23 องคป์ ระกอบของควำมสจุ ริต นักวจิ ัย/นกั วชิ ำกำร ให้ข้อมูลที่ ยอมรับ ไม่ขโมย ปฏบิ ัตติ ำม ไม่เอำเปรยี บ ปฏบิ ัตติ ำม หมำยเหตุ เปน็ ควำม ผิด ของผอู้ น่ื สัญญำ ผอู้ น่ื กฎระเบียบ/ สมร่ืน สทิ ธิยา และ กฎหมำย ประวติ เอราวรรณ์ จรงิ (2560) กลุ่มตวั อยา่ ง คือ รุง่ ฤดี กล้าหาญ นกั เรยี น และคณะ (2558) กลมุ่ ตัวอยา่ ง คอื นกั เรยี น ตำรำงท่ี 6 สรปุ องคป์ ระกอบและตวั อย่างพฤติกรรมบ่งชส้ี จุ ริตทไี่ ด้จากการทบทวนวรรณกรรม องคป์ ระกอบ ตวั อยำ่ งพฤตกิ รรมบ่งช้ี -ไม่พดู ตอ่ เตมิ เหตุการณ์ ใหข้ อ้ มลู ทเี่ ป็นความจริง -ไมป่ กปิดความผดิ ของผูอ้ ่นื -ไม่พูดโกหก -ยอมรบั ผิดเม่อื ทาสิง่ ของของผู้อ่นื เสียหาย ยอมรบั ผดิ -ไมโ่ ยนความผิดของตนใหผ้ ู้อ่นื -ไม่หลบหนเี ม่ือทาผดิ -ไม่ถอื เอาส่ิงของของผอู้ น่ื มาเป็นของตนเอง -ไมค่ ัดลอกผลงานของผอู้ น่ื ไม่ขโมยของผอู้ ่นื -ไม่หยบิ ของผู้อื่นโดยไม่ได้รบั อนญุ าต -เก็บส่งิ ของได้นาส่งคืนเจ้าของ -เมอื่ มีการทอนเงินเกนิ ต้องรบี คนื -ยืมสิง่ ของของผู้อน่ื แลว้ รบี คนื ปฏบิ ัติตามสญั ญา -ปฏบิ ัตติ ามท่ตี นพูดไว้ ไม่เอาเปรียบผอู้ น่ื -ไม่บังคับขม่ ขู่เอาทรพั ย์สนิ ของผู้อื่น -ไม่ใช้อานาจหน้าท่ีหาผลประโยชนใ์ ส่ตน ปฏิบตั ติ ามกฎระเบยี บและกฎหมาย -ไม่รับสินบน -ไมท่ จุ ริตในการสอบแข่งขัน 2.3.4 จิตสำธำรณะ ตัง้ แต่โลกเขา้ สูศ่ ตวรรษที่ 21 ความก้าวหน้าดา้ นวิทยาการส่ือสาร เทคโนโลยี ต่าง ๆ ได้เป็นปัจจัยผลักดันสาคัญซ่ึงทาให้โลกอยู่ในภาวะไร้พรมแดนและนาโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัด ระเบียบใหม่ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและภัยคุกคามต่อ การพัฒนาท่ียั่งยืนของประเทศไทย โดยการมุ่งเน้นการแข่งขันเพื่อสร้างความมั่งคั่งด้านรายได้ทาให้ สงั คมไทยมีความเปน็ วัตถุนยิ มมากขึน้ ผู้คนมปี ัญหาดา้ นพฤติกรรม คือ การย่อหยอ่ นทางศีลธรรม คณุ ธรรม จริยธรรม ขาดระเบียบวินัย และการเอารัดเอาเปรียบ ด้วยเหตนุ ้ี ประเด็นเร่ือง “จิตสาธารณะ” จึงถูกหยิบ ยกข้ึนมาพูดถึงและให้ความสาคัญมากขึ้น ดังจะเห็นจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 8 เป็นต้นมา มุ่งส่งเสริมให้คนไทยมีจิตสาธารณะ โดยในแผนฯ ฉบับท่ี 8 และ 9 ได้ให้ความสาคัญกับ การพัฒนาศักยภาพของคนในสังคมให้เป็นคนเก่ง มีความรู้ความสามารถ และพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบ และมีจิตสานึกสาธารณะ (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ สานักนายกรัฐมนตรี, 2540, 2545) ต่อมาในแผนฯ ฉบับท่ี 10 ได้อัญเชิญ “ปรัชญา
24 เศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทางปฏิบัติควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มีคนเป็น ศูนย์กลางการพัฒนา (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สานัก นายกรัฐมนตรี, 2550) จนถึงแผนฯ ฉบับท่ี 11 และ 12 เป็นช่วงที่มีการหล่ังไหลเข้ามาของวัฒนธรรม ต่างชาติ จงึ มงุ่ พฒั นาศักยภาพของคนไทยในทกุ ช่วงวัยให้สามารถเลือกรับวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม ซ่ึงมี ผลโดยตรงกับค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมในการดาเนินชีวิต โดยแนวทางการพัฒนาท่ีสาคัญ คือ การปรับเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย มีจิตสาธารณะ และมีพฤติกรรมที่พึง ประสงค์ (สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สานักนายกรัฐมนตรี , 2555, 2560) เพ่ือให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ท่ีมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” (ยุทธศาสตร์ ชาติ พ.ศ. 2561-2580, 2561) คาว่า จิตสาธารณะ น้ัน ในภาษาอังกฤษตรงกับคาว่า Public mind ในประเทศไทยมีการใช้สลับ ไปมากับคาว่า จิตสานึกสาธารณะ ซ่ึงในภาษาอังกฤษตรงกับคาว่า Public consciousness และจิตอาสา ซึ่งในภาษาอังกฤษตรงกับคาว่า Volunteer spirit หรอื Volunteer minds โดยมีผใู้ ห้นิยามความหมายไว้ มากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงหลายหน่วยงานในประเทศไทยก็ได้ให้นิยามความหมายและ อธบิ ายถึงความสาคญั ไว้ ดงั นี้ Bratton (1994) กล่าวไว้ว่า จิตสาธารณะเป็นความตื่นตัวของภาคประชาสังคม (Civil society) ในการให้ความสาคัญกับความเป็นสาธารณะหรือส่วนรวม อันเป็นการทางานด้วยความเสียสละโดย ความสมัครใจของสมาชิกในสังคมเพ่ือคาว่าส่วนรวมมากกว่าส่วนตน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใด ๆ ตลอดจนอานาจทางการเมอื งไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้ สมพงศ์ สิงหะพล (2542 อ้างถึงใน แสน กีรตินวนันนท์, 2562) ได้อธิบายว่า องค์ประกอบของ จิตสาธารณะนั้น มีการแบ่งองค์ประกอบที่แตกต่างกัน 3 ระดับ คือ 1) จิตสาธารณะเก่ียวกับตนเอง เป็นจิตสานึกเพ่ือพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลท่ีสมบูรณ์ย่ิงขึ้น จิตสานึกด้านนี้เป็นจิตสานึกท่ีทุกสังคม พยายามสร้างให้เกิดข้ึนให้ได้ เช่น ความรับผิดชอบ หมั่นฝึกฝนเอาใจใส่ และอดทน 2) จิตสาธารณะ เกี่ยวกับผู้อ่ืน เป็นจิตสานึกของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของคนในสังคม เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ และความสามัคคี 3) จิตสาธารณะเก่ียวกับสังคม เป็นจิตสานึกท่ีตระหนักถึง ความสาคญั ในการอยรู่ ่วมกันของคนในสงั คม หรือคานึงถงึ ผู้อื่นทีร่ ว่ มความสมั พนั ธ์เปน็ กลมุ่ เดียวกนั โกศล มีความดี (2547) มองว่า จิตสาธารณะเป็นการกระทาของบุคคลท่ีแสดงออกถึง ความรับผิดชอบต่อสาธารณะสมบัติ การเอาใจใส่ ดูแล เป็นธุระ และเข้าร่วมในเรื่องส่วนรวมท่ีเป็น ประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม โดยพิจารณาจากการที่บุคคลหลีกเล่ียงการใช้หรือการกระทาท่ีทาให้เกิด การชารุดเสียหายต่อของส่วนรวม มุ่งปฏิบัติเพ่ือส่วนรวมในการดูแลรักษาของส่วนรวม เช่น การทาตาม หนา้ ที่ทก่ี าหนด การดูแลความสงบเรียบร้อย การรักษาสาธารณะสมบัติ การรับรู้ปญั หาที่เกิดข้นึ มสี ่วนรว่ ม ในการหาแนวทางป้องกัน แก้ไข และติดตามประเมินผล รวมถึงการรับอาสาทาบางอย่างเพ่ือส่วนรวม เคารพสิทธิของผู้อ่นื ในการใช้ของส่วนรวม ไม่ปิดก้ันในการใชข้ องบุคคลอื่น มีการแบ่งปันหรือเปิดโอกาสให้ ผอู้ นื่ ได้ใช้ของสว่ นรวม ไม่ยดึ ครองของส่วนรวมมาเปน็ ของตนเอง อ้อมใจ วงษ์มณฑา (2553) อธบิ ายวา่ จิตสาธารณะเป็นความตระหนกั ของบคุ คลถงึ ปัญหาท่ีเกดิ ขึ้น ในสังคม ทาให้เกิดความรู้สึกปรารถนาที่จะช่วยเหลือสังคม ต้องการเข้าไปแก้วิกฤตการณ์ โดยรับรู้ถึงสิทธิ ควบคู่ไปกับหน้าที่และความรับผิดชอบ สานึกถึงพลังของตนว่าสามารถร่วมแก้ไขปัญหาได้ และลงมือ กระทาเพื่อใหเ้ กิดการแกป้ ญั หาดว้ ยวิธีการต่าง ๆ โดยการเรยี นรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกันกับคนในสงั คม
25 ดุษฎี มัชฌิมาภิโร (2556) อธิบายว่า จิตสาธารณะเป็นรูปแบบพฤติกรรมทางสังคมอย่างหน่ึง เนื่องจากเป็นการกระทาของบุคคลที่อยู่ในสังคม ซ่ึงกระทาส่ิงต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนหรือสังคม ด้วยความสมัครใจและไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ผู้มีจิตสาธารณะจะไม่ช่วยเหลือเฉพาะชุมชนหรือคนท่ี ตนเองรู้จักเท่านั้น แต่จะเป็นผู้ท่ีมีความปรารถนาจะช่วยเหลือทุกคน ลักษณะเด่นของการมีจิตสาธารณะ คอื การใหห้ รอื ความเอ้อื เฟ้ือเผอ่ื แผ่ โดยเห็นแก่ประโยชนข์ องผู้อนื่ เป็นทต่ี ั้ง และมพี ฤตกิ รรมเพ่อื สงั คม ปิยวัชร์ สิทธิวนิช และคณะ (2558) มองว่า จิตสาธารณะเป็นจิตใจท่ีคานึงถึงส่วนรวมร่วมกัน คานึงถึงบุคคลอื่นท่ีต่างมีความสัมพันธ์เช่ือมโยงเป็นหน่ึงเดียวกัน รวมทั้งมีความสานึกและยึดม่ันในระบบ คุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ประหยัด และมีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับ ธรรมชาติ ส่งผลทาให้แสดงพฤติกรรมหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) การงดเว้นการกระทาท่ีจะส่งผลทาให้เกิด ความชารุดเสียหายของทรัพย์สินส่วนรวม 2) การมีส่วนร่วมดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนรวม และ 3) การเคารพสทิ ธขิ องบคุ คลอนื่ ในการใช้ทรัพย์สนิ ส่วนรวม ดวงจันทร์ วรคามิน และคณะ (2559) อธบิ ายว่า จติ สาธารณะคอื ความรูส้ ึกเป็นอันหนึ่งอนั เดยี วกัน กับสังคม มีการกระทาที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในสังคม การมีคุณธรรม จริยธรรม และการไม่กระทาการท่ี ก่อใหเ้ กดิ ความเสื่อมเสียหรือเปน็ ปัญหาตอ่ สังคม รวมไปถงึ การมจี ติ ท่ีคดิ สร้างสรรค์และเปน็ กศุ ล แสน กีรตินวนันท์ (2562) มองว่า จิตสาธารณะเป็นทุนทางสังคมลักษณะหน่ึงที่จะสร้างให้สังคม กลายเป็นสังคมท่ีดีและเข้มแข็ง ด้วยความเสียสละ ความร่วมรับผิดชอบร่วมกันของคนในสังคม ซึ่งเป็น หน้าท่ี สานึก ตลอดจนคุณธรรม จริยธรรม ของทุกคนในสังคมที่ต่างต้องตระหนักถึงความสาคัญของคาว่า “สาธารณะ” เหนือกว่าคาว่า “ตนเอง” แล้วสร้างประโยชนแ์ กส่ ่วนรวมโดยไมห่ วงั ส่ิงใดตอบแทน สานักงานราชบัณฑิตยสภา (2554) อธิบายว่า จติ สาธารณะประกอบด้วยคาว่า จิต กับ สาธารณะ โดยที่จิตหมายถึงใจหรือส่ิงท่ีทาหน้าท่ีคิด นึก และรู้ ส่วนสาธารณะหมายถึงท่ัวไป เพ่ือประชาชนทั่วไป ดังนั้น จิตสาธารณะจงึ หมายถงึ สานกึ หรือความคิดท่ีจะทาสงิ่ ท่ีเปน็ ประโยชน์ให้แก่สงั คมหรือคนท่วั ไป หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 ได้กาหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ นักเรียน ซ่ึงการมีจิตสาธารณะเป็นหน่ึงในคุณลักษณะดังกล่าว โดยอธิบายไว้ว่า การมีจิตสาธารณะเป็น คุณลักษณะท่ีแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น ชุมชน และสังคม ด้วยความเต็มใจ กระตือรือร้น ไม่หวังผลตอบแทน ผู้ท่ีมีจิตสาธารณะจึงเป็นผู้ท่ีมีลักษณะเป็น ผู้ให้และช่วยเหลือัผูอื่น แบ่งปันความสุขส่วนตนเพ่ือทาประโยชน์แก่ส่วนรวม เข้าใจและเห็นใจผู้ท่ีมี ความเดือดร้อน อาสาช่วยเหลือสังคม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยแรงกายและสติปัญญา ลงมือปฏิบัติเพ่ือ แก้ปัญหาหรือร่วมสร้างสรรค์ส่ิงท่ีดีงามให้เกิดในชุมชน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (สานักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา, 2561) ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีการแลกเปลี่ยนภายใต้โครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ชาติในการส่งเสริมสังคมคุณธรรม ในหัวข้อพัฒนาดัชนีชี้วัดพอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และ รับผิดชอบ โดยผู้เข้าร่วมเวทีดังกล่าวได้ช่วยกันระดมความคิดเห็นและกาหนดนิยามความหมายของ จิตสาธารณะว่าหมายถึงความต้ังใจทาส่ิงใดส่ิงหนึ่งเพ่ือประโยชน์ต่อสาธารณะ แม้ไม่ใช่หน้าท่ีด้วย ความจริงใจ เสียสละ โดยปราศจากผลประโยชน์หรือผลตอบแทนใด ๆ รวมถึงมีจิตสานึกในการไม่ทาส่ิงท่ี ส่งผลกระทบต่อสาธารณะ (ศูนยค์ ณุ ธรรม, 2562) เกียรติศักดิ์ แสงอรุณ (2551) ใช้คาว่า จิตสานึกสาธารณะ โดยอธิบายว่าจิตสานึกสาธารณะเป็น ทุนทางสังคมประเภทหน่งึ ทเี่ กดิ ข้ึนจากคนในสังคม เปน็ ผลผลิตของสงั คมที่จะทาใหเ้ กิดความสมดุลระหวา่ ง มนุษย์กับธรรมชาติ โดยคุณลักษณะของคนที่มีจิตสานึกสาธารณะ ได้แก่ 1) การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
26 2) การเสียสละเพื่อสังคม และ 3) การไม่เห็นแก่ตัว อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะในข้อที่ 1 และ 3 มีความสัมพันธ์กัน และเป็นพฤติกรรมท่ีต่อเน่ืองกัน ดังน้ัน จึงอาจแบ่งคุณลักษณะของคนท่ีมีจิตสาธารณะ ได้ 2 ประการ ได้แก่ 1) การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมอันเกิดจากความไม่เห็นแก่ตัว และ 2) การเสียสละ เพื่อสงั คม พระไพศาล วิสาโล และคณะ (2544) กลา่ วถึงจติ สานกึ สาธารณะในมุมมองพุทธศาสนาวา่ หมายถึง ความสานึกใส่ใจและพร้อมจะมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ รวมถึงเคารพและหวงแหนในสมบัติส่วนรวม ซ่ึงมิใช่เฉพาะในครอบครัว ญาติมิตร คนรอบขา้ ง หรือชุมชนละแวกบ้านเท่าน้ัน หากครอบคลุมถงึ บุคคลอ่ืน ท่ไี ม่รู้จกั ไมเ่ คยพบ แตก่ ร็ ู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมท่ีตนสังกดั ชาย โพธิสิตา (2541) ได้อธิบายเร่ืองจิตสานึกสาธารณะโดยมงุ่ เน้นไปท่ีเร่ืองการใช้สมบัติส่วนรวม โดยอธิบายว่าผูท้ ่ีมีจิตสานึกสาธารณะน้ันจะมีความรับผิดชอบต่อสมบัตสิ ่วนรวม กล่าวคอื เป็นการใชส้ มบัติ ส่วนรวมโดยเคารพสิทธิของผู้อื่นว่าผู้อื่นนั้นก็มีสิทธิในสมบัติส่วนรวมเช่นกันกับตน อีกทั้งยังมีสามัญสานึก ในการรบั ผดิ ชอบดแู ลพนื้ ทหี่ รอื สมบัติส่วนรวมให้คงอย่สู ืบไป สว่ นคาว่าจติ อาสาน้ัน ดุษฎี มัชฌิมาภิโร (2556) อธิบายวา่ คานเ้ี ร่ิมเกดิ ข้ึนอย่างจริงจังในประเทศ ไทยภายหลงั จากเกิดภัยพิบัติสึนามิ เมือ่ วนั ท่ี 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ซงึ่ ทาให้เกิดความร่วมมอื กนั ระหวา่ ง องค์กรต่าง ๆ ท้ังภาครัฐและเอกชน ท่ีได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดาเนินการกู้ศพ ทาความสะอาด บริเวณชายทะเล กลายเป็นจุดเร่ิมต้นของกระแสการเป็นอาสาสมัครในประเทศไทย และทาให้คาว่า จิตอาสาเป็นท่ีรู้จักแพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ยังได้อธิบายความแตกต่างของคาว่าจิตสาธารณะ จิตสานึก สาธารณะ และจิตอาสาเอาไว้ โดยอธิบายว่า ท้ังสามคามีความหมายใกล้เคียงกัน โดยจิตสาธารณะเป็นคา เดียวกับจิตสานึกสาธารณะ และสามารถใช้แทนกันได้ ในปัจจุบันจะเห็นว่ามีความนิยมที่จะใช้คาว่า จิตสาธารณะมากกว่าจิตสานึกสาธารณะ เพราะคาว่าจิตสาธารณะมีความส้ันกะทัดรัดมากกว่า ส่วนคาว่า จิตอาสานั้นจะมีความหมายต่างออกไปเล็กน้อย คือ ในขณะที่จิตสาธารณะมีความหมายว่าการตระหนักรู้ ของบุคคลเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การเสียสละ การช่วยเหลือผู้อื่น ความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ ไม่เห็นแก่ตัว ตลอดจนการเข้าร่วมในกจิ กรรมที่เป็นประโยชนต์ อ่ ส่วนรวม ซึ่งพฤตกิ รรมของผูม้ ีจติ สาธารณะ สามารถแสดงออกไดอ้ ย่างหลากหลาย เช่น การเข้าแถวขึ้นรถเมลห์ รอื ซ้อื ของ การสละทีน่ ่ังบนรถเมลใ์ ห้กับ เด็กหรือคนชรา การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกเพ่ือลดภาวะโลกร้อน การแยกขยะ และการไม่กักตุนสินค้าท่ี ขาดแคลน แต่คาว่าจิตอาสาจะมีความหมายเน้นไปท่ีความต้องการทาประโยชน์ให้กับผู้อื่นหรือสังคม โดยรวม พฤติกรรมของผู้มีจิตอาสา คือ การเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมทากิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือส่วนรวม เช่น การปลูกป่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรืออาจทากิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจาวันเพื่อประโยชน์ของ สงั คม เช่น การกวาดหรอื เก็บขยะในแหล่งท่องเที่ยวหรือบริเวณท่พี ักอาศยั ซงึ่ ไม่มผี ู้รบั ผดิ ชอบ การเป็นยาม ดแู ลทรัพย์สินให้ผู้อ่ืนโดยไม่มีผู้ว่าจ้าง และการเป็นผู้นาสอนการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพโดยไม่รับค่าจ้าง ดงั นั้น แม้คาว่าจติ สาธารณะจะสามารถใช้แทนทค่ี าว่าจิตสานึกสาธารณะได้ทุกกรณีก็ตาม แต่สาหรับคาว่า จิตสาธารณะกบั จิตอาสานัน้ อาจใชแ้ ทนกนั ได้ แต่ไมใ่ ชท่ ุกกรณี ในส่วนของงานศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะหรือพัฒนาตัวบ่งช้ีการมีจิตสาธารณะ โดยเฉพาะนั้นพบว่าส่วนใหญ่มีกลมุ่ ตัวอย่างเป็นนักเรียน เช่น ปัถมา สงนุ่น (2554) ศึกษาเรื่อง การพัฒนา แบบวัดจิตสาธารณะสาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4-6 สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษาปทุมธานี แบ่งองค์ประกอบของจิตสาธารณะเป็น 5 องค์ประกอบ องค์ประกอบแรก คือ การแบ่งปันและชว่ ยเหลือผู้อ่ืน พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) ช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ทางานด้วยความเต็มใจ 2) แบ่งปันสิ่งของ ทรัพย์สิน และอ่ืน ๆ และช่วยแก้ไขปัญหาหรือสร้างความสุขให้กับผู้อ่ืน องค์ประกอบที่
