ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ดา้ มทพั พสี �ำรดิ รปู นกยงู พบทแี่ หล่งโบราณคดบี า้ นดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบรุ ี ส่วนบริเวณภาคใต้ ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกได้พบหลักฐาน ทางโบราณคดีที่แสดงถึงการติดต่อค้าขายกับอินเดียตามแหล่งโบราณคดีท่ีเคย เป็นเมืองท่าโบราณ ฝั่งตะวันออก เช่น แหล่งโบราณคดีเขาสามแก้ว อ�ำเภอ เมืองชุมพร จังหวัดชุมพร แหล่งโบราณคดีแหลมโพธ์ิ อ�ำเภอไชยา จังหวัด สรุ าษฎรธ์ านี สว่ นฝง่ั ตะวนั ตก เชน่ แหลง่ โบราณคดที งุ่ ตกึ อำ� เภอครุ ะบรุ ี จงั หวดั พงั งา แหล่งโบราณคดีควนลกู ปัด อ�ำเภอคลองท่อม จงั หวัดกระบ่ี ซง่ึ สอดคลอ้ ง กบั จดหมายเหตจุ นี ทกี่ ลา่ วถงึ ชอ่ื เมอื งตา่ ง ๆ ในดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ซ่ึงส่วนหน่ึงน่าจะต้ังอยู่ในดินแดนประเทศไทย ถึงแม้ว่าไม่สามารถอ่านออก เสยี งใหต้ รงกบั ชอื่ บา้ นเมอื งและชอ่ื ทางภมู ศิ าสตรท์ แี่ ทจ้ รงิ ได้ แตก่ ส็ ามารถระบุ ต�ำแหน่งท่ีต้ังของบ้านเมืองเหล่าน้ีได้อย่างกว้าง ๆ โดยพิจารณาเปรียบเทียบ สภาพทางภูมิศาสตร์ที่บรรยายไว้ในจดหมายเหตุจีนกับหลักฐานโบราณคดีที่ ค้นพบ 51
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย สภาพภูมศิ าสตร์ของแหลมโพธิ์ จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๘ - ๑๒ จดหมายเหตุจีนได้กล่าวถึง อาณาจักรส�ำคัญหลายอาณาจักรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อาณาจักร ฟูนัน หรือฝู้หนาน ซ่ึงอยู่ในเขตประเทศกัมพูชาและเวียดนามในปัจจุบัน อาณาจักรหลินย่ีหรืออาณาจักรจามปาซ่ึงอยู่ในเขตประเทศเวียดนามตอนใต้ ในปจั จบุ นั โดยเฉพาะอาณาจกั รฟนู นั นน้ั จดหมายเหตจุ นี กลา่ ววา่ มคี วามรงุ่ เรอื ง และมอี ำ� นาจมากในระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๘ - ๑๒ และยงั กลา่ ววา่ ฟนู นั มเี มอื ง ข้ึนเป็นจ�ำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเมืองท่ีต้ังอยู่แถวชายทะเลขอบอ่าวไทย โดยรอบ นับต้ังแต่จังหวัดจันทบุรีผ่านลุ่มแม่น�้ำเจ้าพระยาลงไปทางใต้ตาม แหลมมลายู บ้านเมืองต่าง ๆ เหล่าน้ีปรากฏชื่อในจดหมายเหตุจีน เช่น ผานผาน ผันผัน หรือพุนพุน ทันทัน หรือตันตัน ลังยะสิว (หลังหยาซู) และ ชถิ ู หรือชอื่ ถู่ เป็นตน้ บา้ นเมอื งเหลา่ นสี้ ว่ นใหญค่ งอยใู่ นบรเิ วณดนิ แดนภาคใตข้ องประเทศไทย แต่เป็นเร่ืองยากที่จะระบุว่าคือเมืองใดในปัจจุบัน เพราะบางเมืองอาจจะด�ำรง อยเู่ พยี งช่วงระยะเวลาส้นั ๆ แล้วสลายตวั ไป มีแควน้ ใหม่เกดิ ขึ้นแทนท่ี อย่างไร ก็ตาม เม่ือศึกษาเปรียบเทียบทางโบราณคดีในบริเวณท่ีน่าจะเป็นพื้นที่ท่ีใน จดหมายเหตุจีนกล่าวถึง ก็พอจะน�ำมาอธิบายถึงบ้านเมืองได้ว่า ควรจะเป็น แควน้ เล็ก ๆ ประกอบด้วยเมอื งใหญ่เปน็ ศนู ย์กลาง และมเี มืองเลก็ ๆ เป็นเมอื ง บริวารอยู่ไม่ไกลนัก ตัวเมืองใหญ่หรือเมืองหลวงเป็นทั้งศูนย์กลางการค้าขาย การคมนาคม การปกครอง และวฒั นธรรม 52
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ภาพวาดการตดิ ต่อคา้ ขายของพ่อคา้ อินเดยี กับชาวพ้ืนเมอื ง 53
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย บ้านเมอื งยคุ แรกเร่ิมบนผนื แผ่นดนิ ไทย ตงั้ แตพ่ ทุ ธศตวรรษท่ี ๙ - ๑๐ เปน็ ตน้ มา ผคู้ นบรเิ วณลมุ่ แมน่ ำ�้ เจา้ พระยา เริม่ คุ้นเคยกับวัฒนธรรมอินเดีย เร่ิมมีการจดั ระเบียบสงั คมแบบอินเดีย รวมทงั้ ชาวอนิ เดยี ทนี่ บั ถอื ศาสนาพราหมณแ์ ละศาสนาพทุ ธไดน้ ำ� ศาสนาของตนเขา้ มา เผยแผใ่ หช้ าวพน้ื เมอื งดว้ ย สง่ ผลใหต้ อ่ มาราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑ ในบรเิ วณภาค กลางของประเทศไทยได้พฒั นาเป็นบา้ นเมอื งทีช่ ัดเจน เรยี กกันว่า “ทวารวดี” ในช่วงเวลาใกล้เคียง หรือร่วมสมัยกับทวารวดีในบริเวณภาคกลาง พบหลักฐานแสดงถึงพัฒนาการของบ้านเมืองท่ีเรียกกันว่า “เจนละ” หรือ “เจิ้นล่า” บรเิ วณภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื “ศรวี ิชัย” ในบริเวณภาคใต้ และ “หรภิ ญุ ชยั ” บรเิ วณภาคเหนือ 54
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ทวารวดี เมอ่ื ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ ภิกษุจีนเหี้ยนจัง หรอื พระถงั ซัมจัง๋ ได้ เดนิ ทางจากจีนไปอญั เชิญพระไตรปิฎกในชมพทู วปี ได้บนั ทึกไว้ว่า มีอาณาจกั ร หนึ่งช่อื ว่า “โถโลโปต”ี หรอื “ตล้อล้อปอต”ี่ ตั้งอยูร่ ะหว่างอาณาจกั รศรเี กษตร ในพม่า กับอาณาจักรอีศานปุระในกัมพูชา ซึ่งอาณาจักร “โถโลโปตี” หรือ “ตล้อล้อปอต่ี” ก็คือ “ทวารวดี” เป็นบ้านเมืองท่ีเจริญรุ่งเรืองอยู่ในบริเวณ ลุ่มแม่น�้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พัฒนามาจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ตอนปลายสมัยเหล็ก เม่ือราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๑ อันเป็นผลมาจากการได้รับ วัฒนธรรมอินเดีย เช่น ความเช่ือทางศาสนา ศิลปกรรม อักษร ภาษา และ การปกครอง เป็นต้น เข้ามาผสมผสานเป็นวัฒนธรรมใหม่ของตนเอง พัฒนา เป็นบ้านเมืองซึ่งน่าจะมีรูปแบบการปกครองเป็นรัฐ หรือแคว้นที่ประกอบด้วย บ้านเมอื งต่าง ๆ เหรยี ญเงินจารกึ “ศรที วารวดี ศวรปณุ ย” อายปุ ระมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ – ๑๓ หรอื ๑,๔๐๐ - ๑,๓๐๐ ปมี าแลว้ ลกั ษณะเปน็ เหรยี ญเงนิ ทรงกลม ดา้ นหน่งึ มีจารกึ อักษรปลั ลวะ สองบรรทดั อา่ นได้ความว่า “ศรที วารวดี ศวรปณุ ย” แปลว่า “การบณุ ย์ของพระเจ้าศรที วารวด”ี สว่ นดา้ นหนงึ่ เป็นลวดลายแมโ่ คกบั ลกู โค 55
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย หลักฐานโบราณคดีส�ำคัญส่วนใหญ่ในสมัยทวารวดีคือ โบราณสถาน โบราณวตั ถเุ นอ่ื งในพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาท เชน่ จารกึ พระพทุ ธรปู ธรรมจกั ร ศลิ า และประตมิ ากรรมตา่ ง ๆ ซงึ่ มรี ปู แบบทางศลิ ปกรรมเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะ ตน ซง่ึ ในระยะแรกไดร้ บั อทิ ธพิ ลศลิ ปะอนิ เดยี ตอ่ มาไดพ้ ฒั นาเปน็ แบบพนื้ เมอื ง และระยะหลังไดร้ ับอิทธพิ ลศลิ ปะเขมรเข้ามาปะปน ศิลปะทวารวดนี ้ี ยงั พบใน ภาคตะวันออก ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ภาคเหนอื และภาคใต้อีกดว้ ย พระพทุ ธรปู ประทับน่ังหอ้ ยพระบาท พบที่เมืองนครปฐม 56
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ธรรมจกั ร และกวางหมอบ พบทเ่ี มอื งนครปฐม 57
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ใบเสมาสลกั ภาพพมิ พาพิลาป พบท่ีเมืองฟา้ แดดสงยาง จังหวดั กาฬสินธ์ุ 58
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พระประโทณเจดีย์ จังหวดั นครปฐม โบราณสถานคบู วั จังหวดั ราชบุรี 59
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พระพุทธรปู ปางตรัสรู้ พบที่เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจนี บรุ ี รอยพระพทุ ธบาทคู่ ณ โบราณสถานสระมรกต จังหวดั ปราจีนบรุ ี 60
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย เมอื งสมยั ทวารวดใี นบรเิ วณทรี่ าบภาคกลางของประเทศไทยแบง่ ไดเ้ ปน็ ๒ กลุ่ม คือกลุ่มบ้านเมืองด้านตะวันออกของแม่น�้ำเจ้าพระยา เมืองโบราณท่ี สำ� คญั เชน่ เมอื งโบราณลพบรุ ี เมอื งคเู มอื ง จงั หวดั สงิ หบ์ รุ ี เมอื งอตู่ ะเภา จงั หวดั ชัยนาท เมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ และเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เมอื งศรมี โหสถ จงั หวดั ปราจนี บรุ ี เมอื งดงละคร จงั หวดั นครนายก และกลมุ่ บา้ น เมอื งดา้ นตะวนั ตกของแมน่ ำ้� เจา้ พระยา เมอื งโบราณสำ� คญั ไดแ้ ก่ เมอื งนครปฐม โบราณ เมืองนครชัยศรี เมอื งกำ� แพงแสน จงั หวัดนครปฐม เมืองอู่ทอง จังหวดั สพุ รรณบรุ ี เปน็ ต้น 61
