Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ปลาย

แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ปลาย

Published by Teacher JA ครูจา, 2021-04-20 17:05:36

Description: แผนการจัดการเรียนรู้รายภาค ม.ปลาย 2/2563

Search

Read the Text Version

ป้องกันการทุจรติ รหัสวชิ า สค 32036 จำนวน 3 หน่วยกิต ที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 น์ส่วนรวม สัปดาหท์ ี่/ครงั้ ที่ 13 วนั ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เรียนรู้ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สื่อ/แหลง่ เรยี นรู้ การวดั และ ประเมินผล าง ขน้ั ที่ 1 : กำหนดสภาพ 1. หนังสอื บผลประ ปัญหา แบบเรียน 1. สงั เกต 1 ครูและผเู้ รยี นรว่ มกันพดู คุย 2. ใบความรู้ พฤติกรรม รติ และทติ แลกเปลย่ี นประสบการณ์ที่มี 3. ใบงาน 2. แบบทดสอบ ารทุจรติ ใน เก่ยี วกบั ผลประโยชนส์ ว่ นตน 3. ใบงาน กับผลประโยขนส์ ่วนรวม และ 1.2 รวบรวมปัญหาต่าง ๆ ระหวา่ ง ท่ีพบจากการพดู คุย ละ 1.3 วางแผนการเรียนรู้ โลก) ขนั้ ท่ี 2 : แสวงหาความรู้ 2.1 ครูและผ้เู รยี นร่วมกนั ศึกษาหาขอ้ มลู เกยี่ วกับ ผลประโยชน์ส่วนตนกับผล ประโยขน์สว่ นรวม 2.2 ครแู ละผูเ้ รยี นร่วมกนั กำหนด1. สาเหตุของการ 172

คร้งั ที่ วนั /เดอื น/ปี หวั เรื่อง/ตัวชี้วดั เนื้อหาสาระการเ

เรยี นรู้ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สือ่ /แหล่งเรยี นรู้ การวัดและ ประเมนิ ผล ทุจรติ และทิตทางของการ ป้องกนั การทุจริตในประเทศ ไทย 2. ทฤษฎี ความหมายและ รูปแบบของการขดั กันระหว่าง ผลประโยชนส์ ่วนตนและ ผลประโยชน์สว่ นรวม(โลก) 2.3 ครูแบ่งกลุ่มผเู้ รยี น ออกเปน็ กล่มุ ๆ ละ 3-5 คน และมอบหมายให้ผู้เรียนในแต่ ละกลมุ่ ร่วมกนั สรปุ จากใบงาน ท่ีผู้สอนแจก ให้ผู้เรยี นศึกษา ดว้ ยตนเองในหวั ข้อกำหนดให้ 2.4 ครูมอบหมายให้ผูเ้ รยี น ศกึ ษาใบความรู้และทำ แบบทดสอบ ขนั้ ท่ี 3 : การปฏบิ ตั นิ ำไปใช้ 173 3.1 ผูเ้ รยี นนำความรูท้ ี่ไดร้ ับ ไปปรับใช้ให้สอดคลอ้ งกบั เหตกุ ารณใ์ นชีวิตประจำวนั ได้

คร้งั ที่ วนั /เดอื น/ปี หวั เรื่อง/ตัวชี้วดั เนื้อหาสาระการเ

เรยี นรู้ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สื่อ/แหลง่ เรียนรู้ การวัดและ ประเมนิ ผล 3.2 ครูและผู้เรียนร่วมกนั สรปุ ความรจู้ ากแบบทดสอบ และงานที่มอบหมาย ขนั้ ท่ี 4 : การประเมนิ ผล การเรยี นรู้ 4.1 ครูและผเู้ รยี นนำผลงาน ทไ่ี ด้จากการตอบ แบบทดสอบมาใชเ้ ป็นข้อมลู ในการประเมินผลการเรียนรู้ 4.2 ครู ผเู้ รยี นและ ผู้เก่ียวขอ้ งร่วมกนั สรา้ งเกณฑ์ การวัดผลการเรยี นรู้ 4.3 ครตู ัดสนิ ผลการเรยี นรู้ ตามเกณฑท์ ่ีกำหนด 174

170 ใบความรู้ 1 เรือ่ ง สาเหตุของการทุจรติ และทิศทางการปองกนั และการทจุ รติ ในประเทศไทย การทจุ ริตเปนหน่ึงในปญหาใหญที่ทวั่ โลกกังวลเปนอยางมาก เพราะเปนปญหาที่มคี วามซับซอน ยากต่อการ จดั การและเก่ยี วของกบั คนทกุ คน องคกรทุกองคกร ซง่ึ จะสงผลกระทบอยางมากกบั การพฒั นา ประเทศ 1. สาเหตขุ องการทจุ รติ สาเหตุของการทุจริต อาจเกิดข้ึนไดในประเทศที่มสี ถานการณดงั ตอไปนี้ 1.1 มีกฎหมาย ระเบียบ หรือขอกําหนดจํานวนมากที่เกี่ยวของกับการดําเนินการทางธุรกิจ หากมาตรการ หรือขอกําหนดดังกลาวมีความซับซอน คลุมเครือ เลือกปฏิบัติเปนความลับหรอื ไมโปรงใสจะสงผลใหเปนตนเหตุของ การทจุ รติ ได 1.2 มสี ถานการณ โอกาส หรอื มีกฎ ระเบียบตาง ๆ ท่ีนําไปสูการทจุ รติ ได 1.3 กฎหมาย และกระบวนการยุตธิ รรมไมมีความเขมแข็ง ตลอดจนการพฒั นาใหทันสมัย 2. ทิศทางการปองกันการทุจริตในประเทศไทย ปจจุบันประเทศไทยมีหลายหนวยงานเกิดการตื่นตัวพยายามเขามา มสี วนรวมในการแกไขปญหา การทุจรติ โดยรวมกันสรางเคร่ืองมือ กลไก และกําหนดเปาหมายสําหรับการปฏิบัติงาน ดานการปองกันและ ปราบปรามการทุจริต ในฐานะที่สํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต แหงชาติ (สํานักงาน ป.ป.ช.) เปนองคกรหลักดานการปองกันและปราบปรามการทุจริตไดบูรณาการการทํางาน ดานการตอตาน การทจุ รติ เขากบั ทุกภาคสวน ดังนี้ 2.1 กําหนดเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด ที่ 4 หนาทข่ี องประชาชนชาวไทยวา “... บคุ คลมีหนาทีไ่ มรวมมือหรือสนับสนนุ การทุจรติ และประพฤติ มชิ อบทุกรูปแบบ” หมวดที่ 5 หนาที่ของรัฐวา “รัฐตองสงเสริมสนบั สนุนและใหความรูแกประชาชน ถึงอันตรายที่เกิดจากการทจุ ริตและ ประพฤตมิ ิชอบท้งั ภาครัฐและภาคเอกชน จดั ใหมีมาตรการและกลไกทีม่ ี ประสิทธิภาพ เพื่อปองกันและขจัดการทุจริต อยางเขมงวด รวมทั้งกลไกในการสงเสริมใหประชาชนรวมตัวกัน เพื่อมีสวนรวมในการรณรงคใหความรูตอตานการ ทุจริต หรือชี้เบาะแสโดยไดรบั ความคุมครองจากรัฐ ตามท่ี กฎหมายบัญญัต”ิ 2.2 กําหนดใหมียทุ ธศาสตรการแกไขปญหา 3 ยุทธศาสตร ประกอบดวย 1) ยุทธศาสตรการปลูกฝง “คนไทยไมโกง” เพื่อปฏิรูป “คน” ใหมีจิตสํานึกและสรางพลังรวม เพื่อแกไขป ญหาทุจรติ คอรรปั ชัน 2) ยุทธศาสตรการปองกันดวยการเสริมสรางสังคมธรรมาภิบาล เพื่อปฏิรูประบบและองคกร เพื่อสราง ธรรมาภิบาลในทกุ ภาคสวน 3) ยุทธศาสตรการปราบปราม เพื่อปฏิรูประบบและกระบวนการจัดการต อกรณีการทุจริต คอรรัปชัน ใหมีประสทิ ธภิ าพ 2.3 กําหนดไวในกรอบยุทธศาสตรชาติ 20 ป (พ.ศ. 2561 - 2580) โดยมีวสิ ยั ทัศน “ประเทศไทย มีความ มน่ั คง มง่ั ค่ัง ยัง่ ยนื เปนประเทศพฒั นาแลวดวยการพัฒนาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง” 2.4 กําหนดใหมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) วาดวยเรื่อง สังคมไทยมีวินัย โปรงใส ยึดมั่นในความซื่อสัตย ยุติธรรม รวมทั้งสรางความเขมแข็งเปนภูมิคุมกัน ในสังคมไทย ครอบคลุมภาครัฐ ภาคเอกชน องคกรพฒั นาเอกชน และภาคประชาชน พรอมทัง้ สรางพลงั การขบั เคลื่อนคานิยมตอต านการทุจริตโดยปลกู ฝงใหคนไทยไมโกง

171 2.5 กําหนดใหมีโมเดลประเทศไทยสูความมั่นคง มั่งคั่ง และย่ังยืน (Thailand 4.0) เปนโมเดล ที่นอมนํา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเปนแนวคิดหลักในการบริหารประเทศ ถอดรหัสออกมาเปน 2 ยุทธศาสตร สาํ คญั คอื 1) การสรางความเขมแขง็ จากภายใน (Strength From Within) 2) การเชื่อมโยงกับประชาคมโลกในยุทธศาสตรการสรางความเขมแข็งจากภายในThailand 4.0 เนนการ ปรับเปลี่ยน 4 ทิศทางและเนนการพัฒนาที่สมดุลใน 4 มิติ มิติที่หยิบยก คือ การยกระดับศักยภาพและ คุณคาของ มนุษย (Human Wisdom) ดวยการพัฒนาคนไทยใหเปน “มนุษยที่สมบูรณ” ผานการปรับเปลี่ยน ระบบนิเวศน การเรียนรูเพื่อเสริมสรางแรงบนั ดาลใจบมเพาะความคิดสรางสรรค ปลูกฝงจิตสาธารณะ ยึดประโยชนสวนรวมเปนที่ ตั้ง มีความซื่อสัตย สุจริต มีวินัย มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบ เนนการ สรางคุณคารวม และคานิยมที่ดี คอื สังคมท่ีมคี วามหวัง (Hope) สังคมทเ่ี ปยมสุข (Happiness) และสังคมทมี่ ี ความสมานฉนั ท (Harmony) 2.6 กําหนดใหมียุทธศาสตรชาติวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560 - 2564) โดยกําหนดวิสัยทัศน “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต านทุจริต” (Zero Tolerance & Clean Thailand) หมายความวา ประเทศไทยในระยะ 5 ปขางหนา จะมุงสูการเปนประเทศที่มีมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรม เปนสังคมมิติใหมที่ประชาชนไมเพิกเฉยตอการทุจริตทุกรูปแบบ โดยไดรับความรวมมือจากฝายการเมือง หนวยงานของรัฐ ตลอดจนประชาชน ในการพิทักษรักษาผลประโยชนของชาติ และประชาชน เพื่อใหประเทศไทย มี ศกั ดศ์ิ รแี ละเกยี รตภิ มู ใิ นดานความโปรงใสทัดเทยี มนานาอารยประเทศ

172 ใบงานที่ 1 ใหนักศึกษายกตวั อยางกจิ กรรมการเลือกต้งั ในชมุ ชนท่สี งผลตอการทุจรติ พรอมทั้งระบแุ นวทาง การปองกันการทุจริต เร่ืองดังกลาวได ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

