทìÿยĂรรøöธÜววüาĆ÷ÖงธงÜนøøทิกìĆßöคาี่มęĊöÖรêรีĊอĂćบเŠćปúย÷าÜìู่็นĎŠเđลėดéĊęกิħมĉเöรđปÿะเ็ÖนđทĊช÷ßćต่นรŠĔîø้นĀวðกงกÖöÖคารøŠđÙมระøąøปนĊท÷ìĂรารÖøÜัคบวüÿßมปงÜŠČęüĂทìรîเüุปงหĀÖŠćกลาúćา่ียรÖøćรนเđÜøบรøชąือรČöĂ่ือìิหĊÖกกÖøาćรรรøüøะะรąÝÜททาìĆéรชàรêøวกċęวÜüĆĚÜงาöงÖÜธรมĊöìรøใุรรąčøĆĚนÜมธìíĀสากćø่วöธาíüนรéรøÜ ภÖøูมąิภìาøคüทÜ่ีสóาćคèัญĉßไ÷ดŤ ้แđðกú่ กĊę÷าîรßรČęĂวÖมøมąณìฑøüลÜหē÷ลíาćยíมĉÖณćøฑđลðเŨîขÖ้าøดą้วìยøกüันÜÙเปö็นîć“Ùภöาđคð”úęĊแ÷ตî่ลßะęČĂภÖøาąคìมøีอüุปÜรíาøชøเöปÖ็นćผøู้ บđðญั ŨîชÖาøกąาìรภøüาคÜýขċÖนึ้ þตงćตí่อĉÖพćøระ÷มčïหđาúกĉÖษÖตั øรąยิ ìเ์ พøü่ือÜสîนÙอøงïพćรúะบđรðมŨîรêาโšîชÖบćาøยðขøอĆïงðพรøčะÜÖอćงคøï์ไดøอ้ ĉĀยć่าøงøคćรßบÖถćว้ øนĔîÿŠüî õĎöĉõćÙìęĊÿกĞćาÙรĆâปĕรéับšĒปÖรŠ ุงÖกćาøรøปüöกöคèรอæงúในĀสúมć÷ัยöรัชèกæาúลđท×่ีšć๗éšüก÷่อÖนĆîเสđðดŨ็îจข“้ึนõคćรÙอ”งรĒาêชŠúยą์พõรćะÙอöงĊĂคčð์ทøรćงßสđาðเŨîร็จñĎš ปกทปððïÖาารĆâćøกÖงะรąøคÙßดชศßýรøć้าาćึ ċกÖอĂÖนธíษงþćÜิปĉðตปøðาć่ไาĕÖõรøตวêüงććะąิĉชๆยß÷ÙøเđแĒาćทìð×ชลทúìศĚċîøý่วะąหĀĆïยตêêกÖาćเÜาðćาćหêรøมöรøøลจŠĂÝบแčïÜĒือóาćÖบรïøพกÖøิหćĉĀบïąรปðøาćอĂะöðรøรøย÷อĀปðÖะą่าŠงććรøเÙđคงÜทÖìะąøรø์ใþเđศýĂันชĆทßìĆêอÜĂกกÖศýøĔั ĆงาÜาćแĒîĉ÷กรÖลúบïđŤ ÿบฤóทùìบïöรษ่ีęĂČþęĊ ตêิĆห÷๖ħÿแĒะąøาîลวúüĆรคßÙĂันĆîะปąืÖอČĂÜตฝêòรćóกจะÖÝรúøøัเ่ัดเĆงęĆđéÜìąปทðเđตêïęĊศ็นศýŨî้ัĨงĆĚÜøสอÿĂคÙกöย÷ÖณèาøจÝ่าŠćŠĂรćึ งะงċąÜÜบēîทดéบìïßรđี ĊรุïคčøÙÿพิหóงÜćคÙéราøค÷ÙลĘะรúÝąุ้ นךč îรอผ×ñĂĂเางđู้ĚċมĎšîÜöคÜชÙคÙีคĊÙÙóยก์ท÷ŤìวüøøกาÖรøาĂćąรั บงĆÜïมöĂÜสมöรøรøøÜ่วีพĊóะู้ÙćคĎšąÙนรบøßĕŤวïüกะéą÷าบćลïบĂšïมŤóöากÖร÷øสÿงøมาŠćöćแาąćรÜรøøมลöĂÙาปðćะาโćÜøēกÖชรสÙßøïคบถÙ่วëïŤìëรนทìøาćüš øอยภ÷ĂาîĞÜćงหใĔÿĀูÜมนîแĒĞćนิภîกÖบđï้าาšćøาćบคทïìĘÝรø่ี ęĊ ใìนćสÜมéัยšćîรัชêกŠćาÜลėทß่ี Šü๗÷ปđĀรúะČĂเทóศøไąทĂยÜเÙพŤĔ่ิงîผÖ่าćนøสïงøคĉĀรćาøมðโลøกąคđìรýงั้ ทÖี่ ć๑øï(พø.ĉĀศć. ø๒ø๔ćß๕Ö๗ć-ø๒ÿ๔Šü๖î๑Ö)úćเศÜรĒษúฐąกÿิจŠüโîลõกĎöกĉõาćลÙัง อĔîยÿใู่ นöภĆ÷าøวĆßะÖตćกúตìา่ęĊ Ĩอยðา่ งøรąนุđìแýรงĕìร÷าđยóไĉęÜดñห้ Šćลîกั ÿจÜาÙกøกćาöรēสú่งÖสÙินøคĆĚÜ้าìเĊęกĢษ(ตóร.ไýป.ขģาĥยตĦา่ Ĩง-ปģรĥะħเทĢศ)มđีอýยøนู่þอ้åยÖมĉÝาēúกÖไÖมĞćพ่ úอĆÜ กพเนîđĂÖóปðับĆ÷าïรĞćøน็ŨîหะĀĎŠĔąรøîกÖปðนาîćรõøย÷กÖ่วŠüะąćจÝเย÷đทìกÖü่าŠงćÜąลรúøายć÷วêü้านćšîงÜเđโÖēหĀจÝพดóéêล้าúšćยา÷ććęĞอĂาćณèเđĂยย÷ฉ÷Þ÷ชิßĉแู่หĒĀŠĎพóćŠย÷หĀัวĆüาćÜแ์ŤĒทì่งŠÜะøąลúมöčîรรøøะąางćÜาćĒคÙรมöøย÷øวมüöีพóĊจÜÝมöนî่ารøŠćøเđายะąć÷ปðćคบÙïเđ÷็นŨîกÖมöรøĕหĀ่ียęĊ÷éมöแĒนวîüšĀรøลกú่ÖวาŠćüúะąัโบยē÷ĆïÖĆ ชßรøงÜกÝÖวïบüาćาććมöนîćารÖøก÷ยÖแĒบÖïรúลøหĀćรøะąéด่งŠÜøิหĉĀทìÙคเđÿดาéćรø่ŠćาŠÜรียøĊ÷วüใĔÿรชßøงวüÜĉîาทćì้šจÝเÙđชßห่าŠćชĀßćšกย÷Öาน่ŠîćđาทìรćÖøรเøรøđาćþรøแวĒüงÜอืêČĂมลดéöúเøđ้ากะšćÖขą×ĕนîเรð้าøđćš งÜะไนąîĕ×ินĉปîðทìีล้ĚĊúćเสđÿร÷øงดÜéงัวĆÜดéüêือČĂกÖงÜ้วšüŠćนดัîคÙéĆย÷Üขกม×öðÖวü้ารนšćิธøîĉíøระąøีĊą÷ยาćาทćìคđčïบุÙชìßรมøöเđกýวลúÖüกÖงาöกิĉÜÖćบัĆïกรÖøหĂĊĀกลÖú÷นîพóราøćŠĎî่วŠüะโรąēøหยšĂ÷Āทะìąรø÷มบöรïøาćöวüาćชßเđงćÜทปðìกÖพÖó็นสîŨÿาćาćมตรĕøêöณèöหĀ้นเîšđดŠิóชéĉßรø็จยือČĂĂĘ÷Ý์Ť ทìี่มĊęöาć : สานÿักĞćîงาĆÖนÜćคîณÙะèกąรÖรมøøกöาÖรกćøาÖรศćøึกýษċÖาþขć้ัน×พĚĆîื้นóฐĚČîาåนć.î(.๒(๕ģ๔Ħ๓ĥ)Ĥ. )ห. นĀังîสĆÜือÿเČĂรđียøนĊ÷îราøยć÷วüิชĉßาćพóื้นČĚîฐåาćนî ชßั้นĆĚî มöัธĆí÷ยöมýศċÖึกþษćาðìŘ Ċę ĥ-ħ đúŠö Ģ ðøąüĆêĉýćÿêøĕŤ ì÷. ÖøÜč đìóĄ : ÿÖÿÙ.úćéóøćš ü. (Āîšć ĩħ-ĪĤ) ปีที่ ๔-๖ เลม่ ๑ ประวตั ิศาสตร์ไทย. กรงุ เทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว. (หนา้ ๘๖-๙๓) แแนนววกกาารรจจดั ดั กกาารรเรเรยี ียนนรรปู้ ้ปู รระะววัตัตศิ ศิ าาสสตตรร์เพ์เพือ่ ื่อสสรรา้ า้งงสสาำนนึกึกคคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปม็นามขาอขงอชงาชตาไิตทไิ ยทย
๗๔ ใบความรู้ เร่ือง การฝกึ ฝนเพ่ือสง่ เสริมการเรยี นร้ปู ระชาธิปไตยในสมัยรชั กาลที่ ๖ ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นวัฒ นธรรมการปกครองชาวตะวั นตกพ้ืนฐาน ความคิดและต่อสู้กับระบอบเผด็จการมานานจนต้องยอมสูญเสียชีวิตไปมากมายกว่าจะได้รับการ ปกครองแบบประชาธิปไตย แต่สาหรับชาวไทยไม่ได้เป็นเช่นน้ันเพราะชาวไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ ระบอบผู้มีอานาจสั่งการโดยราษฎรปฏิบัติตามคาสัง่ ของผู้มีอานาจปกครองอย่างเคร่งครดั โดยไม่โต้แย้ง ซ่ึงขัดกับหลักการประชาธิปไตย ดังน้ันแนวพระราชดาริของพระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงมีพระบรมรา โชบายฝึกฝนเจ้านาย ขุนนาง ตลอดจนประชาชนชาวไทยให้เรียนรู้วิธีการปกครองแบบประชาธิปไตย ตามข้ันตอนเสยี กอ่ นทจี่ ะพระราชทานรัฐธรรมนญู ให้นับว่าเปน็ สิ่งทถี่ ูกต้อง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยท่ีจะฝึกฝนข้าราชการ ขุนนางและ เจา้ นายใหเ้ รียนรกู้ ารปกครองแบบประชาธปิ ไตยต้ังแต่ครงั้ ดารงตาแหน่งมกุฎราชกมุ าร คร้ันเมื่อพระองค์ เสด็จข้ันครองราชย์แล้วใน พ.ศ. ๒๔๖๑ โปรดเกล้าฯ ให้มีการทดลองบริหารเมือง โดยมีนามสมมติว่า “ดุสติ ธานี” ดุสิตธานีจึงเป็นนครจาลองท่ีมีประชาชนตั้งบ้านเรือนประกอบอาชีพหรือทาธุรกิจ มีอาคาร บ้านเรือน ถนนหนทาง สถานที่ราชการ วัดวาอาราม ฯลฯ ดุสิตธานี มีคณะผู้บริหารซึ่งมาจากการ เลือกต้ังตามระบอบประชาธิปไตย โดยโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ สมมติเป็นผู้บริหาร ดุสิตธานี โดยต้ังเป็นพรรคการเมือง มีการโฆษณาหาเสียงตามแบบการเลือกตั้งท่ัวไป พรรคที่รับการ เลือกต้ังมากที่สุด เป็นผู้จัดตั้งคณะผู้บริหารเรียกชื่อว่า “คณะนคราภิบาล” และมีสมาชิกสภาซ่ึงได้รับ เลือกตั้งจากประชาชน เรียกว่า “เชษฐบุรุษ” บริหารไปตามธรรมนูญการปกครองของนครและตาม ความตอ้ งการของประชาชน แนวพระราชดาริของรชั กาลที่ ๖ ปรากฏในหลักฐานในการมีพระราชดารัสในวโรกาสเสด็จไป เป็นประธานเปิดศาลารัฐมณฑลดุสิต เม่ือวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ความตอนหน่ึงของพระราช ดารัสมีดังน้ี “...วิธีการดาเนินการในธานีเล็กๆ ของเราเป็นเช่นไร ก็ตั้งใจไว้ว่าจะให้ประเทศสยามได้ทา เช่นเดียวกัน แต่จะให้เป็นการสาเร็จรวดเร็วทันใจดังธานีเล็กน้ีก็ยังทาไปทีเดียวยังไม่ได้ โดยมีอุปสรรค บางอยา่ ง เพราะฉะนน้ั ขา้ พเจ้าขอให้ข้าราชการท้ังหลาย ตลอดจนทวยนาคร จงตัง้ ใจกระทากิจการของ คนตามหน้าท่ี ให้เหมาะสมกับธานี ซ่ึงได้จัดตั้งขึ้นนี้ ในไม่ช้าจะได้แลเห็นผลของประเทศสยาม ว่าจะ เจรญิ ไปไดเ้ พียงไร...” ต่อมาดุสิตธานีได้โตข้ึนอย่างรวดเร็วจนไม่มีที่จะสร้างบ้านเรือน พอดีกับเวลาท่ีจะสร้าง พระราชฐานใหม่ที่วังพญาไทจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองท้ังเมืองไปต้ังท่ีบริเวณวังพญาไท เมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ในจานวนบ้านเล็กๆ นั้น มีศาลาว่าการมณฑลดุสิตธานีและมีนาคาศาลา ซึ่งมี ความหมายว่า ศาลาของประชาชน เท่ากับว่าเป็นท่ีต้ังสภาจังหวัด รัชกาลท่ี ๖ ทรงเป็นนาคาแห่งดุสิต แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเียรียนนรปู้รปู้ระรวะตัวตัศิ ศิาสาสตตร์เรพเ์ พื่อื่อสสร้ารง้าสงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