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย นอกจากบริเวณที่ราบภาคกลางแล้ว ยังพบวัฒนธรรมทวารวดีในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนอื และภาคใต้ ในดนิ แดนประเทศไทยอกี ดว้ ย ใน ปัจจุบันสำ� รวจพบเมอื งโบราณสมัยทวารวดีมากกว่า ๑๐๐ เมอื ง อย่ใู นบรเิ วณ ภาคกลางประมาณ ๗๐ เมือง ส่วนทเ่ี หลอื อยใู่ นภาคอสี านประมาณ ๓๐ เมือง อยใู่ นภาคเหนอื และภาคใตภ้ าคละ ๑ - ๒ เมอื ง อาจกลา่ วไดว้ า่ “ทวารวด”ี เปน็ วฒั นธรรมหนงึ่ ทแ่ี พรก่ ระจายกวา้ งขวางมากทส่ี ดุ ในดนิ แดนประเทศไทยพบทง้ั หลกั ฐานโบราณวตั ถุ โบราณสถาน ศลิ ปกรรม และเมอื งโบราณทมี่ ลี กั ษณะรว่ ม หรือเหมือนกนั แผนท่แี สดงชายฝั่งทะเลเดิมสมัยทวารวดี ลักษณะของเมืองสมัยทวารวดีมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่างคือ เป็น เมืองที่มีคูน�้ำและคันดินล้อมรอบเหมือนกันโดยมีรูปแบบไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศนนั้ ๆ เชน่ รปู คอ่ นขา้ งเปน็ วงรี มพี ระพทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนา ระดับรัฐ คือท้ังชนชั้นปกครองและชาวบ้านชาวเมืองนับถือพระพุทธศาสนา แตม่ ีชุมชนพราหมณต์ ั้งถิ่นฐานอยบู่ างสว่ น 62
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ภาพถ่ายทางอากาศเมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม ภาพถ่ายทางอากาศเมืองอทู่ อง จังหวดั สพุ รรณบุรี 63
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย แผนผังเมอื งศรีมโหสถ จงั หวัดปราจนี บุรี ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖ เมอื งตา่ ง ๆ ในสมยั ทวารวดไี ดล้ ดความสำ� คญั ลง อาจเน่ืองมาจากปัจจัยทางธรรมชาติคือการเปล่ียนแปลงของสภาพภูมิศาสตร์ การเปล่ียนแปลงเส้นทางของแม่น�้ำท�ำให้เมืองเหล่านี้ต้องพบกับความยาก ลำ� บากในการคมนาคมขนสง่ สญู เสยี ความเปน็ ศนู ยก์ ลางทางการคา้ กบั ดนิ แดน ห่างไกลออกไป ท�ำให้เกิดการเคล่ือนย้ายศูนย์กลางและประชากรไปสู่เมืองอ่ืน ทม่ี ีความเหมาะสมมากกวา่ ตอ่ มาในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๗ - ๑๘ วฒั นธรรมเขมรโบราณไดเ้ ขา้ มาแทนท่ี วฒั นธรรมทวารวดใี นบรเิ วณภาคกลาง เปน็ วฒั นธรรมทนี่ บั ถอื ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู และศาสนาพทุ ธนิกายมหายาน ปรากฏในพนื้ ทีภ่ าคตะวันออกเฉยี งเหนือ ภาคตะวนั ออก และภาคกลางในเขตพ้นื ท่จี ังหวดั ลพบรุ ี อย่างไรก็ดี พบวัฒนธรรมเขมรโบราณมาต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๒ ร่วมสมัยกับทวารวดี และสืบเนื่องมาจนถึงพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ เช่น ปราสาท 64
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย เขานอ้ ย อ�ำเภออรัญประเทศ จงั หวัดสระแก้ว ปราสาทหนิ พมิ าย อำ� เภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทสด๊กก๊อกธม อ�ำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ปราสาทเมอื งสงิ ห์ จังหวัดกาญจนบุรี ปราสาทสดก๊ กอ๊ กธม จงั หวัดสระแกว้ ปราสาทเมอื งต่ำ� จังหวัดบรุ รี มั ย์ 65
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ปราสาทหินพมิ าย จังหวดั นครราชสีมา เจนละ เมอื่ ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒ บรเิ วณปากแมน่ ำ�้ มลู และลำ� แมน่ ำ�้ โขง ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีติดต่อไปยังแขวงจ�ำปาสัก ประเทศลาว เป็นอาณา บริเวณที่ตั้งของอาณาจักรเจนละ หรือเจิ้นล่ามาก่อนที่จะเข้าไปมีอ�ำนาจทาง แถบลุ่มแม่น�้ำโขงในประเทศกัมพูชา อาณาจักรน้ีได้ขยายอาณาเขตขึ้นมาตาม ฝงั่ แมน่ ำ้� มูล ในเขตจังหวัดศรีสะเกษ สรุ นิ ทร์ บุรรี มั ย์ นครราชสมี า ชัยภมู ิ จนถึง เมอื งศรเี ทพในลมุ่ แมน่ ำ้� ปา่ สกั จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ซงึ่ ไดพ้ บศลิ าจารกึ ของกษตั รยิ ์ เจนละตามทตี่ ่าง ๆ ในเขตนี้หลายแห่ง อยา่ งไรก็ดี เม่อื ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ ในช่วงการแผอ่ �ำนาจ ของอาณาจักรเจนละในดินแดนแถบนี้ ได้พบศิลาจารึกของแคว้นศรีจนาศะท่ี บริเวณเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา และอีกหลักหน่ึงพบท่ีตัวเมืองเก่าของ อยธุ ยา ไดใ้ หร้ ายพระนามของกษตั รยิ ศ์ รจี นาศะทแ่ี ตกตา่ งไปจากวงศข์ องกษตั รยิ ์ เจนละ จงึ เปน็ ไปไดว้ ่าคงจะมีแห่งใดแหง่ หน่ึงทเี่ ป็นแคว้นศรีจนาศะ ซ่งึ มีความ 66
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ผูกพันกับอาณาจักรเจนละอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกันกับในเขตพ้ืนท่ีลุ่มแม่น้�ำ ชีตอนบนส่วนใหญ่ คร้ังหน่ึงในช่วงระยะเวลาน้ี ก็ควรจะเป็นบ้านเป็นเมืองท่ีมี ความเปน็ อสิ ระปกครองตนเอง แมจ้ ะมคี วามใกลช้ ดิ กบั เจนละอยา่ งมากในดา้ น วฒั นธรรมกต็ าม โบราณสถานเมืองเสมา จงั หวดั นครราชสมี า 67
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย เป็นท่ีน่าสังเกตว่า ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบเมืองโบราณ โบราณสถาน และโบราณวตั ถทุ มี่ ลี กั ษณะคลา้ ยคลงึ และรว่ มสมยั กบั “วฒั นธรรม ทวารวดี” ในบริเวณภาคกลางกระจายอยู่ท่ัวไป เช่น เมืองเสมา จังหวัด นครราชสมี า เมอื งฟา้ แดดสงยาง จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ และเมอื งนครจำ� ปาศรี จงั หวดั มหาสารคาม เป็นตน้ นอกจากน้ี ตามเพงิ ผาธรรมชาติในจงั หวัดกาฬสนิ ธย์ุ ังพบ ภาพสลักหินเป็นพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีหลายแห่ง ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธ ศตวรรษท่ี ๑๓ - ๑๕ และบนภพู ระบาท อ�ำเภอบ้านผือ จังหวัดอดุ รธานี พบวา่ มีการดดั แปลงธรรมชาตใิ หเ้ ป็นศาสนสถานเนื่องในพระพุทธศาสนาอีกด้วย คร้นั ถงึ ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ – ๑๘ บา้ นเมอื งตา่ ง ๆ เหล่านี้ ถูก ผนวกไว้ในอำ� นาจของอาณาจักรกัมพูชา ซง่ึ มีศนู ยก์ ลางการปกครองอยู่ท่ีเมอื ง พระนครในประเทศกัมพชู าปัจจุบัน หอนางอุษา อทุ ยานประวตั ศิ าสตรภ์ ูพระบาท จงั หวดั อุดรธานี 68
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ศรีวชิ ยั ในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๓ - ๑๘ บริเวณพ้ืนท่ีเกาะสุมาตรา และเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซยี รวมท้งั แหลมมลายใู นประเทศมาเลเซยี และ ภาคใตข้ องประเทศไทย ไดพ้ ฒั นาเปน็ บา้ นเมอื งเรยี กกนั วา่ “ศรวี ชิ ยั ” นกั วชิ าการ หลายท่านเสนอว่า อาณาจกั รศรีวิชัยได้พฒั นาขึน้ มาจากรัฐ หรอื แควน้ ท่ีเจริญ มาก่อนหน้าน้ี บางรัฐต้ังข้ึนไม่น้อยกว่าพุทธศตวรรษที่ ๗ - ๘ รูปแบบการ ปกครองของศรวี ิชยั เปน็ แบบรัฐหลาย ๆ รฐั มารวมกัน โดยแต่ละรัฐมเี ขตแดน และประชากร และด�ำเนินการทางเศรษฐกิจพอสมควร โดยมีรัฐใหญ่รัฐหน่ึง เป็นรัฐแกนกลางในการบริหารจัดการส�ำหรับการรวมกันเป็นเครือข่าย ท้ังนี้ เพื่ออ�ำนาจในการต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจกับอาณาจักรอ่ืน ๆ เช่น กัมพชู า จนี อนิ เดีย และลงั กา บริเวณทางภาคใต้ของประเทศไทยพบรูปแบบวัฒนธรรมศรีวิชัยมีอายุ อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๑๓ - ๑๘ เป็นวัฒนธรรมในสังคมที่นับถือพระพุทธ ศาสนามหายาน มีพัฒนาการมาจากการเป็นเมืองท่า การค้าผลผลิตพื้นเมือง และเคร่อื งเทศในเขตชายฝ่งั ทะเลกบั อินเดยี อาหรับ จนี ชวา แหลมมลายู รปู แบบศลิ ปกรรมทป่ี รากฏในวฒั นธรรมศรวี ชิ ยั เปน็ ศลิ ปะทไ่ี ดร้ บั อทิ ธพิ ล จากศลิ ปะอนิ เดยี ศาสนสถาน ศาสนวตั ถเุ นอ่ื งในวฒั นธรรมนี้ พบกระจายอยใู่ น พน้ื ทอี่ ำ� เภอไชยา จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี คาบสมทุ รภาคใต้ ตลอดไปถงึ หมเู่ กาะใน ประเทศอนิ โดนเี ซยี อาทิ ประตมิ ากรรมพระโพธสิ ตั วอ์ วโลกเิ ตศวร พระโพธสิ ตั ว์ ปัทมปาณี พระพทุ ธรูปนาคปรก พระพมิ พด์ นิ ดิบ การลม่ สลายของอาณาจกั รศรวี ชิ ยั เกดิ จากการแยง่ ชงิ อำ� นาจในแตล่ ะรฐั เอง และในกลางพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖ ศรวี ชิ ยั ถกู โจมตจี ากกองทพั เรอื ของรฐั ทมฬิ นาฑู จากโจฬะมณฑลในอนิ เดยี ใต้ ทำ� ใหร้ ะบบสมาพนั ธรฐั ลม่ สลายไปเปน็ เวลา นานทเี ดยี ว เมอื่ ฟน้ื ตวั ใหมใ่ นศตวรรษตอ่ มา การรวมตวั ของรฐั ตา่ งๆ กไ็ มเ่ ปน็ ไป ดงั เดมิ แล้วคอ่ ย ๆ เส่อื มอำ� นาจลง และลม่ สลายไปในท่ีสุด 69