173 ใบความรทู้ ี่ 2 เรือ่ ง ทฤษฎี ความหมายและรปู แบบของการขัดกันระหวางผลประโยชนสวนตน และผลประโยชนสวนรวม (โลก) การขัดกันระหวางประโยชนสวนบุคคลกับประโยชนสวนรวมนั้น มีลักษณะทํานองเดียวกันกับกฎ ศีลธรรม ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี หลักคุณธรรม จริยธรรม กลาวคือ การกระทําใด ๆ ที่เปนการขดั กัน ระหวางประโย ชนสวนบุคคลกับประโยชนสวนรวม เปนสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ไมควรจะกระทํา ซึ่งบุคคลแตละคน แตละสังคม อาจ เห็นวาเรื่องใดเปนการขัดกันระหวางประโยชนสวนบุคคลกับประโยชนสวนรวมแตกตางกันไป หรือเมื่อเห็นวาเป นการขัดกันแลวยังอาจมีระดับความหนักเบาแตกตางกัน อาจเห็นแตกตางกันวาเรื่องใด กระทําได กระทําไมได แตกตางกันออกไปอีก และในกรณีที่มีการฝาฝนบางเรื่องบางคนอาจเห็นวาไมเปนไร เปนเรื่องเล็กนอย หรืออาจ เห็นวาเปนเร่ืองใหญตองถกู ประณาม ตําหนิ ตฉิ นิ นินทาวากลาว ฯลฯ แตกตางกัน ตามสภาพของสงั คม 1. ทฤษฎีของการขดั กันระหวางผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวม (โลก) 1.1 ทฤษฎีอุปถัมภ การขัดกันแหงผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวมจากโครงสราง ของสังคม ซึง่ มคี วามสมั พันธในลักษณะการพ่ึงพาอาศัยในความเทาเทียมกัน โดยตางฝายตางมีผลประโยชน ตางตอบแทนความ สัมพันธนั้น มีองคประกอบของความเปนมิตรรวมอยูดวย แตเปนมิตรภาพที่ขาดดลุยภาพ คือ อีกฝายหนึ่งมีอํานาจ ทําใหเกดิ พวกพองในองคกรทําใหงายตอการเกิดการทุจรติ และประพฤติมิชอบ และยากตอการตรวจสอบ 1.2 ทฤษฎีการทจุ ริต ทฤษฎีทุจริตเกิดขน้ึ จากปจจยั 3 ประการ คือ 1) ความซื่อสัตย เมื่อมนุษยมีความตองการ ความโลภ แมถูกบังคับดวยจริยธรรม คุณธรรม และบทลงโทษ ทางกฎหมายกต็ าม ความจาํ เปนทางเศรษฐกจิ มสี วนผลกั ดันใหบคุ คลตดั สินใจกระทําความผิด เพ่อื ใหตนเองอยูรอด 2) โอกาส ผูกระทําความผิด พยายามที่จะหาโอกาสที่เอื้ออํานวยตอการทุจริต โอกาส ที่เยายวนตอการ ทจุ รติ ยอมกระตนุ ใหเกิดการทุจรติ ไดงายขึ้นกวาโอกาสที่ไมเปดชอง 3) การจูงใจ เปนมูลเหตุจูงใจใหบุคคลตัดสินใจกระทําการทุจริต และนําไปสูการหา มาตรการในการปองกัน การทจุ ริตดวย การจงู ใจในการกระทาํ การทจุ ริต เชน ความทะเยอทะยานอยางไมมี ทส่ี ิน้ สดุ ปรารถนาจะยกระดับให ทัดเทยี มกบั บคุ คลอืน่ ในสังคม ปญหาทางการเงิน การกระทําเพือ่ อยากเดน เปนตน 2. ความหมายของการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนและประโยชนสวนรวม (โลก) การขัดกันของผลประโยชน คือ สถานการณที่บุคคลผูดาํ รงตําแหนงอยางที่ไววางใจ (เชน ทนายความ นักการเมือง ผูบริหาร หรือผูอํานวยการ ของบริษัทเอกชน หรือหนวยงานอื่น ๆ) เกิดความขัดแยง ขึ้นระหวางผลประโยชนสวนตนกับผลประโยชนทาง วิชาชีพ อันสงผลใหเกิดปญหาที่เขาไมสามารถปฏิบัติ หนาที่ไดอยางเปนกลาง ไมลําเอียง ผลประโยชนทับซอนที่ เกิดขึ้น อาจสงผลใหเกิดความไมไววางใจที่มี ตอบุคคลผูนั้นวาเขาจะสามารถปฏิบัติงานตามตําแหนงใหอยูใน ครรลองของคุณธรรมจริยธรรมไดมากนอย เพียงใด ผลประโยชนทับซอนอาจเรียกชื่อแตกตางกัน เชน ความขัดแย งกนั ระหวาง ผลประโยชนสวนตน และผลประโยชนสวนรวม ผลประโยชนทับซอน หรอื ผลประโยชนขดั กัน คําวา ผลประโยชนสวนตน (Private Interests) หมายถึง ผลประโยชนที่บุคคลไดรับ โดยอาศัยตําแหนงหนาที่ของตนหา ผลประโยชน จากหนาทขี่ องตนและหาผลประโยชนจากบุคคลหรือกลุมบคุ คล ผลประโยชนสวนตนมีท้งั เกยี่ วกับเงิน ทอง และไมไดเก่ียวกับเงินทอง เชน ทีด่ นิ หุน ตาํ แหนง หนาที่ สัมปทาน สวนลด ของขวัญ หรือส่ิงทแี่ สดงนา้ํ ใจไมตรี อ่ืน ๆ การลาํ เอียง การเลอื กปฏิบัติ เปนตน คาํ วา ผลประโยชนสวนรวม (PublicInterests)หมายถึง การท่ี บคุ คลใด ในสถานะท่ีเปน เจาหนาท่ีของรฐั (ผูดาํ รงตาํ แหนงทางการเมือง ขาราชการ พนกั งานรฐั วิสาหกจิ หรือ

174 เจาหนาที่ของรัฐในหนวยงาน ของรัฐ) ไดกระทําการใด ๆ ตามหนาที่หรือไดปฏิบัติหนาที่อันเปนการดําเนินการใน อกี สวนหนง่ึ ที่แยกออกมาจาก การดําเนินการตามหนาท่ีในสถานะของเอกชน การกระทําการใด ๆ ตามหนาท่ีของเจ าหนาที่ของรัฐ จึงมี วัตถุประสงคหรือมีเปาหมายเพื่อประโยชนของสวนรวม หรือการรักษาประโยชนสวนรวมท่ี เปนประโยชนของรัฐ การทําหนาที่ของเจาหนาท่ีของรัฐจึงมคี วามเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับอํานาจหนาที่ตามกฎหมาย และจะมีรูปแบบ ของความสัมพันธหรือมีการกระทําในลักษณะตาง ๆ กันที่เหมือนหรือคลายกับการกระทําของ บุคคลในสถานะ เอกชน เพียงแตการกระทําในสถานะที่เปนเจาหนาที่ของรัฐกับการกระทําในสถานะเอกชน จะมี ความแตกตางกัน ที่วัตถุประสงค เปาหมาย หรือประโยชนสุดทายที่แตกตางกัน 3. รูปแบบของการ ขัดกนั ระหวางผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวม (โลก) การขดั กนั ระหวางผลประโยชนสวนตนและผล ประโยชนสวนรวม ไม่ได้ใหลาย รูปแบบไม่จำกัดเฉพาะ ในรูปแบบของตัวเงิน หรือทรัพยสินเทานั้น แตรวมถึงผล ประโยชนอื่น ๆ ที่ไมไดอยูในรูปแบบของตัวเงินหรือ ทรัพย สินดวย ทั้งนี้ John Langford และ Kenneth Kernaghan ไดจําแนกรูปแบบของการขัดกันระหวาง ผลประโยชนสวนตนและผลประโยชนสวนรวมออกเปน 7 รูปแบบ คือ 3.1 การรับผลประโยชนตาง ๆ การรับผลประโยชนตาง ๆ (Accepting Benefits) ซ่ึงผลประโยชนตาง ๆ ไมวาจะเปนทรัพยสิน ของขวัญ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝกอบรม หรือสิ่งอื่นใด ในลักษณะเดียวกันนี้ และผลจากการรับผลประโยชนอื่น ๆ นั้น ไดสงผลใหการตัดสินใจของเจาหนาที่ของรัฐในการ ดําเนินการตาม อํานาจหนาที่ ตวั อยาง 1) นายสุจริต ขาราชการช้ันผูใหญ ไดเดินทางไปปฏิบัติราชการในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งในวันดังกลาว นาย รวย นายกอบต. แหงหนึ่ง ไดมอบงาชางจาํ นวนหน่ึงคใู หแกนายสุจริต เพื่อเปนของทร่ี ะลกึ 2) การที่เจาหนาที่ของรัฐรับของขวัญจากผูบริหารของบริษัทเอกชน เพื่อชวยใหบริษัท เอกชนรายนั้นชนะ การประมูลรบั งานโครงการขนาดใหญของรฐั 3) การท่ีบรษิ ัทแหงหนงึ่ ใหของขวญั เปนทองคาํ แกเจาหนาท่ใี นปทผี่ านมา และปนเ้ี จาหนาที่ เรงรัดคืนภาษีให กับบริษัทนั้นเปนกรณีพิเศษ โดยลัดคิวใหกอนบรษิ ทั อ่ืน ๆ เพราะคาดวาจะไดรับของขวัญอกี 4) การที่เจาหนาที่ของรัฐไปเปนคณะกรรมการของบริษัทเอกชน หรือรัฐวิสาหกิจ และไดรับความบันเทิงใน รปู แบบตาง ๆ จากบรษิ ัทเหลานนั้ ซึง่ มีผลตอการใหคาํ วินจิ ฉัยหรือขอเสนอแนะ ที่เปนธรรม หรือเปนไปในลักษณะที่ เออ้ื ประโยชนตอบริษทั ผูใหน้นั ๆ 5) เจาหนาที่ของรัฐไดรับชุดไมกอลฟจากผูบริหารของบริษัทเอกชน เมื่อตองทํางาน ที่เกี่ยวของกับ บรษิ ทั เอกชนแหงนัน้ ก็ชวยเหลอื ใหบรษิ ัทนัน้ ไดรับสมั ปทาน เนอ่ื งจากรูสึกวาควรตอบแทน ที่เคยไดรับของขวัญมา 3.2 การทําธุรกิจกับตนเองหรือเปนคูสัญญาการทําธุรกิจกับตนเอง (Self - Dealing) หรือเปนคูสัญญา (Contracts) เปนการที่เจาหนาท่ี ของรัฐ โดยเฉพาะผูมีอํานาจในการตัดสินใจเขาไปมีสวนไดสวนเสียในสญั ญาที่ทาํ กับหนวยงานที่ตนสงั กัด โดยอาจจะเปนเจาของบริษัทท่ีทําสัญญาเอง หรือเปนของเครือญาติ สถานการณเชนนี้เกิด บทบาทที่ขดั แยง หรอื เรียกไดวาเปนท้ังผูซื้อและผูขายในเวลาเดยี วกัน ตวั อยาง 1) การที่เจาหนาที่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจางทําสัญญา ใหหนวยงานตนสังกัด ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร สาํ นักงานจากบริษัทของครอบครัวตนเอง หรอื บริษัทที่ตนเองมหี ุนสวนอยู 2) ผูบริหารหนวยงาน ทําสัญญาเชารถไปสัมมนาและดูงานกับบริษัท ซึ่งเปนของเจาหนาที่ หรือบริษัท ทผี่ ูบริหารมหี ุนสวนอยู

175 3) ผูบริหารของหนวยงาน ทาํ สัญญาจางบริษทั ท่ภี รรยาของตนเองเปนเจาของมาเปน ทปี่ รึกษาของหนวยงาน 4) ผูบริหารของหนวยงานทําสัญญาใหหนวยงานจัดซื้อทดี่ ินของตนเองในการสราง สํานกั งานแหงใหม 3.3 การทํางานหลังจากออกจากตําแหนงหนาที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ การทํางานหลังจากออกจาก ตําแหนงหนาที่สาธารณะหรือหลังเกษียณ (Post - employment) เปนการท่ีเจาหนาที่ของรัฐลาออกจากหนวยงาน ของรัฐ และไปทํางานในบรษิ ัทเอกชนที่ดําเนินธุรกิจ ประเภทเดียวกนั หรือบริษัทที่มีความเกีย่ วของกับหนวยงานเดิม โดยใชอิทธิพลหรือความสัมพันธจากที่เคย ดํารงตําแหนงในหนวยงานเดิมนั้นหาผลประโยชนจากหนวยงานใหกับ บรษิ ทั และตนเอง ตวั อยาง 1) อดีตผูอํานวยการโรงพยาบาลแหงหน่ึง เพิ่งเกษียณอายุราชการไปทํางานเปนที่ปรึกษา ในบริษัทผลิตหรอื ขายยา โดยใชอิทธิพลจากที่เคยดํารงตําแหนงในโรงพยาบาลดังกลาว ใหโรงพยาบาลซื้อยา จากบริษัทที่ตนเอง เปนที่ปรึกษาอยู พฤติการณเชนนี้ มีมูลความผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาฐานเปน เจาหนาที่ของรัฐปฏิบัติหรือ ละเวนการปฏิบัติในพฤติการณที่อาจทําใหผูอื่นเชื่อวาตนมีตําแหนงหรือหนาที่ ทั้งที่ตนมิไดมีตําแหนงหรือหนาที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชนที่มิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายสําหรับตนเองหรือผูอื่น ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญวาดวยการปองกนั และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. 2561 มาตรา171 2) การที่ผูบริหารหรือเจาหนาที่ขององคกรดานเวชภัณฑและสุขภาพ ออกจากราชการ ไปทํางานในบริษัท ผลิตหรือขายยา โดยใชความสมั พนั ธจากทีเ่ คยทาํ งานในองคกร หาผลประโยชนใหบรษิ ทั ผลติ หรอื ขายยา 3) การที่ผูบริหารหรือเจาหนาที่ของหนวยงานที่เกษียณแลว ใชอิทธิพลที่เคยดํารงตําแหนง ในหนวยงานรัฐ รบั เปนทีป่ รกึ ษาใหบริษทั เอกชนทต่ี นเคยตดิ ตอประสานงาน โดยอางวาจะไดตดิ ตอกบั หนวยงานรฐั ไดอยางราบรน่ื 4) การวาจางเจาหนาที่ผูเกษียณมาทํางานในตําแหนงเดิมที่หนวยงานเดิมโดยไมคุมคากับ ภารกิจที่ไดรับ มอบหมาย 3.4 การทํางานพิเศษ การทํางานพิเศษ (Outside employment or moonlighting) ในรูปแบบนี้มีได ลายลักษณะ ไมวาจะเปนการที่เจาหนาที่ของรัฐตั้งบริษัทดําเนินธุรกิจที่เปนการแขงขันกับหนวยงานหรือองคการ สาธารณะทีต่ นสังกดั หรอื การรบั จางพิเศษเปนที่ปรึกษาโครงการโดยอาศัยตาํ แหนงในราชการสรางความ นาเช่ือถือวา โครงการของผูวาจางจะไมมีปญหาตดิ ขดั ในการพจิ ารณาจากหนวยงานท่ีท่ีปรกึ ษาสงั กัดอยู ตวั อยาง 1) เจาหนาที่ตรวจสอบภาษี 6 สาํ นกั งานสรรพากรจงั หวัดในสวนภมู ภิ าค ไดจดั ต้งั บริษัท รับจาง ทําบัญชีใหคําปรึกษาเกี่ยวกับภาษีและมีผลประโยชนเกี่ยวของกับบริษัท โดยรับจางทําบัญชี และยื่นแบบ แสดง รายการใหผูเสยี ภาษีในเขตจังหวดั ท่ีรับราชการอยูและจงั หวัดใกลเคียง มีพฤติกรรมชวยเหลือผูเสยี ภาษี ใหเสยี ภาษีน อยกวาความเปนจริงและรับเงินคาภาษีอากรจากผูเสียภาษีบางราย รวมทั้งมิไดนําไปยื่นแบบ แสดงรายการชําระ ภาษีให พฤติกรรมของเจาหนาที่ดังกลาวเปนการไมปฏิบัติตามขอบังคับกรมสรรพากร วาดวยจรรยาขาราชการ กรมสรรพากร พ.ศ. 2559 ขอ9 (7) (8) และอาศัยตําแหนงหนาที่ราชการของตน หาประโยชนใหแกตนเอง เปนค วามผิดวินยั อยางไมรายแรงตามมาตรา83 (3) แหงพระราชบญั ญตั ิระเบียบ ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 อีกท้ัง เปนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหาย แกทางราชการโดยรายแรง และปฏิบัติหนาท่ี ราชการโดยทจุ ริต และยังกระทําการอันไดช่ือวาเปนผูประพฤติ ชั่วอยางรายแรง เปนความผดิ วินัยอยางรายแรง ตาม มาตรา 85 (1) และ (4) แหงพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขาราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551