27 สอง คือ การเขา้ ร่วมกิจกรรมสว่ นรวม พฤตกิ รรมบง่ ชี้ ไดแ้ ก่ 1) เขา้ รว่ มกจิ กรรมทเ่ี ป็นประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น ชุมชน และสังคม 2) เข้าร่วมกิจกรรมท่ีแก้ปัญหาหรือร่วมสร้างส่ิงที่ดีงามของส่วนรวมตามสถานการณ์ที่ เกิดขึ้นด้วยความกระตือรือร้น องค์ประกอบท่ีสาม คือ การดูแลสาธารณะสมบัติ พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) ดูแลรกั ษาสาธารณะสมบัติ ส่ิงแวดล้อม และของส่วนรวมด้วยความเต็มใจ ใช้ของสว่ นรวมแล้วเก็บเข้าที่ 2) รู้จักใช้ของส่วนรวมอย่างประหยัดและทะนุถนอม องค์ประกอบที่สี่ คือ การกระทาเพ่ือส่วนรวม พฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ 1) ทาตามหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายเพ่ือส่วนรวม 2) อาสาที่จะกระทาเพื่อผู้อื่นหรือ ส่วนรวมด้วยกาลังกาย กาลังใจ และกาลังสติปัญญาโดยไม่หวังผลตอบแทน และองค์ประกอบสุดท้าย คือ การเคารพสิทธิของผู้อื่น พฤติกรรมบ่งชี้ ไดแ้ ก่ 1) ไม่ยึดครองของส่วนรวมมาเป็นของตนเอง 2) เปิดโอกาส ใหผ้ ้อู น่ื สามารถใช้ของส่วนรวม สายถวิล แซ่ฮ่า (2554) ศึกษาเร่ือง การพัฒนาแบบวัดจิตสาธารณะสาหรับนักศึกษาปริญญา บัณฑิต ได้กาหนดองค์ประกอบของจิตสาธารณะ 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบแรก คือ การช่วยเหลือ ส่วนรวม พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) มีความอุตสาหะท่ีจะช่วยเหลืองานของส่วนรวมด้วยความเต็มใจ 2) เสียสละกาลังกาย กาลงั ทรัพย์ และกาลังสติปัญญาให้กับส่วนรวม 3) ใหค้ วามรว่ มมอื กับส่วนรวมโดยไม่ ต้องร้องขอ องค์ประกอบท่ีสอง คือ การมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม พฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ 1) ทางานที่ ได้รับมอบหมายเพื่อส่วนรวมให้สาเร็จ 2) ทาส่ิงท่ีถกู ต้องเพ่ือประโยชนข์ องส่วนรวม 3) มุ่งมนั่ และต้ังใจจริง ในการแก้ปัญหาของส่วนรวม 4) เข้าร่วมกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม องค์ประกอบท่ีสาม คือ การเคารพสทิ ธิของส่วนรวม พฤติกรรมบ่งชี้ ไดแ้ ก่ 1) ปฏบิ ัติตามกฎระเบียบของส่วนรวม 2) เปิดโอกาสให้ ผู้อื่นแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน 3) ปกป้องสิทธิของตนเองและไม่ล่วงล้าความเป็น ส่วนตัวของผู้อ่ืน 4) ตรงต่อเวลาและให้โอกาสกับผู้อื่น 5) ไม่กระทาส่ิงท่ีจะทาให้ผู้อ่ืนเดือดร้อนวุ่นวายใจ องค์ประกอบสุดท้าย คือ การดูแลรักษาส่ิงของส่วนรวม พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) ใช้และดูแลของส่วนรวม อย่างระมัดระวัง 2) ใช้เหตุผลตัดสินและใช้ของส่วนรวมตามความจาเป็น 3) วางแผนและแสวงหาความรู้ เพ่มิ เติมเพอ่ื ประกอบการใชข้ องสว่ นรวม 4) สอดส่องดแู ลสาธารณะสมบตั ิของส่วนรวม ชูศิลป์ นาราหนองแวง. (2555) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาเคร่ืองมือวัดจิตสาธารณะของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 31 ได้กาหนด องคป์ ระกอบของจิตสาธารณะเป็น 3 องคป์ ระกอบ องค์ประกอบแรก คือ การเข้ารว่ มหรอื ปฏิบตั กิ จิ กรรมท่ี คานึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ทั้งในกลุ่มของตน ชุมชน และสังคม พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) เข้าร่วม กิจกรรมท่ีจัดขึ้นภายในโรงเรียน 2) เข้าร่วมกิจกรรมท่ีจัดข้ึนนอกโรงเรียน 3) เข้าร่วมกิจกรรมท่ีจัดข้ึนใน ระดับหมู่บ้าน ตาบล และอาเภอ 4) เข้าร่วมกิจกรรมท่ีจัดขึ้นในระดับจังหวัด องค์ประกอบท่ีสอง คือ การดูแลรักษาส่ิงต่าง ๆ ที่เป็นของสาธารณะสมบัติ อนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม ด้วยแรงกายและสติปัญญา พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) ดูแลรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในโรงเรียน 2) ดูแลรักษาส่ิงแวดล้อมในบริเวณ โรงเรียน 3) ดูแลรักษาสิ่งของเคร่ืองใช้ต่าง ๆ ภายในบ้าน ตาบล และอาเภอ 4) ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ภายในบา้ น ตาบล อาเภอ และจังหวัด และองคป์ ระกอบสุดท้าย คือ ช่วยเหลือแบ่งปัน อาสาร่วมแกป้ ัญหา และสร้างสรรค์ส่ิงท่ีดีงามให้กับผู้อ่ืนหรือสังคมโดยไม่หวังส่ิงตอบแทน พฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ 1) ช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง ทางานด้วยความเต็มใจ 2) อาสาทางานให้ผู้อื่นด้วยกาลังกาย กาลังใจ และกาลังสติปัญญาด้วย ความสมัครใจ 3) แบง่ ปันส่งิ ของ ทรัพยส์ ิน และอน่ื ๆ 4) ช่วยแกป้ ญั หาหรอื สรา้ งความสุขใหก้ บั ผ้อู นื่ ดวงจันทร์ วรคามิน และคณะ (2559) ศึกษาเร่ือง การศึกษาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ และการมีจิตสาธารณะเพื่อพัฒนาศักยภาพการเป็นคนดีคนเก่งของนักเรียนไทย ซึ่งกาหนดองค์ประกอบ ของจิตสาธารณะ 4 องค์ประกอบ องค์ประกอบแรก คือ การมีความรับผิดชอบต่อตนเองและหลีกเล่ียง
28 การกระทาท่ีจะทาให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม โดยกาหนดข้อคาถามวัดจิตสาธารณะ ได้แก่ 1) ฉัน จัดการเร่ืองอุปกรณ์การเรียนและจัดตารางสอนด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีคนช่วยเหลือ 2) ฉันคิดว่าการท่ี เพื่อนเรียนไม่เก่งเป็นเร่ืองท่ีฉันไม่สามารถช่วยอะไรได้ 3) ทุกครั้งท่ีทาขยะตกพื้น ฉันจะเก็บไปท้ิง องค์ประกอบที่สอง คือ การถือเป็นหน้าที่ท่ีจะมีส่วนร่วมในการดูแลส่วนรวมและช่วยเหลือผู้อ่ืนด้วย ความเต็มใจโดยไม่หวังผลตอบแทน กาหนดข้อคาถามวัดจิตสาธารณะ ได้แก่ 1) ฉันช่วยเหลืองานครูโดย สมัครใจ 2) ฉันมีความรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้ช่วยปลอบเพื่อนหรือช่วยเหลอื เพ่ือนเม่ือเพ่ือนไม่สบายใจ 3) ฉัน จะนิ่งเฉยถา้ ปัญหาท่เี กดิ ขนึ้ ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับฉนั องค์ประกอบที่สาม คือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรม ทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสงั คม โดยกาหนดขอ้ คาถามวัดจิตสาธารณะ ได้แก่ 1) เมอ่ื โรงเรยี น มีงาน ฉันอาสาชว่ ยงานโรงเรียน 2) ฉันรู้สกึ ทนไมไ่ ด้ถา้ เห็นหอ้ งเรยี นสกปรก และมักจะช่วยทาความสะอาด ห้องเรียนทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวรประจาวัน 3) ฉันปิดไฟหรือปิดน้าทุกครั้งเมื่อเห็นคนอ่ืนเปิดไฟหรือน้าท้ิงไว้ และ องค์ประกอบสุดท้าย คือ การมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการเคารพสิทธิของผู้อ่ืนและปฏิบัติตนโดย สุจริต กาหนดข้อคาถามวัดจิตสาธารณะ ได้แก่ 1) ฉันใช้ของที่เป็นส่วนรวมอย่างระมัดระวัง และดูแล ความสะอาดหลงั ใช้เสร็จ 2) เม่อื มคี นขอความชว่ ยเหลือจากฉัน ฉันจะไม่ปฏิเสธ 3) ฉนั แอบนาอาหาร ขนม และเครอื่ งดม่ื เขา้ มารับประทานในห้องเรยี น สุภาพร เตวิยะ และคณะ (2559) ศึกษาเร่ือง ความมีจิตสาธารณะของนักศึกษาครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ท่ีเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการรับใช้สังคม กาหนดคุณลักษณะ ความมีจิตสาธารณะ 5 ด้าน คือ 1) การรับรู้และตระหนักถึงปัญหาที่เกิดข้ึนในสังคม 2) การแสดงออกถึง การรับผิดชอบต่อสาธารณะสมบัติและทรัพยากรธรรมชาติ 3) การหลีกเล่ียงการใช้หรือการก่อให้เกิด ความเสียหายต่อส่วนรวม 4) การเข้าร่วมทากิจกรรมเพื่อสังคมท่ีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และ 5) การแสดงออกถึงความพร้อมท่ีจะช่วยเหลือและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขึ้นของผู้อ่ืนและใน สงั คม ชาย โพธิสิตา และคณะ (2540) ศึกษาเรื่อง จิตสานึกต่อสาธารณะสมบัติ : ศึกษากรณี กรุงเทพมหานคร ได้แบ่งองค์ประกอบของจิตสาธารณะเป็น 3 องค์ประกอบ องค์ประกอบแรก คือ การหลีกเลี่ยงการใช้หรือการกระทาที่จะทาใหเ้ กิดความชารดุ เสียหายตอ่ สว่ นรวมที่ใช้ประโยชนร์ ่วมกันของ กลุ่ม พฤตกิ รรมบ่งชี้ ได้แก่ 1) ดูแลรักษาของส่วนรวม ใช้ของส่วนรวมแล้วเก็บเขา้ ท่ี 2) รจู้ ักใช้ของส่วนรวม อย่างประหยัดและทะนุถนอม องค์ประกอบท่ีสอง คือ การถือเป็นหน้าท่ีท่ีจะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ของส่วนรวมในวิสัยท่ีตนสามารถทาได้ พฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ 1) ทาตามหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายเพื่อ ส่วนรวม 2) อาสาท่ีจะกระทาเพื่อส่วนรวม และองค์ประกอบสุดท้าย คือ การเคารพสิทธิในการใช้ของ ส่วนรวมท่ีเป็นประโยชน์ร่วมกันของกลุ่ม พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) ไม่ยึดครองของส่วนรวมมาเป็นของ ตนเอง 2) เปิดโอกาสให้ผู้อื่นสามารถใช้ของส่วนรวม ทั้งน้ีมีงานศึกษาท่ีนาการแบ่งองค์ประกอบของ จิตสาธารณะดังกล่าวไปใช้เป็นกรอบในการพัฒนาเคร่ืองมือวิจัยเก่ียวกับจิตสาธารณะ ได้แก่ ลัดดาวัลย์ เกษมเนตร (2546) ศึกษาเร่ือง รูปแบบการพัฒนานักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาให้มีจิตสาธารณะ: การศึกษาระยะยาว อัญชลี ย่ิงรักษ์พันธ์ (2550) ศึกษาเรื่อง ผลการใช้สถานการณ์จาลองผสานกับเทคนิค การประเมินผลจากสภาพจริงเพื่อพัฒนาจิตสาธารณะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อ้อมใจ วงษ์ มณฑา (2553) ศึกษาเรื่อง ปัจจัยท่ีส่งผลต่อจิตสาธารณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ธรรมนันทิกา แจ้งสว่าง (2547) ศกึ ษาเรื่อง ผลของการใช้โปรแกรมพัฒนาจิตสาธารณะด้วยบทบาทสมมติ กับตัวแบบของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 และเจษฎา หนูรุ่น (2551) ศึกษาเร่ือง ปัจจัยจิตลักษณะที่ สง่ ผลตอ่ จติ สาธารณะของนักเรยี นช่วงช้ันที่ 3 โรงเรยี นสาธิตในสังกัดมหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
29 งานจานวนหนึ่งได้กาหนดตัวชี้วัดจิตสาธารณะตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ซึ่งมี 2 ตัวชี้วัด ตัวช้ีวัดแรก คือ การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความเต็มใจโดยไม่หวังผลตอบแทน พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) ช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ทางานด้วยความเต็มใจ 2) อาสาทางานให้ผู้อ่ืนด้วย กาลังกาย กาลังใจ และกาลังสติปัญญาด้วยความสมัครใจ 3) แบ่งปันสิ่งของ ทรัพย์สิน และอ่ืน ๆ และ ช่วยเหลือ แก้ปัญหา หรือสร้างความสุขให้กับผู้อื่น ตัวชี้วัดท่ีสอง คือ การเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคม พฤติกรรมบ่งช้ี ได้แก่ 1) การดูแลรักษาสาธารณสมบัติและส่ิงแวดล้อมด้วย ความเต็มใจ 2) เข้าร่วมกิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน และสังคม 3) เข้าร่วมกิจกรรมเพ่ือ แก้ปัญหาหรือรว่ มสร้างส่ิงทดี่ ีงามของส่วนรวมตามสถานการณท์ ีเ่ กดิ ข้ึนด้วยความกระตอื รือร้น เช่น กุหลาบ พงษ์เทพิน. (2553). ศึกษาเร่ือง การสร้างแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านจิตสาธารณะ สาหรับ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ในสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1 และศศิธร รอดย้อย (2559) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาแบบวัดจิตสาธารณะสาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 จังหวัดชัยนาท รวมถึงศิริลักษณ์ เล่ือนยศ (2553) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการมี จติ สาธารณะ สาหรับนักเรียนระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยอีกจานวนหนึ่งท่ีศึกษาประเด็นทางคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย ซึ่งมักศึกษาคุณธรรมหลาย ๆ คุณธรรม โดยมีจิตสาธารณะเป็นหน่ึงในประเด็นคุณธรรมที่ศึกษา เช่น รจรินทร์ ผลนา และศิริพันธ์ ติยะวงศ์สุวรรณ (2559) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็น คนดีของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 ซึ่งได้กาหนดตัวบ่งชี้ความมีจิตสาธารณะ ได้แก่ 1) ดูแลรักษาสมบัติของส่วนรวมโดยการนาส่ิงของ เครื่องใช้ไปเก็บที่เดิมหลังเลิกใช้ 2) แบ่งปนั ทรัพย์สิน สิ่งของ ช่วยแก้ไขปญั หาหรือสร้างความสุขให้กับผู้อ่ืน 3) ใช้ของส่วนรวมอย่างระมัดระวัง 4) ไม่ถือเอาสมบัติของส่วนรวมไว้เป็นของตน 5) ช่วยเหลือผู้อ่ืนด้วย ความเต็มใจ และ 6) ช่วยเหลอื กิจกรรมของโรงเรียน ชุมชน และสงั คม จากที่กล่าวมาทัง้ หมดนั้นจะเห็นวา่ ส่วนใหญ่งานศึกษาวิจยั เกี่ยวกับจิตสาธารณะในสังคมไทยยังคง สนใจศึกษาในกลุ่มนักเรียน คณะผู้วิจัยมองว่าประเด็นคุณธรรมด้านจิตสาธารณะควรได้รับการศึกษา เพิ่มเติมให้ครอบคลุมในทุกช่วงวัย เพ่ือทาให้เห็นภาพรวมของคุณธรรมด้านจิตสาธารณะในสังคมไทยได้ ชัดเจนย่ิงข้ึน ทั้งน้ีในการดาเนินงานโครงการพัฒนาตัวชี้วัดคุณธรรมเพ่ือขับเคล่ือนสู่สังคมคุณธรรม คณะผู้วิจัยได้นิยามว่า จิตสาธารณะหมายถึงการแสดงออกถึงความต้ังใจทาส่ิงใดส่ิงหนึ่งเพื่อประโยชน์ต่อ สาธารณะ แม้จะไม่ใช่หน้าที่ด้วยความจริงใจ เสียสละ โดยปราศจากผลประโยชน์หรือผลตอบแทนใด ๆ รวมถึงการมีจิตสานึกท่ีจะไม่กระทาในสิ่งท่ีส่งผลกระทบต่อสาธารณะ สาหรับองค์ประกอบและตัวอย่าง พฤตกิ รรมบ่งช้ีการมจี ิตสาธารณะทไี่ ด้จากการทบทวนวรรณกรรมนั้น ดังตารางที่ 7 และ 8
30 ตำรำงที่ 7 สรุปองค์ประกอบของจติ สาธารณะท่ีไดจ้ ากการทบทวนวรรณกรรม องคป์ ระกอบของจติ สำธำรณะ นักวจิ ัย/นกั วชิ ำกำร รักษำ หมำยเหตุ สำธำรณะสม ับ ิต มีจิตอำสำ ช่วยเห ืลอ ู้ผ ่ือน เ ื้ออเ ื้ฟอเ ่ืผอแ ่ผ เ ีสยสละ เ ็หนแก่ประโยชน์ ่สวนรวม เคำรพ ิสทธิของ ู้ผ ื่อน ตระหนักรู้ถึง ัปญหำใน ัสงคม ดวงจนั ทร์ วรคามนิ กลุ่มตัวอย่าง คือ และคณะ (2559) นกั เรยี น ดุษฎี มัชฌิมาภโิ ร กลา่ วถงึ (2556) กลุม่ เยาวชน แสน กีรตนิ วนันท์ กลา่ วโดยรวม (2562) โกศล มคี วามดี กลุ่มตวั อย่าง คอื (2547) ข้าราชการตารวจ ปยิ วชั ร์ สทิ ธวิ นิช กลา่ วโดยรวม และคณะ (2558) เกียรติศกั ด์ิ แสงอรณุ กลุ่มตวั อยา่ ง คือ (2551) นกั เรยี น นักศึกษา เจษฎา หนรู นุ่ กลุม่ ตวั อยา่ ง คือ (2551) นกั เรียน ชาย โพธิสิตา กลา่ วโดยรวม และคณะ (2540) ลดั ดาวลั ย์ เกษมเนตร กลุ่มตวั อยา่ ง คือ (2546) นกั เรียน อัญชลี ยงิ่ รักษ์พนั ธ์ กลมุ่ ตวั อยา่ ง คือ (2550) นักเรยี น ธรรมนนั ทิกา แจ้งสวา้ ง กล่มุ ตัวอย่าง คอื (2547) นกั เรียน กหุ ลาบ พงษ์เทพิน กล่มุ ตวั อยา่ ง คือ (2553) นักเรยี น ศศธิ ร รอดย้อย กลมุ่ ตวั อยา่ ง คือ (2559) นักเรียน ศิรลิ ักษณ์ เลือ่ นยศ กลมุ่ ตัวอย่าง คอื (2553) นักเรยี น ชศู ลิ ป์ นาราหนองแวง กลุ่มตัวอยา่ ง คอื (2555) นกั เรียน พระไพศาล วิสาโล กล่าวโดยรวม และคณะ (2544) สุภาพร เตวิยะ กล่มุ ตวั อยา่ ง คอื และคณะ (2559) นักศึกษา ปัถมา สงนุ่น กลมุ่ ตัวอย่าง คอื (2554). นักเรยี น
31 องคป์ ระกอบของจิตสำธำรณะ นักวจิ ัย/นักวชิ ำกำร รักษำ หมำยเหตุ สำธำรณะสม ับ ิต มีจิตอำสำ ช่วยเห ืลอ ู้ผ ่ือน เ ื้ออเ ื้ฟอเ ่ืผอแ ่ผ เ ีสยสละ เ ็หนแก่ประโยชน์ ่สวนรวม เคำรพ ิสทธิของ ู้ผ ื่อน ตระหนักรู้ถึง ัปญหำใน ัสงคม สายถวลิ แซฮ่ ่า กลมุ่ ตัวอย่าง คือ (2554) นกั ศกึ ษา รจรินทร์ ผลนา และศริ ิพันธ์ กลมุ่ ตัวอย่าง คือ ตยิ ะวงศ์สวุ รรณ นักเรียน (2559) ออ้ มใจ วงษม์ ณฑา กลุ่มตวั อย่าง คอื (2553) นกั ศกึ ษา ตำรำงท่ี 8 สรุปองค์ประกอบและตัวอย่างพฤติกรรมบ่งช้จี ติ สาธารณะท่ีได้จากการทบทวนวรรณกรรม องค์ประกอบ ตัวอยำ่ งพฤติกรรมบ่งชี้ รกั ษาสมบตั ิสาธารณะ - ใช้ของส่วนรวมเสรจ็ แลว้ นาไปเก็บไว้ที่เดมิ - ใชข้ องส่วนรวมอย่างทะนถุ นอม ระมัดระวังไมใ่ หเ้ กิดความเสยี หาย จติ อาสา - เขา้ ร่วมทากจิ กรรมท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อส่วนรวม - แบ่งปนั ส่ิงของหรอื ทรพั ยส์ ินให้ผู้ท่ีขาดแคลน ชว่ ยเหลือผูอ้ ื่น - รับอาสาปฏบิ ัติงานหรือดาเนนิ กิจกรรมแทนผูอ้ ืน่ ทีไ่ ม่สามารถกระทาได้ - ใหค้ าปรึกษาหรือคาแนะนาแก่ผู้ที่ประสบปญั หา - แบง่ ปันสิ่งของหรอื ทรัพยส์ ินใหผ้ ู้อ่ืน เอื้อเฟอ้ื เผือ่ แผ่ - ไม่ดูหม่นิ เหยียดหยามผอู้ ่ืน ไมค่ ดิ ร้ายต่อผอู้ น่ื - ถ่ายทอดความรู้ของตนใหแ้ ก่ผอู้ นื่ เสยี สละ - ตระหนักถงึ การให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน เห็นแก่ประโยชนส์ ่วนรวม - ตระหนกั ถงึ ผลประโยชนข์ องสว่ นรวมมากกวา่ สว่ นตน - ใหค้ วามร่วมมอื กับสว่ นรวมโดยไม่ตอ้ งมีการร้องขอ เคารพสิทธขิ องผอู้ ื่น - ไมถ่ อื เอาของส่วนรวมไว้เปน็ ของตน เปิดโอกาสใหผ้ อู้ นื่ ไดใ้ ช้ของสว่ นรวม - เปดิ โอกาสใหผ้ ู้อน่ื แสดงความคิดเหน็ และรบั ฟังความคดิ เห็นของผูอ้ ืน่ - ติดตามขอ้ มลู ขา่ วสารสถานการณท์ างสังคม ตระหนักรถู้ ึงปญั หาในสังคม - วิเคราะห์ วิพากษ์ สถานการณ์ทางสงั คม - วางแผนจดั การกบั ปัญหาหรอื ความขัดแยง้ ในสังคมดว้ ยสันตวิ ิธี
32 2.3.5 รบั ผิดชอบ ความรับผิดชอบเปน็ ลักษณะของความเป็นพลเมืองดีทสี่ าคัญอย่างหนง่ึ นอกจาก ความมีวนิ ัยทางสังคม ความเอือ้ เฟือ้ และความเกรงใจ ความรู้สกึ รับผดิ ชอบน้ีจะเปน็ เคร่อื งผลักดันให้ปฏิบัติ ตามระเบียบ เคารพสิทธิของผู้อ่ืน ทาตามหน้าที่ของตน และมีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจากจะเป็น ลักษณะที่ช่วยให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยความราบรื่นสงบสุขแล้ว ยังเป็นคุณธรรมที่สาคัญใน การพฒั นาประเทศอีกด้วย (จรรยา สวุ รรณทตั และดวงเดอื น พนั ธมุ นาวนิ , 2521) สาหรบั นยิ ามความหมายของความรับผดิ ชอบนน้ั มผี อู้ ธิบายไวม้ ากมายทั้งชาวไทยและชาวตา่ งชาติ รวมถงึ หลายหนว่ ยงานในประเทศไทยกไ็ ด้ใหน้ ิยามความหมายและอธบิ ายถงึ ความสาคัญไว้ โดย Funk and Wagnalls (1961) อธิบายว่า ความรับผิดชอบหมายถึงการแสดงออกถึงการรับผิดชอบในการกระทาของ ตน มีความซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ สามารถจัดการเงินและหนา้ ที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากน้ี ยังหมายถึงความสามารถในการตอบสนองต่อหน้าท่ีหรือข้อตกลงท่ีตั้งไว้ตามอุดมคติและหลักศีลธรรมด้วย ขณะท่ี Flippo (1966) มองว่า ความรับผิดชอบเป็นความผูกพันในการท่ีจะปฏิบัติหน้าที่ให้สาเร็จัลุล่วงไป ได้ และความสาเรจ็ น้ีเก่ียวขอ้ งกับปจั จัย 3 ประการ คอื พันธะผูกพัน หน้าที่การงาน และวัตถุประสงค์ และ Ruggiero (1998) กล่าวว่า ความรับผิดชอบคือการยอมรับผลของการกระทาที่เกิดข้ึนจากการเลือกของ ตนเอง โดยไม่โยนความผดิ ไปใหผ้ ้อู ืน่ หากผลของการกระทาออกมาในเชิงลบ นงลักษณ์ วิรัชชยั และคณะ (2551) ไดใ้ ห้คาจากดั ความความรับผิดชอบซ่งึ รวมถงึ ความรับผิดชอบ ต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติ ว่าคือคุณลักษณะท่ีแสดงถึงความเอาใจใส่ จดจ่อ และมุ่งม่ันต่อหน้าท่ี อย่างเต็มท่ี เต็มความสามารถ เพ่ือให้บรรลผุ ลสาเรจ็ ตามเป้าหมายที่ตั้งไวภ้ ายในเวลาท่ีกาหนด การเสียสละ กาลังกาย กาลังใจและกาลังทรัพย์เพ่ือประโยชน์ส่วนรวม ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การรู้จักสิทธิหน้าท่ีของตน และบาเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ พร้อมที่จะยอมรับผลการกระทาของตนเองและปรับปรุงแก้ไขให้ดีข้ึน นอกจากนี้ ยังแบ่งความรับผิดชอบ ออกเป็นความรับผิดชอบต่อตนเอง ความรับผิดชอบต่อกลุ่มและบุคคลอื่น ความรับผิดชอบต่อนายจ้าง ความรบั ผดิ ชอบตอ่ วชิ าชีพ และความรับผิดชอบต่อสังคม ดุษฎี ทรัพยป์ รงุ (2529) อธิบายว่า ความรับผิดชอบหมายถึงความตั้งใจและเอาใจใส่ในการทางาน อย่างมีประสิทธิภาพ ปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง เพ่ือให้บรรลุผลสาเร็จตามท่ีได้รับงานมา ยอมรับในสิ่งที่ ตนเองกระทาลงไปท้ังในด้านที่เป็นผลดีและผลเสีย โดยแสดงออกในรูปของการปฏิบัติงานท่ีได้รับ มอบหมายดว้ ยความเต็มใจ และติดตามงานทไี่ ด้ทาไปแล้วเพ่อื แก้ไขใหส้ าเร็จลุล่วงไปด้วยดี จริญญา เฉลาประโคน (2546) อธิบายว่า ความรับผิดชอบคือคุณลักษณะของบุคคลที่แสดงถึง ความสานึกในการกระทา ควบคุมพฤติกรรม รวมทั้งแสดงถึงการรู้จักหน้าที่ของตนและมุ่งม่ันในการปฏิบัติ หน้าท่ีต่อตนเองและต่อสังคมให้สาเร็จลุล่วง ยอมรับผลการกระทาของตนทั้งที่เป็นผลดีและผลเสีย พร้อม ทั้งพยายามปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ีใหด้ ยี ่งิ ขน้ึ ณัฏฐณิชา ศรีพิมลปาณี (2551) อธิบายว่า ความรับผิดชอบหมายถึงการรู้จักหน้าท่ีที่ตนต้อง กระทา ปฏบิ ัติหน้าที่ท่ีได้รับมอบหมายให้สาเร็จอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความเต็มใจและตั้งใจยึดมนั่ ใน กฎเกณฑ์ ตรงต่อเวลา มีความมงุ่ มน่ั ในการปฏิบัติหน้าที่การงานให้บรรลุผลสาเร็จตามความมงุ่ หมายโดยไม่ ย่อทอ้ ต่ออุปสรรค และยอมรับผลท่ีเกิดขนึ้ ทัง้ ท่ีดแี ละไม่ดี กล่าวคือ เปน็ การรับผิดและรับชอบ และนาผลที่ ไดม้ าปรับปรุงแก้ไขใหด้ ยี ่งิ ขนึ้ ทั้งตอ่ ตนเองและสงั คม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้จัดเวทีการแลกเปล่ียนภายใต้โครงการขับเคล่ือนยุทธศาสตร์ ชาติในการส่งเสริมสังคมคุณธรรม ในหัวข้อพัฒนาดัชนีช้ีวัดพอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และ รับผิดชอบ โดยผู้เข้าร่วมเวทีดังกล่าวได้ช่วยกันระดมความคิดเห็นและกาหนดนิยามความหมายของ