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย อยา่ งไรกด็ ี บริเวณคาบสมทุ รภาคใต้ พบศลิ ปะทวารวดปี ระปรายทัว่ ไป แตท่ เ่ี ปน็ เมอื งมคี นู ำ้� คนั ดนิ ลอ้ มรอบ ไดแ้ ก่ เมอื งยะรงั จงั หวดั ปตั ตานี ภายในตวั เมืองมีศาสนสถานเนอื่ งในพระพทุ ธศาสนา และได้พบพระพุทธรปู สถปู จ�ำลอง ขนาดเล็กซ่ึงมจี ารึกคาถาทางพระพทุ ธศาสนาภาษาบาลหี ลายชิน้ แผนที่คาบสมุทรภาคใตแ้ สดงท่ีตงั้ ของเมืองโบราณในจดหมายเหตจุ ีน 70
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พระโพธิสตั วอ์ วโลกเิ ตศวร พบที่วดั พระบรมธาตไุ ชยา จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี 71
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย หริภญุ ชัย ด้วยท�ำเลที่ต้ังของภาคเหนือท่ีอยู่ลึกเข้าไปตอนในของภาคพ้ืนทวีป พัฒนาการบ้านเมืองจึงเกิดช้ากว่าบริเวณภาคใต้ ภาคกลาง และภาคอีสาน ซง่ึ อยทู่ างตอนลา่ งใกลช้ ายฝง่ั ทะเล และมลี กั ษณะเปน็ เมอื งทา่ ดนิ แดนทางภาค เหนือจึงเริ่มมีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองเม่ือประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ อัน เป็นผลจากการขยายตัวของผู้คนจากทางภาคเหนือลงมาและทางภาคใต้ขึ้น ไป พร้อมกับการแพร่กระจายของอารยธรรมจากบ้านเมืองที่เป็นศูนย์กลางใน เขตใกล้ทะเลดว้ ย โดยมีพระพุทธศาสนาเปน็ ปจั จัยหลักทำ� ให้เกดิ แควน้ ขน้ึ ใหม่ หนงั สอื ชนิ กาลมาลปี กรณแ์ ละจามเทววี งศข์ องภาคเหนอื สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ภาพ การปะทะสังสรรค์ระหว่างชนพ้ืนเมืองเดิมในเขตท่ีราบลุ่มแม่น�้ำปิงในจังหวัด เชยี งใหมแ่ ละลำ� พนู กบั ชาวภาคกลางทไี่ ปจากเมอื งละโว้ (แควน้ ทวารวด)ี ท�ำให้ เกดิ การสรา้ งเมืองข้นึ โดยมกี ษตั รยิ ์คือ พระนางจามเทวจี ากละโวไ้ ปปกครอง พระธาตหุ รภิ ุญชยั จังหวัดลำ� พูน 72
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย เจดยี ์ก่กู ดุ หรือพระเจดียส์ ุวรรณจังโกฏิ จงั หวดั ลำ� พนู พระธาตุล�ำปางหลวง จงั หวดั ล�ำปาง 73
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย แคว้นหริภุญชัยท่ีเกิดข้ึนใหม่น้ีมีลักษณะรูปแบบการปกครองและ ขนบธรรมเนียมต่าง ๆ คล้ายคลึงกับภาคกลางซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ลักษณะรูปแบบทางศิลปกรรมได้คล่ีคลายในรูปแบบศิลปะในท้องถ่ินจนเป็น รูปแบบของตนเอง เรียกว่า “ศิลปะหริภุญชัย” หรือบางครั้งเรียกว่า “ศิลปะ ทวารวดตี อนปลาย” ตอ่ ภายหลงั พฒั นาการของบา้ นเมอื งไดข้ ยายไปยงั ลมุ่ แมน่ ำ้� วงั ในจงั หวดั ลำ� ปาง ดำ� รงความเปน็ แควน้ ปกครองตนเองโดยอสิ ระเปน็ ลำ� ดบั สบื มาจนถงึ สนิ้ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ 74
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย กำ� เนดิ รฐั ไทย ในชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๙ เกดิ ความเปลย่ี นแปลงครง้ั สำ� คญั ของบา้ นเมอื ง ในดินแดนประเทศไทยอันสืบเน่ืองมาจากความขัดแย้งระหว่างสองอาณาจักร ใหญ่คือ อาณาจักรกัมพูชา และอาณาจักรจามปาซึ่งอยู่ในเขตเวียดนามภาค กลาง ซึ่งมีมาตัง้ แตพ่ ุทธศตวรรษที่ ๑๖ สง่ ผลใหเ้ กิดการรวมกล่มุ ของบ้านเมือง ท่ีเป็นพันธมิตรกันข้ึนใหม่ แคว้นที่มีก�ำลังเข้มแข็งกว่าได้ขยายอาณาเขตมายัง บริเวณท่มี กี ารขดั แยง้ กนั และประการสดุ ทา้ ยคอื เปน็ คร้ังแรกทไี่ ดพ้ บ “จารึก อกั ษร และภาษาไทย” ซงึ่ เปน็ หลกั ฐานยนื ยนั อยา่ งแนช่ ดั วา่ กลมุ่ คนไทยไดก้ อ่ ตงั้ บ้านเมอื งข้ึนบริเวณดินแดนประเทศไทยในปจั จบุ ัน กลุ่มคนไทยน้ีน่าจะมีความ สมั พนั ธก์ บั กลมุ่ คนไทยในมณฑลยนู นานทางตอนใตข้ องจนี ซง่ึ อพยพเคลอื่ นยา้ ย ลงมาและไดผ้ สมผสานกบั คนพนื้ เมอื งเดมิ ดงั ปรากฏรอ่ งรอยในตำ� นานปรมั ปรา ของล้านนา บา้ นเมอื งของกลมุ่ คนไทยทีเ่ กิดขึน้ ใหม่ได้แก่ “ลา้ นนา” และ “สุโขทยั ” ในภาคเหนือ ส่วนในภาคกลางมีกลุ่มบ้านเมืองที่พัฒนาขึ้นมาจากบ้านเมือง เดมิ ได้แก่ “อโยธยา” มีศนู ยก์ ลางอยทู่ ่ีเมอื งละโว้ หรอื เมอื งลพบุรใี นปัจจบุ ัน “สพุ รรณภมู ”ิ มศี นู ยก์ ลางอยทู่ เี่ มอื งสพุ รรณภมู ิ หรอื เมอื งสพุ รรณบรุ ใี นปจั จบุ นั ส่วนในภาคใตท้ ่สี �ำคญั ไดแ้ ก่ “นครศรธี รรมราช” ต่อมาในตอนปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ “อโยธยา” กบั “สพุ รรณบุรี” ได้รวมกันเป็น “อยุธยา” ครัน้ ถึงพุทธศตวรรษท่ี ๒๐ อยุธยาไดผ้ นวก “สุโขทยั ” ไว้ในฐานะหัวเมืองหนึ่งในพระราชอาณาเขต ส่วน “ล้านนา” ยังคงด�ำรงเป็น บา้ นเมืองสบื มากว่า ๕๐๐ ปี บางชว่ งเปน็ หวั เมอื งประเทศราชของไทย จนถงึ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้ ผนวกเข้าเปน็ สว่ นหนึ่งของพระราชอาณาจักรสยามอยา่ งแท้จรงิ 75
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย สมยั สุโขทยั สโุ ขทัยเปน็ อาณาจกั รแรก ๆ ทีถ่ อื ว่าเปน็ อาณาจักรของคนไทย มีความ เจริญรุ่งเรืองทุก ๆ ด้าน เป็นรัฐในอุดมคติเน่ืองจากเป็นรัฐท่ีมีความสงบสุข ผู้ปกครองมีความเมตตาเหมือนบิดาปกครองบุตร มีเสรีภาพในการประกอบ อาชีพ เป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา มีความงามเป็นเลิศทางด้านศิลปกรรม ดังปรากฏให้เห็นในรูปแบบของพระพุทธรูป และสถาปัตยกรรมในสมัยน้ี สมดงั ช่ือเมอื งซึ่งมีความหมายวา่ เมอื งรงุ่ อรณุ แห่งความสุข อาณาจักรสุโขทัยมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๐ ในช่วง แรกอาณาจักรสุโขทัยมีความย่ิงใหญ่ รุ่งเรือง และเจริญในทุก ๆ ด้าน สมกับ ที่เป็นอู่อารยธรรมที่ส�ำคัญของไทย โดยเฉพาะสมัยพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช (พ.ศ.๑๘๒๒-๑๘๔๑)ทรงขยายอาณาเขตอยา่ งกวา้ งขวางและเจรญิ สมั พนั ธไมตรี 76