ØÒ ๗๕ ธíาćนîีผĊñู้หĎšĀนîึ่งċęÜ ทìรøงÜใĔชß้นšîาćมöแĒฝòงÜวü่าŠć นîาćย÷รøาćมö ณè กÖรøุงčÜเđทìพó ทìรøงÜเđปð็นŨîทìนîาćย÷แĒลúะąทìรøงÜเđปð็นŨîมöรøรøคÙนîาćย÷กÖวüัดĆéพóรøะąบïรøมö ธíาćตêุč เđปð็นŨîพóรøะąรøาćชßมöุนčîีĊ เđจÝ้าšćอĂาćวüาćสÿวüัดĆéธíรøรøมöธíิปĉðไĕตêย÷ แĒลúะąทìรøงÜแĒสÿดéงÜพóรøะąธíรøรøมöเđทìศýนîาćจÝรøิงĉÜๆė ดé้วšüย÷ นîอĂกÖจÝาćกÖนîี้ ĊĚ ทìรøงÜใĔหĀ้คÙš าĞćปðรøกึċÖษþาćเđกÖยี่ę÷Ċ วüกÖบัĆïกÖรøณèีพĊóพิĉóาćทìเđรøื่อČĂę งÜทì่ีดęéĊ นิĉî กÖาćรøทìี่พęĊóรøะąบïาćทìสÿมöเđดé็จĘÝพóรøะąมöงÜกÖุฎčãเđกÖลú้าšćเđจÝ้าšćอĂย÷ู่หŠĎĀัวĆü ทìรøงÜเđปð็นŨîนîักĆÖปðรøะąชßาćธíิปĉðไĕตêย÷นî้ันĚĆî เđพóรøาćะąพóรøะąอĂงÜคÙ์Ť ทìรøงÜผñ่าŠćนîกÖาćรøศýึกċÖษþาćมöาćจÝาćกÖปðรøะąเđทìศýแĒมö่บŠïทìปðรøะąชßาćธíิปĉðไĕตêย÷ คÙือČĂปðรøะąเđทìศýอĂังĆÜกÖฤùษþ แĒลúะąเđมö่ือęČĂทìรøงÜจÝบïกÖาćรøศýึกċÖษþาć พóรøะąอĂงÜคÙ์ŤกÖ็ĘทìรøงÜเđดéินĉîทìาćงÜรøอĂบïโēลúกÖ ผñ่าŠćนîสÿหĀรøัฐĆåอĂเđมöรøิกĉÖาć แĒลúะąญâ่ีปęĊðุ่นčśîกÖลúับĆïสÿู่ŠĎปðรøะąเđทìศýไĕทìย÷ จÝนîนîับĆïเđปð็นŨî พóรøะąมöหĀาćกÖษþัตĆêรøยิĉ÷ไ์ĕŤ ทìย÷พóรøะąอĂงÜคÙแ์ĒŤ รøกÖ ทìี่ทęìĊ รøงÜเđดéินĉîทìาćงÜรøอĂบïโēลúกÖ กÖอ่ĂŠ นîเđสÿดé็จĘÝข×ึน้Ěîċ เđสÿวüย÷รøาćชßสÿมöบïัตêĆ ิĉ ทìี่มęĊöาć : สานÿักĞćîงาĆÖนÜćคîณÙะèกąรÖรมøøกöาÖรกćøาÖรศćøึกýษċÖาþขćั้น×พĆĚî้ืนóฐĚČîาåนć.î(.๒(๕ģ๔Ħ๓ĥ)Ĥ. )ห. นĀังîสĆÜือÿเČĂรđียøนĊ÷îราøยć÷วüิชĉßาćพó้ืนČĚîฐåาćนî ชßั้นĚĆî มöัธĆí÷ยöมýศċÖกึ þษćาðŘìĊę ĥ-ħ đúöŠ Ģ ðøąüêĆ ĉýćÿêøĕŤ ì÷. ÖøÜč đìóĄ : ÿÖÿÙ.úćéóøćš ü. (Āîćš ĪĪ-Ģġġ) ปที ี่ ๔-๖ เล่ม ๑ ประวัตศิ าสตรไ์ ทย. กรงุ เทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว. (หน้า ๙๙-๑๐๐) แĒแนîนวüวกÖกาćารรøจจÝัดดัéĆ กกÖาาćรรøเรเđรøียีย÷Ċนนîรรøปู้ ู้ปĎðš รรøะะวąวัตüตั Ćêศิ ศิ ĉýาาสćสÿตตêรรøเ์ พเ์đŤพóื่อ่อืęČĂสสÿรรøา้ า้ćšงงÜสÿสาćĞำนîนึกċÖึกคคÙวüวาćามมöเปđเðปน็ Ũîน็ ไทไĕทìยย÷:::ÙคüวคćาวöมาđเมðปเîŨ็นปöมน็ ćาม×ขาĂอขÜงอßชงćาชêตาĉĕิไตìทิไ÷ยทย
๗๖ ใบความรู้ เรือ่ ง การพระราชทานรัฐธรรมนญู ในสมัยรัชกาลท่ี ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนเสด็จข้ึนครองราชย์พระองค์ทรงสาเร็จการศึกษา วชิ าทหารจากประเทศอังกฤษและฝร่งั เศส จึงทรงคุ้นเคยกับระบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยและ การบริหารประเทศแบบตะวนั ตกเป็นอย่างดี นอกจากนี้ทรงมีพระราชดาริท่ีจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ แกป่ ระชาชนอยา่ งมขี ้ันตอน ใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ทรงปรึกษาพระยากัลยาณไมตรี (ดร.ฟรานซิส บ.ี แชร)์ ว่าถงึ เวลาเหมาะสมท่ี จะเปล่ียนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภาและควรมีรัฐธรรมนูญใน รปู ใด พระยากัลยาณไมตรีกราบบังคมทูลถวายความเห็นว่า ประเทศไทยยังไม่ควรใช้รูปแบบการ ปกครองแบบรัฐสภา เนื่องจากประชาชนยังด้อยการศึกษา ไม่รู้เร่ืองการเมือง ไม่เข้าใจวิธีการเลือกต้ัง ผู้แทนราษฎรระดับประเทศ นักการเมืองอาจฉวยโอกาสนาเอาระบอบเผด็จการเข้ามาแทนท่ี ควรจะรอ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาเสียก่อน พระยากัลยาณไมตรีถวายความเห็นว่า ระหว่างที่รออยู่นี้ ควรใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไปก่อน แต่ขอให้พระองค์ทรงตั้งนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบใน การบริหารราชการแผ่นดินโดยตรงแทนพระองค์ เพ่ือช่วยดูแลให้รัฐมนตรีปฏิบัติราชการให้ถูกต้องตาม นโยบาย สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ไม่เห็นด้วยกับรูปแบบบริหารประเทศแบบมี นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นรปู แบบของการมีรัฐสภา แตค่ วรใช้รูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปก่อนและ มุ่งพัฒนาระบบราชการให้เข้มแข็งเพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้าเสียก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับแนวคิดของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ พระองค์จึงมีพระบรมรา โชบายสนับสนนุ ให้ประชาชนในท้องถ่ินไดฝ้ ึกฝนการปกครองตนเอง เพื่อให้เข้าใจแนวทางประชาธิปไตย ขัน้ พ้นื ฐานเสียกอ่ น อย่างไรก็ตาม รัชกาลท่ี ๗ ก็ยังทรงตั้งพระทัยที่จะหาโอกาสพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ ประชาชนเม่ือถึงเวลาอันเหมาะสม ดังจะเห็นได้จากเมื่อคร้ังพระองค์เสด็จไปรักษาพระเนตรที่ โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ มีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกาขอพระราชทาน วโรกาสกราบบังคมทูลสัมภาษณ์พระองค์เรื่องแนวพระราชดาริพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชน ชาวไทย พระองค์พระราชทานสัมภาษณ์ว่าพระองค์มพี ระราชดาริที่จะเปล่ียนแปลงระบอบการปกครอง ของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยจริง ด้วยการปูพื้นฐานให้ประชาชนชาวไทยรู้จักปกครอง ตนเองในระดับท้องถ่ินเสยี กอ่ น หากประชาชนเรียนรู้การปกครองแบบน้ดี แี ล้ว พระองค์จะพระราชทาน รัฐธรรมนญู ให้ เม่ือเสด็จกลับจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ทรงมอบหมายให้นายเรมอนด์ บี. สตีเวนส์ อดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ขณะน้ันดารงตาแหน่งท่ีปรึกษากระทรวงการต่างประเทศไทย ร่วมกับพระยาศรีวิสาลวาจา พจิ ารณารา่ งรัฐธรรมนญู ถวายต่อพระองคพ์ ร้อมกบั ทรงกาชับว่า “...ฉันมีความประสงค์จะให้รัฐธรรมนูญแก่ราษฎรโดยเร็วท่ีสุด และต้องให้เห็นทันในวันท่ี ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึง่ เปน็ วนั ครบรอบมหาจกั ร.ี ..” แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเยีรยีนนรปู้รูป้ระรวะัตวตัศิ ิศาสาสตตรเ์รพเ์ พอ่ื ือ่สสรา้รงา้ สงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปมน็ ามขาอขงอชงาชตาิไตทไิยทย