176 2) ฝายกฎหมายและเรงรัดภาษีอากรคาง สํานักงานสรรพากรจังหวัดในสวนภูมิภาค หารายไดพิเศษโดยการ เปนตัวแทนขายประกันชีวิตของบริษัทเอกชน ไดอาศัยโอกาสที่ตนปฏิบัติหนาท่ีเรงรดั ภาษีอากรคางผูประกอบการ รายหนง่ึ หาประโยชนใหแกตนเอง ดวยการขายประกันชีวติ ใหแกหนุ สวนผูจัดการ ของผูประกอบการดังกลาว รวมทั้ง พนักงานของผูประกอบการนั้นอีกหลายคน ในขณะที่ตนกําลังดําเนินการเรงรัด ภาษีอากรคาง พฤติกรรมของ เจาหนาที่ดังกลาวเปนการอาศัยตําแหนงหนาที่ราชการของตนหาประโยชน ใหแกตนเอง เปนความผิดวินัย อยางไมรายแรงตามมาตรา 83 (3) ประกอบมาตรา 84 แหงพระราชบัญญัติระเบียบ ขาราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 3) การที่เจาหนาทข่ี องรฐั อาศัยตําแหนงหนาท่ีทางราชการ รับจางเปนทป่ี รึกษาโครงการ เพ่ือใหบรษิ ัทเอกชน ทวี่ าจางนั้นมีความนาเช่อื ถอื มากกวาบรษิ ัทคูแขง 4) การท่ีเจาหนาทข่ี องรัฐไมทาํ งานที่ไดรับมอบหมายจากหนวยงานอยางเตม็ ท่ี แตใชเวลา ไปรบั งานพิเศษอื่น ๆ ที่อยูนอกเหนืออาํ นาจหนาท่ีทไี่ ดรบั มอบหมายจากหนวยงาน 5) การที่ผูตรวจสอบบัญชีภาครัฐรับงานพิเศษเปนที่ปรึกษา หรือเปนผูทําบัญชีใหกับบริษัท ที่ตองถูก ตรวจสอบ 3.5 การรขู อมลู ภายในการรูขอมูลภายใน (Inside information) เปนสถานการณท่เี จาหนาที่ของรัฐใช ประโยชน จากการทต่ี นเองรบั รูขอมูลภายในหนวยงาน และนําขอมลู นนั้ ไปหาผลประโยชนใหกับตนเองหรือพวกพ อง อาจจะไปหาผลประโยชนโดยการขายขอมลู หรือเขาเอาผลประโยชนเสยี เอง

177 ใบงานท่ี 2 กคําชแ้ี จง ใหนักศึกษาคดิ ทบทวนวาตนเองไดเคยปฏิบัตเิ ก่ยี วกบั หัวขอตอไปนบ้ี างหรอื ไม 1. ผลประโยชนสวนตน เรอ่ื งทเ่ี คยปฏิบัติ แนวทางปองกนั 2. ผลประโยชนสวนรวม แนวทางปองกนั เรื่องท่ีเคยปฏบิ ัติ

178 แบบทดสอบกอนเรยี น 1. ขอใดไมใชสาเหตขุ องการทจุ ริต ก. กฎหมาย ระเบยี บ ขอกาํ หนดมชี องวาง ข. เจาหนาท่ีมีอาํ นาจสทิ ธิขาดในการใชดลุ พินิจ ค. ไมมกี ลไกทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพในการควบคุม ง. การเปลี่ยนตาํ แหนงของผูปฏิบัติงาน 2. ขอใดไมเก่ียวของกับทศิ ทางการปองกนั และการทุจรติ ในประเทศไทย ก. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบบั ที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ข. รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ค. ยุทธศาสตรชาตริ ะยะ 20 ป (พ.ศ. 2561 - 2580) ง. พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ 3. ขอใดคือหลักสาํ คัญในการควบคมุ พฤตกิ รรมของเจาหนาที่ของรฐั ก. หลักธรรม ข. คตธิ รรม ค. จริยธรรม ง. มโนธรรม 4. บรษิ ัทใหของขวญั เปนทองคําแกเจาหนาที่ เจาหนาท่ีกเ็ รงรัดคนื ภาษีใหกอนโดยวิธีลัดคิว เพอ่ื ตองการไดของขวัญ อกี ครั้ง เปนการทุจริตในรูปแบบใด ก. การรูขอมลู ภายใน ข. การรับผลประโยชน ค. คสู ัญญากับเอกชน ง. การสรางถนนในชุมชน 5. ขอใดสําคญั ที่สุดในการจดั กระบวนการคิดเปน ก. ผูเรียน ข. ผูสอน ค. กระบวนการ ง. สภาพปญหา 6. เมื่อนําผลการตัดสนิ ใจไปปฏบิ ัตแิ ลวยงั ไมพอใจ ควรทาํ อยางไร ก. ทงิ้ ไวระยะหนึ่งเพื่อใหสภาพสงั คมมกี ารเปล่ยี นแปลง ข. คนควาหาขอมูลเพิ่มเติม แลวกลบั ไปดําเนนิ การตามกระบวนการใหม ค. ยกเลิกผลการตดั สนิ ใจน้นั เพราะเห็นวาไมถูกตอง ง. ใหกลับไปทบทวนกระบวนการใหม เพื่อหาขอบกพรอง 7. กรณีใดเขาขายการทจุ รติ ก. การลกั ทรัพย ข. การซอ้ื ขายหวยใตดิน ค. หัวหนางานขมขูพนกั งาน ง. ลาปวยโดยใชใบรบั รองแพทยปลอม 8. ส่ิงท่ที าํ ใหเกดิ การทุจรติ ก. โอกาส ความกดดนั จติ ใจ ความเครียด ข. แรงจูงใจ เหตุผล ความยากจน ค. โอกาส แรงจูงใจ ความยากจน ง. โอกาส แรงจูงใจ เหตุผล 9. ขอใดตรงกับความหมายคําวาทจุ ริต ก. ลูกขอเงนิ ไปเทยี่ ว ข. ผูเรยี น กศน. มาพบกลุม ค. พนกั งานบริษัทใหเพอื่ นลงช่อื ทาํ งานแทน ง. ผปู กครองซื้ออุปกรณการสอนใหโรงเรยี น

179 10. การปฏบิ ตั ติ นในขอใดแสดงถงึ ความมีวนิ ัยในตนเอง ก. การเขาคิวซื้ออาหาร ข. การแบงขนมใหเพอื่ น ค. การทาํ ความสะอาดบาน ง. การมอบของขวญั ใหผูใหญ 11. ถาทานรูวาสิ่งที่กระทาํ น้ันไมดี ไมถูกตองตรงกับความหมายขอใด ก. ความไมทน ข. ความละอาย ค. ความไมกลัว ง. ความเกรงใจ 12. ความไมทนตอการทุจรติ ตรงกับความหมายขอใด ก. ใหเพอื่ นลอกการบาน ข. มีคนแซงควิ กอนหนาจึงเขาไปเตือน ค. ใชรถยนตของราชการไปเทีย่ วในวันหยุด ง. เห็นคนหยิบสนิ คา แลวไมจายเงนิ ก็ทาํ เฉย ๆ 13. การทจุ รติ ขอใดกอใหเกิดความเสียหายตอสังคม ก. คายาเสพติด ข. ลูกพูดโกหกพอแม ค. เพื่อนขอลอกขอสอบ ง. จางเพ่ือนทําชิ้นงานสงครู 14. ขอใดไมใชสาเหตขุ องการทจุ ริต ก. โครงสรางสังคมไทยระบบอปุ ถัมภ ข. กระบวนการยตุ ธิ รรมไมเขมแขง็ ค. กระแสบรโิ ภคนยิ ม วัตถนุ ิยม ง. ความรูเทาไมถงึ การณ 15. การทจุ ริตในดานศีลธรรม ตรงตามขอใด ก. การลกั ทรัพย ข. การโกหก ค. การเหน็ แกตัว ง. การหลงผิด 16. ขอใดเปนความหมายของคําวา“พลเมือง” ก. ปฏิบตั ติ นตามหนาที่เทาน้ัน ข. ยอมรบั กฎหมาย นโยบาย กิจกรรมตาง ๆ ของรัฐ ค. บทบาท หนาท่ี และความรบั ผดิ ชอบของสมาชกิ สงั คมท่ีมตี อรฐั ง. อาํ นาจอันชอบธรรมท่ีตองทําระหวางบคุ คล 17. ขอใดไมใชความหมายของ “พลเมืองศึกษา” ก. ใหมคี วามภาคภมู ิใจในความเปนพลเมืองดี ข. การจัดการศึกษาและประสบการณเรียนรูเพื่อพัฒนาใหเปนพลเมืองดี ค. ตนเองเปนเพยี งผูนอยตองคอยรับการอุปถัมภจากผูอน่ื ง. สนใจเรียนรเู กี่ยวกบั รฐั บาล กฎหมาย ระบบการเมืองการปกครอง 18. ความเปนพลเมืองไดแกขอใด ก. ศักดิศ์ รีความเปนมนษุ ย ข. เคารพหลักความเสมอภาค ค. รบั ผิดชอบตอสงั คมและสวนรวม ง. การรบั รู เขาใจกบั การนบั ถือความรู ความสามารถ 19. ขอใดเปนลักษณะของการเปนพลเมืองดี ก. รับฟงความคิดเหน็ ตางไดเสมอ ข. กระตอื รือรนทีจ่ ะมีสวนรวมแกปญหา ค. เคารพกฎ ระเบยี บของชมุ ชน ง. ถูกทกุ ขอ

180 20. ขอใดเปนแนวทางในการสรางสํานึกความเปนพลเมือง ก. รับฟงความคิดเหน็ ของผูอ่ืน ข. เขาไปมีสวนรวมในกิจการของชุมชน ค. เคารพกฎหมายของทกุ ประเทศ ง. ถูกทุกขอ เฉลยแบบทดสอบกอนเรยี น 1. ง 2. ง 3. ค 4. ข 5. ก 6. ข 7. ง 8. ค 9. ค 10. ก 11. ข12. ข 13. ก 14. ง 15. ค 16. ค17. ค18. ข19. ง20. ข

แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 14

แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระ ความรู้พ้ืนฐาน รายวิชา การป ระดบั ม.ปลาย ภาคเรยี นท เร่ือง การคิดแยกแยะระหว่างผลประโ สปั ดาหท์ ่ี/ครง้ั ที่ 14 ว ครง้ั ท่ี วนั /เดือน/ปี หัวเรื่อง/ตัวช้ีวัด เนอื้ หาสาระการเรยี นรู้ 14 7 มีนาคม 2564 ความละอายและความไมท่ นต การทจุ ริต 2. อธบิ ายความละอาย 2. ความละอายและความไม่ท และความไมท่ นตอ่ การ ต่อการทจุ ริต ทจุ ริตได้ - ความหมายของความละอาย และความไมท่ นตอ่ การทุจรติ - ลักษณะของความละอายแล ความไม่ทนต่อการทุจริต - การลงโทษทางสังคม - กรณีตวั อยา่ งความละอายแล ความไม่ทนต่อการทุจรติ