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ตดิ ตอ่ คา้ ขายกบั ดนิ แดนตา่ ง ๆ โดยเฉพาะจนี ซง่ึ เรอื งอำ� นาจมากในเวลานนั้ อกี ทงั้ ยงั ทรงนำ� พระพทุ ธศาสนานกิ ายเถรวาท จากเมอื งนครศรธี รรมราชมาเผยแผใ่ น อาณาจกั รสโุ ขทยั พระราชกรณยี กจิ ประการสำ� คญั อกี ประการหนง่ึ ของพระองค์ คอื การประดิษฐ์อักษรไทยเมอ่ื พ.ศ. ๑๘๒๖ อักษรไทยนี้ไดผ้ า่ นววิ ัฒนาการมา เป็นอักษรไทยในปัจจบุ นั สุโขทัยจงึ เป็นอาณาจกั รแรก ๆ ทมี่ ีการใชอ้ กั ษรไทย ในการจดบันทึกเร่ืองราวต่าง ๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำ� ให้มีหลักฐานทราบถึง ความเจรญิ รงุ่ เรอื งเขม้ แขง็ มน่ั คงโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในสมยั พอ่ ขนุ รามคำ� แหง แต่ เมอ่ื สนิ้ รชั กาลของพระองค์ อาณาจกั รสโุ ขทยั เกดิ ความระสำ่� ระสาย เมอื งตา่ ง ๆ ท่ีเคยข้ึนตรงต่อสุโขทัยได้แยกตนเป็นอิสระ เช้ือพระวงศ์และขุนนางต่าง แย่งชิงอ�ำนาจกันเอง จนในท่ีสุดสุโขทัยเสียเอกราชให้แก่อยุธยาในสมัยสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ แมว้ า่ สมยั ตอ่ มาจะพยายามแยกตนเปน็ อสิ ระและสถาปนา อ�ำนาจขึ้นมาใหม่ แต่ก็ไม่อาจเทียบเท่ากับสมัยพ่อขุนรามค�ำแหงได้ สุดท้าย อาณาจักรสุโขทัยถูกผนวกเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอาณาจักรอยุธยาในสมัย สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ แม้ว่าสุโขทัยจะหมดอ�ำนาจลงไปในฐานะอาณาจักรตอนบนของไทย แต่ผู้สืบทอดราชวงศ์สุโขทัยยังมีบทบาทเป็นรากฐานอ�ำนาจส�ำคัญในสมัย อยุธยา และต่อมาราชวงศ์สุโขทัยหรือราชวงศ์พระร่วงกลับมามีอ�ำนาจอีกคร้ัง ในอาณาจักรอยธุ ยาชว่ งสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธริ าช สโุ ขทยั ไดส้ รา้ งมรดกอนั สำ� คญั ยงิ่ ไวใ้ หแ้ กช่ าตไิ ทยคอื การประดษิ ฐอ์ กั ษร ไทย อันเป็นส่ิงแสดงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย นอกจากน้ี ศิลปกรรมโดย เฉพาะพระพทุ ธรปู สมยั สโุ ขทยั ถอื กนั วา่ งดงามยงิ่ นกั สโุ ขทยั ถอื เปน็ รฐั ในอดุ มคติ ของคนไทยเนื่องจากความรุ่งเรืองทางศาสนาและแนวทางการปกครองซึ่งถือ เปน็ อุดมคติของคนไทย ส่งิ ตา่ ง ๆ เหล่าน้ีเปน็ มรดกของสุโขทัยทีม่ ไี วใ้ ห้อนรุ กั ษ์ สืบสาน เล่าขาน และศึกษามาจนปจั จุบนั ชว่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ หรอื เมอื่ ประมาณ ๗๐๐ - ๘๐๐ ปกี อ่ น อาณาจกั ร ขอมหรือเขมรโบราณ และอาณาจักรพุกามของพม่าเร่ิมเสื่อมอ�ำนาจลง โดย เฉพาะหลงั การสวรรคตของพระเจา้ ชยั วรมนั ที่ ๗ เมอื่ พ.ศ. ๑๗๖๒ ทำ� ใหช้ นเผา่ ไท เริ่มต้ังตนเป็นอิสระและมีการขยายอ�ำนาจและอาณาเขตไปในทิศทางต่าง ๆ 77
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย เจดีย์วดั มหาธาตุ เมอื งสุโขทยั สุโขทัยเป็นแว่นแคว้นหนึ่งท่ีตั้งตัวเป็นอิสระ จุดท่ีสุโขทัยตั้งอยู่เป็นจุดบรรจบ ของอารยธรรมทีเ่ จรญิ อยกู่ ่อนคอื ขอม หรือศรยี โสธรปรุ ะ พมา่ คือพุกาม และ มอญคอื หรภิ ญุ ชยั ทำ� ใหส้ โุ ขทยั กลายเปน็ อาณาจกั รสำ� คญั และรงุ่ เรอื งในบรเิ วณ ลุ่มน้ำ� ยมฝั่งตะวันตก นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานจากพ.ศ. ๑๗๖๒ ซ่ึงเป็นปีท่ีพระเจ้า ชัยวรมันท่ี ๗ สวรรคตว่าเป็นปีท่ีพ่อขุนศรีนาวน�ำถุม ได้สถาปนาอาณาจักร สุโขทัยข้ึนครอบครองสุโขทัย - ศรีสัชนาลัยเดิม และขยายไปยังเมืองฉอด ล�ำพนู เชียงแสน พะเยา ลุม สะคา้ และราด พระองคม์ พี ระโอรสพระนามว่า พ่อขุนผาเมือง ครองเมืองราดเมืองลุม ในเวลานั้นแม้อ�ำนาจของขอมจะเร่ิม เส่ือมถอยแล้วก็ตาม แต่ยังมีอ�ำนาจอยู่ในสุโขทัย - ศรีสัชนาลัย เม่ือพ่อขุนศรี นาวน�ำถุมเสด็จสวรรคต ขอมสบาดโขลญล�ำพงจึงท�ำการยึดสุโขทัย พ่อขุน ผาเมืองทรงร่วมมือกับพระสหายนามว่าพ่อขุนบางกลางหาวเจ้าเมืองบางยาง ยึดอ�ำนาจคืนจากขอมไดส้ ำ� เร็จ 78
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พอ่ ขนุ ผาเมอื งยกใหพ้ อ่ ขนุ บางกลางหาวขน้ึ เปน็ กษตั รยิ เ์ สวยราชยใ์ นเมอื ง สุโขทัย และถวายพระนาม “กมรเตงอญั ศรีอินทรบดนิ ทราทติ ย”์ ที่ทรงไดร้ ับ พระราชทานมาจากกษัตริย์ขอมแก่พ่อขนุ บางกลางหาว ในศิลาจารกึ หลักที่ ๑ จารึกพระนามวา่ “พ่อขุนศรีอินทราทติ ย์” ทำ� ให้กษัตรยิ ์สุโขทัย - ศรีสัชนาลัย เปลย่ี นจากราชวงศข์ องพอ่ ขนุ ศรนี าวนำ� ถมุ มาเปน็ ราชวงศข์ องพอ่ ขนุ ศรอี นิ ทรา ทติ ยห์ รือทเ่ี รียกกนั วา่ “ราชวงศพ์ ระรว่ ง” พระบรมราชานสุ าวรียพ์ อ่ ขุนรามคำ� แหงมหาราช จังหวัดสุโขทัย พอ่ ขนุ ศรอี นิ ทราทติ ยม์ พี ระราชโอรส ๓ พระองค์ พระราชธดิ า ๒ พระองค์ พระราชโอรสพระองค์โตสิ้นพระชนม์ต้ังแต่ยังทรงพระเยาว์ พระราชโอรส พระองค์รองนามว่า “บานเมือง” ส่วนพระราชโอรสพระองค์ที่ ๓ นั้น เม่ือ พระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ทรงช่วยพระราชบิดากระท�ำยุทธหัตถีมีชัยชนะ เหนือขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด พระราชบิดาจึงทรงขนานพระนามให้ว่า “พระรามค�ำแหง” เม่ือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนบานเมืองสวรรคต พระรามค�ำแหงข้ึนเสวยราชสมบัติใน พ.ศ. ๑๘๒๒ มีพระนามว่า “พ่อขุน รามคำ� แหง” ปจั จบุ ันทรงไดร้ ับการเทิดพระสมัญญาว่า “มหาราช” 79
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ในสมัยพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช อาณาจักรสุโขทัยมีอาณาเขตกว้าง ขวางมาก ทางตะวนั ตกไปถงึ เมอื งทวาย เมาะตะมะ หงสาวดี ทางเหนือไปถงึ เมืองแพร่ เมอื งน่าน เมืองพลัว (ปวั ) เมืองชวา (หลวงพระบาง) ทางตะวนั ออกมี เมอื งสระหลวง สองแคว ลมุ บาจาย สะค้า เวยี งจันทน์ เวยี งคำ� (อยู่ในลาว) ทาง ใตม้ อี าณาเขตถงึ เมอื งคณฑี พระบาง (นครสวรรค)์ แพรก (ชยั นาท) สพุ รรณภมู ิ (สุพรรณบุรี) ราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช จรดแดนสมุทร สุโขทัย ในยคุ น้ีเปน็ บ้านเมืองทม่ี ีความรงุ่ เรอื งและมีความมนั่ คงเข้มแขง็ มาก พระราชกรณยี กจิ ทส่ี ำ� คญั ยงิ่ ประการหนง่ึ ของพอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราช คอื การประดษิ ฐ์ “ลายสอื ไท” หรืออักษรไทยขึน้ ในพ.ศ. ๑๘๒๖ ศาสตราจารย์ ประเสรฐิ ณ นคร อธบิ ายวา่ ตัวหนังสือของพอ่ ขุนรามคำ� แหงมหาราชมลี ักษณะ พเิ ศษกวา่ ตวั หนงั สอื ของชาตอิ น่ื ซง่ึ ขอยมื ตวั หนงั สอื ของอนิ เดยี มาใช้ คอื พระองค์ ไดป้ ระดษิ ฐ์ พยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ตเ์ พม่ิ ขึ้น ให้สามารถเขยี นแทนเสียง พดู ของคำ� ภาษาไทยไดท้ กุ คำ� และนำ� สระและพยญั ชนะมาอยใู่ นบรรทดั เดยี วกนั โดยไม่ต้องใช้พยัญชนะซอ้ นกนั ท�ำให้เขยี นและอ่านงา่ ยสะดวกข้นึ มาก 80
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ศลิ าจารกึ หลกั ที่ ๑ จารกึ พอ่ ขุนรามคำ� แหงมหาราช 81
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย สรีดภงส์ หรอื ทำ� นบพระร่วง พระราชกรณียกิจด้านศาสนา พ่อขุนรามค�ำแหงมหาราชทรงอาราธนา พระภิกษุสงฆ์จากเมืองนครศรีธรรมราช (ซ่ึงเป็นศาสนาพุทธนิกายเถรวาท แบบลังกาวงศ์) ข้ึนมาเผยแผ่ในสุโขทัย ทรงสร้างพระแท่นมนังศิลาบาตร เพอ่ื ใหพ้ ระสงฆใ์ ชส้ ำ� หรบั แสดงธรรมในวนั ธรรมสวนะ สว่ นวนั ธรรมดา พระองค์ เสดจ็ ประทับเปน็ ประธานใหป้ รึกษาราชการร่วมกัน นอกจากนี้ ยงั ทรงเปน็ องค์ ศาสนปู ถัมภก สรา้ งวิหาร วดั วาอารามจ�ำนวนมาก สงั คมสโุ ขทยั เปน็ สงั คมเกษตรกรรม แมภ้ มู ปิ ระเทศของสโุ ขทยั จะไมเ่ ออื้ อำ� นวยตอ่ การทำ� การเกษตรเทา่ ใดนกั บางพนื้ ทนี่ ำ้� ทว่ ม ไมส่ ามารถพง่ึ ธรรมชาติ ได้อย่างเดียว จึงใช้ภูมิปัญญาในการผันน้�ำเข้ามาใช้โดยการสร้างสรีดภงส์ (ทำ� นบพระรว่ ง) จนสามารถผลติ ขา้ วปลาอาหารไดอ้ ดุ มสมบรู ณพ์ อทจ่ี ะเลยี้ งชพี ได้ ดังความตอนหน่ึงในศิลาจารึกระบุว่า “ในน�้ำมีปลา ในนามีข้าว” นอกจากน้ี สุโขทัยยังอุดมไปด้วยสวนมะพร้าว สวนหมาก สวนมะขาม สวนมะม่วง ฯลฯ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความอุดมสมบรู ณข์ องผลผลิตทางการเกษตร 82
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ในด้านการค้าขาย ชาวสุโขทัยมีอิสระเสรีในการค้า ดังจะเห็นได้จาก ขอ้ ความในจารึกหลักที่ ๑ ตอนหนึ่งวา่ “เพ่ือนจูงววั ไปคา้ ขี่ม้าไปขาย ใครจัก ค้าช้างค้า ใครจักค้าม้าค้า” ใครอยากค้าส่ิงใดสามารถค้าขายได้อย่างเสรี ในสุโขทัยมีการค้าขายเคร่ืองสังคโลกซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลจากการติดต่อ ค้าขายกับจีน เคร่ืองสังคโลกถือเป็นหัตถกรรมพื้นฐานท่ีมีผลต่อเศรษฐกิจของ สุโขทัยเป็นอย่างมาก เน่ืองจากมีคุณภาพดี หัตถกรรมเคร่ืองสังคโลกได้ขยาย ตัวจนกลายเป็นอุตสาหกรรม มีการสร้างเตาทุเรียง เตาเผาเคร่ืองสังคโลก จ�ำนวนมาก ทั้งในสุโขทัยและศรีสัชนาลัย แม้ในภายหลังที่ต้องไปผนวกกับ กรงุ ศรอี ยธุ ยา สโุ ขทยั เปน็ ศนู ยก์ ลางการคา้ ภายในภาคพนื้ ทวปี และระบายสนิ คา้ ผา่ นกรุงศรอี ยธุ ยา เพ่อื ไปคา้ ขายกบั ดนิ แดนอน่ื ๆ ทางทะเล เตาทุเรยี ง เมืองศรีสัชนาลยั 83