33 ความรบั ผดิ ชอบว่าหมายถงึ ความมงุ่ มั่นตั้งใจ เคารพและปฏบิ ตั ิตามหลักเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบงั คับ กฎหมาย รวมถงึ ค่านิยมทด่ี ี และจารีดประเพณีของสังคม เพ่ือประโยชน์ตอ่ ตนเองและสว่ นรวมอย่างสม่าเสมอ (ศูนย์ คุณธรรม, 2562) ในส่วนของงานศึกษาวิจัยเพ่ือพัฒนาแบบวัดคุณลักษณะหรือพัฒนาตัวบ่งช้ีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะนั้นพบวา่ ส่วนใหญม่ ีกลมุ่ ตัวอยา่ งเป็นนักเรียน เช่น จรูญ เครอื ไชย (2553) ศึกษาเรือ่ ง การพัฒนา แบบวัดคุณธรรมด้านความรับผิดชอบ สาหรับนักเรียนช่วงช้ันที่ 2 สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาศรีษะเกษ เขต 1 ซ่ึงแบ่งประเภทของความรับผิดชอบออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) ความรับผิดชอบต่อตนเอง 2) ความรับผิดชอบต่อครอบครัว 3) ความรับผิดชอบต่อเพ่ือน และ 4) ความรับผิดชอบต่อโรงเรียน ครู อาจารย์ ณัฐวุฒิ ประทีปลัดดา และคณะ (2559) ศึกษาเร่ือง การให้ความหมาย ที่มาของความหมาย และ กระบวนการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมของนักศึกษาสถาบันดนตรีกัลยาณิ วัฒนา ได้แบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 2 ประเภท คือ ความรับผิดชอบต่อตนเอง และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยความรับผิดชอบต่อตนเองมี 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การรักษาป้องกันตนเองด้านสุขภาพและ ความปลอดภัย เป็นการระวังรักษาสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ และระมัดร ะวังดูแล ความปลอดภัยของตนเอง 2) การรู้จักหน้าท่ีของตนเองและปฏิบัติหน้าที่งาน เป็นการตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และหม่ันใฝ่หาความรู้ ตรงต่อเวลา รู้จักหน้าท่ีและกระทาตามหน้าท่ีเป็นอย่างดี ยอมรับการกระทาของตน และรักษาสิทธิของตน ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้สาเร็จด้วยความเต็มใจและเอาใจใส่ และรู้จัก ประมาณค่าใช้จ่ายและมีความประหยัด ส่วนความรับผิดชอบต่อสังคมมี 5 องค์ประกอบหลัก คือ 1) ความรับผิดชอบต่อเพ่ือน เป็นการไม่รังแกหรือเอาเปรียบเพ่ือน และปฏิบัติต่อเพ่ือนโดยเคารพต่อ ระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด 2) ความรับผิดชอบต่อครอบครัว เป็นการเช่ือฟังคาสั่งสอนของผู้ปกครอง 3) ความรับผิดชอบต่อโรงเรียน เป็นการรักษาความสะอาดบริเวณโรงเรียนและไม่ทาลายทรัพย์สินของ โรงเรียน และปฏิบตั ิตนอย่ใู นกฎข้อบังคบั ของโรงเรียน และ 4) ความรับผดิ ชอบต่อชมุ ชน/สังคม เปน็ การให้ ความร่วมมือในการทางานเพื่อส่วนรวมและทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้ มีความซ่ือสัตย์ต่อหน้าท่ีโดยไม่คานึงถึง ผลประโยชน์ส่วนตัวและไว้ใจได้ ช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม และรักษาสมบัติส่วนรวมเหมือนของตนเอง และ 5) ความรบั ผิดชอบต่อประเทศชาติ เปน็ การปฏิบตั หิ น้าทพ่ี ลเมอื งดี กันยา พลายมี (2553) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาแบบวัดความรับผิดชอบ ตามพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา สุพรรณบุรี แบ่งประเภทของความรับผิดชอบออกเป็น 3 ประเภท ประเภทแรก คือ ความรับผิดชอบต่อ ตนเอง ได้แก่ 1) ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน 2) รู้จักรักษาสุขภาพของตนเอง 3) รู้หน้าท่ีและปฏิบัติเป็นอย่างดี 4) ตรงต่อเวลา 5) มีเหตุผลยอมรับความจริงและซ่ือสัตย์ 6) มีความมัธยัสถ์ 7) มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ประเภทท่ีสอง ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ได้แก่ 1) เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 2) ให้อภัยเพื่อนและผู้อ่ืนท่ีทาผิด 3) เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน 4) มีสัมมาคารวะกตัญญูกตเวที 5) ทางานเป็นหมู่คณะ และประเภทท่ีสาม ความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ได้แก่ 1) เช่ือฟังคาส่ังสอนของผู้ปกครอง 2) ช่วยกิจการงานของชุมชน 3) รักษาชอื่ เสียงของโรงเรียนและชมุ ชน 4) มีความสามัคคี 5) อย่อู ย่างพอเพียง 6) มีความเสียสละ เหน็ แก่ ประโยชน์ส่วนรวม 7) อนุรกั ษ์ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม เช่นเดียวกับปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง และคณะ (2560) ซ่ึงศึกษาเร่ือง การพัฒนาแบบวัดความรับผิดชอบของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ได้แบ่งประเภท ความรับผิดชอบออกเป็น 3 ประเภทเช่นกัน คือ 1) ความรับผิดชอบต่อตนเอง ได้แก่ การตรงต่อเวลา การยอมรับผลการกระทาของตนเอง ความสามารถในการควบคมุ ตนเอง 2) ความรับผิดชอบต่อผู้อ่ืน ได้แก่
34 การไม่เอาเปรียบผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อ่ืนตามความเหมาะสม การเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน 3) ความรับผิดชอบต่อสังคม/วิชาชีพ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎหมาย/จรรยาบรรณวิชาชีพ พฒั นาความรู้ทางวิชาชพี อย่างตอ่ เนอื่ ง สมพิศ ศิริโยธา (2558) ศึกษาเร่ือง การพัฒนาแบบวัดความรับผิดชอบต่อสังคมสาหรับนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ สถาบันการพลศึกษา ซ่ึงได้เน้นไปท่ีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยแบ่งประเภท ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็น 5 ประเภท คือ 1) ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ได้แก่ เคารพเช่ือฟังบิดา มารดา ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระครอบครัว เอาใจใส่บุคคลในครอบครัว และรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล 2) ความรับผิดชอบต่อเพื่อน ได้แก่ ช่วยเหลือเพื่อน มีความจริงใจต่อเพื่อน และให้เกียรตเิ พ่ือน เคารพสิทธิ ซ่ึงกันและกัน 3) ความรับผิดชอบต่อสถานศึกษา ได้แก่ เคารพกฎระเบียบของสถานศึกษา มีส่วนร่วมใน กิจกรรมของสถานศึกษา รักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพย์สินของสถานศึกษา และรักษาชื่อเสียงของ สถานศึกษา 4) ความรับผิดชอบต่อชุมชน ได้แก่ ช่วยเหลือกิจกรรมของชุมชน มีส่วนร่วมในการพัฒนา ชุมชน รักษาทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมของชุมชน และไม่สร้างปัญหาให้ชุมชน 5) ความรับผิดชอบต่อ ประเทศชาติ ได้แก่ เคารพกฎหมาย รกั ษาขนบธรรมเนยี มประเพณีและวฒั นธรรมอันดงี ามของไทย อนุรักษ์ ทรัพยากรและส่ิงแวดลอ้ ม มสี ่วนรว่ มในการแก้ไขปัญหาพฒั นาประเทศไทย นอกจากน้ี ยังมีการศึกษาวิจัยอีกจานวนหนึ่งที่ศึกษาประเด็นทางคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทย ซ่ึงมักศึกษาคุณธรรมหลาย ๆ คุณธรรม โดยมีความรับผิดชอบเป็นหนึ่งในประเด็นคุณธรรมที่ศึกษา เช่น รจรินทร์ ผลนา และศิริพันธ์ ติยะวงศ์สุวรรณ (2559) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาตัวบ่งชี้คุณลักษณะความเป็น คนดีของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 ได้กาหนดตัวบ่งช้ีความรับผิดชอบ ได้แก่ 1) ยอมรับผลจากการกระทาของตนท้ังท่ีเป็นผลดีหรือ ผลเสีย 2) ใช้ความสามารถอยา่ งเต็มทใี่ นการทางานท่ีได้รบั มอบหมาย 3) เอาใจใส่ในการทางานเพอ่ื ใหง้ าน มีประสิทธิภาพ 4) มีความหนักแน่นเม่ือเผชิญกับปัญหาหรืออุปสรรค 5) มีความละเอียดรอบคอบ 6) มีความมุ่งมนั่ ทางานทไ่ี ด้รบั มอบหมายจนสาเรจ็ พรนิภา จันทร์น้อย (2560) ศึกษาเรื่อง รูปแบบกิจกรรมการพัฒนาพฤติกรรมทางจริยธรรมของ นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามคุณลักษณะบัณฑิตอุดมคติไทย กาหนดพฤติกรรมบ่งชี้ของ ความรับผิดชอบ ได้แก่ 1) เข้าชั้นเรียนทุกช่ัวโมง 2) ไม่นางานอ่ืนขึ้นมาทาในห้องเรียนในขณะที่อาจารย์ กาลังสอน 3) ส่งงานท่ีอาจารย์มอบหมายตรงตามกาหนด 4) ตรงต่อเวลา รักษาสาธารณสมบัติและ สง่ิ แวดล้อม 5) เข้าร่วมกิจกรรมท่ีครูผูส้ อนกาหนดอย่างสม่าเสมอ 6) ประพฤติตนถกู ต้องตามศลี ธรรมอันดี งาม 7) มีการเตรียมความพร้อมในการเรียนและการปฏิบัติงาน 8) ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ 9) ปฏิบตั ิงานที่ไดร้ บั มอบหมายเสร็จตามกาหนด 10) มคี วามรับผดิ ชอบในงานของตนเองอย่างเต็มที่และให้ ความช่วยเหลือผู้อื่นเมอื่ งานของตนเสร็จแลว้ เกียรติสุดา นาดูน (2551) ศึกษาเร่ือง การพัฒนาแบบวัดคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึง ประสงค์ สาหรับนักเรียนช่วงชัน้ ที่ 3-4 ไดแ้ บง่ ความรับผดิ ชอบออกเปน็ 2 ประเภท คือ ความรับผดิ ชอบต่อ ตนเอง และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยความรับผิดชอบต่อตนเองมี 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การรักษาป้องกันตนเองด้านสุขภาพและความปลอดภัย เป็นการระวังรักษาสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์ แข็งแรงอยู่เสมอ และระมัดระวังดูแลความปลอยภัยของตนเอง 2) การรู้จักหน้าที่ของตนเองและปฏิบัติ หน้าที่งาน เป็นการตัง้ ใจศกึ ษาเล่าเรียนและหมั่นใฝ่หาความรู้ ตรงต่อเวลา ร้จู ักหน้าทแี่ ละกระทาตามหน้าที่ เป็นอย่างดี ยอมรับการกระทาของตนและรักษาสิทธิของตน ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้สาเร็จด้วย ความเต็มใจและเอาใจใส่ และรู้จักประมาณค่าใช้จ่ายและมีความประหยัด ส่วนความรับผิดชอบต่อสังคมมี
35 5 องค์ประกอบหลัก คือ 1) ความรับผิดชอบต่อเพื่อน เป็นการไม่รังแกหรือเอาเปรียบเพ่ือน และปฏิบัติต่อ เพ่ือนโดยเคารพต่อระเบียบกฎเกณฑ์อยา่ งเคร่งครัด 2) ความรับผิดชอบต่อครอบครัว เป็นการเช่ือฟังคาสั่ง สอนของผู้ปกครอง 3) ความรับผิดชอบต่อโรงเรียน เป็นการรักษาความสะอาดบริเวณโรงเรียนและไม่ ทาลายทรัพย์สินของโรงเรียน และปฏิบัติตนอยู่ในกฎข้อบังคับของโรงเรียน และ 4) ความรับผิดชอบต่อ ชุมชน/สังคม เป็นการให้ความร่วมมือในการทางานเพื่อส่วนรวมและทางานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่โดยไม่คานึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวและไว้ใจได้ ช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม และรักษาสมบัติส่วนรวม เหมอื นของตนเอง และ 5) ความรับผิดชอบตอ่ ประเทศชาติ เป็นการปฏบิ ตั ิหน้าทพี่ ลเมืองดี รุ่งฤดี กล้าหาญ ดวงเดือน ศาสตรภัทร และสารสมร เฉลยกิตติ. (2559) ศึกษาเร่ือง การพัฒนา รูปแบบการวัดและประเมินพฤติกรรมเพ่ือเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนชั้น ประถมศกึ ษาตอนปลายของไทยในสตวรรษที่ 21 ได้สร้างแบบประเมินความรบั ผิดชอบของนักเรียนโดยครู ประจาชั้น ซ่ึงกาหนดพฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ 1) ไม่เคยขาดเรียนยกเว้นกรณีเจ็บป่วย 2) ร่วมมือทางานกลุ่ม อย่างเตม็ ที่ 3) ตงั้ ใจทางานที่ครมู อบหมายเป็นอย่างดี 4) ทางานสาเรจ็ ลุล่วงได้ตามเวลา 5) ส่งการบ้านตาม เวลาท่ีกาหนด จากการทบทวนงานศกึ ษาวิจัยเกย่ี วกับความรับผิดชอบในสังคมไทยดังข้างต้นจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ ยังคงสนใจศึกษาในกลุ่มนักเรียน คณะผู้วิจัยมองว่าคุณธรรมด้านรับผิดชอบก็เช่นเดียวกับคุณธรรมด้าน อื่น ๆ ซึ่งควรขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย เพ่ือให้เห็นภาพรวมของคุณธรรมดังกล่าวใน สังคมไทยอย่างชัดเจน สาหรับการดาเนินงานในโครงการพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรมเพื่อขับเคล่ือนสู่สังคม คณุ ธรรม คณะผวู้ ิจยั ได้นิยามวา่ ความรับผิดชอบเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งม่ันต่อหนา้ ทีอ่ ย่างเต็มท่ี เต็ม ความสามารถ เพื่อให้บรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายท่ีตั้งไว้ รวมถึงการยอมรับผลการกระทาของตนเองและ ปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ท้ังนี้องค์ประกอบและพฤติกรรมบ่งชี้ความรับผิดชอบที่ได้จากการทบทวน วรรณกรรมน้นั ดังตารางท่ี 9 และ 10
ตำรำงท่ี 9 สรปุ องคป์ ระกอบของความรบั ผิดชอบที่ไดจ้ ากการทบทวนวรรณกรรม องค์ป ควำมรับผิดชอบตอ่ ตนเอง ควำมรบั ผิดชอบ ควำ ต่อครอบครวั ตอ่ ส สถ นักวจิ ยั /นกั วิชำกำร ตงั้ ใจปฏบิ ตั ิ ดูแล ยอมรับผล สิง่ แวดลอ้ ม หน้ำที่ สขุ ภำพ กำรกระทำ เคำรพกฎระเบยี บ เช่ือฟังผู้ปกครอง รกั ษำช่อื เสียงวงศ์ตระกลู แบ่งเบำภำระครอบครัว ดษุ ฎี ทรัพยป์ รงุ (2529) จริญญา เฉลาประโคน (2546) เกยี รตสิ ุดา นาดูน (2551) ณัฐวุฒิ ประทปี ลัดดา และคณะ (2559) รจรนิ ทร์ ผลนา และ ศิริพนั ธ์ ตยิ ะวงศ์สุวรรณ (2559) พรนภิ า จนั ทร์นอ้ ย (2560)
ประกอบของควำมรับผิดชอบ ควำมรับผดิ ชอบต่อสังคม ำมรับผดิ ชอบ ควำม ควำมรบั ผิดชอบ หมำยเหตุ ต่อประเทศชำติ สถำนศึกษำ/ รับผิดชอบ ถำนทท่ี ำงำน ตอ่ ชมุ ชน 36 มีส่วนรว่ มแกไ้ ขปญั หำ รกั ษำวัฒนธรรมประเพณี รักษำทรพั ยส์ นิ และ สง่ิ แวดล้อม เคำรพกฎหมำย มีส่วนรว่ มในกจิ กรรม รักษำทรัพยส์ นิ และ สิง่ แวดล้อม มสี ่วนร่วมในกจิ กรรม รักษำชอื่ เสยี ง รกั ษำทรพั ยส์ ินและ กลมุ่ ตัวอยา่ ง คือ นกั เรียน กลุ่มตวั อยา่ ง คอื นกั เรียน กลมุ่ ตัวอย่าง คอื นกั เรยี น กลมุ่ ตัวอยา่ ง คอื นักศกึ ษา กลุ่มตวั อย่าง คือ นกั เรียน กลมุ่ ตวั อย่าง คือ นกั ศึกษา
ควำมรบั ผิดชอบต่อตนเอง องคป์ ควำมรบั ผิดชอบ ควำ ต่อครอบครัว ต่อส สถ นักวิจยั /นักวิชำกำร ตงั้ ใจปฏิบัติ ดูแล ยอมรับผล สิง่ แวดลอ้ ม หน้ำท่ี สุขภำพ กำรกระทำ เคำรพกฎระเบยี บ เช่ือฟังผู้ปกครอง รกั ษำช่อื เสียงวงศ์ตระกลู แบ่งเบำภำระครอบครัว กันยา พลายมี (2553) ณฏั ฐณิชา ศรีพิมลปาณี (2551) สมพิศ ศริ โิ ยธา (2558) รุง่ ฤดี กล้าหาญ และคณะ (2558) ปรญิ ญาภรณ์ ธนะบญุ ปวง และคณะ (2560)
ประกอบของควำมรบั ผิดชอบ ควำมรบั ผิดชอบต่อสงั คม ำมรบั ผดิ ชอบ ควำม ควำมรบั ผิดชอบ หมำยเหตุ ตอ่ ประเทศชำติ สถำนศกึ ษำ/ รบั ผดิ ชอบ ถำนท่ที ำงำน ตอ่ ชมุ ชน 37 มีส่วนรว่ มแกไ้ ขปญั หำ รกั ษำวัฒนธรรมประเพณี รักษำทรัพยส์ นิ และ สง่ิ แวดลอ้ ม เคำรพกฎหมำย มีส่วนรว่ มในกจิ กรรม รักษำทรพั ยส์ ินและ สิง่ แวดล้อม มสี ่วนร่วมในกจิ กรรม รักษำช่อื เสียง รกั ษำทรัพยส์ ินและ กลมุ่ ตัวอยา่ ง คือ นักเรยี น กลุ่มตัวอย่าง คอื นกั เรยี น กลมุ่ ตวั อย่าง คอื นกั ศกึ ษา กลุ่มตัวอยา่ ง คอื นักเรียน กลมุ่ ตัวอย่าง คือ นักศกึ ษา
38 ตำรำงท่ี 10 สรปุ องคป์ ระกอบและตัวอย่างพฤติกรรมบ่งชคี้ วามรับผดิ ชอบท่ีไดจ้ ากการทบทวนวรรณกรรม ประเภท องค์ประกอบ ตวั อยำ่ งพฤตกิ รรมบ่งชี้ -งานเสร็จสิน้ ตามกาหนดเวลา ตง้ั ใจปฏิบัตหิ นา้ ท่ี -มคี วามละเอยี ดรอบคอบในการทางาน ของตน -ไม่หยดุ งานหากไม่จาเปน็ -ใชค้ วามสามารถอยา่ งเต็มทใ่ี นการทางาน ความรบั ผดิ ชอบ -รับประทานอาหารที่สะอาดและมีประโยชน์ ตอ่ ตนเอง ดูแลสุขภาพ -ออกกาลงั กาย ของตน -รกั ษาความสะอาดของรา่ งกาย -หลกี เล่ียงสถานการณ์ท่จี ะก่อใหเ้ กิดอนั ตรายกบั ตน ยอมรับผลการกระทา -ปรบั ปรงุ การทางานให้ดขี นึ้ ของตน -ไม่ปัดความรับผิดชอบในหนา้ ท่ีของตนให้ผูอ้ ื่น -ใชจ้ า่ ยเงนิ อย่างประหยดั ชว่ ยแบง่ เบาภาระ -ชว่ ยเหลืองานของครอบครวั ครอบครวั -ดแู ลขา้ วของเครอื่ งใช้ในบา้ น ความรบั ผดิ ชอบ -หารายได้ด้วยตนเอง ตอ่ ครอบครัว รักษาช่ือเสียงวงศต์ ระกูล -ไมข่ ้องเก่ียวกับอบายมุข -ไมท่ าตัวเกเร เช่อื ฟังผปู้ กครอง -ปฏบิ ัติตามคาแนะนาของผปู้ กครอง -ไม่โกหกผ้ปู กครอง เคารพกฎระเบยี บ -แต่งกายถูกกฎระเบยี บ -ปฏบิ ัตงิ านหรือดาเนนิ กจิ กรรมตามข้ันตอน ความรับผดิ ชอบ รักษาทรัพยส์ ินและ -ใชข้ องสว่ นรวมเสร็จแล้วนาไปเกบ็ ไว้ทเ่ี ดมิ ตอ่ สถานศกึ ษา/ สง่ิ แวดลอ้ ม -ใชข้ องสว่ นรวมอย่างทะนถุ นอม ระมดั ระวังไม่ใหเ้ กดิ ความเสยี หาย สถานทท่ี างาน รักษาช่อื เสียง -ไมเ่ ปิดเผยขอ้ มูลความลับของท่ที างาน -สร้างหรอื ผลิตผลงานทม่ี ีคณุ ภาพ มีส่วนรว่ มในกจิ กรรม -ร่วมกิจกรรมหรอื ใหค้ วามรว่ มมือกับสถานศึกษาหรอื สถานทท่ี างาน -ชกั จูงผ้ทู ี่คิดรา้ ยกับสถานศึกษาหรอื สถานท่ที างานใหก้ ลับตัวกลบั ใจ ความรับผิดชอบ รกั ษาทรพั ยส์ ินและ -ใช้ของส่วนรวมเสร็จแล้วนาไปเกบ็ ไวท้ เี่ ดมิ ต่อชุมชน ส่ิงแวดลอ้ ม -ใช้ของสว่ นรวมอยา่ งทะนถุ นอม ระมดั ระวังไมใ่ ห้เกิดความเสยี หาย -ทง้ิ ขยะลงถังขยะ มีสว่ นรว่ มในกิจกรรม -รว่ มกิจกรรมหรือให้ความรว่ มมอื กบั ชมุ ชน -ชักจงู ผู้อื่นทค่ี ดิ ร้ายกบั ชุมชนใหก้ ลบั ตัวกลับใจ -ไมซ่ ื้อขายของผิดกฎหมาย เคารพกฎหมาย -ปฏบิ ัติตามกฎจราจร -เสยี ภาษี ความรบั ผดิ ชอบ รักษาทรพั ยส์ ินและ -ใชข้ องส่วนรวมเสรจ็ แล้วนาไปเก็บไวท้ ีเ่ ดิม ต่อประเทศชาติ ส่งิ แวดลอ้ มของสว่ นรวม -ใชข้ องส่วนรวมอยา่ งทะนุถนอม ระมัดระวังไม่ให้เกดิ ความเสียหาย -ทงิ้ ขยะลงถังขยะ รักษาวฒั นธรรมประเพณี -ร่วมกิจกรรมในวันสาคัญตา่ ง ๆ ของประเทศ -แต่งกายถูกกาลเทศะ มสี ่วนรว่ มแกไ้ ขปญั หา -ร่วมกจิ กรรมหรือให้ความรว่ มมือกับหนว่ ยงานราชการ ของประเทศ -ชักจูงผูอ้ นื่ ทคี่ ิดรา้ ยกับประเทศชาติใหก้ ลับตวั กลับใจ