ป้องกันการทุจรติ รหัสวชิ า สค 32036 จำนวน 3 หนว่ ยกิต ที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563 โยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยขน์ส่วนรวม วนั ที่ 7 มีนาคม 2564 การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สอ่ื /แหลง่ การวดั และ เรยี นรู้ ประเมินผล ต่อ ขน้ั ที่ 1 : กำหนดสภาพปญั หา 1. หนังสือ 1. สงั เกต พฤติกรรม 1 ครูและผ้เู รยี นรว่ มกนั พูดคุย แบบเรยี น 2. การทำ กจิ กรรมกลมุ่ ทน แลกเปลย่ี นประสบการณท์ ี่มี 2. ใบความรู้ 3. ใบงาน เกยี่ วกับความละอายและความไม่ 3. ใบงาน ย ทนตอ่ การทจุ ริต 1.2 รวบรวมปญั หาตา่ ง ๆ ท่ี ละ พบจากการพูดคยุ 1.3 วางแผนการเรยี นรู้ ละ 187

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่อื /แหล่ง การวดั และ เรยี นรู้ ประเมินผล ขน้ั ที่ 2 : แสวงหาความรู้ 2.1 ครแู ละผูเ้ รยี นรว่ มกนั ศึกษา 188 หาขอ้ มูลเกีย่ วกบั ความละอาย และความไม่ทนต่อการทจุ รติ 2.2 ครูและผ้เู รียนร่วมกันกำหนด 1. ความหมายของความละอาย และความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ 2. ลกั ษณะของความละอายและ ความไม่ทนต่อการทจุ รติ 2.3 ครูแบ่งกลุ่มผูเ้ รยี นออกเป็น กลุ่มๆ ละ 3-5 คน และมอบหมาย ให้ผูเ้ รียนในแต่ละกลมุ่ รว่ มกันสรุป ความรจู้ ากใบความรแู้ ละใบงานที่ ครแู จกให้พรอ้ มส่งตวั แทนกลุ่ม ออกมานำเสนอ ขน้ั ท่ี 3 : การปฏิบตั ินำไปใช้ 3.1 ผเู้ รียนนำความรู้ที่ได้รบั ไป ปรับใชใ้ หส้ อดคล้องกบั เหตุการณ์ ในชวี ติ ประจำวันได้ 3.2 ครแู ละผเู้ รียนร่วมกนั สรปุ ความรูจ้ ากใบงานและงานที่ มอบหมาย

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หวั เร่อื ง/ตัวช้ีวัด เน้อื หาสาระการเรยี นรู้

การจดั กระบวนการเรียนรู้ ส่ือ/แหล่ง การวดั และ เรยี นรู้ ประเมินผล ขั้นท่ี 4 : การประเมินผล การเรียนรู้ 4.1 ครูและผเู้ รียนนำผลงานทไ่ี ด้ จากการตอบจาก ใบงานมาใช้เป็น ขอ้ มลู ในการประเมนิ ผลการ เรียนรู้ 4.2 ครู ผูเ้ รยี นและผ้เู กีย่ วข้อง ร่วมกนั สรา้ งเกณฑก์ ารวัดผลการ เรยี นรู้ 4.3 ครูตัดสินผลการเรียนรู้ตาม เกณฑ์ที่กำหนด 189

185 ใบความร้ทู ี่ 5 ความหมายของความละอายและความไมท่ นต่อการทุจริต 1.2 ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต การสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตเป็นการปรับเปลี่ยนสภาพสังคม ใหเ้ กิดภาวะ “ทไี่ มท่ นตอ่ การทุจริต” โดยเร่มิ ตง้ั แต่กระบวนการกลอ่ มเกลาทางสังคมในทุกชว่ งวยั เพ่ือสร้างวัฒนธรรม ต่อต้านการทุจรติ และปลูกฝงั ความพอเพียง มีวนิ ยั ซือ่ สัตยส์ จุ ริต ความเปน็ พลเมืองดี มจี ิตสาธารณะ ผ่านทาง สถาบัน หรอื กลมุ่ ตวั แทนที่ทำหนา้ ทใ่ี นการกลอ่ มเกลาทางสงัคม เพอ่ื ใหเ้ ดก็ เยาวชน ผูใ้ หญ่เกิดพฤตกิ รรม ท ี ่ ล ะ อ า ย ต ่ อ การ กระทำความผดิ การไมย่ อมรับและต่อต้านการทจุ รติ ทุกรูปแบบ 1.2.1 ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ คืออะไร คำวา่ “ความละอำย” และ “ความไม่ทน” ได้มกี ารใหค้ วามหมายไว้ ดงั น้ี พจนานกุ รมราชบัณฑิตยสถาน ใหค้ วามหมายของคำวา่ ละอาย หมายถงึ การรสู้ กึ อาย ท่จี ะทำในส่ิงท่ไี มถ่ กู ไ ม ่ ค ว ร เช่นละอายท่ีจะทำผิด ละอายใจ ความละอาย เป็นความละอายและความเกรงกลัวต่อสิ่งที่ไม่ดีไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม เพราะเหน็ ถงึ โทษหรอื ผลกระทบทจ่ี ะไดร้ ับจากการกระทำนัน้ จงึไม่กลา้ที่จะกระทำ ทำให้ตนเองไม่ หลงทำในสง่ิ ที่ผิดน่ันคอื มีความละอายใจ ละอายตอ่ การทำผิด พจนานกุ รมราชบณั ฑิตยสถานให้ความหมายของ คำว่า ทน หมายถึงกำรอดกล้นั ไดท้ นอยู่ได้ เช่น ทนด่า ทนทกุ ข์ ทนหนาว ไม่แตกหกั หรอื บุบสลายง่าย ความอดทน คือ การรู้จักรอคอยและคาดหวัง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงแน่วแนต่ ่อสิ่งที่รอคอยหรือ สง่ิ ท่จี งู ใจใหก้ ระทำในสง่ิ ที่ไม่ดี ไมท่ น หมายถึงไม่อดกลั้น ไม่อดทน ไมย่ อม ดังน้นั ความไม่ทน หมายถึง การ แสดงออก ต่อการกระทำที่เกิดขนึ้ กบั ตนเอง บุคคลท่ีเก่ียวข้องหรือสงั คม ในลักษณะที่ไม่ยินยอม ไม่ยอมรับใน ส่ิงท่เี กดิ ขึ้น ความไม่ทนสามารถแสดงออกได้หลายลักษณะ ทั้งในรูปแบบของกริยาทา่ ทางหรอื คำพดู ความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ หรือการกระทำที่ไมถ่ ูกต้อง ต้องมีการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เชน่ การแซงควิ เพ่อื ซื้อของการแซงคิวเปน็ การกระทำท่ไี ม่ถกู ต้อง ผู้ถูกแซงคิวจึงต้องแสดงออก ให้ผู้ท่ี แซงคิวรับรู้วา่ ตนเอง ไม่พอใจ โดยแสดงกิริยาหรือบอกกลา่ วให้ทราบ เพื่อให้ผทู้ ีแ่ ซงควิ ยอมท่จี ะต่อทา้ ยแถว กรณี น้ีแสดงใหเ้ หน็ ว่าผทู้ ่ี ถูกแซงควิ ไม่ทนตอ่ การกระทำทไี่ ม่ถูกตอ้ ง และหากผู้ที่แซงคิว ไปต่อแถวก็จะแสดงให้เห็น ว่าบคุ คลนนั้ มีความ ละอายตอ่ การกระทำที่ไม่ถกู ตอ้ ง เป็นต้น ความไมท่ นตอ่ การทุจริต บุคคลจะมีความไม่ทนต่อการทุจริตมาก – น้อย เพียงใด ขึ้นอยู่ กับจิตสำนึกของ แต่ละบุคคลและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ แล้วมีพฤติกรรมที่แสดงออกมาซึ่งการแสดงกริยาหรือ การกระทำจะมหี ลายระดบั เช่น การวา่ กลา่ วตกั เตอื น การประกาศให้สาธารณชน รับรู้ การแจ้งเบาะแส ก า ร ร ้ อ ง ทุกข์กล่าวโทษ การชุมนุมประทว้ งซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่รุนแรงที่สดุ เนื่องจากมีการรวมตัวของคนจำนวนมากและ สร้างความเสียหายอย่างมากเช่นกัน ความไม่ทนของบุคคลต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่ส่งผลในทางไม่ดีต่อตนเองโดยตรง สามารถ พบเห็นได้งา่ ย ซ่งึ ปกติแล้วทุกคนมักจะไม่ทนต่อสภาวะแวดล้อมท่ีไมด่ ีและส่งผลกระทบต่อตนเองแล้ว มักจะ แสดงปฏกิ ิริยาออกมา แต่การทบี่ ุคคลจะไม่ทนต่อการทจุ รติ และแสดงปฏิกริ ยิ าออกมานั้นอาจเป็น เรอ่ื งยาก เน่ืองจาก ปัจจุบันสังคมไทยมีแนวโน้มยอมรับการทุจริต เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์หรือให้งานสามารถดำเนินต่อไป สคู่ วามสำเร็จ ซึ่งการยอมรับการทุจรติ ในสงั คมไมเ่ วน้ แมแ้ ต่เด็กและเยาวชน และ มองว่าการทจุ ริตเป็นเรอื่ งไกลตัวและ ไมม่ ีผลกระทบกับตนเองโดยตรง 1.2.2 ลกั ษณะของความละอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ ลักษณะของความละอายสามารถแบ่งได้ 2 ระดบั คอื ความละอายระดับต้น หมายถึงความละอายาไม่กล้ำที่จะทำในสิ่งที่ผิด เนื่องจากกลัวว่าเมื่อตนเองได้ ทำลงไปแล้วจะมคี นรับรู้ หากถกู จับได้จะได้รับการลงโทษหรือไดร้ ับความเดือดร้อนจากสง่ิ ท่ตี นเองได้ทำลงไปจงึ ไม่กล้า

186 ทีจ่ ะกระทำผิดและในระดบั ทส่ี องเปน็ ระดบั ที่สงู คือแมว้ า่ จะไม่มใี ครรบั รหู้ รอื เหน็ ในสงิ่ ทีต่ นเองได้ทำลงไป ก็ไม่กล้า ที่ จะทำผิดเพราะนอกจากตนเองจะได้รับผลกระทบแล้ว ครอบครัว สังคมก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยทั้งชื่อเสียง ของตนเองและครอบครัวกจ็ ะเสือ่ มเสยี บางครั้งการทุจริตบางเร่อื งเปน็ สิง่ เล็ก ๆ นอ้ ย ๆ เช่นการลอกข้อสอบอาจจะไม่ มใี ครใสใ่ จหรอื สังเกตเห็น แต่หากเปน็ ความละอายขนั้ สงู แล้ว บุคคลนัน้ กจ็ ะไม่กล้าทำ สำหรับความไม่ทนต่อการทุจริต จากความหมายที่ได้กล่าวมาแล้ว คือเป็นการแสดงออก อย่างใดอย่างหน่ึง เกดิ ขน้ึ เพ่อื ใหร้ บั รู้ว่าจะไม่ทนต่อบุคคลหรือการกระทำใด ๆ ที่ทำให้เกิดการทุจริต ความไม่ทนต่อการทุจริตสามารถ แบ่งระดับตา่ ง ๆ ไดม้ ากกว่าความละอาย ใชเ้ กณฑค์ วามรุนแรง ในการแบ่งแยกเช่นหากเพื่อนลอกข้อสอบเราและเรา เห็นซึ่งเราจะไม่ยินยอมให้เพื่อนทุจริตในการลอกข้อสอบ เราก็ใช้มือหรือกระดาษมาบังส่วนที่เป็นคำตอบไว้ เช่นนี้ก็เป็นการแสดงออกถึงการไม่ทนต่อการทุจริต นอกจากการแสดงออกด้วยวิธี ดังกล่าวที่ถีอเป็นการ แสดงออกทางกายแล้วการว่ากล่าวตักเตือน ต่อบุคคลที่ทุจริต การประณาม การประจาน การชุมนุมประท้วง ถือว่า เป็นการแสดงออกซึ่งการไม่ทนต่อ การทุจริตทั้งสิ้น แต่จะแตกต่างกันไปตามระดับของการทุจริต ความตื่นตัวของ ประชาชน และผลกระทบทเี่ กิดขึ้นจากการทจุ รติ โดยท้ายบทนี้ได้ยกตวั อย่างกรณศี ึกษาทม่ี สี าเหตุมาจากการทุจริตทำ ใหป้ ระชาชนไมพ่ อใจและรวมตัวตอ่ ต้าน ความจำเป็นของการที่ไม่ทนต่อการทุจริตถือเป็นสิ่งสำคัญเพราะการทุจริตไม่ว่าระดับ เล็กหรือใหญ่ย่อม ก่อให้เกดิ ความเสยี หายตอ่ สงั คม ประเทศชาติ ดังเชน่ ตัวอยา่ งคดีรถและเรือดับเพลิง ของกรงุ เทพมหานคร ผลของการ ทุจริตสร้างความเสียหายไว้อย่างมาก รถและเรือดับเพลิงก็ไม่สามารถ นำมาใช้ได้ รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปโดย เปลา่ ประโยชน์และประชาชนเองกไ็ ม่ได้ใชป้ ระโยชน์ด้วย เชน่ กัน หากเกดิ เพลิงไหม้พร้อมกันหลายแหง่ รถ เรือและ อุปกรณ์ดับเพลิงจะมีไมเ่ พียงพอที่จะดบั ไฟได้ ทันเวลา เพียงแค่คิดจากมลูค่าความเสียหายที่รัฐสญู เสียงบประมาณไป ยังไม่ได้คิดถึงความเสยีหายที่เกิดจากความเดือดร้อนหากเกิดเพลิงไหม้แล้ว ถือเป็นความเสียหายท่ีสูงมาก ดังน้ัน หากยังมีการปล่อยให้มี การทุจริต ยินยอมให้มีการทุจริตโดยเห็นว่าเป็นเรื่องของคนอื่น เป็นเรื่องของ เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เกี่ยวข้อง กับตนเองแล้ว สุดท้ายความสูญเสียที่จะได้รับตนเองก็ยังคงที่จะได้รับผลนั้นอยู่ แม้ไม่ใช่ ทางตรงก็เป็น ทางออ้ ม ดงั น้ัน การทบี่ ุคคลจะเกิดความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริตได้ จำเป็นอย่าง ยิ่งที่จะต้องสร้างให้เกิดความตระหนักและรับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทุจริตในทุกรูปแบบ ทุกระดับ ซึ่งหาก สังคมเป็นสังคมทีม่ ีความละอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ แล้ว จะทำให้เกิดสังคมทีน่ ่าอยู่และมีการพัฒนาในทุก ๆ ดา้ น