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ต�ำแหน่งที่ตั้งเมืองสุโขทัยเป็นชุมการค้าโบราณ มีเส้นทางการค้าจาก ทางเหนือ - ใต้ และ ตะวนั ออก - ตะวันตก พาดผ่าน อกี ทัง้ ยังไดย้ กเวน้ ภาษี ผา่ นดา่ นทเ่ี รยี กวา่ “จงั กอบ” ผคู้ า้ จงึ มคี วามสนใจในการคา้ และสง่ ผลใหส้ โุ ขทยั มีความรงุ่ เรืองทางเศรษฐกจิ มาก อาณาจกั รสโุ ขทยั ในสมยั พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราชมคี วามรงุ่ เรอื งจนถงึ ขดี สดุ แตเ่ มอื่ พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราชสวรรคต ใน พ.ศ. ๑๘๔๑ พระยาเลอไทย พระราชโอรสขนึ้ ครองราชย์ตอ่ เสถียรภาพของสโุ ขทยั ออ่ นแอลง เมอื งตา่ ง ๆ ท่เี คยขน้ึ ต่ออาณาจักรสุโขทยั แยกตนเปน็ อิสระ เชอื้ พระวงศ์และขนุ นางชว่ งชิง อ�ำนาจกันเอง จนถึงสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) พระราชนัดดาของ พอ่ ขนุ รามคำ� แหงมหาราช ทรงปราบปรามบา้ นเมอื งใหญน่ อ้ ยรวบรวมอาณาจกั ร สโุ ขทัยใหก้ ลบั มารงุ่ เรอื งอกี คร้ัง นอกจากความออ่ นแอทเ่ี กดิ จากการแยง่ ชงิ อำ� นาจภายในแลว้ ยงั มปี จั จยั ภายนอกคือการรุกรานจากอาณาจักรอยุธยาที่ก�ำลังเติบโตและเข้มแข็งอย่าง มากในลุ่มแม่น้�ำเจ้าพระยาตอนล่างและอาณาจักรล้านนาท่ีพยายามแผ่อ�ำนาจ ในตอนเหนอื อาณาจกั รสุโขทยั จงึ เปรยี บเสมือนเมอื งกันชนระหว่างอาณาจกั ร อยธุ ยาและอาณาจกั รล้านนา โดยทัง้ สองแคว้นพยายามแผอ่ ำ� นาจและเขา้ มามี บทบาทในสโุ ขทยั พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ (ลไิ ทย) ทรงดำ� เนินพระราโชบายทางการเมือง โดยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ แบบนครพัน (ใกลเ้ มอื งเมาะตะมะ) ไปยงั ดนิ แดนตา่ ง ๆ เชน่ ทรงถวายพระบรมสารรี กิ ธาตใุ ห้ พระยากรานเมอื งแหง่ เมอื งนา่ น เป็นตน้ การเผยแผศ่ าสนาน้เี อง สนั นิษฐานวา่ ทำ� ใหม้ กี ารเผยแพรอ่ กั ษรแบบสโุ ขทยั ไปยงั ดนิ แดนตา่ ง ๆ ดว้ ย อาณาจกั รลา้ นนา ไดน้ ำ� เอาอกั ษรชดุ นม้ี าปรบั เปลยี่ นเปน็ ลกั ษณะเฉพาะตนเรยี กวา่ “อกั ษรฝกั ขาม” อกั ษรรปู แบบนย้ี งั ไดเ้ ผยแพรไ่ ปยงั อาณาจกั รลา้ นชา้ งจนมกี ารปรบั เปลยี่ นใหเ้ ปน็ อักษรเฉพาะตนเรยี กวา่ “อักษรไทยนอ้ ย” การเข้ามาตั้งม่ันของพระพุทธศาสนาในสุโขทัยก่อให้เกิดงานศิลปกรรม เนื่องในพระพุทธศาสนาขึ้น คือ พระพุทธรูป เจดีย์ วิหาร อุโบสถ เป็นต้น 84
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พระพทุ ธรปู ศลิ ปะสโุ ขทยั นน้ั มเี อกลกั ษณโ์ ดดเดน่ คอื มลี กั ษณะงดงามออ่ นชอ้ ย เส้นพระวรกายเป็นเส้นโค้ง พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง สังฆาฏิยาว ปลายแตกเป็นเข้ียวตะขาบ ส่วนสถาปัตยกรรม เช่น เจดีย์ในศิลปะสุโขทัย นั้นมีหลายรูปทรง ทั้งที่ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะจากลังกา ขอม และ พม่า แต่เจดีย์ที่มีลักษณะเด่นที่สุดของสุโขทัยคือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือ เจดีย์ทรงดอกบัวตูมเป็นเจดีย์ที่มีฐานสูง องค์เจดีย์อยู่ในผังย่อมุม ส่วนยอด ด้านบนมีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม และด้วยเอกลักษณ์เช่นนี้ สันนิษฐานได้ว่า หากมเี จดยี ท์ รงนต้ี ้ังอยทู่ ่ใี ด แสดงว่าท่ีนนั่ ได้รับอิทธพิ ลศิลปะแบบสโุ ขทยั พระพุทธชนิ ราช วัดพระศรรี ัตนมหาธาตุ จงั หวดั พิษณโุ ลก ในดา้ นวรรณกรรม มงี านวรรณกรรมเนอ่ื งในพระพทุ ธศาสนาทส่ี ำ� คญั คอื ไตรภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชา ที่ ๑ (ลิไทย) ก่อนทรงข้ึนครองราชย์ วรรณกรรมฉบับน้ีได้อธิบายเก่ียวกับ จักรวาลวทิ ยา สวรรค์ - นรก และภพภมู ิตา่ ง ๆ การกำ� เนดิ และการดบั ของสง่ิ ต่าง ๆ ในทางพระพทุ ธศาสนาอยา่ งละเอียดและสละสลวย ไตรภูมิพระร่วงเป็น วรรณกรรมคำ� สอนทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ ความคดิ และความเชอ่ื ของคนในสงั คมไทยมา ตราบจนทกุ วันน้ี 85
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย นอกจากน้ี ในอาณาจักรสโุ ขทัยยงั มกี ารนับถือศาสนาและความเชือ่ อนื่ คือ “ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู” ซึ่งได้รับอิทธิพลและสืบต่อจากวัฒนธรรม ขอมโบราณ โดยปรากฏศาสนสถานเน่ืองในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เช่น ศาลตาผาแดง และเทวาลัยมหาเกษตรซึ่งเป็นสถานท่ีพราหมณ์ในราชส�ำนัก ใช้ประกอบพิธีบวงสรวงในพิธีส�ำคัญ เช่น ราชาภิเษก เป็นต้น และยังพบว่า วดั ในพระพทุ ธศาสนาบางแหง่ มรี อ่ งรอยของศาสนาพราหมณอ์ ยู่ เชน่ พระปรางค์ สามยอด วดั ศรสี วาย ซงึ่ พบทบั หลงั นารายณบ์ รรทมสนิ ธ์ุ พระปรางคว์ ดั พระพาย หลวงซึง่ พบรปู ศวิ ลึงค์ เป็นต้น นอกจากน้ี ชาวสุโขทยั ยังมีความเชื่อเรอื่ ง “ผ”ี อันเป็นความเชื่อดั้งเดิมของคนในภูมิภาคน้ีก่อนการรับศาสนาอื่น ๆ เข้ามา ความเช่อื น้ีมอี ย่ใู นสโุ ขทยั และเผา่ ไทอน่ื ๆ ผเี หล่าน้ไี ดแ้ ก่ เทวดาอารักษ์ ผีฟ้า ผีแถน เจ้าปา่ เจา้ เขา เจา้ ทเี่ จา้ แดน ผีบา้ นผเี รือน ผีปู่ผีย่า หรอื ผีบรรพบุรษุ ฯลฯ ในความเชื่อด้ังเดิมน้ัน หากคนในสังคมกระท�ำผิดผี หรือปฏิบัติตนผิดจากค�ำ สอนบรรพบุรุษ มีความเช่ือว่าจะน�ำมาซ่ึงภัยพิบัติและอันตรายแก่ตนเองและ ครอบครัว ดงั นน้ั คนในสงั คมจงึ ไม่พยายามฝ่าฝืนค�ำสั่งสอน หรือปฏิบัตติ ามข้อ ควรปฏิบัติ การมีอยู่ของความเช่ือเดิมและการเข้ามาของความเช่ือใหม่ ท�ำให้ ความเชอ่ื เก่ียวกบั “พุทธ -พราหมณ์ - ผี” มกี ารผสมผสานและหลอ่ หลอมกัน จนเป็นลักษณะเฉพาะของคนในภูมิภาคน้ี ในดา้ นเศรษฐกจิ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลไิ ทย) ทรงพยายามฟน้ื ฟกู าร ค้ากบั จีนโดยการสง่ เครอื่ งบรรณาการไปถวายพระเจา้ กรงุ จนี อาณาจักรสุโขทัยในสมัยพระมหาธรรมราชาท่ี ๑ (ลิไทย) เป็นยุคท่ี กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง หลังจากรัชกาลของพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช แตเ่ มอื่ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ สวรรคต สโุ ขทยั กก็ ลบั ออ่ นแอลงจนตกเปน็ เมอื ง ขน้ึ ของอาณาจกั รอยธุ ยาในสมยั พระมหาธรรมราชาที่ ๒ โดยพระองคท์ รงถวาย บังคมต่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะง่ัว) แห่งกรุงศรีอยุธยา สุโขทยั จงึ มีฐานะเป็นเมอื งประเทศราชของอยุธยา และพระองค์เอง ต้องเสดจ็ ไปครองเมืองพิษณุโลก โดยพระญาติข้างฝ่ายสุพรรณภูมิข้ึนมาปกครองเมือง สุโขทัยแทน ท�ำให้ศูนย์กลางอ�ำนาจของสุโขทัยถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนใน สมยั ตอ่ มา 86
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ศาลตาผาแดง จงั หวดั สโุ ขทยั พ.ศ. ๑๙๔๓ พระมหาธรรมราชาที่ ๓ (ไสลือไทย) ทรงขึ้นครองราชย์ พระองคท์ รงพยายามรวบรวมแผน่ ดนิ สโุ ขทยั ขน้ึ ใหมอ่ กี ครงั้ และผกู สมั พนั ธไมตรี กับเมืองน่านเพ่ือต่อต้านอยุธยา แต่เม่ือเสด็จสวรรคตในพ.ศ. ๑๙๖๒ พระ ราชโอรสคอื พระยาบานเมอื ง และพระยาราม ทรงแกง่ แยง่ ราชสมบตั กิ นั จนบา้ น เมอื งออ่ นแอ สมเดจ็ พระนครนิ ทราธริ าช แหง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยาทรงขน้ึ มาเจรจาไกล่ เกลย่ี โดยให้พระยาบานเมอื งครองเมืองพิษณุโลก เปน็ พระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) ให้พระยารามปกครองเมืองสุโขทัย ให้แสนสอยดาวปกครองเมือง กำ� แพงเพชร และให้พระยาเชลียงปกครองเมอื งเชลยี ง เมื่อส้ินพระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) หลังจากนั้นเมื่อสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถขนึ้ ครองราชยเ์ ปน็ กษตั รยิ แ์ หง่ กรงุ ศรอี ยธุ ยา พระองคม์ ไิ ด้ ทรงแตง่ ตงั้ ตำ� แหนง่ มหาธรรมราชาใหส้ โุ ขทยั อกี ตอ่ ไป กลบั ทรงผนวกสโุ ขทยั ให้ เป็นแผน่ ดินเดียวกับกรุงศรีอยธุ ยา อยา่ งไรกต็ าม เช้อื พระวงศ์ในราชวงศ์พระรว่ งหรอื สุโขทยั ยังคงมอี �ำนาจ อยู่ในฐานะขุนนางของอยุธยา จนถึงปลายราชวงศ์สุพรรณภูมิ สมัย “สมเด็จ 87