39 2.4 กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้เพอื่ พัฒนำตวั ช้วี ัดคณุ ธรรม เน่ืองจากประเด็นที่โครงการต้องการเก็บข้อมูลนั้นเป็นประเด็นท่ีเช่ือมโยงระหว่างคณุ ธรรมซึ่งเป็น แก่นแกนความเชื่อ โลกทศั น์ และลกั ษณะนิสยั ภายใน ท่ีเก่ยี วข้องกบั ความดีงามของบุคคลและจรยิ ธรรมอัน เปน็ การแสดงออกหรือพฤติกรรมภายนอกท่ีสะทอ้ นคณุ ธรรมภายใน การจะไดข้ ้อมูลเชิงลกึ ทีเ่ ป็นจรงิ จึงต้อง อาศัยกระบวนการเก็บขอ้ มลู ทีม่ ากกวา่ การสมั ภาษณ์หรือพูดคุยเพ่ือป้องกันการได้ขอ้ มูลผิดพลาด เน่ืองจาก เป็นข้อมูลท่ีมาจากฐานความคิด กรอบความเช่ือ และการตัดสินใจเลือกตอบเพ่ือแสดงภาพลักษณ์แบบใด แบบหนึ่งตามที่ตนต้องการ โครงการจึงเลือกวิธีเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพแบบ Inside-out Approach มาใช้ กับกลุ่มเปา้ หมายรว่ มกบั การเรียนรแู้ บบกล่มุ วิธีเก็บข้อมูลออกแบบให้กลุ่มเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยเพ่ือทบทวนประสบการณ์ชีวิตทั้งที่ แสดงออกมาภายนอกและส่ิงที่อยู่ลกึ ลงไปในจิตใจ โดยการสร้างสถานการณ์บางอย่างเพื่อใหก้ ลุม่ เป้าหมาย เข้าร่วมในสถานการณ์นั้นและสามารถมองเห็นสภาวะภายในที่แท้จริงของตัวเองเม่ืออยู่ในสถานการณ์ ดงั กล่าว จากน้ันจัดกระบวนการเรียนร้เู พ่อื ให้กลมุ่ เป้าหมายสามารถเช่อื มโยงประสบการณ์จาลองท่เี กิดข้ึน เข้ากับสถานการณ์ในชีวิตจริงและใคร่ครวญเชิงลึกเก่ียวกับคุณธรรมและจริยธรรมของตนเอง แล้วจึง ถา่ ยทอดออกมาเปน็ บทสนทนารว่ มกันของกลุม่ ที่เปิดกวา้ ง รับฟงั และปราศจากการตัดสิน รวมทงั้ ยกระดับ ประสบการณเ์ ฉพาะบคุ คลใหเ้ ปน็ การเรียนรรู้ ว่ มกันของกลมุ่ และเปน็ ขอ้ มลู ร่วมกนั ของสงั คม ในด้านกรอบแนวคิดที่ใช้อ้างอิงสาหรับออกแบบการจัดกระบวนการเพื่อเก็บข้อมูลในโครงการน้ีมี ท่ีมาจากกรอบแนวคิดหลักสามประการ คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษา การเรียนรู้ เชิงประสบการณ์ และชมุ ชนแหง่ ความจรงิ แท้ โดยมีรายละเอียดดงั นี้ 2.4.1 กระบวนกำรเรียนรู้แบบจิตตปัญญำศึกษำ การจัดกระบวนการเรียนรู้ในโครงการน้ีมีฐาน คิดสาคัญมาจากการเห็นความจาเป็นในการมีส่วนร่วมของคนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีส่วนได้เสียโดยตรงกับ กระบวนการจดั สร้างและเกบ็ เก่ยี วผลลัพธจ์ ากตัวชว้ี ัดคณุ ธรรม เนื่องจากเราสามารถใช้ตวั ช้วี ัดคุณธรรมเป็น เคร่ืองมือสนับสนุนในการสร้างภาพเป้าหมายร่วมกันในทิศทางการพัฒนามนุษย์ในมิติคุณธรรมด้วย ไม่ใช่ แคก่ ารตรวจวดั เพอื่ ตดิ ตามผลและแก้ปญั หาเทา่ นั้น จุดขาดพร่องภายในของปัจเจกบุคคลท่ีทาให้เกิดความไม่สมดุล ป่ันป่วน และเจ็บป่วยทั้งทาง รา่ งกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ทงั้ ต่อตัวเองและความสัมพนั ธ์ทางสังคมน้ันเกิดจากปจั จัยหลัก คือ การไม่ สามารถเชื่อมโยงอย่างแท้จริงกับตัวเอง ผู้อื่น และธรรมชาติ จนปะทุกลายเป็นปัญหาต่าง ๆ ท้ังภายใน ตนเองและสังคม และทวีความรุนแรงแพร่กระจายเป็นสภาวะร่วมกันต้ังแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว จนถึง สังคม แนวทางในการพัฒนามนุษย์ บุคคล และสังคมแบบจิตตปัญญาศึกษาจะต้องเร่ิมจากการกลับมารู้ตัว (self-conscious) ถึงสภาวะหรือปรากฏการณ์ (state) ของสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองและสังคมในแต่ละขณะ และสามารถทบทวนใคร่ครวญร่วมกันกับกัลยาณมิตรทง้ั ของบุคคลและสงั คมจนรู้ว่าตนเองหรือสังคมอยู่ใน ระดบั การพฒั นา (stage) ขั้นใดในบนั ไดอุดมคตหิ รอื เปา้ หมายการพัฒนาท่กี าหนดไว้ สาหรับการพัฒนามนุษย์ในมิติคุณธรรม สังคมสามารถใช้ตัวชี้วัดคุณธรรมเป็นเคร่ืองมือใน การพัฒนามนุษย์ โดยทิศทางของตัวชี้วัด คือ การกาหนดแนวทางและเป้าหมายของการพัฒนา และ กระบวนการในการใคร่ครวญเพื่อตอบคาถามและประเมินผลคุณธรรมของปัจเจก ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพ ให้ท้ังปัจเจกและสังคมเกิดความรู้ตัวถึงปรากฏการณ์และระดับคุณธรรมท่ีเป็นอยู่ และเมื่อนาการรู้ตัวไป ผนวกกับการทากิจกรรมสืบเน่ืองเพื่อสร้างความสามารถของบุคคลและสังคมในการเชื่อมโยงด้านบวกท้ัง กับตัวเอง ผู้อืน่ และธรรมชาติ จะเอือ้ ให้เกิดแรงบันดาลใจและพลังชีวิตท่จี ะพัฒนาตนเองและสังคมไปตาม ทศิ ทางสเู่ ปา้ หมายการพฒั นาที่วางไว้
40 ส่ิงสาคัญในการพฒั นาตัวชว้ี ัดคุณธรรม คือ การสรา้ งความรสู้ ึกร่วมกนั ของสังคมวา่ ตัวช้วี ดั ที่เกิดข้ึน เป็นเคร่ืองมือสนับสนุนการพัฒนา ไม่ใช่เคร่ืองมือตรวจจับเพื่อชี้ถูกผิดและลงโทษ จึงต้องเน้นที่การเติม ความหลากหลายและมีชวี ติ ชีวาของประสบการณค์ วามเปน็ มนุษยเ์ ข้าไปในตัวชว้ี ัดทเี่ ปน็ มาตรฐานกลางของ สังคม โดยเน้นการสร้างตัวช้ีวัดท่ีมาจากการมีส่วนร่วมของผู้คนหลากหลายในสังคม ทั้งเพศ วัย ถ่ินอาศัย และประสบการณ์ชีวิต เพ่ือร่วมกันพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรม 5 ประการ ที่ระบุไว้ในโครงการพัฒนาตัวช้ีวัด คุณธรรมเพ่ือขับเคลื่อนสู่สังคมคุณธรรม คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และรับผิดชอบ โดยจัด กระบวนการเพื่อให้เกิดการบอกเล่าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของพฤติกรรมคุณธรรม (behaviour) ของปัจเจกบุคคล ร่วมกันสรุปถึงแบบแผนของพฤติกรรมคุณธรรม (pattern) ของคนในสังคม และเกิด ความเข้าใจร่วมกันถงึ ทัศนคติและโลกทัศน์ (attitude & worldview) ท้ังของตนเองและสังคมที่ผลักดนั ให้ เกิดแบบแผนและพฤติกรรมคุณธรรมดังที่ปรากฏอยู่ จากนั้นนาข้อมูลท่ีเกิดข้ึนในกระบวนการแลกเปลี่ยน เรยี นร้ไู ปสังเคราะหเ์ ป็นขอ้ มูลนาเข้าเพื่อพฒั นาเปน็ ตัวชว้ี ดั คณุ ธรรมตอ่ ไป การออกแบบกระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดคุณธรรมเน้นให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ของผู้ร่วม กระบวนการผ่านการเรียนรู้ทั้งสามฐานของชีวิต คือ ฐานหัว (ความคิด) ฐานใจ (ความรู้สึก) และฐานกาย (การลงมือทาและมีประสบการณ์ตรง) โดยใช้แนวทางของการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) และการสรา้ งกลุ่มเรยี นรู้ (Group Learning) เป็นหลัก ซึง่ เปน็ การออกแบบและนากิจกรรมโดย กลุ่มกระบวนกรท่ีมีประสบการณ์ในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษาและก ารพัฒนา มนุษย์จากศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่ และมูลนิธิสหธรรมิกชน อันมี เป้าหมายเพ่ือให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการสามารถกลับไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์คุณธรรม 5 ประการของ ตนเอง สามารถเชื่อมโยงความหมายของคุณธรรมเข้ากับความหมายของชีวิต ร่วมกันแลกเปล่ียนและ แบง่ ปันประสบการณ์คณุ ธรรม และสรุปรว่ มกนั ถึงพฤติกรรมสาคัญของคณุ ธรรม 5 ประการของปัจเจกและ สังคม โดยจะจัดกระบวนการกับกลุ่มเป้าหมายช่วงวัยต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์การทางานในประเด็น คุณธรรม ในฐานะตัวแทนของคนในสังคมไทย ราว 160-200 คน จาก 4 ภูมิภาคของประเทศ และนามา สงั เคราะห์เป็นข้อสรุปร่วมของพฤติกรรมคุณธรรมของคุณธรรม 5 ประการดังกล่าวข้างต้นในภาพรวมของ สงั คมไทย ในส่วนของกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษานั้น เป้าหมายของจิตตปัญญาศึกษาเป็น กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตท่ียึดติดกับตัวตนท่ีคับแคบ “จิตเล็ก” ที่มองตนเอง ผู้อ่ืน และมองโลก อย่างแบ่งแยก ไปสู่ “จิตใหญ่” หรือจิตสานึกใหม่ (New Consciousness) ที่ตระหนักรู้ถึงความเช่ือมโยง ของสรรพสิ่งเป็นองค์รวม เช่ือมโยงไม่แปลกแยกกับโลกภายในตนเอง ผู้อ่ืน สังคม และธรรมชาติ เกิดความรักความเมตตา มีจิตสานึกต่อส่วนรวม ท้ังนี้ปรัชญาพ้ืนฐานในจิตตปัญญาศึกษาท่ีเป็นหัวใจของ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้มี 2 ประการ คือ ความเช่ือมั่นในความเป็นมนุษย์ (Humanistic Value) และกระบวนทัศนอ์ งคร์ วม (Holistic paradigm) (ธนา นลิ ชัยโกวทิ ย์, 2552) ซง่ึ มรี ายละเอียดดงั นี้ ความเช่ือม่ันในความเป็นมนุษย์ (Humanistic Value) ให้ความสาคัญกับมนุษย์ในฐานะศูนย์กลาง ของการเรียนรู้ มุ่งให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการค้นพบศักยภาพความเป็นมนุษย์ท่ีมีอยู่แล้วภายในตนเอง กระบวนกรหรือผู้นากิจกรรมมองเห็นความจริงว่าตนมิใช่ “ผู้รู้” ท่ีมีความรู้เบ็ดเสร็จอยู่แล้ว แต่มองว่า ผเู้ ขา้ ร่วมตา่ งเปน็ มนษุ ย์เช่นเดียวกัน มีศกั ยภาพที่จะสามารถเข้าถึงความจริง ความดี และความงามอันเป็น คุณลักษณะสูงสุดได้เช่นเดียวกัน กระบวนกรย่อมไม่รู้สึกว่าตนมีอานาจเหนือกว่าและมีความเคารพใน คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เข้าร่วมเช่นเดียวกับท่ีมีต่อตนเอง กระบวนกรสร้างพ้ืนท่ีเรียนรู้
41 อย่างมีความเปิดกว้างและไม่ใช้อานาจตัดสินผู้เข้าร่วมกระบวนการท่ีอาจมีธรรมชาติการเรียนรู้ท่ีไม่ เหมอื นกนั หากแตพ่ รอ้ มจะเปดิ รบั มุมมองที่แตกต่างและเรียนรู้ร่วมไปกับกล่มุ ดว้ ย ส่วนกระบวนทัศน์องค์รวม (Holistic paradigm) มีลักษณะสาคัญ 4 ประการ ประการแรก คือ กระบวนการจิตตปัญญาเนน้ การเรียนรู้ท้ังภายในและภายนอกอย่างเชื่อมโยงกัน ไม่แยกการเรียนรู้เกี่ยวกับ ตนเองออกจากการเรยี นรู้โลก ไม่แยก “วชิ า” ออกจากคน แต่ในด้านตรงข้ามน้ันก็ไม่ได้เน้นการพัฒนาด้าน ในโดยตัดขาดจากความเป็นจริงทางสังคม ไม่แยกมนุษย์ออกจากเง่ือนไขทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม เพราะตระหนักในความเชือ่ มโยงของสรรพสงิ่ ความเช่ือมโยงระหวา่ ง กาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ ประการที่สอง คือ กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญายังไม่แยก “ความจริง” ออกจากความดีและความงาม ด้วยมุมมองท่ีว่า การเข้าถึงความจริง ความดี ความงาม มีความเช่ือมโยงซึ่ง กันและกัน เช่น การเข้าถึงความจริง เข้าใจธรรมชาติชีวิตอย่างชัดเจน ย่อมทาให้เห็นคุณค่าและความงาม ของสรรพชีวิต เกิดความรู้สึกดีงามข้ึนในจิตใจ ประการสาม คือ กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาเน้น กระบวนทัศน์องค์รวมในการจัดกระบวนการที่มุ่งพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างเป็นองค์รวมทั้งสามฐาน การเรียนรู้ คือ ฐานกาย ฐานใจ ฐานหัว เช่น ตัวอย่างการศึกษาแบบองค์รวมแนววอลดอร์ฟของ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolf Steiner 1861-1925) ท่ีเน้นศึกษาเรื่องมนุษย์ หรือมนุษยปรัชญา และความเช่ือมโยง ของมนุษย์กับโลกและจักรวาล โดยการเช่ือมโยงทุกเร่ืองกับมนุษย์ไม่ใช่เพื่อให้มนุษย์ยึดตนเอง (อัตตา) แต่เป็นการสอนให้มนุษย์รู้จักจุดยืนท่ีสมดุลของตน แนวคิดมนุษยปรัชญาเน้นความสาคัญของการสร้าง สมดุลในสามวิถีทางที่บุคคลสัมพันธ์กับโลก คือ ผ่านกิจกรรมทางกาย ผ่านทางอารมณ์ความรู้สึก และผ่าน การคิด ในการจัดการศึกษาทุกระดับต้องพัฒนาร่างกายและจิตวิญญาณควบคู่กัน โดยให้เกิดความสมดุลใน การเรียนรู้ดว้ ยกาย (ลงมือกระทา) หัวใจ (ความรู้สกึ ความประทับใจ) และสมอง (ความคิด) (บุษบงศ์ ตนั ติ วงศ์, 2552) ดงั นน้ั การออกแบบกระบวนการจิตตปญั ญาจึงเน้นฐานการเรียนรตู้ ่าง ๆ กัน สลับและประสม ประสานกันไปในจังหวะที่เหมาะสม กิจกรรมที่เน้นการเรียนรู้ฐานกาย เช่น กิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย การผ่อนคลายร่างกาย กิจกรรมทเี่ นน้ การเรียนรู้ฐานใจ เช่น การฝึกสติ การฝึกสมาธิ การพูดคุยปฏสิ ัมพันธ์ กบั เพื่อน กิจกรรมท่ีเน้นการเรียนรู้ฐานหัว เช่น การบรรยาย การอภิปราย การแลกเปล่ียนสนทนา รวมทั้ง ผสมผสานการเรียนรู้และพัฒนาทั้งสามฐานไปพร้อม ๆ กันอย่างสอดคล้องกลมกลนื และสร้างพลังกระตุ้น ให้เกิดการเรียนรู้ ทาให้ศักยภาพด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มท่ีและการเ รียนรู้มี ความหลากหลายลึกซ้ึง และประการสุดท้าย คือ กระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาให้ความสาคัญกับ ชมุ ชนการเรยี นรู้ เพราะมองเห็นความเชื่อมโยงของปัจเจกบุคคลและชมุ ชนท่ีมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมี การพัฒนาความรู้ท่ีคลี่คลายไปในแต่ละขณะ เป็นการเรียนรู้ท่ามกลางความจริง (situated learning) ท่ีมี พลวัตของการเรียนรู้อยา่ งต่อเนื่องตลอดเวลา การใช้กระบวนทัศน์องค์รวมในการจัดกระบวนการแนวจิตตปัญญาจึงหมายถึงการพัฒนาทุกฐาน การเรยี นร้ขู องมนษุ ย์อย่างไม่แยกส่วน พรอ้ มกับการสร้างพ้ืนท่ีเรยี นร้ทู ่ีเหมาะสมต่อการพัฒนา ซง่ึ ผลลัพธ์ที่ เกิดขึ้นกับบุคคลย่อมสะท้อนความเป็นองค์รวมเช่นกัน คือ เกิดการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ ทั้งการรู้จักเข้าใจ ตนเอง พร้อม ๆ กับการเรยี นรู้ถึงความสมั พนั ธต์ ่อผู้อ่นื และสรรพส่ิงรอบตัว โดยอยู่บนฐานการมองโลกและ ชีวิตด้วยความเขา้ ใจ ปราศจากอคตทิ เ่ี กดิ จากความแตกต่างหลากหลาย ในการเรียนรู้แบบจิตตปัญญา มีวิธีการเก็บข้อมูลแบบหน่ึงเรียกว่า แนวคิดการสืบค้นเชิง จติ ตปัญญา (Contemplative Inquiry) ซ่งึ มอี ิทธิพลตอ่ การออกแบบกระบวนการในโครงการนี้ เพราะช่วย ให้การใคร่ครวญเพื่อสารวจพฤติกรรมคุณธรรมในชีวิตที่ผ่านมาของตนเองนั้นเป็นการสารวจตนเองท่ี ครอบคลมุ มากกว่าเพียงความคิดเชิงหลักการ เพราะการหันกลับมามองเหน็ ตนเองได้อยา่ งชดั เจนตอ้ งอาศัย
42 พื้นฐานของจิตใจท่ีซื่อตรง เห็นไปตามความเป็นจริง ผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง เป็นอิสระการจากการตัดสิน ถูกผิด จดจ่ออยู่กับตนเองโดยได้ต่อเน่ืองนานพอที่จะพิจารณาประสบการณ์ชิวิตที่ผ่านมาเป็นเวลาหลายปี กับหลายประเด็นคณุ ธรรม อาเธอร์ ซายองค์ ผู้นาเสนอแนวคิดการสืบค้นเชิงจิตตปัญญา เป็นศาสตราจารย์สาขาฟิสิกส์และ การศกึ ษาแบบสหวิทยาการท่แี อมเฮิรสต์คอลเลจ ผู้อานวยการโปรแกรมศึกษาการศกึ ษาท่ศี ูนยจ์ ิตตปัญญา และผู้อานวยการโปรแกรมระดับอาวุโสท่ีสถาบันเฟทเชอร์ เขาได้เร่ิมปฏิบัติภาวนาเม่อื 35 ปีที่แล้ว ซ่ึงเป็น เวลาเดยี วกบั ท่ีเขาเร่ิมศกึ ษาฟสิ ิกส์อย่างจรงิ จัง นบั แต่นน้ั มาจติ ตปัญญาภาวนาเป็นส่งิ จาเป็นกบั ชีวติ ของเขา เท่า ๆ กับงานท่ีทาในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขาศึกษาและสืบคน้ ด้านศาสตร์แห่งการภาวนาจากหลายสาย ธรรม อาทิ พุทธ ครสิ ต์ อิสลาม รวมถึงคาสอนของ รูดอลฟ์ สไตเนอร์ มาร์ตนิ ลูเธอร์ คงิ เปน็ ต้น ซายองค์ มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับการแสวงหาในเชิงจิตตปัญญาท่ีมีประวัติมา ยาวนาน เช่น ในพทุ ธศาสนา ความทุกข์คืออวิชชา คือความไมร่ ู้ในธรรมชาตทิ ่ีแท้จรงิ ของโลกและตวั เราเอง การหยั่งรู้ภายในหรือวิปัสสนาจึงเป็นส่ิงที่จาเป็นต่อการเข้าถึงความจริงท่ามกลางวิกฤตของสังคม ความกงั วลกบั สิง่ แวดลอ้ มรอบตวั และความกลุ้มรมุ จากปัญหาที่บ้านทีท่ างาน ในฐานะของนักการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักกิจกรรม พ่อ และนักเขียน เขาอาศัยวิธีการที่ เรียกว่า กระบวนการสืบค้นเชิงจิตตปัญญา เพ่ือก้าวข้ามความคิดและการวิเคราะห์ด้วยสมองไปสู่สิ่งที่เขา เรียกว่า ประสบการณ์หย่ังรู้ภายใน ที่ทาให้เขาสัมผัสความจริงและได้พิสูจน์ถึงผลพวงที่ได้รับในชีวิตว่ามา จากรากฐานการครุ่นคิดในเชิงจิตตปัญญาน้ี ทั้งนี้การภาวนาจะมีจะมีคุณค่าต่อโลกในเชิงบวกได้จะต้องอยู่ บนพน้ื ฐานของการพัฒนาคณุ ธรรมดว้ ย นอกจากกาหนดด้วยวนิ ัยบญั ญตั ิแล้ว ผู้ปฏบิ ัติสามารถท่ีจะบม่ เพาะ อารมณ์หรือทศั นคติพน้ื ฐานทอ่ี าจก่อให้เกดิ คุณงามความดีข้ึนมาเองได้ อารมณ์อย่างแรก คือ ความถ่อมตน (Humility) ละวางผลไดส้ ่วนตวั และยอมรับในคณุ คา่ อนั สูงส่งของผอู้ ื่น ในกระบวนการทางานภายในจติ ใจ ซายองค์พบวา่ เมื่อเร่มิ ถอยออกจากกิจกรรมภายนอกและใส่ใจ กับจิตภายใน ในระยะแรกจะรู้สึกแปลกใจกับความฟุ้งซ่านที่คึกคะนองและมีกาลังเหนือกว่าความคิดพรั่ง พรูกันเข้ามา อารมณ์ต่าง ๆ ท่ีถูกกดไว้กลับผุดข้นึ มาอีกครั้ง ความคิดต่าง ๆ เหมือนจะมีชีวิตของมันเองจน ไม่สามารถควบคุมได้ และมีความคิดใหม่ ๆ เกิดข้ึนตลอดเวลา แทบจะคาดหวังให้เป็นสมาธิไม่ได้เลย งาน ภายในคอื การสรา้ งสมดุลของจิตและอารมณ์ หรอื สุขภาวะภายใน (Inner Well-Being) ซึง่ คือส่วนท่ีจาเป็น และต้องพิจารณาอยู่เสมอในการปฏิบัติ เม่ือใดที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงาของอารมณ์เชิงลบ มนุษย์ก็จะ เหมือนคนตาบอด ไม่สามารถตัดสินใจโดยปราศจากอิทธิพลของส่ิงตรงหน้า หรือหยั่งเห็นหนทางแก้ไข ซายองค์เปรียบกับการลอยลาอยู่ในทะเลและถูกพายุโหมกระหน่า การสาปแช่งลมพายุและคลื่นท่ีถาโถม ย่อมเปล่าประโยชน์ คงจะดีกว่าถ้าเรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นของพายุ ซึ่งเป็นสิ่งท่ีมนุษย์ควบคุมไม่ได้ และหนั มาใส่ใจกับส่ิงที่ควบคุมได้ น่ันคือตัวเราเองกบั ใบเรือใหฝ้ ่าทะเลลึกไปได้ กระทาโดยไม่ยอมให้ตวั เรา ไหลไปตามอารมณ์ แต่แสวงหาพ้ืนท่ีที่สูงเหนืออัตตา และมองลงมาอย่างผู้สังเกตการณ์ ผลท่ีตามมา คือ คาพูดและการกระทาของผูป้ ฏบิ ตั จิ ะผดุ จากจิตใจท่ีแตกตา่ ง กลายเป็นคนท่ีมีวุฒภิ าวะ เข้าอกเข้าใจ หากฝึก ไปสักระยะหนง่ึ เราจะมีความอดทน เหน็ ทางเลือกทีม่ ากข้ึน และมกี ารตัดสนิ ใจบนโอกาสท่มี ากข้ึน จากน้ัน ก็จะหันเหความใส่ใจออกจากตัวตนไปสู่ความคิดและประสบการณ์ที่อยู่เหนือชีวิตส่วนตัว ด้วยรูปแบบการภาวนาท่ีหลากหลายไม่จากัด อาจตั้งอยู่บนฐานของถ้อยคา (word-based) ฐานรูปภาพ (image-based) ฐานอายตนะ (sense-based) หรืออื่น ๆ แต่ละฐานเหล่านี้มีความพิเศษท่ีจะมอบให้เรา เป็นการบ่มการรบั รู้อันหมดจดถว้ นทัว่ (อาเธอร์ ซายองค,์ 2556)