Ø๗Ô๗ êตŠĂ่อöมćาĔใîนđเéดČĂือîนöมĊîีนćาÙคöม óพ.ýศ. ģ๒ĥ๔Ĩ๗Ħ๕ ìทĆĚÜ้ังÿสĂอÜงìทŠć่าîนĕไéดšø้รŠć่าÜงøรĆåัฐíธøรøรöมîนĎâูญđเÿสøรĘÝ็จĒแúลšü้วÝจċÜึงîนĞćาĕไðปëถüวćา÷ย óพøรąะïบćาìทÿสöมđเéดĘÝ็จóพøรąะđเÝจš้ćาĂอ÷ยĎŠู่ĀหĆัüว øรŠ่ćาÜงøรĆัฐåธíรøรøมöนîูĎญâÞฉïบĆัïบîนĊĚ้ีöมĊีÙคüวćาöม÷ยćาüวđเóพĊี÷ยÜง Ħ๕ Āหîนšć้า öมĊีÿสćาøรąะÖกĞćาĀหîนéด ÙคüวćาöมÿสĆัöมóพĆัîนíธŤø์รąะĀหüวŠ่ćาÜงĂอĞćาîนćาÝจïบøรĉิĀหćาøรÖกัĆบïĂอĞćานîćาจÝนîิĉตêิĉïบĆัâญâญĆัêตĉิ êตúลĂอéดÝจîนÖกĞćาĀหîนéดüวĉิíธĊีÖกćาøรđเลúืČอĂกÖตê้ัĚĆงÜ ÿสöมćาßชĉÖิกÿสõภćาñผšĎĒู้แìทîนøรćาþษãฎøรēโéด÷ยĔใĀหšö้มĊÿีสöมćาßชĉÖิก ģ๒ ðปøรąะđเõภìท ÿสöมćาßชĉÖิกðปøรąะđเõภìทìทęĊี่ Ģ๑ öมćาÝจćาÖกøรćาþษãฎøรđเúลČĂือÖกêตĚĆÜั้งÖกĆïับ ÿสöมćาßชÖĉิกðปøรąะđเõภìทìทĊę่ี ģ๒ óพøรąะöมĀหćาÖกþษĆêตั øร÷ĉยิ ìŤท์ øรÜงĒแêตÜŠ่งêตĚĆÜั้ง óพøรąะïบćาìทÿสöมđเéดĘÝ็จóพøรąะðปÖกđเÖกúลš้ćาđเÝจš้ćาĂอ÷ยŠĎู่ĀหĆัüวìทøรÜงîนĞćาøรŠ่ćาÜงøรĆåัฐíธøรøรöมîนĎูâญÞฉïบĆïับéดĆÜังÖกúลŠć่าüวöมĂอïบĀหöมćา÷ยĔใĀหš้ ĂอõภĉøิรĆåัฐöมîนêตøรĊÿีสõภćาĒแúลąะóพøรąะïบøรöมüวÜงýศćาîนčüุวÜงýศŤï์บćาÜงóพøรąะĂอÜงÙคŤó์พĉÝิจćาøรèณćาüวŠć่าöมĊÙีคüวćาöมđเĀหöมćาąะÿสöมĀหøรČืĂอĕไöม่ŠปðøระąกÖาćรøใĔดé ÙคèณąะñผĎšóู้พĉÝิจćาøรèณćาđเÙคšć้าēโÙคøรÜงøรĆåัฐíธøรøรöมîนĎâูญéดĆÜังÖกúลŠć่าüวóพĉÝิจćาøรèณćาĒแúลšü้วĕไöมŠđ่เĀหĘî็นéดšü้ว÷ย ĕไéดš้ÖกøรćาบïïบĆัÜงคÙöมทìูĎลúถëวüาćย÷คÙวüาćมöเđหĀ็นĘî üวŠć่า÷ยĆÜังĕไöมŠë่ถċÜึงđเüวúลćาĂอĆîันđเĀหöมćาąะÿสöมìทęĊÝ่ีจąะóพøรąะøรćาßชìทćาîนøรĆåัฐíธøรøรöมîนĎâูญĒแÖกŠð่ปøรąะßชćาßชîน đเóพøรćาąะðปøรąะßชćาßชîน÷ยĆÜังĕไöมŠđ่เ×ขšć้าĔใÝจĔใîน øรąะïบĂอïบðปøรąะßชćาíธðĉปิ ĕไêต÷ยéดĊóีพĂอ đเÖกøรÜงüวŠć่าđเöมČęĂื่อóพøรąะøรćาßชìทćาîนøรĆåฐั íธøรøรöมîนĎâูญĒแúลšü้วÝจąะđเÖกĉéิดÙคüวćาöมđเÿสĊ÷ียĀหćา÷ยĒแÖกŠð่ปøรąะđเìทýศßชćาêตĉิ Ĕใîนõภćา÷ยĀหúลÜĆงั óพøรąะïบćาìทÿสöมđเéดĘÝ็จóพøรąะđเÝจšć้าĂอ÷ยŠĎĀู่หĆüัวìทøรÜงĕไéดšø้รĆïบั Öกćาøรëถüวćา÷ยÙคüวćาöมđเĀหĘî็นÝจćาÖกÙคèณąะïบčÙุคÙคúลßชĆĚîั้นÿสĎูÜง ÿสŠ่üวîนĔใĀหâญŠ่ĕไöม่Š đเĀหĘî็นéดšü้ว÷ยÖกĆïับÖกćาøรóพøรąะøรćาßชìทćาîนøรĆåัฐíธøรøรöมîนĎâูญĒแÖกŠð่ปøรąะßชćาßชîน ìทĞćาĔใĀหšó้พøรąะĂอÜงÙคŤđ์เÖกĉéิดúลĆÜังđเúลóพøรąะìทĆ÷ัยìทĚĆÜ้ังėๆ ìทĊęó่ีพøรąะĂอÜงÙคŤ์ ìทøรÜงêตĆÜĚั้งóพøรąะìทĆ÷ัยĂอ÷ยćŠา่ ÜงĒแîนŠüว่ ĒแîนŠê่ตĚÜĆ้ังĒแêตŠĒ่แøรÖกđเÿสéดÝĘจ็ đเÿสüว÷ยøรćาßช÷ยŤüว์ Šć่าÝจąะóพøรąะøรćาßชìทćาîนøรĆåฐั íธøรøรöมîนĎâูญĒแÖกŠð่ปøรąะßชćาßชîนēโéด÷ยđเøรĘü็ว ìทĊęÿส่ี čéุด ìทøรÜงøรĚĆÜั้งøรĂอĕไüวšÖ้กŠĂ่อîน ÝจîนÖกøรąะìทĆęÜั่งđเÖกĉéิดđเĀหêตčÖุกćาøรèณŤÙ์คèณąะøรćาþษãฎøรđเ×ขšć้า÷ยċéึดĂอĞćาîนćาÝจđเóพęČĂื่อđเðปúลĊę÷ี่ยîนĒแðปúลÜงðปÖกÙคøรĂอÜง đเöมęČĂื่อ üวîĆนั ìทęĊ่ี ģ๒ĥ๔ öมĉëิถčîุนćา÷ยîน óพ.ýศ. ģ๒ĥ๔Ĩ๗Ħ๕ đเöมČęĂื่อóพøรąะïบćาìทÿสöมđเéดĘÝ็จóพøรąะðปÖกđเÖกúลš้ćาđเÝจš้ćาĂอ÷ยŠĎู่ĀหĆัüวìทøรÜงìทøรćาïบ×ขŠ่ćาüวÖกćารøย÷ċึéดĂอĞćาîนćาÝจĔในîóพรøąะนîคÙรøแĒลú้šวü óพøรąะĂอÜงÙคŤìท์ øรÜงđเßชĉâิญđเÝจšć้าîนćา÷ยßชĚîĆนั้ ÿสĎÜูงĒแúลąะĒแöมìŠ่ทóĆัพîนćา÷ยÖกĂอÜง àซęċÜ่ึงêตćาöมđเÿสéดÝĘ็จöมćา÷ยÜĆังóพøรąะøรćาßชüวĆÜังĕไÖกúลÖกĆÜงั üวúลđเ×ขšćา้ øรŠü่วöมðปøรąะßชčöุม ðปøรċÖึกþษćาĀหćาøรČĂือüวŠć่าÝจąะéดĞćาđเîนĉîินÖกćาøรĂอ÷ยŠć่าÜงĕไøรÖกĆîันêตŠĂ่อĕไðป ìทĊęðีป่ øรąะßชčöุมđเÿสîนĂอÙคüวćาöมđเĀหĘî็นêตŠć่าÜงėๆ ÖกĆîันĕไðป ïบćาÜงìทŠć่าîนđเÿสîนĂอĔใĀหšĔ้ใßชš้ ÖกĞćาúลĆÜังìทĀหćาøรĔใîนêตŠć่าÜงÝจĆÜังĀหüวĆéัด÷ยċéึดĂอĞćาîนćาÝจÙคČîืน ïบćาÜงìทŠć่าîนđเÿสîนĂอĔใĀหšÿ้สöมđเéดĘ็ÝจóพøรąะđเÝจš้ćาĂอ÷ยĎŠู่หĀัĆüวđเสÿดé็ĘÝจĀหîนĊีĕไðป÷ยĆัÜงðปøรąะเđทìศý đเóพČęĂ่ือîนïบšć้าîน ĔใîนìทĊęÿ่ีสčéุดÿสöมđเéดĘÝ็จóพøรąะđเÝจšć้าĂอ÷ยŠĎĀู่หĆüัวìทøรÜงêตĆéัดÿสĉîินóพøรąะìทĆ÷ัย÷ยĂอöมøรĆïับ×ขšĂ้อđเÿสîนĂอ×ขĂอÜงÙคèณąะøรćาþษãฎøร đเพóื่ęČอĂเđหĀ็ĘนîแĒกÖ่Š ÙคüวćาöมÿสÜงïบÿสč×ุขĒแúลąะÙคüวćาöมđเøร÷Ċยี ïบøรĂš้อ÷ย×ขĂอÜงðปøรąะđเìทýศ óพøรąะïบćาìทÿสöมđเéดĘÝ็จóพøรąะðปÖกđเÖกúลšć้าđเÝจšć้าĂอ÷ยŠĎĀู่หĆüัว đเÿสéดĘÝ็จîนĉüิวĆêัตĉëิถċÜึงóพøรąะîนÙคøรēโéด÷ย×ขïบüวîนøรëถĕไôฟóพøรąะìทęĊî่ีนęĆÜั่งóพĉđิเýศþษ đเöมČęĂ่ือêตĂอîนéดċÖึก×ขĂอÜงÙคČîืนüวĆîันìทĊęี่ ģ๒Ħ๕ öมĉëิถčîุนćา÷ยîน ĔใîนêตĂอîนÿสćา÷ย×ขĂอÜงüวĆîันìทĊę่ี ģ๒ħ๖ öมĉëิถčîุนćา÷ยîน Ùคèณąะøรćาþษãฎøรĕไéดšÿ้สŠÜ่งñผĎšĒู้แìทîนđเ×ขšć้า đเòฝŜć้า èณ üวĆÜังýศčēุโ×ขìทĆั÷ย óพøรš้ĂอöมÖกĆัïบìทĎูúลđเÖกúลš้ćาĄฯ ถëüวćาย÷รø่ŠาćงÜรøัĆฐåธíรøรøมöนîูĎญâชßั่ęĆวüคÙøรćาวü วüัĆนîรøุ่ŠčงÜข×้ึĚċนîคÙืČอĂวüัĆนîทì่ีĊę ģ๒Ĩ๗ öมĉëิถčîุนćา÷ยîน óพøรąะïบćาìทÿสöมđเéดĘÝ็จóพøรąะđเÝจš้ćาĂอ÷ยĎŠู่ĀหĆัüวìทøรÜงúลÜงóพøรąะðปøรöมćาõภĉิĕไíธ÷ยĔใîนøรĆัåฐíธøรøรมöนîูĎâญÞฉïบĆัïบßชĆęั่üวÙคøรćาüวóพøรąะøรćาßชìทćาîนĒแÖกŠ่ ðปøรąะßชćาßชîนßชćาüวĕไìท÷ยëถČĂือđเðปŨî็นøรĆåัฐíธøรøรöมîนĎâูญÞฉïบĆïับĒแøรÖก×ขĂอÜงðปøรąะđเìทýศĕไìท÷ย đเรøีĊ÷ยกÖชßęČ่ือĂวüŠ่าć “óพøรąะøรćาßชïบĆâัญâญĆêัตĉíิธøรøรöมîนĎâูญ ÖกćาøรðปÖกÙคøรĂอÜงĒแñผîŠน่ éดĉîนิ ÿส÷ยćาöมßชüĆęั่วÙคøรćาüว óพčìทุ íธýศĆÖักøรćาßช ģ๒ĥ๔Ĩ๗Ħ๕” êตŠĂ่อöมćาĔใîนüวĆîันìทĊę่ี Ģ๑ġ๐ íธĆîันüวćาÙคöม óพ.ýศ. ģ๒ĥ๔Ĩ๗Ħ๕ óพøรąะïบćาìทÿสöมđเéดĘ็ÝจóพøรąะđเÝจš้ćาĂอ÷ยŠĎู่ĀหĆัüวóพøรąะøรćาßชìทćาîน øรĆåัฐíธøรøรöมîนĎâูญÞฉïบĆïับëถćาüวøรĒแúลąะìทøรÜงēโðปøรéดđเÖกúลšć้าĄฯ ĒแêตŠÜ่งêตĚĆÜ้ังÙคèณąะøรĆåัฐöมîนêตøรĊี ēโéด÷ยöมĊีóพรøąะย÷าćมöโēนîปðกÖรøณè์Ťนîิĉตêิธĉíาćดéาć เđปð็Ũนî îนćา÷ยÖกøรåĆฐั öมîนêตøรĊÙคี îนĒแøรÖก×ขĂอÜงðปøรąะđเìทýศĕไìท÷ย ìทĊęö่ีมćา : สาÿนĞćักîงĆÖานÜćคîณÙะèกąรÖรøมøกöาÖรćกøาÖรćศøึกýษċÖาþขć้ัน×พĚĆîื้นóฐĚČîาåนć.î(.๒(๕ģ๔Ħ๓ĥĤ).)ห. ĀนัîงสĆÜÿือČĂเรđียøĊ÷นîรøาćย÷วüิชĉßาćพóื้นČĚîฐåาćนî ชßĆĚî้ัน öมĆíธั ÷ยöมýศċÖึกþษćาðìŘ ęĊ ĥ-ħ đúöŠ Ģ ðøąüĆêýĉ ćÿêøŤĕì÷. ÖøÜč đìóĄ : ÿÖÿÙ.úćéóøćš ü. (Āîšć ĪĦ-Ģġħ) ปที ี่ ๔-๖ เล่ม ๑ ประวตั ิศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว. (หนา้ ๙๕-๑๐๖) แĒแนîนวüวกÖกาćารøรจÝจัดéĆัดกÖกาćารøรเรđเøรยี Ċ÷ียนîนรøรปู้ ðĎšู้ปรøระąะววüตั ตัêĆ ศิ ิศĉýาาćสสÿตêตรøร์เพđŤเ์ พóื่อČęĂ่ือสÿสรøรา้ šć้างÜงสÿสาćĞ ำนîนกึ Öċ ึกคÙควüวาćามöมเđปเðปน็ îŨ น็ ไĕทไìทย÷ย:: :ÙคüวคćาวöมาđเมðปเîŨ น็ปöม็นćาม×ขาĂอขÜงอßชงćาชêตาĕĉ ิไìตทไิ÷ยทย