187 ใบงานที่ 5 คําชี้แจง ใหผูเรียนรวมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณที่กอใหเกิดความละอายใจ แลวชวยกันวิ เคราะห ถงึ ผลเสยี ผลกระทบทไ่ี ดรบั และแนวทางแกไข เหตกุ ารณ/สถานการณ์ ผลเสีย/ผลกระทบทไ่ี ดรบั แนวทางแกไข 1. สมชายลอกการบานเพ่ือน 2. นติ ยาขอรองให้สมจติ รทํา การบานให้ 3. พอแมชวยกันทําชิ้นงานที่ครู มอบหมายใหผ้ เู รยี นทาํ 4. ครูสั่งใหสมชายตอนกิ่งมะมวง แลวนาํ ไปสงครู แตสมชายกลับไปซ้ือ ก่งิ มะมวงท่ีพอคาทําไวขายไปสงครู

แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 15

แผนการจดั การเรยี นรู้ สาระ ความรู้พ้นื ฐาน รายวิชา การปอ้ ระดบั ม.ปลาย ภาคเรียนท เรื่อง ความพอเพยี งต่อตา้ นการทุจรติ สัปดาห ครั้งท่ี วนั /เดือน/ปี หวั เรอ่ื ง/ตัวชี้วัด เน้ือหาสาระการเรยี 15 14 มีนาคม 2564 1. อธบิ ายความ ความพอเพยี งต่อการทจุ ร พอเพียงต่อตา้ นการ 1. จิตพอเพยี งต่อต้านกา ทุจริต - ปรัชญาของเศรษฐกิจพ และปรชั ญาของ - ความพอเพียง ประสาน เศรษฐกจิ พอเพียง ตา้ นทจุ รติ วิเคราะหใ์ นการทำ - ความโปรง่ ใส ใจสะอาด กิจกรรม ทุจรติ - ปรชั ญาของเศรษฐกิจ - ความตื่นรู้ ตา้ นทจุ รติ พอเพียง - การมุ้งไปข้างหนา้ - ความพอเพียง - ความเออ้ื อาทร ประสานเสียงตา้ น - การเรยี นรู้เท่าทันป้องก ทจุ ริต ทจุ รติ - ความโปร่งใส ใจ สะอาด ต้านทุจริต - ความต่ืนรู้ ตา้ นทุจรติ - การมุ้งไปข้างหน้า - ความเอ้ืออาทร

องกันการทุจริต รหัสวิชา สค 32036 จำนวน 3 หนว่ ยกิต ที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 ห์ที่/คร้ังท่ี 15 วันที่ 14 มีนาคม 2564 ยนรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้ การวดั และ ประเมินผล รติ ขน้ั ที่ 1 : กำหนดสภาพ 1. หนังสอื ารทจุ ริต ปัญหา แบบเรยี น 1. สงั เกต พอเพียง 1 ครูและผเู้ รียนรว่ มกนั พดู คุย 2. ใบความรู้ พฤติกรรม นเสียง แลกเปลี่ยนประสบการณท์ ่ีมี 3. ใบงาน 2. การทำ ด ต้าน เกย่ี วกับจิตสำนกึ การต่อตา้ น กจิ กรรมกลมุ่ การทุจริตโดยใช้ความ 3. ใบงาน กันการ พอเพียงของในหลวงรัชกาลท่ี 9 เปน็ แนวทางในการคิด วิเคราะห์ 1.2 รวบรวมปัญหาตา่ ง ๆ ทพ่ี บจากการพูดคยุ 1.3 วางแผนการเรียนรู้ 194

ครั้งท่ี วัน/เดือน/ปี หวั เรื่อง/ตัวชี้วดั เนอื้ หาสาระการเรยี - การเรียนรู้เท่าทัน ป้องกันการทุจรติ ได้ ถูกต้อง

ยนรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ สอื่ /แหล่งเรียนรู้ การวดั และ ประเมินผล ขัน้ ท่ี 2 : แสวงหาความรู้ 195 2.1 ครูและผู้เรียนร่วมกนั ศึกษาหาขอ้ มลู เกี่ยวกับ จติ สำนกึ การต่อต้านการทจุ ริต โดยใช้ความพอเพียงของใน หลวงรชั กาลท9่ี เปน็ แนวทาง ในการคิด วเิ คราะห์ 2.2 ครูและผู้เรียนร่วมกัน กำหนด 1. ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 2. ความพอเพยี ง ประสาน เสียงตา้ นทุจริต 3. ความโปรง่ ใส ใจสะอาด ตา้ นทจุ รติ 4. ความตืน่ รู้ ต้านทจุ รติ 5. การมงุ้ ไปขา้ งหนา้ 6. ความเอ้อื อาทร

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หัวเร่อื ง/ตัวชี้วดั เนื้อหาสาระการเรยี

ยนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวดั และ ประเมินผล 7. การเรยี นรู้เท่าทันป้องกนั การทุจริต 2.3 ครแู บง่ กล่มุ ผู้เรียน ออกเป็นกลมุ่ ๆ ละ 3-5 คน และมอบหมายให้ผ้เู รียนในแต่ ละกลมุ่ รว่ มกนั สรปุ ความร้จู าก ใบความร้แู ละใบงานที่ครแู จก ใหพ้ ร้อมส่งตัวแทนกลุ่มออกมา นำเสนอ ขั้นท่ี 3 : การปฏิบัตนิ ำไปใช้ 3.1 ผู้เรยี นนำความรู้ทไ่ี ด้รับ ไปปรับใช้ใหส้ อดคลอ้ งกบั เหตกุ ารณ์ในชีวิตประจำวนั ได้ 3.2 ครแู ละผเู้ รยี นร่วมกนั สรปุ ความรจู้ ากใบงานและ งานท่ีมอบหมาย ขัน้ ที่ 4 : การประเมนิ ผล 196 การเรยี นรู้ 4.1 ครูและผเู้ รียนนำผลงาน ที่ได้จากการตอบจาก ใบงาน

คร้งั ที่ วนั /เดือน/ปี หัวเร่อื ง/ตัวชี้วดั เนื้อหาสาระการเรยี

ยนรู้ การจดั กระบวนการเรยี นรู้ สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้ การวดั และ ประเมนิ ผล มาใชเ้ ป็นข้อมูลในการ ประเมินผลการเรยี นรู้ 4.2 ครู ผเู้ รียนและ ผู้เกยี่ วขอ้ งร่วมกันสรา้ งเกณฑ์ การวดั ผลการเรียนรู้ 4.3 ครูตัดสนิ ผลการเรยี นรู้ ตามเกณฑท์ ่ีกำหนด 197

193 ใบความรู้ท่ี 7 เรอื่ ง“ความพอเพียงกับการต้านการทจุ ริต” ความพอเพียง (sufficient) พระราชดำรสั พระราชทานแกบ่ ุคคลตา่ ง ๆ ที่เขา้ เฝา้ ฯ ถวายชัยมงคลเนอื่ งในโอกาสวันเฉลมิ พระชนมพรรษา ณ ศาลาดสุ ิดาลยั สวนจติ รลดาฯ พระราชวงั ดสุ ิต วันศกุ ร์ที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ “...คำวา่ พอเพยี ง มีความหมายกว้างออกไปอกี ไม่ไดห้ มายถึงการมีพอสำหรับใช้ของตัวเอง มีความหมายว่า พอมี พอกนิ พอมพี อกินน้ี ถ้าใครได้มาอยู่ทนี่ ่ี ในศาลานเ้ี ม่ือ 24 ปี 2517 ถึง 2541ก็ 24 ปี ใช่ไหม วันนน้ั ไดพ้ ดู ถงึ วา่ เราควรจะปฏิบตั ิให้ พอมี พอกิน พอมี พอกิน น้ีก็แปลวา่ เศรษฐกิจพอเพียง นนั่ เอง ถา้ แต่ละคนพอมี พอกนิ ก็ใชไ้ ด้ ยิ่งถ้าท้ังประเทศพอมพี อกนิ กย็ ง่ิ ดี และประเทศไทยก็เวลานัน้ ก็เรม่ิ จะเป็นไม่พอมี พอกิน บางคนกม็ ีมาก บางคนก็ไม่มีเลย สมยั กน่ นพี้ อมี พอกนิ จะต้องมีนโยบายทจี่ ะเศรษฐกจิ พอเพียง เพือ่ ท่จี ะให้ทกุ คนมีพอเพียงได”้ “ คำวา่ พอกเ็ พยี ง พอเพยี งก็พอดังนนั้ เอง คนเราถา้ พอในความต้องการ ก็มีความโลภนอ้ ย เมื่อมีความโลภนอ้ ย ก็ เบียดเบียนคนอ่นื น้อย ถา้ ทุกประเทศใดมีความคดิ อันนี้ไม่ใชเ่ ศรษฐกิจมีความคดิ ว่า ทำอะไร ตอ้ งพอเพยี ง หมายความวา่ พอประมาณ ไมส่ ุดโต่ง ไมโ่ ลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุขพอเพยี งน้ีอาจจะมีมาก อาจจะมขี องหรหู ร่าก็ได้ แตว่ ่าต้องไมไ่ ป เบยี ดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบตั ิตนก็พอเพยี ง...” “ ...อยา่ งเคยพูดเหมือนกนั วา่ ท่านท้งั หลายทน่ี งั่ อยูต่ รงน้ี ถ้าไม่พอเพียงคืออยากจะไปน่ังบนเกา้ อ้ีของผุ้ทอ่ี ยู่ขา้ ง ๆ อันนั้น ไมพ่ อเพียงและทำไม่ได้ ถ้าอยากนัง่ อย่างนนั้ กเ็ ดือดร้อนกนั แน่เพราะว่าอึดอดั จะทำใหท้ ะเลาะกัน และเมอ่ื มีการทะเลาะกนั ก็ไม่มี ประโยชนเ์ ลย ฉะน้ันควรที่จะคดิ วา่ ทำอะไรพอเพยี ง...” “...ถา้ ใครมีความคดิ อย่างหนึ่งและต้องการให้คนอืน่ มคี วามคิดเดยี่ วกบั ตวั ซงึ่ อาจจะไม่ถกู อันน้ีก็ไมพ่ อเพียง การพอเพียง ในความคิดก็คือแสดงความคิด ความเห็นของตวั และปล่อยใหอ้ กี คนพูดบ้าง และมาพิจารณาว่าท่เี ขาพดู กับทีเ่ ราพดู อันไหน พอเพยี งอนั ไหนเข้าเรอ่ื ง ถา้ ไม่เขา้ เรื่องกแ็ กไ้ ข เพราะวา่ ถา้ พดู กันโดยท่ีไมร่ ู้เร่ืองกัน ก็จะกลายเปน็ การทะเลาะ จากการทะเลาะด้วย วาจาก็กลายเปน็ การทะเลาะดว้ ยกาย ซงึ่ ในท่ีสุดก็นำมาสู่ความเสียหาย เสียหายแกค่ นสองคนทเ่ี ปน็ ตวั การ เปน็ ตวั ละครท้งั สองคน ถ้าเป็นหมู่กเ็ ลยเปน็ การตีกันอย่างรนุ แรง ซึง่ จะทำให้คนอ่นื อกี มากเดือดร้อน ฉะนนั้ ความพอเพยี งน้ีก็แปลวา่ ความพอประมาณ และความมเี หตุผล...” สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ได้ประมวลและกล่นั กรองจากพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช เรอ่ื ง เศรษฐกจิ พอเพียง และขอพระราชทานพระบรมราชานญุ าตนำไปเผยแพร่ ซึง่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขและทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ โปรดกระหม่อม พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่ขอพระมหากรุณาโดยมีใจความว่า ไ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชถี้ งึ แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัตติ นของประชาชนในทกุ ระดับ ตงั้ แต่ รพดับครอบครวั ระดบั ชุมชน จนถงึ ระดับรัฐ ท้งั การพฒั นาและบริหารประเทศใหด้ ำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกจิ เพอื่ ให้ กา้ วทนั ต่อโลกาภวิ ัฒน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเปน็ ทจี่ ะต้องมีระบบภูมคิ ้มุ กันใน ตัวทด่ี พี อสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อนั เกิดจากการเปล่ียนแปลงทง้ั ภายนอกและภายใน ทงั้ นี้ จะต้องอาศยั ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัด ระวัง อย่างย่งิ ในการนำวิชาการตา่ ง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนนิ การทุกขน้ั ตอน และ ขณะเดีย่ วกนั ตอ้ เสรมิ สร้างพน้ื ฐานจติ ใจของคนในชาติ คุณลักษณะทีส่ ำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ประกอบด้วย 2 หว่ ง 3 เง่ือนไข คือแนวทางการดำเนนิ ชีวติ ให้อยูบ่ น ทางสายกลางตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง เพือ่ พน้ จากภัยและวกิ ฤติการณ์ตา่ ง ๆ ทีเ่ กดิ ขึ้น ก่อให้เกดิ คุณภาพชีวติ ทด่ี อี ย่าง มนั่ คงและย่ังยืน - ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดีต่อความจำเปน็ ไม่มากเกินไป ไมน่ ้อยเกินไป และต้องไมเ่ บยี ดเบยี น ตนเองและผู้อ่นื