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พระมหาจักรพรรดิ” ทรงลม้ ล้างอำ� นาจท้าวศรีสดุ าจันทร์ และขนุ วรวงศาธริ าช ลงได้ ทรงสถาปนาให้ “ขุนพิเรนทรเทพ” เจ้ากรมพระต�ำรวจขวา เชอื้ พระวงศ์ สุโขทัยผู้ที่มีบทบาทส�ำคัญอีกท่านหน่ึงในเหตุการณ์คร้ังนี้ ข้ึนเป็นสมเด็จ พระมหาธรรมราชาธิราช และพระราชทานพระวิสุทธิกษัตริย์พระราชธิดาให้ เป็นพระมเหสี แล้วให้ไปครองเมืองพิษณุโลกควบคุมดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ อันเป็นปริมณฑลแห่งอ�ำนาจของสุโขทัยเดิม แต่ต่อมาไม่นานพิษณุโลกเกิด ความบาดหมางกับอยธุ ยา พระเจ้าหงสาวดบี ุเรงนอง (กษัตริย์พม่า) จงึ สามารถ ยาตราทพั และพชิ ิตอยธุ ยาไดใ้ นที่สดุ ทรงสถาปนาใหพ้ ระมหาธรรมราชาธริ าช เป็นกษัตริย์อยุธยาแห่งราชวงศ์สุโขทัย ภายใต้เศวตฉัตรราชวงศ์ตองอู ต่อมา เมือ่ สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงกอบกู้ชาติบ้านเมอื ง ทรงกวาดต้อนเทครัว จากหัวเมืองฝ่ายเหนือเข้ามายังพระนคร ท�ำให้ผู้คนในแคว้นสุโขทัยเดิมเข้ามา อยใู่ นอยุธยาเป็นจำ� นวนมาก และเม่อื ราชวงศ์สุโขทยั ถูกยึดอ�ำนาจโดยราชวงศ์ ปราสาททอง อำ� นาจของราชวงศส์ โุ ขทยั จึงหมดลง ระบบการปกครองของสุโขทัยในช่วงต้นนั้นอยู่ในระบบที่เสมือนบิดา ปกครองบุตร บิดาเปรียบเสมือนผู้เป็นใหญ่ในบ้าน และบุตรเปรียบเสมือนผู้ท่ี อาศยั อยใู่ นบา้ น ดงั นน้ั พอ่ ขนุ จงึ ตอ้ งดแู ลทกุ ขส์ ขุ ของประชาชนดงั บดิ าดแู ลบตุ ร ดังจะเห็นได้จากจารึกหลักท่ี ๑ มีข้อความระบุว่า หากผู้ใดต้องการร้องทุกข์ สามารถสน่ั กระดงิ่ ทแ่ี ขวนไวท้ ปี่ ระตวู งั ไดท้ กุ เมอื่ และสามารถรอ้ งเรยี นกบั พอ่ ขนุ ไดโ้ ดยตรง แตห่ ลังจากรชั กาลพ่อขุนรามคำ� แหงมหาราช กษตั ริย์สุโขทัยเปลีย่ น สถานะจากบดิ า เป็นผ้เู ปน็ ใหญ่ และราชาผู้ทรงธรรม ดงั จะเหน็ ได้จากต�ำแหนง่ “พระยา” และพระนาม “มหาธรรมราชา” ของกษตั ริยส์ ุโขทยั ในสมัยต่อมา ความสมั พนั ธร์ ะหว่างเมอื งตา่ ง ๆ ในอาณาจกั รสุโขทยั เป็นไปตามระบบ เครือญาติผ่านการเกี่ยวดองทางการแต่งงาน เช่น พระเจ้าฟ้ารั่ว แห่งเมือง เมาะตะมะ เป็นพระราชบุตรเขยของพ่อขุนรามค�ำแหงมหาราช หรือกษัตริย์ เมอื งนา่ นมีศกั ดเิ์ ป็นปขู่ องพระมหาธรรมราชาไสลอื ไทยแห่งสุโขทยั เปน็ ต้น ในช่วงต้นราชวงศ์พระร่วงของสุโขทัยน้ัน เมืองหลักคือเมืองสุโขทัย แต่เม่ือสุโขทัยตกเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยา กษัตริย์สุโขทัยมักต้องไป 88
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ส่วนเมืองสุโขทัยน้ัน ทางอยุธยาจะส่งคนของตน ซงึ่ มเี ชอื้ สายสุโขทยั ขึน้ มาปกครอง หรือบางกรณอี าจใหเ้ ช้อื พระวงศ์สุโขทยั อ่นื ปกครอง ท�ำให้เสถียรภาพทางดา้ นอำ� นาจของสโุ ขทยั อ่อนแอลง ในเวลาต่อมา สโุ ขทยั ถกู ผนวกเขา้ กบั อยธุ ยาอยา่ งเบด็ เสรจ็ ในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ แผนผงั เมอื งสโุ ขทัย 89
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย สมัยอยธุ ยา กรุงศรีอยุธยา สถาปนาข้ึนเม่ือ พ.ศ. ๑๘๙๓ ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา คือ สมเด็จพระรามาธบิ ดีท่ี ๑ หรอื เรียกกันว่า พระเจา้ อู่ทอง กรุงศรอี ยธุ ยาตง้ั อยู่ในบริเวณท่มี แี มน่ ำ�้ ๓ สาย ลอ้ มรอบ คอื แม่นำ้� เจา้ พระยา แม่น้�ำป่าสัก และ แม่นำ�้ ลพบรุ ี เปน็ ชยั ภมู ทิ ่ีเหมาะสมทงั้ ในด้านความมัน่ คงและเป็นเมืองท่เี หมาะ แก่การติดต่อค้าขาย กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรท่ีมีความส�ำคัญมาก มีความ เจริญร่งุ เรืองสืบต่อเน่ืองกันมาเปน็ เวลา ๔๑๗ ปี ในชว่ งแรกสถาปนากรงุ ศรอี ยธุ ยา พระเจา้ อทู่ องทรงสรา้ งพระราชวงั และ พระที่นงั่ ต่าง ๆ ให้มีความม่นั คง ตอ่ มาพญาประเทศราชท้ัง ๑๖ หัวเมอื งได้มา ถวายบังคมอยู่ร่วมขอบขัณฑสีมา ทรงท�ำสงครามเพ่ือขยายพระราชอาณาเขต และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่อาณาจักร ทรงตรากฎหมายเพ่ือรักษาความ สงบเรยี บรอ้ ยภายใน พระมหากษตั รยิ ล์ ำ� ดบั ตอ่ ๆ มากท็ รงสบื สานพระราชกจิ ตอ่ แผนทีเ่ กาะเมอื งพระนครศรีอยุธยา 90
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พระบรมราชานุสาวรยี ส์ มเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ ๑ พระเจ้าอ่ทู อง ปากน้ำ� บางกะจะ 91
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย วดั พระศรีสรรเพชญ์ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา ในด้านเศรษฐกิจ กรุงศรีอยุธยามีความเจริญและม่ังค่ังมาก โดยเฉพาะ การคา้ ในระบบการทตู บรรณาการกบั ราชสำ� นกั จนี สมยั สมเดจ็ พระนครนิ ทราธริ าช เปน็ สมยั สำ� คญั ทก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยามคี วามสมั พนั ธก์ บั จนี อยา่ งสนทิ สนม เคยเสดจ็ ไป เฝา้ จกั รพรรดจิ นี เมอื่ พ.ศ. ๑๙๒๐ กรงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ ศนู ยก์ ลางการคา้ ทงั้ ภายใน และภายนอกราชอาณาจักร นอกจากน้ี ยังทรงสร้างความม่ันคงและความยิ่ง ใหญท่ างการเมืองให้แกอ่ าณาจกั รอยธุ ยา ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงจัดระบบการปกครองของ อยุธยา ให้เป็นระเบียบใหม่ มีสมุหพระกลาโหมดูแลฝ่ายทหาร สมุหนายก ดูแลฝ่ายพลเรือน มีจตุสดมภ์เป็นเสมือนเสาหลักในการค�้ำจุนความมั่นคง แก่บ้านเมือง คือต�ำแหน่ง เวียง วัง คลัง นา กรมเวียง ดูแลความเรียบร้อย ในพระนคร กรมวัง มีหน้าที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับราชส�ำนักและการพิพากษา คดี กรมคลัง มีหน้าท่ีจัดเก็บรายได้ของหลวง และการติดต่อการค้ากับ ต่างประเทศ กรมนา มีหน้าที่ดูแลเรื่องการท�ำนา ท�ำไร่ ซ่ึงเป็นอาชีพ ส�ำคัญของราษฎรและการจัดเก็บรายได้ ส่วนการจัดความส�ำคัญของหัว เมืองแบ่งเป็น หัวเมืองชั้นใน ได้แก่ เมืองท่ีอยู่ใกล้เมืองหลวง เป็นเมือง ชน้ั จัตวา เช่น ธนบรุ ี เพชรบุรี สมทุ รสาคร นครนายก ฯลฯ หัวเมอื งชน้ั นอก ได้แก่ หัวเมืองท่ีอยู่ไกลเมืองหลวงออกไป แบ่งเป็นหัวเมืองช้ัน เอก โท ตรี 92
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ตามขนาดและความส�ำคญั เมอื งประเทศราช ไดแ้ ก่ เมืองขึ้นของอยุธยา เชน่ ทวาย ตะนาวศรี เมืองเหล่านี้ต้องส่งบรรณาการให้แก่อยุธยาตามก�ำหนด การจดั ระบบการปกครองในสมยั สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ เปน็ พนื้ ฐานในการ ปกครองของไทยอยเู่ ปน็ เวลานานจนถึงสมยั รตั นโกสนิ ทร์ กรุงศรีอยุธยามีการติดต่อสัมพันธ์กับชาติตะวันตก โดยมีชาวโปรตุเกส เป็นชาวตะวันตกชาติแรกท่ีเข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๐๕๔ สมยั สมเดจ็ พระรามาธิบดีท่ี ๒ โดยอลั ฟองโซ เดอ อลั บแู กร์เกอ ข้าหลวงต่าง พระองค์พระเจ้ามานูเอล ซ่ึงประจ�ำที่เมืองมะละกา ส่งทูตมาหลายคร้ัง และ ต่อมามีชาติอ่ืน ๆ เข้ามาติดต่อค้าขายอีก ได้แก่ ฮอลันดา ฝร่ังเศส อังกฤษ การติดต่อกับชาติตะวันตกนอกจากจะได้ผลประโยชน์ในด้านการค้าขายแล้ว ยงั ไดร้ บั วทิ ยาการสมยั ใหมด่ ว้ ย เชน่ การกอ่ สรา้ ง อาวธุ ยทุ โธปกรณ์ วทิ ยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ส่วนความสมั พันธ์กับอาณาจกั รใกลเ้ คยี ง ไดแ้ ก่ ลาว กัมพูชา มลายู และ พม่านั้น ความสัมพันธ์กับลาวค่อนข้างดีต่อกัน โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระ มหาจักรพรรดิ ตรงกับสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชของลาว อยุธยากับลาวได้ สร้างพระเจดยี ์ร่วมกัน คือ พระธาตศุ รสี องรกั เปน็ เครอ่ื งแสดงสมั พันธไมตรตี ่อ กัน ปจั จุบันอยู่ทีอ่ �ำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พระธาตุศรสี องรัก อำ� เภอด่านซ้าย จงั หวัดเลย 93