๗๘ บันทกึ ผลการเรียนรู้ ชอื่ ____________________________________ชน้ั ____________เลขท่ี ________ สรุปความร้เู รอ่ื ง แนวคดิ พระราชทานรัฐธรรมนูญรชั กาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ................................................................................................................................................ ................... ............................................................................................................... .................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... สรุปความรูเ้ รอ่ื ง การพฒั นาสิทธิ เสรภี าพและความเสมอภาคสมยั รัชกาลท่ี ๕ ............................................................................................................................. ...................................... .................................................................................. ................................................................................. ............................................................................................................................. ...................................... ....................................................................................................................................... ............................ สรุปความรเู้ รอ่ื ง การปฏิรูปการปกครองสมยั รัชกาลท่ี ๕ รชั กาลที่ ๖ และรัชกาลท่ี ๗ .................................................................................................................................................... ............... ................................................................................................................... ................................................ ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... สรุปความรู้เรอื่ ง การฝึกฝนเพ่ือส่งเสรมิ การเรยี นรู้ประชาธปิ ไตยสมยั รชั กาลที่ ๖ ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... ................................................................................................................................................................... สรปุ ความรู้เรื่อง การพระราชทานรัฐธรรมนูญสมยั รชั กาลที่ ๗ .................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. ..................................... ................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ...................................... (เฉลยตามความคดิ เหน็ ของนักเรียน แต่อยู่ในดลุ ยพินจิ ของครผู ูส้ อน) แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเียรียนนรปู้รู้ประรวะตัวตัศิ ศิาสาสตตรเ์รพ์เพื่อื่อสสร้ารง้าสงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิยทย
๗๙ ภาพตอ่ สาหรบั กจิ กรรมจ๊ิกซอว์เรื่อง การวางรากฐานประชาธิปไตย แแนนววกกาารรจจัดัดกกาารรเรเรยี ยี นนรรปู้ ู้ปรระะววัตตั ศิ ิศาาสสตตรรเ์ พเ์ พื่อื่อสสรรา้ ้างงสสาำนนึกกึ คคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปม็นามขาอขงอชงาชตาไิตทไิ ยทย
๘๐ เฉลย การเรยี งลาดบั รปู ภาพ การวางรากฐานประชาธปิ ไตย การปฏริ ปู การศึกษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้มีการ ปฏิรูปการศึกษา นาการจัดการศกึ ษาในระบบโรงเรียนตามแบบ ต ะ วั น ต ก ม า ใช้ เริ่ ม จ า ก ก า ร ต้ั ง โ ร ง เรี ย น ห ล ว ง ใน พระบรมมหาราชวังคอื โรงเรียนพระตาหนักสวนกุหลาบ ต่อมา ในพ.ศ. ๒๔๒๗ ทรงไดจ้ ัดตงั้ โรงเรียนสาหรับราษฎรแห่งแรก คือ รปู ท่ี ๑ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม กรุงเทพฯ (ห้องเรียนในสมัยแรกปฏริ ปู การศกึ ษา) ดุสิตธานี เป็นเมืองจาลองรปู แบบประชาธปิ ไตย พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอย่หู ัวโปรดให้สร้างข้นึ เมื่อ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ดสุ ติ ธานี มขี นาดพน้ื ที่ ๑ ใน ๒๐ เทา่ ของเมืองจรงิ ประกอบดว้ ย พระราชวงั ศาลารฐั บาล วดั วาอาราม สถานที่ ราชการ โรงทหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาดรา้ นค้า ธนาคาร โรงละคร ประมาณเกือบสองรอ้ ยหลงั เพื่อเป็นแบบทดลองของ รปู ท่ี ๒ การปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยโปรดใหม้ ีธรรมนูญการ (ดุสติ ธาน)ี ปกครอง มีพรรคการเมอื ง ๒ พรรค การเลือกตงั้ นคราภบิ าล หรอื นายกเทศมนตรี และมีสภาการเมอื งแบบประชาธิปไตย พระราชทานรฐั ธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว (รัชกาลท่ี ๗) วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยามฉบับ ถาวรเพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชน ชาวไทย ก่อนหน้าน้ี วันท่ี ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีการ รปู ที่ ๓ ประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญช่ัวคราวเรยี กวา่ พระราชบญั ญัติธรรมนูญ (รัชกาลท่ี ๗ พระราชทาน การปกครองแผ่นดนิ สยามชว่ั คราว รฐั ธรรมนูญ) แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเียรียนนรปู้รปู้ระรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตรเ์รพ์เพอื่ ่อืสสร้ารง้าสงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