43 ซายองค์ ย้อนกลับมารับรู้ร่างกายของตนก่อน แขนและขา มือและขา เท้าและขา โดยขยับเบา ๆ ให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของกายได้ชัดข้ึน เคลื่อนการรับรู้นี้ไปทั้งร่างกายทีละส่วนและความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ตอ่ มาเขาหันไปรับรสู้ ่วนที่เปน็ ชีวติ ด้านใน ไดแ้ ก่ ความคิด ความรู้สกึ และเจตนา เขากาหนดรู้ทุกความคดิ ที่ เข้ามาในการภาวนา และรู้สึกถึงกระแสข้ึน ๆ ลง ๆ ของความรู้สกึ ต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับทุกความคิด สุดท้าย เขาเบนความใส่ใจจากร่างกาย ความคิด ความรู้สึก และเจตนา มาสู่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า เขาทาให้ตัวเอง วา่ งอย่างสิน้ เชิง แตย่ ังรกั ษาความใส่ใจในการเปดิ รับและอยู่อย่างเงียบ ๆ เมอื่ พื้นที่ภาวนาวา่ งจากความคิด และความรู้สึก เขาประคับประคองการใส่ใจท่ีเปิดรับโดยปราศจากการคาดหวังและปราศจากการยึดจับ ไม่พยายามจะเห็นหรือได้ยนิ อะไร กระนั้นกลับสัมผัสหรือรับรู้บางสิ่งทส่ี ะทอ้ นกลับเข้ามาในพื้นท่ีน้ัน ท่ีอาจ ปรากฏข้ึนในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือยาว เปล่ียนแปลงและจบหายไป เขาเรียนรู้ท่ีจะต้อนรับทุกส่ิง สันติสุข ปรากฏขึ้นในกายและใจ ร้สู กึ ไดว้ า่ การภาวนานัน้ สมบูรณ์แลว้ เขาจงึ ดงึ ตวั กลบั มา ในการภาวนา ซายองค์จะย้ายไปมาระหว่างการจดจ่อกับการใส่ใจอย่างเปิดรับ เขาให้ความใส่ใจ อย่างเต็มที่กับทุกคาพูดหรือภาพที่เลือก และความหมายท่ีเช่ือมโยงกัน แล้วค่อย ๆ ย้ายความใส่ใจมารับรู้ ระบบการทางานของความคดิ ปล่อยให้การรบั รู้นีเ้ ข้มขน้ หลงั จากช่วงเวลาของการจดจ่อกับส่ิงทกี่ าหนดจน แจ่มชัด สิ่งจดจ่อนั้นจะคลายออก สิง่ ท่ีถูกจับไว้จะหายไป ความใส่ใจจะเปิดออก ผู้ปฏิบัติจะอยู่กับปัจจุบัน อย่างแท้จริง ดารงอยู่อย่างไม่คาดหมาย ไม่หวัง รอคอยต้อนรับอะไรก็ตามที่อาจจะหรืออาจจะไม่ผุดข้ึน ภายในความสงบนิ่งอันไร้ขอบเขต อย่างไม่มีจับยึดหรือไขว่คว้า ซายองค์มองขบวนการน้ีเหมือน “ลม หายใจ” ของการใสใ่ จ ทเี่ ราดารงอยู่ในการสลับเปลี่ยนระหว่างการรับรูอ้ ย่างจดจอ่ และการรบั รู้อย่างเปิดรับ ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกถึงการข้ึนสู่สภาวะของการรู้สึกตัวได้ในระหว่างการภาวนา รู้สึกได้ถึงการแผ่ออกและ การรวมเข้าด้วยกัน รู้ได้ถึงพลังชีวิตและการขับเคล่ือนที่กาลังจะตามมา ความรู้สึกเช่นน้ีจะปรากฏชัดเจน อย่างยิ่งในระหว่างช่วงการใส่ใจอย่างเปิดรับ ซายองค์เรียกว่า “การหายใจอย่างรับรู้” (cognitive breathing) ภำพท่ี 1 การใสใ่ จอย่างจดจ่อและการใส่ใจอย่างเปดิ รับ กระบวนการรับรู้เชิงจิตตปัญญาให้ความสาคัญกับขั้นตอนการวิจัยอย่างใคร่ครวญ ในเรื่อง ความสัมพันธ์ (relationships) การแปลงรูป (metamorphosis) และสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นตัวแทน (agency) เพื่อบรรลุถึงความสาเร็จในศาสตร์ใหม่ ๆ ผู้ปฏิบัติจาเป็นต้องฝึกตัวเองให้หยุดคิดแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นความเคยชินแบบคตินิยมลดทอน และเรียนรู้ท่ีจะคิดในแง่ของความสัมพันธ์แทนที่ความเป็นวัตถุ คิดในแง่ของการแปลงรูปแทนภาวะคงที่ คดิ ในแง่ความเป็นตัวแทนแทนท่ีความเป็นกลไกโครงสรา้ ง ในการแสวงหาความรู้ ความจริง จากการปฏิบัติเชิงจิตตปัญญา ความสัมพันธ์ระหวา่ งผู้รับรู้กับส่ิง ท่ีถูกรับรู้เป็นลักษณะท่ีไม่แบ่งแยกผู้รู้ออกจากส่ิงท่ีถูกรู้ กระบวนการสืบค้นเชิงจิตตปัญญาอยู่บนพ้ืนฐาน
44 คุณธรรมของความถ่อมตนและเคารพความอ่อนโยน ความใกล้ชิด และความมีส่วนร่วม เรียกท่าที ความสัมพันธ์ของผู้รู้และความรู้นี้ว่า ญาณวิทยาแห่งความรัก ที่จะกระตุ้นและเคลื่อนผู้ปฏิบัติให้ลงเอยกับ ลักษณะที่แท้จริงของสิ่งท่ีผู้ปฏิบัติมุ่งหมายจะรู้ จะใกล้ชิด จะมีส่วนร่วม และท้ายท่ีสุดราวกับจะเป็นส่ิง เดียวกับสิ่งท่ีผู้ปฏิบัติใส่ใจและรู้มันจากภายใน นั่นคือการปฏิบัติในกระบวนการสืบค้นเชิงจิตตปัญญา (Zajonc, 2008) การรู้อย่างไม่แบ่งแยกนี้อาจเกิดขึ้นในชีวิตสามัญของมนุษย์ ความรักและความห่วงใยอาจเปล่ียน สานึกรู้ของผู้ปฏิบัติได้ชั่วขณะ จนทาให้ลืมตัวเอง และเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของอีกผู้หน่ึง ผู้ปฏิบัติอาจ รสู้ ึกในสิ่งที่คนอืน่ รู้สึก ร่วมรับรใู้ นความคิดและการกระทา ในชั่วเวลาแบบนั้น การกระทาไม่ได้ถูกช้ีนาโดย ประโยชน์ส่วนตัว แต่ด้วยความกรุณาที่มีต่อผู้อื่น ในโอกาสเช่นน้ัน ความรักได้กลายเป็นวิถีแห่งการเรียนรู้ ซง่ึ จะนาไปสู่คณุ ธรรม (อาเธอร์ ซายองค์, 2556) 2.4.2 แนวคิดกำรเรียนรู้เชิงประสบกำรณ์ (Experimental Learning) เพ่ือให้การสารวจ พฤติกรรมคุณธรรมได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงความเป็นจริงและเป็นพฤติกรรมในชวี ิตประจาวันจรงิ ไม่ใช่ข้อมูลที่ เป็นเพียงความคิดแต่ชีวิตจริงไม่ได้เป็นเช่นน้ัน ในการเตรียมความพร้อมของกลุ่มเป้าหมายจึงจาเป็นต้อง สร้างความเข้าใจว่า ในการสารวจข้อมูลครั้งน้ีเรากาลงั จะแบ่งปนั ข้อมลู ในประเด็นคณุ ธรรมทคี่ รอบคลุมกว่า ที่จะเป็นเพียงความคิดหรือหลักการลอย ๆ แต่เป็นคุณธรรมที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง การสร้างความเข้าใจนี้ อาศัยกระบวนการที่เรียกว่า “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง” นาพากลุ่มเป้าหมายไปสัมผัสด้วยตนเอง วา่ คุณธรรมนั้นเช่ือมโยงกับชีวิตจริง ด้วยสถานการณ์จาลองท่ีเป็นเหมือนการจาลองชีวิตในช่วงระยะเวลา หน่ึง ก่อนที่จะนาเข้าสู่กระบวนการในลาดับถัดไป เป็นขั้นตอนการมองย้อนทวนชีวิตท่ีขยายไปถึงการเห็น พฤติกรรมคณุ ธรรมในชีวิตจริงทผี่ า่ นมาของตนเอง แนวคิดและทฤษฎีการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ของมนุษย์ ได้พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมโดยเริ่มต้น จากงานเขียนของ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey 1895-1952) ซ่ึงเขาได้เขียนหนังสือ “Experience and Education” ทใ่ี ห้ความสาคัญกับการเรียนรูจ้ ากการลงมือทา “Learning by doing” ต่อมาปี 1984 เดวิท โคลบ์ (David Kolb) เขยี นหนงั สือ “Experimental Learning: Experience as the source of learning and development” ที่สง่ ผลตอ่ วงการศึกษาเป็นอยา่ งมาก (ธนา นิลชัยโกวิทย์, 2552) โคล์บเสนอให้เห็น วา่ การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพน้ันเกิดจากการเปล่ียนผ่านของประสบการณ์ เป็นวงจรการเรียนรู้ 4 ข้ันตอน ดังน้ี 1) Concrete Experience ผู้เรียนจะต้องมีประสบการณ์เชิงรูปธรรมบางอย่าง ผู้เรียนได้ลงมือ ปฏิบัติทไ่ี ม่ใช่เปน็ เพยี งผู้สงั เกตการณ์ จะทาใหผ้ ูป้ ฏิบตั ไิ ดส้ ัมผสั ธรรมชาตทิ ่ีแทจ้ ริงขององคค์ วามรูน้ นั้ 2) Reflective Observation ผูเ้ รียนไตร่ตรองต่อประสบการณ์น้ัน ๆ ผ่านแงม่ ุมต่าง ๆ ซง่ึ เกิดจาก การสังเกตอย่างใคร่ครวญ รับฟังซึ่งกันและกัน และร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพ่ือเห็นแง่มุมต่าง ๆ จากหลายมมุ มอง 3) Abstract Conceptualization ผู้เรียนจะเร่ิมตกตะกอน เกิดความคิดรวบยอดเชิงนามธรรม ขึ้นมา เพื่อจะสร้างฐานความคิดหรือมุมมองที่เกิดจากการบูรณาการข้อสังเกตต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จนเป็น หลกั การบางอยา่ งขน้ึ มา 4) Active Experimentation เป็นการทดลองด้วยตนเอง ผู้เรียนจะมีโอกาสพิจารณานาหลักการ ท่ีได้จากประสบการณ์เรียนรู้มาปรับกับสถานการณ์อ่ืนที่ซับซ้อนข้ึน และเกิดเป็นประสบการณ์ใหม่ ปอ้ นกลบั ส่วู งจรในขัน้ แรก แตม่ ีความสลับซบั ซ้อนขึ้นเรอื่ ย ๆ
45 2.4.3 แนวคิด “ชุมชนแห่งควำมจริงแท้” การเก็บข้อมูลผลการสารวจพฤติกรรมคุณธรรมระดับ บคุ คลท่ีมีความหลากหลายของอายุ อาชีพ และบริบททางสังคมท่ีแตกต่างกันในระยะเวลาอันจากดั จะตอ้ ง คานึงถึงการส่งคืนข้อมูลให้กลุ่มเป้าหมายด้วยว่า ในการสารวจครั้งน้ีพบประเด็นอะไรที่น่าสนใจ จากหลากหลายมุมมองเกดิ ข้อค้นพบใหม่ประการใด เกิดคุณค่าความหมายอย่างไรจากการเก็บข้อมูล ผ่าน กระบวนการกลุม่ ตามแนวคิด “ชุมชนแหง่ ความจริงแท้” ปาร์กเกอร์ เจ ปาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer) ได้นาเสนอประเด็นท่ีน่าสนใจเก่ียวกับวิธีการใน การแสวงหาความรู้และการเข้าถึงความจริงบนกระบวนทัศน์แบบองค์รวม (Holistic Paradigm) หรือ กระบวนทัศน์ใหม่ (New Paradigm) ที่มอง “ธรรมชาติเป็นสัมพันธ์ภาพ เป็นระบบนิเวศและพึ่งพิงกัน ความจริงประกอบข้ึนด้วยเหตุการณ์และความสัมพันธ์ต่าง ๆ มากกว่าจะเป็นมวลสารหรืออนุภาคที่แยก จากกัน” (ปาล์มเมอร์, 2556) ตามความเช่ือเดิมในการแสวงหาความรู้ ความจริง บนกระบวนทัศน์แบบ วิทยาศาสตร์กลไกที่มองโลกแบบแยกส่วนและลดทอน แบ่งแยกผู้รู้และส่ิงท่ีถูกรู้ออกจากกัน โดยสร้าง ระยะห่างเพื่อให้เกิดความจริงท่ีบริสุทธ์ิไม่เจืออคติของผู้รู้ เป็นการศึกษาหรือวิจัยแบบวัตถุวิสัย (Objectivity) ปาล์มเมอร์ อธิบายความเป็นมายาคติท่ีแพร่หลายเกี่ยวกับการรับรู้ความจริงและการบอกเล่า ความจริงผา่ นแผนภาพ “มายาวตั ถุวสิ ัยของความรู้” ท่มี ี 4 องค์ประกอบด้วยกนั ไดแ้ ก่ 1) วัตถุ คือ สิ่งที่ศึกษาที่ดารงอยู่ท่ีโน่นตรงไหนสักแห่ง เป็นพ้ืนท่ีทางกายภาพหรือความคิดท่ี บรสิ ทุ ธ์ิ ตามที่อธบิ ายด้วยข้อเทจ็ จริงในความรแู้ ขนงหนึง่ 2) ผเู้ ชี่ยวชาญ คอื ผูท้ ี่ไดร้ ับการฝึกฝนมาให้รู้จกั วัตถเุ หลา่ น้ใี นรปู ท่ีบริสุทธ์ิ โดยไม่ยอมให้ความรู้สึก นึกคิดส่วนตัวเข้าไปแปดเปื้อนความบริสุทธิ์ของวัตถุเหล่าน้ัน การฝึกฝนแบบนี้เกิดข้ึนในสถานที่ห่างไกล ทเี่ รียกวา่ บัณฑติ วิทยาลัย ซงึ่ มีเปา้ หมาย คือ ขจัดสานกึ ในตัวตนของผู้เรยี นให้ส้ินซาก จนคนผู้น้นั กลายเป็น นักบวชในทางโลก ท่ีเป็นผู้ถอื วตั ถุแห่งความรู้อันบรสิ ทุ ธิน์ ั้นอย่างปลอดภยั 3) มือสมัครเล่น คือ คนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนและเต็มไปด้วยอคติส่วนตัว ผู้ซึ่งต้องพึ่งพาความรู้อัน บริสทุ ธ์ิหรือเปน็ วัตถวุ สิ ยั เก่ยี วกับวัตถอุ ันบริสุทธิ์ ทีต่ อ้ งการศึกษาจากผู้เช่ียวชาญ 4) แผงกั้น พบในทุกจดุ ของการถา่ ยทอดระหว่างวัตถุกบั ผ้เู ชย่ี วชาญ และระหว่างผเู้ ชย่ี วชาญกบั มือ สมคั รเลน่ เพ่อื ใหค้ วามรู้เชงิ วตั ถุวิสยั ไดไ้ หลลงมา ขณะเดยี วกันก็กนั ไมใ่ ห้อัตวสิ ยั ไหลยอ้ นขึน้ ไป ภำพที่ 2 มายาวัตถุวิสัยแห่งความรู้
46 ในความเชื่อที่เป็นมายาคติน้ี ความจริงไหลจากท่ีสูงลงมายังท่ีต่า จากผู้เช่ียวชาญที่มีคุณสมบัติถึง พร้อมในการรู้ความจริงลงมาสู่มือสมัครเล่นที่เหมาะแก่การรับความจริงเท่านั้น ในความเช่ือแบบนี้ ความจริงแท้เป็นการนาเสนอข้อมูลชุดหน่ึงเก่ียวกับวัตถุ ภาพนี้มีลาดับสูงต่าเป็นเส้นตรงและบังคับให้ถูก สุขลักษณะราวกับว่าความจริงไหลมาตามสายพานที่ป้องกันการติดเชื้อลงไปเก็บไว้ท่ีปลายทางในฐานะท่ี เปน็ ผลติ ภัณฑ์บริสทุ ธิ์ ความเชือ่ นีม้ ีปัญหาสองอย่าง คอื มนั อธิบายวิธีการรบั รู้ของเราอยา่ งผิด ๆ และมนั ทา ใหว้ ธิ ีการศึกษาหรือวิธีแสวงหาความร้ตู ัดขาดความสัมพันธ์และมิติของจิตใจ ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ของผู้รลู้ งไป ปาล์มเมอร์ เสนอวิธีการแสวงหาความรู้ท่ีแตกต่างออกไป ในชุมชนแห่งความจริงแท้ก็ไม่ต่างจาก ชีวติ จริง ไม่มีวัตถุแหง่ ความรทู้ ี่บรสิ ุทธ์ิ และไม่มใี ครมอี านาจสงู สุด ความจรงิ ไม่ไดด้ ารงอยู่ในสิ่งที่นามาเสนอ และการศกึ ษาทามากกว่าการนาเสนอเกีย่ วกับวัตถทุ ่ีศึกษาให้กับผฟู้ ังท่ีได้แต่ฟังเฉย ๆ เทา่ นนั้ ในชุมชนแห่ง ความจรงิ แท้ การแสวงหาความรูแ้ ละการศึกษาดคู ลา้ ยการประชุมประจาเมืองมากกวา่ ภำพท่ี 3 ชมุ ชนแหง่ ความจรงิ แท้ ตรงศูนย์กลางของวงกลม แสดงความเป็นชุมชนที่มักจะมีหัวข้อที่ศึกษาอยู่ ซ่ึงตรงข้ามกับวตั ถุที่อยู่ เหนือสุดขอบบันไดความรู้ของมายาวัตถุวิสัยของความรู้ การแยกแยะแบบน้ีมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อ การแสวงหาความรู้ในหัวข้อท่ีศึกษาแบบเปิดรับความสัมพันธ์ แต่วัตถุวิสัยนิยมนั้นปิดก้ันความสัมพันธ์ เมื่อเรารู้จักส่ิงอ่ืนในฐานะหัวข้อท่ีศึกษา เราไม่ได้กันออกห่างจากตัวเรา เรารู้จักกันได้ก็ในและผ่าน ความสัมพนั ธ์ระหว่างผู้ศกึ ษาและสิ่งท่ศี กึ ษา ความสัมพันธ์เร่ิมเมือ่ เรายอมรับหัวข้อท่ีศึกษาให้อยู่ในศูนย์กลางของความสนใจ ซ่ึงต่างจากวิธกี าร แบบวตั ถุวสิ ัยนยิ มที่ถอื เอาผ้เู ช่ียวชาญไว้ท่ศี ูนย์กลางความสนใจของเรา ในการแสวงหาความรูแ้ บบวัตถวุ สิ ัย นยิ ม วัตถุท่ีเราศึกษาเป็นส่ิงที่เราเอ้ือมไม่ถึง ผู้เช่ียวชาญจึงเป็นเพียงผ้เู ดียวเท่านั้นท่ีเรามีความสัมพันธ์ด้วย เวลาเราให้ความสนใจในหัวข้อท่ีศึกษา เราให้ความเคารพและอานาจกับสิ่งนั้นในแบบที่ปกติเราให้กับ มนุษย์เท่าน้ัน เราให้ความสาคัญเชงิ ภววิทยาแก่มัน ในชุมชนแห่งความจริงแท้ แก่นของการเช่ือมโยงในทุก
47 ความสัมพันธ์ของเรา คือ ตัวหัวขอ้ ท่ีเราศึกษา ไม่ใช่ความใกล้ชดิ ไมใ่ ช่หนา้ ท่พี ลเมือง ไม่ใช่ความรับผิดชอบ ไม่ใชผ่ เู้ ชย่ี วชาญ แตเ่ ป็นอานาจของหัวขอ้ ท่ีศกึ ษาซง่ึ มชี วี ิต ในขณะที่เราพยายามเข้าใจหัวข้อท่ีศึกษาในชุมชนแห่งความจริงแท้ เราได้เข้าไปอยู่ในแบบ แผนการส่ือสารที่ซับซ้อน มีท้ังการแลกเปล่ียนส่ิงที่เราสังเกตเห็นและการตีความ การแก้ไขให้ถูกต้อง และ การเติมเต็มกันและกันให้สมบูรณ์ บางทีก็แยกกันเพราะความขัดแย้ง บางทีก็ร่วมกันด้วยความเห็นพ้อง ต้องกัน ชุมชนแห่งความจริงแท้หาได้มีความเป็นเส้นตรง เสถียร และมีลาดับช้ัน แต่เป็นวงกลม มีการโตต้ อบและเคลื่อนไหวอย่เู สมอ ที่เป็นไปได้มากที่สุด ชุมชนแห่งความจริงแท้พัฒนาความรู้ผ่านความขัดแย้ง ไม่ใช่การแข่งขัน การแข่งขันเป็นเกมท่ีมีความลบั และมีแพ้มีชนะ แต่ละคนท่ีเลน่ ก็ต้องการประโยชน์ส่วนตน การแข่งขันเป็น เหมือนกรดท่ีกัดเซาะสายใยแห่งความสัมพันธ์ ขณะที่ความขัดแย้งเป็นพลวัตซึ่งเราใช้ทดสอบความเห็น อย่างเปิดเผย ในความพยายามร่วมกันที่จะให้แต่ละคนได้ใชค้ วามสามารถใหเ้ ต็มที่และเขา้ ใจโลกให้มากข้ึน ความขัดแย้งเปิดกว้าง แม้บางทีอึกทึก ไร้ระเบียบ แต่เป็นไปเพ่ือส่วนรวม เป็นการเผชิญหน้าของ สาธารณชน ซ่งึ เป็นไปได้ท่ที กุ คนจะชนะ ผา่ นการเรียนรู้และเตบิ โตไปด้วยกัน ในการจัดกระบวนการพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรมนน้ั กลุ่มเป้าหมายมารวมตวั กันเพ่ือขยายการเรียนรู้ และทาความเข้าใจ ในการล้อมวงแบ่งปันข้อมูล ทุกคนกลายเป็นท้ังผู้รู้ ผู้สอน ผู้เรียนรู้ไปพร้อมกัน ท่าที สาคัญของการจดั กระบวนการครั้งน้ี คือ 1) เราเชือ้ เชิญความหลากหลายเข้ามาสู่ชมุ ชนแหง่ น้ี ด้วยความต้องการมมุ มองทห่ี ลากหลาย 2) เรายอมรับความกากวม เพราะเราเข้าใจว่าความคิดของเราน้ันไม่เพียงพอที่จะเข้าใจได้ ครอบคลุม 3) เราต้อนรับความขัดแย้งท่ีสร้างสรรค์ เพราะมคี วามจาเป็นต่อการแก้ไขอคติและความลาเอียงที่ เรามี 4) เราปฏิบัตดิ ว้ ยความซอ่ื ตรง เพอื่ ใหเ้ ขา้ ถงึ ความจริงแทม้ ากทสี่ ุดเทา่ ท่จี ะทาได้ 5) เรายอมรับและไม่ตัดสิน เพราะเป็นเลนส์อันเดียวท่ีจะช่วยให้เรามองเห็นความงามของ ความจริง การเปิดพ้ืนที่แบ่งปันข้อมูลด้วยท่าทีเช่นน้ี ผใู้ ห้ข้อมูลจะขยายกรอบการรับรู้เดิมของตนเองออกไป เข้าใจคนท่ีหลากหลายในสังคม และเกิดความตระหนักในความหมายของ “คุณธรรม” มากขึ้นไปด้วยใน เวลาเดยี วกนั
48 2.5 กรอบแนวคดิ กำรวิจยั ภำพที่ 4 กรอบแนวคดิ การวจิ ยั
49 บทท่ี 3 ระเบยี บวิธีวิจัย 3.1 ขอบเขตกำรวิจยั 3.1.1 ด้ำนเนื้อหำ งานวิจัยคร้ังนี้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาตัวช้ีวัดเชิงปรับฐานความเข้าใจด้าน คณุ ธรรมระดับบคุ คลใน 5 ดา้ น คือ พอเพียง วินยั สจุ รติ จิตสาธารณะ และรบั ผิดชอบ 3.1.2 ด้ำนประชำกร กลุ่มเปำ้ หมำย และกลมุ่ ตวั อย่ำง 3.1.2.1 ประชำกร บุคคลท่ีมีอายุ 13 ปีข้ึนไป ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม ซึ่งกาหนดตัวช้ีวัดไว้ว่า “ประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มกี ิจกรรมการปฏิบัติตนทีส่ ะท้อนการมคี ุณธรรมจริยธรรมเพมิ่ ขนึ้ (รอ้ ยละต่อปี)” 3.1.2.2 กลุ่มเปำ้ หมำยท่ีร่วมพฒั นำตัวชี้วัดคุณธรรม เพือ่ ค้นหาพฤติกรรมคุณธรรมด้วย กระบวนการกลุ่ม จานวน 213 ตัวอย่าง จากจังหวัดนาร่องเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมใน 4 ภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี ภาคกลาง จังหวัด พระนครศรีอยุธยา และภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยคานึงถึงความแตกต่างของช่วงวัยตามทฤษฎี เจเนอเรชัน (Theory of Generation) ซ่ึงแบ่งได้ 4 กลุ่ม เพ่ือทาความเข้าใจกระบวนทัศน์ วิธีคิด คุณลักษณะนิสัย และการให้คุณค่าของคนในแต่ละช่วงวัยที่แตกต่างกันไปตามกาลสมัย ประกอบด้วย 1) Baby Boomer เป็นคนสูงอายุในปัจจุบัน อายุระหว่าง 55-73 ปี เกิดระหว่าง พ.ศ. 2489-2507 2) Generation X เป็นคนวัยทางานในยุคปัจจุบัน อายุระหว่าง 39-54 ปี เกิดระหว่าง พ.ศ. 2508-2523 3) Generation Y เป็นคนวัยเร่ิมต้นทางาน อายุระหว่าง 23-38 ปี เกิดระหว่าง พ.ศ. 2524-2539 และ 4) Generation Z เป็นคนกลุ่มวัยนักเรียน นักศึกษา อายุระหว่าง 13-22 ปี เกิด พ.ศ. 2540 ข้ึนไป (Pew Research Center, 2019) 3.1.2.3 กลมุ่ ตัวอยำ่ งในกำรสำรวจออนไลน์ จานวน 72 คน 3.1.2.4 กลุ่มตัวอย่ำงในกำรทดสอบเครื่องมือ มีอายุต้ังแต่ 13 ปีขึ้นไป ซ่ึงไม่น้อยกว่า 10 เท่าของจานวนพารามิเตอรท์ ตี่ อ้ งการประมาณคา่ คอื จานวน 210 คน 3.2 วิธกี ำรดำเนนิ งำนวจิ ัย งานวิจัยครั้งน้ีใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม โดยเนื้อหาในส่วนน้ีประกอบไปด้วย 1) การสารวจ (นาร่อง) พฤติกรรมทางคุณธรรมของคนไทย ซึ่งเป็นการสารวจด้วยแบบสอบถามผ่านระบบออนไลน์ 2) การจัดกระบวนการกลุ่มพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรม ซึ่งเป็นวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพแบบ Inside-out Approach ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษา สร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ รายละเอียดดังต่อไปน้ี 3.2.1 กำรสำรวจ (นำร่อง) พฤติกรรมทำงคุณธรรมของคนไทย เป็นขั้นตอนแรกท่ีนามาใช้ใน การพัฒนาตัวชี้วัดคุณธรรม โดยมวี ัตถุประสงค์เพ่อื 1) สารวจความคดิ เห็นและความเข้าใจด้านพฤติกรรมที่ สะท้อนถึงการมีคุณธรรม 5 ด้าน คือ “พอเพียง วินัย สุจรติ จิตอาสา และรับผดิ ชอบ” ของประชาชนท่ัวไป และ 2) เพ่ือวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่พฤติกรรมด้านคุณธรรม ซึ่งดาเนินการสารวจผ่านระบบ Google form แบบสารวจดังกล่าวมีลักษณะเป็นคาถามปลายเปิดเรอ่ื งคุณธรรม 5 ดา้ น คือ พอเพียง วินยั สจุ ริต จิตอาสา และรบั ผดิ ชอบ (รายละเอยี ดแบบสารวจอยู่ในภาคผนวก ข) โดยคาถามแบง่ เปน็ 2 ส่วน คอื