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ความสมั พนั ธก์ บั เขมร เปน็ ไปในดา้ นการทำ� สงคราม บางคราวเมอ่ื เขมรมี การตอ่ สกู้ นั เองภายในกม็ กั จะเขา้ มาขอกองกำ� ลงั จากกรงุ ศรอี ยธุ ยาไปชว่ ย หรอื บางครง้ั เม่อื กรุงศรีอยุธยามศี กึ ตดิ พนั กับพม่าดา้ นตะวันตก เขมรก็จะยกทพั เขา้ มาตีหวั เมอื งดา้ นตะวันออกหรอื ยกก�ำลงั เข้ามากวาดตอ้ นผคู้ นไป ความสัมพันธก์ บั มลายู เมอื งตา่ ง ๆ ในดินแดนมลายู คือ ไทรบุรี ปัตตานี กลันตนั ตรังกานู เปน็ เมืองข้นึ ของกรงุ ศรีอยุธยา บางคราวเมืองปัตตานีก็แขง็ เมือง จนต้องสง่ กองก�ำลังไปปราบ จนถึงสมยั รตั นโกสนิ ทร์ ปตั ตานีจงึ รวมเป็น สว่ นหนง่ึ ของดินแดนไทยโดยสมบรู ณ์ ส่วนความสัมพนั ธก์ บั พม่าน้ัน มีความสมั พนั ธก์ นั ในดา้ นการท�ำสงคราม เป็นส่วนใหญ่ นอกจากมีอาณาเขตติดกันแล้ว กรุงศรีอยุธยากับพม่ามักมีเรื่อง กระทบกระทง่ั กนั ประการสำ� คญั หากพมา่ มอี ำ� นาจเหนอื กรงุ ศรอี ยธุ ยา บรรดา เมืองข้ึนตา่ ง ๆ ของพม่ากจ็ ะไมก่ ล้าแขง็ เมืองเพราะเห็นว่า พมา่ สามารถปราบ กรุงศรีอยุธยาท่ีถือว่ามีอ�ำนาจใกล้เคียงกันได้ ไทยกับพม่าจึงท�ำสงครามติดพัน กนั อยู่เสมอ พระราชานสุ าวรยี ส์ มเด็จพระสรุ โิ ยทัย บริเวณทุ่งมะขามหยอ่ ง อ�ำเภอพระนครศรอี ยุธยา จังหวดั พระนครศรีอยุธยา 94
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ขณะนั้นกษัตริย์พม่า คือ พระเจ้า ตะเบงชะเวตี้ ยกทพั เขา้ มาตีกรุงศรีอยุธยา ครั้งสำ� คัญคือ พ.ศ. ๒๐๙๑ ในการ รบกับพมา่ คร้งั น้ี สมเด็จพระสุรโิ ยทัย พระมเหสีของสมเดจ็ พระมหาจกั รพรรดิ ทรงช้างออกศึกด้วย เม่ือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงชนช้างกับพระเจ้าแปร และทรงเพลย่ี งพลำ�้ สมเดจ็ พระสรุ โิ ยทยั ทรงขบั ชา้ งเขา้ ไปชว่ ยจงึ ถกู พระเจา้ แปร ฟันส้นิ พระชนม์ พระราเมศวรกบั พระมหนิ ทราธริ าช พระราชโอรสช่วยกนั เชิญ พระศพสมเดจ็ พระสรุ ิโยทัยกลบั เข้าเมอื ง ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๑๑๒ สมัยสมเด็จพระมหนิ ทราธิราช พระเจ้าบเุ รงนอง กษัตริย์พม่ายกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก กรุงศรีอยุธยาอ่อนล้าจากการ ท�ำศึกติดกันหลายคร้ัง จนกระท่ังเสียกรุงศรีอยุธยาในปีน้ี นับเป็นการเสียกรุง ครงั้ ท่ี ๑ เม่ือเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๒๑๑๒ กรุงศรีอยุธยาพยายามหาทาง กอู้ สิ รภาพคืนมา ใน พ.ศ. ๒๑๑๔ สมเดจ็ พระมหาธรรมราชา โปรดให้สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชพระราชโอรสเสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก ซ่ึงเป็นการ เตรยี มการอยา่ งหนงึ่ ทจ่ี ะกอบกอู้ สิ รภาพ สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชเสดจ็ พระ ราชสมภพท่ีเมืองพิษณุโลก จึงทรงคุ้นเคยกับบ้านเมืองและเป็นท่ียินดีของชาว เมือง ประกอบกับพระองค์เคยประทับท่ีเมืองหงสาวดีถึง ๖ ปี ในฐานะองค์ ประกนั ทำ� ใหท้ รงเรียนรคู้ วามเป็นไปของพม่าเป็นอย่างดี สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงไว้วางพระทัยให้สมเด็จพระนเรศวร มหาราชรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องการท�ำศึกสงคราม เหตุการณ์ส�ำคัญครั้งหน่ึง เมอื่ พมา่ ใหก้ รงุ ศรอี ยธุ ยาสง่ กองทพั ไปปราบกบฏเมอื งคงั ใน พ.ศ. ๒๑๒๔ ครงั้ นน้ั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงแสดงความสามารถตเี มอื งคงั ได้ และทรงทราบ ว่าเมืองขึ้นของพม่าหลายเมืองตา่ งรอโอกาสจะแข็งเมอื ง สว่ นกรงุ ศรีอยธุ ยานนั้ พม่าเร่มิ ไมไ่ ว้วางใจเน่ืองจากมคี วามเข้มแขง็ ขึ้นอยา่ งมาก ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๑๒๗ พระเจ้าอังวะเปน็ กบฏ พม่าขอให้กรงุ ศรีอยุธยา ยกทพั ไปชว่ ยปราบกบฏเชน่ เคย ครงั้ นน้ั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงนำ� ทพั ไป และทรงออกอุบายเดินทัพช้า ๆ ให้พระเจ้านันทบุเรงยกทัพไปปราบเมือง 95
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย อังวะก่อน เมื่อทรงยกทัพถึงเมืองแครง จึงโปรดให้หยุดทัพเพ่ือรอข่าวศึก ขณะนนั้ พระมหาอปุ ราชไดค้ ดิ อบุ ายใหพ้ ระยาเกยี รติพระยารามขนุ นางชาวมอญ ซงึ่ คนุ้ เคยกบั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชมาคอยรบั สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ที่เมืองแครง และได้ทรงสั่งเป็นความลับว่า พระมหาอุปราชจะยกทัพเข้าตีทัพ สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชแลว้ ใหพ้ ระยาเกยี รติ พระยาราม ยกทพั ตขี นาบหลงั แต่มบี ุคคลผู้หนึ่งคือ พระมหาเถรคันฉอ่ ง ผ้เู ป็นอาจารยข์ องพระยาเกยี รตแิ ละ พระยารามได้เกล้ียกล่อมให้ท้ังสองท่านไปอยู่ข้างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามจึงแจ้งความท่ีสมเด็จพระมหาอุปราชทรงวาง อุบายไว้ เม่ือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทราบจึงเรียกประชุมทัพแล้ว ประกาศอสิ รภาพไมเ่ ปน็ เมอื งขน้ึ แกพ่ มา่ อกี ตอ่ ไป ณ เมอื งแครง เมอื่ พ.ศ. ๒๑๒๗ กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองข้ึนของพม่าอยู่เป็นเวลา ๑๕ ปี เมื่อเสด็จกลับมายัง กรงุ ศรอี ยธุ ยาไดก้ ราบทลู เรอื่ งราวแกส่ มเดจ็ พระมหาธรรมราชาทรงทราบ และ ทรงเตรยี มการรับศึกพมา่ พระบรมราชานุสาวรยี ส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราชทรงหล่ังทักษโิ ณทกประกาศอสิ รภาพ มหาวิทยาลัยนเรศวร จงั หวัดพิษณโุ ลก 96
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย พ.ศ. ๒๑๒๙ พม่ายกกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่สามารถตีได้ กรุงศรีอยุธยาใช้วิธีจู่โจมตัดก�ำลังเส้นทางส่งเสบียงอาหาร สมเด็จพระนเรศวร มหาราชทรงน�ำทหารโจมตีค่ายพม่า คร้ังหนึ่งขณะเข้าโจมตีค่ายพม่าทรงคาบ ดาบไวใ้ นพระโอษฐ์ จงึ เปน็ ทมี่ าของชอื่ “พระแสงดาบคาบคา่ ย” พมา่ ลอ้ มเมอื ง อยู่ ๕ เดอื น กถ็ อยทพั กลบั ไปเนอื่ งจากขาดเสบยี งอาหารและใกลถ้ งึ ฤดนู ำ�้ หลาก พ.ศ. ๒๑๓๓ ในปนี สี้ มเดจ็ พระมหาธรรมราชาเสดจ็ สวรรคต สมเดจ็ พระ นเรศวรมหาราชเสด็จข้ึนครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา พม่าถือ โอกาสทผี่ ลดั แผน่ ดนิ ยกทพั มาตี สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราชโปรดใหย้ กกองทพั ไปต้านทัพพมา่ นอกเมือง และสามารถตที ัพพมา่ แตกพา่ ยไป พ.ศ. ๒๑๓๕ สงครามยุทธหัตถี เป็นสงครามครง้ั สำ� คัญ หลังจากพม่า พ่ายแพใ้ นการรบเมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๓ พระมหาอุปราชเปน็ แมท่ พั ยกก�ำลงั จ�ำนวน มากเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ หลังเข้ามาต้ังทัพที่ต�ำบลตระพังตรุ เมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชอนุชา ทรงยกกองทัพไปตั้งที่ต�ำบลหนองสาหร่าย สงครามคร้ังน้ีมี เหตุการณ์ส�ำคัญเกิดข้ึน ในขณะที่ต่อสู้กันนั้น ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร มหาราชรกุ เขา้ ไปอยใู่ นวงลอ้ มทพั หลวงของพระมหาอปุ ราช สมเดจ็ พระนเรศวร มหาราชทรงแสดงพระราชปฏภิ าณ โดยทรงกลา่ วเชญิ พระมหาอปุ ราชใหก้ ระทำ� ยุทธหัตถี คือ ชนช้างต่อสู้กัน อันถือเป็นเกียรติยศอย่างสูงส�ำหรับการต่อสู้ ระหว่างแม่ทัพต่อแม่ทัพ พระมหาอุปราชทรงยอมรับ และได้กระท�ำยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีชัยชนะในการกระท�ำยุทธหัตถี ทรงใช้พระแสง ของ้าวฟันพระมหาอุปราชส้ินพระชนม์ ฝ่ายพม่าแตกพ่ายไป ถือเป็นชัยชนะ ครั้งสำ� คัญของกรุงศรีอยุธยา และการกระทำ� ยทุ ธหัตถีหลังจากคร้งั นแ้ี ลว้ ก็มิได้ มีข้ึนอีก ทางราชการไทยได้ถือเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระท�ำ ยทุ ธหตั ถมี ชี ยั ตอ่ พระมหาอปุ ราชซงึ่ ตรงกบั วนั ที่ ๑๘ มกราคม เปน็ วนั กองทพั ไทย หลังจากชัยชนะคร้ังน้ัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราชโปรดให้สร้างเจดีย์ไว้ตรง บริเวณที่ชนช้างกับพระมหาอุปราช เรียกว่าเจดีย์ยุทธหัตถี และโปรดให้สร้าง พระเจดยี ว์ ดั ใหญช่ ยั มงคลทก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ อนสุ รณใ์ นชยั ชนะครง้ั นนั้ อกี ดว้ ย 97