รปู ที่ ๔ ๘๑ (อนสุ าวรียป์ ระชาธปิ ไตย) อนุสาวรีย์ประชาธปิ ไตย เป็นอนสุ าวรยี ์ทตี่ ัง้ อยกู่ ่ึงกลางวงเวียนระหว่างถนนราช ดาเนินกลางกบั ถนนดนิ สอ เขตพระนคร กรุงเทพฯ สรา้ งข้นึ เปน็ ทีร่ ะลกึ ถงึ เหตุการณเ์ ปล่ยี นแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์เปน็ ระบอบประชาธปิ ไตย โดยมี พระมหากษัตริยเ์ ปน็ ประมุข การก่อสรา้ งอนุสาวรยี ์ ประชาธปิ ไตย เริ่มข้นึ ในวนั ที่ ๒๔ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ และทาพธิ เี ปดิ เม่ือ วันท่ี ๒๔ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ในสมยั จอมพลแปลก พิบลู สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี แแนนววกกาารรจจัดดั กกาารรเรเรียียนนรรปู้ ู้ปรระะววตั ัตศิ ศิ าาสสตตรร์เพ์เพ่ือ่ือสสรร้าา้งงสสาำนนึกกึ คคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๘๒ การประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน (รวบยอด) แบบประเมิน ๑. การพาดหัวขา่ วหนังสอื พมิ พก์ ารวางรากฐานประชาธปิ ไตย ๒. การบนั ทึกผลการเรยี นรู้ ๓. การปฏิบตั กิ จิ กรรมในกระดาษเสริมสร้างปัญญา ๔. การสรุปการวางรากฐานพัฒนาประชาธิปไตยดว้ ยเสน้ เวลา คาอธิบายระดับคณุ ภาพ / ระดับคะแนน รายการประเมนิ ดมี าก (๔) ดี (๓) พอใช้ (๒) ปรบั ปรุง (๑) ๑. การวิเคราะห์ วิเคราะห์ วเิ คราะห์พัฒนาการ วเิ คราะห์พฒั นาการ วิเคราะห์ พฒั นาการของไทย พัฒนาการของ ของไทยสมัย ของไทยสมยั พฒั นาการของ สมัยประชาธิปไตย ไทยสมยั ประชาธปิ ไตยใน ประชาธิปไตยใน ไทยสมยั ในด้านต่างๆ ประชาธิปไตยใน ดา้ นต่างๆไดถ้ กู ต้อง ดา้ นตา่ งๆได้ถกู ตอ้ ง ประชาธปิ ไตยใน ด้านตา่ งๆได้ ชัดเจน ๓ ดา้ น ชัดเจน ๒ ดา้ น ด้านตา่ งๆได้ ๒. การวิเคราะห์ปัจจยั ถกู ตอ้ ง ชดั เจน ถูกต้อง ชัดเจน ๑ ท่สี ่งผลต่อความ ทงั้ ๔ ดา้ น ด้าน มัน่ คงและความ วิเคราะหป์ ัจจยั ที่ เจริญรุง่ เรอื งของ ส่งผลต่อความ วิเคราะหป์ จั จัยที่ วิเคราะหป์ ัจจยั ที่ วเิ คราะหป์ จั จยั ท่ี ไทยสมยั ม่ันคงและความ ส่งผลต่อความม่ันคง สง่ ผลตอ่ ความมั่นคง สง่ ผลต่อความ ประชาธปิ ไตย เจรญิ รงุ่ เรอื งของ และความ และความ ม่ันคงและความ ไทยสมยั เจรญิ ร่งุ เรืองของ เจริญรงุ่ เรอื งของ เจริญร่งุ เรอื งของ ๓. การวิเคราะห์ ประชาธิปไตย ไทยสมยั ไทยสมยั ไทยสมยั บทบาทของ ไดถ้ กู ตอ้ ง ชัดเจน ประชาธปิ ไตย ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย พระมหากษตั ริย์ ๔-๕ ประเด็น ไดถ้ กู ตอ้ ง ชัดเจน ได้ถูกต้อง ชดั เจน ได้ถกู ต้อง ชดั เจน ไทยสมยั ประชา-ธปิ วิเคราะหบ์ ทบาท ๓ ประเด็น ๒ ประเด็น ๑ ประเดน็ ไตย ของ พระมหากษตั รยิ ์ วิเคราะหบ์ ทบาท วเิ คราะหบ์ ทบาท วิเคราะหบ์ ทบาท ไทย สมยั ของพระมหากษัตรยิ ์ ของพระมหากษัตรยิ ์ ของ ประชาธปิ ไตย ไทย สมยั ไทย สมยั พระมหากษตั ริย์ ในการสร้างสรรค์ ประชาธปิ ไตย ประชาธิปไตย ไทย สมยั ความเจรญิ และ ในการสร้างสรรค์ ในการสร้างสรรค์ ประชาธปิ ไตย ความมนั่ คงของ ความเจรญิ และ ความเจรญิ และ ในการสร้างสรรค์ ชาติได้ถูกต้อง ความม่นั คงของชาติ ความมั่นคงของชาติ ความเจรญิ และ ละเอียด ชัดเจน ได้ถกู ต้อง ชัดเจน ได้ถกู ตอ้ ง ชดั เจน ความมนั่ คงของ เปน็ สว่ นใหญ่ เป็นบางสว่ น ชาตไิ ด้ถกู ตอ้ ง แต่ไมช่ ดั เจน เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ ๑๑ - ๑๒ ดีมาก ๙ - ๑๐ ดี ๖-๘ พอใช้ ตา่ กว่า๖ ปรับปรุง แนแนวกวการาจรดัจัดกการาเรรเียรียนนรปู้ร้ปูระรวะัตวัตศิ ศิาสาสตตร์เรพเ์ พ่อื อ่ืสสร้ารง้าสงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทไิยทย
๘๓ แบบประเมินการนาเสนอผลงาน คาช้แี จง : ให้ ผสู้ อน สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงใน ชอ่ งวา่ งท่ตี รงกับระดับคะแนน ลาดับท่ี รายการประเมนิ ระดบั คะแนน ๔๓๒๑ ๑ นาเสนอเน้ือหาในผลงานได้ถูกต้อง ๒ การลาดับขนั้ ตอนของเนื้อเรื่อง ๓ การนาเสนอมีความน่าสนใจ ๔ การมสี ว่ นรว่ มของสมาชิกในกลุ่ม ๕ การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผ้ปู ระเมนิ ............../.................../................ เกณฑก์ ารให้คะแนน ผลงานหรอื พฤติกรรมสมบรู ณ์ชดั เจน ให้ ๔ คะแนน ผลงานหรือพฤตกิ รรมมขี ้อบกพร่องบางสว่ น ให้ ๓ คะแนน ผลงานหรอื พฤติกรรมมขี ้อบกพร่องเปน็ สว่ นใหญ่ ให้ ๒ คะแนน ผลงานหรือพฤตกิ รรมมีข้อบกพร่องมาก ให้ ๑ คะแนน เกณฑ์การตัดสินคณุ ภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ ๑๘ – ๒๐ ดีมาก ๑๔ – ๑๗ ดี ๑๐ – ๑๓ พอใช้ ต่ากว่า ๑๐ ปรับปรุง แแนนววกกาารรจจัดดั กกาารรเรเรียยี นนรรปู้ ูป้ รระะววัตัตศิ ศิ าาสสตตรร์เพเ์ พื่ออ่ื สสรรา้ ้างงสสาำนนกึ ึกคคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิตทไิ ยทย
๘๔ แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานกลุ่ม คาช้ีแจง : ให้ ผ้สู อน สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในช่องว่างทีต่ รงกบั ระดับคะแนน ลาดบั ที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน ๔๓๒๑ ๑ การแบง่ หน้าที่กนั อยา่ งเหมาะสม ๒ ความร่วมมือกนั ทางาน ๓ การแสดงความคดิ เห็น ๔ การรบั ฟงั ความคดิ เห็น ๕ ความมีนา้ ใจช่วยเหลือกัน รวม ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมิน ............../.................../................ เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ ๔ คะแนน ปฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมอย่างสม่าเสมอ ให้ ๓ คะแนน ให้ ๒ คะแนน ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครงั้ ให้ ๑ คะแนน ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤติกรรมน้อยครงั้ เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ ๑๘ – ๒๐ ดีมาก ๑๔ – ๑๗ ดี ๑๐ – ๑๓ พอใช้ ต่ากว่า ๑๐ ปรับปรุง แนแนวกวการาจรดัจดักการาเรรเยีรียนนรปู้ร้ปูระรวะัตวัตศิ ิศาสาสตตรเ์รพเ์ พอื่ ่ือสสรา้รง้าสงสานำนึกึกคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปม็นามขาอขงอชงาชตาไิ ตทิไยทย
๘๕ แบบประเมนิ ตนเองตามคา่ นิยมหลักของคนไทย ๑๒ ประการ ชอ่ื _______________________________________________________ชัน้ ___________ เลขท่ี ____ คาชี้แจง : นักเรยี นประเมินตนเองในระหว่างเรยี น แล้วขดี ลงในชอ่ งคา่ นยิ มทีน่ าไปใช้ และบอก เหตผุ ล ว่าไปใช้อย่างไร ค่านยิ มท่ี ขอ้ ท่ี คา่ นยิ มหลกั ของคนไทย นาไปใช้ () นาไปใชอ้ ย่างไร ๑ มีความรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์ ๒ ซอ่ื สตั ย์ เสยี สละ อดทน มีอุดมการณ์ ในสงิ่ ทด่ี ีงามเพื่อส่วนรวม ๓ กตัญญตู ่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอู าจารย์ ๔ ใฝ่หาความรู้ หมัน่ ศึกษาเลา่ เรียน ท้ังทางตรงและทางอ้อม ๕ รกั ษาวฒั นธรรม ประเพณไี ทยอนั งดงาม ๖ มีศลี ธรรม รกั ษาความสัตย์ หวังดีต่อผอู้ ืน่ เผอ่ื แผ่ และแบ่งปนั ๗ เขา้ ใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ ทถี่ ูกต้อง ๘ มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย เคารพผใู้ หญ่ ๙ มสี ติ รตู้ ัว รู้คดิ ร้ทู า รูป้ ฏบิ ตั ิตามพระราชดารสั ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หวั ๑๐ ร้จู กั ดารงตนอยู่โดยใช้หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงตามพระราชดารสั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั ๑๑ มคี วามเข้มแข็งทง้ั ร่างกายและจติ ใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออานาจฝ่ายต่าหรอื กิเลส มคี วาม ละอายเกรงกลวั ต่อบาปตามหลักศาสนา ๑๒ คานงึ ถงึ ประโยชน์ของสว่ นรวมและของชาติ มากกวา่ ผลประโยชน์ของตนเอง แแนนววกกาารรจจดั ดั กกาารรเรเรียียนนรรปู้ ้ปู รระะววัตัตศิ ศิ าาสสตตรรเ์ พเ์ พื่อ่ือสสรร้า้างงสสาำนนึกกึ คคววาามมเปเปน็ น็ ไไททยย: :ควคาวมาเมปเน็ปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิ ยทย