50 1) ถ้านกึ ถึงพฤติกรรม “....คุณธรรม....” ฉันจะนึกถงึ พฤตกิ รรม.... 2) พฤติกรรมใดของฉันท่แี สดงวา่ ฉันเปน็ คนมี “....คณุ ธรรม....” ยกตวั อยา่ ง ประเด็น “พอเพยี ง” คาถามทรี่ ะบใุ นแบบสารวจ คอื 1) ถา้ นึกถึงพฤตกิ รรม “พอเพียง” ฉันจะนกึ ถงึ พฤติกรรม.... 2) พฤติกรรมใดของฉันท่แี สดงวา่ ฉนั เป็นคนมี “ความพอเพยี ง” หลังจากพัฒนาแบบสารวจดังกล่าวแล้ว คณะผู้วิจัยได้ดาเนินการสารวจผ่านระบบออนไลน์ ระหวา่ งวันท่ี 11-25 ตุลาคม พ.ศ. 2562 รวมระยะเวลา 15 วัน จากนน้ั นาผลการสารวจมาแจกแจงความถ่ี และจัดหมวดหมู่ประเด็นคุณธรรมย่อยจากคุณธรรมหลัก 5 ประเด็น คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และรบั ผิดชอบ 3.2.2 กำรจัดกระบวนกำรกลุ่มพัฒนำตัวชวี้ ดั คุณธรรม ซง่ึ แบ่งออกเปน็ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนท่ี 1 ออกแบบกระบวนกำร เป็นการร่วมออกแบบและทดสอบกระบวนการโดยคณะ กระบวนกรท่มี ีความรู้ความชานาญในการจัดกระบวนการเรียนรู้แนวจิตตปัญญาศึกษา ซ่งึ ยึดเป้าหมายของ โครงการเป็นหลัก คือ เพื่อใหไ้ ด้คาตอบเรอ่ื งพฤติกรรมคุณธรรมระดับบคุ คลในประเด็นพอเพยี ง วนิ ัย สุจริต จิตสาธารณะ และรับผิดชอบ ของกลุ่มประชากร Baby Boomer, Generation X, Generation Y และ Generation Z ในสังคมไทย ระยะเวลาในการจดั กระบวนการ คอื 1 วัน แบง่ เปน็ ข้ันตอนการเรยี นรขู้ องผเู้ ขา้ รว่ ม 4 ระยะ คือ 1) การเขา้ ส่พู ้นื ทป่ี ลอดภัยในกระบวนการเรยี นร้รู ่วมกนั 2) การเข้าถึงประสบการณ์คุณธรรม 5 ประการ และเช่ือมโยงความหมายของคุณธรรมเข้ากับ ความหมายของชีวติ 3) การบอกเลา่ รับฟงั และแลกเปล่ียนประสบการณ์คณุ ธรรม 4) การสรุปร่วมกันถึง “พฤติกรรมสาคัญของคุณธรรม 5 ประการ” และขอบคุณกันและกันใน การร่วมกระบวนการเรียนรูต้ ลอดวัน โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี ตำรำงที่ 11 การจดั กระบวนการกลุม่ พฒั นาตัวชีว้ ัดคณุ ธรรม ด้วยกระบวนการเรยี นร้แู นวจติ ตปัญญาศกึ ษา เวลำ กระบวนกำร กำรจัดพื้นที่ 08.30-09.00 น. ลงทะเบียน ให้ผเู้ ข้าร่วมเขียนปา้ ยชื่อของตวั เอง โดยแยกป้ายชื่อเปน็ สี บริเวณโต๊ะลงทะเบยี น ตามชว่ งวัย 4 ชว่ งวัย 08.45-09.00 น. กลา่ วเปดิ งาน เก้าอล้ี อ้ มวงใหญ่ 09.00-10.00 น. ระยะท่ี 1 เข้าสพู่ ้ืนท่ีปลอดภยั ในกระบวนการเรยี นรู้รว่ มกนั ปูผา้ ขาวตรงกลาง -ผ้เู ขา้ รว่ มแนะนาตัวเองสั้น ๆ -กิจกรรมจักรวาลจัดสรร โดยเป็นการจับคู่สนทนาแบบสุ่มตามจังหวะ การเดินแบบมีสติและไม่มีเป้าหมาย เปลี่ยนคู่ไปเร่ือย ๆ ราว 5 รอบ เพ่ือให้เกิดการทาความรู้จักและเชื่อมโยงกันภายในกลุ่ม โดยมีคาถาม เก่ียวกับเป้าหมายของการมาร่วมงานในวันนี้ และมีโจทย์ท่ีต้องอาศัย การใคร่ครวญเชงิ ลกึ ด้วย เช่น ถ้าอีกสามวันเราจะต้องตายแน่ ๆ เราจะ ทาอะไรบ้าง -ดึงความคาดหวังในการมาร่วมงานของผู้เข้าร่วมให้เป็นความคาดหวัง ร่วมกันของกลมุ่ -ทีมผู้จัดกระบวนการบอกเป้าหมายของผู้จัด อธิบายกระบวนการ เรียนรู้ และกาหนดกติการ่วมกันในการเรียนรู้ตลอดวัน โดยเน้นสร้าง
51 เวลำ กระบวนกำร กำรจดั พ้นื ที่ ความรู้สึกเชื่อมโยงกัน และความปลอดภัยในการสนทนา รับฟังกัน ไม่ตดั สิน และเกบ็ ความลบั 10.00-10.15 น. พกั รบั ประทานอาหารว่าง 10.15-11.30 น. ระยะท่ี 2 การเข้าถึงประสบการณ์คุณธรรม 5 ประการ และเช่ือมโยง แบบที่ 1 เก้าอี้ล้อมวง ความหมายของคณุ ธรรมเขา้ กับความหมายของชีวติ ใหญ่ ปูผา้ ขาวตรงกลาง -จาลองสถานการณ์สะท้อนจิตคุณธรรม ซ่ึงทาได้สองแบบ เลือกตาม แบบที่ 2 นาเก้าอี้และ ความเหมาะสมกับกล่มุ ผา้ เก็บไว้ด้านข้าง จัดพื้นท่ี แบบท่ี 1 ตั้งคาถาม 5 ข้อในสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า เพ่ือให้ เปน็ หอ้ งโลง่ ผู้เข้าร่วมรับฟังและเขียนตอบอย่างฉับพลันเมื่อฟังคาถามแต่ละข้อจบ ผู้เข้าร่วมจัดการตัวเอง โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งบอกเล่าส่ิงท่เี ขยี นกับคนอ่ืน ตามอัธยาศัยภายในห้อง 1) ขณะนี้เชื้อไวรัสโคโรน่าได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จานวน ประชมุ ผปู้ ่วยเพิ่มขนึ้ อยา่ งไมห่ ยุดยัง้ จนเกินขีดความสามารถของโรงพยาบาลที่ จะรองรบั ได้ ทางการจงึ วางแผนสร้างสถานพยาบาลช่วั คราวฉกุ เฉินเพ่ือ รักษาผ้ปู ว่ ยจากไวรัสโคโรนา่ ภายในหมบู่ ้านของคุณ ซึ่งสถานพยาบาลน้ี อยู่ห่างจากบ้านคุณไม่ถึง 100 เมตร เมื่อทราบข่าวน้ีคนในหมู่บ้านจึง รวมตัวกันข้ึนมาต่อต้านแผนการนี้ คุณจะรู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์น้ี และจะทาอยา่ งไรกับสถานการณน์ ้ี 2) คุณเป็นเจ้าของร้านขายยาและมีหน้ากากอนามัย N95 จานวน มาก ซ่ึงกาลังเป็นท่ตี ้องการของตลาดอยู่ในขณะนี้ แต่คุณเพิ่งได้ขา่ วมา ว่าสินค้ากาลังจะขาดตลาดภายในวันสองวันน้ี คุณจะรู้สึกอย่างไรและ จะทาอยา่ งไรกับสนิ ค้าท่ีมีอยู่ 3) รัฐไดอ้ อกมาตรการให้ขายหนา้ กากอนามยั ไดไ้ ม่เกินคนละ 6 ชน้ิ แต่มีลูกค้ารายหน่ึงเสนอราคาให้สูงกว่าราคาปกติ 3 เท่าต่อช้ิน โดยจะ ขอซอ้ื หนา้ กากทง้ั หมดท่คี ุณมอี ยู่ คณุ จะรู้สกึ อย่างไรและจะทาอย่างไร 4) ตอนน้ีคนในหมูบ่ ้านติดเชื้อไวรัสโคโรนา่ เป็นจานวนมาก จนเกิน ความสามารถของหมอและเจ้าหน้าทส่ี าธารณสุขจะทาการดูแลรักษาได้ อยา่ งทั่วถงึ คุณจะรสู้ ึกอย่างไรและจะทาอยา่ งไรกับสถานการณน์ ้ี 5) คุณเริ่มมีไข้ และมีอาการไอ จาม เล็กน้อย คุณจะมีความรู้สึก อย่างไรและจะปฏิบตั ติ วั อย่างไร แบบท่ี 2 เลน่ เกมไวรัสระบาด โดยจาลองสถานการณ์ว่าผู้เล่นอาศยั อยู่ในชุมชนท่ีเริ่มมีการระบาดของไวรัส แต่ละคนมีหน้ากากอนามัยคน ละ 2 ชิ้น ซึ่งตอ้ งรกั ษาไว้กบั ตัวเองอย่างน้อย 1 ชนิ้ จึงจะรอดชีวิต และ หากตายแล้ว เพ่ือนสามารถสละหน้ากากอนามัยของตัวเองเพื่อให้คน ตายกลับมามชี ีวติ ได้อกี ครง้ั ขณะเดยี วกนั ผู้จัดกระบวนการจะแสดงเปน็ ไวรัสท่ีคอยแย่งหน้ากากอนามัยจากผู้เข้าร่วม ขณะเดียวกันท่ี โรงพยาบาลประจาชุมชนก็มีคลังหน้ากากอนามัยท่ีมีไวรัสคุ้มกันอยู่ อย่างแน่นหนา โจทย์คือ ทาอย่างไรให้คนในชุมชนรอดชีวิตให้ได้มาก ที่สดุ ในเวลาที่กาหนด -จับกลุ่ม 4-5 คนแบบสุ่มคละ เพ่ือแลกเปลย่ี นความรู้สึก ประสบการณ์ และการเรยี นรู้ในสถานการณท์ ี่เกิดข้นึ -ดงึ ทั้งสามประเด็นข้ึนเป็นการเรียนร้รู ว่ มกันของกลมุ่
52 เวลำ กระบวนกำร กำรจดั พน้ื ที่ 11.30-12.00 น. -ผู้จัดกระบวนการพาผู้เขา้ รว่ มใหร้ สู้ ึกสงบและผอ่ นคลาย อา่ นบทอา่ นที่ ผเู้ ขา้ รว่ มจดั การทน่ี ่งั เตรียมมา 5 บท ซ่ึงมเี น้ือความเกี่ยวกบั คุณธรรมบทละ 1 ประเด็น คือ ของตวั เองตามอัธยาศัย พอเพียง วนิ ยั สุจริต จิตสาธารณะ และรบั ผิดชอบ ภายในหอ้ งประชุม โดยแตล่ ะบท ชวนผู้เข้าร่วมยอ้ นระลกึ ถึงประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ทาการแจกกระดาษ ในลักษณะสายธารชวี ิตคุณธรรม และบันทึกไว้ในกระดาษ และปากกาสาหรบั คนท่ี - จับคู่แลกเปลยี่ นประสบการณท์ ี่เกิดขนึ้ กบั คนข้าง ๆ แบบสัน้ ๆ ตอ้ งการ 12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.00-13.15 น. กิจกรรมสร้างความผอ่ นคลายและพรอ้ มเรยี นรู้ เก้าอีล้ ้อมวงใหญ่ 13.15-16.00 น. ระยะที่ 3 การบอกเลา่ รับฟัง และแลกเปลย่ี นประสบการณ์คุณธรรม เก้าอล้ี ้อมวง 4 วง กิจกรรมเวิลด์คาเฟ่ จัดวงตามชว่ งวยั โดยให้ -แบ่งผู้เข้าร่วมเป็นกลุ่มเรียนรู้ 4 กลุ่ม ตามช่วงวัย และจับกลุ่มเรียนรู้ ผู้เข้ารว่ มจดั การตัวเอง ร่วมกนั จนจบกิจกรรม วง 4 วงกระจายอยแู่ ตล่ ะ -แบ่งฐานการเรียนรู้เป็น 4 ฐาน ตามคุณธรรม 4 ประเด็น เช่น พอเพียง สว่ นของหอ้ งประชมุ เพื่อ วินัย สุจริต จิตสาธารณะ โดยมีผู้จัดกระบวนการ 1 คน ผู้บันทึกข้อมูล ไม่ใหเ้ สยี งตกี นั แตล่ ะวง 1 คน อยู่ประจาแต่ละฐาน และผู้เข้ารว่ มแต่ละกล่มุ เวียนเข้าแต่ละฐาน มฟี ลิปชารต์ 2 กระดาน ฐานละ 30 นาที รวม 4 ฐาน ใช้เวลาท้ังหมด 2 ช่ัวโมง และคร่ึงชั่วโมง สุดท้ายนั้นทุกฐานจะปรับเป็นประเด็นคุณธรรมท่ีเหลือพร้อมกัน เช่น ความรับผิดชอบ (ทั้งหมดใช้เวลา 2 ช่ัวโมงคร่ึง ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ สนทนากลุ่มตามชว่ งวยั ในทุกประเดน็ คณุ ธรรม) -แต่ละฐานชวนให้ผู้เข้าร่วมนาการใคร่ครวญสายธารชีวิตคุณธรรมจาก กิจกรรมภาคเช้ามาแลกเปล่ียนกันในกลุ่ม โดยเน้นเรื่องพฤติกรรม คุณธรรม และจับประเด็นพฤติกรรมคุณธรรมและข้อสังเกตอ่ืน ๆ ข้ึน กระดานไว้ -มีช่วงให้พักรบั ประทานอาหารว่างประมาณ 15 นาที ซึ่งจะดูช่วงเวลา ตามความเหมาะสม 16.00-17.00 น. ระยะท่ี 4 สรุปร่วมกันถึง “พฤติกรรมสาคญั ของคณุ ธรรม 5 ประการ” เกา้ อ้ลี อ้ มวง และขอบคณุ กันและกัน แบบกง่ึ เธยี ร์เตอร์ -ผจู้ ดั กระบวนการเรียนรู้แต่ละฐานร่วมกันนาเสนอข้อมูลท่ีเกดิ ข้ึนในแต่ เพือ่ รบั ฟังการนาเสนอผล ละฐานตามชว่ งวัย การพูดคุย -รบั ฟงั ความคิดเหน็ เพ่มิ เตมิ จากผเู้ ขา้ ร่วม -สรุปร่วมกันถึงพฤติกรรมคุณธรรม 5 ประการของแต่ละช่วงวัยใน สังคมไทยในแต่ละภูมิภาค -กล่าวขอบคุณกนั และกนั และปิดวงประชุม ข้ันตอนที่ 2 จัดกระบวนกำร การคัดเลือกผู้เข้าร่วมกระบวนการเก็บข้อมูลนั้นทาโดยการออก หนังสือเชิญไปยังหน่วยงานต้นสังกัดที่เป็นเครือข่ายของศูนย์คุณธรรมทั้ง 4 จงั หวัด โดยขอความร่วมมือใน การเข้าร่วมกระบวนการเก็บข้อมูลซึ่งเน้นการกระจายตัวของกลุ่มตัวอย่างด้านจานวนเพศและวัยในแต่ละ จังหวัดให้ได้จานวนใกล้เคียงกัน ท้ังน้ีการแบ่งตามช่วงวัยใช้ทฤษฎีเจเนอเรชัน (Theory of Generation) ซึ่งแบง่ ได้ 4 กล่มุ คือ 1) Baby Boomer เป็นคนสงู อายใุ นปัจจุบนั อายุระหว่าง 55-73 ปี เกิดชว่ งปี พ.ศ. 2489-2507 2) Generation X เปน็ คนวยั ทางานในยุคปจั จุบนั อายุ 39-54 ปี เกดิ ช่วงปี พ.ศ. 2508-2523
53 3) Generation Y เปน็ คนวยั เรม่ิ ตน้ ทางาน อายุระหว่าง 23-38 ปี เกิดช่วงปี พ.ศ. 2524-2539 4) Generation Z เปน็ คนกลุ่มวัยนักเรียน นักศึกษา อายุระหว่าง 13-22 ปี เกิดช่วงปี พ.ศ. 2540 ขนึ้ ไป การจัดกระบวนการเก็บข้อมูลนั้นจัดขึ้นในลักษณะการประชุมเชิงปฏิบัติการ 4 ครั้ง จังหวัดละ 1 ครั้ง คร้ังละ 1 วัน ระหว่างวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีทีมผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ 4 คน และผู้ บันทึกกระบวนการ 4 คน ตำรำงท่ี 12 กาหนดการของการจดั กระบวนการกลมุ่ พฒั นาตวั ชวี้ ดั คณุ ธรรม ครัง้ ที่ วนั /เดือน/ปี สถำนที่ 1 18 กมุ ภาพนั ธ์ 2563 โรงแรมดิอิมพีเรยี ล รเิ วอรเ์ ฮาส์รีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงราย 2 20 กมุ ภาพันธ์ 2563 โรงแรมกรุงศรี ริเวอร์ อ.เมือง จ.พระนครศรีอยธุ ยา 3 25 กมุ ภาพนั ธ์ 2563 โรงแรมนภาลัย อ.เมือง จ.อดุ รธานี 4 28 กุมภาพันธ์ 2563 โรงแรมบรรจงบุรี อ.เมือง จ.สรุ าษฎรธ์ านี ขน้ั ตอนที่ 3 จัดทำสรุปผลกำรจดั กระบวนกำรและสังเครำะห์ขอ้ มูลทงั้ หมด หลังเสร็จส้ินการจัด กระบวนการท้ัง 4 ครั้ง ทีมผู้จัดกระบวนการได้จดั ประชุมสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อนามาจัดทารายงานสาหรับ นาไปสรา้ งและพัฒนาเป็นตวั ชี้วดั เชงิ ปรับฐานความเข้าใจด้านคณุ ธรรม 3.3 กำรสร้ำงและพฒั นำเครื่องมือวจิ ัย การวจิ ัยครงั้ นมี้ ขี ัน้ ตอนการสรา้ งและพัฒนาเครื่องมือวิจัยตามลาดบั ดงั น้ี 3.3.1 สังเคราะห์องค์ประกอบของคุณธรรม 5 ด้าน คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และ รับผิดชอบ จากผลการสารวจความคิดเห็นและความเข้าใจด้านพฤติกรรมท่ีสะท้อนถึงการมีคุณธรรมผ่าน ระบบออนไลน์ การทบทวนวรรณกรรมที่เก่ียวข้อง และการจัดกระบวนการพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรมกับ กลุ่มเปา้ หมาย 3.3.2 สร้างแบบประเมินการรับรู้ด้านคุณธรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อคาถามเชิงสถานการณ์ตาม องค์ประกอบของคุณธรรมทง้ั 5 ด้าน และกาหนดตวั เลอื กของแต่ละข้อคาถามจานวนไมต่ ่ากว่า 6 ตัวเลือก โดยแต่ละตัวเลือกจะกาหนดพฤติกรรมและเหตุผลในการแสดงพฤติกรรมตามการให้เหตุผลเชิงจริยธรรม ของโคลเบิร์ก 6 ข้ัน ทั้งน้ีการให้คะแนนจะใช้หลักการให้คะแนนแบบรูบริค (rubric scoring) ซ่ึงมีคะแนน ระหว่าง 1-6 คะแนน ตามเหตุผลเชงิ จริยธรรมของโคลเบริ ์ก 6 ขัน้ ดงั ตารางที่ 13 ตำรำงที่ 13 ระดบั ข้ันการใหเ้ หตุผลเชิงจรยิ ธรรมของโคลเบิร์กและการใหค้ ะแนนแบบรูบรคิ ระดับขน้ั กำรใหเ้ หตุผล ควำมหมำย คะแนน เชิงจรยิ ธรรมของโคลเบิรก์ 1 2 ขัน้ ท่ี 1 เป็นการแสดงพฤติกรรมยอมปฏิบตั ติ าม หลบหลกี การถกู ลงโทษ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ ขั้นท่ี 2 เปน็ การแสดงพฤติกรรมยอมปฏบิ ตั ติ าม ถอื ผลประโยชน์ของตน เพราะหวังรางวลั ตอบแทนหรอื คาชมเชย
54 ระดบั ข้ันกำรใหเ้ หตผุ ล ควำมหมำย คะแนน เชงิ จรยิ ธรรมของโคลเบริ ก์ 3 เปน็ การแสดงพฤติกรรมคล้อยตาม 4 ข้ันที่ 3 หรอื ยอมปฏิบตั ิตามความคาดหวังของสังคม 5 คล้อยตามหรือกระทาตามผูอ้ น่ื หรือกลุม่ บคุ คล เพราะตอ้ งการการยอมรบั 6 ขน้ั ที่ 4 จากสงั คมหรอื กลุ่มบคุ คล กระทาตามระเบยี บกฎเกณฑข์ องสังคม เปน็ การแสดงพฤติกรรมปฏบิ ตั ิตามระเบยี บ กฎเกณฑ์ ขน้ั ท่ี 5 และกฎหมาย โดยไมค่ านึงถงึ ผ้อู น่ื กระทาตามข้อตกลงของสงั คม หรือผลประโยชน์ของสว่ นรวม เปน็ การแสดงพฤติกรรมปฏิบตั ิตามมาตรฐานทาง ขน้ั ที่ 6 จริยธรรมทคี่ นสว่ นใหญใ่ นสงั คมยอมรับและยึดถือ กระทาตามกฎเกณฑท์ างศลี ธรรมทีเ่ ป็นสากล โดยคานึงถงึ ผอู้ ื่นหรือผลประโยชนข์ องส่วนรวม มากกวา่ สว่ นตน เป็นการแสดงพฤติกรรมปฏบิ ตั ติ ามชดุ ความคดิ หรอื มาตรฐานทางศีลธรรมทีเ่ ปน็ สากล 3.3.3 ตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินการรับรูด้ ้านคุณธรรม โดยตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา (content validity) ด้วยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องภายใน (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ซึ่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ประเมินความสอดคล้องเหมาะสมระหว่างข้อคาถาม ตวั เลอื ก และวัตถุประสงค์การวจิ ยั จากน้ันคานวณด้วยสูตร ดังนี้ ผลรวมของคะแนนผ้เู ชยี่ วชาญ IOC = จานวนผู้เชีย่ วชาญทัง้ หมด 3.3.4 ปรับแก้แบบประเมินการรับรู้ด้านคุณธรรม ตามคาแนะนาของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ค่า IOC ผ่านเกณฑ์ท่ยี อมรบั ได้ คอื มากกวา่ 0.5 3.3.5 นาแบบประเมนิ การรับรดู้ ้านคณุ ธรรมไปใช้เก็บขอ้ มลู กบั กลุ่มตัวอย่าง 3.3.6 ตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินการรับรู้ด้านคุณธรรม โดยตรวจสอบความเชื่อมั่น (reliability) ด้วยการหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา่ ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ซง่ึ ควรมี ค่ามากกว่า 0.7 3.4 กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล การวิจัยคร้งั นีท้ าการวิเคราะหข์ อ้ มลู 2 สว่ นดว้ ยกนั ดงั นี้ 3.4.1 ข้อมลู คณุ ลกั ษณะทว่ั ไปและการรบั รู้ดา้ นคุณธรรมของกลมุ่ ตัวอยา่ ง 3.4.1.1 สถิติที่ใช้ เป็นสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ( x ) ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ค่ามัธยฐาน (Median) คา่ ตา่ สดุ (Min) และค่ามากสดุ (Max) 3.4.1.2 วิธีคิดค่าคะแนนการรับรู้ด้านคุณธรรม โดยนาคะแนนของทุกข้อคาถามเชิง สถานการณใ์ นคุณธรรมดา้ นนั้น ๆ รวมกัน จากนัน้ หารดว้ ยจานวนขอ้ คาถามเชงิ สถานการณ์ เชน่
55 คณุ ธรรมด้านพอเพยี งมีทัง้ หมด 3 ข้อคาถามเชงิ สถานการณ์ ขอ้ คาถามเชงิ สถานการณ์ท่ี 1 ได้ 3 คะแนน ข้อคาถามเชิงสถานการณ์ท่ี 2 ได้ 4 คะแนน ข้อคาถามเชงิ สถานการณท์ ่ี 3 ได้ 5 คะแนน รวมคะแนน 3+4+5 = 12 หารด้วยจานวนขอ้ คาถาม 12÷3 = 4 แปลความหมายได้ว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้คุณธรรมพอเพียงในระดับข้ันที่ 4 กระทา ตามระเบยี บกฎเกณฑ์ของสงั คม ตามการใหเ้ หตุผลเชิงจริยธรรมของโคลเบิรก์ 3.4.2 คุณภาพของเครื่องมือวิจัย โดยวิเคราะห์ความเท่ียงตรงเชิงเน้ือหาด้วยการหาค่าดัชนี ความสอดคลอ้ งภายใน (IOC) และวิเคราะหค์ วามเช่อื มั่นดว้ ยการหาคา่ สัมประสทิ ธิ์แอลฟา่ ของครอนบาค
56