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ภาพจติ รกรรมฝาผนงั เลา่ เรอ่ื งสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำ� ยทุ ธหตั ถกี บั พระมหาอปุ ราช วดั สวุ รรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา หลังสงครามยุทธหัตถี พระเกียรติยศของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เลอื่ งลอื ไปทว่ั ประกอบกบั พมา่ มปี ญั หาการแยง่ ชงิ ความเปน็ ใหญภ่ ายในประเทศ จงึ มไิ ดย้ กทพั เขา้ มาอกี เปน็ เวลานานถงึ ๑๕๐ ปี หลงั จากนนั้ บา้ นเมอื งอยใู่ นความ สงบ เป็นช่วงเวลาของการทะนุบ�ำรุงบ้านเมือง สิ่งส�ำคัญคือการติดต่อสัมพันธ์ กบั ตา่ งชาติ ทั้งตะวนั ออกและตะวนั ตก คือ โปรตุเกส ฮอลนั ดา อังกฤษ ฝรง่ั เศส จีน และญป่ี ุน่ ฮอลันดา เข้ามาติดต่อในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๗ ในช่วงนั้นฮอลันดามีข้อขัดแย้งกับโปรตุเกส ซึ่งเป็นชาติท่ีเข้ามา มบี ทบาทในราชสำ� นกั อยกู่ อ่ น แตฮ่ อลนั ดามคี วามสามารถในการเดนิ เรอื มากกวา่ การค้าของโปรตเุ กสอยู่ในพระราชปู ถัมภ์ของพระมหากษัตรยิ ์ ขณะทฮี่ อลนั ดา อยู่ในรูปของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา จึงมีความคล่องตัวในการ ดำ� เนนิ กจิ การมากกวา่ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกรงุ ศรอี ยธุ ยากบั ฮอลนั ดาแนน่ แฟน้ มากขึ้นเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถส่งคณะทูตพร้อมเคร่ืองราชบรรณาการ 98
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ไปถวายพระเจา้ มอรีสแห่งราชวงศอ์ อเรนจ์ เมือ่ พ.ศ. ๒๑๕๐ นับเป็นครั้งแรก ทก่ี รงุ ศรีอยธุ าส่งคณะทตู เดินทางไปเจรญิ สมั พันธไมตรกี ับชาตใิ นยโุ รป สมัยพระเจ้าปราสาททอง ฮอลันดาได้ตั้งสถานีการค้าอย่างม่ันคงท่ี กรุงศรีอยุธยา และมีก�ำไรในการคา้ อย่างมาก ทั้งยังชว่ ยเหลอื ในการปราบกบฏ ที่ปัตตานี แต่ส่งเรือไปช่วยช้าเกินไปท�ำให้ไม่สามารถปราบกบฏได้เนื่องจาก ขาดเสบียง พระเจ้าปราสาททองทรงไม่พอพระทัย และทรงไม่ไว้วางพระทัย ฮอลันดาแต่สามารถรอมชอมกันได้ในเวลาต่อมา ในตอนปลายสมัยพระเจ้า ปราสาททอง กจิ การของฮอลนั ดาเจรญิ ยง่ิ ขนึ้ เจา้ หนา้ ทข่ี องบรษิ ทั อนิ เดยี ตะวนั ออกของฮอลนั ดาผหู้ นง่ึ คอื เยเรเมยี ส ฟาน ฟลตี หรอื ทร่ี จู้ กั กนั ทวั่ ไปวา่ วนั วลติ เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระเจ้าปราสาททอง เขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ ประวตั ิศาสตรไ์ ว้ คอื พงศาวดารกรงุ ศรีอยุธยา พรรณนาเร่อื งอาณาจักรสยาม และจดหมายเหตุ ฟาน ฟลีต ถือเปน็ เอกสารประวตั ิศาสตรส์ มยั อยธุ ยาทสี่ �ำคญั ต่อมากรุงศรีอยุธยาได้ท�ำสัญญาการค้ากับฮอลันดา ยอมให้ฮอลันดา ผกู ขาดการคา้ หนงั สตั ว์ และหา้ มไมใ่ หช้ าวไทยใชช้ าวจนี เปน็ ลกู เรอื ในการเดนิ เรอื ค้าขาย อนั เป็นการตัดหนทางการคา้ ของกรุงศรีอยธุ ยา ซงึ่ จำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั ลกู เรอื ชาวตา่ งชาตโิ ดยเฉพาะชาวจนี ทำ� ใหเ้ กดิ ความระแวงในอทิ ธพิ ลของฮอลนั ดา เป็นเหตุให้ฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาทในราชส�ำนัก โดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระ นารายณม์ หาราช องั กฤษ เขา้ มาติดตอ่ ในสมัยพระเจ้าทรงธรรมเมือ่ พ.ศ. ๒๑๕๕ ได้มา เปิดสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยา มีการค้าขายกับปัตตานีและเชียงใหม่ด้วย แต่อังกฤษถูกฮอลนั ดาขดั ขวางด้านการค้า จึงไมป่ ระสบผลส�ำเรจ็ มากนัก และ ไดย้ กเลกิ สถานีการคา้ ที่กรุงศรีอยุธยาและปตั ตานี เม่อื พ.ศ. ๒๑๖๕ หลังจาก นน้ั มเี รอื องั กฤษแวะเขา้ มาทก่ี รงุ ศรอี ยธุ ยาบา้ งเปน็ ครง้ั คราว และเขา้ มาตง้ั สถานี การค้าอีกคร้ังในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแต่ไม่ประสบผลส�ำเร็จ นอกจากน้ัน กรุงศรีอยุธยากับอังกฤษยังมีข้อขัดแย้งกันจนถึงกับมีการรบกัน ที่เมืองมะริด เม่ือ พ.ศ. ๒๒๓๐ จึงยกเลิกกิจการค้าท้ังหมด จนล่วงเข้าสมัย รตั นโกสินทร์จึงได้เขา้ มามีบทบาทใหม่อกี ครั้งหนง่ึ 99
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย ฝรั่งเศส เป็นชาวตะวันตกชาติส�ำคัญท่ีเข้ามามีบทบาทด้านการเมือง และการค้าในสมัยอยุธยา ฝรั่งเศสเข้ามาติดต่อในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชเมอื่ พ.ศ. ๒๒๐๕ โดยคณะบาทหลวงเขา้ มาเผยแผค่ รสิ ตศาสนา สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชทรงอนุญาตให้ผู้มีศรัทธานับถือศาสนาคริสต์ได้ คณะ บาทหลวงหวังจะเกลี้ยกล่อมให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงหันไปนับถือ ศาสนาครสิ ต์ และจะใชก้ รงุ ศรอี ยธุ ยาเปน็ ศนู ยก์ ลางในการเผยแผศ่ าสนาในทวปี เอเชีย แต่ไม่เป็นผลส�ำเร็จ ส่วนไทยหวังจะให้ฝร่ังเศสดุลย์อ�ำนาจกับฮอลันดา เนือ่ งจากพระเจ้าหลยุ สท์ ่ี ๑๔ ของฝรั่งเศสเป็นกษตั ริย์ท่มี ีอำ� นาจมาก ฝร่ังเศสเข้ามาต้ังสถานีการค้าท่ีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๑๖ และใน พ.ศ. ๒๒๒๓ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี กับฝร่ังเศส โดยมีออกญาพิพัฒนราชไมตรีเป็นราชทูต แต่เรือของคณะทูต อับปางลงบริเวณชายฝั่งตะวันออกของเกาะมาดากัสการ์ ต่อมาพระเจ้าหลุยส์ ท่ี ๑๔ ได้ส่งคณะทูตเขา้ มายงั กรงุ ศรีอยธุ ยาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘ โดยมเี ชอวาเลีย เดอ โชมองต์ เป็นหัวหน้าคณะ ไทยได้ท�ำสัญญาให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ ฝร่ังเศสหลายประการ หลังจากนั้นสมเด็จพระนารายณ์ได้ส่งคณะทูตไปเจริญ สัมพันธไมตรีกับฝร่ังเศส โดยมีออกพระวิสุทธสุนทร (โกษาปาน) เป็นราชทูต คณะราชทูตเดินทางถึงกรงุ ปารสี เม่อื วนั ที่ ๑๘ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๒๒๙ ฝรงั่ เศส ต้อนรับคณะทูตอย่างย่ิงใหญ่ นอกจากไทยกับฝรั่งเศสจะมีความสัมพันธ์อันดี มีการค้าขาย การเผยแผ่ศาสนา ผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือไทยได้รับความรู้ วิทยาการก้าวหน้าของตะวันตกจากฝร่ังเศส มีชาวฝร่ังเศสที่เข้ามารับราชการ ส�ำคญั เช่น เดอ ลามาร์ เป็นวิศวกร ได้สรา้ งปอ้ มไวห้ ลายแหง่ และ เดอ ฟอร์ แบง เปน็ ครฝู กึ ทหาร อยา่ งไรกต็ าม ความสมั พนั ธข์ องไทยกบั ฝรง่ั เศสมเี รอื่ งกระทบกบั การเมอื ง ภายในของไทย เม่ือคอนสแตนติน ฟอลคอน นักแสวงโชคชาวกรีกเข้ามารับ ราชการในราชสำ� นกั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราช โปรดใหเ้ ปน็ ออกญาวไิ ชเยนทร์ มีอ�ำนาจมาก ออกญาวิไชเยนทร์มีแผนการยึดอ�ำนาจการปกครองโดยอาศัย กองก�ำลังทหารฝร่ังเศส และมีแผนการลับจะยึดเมืองเพชรบุรีและเมือง บางกอก เปน็ เหตใุ หพ้ ระเพทราชา ซงึ่ เปน็ ขนุ นางคนสำ� คญั ยดึ อำ� นาจและขบั ไล่ 100
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208