๘๖ แบบประเมนิ สมรรถนะสาคัญของนกั เรยี น (นกั เรยี นประเมนิ ตนเอง) คาช้ีแจงนักเรยี นประเมนิ ตนเอง นักเรยี นมีความคิดเหน็ หรอื ทัศนคติอย่างไรให้ตอบในช่องทตี่ รงกับ ความคิดเหน็ หรือทัศนคติของนกั เรยี นมากที่สุด คือ ถา้ นักเรียนไมเ่ ห็นดว้ ยอยา่ งยิ่งกบั ข้อความ ใหใ้ สเ่ คร่อื งหมาย ทช่ี ่อง ๑ ถ้านักเรียนไมเ่ หน็ ด้วยกบั ข้อความ ใหใ้ สเ่ ครอ่ื งหมาย ท่ชี ่อง ๒ ถ้านักเรียนไม่มีขอ้ คดิ เหน็ ข้อความ ใหใ้ สเ่ ครอ่ื งหมาย ทช่ี อ่ ง ๓ ถา้ นักเรียนเหน็ ดว้ ยขอ้ ความ ใหใ้ ส่เครอื่ งหมาย ท่ชี ่อง ๔ ถ้านักเรยี นเหน็ ดว้ ยอย่างยิ่งกับข้อความ ให้ใส่เครอ่ื งหมาย ท่ชี อ่ ง ๕ ขอ้ ท่ี รายการประเมนิ ๑ ระดบั คะแนน ๕ สมรรถนะท่ี ๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร ๒๓๔ ๑ ข้าพเจ้าคดิ ว่าการพูดอธบิ ายเรอ่ื งราวต่างๆใหผ้ ู้อ่ืนได้เข้าใจ เป็นเรอื่ งที่ง่าย ๒ ข้าพเจ้าคิดวา่ การใช้กาลังแก้ปัญหาความขดั แย้งไดผ้ ลดีกวา่ การเจรจาตอ่ รอง ๓ ข้าพเจ้าคดิ ว่าความขัดแย้งทางความคดิ เป็นเร่ืองปัญหา เล็กน้อยของสงั คม ๔ ขา้ พเจ้าคิดวา่ การศึกษาค้นคว้าทางอนิ เทอร์เน็ตสะดวกและ รวดเรว็ ทนั ใจ ๕ ข้าพเจ้าคดิ ว่าการยนื ตรงเป็นการแสดงความเคารพ เม่อื ครู เดนิ ผ่าน ๖ ขา้ พเจา้ คดิ ว่าการมอบของท่ีระลึกหรอื บัตรอวยพรแด่ ผปู้ กครอง ในวนั สาคญั เป็นการระลึกถงึ ผ้มู ีพระคณุ ท่ีเก่ียวข้อง สมรรถนะท่ี ๒ ความสามารถในการคิด ๗ ข้าพเจา้ คิดวา่ การมองเหตุการณเ์ พ่ือเช่อื มโยงไปยังเหตุการณ์ อื่นๆ เป็นเรื่องที่ทุกคนควรกระทา ๘ ข้าพเจ้าคิดว่าการฟงั ข่าวที่มีการเสนอความร้เู ก่ยี วกบั ใน มมุ มองทแ่ี ตกต่างทาให้เกิดการเรยี นรู้ ๙ ขา้ พเจา้ คิดว่าคาติชมของเพ่ือนทาให้มีความกระตือรือร้นท่ี จะปรับปรุงผลงานของตน ๑๐ ข้าพเจา้ คิดว่าการใชเ้ หตุผลในการตัดสินเพื่อแก้ปัญหาและไป ให้ถงึ เป้าหมายเปน็ ส่ิงทท่ี ุกคนตอ้ งปฏิบัติ ๑๑ ขา้ พเจา้ คดิ วา่ การตดั สนิ ใจโดยมขี ้อสรปุ ท่ีมฐี านมาจากข้อมูล ทน่ี ่าเชอ่ื ถือเป็นการตัดสนิ ใจที่เหมาะสมกับผู้มคี วามคดิ แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเยีรยีนนรปู้รู้ประรวะัตวตัศิ ิศาสาสตตรเ์รพเ์ พ่อื ื่อสสรา้รงา้ สงสานำนึกกึคควาวมามเปเปน็ ็นไทไทยย: ค:วคาวมาเปม็นเปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทิไยทย
๘๗ ขอ้ ที่ รายการประเมิน ๑ ระดบั คะแนน ๕ ๑๒ ขา้ พเจ้าคิดว่าการสรา้ งข้อโตแ้ ย้งท่ดี สี มเหตุสมผลก่อให้เกิด ๒๓๔ การปรับปรุงและพัฒนาคน สมรรถนะท่ี ๓ ความสามารถในการแกป้ ัญหา ๑๓ ขา้ พเจา้ คิดว่าปัญหาย่อมเกิดขึ้นกบั ตนเองและบุคคลใกล้ตัว ๑๔ ขา้ พเจา้ คดิ วา่ แนวโน้มของปญั หาอาจเกิดข้นึ ในทุกสถานการณ์ ๑๕ ข้าพเจา้ คดิ ว่าการวางแผนในการแกป้ ัญหาเปน็ สง่ิ ทีด่ ี ๑๖ ขา้ พเจ้าคดิ ว่าการแก้ปัญหาตามแผนท่ีวางไว้เป็นสง่ิ ที่น่า ภาคภูมิใจ ๑๗ ข้าพเจ้าคดิ วา่ การนาขอ้ ค้นพบทไี่ ด้จากการแกป้ ัญหาไป ประยกุ ตใ์ ช้ในสถานการณอ์ ื่นๆ ทาให้เกิดความภาคภูมิใจ ๑๘ ข้าพเจา้ คิดว่าผลท่เี กดิ จากการแก้ปญั หายอมรับได้เสมอ สมรรถนะที่ ๔ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ๑๙ ข้าพเจ้ารู้สกึ วา่ งานที่ไมเ่ คยทาเปน็ งานทที่ ้าทายความสามารถ ๒๐ ขา้ พเจา้ รู้สึกมคี วามกระตอื รือร้นท่ีจะได้เรียนรูส้ ิ่งใหม่ๆ ๒๑ ขา้ พเจ้ารู้สึกมคี วามสุขทีไ่ ดช้ ว่ ยเหลอื เพ่ือน ครู ครอบครัว และผอู้ นื่ เมื่อมีโอกาส ๒๒ ข้าพเจ้ารูส้ กึ มีความอดทนต่อการพูดส่อเสยี ดของผ้อู ื่น ๒๓ ข้าพเจา้ รสู้ ึกปลมื้ ใจท่เี ด็กไทยไปไกลถงึ เวทีโลก ๒๔ ขา้ พเจา้ รสู้ ึกภมู ิใจท่คี วบคมุ อารมณ์ตนเองได้ สมรรถนะท่ี ๕ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ๒๕ ขา้ พเจ้าคิดวา่ เทคโนโลยมี ีประโยชน์ต่อการเรยี นรู้ ๒๖ ขา้ พเจา้ รสู้ กึ ชอบที่ครใู ช้เทคโนโลยีในการจดั การเรียนการสอน ๒๗ ขา้ พเจา้ รสู้ กึ เขา้ ใจบทเรยี นได้ดีข้นึ เม่ือครใู ชเ้ ทคโนโลยีใน การจัดการเรียนการสอน ๒๘ ข้าพเจา้ คิดวา่ เทคโนโลยีมปี ระโยชนใ์ นการติดตอ่ สื่อสาร ๒๙ ขา้ พเจ้าคดิ วา่ การใช้คอมพิวเตอร์ / อนิ เทอร์เนต็ มีประโยชน์ ตอ่ การสบื คน้ รวบรวมความรู้ ให้เป็นประโยชน์ตอ่ ตนเองและ ชุมชน ๓๐ ข้าพเจา้ คดิ ว่าเทคโนโลยมี ีบทบาทสาคญั ในการพัฒนา เศรษฐกิจและสงั คม ลงชื่อ...................................................ผปู้ ระเมิน ............../.................../................ แแนนววกกาารรจจัดดั กกาารรเรเรียียนนรรปู้ ูป้ รระะววัตตั ศิ ิศาาสสตตรรเ์ พเ์ พื่อ่อื สสรรา้ า้งงสสาำนนึกึกคคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเ็นปม็นามขาอขงอชงาชตาไิตทิไยทย
๘๘ เกณฑ์การให้คะแนนคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ พฤติกรรมบง่ ชี้ ไมผ่ ่าน (๐) ผา่ น (๑) ดี (๒) ดีเย่ียม (๓) ๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ๑. มคี วามสามัคคี ปฏบิ ตั ิตนตามสิทธิ ปฏบิ ตั ติ นตามสทิ ธิ ปฏบิ ตั ติ นตามสิทธิ ปรองดอง และหนา้ ที่ของ และหน้าทข่ี อง และหนา้ ที่ของ นักเรยี น ให้ความ นักเรียนให้ความ นักเรยี นใหค้ วาม รว่ มมือ ร่วมใจใน รว่ มมอื ร่วมใจใน รว่ มมือ รว่ มใจใน การทากิจกรรมกบั การทากจิ กรรมกับ การทากิจกรรมกับ สมาชกิ ใน สมาชกิ ใน สมาชิกใน โรงเรียน โรงเรียนและ โรงเรยี นชมุ ชน ชมุ ชน และสังคม ๒. ปฏิบตั ิตนตาม ไมเ่ ข้ารว่ ม ปฏบิ ตั ิตนตาม ปฏบิ ัตติ นตาม ปฏบิ ัติตนตาม หลักของศาสนา กิจกรรมทาง หลักของศาสนา หลกั ของศาสนา หลกั ของศาสนา ทต่ี นนบั ถือ ศาสนาทต่ี นนับถือ ตามโอกาส อยา่ งสม่าเสมอ อยา่ งสม่าเสมอ เปน็ แบบอยา่ งที่ดี ๓. แสดงออกซงึ่ ไมเ่ ขา้ รว่ ม เข้าร่วมกิจกรรมท่ี เข้าร่วมกจิ กรรม เข้ารว่ มกิจกรรม ความจงรักภักดี กิจกรรมทเ่ี กยี่ วกับ เก่ียวกับสถาบนั และมีสว่ นรว่ มใน และมสี ่วนรว่ มใน ตอ่ สถาบัน สถาบัน พระมหากษัตริย์ การจัดกิจกรรมท่ี การจัดกิจกรรมที่ พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ ตามท่ีโรงเรยี น เก่ยี วกับสถาบนั เกยี่ วกับสถาบนั และชมุ ชนจดั ขนึ้ พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตรยิ ์ ตามท่โี รงเรยี น ตามท่ีโรงเรยี น และชุมชนจดั ขนึ้ และชมุ ชนจดั ขน้ึ ชนื่ ชมในพระราช กรณยี กจิ พระ ปรีชาสามารถของ พระมหากษัตรยิ ์ และพระราชวงศ์ ๒. ซ่อื สัตยส์ จุ ริต ๑. ไม่ถือเอา นาสิง่ ของของคน ไม่นาส่งิ ของและ ไมน่ าส่งิ ของและ ไมน่ าส่ิงของและ ส่ิงของหรือผลงาน อ่ืนมาเปน็ ของ ผลงานของผู้อ่นื มา ผลงานของผู้อน่ื มา ผลงานของผู้อ่นื มา ของผู้อ่ืนมาเป็น ตนเอง เปน็ ของตนเอง เป็นของตนเอง เปน็ ของตนเอง ของตนเอง ปฏบิ ัติตนตอ่ ผู้อน่ื ปฏิบตั ิตนตอ่ ผู้อ่นื ปฏบิ ตั ิตนตอ่ ผูอ้ นื่ แนแนวกวการาจรดัจัดกการาเรรเยีรยีนนรปู้รู้ประรวะัตวัตศิ ศิาสาสตตรเ์รพเ์ พ่อื ือ่สสรา้รงา้ สงสานำนึกึกคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิ ตทไิยทย