57 บทที่ 4 ผลกำรวิจยั ผลการวิจัยคร้ังนี้ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ผลการเก็บข้อมูลเพ่ือนามาพัฒนาแบบ ประเมนิ การรบั รู้ดา้ นคณุ ธรรม และสว่ นที่ 2 ผลการสรา้ งและพัฒนาแบบประเมินการรบั รู้ดา้ นคณุ ธรรม 4.1 ผลกำรเกบ็ ขอ้ มลู เพอ่ื นำมำพฒั นำแบบประเมินกำรรับรู้ด้ำนคณุ ธรรม การวิจัยคร้ังนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมท้ังในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบไปด้วย 1) การสารวจ (นาร่อง) พฤติกรรมทางคุณธรรมของคนไทย 2) การจัดกระบวนการกลุ่ม พัฒนาตัวชว้ี ัดคณุ ธรรม และ 3) การทบทวนวรรณกรรมท่ีเกีย่ วข้อง รายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.1.1 ผลกำรสำรวจ (นำร่อง) พฤติกรรมทำงคุณธรรมของคนไทย ทาการสารวจผ่านระบบ Google form ระหว่างวันที่ 11-25 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ผลการสารวจพบว่า มีผู้ตอบแบบสารวจจานวน 72 คน แบ่งเป็นเพศหญิง 56 คน และเพศชาย 16 คน ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 41-50 ปี จานวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 29.17 รองลงมา คอื อายรุ ะหว่าง 51-60 ปี จานวน 20 คน คิดเปน็ ร้อยละ 27.78 และอายุ ระหวา่ ง 21-30 ปี และ 31-40 ปี ซ่งึ มจี านวนเทา่ กัน คอื 13 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 18.05 ตามลาดับ ดงั ตาราง ที่ 14 ตำรำงท่ี 14 รอ้ ยละของผ้ตู อบแบบสารวจออนไลน์ จาแนกตามช่วงอายุ ชว่ งอำยุ จำนวน (คน) ร้อยละ ต่ากว่า 20 ปี 1 1.39 18.05 21-30 ปี 13 18.05 29.17 31-40 ปี 13 27.78 5.56 41-50 ปี 21 100.00 51-60 ปี 20 มากกว่า 60 ปขี ึ้นไป 4 รวม 72 การวิเคราะห์ผลการสารวจน้ัน เป็นการแจกแจงความถ่ีและจัดหมวดหมู่คุณธรรม 5 ด้าน คือ พอเพียง วินยั สุจรติ จติ สาธารณะ รายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปนี้ พอเพยี ง คำถำม: ถ้ำนึกถึงพฤติกรรม “ควำมพอเพียง” ฉันจะนึกถึงพฤติกรรม สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 10 หมวด ประกอบไปด้วย 1) การเก็บออม 2) การดาเนินชีวิต 3) การประหยัด 4) การใช้จ่าย 5) การซ้ือ สินค้า 6) การบริโภค 7) การทางาน 8) ความพอใจ 9) การใช้ทรัพยากร 10) การวางแผนทางการเงิน ดังตารางท่ี 15
58 ตำรำงท่ี 15 การจดั หมวดหมู่คาถาม ถา้ นึกถึงพฤตกิ รรม “ความพอเพยี ง” ฉันจะนึกถึงพฤตกิ รรม ท่ี หมวด ขอ้ มลู 1 กำรเกบ็ ออม เกบ็ ออมเงิน เกบ็ เงินกอ่ นใช้ ไม่ก้ยู มื เงนิ 2 กำรดำเนนิ ชวี ิต อยอู่ ย่างสมถะ อย่อู ยา่ งเรียบงา่ ย ใช้ชีวิตอยา่ งพอดี ไม่เบียดเบียน ใชเ้ หตผุ ลประกอบ พอประมาณ เอาเปรยี บผูอ้ น่ื ไม่เปรยี บเทยี บ กบั ผู้อน่ื มสี ติ ไมป่ ระมาท พอมี พอกนิ 3 กำรประหยัด ประหยดั เงิน ไมใ่ ชจ้ ่ายเกนิ ฐานะ ใชจ้ ่ายทรพั ย์สินอยา่ ง การใช้จ่ายเงิน ไม่กอ่ หนี้ รอบคอบ ประจาวัน ใชจ้ า่ ยให้เพียงพอ กับรายรับ ใชจ้ ่ายอย่างประหยดั ใชจ้ ่ายตาม ความจาเปน็ 4 กำรใชจ้ ำ่ ย การซอื้ สนิ ค้า การบรโิ ภค ไมซ่ อ้ื ของที่ไม่เกดิ ไม่ซอื้ ของฟุม่ เฟอื ย ซื้อของใชเ้ ทา่ ท่ีจาเปน็ ไมใ่ ชส้ นิ ค้าแบรนด์เนม ประโยชน์ 5 กำรซื้อสินค้ำ ใช้ของทม่ี ีอยู่ คดิ ก่อนซ้อื สนิ ค้า อยา่ งคุม้ คา่ 6 กำรบริโภค กนิ แตพ่ ออิ่ม ไมก่ นิ หรู ไม่กนิ ท้ิงกินขวา้ ง 7 กำรทำงำน ทางานให้คุม้ ค่า ประกอบอาชพี กับเวลา ที่สุจริต 8 ควำมพอใจ พอใจในสิ่งทมี่ ีอยู่ รูจ้ กั ประมาณตน ไมโ่ ลภ ไม่อยากได้ของผู้อนื่ ไม่อิจฉาคนอื่น 9 กำรใช้ นาสงิ่ ของกลับมา ใช้ทรพั ยากร ประหยดั ทรัพยากร ทรพั ยำกร ใชใ้ หม่ อย่างรูค้ ุณค่า กำรวำงแผน เก็บออมเงนิ การประหยดั คา่ ใชจ้ ่าย ไม่กยู้ มื เงนิ ทาบญั ชรี บั -จ่าย ทำงกำรเงนิ 10 ศกึ ษาขอ้ มูลประกอบ เกบ็ เงินก่อนใช้ การทามาหากนิ คำถำม: พฤติกรรมใดของฉันที่แสดงว่ำฉันเป็นคนมีควำมพอเพียง สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 4 หมวด คือ 1) การใช้จ่าย 2) การใช้ทรัพยากร 3) การวางแผนทางการเงิน การเก็บออม การลดรายจ่าย 4) แนวทางการดาเนนิ ชวี ิต ดงั ตารางที่ 16 ตำรำงท่ี 16 การจดั หมวดหมู่คาถาม พฤติกรรมใดของฉนั ท่ีแสดงว่าฉนั เป็นคนมีความพอเพียง ที่ หมวด ขอ้ มลู มเี หตผุ ล ไตรต่ รอง 1 กำรใชจ้ ำ่ ย ใช้จา่ ยแต่พอควร ในการซอ้ื ของ เชน่ ไม่อยากไดส้ ่งิ ตา่ ง ๆ การยบั ยัง้ ชง่ั ใจ แก่ฐานะ จาเปน็ /แต่พอด/ี เกดิ ตามคนรอบข้าง ตอ่ ความอยาก ประโยชน/์ คุ้มคา่ นาวัสดเุ หลือใช้ รกั ษาทรพั ยากร ประหยดั ใชพ้ ลังงาน ทาธรุ กิจให้ย่งั ยนื กลับมาใชใ้ หม่ ธรรมชาติ 2 กำรใช้ ทรัพยำกร ใช้สงิ่ ของทุกอยา่ ง บรโิ ภคแต่พอดี เช่น อย่างคุ้มค่า ตกั อาหารพออ่ิม ตามความจาเป็น
59 ที่ หมวด ข้อมลู ทาบญั ชี เก็บออม เช่น ควบคุมการใช้จ่าย หาข้อมูลรอบดา้ น กำรวำงแผน รายรับ-รายจา่ ย ประกันชวี ิต แตล่ ะวนั ใหอ้ ยู่ในเกณฑ์ ก่อนการใชจ้ ่าย 3 ทำงกำรเงิน ไมส่ รา้ งหน้ี วางแผนการใช้ เพ่ิมรายได้ ลดรายจา่ ย ใช้จ่ายสว่ นตวั กำรเกบ็ ออม ทีไ่ ม่จาเป็น จ่ายเงินอย่างคุม้ คา่ อยา่ งประหยดั กำรลดรำยจ่ำย มีรายไดเ้ พียงพอ มวี นิ ยั ในการชาระหนี้ ตอ่ การครองชพี ใช้ชีวิตอย่างพอดี แนวทำง สมดลุ ท้งั รา่ งกาย กินอยใู่ นแบบตัวเอง ปลูกผักกินเอง กนิ อยู่แบบเรียบงา่ ย กำรดำเนินชวี ติ และจติ ใจ รจู้ ักพอใจในสิง่ ทีม่ ี 4 กินขา้ วที่บ้าน ไม่เดนิ หา้ ง พอใจผลลพั ธท์ ต่ี ้ังใจทา ลดกนิ ขา้ วนอกบ้าน สรรพสนิ ค้าทกุ วัน ผลกำรสำรวจ (นำรอ่ ง) พฤติกรรมทำงคุณธรรมของคนไทยในประเดน็ พอเพียง แสดงใหเ้ ห็นถึง การให้ความสาคัญกับความพอเพียงใน 2 มิติ คือ 1) มิติเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็น การประหยัด อดออม การวางแผนด้านการใช้จ่าย ซึ่งครอบคลุมไปถึงการวางแผนการใช้ทรัพยากร และ 2) มิติวิถีชีวิต โดยความพอเพียงได้รับการอธิบายเช่ือมโยงกับการใช้ชีวิตท่ีเรียบง่าย มีความสมดุล และไม่ เบยี ดเบยี นผอู้ ่ืน วนิ ยั คำถำม: ถ้ำนึกถึงพฤติกรรม “ควำมมีวินัย” ฉันจะนึกถึงพฤติกรรม สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 4 หมวด ประกอบไปด้วย 1) การรักษาเวลา 2) การควบคุม/ฝึกฝนตนเองอย่างสม่าเสมอ 3) การปฏิบัติตาม หน้าท่ี 4) การปฏิบัติตามกฎระเบียบ/กติกาของสังคม ดังตารางท่ี 17 ตำรำงที่ 17 การจดั หมวดหมู่คาถาม ถา้ นึกถงึ พฤติกรรม “ความมวี ินัย” ฉันจะนกึ ถึงพฤตกิ รรม ท่ี หมวด ข้อมลู 1 กำรรักษำเวลำ ตรงตอ่ เวลา มาทางานทันเวลา 2 กำรควบคุม/ฝกึ ฝน ออกกาลังกาย การออมเงิน/ มีระเบยี บเรียบร้อย/ สวดมนต์ ตนเองอย่ำงสม่ำเสมอ สม่าเสมอ ควบคุมรายจา่ ย เก็บของเปน็ ท่ี (วินยั ทางการเงิน) 3 กำรปฏบิ ัติตำมหนำ้ ที่ รับผดิ ชอบตอ่ สามารถทางานได้ หน้าท่ี สาเรจ็ บรรลุเป้าหมาย ตามท่ีได้กาหนดไว้ ทิ้งขยะเป็นที่/ กำรปฏบิ ตั ิตำม ปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย เขา้ แถวรับบรกิ าร เคารพกฎจราจร รกั ษาความสะอาด 4 กฎระเบียบ/กตกิ ำ สาธารณะ ของสงั คม การปฏิบตั ติ ามสทิ ธิ ข้ามสะพานลอย และหนา้ ท่ี
60 คำถำม: พฤติกรรมใดของฉันท่ีแสดงว่ำฉันเป็นคนมีวินัย สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 4 หมวด ประกอบไปด้วย 1) การรักษาเวลา 2) การปฏิบัติตามกฎระเบียบ/กติกาของสังคม 3) การปฏิบตั ติ ามหน้าที่ 4) การควบคมุ /ฝึกฝนตนเองอยา่ งสมา่ เสมอ ดังตารางที่ 18 ตำรำงที่ 18 การจดั หมวดหมู่คาถาม พฤติกรรมใดของฉนั ท่แี สดงว่าฉนั เป็นคนมวี ินัย ที่ หมวด ขอ้ มูล 1 กำรรกั ษำเวลำ ตรงตอ่ เวลา มาทางานทันเวลา ทางานทันตามกาหนด กำรปฏิบตั ติ ำม ปฏิบตั ติ ามกฎหมาย เขา้ แถวเขา้ รบั เคารพกฎจราจร แต่งกายเหมาะสม บรกิ าร 2 กฎระเบยี บ/ ทงิ้ ขยะเป็นที่/ กตกิ ำของสงั คม รกั ษาความสะอาด ขา้ มสะพานลอย สาธารณะ 3 กำรปฏบิ ัติตำม สามารถทางานได้ รบั ผิดชอบต่อ หนำ้ ท่ี สาเรจ็ บรรลุเปา้ หมาย บทบาทหนา้ ที่ของตน ตามทไี่ ดก้ าหนดไว้ เชน่ การเปน็ พ่อแม่ การเป็นลูก กำรควบคุม/ การออมเงิน/ ออกกาลงั กาย รกั ษาคาพดู การวางแผน 4 ฝกึ ฝนตนเองอย่ำง ควบคุมรายจา่ ย สม่าเสมอ ชวี ิตประจาวนั (วินยั ทางการเงนิ ) สม่ำเสมอ มรี ะเบยี บเรยี บรอ้ ย/ สวดมนต์/เขา้ วดั เกบ็ ของเปน็ ที่/ ความสะอาด ผลกำรสำรวจ (นำร่อง) พฤติกรรมทำงคุณธรรมของคนไทยในประเด็นวินัย พบว่าผู้ตอบแบบ สารวจใหค้ วามสาคัญกับวนิ ัยใน 2 มิติ คือ 1) มิตเิ สรมิ สรา้ งวินัยในตนเอง ที่เก่ยี วข้องกับชวี ิตประจาวนั เช่น การตรงต่อเวลา การออกกาลังกาย และ 2) วินัยที่สัมพันธ์กับการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น การปฏิบัติตาม กฎระเบยี บ/กตกิ าของสังคม การปฏิบัติตามหน้าที่ สุจริต คำถำม: ถ้ำนึกถึงพฤติกรรม “ควำมสุจริต” ฉันจะนึกถึงพฤติกรรม สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 7 หมวด ประกอบไปด้วย 1) ไม่โกง/ไม่ทุจรติ 2) ประกอบอาชพี ที่สุจริต 3) การเปดิ เผยขอ้ มลู 4) การไม่อดทน ต่อการทุจริต 5) การไม่ลักขโมย 6) การไม่เบียดเบียนผู้อ่ืน/ส่วนรวม 7) ความซื่อตรง/ตรงไปตรงมา ดงั ตารางท่ี 19
61 ตำรำงท่ี 19 การจดั หมวดหมู่คาถาม ถ้านกึ ถึงพฤตกิ รรม “ความสจุ รติ ” ฉันจะนกึ ถงึ พฤติกรรม ที่ หมวด ข้อมูล ไมค่ อรร์ ัปชัน ไมร่ บั สินบน ไม่โกงเงิน ไม่คดิ เอาของคนอื่น มาเป็นของตน 1 ไม่โกง/ไม่ทุจรติ ไมห่ าประโยชนจ์ าก ไม่โกงข้อสอบ ไมใ่ ช้เวลาทางาน ไม่โกงเวลาทางาน หน้าทกี่ ารงานเพอ่ื ไปทาเรือ่ งอ่ืน ๆ บริษัท ประโยชนข์ อง ตนเอง 2 ประกอบอำชีพทส่ี จุ ริต ทางานในหนา้ ที่ ทางานที่ไมผ่ ดิ อยา่ งสุจริต กฎหมาย 3 กำรเปิดเผยขอ้ มูล เปิดเผยขอ้ มูล โปรง่ ใส ยอมรับการตรวจสอบ ตรวจสอบได้ 4 กำรไม่อดทน ยืนกรานในส่งิ ที่ ไมป่ ระนีประนอม เปดิ โปงผูป้ ระพฤติ ตอ่ กำรทุจริต ถกู ตอ้ ง ตอ่ ความผดิ พฤติกรรมทไี่ มซ่ ่อื สัตย์ แม้เรอ่ื งเล็กนอ้ ย ไมห่ ยิบของของ 5 กำรไม่ลักขโมย ไมข่ โมยของคนอ่นื ผอู้ นื่ โดยไมไ่ ดร้ ับ ไมล่ กั ทรัพย์ อนญุ าต กำรไมเ่ บยี ดเบยี น แยกแยะเรื่องของ ไมเ่ บียดบงั เอา ไมเ่ บียดเบียนผูอ้ ่ืน ไม่เอาเปรยี บ ผู้อ่ืน/สว่ นรวม ประโยชนส์ ่วนตวั ประโยชนส์ ว่ นรวม คนรอบขา้ ง 6 กับสว่ นรวม ไม่นาของส่วนรวม คานึงถึงประโยชน์ มาเป็นของตวั เอง ของสว่ นรวม ไมโ่ กหก ซอ่ื สัตยต์ อ่ ตนเอง พูดตามขอ้ เทจ็ จริง ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ี ผอู้ ่ืน และองค์กร อยา่ งตรงไปตรงมา ควำมซื่อตรง/ ทาดที งั้ ต่อหน้า 7 ตรงไปตรงมำ เห็นคนทาของหลน่ และลบั หลัง ไมก่ ระทาผดิ นาไปคืน/หาเจา้ ของ โดยเจตนาทั้งตอ่ หน้า จริงใจ และลบั หลัง คำถำม: พฤติกรรมใดของฉันที่แสดงว่ำฉันเป็นคนสุจริต สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 11 หมวด ประกอบไปดว้ ย 1) ความซื่อสัตย์ 2) การใชท้ รัพยากรสว่ นรวม 3) ความจรงิ ใจ 4) การไมล่ ักขโมย 5) การไม่ เอารัดเอาเปรียบ 6) การไม่คดโกง/ไม่ทุจริต 7) การรักษาเวลาในการทางาน 8) การไม่อดทนต่อการทุจริต 9) การเปดิ เผยขอ้ มูล 10) การประกอบอาชีพ/การทางาน 11) การปฏิบัตติ ามกฏระเบยี บ ดงั ตารางที่ 20
62 ตำรำงท่ี 20 การจัดหมวดหมู่คาถาม พฤติกรรมใดของฉันที่แสดงวา่ ฉนั เป็นคนสจุ ริต ท่ี หมวด ขอ้ มลู ซอ่ื สัตย์ มีความเปน็ มคี วามซ่อื สตั ยต์ อ่ ซอ่ื สตั ยต์ อ่ หนา้ ที่ ซือ่ สตั ยต์ ่อหนา้ ท่ี ธรรมใหก้ บั ผูอ้ ื่น ตนเองและหน่วยงาน ตนเอง องคก์ ร 1 ควำมซอื่ สัตย์ ซือ่ สตั ยต์ ่อตนเอง และชาติ และผู้อนื่ ท้งั ตอ่ หน้า ประพฤตปิ ฏบิ ัติตน ไม่หลีกเลยี่ งภาษี ไม่ตกแต่งบัญชี และลบั หลัง ดว้ ยความซ่ือสตั ย์ 2 กำรใช้ทรัพยำกร ไมเ่ อาของสว่ นรวม ไมใ่ ช้ทรพั ยากรของ ไมเ่ อาของทท่ี างาน ใชท้ รัพยากรตาม สว่ นรวม มาเปน็ ของตน องค์กรเพอ่ื ส่วนตน ไปใช้สว่ นตัว ข้อกาหนดร่วม 3 ควำมจริงใจ รักษาคาพดู ไมโ่ กหก การพูดความจรงิ พดู และกระทา อย่างตรงไปตรงมา 4 กำรไม่ลักขโมย ไมข่ โมยเงินผอู้ ืน่ ไม่เอาของของคนอน่ื มาเป็นของเรา 5 กำรไม่เอำรดั ไมเ่ อาเปรียบคนอื่น ไมเ่ บียดเบียนผู้อืน่ เอำเปรยี บ ไมโ่ กงเงนิ หรือ ไม่โกงเวลา ไม่ขายเสยี ง ไม่ให้สนิ บน ทรัพยส์ ินของผูอ้ น่ื ในการทางาน 6 กำรไม่คดโกง/ ไม่ใชอ้ านาจหนา้ ที่ ไมท่ ุจรติ ไมค่ อรัปชน่ั ไม่รบั สนิ บน ไปในทางทมี่ ชิ อบ ไม่ทาสิง่ ผิดกฎหมาย ไมท่ จุ รติ ในการสอบ ไม่ทจุ รติ ตอ่ หน้าที่ 7 กำรรักษำเวลำ ทางานเต็มเวลา มาปฏบิ ตั งิ านก่อน ไมใ่ ช้เวลาทางาน ไม่เบยี ดบงั เวลา ในกำรทำงำน เวลาทางานเสมอ ไปทางานส่วนตน ทางาน 8 กำรไมอ่ ดทน ไมน่ ่ิงเฉยตอ่ ไมส่ ่งเสรมิ การทุจรติ ไมส่ นับสนนุ รจู้ ักละอายและ ตอ่ กำรทุจริต การทุจริต ผ้กู ระทาผดิ ไม่ทนตอ่ ความทุจริต 9 กำรเปิดเผยข้อมลู เปดิ เผยขอ้ มลู ใหข้ ้อมูลทีถ่ ูกต้อง ทางานด้วย พร้อมรบั ในการทางาน ตรงไปตรงมา ความโปรง่ ใส การตรวจสอบ 10 กำรประกอบอำชีพ/ หาเงินด้วย หาเลี้ยงชพี โดยสุจริต ทางานท่ีไม่ทาผิด ทางานตรงตาม กำรทำงำน น้าพักน้าแรง มีสัมมาอาชวี ะ กฎหมาย หน้าที่ ทางานตรงไปตรงมา 11 กำรปฏบิ ัติตำม รกั ษากฎหมาย เคารพกฎระเบยี บ ทาตามขัน้ ตอน กฏระเบียบ อยา่ งเครง่ ครัด อย่างถูกตอ้ ง ผลกำรสำรวจ (นำร่อง) พฤติกรรมทำงคุณธรรมของคนไทยในประเด็นสุจริต เห็นถึงการระบุ พฤตกิ รรมสุจริต 2 มติ ิ คือ 1) มิตปิ ้องปรามการทุจริต ซึ่งเป็นประเด็นคู่ตรงข้ามกับความสุจริต โดยการปอ้ ง ปรามการทุจริตคอรร์ ัปชนั มคี วามเชื่อมโยงกับบริบทการทางาน เชน่ การไมท่ จุ รติ การเปดิ เผยขอ้ มูล การไม่ อดทนต่อการทุจริต การปฏิบัติตามกฎระเบียบ 2) มิติส่งเสริมความสุจริต โดยเน้นที่คุณลักษณะของ ความซ่ือสตั ย์ ความซ่ือตรง ทงั้ ในการดาเนินชวี ิตและการทางาน
63 จิตสำธำรณะ คำถำม: ถ้ำนึกถึงพฤติกรรม “ควำมมีจิตสำธำรณะ” ฉันจะนึกถึงพฤติกรรม สามารถจัด หมวดหมู่ได้ 7 หมวด ประกอบไปด้วย 1) กิจกรรมจิตอาสา/สาธารณะประโยชน์ 2) การรักษาสมบัติ สาธารณะ 3) การช่วยเหลือ 4) การเสียสละ 5) การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 6) ความเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ 7) การบรจิ าค ดงั ตารางท่ี 21 ตำรำงที่ 21 การจัดหมวดหมู่คาถาม ถา้ นึกถึงพฤติกรรม “ความมีจติ สาธารณะ” ฉนั จะนึกถึงพฤติกรรม ท่ี หมวด ขอ้ มูล เข้าร่วมกจิ กรรมทีเ่ ป็น เขา้ รว่ มพฒั นาชมุ ชน เปน็ จติ อาสาในงาน เปน็ ส่วนหน่งึ ใน ช่วยงานกุศลตา่ ง ๆ กจิ กรรมตา่ ง ๆ การแก้ไขปัญหาท่ี ประโยชนต์ อ่ สงั คม เกดิ ขึน้ ในสังคม ทาเพ่อื สังคมโดยไม่ 1 กิจกรรมจติ อำสำ/ จิตอาสา หวงั ผลตอบแทน ช่วยผูอ้ ่นื ดว้ ย สำธำรณะประโยชน์ ความเตม็ ใจ ลงแรงกายใจโดยไม่ กล้าทาสิ่งที่ดี หวงั ผลตอบแทน โดยไม่ต้องให้ใครร้องขอ 2 กำรรักษำสมบตั ิ รกั ษาทรัพยากร รกั ษา สำธำรณะ ส่วนรวม สาธารณประโยชน์ 3 กำรช่วยเหลือ ชว่ ยเพือ่ ใหเ้ กิด สอนให้เขาชว่ ยเหลอื ช่วยเหลือเพื่อน ชว่ ยเหลอื กิจกรรม ความยงั่ ยืน ตัวเองได้ เพ่ือการรักษา สิง่ แวดล้อม การชว่ ยเหลือคนอนื่ การช่วยเหลอื ชุมชน มีน้าใจช่วยเหลือ ใหค้ าปรกึ ษา และสังคม คนอื่น ๆ ทรี่ อ้ งขอ เวลามผี ้มู ารอ้ งทกุ ข์ อทุ ศิ ตน เวลา มีน้าใจ คดิ ทาสิ่งทีด่ ี 4 กำรเสยี สละ เสียสละเพ่อื ส่วนรวม ทรพั ย์สิน ปัญญา ตอ่ ส่วนรวมโดยไม่ เพื่อส่วนรวม เหน็ แก่รางวัล กำรเห็นแก่ เห็นแกส่ ่วนรวม ไมเ่ ห็นแกต่ วั คิดถึงสว่ นรวม ใช้ความสามารถท่ีมี ประโยชนส์ ว่ นรวม ไมส่ รา้ งปัญหาทมี่ ี มากกว่าสว่ นตัว ในการทาเพือ่ สังคม 5 ผลกระทบต่อสว่ นรวม 6 ควำม เออื้ เฟอ้ื เผอื่ แผ่และ โอบออ้ มอารี การแบง่ ปัน เอื้อเฟอ้ื เผ่ือแผ่ แบง่ ปัน ช่วยเหลอื ผ้อู ื่น ทาบุญ บริจาคทรพั ย์หรือ บริจาคแก่ มอบทนุ การศึกษา สงิ่ ของใหผ้ ้เู ดอื ดรอ้ น ผู้ดอ้ ยโอกาส ใหเ้ ดก็ ที่ดอ้ ยโอกาส 7 กำรบริจำค บริจาคเงนิ บริจาคเพ่ือการกศุ ล ชว่ ยเหลือองค์กร สาธารณประโยชน์ คำถำม: พฤติกรรมใดของฉันท่ีแสดงว่ำฉันเป็นคนมีจิตสำธำรณะ สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 6 หมวด ประกอบไปด้วย 1) การรักษาสาธารณประโยชน์และส่ิงแวดล้อม 2) การบริจาค 3) กิจกรรม จิตอาสา/สาธารณะประโยชน์ 4) การเสียสละ 5) ความเอื้อเฟ้ือเผือ่ แผ่ 6) การชว่ ยเหลือ ดังตารางที่ 22
64 ตำรำงท่ี 22 การจดั หมวดหมู่คาถาม พฤติกรรมใดของฉนั ท่ีแสดงว่าฉนั เปน็ คนมีจิตสาธารณะ ท่ี หมวด ข้อมลู กำรรักษำ เกบ็ ขยะในที่สาธารณะ ไมท่ ิง้ ขยะในท่ี ไมท่ าลาย ไมท่ าลายของ สาธารณะ ส่ิงแวดล้อม สาธารณะ 1 สำธำรณประโยชน์ ใช้ทรพั ยากรอย่าง ดแู ลทานบุ ารุง ไม่กระทาการใด ๆ และสง่ิ แวดลอ้ ม ประหยดั เชน่ น้า ไฟ ของสาธารณประโยชน์ ที่สง่ ผลกระทบเชงิ ลบตอ่ สาธารณะ 2 กำรบรจิ ำค บริจาคเงนิ ช่วยเหลอื ใน บริจาคโครงการดา้ น แบ่งปนั สง่ิ ของแก่ มูลนิธิ การกุศล ทาง สังคม ผทู้ ่ขี าดโอกาสและ ศาสนา ผู้ยากไร้ 3 กิจกรรมจติ อำสำ/ เข้าร่วมกจิ กรรมจิตอาสา เขา้ รว่ มกจิ กรรม ออกค่ายอาสา ให้คาแนะนา สำธำรณประโยชน์ เพื่อช่วยเหลอื คนอืน่ บาเพญ็ ประโยชน์ และชว่ ยเหลือ ผู้อนื่ อยา่ งเตม็ ใจ เป็นอาสาสมัคร 4 กำรเสยี สละ เสยี สละช่วยงาน เสียสละตนเอง เวลา ส่วนรวมในองคก์ ร ทรพั ยส์ นิ สติปัญญา ไม่นกึ ถงึ ตวั เองกอ่ น เพื่อพัฒนาสงั คม 5 ควำมเอ้ือเฟอื้ เออื้ เฟือ้ เผือ่ แผ่ เห็นประโยชน์ เอ้ือเฟอ้ื ท่นี ่งั ให้กับ เผอื่ แผ่ และแบง่ ปนั สว่ นรวมมากกว่าตน สตรมี ีครรภ์ ผสู้ งู อายุ และเด็ก 6 กำรช่วยเหลอื ช่วยเหลือผ้อู ่นื เช่น ชว่ ยเหลอื ในโอกาส ผสู้ ูงอายุ ผดู้ ้อยโอกาส ต่าง ๆ คนพิการ ผู้ทเี่ ดือดรอ้ น ผลกำรสำรวจ (นำร่อง) พฤติกรรมทำงคุณธรรมของคนไทยในประเด็นจิตสำธำรณะ แสดงให้ เห็นถึงการระบุพฤติกรรมด้านจิตสาธารณะใน 2 มิติ คือ 1) จิตสาธารณะจากเรื่องท่ีทาเป็นประจาใน ชีวิตประจาวัน เช่น การรักษาสาธารณประโยชน์ ช่วยงานสว่ นรวมในองค์กร หรอื เมอ่ื ประสบกบั เหตกุ ารณ์ ต่างๆ เช่น การเอื้อเฟื้อท่ีน่ังให้กับสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และเด็ก 2) จิตสาธารณะที่มีความตั้งใจดาเนินการ เปน็ การเฉพาะ ซึง่ มตี งั้ แต่การบรจิ าคไปจนถึงการเขา้ ร่วมกิจกรรมพฒั นาสังคม รับผดิ ชอบ คำถำม: ถ้ำนึกถึงพฤติกรรม “ควำมรบั ผิดชอบ” ฉนั จะนกึ ถึงพฤติกรรม สามารถจัดหมวดหมไู่ ด้ 5 หมวด ประกอบไปด้วย 1) รับผิดชอบต่อตนเอง 2) รับผิดชอบในการกระทาของตน 3) รับผิดชอบต่อ ครอบครัว 4) รบั ผดิ ชอบต่องาน 5) รบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม ดังตารางที่ 23 ตำรำงที่ 23 การจัดหมวดหมู่คาถาม ถา้ นึกถึงพฤตกิ รรม “ความรับผดิ ชอบ” ฉนั จะนกึ ถึงพฤติกรรม ท่ี หมวด ขอ้ มลู 1 รับผดิ ชอบ ตระหนักและ ตรงต่อเวลา คานงึ ถงึ ผลกระทบ ไม่สร้างปัญหา ตอ่ ตนเอง รบั ผดิ ชอบในหน้าท่ี ที่จะเกิดข้ึน ใหก้ ับตนเอง 2 รับผิดชอบ ยอมรับเม่ือทาผดิ ไม่โยนความผดิ ใหผ้ อู้ ื่น พรอ้ มปรับปรุงแก้ไข กำรกระทำของตน เม่ือทาผดิ พลาด