194 - ความมีเหตุผล หมายถงึ การตัดสินใจดำเนินการเรื่องต่าง ๆ อย่างมเี หตผุ ลตามหลักวชิ าการ หลกั กฎหมาย หลักศีลธรรม จรยิ ธรรม ทด่ี งี าม คิดถงึ ปจั จัยท่ีเก่ียวข้องอย่างถีถ่ ้วน โดยคำนึงถึงผลทคี่ าดวา่ จะเกิดขนึ้ จากการกระทำ นั้น ๆ อย่าง รอบคอบ - มภี มู คิ ุ้มกนั ตวั เองท่ีดีในตวั เอง หมายถงึ การเตรยี มตัวใหพ้ รอ้ มรบั ผลกระทบและการเปลย่ี นแปลงดา้ น เศรษฐกจิ สงั คม สิง่ แวดล้อมท่จี ะเกิดขนึ้ เพ่ือใหส้ ามารถปรบั ตัวและรบั มอื ได้อย่างทนั ท่วงที เง่อื นไงในการตัดสนิ ใจในการดำเนินกจิ กรรมต่าง ๆ ตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง 1. เง่อื นไขความรู้ ประกอบบด้วย ความรอบรเู้ กย่ี วกับวชิ าการตา่ ง ๆ ทเ่ี กีย่ วข้องรอบดา้ น ความรอบคอบท่จี ะ นำความรูเ้ หลา่ นน้ั มาพจิ ารณาใหเ้ ช่อื มโยงกัน เพอ่ื ประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ 2. เงอ่ื นไขคุณธรรม ท่จี ะต้อเสริมสร้าง ประกอบดว้ ย มคี วามตระหนักในคณุ ธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตและมี ความอดทน มีความเพยี ร ใช้สติปญั ญาในการดำเนินชวี ติ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงเป็นแนวทางดำเนินชีวิตทางสายกลาง การพงึ่ ตนเอง รจู้ ักประมาณตนอยา่ งมเี หตุผล อยบู่ นพื้น ฐานความรแู้ ละคุณธรรมในการพจิ ารณา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งดำเนนิ การไม่ได้เฉพาะเจาะจงในเรือ่ งของเศรษฐกจิ แตเ่ พยี ง อยา่ งเดียวแตย่ ังครอบคลุมไปถงึ การดำเนินชีวิตด้านอ่ืน ๆ ของมนษุ ย์ให้อยู่รว่ มกนั ในสังคมได้อยา่ งปกตสิ ุข เชน่ หากเรามคี วาม พอเพยี งเราจะไมท่ จุ รติ คดโกง ไม่ลกั ขโมยของ เบียดเบียนผ้อู น่ื กจ็ ะส่งผลให้ผู้อ่ืนไม่เดอื ดร้อน สังคมก็อยู่ได้อย่างปกติสขุ

195 การต้านการทจุ รติ การทจุ ริต หมายถงึ การใช้อำนาจทไี่ ด้มาหรือการใช้ทรพั ย์สินทมี่ อี ยู่ในทางมชิ อบ เพื่อประโยชน์ตอ่ ตนเอง ครอบครวั เพอ่ื น คนรจู้ ัก หรือประโยชนอ์ ื่นทไ่ี ด้อนั มิควรได้ ซึ่งก่อใหเ้ กิดความเสยี หายต่อประโยชน์ของผู้อนื่ การทจุ ริตอาจเกิดได้หลาย ลกั ษณะ เช่น การติดสนิ บนเจ้าพนกั งานดว้ ยการให้หรือการรบั สินบน ท้ังทเี่ ปน็ เงนิ และสิ่งของ การมีผลประโยชนท์ ับซ้อน การฟอก เงิน การยักยอก การปกปดิ ข้อเท็จจรงิ การขัดขวางกระบวนการยุตธิ รรม เป็นตน้ บริษทั และบริษทั ย่อยได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการตอ่ ต้านการทุจรติ คอร์รปั ชนั ซ่ึงท่ีผา่ นมาบริษัทไดก้ ำหนด แนวทางในการประพฤตปิ ฏิบัตทิ ่เี หมาะสมของคณะกรรมการ ฝา่ ยบรหิ าร และพนกั งาน ในจรรยาบรรณทางธุรกจิ และการกำกับ ดูแลกิจการ นอกจากน้ัน บริษัทได้คำนึงถึงความเสียหายทีจ่ ะเกิดจากการทุจริตคอร์รปั ชัน จงึ ได้กำหนดนโยบายต่อตา้ นการทุจริต คอรร์ ปั ชัน โดยห้ามกรรมการ ผู้บริหาร พนักงานและลกู จา้ งของบริษัทและบรษิ ัทยอ่ ย กระทำการอันใดทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั การทุจริต คอรร์ ปั ชันทุกรูปแบบ เพื่อประโยชนท์ างตรงหรอื ทางอ้อมต่อตนเอง ครอบครวั เพ่ือน และคนรู้จัก ไมว่ า่ ตนจะอยูใ่ นฐานะผู้รับหรือ ผใู้ ห้ ทั้งท่ีเปน็ ตัวเงนิ หรือไมเ่ ป็นตัวเงิน แกห่ นว่ ยงานของรัฐ หรือหนว่ ยงานเอกชน ทบ่ี รษิ ัทและบรษิ ัทย่อยได้ดำเนนิ ธุรกิจ หรอื ติดต่อดว้ ย โดยมแี นวทางปฏิบตั ดิ งั น้ี 1. สร้างวัฒนธรรมองคก์ รที่ซื่อสัตย์และยดึ ม่นั ในความเป็นธรรม 2. ไมร่ ับสนิ บนหรอื ติดสนิ บน แก่ผู้มสี ว่ นได้เสียในดร่ืองท่ีตนทำหน้าที่รับผดิ ชอบท้งั โดยตรงหรือโดยออ้ ม เพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซึ่งประโยชนใ์ นทางมิชอบ 3. ในการจัดซ้ือจดั จ้าง/การจ่ายคา่ คอมมชิ ช่นั ต้องดำเนินการผา่ นข้นั ตอนตามระเบียบของบรษิ ัทมีความ โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ 4. หลกี เล่ยี งความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซง่ึ อาจนำมาซ่ึงความทุจริตคอรร์ ปั ชัน เชน่ ไมถ่ ือหุน้ ในบรษิ ทั คู่แข่ง หลีกเลีย่ งการใชข้ ้อมูลภายใน เพอ่ื ประโยชนข์ องตนในการซื้อ หรอื ขายหุน้ ในบรษิ ทั หรือให้ขอ้ มูลภายในแก่ผู้อน่ื 5. มีความรบั ผดิ ชอบต่อการทำงานทางการเงนิ ท่มี ีความถูกต้อง ครบถว้ น ตามมาตรฐานการบญั ชที ร่ี บั รอง ทว่ั ไป 6. จัดใหม้ รี ะบบการควบคุมภายในทีร่ ดั กุมมีประสิทธิภาพ และมกี ารประเมินความเพียงพอของระบบการ ควบคุมภายในทุกปี ทั้งนีบ้ ริษัทมีการว่าจา้ งบริษทั ภายนอกทำหน้าทเ่ี ปน็ ผตู้ รวจสอบภายใน เพอ่ื ประเมินความเสย่ี งและรายการที่ ผดิ ปกติ โดยจะนำเสนอผลการตรวจสอบภายในต่อคณะกรรมการตรวจสอบอยา่ งน้อยทุก ๆ 3 เดอื น 7. หากพบเห็นการกระทำท่เี ข้าข่ายการทจุ ริตท่ีมีผลเกยี่ วข้องกับบรษิ ทั ทัง้ ทางตรงหรือทางอ้อม ควรแจ้งให้ ประธาน เจา้ หนา้ ทบี่ รหิ ารทราบทนั ที โดยบริษัทจะรกั ษาความลบั ของผู้แจ้งหรือร้องเรียนการทจุ ริต เพ่ือให้ทกุ คนในองคก์ รได้รับ ทราบนโยบายการต่อต้านทุจริตคอร์รปั ชนั บริษัทจะเผยแพร่นโยบายดังกลา่ ว

196 ใบงานท่ี 7 เร่ือง “ความพอเพียง ประสานเสียงตา้ นความทจุ ริต” คำาชี้แจง ศึกษาใบความรู้ เร่ือง ความพอเพยี งกบั การต้านทุจริต แล้วตอบคำถามต่อไปน้ี 1. ความพอเพียง หมายถงึ .................................................................................................................................................................. ............................. ........................................................................................................ ....................................................................................... ................................................................................................................................................................. ............................. 2. 3 หว่ ง 2 เงื่อนไข คืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธบิ า ยพอสงั เขป .................................................................................................................................................................. ............................. ...................................................................................................... ......................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................... ............................................................................................................. .................................................................................. ...................................................................................................................................................................... ......................... .......................................................................................................... .................................................................................... 3. การตา้ นทจุ รติ หมายถึงอย่างไร ............................................................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................ .................................................. 4. จงบอกวธิ ีการตา้ นทุจรติ มา 3 วิธี พร้อมอธิบายพอสังเขป ....................................................................................................................................................... ........................................ ........................................................................................... .................................................................................................... ............................................................................................................................................................ .................................. .................................................................................................. ............................................................................................. ........................................................................................................................................................... .................................... ............................................................................................... ............................................................................................... ................................................................................................................................................................ ............................... ...................................................................................................... ......................................................................................... ............................................................................................................................................................... ...............................

แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 16

198 กกกกตารางวเิ คราะห์เนอ้ื หา หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ระดับ ม.ปลาย ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 สาระ ความร้พู ้ืนฐาน รายวิชากัญชาและกัญชงศกึ ษา เพ่ือใชเ้ ป็นยาอย่างชาญฉลาด รหสั วิชา ทช33098 จำนวน 3 หนว่ ยกิต กศน.อำเภอเมอื งราชบรุ ี สำนักงาน กศน.จังหวัดราชบรุ ี กกกรู้ เขา้ ใจ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม เจตคติทดี่ ี มีทักษะในการดแู ล และสร้างเสรมิ การมี พฤติกรรมสขุ ภาพทดี่ ี ปฏิบัตจิ นเป็นกิจนสิ ยั วางแผนพฒั นาสขุ ภาพ ดำรงสุขภาพของตนเอง และพฒั นา สภาพแวดล้อมท่ีดี ที่ ตัวชว้ี ดั เนอื้ หา เนื้อหางา่ ย เน้อื หา เน้อื หา ด้วยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย 1 เหตใุ ดต้องเรียนรกู้ ัญชาและกญั 1. มุมมองกฎหมายการใช้ ชง กญั ชาและกัญชงในประเทศ (กรต.) (พบกลุ่ม) (สอน เหตุ เสรมิ ) 10 1. บอกมมุ มองกฎหมาย และตา่ งประเทศ การใช้กญั ชาและกัญชงใน 2. มุมมองการใช้กญั ชาและ ประเทศ และตา่ งประเทศ กัญชงของประชาชนทวั่ ไป ได้ 3. สภาพการณข์ อ้ มูลที่ 2. บอกมมุ มองการใช้กญั ชาและ เก่ยี วขอ้ งกับกัญชาและกัญชง กัญชง ของประชาชนทั่วไปได้ ผ่านส่อื ออนไลน์ 3. วเิ คราะห์ความแตกตา่ ง 3.1 Internet ของข้อมูลทเ่ี กีย่ วขอ้ ง กบั กญั ชา 3.2 Facebook และกัญชง ผ่านส่ือออนไลน์แตล่ ะ 3.3 Line ประเภทได้ 3.4 YouTube 4. อธิบายสภาพการณก์ ารใช้ 4. สภาพการณก์ ารใช้กญั ชา กญั ชาและกัญชง และกัญชงในต่างประเทศ 5. อธิบายสภาพการณ์การใช้ 5. สภาพการณ์การใช้กญั ชา กัญชาและกัญชงในประเทศไทย และกัญชงในประเทศไทย ได้ 6. บอกมุมมองการใชก้ ญั ชาและ กัญชงของบคุ ลากรทางการแพทย์ ได้