๘๙ พฤติกรรมบง่ ช้ี ไม่ผา่ น (๐) ผ่าน (๑) ดี (๒) ดีเยี่ยม (๓) ๒. ปฏิบัติตนตอ่ ด้วยความซ่ือตรง ผู้อนื่ ดว้ ยความ ด้วยความซอ่ื ตรง ดว้ ยความซือ่ ตรง ซ่อื ตรง ไม่หาประโยชน์ ไม่หาประโยชน์ ๓. ไม่หาประโยชน์ ในทางท่ีไม่ถูกต้อง ในทางที่ไม่ถูกต้อง ในทางท่ีไม่ ถกู ต้อง และเป็นแบบอยา่ ง ๓. ใฝเ่ รียนรู้ ท่ดี ดี ้านความ ๑. ตง้ั ใจเรยี น ไม่ตั้งใจเรียน ซอ่ื สัตย์ ๒. เอาใจใสแ่ ละมี ความเพียร เข้าเรียนตรงเวลา เข้าเรยี นตรงเวลา เขา้ เรยี นตรงเวลา พยายามใน ตงั้ ใจเรียน เอาใจ ต้งั ใจเรยี น เอาใจ ต้ังใจเรียน เอาใจ การเรียนรู้ ใส่ และมคี วาม ใส่ และมีความ ใส่ และมคี วาม ๓. สนใจเขา้ ร่วม เพยี รพยายามใน เพียรพยายาม ใน เพยี รพยายาม ใน กจิ กรรมการ การเรยี นรู้ มีสว่ น การเรียนรู้ มีสว่ น การเรียนรู้ มีสว่ น เรียนร้ตู า่ งๆ ร่วมในการเรียนรู้ รว่ ม รว่ ม และเขา้ รว่ ม กจิ กรรมการ ในการเรียนรู้ และ ๔. มงุ่ มน่ั ในการทางาน กิจกรรมการ เรียนรู้ตา่ งๆ ท้งั เข้าร่วมกจิ กรรม ๑. เอาใจใสต่ ่อการ ไม่ตง้ั ใจปฏบิ ตั ิ เรยี นรู้ต่างๆ ภายในและ การเรยี นร้ตู า่ งๆ ปฏบิ ตั ิหน้าที่ หนา้ ท่ีการงาน บางคร้ัง ภายนอกโรงเรยี น ทงั้ ภายในและ ที่ได้รบั มอบหมาย บอ่ ยครัง้ ภายนอกโรงเรยี น ๒. ตง้ั ใจและ เป็นประจาและ รับผิดชอบใน เปน็ แบบอย่างทดี่ ี การทางานให้ สาเร็จ ต้งั ใจและ ตง้ั ใจและ ตง้ั ใจและ ๓. ปรับปรุงและ รับผดิ ชอบในการ รับผิดชอบในการ รบั ผดิ ชอบในการ พัฒนาการทางาน ปฏิบัติหนา้ ทท่ี ี่ ปฏิบัตหิ น้าทท่ี ่ี ปฏบิ ัติหนา้ ที่ที่ ดว้ ยตนเอง ได้รบั มอบหมาย ได้รบั มอบหมาย ไดร้ บั มอบหมาย ให้สาเรจ็ มกี าร ให้สาเรจ็ มีการ ให้สาเร็จ มีการ ปรบั ปรงุ และ ปรับปรุงและ ปรบั ปรงุ และ พัฒนาการทางาน พฒั นาการทางาน พฒั นาการทางาน ใหด้ ขี นึ้ ให้ดีข้นึ ดว้ ยตนเอง ให้ดีข้ึนดว้ ยตนเอง และเป็นแบบอย่าง ท่ดี ี แแนนววกกาารรจจัดัดกกาารรเรเรียียนนรรปู้ ู้ปรระะววัตตั ศิ ศิ าาสสตตรรเ์ พเ์ พ่ือ่อื สสรร้าา้งงสสาำนนึกึกคคววาามมเปเปน็ ็นไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปม็นามขาอขงอชงาชตาิไตทไิ ยทย
๙๐ พฤติกรรมบ่งชี้ ไม่ผา่ น (๐) ผา่ น (๑) ดี (๒) ดเี ยี่ยม (๓) ๕. รกั ความเป็นไทย ๑. แต่งกายและมี ไม่มสี มั มาคารวะ ปฏบิ ัตติ นเป็นผู้มี ปฏิบตั ติ นเปน็ ผู้มี ปฏบิ ัตติ นเป็นผมู้ ี มารยาทงดงาม ตอ่ ผใู้ หญ่ มารยาทแบบไทย มารยาทแบบไทย มารยาทแบบไทย แบบไทย มสี ัมมาภารวะ มสี ัมมาคารวะ มสี มั มาคารวะ มีสัมมาคารวะ กตัญญูกตเวที ตอ่ ผมู้ ีพระคุณ กตัญญูกตเวทีตอ่ ผู้ กตญั ญูกตเวที กตัญญูกตเวทีตอ่ ผู้มี ๓. ชกั ชวน แนะนา มพี ระคุณ และ ต่อผมู้ ีพระคุณ พระคณุ แตง่ กาย ให้ผูอ้ ืน่ ปฏิบตั ติ าม ขนบธรรมเนียม แต่งกายแบบไทย แตง่ กายแบบไทย แบบไทย ดว้ ยความ ประเพณี ศิลปะ และวฒั นธรรม เข้าร่วมหรือมีสว่ น ดว้ ยความ ภาคภมู ใิ จ เข้ารว่ ม ไทย ร่วมในกจิ กรรมท่ี ภาคภูมใิ จ เขา้ ร่วม และมีสว่ นร่วมใน เกย่ี วขอ้ งกบั และมสี ่วนร่วมใน การจัดกิจกรรมท่ี ประเพณี ศิลปะ การจดั กจิ กรรมที่ เกี่ยวขอ้ งกบั และวัฒนธรรม เกีย่ วข้องกบั ประเพณี ศลิ ปะและ ไทย ประเพณี ศลิ ปะ วัฒนธรรมไทย และวฒั นธรรม ชักชวน แนะนาผอู้ ื่น ไทย และเป็นผนู้ าหรอื แกนนาในการ ปฏิบัติตามนบธรรม เนยี มประเพณี ศิลปะและ วัฒนธรรมไทย แนแนวกวการาจรัดจัดกการาเรรเียรยีนนรปู้ร้ปูระรวะัตวตัศิ ศิาสาสตตรเ์รพ์เพอ่ื อื่สสรา้รง้าสงสานำนกึ ึกคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย: ค:วคาวมาเปมน็เปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิ ตทไิยทย
๙๑ แบบประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ คาช้แี จง : ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขีด ลงใน ชอ่ งวา่ งท่ตี รงกบั ระดับคะแนน คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดับคะแนน อนั พงึ ประสงค์ดา้ น ๐๑๒๓ ๑. รกั ชาติ ศาสน์ ๑.๑ มีความสามัคคี ปรองดอง กษตั ริย์ ๑.๒ ปฏบิ ัติตนตามหลักของศาสนาท่ีตนนบั ถือ ๑.๓ แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ ๒. ซื่อสตั ย์สุจริต ๒.๑ ไม่ถือเอาส่งิ ของหรือผลงานของผู้อ่นื มาเป็น ของตนเอง ๒.๒ ปฏบิ ัตติ นต่อผอู้ น่ื ด้วยความซือ่ ตรง ๒.๓ ไม่หาประโยชนใ์ นทางท่ีไมถ่ ูกต้อง ๓. ใฝเ่ รียนรู้ ๓.๑ ตั้งใจเรียน ๓.๒ เอาใจใส่และมีความเพยี รพยายามใน การเรยี นรู้ ๓.๓ สนใจเขา้ ร่วมกิจกรรมการเรยี นรู้ต่างๆ ๔. มุ่งมนั่ ในการทางาน ๔.๑ เอาใจใสต่ ่อการการปฏบิ ัตหิ นา้ ทท่ี ี่ไดร้ บั มอบหมาย ๔.๒ ตงั้ ใจและรับผดิ ชอบในการทางานใหส้ าเรจ็ ๔.๓ ปรับปรุงและพัฒนาการทางานด้วยตนเอง ๕. รกั ความเป็นไทย ๕.๑ แต่งกายและมีมารยาทงดงามแบบไทย มีสัมมาคารวะ กตญั ญูกตเวทตี อ่ ผู้มีพระคุณ ๕.๒ ร่วมกิจกรรมทีเ่ กย่ี วข้องกบั ประเพณี ศิลปะ และวฒั นธรรมไทย ๕.๓ ชกั ชวน แนะนาให้ผู้อื่นปฏิบตั ติ าม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศลิ ปะ และวฒั นธรรมไทย ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ ............../.................../................ แแนนววกกาารรจจดั ดั กกาารรเรเรียียนนรรปู้ ปู้ รระะววัตัตศิ ิศาาสสตตรรเ์ พ์เพ่ืออ่ื สสรรา้ ้างงสสาำนนึกกึ คคววาามมเปเปน็ น็ ไทไทยย: :ควคาวมาเมปเน็ปมน็ ามขาอขงอชงาชตาไิตทไิ ยทย