65 ท่ี หมวด ขอ้ มลู รบั ผิดชอบเรอ่ื งราวที่ 3 รับผดิ ชอบต่อ ดูแลคนในครอบครัว เกดิ ข้ึนกับสมาชิกใน ครอบครัว เชน่ บุพการี บุตรหลาน ครอบครวั เชน่ เยาวชน ทาผิด ผู้ปกครองรว่ ม รบั ผิดชอบ 4 รับผิดชอบตอ่ งำน ปฏิบตั หิ นา้ ที่ตามท่ี ตง้ั ใจทางานอยา่ ง ทางานเสรจ็ ตามเวลา ไดร้ ับมอบหมาย เต็มความสามารถ 5 รับผิดชอบตอ่ ปฏบิ ัตติ ามกฎระเบยี บ คานงึ ถงึ ส่วนรวม รักษาสงิ่ แวดล้อม สงั คม ของสงั คม และทรัพยากร ธรรมชาติ คำถำม: พฤติกรรมใดของฉันท่ีแสดงว่ำฉันเป็นคนมีควำมรับผิดชอบ สามารถจัดหมวดหมู่ได้ 5 หมวด ประกอบไปด้วย 1) รับผิดชอบต่องาน 2) กล้ารับผิดรับชอบ 3) รับผิดชอบต่อตนเอง 4) รับผิดชอบ ตอ่ สังคม 5) ดแู ลรับผิดชอบต่อบคุ คลใตอ้ าณตั ิและสัตว์เลย้ี ง ดังตารางท่ี 24 ตำรำงที่ 24 การจัดหมวดหมู่คาถาม พฤติกรรมใดของฉันท่ีแสดงวา่ ฉันเป็นคนมีความรับผิดชอบ ท่ี หมวด ขอ้ มูล 1 รับผิดชอบต่องำน มงุ่ มนั่ ทางานเตม็ ทางานสาเร็จ รับผดิ ชอบงานที่ ไม่ละทงิ้ งาน ความสามารถ ตามกาหนด ไดร้ บั มอบหมาย 2 กล้ำรบั ผิดรบั ชอบ รบั ผดิ ชอบ ยอมรบั ความผดิ พลาด การกระทาของตน และพรอ้ มแกไ้ ข 3 รับผดิ ชอบตอ่ ตนเอง ตรงต่อเวลา รกั ษาคาพูด รับผดิ ชอบในหนา้ ทตี่ น 4 รับผิดชอบต่อสังคม คานึงผลกระทบจาก รักษาสิง่ แวดลอ้ ม คดั แยกขยะและจดั การ รกั ษากฎระเบียบ การกระทาของตน และไมท่ าลาย อยา่ งเหมาะสม ของสงั คม ทม่ี ีผลตอ่ ผู้อน่ื /ไมส่ ร้าง ทรัพยากรธรรมชาติ ความเดือดร้อน 5 ดแู ลรบั ผิดชอบต่อ ดแู ลให้ความอบอุ่นกบั อบรมส่งั สอนลูกหลาน ดูแลรับผิดชอบ บุคคลใตอ้ ำณตั ิ สมาชิกในครอบครัว ให้เป็นคนดี สัตวเ์ ลี้ยงของตน และสัตวเ์ ลี้ยง ไม่เบยี ดเบียนผอู้ น่ื ผลกำรสำรวจ (นำร่อง) พฤติกรรมทำงคณุ ธรรมของคนไทยในประเดน็ รับผิดชอบ แสดงให้เห็น ถึงการระบุพฤติกรรมด้านรับผิดชอบท่ีขยายขอบเขตจากปัจเจกบุคคลออกไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคม ระดบั ตา่ ง ๆ ตัง้ แต่ครอบครัว บคุ คล สัตว์เลยี้ งท่อี ย่ภู ายใต้การดูแล พน้ื ทกี่ ารทางาน ไปจนถงึ สงั คม สรุปผลกำรสำรวจ (นำร่อง) พฤติกรรมทำงคุณธรรมของคนไทย 5 ประเด็นคุณธรรม คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตสำธำรณะ รับผิดชอบ แสดงให้เห็นถึงลักษณะร่วมของมุมมองในการระบุ พฤติกรรม ดังต่อไปน้ี 1) การมองประเด็นคุณธรรมจากระดับปัจเจกเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ทางสังคมในระดับต่าง ๆ โดยเริ่มจากตนเองและขยายไปสู่ครอบครัว สถานท่ีทางาน ชุมชน และสังคม ซึ่งพบได้ชัดเจนในประเด็น คุณธรรมวินยั จติ สาธารณะ และรบั ผดิ ชอบ
66 2) การมองเร่ืองพฤติกรรมสะท้อนการมีคุณธรรมท่ีมีการไล่เรียงระดับ ตั้งแต่ระดับของการทา กิจกรรมในชีวติ ประจาวันไปจนถึงการปรับเปลี่ยนวถิ ีชีวติ ซง่ึ พบในทงั้ 5 ประเด็นคุณธรรม 3) การมองประเด็นคุณธรรมในเชิงบวก จะเห็นได้ว่าการระบุพฤติกรรมท้ัง 5 ประเด็นคุณธรรมให้ น้าหนักไปที่อานาจการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลในการเลือกทากิจกรรมหรือเลือกดาเนินชีวิตในเชิง สร้างสรรค์มากกว่าการเนน้ ไปทีก่ ารใช้อานาจบงั คับสัง่ การ ขอ้ คน้ พบทั้งหมดในข้างต้นนัน้ สอดคล้องกับการทบทวนวรรณกรรมท่ีเสนอว่า ควรใหค้ วามสาคัญ กับผู้กระทาการ (Agency) ในการขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรม และต้องมองเร่ืองคุณธรรมว่าเป็นเรื่องของ ความเช่ือมโยงระหว่างปัจเจกบุคคลกับชุดความสัมพันธ์ทางสังคมที่หลากหลาย ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิด นิเวศวิทยาของการพัฒนามนุษย์ของ Bronfenbrenner ที่ให้ความสาคัญกับระบบนิเวศท่ีมีอิทธิพลกับ บุคคล 4.1.2 ผลกำรจัดกระบวนกำรกลุ่มพัฒนำตัวช้ีวัดคุณธรรม การจัดกระบวนการเพื่อเก็บข้อมูล เก่ียวกับพฤติกรรมคุณธรรมระดับบุคคล ในประเด็นพอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และรับผิดชอบ เพื่อนาไปสร้างและพัฒนาแบบประเมินการรับรู้ด้านคุณธรรมระดับบุคคลของสังคมไทย โดยเป็นการเก็บ ข้อมูลจากตัวแทนประชากร 4 จังหวัด ซ่ึงเป็นตัวแทนของท้ัง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย คือ ภาคเหนือที่ จงั หวัดเชียงราย ภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ีจงั หวดั อุดรธานี และภาคกลางที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท้ัง 4 จังหวัดเป็นพ้ืนที่นาร่องการขับเคล่ือนงานของศูนย์คุณธรรม (องค์การ มหาชน) โดยผลการจดั กระบวนการกลุ่มพัฒนาตวั ชว้ี ัดคณุ ธรรมแบ่งเน้อื หาเป็น 2 สว่ น ส่วนแรก คอื ขอ้ มูล คุณลักษณะท่ัวไปของผู้เข้าร่วมกระบวนการกลุ่มพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรม และส่วนที่สอง คือ พฤติกรรม คุณธรรม 5 ประเดน็ (พอเพยี ง วนิ ัย สุจรติ จติ สาธารณะ รับผดิ ชอบ) จากผูเ้ ขา้ รว่ มกระบวนการกลุ่มพัฒนา ตัวชี้วดั คุณธรรม รายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้ 4.1.2.1 ข้อมูลคุณลักษณะท่ัวไปผู้เข้ำร่วมกระบวนกำรกลุ่มพัฒนำตัวชี้วัดคุณธรรม ผูเ้ ขา้ ร่วมมีจานวนทั้งหมด 213 คน เป็นหญิงและชายใกล้เคียงกนั คร่ึงหนงึ่ เปน็ คนวยั ทางานในหน่วยงานรัฐ ส่วนใหญ่เรียนจบปริญญาตรีขึ้นไป มีฐานรายได้กระจายตัว และเกือบท้ังหมดนับถือศาสนาพุทธ ทั้งนี้เมื่อ จาแนกตามประเดน็ มีรายละเอียดดังตอ่ ไปนี้ ผู้เข้ำร่วมกระบวนกำรกลุ่มพัฒนำตัวชี้วัดคุณธรรม จำแนกตำมจังหวัด ประกอบไป ดว้ ย เชยี งราย 52 คน คิดเปน็ ร้อยละ 24.41 อุดรธานี 56 คน คิดเปน็ ร้อยละ 26.29 พระนครศรอี ยธุ ยา 50 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 23.47 และสุราษฎร์ธานี 55 คน คิดเป็นร้อยละ 25.82 ดงั ตารางที่ 25 ตำรำงที่ 25 ร้อยละของผเู้ ข้ารว่ มกระบวนการกลุ่มพฒั นาตวั ช้วี ดั คุณธรรม จาแนกตามจงั หวัด จังหวัด จำนวน (คน) รอ้ ยละ เชยี งราย 52 24.41 อุดรธานี 56 26.29 พระนครศรอี ยธุ ยา 50 23.47 สรุ าษฎร์ธานี 55 25.82 รวม 213 100.00 ผู้เข้ำร่วมกระบวนกำรกลุ่มพัฒนำตัวชี้วัดคุณธรรม จำแนกตำมเพศ ประกอบไปด้วย เพศหญิง 117 คน คดิ เป็นร้อยละ 54.93 และเพศชาย 96 คน คดิ เป็นร้อยละ 45.07 ดงั ตารางท่ี 26
67 ตำรำงที่ 26 รอ้ ยละของผูเ้ ข้ารว่ มกระบวนการกลุ่มพฒั นาตัวชว้ี ัดคุณธรรม จาแนกตามเพศ เพศ จำนวน (คน) ร้อยละ หญงิ 117 54.93 ชาย 96 45.07 รวม 213 100.00 ผเู้ ข้ำรว่ มกระบวนกำรกลมุ่ พฒั นำตัวชวี้ ัดคณุ ธรรม จำแนกตำมชว่ งวยั ประกอบไปดว้ ย Baby Boomer (อายุระหว่าง 55-73 ปี) จานวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 22.07 Generation X (อายุ ระหว่าง 39-54 ปี) จานวน 73 คน คิดเป็นร้อยละ 34.27 Generation Y (อายุระหว่าง 23-38 ปี) จานวน 51 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 23.9 Generation Z (อายุระหวา่ ง 13-22 ปี) จานวน 38 คน คดิ เป็นร้อยละ 17.84 และไม่ระบุ 4 คน คดิ เป็นร้อยละ 1.88 ดงั ตารางที่ 27 ตำรำงท่ี 27 รอ้ ยละของผเู้ ขา้ ร่วมกระบวนการกลุม่ พฒั นาตัวช้วี ดั คณุ ธรรม จาแนกตามชว่ งวัย ชว่ งวยั จำนวน (คน) ร้อยละ Baby Boomer 47 22.07 Generation X 73 34.27 Generation Y 51 23.94 Generation Z 38 17.84 ไม่ระบุ 4 1.88 รวม 213 100.00 ผู้เข้ำร่วมกระบวนกำรกลุ่มพัฒนำตัวช้ีวัดคุณธรรมท่ีตอบแบบสอบถำมด้ำนเศรษฐกิจ และสังคม มีผู้ตอบแบบสอบถามท้งั หมด 169 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 79.34 ของผู้เข้ารว่ มกระบวนการท้ังหมด จาแนกตามคุณลกั ษณะได้ดงั น้ี จำแนกตำมสถำนภำพสมรส ประกอบไปด้วย สถานะโสด 75 คน คดิ เป็นร้อยละ 44.38 สมรสแล้ว 76 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 44.97 หมา้ ย/หยา่ /แยกกนั อยู่ 17 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 10.6 และไม่ระบุ 1 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 0.59 ดังตารางท่ี 28 ตำรำงท่ี 28 ร้อยละของผู้เข้าร่วมกระบวนการกลุ่มพัฒนาตัวชี้วัดคุณธรรมท่ีตอบแบบสอบถามด้าน เศรษฐกจิ และสงั คม จาแนกตามสถานภาพสมรส สถำนภำพสมรส จำนวน (คน) ร้อยละ โสด 75 44.38 สมรส 76 44.97 หม้าย/หย่า/แยกกันอยู่ 17 10.60 ไม่ระบุ 1 0.59 รวม 169 100.00
68 จำแนกตำมระดบั กำรศกึ ษำ ประกอบไปดว้ ย ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้ หรอื ตา่ กวา่ 9 คน คิดเปน็ ร้อยละ 5.33 มธั ยมศึกษาตอนปลายหรอื ปวช. 19 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 11.24 ปวส. หรืออนุปริญญา 6 คน คดิ เป็นร้อยละ 3.55 ปริญญาตรี 75 คน คิดเปน็ ร้อยละ 44.38 และสูงกว่าปรญิ ญาตรี 60 คน คิดเป็น รอ้ ยละ 35.50 ดังตารางที่ 29 ตำรำงที่ 29 ร้อยละของผู้เข้าร่วมกระบวนการกลุ่มพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรมที่ตอบแบบสอบถามด้าน เศรษฐกิจและสังคม จาแนกตามระดบั การศึกษา ระดับกำรศกึ ษำ จำนวน (คน) ร้อยละ มธั ยมศึกษาตอนตน้ หรือตา่ กว่า 9 5.33 มธั ยมศกึ ษาตอนปลายหรือ ปวช. 19 11.24 ปวส. หรืออนุปรญิ ญา 6 3.55 ปรญิ ญาตรี 75 44.38 สูงกวา่ ปรญิ ญาตรี 60 35.50 รวม 169 100.00 จำแนกตำมอำชีพ ประกอบไปด้วย เป็นนักเรียน/นิสิต/นักศึกษา 32 คน คิดเป็นร้อยละ 18.93 เป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ/พนักงานของรัฐ 95 คน คิดเป็นร้อยละ 56.21 เป็นพนักงาน บริษัทเอกชน/ห้างร้าน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 2.96 ประกอบธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย 13 คน คิดเป็นร้อยละ 7.60 เป็นเกษตรกร 4 คน คิดเป็นร้อยละ 2.37 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณ 2 คน คิดเป็นร้อยละ 1.18 และอน่ื ๆ 18 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 10.65 ดังตารางท่ี 30 ตำรำงท่ี 30 ร้อยละของผู้เข้าร่วมกระบวนการกลุ่มพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรมท่ีตอบแบบสอบถามด้าน เศรษฐกิจและสงั คม จาแนกตามอาชีพ อำชพี จำนวน (คน) ร้อยละ นกั เรียน/นสิ ิต/นักศึกษา 32 18.93 ขา้ ราชการ/พนักงานรฐั วสิ าหกจิ /พนกั งานของรัฐ 95 56.21 พนักงานบรษิ ทั เอกชน/หา้ งรา้ น 5 2.96 ประกอบธรุ กจิ ส่วนตัว/ค้าขาย 13 7.60 เกษตรกร 4 2.37 แม่บา้ น/พอ่ บ้าน/เกษยี ณ 2 1.18 อื่น ๆ 18 10.65 รวม 169 100.00 จำแนกตำมรำยได้ต่อเดือน ประกอบไปด้วย มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท 30 คน คิดเป็นร้อยละ 17.75 รายได้ระหว่าง 10,001-20,000 บาท 32 คน คิดเป็นร้อยละ 18.93 รายได้ ระหว่าง 20,001-30,000 บาท 33 คน คิดเป็นร้อยละ 19.53 รายได้ระหว่าง 30,001-40,000 บาท 12 คน คิดเป็นร้อยละ 7.10 รายได้ระหว่าง 40,001-50,000 บาท 25 คน คิดเป็นร้อยละ 14.79 รายได้ 50,001 ขนึ้ ไป 22 คน คดิ เป็นร้อยละ 13.02 และไมร่ ะบุ 15 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 8.88 ดงั ตารางท่ี 31
69 ตำรำงที่ 31 ร้อยละของผู้เข้าร่วมกระบวนการกลุ่มพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรมท่ีตอบแบบสอบถามด้าน เศรษฐกจิ และสงั คม จาแนกตามรายได้ รำยได้ต่อเดือน จำนวน (คน) ร้อยละ ไมเ่ กิน 10,000 บาท 30 17.75 10,001-20,000 บาท 32 18.93 20,001-30,000 บาท 33 19.53 30,001-40,000 บาท 12 7.10 40,001-50,000 บาท 25 14.79 50,001 บาทขึน้ ไป 22 13.02 ไม่ระบุ 15 8.88 รวม 169 100.00 จำแนกตำมกำรนับถือศำสนำและควำมเช่ือ ประกอบไปด้วย นับถือพุทธ 152 คน คิด เป็นร้อยละ 89.94 นับถือคริสต์ 9 คน คิดเป็นร้อยละ 5.33 นับถืออิสลาม 6 คน คิดเป็นร้อยละ 3.55 และ ไมร่ ะบุ 2 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 1.18 ดงั ตารางท่ี 32 ตำรำงที่ 32 ร้อยละของผู้เข้าร่วมกระบวนการกลุ่มพัฒนาตัวช้ีวัดคุณธรรมที่ตอบแบบสอบถามด้าน เศรษฐกิจและสงั คม จาแนกตามการนับถอื ศาสนาและความเชอื่ ศำสนำ/ควำมเชือ่ จำนวน (คน) ร้อยละ พุทธ 152 89.94 ครสิ ต์ 9 5.33 อสิ ลาม 6 3.55 ไม่ระบุ 2 1.18 รวม 169 100.00 4.1.2.2 พฤติกรรมคุณธรรม 5 ประเด็น (พอเพียง วินัย สุจริต จิตสำธำรณะ รับผิดชอบ) จำกผู้เข้ำร่วมกระบวนกำรกลุ่มพัฒนำตัวชี้วัดคุณธรรม ผู้เข้าร่วมกระบวนการเป็นตัวแทน กลุ่มประชากรจาก 4 จังหวัด ซ่ึงเป็นตัวแทนของท้ัง 4 ภูมิภาคของประเทศไทย คือ ภาคเหนือท่ีจังหวัด เชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี ภาคกลางท่ีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และภาคใต้ที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกท้ังยังแบ่งตามช่วงวัย 4 ช่วงวัย คือ 1) Baby Boomer (อายุระหว่าง 55-73 ปี) 2) Generation X (อายุระหวา่ ง 39-54 ปี) 3) Generation Y (อายรุ ะหว่าง 23-38 ปี) และ 4) Generation Z (อายรุ ะหวา่ ง 13-22 ปี) รายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี พอเพยี ง ผู้เข้าร่วมกล่าวถึงพฤติกรรมพอเพียงของตนเอง 3 ระดับ ซึ่งแสดงถึงพฤติกรรมพอเพียง จากเร่ืองพื้นฐานไปสู่เรอ่ื งที่กว้างและลึกซ้ึงข้ึนตามอายุและประสบการณ์ชีวิต ในเรื่องพ้ืนฐานน้ันทุกช่วงวัย เน้นการมีพฤติกรรมพอเพียงโดยเฉพำะทำงเศรษฐกิจ คือ การวางแผนจัดหาทรัพยากรที่เป็นต้นทุนชีวิต ใชจ้ ่ายอย่างประหยดั คุ้มค่า ไมใ่ ชเ้ งินไปกับอบายมุขต่าง ๆ จากน้ันกล่าวถึงพฤตกิ รรมพอเพียงในด้ำนอื่นที่ กว้ำงขึ้นกว่ำทำงเศรษฐกิจ เช่น การมีชีวิตเรียบง่าย มีสติในการบริโภค อยู่ในศีลในธรรมตามหลักศาสนา การบรจิ าคเพ่ือช่วยเหลือผู้อื่น และเม่ือสูงวัยขน้ึ พฤตกิ รรมของความพอเพยี งจะสะท้อนออกมาในกำรมชี ีวิต
70 ทด่ี ีแบบองค์รวม ซ่งึ เป็นการจดั สมดุลชีวิตทงั้ กายและใจ งานและครอบครวั การพอใจในสิ่งท่มี ี การพฒั นา ตนเอง การดูแลสิง่ แวดลอ้ ม และการพฒั นาตนเองสู่ความเปน็ มนษุ ยท์ ่ีสมบรู ณ์ ดงั ตารางที่ 33 ตำรำงที่ 33 ผลการจดั กระบวนการพัฒนาตวั ชีว้ ัดคุณธรรม ประเดน็ พอเพยี ง ชว่ งวัย เชยี งรำย จังหวัด อุดรธำนี อยุธยำ สุรำษฎรธ์ ำนี Baby ควำมรบั ผดิ ชอบตำม มีพฤตกิ รรมพอเพยี ง มีพฤตกิ รรมพอเพยี ง มีพฤติกรรมพอเพียง Boomer บทบำทหนำ้ ทข่ี องตนใน โดยเฉพำะดำ้ นเศรษฐกจิ โดยเฉพำะด้ำนเศรษฐกจิ โดยเฉพำะด้ำนเศรษฐกิจ ดำ้ นตำ่ ง ๆ ทั้งกับ ตนเอง เชน่ การปลูกหรอื เล้ยี งสิง่ เช่น วางแผนการเงนิ เชน่ วางแผนการเงนิ เชน่ หารายได้เลี้ยงตน ทเ่ี ป็นอาหาร วางแผนทาง ใชเ้ งินคุ้มค่าตามอตั ภาพ จดบันทึกรายรับ-จ่าย ต้งั แตว่ ยั เรยี น ครอบครวั การเงิน เกบ็ ออม การหา ทากิจกรรมเพ่มิ รายไดใ้ น วางแผนการลงทนุ ใช้เงนิ เช่น ประนปี ระนอมเม่ือ รายได้เสรมิ ครวั เรือน สอนลูกหลาน อยา่ งคุม้ ค่าตามอตั ภาพ ทะเลาะกัน ดแู ลลกู หลาน มชี วี ิตทดี่ ีแบบองคร์ วม ใหร้ ะมัดระวังเรื่องการเงนิ ไม่กยู้ ืมถ้าไม่จาเป็น ช่วยภรรยาทางานบา้ น โดยใหค้ วำมสำคญั กบั มิติ ลด ละ เลิก อบายมขุ ทาอาชพี เสรมิ พอใจสง่ิ ท่ี กลับบา้ นเสมอ การงาน ด้ำนใน เช่น มคี วามมั่นคง บริหารจดั การชวี ติ หลงั ตวั เองมี ไม่เบียดเบยี น เชน่ รบั ผิดชอบงานตาม ท้งั ภายในและภายนอก เกษยี ณให้ดี ผอู้ ่นื เหลอื ใช้กแ็ บ่งปัน บทบาทหนา้ ที่อยา่ งเต็มที่ เปน็ มนุษย์ที่สมบรู ณ์ และ ความเป็นพลเมอื ง ศรัทธาในศาสนา ตดั กเิ ลส เช่น ขบั รถชนแล้วไมห่ นี ใหอ้ ภยั สรา้ งสงิ่ แวดลอ้ มที่ รีบแจง้ ตารวจเมื่อเห็นคน ช่วยใหค้ นมชี ีวติ แบบนไ้ี ด้ ทาผิดกฎจราจร ทางาน ชว่ ยเหลอื สงั คม Generation มีพฤตกิ รรมพอเพียง มพี ฤตกิ รรมพอเพียง มพี ฤตกิ รรมพอเพยี ง มีพฤตกิ รรมพอเพียง X โดยเฉพำะด้ำนเศรษฐกจิ โดยเฉพำะทำงเศรษฐกจิ โดยเฉพำะด้ำนเศรษฐกจิ โดยเฉพำะด้ำนเศรษฐกิจ เชน่ ใชเ้ งนิ ตามอตั ภาพ เช่น การปลูกหรอื เล้ียงสิง่ เช่น ใชจ้ ่ายเหมาะสมกบั เชน่ เก็บออมเงิน ใช้จ่าย มีเหตผุ ล คมุ้ ค่า ไม่กู้ยมื ทเ่ี ป็นอาหาร ไมเ่ ปน็ หนี้ ฐานะ เกบ็ ออม ไมเ่ ป็นหน้ี ตามฐานะ ซ้อื ของเทา่ ท่ี มชี ีวิตทด่ี แี บบองคร์ วม ทาอาหารกนิ เอง ประหยดั ถ้าไม่จาเปน็ ซื้อของตาม จาเปน็ ทาของใชเ้ อง เช่น ไม่ทางานมากเกนิ ไป ออมเงินเปน็ ประจา ความจาเป็น ใชข้ องคมุ้ คา่ ปลกู ผกั กินเอง ทาอาหาร จนละเลยครอบครวั ดูแล มีชีวิตทด่ี ีแบบองค์รวม ไมซ่ ้ือของใหม่ถ้าของเก่า กินเอง หารายได้เสรมิ สขุ ภาพให้แขง็ แรงเพ่อื ลด เชน่ รักษาสขุ ภาพกายและ ยงั ใชไ้ ด้ อาทิ เส้ือผา้ กินอาหารตามฤดูกาล รายจา่ ย กินอาหารทม่ี ี ใจ อยกู่ ับความเป็นจรงิ โทรศพั ท์ รถยนต์ ใชข้ องคุม้ ค่า เลอื กของท่ี ประโยชน์ ออกกาลงั กาย รู้จกั ตวั เอง มีชีวิตตามวิถี มชี วี ิตทด่ี ีแบบองค์รวม ใชซ้ ้าได้ ประหยดั นา้ -ไฟ พอใจในสิง่ ทตี่ นมีแตไ่ ม่ใช่ พอเพยี ง พอใจในสงิ่ ทีม่ ี เชน่ การไมท่ างานหนักจน เมอ่ื ไมไ่ ดใ้ ช้ ใช้รถร่วมกนั การหยุดพฒั นาตนเอง ไม่ยึดติดกบั วตั ถแุ ละ ไม่มเี วลาสว่ นตัว พอใจใน ถ้าไปทางเดียวกนั หากไป แบ่งปันทรัพยากรและ กระแสบริโภคนิยมมาก สิง่ ทต่ี นมีแตไ่ มใ่ ช่การหยดุ สถานท่ีใกล้ ๆ ควรเดนิ ความรูใ้ หผ้ ู้อืน่ เกินไป ไมเ่ ปรยี บเทียบ พัฒนาตนเอง แบ่งปันสง่ิ ที่ แทนนง่ั รถ ตวั เองกับคนอน่ื นาเงินที่ มีใหค้ นอน่ื อาทิ บริจาค มีพฤตกิ รรมพอเพยี ง ออมไวไ้ ปสรา้ งประโยชน์ โลหิต บริจาคเส้นผมเพื่อ ด้ำนอื่น ๆ เช่น การไม่ ต่อตนเองและสังคม ทาวิกผมสาหรับผปู้ ว่ ย เปรยี บเทยี บตนกบั ผอู้ ่ืน นาเทคโนโลยมี าปรบั ใชใ้ น มีลูกตามความสามารถใน ชีวิตประจาวัน การเลย้ี งดู บริจาคเงนิ ให้ ผู้ด้อยโอกาสตามกาลัง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262