ที่ ตัวช้วี ัด เน้อื หา 199 7. บอกมุมมองการใช้ 6. มุมมองการใชก้ ัญชาและ เน้อื หางา่ ย เนอ้ื หา เนอ้ื หา ดว้ ย ปานกลาง ยาก หมาย กัญชาและกัญชง กัญชงของบคุ ลากร ตนเอง (พบกลุ่ม) (สอน เหตุ (กรต.) เสรมิ ) ของผปู้ ่วยได้ ทางการแพทย์ 15 8. อธบิ ายสภาพการณ์ 7. มุมมองการใชก้ ัญชาและ และขน้ั ตอนการให้บรกิ าร กัญชงของผปู้ ว่ ย คลินกิ กญั ชาในประเทศ 8. สภาพการณ์และขัน้ ตอน ไทยได้ การให้บรกิ ารคลนิ ิกกญั ชาใน 9. ตระหนกั ถงึ มุมมอง ประเทศไทย ทกุ มิติทีเ่ กยี่ วข้องกับ กญั ชาและกญั ชง รวมทง้ั สภาพการณก์ ารใชก้ ญั ชา และกญั ชง ในตา่ งประเทศ และประเทศไทย 2 กัญชาและกญั ชง 1. ประวตั คิ วามเปน็ มาของ พืชยาทคี่ วรรู้ พืชกญั ชาและพชื กญั ชง 1. บอกประวัติ ความเป็นมา 2. ความรู้เบื้องตน้ เกย่ี วกับพชื ของพชื กัญชาและพืชกัญชงได้ กญั ชาและพืชกญั ชง 2. บอกและอธิบายความรู้ 2.1 พฤกษศาสตร์ของพืช เบ้ืองต้นเกยี่ วกับพืชกญั ชาและ กญั ชาและพชื กญั ชง พชื กญั ชงได้ 2.2 ชนดิ (species) ของ 3. วิเคราะห์ความแตกตา่ ง กญั ชาและกญั ชง ระหวา่ งพืชกญั ชาและ พชื กัญชง 2.3 องค์ประกอบทางเคมี ได้ และสารสำคญั ทพ่ี บในพชื กญั ชา 4. บอกการใช้พชื กญั ชา และพชื กัญชง และพชื กัญชงในชวี ิตประจำวนั 2.3.1 องค์ประกอบ ของคนในโลกได้ ทางเคมที ่ีพบในพืชกัญชาและ 5. ตระหนักถงึ กญั ชา พืชกัญชง และกญั ชงพชื ยาท่ีควรรู้ 2.3.2 สารสำคญั ท่พี บ ในพชื กญั ชาและพชื กญั ชง 1) สาร CBG 2) สาร THC 3) สาร CBD 4) สารออกฤทธิ์ที่รว่ มกบั แคนนาบนิ อยด์

200 เนือ้ หาง่าย เนือ้ หา เน้ือหา ที่ ตัวชีว้ ัด เนอื้ หา ด้วยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย (กรต.) (พบกลุม่ ) (สอน เหตุ เสรมิ ) 3. พชื กญั ชาและพืชกัญชง คืออะไร แตกตา่ งกันอย่างไร 4. การใช้พชื กัญชาและพชื กญั ชงในชีวติ ประจำวนั ของคนในโลก 4.1 ผลิตภัณฑ์พชื กัญชาและพชื กัญชงไม่ แปรรูป 4.2 ผลติ ภณั ฑ์พชื กัญชาและพชื กัญชงแปร รูป 4.3 การบรโิ ภค และอปุ โภค 4.3.1 ผลิตภณั ฑเ์ พ่ือการบรโิ ภค 4.3.2 ผลติ ภัณฑเ์ พ่ือความงาม และ สุขภาพ 4.3.3 ผลิตภณั ฑเ์ พ่ือการอปุ โภค 4.4 การนนั ทนาการ 3 ร้จู ักโทษและ 15 ประโยชน์ของกญั ชาและกญั ชง 1. โทษของกัญชาและกัญชง 1.บอกโทษของกัญชาและกัญชง 1.1 ผลกระทบตอ่ รา่ งกาย ตอ่ ร่างกาย จิตใจ สังคม และ และผลขา้ งเคียง ประเทศชาตไิ ด้ 1.2 ผลกระทบต่อจิตใจ 2. สามารถอธบิ ายผลขา้ งเคยี ง 1.3 ผลกระทบตอ่ สังคม จากการใช้กญั ชาและกัญชงได้ 1.4 ผลกระทบตอ่ 3. อธิบายประโยชน์ของกญั ชา ประเทศชาติ และกญั ชงทางการแพทย์ได้ 2. ประโยชนข์ องกญั ชา 4. วเิ คราะห์ความแตกตา่ ง และกัญชง ทางการแพทย์ ระหวา่ งโทษและประโยชนข์ อง กัญชาและกญั ชงตาม สถานการณ์ทกี่ ำหนดได้ 5. ตระหนักถงึ โทษและประโยชน์ ของกัญชา และกัญชง

201 เน้อื หาง่าย เนือ้ หา เนือ้ หา ที่ ตวั ชวี้ ัด เนื้อหา ด้วยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย (กรต.) (พบกลุ่ม) (สอน เหตุ เสรมิ ) 4 กฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ้ ง 1.พระราชบญั ญัตยิ าเสพติด 15 กับกัญชาและกญั ชง ใหโ้ ทษ พ.ศ. 2522 1. บอกกฎหมาย 2. พระราชบัญญัตวิ ัตถอุ อกฤทธ์ิ ทเ่ี กีย่ วข้องกบั กญั ชาและ ตอ่ จติ และประสาท พ.ศ. 2559 กัญชงได้ 3. พระราชบัญญตั ยิ าเสพติด 2. อธิบายสาระท่ีสำคญั ให้โทษ (ฉบบั ท่ี 7) พ.ศ. 2562 ของกฎหมายทเี่ กยี่ วขอ้ ง 4. ประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ท่ี กับกัญชาและกัญชงได้ เกย่ี วขอ้ งกบั กัญชาและกญั ชง 3. สามารถบอกข้อปฏบิ ัติท่ีตอ้ ง 5. ประกาศคณะกรรมการควบคมุ ยาเสพ ทำตามกฎหมายทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับ ติดให้โทษ กญั ชาและกญั ชงได้ 6. พระราชบัญญัตสิ ทิ ธบิ ัตรกบั กญั ชาและ 4. วเิ คราะหโ์ ทษของการฝ่าฝนื กญั ชง กฎหมาย ทเ่ี กยี่ วข้องกบั กญั ชา 7. ข้อปฏบิ ัตทิ ่ีตอ้ งทำตาม และกญั ชงตามสถานการณท์ ี่ กฎหมายที่เก่ียวขอ้ งกบั กญั ชา และกัญชง กำหนดได้ 8. โทษของการฝ่าฝนื กฎหมายท่เี กี่ยวขอ้ ง 5. บอกกฎหมาย กับกญั ชาและกัญชง ระหวา่ งประเทศเกยี่ วกับ 9. กฎหมายระหวา่ งประเทศเก่ียวกับ กัญชาและกญั ชงได้ กัญชาและกญั ชง 6. ตระหนกั ถงึ โทษ ของการฝ่าฝืนกฎหมาย ทเี่ ก่ียวข้องกบั กญั ชา และกญั ชง 5 กัญชาและกัญชงกับการแพทย์ 25 แผนไทยและการแพทย์ ทางเลอื ก 1.บอกประวตั คิ วาม เปน็ มาการใช้กญั ชาและ กญั ชงในการแพทย์ ทางเลอื กต่างประเทศได้ 2.บอกประวตั ิ ความเปน็ มาการใชก้ ญั ชา และกญั ชงในการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือกได้

202 ที่ ตัวชีว้ ดั เนื้อหา เน้ือหาง่าย เน้อื หา เน้ือหา ดว้ ยตนเอง ปานกลาง ยาก หมาย 3. วเิ คราะหต์ ำรบั ยาทมี่ ี 1. ประวตั ิความเปน็ มาการใช้ กญั ชาและกญั ชง กัญชาและกัญชงในการแพทย์ (กรต.) (พบกลุ่ม) (สอน เหตุ เปน็ สว่ นประกอบรับรอง ทางเลือกตา่ งประเทศ เสรมิ ) โดยกระทรวงสาธารณสขุ 2. ประวัตคิ วามเปน็ มาการใช้ ตามสถาณการณ์ท่ี กัญชาและกัญชงในการแพทย์ กำหนดให้ได แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 4. ประยุกตใ์ ช้ความรู้ 3. ตำรบั ยาท่ีมีกัญชาและ ต ารับยาที่มีกัญชาและ กญั ชงเป็นส่วนประกอบ รบั รอง กญั ชงเป็นสว่ นประกอบ โดยกระทรวงสาธารณสุข รับรองโดยกระทรวง 3.1 ยาอัคคนิ วี คณะ สาธารณสขุ ศึกษาโรคท่ี 3.2 ยาศุขไสยาศน์ สนใจได้ 3.3 ยาแกล้ มเนาวนารีวาโย 5. ตระหนกั ถึงคณุ คา่ 3.4 ยาน้ำมนั สนนั่ ไตรภพ ของตำรบั ยาทมี่ กี ญั ชา 3.5 ยาแก้ลมข้นึ เบอ้ื งสูง และกญั ชงเปน็ 3.6 ยาไฟอาวุธ ส่วนประกอบ 3.7 ยาแก้นอนไม่หลบั 6. อธิบายข้อมลู ท่ี /ยาแก้ไขผ้ อมเหลือง เกย่ี วข้องกบั ภูมภิ เู บศร 3.8 ยาแก้สัณฑฆาต รวบรวมและเผยแพร่ กล่อนแห้ง ภมู ปิ ญั ญาไทยได้ 3.9 ยาอัมฤตโอสถ 7. บอกขอ้ มลู ที่ 3.10 ยาอไภยสาลี เก่ียวขอ้ งกับภูมิปัญญา 3.11 ยาแก้ลมแกเ้ ส้น นายเดชา ศิรภิ ัทร 3.12 ยาแกโ้ รคจติ หมอพ้ืนบา้ นได้ 3.13 ยาไพสาลี 8. ตระหนกั ถึงคณุ คา่ 3.14 ยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรค ความสำคญั ของ ผวิ หนัง ภมู ิปัญญาภมู ภิ เู บศร 4. ภมู ิภเู บศรรวบรวมและเผยแพร่ภูมิ รวบรวมและเผยแพรภ่ มู ิ ปัญญาไทย ปัญญาไทยและตระหนกั 5. ภมู ิปญั ญานายเดชา ศิรภิ ัทร หมอ ถงึ ภมู ิปัญญานายเดชา พ้นื บา้ น ศริ ิภัทร หมอพืน้ บา้ นกบั การใช้กัญชาและกัญชง เป็นยา

203 เน้ือหาง่าย เนอ้ื หา เน้อื หา ที่ ตัวชวี้ ัด เนื้อหา ดว้ ย ปาน ยาก หมาย ตนเอง กลาง (สอน เหตุ (กรต.) (พบ เสรมิ ) กล่มุ ) 6 กัญชาและกัญชงกบั การแพทย์ 1. ประวตั ิการใช้กัญชาและ 20 แผนปจั จบุ นั กัญชง ทางการแพทย์แผนปจั จบุ นั 1. บอกประวตั กิ ารใช้กญั ชาและ 1.1 ต่างประเทศ1.2 ประเทศไทย กัญชงทางการแพทย์แผน 2. กัญชาและกญั ชงทช่ี ว่ ยบรรเทาโรคแผนปัจจบุ ัน ปจั จุบนั ทง้ั ในต่างประเทศและ 2.1 กญั ชาและกัญชงกับโรคพาร์กนิ สนั ประเทศไทยได้ 2.2 กัญชาและกญั ชงกบั โรคมะเรง็ 2. บอกการใช้กญั ชาและกัญชง 2.3 กัญชาและกัญชงกับการลดอาการปวด ทช่ี ว่ ยบรรเทาโรคพาร์กนิ สนั 2.4 กัญชาและกัญชงกับโรคลมชัก มะเร็ง ลดอาการปวด ลมชกั 2.5 กญั ชาและกญั ชงกับโรคผวิ หนงั ผิวหนัง และโรคตอ้ หินได้ 2.6 กัญชาและกัญชงกบั โรคต้อหิน 3. ประยุกต์ใช้ความรูก้ ญั ชาและ 3. การใช้น้ำมันกญั ชาและกัญชง กญั ชงที่ช่วยบรรเทาโรคแผน กับการแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั ปัจจุบนั ศึกษาโรคทส่ี นใจได้ 3.1 นำ้ มนั กญั ชาคืออะไร 4. วิเคราะหก์ ารใช้น้ำมนั กญั ชา 3.2 ลักษณะของน้ำมันกัญชา และกญั ชงกับการแพทย์แผน 3.3 สูตรของนำ้ มันกญั ชา ปจั จุบนั ตามสถานการณ์ 3.4 วธิ กี ารสกัดนำ้ มนั กัญชา ทกี่ ำหนดใหไ้ ด้ 3.5 วิธีการใช้น้ำมนั กญั ชา 5. อธิบายผลิตภณั ฑ์กญั ชาและ 4. ผลติ ภณั ฑ์กัญชาและกญั ชงทางการแพทย์ กญั ชงทางการแพทยไ์ ด 4.1 ผลติ ภัณฑ์ THC 6. บอกวิธกี ารใชผ้ ลิตภัณฑ์ สงั เคราะห์ (Synthetic THC) กัญชาและ กญั ชง ใหไ้ ด้ 4.1.1 ยาโดรนาบนิ อล (Dronabinol) ประโยชนท์ างการแพทยใ์ น 4.1.2 นาบโิ ลน (Nabilone) ปจั จุบนั ได้ 4.2 ผลติ ภณั ฑส์ ารสกดั 7. บอกวธิ ีการใชผ้ ลติ ภัณฑ์ แคนนาบนิ อยดจ์ ากธรรมชาติ กัญชาและกัญชงทางการแพทย์ (Natural PurifiedCannabinoid) นา่ จะไดป้ ระโยชน์ในการควบคมุ 4.3 ผลติ ภัณฑ์สารสกัด CBD อาการได้ 4.4 ผลิตภัณฑ์สำหรบั สัตว์ 8. ตระหนกั ถงึ ความสำคัญของ 5. การใช้ผลิตภัณฑก์ ัญชาและกญั ชง ให้ได้ การนำกัญชาและกญั ชงไปใช้ ประโยชน์ ทางการแพทย์ในปัจจุบัน รกั ษาโรค และลดอาการปวด ใน 5.1 ภาวะคลน่ื ไส้อาเจยี นจากเคมบี ำบัด การแพทย์ แผนปจั จุบนั 5.2 โรคลมชักทร่ี กั ษายาก และโรคลมชกั ที่ดื้อต่อ ยารกั ษา 6. การใชผ้ ลิตภัณฑก์ ัญชาและกญั ชงทาง การแพทย์นา่ จะได้