๙๒ สญั ลักษณค์ วามเป็นไทย เกรนิ่ นำ : ทำไมจงึ ต้องเรยี นเรอื่ งน้ี สัญลักษณ์ หมายถึงเครื่องหมาย (symbol) ที่ใช้แทนความหมายและแนวคิดของสิ่งหน่ึง โดยใช้วัตถุ อักษร ภาพและสีต่าง ๆ ให้สามารถสื่อถึงสงิ่ ใดสิ่งหนึ่งให้เข้าใจตรงกัน อันนับเป็นการสร้าง ความรู้ร่วมกันในสังคม ในทางปรัชญามักนิยามว่า ทุกสิ่งทุกอย่างท้ังในธรรมชาติ รวมท้ังสิ่งที่มนุษย์ สร้างข้ึนสามารถแทนด้วยสัญลักษณ์ได้ทั้งส้ิน ด้วยการใช้แสง เสียง ท่าทาง สายตา เป็นสัญลักษณ์ เพ่ิมขน้ึ จากวัตถทุ างกายภาพ แตท่ ้ังนยี้ อ่ มข้ึนกบั ประสบการณ์ในการรับรู้ของแต่ละสังคม เครอื่ งหมายหรือสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้มีการใช้กันอยา่ งแพรห่ ลาย ซ่งึ เราจะพบเห็นกันเสมอ ในชีวิตประจาวัน โดยเฉพาะสัญลักษณ์สากลที่ทุกชาติทุกภาษา ส่ือความหมายตรงกัน เช่น สัญลักษณ์ ทางคณิตศาสตร์ ( =, >, <, +, -, ×, ÷) สัญลักษณ์ในแผนท่ีแสดงแม่น้า ภูเขา ที่สูง ที่ต่า ขอบเขต ทางรัฐศาสตร์ สัญลักษณ์ในปฏิทินแสดงวันหยุดราชการ วันสาคัญทางศาสนา แต่ละสัญลักษณ์จะมี เป้าหมายหรอื วัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น เครอ่ื งหมายจราจร เป็นสัญลกั ษณท์ ีก่ าหนดข้ึนเพ่ือให้ปฏิบัติตาม หากละเมิดจะมีความผิดทางกฎหมาย เคร่ืองหมายการค้า หรือโลโก (logo) หรือแบรนด์ (brand) ซ่ึง เป็นตราสินค้า หรือย่ีห้อ (trademark) ที่ต้องการให้ผู้บริโภคจดจา หรือได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทเี่ กีย่ วข้องกบั ทรัพย์สินทางปญั ญา สัญลกั ษณด์ งั กล่าวน้ีไมจ่ าเปน็ ต้องสืบค้นความเปน็ มา หรอื ภูมปิ ัญญา ในการสร้างสัญลักษณ์ขึ้น เรียกว่าจดจารูปลักษณ์ได้ รู้และเข้าใจความหมายในสัญลักษณ์ได้ ก็ใช้ได้ ถกู ตอ้ ง แต่สาหรับสัญลักษณ์ทีมีความสาคัญ ท่ีสามารถที่ไปเชื่อมโยงสร้างจิตสานึกในความเป็น ชาติไทยน้ัน จะให้แค่รู้จัก จดจาได้ หรือแค่แปลความหมายได้คงไม่กระตุ้นจิตสานึก ความรักชาติ และ ความภาคภูมิใจในชาติได้หากไม่เกิดความสานึก จะหวังให้เห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ก่อนเห็น แกต่ นเองญาตมิ ิตรและพวกพอ้ ง หรือ กลุม่ ผลประโยชนร์ ว่ ม “จะได้หรอื ” สัญลักษณ์ที่เก่ียวข้องกับจิตสานึกความเป็นไทยมีอยู่มาก ซึ่งอาจอยู่ในองค์ประกอบของ ศิลปกรรม และวัตถุต่างๆ สัญลักษณ์ท่ีได้ยอมรับในสากล คือ ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ ของชาติไทย ส่วนเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบรมราชานุสาวรีย์ ธงชัยพระครุฑพ่าห์ท่ีพระบรมมหาราชวัง นับเป็นสัญลักษณ์ท่ีแสดงถึงความเคารพในสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะพระบรมฉายาลักษณ์ และพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในรัชกาลปจั จบุ ันถือเปน็ สัญลกั ษณ์ท่ใี ครจะลว่ งละเมิดไม่ได้ แนแวนกวากราจรัดจกดั ากราเรรเียรนยี รนปู้ รรู้ปะรวะตั วศิตั าศิ สาตสรต์เพร์เ่อืพสอ่ื รสา้ รง้าสงาสนำกึนคกึ วคาวมาเมปเน็ปไ็นทไยทย: :สัญสญั ลักลษกั ณษณค์ ว์คาวมาเมปเน็ปไน็ ทไยทย
๙๓ สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา เช่น ธงฉัพพรรณรังสี หรือธง ๖ สี เป็นสัญลักษณ์ของ พุทธศาสนาสากล ซึ่งรัฐที่นับถือพุทธศาสนาต่างเข้าใจในความหมายดังกล่าวเป็นอย่างดี ส่วนธงธรรมจักร เปน็ สัญลกั ษณข์ องพระพุทธศาสนาท่ีนิยมใช้ในประเทศไทย สัญลักษณ์อ่ืน ๆ ท่ีเช่ือมโยงให้เห็นถึงส่ิงพัฒนาการของชาติไทย และวีรกรรมของ บรรพบุรุษไทย เช่น อนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์ สัญลักษณ์ท่ีแสดงถึงเหตุการณ์สาคัญของชาติ เช่น หมุดคณะราษฎรที่ฝังอยู่บนพ้ืนถนนในลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นเคร่ืองหมายแทนเหตุการณ์การ เปล่ียนแปลงการปกครอง เมื่อวนั ท่ี ๒๔ มิถนุ ายน ๒๔๗๕ เป็นตน้ อันทจ่ี ริงสิ่งที่นาเสนอดังกล่าวนีล้ ้วนเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ จบั ต้องได้ จึงน่าจะเป็นความชัดเจน ที่นักเรียนทุกระดับสามารถเชอ่ื มโยงความเป็นไทยได้โดยง่าย อาจด้วยเหตุดังกล่าวหลักสูตรสังคมศึกษา ในการศึกษาขั้นพ้ืนฐานจึงกาหนดให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ รู้จักสัญลักษณ์ความเป็นไทย สิ่งท่ี ครคู วรคานึง คือ สานกึ ความเป็นไทย ใช่เรอื่ งทส่ี รา้ งไดง้ ่าย หรือโดยฉับพลนั แตไ่ ม่ใชว่ า่ จะไม่สามารถทา ได้ และเห็นว่าหากครผู ู้สอนไดจ้ ัดกิจกรรมการเรียนร้เู พื่อ ๑) เข้าใจรากเหง้าความเป็นมาของส่งิ นั้น ๒) เข้าใจถึงเหตุผลและความจาเป็นที่ผู้นาของชาติหรือพระมหากษัตริย์ไทยและบรรพบุรุษไทยได้คิด สร้างสรรค์ได้พยายามอย่างเต็มที่ เพ่ือแก้ปัญหาและพัฒนาภายใต้บริบทของสภาพแวดล้อมและ เทคโนโลยีขณะนั้น ๓) เข้าใจในบทบาทของสัญลักษณ์น้ันในเชิงวัฒนธรรมท่ีสะท้อนความเป็นไทยท่ีมี เกียรติและศักดิ์ศรีทัดเทียมกับอารยประเทศ ๔) สร้างจิตสานึก และแนวทางปฏิบัติตนต่อสัญลักษณ์น้ัน ในฐานะของคนไทยและพลเมือง พลโลก ๕) เห็นแนวทางการคงไว้ซึ่งสัญลักษณ์ทั้งในเชิงอุดมคติ คอื รกั และภาคภูมใิ จในความเป็นไทยดว้ ยการธารงและรักษาไว้สบื ต่อไป อย่างไรก็ตามสัญลักษณ์บางอย่างมีลักษณะเป็นนำมธรรม คือ จะจับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้ เช่น ความเอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ความกตัญญูกตเวทีต่อญาติ ผู้ใหญ่ และผู้มีพระคุณ การแสดงความเคารพตอ่ ผู้อาวุโสกว่าหรือในสถานท่ีที่ควรเคารพ ความนอบน้อมถ่อมตน ที่ยังคงปรากฏอยู่น้ันวิถีชีวิตของคนไทย เช่นเมื่อเราเห็นเด็กวัยรุ่นจูงมือผู้เฒ่า (ที่ไม่รู้จัก) หรือคนตาบอดเดินข้ามถนน เราจะรู้สึกซาบซึ้ง และ ตระหนักว่า คุณธรรมและจรยิ ธรรมในสงั คมไทยยังคงอยู่ หรือในทางตรงข้าม เมื่อมองเห็นวัยรุ่นแตง่ ตวั ท่ีเรียกว่า นุ่งน้อยห่มน้อยในบริเวณพุทธศาสนสถาน หรือการได้ฟังเพลงไทยที่ออกเสียงภาษาไทยไม่ ถูกต้อง เราก็เกิดความรู้สึกว่า\"วฒั นธรรมไทยกาลงั เส่ือมสลายลงหรือ\" ลักษณะที่เป็นนามธรรมดังกลา่ ว น้ีอาจนับเป็นสัญลักษณ์ที่เช่ือมโยงถึงความเป็นไทยได้ หากครูผู้สอนสามารถนาไปเป็นสื่อเช่ือมโยงถึง ความหมายและแนวคิดในสิ่งที่มีคุณค่า คือ ความเป็นไทยได้ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทยได้ ทงั้ สิน้ อน่ึง ในปัจจุบันคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้กาหนดสัญลักษณ์ประจาชาติไทย (nation Identity) ขึ้น พื่อประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้ให้ ความเหน็ ชอบ เมอื่ วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ แนแนวกวการาจรัดจดักการาเรรเียรียนนรปู้ร้ปูระรวะตัวัตศิ ศิาสาสตตร์เรพเ์ พ่ือือ่สสรา้รง้างสสานำนกึ กึคควาวมามเปเปน็ น็ไทไทยย::สสญั ัญลลกั ักษษณณค์ ค์วาวมามเปเป็นน็ไทไทยย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331