204 เน้ือหางา่ ย เนือ้ หา เน้อื หา ที่ ตัวชว้ี ัด เนื้อหา ด้วย ปาน ยาก หมาย ตนเอง กลาง (สอน เหตุ (กรต.) (พบ เสรมิ ) กลมุ่ ) 7 ใช้กญั ชาและ กัญชงเปน็ ยา 1. ความเชื่อและความจริงเกย่ี วกบั กญั ชาและกญั ชง 20 อยา่ งรูค้ ณุ ค่าและชาญฉลาด ทางการแพทย์ 1. บอกความเชอื่ และ 1.1 ความเชอ่ื เกยี่ วกับกญั ชาและกญั ชงทางการแพทย์ ความจรงิ เกยี่ วกับกญั ชา 1.2 ความจริงเกีย่ วกบั กญั ชาและกญั ชงทางการแพทย์ และกัญชงทางการแพทย์ 2. การใชผ้ ลติ ภณั ฑ์กญั ชาและกญั ชงทางการแพทย์ใน ได อนาคตใหไ้ ดป้ ระโยชน์ 2. บอกวิธกี ารใช้ผลติ ภณั ฑ์กัญชา 3. ข้อแนะนำก่อนตัดสินใจ ใชผ้ ลติ ภณั ฑ์กญั ชาและกัญ และกญั ชงทางการแพทย์ใน ชง ทางการแพทย์ อนาคตใหไ้ ดป้ ระโยชน์ได้ 4. การวางแผนการรกั ษาด้วยผลิตภณั ฑ์กญั ชาและกญั 3. บอกข้อแนะนำกอ่ นตดั สินใจใช้ ชง ผลติ ภณั ฑก์ ัญชาและกญั ชงทาง 5. การเรม่ิ ใชผ้ ลิตภณั ฑ์กญั ชาและกญั ชงในทาง การแพทยไ์ ด้ การแพทย์ 4. บอกวธิ กี ารวางแผน 6. ข้อห้ามใช้ผลติ ภณั ฑ์ ทมี่ สี าร THC และ CBD การรกั ษาดว้ ยผลิตภณั ฑ์ เปน็ ส่วนประกอบ กญั ชาและกญั ชงได้ 7. ขอ้ ควรระวงั อ่ืน ๆ 5. อธิบายวธิ กี ารเรม่ิ ใช้ 7.1 ข้อควรระวงั ทางการแพทย์ ผลติ ภณั ฑก์ ญั ชาและกญั 7.2 ขนาดของกญั ชาและกญั ชงท่ใี ช้ในทางการแพทย์ ชงในทางการแพทย์ได้ 7.2.1 ขนาดยากญั ชาและกญั ชงที่เหมาะสม 6. บอกขอ้ หา้ มใช้ 7.2.2 ปัจจยั ท่มี ผี ลต่อขนาดกญั ชาและกญั ชง ผลิตภณั ฑ์ท่ีมสี าร THC ที่เหมาะสม และ CBD เปน็ สว่ นประกอบได้ 7.2.3 คำแนะนำ การใชข้ นาดของนำ้ มนั กญั ชา 7. วิเคราะหส์ ถานการณ์ และกญั ชง ทก่ี ำหนดใหท้ ่ีเกย่ี วข้อง 7.3 ห้ามใช้น้ำมนั กัญชาและกญั ชงทาบุหร่ี กบั ขอ้ ควรระวังอ่นื ๆ ได้ 7.4 สารตกคา้ งจาก การสกัดนำ้ มนั กัญชาและกญั ชง 8. ให้คุณคา่ หลกั ธรรมนำชีวติ พ้น 7.5 ความปลอดภยั ของน้ำมันกญั ชาและกญั ชง พษิ ภยั จากกัญชาและกัญชงได้ 7.6 สายพนั ธกุ์ ญั ชาและกัญชงเหมาะกับบางโรค 9. บอกขอ้ หา้ มในการใชก้ ญั ชา 7.7 หลักธรรมนำชวี ิต พน้ พิษภัยจากกญั ชาและกญั ชง และกัญชงได้ 8. ขอ้ หา้ มในการใชก้ ัญชาและกัญชง 10. บอกวิธีการถอนพษิ เบอ้ื งตน้ 9. การถอนพิษเบอ้ื งตน้ จากการเมากัญชาและกัญชงได้ จากการเมากญั ชาและกญั ชง 11. สามารถนำความรู้ ท่ีได้จาก การศึกษาการใชก้ ัญชาและกญั ชง เปน็ ยาไปแนะนำบุคคล ในครอบครัว หรือชุมชนได้

แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ า รายวิชา เลอื กบังคบั ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 หนว่ ยกิต ครงั้ ท่ี วัน/เดือน/ปี หวั เรอื่ ง/ตัวชี้วดั เน้อื หาสาระการเรียนรู้ 16 ม.ี ค.64 เหตุใดต้องเรยี นรู้กัญชาและกัญ เหตใุ ดต้องเรียนรกู้ ญั ชาและกัญชง ชง 1 มุมมองกฎหมายการใชก้ ญั ชาและก 1.บอกมุมมองกฎหมายการใช้ ประเทศและต่างประเทศ กัญชาและกัญชงในประเทศและ 2. มุมมองการใช้กัญชาและกัญชงของ ต่างประเทศได้ ประชาชนท่วั ไป 2.บอกมุมมองการใชก้ ัญชาและ 3.สภาพการณ์ข้อมูลที่เกย่ี วข้องกบั กัญ กญั ชงของประชาชนท่ัวไปได้ กัญชงผ่านสือ่ ออนไลน์ 3.วิเคราะห์ความแตกต่างของ 3.1 Intrenet ขอ้ มลู ท่ีเก่ยี วข้องกบั กญั ชาและ 3.2 Facebook กญั ชงผ่านสื่อออนไลน์แตล่ ะ 3.3 Line ประเภทได้ 3.4 You Tube 4.อธิบายสภาพการณ์การใช้ 4.สภาพการณ์การใช้กญั ชาและกัญชง กัญชาและกัญชงในตา่ งประเทศ ประทศ ได้ 5.สภาพการณ์ในการใช้กัญชาและกญั 5.อธิบายสภาพการณ์การใช้ ประเทศ กัญชาและกญั ชงในประเทศ 6.มมุ มองการใช้กัญชาและกัญชงของ ประเทศไทย บคุ คลากรทางการแพทย์ 6.บอกมุมมองการใช้กัญชาและ 7.มมุ มองการใช้กัญชาและกัญชงของผ กญั ชงของบคุ คลทางการแพทย์ได้ 8. สภาพการณ์และข้ันตอนการใหบ้ ริก 7.บอกมุมมองการใชก้ ัญชาและ คลนี ิคกัญชาในประเทศไทย กัญชงของผปู้ ่วยได้

บ กัญชงกัญชาอย่างชาญฉลาด รหัสวิชา สค32034 สอื่ /แหล่งเรยี นรู้ การวดั และ ต หัวเรอื่ ง เหตใุ ดต้องเรียนรู้กญั ชาและกัญชง ประเมินผล -หนงั สือเรยี นหนงั สอื การจัดกระบวนการเรยี นรู้ เรียนวชิ ากัญชาและ -การสงั เกต กญั ชงศึกษา -การชกั ถาม กญั ชงใน ครูมอบหมายให้ตวั แทนนักศึกษานำร้องเพลงชาตแิ ละสวด เพอ่ื ใช้เปน็ ยาอย่าง -การมีสว่ น ง มนตไ์ หวพ้ ระและร้องเพลงสรรเสรญิ พระบารมกี ่อนเรียน ชาญฉลาด รว่ ม ญชาและ ทุกสัปดาห์ -ใบงาน ขัน้ ท่ี ๑ กำหนดสภาพปญั หา -ใบความรู้ - รายงาน งในตา่ ง 1. ครสู นทนาทกั ทายกบั นักศกึ ษาและแจ้งตวั ชว้ี ดั รายใน -อินเตอรเ์ น็ต รปู เลม่ ญชงใน วชิ า กัญชากัญชงศกึ ษาและการเรยี นรู้ให้นกั ศกึ ษาทราบ -ห้องสมุด กศน.ตำบล 2. ครใู หน้ กั ศึกษาทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน -แหล่งเรยี นรชู้ ุมชน ผูป้ ว่ ย 3. ครใู ห้นักศึกษาดยู ูทูปเร่อื งมมุ มองทางกฎหมายองกญั ชา การ และกญั ชงในต่างประเทศ แลว้ ถามวา่ กญั ชากบั กญั ชงใน -ยูทปู เร่อื งความ ตา่ งประเทศและประเทศ พร้อมทั้งใหน้ ักศกึ ษาออกแสดง เป็นมาของมุมมอง ความคดิ เหน็ ประกอบ จากนั้นครสู รุปเพื่อเชือ่ มโยงเข้าสู่ กฎหมายการใช้ เน้อื หาทจ่ี ะเรยี น กัญชาและกญั ชงใน ขัน้ ที่ ๒ แสวงหาความรู้ ประเทศและ ครูใหน้ ักศึกษานบั จำนวน 1-5 รายบุคคลเพ่อื แบ่งกลมุ่ ต่างประเทศ นักศกึ ษาและต้ังคำถามเร่อื งกญั ชาเสรีในประเทศไทยและ กฏหมายต่างๆเกย่ี วกับยาเสพติดใหโ้ ทษและยกตวั อย่างพืช กญั ชาและกญั ชงเพอ่ื นำเข้าสบู่ ทเรยี นจากกการดยู ูทูป เกย่ี วกบั เหตใุ ดตอ้ งเรยี นรู้กญั ชาและกญั ชง ครใู ห้นักเรยี นแบง่ ออกเป็น 5 กลมุ่ แต่ละกลุ่มสบื ค้นข้อมลู เก่ียวกบั เรื่องต่อไปนี้ -กล่มุ ท่ี 1 บอกมุมมองกฎหมายการใชก้ ัญชาและ กัญชงในประเทศและตา่ งประเทศ 211

8.อธบิ ายสภาพการณ์และ ข้นั ตอนการให้บริการคลีนิค กัญชาในประเทศไทยได้ หวั เร่อื ง 2 9.ตระหนักถงึ มุมมองทุกมิติที่ 1.ประวัตคิ วามเปน็ มาพชื กัญชาและพ เก่ียวขอ้ งกบั กัญชาและกญั ชง 2.ความรเู้ บ้ืองตน้ เกี่ยวกับพืชกัญชาแล รวมทง้ั สภาพการณ์ในการใช้ กญั ชง กญั ชาและกญั ชงในตา่ งประเทศ 2.1พฤกษศาสตรข์ องพชื กัญชาและพชื และประเทศไทย 2.2 ชนดิ (SPECIES) ของกัญชาและกัญ 2.กัญชาและกญั ชงพชื ยาท่คี วรรู้ 2.3องคป์ ระกอบทางเคมีและสารสำค 1.บอกประวตั ิความเป็นมาของ ในพชื กญั ชาและพืชกัญชง พชื กญั ชาและพชื กัญชงได้ 2.3.1 องคป์ ระกอบทางเคมีทพี่ บในพ 2.บอกและอธบิ ายความรู้ และกัญชง เบอ้ื งตน้ เกย่ี วกับพืชกญั ชาและพชื 2.3.2 สาระสำคัญท่ีพบในพืชกญั ชาแ กัญชงได้ กัญชง 3.วิเคราะหค์ วามแตกตา่ งระหว่าง 1) สาร CBG พืชกัญชาและพืชกญั ชงได้ 2) สาร THC 4.บอกการใช้พชื กัญชาและพืช 3) สาร CBD กัญชงในชวี ิตประจำวันของคนใน 4)สารออกฤทธิท์ ีร่ ่วมกบั แคนาบินอยด โลกได้ 3.พชื กัญชาและพชื กัญชงคืออะไร แต 5.ตระหนักถึงกญั ชาและกัญชง กนั อย่างไร พชื ยาทคี่ วรรู้ 4.การใช้พืชกัญชาและพชื กัญชงใน ชวี ติ ประจำวันของคนในโลก 4.1ผลิตภณั ฑ์พชื กัญชาและพืชกญั ชงไ รปู


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook